Page 1

รายงาน เรื่ อง ระบบคอมพิวเตอร์

จัดทำาโดย นางสาว อักษร

จูส้ ัน

รหัสนักศึกษา 564152028

นางสาว พรรณิ ดา

ระนะสวาย

รหัสนักศึกษา 564152031

นางสาว เกษราภรณ์

ยุงรัมย์

รหัสนักศึกษา 564152050

นางสาว อัญคณา

หอมอุดม

รหัสนักศึกษา 564152054

นางสาว สุ วนันท์

เทพพันธุ์

รหัสนักศึกษา 564152063

เสนอ อาจารย์ สุ จิตตรา จันทร์ลอย รายงานนี้เป็ นส่ วนหนึ่งของรายวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารสำาหรับครู PC 54504 ภาคเรี ยนที่ 1/2556 มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บา้ นจอมบึง


คำำนำำ รายงานฉบับนี้ เป็ นส่วนหนึ่งของรายวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารสำาหรับครู จัดทำาขึ้ นเพื่อ ศึกษาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ในเรื่ องยุคของคอมพิวเตอร์ ประเภทของคอมพิวเตอร์ ส่ วนประกอบของ คอมพิวเตอร์ และประโยชน์ในการใช้คอมพิวเตอร์ ซึ งคณะผูจ้ ดั ทำาหวังว่ารายงานฉบับนี้ จะเป็ นประโยชน์ต่อ ผูท้ ี่สนใจไม่มากก็นอ้ ย

คณะผูจ้ ดั ทำา

สำรบัญ


เรื่อง ยุคของคอมพิวเตอร์ ลักษณะและประเภทของคอมพิวเตอร์ ส่ วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ประโยชน์ของการใช้คอมพิวเตอร์

หน้ ำ 1-3 4-6 7 - 15 16

ยุคของคอมพิวเตอร์ ยุคของคอมพิวเตอร์ สามารถแบ่งได้เป็ น 5 ยุค ดังนี้ คือ 1 คอมพิวเตอร์ ยุคหลอดสู ญญำกำศ (พ.ศ. 2488-2501) อยูร่ ะหว่างปี พ.ศ. 2488 ถึง พ.ศ. 2501 เป็ นคอมพิวเตอร์ ที่ใช้หลอดสุ ญญากาศซึ่งใช้กาำ ลังไฟฟ้ าสู ง จึงมี ปั ญหาเรื่ องความร้อนและไส้หลอดขาดบ่อย ถึงแม้จะมีระบบระบายความร้อนที่ดีมาก การสัง่ งานใช้ภาษา เครื่ องซึ่งเป็ นรหัสตัวเลขที่ยงุ่ ยากซับซ้อน เครื่ องคอมพิวเตอร์ของยุคนี้ มีขนาดใหญ่โต เช่น มาร์ค วัน (MARK I), อีนิแอค (ENIAC), ยูนิแวค (UNIVAC)


มาร์ค วัน

อินิแอค

ยูนิแวค

2 คอมพิวเตอร์ ยุคทรำนซิสเตอร์ (พ.ศ.2502-2507) คอมพิวเตอร์ ยคุ ที่สอง อยูร่ ะหว่างปี พ.ศ. 2502 ถึง พ.ศ. 2506 เป็ นคอมพิวเตอร์ ที่ใช้ทรานซิสเตอร์ โดยมีแกน เฟอร์ ไรท์เป็ นหน่วยความจำา มีอุปกรณ์เก็บข้อมูลสำารองในรู ปของสื่ อบันทึกแม่เหล็ก เช่น จานแม่เหล็ก ส่ วน ทางด้านซอฟต์แวร์กม็ ีการพัฒนาดีข้ ึน โดยสามารถเขียนโปรแกรมด้วยภาษาระดับสูงซึ่งเป็ นภาษาที่เขียน เป็ นประโยคที่คนสามารถเข้าใจได้ เช่น ภาษาฟอร์ แทน ภาษาโคบอล เป็ นต้น ภาษาระดับสู งนี้ ได้มีการ พัฒนาและใช้งานมาจนถึงปัจจุบนั

3 คอมพิวเตอร์ ยุควงจรรวม (พ.ศ.2508-2512) คอมพิวเตอร์ ยคุ ที่สาม อยูร่ ะหว่างปี พ.ศ. 2507 ถึง พ.ศ. 2512 เป็ นคอมพิวเตอร์ ที่ใช้วงจรรวม (Integrated Circuit : IC) โดยวงจรรวมแต่ละตัวจะมีทรานซิสเตอร์ บรรจุอยูภ่ ายในมากมายทำาให้เครื่ องคอมพิวเตอร์ จะ ออกแบบซับซ้อนมากขึ้น และสามารถสร้างเป็ นโปรแกรมย่อย ๆ ในการกำาหนดชุดคำาสัง่ ต่าง ๆ ทางด้าน ซอฟต์แวร์ กม็ ีระบบควบคุมที่มีความสามารถสู งทั้งในรู ประบบแบ่งเวลาการทำางานให้กบั งานหลาย ๆ อย่าง


4 คอมพิวเตอร์ ยุควีแอลเอสไอ (พ.ศ.2513-2532) คอมพิวเตอร์ ยคุ ที่สี่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 จนถึงปั จจุบนั เป็ นยุคของคอมพิวเตอร์ ที่ใช้วงจรรวมความจุสูง มาก(Very Large Scale Integration : VLSI) เช่น ไมโครโพรเซสเซอร์ ที่บรรจุทรานซิสเตอร์ นบั หมื่นนับแสน ตัว ทำาให้ขนาดเครื่ องคอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลงสามารถตั้งบนโต๊ะในสำานักงานหรื อพกพาเหมือนกระเป๋ า หิ้ วไปในที่ต่าง ๆ ได้ ขณะเดียวกันระบบซอฟต์แวร์ กไ็ ด้พฒั นาขีดความสามารถสู งขึ้ นมาก มีโปรแกรมสำาเร็ จ ให้เลือกใช้กนั มากทำาให้เกิดความสะดวกในการใช้งานอย่างกว้างขวาง

5 คอมพิว เตอร์ย ุค เครือ ข่า ย (พ.ศ.2533-ปัจ จุบ ัน ) คอมพิวเตอร์ ยคุ ที่หา้ เป็ นคอมพิวเตอร์ที่มนุษย์พยายามนำามาเพื่อช่วยในการตัดสิ นใจและแก้ปัญหาให้ดียิ ง่ ขึ้น โดยจะมีการเก็บความรอบรู้ต่าง ๆ เข้าไว้ในเครื่ อง สามารถเรี ยกค้นและดึงความรู ้ที่สะสมไว้มาใช้งานให้เป็ น ประโยชน์ คอมพิวเตอร์ยคุ นี้ เป็ นผลจากวิชาการด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ประเทศ ต่างๆ ทัว่ โลกไม่วา่ จะเป็ นสหรัฐอเมริ กา ญี่ปุ่น และประเทศในทวีปยุโรปกำาลังสนใจค้นคว้าและพัฒนาทาง ด้านนี้กนั อย่างจริ งจัง


ลักษณะและประเภทของคอมพิวเตอร์ ลักษณะและประเภทของคอมพิวเตอร์ แบ่งเป็ น 4 ประเภท 1. ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ (Supercomputer) 2. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computer) 3. มินิคอมพิวเตอร์ (Minicomputer) 4. ไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer) ซุปเปอร์ คอมพิวเตอร์ (Supercomputer) เป็ นคอมพิวเตอร์ที่มีประสิ ทธิภาพในการทำางานสูง มีขนาดของความจำามาก ตั้งอยูใ่ นห้องที่สามารถปรับ อุณหภูมิได้ มีความสามารถในการประมวลผลสูงที่สุด โดยทัว่ ไปสร้างขึ้นเป็ นการเฉพาะเพื่องานด้าน วิทยาศาสตร์ ที่ตอ้ งการการประมวลผลซับซ้อน และต้องการความเร็ วสูง เช่น งานวิจยั ขีปนาวุธ งานโครงการ อวกาศสหรัฐ (NASA) งานสื่ อสารดาวเทียม หรื องานพยากรณ์อากาศ เป็ นต้น


เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computer) หมายถึง เครื่ องประมวลผลข้อมูลที่มีส่วนความจำาและความเร็ วน้อยลง สามารถใช้ขอ้ มูลและคำาสัง่ ของ เครื่ องรุ่ นอื่นในตระกูล (Family) เดียวกันได้ โดยไม่ตอ้ งดัดแปลงแก้ไขใดๆ นอกจากนั้นยังสามารถทำางาน ในระบบเครื อข่าย (Network) ได้เป็ นอย่างดี โดยสามารถเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์ที่เรี ยกว่า เครื่ องปลายทาง (Terminal) จำานวนมากได้ สามารถทำางานได้พร้อมกันหลายงาน (Multi Tasking) และใช้งานได้พร้อมกัน หลายคน (Multi User) ปกติเครื่ องชนิดนี้ นิยมใช้ในธุรกิจขนาดใหญ่ มีราคาตั้งแต่สิบล้านบาทไปจนถึงหลาย ร้อยล้านบาท ตัวอย่างของเครื่ องเมนเฟรมที่ใช้กนั แพร่ หลายก็คือ คอมพิวเตอร์ของธนาคารที่เชื่อมต่อไปยังตู ้ ATM และสาขาของธนาคารทัว่ ประเทศนัน่ เอง


มินิคอมพิวเตอร์ (Mini Computer) ธุรกิจและหน่วยงานที่มีขนาดเล็กไม่จาำ เป็ นต้องใช้คอมพิวเตอร์ ขนาดเมนเฟรมซึ่ งมีราคาแพง ผูผ้ ลิต คอมพิวเตอร์ จึงพัฒนาคอมพิวเตอร์ให้มีขนาดเล็กและมีราคาถูกลง เรี ยกว่า เครื่ องมินิคอมพิวเตอร์ โดยมี ลักษณะพิเศษในการทำางานร่ วมกับอุปกรณ์ประกอบรอบข้างที่มีความเร็ วสูงได้ มีการใช้แผ่นจานแม่เหล็ก ความจุสูงชนิดแข็ง (Harddisk) ในการเก็บรักษาข้อมูล สามารถอ่านเขียนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ ว หน่วยงาน และบริ ษทั ที่ใช้คอมพิวเตอร์ขนาดนี้ ได้แก่ กรม กอง มหาวิทยาลัย ห้างสรรพสิ นค้า โรงแรม โรงพยาบาล และโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ

ไมโครคอมพิว เตอร์ (Micro Computer) หมายถึง เครื่องประมวลผลข้อมูลขนาดเล็ก มีส่วนของหน่วยความจำา และความเร็วในการประมวลผลน้อยที่สุด สามารถใช้งานได้ด้วยคน เดียว จึงมักถูกเรียกว่า คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer : PC) ปัจจุบัน ไมโครคอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพสูงกว่าในสมัยก่อนมาก อาจเท่ากับหรือมากกว่าเครื่องเมนเฟรมในยุคก่อน นอกจากนั้นยังราคา ถูกลงมาก ดังนั้นจึงเป็นที่นิยมใช้มาก ทั้งตามหน่วยงานและบริษัทห้าง


ร้าน ตลอดจนตามโรงเรียน สถานศึกษา และบ้านเรือน บริษัทที่ผลิต ไมโครคอมพิวเตอร์ออกจำาหน่ายจนประสบความสำาเร็จเป็นบริษัทแรก คือ บริษัทแอปเปิลคอมพิวเตอร์ เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ จำาแนกออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ 1.แบบติดตั้งใช้งานอยู่กับที่บนโต๊ะทำางาน (Desktop Computer) 2.แบบเคลื่อนย้ายได้ (Portable Computer) สามารถพกพาติดตัว อาศัย พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่จากภายนอก ส่วนใหญ่มักเรียกตาม ลักษณะของการใช้งานว่า Laptop Computer หรือ Notebook Computer

ส่ วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ส่ วนประกอบของคอมพิวเตอร์ และหลักการทำางานของคอมพิวเตอร์ จะมีวงจรการทำางานพื้นฐาน 4 อย่าง


1.ส่วนรับข้อมูล (Input Unit) 2.ส่วนประมวลผลข้อมูล (Central Processing Unit) 3.ส่วนแสดงผล (Output Unit) 4.หน่วยความจำา (Memory Unit) 1.ส่วนรับข้อมูล (Input Unit) ทำาหน้าที่รับข้อมูลจากผู้ใช้เข้าสู่หน่วยความจำาหลัก ปัจจุบันอุปกรณ์ มากมายแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ได้ดังนี้ Keyboard (คีย์บอร์ด) Keyboard เป็นอุปกรณ์หลักที่ใช้ในการนำาข้อมูลลงในเครื่อง คอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นปุ่มตัวอักษรเหมือนปุ่มเครื่องพิมพ์ดด ี เป็น อุปกรณ์รับเข้าพื้นฐานที่ตอ ้ งมีในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง จะรับข้อมูลจาก การกดแป้นแล้วทำาการเปลี่ยน เป็นรหัสเพื่อส่งต่อไปให้กับคอมพิวเตอร์ แป้นพิมพ์ที่ใช้ในการป้อนข้อมูลจะมีจำานวนตั้งแต่ 50 แป้นขึ้นไป แผง แป้นอักขระส่วนใหญ่มีแป้นตัวเลขแยกไว้ต่างหาก เพื่อทำาให้การป้อน ข้อมูลตัวเลขทำาได้ง่ายและสะดวกขึ้น การวางตำาแหน่งแป้นอักขระ จะ เป็นไปตามมาตรฐานของระบบพิมพ์สัมผัสของเครื่องพิมพ์ดด ี ที่มีการใช้ แป้นยกแคร่ (shift) เพื่อทำาให้สามารถใช้พิมพ์ได้ทั้งตัวอักษร ตัวพิมพ์ ใหญ่ และตัวพิมพ์เล็ก ซึ่งระบบรับรหัสตัวอักษรที่ใช้ในทางคอมพิวเตอร์ ส่วนใหญ่จะเป็นรหัส 7 หรือ 8 บิต กล่าวคือ เมื่อมีการกดแป้นพิมพ์ แผง แป้นอักขระจะส่งรหัสขนาด 7 หรือ 8 บิต นี้เข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์


Mouse (เมาส์) Mouse เป็นอุปกรณ์ที่ทำาหน้าที่ป้อนข้อมูลอย่างหนึ่งแต่ที่เห็นการทำางาน โดยทั่วไปจะเป็นตัวที่ใช้ควบคุมลูกศรให้เคลื่อนที่ไปยังตำาแหน่งต่างๆ บนจอภาพ เหมาะสำาหรับใช้งานเมื่อต้องเลือก หรือเลื่อนวัตถุต่างๆ บน จอ Mouse ต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ได้ 2 แบบ ได้แก่ 9 Pin, Serial Port และ PS/2 (Personal System Version2)

Scanner (สแกนเนอร์) สแกนเนอร์ คือ อุปกรณ์จับภาพและเปลี่ยนแปลงภาพ จากรูปแบบของ แอนาลอกเป็นดิจิตอล ซึ่งคอมพิวเตอร์ สามารถแสดง, เรียบเรียง, เก็บ รักษาและผลิตออกมาได้ ภาพนั้นอาจจะเป็นรูปถ่าย, ข้อความ, ภาพวาด หรือแม้แต่วัตถุสามมิติ


Webcam (เว็บแคม) เว็บแคมหรือชื่อเรียกเต็มๆว่า Web Camera (เว็บแคเมรา) แต่ในบางครั้ง ก็มีคนเรียกว่า Video Camera หรือ Video Conference เว็บแคมเป็น อุปกรณ์อินพุตที่ สามารถจับภาพเคลื่อนไหวของเราไปปรากฏในหน้า จอมอนิเตอร์ และสามารถส่งภาพเคลื่อนไหวนี้ผ่านระบบเครือข่ายเพื่อ ให้คนอีกฟากหนึ่งสามารถเห็นตัวเราเคลื่อนไหว ได้เหมือนอยู่ต่อหน้า ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์อีกตัวหนึ่ง และมีความจำาเป็นมากขึ้น เรื่อยๆ


Microphone (ไมโครโฟน) ไมโครโฟน คือ อุปกรณ์รับเสียงแล้วทำาการแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้า เพื่อประมวลผลในเครื่องขยายเสียงหรืออุปกรณ์ผสมเสียงอื่นๆ ไมโครโฟนจะประกอบด้วยขดลวดและแม่เหล็กเป็นหลัก เมื่อเสียงกระทบ ตัวรับในไมโครโฟนจะทำาให้ขดลวดสั่นสะเทือนตัดกับสนามแม่เหล็ก จึง ทำาให้เกิดสัญญาณไฟฟ้า ซึ่งเป็นหลักการทำางานตรงข้ามกับลำาโพง โดย ทั่วไปไมโครโฟนใช้รับเสียงพูดหรือเสียงร้องเพลง

Touch screen (ทัชสกรีน) ทัชสกรีน คือ จอภาพแบบสัมผัส ซึ่งเป็นจอภาพแบบพิเศษที่เป็นทั้ง อุปกรณ์แสดงผลข้อมูล และอุปกรณ์นำาเข้าข้อมูล มักนำาไปใช้กับธุรกิจ ร้านค้า โรงแรม สายการบิน พิพธ ิ ภัณฑ์ สถานบันเทิงคาราโอเกะ รวมถึง ธุรกิจธนาคาร เช่น เครื่องเอทีเอ็ม ซึ่งผู้ใช้งานเพียงแต่นำานิ้วหรือใช้แท่ง คล้ายดินสอหรือปากกา แตะ/กดลงบนตำาแหน่งที่ต้องการบนจอภาพ


2.ส่วนประมวลผลข้อมูล (Central Processing Unit) ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ที่จะขาดไม่ได้เลยคือหน่วยประมวลผลก ลาง หรือ ซีพียู เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โปรเซสเซอร์ (Processor) หรือ ชิป (chip) นับเป็นอุปกรณ์ ที่มีความสำาคัญมากที่สุดของฮาร์ดแวร์ เพราะ มีหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อนเข้ามาทางอุปกรณ์อินพุต ตามชุดคำาสั่ง หรือโปรแกรมที่ผู้ใช้ต้องการใช้งาน ส่วนประกอบของ หน่วยประมวลผลกลางนั้นประกอบไปด้วย 1. หน่วยคำานวณ และตรรกะ (Arithmetic & Logical Unit : ALU) 2. หน่วยควบคุม (Control Unit) 3. หน่วยความจำาหลัก (Main Memory)


3.ส่วนแสดงผล (Output Unit) หน่วยแสดงผล (Output Unit) ทำาหน้าที่แสดงผลลัพธ์จากคอมพิวเตอร์ โดยมากจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท 3.1) หน่วยแสดงผลชั่วคราว (Soft Copy) หมายถึง การแสดงผลออก มาให้ผู้ใช้ได้รับทราบในขณะนั้น แต่เมื่อเลิกการทำางานหรือเลิกใช้แล้ว ผลนั้นก็จะหายไป ไม่เหลือเป็นวัตถุให้เก็บได้ ถ้าต้องการเก็บผลลัพธ์นั้น ก็สามารถส่งถ่ายไปเก็บในรูปของข้อมูลในหน่วยเก็บข้อมูลสำารอง เพื่อ ให้สามารถใช้งานได้ในภายหลัง ได้แก่ จอภาพ (Monitor)

อุปกรณ์ฉายภาพ (Projector)

อุปกรณ์เสียง (Audio Output)


3.2) หน่วยแสดงผลถาวร (Hard Copy) หมายถึง การแสดงผลที่ สามารถจับต้อง และเคลื่อนย้ายได้ตามต้องการ มักจะออกมาในรูปของ กระดาษ ซึ่งผู้ใช้สามารถนำาไปใช้ในที่ต่าง ๆ หรือให้ผู้ร่วมงานดูในที่ใด ๆ ก็ได้ อุปกรณ์ที่ใช้เช่น

เครื่องพิมพ์ (Printer)

เครื่องพลอตเตอร์ (Plotter)


4.หน่วยความจำา (Memory Unit) หน่วยความจำา (Memory Unit) ทำาหน้าที่เก็บโปรแกรมหรือข้อมูลที่รับมา จากหน่วยรับข้อมูล เพื่อเตรียมส่งออกหน่วยประมวลผลกลางทำาการ ประมวลผล และรับผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล และเตรียมส่งออก หน่วยแสดงผลข้อมูลต่อไป ซึ่งหน่วยความจำาของคอมพิวเตอร์แบ่งออก เป็น 2 ประเภทหลักๆ ดังนี้ 4.1) หน่วยความจำาหลัก (Main Memory Unit) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการจดจำาข้อมูล และโปรแกรมต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่าง การประมวลผลของคอมพิวเตอร์ บางครั้งอาจเรียกว่า หน่วยเก็บข้อมูล หลัก (Primary storage) สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ 4.1.1) หน่วยความจำาหลักแบบอ่านได้อย่างเดียว (Read Only Memory - ROM) เป็นหน่วยความจำาแบบสารกึ่งตัวนำาชั่วคราวชนิดอ่าน ได้อย่างเดียว ใช้เป็นสื่อบันทึกในคอมพิวเตอร์ เพราะไม่สามารถบันทึก ซำ้าได้ (อย่างง่ายๆ) เป็นความจำาที่ซอฟต์แวร์หรือข้อมูลอยู่แล้ว และ พร้อมที่จะนำามาต่อกับไมโครโพรเซสเซอร์ได้โดยตรง หน่วยความจำา ประเภทนี้แม้ไม่มีไฟเลี้ยงต่ออยู่ ข้อมูลก็จะไม่หายไปจากน่วยความจำา (nonvolatile)


โดยทั่วไปจะใช้เก็บข้อมูลที่ไม่ต้องมีการแก้ไขอีกแล้วเช่น เก็บ โปรแกรมไบออส (Basic Input output System : BIOS) หรือเฟิร์มแวร์ ที่ ควบคุมการทำางานของคอมพิวเตอร์ใช้เก็บโปรแกรมการทำางานสำาหรับ เครื่องคิดเลขใช้เก็บโปรแกรมของคอมพิวเตอร์ที่ทำางานเฉพาะด้าน เช่น ในรถยนต์ที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมวงจร ควบคุมในเครื่องซักผ้า เป็นต้น

4.1.2) หน่วยความจำาหลักแบบแก้ไขได้ (Random Access Memory RAM) เป็นหน่วยความจำาหลัก ที่ใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ยุคปัจจุบัน หน่วยความจำาชนิดนี้ อนุญาตให้เขียนและอ่านข้อมูลได้ในตำาแหน่ง ต่างๆ อย่างอิสระ และรวดเร็วพอสมควร ซึ่งต่างจากสื่อเก็บข้อมูลชนิด อื่นๆ อย่างเทป หรือดิสก์ ที่มข ี ้อจำากัดในการอ่านและเขียนข้อมูล ที่ตอ ้ ง ทำาตามลำาดับก่อนหลังตามที่จัดเก็บไว้ในสื่อ หรือมีข้อกำาจัดแบบรอม ที่ อนุญาตให้อ่านเพียงอย่างเดียว


ข้อมูลในแรม อาจเป็นโปรแกรมที่กำาลังทำางาน หรือข้อมูลที่ใช้ในการ ประมวลผล ของโปรแกรมที่กำาลังทำางานอยู่ ข้อมูลในแรมจะหายไป ทันที เมื่อระบบคอมพิวเตอร์ถูกปิดลง เนื่องจากหน่วยความจำาชนิดนี้ จะ เก็บข้อมูลได้เฉพาะเวลาที่มีกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงเท่านั้น

4.2) หน่วยเก็บข้อมูลสำารอง (Secondary Storage Unit) สามารถแบ่งออกได้เป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 4 ประเภท ดังนี้ 4.2.1) แบบจานแม่เหล็ก เป็นอุปกรณ์สำารองข้อมูลที่เป็นลักษณะของ จานแม่เหล็กสำาหรับบันทึกข้อมูลไว้ภายใน Disk ได้รับความนิยมและใช้ งานมานานพอสมควรซึ่งเป็น ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ที่ใช้หลักๆ เลยในปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น ฮาร์ดดิสก์


4.2.2) แบบแสง เป็นสื่อเก็บข้อมูลสำารองที่ได้รับความนิยมมากใน ปัจจุบัน โดยใช้หลักการทำางานของแสง การจัดการข้อมูลจะคล้ายกับ แผ่นจานแม่เหล็ก ต่างกันที่การแบ่งจะเป็นรูปก้นหอย และเริ่มเก็บบันทึก ข้อมูลจากส่วนด้านในออกมาด้านนอก ที่เป็นที่นิยมและรู้จักกันดี เช่น CD , DVD

4.2.3) แบบเทป เป็นสื่อเก็บข้อมูลที่สามารถเก็บข้อมูลได้เป็นจำานวน มากและเข้าถึงข้อมูลแบบเรียงลำาดับต่อเนื่องกันไป มีการผลิตขึ้นมา หลากหลายขนาดแตกต่างกันไป เช่น DAT และ QIC เป็นต้นปัจจุบันไม่ ค่อยถือเป็น ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์

4.2.4) แบบอื่นๆ เป็นสื่อเก็บข้อมูลแบบใหม่ที่พบได้ทั่วไปในปัจจุบัน มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น Flash Drive, Thumb Drive , Handy


Drive เป็นต้น อีกชนิดคือ Memory Card เพื่อใช้เก็บข้อมูลในกล้อง ดิจิตอลแบบพกพา

ประโยชน์ข องการใช้ค อมพิว เตอร์ ประโยชน์ของการใช้คอมพิวเตอร์ 1. ทันสมัย / ทันเหตุการณ์ / ทันข้อมูลข่าวสาร / ทันโลก ช่วยให้เรา สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ทั่วโลก 2. ช่วยให้การเรียน การทำางาน ทันสมัยและได้รับความสะดวกมากยิ่ง ขึ้น เช่น ได้เรียนรู้จากสื่อที่ทันสมัยที่สร้างด้วยคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า โปรแกรม CAI 3. เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่ดีเยี่ยม ช่วยในการค้นคว้าหาความรู้เป็นห้อง สมุดขนาดใหญ่ 4. ช่วยรับ - ส่งข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว 5. ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด เช่น เกม ดูภาพยนตร์ ฟังเพลง ร้อง เพลง 6. ช่วยสร้างงานศิลปะ ออกแบบชิ้นงานได้อย่างสร้างสรรค์ สวยงาม แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ


1. ประโยชน์ทางตรง ช่วยให้มนุษย์ทำางานได้โดยตรงคือคอมพิวเตอร์ ทำางานได้เที่ยงตรง รวดเร็ว ไม่เหน็ดเหนื่อย ช่วยผ่อนแรงมนุษย์ ในด้าน ต่าง ๆ เช่น ด้านการคำานวณ พิมพ์งาน บันทึกข้อมูล ประมวลผล ไม่ว่าจะเป็น หน่วยงานในแวดวงใน หากนำาคอมพิวเตอร์เข้าช่วยงาน จะช่วยแบ่งเบาภาระงานได้เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ 2. ประโยชน์ทางอ้อม คอมพิวเตอร์ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น ช่วยในการเรียนรู้ให้ความ บันเทิงความรู้ ช่วยงานบันเทิงพัฒนางานด้านต่าง ๆ เพื่อพัฒนา เทคโนโลยีอันส่งผลให้ความเป็นอยู่ของมนุษย์ดข ี ึ้น เป็นต้น

บรรณานุก รม ที่ม า วัน ที่ส ืบ ค้น http://www.chandra.ac.th

22 สิ งหาคม 2556

http://www.oknation.net http://www.thaigoodview.com http://www.com5dow.com

31 สิ งหาคม 2556 31 สิ งหาคม 2556 31 สิ งหาคม 2556


http://www.thaigoodview.com

31 สิ งหาคม 2556

รายงานคอมพิวเตอร์  

รายงาน เรื่องระบบคอมพิวเตอร์

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you