Page 1

สารปวย นิตยสารรายเดือน เพื่อรำลึกและฉลอง 100 ป ชาตกาล ศ.ดร.ปวย อึ๊งภากรณ

ปที่ 1 ฉบับที่ 10 กุมภาพันธ 2559

เปดตัว ตราไปรษณียากร

ที่ระลึก

“100 ป ปวย อึ๊งภากรณ”

สะทอนภาพ

ความคิด ตัวตน อาจารยปวย ผาน

4 ดวงตราไปรษณีย

สามารถอานฉบับยอนหลังไดที่เว็บไซต www.alumni.tu.ac.th และ www.puey.tu.ac.th Cover-puay-9 February 2559.indd 1

23/1/2559 15:31:53


สารบัญ / CONTENTS ปฏิทินกิจกรรม

1

สืบสานป๋วย

2

โครงการมอบรางวัลองคกรสวัสดิการชุมชน : ผูสรรคสรางความมั่นคงของมนุษย ตามแนวคิดของ ศาสตราจารย ดร.ปวย อึ๊งภากรณ “คุณภาพแหงชีวิต ปฏิทินแหงความหวัง จากครรภมารดาถึงเชิงตะกอน”

4

ปาฐกถา 100 ป คณะเศรษฐศาสตร์

7

เรื่องเลาในบานอึ๊งภากรณ

เรื่องจากปก

เปดตัวตราไปรษณียากรที่ระลึก 100 ป ปวย อึ๊งภากรณ สะทอนภาพความคิด ตัวตน อาจารยปวย ผาน 4 ดวงตราไปรษณีย

15

รายงานพิเศษ

18

บทความพิเศษ

20

กวีนิพนธ์

27

ศิลปวัฒนธรรม

28

ลูกผูชายชื่อ “ปวย”

30

แรงบันดาลใจจากอาจารยปวย ความประทับใจที่ไมเคยจางหาย ของ รศ.วันรักษ มิ่งมณีนาคิน โครงการอนุสรณอยุธยา - ธนบุรี 250 ป

ปลายปากกาปญญาชนสยาม คําไวอาลัย อาจารยเบน แอนเดอรสัน

มองป๋วย

10

คณะเศรษฐศาสตร กับหนึ่งรอยปชาตกาล ของ อาจารยปวย อึ๊งภากรณ ครู

ในวันที่ ‘บานศิลปน’ ปวย และตองชวยเยียวยาตัวเอง

บทบรรณาธิการ

22 กุมภาพันธ์ … เมื่อ 45 ปก่อน โกมล คีมทอง จากโลกนี้ไปท่ามกลางความอาลัยของบุคคลทั้งหลาย ก็การตายของเขานี้เองที่ท�าให้เกิด มูลนิธิโกมลคีมทอง ขึ้น เพื่อสานต่ออุดมคติของคนหนุ่มสาว กิจกรรมหลักของมูลนิธินี้ข้อหนึ่งก็คือการจัดปาฐกถา โกมลคีมทองขึ้นทุกๆ ป อาจารย์ป๋วย เป็นปาฐกคนแรก ท่านพูดเรื่อง “อุดมคติ” ในคราวนั้นท่านกล่าวถึงลักษณะของอุดมคติ ความส�าคัญของอุดมคติ และประกาศว่า “สิ่งที่ดีนั้นปฏิบัติยาก ไม่ใช่ปฏิบัติไม่ได้ ต้องพยายาม ปฏิบัติให้ได้ สิ่งที่เลวนั้นจะปฏิบัติให้ง่ายสักปานใดก็ดีขึ้นมาไม่ได้” ตอนหนึ่ง ท่านยกค�าของโกมลมาเตือนใจผู้ฟงด้วยว่า “ข้าพเจ้ากําลังเกรงอยู่ว่า เมื่อถึงขั้นหนึ่งไปแล้ว ข้าพเจ้าจะต้อง…เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนจุดหมายแห่งชีวิต จากความเริงรื่นสวยสด เต็มไปด้วยความคิดและความปรารถนาดี มาสู่ความอยากได้ใคร่เด่น ความต้องการมีหน้ามีตา ทั้งคิด พูด และกระทําออกมาเพื่อเกียรติยศ ชื่อเสียง แก่ตัวเอง ดิ้นรนไปมาแต่เท่านี้ ข้าพเจ้ามองไม่เห็นเลยว่าตัวเองได้เจริญขึ้น แต่ตรงกันข้าม ดูจะน่าสมเพช และชวนเวทนามากกว่า ข้าพเจ้ากลัว เหลือเกินว่าจะเปนอย่างนี้ เปนอย่างที่หลายท่านอันเปนที่เคารพของข้าพเจ้ากําลังหมกมุ่นอยู่อย่างอุตลุดและไม่คิดแก่ชีวิต” ป.อ. ปยุตฺโต ก็เคยสรรเสริญโกมลในงานศพของเขาว่า “เป็นผู้อุทิศชีวิตเพื่อธรรมได้ … และ (เป็น) ผู้กล้าหาญที่ยอมอุทิศชีวิตเพื่อบูชา อุดมคติอันเป็นธรรม” อาจารย์ป๋วยก็เช่นกัน นอกจากเป็นผู้กล้าหาญที่ยอมอุทิศชีวิตเพื่อบูชาอุดมคติอันเป็นธรรมแล้ว ท่านยังอุทิศชีวิตเพื่อสันติประชาธรรม อีกด้วย คนอย่างโกมลและอาจารย์ป๋วย พวกเราไม่ควรลืมเลย กษิดิศ อนันทนาธร ข้อเขียนต่างๆ ในวารสารเล่มนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียน เจ้าของและบรรณาธิการไม่จ�าเป็นต้องเห็นพ้องด้วยเสมอไป เจ้าของ: คณะกรรมการเตรียมงาน 100 ปี ชาตกาล ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ปรึกษา: ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ บุญสม อัครธรรมกุล บรรณาธิการ: กษิดิศ อนันทนาธร กองบรรณาธิการ: มนธีร์ กรก�าแหง วันฟาใหม่ เทพจันทร์ ปยะดา รัตนกูล ธนวันต์ บุตรแขก ศิลปกรรม: ธิดาพร วงษ์ส�าราญ แยกสี/พิมพ์: บริษัทโฮมเพรส พลัส จ�ากัด ส�านักงาน ติดต่อ: ส�านักงานเลขานุการคณะกรรมการเตรียมงาน 100 ปี ชาตกาล ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เลขที่ 2 ถนนพระจันทร์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 โทรศัพท์ 0-2613-3777 โทรสาร 0-2613-2043 E-mail: tualumnioff@gmail.com http:// www.alumni.tu.ac.th www.facebook.com/ สู่ 100 ปีชาตกาล ป๋วย อึ๊งภากรณ์

Inside-puay February 59.indd 1

23/1/2559 20:17:43


ปฏิทินกิจกรรม

งานฉลอง 100 ป ชาตกาล ศ.ดร.ปวย อึ๊งภากรณ วันที่ 9 มีนาคม 2559 ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พบกับกิจกรรมในงาน อาทิ การเปดอนุสาวรีย์อาจารย์ป๋วยบริเวณคณะเศรษฐศาสตร์ การแสดงปาฐกถาพิเศษป๋วย อึ๊งภากรณ์ โดย นายแพทย์วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร การเสวนาเรื่อง “อาจารย์ป๋วยที่ข้าพเจ้ารู้จัก” โดย ดร.อรัญ ธรรมโน และ รศ.วิทยากร เชียงกูล การเสนอบทความวิจัยเกี่ยวกับอาจารย์ป๋วยในด้านต่างๆ บรรณาธิการ โดย ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ และ ผศ.ปกปอง จันวิทย์ และการแสดง ปัจฉิมกถา โดย ส.ศิวรักษ์ โครงการประกวดบทความวิชาการ รางวัลปวย อึ๊งภากรณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิ ท ยาลั ย ธรรมศาสตร์ ขอเชิญนักศึกษาปริญญาโททุกคณะ จากมหาวิทยาลัย ทั่วประเทศ ร่วมส่งบทความวิชาการเข้าประกวดชิงรางวัล เงินสดและโล่ประกาศเกียรติคุณ ในหัวข้อที่สะท้อนแนวคิด และความสนใจของ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ตัวอย่างเช่น หัวข้อนิติรัฐ ความยากจน ความเหลื่อมล�้า การพัฒนา ชนบท สวัสดิการสังคม ธรรมาภิบาล สันติประชาธรรม ประชาธิปไตย การศึกษา เป็นต้น ทั้งนี้ ผลงานที่ส่งเข้าประกวดจะต้องอยู่ในเกณฑ์ มาตรฐานตีพิมพ์ ในวารสารวิชาการได้ สามารถเขียนเป็น ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็ได้ และอาจเป็นส่วนหนึ่งของ วิทยานิพนธ์เพื่อส�าเร็จการศึกษาปริญญาโทได้ หมดเขต รับบทความ วันที่ 18 มีนาคม และจะประกาศผล ในวันที่ 10 เมษายน 2559 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ puey100year@gmail.com หรือเข้าไปดูรายละเอียดที่ www.econ.tu.ac.th/puey100th

โครงการประกวดบทความ “จากครรภมารดาสูเชิงตะกอน” คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเชิญ นักศึกษาปริญญาตรีจากทุกคณะทั่วประเทศ รวมเป็นทีมๆ ละ 3 คน ร่วมอ่านใหม่ คิดใหม่ แล้วเขียนใหม่บทความ “จากครรภ์มารดา ถึงเชิงตะกอน” ในแบบฉบับของตัวเอง ส่งเข้าประกวดชิงรางวัล “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน 2559” ขนาดความยาว 4 หน้า เอ 4 ภายในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 ประกาศผลรอบคัดเลือก วันที่ 15 มีนาคม 2559 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ puey100year@gmail.com หรือเข้าไปดูรายละเอียดที่ www.econ.tu.ac.th/puey100th

1  ส า ร ป๋ ว ย Inside-puay February 59.indd 1

23/1/2559 20:17:46


สืบสานป๋วย กองบรรณาธิการ

โครงการมอบรางวัลองคกรสวัสดิการชุมชน : ผูสรรคสรางความมั่นคงของมนุษย

ตามแนวคิดของ

ศาสตราจารย ดร.ปวย อึ๊งภากรณ

“คุณภาพแหงชีวิต ปฏิทินแหงความหวัง จากครรภมารดาถึงเชิงตะกอน” ขอเขียน “คุณภาพแหงชีวิต ปฏิทินแหงความหวัง จากครรภมารดาถึงเชิงตะกอน” ของ อาจารย ปวย อึ๊งภากรณ เมื่อป พ.ศ.2516 นับเปน แนวคิดสําคัญที่แสดงถึงความมุงหวังที่จะใหคนในสังคมมีปจจัย พื้นฐาน ไดรับสวัสดิการสังคมที่ทําใหเกิดคุณภาพชีวิตที่ดี มีชีวิตที่มั่นคง พอเพียง ทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ รวมทั้งการแบงปนทรัพยากรเพื่อประโยชนรวมกันของสังคมโดยรวม จึงถือเปน แนวทาง การสรางความมั่นคงของมนุษยที่ทันสมัยสามารถนํามาปรับใชไดจนถึงปจจุบัน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แนวความคิดดังกล่าวของ อาจารย์ป๋วยก็ยังคงเป็นอมตะ และได้รับการสืบทอดขยายผลสู่ สังคมอย่างต่อเนื่องผ่านทางนักวิชาการ นักพัฒนาชุมชน/สังคม หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงรัฐบาลเองก็ได้พยายาม น�าแนวความคิดนี้ไปสู่การวางนโยบายและก�าหนดเปาหมายการ พัฒนาคุณภาพชีวติ คนในสังคมด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามผลลัพธ์ ที่เห็นได้เป็นรูปธรรมชัดเจนนั้น อาจยังดูห่างไกลจากความหวัง ที่ตั้งเปาหมายไว้อยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของแรงงาน นอกระบบ เนื่องจากในประเทศไทยมีแรงงานส่วนใหญ่เป็น แรงงานภาคเกษตร และแรงงานนอกระบบในเมือง รวมกว่า ร้อยละ 60 ซึง่ อยูน่ อกระบบการประกันสังคม ท�าให้ปราชญ์ชาวบ้าน

ผู้น�าชุมชนท้องถิ่น ต้องรวมตัวกันดูแลช่วยเหลือสมาชิกชุมชน กันเอง ด้วยการฟื้นฟูระบบคุณค่า การช่วยเหลือเกื้อกูล ที่เป็น ทุนเดิมของสังคมไทย และถือเป็นระบบโครงข่ายการคุ้มครอง สังคม (Social Safety Net) ที่ส�าคัญ โดยการจัดระบบสวัสดิการ ให้คนในชุมชน อาทิ เงินก้นถุงส�าหรับเด็กแรกคลอด เงินทุน การศึกษา เงินช่วยค่ารักษาพยาบาล เงินไถ่ถอนหนีส้ นิ การดูแล ผูส้ งู อายุหรือพิการ เงินช่วยท�าศพ เป็นต้น โดยการอาศัยทรัพยากร จากหลากหลายแหล่ง เช่น ใช้รายได้ของกลุ่มออมทรัพย์ หรือ องค์กรการเงิน วิสาหกิจชุมชน ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อ�านวยประโยชน์แก่สมาชิกผู้ด้อยโอกาส หรือแม้กระทั่งใช้เงิน บริจาคตามความเชือ่ และหลักการทางศาสนา ฯลฯ จนกระทัง่ ได้มี

ส า ร ป๋ ว ย  2

Inside-puay February 59.indd 2

23/1/2559 20:17:48


การเชือ่ มโยงกลุม่ องค์กร/ผูน้ ำ� เป็นเครือข่ายสวัสดิการชุมชนร่วมกัน คิดและวางแนวทางการขยายการจัดสวัสดิการภาคประชาชน ร่วมกัน กองทุนสวัสดิการชุมชนและเครือข่ายเหล่านี้ ได้ยึด แนวคิดจากข้อเขียนของอาจารย์ป๋วยเรื่อง “คุณภาพแห่งชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง : จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” เป็น แนวทางการด�ำเนินงานของตน ประสานการท�ำงานร่วมกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเสนอให้รัฐบาลร่วมสนับสนุน การจัดสวัสดิการโดยชุมชนบางส่วน จวบจนปัจจุบันท�ำให้มี กองทุนสวัสดิการชุมชนเกิดขึ้นรวมแล้วกว่า 5,800 ต�ำบล (จากจ�ำนวนเทศบาลและองค์การบริหารส่วนต�ำบลทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 7,775 แห่ง) ที่มีระบบการจัดสวัสดิการพื้นฐาน ครอบคลุมทัง้ เรือ่ งการเกิด แก่ เจ็บ ตาย และมีการริเริม่ สวัสดิการ ใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่นั้นๆ อาทิ การส่งเสริม อาชีพ การฟืน้ ฟูสภาพแวดล้อม การจัดทีอ่ ยูอ่ าศัย การศึกษา ฯลฯ อีกด้วย ซึง่ ต่อมากลุม่ ต่างๆ ได้ขยายผลต่อจากพืน้ ทีต่ น้ แบบ มีการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน จนเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายการ สวัสดิการชุมชนในระดับจังหวัด ภาค และระดับชาติ การที่ขบวนการสวัสดิการชุมชนสามารถร่วมกันสร้าง ระบบหลักประกันความมั่นคงในชีวิต ถือเป็นทิศทางส�ำคัญของ สังคมไทย ทีจ่ ะท�ำให้คนไทยมีชวี ติ ทีม่ นั่ คง พอเพียง และด�ำเนินงาน ตามหลักการบริหารจัดการที่ดี มีคุณธรรม ตามเจตนารมณ์ของ อาจารย์ป๋วย ดังนั้น เพื่อเป็นการกระตุ้น ส่งเสริมให้กองทุน สวัสดิการชุมชนต่างๆ ในระดับพื้นที่ขยายกิจการสวัสดิการให้ ครอบคลุมมิติต่างๆ ของชีวิตมากขึ้น ตลอดจนยกย่องกลุ่ม/ กองทุนฯ ทีม่ ผี ลงานดีเด่น สถาบัน ป๋วย อึง๊ ภากรณ์ จึงได้รว่ มกับ มู ล นิ ธิ บู ร ณะชนบทแห่ ง ประเทศไทยในพระบรมราชู ป ถั มภ์ คณะอนุกรรมการส่งเสริมองค์กรสวัสดิการชุมชน เครือข่าย สวัสดิการชุมชน ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ส�ำนักนายก รัฐมนตรี สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กระทรวง การพัฒนาสังคมและความมัน่ คงของมนุษย์ มูลนิธมิ นั่ พัฒนา และ วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึง๊ ภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดให้มีการมอบ รางวัล ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ขึ้น เพื่อยกย่อง เชิดชู กองทุนสวัสดิการชุมชนทีด่ ำ� เนินงานช่วยเหลือ ดูแลคุณภาพชีวติ ของคนในชุมชนอย่างโดดเด่นในด้านต่างๆ และเพื่อเสริมสร้าง ความเข้มแข็งของกองทุนสวัสดิการชุมชนในพืน้ ที่ และเครือข่าย ในระดับจังหวัด ภาค และประเทศ โดยเสริมกระบวนเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคุณภาพของบริการ และขยายผลกองทุนให้เกิดขึ้น ครอบคลุมทั่วประเทศ อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้รัฐบาล ภาค เอกชน และสังคมตระหนักถึงคุณค่าของแนวคิดเรื่อง “คุณภาพ ชีวิตปฏิทินแห่งความหวัง : จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ซึ่งจะน�ำไปสู่การพัฒนานโยบาย ระบบปฏิบัติการด้านสวัสดิการ ให้ประชาชน และชุมชนเข้าถึงได้อย่างทั่วถึงเหมาะสม

ทั้งนี้ หัวใจของการจัดสวัสดิการชุมชน ก็คือการพึ่ง ตนเองและการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน “ให้อย่างมีคุณค่า รับอย่าง มีศักดิ์ศรี” การจัดสวัสดิการตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพและ อยูร่ ว่ มกันกับธรรมชาติ อย่างเห็นคุณค่า อยูบ่ นพืน้ ฐานของศาสนา ภูมิปัญญาวัฒนธรรมท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมในทุกระดับ ซึ่ง ผลของการจัดสวัสดิการชุมชน ก็คอื การเกิดความสัมพันธ์ทดี่ ขี อง คนในชุมชน การช่วยเหลือเกือ้ กูลกัน ความรูส้ กึ มัน่ คง ภาคภูมิใจ อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี และมีความสุขทั้งทางกาย และทางจิตใจ รางวัล ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ถือเป็นรางวัลแห่งความดีงาม ซึง่ จะมีการมอบให้กบั กองทุนฯ ที่ได้รบั การพิจารณาคัดเลือกอย่าง ต่อเนื่องเป็นประจ�ำทุกปี เพื่อสร้างความภาคภูมิใจ ก�ำลังใจให้ กองทุนฯ ต่างๆ พัฒนาการท�ำงานของตน และส่งผลต่อคุณภาพ ชีวติ ของคนไทยทัง้ ในเขตเมืองและชนบททีอ่ าจไม่ได้รบั สวัสดิการ ในระบบ ซึ่งในปีนี้มีก�ำหนดมอบรางวัลในวันที่ 10 มีนาคม 2559 ณ ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งในเบื้องต้นได้มีการแบ่งรางวัล ออกได้เป็น 7 ประเภท ประเภทละ 1 รางวัล ประกอบด้วย 1. ด้านการพัฒนาเด็ก การสร้างครอบครัวอบอุ่น และ การดูแลผู้สูงอายุ 2. ด้านการพัฒนาเยาวชนและการศึกษา เพือ่ การเติบโต เป็นคนดีและมีคุณภาพ 3. ด้านการพัฒนาวัยแรงงาน การประกอบอาชีพสุจริต การพัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชน การจัดการ/จัดสรรที่ดินท�ำกิน เพียงพอต่อการด�ำรงชีพ และการแก้ปัญหาหนี้สินของสมาชิก 4. ด้านการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การจัดการที่อยู่อาศัย การสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร การอนุรกั ษ์พลังงาน การจัดการขยะ การจัดการและฟืน้ ฟูภยั พิบตั ิ 5. ด้านการพัฒนาระบบการบริหารจัดการกองทุนที่ดี และมีธรรมาภิบาล 6. ด้านผลงานการจัดสวัสดิการชุมชนแบบองค์รวม หลากหลายมิติ สามารถเชือ่ มโยง/บูรณาการทรัพยากรหลากหลาย แหล่งเพื่อแก้ไขปัญหาของสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ 7. ด้านการมีปฏิสมั พันธ์ การแลกเปลีย่ นเรียนรู้ ช่วยเหลือ เกือ้ กูลระหว่างกลุม่ หนุนช่วยเพือ่ น รวมทัง้ ร่วมมือกับหน่วยงาน/ ภาคีต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชนและสังคม (ข้ามขอบเขต การให้บริการสมาชิกของกองทุนฯ) นอกจากนี้ อาจมีการพิจารณามอบเกียรติบัตรส�ำหรับ กองทุนสวัสดิการชุมชนทีผ่ า่ นเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกในระดับ ประเทศ เพื่อเป็นการสร้างขวัญและก�ำลังใจให้แก่กองทุนฯ ที่มี การด�ำเนินงานในด้านต่างๆ และมีผลงานในเชิงประจักษ์ อย่างไร ก็ตาม หากไม่มีกองทุนฯ ที่มีผลงานดีเด่นเพียงพอ ก็อาจงดเว้น การมอบรางวัลในสาขานั้นๆ ก็ได้ n

n

n

3  ส า ร ป๋ ว ย Inside-puay February 59.indd 3

23/1/2559 20:17:48


ปลายปากกาปญญาชนสยาม ส. ศิวรักษ

คําไวอาลัย อาจารยเบน แอนเดอรสัน

1

(26 สิงหาคม 2479 – 13 ธันวาคม 2558)

การจากไปอยางกะทันหันของ อาจารยเบน แอนเดอรสัน ทําใหพวกเราตองตั้งสติและ เจริญมรณานุสติวาความตายนั้นเกิดขึ้นไดงายๆ โดยที่การตายของอาจารยเบนนับเปนการสูญเสีย อยางสําคัญสําหรับชาวไทยและชาวเทศแทบทั่วทั้งโลก 1

ปรับปรุงจากบทไว้อาลัยใน Facebook เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2558 และปาฐกถาที่ ส. ศิวรักษ์ กล่าวที่ศาลาธรรมุเทศ วัดทองนพคุณ ธนบุรี เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2558 เวลา 10.30 น. ในงานบ�าเพ็ญกุศล อาจารย์เบน แอนเดอร์สัน ที่จัดโดยมูลนิธิโครงการต�ารา สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, วิทยาลัยนานาชาติ ปรีดี พนมยงค์, นิตยสารศิลปวัฒนธรรม และมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป ส า ร ป๋ ว ย  4

Inside-puay February 59.indd 4

23/1/2559 20:17:49


พูดในแง่พุทธศาสนิก อาจารย์เบนเป็นกัลยาณมิตร ของพวกเรา ผมจ�าได้ว่าสมัยหนึ่ง ผมไปสอนที่คอร์แนล ตอนที่ หนีรัฐบาลหอย (ธานินทร์ กรัยวิเชียร) คอร์แนลเคยเป็น ทิศาปาโมกข์ ใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องเอเชียอาคเนย์ คณาจารย์ ทางด้านเอเชียอาคเนย์นั้นมีคนส�าคัญๆ หลายท่าน และใน หลายแขนงวิชาการ เช่น ทางด้านประวัตศิ าสตร์ มานุษยวิทยา และ รัฐศาสตร์ เป็นต้น โดยที่ในบรรดาอาจารย์เหล่านั้น อาจารย์เบน เป็นคนที่มีหัวก้าวหน้ามากที่สุด และเป็นบุคคลซึ่งศิษยานุศิษย์ เคารพมากทีส่ ดุ แม้ศษิ ย์นนั้ ๆ จะไม่ได้ไปเรียนวิชาสาขารัฐศาสตร์ ของอาจารย์เบน ก็ไปมั่วสุมอยู่กับอาจารย์เบนซึ่งเป็นพลังให้ศิษย์ นัน้ ๆ แสวงหาความเป็นเลิศ โดยมุง่ ทางวิชาการอย่างน่าสนใจนัก และปีสดุ ท้ายทีผ่ มจะกลับเมืองไทยมีประชุมเรือ่ งเอเชีย ศึกษาจากทุกมหาวิทยาลัย อาจารย์เบนได้รับเลือกให้พูดเรื่อง The Studies of Thai State - The State of Thai Studies เขาให้ผมเป็นผูว้ จิ ารณ์ อีกคนชือ่ คลาร์ก แนย์ เขาอยูม่ หาวิทยาลัย นอร์ทเทินอิลลินอยส์ คือเปรียบเทียบนอร์ทเทินอิลลินอยส์กับ คอร์แนล ก็เป็นหางแถวกับหัวแถว ในท�านองเดียวกับคลาร์ก แนย์ และอาจารย์เบน คลาร์ก แนย์ พูดไม่ได้เรือ่ ง แต่ในวันนัน้ มีคนหนึง่ นัง่ อยู่ หลังผม คนนั้นคือ วิลเลียม เก็ตนีย์ เก็ตนีย์พูดถึงอาจารย์เบนว่า นี่เป็นดาวรุ่งดวงใหม่เลยทีเดียว โดยต้องไม่ลืมว่าคนที่รู้เรื่อง เมืองไทยดีไปกว่าเก็ตนีย์เป็นไม่มี แต่ข้อเสียของเก็ตนีย์คือเขา ต้องการเป็นผูเ้ ชีย่ วชาญเฉพาะภาษาไทต่างๆ ไทแดง ไทด�า ฯลฯ แม้เขาสามารถในหลายเรื่อง ก็ไม่ยอมเขียน เฮิร์บ ฟลลิปส์ ขอ ให้เขาเขียนค�าน�าให้ เขาก็ไม่เขียน แล้วผมชอบกับเก็ตนีย์มาก 2

เก็ตนียบ์ อกผมว่าเขาต้องการมีชอื่ เสียงในทางนิรกุ ติศาสตร์ แต่เขา เกรงว่าคนจะจ�าเขาได้ในฐานะที่เขาเป็น พ่อเลี้ยงจิตร ภูมิศักดิ์ เท่านั้นเอง เรื่องที่จิตรเติบโตในบ้านเก็ตนีย์เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ประเด็นเรื่องอาจารย์เบน ในวันนั้นที่ เบน แอนเดอร์สัน พูดในที่ประชุมที่ชิคาโก บทความนั้นบัดนี้ก็มีชื่อเสียงมาก เวลานั้นเบนอ้าง เดวิด วิลสัน ซึ่งเขียนเรื่องการเมืองในเมืองไทย เดวิด วิลสัน ได้บอกว่า เมืองไทยนี่อะไรกันไม่รู้ ไม่มี ใครรู้เรื่องอะไรไปสักเรื่องหนึ่ง และเบนก็เห็นว่าเป็นเรื่องจริง อินโดนีเซียก็ดี ฟลิปปนส์ก็ดี มีผู้เชี่ยวชาญเป็นเฉพาะ แต่เรื่องของเมืองไทยมีแต่คนศึกษา ฉาบฉวยทั้งนั้น แต่แล้วหลังจาก ซูฮาร์โต สั่งห้ามไม่ให้เข้าอินโดนิเซีย อาจารย์เบนผู้เชี่ยวชาญด้านอินโดนิเซียศึกษาจึงหันมาศึกษา เมืองไทย เขาเริ่มเรียนภาษาไทยเมื่ออายุ 40 แล้ว โดยที่ภาษา อินโดนิเซียของเขานั้นนับว่าเป็นเลิศ ส่วนภาษาไทยเขาพูด ภาษาไทยได้อย่างมีส�าเนียง แม้ว่าพวกเราจะฟังไม่ออกก็ตาม โดยที่ต่อมาเขายังศึกษาภาษาตากาล็อก และสนใจในประเทศ ฟลิปปนส์อีกด้วย แต่เขาก็แตกฉานในทางภาษาและวัฒนธรรมไทยอย่าง หาใครเปรียบได้ยาก โดยเขาเจาะลึกทางการเมืองไทยโดยอาศัย วรรณคดีไทยร่วมสมัยอย่างน่าสังเกต ดังที่เขาท�าเรื่อง In the Mirror 2 ศึกษาวรรณกรรมไทยจากเรื่องสั้น ให้เข้าถึงประเด็น ของสังคมและการเมือง ในสมัยซึง่ เมืองไทยอยู่ใต้การครอบครอง ของอเมริกัน นี่เป็นหนังสือที่มีคุณค่ามาก เสียดายที่วันนี้ไม่ได้ เจอ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ผู้มีส่วนส�าคัญในหนังสือเล่มนี้

ในกระจก : วรรณกรรมและการเมืองสยามยุคอเมริกัน (กรุงเทพฯ : อ่าน, 2553)

5  ส า ร ป๋ ว ย Inside-puay February 59.indd 5

23/1/2559 20:17:50


งานเขียนของเขาเกีย่ วกับไทยคดีศกึ ษานัน้ ก็นา่ ทึง่ มาก ตามความเห็นของผม เขาสามารถพูดเรื่องเมืองไทยได้ดีไปกว่า ใครทั้งหมด เช่น บ้านเมืองเราลงแดง: แง่มุมทางสังคมและ วัฒนธรรมของรัฐประหาร ๖ ตุลาคม ดังเมือ่ เร็วๆ นี้ เพิง่ มีหนังสือ แปลบทความของอาจารย์เบนรวมเล่มเป็นภาษาไทย 3 และผม ไม่อยากจะกล่าวมากไปอีกว่า ไม่รกู้ ชี่ นิ้ ทีเ่ ขาเขียนเรือ่ งเมืองไทย ที่เตือนสติพวกเราทั้งนั้น อีกนัยหนึ่ง กัลยาณมิตรคือผู้ที่พูดเตือนเราในสิ่งที่เรา ไม่อยากฟัง ที่เบนเขียนเป็นเรื่องที่ชนชั้นปกครองไม่อยากฟัง ทั้งนั้น เมื่อกี้ผมเอ่ยถึงสิ่งที่เขาพูด The Studies of Thai State - The State of Thai Studies เป็นงานชิ้นโบว์แดง พร้อมกันนั้น บทบาทของอาจารย์เบนก็เป็นสากลไป พ้นเอเชียอาคเนย์ โดยเฉพาะก็เรื่อง Imagined Communities 4 นั้นถือว่าเป็นอมตะในระดับสากลเอาเลย มีแปลเป็นภาษาต่างๆ 3 4

แทบทั่วทั้งโลก เตือนผู้คนที่หลงชาตินิยมว่าเป็นไปทั่วโลก เป็น ชุมชนที่ใฝฝันกันจนกลายเป็นชาตินิยม โดยที่มูลนิธิโครงการ ต�าราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ได้พิมพ์หนังสือสรุปเสวนา เปดตัวหนังสือ ชุมชนจินตกรรม มาแจกพวกเราที่มาในงาน บ�าเพ็ญกุศลให้อาจารย์เบนในวันนี้ด้วย ศิษยานุศิษย์ของเขา กล่าวจ�าเพาะในเมืองไทยนี้เอง ต่างก็เทิดทูนบูชาเขาเป็นอย่างยิ่ง แม้ตัวผมเองจะไม่ได้เป็น ศิษย์ของเขา แต่เราก็เป็นกัลยาณมิตรซึ่งกันและกัน ให้ก�าลังใจ แก่กันและกัน เพราะฉะนั้น การจากไปของเขา ผมจึงถือเป็น การสูญเสียส่วนตัวด้วย และเป็นการสูญเสียส�าหรับนักวิชาการ ที่รักสัจจะ รักสันติประชาธรรม หวังว่าพวกเราจะร่วมใจกันท�าอะไรบางอย่าง เพื่อเป็น อนุสรณ์ถงึ อาจารย์เบนอย่างที่ไปพ้นอนุสาวรียท์ เี่ ป็นวัตถุ ควรจะ เป็นอนุสรณียท์ กี่ ระตุน้ เตือนให้คนรักวิชาการ ให้มคี วามกล้าหาญ ทางจริยธรรม ยืนหยัดอยู่เพื่อสัจจะและความยุติธรรมในสังคม ถ้าอนุสรณียท์ วี่ า่ นีจ้ ะช่วยให้คนรุน่ ใหม่ดา� เนินรอยตามวิถที างของ อาจารย์เบนได้ นั่นจะเป็นคุณูปการที่ส�าคัญ แม้ผลงานของเขา จะเป็นอมตะอยู่แล้ว แต่ถ้าเราช่วยกันสร้างให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าสู่ กระแสแห่งอมตธรรมของอาจารย์เบนได้ นี่จะเป็นการแสดง กตัญูกตเวทีต่ออาจารย์เบนอย่างสมควรยิ่ง อาจารย์เบนเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงทั่วโลก แต่แล้วเจ้าตัว ก็เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน คบกับผู้คนทุกชนชั้นอย่างเปดกว้าง และมีจุดยืนในทางที่กล้าหาญ วิพากษ์วิจารณ์อย่างถอนราก ถอนโคนไม่น้อยไปกว่า นอม ชอมสกี้ การที่เราได้มีเพื่อนเช่นนี้ นับเป็นกุศลของเรา อินโดนิเซียเคยไม่ให้เขาเข้าประเทศ พอเขา เข้าประเทศได้ ลมหายใจสุดท้ายของเขาก็มีที่นั่น แม้พวกเรา ในที่นี้จะมีจ�านวนน้อย แต่ก็อาศัยว่าพวกเราอยู่ในประเทศที่มี ศาสนาพุทธเป็นวัฒนธรรมหลัก ถึงพวกเราหลายคนอาจจะไม่เชือ่ เรือ่ งศาสนาพุทธเท่าไหร่แล้วก็ตาม และอาจารย์เบนอาจจะไม่เชือ่ หรือนับถือในศาสนาพุทธก็ตาม แต่ในฐานะทีเ่ ขาเป็นกัลยาณมิตร กับเรา เราอยากจะท�าบุญอุทศิ ส่วนกุศลให้เขา หวังว่าเขาจะได้รบั ส่วนบุญกุศลนี้ n n n

ศึกษารัฐไทย ย้อนสภาวะไทยศึกษา (กรุงเทพฯ : ฟาเดียวกัน, 2558) ชุมชนจินตกรรม พิมพ์ครั้งที่ 3 (กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการต�าราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2557)

ส า ร ป๋ ว ย  6

Inside-puay February 59.indd 6

23/1/2559 20:17:51


ปาฐกถา 100 ป กองบรรณาธิการ

เรื่องเลาใน…

บาน อึ๊งภากรณ

ปาฐกถา 100 ป ปวย อึ๊งภากรณ ครั้งที่ 10 “เรื่องเลาในบานอึ๊งภากรณ” เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2559 ซึ่งจัดโดย คณะเศรษฐศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ณ หองประชุม ชั้น 5 คณะเศรษฐศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ทาพระจันทร โดยมี อาจารยจอน อึ๊งภากรณ ผูอํานวยการโครงการอิน เทอรเน็ตเพื่อกฎหมาย ประชาชน (iLaw) บุตรชายของอาจารยปวย เปนองคปาฐก ซึ่งคุณจอนไดกลาวเริ่มตน วา สิ่งที่จะพูดนั้นเปนเรื่องในครอบครัว และจะพูดถึง ‘ปวย’ ในฐานะที่เปนพอในความ รับรูของตนเอง มากกวาจะเปน เรื่องความคิดและตัวตนตอสาธารณะ เพราะในมุมนั้น มีบุคคลอื่นที่นาจะใหขอมูลไดดีกวา การพูดคุยเริ่มต้นขึ้นโดยมี อาจารย์ปกปอง จันวิทย์ อาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คอยตัง้ ค�าถาม ซึง่ ค�าถามแรก อาจารย์ปกปองได้ถามถึงตัวตน ที่แท้จริงของอาจารย์ป๋วยว่าเป็นคนอย่างไร ซึ่งอาจารย์จอน ได้เล่าว่า คุณพ่อของเขาเป็นคนไม่ค่อยพูด คุณแม่จะพูด

มากกว่า โดยส่วนใหญ่จะเห็นภาพอาจารย์ป๋วยนั่งท�างาน เดินเล่นในสวน ส่วนการดูแลหรือตัง้ กฎในบ้าน คุณแม่ของเขา เป็นคนตั้งกฎ ข้อที่ส�าคัญอันหนึ่งคือ เวลาทานข้าวเย็นเป็น เวลาศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนต้องอยู่พร้อมหน้ากันหมด เป็นเวลา พูดคุยในครอบครัว ส่วนใหญ่แม่จะเล่าเรื่องราวของพ่อให้ฟัง

7  ส า ร ป๋ ว ย Inside-puay February 59.indd 7

23/1/2559 20:17:52


ที่โตะอาหาร แล้วแม่จะถามว่า “ใช่มยั้ ” แล้วพ่อก็จะพยักหน้า หน้าที่ในการดูแลลูกทั้งสามคนเป็นหน้าที่หลักของแม่ ซึ่งมี ความเข้มงวดในการเลี้ยงลูก เช่น ต้องเข้านอนตรงเวลา ค่าขนมให้จ�ากัด เรื่องโทรทัศน์ ไม่มีเพื่อให้ลูกอ่านหนังสือ แต่แม้จะเข้มงวดในวินัย คุณแม่กลับไม่บังคับเรื่องการศึกษา หรือวิธีคิด และเมื่อโตขึ้นก็ยังอนุญาตให้สูบบุหรี่ได้ อาจารย์จอนกล่าวว่า โดยปกติสิ่งที่ท่านคุยกับพ่อ ก็เป็นเรื่องทั่วๆ ไป แต่ช่วงที่คุยกันมากหน่อยเป็นช่วงหลังและ ก่อนมี 6 ตุลา 2519 เริ่มเป็นการแลกเปลี่ยนทางการเมือง “ตอนนั้ น คุ ณ พ่ อ รู ้ สึ ก ว่ า ผมเป น ฝ า ยซ้ า ยเกิ น ไป สมัยนั้นมันมีกลุ่มอาจารย์หกสถาบันที่สนับสนุนขบวนการ นักศึกษา แล้วผมสังกัดอยู่กลุ่มนี้สนใจแนวคิดมาร์กซิสม์ด้วย ซึ่งคุณพ่อไม่เห็นด้วย สมัยนั้นผมมองพรรคคอมมิวนิสต์ ใน แง่ดีว่าอาจเปนทางเลือกถ้าสังคมประชาธิปไตยไปไม่ ไหว คุณพ่อจะไม่เห็นด้วย จะแลกเปลี่ยนกัน”

ส่วนร่วมเขียนเนื่องจากเปนสมาชิกสภาสนามม้า) อย่างไร ก็ต้องปองกันรัฐธรรมนูญนี้ ส่วนจะแก้ไขเพิ่มเติมนั้นเห็นด้วย แต่ ให้การปกครองด้วยรัฐธรรมนูญและรัฐสภาเปลี่ยนไปนั้น ไม่เห็นชอบด้วยเลย ไม่เห็นด้วยไม่วา่ เผด็จการฝายซ้ายหรือขวา ขอให้รักษาเสรีภาพให้ตลอดไป แม้จะมีความยุ่งยาก และ ในบรรดา ส.ส.จะมีพวกทําความปนปวนวุ่นวาย แต่ก็ยังเลว น้อยกว่าการปกครองอื่นๆ ขอให้นักศึกษาตระหนักถึงเรื่อง ภัยที่จะคุกคามเสรีภาพและระบบประชาธิปไตย เพราะถ้า ขาดเสรีภาพแล้ว ความยุติธรรมในสังคม การกระจายอํานาจ ก็จะสลายไป” “พ่อเชือ่ ในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ไม่เห็นด้วย แบบสังคมนิยมแบบจีน รัสเซีย และระบอบเผด็จการใดๆ”

อาจารย์จอนยังเล่าอีกว่า ก่อนหน้าเหตุการณ์ 6 ตุลา อาจารย์ปว๋ ยเครียดมากจากการถูกโจมตีโดยฝายทหาร กอ.รมน. โดยใช้สถานีวทิ ยุยานเกราะและเครือข่ายจัดตัง้ เช่น กลุม่ นวพล กระทิงแดง แต่อาจารย์ป๋วยเป็นคนที่พูดสนับสนุนระบอบ ประชาธิปไตยตลอด โดยคุณจอนยกสิ่งที่อาจารย์ป๋วยพูดที่ ธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2519 เป็นการแถลงข่าว ต่อสือ่ มวลชน อาจารย์ นักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่องถูกโจมตีว่าเป็นคอมมิวนิสต์ โดยตอนหนึ่งกล่าวว่า

เมื่อถามว่าอาจารย์ป๋วยได้รับอิทธิพลทางความคิด จากภรรยาชาวอังกฤษมากน้อยเพียงใด อาจารย์จอนบอกว่า ท่านเองก็แยกไม่ออก แต่คิดว่าน่าจะได้รับมาเยอะ แต่เรื่อง ความเป็นธรรมทางสังคมนั้น พ่อของเขา (อาจารย์ปวย) มี แนวคิดนี้มาแต่เดิมแล้ว แต่ประเด็นที่น่าจะมีอิทธิพลมาก จากแม่คือเรื่องสันติวิธี การที่พ่อของเขาเลือกเป็นเสรีไทย และไปรบช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเชื่อว่าแม่ไม่เห็นด้วย ส่วนแม่ของเขาก็ไปขึน้ ศาลเพราะไม่ยอมเป็นกองหลังในสงคราม เพื่อนของแม่ซึ่งเป็นกลุ่มนักกิจกรรมก็ไม่เห็นด้วยกับอังกฤษ ที่เข้าไปท�าสงคราม ส่วนแนวคิดเรื่องประชาธิปไตยและเสรีภาพ อาจารย์จอนกล่าวว่า พ่อของเขาน่าจะได้รบั อิทธิพลจากเพือ่ น เสรีไทย ตลอดจนเพื่อนสังคมนิยมประชาธิปไตย

“พ่อบอกว่ามันเปนไปไม่ได้ สิ่งที่เขาทําด้วยมือแล้ว ลบด้วยเท้า (การรัฐประหารและยกเลิกรัฐธรรมนูญซึ่งเขามี

“คุณพ่อต่อสู้เพื่อสิ่งสําคัญในชีวิต คือการพยายาม สร้างระบบเศรษฐกิจแบบสมัยใหม่ แต่ตลอดเวลาก็มีความ

ส า ร ป๋ ว ย  8

Inside-puay February 59.indd 8

23/1/2559 20:17:53


“อันนี้มันเริ่มเข้าความเห็นของผม ถ้าคุยเรื่องพ่อ ก็ไม่อยากเอาความคิดตัวเองไปสวม แต่ถ้าถามผม ถ้าใคร ถามว่าเปนยุคปจจุบันพ่อจะรับตําแหน่งรัฐมนตรีคลังไหม ผมเชื่อหัวชนฝาว่าไม่มีทางเลย ผมคิดว่าความคิดความเชื่อ ของคุณพ่อที่มีมาตลอดคือ ไม่ยอมรับหรือสนับสนุนระบอบ เผด็จการ แต่ถ้าถามว่า ถ้าคุณพ่อเปนข้าราชการในระบอบ เผด็จการจะลาออกไหม ก็อาจจะไม่ใช่ เพียงแต่ไม่รบั ตําแหน่ง ทางการเมือง อีกอย่างคือ คนที่รับใช้ คสช. นั้น ไม่เคยออก ตระหนักถึงความไม่เท่าเทียมในสังคมไทย คุณพ่อเชือ่ เรือ่ งระบบ มาบอกว่าได้วิพากษ์วิจารณ์ คสช. อย่างไร ข้ออ้างส่วนใหญ่ รัฐสวัสดิการ อันนี้อาจได้รับอิทธิพลจากอังกฤษ และคุณแม่เอง ก็คือบอกว่าไปอยู่ตรงนั้นแล้วจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ก็เชือ่ เรือ่ งนีม้ าก นอกจากนีย้ งั มีบทบาทในเรือ่ งการพัฒนาชนบท ซึ่งไม่เห็นมันจะดีขึ้น และไม่ปกปองการละเมิดสิทธิที่เกิด พัฒนาชุมชน ทํามูลนิธิบูรณะชนบท โครงการบัณฑิตอาสาสมัคร ขึ้นด้วย” โครงการแม่กลอง ที่พยายามสร้างความเท่าเทียมในชนบท สุดท้ายอาจารย์ปกปองได้ถามว่า อาจารย์จอน ตอนหลังๆ คุณพ่อก็พูดถึงปญหาเรื่องค่าจ้างกรรมกรด้วย หลังจากที่ทํางานด้านเศรษฐกิจมานานก็มีความคิดอยากเห็น เคยบอกว่าโกรธที่มีคนเอาอาจารย์ป๋วยไปอ้างในการรับใช้ ความเท่าเทียมมากขึ้น และน่าจะได้รับอิทธิพลจากขบวนการ เผด็จการ แต่ไม่โกรธที่อาจารย์ป๋วยโดนวิพากษ์วิจารณ์ เช่น นักศึกษาฝายซ้ายเช่นกันในเรื่องความคิดเกี่ยวกับกรรมกร กรณี สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ท�าไมเป็นเช่นนั้น? ชาวนา แม้ว่าจะยืนยันหลักการประชาธิปไตยรัฐสภาก็ตาม อาจารย์จอนจึงตอบทิ้งท้ายว่า เรื่องคอร์รัปชันคุณพ่อก็มีบทบาทสําคัญ ซึ่งจุดเด่นที่สุดก็คือ ท่านกล้าพูดตรงไปตรงมากับผู้มีอํานาจ” “ผมไม่อยากให้สังคมไทยยกย่องคุณพ่อ ในฐานะ ส่วนความสัมพันธ์กับผู้น�าเผด็จการทหาร ซึ่งผู้คน ปูชนียบุคคล ที่ต้องสรรเสริญหรือการต้องเปลืองงบประมาณ มักจะมองอาจารย์ป๋วยไปหลากหลายแนวคิด และคนมักจะ มาสร้างวัตถุไร้สาระในนามการระลึกถึงคุณพ่อผม เพราะ ตั้งค�าถามว่าอาจารย์ป๋วยพูดเรื่องประชาธิปไตยแต่ท�างานกับ อยากให้คุณพ่อเปนคนธรรมดา ที่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ ได้ ผมไม่อยากให้สังคมไทยเอาพ่อผมไปบูชา ยกย่อง สรรเสริญ ระบอบเผด็จการได้อย่างไร? อาจารย์จอนตอบค�าถามนี้ว่า เพราะนั่นเปนการทําลายคุณพ่อ บิดเบือนคุณพ่อ หากินจาก “ผมคิดว่าตอนนั้นมันไม่มีทางเลือก เปนระบอบ ชื่อคุณพ่อ ผมอยากให้สังคมเอาคุณพ่อผมมาศึกษา เรียนรู้ ุ พ่อผมยังมีชวี ติ อยูย่ งั่ ยืน เผด็จการตลอด ผมคิดว่าคุณพ่อมองแยกแยะอย่างที่ผมบอก วิพากษ์วจิ ารณ์ ถกเถียง นัน่ ทําให้คณ แต่รู้ว่าต้องอยู่กับมันและพยายามวิพากษ์วิจารณ์มัน คุณพ่อ เปนคนในสามมิติ ไม่ใช่สองมิติ คุณพ่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ ได้ จะเกลียดคนที่ใช้อํานาจแบบปาเถื่อนมาก ฉะนั้น ที่รับกับ และมีความชอบธรรมที่จะทํา และที่ผมไม่ชอบการสร้าง สมัยจอมพล ป. ไม่ค่อยได้ ที่ร้ายคือ พล.ต.อ.เผ่า ที่ว่า อนุสาวรีย์คุณพ่อ เพราะมันเปนการรําลึกถึงคนตายแบบ ตายไปแล้ว แต่การอ่านหนังสือคุณพ่อ วิพากษ์วจิ ารณ์ความคิด ฆ่าคนเยอะ นี่เปนภาพง่ายๆ ที่ผมได้ตอนเด็ก” และการทํางานของคุณพ่อ นั่นทําให้คุณพ่อมีชีวิตอยู่ยั่งยืน ส่วนค�าถามทีว่ า่ ขณะเดียวกันเมือ่ มองในปัจจุบนั ทีม่ ี ถูกมองเปนมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่น่าสนใจ อาจจะทําดีเยอะ คนไปรับใช้เผด็จการโดยชอบอ้างอาจารย์ป๋วยนั้น อาจารย์จอน ทําเลวบ้าง มีข้อดีข้ออ่อน อันนี้คือความจริงของมนุษย์” คิดว่าบริบทมันเหมือนหรือต่างกันอย่างไร? อาจารย์จอน ตอบว่า n n n

9  ส า ร ป๋ ว ย Inside-puay February 59.indd 9

23/1/2559 20:17:54


เรื่องจากปก กองบรรณาธิการ

เปดตัวตราไปรษณียากร

ที่ระลึก 100 ป ป๋วย อึ๊งภากรณ์ สะทอนภาพความคิด ตัวตน อาจารยปวย

ผาน 4 ดวงตราไปรษณีย

ในโอกาสที่ ศ.ดร.ปวย อึ๊งภากรณ ไดรับการประกาศยกยองใหเปนบุคคลสําคัญของโลกจาก องคการ การศึกษาวิทยาศาสตรและวัฒนธรรมแหงสหประชาชาติ (UNESCO) ในป 2558 และในวาระ ครบ 100 ป ชาตกาลของอาจารยปวย ในวันที่ 9 มีนาคม 2559 นี้ นอกจากกิจกรรมตางๆ ที่หลายหนวยงานไดจัดขึ้น เพื่อเชิดชูเกียรติ เผยแพรแนวคิดและอุดมการณของอาจารยปวย ผูไดชื่อวาเปนตน แบบของบุคคลที่มีความดี ความงาม และความจริง หรือเปนคนดีที่สังคมปรารถนา ใหกับสังคมไดรับรูในวงกวางมาตั้งแตป 2558 ตอเนื่อง มาจนถึงป 2559 ทั้งการจัดทํา นิตยสารสารปวย เพื่อเปนสื่อในการถายทอดมุมมอง แนวคิด และผลงานของ อาจารยปวยผานบุคคลตางๆ ที่เกี่ยวของ การจัดแสดงละครเวที “มังกรสลัดเกล็ด” การบูรณะอนุสาวรีย อาจารยปวย และจัดสราง พิพิธภัณฑเพื่อการเรียนรูที่จังหวัดชัยนาท และกิจกรรมอื่นๆ ที่จัดมาอยาง ตอเนื่องแลว ส า ร ป๋ ว ย  10

Inside-puay February 59.indd 10

23/1/2559 20:18:02


สมาคมอัสสัมชัญ ได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย คือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ธนาคารแห่งประเทศไทย และ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานและองค์กรที่มีความบทบาท และมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับชีวิตในช่วงวัยต่างๆ ของอาจารย์ป๋วย ตลอดจน บริษัทไปรษณีย์ไทย จ�ากัด จัดท�า ตราไปรษณียากรที่ระลึกในวาระ 100 ป ชาตกาล ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ขึ้น โดยมีการแถลงข่าวเปดตัว ตราไปรษณียากรที่ระลึก ไปเมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา ณ ห้องสมุดมาร์ตินเดอตูรส์ โรงเรียนอัสสัมชัญ ถนนเจริญกรุง กรุงเทพฯ ภราดาหลุยส์ วิริยะ ฉันทวรโดม อธิการโรงเรียนอัสสัมชัญ เล่าถึงความประทับใจเกี่ยวกับอาจารย์ป๋วย ว่า อาจารย์ป๋วยนอกจากจะเป็นคนที่มีวินัย มีความซื่อสัตย์ในการท�างานแล้ว ยังมีระบบระเบียบในการด�าเนิน ชีวิตอย่างชัดเจน ให้ความส�าคัญกับครอบครัว ดังจะเห็นได้จากการที่ท่านตั้งกติกาไว้ว่าทุกวันเสาร์จะเป็นวันของ ครอบครัว ดังนั้น ท่านจะไม่รับงานอะไรเลยในวันเสาร์ แม้โรงเรียนจะขอให้ท่านมาบรรยายในวันเสาร์ ท่านก็ต้อง ขอปฏิเสธ ทั้งนี้ ท่านบอกว่า เว้นแต่ว่าในหลวงมีรับสั่งให้เข้าเฝาฯ เท่านั้น ท่านถึงจะไป อาจารย์ป๋วยยังเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนอัสสัมชัญ และในขณะที่ท่านท�าการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านยังมาท�าหน้าที่เป็นคุณครูสอนหนังสือที่โรงเรียนอัสสัมชัญด้วย ในการจัดท�า ตราไปรษณียากรที่ระลึกนี้ ทาง สมาคมอัสสัมชัญ เป็นหน่วยงานหลักในการด�าเนินการจัดสร้างตราไปรษณียากร ที่ระลึกขึ้น ด้วยความร่วมมือจาก บริษัทไปรษณีย์ไทย จ�ากัด และจะเริ่มวางจ�าหน่ายให้แก่บุคคลที่สนใจ ในวันที่ 9 มีนาคม 2559 โดยจัดท�าเป็น 4 แบบ มีรายละเอียดดังนี้ 1. ภาพอาจารย์ป๋วยในชุดนายทหารสหราชอาณาจักร เมื่อเข้าร่วมขบวนการเสรีไทยสะท้อนให้เห็นถึง ความรักชาติของอาจารย์ป๋วย ที่แม้ก�าลังศึกษาในต่างประเทศแต่ก็ยังคงคิดถึงแต่ประโยชน์ของประเทศไทย 2. ภาพอาจารย์ปวยเปาขลุ่ย สะท้อนให้เห็นถึงสุนทรียภาพในดนตรี เป็นตัวตนอีกด้านของท่าน และ ขลุ่ยเป็นเครื่องดนตรีที่ท่านชื่นชอบมาก และมักจะเล่นอยู่เสมอขณะเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย 3. ภาพอาจารย์ป๋วยในชุดครุย เมื่อครั้งด�ารงต�าแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สะท้อนให้ เห็นถึงแนวคิดของอาจารย์ป๋วย ที่ให้ความส�าคัญและความใส่ใจกับการพัฒนาด้านการศึกษา เพื่อให้เยาวชนไทย มีความรู้ และเป็นก�าลังส�าคัญในการพัฒนาประเทศชาติ 4. ภาพวาดอาจารย์ป๋วยในวัยชรา ขณะพ�านัก ณ ประเทศอังกฤษ (วาดโดยศิลปินซึ่งเป็นอัสสัมชนิก) เป็นภาพที่วาดจากภาพถ่ายของท่านขณะพ�านักอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ ซึ่งภาพถ่ายต้นฉบับนั้นถ่ายไว้โดย ปเตอร์ อึ๊งภากรณ์ บุตรชายอาจารย์ป๋วยนั่นเอง

11  ส า ร ป๋ ว ย Inside-puay February 59.indd 11

23/1/2559 20:18:04


ด้าน ภราดา ดร.เดชาชัย ศรีพิจารณ์ ผู้อ�านวยการโรงเรียนอัญสัมชัญ ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงที่มา และรายละเอียดของการจัดท�า ตราไปรษณียากรที่ระลึก 100 ป ชาตกาล ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ว่า อาจารย์นับเป็น บุคคลผู้ท�าประโยชน์ ให้แก่ประเทศชาติในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมขบวนการเสรีไทย อันท�าให้ ประเทศไทยรอดพ้นวิกฤติในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 การวางรากฐานการเงินการคลังของไทย ในฐานะผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย ตลอดจนด้านการศึกษาในฐานะอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนจะเดินทาง ไปพ�านักอยู่ในประเทศอังกฤษภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 “หลังจากที่ได้มีการประชุมปรึกษากัน ก็ลงความเห็นว่าน่าจะมีการจัดทําตราไปรษณียากรที่ระลึก อาจารย์ป๋วยขึ้น แม้ว่าในปจจุบันจะมีเทคโนโลยีในการสื่อสารที่ทันสมัยมากมายและบางคนก็บอกว่าไม่มีใคร เขียนจดหมายกันแล้ว เพราะการเขียนจดหมายนั้นโบราณ แต่โดยส่วนตัวกลับคิดว่าแสตมปที่เปดตัวในวันนี้ จะช่วยสื่อให้เห็นถึงผลงานของอาจารย์ป๋วยได้เปนอย่างดี เพราะแต่ละภาพในตราไปรษณียากรนั้น มีความหมาย ซ่อนอยู่ทุกภาพ เช่น ภาพแรก อาจารย์ป๋วยแต่งชุดเสรีไทย เปนการสะท้อนให้เห็นถึงความรักชาติไทย ที่แม้ท่านว่าจะต้อง พลัดถิ่นไปอยู่ต่างประเทศ แต่ด้วยความรักชาติในที่สุดท่านก็กลับมาช่วยประเทศไทย ภาพที่สอง เปนภาพที่อาจารย์ป๋วยเปาขลุ่ยซึ่งเปนดนตรีไทยที่ท่านชอบมาก นั่นก็แสดงให้เห็นถึง สุนทรียภาพและสะท้อนให้เห็นว่าการทีค่ นเราจะเปนมนุษย์ทสี่ มบูรณ์แบบนัน้ นอกจากเก่ง คือใช้สมองซีกซ้ายแล้ว ก็ต้องมีจินตนาการหรือสุนทรียภาพ คือสมองซีกขวาด้วย เพื่อให้บุคคลนั้นเปนมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ นั่นคือการ รู้จักใช้ทั้งสมองซีกซ้ายและสมองซีกขวาอย่างสมดุล ภาพที่สาม เปนภาพที่ท่านใส่เสื้อครุยสีแดง ภาพนี้สะท้อนให้เห็นถึงการที่ท่านเปนคนที่เอาใจใส่ ใน เรื่องของการศึกษา ซึ่งท่านเคยกล่าวไว้ว่าหากเราไม่มีการศึกษาก็ไม่สามารถที่จะไปสู้กับนานาอารยประเทศได้ เพราะฉะนั้นการศึกษาจึงเปนเรื่องสําคัญ และภาพที่สี่ เปนภาพที่ท่านใส่หมวกและยิ้ม สะท้อนให้เห็นว่าท่านมีความสุข ผ่านใบหน้าของท่านที่ ดูอิ่มเอิบ ซึ่งช่วงนั้นเปนช่วงบั้นปลายชีวิตของท่านหลังจากที่ต้องเหนื่อยยากมาตลอดชีวิต นี่ก็จะเปนเรื่องราว ที่สอนได้ว่าการที่มนุษย์จะมีความสุขได้นั้น สิ่งที่สําคัญคือต้องมีครอบครัวที่มีความสุขด้วย เพราะฉะนั้นดวงตรา ไปรษณียากรที่ได้จัดทําขึ้นมานี้ ก็ถือว่าเปนแสตมปที่มีคุณค่าสําหรับคนไทยทุกคนเปนอย่างมาก” ทางด้าน ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ กรรมการมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของ อาจารย์ป๋วย กล่าวว่า อาจารย์ป๋วยให้ความสนใจกับงานพัฒนาชนบทมาก และเห็นว่าปัญหาเรื่องเศรษฐกิจและ สังคมนั้น จะต้องแก้ด้วยการพัฒนาชนบท ซึ่งมูลนิธิบูรณะชนบทฯ นั้น อาจารย์ป๋วยก็เป็นผู้น�าก่อตั้งร่วมกับ คณะบุคคลในวงราชการ และธุรกิจเอกชน ตัง้ แต่ปี 2510 โดยงานทีเ่ ริม่ บุกเบิกในยุคแรกๆ จะเป็นงานพัฒนาชนบท ต่อมาได้ผสมผสานไปกับการพัฒนาอาชีพ พัฒนาการศึกษา พัฒนาสุขอนามัย พัฒนาการพึ่งตนเองแบบร่วมมือกัน ส า ร ป๋ ว ย  12

Inside-puay February 59.indd 12

23/1/2559 20:18:09


และเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการ จนได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปัจจุบันมูลนิธิฯ เป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชนในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและยังคงสืบสาน อุดมคติ ปณิธานของอาจารย์ป๋วยอยู่อย่างต่อเนื่อง ผศ.ดร.จิตติ มงคลชัยอรัญญา คณบดีวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กล่าวถึงงานด้านการ พัฒนาชนบทและการศึกษาของอาจารย์ป๋วยว่า อาจารย์ป๋วยเป็นคนมองการณ์ ไกลด้านการศึกษา ท่านเปด หลักสูตรพัฒนาชนบท และใช้อาจารย์ทั้งมหาวิทยาลัยมาดูแลหลักสูตรนี้ ท่านมองว่าองค์ความรู้เพียงอย่างเดียว ในห้องเรียนยังไม่เพียงพอ ท่านอยากให้นักศึกษาได้เรียนรู้และเห็นของจริง ท่านมองว่าต้องเอาความรู้สมัยใหม่ มาผสมผสานกับภูมิปัญญาในท้องถิ่น จึงจะแก้ไขปัญหาชนบทและประเทศไทย แนวคิดของอาจารย์ป๋วยได้ถูก สืบสานต่อมา และเป็นที่มาของหลักสูตรการพัฒนาเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นหลักสูตรใหม่ที่เกิดขึ้นในปี 2559 อันเนื่องมาจากความตระหนักว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับปัญหาในอนาคตอีกมาก ทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อม และ สังคม เช่น ปัญหาผู้สูงวัย เด็กติดเกม ปัญหาชาติพันธุ์ที่มีหลากหลายขึ้นในสังคม หรือแม้แต่ปัญหาระดับโลก อย่างภาวะโลกร้อน ซึ่งแนวทางการพัฒนาของอาจารย์ป๋วยนั้นก็มุ่งที่จะแก้ปัญหาโดยพุ่งไปที่การพัฒนาชนบท จึงท�าให้เกิดหลักสูตรที่จะสร้างบัณฑิตจิตอาสาที่จะออกมาท�างานเพื่อพัฒนาชาติและมีส่วนผลักดันในการแก้ไข ปัญหาต่างๆ เหล่านี้โดยตรง หลักสูตรที่ว่านี้คือ หลักสูตรการพัฒนาเชิงสร้างสรรค์ ที่จะไม่มีการวัดผลจาก คะแนน GAT PAT แต่จะพิจารณาจากความพร้อมของผู้เรียนเป็นหลัก ซึ่งเนื้อหาที่สอนจะเน้นเนื้อหาที่เป็น ประโยชน์ต่อบ้านเมือง เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาให้บ้านเมืองจริงๆ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มวิชาหลัก คือ การพัฒนา ชุมชนร่วมสมัย การพัฒนาองค์กรและชุมชนเพื่อสังคม และ การจัดการงานอาสาสมัคร ด้าน ผศ.ดร.พรเทพ เบญญาอภิกุล รองคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ได้รู้จักอาจารย์ป๋วยจากการพูดคุยและค�าบอกเล่า รู้สึกชื่นชมแนวคิดของอาจารย์ป๋วยว่ามีความร่วมสมัยและ ล�้าหน้า ท่านเป็นผู้วางรากฐานให้กับหลายๆ หน่วยงานที่ท่านได้เข้าไปท�างานด้วย เช่นเดียวกับ คุณนันทวัฒน์ สังข์หล่อ ผู้อ�านวยการส�านักสื่อสารสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งกล่าวถึงการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย มีหลักว่า ยืนตรง มองไกล ติดดิน และยื่นมือ นั้นก็มาจากอาจารย์ป๋วยในสมัยที่ท่านเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่ง ประเทศไทย โดยยกตัวอย่างการที่อาจารย์ป๋วยไม่ยอมยกเว้นการเรียกปรับสถาบันการเงินที่ท�าผิดกติกา ซึ่งท่าน ยืนยันว่าต้องปรับเพราะกติกามีเขียนไว้ชัดเจน แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญที่จะยืนยันกระท�าในสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งก็คือหลักในข้อยืนตรงนั่นเอง ทั้งหมดนี้คือคุณูปการและความเป็นอาจารย์ป๋วยที่จะถูกยกย่องและสะท้อนให้เห็นผ่านดวงตรา ไปรษณียากร ทั้ง 4 แบบ 4 ดวง ซึ่ง คุณวิบูลย์ เสรีชัยพร ผู้จัดการฝายการตลาด บริษัทไปรษณีย์ไทย จ�ากัด กล่าวว่า

13  ส า ร ป๋ ว ย Inside-puay February 59.indd 13

23/1/2559 20:18:12


“ในจํานวนบุคคลสําคัญของไทยที่ได้รับการยกย่องจากยูเนสโก ซึ่งจนถึงปจจุบันมีจํานวนทั้งหมด 27 คนนั้น มีจํานวน 24 ท่านที่ถูกบันทึกลงบนดวงตราไปรษณียากรแล้ว และในจํานวนนี้มีเพียง 5 คนเท่านั้น ที่เปนสามัญชนคนธรรมดา นั่นคือ (1) สุนทรภู่ (2) ศรีบูรพา (3) เอื้อ สุนทรสนาน (4) อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ และล่าสุดคือ (5) อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ นั่นแสดงให้เห็นว่าการที่ใครสักคนจะถูกนํามาบันทึกลงบนดวงตรา ไปรษณียากรได้นั้น จะต้องเปนบุคคลที่มีความพิเศษมากๆ ซึ่งการจัดสร้างตราไปรษณียากรที่ระลึกชุดอาจารย์ ป๋วยนั้น ก็เพื่อเปนการระลึกถึงคุณงามความดีที่ท่านได้สร้างไว้ต่อประเทศชาติและสังคมชนบทต่างๆ และเพื่อให้ คนรุ่นหลังได้ทราบและสืบสานเจตนารมณ์ของอาจารย์ป๋วยนั่นเอง” ส�าหรับการจัดจ�าหน่ายดวงตราไปรษณียากรที่ระลึกชุดอาจารย์ป๋วยนั้น จะแบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ 1. แบบชุด 4 ดวง ซึ่งจะบรรจุแสตมปครบทั้ง 4 แบบ ลงในแฟมภาพ พร้อมรายละเอียดประวัติของ อาจารย์ป๋วย จัดจ�าหน่ายในราคา 100 บาท และ 2. แบบแผ่นปกติ 10 ดวง (แบบละ 1 แผ่น) ราคา 30 บาท โดยแสตมปทั้งสองแบบจะเริ่มจัดจ�าหน่ายในวันที่ 9 มีนาคม 2559 (วันแรกจ�าหน่าย) โดยผู้ที่สนใจ ตราไปรษณียากรที่ระลึกชุดนี้ สามารถหาซื้อได้ที่ ที่ท�าการไปรษณีย์ไทยทุกแห่งทั่วประเทศ ซึ่งรายได้จาก การจัดจ�าหน่าย เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วจะมอบให้ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย เพื่อใช้เป็นทุนในการสร้าง “ลานนิทรรศการอาจารย์ปวย” หรือ “Puey Open Library” ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1. นิทรรศการเปด ประวัติชีวิต 2. ลานปนรูปส�าหรับจัดกิจกรรมอเนกประสงค์ และ 3. ห้องสมุดและศูนย์อาหาร โดยมีวัตถุประสงค์ เพือ่ เผยแพร่บคุ คลต้นแบบคนธรรมดาสามัญ ทีท่ งั้ ชีวติ ประกอบคุณงามความดีตอ่ ประเทศชาติ และเพือ่ เป็นแหล่ง เรียนรู้ที่ประชาชนทั่วไปสัมผัสได้ โดยมีงบประมาณในการจัดสร้าง 13 ล้านบาท ไม่รวมค่าออกแบบ-คุมก่อสร้าง และรูปปั้นที่มีผู้บริจาคแล้ว และขณะนี้มียอดบริจาคอยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง ผู้ที่สนใจสามารถสั่งจองล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันนี้ที่ ส�านักงานศิษย์เก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โทร. 0-2613-3777 หรือที่ สมาคมอัสสัมชัญ โทร. 0-2390-1062-3 n n n ส า ร ป๋ ว ย  14

Inside-puay February 59.indd 14

23/1/2559 20:18:16


มองป๋วย กองบรรณาธิการ

แ ร ง บั น ด า ล ใ จ จ า ก

อาจารยปว ย

ความประทับใจที่ไมเคยจางหายของ รศ.วันรักษ

มิ่งมณีนาคิน

ทุกครั้งที่พูดถึง อาจารยปวย หลายคนคงรูสึกคลายๆ กันวา เสียดายที่คนดีๆ อยางทานถูกละเลยจากสังคมไทยไปในชวงเวลาหนึ่ง ทั้งที่ทานเปนคนเกง คนดี เปนคนตนแบบของสังคม และไดสรางคุณูปการ ใหกับประเทศไทย และสังคมไทยไวมากมาย ใครที่เคยไดเปนลูกศิษยลูกหา ของ อาจารยปวย หรือรวมงานกับทาน มักจะมีเรื่องราวความประทับใจ และมีโอกาสไดเรียนรู ไดแรงบันดาลใจดีๆ จาก ทานอาจารยปวย เสมอ 15  ส า ร ป๋ ว ย Inside-puay February 59.indd 15

23/1/2559 20:18:17


รศ.วั น รั ก ษ์ มิ่ ง มณี นาคิ น อาจารย์ ป ระจ� า คณะ เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นหนึ่งในจ�านวน นักศึกษาปริญญาโท ภาคภาษาอังกฤษ 16 คน ที่ถือว่า เป็นนักศึกษาหลักสูตรภาคภาษาอังกฤษ รุ่นแรก ของคณะ เศรษฐศาสตร์ ย้อนความทรงจ�าถึงอาจารย์ป๋วยให้ฟังว่า “ดิฉันได้เปนคนหนึ่งในจํานวน 16 คน ที่ได้เข้ามา เรียนหลักสูตรปริญญาโทภาคภาษาอังกฤษ ถือเปนรุ่นแรกเลย อาจารย์ปว๋ ยท่านเห็นความสําคัญของการยกมาตรฐานการสอน วิชาเศรษฐศาสตร์ ระดับบัณฑิตศึกษาในมหาวิทยาลัยของไทย ท่านจึงได้ติดต่อขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิร็อกกี้ เฟลเลอร์ และยังได้รวบรวมท่านอาจารย์ทมี่ าจากต่างประเทศ ซึง่ มาจาก มหาวิทยาลัยชัน้ นําของสหรัฐอเมริกา ให้มาสอนพวกเรา จําได้วา่ ในคราวนั้นพอเรียนไปได้สักเทอมหนึ่ง หนึ่งภาคการศึกษา นี่แหละค่ะ คงจะมีอาจารย์ฝรั่งไปบ่นกับอาจารย์ป๋วย มีวันหนึ่ง ท่านอาจารย์ป๋วยก็เลยเรียกพวกเราไปพบกัน พร้อมหน้ากัน แล้วท่านอาจารย์กบ็ อกว่า ก็เล่าให้ฟง นะคะว่าอาจารย์ฝรัง่ มาบ่น บอกว่าทําไมนักศึกษาไทยเหมือนเปนใบ้ คือไม่ชอบถามคําถาม และไม่แสดงออก ไม่มคี วามสนใจ เหมือนกับว่าไม่มคี วามสนใจ ในการเรียนนะคะ ไม่มีการถามคําถาม ไม่มีการอภิปราย ไม่มี การออกความเห็น ซึ่งอาจารย์ฝรั่งเค้าไม่ชิน เค้าก็เลยไปบ่น กับท่านอาจารย์ป๋วย อาจารย์ป๋วยก็เลยบอกว่า “ผมก็เข้าใจว่า พวกคุณเงียบอยู่ ในห้องเรียนเนี่ย ไม่ ใช่เพราะว่าพวกคุณ ไม่สนใจ แต่เปนเพราะผมเดาเอานะว่าพวกคุณเนี่ยอายภาษา อังกฤษของตัวเองมากกว่า” แล้วท่านก็พูดต่อบอกว่า “ผมจะ เล่าเรื่องของผมให้ฟงนะ ผมเนี่ยพูดภาษาอังกฤษเกือบทุกวัน เปนเวลาหลายสิบป แต่ผมก็ยงั พูดภาษาอังกฤษแบบสําเนียงไทย พวกคุณนี่ไม่ต้องไปกังวลอะไรเลย พวกคุณก็พูดภาษาอังกฤษ สําเนียงไทยกับอาจารย์ฝรั่งไปเลย”” รศ.วันรักษ์ ยังได้เล่าต่อถึงความประทับใจในตัว อาจารย์ป๋วยว่า

“…ตอนนั้นได้ตั้งโครงการสํานักบัณฑิตอาสาสมัคร เวลาเสาร์ อาทิตย์ ท่านมีเวลาว่างท่านก็จะชวนพวกเราออกไป ต่างจังหวัด ไปเยี่ยมพวก…เราเรียกย่อๆ ว่า บอ. นะคะ ซึ่งย่อ มาจากคําว่าบัณฑิตอาสาสมัคร ในสมัยนั้นบัณฑิตอาสาสมัคร แต่ละคนจะถูกส่งไปอยู่ในที่ทุรกันดาร ในที่ที่โหดๆ ทั้งนั้นเลย เวลาไปเยีย่ มก็คอื ว่า หลายๆ แห่งเนีย่ รถเข้าไม่ถงึ ก็จะต้องเดิน ด้วยเท้า บางแห่งก็หลายชั่วโมง แล้วก็เข้าไปนอนกับชาวบ้าน ในหมู่บ้าน ซึ่งดิฉันก็เห็นเลยว่าอาจารย์ป๋วยเนี่ยตอนนั้นท่าน ก็อายุเลย 50 กว่าแล้วเนี่ย ท่านก็เดิน แล้วก็อยู่ กิน นอน นี่ เหมือนกับคนอื่นๆ ทุกคน ท่านไม่ได้มีอะไรที่เปนพิเศษไปจาก คนอื่น อันนี้เรียกว่าเปนความเรียบง่ายของท่านก็ได้นะคะ” นอกจากความประทับใจแล้ว อาจารย์ป๋วยยังเป็น แรงบันดาลใจในการท�างานให้กับ รศ.วันรักษ์ อีกด้วย “อีกเรือ่ งหนึง่ ที่ได้มีโอกาสสัมผัสกับท่านอาจารย์ปว๋ ย ก็คือ จากความประทับใจหลายๆ อย่างที่เราได้ซึมซับจากวิธี การปฏิบัติของท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นพอดิฉันได้มาเปน อาจารย์แล้ว พอท่านไปตั้งโครงการหนึ่งที่เรียกว่า โครงการ พัฒนาชนบทลุ่มนํ้าแม่กลอง ซึ่งเปนโครงการที่มีวัตถุประสงค์ ให้อาจารย์และพวกบัณฑิตที่จบมาออกไปอยู่ในชนบท เพื่อที่ จะไปคลุกคลีและไปหาข้อมูล ไปศึกษาหาความรูต้ า่ งๆ รวบรวม ความรู้ทั้งหลายที่เกี่ยวกับชาวชนบทเอาไว้ คือท่านก็บอกว่า มีอาจารย์คนไหนสนใจ บางคนก็อาจจะไปสักครึ่งป ของดิฉัน ก็ไปปหนึ่ง ซึ่งอยู่ในช่วงตรงกับในปการศึกษา 2518 ต่อด้วย 19 ทัง้ ที่ไม่ประสีประสาเกีย่ วกับชีวติ ในต่างจังหวัดหรือในชนบทเลย แต่แรงบันดาลใจที่ได้รับจากท่านเนี่ย ทําให้กล้า มีความมั่นใจ มีความกล้าในการทีจ่ ะออกไปกินนอนอยู่ในหมูบ่ า้ นทีเ่ ราไม่รจู้ กั ใครเลยเปนเวลา 1 ป นี่ก็เปนความประทับใจที่ขณะเดียวกัน ก็สร้างแรงบันดาลใจด้วย” รศ.วันรักษ์ ยังกล่าวอีกว่า สิ่งที่คิดว่าได้รับถ่ายทอด มาจากอาจารย์ปว๋ ยก็คอื การทีอ่ าจารย์ปว๋ ยได้ให้ความคิดไว้วา่

ส า ร ป๋ ว ย  16

Inside-puay February 59.indd 16

23/1/2559 20:18:18


ให้มีความสนใจ และให้ความส�าคัญกับเรื่องของการหาความรู้ และให้สนใจเกี่ยวกับการที่จะเข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะด้วย ทางใดก็ตาม เพื่อที่จะได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับปัญหาของ สังคมของบ้านเรา รศ.วันรักษ์ ยังได้เล่าถึงช่วงเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ว่า “ในขณะทีเ่ กิดเหตุการณ์น ี้ มีเรือ่ งวิกฤตเกิดขึน้ ภายใน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น ดิฉันเองอยู่ที่หมู่บ้าน ที่ไปอยู่นี่ ชื่อว่าเปนบ้านกระจัน อําเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี แล้วใน วันที่เกิดเหตุนั้น พอถึงกลางคืนชาวบ้านพวกหนึ่งก็มาบอกว่า อาจารย์ รีบออกจากพื้นที่ไป พวกผมไม่สามารถจะให้ความ ปลอดภัยอาจารย์ ได้ เพราะว่าเวลานี้ที่ธรรมศาสตร์เกิดความ รุนแรงขึ้นมา ดิฉันจึงได้รับทราบว่ามีความรุนแรงเกิดขึ้นใน ธรรมศาสตร์ และปรากฏว่าหลังจากที่เจ้าหน้าที่ถอนตัวออก จากพื้นที่ไปทั้งหมดแล้ว ท่านอาจารย์ป๋วยก็ได้เดินทางออก จากประเทศไทยไปอย่างรีบด่วน ก็เสมือนหนึ่งว่าโครงการนี้ ได้ถูกยกเลิกไปโดยปริยาย แต่อย่างไรก็ตามหลัง จากนั้น อีกช่วงหนึง่ ก็ม ี อาจารย์อคิน รพีพฒั น์ ซึง่ ท่านมีความพยายาม ที่จะสานต่องานนี้ต่อไป และท่านก็ทําอยู่สักระยะหนึ่ง แต่หลัง จากนั้นก็ไม่ได้ทําต่อ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ไปถึงจุดมุ่งหมายที่ ตั้งไว้ว่า จะมีการเข้าไปมีส่วนในเรื่องของการกําหนดนโยบาย ในเรื่องของการวางมาตรการเพื่อที่จะให้เกิดการพัฒนาชนบท ขึน้ มาด้วย ดูแล้วเหมือนกับเปนนักวางแผน นักกําหนดนโยบาย ซึ่งคนทั่วไปนั้น ถ้าเผื่อมีตําแหน่งหน้าที่ทําเรื่องแบบนี้นะคะ ก็มกั จะมุง่ ไปทีภ่ าพกว้าง เรือ่ งใหญ่เรือ่ งโต แต่ทา่ นอาจารย์ปว๋ ย ท่านมีความเปนมนุษย์ มีศิลปะ มีความละเอียดอ่อน มีความ เมตตากรุณา มีความใจกว้าง เปดใจกว้าง แล้วก็สนใจชีวิต ของคนรอบข้างนะคะ แม้กระทั่งเรื่องรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ

อย่างคนขับรถเนี่ย ลูกเขาจะบวช ท่านอาจารย์ก็จะไปร่วมงาน จะไปร่วมพิธี ทําเหมือนกับเปนญาติกันเลย ไปโกนผมให้ ในเรื่องของการรับประทานอาหาร ท่านก็ใช้ชีวิตเรียบง่ายมาก ท่านมักจะชอบไปนัง่ รับประทานอาหารตามตลาดสด อย่างเมือ่ สมัยก่อนนีแ้ ถวบางลําพูจะมีตลาดสดอยูต่ รงเชิงสะพานข้ามคลอง ตอนนัน้ มันจะมีเปนตลาดเล็กๆ แล้วก็มรี า้ นอยู่ในนัน้ ท่านก็จะ ชวนคนไปนั่งรับประทานกวยเตี๋ยวเนื้อ อะไรต่างๆ พวกนี้เปน ประจําเลย” ครัง้ หนึง่ เมือ่ ราวปี พ.ศ.2530 - 2531 เมือ่ อาจารย์ปว๋ ย กลับมาเยี่ยมเมืองไทย และได้มาเยี่ยมที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยนัน้ รศ.วันรักษ์ เล่าว่าได้สงั เกต เห็นนักการทีเ่ ป็นสตรีอยู่ในคณะเศรษฐศาสตร์มานานท่านหนึง่ เตรียมข้าวเหนียวมะม่วงแล้วก็โอเลีย้ งไว้ จึงถามว่าจัดไว้ให้ใคร นักการหญิงคนนัน้ บอกว่า “จัดให้อาจารย์ปว๋ ยไง” นัน่ เป็นเพราะ เธอจ�าได้ว่าเวลาที่อาจารย์ป๋วยมาจากแบงก์ชาติ แล้วมานั่ง ท�างานที่คณะเศรษฐศาสตร์ในช่วงเย็นๆ ทุกวันนั้น ท่านมักจะ ต้องสั่งเมนูนี้เป็นประจ�า ก็เลยเตรียมเอาไว้ให้ท่าน นับเป็น เรื่องราวความประทับใจในความเอาใส่ใจถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทีเ่ ชือ่ ว่าผูค้ นทีเ่ คยแวดล้อมอาจารย์ปว๋ ย จะต้องได้รบั การถ่ายทอด หรือได้รับอิทธิพลมาจากท่านกันอยู่บ้างไม่มากก็น้อย เรือ่ งราวทัง้ หมดนีจ้ งึ สะท้อนให้เห็นว่า อาจารย์ปว๋ ยนัน้ ท่านเป็นคนธรรมดาที่เป็นคนดีและเป็นที่รักของผู้คนแวดล้อม มากมายเหลือเกิน n n n

เรียบเรียงจาก : สู่ 1 ศตวรรษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ https://www.youtube.com/watch?v=nEVHXJvZAWU

17  ส า ร ป๋ ว ย Inside-puay February 59.indd 17

23/1/2559 20:18:20


รายงานพิเศษ พัฒน จันทะโชติ

โครงการ

อนุสรณอยุธยา-ธนบุรี

250 ป

กลุ่มปฐมฤกษ์รณรงค์อนุรักษ์กรุงศรีอยุธยา พ.ศ.2510 แถวหน้า : พระยาอนุมานราชธน พระวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร โครงการอนุสรณอยุธยา-ธนบุรี 250 ป ถูกจัดขึ้นเนื่องในโอกาส 250 ป ของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ ที่ประชาราษฎรในกรุงศรีอยุธยาจํานวนหนึ่ง สามารถกูกรุงคืนไดภายในระยะเวลาเพียง 8 เดือนเศษ และสถาปนา กรุงธนบุรีในชวงเวลาเดียวกัน คณะกรรมการโครงการอนุสรณอยุธยา-ธนบุรี 250 ป ไดเห็นถึงความสําคัญของ กรุงศรีอยุธยาที่สรางสมทรัพยสมบัติอันทรงคุณคาไวมากมาย ทั้งงานศิลปะทุกแขนง วัฒนธรรม ประเพณี ระบบ การเมืองการปกครอง สถาปตยกรรม การผังเมืองและอารยธรรมตางๆ แมกรุงศรีอยุธยาจะลมสลายลง แตก็ยัง ทรงคุณคาเปนมรดกสืบตอมาจนถึงกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร โดยที่ โครงการอนุสรณ์อยุธยา-ธนบุรี 250 ป จะมีการด�าเนินการในปี พ.ศ.2558 จนถึงปี พ.ศ.2560 มีภาคีร่วมพัฒนาโครงการ ได้แก่ มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป มูลนิธิเด็ก มูลนิธิโบราณสถานในพระราชวังเดิม ส�านักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา เครือข่าย นักธุรกิจเพือ่ สังคมและสิง่ แวดล้อม สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา และ ภาควิชาการวางแผนภาค และเมือง คณะสถาปตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยร่วมกันสนับสนุนโครงการ เพื่อรื้อฟื้นองค์ความรู้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และกรุงธนบุรีที่ขาดหายไป เพื่อน�าความรู้กลับมาประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน สร้างความเข้าใจ ความสนใจในการฟื้นฟูบูรณะกรุงศรีอยุธยาและ กรุงธนบุรี และฟื้นฟูพระนครศรีอยุธยา-ธนบุรี ทั้งในด้านกายภาพ วิถีชีวิต และวัฒนธรรม ต่อไป ส า ร ป๋ ว ย  18

Inside-puay February 59.indd 18

23/1/2559 20:18:21


คณะกรรมการโครงการอนุสรณ์อยุธยา-ธนบุรี 250 ป ได้สรุปแนวทางในการด�าเนินงานในเบื้องต้น 9 หัวข้อดังนี้ (1) ด้านวิชาการ (2) ด้านผังเมืองและสิ่งแวดล้อม (3) ด้านอนุรักษ์ ฟื้นฟู จิตรกรรม (4) ด้านการผลักดันนโยบาย (5) ด้านประชาสัมพันธ์ (6) ด้านเศรษฐกิจ (7) ด้านการศึกษาประวัติศาสตร์ (8) ด้านการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ (9) ด้านการมีส่วนร่วมในระดับต่างประเทศ ซึ่งด้านวิชาการ ได้มีการรวบรวมองค์ความรู้ในสมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี ที่ขาดหายไป จัดบรรยายพิเศษขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน ดังนี้ พ.ศ.2558 ชุดบรรยายพิเศษที่เกี่ยวข้องกับ “นํ้า” พ.ศ.2559 ชุดบรรยายพิเศษที่เกี่ยวข้องกับ “พหุวัฒนธรรม” พ.ศ.2560 ชุดบรรยายพิเศษที่เกี่ยวข้องกับ “รวมรัฐชาติในสมัยกรุงธนบุรี” โดยในปี พ.ศ.2558 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดบรรยายพิเศษชุด “น�้า” ไปแล้ว 7 ครั้ง ได้รับเกียรติจากนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิมากมาย มาร่วมให้ความรู้ความเข้าใจ ตีแผ่ภูมิปัญญาสมัยกรุงศรีอยุธยา-กรุงธนบุรี ได้แก่ ครั้งที่ 1 “วิถีไทย วิถีน�้า” ความส�าคัญของน�้า ในวิถีชีวิตของคนไทย บ่อเกิดแห่งวัฒนธรรมจารีต ประเพณี ภูมิปัญญาอันดีงาม โดย ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา ครั้งที่ 2 “นววิถี เมืองฐานน�้า” แนวคิดในสร้างบ้านแปลงเมือง การวางผังเมือง การออกแบบและปรับตัวให้สามารถอยู่ร่วมกับน�้า ได้อย่างลงตัว โดย ผศ.ดร.นพนันท์ ตาปนานนท์ ครั้งที่ 3 “บริหารจัดการน�้า ภูมิปญญา 400 ป” การบริหารจัดการน�้าในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดย รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม

ครั้งที่ 4 “นาวาวิถี การสัญจรทางน�้า” การใช้เรือ ประเภทของเรือ พาหนะที่ส�าคัญในสมัยอยุธยา โดย อ.กนก ขาวมาลา ครั้งที่ 5 “อยุธยา (อยู่) กับน�้า” การบริหารจัดการน�้าของอยุธยาในปัจจุบัน และความเป็นไปได้ในการลดความเสี่ยงจากน�้าท่วม ในอนาคต โดย ดร.สุรเจตน์ บุญญาอรุณเนตร

ครั้งที่ 6 “ดนตรีกับสายน�้า” รวบรวมบทเพลงสมัยอยุธยา ที่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับน�้า เสริมด้วยการจัดบรรเลงดนตรีไทย เข้าถึงความบันเทิงสมัยอยุธยา โดย อ.สหวัฒน์ ปลื้มปรีชา อ.ไตรภพ สุนทรหุต และ อ.สุรพล สุวรรณ

ครั้งที่ 7 “อาหารตามฤดูน�้า” ตีแผ่ภูมิปัญญาชาวน�้า การกินตามน�้า อาหารตามฤดูน�้าขึ้น-น�้าลง เสริมด้วยการจัดส�ารับอาหารอร่อย ตามฤดูน�้าในช่วงขณะนั้น โดย อ.ดุลยพิชัย โกมลวาณิช

และปดท้ายชุดการบรรยายพิเศษที่เกี่ยวข้องกับ “น�้า” ในการบรรยายครั้งที่ 8 ในหัวข้อ “พาณิชย์ชิดน�้า” อยุธยาศูนย์กลางการค้า นานาชาติ การค้าทางน�้า บ่อเกิดวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมา โดย คุณพิมประไพ พิศาลบุตร ทั้งนี้ หลังจากสิ้นสุดการบรรยายในแต่ชุด จะมีการรวบรวมเนือ้ หาสาระส�าคัญของการบรรยายเพื่อตีพิมพ์เป็นหนังสือเพื่อเผยแพร่ องค์ความรู้นั้นต่อไป โดยสามารถลงทะเบียนติดตามการบรรยายได้ทาง Ayutthayathonburi250@gmail.com n n n

19  ส า ร ป๋ ว ย Inside-puay February 59.indd 19

23/1/2559 20:18:23


บทความพิเศษ

ศ.(เกียรติคุณ) เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม

คณะเศรษฐศาสตร

กับ หนึ่งรอยปชาตกาล

ของ

อาจายปวย อึ๊งภากรณ

วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ.2559 จะเปน วันครบ 100 ป ชาตกาลของอาจารยปวย อึ๊งภากรณ ในขณะเดียวกัน ถานับตั้งแตวันที่ทานไดเปนคณบดีคณะเศรษฐศาสตร เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2507 ถึงปจจุบัน ก็นับไดเปนเวลาประมาณ 50 ป ความจริงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตรเปนสถาบันแรกที่สอน วิชาเศรษฐศาสตรในประเทศไทย นับตั้งแตการกอตั้งมหาวิทยาลัย ในป พ.ศ.2477 เปนตนมา ส า ร ป๋ ว ย  20

Inside-puay February 59.indd 20

23/1/2559 20:18:24


อาจารย์ปว๋ ย อึง๊ ภากรณ์ เป็นบุคคลทีท่ ำ� ให้สงั คมไทยเห็นความส�ำคัญของวิชาเศรษฐศาสตร์ และสามารถใช้วชิ าดังกล่าวเป็นเครือ่ งมือช่วยในการแก้ปญั หาและพัฒนาสังคมเศรษฐกิจของประเทศ ให้เจริญ และประชาชนมีความอยู่ดีกินดีได้อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม ในขณะเดียวกัน เมือ่ มาพิจารณาถึงการพัฒนาและการเปลีย่ นแปลงของ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะพบว่าอาจารย์ป๋วยเป็นผู้ที่พัฒนาคณะเศรษฐศาสตร์ ให้เจริญรุ่งเรือง จากคณะที่มีอาจารย์ประจ�ำเพียง 5 คน จนเป็นคณะเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศไทย และเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันคณะเศรษฐศาสตร์ ได้เสื่อมถอยไปมากทีเดียว ถ้าจะเปรียบกับ เส้นกราฟทางเศรษฐศาสตร์แล้ว อาจจะเริ่มตั้งแต่การก่อตั้งของมหาวิทยาลัยและอาจารย์ป๋วยเข้ามา เป็นคณบดีในปี พ.ศ.2507 ได้พัฒนาและเปลี่ยนแปลงเส้นกราฟพุ่งขึ้นจุดสูงสุดประมาณปี พ.ศ.2540 หลังจากนั้นก็ได้เจริญเสื่อมถอยมาเป็นล�ำดับ ถึงกับมีการกล่าวว่า คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ อยู่ในช่วงขาลงแล้ว ไม่รู้ว่าจะฟื้นคืนดีได้เมื่อไร ปัญหาส�ำคัญก็คือเราจะปล่อยให้สถานการณ์ดังกล่าว เป็นต่อไปหรือไม่ ปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ท�ำให้คนที่รักและผูกพันกับคณะเศรษฐศาสตร์รู้สึก ห่วงใยมาก และอยากเห็นการพัฒนาเปลี่ยนแปลงให้กลับคืนมาสู่ยุคที่เจริญรุ่งเรืองในสมัยอาจารย์ป๋วย อีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2558 กลุ่มอาจารย์เก่าแก่ของคณะหรือที่เรียกว่า “กลุ่ม ส.ว.” ได้พบปะและรับประทานอาหารร่วมกัน อาจารย์เหล่านี้ล้วนแต่อยู่ในวัยอายุที่ขึ้นต้นด้วย “เลขเจ็ด” เกือบทุกคน เช่น อาจารย์วญิ ญู วิจติ รวาทการ อาจารย์สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย อาจารย์จนิ ตนา เชิญศิริ อาจารย์ชูศรี มณีพฤกษ์ และ อาจารย์วันรักษ์ มิ่งมณีนาคินทร์ เป็นต้น ทุกคนต่างห่วงใยในการ เปลี่ยนแปลงของคณะ และอยากเห็นการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นที่มาของการ เขียนบทความนี้ ซึ่งจะได้กล่าวถึงการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงคณะเศรษฐศาสตร์โดยสังเขป ดังนี้ 1. การพัฒนาความเจริญรุ่งเรืองในสมัยอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ 2. การเปลี่ยนแปลงและเสื่อมถอยในเวลาต่อมา 3. คณะเศรษฐศาสตร์จะกลับฟื้นตัวได้อย่างไร 1. การพัฒนาความเจริญรุ่งเรืองในสมัยอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้มีความรักความผูกพันกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เกือบ ตลอดชีวิตของท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะเศรษฐศาสตร์ ท่านได้ทุ่มเทการพัฒนาคณะในเกือบ ทุกด้าน ท�ำให้คณะเศรษฐศาสตร์และบุคลากรของคณะได้มสี ว่ นร่วมและมีบทบาทส�ำคัญในการพัฒนา มหาวิทยาลัยและสังคมเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตามการท�ำงานของอาจารย์ป๋วยนั้น พอจะ สรุปประเด็นส�ำคัญได้บางเรื่องที่ท�ำให้คณะเศรษฐศาสตร์เจริญเติบโตและมีชื่อเสียง ดังนี้ (1) การเป็นผู้น�ำองค์กรที่ทุ่มเทเพื่อผลประโยชน์และความเจริญรุ่งเรืองขององค์กรอย่าง เต็มที่ และเป็นแบบอย่างที่ดีของการเป็นผู้น�ำและผู้ที่ท�ำงานในองค์กร (2) สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดีในการท�ำงานในคณะเศรษฐศาสตร์ กล่าวคือ ท�ำให้ทุกคน มีความรักความผูกพันในองค์กร มีการร่วมมือและท�ำงานเป็นทีมเพื่อความเจริญรุ่งเรืองขององค์กร มีหลักธรรมาภิบาลในการท�ำงานทั้งในเรื่องการกระจายผลประโยชน์ ความเจริญก้าวหน้า และความ รับผิดชอบต่อส่วนรวม (3) วัฒนธรรมที่ดีขององค์กรจะเป็นเครื่องมือก�ำกับพฤติกรรมของทุกคนในการท�ำงาน และความรับผิดชอบต่อส่วนรวมและความเจริญก้าวหน้าของทุกคนที่ท�ำงาน ในขณะเดียวกันก็จะมี ระบบการสร้างผูน้ ำ� รุน่ ใหม่ขนึ้ มาท�ำงานและรับผิดชอบต่อการพัฒนาคณะด้วย โดยให้พงึ่ ระบบในการ ท�ำงานมากกว่าพึ่งตัวบุคคล (4) คณะเศรษฐศาสตร์เป็นคณะที่เปิดกว้างแก่ทุกคนที่เป็นคนดี คนเก่งเข้ามาท�ำงาน ไม่มี ระบบสถาบันนิยมหรือการเล่นพรรคเล่นพวก เปิดทางให้คนดีคนเก่งได้เข้ามาร่วมงานและได้พัฒนา คณะเศรษฐศาสตร์ ให้เจริญเติบโต

21  ส า ร ป๋ ว ย Inside-puay February 59.indd 21

23/1/2559 20:18:24


(5) การเป็นผู้น�าที่ดีของอาจารย์ปวยได้สร้างระบบการท�างานและวัฒนธรรมองค์กรที่ดี ในการท�างานของคณะเศรษฐศาสตร์หลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมื่อ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงผู้น�าการท�างานในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส�าหรับคณะเศรษฐศาสตร์ ผู้น�ารุ่นใหม่ได้ขึ้นมาเป็นคณบดีเป็นคณะแรกในมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ในขณะเดียวกันก็ได้มีการตรวจสอบการท�างานอย่างเข้มงวดจนเกิดปัญหาการท�างาน ในระยะแรก ท�าให้คณบดีขาดความมั่นคงในการท�างานและไม่กล้าตัดสินใจอะไรที่เป็นเรื่องส�าคัญ ซึ่งได้กลายเป็นปัญหาของการพัฒนาคณะในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม ด้วยชื่อเสียงและเกียรติคุณของคณะเศรษฐศาสตร์ที่อาจารย์ป๋วยได้สร้าง ไว้นั้น ได้ท�าให้คณะเศรษฐศาสตร์ยังคงเป็นสถาบันชั้นน�าของประเทศไทยในสมัยนั้น ต�าแหน่งผู้น�า หรือคณบดีนนั้ เป็นต�าแหน่งทีม่ เี กียรติแต่มภี าระมาก ไม่มเี งินประจ�าต�าแหน่งและไม่มอี า� นาจมากมาย อะไร บางครั้งหาคนที่เหมาะสมขึ้นมาเป็นคณบดีได้ยาก ในสมัยนั้นคณบดีจะเป็นกันเพียงคนละ 2 ปีเท่านั้น ในระยะแรกก็ยังพอจะหาคนที่ดี หรือเหมาะสมได้เพราะอาจารย์ป๋วยได้สร้างผู้น�าไว้มากพอสมควร เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 10 ปี ก็ได้เกิดปัญหาที่จะหาคนที่ดีและเหมาะสมขึ้นมาเป็นคณบดีได้ยากขึ้นและได้กลายเป็นปัญหาและ การเสื่อมถอยในเวลาต่อมา ในขณะเดียวกัน การขาดผู้น�าที่ดีไม่กล้าตัดสินใจและกล้าเผชิญปัญหาที่จะท�าให้วัฒนธรรม องค์กรเสียหายก็เกิดขึ้นหลายกรณีด้วยกัน เช่น อาจารย์ที่เห็นแก่ตัวไม่ท�างานให้คณะก็ไม่มีใคร จัดการได้ โดยเฉพาะพวกที่มีฐานะเป็นข้าราชการ หรือพวกที่มีการรวมตัวกันและมีอ�านาจต่อรอง กับผูบ้ ริหาร ประมาณว่าพวกทีท่ า� งานไม่เต็มทีห่ รือไม่ได้อทุ ศิ ตนให้คณะมีจา� นวนไม่นอ้ ยกว่าร้อยละ 50 ของอาจารย์ทั้งหมด ซึ่งเป็นปัจจัยส�าคัญที่ท�าให้คณะเศรษฐศาสตร์เสื่อมถอยลง ในด้านการใช้จ่ายเงินสะสมของคณะที่คนรุ่นก่อนได้หาไว้ หรือมีผู้บริจาคมาก็มีการใช้จ่าย อย่างไม่คุ้มค่าในการพัฒนาคณะเศรษฐศาสตร์ ระบบเปดกว้าง การรับคนมาเป็นอาจารย์นนั้ เป็นปัจจัยส�าคัญในการพัฒนาคณะเศรษฐศาสตร์ ตัง้ แต่การรับอาจารย์ประจ�ารุน่ แรกในปี พ.ศ.2508 และรุน่ ต่อๆ มา ทุกคนต่างทุม่ เทการท�างานให้คณะ ตามความสามารถและความพึงพอใจในการท�างานของตนเอง ทุกคนรูว้ า่ อาชีพอาจารย์นนั้ มีเกียรติและ สบายดีพอสมควรแต่ไม่มีทางรวย ถ้ายอมรับวิถีชิวิตดังกล่าวได้ก็สามารถท�างานได้อย่างสบายและ มีความเจริญก้าวหน้าดีพอสมควร แต่ถ้าหากยอมรับสภาพดังกล่าวไม่ได้ อยากร�่ารวยก็ต้องเปลี่ยน อาชีพไปท�างานอื่น ไม่เป็นอาจารย์ปรากฏว่ามีอาจารย์หลายคนได้ลาออกไปท�างานอื่น ปรากฏว่าในสมัยนัน้ คณะเศรษฐศาสตร์สามารถดึงดูดคนดีคนเก่งเข้ามาท�างานได้จา� นวนไม่นอ้ ย เช่น อาจารย์อมั มาร์ สยามวลา อาจารย์ณรงค์ชยั อัครเศรณี อาจารย์สพุ จน์ จุนอนันตธรรม อาจารย์โฆษะ อารียา อาจารย์เมธี ครองแก้ว อาจารย์วรากรณ์ สามโกเศศ และ อาจารย์จีระ หงส์ลดารมภ์ เป็นต้น ส า ร ป๋ ว ย  22

Inside-puay February 59.indd 22

23/1/2559 20:18:25


การเป็นมหาวิทยาลัย หรือคณะวิชาที่มีชื่อเสียงนั้นจะต้องมีองค์ประกอบส�าคัญอย่างน้อย 3 เรื่อง ดังนี้ 1) มีอาจารย์ทเี่ ปนคนดี คนเก่ง ทํางานจํานวนมาก และมีวฒั นธรรมองค์กรทีด่ ีในการกํากับ การทํางาน เพื่อกํากับพฤติกรรมการทํางานของคนและการพัฒนาคณะ 2) มีนกั เรียนทีเ่ ปนคนดี คนเก่ง จํานวนมากเข้ามาเรียน และมีสงิ่ แวดล้อมทีด่ ีในการพัฒนา คุณภาพของนักศึกษา เพื่อผลิตคนที่ดีออกไปทํางานและสร้างชื่อเสียงให้แก่มหาวิทยาลัย 3) สามารถผลิตบัณฑิตและคนที่มีคุณภาพออกไปทํางานเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและ มีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม ปัจจัยทั้ง 3 เรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่จะสร้างคณะหรือมหาวิทยาลัยให้มีชื่อเสียงและสามารถ ปรับตัวตามสถานการณ์สังคมเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ในสมัยที่ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และสมัยต่อมา ปรากฏว่า คณะเศรษฐศาสตร์ ได้ผลิตคนที่ดีและเก่งจ�านวนไม่น้อยออกไปท�างานและประสบความส�าเร็จทั้งใน ภาครัฐและภาคเอกชน ส�าหรับภาครัฐบาลนั้นมีจ�านวนไม่น้อยที่ท�างานในต�าแหน่งที่ส�าคัญในระบบราชการ เช่น ปลัดกระทรวง อธิบดี และหัวหน้าหน่วยงาน ในขณะเดียวกันก็มีหลายคนมีต�าแหน่งส�าคัญทาง การเมือง เช่น ม.ร.ว.ปรีดยิ าธร เทวกุล ดร.สมคิด จาตุศรีพทิ กั ษ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝา ยเศรษฐกิจ ในปี พ.ศ.2557 และ 2558 คุณสมหมาย ภาษี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดร.อ�านวย ปะติเส เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คุณอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เคยเป็น เลขาสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ส�าหรับใน วงการศึกษานั้น หลายคนได้เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัย เช่น ดร.ปรีชา จรุงกิจอนันต์ สถาบัน บัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ สถาบันปัญญาภิวัฒน์ ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2558 ดร.วิรไท สันติประภพ ได้เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นับได้ว่าเป็นผู้ว่าการธนาคารฯ ที่อายุน้อยคนหนึ่ง ก่อนหน้านั้น ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล ก็เคยเป็น ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ก็มีอาจารย์ของคณะเศรษฐศาสตร์ที่เคยเป็นผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย คือ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และ ดร.เสนาะ อูนากูล ส่วนในภาคเอกชนและภาคประชาสังคมก็มีศิษย์เก่าคณะเศรษฐศาสตร์จ�านวนไม่น้อย ทีป่ ระสบความส�าเร็จในหน้าทีก่ ารงาน ได้ทา� ชือ่ เสียงแก่คณะเศรษฐศาสตร์และมหาวิทยาลัย ซึง่ ในทีน่ ี้ จะขอกล่าวถึงเพียงบางคน เช่น นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ได้เป็นประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นเวลา 9 ปี ซึ่งเป็นคนแรกที่อยู่ครบวาระและมีผลงานที่ดีเป็นที่ยอมรับของประชาชนทั่วไป อีกคนหนึ่งที่เป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพของประชาชน คือ คุณสุนี ไชยรส

23  ส า ร ป๋ ว ย Inside-puay February 59.indd 23

23/1/2559 20:18:26


ในสมัยที่คณะเศรษฐศาสตร์เจริญรุ่งเรืองนั้น อาจารย์ของคณะได้มีบทบาทในมหาวิทยาลัยมาก หลายคนเคยเป็นรองอธิการบดีและได้เป็นอธิการบดีถึง 2 คน คือ อาจารย์เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม และ อาจารย์นริศ ชัยสูตร 2. การเปลี่ยนแปลงและการเสื่อมถอยในเวลาต่อมาของคณะเศรษฐศาสตร์ การเสื่อมถอยของคณะเศรษฐศาสตร์นั้นเกิดจากปัจจัยและสาเหตุหลายประการ ซึ่งพอจะ สรุปเป็นประเด็นข้อสังเกตบางประการ ดังนี้ (1) ความเจริญและความเสื่อมถอยขององค์กรต่างๆ มักจะเกิดขึ้นเป็นวัฏจักรของการ เปลี่ยนแปลง ถ้าไม่มีการพัฒนาและการปองกันการเสื่อมถอยจะเกิดขึ้น เพราะการขาดผู้น�าที่ดีหรือ วัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็งนั้น จะเป็นสาเหตุส�าคัญของการเสื่อมถอยขององค์กร (2) การขาดผู้น�าที่ดีและไม่กล้าตัดสินใจในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาคณะ เนื่องจากยึดถือค่านิยมที่เป็นคณบดีเพียงคนละ 2 ป ได้ท�าให้ปัญหาในคณะเพิ่มและสมสมเรื่อยมา ไม่มีใครกล้าชี้น�าและตัดสินใจแก้ปัญหา ในขณะที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หยุดอยู่กับที่ หรือเสื่อมถอยลงนั้น คณะเศรษฐศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ตั้งขึ้นใหม่และมีการ พัฒนาอย่างรวดเร็ว เช่น ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น ได้ท�าให้คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีการเสื่อมถอยลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเกิดการเปรียบเทียบกัน (3) การขยายการเรียนการสอนไปที่ศูนย์รังสิตได้เป็นปัจจัยส�าคัญที่ซ�้าเติมปัญหาที่เกิดขึ้น ที่คณะเศรษฐศาสตร์ กล่าวคือ นักเรียนที่เป็นคนเก่งเลือกเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ น้อยลง เพราะปัญหาความไม่สะดวกในการเดินทาง ในขณะเดียวกันคนดี คนเก่ง ทีจ่ ะสมัครเข้าท�างาน ให้คณะเศรษฐศาสตร์ก็มีน้อยลง และท�าให้ระบบการเล่นพรรคเล่นพวกเจริญเติบโต ส�าหรับอาจารย์ ที่มีอยู่เดิมก็มักจะหลีกเลี่ยงหรือไม่ยอมไปท�างานที่ศูนย์รังสิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่มีฐานะ เป็นข้าราชการแล้วก็ไม่มีใครจัดการได้ ปรากฏว่าการเป็นอาจารย์เศรษฐศาสตร์กลายเป็นงานอดิเรก ไม่ใช่งานหลักของอาจารย์จ�านวนไม่น้อย (4) การขาดผู้น�าที่เข้มแข็ง การขยายการเรียนการสอนไปที่ศูนย์รังสิต และการเห็นแก่ตัว ของอาจารย์และพนักงานได้ท�าให้ปัญหาการเสื่อมถอยของคณะเศรษฐศาสตร์ขยายตัวเร็วขึ้นจนเป็น เรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่ง ในขณะเดียวกันก็ขาดผู้น�าที่จะหาทางแก้ไขปัญหาการเสื่อมถอยที่ได้เกิดขึ้น และระบบการเมืองในมหาวิทยาลัยก็ทา� ให้ไม่มผี บู้ ริหารมหาวิทยาลัยอยากจะเข้ามาแก้ปญั หา อย่างไร ก็ตาม เมื่อมหาวิทยาลัยออกจากระบบราชการ คิดว่าผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยคงจะต้อง ลงมาดูและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น (5) ความเสือ่ มถอยของคณะเศรษฐศาสตร์ จะเห็นได้เด่นชัดทีส่ ดุ เมือ่ วารสารเศรษฐศาสตร์ ส า ร ป๋ ว ย  24

Inside-puay February 59.indd 24

23/1/2559 20:18:27


ธรรมศาสตร์ ได้ถูก TCI หรือศูนย์ดัชนีอ้างอิงวารสารไทยได้จัดอันดับให้อยู่ในกลุ่มที่ 2 ซึ่งจะมีผล ไปจนถึง 31 ธันวาคม พ.ศ.2562 อันดับดังกล่าวต�า่ กว่าวารสารวิทยาการของมหาวิทยาลัยราชภัฏหลายแห่ง ในขณะเดียวกัน วารสารวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ล้วนถูกจัดให้ อยู่ในกลุ่มที่ 1 อย่างไรก็ตาม ความเสื่อมถอยของคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ นั้น มีสามเหตุที่ แท้จริงเกิดจากวัฒนธรรมที่ดีขององค์กรได้ถูกท�าลายลง เช่น ความรักความผูกพันและการท�างาน เป็นทีมขององค์กร และการเปดกว้างเพือ่ รับคนดี คนเก่ง เข้าท�างานนัน้ ค่อยๆ หายไป ในขณะเดียวกัน ได้เกิดวัฒนธรรมองค์กรใหม่ที่ไม่ดีเกิดขึ้น คือแบบตัวใครตัวมัน มีความเห็นแก่ตัวและไม่ท�างาน โดยอ้างเสรีภาพทางวิชาการ แล้วก็ไม่มีผู้น�าหรือใครจัดการได้ ขาดหลักธรรมภิบาลที่ดีในการ บริหารงาน แต่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็คือได้มีการเกาะกลุ่มแบ่งเป็นกกเป็นฝาย เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ และกุมอ�านาจบริหารในคณะโดยไม่ค�านึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ปรากฏการณ์ดงั กล่าวได้ทา� ลายชือ่ เสียงและเกียรติคณุ ของคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ที่ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และคนรุ่นก่อนได้สร้างไว้ ความเสื่อมถอยแบบคณะเศรษฐศาสตร์ได้เริ่ม เกิดขึน้ ในหลายคณะ นับว่าเป็นภัยอันตรายทีเ่ กิดขึน้ จากปัจจัยภายในมหาวิทยาลัย เป็นสิง่ ทีอ่ ธิการบดี และผูน้ า� ทุกระดับของมหาวิทยาลัยจะต้องหันมาดูและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง แล้วในทีส่ ดุ ก็จะพิสจู น์ ว่า การเปนมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐที่ออกจากระบบราชการจะแก้ปญหาได้หรือไม่? 3. คณะเศรษฐศาสตร์จะกลับฟนคืนตัวไดอย่างไร ในปี พ.ศ.2557 - 2558 ได้มกี ารเตรียมงานต่างๆ เพือ่ เป็นเกียรติแก่ อาจารย์ปว๋ ย อึง๊ ภากรณ์ แต่ไม่มีใครกล้าพูดถึงปัญหาการเสื่อมถอยของคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ว่าจะแก้ปัญหา กันอย่างไร? และพัฒนาเปลีย่ นแปลงให้ฟน้ื คืนตัวดังทีอ่ าจารย์ปว๋ ยได้เคยสร้างไว้อย่างไร ดังนัน้ ในทีน่ ้ี จึงใคร่ขอเสนอแนวทางทีค่ วรจะท�าและช่วยกันพัฒนาเปลีย่ นแปลงให้กลับสูก่ ารเป็นคณะเศรษฐศาสตร์ ชั้นน�าของประเทศไทย โดยมีข้อพิจารณาที่ส�าคัญบางประการดังนี้ ประการแรก อาจารย์ ข้าราชการ และพนักงาน หรือทุกคนทีเ่ กีย่ วข้องกับคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ จะต้องหันมาพิจารณาปัญหาการเสื่อมถอยของคณะเศรษฐศาสตร์เกิดขึ้นได้อย่างไร และทุกคนควรจะมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไร? ถ้าทุกคนมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้และตั้งใจจะร่วมกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านั้น ก็คง จะแก้ปัญหาได้ ถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลาและความพยายามมากขึ้นก็ตาม สิ่งแรกที่จะต้องท�าคือ เห็นประโยชน์ส่วนตัวให้น้อยลงและยึดถือผลประโยชน์ของส่วนรวมหรือขององค์กรให้มากขึ้น

25  ส า ร ป๋ ว ย Inside-puay February 59.indd 25

23/1/2559 20:18:28


ประการที่สอง การแก้ปัญหาการเลือกผู้น�าขององค์กรและมีการท�างานที่ต่อเนื่องที่ยาว พอสมควรกล่าวคือ อาจจะมีอายุการท�างานเกิน 3 ปี เช่นให้เป็น 2 สมัยติดต่อกัน มีเวลาพัฒนา และตัดสินใจที่ส�าคัญของคณะ โดยมีระบบการท�างานและตรวจสอบที่รัดกุม โดยลักษณะการเมือง ในคณะจะต้องมีลักษณะส�าคัญดังนี้ (1) การเมืองจะต้องนิ่ง โดยมีวัฒนธรรมองค์กรเปนตัวกํากับ (2) ผู้บริหารควรจะมีความมั่นคงในการทํางานที่จะพัฒนาคณะ (3) ผูบ้ ริหารจะต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการ สามารถพัฒนาคณะไปสูเ่ ปาหมาย ที่ต้องการได้ ถ้าแก้ปัญหาการเมืองในคณะและการได้ผู้น�าที่ดีได้ การแก้ปัญหาต่างๆ ก็จะท�าได้ง่าย โดยทุกคนจะต้องร่วมรับผิดชอบเพือ่ ผลประโยชน์ของส่วนรวมและของตัวทุกคน ดังนัน้ ประเด็นส�าคัญ จึงอยู่ที่ว่า ทุกคนพร้อมที่จะแก้ปญหาการเสื่อมถอยของคณะเศรษฐศาสตร์แล้วหรือยัง? ประการที่สาม ในการแก้ปัญหาการเสื่อมถอยของคณะเศรษฐศาสตร์นั้นจะต้องใช้เวลาและ ทุกคนจะต้องร่วมรับผิดชอบตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ดังนั้น จะต้องให้ทุกคนได้รับรู้ปัญหาและเข้ามา มีส่วนร่วมรับผิดชอบในการก�าหนดเปาหมายในการแก้ปัญหา และขั้นตอนในการท�างานแต่ละ ช่วงเวลา ซึ่งในเบื้องต้นนี้ ประมาณว่าจะต้องใช้เวลา 10 ถึง 15 ปี ส�าหรับการสร้างผู้น�าของคณะนี้ ควรจะพัฒนาจากวัฒนธรรมองค์กรที่ดีในลักษณะเดียวกับ ที่ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ใช้ในการสร้างคณะ จะต้องดึงคนดี คนเก่ง เข้ามาท�างาน ใช้ระบบ เปดกว้างในการรับคน ขจัดระบบการเล่นพรรคเล่นพวก หรือการสร้างกลุ่มเพื่อต่อรองกับผู้บริหาร ในขณะเดียวกันจะต้องเปดทางให้ศิษย์เก่าเข้ามาร่วมรับรู้และแก้ปัญหาของคณะด้วย การแก้ปัญหาของคณะเศรษฐศาสตร์ ควรพึ่งระบบและวัฒนธรรมองค์กรที่ดี มากกว่าการ พึ่งตัวบุคคล ซึ่งจะท�าให้คณะเศรษฐศาสตร์สามารถพัฒนาความเป็นสถาบันการศึกษาที่ดีได้ ตามที่ อาจารย์ป๋วยได้เริ่มไว้เมื่อประมาณ 50 ปีก่อน และจะเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่งในการคารวะ อาจารย์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในโอกาส 100 ปชาตกาลของท่าน ความลงทาย บทความนีเ้ ขียนขึน้ ด้วยความรักและความห่วงใยทีม่ ตี อ่ คณะเศรษฐศาสตร์ ได้กล่าวถึงปญหา ทีเ่ กิดขึน้ อย่างตรงไปตรงมา อยากเห็นปญหาทีเ่ กิดขึน้ ได้รบั การแก้ไขโดยเร็ว เชือ่ ว่าคนทีร่ กั และเคารพ ต่ออาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มีอยู่เป็นจ�านวนมาก และต้องการเห็นคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ได้เป็นสถาบันส�าคัญที่ให้การศึกษา และค้นคว้าวิจัยปญหาสังคมเศรษฐกิจไทย เพื่อพัฒนาสังคม เศรษฐกิจไทยที่จะท�าให้ประชาชนทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และประเทศมีการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจที่ยั่งยืนตลอดไป n n n ส า ร ป๋ ว ย  26

Inside-puay February 59.indd 26

23/1/2559 20:18:29


ครู

“จะขอเปนครูตราบชั่วชีวิต” คือคําอุทิศปณิธานสานฝน “ครูโกมล คีมทอง” ปองแบงปน อยูเพื่อจรรยา วิชาชีพครู อีกหนึ่งคือ “ครูรัตนา สกุลไทย” เพื่อนหญิงผูใจ กลาไปอยู อุดมการณรุนใหม ใชเชิดชู เปนครู สรางคน สรางผลงาน เด็กๆ เหมืองหวย ในเขา ครูเขาไปสอน ประสาทประสาน วัยเพียงเบญจเพศมิชานาน กลาทิ้งงาน อนาคตที่งดงาม เขายิงครูสองคนจนดิ้นดับ ทรมานลงกับพื้น ไมทันถาม คอมมิวนิสตเขาใจผิด คิดติดตาม ไมหาความก็ฆา วาการเมือง ที่บานสอง สุราษฎรธานี ที่มีเหตุเพศภัย ไมเปนเรื่อง ที่ครูหนุมครูสาว วัยรุงเรือง ที่เลื่องลือโศกนาฏกรรม โกมล-รัตนา

กวีนิพนธ วันฟาใหม เทพจันทร

ครู ครู มูลนิธิโกมลคีมทอง

ขอเชิญฟงปาฐกถามูลนิธิโกมลคีมทอง ประจําป 2559 ครั้งที่ 42 หัวขอ “พี่นองปกปองชุมชน : หวังเปนธรรมประชาธิปไตยของจริง"

โดย ชาญวิทย อรามฤทธิ์

วันอาทิตยที่ 21 กุมภาพันธ 2559 ณ หองประกอบ หุตะสิงห ชั้น 3 อาคารอเนกประสงค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ทาพระจันทร กรุงเทพฯ เริ่มลงทะเบียน 12.00 - 13.00 น. Inside-puay February 59.indd 27

23/1/2559 20:18:31


รายงานพิเศษ วันฟาใหม เทพจันทร

ในวันที่

‘บานศิลปน’ คุณชุมพล อักพันธานนท์ หรือ ‘พี่โกะ’

ปวย

และตองชวยเยียวยาตัวเอง

ผมเชื่อวาใครๆ ตางก็ตองรูจัก ‘บานศิลปน’ ซึ่งเปนบานไมโบราณริมนํ้าคลองบางหลวง ยานฝงธนบุรี หรือใครที่พอจะคุนๆ หูมาบาง อยางหนักที่ไมรูจักเลย ผมก็อยากจะแนะนําใหรูจัก ในที่นี่ไปพรอมกัน ซึ่งอาจจะมารูจัก ‘บานศิลปน’ แหงนี้ ในวันที่เขากําลัง ‘ปวยหนัก’ ซึ่งทาง เจาของบานบอกวา เปนธรรมดาของบานที่อายุกวา 200 ป แถมยังตั้งอยูริมนํ้าอีกดวย ปัจจุบัน บ้านศิลปน อยู่ในความดูแลของ คุณชุมพล อักพันธานนท์ หรือ ‘พี่โกะ’ ศิลปนจากรั้วศิลปากร เจ้าของผลงาน โปสการ์ดสุดคลาสสิกกับค�าคมที่ผลิตออกมาว่างจ�าหน่ายกว่าสิบปี จนกระทั่งปัจจุบัน อันที่จริงก็นับว่าเป็นความประหลาดใจและดีใจ ที่สุดที่ผมพบชายเจ้าของโปสการ์ดผู้นี้ หากมีโอกาสผมจะน�ามา เล่าต่อไป นอกจากนี้ พี่โกะ ยังเป็นศิลปนที่ช่วยเรียกร้องเรื่อง

‘พลังงานไทย’ และปกปองทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย พี่โกะ เป็นผู้ครอบครองบ้านหลังนี้ ร่วมกับเพื่อนๆ คือ นางสาวสุรางค์รักษ์ ชัยศรีโชติ นางจิตติมา วิบูลย์ลาภ นายเอก ธโชติวฒั นากร โดยซือ้ กรรมสิทธิก์ ารถือครองจากกรมศาสนา เพราะ ตัวบ้านนัน้ ตัง้ อยู่ในทีด่ นิ ของวัดก�าแพงบางจาก หากใครเคยเข้าไป เที่ยวชมจะเห็นมีเจดีย์เก่าแก่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางบ้านทีเดียว

ส า ร ป๋ ว ย  28

Inside-puay February 59.indd 28

23/1/2559 20:18:37


ซึง่ เดิมทีบา้ นหลังนีเ้ ป็นสมบัตขิ องตระกูล ‘รักษ์สา� หรวจ’ มาแต่ครัง้ กรุงธนบุรี ผู้คนละแวกนี้ส่วนใหญ่เป็นเชื้อสายจีน ประกอบอาชีพ เป็นช่างท�าทองมาแต่โบราณ ปัจจุบนั เลิกไปแล้ว โดยบางคนก็ขาย เปลี่ยนผู้ครอบครอง บางคนที่อยู่ก็ท�ามาค้าขาย พีโ่ กะ เล่าให้ผมฟังว่า ซือ้ บ้านหลังนีเ้ มือ่ ประมาณปี 2550 เมื่อมาพบบ้านหลังนี้ก็เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สิ่ง ต่างๆ มากมาย กระทั่งเรียกติดปากในหมู่เพื่อนๆ ว่า ‘บ้านลืมนัด’ พีโ่ กะ บอกว่าเข้ามาอยูท่ นี่ แี่ ล้วมีความสุข สงบ จนลืมโลกภายนอก ลืมนัดทุกคนไปเลย จนกระทั่งตั้งชื่อใหม่อย่างเป็นทางการว่า ‘บ้านศิลปน’ หากทว่าแต่แรกนั้นก็มีความล�าบากอยู่บ้าง เพราะเป็น คนต่างถิ่นเข้ามาอาศัย จึงอาจเป็นที่ไม่คุ้นเคยกับชาวบ้านบ้าง จนกระทั่งได้คิดเปดโรงเรียนสอนศิลปะให้กับเด็กๆ และชาวบ้าน หลังจากนัน้ ความสัมพันธ์และกิจกรรมอืน่ ๆ ก็ดา� เนินไปในทางทีด่ ขี นึ้ ยิง่ เมือ่ หุน่ ละคร คณะค�านาย ได้เข้ามาขอใช้พนื้ ทีข่ องบ้านเปดแสดง หุ่นละคร และสอนโขนให้กับเด็กๆ ฟรีๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ท�าให้ บ้านศิลปนแห่งนีม้ สี สี นั และเรียกนักท่องเทีย่ วเข้ามาในชุมชนได้ทงั้ ทางน�า้ และทางรถเลยทีเดียว ถือว่าเป็นการสร้างรายได้ให้กบั ชาวบ้าน ที่ถือโอกาสนี้เปดร้านค้าขายอาหารการกินต่างๆ ได้อย่างดี มาถึงเรือ่ งทีว่ า่ บ้านศิลปนก�าลังปวยหนักนัน้ เกิดจากการ ทีผ่ มได้พบเห็นภาพถ่ายการช�ารุดทรุดโทรมของบ้านเป็นอย่างมาก จากเฟซบุกส่วนตัวของ พี่โกะ ซึ่งได้มีการโพสต์เผยแพร่ภาพถ่าย มาเป็นระยะ จนกระทัง่ ได้เห็นช่างเข้าไปรือ้ ถอน ขุด ทุบตัวบ้านและ ส่วนอื่นๆ ผมในฐานะในมีโอกาสเข้าไปเที่ยวชมบ้านหลังนี้ จึงรู้สึก สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น จึงได้ไต่ถามไปยัง พี่โกะ ซึ่งก็ทราบความ ตามเหตุผลข้างต้น ว่าก�าลังซ่อมแซมและปรับปรุง กิจกรรมต่างๆ ของบ้านจึงต้องยุตลิ งทัง้ หมด รวมถึงการแสดงหุน่ ละครค�านายด้วย ซึ่งน่าจะใช้เวลาเป็นแรมเดือนในการซ่อมแซม

แต่ทบี่ อกว่า ‘ต้องเยียวยาตัวเอง’ นัน้ เพราะการซ่อมแซม ทุกอย่างไร้ความช่วยเหลือจากสังคม ย้อนกล่าวไปถึงเมือ่ เปดท�าการ กิจกรรมต่างๆ รวมถึงหุ่นละครค�านาย ก็มิได้มีผู้ให้การสนับสนุน ในเรื่องค่าใช้จ่ายเป็นจริงเป็นจังเท่าใดนัก พวกเขาถูกละเลยมา โดยตลอด ต้องควักกระเป๋ากันเองนอกเหนือจากรับงานแสดง ภายนอก ก็ดูแลกันไปตามมีตามเกิดเรื่อยมา ทั้งที่สถานที่แห่งนี้ ในแต่ละเดือนปี มีหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนเข้าไปใช้สถานที่ร่วม หรือจัดกิจกรรมพอสมควร กระทั่งมาถึงคราวซ่อมแซมบ้านหลังนี้ พี่โกะ หัวเรือใหญ่ของบ้าน ก็หารายได้จากการประมูลงานศิลปะ ของตนเองและผองเพื่อน นีค่ อื ชะตากรรมของ ‘บ้านศิลปน’ และเสมอๆ มักจะเป็น ชะตากรรมของคนเป็นศิลปนผู้สร้างสรรค์ศิลปะ ความดี ความงาม และความจริง แก่สังคมไทย นึกถึงว่า อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ คนดีที่อุดหนุนศิลปน ทั้งซื้อภาพจากศิลปน และสร้างหอศิลป จน อาจารย์ศิลป พีระศรี ออกปากว่า “ตั้งแต่อยู่เมืองไทยมา วันนี้ ฉันเจอคนที่เข้าใจฉันที่สุด” หากทว่าหอศิลปนั้นก็มามีอันเป็นไป ด้วยเพราะคนที่มี “ใจมืดจัดกว่านํ้าหมึกดํา” อย่างที่ ท่านอังคาร กัลปยาณพงศ์ ว่ากวีไว้ทีเดียว n n n

29  ส า ร ป๋ ว ย Inside-puay February 59.indd 29

23/1/2559 20:18:44


ลูกผูชายชื่อ “ป๋วย” 2457

2477

2457 - 2461 สงครามโลกครั้งที่ 1

2476

เป็นนักศึกษารุ่นแรกของมหาวิทยาลัย วิชาธรรมศาสตร์และการเมือง

เป็นมาสเตอร์ สอนวิชาค�านวณและ ภาษาฝรั่งเศส โรงเรียนอัสสัมชัญ

2481

2467

สอบได้ทุนไปเรียนที่ LSE มหาวิทยาลัยลอนดอน

เข้าโรงเรียน โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก

2479

ส�าเร็จการศึกษาเป็น ธรรมศาสตร์บัณฑิต

2477

นายปรีดี พนมยงค์ ก่อตั้งมหาวิทยาลัย วิชาธรรมศาสตร์และการเมือง และดํารง ตําแหน่งผูประศาสน์การ

2459

9 มีนาคม 2459 เกิดที่บ้าน ตลาดน้อย กรุงเทพฯ เป็นบุตรคนที่ 4 ของนางเซาะเซ็ง แซ่เตียว และนายซา แซ่อึ้ง

2475

คณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครอง

2482

จอมพล ป. เริ่มนโยบายรัฐนิยม

ส า ร ป๋ ว ย  30

Inside-puay February 59.indd 30

23/1/2559 20:18:56


คําวา

“ป๋วย” แปลตรงตัวไดวา “พูนดินที่โคนตนไม”

แตมีความหมายกวางขวางออกไปอีก คือ “บํารุง” “หลอเลี้ยง” “เพาะเลี้ยง’ และ “เสริมกําลัง”

ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (2512)

2484

นายปรีดี พนมยงค์ และคณะ ก่อตั้งขบวนการเสรีไทยเพราะไม่เห็นดวยกับการประกาศสงคราม ของรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม

2487

กระโดดร่มลักลอบเข้าประเทศไทยเพื่อปฏิบัติงานลับของเสรีไทย

2484

2489

จบปริญญาตรีสาขา วิชาเศรษฐศาสตร์ และการคลัง ผลการเรียนสูงสุด เป็นอันดับหนึ่ง ในบรรดาเกียรตินิยม

แต่งงานกับมาร์เกร็ท สมิท เรียนต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยลอนดอน

2490

รัฐประหารโดย พลโทผิน ชุณหวัณ

2488

2484

2484 - 2488 สถานการณ์ สงครามโลก ครั้งที่ 2 ในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟค

กลับไปเจรจากับรัฐบาลอังกฤษ ให้ยอมรับขบวนการเสรีไทย ได้รับยศพันตรีแห่งกองทัพบกอังกฤษ

14 สิงหาคม 2488 ญี่ปุนประกาศยอมแพสงคราม

2485

ร่วมก่อตั้งคณะเสรีไทยขึ้น ในอังกฤษ ได้ชื่อจัดตั้งว่า นายเข้ม เย็นยิ่ง

16 สิงหาคม 2488 นายปรีดี พนมยงค์ ลงนามประกาศสันติภาพ ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจาอยู่หัวอานันทมหิดล

31  ส า ร ป๋ ว ย Inside-puay February 59.indd 31

23/1/2559 20:19:06


“การยอมรับความชั่วนั้นเปนความชั่วอยูในตัว (toleration of evil is evil itself)” ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (2511)

2505

เป็นผู้อ�านวยการส�านักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง

2500

2494

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอํานาจ รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม

เปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัย วิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เปนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เปนอธิการบดีคนแรก

2492

กลับเมืองไทย เข้ารับราชการ ต�าแหน่งเศรษฐกร กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง

2492

นายปรีดี พนมยงค์ และขบวนการ ประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ ซึ่งตองการฟนฟู การปกครองใหเปน ประชาธิปไตย ประสบความลมเหลว

2491

จบปริญญาเอกด้วยวิทยานิพนธ์ เรื่อง เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการ ควบคุมดีบุก

2502

เป็นผู้อ�านวยการ ส�านักงบประมาณ ส�านักนายกรัฐมนตรี

2496

เป็นรองผู้ว่าการธนาคาร แห่งประเทศไทย

2502

2495

เป็นผู้ว่าการธนาคาร แห่งประเทศไทย

ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วย ฝายวิชาการ ของปลัด กระทรวงการคลังและ กรรมการธนาคาร แห่งประเทศไทย

2504

เริ่มใชแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติฉบับที่ 1

2499

เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจการคลัง ประจ�าสถานเอกอัครราชทูตไทยในอังกฤษ

ส า ร ป๋ ว ย  32

Inside-puay February 59.indd 32

23/1/2559 20:19:19


“การที่จะเกิดประชาธิปไตยไดตองใหคนเกลียดเผด็จการ เวลานี้คนยังไมไดเกลียด เผด็จการ เพราะเหตุวา หนึ่ง มีความกลัวเผด็จการ เลยไมแสดงทาวาเกลียด สอง บางคนนั้นนึกวาเผด็จการดีกวาอยางอื่นซึ่งเราเคยกันมาแลว”

2506

ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (2520)

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงแก่อสัญกรรม จอมพลถนอม กิตติขจร ขึ้นเปนนายกรัฐมนตรี

2507

เป็นคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

2518

ได้รับการเสนอชื่อและได้รับเลือกให้เป็น อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนที่ 10

2519 2508

ได้รับรางวัล แมกไซไซ สาขาบริการ ภาครัฐ

ลี้ภัยการเมืองออกนอกประเทศ

2513

2520

ลาพักไปสอน ที่ ม.ปริ๊นชตัน สหรัฐอเมริกา

เดือนกันยายน ล้มปวยด้วยอาการ เส้นโลหิตในสมองแตก ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายที่ประเทศอังกฤษ

2519

2510

เหตุการณ์ 6 ตุลาคม

ร่วมก่อตั้ง มูลนิธิบูรณะชนบท แห่งประเทศไทย

2512

2530

เดินทางกลับมาเยี่ยม บ้านเกิดที่เมืองไทย ครั้งแรก

2516

ก่อตั้งโครงการ บัณฑิตอาสาสมัคร

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม

2515

กุมภาพันธ์ 2515 เกิดจดหมาย เปดผนึกของนายเข้ม เย็นยิ่ง ถึงพี่ท�านุ เกียรติก้อง แห่งหมู่บ้าน ไทยเจริญ แสดงจุดยืน สนับสนุน ให้ใช้ระบอบประชาธิปไตย ในการแก้ปัญหาของประเทศ

Inside-puay February 59.indd 33

2542

28 กรกฎาคม ถึงแก่กรรมอย่างสงบ ที่บ้าน ณ กรุงลอนดอน รวมอายุได้ 83 ปีเศษ

33  ส า ร ป๋ ว ย 23/1/2559 20:19:32


ถาม

อาจารยมีอุดมคติทางดานเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมอยางไร

ตอบ อุดมคติที่ผมไดกลาววา ถาพูดถึงในเรื่องนามธรรมที่ผมคิดไว ในใจคือ อะไรดี อะไรงาม อะไรจริง เราควรสงเสริม ในทางดานการเมือง คือ เสรีภาพและประชาธิปไตย ตามที่ผมเสนอให ลงประชามติ และใหมีสภาเดียว การที่เ ห็นวาแตละคนที่จะสมัคร ส.ส. ควรมีสิทธิที่จะเขาพรรคหรือ ไมเขาพรรคก็ได ทั้งหมดนี้เปนอุดมคติที่วาเสรีภาพและประชาธิปไตย สวน ทางดานเศรษฐกิจ รูสึกวาอะไรที่เปนประโยชนตอคนหมูมากควรกระทํา โดยเฉพาะ อยางยิ่งผมเชื่อในอุดมคติของทานประธานาธิบดีรามอน แมกไซไซ ที่วา “ใครเกิดมามีนอย กฎหมาย ควรอํานวยใหมาก” หมายความวาคนที่เกิดมาแลวยากจน พิการ หรืออาภัพ ไมไดรํ่าเรียนชั้นสูง ควรมี สิ ท ธิ์ ที่ จ ะเรี ย กร อ งความยุ ติ ธ รรมในสั ง คมให ไ ด เป น หน า ที่ ข องพวกเราที่ มี วิ ท ยฐานะสู ง กว า มีโชควาสนากวา ที่จะรับใช ควรถือวาเปนหนาที่โดยตรง ดานสังคม ถือเสรีภาพสวนบุคคล ขนบธรรมเนียมประเพณีบางครั้ง บีบคั้นเสรีภาพสวนบุคคล จนกระทั่งบางครั้งจะทําอะไรก็ตองทําแบบอยาง เดียวกันหมด

(จากปาฐกถา โกมล คีมทอง เรื่อง “อุดมคติ” ที่แสดง ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2517) Inside-puay February 59.indd 34

23/1/2559 20:19:37

Aw สารป๋วย กุมภาพันธ์ 2559 ebook  
Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you