Page 1


สารบัญ บทนำ • 4 บทที่หนึ่ง • 8 บทที่สอง • 18 บทที่สาม • 33 บทที่สี่ • 47 บทที่ห้า • 59 บทที่หก • 71 บทที่เจ็ด • 85 บทที่แปด • 99 บทที่เก้า • 113 บทที่สิบ • 125 บทที่สิบเอ็ด • 137 บทที่สิบสอง • 150 บทที่สิบสาม • 163 บทที่สิบสี่ • 177 บทที่สิบห้า • 191 บทที่สิบหก • 205 บทที่สิบเจ็ด • 217 บทที่สิบแปด • 230 บทที่สิบเก้า • 244 บทที่ยี่สิบ • 256 บทที่ยี่สิบเอ็ด • 270 บทที่ยี่สิบสอง • 283 บทที่ยี่สิบสาม • 310


บทนำ เรือนไม้สักทองหลังใหญ่หลังนั้นตั้งเด่นเป็นสง่ามาเนิ่นนานร่วมกึ่งศตวรรษแล้ว ตัว เรือนแวดล้อมด้วยพรรณไม้ยืนต้น กิ่งใบอันหนาแน่นทำให้เกิดเงาไม้อันร่มครึ้ม สร้าง ความร่มเย็นให้แก่ผู้อาศัยในบ้านมานาน เมื่อสายลมพัดกลิ่นหอมของกล้วยไม้ก็กรุ่นกำจาย กลิ่นนั้นโชยมาจากกอช้างกระที่ อยู่มุมซ้ายมือของตัวบ้าน ตอไม้เก่าๆ มีช้างกระสีชมพูเกาะอยู่นับสิบต้น รากสีเขียว ขนาดนิ้ ว ก้ อ ยเกาะตอไม้ ไว้ แ น่ น ใบเรี ย วยาวสี เขี ย วประคองช่ อ ดอกเอาไว้ อ ย่ า ง ทะนุถนอม กลีบดอกสีขาวมีกระสีชมพูแต่งแต้มของช้างกระกำลังผลิออกรับลมฤดูหนาว สาย ลมนั้นเล่าก็พัดเพียงบางเบาเหมือนกลัวกลีบดอกหอมจะร่วงละไปเสียก่อน ชายชราเอื้อมมือแตะกลีบช้างกระอย่างพอใจ มืออีกข้างใช้ไม้เท้าพยุงตัวเองไม่ให้ ล้ม เขายืนมองกล้วยไม้อยู่นานจนได้ยินเสียงร้องทักมาแต่ไกล เมื่อหันไปก็เห็นร่างบาง ระหงในชุดกระโปรงยาวสีชมพูของบุตรสาวคนเดียวเดินตรงเข้ามา “ทำอะไรอยู่ตรงนั้นคะ? หนูเดินตามหารอบบ้านเลย” เธอมองเสื้อกุยเฮงสีขาวกับกางเกงแพรสีแดงเลือดนกของบิดา แล้วถอนใจยาว “ดูสิ เสื้อกันหนาวก็ไม่ใส่ อากาศเย็นแล้วนะคะ’ “ไม่เย็นเท่าไหร่หรอก นี่เพิ่งห้าโมงเอง” หญิงสาวถอนใจอีกครั้ง “ปีนี้พ่ออายุเท่าไหร่แล้วคะ?” 4•


“เจ็ดสิบสอง ปีนี้ย่างเจ็ดสิบสาม” พ่อบอกอย่างภูมิใจ จึงถูกขึงตาใส่ “หนูหมายถึงพ่ออายุมากแล้ว ต้องรักษาสุขภาพให้ดี” เธอประคองร่างผอมบางของพ่อให้นงั่ ลงบนเก้าอีไ้ ม้ เก่าๆ ก่อนทรุดตัวลงนัง่ ตรงข้าม “พ่ออย่าให้หนูเป็นห่วงสิคะ” “พ่อดูแลตัวเองได้ อย่าห่วงไปเลย จันทร์หอม” “ถ้าเป็นลมไปจะทำยังไงกันดี ลงมาก็ไม่บอกใครสักคน” พ่อหัวเราะเบาๆ มองพวงแก้มอิ่มของบุตรสาว “ปีนี้เจ้าอายุเท่าไหร่แล้วล่ะ?” “หนูอายุยี่สิบสอง เรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วด้วย” เธอบอกอย่างภูมิใจไม่แพ้กัน พ่อส่ายหน้า “ขี้บ่นตั้งแต่สาวๆ อย่างนี้ เมื่อไหร่ถึงจะมีแฟนกันล่ะ” พวงแก้มอิ่มของจันทร์หอมมีรอยระเรื่อปรากฏขึ้นมาแล้ว “หนูไม่อยากมีแฟน อยากอยู่กับพ่ออย่างนี้ให้นานที่สุดเลย” พ่อยิ้ม แล้วส่ายหน้า “พ่อจะอยู่กับเจ้าอีกนานเท่าไหร่เชียว” “ก็อยู่ให้ครบร้อยปีเลยสิคะ” เสียงหัวเราะของจันทร์หอม ทำให้รู้สึกเหมือนวันเวลาหยุดนิ่งอยู่ตรงนี้ 5•


“ถึงวันนั้นเจ้าคงพาพ่อไปออกงานวัดแน่” หญิ ง สาวแตะหลั ง มื อ ลงบนแผ่ น หลั ง บอบบางของพ่ อ ผิ ว เนื้ อ ของพ่ อ เหี่ ย วย่ น เส้นผมหงอกขาวมากขึ้น ร่างกายของพ่ออ่อนแอลง หน้าหนาวปีนี้จันทร์หอมรู้ถึงความ ชราภาพมาเยือนบิดามากกว่าทุกปีที่ผ่านมา กลิ่นหอมเย็นซ่านมากับสายลมยามเย็น เมื่อหันไปก็เห็นร่างสูงโปร่งของผู้หญิงคน หนึ่งเดินตรงมาทางนี้ ผู้หญิงคนนั้นสวมเสื้อลูกไม้สีขาวกับผ้าซิ่นสีน้ำเงินแต่งลวดลายที่ เชิ ง ชาย แบบโบราณ เส้ น ผมดำขลั บ ปล่ อ ยสยายลงเต็ ม แผ่ น หลั ง ท่ า เดิ น เยื้ อ งย่ า ง เนิบนาบเหมือนนางช้างเดิน “หัวเราะอะไรกันอยู่จ้ะ?” เสียงหวานใสกล่าวทัก แล้วทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกตัว มือเรียวยาวราวงวงช้าง และลงบนหลังมือเหี่ยวย่นด้วยวัยชราของพ่อ “พ่อกลัวว่าหนูจะพาไปออกงานวัดค่ะแม่” ริมฝีปากอิ่มเป็นรูปกระจับสีแดงระเรื่อของแม่แย้มออก “เด็กคนนี้ชอบพูดอะไรแปลกๆ อยู่เรื่อย” จันทร์หอมมองหน้าผากกว้าง โค้งคิ้วเรียวยาว จมูกโด่ง ริมฝีปากอิ่ม ใบหน้าของแม่ ที่เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ใบหน้าของผู้หญิงที่มีอายุหกสิบแปดแล้วในปีนี้ หากที่เห็นอยู่ใน ตอนนี้ แม่ดูเหมือนอายุเพียงยี่สิบปลายๆ เท่านั้น “ก็ถ้าพ่ออายุครบร้อยปีเมื่อไหร่ คงมีคนมาขอดูเหมือนมีงานวัดแน่ๆ เลยล่ะ” “พ่อเจ้าจะอายุไม่ถึง ก็เพราะความเฮี้ยวของเจ้านี่แหละ” แม่ดุอย่างไม่จริงจังนัก ก่อนหันไปทางพ่อ 6•


“วันนี้ทำข้าวต้มปลานะคะ คุณอยากกินไม่ใช่เหรอ” “อะไรก็กินได้ แม่จันทำมาเถอะ” แม่หัวเราะเบาๆ “คุณก็เป็นเสียอย่างนี้” ลมยามเย็นพัดพาอีกครั้ง ในสายลมมีกลิ่นหอมของช้างกระ มีความอบอุ่นของ ความรัก และมีใบไม้ใบหนึ่งปลิวตกลงมาแทบเท้าของจันทร์หอม หญิงสาวก้มลงเก็บขึ้น มา พอเห็นใบโพธิ์แห้งขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือ พ่อกับแม่ก็อุทานออกมาพร้อมกัน “ใบโพธิ์!” จันทร์หอมหันไปมองบุพการี เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นสีหน้าตกใจสุดขีดของพ่อกับแม่ แล้วคนที่สองก็รีบประคองกันขึ้นมาแล้วเดินกลับขึ้นเรือนราวกับกลัวใบโพธิ์ใบนั้นเสียนัก หญิงสาววางใบโพธิ์ลง สายลมที่พัดระรื่นหอบเอาใบโพธิ์แห้งใบนั้นพัดวนขึ้นไปบน ท้องฟ้า แล้วปลิวหายไปจากสายตา ทิ้งเพียงกลิ่นหอมของช้างกระไว้กับยามสนธยาของ วันนั้น ...

7•


บทที่ ๑ อากาศกลางเดือนธันวาคมหนาวจนจับใจ จันทร์หอมตื่นขึ้นมาเพราะได้กลิ่นหอม ของดอกเอื้อง ปกติแม่จะเข้ามาปลุกทุกครั้งที่เธอกลับมานอนที่บ้านหลังนี้ แม่จะเดินเข้า มาพร้อมกับกลิ่นหอมเย็นซ่านอันแปลกประหลาด หญิงสาวตื่นก่อนแม่จะเข้ามาด้วยซ้ำ หากยังพิรี้พิไรบิดซ้ายบิดขวาอยู่นั่น ราวกับอาลัยกับกองผ้าห่มแสนอุ่นเป็นล้นพ้น เธอลุกขึ้นนั่งบนเตียง เมื่อคืนไม่ได้ฝันร้ายแต่ทำไมรู้สึกใจหายอย่างนี้ก็ไม่รู้ ภายใน ห้องยังมืดสลัวเพราะม่านหน้าต่างยังรูดปิดหมดทุกด้าน ทุกวันแม่จะเป็นคนมาเปิดให้ ทำไมวันนี้ยังไม่มา จันทร์หอมหยิบเสื้อคลุมมาสวม อากาศเย็นแทรกเข้าไปถึงผิวเนื้อที่อยู่ใต้ชุดนอน เธอไม่ได้หยิบเสื้อกันหนาวมาสวม หากรีบเปิดประตูห้องนอนเดินตรงไปยังห้องนอนของ แม่ ในใจนึกห่วงบิดาผู้ชราภาพ ตอนแรกคิดว่าแม่คงดูแลได้ แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นแม่เลย หญิงสาวเคาะประตูห้องของแม่สามครั้ง แต่กลับไม่ได้ยินเสียงตอบรับจึงเปิดประตู เข้าไป แม่ยังนอนอยู่บนเตียง เส้นผมดำขลับกระจายอยู่บนหมอนสีขาว แม่นอนหงายมี ผ้าห่มคลุมไว้ตั้งแต่หน้าอกถึงปลายเท้า นัยน์ตาทั้งคู่หลับสนิท ไม่ลืมขึ้นมาดูเลยทั้งที่แม่ เป็นคนนอนไว เธอเอื้อมมือแตะมือเรียวยาวที่วางอยู่บนหน้าอก มือของแม่เย็นเฉียบจนใจหายวาบ “แม่คะ แม่ไม่สบายหรือเปล่า?” หญิงสาวดึงแม่ขึ้นมา หากมือของแม่แข็งเหมือนท่อนไม้และเย็นเฉียบเหมือน.. น้ำแข็ง “แม่ แม่คะ” 8•


เธอเรียกเสียงดังขึ้นอีก แล้วเห็นเลือดสีแดงสดไหลออกมาจากรูจมูกทั้งสองข้าง เลือดสีแดงฉานไหลช้าๆ ลงบนแก้มขาวนวล ขณะที่จันทร์ตกตะลึงเธอก็เห็นเลือดอีก มันไหลออกมาจากมุมปากทั้งสองของแม่ “แม่” เธอกรีดร้องแล้วเขย่าร่างของแม่ แต่ตัวแม่แข็งหมดแล้ว บนลำคอไม่มีชีพจรให้จับ แม่หมดลมหายใจไปนานแล้ว แม่ที่ไม่เคยแก่เฒ่าลงตอนนี้ทอดร่างอยู่บนเตียงอย่างสงบ ทั้งที่มีเลือดหลั่งออกมาจากปากกับจมูก “ร้องเสียงดังอะไรน่ะ? ลูกเอ้ย” เสียงพ่อดังขึ้นที่หน้าห้อง ร่างผอมบางเดินช้าๆ เข้ามาในห้อง พ่อสวมเสื้อกุยเฮงสี ขาวกับกางเกงแพรสีฟ้า เช้านี้พ่อสวมเสื้อกันหนาวสีเทาทับอีกตัวหนึ่ง พอเห็นน้ำตาของ เธอพ่อก็หัวเราะเบาๆ “ร้องไห้อะไรแต่เช้า ถูกแม่เขาดุอีกแล้วเหรอ?” หญิงสาวลุกจากเตียง พอเห็นแม่ยังนอนอยู่บนเตียงพ่อก็ขมวดคิ้ว “แม่จันเป็นอะไร? ไม่สบายหรือเปล่าน่ะ?” “พ่อคะ แม่...” เธอพูดไม่ทันจบไม้เท้าในมือของพ่อก็หล่นลงกระแทกพื้น ร่างผอมบางถลาไปที่ เตียงแล้วทรุดตัวลงนั่งช้าๆ จันทร์หอมนั่งลงบนพื้นกระดานกอดร่างผอมบางของพ่อไว้ “พ่อ แม่ตายแล้ว” ร่างของพ่อที่อยู่ในอ้อมแขนสั่นระริก “เพราะใบโพธิ์...ใบโพธิ์ใบนั้น” 9•


พ่อพึมพำเบาๆ ยื่นมือไปยังร่างไร้วิญญาณของแม่ แต่แล้วก็หดมือกลับมาเมื่อเห็น เลือดไหลอกมาจากนัยน์ตาที่ปิดสนิทของศพ เมื่อมองไปที่รูหูก็เห็นเลือดเช่นกัน คุณพระ ช่วย!เลือดไหลออกมาจากทวารทั้งเก้า... “พ่อ ทำใจดีๆ ไว้นะคะ” จันทร์หอมปลอบพ่อ ทั้งที่ตนเองก็ตัวสั่นเหมือนกัน แม่ตายไปแล้วแต่พ่อยังอยู่ พ่อ ที่อยู่ในวัยชราต้องการการดูแลมากกว่าแม่ที่กลายเป็นศพไปแล้ว... “พ่อเลี้ยงใหญ่” เสียงเรียกดังขึ้น ผู้ชายร่างเล็กสวมเสื้อคอกลม แขนขาว ตัวสั้นแบบพม่า กับ กางเกงขาสามส่วนสีคล้ำเดินมาหยุดยืนที่หน้าห้อง พอเห็นประตูห้องที่เปิดทิ้งไว้กว้างก็ ยื่นหน้าเข้ามา “ข้าเอาผ้าไหมมาแล้วเน้อ” พ่อละสายตาจากแม่ หันไปพยักหน้าให้ผู้ชายคนนั้น “เข้ามาก่อนเถอะ ฟ้าแจ้ง” ฟ้าแจ้งเดินเข้ามา แล้วนั่งพับเพียบลงบนพื้นห้อง “มีอะไรจะใช้ข้า พ่อเลี้ยงใหญ่” “เจ้าไปบอกเมืองแมนให้มาหาข้าวันนี้ ก่อนที่จะมีคนเอาศพของแม่จันกลับไป” “หา? แม่จันตายแล้วกา?” ฟ้าแจ้งขยับตัวลุกขึ้น พอเห็นร่างแม่กับเลือดสดๆ ที่กำลังหลั่งไหลก็นั่งลงแล้ว ร้องไห้ออกมา “แม่จันตายได้จะได? ตะวาก่ยังอู้อยู่กับข้า” 10 •


จันทร์หอมฟังคำรำพันเป็นภาษาพื้นเมือง แล้วกรีดน้ำตาทิ้ง พ่อถอนใจ “คนเราจะตายก็ต้องตาย ใครจะห้ามได้ล่ะ” พ่อแตะมือลงบนหัวไหล่ของฟ้าแจ้ง “เจ้ารีบไปบอกเมืองแมนเถอะ” “ข้าจะรีบไป” ฟ้าแจ้งก้มลงกราบศพแม่จัน แล้วเดินร้องไห้ออกไป พ่อก้มลงมองจันทร์หอม “เจ้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ พ่อจะเฝ้าแม่จันเอง” “พ่อคะ...” พ่อลูบเส้นผมยาวสยายของลูกสาว ทายาทเพียงคนเดียวของแม่จัน “ทำตามที่พ่อบอกเถอะ เรายังมีเรื่องที่ต้องทำอีกเยอะเลยนะลูก” หญิงสาวมองไปที่ร่างของแม่ เลือดยังหลั่งไหลออกมาไม่ขาดสาย “ทำไมมีเลือดออกมากขนาดนี้ เกิดอะไรขึ้นคะ?” “พ่อก็ไม่รู้เหมือนกัน คงต้องให้หมอตรวจดูอีกที” เธอกอดพ่อไว้ น้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง ไม่คิดฝันเลยว่าแม่ที่ดูสาวเสมอจะตาย แม่ ไม่เคยแก่เฒ่าลงเลยจันทร์หอมจึงไม่เคยคิดว่าสักวันแม่จะตายลงด้วยวัฏจักรของมนุษย์ แต่เลือดที่หลั่งไหลออกมานี่สิ ยังเป็นปริศนาค้างคาใจอยู่ พ่อรั้งเธอออก แล้วตบหลังเบาๆ “ไปอาบน้ำเถอะ” 11•


หญิงสาวก้มลงกราบแม่ก่อนลุกเดินออกไป ชายชรามองตามร่างบางระหงของบุตร สาวแล้วลุกขึ้นยืน เขาเดินไปหยิบไม้เท้าบนพื้นห้อง แล้วก็เห็นใบโพธิ์แห้งใบหนึ่งวางอยู่ บนพื้นกระดาน มือของชายชราสั่นระริกขณะเอื้อมมือหยิบใบโพธิ์ขึ้นมา บนใบโพธิ์มีเลือดอยู่หยด หนึ่ง รอยเลือดยังใหม่อยู่ กลิ่นคาวคลุ้งแทบจะกลบกลิ่นหอมของช้างกระได้ ทั้งที่มีเลือด อยู่เพียงหยดเดียวเท่านั้น นี่เป็นคำเตือนของชาวเมือง คนต่อไปคือเขา...สามีของแม่จัน ชายชราเดินไปที่หน้าห้อง ชายฉกรรจ์สองคนที่ยืนอยู่หน้าห้องหันมามอง “จะเอาหยัง? พ่อเลี้ยงใหญ่” “พวกเจ้ามาเฝ้าห้องนี้ไว้ อย่าให้ใครเข้าออกเด็ดขาด” พ่อเลี้ยงใหญ่ใช้ไม้เท้าพยุงตัวไปยังห้องทำงานที่อยู่ชั้นล่าง ในนี้นอกจากโต๊ะทำงาน แล้ว ยังมีตู้ไม้สักขนาดใหญ่สูงท่วมหัวอีกสองตู้ ในนั้นเก็บรักษาผ้าไหมหลากชนิดไว้ ใน เมืองสันกำแพงนี้มีใครบ้างที่ไม่รู้จักนายภาคิน พ่อค้าผ้าไหมและนักธุรกิจที่สร้างตัวเอง จนเป็นคหบดีที่ร่ำรวยของเมืองเชียงใหม่ ชายชรานั่งลงบนเก้าอี้ เขามักนั่งบนเก้าอี้ตัวนี้เพื่อต้อนรับแขก เซ็นเอกสาร ผ้าไหม และเงินทองผ่านมือไปเท่าไหร่ก็ไม่มีค่าเท่าลูกเมียที่อยู่ในความคุ้มครอง ลูกแก้วเมียขวัญ ยังไงก็คือชีวิต แต่พวกนั้นกลับกล้าทำลาย... ร่างสูงของผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องที่เปิดประตูทิ้งไว้ รูปร่างของเขากำยำ เหมือนนักรบโบราณ หน้าตาคมคาย นัยน์ตาทั้งคู่เป็นประกายคมกริบ สูทสีดำที่สวมอยู่ เน้นร่างสูงของขาให้ดูสง่างามยิ่งขึ้น ชายชราชี้มือไปที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงาน 12 •


“นั่งก่อนสิ เมืองแมน” ชายหนุ่มนั่งลงตามคำสั่ง “ผมเสียใจด้วยเรื่องแม่จัน” “ขอบใจ ข้าก็เสียใจเหมือนกัน” เสียงแหบพร่าของชายชราที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ บอกให้รู้ว่าตอนนี้เขา เป็นเพียงคนแก่ธรรมดาเท่านั้น “พ่อเลี้ยงใหญ่มีธุระอะไรเหรอครับ? ถึงได้เรียกผมมา” “ข้ามีเรื่องจะไหว้วานเจ้าหน่อย” พ่อเลี้ยงใหญ่เปิดลิ้นชักล้วงเอาสิ่งหนึ่งออกมา พอวางไว้บนโต๊ะทำงานเมืองแมนก็ เห็นประกายทอง สิ่งที่อยู่บนโต๊ะทำงานเป็นถั่วลิสงขนาดหัวแม่มือผู้หญิงหนึ่งฝัก “รู้ไหม ถั่วนี่เป็นอะไร?” “ทองคำครับ” แค่ปรายตามองชายหนุ่มก็บอกรายละเอียดได้ ช่างฝีมือบรรจงลงรายละเอียดบน ฝักถั่วจนครบถ้วน มองเผินๆ เหมือนถั่วทองคำเป็นถั่วลิสงฝักหนึ่งจริงๆ พ่อเลี้ยงใหญ่มองถั่วทอง แล้วเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่ม “เจ้ารู้ไหมว่ามันมาจากไหน?” “อาจจะมาจากร้านทองในเมืองชียงใหม่ ช่างทองของผมก็ทำแบบนี้ได้” “ข้าได้มันมาจากไร่ถั่วของแม่จันเมื่อตอนหนุ่มๆ “ เมืองแมนกระพริบตา 13•


“อะไรนะครับ?” “ข้าได้มาทั้งหมดห้าเม็ด ขายเอาเงินไปทำธุรกิจสี่เม็ด เหลืออยู่เพียงเม็ดเดียว” ชายหนุ่มมองถั่วลิสงอย่างพิจารณาอีกครั้ง “พ่อเลี้ยงใหญ่หมายถึงก่อนหน้านี้มันเป็นฝักถั่วจริงๆ แล้วกลายเป็นทองคำงั้น เหรอครับ?” “พอข้าออกจากเมือง มันก็กลายเป็นทองคำ” เมืองแมนเงยหน้าขึ้นมองชายชราอย่างตกใจ “แม่จันเป็นคนเมืองนั้นเหรอครับ?” “ใช่ แม่จันถึงไม่แก่เฒ่า ยังงามเหมือนวันแรกที่ข้าได้รู้จัก” พ่อเลี้ยงใหญ่เหลือบตามองชายหนุ่ม “เจ้ารู้ใช่ไหมว่าข้ามีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง เธอเป็นลูกสาวของแม่จัน เป็นทายาทของ คนเมืองนั้น” ขณะที่เมืองแมนกำลังขมวดคิ้ว ชายชราก็ยันตัวลุกขึ้น เดินมาใกล้เขาแล้วก้มลง กระซิบเบาๆ “ข้าอยากให้เจ้ารับลูกสาวข้าไปดูแล คนเมืองนัน้ จะมารับทายาทกลับไปในคืนนีแ้ ล้ว” ชายหนุ่มขมวดคิ้วแน่น “ทำไมพ่อเลี้ยงใหญ่ไม่ให้เธอกลับไปล่ะ?” พ่อเลี้ยงใหญ่กัดฟัน “ข้าไม่ให้ลูกข้าไปอยู่กับพวกนั้นหรอก มันโหดเหี้ยมถึงขนาดฆ่าแม่จันได้ แล้วเจ้า 14 •


คิดว่าลูกข้าจะมีความสุขรึถ้าอยู่กับพวกนั้น” “พวกเขาฆ่าแม่จันเหรอครับ?” เมืองแมนถามอย่างคาดไม่ถึง ชายชราแค่นเสียง “มันใช้ยาพิษ ศพมีเลือดไหลออกจากทวารทัง้ เก้า มีแต่คนเมืองนัน้ ทีใ่ ช้ยาพิษชนิดนี”้ พ่อเลี้ยงใหญ่วางใบโพธิ์แห้งลงข้างฝักถั่วลิสงทองคำ “นี่เป็นคำเตือนจากมัน” เมืองแมนมองหยดเลือดบนใบโพธิ์ หยดเลือดหมายถึงความตาย แต่ใบโพธิ์เล่า หมายถึงอะไร? “เจ้าเก็บถั่วทองเอาไว้ เป็นหลักฐานว่าเจ้ารู้เรื่องทั้งหมดแล้ว” “เรื่องอะไรครับ?” “เรื่องของเมืองนั้น” ชายชรากลับไปนั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม “ลูกสาวข้าไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพตั้งแต่เด็ก ฟังคำเมืองแทบไม่ออกด้วยซ้ำ ลูก ข้าจะอยู่ในความคุ้มครองของเจ้า ถ้าลูกข้าตาย เรือนของเจ้าและชีวิตของเจ้าก็จะม้วย มอด เพราะคนเมืองนั้นคงไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่” ชายหนุ่มยังไม่คลายคิ้วที่ขมวดออก “ผมยังไม่แต่งงาน หากรับเธอไว้ เกรงว่าจะไม่เหมาะ” “ถ้าเจ้าแต่งงานแล้วสิถึงจะไม่เหมาะ ลูกข้าอยู่ไม่กี่วันก็จะกลับแล้ว” เมืองแมนคลายคิ้วที่ขมวดออก หากยังนั่งเงียบอยู่แสดงว่ายอมรับ พ่อเลี้ยงใหญ่ 15•


ถอนใจยาว “ข้าหมดเรื่องแล้ว เจ้ากลับไปเถอะ เราไม่มีเวลาแล้ว” ชายหนุ่มลุกขึ้น เอื้อมมือหยิบถั่วลิสงทองคำมาเก็บในเสื้อสูท ก่อนหมุนตัวออกไป เงียบๆ พ่อเลี้ยงใหญ่ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ใช้ไม้เท้ายันตัวเดินกลับขึ้นไปยังชั้นบน หากบนนี้กลับ เงียบกริบ ไม่มีคนเดินขึ้นลงทั้งที่ควรจะเตรียมจัดงานศพของแม่จัน แล้วกลิ่นหอมเย็นก็ ซ่านเข้ามาในจมูกจนต้องชะงักเท้าที่กำลังก้าวเดิน ที่หน้าห้องนอนของแม่จันมีร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ ร่างนั้นสวมเสื้อ แขนยาวสีดำ คอป้ายแบบพม่า ตัวเสื้อสั้น กับกางเกงขาสามส่วนสีดำ หากผ้ารัดเอวกลับ เป็นสีน้ำตาล สวมรองเท้าแตะสานด้วยไม้ไผ่แบบโบราณ นัยน์ตาเรียวยาวมองมาแล้ว “เจ้าแก่ไปมากเลยนะ ภาคิน” ชายชราก้าวถอยหลังออกมาอย่างลืมตัว “เตโช เจ้ามาทำอะไรที่นี่?” “ข้าไม่มีเวลามาตอบคำถามของเจ้าหรอก ช้างกระอยู่ไหน?” พ่อเลี้ยงใหญ่มองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างงงงัน “ช้างกระอะไร?” ริมฝีปากบางของชายหนุ่มแย้มออก หากนัยน์ตาดำขลับคู่นั้นเป็นประกายกล้า “ข้ามาตามหาช้างกระ เจ้ารู้ดีว่าสิ่งนั้นหมายถึงอะไร” พ่อเลี้ยงใหญ่ตัวสั่นระริก ยกไม้เท้าขึ้นแล้วกระชากออกจากกัน ดาบขาววับกระชับ มั่นอยู่ในมือเหี่ยวย่น ชายหนุ่มมองกิริยานั้นแล้วยิ้มอย่างเย้ยหยัน 16 •


“เจ้ากล้าประดาบกับข้ารึ ทั้งที่สังขารใกล้ตายแบบนั้น” “เจ้าไม่มีวันได้ไป ข้าจะปกป้องด้วยชีวิต” ชายหนุ่มแค่เสียง “ชีวิตอันไร้ค่า ข้าไม่ต้องการหรอก” ชายชราขยับเท้าเดินเข้าไป เตโชเดินออกจากจุดที่ยืนอยู่ พ่อเลี้ยงใหญ่จึงเห็นดาบที่ สะพายแล่งอยู่บนหัวไหล่ขวาอันหนาทึบ ดาบเป็นสีดำ เชือกที่ผูกสะพายก็เป็นสีดำ “เจ้าไม่ได้ชีวิตข้าไปง่ายๆ หรอก เตโช” พ่อเลี้ยงใหญ่ตวาดแล้วโผพุ่งเข้าไปหาพร้อมกับดาบในมือ ดาบสีดำหากคมดาบ กลับขาวเหมือนแสงตะวัน ชายชรายังทันเห็นคมดาบที่ตวัดผ่านหน้าอกไป ทันเห็นเลือด สายหนึ่งพุ่งกระฉูด ร่างผอมบางล้มลงบนพื้นกระดานอันเย็นเฉียบเพื่อรับรู้ถึงความ เจ็บปวด ชายหนุ่มเก็บดาบคืนสู่ฝัก ก้มลงมองร่างชุ่มด้วยเลือดของนายภาคิน “ช้างกระอยู่ไหน?” พ่อเลี้ยงใหญ่หลับตาลง อย่างน้อยบุตรสาวจะปลอดภัยภายใต้ความคุ้มครองของผู้ พิทักษ์ กระนั้น ในห้วงของความห่วงหา เขายังจำร่างบางระหงของหญิงสาวคนหนึ่งที่ยัง ติดตาตรึงใจมาจนถึงวินาทีนี้ แม่จัน... ...

17•


บทที่ ๒ จันทร์หอมตัวสั่นระริก ร่างบางระหงนั่งคุดคู้อยู่ในตู้เสื้อผ้า เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ไม่รู้ ได้ยินเสียงต่อสู้กันอยู่นอกห้อง หลังจากอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็ได้ยินเสียง พ่อตวาด เธอจึงรีบเข้าไปซ่อนตัวในตู้เสื้อผ้า พ่อบอกเอาไว้ตั้งแต่เด็กแล้วว่าหากได้ยิน เสียงผิดปกติให้ซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้า ห้ามออกมาจนกว่าพ่อจะเรียก ตอนนี้หญิงสาวทำได้เพียงยกมือปิดปากตัวเองไว้ น้ำตาไหลออกมาจนเปียกชุด กระโปรงสีดำที่สวมอยู่ พ่อกลัวที่สุดคือโจรปล้นบ้าน เพราะพ่อค้าผ้าไหมกับอัญมณีมักมี ของมีค่าอยู่ในบ้าน แต่ถ้าครั้งนี้ไม่ใช่โจรปล้นบ้านล่ะ ประตูห้องเปิดออก กลิ่นหอมเย็นซ่านกรุ่นเข้ามา กลิ่นหอมที่คุ้นเคยมาตลอดระยะ เวลายี่สิบสองปี เป็นกลิ่นหอมของแม่ที่ไม่เคยแก่เฒ่า แม่ที่ตายไปแล้วตั้งแต่เช้ามืด ตอน นี้ศพยังอยู่บนเตียงด้วยซ้ำ เสียงฝีเท้าเดินมาหยุดยืนที่หน้าตู้เสื้อผ้า หญิงสาวเบียดแผ่นหลังเข้ากับแผ่นไม้ มากกว่าเดิม “ลูกสาวของนายภาคินอยู่ที่ไหน?” เสียงห้าวที่ทรงอำนาจของผู้ชายคนหนึ่งถามขึ้น ใครคนหนึ่งตอบเบาๆ “ข้าตามหาทั่วบ้านแล้ว ไม่เห็นใครสักคน” จากรอยแง้มของตู้เสื้อผ้า จันทร์หอมเห็นปลายเท้าของผู้ชายสวมรองเท้าไม้ไผ่แบบ โบราณเดินไปเดินมา มีรอยเลือดหยดหนึ่งปรากฏบนหลังเท้าของชายคนนั้น นั่นเลือด ของพ่อ เลือดของพ่อเลี้ยงใหญ่ที่ยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องลูกสาวคนเดียว หญิงสาวภาวนาให้ตนเองสามารถแทรกตัวหายเข้าไปในแผ่นไม้เบื้องหลังด้วยความ 18 •


หวาดกลัวสุดขีด ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินไปมาอยู่ในห้องราวกับกำลังค้นหาสิ่งใดอยู่ คุณ พระคุณเจ้าช่วยด้วยเถิด คนกลุ่มนี้เป็นใคร? จ้องจะล้างผลาญชีวิตครอบครัวเธอด้วย เหตุใดกัน “มีคนมา” ได้ยินเสียงหนึ่งในกลุ่มนั้นกระซิบบอก ผู้ชายที่ยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าผละจากไปทันที ตัวเรือนก็สั่นคลอนราวกับเกิดแผ่นดินไหว กลุ่มคนที่อยู่บนเรือนคงเคลื่อนย้ายอะไรกัน อยู่ สักพักเสียงเหล่านั้นก็เงียบไป กลิ่นหอมเย็นซ่านก็จางลงไปด้วย หากแล้วเธอก็แทบร้องออกมา เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวขึ้นมาบนเรือนอีกครั้ง คราว นี้ไม่มีกลิ่นหอมเย็นซ่านเหมือนเมื่อกี้ กลุ่มคนที่ขึ้นมาใหม่ย่างเท้ากันอย่างเงียบกริบ เสียงกระซิบสั่งงานดังอยู่ใกล้ๆ หากไม่ออกปากเรียกชื่อใครออกมาสักคน น้ำตาหลั่งไหลออกมาอีกครั้ง สิ้นสุดเสียทีสำหรับชีวิตนี้ ในตู้เสื้อผ้าไม่มีอาวุธใดเลย แม้แต่เชือกสักเส้นที่จะนำมาฆ่าตัวตาย เธอยอมตายดีกว่ายอมให้ชายฉกรรจ์เหล่านี้ แตะต้อง แล้วตู้เสื้อผ้าก็เปิดออก ในแสงสีสลัวของสนธยา เธอเห็นผู้ชายร่างสูงใหญ่สวมชุด ดำ มีผ้าสีดำโพกศีรษะและใบหน้า เห็นเพียงนัยน์ตาคมวาวเป็นประกายวับ จันทร์หอม คิดจะถอย แต่ถอยไปไม่ได้อีกแล้ว “อย่า...” “ผมมาช่วยคุณ ถ้ามากับผมคุณจะปลอดภัย” คนคนนัน้ กระซิบบอก พอได้ยนิ คำว่าปลอดภัยหญิงสาวก็ตวั อ่อนระทวย มือแข็งแรง คู่ นั้ น ดึ ง เธอออกมาจากตู้เสื้อผ้า ผ้าสีดำผืนใหญ่ถูกคลี่คลุมลงบนศีรษะ ได้ยินเสียง กระซิบสั่งเฉียบขาด “ทำตามที่ผมบอก ห้ามตั้งคำถามใดๆ ทั้งสิ้น” 19•


ผู้ชายชุดดำพาเธอออกเดิน ร่างสูงใหญ่ก้าวยาวๆ จนเธอรู้สึกเหมือนกำลังปลิวตาม มือของเขาไป ในมืออีกข้างของเขาถือดาบเปลือยขาววับอยู่ในแสงสลัว ร่างกำยำดูแข็ง แรงเหมือนนักรบโบราณ ชั้นบนนี้ไม่มีใครสักคน แม้แต่ศพแม่ที่ควรนอนอยู่บนเตียง หญิงสาวเห็นของเหลวสี คล้ำกองใหญ่เลอะเทอะอยู่หน้าห้องของแม่ และตามทางเดินที่ทอดลงสู่ชั้นล่าง นั่น เลือดของพ่อ...พ่อที่ถูกใครคนหนึ่งทำร้าย จันทร์หอมมีคำถามมากมายที่ต้องการคำตอบ หากลิ้นกลับแข็งเพราะลำคอตีบตันไปหมดด้วยแรงสะอื้น เธอถูกพาออกจากบ้านโดยใครคนหนึ่งที่ไม่รู้จักแม้แต่ชื่อ มีชายฉกรรจ์สวมชุดดำ และมีผ้าคลุมใบหน้ามิดชิดอีกสี่คนวิ่งตามมา สองคนแรกวิ่งนำหน้าไปก่อน ส่วนอีกสอง คนคอยคุ้มกันอยู่ทางด้านหลัง ไม่มีเสียงพูดคุย ใช้เพียงการเคลื่อนไหวมือเป็นรหัส การ ส่งสัญญาณใช้เป็นเสียงสั้นๆ อาวุธที่ใช้เป็นมีดดาบแบบโบราณ กลุ่มชายฉกรรจ์เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วเป็นจังหวะ สอดคล้องกับเสียงสายลมพัด ยอดหญ้า บางครั้งหยุดอยู่กับที่และบางครั้งก็วิ่งตะบึงราวกับคิดจะแข่งกับสายลมที่ กำลังพัดพา ไม่มีเสียงสนทนานอกจากการใช้ภาษามือ ผู้ชายชุดดำที่อยู่ข้างๆ ปฏิบัติตามคำสั่ง ของชายฉกรรจ์เหล่านั้นอย่างเคร่งครัด หลังจากเดินสลับวิ่งมานานนับชั่วโมงจนไกลจาก บ้านลิบลับ จันทร์หอมก็รู้สึกเหนื่อยจนแทบขาดใจ เธอหยุดเดินขณะเกาะร่างกำยำของ ชายชุดดำไว้ หากพอลมหายใจของเธอเป็นปกติเขาก็พาเธอเดินต่อ เมื่อเดินไปสักพักก็เห็นเกวียนเล่มหนึ่งจอดอยู่ใต้ต้นไม้ วัวสองตัวที่เทียมเกวียนอยู่ พ่นลมออกจากจมูกเมื่อเห็นกลุ่มคนชุดดำเดินตรงเข้ามา ชายชุดดำรวบตัวหญิงสาวไว้ แล้วอุ้มขึ้นวางไว้บนเกวียน แล้วดันตัวขึ้นมานั่งข้างๆ ผู้ชายชุดดำอีกคนที่สวมกำไลทอง สองวงบนข้อมือซ้ายปีนขึ้นไปบนที่นั่งของคนขับเกวียน แล้วเกวียนก็เคลื่อนออกไปทันที โดยมีชายฉกรรจ์อีกสามคนเดินอยู่ข้างเกวียน 20 •


จันทร์หอมนั่งอยู่ในเกวียนที่มีผ้าคลุมมิดชิด ในนี้มีแต่ความมืด เธอหันไปมองผู้ชาย ที่นั่งข้างๆ ถึงเขาจะดึงผ้าคลุมหน้าลงแล้ว แต่ก็ยังมองไม่เห็นใบหน้าเขาอยู่ดี นานเข้า ก็ได้กลิ่นของน้ำยาโกนหนวดกรุ่นจางๆ แล้วหายไปกับความมืดที่อยู่รอบตัว นานนับชั่วโมงที่จันทร์หอมต้องนั่งนิ่งๆ อยู่อย่างนั้น เกวียนโยกไปมาราวกับเปล เสียงล้อเกวียนบดกับก้อนกรวดฟังดูแปลกประหลาดเหมือนอยู่ในฝัน หญิงสาวรู้สึก เหมือนกำลังฝันทั้งที่ยังลืมตาอยู่ ฝันที่แปลกประหลาดจนจับต้นชนปลายไม่ถูกแล้ว จนกระทั่งคนขับเกวียนให้สัญญาณเป็นเสียงสั้นๆ ผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างๆ ชะโงกหน้า ออกไปถามเบาๆ “มีอะไร?” “เรามาไกลแล้ว คิดว่าน่าจะปลอดภัย” ผู้ชายชุดดำถอยกลับมา เขาตวัดผ้าที่คลุมเกวียนออกด้านหนึ่ง แสงจันทร์สุกสกาว สาดต้องใบหน้าของเขา จันทร์หอมมองคิ้วหนาเป็นปึก จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบาง เธอมองไม่เห็นนัยน์ตาคู่นั้นเพราะเขากลังก้มลงมองไฟฉายในมือ “ฉันพูดได้หรือยังคะ?” เธอถาม เขาเงยหน้าขึ้น “ได้ แต่อย่าส่งเสียงดังก็แล้วกัน” ผู้ชายชุดดำเก็บไฟฉาย แล้วล้วงปืนสั้นออกมาตรวจดูกระสุน “คุณเป็นใคร?” เธอถามอีก นัยน์ตาคมวาวเป็นประกายกล้าหันมามอง “ผมชื่อเมืองแมน คุณรู้จักผมไหม?” 21•


หญิงสาวสั่นศีรษะ “ฉันไม่รู้จักคุณ” “พ่อเลี้ยงใหญ่ไม่ได้เล่าเรื่องของผมให้ฟังบ้างเหรอ?” “ไม่ค่ะ พ่อไม่เคยเล่าเรื่องอะไรให้ฉันฟัง” เกวียนยังเดินทางต่อไป เมืองแมนบรรจุกระสุนลงในรังเพลิงทีละนัด เธอมองการก ระทำของเขาแล้วถามเสียงเบา “พ่อฉันอยู่ที่ไหนคะ?” “พ่อเลี้ยงใหญ่ถูกฟันด้วยดาบ ตอนนี้กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล” จันทร์หอมยกมือปิดปากอย่างตกใจ แล้วอุทานเบาๆ “คุณพระช่วย!” “เขารอดตายเพราะคนฟันตั้งใจแบบนั้น ดูจากรอยแผลแล้วคนฟันคงเป็นนักดาบ ฝีมือดี” เมืองแมนเก็บปืนไว้ที่หว่างเอว “เราจะไปที่คุ้มเมืองแมนกัน ที่นั่นจะปลอดภัยมากกว่าที่บ้านของคุณ” “แต่ฉันต้องจัดการกับศพของแม่ก่อน” “ศพของแม่จันถูกคนพวกนั้นพากลับไปแล้ว” หญิงสาวอุทานอีกครั้ง “พวกเขาทำแบบนั้นไม่ได้ แม่เป็นแม่ของฉัน...” 22 •


“แม่จันเป็นคนของเมืองนั้น ยังไงก็ต้องกลับไปอยู่ดี” “คนเมืองนั้น? คุณหมายถึงเมืองไหน?” เขาหันกลับมา นัยน์ตาคู่นั้นเป็นประกายใต้แสงจันทร์นวล “แม่จันเป็นคนเมืองบังบด” จันทร์หอมกระพริบตาถี่ๆ “คุณหมายถึงเมืองบังบดที่เป็นตำนานเหรอ เมืองนั้นไม่มีจริงสักหน่อย” “แล้วผู้ชายที่ฟันพ่อเลี้ยงใหญ่จนบาดเจ็บล่ะ คุณคิดว่าเขามาจากไหน?” หญิงสาวยกมือปิดปากอีกครั้ง เรื่องราวและคำถามประดังเข้ามามากมายจนรับมือ แทบไม่ทัน เมืองแมนมองใบหน้างามเฉิดฉายที่อยู่ใต้แสงจันทร์นวล กลิ่นหอมเย็นซ่าน กรุ่นกำจายออกจากเรือนร่างบางระหง จริงดังที่เคยได้ยินมา คนบังบดจะมีรูปงาม มี กลิ่นกายหอม และมีอายุยืนยาวไม่แก่เฒ่าตามกาลเวลา คนขับเกวียนส่งเสียงเป็นสัญญาณอีกครั้ง เมืองแมนตวัดผ้าคลุมเกวียนลง หญิงสาว ดึงผ้าคลุมศีรษะมาคลุมหน้า ได้ยินเสียงผู้ชายพูดโต้ตอบกันเป็นภาษาพื้นเมืองที่ฟังไม่รู้ เรื่องเลยแม้แต่คำเดียว สักพักก็ได้ยินเสียงหัวเราะ จากนั้นเกวียนก็เดินทางต่อไป เวลาผ่านไปเนิ่นนานเหลือเกินจนกระทั่งเกวียนหยุดลง หญิงสาวที่นั่งเงียบมาทั้งคืน ก็เอนตัวลงซบบนร่างของเมืองแมน เธอรู้สึกเหนื่อยจนคิดอะไรไม่ออก ดังนั้นพอถูกอุ้ม ลอยละลิ่วขึ้นไปเธอก็หลับไปในนาทีนั้น นางคำเอ้ยวางเข็มมาลัยในมือลง มองพ่อเลี้ยงเมืองแมนที่อุ้มหญิงสาวร่างบางระหง เดินผ่านหน้าไป ร่างผอมบางของหญิงชราเดินตามเขาไปจนถึงห้องหับที่จัดเตรียมไว้ เขา วางร่างอ่อนระทวยลงบนเตียง เมื่อไม่มีผ้าคลุมศีรษะผิวเนื้อผุดผ่องก็เผยออกมา 23•


นางคำเอ้ยมองโค้งคิ้วเรียวยาว ขนตายาวดกเป็นแพหนา จมูกโด่ง ริมฝีปากบางสี แดงระเรื่อ บนแก้มนวลยังมีรอยคราบน้ำตาปรากฏอยู่ พอเห็นดังนั้นนางก็ขมวดคิ้ว “ไปทำอะไรมา? ทำไมมอมแมมแบบนี้” “มีคนคิดจะฆ่าเธอ แต่พวกเราไปทัน” พ่อเลี้ยงลุกขึ้นแล้วถอยออกไปยังห้องหับของตนเอง นางคำเอ้ยมองพินิจหญิงสาว อย่างสนใจ ก็ไหนว่าคนบังบดมีผิวเป็นทอง หากหญิงสาวคนนี้กลับมีผิวขาวนวลเหมือน แต่งร่มใบ เส้นผมยาวสยายดำขลับ รูปร่างอรชรอ้อนแอ้นราวกับนางอัปสรสวรรค์ เมื่อมองจนพอใจแล้ว นางก็ลุกเดินออกไปเรียกสาวใช้ “สีมอยกับฟองแก้วมาหาข้าเต๊อะ” เด็กสาวร่างแบบบางสองคนเดินเข้ามา เจ้าหล่อนสวมเสื้อแขนกระบอกคอกลมสี ชมพูกับซิ่นสีแดงแต่งลวดลายที่เชิงชาย บนมุ่นมวยผมมีดอกลีลาวดีเสียบแซมอยู่ พอ เห็นร่างหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียง สาวใช้ก็หันไปกระซิบกระซาบบอกความกัน นางคำ เอ้ยจึงออกปากดุ “บ่ดีอู้กันนัก ข้าบอกหื้อทำหยังทำไป” เด็กสาวสองคนช่วยกันปลดเปลื้องเสื้อผ้าของคนบังบดออก เมื่อเห็นร่างเปลือยเต็ม สองตานางคำเอ้ยจึงไม่แปลกใจที่เมืองแมนจะรับปากพ่อเลี้ยงใหญ่ หญิงสาวแสนงาม เหมือนพระจันทร์คนนี้คงเป็นที่ถูกตาต้องใจเจ้าหนุ่มเสียนัก สีมอยกับฟองแก้วทำงานอย่างรวดเร็ว ฟองแก้วเช็ดตัวให้ ส่วนสีมอยเช็ดใบหน้ากับ เส้นผมอันยาวสยาย เมื่อสวมชุดนอนให้หญิงสาวเสร็จ สาวใช้ทั้งสองก็พากันออกไป นางคำเอ้ยนั่งลงบนเตียง ดึงผ้าห่มหนาหนักขึ้นคลุมร่างที่ยังหลับสนิท คำสั่งของ พ่อเลี้ยงใหญ่คือประกาศิต หากคำสั่งของพ่อเลี้ยงเมืองแมนกลับศักดิ์สิทธิ์มากกว่า คำ 24 •


พูดที่ว่าไม่ว่าคนผู้ไหนก็แตะต้องคนบังบดไม่ได้นั่นเป็นความจริง ชายฉกรรจ์สวมชุดดำสองคนที่ยืนอยู่หน้าห้องหันมามองอีกครั้ง นักดาบที่ควรอยู่ เฝ้าหน้าห้องของพ่อเลี้ยง ตอนนี้กลับเฝ้าอยู่ที่นี่ราวกับกำลังเฝ้าแหนสิ่งของมีค่าอันสูงสุด นางคำเอ้ยลุกจากเตียง เมื่อผ่านฉากกั้นที่เป็นรูปใบไม้ก็เป็นห้องนอนของพ่อเลี้ยง เมืองแมน ห้องนี้กว้างขวางโอ่โถง เครื่องเรือนเป็นไม้สักทอง รูปทรงทันสมัย หากเตียงที่ อยู่กึ่งกลางห้องกลับมีขนาดใหญ่ ถัดจากเตียงเป็นโต๊ะเครื่องแป้ง จากนั้นเป็นห้องน้ำ ชายหนุ่มที่อยู่ในห้องน้ำกำลังหมุนร่างเปลือยเปล่าอยู่ใต้ฝักบัว แม้ในช่วงเช้าอากาศ จะหนาวจนสะท้าน หากเขาก็ยังอาบน้ำเย็นราวกับอยู่ในช่วงฤดูร้อน นางคำเอ้ยมองช่วง ไหล่หนา แผ่นหลังกว้าง บั้นเอวบาง สะโพกเพรียวสอบรับกับท่อนขาแข็งแรง ฝ่าเท้า ใหญ่โตนักเมื่อเทียบกับเท้าเล็กบางของหญิงสาวคนนั้น “ทำไมท่านรับคนบังบดมาอยู่ที่นี่?” เขาหันกลับมา หากแล้วก็หันไปอาบน้ำต่อ “ถ้าไม่ให้อยู่ที่นี่จะให้ไปอยู่ที่ไหนล่ะ” “ให้ไปอยู่ที่เรือนอีกหลังกับแม่คำก็ได้” เมืองแมนปิดน้ำ ดึงผ้าเช็ดตัวบนราวมาเช็ดตัว “อยู่ที่นี่ปลอดภัยกว่า” เมื่อเขากลับมาที่เตียงเสื้อผ้าก็เตรียมไว้เรียบร้อย นางคำเอ้ยมองชายหนุ่มที่กำลัง สวมเสื้อผ้า “แล้วท่านจะจัดการกับเธอยังไง?” “พ่อเลี้ยงใหญ่บอกให้ดูแลลูกสาวให้ดี ถ้าเธอตายผมก็จะตายตามไปด้วย” 25•


นางคำเอ้ยยกมือทาบอก “ตายล่ะ ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?” “ผมรู้เรื่องนี้มากเกินไป” นางคำเอ้ยถอนใจ “แม่คำอายุหกสิบแล้ว เพิ่งรู้ว่าเมืองบังบดมีจริงก็วันนี้เอง” เมืองแมนที่สวมเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็นั่งลงข้างๆ แม่นม “แล้วเรื่องเมืองบังบดที่เราเคยได้ยินมาล่ะ” “แม่คำคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง คนมันวิปลาสไปแล้วอย่างนั้น” “แม่คำเคยเห็นแม่จันไหมจ้ะ?” แม่นมยิ้ม ถ้าพูดถึงเรื่องราวในอดีตแม่คำมักมีความสุขเสมอ “เคยเห็นสิ แต่นานแล้วล่ะ ตอนนั้นแม่จันยังสาวอยู่เลย” ใครจะไม่เคยเห็นแม่จันเมียของพ่อเลี้ยงใหญ่ แม่จันเป็นคนงามจนร่ำลือไปทั้ง เชียงใหม่ กิริยามารยาทก็เรียบร้อยอ่อนหวาน พ่อเลี้ยงใหญ่อยู่กับแม่จันตั้งแต่ยังหนุ่ม กว่าจะมีลูกอายุก็ล่วงเลยถึงห้าสิบปีแล้ว ชายหนุ่มแตะมือลงบนแผ่นหลังแบบบางของแม่นม “แม่จันตายแล้วนะ แม่คำ” นางคำเอ้ยอุทานออกมาอย่างตกใจ “พุธโธ ธัมโม แล้วแม่จันตายยังไง?” 26 •


“ไม่รู้เหมือนกัน ตอนที่ผมไปถึง คนบังบดก็เอาศพกลับไปแล้ว” เขานอนลงบนเตียง นางคำเอ้ยดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวให้ “ตอนเย็นๆ แม่คำจะมาปลุก วันนี้จะดูแลลูกสาวพ่อเลี้ยงใหญ่ให้” “เธอชื่อจันทร์หอม” นาทีต่อมาเขาก็หลับไป นางคำเอ้ยดึงมือเมืองแมนเข้าไปในผ้าห่ม ลูบมือลงบน เส้นผมหนานุ่มแล้วเดินออกไป ตลอดวันนั้นนางคำเอ้ยนั่งเฝ้าดูหญิงสาวที่ยังหลับสนิท คนบังบดที่อยู่บนเรือนของ พ่อเลี้ยงกลายเป็นจุดสนใจของสาวใช้ที่อยู่ในคุ้ม พวกสาวๆ ที่ไม่เคยพิสมัยในตัวของ พ่อเลีย้ ง วันนีก้ ลับมีทา่ ทีเป็นห่วงเป็นใยยิง่ นัก แม่พวกนัน้ ทำทีเข้าไปดูเมืองแมนทีย่ งั หลับ อยู่ ลูบเนื้อลูบตัวเขาสักพักก็ออกมา แล้วเลยชะโงกไปดูหญิงสาวที่นอนอยู่ห้องข้างๆ มองเธอจนพอใจแล้วก็เดินออกมา ทำอย่างนี้จนครบถ้วนทั้งสี่คน ได้ ยิ น เสี ย งอะไรอย่ า งหนึ่ ง ผ่ า นหู ไ ป เมื อ งแมนลื ม ตาขึ้ น ในห้ อ งมี แ สงอยู่ ส ลั ว เลือนลาง ในจมูกมีกลิ่นหอมเย็นซ่าน จนต้องไหวตัวขึ้น เมื่อมองไปรอบตัวก็ไม่เห็นใคร ครั้นนึกถึงลูกสาวของพ่อเลี้ยง ใหญ่เขาก็ทิ้งศีรษะลงบนหมอนดังเดิม ร่างแบบบางของสาวใช้เดินเข้ามาในห้อง เจ้าหล่อนชะโงกหน้ามาดู พอเห็นเขา นอนลืมตาอยู่ก็นั่งลงบนเตียง ดึงผ้าห่มผืนหนาที่คลุมตัวเขาออก “แม่คำหื้อข้าเจ้ามาเรียกท่านไปกินข้าวแลง” “ฉันไม่หิว” ชายหนุ่มพลิกตัวหันหลังให้ หากเจ้าหล่อนก้มลงกระซิบ 27•


“ลมมาแล้วเน้อเจ้า” เมืองแมนลุกขึ้น เด็กสาวทำทีเหมือนกำลังยุ่งอยู่กับการเก็บเตียง แต่ที่จริงแล้วคง คอยจับตาดูว่าเขาจะยอมทำตามคำสั่งของแม่คำเอ้ยหรือไม่มากกว่า เขาผลัดเปลี่ยน เสื้อผ้า ไม่ใส่ใจกับสาวใช้ที่กำลังเมียงมองอยู่ “อย่าลืมโกนหนวดเน้อ” เจ้าหล่อนเตือน เขาสวมเสื้อเชิ้ตกับกางเกงยีนส์ พอเดินไปโกนหนวดที่อ้างล้างหน้า สาวใช้ยังเดินมายืนดูด้วย ชายหนุ่มหันไปมอง “เธอชื่ออะไร?” “ฟองแก้วเจ้า” “แม่คำบอกหรือเปล่าว่าฉันไม่ชอบให้ผู้หญิงมาปรนนิบัติ” ฟองแก้วพยักหน้า “บอกแล้วเจ้า” “งั้นต่อไปไม่ต้องมาดูแลฉันหรอก ไปดูคุณจันทร์หอมเถอะ” “อี่นายเปิ้นยังนอนอยู่เลยเจ้า” พ่อเลี้ยงหันกลับมา “ยังนอนอยู่อีกเหรอ?” “เจ้า แม่คำเลยหื้อเปิ้นนอนไป ท่าจะอิดจะเหนื่อยนัก” “ตอนนี้แม่คำอยู่ไหน?” “แม่คำไปเตรียมของใส่บาตรเจ้า” 28 •


ชายหนุ่มวางใบมีดแล้วล้างหน้า ฟองแก้วส่งผ้าขนหนูให้ เขารับมาเช็ดหน้า ปกติ สาวใช้ที่คุ้มจะไม่มาปรนนิบัติใกล้ชิดอย่างนี้ เพียงเข้ามาปลุกทุกเช้าเท่านั้น จากนั้นก็เดิน ออกไป ไม่ใส่ใจหรอกว่าพ่อเลี้ยงจะอาบน้ำล้างหน้าหรือสวมเสื้อผ้ายังไง พอเดินไปที่ห้องของจันทร์หอม สาวใช้ยังเดินตามมาอีก คราวนี้จึงรู้ว่าแม่สาวคนนี้ คงกำลังจับตามองเขาตามคำสั่งของแม่คำ เมืองแมนจึงได้แต่ยืนมองหญิงสาวที่ยังนอน อยู่บนเตียง ใต้แสงตะเกียงอันเลือนราง ทายาทของเมืองบังบดงามเหมือนภาพเขียนของศิลปิน อันเลื่องชื่อ ร่างอรชรนอนตะแคง มือเรียวยาวเกาะกอดผ้าห่มไว้ ใบหน้างามละมุนดูสุข สงบอยู่กับนิทราอันลุ่มลึก เขาเดินออกจากห้องนอน ฟองแก้วไม่ได้ตามมาด้วย คงอยู่เฝ้าดูคนบังบดตามคำสั่ง ชายหนุ่มเดินไปตามทางเดิน เรือนไทยหลังนี้มีขนาดใหญ่กว่าเรือนไทยขนาดมาตรฐาน เป็นเรือนเดี่ยวไม่มีหมู่เรือนบริวาร พอสุดทางเดินก็เป็นชานกว้าง กึ่งกลางชานถูกเจาะเป็นช่องให้ต้นมะม่วงที่ปลูกอยู่ใต้ถุนโผล่ขึ้นมา ใต้ต้นมะม่วงมี ตอไม้เก่าๆ ที่กล้วยไม้หลากหลายพันธุ์เกาะอิงแอบอยู่ รากกล้วยไม้เกี่ยวกระหวัดตอไม้ ราวกับรักใคร่เป็นนักหนา ใบและดอกงามสะพรั่ง อวดดอกหลากสีแข่งกันในท่ามกลาง ลมเย็นของค่ำคืน เมืองแมนเดินเข้าไปใต้ต้นมะม่วง ช้างกระสีขาวที่ถูกเรียกว่าช้างเผือกเพราะไม่มี รอยกระบนกลีบดอกสักน้อยส่งกลิ่นหอมฟุ้งเหมือนทักทาย กลีบดอกขาวบริสุทธิ์ยังคง ความงดงามเหมือนคืนวันของฤดูหนาว ฤดูกาลอันแสนเศร้าที่ไม่เคยนึกอยากพบพาน “คนบังบดยังไม่ตื่นอีกรึ?” เขาหันกลับไป พบชายหนุ่มร่างสูงโปร่งยืนเอามือกอดอกอยู่ไม่ห่างเท่าใดนัก “มีอะไรรึ? วาโย” 29•


“พ่อเลี้ยงใหญ่อาการทรงตัว ไม่แน่ว่าอาจจะทรุดหนักในอีกสองวันข้างหน้า” วาโยยังสวมเสื้อแขนยาวตัวสั้นสีดำ คอป้ายแบบพม่า กับกางเกงขาสามส่วนสีดำ หากผ้ารัดเอวเป็นสีฟ้า นัยน์ตาเรียวยาวเป็นประกายเจิดจ้าราวกับดาวบนฟ้า กำไลทอง สองวงสุกปลั่งอยู่บนข้อมือซ้าย เมืองแมนขมวดคิ้วกับข่าวที่ได้รับรู้ “แล้วหมอว่ายังไง?” “คนเจ็บอายุมากแล้ว เกรงว่าอาจะไปเร็วกว่าที่คิด” เขาหันไปมองห้องนอนที่เพิ่งจากมา หากแล้วก็พยักหน้า “ผมจะไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้ ฝากดูแลทางนี้ด้วย” “ถ้าคนบังบดตาย พวกเราก็จะตายด้วย” พ่อเลี้ยงใหญ่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ ร่างผอมบางสวมชุดผู้ป่วยสีขาว สีผิวอันซีด เผือดแทบจะกลายเป็นสีเดียวกับชุดที่สวมใส่ นัยน์ตาลึกโหลอยู่ในเบ้าตาอันลึกกลวง ค่อยๆ เหลือบมองเมืองแมน “เมืองแมน เจ้ามาเยี่ยมข้ารึ?” คนไข้ทักเสียงแหบโหย มืออันแห้งกรังเหมือนเปลือกไม้ยื่นมาจับมือเขาไว้ “ลูกข้าเป็นยังไงบ้าง?” “เธอสบายดี ยังหลับอยู่ที่บ้านผม” ชายหนุ่มมองบาดแผลสะพายแล่งจากหัวไหล่ซ้าย ผ่านหน้าอกแล้วไปสิ้นสุดที่ บั้นเอวขวาของคนไข้ 30 •


“แผลเป็นยังไงบ้างครับ?” คนไข้ถอนใจยาว “เตโชไว้ชีวิตข้า แต่เขารู้ว่าอีกไม่นานข้าก็จะตาย” “สมัยนี้การแพทย์เจริญก้าวหน้าแล้ว ผมคิดว่า...” พ่อเลี้ยงใหญ่โบกมือ “ข้าอายุเจ็ดสิบสองแล้ว ไม่ใช่คนหนุ่มแน่นอย่างเจ้า สังขารข้าใกล้ดับสูญแล้ว” มือแห้งกรังชี้ไปที่ลิ้นชักที่อยู่ข้างเตียง ชายหนุ่มเปิดลิ้นชักออกแล้วพบแฟ้มสีดำ หนึ่งฉบับ “เอกสารทั้ ง หมดเป็ น หลั ก ฐานของทรั พ ย์ สิ น ทั้ ง หมดของข้ า เข้ า ช่ ว ยโอนเป็ น กรรมสิทธิ์ให้ลูกข้าด้วย” ชายชราหลับตาลง หากแล้วก็ลืมขึ้นมาใหม่ “กิจการทั้งหมดของข้าโอนเป็นชื่อของจันทร์หอมทั้งหมด ข้าไม่อยากให้กิจการตก อยู่ในมือของคนอื่น” พ่อเลี้ยงใหญ่จับมือเขาไว้ “คนบังบดตามหาช้างกระ เจ้าเก็บรักษาไว้ให้ดี” เมืองแมนนึกถึงกอช้างกระในบ้านของพ่อเลี้ยงใหญ่ก็พยักหน้ารับ “ผมจะเก็บรักษาไว้ให้” “เจ้าอยากรู้เรื่องเมืองบังบดไหม? เมืองแมน” คนไข้ถามเสียงแหบ นัยน์ตาทอดยาวออกไปไกลแสนไกล ไกลไปจนถึงเมืองที่แทบ 31•


ไม่มีใครเคยไปถึง เมืองที่อยู่ในท่ามกลางขุนเขาและแมกไม้ มีลำธารใสเย็นโอบล้อม ผู้คนรักใคร่ปรองดอง อยู่กันอย่างสงบด้วยศีลห้ามานานนับพันปี ที่นั่นคือเมืองบังบด..บดบังจากสายตาคนทั้งโลก นครแห่งทองคำ ...

32 •


บทที่ ๓ ใครคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง ถึงจะลืมตามองอยู่หากจันทร์กลับเห็นเพียงเลือนราง คนคนนั้นลูบมือลงบนเส้นผมยาวสยายของเธอ จากนั้นเลื่อนมือลงไปยังหัวไหล่และ ท่อนแขน มือแข็งๆ ข้างหนึ่งจับเธอพลิกนอนหงาย แล้วค่อยปลดเปลื้องชุดนอนที่สวม อยู่ออก มือข้างนั้นโลมลูบอยู่บนหน้าอกเต่งตูมด้วยวัยสาว ระเรื่อยลงมายังหน้าท้องแบน ราบ เธอผลักมือร้อนผ่าวออกไป แต่กลับกลายเป็นจับมือข้างนัน้ ไว้ ได้ยนิ เสียงพึมพำเบาๆ อย่างพิศวง “คนบังบดงามเหมือนดวงจันทร์...” หญิงสาวพลิกตัวหันหลังให้ มือข้างนั้นจึงลูบไล้อยู่บนแผ่นหลัง แล้วลากมายัง บั้นเอวบางกับสะโพกกลมกลึง เธอรู้ถึงมือที่กำลังลูบอยู่บนท่อนขา ดูเหมือนคนคนนั้น จะพึงพอใจกับผิวเนื้อเปล่าเปลือยที่เนียนละเอียด วนเวียนลูบไล้อยู่อย่างนั้นจนจันทร์ หอมหลับไปอีกครั้ง คนบังบดหลับไปถึงสองวันสองคืนก็ยังไม่ตื่น นางคำเอ้ยให้ฟองแก้วไปเฝ้าต่อ ส่วน นางออกมานั่งร้อยมาลัยที่ตั่งนอกชาน กิ่งมะม่วงร่มครึ้มกำลังสะบัดใบไปตามสายลม ของสนธยา เสียงกังสดาลที่แม่พวกสาวๆ เอามาแขวนทิ้งไว้ดังเหมือนเสียงนก ครั้งพอฟัง นานเข้าก็เพลินดีเหมือนกัน ตะวันใกล้ตกดินเต็มที อากาศเริ่มเย็นขึ้น สาวใช้เริ่มจุดตะเกียงกันแล้ว นางคำเอ้ ยวางมือจากเข็มมาลัย แล้วหันไปเรียกเด็กสาวที่อยู่ใกล้ๆ “สีมอย มาร้อยดอกไม้หื้อข้ากำ ตาข้ามองบ่เห็นแล้ว” 33•


สาวใช้เดินมาหาแล้วยอบตัวลงนั่งบนพื้นกระดาน หยิบเข็มมาลัยมาร้อยดอกไม้ต่อ “อี่นายตื่นแล้วกา?” แม่นมก้มลงถาม “ยังเจ้า” “พ่อเลี้ยงไปไหนแล้ว?” “ไปซื้อผ้าไหมเจ้า” นางคำเอ้ยนึกถึงหญิงสาวทีย่ งั นอนอยูบ่ นเตียง ถ้าพูดถึงความเหมาะสมก็คงไม่เหมาะ แต่แรก เพราะถึงยังไงห้องนั้นก็เป็นห้องนอนส่วนตัวของเมืองแมน ชายหญิงยังไม่ แต่งงานจะไปอยูร่ ว่ มกันได้ยงั ไง แต่กน็ นั่ แหละ เรือ่ งบางเรือ่ งนางก็ไม่รลู้ ะเอียดนัก ถึงจะไป ไถ่ถามก็คงไม่เข้าใจอยูด่ ี เพราะเรือ่ งนีเ้ กีย่ วข้องกับความเป็นความตายของผูห้ ญิงคนหนึง่ สีมอยส่งพวงมาลัยที่ร้อยเสร็จเรียบร้อยให้ นางคำเอ้ยรับมาแล้วลงเรือนไป เรือน หลังนี้เป็นเรือนของพ่อเลี้ยงเมืองแมน เขาอยู่ที่นี่คนเดียว นางคำเอ้ยกับสาวใช้จะมา ทำความสะอาดในช่วงเช้ากับช่วงเย็น ส่วนตอนกลางคืนพ่อเลี้ยงจะไม่ให้ใครเข้ามาในนี้ แม้แต่พวกสาวใช้ จนกระทั่งได้ยินเสียงน้ำค้างตก หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงมาเกือบสามคืนก็ขยับ ตัว ฟองแก้วไขตะเกียงน้ำมันก๊าดให้สูงขึ้น ในที่สุดขนตายาวก็กระพริบไหว แล้วนัยน์ตา กลมโตก็ลืมขึ้น “อี่นาย ตื่นแล้วกาเจ้า?” สาวใช้ทักอย่างยินดี คนบังบดมองไปรอบห้อง แล้วหันกลับมายังเด็กสาวที่นั่งอยู่ ข้างเตียง “ฉันอยู่ที่ไหน?” 34 •


“อยู่ที่คุ้มเมืองแมนเจ้า” “โรงแรมเหรอ? หรือว่าร้านอาหาร” ฟองแก้วทำหน้าไม่ถูกกับคำถามนี้ “บ่แม่นเจ้า เป็นบ้านของพ่อเลี้ยงเมืองแมน” จันทร์หอมขยับตัวลุกขึ้น มองเด็กสาวที่นั่งยิ้มอยู่ข้างๆ เจ้าหล่อนสวมเสื้อแขน กระบอกคอกลมสีชมพู ซิ่นสีดำที่สวมอยู่ทอด้วยมือแบบผ้าพื้นเมือง ได้กลิ่นหอมเย็น ของดอกลีลาวดีที่เจ้าตัวเสียบแซมไว้บนมุ่นมวยผม “กินน้ำส้มก่อนเจ้า แล้วค่อยไปอาบน้ำเปลี่ยนผ้า” น้ำส้มคัน้ รสเปรีย้ วหวานดับความกระหายลงได้ จากนัน้ เด็กสาวเลือ่ นชามข้าวต้มให้ “ข้างกล้องต้มเจ้า กินแล้วจะได้อิ่มเมินอิ่มนาน” ฟองแก้วมองหญิงสาวอย่างพอใจ เธอกินข้าวกินน้ำได้มากจนเป็นที่น่าพอใจ พอพา ไปห้องน้ำดูเหมือนหญิงสาวจะไม่แปลกใจกับสุขภัณฑ์สมัยใหม่ หรือที่เมืองบังบดก็มี ข้าวของพวกนี้ใช้ด้วย เสื้อผ้าที่สาวใช้เตรียมไว้ให้เป็นชุดอยู่กับบ้านลายดอกไม้สีสดใส ตัวเสื้อเป็นแบบ สายเดี่ยว ชายกระโปรงยาวไม่ถึงหัวเข่า พอฟองแก้วประคองให้นอนลงบนเตียง เธอก็ หลับไปทันที คนคนนั้นกลับมาอีกครั้ง มือร้อนผ่าวลูบไล้ลงบนสะโพกกลมกลึงกับท่อนขาที่พ้น ชุดนอนออกมา เธอถูกจับพลิกให้นอนหงาย ชุดนอนถูกปลดเปลื้องออกไป มือแข็งๆ โลมลูบอยู่บนหน้าอกตูมเต่ง ระเรื่อยลงมายังหน้าท้อง หญิงสาวพลิกตัวนอนตะแคง แล้วพบกับร่างใหญ่โตที่มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ เธอถูก 35•


รั้งเข้าไปหา แม้จะบิดตัวหนีแต่กลับไม่พ้นจากร่างร้อนรุ่มนั้นไปได้ ได้ยินเสียงหายใจดังอยู่ข้างหู อะไรอย่างหนึ่งสากเหมือนกระดาษทรายกดลงบน ต้นคอ ก่อนครูดลงบนหน้าอก พอบิดตัวก็ถูกกอดเอาไว้ คนคนนั้นพูดพึมพำแต่กลับ จับใจความไม่ได้สักคำ “อี่นาย ตื่นแล้วกาเจ้า?” เสียงทักดังขึ้นกะทันหัน มือร้อนรุ่มที่กำลังเคล้นคลึงผละจากไปทันที ผ้าห่มผืนหนา ถูกตวัดขึ้นคลุมตัวเอาไว้ หญิงสาวนอนอยู่อย่างนั้น จนได้ยินเสียงฝีเท้าเดินมาหยุดที่หน้า เตียง “อี่นาย” จันทร์หอมค่อยขยับตัวพลิกตะแคง พอลืมตาขึ้นก็เห็นเด็กสาวคนเดิม เจ้าหล่อน เปิดผ้าห่มที่คลุมตัวเธอออก “ลุกมาเปลี่ยนผ้าได้แล้วเจ้า” หญิงสาวลุกขึ้นนั่ง เธอยังสวมชุดนอนเหมือนเดิม ความรู้สึกนั้นคงเป็นเพียงความ ฝัน นึกแปลกใจตัวเองที่ฝันถึงเรื่องแบบนี้ หรืออาจจะเป็นเพราะเหนื่อยเกินไป เช้าวันนั้น ฟองแก้วมองคนบังบดนั่งตากแดดอย่างรู้สึกอัศจรรย์ใจ ผิวขาวนวล ราวกับงาช้างเป็นยองใยอยู่ใต้แสงตะวัน เธอสวมชุดกระโปรงสีชมพู ดูไปดูมาก็เหมือน ตุ๊กตาตัวหนึ่ง เมืองแมนยืนมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ใต้ต้นมะม่วงนอกชาน นัยน์ตากลมโตมองกอ ช้างเผือกอย่างสนใจ สาวใช้คนหนึ่งยืนเป็นเพื่อนอยู่ใกล้ๆ พอเขาเดินเข้าไปใกล้ เด็กสาว ก็ยอบตัวให้แล้วผละจากไป

36 •


จันทร์หอมหันไปมอง พอเห็นร่างสูงใหญ่ของเจ้าของบ้านเธอก็กระพริบตา “ฉันกำลังจะถามหาคุณอยู่พอดี” “ผมมีธุระต้องไปทำให้เสร็จ ขอโทษด้วยที่คุณตื่นขึ้นมาแล้วไม่พบผม” เมืองแมนสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้ากับกางเกงยีนส์ ร่างสูงของเขาดูแข็งแรง หากดูไม่น่ากลัว เหมือนนักรบโบราณอย่างที่เห็นเมื่อคืนก่อนเลย สาวใช้คนหนึ่งเดินเข้ามายอบตัวให้เมืองแมน “สำรับตั้งเสร็จแล้วเจ้า” ชายหนุ่มพยักหน้ารับ แล้วหันมาทางจันทร์หอม “คุณมาทานข้าวกับผมเถอะ” เด็กสาวช่วยประคองเธอให้เดินตามร่างสูงใหญ่ของพ่อเลี้ยงไปยังโถงกลาง ท่อน แขนของคนบังบดนุ่มละมุน ท่าเดินดูกรีดกรายราวกับนางละคร กลิ่นหอมเย็นซ่านฟุ้ง กระจายออกมาจากผิวเนื้อและเส้นผม โถงกลางเปิดโล่งทั้งสี่ด้าน กึ่งกลางวางโต๊ะเตี้ยที่มีจานสำหรับอาหารจัดวางไว้ สาว ใช้ประคองจันทร์หอมให้นั่งลงบนเบาะสีแดง ส่วนเมืองแมนนั่งลงตรงข้าม สาวใช้อีกคน เข้ามาตักข้าวต้มให้ หญิงสาวมองข้าวต้มสีคล้ำในชามสีขาว ข้าวสีคล้ำคือข้าวซ้อมมือ หากไม่คุ้นลิ้นจะ รู้สึกหยาบและแข็ง เมื่อกินจนคุ้นเคยจะรู้สึกว่าอร่อยกว่าข้าวขาว แม่เลี้ยงเธอด้วย ข้าวซ้อมมือมาตั้งแต่เด็ก เพราะรู้ถึงคุณค่าอาหาร แต่ตอนนี้แม่ตายไปแล้ว โดยที่เธอไม่ได้ส่งศพแม่ลงโลงด้วยซ้ำ ส่วนพ่อผู้ชราภาพก็ ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส ป่านนีจ้ ะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ นึกถึงตรงนีก้ ไ็ ด้แต่ถอนใจออกมา 37•


“ข้าวต้มไม่อร่อยเหรอ? ถึงได้ถอนใจแบบนั้น” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองคนถาม “พ่อฉันอาการเป็นยังไงบ้างคะ?” “อาการของพ่อเลี้ยงใหญ่ยังทรงตัว คุณไม่ต้องกังวลไปหรอก” “ฉันไปเยี่ยมพ่อได้ไหม?” เขามองใบหน้าเศร้าสร้อยของจันทร์หอม “อย่าเลย ช่วงนี้ยังไม่ปลอดภัย คนบังบดอาจจะดักซุ่มรอจับตัวคุณอยู่ก็ได้” “คุณเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟังตั้งแต่ต้นเลยได้ไหมคะ?” เขาพยักหน้า “ได้ แต่คุณต้องกินข้าวต้มให้หมดชามก่อน” นับว่าเป็นข้อต่อรองที่แปลกประหลาดดี หญิงสาวตักข้าวต้มเข้าปาก รสชาติจะเป็น ยังไงก็สุดจะรู้ ตอนนั้นเธอหวังเพียงให้ข้าวต้มหมดชามเสียโดยเร็ว ทั้งที่รู้สึกง่วงจนลืมตา แทบไม่ขึ้นอยู่แล้ว... เมืองแมนช้อนอุ้มร่างอ่อนระทวยของหญิงสาวขึ้นมา เขาเดินตามสาวใช้ตรงไปยัง ห้องนอน ฟองแก้วเปิดประตูห้องแล้วเดินเข้าไปก่อน พอเดินมาถึงเตียงชายหนุ่มวางร่าง ของจันทร์หอมลงและขยับถอยออกมา “กว่าเปิ้นจะตื่น ท่าจะตะวันตกดินแล้ว” เด็กสาวหันมาบอกพ่อเลี้ยง หลังจากคลี่ผ้าห่มคลุมตัวคนบังบดไว้ “คนบังบดโดนแดดบ่ได้ ตะกี้เปิ้นนั่งตากแดดเป็นเมินเป็นนาน” 38 •


“เป็นอาการช็อคเพราะตกใจ ไม่ใช่เพราะโดนแดดหรอก” สาวใช้เบิกตากว้าง “แต้หนาเจ้า คนบังบดโดนแดดโดนไฟบ่ได้ โดนนักจะตายได้” “สมัยนี้ใครโดนแดดก็ตายได้ทั้งนั้น” ดูเหมือนพ่อเลี้ยงจะไม่ใส่ใจนักว่าหญิงสาวคนนี้เป็นคนที่ไหน เขาเห็นเธอเป็นผู้หญิง ธรรมดาคนหนึ่งที่ตกใจกับเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้นต่อหน้า เหตุการณ์ที่ทำให้พ่อ เกือบถูกฆ่าตาย และศพของแม่ถูกลักพาไป เมืองแมนกลับเข้าไปในห้องทำงาน พ่อค้าผ้าไหมจากสันกำแพงรออยู่สองคน พวก เขานำสินค้ามาให้ตรวจดู พวกเขาพูดภาษาพื้นเมือง ทำให้การค้าครั้งนี้ต้องใช้เวลานาน กว่าเดิม กว่าจะเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารได้ เวลาก็ล่วงเลยมาถึงห้าโมงเย็นแล้ว สาวใช้คน หนึ่งเดินเข้ามาเมียงมอง พอเขาหันไปมองเจ้าหล่อนก็ยิ้มให้ “ไปอาบน้ำเจ้า เดียวจะได้กิ๋นข้าว” “คุณจันทร์หอมตื่นหรือยัง? ฟองแก้ว” เด็กสาวหน้าง้ำ “ข้าเจ้าบ่แม่นฟองแก้ว ข้าเจ้าสีมอยเน้อ” “อ้าว นึกว่าฟองแก้ว เห็นหน้าตาคล้ายๆ กัน” เขาลุกจากเก้าอี้เดินไปยังห้องนอน จันทร์หอมยังนอนอยู่ เธอยังคงอยู่ในอาการ ช็อค ซึ่งไม่รู้ว่าอีกกี่วันถึงจะหาย เด็กสาวที่ชื่อฟองแก้วนั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่าง ชายหนุ่มเพิ่ง สังเกตว่าสาวใช้คนนี้ผิวขาวกว่าสีมอย กิริยาก็นุ่มนวลกว่า ส่วนสีมอยมีท่าทีแข็งๆ และ 39•


ดูเหมือนจะขี้โมโหเสียด้วย เมืองแมนเดินเข้าห้องน้ำ สีมอยไม่ได้เข้ามายืนดู เด็กสาวไม่ได้ให้ความสนใจเขา มากนัก และไม่ได้เตือนให้โกนหนวดด้วย เจ้าหล่อนแค่เตรียมเสื้อผ้าให้ แล้วออกไปรอ หน้าห้อง ชายหนุ่มเดินตามสาวใช้ไปยังโถงกลาง พอเขานั่งลงสีมอยก็เข้ามาตักข้าวให้ “วันนี้มีลาบหมูเจ้า แม่คำบอกข้าเจ้าว่าพ่อเลี้ยงชอบกินนัก” “แล้วแม่คำไปไหน? วันนี้ยังไม่เห็นเลย” “เปิ้นไปถือศีลที่วัดเจ้า” สีมอยส่งจานข้าวกับช้อนส้อมให้ น่าแปลกที่ชายหนุ่มคนนี้ไม่กินข้าวเหนียว เขากิน ข้าวสวย พูดภาษากลาง คำเมืองบางคำเขายังฟังไม่ออกด้วยซ้ำ เด็กสาวลุกไปจุดตะเกียงน้ำมันก๊าด แล้วยกตะเกียงมาวางไว้บนโต๊ะเตี้ย พ่อเลี้ยง กินนั่นนิดนี่หน่อยท่าทางคล้ายไม่ค่อยหิวเท่าใดนัก พอเขาวางมือจากช้อนส้อมเจ้าหล่อน ก็รินน้ำใส่แก้วให้ “บ่ค่อยอยากกิ๋นข้าวกา? หันกิ๋นน้อยเดียว” “หือ? อะไรนะ?” ดูเถอะ แม้แต่ประโยคง่ายๆ เขาก็ยังฟังไม่เข้าใจ สีมอยต้องพูดภาษากลาง “ไม่ค่อยหิวกา เห็นกินไปนิดเดียว” “หิวสิ วันนี้ไม่ได้กินอะไรทั้งวัน” “ข้าเจ้าเอาซาลาเปาไปให้แล้ว ทำไมไม่กิน?” 40 •


“ไม่มีเวลาจะกินหรอก มีแต่พ่อค้ามาหาทั้งวัน” เด็กสาวถอนใจ “ถ้าบ่กินข้าว จะเอาแรงที่ไหนไปทำงานล่ะ” “ไม่ได้เอาแรงไปแบกไปหามอะไรนี่ กินทำไมตั้งเยอะตั้งแยะ” ดื่มน้ำเสร็จเขาก็ลุกไป โดยไม่สนใจแกงบวชมันเทศในถ้วยเล็ก เมืองแมนเดินไป ตามทางเดิน เมื่อถึงชานกว้างเห็นจันทร์หอมยืนมองกอช้างกระอยู่ใต้ต้นมะม่วง กลิ่น หอมของกล้วยไม้กลับอ่อนจางกว่ากลิ่นกายของคนบังบด ฟองแก้วที่ยืนอยู่ด้วยยอบตัวให้เมืองแมนแล้วค่อยปลีกตัวออกไป เจ้าหล่อนไปยืน อยู่กับสีมอยพลางกระซิบกระซาบบอกความกันอยู่ เรื่องที่กำลังนินทากันอยู่ก็คงไม่พ้น เรื่องของเขานั่นแหละ “คุณตื่นนานหรือยัง?” เขาถามเบาๆ เธอถอนใจ “นานแล้วค่ะ ที่จริงฉันไม่ควรนอนทั้งวันแบบนี้” “คุณกำลังช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สักพักอาการจะดีขึ้น อย่ากังวลไปเลย” “ฉันไปเยี่ยมพ่อได้ไหมคะ?” ชายหนุ่มถอนใจบ้าง “คุณยังไม่แข็งแรง ยังไงผมก็ไม่อนุญาต” “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นจริงใช่ไหม? ฉันไม่ได้ฝันอยู่ใช่ไหมคะ?’ กลิ่นน้ำมันก๊าดกับแสงตะเกียงวอมแวมชวนให้คิดถึงอดีต วันเวลาที่ผ่าไปไกลจน 41•


ลิบลับแล้ว อดีตที่ไม่มีวันหวนคืน รับรู้ได้เพียงความรู้สึกที่คิดถึงและโหยหาเท่านั้น สาวใช้สองคนเดินเข้ามาหาเมื่อเห็นคนบังบดทรุดฮวบลงในอ้อมแขนของพ่อเลี้ยง เขาอุ้มเธอขึ้นมาแล้วพากลับเข้าไปยังห้องนอน หญิงสาวคนนี้ยังไม่แข็งแรงพอที่จะรับรู้ เรื่องราวใดอีกแล้ว รวมทั้งข่าวร้ายด้วย อาการของพ่อเลี้ยงใหญ่เริ่มทรุดลง ร่างผอมบางนอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนเตียงคนไข้ ชายชราที่อายุเจ็ดสิบสองกลับทนพิษบาดแผลได้นานร่วมเดือน แล้วในที่สุดสังขารก็ยอม พ่ายแพ้เมื่อหัตถาของพญามัจจุราชเอื้อมมาถึง นายแพทย์ที่ทำการรักษาหันมาทางเมืองแมน “ก่อนหน้านี้ร่างกายของคนไข้อ่อนแอมาก ตับกับไตมีปัญหา ตอนนี้ยังมีภาวะโรค หั ว ใจแทรกซ้ อ นอี ก ที่ ค นไข้ อ าการทรุ ด ลงคิ ด ว่ า ร่ า งกายไม่ ต อบสนองกั บ การรั ก ษา เนื่องจากอายุมากแล้ว” พยาบาลส่งแฟ้มรายงานให้ นายแพทย์ก้มหน้าลงอ่านแล้วเงยหน้าขึ้น “คนไข้มีลูกหรือหลานไหมครับ? ผมคิดว่าทางครอบครัวคงอยากดูใจคนไข้เป็นครั้ง สุดท้าย” เมืองแมนขมวดคิ้วแน่น “คนไข้มีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง แต่เธอยังอยู่ในอาการช็อก คงรับเรื่องนี้ไม่ได้” นายแพทย์พยักหน้าอย่างเข้าใจ เมืองแมนมองพ่อเลี้ยงใหญ่ อีกไม่นานตะเกียงชีวิต ของเขาจะดับลงอย่างเดียวดาย คนที่เขารักที่สุดกลับไม่ได้อยู่ด้วย หรือนี่คือโทษฐานของ การลักหญิงสาวออกจากเมืองบังบด ฟ้าแจ้งที่เป็นคนในบ้านของพ่อเลี้ยงใหญ่ พอรู้ข่าวอาการของชายชราก็เอาแต่ ร้องไห้ สุดท้ายก็เข้าไปนั่งดูอาการของพ่อเลี้ยงใหญ่ถึงข้างเตียง รอดูลมหายใจสุดท้าย 42 •


ของผู้ป่วยตามประเพณี เมื่อร้องไห้จนไม่มีน้ำตาจะไหล ฟ้าแจ้งจึงได้กุมมือเย็นชืดของชายชราไว้ เมืองแมน นั่งกอดอกอยู่บนเก้าอี้อีกตัว กระทั่งตะวันตกดินพ่อเลี้ยงใหญ่ก็สิ้นใจอย่างสงบ แพทย์ผู้ ทำการรักษาขานเวลาเสียชีวิต แล้วหันไปตบไหล่ฟ้าแจ้งเบาๆ แล้วเดินออกไปเงียบๆ พยาบาลปลดสายช่วยชีวิตออกทุกเส้น เก็บอุปกรณ์เหล่านั้นไว้บนรถเข็นและลากออกไป ฟ้าแจ้งดึงผ้าห่มขึ้นคลุมหน้าพ่อเลี้ยงใหญ่ ก้มลงกราบเท้าเหลืองซีด “ถ้าบ่มีพ่อเลี้ยงใหญ่ ก่บ่มีฟ้าแจ้งในวันนี้” ชายร่างเล็กรำพัน เขาสะอื้นไห้จนทำใจได้ จึงหันมาทางพ่อเลี้ยงเมืองแมน “อี่นายท่าจะยังบ่ฮู้เรื่องนี้” “ฉันคิดว่าจะบอกหลังจากเธอสบายดีแล้ว” ฟ้าแจ้งถอนใจ “จะไดอี่นายก็เป็นแม่ยิง มีคนดูแลอยู่ข้าก็สบายใจแล้ว” งานศพของพ่ อ เลี้ ย งใหญ่ จั ด ขึ้ น โดยมี พ่ อ เลี้ ย งเมื อ งแมนรั บ เป็ น เจ้ า ภาพ เขา มอบหมายให้นางคำเอ้ยเป็นคนดูแลเรื่องอาหารและดอกไม้ที่ใช้ในงานศพ ซึ่งแม่นมของ เขายินดีเป็นอย่างยิ่ง ครอบครัวของเมืองแมนรู้จักพ่อเลี้ยงใหญ่มานานหลายสิบปี จาก เพื่อนก็กลายเป็นญาติกันไปแล้ว นางคำเอ้ยจึงร้อยมาลัยไปร้องไห้ไปด้วยความโศกเศร้า แขกเหรื่อทยอยกันมาร่วมไว้อาลัย พ่อเลี้ยงใหญ่เป็นคหบดีที่มีชื่อเสียงและเป็นพ่อ ค้าที่มีกิจการมากมาย ดังนั้นคนที่รู้จักจึงมีมาก งานศพที่ตั้งไว้ว่าจะสวดบำเพ็ญกุศลเจ็ด คืนจึงล่วงเลยมาถึงกระทั่งวันนี้ หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ ฟ้าแจ้งตรงไปยังกอช้างกระ หน้าหนาวปีนี้ช้างกระงาม เหลือขนาด ช่อดอกดกและยาวกว่าทุกปี มองเผินๆ ก็เหมือนงวงช้างจริงๆ คนเมืองเรียก 43•


กล้วยไม้ชนิดนี้ว่าเอื้องต๊กโต ที่คงหมายถึงกลีบดอกที่มีกระลายคล้ายกับตุ๊กแก ฟ้าแจ้งยกเลื่อยในมือขึ้น แล้วเริ่มเลื่อยตอไม้ที่มีกอช้างกระช้าๆ ถึงจะโดนรากบ้างก็ ไม่เป็นไร เพราะถึงยังไงดอกเอื้องก็ต้องงอกรากออกมาอีกอยู่ดี หากใส่ใจรดน้ำบำรุง เมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งเดินมาทางนี้ เขาสวมเสื้อแขนยาวสีดำ ตัวสั้น คอป้ายแบบพม่า กับกางเกงขาสามส่วนสีดำ หากผ้ารัดเอวกลับเป็นสีฟ้า เจ้า หนุ่มคนนี้หน้าตาคมคายดีทีเดียว นัยน์ตาเรียวยาวคู่นั้นเป็นประกายราวกับแสงดาวบน ท้องฟ้า “มาหาไผ? บ้านนี้บ่มีคนอยู่ ไปศพที่วัดกันหมดแล้ว” ฟ้าแจ้งเอ่ยปากทักก่อน ชายหนุ่มเดินมาหยุดยืนตรงหน้า กำไลทองสองวงที่สวม บนข้อมือซ้ายกระทบกันเป็นจังหวะยามเจ้าตัวเคลื่อนไหว “ข้าชื่อวาโย เป็นคนของพ่อเลี้ยงเมืองแมน” ชายหนุ่มมองกอช้างกระที่กำลังถูกเลื่อย “อ้ายจะเอาดอกเอื้องไปไหน?” “ว่าจะเอาไปไว้ที่อื่น มีคนมาถามหา ข้ากลัวมันจะลักเอาไป” วาโยขมวดคิ้ว “ถามหาดอกเอื้องเหรอ?” ฟ้าแจ้งพยักหน้า “แม่นแล้ว คนใส่เสื้อดำเหมือนสูมาถามหาเอื้องต๊กโต” “มากันเยอะไหม?” 44 •


“มากันสองคน ข้ากลัวมันลักเอาไปแต้ กอเอื้องนี้พ่อเลี้ยงใหญ่ฮักขนาด” ชายร่างเล็กลงมือเลื่อยตอไม้ต่อ วาโยเดินเข้าไปกอช้างกระใกล้ๆ “ให้ข้าได้ไหม? ข้าจะเอาไปให้พ่อเลี้ยงเมืองแมน” ฟ้าแจ้งยิ้มออกมาได้ “ได้ก่ะ ข้าลืมไป เอาหื้อพ่อเลี้ยงเมืองแมนก่สิ้นเรื่องแล้ว” เพราะแม้แต่ลกู สาวคนเดียวของพ่อเลีย้ งใหญ่ยงั ถูกส่งให้ไปอยูก่ บั พ่อเลีย้ งเมืองแมน เพิ่มดอกเอื้องอีกสักกอก็ไม่เห็นเป็นไร ชายหนุ่มคนนั้นช่างโชคดีนัก ได้ครอบครองของ รักของผู้ตายถึงสองชิ้น ค่ำแล้ว หากตะวันยังไม่ตกดิน กลิ่นหอมของช้างกระยังอวลอยู่ที่นอกชาน เมือง แมนขมวดคิ้วมองกอช้างกระสีชมพูบนตอไม้เก่าๆ ก่อนหันไปทางวาโยที่ยืนกอดอกอยู่ ข้างๆ “ทำไมถึงเอากอช้างกระมาที่นี่?” “มีคนถามถึงช้างกระ แสดงว่าคงมีอะไรบางอย่างอยู่ในนี้” “แล้วใครถามถึงช้างกระ?” “คนบังบด” วาโยมองสีหน้าตะลึงงันของพ่อเลี้ยงแล้วยิ้มน้อยๆ “คิดไม่ถึงว่าคนพวกนั้นจะตามหาของที่เราคิดว่าไม่สำคัญอย่างนี้” “ถ้าพวกนั้นอยากได้ ตัดเอาไปเสียตั้งแต่วันนั้นก็สิ้นเรื่อง” “ผมคิดว่าคงไม่ใช่กล้วยไม้กอนี้หรอก อาจจะเป็นรหัสอะไรสักอย่างหนึ่งมากกว่า” 45•


เมืองแมนถอนใจ “เรื่องนี้คงแล้วแต่พวกคุณแล้วล่ะ” วาโยยิ้มหากไม่พูดอะไรอีก ชายหนุ่มคนนี้คือหนึ่งในสี่ของผู้พิทักษ์ กิริยาของเขา เรียบเฉยคล้ายไม่แยแสเหลือบแลสิ่งที่อยู่รอบตัวเท่าใดนัก วาโยมักสวมเสื้อผ้าสีดำ เพราะงานที่ทำเป็นช่วงเวลากลางคืน ช่วงเวลาที่ผู้คนต่างหลับใหล จ่อมจมอยู่กับความ ฝันอันหลากหลายและเลื่อนลอยเหมือนควันไฟ “คนบังบดยังอยู่ที่นี่อีกรึ?” วาโยถามเบาๆ เมืองแมนคลายคิ้วที่ขมวดออก “คงต้องให้อยู่ด้วย พ่อแม่ก็ตายไปหมดแล้ว” “น่าสงสาร ยังสาวยังแส้” “ศพของแม่จันล่ะ?” เมืองแมนตั้งถาม วาโยกัดกราม “คนบังบดพากลับไปแล้วจริงๆ ป่านนี้คงเผาแล้วเรียบร้อย” เมืองแมนกับวาโยเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าพร้อมกัน ท้องฟ้าคืนนี้มีดาวอยู่ดารดาษ แล้วท้องฟ้าเมืองบังบดนั้นเล่าจะเหมือนท้องฟ้าของที่นี่ไหม ชาวเมืองนั้นจะล่วงรู้ถึง จิตใจของลูกสาวคนเดียวของแม่จันที่กลายเป็นกำพร้าแล้วหรือไม่ นี่คือชะตากรรมของทายาทเมืองบังบด หรือนี่คือชะตากรรมของหญิงสาวคนหนึ่งเท่านั้น ... 46 •


บทที่ ๔ พิธีฌาปณกิจศพของพ่อเลี้ยงใหญ่ผ่านไปเหมือนฝัน ตำนานอันยิ่งใหญ่ของพ่อค้า แห่งเมืองชียงใหม่จบลงแล้ว เหลือเพียงเถ้ากระดูกบรรจุอยู่ในโกศรูปเจดีย์สีขาว เพื่อส่ง ต่อให้ทายาทสืบไป ทรัพย์สินและกิจการทั้งหมดของพ่อเลี้ยงใหญ่ถูกโอนเป็นชื่อของจันทร์หอม โดย ความช่วยเหลือของทนายความ การโอนถ่ายทรัพย์สินถูกต้องตามกฎหมาย เหลือเพียง การเซ็นรับทราบของทายาทเท่านั้น ทายาทที่ยังหลับใหลอยู่บนเตียงจากอาการช็อกมา นานเกือบสองเดือนแล้ว พอย่างเข้าวันที่ห้าสิบนับจากวันที่เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญ หญิงสาวชาวบังบดก็ ค่อยแข็งแรงขึ้น เธอตื่นตอนกลางวันและหลับตอนกลางคืนเหมือนคนปกติ แต่ยังชอบ กินผักผลไม้ เนื้อสัตว์ที่กินได้มีเพียงปลาเท่านั้น พอลุกขึ้นเดินได้เธอก็เดินอยู่แต่ในบ้าน ไม่ได้ลงไปเดินข้างล่างแต่อย่างใด ฟองแก้วได้รับมอบหมายให้ดูแลจันทร์หอม หญิงสาวคนนี้มีนิสัยนุ่มนวล เจรจา ด้วยถ้อยคำอ่อนหวาน จะลุกจะนั่งก็อยู่ในกิริยาอันดี ดูจับตาจับใจไปเสียหมด ส่วนเรือน ร่างนั้นเล่าก็งามสมส่วนเหมือนปั้นขึ้นมา ผิวพรรณเรียบลื่น ขาวผ่องเป็นยองใย มีกลิ่น หอมเย็น เส้นผมยาวสยายนั้นนิ่มราวเส้นไหม พ่อเลี้ยงเมืองแมนจ้องมองหญิงสาวคนนี้ด้วยสายตาที่ปกปิดไม่มิด เด็กสาวรู้ว่าเธอ ไม่ใช่คนรักของเขา แต่กลับถูกจัดให้อยู่ห้องเดียวกัน แม้จะมีฉากกั้นหากเขาจะเข้าไป เมื่อไหร่ก็ย่อมได้ ส่วนกลางค่ำกลางคืนพวกเขาจะอยู่กันยังไง ฟองแก้วก็สุดจะรู้ได้ ลมหนาวยังหอบเอาความแห้งแล้งและความหนาวเย็นมายังเมืองเชียงใหม่ อากาศ เย็นจัดขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านไป ช้างกระที่อยู่บนตอไม้เก่าๆ ผลิดอกงามเหมือนอยากจะ 47•


เฉลิมฉลองให้กับความหนาวเหน็บที่รอคอยมาแรมปี จันทร์หอมมองตอช้างกระสีชมพูแล้วใจหายวูบ ช้างกระของพ่อเลี้ยงเมืองแมนมีแต่ สีขาว ไม่มีกระสีชมพูที่ดูคุ้นตาแบบนี้ ตอไม้เก่าๆ นี่ก็เหมือนกัน กอช้างกระที่พ่อหวงนัก หวงหนามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร หญิงสาวก้าวถอยจากใต้ต้นมะม่วงช้าๆ เธอมาดูกล้วยไม้ที่นี่ทุกวัน แต่กลับเพิ่งเห็น กอช้างกระสีชมพูอันนี้ ใครเป็นคนนำมาไว้ที่นี่ แล้วพ่อล่ะ? พ่ออยู่ที่ไหน? ทำไมทิ้ง ช้างกระเอาไว้ที่นี่... เธอหมุนตัวกลับแล้วชนกับหน้าอกแข็งๆ ของใครคนหนึ่งจนตัวหมุนคว้าง หญิงสาว รู้สึกลอยละลิ่วไปบนท้องฟ้ากว้างของเหมันต์ มารู้ตัวอีกครั้งเมื่อถูกอุ้มกลับเข้าไปในห้อง นอนอีกครั้ง เธอนอนอยู่บนเตียง เมืองแมนกำลังก้มลงมองอย่างกังวล จันทร์หอมจับ ท่อนแขนเขาไว้ “พ่อ..พ่อฉันอยู่ที่ไหน?” “คุณนอนพักเสียเถอะ แล้วผมจะเล่าให้ฟังวันหลัง” เธอส่ายหน้าทั้งที่ยังนอนอยู่ “ไม่..ไม่ใช่หรอก พ่อไม่อยู่แล้ว พ่อตายแล้วใช่ไหม?” หญิงสาวถามเสียงสั่น เขาพยักหน้าหากไม่ตอบว่าอะไรอีก จันทร์หอมร้องออกมา ไม่มีน้ำตาไหลออกมาอีกแล้ว ร่างกายอ่อนเปลี้ยไปหมด ไม่มีแรงแม้แต่จะขยับตัว ความ รู้สึกเสียใจถาโถมเข้ามาจนตัวสั่นระริก เธอกอดร่างหนาทึบเอาไว้ บอกให้ตนเองเป็นลม หมดสติไปเสีย เพื่อจะได้ไม่ต้องรับรู้ถึงความทรมานอันแสนสาหัสนี้ แต่เธอกลับไม่เป็นลม ยังรับรู้ถึงความสูญเสียได้ทุกขณะจิต ศพแม่ถูกลักพาไป ส่วน พ่อก็ตายโดยที่ไม่มีส่วนรู้เห็น และตัวเธออยู่กับผู้ชายคนหนึ่งที่แทบไม่รู้จักด้วยซ้ำ 48 •


จนกระทั่งความมืดเข้าครอบคลุมห้องเอาไว้ แสงตะเกียงที่ถูกจุดทิ้งไว้ที่หน้าโต๊ะ เครื่องแป้งเปล่งแสงสว่างนวลตา เมืองแมนวางร่างบางระหงไว้บนเตียง เธอหลับตาลง แล้วเงียบงันไป เขาดึงผ้าห่มขึ้นคลุมตัวคนไข้ไว้แล้วถอนใจ ชายหนุ่มชุดดำมีผ้ารัดเอวสีฟ้าที่ยืนอยู่ ข้างเตียงก้มลงมอง นัยน์ตาเรียวยาวเป็นประกายเจิดจ้าราวแสงดาวบนท้องฟ้า “เธอคงรู้แล้ว” เมืองแมนพยักหน้า “คราวนี้คงต้องใช้ยาแล้วล่ะ” วาโยขยับตัว กำไลทองสองวงที่สวมอยู่บนข้อมือซ้ายส่งเสียงกระทบกัน เสียงกำไล ข้อมือปลุกให้หญิงสาวที่นอนอยู่ลืมตาขึ้น เธอเห็นเมืองแมนนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงมี ผู้ชายชุดดำยืนล้อมอยู่อีกสี่คน สามคนแรกมีรูปร่างสูงโปร่ง ส่วนอีกคนหนึ่งร่างสูงใหญ่ และชายหนุ่มที่มีผ้ารัดเอวสีขาวกำลังฉีดยาให้เธอ “ใช้ยาระงับประสาทจะได้ผลเร็วกว่า อีกสองวันอาการเธอก็จะหายดี” ผู้ชายทั้งสี่คนสนทนากับเมืองแมนเบาๆ จันทร์หอมมองผ้ารัดเอวของชายหนุ่ม เหล่านั้น คงเป็นสัญลักษณ์และมีความหมายที่แตกต่าง แดงดำขาวฟ้า สีเหล่านี้หมายถึง อะไร? ยาคงออกฤทธิ์แล้วเพราะเธอลืมตาแทบไม่ขึ้น เสียงพูดคุยเปลี่ยนเป็นการทุ่มเถียง หากเสียงเหล่านั้นยังเบามากอยู่ดี แสงตะเกียงวูบไหว ภาพที่เห็นเต้นเร่าราวกับภาพฝัน จนได้ยินเสียงประโยคสุดท้ายของชายหนุ่มเหล่านั้น “ดิ น น้ ำ ลมไฟคื อ ทหารองครั ก ษ์ ข องคุ้ ม เมื อ งแมน พวกเรายอมพลี ชี พ เพื่ อ เจ้ า เมืองแมน” 49•


แล้วภาพนั้นก็วูบหายไปกับความมืดมิดที่โอบล้อมอยู่ กว่าจันทร์หอมจะตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ตะวันก็บ่ายคล้อยลงไปแล้ว ฟองแก้วยังคอย ปรนนิบัติดูแลเหมือนเดิม พออาบน้ำสระผมและกินข้าวเสร็จก็ได้เวลาจุดตะเกียงอีก ครั้งหนึ่งแล้ว หญิงสาวเดินห่างออกจากแสงนวลของตะเกียงน้ำมันก๊าด เธอเดินไปที่ใต้ต้นมะม่วง ที่อยู่นอกชาน ตอนแรกคิกว่าจะยืนดูกล้วยไม้ แต่นึกเปลี่ยนใจจึงเดินตรงไปเรื่อยๆ ฝ่า เท้าเปล่าเปลือยสัมผัสกับพื้นกระดานสากๆ นานเข้าก็รู้สึกเจ็บ เธอหยุดยืนอยู่หน้าประตูบานหนึ่ง เห็นขั้นบันไดทอดยาวลงสู่พื้นดิน จากจุดที่ยืน อยู่ตรงนี้เห็นเส้นทางเดินเล็กๆ เลี้ยวลดคดเคี้ยวไปสู่แมกไม้หนาทึบที่ถูกสนธยาบดบังไว้ ที่หัวบันไดมีตะเกียงเจ้าพายุวางอยู่ แสงสว่างเพียงริบหรี่ดูยิ่งน้อยนิดลงเมื่อความมืดเริ่ม เข้มข้นขึ้นทุกวินาที อากาศเย็นจนต้องกระชับผ้าคลุมไหล่ให้แน่นเข้า หญิงสาวจับราวบันไดไว้มั่นแล้ว ค่อยๆ ก้าวลงไป เพียงแค่สามก้าวก็ได้ยินเสียงเรียกอย่างตกใจ “อี่นาย จะไปไหนเจ้า?” ฟองแก้วรีบเข้ามาฉุดดึงเอาไว้ “ลงไปตางลุ่มบ่ได้ เดี๋ยวผีจะเอาไปซ่อน” แล้วจันทร์หอมก็ถูกดึงกลับไปที่ใต้ต้นมะม่วงเหมือนเดิม เธอถอนใจ “ฉันแค่อยากลงไปข้างล่างเท่านั้น” “บ่ได้เจ้า เดี๋ยวไปย่ำงูย่ำเงี้ยวเข้า” “ข้างล่างมีงูด้วยเหรอ?” 50 •


เด็กสาวขมวดคิ้ว “ข้าเจ้าบ่ฮู้ แต่กลัวเอาไว้ก่อนแหละดี แล้วนี่อี่นายบ่กลัวผีกา?” อี่นายส่ายหน้าอย่างมั่นใจ “ไม่กลัวหรอก หรือที่บ้านนี้ก็มีผีด้วย” “ที่ไหนก็มีผีทั้งนั้น เฮาต้องกลัวเอาไว้ก่อน” “ฉันไม่กลัวผี แค่ลงไปข้างล่างเดี๋ยวเดียว ผีคงไม่ทันเห็นหรอก” “เห็นสิ ไม่งั้นเขาจะเรียกว่าผีเหรอ” หญิงสาวหันไปทางคนพูด สาวใช้ยอบตัวให้พ่อเลี้ยงแล้วปลีกตัวออกไป เมืองแมน ก้มลงมองหญิงสาวในชุดนอนสีชมพูสลับขาว “คุณจะลงไปข้างล่างทำไม? มืดค่ำป่านนี้แล้ว” “ฉันอยากดูต้นไม้” “ไว้ดูพรุ่งนี้เถอะ กลางคืนแบบนี้มองอะไรไม่เห็นหรอก” จันทร์หอมมองไปรอบตัว “ทำไมไม่เปิดไฟล่ะคะ? หรือว่าไฟดับ” “บ้านหลังนี้ไม่ใช้ไฟฟ้ามายี่สิบสองปีแล้ว” “ทำไมคะ? “ “เพื่อความปลอดภัย” หญิงสาวกระพริบตา 51•


“ไฟฟ้าก็มีพิษด้วยเหรอ? ฉันเพิ่งทราบ” “ผมไม่อยากให้คนบังบดรู้ว่าอยู่ที่นี่ ก็เลยตัดไฟทิ้ง” คราวนี้เธอขมวดคิ้ว “ฉันบอกคุณหรือยังว่าฉันไม่เข้าใจ” “คุณไม่ต้องเข้าใจก็ได้นี่” จันทร์หอมรู้ว่าถ้ายังคุยกับเขาคงไม่รู้เรื่องแน่ เธอจึงถามหาสาวใช้ “ช่วยเรียกฟองแก้วมาให้ทีเถอะค่ะ ฉันจะกลับไปนอนแล้ว” “ผมจะพาไปเอง’ มือเรียวยาวของคนบังบดยื่นมาเกาะท่อนแขนเขาไว้แล้วออกเดินช้าๆ ดูเหมือนเธอ จะฟื้นจากอาการช็อกแล้ว แต่ยังเคลื่อนไหวร่างกายได้ช้า และยังมึนงงยังไงอยู่ เขาพา เธอเดินไปตามทางเดิน จุดนี้เป็นจุดที่มืดที่สุด ห่างจากแสงตะเกียงจนมองไม่เห็นสิ่งใด อีก หากกลิ่นหอมฉุนของช้างกระยังตามมาถึงตรงนี้ เธอสะดุดอะไรอย่างหนึ่งแต่มือแข็งๆ ยึดเอาไว้ได้ พอเดินไปอีกสองก้าวก็สะดุดอีก ครั้ง ได้ยินเสียงเมืองแมนลอยอยู่เหนือศีรษะ “สายตาคุณยังไม่ชินกับความมืด เลยกะระยะไม่ถูก เขาเปิดประตูห้อง หากเธอกลับมองไม่เห็นอะไรอีกนอกจากความมืดมิด “แล้วฉันจะเข้าไปในห้องได้ยังไง?” เธอหันไปถาม ได้ยินเสียงถอนใจ “ก้าวเท้าสูงๆ สิ จะได้ข้ามธรณีประตูได้” 52 •


“สูงขนาดไหนล่ะ? ฉันมองไม่เห็น” เขาถอนใจอีกครั้งก่อนอุ้มเธอขึ้นมา พอเมืองแมนก้าวเข้าไปในความมืดหญิงสาวก็ กอดคอเขาไว้ “คุณจะพาฉันไปไหน?” “ไปที่เตียงสิ” “แล้วเตียงอยู่ที่ไหน?” ไม่ได้ยินเสียงตอบรับ สักพักเธอถูกวางไว้บนเตียง จันทร์หอมยื่นมือออกไปข้างหน้า พบหมอนวางอยู่ใบหนึ่งก็ค่อยถอนใจออกมา แสงสว่างของตะเกียงปรากฏขึ้น แสงสว่าง มาพร้อมกับร่างสูงของพ่อเลี้ยงเมืองแมน เขาวางตะเกียงไว้บนโต๊ะเครื่องแป้ง แสงตะเกียงพอส่องกระทบกระจกก็สว่างมาก ขึ้นเมืองแมนไม่ได้เข้ามานั่งใกล้ เขายืนอยู่หน้าเตียง มองหญิงสาวที่กำลังดึงผ้าห่มขึ้น คลุมตัว “อีกไม่นานคุณก็คุ้นกับแสงตะเกียงแล้ว” “ฉันต้องอยู่ที่นี่นานแค่ไหนคะ?” “คงอีกไม่นานหรอก” แล้วเขาก็ขยับตัว “คุณนอนเถอะ ผมต้องไปแล้ว” แล้วเขาก็เดินออกไปทันที เหมือนกลัวว่าจะถูกซักถามอีก หญิงสาวกราบลงบน หมอนสามครั้ง แล้วสวดมนต์ในบทที่พอจะจำได้ จากนั้นจึงแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศล ให้เจ้ากรรมนายเวรของตนเอง ขณะที่วาระจิตกำลังแน่วแน่อยู่กับการสวดมนต์ เสียง 53•


กรีดร้องก็ดังขึ้น “เมืองแมน ปล่อยข้าออกไป” จันทร์หอมสะดุ้งสุดตัว แล้วเสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นอีกครั้ง “ปล่อยข้า ปล่อย...” เสียงสะอื้นไห้บอกให้รู้ว่าเจ้าของเสียงรู้สึกอาดูรเพียงใด ท่ามกลางความเงียบกับ แสงตะเกียงสว่างวอมแวม เสียงกรีดร้องยิ่งดังชัดเจนเหมือนดังอยู่ข้างหูนี่เอง “เมืองแมน...” เสียงสะอื้อดังแผ่วลง แล้วความเงียบก็เข้าครอบครองรัตติกาลเอาไว้เหมือนเดิม จันทร์หอมตัวสั่นระริก เธอยังไม่ได้หลับ ดังนั้น เสียงกรีดร้องจึงไม่ได้ดังมาจากความฝัน หญิงสาวก้มลงกราบหมอนแล้วล้มตัวนอนทันที ดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นคลุมตัว หากความ หวาดกลัวยังไม่ลดลงแม้แต่นิดเดียว เสียงใครกัน? เป็นเสียงคนหรือเสียงผี แล้วเสียงนั้นเรียกหาเมืองแมนทำไมกัน หรือ มีคนถูกขังไว้ในคุ้มเมืองแมนแห่งนี้ ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร? เกี่ยวข้องอะไรกับเมืองแมน หญิงสาวได้แต่คิดวนเวียนอยู่อย่างนั้น ไม่กล้าลุกจากเตียง แสงตะเกียงสว่างเพียง น้อยนิด อากาศที่เย็นยะเยียบกับเสียงปริศนาในความมืด ทำให้รู้สึกกลัวจนไม่กล้าคิด อะไรต่อไปอีก จนกระทั่งอรุณรุ่ง เสียงไก่ขันดังกระชั้นขึ้นทุกที ถึงจะเข้าช่วงรุ่งสางแล้วแต่ตะวัน ของเหมันต์ยังคงหลับใหลอยู่หลังม่อนดอย รัตติกาลจึงยังคงครอบคลุมท้องฟ้าไว้อย่าง หวงแหน น้ำค้างหยดลงจากชายคาขณะที่จันทร์หอมลุกขึ้นนั่งบนเตียง แล้วในที่สุดแสงเงินก็จับที่ขอบฟ้าแล้ว นกเริ่มร้องประสานกันเสียงดังเซ็งแซ่ ช้าง 54 •


กระส่งกลิ่นหอมฉุนรับเช้าวันใหม่อันสดใส หญิงสาวลุกเข้าห้องน้ำโดยไม่รอสาวใช้ เธอ สวมชุดกระโปรงสีขาว รวบเส้นผมที่ยาวสยายเป็นมุ่นมวย แล้วเดินออกจากห้อง เมื่อไม่เห็นสาวใช้ จันทร์หอมจึงเดินไปที่ใต้ต้นมะม่วง เมืองแมนที่ยืนมองกอช้าง กระหันกลับมา พอเห็นเธอเขาก็ขมวดคิ้ว “ทำไมตื่นเช้าจัง?” “เมื่อคืนฉันได้ยินเสียงผู้หญิงร้อง ก็เลยนอนไม่หลับ” นัยน์ตาคมวาวคู่นั้นหลุบลง “อย่างนั้นรึ” สีมอยยกถาดบรรจุสำรับคาวหวานพร้อมกับช่อดอกไม้เดินเข้ามา เด็กสาวยอบตัว ให้พ่อเลี้ยง “เตรียมของใส่บาตรเสร็จแล้วเจ้า” แล้วเจ้าหล่อนก็เดินนำหน้าไปก่อน เขาหันมามองเธอ “คุณไปตักบาตรกับผมเถอะ” จันทร์หอมเดินตามร่างสูงไป เมืองแมนสวมเสื้อเชิ้ตกับกางเกงยีนส์เหมือนผู้ชายที่ พบเห็นโดยทั่วไป เธอนึกถึงภาพวันที่เขาสวมชุดดำ ในมือถือดาบเปลือยขาววับไม่ออก อีกแล้ว ทั้งที่มันเกิดขึ้นไม่นานมานี้ พอลงจากบันไดเป็นทางเดินที่ปูด้วยอิฐมอญสีส้ม บริเวณบ้านหลังนี้ร่มรื่นด้วย ต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์ ทั้งไม้ยืนต้นและไม้ประดับ ปลูกเรียงรายลดหลั่นด้วยฝีมือ การจัดสวนอันเชี่ยวชาญ หญิงสาวเหลียวมองดอกการเวก สายหยุด กระดังงา และจำปี ต้นใหญ่ที่ยืนต้นคู่กับลีลาวดี ชมพู่ใบดกหนาเงียบงันอยู่ในกลุ่มหมอกสีขาว ต่างกับไทร น้อยต้นใหญ่ที่กลายเป็นที่ชุมนุมของผีเสื้อหลากสีไปแล้ว 55•


สีมอยวางถาดไว้ข้างพุ่งดอกเข็ม พระสี่รูปครองจีวรย้อมฝาดยืนรออยู่อย่างสงบ จันทร์หอมแตะมือลงบนหลังมือของเมืองแมนขณะทีเ่ ขาตักบาตร เธอได้แต่อธิษฐานซ้ำๆ ในใจ “ขออุทิศส่วนกุศลให้กับพ่อและแม่ที่เสียชีวิตไปแล้ว” ถึงตอนนี้น้ำตาก็แทบจะไหลออกมา ไม่กี่วันนี้ครอบครัวของเธอยังอยู่กันพร้อมหน้า แต่วันนี้กลับต้องมาทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับบุคคลสองคนที่รักมากที่สุด ในบ้าน ของผู้ชายที่รู้จักเพียงว่าเขาชื่อเมืองแมน พอตักบาตรเสร็จพ่อเลี้ยงก็เดินลิ่วเข้าบ้าน สีมอยเข้ามาช่วยประคองเธอเดิน หญิง สาวคิดว่าถ้าเจ้าของบ้านออกไปทำงานจะชวนสาวใช้ลงมาเดินดูต้นไม้ หากพอกินข้าว เช้าเสร็จ เมืองแมนกลับเงียบงันอยู่ในห้องทำงานโดยไม่ออกไปไหน ฟองแก้วกับสีมอยยกถาดบรรจุดอกไม้กับใบตองเข้ามา จากนั้นการร้อยมาลัยก็เริ่ม ขึ้น สาวใช้สอนตั้งแต่จับเข็มมาลัย จนกระทั่งจันทร์หอมสามารถร้อยมาลัยแบบง่ายๆ ได้ จากนั้นหญิงสาวก็เพลิดเพลินจนลืมไปแล้วว่าต้องไปดูต้นไม้ข้างล่าง วาโยมองถั่วลิสงทองคำบนโต๊ะทำงาน แล้วเหลือบมองพ่อเลี้ยง “นี่คงเป็นถั่วทองเม็ดสุดท้ายของพ่อเลี้ยงใหญ่” “ผมอยากรู้อีกสี่เม็ดที่เหลืออยู่ที่ไหน” วาโยหยิบถัว่ ทองขึน้ มาพิจารณาใกล้ๆ กำไลทองบนข้อมือซ้ายสุกปลัง่ เป็นประกายวับ “คนที่มีถั่วทองป่านนี้อาจตายไปหมดแล้ว” “ผมอยากพบทายาทของพวกเขา” วาโยวางฝักถั่วลงบนฝ่ามือ มันมีน้ำหนักเหมือนทองคำจริงๆ 56 •


“ผมคิดถึงเรื่องแง่งขมิ้นของเมืองลับแล ตอนนี้มีเรื่องถั่วทองเพิ่มมาด้วย” “ถ้าเราได้ถั่วทองมาครบสี่เม็ด อาจจะรู้เส้นทางไปเมืองบังบด” ชายหนุ่มที่มีนัยน์ตาเรียวยาววางถั่วทองไว้บนโต๊ะเหมือนเดิม “พ่อเลี้ยงใหญ่ก็รู้เส้นทางนั้นนี่” เมืองแมนถอนใจ “ตอนที่พ่อเลี้ยงใหญ่เล่าเรื่องเมืองบังบดให้ผมฟัง เขาควรจะมีสติแจ่มใส ไม่ใช่เป็น คนไข้ป่วยหนักใกล้ตายแบบนั้น” “เขาเล่าอะไรให้ฟังบ้าง?” “ไม่ได้เล่าอะไรให้ฟัง” วาโยเลิกคิ้วขึ้น “แม้แต่เส้นทางไปเมืองบังบด” “ใช่ แม้แต่เรื่องเส้นทางนั้นด้วย” วาโยลุกขึ้นยืน “ผมต้องไปทำงานแล้ว ขออภัยที่มารบกวน” เขาก้มศีรษะให้พ่อเลี้ยงเมืองแมน ถอยหลังออกมาสามก้าวแล้วเดินออกจากห้อง ชายหนุ่มเดินไปตามทางเดิน พอเลี้ยวซ้ายก็เห็นโถงกลาง ในนั้นมีผู้หญิงนั่งอยู่สามคน วาโยมองหญิ ง สาวที่ สวมชุดกระโปรงสีขาว คนบังบดยังดูงามทั้งที่ผ่านเรื่องราวมา มากมายขนาดนั้น ผิวพรรณของเธอขาวนวลเหมือนแตงร่มใบ กิริยาดูละมุนละม่อม กลิ่นหอมเย็นซ่านยังกรุ่นกำจายมาถึงตรงนี้ 57•


เขาเดินลงบันไดทางด้านหลัง ทอดตามองแมกไม้ที่อยู่รายล้อม ในจมูกได้กลิ่นของ หญ้าแห้งที่ถูกเผาไหม้ วาโยเดินไปตามเส้นทางคดเคี้ยวที่ทอดสู่ป่าไผ่อันร่มครึ้ม ได้ยิน เสียงไผ่เสียดกอดังเอี๊ยด พอได้กลิ่นหอมของข้าวสุกใหม่เท้าทั้งคู่ก็หยุดชะงัก บริเวณที่ยืนอยู่เป็นใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ที่อายุมากกว่าร้อยปีแล้ว ต้นโพธิ์ห่างจากตัวบ้าน เกือบสองร้อยเมตร ไม่น่ามีกลิ่นหอมของข้าวสุกได้ ใบไม้แห้งที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าส่งเสียง กรอบแกรบ แล้วก็เห็นเงาร่างของคนวูบไหวที่ปลายหางตา เขาหันขวับไปทางขวามือ เด็กหญิงสวมเสื้อคอกระเช้ากับผ้าซิ่นยืนอยู่ที่โคนต้นโพธิ์ ร่างนั้นสั่นระริกอย่างตกใจ ห้าวินาทีต่อมาร่างเล็กๆ นั้นก็ถลันวูบไปทางด้านหลังของ โคนโพธิ์ ชายหนุ่มก้าวตามไปทันที แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า ไม่มีเด็กหญิง ไม่มีใครอยู่ในนี้ เขาก้าวถอยออกมาช้าๆ กลิ่นหอมของข้าวสุกจาง หายไปกับลม ภาพของเด็กหญิงคนนั้นยังจำได้ติดตา วาโยเชื่อในประสาทสัมผัสของ ตนเอง ไม่ได้ฝันไม่ได้ตาฝาดและไม่ได้เมา แล้วเด็กหญิงคนนั้นเป็นใคร? เขานึกถึงถั่วลิสงทองคำ กับเรื่องราวที่ได้ยินมา แล้วก็ได้แต่นึกสงสัย เส้นทางเข้าเมืองบังบดอยู่ที่ไหนกันแน่ ...

58 •

ณ เมืองแมน  

... เมืองที่อยู่ไกลเสียนัก อยู่ไกลจนสุดหล้าฟ้าเขียว กลายเป็นเพียงเรื่องเล่าในฝุ่นผง ผ่านวันเวลามาเนิ่นนานนับพันปี ...ข้ามเครือเขาหลงเข้าไปสิ...

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you