Issuu on Google+


สารบัญ บทนำ • 4 บทที่หนึ่ง • 7 บทที่สอง • 18 บทที่สาม • 31 บทที่สี่ • 44 บทที่ห้า • 59 บทที่หก • 73 บทที่เจ็ด • 87 บทที่แปด • 102 บทที่เก้า • 116 บทที่สิบ • 130 บทที่สิบเอ็ด • 145 บทที่สิบสอง • 158 บทที่สิบสาม • 172 บทที่สิบสี่ • 187 บทที่สิบห้า • 201


บทนำ ถนนสายนั้นทอดยาวลดเลี้ยวเข้าสู่หุบเขาสีฟ้าเข้มที่เห็นอยู่ลิบๆ หมู่ม่อนดอยยังคง หลับใหลทั้งที่ดวงตะวันแห่งคิมหันต์เฉิดฉายอยู่กลางท้องฟ้าสีครามเนิ่นนานแล้ว รถยนต์ คั น เล็ ก สี ข าวแล่ น ตะบึ ง ไปตามถนน หญิ ง สาวสองคนที่ อ ยู่ ใ นรถคั น นั้ น ส่งเสียงหัวเราะกันอย่างร่าเริง พวกเธอสวมชุดกระโปรงสั้นตามสมัยนิยมสีขาวล้วน แม้ กระทั่งรองเท้าส้นสูงที่สวมใส่อยู่ก็เป็นสีขาว หญิงสาวที่เป็นคนขับรถมีผิวสองสี ตาคม เหมือนชาวปักษ์ใต้ ต่างกับเพื่อนสาวที่มีผิวขาว นัยน์ตากลมโตหากเรียวยาวดูแปลกตา “ตกลงเธอจะขับไปจนถึงจังหวัดน่านเลยใช่ไหม? นีรนุช” หญิงสาวผิวขาวหันไปถาม นีรนุชหัวเราะเบาๆ “บ้าสิ เส้นนี้ไปต่างอำเภอย่ะ ไม่ไปถึงจังหวัดน่านหรอก” “งั้นคงทะลุไปพม่าแน่ ถ้าเธอยังขับไปเรื่อยๆ แบบนี้” หากคนขับกลับยักไหล่ “ก็ช่างปะไร แต่ถ้าไปถึงพม่าจริง ฉันจะเอาเธอไปแลกกับแป้งผงนาคาล่ะ อิษยา” อิษยาหัวเราะชอบใจ “ทำไมไม่เอาไปแลกกับหนุ่มพม่าเสียล่ะ?” นีรนุชแบะปาก “จะเอาหมอนั่นมาทำไม กินเข้าไปก็ไม่ได้ ฉันอยากได้แป้งผงนาคามากกว่า” อิษยาหันไปยิ้มให้กับต้นไม้ที่อยู่ข้างทาง ภาคเหนือในยามฤดูร้อนยังคงงดงามด้วย 4•


ดอกไม้หลากสีสัน เธอมองกลีบสีเหลืองสดใสของช่อราชพฤกษ์ ถัดไปคือสีม่วงเย็นตา ของตะแบก กับสีส้มแกมแดงเจิดจ้าของหางนกยูงฝรั่งต้นใหญ่ ต่างกำลังแข่งขันประชัน ความงามในท่ามกลางสายลมอันแห้งแล้งของวันที่สิบสามเดือนเมษายน “ไปสมัครงานบ้างหรือยัง? อิษยา” นีรนุชหันมาถาม “หรือจะนั่งกินนอนกินกับพ่อจ๋าไปเรื่อยๆ ก่อน” อิษยาละสายตาจากชัยพฤกษ์ “ฉันเพิ่งสอบวิชาสุดท้ายเสร็จเองนะ จะเอาอะไรไปสมัครงานล่ะ” “งั้นตอนนี้ก็เลี้ยงกล้วยไม้ให้พ่อจ๋าไปเรื่อยๆ ก่อนสิ” “เป็นคุณแจ๋วให้ด้วยล่ะ นุชโชคดีนะที่จบแล้วก็ได้งานเลย” นีรนุชยักไหล่อีกครั้ง “ยังกะดีใจนักนี่ ถ้าเสด็จป๋าไม่ใช้เส้นก็คงไม่ได้งานราชการนี้หรอก ฉันอยากได้งาน ด้วยความสามารถของตนเอง ไม่ใช่เอะอะก็ใช้เส้นของเตี่ย อีกหน่อยฉันคงถูกด่าว่าเป็น เด็กเส้นแน่ อิษยาเอ๋ย” ถนนสายนี้ยังคงทอดยาวต่อไปราวกับไม่มีที่สิ้นสุด นีรนุชเอื้อมมือเปิดเพลงในรถ เสียงเพลงสากลตามยุคสมัยดังแผดก้องสะท้อนไปทั้งหุบเขา หากหญิงสาวทั้งสองกลับ หัวเราะให้กันอย่างสนุก ท้องฟ้าที่สดใสด้วยแสงแดดของฤดูร้อนเริ่มมืดครึ้มด้วยก้อนเมฆสีเทา สายลมอุ่นๆ ที่พัดผ่านกลายเป็นสายลมเย็น อากาศอันร้อนรุ่มของเดือนเมษายนเย็นขึ้นทีละน้อย 5•


นีรนุชลดความเร็วของรถลง เอื้อมมือปิดวิทยุทันที อิษยามองไปทางซ้ายมือ ที่ใต้ ต้นตะแบกข้างทางมีชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งยืนอยู่ เขาสวมเสื้อผ้าชุดดำ บนศีรษะโพก ด้ ว ยผ้ า สี ด ำเหมื อ นคนพื้ น เมื อ งทั่ ว ไป หากกลั บ สะพายดาบเล่ ม หนึ่ ง ไว้ บ นแผ่ น หลั ง นัยน์ตาคู่นั้นเป็นประกายวามในท่ามกลางแสงสลัว หญิงสาวละสายตาจากร่างนั้นทันที บนเส้นทางสายเปลี่ยวร้างปราศจากผู้คน สัญจรแบบนี้ ถ้าพบชายฉกรรจ์คนหนึ่งคงไม่มีใครคิดว่ากำลังพบคนใจดีแน่ อิษยาหันไป ทางเพื่อนสาว “นุช ฉันเห็นผู้ชายชุดดำยืนอยู่ใต้ต้นตะแบก” นีรนุชหันกลับมา “ตรงไหนเหรอ? ฉันมองไม่เห็น หมอกลงหนามากเลย” อิษยามองไปที่ท้องถนน บรรยากาศอันสดใสของหน้าร้อนเมื่อสักครู่ กลายเป็น ทะเลหมอกอย่ า งรวดเร็ ว กลุ่ ม หมอกสี ข าวขุ่ น อั น หนาทึ บ กลั บ มี อ ะไรบางอย่ า ง เคลื่อนไหวอยู่ในนั้น “อะไรน่ะ?” อิษยาหลุดปากถาม ทั้งที่ยังคงเพ่งมองเงาดำๆ ที่มีแขนขายาวเหมือนแมงมุม ขณะ เดียวกันก็คล้ายคนคนหนึ่งเช่นกัน พอสิ่งนั้นตั้งท่าจะพุ่งเข้ามา หญิงสาวก็กรีดร้อง “นุช...ระวัง” คนขับรถที่กำลังตกใจเร่งความเร็วของรถขึ้นทันที รถยนต์สีขาวแล่นละลิ่วเข้าไปใน กลุ่มหมอก อิษยาได้ยินเสียงร้องกรี๊ดอย่างเสียขวัญ เสียงล้อรถบดถนนกับเสียงเบรกที่ ลากยาว พอสิน้ เสียงเหมือนรถชนอะไรหนักๆ ครัง้ หนึง่ เธอก็หลุดลอยออกมาจากตรงนัน้ .. ... 6•


บทที่หนึ่ง อากาศยังคงเย็นยะเยือกอยู่เหมือนเดิม อิษยารู้สึกร่างกายกำลังสั่นระริก ผิวเนื้อ เปียกชื้นด้วยละอองหมอก แม้กระทั่งเส้นผมยาวสยายยังเปียกจับตัวกันเป็นปึก หญิง สาวค่อยขยับลุกขึ้นนั่งแล้วมองไปรอบๆ เธอนัง่ อยูบ่ นกองใบไม้ใต้ตน้ ตะแบก รอบตัวมืดสลัวด้วยบรรยากาศยามสนธยา ยังพอ มองเห็นกลุ่มหมอกสีขาวขุ่นที่อยู่รายรอบ ลมหายใจเข้าออกมีกลิ่นเย็นชื้นของละอองน้ำ พอก้มลงมองตัวเองพบว่ายังสวมเสื้อผ้าชุดเดิม กระเป๋าสะพายใบใหญ่ยังอยู่ข้างตัว ใน นั้นยังมีข้าวของอยู่ครบ ไม่มีอะไรสูญหายไป หญิงสาวลุกขึ้นยืน เธอยังสวมรองเท้าส้นสูง สะพายกระเป๋าสีขาว เหมือนตอนออก จากโรงแรมเมื่อตอนเช้า พอนีรนุชชวนไปขับรถเล่นก็ตามมาทันที คิดว่าสักประเดี๋ยวก็ คงก็กลับแล้ว แต่ตอนนี้เพื่อนสาวคนนั้นอยู่ที่ไหนกันล่ะ อิษยายกมือแตะขมับ พยายามนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ทผี่ า่ นมาล่าสุดแล้วก็ตกตะลึง คุณพระช่วย ! รถชน... นีรนุชขับรถชนอะไรอย่างหนึ่งที่อยู่บนถนน... หญิงสาวเดินออก จากใต้ต้นตะแบก ตรงนี้เองที่เห็นผู้ชายคนนั้น แสดงว่าจุดที่เกิดอุบัติเหตุคงอยู่ไม่ไกล จากที่นี่ เธอเดินตรงไปเรื่อยๆ เส้นทางทอดยาวออกไปอีก แล้วในที่สุดก็เดินวนกลับมายังใต้ ต้นตะแบกอีกครั้ง อิษยาเงยหน้าขึ้นมองตะแบกต้นใหญ่ แสงสลัวยังคงอยู่เหมือนเดิม แทนที่จะมืดค่ำลงแต่ดูเหมือนเวลากำลังจะหยุดนิ่ง พอยกข้อมือซ้ายขึ้นดูพบว่านาฬิกา ตายแล้ว แล้วกลุ่มหมอกที่อยู่รอบตัวก็เคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต เมื่อใครคนหนึ่งกำลังเดินตรง เข้ามาทางนี้ หญิงสาวนึกถึงนีรนุชก็ยิ้มออกมาได้ เธอผละจากโคนต้นตะแบกแล้วป้อง 7•


ปากเรียก “นุช ฉันอยู่นี่” ไม่มีเสียงตอบรับ คนคนนั้นยังคงเดินสวบๆ เข้ามา ท่าเดินหนักแน่นมั่นคง เมื่อจ้อง มองคนที่เดินฝ่ากลุ่มหมอกเข้ามานานเข้าเธอก็รู้ว่าไม่ใช่ผู้หญิงแน่ เพราะร่างนั้นใหญ่โต และหนาทึบ แล้วยังสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปอีกด้วย วูบหนึ่งพอถึงถึงชายฉกรรจ์สวมชุดดำ เท้าทั้งคู่ก็พาเธอวิ่งออกจากตรงนั้นแล้ว อิษยาวิ่งไปได้ไม่ไกลนัก รองเท้าส้นสูงที่สวมอยู่ก็พลิกวูบ ร่างสูงโปร่งของหญิงสาว ถลาไปข้างหน้า ก่อนกระแทกลงบนกองใบไม้เหมือนถูกจับโยน พอเธอหันกลับคนคน นั้นก็มาถึงตัวแล้ว มือใหญ่โตและแข็งแรงข้างหนึ่งฉุดดึงเธอขึ้นมา หญิงสาวกำหมัดต่อยลงบนหน้าอก ของคนคนนั้น แต่กลับเหมือนต่อยลงบนกำแพงเพราะร่างนั้นไม่สะเทือนเลยสักน้อย “อยู่นิ่งๆ เราต้องคุยกัน” เสียงห้าวนั้นพูดภาษากลางชัดเจน อิษยาถอยไปจนแผ่นหลังชิดกับต้นตะแบก มอง ผู้ชายร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน “อย่าทำอะไรฉันเลยนะ” ผู้ชายชุดดำมองมานิ่งๆ “ไม่ทำอะไรหรอก นางอย่าวิ่งหนีอีกก็แล้วกัน” หญิงสาวมองดาบขาววับในมือของชายชุดดำ แล้วตัวสั่นระริก “อย่าฆ่าฉันเลย อยากได้อะไรก็เอาไปเถอ���” “ไม่เอาอะไรทั้งนั้น ข้าจะพานางกลับเมืองผี” 8•


อิษยาใจหายวูบ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ “กลับเมืองผี? นี่ฉันตายแล้วเหรอ?” เธอตายแล้ว......จากอุบัติเหตุรถชนนั่น รถชนกับอะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วเธอก็ตาย.. .หญิงสาวเข่าอ่อนจนต้องทรุดตัวลงนั่งบนกองใบไม้อีกครั้ง “ไม่จริง ฉันยังไม่ตาย ฉันเพิ่งเรียนจบ ยังไม่ได้รับปริญญาเลย......” อิษยาตัวสั่นขึ้นมาอีกครั้ง นึกถึงรถยนต์สีขาวที่นั่งมา เสื้อผ้าสีขาวที่สวมใส่ ผู้เฒ่าผู้ แก่มักเตือนเธอเสมอว่าสมัยก่อนผู้คนจะสวมชุดสีขาวไปงานศพ “พอมาสมัยนี้ถึงได้แต่งชุดดำไปงานศพอย่างฝรั่ง” คุณทวดที่อายุเก้าสิบเจ็ดเล่าให้ฟัง “อิษยาชอบสวมชุดขาว มันเป็นลางร้ายนะลูก” หากเธอกลับหัวเราะเสีย “สมัยนี้ไม่มีใครถือแล้วค่ะ คุณทวด” วันนี้เธอสวมชุดขาว นั่งรถยนต์สีขาว เพื่อมาส่งศพตัวเองกระนั้นหรือ... “เราควรออกเดินทางกันได้แล้ว” ชายชุดดำบอก หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขา คนคนนี้มีร่างกายบึกบึนแข็งแรง เหมือนคนโบราณ ตอนนี้เขาตวัดชายผ้าโพกศีรษะมาปิดใบหน้าไว้ เห็นเพียงนัยน์ตาคม วาวคู่หนึ่งเท่านั้น “คุณเป็นยมฑูตใช่ไหม?” เธอถามเบาๆ นัยน์ตาคมวาวคู่นั้นก้มลงมอง 9•


“ข้าชื่อแสนเมือง ไม่ใช่ยมฑูตหรอก” ดาบขาววับในมือของแสนเมืองถูกสอดเก็บไว้ในฝักที่เขาสะพายอยู่ “เราต้องรีบกลับเข้าเมืองผี ก่อนจะเกิดพายุใหญ่” มือแข็งๆ ฉุดดึงยาขึ้นมาอีกครั้ง “มากับข้าเถอะ เวลาล่วงเลยไปมากแล้ว” “ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น จนกว่าจะหาเพื่อนฉันพบ” แม้จะขืนตัวไว้ ก็ยังถูกดึงขึ้นมาจนได้ “ชาวปักษ์ใต้คนนั้นไม่อยู่แล้ว อย่าเสียเวลาอีกเลย” แสนเมืองที่ถูกเร่งเร้าด้วยเวลาดึงเธอออกจากโคนต้นตะแบกทันที กลุ่มหมอกที่อยู่ รอบตัวม้วนตัวเปิดทางให้ เขาพาเธอเดินไปไม่กี่ก้าวก็ออกสู่ทางโล่งที่เหมือนท้องทุ่งนา อันกว้างใหญ่ หญิงสาวเห็นม้าดำขนาดมหึมายืนเล็มหญ้าอยู่ตัวหนึ่ง ท่ามกลางท้องฟ้าที่ พยับด้วยแสงแปลบปลาบของอัศนีบาตร พอได้ยินเสียงผิวปาก ม้าสีดำก็วิ่งตรงเข้ามาหา อิษยาถอยหลังแต่ไปติดกับแผ่นอก ของแสนเมืองที่ยืนซ้อนอยู่ทางด้านหลัง “ขี่ม้าตัวนี้ไป เดี๋ยวก็เข้าเมืองผีแล้ว” เขาบอก แล้วอุ้มเธอขึ้นนั่งบนหลังม้า หญิงสาวที่ไม่เคยขี่ม้ามาก่อนร้องออกมา “ฉันไม่ขี่ไอ้ตัวนี้หรอก เกิดมันกัดเอาจะว่ายังไง” “มันไม่กัดหรอก ขึ้นไปเร็วๆ ฝนจะตกแล้ว” พอตะเกียกตะกายขึ้นไปนั่งบนหลังม้าได้ เธอก็เริ่มดิ้น 10 •


“ฉันไม่ไปเมืองผีแล้ว คุณจะไปไหนก็ไปเถอะ…” ยังไม่ทันขาดคำม้าตัวนั้นก็โผนวิ่งออกไปราวกับธนูหลุดออกจากแหล่ง อิษยาร้อง กรี๊ดแล้วหันไปกอดคนที่นั่งซ้อนอยู่ทางด้านหลัง เธอไม่รู้ว่าเขาขึ้นมาตอนไหน รู้เพียงว่า ตอนนี้กำลังนั่งหัวสั่นหัวคลอนอยู่บนหลังม้าสีดำตัวใหญ่กับผู้ชายที่ชื่อแสนเมือง ผู้ชาย ที่มาจากเมืองผี... เม็ดฝนเย็นเฉียบหล่นต้องใบหน้า หญิงสาวต้องซุกหน้าเข้ากับอกของแสนเมือง ใน จมูกได้กลิ่นของสายฝน ร่างกายยังรับรู้ถึงความหนาวเย็น นี่เธอตายไปแล้วจริงๆ หรือ ก็ ไหนว่าคนตายจะไม่รู้สึกอะไร แต่ทำไมตอนนี้เธอรู้สึกหนาวสะท้าน หวาดกลัว และ สิ้นหวังจนแทบอยากจะร้องไห้ออกมา ม้าดำยังคงวิ่งต่อไปอย่างชำนาญเส้นทาง อิษยาได้กลิ่นเหมือนหญ้าแห้งจากแผ่น อกกว้างที่ซุกอยู่ กับกลิ่นเย็นๆ ของมะกรูดสดผสมกับกลิ่นดอกไม้ชนิดหนึ่งที่ไม่เคยรู้จัก ชื่อ เป็นกลิ่นหอมแห้งๆ คล้ายกลิ่นของบุหงาที่คุณทวดเคยทำไว้ใช้ “ผู้หญิงสมัยก่อนต้องรู้จักวิธีอบผ้าให้หอม” คุณทวดที่เคยเป็นชาววังมาก่อนเล่าให้ฟัง “ดอกไม้เรามีอยู่มาก จะทิ้งให้เน่าเสียไปทำไม” “หนูไม่ชอบดอกไม้ไทย กลิ่นมันน่าเวียนหัว” อิษยาเคยบอกอย่างนั้น คุณทวดหัวเราะเบาๆ “ก็อย่าไปดมใกล้ๆ สิลูก ดอกไม้ก็ต้องปล่อยกลิ่นให้โชยชาย จะได้หอมชื่นใจ” เม็ดฝนยังคงตกกระหน่ำจนลืมตาแทบไม่ขึ้น ได้ยินเสียงฟ้าร้องคำรามดังก้องจนผืน ดิ น สะเทื อ น แสงฟ้ า แลบแปลบปลาบตาหลั ง มา ม้ า ดำยั ง คงวิ่ ง โผนด้ ว ยความเร็ ว 11•


สม่ำเสมอ แล้วก็ได้ยินเสียงแสนเมือง “ใกล้ถึงเมืองผีแล้วอ้าย วิ่งไวๆ น้อยเทอะ” ม้าดำวิ่งเร็วขึ้นตามคำบอกของเขา นาทีต่อมากลับไม่ได้ยินเสียงสายฝน ไม่ได้ยิน เสียงฟ้าร้องคำราม ม้าดำที่วิ่งตะบึงมาตลอดเส้นทางชะลอฝีเท้าลง อิษยาเงยหน้าขึ้น แล้วมองไปรอบตัว ที่นี่ไม่มีฝนแม้แต่เม็ดเดียว มีแต่ต้นไม้ขึ้นครึ้มเหมือนกำลังเดินเข้าไปในป่า ได้กลิ่น หอมเย็นของใบไม้กับกลิ่นหอมหวานของกล้วยไม้ บรรยากาศที่หม่นสลัวทำให้ไม่รู้ว่าอยู่ ในช่วงเวลาใด ในที่สุดม้าดำก็หยุดยืนนิ่ง แสนเมืองลงไปก่อน และพอมือใหญ่ๆ แตะลงบนท่อนแขน อิษยาก็ลงจากหลังม้า โดยดี เธอยังคงสะพายกระเป๋าใบใหญ่ และสวมรองเท้าส้นสูงเต็มยศเหมือนเมื่อตอนเช้า ต่างกันตรงที่ตอนนี้เธออ่อนล้าจนแทบยืนไม่อยู่ แสนเมืองตบแผงคอม้าพลางพูดกับมันเบาๆ ม้าดำทำจมูกฟืดฟาดขณะย่ำเท้าอยู่ กับที่ จนกระทั่งมันก้มลงเล็มหญ้าเขาก็หันมาทางหญิงสาวที่ยืนมองอยู่ แล้วปลดผ้าคลุม หน้าออก “ข้าจะพานางไปที่เรือน หวังว่านางคงเดินไหว” “ให้ฉันเดินดีกว่าขี่ม้าตัวนั้น” เธอบอก เขาพยักหน้า “เราไปกันเถอะ ฝนคงเข้ามาในนี้ไม่ได้แล้ว” ถึงจะบอกว่าเดินดีกว่าหากหญิงสาวร่างบางระหงคนนี้กลับมีท่าทีอ่อนเพลียจนเห็น อย่างได้ชัด หลายครั้งที่นางทรุดตัวลง พอมีมือช่วยประคองก็เดินต่อไปได้ จนกระทั่ง 12 •


เห็นบ้านไม้หลังใหญ่อยู่ตรงหน้า นางก็หยุดเดิน “นั่นอะไร? บ้านผีสิงเหรอ?” อิษยาหันไปถามคนนำทาง “ไม่ใช่บ้านผีสิง แต่เป็นบ้านของนางเอง” “ฉันมีบ้านอยู่ที่นี่ด้วยเหรอ?” เธอถามอย่างสงสัย เขาพยักหน้ารับ “ใช่ และนางจะอยู่ที่นี่ตลอดไป” บ้านหลังนี้สร้างด้วยไม้สัก รูปทรงคล้ายเรือนไทยแต่ค่อนข้างปิดทึบ ต้นไม้ที่ปลูก อยู่รายล้อมส่วนใหญ่เป็นต้นลีลาวดีสีขาว ส่วนไม้ดอกไม้ประดับปลูกเอาไว้หน้าเรือน อิษ ยามองต้นมะลิวัลย์กับกระดังงาปลูกอยู่ใกล้เรือนไม้หลังเล็กๆ จัดทำเป็นซุ้มดูร่มรื่น ใน นั้นจัดวางภาชนะดินเผามีฝาปิดกับกระบวยเล็กๆ วางไว้ใกล้กัน นี่กระมังที่เรียกว่าฮ้านน้ำหม้อ ชาวเหนือจัดทำขึ้นเพื่อรับรองผู้คนที่ผ่านไปมา หาก หิวน้ำก็แวะดื่มกินกันได้ นับเป็นวัฒนธรรมอันน่าชื่นใจอย่างหนึ่งของคนเมือง แสนเมืองเดินนำขึ้นไปก่อน บ้านหลังนี้ไม่มีใครอยู่เลยสักคน พอก้าวขึ้นไปจึงพบ กับความเงียบกริบจนหูอื้อ หญิงสาวเดินเข้าไปในตัวบ้านจนถึงห้องห้องหนึ่ง เธอมองอยู่ นานถึ ง จะจำได้ ว่ า เป็ น ห้ อ งน้ ำ ในบ้ า นที่ ดู เ ก่ า แก่ โ บร่ ำ โบราณหลั ง นี้ ก ลั บ มี ห้ อ งน้ ำ ที่ ทันสมัยจนคาดไม่ถึง ในห้องน้ำไม่มีแสงไฟ มีเพียงแสงสลัวจากภายนอกที่พอจะมองเห็นได้ อิษยาถอด ชุดกระโปรงสีขาวและชุดชั้นในออก ส่วนกระเป๋าถือกับรองเท้าส้นสูงเธอทิ้งไว้ที่หน้า ห้องน้ำ หญิงสาวเปิดฝักบัวปล่อยให้สายน้ำรินไหลผ่านร่างอันเย็นเฉียบของตนเอง 13•


เธอไม่ได้สนใจสบู่กับแชมพู ตอนนี้เธออยากนอนแล้ว พอยื่นมือออกไปแล้วพบผ้า ผืนยาวๆ ก็หยิบมาเช็ดตัวและเส้นผม แล้วใช้ผ้าผืนนั้นกระโจมอก พอออกจากห้องน้ำ อิษยาก็ทรุดตัวลง เธอคิดถึงพ่อ พ่อเลี้ยงดูเธอม���ตั้งแต่เด็ก พอแม่ตายพ่อไม่เคยแต่งงานใหม่ อิษยาจึง คุ้นเคยกับมือแข็งๆ ของพ่อ มากกว่ามือนิ่มๆ ของพี่เลี้ยงที่เป็นผู้หญิงเสียอีก พ่อจะเป็น ยังไงนะ ถ้ารู้ว่าลูกสาวคนเดียวอยู่ที่เมืองผี... เวลาผ่านไปเนิ่นนานเหลือเกินกว่าที่หญิงสาวจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง เธอรู้สึกอ่อนเปลี้ย ไปทั้งตัว พอพลิกตะแคงก็เห็นตะเกียงอยู่ดวงหนึ่ง แสงส่องสว่างพอที่จะมองเห็นห้อง ที่นอนอยู่ เธอนอนอยู่บนเตียงใหญ่ มีมุ้งสีขาวครอบอยู่ บนหมอนและผ้าห่มมีกลิ่นหอมเย็นๆ ของใบไม้ ฟูกนอนค่อนข้างแข็ง ส่วนผ้าห่มผืนใหญ่และหนาจนหนัก พอขยับตัวอีกครั้ง จึงพบว่าไม่ได้สวมเสื้อผ้าสักชิ้น ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง เขาสวมกางเกงขาสามส่วนสีดำเพียงตัวเดียว ไม่ สวมเสื้อ เผยให้เห็นแผ่นอกเปล่าเปลือยอันบึกบึน ผิวพรรณขาวสะอาดหมดจด ไม่มี ร่องรอยของการสักยันต์ ร่างสูงนั้นดูกำยำใหญ่โตจนดูคล้ายกับยักษ์ปักหลั่นเมื่อเขายืน บังแสงตะเกียงอยู่อย่างนี้ อิษยาคิดจะขยับถอยแต่ถอยไปไม่ได้เพราะยังนอนอยู่ นัยน์ตาคมวาวคู่นั้นจ้องมอง มา แล้วเธอก็จำเขาได้ในวินาทีนั้น เขาคือแสนเมือง ผู้ชายที่มาจากเมืองผีนั่นเอง “เย็นย่ำแล้ว นางควรลุกขึ้นมากินข้าวกินปลา” มือใหญ่ข้างหนึ่งแตะลงบนหัวไหล่อันร้าวระบมของอิษยา พอเขากดมือลงเธอก็ร้อง ออกมา จากนั้นหญิงสาวถูกจับพลิกให้นอนคว่ำ แสนเมืองกดมือนวดลงบนหัวไหล่ แผ่น หลัง ท่อนแขน บั้นเอว และบริเวณสะโพกของเธอ 14 •


“นวดสักพักก็หายแล้ว นางไม่เคยออกกำลังก็ปวดเมื่อยแบบนี้แหละ” มืออันหยาบหนาของผู้ชายกลับนวดได้ดีอย่างคาดไม่ถึง พักเดียวอิษยาก็คลายจาก อาการปวดระบมได้อย่างน่าอัศจรรย์ เธอถูกจับพลิกกลับให้นอนหงาย แล้วผ้าห่มผืน หนาก็คลี่คลุมลงมาอีกครั้ง แสนเมืองยังมองมาอยู่ เมื่อมองใกล้ๆ อิษยาเห็นคิ้วเข้มพาดตรง นัยน์ตาคมวาว จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบาง เขามีโหนกแก้มสูง ทำให้หน้าตาดูไม่เหมือนคนพื้นเมืองที่ พบเห็นโดยทั่วไป เมื่อรวมกับทรงผมสั้นแบบทรงผมนักเรียนนายร้อย ชายหนุ่มคนนี้จึงดู คล้ายคนไทยทางภาคกลางมากว่าคนภาคเหนือ “ฉันยังอยู่ที่เมืองผีเหรอคะ?” อิษยาถามเบาๆ เขาขมวดคิ้ว “ใช่ เราเข้ามาในเมืองผีได้เนิ่นนานแล้ว” แสนเมืองใช้คำพูดแบบโบราณ เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เป็นแบบโบราณ ส่วนเรือนหลังนี้ คงมีอายุเกือบร้อยปีแล้ว กลิ่นอายในห้องนี้เป็นกลิ่นหอมแห้งๆ เหมือนกลิ่นบุหงาที่คุณ ทวดใช้อบห้อง “เมืองผีอยู่ที่ไหน? อยู่ไกลจากตัวจังหวัดไหมคะ?” เธอตั้งคำถามอีก แสนเมืองยังไม่คลายคิ้วที่ขมวดอยู่ “เมืองผีอยู่บนแพะบนภู ไม่มีใครอยากมาที่นี่หรอก” “แต่ยังอยู่ในตัวจังหวัดใช่ไหมคะ?” หญิงสาวถามย้ำ เขากระพริบตา “เมืองผีก็เมืองผี เมืองแพรก็เมืองแพร ไม่เกี่ยวข้องกันหรอก” 15•


เขาหันไปจับชายมุ้งด้านหนึ่งเลิกขึ้น แล้วหันไปเลิกอีกด้านหนึ่ง ตัวมุ้งจึงแหวกเป็น ช่อง อิษยาขยับลุกขึ้นนั่งโดยยังยึดผ้าห่มไว้มั่น แสนเมืองลุกเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า ค้นหาอะไร กุกกัก สักพักก็กลับมาพร้อมกับเสื้อผ้าชุดหนึ่ง “นางควรสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย วันนี้อากาศเย็น ประเดี๋ยวจะไม่สบาย” เสื้อผ้าที่เขาวางไว้บนเตียงเป็นเสื้อแขนกระบอกกับผ้าถุงสีดำ เธอต้องสวมเสื้อผ้า โดยไม่มีชุดชั้นใน เสื้อแขนกระบอกนั้นสวมง่ายเพียงกลัดกระดุมให้เรียบร้อยก็เท่านั้น แต่ผ้าซิ่นนี่สิไม่เคยสวมมาก่อน อิษยาเลยต้องขมวดปมให้แน่นไว้ก่อน ครั้นจะออกปาก ให้แสนเมืองช่วยก็กระไรอยู่ เพราะเขาเป็นผู้ชาย แล้วยังให้ความสนใจกับโต๊ะเครื่องแป้ง มากกว่ามองมาทางนี้ ในที่สุดหญิงสาวก็ลุกจากเตียงมาได้ เธอเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง ภาพที่สะท้อนจาก กระจกเงาคือภาพของชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งในชุดแต่งกายแบบโบราณ ชายหนุ่มนั้น งามสง่าอย่างนักรบ ส่วนหญิงสาวงามเหมือนภาพเขียนสีน้ำมันของจิตกรเลื่องชื่อ มือเรียวยาวของอิษยายื่นออกไปแตะกระจกเงา มองภาพสะท้อนอย่างรู้สึกงงงัน “คุณเป็นใคร? แล้วฉันเป็นใคร?” “ข้าคือแสนเมืองราชบุตรแห่งเมืองผี ส่วนนางคืออิษยาคู่บารมีของข้า” ชายหนุ่มในกระจกเงาตอบกลับมา เธอหันกลับไปทันที “อะไรนะ? คุณหมายถึงอะไร?” “ในอนาคตเบื้องหน้านางคือเมียของข้า นางจะครองคู่กับข้าตลอดไป” “ไม่จริง…” เธอปฏิเสธ ขณะมองเข้าไปในนัยน์ตาคมวาวของแสนเมือง 16 •


“นางเดินทางมากับพาหนะสีขาว ตรงจุดที่แสงสว่างอับแสง ชาวปักษ์ใต้คนนั้นถูก บังตาด้วยเวทมนต์ ข้าจึงรับนางกลับมายังเมืองผี” ริมฝีปากของหญิงสาวสั่นระริก “เรื่องนี้ไม่จริง...ฉันกำลังฝันอยู่ ฉันนั่งรถมาเที่ยวกับนีรนุช......” “ตอนนี้นางอยู่ที่เมืองผี กลับออกไปไม่ได้อีกแล้ว” แสนเมืองเปิดลิ้นชักของโต๊ะเครื่องแป้ง ในนั้นมีกล่องสี่เหลี่ยมสีฟ้าอยู่กล่องหนึ่ง เมื่อเขาเปิดกล่องออกอิษยาเห็นเครื่องประดับที่ทำด้วยเพชรและทอง เขาหยิบแหวน ทองเกลี้ยงมาวงหนึ่ง “แหวนวงนี้เป็นของนาง ตามคำทำนายบอกไว้” เขาจับมือซ้ายที่เย็นเฉียบและสั่นระริกของเธอขึ้นมา “เมื่อสวมแหวนวงนี้แล้ว นางจะเป็นชายาของข้าตลอดไป” แหวนทองถูกสวมลงบนนิ้วนางข้างซ้าย มันมีขนาดพอดีกับนิ้วมือแต่กลับเย็นยิ่ง กว่าก้อนน้ำแข็ง และหนักอึ้งราวกับทำจากหินสิลาแลง เมื่อทราบความจริงที่ว่าเธอคือ ชายาของเจ้าราชบุตรแสนเมืองแห่งเมืองผี เจ้าสาวของเมืองผี...คุณพระช่วยด้วยเถิด เรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแล้ว ...

17•


นับหนึ่งถึงอสงไขย เล่ม 1