Issuu on Google+

http://www.thaigov.go.th

วันที่ 2 เมษายน 2555

วันนี้ เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทาเนียบรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี จากนั้น นายภักดีหาญส์ หิมะทองคา รองโฆษกประจาสานักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสาคัญได้ดังนี้

กฎหมาย 1. 2. 3. 4.

เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. .... เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น พ.ศ. .... เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติบาเหน็จบานาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกาหนดหลักเกณฑ์และวิธีการที่ใช้ในการจากัดการเดินทางและ อาณาเขต พ.ศ. .... 5. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กาหนดเขตพื้นที่ และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อาเภอบางละมุง และอาเภอ สัตหีบ จังหวัดชลบุรี ฉบับที่ 2 (พ.ศ. ....) 6. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเวลาประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ พ.ศ.2555 7. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกาหนดแบบ วิธีการ และค่าธรรมเนียมในการยื่นคาขอเกี่ยวกับ การได้สัญชาติไทย การแปลงสัญชาติเป็นไทย และการกลับคืนสัญชาติไทยสาหรับ คนต่างด้าวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 8. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. .... 9. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 10. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. .... 11. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกาหนดอัตราค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราสาหรับคนต่างด้าว สัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ซึ่งเข้ามาเพื่อทางานในราชอาณาจักรตามบันทึก ความเข้าว่าด้วยความร่วมมือด้านการจ้างแรงงาน และผู้ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ ราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ พ.ศ. ....

เศรษฐกิจ 12.

เรื่อง การเปลี่ยนชื่อส่วนราชการ กรมส่งเสริมการส่งออก เป็น กรมส่งเสริมการค้า ระหว่างประเทศ 13. เรื่อง ขอความเห็นชอบจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษให้แก่พนักงานและลูกจ้างการ ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่มีเงินเดือนหรือค่าจ้างถึงขั้นสูงของระดับตาแหน่ง

ใน


2 14. 15. 16. 17.

เรื่อง การบริหารโครงการเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Development Policy Loan : DPL) เรื่อง ขออนุมัติกู้เงินของการรถไฟแห่งประเทศไทย เรื่อง เพิ่มกรอบวงเงินงบประมาณโครงการพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ ระยะที่ 3 เรื่อง มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2550 (ครั้งที่ 140)

สังคม 18. เรื่อง การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่มปี 2554 และ 2555 ในพื้นที่ภาคใต้ 19. เรื่อง แผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2555

ต่างประเทศ 20. เรื่อง ขอความเห็นชอบร่างเอกสารที่จะมีการรับรองระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 20 21. เรื่อง การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป.ลาว สาหรับโครงการปรับปรุงถนนใน นครหลวงเวียงจันทน์ เพื่อรองรับการเป็นเจ้าภาพประชุมสุดยอดผู้นาเอเชีย – ยุโรป (ASEM Summit) ครั้งที่ 9 22. เรื่อง การลงนามในร่างแผนปฏิบัติการตามกรอบความร่วมมือหุ้นส่วนระหว่างไทยกับ สหประชาชาติ ปี ค.ศ. 2012 - 2016 23. เรื่อง การลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการตรวจสอบการรักษาความปลอดภัย การบินพลเรือนระหว่างองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศและ ราชอาณาจักรไทย 24. เรื่อง ร่างแถลงการณ์รว่ มการประชุมระดับผู้นา ครั้งที่ 6 แผนงานการพัฒนาเขต เศรษฐกิจสามฝ่ายอินโดนีเซีย – มาเลเซีย – ไทย (IMT-GT) 25. เรื่อง การลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับสานักงาน ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ ประจาภูมิภาคไทยฯ

แต่งตัง้ 26.

เรื่อง

แต่งตั้ง 1. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (ประจาสานักนายกรัฐมนตรี) 2. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปานครหลวง 3. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิทธิบัตร 4. การเสนอรายชื่อบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อให้เป็นกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 5. แต่งตั้งคณะกรรมการการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ 6. แต่งตั้งคณะกรรมการจัดระบบสถิติประเทศไทย 3 ด้าน เพิ่มเติม 7. แต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการกากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ *********************************

เอกสารชุดนี้เป็นเอกสารข่าวสรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเท่านั้น สาหรับมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกรุณาตรวจสอบที่สานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี โทร . 0 2280-9000 สานักโฆษกขอเชิญติดตามการถ่ายทอดสดการแถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ทุกวันอังคาร หรือวันที่มีการประชุม ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ทาง F.M. 92.5 ในเขตกรุงเทพมหานคร ส่วนต่างจังหวัด รับฟังได้ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยประจาจังหวัด สานักโฆษก สานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โทร. 0 2288-4396


3

กฎหมาย 1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. .... ที่สานักงานคณะกรรมการกฤษฏีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภา ผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป สาระสาคัญของร่างพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. .... 1. กาหนดให้จัดตั้งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เรียกโดยย่อว่า “อผศ.” มีฐานะเป็นนิติบุคคล และเป็นองค์การของ รั ฐ เพื่ อ การกุ ศ ล แต่ มิ ใ ช่ รั ฐ วิ ส าหกิ จ ตามกฎหมายว่ า ด้ ว ยวิ ธี ก ารงบประมาณ และให้ อผศ. มี ส านั ก งานใหญ่ ใ น กรุงเทพมหานคร และอาจตั้งสานักงานสาขาหรือสานักงานตัวแทนขึ้น ณ ที่ใดก็ได้ (ร่างมาตรา 6 และร่างมาตรา 7) 2. กาหนดให้ อผศ. มีรายได้จากเงินอุดหนุนจากงบเงินอุดหนุนของกระทรวงกลาโหม เงินที่รัฐบาลกาหนดให้เป็น ครั้งคราว เงินผลประโยชน์และค่าธรรมเนียม อผศ. ตลอดจนเงินและทรัพย์สินอย่างอื่นซึ่ง อผศ. ได้รับบริจาค (ร่าง มาตรา 8) 3. กาหนดองค์ประกอบของสภาทหารผ่านศึก วาระการดารงตาแหน่งการพ้นจากตาแหน่ง อานาจหน้าที่ และการ ประชุม (ร่างมาตรา 11 – ร่างมาตรา 19) 4. กาหนดให้รัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนผู้อานวยการและรองผู้อานวยการ โดยความเห็นชอบของสภากลาโหม และให้ผู้อานวยการเป็นผู้บริหารกิจการของ อผศ. ตลอดจนมีอานาจตามที่กาหนด ฯลฯ (ร่างมาตรา 20 – ร่างมาตรา 23) 5. กาหนดให้มีตราเครื่องหมายของ อผศ. โดย อผศ. อาจจัดทาเหรียญและเข็มทอง อผศ. เพื่อเป็นเครื่องหมายประดับ สาหรับบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือมีอุปการคุณในกิจการของ อผศ. (ร่างมาตรา 27 และร่างมาตรา 28) 6. กาหนดบทลงโทษ สาหรับผู้ใช้ชี่อหรือถ้อยคาในประการที่น่าจะทาให้ประชาชนเข้าใจว่าเป็นกิจการของอผศ. หรือ เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ผู้ใช้ตราเครื่องหมายของ อผศ. โดยไม่มีสิทธิใช้หรือทาตราเครื่องหมายโดยมิได้รับอนุญาตทาปลอมหรือเลียนแบบ คล้ายคลึงตราหรือรอยตราเครื่องหมายและผู้ใช้เหรียญหรือเข็มอันเป็นเครื่องหมายประดับของ อผศ. โดยไม่มีสิทธิให้รับโทษตามที่กาหนด (ร่างมาตรา 29 - ร่างมาตรา 32) 7. กาหนดรายละเอียดเกี่ยวกับบทเฉพาะกาลของร่างพระราชบัญญัติ (ร่างมาตรา 33 – ร่างมาตรา 36) 2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติคลังสิน���้า ไซโล และห้องเย็น พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการร่างพระราชบัญญัติคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพาณิชย์ได้ ปรับปรุงจากร่างพระราชบัญญัติ ที่สานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และส่งให้สานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจ พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป สาระสาคัญของร่าง ร่างพระราชบัญญัติคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น พ.ศ. .... เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม ร่าง พระราชบัญญัติฯ ที่สานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วในประเด็นสาคัญดังนี้ 1.แก้ไขนิยามคาว่า “คลังสินค้า” เพิ่มเติมนิยามคาว่า “ศูนย์กระจายสินค้า” “บริษัทในเครือ” “บริษัทแม่” “ บริษัทลูก” และ “บริษัทร่วม” (ร่างมาตรา 3) 2. กาหนดให้นิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการคลังสินค้า กิจการไซโล หรือกิจการห้องเย็น เพื่อใช้ เก็บรักษา สินค้าและให้บริการเกี่ยวกับสินค้าเฉพาะแก่บริษัทในเครือให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบกิจการ (ร่างมาตรา 23) 3. กาหนดระยะเวลาให้ผู้ที่ประสงค์จะมีคลังสินค้า ไซโลหรือห้องเย็นที่เก็บรักษาสินค้าโดยไม่มีบาเหน็จ ซึ่งมีพื้นที่ ขนาด ความจุตามที่กาหนด แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีคลังสินค้า ไซโล หรือห้องเย็น (ร่างมาตรา 46)


4 4. ตัดร่างมาตรา 47 ที่กาหนดให้คลังสินค้า ไซโล หรือห้องเย็นที่เก็บรักษาสินค้าโดยไม่มีบาเหน็จต้องจัดทาบัญชีคุม สินค้าหรือรายงานการจัดเก็บสินค้า เนื่องจากคลังสินค้าไซโล หรือห้องเย็นที่เก็ บรักษาสินค้าโดย ไม่มีบาเหน็จเป็นคลังสินค้าส่วนตัวมิใช่ คลังสินค้าสาธารณะที่ต้องขออนุญาต 3. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติบาเหน็จบานาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติบาเหน็จบานาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับ ที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่ กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งสานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร พิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป สาระสาคัญของร่างพระราชบัญญัติ 1. ก าหนดให้ ผู้ รั บบานาญปกติ ห รื อผู้ รับบานาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพอาจนาสิ ทธิใ นบาเหน็จ ตกทอดไปเป็น หลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินได้ (ร่างมาตรา 3 เพิ่มมาตรา 46/2 มาตรา 46/3 มาตรา 46/4 มาตรา 46/5 และมาตรา46/6 แห่ง พระราชบัญญัติบาเหน็จบานาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500) 2. กาหนดให้ผู้รับบานาญปกติหรือผู้ รับบานาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพนาสิทธิในบาเหน็จ ตกทอดไปเป็น หลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินได้ แต่หากสัญญากู้เงินสิ้นสุดลงโดยไม่มีการบังคับเอากับสิทธิในบาเหน็จตกทอดที่นาไปเป็นหลักทรัพย์ ในการประกันกู้เงินทายาทมีสิทธิได้รับบาเหน็จตกทอดเต็มตามจานวน แต่หากผู้รับบานาญปกติหรือผู้รับบานาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพถึง แก่ความตายหรือสัญญากู้เงินสิ้นสุดลงโดยไม่มี การบังคับเอากับสิทธิในบาเหน็จตกทอดที่นาไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการ กู้เงิน ทายาทมีสิทธิได้รับบาเหน็จ ตกทอดเท่ากับจานวนที่เหลือหลังจากที่ราชการส่วนท้องถิ่นได้หักจานวนเงินที่จ่ายให้แก่สถาบัน การเงินออกจาก สิทธิในบาเหน็จตกทอดมาตรา 46/5 (ร่างมาตรา 4 เพิ่มเติมมาตรา 48/1 แห่งพระราชบัญญัติบาเหน็จบานาญ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500) 3. กาหนดบทเฉพาะกาลให้ผู้รับบานาญปกติหรือผู้รับบานาญพิเศษเพราะเหตุทุพลพลภาพยังคงมีสิทธิได้รับบานาญอยู่ก่อน วันที่พระราชบัญญัติบาเหน็จบานาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้มีสิทธินาสิท ธิใน บาเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินได้ (ร่างมาตรา 5) 4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกาหนดหลักเกณฑ์และวิธีการที่ใช้ในการจากัดการเดินทางและอาณาเขต พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างกฎกระทรวงกาหนดหลักเกณฑ์และวิธีการที่ใช้ในการจากัดการเดินทางและอาณาเขต พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ และส่งให้สานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดาเนินการต่อไปได้ สาระสาคัญของร่างกฎกระทรวง 1. ก าหนดบทนิยามค าว่า “การจ ากั ดการเดินทางและอาณาเขต” “อุปกรณ์อิเล็กทรอนิก ส์ ” “เจ้า พนักงาน” “พนักงานเจ้าหน้าที่” และ “ผู้ถูกจากัด” (ร่างข้อ 1) 2. กาหนดให้กฎกระทรวงฉบับนี้ใช้บังคับในกรณีการจาคุกโดยวิธีการอื่นที่สามารถจากัดการเดินทางและอาณาเขตตาม มาตรา 89/2 วรรคหนึ่ง (3) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ร่างข้อ 2) 3. กาหนดให้ผู้ถูกจากัดจะต้องชาระค่าธรรมเนียม และวางเงินประกันในการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิ กส์ตามอัตราที่ ระเบียบกระทรวงยุติธรรมกาหนด (ร่างข้อ 7) 4. ก าหนดให้ พนักงานเจ้าหน้าที่ มีอานาจและหน้าที่ใ นการปฏิบัติตามกฎกระทรวงนี้ เช่น ตรวจสอบข้อเท็จ จริง รายงานข้อเท็จจริง เรียกผู้ถูกจากัดมาสอบถาม เป็นต้น (ร่างข้อ 8) 5. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้อม เรื่อง กาหนดเขตพืน้ ที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่ อาเภอบางละมุง และอาเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ฉบับที่ 2 (พ.ศ. ....) คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กาหนดพื้นที่และมาตรการ คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อาเภอบางละมุง และอาเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ฉบับที่ 2 (พ.ศ. ....) และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบ ร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดาเนินการต่อไป


5 สาระสาคัญของการร่างประกาศ กาหนดให้ยกเลิกความในข้อ 3 (2) แห่งประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กาหนดเขต พื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อาเภอบางละมุง และอาเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2553 และให้ใช้ควา มต่อไปนี้ แทน “(2) พื้นที่ภายในแนวเขตควบคุมอาคาร ที่อาศัยอานาจตามความในมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2543 ตามขอบเขตพื้นที่ที่เคยใช้กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมือ งรวม เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2546” 6. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเวลาประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ พ.ศ. 2555 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเวลาประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ พ.ศ.2555 และให้นาขึ้น ทูลเกล้าฯ ถวายต่อไปได้ ตามที่สานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ ข้อเท็จจริง สลค.เสนอว่า เนื่องด้วยการประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ พ.ศ.2554 จะครบกาหนด 120 วัน ในวันที่ 18 เมษายน 2555 แต่โดยเหตุที่ยังมีร่างพระราชบัญญัติที่ยังค้างการพิจารณาอยู่ในสภาทั้งสอง และบางฉบับ ยังมิได้เข้าสู่การพิจารณาของสภา ผู้แทนราษฎร สมควรที่จะขยายเวลาประชุมรัฐสภาออกไปอีก จึงได้ยกร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเวลาประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญนิติ บัญญัติ พ.ศ.2555 ขึ้น และเสนอมาเพื่อดาเนินการ 7. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกาหนดแบบ วิธีการ และค่าธรรมเนียมในการยืน่ คาขอเกีย่ วกับการได้สญั ชาติไทย การแปลงสัญชาติเป็นไทย และ การกลับคืนสัญชาติไทยสาหรับคนต่างด���าวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกาหนดแบบ วิธีการ และค่าธรรมเนียมในการยื่นคาขอเกี่ยวกับการได้ สัญชาติไทย การแปลงสัญชาติเป็นไทย และการกลับคืนสัญชาติไทยสาหรับคนต่างด้าวซึ่งเป็นชน กลุ่มน้อย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งสานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดาเนินการต่อไปได้ สาระสาคัญของร่างกฎกระทรวง แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงกาหนดแบบ วิธีการ และค่าธรรมเนียมในการยื่นคาขอเกี่ยวกับการได้สัญชาติไทย การแปลง สัญชาติเป็นไทย และการกลับคืนสัญชาติไทยสาหรับคนต่างด้าวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย พ.ศ. 2545 เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา 12/1 แห่ง พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 8. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป 1. กาหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ (คณะกรรมการ สทพ.) และกาหนดอานาจหน้าที่ กาหนดคุณสมบัติ วาระการดารงตาแหน่ง และการพ้นจากตาแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ร่างมาตรา 5 – ร่างมาตรา 10) 2. กาหนดให้มีคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (คณะกรรมการ วลพ.) และกาหนด อานาจหน้าที่ (ร่างมาตรา 13 – ร่างมาตรา 14) 3. กาหนดให้สานักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวรับผิดชอบงานธุรการและงานวิชาการของคณะกรรมการ สทพ. และคณะกรรมการ วลพ. และกาหนดอานาจหน้าที่ของสานักงานฯ (ร่างมาตรา 16) 4. การกาหนดนโยบาย กฎ ระเบียบ ประกาศ มาตรการ โครงการหรือวิธีปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน หรือบุคคลใดในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศจะกระทามิได้ (ร่างมาตรา 17)


6 5. กาหนดให้บุคคลที่เห็นว่าตนได้รับหรือจะได้รับความเสียหายจากการกระทาในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่ เป็นธรรมระหว่างเพศมีสิ ทธิยื่นค าร้องต่อคณะกรรมการ วลพ. โดยการร้องขอดังกล่าวไม่เป็นการตัดสิทธิผู้ร้องในอันที่จ ะฟ้องเรียก ค่าเสียหายฐานละเมิดต่อศาลที่มีเขตอานาจ (ร่างมาตรา 18) 6. กาหนดให้คณะกรรมการ วลพ. อาจกาหนดมาตรการชั่วคราวก่อนมีคาวินิจฉัยเพื่อคุ้มครองหรือบรรเทาทุกข์แก่ บุคคลซึ่งถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศเท่าที่จาเป็นและสมควรแก่กรณีก็ได้ (ร่างมาตรา 19) 7. กรณีที่คณะกรรมการ วลพ. วินิจฉัยว่า เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ให้มี อานาจออกคาสั่งตามที่กาหนดได้ (ร่างมาตรา 20) 8. กรณีคณะกรรมการ วลพ. มีคาวินิจฉัยว่ามีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ผู้เสียหายมีสิทธิข อรับการ สงเคราะห์ โดยการสงเคราะห์ผู้เสียหายให้กระทาโดยให้ความช่วยเหลือ หรือให้ความช่วยเหลือทางการเงินตามที่กาหนด (ร่างมาตรา 24 และร่างมาตรา 26) 9. กาหนดให้มีกองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศเพื่อเป็นทุนใช้จ่ายเกี่ยวกับการส่งเสริมความเท่าเทียม ระหว่างเพศ และกาหนดกรอบวัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงินในกองทุน (ร่างมาตรา 29 – ร่างมาตรา 30) 10. กาหนดให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุน และกาหนดอานาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ (ร่างมาตรา 31 และร่างมาตรา 33) 11. กาหนดบทกาหนดโทษ (ร่างมาตรา 34 – ร่างมาตรา 36) 9. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ และให้ ส่งสานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงาน สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป สาระสาคัญของร่างพระราชบัญญัติ 1. กาหนดให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเมื่อพ้นกาหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศใน ราชกิจจา นุเบกษาเป็นต้นไป (ร่างมาตรา 2) 2. กาหนดให้พระราชบั ญญัตินี้คุ้มครองไปถึงลูกจ้างชั่วคราวทุกประเภทของส่วนราชการและลูกจ้างทั้งหมด (ร่าง มาตรา 3) 3. แก้ไขบทนิยามคาว่า ลูกจ้าง ทุพพลภาพ ว่างงานและภัยพิบัติ ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น (ร่างมาตรา 4 ถึงร่างมาตรา 7) 4. แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์และวิธีการได้มาซึ่งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายประกันตน และคณะกรรมการการแพทย์ เพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการแต่งตั้งที่ปรึกษา คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการประกันสังคม ที่ปรึกษาและกรรมการการแพทย์ (ร่างมาตรา 8 ถึงร่างมาตรา 12) 5. แก้ไขเพิ่มเติมเรื่องการจัดสรรเงินกองทุนเพิ่มเติมเรื่องอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาจากการจัดหาผลประโยชน์ของ กองทุน แก้ไขระบบการเสนองบการเงิน และการจัดทารายงานประมาณการรายรับและรายจ่ายของกองทุน (ร่างมาตรา 14 และร่างมาตรา 16 ถึงร่างมาตรา 17) 6. แก้ไขเพิ่มเติมการยื่นแบบรายการขึ้นทะเบี ยนนายจ้างและการยื่นแบบรายการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (ร่างมาตรา 18) 7. แก้ไขเพิ่มเติมการจ่ายเงินสมทบของรัฐบาลเข้ากองทุนสาหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 40 (ร่างมาตรา 19) 8. แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงในแบบรายการการนับระยะเวลานาส่งเงินสมทบ และการ คานวณเงินเพิ่มค้างชาระเงินสมทบ และเพิ่มเติมบทบัญญัติลดหย่อนการออกเงินสมทบในกรณีเกิดภัยพิบัติอย่างร้ายแรง (ร่างมาตรา 20 ถึง ร่างมาตรา 23) 9. แก้ไขเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์ทดแทนจากกองทุนของผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิอื่น แก้ไขระยะเวลาการยื่ นคาขอรับ ประโยชน์ทดแทน กาหนดขั้นตอนการขอรับประโยชน์ทดแทน แก้ไขวิธีการคานวณค่าจ้างรายวันในการจ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้ และ


7 ยกเลิกบทบัญญัติที่มิให้ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีจงใจหรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทาให้ตนประสบอันตราย หรือเจ็บป่วย หรือทุพพลภาพ หรือถึงแก่ความตาย (ร่างมาตรา 24 ถึงร่างมาตรา 28) 10. แก้ไขเพิ่มเติมสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ของผู้ประกันตน (ร่างมาตรา 29) 11. แก้ไขเพิ่มเติมประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยกรณีคลอดบุตร หลักเกณฑ์และอัตราการได้รับ เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพ และเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย กาหนดให้ผู้ประกันตนซึ่งเจ็บป่วยด้วยโรค เรื้อรัง ทุพพลภาพ มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีตาย และยกเลิกบทบัญญัติในเรื่องหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทดแทนในกรณี คลอดบุตร (ร่างมาตรา 30 ถึงร่างมาตรา 35) 12. แก้ไขเพิ่มเติมการจ่ายเงินชราภาพให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และเพิ่มเติมให้ผู้ประกันตนซึ่งไม่มีทายาทสามารถทา หนังสือระบุบุคคลผู้มีสิทธิได้รับเงินบาเหน็จชราภาพ (ร่างมาตรา 37 ถึงร่างมาตรา 38) 13. เพิ่มเติมเรื่องสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน และการขอขยายหรือเลื่อนกาหนดเวลาปฏิบัติตามกฎหมาย ว่าด้วยประกันสังคม (ร่างมาตรา 39 และร่างมาตรา 40) 14. แก้ไขบทกาหนดโทษกรณีไม่มาให้ถ้อยคาและกาหนดมาตรการลงโทษทางอาญาแก่นายจ้างซึ่ง ไม่ยื่นแบบรายการ แสดงการส่งเงินสมทบ (ร่างมาตรา 41 และร่างมาตรา 42) 10. เรื���อง ร่างพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงวัฒนธรรม เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป สาระสาคัญของร่างพระราชบัญญัติ 1. กาหนดให้จัดตั้งกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์เป็นนิติบุคคลและกาหนดวัตถุประสงค์ของกองทุน (ร่าง มาตรา 5) 2. กาหนดให้กองทุนส่วนหนึ่งประกอบด้วยเงินที่ได้รับจากการจัดสรรจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เงินค่าปรับที่ได้รับจากการลงโทษผู้ละเมิดลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงตามกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์ ที่ตกเป็นของกองทุน และเงินที่ได้รับจากต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ (ร่างมาตรา 6) 3. กาหนดให้กิจการของกองทุนไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงาน สัมพันธ์ และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน (ร่างมาตรา 7) 4. กาหนดให้กองทุนมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการ งบประมาณ และรายได้ของกองทุนไม่ต้องนาส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน (ร่างมาตรา 10) 5. กาหนดให้กองทุนมีอานาจจ่ายเงินจากกองทุนเป็นค่าใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการฯ ที่กาหนด (ร่างมาตรา 13) 6. กาหนดให้มีคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กาหนดองค์ประกอบ คุณสมบัติ วาระการ ดารงตาแหน่ง การพ้นจากตาแหน่ง อานาจหน้าที่ และองค์ประชุมคณะกรรมการฯ (ร่างมาตรา 14 ถึงร่างมาตรา 19) 7. กาหนดให้มีคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนฯ และกาหนดอานาจหน้าที่ (ร่างมาตรา 20) 8. กาหนดอานาจหน้าที่ของสานักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ (ร่างมาตรา 22) 9. กาหนดให้มีผู้จัดการกองทุน คุณสมบัติของผู้จัดการ วาระการดารงตาแหน่ง การพ้นจากตาแหน่ง และอานาจหน้าที่ (ร่างมาตรา 23 ถึงร่างมาตรา 26) 10. กาหนดให้กองทุนจัดทาการบัญชีตามมาตรฐานการจัดทาบัญชีสาหรับหน่วยงานภาครัฐที่กระทรวงการคลังกาหนด โดยมีรอบปีบัญชีตามปีงบประมาณ และจัดให้มีการตรวจสอบภายในและรายงานผลการตรวจสอบให้คณะกรรมการฯ ทราบอย่างน้อยปีละ ครั้ง (ร่างมาตรา 27 และร่างมาตรา 28) 11. กาหนดให้กองทุนจัดทางบการเงินและทารายงานประจาปีเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ร่าง มาตรา 29 และร่างมาตรา 30)


8 12. กาหนดให้มีคณะกรรมการประเมินผลการดาเนินงานของกองทุน กาหนดองค์ประกอบและอานาจหน้าที่ (ร่างมาตรา 31 และร่างมาตรา 32) 13. กาหนดให้คณะกรรมการประเมินผลอาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาและเสนอความเห็นในเรื่องหนึ่งเรื่อง ใดหรือมอบหมายให้ปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดได้ตามที่เห็นสมควร (ร่างมาตรา 33) 14. กาหนดบทเฉพาะกาล (ร่างมาตรา 34 และร่างมาตรา 35) 11. เรือ่ ง ร่างกฎกระทรวงกาหนดอัตราค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราสาหรับคนต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ซึง่ เข้ามาเพือ่ ทางานใน ราชอาณาจักรตามบันทึกความเข้าว่าด้วยความร่วมมือด้านการจ้างแรงงาน และ ผู้ซงึ่ ได้รบั อนุญาตให้เข้ามาอยูใ่ นราชอาณาจักรเป็นกรณีพเิ ศษ พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกาหนดอัตราค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราสาหรับคนต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ซึ่งเข้ามาเพื่อทางานในราชอาณาจักรตามบันทึกความเข้าว่าด้วยความร่วมมือด้านการจ้างแรงงาน และผู้ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้า มาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอและให้ส่งสานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้ว ดาเนินการต่อไปได้ สาระสาคัญของร่างกฎกระทรวง 1. กาหนดค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว ใช้ได้ครั้งเดียวและการขออยู่ต่อเพื่อการทางานเป็นการ ชั่วคราว ตามมาตรา 12 (1) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 (ร่างข้อ 2) ดังนี้ สาหรับคนต่างด้าวสัญชาติพม่า สัญชาติลาว และสัญชาติกัมพูชา ซึ่งเข้ามาทางานในราชอาณาจักรตามบันทึกความเข้าใจว่า ด้วยความร่วมมือด้านการจ้างแรงงาน ให้จัดเก็บในอัตราครั้งละ 500 บาท สาหรับคนต่างด้าวสัญชาติพม่า สัญชาติลาว และสัญชาติกัมพูชา ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการ ชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับ ซึ่งผ่านการพิสูจน์สัญชาติในราชอาณาจักร หรือนอกราชอาณาจักรที่กลับเข้ามาทางานในราชอาณาจักรและมี หนังสือเดินทาง เอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง หรือหนังสือรับรองสถานะบุคคลของคนต่างด้าวให้จัดเก็บในอัตราครั้งละ 500 บาท 2. ให้กฎกระทรวงมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกาหนด 15 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป และมี กาหนดเวลาไม่เกิน 4 ปี (ร่างข้อ 3)

เศรษฐกิจ 12. เรื่อง การเปลี่ยนชื่อส่วนราชการ กรมส่งเสริมการส่งออก เป็น กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนชื่อ “กรมส่งเสริมการส่งออก” เป็น “กรมส่งเสริมการค้า ระหว่างประเทศ” พ.ศ. .... และ ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. .... ตามที่ กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ส่งสานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดาเนินการต่อไปได้ สาระสาคัญของร่าง 1. ร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนชื่อ “กรมส่งเสริมการส่งออก” เป็น “กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ” พ.ศ. .... มี สาระสาคัญคือ เปลี่ยนชื่อ “กรมส่งเสริมการส่งออก” เป็น “กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ” และเปลี่ยนชื่อตาแหน่งของข้าราชการ ดังต่อไปนี้ 1) “อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก” เป็น “อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ” 2) “รองอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก” เป็น “รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ” 2. ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. .... มีสาระสาคัญ ดังนี้ 1) ยกเลิกกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2553 (ร่างข้อ 1)


9 2) ให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมีภารกิจเกี่ยวกับการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศทั้งด้านการ ส่งเสริมการส่งออกและนาเข้า ขยายตลาดสินค้าและธุรกิจบริการของไทย พัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าและธุรกิจบริการ ให้บริการข้อมูล การค้าและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยให้สามารถดาเนินธุรกิจระหว่างประเทศได้ในตลาดโลกและส่งเสริมการนาเข้าปัจจัยการ ผลิตและสินค้าที่จาเป็นต่อการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าและปริมาณการส่งออกของประเทศไทยและ เพื่อให้เกิดความสมดุลทางการค้าและสร้างเสถียรภาพทางการค้าระหว่างประเทศของไทย และให้มีอานาจหน้าที่ตามที่กาหนด (ร่างข้อ 2) 3) กาหนดให้แบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกระทรวงพาณิชย์ ประกอบด้วย 5 สานัก 1 สานักงาน 1 ศูนย์ 1 สถาบัน และให้มีอานาจหน้าที่ตามที่กาหนด (ร่างข้อ 3 และร่างข้อ 6 ถึงร่างข้อ 13) 4) กาหนดให้มีกลุ่มตรวจสอบภายใน และกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร รับผิดชอบขึ้นตรงต่ออธิบดีกรมส่งเสริม การค้าระหว่างประเทศ และให้มีอานาจหน้าที่ตามที่กาหนด (ร่างข้อ 4 ���ละร่างข้อ 5) 5) ให้สานักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวง พาณิชย์ พ.ศ. 2553 เป็นสานักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ตามกฎกระทรวงนี้ จนกว่าจะมีประกาศตามกฎกระทรวงนี้ (ร่างข้อ 14) 13. เรื่อง ขอความเห็นชอบจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษให้แก่พนักงานและลูกจ้างการท่องเทีย่ วแห่งประเทศไทยที่มเี งินเดือนหรือค่าจ้างถึงขัน้ สูง ของระดับตาแหน่ง คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษให้แก่พนักงานและลูกจ้างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ มีเงินเดือนหรือค่าจ้างถึงขั้นสูงของระดับตาแหน่ง โดยให้มีผลสาหรับการเลื่อนขั้นเงินเดือนปีงบประมาณ 2556 (ผลงานปีงบประมาณ 2555) เป็นต้นไป ตามมติคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ครั้งที่ 1/2555 เมื่อวันที่ 9 มกราคม ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.)เสนอ 1. กรณีได้รับการประเมินให้เลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานและลูกจ้างหนึ่งขั้นให้เบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษในอัตราร้อย ละ 2 ของเงินเดือนหรือค่าจ้างขั้นสูงของระดับตาแหน่ง 2. กรณีได้รับการประเมินเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานและลูกจ้างหนึ่งขั้นครึ่งให้เบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษในอัตรา ร้อยละ 4 ของเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ถึงขั้นสูงของระดับตาแหน่ง (โดยมีสัดส่วนของ ผู้ที่ได้รับเป็นจานวนร้อยละ 25 ของผู้ที่มีเงินเดือนเต็มขั้น) 3. กรณีได้รับการประเมินเลื่อนขั้นเงินเดือนของพนักงานและลูกจ้างสองขั้นให้เบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษในอัตราร้อย ละ 6 ของเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ถึงขั้นสูงของระดับตาแหน่ง (โดยมีสัดส่วนของ ผู้ที่ได้รับเป็นจานวนร้อยละ 10 ของผู้ทีมีเงินเดือนเต็มขั้น) 4. กรณีไม่ได้รับการประเมินให้เลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานและลูกจ้าง ให้เบิกจ่ายเงินเดือนในอัตราขั้นสูงของระดับ ตาแหน่งตามเดิม โดยการจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษดังกล่าวไม่ถือเป็นเงินเดือนหรือค่าจ้างมีลักษณะเป็นการจ่ายชั่วคราว รวมทั้งไม่เป็น ฐานในการคานวณสิทธิประโยชน์อื่นๆ แก่พนักงานและลูกจ้าง ซึ่ง ททท. ได้พิจารณาประมาณการค่าใช้จ่ายสาหรับการจ่ายเงินค่าตอบแทน พิเศษดังกล่าวข้างต้นในปีงบประมาณ 2556 ไว้แล้ว เป็นเงิน 1,380,852 บาท ต่อปี 14. เรื่อง การบริหารโครงการเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Development Policy Loan : DPL) คณะรัฐมนตรีอนุมัติ ตามที่ กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอดังนี้ 1. ให้ดาเนินโครงการและอนุมัติจัดสรรเงิน กู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Development Policy Loan : DPL) วงเงิน 1,107.05 ล้านบาท สาหรับงานติดตั้งรั้วสองข้างทางตามแนวเขตทางพื้นที่รถไฟ 15 รายการ ของการรถไฟแห่งประเทศ ไทย (รฟท.) กระทรวงคมนาคม (กค.) 2. ให้ดาเนินโครงการและอนุมัติจัดสรรเงิ นกู้ DPL วงเงินรวม 714.83 ล้านบาท สาหรับดาเนินโครงการดาเนินงาน บริหารจัดการระบบตั๋วร่วม (Program Management Services : PMS) วงเงิน 305.30 ล้านบาท และโครงการจัดทาระบบศูนย์บริหาร จัดการรายได้กลาง (Central Clearing House : CCH) วงเงิน 409.53 ล้านบาท ของสานักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร คค.


10 15. เรื่อง ขออนุมัติกู้เงินของการรถไฟแห่งประเทศไทย คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กู้เงินรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 74,679.770 ล้านบาท ตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2474 มาตรา 39 (4) ตามที่ กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ โดยให้กระทรวงการคลัง (กค.) ค้าประกัน รวมทั้งพิจารณาวิธีการกู้เงิน เงื่อนไข และรายละเอียดตามความเหมาะสม พร้อมทั้งขอยกเว้นการคิดค่าค้าประกันเงินกู้ใ ห้แก่ รฟท. ทั้งส่วนที่ รฟท. รับภาระ และรัฐบาลรับภาระ 16. เรื่อง เพิ่มกรอบวงเงินงบประมาณโครงการพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ ระยะที่ 3 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบกรอบงบประมาณโครงการพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ ระยะที่ 3 เพิ่มขึ้นจานวน 63,800,000 บาท จากที่คณะรัฐมนตรีมีมติไว้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2553 จานวน 1,774,350,000 บาท เป็นจานวน 1,838,150,000 บาท ตามที่ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เสนอ 17. เรือ่ ง มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครัง้ ที่ 1/2550 (ครั้งที่ 140) คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและรับทราบตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2550 (ครั้งที่ 140) ตามที่ กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ ดังนี้ 1. เห็นชอบแนวทางการจัดหาเงินให้กองทุนน้ามันเชื้อเพลิง 2. เห็นชอบอัตราค่าไฟฟ้าโครงการโรงไฟฟ้าเขื่อนน้างึม 1 และโครงการโรงไฟฟ้าเขื่อนเซเสด 3. เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกาหนดเครื่องจักร อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงและวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน จานวน 3 ฉบับ (3 ผลิตภัณฑ์) 4. รับทราบโครงการน้างึม 3 ขอปรับกาหนดเวลาใหม่ (Milestones) ที่เกี่ยวข้องกับกาหนดการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ 5. รับทราบการบริหารจัดการเพื่อการประหยัดพลังงานในอาคารควบคุมภาครัฐตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงาน แห่งชาติ ครั้งที่ 1/2555 (ครั้งที่ 140) เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2555 สาระสาคัญของเรือ่ ง พน. รายงานว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2555 โดยมีมติ ดังนี้ 1. แนวทางการจัดหาเงินให้กองทุนน้ามันเชือ้ เพลิง 1.1 เห็นชอบแนวทางการจัดหาเงินให้กองทุนน้ามันเชื้อเพลิง โดยการขยายระยะเวลาการชาระคืนหนี้วงเงินกู้ยืมเดิม 10,000 ล้านบาท จาก 1 ปี เป็นระยะเวลา 3 ปี และกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน และ/หรือออกตราสารหนี้ เพิ่มอีกในวงเงิน 20,000 ล้าน บาท มีระยะเวลาการชาระหนี้ภายใน 3 ปี ซึ่งจะทาให้สถาบันบริหารกองทุนพลังงานมีวงเงินกู้ยืมทั้งสิ้นไม่เกิน 30,000 ล้านบาท โดยให้ สถาบันบริหารกองทุนพลังงานขอขยายระยะเวลาการชาระหนี้คืนได้ตามความจาเป็นและเหมาะสม หากกรณีกองทุนน้ามันเชื้อเพลิงมีสภาพ คล่องคงเหลือไม่เพียงพอต่อการชาระหนี้ และวงเงินสินเชื่อเป็นวงเงินที่สถาบันการเงินรับรองการเบิกเงินได้อย่างแน่นอน (Committed Line) 1.2 หากรัฐบาลมีการกาหนดหรือเปลี่ยนแปลงนโยบายใด ๆ ที่อาจส่งผลกระทบถึงฐานะทางการเงินของกองทุน น้ามันเชื้อเพลิง และ/หรือ ความสามารถในการชาระหนี้ของสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน ควรให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ มีการประสานงานกับรัฐบาลเพื่อให้มีมาตรการในการให้ความคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ของสถาบันบริหารกองทุนพลังงานให้ได้รับชาระหนี้ อย่างครบถ้วนตามกาหนดเวลา 2. อัตราค่าไฟฟ้าโครงการโรงไฟฟ้าเขือ่ นน้างึม 1 และโครงการโรงไฟฟ้าเขือ่ นเซเสด 2.1 เห็นชอบอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ของสัญญาซื้อขายโครงการโรงไฟฟ้าเขื่อนน้างึม 1 โดยให้มีผลบังคับใช้ตามเงื่อนไข ในสัญญาฯ คือ ในช่วง 4 ปีหลังของสัญญาปัจจุบัน (วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 – วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2557) ดังนี้ ช่วงเวลา กฟผ. ซือ้ จาก ฟฟล. ฟฟล. ซือ้ จาก กฟผ. (บาท/หน่วย) (บาท/หน่วย) - Peak 1.60 1.74


11 - Off Peak

1.20

1.34

2.2 เห็นชอบอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ของสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโครงการเขื่อนเซเสด ในอัตราค่าไฟฟ้าเดียวกับสัญญาฯ โครงการโรงไฟฟ้าเขื่อนน้างึม 1 ตามข้อ 2.1 โดยให้มีผลบังคับใช้นับจากเดือนถัดไปของวันที่ลงนามสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายไฟฟ้า โครงการโรงไฟฟ้าเขื่อนเซเสด 2.3 เห็นชอบให้ใช้อัตราค่าไฟฟ้าขายส่งของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ขายให้การไฟฟ้าฝ่าย จาหน่าย (กฟน. และ กฟภ.) แทนราคาขายให้ประเทศเพื่อนบ้านตามสัญญาฯ โครงการเขื่อนน้างึม 1 และสัญญาฯ โครงการโรงไฟฟ้าเขื่อนเซ เสดปัจจุบัน สาหรับปริมาณพลังงานไฟฟ้าส่วนเกินที่รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (ฟฟล.)ซื้อมากกว่าขายให้ กฝผ. ในแต่ละรอบปีสัญญา โดยให้มีผล บังคับใช้ในปีสัญญา 2555 เป็นต้นไป 2.4 เห็นชอบให้ กฟผ. ปรับปรุงแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโครงการโรงไฟฟ้าเขื่อนน้างึม 1 และสัญญาซื้อขายไฟฟ้า โครงการโรงไฟฟ้าเขื่อนเซเสดในส่วนที่เกี่ยวกับอัตราค่าไฟฟ้าตามที่อนุมัติและเห็นชอบให้ กฟผ. ลงนามสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมต่อไป 3. เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกาหนดเครือ่ งจักร อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง และวัสดุเพือ่ การอนุรกั ษ์พลังงาน จานวน 3 ฉบับ (3 ผลิตภัณฑ์) คือ 3.1 ร่างกฎกระทรวงกาหนดบัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพสูงสาหรับหลอดฟลูออเรสเซนต์ 3.2 ร่างกฎกระทรวงกาหนดหลอดฟลูออเรสเซนต์ขั้วคู่ที่มีประสิทธิภาพสูง 3.3 ร่างกฎกระทรวงกาหนดโคมไฟฟ้าอนุรักษ์พลังงานสาหรับฟลูออเรสเซนต์ขั้วคู่ 4. โครงการน้างึม 3 ขอปรับกาหนดเวลาใหม่ (Milestones) ทีเ่ กีย่ วข้องกับกาหนดการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ขอให้ เห็นชอบการปรับกาหนดเวลาใหม่ (Milestones) ที่เกี่ยวกับกาหนดการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ของโครงการน้างึม 3 โดยให้ กฟผ. แก้ไข ร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในส่วนที่เกี่ยวข้องก่อนลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าต่อไป 5. การบริหารจัดการเพือ่ การประหยัดพลังงานในอาคารควบคุมภาครัฐ 5.1 เห็นชอบในหลักการให้ พน. ดาเนินโครงการบริหารจัดการเพื่อการประหยัดพลังงานในอาคารควบคุมภาครัฐ ตามรายละเอียดของการดาเนินการโครงการฯที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เสนอ โดยให้ดาเนินการโครงการนา ร่อง 3 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5.2 ให้ พพ. ประสานกระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาหลักเกณฑ์และแนวทางการเบิก ค่าใช้จ่ายให้อาคารควบคุมภาครัฐสามารถนาค่าไฟฟ้าที่ลดลงจากการประหยัดพลังงานมาเป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุนและบริหารจัดการได้ 5.3 ให้ พพ. ติดตามผลการดาเนินงานการจัดการใช้พลังงานในอาคารควบคุมภาครัฐและรายงานให้สานักงาน นโยบายและแผนพลังงานเป็นประจาทุก 3 เดือน เพื่อสรุปเสนอ กพช. เพื่อทราบต่อไป

สังคม 18. เรือ่ ง การช่วยเหลือเกษตรกรผูป้ ระสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่มปี 2554 และ 2555 ในพืน้ ทีภ่ าคใต้ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบผลการพิจารณาร่วมกันของสานักงบประมาณและสานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติเกี่ยวกับการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่มปี 2554 และ 2555 ในพื้นที่ภาคใต้ ตามที่สานัก งบประมาณและสานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ 1. เห็นชอบการขยายระยะเวลาการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยด้านการเกษตรปี 2554 กรณีพิเศษ โดยใช้ หลักเกณฑ์ วิธีการ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2554 วันที่ 6 กันยายน และวันที่ 13 ธันวาคม 2554 โดยให้ครอบคลุมการ ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่มปี 2554 และปี 2555 ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 ถึงสิ้นสุดเดื อนมีนาคม 2555 เพื่อเป็นการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบภัยธรรมชาติเช่นเดียวกับการช่วยเหลือ เกษตรกรในภาคอื่น ๆ ที่ได้รับความช่วยเหลือไปแล้ว และเพื่อให้การช่วยเหลือในพื้นที่ต่างๆ โดยไม่เกิดปัญหากรณีอัตราการช่วยเหลือไม่ เท่ากันในระยะเวลาที่เกิดภัยใกล้เคียงกัน


12 2. เห็นชอบกรอบวงเงินเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย รวมทั้งสิ้น 2,659,972 ล้านบาท โดยให้ใช้จ่ายจาก งบประมาณรายจ่ายประจาปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการเยียวยา ฟื้นฟูและป้องกันความเสียหายจากอุทกภัย อย่างบูรณาการ โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สามารถถัวจ่ายระหว่างรายการด้านพืช ด้านประมง และด้านปศุสัตว์ได้ 3. เห็นชอบการช่วยเหลอเยียวยาเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวนาปี 2554/55 กรณีเสียหายเนื่องจากประสบอุทกภัยใน พื้นที่ภาคใต้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 ถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2555 ในอัตราตันละ 1,437 บาท วงเงิน 221,237 ล้านบาท ซึ่งเป็น อั ต ร า เ ดี ย ว กั น กั บ ก า ร ช่ ว ย เ ห ลื อ เ ก ษ ต ร ก ร ใ น ภ า ค อื่น ๆ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2554 และวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 เพื่อให้ครอบคลุมเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวในพื้นที่ ภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยด้วย ทั้งนี้เกษตรกรที่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยข้างต้น จะต้องมีหลักฐานการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูก ข้าว และไม่สามารถใช้สิทธิเข้าร่วมโครงการรับจานาข้าวเปลือกนาปี ปี 2554/55 เพื่อลดความซ้าซ้อนและสามารถตรวจสอบได้ โดยให้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์สารองจ่ายไปก่อน และสานักงบประมาณตั้งงบประมาณรายจ่ายประจาปีชดเชยให้ 19. เรื่อง แผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2555 คณะรัฐ มนตรีรั บทราบแผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2555 ตามที่ ศูนย์ อานวยการความปลอดภัยทางถนน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เสนอ ซึ่งมีสาระสาคัญดังนี้ 1. ชื่อในการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2555 ใช้ชื่อว่า “สงกรานต์ปลอดภัย ตาย เป็นศูนย์” 2. ช่วงเวลาการดาเนินการ ระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน 2555 รวม 7 วัน 3. เป้าหมายการดาเนินการ ให้สามารถลดจานวนครั้งการเกิดอุบัติเหตุ จานวนผู้เสียชีวิตและจานวนผู้บาดเจ็บ ให้เหลือ น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2554 4. มาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน 6 มาตรการ ได้แก่ มาตรการด้านบริหารจัดการ มาตรการด้านการบังคับใช้ กฎหมาย มาตรการด้านสังคม มาตรการด้านวิศวกรรมจราจร มาตรการด้านการประชาสัมพันธ์ และมาตรการด้านบริการการแพทย์ฉุกเฉิน กู้ชีพ กู้ภัย 5. ช่วงเวลาดาเนินการ กาหนดเป็น 2 ช่วง ดังนี้ (1) ช่วงเตรียมความพร้อม ระหว่างวันที่ 15 มีนาคม 2555 - 10 เมษายน 2555 (2) ช่วงปฏิบัติการเข้มข้น ระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน 2555

ต่างประเทศ 20. เรื่อง ขอความเห็นชอบร่างเอกสารที่จะมีการรับรองระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 20 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างเอกสารที่จะมีการรับรองระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 20 ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอ และหากมีความจาเป็นแก้ไขร่างเอกสารที่ไม่ใช่สาระสาคัญหรือไม่ ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้กระทรวงการต่างประเทศ ดาเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก และให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองเอกสารดังกล่าว 21. เรื่อง การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป.ลาว สาหรับโครงการปรับปรุงถนนในนครหลวงเวียงจันทน์ เพื่อรองรับการเป็น เจ้าภาพประชุมสุดยอดผู้นาเอเชีย – ยุโรป (ASEM Summit) ครั้งที่ 9 คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กระทรวงการคลัง โดยสานักงานความร่วมมือพั ฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การ มหาชน) (สพพ.) ดาเนินการตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้ 1. ให้ สพพ. ดาเนินการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เพื่อเป็น ค่าใช้จ่ายดาเนินโครงการปรับปรุงถนนในนครหลวงเวียงจันทน์ เพื่อรองรับการเป็นเจ้าภาพประชุมสุดยอดผู้นาเอเชีย – ยุโรป (ASEM Summit) ครั้งที่ 9 ในวงเงิน 190.70 ล้านบาท 2. ให้ สพพ. กู้เงินจากธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารเฉพาะกิจเพื่อนาไปให้ สปป.ลาว กู้ต่อในวงเงินรวม 190.70 ล้าน บาท


13 3. ให้ สพพ. ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป.ลาว โดยมีเงื่อนไขทางการเงินและเงื่อนไขอื่น ๆ ดังนี้ 3.1 วงเงิน 190.70 ล้านบาท (เงินกู้ทั้งจานวน) 3.2 หมวดค่าใช้จ่าย ประกอบด้วย - ค่างานโยธา 185.00 ล้านบาท - ค่าที่ปรึกษา 3.70 ล้านบาท - ค่าบริหารจัดการ 2.00 ล้านบาท 3.3 อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 1.5 ต่อปี 3.4 อายุสัญญา 20 ปี (รวมระยะปลอดหนี้ 5 ปี) 3.5 ค่าบริหารจัดการของ สพพ. ร้อยละ 0.15 ของวงเงินกู้ 3.6 ผู้รับเหมาก่อสร้างและที่ปรึกษา นิติบุคคลไทย 3.7 การใช้สินค้า และบริการจากไทย ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 3.8 กฎหมายใช้บังคับ กฎหมายไทย 22. เรื่อง การลงนามในร่างแผนปฏิบัติการตามกรอบความร่วมมือหุ้นส่วนระหว่างไทยกับสหประชาชาติ ปี ค.ศ. 2012 2016 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้ 1. เห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการตามกรอบความร่วมมือหุ้นส่วนระหว่างไทยกับสหประชาชาติ ปี ค.ศ. 2012 – 2016 โดยหากมีความจาเป็นต้องแก้ไขร่างปฏิบัติการฯ ที่มิใช่สาระสาคัญให้ กต. ดาเนินการได้ 2. อนุมัติให้ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานไทยที่เป็นประธานร่วมของแต่ละความร่ วมมือ หุ้นส่วน 6 สาขา เป็นผู้ลงนามในแผนปฏิบัติการฯ ร่วมกับองค์กรต่าง ๆ ของสหประชาชาติที่เกี่ยวข้อง 3. อนุมัติให้ผู้แทนส่วนราชการที่อยู่ในคณะกรรมการสามฝ่าย (ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เลขาธิการคณะกรรมการ พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้ประสานงานสหประชาชาติประจาประเทศไทย (UN Resident Coordinator)) ให้ความ เห็นชอบการปรับปรุงแก้ไขแผนปฏิบัติการฯ และสามารถพิจารณาดาเนินการได้เฉพาะในเนื้อหาสาระที่ไม่เกินอานาจหน้าที่ กฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่มีอยู่ โดยรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบในภายหลัง 4. ในกรณีที่มีการจัดทาแผนดาเนินงานประจาปี (Annual Work Plans) ระหว่างส่วนราชการที่เกี่ยวข้องของไทยกับ องค์กรของสหประชาชาติที่เป็นหุ้นส่วน สาหรับความร่วมมือหุ้นส่วนทั้ง 6 สาขา ขออนุมัติให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องสามารถพิจารณา ดาเนินการจัดทาและลงนาม รวมทั้งหากจาเป็นสามารถปรับปรุงแก้ ไขแผนดาเนินงานประจาปีร่วมกับองค์กรของสหประชาชาติได้ โดย รายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบในภายหลัง เพื่อความคล่องตัวและรวดเร็วในการดาเนินการตามแผนปฏิบัติการดังกล่าว สาระสาคัญของเรื่อง กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า 1. เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2554 ปลัดกระทรวงการต่างประเทศและผู้แทนหน่วยงานสหประชาชาติประจาประเทศไทย (United Nations Country Team – UNCT) ได้ลงนามกรอบความร่วมมือหุ้นส่วนระหว่างไทยกับสหประชาชาติ ปี ค.ศ. 2012 – 2016 (UN Partnership Framework UNPAF 2012 – 2016) หลังจากนั้น UNCT และหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้องได้ร่ วมหารือและยกร่าง แผนปฏิบัติการตามกรอบความร่วมมือหุ้นส่วนระหว่างไทยกับสหประชาชาติ ปี ค.ศ. 2012 – 2016 (United Nations Partnership Framework Draft Action Plan Thailand 2012 – 2016) ขึ้นมา เพื่อกาหนดแนวทางการทางานและระบุโครงการความร่วมมือ ต่าง ๆ ระหว่างสองฝ่ายไว้เป็นตารางร่างแผนปฏิบัติการความร่วมมือหุ้นส่วน (UNPAF Action Plan Results Matrices for the Joint Partnerships) อีกทั้งมุ่งหมายให้การทางานของแต่ละองค์กรของสหประชาชาติมีความสอดคล้องซึ่งกันและกัน และบรรลุผลสาเร็จตาม ยุทธศาสตร์ภายใต้ UNPAF 2. ร่างแผนปฏิบัติการดังกล่าวสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 โดยมีความร่วมมือหุ้นส่วน ด้านต่าง ๆ (Joint Partnership) ใน 6 สาขา ได้แก่


14 สาขา 1. การคุ้มครองทางสังคม (Social Protection) 2. สิทธิมนุษยชนและการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม (Human Rights and Access to Justice) 3. ข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Information) 4. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) 5. ความร่วมมือระหว่างประเทศ (International Cooperation) 6. เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)

ประธานร่วม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) กระทรวงยุติธรรมกับสานักงานข้าหลวงใหญ่ เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาติ (OHCHR) สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กับ กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) สานักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ กับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) กระทรวงพาณิชย์กับองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่ง สหประชาชาติ (UNESCO)

3. ร่างแผนปฏิบัติการฯ ยังมีร่างแผนปฏิบัติการย่อยที่ เรียกว่า Country Programme Action Plans ขององค์กร สหประชาชาติ 3 องค์กร รวมอยู่ด้วย ได้แก่ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) กองทุนเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) และ กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) 4. ร่างแผนปฏิบัติการฯ กาหนดให้มีคณะกรรมการสามฝ่าย (Tripartite Committee) เป็นกลไกตรวจสอบและ ปรับปรุงแผนปฏิบัติการฯ ทุกปี ซึ่งประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ และผู้ประสานงานสหประชาติประจาประเทศไทย (UN Resident Coordinator) ในฐานะประธานร่วม (co – chair) และผู้แทน อื่น ๆ จากองค์กรสหประชาชาติ และหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้อง โดยมีอานาจตามที่ระบุใน Annex 9 ของร่างแผนปฏิบัติการฯ ได้แก่ 4.1 อนุมัติรายงานความคืบหน้าในการดาเนินโครงการต่าง ๆ 4.2 มอบแนวทางเพื่อปฏิบัติตามโครงการ 4.3 เห็นชอบการแก้ไขปรับปรุง แผนปฏิบัติการฯ ตามความจาเป็น 5. ในการดาเนินการตามร่างแผนปฏิบัติการฯ นั้น จะมีการจัดทาแผนดาเนินงานประจาปี (Annual Work Plans) และเอกสารโครงการต่าง ๆ ภายใต้แผนปฏิบัติการฯ ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยกับองค์กรต่าง ๆ ขององค์การสหประชาชาติที่เป็น หุ้นส่วนเพื่อให้การดาเนินการสอดคล้องกับเป้าหมายของ UNPAF 6. ร่างแผนปฏิบัติการฯ ระบุเรื่องการให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันแก่หน่วยงานของสหประชาชาติ โดยเฉพาะการกาหนด พันธกรณีให้รัฐบาลไทยต้องให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ร่างแผนปฏิบัติการฯ ดังกล่าวจึงเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และ เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรั ฐธรรมนูญแห่ งราชอาณาจักรไทย แต่ไม่เป็นหนังสื อสั ญญาตามมาตรา 190 วรรคสอง ของ รัฐธรรมนูญฯ ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาก่อนดาเนินการให้มีผลผูกพัน เนื่องจากมีพระราชบัญญัติคุ้มครองการดาเนินงานของ สหประชาชาติ และทบวงการชานัญพิเศษในประเทศไทย พ.ศ. 2504 เป็นกฎหมายรองรับอยู่แล้ว 23. การลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการตรวจสอบการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนระหว่างองค์การการบินพลเรือนระหว่าง ประเทศและราชอาณาจักรไทย คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ ดังนี้ 1. เห็นชอบและอนุมัติให้ดาเนินการลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ ระหว่างประเทศไทยกับองค์การการบินพลเรือน ระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization : ICAO) ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขถ้อยคาที่มิได้ทาให้สาระสาคัญของ บันทึกความเข้าใจฯ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิ ม ให้อยู่ในดุลพินิจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรืออธิบดีกรมการบินพลเรือน หรือผู้ แทนที่ได้รับมอบหมายที่จะดาเนินการได้


15 2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรืออธิบดีกรมการบินพลเรือน หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนาม ฝ่ายไทย 3. อนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทาหนังสือมอบอานาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่ผู้ลงนามของฝ่ายไทย สาระสาคัญของร่างบันทึกความเข้าใจฯ เป็นการร่วมมือกับ ICAO เพื่อให้ทีมตรวจสอบของ ICAO เข้ามาตรวจสอบการ รักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนทั้งระบบ โดยประเทศไทยจะตอบแบบสอบถามเพื่อให้ได้ข้ อมูลเกี่ยวกับกฎหมายภายในด้านความมั่นคง และการจัดการความปลอดภัยของสนามบินก่อนการเดินทางมาถึงของทีมตรวจสอบ และในระหว่างการตรวจสอบต้องอานวยความสะดวกให้ ทีมผู้ตรวจสอบสามารถเข้าถึงข้อมูลเอกสารพื้นที่ต่าง ๆ ของสนามบิน และสามารถสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่ อให้ทราบว่าประเทศไทย จะต้องแก้ไขปรับปรุงงานด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนในส่วนใดเพื่อให้สอดคล้องกับภาคผนวก 9 (การอานวยความสะดวก) และภาคผนวก 17 (การรักษาความปลอดภัย) ของอนุสัญญาว่าด้วยการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ค.ศ. 1944 โดย ICAO จะแจ้งผลการ ตรวจสอบให้ประเทศไทยทราบ เพื่อนามาจัดทาแผนปฏิบัติการสาหรับการแก้ไขปรับปรุงงานด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือน และ นาผลการตรวจสอบบางส่วนขึ้นเว็บไซต์โดยกาหนดชั้นความลับในการเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว 24. เรือ่ ง ร่างแถลงการณ์รว่ มการประชุมระดับผู้นา ครั้งที่ 6 แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่ายอินโดนีเซีย – มาเลเซีย – ไทย (IMT-GT) คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมการประชุมระดับผู้นา ครั้งที่ 6 แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย – มาเลเซีย – ไทย (Indonesia – Malaysia – Thailand Growth Triangle : IMT-GT) ตามที่สานักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ และให้ สศช. สามารถปรับปรุงถ้อยคาในแถลงการณ์ร่วมฯ ได้ในกรณีที่ มิใช่การเปลี่ยนแปลงสาระสาคัญ โดยไม่ต้องนาเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบอีก และมอบหมายรัฐมตรีประจาสานักนายกรัฐมนตรี (นายนิวัฒน์ธารง บุญทรงไพศาล) เป็นรัฐมนตรีประจากรอบแผนงาน IMT–GT เพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นาครั้งที่ 6 แผนงาน IMT– GT และเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนระดับรัฐมนตรีของไทยในกิจกรรมด้าน IMT–GT ต่อไป สาระสาคัญของเรื่อง สศช. รายงานว่า 1. ราชอาณาจักรกัมพูชาจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 20 ระหว่างวันที่ 3 – 4 เมษายน 2555 ณ กรุงพนมเปญ โดยอินโดนีเซียจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับผู้นาแผนงาน IMT–GT ครั้งที่ 6 ในวันที่ 4 เมษายน 2555 ณ Peace Palace โดยรัฐมนตรีกระทรวงประสานกิจการเศรษฐกิจของอินโดนีเซียจะปฏิบัติหน้าที่ ประธานรัฐมนตรี IMT–GT รายงานความก้าวหน้า ในรอบปีต่อผู้นา ซึ่งผู้นาสามประเทศ รวมทั้งเลขาธิการอาเซียนและประธานธนาคารพัฒนาเอเชียจะให้ข้อคิดเห็นเพื่อสรุปเป็นแถลงการณ์ร่วม โดยร่างแถลงการณ์ร่วมได้จัดทาเสร็จเรียบร้อยแล้วในที่ประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสครั้งพิเศษ เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2555 ทั้งนี้ โดยจะมีรั ฐ มนตรี IMT–GT ของทุ ก ประเทศเข้าร่วมการประชุมระดับผู้ นาด้วยในรูปแบบองค์ ป ระกอบ Head of State (นายกรัฐมนตรี) + 1 (รัฐมนตรี IMT–GT) + 8 (เจ้าหน้าที่อาวุโสที่เกี่ยวข้อง) + 1 (ผู้แทนสภาธุรกิจภาคใต้ IMT–GT) + 5 (ฝ่าย เลขานุการระดับชาติ) 2. ร่างแถลงการณ์ร่วมฯ มีสาระสาคัญเป็นการชื่นชมการดาเนินงานนโยบายความร่วมมือและการแสดงเจตนารมณ์ทาง การเมืองของประเทศสมาชิกในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน โดยมิได้ใช้ถ้อยคาที่ประสงค์จะก่อให้เกิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่าง ประเทศ อีกทั้งมิได้มีการลงนามจึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้ ร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ยังได้รับการปรับปรุงแก้ไขโดยรับความเห็นเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย แล้วในระหว่างการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ครั้งพิเศษ ณ กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย) 25. เรื่อง การลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับสานักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ ประจาภูมิภาค ไทยฯ คณะรัฐมนตรีรับทราบบันทึกความเข้าใจ (MEMORANDUM OF UNDERSTANDING : MOU) ในการให้ความร่วมมือ ในการแก้ไขปัญหาผู้หนีภัยการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราวบริเวณชายแดนไทย – พม่า ของสานักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (THE OFFICE OF THE UNITED NATION HIGH COMMISSIONER FOR REFUGEES : UNSCR) ในโครงการจัดทาทะเบียนผู้


16 หนีภัยการสู้รบและการพิจารณาสถานะบุคคลสัญชาติพม่า ปี 2555 [MOU 2012/52281/1900/1 THAA/PF(1257000)]ที่ มท. ลงนาม ร่วมกับ UNHCR เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2555 แล้ว ตามที่ กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ สาระสาคัญของเรื่อง มท. รายงานว่า UNHCR ได้เสนอบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในการให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาผู้หนีภัยการสู้รบ ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวบริเวณชายแดนไทย-พม่า ของ UNHCR ในโครงการจัดทาระเบียนผู้หนีภัยการสู้รบและการพิจารณาสถานะบุคคล สัญชาติพม่า ปี 2555 [MOU 2012/52281/1900/1 THAA/PF(1257000)] ปี 2555 ให้ มท. พิจารณาลงนามซึ่ง มท. ได้ดาเนินการ ตรวจสอบบันทึกความเข้าใจในการแก้ไขปัญหาผู้หนีภัยการสู้รบและการพิจารณาสถานะบุคคลสัญชาติพม่าที่ UNHCR เสนอมาแล้วเห็นว่า สาระสาคัญของบันทึกความเข้าใจดังกล่าวเป็นไปตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อปี 2548 ที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบเมื่ อวันที่ 11 มกราคม 2548 จึงได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ UNHCR เสนอแล้ว เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2555

แต่งตัง้ 26. เรือ่ ง แต่งตัง้ 1. แต่งตัง้ ข้าราชการการเมือง (ประจาสานักนายกรัฐมนตรี) คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์เสถียร วิพรมหา ให้ ดารงตาแหน่งข้าราชการการเมือง ตาแหน่งประจาสานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2555 เป็นต้นไป 2. แต่งตัง้ กรรมการอืน่ ในคณะกรรมการการประปานครหลวง คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยแต่งตั้ง นายชาย พานิชพรพันธุ์ ข้าราชการบานาญ สังกัด กระทรวงมหาดไทย เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปานครหลวง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2555 เป็นต้นไป


17 3. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒใิ นคณะกรรมการสิทธิบตั ร คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิทธิบัตร จานวน 12 คน เนื่องจากกรรมการชุดเดิมได้ดารงตาแหน่งมาครบกาหนดสองปีตามวาระ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2554 แล้ว ซึ่งมีรายชื่อดังต่อไปนี้ 1. นาย มงคล รักษาพัชรวงศ์ ผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการ สาขาวิศวกรรมศาสตร์ 2.นายบุญสนอง รัตนสุนทรากุล ผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการ สาขาการออกแบบผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม 3. นายพงศ์พันธ์ อนันต์วรณิชย์ ผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการ สาขาการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม *4. นาย สาเริง จักรใจ ผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการ สาขาวิศวกรรมศาสตร์ *5. นายอุดมเกียรติ นนทแก้ว ทรงคุณวุฒิ ภาคราชการ สาขาวิศวกรรมศาสตร์ 6. นายธีรยศ เวียงทอง ผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน สาขาวิศวกรรมศาสตร์ *7. นายกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา ผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน สาขานิติศาสตร์ *8. นายอาพล ไมตรีเวช ผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการ สาขาเภสัชศาสตร์ 9. นายชานาญ ภัตรพานิช ผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน สาขาเภสัชศาสตร์ 10. นางเสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคเอกชน สาขาเศรษฐศาสตร์ *11. นายวิช��� ธิติประเสริฐ ผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน สาขาเกษตรศาสตร์ 12. นายพงษ์ศักดิ์ วิบูลย์ จันทร์ ผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน สาขาวิทยาศาสตร์ (*กรรมการชุดเดิม) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2555 เป็นต้นไป 4. การเสนอรายชือ่ บุคคลทีส่ มควรได้รับการเสนอชือ่ ให้เป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ แต่งตั้งนายอุดม มั่งมีดี เป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริตในภาครัฐ และให้เสนอสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาตามลาดับต่อไป 5. แต่งตัง้ คณะกรรมการการบริหารสถาบันคุณวุฒิวชิ าชีพ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่รัฐมนตรีประจาสานักนายกรัฐมนตรี (นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล) เสนอ แต่งตั้งประธาน กรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดแรกของคณะกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ดังนี้ 1) พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวา นิช เป็นประธานกรรมการ 2) นายถาวร ชลัษเฐียร เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 3) นางอัญชลี ชวนิชย์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2555 เป็นต้นไป 6. แต่งตัง้ คณะกรรมการจัดระบบสถิตปิ ระเทศไทย 3 ด้าน เพิม่ เติม คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ทก.) เสนอให้แต่งตั้งคณะกรรมการการ จัดระบบสถิติประเทศไทย 3 ด้าน (ด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ และด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) เพิ่มเติม จานวน 2 ราย คือ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการและผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยโดยมีอานาจหน้าที่ตามเดิม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2555 เป็นต้นไป 7. แต่งตัง้ ประธานกรรมการในคณะกรรมการกากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ นายชัยเกษม นิติสิริ เป็นประธานกรรมการ กากับหลักทรัพย์และ ตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แทนนางสาวนวพร เรืองสกุล ซึ่งจะพ้นจากตาแหน่งตามวาระ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2555 โดย อาศัยความตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ***********************


18


/014_resolution_house_of_ca