Issuu on Google+

คอมพิวเตอร์ คืออะไรและประวัตคิ อมพิวเตอร์มคี วามเป็นมาอย่างไร

คอมพิวเตอร์ คือ เครื่องคานวณอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการทางานแบบอัตโนมัติ ทาหน้าทีเ่ หมือนสมองกล สามารถแก้ปัญหา ต่างๆ ทัง้ ที่งา่ ยและซับซ้อนตามคาสั่งของโปรแกรม มาจากภาษาละตินว่า Computare ซึ่งหมายถึง การนับ หรือ การ คานวณ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายของคอมพิวเตอร์ไว้ว่า "เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ แบบอัตโนมัติ ทาหน้าทีเ่ หมือนสมองกล ใช้สาหรับแก้ปัญหาต่างๆ ที่ง่ายและซับซ้อนโดยวิธีทางคณิตศาสตร์" ขั้นตอน การทางานจะประกอบด้วย การรับโปรแกรมและข้อมูลในรูปแบบที่เครื่องสามารถรับได้ แล้วทาการคานวณ เคลื่อนย้าย เปรียบเทียบ จนกระทั่งได้ผลลัพธ์ตามทีต่ ้องการ

ขั้นตอนการทางานของระบบคอมพิวเตอร์แบ่งเป็น 3 ขั้นตอนดังนี้

ประเภทของคอมพิวเตอร์ถ้าจาแนกตามลักษณะ วิธีการทางานภายในเครื่องคอมพิวเตอร์แบ่งได้เป็นสองประเภทใหญ่ คือ แอนะล็อกคอมพิวเตอร์ (Analog Computer) และดิจิทัลคอมพิวเตอร์ (Digital Computer)

Analog Computer (แอนะล็อกคอมพิวเตอร์) แอนะล็อกคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องคานวณอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้ใช้ค่าตัวเลขเป็นหลักของการคานวณ ไม้บรรทัดคานวณ ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของแอนะล็อกคอมพิวเตอร์ โดยใช้ไม้บรรทัดทีม่ ีขีดแสดงตาแหน่งของตัวเลขการคานวณจะใช้ไม้ บรรทัดหลายอันมาประกอบเพื่อหาผลลัพธ์ เช่น การคูณ ซึง่ จะเป็นการเลื่อนไม้บรรทัดหนึ่งให้ไปตรงตามขีดตัวเลขทีเ่ ป็น ตัวตัง้ และตัวคูณในไม้บรรทัดหนึ่ง แล้วไปอ่านผลคูณที่ขีดตัวเลขซึง่ อยู่บนอีกไม้บรรทัดหนึง่ แอนะล็อกคอมพิวเตอร์แบบ อิเล็กทรอนิกส์จะใช้หลักการทานองเดียวกัน โดยใช้แรงดันไฟฟ้าแทนขีดตัวเลขตามแนวยาวของไม้บรรทัด แอนะล็อกคอมพิวเตอร์จะมีลักษณะเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่แยกส่วนทาหน้าทีเ่ ป็นตัวกระทาและเป็นฟังก์ชันทาง คณิตศาสตร์ จึงเหมาะสาหรับงานคานวณทางวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมที่อยู่ในรูปของสมการทางคณิตศาสตร์ เช่น การจาลองการบิน การศึกษาการสั่นสะเทือนของตึกเนื่องจากแผ่นดินไหว เป็นต้น ใน


ปัจจุบันไม่ค่อยพบเห็นแอนะล็อกคอมพิวเตอร์ เพราะผลการคานวณมีความละเอียดน้อย ทาให้มีขดี จากัดใช้ได้กับงาน เฉพาะบางอย่างเท่านั้น ปัจจุบันไม่ค่อยพบเห็นแอนะล็อกคอมพิวเตอร์เท่าไรนัก เพราะผลการคานวณมีความละเอียด น้อย ทาให้มขี ีดจากัดใช้ได้เฉพาะงานบางอย่างเท่านั้น

Digital Computer (ดิจิทัลคอมพิวเตอร์) ดิจิทัลคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องคานวณอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้งานเกี่ยวกับตัวเลข ค่าตัวเลขของการคานวณในดิจิทัล คอมพิวเตอร์จะแสดงเป็นหลัก แต่จะเป็นระบบเลขฐานสองที่มีสญ ั ลักษณ์ตวั เลขเพียงสองตัว คือ 0 และ 1 เท่านั้น โดย สัญลักษณ์ทั้งสองตัวนี้ จะแทนลักษณะการทางานภายในซึ่งเป็นสัญญาณไฟฟ้าที่ต่างกัน การคานวณภายในดิจิทัล คอมพิวเตอร์จะเป็นการประมวลผลด้วยระบบเลขฐานสองทัง้ หมด เครื่องดิจิทัลคอมพิวเตอร์หรือนิยมเรียกสั้นๆ ว่า คอมพิวเตอร์ กาลังได้รับความนิยมกันมากในขณะนี้ และพบเห็นอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน

วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์ จุดเริ่มต้นในการคิดค้นเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นเกิดจากความต้องการในการนับ และคิดคานวณของมนุษย์โดยในยุคแรกคือ ช่วงคริสต์ศักราช 1200 การคิดคานวณยังไม่ซับซ้อน ในประเทศจีนมีการใช้อุปกรณ์ชว่ ยในการนับที่เรียกว่าลูกคิด (abacus) ต่อมาเมื่อมนุษย์ต้องการการคิดคานวณที่ซับซ้อน และต้องอาศัยเครื่องมือช่วยงานทีม่ ีความสมารถ หลากหลาย จึงได้มีการพัฒนาเครื่องช่วยคานวณที่ซับซ้อนแล้วก้าวหน้าขึ้นตามลาดับ จนกระทัง่ ในยุคปัจจุบันเรามีเครื่อง คอมพิวเตอร์ที่มคี วามสามารถในการคานวณงานและประยุกต์ใช้งานได้หลายประเภท เช่น การสื่อสาร การประมวลผล ข้อมูลหรือแม้แต่ให้ความบันเทิง นอกจากนั้นรูปลักษณ์ของคอมพิวเตอร์ยังพัฒนาจนมีขนาดเล็กง่ายต่อการพกพา

เครื่องคานวณปาสคาลที่คิดค้นโดยเบลส ปาสคาล


การพัฒนาเครื่องคานวณเป็นไปอย่างต่อเนื่องและน่าสนใจ เราสามารถแบ่งลักษณะของเครื่องคานวณที่สร้างสร้างขึ้นได้ เป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรกที่เครื่องคานวณมีการทางานเป็นกลไกแบบเครื่องจักรกลและค่อยๆ พัฒนาถึงปัจจุบันคือช่วงที่ เครื่องคานวณหรือเครื่องคอมพิวเตอร์มีการทางานโดยใช้ไฟฟ้าทั้งหมด ในช่วงแรกทีม่ ีการพัฒนาเครื่องคานวณที่ทางานแบบเครื่องจักรกล เครื่องคานวณที่มชี ื่อเสียงใช้คานวณการบวกลบเลขที่ แท้จริง ชื่อว่า เครื่องคานวณปาสคาล (Pascal calculator) ทีประดิษฐ์ขึ้นโดยนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อ เบลส ปาสคาล (Blaise Pascal) และต่อมานักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อ กอดฟริด ฟอน ไลบ์นิช (Gottfried Von Leibnitz) ได้ประดิษฐ์เครื่องคานวณทีม่ ีความสามารถในการคูณ หาร และหารากที่สองได้ ชื่อว่าเครื่องคานวณสเต็ป เรคคอนเนอร์ (Stepped Reckconer)

เครื่องคานวณสเต็ป เรคคอนเนอร์

เมื่อความรู้ด้านคณิตศาสตร์พัฒนาต่อไป นักคณิตศาสตร์ต้องการเครื่องมือทีม่ ีความสามารถมากขึ้นเพื่อช่วยในการ คานวณ ในปี พ.ศ. 2343 นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อว่าชาร์ลส์ แบบเบจ (Charles Babbage) ซึ่งได้รับการ ยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งคอมพิวเตอร์ได้พัฒนาเครื่องคานวณทีเ่ รียกว่าดิฟเฟอร์เรนซ์เอนจิน (difference engine) ที่สามารถคานวณตัวเลขของตารางคณิตศาสตร์ เช่น ตรีโกณมิติและลอการิทึมได้และต่อมาได้พัฒนาเป็นเครื่องคานวณที่ มีหลักการทางานใกล้เคียงกับเครือ่ งคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน โดยนาบัตรเจาะรูเข้ามาช่วยในการทางาน ตัง้ แต่ควบคุม กระบวนการทางาน


เครื่องดิฟเฟอร์เรนซ์เอนจิน

จนกระทั่งใช้เป็นหน่วยความจา และมีวงล้อหมุนเรียกว่ามิล (mill) เป็นหน่วยคานวณเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ เครื่องคานวณ แบบนี้ถือได้ว่าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกและมีชื่อว่าแอนาไลติคอลเอนจิน (analytical engine) จากนั้นมา การพัฒนาเครื่องคานวณยังคงมีต่อมาเรื่อยๆ จนมีการพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ไฟฟ้าในการทางาน โดย เริ่มต้นใช้หลอดสูญญากาศเป็นองค์ประกอบของวงจรไฟฟ้า และจุดนี้เองนับเป็นจุดเริ่มต้นในการนับแบ่งยุคของ คอมพิวเตอร์ เป็นคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ที่เป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ล้วนๆ และถ้าแบ่งยุคของคอมพิวเตอร์สมัยใหม่นี้ออก ตามลักษณะโครงสร้างและเทคโนโลยีจะแบ่งได้ดงั ต่อไปนี้


เครื่องแอนาไลติคอลเอนจิน

บัตรเจาะรู

1.ยุคหลอดสูญญากาศ ยุคนี้อยู่ระหว่าง พ.ศ.2488 – 2501 เครื่องคอมพิวเตอร์ยุคนีใ้ ช้ หลอดสูญญากาศ (vacuum tube) ซึ่งเป็น อุปกรณ์เล็กทรอนิกส์ขนาดเท่าหลอดไฟฟ้าตามบ้านเป็นองค์ประกอบหลักของวงจรไฟฟ้า และใช้บัตรเจาะรูในการเก็บ ข้อมูลและคาสั่งทีใ่ ห้คอมพิวเตอร์ทางาน และใช้ดรัมแม่เหล็ก (magnetic drum) เป็นหน่วยความจาหลัก ดรัม แม่เหล็กทาด้วย วงแหวนแม่เหล็กขนาดเล็ก ๆ เท่าหัวเข็มหมุดจานวนมากมาย วงแหวนเหล่านี้ถูกร้อยด้วยเส้นลวดเล็ก ๆ เหมือนการร้อยลูกปัด หรือ หน้าต่างมุ้งลวดที่มวี งแหวนคล้องอยูท่ ี่จุดตัดของเส้นลวด หน่วยความจาหลักนี้จะเก็บข้อมูล เฉพาะในขณะที่มีการประมวลผลเท่านั้น คอมพิวเตอร์ในยุคนีม้ ีความเร็วในการทางานอยูใ่ นหน่วยหนึ่งในพันวินาที (millisecond)


หลอดสูญญากาศ

ในระยะแรก จุดประสงค์ของการสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคนี้เพื่อช���วยในงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ และเครื่องอมพิว เตอร์ที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์เครื่องแรกมีชื่อว่า อินิแอค (Electronic Number Integrator and Calculator : ENIAC) ได้รับการพัฒนาขึ้นในปี พ.ศ. 2486 เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ประกอบด้วยหลอดสูญญากาศประมาณ 18,000 หลอด ทาให้มีขนาดใหญ่และน้าหนักมาก ต่อมาในปี 18,000 หลอด ทาให้มีขนาดใหญ่และน้าหนักมาก ต่อมาในปี 2491 ได้มีการพัฒนาเครื่องอมพิวเตอร์เครื่องแรกทีส่ ามารถใช้งานทางธุรกิจ ชื่อว่า ยูนิแวค (Universal Automatic Company : UNIVAC) ทั้งนี้เพื่อใช้ชว่ ยในการสารวจสามะโนประชากร การสั่งงานคอมพิวเตอร์ยคุ นี้ในระยะแรกจะใช้ภาษาเครื่อง ซึง่ เป็นรหัสตัวเลขที่ทาให้ใช้งานลาบาก จึงได้มกี ารคิดค้น ภาษาสัญลักษณ์ (symbolic language) ขึ้นช่วยงาน โดยใช้ภาษาชนิดเขียนคาสั่งเป็นภาษาอังกฤษก่อนและจึงใช้ ตัวแปลภาษาแปลงเป็นภาษาเครือ่ งอีกครัง้ หนึ่ง ปัญหาของคอมพิวเตอร์ทใี่ ช้หลอดสูญญากาศ นอกจากขนาดและน้าหนักที่มากแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องความร้อน เนื่องจาก หลอดดังกล่าวต้องใช้พลังงานสูงทาให้เกิดความร้อนจากการใช้งานสูง และไส้หลอดขาดง่าย ทาให้มีการพัฒนาอุปกรณ์ อื่นขึ้นใช้งานแทน

2. ยุคทรานซิสเตอร์ ยุคนี้อยู่ระหว่าง พ.ศ. 2502 - 2506 เครื่องคอมพิวเตอร์ยุคนีใ้ ช้ทรานซิสเตอร์ (transistor) เป็นองค์ประกอบหลัก ของวงจรไฟฟ้าแทนหลอดสูญญากาศ โดยผู้ที่คิดค้นทรานซิสเตอร์คือนักวิทยาศาสตร์สามคนของห้องปฏิบัติการเบลล์ (Bell Laboratories) แห่งสหรัฐอเมริกา ได้แก่ บาร์ดีน (J.Bardeen) แบรทเทน (H.W.Brattain)


และชอคเลย์ (W.Shockley) การ ใช้ทรานซิสเตอร์ในการผลิตคอมพิวเตอร์แทนหลอดสูญญกาศทาให้ตัวคอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลงกว่าเดิมมาก โดย ทรานซิสเตอร์ที่พัฒนาขึ้นเป็นครัง้ แรกมีขนาด 1 ใน 100 ของหลอดสูญญากาศเท่านั้น นอกจากขนาดเล็กแล้วยังมี คุณสมบัติที่ดีอีกหลายประการคือ ไม่เปลืองกระแสไฟฟ้า ไม่ต้องใช้เวลาอุ่นเครื่องเมื่อแรกเปิดเครื่อง ทาให้เครื่อง คอมพิวเตอร์มี ประสิทธิภาพและความเร็วเพิ่มขึน้ จนกระทั่งสามารถบวกจานวน 2 จานวนได้ในเวลาประมาณหนึ่งในล้านวินาที (microsecond) โดยที่ทรานซิสเตอร์เป็นปัจจัยในการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ที่สาคัญยิ่ง จึงทาให้ นักวิทยาศาสตร์ทั้งสามคนได้รับรางวัลโนเบล

เครื่องคอมพิวเตอร์ทรานซิสเตอร์


ทรานซิสเตอร์ (Transistor)

นอกจากจะมีววิ ัฒนาการเกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว ยังมีการพัฒนาภาษาที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์อกี ด้วย ในยุคนี้ มีการใช้ภาษาแอสเซมบลี (Assembly Language) ซึ่งเป็นภาษาทีใ่ ช้คาย่อเป็นคาสั่งแทนรหัสตัวเลข ทาให้การ เขียนโปรแกรมสะดวกขึ้น หลังจากนี้ก็มีการพัฒนาภาษาระดับสูง คือ ภาษาทีเ่ ขียนเป็นประโยคที่คนสามารถเข้าใจได้ง่าย เช่นในกลางปี พ.ศ. 2498 เริ่มมีการใช้ภาษาฟอร์แทรน (FORmular TRANstator : FORTRAN) ในงาน ทางด้านคณิตศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2502 มีการพัฒนาภาษาโคบอล (Common Business Oriented Language : COBOL) ใช้ในทางด้านธุรกิจ ทั้งสองภาษานี้ยงั มีใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ถึงปัจจุบัน ในปี พ.ศ. 2505 มีการนาชุดจานแม่เหล็กทีถ่ อดเปลี่ยนได้มาใช้บันทึกข้อมูลแทนการใช้เทปแม่เหล็ก เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ ใช้กับคอมพิวเตอร์ยุคนี้ทาให้คา่ ใช้จ่ายในการใช้คอมพิวเตอร์ถกู ลง และทาให้ธุรกิจต่าง ๆ เริม่ นาคอมพิวเตอร์มาใช้ใน กิจการมากขึ้น

3. ยุควงจรรวม ยุคนี้อยู่ระหว่าง พ.ศ. 2507 – 2512 เป็นยุคที่มกี ารพัฒนาวงจรไอซี (Integrated Circuit : IC) ซึ่งเป็นการ บรรจุวงจรอิเล็กทรอนิกส์จานวนมากลงบนแผ่นซิลิคอนเล็ก ๆ เช่น แผ่นซิลิคอนขนาดเล็กกว่า 1/8 ตารางนิว้ สามารถ บรรจุชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ได้หลายร้อยวงจร ไอซีจึงเข้ามาทา หน้าที่แทนทรานซิสเตอร์ เนื่องจากมีคุณสมบัติเด่น 4


ประการคือ 3.1 มีความเชื่อถือได้ หมายความว่า ไม่วา่ จะใช้งานกี่ครั้งกี่หน ก็จะได้ผลออกมาเหมือนเดิม คอมพิวเตอร์ที่ใช้หลอด สูญญากาศจะเกิดการขัดข้องโดยเฉลี่ยแล้วทุกๆ 15 วินาที ส่วนไอซีมีปัญหาเช่นนี้น้อยมาก คือ 1 ครั้ง ใน 23 ล้าน ชั่วโมง 3.2 มีความกระชับ เนื่องจากวงจรได้ถูกย่อส่วนให้เล็กทาให้อุปกรณ์มีขนาดเล็กกระทัดรัด มีความเร็วในการทางานเพิ่ม มากขึ้น เพราะวงจรอยู่ใกล้กันมากระยะเวลาในการเดินทางของกระแสไฟฟ้าจะน้อยลง 3.3 ราคาถูก เนื่องจากมีการผลิตเป็นปริมาณมาก ๆ ทาให้ต้นทุนถูกลง 3.4 ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อย ทาให้ประหยัด

เครื่องคอมพิวเตอร์ในยุควงจรรวม

วงจรรวม (Integrated Circuit : IC)

ใน พ.ศ. 2507 บริษัทไอบีเอ็ม นาคอมพิวเตอร์รุ่น 360 ออกสู่ตลาด ซึง่ ถือว่าเป็นการเริ่มยุคที่สามของคอมพิวเตอร์


คอมพิวเตอร์รุ่น 360 นี้ได้ออกแบบมาเพื่อใช้งานได้ทงั้ ทางวิทยาศาสตร์และทางธุรกิจที่ใช้หลักการซึ่งมีลักษณะเด่น หลายประการ เช่น ประการแรกเครื่องรุ่นนี้มีดว้ ยกันหลายแบบตัง้ แต่ขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ แต่ละแบบใช้ภาษาเดียวกัน ทาให้ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนจากเครื่องเล็กเป็นเครื่องใหญ่ได้ง่าย ประการที่สองเครื่องรุ่นนี้เริม่ นาระบบปฏิบัติการขนาดใหญ่ มาใช้เป็นตัวกลางในการควบคุมการติดต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ

4. ยุควีแอลเอสไอ จากวงจรไอซีได้มีการพัฒนาวงจรรวมความจุสูงหรือแอลเอสไอ (Large Scale Integrated Circuit : LSI) ขึ้นมาใหม่ในปี พ.ศ.2513 ทาให้สามารถบรรจุวงจรทรานซิสเตอร์จานวนหลายพันตัวลงบนแผ่นซิลิคอนขนาด 1/6 ตารางนิ้ว นับเป็นการเริม่ ยุคที่สี่ของคอมพิวเตอร์ซึ่งอยู่ระหว่าง พ.ศ.2513 – 2532 และในปี พ.ศ. 2518 สามารถ เพิ่มปริมาณวงจรหลายหมื่นวงจรลงบนซิลิคอนขนาดเท่าเดิม เรียกว่า วงจรรวมความจุสงู มากหรือวีแอลเอสไอ (Very Large Scale Integrated Circuit : VLSI) จากการประดิษฐ์วีแอลเอสไอสามารถนามาสร้างเป็นไมโคร โพรเซสเซอร์ ซึง่ ทาหน้าทีเ่ ป็นหน่วยประมวลผลกลางหรือซีพยี ู (Central Processing Unit : CPU) ของ คอมพิวเตอร์ และสามารถลดขนาดของคอมพิวเตอร์ให้เล็กลงจนสามารถตั้งบนโต๊ะทางานในสานักงาน หรือพกพาไปในที่ ต่างๆ เหมือนกระเป๋าหิว้ ได้ เรียกเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เกิดในยุคนี้วา่ ไมโครคอมพิวเตอร์(microcomputer) นอกจากนี้ ยังสามารถนาวงจรวีแอลเอสไอมาสร้างเป็นหน่วยความจารองที่สามารถเก็บข้อมูลในระหว่างที่เครื่อง คอมพิวเตอร์ทางานได้ ทาให้ได้หน่วยความจาที่มีความจุมากขึ้น ประสิทธิภาพในการทางานของคอมพิวเตอร์ยุคนีจ้ ะมี การพัฒนาอย่างรวดเร็ว จนคอมพิวเตอร์นอกจากช่วยงานคานวณแล้วยังสามารถทางานเฉพาะทางอื่นๆ ได้มากกว่า ช่วยงานคานวณ เช่น การนาเสนอข้อมูลแบบสื่อประสม

คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer)


ไมโครโพรเซสเซอร์ (Microprocessor)

วงจรวีแอลเอสไอที่รวมทรานซิสเตอร์ได้นับพันตัวไว้บนแผ่นซิลิคอนที่มีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับมือคนนอกจากการ พัฒนาในระบบฮาร์ดแวร์แล้ว ในยุคนี้ยังมีการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ให้มขี ีดความสามารถสูงขึ้นมาก มีการพัฒนา ระบบปฏิบัติการที่มีการติดต่อกับผู้ใช้ในรูปของกราฟิกที่เรียกว่าจียไู อ (Graphic User Interface : GUI) แทน การติดต่อแบบรายคาสัง่ (command line interface)ที่เป็นการพิมพ์คาสัง่ ทีละคาสั่งเพื่อสั่งงานคอมพิวเตอร์ ทางานเช่นในอดีต ปัจจุบันเริม่ มีการใช้เมาส์ในการสั่งงานคอมพิวเตอร์ และยังมีการพัฒนาซอฟต์แวร์สาเร็จช่วยงาน จานวนมาก ทั้งที่เป็นงานสานักงานทั่วไปและงานเฉพาะทาง เช่น ซอฟต์แวร์ประมวลคา ซอฟต์แวร์ตารางทางาน ซอฟต์แวร์นาเสนอ ซอฟต์แวร์เหล่านี้ก็จะมีการติดต่อกับผู้ใช้แบบจียูไอ ทาให้การใช้งานคอมพิวเตอร์ท���ได้ง่ายและสะดวก ขึ้น การใช้งานคอมพิวเตอร์จึงได้รับความนิยมสูงขึ้นมากในยุคนี้

5. ยุคเครือข่าย หลังจากทีม่ ีการคิดค้นวงจรวีแอลเอสไอขึ้นแล้วใช้หน่วยประมวลผลกลางและหน่วยความจาหลักในคอมพิวเตอร์แล้ว การ พัฒนาวงจรวีแอลเอสไอก็ยงั คงมีอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว จนในปัจจุบันสามารถบรรจุทรานซิสเตอร์ลงบนแผ่นซิลิคอน ขนาดเล็กเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ทุกๆ 18 เดือน เป็นผลให้คอมพิวเตอร์มีขีดความสามารถเพิม่ ขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อ คอมพิวเตอร์ใน ปัจจุบันสามารถทางานได้เร็วขึ้นประมวลผลข้อมูลได้ทีละมากๆ ทางานได้หลายงานพร้อมกัน รวมทั้งสามารถแสดงผลใน รูปของสื่อประสมได้ ความนิยมนาคอมพิวเตอร์มาช่วยงานจึงขยายวงกว้างอย่างรวดเร็วและในทุกวงการ ยุคนีจ้ ะมีความ พยายามในการ ประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์กับงานหลายประเภท เช่น มีความพยายามนาคอมพิวเตอร์มาช่วยในการตัดสินใจและแก้ปญ ั หา ให้ดียงิ่ ขึ้น โดยจะมีการเก็บความรู้ต่าง ๆ เข้าไว้ในเครื่อง สามารถเรียกค้นและดึงความรู้ที่สะสมไว้มาใช้งานให้เป็น ประโยชน์ คอมพิวเตอร์ยคุ นี้เป็นผลจากวิชาการในแขนงทีเ่ รียกว่าปัญญาประดิษฐ์ ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น


สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศในทวีปยุโรปกาลังสนใจค้นคว้าและพัฒนาทางด้านนี้กันอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ในยุคนีก้ ็มีการพัฒนาเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อให้คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันอยู่ในเครือข่ายสามารถใช้ ทรัพยากรร่วมกันและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ โดยเริ่มจากการทางานเป็นกลุ่ม (work group) โดยเครื่อง คอมพิวเตอร์ในกลุ่มเดียวกันสามารถใช้อุปกรณ์รอบข้าง เช่น เครื่องพิมพ์ร่วมกันได้ สามารถเรียกใช้ข้อมูลที่อยู่ในเครื่อง อื่นในกลุ่มได้ โดยใช้เครือข่ายท้องถิ่น ซึ่งจะเชื่อมคอมพิวเตอร์นับร้อยเครื่องที่อยู่ภายในบริเวณเดียวกัน เช่น ในอาคาร เดียวกัน หรือระหว่างอาคารที่อยูใ่ นรั้วเดียวกันเข้าด้วยกันจากความสะดวกของการทางานบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทา ให้เทคโนโลยีนี้ได้รับความนิยมสูงมาโดยตลอด มีผลให้การพัฒนาและการประยุกต์ใช้งานบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาก ไม่ว่าจะเป็นการจัดการข้อมูลหรือการคิดคานวณ ดังจะเห็นได้ว่ามีการพัฒนาขีดความสามารถของอุปกรณ์ต่อเชื่อมใน เครือข่าย เช่น มีการพัฒนาสายเชื่อมโยงให้มีความทนทานและสามารถส่งข้อมูลได้มากขึ้น การพัฒนาขีดความสามารถ ของเครื่องแม่ขา่ ยในระบบให้มีหน่วยความจามากขึ้นและประมวลผลได้เร็วขึ้น


รายงานคอมพิวเตอร์