Page 1

การประยุกต์ ใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศเพือ่ การศึกษา Date : 2012-01-19 21:58:26 การประยุกต์ ใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศเพือ่ การศึกษา

เทคโนโลยีสารสนเทศที่นามาใช้สาหรับการสอน เป็ นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่หลายอย่าง ทาให้การเรี ยนการสอนด้วยอุปกรณ์ที่ทนั สมัย ห้องเรี ยนสมัยใหม่ มีอุปกรณ์วิดีโอโปรเจคเตอร์ (Video Projector) มีเครื่ องคอมพิวเตอร์ มีระบบการอ่านข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แบบต่างๆ รู ปแบบ ของสื่ อการศึกษาที่นามาใช้ในการเรี ยนการสอน ก็มีหลากหลาย ขึ้นอยูก่ บั ความเหมาะสมในการ นามาใช้ เช่น มัลติมีเดีย อิเล็กทรอนิกส์ยคุ วิดีโอเทเลคอนเฟอเรนซ์ ระบบวิดีโอออนดีมานด์ ไฮเปอร์ เท็กซ์ คอมพิวเตอร์ และระบบอินเตอร์ เน็ต เป็ นต้น

คอมพิวเตอร์ ช่วยสอน คอมพิวเตอร์ ช่วยสอนเป็ นการนาเอาเทคโนโลยีรวมกับการออกแบบโปรแกรมการสอน มาใช้ ช่วยสอน ซึ่ งเรี ยกกันโดยทัว่ ไปว่าบทเรี ยน ซี เอไอ ย่อมาจากคาในภาษาอังกฤษว่า Computer-Assisted Instruction หรื อเรี ยก ย่อๆ ว่า ซี เอไอ (CAI) การจัดโปรแกรมการสอนโดย ใช้คอมพิวเตอร์ ช่วยสอนในปัจจุบนั มักอยูใ่ นรู ปของสื่ อ ประสม (Multimedia) หมายถึง นาเสนอได้ท้งั ภาพ ข้อความ เสี ยง ภาพเคลื่อนไหวฯลฯ โปรแกรมช่วยสอนนี้เหมาะกับการศึกษา ด้วยตนเอง และเปิ ดโอกาสให้ผเู ้ รี ยนสามารถโต้ตอบกับบทเรี ยนได้ตลอด จนมีผลป้ อนกลับ เพื่อให้ผเู ้ รี ยนรู ้ บทเรี ยนได้อย่างถูกต้อง และเข้าใจในเนื้อหาวิชาของบทเรี ยนนั้นๆ

ลักษณะคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนจึงเป็ นบทเรี ยนที่ช่วยการเรี ยนการสอน และมีโปรแกรม คอมพิวเตอร์ ช่วยจัดบทเรี ยนให้เป็ นระบบและเหมาะสมกับนักเรี ยนแต่ ละคน โดยมีลกั ษณะ สาคัญๆ ดังนี้ 1. เริ่ มจากสิ่ งที่รู้ไปสู่ สิ่งที่ไม่รู้ จัดเนื้อหาเรี ยงไปตามลาดับจากง่ายไปสู่ ยาก 2. การเพิ่มเนื้อหาให้กบั ผูเ้ รี ยนต้องค่อยๆ เพิ่มทีละน้อย และมีสาระใหม่ไม่มากนักนักเรี ยน สามารถเรี ยนรู ้ได้ดว้ ยตนเองอย่างเข้าใจ


3. แต่ละเนื้อหาต้องมีการแนะนาความรู ้ใหม่เพียงอย่างเดียวไม่ให้ที่ละมากๆ จนทาให้ผเู ้ รี ยน สับสน 4. ในระหว่างเรี ยนต้องให้ผเู ้ รี ยนมีส่วนร่ วมกับบทเรี ยน เช่น มีคาถามมีการตอบ มีทาแบบฝึ กหัด แบบทดสอบ ซึ่ งทาให้ผเู ้ รี ยนสนใจอยูก่ บั การเรี ยนไม่น่าเบื่อหน่าย 5. การตอบคาถามที่ผดิ ต้องมีคาแนะนาหรื อทบทวนบทเรี ยนเก่าอีกครั้ง หรื อมีการเฉลย ซึ่ งเป็ น การเพิ่ม เนื้อหาไปด้วย ถ้าเป็ นคาตอบที่ถูกผูเ้ รี ยนได้รับคาชมเชย และได้เรี ยนบทเรี ยนต่อไปที่ ก้าวหน้าขึ้น 6. ในการเสนอบทเรี ยนต้องมีการสรุ ปท้ายบทเรี ยนแต่ละบทเรี ยนช่วยให้เกิดการวัดผลได้ดว้ ย ตนเอง 7. ทุกบทเรี ยนต้องมีการกาหนดวัตถุประสงค์ไว้ให้ชดั เจน ซึ่ งช่วยให้แบ่งเนื้อหาตามลาดับได้ดี ประโยชน์ ของคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน การนาเอาคอมพิวเตอร์ มาช่วยในการสอนมีประโยชน์หลายประการดังนี้ 1. ทาให้นกั เรี ยนได้มีส่วนร่ วมในกระบวนการเรี ยนการสอนมากขึ้น 2. ทาให้นกั เรี ยนสามารถเลือกเรี ยนได้หลายแบบตามความถนัดของแต่ละบุคคล 3. ทาให้ไม่เปลืองสมองในการท่องจาสิ่ งที่ไม่ควรจะต้องจา ใช้สมองในการคิดวิเคราะห์และ ตัดสิ นใจแทน 4. ทาให้สามารถปรับปรุ งเปลี่ยนแปลงการเรี ยนการสอนได้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล 5. ทาให้ผเู ้ รี ยนมีอิสรภาพในการเรี ยน ไม่ตอ้ งคอยครู อาจารย์ ผูเ้ รี ยนสามารถเรี ยนรู ้ได้ทุกเวลาที่ ต้องการ 6. ทาให้ผเู ้ รี ยนสามารถสรุ ปหลักการ เนื้อหา สาระของบทเรี ยนแต่ละบทเรี ยนได้ ประเภทของคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน คอมพิวเตอร์ ช่วยสอนที่นามาใช้ในปัจจุบนั มีอยูม่ ากมายหลายรู ปแบบ นักวิชาการและ นักการศึกษา ทั้งในประเทศและต่างประเทศได้จดั แบ่งประเภทตามลักษณะการใช้ดงั นี้ 1. คอมพิวเตอร์ ใช้เพื่อการสอน (Tutoring) เป็ นโปรแกรมที่สร้างขึ้นในลักษณะของ บทเรี ยนที่ลอกเลียนแบบ การสอนของครู กล่าวคือ มีบทนา มีคาบรรยาย ซึ่ งประกอบด้วยทฤษฎี กฎเกณฑ์ แนวคิดที่สอนหลังจากที่นกั เรี ยนได้ศึกษาแล้วก็มีคาถาม (Question) เพื่อใช้ในการ


ตรวจสอบความเข้าใจของ นักเรี ยน มีการป้ อนกลับ ตลอดจนมีการเสริ มแรงและสามารถให้ นักเรี ยนย้อนกลับไปเรี ยนบทเรี ยนเดิมได้ หรื อข้ามบทเรี ยนที่ได้เรี ยนรู ้ แล้วได้นอกจากนี้ยงั สามารถบันทึกการเรี ยนของนักเรี ยนไว้ได้ เพื่อให้ครู นาข้อมูลการเรี ยนของแต่ละคนกลับไป แก้ไขนักเรี ยนบางคนได้ 2. คอมพิวเตอร์ ใช้เพื่อการฝึ ก (Drill and Practice) แบบฝึ กส่ วนใหญ่ใช้เพื่อเสริ มทักษะ เมื่อครู ได้สอน บทเรี ยนบางอย่างไปแล้ว จุดมุ่งหมายเพื่อฝึ กหัดกับคอมพิวเตอร์ เพื่อวัดระดับ หรื อให้ฝึกจนถึงระดับที่ยอมรับได้ บทเรี ยนประเภทนี้ จึงประกอบด้วยคาถามและคาตอบ การ เตรี ยมคาถามต้องเตรี ยมไว้มากๆ ซึ่ งผูเ้ รี ยนควรได้สุ่มขึ้นมาฝึ กเองได้ สิ่ งสาคัญของการฝึ กคือ ต้องกระตุน้ ให้นกั เรี ยนอยากทา และตื่นเต้นกับการทาแบบฝึ กหัดนั้น ซึ่ งอาจมีภาพเคลื่อนไหว คาพูดโต้ตอบ มีการแข่งขัน เช่น จับเวลา หรื อสร้างรู ปแบบที่ทา้ ทายความสามารถในการคิด และ การแก้ปัญหา 3. คอมพิวเตอร์ ใช้เพื่อสร้างสถานการณ์จาลอง (Simulation) โปรแกรมประเภทนี้ เป็ น โปรแกรมที่ใช้จาลองสถานการณ์ให้ใกล้เคียงกับสถานการณ์ ในชีวิตจริ งของนักเรี ยนโดยมี เหตุการณ์สมมติต่างๆ อยูใ่ นโปรแกรม และผูเ้ รี ยนสามารถที่จะเปลี่ยนแปลง หรื อจัดกระทาได้ สามารถมีการโต้ตอบ และมีวตั แปร หรื อทางเลือกหลายๆ ทาง การสร้างสถานการณ์จาลองขึ้น เพื่อให้เกิดการเรี ยนรู ้ เมื่อสถานการณ์จริ งไม่สามารถทาได้ เช่น การเคลื่อนที่ของลูกปื น การ เดินทางของแสงการหักเหของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ า หรื อการทาปฏิกิริยาทางเคมีทอี่ าจเกิดการ ระเบิดขึ้น หรื อการเจริ ญเติบโตนี้ใช้เวลานาน หลายวันการใช้คอมพิวเตอร์ สร้างสถานการณ์ จาลองจึงมีความจาเป็ นอย่างมาก 4. คอมพิวเตอร์ ใช้เพื่อเป็ นเกมในการเรี ยนการสอน โปรแกรมประเภทนี้นบั เป็ นแบบพิเศษ ของแบบจาลองสถานการณ์ โดยมีการแข่งขันเป็ นหลัก ซึ่ งสามารถเล่นได้คนเดียวหรื อหลายคน ก่อให้เกิดการแข่งขันและร่ วมมือกัน ก่อให้เกิดการเรี ยนรู ้ได้มากโดยการเพิม่ คุณค่าทางการศึกษา จุดมุ่งหมาย เนื้อหา และกระบวนการที่เหมาะสม 5. คอมพิวเตอร์ ใช้เพื่อการทดสอบ (Testing) เป็ นโปรแกรมที่ใช้รวมแบบทดสอบไว้และ สุ่ มข้อสอบตาม จานวนที่ตอ้ งการ โดยที่ขอ้ สอบเหล่านั้น ผ่านการสร้างมาอย่างดีมีความเชื่อถือได้ในการวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรี ยน โปรแกรมมีการตรวจข้อสอบให้คะแนน วิเคราะห์ และประเมินผลให้ ผูส้ อบได้ทราบทันที


6. คอมพิวเตอร์ ใช้เพื่อการไต่ถามข้อมูล (Inguiry) เป็ นโปรแกรมที่ช่วยในการค้นหา ข้อเท็จจริ งหรื อข่าวสารที่เป็ นประโยชน์ในตัว คอมพิวเตอร์ แบบนี้จะมีแหล่งเก็บข้อมูลที่เป็ น ประโยชน์ ซึ่ งสามารถแสดงได้ทนั ทีเมื่อผูเ้ รี ยน ต้องการ ด้วยระบบง่ายๆ ที่ผเู ้ รี ยนสามารถทาได้ เพียงแต่กดหมายเลข หรื อใส่ รหัส ซึ่ งทาให้คอมพิวเตอร์ แสดงข้อมูลที่ตอ้ งการไต่ถามได้ตาม ต้องการ นอกจากนั้นยังนาคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนมาใช้ในลักษณะอื่นๆ เช่น การนาเสนอ ประกอบการสอน การใช้เพื่อฝึ กแก้ปัญหาการสาธิต เป็ นต้น เทคโนโลยีสารสนเทศ หรื อ ไอที (อังกฤษ: Information technology หรื อ IT) หมายถึง เทคโนโลยีสาหรับการประมวลผลสารสนเทศ ซึ่ งครอบคลุมถึงการรับ-ส่ ง การแปลง การจัดเก็บ การประมวลผล และการค้นคืนสารสนเทศ ในการประยุกต์ การบริ การ และพื้นฐานทาง เทคโนโลยี สามารถแบ่งกลุ่มย่อยเป็ น 3 กลุ่ม ได้แก่ คอมพิวเตอร์, การสื่ อสาร และข้อมูลแบบ มัลติมีเดีย ซึ่ งในแต่ละกลุ่มนี้ยงั แบ่งเป็ นกลุ่มย่อยๆ ได้อีกมากมาย องค์ประกอบทั้ง 3 ส่ วนนี้ ยัง ต้องอาศัยการทางานร่ วมกัน ยกตัวอย่างเช่น เซิ ร์ฟเวอร์ (คอมพิวเตอร์ ) เป็ นองค์ประกอบสาคัญ ของระบบเครื อข่าย (การสื่ อสาร) โดยมีการส่ งข้อมูลต่างๆ ไปยังเครื่ องลูก (ข้อมูลแบบ มัลติมีเดีย) โดยมหาวิทยาลัยแรกที่เปิ ดสอนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศคือ คณะเทคโนโลยี สารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในบางครั้งจะมีการใช้ชื่อว่า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร (information and communications technology ย่อว่า ICT)

ความหมายของข้ อมูล สารสนเทศ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ข้ อมูล (Data) หมายถึง ข้อมูลดิบ หรื อข้อเท็จจริ งต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจาวัน อาจเป็ น ข้อมูลที่แทนด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ ที่แทนปริ มาณหรื อการกระทาต่างๆ ซึ่ งยังไม่ผา่ นการ กลัน่ กรองหรื อประมวลผล อาจอยูใ่ นรู ปของตัวเลข ตัวอักษร ข้อความ ภาพ และเสี ยง เป็ นต้น คุณสมบัติของข้อมูลที่ดีจะต้องมีความถูกต้องเชื่อถือได้ ทันต่อความต้องการใช้งาน ตรงตาม ความต้องการใช้งาน มีปริ มาณกะทัดรัด และสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้


สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลต่างๆ ที่ผา่ นการกลัน่ กรองหรื อประมวลผล แล้ว เป็ นความรู ้ที่สามารถนาไปใช้เป็ นประโยชน์ตามความต้องการได้ การประมวลผลข้ อมูล ( Data Processing สามารถจาแนกวิธีการประมวลผลตามลักษณะเครื่ องมือที่ใช้ ได้ 3 วิธี คือ

)

1.

การประมวลผลด้วยมือ ( Manual Data Processing ) เป็ นวิธีด้ งั เดิม วิธีการประมวลผลไม่ ซับซ้อน เหมาะสาหรับงานที่มีปริ มาณไม่มาก และไม่เร่ งด่วน มีการนาอุปกรณ์ธรรมดามา ช่วย เช่น การใช้ลูกคิด กระดาษ ปากกา

2.

การประมวลผลด้วยเครื่ องจักรกล ( Mechanical Data Processing) เป็ นวิธีการประมวลผล ที่อาศัยเครื่ องจักรกลมาทางานร่ วมกับอุปกรณ์สาหรับการประมวลผลด้วยมือ เช่น เครื่ องทา บัญชี

3.

การประมวลผลด้วยเครื่ องอิเล็กทรอนิกส์ ( Electronic Data Processing ) เป็ นวิธีการที่ นิยมใช้ในปัจจุบนั ซึ่ งนาคอมพิวเตอร์ มาใช้ประมวลผล เหมาะสาหรับงานที่มีปริ ม าณมาก ต้องการความรวดเร็ว ถูกต้อง

·

งานที่มีปริ มาณมาก

·

งานที่ตอ้ งการความรวดเร็ ว

·

งานที่ตอ้ งการความถูกต้อง

·

งานที่ตอ้ งการความปลอดภัยของข้อมูล

·

งานที่มีความซับซ้อนในการคานวณ

·

งานที่มีข้ นั ตอนและรู ปแบบการทางานซ้ าๆ

Applications in education.Application for registration of schools.  

Applications in education. Application for registration of schools.

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you