Page 1

Natural light Ausawathep wongwan


เหล่าต้นไม้เขียวขจีในไพรสัณฑ์ ดอกไม้นานาพรรณหลากสีสัน สัตว็เล็กใหญ่พึ่งพาอาศัยกัน ซึ่งธรรมชาติอันงดงามออกแบบมา

ทั้งแม่น้ำ�ลำ�ธารซึ่งกว้างใหญ่ มหาสมุทรไพศาลไกลสุดตา เหนือพื้นผืนแผ่นดินยังมีฟ้า ในวารีฝูงปลาต่างแหวกว่าย

หลังฝนพรำ�สายรุ้งปรากฏแสง เหล่าแมลงบินว่อนอย่างเรียงราย ธรรมชาติสร้างสิ่งงามมีความหมาย ให้แก่กายทุกชีวีบนโลกนี้


ยลตะวันปันสีทองทาบท้องน้ำ� ยามใกล้ค่ำ�ระยิบยับวะวับไหว งามจับตาจดจ้องมองคราใด อบอุ่นในไอละอองของตะวัน


อโณทัยที่เยือนย่ำ�ค้ำ�ขอบฟ้า ได้บอกลาเลี่ยงลับจนอับแสง ตกภูผาลาทีเป็นสีแดง ประดุจแจ้งว่าพ้นไปในอีกวัน

ส่งสัญญาณให้กลับไปหลับไหล พักกายใจคลายทุกข์ให้สุขสันต์ เตรียมผจญงานใหญ่ในอีกวัน ลมเหมันต์พักหวนชวนนิทรา


ธรรมชาติงามยามเย็นนี้ที่บ้านป่า หมู่นกกากล่อมบรรเลงเพลงสวรรค์ สายลมพลิ้วลิ่วระรื่นตื่นนวลจันทร์ ดุจภาพฝันจับใจใช่เกินบรรยาย.


ลิ่วลิ่วลมพัดพริ้ว กรุ่นกลิ่นลมโชยมา ดอมดมดินหญ้าพา แหกปากตะโกนก้อง

ปลายนา ผัสต้อง สดชื่น ปลดเปลื้องวิญญาณ

เอนเอียงเรียงร่างย้าย ชวนชม เคล้ากลิ่นดินโคลนตม ทุ่งหญ้า ไหวร่างร่ายตามลม โบยโบก งามอื่นใดในหล้า เท่ากล้าต้องลม


สภาพอากาศที่เปลี่ยนไป นอนฟังเสียงฝน ที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้า ฝน..หรือน้ำ�ตา ไม่อาจแยกได้ว่าคือสิ่งใด นี่เป็นเสียงฝน หรือเสียงคร่ำ�ครวญของคนร้องไห้ ความเหน็บหนาวที่ร้าวราน ไปถึงหัวใจ เกิดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป… หรือเป็นเพราะจิตใจของใคร..ที่ไม่เหมือนเดิม


ท้องฟ้ายังกว้างกว่าเก่า เส้นขอบฟ้าเส้นบาง ยังกางกั้น ความรู้สึกห่วงหา คนผูกพัน ยังวนเวียนอยู่ตรงนั้น…ที่หัวใจ …ผืนน้ำ�และแผ่นฟ้า สุดสายตาที่เหมือนว่าจะชิดใกล้ แต่ความจริงคือสองสิ่งที่ห่างไกล ไม่เคยใกล้กันได้เลยสักครา ท้องฟ้ายังกว้าง กว่ากว้าง หัวใจที่เบาบางยังอ่อนล้า ความรักระหว่างเราที่เป็นมา “เราผูกพันกันจริง”หรือว่า… …เป็นความใกล้ แค่น้ำ�กับฟ้า…ไม่แน่ใจ


อาทิตย์แรกแทรกฟ้ามาทายทัก นอนหนุนตักรักจากฟ้ามาเพาะบ่ม ด้วยอุ่นแสงแรงสอดฟ้ามาพาพรม โลกใบกลมยังห่มฟ้าสุธาธาร อรุณเบิกฤกษ์ฟ้าบนผาใหญ่ พนาไพรใต้ฟากฟ้ามหาศาล ชำ�แรกนกผกผินฟ้ามายาวนาน ซึมซับด่านม่านหมอกฟ้า. .มารำ�พัน ด้วยความถ้อยจากรอยฟ้ามากรพริบ ขอกระซิบหยิบฟ้ามาร้อยฝัน บนผืนดินใต้ถิ่นฟ้ามาเรียงกัน เป็นรางวัลจากชั้นฟ้า. .นรากร ให้ผู้คนยลฟ้ามหาสมุทร อย่าเร่งรุดฉุดฟ้าอุทาหรณ์ เมื่อแผ่นดินสิ้นฟ้าเป็นอาภรณ์ เสียงรานรอนคงย้อนฟ้าเพียงฟเลือน. . .


เมื่อพี่ตายคำ�ที่ได้”เสียใจด้วย” แต่หาช่วยอะไรกับใจไม่ ยิ่งทวีความปวดสวดหัวใจ เกือบเผาไหม้กายเราเป็นเถ้าธุลี ไม่ต้องการหรอกหนาที่ว่านั้น ไม่ต้องปันแบ่งไปให้คลายคลี่ ฉันเจ็บได้ปวดได้ในฤดี ไม่ต้องมีใครร่วมด้วยช่วยแบ่งเบา อาจมีบ้างบางทีที่ท้อแท้ จนย่ำ�แย่แดดวงติดบ่วงเศร้า มากปัญหาถาโถมจู่โจมเอา จนใจเราสุดตรมล้มทั้งยืน ถึงจะช้ำ�ย่ำ�แย่สักแค่ไหน ยากมีใครแบ่งเบาจนเราชื่น ต้องผ่านเองฝันร้ายในค่ำ�คืน เพื่อที่ตื่นดูตะวัน..วันต่อไป


ตะวันลับดับแสงที่ปลายฟ้า ความเหงา เคลื่อนคลายมาอย่างไหว...ไหว วิถีแห่งความต่าง ... ล้วนหลากก้าวชิงชัย เหนื่อยเมื่อยล้าสักเท่าไหร่ ... คืออะไรแห่งจุดหมาย แสงสุดท้าย ที่ปลายฟ้า ขอเจ้าพาดผ่านมา แตะเนื้อต้องตัวกาย ให้คนสิ้นหวัง ...พลันเห็นแสงแห่งความหมาย ทอดทิวราย จุดประกายได้อีกครั้ง... ณ ใจข้า ขอรับอุ่นไอ จากใจเจ้า ให้ความเหงาบางเบา .. เมื่อครั้งพาดผ่านมา เป็นดั่งแสงแห่งความหวัง ให้หนึ่งคนที่อ่อนล้า เพื่อก้าวสู่ฟากฟ้า แห่งความงาม ... ที่อาจินต์

แสงธรรมชาติ  

อัศวเทพ วงศ์วรรณ

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you