Issuu on Google+

1

การใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศนำาเสนอผลงาน 1. หลักการนำาเสนอผลงาน หลักการนำาเสนอข้อมูลและสร้างสื่ อนำาเสนอ การนำาเสนองานหรื อผลงานนั้นสื่ อนำาเสนอเปรี ยบ เสมือนสะพานเชื่อมเนื้ อหาของผูบ้ รรยายไปยังผูฟ้ ังและผูช้ ม ดังนั้นสื่ อจึงมีบทบาทสำาคัญอย่างมาก สื่ อที่ดีจะ ช่วยให้การถ่ายทอดเนื้ อหาสาระทำาได้อย่างอย่างรวดเร็ วยิง่ ขึ้น ผูฟ้ ังและผูช้ มจะสามารถจดจำาเนื้ อหาสาระได้ นานและเข้าใจในเนื้ อหาได้ดีมากขึ้นความหมายการนำาเสนอ การนำาเสนอข้อมูล หมายถึง กาสื่ อสารเพื่อ เสนอข้อมูล ความรู้ ความคิดเห็นหรื อความต้องการไปสู่ผชู ้ ม ผูฟ้ ังโดยใช้เทคนิคหรื อวิธีการต่างๆอันจะ ทำาให้บรรลุผลสำาเร็จตามจุดหมายของการนำาเสนอ วัตถุประสงค์ ของการนำาเสนอผลงานโดยใช้ ซอฟต์ แวร์ สำาเร็จรู ป 1) ให้ผชู ้ มเข้าใจสาระสำาคัญของการนำาเสนอ 2) ให้ผชู ้ มเกิดความประทับใจ ซึ่งจะนำาไปสู่ความเชื่อถือในผลงานที่นาำ เสนอการนำาเสนอผลงานโดยใช้สื่อ โสตทัศนูปกรณ์ มีผลในทางจิตวิทยาการเรี ยนรู ้ ซึ่งได้มีการ ค้นพบจากการวิจยั ว่าการรับรู ้ขอ้ มูลโดยผ่านทาง ประสาทสัมผัสสองอย่าง คือ ตา และหูพร้อมกันนั้น ทำาให้เกิดการรับรู ้ที่ดีกว่าส่ งผลในด้านความสามารถใน การจดจำาได้มากกว่าการรับรู้โดยผ่านตา หรื อ หูอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว จึงได้มีการพัฒนาสื่ อโสต ทัศนูปกรณ์รูปแบบต่าง ๆ ขึ้นมาใช้งาน โดยเฉพาะสื่ อประสม

หลักการขั้นพืน้ ฐานของการนำาเสนอผลงานมีจุดเน้ นสำ าคัญ 1) การดึงดูดความสนใจ โดยการออกแบบให้สิ่งที่ปรากฏต่อสายตานั้นชวนมอง และมีความสบายตาสบายใจขึ้น เมื่อชมการนำา


2

เสนอ ดังนั้นการเลือกองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น สี พ้ืน แบบ สี และขนาดของตัวอักษร รู ปประกอบ ต้องเหมาะ สม สวยงาม 2) ความชัดเจนและความกระชับของเนือ้ หา ส่ วนที่เป็ นข้อความต้องสั้นแต่ได้ใจความชัดเจน ส่ วนที่เป็ นภาพประกอบต้องมีส่วนสัมพันธ์อย่าง สร้างสรรค์กบั ข้อความที่ตอ้ งการสื่ อความหมาย การใช้ภาพประกอบ มีประโยชน์มาก ดังคำาพังเพยภาษา อังกฤษที่วา่ "A picture is worth a thousand words" หรื อ "ภาพภาพหนึ่งนั้นมีค่าเทียบเท่ากับคำาพูดหนึ่งพัน คำา" แต่ประโยคนี้คงไม่เป็ นจริ งหากภาพนั้นไม่มีความสัมพันธ์ อย่างสร้างสรรค์กบั ความหมายที่ตอ้ งการสื่ อ ดังนั้นก่อนที่จะตัดสิ นใจใช้ภาพใดประกอบ จึงควรตอบคำาถาม ให้ได้เสี ยก่อนว่าต้องการใช้ภาพเพื่อสื่ อความ หมายอะไรและภาพที่เลือกมานั้นสามารถทำาหน้าที่สื่อความหมายเช่นนั้นจริ งหรื อไม่ 3.) ความเหมาะสมกับกลุ่มเป้ าหมาย การสร้างจุดเน้นตามข้อ 1 และ 2 ข้างต้นต้องคำานึงถึงกลุ่มเป้ าหมายด้วย เช่น กลุ่มเป้ าหมายเป็ นเด็ก การใช้สีสด ๆ และภาพการ์ตูนมีความเหมาะสม แต่ถา้ กลุ่มเป้ าหมายเป็ นผูใ้ หญ่และเนื้ อหาที่นาำ เสนอเป็ น เรื่ องวิชาการหรื อธุรกิจ การใช้สีสนั มากเกินไปและการใช้รูปการ์ ตูนอาจทำาให้ดูไม่น่าเชื่อถือเพราะขาดภาพ ลักษณ์ของการเอาจริ งเอาจังไป นอกจากวัสดุโสตทัศนูปกรณ์แล้ว ยังมีส่วนประกอบที่สาำ คัญในการนำาเสนองานคือ คำาบรรยาย หรื อ บทพากย์ ซึ่งเป็ นองค์ประกอบด้านโสตหรื อเสี ยงนัน่ เอง โดยมีวิธีการและหลักในการพิจารณาดังนี้ 1. การบรรยายสด เหมาะสำาหรับการประชุมหรื อสัมมนาที่ตอ้ งการให้ผชู ้ มมีส่วนร่ วม เพราะผูบ้ รรยายใน กรณี น้ ีเป็ นผูท้ ี่รู้เรื่ องราวเกี่ยวกับเนื้ อหาเป็ นอย่างดีรู้วา่ ควรจะเน้นตรงจุดใดและปฏิกิริยาจากผูช้ มทำาให้ผู ้ บรรยายรู ้วา่ ผูช้ มสามารถติดตามทำาความเข้าใจได้เพียงพอหรื อไม่รู้วา่ ส่ วนไหนจะต้องอธิ บายขยายความมาก น้อยเพียงใด

2. กา

รพากษ์ เหมาะสำาหรับเนื้ อหา

ที่สามารถ

ถ่ายทอดได้โดยไม่ตอ้ งอาศัย

การมีส่วน

ร่ วมของผูช้ ม ข้อดีคือสามารถ

เลือกใช้

เสี ยงพากย์ที่มีความไพเราะน่า

ฟัง สามารถเลือกใช้ดนตรี หรื อเสี ยงประกอบ (Sound effect) เพื่อสร้างบรรยากาศ แต่ขอ้ เสี ยคือไม่มีความ


3

ยืดหยุน่ ไม่สามารถปรับให้เหมาะสมกับความรู ้สึกของผูช้ มในขณะนั้น หลักการเลือกใช้ ซอฟต์ แวร์ สำาเร็จรู ปเพือ่ การนำาเสนองาน พรพิมล อรัญเวศ ได้เสนอหลักการเลือกซอฟต์แวร์ และหลักการนำาเสนอผลงานโดยใช้ซอฟต์แวร์ ไว้ ดังนี้ 1) ทำาความเข้ าใจกับงาน ที่เราต้องการนำาเสนอก่อนการเลือกระบบสารสนเทศมาใช้ในการนำาเสนองานนั้น เราต้องเข้าใจถึง ลักษณะงานที่เราต้องการนำาเสนอก่อนว่า เป็ นงานในลักษณะใด เช่น เป็ นข้อความ หรื อมีการคำานวณหรื อ เป็ นงานที่เกี่ยวกับ 2) เลือกโปรแกรมสำาเร็จรู ป มาใช้เมื่อทราบลักษณะของงานที่ตอ้ งการนำาเสนอแล้ว เราจะเลือกระบบสารสนเทศที่เหมาะสมกับ การนำาเสนองานนั้น งานบางอย่างเราอาจใช้ระบบสารสนเทศในการนำาเสนอได้หลายอย่าง เราอาจต้องเลือก ว่าจะใช้ระบบใด ผูใ้ ช้ตอ้ งมีความเข้าใจในความสามารถของระบบนั้น โดยเฉพาะในส่ วนของซอฟต์แวร์ หรื อโปรแกรมว่าแต่ละโปรแกรมมีความสามารถใดบ้าง เราอาจจะต้องทำาการประเมินว่าโปรแกรมใดมีความ เหมาะสมเพียงใด แล้วจึงเลือกโปรแกรมที่เห็นว่าเหมาะสมที่สุด 3) จัดหาเครื่องมือตามความต้ องการของซอฟต์ แวร์ ซอฟต์แวร์หรื อโปรแกรมแต่ละโปรแกรมมีความสามารถไม่เหมือนกัน ขนาดของโปรแกรมก็ไม่เท่า กัน ทำาให้ความต้องการของฮาร์ดแวร์ในการทำางานตามโปรแกรมนั้นแตกต่างกัน ในคู่มือการใช้งาน โปรแกรมหรื อซอฟต์แวร์น้ นั จะบอกข้อกำาหนดของฮาร์ ดแวร์ ที่ตอ้ งการสำาหรับการใช้งานไว้วา่ จะต้องมีส่วน ประกอบอะไรบ้าง เราจะต้องจัดหาฮาร์ดแวร์ ให้ได้ตามข้อกำาหนดนั้นเพื่อให้สามารถใช้งานซอฟต์แวร์ ได้ อย่างมีประสิ ทธิภาพ สำาหรับระบบโปรแกรมสำาเร็ จรู ปที่ใช้กบั ไมโครคอมพิวเตอร์ น้ ัน ส่ วนใหญ่สามารถนำา มาใช้กบั ไมโครคอมพิวเตอร์มาตรฐานที่มีขายทัว่ ไปได้เลย ยกเว้นอุปกรณ์ประเภทเครื่ องพิมพ์ที่อาจเลือกได้ ตามความต้องการว่าเป็ นเครื่ องพิมพ์สีขาว/ดำา หรื อหลายสี จอภาพจะใช้ขนาดใหญ่กี่นิ้ว หรื อฮาร์ ดดิสก์ที่อาจ ต้องดูขนาดความต้องการว่าซอฟต์แวร์มีขนาดเท่าใด และฮาร์ ดดิสก์จะพอใช้หรื อไม่ เพราะในไมโคร คอมพิวเตอร์ หนึ่งเครื่ องนั้นเรามักจะบรรจุโปรแกรมหรื อซอฟต์แวร์ ไว้หลายชนิด และปริ มาณแฟ้ มข้อมูลที่มี อยูเ่ ดิมอาจมากจนกระทัง่ พื้นที่ที่เหลือไม่เพียงพอต่อการใช้งานโปรแกรมสำาเร็ จรู ปใหม่น้ ัน การค้น การเก็บรักษาข้อมูล เพื่อเป็ นแนวทางในการเลือกระบบสารสนเทศที่เหมาะสมกับงานนั้น ๆ 4 ) การใช้ งานโปรแกรม ในการใช้งานนั้น นอกาจากผูใ้ ช้จะต้องทำาความเข้าใจการทำางานของฮาร์ ดแวร์ วา่ ใช้งานอย่างไรแล้ว


4

รายละเอียดการใช้งานซอฟต์แวร์ ก็เป็ นสิ่ งสำาคัญที่ผใู ้ ช้จะต้องทำาความเข้าใจให้ชดั เจนก่อนการใช้งาน ส่ วน ใหญ่จะศึกษาจากคู่มือของโปรแกรมสำาเร็ จรู ปนั้นเพื่อความเข้าใจในความสามารถก่อน ปกติแล้วคู่มือการใช้ งานมาจากเจ้าของผูผ้ ลิตซอฟต์แวร์ ซึ่งมักจะอธิ บายถึงความสามารถตามฟังก์ชนั่ ที่มีอยู่ แต่มกั จะไม่ค่อยมี ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ ผูใ้ ช้ตอ้ งทดลองเอง จึงได้มีผทู ้ ี่มีความรู ้ความสามารถในโปรแกรมนั้น ๆ ทำาคู่มือการ ใช้งานในลักษณะการประยุกต์ มีตวั อย่างของงานแสดงให้เห็น ทำาให้สามารถเรี ยนรู ้ได้รวดเ���็ วขึ้นและใน ปั จจุบนั นี้มีการทำาคู่มือการใช้งานในรู ปของสื่ อคอมพิวเตอร์ ที่เข้าใจได้ง่ายยิง่ ขึ้น เช่น ทำาเป็ นซีดีการใช้งาน เป็ นต้น ฉะนั้นผูใ้ ช้งานที่ยงั ไม่มีประสบการณ์จึงควรเรี ยนรู ้จากคู่มือการใช้งาน ทำาความเข้าใจให้ชดั เจนก่อน แล้วจึงลงมือปฏิบตั ิดว้ ยตนเอง

2. เครื่องมือทีใ่ ช้ ในการนำาเสนอผลงาน งานที่จะนำาเสนอ มีท้ งั ชนิดที่ ใช้กระแสไฟฟ้ าและไม่ใช้กระแสไฟฟ้ าเครื่ องพิมพ์ ใช้ในการพิมพ์ ข้อความ คำาอธิบาย เนื้อหาสาระเครื่ องเสี ยงและเครื่ องขยายเสี ยง ใช้ในการบันทึกเสี ยงหรื อเครื่ องฉายภาพ ข้ามศีรษะ ใช้ เป็ นเครื่ องมือในการนำาเสนอข้อมูลขึ้นจอภาพขนาดใหญ่ ทำาให้ผรู ้ ับสามารถมองเห็นภาพ หรื อ ข้อความชัดเจนยิง่ ขึ้น ซึ่งจะต้อใช้ควบคู่กนั กับแผ่น(แผ่นพลาสติกใสที่ใช้สาำ หรับเขียน พิมพ์ ข้อความและ หรื อพิมพ์ รู ปภาพลงไป)คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์นาำ เสนอ คอมพิวเตอร์ จัดเป็ นเครื่ องมือทางเทคโนโลยี สมัยใหม่ ซึ่งสามารถนำามาใช้นาำ เสนอแทนเครื่ องมือดังกล่าวข้างต้นได้เป็ นอย่างดีและมี ประสิ ทธิ ภาพสูง สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆในหลายรู ปแบบ คอมพิวเตอร์ จึงสามารถนำาเสนอข้อมูลได้ทุกรู ปแบบ อย่างมีประสิ ทธิภาพ โดยการใช้ซอฟต์แวร์ในการประมวลผล แล้วนำาเสนอผ่านอุปกรณ์แสดงผลและ อุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆโดยทัว่ ไปอุปกรณ์แสดงผล ของคอมพิวเตอร์ ที่ใช้ในการนำาเสนอและพบเห็นกันอยู่ คือ 1. เครื่ องพิมพ์ที่ใช้กบั คอมพิวเตอร์ มีท้ งั พิมพ์สีต่างๆ ได้พิมพ์เฉพาะขาวดำา สามารถพิมพ์ขอ้ ความและ รู ปภาพได้ โดยผ่านทางโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 2. จอภาพ เป็ นอุปกรณ์ที่มีคู่มากับเครื่ องคอมพิวเตอร์ รู ปร่ างลักษณะและการทำางานคล้ายกับเครื่ องรับ โทรทัศน์เราสามารถเห็นงาน หรื อข้อมูลรู ปภาพได้จากหน้าจอ ปั จจุบนั ได้มีการพัฒนาหลากหลายรู ปแบบ

3.รู ปแบบการนำาเสนอผลงาน ในหัวข้อนี้ จะกล่าวถึงรู ปแบบการนำาเสนอผลงานโดยใช้คอมพิวเตอร์ รู ปแบบที่นิยมใช้กนั ใน


5

ปั จจุบนั มี 2 รู ปแบบ คือ 3.1 การนำาเสนอแบบ Slide Presentation 3.1.1 โดยใช้ โปรแกรม Power Point เป็ นโปรแกรมนำาเสนอผลผลงานในชุด Microsoft Office เป็ นโปรแกรมที่ใช้ง่ายมากมีแม่แบบ (Template) ให้เลือกใช้หลายแบบ องค์ประกอบหลักของแต่ละหน้าของการนำาเสนอคือ หัวข้อ (Little) กับ ส่ วนเนื้อหาหลัก (Body text) โปรแกรมนำาเสนอผลงาน (power Point) จัดลำาดับความสำาคัญของข้อความ โดยการย่อหน้า นอกจากข้อความแล้วอาจใช้ ตาราง แผนภูมิ หรื อรู ปภาพประกอบ และอาจมีการแต่งแต้มสี สนั ทั้งสี พื้น สี ของตัวอักษร และรู ปแบบฟอร์มของตัวอักษรได้ดว้ ย

ภาพการนำาเสนอในรู ปแบบ Presentation(power Point)

การนำาเสนอในรู ปแบบ Presentation โดยใช้โปรแกรม PowerPoint นี้ สามารถทำาให้มีลกั ษณะของ การเชื่อมโยงคล้าย ไฮเปอร์เทกซ์ (Hypertext) ของ Web page ได้ ทั้งนี้ โดยใช้การเชื่อมโยงหลายมิติที่มีอยู่ ในชุดโปรแกรมไมโครซอฟต์ออฟฟิ ศ 3.1.2 โดยใช้ โปรแกรม ProShow Gold โปรแกรม Proshow Gold คือ โปรแกรมสำาหรับเรี ยงลำาดับภาพเพื่อนำาเสนอแบบมัลติมีเดีย ที่มีความ สามารถสร้างผลงานได้ในระดับมืออาชีพ ด้วยเทคนิคพิเศษมากมาย ใช้งานง่าย เหมาะสมต่อการนำาเสนอสื่ อ การเรี ยนการสอน การแนะนำาอัตชีวประวัติ สามารถเขียนชิ้นงานออกมาในรู ปแบบของวีซีดีได้อย่างรวดเร็ ว การเตรียมข้อมูลของภาพและเพลงต่ าง ๆ ก่ อนที่จะเริ่มติดตั้งและใช้ งาน 1.ProShow Gold เป็ นซอฟต์แวร์สาำ หรับสร้างแผ่น VCD จากรู ปภาพต่าง ๆ ที่ทาำ งานได้รวดเร็ วหลาย คนคงจะมีไฟล์รูปภาพต่างๆเก็บสะสมไว้และเมื่อต้องการที่จะนำาเอาภาพเหล่านั้นมาแปลงให้อยูใ่ นรู ปแบบ


6

ของแผ่น VCD ที่สามารถนำาเอาไปใช้เป็ นกับเครื่ องเล่น VCD ทัว่ ไปได้ ProShow Gold เป็ นซอฟต์แวร์ ที่ สามารถนำาเอาภาพมาทำาเป็ นแผ่น VCD โดยที่สามารถทำาการแปลงได้อย่างรวดเร็ วและยังใส่ เสี ยงเพลง ประกอบได้ดว้ ย ซอฟต์แวร์สาำ หรับการทำาแผ่น VCD จากรู ปภาพจะมีหลายตัว แต่ที่แนะนำา Proshow นี้เนื่องจากใช้ เวลาทำาการแปลงรวดเร็ วมาก ภาพที่ได้กจ็ ดั อยูใ่ นคุณภาพดี โดยข้อเสี ยที่พบในตัวโปรแกรมนี้ คือค่อนข้างมี ความยุง่ ยากในขั้นตอนของการใช้งานบ้างแต่กไ็ ม่มาก การเตรี ยมข้อมูลของภาพและเพลงต่างๆก่อนที่จะเริ่ มและใช้งานจะต้องมี ไฟล์ รู ปภาพต่างๆซึ่งอาจ จะเป็ นไฟล์.JPG ก็ได้และไฟล์ของเพลงที่จะนำามาใส่ ประกอบซึ่ งจะเป็ นเพลงแบบ MP3 เมื่อเตรี ยมไฟล์ ต่างๆพร้อมแล้วก็เริ่ มต้นขั้นตอนการสร้างงาน การใช้ งาน โปรแกรม ProShow Gold มีข้นั ตอนดังนี้ 1. เริ่ มที่ Main Menu เป็ นตัวเมนูหลักสำาหรับควบคุมและทำางานของโปรแกรม 2. การเข้าสู่โปรแกรมเราสามารถ คลิกที่ Icon บน Desktop เพื่อเข้าใช้งานโปรแกรมได้ 3. หน้าจอจะแสดงการเข้าสู่โปรแกรม 4. เมื่อเข้าสู่โปรแกรมครั้งแรกโปรแกรมจะให้ใส่ Activate Registration จากนั้นเราก็กดที่ปุ่ม Activate Registration

ภาพการเข้าสู่ โปรแกรมครั้งแรก ProShow Gold

การแทรกภาพในชิ้นงาน ProShow Gold มีข้นั ตอนดังนี้


7

1.สามารถเลือกที่อยูข่ องไฟล์ต่างๆที่จะนำามาใช้ในชิ้นงานของได้โดยไปที่ Folders List ด้านซ้ายมือเพื่อเลือก ตำาแหน่งที่อยูข่ องไฟล์งาน 2.เมื่อได้ตาำ แหน่งที่ตอ้ งการแล้วให้เลือกข้อมูลที่ตอ้ งการโดยลากไฟล์งานเข้ามาไว้ในไลด์บนหน้าจอ 3. เมื่อได้ตาำ แหน่งที่ตอ้ งการแล้ว การใส่ขอ้ ความในสไลด์ ซึ่งจะได้ขอ้ ความตามที่ตอ้ งการ ในครั้งนี้สามารถ ใส่ เสี ยง, ใส่ Effects ในรู ปแบบที่ตอ้ งการ 3.1.3 โดยใช้ โปรแกรม Flip Album โปรแกรม Flip Album 6 Pro เป็ นโปรแกรมลักษณะของโปรแกรมสำาเร็ จรู ป โดยโปรแกรมชุด FilpAlbum เป็ นโปรแกรมที่นิยมใช้สร้าง e-Book ซึ่ง อีบุ๊ค” (eBook, EBook, e-Book) เป็ นคำาภาษาต่าง ประเทศ ย่อมาจากคำาว่า electronic book หรื อหนังสื ออิเล็กทรอนิกส์ซ่ ึ งจัดทำาขึ้นด้วย ระบบคอมพิวเตอร์ หรื อ หนังสื อที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ มีลกั ษณะเป็ นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ และ สามารถอ่าน ได้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ท้ งั ในระบบออฟไลน์และออนไลน์เหมือนเปิ ดอ่านจากหนังสื อโดยตรงที่เป็ นกระ ดาษ แต่ไม่มีการเข้าเล่ม เหมือนหนังสื อที่เป็ นกระดาษ หนังสื ออิเล็กทรอนิกส์ มีความสามารถมากมายคือ มี การเชื่อมโยง (Link) กับ หนังสื ออิเล็กทรอนิกส์เล่มอื่นๆ ได้ ซอฟต์ แวร์ ที่ใช้ กบั หนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ ในปัจจุบันมี 2 ประเภทคือ ซอฟต์แวร์สาำ หรับการเขียนข้อมูลให้ออกมาเป็ น E-Book และ ซอฟต์แวร์ สาำ หรับการอ่านมีอยูห่ ลาย โปรแกรม แต่ที่นิยมใช้กนั มากในปัจจุบนั ได้แก่ 1. โปรแกรมชุด FilpAlbum 2. โปรแกรม DeskTop Author 3. โปรแกรม Flip Flash Album ชุดโปรแกรมทั้ง 3 จะต้องติดตั้งโปรแกรมสำาหรับอ่าน e-Book ด้วย มิฉะนั้นแล้วจะเปิ ดเอกสารไม่ได้ ประกอบด้วย 1.1 โปรแกรมชุด FlipAlbum ตัวอ่านคือ FilpViewer 1.2 โปรแกรมชุด DeskTop Author ตัวอ่านคือ DNL Reader


8

1.3 โปรแกรมชุด Flip Flash Album ตัวอ่านคือ Flash Player

ภาพ FlipAlbum

ลักษณะไฟล์ ของ Electronic Book HTML เป็ นรู ปแบบที่ได้รับความนิยมสูงสุ ดงานประเภทนี้ จะมีนามสกุลของไฟล์หลายๆ แบบเช่น .htm หรื อ .html เป็ นต้น สาเหตุหลักที่ได้รับความนิยมสูงสุ ดนั้นมาจากบราวเซอร์ สาำ หรับเข้าชมเว็บต่าง ๆ เช่น Internet Explorer หรื อ Netscape Communication ที่ใช้กนั ทัว่ โลกสามารถอ่านไฟล์ HTML ได้ สำาหรับ ไฟล์ XML ก็มีลกั ษณะเดียวกับไฟล์ HTML นัน่ เอง PDF Portable หรื อ Document Format ถูกพัฒนาโดย Adobe System Inc เพื่อจัดการเอกสารให้อยู่ ใน รู ปแบบที่เหมือนเอกสารพร้อมพิมพ์ ไฟล์ประเภทนี้ สามารถอ่านได้โดยระบบปฏิบตั ิการจำานวนมากและ รวมถึง อุปกรณ์ E-Book Reader ของ Adobe ด้วย PML พัฒนาโดย Peanut Press เพื่อใช้สาำ หรับสร้าง E-Books โดยเฉพาะอุปกรณ์พกพาต่างๆ ที่ สนับสนุนไฟล์ประเภท PML นี้จะสนับสนุนไฟล์นามสกุล .PDF ด้วย (หมายเหตุ ข้อมูลจาก www.jjoy.co.th) วิธีการที่ใช้ กบั การผลิตหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) ด้ วยโปรแกรมในตระกูล Flip Album


9

1. เตรี ยมความพร้อมเพื่อการปฏิบตั ิงานอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ 2. ทำาความรู ้จกั กับโปรแกรม Flip Album 6 Pro ผูใ้ ช้งานจะต้องติดตั้งตัวโปรแกรม (install) ลงไปในเครื่ อง คอมพิวเตอร์ ที่ใช้งานอาจเป็ นเครื่ องคอมพิวเตอร์ ต้ งั โต๊ะส่ วนบุคคล (Personal Computer) หรื อเครื่ องพกพา แบบโน๊ตบุ๊ค (Note Book) ก็ได้ ขณะปฏิบตั ิการงานสร้างนั้น คอมพิวเตอร์ ไม่จาำ เป็ นต้องเชื่อมต่อระบบ เครื อข่ายก็ได้ 3. การติดตั้งโปรแกรม Flip Album 6 Pro 4. การเข้าสู่โปรแกรม Flip Album 6 Pro การเข้าสู่โปรแกรมมีวิธีการหลัก 2 วิธี คือ 1.) เข้าโดย Dubble Click ที่รูปภาพหนังสื อสี แดงบนหน้า Desktop หรื อ 2.) เข้าโดย Click ที่ปุ่ม Start/Program/E-Book Sytems/FlipAlbum 6 Pro/FlipAlbum Pro 5. การสร้างสรรค์งานโปรแกรม Flip Album 6 Pro ซึ่งสามารถมีการเพิ่มหน้าหนังสื อแบบอัตโนมัติ

ภาพ ตัวอย่างคำาสั่งการเพิม่ หน้าหนังสื อจำานวนหลายๆ หน้า แบบอัตโนมัติ

6. การนำาเข้าข้อมูลจากภาพกราฟฟิ ค (Digital Pictures) การนำาเข้าข้อความมาจัดพิมพ์ใส่ ในหนังสื อ รวมถึง การนำาเข้าข้อความจาก Microsoft Word และ PowerPoint มาสร้าง e-book 7. การนำาไฟล์ PDF มาสร้าง e-book การตกแต่งหนังสื อ (Set Book Option) การแทรกภาพนิ่ง (Insert Clip Art) การจัดทำาไฟล์วีดิทศั น์ (Video)


10

ภาพ แสดงการตกแต่งหนังสื อ โดยใช้เมนู Set Book Option

3.2 รู ปแบบคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน(CAI) CAI ย่อมาจากคำาว่า COMPUTER-ASSISTED หรื อ AIDED INSTRUCTION คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) หมายถึง สื่ อการเรี ยนการสอนทางคอมพิวเตอร์ รูปแบบหนึ่ง ซึ่งใช้ ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการนำาเสนอสื่ อประสมอันได้แก่ ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟฟิ ก แผนภูมิ กราฟ วิดีทศั น์ ภาพเคลื่อนไหว และเสี ยง เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาบทเรี ยน หรื อองค์ความรู ้ในลักษณะที่ ใกล้เคียงกับ การสอนจริ งในห้องเรี ยนมากที่สุด โดยมีเป้ าหมายที่สาำ คัญก็คือ สามารถดึงดูดความสนใจของผูเ้ รี ยน และกระตุน้ ให้เกิดความต้องการที่ จะเรี ยนรู ้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็ นตัวอย่างที่ดีของสื่ อการศึกษาในลักษณะตัวต่อตัว ซึ่งผูเ้ รี ยนเกิดการเรี ยน รู ้จากการมีปฏิสมั พันธ์ หรื อการโต้ตอบพร้อมทั้งการได้รับผลป้ อนกลับ (FEEDBACK) นอกจากนี้ยงั เป็ นสื่ อ ที่สามารถตอบสนองความแตกต่างระหว่างผูเ้ รี ยนได้เป็ นอย่างดี รวมทั้งสามารถที่จะประเมิน และตรวจสอบ ความเข้าใจของผูเ้ รี ยนได้ตลอดเวลา คุณลักษณะที่เป็ นองค์ ประกอบสำาคัญของคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน 4 ประการ ได้ แก่ 1.สารสนเทศ (Information) หมายถึง เนื้อหาสาระที่ได้รับการเรี ยบเรี ยง ทำาให้ผเู ้ รี ยนเกิดการเรี ยนรู ้ หรื อได้รับทักษะอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่ผสู้ ร้างได้กาำ หนดวัตถุประสงค์ไว้ การนำาเสนออาจเป็ นไปใน ลักษณะทางตรง หรื อทางอ้อมก็ได้ ทางตรงได้แก่ คอมพิวเตอร์ ช่วยสอนประเภทติวเตอร์ เช่นการอ่าน จำา ทำาความเข้าใจ ฝึ กฝน ตัวอย่าง การนำาเสนอในทางอ้อมได้แก่ คอมพิวเตอร์ ช่วยสอนประเภทเกมและการ


11

จำาลอง 2.ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individualization) การตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล คือลักษณะ สำาคัญของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน บุคคลแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันทางการเรี ยนรู ้ คอมพิวเตอร์ ช่วยสอน เป็ นสื่ อประเภทหนึ่งจึงต้องได้รับการออกแบบให้มีลกั ษณะที่ตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคลให้ มากที่สุด 3.การโต้ตอบ (Interaction) คือการมีปฏิสมั พันธ์กนั ระหว่างผูเ้ รี ยนกับคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนการเรี ยน การ สอนรู ปแบบที่ดีที่สุดก็คือเปิ ดโอกาสให้ผเู้ รี ยนได้มีปฏิสมั พันธ์กบั ผูส้ อนได้มากที่สุด 4.การให้ผลป้ อนกลับโดยทันที (Immediate Feedback) ผลป้ อนกลับหรื อการให้คาำ ตอบนี้ ถือเป็ นการ เสริ ม แรงอย่างหนึ่ง การให้ผลป้ อนกลับแก่ผเู้ รี ยนในทันทีหมายรวมไปถึงการที่คอมพิวเตอร์ ช่วยสอนที่สมบูรณ์จะ ต้องมีการ ทดสอบหรื อประเมินความเข้าใจของผูเ้ รี ยนในเนื้ อหาหรื อทักษะต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ที่กาำ หนด ไว้ ประเภทของบทเรียนคอมพิวเตอร์ (CAI) 1. ประเภทการสอน (Tutorial) เป็ นแบบผูช้ ่วยสอน คอมพิวเตอร์ จะทำาหน้าที่สอน โดยเสนอเนื้อหาให้ ผูเ้ รี ยนได้ศึกษา ต่อจากนั้นจะมีการตั้งคำาถามให้ผเู ้ รี ยนตอบ หากตอบไม่ได้กจ็ ะได้รับคำาแนะนำาเนื้ อหานั้น ใหม่ และให้ตอบคำาถามใหม่จนกว่าจะเข้าใจ โปรแกรมจะเสนอบทเรี ยนใหม่และเน้นให้ผเู ้ รี ยนเกิดความรู ้ ความเข้าใจ ซึ่งคำาตอบอาจตอบได้หลายวิธี เป็ นประเภท CAI ที่นิยมใช้กนั มากที่สุด 2. ประเภทฝึ กหัดและปฏิบตั ิ (Drill and Practice) เป็ นการให้ผเู ้ รี ยนได้ทาำ แบบฝึ กหัดหลังจากที่ได้เรี ยน เนื้อหานั้น ๆ แล้ว หรื อมีการฝึ กซ้าำ ๆ เพื่อให้เกิดทักษะหรื อเป็ นการแก้ปัญหาแบบท่องจำา เช่นการฝึ กท่องจำา คำาศัพท์ ฝึ กบวก ลบ คูณ หาร เป็ นต้น 3. ประเภทสถานการณ์จาำ ลอง (Simulation) CAI แบบนี้ออกแบบเพื่อสอนเนื้อหาใหม่และทบทวนหรื อ เสริ มในสิ่ งที่ได้เรี ยนหรื อทดลองไปแล้ว โดยใช้สถานการณ์จาำ ลองเป็ นการเลียนแบบหรื อจำาลองเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นตามความจริ ง หรื อตามธรรมชาติ 4. ประเภทเกม (Game) เป็ นการเรี ยนรู้จากการเล่น อาจจะเป็ นประเภทให้แข่งขันเพื่อไปสู่ชยั ชนะ หรื อ เป็ นประเภทเกมความร่ วมมือ คือ เล่นเป็ นทีมเพื่อฝึ กการทำางานเป็ นทีม อาจใช้เกมในการสอนคำาศัพท์ เกม การคิดคำานวณ หรื อเกมจับผิด เป็ นต้น


12

5. ประเภทการทดลอง (Tests) เพื่อทดสอบผูเ้ รี ยนโดยตรงหลังจากที่ได้เรี ยนเนื้ อหาหรื อฝึ กปฏิบตั ิได้ แล้ว โดยผูเ้ รี ยนจะทำาแบบทดสอบผ่านคอมพิวเตอร์ ซึ่งเมื่อคอมพิวเตอร์ รับคำาตอบแล้วก็จะบันทึกผล ประมวลผลตรวจให้คะแนน และเสนอผลให้ผเู ้ รี ยนทราบทันทีที่ทาำ ข้อสอบเสร็ จ บทเรี ยนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) กำาลังเป็ นที่นิยมกันอย่างแพร่ หลายในปัจจุบนั ในการที่จะให้ เด็กได้เรี ยนรู ้ ดังนั้น ก่อนที่จะนำาสื่ อไปทำาการเผยแพร่ เราจึงจำาเป็ นที่จะต้องทำาการหาประสิ ทธิ ภาพของ CAI เพื่อที่จะได้รู้วา่ สื่ อที่ทาำ ออกมานั้น มีประสิ ทธิ ภาพเพียงพอ ซึ่งเครื่ องมือที่ใช้วดั ผลและประเมินผลการเรี ยนรู ้ จะต้องตรวจสอบและวิเคราะห์หาค่าคุณภาพเครื่ องมือก่อนทุกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเครื่ องมือนั้นมีเกณฑ์ มาตรฐานได้ผลการวัดที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ในการตรวจสอบคุณภาพของเครื่ องมือ คุณภาพบางด้านเมื่อ สร้างเครื่ องมือเสร็ จ ก็สามารถตรวจสอบได้ทนั ที เช่นความเป็ นปรนัย แต่คุณภาพบางด้าน เช่น ความเที่ยง ตรง ความยากง่าย อำานาจจำาแนก ความเชื่อมัน่ จะต้องนำาเครื่ องมือนั้นไปทดลองใช้ (Try out) กับกลุ่มทดลอง เครื่ องมือ แล้วนำาผลมาวิเคราะห์หาค่า คุณภาพ ถ้าปรากฏว่าค่าคุณภาพ ด้านต่าง ๆ ที่วิเคราะห์ไม่ได้ตาม เกณฑ์ที่กาำ หนดไว้ ก็ตอ้ งปรับปรุ งแก้ไขและนำาไปทดลองใหม่จนแน่ใจว่าได้ค่าคุณภาพตามเกณฑ์ ที่กาำ หนด ในการวัดผลการเรี ยนรู้ผสู้ อนต้องมีความแน่ใจว่าเครื่ องมือที่วดั นั้นมีคุณภาพดีพอ ก่อนนำาไปใช้จริ ง ซึ่ง ลักษณะของเครื่ องมือวัดผลการเรี ยนรู้ ที่ดีควรมีลกั ษณะดังนี้ 1.มีความเที่ยงตรง ( validity ) ค่า IOC แต่ละข้อต้องมีค่ามากกว่า 0.5 ซึ่งหมายถึงวัดได้ตรงตามจุด ประสงค์ของการวัด

ำ า 0.7 ซึ่งแสดงว่าเครื่ องมือวัด 2.มีความเชื่อมัน่ ( Reliability ) ของแบบทดสอบทั้งฉบับมีค่าไม่ต่ากว่ ำ ให้ผลการวัดที่สม่าเสมอ แน่นอน คงที่ แม้จะวัดกี่ครั้งก็ตาม 3.มีความเป็ น ปรนัย หมายถึง เครื่ องมือวัดที่มีขอ้ ความชัดเจน การตรวจให้คะแนนมีมาตรฐานสามารถ แปลความหมายพฤติกรรมได้ตรงกัน ไม่วา่ ใครจะเป็ นผูว้ ดั หรื อผูต้ รวจ 4.มีค่าความยากระหว่าง 0.2 - 0.8 (ไม่ควรยากเกินไปและไม่ง่ายเกินไป) 5.มีค่าอำานาจจำาแนกระหว่าง 0.2 – 1.0 (ค่ายิง่ มากยิง่ ดี ค่าที่คาำ นวณได้จะอยูร่ ะหว่าง -1 ถึง 1) การ ประเมินบทเรี ยนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ดังนี้ - ด้านเนื้อหา (content) - ด้านการออกแบบระบบการเรี ยนการสอน (Instructional System Design) - ด้านการออกแบบหน้าจอ (Screen Design)


13

ข้ อดีของระบบคอมพิวเตอร์ ช่วยการเรียนการสอน 1. ทำาให้ผเู้ รี ยนเรี ยนได้ในอัตราความเร็ วของตนเอง เนื่องจากคอมพิวเตอร์ ในฐานะเป็ นสื่ อ การเรี ยน การสอนของการเรี ยนเป็ นรายบุคคลที่ดีสามารถจัดกระบวนการเรี ยนการสอนตามความสามารถ ของแต่ละ บุคคลที่จะเรี ยนตามอัตราความเร็ วของแต่ละคน โดยที่ผเู ้ รี ยนไม่ตอ้ งรอหรื อเร่ งการตอบสนอง ( respond )และไม่ตอ้ งรอข้อมูลย้อนกลับ (feed back) จากครู เพราะคอมพิวเตอร์ สามารถให้ขอ้ มูลกลับ แก่ผู ้ เรี ยนทุกคนในเวลาเดียวกันโดยใช้ระบบการเจียดเวลา (Time Sharing) 2. ผูเ้ รี ยนจะเรี ยนที่ไหนเมื่อใดก็ได้ ด้วยความก้าวหน้าของระบบการสื่ อสารทำาให้ผเู ้ รี ยนสามารถ ใช้ คอมพิวเตอร์ ติดต่อถ่ายทอดความรู้กบั ผูอ้ ื่น หรื อศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองจากโปรแกรมที่กาำ หนดไว้ได้ ทุก เวลาที่ตอ้ งการจะเรี ยนในทุก ๆ แห่ง 3. ผูเ้ รี ยนสามารถเรี ยนได้จากสื่ อประสม (Multi media) จากระบบคอมพิวเตอร์ เนื่องจากระบบไมโคร คอมพิวเตอร์ ช่วยการเรี ยนการสอนในปัจจุบนั ได้รับการพัฒนาจนสามารถที่จะแสดงภาพ ลายเส้นที่ เคลื่อนไหวและการเสนอบทเรี ยนเป็ นภาษาไทย การต่อวงจรระบบคอมพิวเตอร์ ควบคุมสื่ ออื่น ให้เสนอบท เรี ยนในเวลาที่เหมาะสมกับการตอบสนองของผูเ้ รี ยน จะทำาให้ประสิ ทธิ ภาพการเรี ยนการสอนดีข้ ึนมาก 4. ผูเ้ รี ยนสามารถทราบผลการเรี ยนของตนเองในการปฏิบตั ิกิจกรรมรวดเร็ วกว่าสื่ ออื่น ๆ เนื่องจาก คอมพิวเตอร์ มีลกั ษณะเด่น คือการเก็บข้อมูลซ่อนคำาตอบของกิจกรรมไว้ในหน่วยความจำาหรื อ แผ่นดิสก์ได้ ครั้งละมาก ๆ เมื่อผูเ้ รี ยนได้ปฏิบตั ิกิจกรรมแต่ละกิจกรรมแล้วระบบคอมพิวเตอร์ สามารถบอกคำาตอบหรื อ ผลเฉลี่ยของกิจกรรมที่ถูกต้องได้ทนั ที ข้ อจำากัดของระบบคอมพิวเตอร์ ช่วยการเรียนการสอน 1. ขาดบทเรี ยนสำาเร็ จรู ปที่ใช้กบั ระบบคอมพิวเตอร์ ช่วยการเรี ยนการสอน ถึงแม้วา่ จะมีการพัฒนา บท เรี ยนสำาเร็ จรู ปเพื่อใช้กบั คอมพิวเตอร์ในต่างประเทศเกี่ยวกับการสอนวิชาต่าง ๆ แต่วิชาเหล่านี้ไม่ ได้จดั กระบวนการเรี ยนการสอนตามหลักสูตรของประเทศไทย ทำาให้ไม่สามารถนำามาใช้ได้โดยตรง จำาเป็ นต้องมี การนำามาพัฒนาหรื อปรับปรุ งให้เหมาะสมกับหลักสูตรของประเทศไทย และเป็ นภาษาไทยให้ผเู ้ รี ยน สามารถเข้าใจบทเรี ยนได้อย่างมีประสิ ทธิภาพ 2. ขาดบุคลากรที่มีความรู้ทางด้านการออกแบบระบบคอมพิวเตอร์ ช่วยการเรี ยนการสอนให้เหมาะ สมกับระบบการเรี ยนการสอน แต่ละท้องถิ่นของประเทศไทย ซึ่งมีความแตกต่างทางด้านสังคมเศรษฐกิจ


14

และสิ่ งอำานวยความสะดวกต่าง ๆ ผูม้ ีความรู้ดา้ นคอมพิวเตอร์ อย่างดีขาดความรู ้ดา้ นการจัดระบบการศึกษา และฝึ กอบรมบุคลากรในสาขาวิชาชีพอื่น ๆ และผูท้ ี่มีความรู ้ในด้านการจัดระบบการศึกษา คุณลักษณะองค์ ประกอบ CAI คุณลักษณะที่เป็ นองค์ประกอบสำาคัญของคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน 4 ประการ ได้แก่ 1.สารสนเทศ (Information) หมายถึง เนื้อหาสาระที่ได้รับการเรี ยบเรี ยง ทำาให้ผเู ้ รี ยนเกิดการเรี ยนรู ้ หรื อได้รับทักษะอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่ผสู้ ร้างได้กาำ หนดวัตถุประสงค์ไว้ การนำาเสนออาจเป็ นไปใน ลักษณะทางตรง หรื อทางอ้อมก็ได้ ทางตรงได้แก่ คอมพิวเตอร์ ช่วยสอนประเภทติวเตอร์ เช่นการอ่าน จำา ทำาความเข้าใจ ฝึ กฝน ตัวอย่าง การนำาเสนอในทางอ้อมได้แก่ คอมพิวเตอร์ ช่วยสอนประเภทเกมและการ จำาลอง 2.ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individualization) การตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล คือลักษณะสำาคัญของคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน บุคคลแต่ละ บุคคลมีความแตกต่างกันทางการเรี ยนรู้ คอมพิวเตอร์ ช่วยสอน เป็ นสื่ อประเภทหนึ่งจึงต้องได้รับการ ออกแบบให้มีลกั ษณะที่ตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคลให้มากที่สุด 3.การโต้ตอบ (Interaction) คือการมีปฏิสมั พันธ์กนั ระหว่างผูเ้ รี ยนกับคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนการเรี ยน การสอนรู ปแบบที่ดีที่สุดก็คือเปิ ดโอกาสให้ผเู ้ รี ยนได้มีปฏิสมั พันธ์กบั ผูส้ อนได้มากที่สุด 4.การให้ผลป้ อนกลับโดยทันที (Immediate Feedback) ผลป้ อนกลับหรื อการให้คาำ ตอบนี้ ถือเป็ นการ เสริ มแรงอย่างหนึ่ง การให้ผลป้ อนกลับแก่ผเู้ รี ยนในทันทีหมายรวมไปถึงการที่คอมพิวเตอร์ ช่วยสอนที่ สมบูรณ์จะต้องมีการ ทดสอบหรื อประเมินความเข้าใจของผูเ้ รี ยนในเนื้ อหาหรื อทักษะต่าง ๆ ตาม วัตถุประสงค์ที่กาำ หนดไว้ 3.2.1 การใช้ โปรแกรม Authorware โปรแกรม Authorware จัดเป็ นโปรแกรมประเภท Authoring System ที่ใช้ในการเรี ยบเรี ยงงานนำา เสนอลักษณะ Multimidia มีทงั่ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสี ยงเพลง เสี ยงอธิ บาย Sound Effect และสามารถ โต้ตอบกับผูใ้ ช้โปรแกรมได้หลายรู ปแบบ ซึ่งจากคุณสมบัติดงั กล่าว สามารถนำาไปประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้าง ขวาง โปรแกรม Authorware ใช้เทคนิคที่เรี ยกว่า Objtected Interfack ซึ่งเป็ นการใช้สญ ั ลักษณ์ (Icon) แทน คำาสัง่ ทำาให้ง่ายและสะดวกในการใช้งาน


15

ทำาความรู้ จักกับส่ วนต่ างๆ ของโปรแกรม Authorware 4 โปรแกรม Authorware มีส่วนประกอบหลัก ๆอยู่ 5 ส่ วนด้วยกันคือ 1. แถบชื่อ (Title Bar) จะอยูบ่ นสุดถ้าเป็ นของโปรแกรมจะมีชื่อว่า Authorware แต่ถา้ เป็ นโปรแกรม ที่ท่านตั้งชื่อแล้ว จะปรากฏในแถบ Title Bar นี้ดว้ ย 2. แถบเมนู (Menu Bar) อยูร่ องลงมา จะมีเมนูอยูบ่ นแถบนี้ 10 เมนูแต่ละตัวจะมีเมนูยอ่ ยเป็ นแบบ Pull Down Menu 3. แถบไอคอน (Icon Bar) จะเป็ นรู ปไอคอนต่าง ๆ โดยเอาคำาสัง่ จากเมนูยอ่ ยของแถบเมนูคาำ สัง่ ที่ใช้ บ่อย ๆ มาทำาเป็ นไอคอนเพื่อความสะดวกในการเรี ยกใช้งาน 4. ไอคอนพาเลตต์ (Icon Palette) เป็ นแถบไอคอนเครื่ องมือ (Tools) เรี ยงตามแนวตั้งอยูท่ างด้านซ้าย ของจอ 5. หน้าต่างออกแบบ (Design Window) เป็ นหน้าจอว่าง ๆ มีเส้น FLOW LINE 1 เส้นเพื่อเตรี ยม ให้ท่านออกแบบงาน ใช้เมาส์ลากขอบหน้าต่างนี้ เข้าออก เป็ นการย่อและขยายหน้าต่าง บนแถบหัวของ หน้าต่างออกแบบ จะมีชื่อเป็ น Untitle-1 ให้ก่อน จนกว่าจะบันทึก (Save) งาน แล้วตั้งชื่อใหม่บนแถบหัวนี้ จะเป็ นชื่อที่ต้ งั ไว้ การเรียกใช้ โปรแกรม Authorware 1. เลือก Start ---> Programs ---> Macromedia Authorware (ตำาแหน่งของโปรแกรม)


16

2. จะปรากฏหน้าจอการทำางานของ Macromedia Authorware ขึ้นมา


17

การพัฒนางานด้ วยโปรแกรม Authorware ลักษณะการทำางานของโปรแกรม Authorware จะประกอบไปด้วยไอคอนที่วางเรี ยงบนเส้น ซึ่ง เป็ นการกำาหนดการทำางานของโปรแกรมนัน่ เอง ไอคอนที่อยูด่ า้ นซ้ายมือของจอภาพจะถูกนำามาเรี ยงไว้บน เส้น Flow Line ตามสคริ ปต์ที่ผพู้ ฒั นาเตรี ยมไว้ เพื่อกำาหนดขั้นตอนการทำางาน จากนั้นก็ทดสอบรัน โปรแกรมดูได้

นอกจากนี้ยงั มีคาำ สัง่ ให้เลือกใช้ คือ - Manu Bar - Tool Bar ในขั้นสุ ดท้ายหลังจากทำาการพัฒนาและออกแบบแล้ว ยังสามารถจัดเก็บไฟล์ในรู ปแบบนามสกุล .EXE หรื อนามสกุล .A5R ที่มีคาำ สัง่ Package เพ���่อนำาไปใช้กบั คอมพิวเตอร์ เครื่ องอื่นๆ ส่ วนประกอบโปรแกรม Authorware

1 Beginning of File

ตำาแหน่งเริ่ มต้นวางไอคอน


18

2 3 4 5

Paste Head Flow Line End of File Icon Palette

ตัวชี้ตาำ แหน่ง เส้นลำาดับการทำางาน ตำาแหน่งจบไฟล์ ไอคอนคำาสัง่ ต่างๆ

ความหมายของไอคอนที่ใช้ ในโปรแกรม Authorware Diskplay Icon ใช้แสดง Object ที่เป็ น Text & Grapphic Motion Icon ใช้ทาำ ภาพเคลื่อนหวมีท้ งั หมด 5 แบบ Erase Icon ใช้ลบภาพหรื อข้อความออกจากจอภาพ Wait Icon ใช้หยุดการทำางานจนกว่าจะกดเม้าส์หรื อคียบื อร์ ด Navigate Icon ใช้สร้างการเลื่อนไปข้างหน้า Framework Icon Decision Icon ใช้ควบคุมการทำางานโดยกำาหนดรู ปแบบการทำางาน Interaction Icon ใช้กาำ หนดวิธีการติดต่อกับผูใ้ ช้ท้ งั หมดมี 11 แบบ Calculation Icon ใช้กาำ หนดค่าตัวแปร Map Icon ใช้รวมไอคอนไว้เป็ นกลุ่มเพื่อจัดแบ่งงานเป็ นโมดูล Digitle Movie Icon ใช้แสดงภาพเคลื่อนไหวจากไฟล์ Digitle Movie Sound Icon ใช้แสดงเสี ยงจากไฟล์ Sound Video Icon ใช้แสดงภาพวีดีโอ Start Icon ใช้กาำ หนดจุดเริ่ มต้นทดสอบโปรแกรม Stop Icon ใช้กาำ หนดจุดสิ้ นสุ ดการทดสอบโปรแกรม Color ใช้กาำ หนดสี ของไอคอนเพื่อให้เห็นความแตกต่าง

3.2.2 การใช้ ระบบจัดการเรียนการสอนในระบบออนไลน์ Moodle Moodle ย่อมาจาก Modular Object-Oriented Dynamic Learning Environment คือ ระบบจัดการเรี ยนการสอนในระบบออนไลน์ให้มีบรรยากาศเหมือน เรี ยนในห้องเรี ยน หรื อเรี ยก ว่า LMS (Learning Management System) หรื อระบบจัดคอร์ สการเรี ยนการสอน CMS(Course Management System ผ่านระบบเครื อข่ายอินเตอร์เน็ต อินทราเน็ต สำาหรับสถาบันการศึกษา หรื อครู ใช้เพื่อเตรี ยมแหล่ง


19

ข้อมูล กิจกรรม และเผยแพร่ แบบออนไลน์ผา่ นอินเทอร์ เน็ต หรื ออินทราเน็ต Moodle สามารถนำาไปใช้ได้ ทั้งองค์กรระดับ มหาวิทยาลัย โรงเรี ยน สถาบัน หรื อครู สอนพิเศษ โปรแกรมชุดนี้เป็ น Open Source ภายใต้ ข้อตกลงของ gnu.org (General Public License) สามารถ download ได้ฟรี จาก http://moodle.org ผูพ้ ฒั นา โปรแกรมคือ Martin Dougiamas สถาบันการศึกษาใดต้องการนำาไปใช้ จัดระบบการเรี ยนการสอน จะต้อง อาศัยผูด้ ูแลระบบ( Admin) ที่ความสามารถในการติดตั้ง โดยที่ตอ้ งมี Web Server ที่บริ การภาษา php และ mysql

ภาพการติดตั้งโปรแกรม Moodle

ความสามารถของ moodle 1. เป็ นโปรแกรมจัดการเรี ยนการสอนผ่านระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ประเภทฟรี แวร์ ที่ได้รับการ ยอมรับกันทัว่ โลก 2. สามารถเป็ นได้ท้ งั CMS (Course Management System) และ LMS (Learning Management System) ช่วยรวบรวมวิชาเป็ นหมวดหมู่ เผยแพร่ เนื้อหา ของผูส้ อน พร้อมบริ การให้นกั เรี ยนเข้ามา ศึกษา และบันทึกกิจกรรมของนักเรี ยน 3. สามารถสร้างแหล่งข้อมูลใหม่ หรื อเผยแพร่ เอกสารที่ทาำ ไว้ เช่น Microsoft Office, Web Page, PDF หรื อ Image เป็ นต้น ใจกว้าง ไม่หวงวิชา มีเอกสารที่เคยรวบรวมไว้ ก็ส่งเข้าไปเผยแพร่ ได้โดยง่าย 4. มีระบบติดต่อสื่ อสาร ระหว่างนักเรี ยน เพื่อนร่ วมชั้น และผูส้ อน เช่น chat หรื อ webboard เป็ นต้น นักเรี ยนฝากคำาถาม ครู ทิ้งคำาถามไว้ ครู นดั สนทนาแบบออนไลน์ ครู นดั สอนเสริ ม หรื อแจกเอกสารให้อ่าน ก่อน เข้าเรี ยน ก็ได้ 5. มีระบบแบบทดสอบ รับการบ้าน และกิจกรรม ที่รองรับระบบ ให้คะแนนที่หลากหลาย ให้ส่งงาน


20

ให้ทาำ แบบฝึ กหัด ตรวจให้คะแนนแล้ว export ไป excel 6. สำารองข้อมูลเป็ น . zip แฟ้ มเดียว ในอนาคตสามารถนำาไปกูค้ ืน ลงไปในเครื่ องใดก็ได้ ข้อมูล ประกอบการตัดสิ นใจเลือกใช้ Moodle

องค์ ประกอบของ moodle ที่โรงเรียนควรมี 1. มี Web Browser เช่น Internet explorer ในการติดต่อกับ moodle ทั้งโดยครู ผสู ้ อนและนักเรี ยน 2. มี Web Server ที่ให้บริ การ php และ mysql 3. มี ผู้ติดตั้ง ผู้ดูแล และบำารุ งรักษา ควรทำาโดยนักคอมพิวเตอร์ ที่ที่มีประสบการณ์ เกี่ยวกับการติดตั้ง การบำารุ งรักษา และการเขียนเว็บ 4. มีครู นักเรียน และผู้บริหาร ที่ยอมรับในเทคโนโลยีสมัยใหม่ ดังนั้น moodle ไม่เหมาะกับเด็กอนุบาล หรื อครู ที่ไม่มีไฟ 5. มี การเชื่อมต่ อเป็ นระบบเครือข่าย เช่น อินเทอร์ เน็ต อินทราเน็ต ( LAN) ผู้ทเี่ กีย่ วข้องกับ Moodle 1. ผูด้ ูแลระบบ (Admin) : ติดตั้งระบบ บำารุ งรักษา กำาหนดค่าเริ่ มต้น และกำาหนด สิ ทธ์การเป็ นครู ผสู ้ อน 2. ผูส้ อน ( Teacher) : เพิ่มแหล่งข้อมูล เพิ่มกิจกรรม ให้คะแนน ตรวจสอบกิจกรรมผูเ้ รี ยน ตอบคำาถาม และติดต่อสื่ อสาร 3. ผูเ้ รี ยน ( Student) : เข้าศึกษาแหล่งข้อมูล และทำากิจกรรม ตามแผนการสอน 4. ผูเ้ ยีย่ มชม ( Guest) : เข้าเรี ยนได้เฉพาะวิชาที่อนุญาต และจำากัดสิ ทธ์ ในการทำากิจกรรม 3.3 รู ปแบบ Social Network Social Network หรื อ เครื อข่ายสังคม (ชุมชนออนไลน์) เป็ นรู ปแบบของเว็บไซต์ ในการสร้างเครื อ ข่ายสังคม สำาหรับผูใ้ ช้งานในอินเทอร์เน็ต เขียนและอธิ บายความสนใจ และกิจการที่ได้ทาำ และเชื่อมโยงกับ ความสนใจและกิจกรรมของผูอ้ ื่น ในบริ การเครื อข่ายสังคมมักจะประกอบไปด้วย การแชท ส่ งข้อความ ส่ งอี เมลล์ วิดีโอ เพลง อัปโหลดรู ป บล็อก การทำางานคือ คอมพิวเตอร์เก็บข้อมูลพวกนี้ ไว้ในรู ปฐานข้อมูล sql ส่ วน video หรื อ รู ปภาพ อาจ เก็บเป็ น ไฟล์กไ็ ด้ บริ การเครื อข่ายสังคมที่เป็ นที่นิยมได้แก่ ไฮไฟฟ์ มายสเปซ เฟซบุ๊ก ออร์ กตั มัลติพลาย โดยเว็บเหล่านี้ มีผใู้ ช้มากมาย เช่น เฟสบุ๊คเป็ นเว็บไซต์ที่คนไทยใช้มากที่สุด ในขณะที่ออร์ กตั เป็ นที่นิยมมาก


21

ที่สุดในประเทศอินเดีย Social Network เป็ นเครื อข่ายความสัมพันธ์เสมือนที่ตอบสนองกับการสร้างสายสัมพันธ์ โยงใยให้ เราได้เจอบุคคลที่คุยกันในเรื่ องที่สนใจได้อย่างคอเดียวกัน สามารถเชื่อมโยงเพื่อนของเรา เข้ากับเพื่อนของ เขา สามารถสร้างสรรค์สงั คมใหม่ๆให้กบั ทุกคน สามารถเชื่อมโยงการสื่ อสารภายในองค์กร และภายนอก องค์กรเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิ ทธิภาพ ซึ่งเป็ นสิ่ งที่ตอบสนองรู ปแบบชีวิตของมนุษย์ยคุ ปั จจุบนั นัน่ เอง โดยภาพรวม Social Network เป็ นสื่ อที่มีประสิ ทธิ ภาพในการสื่ อสารกับองค์กรจากปากคำาของเราเองได้เป็ น อย่างดี ผูบ้ ริ หารองค์กรขนาดใหญ่จะสามารถสื่ อสารกับคนในองค์กรของคุณอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ ไม่ตอ้ ง ประสบปั ญหาการบิดเบือนข้อความ หรื อการสื่ อสารที่ตกหล่นอีกต่อไป ครู อาจารย์สามารถให้แง่คิดหรื อสิ่ ง ละอันพันละน้อยแก่ลูกศิษย์ได้โดยไม่จาำ เป็ นต้องรอให้พดู กันทีเดียวคราวละยาวๆ นักวิจยั อาจพบอะไรที่น่า สนใจแล้วสื่ อสารให้รู้กนั ทุกคนในเครื อข่ายเดียวกันได้ทนั ทีเพื่อให้ทีมรับรู ้สิ่ งน่าสนใจไปพร้อมๆกัน ประเภทของ Social Network

1.Identity Network เผยแพร่ ตัวตน ใช้สาำ หรับนำาเสนอตัวตน และเผยแพร่ เรื่ องราวของตนเองทางอินเตอร์ เน็ทสามารถสร้างอัลบั้ม รู ปของตัวเอง สร้างกลุ่มเพื่อน และสร้างเครื อข่ายขึ้นมาได้

2.Creative Network เผยแพร่ ผลงาน สามารถนำาเสนอผลงานของตัวเองได้ในรู ปแบบของวีดีโอ ภาพ หรื อเสี ยงเพลง


22

3.Interested Network ความสนใจตรงกัน Del.icio.us เป็ น Online Bookmarking หรื อ Social Bookmarking โดยเป็ นการ Bookmark เว็บที่ เราสนใจไว้บนอินเทอร์เน็ตสามารถแบ่งปันให้คนอื่นดูได้และยังสามารถบอกความนิยมของเว็บไซด์ ต่างๆได้ โดยการดูจากจำานวนตัวเลขที่เว็บไซต์น้ ันถูก Bookmark เอาไว้จากสมาชิกคนอื่นๆ Digg นั้น คล้ายกับ del.icio.us แต่จะมีให้ลงคะแนนแต่ละเว็บไซด์ และมีการ Comment ในแต่ละเรื่ อง Zickr ถูก พัฒนาขึ้นมาโดยคนไทย เป็ นเว็บลักษณะเดียวกับ Digg แต่เป็ นภาษาไทย

4.Collaboration Network ร่ วมกันทำางาน คือเป็ นการร่ วมกันพัฒนาซอฟต์แวร์ หรื อส่ วนต่างๆของ ซอฟต์แวร์ o

o

• WikiPedia เเป็ นสารานุกรมออนไลน์ขนาดใหญ่ที่รวบรวมความรู ้ ข่าวสาร และ เหตุการณ์ต่างๆ ไว้มากมาย • ปัจจุบนั เราสามารถใช้ Google Maps สร้างแผนที่ของตัวเอง หรื อจะแบ่งปั นแผนที่ ให้คนอื่นได้ใช้ดว้ ย จึงทำาให้มีสถานที่สาำ คัญ หรื อสถานที่ต่างๆ ถูกปั กหมุดเอาไว้ พร้อมกับข้อมูลของสถานที่น้ นั ๆ ไว้แสดงผลจากการค้นหา


23

5.Gaming/Virtual Reality โลกเสมือน สองตัวอย่างของโลกเสมือนนี้ มันก็คือเกมส์ออนไลน์นนั่ เอง SecondLife เป็ นโลกเสมือนจริ ง สามารถ สร้างตัวละครโดยสมมุติให้เป็ นตัวเราเองขึ้นมาได้ ใช้ชีวิตอยูใ่ นเกมส์ อยูใ่ นชุมชนเสมือน (Virtual Community) สามารถซื้อขายที่ดิน และหารายได้จากการทำากิจกรรมต่างๆ ได้

6.Peer to Peer (P2P) P2P เป็ นการเชื่อมต่อกันระหว่าง Client (เครื่ องผูใ้ ช้, เครื่ องลูกข่าย) กับ Client โดยตรง โปรแกรม Skype จึงได้นาำ หลักการนี้ มาใช้เป็ นโปรแกรมสนทนาผ่านอินเตอร์ เน็ต และก็มี BitTorrent เกิดขึ้นมาเป็ นเทคโนโลยีที่ทาำ ให้เกิดการแบ่งปั นไฟล์ต่างๆ ได้อย่างกว้างขวาง และรวดเร็ ว แต่ทว่ามันก็ ก่อให้เกิดปั ญหาเรื่ องการละเมิดลิขสิ ทธิ์ การใช้ Social Network เพือ่ การเรียนการสอน 3.3.1 การใช้ เว็บบล็อก(Weblog)เพือ่ การเรียนการสอน ความหมาย Blog เป็ นคำาย่อของ web + log หรื อเรี ยกกันโดย ทัว่ ไปว่า Weblog ใช้เสมือนเป็ นสมุดบันทึก เรื่ องราว ที่เป็ นความรู ้ ความคิด และประสบการณ์ของตนเอง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช กล่าวไว้ใน บล็อก ของท่านว่า "เป้ าหมายสำาคัญที่สุดของการเล่าเรื่ อง คือให้ผมู ้ ีความรู ้จากการปฏิบตั ิ ปลดปล่อยความรู ้ที่ซ่อนอยูใ่ นส่ วนลึก ของหัวใจ (ความเชื่อ) ในส่วนลึกของสมอง (ความคิด) และในส่ วนลึกของร่ างกาย (การปฏิบตั ิ) ออกมาเป็ น คำาพูด และ หน้าตาท่าทาง (Non-verbal communication)" ส่ วน ประกอบที่สาำ คัญของ Blog 1.ชื่อ บล็อก (Blog Title) ส่วนของ(Blog Title) นี้กจ็ ะเป็ นชื่อ ของบล็อก นั้น ๆ 2.วันที่และเวลา (Date & Time Stamp)

เป็ นวันที่ และมีเวลากำากับอยูด่ ว้ ย ตัววันที่และเวลานี้ จะเป็ นตัว

บอกว่า บทความในบล็อกนั้นเขียนขึ้นมาเมื่อไหร่ 3.ชื่อบทความ (Entry Title) ชื่อเรื่ องของบทความที่เขียนในบล็อก 4.ตัวเนื้อหาบทความ (Entry’s Main Body) อาจ เป็ นตัวหนังสื อ หรื ออาจเป็ นรู ปภาพวีดีโอ หรื ออนิเมชัน่ โดยส่ วนประกอบเหล่านี้ จะรวมเป็ นเนื้ อหาของบทความ


24

5.คอมเม้นต์ (Comment tag) เป็ นลิงค์ที่ ให้ผอู ้ า่ นคลิกไปเพื่อกรอก คอมเม้นต์ให้กบั บล็อกนั้น ๆหรื ออ่าน คอมเม้นต์ที่มีคนเขียนคอม เม้นต์เข้ามา 6.ปฏิทิน (Calendar) บล็อกบางแห่งอาจมี ปฏิทินอยูด่ ว้ ยโดยในปฏิทินนั้นสามารถคลิกตามวันที่เพื่ออ่าน บทความของวันที่ นั้น ๆ ได้สะดวกครับ 7.บท ความย้อนหลัง (Archives) บทความเก่า หรื อบทความย้อนหลังอาจมีการจัดเตรี ยมไว้โดยเจ้าของบล็อก โดยบล็อกแต่ละแห่ง อาจจัดเรี ยงบทความย้อนหลังไม่เหมือนกันเช่นจัดเรี ยงรายเดือน รายสัปดาห์หรื อจะ list บทความทั้งหมดออกมาเลยก็ได้

Blog สามารถใช้เป็ นเครื่ องมือในการ พัฒนาการเรี ยนการสอน การจัดการความรู ้และสร้างเครื อข่าย การเรี ยนรู ้ได้เป็ นอย่างดีเราสามารถสร้าง Blog ได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิง่ ในปั จจุบนั ได้มีการจัดสร้าง Website เพื่อรองรับการสร้าง Blog โดยไม่เสี ยค่า ใช้จ่ายใด เช่น http://gotoknow.org สำาหรับการนำา เสนอ บันทึกเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด และประสบการณ์ ของคนทำางาน http://learners.in.th สำาหรับส่ ง เสริ มการเรี ยนการสอนและ http://researcher.in.th สำาหรับเป็ นแหล่งแลกเปลี่ยนเรี ยน รู ้ของนักวิจยั โดยทั้ง 3 Websites สนับสนุนโดยสถาบันส่งเสริ มการจัดการความรู ้เพื่อสังคม (ส.ค.ส) การใช้ Blog สนับสนุนการเรี ยนการสอน จะช่วยให้ท้ งั ผูเ้ รี ยนและผูส้ อนสื่ อสารข้อมูลข่าวสาร ถึงกันได้อย่างสะดวก และเป็ นโอกาสให้คนอื่นๆที่เข้าใช้อินเตอร์ เน็ตได้ สามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็น ต่อยอดความรู้ความคิดได้อย่างไม่จาำ กัดอีกด้วย นอก จากนี้ Blog ยังสามารถเป็ นแหล่งจัดเก็บและนำาเสนอ ผล งานของครู และผูเ้ รี ยนได้เป็ นอย่างดี การพัฒนาความ รู ้ความสามารถให้ครู เข้าใจและสามารถสร้าง Blog เพื่อ ใช้ในการเรี ยนการสอนได้ จะเป็ นหนทางไปสู่การปฏิรูป การเรี ยนการสอนให้เป็ นผลสำาเร็ จได้มากยิง่ ขึ้น ประโยชน์ ของบล็อก 1. ใช้เป็ นเครื่ องมือสร้างความรู้ การเขียน blog สำาหรับบันทึกเรื่ องราว ข่าวสาร ความรู ้และประสบการณ์ ต่าง ๆ ในสิ่ งที่ผเู้ ล่าสนใจ เป็ นการถ่ายทอดสิ่ งที่ถูกบันทึกไว้ในสมองลงสู่ตวั หนังสื อการเขียนต้องมีอิสระ ทางความคิดในรู ปแบบที่เป็ นตัวของตัวเอง จะช่วยอำานวยให้การดึงเอาความรู ้ฝังลึกถูกแสดงออกมาได้โดย ไม่ยากนักและการเขียน blog อยูเ่ ป็ นประจำาก็จะสามารถนำามาสู่การสร้างขุมความรู ้ ( Knowledge Assets ) อย่างต่อเนื่องและเป็ นระบบ การเก็บรวบรวมและการแก้ไขหรื อเพิม่ เติมความรู ้กท็ าำ ได้โดยสะดวก รวดเร็ ว 2. เป็ นเครื่ องมือในการเผยแพร่ ความรู้ โดยหลักการของ blog คือการเผยแพร่ เรื่ องราวที่ผเู ้ ขียนเขียนไว้บน


25

blog เพื่อแสดงตัวตนของผูเ้ ขียนออกสู่สาธารณชนซึ่งนัน่ หมายถึง blog ย่อมมีความสามารถในการ สนับสนุนการเข้าถึงความรู้ได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ ว ทันทีที่ผเู ้ ขียนมีการเพิ่มเติมหรื อแก้ไขความรู ้ที่มีอยู่ บน blog ไฟล์ RSS ก็จะทำาการดึงเอาเนื้ อหานั้น ๆ มาใส่ ไว้ในไฟล์ดว้ ยทันที 3. เป็ นเครื่ องมือแลกเปลี่ยนความรู้ การเขียน blog จะอนุญาตให้ผอู ้ า่ นสามารถแสดงความคิดเห็นต่อความ รู ้ที่ผเู ้ ขียนถ่ายทอดลงไปใน blog และผูเ้ ขียนได้เขียนโต้ตอบต่อความคิดเห็นนั้น ๆ ในลักษณะของการ สนทนาเพื่อหาความแตกฉานในตัวความรู้ ถือได้วา่ เป็ นการร่ วมกันสกัดความรู ้ฝังลึกได้อย่างดี 4. เป็ นเครื่ องมือในการค้นหาความรู้ ผูช้ าำ นาญการ และชุมชนปฏิบตั ิ การเขียนและอ่าน blog เป็ นวิธีการ ค้นหาความรู ้ ช่วยให้คน้ พบผูม้ ีความรู้ความชำานาญในด้านต่าง ๆ ได้รวดเร็ วขึ้น ไม่วา่ จะโดยการเขียน blog ที่ มักอ้างถึง blog อื่น ๆ โดยการโยงลิงค์ไปหาบทความหรื อบันทึกนั้น ๆ อีกทั้งลิคท์ ี่ผเู ้ ขียนบรรจุไว้ใน blog ซึ่ง อยูน่ อกตัวบทความ หรื อการร่ วมเป็ นสมาชิกของ blog ชุมชน 5. เป็ นเครื่ องมือในการรวบรวมและแยกแยะประเภทของความรู ้ สกัดแก่นความรู ้ และสร้างความสัมพันธ์ ของความรู ้วิธีการหนึ่งที่ระบบ blog โดยทัว่ ไปนำามาใช้ในการรวบรวมและแยกประเภทของของบันทึก คือ การให้ผเู ้ ขียนระบุหมวดหมู่หรื อคียเ์ วิร์ดของบันทึกนั้น ๆ ไว้ ซึ่งบันทึกหนึ่ง ๆ อาจมีความเหมาะสมในการ แยกหลายหมวดหมู่ ถือเป็ นการสกัดแก่นความรู ้จากขุมความรู ้ โดยที่ตวั ผูเ้ ขียนเอง อาจจะดึงเอาคียเ์ วิร์ดของ ชุมชนที่ถูกรวบรวมผูใ้ ช้หลายคน 6. เป็ นเครื่ องมือในการสร้างลำาดับความน่าเชื่อถือและความถูกต้องของความรู ้โดยผูน้ าำ เอาความรู ้น้ันไป ใช้ สิ่ งที่นกั ปฏิบตั ิดา้ นการจัดการความรู้อยากให้เกิดขึ้นภายหลังจากการที่ได้มีการจัดการความรู ้ ก็คือ การที่ มีผอู ้ ื่นนำาเอาความรู้น้ นั ๆ ไปใช้ให้เกิดผลและนำาผลมาปรับปรุ งความรู ้เดิมให้เกิดความรู ้ตวั ใหม่ หรื อทำาให้ ความรู ้น้ นั ๆ มีความถูกต้องมีหลักฐานที่วดั ได้ทางวิทยาศาสตร์ ชดั เจนมากยิง่ ขึ้น ระบบ blog ประกอบกับ เทคโนโลยีในการ พัฒนาเวปในปัจจุบนั สามารถสร้างระบบ Rating หรื อระบบการจัดลำาดับความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องของความรู้หนึ่ง ๆ ได้โดยตรงจากผูอ้ า่ น blog ซึ่งอาจจะเป็ น ผูท้ ี่ได้นาำ เอาความรู ้น้ นั ๆ ไป ใช้เองอีกด้วย หรื อการแสดงสถิติต่างๆของ blog เช่น บันทึกที่ได้รับการแสดงข้อคิด เห็นมากที่สุด หรื อ บันทึกที่มีผอู ้ ่านมากที่สุด ก็สามารถเป็ นเครื่ องมือพิสูจน์ความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องของความรู ้ได้ใน ระดับหนึ่งด้วยเช่นกัน 7. ใช้เป็ นเครื่ องมือแสดงรายละเอียดของแก่นความรู ้อย่างเป็ นระบบซึ่งนักวิทยาศาสตร์ อัลเบิร์ต ไอน์ส ไตน์ กล่าวไว้วา่ “Imagination is more important than knowledge.” การไม่หยุดคิดที่จะวิจยั และพัฒนา เครื่ องมือเทคโนโลยีเพื่อช่วยสร้างความสมบูรณ์แบบของระบบ การจัดการกับความรู ้เป็ นสิ่ งที่สนับสนุนให้ เกิดขึ้นได้ เช่น ในปัจจุบนั ระบบ blog ถือว่าเป็ นเครื่ องมือสำาหรับเสริ มสร้างประสิ ทธิ ภาพในการเล่าเรื่ อง ซึ่ง ถือเป็ นเทคนิคที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่ หลายในการจัดการความรู ้ แต่เพื่อที่จะสกัดความรู ้ฝังลึกที่มีความ ซับซ้อน การใช้เทคนิคการเล่าเรื่ องเพียงอย่างเดียว หรื อการร่ วมช่วยกันเล่าก็ตาม ก็อาจจะยังไม่สามารถสกัด เอาความรู ้ออกมาได้หมด เพราะความสับสน และความไม่มีรูปแบบในตัว ของความรู ้เอง ดังนั้น เทคโนโลยี ที่น่าจะสามารถช่วยจัดการความรู้ประเภทนี้ ได้ ก็เช่น Rule-based reasoning หรื อ Fuzzy logic เพื่อ ใช้ในการ


26

ทำาเหมืองความรู้ ( Knowledge mining ) เป็ นต้น 8. เป็ นศูนย์ความรู้ขององค์การ เพราะให้พนักงานและบุคลากร แต่ละคนเขียน blog ส่ วนตัวไว้ หาก พนักงานและบุคลากรท่านนั้นลาออกไป ความรู ้ยงั คงอยูท่ ี่องค์กรให้รุ่นน้องศึกษาไปโดยการถ่ายทอด หรื อ แลกเปลี่ยนความรู้ โดยเฉพาะ Tacit Knowledge เขียนออกมาเป็ น “เรื่ องเล่า” 3.3.2 การนำาเสนอแบบ Weblog เป็ นรู ปแบบที่การนำาเสนอแบบเดียวกับที่ใช้บนอินเทอร์ เน็ต ปั จจุบนั นิยมใช้ในรู ปแบบนี้ มากขึ้นใน การนำาเสนอต่อที่ประชุม เว็บเบราเซอร์ (Web browser)เป็ นโปรแกรมที่ใช้แสดงผล ส่ วนโปรแกรมที่ใช้สร้าง เวบเพจหรื อแต่ละหน้านั้นมีวิธีทาำ ได้หลายวิธีแต่วิธีดงั่ เดิมที่สุดคือการเขียนด้วยภาษา HTML หรื อการใช้ โปรแกรมประเภท Software tool เป็ นต้น ข้อดีของการนำาเสนอแบบนี้ คือสามารถสร้างความเชื่อมโยงที่สลับ ซับซ้อนระหว่างส่วนต่างๆของเอกสารที่นาำ เสนอ ตลอดจนสามารถเชื่อมโยงเอกสารต่างรู ปแบบกัน เช่น สามารถคลิกคำาว่า วิธีคาำ นวณ เพื่อเปิ ดตารางคำานวณ(Excel)ที่แสดงรายการคำานวณ เป็ นต้น นอกจากนี้ หาก คอมพิวเตอร์ ที่ใช้ในการนำาเสนอนั้นกำาลังเชื่อมโยงเข้าเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ตอยูก่ ส็ ามารถเชื่อมโยงไปยัง เว็บไซต์ต่างๆบนอินเทอร์เน็ตได้ดว้ ย ส่ วนประกอบของ Blog บล็อกประกอบไปด้วยส่ วนประกอบ 3 ส่ วนสำาคัญ คือ 1. หัวข้อ (Title) หรื อ ชื่อบทความ (ฺ Entry Title) คือ ชื่อเรื่ องของบทความที่เขียนในบล็อก 2. เนื้อหา (Post หรื อ Content) อาจเป็ นตัวหนังสื อ หรื ออาจเป็ นรู ปภาพ วีดีโอ หรื อ แอนนิเมชัน่ เป็ นต้น โดยส่ วนประกอบเหล่านี้ จะรวมเป็ นส่วนเนื้ อหาของบทความ 3. วันเวลาที่เขียน (Date/Time) เป็ นวันที่และบางทีอาจมีเวลากำากับอยูด่ ว้ ย ตัววันที่และเวลานี้ จะเป็ นตัว บอกว่าบทความในบล็อกนั้นเขียนขึ้นมาเมื่อไหร่ แก้ไขครั้งสุ ดท้ายเมื่อไหร่ บางครั้งอาจมีวนั เวลาระบุอยูใ่ น ส่ วนของ comment ด้วย ซึ่งจะเป็ นการบ่งบอกว่า comment นั้นเขียนเข้ามาเมื่อไหร่ เช่นกัน นอกจากนี้อาจจะยังมีส่วนประกอบย่อยๆอีก ซึ่งแล้วแต่ซอฟต์แวร์ ที่พฒั นาขึ้นมา เช่น - ชื่อผูเ้ ขียน (Blog Author) บางบล็อก อาจมีการระบุชื่อผูเ้ ขียนไว้ในบล็อกด้วย โดยตำาแหน่งที่จะใส่ ชื่อผู ้ เขียนนั้น สามารถไว้ที่ตาำ แหน่งใดก็ได้ เช่นด้านข้างของหน้าบล็อก (sidebar) หรื ออยูใ่ นตัวบทความ - ความคิดเห็น (Comment) เป็ นลิงค์ที่ให้ผอู้ า่ นคลิกไปเพื่อกรอกความคิดเห็นให้กบั บล็อกนั้น ๆ หรื ออ่าน ความเห็นที่มีคนเขียนเข้ามา - ปฏิทิน (Calendar) บล็อกบางแห่งอาจมีปฏิทินอยูด่ ว้ ย โดยในปฏิทินนั้นสามารถคลิกตามวันที่ เพื่ออ่าน บทความของวันที่น้ นั ๆ ได้ - บทความย้อนหลัง (Archives) บทความเก่า หรื อบทความย้อนหลัง อาจมีการจัดเตรี ยมไว้โดยเจ้าของบล็อก โดยบล็อกแต่ละแห่งอาจจัดเรี ยงบทความย้อนหลังไม่เหมือนกัน เช่นจัดเรี ยงรายเดือน รายสัปดาห์ รายวัน หรื อจะ list บทความทั้งหมดออกมาเลยก็ได้


27

- ลิงค์ไปยังเว็บอื่น (Links) เป็ นจุดเด่นและความสนุกของบล็อกอีกอย่างหนึ่ง โดยบล็อกแต่ละแห่ ง อาจมีลิงค์ ไปยังเว็บอื่นหลากหลายเว็บ บางครั้งเราสามารถเรี ยก link พวกนี้วา่ blogroll - RSS หรื อ XML ตัว RSS นี้อาจมีเตรี ยมไว้ให้เราโดยอัตโนมัติข้ ึนอยูก่ บั Blogware หรื อ Blog Host ที่เรา เลือกใช้ เช่น WordPress หรื อ MovableType นั้นจะมี RSS ลิงค์ไว้ให้เราโดยอัตโนมัติ โดยเจ้า RSS Feed นี้ จะช่วยให้ผอู ้ ่านเข้าถึงบทความของเราได้ง่ายขึ้ น โดยการใช้โปรแกรมช่วยอ่าน Feed ได้ดว้ ย บางครั้งนัก เขียน Blog คนอื่น ก็อาจใช้ RSS Feed นี้เพื่อประโยชน์ในการดึงข้อมูลไปแสดงในเว็บ หรื อบล็อกของตนได้

ข้ อแนะนำาในการสร้ างเว็บเพจ ในการออกแบบสร้างเว็บเพจ มีองค์ประกอบอยูห่ ลายประการที่จะทำาให้การสร้างเว็บเพจประสบ ความสำาเร็ จ ซึ่งมีขอ้ เสนอแนะ ดังนี้ 1. เลือกกลุ่มเป้ าหมาย กลุ่มเป้ าหมายเป็ นคนในองค์กร หรื อคนทัว่ ไป เป็ นเด็ก วัยรุ่ น หรื อผูใ้ หญ่ เป็ นก ลุ่มคนที่ความรู้ระดับใด ซึ่งจะมีความสัมพันธ์กบั เนื้ อหาของเว็บเพจ 2. การเลือกเนื้ อหาเว็บเพจและปริ มาณของข้อมูลการเลือกเนื้ อหาเป็ นส่ วนสำาคัญในการเริ่ มต้นสร้าง เว็บเพจผูเ้ ยีย่ มชมแต่ละกลุ่มจะค้นหาข้อมูลที่แตกต่างกันเว็บเพจแต่ละหน้าจะสนองตอบต่อผูช้ มไม่ หมือนกันดังนั้นการเลือกเนื้ อหาที่ดีเนื้ อหาที่น่าสนใจและใหม่เสมอทำาให้ผเู ้ ยี่ยมชมจะกลับมาเยี่ยม ชมอีกครั้ งการใส่ ขอ้ มูลที่ปริ มาณมากเกินความจำาเป็ นจะทำา ให้ผชู ้ มรู ้ สึกอึดอัดและไม่ดึงดูดความ สนใจ 3. การจัดเก็บแฟ้ มข้อมูลโครงสร้ างของเว็บมี ความสำา คัญในการจัด การดู แลการรั กษาเว็บให้เ ป็ น ระเบี ย บการตรวจสอบความผิดพลาดของเว็บ เพจจะทำา ได้ง่า ยขึ้ น เช่ น การจัด แฟ้ มรู ป ภาพและ เว็บเพจที่เป็ นเรื่ องเดียวกันไว้ในไดเรกทอรี เดียวกัน 4. เว็บเพจต้องสามารถใช้ได้กบั บราวเซอร์ หลายชนิ ดการสร้างเว็บเพจควรจะทำาเพื่อให้สามารถนำาไป แสดงผลได้กบั บราวเซอร์ แต่ละชนิ ดและเทคนิ คต่างๆที่ใช้ก็ควรจะถูกรองรั บโดยบราวเซอร์ เช่น เฟรมจาวา จาวาสคริ ปต์และพลักอินส์ เป็ นต้น รวมทั้งการเลือกใช้แบบตัวอักษรภาษาไทย เนื่องจาก บางบราวเซอร์ ไม่สามารถแสดงผลภาษาไทยที่ถูกต้องเพราะฉะนั้ นจึงควรตรวจสอบการแสดงผล ผ่านบราวเซอร์ก่อน 5. ความเร็ วในการโหลดเว็บเพจความเร็ วในการโหลดเว็บเพจเป็ นปั จจัยสำาคัญอันหนึ่งที่ทาำ ให้เว็บเพจ นั้นประสบความสำาเร็จหรื อไม่ ถ้าการโหลดเว็บเพจใช้เวลานานเกินไป หลายครั้งจะทำาให้ผชู ้ มหมด


28

ความอดทนแล้วเปลี่ยนไปหาข้อมูลที่อื่น ปั จจัยที่กระทบต่อความเร็ ว ได้แก่ ขนาดของรู ปภาพที่ใช้ จำานวนของรู ปภาพที่ใช้ เทคนิคใหม่ๆ เช่น จาวา เอเอสพี พีเอ็ชพี และแฟลช เป็ นต้น รวมถึงปริ มาณ ของตัวอักษรที่อยูบ่ นหน้านั้นๆซึ่งมีผลให้การโหลดข้อมูลช้าหรื อเร็ วปริ มาณข้อมูลในแต่ละเว็บเพจ ไม่ควรจะมากจนเกินไปดังนั้นถ้ามีเนื้ อหามากๆควรจะตัดแบ่งออกเป็ นตอนๆเพื่อช่วยเพิ่มความเร็ ว ในการโหลด และยังเป็ นการให้ผเู้ ข้าเยีย่ มชม อ่านง่ายยิง่ ขึ้นด้วย 6. ความง่ายในการค้นหาข้อมูลการวางตำาแหน่งของข้อมูลหรื อแถบนำาทางทำาให้ขอ้ มูลที่สาำ คัญๆหาได้ ง่ายและรวดเร็ วทำาให้เว็บเพจนั้นน่าใช้การย้อนกลับไปหน้าก่อนและหลังแม้กระทัง่ การย้อนกลับ ไปจุดเริ่ มต้นของเพจก็เป็ น���ิ่ งที่เว็บเพจทุกหน้าควรจะมีเพื่อทำาให้การท่องเว็บสะดวกและคล่องตัว ในบางครั้ งถ้าสามารถให้บริ การช่วยค้นหา (search) ก็จะเป็ นสิ่ งที่ช่วยทำาให้การค้นหาข้อมูลทำาได้ ง่ายและรวดเร็ วขึ้น 7. การเลือกใช้ตวั อักษรฉากหลังและการเลือกโทนสี ตอ้ งให้เข้ากับเนื้ อหาสาระของเว็บเพจนั้นถ้าเว็บ นั้นกล่าวถึงเรื่ องเกี่ยวกับทะเลก็ควรใช้โทนสี ฟ้าหรื อฟ้ าครามสี ขาวไม่ควรใช้สีที่ฉูดฉาดและร้อน แรงแบบสี แดงเป็ นสี พื้นลักษณะของแบบตัวอักษรขนาดของตัวอักษรก็เช่ นเดี ยวกันถ้าตัวอักษร ใหญ่หรื อเล็กเกินไปจะทำาให้องค์ประกอบรวมของเว็บนั้นเสี ยไปถ้าต้องการกำาหนดประเภทของตัว อักษร ควรใช้ที่เป็ นสากลนิยม เช่น กรณี ภาษาอังกฤษอาจใช้ Arial หรื อ Times ส่ วนภาษาไทยอาจ ใช้ Angsana หรื อ MS Sans Serif น่าจะถือเป็ นสากลนิ ยมของภาษาไทย การเลือกใช้ตวั อักษรภาษา ไทยนั้นต้องระวังเป็ นพิเศษเพราะในกรณี ที่เครื่ องผูเ้ ข้าเยี่ยมชมไม่มีตวั อักษรนั้ นๆ อาจทำาให้ผเู ้ ข้า เยีย่ มชมไม่สามารถอ่านตัวอักษรได้เลย 8. ขนาดและชนิ ดของรู ปภาพ ภาพกราฟิ กนั้นมีหลายประเภท ซึ่ งแต่ละแบบจะมีขอ้ ดี ขอ้ เสี ยต่างกัน อย่างไรก็ตามรู ปภาพที่นิยมใช้กนั ในเว็บเพจมักมีส่วนขยายของไฟล์เป็ น GIF และ JPEG เนื่ องจาก มีขนาดเล็ก ทำาให้การโหลดเว็บทำา ได้เร็ ว การพิจารณาเลือกใช้ภาพที่มีคุณภาพดี ถ้าเป็ นภาพแต่ง หรื อภาพถ่ายที่มีสีมากๆ ควรใช้แฟ้ มที่มีส่วนขยายเป็ น JPEG แต่ถา้ เป็ นแฟ้ มภาพของปุ่ มหรื อป้ ายที่ มีสีจาำ นวนไม่มาก ก็ควรใช้แฟ้ มที่มีส่วนขยายเป็ น GIF 9. ส่ วนประกอบที่ขาดไม่ได้สาำ หรับเว็บเพจ สิ่ งที่จะละเลยไม่ได้ก็คือข้อมูลเกี่ยวกับผูจ้ ดั ทำา อีเมล์ วัน เวลาที่ทาำ การเปลี่ยนแปลงแก้ไขเว็บเพจ เพื่อที่ผชู ้ มจะได้ติดต่อกับผูจ้ ดั ทำาถ้ามีปัญหาใดๆ และทราบ ถึ ง วัน เวลาที่ เ ว็บ เพจนี้ มี ก ารเปลี่ ย นแปลงแก้ไ ขและอาจมี หั ว ข้อ อื่ น ๆอี ก เช่ น ข้อ เสนอแนะ (Feedback) คำาถามที่ถูกถามบ่อย (FAQ – Frequency Asked Questions) เว็บไซต์อื่นๆ ที่น่าสนใจที่ ผูเ้ ข้าเยี่ยมชมจะหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ ซึ่ งหัวข้อเหล่านี้ จะช่วยลดเวลาในการค้นหาข้อมูลของผูเ้ ข้า เยีย่ มชมได้


29

10. ตรวจสอบเว็บเพจก่อนนำาเสนอเพื่อความถูกต้องและความสวยงามของเว็บเพจก่อนที่จะนำาเสนอ ควรตรวจสอบกับเว็บบราวเซอร์ ท้ งั เนสเคปคอมมูนิเคเตอร์ และอินเทอร์ เน็ตเอ๊กพลอเรอร์ ก ่อนการ ออกแบบเว็บเพจอาจจะเหมาะสมกับความละเอียดภาพหนึ่งๆ ข้ อควรระวังในการเขียนเว็บเพจ 1. ปั ญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้เฟรมเฟรมเป็ นรู ปแบบของเว็บเพจที่แบ่งหน้าจอออกเป็ นหน้าต่างย่อยๆ ซึ่งอิสระต่อกันทำาให้ใช้งานได้ง่าย แต่ในบางกรณี การใช้เฟรมสร้างความสับสนให้กบั ผูใ้ ช้ได้ เช่น เมื่อเลือกหัวข้อย่อยข้อหนึ่งแล้วชื่อของ URL ในช่อง address ไม่มีการเปลี่ยนแปลงค่า ทำาให้ผใู ้ ช้ไม่ ทราบจุดอ้างอิงของตัวเองว่าตอนนี้ อยูใ่ นเว็บเพจใด และจะกลับไปที่จุดเริ่ มต้นได้อย่างไร 2. การใช้เทคนิคมากเกินไป ไม่ควรใช้เทคนิ คมากเกินความจำาเป็ น เช่น แฟลช จาวา หรื อการใส่ เสี ยง เบื้ องหลังตลอดเวลา แม้ว่าเทคนิ คเหล่านี้ จะทำา ให้เว็บเพจดูสวยงาม และตื่ นตาตื่ นใจ แต่อาจจะ ทำาให้โหลดช้า และน่าเบื่อในที่สุด 3. ป้ ายที่ แสดงว่าอยู่ระหว่างการดำา เนิ นการไม่ค วรนำา รู ป (Icon)หรื อป้ ายที่ แสดงว่า อยู่ระหว่า งการ ดำาเนินการขึ้นมาเพราะการใช้วิธีการแบบนี้ มกั จะเกิดจากความไม่มนั่ ใจของผูอ้ อกแบบว่าเว็บเพจที่ สร้างพร้อมที่จะออกแสดงหรื อยัง ซึ่งในกรณี ที่ยงั ไม่พร้อมก็ไม่ตอ้ งนำาขึ้นแสดง 4. การใช้ภาพกราฟิ กขนาดใหญ่หรื อปริ มาณมากภาพกราฟิ กที่มีขนาดใหญ่จะทำา ให้การโหลดช้า ผู ้ ออกแบบจะต้องละเว้นการใช้กราฟิ กขนาดใหญ่หรื อปริ มาณมาก เพื่อที่จะเลี่ยงปั ญหาคนออกจาก เว็บไซต์เพราะรู้สึกเบื่อหน่าย การเลือกภาพกราฟิ ก ควรจะเลือกเฉพาะกราฟิ กที่เพิ่มคุณค่าให้กบั เนื้ อ เรื่ อง 5. การใช้ตวั อักษรหลายรู ปแบบ 6. การใช้ฉากหลังที่ซบั ซ้อนการใช้ฉากหลังที่ซบั ซ้อนทำาให้การอ่านบทความไม่ชดั และใขณะเดียวกัน ผูอ้ อกแบบต้องระลึกไว้เสมอว่าให้ใช้สีที่ตดั กันกับฉากหลังของบทความหากบทความมีสีอ่อนให้ ใช้ฉากหลังสี เข้ม ตรงกันข้ามกันถ้าบทความสี เข้มให้ใช้ฉากหลังสี อ่อน 7. การใช้ภาพเคลื่อนไหวมากเกินไป การใช้ภาพเคลื่อนไหวทำาให้เว็บเพจมีชีวิตชีวา แต่อย่างไรก็ตาม การใส่ภาพที่เคลื่อนไหวมากเกินไปจะมีผลกระทบอย่างยิง่ ต่อทัศน์วิสยั และดึงความสนใจของผูช้ ม ไปจากองค์ประกอบอื่นๆ ที่มีความสำาคัญ 8. การเชื่ อมโยงกลับไปยังหน้าหลักเว็บเพจแต่ละหน้าควรจะบ่งบอกชัดเจนว่าเป็ นของเว็บไซต์ใด เพราะผูใ้ ช้บางรายอาจจะเข้าไปยังหน้ารองๆของเว็บไซด์โดยบังเอิญ โดยที่ไม่ผา่ นโฮมเพจหลักและ ถ้า ผูใ้ ช้ต้องการกลับ ไปที่ ห น้า แรกของโฮมเพจที่ เ ข้า มาก็สามารถกลับ ไปดู ไ ด้โ ดยมี ลิง ค์ไ ปยัง


30

โฮมเพจหลักได้ 9. ไม่มีการจัดโครงสร้างเว็บเพจเว็บเพจแต่ละหน้าควรจัดวางให้มีรูปแบบคล้ายกันเพื่อสะดวกต่อการ ค้นหาเมื่อมีการเปิ ดเว็บหน้าถัดไปเนื่ องจากมีรูปแบบเดียวกันถ้าแต่ละหน้ามีการวางโครงสร้างไว้ ต่างกันมากจะทำาให้เสี ยเวลาในการค้นหาข้อมูล 10. เนื้ อหาที่ไม่แตกต่างไปจากเว็บไซต์อื่นๆผูเ้ ริ่ มหัดเขียนโฮมเพจส่ วนใหญ่จะเริ่ มจาก“นี่ คือโฮมเพจ ำ บ ของฉัน” และพยายามใส่ ขอ้ มูล รวมทั้งสร้างแหล่งเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่ งมักจะไปซ้ากั เว็บไซต์อื่นๆ ดังนั้นก่อนจะเริ่ มเขียนควรมีโครงร่ างของเว็บที่เราจะนำาเสนอที่มีความแตกต่างจาก เว็บไซต์อื่นๆ ซึ่งจะเป็ นจุดดึงดูดความสนใจมากกว่า 11. การแสดงความเห็นมากเกินไป ผูเ้ ริ่ มหัดเขียนเว็บเพจบางคนมีเนื้ อหาที่จะเสนอมากจนเกินไป โดย ใส่ ทุกสิ่ งทุกอย่างที่อยากนำาเสนอลงในเว็บเพจทั้งหมดจึงไม่มีอะไรเป็ นจุดเด่น บางเว็บเพจใส่ ขอ้ มูล ส่ วนตัวลงไปด้วย ถึงแม้วา่ ดูน่าสนใจ แต่กไ็ ม่ควรมาอยูบ่ นเว็บเพจ ยกเว้นต้องการนำาเสนอตัวเองให้ คนอื่นรู้จกั การออกแบบที่ดีควรรวบรวมเรื่ องต่างๆให้เข้าเป็ นหมวดหมู่หรื อสร้างหน้ารายการเลือก ที่รวมแหล่งเชื่อมโยงซึ่งจะนำาผูอ้ ่านไปสู่หน้าที่แยกกันตามหัวข้อจะดีกว่า 12. การไม่แสดงแหล่งที่มาถึงแม้ว่าข้อมูลที่ อยู่บนอินเทอร์ เน็ตจะเป็ นข้อมูลที่เผยแพร่ ให้กบั ทุกๆคน การนำาข้อมูลของผูอ้ ื่นมาลงในเว็บไซต์ของเราไม่วา่ จะเป็ นการคัดลอกโดยตรงหรื อทำาการวิเคราะห์ แล้ว ก็ควรให้เกียรติกบั เจ้าของข้อมูลด้วยโดยการบอกถึงแหล่งที่มาของข้อมูล และชื่อเจ้าของข้อมูล นั้น 13. การเชื่ อ มโยงข้อ มู ล และข้อ มู ล ที่ ไ ม่ ท ัน สมัย ห ลายครั้ งที่ ข ้อ มู ล เป็ นข้อ มู ล เก่ า ไม่ ท ัน สมัย อัน เนื่ องจากผูอ้ อกแบบเว็บไม่มีเวลาในการเปลี่ยนข้อมูลจึงควรจะระบุวนั ที่ เวลา ที่มีการแก้ไขข้อมูล ทุกครั้ง เพื่อที่จะรักษาความเป็ นปั จจุบนั ไม่มีใครต้องการที่จะอ่านข้อมูลที่ไม่ทนั สมัยหรื อเห็นการ เชื่อมโยงข้อมูลที่ไม่มีความต่อเนื่อง 14. การประกาศความรู้สึกที่เป็ นลบผูอ้ อกแบบเว็บมือใหม่บางคนใช้คาำ เริ่ มต้นที่แสดงถึงความไม่มนั่ ใจ ในตัวเองหรื ออาจใช้คาำ ที่ทาำ ให้รู้สึกว่าตัวเองด้อย เพื่อที่จะแก้ความข���ยเขินที่ได้นาำ เว็บเพจนี้ ข้ ึนบน อินเทอร์ เน็ตเพราะเพิ่งเริ่ มหัดเขียนโฮมเพจ ตัวอย่างเช่น ในเว็บเพจภาษาอังกฤษหน้าหนึ่ งเริ่ มต้น ด้วย “This is my stupid page.” เมื่อเริ่ มต้นอย่างนี้ แล้วก็คงไม่มีใครอยากดูเพราะจะรู ้สึกว่าไม่ฉลาด ที่ไปดู 15. ปั ญหาการเชื่อมโยงการใช้ขอ้ ความในการเชื่อมโยงควรสื่ อความหมายให้เข้าใจได้ชดั เจนการเชื่อม โยงของเนื้ อความควรจะมีการเรี ยบเรี ยงเนื้ อหาให้ต่อเนื่ องกันไปถึงบทความที่เหลือและบทความก็ ควรจะแยกเป็ นเอกสารสิ่ งพิมพ์ได้ผูอ้ อกแบบมักจะใช้ขอ้ ความยาวๆทำา แหล่งเชื่ อมโยง หรื อใช้


31

คำา“คลิก (Click) ที่นี่” ในการเชื่อมโยง ซึ่ งควรแทนด้วยการทำาไฮไลต์ที่คาำ สำาคัญ ซึ่ งสามารถเชื่อม โยงกันภายในบทความได้ กรณีศึกษาจากตัวอย่าง ควรระลึกไว้เสมอว่า นักออกแบบโฮมเพจมืออาชีพต้องศึกษาจากความคิดของผูอ้ ื่น การมองหาหรื อการ ได้เปิ ดโฮมเพจของผูอ้ ื่น ทำาให้เกิดแรงบันดาลใจ จะเห็นว่า สิ่ งที่ปรากฏบนโฮมเพจที่ผอู ้ ื่นเขียนนั้น มีท้ งั ที่ ถูกใจและไม่ถูกใจ ผูเ้ ขียนสามารถนำาความคิดต่างๆ ที่พบเห็นมาผสมผสานตามแนวจินตนาการ ทำาให้มีการ พัฒนา จนกลายมาเป็ นรู ปแบบงานของตนเองได้ ในขณะเดียวกัน อย่าเน้นว่าจะต้องตามทฤษฎี หรื อพะวง กับกฎเกณฑ์บางอย่างมากเกินไป การออกแบบที่ดีจะต้องเปิ ดแนวความคิดของตนเองให้กว้าง จุดประกาย ให้ตนเองทำา งานด้วยความสนุ กสนาน กฎเกณฑ์ที่กล่าวมาเป็ นเพียงแนวทางการทำา งานอย่างมีความสุ ข ทำาให้งานสร้างสรรค์โฮมเพจบนจอคอมพิวเตอร์ มีชีวิตชี วาได้มากแล้วสิ ่ งที่พบเห็นก็จะเป็ นสิ่ งที่น่าภูมิใจ ตัวอย่างแรก คือ โฮมเพจของเครื อข่ายกาญจนาภิเษก ซึ่งเป็ นเครื อข่ายข้อมูลและสารสนเทศตามพระราชดำาริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุ ดา สยามบรมราชกุมารี หากจะพิจารณาจากกฎทั้ง 4 ข้อของโรบิน วิลเลี่ยม เมื่อ พิจารณาที่หน้าแรกของโฮมเพจจะพบว่า เป็ นโฮมเพจที่แสดงความสวยงาม น่าสนใจ มีสิ่งดึงดูดใจที่ทาำ ให้ อยากจะคลิกเข้าไปดูความแปลกแตกต่างมีการใช้รูปภาพสื่ อความหมายในลักษณะการเร้าใจให้อยากเข้าไป คลิกดูในไอคอนหรื อรู ปภาพที่แสดงความหมายแต่ ละรู ปภาพด้านซ้ายมี ลกั ษณะเป็ นเมนู การกำา หนดตัว อักษรแบบเน้น เพื่อให้เห็นความแปลกแตกต่างเนื่ องจากโฮมเพจนี้ เป็ นหน้าแรก หากเลือกที่ไอคอนที่เป็ น ำ าคื ำ อการมีรูปแบบองค์ประกอบเหมือนกัน การให้ รายการเมนูน้ ี จะพบว่า กลุ่มย่อยต่างๆ จะมีลกั ษณะการย้าซ้ สี พ้ืนเหมือนกัน เป็ นต้นการจัดแถววางแนวในลักษณะนี้ แบ่งเป็ นสองเฟรม แต่ละเฟรมมีลกั ษณะการวาง วัตถุแบบกึ่งกลางเป็ นระเบียบ ผูด้ ูจะรู้สึกได้ว่าทั้งสองเฟรมมีความเป็ นระเบียบในเฟรมของตน ความเกี่ยว เนื่ องสอดคล้องกัน เช่ น แต่ละไอคอนย่อยมี ลกั ษณะและขนาดเดี ยวกัน การวางปุ่ มกดต่ างๆ เป็ นไปใน ลักษณะเดียวกัน

โฮมเพจที่มีการจัดวางแบบเรี ยบง่าย


32

ตัวอย่างรู ปที่ 2.2 มีลกั ษณะการจัดวางแบบเรี ยบง่าย มีภาพเป็ นองค์ประกอบช่วยเสริ ม แต่การกำาหนด ลักษณะรู ปแบบตัวอักษรแบบเรี ยบง่าย ไม่มีการเน้นหรื อให้ตวั อักษรที่แตกต่างกันมาก ขนาดความยาวของ ข้อความกับองค์ประกอบรู ป มีช่องว่างด้านล่างทำาให้ดูมีส่วนโล่ง จะเห็นว่า ในส่ วนหน้านี้ สามารถปรับปรุ ง โดยเพิ่มเติมรู ป

การออกแบบให้เรี ยบง่ายแต่น่าสนใจ ตัวอย่างรู ปที่ 2.3 เป็ นองค์ประกอบให้ภาพอยูท่ างด้านซ้าย หัวข้ออยูก่ ลาง มีเส้นแบ่ง ด้านซ้ายเป็ น รายการที่มีปุ่มเชื่อมโยงด้วยเมนู และมีแถบว่าง จึงออกแบบให้มีการเชื่อมโยงเอกสารข้อความหลายมิติดว้ ย คำา สำา คัญเป็ นสิ่ งที่ทาำ ได้ง่าย แต่ถา้ จะเน้นให้เด่นอาจใช้รูปแบบตัวอักษรที่ แตกต่างออกไป เพื่อเพิ่มความ แ ป ล ก แ ต ก ต่ า ง จ า ก ก า ร ขี ด เ ส้ น ใ ต้ เป็ นการออกแบบให้ดา้ นซ้ายเป็ นรายการเลือกไปยังหน้าต่างส่ วนเฟรมด้านขวาเป็ นข้อความอธิ บาย สังเกตการจัดองค์ประกอบ การกำาหนดตัวอักษร การลดช่องว่าง โดยมีการใช้เส้นแบ่งเอกสารที่ออกแบบ บางครั้งเรี ยบง่าย แต่กด็ ูน่าอ่าน น่าใช้งาน

การออกแบบให้ดา้ นซ้ายเป็ นรายการเลือก

ตัวอย่างรู ปที่2.5 เป็ นตัวอย่างการจัดองค์ประกอบที่ไม่แน่นเกินไปแต่ภายในหน้าเว็บเพจประกอบด้วยวัตถุ หลายส่ วนที่สามารถคลิกเลือกต่อไปได้ การวางวัตถุต่างๆ จะต้องเน้นเป็ นกลุ่มก้อน การจัดแถว วางแนว การใช้ความใกล้เคียงและต่อเนื่อง เพื่อให้เรื่ องราวต่างๆ สัมพันธ์กนั


33

การจัดองค์ประกอบที่ไม่แน่นเกินไป

ตัวอย่างรู ปที่ 2.6 การจัดให้เฟรมบนสุ ดเป็ นชื่อหัวข้อ เฟรมซ้ายมือสุ ดเป็ นรายการสารบัญเนื้ อหาที่ ผูใ้ ช้คลิกเลือกได้ การแบ่งเฟรมที่พอเหมาะ ก็ทาำ ให้เอกสารดูน่าดูได้ การแบ่งเฟรมมีขอ้ ดีและข้อเสี ย เพราะ บางครั้งสร้างความยุง่ ยาก เพราะภาพหรื อข้อความถูกทับซ้อนมากไป ต้องเสี ยเวลาในการเลื่อนเอกสาร

การแบ่งเฟรมที่เหมาะสม

หน้าเอกสารแต่ละหน้าควรมีความยาวไม่มากเกินไปการดาวน์โหลดเอกสารข้อความหลายมิติผ่าน เครื อข่ายอินเทอร์เน็ตนี้ ข้ ึนอยูก่ บั ความเร็ วของสายสัญญาณสื่ อสาร เช่น เมื่อเรี ยกเข้าสู่โฮมเพจที่ใดที่หนึ่ง เรา จะต้องรอเวลาให้โหลดข้อมูลกลับเข้ามา การโหลดข้อมูลไม่ควรจะต้องเสี ยเวลารอนานเกินไป ตัวอย่างรู ปที่ 2.8 เป็ นโฮมเพจของ Yahoo ที่มีคนเรี ยกดูกนั มาก ดังนั้นโฮมเพจนี้จึงเน้นให้การเลือก ข้อมูลทำาได้เร็ว การส่งข้อมูลจำานวนหลายๆ คน พร้อมกันจะได้เร็ วขึ้น


34

หน้าเว็บไซต์Yahoo 3.3.3 Word press คืออะไร Word press คือโปรแกรมชนิดหนึ่ง ที่มีระบบในการช่วยจัดการเนื้ อหาบนเว็บ ได้อย่างง่าย หรื อที่ หลายๆ คนใช้คาำ ว่า Contents Management System (CMS) ซึ่งจริ งๆ แล้ว โปรแกรมประเภท CMS มีมากมาย อย่างเช่น PHP Nuke, Joomla, Mambo, OScommerce, Magento เป็ นต้น Word press เป็ น CMS ประเภท Blog ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยภาษา PHP และทำางานบนฐานข้อมูล MySQL ภายในสัญญาอนุญาตใช้งานแบบ General Public License?(GNU)มีเวปไซต์หลักอยูท่ ี่ http://www.wordpress.org และมี free hosting สำาหรับขอรับบริ การฟรี ที่ http://www.wordpress.com Wordpress เป็ นโปรแกรมที่ใช้งานง่าย สำาหรับคนที่ตอ้ งการมีบล็อกส่ วนตัว เป็ นที่โปรแกรมที่นิยม กันทัว่ โลก รวมทั้งในประเทศไทย นอกจากการติดตั้งง่ายแล้ว Word press ยังมีขอ้ ดีกค็ ือ สามารถหา ดาวน์โหลดธี ม (Themes) หรื อหน้าตาของเว็บรู ปแบบต่างๆที่ตอ้ งการได้


word