Issuu on Google+

-1-

สารบัญ

หนา

เกริ่นนํา เบื้องตน – อ.ปยบุตร แสงกนกกุล..........................................................................................3 รูจักสุพจน ดานตระกูลผานคํานําของชาญวิทยฯ ในหนังสือปรีดีคิด-ปรีดีเขียน..................................6 คุณสุพจน ดานตระกูล ปาฐกถาเนื่องในวาระ ๗๕ ป การอภิวัฒนไทย....................................................................11 ปรีดี พนมยงค กับสถาบันกษัตริย และกรณีสวรรคต.............................................................................................13 เรียบเรียงจากหนังสือประวัติรัฐธรรมนูญ ของคุณสุพจน ดานตระกูล...................................................................54 สัจจะที่ถูกบิดเบือน...................................................................................................................................................74 วันชาติที่หายไป.........................................................................................................................................................80 การตอสูทางชนชั้น เรียบเรียงจากปทานานุกรมการเมือง ฉบับชาวบาน...................................................................82 ตองชาวงชิงอํานาจทางการเมืองเพื่อเขาสูอํานาจเศรษฐกิจและวัฒนธรรม................................................................88 กาวหนา......................................................................................................................................................................91 กาวกระโดด................................................................................................................................................................93 ขูดรีด..........................................................................................................................................................................94 ขาราชการ...................................................................................................................................................................97 ความคิดทางชนชั้น ตอนที่ ๑......................................................................................................................................100 ความคิดทางชนชั้น ตอนที่ ๒(จบ).............................................................................................................................103 ชีวทรรศน..................................................................................................................................................................106 สังคมศักดินา ตอนที่ ๑...............................................................................................................................................109 สังคมศักดินา ตอนที่ ๒(จบ).......................................................................................................................................112 ปฏิวัติ ตอนที่ ๑...........................................................................................................................................................115 ปฏิวัติ ตอนที่ ๒(จบ)..................................................................................................................................................118 ประวัติศาสตร ตอนที่ ๑..............................................................................................................................................120 ประวัติศาสตร ตอนที่ ๒(จบ).....................................................................................................................................122 กฎมพี ตอนที่ ๑...........................................................................................................................................................124 กฎมพี ตอนที่ ๒(จบ)..................................................................................................................................................127 ผูกุมอํานาจเศรษฐกิจคือผูกุมอํานาจอยางแทจริง.........................................................................................................129 การจะเปลี่ยนแปลงอํานาจมิอาจปราศจากอํานาจ.........................................................................................................132 อธิปไตยพระราชทาน...................................................................................................................................................134 บทความเนื่องในวาระ ๗๕ ปการอภิวัฒนการปกครอง แผนลิดลอนปรีดี พนมยงค..................................................156


-2-

สารบัญ(ตอ)

หนา

จดหมายจากคุณสุพจน ดานตระกูล โตขอเขียนของคุณระพี สาคริก .................................................................174 ทานปรีดี พนมยงค กับจดหมายแนะนําคุณสุพจน ดานตระกูล ในประเด็นขอเท็จจริง......................................182 รบทําไมและรบเพื่อใคร?.........................................................................................................................................187 ‘องคมนตรี’ สัญลักษณแหงเผด็จการสมบูรณาญาสิทธิราชย ที่อาจกลับมาใน ‘รัฐธรรมนูญ50’.............................191 โปรดฟงอีกครั้งในรอบ ๗๕ ป เมื่อ ‘ลูกพระยาพหลฯ’ อานประกาศคณะราษฎรฉบับที่ ๑.....................................196 สุพจน ดานตระกูล สงตอคบเพลิงการอภิวัฒนที่สมบูรณสูชนรุนหลังกอนสิ้นบุญสงบ........................................202


-3-

เกริ่นนํา เบื้องตน หลังจากไดรับทราบขาวการเสียชีวิตของลุงสุพจน ดานตระกูล จากกระทูในฟาเดียวกัน ที่มีผูนํามาแจงวาได ทราบขาวจากคุณมังกรดํา ซึ่งทราบขาวตออีกทีจากคุณจักรภพ (จนตอนนี้ ยังไมมีสื่อใดลงขาวชัดเจน) นี่เปนความรูสึกแรกๆที่ผมมี ผมอึ้งไปชั่วขณะ ผมพึ่งโพสโฆษณาหนังสือของผมเพิ่มเติมไปเมื่อสักครู พอมาดูบอรด เจอขาวนี้เขา ช็อคไปเหมือนกัน เพราะผมตั้งใจวา จะไหววานพรรคพวกใหสงหนังสือของผม ไปใหลุงสุพจนไดอานเลนกอน และหากไดกลับไทยไป ก็จะนําไปใหดวยตนเองอีกครั้งหนึ่ง กอนผมเดินทางกลับมาฝรั่งเศส ผมมีลางเหมือนกันวา.. คืองี้ครับ ผมกลับไทยไป ปที่แลว คุณลุงศุขปรีดา คุณลุงสุพจน และมิตรสหาย จะนัดเจอกันเพื่อกิน ดื่ม สนทนา เปนประจําทุกวันเสารตนเดือน รานยานอนุสาวรียชัย พักหลังๆนี้ กลุมคุณลุงไดใหเกียรติพวกผมกลุม ๕ คน ไปรวมโตะดวย หากใครไมติดธุระ ก็จะไปกัน ครั้งหลังสุดที่ผมไปนี้ ผมเตรียมจะเดินทางกลับมาฝรั่งเศสในอีกไมกี่วัน โทรไปถามพรรคพวกแลว ติดธุระ บรรยายกันหมด บางคนก็อยูตางประเทศ ผมเลยไปคนเดียว เพราะ คิดวา กวาผมจะกลับมาอีก กวาจะไดมี โอกาสเจอคุณลุงเหลานี้ คงอีกนาน และดวยความสัตยจริง ตามกฎเกณฑของธรรมชาติ ที่ไมมีใครหนาไหน หนีพน กวาผมจะกลับมา ก็ไมทราบวาจะมีโอกาสไดพบคุณลุงครบทุกทานหรือไม


-4-

ผมไดปรินทบทความ "ปรีดี พนมยงค กับกฎหมายมหาชนไทย" เพื่อมอบใหกับคุณลุงศุขปรีดา และคุณลุงสุ พจน พรอมกับนําหนังสือรวมเลมแรกของผมไปมอบใหทานดวย ทานเองก็มีไมตรีจิต มอบหนังสือ กรณีสวรรคตรัชกาลที่ ๘ ที่นํามาพิมพใหม ใหผมดวย ซึ่งนับเปนเกียรติตอ ผมอยางยิ่ง พวกเราสนทนากัน จนไดเวลาแยกวง ผมรอเดินไปสงคุณลุงศุขปรีดา และคุณลุงสุพจน คุณลุงศุขปรีดา อวยพรผมใหโชคดี สวนคุณลุงสุพจน บอกกับผมวา "อาจารย อาจารยยังเปนคนหนุม อาจารยมีโอกาสไดเห็นเหตุการณหัวเลี้ยว หัวตอนี้แนนอน อยาลืมที่จะบันทึกเหตุการณเหลานี้ไว เพื่อมิใหใครมาบิดเบือนประวัติศาสตรนี้ในวัน ขางหนา" และปดทายดวยประโยควา "ผมเห็นกลุมอาจารยเปนคนหนุม และมีความคิดแบบนี้ ผมก็วางใจ และ คงนอนตายตาหลับ" แรงกาย แรงใจ แรงสมอง ที่คุณลุงสุพจน ทํามาตลอด ตามความคิด ความเชื่อของคุณลุงนั้น ไมเสียเปลา แนนอน ขอไวอาลัยแดคุณลุงสุพจน ดานตระกูล ........ ผมในฐานะผูสนใจประวัติศาสตรมือสมัครเลน ไมมีอะไรจะอุทิศใหกับลุงสุพจน ดานตระกูล (ผูไมมีปริญญา บัตร เพียงจบการศึกษาในระดับที่ "อานออก เขียนได และคิดเปน" แตกลับเขียนงานไดดีกวาผูแบกปริญญา ติดตัวเต็มไปหมด) นอกจากรวบรวมงานของลุงสุพจน ที่ปรากฏในโลกไซเบอร เพื่อใหอนุชนคนรุนหลังได ทราบความคิดและ "สัจจะ" ในประวัติศาสตร ที่ลุงสุพจนพยายามเสนอมาตลอดชีวิต


-5-

อนึ่ง ดวยสถานการณที่ผมอยูตางประเทศ คงทําไดเพียงรวบรวมงานของลุงสุพจนในอินเตอรเน็ตเทานั้น เชื่อ วาอีกไมกี่วัน สนพ มิตรสหาย ลูกศิษยทางตัวอักษรของลุงสุพจน คงไดรวบรวมงานของลุงสุพจน (ซึ่งมี จํานวนมาก มากกวา ศาสตราจารย ดร. หลายๆคน) ใหแพรหลายตอไป ขอขอบคุณเว็บไซตที่รวบรวมงานของลุงสุพจน ดานตระกูล โดยเฉพาะ เว็บไซตของบุคคลที่ใชชื่อ "แดบรรพ ชนผูอภิวัตน ๒๔๗๕" ......... แด สุพจน ดานตระกูล (๒๔๖๖ - ๒๕๕๒) ผูอุทิศตนใหกับ "สัจจะ" ในประวัติศาสตร และความคิด "วิทยาศาสตรสังคม"

ปยบุตร แสงกนกกุล คณะนิติศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร 13 กุมภาพันธ พ.ศ. 2552


-6-

รูจักสุพจน ดานตระกูลผานคํานําของชาญวิทยฯ ในหนังสือปรีดีคิด-ปรีดีเขียน นายชาญวิทย เกษตรศิริ ไดเขียนคํานําในหนังสือ ปรีดีคิด-ปรีดีเขียน และคุณสุพจน ด���นตระกูลได รวบรวม-เรียบเรียงและหมายเหตุไว ในหนังสือ ๘๐ ปสุพจน ดานตระกูล เมื่อป ๒๕๔๖ ดังนี้ ดังที่เคยไดกลาวมาแลววา ในแงประวัติศาสตร ”ชาติ” ของการเมืองไทยสมัยใหมในรอบ ๑๐๐ ปที่ ผานมา ถาใหเอย “พระนามและ/หรือนาม” ของบุคคลสําคัญ (ทั้งหญิงและชาย) สัก ๑๐ ทาน และถามีทัศนคติ ที่เปนวิชาการ มีเหตุมีผลและไมคับแคบแลว นาเชื่อวานามปรีดี พนมยงค (หรือหลวงประดิษฐมนูธรรม) จะตองติดอยูในรายการนี้ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค มีความโดดเดนในหลายตอหลายเรื่อง เปนทั้งนักเรียนนักศึกษาที่ปราดเปรื่อง กาวขึ้นมาในระดับสังคมชั้นสูงของไทยก็ดวยสติปญญาความสามารถสวนบุคคลหรือ “คุณวุฒ”ิ อันเปน คุณสมบัติสําคัญของสังคมสมัยใหมที่เขามาแขงขันบารมีกับ “ชาติวุฒิ” ในแบบของสังคมเกา ฯพณฯ ปรีดี เปน “นักปฏิวัติ” หรือ “ผูอภิวัฒน” ที่ยึดอํานาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ เพื่อนํามาซึ่งระบอบรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย ทานดํารงตําแหนงการเมืองนับแตเปนรัฐมนตรี (ลอย) รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย การตางประเทศ การคลัง และเปนนายกรัฐมนตรี รวมทั้งตําแหนงสําคัญ ในฐานะผูสําเร็จราชการแทนพระองคของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลบทบาทในระดับ “ชาติ” ที่สําคัญอีกดานหนึ่งก็คือการเปน “หัวหนา” ของขบวนการเสรีไทยในระหวางสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทําการตอตานญี่ปุนและรวมมือกับฝายสัมพันธมิตร แตในความสําคัญของ ฯพณฯ ปรีดี นั้นทานก็เปนบุคคลหนึ่งที่ถูกเขาใจผิดมากที่สุดในประวัติศาสตร การเมืองไทย (ไมใชในรอบ ๑๐๐ ปที่ผานมา แตเปน ๒๐๐ ปดวยซ้ําไป) “ภาพลักษณ” ของทานมีทั้งที่เปน “ขาว” ดังคุณสมบัติของความเปนนักปฏิวัติ นักชาตินิยม ผูอภิวัฒน ผูกูชาติดังกลาวขางตน แตก็มีความเปน “ดํา” เปนผูลอบปลงพระชนม เปนคอมมิวนิสต เปนกบฏตอตานพระราชวงศ ดังคํานิยามกระบวนการนี้ของ มรกต เจวจินดา ในหนังสือของเธอ “ภาพลักษณปรีดี พนมยงค กับการเมืองไทยฯ” (๒๕๔๓) กับของผาสุก พงษไพจิตร และคริส เบเกอร ในหนังสือ Pridi by pridi (๒๐๐๐)วาทานถูก “กระทําใหเปนปศาจ” หรือ demonization


-7-

ประวัติศาสตรของ “ชาติไทย” ซึ่งรวมถึงประวัติและผลงานของ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค ดูจะตรงกับ ขอสังเกตอันแหลมคมของ “ลูก-หลาน-เหลน” ในหนังสือ ๑ ศตวรรษ ศุภสวัสดิ์ (๒๕๔๓) ที่วา “จนทุกวันนี้ ประวัติศาสตรไทยตองเปนพิการ ไมสมประกอบ เพราะถูกใชเปนเครื่องมือทางการเมือง จนหมดสิ้น ความเปนศาสตร “วิชาประวัติศาสตรไทย” ถูกกําหนดกรอบใหตกอยูตามขอบเขต “ขาว-ดํา” ของอุดมการณและทฤษฎี ทั้งของ “ขวา” และ “ซาย” ซึ่งตางก็มีพระเอกกับผูรายสําเร็จรูปตายตัว แทนที่จะ มองขอเท็จจริงและเหตุผลที่เกิดขึ้นกันอยางตรงๆ ดวยสายตาที่ไมเอนเอียง” ในป ๒๕๔๓ เปนปที่ครบรอบ ๑๐๐ ปชาตกาลของ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค และก็ไดรับการเชิดชูเกียรติ ดวยการที่รัฐบาลไทยเสนอชื่อใหองคการยูเนสโก(United Nations Educational Scientific and Cultural Organization) ประกาศรับรอง (ผานมาไดอยางฉิวเฉียด) ในฐานะ “บุคคลสําคัญของโลก” มีการจัดการเฉลิม ฉลองกันทั้งปทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ดูเหมือนวา “นามนั้น” ปรีดี พนมยงค จะไดรับการ “ขุดแตง” (excavated) ขึ้นมา “ฟนฟูและบูรณะ” (restored and renovated) ใหมในวงกวางไดในระดับหนึ่ง แตก็นาเชื่อวา กระบวนการ demonization อัน ยาวนานเปนเวลาเกือบครึ่งศตวรรษ ที่กระทําอยางตอเนื่องและมีประสิทธิภาพโดยความรวมมือระหวางฝาย อํานาจนิยมกับอนุรักษนิยม ทั้งรัฐและเอกชนที่เต็มไปดวยโลภะโทสะและโมหะ ตลอดจนผลประโยชนสวน บุคคลและพรรคพวก (พรอมดวยความรวมมือโดยรูตัวและไมรูตัวก็ตามของผูที่ยึดอยูกับ political quietism หรือลัทธิ “เงียบนิยม” ทางการเมือง) นั้นก็นาเชื่อวา ภาพลักษณอันดํามืดและความเปน “ปศาจ” ถูกฝงลึกลง ไปในความทรงจําของผูคนจํานวนไมนอยก็ยังคงอยูกับเราไปอีกนาน ทามกลางกระบวนการของการสราง (construct) ภาพลักษณที่ดํามืดและเปนลบก็มีกระบวนการที่ พยายามจะ “รื้อถอน” (deconstruct) เพื่อ “ปฏิสังขรณ” ขึ้นใหม ซึ่งภาพของชีวิตและบทบาทของทานปรีดี พนมยงค ในกระบวนการดานนี้ ดูเหมือนจะเปนผูรักความเปนธรรม ทั้งผูใกลชิดสนิทสนมกับ ฯพณฯ ทาน ปรีดีเอง อยางงานของ ไสว สุทธิพิทักษ เดือน บุญนาค หรือ วิชิตวงศ ณ ปองเพชร ตลอดจนผลงานของผูที่ สนใจขอเท็จจริงทางประวัติศาสตรอยาง สุพจน ดานตระกูล รวมทั้งความโชคดีและมองการณไกลของทาน ปรีดีเอง ที่กอตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตรและการเมือง จนมีลูกศิษยลูกหาทั้งโดยตรงและโดยออมรุน แลว รุนเลาออกมาประกาศกองวา


-8-

พอนําชาติดวยสมองและสองแขน พอของขานามระบือชื่อปรีดี

พอสรางแควนธรรมศาสตรประกาศศรี แตคนดีเมืองไทย ไมตองการ

ในการเฉลิมฉลอง ๑๐๐ ป ของ “มหาบุรุษ สามัญชน” หนึ่งในกิจกรรมนี้ก็คือ ความพยายามที่จะเรียนรู ชีวิตและผลงานของทานปรีดี และแนนอนที่สุดก็คือ ความเขาใจที่ถูกตองวา “ทานไดทําอะไร และไมไดทํา อะไร” ทั้ง “สําเร็จและลมเหลว” ในความเปนมนุษยปุถุชน (หาใชเทพ) ของทาน และที่สําคัญก็คือใน “สิ่งนั้น ที่เรียกวาประวัติศาสตร” เปนเรื่องของ “ขอเท็จจริงบริสุทธิ์” หรือวา “ถูกสราง ตอเติม เสริมแตง” ขึ้นมาได อยางไร มีความจําเปนหรือไมเพียงใด ที่ศาสตรแหงอดีตนั้นจําเปนที่จะตอง “ถูกรื้อถอนและปฏิสังขรณ” ขึ้นมาใหม ทั้งนี้เพื่อคนรุนปจจุบันและอนาคต จะไดไมตองเดินวนและอับจนอยูในความมืดบอดดังเชนที่ เปนมานานแสนนาน ผลงานของสุพจน ดานตระกูล ชิ้นนี้ เปนการคัดเลือกและรวบรวมในรูปแบบของ “สรรนิพนธ” หรือ anthology เพื่อใหผูอานไดทราบถึงสิ่งที่ “ปรีดีคิด ปรีดีเขียน” เปนการนําเสนอเอกสารขั้นตน พรอมกับอธิบาย ตอทายเพื่อทําใหเห็นภาพไดชัดเจนขึ้น ซึ่งจะเปนประโยชนอยางมหาศาลในการศึกษาชีวิตและผลงานของ “มหาบุรุษ-สามัญชน” ผูนี้ สุพจน ดานตระกูล เปนหนึ่งในบรรดานัก “ขุดแตง” (excavated) และนัก “ฟนฟูและบูรณะ” (restored and renovated) “ปรีดี พนมยงค” นาแปลกที่สุพจนนั้นหาไดเปนญาติมิตรสนิท หาไดเคยทํางานรวม หรือ แมแตจะเปนลูกศิษย (มธก.) ของ ฯพณฯ ปรีดี แตอยางใดไม สุพจน “เรียนไมจบระดับมัธยม” และจากคํา บอกเลาของสุพจนเอง ( ๕ เมษายน ๒๕๔๒) ก็บอกวา “ผมเกิดในครอบครัวของพอคายอยในชนบท เมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๔๖๖ ตรงกับวันอาทิตย แรม ๑๔ ค่ํา เดือน ๙ ปกุน ณ บานปลายคลองหมูที่ ๖ ตําบลเชียรเขา อําเภอปากพนัง (ตอมาไดแยกเปนอําเภอเชียรใหญ และปจจุบันไดแยกเปนอําเภอเฉลิมพระเกียรติ) จังหวัดนครศรีธรรมราช” สุพจนเลาตอไปวา “เริ่มการศึกษาเบื้องตนจากโรงเรียนประชาบาลใกลบาน แลวไปตอชั้นมัธยมตนที่โรงเรียนประจํา จังหวัด และชั้นมัธยมปลายที่กรุงเทพมหานคร แตดวยเหตุปจจัยหลายประการ การศึกษาภายใตระบบ โรงเรียนก็ตองยุติลงในป พ.ศ. ๒๔๘๓ ขณะกําลังเรียนอยูในชั้นมัธยมปที่ ๖”


-9-

กลาวไดวาหลังจากนั้นแลวสุพจนก็เลาเรียนจาก “มหาวิทยาลัยแหงชีวิต” ดังที่ไดเลาใหฟงตอไปอีกวา “ความรูที่ไดมาจากการศึกษาภายใตระบบโรงเรียนจึงเพียงอานออก เขียนได และคิดเปน และก็ไดอาศัย ความรูอานออก เขียนได และคิดเปนที่ไดมาจากการศึกษาภายใตระบบโรงเรียน ศึกษาเรียนรูโลกตอมาทั้ง โอกาสโลก สังขารโลก และสัตตโลก เพื่ออธิบายโลกและเปลี่ยนแปลงโลก” “ในระหวางสงครามโลกครั้งที่ ๒ พรรคพวกไดชักนําเขาทํางานกับกองทัพญี่ปุนในฐานะเสมียนโกดัง ประจําอยูที่ทาเรือเขาฝาซี อําเภอละอุน จังหวัดระนอง อันเปนทาเรือที่ญี่ปุนสรางขึ้นใหมบนฝงแมน้ําละอุน กม. ๙๓ เพื่อบริการขนสงยุทธสัมภาระและกําลังพลทางทะเล จากประเทศไทยสูพมาอีกเสนทางหนึ่ง และใน โอกาสนั้นไดเขารวมกับพวกตอตานญี่ปุน (เสรีไทย) ทําหนาที่รายงานความเคลื่อนไหวของกําลังพลและยุทธ ปจจัยของฝายญี่ปุนที่ผานเขาออกทางทาเขาฝาซี” ดูเหมือนสงครามโลกครั้งที่ ๒ นี่แหละที่ทําใหสุพจน ดานตระกูล เขาไปสัมผัสกับปรีดี พนมยงคโดย ไมรูตัว และก็เรียนรูอะไรตอมิอะไรจากประสบการณของความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญหลวงของโลกในกลาง ศตวรรษที่แลว และที่สําคัญยิ่งไปกวานั้นก็คือ “ภายหลังสงครามไดเขาทํางานหนังสือพิมพ เริ่มจากเจาหนาที่ ตรวจปรูฟ (พิสูจนอักษร) ผูสื่อขาวโรงพัก (ขาวอาชญากรรม) ผูสื่อขาวกระทรวง( ขาวการเมืองและขาว ราชการ) และจากหนาที่ผูสื่อขาวการเมือง จึงทําใหเกิดความสํานึกทางการเมืองและนําไปสูการเคลื่อนไหว ทางการเมือง จนกระทั่งถูกจับกุมในคดี ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๕ (หรือที่รูจักกันในนามของกบฏสันติภาพ) ใน ขอหากบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร ถูกศาลพิพากษาลงโทษจําคุก ๒๐ ป แตลดเหลือ ๑๓ ป ๔ เดือน แตติดคุกอยูประมาณ ๕ ปก็ไดรับนิรโทษกรรมในคราวฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ออกจากคุณมาประกอบอาชีพหนังสือพิมพอยูประมาณ ๑ ป ก็ถูกจับกุมอีกครั้งหนึ่งในป ๒๕๐๑ ในยุคเผด็จการของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ในขอหากบฏภายในราชอาณาจักรและมีการกระทําอัน เปนคอมมิวนิสต ถูกศาลทหารกรุงเทพพิพากษาลงโทษจําคุก ๓ ป ในความผิดตอความมั่นคงของรัฐ และยก ฟองขอหามีการกระทําอันเปนคอมมิวนิสต” มหาวิทยาลัยแหงชีวิต (ในคุก) นั้น ทําใหสุพจนกลาวอยางมั่นใจวา “โดยที่มีความสํานึกทางการเมือง และสนใจการเมือง จึงไดขวนขวายศึกษาหาความรูเรื่องการเมืองจากทานผูรู ที่มีความคิดทางการเมือง ฝาย กาวหนา รวมทั้งแสวงหาหนังสือฝายกาวหนามาอาน และสนใจศึกษคนควาประวัติศาสตรการเมืองไทย ภายหลัง ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ อยางรับผิดชอบ”


- 10 -

สุพจนกลาวเสริมอีกวา “รวมทั้งเจริญรอยตามบาทพระพุทธองค ศึกษาคนควาเรื่องของโลกทั้งสามอยางมนสิการ จึงไดสรุป ความเขาใจออกมาเปนขอเขียนจํานวนหนึ่ง มีตนฉบับอยูประมาณ ๗๐ เรื่อง สวนเขียนแถลงการณและสาสน ในโอกาสตางๆ นั้นอีกจํานวนหนึ่ง” ซึ่งรวมแลวอาจจะมากกวาผลงานของดุษฎีบัณฑิตหรือศาสตราจารย (ของรัฐ)ดวยซ้ําไป ในบรรดาผลงานนิพนธเหลานั้น ก็มีสิ่งที่เรียกไดวาเปน magnum opus คือ ชีวิตและงานของ ดร.ปรีดี พนมยงค ที่ตีพิมพครั้งแรก ๒๕๑๔ (และตีพิมพครั้งที่ ๓ ป ๒๕๔๓) รวมอยูดวย จากการคนควางานชิ้นนี้ก็กลายเปนฐานทางวิชาการอยางสําคัญที่ทําใหสุพจน ดานตระกูล สามารถ “ขุดแตง ฟนฟู และบูรณะ” ปรีดี พนมยงค ไดอยางเขมขน รวมทั้งชุดยอยๆ เล็กๆ ที่ออกมาเปนครั้งคราว ราคา ถูก ในชวงทศวรรษ ๒๕๑๐ ก็ทําใหประชามหาชนพอจะไดเปดหู เปดตาขึ้นบางตอ “สัจจะและความเปนจริง” โดยเฉพาะอยางยิ่ง “หนาประวัติศาสตรอันดํามืดและบิดเบี้ยว” นั้นของ “ชนชาติไทย” การรวบรวมและจัดพิมพครั้งนี้ ก็เพื่อเฉลิมฉลอง ๑๐๐ ปชาตกาลฯ ดังกลาวขางตน ทั้งนี้โดยความ สนับสนุนของคณะกรรมการดําเนินงานฉลอง ๑๐๐ ปชาตกาลฯ ภาคเอกชน และก็หวังเปนอยางยิ่งวา ผลงาน นี้จะมีสวนในกระบวนการที่เกิดขึ้นใหมดังบทกวีของ “เฉินซัน” ๒๐ มิถุนายน ๒๕๒๗ ที่วา เมื่อความดีทุกอยางยังคงอยู ‘มหาบุรุษ’ จักตองมี

ประชาชนยอมรูวาที่นี่ เมื่อนั้นทานปรีดีจะกลับมา ดร.ชาญวิทย เกษตรศิริ ประธานอนุกรรมการฝายนิทรรศการ คระกรรมการจัดงานฉลอง ๑๐๐ ป รัฐบุรุษอาวุโส นายปรีดี พนมยงค ประธานโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใตศึกษา คณะศิลปศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร

จากหนังสือ “๘๐ ปสุพจน ดานตระกูล” ฉบับพิมพครั้งที่ ๑ เดือนตุลาคม ๒๕๔๖


- 11 -

คุณสุพจน ดานตระกูลปาฐกถาเนื่องในวาระ ๗๕ ปการอภิวัฒนไทย คุณสุพจน ดานตระกูลไดกลาวปาฐกถาที่สถาบันปรีดี พนมยงคเนื่องในวาระ ๗๕ ปการอภิวัฒนไทย เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๐ ความตอหนึ่งวา นี่เปนคําอภิปรายของนายฟน สุพรรณสาร ซึ่งเปนหวงใยตอสถาบันพระมหากษัตริย เพราะฉะนั้นการ เปลี่ยนแปลงเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ ผูจงรักภักดีตอสถาบันพระมหากษัตริย ควรจะนึกถึง คุณูปการของคณะราษฎรเปนอยางมากที่เชิดชูพระมหากษัตริยใหอยูเหนือการเมือง เพื่อใหสถาบันนี้ยืนยงคง อยูชั่วฟาดิน แตอีกพวกหนึ่งที่อางตัววาจงรักภักดีกลับดึงพระมหากษัตริยลงมาเกือกกลั้วกับการเมือง อยางที่ นายฟน สุพรรณสาร ไดอภิปราย ยังมีอีกทานหนึ่งซึ่งเปนบุคคลสําคัญ อภิปรายปญหานี้เชนกัน บุคคลสําคัญคนนี้และสืบตอมาจนถึง ปจจุบันนี้ ลูกชายทานเปนถึงนายกรัฐมนตรี คนนั้นคือ คุณพโยม จุลานนท ผูแทนจังหวัดเพชรบุรี คุณพโยม บอกวา “ขาพเจาเองก็เคยไดรับราชการทหารมหาดเล็กในราชสํานักพระปกเกลา มาเปนเวลา ๔ ป ขาพเจาเคารพ และเทิดทูนราชบัลลังกพระเกียรติของพระมหากษัตริยอยางแทจริง ไมนอยไปกวาทานผูที่รางรัฐธรรมนูญ (ฉบับป ๒๔๙๒-แดบรรพชนฯ)แตวาเปนผูที่รักษาอํานาจเหมือนกัน ไดอานไดพิจารณาดู รวมทั้งไดยืมบันทึก การอภิปรายไปดูแลว ในหมวดที่ ๒ นี้เทาที่บันทึก ทานผูรางไดถวายอํานาจแกพระมหากษัตริยเกินกวาที่ไดมี มาแลวในรัฐธรรมนูญฉบับกอนๆ ของเราทีไดใชมา ขาพเจารูสึกวาความจริงนั้นการที่เราจะพยายามถวาย อํานาจใหแกพระมหากษัตริย ถาพูดถึงในทางดี ขาพเจาก็รับรองเหมือนกันวา อาจจะมีผลดีมาก แตในทาง เดียวกัน ขาพเจาใครขอใหสภานี้ พิจารณาทางกลับกันบาง เพราะธรรมดาทุกสิ่งทุกอยางยอมมีคุณมีโทษ การ ที่เราถวายอํานาจแกพระมหากษัตริยมากเกินไปนั้น ไดมีผูทักทวงหลายทานวา เราไดเทิดทูนวาไว พระมหากษัตริยนั้น เราถือวาเปนยอดแหงความเคารพสักการะ เราจะละเมิดมิได อันนี้เรารับรองกันมานาน แลววา เราเทิดทูนพระมหากษัตริยของเราอยางนั้น แตวาในขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับมอบพระ ราชภาระใหแกพระมหากษัตริยหลายสิ่งหลายประการ ทั้งสวนพระองคและในสวนนิติบัญญัติ และบริหารก็ เปนเชนนั้น แลวธรรมดาใครๆ ก็ยอมรูวา สี่ตีนยังรูพลาดนักปราชญยังรูพลัง ฉะนั้นแลวจะไมมีการผิดพลาด อยางไร


- 12 -

ก็เมื่อมีการพลาดพลั้งแลว ปญหาเรื่องเคารพสักการะและละเมิดตางๆ ก���จะกระทบสั่นคลอนได ทั้งนี้วา โดยทั่วๆ ไปแลว รองลงมาจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไดบัญญัติพระชนมายุไว ซึ่งทานอางวาตางประเทศเขา บัญญัติกัน ขาพเจาก็ไมเถียง ทานอางได พระชนมายุใหทรงบรรลุนิติภาวะของกษัตริยอายุ ๑๘ ปนั้น ในเมื่อพระมหากษัตริยเรายังไมไดจุติมา จาดดวงอาทิตยเหมือนญี่ปุน แลวก็ทําไมคนไทยอายุ ๑๘ ป จะทําอะไรไมผิดพลั้ง อายุ ๔๐ หรือ ๕๐ ก็ ผิดพลาดได (คือตอนจะแกรัฐธรรมนูญใหกษัตริยบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุ ๑๘ ป ไมตองมีผูสําเร็จราชการ คุณพโยม แกคัดคานไมเห็นดวยเพราะกลัววากษัตริยจะทําผิด-สุพจน).. ไดมีการอภิปรายกันมากแลววาในเรื่องผูใดจะกลาวหา หรือฟองรองพระมหากษัตริยในทางใดๆ ไมได อันนี้ใครจะขอชี้ใหเห็นวามันขัดกับหมวด ๓ มาตรา ๒๗ ที่บอกวา บุคคลยอมเสมอกันในกฎหมาย ขาพเจา ของใจวา ก็เมื่อเปนเชนนี้แลว ทําไมพระมหากษัตริยไมใชชาวไทยอยางนั้นหรือ ถาอยางนั้นเอาแบบญี่ปุนสิ (นี่เปนคําของคุณพโยม) เพราะพระมหากษัตริยสืบสันตติวงศมาจากดวงอาทิตย ถาเชนนั้นขาพเจาก็ยอมรับวา ไมใชคนธรรมดา ความจริงมาตรา ๕ ก็บัญญัติไวแลว รัฐธรรมนูญฉบับกอนๆ ก็ไมเคยบัญญัติบอกวาฟองรองใดๆ ไมได ขาพเจาใครจะขอตั้งขอสังเกตอันหนึ่งวา การสืบราชสันตติวงศนั้น สืบลงมาเปนลําดับ แตหากวาในราช ตระกูลนั้นบังเอิญทานผูนั้นไดกระทําผิดกฎหมายอาญาขึ้นกอน แตคดียังไมไดมีการฟองรอง แตบังเอิญไดถูก สถาปนาขึ้นครองราชยบัลลังกขึ้นมาแลว การฟองรองการกระทําความผิดกอนเสวยราชยก็ฟองรองไมได เพราะเปนพระมหากษัตริย เชนนี้ขาพเจาเห็นวามันขัดกัน ขาพเจามีความเห็นอยางนี้ เราไดรับรองวาเราพูดไปอยางหนึ่ง ขาพเจาตําหนิวา การที่เราวางหลักเพื่อปลอบใจประชาชนไทยวาให สิทธิวา บุคคลยอมเสมอกันในทางกฎหมาย ฐานันดรศักดิ์ก็ดี ทุกสิ่งทุกอยางนั้นประชาชนเชื่อวา ตอไปนี้เรา เทากันหมด แตความจริงในหมวด ๒ ยกใหพระมหากษัตริยเปนบุคคลที่จุติมาจากสวรรคอยางนี้ ขาพเจาเห็น วาบางทีเราพูดกับทําไมตรงกัน” นี่เปนขอสังเกตของคุณพโยมเรื่องการฟองรองพระมหากษัตริย จากหนังสือ "ขอเท็จจริงทางประวัติศาสตร และพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราว ฉบับ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕"


- 13 -

ปรีดี พนมยงค กับสถาบันกษัตริยและกรณีสวรรคต สุพจน ดานตระกูล เกี่ยวกับผูเขียน : สุพจน ดานตระกูล ผูอํานวยการสถาบันวิทยาศาสตรสังคม

อัญเชิญขึ้นครองราชย จากความขัดแยงระหวางพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๗ กับรัฐบาลพระยาพหลพล พยุหเสนา อันเปนเหตุใหพระบาทสมเด็จพระปกเกลาฯ ทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๔๗๗ และ โดยที่พระองคไมไดทรงแตงตั้งผูใดเปนองครัชทายาท รัฐบาลพระยาพหลฯ จึงประชุมปรึกษาหารือกันใน ระหวางเวลาหาวัน ตั้งแตวันที่ ๒ มีนาคม ถึงวันที่ ๗ มีนาคม ๒๔๗๗ เพื่อพิจารณาหาเจานายในพระราชวงศ จักรีขึ้นเปนพระมหากษัตริยสืบตอไปตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๔๗๕ และโดยนัยแหง กฎมณเฑียรบาล พุทธศักราช ๒๔๖๗ กฎมณเฑียรบาลวาดวยการสืบราชสันตติวงศมีดวยกัน ๘ หมวด ๒๑ มาตรา หมวดที่สําคัญคือหมวดที่ ๔ วาดวยลําดับขั้นผูสืบราชสันตติวงศ และหมวดที่ ๕ วาดวยผูที่ตองยกเวนจากการสืบราชสันตติวงศ หมวดที่ ๔ มาตราที่ ๙ บัญญัติไววา “ลําดับขั้นเชื้อพระบรมราชวงศ ซึ่งจะควรสืบราชสันตติวงศไดนั้น ทานวาใหเลือกตามสายตรงกอน เสมอ ตอไมสามารถเลือกทางสายตรงไดแลว จึงใหเลือกตามเกณฑที่สนิทมากและนอย “เพื่อใหสิ้นสงสัย ทานวาใหวางลําดับสืบราชสันตติวงศไวดังตอไปนี้...” ครั้นแลวทานก็ลําดับพระญาติวงศผูมีสิทธิ์สืบราชสันตติวงศ นับตั้งแตสมเด็จหนอพุทธเจาเปนปฐมลง ไป สรุปใหเขาใจงายๆ ดังนี้ ลําดับที่ ๑ พระราชโอรสหรือพระราชนัดดา ลําดับที่ ๒ กรณีซึ่งสมเด็จพระเจาอยูหัวไรพระราชโอรสและพระราชนัดดา แตทรงมีสมเด็จพระอนุชา ที่รวมพระราชชนนี หรือพระราชโอรสของสมเด็จพระอนุชา


- 14 -

ลําดับที่ ๓ กรณีสมเด็จพระเจาอยูหัวไรพระราชโอรสและพระราชนัดดา กับไรทั้งสมเด็จพระอนุชา รวมพระราชชนนี แตทรงมีสมเด็จพระเชษฐาหรือสมเด็จพระอนุชาตางพระราชชนนี หรือพระโอรสของ สมเด็จพระเชษฐาหรือพระอนุชา ลําดับที่ ๔ กรณีซึ่งสมเด็จพระเจาอยูหัวไรพระราชโอรสและพระราชนัดดา กับไรทั้งสมเด็จพระอนุชา ที่รวมพระราชชนนี และไรสมเด็จพระเชษฐาหรือพระอนุชาตางพระราชชนนี แตทรงมีพระเจาพี่ยาเธอหรือ พระเจานองยาเธอหรือพระโอรสของพระเจาพี่ยาเธอหรือพระเจานองยาเธอ ลําดับที่ ๕ กรณีซึ่งสมเด็จพระเจาอยูหัวไรพระราชโอรสและพระราชนัดดา พระอนุชารวมพระราช ชนนีและพระอนุชาตางพระราชชนนี พระเจาพี่ยาเธอ นองยาเธอ แตทรงมีสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอและ พระเจาบรมวงศเธอหรือพระโอรส ดังกลาวนี้คือลําดับพระองคผูมีสิทธิ์สืบราชสันตติวงศตามกฎมณเฑียรบาล หมวดที่ ๔ มาตรา ๙ แตมี ขอบังคับวาดวยผูที่ตองยกเวนจากการสืบราชสมบัติไวในหมวดที่ ๕ มาตรา ๑๑ วาดังนี้ ๑. มีพระสัญญาวิปลาส ๒. ตองราชทัณฑ เพราะประพฤติผิดพระราชกําหนดกฎหมายในคดีมหัตโทษ ๓. ไมสามารถทรงเปนอัครพุทธศาสนูปถัมภก ๔. มีพระชายาเปนนางตางดาว กลาวคือนางที่มีสัญชาติเดิมเปนชาวประเทศอื่น นอกจากชาวไทยโดยแท ๕. เปนผูที่ไดถูกถอดถอนออกแลวจากตําแหนงพระรัชทายาท ไมวาการถูกถอดถอนจะไดเปนไปในรัชกาล ใดๆ ๖. เปนผูที่ไดถูกประกาศยกเวนออกเสียจากลําดับสืบราชสันตติวงศ กฎมณเฑียรบาลวาดวยการสืบราชสันตติวงศดังกลาวนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๖ ไดทรงตรากอนขึ้นที่พระองคจะเสด็จสวรรคตเพียงหนึ่งป (คือตราขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ๒๔๖๗ และพระองคเสด็จสวรรคตในวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๔๖๘) และกอนที่พระองคจะเสด็จสวรรคต สองเดือน พระองคไดทรงมีพระบรมราชโองการลงวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๔๖๘ ถึงเสนาบดีวัง เกี่ยวกับองครัช


- 15 -

ทายาทที่จะสืบสันตติวงศตอจากพระองคทาน (ขณะนั้นสมเด็จพระนางเจาสุวัทนา พระวรราชเทวี กําลังทรง พระครรภ ยังไมแนใจวาจะเปนพระราชโอรสหรือพระราชธิดา) พระบรมราชโองการมีความตอนหนึ่งวา “...ใหขามหมอมเจาวรานนทธวัช ในสมเด็จพระเจากรมขุนเพชรบูรณอินทราไชยนั้นเสียเถิด เพราะ หมอมเจาวรานนทธวัชมีแมที่ไมมีชาติสกุลเกรงวาจะไมเปนที่เคารพแหงพระบรมวงศานุวงศ...” ตอมาในวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๔๖๘ กอนเสด็จสวรรคตเพียงวันเดียว พระนางเจาสุวัทนา พระวร ราชเทวี มีพระประสูติกาลพระราชธิดา (สมเด็จเจาฟาหญิงเพชรรัตนราชสุดาฯ) จึงเปนอันวาพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาฯ ไมมีพระราชโอรสที่จะสืบสันตติวงศ การสืบสันตติวงศ จึงตองเปนไปตามเงื่อนไขขอ ๒ แหงกฎมณเฑียรบาล เงื่อนไขขอ ๒ ไดบัญญัติไววา “กรณีซึ่งสมเด็จพระเจาอยูหัวไรพระราชโอรสและพระราชนัดดา แตทร���มีสมเด็จพระอนุชาที่รวม พระราชชนนี หรือพระราชโอรสของสมเด็จพระอนุชา” พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงมีพระเชษฐภคินีและพระอนุชารวมพระราชชนนีดวยกัน เกาพระองค คือ ๑. สมเด็จเจาฟาหญิงพาหุรัดมณีมัย (ประสูติเมื่อ ๑๔ ธันวาคม ๒๔๒๑ สิ้นพระชนมเมื่อ ๒๖ สิงหาคม ๒๔๓๐) ๒. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ๓. สมเด็จเจาฟาตรีเพ็ชรุตมธํารง ๔. จอมพล สมเด็จเจาฟาจักรพงษภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ (ตนสกุลจักรพงษ ณ อยุธยา) ๕. สมเด็จเจาฟาศิริราชกกุธภัณฑ ๖. สมเด็จเจาฟาหญิง (ประสูติและสิ้นพระชนมในวันเดียวกัน) ๗. พลเรือเอก สมเด็จเจาฟาอัษฎางคเดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา (ตนสกุลอัษฎางค ณ อยุธยา) ๘. สมเด็จเจาฟาจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณอินทราชัย (ตนสกุลจุฑาธุช) และ


- 16 -

๙. สมเด็จเจาฟาประชาธิปกศักดิเดชน กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา (รัชกาลที่ ๗) ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาฯ สวรรคตนั้น พี่นองรวมพระราชชนนีกับพระองคทานที่ยัง มีพระชนมชีพอยูก็แตสมเด็จเจาฟาประชาธิปกศักดิเดชน กรมขุนสุโขทัยธรรมราชาพระองคเดียว ซึ่งเปนพระ อนุชาองคสุดทอง และมีนัดดาสองพระองค คือ พระองคเจาจุลจักรพงษ โอรสของกรมหลวงพิษณุโลกประชา นาถ กับหมอมเจาวรานนทธวัช โอรสของกรมขุนเพ็ชรบูรณอินทราชัย กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถขณะยังมีพระชนมชีพอยูนั้น ดํารงฐานะเปนรัชทายาทของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาฯ ดวยเปนพระอนุชาถัดจากพระองค และขณะนั้นกรมหลวงพิษณุโลกฯ มี หมอมแคทยาเปนชายา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาฯ พระราชบิดา ทรงรับเปนสะใภหลวง ม.ร.ว.นริศ รา จักรพงษ พระธิดาพระองคเจาจุลจักรพงษ เลาไวในหนังสือแคทยาและเจาฟาสยาม วา ชื่อ จุลจักรพงษ เปน ชื่อที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาฯ ทรงประทานตั้งใหโดยเปลี่ยนจากชื่อ พงษจักร ที่สมเด็จ พระบรมราชินีนาถเสาวภาผองศรี ประทานตั้งใหแตแรก ดังนั้นตามเงื่อนไขขอ ๒ แหงกฎมณเฑียรบาลวาดวยการสืบราชสันตติวงศ พระองคเจาจุลจักรพงษอยู ในฐานะที่จะไดรับการสถาปนาขึ้นเปนพระมหากษัตริยสืบตอจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาฯ เพราะ เปนพระโอรสของสมเด็จพระอนุชา องครัชทายาท (กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ) สวนหมอมเจาวรานนทธวัช พระโอรสของกรมขุนเพ็ชรบูรณอินทราชัย ซึ่งตามกฎมณเฑียรบาลก็มี สิทธิ์สืบราชสันตติวงศเปนพระองคถัดไปจากจากพระองคเจาจุลฯ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาฯ ไดทรงมี พระบรมราชโองการใหขามไปเสียดังที่ยกมาขางตน จากพระบรมราชโองการฉบับวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๔๖๘ เปนเครื่องชี้ใหเห็นวา พระบาทสมเด็จพระ มงกุฎเกลาฯ ทรงรับในสิทธิ์สืบราชสันตติวงศของพระองคเจาจุลฯ เพราะถาพระองคไมทรงรับในสิทธิ์ ดังกลาวนี้ พระองคจะตองระบุไวในพระบรมราชโองการฉบับเดียวกันนี้วาใหขามไปเสีย (เพราะมีแมเปนนาง ตางดาว) เชนเดียวกับที่ทรงระบุใหขามหมอมเจาวรานนทธวัช (เพราะมีแมไมมีชาติสกุล) นั้นแลว แตมีแมเปนนางตางดาวไมอยูในขอหามตามมาตรา ๑๑ (๔) หามแตมีชายาเปนนางตางดาวเทานั้น ในที่ประชุมของพระบรมวงศานุวงศชั้นผูใหญ ในคืนวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๔๖๘ ซึ่งมีจอมพล สมเด็จเจาฟากรมพระยาภาณุพันธุวงศวรเดชเปนประธานของที่ประชุมอันประกอบดวย


- 17 -

จอมพล สมเด็จพระเจาพี่ยาเธอ เจาฟากรมพระนครสวรรควรพินิต ผูเปยมไปดวยพระบารมี ไดมี ความเห็นใหอันเชิญสมเด็จเจาฟาประชาธิปกศักดิเดชน กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ขึ้นครองราชยเปน พระมหากษัตริยองคที่ ๗ แหงราชวงศจักรี ดังนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกลาฯ สละราชสมบัติ โดยกฎมณเฑียรบาล พระองคผูสืบราช สันตติวงศคือ พระองคเจาจุลจักรพงษ ซึ่งเปนสายตรงคือ โอรสของพระเชษฐา (กรมหลวงพิษณุโลกฯ) มี สิทธิ์ในการสืบราชสันตติวงศกอนกรมขุนสุโขทัย (รัชกาลที่ ๗) แตดวยบารมีของ จอมพล สมเด็จพระเจาพี่ยา เธอเจาฟากรมพระนครสรรควรพินิต ไดชวยสงใหกรมขุนสุโขทัยขุนสูราชบัลลังกขามพระองคเจาจุลจักร พงษไปดังกลาวแลว สวนกรมหลวงสงขลาฯ สมเด็จพระราชบิดานั้น เปนอนุชาของสมเด็จเจาฟามหาวชิรุณหิส สยาม มกุฎราชกุมาร ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวกับสมเด็จพระนางเจาสวางวัฒนา บรมราชเทวี (สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจา) แตสมเด็จเจาฟามหาวชิรุณหิส สยามมกุฎราชกุมารสิ้นพระชนมเสียกอนที่จะไดขึ้นครองราชย ตอมา สมเด็จพระราชบิดา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาฯ ไดสถาปนาสมเด็จเจาฟา กรมขุนเทพทวาราวดี ใน สมเด็จพระนางเจาเสาวภาผองศรี พระบรมราชินีนาถ เปนสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร (แทนที่จะเปนกรมหลวงสงขลาฯ พระอนุชาของสมเด็จเจาฟามหาวชิรุณหิส สยามมกุฎราชกุมารพระองค กอน) และถานับโดยศักดิ์ทางพระมารดาแลว สมเด็จพระนางเจาเสาวภาผองศรี พระมารดาของกรมขุนเทพ ทวาราวดี (รัชกาลที่ ๖) เปนพระนองนาง (ประสูติ ๑ มกราคม ๒๔๐๖) ของสมเด็จพระนางเจาสวางวัฒนา (ประสูติ ๑๐ กันยายน ๒๔๐๕ นับตามปปฏิทินเกา) ในสมเด็จพระมารดา สมเด็จพระปยมาวดี ที่มีพระพี่นาง องคโตรวมครรภพระมารดาเดียวกัน คือ พระองคเจาหญิงสุนันทากุมารีรัตน (ประสูติ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๐๓) หรือพระนางเรือลม ที่ผมอุตสาหลําดับความการสืบราชสันตติวงศมานั้น ก็เพื่อเปนหลักฐานแสดงใหเห็นวา ทาน ปรีดี พนมยงค มีสวนสําคัญอยางไรบางในการสนับสนุนเชื้อสายกรมหลวงสงขลานครินทรขึ้นนั่งบัลลังก พระมหากษัตริยแหงราชจักรีวงศ ทั้งที่ถูกขามมาแลว ในการประชุมคณะรัฐมนตรีระหวางวันที่ ๒-๗ มีนาคม ๒๔๗๗ ครั้งนั้นทานปรีดีไดบันทึกไวใน หนังสือ บางเรื่องเกี่ยวกับพระบรมวงศานุวงศ ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีความตอนหนึ่งวาดังนี้


- 18 -

“(๑) พระองคเจาจุลจักรพงษ ซึ่งเปนพระโอรสของสมเด็จเจาฟาจักรพงษภูวนาถ ที่ทรงเปนรัชทายาท ในรัชกาลที่ ๖ ครั้นแลวจึงพิจารณาคําวา “โดยนัย” แหงกฎมณเฑียรบาล ๒๔๖๗ นั้นพระองคเจาจุลจักรพงษ จะตองยกเวนตามมาตรา ๑๑ (๔) แหงกฎมณเฑียรบาลหรือไมเพราะมารดามีสัญชาติเดิมเปนตางประเทศ ซึ่ง ตามตัวบทโดยเครงครัดกลาวไวแตเพียง ยกเวนผูสืบราชสันตติวงศที่มีพระชายาเปนคนตางดาว (ขณะนั้น พระองคเจาจุลจักรพงษยังไมมีพระชายาเปนนางตางดาว) รัฐมนตรีบางทานเห็นวาขอยกเวนนั้นใชสําหรับรัช ทายาทองคอื่น แตไมใชกรณีสมเด็จเจาฟาจักรพงษภูวนาถ ซึ่งขณะที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาฯ สถาปนาเปนรัชทายาทนั้น ก็ทรงมีพระชายาเปนนางตางดาวอยูแลว และทรงรับรองเปนสะใภหลวงโดย ถูกตอง แตสวนมากของคณะรัฐมนตรีตีความคําวา ‘โดยนัย’ นั้นยอมนํามาใชในกรณีผูซึ่งจะสืบราชสันตติ วงศมีพระมารดาเปนนางตางดาวดวย” รัฐมนตรีสวนขางมากที่ตีความคําวา ‘โดยนัย’ ดังกลาวนี้มีทานปรีดีรวมอยูดวย และเปนคนสําคัญใน การอภิปรายชักจูงใหรัฐมนตรีสวนขางมากมีความเห็นรวมกับทาน ที่���ระชุมจึงไดพิจารณาถึงพระองคอื่นๆ ตามกฎเกณฑของกฎมณเฑียรบาลที่ระบุไววา “...ตอไม สามารถเลือกทางสายตรงไดแลว จึงใหเลือกตามเกณฑที่สนิทมากนอย” ในบรรดาพระงคที่สนิทมากและนอยนี้มี อาทิ กรมพระนครสวรรคฯ และพระโอรส พระโอรสของ สมเด็จเจาฟาฯ กรมหลวงสงขลานครินทร พระโอรสของสมเด็จเจาฟายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร และในที่สุดคณะรัฐมนตรีมีความเห็นเปนเอกฉันทตามการชี้นําของทานปรีดีที่เห็นสมควรสถาปนาพระโอรส ของสมเด็จเจาฟาฯ กรมหลวงสงขลานคริทร คือ พระวรวงศเธอพระองคเจาอานันทมหิดล ขึ้นเปนกษัตริย รัชกาลที่ ๘ สืบตอจากพระบาทสมเด็จพระปกเกลาฯ อันเปนการกลับเขาสูสายเดิม คือสายสมเด็จเจาฟา มหาวชิรุณหิส สยามมกุฎราชกุมาร การสถาปนาพระวรวงศเธอ พระองคเจาอานันทมหิดลขึ้นเปนพระมหากษัตริย นอกจากจะเปนการ กลับคืนเขาสูสายเดิมโดยชอบธรรมแลวยังเปนไปตามพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระปกเกลาฯ อีกดวย บันทึกลับที่จดโดยพระยามหิธร เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร วาดังนี้ “วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๔๗๕ เวลา ๑๗.๑๕ น. โปรดเกลาฯ ใหพระยามโนปกรณฯ พระยาศรีวิสารฯ พระยาปรีชาชลยุทธ พระยาพหลฯ กับหลวงประดิษฐมนูธรรม มาเฝาฯ ที่วังสุโขทัย มีพระราชดํารัสวา อยากจะสอบถามความบางขอและบอกความจริงใจ ฯลฯ อีกอยางหนึ่งอยากจะแนะนําเรื่องสืบสันตติวงศ


- 19 -

พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาฯ และพระพุทธเจาหลวงไดเคยทรงพระราชดําริที่จะออกจากราชสมบัติ เมื่อทรงพระชราเชนเดียวกัน ในสวนพระองคพระเนตรก็ไมปรกติคงทนงานไปไดไมนาน เมื่อการณปรกติ แลว จึงอยากจะลาออกเสีย ทรงพระราชดําริเห็นวา พระโอรสสมเด็จเจาฟาฯ กรมขุนเพ็ชรบูรณ ก็ถูกขาม มาแลว ผูที่จะสืบราชสันตติวงศตอไป ควรจะเปนพระโอรสของสมเด็จเจาฟาฯ กรมหลวงสงขลานคริทร ฯลฯ” ดังกลาวนี้ จะเห็นไดวาทานปรีดีเปนผูมีบทบาทสําคัญยิ่งในการอัญเชิญในหลวงอานันทฯ ขึ้น ครองราชย เมื่อ ๒ มีนาคม ๒๔๗๗

ปกปองราชบัลลังก ในคดีดําที่ ๔๒๒๖/๒๕๒๑ ทานปรีดี พนมยงค โจทกยื่นฟองนายรอง ศยามานนท ศาสตราจารย ทางประวัติศาสตร จําเลย กรณีที่ศาสตราจารยผูนั้นบิดเบือนประวัติศาสตร หมิ่นประมาทใสความ ซึ่งในที่สุด จําเลยรับผิดตามฟองนั้น คําบรรยายฟองตอนหนึ่งที่แสดงใหเห็นถึงความกลาหาญและเสียสละของนายปรีดีที่ ตอสูปกปองราชบัลลังก วาดังนี้ “เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๔๘๔ ไดมีพระราชกฤษฎีกาแตงตั้งใหจอมพล ป. พิบูลสงคราม เปนผู บัญชาการทหารสูงสุด และพลโทมังกร พรหมโยธี เปนรองผูบัญชาการทหารสูงสุด ตอมาอีก ๖ วัน คือ ใน วันที่ ๑๘ เดือนเดียวกันนี้ ก็ไดมีกฤษฎีกาเพิ่มเติมอีกฉบับหนึ่งวา ใหจอมพลพิบูลฯ มีอํานาจสิทธิ์ขาดผูเดียวใน การสั่งทหารสามเหลาทัพ อันเปนอํานาจพิเศษยิ่งกวาผูบัญชาการทหารสูงสุดอื่นๆ “ครั้นตอมาในปลายเดือนพฤศจิกายนนั้นเอง คือกอนที่ญี่ปุนจะรุกรานไทย ในวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ จอมพลพิบูลฯ ไดเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีใหบัญญัติกฎหมายยกเลิกบรรดาศักดิ์ไทยเดิม โดย สถาปนา ‘ฐานันดรศักดิ์’ (Lordship) ตามแบบฝรั่งขึ้นใหม คือ ดยุก, มาควิส, เคานท, ไวสเคานท, บารอน ฯลฯ โดยตั้งศัพทใหมขึ้นเพื่อใชสําหรับฐานันดรศักดิ์เจาศักดินาใหม คือ สมเด็จเจาพญา, ทานเจาพญา, เจาพญา, ทานพญาฯลฯ สวนภรรยาของฐานันดรเจาศักดินาใหมนั้นใหเติมคําวา ‘หญิง’ ไวขางทาย เชน ‘สมเด็จเจาพญา หญิง’ “แตหลวงวิจิตรวาทการเสนอใหเรียกวา ‘สมเด็จหญิง’ และฐานันดรเจาศักดินาใหมีคําวา ‘แหง’ (of) ตอทายดวยชื่อแควนหรือบริเวณทองที่ เชน สมเด็จเจาพญาแหงแควน... พญาแหงเมือง... ฯลฯ ทํานอง


- 20 -

ฐานันดรศักดินายุโรป เชน ดยุก ออฟ เบดฟอรด ฯลฯ ฐานันดรเจาศักดินาใหมนี้ใหแกรัฐมนตรีและขาราชการ ไทยตามลําดับตําแหนงเครื่องราชอิสริยาภรณสายสะพาย เชน จอมพลพิบูลฯ ไดรับพระราชทานสายสะพาย นพรัตน ก็จะไดดํารงฐานันดรเจาศักดินาเปน ‘สมเด็จเจาพญาแหง...’ “ฐานันดรเจาศักดินาใหมนั้นทายาทสืบสันตติวงศไดเหมือนในยุโรปและญี่ปุน อันเปนวิธีการซึ่ง นักเรียนที่ศึกษาประวัติศาสตรนายพลนโปเลียน โบนาปารต ทราบกันอยูวา ทานนายพลผูนั้นไดขยับขึ้นทีละ กาวทีละกาว จากเปนผูบัญชาการกองทัพแลวเปนกงสุลคนหนึ่งในคณะกงสุล ๓ คนที่มีอํานาจสิทธิ์ขาด ปกครองประเทศฝรั่งเศส ครั้นแลวนายพลนโปเลียน โบนาปารต ก็เปนกงสุลผูเดียวตลอดกาลซึ่งมีสิทธิ์ตั้ง ทายาทสืบตําแหนง “รัฐมนตรีที่เปนผูกอการฯ จํานวนหนึ่งรวมทั้งโจทกดวยนั้น ไดคัดคานจอมพลพิบูลฯ วาขัดตออุดม คติของคณะราษฎร อันเปนเหตุใหจอมพลพิบูลฯ ไมพอใจ ทานจึงเสนอใหที่ประชุมเลือกเอาสองทาง คือทาง หนึ่งตกลงตามแผนสถาปนาฐานันดรเจาศักดินาอยางใหม ทางที่สองเวนคืนบรรดาศักดิ์เดิมทุกคน “รัฐมนตรีสวนขางมาจึงลงมติในทางเวนคืนบรรดาศักดิ์เดิม เมื่อจอมพลพิบูลฯ แพเสียงขางมากในที่ ประชุมคณะรัฐมนตรีแลว ทานจึงเสนอวาเมื่อเวนคืนบรรดาศักดิ์เกาแลว ผูใดจะใชชื่อและนามสกุลเดิม หรือ เปลี่ยนนามสกุลตามชื่อบรรดาศักดิ์เดิมก็ได “โจทก (ทานปรีด-ี ผูเขียน) กับรัฐมนตรีสวนหนึ่งกลับใชชื่อและนามสกุลเดิม แตจอมพลพิบูลฯ เปลี่ยนนามสกุลเดิมของทานมาใชตามราชทินนามวา ‘พิบูลสงคราม’ และรัฐมนตรีบางทานก็ใชชื่อเดิม โดย เอาสกุลเดิมเปนชื่อรอง และใชราชทินนามเปนนามสกุล ซึ่งเปนตนเหตุแหงชื่อและนามสกุลยาวๆ แพรหลาย จนทุกวันนี”้ ตอกรณีดังกลาว พระวรวงศเธอพระองคเจาอาทิตยทิพอาภา อดีตประธานคณะผูสําเร็จราชการแทน พระองค ไดใหการเปนพยานในคดีอาชญากรสงคราม ที่มีจอมพล ป. พิบูลสงครามเปนจําเลย มีความตอน หนึ่งรับกันกับคําฟองของทานปรีดีขางตน ดังนี้ “ตอนที่ จอมพล ป. นําใหมีการลาออกหรือใหพนจากบรรดาศักดิ์กันนั้น ขุนนิรันดรชัยไดมาทาบทาม ขาพเจาวา จะไดมีการแตงตั้งบรรดาศักดิ์กันใหมเปนสมเด็จเจาพญาชายบาง สมเด็จเจาพญาหญิงบาง และขุน นิรันดรชัยถูกแตงตั้งใหเปนกรรมการ โดยยึดหลักเกณฑวา ผูที่ไดสายสะพายนพรัตนจะไดเปนสมเด็จเจาพญา


- 21 -

ชาย ซึ่งมีจอมพล ป. คนเดียวที่ไดสายสะพายนั้น เมื่อตั้งสมเด็จเจาพญาชายแลว เมียของผูนั้นก็ไดเปนสมเด็จ เจาพญาหญิงตามไปดวย “ขาพเจา รูสึกวา จอมพล ป. นั้น กระทําการเพื่อจะเปนพระเจาแผนดินเสียเอง แลวภรรยาจอมพล ป. ก็ มีความมักใหญใฝสูงทํานองเดียวกันเอารูปไปฉายในโรงหนังใหคนทําความเคารพโดยมีการบังคับ ในการ ทําบุญวันเกิดก็ทําเทียมวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระเจาแผนดิน เชน มีตราไกกางปกประดับธงทิว ทํานองเดียวกับตราครุฑหรือตราพระบรมนามาภิไธยยอ และไดสรางเกาอี้ขึ้นในทํานองเดียวกับเกาอี้โทรนข องพระเจาแผนดินเวนแตใชตราไกกางปกแทนตราครุฑเทานั้น...” ในคําสั่งกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๔๘๙ ถึงคณะกรรมการจังหวัด ชี้แจงการ โฆษณาหลอกลวงของพรรคประชาธิปตย (ในขณะนั้น) ที่ใสร���ยทานปรีดีในกรณีสวรรคตของในหลวง อานันทฯ คําสั่งกระทรวงมหาดไทยไดยกขอเท็จจริงในการแสดงความจงรักภักดีของทานปรีดีตอในหลวง อานันทฯ มีความตอนหนึ่งวาดังนี้ “เมื่อสมเด็จพระเจาอยูหัวในพระบรมโกษฐ ทรงบรรลุนิติภาวะแลว นายกรัฐมนตรีปจจุบันนี้ (ปรีดี พนมยงค ) เมื่อครั้งเปนผูสําเร็จราชการแทนพระองค ก็ไดอัญเชิญทูลสมเด็จพระเจาอยูหัวใหเสด็จ กลับมาครองราชย มิไดปรารถนาที่จะกุมอํานาจที่จะทําหนาที่เปนประมุขของรัฐ และไมไดกระทําการ ขัดขวางอยางใด แตตรงกันขามกลับอัญเชิญเสด็จกลับมา มอบถวายราชสมบัติแดพระองค “ในระหวางที่พระองคประทับอยูในตางประเทศ เมื่อมีผูปองรายตอราชบัลลังก นายกรัฐมนตรีคน ปจจุบันนี้ (ปรีดี พนมยงค) เมื่อครั้งเปนผูสําเร็จราชการแทนพระองค ก็ไดเสียสละและเสี่ยงภัยเพื่อปองกัน ราชบัลลังกใหปลอดภัยตลอดมา เวลานั้นหามีผูใดเสี่ยงภัยเชนนั้นไม แตตรงกันขามกลับประจบสอพลอผูมี อํานาจ รัฐบาลนี้มีความเสียใจที่พรรคประชาธิปตยบางคนไดฉวยเอาพระมหากษัตริยอันเปนที่เคารพสักการะ มาใชเปนเครื่องมือทางการเมือง” (เพื่อทําลายทานปรีด-ี ผูเขียน)

ปกปองพระเกียรติ ในขณะที่ดํารงตําแหนงเปนผูสําเร็จราชการแทนพระองค ทานปรีดีไดปกปองพระเกียรติของ พระมหากษัตริยไวอยางดียิ่งชีวิต ดังเชนในกรณีที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น เมื่อนํา พระราชบัญญัติหรือพระบรมราชโองการใดก็แลวแต เสนอผูสําเร็จราชการแทนพระองคเพื่อลงพระนามและ


- 22 -

ลงนามในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจาอยูหัว จอมพล ป. พิบูลสงคราม จะลงนามในฐานะนายกรัฐมนตรี ผูรับสนองพระบรมราชโองการไปเปนการลวงหนาเปนการบีบบังคับใหผูสําเร็จราชการแทนพระองคตองลง นามในพระราชบัญญัติหรือพระบรมราชโองการนั้นๆ เสมือนกับตรายาง อันเปนการหมิ่นพระบรมเดชานุ ภาพ นายทวี บุณยเกตุ ในฐานะเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีหนาที่เปนผูนําพระราชบัญญัติขึ้นทูลเกลาฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ไดบันทึกไวในหนังสือความทรงจําของทานวาดังนี้ “...ตามระเบียบนั้น จะเปนพระราชบัญญัติก็ตามหรือพระบรมราชโองการใดๆ ก็ตาม พระมหากษัตริย หรือผูสําเร็จราชการแทนพระองคจะตองทรงลงพระปรมาภิไธยหรือลงนามกอนแลวนายกรัฐมนตรีจึงจะเปน ผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในภายหลัง แตในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม เปนนายกรัฐมนตรี และมีคณะผูสําเร็จราชการแทนพระองคนั้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม มักจะลงนามรับสนองพระบรมราช โองการกอน แลวจึงไดใหคณะผูสําเร็จราชการแทนพระองคลงนาม...” แตในสมัยที่ทานปรีดีเปนผูสําเร็จราชการแทนพระองค ทานไมยอมใหจอมพล ป. ทําเชนนั้น โดย ทานอางวา การกระทําของจอมพล ป. เชนนั้นเปนการละเมิดรัฐธรรมนูญ ในคราวที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ขัดใจกับคณะผูสําเร็จราชการแทนพระองค (เวลานั้นมีอยูสองทาน คือ พระวรวงศเธอ พระองคเจาอาทิตยทิพอาภา กับทานปรีดี) ทานปรีดีไดบันทึกไวในหนังสือ บางเรื่อง เกี่ยวกับพระบรมวงศานุวงศ วาดังนี้ “...ตอมาประมาณเดือนกุมภาพันธ ๒๔๘๖ จอมพล ป. ไดยื่นใบลาออกตรงมายังประธานคณะผูสําเร็จ ราชการแทนพระองค แลวจอมพล ป. ก็ไดลาออกจากทําเนียบสามัคคีชัย ไมรูวาไปไหนชะรอยพระองคเจา อาทิตยฯจะทรงทราบวา จอมพล ป. ตองการลาออกจริงเพื่อปรับปรุงคณะรัฐมนตรีใหม พระองคจึงสงใบลา จอมพล ป. มาใหขาพเจาพิจารณา ขาพเจาจึงเขียนความเห็นในบันทึกหนาปกใบลานั้นวา ‘ใบลานั้นถูกตอง ตามรัฐธรรมนูญแลว อนุมัติใหลาออกได’ ขาพเจาลงนามไวตอนลาง ทิ้งที่วางตอนบนไวเพื่อใหพระองคเจา อาทิตยฯ ทรงลงพระนาม ซึ่งพระองคก็ทรงลงพระนาม “ขาพเจาเชิญนายทวี บุณยเกตุ ซึ่งขณะนั้นดํารงตําแหนงรัฐมนตรีและเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมาถาม จอมพล ป. จะจัดการปรับปรุงรัฐบาลหรืออยางไร? ก็ไดรับคําตอบวา คงจะปรับปรุงรัฐบาล และตามหาตัว


- 23 -

จอมพล ป. ก็ยังไมพบ แตเมื่อคณะผูสําเร็จราชการฯ สงคําอนุมัติใบลาออกของจอมพล ป. แลว สํานัก เลขาธิการคณะรัฐมนตรีซึ่งบังคับบัญชากรมโฆษณาการอยูดวยก็ใหวิทยุของกรมนั้นประกาศการลาออกของ จอมพล ป. “ฝายจอมพล ป. ขณะนั้นจะอยูที่แหงใดก็ตาม เมื่อไดฟงวิทยุกรมโฆษณาการประกาศการ ลาออก เชนนั้นแลว ก็แสดงอาการโกรธมากครั้นแลวไดมีนายทหารจํานวนหนึ่งไปเฝาพระองคเจาอาทิตยฯ ณ พระที่ นั่งอัมพรสถานซึ่งทานผูนี้ประทับอยูขณะนั้น ขอใหจัดการเอาใบลาออกคืนใหจอมพล ป. “เปนธรรมดาเมื่อพระองคเจาอาทิตยฯ เห็นอาการของนายทหารเหลานั้นจึงตกพระทัยเพราะไม สามารถเอาใบลาคืนใหจอมพล ป. ได ฉะนั้นพระองคพรอมดวยหมอมกอบแกว ชายาไดมาที่ทําเนียบที่ ขาพเจาอาศัยอยู ซึ่งตั้งอยูริมแมน้ําใกลทาชางวังหนา ขออาศัยคางคืนที่ทําเนียบ ขาพเจาจึงขอใหเพื่อน ทหารเรือชวยอารักขาขาพเจาดวย เพื่อนทหารเรือไดสงเรือยามฝงในบังคับบัญชาของ ร.อ. วัชรชัย ชัยสิทธิ เวช ร.น. มาจอดที่หนาทําเทียบของขาพเจา ฝาย พ.ต. หลวงราชเดชา ราชองครักษประจําตัวขาพเจา และ พ.ต. ประพันธ กุลวิจิตร ราชองครักษประจําองคพระองคเจาอาทิตยฯ ก็มารวมใหความอารักขาดวย “เราสังเกตดูจนกระทั่งเวลาบายของวันรุงขึ้นก็ไมเห็นทหารบกหรืออากาศมาคุกคามประการใด ดังนั้น พระองคเจาอาทิตยฯ กับหมอมกอบแกว จึงกลับไปพระที่นั่งอัมพรสถาน” จากการที่พระองคเจาอาทิตยฯ และทานปรีดีไดลงพระนามและลงนามอนุมัติใหจอมพล ป. ลาออก จากตําแหนงนายกรัฐมนตรี และวิทยุกระจายเสียงของกรมโฆษณาการก็ไดออกอากาศใหรูกันทั่วไป อันเปน การปฏิบัติราชการที่ถูกตองตามแบบแผนทุกประการ แตไมถูกใจจอมพล ป. เพราะเจตนาการลาออกของจอม พล ป. ก็เพื่อหยั่งเชิงการเขากุมอํานาจเบ็ดเสร็จแบบนโปเลียน ดวยคาดคิดวาคณะผูสําเร็จราชการแทน พระองคคงไมกลาลงพระนามและลงนามอนุมัติใหทานลาออก และถาเปนเชนนั้นก็เทากับยอมรับในอํานาจ เบ็ดเสร็จของทาน แตเหตุการณไมไดเปนไปเชนนั้น อันเปนสัญญาณบอกใหทานรูวาการเขากุมอํานาจ เบ็ดเสร็จยังมีปญหา ซึ่งหมายถึงยังมีคนตอตานขัดขวาง เพื่อแกปญหาการตอตานขัดขวางการขึ้นสูอํานาจเบ็ดเสร็จ จอมพล ป. จึงอาศัยอํานาจตําแหนงผู บัญชาการทหารสูงสุด ตามกฤษฎีกาลงวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๔๘๔ ออกคําสั่งใหพระองคเจาอาทิตยฯ และ ทานปรีดีเขาประจํากองบัญชาการทหารสูงสุด (อันอยูภายใตบังคับบัญชาของผูบัญชาการทหารสูงสุด คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม - ผูเขียน) และใหไปรายงานตัวตอผูบัญชาการทหารสูงสุดภายใน ๒๔ ชั่วโมง


- 24 -

ตอคําสั่งดังกลาว พระองคเจาอาทิตยฯ รีบไปรายงานตัวทันที สวนทานปรีดีไมยอมไปทานใหเหตุผลที่ไมยอม ไปรายงานตัววาดังนี้ “ขาพเจามีตําแหนงเปนผูแทนพระองคพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ซึ่งทรงเปนจอมทัพตาม รัฐธรรมนูญ ถาขาพเจาไปรายงานตัวยอมอยูภายใตผูบัญชาการทหารสูงสุด ก็เท���กับขาพเจาลดพระราชอํานาจ ของพระมหากษัตริยลงอยูภายใตผูบัญชาการทหารสูงสุด มีรัฐมนตรีบางนายไดชี้แจงขอรองใหจอมพล ป. ถอนคําสั่งที่วานั้น ซึ่งจอมพล ป. ก็ไดยอมถอนคําสั่ง เปนอันวาพระองคเจาอาทิตยฯ และขาพเจาคงสามารถ ปฏิบัติภารกิจแทนพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวที่ทรงเปนจอมทัพตามรัฐธรรมนูญไดตอไป”

ถวายความจงรักภักดี ตอมาเมื่อพระองคเจาอาทิตยฯ ลาออกจากผูสําเร็จราชการแทนพระองค สภาผูแทนราษฎรจึงไดมีมติ และประกาศลงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๔๘๗ ใหทานปรีดีเปนผูสําเร็จราชการแทนพระองคแตผูเดียว และในวัน นั้นเองทานไดลงนามในพระปรมาภิไธย แตงตั้งใหนายควง อภัยวงศ เปนนายกรัฐมนตรีสืบตอจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ลาออกไปเพราะแพมติในสภาฯ เรื่องพระราชกําหนดระเบียบบริหารนครบาลเพ็ชรบูรณ และพระราชกําหนดจัดสรางพุทธบุรีมณฑล เพื่อสรางความปรองดองทางการเมืองระหวางฝายคณะราษฎรกับฝายเจาศักดินา ทานปรีดีในฐานะ หัวหนาขบวนการเสรีไทย ไดมอบหมายใหนายทวี บุณยเกตุ ซึ่งรวมงานเสรีไทยอยูกับทานและมีตําแหนง เปนรัฐมนตรีอยูในรัฐบาลนายควง อภัยวงศ ดําเนินการปลดปลอยนักโทษการเมือง ซึ่งมีเจานายชั้นผูใหญ และขาราชบริพารในระบอบเกาหลายคน ทานปรีดีไดบันทึกเรื่องนี้ไวในหนังสือ บางเรื่องเกี่ยวกับพระบรมวงศานุวงศ มีความตอนหนึ่งวาดังนี้ “นายควง อภัยวงศ ไดจัดตั้งคณะรัฐมนตรีโดยมีรัฐมนตรีหลายนาย โดยเฉพาะนายทวี บุณยเกตุ เขา รวมดวยตามที่นายควงไดตกลงกับขาพเจาไว คือนอกจากนายทวีเปนรัฐมนตรีวาการกระทรวงศึกษาธิการแลว ก็เปนรัฐมนตรีสั่งราชการในสํานักนายกรัฐมนตรีดวย โดยมีหนาที่ดําเนินงานของคณะรัฐมนตรีอยูเบื้องหลัง นายควง กิจการใดอันเกี่ยวกับขบวนการเสรีไทยซึ่งนายทวีเปนผูบัญชาการพลพรรคในประเทศไทยนั้น ถา จะตองเกี่ยวของกับรัฐบาลอยางใดแลวนายควงก็อนุญาตตามที่ตกลงกันไวกอนวาใหนายทวีปรึกษาตกลงกับ ขาพเจาโดยตรง โดยนายควงไมขอรับรูดวย นอกจากที่จะตองทําเปนกฎหมายหรือแถลงตอสภาผูแทนราษฎร


- 25 -

“ดังนั้น มีหลายเรื่องที่นายทวีไดปรึกษาขาพเจาจัดทําขึ้นกอนแลวจึงแจงใหนายควงรับไปปฏิบัติการ อาทิ การประกาศพระบรมราชโองการวาการประกาศสงครามกับบริเตนใหญและสหรัฐอเมริกาเปนโมฆะนั้น นายทวี บุณยเกตุ เปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ดังปรากฏขอเท็จจริงในราชกิจจานุเบกษา ไมใช นายควงเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ (ตามที่นายควงกลาวอาง-ผูเขียน) “การอภัยโทษและนิรโทษกรรมผูตองหาทางการเมือง นายทวีก็เปนหัวแรงสําคัญในการรางกฎหมาย อภัยโทษและนิรโทษกรรม เพราะแมขาพเจาจะแจงแกสัมพันธมิตรไดกอนวา เพื่อความสามัคคีของคนไทยที่ มีอุดมคติตรงกันในการตอสูกับญี่ปุน ใหไดรับอภัยโทษและนิรโทษกรรมตามที่ ม.จ. ศุภสวัสดิ์ฯ ไดทรง ปรารภมานั้น เวลาปฏิบัติเขาจริงก็ยังไมอาจทําไดงายๆ เหมือนดังที่นายควงพูดที่คุรุสภาวา พอนายควงเปน นายกรัฐมนตรีแลวก็สั่งปลอยนักโทษการเมือง” (นายควง อภัยวงศ ไปแสดงปาฐกถาที่คุรุสภาเมื่อ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๐๖ เรื่องชีวิตของทาน ปรากฏขอเท็จจริงที่พิสูจนไดวานายควงพูดมุสาหลายเรื่องหรือเกิน ความเปนจริง รวมทั้งเรื่องปลดปลอยนักโทษการเมือง ซึ่งทานอวดอางวาพอทานขึ้นเปนนายกฯ ก็สั่ง ปลดปลอยนักโทษการเมืองทันที-ผูเขียน) “จริงอยู นายควงเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แตในการรางกฎหมายดังกลาวแลว ตอง ทําความเขาใจกับ พล.ต.อ. อดุล อธิบดีกรมตํารวจ ซึ่งเปนผูสั่งจับผูตองหาการเมืองใหเขาเห็นความสมควรที่ จะอภัยโทษและนิรโทษกรรม...” นายปวย อึ๊งภากรณ ไดพูดถึงเรื่องนี้ไวในบทความของทานเรื่อง “พระบรมวงศานุวงศและขบวนการ เสรีไทย” มีความตอนหนึ่งวา “ตอมาทานชิ้น (ม.จ. ศุภสวัสดิ์ฯ) ไดทรงสงโทรเลขของทานเองมาอีกฉบับหนึ่ง ตรงถึงนาย ปรีดี พนมยงค ขอบใจที่หัวหนาเสรีไทยยินดีตอนรับ และทรงแสดงเจตนาวาจะรวมงานดวยอยางจริงใจ แต ใครจะขอถามวาเพื่อนฝูงของทานชิ้นหลายทานตองโทษการเมืองอยูที่เกาะตะรุเตาบาง บางขวางบาง ที่อื่นๆ บางนั้น นายปรีดี พนมยงคจะกระทําอยางไร “หัวหนาเสรีไทยตอบไปโดยฉับพลันวากรมขุนชัยนาทฯ และผูอื่น ซึ่งตองโทษการเมืองอยูที่ตะรุเตา บางขวาง และที่อื่นนั้น ทางกรุงเทพฯ จะหาทางปลดปลอย และมิใชจะปลดปลอยอยางเดียว จะออกกฎหมาย นิรโทษกรรมดวย...”


- 26 -

และในที่สุดบรรดานักโทษการเมืองเหลานั้นก็ไดรับการนิรโทษกรรมตามคํามั่นสัญญาที่ทานปรีดีให ไวแกทานชิ้น และดวยความสํานึกในบุญคุณทานปรีดี พระยาอุดมพงษเพ็ญสวัสดิ์ (ม.ร.ว. ประยูร อิศรศักดิ์) นักโทษการเมืองผูหนึ่งที่ไดรับนิรโทษกรรมครั้งนั้น จึงไดเขียนสักวามอบแดทานปรีดีในนามนักโทษ การเมืองที่ไดรับนิรโทษกรรมวา “สักวารีเยนตเห็นเปนธรรม

นิรกรรมผูตองโทษโจทกเท็จหา

ใหพนทุกขทรมานกายวิญญา

หลุดออกมาจากคุกขุมอเวจีฯ”

ทันทีที่สงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลงเมื่อ ๑๖ สิงหาคม ๒๔๘๘ ทานปรีดีในฐานะผูสําเร็จราชการแทน พระองค ไดสงโทรเลขลงวันที่ ๖ กันยายน ๒๔๘๘ อัญเชิญพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล เสด็จ นิวัตพระนคร ดังสําเนาโทรเลขตอไปนี้ “วันที่ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๘ สมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล โลซานน ขอเดชะใตฝาละอองธุลีพระบาทปกเกลาปกกระหมอม ตามที่สภาผูแทนราษฎรไดลงมติแตงตั้งขาพระพุทธเจาเปนผูสําเร็จราชการแทนพระองค ตามประกาศ ลงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๔๘๗ นั้นบัดนี้ถึงวาระอันสมควรที่ใตฝาละอองธุลีพระบาทจะทรงปฏิบัติพระราช ภารกิจในฐานะทรงเปนพระประมุขของชาติ เพราะใตฝาละอองธุลีพระบาทจะทรงบรรลุนิติภาวะในวันที่ ๒๐ กันยายน ศกนี้แลวฉะนั้นขาพระพุทธเจาจึงขอพระราชทานบรมราชานุญาตอัญเชิญเสด็จใตฝาละอองธุลีพระ บาทเสด็จนิวัตสูกรุงเทพมหานคร เพื่อจะไดทรงปกครองแผนดินตามวิถีทางแหงรัฐธรรมนูญ และโดยที่ ตําแหนงผูสําเร็จราชการแทนพระองคของขาพระพุทธเจาจะสิ้นสุดลงในวันที่ ๒๐ กันยายน ศกนี้ ขาพระพุทธเจาจึงขอนอมเกลานอมกระหมอมกราบบังคมทูลใหทรงทราบ ณ โอกาสนี้ ควรมิควรแลวแตจะโปรด ขอเดชะ ขาพระพุทธเจา นายปรีดี พนมยงค”


- 27 -

ตอโทรเลขกราบบังคมทูลอัญเชิญเสด็จนิวัตมหานคร ในหลวงอานันทฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ตอบใหผูสําเร็จราชการแทนพระองคไดทราบในสัปดาหตอมาวาดังนี้ “วันที่ ๑๔ กันยายน ๒๔๘๘ ผูสําเร็จราชการแทนพระองค กรุงเทพฯ ขาพเจาไดรับโทรเลขของทานซึ่งไดขอรองขาพเจาใหกลับมาปฏิบัติหนาที่ของขาพเจา ถึงแมวาขาพเจา จะเปนหวงเปนใยตอประเทศชาติ แตขาพเจาก็รูสึกวาจะเปนการเหมาะสมยิ่งขึ้น ถาขาพเจาจะไดมีโอกาส ศึกษาใหจบเสียกอน ขาพเจาสอบไลวิชากฎหมายปที่ ๑ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่แลว แตขาพเจายังจะตองสอบ ในชั้นอื่นๆ ที่ยากยิ่งขึ้น และจะตองใชเวลาประมาณป���ครึ่ง และหลังจากนั้นขาพเจาจะตองใชเวลาอีกอยางนอย หนึ่งป เพื่อเตรียมเขียนวิทยานิพนธตามหลักสูตรชั้นปริญญาเอก ขาพเจาหวังวาทานคงเขาใจในความ ปรารถนาของขาพเจาที่จะศึกษาใหจบ ถาทานและรัฐบาลเห็นชอบดวย ขาพเจาก็ใครที่จะกลับไปเยี่ยมบานสัก ครั้งหนึ่งกอนที่ขาพเจาจะสําเร็จการศึกษา ขาพเจาขอขอบใจทานอยางจริงใจ ขาพเจาซาบซึ้งในผลงานที่ทาน ไดกระทําดวยความยากลําบากและที่ทานกําลังกระทําอยูในนามของขาพเจา อานันทมหิดล” ตอพระราชโทรเลขขางตน ทานปรีดีไดโทรเลขกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ ดวยขอความดังนี้ “ขาพระพุทธเจาไดรับพระราชโทรเลขลงวันที่ ๑๔ กันยายน ของใตฝาละอองธุลีพระบาท ดวยความ สํานึกในพระมหากรุณาธิคุณเปนลนพนของขาพระพุทธเจาและรัฐบาลของใตฝาละอองธุลีพระบาท รัฐบาล และขาพระพุทธเจามีความปลื้มปติเปนอยางมากที่ไดทราบวาใตฝาละอองธุลีพระบาททรงมีพระราชประสงค ที่จะเสด็จนิวัตพระนครสักครั้งหนึ่งกอนที่จะทรงจบการศึกษา บัดนี้ ขาพระพุทธเจาขอพระราชทานพระบรม ราชวโรกาส กราบบังคมทูลใหทรงทราบเหตุการณตางๆ (เกี่ยวกับการแกไขรัฐธรรมนูญ) ขาพระพุทธเจาเห็น วา การเสด็จนิวัตของใตฝาละอองธุลีพระบาทจะเปนคุณประโยชนแกประเทศชาติเปนอเนกประการ ถึงแมวา พระองคจะประทับอยูในประเทศไทยเปนเพียงระยะเวลาอันสั้นก็ตาม ทั้งนี้ เพื่อวาใตฝาละอองธุลีพระบาทจะ


- 28 -

ไดทรงมีสวนรวมไดตัดสินพระทัยในเรื่องตางๆ อันสําคัญยิ่งดังไดกราบถวายบังคมทูลใหทรงทราบขางตน แลว” หลังจากที่ในหลวงอานันทฯ ทรงรับโทรเลขกราบบังคมทูลตอบพระราชโทรเลขฉบับลงวันที่ ๑๔ กันยายนของทานปรีดีแลว พระองคไดทรงมีโทรเลขถึงทานปรีดี มีขอความสั้นๆ วาพระองคทรงเชื่อมั่นวา ทานปรีดีและรัฐบาลจะดําเนินการแกไขรัฐธรรมนูญอยางยุติธรรมและเปนผลดียิ่ง พระองคทรงมีพระราช ดํารัสวา การที่พระองคประทับอยูในประเทศไทยก็คงไมมีประโยชนเทาใดนัก เพราะพระองคทรงไมมี ประสบการณ พระองคทรงมีพระราชดํารัสในที่สุดวา “ถาทานเห็นวาขาพเจาควรจะกลับไปเยี่ยมประเทศไทย ชั่วคราว ขาพเจาก็ยินดีรับคําเชิญของทาน” ในที่สุดในหลวงอานันทฯ พรอมดวยสมเด็จเจาฟาภูมิพลอดุลเดช พระอนุชา และสมเด็จพระราชชนนี ศรีสังวาลย (พระนามขณะนั้น) ก็ไดเสด็จนิวัตสูกรุงเทพมหานคร โดยเครื่องบินพระที่นั่งที่รัฐบาลอังกฤษจัด ถวาย มาถึงสนามบินดอนเมือง ในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๘๘ และ ณ ที่นั้น นายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. เสนีย ปราโมช คณะรัฐมนตรี และประชาชน ไปเฝารับเสด็จอยางลนหลาม จากสนามบินดอนเมืองไดประทับรถไฟพระที่นั่งมาถึงสถานีรถไฟสวนจิตรลดา และ ณ ที่นั้น ทาน ปรีดี พนมยงค ผูสําเร็จราชการแทนพระองค พรอมดวยพระบรมวงศานุวงศชั้นผูใหญไดเฝาคอยรับเสด็จ ทันทีที่พระองคเสด็จลงจากรถไฟพระที่นั่งสูสถานีจิตรลดาแลว ทานปรีดีไดเฝากราบถวายบังคมทูลพระ กรุณาดังนี้ “ขอเดชะฝาละอองธุลีพระบาทปกเกลาปกกระหมอม บัดนี้เปนศุภวาระดิถีมงคลที่ใตฝาละอองธุลีพระบาทไดเสด็จพระราชดําเนินนิวัตสูมหานครโดยสวัสดิ ภาพ ขาพระพุทธเจาขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสกราบบังคมทูลกรุณาโดยอาศัยประกาศ ประธานสภาผูแทนราษฎร ลงวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๔๘๘ วา ความเปนผูสําเร็จราชการแทนพระองคของ ขาพระพุทธเจาไดสิ้นสุดลงตั้งแตขณะนี้เปนตนไป ขาพระพุทธเจาขอถวายพระพรชัยใหใตฝาละอองธุลีพระ บาท เสด็จอยูในราชสมบัติวัฒนาสถาพร เปนมิ่งขวัญของประชาชนและประเทศชาติในระบอบประชาธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญชั่วกัลปาวสาน ดวยเกลาดวยกระหมอมขอเดชะ”


- 29 -

แลวทรงพระราชดํารัสตอบดวยน้ําพระทัยอันเปยมลนดวยพระเมตตาและชื่นชมโสมนัส ดังนี้ “ทานปรีดี พนมยงค ขาพเจามีความยินดีที่ไดกลับมาสูพระนครเพื่อบําเพ็ญพระกรณียกิจตามหนาที่ของขาพเจาตอประชาชนและ ประเทศชาติ ขาพเจาขอขอบใจทานเปนอันมากที่ไดปฏิบัติกรณียกิจแทนขาพเจาดวยความซื่อสัตยสุจริตตอขาพเจาและ ประเทศชาติ ขาพเจาถือโอกาสนี้แสดงไมตรีจิตในคุณงามความดีของทาน ที่สงเสริมความเจริญรุงเรืองใหแกประเทศชาติ และชวยบํารุงรักษาความเปนเอกราชของชาติไว”

เพื่อเชิดชูยกยองคุณงามความดีของทานปรีดีใหปรากฏแกโลก ตอมาอีกสามวัน คือ ในวันที่ ๘ ธันวาคม พระองคทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกลาโปรดกระหมอมใหประกาศยกยองทานปรีดีไวในฐานะรัฐบุรุษ อาวุโส ดังคําประกาศพระบรมราชโองการดังตอไปนี้ “ประกาศ อานันทมหิดล สมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล มีพระบรมราชโองการโปรดเกลาโปรดกระหมอม ใหประกาศวา โดยที่ทรงพระราชดําริเห็นวานายปรีดี พนมยงค ไดเคยรับหนาที่บริหารราชการแผนดินในตําแหนงสําคัญๆ มาแลวหลายตําแหนง จนในที่สุดไดรับความเห็นชอบจากสภาผูแทนราษฎรใหดํารงตําแหนงผูสําเร็จราชการแทนพระองค และปรากฏวาตลอดเวลาที่นายปรีดี พนมยงค ดํารงตําแหนงเหลานี้ ไดปฏิบัติหนาที่ดวยความซื่อสัตยสุจริตและดวยความ จงรักภักดีตอชาติ ศาสนา พระมหาษัตริย และรัฐธรรมนูญ ทั้งไดแสดงใหเห็นเปนที่ประจักษในความปรีชาสามารถ บําเพ็ญ คุณประโยชนตอประเทศชาติเปนอเนกประการ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกลาโปรดกระหมอมยกยองนายปรีดี พนมยงค ไวในฐานะ รัฐบุรุษอาวุโส และใหมี หนาที่รับปรึกษากิจราชการแผนดิน เพื่อความวัฒนาถาวรของชาติสืบไปทั้งนี้ ตั้งแตบัดนี้เปนตนไป ประกาศมา ณ วันที่ ๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๘ เปนปที่ ๑๒ ในรัชกาลปจจุบัน ผูรับสนองพระบรมราชโองการ ม.ร.ว. เสนีย ปราโมช นายกรัฐมนตรี”


- 30 -

โปรดเกลาฯ ทานปรีดีเปนนายกรัฐมนตรี ในการประชุมซาวเสียงของสภาผูแทนราษฎร เมื่อ ๓๐ มกราคม ๒๔๘๙ เพื่อเลือกผูมาดํารงตําแหนง นายกรัฐมนตรี ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ ๖ มกราคม ๒๔๘๙ ซึ่งเปนการเลือกตั้งครั้งแรกภายหลัง สงครามโลกครั้งที่ ๒ บันทึกรายงานการประชุมสภาผูแทนราษฎรในวันนั้นไดบันทึกไวดังนี้ “ประธานสภาผูแทนไดนัดประชุมสมาชิกสภาเพื่อหารือเปนการภายใน สอบถามความเห็นวาผูใด สมควรจะไดรับตําแหนงนายกรัฐมนตรี สมาชิกสวนมากเห็นควรใหนายปรีดี พนมยงค ดํารงตําแหนง นายกรัฐมนตรี ประธานสภาฯ จึงไดไปแจงความเห็นของสมาชิกสวนขางมากใหนายปรีดี พนมยงค ทราบ แตนายปรีดี พนมยงค ปฏิเสธ ไมขอรับตําแหนง โดยแจงวามีภารกิจตางๆ อยูมาก ดังนั้นประธานสภาฯ จึงได หารือสมาชิกอีกครั้งหนึ่ง แจงใหที่ประชุมทราบวา นายปรีดี พนมยงค ปฏิเสธไมขอรับตําแหนง “ที่ประชุมไดหารือตอไป ในที่สุดเห็นควรใหพันตรี ควง อภัยวงศ ดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรี ประธานสภาฯ จึงนําความกราบบังคมทูลตามความเห็นของสมาชิก” นายควง อภัยวงศ จึงไดขึ้นเปนนายกรัฐมนตรี และอยูในตําแหนงนั้นจนถึงวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๔๘๙ แลวไดลาออกไปเพราะแพมติของสภา (เรื่องพระราชบัญญัติคุมครองคาใชจายขอ���ประชาชนหรือตามภาษา ชาวบานเรียกวา พระราชบัญญัติคุมครองผูบริโภค แตพรรคประชาธิปตยเรียกวาพระราชบัญญัติปกปายขาว เหนียวในเชิงดูถูก เพราะผูเสนอราง พ.ร.บ. นี้เปน ส.ส. ภาคอีสาน) สภาผูแทราษฎรจึงไดประชุมปรึกษาหารือ เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีกันอีกครั้งหนึ่งในวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๔๘๙ รายงานการประชุมสภาฯ ไดบันทึกไว ดังนี้ วันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๔๘๙ ประธานสภาฯ ไดนัดประชุมสมาชิกเปนการภายใน เพื่อหารือวาเมื่อ นายกรัฐมนตรี (นายควง อภัยวงศ) กราบถวายบังคมลาออกแลวเชนนี้ ผูดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรีตอไป ควรจะเปนผูใด สมาชิกในที่ประชุมไดมีความเห็นวาควรเปนนายปรีดี พนมยงค มีสมาชิกบางทานไดให ความเห็นวา นายปรีดี พนมยงค ไมอาจรับตําแหนง เพราะแมแตตําแหนงสมาชิกประเภทที่ ๒ ก็ยังแจงวา ไม สามารถมาประชุมไดสม่ําเสมอ ควรจะสอบถามผูถูกเสนอเสียกอน ดังนั้นจึงพักการหารือไวชั่วระยะหนึ่งเพื่อ รอฟงการทาบทามตัว


- 31 -

“ประธานสภาฯ จึงไดไปพบนายปรีดี พนมยงค ที่ทําเนียบทาชางวังหนา ไดมีสมาชิกอีกหลายคนไป ดวย ประธานสภาไดแจงใหทราบวาไดหารือกันระหวางสมาชิกสภาฯ พิจารณาหาผูที่สมควรจะดํารงตําแหนง นายกรัฐมนตรีคนตอไป สมาชิกสวนมากเห็นวานายปรีดี พนมยงค ควรจะดํารงตําแหนงนี้ จึงมาเรียนให ทราบกอนที่จะนําความขึ้นกราบบังคมทูล ในการนี้ไดมีสมาชิกที่รวมไปดวยไดกลาวขอรองเปนทํานองวา ใน ภาวะคับขันและสถานการณเชนนี้ ซึ่งจะตองมีการเจรจากับสัมพันธมิตรในปญหาตางๆ อยูตอไปดวย ผูดํารง ตําแหนงนายกรัฐมนตรีควรจะเปนนายปรีดี พนมยงค “ในที่สุดนายปรีดี พนมยงค จึงยอมรับตําแหนง ประธานสภาฯ จึงกลับมาแจงใหที่ประชุมสมาชิก สภาฯ ทราบ” และทานปรีดีก็ไมไดทําใหสภาฯผิดหวัง ที่หวังใหทานเจรจากับพันธมิตรในปญหาตางๆ โดยเฉพาะ ปญหาการใหขาวสารโดยไมคิดมูลคาแกอังกฤษ ๑ ลาน ๕ แสนตัน (คิดเปนเงินตามราคาขาวสารขณะนั้น ประมาณ ๒,๕๐๐ ลานบาท) ตามขอเสนอของ ม.ร.ว. เสนีย ปราโมช ตอรัฐบาลอังกฤษ โดยอางวาเพื่อ อัธยาศัยไมตรี และตอมาขอเสนอใหขาสารฟรีนี้ไดถูกระบุไวในสัญญาสมบูรณแบบขอที่ ๑๔ ซึ่งรัฐบาลทาน ปรีดีไดเจรจากับอังกฤษจากการใหฟรีเปนการขาย ดังปรากฏในรายงานการประชุมสภาผูแทนราษฎร (สามัญ) ครั้งที่ ๓๓ วันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๔๘๙ ดังนี้ “...รัฐบาลมีเรื่องที่จะแจงใหสมาชิกทราบ ๒ เรื่อง คือ เรื่องตน เปนเรื่องที่เมื่อวานนี้ ทางรัฐบาลไดทํา ขอตกลงกับทางฝายอังกฤษในเรื่องการแกไขสัญญาสมบูรณแบบ อันวาดวยการที่เราจะตองสงขาวใหแก อังกฤษเปลาๆ นั้น บัดนี้ไดทําความตกลงกันวา แทนที่ฝายไทยจะสงขาวใหแกอังกฤษเปลาๆ นั้น แตนี้ตอไป ทางฝายอังกฤษเปนฝายที่จะไดมาซื้อขาวไทยจากรัฐบาลไทย...” ขอเท็จจริงดังกลาวนี้ ประธานสภาผูแทนราษฎร พระยามานวราชเสวี ไดกลาวยืนยันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ วันปดสมัยประชุมสภาผูแทนราษฎร ๗ พฤษภาคม ๒๔๘๙ มีความตอนหนึ่งวาดังนี้ “...ขาพเจาขอเปนพยานในที่นี้วา ทาน (ปรีดี-ผูเขียน) ไดดํารงตัวของทานมาอยูในความสัตย ความจริง ในความบริสุทธิ์ สมควรที่เราจะเคารพนับถือ และแมในคราวสุดทายที่หานายกรัฐมนตรีไมได ขาพเจาก็ไดรับ ความเดือดรอนเปนอยางยิ่ง แตเมื่อไปหาทานดวยไดรับมอบหมายจากทานผูมีเกียรติทั้งหลายนี้ ทานยินดีรับ ทําใหขาพเจาผูมีหนาที่ในฐานะเปนประธานสภาผูแทนราษฎรหมดความหวงใย และยังมีหวังวาทานจะแกไข


- 32 -

อุปสรรคตางๆ ของการกระทําที่ไดเปนมาแลวใหตลอดรอดฝง และทานก็แกไขสัญญาใหขาวเปลาไดเปนการ ซื้อขาย...” ทานปรีดีดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรีจนถึงวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๔๘๙ ก็ไดกราบถวายบังคมลาออก จากตําแหนง อันเนื่องมาจากการประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับใหม (ฉบับวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๔๘๙ ที่แกไข เพิ่มเติมจากฉบับ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ ตามวิถีทางประชาธิปไตย สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับใหม คือ ยกเลิกสมาชิกประเภท ๒ ที่มาจากการแตงตั้ง และใหมีสองสภา คือสภาผูแทนราษฎรและพฤฒสภา ซึ่งมาจาก การเลือกตั้ง) ตอมาในวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๔๘๙ สภาทั้งสองไดประชุมรวมกันเพื่อซาวเสียงเลือกหาตัวผูจะมาดํารง ตําแหนงนายกรัฐมนตรีสืบตอจากทานปรีดีที่ลาออก ที่ประชุมรวมกันมีความเห็นเปนเอกฉันท ใหทานปรีดี ดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรีสืบตอไป หลังจากที่รัฐสภา (ประกอบดวยสภาทั้งสอง) ไดมีมติเปนเอกฉันทใหทานปรีดีดํารงตําแหนง นายกรัฐมนตรีแลว คณะประธานและรองประธานรัฐสภารวมทั้งเลขาธิการของทั้งสองสภาไดเขาเฝาเพื่อ กราบบังคมทูลใหทรงทราบถึงมติของรัฐสภานั้น รายงานการประชุมรัฐสภาครั้งที่ ๓ วันอาทิตยที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๔๘๙ ไดบันทึกไวดังนี้ “ประธานรัฐสภา (นายวิลาส โอสถานนท) เรื่องนี้ (เรื่องการแตงตั้งผูสําเร็จราชการแทนพระองคผูเขียน) ขาพเจายินดีจะชี้แจง ถาหากทานตองการทราบ เพราะวาในการที่วันนั้น สภาไดใหมติในการแตงตั้ง นายกรัฐมนตรี ซึ่งทานยังคงจําไดในการประชุมรัฐสภาวันแรก พวกเราไดไปเฝาสมเด็จพระเจาอยูหัว ๖ คน ดวยกัน คือ ตัวขาพเจา รองประธานเดี๋ยวนี้ (นายเกษม บุญศรี ประธานสภาผูแทนราษฎร-ผูเขียน) และรอง ประธานอีก ๒ สภา (นายไต ปาณิกบุตร, นายมงคล รัตนวิจิตร, รองประธานพฤฒสภาและสภาผูแทนราษฎร ตามลําดับ-ผูเขียน) รวมทั้งเลขาธิการ ๒ สภาดวย (นายไพโรจน ชัยนาม, นายเจริญ ปณทโร เลขาธิการพฤฒ สภาและสภาผูแทนราษฎรตามลําดับ-ผูเขียน) รวมเปน ๖ คนดวยกัน การเขาไปนั้นก็เพื่อทูลเกลาฯ ถวายให ทานทรงทราบวา บัดนี้รัฐสภาไดมีมติในการแตงตั้งใหนายปรีดี พนมยงค เปนนายกรัฐมนตรี ทานก็ไดรับสั่ง วา “ออ หลวงประดิษฐดีมาก แลวจะทําอยางไรตอไป ?” “ก็ไดทูลพระองคทานวา ตามระเบียบและตามประเพณีที่ปฏิบัติมา ก็นาจะทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ เชิญนายปรีดี พนมยงค มาสอบถามดูวาจะรับตําแหนงนายกรัฐมนตรีนี้ไดหรือไมอยางไร ที่นี้ก็สุดแตจะทรง


- 33 -

พระกรุณาโปรดเกลาฯ ทานก็มิไดรับสั่งประการใด ไดแตพยักพระพักตร ซึ่งหมายความวา ทานจะไดเชิญนาย ปรีดี พนมยงค มา...” และในคืนวันที่ ๗ มิถุนายน นั้นเอง เวลาประมาณสองทุมครึ่ง ทานปรีดีไดถูกเรียกใหเขา เฝาทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อทรงซักถามความสมัครใจที่จะรับตําแหนงนายกรัฐมนตรี ทานปรีดีเขาเฝาอยู ประมาณครึ่งชั่วโมงกวาๆ แลวถวายบังคมทูลลากลับ นายปรีดีไดพูดถึงขอเท็จจริงในเรื่องนี้ในที่ประชุมรัฐสภาครั้งที่ ๒ วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๔๘๙ (ภายหลังสวรรคตสี่วัน) รายงานการประชุมรัฐสภาไดบันทึกไวดังนี้ “...ขาพเจารูสึกวามีพวกที่แกลงทานตางๆ นานา โดยใหมหาชนเขาใจผิด และสําหรับในหลวง พระองคนี้ ทุกคนที่ใจเปนธรรม ก็จะรูวาขาพเจาไดเสียสละและทําทุกอยางที่จะโปรเต็คทราชบัลลังกใหแก พระองคในยามคริติกอลโมเมนทตลอดมา ตลอดจนพระราชวงศขาพเจาก็ไดทํามาเปนอยางดี ขาพเจาเคารพ พระมหากษ���ตริยไมใชวาแตปากแลวใจไมเคารพ ขาพเจาไมทํา ใหเด็ดซตรอยด ขาพเจาไมทํา และไมเปน นิสัยของขาพเจาที่จะทําเชนนี้ เจานายฝายในยอมจะรูเรื่องนี้เปนอยางดี “เพราะฉะนั้นขาวลือตางๆ เปนเรื่องที่จงใจจะปดแขงปดขาตางหาก ขาพเจาไดยินถึงกับวาขาพเจาไป ทําเพรสเชอรพระมหากษัตริย วาขาพเจาเฝาถึง ๒ ยาม ที่จริงขาพเจาเฝาทานในวันศุกรที่ ๗ ภายหลังที่สภาได ฟงเสียง (มีมติใหทานปรีดีเปนนายกรัฐมนตรี-ผูเขียน) และวันอาทิตยก็ไดมีการสไตรคที่มักกะสัน ซึ่งเจากรม ทานนัดขาพเจาไปเฝา ๒ ทุมครึ่ง กอนไปวังยังไดโทรศัพทเชิญรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยและเชิญ อธิบดีกรมรถไฟมาดวย ขาพเจารูสึกวาจะอยูอยางชาไมถึงชั่วโมง ขาพเจาเฝาครึ่งชั่วโมงรับสั่งถึงเรื่องที่ทาน จะตั้งขาพเจาเปนนายกรัฐมนตรี ขาพเจาอยูราวครึ่งชั่วโมงแลวก็กราบทูลวามีเรื่องสไตรคเกิดขึ้น ขาพเจานัด รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยและอธิบดีกรมรถไฟมาเพื่อจะตองทราบรายละเอียด และถาอยากจะทราบ รายละเอียดในการที่วาประธาน รองประธานและเลขาธิการไดไปเฝาทานในการตั้งขาพเจา ก็มีหลักฐานพยาน อยูเสร็จ ทานรับสั่งอยางไร (ดังที่ประธานรัฐสภากลาวขางตน-ผูเขียน) “มีขาวลือ (ปลอยขาวลือ-ผูเขียน) หลายอยางในทางอกุศลทั้งสิ้น เอาไปลือเปนทํานองที่วาทานไมพอ พระทัยที่จะตั้งขาพเจาเปนนายกรัฐมนตรีอะไรบาง ลวนแตขาวซึ่งเปนอกุศลลอยๆ ไมมีเหตุผล นอกจากทํา การปดแขงปดขาซึ่งขาพเจาถือวาขาพเจาซื่อสัตยตอพระมหากษัตริยพระองคนี้ดวยใจจริง ตั้งแตไหนๆ ขาพเจาไดฝาอันตรายมาอยางไร ทุกอยางนี้ถาหากวาใครไมลืมคงจะรู ตลอดเวลาที่เปนผูสําเร็จราชการฯ เมื่อ


- 34 -

ครั้งขาพเจาเปนผูสําเร็จราชการฯ ไดทําอยางไร เพราะฉะนั้นขาวลืออะไรตางๆ เปนขาวที่ปลุกปนทั้งสิ้น ขอใหผูที่ใจเปนธรรมระลึกถึงขอนี้...” คําอางของทานปรีดีในตอนตนที่วา “เจานายฝายในยอมจะรูเรื่องนี้เปนอยางดี” (เรื่องความจงรักภักดีผูเขียน) ซึ่งเปนการสอดรับกับคําของ ม.จ. อัปภัศราภา เทวกุล ผูรับใชใกลชิดสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจา ที่ไดประทานเลาแกนายสมภพ จันทรประภา ผูเขียนประวัติของสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระ พันวัสสาอัยยิกาเจา เกี่ยวกับทานปรีดีไดถวายความปลอดภัยในระหวางสงคราม มีความตอนหนึ่งวาดังนี้ “ที่อยุธยา ดร.ปรีดี และภรรยาไดเขาเฝาแหนกราบทูลซักถามถึงความสะดวกสบายอยูเปนเนืองนิจ จน คนที่คลางแคลงอยูบางคนชักจะไมแนใจ เพราะกิริยาพาทีในเวลาเขาเฝานั้นเรียบรอยนัก นุมนวลนัก นัยนตาก็ ไมมีวี่แววอันควรจะระแวง...” นะ”

เวลาเย็นๆ ผูสําเร็จราชการฯ ก็เชิญเสด็จประทับรถยนตประพาสรอบๆ เกาะ“หลานฉันยังเด็ก ฝากดวย

เปนกระแสพระดํารัสครั้งหนึ่ง ผูสําเร็จราชการฯ ก็กราบทูลสนองพระราชประสงคเปนอยางดีดวย ความเคารพ ทําใหผูที่ชื่นชมก็ทวีความชื่นชมยิ่งขึ้น ผูที่คลางแคลงก็เริ่มไมแนใจตนเอง วันหนึ่งที่วัดมงคลบพิตร จังหวัดอยุธยา สมเด็จฯ ตรัสวา “ฉันจะไปปดทอง” ตรัสแลวเสด็จไปทรงซื้อทองที่วางขายอยูบริเวณนั้น เมื่อเสด็จไปถึงองคพระปรากฏวาทรงปดไมถึง ผูสําเร็จราชการจึงกราบทูลวา“ขาพระพุทธเจาจะไปปดถวาย” สมเด็จฯ จึงประทานทองใหไปพรอมตรัสวา “เอาไปปดเถอะ คนที่ทําบุญดวยกันชาติหนาก็เปนญาติกัน” เลาลือกันวา กระแสพระดํารัสนั้นทําใหผูสําเร็จราชการฯ ซาบซึ้งมาก ดร. ปวย อึ๊งภากรณ ไดพูดถึงเจานายฝายในกับทานปรีดีไวในบันทึกของทานเรื่อง “พระบรมวงศานุ วงศและขบวนการเสรีไทย” มีความตอนหนึ่งวาดังนี้


- 35 -

“การที่เสรีไทย โดยเฉพาะหัวหนาเสรีไทยไดถวายความจงรักภักดีตอพระมหากษัตริยและพระบรม วงศานุวงศ ถวายความอารักขาใหพนภัยสงครามครั้งนั้น สมเด็จพระพันวัสสา พระบรมอัยยิกาเจา ไดทรง ซาบซึ้งพระทัยดี และเมื่อสิ้นสงคราม ไดรับสั่งเรียกนายปรีดีไปที่ประทับและขอบใจ ซึ่งคณะเสรีไทยถือวา เปนพระมหากรุณาธิคุณเปนอยางยิ่ง” เสด็จสวรรคต หลังจากที่ทานปรีดีเขาเฝาทูลละอองธุลีพระบาทตามรับสั่งเมื่อคืนวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๔๘๙ แลว รุง ขึ้นเชาวันเสารที่ ๘ มิถุนายนก็ไดทรงพระกรุณาประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ แตงตั้งใหทานปรีดี เปนนายกรัฐมนตรี โดยพันตรีวิลาศ โอสถานนท ประธานพฤฒสภา และนายเกษม บุญศรี ประธานสภา ผูแทนราษฎร เปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แตยังไมทันที่ทานปรีดีจะไดแตงตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม เหตุการณเศราสลดอันยังความเศราโศก ใหแกคนไทยทั้งชาติก็เกิดขึ้นในตอนเชาเวลาโดยประมาณ ๐๙.๒๕ นาฬิกา ของวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙ เมื่อ เยาวกษัตริยอันเปนที่เคารพรักของคนไทยทั้งชาติ ถูกพระแสงปนสวรรคตบนพระแทนบรรทม ณ พระที่นั่ง บรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง ทานปรีดีในฐานะนายกรัฐมนตรี ไดสั่งเรียกประชุมรัฐสภาเปนการดวนและไดเปดประชุมเมื่อเวลา ๒๑.๑๐ นาฬิกาของวันที่ ๙ มิถุนายนนั่นเอง มีสมาชิกพฤฒสภาเขารวมประชุม ๖๔ นาย สมาชิกสภาผูแทน ราษฎร ๖๓ นาย รวมเปน ๑๒๗ นาย ทานปรีดีไดรายงานใหที่ประชุมทราบถึงเหตุการณสวรรคตที่เกิดขึ้น เมื่อรายงานจบแลวสมาชิกแหง รัฐสภาไดลุกขึ้นยืนไวอาลัยแดพระองคผูจากไป และไดมีการซักถามถึงเหตุการณที่เกิดขึ้น นายสอ เศรษฐบุตร สมาชิกสภาผูแทนราษฎร (ธนบุรี) สังกัดพรรคประชาธิปตย ซักถามวา “ขาพเจาอยากจะขอเรียนถามอธิบดีกรมตํารวจในขอที่สําคัญ คือวานอกจากพระญาติวงศเขาออกหอง พระบรรทมแลว มีใครบางที่เขาออกไดบาง...”


- 36 -

พล.ต.ท. พระรามอินทรา อธิบดีกรมตํารวจ : เทาที่ไดฟงมาแลวมีพระราชชนนี พระอนุชาและพวก มหาดเล็กหองบรรทม (นายชิต สิงหเสนี, นายบุศย ปทมศริน-ผูเขียน) พระพี่เลี้ยง (พระพี่เลี้ยงเนื่อง จินตะ ดุลย-ผูเขียน) สวนคนอื่นใดนั้นขาพเจายังไมทราบ...” พอมาถึงตอนนี้ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ผูแทนราษฎร (พระนคร) สังกัดพรรคประชาธิปตยขอใหยุติ การซักถามกันไวกอน เพื่อคอยฟงแถลงการณของรัฐบาล การถามตอบจึงยุติลง รัฐบาลจึงไดเสนอพระนามผู สืบราชสันตติวงศ คือ สมเด็จพระเจานองยาเธอ เจาฟาภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นครองราชย เปนรัชกาลที่ ๙ แหง ราชจักรีวงศ ตามกฎมณเฑียรบาลวาดวยการสืบราชสันตติวงศ หมวด ๔ มาตรา ๙ ขอ ๘ และดวยความ เห็นชอบเปนเอกฉันทของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย มาตรา ๙ ฉบับ ๙ พฤษภาคม ๒๔๘๙ เปนที่นาสังเกตวาการขึ้นเสวยราชยของสมเด็จพระเจานองยาเธอ เจาฟาภูมิพลอดุลยเดชครั้งนั้นมีเลข ๙ เปนกําลังสําคัญ คือ เปนรัชกาลที่ ๙ แหงราชจักรีวงศ ขึ้นเสวยราชยวันที่ ๙ มิถุนายน ปขึ้นเสวยราชย พ.ศ. ๒๔๘๙ ตามกฎมณเฑียรบาล หมวด ๔ มาตรา ๙ (๘) และดวยความเห็นชอบของรัฐสภาตามมาตรา ๙ แหงรัฐธรรมนูญฉบับ ๙ พฤษภาคม ๒๔๘๙ หลังจากรัฐสภาไดมีมติเปนเอกฉันทแลวนายกรัฐมนตรีทานปรีดี พนมยงค ไดก���าวตอที่ประชุมวา “สมเด็จพระเจาอยูหัวไดสวรรคตแลว และบัดนี้สมเด็จพระเจานองยาเธอ เจาฟาภูมิพลอดุลยเดช ได สืบราชสันตติวงศเปนสมเด็จพระเจาอยูหัวของประชาชนชาวไทยแลว เพราะฉะนั้นขอใหสภาถวายพระพรชัย ขอใหสมเด็จพระเจาอยูหัวจงทรงพระเจริญ” ที่ประชุมไดยืนขึ้นและเปลงเสียงไชโยสามครั้ง ตอจากนั้นประธานพฤฒสภา ประธานสภา ผูแทนราษฎร รองประธานพฤฒสภา รองประธานสภาผูแทนราษฎร ไดเขาไปถวายพระพรใน


- 37 -

พระบรมมหาราชวัง และกราบบังคมทูลอัญเชิญเจาฟาภูมิพลอดุลยเดชใหขึ้นครองราชสมบัติตามมติของ รัฐสภา มีประกาศอัญเชิญสมเด็จพระเจานองยาเธอ เจาฟาภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นครองราชย ดังนี้ “ประกาศ โดยที่สมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลไดเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ โดยที่ตามความในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย มาตรา ๙ การสืบราชสมบัติใหเปนไปตามนัย แหงกฎมณเฑียรบาลวาดวยการสืบราชสันตติวงศ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ และประกอบดวยความเห็นชอบ ของรัฐสภา โดยที่สมเด็จพระเจานองยาเธอ เจาฟาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเปนเจานายเชื้อพระบรมวงศที่รวมพระราช ชนนี ตามความในมาตรา ๙ (๘) แหงกฎมณเฑียรบาลวาดวยการสืบราชสันตติวงศ พุทธศักราช ๒๔๖๗ โดยที่รัฐสภาไดลงมติ ณ วันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ แสดงความเห็นชอบเปนเอกฉันท ใน การที่จะอัญเชิญสมเด็จพระเจานองยาเธอ เจาฟาภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นครองราชยสืบราชสันตติวงศตอไป ตาม ความในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย มาตรา ๙ จึงขอประกาศใหทราบโดยทั่วกันวา สมเด็จพระเจานองยาเธอ เจาฟาภูมิพลอดุลยเดช ไดขึ้นครองราช สืบสันตติวงศ เปนสมเด็จพระเจาอยูหัวตั้งแตวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ เปนตนไป ประกาศ ณ วันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ ปรีดี พนมยงค นายกรัฐมนตรี” ตอกรณีสวรรคตของในหลวงอานันทฯ ปฏิปกษทางการเมืองของทานปรีดี ทั้งที่ปฏิปกษทางชนชั้นคือ พวกเศษเดนศักดินากับปฏิปกษทางทัศนะคือพวกเผด็จการ ตางไดฉวยใชกรณีสวรรคตของพระองคทานมา เปนเครื่องมือทําลายทานปรีดี กลาวหาทานปรีดีดวยวิธีการปลอยขาวลือและโฆษณาชวนเชื่ออยางลับๆ วา


- 38 -

ทานปรีดีเปนผูวางแผนปลงพระชนมทานปรีดีไดชี้แจงในที่ประชุมรัฐสภาในวันประชุมที่อางแลวขางตน ตอ ขาวลือใสรายปายสีมีความตอนหนึ่งวาดังนี้ “...เสียงลืออกุศลวาคนนั้นคนนี้ออกมาแลวไปทําอยางนั้นอยางนี้ นี่ก็เปนเรื่องลือสืบเนื่องมาจาก ความอิจษาริษยาเปนมูลหรือมีบางชางยุ เปนตน เปนมูลเหตุสืบเนื่องอยางนั้น ... และอีกอยางหนึ่ง สําหรับ เรื่องพระองคนี้ ขาพเจารูสึกวาขาพเจาเปนผูซึ่งจงรักภักดีทานมากที่สุดกวาหลายๆ คน ในขณะที่ทานประจํา อยูในตางประเทศหรือที่ทานไดกลับมาแลวก็ดี สิ่งใดอันเปนสิ่งที่ทานพึงปรารถนาในสวนพระองคทาน ขาพเจาจัดถวายหรือบางสิ่งบางอยางเมื่อทานทรงรับสั่งถามขอความอยางหนึ่งอยางใดอันเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ขาพเจาก็ไดชี้แจงตามระเบียบแบบแผนของแนวรัฐธรรมนูญตามนิสัยของขาพเจา ซึ่งขาพเจาถือวาซื่อสัตยตอ พระมหากษัตริย ขาพเจาไมอางพระนามหรือเอาพระนามของทานไปอางในที่ชุมนุมชนใดๆ ซึ่งบางแหงทํา กัน หรือในกรณีที่ทานสวรรคตแลว ขาพเจาก็พยายามที่สุดที่จะพยายามทําในเรื่องนี้ใหขาวกระจางเพราะเปน พระมหากษัตริย เราจะทําใหเรื่องเงียบอยูเฉยๆ ไมได ขาพเจาไมปรารถนาทําอยางคนบางคนทําโดยฉวย โอกาสเอาเรื่องสวรรคตของทานไปโพนทะนากลาวราย “และวันนั้นจะตองกลาวเสียดวย ขาวที่ขาพเจาไดทราบเกี่ยวแกสมเด็จพระเจาอยูหัวสวรรคตนั้น ขาพเจาไดทราบราวประมาณเกือบ ๑๐ นาฬิกา เวลานั้นรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยกับอธิบดีกรม ตํารวจไดมาที่บาน เนื่องจากกรรมกรมักกะสันสไตรค ขาพเจาจึงโทรศัพทเชิญราชเลขาไปดวย เมื่อไปถึงแลว เราอยูขางลางไมไดขึ้นไปขางบน เพราะเหตุวาเกี่ยวแกพระมหากษัตริย จึงไดเชิญเจานายผูใหญมาพรอมแลว จึงขึ้นไปชั้นบน สวนในทางชั้นบนของทานเปนเรื่องที่ทานทําปฐมพยาบาลในชั้นบน “ขาพเจาและรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยพรอมดวยเจานาย อันมีกรมขุนชัยนาทฯ เปนผูนําขึ้น ไป ไดขึ้นไปเปนเวลาเที่ยงเศษๆ แลว ขึ้นไปดูพระบรมศพ และความจริงในการตรวจเราจะไปถือกรณี พระมหากษัตริยเหมือนเอกชนไมได ขาพเจาเปนนักเรียนกฎหมาย ขาพเจารูเรื่องวิธีพิจารณาความอาญาวา เปนอยางไรและจะตองทําอยางไร ก็ไดบอกกับอธิบดีกรมตํารวจวาเราจะตองทําใหแนชัด เชน เหมือนอยางวา บอกใหหมอเอาโพล็กไปใสพระกะโหลก ขาพเจาก็ไมรูราชาศัพทดี ไดปรึกษาเจานาย บอกทานทานสั่นพระ เศียร ขาพเจาโดนทั้งขึ้นทั้งลอง ถาจะตองผาพระกะโหลกก็เปนเรื่องพระศพของพระมหากษัตริย จะทําใหเสีย พระราชประเพณี และวิธีพิจารณาทางอื่นก็มี เมื่อเปนเชนนี้จึงตัดสินวาเราจะตองสอบถามผูที่อยูใกลชิดและ แพทยประจําพระองค คือ คุณหลวงนิตยฯ เปนผูปฐมพยาบาล


- 39 -

เพื่อทําความจริงใหปรากฏ ตอมาในวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๔๘๙ ทานปรีดี นายกรัฐมนตรีจึงไดมีคําสั่ง แตงตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่งเพื่อสอบหาขอเท็จจริง คณะกรรมการชุดนี้ประกอบดวยตัวแทนสถาบันหลัก ของชาติ คือ ประธานศาลฎีกา อธิบดีศาลอุทธรณ อธิบดีศาลอาญา อธิบดีกรมอัยการ ประธานพฤฒสภา ประธานสภาผูแทนราษฎร เจานายชั้นผูใหญสามพระองค ผูแทนกองทัพบก ผูแทนกองทัพเรือ ผูแทน กองทัพอากาศ โดยมีนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เปนเลขานุการ และนายสอาด นาวีเจริญ เปนผูชวยเลขานุการ คณะกรรมการชุดนี้เรียกชื่ออยางเปนทางการวา “ คณะกรรมการสอบสวนพฤติการณในการที่สมเด็จ พระเจาอยูหัวอานันทมหิดลเสด็จสวรรคต” และในระหวางที่คณะกรรมการชุดดังกลาวกําลังสอบสวนหา ความจริงนั้น ไดมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรเพิ่มเติมตามรัฐธรรมนูญฉบับวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๔๘๙ ซึ่งไดกําหนดใหมีการเลือกตั้งในวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๔๘๙ ในระหวางหาเสียงเลือกตั้งครั้งนั้นพรรค การเมืองบางพรรคไดฉวยโอกาสเอากรณีสวรรคตไปโฆษณาโจมตีรัฐบาล (ทานปรีดี) กระทรวงมหาดไทยจึง ไดออกคําสั่งไปถึงกํานัน-ผูใหญบาน ประกาศอยาใหราษฎรหลงเชื่อคําโฆษณาอันเปนเท็จนั้น คําสั่ง กระทรวงมหาดไทยที่ ๒๐๗/๒๔๘๙ ลงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๔๘๙ มีขอความบางตอนดังนี้ “ดวยในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรคราวนี้ ไดมีผูสมัครรับเลือกตั้งและผูสนับสนุนผูสมัคร ซึ่งใชสมญาวาพรรคประชาธิปตยบางคนไดฉวยโอกาสการเลือกตั้งเปนเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ หลอกลวง ราษฎรใหเกิดการเขาใจผิดเพื่อกอใหเกิดความดูหมิ่นและกระดางกระเดื่องตอรัฐบาล... เพื่อใหราษฎร ลงคะแนนใหแกตนหรือพรรคของตน ตามทางสืบสวนไดความวาพรรคประชาธิปตยบางคนไดหลอกลวงให ราษฎรเขาใจผิดในหัวขอตอไปนี้ฯลฯ “๔ กลาวหารัฐบาลวาปดขาวเรื่องสวรรคตและใสรายรัฐบาลในเรื่องนี้ดวยประการตางๆ ความจริงนั้น รัฐบาลไมไดปดบัง และตองการที่จะใหกรรมการไดสอบสวนเรื่องนี้โดยยุติธรรมและเปดเผย ดังจะเห็นได จากการแตงตั้งกรรมการสอบสวน และวิธีปฏิบัติซึ่งมีตุลาการ อัยการ ประธานสภาทั้งสอง นายพลทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ เจานายชั้นสูง และการสอบสวนก็ใหประชาชนไปฟงได นับเปนประวัติการณครั้งแรก ของประเทศไทย ที่การสอบสวนเชนนี้ไดกระทําตอหนาประชาชน จะหาวารัฐบาลปดบังประการใด สมเด็จ พระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระราชชนนี ก็ไดพระราชทานพระราชกระแสฯ ตอกรรมการแลว วา สมเด็จพระเจาอยูหัวในพระบรมโกศมิไดมีขอขัดแยงหรือไมพอพระทัยในรัฐบาลแตอยางใด ฝายรัฐบาลก็ ไดถวายความจงรักภักดี และกระทําตามทุกสิ่งทุกอยางตามพระราชประสงค เมื่อสมเด็จพระเจาอยูหัวในพระ บรมโกศทรงบรรลุนิติภาวะแลว นายกรัฐมนตรีปจจุบันนี้ (ปรีดี พนมยงค) เมื่อครั้งเปนผูสําเร็จราชการแทน


- 40 -

พระองค ก็ไดอัญเชิญทูลเสด็จพระเจาอยูหัวไดเสด็จกลับมาครองราชย มิไดปรารถนาที่จะกุมอํานาจที่จะทํา หนาที่เปนประมุขของรัฐ และไมไดกระทําการขัดขวางอยางใด แตตรงกันขามกลับอัญเชิญเสด็จกลับมามอบ ถวายราชสมบัติแดพระองค “ในระหวางที่พระองคเสด็จประทับอยู ณ ตางประเทศ เมื่อมีผูปองรายตอราชบัลลังก นายกรัฐมนตรี คนปจจุบันนี้ (ปรีดี พนมยงค) เมื่อครั้งเปนผูสําเร็จราชการแทนพระองค ก็ไดเสียสละและเสี่ยงภัยเพื่อปองกัน ราชบัลลังกใหปลอดภัยตลอดมา เวลานั้นหามีผูใดเสี่ยงภัยเชนนั้นไม แตตรงกันขามกลับประจบสอพลอผูมี อํานาจ “รัฐบาลนี้มีความเสียใจที่พรรคประชาธิปตยบางคนไดฉวยโอกาสเอาพระมหากษัตริยอันเปนที่เคารพ สักการะมาใชเปนเครื่องมือทางการเมือง ในระหวางที่พระองคมีพระชนมอยู ในการประชุมพรรค ประชาธิปตยบางครั้งไดแอบอางวา ในหลวงรับสั่งอยางนั้นอยางนี้ จะขอยกตัวอยางวาในการประชุมพรรค ประชาธิปตยในวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ศกนี้ มีผูสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกพฤฒสภาที่พรรคประชาธิปตย ลวงไปรวมประชุมก็คงจะจําไดวา วันนั้นใครอางพระนามในหลวงไปพูดในที่ประชุมวาอยางไรบาง ซึ่ง พระองคเองไมทรงทราบเรื่องอะไรเลย พระองคทรงบําเพ็ญพระองคเปนกลางและเปนที่สักการะโดยแทจริง “ครั้นพระองคสวรรคตแลว ก็เอาการสวรรคตของพระองคเปนเครื่องมือทางการเมืองตอไปอีกได พยายามปนขาวเท็จตั้งแตวันแรกสวรรคต ใหประชาชนหลงเขาใจผิด ทั้งในทางพูด ทางโทรศัพท ทางโทรเลข และทางเอกสารหนังสือพิมพ พวกเหลานี้ไมใชพวกที่จงรักภักดีตอพระมหากษัตริยเปนพวกที่แสวงหา ผลประโยชนจากพระมหากษัตริยเพื่อความเปนใหญของตน และเพื่อการเลือกตั้งที่จะไดผูแทนซึ่งเปนพวก ของตน “ดังจะเห็นไดอยางแนชัดวา ถาพวกนี้จงรักภักดีตอพระมหากษัตริยแลว ในระหวางที่พระองคทรง ประทับอยูตางประเทศ และในระหวางที่ราชบัลลังกถูกกระทบกระเทือนในบางครั้ง และพระราชวงศถูกผล ปฏิบัติบางประการนั้น พวกประชาธิปตยบางคนซึ่งอางวาจงรักภักดีตอสมเด็จพระเจาอยูหัวยิ่งกวาใครๆ นั้น ทําไมไมเขาเสี่ยงภัยคิดแกไขอยางใดเลย แตอาจมีบางคนกลาวแกวา เวลานั้นทําอยางนั้นอยางนี้อยู แตก็เปน เรื่องเท็จทั้งสิ้น ขอราษฎรอยาไดเชื่อฟง...” เหตุผลสําคัญประการหนึ่งที่ฝายปฏิปกษยกขึ้นมาโฆษณาชวนเชื่อวานายปรีดีเปนผูวางแผนปลงพระ ชนม เพราะวาทานปรีดีเปนผูนิยมระบอบมหาชนรัฐ


- 41 -

ตอโฆษณาชวนเชื่อนี้ ในเวลาตอมาแถลงการณปดคดีของจําเลยในคดีสวรรคตไดชี้ใหเห็นตอนหนึ่งวา “...การเปลี่ยนแปลงการปกครองเปนมหาชนรัฐนั้น เปนเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสถาบันอันมี พระมหากษัตริยเปนประมุข เปนเรื่องของการลมเลิกสถาบันเสีย ไมใชเปนเรื่องเปลี่ยนตัวบุคคลดังทัศนะของ นักนิยมอํานาจ การฆากษัตริยจึงไมใชวิธีการหรือธรรมนิยมของนักมหาชนรัฐ...” และจดหมายของนายเลียง ไชยกาล อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวงที่มีไปถึงทานปรีดีที่ปารีสเมื่อเดือน พฤศจิกายน ๒๕๑๓ ไดปรารภเรื่องเดียวกันนี้มีความตอนหนึ่งดังนี้ “...ผมเห็นวาทานอาจารยมีกรรมเกามากกวา เพราะถาพิจารณาถึงเหตุผลในเรื่องฆาในหลวงแลว ผม พูดเสมอวา เมื่อมาถึงขั้นนั้นแลวทําไมปรีดีจึงยุติ (ไมประกาศลมเลิกสถาบันกษัตริยเสีย แลวสถาปนามหาชน รัฐขึ้นแทน แตนี่ทานกลับอัญเชิญสมเด็จพระเจานองยาเธอขึ้นนั่งราชบัลลังก เปนรัชกาลที่ ๙ สืบตอมาจนถึง วันนี-้ ผูเขียน) ทั้งๆ ที่สภาทั้ง ๒ อยูในกํามือ...” รัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ตอมาในวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๔๘๙ ทานปรีดีไดลาออกจากตําแหนงนายกรัฐมนตรี และพลเรือตรี ถวัลย ธํารงนาวาสวัสดิ์ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปวา “หลวงธํารงฯ” ไดรับแตงตั้งใหเปนนายกรัฐมนตรีสืบ ตอมา และไดพิจารณารายงานของคณะกรรมการศาลกลางเมือง (ตั้งขึ้นในสมัยรัฐบาลทานปรีดี) ที่เสนอตอ รัฐบาลเมื่อปลายเดือนตุลาคม ๒๔๘๙ ซึ่งมีสาระสรุปไวตอนปลายของรายงานฉบับนั้น ดังนี้ “...คณะกรรมการไดประมวลสอบสวนเขาทั้งหมด ทั้งที่เจาหนาที่ตํารวจไดสอบสวนไวเดิมและที่ สอบสวนโดยเปดเผยตอหนาประชาชน และเมื่อไดพิจารณาถึงคําพยานบุคคล วัตถุพยานและเหตุผลแวดลอม กรณีตางๆ ทุกแงทุกมุมโดยรอบดานดังกลาวมาแตตนแลว คณะกรรมการเห็นวา ในกรณีอันจะพึงเปนเหตุให พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลเสด็จสวรรคตไดนั้น สําหรับกรณีอุบัติเหตุ คณะกรรมการ มองไมเห็นทางวาจะเปนไปไดเลย สวนอีกสองกรณีคือถูกลอบปลงพระชนมและทรงปลงพระชนมเองนั้น การถูกลอบปลงพระชนมนั้นมีหลักฐานและเหตุผลที่แนนอนแสดงวาจะเปนไปไดแตไมสามารถที่จะตัดออก เสียโดยสิ้นเชิง เพราะวายังมีทาทางของพระบรมศพคานอยู สวนในกรณีปลงพระชนมเองนั้น ลักษณะของ บาดแผลแสดงวาเปนไปได แตไมปรากฏเหตุผลหรือหลักฐานอยางใดวาไดเปนไปเชนนั้นโดยแนชัด


- 42 -

คณะกรรมการจึงไมสามารถที่จะชี้ขาดวาเปนกรณีหนึ่งกรณีใดในสองกรณี ทั้งนี้เปนเรื่องที่อยูในอํานาจ หนาที่ของเจาพนักงานที่จะดําเนินการสืบสวนและปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาตอไป” ตอความเห็นของคณะกรรมการศาลกลางเมืองที่วากรณีสวรรคตเกิดจากกรณีหนึ่งกรณีใดในสองกรณี คือปลงพระชนมเองหรือถูกลอบปลงพระชนมนั้น สอดคลองกับความเห็นของนายแพทยสุด แสงวิเชียร ศาสตราจารยหัวหนาแผนกวิชากายวิภาคศาสตร คณะแพทยศาตร ศิริราชพยาบาล ที่ไดใหรายละเอียดในกรณี นี้ไวกับคณะกรรมการแพทย ดังนี้ “ขาพเจาไดหนังบาดแผลมาชิ้นหนึ่ง ซึ่งขาพเจาไดตัดออกจากพระนลาฏของสมเด็จพระเจาอยูหัวใน พระบรมโกศ ขณะที่ทําการชันสูตรพลิกพระบรมศพ บาดแผลเปนเสมือนกากบาทมีหนังแยกเปนสี่แฉก แฉก บน แฉกลาง แฉกขวาและซาย เมื่อไดใชกลองจุลทัศนชนิดสองตาสองดู บนหนังนั้นมีรอยกดเปนรอยโคง เห็นไดชัดบนแฉกขวาและซาย แฉกบนไมเห็นถนัดนัก และแฉกลางไมเห็นเลย ถาเอาสวนโคงเหลานั้นมาตอ กันเขาก็จะเปนรูปวงกลม มีเสนผาศูนยกลางประมาณ ๑๑ มม.เปนที่นาสังเกตดวยวาปลายแฉกเหลานั้นเปน รอยโคง และเสนโคงบนผิวหนังไมตอกันเปนรูปวงกลม นอกจากนั้นยังมีเนื้อที่เล็กๆ ไหมอยูที่แฉกลาง และมี สีแสดงวาเปนดินปนติดอยูดานในของหนังชั้นนั้นดวย” แลวหมอสุดก็สันนิษฐานจากลักษณะบาดแผลดังกลาวขางตนนั้นวา “รอยกดในหนังนั้นอาจเปนไปโดยกดปากกระบอกปนกระชับแนนลงที่พระนลาฏกอนยิง ถาหากเปน การอุบัติเหตุแลวปากกระบอกปนคงไมกดลงไปที่พระนลาฏกระชับแนน ตามความเห็นของขาพเจามีทาง อธิบายเปนไปได ๒ ประการเทานั้น คือ ปลงพระชนมเองหรือถูกปลงพระชมนทั้งสองประการเทาๆ กัน” ตอลักษณะบาดแผลเปนรอยกดปากกระบอกปนวงกลมเสนผาศูนยกลาง ๑๑ มม. ตามคําของ นายแพทยสุด แสงวิเชียร นั้น คณะกรรมการศาลกลางเมืองไดมีความเห็นไวในรายงานดังกลาวขางตนอีก ตอนหนึ่งวาดังนี้ “...แผลนี้เกิดจากการยิงในระยะติดผิวหนังหรือหางไมเกิน ๕ ซม. ลักษณะของบาดแผลเปนดังนี้ คณะกรรมการเห็นพองดวยความเห็นของแพทยสวนมากในขอที่วา โดยลักษณะของบาดแผลนั้นเอง แสดง ใหเห็นวาบาดแผลเกิดจากความตั้งใจของผูกระทํา แตความตั้งใจนี้มิไดหมายความเฉพาะตั้งใจกระทําใหตาย ยอมหมายความรวมถึงความตั้งใจที่ยกปนนี้ขึ้นไปจอติดหนาผาก ซึ่งปนอาจลั่นโดยอุบัติเหตุก็ไดดวย”


- 43 -

ตอรายงานของคณะกรรมการศาลกลางเมือง รัฐบาลหลวงธํารงฯ ไดตั้งคณะอนุกรรมการรัฐมนตรีขึ้น ๗ ทาน เมื่อ ๑ พฤศจิกายน ๒๔๘๙ เมื่ออนุกรรมการรัฐมนตรีพิจารณาเสร็จแลวไดสงกลับเขาสูการพิจารณา ในคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคณะรัฐมนตรีไดมีมติเปนเอกฉันทใหสงเรื่องใหกรมตํารวจสืบสวนเอาตัว คนรายที่แทจริงในการปลงพระชนมรัชกาลที่ ๘ มาดําเนินคดีตอไป ในขณะที่ตํารวจที่ทําการสืบสวนคืบหนาใกลชิดตัวมือปนเขาไปทุกที รวมทั้งไดสอบถามปากคําของ คนบางคนไว แตไมสามารถเปดเผยในขณะนั้นได เมื่อขาวนี้ไดแพรออกไป ก็ไดเกิดรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ซึ่งพรรคประชาธิปตยกับคณะรัฐประหารทําขึ้น แลวพรรคประชาธิปตยก็ไดเปนรัฐบาล เมื่อ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ครั้นแลวรัฐบาลนี้ก็ไดแตงตั้งให พล.ต.ต. พระพินิจชนคดี พี่เขยของสองหมอม ราชวงศสําคัญแหงพรรคประชาธิปตย คือ เสนีย และคึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งออกจากราชการรับบํานาญไปแลว นั้น กลับเขารับราชการทําหนาที่สืบสวนกรณีสวรรคตเสียใหม อันนําไปสูการจับกุมนาย เฉลียว ปทุมรส อดีตราชเลขานุการในพระองค นายชิต สิงหเสนี และนายบุศย ปทมศริน สองมหาดเล็กหองบรรทม ในวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ หลังจากวันทํารัฐประหาร ๑๒ วัน โดยที่ พล.ต.ต. พระพินิจชนคดี (ยศขณะนั้น) และคณะไมอาจสรางพยานหลักฐานเท็จไดทันใน ระยะเวลาการสอบสวนตามที่กฎหมายกําหนดคือ ๙๐ วันรัฐบาลพรรคประชาธิปตยที่มีนายควง อภัยวงศเปน นายกรัฐมนตรี จึงไดเสนอกฎหมายตอสภาผูแทนราษฎร เมื่อ ๒๓ มกราคม ๒๔๙๑ ขยายกําหนดเวลาขัง ผูตองหาในกรณีสวรรคตไดเปนพิเศษ ใหศาลอนุญาตใหขังผูตองหาไดหลายครั้ง รวมเวลาไมเกิน ๑๘๐ วัน

คดีประวัติศาสตร ในที่สุดพนักงานสอบสวนกรมตํารวจไดสงสํานวนใหอัยการหลังจากที่ไดพยายามสรางหลักฐานเท็จ อยูถึง ๑๘๐ วัน และอัยการก็รับสํานวนอันเปนเท็จนั้นไปปะติดปะตอเพื่อสรุปเขียนคําฟองอยูอีก ๓๔ วัน จึง ไดยื่นฟองตอศาลอาญา เมื่อ ๗ สิงหาคม ๒๔๙๑ โดยนายเฉลียว ปทุมรส เปนจําเลยที่ ๑ นายชิต สิงหเสนี จําเลยที่ ๒ และนายบุศย ปทมศริน จําเลยที่ ๓ ฐานความผิดสมคบกันประทุษรายตอองคสมเด็จพระเจาอยูหัว และเพทุบายเพื่อปกปดการกระทําผิด คําฟองมีทั้งหมด ๕ ขอ ลงนามโดยหลวงอรรถปรีชาธนูปการ (ฉออน แสนโกสิก) โจทก ในจํานวน ๕ ขอนี้ ขอ ๓ ระบุความผิดไวดังนี้


- 44 -

“(ก) เมื่อระหวางวันที่ ๙ เมษายน เวลาใดไมปรากฏถึงวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙ เวลากลางวัน จําเลย ทั้ง ๓ นี้ กับพรรคพวกดังกลาว (หมายถึงทานปรีดี พนมยงค และเรือเอกวัชรชัย ชัยสิทธิเวช-ผูเขียน) ไดทนง องอาจสมคบกันคิดการตระเตรียมจะทําการปลงพระชนมพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล โดยพรรคพวกดังกลาวกับจําเลยไดประชุมปรึกษาวางแผนการ และตกลงกันในอันที่จะกระทําการปลงพระ ชนมเมื่อใด และใหผูใดเปนผูรับหนาที่รวมกันไปกระทําการปลงพระชนมพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหา อานันทมหิดลและจําเลยที่ ๓ นี้ไดบังอาจชวยกันปกปดการสมคบกันจะประทุษรายตอพระองคสมเด็จพระ เจาอยูหัวดังกลาว และจําเลยหาไดเอาความนั้นไปรองเรียนไม เหตุเกิดที่ตําบลชนะสงคราม อําเภอพระนคร จังหวัดพระนคร” โจทกไดนําสืบในเวลาตอมาวา สถานที่ที่จําเลยและพวกไปประชุมวางแผนการปลงพระชนมนั้น คือ บานของ พล.ร.ต. พระยาศรยุทธเสนี ซึ่งตั้งอยูที่ตําบลชนะสงคราม อําเภอพระนคร จังหวัดพระนคร และ พยานโจทกปากเอกที่รูเห็นเหตุการณดังกลาวนี้คือ นายตี๋ ศรีสุวรรณ ซึ่งอางวาไดอาศัยอยูในบานพระยาศร ยุทธเสนีกอนเกิดกรณีสวรรคต ตอคําเบิกความของนายตี๋ ศรีสุวรรณ พยานปากเอกของโจทก ซึ่งเปนความเท็จที่เสกสรรปนแตงขึ้น โดย พล.ต.ต. พินิจชนคดีและคณะ (ดูรายละเอียดไดจากหนังสือของผมหลายเลมที่เกี่ยวกับกรณีสวรรคตผูเขียน) ซึ่งศาลอาญาและศาลอุทธรณไมรับฟงคําเบิกความนั้น ศาลฎีกาถึงแมวาจะไมปฏิเสธคําเบิกความของ นายตี๋ ศรีสุวรรณ อยางสิ้นเชิงอยางเชนศาลอาญาและศาลอุทธรณ แตศาลฎีกาก็ไมยืนยันวาคําเบิกความของ นายตี๋ ศรีสุวรรณ เปนความจริง ดังขอสรุปคําวินิจฉัยของสามศาลตอคําเบิกความของนายตี๋ ศรีสุวรรณ วา ดังนี้ คําพิพากษาขของศาลอาญา ในคดีดําที่ ๑๘๙๘/๒๔๙๑ คดีแดงที่ ๑๒๖๖/๒๔๙๔ วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๔๙๔ วาดังนี้ “ใครเลยจะเชื่อฟงคํานายตี๋ ศรีสุวรรณ เปนความจริงไปได กลับจะยิ่งเห็นนิสัยของนายตี๋ ศรีสุวรรณ ถนัดขึ้นไปอีกวาเขาลักษณะที่เรียกกันวาคุยโมเสียแนแลว” ศาลอุทธรณไดวินิจฉัยคําเบิกความของนายตี๋ ศรีสุวรรณ ไวในคําพิพากษาคดีหมายเลขดําที่ ๓๐๕๖/ ๒๔๙๔ คดีหมายเลขแดงที่ ๒๖๓๖/๒๔๙๔ วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๔๙๖ วาดังนี้


- 45 -

“ยิ่งคิดไปก็ไมมีทางที่ศาลอุทธรณจะรับฟงคําใหการของนายตี๋ ศรีสุวรรณ ตอนนี้ได” ศาลฎีกาไดมีความเห็นในคําเบิกความของนาย ตี๋ ศรีสุวรรณ ไวในคําพิพาหษาลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๔๙๗ โดยสรุปวาดังนี้ “ในเหตุตางๆ ที่กลาวมานี้ (คําของนายตี๋ ศรีสุวรรณ ที่อางวาไดยินจําเลยกับพวกพูดจาวางแผนปลง พระชนมกันวาอยางนั้นอยางนี-้ ผูเขียน) ศาลเห็นวา จะฟงความหรือถอยคําที่พูดกันใหเปนอยางใดอยางหนึ่ง ยังไมถนัด” จากคําวินิจฉัยของสามศาล ในประเด็นตามฟองของโจทกขอ ๓ (ก) ที่วา “จําเลยทั้ง ๓ กับพวกไดทนง องอาจสมคบกันคิดการตระเตรียมจะกระทําการปลงพระชนมพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันท มหิดล โดยพรรคพวกดังกลาวกับจําเลยไดประชุมกันปรึกษาวางแผนการ” ���ละผูที่โจทกอางวาเปนผูรูเห็นการ วางแผนการนี้คือนายตี๋ ศรีสุวรรณ ซึ่งศาลอาญาและศาลอุทธรณไดปฏิเสธไมรับฟงคําใหการของนายตี๋ ศรี สุวรรณ ในประเด็นนี้อยางสิ้นเชิง ดังที่ยกมาขางตนนั้น สวนศาลฎีกา ถึงแมวาจะไมปฏิเสธอยางสิ้นเชิงตอคําใหการของนายตี๋ ศรีสุวรรณ อยางที่ศาลอาญา และศาลอุทธรณปฏิเสธมาแลว แตศาลฎีกาก็ไมไดรับวาคําใหการของนายตี๋ ศรีสุวรรณอันเปนโครงสรางของ คดีนี้เปนความจริง ศาลฎีกามีความเห็นแตเพียงวา “ศาลเห็นวา จะฟงความหรือถอยคําที่พูดกันใหเปนอยางใด อยางหนึ่งยังไมถนัด” เมื่อฟงไมถนัด ตามหลักนิติธรรมก็ตองยกผลประโยชนใหแกจําเลย นั่นคือ จําเลยกับพวกไมไดมีการวางแผนกันปลงพระชนมกันที่ (บาน พล.ร.ต. พระยาศรยุทธเสนี) ตําบลชนะ สงคราม อําเภอพระนคร จังหวัดพระนคร ตามฟองของโจทกขอ ๓ (ก) และโจทกก็ไมไดนําสืบวาไดมีการ วางแผนการปลงพระชนมกันที่อื่นอีก นอกจากนี้มือปนที่ลอบปลงพระชนมโจทกพยายามนําสืบใหเห็นเปนวามือปนนั้นคือเรือเอก วัชร ชัย ชัยสิทธิเวช หนึ่งในหาคนที่รวมวางแผนปลงพระชนม ณ บาน พล.ร.ต. พระยาศรยุทธเสนีนั้น ซึ่งโจทกมี พยานนําสืบสองชุดแตศาลฎีกาไดพิพากษาฟนธงลงไปวา “พยานสองชุดนี้ไมเปนหลักฐานพอที่จะไดชี้วาใคร เปนผูลงมือลอบปลงพระชนม”


- 46 -

จากคําวินิจฉัยของศาลฎีกาดังกลาวนี้ เปนเครื่องชี้ใหเห็นอีกครั้งหนึ่งวา ไมไดมีการวางแผนการปลง พระชนมกันที่บาน พล.ร.ต. พระยาศรยุทธเสนี ตามฟองของโจทกขอ ๓ (ก) และตามการนําสืบพยานโจทก อยางไรก็ดี คําพิพากษาของศาลอาญาและศาลอุทธรณในกรณีไมยอมรับคําใหการของนายตี๋ ศรี สุวรรณ พยานปากเอกของโจทกวาเปนความจริงนั้น นอกจากจะไดรับการยืนยันจากบันทึก (ลับ) ของ พล.ร.ต. พระยาศรยุทธเสนี ซึ่งไดเปดเผยตอสาธารณชนไปแลว ตัวนายตี๋ ศรีสุวรรณ ยังไดไปสารภาพบาป กับทานปญญา นันทภิกขุ แหงวัดชลประทาน อําเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เมื่อป พ.ศ. ๒๕๒๒ ขณะที่ตัว นายตี๋ ศรีสุวรรณ อายุได ๑๐๒ ป วาไปเปนพยานเท็จในคดีสวรรคต ทําใหผูบริสุทธิ์สามคนตองถูกประหาร ชีวิต และนายตี๋ ศรีสุวรรณ ยังไดใหบุตรเขยเขียนจดหมายไปขอขมาทานปรีดีที่ปารีส ขอความรายละเอียดใน จดหมายวาดังนี้ “บานเลขที่ ๒๓๘๖ ถนนพหลโยธิน กรุงเทพฯ ๒๕ มกราคม ๒๕๒๒ เรียน นายปรีดี ที่นับถือ นายตี๋ ศรีสุวรรณ เปนพอตาของผม ขอใหผมเขียนจดหมายถึงทาน นายตี๋เขียนจดหมายไมได เมื่อครั้งไปใหการที่ ศาลก็ไดแคเซ็นชื่อตัว ต. และพิมพมือเทานั้น นายตี๋จึงใหผมซึ่งเปนบุตรเขยเขียนตามคําบอกเลาของนายตี๋ เพื่อขอขมาลา โทษตอทาน นายตี๋ใหการตอศาลวานายปรีดี นายวัชรชัย นายเฉลียว นายชิต นายบุศย ไปที่บานพระยาศรยุทธ ขางวัดชนะ สงคราม เพื่อปรึกษาลอบปลงพระชนมในหลวงรัชกาลที่ ๘ ไมเปนความจริง นายตี๋เอาความไมจริงมาใหการตอศาลเพราะ พระพินิจไดเกลี้ยกลอมวาจะใหเงินเลี้ยงนายตี๋จนตาย เมื่อใหการแลวพระพินิจใหเงินนายตี๋ ๕๐๐-๖๐๐ บาท และใหนายตี๋ กินอยูหลับนอนอยูที่สันติบาลประมาณสองปเศษ เดิมพระพินิจบอกวาจะใหสองหมื่นบาท เมื่อเสร็จคดีแลวพระพินิจก็ไม จายใหอีกตามที่รับปากไว เวลานี้นายตี๋รูสึกเสียใจมากที่ทําใหสามคนตาย และนายปรีดีกับนายวัชรชัยที่บริสุทธิ์ตองถูก กลาวหาดวย นายตี๋ไดทําบุญกรวดน้ําใหกับผูตายเสมอมา แตก็ยังเสียใจไมหาย เดี๋ยวนี้ก็มีอายุมากแลว (๑๐๒ ป-ผูเขียน) อีก ไมชาก็ตาย จึงขอขมาลาโทษทานปรีดี นายวัชรชัย นายเฉลียว นายชิต และนายบุศย ที่นายตี๋เอาความเท็จมาใหการปรักปรํา ขอไดโปรดใหขมาตอนายตี๋ดวย ขอความทั้งหมดนี้ ผมไดอานใหนายตี๋ฟงตอหนาคนหลายคนในวันนี้ เวลาประมาณ ๑๑ น. เศษ และไดใหนายตี๋ พิมพลายมือนายตี๋ตอหนาผมและคนฟงดวย ขอแสดงความนับถืออยางสูง


- 47 เลื่อน ศิริอัมพร ต. (พิมพลายมือนายตี๋)”

แตทั้ง ๆ ที่ศาลอาญาไมเชื่อคําใหการของนายตี๋ ศรีสุวรรณ พยานปากเอกของโจทกวาไดมีการ วางแผนปลงพระชนมกันที่บาน พล.ร.ต. พระยาศรยุทธเสนี ตามฟองของโจทยขอ ๓ (ก) แตศาลอาญาก็ได พิพากษาใหประหารชีวิตนายชิต สิงหเสนี จําเลยที่ ๒ ดวยความผิดตองดวยกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา ๙๗ ตอน ๒ และปลอยตัวนายเฉลียว ปทุมรส จําเลยที่ ๑ กับนายบุศย ปทมศริน จําเลยที่ ๓ พนขอหา ไป ตอมาศาลอุทธรณ ทั้งๆ ที่ในคําพิพากษานั้นไดระบุไวอยางชัดเจนวาไมเชื่อคําใหการของนายตี๋ ศรี สุวรรณ เชนเดียวกัน แตศาลอุทธรณก็ไดแกคําพิพากษาศาลอาญา ใหประหารชีวิตนายบุศย ปทมศริน จําเลย ที่ ๓ รวมเขาไปดวยดวยความผิดตองดวยกฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๙๗ ตอน ๒ คงปลอยพนขอหาไปแต นายเฉลียว ปทุมรส จําเลยที่ ๑ กอนศาลอุทธรณจะอางกฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๙๗ ตอน ๒ มาลงโทษนายบุศย ปทมศริน จําเลยที่ ๓ นั้น ศาลอุทธรณไดอางคําใหการของนายชิต สิงหเสนี จําเลยที่ไดใหการไวเมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๔๙๐ (ตอพนักงานสอบสวน-ผูเขียน) มีความวา “ในการลอบปลงพระชนมในหลวงรัชกาลที่ ๘ นี้ ถาเปนบุคคลภายนอกเขามาลอบปลงพระชนม จะตองมีมหาดเล็กหรือบุคคลภายในเปนสายชักจูงนําเขามาจึงจะทําการไดสําเร็จ ถาเปนคนภายในลอบปลง พระชนมแลว ยอมทําไดสะดวกกวาบุคคลภายนอก สําหรับบุคคลภายในที่ใกลชิดกับเหตุการณดังกลาว ขางตนนี้ก็มีแตขาฯ กับนายบุศยสองคนเทานั้น หากวาจะมีความผิดในกรณีสวรรคตนี้แลว ก็มีขาฯ กับนาย บุศยสองคนนี้เทานั้นที่จะตองรับผิดอยูดวย...” (เพราะสองคนนี้นั่งอยูหนาประตูหนาหองพระบรรทมในขณะนั้นก็มีอยูทางเดียว คือทางประตูที่นาย ชิต-นายบุศย นั่งเฝาอยู -จากคําพิพากษา) สวนศาลฎีกาพิพากษาฟนธงลงไปเลยใหประหารชีวิตจําเลยทั้งสามคน ในความผิดตามกฎหมาย ลักษณะอาญา มาตรา ๙๗ ตอน ๒


- 48 -

กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา ๙๗ ตอน ๒ วาไวดังนี้ “ผูใดทนงองอาจกระทําการประทุษรายตอพระองคสมเด็จพระเจาอยูหัวก็ดี สมเด็จพระมเหสีก็ดี มกุฎราชกุมารก็ดี ตอผูสําเร็จราชการแผนดินในเวลารักษาการตางพระองคสมเด็จพระเจาอยูหัวก็ดี ทานวา โทษของมันถึงตองประหารชีวิต “ผูใดพยายามจะกระทําการประทุษรายเชนวามาแลว แมเพียงตระเตรียมการก็ดี สมคบกันเพื่อการ ประทุษรายนั้นก็ดี หรือสมรูเปนใจดวยผูประทุษราย ผูพยายามจะประทุษรายก็ดี มันรูวาผูใดคิดประทุษราย เชนวามานี้ มันชวยปกปดไมเอาความนั้นไปรองเรียนขึ้นก็ดี ทานวาโทษมันถึงตายดุจกัน” แตคําฟองของโจทกขอ ๓ (ก) และการนําสืบพยานของโจทกวาจําเลยทั้งสามกับพวก (หมายถึงทาน ปรีดีและเรือเอกวัชรชัย-ผูเขียน) ไดไปประชุมวางแผนการปลงพระชนมกันที่บาน พล.ร.ต. พระยาศรยุทธเสนี ทองที่ตําบลชนะสงคราม อําเภอพระนคร จังหวัดพระนคร ระหวางวันที่ ๙ เมษายน ๒๔๘๙ ถึงวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙ แตศาลอาญาและศาลอุทธรณก็ไดวินิจฉัยไวในคําพิพากษาดังที่อางมาแลวขางตนนั้นวาไม เชื่อถือคําเบิกความของพยานโจทก และศาลฎีกาแมวาจะไมปฏิเสธคําเบิกความของพยานโจทกอยางสิ้นเชิง อยางเชนสองศาลที่ผานมาก็จริง แตศาลฎีกาก็ไดชี้ออกมาอยางชัดเจนวา “ศาลเห็นวา จะฟงความหรือถอยคําที่ พูดกันใหเปนอยางหนึ่งอยางใดยังไมถนัด” และโจทกก็ไมไดสืบวาไดมีการวางแผนการปลงพระชนมกัน ณ ที่ใดอีก เมื่อฟงไมถนัด ก็ตองยกผลประโยชนใหแกจําเลย ตามสุภาษิตกฎหมายที่วา “ปลอยคนผิดสิบคน ดีกวา ลงโทษคนบริสุทธิ์คนเดียว” แตศาลฎีกาทานฟนธงลงไปใหประหารชีวิตจําเลยทั้งสามคน โดยอางความผิด ของจําเลยตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๙๗ ตอน ๒ ความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๙๗ ตอน ๒ วาไวประการใดขอใหยอนกลับไปอานอีกที ใชแลว นายชิต สิงหเสนี จําเลยที่ ๒ ใหการไวอยางชัดเจนวา ขณะเกิดเหตุมีเขากับนายบุศย ปทมศ ริน จําเลยที่ ๓ สองคนเทานั้นที่นั่งอยูหนาประตูทางเขาหองพระบรรทมและไดใหความเห็นไววา “หากวาจะ มีความผิดในกรณีสวรรคตนี้แลว ก็มีขาฯ กับนายบุศยสองคนเทานั้นที่จะตองรับผิดอยูดวย” ใชแลว กรณีสวรรคตเกิดขึ้นจริงในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙ เวลาประมาณ ๐๙.๒๕ น. เหตุเกิด ณ หองพระบรรทม บนพระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง และแมวาขณะเกิดเหตุนายชิต-นายบุศย


- 49 -

จําเลย นั่งอยูหนาประตูทางเขาหองพระบรรทมก็จริง แตก็ไมไดสมรูรวมคิดดวย (ดังคําวินิจฉัยของศาลที่ยกมา ขางตน) สําหรับนายเฉลียว ปทุมรส จําเลยที่ ๑ นั้น นอกจากจะไมไดสมรูรวมคิดเชนเดียวกับนายชิต-นาย บุศย จําเลยทั้งสองนั้นแลว ในเชาวันเกิดเหตุ นายเฉลียว ปทุมรส จําเลยที่ ๑ อยูหางจากสถานที่เกิดเหตุนั้นนับ สิบกิโลเมตร และลาออกจากราชการไปแลว ก็ไมรูเหมือนกันวาทําไมนายเฉลียว ปทุมรส จึงถูกลากเขาไป เกี่ยวของกับกรณีสวรรคตดวย นอกเสียจากวานายเฉลียว ปทุมรส เปนผูกอการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แผนดินเมื่อ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ และเปนคนจังหวัดอยุธยาเชนเดียวกับทานปรีดี พนมยงค ก็เทานั้นเอง ดังนั้น เมื่อนายเฉลียว ปทุมรส ถูกจับเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๕ พ.ต.อ. เยื้อน ประภาวัตร ผูไป จับกุม ไดคนพบบันทึกลับของ พล.ร.ต. พระยาศรยุทธเสนี ที่ระบุวา ทานถูกพระพินิจชนคดีบีบบังคับใหเปน พยานเท็จ (ถาไมยอมเปนพยานจะเอาเปนผูตองหาดวย) ปรักปรําผูบริสุทธิ์ พ.ต.อ. เยื้อนจึงถามคุณเฉลียววา ทําไมไมหนีไปเสีย (ศาลอาญาและศาลอุทธรณสั่งปลอยพนขอหา ขณะนั้นคดีอยูระหวางศาลฎีกา) คุณเฉลียว ตอบอยางนักเลงอยุธยาวา “ผมจะหนีทําไมในเมื่อผมบริสุทธิ”์ และคุณเฉลียวก็ตองตายเพราะความบริสุทธิ์ นั้นเอง

ปจฉิมวาจาของสามนักโทษประหาร หลังจากที่ศาลฎีกาไดพิพากษาลงโทษใหประหารชีวิตจําเลยทั้งสามคน พล.ต. อนันต พิบูลสงคราม (บุตรชายของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม) ไดเขียนไวในหนังสือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม พิมพที่โรงพิมพศูนย การพิมพ เมื่อป พ.ศ. ๒๕๑๙ มีความตอนหนึ่งเปนบทสนทนาระหวาง พล.ต. อนันต พิบูลสงคราม (ผูเขียน) กับจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งขณะนั้นลี้ภัยการเมืองอยูในประเทศญี่ปุนวาดังนี้ “...ขาพเจาจึงระงับใจไมไดที่ตองเรียนถามจอมพล ป. พิบูลสงคราม วันหนึ่งที่ปะเทศญี่ปุนวา ในฐานะ ที่เวลานั้น (พ.ศ. ๒๔๙๘-ผูเขียน) ทานดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรีอยู เหตุใดทานจึงไมขอพระราชทานอภัย โทษใหแกจําเลยทั้งสามคนที่ถูกศาลฎีกาพิพากษาประหารชีวิต ทานตอบขาพเจาทันทีอยางหนักแนนวา พอ ไดขอพระราชทานอภัยโทษขึ้นไปถึงสามครั้ง ไดพยายามทําหนาที่ของพอจนถึงที่สุดแลว ในอดีตที่ผานมามี นอยครั้งที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ตองเสียใจบางเมื่อทําอะไรไมสําเร็จ แตขาพเจาไมเคยเห็นครั้งใดที่ทานจะ เสียใจหนักยิ่งไปกวาที่ขาพเจากําลังเห็นทานครั้งนั้น ขณะเมื่อไดตอบคําถามของขาพเจาจบ ดวยใบหนาที่เครง ครึมและสนเทหใจไมเปลี่ยนแปลง” (จากหนังสือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม หนา ๖๘๗)


- 50 -

และก็สอดคลองกับหนังสือแจกงานศพของนายชิต สิงหเสนี ที่บุตรสาวของทานไดบันทึกไวใน หนังสือ มีความวา “ภายหลังที่พอถูกประหารชีวิตแลว จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ไดสงนาย ฉาย วิโรจนศิริ เลขานุการสวนตัวของทานไปหาพวกเรา แจงใหทราบวารัฐบาลยินดีจะใหการอุปการะความ เปนอยูการศึกษาแกพวกเราทุกประการ พวกเราปรึกษาหารือกัน และในที่สุดตกลงรับความชวยเหลือจาก รัฐบาล เพื่อเปนเครื่องยืนยันในความบริสุทธิ์ของพอ รัฐบาลจึงใหความชวยเหลือแกพวกเรา ความชวยเหลือนี้ เพิ่งมายกเลิกในสมัยรัฐบาล จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต” นอกจากนี้คุณชอุม ชัยสิทธิเวช ภรรยาของเรือเอก วัชรชัย ชัยสิทธิเวช ผูที่โจทกพยายามเสกสรรปน แตงพยานเท็จใหเปนมือปนและตองลี้ภัยคณะรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ไปอยูตางประเทศนั้น ก็ยัง ไดรับเมตตาใหเขาทํางานเปนแมบานของโรงเรียน ภปร. ที่นครชัยศรี ในที่สุดวันจากไปของผูบริสุทธิ์ทั้งสามก็มาถึง คือเชามืดวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ ๒๔๙๘ หลังจากวัน เสด็จจากไปของพระองคผูทรงเปนที่รักของคนไทยทั้งชาติเมื่อ ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙เปนเวลา๘ ป๘ เดือน๘ วัน วันนั้น พล.ต.อ. เผา ศรียานนท รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งครองตําแหนงอธิบดีกรม ตํารวจดวย ไดไปเปนประธานควบคุมการประหารชีวิตผูบริสุทธิ์ทั้งสามดวยตนเองและไดมีโอกาสพูดคุยกับ ทั้งสามคนนั้นตามลําพังนัยวาไดมีการบันทึกเสียงการพูดคุยนั้นไวดวย สําหรับคุณเฉลียว ปทุมรส นั้น ขณะเกิดเหตุปลงพระชนม เขาอยูไกลจุดเกิดเหตุนับสิบกิโลเมตร และ ออกจากราชการไปแลวดวย คําสนทนาของเขาในเรื่องนี้คงเชนเดียวกับคนอื่นที่อยูนอกเหตุการณรวมทั้งทาน นายปรีดีดวย คือไมรูอะไรในเรื่องนี้เลย นอกจากจะยืนยันในความบริสุทธิ์ของเขา และเขาก็คงจะนึกถึงโคลง สี่สุภาพของศรีปราชญที่จารึกไวบนพื้นทรายกอนถูกประหารชีวิตที่นครศรีธรรมราช วา “ธรณีนี่นี้ เราก็ศิษยอาจารย เราผิดทานประหาร เราบผิดทานมลาง

เปนพยาน หนึ่งบาง เราชอบ ดาบนี้ คืนสนอง”


- 51 -

สวนคุณชิต-คุณบุศยนั้น เนื่องจากขณะเกิดเหตุ เขาทั้งสองนั่งอยูหนาประตูทางเขาหองพระบรรทม และ เปนทางเดียวที่เขาสูหองพระบรรทมในเวลานั้น ดังนั้นถามีผูเขาไปปลงพระชนม คุณชิต-คุณบุศย จะตองเห็น อยางแนนอน คุณฟก ณ สงขลา ทนายความของสามจําเลย เคยสอบถามคุณชิต-คุณบุศยวา ใครเขาไปปลงพระชนม ในหลวง คุณชิต-คุณบุศย ไมยอมพูดแตกับ พล.ต.อ. เผา ศรียานนท คุณชิต-คุณบุศย จะยอมพูดความจริง กอนตายหรือไม ไมมีใครรู แตเปนที่รูกันในภายหลังวา พล.ต.อ.เผา ศรียานนท ไดทําบันทึกคําสนทนากับผูตองโทษประหาร ชีวิตทั้งสามคนในเชาวันนั้น เสนอจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี จอมพล ป. พิบูลสงคราม อาน แลว แทงกลับไปวาใหเก็บไวในแฟมลับสุดยอด ตอมาจอมพล ป. พิบูลสงคราม ดําริจะรื้อฟนคดีสวรรคตขึ้นมาพิจารณาใหม เพื่อใหความเปนธรรมแก ผูถูกประหารชีวิตทั้งสามคนและทานปรีดี แตตามกฎหมายไทยที���ใชอยู เมื่อคดีถูกพิพากษาถึงที่สุดแลวเปนอัน ยุติ ดังนั้นถาจะรื้อฟนคดีสวรรคตขึ้นมาพิจารณาใหม ก็ตองมีกฎหมายรองรับใหอํานาจ จอมพล ป. พิบูล สงคราม จึงเตรียมการที่จะออกกฎหมายดังกลาวนั้น และไดบอกคุณสังข พัธโนทัย คนสนิทผูรับใชใกลชิด ใหทราบ เพื่อแจงไปใหทานปรีดีซึ่งขณะนั้นทานพํานักอยู ณ สาธารณรัฐประชาชนจีนไดรับทราบ ตอจดหมายของคุณสังข พัธโนทัย ที่มีไปถึงทานปรีดีเลาถึงบันทึกของ พล.ต.อ. เผา ศรียานนท และ ดําริของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ดังกลาวขางตน ทานปรีดีไดมีจดหมายตอบคุณสังข พัธโนทัย ในเวลา ตอมา และจดหมายฉบับนี้นายวรรณไว พัธโนทัย ลูกชายของคุณสังข ไดมอบใหหนังสือพิมพ ไทยโพสต นําไปเปดเผยในฉบับวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๒ ที่ผานมาดังสําเนารายละเอียดตอไปนี้

วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๔๙๙ คุณสังข พัธโนทัย ที่รัก ผมไดรับจดหมายของคุณฉบับวันที่ ๑๒ เดือนนี้กับหนังสือ ความนึกในกรงขัง แลวดวยความรูสึก ขอบคุณมากในไมตรีจิตรและความเปนธรรมที่คุณมีตอผม


- 52 -

ผมมีความยินดีมากที่ไดทราบจากคํายืนยันของคุณวา จอมพล ป. พิบูลสงคราม มิไดเปนศัตรูของผม เลย ทานมีความรําลึกถึงความหลังอยูเสมอ และอยากจะเห็นผมกลับประเทศทุกเมื่อแมวาเหตุการณทางการ เมืองจะเปนอยางที่คุณกลาววาเหตุการณไมชวยเราเสมอไปและจําเปนตองใชความอดทนอยูมากก็ตาม แตผม ก็มีความหวังวาโดยความชวยเหลือของคุณผูซึ่งมีใจเปนธรรมและมีอุดมคติที่จะรับใชชาติและราษฎรอยาง บริสุทธิ์ ผมคงจะมีโอกาสทําความเขาใจกับทานจอมพล ป. พิบูลสงคราม และการงานของชาติและราษฎรที่ เราทั้งหลายจะตองรวมมือกันเพื่อความเปนเอกราชสมบูรณของชาติ ผมจึงมีความปรารถนาเปนอยางมากที่จะ ไดมีโอกาสพบกับคุณในเวลาไมชานัก เพื่อปรึกษาหารือกับคุณถึงเรื่องนี้และเพื่อชี้แจงขอเท็จจริงอีกหลาย ประการซึ่งบางทีคุณอาจตองการทราบ ผมเห็นวาคุณไดบําเพ็ญกุศลอยางแรงในการที่คุณไดแจงใหผมทราบถึงบันทึกที่คุณเผาไดสอบถาม ปากคําคุณเฉลียว ชิต บุศย กอนถูกยิงเปา ที่ยืนยันวาผูบริสุทธิ์ทั้งสามรวมทั้งตัวผมมิไดมีสวนพัวพันในกรณี สรรคต ดังนั้นนอกจากผมขอแสดงความขอบคุณเปนอยางยิ่งมายังคุณ ผมจึงไดตั้งจิตอธิษฐานขออํานาจคุณ พระศรีรัตนตรัยโปรดดลบันดาลใหคุณมีความสุขความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปและประสบทุกสิ่งที่คุณปรารถนาทุก ประการ ผมขอสงความรักและนับถือมายังคุณ ปรีดี พนมยงค แตความดําริของจอมพล ป. พิบูลสงครามตองลมเหลว เมื่อขาวจะออกกฎหมายใหรื้อฟนคดีที่ศาล พิพากษาถึงที่สุดแลวใหนําขึ้นมาพิจารณาใหมได (ถาหากโจทกหรือจําเลยมีเอกสารหลักฐานที่เพิ่งคนพบ ใหม) ไดแพรออกไปถึงบุคคลบางจําพวก และคนพวกนั้นไดสนับสนุนจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ทํา รัฐประหารโคนจอมพล ป. พิบูลสงคราม เชนเดียวกับที่เคยสนับสนุนรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ทํา รัฐประหารลมรัฐบาลหลวงธํารงฯ (ดวยเหตุผลอยางเดียวกันคือกลัววามือปนตัวจริงจะถูกเปดเผย) ทานปรีดีไดพูดถึงเรื่องนี้เมื่อหนังสือพิมพ มหาราษฎร โดยคุณวีระ โอสถานนท ไดไปสัมภาษทาน ขณะที่พํานักอยู ณ ประเทศฝรั่งเศส มีความตอนหนึ่ง ดังนี้ คุณวีระ โอสถานนท ถามวา “มีผูพูดกันวา จอมพล ป. และ พล.ต.อ. เผา ไดหลักฐานกรณีสวรรคตใหมนั้น ทานจะบอกไดหรือไมวาอะไร”


- 53 -

นายปรีดี พนมยงค ตอบวา “แมศาลฎีกาซึ่งมีผูพิพากษาคณะเดียวโดยมิไดมีการประชุมใหญของผูพิพากษาศาลฎีกาไดตัดสิน ประหารชีวิตนายเฉลียว ปทุมรส นายชิต สิงหเสนี นายบุศย ปทมศริน ไปแลวก็ตาม แตรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ไดสงตัวแทนไปพบผมในประเทศจีน (หลังจากที่คุณสังขไดรับจดหมายขอบคุณจากทานปรีดี แลว) แจงวาไดหลักฐานใหมที่แสดงวาผูถูกประหารชีวิตทั้งสามคนและผมเปนผูบริสุทธิ์ ฉะนั้นจอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงจะเสนอสภาผูแทนราษฎรใหออกฎหมายใหมีการพิจารณาคดีใหม ดวยความเปนธรรม “ครั้นแลวก็มีผูยุยงใหจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต กับพวกทํารัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ โคนลมรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม “ในระหวางที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ไปลี้ภัยอยูใน ส.ร.อ. ชั่วคราว ก็ไดกลาวตอหนาคนไทยไม นอยกวาสองคนถึงหลักฐานที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม กับ พล.ต.อ. เผา ศรียานนท ไดมานั้น “อีกทั้งในระหวางที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ยายจาก ส.ร.อ. มาอยูที่ประเทศญี่ปุนก็ไดแจงแกบุคคล ไมนอยกวาสองคนถึงหลักฐานใหมนั้น พรอมทั้งมีจดหมายถึงผมสองฉบับ ขอใหผมอโหสิกรรมแกการที่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ไดทําผิดพลาดไปในหลายกรณี “ผมไดถือคติของพระพุทธองควา เมื่อมีผูรูสึกตนผิดพลาดไดขออโหสิกรรม ผมก็ไดอโหสิกรรมและ ขออนุโมทนาในการที่จอมพล ป. พิบูสงคราม ไดไปอุปสมบทที่วัดพุทธคยา ทานปรีดีกลาวใหสัมภาษณในที่สุดวา “พวกฝรั่งก็สนใจกันมาก เพราะเปนเรื่องประวัติศาสตรที่ไมมี อายุความ ความจริงอาจปรากฏขึ้นแมจะลวงเลยมาหลายรอยปก็ตาม “ทุกวันนี้ก็มีคนพูดซุบซิบกัน ถึงกับนักเรียนหลายคนถามผม ผมก็ขอตัววาเปนเรื่องที่พูดไมออกบอก ไมไดในขณะนี้ จึงขอฝากอนุชนรุนหลังและประวัติศาสตรตอบแทนดวย” สถาบันปรีดี พนมยงค เลขที่ ๖๕/๑ ซอยทองหลอ ถนนสุขุมวิท ๕๕ แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๑๐ : http://www.pridiinstitute.com/autopage/show_page.php?h=12&s_id=5&d_id=8&page=1&start=1


- 54 -

เรียบเรียงจากหนังสือประวัติรัฐธรรมนูญ ของคุณสุพจน ดานตระกูล -๑ภายหลังเหตุการณรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๐ ที่กอขึ้นโดยความรวมของกลุมทหารเผด็จ การ กลุมนักการเมืองศักดินา และจักรวรรดินิยมสหรัฐอเมริกา โคนลมรัฐบาลประชาธิปไตยของหลวงธวัลย ธํารงนาวาสวัสดิ์ลงและนําไปสูการเริ่มตนแหงการไลลาปดฉากนักการเมืองฝายกาวหนาที่ยืนอยูในฝงตรง ขามกับกลุมความคิดซากเดนศักดินาและกลุมทหารเผด็จการ ๒ ปถัดมาไดมีการรางและประกาศใชรัฐธรรมนูญภายใตความเห็นชอบของนักการเมืองกลุมความคิด อนุรักษนิยมลาหลังซึ่งเปนกลุมใหญในสภากวา ๘๐ เปอรเซ็นต รัฐธรรมนูญไดถูกประกาศใชในวันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๒ โดยมีพระราชปรารภของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ไมตรงกับความเปนจริงหลายประการ อันเปนการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและหลอกลวงประชาชน และโดยประการสําคัญ เปนการบิดเบือน ประวัติศาสตรที่นาละอาย ดังขอความบางตอนในพระราชปรารภที่เปนเท็จ มีดังนี้ “สมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกลาโปรดกระหมอมใหประกาศความ พระราชปรารภวา จําเดิมแตสมเด็จพระบรมปตุลาธิราชพระบาทสมเด็จพระปริมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกลาเจาอยูหัว ไดทรงพระกรุณาโปรดเกลาโปรดกระหมอม พระราชทานรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย ณ วันที่ ๑๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๕ สถาปนาระบอบการปกครองประชาธิปไตยขึ้น เปนครั้งแรกในประเทศไทยแลวนั้น...” ขอความตัวเนน เปนขอความที่เรียกวาจริงปนเท็จ คืv จริง คือ ขอความที่วา “โปรดเกลาฯ พระราชทานรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจัก���ไทย ณ วันที่ ๑๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๕” เท็จ คือ ขอความที่ระบุวา (๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕) “สถาปนาระบอบประชาธิปไตยขึ้นเปนครั้งแรกในประเทศ ไทย”


- 55 -

ความจริงที่เปนจริงทางประวัติศาสตร ระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยไดถูกสถาปนาขึ้นเปน ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ ในสมัยที่เรียกชื่อประเทศนี้วา “สยาม” โดยคณะราษฎร เขายึด อํานาจการปกครองแผนดินจากพระมหากษัตริยใหมอบอํานาจจากการปกครองแผนดินกลับคืนใหกับ ประชาชน ซึ่งพระมหากษัตริยจําตองยอม (เพราะในขณะนั้นพระบรมวงศานุวงศชั้นผูใหญและใกลชิดหลาย พระองคถูกจับไวเปนตัวประกัน)และไดทรงลงพระปรมาภิไธยไวเปนหลักฐาน ดังปรากฏอยูใน “ธรรมนูญ การปกครองแผนดินสยาม ชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕” ซึ่งถือเสมือนสัญญาประชาคม ระหวางสถาบัน พระมหากษัตริยกับราษฎร ที่ไดระบุไวในมาตรา ๑ วา อํานาจสูงสุดของประเทศนั้นเปนของราษฎรทั้งหลาย และตอกย้ําดวยมาตรา ๗ วา การกระทําใดๆ ของพระมหากษัตริยตองมีกรรมการราษฎรผูหนึ่งผูใดลงนาม ดวย โดยไดรับความยินยอมของคณะกรรมการราษฎรจึงใชได มิฉะนั้นเปนโมฆะ ซึ่งก็หมายถึงระบอบ ประชาธิปไตยไดถูกสถาปนาขึ้นแลวนับแตบัดนั้น

-๒ทําไมพระราชปรารภในรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๙๒ จึงพูดความจริงปนความเท็จ จะใหเขาใจอยางไร ? นอกจากจะเขาใจวา เพราะตองการจะลบวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ซึ่งเปนวันสําคัญของชาติที่เรียกวา วัน ชาติ ออกจากหนาประวัติศาสตร (ซึ่งตอมาในยุคเผด็จการสฤษดิ์ ธนะรัชต ไดประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๐๓ ยกเลิกวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เปนวันชาติ)พรอมกับโฆษณาชวนเชื่อวา การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นเปนพระราชดําริมาตั้งแตรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจาอยูหัวและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวโนนแลว จนมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกลาฯ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ พระราชทานรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยใหแกปวงชนชาวไทยเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ หลังจากที่รัฐธรรมฉบับนี้ผานความเห็นชอบของรัฐสภาแลวเมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๔๙๒ ตอมาจึง ไดนําเสนอคณะผูสําเร็จราชการแทนพระองคเพื่อลงพระนามและลงนามในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จ พระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช ประกาศบังคับใชเปนกฎหมายเมื่อ ๒๓ มีนาคม ๒๔๙๒ โดยคณะอภิรัฐมนตรี ในหนาที่คณะผูสําเร็จราชทานแทนพระองคเปนผูลงพระนามและลงนามในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จ พระเจาอยูหัว ภูมิพลอดุลยเดช และเจาพระยาศรีธรรมาธิเบศ ประธานวุฒิสภา เปนผูลงนามรับสนองพระบรม


- 56 -

ราชโองการ โดยสรุป รัฐธรรมฉบับนี้สําเร็จขึ้นมาดวยความรวมมือระหวางเผด็จการทหารกับกลุมเจาเศษเดน ศักดินา เปนที่นาสังเกตวารัฐธรรมนูญฉบับนี้ หลังจากไดรับความเห็นชอบผานรัฐสภาเมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๔๙๒ แตมาประกาศบังคับใชเมื่อ ๒๓ มีนาคม ๒๔๙๒ อันเปนระยะเวลาหางกันรวม ๒ เดือน ทั้งนี้เกิดจาก ฝายเผด็จการทหาร (คณะรัฐประหาร ๘ พ.ย.๒๔๙๐) ที่เห็นการรุกคืบหนาของฝายศักดินาจากการอภิปราย ของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรในฐานะสมาชิกรัฐสภาดังที่กลาวมาแลวขางตน จึงเกิดความลังเลวาจะเปนการ ยื่นดาบกลับคืนสูพลังเกา แตก็มีเหตุการณเขามาชวยการตัดสินใจฝายทหารใหประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในเวลาตอมา นั่นคือเหตุการณ ๒๖ กุมภาพันธ ๒๔๙๒ หรือที่ทานปรีดีฯ เรียกวา “ขบวนการ ๒๖ กุมภาพันธ ๒๔๙๒” ที่มีทานปรีดีฯ เปนหัวหนาขบวน นํากําลังเขายึดวังหลวงเปนกองบัญชาการ เคลื่อนกําลังซึ่ง ประกอบดวยทหารเรือและประชาชนผูรักชาติรักประชาธิปไตยเขายึดจุดยุทธศาสตรสําคัญๆ ในกรุงเทพฯ สง ปลดรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม (ซึ่งขบวนการ ๒๖ กุมภาพันธ ถือวาเปนรัฐบาลที่ไมชอบดวยกฎหมาย) และตั้งรัฐบาลใหมที่มีนายดิเรก ชัยนาม เปนนายกรัฐมนตรี หนังสือ “รัฐสภาไทย ในรอบสี่สิบสองป” (๒๔๗๕-๒๔๑๗)ซึ่งคุณประเสริฐ ปทมสุคนธ อดีตเลขาธิการรัฐสภาเปนผูจัดทํา ไดบันทึกเหตุการณ ๒๖ กุมภาพันธ ไวดังนี้ “เกิดปฏิวัติ วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ เวลาประมาณ ๒๐ น.เศษ ไดมีการประกาศขาวพิเศษทาง วิทยุกระจายเสียงวา ไดมีพระบรมราชโองการใหรัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลสงคราม พนจากตําแหนง และ แตงตั้งใหนายดิเรก ชัยนามเปนนายกรัฐมนตรี มีรัฐมนตรีรวมคณะอีกหลายคน และยังแตงตั้งผูมีหนาที่ สําคัญๆ อีกหลายตําแหนง บุคคลนี้ ไดยึดพระบรมมหาราชวังเปนที่บัญชาการ โดยมีผูแตงกายเปนทหารเรือรวมดวย มีผูกลาววา หัวหนาผูกอการครั้งนี้ไดแก นายปรีดี พนมยงค รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ไดมีคําสั่งใหดําเนินการปราบปรามโดยเขายึดพระบรมมหาราชวัง และเขาตอตานผูปฏิวัติ สวนหนึ่งเขายึดเขตสี่แยกราชประสงค (ทหารเรือจากกองสัญญาณ-ผูเขียน)มีการยิง ตอสูกันดวย ในที่สุดฝายปฏิวัติไดหลบหนีไป (เพราะกําลังทหารเรือสวนใหญจากสัตหีบมาไมทันและยังมี


- 57 -

ขาววาผูบัญชาการชั้นสูงบางคนทรยศ-ผูเขียน)คงจับผูที่สงสัยวาเปนผูรวมมือครั้งนี้ไดหลายคน ซึ่งมีอดีต รัฐมนตรี (ในรัฐบาลธวัลย ธํารงนาวาสวัสดิ์ที่ถูกรัฐประหารเมื่อ ๘ พ.ย. ๒๔๙๐-ผูเขียน)รวมอยูดวยหลายคน เชน นายทองอินทร ภูริพัฒน นายถวิล อุดลและนายจําลอง ดาวเรือง ตอมาก็ไดจับกุมนายทองเปลว ชลภูมิได อีกผูหนึ่ง เจาหนาที่ไดควบคุมตัวไวเพื่อทําการสอบสวน วันที่ ๓ มีนาคม ศกเดียวกัน เวลากลางคืน ทางตํารวจไดสั่งยายผูตองหาซึ่งเปนอดีตรัฐมนตรีทั้ง ๔ คน เพื่อจะนําไปฝากขัง ณ สถานีตํารวจบางเขน การยายนี้ไดกระทําเวลาค่ําคืน โดยรถยนตของตํารวจ มี นายตํารวจชั้นนายพลเปนหัวหนาควบคุม เมื่อนําผูตองหาไประหวางทางถนนพหลโยธิน ประมาณ กม.๑๓ ใกลถึงสถานีตํารวจวา มีโจรจีนมลายูแยงผูตองหา ไดมีการตอสูกันขึ้น ผูตองหาทั้ง ๔ คน จึงถูกอาวุธปนถึง แกกรรม” (ขอเท็จจริงคือตํารวจเอาไปยิ้งทิ้ง และตํารวจผูรับผิดชอบถูกฟองรองดําเนินคดีในเวลาตอมาผูเขียน)

-๓ในกรณี ๒๖ กุมภาพันธ ๒๔๙๒ หลายฝายที่ไมเขาใจเรียกวา ขบถวังหลวง บาง ขบถ ๒๖ กุมภาพันธ บาง แตอาจารยปรีดีฯ เรียกวา ขบวนการ ๒๖ กุมภา อันเปนขบวนการที่ชอบธรรมที่จะปราบรัฐบาลที่มาจาก การรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ซึ่งเปนขบถ/และรัฐบาลที่เปนผลพวงตอมาจาก ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ก็ยอมตกอยูในฐานะขบถเชนกัน เชนเดียวกับขมายที่สืบตอมาจากขโมย เพราะวาอํานาจสูงสุดของประเทศที่เรียกเปนภาษาบาลีวา อํานาจอธิปไตย กอนวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ นั้น พระมหากษัตริยเปนผูทรงอํานาจดังกลาวนี้แตภายหลังวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ตอมาอีก ๓ วันคือวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว ทรงยินยอมลงพระปรมาภิไธยใน ธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ มอบอํานาจสูงสุดของประเทศที่พระองค ทรงมีอยูโดยชอบตามระบอบราชาธิปไตย คืนใหกับราษฎร ดังปรากฏอยูในมาตรา ๑ ของธรรมนูญการ ปกครองฉบับนั้น ที่ระบุไววา อํานาจสูงสุดของประเทศนั้นเปนของราษฎรทั้งหลาย ซึ่งถือวาเปนสัญญา ประชาคมระหวางสถาบันพระมหากษัตริยกับราษฎร และนับตั้งแตบัดนั้นจนถึงบัดนี้ อํานาจสูงสุดของ ประเทศจึงเปนของราษฎรทั้งโดยชอบดวยกฎหมาย(ธรรมนูญการปกครองแผนดินสยาม)และชอบโดยธรรม


- 58 -

รัฐบาลถวัลย ธํารงนาวาสวัสดิ์ ที่ถูกโคนโดยรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ภายใตการนําของพล โท ผิน ชุณหะวัณและคณะนั้น เปนรัฐบาลที่ถืออํานาจสูงสุดของประเทศ โดยการมอบหมายของราษฎรจึง เปนรัฐบาลที่ชอบดวยกฎหมายและชอบดวยธรรม ตามวิถีทางประชาธิปไตย การโคนลมรัฐบาลถวัลยฯ โดยคณะรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ที่นําโดยพลโท ผิน ชุณหะวัณ และคณะจึงเปนขบถ และแมวารัฐบาลควง อภัยวงศจะไดออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ๒๓ ธันวาคม ๒๔๙๐ แกผูกระทํารัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ไปแลวก็ตาม แตรัฐบาลนายควง อภัยวงศ เปนรัฐบาลที่ไดรับการแตงตั้งจากคณะรัฐประหารที่เปนขบถนั้นเอง และรวมทั้ง วุฒิสภาที่ผานพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับนี้ออกมา ก็เปนวุฒิสภาที่แตงตั้งโดยคณะรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ที่เปนขบถเชนกั และแมคณะอภิรัฐมนตรีในหนาที่คณะผูสําเร็จราชการแทนพระองคที่ เปนผูลงพระนามและลงนามในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลเดช อนุมัติ พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับนี้ ก็เปนคณะบุคคลที่คณะรัฐประหาร ๘ พ.ย. ๒๔๙๐ ที่เปนขบถตั้งขึ้นมา เชนเดียวกัน โดยสรุป พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๙๐ แกผูกระทําการรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายนจึงเปนโมฆะ ความผิดของคณะรัฐประหาร ๘ พ.ย.๒๔๙๐ จึงยังอยูและรัฐบาลที่เปนผลพวงของ คณะรัฐประหาร ๘ พ.ย.๒๔๙๐ ที่เปนขบถ จึงเปนรัฐบาลที่ไมชอบดวยกฎหมายและไมชอบดวยธรรม จึงเปนการชอบดวยกฎหมายและชอบดวยธรรมที่ขบวนการ ๒๖ กุมภาพันธ ๒๔๙๒ ดําเนินการทางทหาร ชวงชิงอํานาจรัฐคืนมาจากฝายขบถ คือรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่สืบตออํานาจจากรัฐบาลควง อภัย วงศ แตเปนโชครายของประชาชนไทยที่ฝายขบถหรือฝายอธรรมเอาชนะฝายธรรมและไดสืบตออํานาจที่ไม ชอบดวยกฎหมายและไมชอบดวยธรรมตอๆ กันมาจนบัดนี้ บานเมืองของเราจึงวนเวียนอยูในวัฏจักรเผด็จ การจนบัดนี้นับแตรัฐประหาร ๘ พ.ย.๒๔๙๐ เปนตนมา ระหวางเผด็จการทหารอํามาตยาธิปไตยและเผด็จการทุนอํามาตยาธิปไตยอันเปนธรรมดาของชวงระยะเวลา ของการตอสูระหวางพลังใหมที่กาวหนากับพลังเกาที่ลาหลังที่ยอมผลัดกันแพผลัดกันชนะ แตในที่สุดพลัง ใหมที่กาวหนาจะตองชนะพลังเกาเสมอไป นี่คือกฎธรรมชาติ


- 59 -

ดังตัวอยางการปฏิวัติประชาธิปไตยโดยนายทุนหรือประชาธิปไตยเจาสมบัติ อันเปนพลังใหมที่กาวหนาใน ประเทศฝรั่งเศส ที่เริ่มแตป ค.ศ.๑๗๘๙ การตอสูระหวางพลังใหมที่กาวหนากับพลังเกาที่ลาหลัง ดําเนินมาถึง ป ค.ศ.๑๘๗๑ ในระหวางการตอสูตั้งแตป ค.ศ.๑๗๘๙ ถึงป ค.ศ.๑๘๗๑ เปนเวลาถึง ๘๒ ป ตางผลัดกันแพ ผลัดกันชนะ แตในที่สุดพลังใหมที่กาวหนาประชาธิปไตยนายทุนเจาสมบัติก็ชนะพลังเกาที่ลาหลังศักดินาอํา มาตยาธิปไตยอยางเด็ดขาด สําหรับในบานเมืองของเรา การปฏิวัติประชาธิปไตยเจาสมบัติหรือนายทุนเริ่มแตป พ.ศ.๒๔๗๕ จนบัดนี้ (๒๕๕๐) ก็เปนเวลา ๗๕ ปแลว อีก ๗ ปจึงจะถึง ๘๒ ปอยางฝรั่งเศส และจะตองประสบผลสําเร็จ เชนเดียวกับฝรั่งเศสอยางแนนอน เพราะพลังใหมที่กาวหนายอมชนะพลังเกาที่ลาหลังเสมอไป แตกอนเวลา ๘๒ ปหลังหลัง ๘๒ ปนั้นขึ้นอยูกับเหตุปจจัย แตก็ตองชนะแนๆ ในที่สุด เพราะนี่คือกฎ ธรรมชาติ

-๔-

หลังจากขบวนการ ๒๖ กุมภาพันธ ๒๔๙๒ ประสบกับความลมเหลวในการปราบขบถคณะ รัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ กลับถูกฝายขบถปราบปรามพายแพไป แตความรักชาติรักประชาธิปไตย และความพยายามที่จะกูสถานการณประชาธิปไตยกลับคืนมายังคงมีอยู จึงในวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๔๙๔ ขบวนการรักชาติรักประชาธิปไตยภายใตนามวา “คณะกูชาติ” นําโดยทหารเรือกลุมหนึ่งเขาจับตัว นายกรัฐมนตรีจอมพล ป.พิบูลสงคราม ขณะมาเปนประธานในพิธีรับมอบเรือขุดลอกสันดอนที่ชื่อวา “แมน ฮัตตัน” จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งทําพิธีรับมอบกันที่ทาราชวรดิษฐ อันเปนพื้นที่ของทหารเรือ เพื่อบังคับให ลาออก แตก็ประสบความลมเหลวเชนเดียวกับขบวนการ ๒๖ กุมภาพันธ ๒๔๙๒ หลังจากที่มีการตอสูกันอยางรุนแรงในระยะหนึ่ง คณะขบถรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ภายใต รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งเปนหุนเชิด จึงคงสืบอํานาจรัฐตอภายใตรัฐธรรมนูญ ๒๓ มีนาคม ๒๔๙๒ โดยที่รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๓ มีนาคม ๒๔๙๒ ที่สืบพันธุจากรัฐธรรมนูญใตตุม ๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ของคณะรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ นําโดย พลโทผิน ชุณหะวัณ (ยศขณะนั้น)และคณะที่ปฏิกิริยา และเผด็จการ เปนรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาเปนอํามาตยาธิปไตย ที่อาศัยพระบารมีสถาบันกษัตริยเปนธงนําใน


- 60 -

รูปแบบของประชาธิปไตยแบบไทย-ไทย และยิ่งกวานั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังรับเอาอํามาตยสภาที่แตงตั้งขึ้น ตามรัฐธรรมนูญใตตุมเขามาไวภายใตรัฐธรรมนูญฉบับนี้สืบตอไป โดยที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม เขามาเปนนายกรัฐมนตรีภายใตรัฐธรรมนูญอํามาตยาธิปไตยฉบับนี้ แทนนายควง อภัยวงศ ที่ถูกคณะรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ บังคับใหลาออกไป (๘ เมษายน ๒๔๙๑) ก็เปนไปไดระยะหนึ่งในขณะที่ผลประโยชนยังไมขัดกันอยางรุนแรง แตในที่สุดก็ถึงจุดแตกหัก ดังคําพูดที่วา “ผลประโยชนขัดกันก็บรรลัย” คณะรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ โดยการสมยอมกับรัฐบาลใชนามคณะวา “คณะบริหาร ประเทศชั่วคราว” ไดประกาศยึดอํานาจการปกครองประเทศทางวิทยุกระจายเสียง (ไมตองใชรถถังและ เคลื่อนยายกําลังทหาร) ในวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๔ ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๓ มีนาคม ๒๔๙๒ และ ใหนํารัฐธรรมนูญฉบับ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ (รวมทั้งที่แกไขเพิ่มเติม)กลับเขามาใช.. รัฐธรรมนูญฉบับแกไขเพิ่มเติม ๘ มีนาคม ๒๔๙๕ ก็เชนเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับกอนๆ คือมีพระ ราชปรารภเปนเบื้องตน และก็เปนพระราชปรารภที่ไมตรงตามความเปนจริง เชนเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับ กอนๆ ที่คณะรัฐประหารสรางขึ้นมา โดยกลาวไวตอนหนึ่งวา “..จําเดิมแตสมเด็จพระบรมปตุลาธิราช พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกพระปกเกลาเจาอยูหัว ไดทรงพระกรุณาโปรดเกลาโปรด กระหมอมพระราชทานรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ณ วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ สถาปนาการ ปกครองประชาธิปไตยขึ้นเปนครั้งแรกในประเทศไทย..” ความจริงการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยขึ้นเปนครั้งแรกในประเทศไทยคือวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ ตามสัญญาประชาคมที่พระปกเกลาเจาอยูหัวไดทรงลงพระปรมาภิไธยใหไวกับราษฎรไทยในธรรมนูญการ ปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ ที่ระบุไวอยางชัดเจนในมาตรา ๑ ของธรรมนูญฉบับนั้น วา “อํานาจสูงสุดของประเทศนั้นเปนของราษฎรทั้งหลาย” ซึ่งก็หมายถึงระบอบประชาธิปไตยนั้นเอง แต การยินยอมของพระองคครั้งนั้นเนื่องมาจากแตการยึดอํานาจการปกครองแผนดินของคณะราษฎรเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ โดยจับพระบรมวงศานุวงศชั้นผูใหญหลายพระองคไวเปนตัวประกัน พระปกเกลาฯ จึงจํายอมลงพระปรมาภิไธย มอบอํานาจที่พระองคมีอยูตามระบอบเผด็จการสมบูรณาญาสิทธิราชย กลับคืน


- 61 -

ใหราษฎรเจาของอํานาจที่แทจริง ที่เปนผูไถหวานและเก็บเกี่ยว ซึ่งยังความเสื่อมพระเกียรติใหกับสถาบัน กษัตริยจึงไดมีความพยายามที่จะลบเหตุการณ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ออกจากหนาประวัติศาสตรดวยวิธี นานาประการ แตความก็จริงก็คือความจริง ความเท็จก็คือความเท็จ ไมมีใครสามารถแกไขเปลี่ยนแปลงได แมจะ สามารถแกไขเปลี่ยนแปลงไดก็เปนการชั่วคราวเทานั้น ขอใหเชื่อเถอะ สักวันหนึ่งในอนาคต วันที่ ๒๔ มิถุนายน จะตองกลับมาเปนวันชาติอยางแนนอน ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คงมีสภาเพียงสภาเดียว คือสภาผูแทนราษฎรซึ่งประกอบดวยสมาชิก ๒ ประเภท จํานวนเทากันคือ ประเภทที่ ๑ มาจากการเลือกตั้งของราษฎร และประเภทที่ ๒ มาจากการแตงตั้ง ตอมาไดปรากฏวามีความแตกแยกเกิดขึ้นในคณะรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ อันเนื่องมาจาก ความขัดแยงกันในผลประโยชนและอํานาจ โดยเฉพาะความขัดแยงระหวางซอยราชครูกับบานสี่เสา

อื่นๆ

ซอยราชครู หมายถึง จอมพล ผิน ชุณหะวัณ ที่มี พล.ต.อ.เผา ศรียานนท(ลูกเขย)เปนเสาเอก กับเขย

บานสี่เสา (เทเวศน)หมายถึงจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต การปกครองบานเมืองในเวลานั้นอยูในอุงมือของสองกลุมนี้ โดยไดรับการสนับสนุนทางดานอาวุธ ยุทธภัณฑจากสหรัฐอเมริกา มหามิตรมาดวยกัน หนวยแจสแม็กใหการสนับสนุนกองทัพบกที่มี สฤษดิ์ ธนะ รัชต เปนผูบัญชาการ บริษัทซีซัพพลาย ซึ่งเปนบริษัทขายอาวุธที่อยูภายใต ซีไอเอ ใหการสนับสนุนกรม ตํารวจที่มีกําลังเสมอดวยกองทัพ โดยเฉพาะกองกําลังสําหรับยึดอํานาจในเมือง เชน ตํารวจรถถัง เปนตน


- 62 -

-๕ทั้งสฤษดิ์ ธนะรัชตและเผาศรียานนท ตางก็หวังที่จะเปนทายาททางการเมืองสืบตําแหนง นายกรัฐมนตรีตอจากจอมพล ป.พิบูลสงคราม ฐานะของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในเวลานั้นจึงเสมือนขี่เสือ สองตัว จึงตองระมัดระวังไมใหเสือตัวหนึ่งตัวใดกัดกิน นี่เปนเหตุผลหนึ่งของการเกิดรัฐประหาร ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ อันเนื่องมาจากความขัดแยงสวนตัวใน ผลประโยชนระหวางสฤษดิ-์ เผา ประการตอมา หลังจากจอมพล ป.พิบูลสงครามไดออกทัศนาจรรอบโลกในป ๒๔๙๘ เพื่อเปนการ แสดงสันถวไมตรีแดประมุข รัฐบาลและประชาชนแหงประเทศตางๆ ในทวีปเอเชีย อเมริกา ยุโรปและอาฟ ริกา รวม ๑๗ ประเทศตั้งแตวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๔๙๘ ถึงวันที่ ๒๒ มิถุนายน ศกเดียวกัน จากการเดินทางครั้ง นี้ทําใหจอมพล ป.พิบูลสงครามมีทัศนะเกี่ยวกับสาธารณรัฐประชาชนจีนดีขึ้น และดีขึ้นจนถึงกับสงตัวแทน สวนตัวไปพบปะกับเจาหนาที่ระดับสูงของจีนเพื่อเตรียมลูทางสถาปนาสัมพันธไมตรีกันตอไป และในอีกดานหนึ่ง จอมพล ป.พิบูลสงคราม ไดสงทานวรรณ หรือ พลตรี พระเจาวรวงศเธอ กรม หมื่นนราธิปพงศประพันธ เปนหัวหนาคณะผูแทนไทยไปรวมประชุมประเทศเอเชีย-อาฟริกาที่บันดง ประเทศอินโดนีเซีย ระหวางวันที่ ๑๘-๒๔ เมษายน ๒๔๙๘ และพระองคทานไดมีโอกาสพบปะกันเปนพิเศษ กับโจวเอินไหล นายกรัฐมนตรีแหงสาธารณรัฐประชาชนจีน อันเปนการขัดกับสหรัฐอเมริกาที่มีนโยบาย ตอตานสาธารณรัฐประชาชนจีนอยางบาคลั่ง และการสงตัวแทนไปพบปะกับเจาหนาที่ชั้นสูงของสาธารณรัฐ ประชาชนจีน การพบปะกันเปนพิเศษระหวางทานวรรณ กับ โจวเอินไหลที่บันดง อินโดนีเซีย ไมเปน ความลับสําหรับ ซีไอเอ ที่ไดชื่อวา รัฐบาลจําบัง นี่เปนเหตุผลหนึ่งของการเกิดรัฐประหาร ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ อันเนื่องมาจากความไมพอใจของ สหรัฐอเมริกาตอทาทีของรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามที่มีตอสาธารณรัฐประชาชนจีน จึงสนับสนุน ใหสฤษดิ์ ธนะรัชต ขึ้นมาแทนจอมพล ป.พิบูลสงคราม เชนเดียวกับสนับสนุนเหงียนวันเทียวเขามาแทนที่โง ดินเดียมในเวียตนามใตในเวลาตอมา


- 63 -

ประการตอมาและเปนประการชี้ขาด คือกรณีที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ดําริจะริ้อฟนคดีสวรรคตที่ ถูกศาลฎีกาพิพากษาใหประหารชีวิตคุณเฉลียว ปทุมรส คุณชิต สิงหเสนี และคุณบุศย ปทมศริน เสร็จสิ้นไป แลวตั้งแตวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๔๙๗ และกระทรวงมหาดไทยโดยกรมราชทัณฑ ก็ไดปฏิบัติตามคําพิพากษา นั้นคือประหารชีวิตบุคคลทั้ง ๓ คนเสร็จสิ้นไปแลว แตวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ ๒๔๙๘ และกอนที่จะถูกประหาร ชีวิตทั้ง ๓ คน ไดมีหนังสือกราบบังคมทูลขอพระเมตตาอภัยโทษ แตก็ใหยกฎีกานั้นเสีย และกอนที่จะเขา หลักประหาร นายชิต นายบุศย มหาดเล็กหองพระบรรทมของในหลวงอานันทฯ และในเชาวันเกิดเหตุ ทั้ง สองคนก็นั่งอยูที่หนาประตูหองแตงพระองค ซึ่งเปนหนทางเดียวที่เขาถึงหองพระบรรทม (และไดใหการตอ ศาล เลาถึงเหตุการณวันนั้นวา กอนเสียงปนดังขึ้น ไมมีใครลวงล้ําเขาไปในหองพระบรรทมเลย แมในหลวง องคปจจุบัน ถึงแมพระพี่เลี้ยงเนื่องจะใหการตอบอัยการโจทกวา “ถาพระองคหนึ่งองคใดตื่นบรรทมกอนแลว ก็จะตองเขาไปกระเซาเหยาแหยใหอีกพระองคหนึ่งตื่นขึ้น แลวจึงประจอประแจตอกัน” แตในวันนั้นทั้งสอง คนใหการตรงกันวา ในหลวงองคปจจุบันไปยืนอยูแคประตู ถามไถพระอาการของในหลวงอานันทฯ แลว บายพระพักตรกลับ) ไดมีโอกาสพบปะกับ พล.ต.อ.เผา ศรียานนท รัฐมนตรีวาการกระทรวงทหาดไทยซึ่งไป เปนสักขีพยานในการประหารชีวิต ๓ คนนั้นดวย การพบปะกับ ๓ คนในวันนั้นจะพูดจากันประการใดไมเปน ที่เปดเผย แต พล.ต.อ.เผา ศรียานนท ไดมีบันทึกไว และไดเสนอจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีใน เวลาตอมา ตอประเด็นนี้ ทานปรีดี พนมยงค ไดใหสัมภาษณหนังสือพิมพมหาราษฎรไว ดังตอไปนี้ “รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ไดสงตัวแทนไปพบผมในประเทศจีน แจงวาไดหลักฐานใหมที่ แสดงวาผูถูกประหารชีวิตทั้งสามคมและผมเปนผูบริสุทธิ์ ฉะนั้นจอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงจะเสนอสภา ผูแทนราษฎรใหออกกฎหมายใหมีการพิจารณาคดีใหม ดวยความเปนธรรม (ตามกฎหมายไทยเมื่อคดีถึงที่สุด แลวเปนอันยุติ ดังนั้นในการจะรื้อฟนคดีขึ้นมาพิจารณาใหมจึงทําไมได นอกจากจะมีกฎหมายอนุญาตใหทํา ได จอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงเตรียมจะเสนอกฎหมายตอสภาผูแทนราษฎรใหออกกฎหมายอนุญาตใหรื้อฟน คดีสวรรคตขึ้นมาพิจารณาใหมได รวมทั้งคดีอื่นๆ ที่โจทก-จําเลยไดพบหลักฐานใหม-ผูเขียน)ครั้นแลวก็มีผูยุ ยงใหจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต กับพวก ทํารัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ โคนลมรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม”


- 64 -

นี่ก็เปนอีกเหตุผลหนึ่งของการเกิดรัฐประหาร ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ อันเนื่องมาจากจอมพล ป.พิบูล สงคราม จะรื้อฟนคดีสวรรคตขึ้นมาพิจารณาใหม เพื่อใหความเปนธรรมแกผูบริสุทธิ์ ที่ถูกลงโทษประหาร ชีวิตไปแลวทั้ง ๓ คน รวมทั้งทานปรีดีฯ และเรือเอกวัชรชัยฯ และก็แนละ เมื่อผูบริสุทธิ์ที่ถูกประหารชีวิตไป ทั้ง ๓ คน รวมทั้งทานทานปรีดีฯ และเรือเอกวัชรชัยฯ ที่ถูกกลาวหาวาเปนผูวางแผนและมือปนไดถูกพิสูจน วาเปนผูบริสุทธิ์ แลวใครละเปนผูไมบริสุทธิ์และมือปนตัวจริง ???? ผูไมบริสุทธิ์และมือปนตัวจริงจึงยังคงปดลับอยูจนถึงวันนี้ แตเราทุกคนเชื่อในคําโบราณไมใชหรือ ที่วา ความลับไมมีในโลก เมื่อทานปรีดีฯ ถูกถามในประเด็นนี้ในเวลาตอมา ทานตอบวา “...ประวัติศาสตรในอนาคตจะตอบเอง” ดวยเหตุผลทั้ง ๓ ประการดังกลาวขางตน คือผลประโยชนสวนตัวระหวางสฤษดิ์ กับเผาขัดกัน ประการหนึ่ง ผลประโยชนของชาติ (คือเปดความสัมพันธกับสาธารณรัฐประชาชนจีน)ระหวางจอมพล ป. พิบูลสงคราม กับสหรัฐอเมริกา(ที่ขัดขวางความสัมพันธของไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน) ประการหนึ่ง กับอีกประการหนึ่งคือสกัดกั้นไมใหนําคดีสวรรคตขึ้นมาพิจารณาใหม แตก็มีอีกประเด็นหนึ่งแทรกซอนเขามา ซึ่งแลดูผิวเผินก็ดูเหมือนกับไมสําคัญ แตถาจับเอาโครงสรางของสังคมเปนหลักแลว จะเห็นวาประเด็นนี้เปนหลักการของระบอบ ประชาธิปไตย นั่นคือประเด็นปฏิรูปที่ดินทํากินของรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยออกพระราชบัญญัติ กําหนดที่ดินทํากินครัวเรือนละไมเกิน ๕๐ ไร ซึ่งสรางความไมพอใจใหพวกเจาที่ดินที่ไมรูจักพอเพียง มีที่ดิน นับพันไรหมื่นไร ซึ่งตกทอดกันมาจากระบบทาสศักดินาและระบอบเผด็จการสมบูรณาญาสิทธิราชย จึง สนับสนุนการทํารัฐประหารของสฤษดิ์ฯอยางถึงที่สุดและภายหลังที่สฤษดิ์ฯ ไดอํานาจแลวก็ไดยกเลิก กฎหมายปฏิรูปที่ดินฉบับนั้น ปลอยใหเจาที่ดินมีที่ดินไดอยางเสรีไมจํากัดความพอเพียง ดังที่เปนอยูในเวลานี้ อันเปนผลพวงของรัฐประหารในครั้งนั้น


- 65 -

รัฐประหาร ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ เกิดขึ้นดวยปจจัยหลายๆ ประเด็นดังที่กลาวมา แตก็ไมไดฉีก รัฐธรรมนูญฉบับเดิมทิ้งในทันทีทันใด หากอาศัยรัฐธรรมนูญฉบับนั้นสรางฐานที่มั่นคงมาชั่วระยะหนึ่ง โดยมี เงื่อนไขบางประการดังจะไดกลาวตอไป.

-๖ดวยความขัดแยงสามประการที่สําคัญ และรวมอีกหนึ่งคือปญหาถือครองที่ดิน ซึ่งถือเสมือนความ ขัดแยงหลักที่กอใหเกิดรัฐประหาร ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ รวมทั้งการเลือกตั้งที่ไมบริสุทธิ์ยุติธรรม เมื่อ ๒๖ กุมภาพันธ ๒๕๐๐ อันนํามาซึ่งการเคลื่อนไหวของนักศึกษาประชาชน คัดคานการเลือกตั้งในเวลาตอมา และ เหตุการณเคลื่อนไหวของนักศึกษาประชาชนในครั้งนี้เองที่ไดสรางชื่อเสียงใหกับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ใน ฐานะขวัญใจประชาชนและโดยเฉพาะสมาชิกพรรคคอมมิวนิสตจํานวนหนึ่ง(ที่ผมใชคําวาสมาชิกพรรค คอมมิวนิสตจํานวนหนึ่งเพราะไมแนใจวาจะเปนมติของพรรค-สุพจน)หวังที่จะสนับสนุนจอมพลสฤษดิ์ ธนะ รัชตใหเปนนัสเซอร (ผูนําอียิปต)แหงลุมน้ําเจาพระยา โดยที่ภายหลังการเลือกตั้งที่เรียกวา เลือกตั้งสกปรกเมื่อ ๒๖ กุมภาพันธ ๒๕๐๐ ไดมีการคัดคานการ เลือกตั้งที่นําโดยนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตรและจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ทางรัฐบาลก็ไดเตรียมการ ปราบปรามอยางเต็มที่ โดยประกาศสถานการณฉุกเฉิน และแตงตั้งใหพลเอก สฤษดิ์ ธนะรัชต ผูบัญชาการ ทหารบก เปนผูบัญชาการฝายทหารห มีอํานาจสั่งใชกําลังทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และตํารวจ ไดแต ผูเดียว ตอมาในวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๐๐ ขบวนการนักศึกษาทั้งจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ภายใตการนํา ของ คุณสุวิช เผดิมชิต ประธานนักศึกษา และจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยไดเดินขบวนไปพบนายกรัฐมนตรีที่ ทําเนียบรัฐบาล โดยไดรับไฟเขียวจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต จึงไมไดรับการขัดขวางจากทหารและตํารวจ มี ทหารบกมีชื่อขึ้นมาในวันนั้นคนหนึ่งมีหนาที่คุมกําลังทหารอยูที่สะพานมัฆวาน เพื่อขัดขวางการบุกทําเนียบ ของขบวนการนักศึกษา แตเมื่อเผชิญหนากันกับขบวนการนักศึกษา ทานกลับเปดทางใหขบวนการนักศึกษา เดินไปสูเปาหมายโดยปลอดภัย ทหารทานนี้ชื่อ ร.อ.อาทิตย กําลังเอก หรือตอมาก็คือ พลเอก อาทิตย กําลัง เอก ผูบัญชาการทหารบก ที่ถูกพลเอกเปรม ติณสูลานนท สั่งปลดกลางอากาศนั้นเอง


- 66 -

การเดินขบวนบุกทําเนียบของรัฐบาลครั้งนั้นจอมพล ป.พิบูลสงคราม เปนรัฐมนตรีวาการ กระทรวงมหาดไทยควบคูกับตําแหนงนายกรัฐมนตรี แตขณะนั้น พล.ต.อ.หลวงชาติตระการโกศล รอง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผูออกมารับคํารองของนักศึกษาอางวาจอมพล ป.พิบูลสงครามอยูที่ทําเนียบ นักศึกษาจึงไดเบนเข็มมุงไปที่ทําเนียบรัฐบาล นักเรียกรองของนักศึกษา จอมพล ป.พิบูลสงครามไมอาจใหคําตอบในทันที โดยอางวาจะตองปรึกษา กับฝายตางๆ กอน ซึ่งสรางความไมพอใจใหกับขบวนการนักศึกษาเปนอยางยิ่ง แตเพื่อสยบปฏิกิริยาของ นักศึกษา จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต ซึ่งอยู ณ ที่นั้นดวย ไดประกาศขึ้นวา “ขาพเจาจะเปนตัวแทนของพี่นองกระตุนรัฐบาลในเรื่องนี้ บัดนี้ไดเวลาแลว ขอใหพี่นองแยกยายกัน กลับไดแลว รอฟงคําตอบจากรัฐบาลตอไป” ทันทีที่จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต พูดจบ เสียงโหรอง ก็ดังขึ้น “ไชโย ! ไชโย ! จอมพลสฤษดิ์ จงเจริญ” -๗ตอมาในวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๐๐ ไดมีการประกาศยกเลิกตําแหนง”ผูบัญชาการฝายทหาร” และวันที่ ๑๔ ตอมาไดประกาศยกเลิกสถานการณฉุกเฉิน และตอมาอีก ๕ เดือนหลังจากที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต และ คณะทหารจํานวนหนึ่ง ไดมีหนังสือขอใหจอมพล ป.พิบูลสงคราม ลาออกจากตําแหนงนายกรัฐมนตรี เมื่อ ๑๒ กันยายน ๒๕๐๐ แตจอมพล ป.พิบูลสงคราม ไมยอมลาออก กลับเขาเฝาเพื่อขอพระราชทานพระบรม ราชโองการปลดจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต ออกจากตําแหนงผูบัญชาการทหารบก ในตอนเชาวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ แตไมทรงโปรด ในเชาคืนวันนั้นเอง ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต ในนามของ “คณะทหาร” ไดทําการ ยึดอํานาจโคนลมรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามและนับแตบัดนั้นอํานาจการปกครองแผนดินอยูในกํามือ ของ “คณะทหาร” (ดูรายละเอียดไดจาก “พลิกแผนดิน” ของประจวบ อัมพเศวต ของสํานักพิมพสุขภาพใจ) และฐานะของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ยิ่งมั่นคงยิ่งขึ้นเมื่อไดมีพระบรมราชโองการเปนสวนพระองค ในคืน รัฐประหารนั้นเอง (เพราะไมมีผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ) แตงตั้งใหจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชตผูใช กําลังอาวุธลมลางรัฐบาลเยี่ยงอนารยชน เปนผูรักษาพระนครฝายทหาร ดังสําเนาพระบรมราชโองการตอไปนี้


- 67 -

ฉบับพิเศษ หนา ๑ เลม ๗๔ ตอนที่ ๗๖ ราชกิจจานุเบกษา ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ ประกาศพระบรมราชโองการ ตั้งผูรักษาพระนครฝายทหาร -----------ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. เนื่องดวยปรากฏวา รัฐบาลอันมี จอมพล ป.พิบูลสงครามเปนนายกรัฐมนตรี ไดบริหารราชการแผนดินไมเปน ที่ไววางใจของประชาชน ทั้งไมสามารถรักษาความสงบเรียบรอยของบานเมืองได คณะทหารซึ่งมี จอม พลสฤษดิ์ ธนะรัชต เปนหัวหนา ไดเขายึดอํานาจการปกครองไวได และทําหนาที่เปนผูรักษาพระนครฝาย ทหาร ขาพเจาจึงขอตั้งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต เปนผูรักษาพระนครฝายทหาร ขอใหประชาชนทั้งหลายจงอยู ในความสงบ และใหขาราชการทุกฝายฟงคําสั่งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ตั้งแตบัดนี้เปนตนไป ประกาศ ณ วันที่ ๑๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๐๐ หมายเหตุ ประกาศพระบรมราชโองการฉบับนี้ไมมีผูรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งหมายความวา พระองคทรงเปนผูรับผิดชอบดวยพระองคเอง เชนเดียวกับกษัตริยในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย กอน ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ซึ่งถือเปนโมฆะตามมาตรา ๗ ของธรรมนูญการปกครองแผนดินสยาม ชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ อันเปนเสมือนสัญญาประชาคมระหวางสถาบันกษัตริยกับราษฎรไทย โดยที่การทํารัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ครั้งนี้ไมไดประกาศฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญ หากให คงใชตอไป โดยมีเงื่อนไขตามพระบรมราชโองการ ลงวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๐๐ ดังนี้ “..(ก) ใหสมาชิกภาพแหงสภาผูแทนราษฎรของสมาชิกประเภทที่ ๑ และสมาชิกประเภทที่ ๒ สิ้นสุด ลงในวันประกาศพระบรมราชโองการนี้ (ข)ใหดําเนินการเลือกตั้งสมาชิกประเภทที่ ๑ ภายในเกาสิบวัน นับตั้งแตวันประกาศพระบรมราช โองการนี้


- 68 -

(ค)จะไดทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ แตงตั้งสมาชิกประเภทที่ ๒ จากบุคคลซึ่งทรงเห็นสมควร มี จํานวนไมเกิน ๑๒๓ คน ในวันและภายหลังวันประกาศพระบรมราชโองการนี้ ในระหวางที่สมาชิกประเภทที่ ๑ ยังไมไดรับหนาที่ ใหสภาผูแทนราษฎรประกอบดวยสมาชิกประเภท ที่ ๒ ไปพลางกอน (ง)กอนที่จะไดมีการแตงตั้งคณะรัฐมนตรีเขาบริหารราชการแผนดิน ใหเปนหนาที่ของผูรักษาการ พระนครฝายทหาร เปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ... พระบรมราชโองการฉบับนี้ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ผูรักษาการพระนครฝายทหาร เปนผูลงนามรับ สนองพระบรมราชโองการ และตอมาไดแตงตั้งสมาชิกประเภทที่ ๒ ลงวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๐๐ จากบุคคล ที่เห็นสมควร โดยเปนบุคคลที่พระมหากษัตริยทรงไววางพระทัย จึงทรงเห็นสมควรแตงตั้งใหเปน สมาชิกสภาผูแทนราษฎรประเภทที่ ๒ จํานวน ๑๒๑ นาย ในจํานวนนี้ เปนทหารบก ๗๓ นาย เปนทหารเรือ ๑๕ นาย เปนทหารอากาศ ๑๖ นาย เปนตํารวจ ๓ นาย นอกนั้นเปนขาราชการพลเรือนชั้นผูใหญ และคหบดี ๑๔ นาย และบุคคลที่พระมหากษัตริยทรงไววางพระราชหฤทัยเหลานี้เปนบุคคลชนิดไหน ? อยางไร ? ประวัติศาสตรไดบันทึกไวแลว เชน จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต จอมพล ถนอม กิตติขจร จอมพล ประภาส จารุ เสถียร และจอมพลตนตระกูลชุณหะวัณ (ผิน) หลังจากตั้งผูที่ทรงเห็นสมควรเปนสมาชิกประเภทที่ ๒ จํานวน ๑๒๑ คนแลว ก็เริ่มทําหนาที่ตาม เงื่อนไข (ค) คือสภาผูแทนราษฎรและเปดประชุมเพื่อเลือกตั้งประธานและรองประธานสภาผูแทนราษฎรตาม พระราชกฤษฎีกาลงวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๐๐ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม โดย พลเอก สุทธิ์ สุทธิสารรณกร เปนประธานสภาผูแทนราษฎร พลโท ปรุง รังสิยานนท เปนรองประธานคนที่ ๑ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เปนรองประธานคนที่ ๒ และในวันเดียวกันนั้น ประธานสภาฯ ไดเชิญสมาชิกสภาฯ ไปประชุมหารือเปนการภายใน ณ หอประชุมกองทัพบก เพื่อเฟนหาตัวบุคคลที่สมควรจะเปนนายกรัฐมนตรี และที่ประชุมมีมติเปนเอกฉันท ตามคําชี้แนะใหนายพจน สารสินเปนนายกรัฐมนตรี และตอมาในวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๐๐ ไดทรงโปรด


- 69 -

เกลาฯใหนายพจน สารสิน เปนนายกรัฐมนตรีโดย พลเอก สุทธิ์ สุทธิสรรณกร เปนผูลงนามรับสนองพระ บรมราชโองการ และในวันเดียวกันนั้นเองไดโปรดเกลาฯแตงตั้งคณะรัฐมนตรี

-๘ภายใตรัฐบาลพจน สารสิน ซึ่งมีสมญานามวา ลูกบุญธรรมของจอหน ฟอสเตอรดัลเลส อดีต รัฐมนตรีตางประเทศของสหรัฐอเมริกา ผูบาคลั่งในการตอตานคอมมิวนิสต และเปนผูบัญญัติหลัก ๑๐ ประการในการตอตานรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ในขณะนั้น ซึ่งยังผลมาถึงประเทศไทยดวย จนถึง ปจจุบันนี้ และเพื่อประโยชนแกประเทศชาติ จึงขอนํารายละเอียดมาแฉ ณ ที่นี้ คือ ๑. ใชทุกสิ่งทุกอยางลอลวงและทําลายเยาวชนของพวกเขาอยางสุดความสามารถ ปลุกปนพวกเขาให ดูหมิ่นเหยียดหยาม และกาวไปอีกกาวหนึ่ง ถึงขั้นคัดคานความคิดและการศึกษาที่พวกเขาไดรับมาแตเดิม โดยเฉพาะอยางยิ่งตําราลิทธิคอมมิวนิสม ชวยพวกเขา(หมายถึงเยาวชนจีน-ผูเขียน)สรางอารมณและโอกาส แหงการปลอยตัวปลอยใจทางกามราคะ ยั่วยุพวกเขาใหกาวไปอีกกาวหนึ่ง มีสัมพันธสําสอน ใหพวกเขาไม รูสึกละอายตอความเบาปญญา ฟุงเฟอ จะตองทําลายลางจิตใจ มานะบากบั่นทรหดอดทนที่พวกเขาเคยมีให สิ้น ๒. จะตองทํางานการโฆษณาทุกอยางเทาที่จะทําไดอยางสุดความสามารถ รวมทั้งภาพยนตร หนังสือ โทรทัศน วิทยุกระจายเสียง และการเผยแพรศาสนาในรูปแบบใหม ขอแตเพียงใหพวกเขาใฝฝนในรูปแบบ เสื้อผา อาหาร การอยูอาศัย การสัญจร ความบันเทิงและการศึกษาของเรา (แบบสังคมทุนนิยม-ผูเขียน) ก็ถือวา สําเร็จไปครึ่งหนึ่งแลว ๓. จะตองชักนําความสนใจของเยาวชนของเขา ใหหันเหไปจากการถือรัฐบาลของพวกเขาเปนจุดศูนย รวมที่สืบทอดกันมา (ตามระบบพรรค-ผูเขียน) ใหความคิดความอานของพวกเขาไปรวมศูนยอยูที่การแสดง การกีฬา หนังสือกามตัณหา การแสวงหาความสุข การละเลน ภาพยนตร อาชญากรรม และความเชื่องมงายใน ศาสนา(แบบไสยศาสตร-ผูเขียน) ๔.จะตองกอใหเกิดกระแสคลื่นกวนน้ําใหขุนอยูเสมอ แมจะไมมีเหตุการณอะไรก็ตาม ใหประชาชน ของพวกเขาวิพากษวิจารณกันอยางเปดเผย ดังนี้ ก็จะปลูกฝงพืชแหงความแตกแยกอยูในจิตใตสํานึกของพวก


- 70 -

เขา โดยเฉพาะอยางยิ่งจะตองหาโอกาสดีในชนชาติสวนนอยของพวกเขา สรางความอาฆาตใหม เปา ความแคนเกาใหลุกโพลน เรื่องนี้เปนนโยบายที่จะมองขามไปมิไดโดยสิ้นเชิง (เชน ปญหาที่เกิดขึ้นในสาม จังหวัดภาคใตของเราในขณะนี้-ผูเขียน) ๕. เราจะตองสรางขาวขึ้นมาไมขาดระยะ สรางความอัปลักษณแกผูนําของพวกเขา ผูสื่อขาวของเรา ควรจะฉวยโอกาสเขาสัมภาษณพวกเขา หลังจากนั้นก็จัดเรียงถอยคําของพวกเขาไปโจมตีพวกเขาเองใน สถานที่นานาชาติ การถายรูปจะตองสนใจเปนพิเศษ มันเปนโอกาสที่ดีที่สุดในการสรางความอัปลักษณใหแก พวกเขา เราจะตองอาศัยความเปนไปไดทุกอยาง ใหประชาชนของพวกเขาคนพบโดยมิไดตั้งใจวา ผูนําของ พวกเขามีแตความอัปลักษณ พิกลพิการ ต่ําชาและโสโครก (อยางที่กลุมสนธิ-ประสงค ทํากับอดีต นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร-ผูเขียน) ๖.ไมวาจะอยูภายใตสภาวะใด เราจะตองปาวรองประชาธิปไตย เมื่อมีโอกาสก็จะตองรีบปลุกระดม การเคลื่อนไหวประชาธิปไตยในทันที โดยไมตองไปคํานึงวาจะเปนขนาดเล็กหรือขนาดใหญ จะมีรูปแบบ หรือไมมีรูปแบบก็ตาม ไมวาจะอยูในกาละเทศะใด ไมวาจะอยูในภาวะใด เราลวนแตจะตองเรียกรอง ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนตอรัฐบาลของพวกเขาไมขาดสาย (อยางที่กลุมสนธิ-ประสงค เรียกรองตอ อดีตรัฐบาลทักษิณ-ผูเขียน) ขอแตพวกเราทุกคนพูดอยางเดียวกันไมไดขาด ประชาชนของพวกเขาก็จะตอง เชื่อวา สิ่งที่เราพูดเปนความจริง(แมจะพูดโกหก-ผูเขียน)อยางแนนอน เราไดมาคนหนึ่ง ก็นับวาไดมาหนึ่ง เรา ครองพื้นที่ไดมาหนึ่งก็ถือวาครองไดหนึ่งพื้นที่ จะตองทําทุกอยางโดยไมตองเลือกวาจะเปนวิธีการอยางไร องคกรและเจาหนาที่ทางการคาของเรา ลวนตองไมถือกา���ครอบครองตลาดการคาเปนเปาหมายสุดทายเปน อันขาด เพราะตลาดการคาในพริบตาเดียวก็อาจสูญเสียไปได ถาแมวาเรายังไมไดยึดครองตลาดการเมือง เอาไว ๗.เราจะตองยุยงสงเสริมใหรัฐบาลของพวกเขาสิ้นเปลืองคาใชจายมากที่สุดเทาที่จะทําได สงเสริม พวกเขาใหกูหนี้ยืมสินจากพวกเรา ดังนี้เราก็จะมีความมั่นใจเต็มที่ในการทําลายลางเครดิตของพวกเขาได เรา ใหเงินตราของพวกเขาราคาถูก เกิดภาวะเงินเฟอ ขอแตพวกเขาเสียการควบคุมราคาสินคาไปแลว ในจิตใจ ของประชาชน พวกเขาก็ตองพังทลายโดยสิ้นเชิง


- 71 -

๘. เราจะตองใชความไดเปรียบทางเศรษฐกิจและทางเทคโนโลยี โจมตีอุตสาหกรรมของพวกเขาทั้งที่ มองเห็นและมองไมเห็น เพียงแตอุตสาหกรรมของพวกเขาเปนอัมพาตไปโดยไมรูเนื้อรูตัว เราก็สามารถที่จะ ปลุกระดมความปนปวนของสังคมขึ้นมาได แตทวาโดยภายนอกแลวเราจะตองแสดงวาไดชวยเหลือเกื้อหนุน พวกเขาดวยความเมตตากรุณาอยางเต็มที่ ดังนี้(รัฐบาล)พวกเขาก็จะออนปวกเปยกอยางเห็นไดชัด รัฐบาลที่ ออนปวกเปยกก็จะนํามาซึ่งความปนปวนที่ใหญยิ่งขึ้นและรุนแรงยิ่งขึ้น ๙. เราจะตองใชทรัพยากรบรรดามี แมกระทั่งการยกมือยกเทาพูดจา ยิ้มหัว ก็ลวนแตสามารถจะทําลาย คานิยมที่สืบทอดกันมาได เราจะตองใชทุกสิ่งทุกอยางไปทําลายจิตใจแหงศีลธรรมตามวิสัยของพวกเขาให พินาศ ทําลายหัวกุญแจแหงความภาคภูมิใจและความเชื่อมั่นในตัวเองใหสิ้นไป ซึ่งก็คือโจมตีจิตใจมานะ บาก บั่น ทรหดอดทนของพวกเขาอยางสุดความสามารถ ๑๐. สงอาวุธยุทโธปกรณอยางลับๆ ใหกับผูที่เปนศัตรูของพวกเขา และผูที่อาจจะกลายเปนศัตรูของ พวกเขาทั้งหมด (อยางที่กําลังกระทําอยูใน ๓ จังหวัดภาคใตขณะนี้-ผูเขียน) บัญญัติ ๑๐ ประการนี้ นายจอหนฟอสเตอรดัลเลส อดีตรัฐมนตรีตางประเทศของสหรัฐอเมริกา เปนผู กําหนดขึ้นมานานแลว ตั้งแตป ค.ศ.๑๙๕๑ /พ.ศ.๒๔๙๔) และไดเพิ่มเติมปรับปรุงแกไขเรื่อยมา เพื่อใชเปน ยุทธศาสตรการแปรเปลี่ยนโดยสันติตอจีน ใหระบบสังคมนิยมของจีนที่เพิ่งเริ่มตนพังพินาศลง เปนการทํา สงครามที่ปราศจากควันปนกับจีน ดังเชนที่ไดทําใหสหภาพโซเวียตและยุโรปตะวันออกลมสลายมาแลว (คัด จากหนังสือเผยโฉมหนาฝาหลุนกง ของ บุญศักดิ์ แสงระวี ที่ถายทอดมาจากหนังสือพิมพ เซี่ยงกั่งซางเปา ของ ฮองกงประจําวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๐๐๐) รัฐบาลนายพจน สารสิน ที่สฤษดิ์ฯ สนับสนุนขึ้นมาเปนนายกรัฐมนตรี เพื่อแกการรับรองรัฐบาล สหรัฐอเมริกาและนานาประเทศ หลังจากจัดการใหมีการเลือกตั้งผูแทนราษฎรในวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๐๐ หลังจากการเลือกตั้งผานพนไปแลว รัฐบาลนายพจน สารสินก็ไดลาออกไปในวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๐๐ สภาเสียงขางมากซึ่งเปนเสียงของคณะรัฐประหาร ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ มีมติเลือก พลโท ถนอม กิตติขจร ขึ้น เปนนายกรัฐมนตรีและไดมีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ แตงตั้งใหพลโท ถนอม กิตติขจร ขึ้นเปน นายกรัฐมนตรีและไดมีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ แตงตั้งให พลโท ถนอม กิตติขจรดํารงตําแหนง นายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๐๑


- 72 -

พลโท ถนอม กิตติขจร ครองตําแหนงนายกรัฐมนตรีภายใตรัฐธรรมนูญ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ แกไข เพิ่มเติม ๘ มีนาคม ๒๔๙๔ ตั้งแต ๑ มกราคม ถึง ๒๐ ตุลาคม ๒๕๐๑ จึงไดกราบบังคมทูลลาออกจากตําแหนง นายกรัฐมนตรี และในวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๐๑ นั้นเอง เวลาบาย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ผูบัญชาการทหาร สูงสุด ไดเขาเฝาทูลละอองธุลีพระบาทในโอกาสที่เดินทางกลับจากตางประเทศ แตในค่ําคืนนั้นเองเวลา ๒๑.๐๐ น. เสียงหาวๆ ของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต ก็ไดออกอากาศประกาศยึดอํานาจปกครองแผนดินอีก ครั้งหนึ่งในนามของ “คณะปฏิวัติ” มีสาระสําคัญดังนี้ ๑.คณะปฏิวัติไดกระทําการปฏิวัติโดยความยินยอมและสนับสนุนของรัฐบาลชุดที่ลาออกไป ๒.ยกเลิกรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๗๕ แกไขเพิ่มเติม ๒๔๙๕ ๓.จะดําเนินการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญ เทอดทูนพระมหากษัตริยเสมอ และจะแกไข รัฐธรรมนูญเสียใหมใหเหมาะสม ๔.ใหสภาผูแทนราษฎรและคณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ๕.ศาลทั้งหมดคงมีอํานาจดําเนินการพิจารณาและพิจารณาอรรถคดีใหเปนไปตามบทกฎหมายเชนเดิม ทุกประการ ๖.คณะปฏิวัติจะไดรับภาระบริหารประเทศโดยมีกองบัญชาการปฏิวัติซึ่งมีจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต เปนผูบังคับบัญชาสูงสุด รักษาสถานการณทั่วราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้จนกวาจะไดตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นใหม ๗.ใหปลัดกระทรวงทุกกระทรวงรักษาการในหนาที่และบรรดาอํานาจที่กฎหมายไดบัญญัติไววา เปน อํานาจของรัฐมนตรีใหเปนอํานาจของปลัดกระทรวง การปฏิบัติงานใหขึ้นตอหัวหนาคณะปฏิวัติ.. ๘.ประกาศใชกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร และยุบพรรคการเมือง


- 73 -

จึงเปนจุดจบรัฐธรรมนูญ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ แกไขเพิ่มเติม ๘ มีนาคม ๒๔๙๕ เพียงแคนี้ และ ตอไปดวยรัฐธรรมนูญเผด็จการของ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต จอมพล สฤษดิ์ฯ ปกครองประเทศเยี่ยงอนารยชนภายใตคําประกาศ “ขาพเจาขอรับผิดชอบแตผูเดียว” เปนเวลา ๙๙ วัน จนถึงวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๐๒ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯใหใชรัฐธรรมนูญ การปกครองราชอาณาจักรไทยฉบับใหม ที่คณะปฏิวัติสรางขึ้น เรียกวา “ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร ๒๘ มกราคม ๒๕๐๒ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ปกครองประเทศตั้งแตทํารัฐประหาร ๒๐ ตุลาคม ๒๕๐๑ และสืบตอมาตาม รัฐธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร ฉบับ ๒๘ มกราคม ๒๕๐๒ จนถึงวันตายเมื่อ วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๐๖ รวมเวลาหลายป ในหลายปที่จอมพลสฤษดิ์ฯ ครองเมือง นอกจากคนบริสุทธิ์จํานวนหนึ่ง เชน รวม วงศพันธุ ครอง จัน ดาวงศ และคนอื่นๆ อีกหลายคนถูกฆาตาย โดยประกาศิตของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชตแลว ยังมีอีกจํานวน มากมายรวมทั้งพวกที่เคยไชโยโหรองอยากจะใหจอมพลสฤษดิ์ฯ เปนนัสเซอรแหงลุมน้ําเจาพระยา จนพระยา มัจจุราชตองเขามาจัดการกับจอมพลสฤษดิ์ฯ สถานการณจึงคอยคลี่คลายขึ้นบาง รายละเอียดในพฤติกรรมของผูนี้ ไดมีบันทึกไวแลวในเอกสารตางๆ รวมทั้งเอกสารของทางราชการที่ เกี่ยวกับการฉอราษฎรบังหลวง และนี่คือคนที่กษัตริยทรงโปรดเกลาฯ แตงตั้งใหเปนผูรักษาพระนครฝาย ทหาร เมื่อ ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ และโปรดเกลาฯ ใหดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรีในเวลาตอมา แตกลับทํา ความเสื่อมเสียใหกับสถานบันกษัตริย และยิ่งกวานั้นอนุสาวรียของเขาในเครื่องแบบยศจอมพล ยังไดถูก สรางขึ้นที่จังหวัดขอนแกนอยางนาอัปยศยิ่ง.

ที่มา : หนังสือ ประวัติรัฐธรรมนูญ ของ สุพจน ดานตระกูล


- 74 -

สัจจะที่ถูกบิดเบือน พระที่นั่งอนันตสมาคม วันที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕ ขอเดชะฝาละอองธุลีพระบาทปกเกลาปกกระหมอม ดวยคณะราษฎร ขาราชการ ทหาร พลเรือน ไดยึดอํานาจการปกครองแผนดินไวไดแลว และไดเชิญ สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ มีสมเด็จพระเจาพี่ยาเธอเจาฟากรมพระนครสวรรควรพินิจเปนตน ไวเปนประกัน ถาหากคณะราษฎรถูกทํารายดวยประการใดๆ ก็จะตองทํารายเจานายที่คุมไวเปนการต���บแทน คณะราษฎรไมประสงคจะแยงชิงราชสมบัติแตอยางใด ความประสงคอันยิ่งใหญ ก็เพื่อที่จะมี ธรรมนูญการปกครองแผนดิน จึงขอเชิญใตฝาละอองธุลีพระบาทกลับคืนสูพระนคร ทรงเปนกษัตริยตอไป โดยอยูใตธรรมนูญการปกครองแผนดิน ซึ่งคณะราษฎรไดสรางขึ้น ถาใตฝาละอองธุลีพระบาทตอบปฏิเสธก็ ดี หรือไมตอบภายใน ๑ ชั่วนาฬิกา นับแตไดรับหนังสือนี้ก็ดี คณะราษฎรจะไดประกาศใชธรรมนูญการ ปกครองแผนดิน โดยเลือกเจานายพระองคอื่นที่เห็นสมควรขขึ้นเปนกษัตริย ควรมิควรแลวแตจะโปรดเกลาโปรดกระหมอม พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา พ.อ.พระยาทรงสุรเดช อ.พ.พระยาฤทธิ์อัคเนย ดวยคําขอรอง หรือพูดตามภาษาชาวบานวายื่นคําขาดดังกลาวขางตนนี้ พระองคจึงเสด็จเขาสูพระนคร (ขณะนั้นทรงประทับอยูที่พระราชวังไกลกังวลหัวหิน) ในตอนเย็นของวันที่ ๒๕ มิถุนายน ศกเดียวกัน และ ถึงพระนครในตอนดึกของวันนั้นเอง และในตอนเชาวันที่ ๒๖ มิถุนายน ผูแทนของคณะราษฎรไดเขาเฝา ณ วังสุโขทัย พรอมกฎหมาย ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่งคือพระราชกําหนดนิรโทษกรรมแกคณะราษฎรที่กระทําการยึด


- 75 -

อํานาจเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ และอีกฉบับหนึ่งคือธรรมนูญการ ปกครองแผนดินสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ พระองคทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกําหนดนิรโทษกรรมในวันนั้นเอง โดยไมมีผูใดตองลง นามรับสนองพระบรมราชโองการ เพราะขณะนั้นพระองคยังครองสิทธิ์สมบูรณาญาสิทธิราชย สวนธรรมนูญ การปกครองแผนดินสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ พระองคทรงขอไวดูกอนสักหนึ่งคืน รุงขึ้นวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ พระองคจึงไดลงพระปรมาภิไธย ยอมมอบพระราชอํานาจที่พระองคมีอยูอยางลนพนตาม ระบอบเผด็จสมบูรณาญาสิทธิราชย กลับคืนใหแกราษฎรเจาของอํานาจโดยธรรม ซึ่งเปนผูออกแรงงาน ไถ หวานเก็บเกี่ยวและกอสรางเลี้ยงสังคมมา ที่ถูกปลนอํานาจปกครองไปตั้งแตเผด็จการยุคทาส และสืบตอมาถึง เผด็จการยุคศักดินา นับเปนเวลาหลายพันป รัฐธรรมฉบับนี้ จึงถือเสมือนสัญญาประชาคมระหวางสถาบันกษัตริยกับราษฎร โดยพระบาทสมเด็จ พระปกเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๗ ซึ่งเปนตัวแทนของสถาบันกษัตริยอยูในขณะนั้น เปนผูทรงลงพระ ปรมาภิไธย ดวยทรงยอมรับสัจจะแหงประวัติศาสตรมนุษยชาติตามที่บัญญัติไวในมาตรา ๑ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับนั้นวา “อํานาจสูงสุดของประเทศนั้นเปนของราษฎรทั้งหลาย” โดยราษฎรทั้งหลายยอมรับใหพระองค ทรงเปนพระประมุขตามที่ไดบัญญัติไวในมาตรา ๓ ตอมาวา “กษัตริยเปนประมุขสูงสุดของประเทศ พระราชบัญญัติก็ดี คําวินิจฉัยของศาลก็ดี การอื่นๆ ซึ่งจะมีบทกฎหมายระบุไวโดยเฉพาะก็ดี จะตองกระทําใน นามของกษัตริย” แตตองอยูภายใตเงื่อนไขที่บัญญัติไวในมาตรา ๗ ที่ระบุไววา “การกระทําใดๆ ของกษัตริย ตองมีกรรมการราษฎรผูหนึ่งผูใดลงนามดวย โดยไดรับความยินยอมของคณะกรรมการราษฎรจึงใชได มิฉะนั้นเปนโมฆะ” คําดังกลาวนี้ คือขอตกลงหรือสัญญาประชาคมระหวางสถาบันกษัตริยกับราษฎรทั้งหลาย อันมี คณะราษฎรเปนตัวแทนอยูในขณะนั้น และเรียกสัญญาประชาคมนี้วา ธรรมนูญการปกครองแผนดินสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ แตพระองคทรงขอตอรองใหเติมคําวา “ชั่วคราว” เขาไวดวย ดังที่เรารูจักกันในทุกวันนี้ วา “ธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕”


- 76 -

พระองคใหเหตุผลในการเติมคําวา “ชั่วคราว” ไวในเอกสารสละราชสมบัติเมื่อ ๗ มีนาคม ๒๔๗๗ วา ดังนี้ “..ครั้นเมื่อขาพเจากลับขึ้นไปกรุงเทพฯ แลว และไดเห็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่หลวงประดิษฐ (ปรีดี พนมยงค)ไดนํามาใหขาพเจาลงนาม ขาพเจาก็รูสึกทันทีวา หลักการของผูกอการฯ กับหลักการของขาพเจา นั้นไมพองกันเสียแลว...” หลักการของผูกอการฯ (เปลี่ยนแปลงการปกครอง) คืออะไร ? ก็ดังที่ปรากฏชัดเจนอยูแลวในมาตรา ๑ ของรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่พระบาทสมเด็จพระปกเกลาฯ พูดถึงที่ระบุวา “อํานาจสูงสุดของประเทศนั้น เปนของราษฎรทั้งหลาย” แตพระบาทสมเด็จพระปกเกลาฯ จําตอง ทรงยินยอมลงพระปรมาภิไธยตามหนังสือกราบบังคมทูล หรือพูดภาษาชาวบานวาหนังสือยื่นคําขาดของ ๓ พันเอกพระยาดังกลาวขางตน พระองคจึงขอเติมคําวา “ชั่วคราว” ตอทายรัฐธรรมนูญฉบับนั้น ดวยหวังวาใน การรางรัฐธรรมนูญฉบับถาวร พระองคจะไดมีสวนดวย และดวยความปรารถนาดีอยางบริสุทธิ์ใจที่มีตอ ราษฎรทั้งหลายของคณะผูกอการฯ หรือคณะราษฎรในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเมื่อ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ จึงยินยอมใหพระองคเติมคําวา ชั่วคราว ลงไป และพระองคก็ไมผิดหวัง ดังถอยแถลงของ ประธานกรรมการยกรางรัฐธรรมนูญฉบับถาวร (๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕) พระยามโนปกรณนิติธาดา ที่ได แถลงตอสภาผูแทนราษฎรสมัยวิสามัญครั้งที่ ๓๔ วันพุธที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๔๗๕ ณ พระที่นั่งอนันต สมาคม มีความตอนหนึ่งดังนี้ “..อนึ่ง ขาพเจาขอเสนอดวยวา ในการรางพระธรรมนูญนี้ อนุกรรมการไดทําการติดตอกับ พระบาทสมเด็จพระปกเกลาฯ ตลอดเวลา จนถึงอาจจะกลาวไดวา ไดรวมกันทําขอตกลงในรางที่เสนอมานี้ ไดทูลเกลาฯ ถวายและทรงเห็นชอบดวยทุกประการ และที่กลาววาทรงเห็นชอบนั้น ไมใชทางเห็นชอบดวย อยางขอความที่กราบบังคมทูลขึ้นไป ยิ่งกวานั้น เปนที่พอพระราชหฤทัยมาก..” ดังถอยแถลงของประธานอนุกรรมการยกรางดังกลาวขางตนวา ไดรวมกันทําขอความตลอดในรางที่ เสนอมานี้ หลักการสําคัญในมาตรา ๑ ขอรัฐธรรมนูญฉบับแรก ที่ระบุวา “อํานาจสูงสุดของประเทศนั้นเปน ของราษฎรทั้งหลาย” ไดเปลี่ยนมาเปนมาตรา ๒ ในรัฐธรรมนูญฉบับใหมวา “อํานาจอธิปไตยยอมมาจากปวง


- 77 -

ชนชาวสยาม พระมหากษัตริยเปนประมุข ทรงใชอํานาจนั้นโดยบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ” โดยเปลี่ยนคําภาษาไทย “อํานาจสูงสุดของประเทศ” เปนภาษาบาลีวา “อํานาจอธิปไตย” และเปลี่ยน หลักการประชาธิปไตยที่ยืนยันอํานาจสูงสุดนั้นวา “เปนของราษฎรทั้งหลาย” มาเปน “อํานาจอธิปไตยยอมมา จากปวงชนชาวสยาม” ขาวเปนของชาวนา ที่เก็บอยูในยุงฉาง ยอมแตกตางจากขาว “มาจาก” ชาวนา ที่เก็บไวในโกดังของเถา แก ฉันใด อํานาจสูงสุดเปนของราษฎรทั้งหลาย ยอมแตกตางจากอํานาจอธิปไตยยอมมาจากปวงชนชาวสยาม ฉันนั้น นี่เปนบาทกาวแรกของพลังเกาที่ลาหลัง ที่อาศัยความเกาเบียดขับพลังใหมที่กาวหนาในเชิงภาษาอยาง ลุมลึก อันเปนชองทางกาวตอไปในการสถาปนาอํามาตยาธิปไตยในรูปแบบใหมภายใตเสื้อคลุมประชาธิปไตย ที่สอดรับกับผลประโยชนของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย โดยอาศัยพระบารมีอางความจงรักภักดีและ ผูกขาดความจงรักภักดี เปนอาวุธทําลายฝายตรงกันขามอยางนาอัปยศดังที่กําลังเปนอยูในทุกวันนี้ (๒๕๕๐) บาทกาวที่สําคัญที่สุดในการรุกคืบหนาของอํามาตยาธิปไตย คือ รัฐธรรมนูญ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ที่ มีฉายาเรียกวา “รัฐธรรมนูญใตตุม” หรือ “รัฐธรรมนูญตุมแดง” อันเปนผลผลิตของรัฐประหารปฏิกิริยา ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ (ที่มีหัวหนาช���่อ พลโท ผิน ชุณหะวัณ นายทหารนอกราชการ ผูเปนบิดาของอดีต นายกรัฐมนตรี พลเอกชาติชายฯ ซึ่งมีนายไกรศักดิ์ฯ เปนหลานปู) ที่ไปขุดเอาสวนหนึ่งของระบบบริหาร ราชการแผนดินของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวรัชกาลที่ ๕ ที่ตั้งสภาขึ้นเปนที่ปรึกษาใน พระองค เดิมมีชื่อวา “ปรีวีเคานซิล” คูกับสภาอื่นอีก ๒ สภา คือ เสนาบดีสภา กับ เคานซิลออฟสเตด (รัฐ มนตรีสภา) ตอมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกลาฯ รัชกาลที่ ๖ ทรงเรียกคณะปรีวีเคานซิลวา องคมนตรี สภา และทรงยกเลิกรัฐมนตรีที่รางรามาแลวแตปลายรัชกาลกอน จึงคงเหลืออยู ๒ สภาคือ องคมนตรีสภา กับ เสนาบดีสภา อีกคณะหนึ่ง


- 78 -

มาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกลาฯ รัชกาลที่ ๗ ทรงตั้งเพิ่มขึ้นอีกสภาหนึ่งเรียกวา อภิรัฐมนตรีสภารวมเปน ๓ สภา คือ อภิรัฐมนตรีสภา, เสนาบดีสภา, และองคมนตรีสภา ซึ่งมีหนาที่ปรึกษา ราชการแผนดินและสวนพระองค สภาตางๆ ดังที่กลาวมาโดยยนยอนี้ เปนที่ปรึกษาราชการแผนดินและสวนพระองค จึงเปนสัญลักษณ ของระบอบเผด็จการสมบูรณาญาสิทธิราชยโดยหลักการ หรือระบอบอํามาตยาธิปไตยโดยเนื้อหา ซึ่งมีความ จําเปนในยุคสมัยที่อํานาจสูงสุดของประเทศอยูที่พระมหากษัตริย พระองคทานจึงจําเปนตองทรงมีสภาตางๆ ไวแบงเบาพระราชภาระ แตระบอบดังกลาวไดลงจากเวทีประวัติศาสตรไปแลวตามกฏวิวัฒนการของสังคม(ที่ไมอาจหลีกเลี่ยง ได) ตั้งแตวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ พรอมกับการกาวเขามาแทนที่ของระบอบใหมที่กาวหนากวา นั่นคือ ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริยเปนประมุข ซึ่งมีสภาผูแทนราษฎร มีคณะรัฐมนตรี เขามารับพระ ราชภาระในการบริหารราชการแผนดินแทนพระองค พระองคจึงเปนพระมิ่งขวัญของเมือง เปนที่เคารพ สักการะของราษฎรทั้งหลาย ไมตองมีพระราชภาระในการบริหารราชการแผนดิน ดังคําในระบอบ ประชาธิปไตยของอังกฤษวา เดอะคิงแคนดูโนรอง เพราะไมตองพระราชภาระในการบริหารราชการแผนดิน นั่นเอง จึง “แคนดูโนรอง” จึงไมมีความจําเปนอะไรเลยที่จะรื้อฟนองคมนตรีขึ้นมาอีกใหเปนมัวหมองแก พระองค ทั้งๆที่พระองคไมทรงเกี่ยวของดวย และเปนอุปสรรคตอการพัฒนาประชาธิปไตยไปสูความ สมบูรณ นั่นคือ “สังคมประชาธิปไตย” ดังกลาวมาแลวขางตนวา อภิรัฐมนตรี ที่รัฐธรรมนูญใตตุมขุดขึ้นมาเปนประเดิม และไดเปลี่ยนเปน องคมนตรี ในรัฐธรรมนูญ ๒๓ มีนาคม ๒๔๙๒ (ที่สืบตอมาจากรัฐธรรมนูญใตตุม) จึงเปนบาทกาวตอมาที่ สําคัญในการรุกคืบหนาของระบอบอํามาตยาธิปไตยในการเบียดขับระบอบประชาธิปไตยที่คณะราษฎรได กอตั้งขึ้น โดยอางความจงรักภักดีเปนโลกําบัง นับแตรัฐธรรมนูญฉบับใตตุมเปนตนมา จนถึงฉบับที่กําลัง ดําเนินการอยูในขณะนี้ (พ.ศ.๒๕๕๐) ดังปรากฏเปนพยานหลักฐานอยูในคําขึ้นตนหรือพระราชปรารภของ รัฐธรรมนูญแตละฉบับที่กลาวนั้น (ฉบับใตตุมถึงฉบับกําลังดําเนินการอยูขณะนี้)ซึ่งตางเหยียบย่ําพระบรมเด ชานุภาพขึ้นมาเปนบันได


- 79 -

กลาวโดยสรุป ประวัติรัฐธรรมนูญไทยเทาที่เปนมาแลวจึงมีอยูเพียง ๒ ฉบับเทานั้น โดยเนื้อหา คือ รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย โดยหลักการ(ฉบับ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ ฉบับ ๑๐ มีนาคม ๒๔๗๕ ฉบับ ๙ พฤษภาคม ๒๔๘๙)ที่มีเปาหมายสูสังคมประชาธิปไตยโดยสมบูรณ อันเปนสังคมที่ประกันความสุขสมบูรณ ของประชาชนตั้งแตจากครรภมารดาจนถึงเชิงตะกอน รวมทั้งการมีสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคถวนหนา กับอีกฉบับหนึ่ง คือ รัฐธรรมนูญอํามาตยาธิปไตย โดยหลักการที่มีคณะองคมนตรีเปนสัญลักษณ (โดยไมตอง พิจารณามาตราตางๆใหเสียเวลา). เรียบเรียงจาก ประวัติรัฐธรรมนูญ – สุพจน ดานตระกูล


- 80 -

วันชาติที่หายไป ในการขึ้นครองราชบัลลังกของกษัตริยแหงสยาม การกําจัดพระเจาแผนดินองคนั้นๆเสียแลวขึ้นนั่ง เมืองแทน เปนเรื่องธรรมดาที่ดําเนินมาเนิ่นนานจนมาถึงกรุงรัตนโกสินทร ซึ่งนอกจากจะมีตนเหตุมาจาก กษัตริยไมตั้งอยูในทศพิธราชธรรม กดขี่ขมเหงประชาราษฎรใหไดรับความเดือดรอนเปนเนืองนิตยแลว ยังมี ตนเหตุอันเนื่องมาจากความมักใหญใฝสูงและความอาฆาตแคน หรือที่ทางพุทธศาสนาเรียกวา โลภะ โทสะ โมหะ รวมอยูดวย จึงทําใหกษัตริยถูกปลงพระชนมมาแลวทั้งในระหวางเครือญาติและตางวงศถึง ๑๓ พระองคในสมัยอยุธยาและ ๑ พระองคในสมัยกรุงธนบุรี รวมเปน ๑๔ พระองค สวนพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดลที่ สวรรคตเพราะถูกพระแสงปนเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทรเปนพระองคที่ ๑๕ นั้น จะเปนโลภะ โทสะ โมหะ และใครเปน ผูทําใหพระแสงปนลั่นจะโดยเจตนาหรืออุปทวเหตุ ในวันนี้ยังไมมีคําตอบ นอกจากเสียงซุบซิบ (ดู ขอเท็จจริง เกี่ยวกับกรณีสวรรคต โดยสุพจน ดานตระกูล) แมศาลจะพิพากษาลงโทษประหารชีวิตผูบริสุทธิ์ไปแลวถึง ๓ คนคือคุณเฉลียว ปทุมรส คุณชิต สิงหเสนี คุณบุศย ปทมศริน และทําให ๒ คนตองมัวหมอง คือ ทานปรีดี พนมยงค และเรือเอก วัชรชัย ชัยสิทธิเวชช แตก็เปนที่เปดเผยกันทั่วไปแลววา ทั้ง ๕ คนนั้นเปนเหยื่อทางการเมืองที่สกปรกของบางกลุมการเมือง ปฏิกิริยาที่ลาหลัง จึงเปนภาระหนาที่ทางประวัติศาสตรในอนาคตที่จะใหคําตอบวากรณีสวรรคตของในหลวง อานันทฯ เกิดขึ้นไดอยางไร ? คงจะไมนานเกินรอ ถึงแมวา หลังจากไดรับขอมูลใหม จอมพล ป.พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ไดเคยพยายามหา หนทางที่จะนํากรณีนี้ขึ้นศาลเพื่อพิจารณาใหมใหความเปนทําแกผูบริสุทธิ์ทั้ง ๕ คน แตไมประสบ ความสําเร็จ เพราะถูกขัดขวางดวยรัฐประหารที่ปฏิกิริยาของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต (เมื่อ ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐)ที่ไดรับการสนับสนุนจากจักรวรรดินิยมอเมริกาและซากเดนศักดินาก็ตาม แตก็ไมมีอํานาจใดที่จะลบ ลางขอเท็จจริงออกจากหนาประวัติศาสตรไดชั่วนิรันดร ดังเชนหลายๆ เรื่องที่ผานมาในหนาประวัติศาสตรที่ ไดถูกเปดเผยความจริงออกมาในวันนี้


- 81 -

การใชพระราชอํานาจสิทธิ์ขาดในการปกครองประเทศแตผูเดียวของกษัตริยที่สืบตอมาจากสุโขทัย จนถึงรัตนโกสินทร นับเปนเวลาหลายรอยป ไดมาสิ้นสุดลงในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ โดยระบอบใหม ที่เรียกวา “ประชาธิปไตย” คือ อํานาจสูงสุดของประเทศเปนของราษฎรทั้งหลาย มีรัฐธรรมนูญเปนกฎหมาย สูงสุด วันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ จึงเปนวันที่สําคัญยิ่งของราษฎรไทยและประวัติศาสตรชาติไทยยุค ใหม เพื่อใหสมกับความสําคัญยิ่ง รัฐบาลภายใตระบอบใหมในเวลาตอมาจึงไดประกาศใหวันที่ ๒๔ มิถุนายน เปนวันชาติ แบบเดียวกับนานาอารยประเทศที่ตางก็มีวันสําคัญของชาติหรือวันชาติ แตตอมาก็ไดถูกยุบเลิกไปโดยระบอบเผด็จการทหารของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต เมื่อ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๐๓ โดยประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี ความวา เรื่องใหยกเลิกวันชาติ ซึ่งเคยถือวาวันที่ ๒๔ มิถุนายน เปน วันชาติเสีย ใหถือวันพระราชสมภพเปนวันเฉลิมฉลองของชาติตอไป นับเปนความพยายามของซากเดนศักดินา���ี่จะลบลางการเปลี่ยนแปลงเมื่อ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ออกจากหนาประวัติศาสตร โดยผานบทบาทของหลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งขณะนั้นเปนปลัดบัญชาการสํานัก นายกรัฐมนตรี เปนผูเสนอใหจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต นายกรัฐมนตรี ที่มีสมญานามวา “อายมามแตก” เปนผู ลงนาม จึงทําใหประเทศไทยกลายเปนประเทศเดียวที่ไมมีวันชาติ ตางจากนานาอารยประเทศที่เขามีกัน.

เรียบเรียงจาก ประวัติรัฐธรรมนูญ- สุพจน ดานตระกูล


- 82 -

การตอสูทางชนชั้น เรียบเรียงจากปทานุกรมการเมือง ฉบับชาวบาน การตอสูทางชนชั้น “การตอสูการชนชั้น” ไดมีมาในประวัติศาสตรอันยาวนาน นับแตกอกําเนิดชนชั้นขึ้นมา คือนับตั้งแต มีระบบทาสในชวงยุคสมัยอนารยชนนั้นทีเดียว การเสื่อมสลายของชุมชนบุพกาล พรอมกับการกอกําเนิดของระบบกรรมสิทธิ์ปจเจกชน จากการผลิต เพื่อความจําเปนในการดํารงชีพกลายเปนการผลิตเพื่อเปนการคา ทุกๆ ดานของการผลิตไดเพิ่มปริมาณขึ้น เชน การเลี้ยงสัตว การกสิกรรม การหัตถกรรม และจากการขยายตัวของการผลิตนี้เอง ทําใหสมาชิกแตละชาติ วงศหรือตองเพิ่มปริมาณของงานมากขึ้น จึงเปนการขวนขวายแสวงหาแรงงานมาเพิ่มเติมในการผลิตที่มาก ขึ้น เพื่อใหปริมาณการผลิตสูงขึ้น เพื่อความมั่งคั่งสมบูรณของเจาของผลิตผล เราจึงเห็นไดวา โดยการทวีขึ้นของผลิตภาพแหงแรงงาน อันไดแกการทวีโภคทรัพยและการขยาย ขอบเขตแหงการผลิตใหกวางขวางออกไป จึงทําใหบังเกิดการแบงแยกอันสําคัญของสังคมออกเปนสองชน ชั้น คือชนชั้นที่เปนนาย กับชนชั้นที่เปนทาส หรือกลาวอีกนัยหนึ่ง ตราบแตนั้นที่มีการแบงสังคมออกเปน สองฝาย คือฝายเบียดเบียนและฝายถูกเบียดเบียน หรือฝายกดขี่ขูดรีดกับฝายถูกกดขี่ขูดรีด การตอสูทางชนชั้น ก็ถือกําเนิดขึ้นมา เมื่อสังคมเขาสูระบบทาส-นายทาสเพราะเหตุแหงยึดถือในกรรมสิทธิ์ปจเจกชนอันนําไปสูการ แสวงหาแรงงานมาผลิตผลิตผลใหมากๆขึ้น เพื่อความมั่งคั่ง แรงงานที่ไดมาอยางแรงคือแรงงานจากพวกทาส ที่ไดมาจากฝายชาติวงศที่พายแพแตอีกชาติวงศหนึ่งในการสงครามแยงชิงกรรมสิทธิ์ ในอาณาเขตอยูอาศัย แมวาทาสจะเปนมนุษยที่มีอาการ ๓๒ ประการ มีความรูสึกเย็น รอน เกลียด กลัว รัก และชัง เชนเดียวกับ มนุษยที่เรียกตนวาเปนนายทาส แตพวกทาสก็ถูกปฏิบัติเสมือนหนึ่งสัตวเลี้ยง เมื่อนายทาสเรงปริมาณในการผลิตเพื่อสะสมความมั่งคั่ง พวกทาสจึงถูกตอนไปสูโรงงานและสูทุงนา เปนฝูงๆ เชนเดียวกับฝูงสัตว ติดตามมาดวยการเฆี่ยนตีหรือทรมานอยางทารุณโหดราย ดังนั้นการตอสูทางชน ชั้นก็ถือกําเนิดขึ้น


- 83 -

การตอสูทางชนชั้น คือรูปแบบของการดิ้นรนตอสูระหวางชนชั้นหนึ่งกับอีกชนชั้นหนึ่ง และแสดงให เห็นผลประโยชนของชนชั้นที่อริตอกันอยางไมมีวันจะปรองดองกันได ประวัติศาสตรสังคมก็คือ ประวัติศาสตรแหงการดิ้นรนตอสูทางชนชั้นนั่นเอง การตอสูดิ้นรนทางชนชั้นนี้เองไดเปนกําลังผลักดันวิวัฒนการของสังคมอยางสําคัญ เทาที่เราไดมายืน ณ บัดนี้ ก็เพราะแรงของการผลักดันจากผลของการดิ้นรนตอสูทางชนชั้น การตอสูทางชนชั้นแตละยุคสมัย บางก็เปนไปดวยความออนแอและยืดเยื้อ แตบางกาละก็เปนไปดวยความแข็งแกรงและรวดเร็ว แตทวาจน บัดนี้ยังไมมีการหยุดยั้งเลยตราบเทาที่อุบัติชนชั้นขึ้นมาจนกระทั่งบัดนี้ ! และจะมีตอไปจนกวาชนชั้นจะสลาย ไปจากสังคม และการตอสูทางชนชั้นอาจเปนการตอสูทางสันติ หรือถาวิธีตอสูทางสันติไมอาจเปนไปได ก็ อาจมีการตอสูที่รุนแรงไมสันติเกิดขึ้น การตอสูนั้นยอมกระทบถึงทุกๆ คนและประเทศชาติเปนสวนรวม ทุกๆ คนไมอาจหลีกเลี่ยงจากการถูกกระทบกระเทือนจากการตอสูระหวางชนชั้น ถาไมถูกกระทบโดยตรงก็ อาจถูกกระทบโดยปริยาย การตอสูระหวางชนชั้นที่มีผลประโยชนขัดแยงกัน เปนกําลังผลักดันสําคัญในการคลี่คลายขยายตัว ของสังคมมนุษย และพรอมกันไปกับการตอสูระหวางชนชั้นนั้น ก็ไดมีการเจริญเติบโตของวิทยาการแขนง ตางๆ ติดตามมาดวย ความเติบโตจําเริญแหงอํานาจของมนุษยที่มีเหนือธรรมชาติและอํานาจของมนุษยในอัน ที่จะผลิตสิ่งของตามที่ตนตองการ การคนพบเครื่องจักรที่ทํางานไดโดยอาศัยแรงกําลังตางๆ เปนความกาวหนาอยางสําคัญแกผลิตกรรม แตการคนพบเครื่องจักรในยุคแรกนี้มันไมไดนํามาแตความกาวหนาในการผลิตเทานั้น แตมันนํามาซึ่งการ ทําลายกิจกรรมของผูผลิตที่มีเครื่องปนและเครื่องทอผาของตนเอง ทั้งนี้เพราะเครื่องหัตถกรรมแรงงาน ธรรมดาๆ ไมอาจจะแขงขันกับเครื่องจักรที่คนงานคนหนึ่งสามารถคุมเครื่องจักรใหผลิตผาไดปริมาณมากวา ที่แรงงานของคนหนึ่งคนจะทําไดทั้งสัปดาห ดังนั้นแลวเจาของเครื่องมือการผลิตดวยแรงงานคนไมมากนัก จึงตองหลีกทางใหแกคนสองจําพวก จําพวกหนึ่งไดแกชนชั้นนายทุนที่มีเครื่องจักรการผลิตแตไมไดใชเครื่องจักรดวยตนเอง และอีกพวกหนึ่งคือ พวกชนชั้นคนงานอุตสาหกรรมที่ไมมีเครื่องมือในการผลิต แตทํางานแลกกับคาจางจากเจาของเครื่องจักร คือ


- 84 -

นายทุน เจาสมบัติ การเปลี่ยนแปลงดังกลาวมานี้บังเกิดขึ้นโดยไมมีผูใดจะไดสํานึก และโดยที่ไมมีผูใดกะการไว ลวงหนาเลย การเปลี่ยนแปลงนี้เปนผลโดยตรงของความรูใหมที่คนไมกี่คนไดประสบมา และนํามาใชเพื่อ การผลิตเพื่อความมากมูนพูนผลของเขาเอง โดยไมไดคาดถึงผลภายหนาหรือปรารถนาจะไดเห็นผลความ เปลี่ยนแปลงทางสังคมอันจะติดตามมาในภายหลัง นี้เปนความจริงแกการเปลี่ยนแปลงทั้งมวลในสังคมมนุษย กลาวคือ มนุษยไดรับความรูเพิ่มพูนขึ้นเปนลําดับ และไดนําความรูใหมที่ไดออกใชในการผลิต และ โดยการกระทําเชนนี้ไดกอใหเกิดความเปลี่ยนแปลงอันใหญหลวงทางสังคม ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เหลานี้ ไดนําไปสูการขัดกันในระหวางชนชั้น ซึ่งไดบังเกิดขึ้นในรูปขัดกันในเรื่องความคิด หรือเรื่องสถาบัน ไดแกการขัดกันในเรื่องศาสนา ในเรื่องรัฐสภา ในเรื่องความยุติธรรมและเรื่องอื่นๆ การขัดแยงกันแสดง ออกมาในเรื่องตางๆ ดังกลาวนั้น ก็เพราะวาความคิดและสถาบันที่ปรากฏในเวลานั้น ไดถือกําเนิดและเติบโต ขึ้นมาจากแบบการผลิตและความสัมพันธของชนชั้นที่มีอยูเดิม บัณฑิตทางประวัติศาสตรอังกฤษไดยกตัวอยางสถาบันเรื่อง “ฐานันดร” และสถาบันที่เรียกวา “ฐานันดร” ในอังกฤษมีอยูสามฐานันดร ไดแก พวกพระ พวกขุนนาง และพวกสามัญชน แมวาสถาบัน ฐานันดรทั้งสามนี้ยังคงมีอยูตามแบบพิธีแบงสถาบันออกเปนสภาขุนนางและสภาสามัญชนก็ดี แตการ กําหนดฐานันดรนี้ก็ไดสูญเสียความสําคัญไปหมดแลว พรอมกับที่ระบบศักดินาไดถูกกวาดลางไป และไดมี การแบงแยกกันใหมเกิดขึ้นในสังคม คือชนชั้นของพวกนายทุนหรือเจาสมบัติกับชนชั้นของพวกคนงาน ในฝรั่งเศสไมมีการแบงแยกในเรื่อง ฐานันดร เหลือรองรอยอยูเลย และในอเมริกาสิ่งที่เรียกวา ฐานันดร นี้ไมเ���ยไดยินกันเลย เพราะวาในสมัยที่อเมริกาเติบโตขึ้นมา ระบบศักดินาแทบจะสูญไปหมดแลว อะไรเลาที่ทําใหเกิดขึ้นและแลวไดสลายไปซึ่งความคิดและสถาบันดังกลาวนั้น บัณฑิตทาง วิทยาศาสตรไดชี้ไววา ในที่ทุกหนทุกแหงและทุกกาลสมัย ความคิดและสถาบันตางๆ ยอมจะบังเกิดขึ้นจาก ความคิดความประพฤติของผูคนนั่นเอง ความประพฤติขอแรกไดแกการผลิตสิ่งที่เปนเครื่องยังชีพ อันไดแก อาหาร เครื่องนุงหม และที่อยูอาศัย ในหมูชนที่รวบรวมกันเปนสังคมที่เปนมาในประวัติศาสตรทุกกาลสมัย นับตั้งแตสังคมชาติกุลในยุคดึกดําบรรพ สังคมทาส สังคมศักดินา และสังคมยุคทุนนิยมสมัยปจจุบัน


- 85 -

ความสัมพันธระหวางสมาชิกและกลุมชนเหลานั้นขึ้นอยูแกแบบหรือรูปแบบของการผลิตในสังคม นั้น สถาบันตางๆ หาไดรับการคิดคนสรางขึ้นไวลวงหนาไม แตไดกําเนิดเติบโตขึ้นมาจากความประพฤติที่ เปนขนบธรรมประเพณีของกลุมชนนั้นๆ สถาบันก็ดี, กฎหมายก็ดี หลักแหงศีลธรรมจรรยาก็ดี และความคิด อยางอื่นๆ ก็ดี เพียงแตปรากฎเปนรูปรางออกมาจากขนบธรรมเนียมประเพณีเหลานั้นเทานั้น และประเพณี นั้นเลาก็สัมพันธอยูโดยตรงกับแบบของการผลิตที่เปนอยูในขณะนั้น พูดใหสั้นก็คือ สถาบันตางๆ เปนผลและเปนสิ่งผูกพันอยูกับแบบการผลิต สถาบันและความคิดตางๆ ไมไดเกิดขึ้นโดยเปนอิสระแกตนเอง เพราะฉะนั้น ผลตอไปจึงเปนวา เมื่อแบบการผลิตไดเปลี่ยนแปลงไป เปนตนวา ไดเปลี่ยนแปลงจาก แบบการผลิตของระบบเศรษฐกิจศักดินา ไปสูการผลิตของระบบเศรษฐกิจนายทุน สถาบันและความคิดตางๆ จึงไดเปลี่ยนแปลงตามไปดวย สิ่งที่เคยนับถือกันวาชอบดวยศีลธรรมจรรยาของยุคหนึ่ง ก็ไดกลายเปนสิ่งที่ฝา ฝนศีลธรรมจรรยาของอีกยุคหนึ่ง และในทางกลับกัน สิ่งที่ฝาฝนศีลธรรมจรรยาของยุคหนึ่งก็ไดกลายเปนสิ่ง ที่ชอบดวยศีลธรรมของอีกยุคหนึ่ง และการณก็เปนไปตามธรรมชาติของมันในขอที่วา เมื่อการเปลี่ยนแปลง ทางวัตถุบังเกิดขึ้น การขัดกันในรูปความคิดตางๆ ก็จะเปนผลติดตามมา สถาบันตางๆ ที่มีอยูเดิมก็จะพลัน ประสบความสั่นสะเทือน ประวัติศาสตรแหงการตอสูทางชนชั้นเริ่มมาตั้งแตการอุบัติขึ้นของชนชั้นทีเดียว นั่นคือ เริ่มมาตั้งแต ยุคทาส กลาวคือ เมื่อพวกทาสไดรับการกดขี่ขมเหงจากนายทาสจนอยูในภาวะที่เรียกวาสุดแสนจะทนทานได พวกทาสจึงไดลุกขึ้นตอสูกับชนชั้นนายทาสหลายครั้งหลายหน อยางในกรณีที่มีชื่อเสียงโดงดังของสปาตาคัส ซึ่งไดรวบรวมกองทัพทาสขึ้นตอสูกับพวกนายทาส อยางองอาจกลาหาญแตทวาก็ตองลมเหลวลง เพราะวาพวกเขาไมมีจุดหมายปลายทางอันแนนอนพวกเขาขาด การจัดตั้งอันเขมแข็งเพื่อเปนองคการนําในการตอสูของเขา และประการสุดทายและที่สําคัญยิ่งก็คือ การ รวมกลุมของพวกเขาไมเปนเอกภาพ แตอยางไรก็ดี จากการลุกขึ้นดิ้นรนตอสูของพวกทาสหลายครั้งหลายหนยังผลทําใหระบบ สั่นสะเทือน และในที่สุดก็พังทะลายลงพรอมกับที่สังคมศักดินาไดเขามาแทนที่ และในสังคมนี้ก็เชนเดียวกับ


- 86 -

สังคมทาสในขอที่ยังปรากฏชนชั้น ในเมื่อมีชนชั้นมันก็ยอมหลีกหนีการกดขี่ขูดรีดไปไมพน และดังนั้นการ ดิ้นรนตอสูทางชนชั้นก็ดําเนินตอไป นั่นคือการตอสูของพวกเลก (ซึ่งกลายมาจากทาส) พวกไพรกับพวกเจา ศักดินา ในประวัติศาสตรของแทบทุกประเทศ ไดปรากฏการตอสูทางชนชั้นระหวางพวกเลกหรือไพรกับพวก ศักดินา และตลอดยุคศักดินาพวกไพรพวกเลกไดลุกฮือทําการปลดแอกศักดินาหลายครั้งหลายหน และใน ที่สุด ระบบศักดินาก็ถึงซึ่งกาลอวสานลงไปอีกเชนเดียวกับระบบทาส และพรอมกับการปรากฏตัวออกมาของ ระบบทุนนิยม และในระบบนี้ก็เชนเดียวกับระบบกอนๆ ที่การณยังคงปรากฏอยูของชนชั้น และก็หลีกเลี่ยง จากการตอสูดิ้นรนไปไมพนเชนเคย นั่นคือการตอสูดิ้นรนของชนชั้นคนงานกับชนชั้นเจาสมบัติ หรือนัยหนึ่ง ชนชั้นผูถูกกดขี่ขูดรีดกับชนชั้นผูกดขี่ขูดรีด จะเห็นไดวาการตอสูทางชนชั้นตั้งแตระบบทาสจนกระทั่งถึงระบบทุนนิยม ถึงแมวาจะมีชื่อของชน ชั้นแตกตางกันก็ตาม แตทวามันก็มีเนื้อหาและความหมายอยางเดียวกันนั่นเอง นั่นคือ การตอสูของชนชั้นผู ถูกกดขี่ขูดรีดกับชนชั้นผูกดขี่ขูดรีด และแมจะมีรูปแบบของการตอสูดิ้นรนแตกตางกันไปก็ตาม แตทวาเนื้อ หากของการตอสูดิ้นรนแลวก็เปนอยางเดียวกัน นั่นคือเพื่อแกการปลดเปลื้องภาวะของการถูกกดขี่ขูดรีด ออกไป รูปการตอสูดิ้นรนของชนชั้นขั้นมูลฐานที่สุด คือการดิ้นรนตอสูเพื่ออํานาจทางการเมือง ซึ่งในกรณี แหงการดิ้นรนตอสูของชนชั้นคนงานในทุกวันนี้ เปนการดิ้นรนตอสูเพื่อสถาปนาระบอบประชาธิปไตยของ ประชาชน นี่คือเงื่อนไขอันจําเปนที่จะใหไดมากอน เพื่อปลดปลอยชนชั้นคนงานและสังคมทั้งหลายใหพน จากการถูกขูดรีด เมื่อไดสถาปนาระบอบประชาธิปไตยของประชาชนขึ้นแลว การดิ้นรนตอสูของชนชั้นก็หาไดสิ้นสุด ลงไม หากเปนการดิ้นรนตอสูในรูปใหม แตทวาจุดมุงหมายปลายทางและทายที่สุดนั้น ก็คือการเลิกลมการ ดิ้นรนตอสูของชนชั้น โดยการขจัดเสียซึ่งชนชั้น ทั้งนี้เปนการยกระดับสังคมขึ้นไปสูระดับใหมคือระดับที่ สูงขึ้นไป นั่นคือ สังคมที่สวนรวมไดรับผลดีและสวนตัวของแตละคนก็ไดรับผลดีดวย และนั่นคือ สังคม คอมมิวนิสตหรือสังคมพระศรีอาริย


- 87 -

การตอสูทางชนชั้นนั้นจะไมสะดุดยุติลง ตราบที่ปรากฏยังมีชนชั้นอยูในสังคม การตอสูวันนี้อาจจะ ออนแอและยืดเยื้อ แตวันหนาอาจจะแข็งแกรงและรวดเร็วก็ได ในเมื่อพลังการตอสูของประชาชนผูถูกกดขี่ ขูดรีดไดหลอมตัวเขาเปนเอกภาพ อนึ่ง เกี่ยวกับการตอสูทางชนชั้น นักโฆษณาชวนเชื่อของระบบทุนนิยมไดกลาวหาวานักลัทธิมารกซลัทธิเลนินเปนผูปลุกระดมใหมีการตอสูทางชนชั้น หรือนัยหนึ่งการตอสูทางชนชั้นเปนประดิษฐกรรมของ นักลัทธิมารกซ ซึ่งเปนขอกลาวหาที่ไรสาระ เพราะดังที่กลาวแลวในตอนตนวาการตอสูทางชนชั้น ไดอุบัติ ขึ้นครั้งแรกเมื่อมีการแบงคนในสังคมเดียวกันออกเปนชนชั้น ตั้งแตในยุคครองทาสนั้นแลวและสืบตอกันมา จนบัดนี้ และผูที่กอใหเกิดการแบงชนชั้นขึ้นในสังคมก็หาใชใครที่ไหนไม ก็คือ เจาทาสผูกดขี่ขูดรีดขั้นปฐม ภูมินั่นเอง และตอมากืคือเจาศักดินาในยุคศักดินา และเจาสมบัติหรือนายทุนในยุคทุนนิยมปจจุบัน มารกซปฐมาจารยแหงลัทธิคอมมิวนิสม เปนแตเพียงชี้ใหเห็นและชี้แนวทางในการตอสูเพื่อยกเลิก การแบงชนชั้นเทานั้น และนักลัทธิมารกซ-ลัทธิเลนินเพียงแตเดินตามหนทางแหงการตอสูทางชนชั้นที่ มารกซชี้แนวไวเทานั้น และจากการตอสูทางชนชั้น พรรคแหงลัทธิมารกซ-ลัทธิเลนินก็จะไดเขากุมอํานาจรัฐ และใชอํานาจเผด็จการนําพารัฐ เรียกวาเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ (เผด็จการตอนายทุน)เพื่อนําไปสูการยุติ แหงการตอสูทางชนชั้นในที่สุด.

จากหนังสือ ป���านานุกรมการเมือง ฉบับชาวบาน - สุพจน ดานตระกูล


- 88 -

ตองชวงชิงอํานาจทางการเมืองเพื่อเขาสูอํานาจเศรษฐกิจและวัฒนธรรม การปกครองของรัฐที่เปนระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหมายถึงประชาชนมีประชาธิปไตย ทั้งในทาง การเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม หรือนัยหนึ่งปวงชนมีอธิปไตยสมบูรณในการที่จะกําหนดวิถีชีวิตของเขา ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรมไดตามความปรารถนาของเขาเองแลว นั่นก็หมายความวา ประชาชนสวนใหญเปนผูกุมอํานาจแหงสังคมหรือรัฐนั้นๆ อยางแทจริง และตามเนื้อหาการปกครองเชนนี้ ประชาชนจึงจะกําหนดผูแทนของเขาเองไดตามความปรารถนา ตามวิถีทางของประชาธิปไตย เมื่อเปนเชนนี้ผูแทนหรือคณะผูแทนก็คือผูรักษาผลประโยชนของชนชั้นแหง สังคม ซึ่งถูกกําหนดหรือเลือกตั้งโดยประชาชนของสังคมนั้นๆ นั่นเอง อันหมายถึงเปนการปกครองของ ประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน แตในทางตรงกันขาม ถาระบอบการปกครองไมเปนประชาธิปไตย อํานาจในทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมไมไดอยูในกํามือของประชาชนสวนใหญ หากแตตกอยูในมือของชนกลุมนอย ดัง ปรากฏการณที่ผานมาในยุคทาส ยุคศักดินาและยุคทุนนิยมในปจจุบัน ก็เปนธรรมดาที่ชนกลุมนอยนี้จะตอง เลือกหรือแตงตั้งผูแทนชนชั้นของเขาขึ้นเปนผูพิทักษรักษาผลประโยชนของชนชั้น และในขณะเดียวกัน ประชาชนสวนใหญซึ่งตกอยูภายใตอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจ จึงไมมีโอกาสที่จะกําหนดผูแทนและ มีคณะผูแทนชนชั้นของตนเองไดตามปรารถนา และดังนั้น คณะผูแทนในสังคมเชนนี้ก็เปนเพียงคณะผูแทน ของชนกลุมนอยเทานั้นเอง ดังที่เปนอยูในระบอบเผด็จการธนาธิปไตยในขณะนี้ กลาวแตโดยยอก็คือ ระบอบการปกครองของสังคมที่เปนประชาธิปไตยเทานั้น ประชาชนสวนใหญ จึงจะมีโอกาสมีคณะผูแทนดําเนินกิจการทางการเมืองแทนชนชั้นของเขาไดอยางแทจริง และระบอบการ ปกครองของสังคมที่ไมเปนประชาธิปไตย ประชาชนสวนใหญจะไมมีโอกาสมีคณะผูแทนพิทักษรักษา ผลประโยชนของเขาเลย หากคณะผูแทนในสังคมที่ไมเปนประชาธิปไตยเชนนั้น ก็เปนเพียงคณะผูแทนรักษา ผลประโยชนของชนกลุมนอยที่กุมอํานาจเศรษฐกิจไวในกํามือเทานั้น ซึ่งอาจจะเปนกลุมศักดินาหรือกลุม นายทุน ตามกาลสมัย หรือนัยหนึ่ง ชนชั้นใดเปนผูกุมอํานาจในทางเศรษฐกิจแหงสังคม ชนชั้นนั้นก็จะมีคณะ ผูแทนดําเนินกิจการทางการเมือง เพื่อพิทักษรักษาไวและนํามาซึ่งผลประโยชนของเขา


- 89 -

แตอยางไรก็ตาม ไมวาจะเปนคณะผูแทนของประชาชนสวนใหญ หรือคณะผูแทนของชนกลุมนอย ตางก็มีเจตจํานงตรงกันอยูประการหนึ่ง คือเจตจํานงที่จะพิทักษรักษาไวและนํามาซึ่งผลประโยชนของกลุมที่ ตนเปนผูแทน หรือพิทักษรักษาไวและนํามาซึ่งผลประโยชนแหงชนชั้นของตัว ดวยประการฉะนี้ กฎหมายที่ถูกตราออกมาโดยคณะผูแทนของชนชั้นใดก็เปนกฎหมายที่มีลักษณะ และสาระเพื่อพิทักษรักษาไว และนํามาซึ่งผลประโยชนของชนชั้นนั้น ดังเชนกฎหมายในยุคทาส ก็พิทักษรักษาไวและนํามาซึ่งผลประโยชนของนายทาส เชน กฎหมายแหง บาบิลอน ซึ่งบัญญัติไววา “บุคคลหนึ่งอาจมีสิทธิเหนือบุคคลหนึ่งได เชนเดียวกับที่เขามีสิทธิ์เหนือโคเหนือ กระบือตัวหนึ่งฉะนั้น” กฎหมายในยุคศักดินา ยุคทุนนิยม ก็เชนเดียวกัน ลวนแตเปนกฎหมายที่พิทักษรักษาไว และนํามาซึ่ง ผลประโยชนของพวกศักดินาและพวกนายทุนดังเชน กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมาย เลือกตั้ง กฎหมายปองกันการกระทําอันเปนคอมมิวนิสต และกฎหมายอื่นๆ อีกหลายฉบับและหลายมาตรา ของไทยในปจจุบันนี้ กฎหมายก็เชนเดียวกับสรรพสิ่งตางๆ ในโลก ในขอที่วาไมเปนสิ่งคงกระพันหากยอมเปลี่ยนแปลง แกไขไดเสมอ ตามเจตจํานงของชนชั้นที่กุมอํานาจในทางเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมของสังคม ดังนั้น การที่จะใหไดมาซึ่งกฎหมายเพื่อพิทักษรักษาไวและนํามาซึ่งผลประโยชนแกชนชั้นใดชน ชั้นหนึ่ง ชนชั้นนั้นจะตองชวงชิงอํานาจทางการเมืองใหไดเสียกอน เพราะอํานาจทางการเมืองเปนปจจัย ประการแรกและประการสุดทายในการเขากุมอํานาจรัฐ และเปนหนทางเขาสูอํานาจทางวัฒนธรรมและ เศรษฐกิจซึ่งจะยังผลใหไดมาซึ่งกฎหมายที่จะรักษาผลประโยชนแหงชนชั้นของตน ในยุคทาส เจาทาสเปนฝายกุมอํานาจรัฐ จึงตรากฎหมายออกมาเพื่อรักษาผลประโยชนของเจาทาส


- 90 -

ในยุคศักดินา เจาศักดินาเปนฝายกุมอํานาจรัฐ จึงตรากฎหมายออกมาเพื่อรักษาผลประโยชนของเจา ศักดินา ในยุคทุนนิยม เจาสมบัติหรือนายทุนเปนฝายกุมอํานาจรัฐ จึงตรากฎหมายออกมาเพื่อรักษา ผลประโยชนของเหลาเจาสมบัติหรือนายทุน ดังที่เปนอยูในประเทศไทยขณะนี้ ฉะนั้น หากมหาชนอันเปนชนสวนใหญของสังคม ซึ่งอยูรอนนอนทุกขเพราะถูกกดขี่ขูดรีดตลอดมา นับแตยุคทาส ยุคศักดินา และยุคทุนนิยมในปจจุบัน ดังการมีกฎหมายเพื่อรักษาผลประโยชนแหงชนชั้นของ ตน มหาชนก็จะตองเจริญรอยตามเจาทาส เจาศักดินาและเจาสมบัติหรือนายทุน นั่นคือ การเขากุมอํานาจรัฐ และเมื่อนั้นมหาชนจึงจะมีกฎหมายเพื่อผลประโยชนของมหาชน และนั่นหมายถึงความอุดมสมบูรณและ ความผาสุก ที่มหาชนพึงจะไดรับจากสังคมรวมกัน.

จาก ปทานานุกรม การเมือง ฉบับชาวบาน ---สุพจน ดานตระกูล


- 91 -

กาวหนา ในสังคมทุกยุคทุกสมัย ความรูสึกนึกคิดของชนชั้นปกครองไดแผครอบคลุมอยูเหนือสังคมโดยทั่วไป เพราะมีสถาบันตางๆ เปนเครื่องมือ เชน กฎหมาย ตํารวจ อัยการ ศาล เรือนจํา เปนตน แตในขณะเดียวกันก็มี ความรูสึกนึกคิดของฝายผูถูกปกครองหรือฝายปกครองบางคนที่เขาถึงสัจจธรรมที่ดีกวาสูงกวา ควบคูกันไปดวย เชนนี้ตลอดมาทุกยุคทุกสมัย และความรูสึกนึกคิดที่เกิดขึ้นใหมนี้ เราเรียกวา ความรูสึกนึกคิดที่กาวหนา และ พวกที่มีความรูสึกนึกคิดเชนนี้เราเรียกวา พวกหัวกาวหนา ถาหากมนุษยเรา ไมมีความรูสึกนึกคิดที่กาวหนา ปานฉะนี้เราก็คงจะยังมาไมถึงยุคแหงอารยธรรมนี้อยาง แนนอน คงจะยังหลับใหลไดปลื้มอยูในยุคอนารยชนนั้นเปนแน ถูกแลว สังคมจะไมหยุดนิ่งและพัฒนาไปสู ความเจริญกาวหนาอยูเสมอ แตถาหากความรูสึกนึกคิดของมนุษยไมเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงและไมนํามาพัฒนา สังคม ปลอยใหสังคมพัฒนาไปตามธรรมชาติของมันเองตามยถากรรมแลว เปนการแนนอนเหลือเกินวามนุษย เราจะยังไมรูจักกับคําวา “ศิวิลัย” แตนี่ดวยความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของความรูสึกนึกคิดที่กาวหนา สังคมจึง ถูกพัฒนา โดยความรูสึกนึกคิดของมนุษยอีกแรงหนึ่งนอกเหนือจากแรงธรรมชาติที่เปนไปเอง ใหไปสูความ เจริญ ไปสูสภาพที่ดีกวา และก็ความรูสึกนึกคิดของมนุษยนั้นถูกกําหนดขึ้นโดยสภาพแวดลอมของสังคมนั่นเอง และในเมื่อความรูสึกนึกคิดของมนุษยกลับมาพัฒนาสังคมตอไปอีก ดังนั้นมนุษยจึงอยูในสภาพที่หนีจาก ความลาหลังไปสูความกาวหนาอยูเรื่อยๆ อยางไมหยุดยั้ง (สภาพแวด���อมของสังคมเปนเครื่องกําหนดความรูสึก นึกคิดและความรูสึกนึกคิดที่ไดรับการพิจารณาและกลั่นกรองดีแลวจากจิต ก็จะกลับมาพัฒนาเปลี่ยนแปลง สังคม) แตอยางไรก็ดี ความเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอยางในโลกนี้ยอมจะตองมีเหตุมากระทําใหเกิดการ เปลี่ยนแปลง ไมใชอยูเฉยๆ มันจะเปลี่ยนแปลงไปเอง และก็การเปลี่ยนแปลงไปสูความกาวหนาของสังคมและ ความรูสึกนึกคิดของมนุษยก็ยอมจะตองมีเหตุมากระทําหรือเหตุของการเปลี่ยนแปลงเชนกัน แตอะไรเลาที่มาเปนเหตุใหสภาพของสังคมและความรูสึกนึกคิดเปลี่ยนแปลงไปสูความกาวหนา ถา ไมใชเหตุอันเนื่องมาจากเศรษฐกิจเปนมูลฐานอันสําคัญ ดังที่ทานปรัชญาเมธทานหนึ่งไดกลาวเอาไววา “การ เศรษฐกิจเปนพื้นฐานอันสําคัญประการแรกของสังคม” และดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของสังคมและความรูสึกนึก


- 92 -

คิดของมนุษย ก็ยอมจะเนื่องมาจากพื้นฐานอันนี้อยางเที่ยงแทแนนอน และก็ในทํานองเดียวกัน สภาพของสังคม และความรูสึกนึกคิดของมนุษยจะไปสูความกาวหนาที่ดีกวาได อยูที่การเปลี่ยนแปลงที่พื้นฐาน คือการเศรษฐกิจ นั้นเอง ดังตัวอยางเชนในปลายยุคชุมชนบุพกาล การเศรษฐกิจเริ่มที่จะขยายตัวออกไป จนไดทําใหบังเกิดการ แลกเปลี่ยนคาขาย และทําใหบังเกิดกรรมสิทธิ์ในทรัพยสินเปนสวนปจเจกชนขึ้น และพรอมกับที่ผลิตผล ขยายตัว พลังการผลิตก็เพิ่มปริมาณขึ้น และเพื่อที่จะใหไดพลังการผลิตมาเพิ่มปริมาณผลิตผลใหมากขึ้น จึงไดมี การกวาดตอนผูคนไปเปนาส และในที่สุดยุคชุมชนบุพกาลก็ถึงแกกาลอวสาน โดยยุคทาสเขามาแทนที นี่จะเห็น ไดวาการที่ยุคทาสเขามาแทนที่ยุคชุมชนบุพกาลไดนั้น ก็โดยการคลี่คลายขยายตัวทางเศรษฐกิจเปนมูลเหตุ และเนื่องจากพวกทาส ไดรับการกดขี่จากบรรดาพวกเจาของทาสอยางทุนโหดราย พวกทาสถูกถือ เสมือนหนึ่งเปนสตวเลี้ยง เมื่อนายทาสไมพอใจขึ้นมาจะฆาอยางไรก็ได ผลิตผลตางๆ ในสังคมอันเกิดจาก แรงงานและหยาดเหงื่อของพวกทาส พวกทาสหาไดมีสิทธิ์ในผลิตผลเหลานี้แตประการใดไม เมื่อพวกทาสถูก ถือเสมือนสัตวเลี้ยง และดังนั้นพวกทาสจึงไดมีการดิ้นรนในอันที่จะปลดแอกภาวะแหงความเปนทาสออกไป ครั้งแลวครั้งเลา และในที่สุดจากการสนับสนุนของอิสระชนและพวกทาสที่มีฝมือในการรบ ซึ่งไดรับการปลด เปลื้องใหเปนอิสระชนกอนหนานั้นแลว ระบบทาสก็ถึงซึ่งภินทนาการและระบบศักดินาก็ไดเขามาแทนที่ ภายใตระบบศักดินาก็เชนเดียวกับระบบทาส คือความเจริญกาวหนาทางเศรษฐกิจ ไดกาวหนาไปอยางไม หยุดยั้ง พรอมกับความขัดแยงทางชนชั้น เจาศักดินากับพวกไพรและอิสระชน และความขัดแยงในรูปแบบการ ผลิตศักดินาที่เปนอุปสรรคตอเศรษฐกิจที่จะกาวหนาตอไป ซึ่งในที่สุดระบบศักดินาก็พังทลายลงไปอีก และ ระบบทุนนิยมที่กาวหนากวาไดเขามาแทนที่ แตระบบทุนนิยมก็จะประสบชะตากรรมเชนเดียวกับระบบอื่นๆ ที่ ผานมาแลว เพราะระบบทุนนิยมโดยตัวของมันเองเมื่อถึงที่สุดแลว ก็จะเปนอุปสรรคตอความกาวหนาของการ เศรษฐกิจที่จะตองพัฒนากาวหนาตอไปอยางไมหยุดยั้ง ดังกลาวนี้คือความหมายของคําวา “กาวหนา” .

จาก ปทานานุกรม การเมือง ฉบับชาวบาน--- สุพจน ดานตระกูล


- 93 -

กาวกระโดด การเปลี่ยนแปลงทางปริมาณที่กําลังคอยเปนคอยไปในสังคมทุนนิยมขณะนี้ เปนการเตรียมตัวเพื่อ การเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพอยางขุดรากเงาในโครงสรางของสังคมในกาลตอไป แตการกาวกระโดดทางธรรมชาติยอมจะแตกตางกับการกาวกระโดดทางสังคมอยางแนนอน เพราะ การกาวกระโดดทางธรรมชาตินั้นยอมเปนไปเองอยางชาๆ และโดยไรความสํานึก หากแตการกาวกระโดด ทางสังคมนั้นเปนไปดวยความสํานึกอันถูกตองตามกาลสมัย และการกาวกระโดดอาจจะอยูในลักษณะของ การกระทําอันรีบดวนก็ได หรืออาจจะเปนระยะเวลาอันยาวนานก็ได แลวแตภาวะแวดลอมชองแตละสังคม และความสํานึกของประชาชน สังคมเกาคือสังคมทุนนิยมจะถูกทิ้งไวเบื้องหลัง คงเหลือไวแตชื่อในประวัติศาสตร และสังคมใหม คือสังคมแหงสังคมนิยมและสังคมคอมมิวนิสต จะเขามาแทนที่ถัดไปตามลําดับอยางแนนอน เพราะการกาว กระโดดเปนลักษณะอาการหนึ่งหรือกฎอันหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ และสังคมก็คือธรรมชาติ อยางหนึ่งจะตองเปลี่ยนแปลงเชนเดียวกัน ดังที่เปนมาแลวในประวัติศาสตร.

จาก ปทานานุกรม การเมือง ฉบับชาวบาน ---สุพจน ดานตระกูล


- 94 -

ขูดรีด ในวาระแรกที่การขูดรีดอุบัติขึ้น เปนไปในรูปแบบของการขูดรีดแรงงาน โดยนายทาสทําการขูดรีด แรงงานพวกทาส โดยที่ทาสถูกถือเสมือนหนึ่งสัตวเลี้ยงและเปนสมบัติโดยเด็ดขาดของนายทาส ซึ่งนายทาส จะเฆี่ยนตี ทารุณอยางไรก็ได และก็โดยที่นายทาสตองการผลิตผลเพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่งสมบูรณ ดังนั้นนาย ทาสจึงระดมการใชพลังงานแรงงานขอพวกทาสในการผลิตอยางหามรุงหามค่ํา อยางกรณีของพวกทาสที่ทํา หนาที่กรรเชียงเรือพาณิชยทองไปในทะเล ในสมัยที่มนุษยยังไมรูจักกับเครื่องจักรกล พวกทาสที่ทําหนาที่ กรรเชียงเรือจะถูกพันธนาการดวยโซตรวนติดอยูกับทองเรือเพื่อปองกันการหลบหนี และก็ตองตีกรรเชียงอยู เชนนั้นตลอดวัน ตลอดคืน จนกวาเรือจะไปถึงจุดหมายปลายทาง ตอจากการขูดรีดแรงงานพวกทาส ก็เปนการขูดรีดของพวกศักดินาตอพวกไพรพวกเลก ซึ่งการขูดรีด ในรูปแบบนี้นับวาเปนการขูดรีดที่ทารุณโหดรายที่อาจจะหนักกวาระบบทาส เพราะการขูดรีดในระบบนี้ พวกไพรพวกเลกมีหวังที่จะอดตาย แตระบบทาสนั้นเจาของทาสไมปลอยใหทาสอดตายเพราะหากตายก็จะ เปนการสูญเสียทรัพยสินอยางหนึ่งไป สวนการขูดรีดในรูปแบบศักดินานน พวกศักดินาหรือเจาที่ดิน นอกจากจะขูดรีดเอาผลิตผลจากพวกไพรพวกเลกในสังกัดใหมากที่สุดเทาที่จะมากได ไมตองรับผิดชอบใน การอดตายของพวกไพรพวกเลกเหลานั้นมากที่สุดก็แลวกัน และผลิตผลเหลานั้นก็เกิดขึ้นจากหยาดเหงื่อของ พวกไพรพวกเลกนั้นเอง และพวกนี้ก็ตองจํายอมใหพวกศักดินาซึ่งเปนเจาของที่ดิน หรือเปนเจาของเครื่องมือ การผลิตดวย ทําการขูดรีดไปตลอดยุคศักดินาอันยาวนาน เพราะพวกไพรฯ มีแตแรงงานไมมีที่ดินและ เครื่องมือการผลิตเปนของตัวเอง และก็การขูดรีดในรูปแบบดังกลาวนี้แหละที่ไดกลายมาเปนการขูดรีดแบบ คาเชาที่ดินในปจจุบันนี้ ซึ่งพวกชาวนาทั้งหลายตระหนักดี ถัดจากการขูดรีดแบบนี้ก็ถึงการขูดรีดแบบใหมอีกรูปแบบหนึ่ง คือ การขูดรีดในรูปแบบของการซื้อ ขายสินคา กลาวคือผูผลิตสินคาพยายามจะขายสินคาของตนใหไดราคาสูงกวาตนทุนการผลิตใหมากที่สุด เทาที่จะทําได สวนพอคาคนกลางก็พยายามที่จะขายสินคาของตนใหไดราคาสูงกวาราคามที่ตนซื้อมาใหมาก ที่สุดเทาที่จะมากได มันจึงเปนการขูดรีดกันหลายชั้นหลายตอ และภาระก็ตกอยูแกผูบริโภครวมทั้งผูออกแรง ในการผลิตตางๆ ดวย


- 95 -

การขูดรีดในรูปแบบการซื้อขายสินคานี้ไดรวมเอาการขูดรี���แรงงานทาสไวดวย แตทวาเปลี่ยนโฉม ใหมแทนที่จะเปนนายทาสกับพวกทาสอยางเกากอน กลายเปนนายทุนกับกรรมกรหรือชนชั้นกรรมาชีพ ที่ถูก นายทุนขูดรีดเอามูลคาสวนเกินและแรงงานสวนเกิน ตัวอยางการขูดรีดกรณีของชาวนา ซึ่งเปนทีนาสงสัยวาทําไมชาวนายังยากจน ทั้งๆที่ขาวสารซึ่งเปน ผลิตผลของชาวนามีราคาสูง ซึ่งถามองดูราคาขาวสารแลว จะไมนาเชื่อเลยวาชาวนาจะยากจน แตความจริง เปนอยางไรเลา ขาวสารนั้นราคาสูงจริง แตทวาชาวนายังยากจนอยูเชนเดิมจริงเชนกัน นี่มันอะไร ก็เพราะวา กวาที่ขาวสารจะมาอยูในหมอขาวรานขายอาหารหรือผูบริโภคนั้น มันไดผานเจานายมาแลวมากหนาหลายตา นับแตพอคาปลีก แลวก็โรงสี แลวก็เอเยนตใหญของโรงสีแลวก็รานคายอย และในที่สุดจึงมานอนเรียงเม็ดอยู ในหมอของผูบริโภคหรือรานขายอาหาร จากการที่ขาวถูกเปลี่ยนมือแตละครั้ง จากพอคาขาวเปลือก จนกระทั่งถึงผุบริโภคนั้น ไดเพิ่มราคาของมันใหสูงทับทวีขึ้นทุกที ยิ่งเปลี่ยนมือมากเทาไรคาตัวของขาวก็ยิ่ง สูงขึ้นมากเทานั้น ทังนี้รวมถึงระยะทางอันยาวไกลที่มันผานมานั้นดวย ที่มีสวนสงเสริมราคาของขาวให สูงขึ้น นับแตพอคาขาวเปลือกจนถึงรานคาอาหาร และพอคาใหญสงขาวสารออกนอก การขูดรีดในรูปของ ดอกเบี้ยและคาเชาโดยธนาคารและเจาที่ดิน ไดเปนยาดําผสมการขูดรีดอยูทุกขั้นตอน สวนตัวผูผลิตเองหรือชาวนานั้น แนนอนเขาไมมีอํานาจที่จะกําหนดราคาขาวของเขาได ทั้งๆที่ขาวนั้น เปนของชาวนา และก็แนนอนที่พอคาขาวเปลือกหรือผูซื้อขาวจากชาวนาพยายามที่จะซื้อใหต่ําที่สุดเทาที่จะ ต่ําได และในขณะเดียวกันเขาก็เอาไปขายใหแกโรงสีใหสูงที่สุดเทาที่จะสูงได และโรงสีก็เชนเดียวกับพอคา ขาวเปลือก คือพยายามซื้อใหต่ําและขายใหสูง ดังนั้นผูเกี่ยวของในเรื่องขาวแตละขั้นตอน (ยกเวนผูบริโภค และชาวนา)พยายามเพิ่มราคาขาวใหสูงขึ้นจากมูลคาจริงของมันเพื่อหวังผลกําไรของฝายที่เกี่ยวของ ดังนั้น จึงไมแปลกที่ชาวนาจะยังคงอยูในสภาพที่ยากจน และผูบริโภคจะตองซื้อขาวสารในราคาแพง และผูมีอํานาจมากที่สุดในการกําหนดราคาขาวนั้นก็คือผูที่กุมอํานาจเศรษฐกิจไวมากที่สุด ซึ่งอาจจะเปน เจาของโรงสีหรืออาจจะเปนนายทุนคนกลางพอคาสงขาวออกนอก แตอยางไรก็ดีมันก็ยังมีสวนสัมพันธกับ สินคาประเภทอื่นๆ ดวย และก็หลีกไมพนที่ตลาดโลกทุนนิยมจะเขามามีบทบาทรวมดวยอยางสําคัญ จากการ เพิ่มราคาเกินมูลคาจริงของมัน รวมทั้งมูลคาสวนเกินนี่ละคืออาการของการขูดรีด ซึ่งเปนการขูดรีดทั้ง ผูบริโภคและผูออกแรงงานผลิตในทุกขั้นตอน คือทั้งชาวนา กรรมกรโรงสี กรรมกรขนสง ฯลฯ


- 96 -

และในกรณีของขาวสารนี้ ยังมีการขูดรีดสลับซับซอนอื่นๆ อีกมากมายนักในตลาดของโลกทุนนิยม ปจจุบัน เชน แปะเจี๊ยะ คอรรัปชั่น คาใบอนุญาต คานายหนา และคาอะไรอีกรอยแปด สุดแลวแตจะคนควาหา มาเปนเหตุเอาเงินฟรีๆ ได นอกจากการขูดรีดในรูปแบบดังกลาวมานี้แลว ยังมีการขูดรีดอีกแบบหนึ่ง ซึ่งคนสวนมากรูจักกับ มันดีมาแลว นั่นคือ การขูดรีดในรูปแบบดอกเบี้ยและคาเชาซึ่งอาจจะเปนดอกเบี้ยของธนาคาร โรงรับจํานํา หรือเจาที่ดิน (ซึ่งขูดรีดทั้งแรงงาน คาเชาที่นา และดอกเบี้ยจากเงินกู) หรือของเอกชนคนใดคนหนึ่งที่หากิน ทางใหเงินกู นอกจากนี้ ยังมีการขูดรีดอีกชนิดหนึ่งซึ่งดําเนินการโดยสถาบันอันยิ่งใหญที่สุด นั่นคือการขูดรีดใน รูปแบบภาษีอากร ซึ่งดําเนินการโดยรัฐ แตการขูดรีดชนิดนี้มีขอยกเวนอยูวา ถาหากเงินภาษีอากรที่รัฐเก็บไป จากประชาชนนั้นไดกลับมาเปนบริการประชาชนสมกับคาภาษีอากรที่เขาตองเสียไปแลว ก็หาอยูในขายของ การขูดรีดไม หากแตเงินภาษีอากรที่รัฐเก็บไปนั้นสวนใหญถูกใชไปเปนเงินเดือน เงินสวัสดิการ อยางไมได สัดสวนกับรายไดของราษฎรสวนขางมาก รวมทั้งการทุจริตของนักการเมืองชั่วๆ และขาราชการเลวๆ ไมได กลับมาบริการประชาชนอยางสมน้ําสมเนื้อกับที่เขาตองเสียไปแลว ก็หนีขายของการที่จะถูกเรียกวา ขูดรีดไป ไมพน จากการที่การขูดรีดอุบัติขึ้นดวยการปรากฏของชนชั้น ดังนั้น การขูดรีดจะหมดไปก็ไดดวยการลมเลิก ชนชั้นเชนกัน. จาก ปทานานุกรม การเมือง ฉบับชาวบาน ---สุพจน ดานตระกูล


- 97 -

ขาราชการ คนไทยมีความเกรงและกลัวตอขาราชการมาแตไหนแตไร สวนหนึ่งเพราะไมรูวา “ขาราชการ” มี กําเนิดมาจากไหนและหมายความวาอยางไร คําไทยเรียกขาราชการ ในประเทศที่มีพระมหากษัตริยเปนองคประมุข และเรียกขารัฐการในประเทศ ที่มีประธานาธิบดีเปนประมุข หรือปกครองแบบสาธารณรัฐ แตจะเรียกอยางไรความหมายของมันก็ตรงกัน อยูนั่นเอง ขาราชการ เกิดขึ้นครั้งแรกไมใชในรูปแบบที่เรารูจักกันในปจจุบันนี้ หากในรูปแบบของผูคุมทาส คือ จากการที่นายทาสมีทาสเปนสมบัติเปนจํานวนมากมาย จนไมสามารถจะควบคุมดูแลใหทั่วถึงไดโดยตนเอง จึงไดจัดใหมีผูคุมทาสขึ้น ผูคุมทาสนี้อาจจะจางมาจากอิสรชนหรือพวกทาสที่ไดรับการปลดปลอยแลว และ การจัดใหมีผูคุมทาสทํางานและดูแลผลประโยชนนี้แหละ เปนสถาบันสําคัญประการแรกของรัฐ และดวยการ ที่ทาสถูกถือเสมือนหนึ่งสัตวเลี้ยง ดังนั้นจึงเปนการไมแปลกที่พวกทาสจะถูกกดขี่ ทารุณ ขูเข็ญบังคับจาก บริวารของนายทาส และนี่เปนการกดขี่ทารุณครั้งแรกที่อุบัติขึ้นระหวางชนชั้นปกครอง (บริวารนายทาส)กับ ชนชั้นผูถูกปกครอง (พวกทาส) และในระยะเวลาอันยาวนานตอมาสังคมก็ไดวิวัฒนาการมาถึงยุคที่มีรัฐ และ พรอมกันนั้นพวกผูคุมทาสและนายทาสสวนหนึ่งก็ดวิวัฒนาการมาในรูปแบบของเจาผูครองนครและขาราช บริพาร และนี่..เปนครั้งแรกที่ปรากฏในรูปแบบของชนชั้นปกครองอยางเดนชัด ซึ่งเปนที่ยอมรับและรับรูของ สังคม และจากการที่นครรัฐไดขยายตัวกวางขวาวออกไปจนกลายมาเปนประเทศดังที่รูจักกันในทุกวันนี้ ได ทําใหชนชั้นปกครองซึ่งรวมขาราชการหรือขารัฐการ ไดลงหลักปกมั่นในสังคม จนกลายเปนสถาบันอัน จําเปนซึ่งจะขาดเสียมิไดของสังคม และก็กลายเปนอาชีพชนิดหนึ่งไป คืออาชีพปกครอง และก็โดยอาชีพ ปกครอง ไมมีการผลิต ดังนั้นเพื่อที่จะใหผูมีอาชีพชนิดนี้ดํารงอยูได จึงไดเกิดการเก็บภาษีอากรขึ้น และจากการที่ถือกันในยุคกอนๆวา ประชาชนอยูไดเพราะบารมีของหัวหนาชนชั้นปกครอง คือ พระราชาธิบดี ดังนั้น ขาราชการหรือชนชั้นปกครองจึงถือตัววาเปนนายของประชาชน และจากการที่ถือวา


- 98 -

เปนนาย จึงไดกดขี่ขมเหงรังแกประชาชน เชนเดียวกับที่บริวารของนายทาสปฏิบัติตอพวกทาสในสมัยกอน โนน มันเปนเรื่องตลกสิ้นดีที่ผูเลี้ยงกลายเปนขี้ขาและผูถูกเขาเลี้ยงกลายเปนนาย มันก็เปนเชนเดียวกับที่ มนุษยสราง ”เทวดา” ขึ้นมาแลวก็หมอบกราบคาบแกวอยูแทบเทา “เทวดา” แตความเท็จก็ยอมจะหลีกหนีไปเมื่อความจริงมาปร���กฏตัวขึ้น เชนเดียวกับที่ความมืดสลายไปเมื่อ ความสวางเขามาแทนที่ ในทํานองเดียวกันเมื่อการคลี่คลายขยายตัวทางประชาธิปไตย ไดแผไปอยาง กวางขวาง ไดเปนผลทําใหประชาชนมีความตระหนักในความจริงที่วา ชนชั้นปกครองตางหากที่อยูไดเพราะ ประชาชน ไมใชประชาชนอยูไดเพราะชนชั้นปกครอง และดวยเหตุดังนี้ประเทศที่เปนประชาธิปไตยที่ ประชาธิปไตยไดฝงรากลึกลงไปในจิตใจของประชาชน ความเขาใจวาประชาชนเปนขี้ขา ความเขาใจวา ขาราชการหรือขารัฐการเปนนายประชาชนจึงไมมี และในทางตรงกันขาม ชนชั้นปกครองหรือขาราชการ หรือขารัฐการกลับสํานึกในความจริงวา ตูขานี้เปนลูกจางของประชาชนหรือเปนผูรับใชประชาชน ดวยความสํานึกเชนนี้ การปฏิบัติตอประชาชนของพวกทานขาราชการหรือชนชั้นปกครองเหลานั้นจึง เปนไปดวยความลมุนลมอม เปนไปดวยความมีอัธยาศัยไมตรีอันดีงาม ซึ่งจะหาไมพบในประเทศที่ไมมี ประชาธิปไตย และเพื่อใหสมกับที่ประชาชนเปนผูเลี้ยงขาราชการหรือชนชั้นปกครอง (โดยการเสียภาษี หรือ ใหสมกับฐานะที่ประชาชนเปนนายจาง) ดังนั้น ในประเทศประชาธิปไตยบางประเทศ จึงใหสิทธิแกประชาชนในการที่จะถอดถอนขาราชการ หรือขารัฐการ บางตําแหนงที่ประชาชนไมพอใจได เชน นายอําเภอ ผูวาราชการจังหวัด อัยการ ผูพิพากษา เปนตน ก็ทําไมเขาจะไมใหสิทธิเชนนี้เลา ในเมื่อคณะผูบริหารงานหรือรัฐบาลของประเทศประชาธิปไตย เหลานั้นไปจากประชาชน จึงยอมที่จะเห็นใจและเขาใจประชาชนดี และไมกลาที่จะดื้อดานตอความตองการ อันชอบธรรมของประชาชนอยางเด็ดขาด ขาราชการหรือขารัฐการ ซึ่งหมายความถึงขาราชการประจําและการเมืองและกินเงินเดือนของ ประชาชน (จากภาษีอากร) ดังนั้น ขาราชการตั้งแตหัวหนาแถวจนถึงหางแถวจึงเปนลูกจางของประชาชน ขาราชการไมใชนายประชาชน ขาราชการคนใดคณะใดกดขี่ขมเหงประชาชนหรือดื้อดานตอความตองการอัน


- 99 -

ชอบธรรมของประชาชนแลว ก็ถือวาเปนการทรยศตอประชาชนอยางไมควรไดรับอภัยทีเดียว !!! และเหตุการณเชนนี้จะไมเกิดขึ้นเปนอันขาดในประเทศประชาธิปไตยเลย แตตรงขามในประเทศเผด็จ การที่ลาหลังตอความเจริญ ไมวาจะโดยคณะบุคคลหรือ “คนเดียว” เรามักจะพบกับเหตุการณดังกลาวนี้ เสมอ.

จาก ปทานานุกรม การเมือง ฉบับชาวบาน ---สุพจน ดานตระกูล


- 100 -

ความคิดทางชนชั้น ตอนที่๑ พรอมกับการเติบโตของการผลิตแบบทุนนิยม การขัดกันในทางสัมพันธแบบศักดินาก็ไดอุบัติขึ้น กลาวคือในการผลิตแบบใหมนั้น ทุนเปนปจจัยสําคัญที่สุดในทางปฏิบัติ ซึ่งในระบบเศรษฐกิจศักดินามิไดถือ เชนนั้นตามที่เราไดเห็นมาแลว เมื่อเปนเชนนั้น จึงเกิดปะทะกันระหวางความคิดตางๆ ที่กําเนิดขึ้นมาจาก ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ไมรับนับถือความคิดแบบขลังในเรื่องเทวสิทธิ์ของกษัตริยอีกตอไป แตถือวา “จะเก็บภาษีจากราษฎรโดยราษฎรไมรูไมเห็นไมได” ความคิดแบบใหมตองการสิทธิ์ในการคาขายอยางเสรี และตองการจินตภาพทางศาสนาอันใหม ซึ่งเทิดทูนสิทธิ์ของเอกชนยิ่งขึ้น และลดอํานาจควบคุมของ สวนกลางลงมา อยางไรก็ดีพฤติการณที่แสดงออกประหนึ่งวาพวกอิสระชนไดตอสูอยางยอมพลีชีพ เพื่อสิทธิและ แบบทางศาสนาอันเปนเรื่องนามธรรมนั้น แทที่จริงแลวเปนการตอสูของระบบเศรษฐกิจสองรูปแบบ คือ ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่เติบโตขึ้นมา กับระบบเศรษฐกิจแบบศักดินาที่กําลังวอดวายไป สวนการปะทะ กันในทางความคิดนั้นเปนแตเหตุขั้นรองลงมา ดวยเหตุผลดังประจักษอยูนี้ นักวิทยาศาสตรแหงประวัติศาสตรจึงไมกําหนดหลักการจําพวกที่เปน นามธรรมเพื่อจัดระเบียบสังคม ดุจที่พวกนักเขียนฝายอุดมคิตกระทํากัน วิทยาศาสตรแหงประวัติศาสตร พิจารณาวา บรรดา “หลัก” จําพวกนั้นและดังที่ไดปรากฏขึ้นในความคิดของมนุษยนั้น เพียงแตเปนเงา สะทอนออกมาจากการจัดระเบียบสังคม ที่เปนอยูในสมัยหนึ่งและในสถานที่หนึ่งเทานั้น และ “หลักการ” เชนกลาวมานั้นจะไมอาจอํานวยผลดีใหเสมอไปและในที่ทั่วไป ยิ่งกวานั้น ความคิด บางอันซึ่งดูเหมือนวาเปนความคิดสากล เชนความคิดในเรื่องความเสมอภาคของมนุษยนั้น ในความเปนจริง แลวก็มิไดหมายความอยางเดียวกัน ในสังคมที่ตางยุคสมัยกัน เชน ในยุคนครรัฐของกรีก ความคิดในเรื่อง สิทธิเสมอภาคของมนุษย หาไดคลุมไปถึงพวกทาสไม และคําขวัญ เสรีภาพ สมภาพ และภารดรภาพ ของการ อภิวัฒนฝรั่งเศสอันเกรียงไกรนั้น ก็หมายถึงแตเพียงวา เสรีภาพที่จะคาขายไดโดยเสรีของชนชั้นนายทุนที่เติบ ใหญขึ้นมา หมายถึงความเสมอภาคของชนชั้นนายทุนที่เพิ่งแตกหนอ และหมายถึงภราดรภาพของชนชั้นที่ รวมอยูในชั้นนายทุนดวยกัน คือการรวมมือชวยเหลือกันตอตานการกดขี่และการกําจัดสิทธิ ซึ่งชนชั้นเจาขุน


- 101 -

มูลนายศักดินาบีบบังคับพวกเขา ดวยประการฉะนี้ เราจึงอาจเห็นไดวา ความคิดสวนมาก เฉพาะอยางยิ่งความคิดที่เกี่ยวเนื่องกับการจัด ระเบียบสังคมนั้น เปนความคิดทางชนชั้น คือเปนความคิดของชนชั้นที่มีอํานาจครอบงําสังคม ซึ่งชนชั้นที่มี อํานาจไดนําออกใชบังคับแกชนชั้นอื่นๆ ในสังคมนั้น โดยอาศัยเครื่องมือทางโฆษณาที่ชนชั้นนั้นได ครอบครองอยู อาศัยการควบคุมการศึกษา และอาศัยอํานาจที่จะลงทัณฑแกการแสดงความคิดเห็นที่ขัดแยง กับของตนโดยทางศาล โดยการปลดเสียจากตําแหนงและโดยวิธีการอื่นๆ ทํานองเดียวกันนั้น การปฏิบัติดังกลาวนี้มิไดหมายความวา ชนชั้นที่มีอํานาจครอบงําสังคมอยูนั้น จะรําพันกับตัวเขาเองวา “ความคิดที่เรานําออกใชนี้ แทจริงนั้นหาประกอบดวยสัจจะไม แตเราจะบังคับใหคนทั้งหลายเชื่อถือ หรือ อยางนอยก็จะตองไมแสดงปฏิเสธโตแยงออกมาอยางเปดเผย” ความจริงการณก็จะกลับเปนอีกอยางหนึ่ง เพราะวาความจริงแลวชนชั้นที่มีอํานาจอยูนั้น หาไดเปนผู ประดิษฐความคิดเหลานั้นขึ้นมาไม หากความคิดเหลานั้นไดอุบัติขึ้นมาเองตามแบบแผนการปกครองที่ เปนอยูในเวลานั้น เชน แบบแผนที่กําหนดอํานาจใหแกนักอุตสาหกรรมผูมั่งคั่ง ซึ่งไดรับสถาปนาขึ้นเปนขุน นาง นั่นแหละเปนมูลฐานใหเกิดความคิดที่วาพวกผูดีแปดสาแหรกยอมมีความยิ่งใหญกวาคนทั้งหลายโดย ธรรมชาติ ครั้นความคิดเชนนั้นไดอุบัติขึ้นมาและยืนยงอยูแลว พวกชนชั้นที่มีอํานาจอยูในเวลานั้นก็จะถือ เปนกิจสําคัญที่ตนจะตองแนใจวา คนทั้งหลายยอมรับนับถือความคิดดังกลาวนี้ เพราะวาถาคนทั้งหลายไมยอมรับนับถือความคิดดังวานี้ ก็จะหมายถึงวา คนเหลานั้นจะไมปฏิบัติให สอดคลองกับความคิดที่เปนอยู เปนตนวา ประชาชนก็แสดงอหังการตอเทวสิทธิ์ของกษัตริย ชนชั้นที่มีอํานาจ ไมวาในยุคสมัยใดและในประเทศใด ยอมกระทําการทุกอยางเทาที่จะกระทําได ในอันที่จะปองกันมิให “ความคิดที่เปนภัย” แพรหลายไปในหมูชน อาจจะมีผูถามขึ้นวา ถาความคิดเปนแตขอเท็จจริงขั้นรอง และถาขอเท็จจริงขั้นแรกและขั้นสําคัญ จะตองเปนการเปลี่ยแปลงทางวัตถุในแบบการผลิตเสมอไปแลว “ความคิดที่เปนภัย” จะอุบัติขึ้นมาไดอยางไร


- 102 -

เลา หรือกลาวอยางสั้นๆ วา ประชาชนจะคิดถึงแบบการผลิตใหมกอนที่มันจะอุบัติขึ้นมาอยางไรเลา ตอขอสงสัยนี้ มารกซ ปราชญแหงสํานักวิทยาศาสตรสังคมไดชี้แจงวา ประชาชนไมอาจคิดถึงมัน กอนหนาที่ภาวการณอันแสดงถึงความเปนอยูของมันจะไดปรากฏเปนรูปเปนรางออกมา แตประชาชนจะถูก ปลุกปล้ําใหคิดถึงมันเอง เมื่อภาวการณดังกลาวไดปรากฏโฉมออกมา โดยปะทะกันระหวางภาวการณเกาและ กําลังใหมในการผลิตนั่นเอง

จากหนังสือ "ปทานานุกรม การเมืองฉบับ ชาวบาน" ---สุพจน ดานตระกูล


- 103 -

ความคิดทางชนชั้น ตอนที่๒ (จบ) ปราชญทางประวัติศาสตรอีกทานหนึ่งไดอางตัวอยางอีกวาเมื่อการผลิตไดอาศัยแรงงานรับจางได เติบโตขึ้นมา และเกิดความจําเปนจะขายผลิตผล เพื่อผลกําไร พวกนายทุนยุคเริ่มแรกจึงตองเผชิญอยางรุนแรง กับขอจํากัดสิทธิตางๆ ในทางการคา ที่ระบบศักดินาไดกําหนดขึ้นไว ดวยประการดังนั้น ความคิดในเรื่อง อิสระภาพจากการจํากัดสิทธิ์ ความคิดในเรื่องที่จะมีสิทธิ์มีเสียงในการกําหนดภาษีและในเรื่องอื่นๆ จึงได อุบัติขึ้น โดยระยะนั้นภาวะของสังคมยังไมไดเปลี่ยนรูปมาเปนสังคมทุนนิยม เปนแตไดมีอาการอันจะนําไปสู สังคมทุนนิยมปรากฏขึ้น และจากการดังกลาวนี้แหละความคิดในเรื่องเศรษฐกิจแบบทุนนิยมจึงไดปรากฏ ออกมา ทั้งนี้ก็เปนเชนเดียวกับความคิดในเรื่องเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม คือความคิดรูปสังคมนิยมแบบ วิทยาศาสตร ซึ่งตรงกันขามกับความคิดรูปสังคมนิยมเพอฝน จะอุบัติขึ้นมาไดก็ตอเมื่ออาการของสังคมนิยม ไดคลี่คลายออกไป เวลาที่อาการหรือภาวะการณของรูปแบบสังคมคลี่คลายออกไปนั้น หมายถึง เวลาที่ผลิต กรรมขนาดใหญไดแผกวางออกไป และหมายถึงเวลาที่เห็นกันชัดแจงแลววา ลัทธิเศรษฐกิจแบบทุนนิยมได กลายเปนเครื่องเหนี่ยวรั้งความกาวหนาของสังคม อาการอันชัดแจงนั้น แสดงออกโดยวิกฤติการณทาง ผลิตผลที่ทวมทนตลาดและกําลังซื้อตกต่ํา อันเกิดแลวเกิดเลาอยูไมขาด ถึงมาตรวา ความคิดตางๆ ยอมเกิดขึ้นแตโดยอาศัยภาวะการณทางวัตถุก็ดี แตเมื่อความคิดเหลานั้นได อุบัติขึ้นแลว มันก็ไดบรรจุอิทธิพลของมันลงไปในการกระทําของมนุษย และดังนั้น ก็เทากับอิทธิพลอยูเหนือ กระแสเหตุการณทั่วไปอยางแนนอน ความคิดที่กําเนิดจากระบบการผลิตแบบเกา เปนความคิดที่ยึดเหนี่ยวอยู กับขนบธรรมเนียมประเพณีเดิม เปนความคิดที่จะเหนี่ยวรั้งการกระทําของมนุษย และดวยเหตุเชนนั้น ชนชั้น ที่ครองอํานาจในทุกยุคทุกสมัย จึงทําทุกอยางที่อาจทําไดในอันที่จะสั่งสอนความคิดอันคร่ําครึเหลานั้นแก ประชาชน สวนความคิดที่กําเนิดจากภาวะการณใหมในการผลิตเปนความคิดกาวหนา เปนความคิดที่สงเสริม การกระทํา โดยรับเอาภาวะการณใหมๆ นั้นมาพิจารณาดําเนินการไปสูระบบใหม และดวยเหตุเชนนั้นเอง ชน ชั้นที่มีอํานาจอยูในสมัยนั้น จึงถือวาความคิดจําพวกกาวหนาเหลานั้นเปน “ความคิดที่เปนภัย” ดังเช


- 104 -

ความคิดที่วาระบบทุนนิยมนั้นเลว เพราะวาระบบทุนนิยมสงเสริมใหมีการกดขี่ ขูดรีดอยางทารุณ เหี้ยมโหด เพียงเพื่อความมั่งคั่งสมบูรณของนายทุน สงเสริมใหทําลายจํานวนอาหารที่มีอยูมากมายเสีย เพียง เพื่อจะรักษาระดับราคาอาหารมิใหลดต่ํา ในขณะที่ประชาชนเปนจํานวนมากอยูในสภาพเกือบอดตาย ความคิดดังกลาวนี้กลับปรากฏในทัศนะของชนชั้นที่มีอํานาจวาเปน “ความคิดที่เปนภัย” และภัยนั้น ในความเปนจริง ก็หมายถึงภัยที่ชนชั้นที่มีอํานาจจะไดรับ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงแบบการผลิตใหม ความคิดในรูปกาวหนานั้นอันที่จริงจักนําไปสูความคิดของการตั้งระบบการผลิตใหม คือเปนการผลิตเพื่อใช และมิใชผลิตเพื่อกําไร ดังนั้น จึงเปน “ภัย” อยางมหันตสําหรับกลุมที่หวังกอบโกยเอากําไรเพื่อความมั่งคั่ง สวนตัว แตหากหาเปน “ภัย” แตประการใดไมสําหรับมวลชน ผูหวังความสมบูรณพูนสุขรวมกันในฐานะ มนุษยชาติ จินตภาพของนักวิทยาศาสตรแหงประวัติศาสตรตอความคลี่คลายทางสังคม ซึ่งมีชื่อวา “ลัทธิวัตถุนิยม ทางประวัติศาสตร” Historical Maerialism จึงไมใชอยางเดียวกับ “ลัทธิ” กําหนดจิตใจของนักวัตถุนิยม Meterailist Determinism ซึ่งมีทฤษฎีวา การกระทําของมนุษยนั้นขึ้นอยูแกภาวะการณทางวัตถุของตัวเขาโดย สิ้นเชิง แตนักวัตถุนิยมทางประวัติศาสตรมีความเห็นไปอีกทางหนึ่ง เขาเห็นวาการกระทําของมนุษยรวมทั้ง ความเปลี่ยนแปลงทางวัตถุ ที่การกระทําเหลานั้นนํามา เปนผลซึ่งสวนหนึ่งเกิดจากภาวะการณทางวัตถุที่อยู นอกกาย และสวนหนึ่งเกิดจากความสํานึกของเขาเองในขอที่จะควบคุมภาวะการณทางวัตถุไดอยางไร แตมนุษยจะไดรับความรูเชนนั้นได ก็แตอาศัยความชํานาญจากการสังเกตการศึกษาภาวะการณทาง วัตถุนั้นเอง เขาไดความชํานาญจากภาวะการณทางวัตถุมิใชโดยการนั่งคิดอยูบนเกาอี้ แตจะไดโดยการปฏิบัติ ในทางผลิตเครื่องใชตางๆ ตามความตองการของชีวิต และเมื่อความรูของเขาเพิ่มพูนขึ้น เมื่อเขาคิดประดิษฐ วิธีผลิตใหมๆ ขึ้น และนําสิ่งเหลานั้นออกปฏิบัติเขาก็จะประสบวา แบบที่มีอยูเดิมในการจัดระเบียบสังคมได กลายเปนเครื่องกีดขวางมิใหเขาสามารถใชวิธีการใหมๆ ที่เขาคิดคนขึ้นมาไดอยางเต็มที่ มนุษยตระหนักถึง ความเปนจริงขอนี้จากพฤติการณในชีวิตของเขาเอง ดังนั้นในขั้นตนมนุษยจึงตอสูกับความคิดรายและเครื่อง กีดขวางที่มีอยูเฉพาะเรื่องเฉพาะราย ซึ่งแบบเกาของการจัดระเบียบสังคมไดกอสรางไว แตในเวลาตอมา เขาก็ หลีกเลี่ยงไมพนที่จะถูกดึงเขาไปสูการตอสูทุกทางกับระบบที่มีอยูเดิมทั้งหมด


- 105 -

มีอยูระยะหนึ่งที่กระแสเหตุการณทั้งหมด ที่อํานวยใหกําลังการผลิตใหมไดคลี่คลายขยายออกมาจาก ระบบเกานั้น ไดเปนไปโดยปราศจากสํานึกและโดยไมมีแผนการ และก็เปนเชนเดียวกันในกรณีการตอสูกับ แบบเกาของการจัดระเบียบสังคมอันดํารงระบบเกาไว คือ เปนการตอสูที่ปราศจากสํานึกและแผนการ แตก็มี อยูชั่วระยะหนึ่งเสมอ ที่ความสัมพันธหรือระเบียบที่ชนชั้นเดิมไดกําหนดไว ไดปรากฏออกใหเห็นอยางแจม แจงวาเปนเครื่องกีดขวางสกัดกั้นกําลังผลิตใหมไมใหนําออกใชไดผลอยางเต็มที่ ตรงระยะนี้แหละที่การ ปฏิบัติของชนชั้นที่กาวหนา ผูซึ่งถืออนาคตไวในกํามือของเขา ไดสําแดงออกมาดวยความรูสึกสํานึก และตอจากนี้ไป กระแสการคลี่คลายกําลังผลิตใหมๆ นั้นจะไมเปนการแสการคลี่คลายที่ไรสํานึกหรือ ไรแผนการอีกตอไป มนุษยไดสะสมความชํานาญและความรู ในเรื่องกฎของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไว เพียงพอที่จะผานไปสูระยะขางหนา ในอาการรูสํานึกและพรอมดวยแผนการเพื่อที่จะประดิษฐานสังคม และ จํากัดใหการผลิตเปนสิ่งที���ประกอบดวยความสํานึกและแผนการ บัณฑิตทางประวัติศาสตรไดกลาวไววา “กําลังภายนอกอันเราไมอาจรูสึก ที่มีอํานาจครอบงําประวัติศาสตรของมนุษยสืบเนื่องกันมาจนถึง บัดนี้นั้น จะไดผานเขามาอยูภายใตการควบคุมของมนุษยเอง จากจุดๆ นี้เทานั้นที่มนุษยจะตบแตง ประวัติศาสตรของตนดวยความสํานึกตระหนักอันสมบูรณ” .

จากหนังสือ "ปทานานุกรม การเมือง ฉบับชาวบาน"--- สุพจน ดานตระกูล


- 106 -

ชีวทรรศน คือ ความเห็นเกี่ยวกับความเปนอยู หรือ ทรรศนะของการมองความเปนอยูหรือมองดูความ เคลื่อนไหวของชีวิต ชีวทรรศนอาจจะแตกตางกันตามภาวะความเปนอยูหรือภาวะแวดลอมที่แตกตางกัน ในทรรศนะของผูกดขี่ขูดรีด เขาจะมีความพอใจตอสภาพความเปนอยูที่เขามีโอกาสไดกดขี่ขูดรีด แตหากในทรรศนะของผูถูกกดขี่ขูดรีดเลา เขาจะไมพอใจตอภาวะที่เขาไดรับ คือถูกกดขี่ขูดรีด และจาก ชีวทรรศนที่ขัดแยงกันนี้เองไดทําใหเกิดการตอสูระหวางชนชั้น คือ ชนชั้นผูกดขี่ขูดรีดกับชนชั้นผูถูกดขี่ขูด รีด หรือชนชั้นที่เบียดเบียนกับชนชั้นผูถูกเบียดเบียน และความขัดแยงขั้นมูลฐานตอชีวทรรศนของชนชั้น ทั้งสองจะไมมีวันตรงกันไดเลย พวกนายทุนทั้งหลายเขาใจวา ทรัพยสมบัติตางๆ นานาที่พวกเขามีอยูนั้นเกิดดวยผลบุญบารมีและ สติปญญาที่พวกเขาไดอบรมสั่งสมมาแตชาติปางกอน พวกนายทุนทั้งหลายจะมองดูคนยากจนดวยสายตา อันชิงชังและดูถูกเหยียดหยามประดุจหนึ่งวา อายคนยากจนทั้งหลายนั้นเปนเสนียดจัญไรตอสังคม เปน พวกที่ไมมีความสามารถและไมมีสมองที่จะสรางความร่ํารวยขึ้นมาไดเลยในชีวิตนี้ สวนพวกคนยากจนทั้งหลายเขาก็จะมีชีวทรรศนไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งตรงกันขาม พวกเขาเขาใจวาที่ พวกเขาตองยากจนคนแคนนั้น หาใชเพราะผีหาซาตานตนใดดลบันดาลไม ไมใชเพราะวิบากกรรมชาติปาง กอน และก็ไมใชเพราะวาพวกเขาไมมีสติปญญาความรูความสามารถ แตหากมันเปนเพราะพวกเขาถูกพวก นายทุนยื้อแยงปจจัยในการผลิตและกองทุนไปเสียนั่นตางหาก ทรัพยสมบัติตางๆ นานาของบรรดานายทุน ทั้งหลายนั้น หาใชมันหลนลงมาจากฟาหรือเกิดดวยผลบุญบารมีแตประการใดไม หากมันเกิดขึ้นดวยการกด ขี่ขูดรีดหรือกอบโกยเอาแรงงานสวนเกินไปจากคนยากจน ซึ่งอาจจะเปนไปในรูปของมูลคาสวนเกิน ดอกเบี้ย คาเชา กําไร และอื่นๆ สุดแทแตจะเรียก พวกนายทุนทั้งหลายนั้นแหละที่เปนเสนียดจัญไรตอสังคม ที่เปนกาฝากตอความสมบูรณพูนสุขของมวลมนุษยชาติและเปนตัวอันตรายตอสันติภาพ ทําไมจึงเปนเชนนั้นเลา นั่นก็เพราะพวกนายทุนเปนพวกปลนที่รายกาจนั้นเอง และรายยิ่งกวาพวก ปลนธรรมดา มากกวามากนัก เพราะนักปลนธรรมดากฎหมายลงโทษได แตนักปลนนายทุนซึ่งทําการปลน


- 107 -

อยางกวางขวาง เชน ปลนแรงงาน ปลนกําไร ปลนดอกเบี้ย ปลนคาเชา กลับไดรับความคุมครองจาก กฎหมายและทรัพยสมบัติที่พวกนายทุนปลนเอาไปแลวแอบอางวาเปนของตัวนั้น ที่แทมันเปนทรัพยสมบัติ ของมวลประชาชนผูทํางานทั้งหลาย ที่ถูกปลนไปโดยรูสึกตัวบางไมรูสึกตัวบาง บรรดาทรัพยสมบัติ ทั้งหลายซึ่งรวมทั้งปจจัยในการผลิตและกองทุน ที่บรรดามวลพวกนายทุนทั้งหลายในสากล ปลนเอาไปจาก ประชาชนคนทํางานไปเปนสมบัติสวนตัวนั้น มีจํานวนมากพอที่จะสรางความสมบูรณพูนสุขใหแกมวล มนุษยไดทุกตัวคน นายทุนเปนภัยตอสันติภาพจริงหรือ มันไมนาเชื่อวาเปนเชนนั้น แตประวัติศาสตรไดบอกเราแลววา มันเปนเชนนั้นจริงๆ สงครามที่เกิดขึ้นทุกครั้งเปนเพราะแรงผลักดันของชนชั้นนายทุน ดังเชนสงครามโลก ครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ สงครามลาเมืองขึ้นในครั้งอดีต หรือดังเชน สงครามที่กําลังดําเนินอยูในประเทศอาณา นิคมตางๆ ในขณะนี้ ทําไมจึงเปนเชนนี้เลา นั่นก็เพราะวาพวกนายทุนไปมีผลประโยชนในประเทศอาณา นิคมเหลานั้น ถาหากอาณานิคมเหลานั้นหลุดมือไป ผลประโยชนในประเทศอันเกิดจากการกดขี่ขูดรีดที่ พวกเขาเคยไดรับอยูก็จะหลุดลอยไปดวย ดังนั้น พวกนายทุนจึงสนับสนุนและผลักดันใหรัฐบาลของเขา ทํา สงครามปราบการปลดแอกของประชาชนแหงประเทศอาณานิคม สงครามเกิดขึ้นแตละครั้งไดนําความ ทุกขเวทนามาสูประชาชนสวนใหญอยางเอนกอนันต ประชาชนสวนใหญตองอดอยากยากแคน พอตองพลัด ลูก ลูกตองพลัดแม สับสนอลเวงกันไปหมด แตทามกลางความทุกขยากอยางแสนสาหัสและทามกลางกองกระดูก เลือดเนื้อ และน้ําเหลืองใน สมรภูมิ บรรดาพวกนายทุนขุนคลังทั้งหลาย ตางพากันสุขเกษมเปรมปรีจากความร่ํารวย จากการถือโอกาส ยามขาวยากหมากแพงกักตุนและขึ้นราคาสินคา และโดยเฉพาะอยางยิ่งจากการผลิตอาวุธขายใหแกรัฐบาล หรือประเทศที่ทําสงคราม ดังเชน บริษัทเยนเนอรัลอีเล็คทริค บริษัทแหงกลุมมอรแกนแหงสหรัฐอเมริกา เปนตน และดวยเหตุดังนี้แหละ ที่ทําใหบรรดาพวกนายทุนกระหายสงคราม เพราะสงครามถึงแมวาจะนํา ความวิบัติฉิบหายมาสูประชาชนสวนใหญก็ตาม แตก็ไดนําความร่ํารวยมาสูพวกเขานายทุนคนสวนนอยของ สังคม ดังกลาวแลว


- 108 -

สรุปแลว ชีวทรรศน คือความเห็นเกี่ยวกับความเปนอยูและชีวทรรศนจะเปนไปในรูปใดยอมขึ้นอยู กับภาวะแวดลอม คนที่อยูในคฤหาสนกับคนที่อยูกระตอบ ชนชั้นผูกดขี่ขูดรีดกับชนชั้นผูถูกกดขี่ขูดรีด จะ มีชีวทรรศนขัดแยงกันตราบเทาที่ผลประโยชนของพวกเขาขัดแยงกัน และผลประโยชนของพวกเขาจะ ขัดแยงกันจนกวาชนชั้นจะสลายไปจากสังคม หรือนัยหนึ่งชนชั้นจะสลายหมดสิ้นไปก็ตอเมื่อผลประโยชน ทางเศรษฐกิจของคนในสังคมไมขัดแยงกัน และผลประโยชนของพวกเขาจะสิ้นไปก็ตอเมื่อผลประโยชน ทางเศรษฐกิจของคนในสังคมไมขัดแยงกัน และผลประโยชนทางเศรษฐกิจของคนในสังคมจะไมขัดแยงกัน ก็มีแตเศรษฐกิจในระบบสังคมนิยมเทานั้น จึงสรุปไดวามีแตเศรษฐกิจในระบบสังคมนิยมเทานั้น ที่จะนํา ความอยูดีกินดีมาสูประชาชนและสันติสุขมาสูสังคม.

จากหนังสือ "ปทานานุกรม การเมือง ฉบับชาวบาน"--- สุพจน ดานตระกูล


- 109 -

สังคมศักดินา ตอนที่ ๑ สังคมศักดินา ก็เชนเดียวกันกับสังคมทาสในสวนที่ยังคงเปนสังคมแหงชนชั้น ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงจาก การตอสูทางชนชั้นไปไมพน และนั่นคือ เปนการตอสูระหวางชนชั้นศักดินากับพวกเลก (Serfs) ชนชั้นที่ กลาวถึงนี้ หมายถึงกลุมชนผูไดมาซึ่งเครื่องยังชีพ โดยวิถีทางอยางเดียวกัน ในสังคมศักดินา กษัตริยและเจาขุนมูลนายศักดินา (Feudal lord) ไดมาซึ่งเครื่องยังชีพในรูปของ บรรณาการ ซึ่งพวกทาสที่ดินหรือพวกเลก เปนผูออกแรงจัดหามาเสนสังเวย พวกเลกเหลานั้นในสวนใหญ จัดหาเครื่องสังเวยมามอบใหเจาขุนมูลนายโดยการทํางานในที่ดินที่เจาขุนมูลนายมอบหมาย พวกเจาขุนมูล นายไดประกอบขึ้นเปนชนชั้นหนึ่ง และในกลุมนั้นทั้งหมดยอมถือผลประโยชนของชนชั้นของเขาเปนสําคัญ และรวมกัน เจาขุนมูลนายทุกคนตองการที่จะรีดเอามาซึ่งผลประโยชนใหไดมากที่สุดเทาที่จะมากไดจากพวก เลกของพวกเขา เจาขุนมูลนายทุกคนตองการที่จะแผขยายการครอบครองที่ดินออกไป และตองการไดพวกเลกมา ทํางานรับใชเขาใหมากยิ่งขึ้น และนี่แหละที่ทําใหเจาขุนมูลนายทํากคนที่อยูในชนชั้นนั้นมีผลประโยชนชน ชั้นรวมกัน สวนพวกเลกก็รวมกันเขาเปนชนชั้นอีกชนชั้นหนึ่ง ซึ่งมีผลประโยชนของชนชั้นรวมกัน พวกเลก ทั้งหลายตองการที่จะยึดถือสิ่งที่พวกเขาผลิตขึ้นไวใชสําหรับตัวเขาและครอบครัวของเขาใหมากขึ้น แทนที่ จะสงมอบใหแกเจาขุนมูลนายตามความพอใจของพวกนั้น พวกเขาตองการไดอิสรภาพที่จะทํางาน เพื่อไดโภคผลทั้งหมดไวเปนของเขาเอง โดยไมตองนําผลจาก แรงงานของเขาไปเสนสังเวยผูใด พวกเขาตองการไดรับการปลดเปลื้องจากการปฏิบัติอันเกรี้ยวกราด ปราศจากความปราณีที่เขาไดรับจากเจาขุนมูลนายของเขา ผูซึ่งยังไดตั้งตนเปนผูออกกฎหมายปกครองพวก เขา และยังเปนผูพิพากษาพวกเขาอีกดวย นักเขียนเชื้อชาติแองโกลแซกซอนไดพรรณนาถึงความรูสึกของเลก คนหนึ่ง ซึ่งตองรับใชไถนาใหแกเจาขุนมูลนายของเขา และไดรําพันไววา “โอ ทานขอรับ กระผมตองทํางานหนักเหลือเกิน กระผมตองออกไปทํางานตั้งแตเชาตรูตอนวัวไปยัง ทุงนา และนํานํามันเทียบเขากับคันไถ ถึงแมวาอากาศจะหนาวเย็นปมวารางกายจะแข็งจนกระดิกไมไดก็ดี


- 110 -

กระผมก็ไมกลาที่จะหลบความหนาวอยูกับบาน ดวยความกลัวภัยในพระเดชแหงมูลนายของกระผม กระผม ตองกระเสือกกระสนออกไปที่ทองนาทุกวัน และจะตองไถใหไดวันละหนึ่งเอเคอรเปนอยางนอย” ทานเมธีทางวิทยาศาสตรสังคมทานหนึ่งกลาวไววา “ระบบศักดินาเปนระบบกดขี่ขูดรีดที่ทารุณเหี้ยมโหดระบบหนึ่งที่มนุษยไดพบมา” ในระบบทาส ถึงแมวาพวกทาสจะไมมีสิทธิ์เสรีภาพแตประการใด ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และรางกาย ถึงแมวา พวกทาสจะถูกถือวาเปนเพียงเครื่องมือที่พูดได และเปนสมบัติของนายทาสเชนเดียวกับเครื่องมือใบ (ธนู ขวานหิน ฯลฯ)และเครื่องมือกึ่งใบ (ปศุสัตว) ซึ่งนายทาสมีอํานาจที่จะเฆี่ยนตีหรือเขนฆาเสียเมื่อใดก็ไดใน เมื่อไมพอใจ แตหากพวกทาสไดรับการประกันจากนายทาสอยางหนึ่ง คือไมใหอดตาย ถึงหากวาการประกัน ดังกลาวนี้ เพื่อผลประโยชนของนายทาสในอันที่จะพิทักษแรงงานของพวกทาสไวใชก็ตาม สวนในระบบศักดินานั้นพวกเลกจํานวนมหึมา ซึ่งแปรเปลี่ยนสภาพมาจากพวกทาส หาไดรับการ ประกันในเรื่องอดตายแตประการใดไม พวกเลกเหลานี้ทําไรไถนาในที่ดินอันกวางใหญไพศาลของเจาที่ดิน หรือเจาศักดินา แตหากผลิตผลที่เกิดจากแรงงานของพวกเขาเหลานั้นสวนใหญจะถูกเจาที่ดินแบงปนเอาไป เหลือไวแกพวกเขาแตสวนอย และสวนที่เหลือไวนี้ จะพอกินหรือไมพอกิน เจาศักดินาไมรับรูดวย เพราะ ฉะนี้ จึงกลาวไดวา พวกเลกในระบบศักดินานั้นมีหวังที่จะอดตายมากกวาพวกทาสในยุคทาส นอกเหนือไปจากพันธะที่พวกเลกจะตองทํางานในที่ดินของเจาขุนมูลนายแลว พวกเลกยังมีพันธะที่ จะตองสงบรรณาการใหมูลนายในรูปตางๆ อีก กลาวคือ ไมแตพวกเลกจะตองแบงสวนที่เขาผลิตไดใหแกมูล นายของเขาเทานั้น หากยังจะตองนําผลิตผลจากงานฝมือของเขาและของสมาชิกในครัวเรือนมอบใหแกมูล นายของเขาอีกดวย ดวยประการดั่งนั้น ในทุกประเทศที่ระบบศักดินาดํารงอยู จึงไดมีการขัดแข็งตอสูกันระหวางพวกเจา ขุนมูลนายและพวกเลกสืบมาไมขาด บางคราวก็เปนเรื่องระหวางบุคคลตอบุคคล หรือระหวางพวกเลกกลุม หนึ่งขัดแข็งตอสูมูลนายของเขา บางคราวการขัดแข็งตอสูไดกลายเปนใหญโตทีเดียว คือเปนการขัดแข็งตอสู ของพวกเลกที่ไดรวบรวมกันเขาเปนหมูใหญ เพื่อที่จะเรียกรองตอสูใหกับชีวิตของเขาทั้งหลายใหไดรับการ ปรับปรุงดีขึ้นกวาที่เปนอยู ตัวอยางการขัดแข็งตอสูของพวกเลกครั้งใหญๆ นั้น ไดแกการขัดแข็งตอสูที่


- 111 -

เกิดขึ้นในอังกฤษในป ค.ศ.๑๓๘๑ ภายใตการนําของจอหนบอลลและวัตไทเลอ การดิ้นรนตอสูพวกชาคเกอรี่ ในฝรั่งเศสเมื่อป ค.ศ.๑๓๖๘ การดิ้นรนตอสูขัดแข็งของพวกเลกตอพวกศักดินาอยางขนานใหญในทํานอง เดียวกันนี้ ไดอุบัติขึ้นในประเทศอื่นๆอีกหลายประเทศ เชนในรัสเซีย ในฮอลแลนด และในขณะเดียวกันนั้น การตอสูขนาดยอมๆ ก็ไดดําเนินอยูในที่ตางๆ ไมขาดสาย.

จากหนังสือ ปทานานุกรม ฉบับชาวบาน ---สุพจน ดานตระกูล


- 112 -

สังคมศักดินา ตอนที่ ๒ (จบ) ทานบัณฑิตทางวิทยาศาสตรสังคมอีกทานหนึ่งไดกลาวไววา ในยุคศักดินา พวกทาสซึ่งไดกลายเปน พวกเลก และไดเปนแรงงานสําคัญในการประกอบกิจการกสิกรรมนั้น ไดถูกพวกเจาผูครองนครและเจาศักดิ นากดขี่ขูดรีดอยางแสนสาหัส ที่ดินเกษตรทั้งหมดตกอยูภายใตอํานาจของเจาที่ดินและใชอิทธิพลทาง เศรษฐกิจเกณฑเอาพวกเลกมาทํางานใหแกตน เพื่อแลกเปลี่ยนกับสิทธิ์ของพวกเลกในอันที่จะไดที่ดินทํากิน และผลิตผลที่เกิดขึ้นในที่ดินที่พวกเลกไดรับแบงใหประกอบการเกษตรนั้น จะตองแบงใหเจาศักดินาไมต่ํา กวา ๗๐-๘๐ เปอรเซ็นต ผลิตผลสวนมากที่เจาศักดินาไดรับนี้นอกจากจะใชเลี้ยงครอบครัวตัวเองอยาง ฟุมเฟอยแลว ยังไดเอาไปใชเลี้ยงดูบริวารและกองทัพอีกดวย ทั้งนี้ เพราะเจาศักดินาผูยิ่งใหญ จะมีกองทหารเปนของตัวเอง เมื่อเกิดศึกสงคราม เจาผูครองนคร หรือ พระราชาธิบดี ก็ไดพึ่งพาอาศัยทหารของเจาศักดินาเหลานั้น สวนผลิตผลที่เหลือกินเหลือใช ก็จะนําไป แลกเปลี่ยนซื้อขายกับอาวุธยุทธภัณฑหรือสินคาโพนทะเลที่ตนพอใจ การซื้อขายแลกเปลี่ยนไดคอยเจริญขึ้น เปนลําดับ และยิ่งการคายิ่งเจริญเทาใด พวกเลกก็ยิ่งถูกกดขี่ขูดรีดหนักมือขึ้นเทานั้น ทั้งนี้เพราะไมเพียงเพื่อได ผลิตผลตางๆ มาเพื่อบริโภคและเลี้ยงดูบริวารเทานั้น หากยังเพื่อที่จะเอาผลิตผลสวนเกินนําไปแลกเปลี่ยนกับ สินคาโพนทะเลที่ตนตองการอีกดวย รัฐบาล ซึ่งในยุคทาสเคยทําหนาที่ปกครองดูแลพวกทาสนั้น ครั้นมาถึงยุคศักดินา ภาระหนาที่ของ รัฐบาลไดเปลี่ยนไปเปนดูแลปกครองพวกเลก หรือทาสกสิกร เพื่อใหทํางานใหสอดคลองกับผลประโยชน ของพวกศักดินา และยิ่งกวานั้น พวกศักดินาโดยอาศัยระบบขูดรีดและอํานาจของรัฐบาล กดขี่กสิกรอิสระลง เปนทาสกสิกรหรือพวกเลก และตกมาถึงตอนนี้ พวกเลกหรือทาสกสิกรก็มีฐานะเปนแตเพียงสวนประกอบ ของที่ดินเทานั้น ตามประวัติศาสตรกลาววา เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ทําใหมีชนชั้นพวกเลกขึ้นมาอยางมากมาย คือ ความระส่ําระสายของสังคมอันเนื่องมาจากชนชั้นปกครอง ไมสามารถจะใหความยุติธรรมแกผูถูกปกครอง ไดโดยทั่วถึง หรือเพราะวาพระเดชของกษัตริยไม “แผทั่วภูวดล” ดังกาลกอนเสียแลว ดังนั้น จึงทําใหชาวนา อิสระตองแสวงหาที่พึ่ง เพราะขืนอยูโดดเดี่ยวเปนไพรไมมีเจาหรือเปนบาวไมมีนาย ก็จะตองถูกเบียดเบียน


- 113 -

และรังแกจากชนชั้นปกครอง หรือเจาศักดินาที่มีอิทธิพล เชนเดียวกันกับหมาไมมีปลอกคือจะตองถูกรังแก จากเทศบาล เหตุฉะนี้ พวกชาวนาอิสระจึงจําตองกระเสือกกระสนนานายไวคุมหัว แตในการแสวงหาโพธิสมภาร ใหมนี้ พวกชาวนาก็จะตองชําระคาพึ่งโพธิสมภารดวยราคาอันแพง กลาวคือ พวกชาวนาจะตองโอน กรรมสิทธิ์ในที่ดินของเขาไปยังผูอุปถัมภของเขา แลวองคอุปภัมภของเขาก็จะจัดการใหพวกเขาไดทําไรไถนา บนที่ดินแหงนั้นในฐานะผูเชา และการปฏิบัติตอชาวนาเจาที่ดินเดิม ซึ่งไดเปลี่ยนฐานะมาเปนผูเชาแลวนั้น ก็ มีวิธีแตกตางกันไปหลายรูปแบบ แตทุกรูปแบบก็ตกอยูในเงื่อนไขที่วา พวกชาวนาเหลานั้นจะตองทํางาน ฉลองพระเดชพระคุณพวกเจานายของเขาขอหนึ่ง และจะตองชําระคาเชาที่ดินใหแกเจานายอีกขอหนึ่ง เมื่อใด ที่พวกชาวนาไดนําตัวเขาไปอาศัยอยูภายใตใบบุญของทานเหลานี้ เมื่อนั้นอิสระภาพสวนตัวของเขาก็คอยๆ ถูกเชือดเฉือนไป และเมื่อกาลเวลาลวงไปสักสองสามชั่วอายุคน ฐานะของพวกเขาสวนมากก็จะแปรเปลี่ยน ไปเปนพวกเลกหรือพวกทาสที่ดิน จากพฤติกรรมดังกลาวมานี้แตตน ก็พอจะสรุปไดวา สังคมศักดินา คือ สังคมที่ใชวิธีการกดขี่บังคับ ประชาราษฎร ดวยวิธีการขูดรีดทางเศรษฐกิจและบีบคั้นโดยอาศัยอํานาจบาทใหญของเจาขุนมูลนายอันเปน ชนชั้นปกครอง พวกศักดินาจะดูถูกเหยียดหยามสามัญชนคนธรรมดาที่เลี้ยงชีพดวยการออกแรงทํางานวาเปน พวกไพรสารเลว (ทั้งๆที่พวกไพรสารเลวนี่แหละที่เปนผูผลิตพืชพันธุธัญญาหารเลี้ยงสังคม) และยกตัวเองวา เปนพวกผูดีมีสกุล มีการแบงชั้นวรรณะ สวนอํานาจตางๆ ในทางสาธารณะ เชน อํานาจในทางการเมือง การ เศรษฐกิจ และสังคม ลวนแตตกอยูในกํามือของพวกศักดินาทั้งสิ้น จากการที่พวกศักดินากุมอํานาจในทางเศรษฐกิจและการเมือง พวกเหลานี้จึงมีการกินอยูอยาง ฟุมเฟอย และจากการที่พวกศักดินายกตัวเองวาเปนผูดีมีสกุลคนละวรรณะกับพวกสามัญชน พวกเหลานี้จึงมี พิธีรีตองผิดแผกแตกตางไปจากสามัญชนคนธรรมดา และพวกนี้มีศรัทธาและหลงงมงายในประเพณีอันหา คุณคาแกสังคมมิได ชีวิตประจําวันของพวกศักดินาเหลานี้ นอกจากงานกดขี่ขูดรีด นอกจากความฟุงเฟอเหอเหิมใน เกียรติยศเกียรติศักดิ์ ซึ่งสรางมาดวยหยาดเหงื่อและน้ําตาของพวกเลก นอกจากพิธีรีตองและการหลงงมงาย


- 114 -

ในประเพณีอันไรสาระแลว ก็คือ “ค่ําเชาเฝาสีซอเขาแตหอลอกามา” หรือดั่งที่ทานนักวิทยาศาสตรสังคมได กลาวไววา พฤติกรรมของพวกศักดินาที่นับวาเปนภัยอยางรายแรงแกสังคม ก็คือ “ทํานาบนหลังผูชาย-หา ความสบายบนอกผูหญิง” กระจกเงาอยางดีที่ฉายใหเราเห็นถึงสภาพความเปนอยูของพวกศักดินาก็คือจําพวกหนังสือตางๆ ที่ พวกชนชั้นปกครองและบริวาร ยกยองขึ้นเปนหนังสือ “วรรณคดี” ซึ่งบังคับใหเด็กนักเรียนเรียนอยูใน ปจจุบันนี้.

จากหนังสือ ปทานานุกรม ฉบับ ชาวบาน ของคุณสุพจน ดานตระกูล


- 115 -

ปฏิวัติ ตอนที่ ๑ ปฏิวัติคือการเปลี่ยนแปลงอยางขุดรากเหงาและฉับพลันในวิวัฒนาการของสังคม ทั้งในทางการเมือง และเศรษฐกิจเพื่อไปสูสภาพที่ดีกวา เชนการคนพบเครื่องจักรไอน้ําของเจมส วัตตในป ค.ศ.๑๗๖๙ ซึ่งเรียก วันวา “อุตสาหกรรมปฏิวัต”ิ นั้น นั่นก็เปนการปฏิวัติทางเศรษฐกิจ ซึ่งเปนการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตทั้ง ในปริมาณและคุณภาพ จากหนามือเปนหลังมือ เปนการเปลี่ยนแปลงอยางขุดรากเหงาและฉับพลัน จากการ ปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อป ๑๗๖๙ แลวตอมาไดมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือเมื่อเครื่องจักร ไฟฟาไดมาแทนที่เครื่องจักรไอน้ํา และตอไปในอนาคตการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมก็คงเกิดขึ้นอีกเปนแนและ จะมโหฬารเสียยิ่งกวาการปฏิวัติโดยเครื่องจักรไอนําและเครื่องจักรไฟฟารวมกัน นั่นคือ เมื่อใดที่มนุษยไดใช ความพยายามและอุตสาหะจนบรรลุความสําเร็จในอันที่จะนําเอาพลังงานปรมาณูมาใชในทางสันติวิธีแลว เมื่อนั้นการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมหรือเศรษฐกิจอยางขนานใหญก็จะอุบัติขึ้น และในยุคนี้เราอาจจะเรียกได วาเปนยุคปฏิวัติทางปรมาณู สวนในทางการเมืองก็เชนกัน เชน การปฏิวัติในอังกฤษเมื่อกลางศตวรรษที่ ๑๗ การปฏิวัติใหญใน ฝรั่งเศสเมื่อป ค.ศ.๑๗๘๙ การปฏิวัติในอเมริกาเมื่อป ค.ศ.๑๗๗๖ การปฏิวัติในประเทศจีนใน ค.ศ.๑๙๑๑ การ ปฏิวัติในรัสเซียเมื่อป ๑๙๑๗ เหลานี้ลวนแตเปนการปฏิวัติจากสถานการณเดิมไปสูสภาพที่ดีกวาทั้งในทาง การเมืองและเศรษฐกิจ ปฏิบัติการใดที่ทําเพื่อกลับคืนเขาสูสภาพเดิมที่ลาหลัง เราเรียกวาการ “ปฏิวัติยอน” (Counter Revolutionary)และพวกที่กระทําการเชนนี้เราเรียกวา พวกปฏิกิริยา (Reaction) และในทางตรงขาม การปฏิวัติ ใดที่นําไปสูสภาพที่ดีกวา เราเรียกวาการปฏิวัติของฝายกาวหนา (Progressive Revolution) ถึงแมวาเจตจํานงของปฏิวัติ คือการเปลี่ยนแปลงอยางขุดรากเหงาและฉับพลันทันทีก็ตาม แตทวาก็หา ไดเปนไปอยางฉับพลันทันทีตอสภาพชีวิตโดยทั่วไปไม กลาวคือ เมื่อการปฏิวัติหรือการเปลี่ยนแปลงจากยุค หนึ่งไปสูอีกยุคหนึ่งนั้น ใชวาสังคมใหมจะมีแตสภาพชีวิตใหมๆ ทั้งหมดก็หาไม ของเกาที่ติดคางมาจาก สังคมเกาก็ยอมจะตกคางอยูในสังคมใหมนั้นชั่วระยะหนึ่งจึงจะสูญสิ้นไป เชน ในสังคมทาสก็ยอมจะมีสภาพ ชีวิตบางสวนของสังคมบุพกาลเหลืออยูชั่วระยะหนึ่ง ในสังคมศักดินาก็ยอมจะมีบางสวนของสังคมทาส


- 116 -

เหลืออยู ในสังคมทุนนิยมก็ยอมมีบางสวนของสังคมศักดินาเหลืออยูเชนกัน ดังนั้น ในทํานองเดียวกันในสังคม สังคมนิยมที่จะสืบตอจากสังคมทุนนิยม ก็ยอมจะมีบางสวนของ สังคมทุนนิยมเหลืออยูบางงชั่วระยะหนึ่ง สภาพบางสวนของสังคมเกาที่เหลืออยูชั่วระยะหนึ่งในสังคมใหม แตละยุคแตละสมัยนั้น เราเรียกวา “ซากเดนของสังคมเกา” (Remnant of old Society) และทํานองเดียวกัน กอนที่การเปลี่ยนแปลงหรือการปฏิวัติจะเกิดขึ้นแตละยุคแตละสมัยนั้น ไดเกิดมูล ธาตุที่จะนําไปสูการเปลี่ยนแปลงขึ้นกอนแลว มูลธาตุที่เกิดขึ้นในตอนปลายของสังคมแตละยุค กอนหนาที่จะ กระโดดไปสูสังคมใหมนั้น เราเรียกวา “มูลธาตุที่กาวหนา” (Progressive Element) ระหวางสิ่งที่แตกตางกันสองสิ่ง คือมูลธาตุที่กาวหนากับซากเดนของสังคมเกานี้ ในทางปรัชญาและในทาง ตรรกถือวามูลธาตุทีกาวหนานี้เปนสิ่งที่ชอบธรรมและเปนกุศล (Rational) สวนซากเดนของสังคมเกานั้นเปน สิ่งที่สิ้นความชอบธรรมเสียแลว เปนอกุศล (Irrational) ดังนั้น มูลธาตุที่กาวหนาจึงเปนสิ่งที่เราควรสนับสนุนควรสงเสริม สวนซากเดนของสังคมเกาเปนสิ่งที่ไมควร จะสนับสนุนหรือสงเสริมแตประการใด นอกจากจะปลอยใหมีอยูบางชั่วระยะเวลาหนึ่งเพียงเทาที่จําเปน เทานั้น การปฏิวัติในทางการเมืองนั้น ไมจําเปนที่จะตองใชความรุนแรงเสมอไป หากจะเปนไปโดยสันติวิธีก็ ได ทั้งนี้ขึ้นอยูกับรูปแบบเงื่อนไขการปกครองในยุคนั้นๆ กลาวคือในรูปแบบการปกครองที่ประชาชนมีสิทธิ์ และเสรีภาพในทางการเมืองอยางกวางขวาง และปราศจากเสียซึ่งอิทธิพลของจักรวรรดินิยมตางประเทศเขา แทรกแซง การปฏิวัตินั้นอาจจะดําเนินไปไดตามวิถีทางของประชาธิปไตย และการปฏิวัติตามวิถีทาง ประชาธิประไตยเชนนี้ คือหมายถึงการตอสูกันตามวิถีทางของพรรคการเมือง แตหากในรูปแบบการปกครอง ของเผด็จการ จะโดยราชาธิปไตย คณาธิปไตยหรือ ธนาธิปไตยก็ตาม การปฏิวัตินั้นจะดําเนินไปตามวิถีทาง ประชาธิปไตยหรือโดยสันติวิธีหาไดไม ทั้งนี้ก็เพราะประชาชนในระบอบดังกลาว นอกจากจะถูกขูดรีดทาง เศรษฐกิจอยางแสนสาหัสแลว ยังถูกกดขี่ และประชาชนยิ่งถูกกดเทาใดการปฏิวัติก็จะตองระเบิดตูมออกมา อยางรุนแรง ถึงเลือดถึงเนื้อ อยางเชนการปฏิวัติใหญในฝรั่งเศส เมื่อป ๑๗๘๙ การปฏิวัติในประเทศจีนโดย การนําของ ดร.ซุนยัดเซ็น เมื่อป ๑๙๑๑ และการปฏิวัติใหญในรัสเซียเมื่อป ๑๙๑๗ หรือที่เรียกกันวา Great October ภายใตการนําของ เลนิน เปนตน


- 117 -

แตอยางไรก็ตาม การปฏิวัติทางการเมืองโดยสันติวิธีตามวิถีทางประชาธิปไตยนั้น เรายังไมมีตัวอยาง ใหเห็นอยางเดนชัด (กรณีเชคโกสโลวาเกียก็ไมชัดพอ เพราะถึงแมวาจะเปนการเปลี่ยนแปลงที่เกือบจะ เรียกวาไมเสียเลือดเสียเนื้อเลยก็ตาม แตก็ไมไดเปนไปอยางสันติตามวิถีทางประชาธิปไตย ทั้งนี้เพราะความ จําเปนในเงื่อนไขบางประการขณะนั้น) ไมเหมือนการปฏิวัติที่ใชความรุนแรง ซึ่งมีตัวอยางอยูมากมาย ทั้งนี้ก็ เพราะความตื่นตัวในทางการเมืองของประชาชนยังไมสูงพอและประกอบกับเงื่อนไขของการปฏิวัติโดยสันติ วิธีก็มีไมพอ ดังนั้นกวาเงื่อนไขของการปฏิวัติโดยสันติจะมีพอ การปฏิวัติโดยความรุนแรงก็มักจะระเบิด ออกมาเสียกอน แตอยางไรก็ดี ขอใหเราตั้งความหวังไวกอนวาการปฏิวัติทางการเมืองนั้นอาจจะเปนไปได โดยสันติวิธี

จากหนังสือ ปทานานุกรม ฉบับ ชาวบาน ของคุณสุพจน ดานตระกูล


- 118 -

ปฏิวัติ ตอนที่ ๒ (จบ) การปฏิวัตินั้นเปรียบเหมือนกับการคลอดบุตร คือเมื่อถึงกําหนดคลอด ไมมีใครที่จะยับยั้งเอาไวได นัก ปฏิวัติเปรียบเหมือนกับผดุงครรภ คือพยายามกลอมครรภไวใหดี และเมื่อถึงเวลาทําการคลอดก็พยายามให เสียเลือดนอยที่สุด แตก็เปนธรรมดาของการคลอดที่จะตองตกเลือดบาง และโดยเฉพาะเลือดรายจะตองขับ ออกไปใหหมดฉันใด การปฏิวัติก็ฉันนั้น วาทะที่วา การปฏิวัติไมมีอํานาจใดมายับยั้งไวไดเชนเดียวกับการคลอดบุตรนั้นเปนความจริงแท ทีเดียว ทั้งนี้โดยนัยการปฏิวัติคือการเปลี่ยนแปลง เราไดศึกษามาแลววาทุกสิ่งในโลกนี้อยูในอาการ เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยูเสมอและพระพุทธองคก็ไดทรงตรัสถึงความไมเที่ยงของสรรพสิ่งทั้งหลาย นี่ก็ หมายถึงความเปลี่ยนแปลงนั่นเอง และการเปลี่ยนแปลงหรือความเปนอนิจจังนั้นไมมีใครที่จะไปยับยั้งมันไว ได ดังนั้นโดยนัยดังกลาว การปฏิวัติมันก็ไมมีใครสามารถจะไปยับยั้งไวไดเชนกัน ก็เชนเดียวกับการฟกไข เมื่อถึงกําหนดเวลาแลวเปลือกที่เปนกําแพงหอหุมก็จะถูกลูกไกเจาะเปลือกออกมาจนได หรือทุเรียน เมื่อถึง กําหนดเวลาแลวเปลือกที่เปนกําแพงหอหุมเม็ดในไวอยางแข็งขันก็จะปริแตกออกไดอยางงายดาย ทานนักวิทยาศาสตรสังคมไดกลาววา “การปฏิวัติไมใชสินคาที่จะสงออกหรือสั่งเขา คือ หมายความ วา การปฏิวัติของประเทศหนึ่งประเทศใดนั้น เปนภาระหนาที่ของประชาชนภายในประเทศนั้นๆ เปนสําคัญ และดังนั้นการปฏิวัติจึงไมใชสินคาผูกขาดของพรรคการเมืองฝายกาวหนาพรรคใดพรรคหนึ่งโดยเฉพาะ แม พฤติกรรมของเจาสมบัติหรือกฏมพีที่โคนลมระบบศักดินาที่ลาหลังเปนลําดับตอมา แลวสถาปนาระบบทุน นิยมที่กาวหนากวา ก็ถือวาเปนการปฏิวัต”ิ สตาลินพูดถึงลักษณะปฏิวัติวา “ลักษณะการปฏิวัติของขบวนการกูชาติภายใตสภาพการกดขี่จาก จักรวรรดินิยมนั้น ไมจําเปนตองถือไวกอนวาจะตองมีสวนประกอบที่เปนชนชั้นกรรมาชีพในขบวนการนั้น หรือมีแผนนโยบายปฏิวัติหรือสาธารณรัฐในขบวนการนั้น หรือมีรากฐานประชาธิปไตยในขบวนการนั้น การตอสูของกษัตริยอาฟกานิสถาน ที่ดําเนินไปเพื่อความเปนเอกราชของอาฟกานิสถานนั้น เปนการตอสูที่ เปนปฏิวัติ (Revolutionary Struggle) ทางภาววิสัย แมวากษัตริยและพวกรวมงานจะมีทัศนะทางราชาธิปไตย เพราะการ(ตอสู)นั้นทําใหจักรวรรดินิยมออนสลายและเสื่อม -- โดยเหตุอยางเดียวกับการตอสูของพอคาชาว


- 119 -

อียิปตที่ดําเนินไปเพื่อความเปนเอกราชของอียิปตนั้น เปนการตอสูที่เปนปฏิวัติในดานภาววิสัย แมวา หัวหนา ขบวนการแหงชาติอียิปตจะมีกําเนิดและบรรดาศักดิ์เจาสมบัติ และแมเขาเหลานั้นจะคัดคานลัทธิสังคมนิยม” สตาลินกลาวไววา การตอสูของประเทศเมืองขึ้นและประเทศอาณานิคมทั้งหลาย ทุกๆ กาวในวิถีทาง กูอิสรภาพแหงชาติเปนการตอสูทางปฏิวัติ เปนการกาวไปขางหนากาวหนึ่ง ( A Step forward) ดังนั้นจึงเปนความเขาใจผิดของฝายกาวหนาบางคน ที่ถือวาการเปลี่ยนแปลงที่เปนการปฏิวัติจะตอง กระทําโดยพรรคที่กาวหนาเทานั้น (ซึ่งหมาบถึงพรรคคอมมิวนิสต) เหตุของความเขาใจผิดเชนนี้ก็ เนื่องมาจากซากทัศนะผูกขาดของระบบทุนนิยมนั้นเอง จึงเปนความจําเปนที่พรรคคอมมิวนิสตที่ไดอํานาจรัฐ แลว จะตองใชอํานาจเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพในชั่วระยะเวลาหนึ่งเพื่อจัดการกับซากทัศนะทุนนิยม หรือ ความคิดทางชนชั้นที่ยังตกคางอยูใหหมดสิ้นไป อนึ่ง คําวาปฏิวัติประกอบขึ้นดวยคํา ๒ คํา คือ “ปฏิ” แปลวาตอบ ทวนกลับ กับ” วัต”ิ แปลวาการหมุน การเปลี่ยนแปลง เมื่อรวม ๒ คํานี้จึงมีความหมายวา การหมุนกลับ จึงไมตรงกับความหมายของคํา Revolution ในภาษาอังกฤษที่ใหความหมายในทางการเมืองวา “การเปลี่ยนแปลงหลักมูลของระบบการเมือง ที่มีลักษณะเปนการกาวหนา” ทานปรีดี พนมยงค จึงเสนอคํา “อภิวัฒน” เขามาใชแทนคําปฏิวัติ โดยใหเหตุผลวา อภิ แปลวา ยิ่ง วิเศษ เหนือ, วัตน แปลวาคามเจริญ งอกงาม เมื่อรวมกันเขาเปน อภิวัฒน แปลวาการเปลี่ยนแปลงในทางเจริญงอกงามที่ยิ่ง แตอยางไรก็ดี ตามหลักภาษาศาสตร ใหถือวาคําใดแมรูวาผิด ไมตรงกับความหมายความเขาใจ แตในเมื่อใช (ผิดๆ) กันมานานจนประชาชนชินกับคํานั้น ก็ใหใชคํานั้นไดตอไป ดังนั้น ในที่นี้จึงใชคําวา “ปฏิวัติ” ในความหมายของคํา อภิวัฒน หรือในบางแหงอาจจะใชทั้งสองคําในรูป ของ ปฏิวัติหรืออภิวัฒน. จากหนังสือ ปทานานุกรม ฉบับ ชาวบาน ของคุณสุพจน ดานตระกูล


- 120 -

ประวัติศาสตร ตอนที่ ๑ ประวัติศาสตรของแตละชาติโดยเนื้อแทแลวก็คือประวัติศาสตรเหตุการณการเคลื่อนไหวของมวล มหาชนนั้นเอง แตเรื่องราวที่ถูกจารึกไวในประวัติศาสตรแหงชาตินั้นๆ ไดกลายเปนเรื่องราวของกษัตริยไป เสีย โดยเฉพาะมวลมหาชนไดถูกกลาวขวัญถึงไม ประวัติศาสตรของชาติหรือของมหาชนไดถูกแปรเปลี่ยนไปเปนประวัติศาสตรของกษัตริยของราชัน ผูพิชิต แทนที่จะเปนของมหาชนผูรังสรรคสังคม ดังนั้น ประวัติศาสตรสวนใหญจึงเต็มไปดวยการสรรเส���ิญเยินยอบุญบารมีของกษัตริยแทบทั้งนั้น มวลมหาประชาชนผูเคลื่อนไหวอยูในเหตุการณ และเปนผูสรางสรรคสังคมอยางแทจริงไมไดรับการเชิดชูแต ประการใด ทั้งนี้ ก็เพราะผูบันทึกประวัติศาสตรลวนแตเปนชนชั้นปกครองอันเปนบริวารของกษัตริย จึงเปน ธรรมดาที่ผูบันทึกประวัติศาสตรเหลานั้น จะตองสรรเสริญเยินยอและผูกขาดชมบุญบารมีของกษัตริยเจา เหนือหัวของตัวเองแตดานเดียว นอกจากสรรเสริญเยินยอและชมบารมีแลว ผูบันทึกประวัติศาสตรยังบังอาจ บิดเบือนความจริงใหผิดแผกไป เพื่อผลประโยชนของกษัตริยเจาเหนือหัวของตนอีกดวย อยางเชนในกรณีของสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช ถาหากวาผูบันทึกประวัติศาสตรเปนบริวารของ พระเจาตากสินมหาราชแลว พวกเราที่ศึกษาประวัติศาสตรก็คงจะพบกับประวัติศาสตรที่ใหความจริงอีกอยาง หนึ่ง ซึ่งคงจะผิดแผกไปจากความจริงที่เราไดรับจากประวัติศาสตรปจจุบันนี้อยางแนนอน ประวัติศาสตรที่สมบูรณจะตองเปนประวัติศาสตรการเคลื่อนไหวของมวลชน เพราะมวลชนไดเปน ตัวจักรสําคัญที่เคลื่อนไหวอยูในเหตุการณอยางแทจริง อยางเชนกําแพงเมืองจีน ปรามิดในอียิปต นครวัดใน เขมร ทัชมาฮัลในอินเดีย หาใชสําเร็จขึ้นดวยบุญบารมีหรืออภินิหารของกษัตริยพระองคหนึ่งพระองคใดไม หากมันสําเร็จขึ้นดวยหยาดเหงื่อ หยดเลือดและชีวิตของมวลมหาประชาชนนับจํานวนลานๆ คน แตนัก บันทึกประวัติศาสตรกลับไปบันทึกเชิดชูบารมีอภินิหารของกษัตริย ซึ่งมันเปนการไมชอบธรรมที่การ เคลื่อนไหวของมวลมหาประชาชนเหลานั้น ไมไดรับการเชิดชูยกยองจากนักประวัติศาสตรแตประการใด


- 121 -

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชกูชาติไดสําเร็จ ก็ไมใชเพราะบุญบารมีของพระองคทานแตพระองคเดียว หากเพราะบุญบารมีของมวลมหาชนทุกคน นับตั้งแตประชาชนผูอยูแนวหลังและคนตะพุนหญาชางไปจนถึง แมทัพนายกอง หากสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไมมีบรรดาทานเหลานั้น การกูชาติครั้งนั้นก็จะสําเร็จไป ไมไดเปนอันขาด แตกลับกัน ถาไมมีพระองคการกูชาติครั้งนั้นจะเปนไปในรูปแบบใดเราก็ไมอาจจะทราบได แตเราทราบไดอยางเดียววา “กําลังของมหาชนที่ผนึกเขาเปนเอกภาพแลวนั้น ไมมีกําลังอื่นใดจะมาสูได” แตอยางไรก็ดี ประวัติศาสตรก็หาไดเชิดชูการเคลื่อนไหวของมวลมหาประชาชนเหลานั้นไม

จากหนังสือ ปทานานุกรม ฉบับ ชาวบาน ของคุณสุพจน ดานตระกูล


- 122 -

ประวัติศาสตร ตอนที่ ๒ (จบ) ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ดังไดกลาวมาแลววา ในเมื่อชนชั้นปกครองอันเปนบริวารของกษัตริยเปนผูบันทึก ประวัติศาสตร เขาผูบันทึกประวัติศาสตรเหลานั้นก็ตองเชิดชูพระเกียรติ ชมบุญบารมีของเจาเหนือหัวของพวก เขา ดังนั้น พวกเรานักศึกษาประวัติศาสตรจึงไดศึกษาแตประวัติศาสตรของบรรดากษัตริยทั้งหลายเทานั้น สวน เรื่องราวการเคลื่อนไหวของมวลมหาชน ประวัติศาสตรหาไดบันทึกไวใหเราไดศึกษาไม ประวัติศาสตรที่ถูกตองเที่ยงธรรมจะเปนประวัติศาสตรที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของประชาชน และจะ เปนเรื่องที่เกี่ยวกับเอกชนได ก็ตอเมื่อพฤติการณของเอกชนเหลานั้นเปนพฤติการณแสดงออกแทนสิ่งหนึง่ สิ่งใด ซึ่งแผไพศาลออกไปจากตัวเขา กลาวคือเปนการแสดงความเคลื่อนไหวของประชาชน ตอกรณีนี้ อีมิลเบิรนส บัณฑิตทางประวัติศาสตรชาวอังกฤษ ไดยกตัวอยางครอมเวลลขึ้นมาตีแผใหเห็น วา ความสําคัญของครอมเวลลจนถึงกับประวัติศาสตรอังกฤษตองจารึกเอาไวนั้น หาไดเกิดจากการกระทําและ ทรรศนะของเขาไม หากแตความสําคัญของครอมเวลลอยูที่วา เขาไดมีบทบาทสําคัญในความเคลื่อนไหวของ ประชาชนอังกฤษกลุมหนึ่ง ซึ่งเมื่อเปนปฏิปกษตอระบบเกา ตัวเขาและขบวนการของเขาไดโจมตีทําลายระบบ ศักดินาจนพังทลาย และไดเบิกทางใหแกความขยายตัวอยางไพศาลของลัทธิทุนนิยมในอังกฤษ ขอที่พึงสนใจในพฤติการณของครอมเวลลมิไดอยูที่ประวัติแหงการรบพุงของเขาและกลอุบายตางๆ ของ เขา หากแตอยูที่การศึกษาของครอมเวลลในฐานะที่ไดเบิกทางใหแกความคลี่คลายขยายตัวของผลิตกรรมและ วิภาคกรรมของอังกฤษ อยูที่ทําความเขาใจวาเหตุใดจึงไดเกิดการโรมรันกันกับกระบบกษัตริยศักดินาขึ้นใน ระยะกาลนั้น และเหตุใดจึงไดเกิดขึ้นในอังกฤษกอนประเทศอื่นๆ การศึกษาถึงความเปลี่ยนแปลงนานาประการ ตามความเปนจริง ที่ไดเกิดขึ้นในกาลสมัยนั้น นั่นแหละ ที่เปนกิจอันควรสนใจและเปนความสําคัญ สิ่งเหลานั้น นั่นแหละคือมูลฐานของวิทยาการแหงประวัติศาสตร โดยอาศัยความรูที่ไดมาจากการศึกษาดังกลาวนั้น รวมทั้งการศึกษาพฤติการณในสมัยอื่นและชนชาติอื่น ในทํานองเดียวกัน ยอมเปนสิ่งอันอยูในวิสัยที่จะกําหนดทฤษฎีทั่วๆ ไปขึ้นได นั่นคือเปนสิ่งอยูในวิสัยที่จะ กําหนดทฤษฎีทั่วไป หรือนัยหนึ่งกฎแหงพัฒนาการของสังคมขึ้นได และกฎเหลานั้นก็จะเปนกฎที่แทจริง


- 123 -

เชนเดียวกับกฎตางๆ เมื่อใดที่เราไดรูกฎตางๆ ในเรื่องความคลีคลายของสังคม เราก็อาจนํากฎเหลานั้นมาใชประโยชนไดดุจ เดียวกับที่เราอาจใชกฎวิทยการอื่นๆ ใหเปนประโยชนไดเหมือนกัน เราไมเพียงแตอาจคาดคะเนไดวาอะไรจะ เกิดขึ้นเทานั้น แตเราอาจปฏิบัติในอาการที่แนใจวา เหตุการณเชนนี้ยอมจะเกิดหรือเขาจัดการอยางใดอยางหนึ่งมิ ใหมันเกิดขึ้นไดดวย บัณฑิต เนหรู (ยวาหระลาล เนหรู)ปรารภไวในหนังสือประวัติศาสตรของโลกที่ทานนิพนธขึ้น วา “ประวัติศาสตรนั้นจะวาไปก็คือบันทึกบรรดาการเปลี่ยนแปลงที่เปนไปในโลกตั้งแตตนมานั้นเอง การศึกษาประวัติศาสตรนั้น ถามันไดนําเราใหไดพินิจเห็นการเปลี่ยนแปลง ไดพินิจเห็นเหตุและผลของมัน ตลอดจนความขัดแยงของกลุมชนที่มีผลประโยชนแตกตางกัน และไดนําผูศึกษาไปสูการพิจารณาแกไขปรับปรุง ชีวิตทางดานวัตถุของมนุษย จนอํานวยผลใหสามารถบั่นทอนความชั่วรายทางจิตใจที่ถูกครอบงําไวดวยอํานาจ แหงวัตถุ และคลี่คลายจิตใจของมนุษยไปสูระดับที่สูงขึ้น ไปสูธรรมเมตตา ไปสูการอยูรวมกันโดยสันติ เพราะได ขจัดเหตุแหงความขัดแยงกันใหบรรเทาลงไปไดมากที่สุด นั่นก็จะเปนการศึกษาและนําผลของการศึกษา ประวัติศาสตร ไปใชในทางที่ถูกตองและเปนคุณประโยชนแกมวลมนุษยชาติ” ทานเมธีทางวิทยาศาสตรสังคมอีกทานหนึ่งกลาวไววา “มันไมใชวีรบุรุษดอกที่สรางประวัติศาสตรขึ้นมา แตทวาประวัติศาสตรตางหากที่สรางวีรบุรุษ เพราะ ฉะนนมันจึงไมใชวีรบุรุษเปนผูสรางประชาชน แตประชาชนเปนผูสรางวีรบุรุษขึ้นมาและผลักดันประวัติศาสตร ใหกาวไปขางหนา” อยางไรก็ดี การศึกษาประวัติศาสตรที่สมบูรณนั้น จะตองเปนการศึกษาถึงประวัติศาสตรแหงการ เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของมวลชน อันรวมไวซึ่งการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในทางการเมือง, การเศรษฐกิจ สังคม และตลอดจนความคิด ทั้งที่เปนมาแลวในอดีต กําลังเปนอ���ูในปจจุบัน และที่จะเปนไปในอนาคต และ แลวก็นําผลของการศึกษาประวัติศาสตรดังกลาวนี้ ไปใชในทางที่ถูกตอง นั่นก็คือในทางเพื่อการสรางสรรค สังคมและความสมบูรณพูนสุขของมวลมนุษยชาติรวมกัน.


- 124 -

กฎมพี ตอนที่๑ กฎมพี ตามความหมายของคํา แปลวาชนชั้นกลางที่มีอาชีพเปนพอคา หรือเปนชางฝมือที่เปนเจาของ โรงงานหัตถกรรมเล็กๆในสมัยศักดินา และเปนเจาของโรงงานใหญๆในสมัยทุนนิยม พวกนี้เปนที่ดูถูกของพวก ชนชั้นสูงหรือพวกศักดินาในยุคศักดินา และตอมาพวกนี้ก็กลายเปนที่เกลียดชังของคนชั้นต่ําในยุคทุนนิยม กฎมพี หรือ พวกกฎมพี อุบัติขึ้นครั้งแรกในตอนปลายของยุคศักดินา ตามประวัติศาสตรมนุษยชาติกลาววา ใน ยุคศักดินานอกจากมีชนชั้นศักดินากับพวกเลกหรือทาสกสิกรแลว ยังปรากฏมีอิสรชนอยูอีกพวกหนึ่ง แตทวา เปนสวนนอย พวกอิสรชนนี้สวนมากมีอาชีพเปนชางฝมือที่มีโรงงานหัตถกรรมเล็กๆ เปนของตัวเอง และบางทีก็ มีพวกทาสอยูชวยเหลือดวย แตทวาไมใชอยูในฐานะทาส หากแตอยูในฐานะลูกมือ และพวกทาสลูกมือเหลานี้ แหละภายหลังก็ไดกลายมาเปนกรรมกร นอกจากชางฝมือแลวก็ยังมีการคาอีกดวยที่อยูในความสนใจของพวก อิสรชน จากอาชีพดังกลาวทําใหพวกอิสรชนมีฐานะความเปนอยูดีกวาพวกเลกหรือทาสกสิกร แตก็ยังเลวกวา พวกศักดินาอยูนั่นเอง ดังนั้นพวกนี้จึงไดชื่อพวกชั้นกลางหรือ กฎมพี และจากการที่พวกเลกหรือทาสกสิกร ไดลุกขึ้นทําการโคนลมระบบศักดินาหลายครั้งหลายหน และถึง หากวาจะไมเปนผลสําเร็จก็ตาม แตทวาก็ทําใหระบบศักดินาลั่นสะเทือนถึงโคนราก พรอมกันนั้นก็เปนโอกาส ใหพวกกฎมพีไดเติบโตและเขมแข็งขึ้น และในที่สุดพวกกฎมพีไดเขานําการโคนลมระบบศักดินาจนประสบ ผลสําเร็จ พรอมกับกาลอวสานของระบบศักดินานั้น ระบบทุนนิยมเยาววัยภายใตการนําของกฎมพีก็ปรากฏตัว ออกมาและคอยๆ เติบโตเขมแข็งขึ้นตามพัฒนาการของสังคม คือเกิดขึ้น ตั้งอยู เจริญเติบโตและจะดับไปในที่สุด ในขณะเดียวกับกับที่ระบบทุนนิยมอันเยาววัยของพวกกฎมพี ไดลงหลักปกมั่นในสมรภูมิแหงการตอสู ทางชนชั้นอยูนั้น การเศรษฐกิจก็ไดคลี่คลายขยายตัวกวางขวางออกไปอีก โรงงานหัตถกรรมซึ่งเคยใชลูกมือไมกี่ คน ก็ไดกลายเปนโรงงานอุตสาหกรรม มีคนงานจํานวนหลายรอยคน และโดยที่พวกเลกหรือทาสกสิกรไมได เปนเจาของเครื่องมือและปจจัยในการผลิต ดังนั้น,ถึงหากวาพวกเลกและพวกทาสจะไดรับการปลดปลอยจาก ระบบศักดินาแลวก็ตาม แตพวกนี้ก็หนีจากการถูกกดขี่ขูดรีดไปไมพนอยูนั่นเอง นั่นคือ พวกนี้ไดกลายมาเปน กรรมกรหรือชาวนารับจางหรือชาวนายากจน สวนพวกกฎมพีหรือพวกชนชั้นกลางเกากอนนั้น ก็กลายมาเปน เจาของโรงงานอุตสาหกรรมหรือพอคาที่ร่ํารวย และกลายเปนปฏิปกษกับชนชั้นที่ถูกกดขี่ขูดรีดหรือชนชั้น กรรมาชีพจนกระทั่งบัดนี้


- 125 -

จากการที่พวกกฏมพีมีความคิดเห็นในทางเศรษฐกิจไปในแนวเสรีนิยม ดังนั้นในดานอุตสาหรรมจึงไดมี การแขงขันการผลิตกันอยางขนานใหญ และจากการแขงขันการผลิตกันนี้เองไดกอใหเกิดลัทธินายทุนขึ้นอยาง แทจริง พวกกฎมพีบางสวนไดกลายเปนนายทุนใหญ บางสวนก็เปนนายทุนนอยและบางสวนก็ตองลมละลาย เปนคนหาเชากินค่ํา แตพวกนี้แมจะอยูในฐานะต่ําตอยหาเชากินค่ําก็ตาม เขาก็ยังหวังไมวายที่จะมีความคิดเห็นในแนวทาง เสรีนิยมอยูนั่นเอง เขายังหวังวาวันหนึ่งโชคคงจะนําใหเขาไดพบกับความร่ํารวย และดังนั้นพวกนี้จึงกลัวการ ปฏิวัติ แตศรัทธาในลัทธิปฏิรูป และพวกนี้ก็นิยมในสิ่งลึกลับและสิ่งศักดิสิทธิ์เกี่ยวกับลัทธิทุนนิยม พวกนี้ พยายามพิสูจนวา “จะคงอยูชั่วนิรันดรในฐานะรูปแบบการผลิตแบบสุดทาย” และก็พรอมกับที่พยายามปฏิเสธ ความขัดแยงระหวางชนชั้น พวกนี้มีทัศนะตอการพัฒนาการสังคมวา “มีความเจริญอยางสงบสุขจากระบบทุนนิยมไปสูระบบสังคมนิยม โดยไมตองผานการปฏิวัติของชนชั้น กรรมาชีพ และการกาวกระโดด หากแตจะเปนโดยคอยเปนคอยไป (ตามยถากรรม)” ซึ่งนั่นเปนสิ่งที่เปนไปไมได เพราะตราบใดที่ยังไมมีการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ ตราบนั้นระบบ สังคมนิยมจะไมอาจสถาปนาขึ้นได มารกซ ไดกลาวเกี่ยวแกพวกกฎมพีไววา “ชนชั้นกฎมพีไดเคยมีบทบาทปฏิวัติสําคัญยิ่งในประวัติศาสตร แตเมื่อชนชั้นกฎมพีไดครองอํานาจแลว ไดพัฒนาระบบทุนนิยม โดยรวบรวมการผลิตทางสังคมทั้งหมดไวในกํามือของพวกตน ซึ่งเปนคนสวนขางนอย ของสังคม ทําการขูดรีดเบียดเบียนชนชั้นผูไรสมบัติ อันเปนคนสวนใหญของสังคม และเมื่อระบบทุนนิยม สมัยใหมไดพัฒนายิ่งขึ้นเทาใด ก็ทําใหชนชั้นกลาง ชนชั้นนายทุนนอยตองถูกแขงขันยิ่งขึ้น และถูกเบียดขับไป เปนชนชั้นผูไรสมบัติในที่สุด ชาวนาซึ่งมีลักษณะเปนชนชั้นนายทุนนอยก็จะประสบชะตากรรมเชนนั้นดวย คน สวนใหญของสังคมก็จะไดรับความอัตคัดขัดสน” แตในที่สุดสังคมทุนนิยมของชนชั้นกฎมพีก็จะตั้งอยูไมได เพราะเปนสังคมที่ยังความเดือดรอนและ อัตคัดขัดสนใหกับคนสวนใหญ หรือนัยหนึ่ง เพราะสังคมทุนนิยมไมอาจรับใชผลประโยชนของคนสวนใหญใน สังคมได จึงหมดภาระหนาที่ทางประวัติศาสตรและจึงตองลงจากเวทีประวัติศาสตรไปเชนเดียวกับสังคมทาส


- 126 -

สังคมศักดินา ที่จากลงเวทีประวัติศาสตรไปลวงหนาแลว และแลวสังคมใหมที่กาวหนากวาจะเขามารับภาระหนาที่ทางประวัติศาสตรสืบตอไป เชนเดียวกับที่ สังคมทุนนิยมของกฎมพีซึ่งเขามารับภาระหนาที่ทางประวัติศาสตรสืบตอจากสังคมศักดินา สังคมใหมที่ กาวหนากวาที่จะเขามารับภาระหนาที่ทางประวัติศาสตรสืบตอจากสังคมทุนนิยม คือ “สังคมนิยม” และนี่คือกฎ วิวัฒนาการของสังคมอันเปนกฎธรรมชาติที่ไมอาจหลีกเลี่ยงได และไมมีใครสามารถจะหลีกเลี่ยงหรือยับยั้งได เชนเดียวกับการเกิด แก เจ็บ ตาย ของสรรพสัตวทั้งหลาย

จากหนังสือ ปทานานุกรม ฉบับ ชาวบาน ของคุณสุพจน ดานตระกูล


- 127 -

กฎมพี ตอนที่๒ (จบ) ทานปรีดี พนมยงค ไดเขียนถึงความเปนมาของคําวา “กฎมพี” มีความตอนหนึ่งวาดังนี้ “ตอมาในปลายสมัยยุคกลางของยุโรปตะวันตก คือเมื่อประวัติคริสตศตวรรษที่ ๑๓ ไดมีบุคคลจําพวกที่ออก สําเนียงตามภาษาฝรั่งเศสวา “บูรชัวส” เขียนเปนอักษรฝรั่งเศสวา “Bourgeois” คือพอคาและผูประกอบ หัตถกรรมที่อยูในยานตลาดการคา ซึ่งเรียกวา “บรูก” เขียนเปนภาษาฝรั่งเศสวา “Bourg” คํานี้เทียบไดคําไทย วา “บุร”ี ฉะนั้น “บูรชัวส” เทียบไดกับคําไทยวา “บุรี” ซึ่งไดเปนผูเริ่มแรกในการจัดตั้งเปนขบวนการตอตานเผด็จการ ศักดินาที่ปกครองทองที่ ชาวบุรีไดรวมกําลังกันเปนองคการรวมที่เรียกเปนภาษาฝรั่งเศสวา คอมมิน (Commune) ซึ่งแผลงมาจากคําลาติน Commuis อันเปนองคกรที่ชาวบุรีผนึกกําลังกันเพื่อปองกัน ผลประโยชนของตนและตอสูเจาศักดินาทองที่ เพื่อมีอิสระในการปกครองทองที่ของ���นเองออกตางหากจาก เผด็จการของเจาศักดินาทองที่ แตยังยอมขึ้นตรงตอพระราชาธิบดีซึ่งเปนประมุขสูงสุดของรัฐ การตอสูไดใชเวลายาวนาน ชาวบุรีจึงไดรับสัมปทานจากพระราชาธิบดีใหมีสิทธิปกครองทองถิ่นของตนเอง อันเปนประวัติของระบบเทศบาลในฝรั่งเศสและในหลายประเทศของยุโรปตะวันตก ชาวบุรีก็หมดสภาพเปนขาไพรของเจาศักดินาแหงทองที่ โดยพระราชาธิบดีรับรองใหมีฐานนันดรที่ ๓ ของ สังคม คือเปนฐานันดรถัดลงมาจากขุนนางบรรพชิต-ขุนนางฆราวาส คือมีสภาพเปนชนชั้นกลางระหวาง ฐานันดรสูงกับผูไรสมบัติ (Proletariat) ซึ่งยังคงฐานะเปนขาไพรของศักดินาทองถิ่น กลาวอีกอยางหนึ่งก็คือ ชาวบุรีมีฐานะเปนนายทุนชั้นกลาง ตอมาชาวบุรีไดพัฒนาเครื่องมือหัตถกรรมใหมี สมรรถภาพดีขึ้นตามลําดับ ไดขยายการคากวางขวางขึ้นตามลําดับ และสะสมสมบัติเปนทุนไดมากขึ้น และ เมื่อไดเกิดมีผูประดิษฐเครื่องมือใชพลังงานไอน้ําในปลายคริสตศตวรรษที่ ๑๘ ชาวบุรีก็อาศัยทุนอันไดสะสม ไวนั้นเปนเจาของอุตสาหกรรมและวิสาหกิจสมัยใหม สภาพของชาวบุรีซึ่งเดิมเปนเพียงนายทุนชั้นกลาง จึง ไดพัฒนาเปลี่ยนแปลงเปนนายทุนใหญสมัยใหม


- 128 -

ผมถือวาสาระสําคัญที่นายทุนสมัยใหมเปนเจาของปจจัยการผลิตของสังคม จึงไดถายทอดคําที่เรียกชนชั้นนี้ วา บูรชัวส นั้นเปนภาษาไทยวา ชนชั้นเจาสมบัต”ิ ดังนั้น ในภาษาไทยเราปจจุบันจึงมีคําอยู ๒ คําที่ถายทอดคําภาษาอังกฤษ Bourgeois ในความหมายเดียวกัน คือ คํา กฎมพี และคําวา เจาสมบัติ ซึ่งเปนคําที่ทานปรีดี พนมยงคเปนผูบัญญัติขึ้นใหม โดยทานใหเหตุผลใน การบัญญัติศัพท เจาสมบัติ หมายถึง Bourgeois ในภาษาอังกฤษดังนี้ “เดิมผมไดคิดวาจะใชคําวา ธนสารบดี โดยถือวาปจจัยการผลิตนั้นเปนทรัพยสมบัติที่เปนแกนสาร ตอมาผม ไดเปลี่ยนใหม โดยเห็นวา สมบัตินั้น ภาษาไทยแผลงมาจากมูลศัพทบาลี สันสกฤต สมฺปตฺติ แปลวาเงินทอง ของมีคา เมื่อเติมคําวา “เจา” ไวขางหนาเปน เจาสมบัติ แลว ก็พอจะแสดงวา นายทุนชนิด (Species) นี้มี ลักษณะเฉพาะซึ่งแสดงวาเปน “เจา” ชนิดหนึ่ง คือ เจาสมบัติ ซึ่งเมื่อไดทําลายเจาศักดินาแลว ก็เปนเจาของ สังคมทุนนิยม โดยใชสมบัติกดขี่เบียดเบียนกรรมกรสมัยใหม สวนคําวา กฎมพี นั้น เคยใหขอสังเกตไวกอนแลววา สามัญชนคนทั่วไป ใชควบกับคําวา ไพร เปนไพรกฎมพี คือ เปนผูมีทุนอันดับต่ํากวาคหบดีและเศรษฐี”

จากหนังสือ ปทานานุกรม ฉบับ ชาวบาน ของคุณสุพจน ดานตระกูล


- 129 -

ผูกุมอํานาจเศรษฐกิจคือผูกุมอํานาจอยางแทจริง เจตนาดีของนักปราชญแหงระบบทุนนิยม ที่ตองการรวบรวมเจตจํานงของประชาชนมาทําการ ปกครอง หรือ นัยหนึ่งทําการปกครองตามเจตจํานง หรือความตองการของประชาชน โดยวิธีการให ประชาชนเลือกผูแทนเขาสูรัฐสภา อันเปนที่สําแดงเจตจํานงของประชาชนทั่วทั้งสังคม ซึ่งเปนหลักการทั่วไป ของระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภานั้น หาไดบรรลุความสําเร็จสูงสุดตามเจตนาดีนั้นไม คือยังไมอาจ ที่จะรวบรวมเจตจํานง หรือความตองการที่แทจริงของประชาชนมาทําการปกครองได ยังเปนการปกครอง ตามเจตจํานง หรือความตองการของบางฝายในสังคมเทานั้น เชนเดียวกับยุคทาสและยุคศักดินาที่สังคมนั้น ปกครองตามเจตจํานงของชนชั้นนายทาสและชนชั้นเจาศักดินา ทั้งนี้เพราะวาระบบทุนนิยม ไดเปดโอกาสใหมีการแขงขันกันอยางเสรีในทางเศรษฐกิจ อยางที่เรียกวา “มือใครยาวสาวไดสาวเอา” และจากการแขงขันอยางเสรีเชนนี้ คนที่เขมแข็งกวา คนที่ฉลาดกวาคนที่มือยาว กวา ยอมไดเปรียบคนที่ออนแอกวา คนที่โงกวา คนที่มีมือสั้นกวา จนในที่สุดทําใหคนที่เขมแข็งกวา คนที่ฉลาดกวา คนที่มือยาวกวา กลายเปนฝายกุมอํานาจทาง เศรษฐกิจ เปนฝายบงการทางเศรษฐกิจในลักษณะปลาใหญกินปลาเล็ก โดยที่โครงสรางของสังคมประกอบขึ้นดวยเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม ในโครงสราง ๓ สวน นี้ เศรษฐกิจเปนโครงสรางเบื้องลางหรือโครงสรางพื้นฐาน สวนการเมืองและวัฒนธรรมเปนโครงสรางเบื้อง บนและฝายใดกุมโครงสรางเบื้องลาง ฝายนั้นจะกุมโครงสรางเบื้องบนไวไดดวย หรือฝายใดกุมอํานาจทาง เศรษฐกิจ ฝายนั้นจะกุมอํานาจทางการเมืองและวัฒนธรรมดวย นี่เปนสัจธรรมเปนกฎเกณฑที่แนนอน ในยุคทาส ชนชั้นนายทาสเปนฝายกุมอํานาจทางเศรษฐกิจ จึงไดกุมอํานาจทางการเมือง และ วัฒนธรรมดวย ในยุคศักดินา ชนชั้นเจาศักดินาเปนฝายกุมอํานาจเศรษฐกิจ จึงไดกุมอํานาจทางการเมืองและ วัฒนธรรมดวย


- 130 -

ในยุคทุนนิยม ชนชั้นนายทุนเปนฝายกุมอํานาจเศรษฐกิจ จึงไดกุมอํานาจทางการเมืองและวัฒนธรรม ดวย ดังที่ปรากฏอยูในทุกวันนี้ คําวาเขากุมอํานาจทางการเมืองนั้น ไมไดหมายความวานายทาสทุกตัวคน เจาศักดินาทุกตัวคน และ นายทุนทุกตัวคน จะเขาไปมีบทบาทกุมอํานาจทางการเมือง แตหากหมายความวา ตัวแทนผลประโยชนแหง ชนชั้นนั้นๆ ไดเขาไปเปนรัฐบาลปกครองรัฐหรือประเทศแลวปกครองรัฐหรือประเทศตามเจตจํานงหรือ ความตองการของชนชั้นที่กุมอํานาจทางเศรษฐกิจในยุคนั้นๆ รัฐบาลยุคทาสปกครองตามเจตจํานง หรือความตองการของชนชั้นนายทาส เพื่อผลประโยชนของชน ชั้นนายทาส รัฐบาลยุคศักดินา ปกครองตามเจตจํานง หรือความตองการชนชั้นเจาศักดินา เพื่อผลประโยชนของ ชนชั้นศักดินา รัฐบาลยุคทุนนิยม ปกครองตามเจตจํานง หรือความตองการชนชั้นนายทุน เพื่อผลประโยชนของชน ชั้นนายทุน ดังนั้นภายใตระบบทุนนิยม ซึ่งมีการแขงขันทางเศรษฐกิจกันอยางเสรีในเบื้องตน แตโดยกลไกของ ระบบทุนนิยมเอง ไดพัฒนาจากการแขงขันกันโดยเสรีไปสูการผูกขาดในลําดับตอมา เศรษฐกิจจึงตกอยูในกํา มือของนายทุนผูกขาดเพียงไมกี่ตระกูล เชนที่ปรากฏอยูในบานเมืองของเราในเวลานี้ และดังนั้น การเลือกตั้งผูแทนราษฎร ภายใตเงื่อนไขของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมผูกขาดเชนนี้ ถึงแมวาจะไมมีการจํากัดสิทธิ์ทางการเมืองอยางกวดขันตรงไปตรงมาเชนประชาธิปไตยแบบกรีกก็ตาม แต การเลือกตั้งภายใตระบบทุนนิยมผูกขาด อํานาจมืดและอิทธิพลทางเศรษฐกิจไดเขาไปมีบทบาทเปนตัวชี้ขาด ซึ่งเปนผลสงใหฝายที่กุมอํานาจทางเศรษฐกิจไดรับชัยชนะ และไดเขากุมอํานาจทางการเมือง การเลือกตั้งเชนนี้ จึงเปนแตเพียงความชอบธรรมโดยพิธีการ หรือโดยรูปแบบเทานั้น ไมใชเปน ความชอบธรรมโดยเนื้อหา อันเปนความชอบธรรมที่แทจริง จึงไมสามารถจะแกไขปญหาของชาติ หรื


- 131 -

ปญหาของประชาชนสวนใหญของสังคม คือปญหาความอยูดีกินดี เพราะวาโดยเนื้อหาแลว ระบอบ ประชาธิปไตยชนิดนี้ก็ไมตางอะไรกับประชาธิปไตยแบบกรีกในยุคทาส หรือประชาธิปไตยนายทาส เราจึง เรียกประชาธิปไตยชนิดนี้วาประชาธิปไตยนายทุน (Bourgeois Democracy) ไมใชประชาธิปไตยของ ประชาชน (People’s Democracy) ดังนั้นสิ่งที่เรียกวา “รัฐบาล” ก็คือผูจัดการดูแลผลประโยชนของชนชั้นผูกุมอํานาจทางเศรษฐกิจใน สังคม รัฐบาลในยุคทาส ก็คือผู���ัดการดูแลผลประโยชนของเจาทาส รัฐบาลในศักดินา ก็คือผูจัดการดูแลผลประโยชนของเจาศักดินา รัฐบาลในทุนนิยม ก็คือผูจัดการดูแลผลประโยชนของนายทุน.

จากหนังสือ "ปฏิวัติประชาธิปไตย" ของคุณสุพจน ดานตระกูล


- 132 -

การจะเปลี่ยนแปลงอํานาจมิอาจปราศจากอํานาจ ถึงแมวาการเปลี่ยนแปลงของสังคมแตละยุค เชนจากยุคชุมชนบุพกาลมาสูยุคทาส สูยุคศักดินา และสู ยุคทุนนิยม ตามที่เปนมา อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจเปนมูลเหตุประการแรกก็จริง แตตัวที่ กุมการเปลี่ยนแปลง หรือนําการเปลี่ยนแปลงจากระบอบเกาที่ลาหลัง แลวสถาปนาระบอบใหมที่กาวหนากวา ขึ้นแทนที่นั้น คือตัว “อํานาจ” ถาปราศจากเสียซึ่ง “อํานาจ” แลว ไมมีทางที่จะลมระบอบเกาและสถาปนา ระบอบใหมขึ้นมาไดเลย แตอยางไรก็ดีตัว “อํานาจ” ก็ไมอาจจะมีขึ้นโดดๆ หากจะตองมีตัว “กําลัง” เปนเครื่องสนับสนุน ปราศจากเสียซึ่ง “กําลัง” แลว จะไมอาจมี “อํานาจ” ไดอยางแนนอน กําลังจึงเปนที่มาแหงอํานาจ ในปลายยุคชุมชนบุพกาล คนกลุมนอยสวนสวนหนึ่งที่มีความผูกพันกันในฐานะเครือญาติทาง สายโลหิต ไดเริ่มสะสมกําลัง อันเปนฐานแหงอํานาจ ทั้งกําลังทางเศรษฐกิจและกําลังคน และครั้นแลวคน กลุมนอยสวนนี้ ก็ไดทําลายระบอบประชาธิปไตยอันสงางามแหงยุคชุมชนบุพกาลลงเสีย แลวสถาปนาระบบ ทาสขึ้นมาแทนที่ ภายใตระบอบทาส การทําสงครามลาทาสเกิดขึ้นบอยๆ ปริมาณทาสจึงถูกแยงชิงและรวมกลุมกันมาก ขึ้น แรงงานของพวกทาสไมเพียงแตถูกใชในงานผลิตอยางเดียว หากถูกใชไปในการทําสงครามดวย ประวัติศาสตรของยุคทาส จึงเปนประวัติศาสตรแหงการตอสูดิ้นรนอยางนองเลือด ทั้งระหวางนายทาสตอ นายทาสที่แยงชิงทาสกัน และระหวางนายทาสผูกดขี่กับพวกทาสผูถูกกดขี่ที่ปรารถนาจะปลดเปลื้องเครื่อง พันธนาการ จากการลุกฮือของพวกทาสบอยครั้ง และถึงแมวาจะถูกปราบปรามและพายแพก็ตาม แตก็ทําใหสังคม ทาสสั่นสะเทือนลงไปถึงรากฐาน และไดทําใหมีนักรบทาสผูมีฝมือเกิดขึ้นเปนจํานวนมาก จึงเปนการ เสริมสรางเงื่อนไขทางสังคม อันกอใหเกิดการเปลี่ยนแปลงในเวลาตอมา


- 133 -

แตในที่สุด จากการพยายามทําการกบฏหลายครั้งหลายหนของพวกทาส และอิสรชนที่ไดรับการ ปลดปลอยจากความเปนทาสแลว ความพยายามของพวกเขาก็ไดถึงซึ่งความสําเร็จ นั่นคือสังคมทาสไดถึงซึ่ง ความพินาศฉิบหาย และสังคมศักดินาไดเขามาแทนที่ แตก็ยังเปนสังคมที่แบงคนในสังคมเดียวกันออกเปน ชนชั้นอยูเชนเดิม ยังคมมีการกดขี่ขูดรีดกันอยูเชนเดิม เพียงแตเปลี่ยนรูปแบบของการกดขี่ขูดรีดเทานั้น จาก การกดขี่ขูดรีดในรูปแบบของระบบทาสมาเปนการกดขี่ขูดรีดของระบบศักดินา แตระบบศักดินาก็ตองประสบชะตากรรมเชนเดียวกับระบบทาสในที่สุด เมื่ออิสรชนโดยการรวมมือ สนับสนุนของพวกไพร ไดตอสูขัดขืนกับระบบศักดินาที่จํากัดสิทธิ์ตางๆ อันเปนการขัดขวางเหนี่ยวรั้งการ ขยายตัวของการผลิตแบบทุนนิยมที่เพิ่งแตกหนอออน ในชั้นตน พวกอิสรชนตอสูโดยวิถีทางสันติ มีการถวายคํารองทุกขตอพระราชาธิบดี แตไมเปนผล พวก เขาจึงจําตองตอสูโดยวิธีการทางทหาร อยางเชน นายพลครอมเวล นํากองทัพของฝายสภา ตอสูกับระบบกษัตริย ในอังกฤษในกลางคริสตศตวรรษที่ ๑๗ อันเปนการเบิกโรงการปฏิวัติประชาธิปไตยกฎมพีครั้งแรก นายพลจอรช วอชิงตัน นําการตอสูกับระบอบอาณานิคมของอังกฤษในอเมริกา เมื่อคริสตศตวรรษ ๑๗๗๖ การอภิวัฒนใหญ ในฝรั่งเศสในอีก ๑๓ ปตอมาคือในป ๑๗๘๙ และอีกหลายประเทศในยุโรป และนับแตบัดนั้น ระบอบ ประชาธิปไตยกฎมพีหรือประชาธิปไตยนายทุน ก็ไดถูกสถาปนาขึ้นแทนที่ระบอบเผด็จการศักดินา

ดังที่กลาวมานี้จะเห็นไดวา ในการเปลี่ยนแปลงของสังคมจากระบอบหนึ่งไปสูอีกระบอบหนึ่งนั้น นับ แตการสถาปนาระบบทาส ระบบศักดินา และระบอบประชาธิปไตยกฎมพีหรือประชาธิปไตยนายทุน ทั้งใน ยุโรปและอเมริกา ลวนแตเปนการเปลี่ยนแปลงโดยการใชกําลังบังคับหรือใชกําลังทางการทหารเปนหลักนํา และกําลังทางการเมืองหรือประชาชนเปนเครื่องสนับสนุน สวนการผลัดเปลี่ยนอํานาจปกครองภายในระบอบนั้นๆ ในเวลาตอมา มีการผลัดเปลี่ยนทั้งโดยอาศัย กําลังทางการทหารและโดยสันติตามวิถีทางแหงประเพณีของระบอบการปกครองนั้นๆ จากหนังสือ "การปฏิวัติประชาธิปไตย" ของคุณสุพจน ดานตระกูล)


- 134 -

อธิปไตยพระราชทาน ประมวล รุจนเสรี ไดพยายามอธิบายใหเห็นวา พระมหากษัตริยแหงราชวงศจักรี ไดมีพระราชดําริที่จะ พระราชทานอํานาจอธิปไตยใหแกปวงชนชาวไทย ที่เห็นเปนรูปเปนรางเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ สืบตอจาก การวางรากฐานที่รัชกาลที่ ๔ ไดทรงดําเนินการไวบางแลว ประมวลฯ ไดพูดถึงสภาการแผนดินและสภาองคมนตรี ที่ตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ จนถึงสมัยรัชกาล ที่ ๖ และรัชกาลที่ ๗ แลวไดมีการพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรก ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ และฉบับตอมา จนถึงฉบับที่ ๑๖ ในป ๒๕๔๘ แลวประมวลฯ ไดลงทายหัวขอ อธิปไตยพระราชทาน ดวยบทสรุปวา “อํานาจอธิปไตยที่เปนของประชาชนชาวไทยในปจจุบัน เปนมรดกตกทอดมาจากอํานาจสมบูรณาญา สิทธิ์ที่พระมหากษัตริยมีมาอยางสมบูรณตอเนื่องยาวนาน และเปนสิ่งที่พระมหากษัตริยของไทยไดวางแนว ทางการพระราชทานอํานาจนี้ใหแกปวงชนชาวไทยไวอยางเปนระบบ ที่ทรงใชเวลาเตรียมการถึง ๒-๓ รัชกาล แตในที่สุด คณะราษฎรไดฉกฉวยโอกาสและราชปณิธานในการพระราชทานอธิปไตยของพระมหากษัตริยทํา การยึดอํานาจเสียกอน..” ในบทนี้มีขอเท็จจริงที่สับสนและฝาฝนสัจจะหลายตอน อันเปนที่เสียหายทางประวัติศาสตร ดังที่ผม จะไดชี้แจงใหเห็นตอไปนี้ ขอ ๑. การแตงตั้งสภาที่ปรึกษาตางๆ ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้น ไมเกี่ยวกับแผนการเตรียม พระราชทานอธิปไตยแกประชาชนชาวไทยแตประการใด แตเปนแผนการยึดพระราชอํานาจเบ็ดเสร็จของ พระมหากษัตริยกลับคืนมาจากผูสําเร็จราชการแทนพระองค ซึ่งขณะนั้นก็คือ สมเด็จเจาพระยาบรมมหาศรีสุ ริยวงศ ดังคําอธิบายธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามเปรียบเทียบกับประเทศตางๆ ซึ่ง หลวงจักรปาณี ศรีศิลวิสุทธิ์(วิสุทธิ์ ไกรฤกษ)ผูพิพากษาในกระทรวงยุติธรรม เนติบัณฑิตสยามและอังกฤษ บี.เอ. มหาวิทยาลัยออกซฟอรด เปนผูเขียน พิมพครั้งแรกที่โรงพิมพสยามบรรณกิจ พ.ศ.๒๔๗๕ พิมพครั้งที่ ๒


- 135 -

พฤศจิกายน ๒๔๔๗ โดยสถาบันพระปกเกลา มีขอความวาดังนี้ (อักขระตามตนฉบับ) “ดังไดกลาวมาแลวแตตน กรุงสยามของเรานี้นับแตพระรวงเจาไดปลดแอกของเขมรออก และตั้ง กรุงศุโขทัยเปนราชธานีสืบอิสสระภาพมาจนบัดนี้ พระเจาแผนดินทุกพระองคยอมทรงใชพระราชอํานาจ สิทธิ์ขาดในการปกครองประเทศแตผูเดียว แตอํานาจนี้โดยปกติประเพณีของไทย พระเจาแผนดินยอมทรง เลือกใชโดยความระมัดระวัง ไมใหเกิดความเดือดรอนขึ้นแกพลเมืองของทานได นัยหนึ่งกษัตริยของเราได ทรงใชวิธีการปกครองราษฎรอยางละมุมละมอมฉันทบิดาปกครองบุตรเสมอมา แตก็เคยพระเจาแผนดินบาง พระองคซึ่งไมประพฤติตนอยูในทศพิธราชธรรม กดขี่ขมเหงประชาราษฎร ใหไดรับความเดือดรอนเปน เนืองนิตย หรือมิฉะนั้นก็มีพระเจาแผนดินที่ไรความสามารถขาดกําลังจะยึดบังเหียนแหงการปกครองประเทศ ไวได เมื่อเปนเชนนี้ผูที่สามารถกวาก็ยอมฉวยโอกาสกําจัดพระเจาแผนดินพระองคนั้นๆ เสีย แลวขึ้นนั่งเมือง แทนเปนธรรมดาจนถึงกรุงรัตนโกสินทรนี้ แตสวนประเพณีการปกครองนั้นก็คงใชของเกาไปตามเดิม มิไดมีใครคิดหรือพยายามเปลี่ยนแปลง ลักษณะการปกครองใหดีขึ้น ดวยถือเปนธรรมเนียมเสียวาเมื่อเจาไมดีก็หาเจาใหมที่ดีมาแทนได ดังนี้ ครั้นมาในสมัยรัชชกาลที่ ๕ แหงกรุงเทพพระมหานครนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ไดทรงกูอํานาจของกษัตริยซึ่งตกไปอยูในเงื้อมมือผูสําเร็จราชการแผนดินตั้งแตตนรัชชกาลนั้นกลับคืนมาได โดยใชวิธีเอาขุนนางอื่นๆ เขาเปนกําลังชวยพระเจาแผนดิน ในที่สุดจึงไดทรงตั้งสภารัฐมนตรีเรียกตามภาษาอังกฤษวา เคานซิลออฟสเตต (Council of State) ขึ้น สําหรับเปนที่ปรึกษาราชการแผนดินในปจุลศักราช ๑๒๓๖ (พ.ศ.๒๔๑๗)และตอมาก็ประกาศตั้งอีกสภาหนึ่ง เรียกวา ปรีวีเคานซิล (Privy Council) คือองคมนตรีสภา สําหรับเปนที่ปรึกษาราชการในพระองคบาง ราชการ แผนดินบางและชวยวินิจฉัยฎีกาตางๆ ทํานององคมนตรีอังกฤษ เมื่อจะทรงตั้งสภาองคมนตรีขึ้นนั้น ไดมีประกาศแสดงพระราชประสงคจะทรงจัดการบานเมืองให เจริญดีขึ้นโดยยกเลิกการกดขี่อันมีอยูในบานเมืองไทยใหนอยลง


- 136 -

สวนเหตุที่ตั้งสภารัฐมนตรีขึ้น ก็โดยทรงตระหนักในพระราชหฤทัยวา ถาจะทรงจัดการบานเมืองแต ลําพังพระองคเดียว การคงจะไมสําเร็จลุลวงไปไดดวยดี ตองมีผูชวยกันคิดหลายปญญา ความเจริญจึงจะมีแก บานเมือง ทรงพระราชดําริดั่งนี้ จึงไดเลือกสรรขาราชการที่มีสติปญญาเขาเปนคณะ เพื่อโตเถียงปญหาตางๆ กอนออกพระราชบัญญัติ เมื่อตกลงกันเปนอยางหนึ่งอยางใดแลว จึงใหเอาขอตกลงนั้นไปรางเปนกฎหมาย ขึ้น แลวใหนําเขาถวายในที่ประชุมคราวหนา เมื่อที่ประชุมตกลงเห็นชอบพรอมกันแลว ถาเปนการใหญตอง เอาไปปรึกษาเสนาบดีอีกชั้นหนึ่ง ตอเสนาบดีเห็นชอบดวยจึงลงพระนามประกาศใชเปนพระราชบัญญัติ ตอไป แตถาเปนการเล็กนอยก็ประกาศใชทีเดียวโดยไมตองปรึกษาเสนาบดี ตําแหนงรัฐมนตรีนั้น แตแรกมีขุนนางชั้นพระยา ๑๓ คน ตอมาภายหลังจึงไดเพิ่มจํานวนขึ้น แตความ ลําบากครั้งนั้นอยูที่หาคนพูดยาก (เพราะเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นถูกจําจัดโดยระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย-สุพจน) อันเปนการตรงกันขามกับความลําบากสมัยนี้ ซึ่งมักมีคนชอบพูดมากเกินไป ในที่ประชุม เพราะในสมัยนั้นผูที่เขาใจการปกครองแบบปาเลียเมนตแทบวาจะไมมีเลย ใครเสนออะไรขึ้นมา มนตรีอื่นๆ ก็มักยอมตามโดยไมออกความเห็น จนในที่สุด ทรงเห็นวาการที่จะประชุมตอไปไมมีประโยชน จึงปลอยใหรัฐมนตรีสภานั้นดับศูนยไป เอง พระเจาแผนดินคงมีแตเสนาบดีสภาและองคมนตรีเปนที่ปรึกษาตลอดมาจนถึงปลายรัชกาลที่ ๖” ดังที่ผมกลาวแลวขางตนวา การแตงตั้งสภาที่ปรึกษาตางๆ ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ไมเกี่ยวกับการ เตรียมพระราชทานอธิปไตยใหแกปวงชนชาวไทย ดังที่ประมวลฯ พยายามอธิบายใหเขาใจเชนนั้น แตเปน แผนการยึดอํานาจของพระองคคืนจากผูสําเร็จราชการแทนพระองค ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจาอยูหัว ทานไดทรงเปดเผยความจริงดังกลาวนี้ใหปรากฏอยูในพระบรมราโชวาท ฉบับที่ ๒ ที่ทรง พระราชทานแดสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจาฟามหาวชิรุณหิศสยามมงกุฎราชกุมาร พระองคแรก ลงวันที่ ๘ กรกฎาคม รัตนโกสินทรศก ๑๑๒ (พ.ศ.๒๔๓๖) มีความตอนหนึ่งวาดังนี้


- 137 -

“..ในเวลานั้นอายุพอเพียง ๑๕ ปกับ ๑๐ วัน ไมมีมารดา มีญาติฝายมารดาก็ลวนแตโลเลเหลวไหล หรือไมโลเลเหลวไหลก็มิไดตั้งอยูในตําแหนงราชการอันใดเปนหลักฐาน ฝายญาติขางพอคือเจานายทั้งปวง ก็ตกอยูในอํานาจของสมเด็จเจาพระยา (สมเด็จเจาพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ ผูสําเร็จราชการแทนพระองคสุพจน) และจะตองรักษาตัวรักษาชีวิตอยูดวยกันทุกองค ที่ไมเอื้อเฟอตอการอันใดเสียก็มีโดยมาก ฝาย ขาราชการถึงวามีผูใดไดรักใครสนิทสนมอยูบางก็เปนแตผูนอยโดยมาก ที่เปนผูใหญก็ไมมีกําลังสามารถอัน อาจจะหนุนอันใด ฝายพี่นองที่รวมบิดาหรือรวมทั้งมารดาก็เปนเด็กมีแตอายุต่ํากวาพอลงไป ไมสามารถจะทํา อะไรไดทั้งสิ้น สวนตัวพอเองยังเปนเด็กอายุเพียงเทานั้น ไมมีความสามารถรอบรูในราชการอันใดที่จะทําการ ตามหนาที่..” ขอ ๒. เปนการยืนยันอีกครั้งหนึ่งที่พระองคทรงตั้งพระทัยจะรักษาอธิปไตยของพระองคไวใหมั่นคง ดวยการปฏิรูปหรือที่พระองคเรียกวา รีฟอม ดังพระราชหัตถเลขาตอบหนังสือกราบบังคมทูล ลงวันพฤหัสบดี แรม ๘ ค่ํา เดือน ๒ ปวอก ฉศก ศักราช ๑๒๔๖ ตรงกับวันที่ ๘ เดือนมกราคมคริสตศักราช ๑๘๘๕ ของ เจานายและขาราชการสถานทูตไทยประจํากรุงลอนดอน ประกอบดวย ๑.พระเจาบรมวงศเธอกรมพระนเรศวรวรฤทธิ์ ๒.พระองคเจาโสณบัณฑิต(ตอมาเปนกรมขุนพิทยลาภพฤติธาดา) ๓. พระองคเจาสวัสดิโสภณ (ตอมาเปนสมเด็จกรมพระสวัสดิ์รัตนวิศิษฏ) ๔. พระองคเจาปฤษฎางค ๕. พระยาดํารงราชพลขันธ (นกแกว คชเสนี) ๖. หลวงนายเวร (สุน สาตราภัย) ๗. หลวงวิศิษสาลี (นาค ณ ปอมเพ็ชร ตอมาเปนพระยาไชยวิชิตสิทธิศาสตรา ผูรักษากรุงเกา) ๘. บุศย เพ็ญกุล ๙. ขุนปฏิภาณพิจิตร (หรุน) ๑๐. สับเลฟทเทอแนนท สะอาด สิงหเสนี ๑๑. นายเปลี่ยน หนังสือกราบบังคมทูลขึ้นตนดวยขอความวา


- 138 -

“ขาพระพุทธเจา ผูมีชื่อในทายหนังสือเลมนี้ ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสกราบบังคมทูลพระ กรุณาทรงทราบใตฝาละอองธุลีพระบาท.. ความซึ่งขาพระพุทธเจาจะไดกราบบังคมทูลพระกรุณาตอไปนี้ มีอยูสามขอเปนประธาน ๑.คือภัยอันตรายซึ่งจะมีมาถึงกรุงสยามไดดวยความปกครองของกรุงสยามอยางเชนมีอยูในปจจุบันนี้ (สมบูรณาญาสิทธิราชย-สุพจน) จะเปนไปดวยเหตุตางๆ ดังเชนมีตัวอยางของชาติที่มีอํานาจใหญโตได ประพฤติตอชาติซึ่งหาอํานาจปองกันปกครองมิได ๒. คือการที่จะตองรักษาบานเมืองใหพนอันตราย ที่จะเกิดขึ้นไดดวย การปกครองของบานเมืองอยางมีอยูใน ปจจุบันนี้ (สมบูรณาญาสิทธิราชย-สุพจน)โดยทางยุติธรรมฤาอยุติธรรมของศัตรูก็ดี ตองอาศัยความ เปลี่ยนแปลงในทางทะนุบํารุงรักษาบานเมือง ตามทางญี่ปุนที่ไดเดินทางยุโรปมาแลวแล ซึ่งประเทศทั้งปวงที่ มีศิวิไลซ นับกันวาเปนทางอันเดียวที่จะรักษาบานเมืองได ๓. ที่จะจัดการตามขอสองใหสําเร็จไดจริงนั้น อาจเปนไปไดอยางเดียว แตจะตั้งพระราชหฤทัย วาสรรพสิ่งทั้ง ปวงจะตองจัดใหเปนไปโดยจริงอยางอุกฤษฎ (ปฏิวัติ-สุพจน)ทุกสิ่งทุกประการไมเวนวาง” ครั้นแลวหนังสือกราบบังคมทูลดังกลาวไดบรรยายถึงรายละเอียดในอันตรายท���่จะไดรับจากการ ปกครองในระบอบเกาคือ สมบูรณาญาสิทธิราชย) ไวอยางยืดยาวหลายหนากระดาษรวมทั้งหนทางที่จะแกไข อันตรายเหลานั้น คือ เดินตามทางญี่ปุนที่ไดเดินทางยุโรปมาแลว (คือราชาธิปไตยภายใตรัฐธรรมนูญ) ดังมี ความตอนหนึ่ง ดังนี้ “ดวย ขาพระพุทธเจาทั้งปวงมีความเชื่อถืออันแนวแนวาใตฝาละอองธุลีพระบาทมีพระราชหฤทัยทรง พระอุตสาหะ ดังที่ไดมีมาเปนพยานอยูแตกอนแลว ที่จะทรงพระราชวินิจฉัยในราชกิจทํานุบํารุงพระราช อาณาเขต และไพรฟาประชาราษฎรใหมีความสุขความเจริญตอไป แลทั้งโดยความกตัูสวามิภักดิ์ ของ ขาพระพุทธเจาทั้งปวงโดยเฉพาะใตฝาละอองธุลีพระบาท จึงนําใหขาพระพุทธเจามีความประสงคอันแรงกลา ที่จะไดเห็นรัชกาลของใตฝาละอองธุลีพระบาทรุงเรืองยิ่งขึ้นไปดวยความดี ความเจริญ


- 139 -

เพราะฉะนั้นขาพระพุทธเจาทั้งปวงจึงสามารถขอรับพระราชทานพระบรมราชานุญาต กราบบังคมทูล พระกรุณา ใตฝาละอองธุลีพระบาทควรทรงพระราชดําริถึงรัชกาลปจจุบันนี้ ซึ่งตั้งอยูในสมัยอันประเสริฐคือ “ศิวิไลเซชัน” นี้ ไมควรจะใหมีความดีความเจริญเพียงเสมอรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวแต โบราณมา ดวยราชกิจแหงพระบาทสมเด็จพระเจาแผนดินนั้น ใชแตจะทรงทํานุบํารุงรักษาพระราชอาณาเขต ใหพนจากภัยอันตรายตลอดไปชั่วรัชกาลหนึ่งมิได ตองใหความดีความเจริญที่ใตฝาฝาละอองธุลีพระบาท ได ทรงพระราชอุตสาหะประพฤติมาในรัชกาลปจจุบันนี้ เปนการปองกันรักษาอันแนนอนของกรุงสยามและเปน รากของความเจริญที่จะเจริญตอไป และเมื่อรัชกาลในใตฝาละอองธุลีพระบาทสุดสิ้นไปแลว ใหผูที่จะมารักษาพระราชประเพณีสืบไปแล ทั้งขาราชการ ราษฎรนั้นไดระลึกถึงรัชกาลของใตฝาละอองธุลีพระบาทดวยความเคารพนับถือ วาเอกราชของ กรุงสยามและกําเนิดของความสุขความสบายที่ตั้งอยูเจริญรุงเรืองมาจนวันนี้นั้น เพราะใตฝาละอองธุลีพระ บาทพระองคเดียวไดทรงทํานุบํารุงในทางอันประเสริฐมา และจะไดเปนแบบอยางของรัชกาลขางหนา สืบไป” ตอหนังสือกราบบังคมทูลอยากลาหาญของทานผูรักชาติและปรารถนาดีตอชาติดังกลาวนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงเห็นดวยในความปรารถนาดีของทานเหลานั้น แตพระองคทาน ไมทรงเห็นดวยที่จะทรงเปลี่ยนแปลงการปกครองอยางญี่ปุน คือปฏิวัติประชาธิปไตย ไมเห็นดวยที่จะทรง สูญเสียพระราชอํานาจตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย พระองคทรงรับไดแคการปฏิรูประบบราชการ ดัง ปรากฏในพระราชหัตถเลขาตอบคํากราบบังคมทูลโดยสรุปดังนี้ “..เพราะฉะนั้น การตองการในเมืองเราเวลานี้ที่เปนตองการสําคัญคือ คอเวินเมนตฟอม จําเปนที่จะให พนักงานของราชการแผนดินทุกๆ กรมทําการใหไดเนื้อเต็มหนาที่ และใหประชุมปรึกษาหารือกันทําการเดิน ใหถึงกันโดยงาย โดยเร็ว ทําการรับผิดชอบในหนาที่ของตัว หลีกลี้ไมได นี่เปนความตองการหนึ่ง... รวมความก็อยางเดียว คือ คอเวินเมนตฟอม นี่แลเปนตนเหตุที่จะจัดการทั้งปวงไดสําเร็จตลอด..”


- 140 -

ตอมาไดมีนักคิดนักเขียน และนักหนังสือพิมพที่มีความคิดกาวหนา และยืนหยัดอยูกับผลประโยชน ของประชาชน ๒ ทาน ทานแรกคือ ทานเทียนวรรณ ซึ่งมีฉายาวา “วรรณาโภ” ทานผูนี้มีคติ ประชาธิปไตย ไดออกนิตยสารชื่อวา “ตุลวิภาคพจนกิจ” เรียกรองใหรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว จัดใหมีการปกครองโดยรัฐสภาตามแบบอยาง อารยประเทศ ดังที่ทานไดเขียนเรียกรองไวในหนังสือตุลวิภาคพจนกิจ เลม ๗ วันที่ ๘ กันยายน ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๕๐) มีความวาดังนี้ ไพรเปนพื้นยืนรองทํานองชอบ ตามระบอบปาลิเมนตประเด็นขํา แมนิ่งชาลาหลังยังไมทํา จะตกต่ํานอยหนาเวลาสาย ขอใหเห็นเชนเราผูเฒาทัก บํารุงรักษาชาติสะอาดศรี ทั้งเจานายฝายพหลและมนตรี จะเปนศิวิไลซจริงอยางนิ่งนาน ใหรีบหาปาลิเมนตขึ้นเปนหลัก จะไดชักนอมใจไพรสมาน เรงเปนฟรีปรีดาอยาชากาล รักษาบานเมืองเราชวยเจานาย” นักหนังสือพิมพรวมสมัยกับเทียนวรรณอีกทานหนึ่งคือ ก.ส.ร.กุหลาบ ไดออกหนังสือชื่อ “สยาม ประเภท” แคะไคระบอบการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชย ซึ่งฝายปกครองขณะนั้นเห็นวาการแคะไคเชนนี้ เปนอันตรายตอระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย จึงหาทางกําจัดและทําลายความเชื่อถือของราษฎรที่มีตอความ คิดเห็นของ ก.ส.ร.กุหลาบโดยใสความโฆษณาแพรหลายวา ก.ส.ร.กุหลาบ มีจิตฟุงซานเสียสติ ดังกลาวแลววาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงเห็นดวยกับเหตุผลในการเรียกรองให เปลี่ยนแปลงการปกครองเปนประชาธิปไตยแบบญี่ปุน แตพระองคก็ไมทรงเปลี่ยนแปลงการปกครองใหเปน ประชาธิปไตยอยางกษัตริยญี่ปุน พระองคทรงกระทําไดอยางมาก็แคการปฏิรูประบบราชการ ซึ่งโดยเนื้อแท แลวก็เปนการกระชับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยใหมั่นคง เพราะการปฏิรูปภายในระบอบไหนก็เปนการ กระทําใหระบอบนั้นมั่นคงยิ่งขึ้น และก็ยังเปนระบอบนั้นอยูนั่นเอง ดั่งที่พระองคไดทรงอธิบายไวในการ ปฏิรูประบบราชการแผนดิน มีความตอนหนึ่งวา ดังนี้ “อนึ่ง พระบรมราชานุภาพของพระเจาแผนดินกรุงสยามนี้ ไมไดมีปรากฏในกฏหมายอันหนึ่งอันใด ดวยเหตุนี้ถือวาเปนที่ลนพน ไมมีขอใดสิ่งอันใด หรือผูใดจะบังคับขัดขวางได แตเมื่อวาตามความที่เปนจริง


- 141 -

แลว พระเจาแผนดินจะทรงประพฤติการอันใด ก็ตองเปนไปตามที่สมควรและที่เปนยุติธรรม เพราะเหตุฉะนั้น ขาพเจาไมมีความรังเกียจอันใดเลย ซึ่งจะมีกฎหมายกําหนดพระบรมราชานุภาพ ของพระเจาแผนดิน เชน ประเทศทั้งปวงมีกําหนดตางๆ กัน เมื่อจะกระทํากฎหมายสําหรับแผนดินใหเปน หลักฐานทั่วถึง ก็ควรจะตองวาดวยพระบรมราชานุภาพของพระเจาแผนดินใหเปนหลักฐานไว แตการซึ่งควร จะกําหนดอยางไรนั้น ขาพเจาตองขอชี้แจงความเห็นอันมิใชความเห็นที่เขากับตัวไวโดยยอวา พระเจาแผนดินตางประเทศ หมายเอาประเทศยุโรปซึ่งปกครองบานเมืองมีกําหนดพระบรมราชานุ ภาพตางๆ กันดวยอาศัยเหตุการณซึ่งเกิดขึ้นในบานเมืองโดยความไมพอใจของราษฎร จึงไดมีขอบังคับสกัด กั้นเปนชั้นๆ ตามลําดับเหตุการณ ซึ่งมีขึ้นในบานเมืองนั้นๆ เหตุการณทั้งปวงนั้นก็ยังไมมี ไมเปนไดทั่วถึงกัน เพราะฉะนั้นแบบอยางจึงยังไมคงเปนแบบเดียวกันทั่วไปไดทุกประเทศ สวนที่กรุงสยามนี้ยังไมมีเหตุการณอันใดซึ่งเปนการจําเปนแลวจึงไมเปนขึ้นเหมือนประเทศอื่นๆ ประเทศอื่นๆ ราษฎรเปนผูขอใหทํา เจาแผนดินจําใจทํา ในเมืองเรานี้เปนแตพระเจาแผนดินคิดเห็นวาควรจะ ทํา เพราะจะเปนการเจริญแกบานเมืองและเปนความเปนสุขแกราษฎรทั่วไปจึงไดคิดทํา เปนการผิดกัน ตรงกันขาม และการที่จะปกครองบานเมืองเชนประเทศสยามนี้ตามอํานาจ อยางเชนพระเจาแผนดินประเทศ อื่นๆ คือประเทศยุโรป ก็จะไมสามารถปกครองบานเมืองไดและจะไมเปนที่���อบใจของราษฎรทั่วหนาดวย เหมือนอยางถามีปาลีเมนต จะไมมีผูใดสามารถเปนสมาชิกไดสักกี่คน และโดยวาจะมีสมาชิกเหลานั้น เจรจาการได ก็ไมเขาใจในราชการทั้งปวงทั่วถึง เพราะไมมีความรูและการฝกหัดอันใดแตเดิมมาเลย ก็คงจะ ทําใหการทั้งปวงไมมีอันใดสําเร็จไปได และจะซ้ําเปนที่หวาดหวั่นของราษฎรผูซึ่งยังไมเขาใจเรื่องราวอันใด เพราะไมไดนึกไมไดตองการเกิดขึ้นในใจเลย ราษฎรคงจะเชื่อพระเจาแผนดินมากกวาผูซึ่งจะมาเปนแมมเบอรออฟปาลีเมนต เพราะปกติทุกวันนี้ ราษฎรยอมเชื่อถือพระเจาแผนดินวาเปนผูอยูในยุติธรรม และเปนผูรักใครคิดจะทํานุบํารุงใหราษฎรอยูเย็น เปนสุขยิ่งกวาผูอื่นทั้งสิ้นทั่วหนากันเปนความจริง


- 142 -

เพราะเหตุฉะนั้น ขาพเจาเห็นสมควรวาราชานุภาพของพระเจาแผนดินควรจะกําหนดตามแบบเดิม แตในขอนี้เปนขอจริงอยางไร คือ เหมือนหนึ่งไมกําหนดตามคําพูดอันนอกๆ แบบ เชน เรียกพระนามวา เจา ชีวิต ซึ่งเปนที่หมายวา มีอํานาจอันจะฆาคนใหตายโดยไมมีความผิดอยางหนึ่งอยางใดก็ได ซึ่งความจริง สามารถจะทําได แตไมเคยทําเลยนั้น ก็จะเปนการสมควรแกบานเมืองในเวลานี้อยูแลว” จากพระบรมราชาธิบายดังกลาวมานี้ พระองคทรงยอมรับในหลักการทั่วไปในการจํากัดพระราช อํานาจของพระเจาแผนดินในประเทศยุโรป ยกเวนพระเจาแผนดินแหงกรุงสยาม พระองคจึงทรงกลาววา “เพราะเหตุฉะนั้น ขาพเจาจึงเห็นสมควรวาราชานุภาพของพระเจาแผนดิน (สยาม) ควรจะกําหนด ตามแบบเดิม” กําหนดตามแบบเดิม คือ “พระบรมราชานุภาพองพระเจาแผนดินกรุงสยามนี้ ไมไดมีปรากฏในกฎหมายอันหนึ่งอันใด ดวย เหตุถือวาเปนที่ลนพน ไมมีขอใดสิ่งใด หรือผูใดจะเปนผูบังคับขัดขวางได” ซึ่งก็หมายถึง ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชยนั้นเอง การจัดใหมีกระทรวง ทบวง กรม การจัดใหมีสภา ตางๆ ซึ่งมีลักษณะกาวหนา แตก็เปนการกาวหนาภายใตระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย ที่มีพระบรมราชานุ ภาพหรือพระราชอํานาจอยางลนพน ไมมีขอใดสิ่งใดหรือผูใดจะเปนผูบังคับขัดขวางได ขอ ๓ รัชกาลที่ ๕ เสด็จสวรรคตไปแลว แตกระบวนการเรียกรองใหเปลี่ยนแปลงการปกครองแผนดิน จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยที่อํานาจกษัตริยไมมีจํากัด มาเปนการจํากัดหรือระบอบราชาธิปไตยภายใต กฎหมายหาไดลมหายตายจากไปไม หากแตไดขยายกวางขวางออกไปทั้งในดานปริมาณและคุณภาพ จนกระทั่ง ไดมีการรวมตัวกันขึ้นของคณะนายทหารชั้นผูนอยจํานวนหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ ๖ ที่รูจักกันในเวลาตอมาวา “คณะ ร.ศ.๑๓๐” วัตถุประสงคในการรวมตัวกันก็เพื่อทําการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผนดินที่เรียกกันในเวลา นั้นวา “เก็กเหม็ง” หรือ “ปฏิวัติ” ตามแบบอยางของ ดร.ซุนยัดเซ็น ที่ทําการเกกเหม็งในเมืองจีน


- 143 -

ร.ต.เหรียญ ศรีจันทร และ ร.ต.เนตร พูนวิวัฒน ผูเปนบุคคลสําคัญในคณะนายทหารหนุม ไดบันทึกไว ในหนังสือ “หมอเหล็งรําลึก” (ร.อ.ขุนทวยหาญพิทักษ – เหล็งศรีจันทร หัวหนาคณะนายทหารหนุม ร.ศ. ๑๓๐) มีความตอนหนึ่ง ดังนี้ “สาเหตุสวนสําคัญยิ่งของความคิดปฏิวัติอยูที่ความรักชาติยิ่งกวาชีวิต และมีความปรารถนาอยาง มุงมั่นที่จะใหชาติของตนเขาถึงสมัยแหงความเจริญกาวหนาของโลกทุกดาน จึงจําตองเปนหนาที่ของคนไทย เทานั้นที่จะคิดชําระสะสางความเสื่อมสลายของสังคมชาติ ผดุงความมั่งคั่งสมบูรณพูนสุขของปวงชนชาว ไทย และแกไขการปกครองใหเกิดแตตราชูสมองของผูที่เปนเจาของชาติรวมกัน โดยเฉพาะสิ่งที่เห็นไดชัดก็ คือเรื่องเศรษฐกิจของชาติ ซึ่งในสมัยนั้นเรียกแยกกันวาการกสิกรรม การอุตสาหกรรม และการพาณิชยกรรม ยังหาไดดําเนินไปเยี่ยงอารยประเทศทั้งหลายไม อยางนอยก็เยี่ยงประเทศเพื่อนบานใกลเคียง เชน ประเทศ ญี่ปุน เปนตน ซึ่งเคยเดินคูกันมาแทๆ กับประเทศไทยสมัยปดเมืองทา แตครั้นญี่ปุนเปลี่ยนระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย มาเปนระบอบปรมิตตาญาสิทธิ ราชยหรือระบอบราชาธิปไตยใตกฎหมายแลว มิชามินานเทาใดนัก ความเจริญกาวหนาก็วิ่งเขาหาประชาชาติ ของเขาอยางรวดเร็ว จนเกินหนาประเทศไทยไปอยางไกลลิบ ทั้งนี้ก็เนื่องจากเขาปลุกระดมพลเมืองของเขาใหรักชาติ ฉลาดหลักแหลมและมั่นคงในวัฒนธรรมอันดี งาม ดวยโครงการศึกษาอันแนนอนตามเงื่อนเวลา ทั้งภายในและภายนอกประเทศ มาเปนกําลังการปกครอง และแกเศรษฐกิจแหงชาติ โดยวางโครงการขึ้นเปนขั้นตอน พรอมกันนั้นก็จัดระบบสหกรณอยาง ทะมัดทะแมงจากกําลังแรง กําลังทรัพยของพลเมือง สวนกําลังเงินงบประมาณของชาติที่เคยฟุมเฟอยก็ รวบรวมสะสมดวยความสุจริตเที่ยงธรรมและดวยความประหยัด จากการเปลี่ยนแปลงระบอบประเพณีการปกครองนั้นชั่วไมกี่ป ญี่ปุนก็มีการคาไปทั่วโลกจากผลิตผล แหงโรงงานอุตสาหกรรมของตนเอง... แตสวนไทยเราสิ ยังลาหลังอยางนาเวทนาสงสารยากที่จะหยิบยกภาวะใดอันเปนความเจริญกาวหนา แหงสังคมชาติมาเทียบเคียงใหชื่นอกชื่นใจได มิหนําซ้ํายังมีเหตุการณภายในบานเมืองคอนขางยุงเหยิงไมเปน ล่ําเปนสัน ถึงกับขาดความพึงพอใจจากพลเมืองผูเปนเจาของประเทศเสียอีกดวย เพราะอํานาจการปกครอง


- 144 -

ประเทศชาติไดตกไปอยูในอุงมือของคนๆ เดียว คือ กษัตริย ผิดสุภาษิตที่วา “สองหัวดีกวาหัวเดียว” ขอคิดควรคํานึงถึงความลาหลังของชาติดังกลาวนั้นเอง ไดปลุกนายทหารหนุมผูมีมันสมองปฏิวัติให ลุกขึ้นคิดปฏิวัติชาติไทย” ดังกลาวนี้คือความมุงหมายหรือจุดประสงคในความคิดกอการกบฏของชาวคณะ ร.ศ.๑๓๐ และจาก ความคิดดังกลาวนี้ก็เปนการสะทอนใหเห็นถึงระบอบการปกครองและสังคมขณะนั้นวาเปนประการใด “ในสมัยรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ก็ไดทรงสืบสานพระราชปณิธานของ รัชกาลที่ ๕ ทรงสรางเมือง “ดุสิตธานี” ขึ้นมาเปนตัวอยางในการปกครองแบบประชาธิปไตย ในรัชสมัยนี้เกิดกบฏ ๑ มีนาคม ๒๔๕๕ แตถูกปราบปรามลงได กบฏครั้งนี้เกิดจากความไมพอใจใน ความเหลื่อมล้ําในสถานะของขาราชการดวยกันเทานั้น มิไดกระทําไปเพื่อประชาชนโดยรวมแตอยางใด” คําอธิบายของประมวลฯ ดังกลาวนี้เปนการบิดเบือนขอเท็จจริงอยางขาวเปนดําทีเดียว ดังขอเขียนของ ร.ต.เนตร พูนวิวัฒน และ ร.ต.เหรียญ ศรีจันทร ที่ผมยกมาอางขางตนและดังที่ผมจะยกทัศนะของนายทหาร หนุมคณะ ร.ศ.๑๓๐ บางคนที่เขามามีบทบาททางการเมืองในภายหลัง ซึ่งผมจะกลาวถึงตอไปขางหนา และ ผมขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งในความตื่นตัวทางการเมืองของคณะ ร.ศ.๑๓๐ ดวยถอยคําของ พ.อ.พระยาพหลพล พยุหเสนา หัวหนาคณะราษฎร และหลวงประดิษฐมนูธรรม หรือทานปรีดี พนมยงค บุคคลสําคัญคนหนึ่งใน คณะราษฎร กลาวคือภายหลังที่คณะราษฎรไดยึดอํานาจเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เปน ที่เรียบรอยแลวในเชาวันนั้นเอง พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ไดเชิญ ร.อ.ขุนทวยหาญพิทักษ(หรือหมอเหล็ง ศรีจันทร) หัวหนาคณะ ร.ศ.๑๓๐ ���ับคณะมาพบที่พระที่นั่งอนันตสมาคม ในตอนหนึ่งของการสนทนา พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา ไดกลาววา “ถาไมมีคณะคุณ ก็เห็นจะไมมีคณะผม” และทานปรีดีฯ ไดกลาวสนับสนุนในโอกาสเดียวกันนั้นวา


- 145 -

“พวกผมถือวา การปฏิวัติครั้งนี้เปนการกระทําตอเนื่องกันมาจากการกระทําเมื่อ ร.ศ.๑๓๐ จึงขอเรียก คณะ ร.ศ.๑๓๐ วาพวกพี่ๆ ตอไป” สวนเรื่อง “ดุสิตธานี” ที่ประมวล รุจนเสรี อุตสาหยกขึ้นมาอางนั้น ผมจะไมขอพูดถึง เพราะวามี นักวิชาการมากทานไดพูดถึงกันมากมายแลววาเปนเพียงของเลนสวนพระองคเทานั้นเอง แตเรื่องที่ผมจะพูดถึงตอไปอีก เรื่องที่ประมวลไดสรางความคลาดเคลื่อนและสับสนเอาไว ตั้งแตหนา ๓๖ ถึงหนา ๕๐ แตผมจะไมขอชี้แจงตามลําดับหนา เพราะจะทําใหผูอานพลอยสับสนไปดวย หากผมจะ ชี้แจงโดยรวมในขอ ๔ ตอไปนี้ นับแตสภาตางๆ ของพระปกเกลาฯ ที่ประมวลฯ อางถึง ไปจนถึงการ พระราชทานธรรมนูญการปกครอง ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ ซึ่งเปนรัฐธรรมนูญฉบับแรก และจนกระทั่งสละ ราชสมบัติ ๒ มีนาคม ๒๔๗๗ แตผมจะขอทําโดยยนยอพอเขาใจเทานั้น หากตองการรายละเอียดก็หาอาน จากหนังสือที่ผมอางถึงก็แลวกัน ขอ ๔ สภาตางๆ ในสมัยพระปกเกลาฯ มีดวยกัน ๓ สภา (จากคําอธิบายกฎหมายปกครอง โดยหลวง ประดิษฐมนูธรรม) คือ ๑. อภิรัฐมนตรีสภา สภานี้ไดทรงตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๘ (ดูราชกิจจานุเบกษา เลม ๔๒ หนา ๒๑๖๘ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๘) หนาที่ของสภา สําหรับพระเจาแผนดินทรงปรึกษาราชการทั้งปวงเปนนิตย เพื่อจะไดเปนกําลังแกการที่ทรง พระราชวินิจฉัยราชการทั้งปวง สมาชิกขอสภานี้มี ๕ คน และมีคุณสมบัติตามที่ปรากฏในพระราชดํารัสวา “ผูซึ่งสมควรจะเปนสมาชิก จําตองเปนผูซึ่งมีความคุนเคยและชํานิชํานาญราชการมาแตกอนและประกอบดวยเกียรติคุณ ทั้งความปรีชา สามารถ สมควรเปนที่ทรงไววางพระราชหฤทัยของพระเจาแผนดิน ตลอดจนมหาชนทั้งหลาย ๒.เสนาบดีสภา เสนาบดีสภาไดมีมาตั้งแตสมัยรัชกาลที่ ๕ แลว เสนาบดีมิใชมีหนาที่แตเพียงจะ กระทํากิจในทางบริหารหรือทางธุรกิจอยางเดียว คือยังถวายคําปรึกษาในราชการแผนดินดวย แมราชการใด


- 146 -

จะเปนหนาที่ของกระทรวงใดโดยเฉพาะก็ดี แตไดทรงปรึกษาในเสนาบดีสภา ๓.สภากรรมการองคมนตรี สภานี้ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติองคมนตรี พ.ศ.๒๔๗๐ ภายหลังที่ไดทรง ยกเลิกพระราชบัญญัติปรีวีเคานซิล ค.ศ.๑๒๓๖ ซึ่งมีมาแตสมัยรัชกาลที่ ๕ กรรมการองคมนตรีทรงแตงตั้งจากจํานวนองคมนตรี (มาตรา ๑๒) ผูซึ่งองคพระมหากษัตริยมีพระราชดําริ เห็นวา เปนผูทรงคุณวุฒิและทรงคุณธรรม สมควรเปนที่ไววางพระราชหฤทัย หนาที่ของสภาเพื่อประชุมปรึกษาหารือขอราชการตามแตจะโปรดเกลาฯ พระราชทานลงมาใหปรึกษา (มาตรา ๑๑) การพระราชทานลงมาใหปรึกษาหารือนี้ อาจจะเปนโดยทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ โดยพระองค เอง (มาตรา ๑๓ วรรค ๑) หรือโดยกรรมการพรอมกันหาคนเขาชื่อทําหนังสือยื่นตอนายก (ประธานสภา) วามี ขอความเกี่ยวกับสวัสดิภาพแหงบานเมืองและประชาชน อันสมควรจะไดประชุมปรึกษาถวายความเห็นเมื่อ สภานายกกราบบังคมทูลของพระราชทานพระบรมราชานุญาตใหปรึกษากันไดแลว สภาก็อาจปรึกษา ขอความนั้นได (มาตรา ๑๓ วรรค ๒) จํานวนกรรมการสภามี ๔๐ คน กรรมการเลือกกันองเปนสภานายกฯ อุปนายกฯ เมื่อไดรับพระบรมรา ชานุมัติผูรับเลือกเขารับตําแหนงได (มาตรา ๑๒) แตสภาอาจเชิญผูหนึ่งผูใดมาชี้แจงหรือแสดงความเห็นตอที่ ประชุมเพื่อประกอบขอปรึกษาได (มาตรา ๑๓ วรรค ๓) ผูรับเชิญไมใชกรรมการไมมีสิทธิ์ออกเสียง คําปรึกษาหรือมติของสภากรรมการองคมนตรีนั้น สภานายกมีหนาที่นําขึ้นทูลเกลาฯ ถวาย สุดแต ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ คือจะปฏิบัติหรือไมปฏิบัติตามนั้นก็ได” รัฐธรรมนูญฉบับ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ มีที่แตกตางอยางสําคัญกับธรรมนูญการปกครองแผนดิน สยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ ในหลักการของระบอบประชาธิปไตยที่บัญญัติเปนถอยคําภาษาไทยวา “อํานาจสูงสุดของประเทศนั้นเปนของราษฎรทั้งหลาย” มาเปนคําบาลีวา “อํานาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาว สยาม”


- 147 -

จากถอยคําและความหมายที่บอกไวอยางชัดเจนวา อํานาจสูงสุดของประเทศ(หรืออํานาจอธิปไตย) “เปนของ” ราษฎรทั้งหลายมากลายเปนอํานาจอธิปไตย (หรืออํานาจสูงสุด) “มาจาก” ปวงชนชาวสยาม จึงทํา ใหเกิดความเขาใจผิดนับแตบัดนั้นจนถึงบัดนี้ การเลือกตั้งคือหัวใจของระบอบประชาธิปไตย ความจริงการเลือกตั้งเปนแตเพียงวิธีการอยางหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย เชนเดียวกับการฟงเสียง ขางมากที่เปนวิธีการของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งระบอบเผด็จการก็ใชวิธีการเลือกตั้งและฟงเสียงขางมาก เชนกัน ความแตกตางระหวางระบอบประชาธิปไตยกับระบอบเผด็จการจึงอยูที่อํานาจอธิปไตยหรืออํานาจสูงสุดของ ประเทศวาเปนของใคร ในระบอบประชาธิปไตย อํานาจอธิปไตยหรืออํานาจสูงสุดของประเทศเปนของปวงชนหรือราษฎร ทั้งหลาย แตในระบอบเผด็จการไมวาจะเปนเผด็จการทาส เผด็จการศักดินาหรือเผด็จการทุนนิยม อํานาจ อธิปไตยหรืออํานาจสูงสุดของแผนดินเปนของคนกลุมหนึ่ง คือเปนของกลุมเจาทาสในยุคทาส เปนของกลุม เจาศักดินาในยุคศักดินา ดังปรากกการณที่เปนอยูในเวลานี้ ดวยเหตุนี้ทานปรีดี พนมยงค จึงไดเสนอรางเคาโครงการเศรษฐกิจ ทําใหอํานาจสูงสุดของประเทศ หรืออํานาจอธิปไตยเปนของราษฎรทั้งหลายหรือปวงชน เพื่อบํารุงความสุขสมบูรณของราษฎร ดังที่ทาน กลาวไวในหมวดที่ ๑ ของรางเคาโครงการนั้นตอนหนึ่งวา “ในการทําการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ขาพเจา มิไดปรารถนาที่จะเปลี่ยนพระเจาแผนดินองคเดียวมาเปนหลายองค ซึ่งเปนการปกครองแบบประชาธิปไตย แตเปลือกนอกเทานั้น ขาพเจามุงตอสาระสําคัญ (ของระบอบประชาธิปไตย-สุพจน) คือบํารุงความสุข สมบูรณของราษฎร" แตความตั้งใจของทานไมบรรลุความสําเร็จ เพราะถูกขัดขวางจากอํานาจดวยวิธีการตางๆ ทั้งดวย วิธีการอยางซึ่งหนาและอยางแยบยล ซึ่งเริ่มตนดวยการเปลี่ยนถอยคําในรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ อันนําไปสูความแตกตางในความหมาย ดังที่กลาวมาแลวขางตน


- 148 -

(ความแยบคายของอํานาจเกาในการทําลายคณะราษฎรเพื่อชวงชิงอํานาจคืน โปรดอานในหัวขอ บทความ เนื่องในวาระ ๗๕ ปการอภิวัฒนการปกครอง แผนลิดลอนปรีดี พนมยงค) คําพิพากษาศาลพิเศษ พุทธศักราช ๒๔๘๒ คดีกบฏ คดีแดงที่ ๑-๑๔/๒๔๘๒ เรื่องกบฏภายในพระ ราชอาณาจักร มีความตอนหนึ่งวาดังนี้ “กอนเกิดกบฏ ๒๔๗๖ (กบฏบวรเดช) พระปกเกลาฯใหหมอมเจาวิบูลยสวัสดิ์วงศ มาพูดทาบทาม พระยาพหลฯ วาจะพระราชทานเงินใหพระยาพหลฯ ๒๐๐,๐๐๐ บาทแตพระยาพหลฯมาคิดวา การที่จะ พระราชทานคงตองแลกเปลี่ยนอะไรสักอยางหนึ่งในเรื่องการเมือง จึงไมยอมรับ” ขอความอีกตอนหนึ่งคําพิพากษากลาววา “สวนพระปกเกลาฯ กอนเกิดกบฏ พ.ศ.๒๔๗๖ (กบฏบวรเดช) เล็กนอย ไดความตามคําของพระยาอิส ราธิราชเสวี นายพันตรีหมื่นรณภพพิชิต เจากาวิละวงศ ณ เชียงใหม และพระนรราชจํานง พยานโจทก ประกอบดวยเอกสารวา ไดไปประทับอยู ณ พระที่นั่งไกลกังวล พรอมดวยพระบรมวงศานุวงศ และ ขาราชการสําคัญๆ หลายคนอยูที่หัวหินในระหวางนั้น พระปกเกลาฯ ไดสั่งใหพระยาอิศราธิราชเสวี จายเงิน ใหแกเจากาวิละวงศ ๒ ครั้งเปนเงิน ๖,๐๐๐ บาท เพื่อใชซื้อเสบียงและสิ่งของตางๆไวสําหรับใชเมื่อคราวที่มี เหตุการณฉุกเฉิน เจากาวิละวงศไดจัดซื้อขาวและเครื่องกระปองไว นอกจากนี้พระปกเกลาฯ ไดใชใหเจากาวิ ละวงศตัดถนนจากหัวหินถึงปากทวารชายแดนพมา เจากาวิละวงศยังไดเขาเฝาพระปกเกลาฯอยูเสมอ ตลอดจนเกิดกบฏขึ้น แสดงวาพระปกเกลาฯ รูเห็นในเหตุการณกบฏจึงเตรียมรับสถานการณไวลวงหนา” อีก ตอนหนึ่งคําพิพากษาระบุวา “..นอกจากนี้ปรากฏหลักฐานทางทรัพยสินฝายพระมหากษัตริย พระปกเกลาฯ ไดจายเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาทใหแกพระองคเจาบวรเดช ซึ่งเขาใจวาเปนคาใชจายในการกบฏครั้งนั้น..” จากคําพิพากษาดังกลาวนี้ แสดงใหเห็นอยางชัดแจงถึงความพยายามของอํานาจเกาที่จะหมุนกงลอ ประวัติศาสตรใหทวนกระแสกลับไปสูยุคสมัยแหงสมบูรณาญาสิทธิราชยที่ลงหลุมฝงศพไปแลวอีกครั้งหนึ่ง


- 149 -

นับแตความพยายามของพระยามโนฯ กับพวก จนถึงกบฏบวรเดช และความพยายามเหลานั้น คําพิพากษา ระบุวาพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวไดมีสวนรวมอยูดวย ในหนังสือ “พระราชอํานาจ” ของประมวล หนา ๔๐-๔๑ ประมวลฯ ไดยกขึ้นมาอางวาเปน พระราชดําริของพระปกเกลาฯ แตความจริงคือ ขอเรียกรองของพระองคตอรัฐบาลในขณะนั้น ซึ่งในเวลานั้น พระองคประทับอยูในอังกฤษ พระองคอางวาเสด็จไปรักษาพระเนตร การเสด็จออกนอกประเทศของ พระองคในครั้งนั้น ในทางเปดเผยเปนที่รูกันทั่วไปก็คือ เสด็จไปรักษาพระเนตรซึ่งก็เปนขอเท็จจริง แตเปน ขอเท็จจริงรอง ขอเท็จจริงหลักก็คือทรงออกไปตั้งปอมตอสูทางการเมืองกับรัฐบาลพระยาพหลฯ การตั้งปอม นอกประเทศตอสูกับรัฐบาลครั้งนั้นพระองคทรงมีทางเลือกอยู ๒ ทาง ซึ่งพระองคทรงกําหนดขึ้นมาดวย ขัตติยะมานะของพระองคเอง ทางหนึ่งคือถารัฐบาลยอมคลอยตามความประสงคของพระองคในทางการเมือง ในทุกกรณีที่พระองค ทรงตั้งเงื่อนไข พระองคก็จะเสด็จกลับประเทศและทรงเปนพระประมุขตอไป แตถารัฐบาลไมยอมตามพระ ประสงคของพระองค พระองคจะทรงสละราชสมบัติ และพระองคก็ไดทรงใชกลยุทธสละราชสมบัติเปน เครื่องมือตอสูกับรัฐบาลตั้งแตวาระแรกจนถึงวาระสุดทาย ดังพระราชโทรเลขของพระองคถึงผูสําเร็จราชการ แทนพระองค(กรมพระนริศฯ) เพื่อแจงใหรัฐบาลทราบ (หนังสือ ที่ ๖/๕๘ กรมเลขานุการในพระองค ลงวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๔๗๗) มีความตอนหนึ่งวาดังนี้ “ฉันไดรับพระราชโทรเลขทรงปรารภถึงการงานอันไดทรงปฏิบัติติดตอกับรัฐบาลและสภา ผูแทนราษฎรตามเวลาที่ลวงมาแลว สังเกตเห็นปรากฏแนในพระราชหฤทัยวา รัฐบาลและสมาชิกสภาผูแทน ราษฎรโดยมากรูสึกแนใจวา ไมจําเปนจะตองประนีประนอมตอพระองคไมวาในเรื่องใดๆ ดูที่จะขัด พระราชดําริเสียทุกอยาง...” “ทรงพระราชดําริเห็นวาพระองคไมควรจะดํารงราชสมบัติอยูสืบไป เพราะไมเปนประโยชนที่จะปกปกรักษา ผูหนึ่งผูใดไดเลยแลว จึงสมัครพระราชหฤทัย จะทรงสละราชสมบัติ..”


- 150 -

หลังจากที่รัฐบาลไดรับแจงพระราชดําริเชนนั้นแลว จึงไดมีหนังสือ สํานักนายกรัฐมนตรี วังปารุสวัน ที่ ก.๗๐๑๗/๒๔๗๗ ลงวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๔๗๗ กราบบังคมทูลมีความตอนหนึ่งดังนี้ “...โดยที่ยังไมทราบเกลาฯ ในพระราชประสงคเปนขอๆ ประการหนึ่ง กับอีกประการหนึ่ง ถาหากจะ มีโทรเลขหรือหนังสือไปมาเพื่อทําการชี้แจงและตกลงในขอราชการที่กลาวนั้น ก็เกรงดวยเกลาฯ วาจะกราบ บังคมทูลชี้แจงขอเท็จจริง และความคิดเห็นของคณะรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผูแทนราษฎรโดยละเอียดละออ ใหเปนที่พอพระราชหฤทัยไมไดดีกวากับที่จะไดกราบบังคมทูลพระกรุณาดวยวาจา จึงตกลงเชิญเจาพระยาศรี ธรรมาธิเบศ ประธานสภาผูแทนราษฎร และใหนายนาวาตรีหลวงธํารงนาวาสวัสดิ์ รัฐมนตรี ไปเฝาใตฝา ละอองธุลีพระบาท เพื่อกราบบังคมทูล ชี้แจงขอเท็จจริงและความคิดเห็นของคณะรัฐมนตรีและ สมาชิกสภาผูแทนราษฎร ในขอราชการตางๆ” พระราชดําริประการตอมา ประมวล รุจนเสรี ไดเขียนไวดังนี้ “ประการที่สอง ทรงมีพระราชดําริเห็นวาสภาผูแทนราษฎรในขณะนั้น ยังมิไดเปนผูแทนของราษฎร อยางแทจริง กรณีที่พระมหากษัตริยทรงยับยั้งรางกฎหมายซึ่งจะตองเปนเรื่องสําคัญและเกี่ยวของกับ ประชาชน ควรจะไดสอบถามประชาชนหรือตองใชเสียงขางมากถึง ๒ ใน ๓ หรือ ๓ ใน ๔ ของจํานวนสมาชิก สภาทั้งหมด หรือตองยุบสภา” ในประเด็นนี้ ตามคําขอครั้งหลังสุดระบุวา เมื่อพระมหากษัตริยทรงทักทวงพระราชบัญญัติฉบับใดลง มา (มาตรา ๓๙) ใหสภาผูแทนราษฎรตองยุบไปเองโดย อัตโนมัติ หมายถึงยุบตัวเองโดยไมตองมีพระบรมราช โองการและผูรับสนองพระบรมราชโองการ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรี ไดชี้แจงตอสภาผูแทนราษฎรในวันประชุมที่อางถึง ขางตนวา “การที่จะใหสภาผูแทนราษฎรตองยุบไปเองโดยเหตุที่พระมหากษัตริยทรงทักทวงพระราชบัญญัติ ฉบับใดลงมานั้น เห็นวาตามระบอบรัฐธรรมนูญทําเชนนั้นไมได” (เพราะอํานาจอธิปไตยเปนของราษฎร ตาม บทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ ดังที่บัญญัติไวในมาตรา ๖ วา พระมหากษัตริยทรงใชอํานาจนิติบัญญัติโดย คําแนะนําและยินยอมของสภาผูแทนราษฎร)


- 151 -

ประมวลฯ ไดเสนอพระราชดําริประการที่สามวา “ทรงมีพระราชดําริวาการพระราชทานอภัยโทษ ควรใหสิทธิถวายฎีกาถึงพระองคโดยตรง” และประมวลฯ ไดสรุปวา “พระราชดําริทั้ง ๓ ประการนี้ รัฐบาลไมเห็นดวย ไมไดรับการตอบกลับมาจากรัฐบาล จนในที่สุด พระองคทรงประกาศสละราชสมบัติ” ซึ่งความจริง พระราชดําริหรือขอเรียกรองของพระองคนั้นมีมากกวาสามประการ แตมีถึงสิบประการ และรัฐบาลไดทําความกระจางกับพระองคทุกประการแลว โดยมีเจาพระยาศรีธรรมาธิเบศ และนายนาวาตรี หลวงธํารงนาวาสวัสดิ์ ซึ่งไปเขาเฝาพระองคตามหนังสือกราบบังคมทูลที่กลาวถึงขางตน เปนสื่อกลาง ระหวางพระองคกับรัฐบาลและสภาผูแทนราษฎร ในประเด็นเรื่องพระราชทานอภัยโทษ ประมวล รุจนเสรี ยกมาเขียนเสมือนวารัฐบาลกีดกันไมใหสิทธิ ถวายฎีกาถึงพระองค ก็ไมทราบวาทําไมจึงเขียนเชนนั้น หรือวาจะใหสอดรับกับชื่อหนังสือพระราชอํานาจ โดยขาดสติยั้งคิด ทั้งๆ ที่โดยขอเท็จจริงแลว ความขัดแยงในประเด็นนี้เกี่ยวกับ เงื่อนไขเวลา ดังคําชี้แจงของ พ.อ.พระยาพหลฯ นายกรัฐมนตรี ตอสภาผูแทนราษฎร ที่อางแลวขางตน ตอนหนึ่งวาดังนี้ “..มีขอแตกตางอันสําคัญอยูก็คือ ตามพระราชประสงคนั้น เมื่อทูลเกลาฯ ถวายฎีกาขึ้นไปแลวจะ ปฏิบัติตามคําพิพากษาไมไดเลย ไมวาเวลาจะลวงพนไปนานสักเทาใด แตตามรางมาตรานี้ ไดกําหนดเวลาไว วาถาไมพระราชทานวินิจฉัยในฎีกา เมื่อลวงพนกําห���ดก็ถือเสมือนไดทรงปฏิเสธไมพระราชทานอภัยโทษ และปฏิบัติตามคําพิพากษาไดดังนี้ ปญหาอยูที่วาจะควรกําหนดเวลาหรือไมกําหนดเทานั้น รัฐบาลเห็นควร กําหนดเวลา (แตพระปกเกลาฯไมตองการใหกําหนดเวลา-สุพจน) ถาเวลาในรางประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญาไมพอ จะขยายใหยาวออกไปอีกก็ได..” แตอยางไรก็ดี คําขอของพระองคหรือที่ประมวลฯ เรียกวาพระราชดํารินั้น โดยรวมแลวก็เปนดังคํา อภิปรายของ ร.ต.สอน วงษโต ผูแทนราษฎรจังหวัดชัยนาท อดีตชาวคณะ ร.ศ.๑๓๐ ไดกลาวในที่ประชุมสภา ฯ ที่อางแลวขางตน ตอนหนึ่งดังนี้


- 152 -

“..สําหรับความเห็นของขาพเจา เห็นวาตามที่พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ที่ทรงทักทวงมาโดยคํา ขอนั้น โดยสวนมากถาจะพูดอางโดยความจริงแลว พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวไมตองการจะกลับประเทศ สยาม นี่ขาพเจาพูดโดยความจริงใจ คําขอชนิดนี้ขอชนิดที่ทรงไมตองการที่จะกลับประเทศสยาม เพราะเหตุ ที่ขอนี้ ถาหากวาคณะรัฐมนตรีและผูแทนราษฎรไดใหไปแลว ไดใหโดยคําขอทุกขอทุกกระทงแลว ขาพเจา เชื่อวาการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นที่เปลี่ยนมา คณะราษฎรที่เปลี่ยนแปลงมานั้น แปลวาไมสมประสงค เลย” ร.ท.ทองคํา คลายโอกาส ผูแทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรีอดีตชาวคณะ ร.ศ.๑๓๐ กลาวในที่ประชุม สภาฯ ในคราวเดียวกันนั้น มีความตอนหนึ่งดังนี้ “ในประเทศที่เขามีกษัตริยอยูใตรัฐธรรมนูญ พลเมืองของเขาทุกคนมักจะรูจักวา เดอะคิงแคนดูนัทธิง อะไรทุกอยางที่พระองคตองการ เขาปฏิบัติถวายพระองคเอง พระองคไมตองเดือดรอน ทีนี้พระราชบันทึก ของพระองคเอง พระองคตองการใหประเทศเรามีการปกครองอยางประชาธิปไตยอยางประเทศอังกฤษแทๆ แตพระองคก็บอกไวในนั้นเองบอกแยงในนั้นเองวา จะใหฉันทําอยางพระเจาแผนดินอังกฤษไมได ทีการ ปกครองละกอจะเอาอยางอังกฤษ แตไมอยากจะเปนอยางพระเจาแผนดินอังกฤษ เพราะฉะนั้นก็เหลือที่จะ ทนทานเหมือนกัน”

วาดังนี้

ในหนังสือ “พระราชอํานาจ” ของประมวล รุจนเสรี หนา ๔๔ ในหัวขอรัฐธรรมนูญ ๑๖ ฉบับมีความ

“ผูคนโดยทั่วๆ ไป ถูกชี้นําใหเขาใจวา การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรง เปนประมุข คือการปกครองที่พระมหากษัตริยอยูใตรัฐธรรมนูญ ก็เลยยกฐานะของรัฐธรรมนูญเหนือกวา ฐานะของพระมหากษัตริย” ประมวลฯ อธิบายตอไปอีกวา “ความเขาใจเชนนี้เกิดจากรัฐธรรมนูญกําหนดวา พระมหากษัตริยผูเปนประมุขทรงใชอํานาจ อธิปไตยตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และการใชถอยคําภาษาอังกฤษที่วา Constitutional Monarchy”


- 153 -

แลวประมวลฯ ก็ใหคําอธิบายตอไปวา “ที่จริงแลวพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขของประเทศ” ก็ใช ! ไมมีใครเถียง พระองคทรงเปนพระประมุขแหงรัฐ แลวประมวลฯก็อธิบายตอไป “ผูใดจะลวงละเมิดมิได” นี่ก็ใชเชนกัน ดังที่มีบทบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญมาตรา ๘ ชัดเจนแลววา องคพระมหากษัตริยทรงดํารงอยูในฐานะอันเปนที่เคารพสักการะ ผูใดจะลวงละเมิดมิได” ประมวลฯ ยังให คําอธิบายตอไป “อยูในฐานะที่สูงกวารัฐธรรมนูญ” ก็ไมรูวาประมวล รุจนเสรี คิดอยางไร จึงเอาฐานะขององคพระมหากษัตริยไปเปรียบเทียบกับฐานะ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปนกฏกติกาของการปกครองประเทศ (ที่ใครตอใครเหยียบย่ําและฉีกทิ้งกันมาแลวหลาย ฉบับ นับแตคณะรัฐประหาร ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ของจอมพล ผิน ชุณหะวัณ) ดังที่บัญญัติไวใน รัฐธรรมนูญฉบับปจจุบัน (รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๔๐) มาตรา ๓ วา “อํานาจ อธิปไตยเปนของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริยผูทรงเปนประมุขทรงใชอํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี”้ ซึ่งประมวลฯ เองก็ยอมรับในขอความถัดไปจาก ขอความที่ผมยกมาขางตนวา “เพียงแตวาจะทรงใชพระราชอํานาจใดๆ ทางนิติบัญญัติ ทางบริหาร ทางตุลาการ ก็ใหเปนไปตาม บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ” ซึ่งก็สอดคลองกับมาตรา ๘ ของรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันที่ผมยกมาขางตนนั้น แลว แตประมวลฯ ยังแสดงความเปน Ultra Royalist ดวยขอความวา “สวนพระราชอํานาจอื่นๆ ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญมิไดบัญญัติไวก็ยังมีอีก โดยเฉพาะ พระราช ประเพณี ที่จะไดนํามากลาวตอไป”


- 154 -

นี่ประมวลฯ ตั้งใจหรือไมตั้งใจก็แลวแต ที่ทําความสับสนใหกับผูอานในคําวา “พระราชอํานาจ” กับ “พระราชประเพณี” เชนเดียวกับคําวา “พระราชอัธยาศัย” ใหผูอานสับสนมาแลว พระราชอํานาจหมายถึง อํานาจอธิปไตย หรือ อํานาจสูงสุดในแผนดิน ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกลา ฯ ทรงดํารงสืบมาแตพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช องคพระปฐมบรมราชจักรีวงศ ซึ่ง ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชยเมื่อ ๖ เมษายน ๒๓๒๕ พระบาทสมเด็จพระปกเกลาฯ ทรงเปนรัชทายาทพระองคที่ ๗ ขึ้นเสวยราชยสืบพระราชอํานาจและ ราชสมบัติตอมา ตั้งแตวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๔๖๘ และทรงดํารงพระราชอํานาจตามระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย จนถึงวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ จึงไดมีพระบรมราชโองการดํารัสเหนือเกลาฯ สั่ง วา “โดยที่คณะราษฎรไดขอใหอยูใตรัฐธรรมนูญการปกครองแผนดินสยาม เพื่อบานเมืองจะไดเจริญขึ้น และ โดยที่ไดทรงยอมรับตามคําขอรองของคณะราษฎร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหตราพระราชบัญญัติ ไวโดยมาตราตอไปนี้” และมาตราตอไปนี้มาตรา ๑ ระบุไวอยางชัดเจนวา “อํานาจสูงสุดของประเทศนั้นเปนของราษฎรทั้งหลาย” พระบรมราชโองการที่ผมยกมาขางบนนี้ เพื่อยืนยันวาองคพระมหากษัตริยแหงพระราชวงศจักรีที่สืบ พระราชอํานาจสมบูรณาญาสิทธิราชย เหนือกฎหมายมาเปนเวลา ๑๕๐ ปนับแต ๖ เมษายน ๒๓๒๕ จนถึง ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกลาฯ ทรงยอมรับตามคําขอรองของคณะราษฎรใหอยูใต รัฐธรรมนูญการปกครองแผนดินสยาม นับแตบัดนั้นจนบัดนี้ แตประมวลฯ มาเขียนไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งผูที่มี ความจงรักภักดีที่แทจริงลองพิจารณาเอาเองก็แลวกัน ประมวลฯ พูดถึงรัฐธรรมนูญ ๑๖ ฉบับ โดยไมนับธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราว (ฉบับ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕) อันเปนแมแบบของรัฐธรรมนูญฉบับ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ และฉบับ ๙ พฤษภาคม ๒๔๘๙ ก็ไมทราบวาเพราะเหตุใดจึงไมนับรวมเขาไปดวย แตแนๆ คือทําใหประวัติศาสตรรัฐธรรมนูญขาด


- 155 -

ตอนไปชวงหนึ่ง และเปนชวงสําคัญที่สุดในระบอบราชาธิปไตยภายใตรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญฉบับแรกมีชื่อเต็มวา “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕” ซึ่งเปนรัฐธรรมนูญที่เปรียบเสมือนพินัยกรรมที่พระมหากษัตริยผูทรงอํานาจอธิปไตย ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยไดมอบอํานาจที่พระองคทรงอยูใหกับปวงชนชาวสยาม ดังปรากฏอยูใน มาตรา ๑ ของรัฐธรรมนูญฉบับนั้นวา “อํานาจสูงสุดของประเทศนั้นเปนของราษฎรทั้งหลาย”

จากหนังสือ “สุพจน ดานตระกูล โต ประมวล รุจนเสรี เรื่องพระราชอํานาจ”


- 156 -

บทความเนื่องในวาระ ๗๕ ปการอภิวัฒนการปกครอง แผนลิดลอนปรีดี พนมยงค ตอนที่ ๑ ความผิดพลาดครั้งแรกหลังการอภิวัฒน การที่คณะราษฎร หรือ คณะผูกอการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เลือกพระยามโนปกรณนิติธาดา เปน ประธานคณะกรรมการราษฎร (นายกรัฐมนตรี) นั้นมีผูวิเคราะหวาเพื่อเปนการประนีประนอมกับกลุมพระ ราชวงศหรือกลุมเจามากขึ้น เพราะพระยามโนเปนผูใกลชิดกับพระบาทสมเด็จพระปกเกลาฯ และภรรยาของ พระยามโนยังเปนนางสนองพระโอษฐของพระนางเจารําไพพรรณี ทั้งนี้เพื่อจะใหมีการประสานกันระหวาง คณะผูกอการฯ กับพระปกเกลาฯ จะไดบริหารราชการไปโดยราบรื่น ในตอนแรก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน พหลโยธิน)หัวหนาคณะผูกอการเปลี่ยนแปลงการ ปกครอง เสนอพระองคเจาบวรเดช เปนอัครมหาเสนาบดี คือ ประธานคณะกรรมการราษฎร (นายกรัฐมนตรี) แตที่ประชุมไมเห็นชอบเพราะเห็นวาพระองคเจาบวรเดชจะบริหารไปแบบเผด็จการ ที่ประชุมสวนใหญจึง เลือกพระยามโนปกรณนิติธาดา ตามที่หลวงประดิษฐมนูธรรม (ปรีดี พนมยงค)เปนผูเสนอ ซึ่งในที่สุดก็ กลายเปนการหนีเสือ ปะจระเข ซึ่งภายหลังตอมาทานปรีดีฯเองก็ยอมรับวาเปนความผิดพลาดของทานวา “ขาพเจายอมรับวา ขาพเจาผูเดียวที่ทําผิดในการเสนอคณะราษฎรใหเชิญพระยามโนปกรณนิติธาดา เปนหัวหนารัฐบาล เพระสมาชิกคณะราษฎรอื่นๆ มิไดคุนเคยกับพระยามโนปกรณฯ มากอนเทากับขาพเจาที่ ไดเคยรวมงานกับทานผูนี้ในการรางกฎหมาย และในการรวมเปนกรรมการสอบไลนักเรียนกฎหมายหลาย ครั้ง จึงไดมีการสนทนากับทานผูนี้ที่แสดงวาทานนิยมประชาธิปไตย และการปฏิบัติของทานในระหวางเปน อธิบดีศาลอุธรณนั้นแสดงวา ทานกลาตัดสินคดีโดยมิไดเกรงกลัวอํานาจสมบูรณาฯ ซึ่งนักเรียนกฎหมาย หลายคนในเวลานั้นไดนิยมชมชอบทาน ขาพเจาเห็นวาทานมีลักษณะตางกับหยวนซีไข ที่เคยทรยศพระเจาจักรพรรดิกวงสูของจีน ขาพเจามี ความผิดที่มิไดวิจารณลึกซึ้งวา พระยามโนปกรณฯ เปนบุคคลที่มีซากความคิดแหงระบอบเกาเหลืออยูมาก แตขาพเจาขอใหความเปนธรรมแกพระยามโนปกรณฯ วา ถาโดยลําพังทานผูเดียวแลว ก็ไมสามารถที่จะ กระทําการโตรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยได หากทานไดรับความสนับสนุนจากบางสวนของคณะราษฎรเองที่


- 157 -

มีทรรศนะอันเปนซากตกคางมาจากระบอบเกาและบุคคลอื่น ๆ ที่เปนขุนนางเกาที่ไดรับเชิญใหเขามารวม รัฐบาล ความผิดพลาดของขาพเจาดังกลาวยอมเปนบทเรียนของศูนยนิสิตนักศึกษาและนักเรียนและชนรุน ใหมในปจจุบันที่จะไมทําผิดซ้ําอีก”

ตอนที่ ๒ สจฺ จํ หลังจากที่เปลี่ยนแปลงการปกครองแลว ความสัมพันธระหวางราษฎรกับกลุมเจาก็เริ่มไมราบรื่น และ ไมเปนไมตรีตอกันเปนเวลานาน ตางฝายตางระแวงซึ่งกันและกัน มีการสงสายลับเฝาดูความเคลื่อนไหว และ สดับตรับฟงขาวคราวของกันและกันโดยตลอด ทั้งยังปรากฏการณความไมพอใจในหมูพระราชวงศที่มีตอ คณะราษฎร มีการกลาวรายและโจมตีการอภิวัฒนของคณะราษฎรบอยครั้ง ฝายคณะราษฎร สืบทราบวา ไดมี พระราชวงศบางองคสองสุมชุมนุมวิพากษวิจารณ ติเตียน บอนทําลายคณะราษฎรดวยประการตาง ๆ จนพระ ยาพหลพลพยุหเสนา หัวหนาคณะราษฎรอดรนทนไมได จึงไดมีหนังสือกราบทูลพระบาทสมเด็จ พระปกเกลาฯ ใหทรงทราบวา “บัดนี้ความปรากฏขึ้นวา ไดมีปากเสียงอันเปนเสี้ยนหนามแกความสงบสุขเกิดขึ้นในหมูพระราชวงศ ซึ่งถาจะเพิกเฉยเสีย ก็เกรงวาจะเปนเชื้อฝอยใหลุกลามตอไป และครั้นคณะราษฎรจะจัดการปราบปรามเสีย เอง ก็เกรงจะเปนที่ขุนเคืองพระราชหฤทัย” พระบาทสมเด็จพระปกเกลาฯ จึงรับสั่งใหเจาพระยาวรพงษพิพัฒน ผูวาราชการพระราชวัง ให ตักเตือนพระราชวงศ“อยากระทําการใดๆ ซึ่งไมสงบราบคาบ”(รัฐสภาไทย-ประเสริฐ ปทมะสุคนธ) นอกจากนี้ในวันที่ ๒๗ มิถุนายน คณะราษฎรไดออกแถลงการณอีกฉบับหนึ่งวา “วามีบางสิ่งบางอยางไมสําแดงใหเดนชัดวา เปนการปลอดภัยโดยแท ถาหากมีการตระหนักตกใจ หรือเสียหายอะไรบาง ก็ขอใหประชาราษฎรตระหนักในความมุงหมายอันแทจริงของคณะราษฎรวาสรรพ


- 158 -

กรณีที่จะพึงเกิดขึ้นลวนเปนสิ่งที่มุงความปลอดภัยแหงประชาราษฎรทั้งสิ้น และถามีผูใดแฝงอันธพาล คณะราษฎรกระทําทุรกรรมใด ๆ ก็ขอใหเขาใจวา มิใชกรรมที่คณะราษฎรประกอบขึ้นเปนอันขาด” ดังนั้นการสืบสวนเพื่อความมั่นคงนั้น ทางกรมตํารวจก็ไดสงสายออกตระเวนฟงขาวคราวอยู ตลอดเวลา เพราะยอมเปนธรรมดาที่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดขึ้นเชนนี้ ความขัดแยงระหวาง อํานาจเกากับอํานาจใหมยอมจะตองเกิดขึ้น และนอกจากการไดขอมูลความขัดแยงดังกลาวแลว การแสดงออกทางดานความคิดเห็น การ วิพากษวิจารณคณะราษฎรอยางเปดเผย ทางดานหนังสือพิมพที่แสดงออกนอกจากฉบับที่นําหนังสืออื่น ๆ ก็มีเดลิเมลรายวัน และ หนังสือพิมพรายวันอีกบาง ซึ่งคณะราษฎรเห็นวาควรจะชี้แจงความเปนจริงใหหนังสือพิมพไปแกไขให ถูกตองตรงกับขอเท็จจริง อยางไรก็ดีสมาชิกคณะราษฎรคือนายซิม วีระไวทยะรวมกันกับนายสงวน ตุลารักษ เห็นวาการเสนอ แกขาว เพื่อใหหนังสือพิมพนั้นแกไขขอความที่ผิดพลาดนั้นไมเพียงพอ เพราะบางครั้งก็แกขาวให แตบางครั้ง กลับวิพากษวิจารณซ้ําเติมใหอีก จึงไดออกหนังสือพิมพรายวันฉบับหนึ่งชื่อ “สจฺ จํ” ทําหนาที่ตอบบทความ หรือขอความ ซึ่งคณะบุคคลคณะการเมืองอื่น ไดเขียนตําหนิคณะราษฎรและเขียนบทความคิดความเห็น ในทางเศรษฐกิจตาง ๆ ใหความรูความเขาใจแกบุคคลทั่วไปที่มีความหวาดสะดุงในเรื่องภัยคอมมิวนิสต แตก็ ปรากฏวาความคิดเห็นในหนังสือ “สจฺ จํ” ตลอดจนขอความที่ตอบโตตอคณะการเมืองอื่น ทําใหหนังสือพิมพ สจฺจํ ถูกปายสีตั้งแตเรื่อๆ จนแดงจัดขึ้นทุกวัน ในที่สุดก็กลาวหาวาเปนคอมมิวนิสตไปโดยผสมผเสเหตุผล หลายอยางจนกระทั่งเทียบหนังสือ สจฺ จํ วาตรงกับหนังสือพิมพ Pravda ของโซเวียตรัสเซีย ความจริงเรื่องหนังสือพิมพ สจฺจํ นี้เมื่อนายซิม วีระไวทยะตั้งใจจะออกหนังสือพิมพเพื่อวัตถุประสงค ดังกลาว จึงไดขอใหนายปรีดี พนมยงค ตั้งชื่อให นายปรีดีฯ กลาววา ตนนึกไดวามีพระพุทธภาษิตหนึ่งที่วา “สจฺ จํ เว อมตวาจา” (ความสัจแลเปนวาจาไมตาย) จึงใหชื่อหนังสือพิมพของนายซิมวา “สจฺ จํ” ดวยหวังวา เปนสําเนียงที่เราใจและเหมาะสมกับพุทธภาษิต หาใชจําแลงหรือแผลงมาจากหนังสือพิมพ Pravda ของโซเวีย


- 159 -

ตรัสเซียไม นอกจากนั้นนายซิม วีระไวทยะ ผูนี้เปนผูเลื่อมใสในพุทธศาสนา และมีความเห็นในทางที่จะชวย เผยแพรพระพุทธศาสนาใหมหาชนเขาใจหลักธรรมที่ถูกตองจึงไดปรึกษาหามิตรสหายและสมณะบางรูปและ พรอมใจกันจัดตั้ง “พุทธมามะกะสมาคมขึ้น ปรากฏวาทั้งหนังสือพิมพ สจฺ จํ และพุทธมามะกะสมาคม ซึ่งนายซิมมีสวนเกี่ยวของอยูนี้ ทําใหเกิด ความเขาใจผิด สงสัยไปในทํานองที่จะเปนบอเกิดชวยเผยแพรลัทธิคอมมิวนิสต พระยามโนปกรณฯ นายกรัฐมนตรีไดใชโอกาสนี้ขอใหเลิกหนังสือพิมพ สจฺ จํ เสีย นายซิม จึงตกลงใจเลิก และตอมานายซิมได ลาออกจากส���าชิกสภาผูแทนราษฎร ไปประกอบอาชีพอื่น

เทานั้น

จึงเห็นไดวาการใสรายปายสีและปลุกผีคอมมิวนิสต มีมากวา ๖๐ ปแลว ไมใชเพียงเกิดขึ้นในยุคนี้

ตอนที่ ๓. แผนใสรายวาเปนคอมมูนนิสต สวนเปาหมายที่จะทําลายคณะราษฎรนั้น ฝายอํานาจเกาเห็นวา นายปรีดี พนมยงค (หลวงประดิษฐมนู ธรรม) ซึ่งเปนมันสมองของคณะราษฎรเปนเปาหมายหลักที่จะองทําลายลงกอน การที่พระยามโนฯ มอบหมายนายปรีดี พนมยงคทําโครงการเศรษฐกิจแหงชาติ จึงมีผูวิเคราะหวา เปน แผนเพื่อทําลายคณะราษฎร “พระยามโนปกรณนิติธาดา จึงไดมอบหมายใหหลวงประดิษฐมนูธรรม (ปรีดี พนมยงค)เปนผูรางเคา โครงเศรษฐกิจแหงชาติ ในการที่จะยกรางโครงการเศรษฐกิจนั้น พระยามโนฯ พระยาราชวังสัน พระยาศรี วิสารวาจา หลวงประดิษฐฯ ไดปรึกษาหากรือกันหลายครั้ง โดยหลวงประดิษฐฯ เสนอวา ในการที่จะบริหาร ราชการแผนดินนั้น จะตองชวยราษฎรในทางเครษฐกิจกอน แตราษฎรของเราตองการใหรัฐบาลเปนผูนํา


- 160 -

พระยามโนฯ พระยาศรีวิสารวาจาและพระราชวังสัน ไมไดโตแยง แสดงความพอใจในหลักการของหลวง ประดิษฐที่เสนอใหทราบนั้น” “ตอมา พระยามโนฯ ไดบอกหลวงประดิษฐฯวา พระปกเกลาฯ ใหเขาเฝาพรอมดวยพระยาพหลฯ พระปกเกลาฯ ไดรับสั่งถึงเครษฐกิจของบานเมือง และถามถึงความเห็นของหลวงประดิษฐ หลวงประดิษฐฯ ไดกราบทูลวาตามแนวที่ไดเคยปรึกษากับพระยามโนฯ พระยาราชวังสัน พระยาศรีวิสารวาจากอน พระปกเกลาฯจึงรับสั่งชมเชยเห็นชอบดวยและรับสั่งตอไปวา พระองคชอบแบบโซชะลิสต จึงรับสั่งใหหลวง ประดิษฐฯ ไปจัดการเขียนโครงการเศรษฐกิจขึ้น ครั้งแรกหลวงประดิษฐฯ ยังมิไดเขียนโครงการเศรษฐกิจ ตอมาพระยามโนฯไดเรงเราใหหลวงประดิษฐฯ เขียนโดยอางวาพระปกเกลาฯ พอพระทัยหลวง ประดิษฐฯ จึงไดเขียนเคาโครงเศรษฐกิจขึ้น” “เมื่อรางเคาโครงเศรษฐกิจเสร็จแลว หลวงประดิษฐฯ ก็ไดแจกจายในหมูผูกอการฯ และ คณะกรรมการราษฎร (คณะรัฐมนตรี)เพื่อใหอานกันกอน จะพิจารณาเห็นชอบหรือไม ถาไมเห็นชอบหรือมี เหตุผลที่ดีกวา ก็ยอมตามความเห็นสวนมากและขอแกไขได แตเมื่อไดรับแจกไปแลว พระยามโนฯไมเห็น ดวย” (คําพิพากษาคีดกบฏ พ.ศ.๒๔๘๒) คณะรัฐมนตรีไดตั้งคณะกรรมการพิจารณาโครงการเศราฐกิจแหงชาติขึ้น เรียกวา “คณะกรรมานุการ พิจารณารางเคาโครงเศรษฐกิจแหงชาติ” มีจํานวน ๑๔ นาย พระยามโนฯเปนประธาน มีพระยาศรีวิสารวาจา พระยาราชวังสัน นายปรีดี พนมยงค เปนตน และพรายมโนฯ ยังไดขอให ม.จ. สกลวรรณากร วรวรรณ ทรง รวมเปนกรรมมานุการดวย ในที่ประชุมคณะกรรมานุการ มีความเห็นแบงเปน ๒ ฝาย ฝายขางมากซึ่งรวมทั้ง ม.จ. สกลวรรณากร สนับสนุนเคาโครงเศรษฐกิจฯ ของนายปรีดี พนมยงค อีกฝายหนึ่งซึ่งเปนเสียงขางนอย โดยมีพระยามโนฯ เปนหัวหนามีความเห็นคัดคาน


- 161 -

แตพระยามโนฯ นําเคาโครงเศรษฐกิจไปใหคณะรัฐมนตรีลงมติไมยอมรับโครงการเศรษฐกิจแหงชาติ ที่ผานคณะกรรมานุการมาแลว ในเวลาตอมาก็ปรากฏวา โครงการเศรษฐกิจฯ ที่นายปรีดี พนมยงค ไดรางขึ้น โดยการสนับสนุนของ พระยามโนฯกับพวก รวมทั้งพระปกเกลาฯ ที่เรงเราให นายปรีดี พนมยงค รางขึ้นนั้น ไดถูกโจมตีอยางหนัก มีการปลุกขาวทางหนังสือพิมพ ใหประชาชนเห็นวาเคาโครงการเศรษฐกิจฯนั้นเปนคอมมิวนิสตจะชักจูง ประเทศไปสูหายนะ

ตอนที่ ๔.ถูกบังคับใหออกนอกประเทศ ในที่สุด พระปกเกลาฯ ก็ทรงคัดคานและทรงพระราชวิจารณเคาโครงการเศรษฐกิจแหงชาติวาเปน คอมมิวนิสตและพระยามโนฯ ไดพิมพพระราชวิจารณแจกจายไปทั่วรวมทั้งหนังสือพิมพรายวันลงขอความ พระราชวิจารณติดตอกันเปนเวลาหลายวัน ภายหลังที่ผลักดันนายปรีดี พนมยงคออกไปยังตางประเทศแลว ความตอนหนึ่งในพระราชวิจารณวา “แตมีขอความอันหนึ่งที่เห็นไดชัดเจนไมตองสงสัยวา โครงการนี้เปนโครงการอันเดียวกันอยางแนนอน กับที่ประเทศรัสเซียใชอยู สวนใครจะเอาอยางใครนั้นขาพเจาไมทราบ สตาลินจะเอาอยางหลวงประดิษฐฯ หรือ หลวงประดิษฐฯ จะเอาอยางสตาลิน ก็ตอบไมได ตอบไดขอเดียววา โครงการเศรษฐกิจทั้งสองนี้เหมือนกันหมด เหมือนกันจนรายละเอียด เชนที่ใชและรูปแบบวิธีการกระทํา จะผิดกันก็แตรัสเซียนั้น แกเสียเปนไทย หรือไทย แกเสียเปนรัสเซีย ถาสตาลินเอาอยางหลวงประดิษฐฯ ขาวสาลีแกเปนขาวสาร หรือขาวสารแกเปนขาวสาลี รัสเซียเขากลัวอะไร ไทยก็กลัวอยางนั้นบาง รัสเซียเขาหาวิธีตบตาคนอยางไรไทยก็เดินวิธีตบตาคนอยางนั้น” การที่พระยามโนฯ กับพวกไดโจมตีเคาโครงเศรษฐกิจของ นายปรีดี พนมยงคตลอดจนนําเอาพระราช วิจารณเคาโครงเศรษฐกิจฯ ออกเผยแพร เปนการปลุกผีคอมมิวนิสตขึ้นเลนงาน นายปรีดีฯ ไดทําใหความ ขัดแยงระหวางอํานาจเกาหรืออนุรักษนิยม เปนเหตุหนึ่งที่ทําให พระยามโนฯตองการขับนายปรีดี พนมยงค ใหพนจากวงการเมือง และการที่พระยามโนฯ สามารถเขาใกลพระยาทรงสุรเดช ผูนําฝายทหารที่สําคัญของ คณะราษฎรได หรือจะกลาววาทําการสลายคณะราษฎรไดระดับหนึ่ง


- 162 -

แผนการใชโครงการเศรษฐกิจฯ เปนเครื่องมือในการโคนนายปรีดีฯ จึงไดเกิดขึ้น จนสามารถขับนาย ปรีดีฯ ใหออกไปตางประเทศไดสําเร็จในเวลาตอมา สวน นายปรีดี พนมยงค นั้นไดแถลงในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวา เมื่อตนเองเปนฝายขางนอยใน คณะรัฐมนตรี ก็ขอลาออกจากคณะรัฐมนตรีตามวิถีทางประชาธิปไตย โดยจะนําเคาโครงเศรษฐกิจฯ นั้น เสนอตอราษฎรในการเลือกตั้ง ส.ส.ซึ่งปรายปรีดี หวังจะสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น ในระยะนั้นสถานการณทางการเมืองทวีความตึงเครียดยิ่งขึ้น เนื่องจากความขัดแยงในปญหาโครงการ เศรษฐกิจฯ ของนายปรีดี พนมยงค จนกระทั่งขาวการเนรเทศนายปรีดีไปตางประเทศ นอกจากนั้นยังมีความ ขัดแยงที่ตามมาอีกหลายปญหา ประกอบกับทาทีของรัฐบาลที่แสดงออก เปนเหตุใหความขัดแยงขยายตัว ออกไปมากยิ่งขึ้น ทั้งระหวางสมาชิกสภากับรัฐบาล ระหวางสมาชิกดวยกัน แมแตภายในรัฐบาลก็แตกเปน ๒ ฝาย โดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรีนั้น สมาชิกสภาสวนมากไมพอใจ แตทั้ง ๆ ที่ความปนปวนมาถึงขึ้นนี้แลว ก็ ยังไมเปนที่พอใจของพระยามโนฯ พอวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๔๗๕ สมาชิกสภาที่เดินทางมาสภาเพื่อเขาประชุมก็ถูกพระยามโนฯ ใชอํานาจ ทางการทหารของพระยาทรงสุรเดช ทําการคนอาวุธทุกคน ไมเวนแมแต พล.ร.ต.พระยาศรยุทธเสนี รอง ประธานสภาผูแทนราษฎร แตคราวนี้สมาชิกสภาผูแทนฯ ฝายพลเรือนไดลุกขึ้นซักไซไลเลียงรัฐบาลอยางเกรี้ยวกราดในวันตอมา หลังจากนั้นในการประชุมสภา ในวันศุกรที่ ๓๑ มีนาคม หลวงเดชาติวงศวราวัฒนสมาชิกสภาผูแทนฯ ไดยื่นญัตติดวน เรื่องอํานาจในการตรวจคนอาวุธสภาผูแทนฯ ซึ่งพระยามโนฯ รับวาตนเปนผูสั่งไปเอง เพื่อ รักษาความปลอดภัยของทุกฝาย จึงถูกสมาชิกสภาผูแทนฯ อภิปรายปญหานี้กันอยางรุนแรง จนตองยอมถอนทหารออกไปจากสภา ผูแทนราษฎร


- 163 -

ต���นที่ ๕. ตนแบบเผด็จการ นายจรูญ สืบแสง ลุกขึ้นอภิปราย กรณีที่พระยามโนฯ ใหทหารมาตรวจคนอาวุธสมาชิกสภาผูแทนฯวา “แรกเริ่มเริ่มก็พกอาวุธปนกันได แตการพกมิไดหาเรื่องจะยิงกัน เปนการพกเพื่อปองกันตัวและแต กอนก็มิไดมีการตรวจคน ทําไมเพิ่งจะมารูสึกเกรงกลัวกันในเวลานี้เอง และไดทราบวาเวลานี้ นายกรัฐมนตรี ไดอพยพไปอยูในวังปารุสกวัน เพราะเหตุใด เพราะกลัวจะถูกยิงหรือ ? ทหารที่เอามารักษาการตามความที่ตกลงกันไวแตดั้งเดิมมีวาจะปองกันอันตรายแกสมาชิกของสภา ไมใหคนขางนอกมาทําอันตรายแกสมาชิก มาบัดนี้เอาทหารมารักษาปองกันมิใหสมาชิกทําอันตรายซึ่งกันและ กัน ตัวขาพเจาเองก็รูสึกวาถูกหมายหนาไววาจะเปนผูกระทําการรุนแรงนี้ ความจริงสําหรับการชนิดนี้ ขาพเจาในเกียรติยศของลูกผูชายจะให Assuranace วาจะไมกระทําการรุนแรง ถาจําเปนแลวก็เลนอยางที่ เรียกวา Frairplay เชนกับวาตองการยิงหรือทํารายพระยามโนฯ พระยาศรีฯ หรือนายประยูร เปนตน ก็จะ บอกใหรูตัววาจะยิ่งเลนอยางยุติธรรมไมทําอยางที่วา “ลอบกัด” อีกประการหนึ่ง การที่จะยิงกันในสภานั้นไมใชของดี ซึ่งขาพเจาเองก็รูดี ก็เชนนั้นจะทําใหเปนที่เสื่อม ทรามขายหนาทําไม เพราะนอกจากจะกระทําความระส่ําระสายภายในแลว ตางประเทศเขารูก็จะดูถูกได ทหารที่เอามานี้ดูเหมือนวาไมไดเอามาเพื่อรักษาการณ แตเอามาเพื่อทาทายใหรบ ซึ่งใครจะรูสึกอยางไร อํานาจที่บังคับบัญชาทหารเชนนี้เปนอํานาจอยางติตเตเตอร ผิดกับการปกครองอยางที่มีรัฐธรรมนูญเมื่อ คราวกอนี้ก็ครั้งหนึ่ง คือ เมื่อวันพุธมีประชุมพิเศษ คณะรัฐมนตรีนึกวาจะมีโหวตคอนฟเดนซ สังเกตดูทหารเขามาอยูมาก ตามบริเวณขางนอก และดูเหมือนเอาลูกบอมสมาดวยสําหรับคอยระวัง เวลาโหวต การที่ทําเชนนี้เพราะอะไร เพื่อเอาอํานาจที่ไดขาววาจะมีโหวตคอนฟเดนซนั้น นําทหารเขามาเพื่อ จะลมสภาหรือ ? ทําเชนนี้ถูกอยูหรือ ขาพเจาเห็นวาที่รัฐมนตรีทํานั้นไมถูกกับรัฐธรรมนูญ เปนการผิดเพราะ การหามสมาชิกสภาผูแทนราษฎรนั้น ยอมทําไดดวยอํานาจของสภาทําไมคณะรัฐมนตรีจึงไดใชอํานาจโดยไม ชอบธรรมเชนนี้ มี Reason อยางใด”


- 164 -

นายควง อภัยวงศ (หลวงโกวิทอภัยวงศ) อภิปรายวา การกระทําครั้งนี้ผิดมาก รูสึกวาคณะรัฐมนตรีจะ กลับกลายเปนดิตเตเตอรไปเสียแลว อํานาจสภายอมอยูเหนือคณะรัฐมนตรี ซึ่งทราบกันดีอยูทุกคนแลว การ กระทําครั้งนี้ทําใหเกิดความระส่ําระสาย อับอายขายหนาเพราะไหนหนังสือพิมพจะนําไปลงเปนการรัฐมนตรี ใชอํานาจไมชอบดวยทางทหาร จึงอยากใหนายกรัฐมนตรีแถลงในเรื่องนี้วา เหตุใดจึงไมไววางใจเรา หรือจะ เดินแบบดิตเตเตอรชิปก็ใหรูกันไป (รายงานการประชุมสภาผูแทนราษฎร พ.ศ.๒๔๗๕) ยังมีสมาชิกสภาอีกหลายคน ติเตียนการกระทําของรัฐบาลวาไมสมควรอยางยิ่ง ในที่สุดที่ประชุมสภา ไดลงมติวา ในสภานั้น ประธานสภาเปนผูมีอํานาจสูงสุด ผูใดจะมาสั่งการอยางหนึ่งอยางใด เชน การตรวจ คนอาวุธสมาชิกสภาเชนนี้ ยอมทําไมได ในวันนั้น เจาพระยาพิชัยญาติ ประธานสภาไมไดมาประชุม พล.ร.ต.พระยาศรยุทธเสนี ทําการแทน ไดยอมรับตอที่ประชุมสภาวา ตอไปจะไมใหผูอื่นมาใชอํานาจในสภาเชนนี้อีก การเอาทหารมาควบคุมสภาผูแทน ฯ และยังใหทหารคนอาวุธสมาชิกสภาผูแทนราษฎรอีกดวย ทั้ง ๆ ที่มีตํารวจสภาอยูแลว นับวาเปนพฤติการณของเผด็จการโดยแท สถานการณไดกาวเขาสูขั้นวิกฤติเชนนี้ แทนการดําเนินการตามระบอบประชาธิปไตย พระยามโน ปกรณฯ กลับแกปญหาดวยการทํารัฐประหาร ยึดอํานาจ ประกาศปดสภา งดใชรัฐธรรมนูญพรอมกับยุบ คณะรัฐมนตรีเสีย ไดมีผูวิจารณกันมากวา การกระทําของพระยามโนปกรณนิติธาดานี้เปนการถอยหลังเขาคลอง และ เปนตนแบบใหแกนักเผด็จการทั้งหลายตอมา อาทิ จอมพล ป.พิบูลสงคราม, จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต, จอมพล ถนอม กิตติขจร, ผิน ชุณหะวัน ลวนตางก็ใชการกระทํารัฐประหารแกปญหาบานเมืองทั้งสิ้น


- 165 -

ตอนที่ ๖. พ.ร.บ.วาดวยคอมมิวนิสต วันที่ ๑ เมษายน ๒๔๗๖ พระยามโนปกรณนิติธาดา ก็ประกาศกฤษฎีกาโดยพระบาทสมเด็จ พระปกเกลาฯ ไดลงพระปรมาภิไธย ปดสภาผูแทนฯ และงดใชรัฐธรรมนูญบางมาตรา ใหยุบคณะรัฐมนตรี ปจจุบันเสีย และใหจัดตั้งรัฐบาลใหม โดยใหพระยามโนปกรณนิติธาดาเปนนายกรัฐมนตรี กับใหรัฐมนตรีซึ่ง วาการกระทรวงตาง ๆ อยูในเวลานั้น เปนคณะรัฐมนตรีโดยตําแหนง กลาวใหชัดเจนก็คือ ใหรัฐมนตรีที่เปนคณะราษฎรบางคนที่ขัดแยงกับพระยามโนฯและพวก พน ตําแหนงรัฐมนตรี เอาไวแตพวกขุนนางเกา นับไดวา การทํารัฐประหาร ๑ เมษายน ๒๔๗๖ ของพระยามโนฯ ครั้งนี้เปนรัฐประหารครั้งแรกของ การปกครองระบอบประชาธิปไตย การประกาศกฤษฎีกาปดสภา เปนการขัดตอรัฐธรรมนูญเพราะไมมี บทบัญญัติใหทําได ภายหลังประกาศกฤษฎีกาปดสภาและงดใชรัฐธรรมนูญบางมาตราแลว พระยามโนปกรณนิติธาดาได จัดตั้งรัฐบาลชุดใหมขึ้นทันที บุคคลสําคัญที่รวมรัฐบาลก็ไดแกขุนนางเกาทั้งสิ้น อาทิพระยามโนปกรณนิติ ธาดา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงการคลัง ๒.พลเรือโทพระยาราชวังสัน เปนรัฐมนตรีวาการ กระทรวงกลาโหม ๓.พระยาศรีวิสารวาจา เปนรัฐมนตรีวาการกระทรวงตางประเทศ ๔.เจาพระยาวงศานุ ประพันธ เปนรัฐมนตรีวาการกระทรวงเกษตราธิการ ๕.เจาพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เปนรัฐมนตรีกระทรวง ธรรมการ ๖.พระยาแสนยมดีศรีบริบาล เปนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย ๗. พระยาเทพวิฑูรพหุลศรุ ตาบดี เปนรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีวาการชุดใหมนี้เปนขุนนางเกาทั้งสิ้น เปนเจาพระยาและพระยา สวนสมาชิกของคณะราษฎร เปนรัฐมนตรีลอยทั้งหมด รัฐบาลไดแถลงการณวามีความจําเปนที่ตองปดสภา ตั้งคณะรัฐมนตรีใหมและรอการใชรัฐธรรมนูญ บางมาตราก็เพราะ


- 166 -

“ในคณะรัฐมนตรี ณ บัดนี้เกิดแตกกันเปนสองพวกมีความเห็นแตกตางกัน และไมสามารถที่คลอย ตามกันได ความเห็นขางนอยนั้น ปรารถนาที่จะวางนโยบายเศรษฐกิจไปในทางอันมีลักษณะเปนคอมมิวนิสต ความเห็นสวนมากนี้เห็นวานโยบายเชนนั้นเปนการตรงกันขามกับขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวสยาม และเปนที่เห็นกันไดแนนอนทีเดียววา นโยบายเชนนั้นอาจนํามาซึ่งความหายนะแกประชาราษฎรและเปน มหันตภัยแกความมั่นคงของประเทศ ฐานะแหงความเปนอยูเชนนี้ จะปลอยใหคงเปนอีกตอไปไมไดแลว ความปลอดภัยของประชาชนเปน กฎหมายอันสูงสุด รัฐบาลจึงตองปดสภา และตั้งคณะรัฐมนตรีใหม” งานชิ้นแรกของรัฐบาลรัฐประหาร ก็คือ ประกาศใชพระราชบัญญัติวาดวยคอมมิวนิสตในวันที่ ๒ เมษายน ๒๔๗๖ รุงขึ้นจากวันรัฐประหาร ๑ วัน จึงเชื่อกันวาไดมีการตระเตรียมรางกฎหมายนี้ไวกอนวันยุบสภาแล พ.ร.บ.วาดวยคอมมิวนิสตนี้ พระปกเกลาฯ ลงพระนามใหโดยไมไดผานสภาผูแทนราษฎร ซึ่งเปนการ ขัดตอรัฐธรรมนูญ จึงมีฐานะเชนเดียวกับประกาศคณะปฏิวัติ���องจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต แตประกาศของจอมพลสฤษดิ์ ประกาศตรง ๆ วา เปนประกาศของคณะปฏิวัติ ไมไดเขียนคลุมเครือวา เปนพระราชบัญญัติ แตแมกระนั้น กฎหมายฉบับนี้ก็ยังใชบังคับมาไดถึง ๑๔ ป เพิ่งมายกเลิกเมื่อป ๒๔๘๙ เมื่อจัดตั้งรัฐบาลใหมภายหลังปดสภาของพระยามโนปกรณนิติธาดาแลว รัฐบาลไดถือโอกาสปด หนังสือพิมพหลายฉบับ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว แมแตหนังสือพิมพประชาชนของ หมอมเจาวรรณ ไวทยา กร ซึ่งมี กุหลาบ สายประดิษฐเปนบรรณาธิการ เนื่องจากรัฐบาลมองหนังสือพิมพเหลานั้นวาสนับสนุน คณะราษฎร เปนเสี้ยนหนามตอแผนดิน และบางฉบับสนับสนุนเคาโครงเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงค บางฉบับเปนคอมมิวนิสต งานชิ้นโบวดําชิ้นหนึ่งของพระยามโนฯ ภายหลังรัฐประหาร ไดแก การเนรเทศนายปรีดี พนมยงคไป ประเทศฝรั่งเศส


- 167 -

ตอนที่ ๗. ทานปรีดี เดินทางออกไปนอกประเทศ พระยามโนปกรณนิติธาดา ไดใหนายปรีดี พนมยงคไปพบทีวังปารุสกวัน และขอรองแกมบังคับให นายปรีดีฯ เดินทางออกไปนอกประเทศ โดยอางวาเพื่อความปลอดภัยโดยรัฐบาลจะออกคาใชจายระหวางอยู ในตางประเทศใหปละ ๑,๐๐๐ ปอนด ซึ่งนายปรีดีฯ ไมมีทางเลือก จึงตองยอมเดินทางไปประเทศฝรั่งเศส ครั้นถึงวันที่นายปรีดีฯ จะตองเดินทางออกแผนดินไทย ในวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๔๗๖ วันนั้นที่ทาเรือ บีไอ ฝูงชนไดพากันชุลมุนกันอยางคับคั่งโดยไมตองมีใครไปกะเกณฑมีทั้งนักการเมืองระดับรัฐมนตรี สมาชิกสภาผูแทนราษฎร ขาราชการ พอคาประชาชนและแมกระทั่งภิกษุสามเณรและลูกเสือ รายงานขาวหนังสือพิมพหลักเมือง ฉบับวันที่ ๑๓ เมษายน รายงานวา “ความที่ประชาชนไปชุมนุมกันอยางมากมาย ณ ทาเรือแหงนั้น ทําเอาบริษัทตกใจกลัววาทรัพยสินจะ เสียหายอันเนื่องมาจากการเบียดเสียดของฝูงชน จึงใหคนยามปดประตูเสีย จนเกิดตอลอตอเถียงกันขึ้น ระหวางประชาชนกับเจาหนาที่บริษัทถึงกับจะใชกําลังปะทะกันทีเดียว แตเรื่องก็เรียบรอยลงไดเมื่อพระยา พหลพลพยุหเสนา ขอรองใหบริษัทเปดประตูใหประชาชนเขาไปสงนายปรีดีฯ ไดถึงทาเรือโดยทานรับรองจะ ใชคาเสียหายใหบริษัทถาหากมีความเสียหายเกิดขึ้น” หนังสือพิมพหลักเมืองยังไดรายงานวา ประชาชนที่หลั่งไหลไปสงหลวงประดิษฐมนูธรรมที่ทาเรือ บี ไอวันนี้ไมต่ํากวา ๓-๔ พันคน ในจํานวนนี้มีบุคคลขั้นรัฐมนตรีหลายทาน เชน พระยาพลพลพยุหเสนา พระ ยามานวราชเสวี หลวงศุภชลาศัย หลวงพิบูลสงคราม นายแนบ พหลโยธิน นายตั้ว ลพานุกรม หลวงเดช สหกรณ พระยาฤทธิ์อัคเนย พระประศาสนพิทยายุทธ สวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรก็มีหลายสิบคน เชน หลวงแสงนิติศาสตร,พระวุฒิศาสตรเนติญาณ,พระยานิติศาสตรไพศาล,นายมานิต วสุวัต,นายดิเรก ชัยนาม, นายจรูญ สืบแสง,นายจรูญ ณ บางชาง,หลวงชํานาญนิติเกษตร, นายทวี บุญเกตุ,นายชุน ปณฑานนท, นาย


- 168 -

สงวน ตุลารักษ, นายซิม วีระไวทยะ,นายหงวน ทองประเสริฐ,นายวิเชียร สุวรรณทัต, หลวงธํารงนาวาสวัสดิ,์ หมอมหลวงอุดม สนิทวงศ,นายวิลาศ โอสถานนท,นายบรรจง ศรีจรูญ,หลวงอรรถกิตติกําจร,หลวงอรรถสาร ประสิทธิ,์ หลวงทัศนัยนิยมศึก เปนตน หนังสือพิมพไดรายงานตอไปวา เมื่อจวนจะถึงเวลาเรือออก เจาคุณพหลฯ ก็ไดนําพวงมาลัยไปสวม ใหแกนายปรีดีฯ ซึ่งเปนภาพที่ประทับใจมากสําหรับคนที่รักและเคารพนายปรีดีฯ ตอจากนั้นผูที่เปนเพื่อนฝูง และลูกศิษยลูกหาทั้งทหารบก ทหารเรือและพลเรือน ตางก็เขาสัมผัสมือกับนายปรีดี พนมยงค เมื่อหมดพิธี แลวนายปรีดีฯ จึงเดินขึ้นบันไดเรือและครั้นแลวเสียงไชโยก็ดังขึ้นอยางกึกกองเมื่อเรือไดเคลื่อนที่ออกจากทา มุงออกสูทะเลลึกตรงไปยังสิงคโปร หนังสือพิมพอีกฉบับหนึ่งคือ ศรีกรุง ฉบับวันที่ ๑๓ เมษายน รายงานในเนื้อขาววา “รัฐมนตรีเปนอันมาก สมาชิกสภาผูแทนราษฎร ขาราชการ ทหารบก ทหารเรือ ตํารวจ พลเรือน พอคา คหบดี นักเรียน ลูกเสือไทย ลูกเสือแขก พระภิกษุ สามเณร นักบวชฝรั่ง ประชาชนทุกชั้นทุกภาษา ทั้งหญิง ชาย ผูใหญและเด็ก ประมาณ ๓,๐๐๐ คนไปสงหลวงประดิษฐมนูธรรม (ปรีดี พนมยงค)ดวยน้ําตาอาบไหล พรากไปตาม ๆ กันเปนสวนมาก เสียงไชโยกึกกองกังสดาลนับครั้งไมถวน จนกระทั่งเรือโกลาเคลื่อนออกลับ ตาไป การสงหลวงประดิษฐมนูธรรมออกจากกรุงเทพฯ ไปประเทศฝรั่งเศส ณ วันที่ ๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๗๖ นั้น เปนประวัติการณแหงการสงไดครั้งหนึ่งตั้งแตไดมีการสงอําลาซึ่งกันและกันมา การสงเขายอมวา ถึงแมจะมีการรองไหก็เฉพาะในวงศาคณาญาติและมิตรที่สนิทสนมกันเทานั้น แตการสงคราวนี้มองดูหนา ใคร ๆ เกือบเห็นน้ําตาไหลหรือหลอหนวยหรือดวงตาแดงกร่ําไปเกือบทุกคน บางคนถึงกับสะอึกสะอื้น ฟูม ฟายก็มี แมพระยาพหลฯ ผูเปนประธานในที่นั้นและตัวหลวงประดิษฐ เองก็กล้ํากลืนน้ําตาไวไมอยู ผูที่ไปสง ถึงสิงคโปรรวมสามคน คือ หลวงทัศนัยนิยมศึก ร.ท.ทวน วิชัยขัทคะ และนายจรูญ สืบแสง พระยาพหลฯ ไดสวมพวงมาลัยอันรอยกรองอยางวิจิตรใหแกหลวงประดิษฐฯ แลวทั้งสองก็กอดร่ําลา กลมไปกลมมาราว ๕ นาที เสียงไชโยก็ระเบิดออกมาอยางสนั่น เสียงรองไหของสตรีเขาแทรกประดุจฆอง ไชย เสียงสะอึกสะอื้นของหลายคนประดุจดนตรีบรรเลง พรอมกันนั้นตางชูหมวกและผาเช็ดหนากวัดแกวง


- 169 -

ประดุจธงสะบัด กลองถายรูปรอบขางไดกระทําหนาที่กันจาละหวั่น ครั้นแลวพวกกอการเปลี่ยนแปลงการ ปกครอง ซึ่งรวมตายกันมากับหลวงประดิษฐ ทั้งทหารบก ทหารเรือและพลเรือน ก็เขากอดและจับมือดวย ความอาลัยทั้ง ๆ ที่มีน้ําตาบางไมมีบาง ตอไปนี้หลววประดิษฐฯ ก็เดินขึ้นสะพานเรือจับมือสําแดงความอาลัยกับผูไปสงตลอดทางเสียไชโย ไมขาดสายจนกระทั่งเขาไปหองอาหาร ซึ่งมิตรสหายไดจัดของวางไวรับ ตอนนี้ก็ไดกอดร่ําลากันพักใหญอีก บางคนไดสวมกอดหลวงประดิษฐฯ เชนหลวงวิจิตรวาทการ พระสารศาสนประพันธ เปนอาทิ บางคนขอจับ มือดวยความศรัทธา เมื่อหลวงประดิษฐฯ ไดกราบลามารดาของทานอีกแลวก็ออกจากหองอาหารขึ้นไปบนหองโถงบนเรือ ไดมีการลากันกับคณะราษฎรผูกอการทั่วหนา และพอพระยาพหลฯ ตามขึ้นไปจูบสั่งลาเปนครั้งสุดทายก็พอดี อาณัติสัญญาณเรือออก ตอไปนี้ มหาชนก็ยืนรอกันที่สะพานชานชาลา เพื่อรอสงเวลาเรือกลับลําแลนผานทาอีกครั้ง เวลา ๑๖.๓๐ น.เศษ เรือโกลาแลนผานทาเรือบีไอหลวงประดิษฐ และคณะก็แกวงโบกผาเช็ดหนา พูดขอลากอน ฝายผูสงก็โบกตอบและเปลงเสียงไชโย กึกกองจนกระทั่งเรือลับตาหายไป

ตอนที่ ๘. ยึดอํานาจคืนสูสภา พระยาพหลฯ ไดเดินทางไปราชการตางจังหวัดกอนที่จะมีการสั่งปดสภา และเมื่อกลับมาแลวได ขอรองใหพระยามโนฯ เปดสภาหลายครั้งแตไมสําเร็จ เห็นวาจะอยูรวมคณะตอไปก็เสื่อมเสีย จึงลาปวย ตอมาราว ๒ อาทิตย พระยาทรงสุรเดช พระยาฤทธิ์อัคเนย พระประศาสนพิทยายุทธ ไดปรึกษาหารือ กับพระยาพหลฯ ใหลาออกจากราชการทหารและกรรมการราษฎร (รัฐมนตรี)ดวยกัน การลาออกครั้งนี้ พระยาพหลฯ ประสงคจะลองพระทัยพระปกเกลาฯ วาถาไมเห็นดวยก็จะรับสั่งและ เรียกไปสอบถาม แตปรากฏวาทรงอนุญาตใหลาออกเลยทีเดียว แลวทรงโปรดเกลาแตงตั้งพระยาพิชัย


- 170 -

สงคราม เปนรัฐมนตรีและรักษาการณผูบัญชาการทหารบก ใหพระยาศรีสิทธิสงครามเปนรัฐมนตรีและ รักษาการเจากรมยุทธการทหารบก นับจากที่พระยามโนฯ ทําการยึดอํานาจแลว ไดมีตํารวจมาลอมอยูรอบ ๆ บานทําใหพระยาพหลรูสึก วาจะตองมีภัยแน จะหนีไปก็ไมได เพราะมีเงินติดตัวแค ๒๗ บาท พระยาพหลไดเชิญหลวงชํานาญยุทธศิลป กับหลวงอํานวยสงครามมาที่บาน เลาเรื่องใหฟงและตอมาไดตาม หลวงพิบูลสงคราม(แปลก พิบูลสงคราม) มาเลาเรื่องใหฟง หลวงพิบูลสงครามบอกวารูเรื่องหมดแลว และจะตองยึดอํานาจการปกครองคืน เปนการ ปราบปรามการตอตานการปฏิวัติ แตพระยาพหลฯ จะตองยอมรับเปนผูนําทําการยึดอํานาจ เชาตรูวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๔๗๖ คณะนายทหารภายใตการนําของพระยาพหลฯ หลวงพิบูลสงคราม และหลวงศุภชลาศัย ก็ไดเขายึดอํานาจการปกครอง ซึ่งไดเตรียมการไวตั้งแตคืนวันที่ ๑๙ เมษายน ประกาศแถลงการณในนามของพระยาพหลพลพยุหเสนา หลวงพิบูลสงคราม เลขานุการฝายทหารบก และหลวงศุภชลาศัย เลขานุการฝายทหารเรือ เปนการยึดอํานาจคืนจากฝายตอตานการปฏิวัติเพื่อใหคืนสู สภาพเดิมกอนวันที่ ๑ เมษายน ๒๔๗๖ รวมเปนเวลา ๘๐ วัน ที่อธิปไตยของไทยตองตกไปอยูในระบอบเผด็จ การจึงไดกลับคืนสูประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่ง พอ ๗ โมงเชาเศษ น.อ.พระยาศราภัยพิพัฒน โดดลงจากรถอยางรีบดวน กระหืดกระหอบเรียนเจาคุณ มโนฯ ใหหนีเขาไปอยูในความคุมกันของสถานทูตอเมริกันซึ่งอยูเบื้องหนา โดยไดติดตอโทรศัพทไวแลว ทางสถานทูตเขาไมขัดของใหรีบไปเสียเดี๋ยวนี้ขือรอชาไปพวกกอการจะมารวบตัวไป ในตอนเชาเวลา ๐๙.๐๐ น. ขบวนการรถรบ และรถบรรทุกในความควบคุมของหลวงกาจสงคราม หลวงสังวรยุทธกิจ และ ร.อ.ทวน วิชัยขัตคะ ก็เขาไปที่บานพระยามโนปกรณนิติธาดา โดยมี ร.ท.ประยูร ภมร มนตรี ซึ่งเปนเลขานุการนายกรัฐมนตรี ออกมาคอยตอนรับเชิญขึ้นบาน พระยามโนฯ คอยอยูในหองรับแขก พรอมดวยพระยาศรีวิสารวาจา และพระยาราชวังสัน นายทหารทั้งสามทําความเคารพแลวนั่งลง


- 171 -

หลวงกาจสงครามไดกลาวอยางนอบนอมวา คณะนายทหารมีความประสงคจะเปดสภาผูแทนราษฎร และมีความจําเปนที่จะขอรองใหใตเทาและคณะรัฐบาลลาออก” พรอมกับยื่นหนังสือพระยาพหลฯให ซึ่งมีขอความตอนทายวา “ฉะนั้นเพื่อเห็นแกอิสรภาพและความ สงบเรียบรอยของบานเมือง คณะทหารบก ทหารเรือและพลเรือน จึงใครใหใตเทาซึ่งเปนนายกรัฐมนตรี นํา ความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวเพื่อทรงเปดสภาผูแทนราษฎร และเลือกตั้งคณะรัฐมนตรี ใหมตอไป แตถาหากการนี้ขัดของ ไมสามารถดําเนินไปในทันทีดังที่กราบเรียนคณะทหารบก ทหารเรือ และ พลเรือนจะไดเชิญกระผม นายพันเอกพระพาพหลพลพยุหเสนามาเปนผูรักษาการพระนคร บริหารราชการ แผนดินสืบไป” พระยามโนฯตอบวา “ไดทําใบลาออกไวตั้งแตเมื่อคืนนี้แลวโปรดรับใบลาออกไปเสนอคุณหลวงพิบูล สงครามดวย” ขอความหนังสือพระยามโนฯ มีวา “ผมและคณะรัฐมนตรีไดรับหนังสือของเจาคุณลุงวันนี้ ขอใหผมลาออกจากนายกรัฐมนตรีนั้น ไดทราบแลว ผมและคณะรัฐมนตรีขอลาออกจากตําแหนงและจะโทรเลขกราบบังคมทูลวันนี”้ แลวแตจะโปรด พระยามโนปกรณนิติธาดา เหตุการณคลี่คลายลง เมื่อผูแทนราษฎรจํานวน ๒๖ คน ยื่นคํารองตอเจาพระยาพิชัยญาติ ประธานสภา ผูแทนราษฎร เพื่อขอใหนําความกราบบังคมทูลใหประชุมวิสามัญสภาผูแทนราษฎร ซึ่งไดโปรดเกลาฯ ให เปดสภาในวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๔๗๖ นอกจากนี้คณะทหารยังไดมีหนังสือกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว เพื่อใหทรงทราบ สถานการณ พระปกเกลาฯไดสั่งแตงตั้งใหพระยาพหลพลพยุหเสนา เปนนายกรัฐมนตรีแทนพระยามโนฯ ที่


- 172 -

ลาออกไป พระยาพหลฯ เมื่อไดรับแตงตั้งใหเปนนายกรัฐมนตรี ก็รีบเชิญ นายปรีดี พนมยงค กลับสูประเทศ ไทย พรอมกลับแตงตั้งใหเปนรัฐมนตรีในคณะของตน แตนายปรีดีฯ ไมยอมรับตําแหนง จนกวาจะไดสอบสวนวาตนมีความผิดหรือไมมีความผิดในขอหา คอมมิวนิสต และไดรับพระบรมราชโองการแตงตั้งใหเปนรัฐมนตรี ในที่สุดสภาผูแทนราษฎรก็ไดเปดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อความถูกตองในทางนิติศาสตรและรัฐศาสตร ก็ไดมี พระราชบัญญัติใหยกเลิกกฤษฎีกาที่ใหปดสภาผูแทนราษฎร ลงวันที่ ๑ เมษายน ๒๔๗๖ ประกาศใชตอไปอีก เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๖

ตอนที่ ๙. สัตบุรษคืนแผนดิน (จบ) "ขาพเจารูสึกวาความยุติธรรมหนีความยุติธรรมไมพน ความยุติธรรม ตองเปนความยุติธรรมเพราะฉะนั้น จะตองกระจางแจงออกมา ใหแลเห็นชัดในวันหนึ่ง" พระยาพหลพลพยุหเสนา ในคําปรารภของ พ.ร.บ. ใหยกเลิกกฤษฎีกาที่ใหปดสภาผูแทนราษฎรกลาววา “โดยที่สภาผูแทนราษฎร ถวายคําปรึกษาวา โดยที่คณะรัฐมนตรีมีพระยามโนปกรณนิติธาดาเปนายกรัฐมนตรี ไดทูลเกลาถวายคําปรึกษา ใหประกาศพระราชกฤษฎีกา ลงวันที่ ๑ เมษายน ๒๔๗๖ และรับสนองพระบรมราชโองการปดสภา ผูแทนราษฎร และงดใชรัฐธรรมนูญบางมาตรา โดยมิตองอาศัยอํานาจในรัฐธรรมนูญประการใด ซึ่งทําใหเสื่อม ทรามความศักดิ์สิทธิ์แหงรัฐธรรมนูญ พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีใหม พรอมดวยทหารบก ทหารเรือ และพลเรือน จึงตองจัดการใหคณะรัฐมนตรีชุดเกาลาออกไป เพื่อเปนทางที่จะไดทรงพระกรุณาโปรด เกลาใหเปดสภาผูแทนราษฎร” นายฟก ณ สงขลา ส.ส.จังหวัดอุตรดิตถ ไดเสนอใหคณะกรรมการสอบสวน นายปรีดี พนมยงค ตามขอ กลาวหาของพระยามโนปกรณนิติธาดา วาเปนคอมมิวนิสต สภาฯ ไดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ประกอบดวย หมอมเจาวรรณ ไวทยากร วรวรรณ พระยานลราชสุวัจน พระยาศรีสังกร และที่ประชุมสภายังไดอนุมัติใหเซอร


- 173 -

โรเบิต ฮอลแลนด กับมองซิเออรกียอง มาเปนผูชํานาญสําหรับกรรมาธิการสามัญคณะนี้จะไดซักถาม เมื่อคณะกรรมาธิการไดพิจารณาเสร็จแลวไดรายงานใหสภาทราบวาคณะกรรมาธิการสามัญไดลงมติเปน เอกฉันทวา นายปรีดี พนมยงค ไมมีมลทินเปนคอมมิวนิสต ดังที่ถูกกลาวหาเลย สภาจึงไดลงมติเห็นชอบตามที่ กรรมาธิการเสนอ ตอจากนั้น พระยาพหลพลพยุหาเสนา นายกรัฐมนตรีไดแถลงตอที่ประชุมสภาวา “เรื่องที่หลวงประดิษฐฯ ตองหานี้ ที่จริงขาพเจารักษาเปนความกลางไว ขาพเจารูดีในเรื่องเหลานี้ แต ขาพเจาไมอยากจะแสดงออกไปใหมหาชนเห็นวาขาพเจาเขาขางหลวงประดิษฐฯ หรือขาพเจามีใจโอนเอียงไป ในทางนั้น ขาพเจาจึงปกปดความเอาไวในใจใหเปนไปในทางที่บริสุทธิ์ ดีที่ขาพเจารูสึกวาความยุติธรรมหนีความยุติธรรมไมพน ความยุติธรรม ตองเปนความยุติธรรม เพราะฉะนั้นจะตองกระจางแจงออกมา ใหแลเห็นชัดในวันหนึ่ง ถึงขาพเจาจะรูเต็มใจ ขาพเจาก็ไมขยายใหแล เห็นไรฟน ที่ทานจะแลเห็นวันที่หลวงประดิษฐฯ ไปจากพระนครในเวลาที่ลงเรือ ขาพเจาไปสง ขาพเจาไดแสดง กิริยาอะไร หนังสือพิมพลงแลว ทําไมขาพเจาจึงแสดงกิริยาอยางนั้น เพราะขาพเจารูเต็มใจวาไมเปนไปดังนั้น เพราะฉะนั้นขาพเจาจึงกลาทําตัววาจะมีใครมาฆาขาพเจาตาย ขาพเจาก็ยอมตายเพื่อแสดงใหแลเห็นจริงใจวาคน ดี ๆ แลว ก็เปนไปเสียอยางนั้น...แตเพราะเหตุวาคนไมผิดและคนดี ๆ แท ๆ แตทวาพูดไมออกถูกเอาดินหมอทา หนาเพราะฉะนั้นขาพเจานิ่งไวจนใหมหาชนแลเห็นใหขาว ฯลฯ” หลังจากการประชุมสภาแลววันนั้นสมาชิกทั้งประเภทที่ ๑ และประเภทที่ ๒ ไดรวมกันจัดใหมีการเลี้ยง แสดงความยินดีตอนายปรีดี พนมยงค ที่สภาไดลงมติเห็นชอบกับความเห็นของคณะกรรมาธิการ ที่วาหลวง ประดิษฐ มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค)ไมมีมลทินมัวหมอง ที่ถูกกลาวหาวาเปนคอมมิวนิสต

เรียบเรียงจาก “แผนลิดลอนปรีดีฯ” ประจวบ อัมพะเศวต ธ.บ.ศิษย ต.ม.ธ.ก รุน ๒ อดีตประธานนักศึกษา มธก.เคยรับราชการที่กระทรวงการคลัง และ รพช.เปนนักเขียนอิสระ


- 174 -

จดหมายจากคุณสุพจน ดานตระกูล โตขอเขียนของคุณระพี สาคริก คุณสุพจน ดานตระกูลเมื่อไดอานหนังสือ “พระราชอํานาจ”ที่เขียนโดยประมวล รุจนเสรี ทําใหทานนึก ถึงขอเขียนของคุณระพี สาคริกที่เขียนไปลงหนังสือพิมพไทยโพสตฉบับวันอังคารที่ ๙ พ.ย. ๒๕๔๗ คุณสุพจน เห็นวาขอเขียนของคุณระพี สาคริก ฝาฝนตอสัจจะแหงประวัติศาสตรหลายประการ ทานจึงไดเขียนบทความเปน ขอ ๆ สื่อถึงคุณระพี สาคริกโดยสงผานไปยังผูควบคุมคอลัมนหนังสือพิมพนั้น แตก็ไมไดรับการพิจารณา บทความของคุณสุพจนมีดังนี้ เรียน คุณใบตองแหงผานไปถึงทานระพี สาคริก มีพรรคพวกตัดคอลัมน วายทวนน้ํา ของ นสพ.ไทยโพสต ฉบับวันอังคารที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๗ สงไปใหผมพิจารณา ผมพิจารณาแลวจึงไดเขียนจดหมายฉบับนี้มาเพื่อการพิจารณาของคุณใบตองแหงตอไป และเพื่อความงายตอการพิจารณา ผมขอแจงประเด็นเปนขอ ๆ ดังนี้ ขอหนึ่ง ทานระพี สาคริก ตําหนิการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ วา “เพราะเราไป เอาเปลือกประชาธิปไตยของฝรั่งเขามาใช ในขณะที่คนเหลานั้นยังมองเห็นไดไมลึกซึ้งถึงรากเหงาของเขา เพราะ ความอยากไดอํานาจจึงทําลงไป” ในหัวขอนี้มีอยู ๒ ประเด็นที่จะตองทําความเขาใจ ประเด็นแรกที่วา เราเอาเปลือกประชาธิปไตยของฝรั่ง เขามาใช และประเด็นที่สองคือ เพราะความอยากไดอํานาจจึงทําลงไป ลําพังประเด็นแรก ถาจะทําความเขาใจกันอยางถึงที่สุดก็จะเปนหนังสือเลมโต ๆ ไดเลมหนึ่ง ซึ่งก็เปนไป ไมไดที่จะทําความเขาใจอยางถึงที่สุด ณ ที่นี้ ผมจึงขอทําความเขาใจโดยสรุปเพียงเพื่อดอกบัวปริ่มน้ําจะพอเขาใจ ได ดังนี้ คําวา ประชาธิปไตย มีเปนอยางนอยก็ ๒ นัย


- 175 -

นัยหนึ่ง คือ รูปแบบ เชน มีการเลือกตั้ง มีการประชุมปรึกษาหารือ มีการฟงเสียงขางมาก เหลานี้เปนตน อีกนัยหนึ่ง คือ เนื้อหา มีอยู ๓ ดานตามโครงสรางของสังคม คือ เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมหรือ ทรรศนะสังคม ซึ่งรวมเรียกวา อํานาจสูงสุดเปนของราษฎรทั้งหลาย และใน ๓ ดาน หรือ ๓ สวนนี้ เศรษฐกิจเปนโครงสรางพื้นฐาน สวนการเมืองและวัฒนธรรม หรือ ทรรศนะสังคมเปนโครงสรางชั้นบน และโดยกฎธรรมชาติ โครงสรางชั้นบนขึ้นตอโครงสรางพื้นฐาน ในทางสังคมก็เชนเดียวกัน ชนชั้นใด กุมอํานาจทางเศรษฐกิจอันใดเปนโครงสรางพื้นฐาน ชนชั้นนั้นก็จะมีโอกาสกุมอํานาจทางการเมืองและ วัฒนธรรมหรือทรรศนะสังคม อันเปนโครงสรางชั้นบนรวมดวย ในยุคทาส เจาทาส เปนผูกุมอํานาจทางเศรษฐกิจอันเปนโครงสรางพื้นฐาน การเมืองและวัฒนธรรมหรือ ทรรศนะสังคมจึงเปนของเจาของทาส ในยุคศักดินา เจาศักดินาเปนผูกุมอํานาจทางเศรษฐกิจอันเปนโครงสรางพื้นฐาน การเมืองและวัฒนธรรม หรือทรรศนะสังคมจึงเปนของเจาศักดินา ในยุคทุนนิยม เจาสมบัติ (นายทุน)เปนผูกุมอํานาจทางเศรษฐกิจอันเปนโครงสรางพื้นฐาน การเมืองและ วัฒนธรรมหรือทรรศนะสังคมจึงเปนของเจาสมบัติ (ดังที่กําลังเปนอยูในขณะนี้) แตคําวาประชาธิปไตยในบานเรา โดยความเปนจริงในขณะนี้เปนแตเพียงรูปแบบเทานั้น สวนเนื้อหาเปน เผด็จการ คือ อํานาจสูงสุดของประเทศเปนของเจาสมบัติ หรือ ประชาธิปไตยเจาสมบัติ ในประเด็นที่สองที่วา “..เพราะอยากไดอํานาจจึงทําลงไป (หมายถึงคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการ ปกครองเพราะตองการอํานาจ) ในประเด็นนี้มีขอเท็จจริงมากมายที่จะชี้ใหเห็นวา คณะราษฎรไมไดทําลงไป เพราะตองการอํานาจ แตมีขอจํากัดดวยเนื้อที่ของคอลัมนผมจึงขอสรุปโดยยนยอดังนี้


- 176 -

กลาวคือการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ นั้น ไมไดขึ้นกับความอยากไดอํานาจ หรือไมอยากไดอํานาจของใคร แตขึ้นอยูกับเงื่อนไขทางประวัติศาสตรและความเรียกรองทางประวัติศาสตร ดัง แถลงการณเปลี่ยนแปลงการปกครองระบุไวตอนหนึ่ง ดังนี้ “...เมื่อกษัตริยองคนี้ไดครองราชสมบัติสืบตอจากพระเชษฐานั้น ในชั้นตนราษฎรบางคนไดหวังกันวา กษัตริยองคใหมนี้คงจะปกครองราษฎรไดรมเย็น แตก็หาไดเปนไปตามที่คิดหวังกันไม กษัตริยคงครองอํานาจ เหนือกฎหมายตามเดิม ทรงแตงตั้งญาติวงศและคนสอพลอไรคุณความรูใหดํารงตําแหนงสําคัญ ๆ ไมทรงฟง เสียงราษฎร ปลอยใหขาราชการใชอํานาจในทางทุจริต..ยกพวกเจาขึ้นใหสิทธิพิเศษมากกวาราษฎร กดขี่ขมเหง ราษฎร...” แถลงการณเปลี่ยนแปลงการปกครองดังกลาวนี้ไมเกินเลยไปจากความจริงที่ดํารงอยูในเวลานั้น ดัง หนังสือทูลเกลาฯ ถวายฎีกาของนายทองเจือ จารุสาธร ลงวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๔๗๔ (กอนเปลี่ยนแปลงการ ปกครอง)มีความตอนหนึ่ง ดังนี้ “เวลานี้ไปที่ใด แมแตชาวนาชนบทก็กลาวถึงเศรษฐกิจ การเมือง ไดยินขอครหาอยางธรรมดาและ เลือดรอน บางวารัฐบาลปกครองราษฎรอยางทาส อยางหลอกลวง อยางสูบเลือดสูบเนื้อกันทุกหนทุกแหง การ นินทาวารายนั้นไมถึงกับเปนภัยในเร็ววันนี้ก็ตาม แตก็เปนชนวนใหเกิดความเสียหายในอนาคตทีละเล็กละนอย ..” (หจช. ร.๗ รล. ๒๐/๑๙๔ นายทองเจือ จารุสาธร ถวายฎีกา ๑๔ มีนาคม ๒๔๗๔) โดยสถานการณเปนเชนนี้ จึงเปนความเรียกรองทางประวัติศาสตรที่จะตองมีการเปลี่ยนแปลง ไมวาจะมี คณะราษฎรหรือไมมีก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนั้นก็จะตองเกิดขึ้นอยางแนนอน ไมขึ้นกับความอยากไดอํานาจของ ใครคนใดคนหนึ่ง ขอสอง ทานระพีสาคริก ระบุวา “การเลือกตั้งที่คิดแกปญหาใชเงินซื้อเสียง ผมเห็นวามันเปนปญหามา นานแลว แตก็แกไมสําเร็จ” ใชครับ เปนปญหามานานแลว แตก็แกไมสําเร็จและจะแกไมสําเร็จตราบใดที่ยังคงอยูในระบอบ ประชาธิปไตยเจาสมบัติ ตอเมื่อเปลี่ยนระบอบประชาธิปไตยเจาสมบัติที่ดํารงอยูในขณะนี้ ไปสูระบอบ ประชาธิปไตยของประชาชน ซึ่งหมายถึง อํานาจสูงสุดในแผนดิน (เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม หรือทรรศนะ


- 177 -

สังคม) เปนของราษฎรทั้งหลายเทานั้น การเลือกตั้งจึงจะเปนไปดวยความบริสุทธิ์ยุติธรรม โดยที่ไมตองตั้ง กรรมการอะไรตออะไรขึ้นมาควบคุมกา���เลือกตั้งใหเสียเงินแผนดินโดยใชที่ ขอสาม ทานระพี สาคริก เขียนวา “ผมเองอายุยางเขา ๘๓ ปแลว ยังจไดดีวาเมื่อเดือนมิถุนายน ป ๒๔๗๕ ซึ่งผมมีอายุ ๑๐ ขวบ ไดมีโอกาสเห็นการปฏิวัติโดยกําลังทหาร เพื่อยึดอํานาจราชบัลลังกของ พระมหากษัตริย” ผมเองขณะนี้ก็มีอายุยางเขา ๘๒ ปแลว ระดับการศึกษาพออานออกเขียนไดและคิดเปน แตคิดไมเปนวา คนขนาดดอกเตอรจะมีอคติและฝาฝนสัจจะถึงกับกลาวหาคณะราษฎรวา ...เพื่อยึดอํานาจราชบัลลังกของ พระมหากษัตริย ขอเท็จจริงและเอกสารตาง ๆ ก็ระบุไวอยางชัดแจงอยูแลววา ไดมีการยึดอํานาจเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ก็เทานั้นเอง สวนราชบัลลังก คณะราษฎรไมไดแตะตองเลย ยังคงเปนราชบัลลังกของพระ ราชวงศจักรีอยูก็เทานั้นเอง และแมเมื่อพระปกเกลาฯ ทรงสละราชบัลลังกเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๔๗๗ เวลา ๑๓.๔๕ น. รัฐบาลคณะราษฎรก็ ยังไดอัญเชิญพระองคเจาอานันทมหิดล พระราชนัดดาของพระปกเกลาฯ (ที่ถูกขามไปแลว) ขึ้นครองราชสมบัติ สืบบัลลังกตอมา และเมื่อพระองคทรงสวรรคตดวยถูกพระแสงปน เมื่อ ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙ รัฐบาลขณะนั้น (ปรีดี พนมยงค) ก็ไดอัญเชิญพระราชอนุชาของพระองค ขึ้นครองราชบัลลังกสืบตอมาจนกระทั่งบัดนี้ คํากลาว ของทานระพีจึงไรซี่งสัจจะ ขอสี่ ทานระพี สาคริก ระบุวา รัชกาลที่ ๖ สงทหารไปรวมสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ ๑ นั้นทรงมี แผนวาจะปลอดปลอยกฎหมายไทยใหสามารถคุมครองคนไดทั้งประเทศ แทนที่จะปลอยใหคนตางชาติเขามาอยู ในเมืองไทยโดยไมตองขึ้นศาลไทย “และก็ทรงทําไดสําเร็จ” ก็ไมทราบวาทานระพีตองการโฆษณาชวนเชื่อเพื่ออะไร ที่บิดเบือนประวัติศาสตรวา ก็ทรงทําไดสําเร็จ (หมายถึงการแกไขสัญญาใหคนตางชาติที่ทําผิดกฎหมายไทยขึ้นศาลไทย) ทั้ง ๆ ที่ขอเท็จจริงปรากฏเปนลาย ลักษณอักษรและภาพถายอยูที่กระทรวงการตางประเทศขณะนี้ บอกใหเรารูวา การแกไขสัญญาที่ไมเปนธรรม


- 178 -

หรือที่เรียกกันวา การยกเลิกสัญญาสภาพนอกอาณาเขตและภาษีรอยชักสามนั้น กระทําสําเร็จในรัฐบาล พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (เมื่อป พ.ศ. ๒๔๘๐) ดังคํากลาวสุนทรพจน ของ พ.อ.หลวงพิบูลสงคราม (จอมพล ป.พิบูลสงคราม) นายกรัฐมนตรีที่สืบตอ จากพระยาพหลฯ เนื่องในวันชาติ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๘๒ มีความตอนหนึ่ง ดังนี้ “...สนธิสัญญากับนานาประเทศซึ่งไดผูกมัดมิใหชาติของเราสรางความเจริญขึ้นไดตามใจเรามานานหนัก หนานั้น ไดเปนผลสําเร็จดวยความไมตรีจิตอันดีของนานาชาติ เราไดรับเอกราชทางศาล สามารถที่จะตัดสินคดี ไดโดยมิตองใหนานาชาติเขามาเกี่ยวของแทรกแซง เราสามารถที่จะขึ้นพิกัดอัตราภาษีขาเขาไดตามควรแกความ พอใจของเรา เราสามารถที่จะออกกฎหมายทุกชนิดเพื่อใหพี่นองชาวไทยมีอาชีพสมกับที่เปนชาติเอกราชนัน้ ได ...” ขอหา ทานระพี สาคริก ตอกย้ํากลาวหาคณะราษฎรวาปลอยใหตางชาติเขามายึดครองเมืองไทยวา “...ใครครองเมืองไทยจนแทบจะไมเหลือแผนดินสําหรับคนไทยอยูโดยสิทธิอันชอบธรรมอีกแลว แมจะมี พระมหากษัตริยที่ทรงพระปรีชาสามารถ แตก็ถูกกันออกไปอยูนอกพื้นฐานการตัดสินใจระดับชาติ เพราะยึด อํานาจราชบัลลังกไปแลว ตั้งแตป ๒๔๗๕..” ก็ไมรูวาทําไมทานระพีฯ จึงกลายเปนคนแกตัญหากลับอยางนี้ไปได ก็ขอย้ําอีกทีวา การเปลี่ยนแปลงระบอบจาก ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยที่กษัตริยมีอํานาจอยางลนพน มาเปนราชาธิปไตย (อานวา ราชาธิปไตย) ภายใต รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ที่กษัตริยถูกจํากัดอํานาจโดยกฎหมาย คือจาก Absolute Monarchy มาเปน Limited Monarchy สวนราชบัลลังกนั้น คณะราษฎรไมไดแตะตอง จึงยังคงมีสถาบันกษัตริยใหพวกเราไดแสดงความ จงรักภักดีมาจนถึงทุกวันนี้ แตบางคนแสดงความจงรักภักดีอยางที่เรียกวา “Ultra Royalist” หรือผูเกินกวาพระราชา ซึ่งแทนที่จะเปน ผลดีตอพระราชากลับจะเปนการทําลายพระราชาเสียดวยซ้ํา ตรงกันขามการกระทําของคณะราษฎรที่เชิดชู พระมหากษัตริยใหทรงอยูเหนือการเมือง นั่นคือเปนการรักษาสถาบันกษัตริย เพราะการเมืองมีทั้งพระเดชและ พระคุณ มีทั้งคนรัก และคนชัง พระมหากษัตริยทรงอยูเหนือการเมืองมีแตพระคุณ จึงมีแตคนรักบูชาดานเดียว


- 179 -

ดังที่พระองคทรงไดรับอยูในขณะนี้ ตรงกันขามกับ พ.ต.ท.ทักษิณ นายกรัฐมนตรี ที่มีคนรักเทาผืนหนัง คนชังเทาผืนเสื่อ ทานระพีฯตองการ ใหพระมหากษัตริยของเราเปนเชนนั้นหรือ นี่หรือคือความจงรักภักดี ขอหก ทานระพี สาคริก ระบุลงไปวา “ป ๒๔๗๕ หาใชการเปลื่ยนแปลงการปกครองตามที่คนกลุมหนึ่ง นํามาอาง แทจริงแลวก็คือการปฏิวัติยึดอํานาจมาเปนของพวกตน เพราะรูเทาไมถึงการณ โดยไมรูวานั่นคือการ เปดประตูบานใหญของชาติใหคนตางชาติ ซึ่งมีอํานาจลนฟาไหลเขามาถือครองแผนดินไทยไดทั้งระบบ” ความจริงประเด็นนี้มีขอที่จะตองทําความเขาใจกันมาก มีเปนตนวา อะไรคือ “ปฏิวัติ” อะไรคือ “ยึด อํานาจ” แตผลเกรงใจเจาของคอลัมนที่มีหนากระดาษจํากัด จึงขอตอบโดยสรุปวาการเปดประตูบานใหญของ ชาติใหคนตางชาติซึ่งมีอํานาจลนฟาไหลเขามาถือครองแผนดินไทยไดทั้งระบบนั้น หาใชใครที่ไหนไม ก็คน จําพวกที่เรียกวา Ultra Royalist นั้นเอง ที่ถือเอาผลประโยชนสวนตนเหนือผลประโยชนของสวนรวม จึง รวมกันขัดขวางรางเคาโครงเศรษฐกิจของทานปรีดี พนมยงคดวยขอกลาวหาวาเปนคอมมิวนิสต และกําจัดทาน ออกนอกประเทศ ทั้ง ๆ ที่เคาโครงดังกลาว เปนเคาโครงเศรษฐกิจสหกรณครบรูป อันยังผลประโยชนใหกับสวนรวม ตาม อุดมคติที่วา แตละคนเพื่อทุก ๆ คน และทุก ๆ คนเพื่อแตละคน ขอจบเทานี้กอนนะครับ สุพจน ดานตระกูล ๑๘ – ๑ – ๔๘

ผมเขียนไวในขอหาขางตน ตอนหนึ่งที่วา “แตบางคนแสดงความจงรักภักดีอยางที่เรียกวา Ultra Royalist หรือผูที่เกินกวาพระราชา ซึ่งแทนที่จะเปนผลดีตอพระราชากลับจะเปนการทําลายพระราชาเสีย ดวยซ้ํา..”


- 180 -

ที่ผมเขียนเชนนี้ ก็เพราะมีตัวอยางในประวัติศาสตรฝรั่งเศสซึ่งทานปรีดีฯ ไดเขียนตําหนิพวกที่ทําตัว เปนราชาธิปไตยยิ่งกวาองคพระราชาธิบดี โดยยกเรื่องราวของพวกนี้ที่ปรากฏอยูในหนาประวัติศาสตร ฝรั่งเศส ดังนี้ “ประวัติศาสตรฝรั่งเศสปรากฏวาระหวางเวลา ๘๐ ปนับแตการอภิวัฒนใหญฝรั่งเศสเมื่อ ค.ศ.๑๗๘๙ ถึง ค.ศ. ๑๘๗๐ ราชวงศบูรบองไดกลับมาปกครองราชยหลายครั้ง ตอมาเมื่อ ค.ศ. ๑๘๗๐ นโปเลียนที่ ๓ แหงราชวงศ โบนาปารตไดสละราชสมบัติเนื่องจากแพเยอรมัน ฝายเจาสมบัติเมื่อไดปราบปรามขบวนการสหการปารีส (ปารีสคอมมูน-สุพจน) สําเร็จแลว ก็ไดจัดใหมีระบบรัฐสภาเพื่อลงมติวาฝรั่งเศสจะปกครองโดยระบบ สาธารณรัฐหรือราชาธิปไตย โดยอัญเชิญรัชทายาทแหงราชวงศบูรบองขึ้นครองราชย เสียงราษฎรสวนมากที่ พนจากการปราบปรามขณะนั้นปรารถนาตามวิถีหลังนี้ แตพวกที่ทําตนเปนราชาธิปไตยยิ่งกวาองค พระราชาธิบดีนั้น ไดอางพระราชหฤทัยรัชทายาทที่จะไดรับอัญเชิญขึ้นครองราชยและเรียกรองเกินเลยไป แมเรื่องธงชาติก็จะใหเปลี่ยนจากธงสามสีมาใชธงสีขาว ประกอบดวยรูปดอกไมสามแฉก (คลายดอกบัวดิน) ที่ เรียกเปนภาษาฝรั่งเศสวา “Fleurs De Lis” ซึ่งเปนสัญลักษณเฉพาะพระราชวงศบูรบอง กอนที่รัฐสภาฝรั่งเศสจะลงมติดังกลาวแลว สมเด็จเจาแหงมาจองตา (Due De Magenta) ไดมีรับสั่งเตือนผูที่ ทําตนเปนราชาธิปไตยยิ่งกวาองคพระราชาธิบดี และอางวารูพระราชหฤทัยตาง ๆ นั้นวา ถาพวกนั้นตองการ จะเอาธงมีรูปดอกไมชนิดนั้นมาใชแทนธงสามสีแลว ทหารปนยาวก็จะเดินแถวไปตามลําพังโดยปราศจากธง ประจํากอง แตพวกนั้นก็หัวรั้นไมยอมฟงคําเตือนของสมเด็จเจา จึงเปนเหตุใหเสียงในรัฐสภาที่เดิมสวนมาก ปรารถนาสถาปนาราชวงศบูรบองขึ้นมาอีกนั้น ตองลดนอยลงไป แมกระนั้นเมื่อถึงเวลาลงมติ ฝายที่นิยม สาธารณรัฐชนะเพียง ๑ เสียงเทานั้น ถาหากผูทําตนเปนราชาธิปไตยยิ่งกวาองคพระราชาธิบดีไมอวดอางเอาเดนของตนแลว ราชวงศบูรบองก็จะ ไดกลับขึ้นครองราชยอีก ดังนั้น พวกที่เปนราชาธิปไตยยิ่งกวาพระราชาธิบดี จึงมิเพียงแตเปนพวกที่ทําให ราชบัลลังกฝรั่งเศสตองสะเทือนเทานั้น หากยังทําใหราชวงศบูรบองสลายไปตั้งแตครั้งนั้นจนถึงบัดนี้” ผมเห็นวา คําเตือนสติของทานปรีดีฯ ตอพวกที่ทําตนเปนราชาธิปไตยยิ่งกวาองคพระราชาธิบดี เหมาะสมเปนอยางยิ่งกับสถานการณในบานเมืองของเราเวลานี้ โดยเฉพาะเหมาะสมกับคําขึ้นตนของหนังสือ


- 181 -

ที่ชื่อวา “โตประมวล รุจนเสรี เรื่องพระราชอํานาจ” และดวยความจงรักภักดีเปนอยางยิ่งตอสถาบัน พระมหากษัตริย ผมจึงนําขอตําหนิมาบอกกลาวเปนการเตือนสติประมวลฯ กับพวก Ultra Royalist เพื่อสังวร. ดวยความจริงใจ (สุพจน ดานตระกูล) ๑๐ พ.ย. ๒๕๔๘

เรียบเรียงจากหนังสือ “โตประมวล รุจนเสรี เรื่อง พระราชอํานาจ” ของสุพจน ดานตระกูล


- 182 -

ทานปรีดี พนมยงคกับจดหมายแนะนําคุณสุพจน ดานตระกูลในประเด็นขอเท็จจริง สุพจน ดานตระกูล นักเขียนเจาของรางวัลเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป จากการเขียนหนังสือเกี่ยวกับ อาจารยปรีดี พนมยงค มาตลอดชีวิต เฉพาะอยางยิ่งเรื่องการหาหลักฐานขอเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีสวรรคตของ รัชกาลที่ ๘ นําเสนอขอมูลอยางรอบดาน เพื่ออธิบายวาไมไดเกี่ยวของกับอาจารยปรีดี ฯ แตอยางใด ซึ่งเปน เรื่องที่ตองมีความรับผิดชอบสูงอยางยิ่งและมีจิตใจที่มั่นคงกลาหาญ สุพจนเปนนักเขียนคนหนึ่งที่เขียนหนังสืออยูในขายตองหามหลายเลม กลาวถึงหนังสือตองหามที่ชื่อ วา THE DEVIL ‘S DISCUS เขียนโดย RAYNE KRUGER หรือในภาคไทยชื่อวา กงจักรปศาจ แปลโดย เรือ เอก ชลิต ชัยสิทธิเวช ไวดังนี้ “ครั้งหนึ่งเคยคิดจะอางอิงขอมูลจากหนังสือเลมนี้ แตหลังจากที่ไดเขียนจดหมายไปปรึกษาอาจารย ปรีดี พนมยงค ทานไมเห็นดวยกับการที่จะอางอิงจากหนังสือดังกลาว เพราะขอมูลคลาดเคลื่อนหลายตอน” (ดังขอความในจดหมายของทานปรีดี ที่จะกลาวถึงตอไป) สุพจนเลาถึงการเดินทางเขามาในประเทศไทยของหนังสือเลมดังกลาว จนถึงการจากไปวา ราน หนังสือนิพนธ ซึ่งเปนรานจัดจําหนายหนังสือยานเฉลิมกรุงที่มีชื่อเสียงในสมัยเมื่อหลายสิบปกอน เปนผูนํา เขามาเพียงไมกี่เลม แลวถูกสันติบาลสั่งเก็บหนังสือจนหมด และกลายเปนหนังสือที่ถูกหามนําเขามาภายใน ราชอาณาจักร แตในราวป ๒๕๑๓ ขณะนั้นมีคดีความซึ่งอาจารยปรีดีฯ เปนโจทกฟองหนังสือพิมพสยามรัฐกับพวก อันมี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายสําเนียง ขันธชวนะ นายประจวบ ทองอุไร และนายประหยัด ศ. นาคะนาท เปนจําเลย ในขอหาหมิ่นประมาทใสความ กลาวหาวาอาจารยปรีดีฯ ไปอยูเมืองจีนเพราะหลบหนีคดีสวรรคต ซึ่งเปนการกลาวเท็จ จริงๆแลวที่อาจารยปรีดีฯ ตองหนีออกจากประเทศไทย ครั้งนั้นเปนการลี้ภัยรัฐประหาร ๘ พ.ย. ๒๔๙๐ ที่สงรถถังบุกโจมตีทําเนียบทาชาง อันเปนที่พักอาศัยของทานเพื่อหวังทําลายชีวิตทาน


- 183 -

ระหวางการตอสูคดี ทางฝายโจทกไดอางเอกสารจํานวนหนึ่ง เพื่อชี้ใหศาลเห็นวาโจทกไมไดมีสวน เกี่ยวของกับกรณีสวรรคต จึงไมมีความจําเปนจะตองหลบหนี เกี่ยวกับกรณีนั้น ที่หลบหนีก็คือภัยของคณะ รัฐประหาร ๘ พ.ย. ๒๔๙๐ ที่มุงจะเอาชีวิตทาน ในจํานวนเอกสารจํานวนหนึ่งที่โจทกสงอางตอศาลนั้น มี THE DEVIL’S DISCUS ที่เขียนโดย RAYNE KRUGER รวมอยูดวย คณะทนายของโจทกไดมอบหมายใหเรือเอก ชลิต ชัยสิทธิเวชช เปนผูแปล จากภาษาอังกฤษเปนภาษาไทย แลวไดสงอางเปนพยานเอกสารของโจทก หลังจากคดีสิ้นสุดแลว โดยจําเลยยอมรับผิดและไดประกาศขอขมาในหนาหนังสือพิมพสยามรัฐ มี ความวาดังนี้ ประกาศ ตามที่นายปรีดี พนมยงค ไดเปนโจทยฟองบริษัทสยามรัฐ จํากัด ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายสําเนียง ขันธชวนะ นายประจวบ ทองอุไร นายประหยัด ศ.นาคะนาท เปนจําเลยตอศาลแพงในขอหาละเมิดโจทก ตาม คดีดําหมายเลขที่ ๗๒๓๖/๒๕๑๓ เนื่องจากหนังสือพิมพสยามรัฐ ฉบับลงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๑๓ และ หนังสือพิมพสยามรัฐสัปดาหวิจารณ ฉบับลงวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๑๓ ลงขอเขียนซึ่งเขียนโดยนายสําเนียง ขันธชวนะ ในนามปากกาวา ส.ธ.น. ซึ่งมีใจความวาโจทกพัวพันในคดีสวรรคตนั้น จําเลยขอแถลงความจริงวา โจทกไมเคยเปนจําเลยในคดีสวรรคตเลย และไมเคยถูกศาลพิพากษาวากระทําผิด เมื่อโจทกไมเคยถูกศาลพิพากษาลงโทษ จึงถือวาโจทกยังบริสุทธิ์ สวนการที่โจทกหลบหนีออกจากประเทศไทยนั้น เปนเพราะหลบหนีการรัฐประหาร จึงขอใหผูอานทราบ ความจริงและขออภัยในความคลาดเคลื่อนนี้ดวย บริษัทสยามรัฐ จํากัด ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายสําเนียง ขันธชวนะ นายประจวบ ทองอุไร นายประหยัด ศ. นาคะนาท


- 184 -

ตอมามีคนกลุมหนึ่งไดนําเอกสารแปลเรื่องนี้จากศาลไปตีพิมพเปนเลม แตยังไมทันไดวางตลาด สันติบาลก็ไดมากวาดไปจากโรงพิมพเสียกอน หนังสือเลมนี้จึงไมมีจําหนายในเมืองไทยไมไดและอยูใน รายชื่อหนังสือตองหามในยุคนั้น เพราะสันติบาลเก็บเงียบเสียกอน กอนที่หนังสือจะออกสูตลาด จดหมายที่อาจารยปรีดีฯ มีถึงสุพจน ดานตระกูล บอกไมเห็นดวยกับการที่จะอางอิงหนังสือของ RAYNE KRUGER มีรายละเอียด ดังนี้ อองโตนี ๑๕ ม.ค. ๒๕๑๖ คุณสุพจน ดานตระกูล ที่รัก ไดรับจดหมายพรอมทั้งหนังสือเรื่อง รัฐบุรุษอาวุโสลี้ภัยรัฐประหาร แลว ขอบใจมากในความ ปรารถนาดีของคุณ เพื่อที่หนังสือที่คุณจะแตงเรื่องตอไป ผมมีขอสังเกตที่ขอใหคุณรับไวดังตอไปนี้ ๑) ผมปรารถนาที่จะใครใหหนังสือที่คุณแตงเปนหนังสือที่เยาวชนรุนนี้และรุนตอไปอางเปน หลักฐานที่เขาจะคนควาตอไป สมดังที่ผมไดกลาวชมเชยตอนักเรียนในยุโรปหลายคนวา พวกหัวนอก ปริญญาสูงๆ หลายคนที่เขียนลงในนิตยสารนั้น สูคุณซึ่งมิไดปริญญาไมได อาทิคุณไดทักทวงสังคมศาสตร ปริทัศนที่ผูเขียนบางคนมิไดดูหลักฐานจากราชกิจจานุเษกษา ขอใหคุณรักษาหลักการนี้ไว และปฏิบัติตอไป ตามที่ผมไดชมเชยไว ดังนี้ ก. ขอใหคุณถือเอาหลักฐานทางการที่ไมอาจมีผูใดปฏิ���สธได เปนหลักสําคัญ ข. เรื่องที่มีคนอื่นเขียนก็ดี เลาใหคุณฟงก็ดี ขอใหคุณสอบสวนใหแนนอนเสียกอน รวมทั้งใชเหตุผลอยางคอม มอนเซนสวา ขอเขียนและคําบอกเลาเหลานั้นจะเปนจริงและจะเสียหายในดานมุมกลับอยางไร ค. ขอวิจารณของคุณจากหลักฐานเอกสารแนนอนและคําบอกเลา ซึ่งคุณจะแสดงความเห็นอยางไรก็ยอมได อยาปนกับขอเท็จจริง ๒) เรื่องผมลี้ภัยรัฐประหารนั้น มีคําบอกเลาที่คลาดเคลื่อนสําคัญที่ขอใหคุณรับทราบไวคือ ก. พระองคเฉลิมพล มิไดไปติดตามผมที่บานเดนิสและมิไดเอาเครื่องบินไลติดตามเลย ถาผูนี้จะคัดคานจะทําใหหนังสือนั้นเสื่อมเสียไป อนึ่ง ถามองในดานมุมกลับ แสดงวาการลี้ภัย


- 185 -

ของผมกอนถึงสิงคโปรนั้นรั่ว ความเสียหายตกอยูแกผูชวยเหลือที่เขารักษาความลับเปนอยาง ดี พระองคเฉลิมพลเปนคนจับกุมคุณเฉลียวที่สนามมา เจาที่ไปบานเดนิสคือ ม.จ.นิทัศนที่เรียกกันวา “ทานบู” เขามิไดไปเพื่อจับผม แตบังเอิญผมไปบานเดนิส เขาก็มีมีธุระที่พิบูลใชใหมาหาเดนิส ซึ่งขณะนั้น เปนทูตทหารเรือ เพราะเดนิสเปนผูที่สถานทูตของเขาใชใหไปพบพิบูลตั้งแตวันแรกมี ร.ป. ข. ผูจัดการบริษัทน้ํามันนั้นไมใช “อาดัม” ดูเหมือนชื่อ อีเวนส ขอใหคุณสอบสวนอีกครั้ง ไม ควรเขียนหรือแปลจากหนังสืออื่นจะทําใหหนังสือที่คุณแตงเสียหลักฐานไป พวกจัดการบริษัทน้ํามัน นี้รูจักผมดี เพราะผมเคยชวยใหความเปนธรรมเมื่อกอนสงครามที่จอมพลฯจะเอาน้ํามันญี่ปุนเขามา แขง และระหวางสงคราม พวกนี้ถูกญี่ปุนจับไปเปนเชลยทําทางรถไฟสายมรณะ พวกเขาอัตคัดเงิน พวกเราเคยชวยรับเช็คที่พวกเขาแอบเขียนไว เสร็จสงครามเขามาหาผมแสดงความขอบใจ ฉะนั้นจึง มิใชวาเขาไมรูจักหรือไมเคยไดรับความชวยเหลือจากผม ขอใหคุณเขาใจวาฝรั่งนายทุนนั้นไมใจดีถึงขนาดที่จะชวยเหลือคนที่ไมรูจัก และเขาจะชวยเพียงที่ไม นานนัก แลวเขาก็ทําอุบายใหเราออกจากสิงคโปรโดยการจับคุณเฉียบ เปนการตีวัวกระทบคราด ดั่งนั้นกอน การวิจารณคําบอกเลา จึงขอใหคุณคิดใหรอบคอบ ทั้งดานตรงและดานมุมกลับ ๓) เลมตอไป “จากกรุงเทพฯถึงปกกิ่ง“นั้น มีผูชวยเหลือผมหนีหลายคนที่เขายังสงวนความลับอยู ถา คุณงดไวชั่วคราวไดจะขอบใจมาก เพราะถาคุณเขียนจากคําบอกเลาและคําสันนิษฐานผิดพลาดไปแมแต เล็กนอย ผูชวยเหลือผมก็จะเขาใจผิดวาผมบอกใหคุณเขียนเชนนั้น โดยลืมผูมีบุญคุณชวยชีวิตไว เรื่องนี้ยังเปน ความลับอีกมาก ผมขอรองคุณใหเห็นใจโดยยับยั้งไวอยางเด็ดขาด อนึ่งขอแจงใหคุณทราบวา หนังสือที่ผมแตงเกี่ยวกับชีวิตและไปเมืองจีน เปนภาษาฝรั่งหลายภาษา จะ พิมพออกในไมชานี้ ถาคุณเขียนอยางหนึ่งและผมเขียนอีกอยางหนึ่ง ก็จะทําใหหนังสือที่คุณแตงหมดคุณคา ไป และจะเกิดเสียหายแกผมมาก จึงขอใหคุณรอไววาผมไดเขียนเพียงแคไหนอยางไร แลวจึงปรึกษากันวา ภาษาไทยจะพิมพแคไหน


- 186 -

นอกจากนี้ตองขอบอกวาอเมริกันในไทยบางคน ไดสงตนฉบับที่เขาเขียนตามคําบอกเลาและอาง หนังสือของคุณที่แตงมาแลวดวยนั้น สงไปยังสํานักพิมพที่อเมริกาเพื่อพิมพ ๔) เลมตอไปที่คุณปรึกษาคือ “ทานปรีดีกับราชบัลลังกและกรณีสวรรคต” นั้น คุณเขียนไดโดย เงื่อนไขวา ก. เอาหลักฐานทางการและรายงานการพิจารณาของศาลตลอดจนคําฟอง คําขอขมาของจําเลย เปนหลัก แลวพิจารณาโดยมิใหศาลถือวาละเมิดอํานาจศาล ที่ยังมีตุลาการใหความเปนธรรมแกผมอยู และอยาใหพวกปฏิปกษกอความยาวสาวความยืดที่ผมจะตองตามไปแกอีก ข. ที่คุณจะอางหนังสือครูเกอรนั้น ตองปรึกษาคุณอิสสระและทนายของเรา คือคุณชิต เวช ประสิทธิ์ ชวยกันวิจารณและชวยคุณอยางละเอียด เพราะเรื่องลอแหลมมาก อนึ่งครูเกอรเขียนตามคําบอกเลาที่คลาดเคลื่อนหลายตอน ผมไดแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับครูเกอร แลว เพื่อเขาพิมพใหมในภาษาตางๆ ขอใหคุณนึกวาหนังสือของคุณนั้น มิใชคนในเมืองไทยที่ไมรูภาษาฝรั่ง เทานั้นเปนผูอาน นักเรียนนอกที่รูภาษาฝรั่งก็อาน ซึ่งเวลานี้จํานวนกวา ๒ หมื่นคน ถาเขาอานครูเกอรฉบับ ใหมกับของคุณที่อางครูเกอรฉบับเกา เรื่องก็จะไปกันใหญ ค. ทางที่ดีผมเห็นวา คุณเอาเรื่องจากหนังสือแจกวันคลายวันเกิดของผม สํานวนที่มหาเปรื่อง พิมพ ก็จะพบแกการทําเลมใหมนี้ของคุณได ขอขอบใจอีกครั้ง ดวยความรักและคิดถึง ป.พ.

จากหนังสือ “๘๐ ปสุพจน ดานตระกูล” พิมพครั้งที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๖


- 187 -

รบทําไมและรบเพื่อใคร? สงครามในยุคครองทาส เปนสงครามแยงทาสเพื่อเอาแรงงานมาใชในการผลิตเปนกรรมสิทธิสวนตัว ของนายทาส การผลิตและผลิตผลทั้งหมดจึงเปนของนายทาส การสงครามในยุคนี้ จึงเปนสงครามเพื่อ ผลประโยชนของนายทาสโดยเฉพาะเทานั้น คนสวนใหญของสังคม อันไดแกบรรดาทาสทั้งหลาย หาไดรับ ผลประโยชนรวมดวยไม และดังนั้น ผูที่เปนตนเหตุกอสงครามขึ้นในยุคนี้ ก็คือบรรดานายทาสทั้งหลาย นั้นเอง ในยุคศักดินาก็เชนเดียวกับยุคทาส คือสงครามที่เกิดขึ้นแตละครั้ง(หมายถึงสงครามรุกราน,ตรงกัน ขามกับสงครามปองกันตัว) ก็เพื่อผลประโยชนและรับใชผลประโยชนของบรรดาพวกเจาศักดินาและบริวาร เทานั้น ไมวาจะเปนสงครามเพื่อขยายอิทธิพลอํานาจทางเศรษฐกิจและการเมืองหรือสงครามเพื่อสนองตัณหา ความยิ่งใหญของเจาศักดินาเองโดยตรงก็ตาม ประชาชนสวนใหญของสังคมที่มีฐานะเปนไพรหาไดรับ ผลประโยชนอะไรจากสงครามแมแตนอยไม ตรงกันขาม พวกเขานอกจากจะถูกบังคับใหเปนทหารออกไปทําสงครามแลว พอแมลูกเมียและญาติพี่ นองของเขาที่บางคนไมถูกเกณฑไปเปนทหาร ก็ตองถูกเกณฑแรงงานหรือถูกกดขี่ขูดรีดหนักยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่ม ผลผลิตไปเลี้ยงกองทัพ และเพื่อจัดซื้อหาเครื่องศาสตราวุธตางๆ กองทัพใหญโตมากขึ้นเทาใด ยิ่งจัดซื้อจัดหา เครื่องศาสตราวุธมากเทาใด นั่น,ก็หมายความถึงการกดขี่ขูดรีดยิ่งทารุณมากขึ้นเทานั้น และนั่นก็หมายความ ถึงความแรนแคนแสนเข็ญของพวกไพร อันเปนประชาชนสวนใหญของสังคมมากยิ่งขึ้นเทานั้น แนนอน,ในการยกทัพโยธาไปตีบานชิงเมืองหรืออาณาจักรศักดินาอื่นๆ พวกไพรทั้งหลายจะถูกปลุก ระดมดวยคําวา “รบเพื่อชาติเพื่อแผนดิน” และ “ตายเพื่อชาติ” ซึ่งเปนหนาที่อันศักดิ์สิทธิ์ของคนในชาติทุกคน และพวกไพรเองก็ยอมรับหนาที่อันศักดิ์สิทธิ์นี้อยางเหนียวแนนเชนกัน โดยที่พวกเขาไมเคยเฉียวใจและตั้ง คําถามวา ชาติคืออะไร? และแผนดินที่วานั้นพวกเขามีกันคนละกี่ไร แนนอน, ถาพวกไพรทั้งหลายอันเปนประชาชนสวนใหญของสังคม รูความจริงวา ชาติคือเผาชนที่มี ภาษาขนบธรรมเนียมประเพณี หรือรวมเรียกวา “วัฒนธรรม” อยางเดียวกัน (แมวาจะไมมีประเทศอยางเชน


- 188 -

ชาติยิวในอดีต) พวกไพรทั้งหลายก็จะไดรูทันทีวาพวกเขาถูกหลอกลวงเสียแลว เพราะพวกเขาทั้งหลาย นั้นเองที่มีภาษาขนบธรรมเนียมประเพณีอยางเดียวกัน ซึ่งเ���นคนสวนใหญของสังคม(หรือนัยหนึ่งคือชาติ)หา ไดรับผลประโยชนแตประการใดจากการสงครามแมแตนอยไม แตพวกศักดินาและบริวารผูกระหายสงคราม กลับมาบอกวารบเพื่อชาติ รบเพื่อชาติจึงเปนการโกหกหลอกลวงกันชัด ๆ สงครามรุกรานในยุคศักดินานั้น ลวนแตเปนสงครามเพื่อสนองตัณหาหรือความทะยานอยากของ กษัตริยและเจาศักดินาทั้งหลาย ไมวาจะเปนสงครามปลนสดมภลาเมืองขึ้น หรือสงครามเผยแพรลัทธิศาสนา และไมวาจะเปนสงครามชิงนางหรือสงครามชิงชางก็ตาม พวกไพรทั้งหลายหาไดรับประโยชนแตประการใด ไม แตอยางไรก็ตาม ในทามกลางสงครามสนองตัณหาของกษัตริยหรือขัตติยนี้ ซึ่งเปนสงครามรุกราน และเปนสงครามที่ไมชอบธรรมนั้น ก็มีสงครามที่ชอบธรรมเปนฝาแฝดอยูดวย คือ สงครามปองกันตัวเองของ กษัตริยหรือขัตติยอีกฝายหนึ่ง ก็ไดชื่อวาเปนการรบเพื่อชาติที่แทจริง อยางเชนที่บรรพบุรุษของพวกเราชาว ไทยรบกับขาศึกผูรุกรานเพื่อปองกันเอกราชของชาติมาแลวมากครั้งหลายหนในอดีต หรืออยางเชนที่ บรรพบุรุษของเราเคยทําสงครามปลดปลอยชาติ ใหพนจากการเปนเมืองขึ้นของตางชาติ ไมวาจะเปนสมัย สมเด็จพระนเรศวรมหาราชหรือสมัยสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช หรือสมัยขบวนการเสรีไทยใน สงครามโลกครั้งที่สอง ก็ลวนแตเปนสงครามที่ชอบธรรม และสงครามที่ชอบธรรมก็คือสงครามที่เปนไปเพื่อ รักษาไวซึ่งสันติภาพและผลประโยชนของชาติ (คือคนทั้งชาติ)ที่แทจริง สังคมไมหยุดนิ่ง ยอมเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา ซึ่งก็เปนไปตามกฎของธรรมชาติที่เรียก ตามภาษาพุทธปรัชญาวา อนิจจัง ทุกขัง และ อนัตตา หรือเรียกตามภาษาปรัชญามารกซิสมแหงวิทยาศาสตร สังคมวา สสารธรรมประติการ (Dialectic) ดังนั้น การคลี่คลายขยายตัวทางเศรษฐกิจของยุคนี้จึงไดเปนไปอยางกวางขวาง ทั้งดานกสิกรรม หัตถกรรม อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม และตอมาเมื่ออังกฤษไดนําเครื่องจักรไอน้ําเขามาใชในงาน อุตสาหกรรม ก็ไดทําใหงานอุตสาหกรรมเจริญกาวหนาขึ้นอยางชนิดที่เรียกวากาวกระโดด นักประวัติศาสตร เรียกสถานการณของความกาวหนาทางอุตสาหกรรมครั้งนั้นวา “อุตสาหกรรมอภิวัฒน” และพรอมกับความ เจริญกาวหนาของการเศรษฐกิจทุกๆ สาขาดังกลาวนี้ การลาเมืองขึ้นของเจาศักดินาตะวันตก ซึ่งบัดนี้ไดกลาย มาเปนจักรวรรดิ์ศักดินาก็ไดเปนไปอยางกวางขวางเชนกัน วัตถุโบราณทางประวัติศาสตรอันล้ําคา ที่ตั้งแสดง


- 189 -

อยูในพิพิธภัณฑสถานของอังกฤษและของฝรั่งเศสในเวลานี้ สวนหนึ่งก็คือที่จักรวรรดิ์ศักดินาอังกฤษและ ฝรั่งเศส ตีชิงปลนสะดมเอาไปจากประเทศอาณานิคมในแถบเอเชียและอาฟริกา สงครามในยุคของศักดินา เปนการรบเพื่อชาติ (คือประชาชนสวนใหญของสังคม)หรือรบเพื่อเจาศักดิ นาและบริวาร? พระราชนิพนธของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวเรื่อง พระราชพิธี ๑๒ เดือน (ตอนวาดวยพระราชพิธีสัจจปานกาล คือ ถือน้ําพิพัฒสัจจา)ไดใหคําตอบไวอยางแจมชัดดังนี้ “เมื่อจะคิดหาตนเหตุการถือน้ําใหไดความวา เหตุใดเมื่อใหคนอานคําสาบานทําสัตยแลว จึงตองใหดื่ม น้ําชําระพระแสงอีกดวยเลา ก็เห็นวาลัทธิที่ใชน้ําลางอาวุธเปนน้ําสาบานนี้ ตนแรกที่จะเกิดขึ้นดวยการทหาร เปนวิธีขัตติยฤากระษัตริย ที่นับวาเปนชาติทหารในจําพวกที่หนึ่งของชาติ ซึ่งแบงกันอยูในประเทศอินเดีย คลายกันกับไนตของอังกฤษ ฤาสุมุไรของญี่ปุนชาติขัตติยเปนชาติที่ไมไดหากินดวยการคาขาย ไถ หวาน ปลูกเพาะ ฤารับไทยทานผูหนึ่งผูใดให ยอมหาเลี้ยงชีวิตดวยคมอาวุธ แตมิใชผูรายเที่ยวลอบลักทําโจรกรรม ใชปราบปรามโดยตรงซึ่งหนา ใหตกอยูในอํานาจแลวแลไดทรัพยสมบัติโดยผูซึ่งกลัวเกรงอํานาจยกยอให แต การที่ประพฤติเชนนี้เมื่อวาโดยอยางยิ่งแลวก็อยูในเปนผูรายนั่นเอง แตเปนผูรายที่มีความสัตย แลคิดแบงการ ที่ตัวประพฤติ (ถึงแมวาไมเปนธรรมแทของโลกย) ออกเปน ๒ ภาค ภาคหนึ่งถือวาการซึ่งตนจะกระทํา เชนนั้นไมเปนการผิดธรรม ภาคหนึ่งถาตนจะกระทําเชนนั้นเปนการผิดธรรม คําวาธรรมในที่นี้เปนธรรมของ ขัตติย มิใชธรรมของโลกย เมื่อวาเทานี้ยังจะเขาใจยาก จะตองยกตัวอยางใหเห็นหนอยหนึ่ง วาตามลัทธิความประพฤติของชาติขัตติยโบราณ คือเหมือนหนึ่งวาผูมีอํานาจเปนชาติขัตติยได ปกครองแผนดิน ทราบวาลูกสาวของขัตติยเมืองอื่นมีอยูสมควรแกตนๆ ตนยังมีคูซึ่งจะไดอภิเศก เมื่อไปสูขอ บิดามารดาของหญิงนั้นไมยอมให ขัตติยผูที่ไปสูขอถือวาการที่ตัวคิดนั้นเปนการชอบธรรม ดวยใชวาจะเอา มาทําอันตรายอยางหนึ่งอยางใด ประสงคมายกยองใหเปนใหญเปนโต บิดามารดาของหญิงที่ไมยอมใหนั้น หมิ่นประมาทผูซึ่งไปขอ เปนการประพฤติผิดธรรมประเพณี เพราะไมรักษากิริยาอันดีตอกัน ผูซึ่งไปสูขอ สามารถที่จะประกาศแกทหารของตัว วาการซึ่งตัวประพฤตินั้นเปนการชอบธรรม แตบิดามารดาของหญิง ประพฤติไมชอบธรรม จะตองยกไปรบชิงเอานางใหจงได แลวก็ยกกองทัพไปทําลายบานเมืองนั้นเสียได โดย มิไดถือเปนการผิดธรรม


- 190 -

ฤาเมื่ออยูดีๆ เชื่อวาตัวมีวิชาความรูกําลังวังชาแข็งแรง ยกไปชวนพระราชาที่เปนชาติขัตติยอื่นซี่ง เสมอๆกัน ใหมาลองฝมือ เมื่อผูใดแพบานเมืองก็เปนสินพนัน ก็ถือวาการซึ่งขัตติยผูไปชวนนั้นไมได ประพฤติผิดธรรมเหมือนกัน ถาขัตติยนั้นไปพบลูกสาวชาวบาน ซึ่งมีชาติต่ํากําลังนอยไมสามารถจะตอสู ฉุดชิงมาดวยกําลังพวก มากฤาเห็นคนยากไรเดินอยูตามถนน เอาศาสตราวุธประหารใหถึงแกความตาย ฤาปวยลําบาก ขัตติยผูซึ่ง ประพฤติการทั้งสองอยางนี้ เปนประพฤติผิดธรรม การยุติธรรมและไมยุติธรรมฤาตองดวยธรรมและไมตอง ดวยของพวกขัตติยนั้นเปนดังนี้ จึงกลาววามิใชยุติธรรมของโลกีย”


- 191 -

'องคมนตรี' สัญลักษณแหงเผด็จการสมบูรณาญาสิทธิฯ ที่อาจกลับมาใน 'รัฐธรรมนูญ’50' ประชาไท- 10 ก.พ. 50 เครือขาย 19 กันยาตานรัฐประหาร จัดเสวนาหัวขอ 'องคมนตรี : อํานาจเหนือ การเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ' ณ หองทับทิม โรงแรมรอยัลรัตนโกสินทร นายสุพจน ดานตระกูล ผูเขียนเรื่องขอเท็จจริงเกี่ยวกับทานปรีดีฯและกรณีสวรรคต กลาววา องคมนตรี หมายถึง ที่ปรึกษาหรือผูใหคําแนะนําพระมหากษัตริย เกิดในสมัยรัชกาลที่ 5 เปนครั้งแรกอัน เนื่องมาจากทรงเสวยราชยตั้งแตยังทรงพระเยาว อํานาจทั้งปวงจึงตกอยูในสมเด็จเจาพระยามหาศรีสุริยวงศ (ชวง บุนนาค) ผูสําเร็จราชการแทนพระองค อยางไรก็ตาม จากการยืนยันของหลวงจักรปราณีฯ (วิสุทธิ์ ไกรฤกษ) ผานขอเขียนใน พ.ศ.2475 ระบุ ถึงเหตุการณในสมัยรัชกาลที่ 5 วา ทรงกูอํานาจจากสมเด็จเจาพระยามหาศรีสุริยวงศกลับมาไดโดยใชขุนนาง อื่นๆ เขามาเปนกําลังดวยพระเจาแผนดิน มีการตั้งองคมนตรีสภา สภารัฐมนตรี ใน พ.ศ. 2417 และตั้งสภา เสนาบดีเพื่อเปนหัวหนาของแตละกระทรวงที่เรียกวาปฏิรูปราชการแผนดิ���ทําใหอํานาจมาอยูที่สวนกลาง สภาเหลานี้บางสภาสืบทอดมาจนถึงในสมัยรัชกาลที่ 7 แตถูกลมลางไปจากเวทีประวัติศาสตรโดย คณะราษฎรในวันที่ 24 มิ.ย. 2475 เพราะสภาเหลานี้คือสัญลักษณของระบอบเผด็จการสมบูรณาญาสิทธิราชย ที่พระมหากษัตริยมีอํานาจเปนลนพน อํานาจนี้ถูกจํากัดในธรรมนูญการปกครองชั่วคราว 27 มิ.ย. 2475 มาตรา 1 ที่บัญญัติวา อํานาจสูงสุดของประเทศนั้น 'เปนของ' ราษฎรทั้งหลาย ซึ่งก็คือความเปนประชาธิปไตย ดังนั้นองคมนตรีจึงหมดความจําเปนที่จะมี นอกจากนี้ เมื่อมีการพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร 10 ธ.ค. 2475 ก็ไมมีการบัญญัติถึงองคมนตรี ไวในนั้นเชนกัน แตมีการบิดเบือนความหมายของประชาธิปไตยเปนครั้งแรก เนื่องจากคนรางรัฐธรรมนูญนี้ มาจากกลุมอํานาจเกาถึง 8 คน มีนายปรีดี พนมยงค เปนตัวแทนจากคณะราษฎรเพียงคนเดียวทําให รัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกใชคําวาอํานาจอธิปไตยยอม 'มาจาก' ปวงชนชาวไทยทั้งหลายแทนคําวา 'เปนของ' นายสุพจน ชี้แจงวา คําวา 'เปนของ' ราษฎรชาวไทยมีความหมายตางจากคําวา 'มาจาก' มาก คลายๆ กับ ชาวนาเปนเจาของขาวแตเมื่อไปอยูในมือเจาของโรงสีขาว ชาวนาก็ไมมีสิทธิอะไรเลย


- 192 -

อํานาจองคมนตรีฟนกลับมาอีกครั้งในวันที่ 8 พ.ย. พ.ศ. 2490 เมื่อมีการรัฐประหารครั้งแรกโดยจอม พลผิน ชุณหะวัณ และนํารัฐธรรมนูญฉบับใตตุมที่เขียนไวกอนและเก็บรักษาไวใตตุมแดงโดยหลวงกาจ สงครามมาใช ชวงเวลานั้นพระมหากษัตริยไมทรงอยูในประเทศ มีผูสําเร็จราชการแทน 2 คน คือ สมเด็จพระ เจาบรมวงศเธอ พระองคเจารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร และพระยามานวราชเสวี(ปลอด ณ สงขลา) ตามขอตกลงคณะผูสําเร็จราชการในการลงนามในหนังสือราชการตองมีการลงนามทั้ง 2 คนจึงจะ สมบูรณ แตในรัฐธรรมนูญนี้มีการลงนามเพียงคนเดียวโดยกรมขุนชัยนาทฯ แตใชคําวา 'คณะ' ผูสําเร็จ ราชการแทนพระองคในการลงนาม เปนการหลอกลวง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ควรเปนโมฆะตั้งแตตน อยางไรก็ ตาม รัฐธรรมนูญฉบับใตตุมนี้บัญญัติในมาตรา 9 วาพระมหากษัตริยมีอํานาจแตงตั้งอภิรัฐมนตรีสําหรับถวาย คําปรึกษาพระมหากษัตริย อภิรัฐมนตรีที่เหนือกวารัฐมนตรีจึงเกิดขึ้นเปนครั้งแรก จนกระทั่ง 21 มิ.ย. 2492 มีรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นอีกฉบับโดยผูรางรัฐธรรมนูญคือผูมีอํานาจเกา จึง บัญญัติเนื้อหาที่สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญใตตุม แตเปลี่ยนคําวาอภิรัฐมนตรีเปนองคมนตรีแทนในมาตรา 13 ระบุใหพระมหากษัตริยทรงเลือกและแตงตั้งผูทรงคุณวุฒิเปนประธานองคมนตรีและคณะอีก 8 คน จากนั้น รัฐธรรมนูญฉบับตอๆมาจึงเขียนฉบับนี้ตามๆ กันมา “24 มิ.ย. 2475 องคมนตรีถูกกวาดไปเพราะเปนสัญลักษณสมบูรณาญาสิทธิราชย ตองจับตาดูวา รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเดินตามฉบับกอนหรือไม” นายสุพจนกลาว ทั้งนี้ นายสุพจน กลาวเพิ่มเติมวา คุณูปการของคณะราษฎรคือ การเปลี่ยนจากระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนระบอบประชาธิปไตยดวยความจงรักภักดีเปนอยางสูง เพราะปรารถนาให พระมหากษัตริยทรงอยูเหนือการเมือง เพราะการเมืองมีแตความแกงแยงชิงดีกันอันจะทําใหเสื่อมเสีย แตก็ทํา ไมสําเร็จจึงทําใหมีการแตงตั้งองคมนตรีซึ่งเปนเนื้อหนอของเผด็จการสมบูรณาญาสิทธิราชยขึ้นมาทําใหไม ทรงอยูเหนือการเมืองอยางแทจริงและสรางผลกระทบตอสถาบันพระมหากษัตริยไปดวย นายปราการ กลิ่นฟุง กลาวเสริมในประเด็นดังกลาววา การเคลื่อนไหวตางๆ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลา นนท ประธานองคมนตรี ในชวงเวลานี้และกอนการรัฐประหาร 19 ก.ย. 49 นั้น มีผลกระทบตอ พระมหากษัตริยแนนอน หลังการรัฐประหารใหมๆ สื่อตางประเทศจะมองขามองคมนตรีไป แตจะวิเคราะห ไปถึงสถาบันพระมหากษัตริยวาเกี่ยวของแนนอน


- 193 -

นายปราการยังไดอางคําพูดของ รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ภาควิชาประวัติศาสตร คณะอักษรศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยวา การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นมีเพียงรัฐสภาและรัฐมนตรีก็พอ ไม จําเปนตองมีองคมนตรี เพราะองคกรทั้ง 2 ตองรับผิดชอบตอประชาชนและถวายคําปรึกษาไดตามหลักการ ปกครองของระบอบประชาธิปไตย นายปราการกลาวอีกวา การสรางองคความรูเกี่ยวกับองคกรประเภทศาลหรือองคมนตรีเปนสิ่งสําคัญ ไมใชปลอยใหลึกลับอยางที่เปนในปจจุบันเพราะไมเปนผลดีตอประชาธิปไตย และเปนเรื่องที่สามารถทําได โดยไมขัดตอกฎหมาย เพราะในกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไมไดระบุรวมไปถึงการหามวิจารณ องคมนตรี ดังนั้นควรตองตรวจสอบได ทั้งนี้ นายปราการไดอภิปรายกอนหนานั้นวา การใชอํานาจองคมนตรีมีลักษณะไมตรงกับการใช อํานาจในระบอบประชาธิปไตย ประเด็นแรกคือเรื่องที่มาขององคมนตรี จากเอกสารรายงานการประชุม รัฐสภาในการประชุมพิจารณารางรัฐธรรมนูญของสภารางรัฐธรรมนูญ เฉพาะที่วาดวยเรื่ององคมนตรีจะอยู ในหมวดของพระมหากษัตริย ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2492 เปนครั้งแรก เนื้อหาในรัฐธรรมนูญนี้เหมือนกับการ ถวายพระราชอํานาจคืนพระมหากษัตริย ไมวาจะเปนการเลือกและแตงตั้งวุฒิสภา พระราชอํานาจในการ ยับยั้งกฎหมายที่มากขึ้น การกําหนดใหพระมหากษัตริยบรรลุนิติภาวะเมื่อพระชนมายุครบ 18 ป การขอ ประชามติจากประชาชนเพื่อแกไขรัฐธรรมนูญ การแตงตั้งและปลดองคมนตรีไดตามพระราชอัธยาศัย การ สถาปนาฐานันดรศักดิ์และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ นอกจากนั้น ผูดํารงตําแหนงองคมนตรี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และสมาชิกทั้ง 2 สภา ตองเขา ปฏิญาณตัวตอพระมหากษัตริยกอนเขารับตําแหนง ในชวงเวลารางรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2492 มีการอภิปราย เกี่ยวกับเรื่ององคมนตรีจะผูกรวมไปกับเรื่องพระราชอํานาจที่เพิ่มมากขึ้นดวย หลักฐานรายงานที่กลาวมาเปน หลักฐานสําคัญที่บงบอกวาการกําเนิดองคมนตรีนั้นคอนขางซับซอน เชนการอภิปรายของ พ.ท.โพยม จุลา นนท อดีต ส.ส.จังหวัดเพชรบุรี ตั้งคําถามเกี่ยวกับการถวายพระราชอํานาจที่มากกวาในรัฐธรรมนูญฉบับ กอนๆ และการใหอํานาจพระมหากษัตริยเลือกตั้งผูมีคุณวุฒิเปนองคมนตรีซึ่งเปนขอสําคัญที่สุดที่จะทําใหเกิด สับสนเพราะใชตามพระราชอัธยาศัย พล.ท.โพยมมีขอสงสัยไปถึงกรณีเด็กหนุมอายุ 18 ป ใชอัธยาศัยในการ ตั้งที่ปรึกษาบริหารบานเมืองดวย


- 194 -

ในรายงานเดียวกันยังมีคําถามของ นายเศวต เปลี่ยนพงศา อดีตรัฐมนตรี ถามเรื่องอํานาจแตงตั้ง วุฒิสภาในบทที่วาดวยการเลือกตั้งหรือแตงตั้งวุฒิสภาใหเปนอํานาจของพระมหากษัตริย ซึ่งไมตรงตามที่ บัญญัติในมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญที่วาอํานาจอธิปไตยมาจากประชาชนชาวไทย “เห็นวายังไมถูกตอง ถาจะ ใหตองถูกตามรัฐธรรมนูญนี้ตองเขียนวาอํานาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทยและพระมหากษัตริย” หรือ มิฉะนั้นถาเขียนไวเชนนี้และใหเปนไปตามรัฐธรรมนูญการเลือกวุฒิสภาตองใหประชาชนไดมีสิทธิมีเสียงใน การนั้น ประการตอมา อํานาจขององคมนตรีที่ระบุวาใหเปนที่ปรึกษาขององคพระมหากษัตริยเทานั้น แตใน รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2492 ไมเปนจริงตามนั้นและใหอํานาจไวเกินกวาการเปนที่ปรึกษาสวนพระองค คือใหเปน ผูสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งวุฒิสภา รับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งองคมนตรีอื่นๆ คณะ องคมนตรีมีอํานาจเสนอชื่อผูสําเร็จราชการแทนพระองคตอรัฐสภาในกรณีที่พระมหากษัตริยไมสามารถ แตงตั้งไดเอง และรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งและถอดถอนขาราชการในพระองคและสมุหราชองค รักษในระหวางที่ไมมีผูสําเร็จราชการหรือผูสําเร็จราชการที่ไดรับแตงตั้งไมสามารถปฏิบัติหนาที่ได คือชวงที่ ราชบัลลังกวางลงหรือไมมีผูสําเร็จราชการใหองคมนตรีเปนผูสําเร็จราชการชั่วคราว “รัฐธรรมนูญกําหนดอํานาจองคมนตรีไวมากขนาดเปนผูสําเร็จราชการแทนไดคงจะไมไดเปนแคที่ ปรึกษาสวนพระองค” นายปราการกลาว จากนั้นไดกลาวตอวา ถายึดหลักการใชอํานาจแบบประชาธิปไตย สถาบันที่ใชอํานาจตองรับผิดชอบ ตอประชาชนแตในกรณีองคมนตรีนั้นไมตองรับผิดชอบตอประชาชน สภาผูแทน และอภิปรายใดๆ ไมได เพราะเปนอํานาจของพระมหากษัตริยในการแตงตั้งและถอดถอนทั้งสิ้น นอกจากนี้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2492 ระบุใหผูรับสนองพระบรมราชโองการคือ ประธานองคมนตรีและ ประธานรัฐสภา(สมัยนั้นมาจากการเลือกของวุฒิสภา สวนวุฒิสภาก็มาจากการแตงตั้งโดยพระมหากษัตริย) ซึ่งในชวงเวลานั้น บุคคลทั้งสองลวนมาจากการแตงตั้งไมมีสวนในการรับผิดชอบตอเจาของอํานาจอธิปไตย เพราะราษฎรไมไดเลือกบุคคลเหลานี้ ทั้งที่ประธานองคมนตรี สมาชิกวุฒิสภา องคมนตรี ผูสําเร็จราชการ แทนพระองค ประธานรัฐสภา เหลานี้ลวนแตมีอํานาจยิ่งใหญในการใชอํานาจอธิปไตย แตผูใชอํานาจเหลานี้ ไมไดรับมอบจากผูใชอํานาจเลย


- 195 -

ขอสังเกตคือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2492องคมนตรีมาจากการแตงตั้งของพระมหากษัตริย ในสมัยหลัง ประธานรัฐสภาถูกกําหนดใหมาจากสภาผูแทนราษฎรเลยกําหนดใหประธานรัฐสภาเปนผูรับสนองพระบรม ราชโองการในการแตงตั้งประธานองคมนตรี ดังรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ซึ่งอาจเปนเรื่องการขัดแยงกันเองของ กฎหมาย เพราะแงหนึ่งยังใหเปนอํานาจตามพระราชอัธยาศัยของพระมหากษัตริย แตอีกแงหนึ่งสภานิติ บัญญัติซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเปนผูรับสนองพระบรมราชโองการนาจะตีความไดวาฝายนิติ บัญญัติสามารถตรวจสอบกรใชอํานาจของประธานองคมนตรี ตรงนี้อาจจะตองอธิบาย ดังนั้น คงตองจับตาดูวารัฐธรรมนูญที่กําลังรางจะใหวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งหรือแตงตั้งและ ประธานสภามาจากวุฒิสภาหรือสภาผูแทนราษฎรถาวุฒิสภามาจากการแตงตั้งและประธานวุฒิสภาเปน ประธานรัฐสภาก็จะเขาประเด็นที่เกี่ยวกับองคมนตรี มันก็จะยอนกลับไป พ.ศ.2492

http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=6912 &Key=HilightNews


- 196 -

โปรดฟงอีกครั้งในรอบ 75 ป เมื่อ ‘ลูกพระยาพหลฯ’ อานประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ประชาไท – 25 มิ.ย. 50 เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. คณะมนุษยศาสตรและสังคม มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร, สโมสร 19 และบริษัท ชนนิยม จํากัด จัดงานเสวนาประวัติศาสตรรําลึก 75 ป ประชาธิปไตย ‘เบื้องหลังการ อภิวัฒน 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475’ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร โดยกอนจะเริ่มการเสวนาไดกลาวไวอาลัย และสงบนิ่งถึงการจากไปของทานผูหญิงพูนสุข พนมยงค ภรรยานายปรีดี พนมยงค แกนนําคณะราษฎรคน สําคัญ นอกจากนี้ เนื่องในโอกาสที่การอภิวัฒน พ.ศ. 2475 ครบรอบ 75 ป พ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา ไดอานแถลงการณคณะราษฎร ฉบับที่ 1 (ตามลอมกรอบ) ยอนรอยเสนทางที่ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา บิดาซึ่งเปนผูนําคณะราษฎรที่เคยประกาศไวตอหนาบรรดาทหารและผูรวมอุดมการณเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ณ ลานพระบรมรูปทรงมา เนื้อหาสําคัญของประกาศดังกลาว คือ หลัก 6 ประการ ที่แสดงถึงความ เปนประชาธิปไตยที่กาวพนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย เมื่อการเสวนาเริ่มตน นายศุขปรีดา พนมยงค ทายาทนายปรีดี พนมยงค เลาถึงที่มาของการอภิวัฒนใน พ.ศ. 2475 วา แรงบันดาลใจของคณะราษฎรมาจากเหตุการณ ร.ศ. 130 ซึ่งมีทหารหนุมกลุมหนึ่งตองการ ประชาธิปไตย แตบังเอิญเกิดมีผูกลับใจไปเขาขางผูมีอํานาจจึงไมสําเร็จ อยา