Issuu on Google+


เรื อง เรี ยบเรี ยง ภาพปก

ปรัชญาจิต: ฉบับย่อ Philosophy of Mind: A Little Introduction สรายุทธ เลิศปัจฉิมนันท์ fdecomite (Connex labyrinth)

จัดพิมพ์ในรู ปแบบหนังสื ออิเล็กทรอนิกส์โดย MiRAYEBOOK (facebook.com/mirayebook) พิมพ์ครัNงแรก (Proceedings) พฤศจิกายน ๒๕๕๖ พิมพ์ครัNงที ๒ (ebook) พฤศจิกายน ๒๕๕๖ สงวนสิ ทธิU ตามพระราชบัญญัติลิขสิ ทธิU โดยละเว้นซึ งบางประการ ตามสั ญ ญาอนุ ญ าต ครี เ อที ฟ คอมมอนส์ ที CC BY-NC-SA 3.0 สามารถอ่านออนไลน์ หรื อดาวน์โหลดเพืออ่านได้เป็ นการส่ วนตัว การเผยแพร่ ต่อทางอินเตอร์ เน็ตสามารถกระทําได้โดยแสดงทีมา หากมี ก ารตี พิ ม พ์เ พื อ จัด จํา หน่ า ยในเชิ ง พาณิ ช ย์ จะต้อ งได้รั บ อนุ ญาตจากผูเ้ ขี ยนเป็ นลายลักษณ์อกั ษรก่อนเท่านัNน เว้นแต่การ นํา ไปใช้อ ้า งอิ ง สามารถกระทํา ได้โ ดยมิ ต ้อ งแจ้ง ล่ ว งหน้า แต่ ประการใด


ความนําผูเ้ ขียน ปรัชญาจิต: ฉบับย่ อ Philosophy of Mind: A Little Introduction ฉบับนีNได้ปรับปรุ ง เนืNอหาจาก ‘Philosophy of Mind: From Anaxagoras to Jean-Paul Sartre and Jacques Lacan’ ซึ งเป็ นบทความวิจยั ทางปรัชญาที ข้า พเจ้า ได้น ํา เสนอในงานประชุ ม วิช าการ 9th International Conference on Humanities and Social Sciences 2013 จัดโดย Faculty of Humanities and Social Sciences, KhonKaen University จึ ง ได้ผ่ า นการพิ จ ารณาเนืN อ หาจากผูท้ รงคุ ณ วุฒิ ท าง ปรั ช ญาแล้ ว ในระดั บ หนึ ง พร้ อ มทัN งได้ รั บ การตี พิ ม พ์ ล ง Proceedings IC-HUSO 2013 ดังนัNนข้าพเจ้าจึงเห็นสมควรแก่การ จัดรู ปเล่มใหม่ให้เป็ นฉบับอิเล็กทรอนิกส์เพือเผยแพร่ เนืNอหาออกสู่ สาธารณะ ทัNง นีN หากจะมี ค วามเลวทัNง หลายทัNง ปวงจากความ ผิด พลาดทางเนืN อ หาอัน อาจจะมี นN ัน ข้า พเจ้าขอรั บไว้แ ต่ ผูเ้ ดี ย ว ส่ วนความดีทN งั หมดจากงานเขียนชิNนนีN ข้าพเจ้าขอยกให้แก่อาจารย์ สรายุทธ เลิศปัจฉิมนันท์ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๖


MiRAYEBOOK

Abstract The study of philosophy is the historic study of the way of human thoughts chronologically from the past to the present. 'What are Mind and Self?' can be regarded as one of the principle question that a number of philosophers have tried to answer. This is because the minds involve with the identity or self of human. This research is a documentary research attempting to investigate the theory of metaphysics and focusing on the human minds. The concepts of idealism are reviewed starting from Anaxagoras (510-428 BC), who gave birth to this concept, to concepts purposed by philosopher in 20th century. Then will focus specifically on the significant philosophical concepts of the resulting paradigm shift mainly on the structure of mind and mental processes in each philosophical thought. In particular, the two completely different concepts of mind and self purposed by the two contemporary philosophers Jean-Paul Sartre (1905-1980) and Jacques Lacan (1901-1981) are discussed. Moreover, the two philosophers also attempted to represent the concept of existentialism and Post-structuralism which are regarded as the concept of contemporary philosophy and nowaday influence to Philosophy of Mind | 1 |


MiRAYEBOOK

the society. The aim of this research is to reveal the complexity of the mind in order to understand the variety of concepts relating to the human mind in the period of Ancient Greece period up to the period of Modernism in which methodology on psychology and phenomenology are involved. In the period of Structuralism and Post-structuralism, semiology is used to explain structure of the mind in a systematic way as well as the structure of language.

Philosophy of Mind | 2 |


MiRAYEBOOK

บทคัดย่ อ การศึกษาปรัชญาเปรี ยบได้กบั การศึกษาประวัติศาสตร์ทาง ความคิดของมนุษย์ในแต่ละยุคสมัยทีสืบเนืองเชือมโยงกันมาจวบ จนถึงปั จจุ บนั กระนัNนสิ งหนึ งที นักปรัชญาทุกยุคทุกสมัยต่างให้ ความสําคัญและพยายามคิดหาคําตอบมาโดยตลอด คือเรื องของ จิต (Mind) เนื องจากจิตมีส่วนเกียวข้องกับ ตัวตน (Self) ของ มนุ ษย์โดยตรง งานวิจยั ชิNนนีN จึงเป็ นการวิจยั เชิงเอกสารซึ งค้นคว้า ถึงทฤษฎีทางอภิปรัชญา (Metaphysics) ว่าด้วยจิต นับตัNงแต่ อานัก ซากอรั ส (Anaxagoras, 510-428 ก่ อนคริ สตกาล) ผูใ้ ห้กาํ เนิ ด แนวคิดแบบจิตนิ ยม เรื อยมาจนถึงแนวคิดเรื องจิตของนักปรัชญา ยุคศตวรรษทียสี ิ บ มุ่งเน้นเฉพาะแนวคิดของนักปรัชญาคนสําคัญที ทําให้เกิ ดการปรั บเปลี ยนกระบวนทัศน์เกี ยวกับโครงสร้ างและ กระบวนการทางจิตในแต่ละสกุลความคิดทางปรัชญา โดยเฉพาะ อย่างยิงของสองนักปรัชญาคนสําคัญที มีชีวิตอยู่ร่วมสมัย ทว่ามี แนวคิ ดที ขดั แย้งกัน คื อ ฌอง-ปอล ซาร์ ต ร์ (Jean-Paul Sartre, 1905-1980) และ ฌาคส์ ลากอง (Jacques Lacan, 1901-1981) ผู ้ เป็ นเสมื อ นตัว แทนของแนวคิ ด แบบอัต ถิ ภ าวนิ ย มและหลัง โครงสร้ า งนิ ย ม ซึ ง ถื อได้ว่าเป็ นแนวคิ ด ปรั ช ญาสมัยใหม่ ที ยงั มี อิ ท ธิ พ ลอยู่ใ นสั ง คมปั จ จุ บ ัน ทัNง นีN ข้อ ค้น พบจากผลการศึ ก ษา ค้นคว้าในงานวิจยั ได้เผยให้เห็นรู ปแบบอันสลับซับซ้อนของจิต Philosophy of Mind | 3 |


MiRAYEBOOK

เพือการเข้าใจถึงความหลากหลายทางมโนทัศน์ในเรื องจิตทีมนุษย์ มีมาตัNงแต่สมัยกรี กโบราณ จนถึงสมัยใหม่ทีมีการนําเอาวิธีการทาง จิ ตวิทยาและปรากฏการณ์ วิทยาเข้ามาเกี ย วข้อ ง กระทังถึ ง สมัย โครงสร้างนิ ยมและหลังโครงสร้างนิยมทีใช้สัญวิทยาเข้ามาเสนอ ให้เห็นว่า จิตมีโครงสร้างทางความคิดอย่างเป็ นระบบ เช่นเดียวกับ โครงสร้างทางภาษา

Philosophy of Mind | 4 |


MiRAYEBOOK

บทนํา ความรักในการแสวงหาความรู ้ถือเป็ นสิ งทีอยู่คู่กบั มนุ ษย์ มาช้านาน เมือมนุษย์เริ มสนใจสิ งต่าง ๆ ทีอยูร่ อบตัวและตัNงคําถาม กับสิ งเหล่ านัNนเพือค้นหาความจริ งอันเป็ นแก่ นแท้ ไม่ ว่าจะเป็ น เรื องของธรรมชาติ เรื องของโลก เรื องของมนุ ษย์ดว้ ยกัน รวมไป ถึ ง เรื อ งของระบบคุ ณ ค่ า และความเชื อ ต่ า ง ๆ ที ม นุ ษ ย์จ ะพึ ง มี บรรดาคําถามต่าง ๆ เหล่านัNนเป็ นสิ งบ่มเพาะให้เกิดแนวคิดและ ทฤษฎี ท างปรั ช ญาขึN น มาอย่า งเป็ นระบบ การศึ ก ษาปรั ช ญาจึ ง เปรี ยบได้กบั การศึกษาประวัติศาสตร์ทางความคิดของมนุษย์ในแต่ ละยุคสมัยทีสืบเนืองเชือมโยงกันมาจวบจนถึงปั จจุบนั กระนัNนสิ ง หนึงทีนกั ปรัชญาทุกยุคทุกสมัยต่างให้ความสําคัญและพยายามคิด หาคําตอบมาโดยตลอด คือเรื องของ จิต (Mind) เนื องจากจิตคือ ตัวตน (Self) ของมนุ ษย์ เพราะจิตคือทีรวมของความรู ้สึกนึ กคิด ความรู ้ ความมี เ หตุ ผ ล ซึ งทํา ให้ ม นุ ษ ย์แ ตกต่ า งไปจากสั ต ว์ เดรั จฉาน ดังนัNนจึ งเป็ นหน้าที ของนักปรั ช ญาที จ ะเข้า มาจัด วาง แนวคิดทฤษฎีต่าง ๆ เพืออธิ บายถึงโครงสร้างและการทํางานของ จิตทีเชือมโยงกับตัวตนของมนุษย์ในเชิงอภิปรัชญา (Metaphysics) กล่าวคือ นักปรัชญาได้เข้ามาค้นหาคําตอบในเรื องของจิตทีเป็ น เรื องของนามธรรม จนเมื อวิทยาศาสตร์ ได้เข้ามามี บทบาทและ พยายามทํา ให้ก ารศึ ก ษาเรื อ งจิ ต มี ค าํ อธิ บ ายเชิ ง ประจัก ษ์ทีเ ป็ น Philosophy of Mind | 5 |


MiRAYEBOOK

รู ปธรรมมากขึNนในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับพฤติกรรม การแสดงออกของมนุ ษ ย์ จึ ง เกิ ด เป็ นศาสตร์ ที แ ยกตัว ออกจาก ปรั ชญา คื อ จิ ตวิทยา (Psychology) อย่างไรก็ตามปรั ชญาและ จิตวิทยาได้หวนมาบรรจบกันอีกครัNงในปรัชญาประยุกต์ ทีผนวก เอาแนวคิดทางวิทยาศาสตร์เข้ามาเสริ มด้วยอีกทางในศาสตร์สาขา ปรัชญาจิต (Philosophy of Mind) ซึ งเป็ นปรัชญาซึ งแสวงหา คําตอบของกระบวนการทางจิตเชิ งอภิปรัชญา เพือนําไปสู่ ความ เข้าใจภาวะความมีตวั ตนของมนุ ษย์ โดยมุ่งเน้นในเรื องธรรมชาติ ของจิต (Nature of the mind) เป็ นสําคัญ ยิง ไปกว่านัNน นัก ปรั ช ญาในทุ ก ยุคทุ ก สมัย ต่ างก็ลว้ นให้ ความสนใจทีจะศึกษาเรื อง จิต ว่ามีกระบวนการหรื อมีโครงสร้าง อย่างไร ทีทาํ ให้บุคคลคนแต่ละคนสามารถมีอตั ลักษณ์แตกต่างกัน ออกไป ดังนัNนเมือกล่าวถึงการศึกษาในเรื องของจิตแล้ว จึงมีนัก ปรัชญาหลายคนทีมีบทบาทประหนึงเป็ นนักจิตวิทยาควบคู่กนั ไป ด้วย ส่ วนในทางกลับกันก็มีนกั จิตวิทยาหลายคนทีมีความเป็ นนัก ปรัชญาอยูใ่ นตัวด้วยเช่นกัน โดยทัNงนักปรัชญาและนักจิตวิทยาต่าง ได้พยายามทําความเข้าใจถึงองค์ประกอบของจิต และพยายามหา คําอธิ บายมาสนับสนุ นซึ งก็เป็ นคําอธิ บายทีแตกต่างกันไปตามแต่ ละยุคสมัย โดยเฉพาะเมือกล่าวถึงนักคิดคนสําคัญทีมีส่วนในการ วางรากฐานทางทฤษฎีทีเกียวข้องกับโครงสร้างทางจิต ย่อมคือ ซิ ก Philosophy of Mind | 6 |


MiRAYEBOOK

มุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud, 1856-1939) นักจิตวิทยาผูเ้ ป็ นบิดา แห่ งทฤษฎี จิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) ทีเป็ นการผสมผสาน แนวคิดทา���ปรัชญานิ ยตั ินิยม (Determinism) เข้ากับหลักการทาง จิต เพือประยุกต์ใช้สําหรับอธิ บายถึงการมีบุคลิกภาพของมนุ ษย์ กระนัNนความสนใจทางปรัชญาของ ฟรอยด์ ก็แตกต่างไปจากนัก ปรัชญาอาชีพ เพราะถึงแม้ ฟรอยด์ จะสนใจปรัชญาทีเกียวข้องกับ มนุษย์และสังคม แต่เมือพิจารณาในแง่ของทฤษฎีจิตวิเคราะห์แล้ว ฟรอยด์ ได้แ สดงให้เห็ นถึ งความพยายามที จ ะทําให้การอธิ บาย เรื องจิตเป็ นสิ งทีหลุดพ้นจากแนวคิดทางศาสนา และหลุดพ้นไป จากการใช้เหตุผลทางอภิ ปรั ชญา เพือทําให้เห็ นว่ากระบวนการ ทางจิ ต สามารถอธิ บ ายได้อ ย่า งเป็ นวิท ยาศาสตร์ จึ ง กล่ า วได้ว่า แนวทางการศึกษาปรัชญาของ ฟรอยด์ เป็ นสิ งทีตN งั อยู่บนพืNนฐาน ของการค้นหาสิ งทีเรี ยกว่า ธรรมชาติของมนุษย์ ดังนัNน ฟรอยด์ จึง มุ่งความสนใจทัNงหมดไปทีการตัNงข้อสังเกตถึงกิจกรรมทางจิตของ มนุ ษย์ และพยายามอธิ บายให้เห็นถึงกระบวนการทํางานของจิต ในสองภาคส่ วน ส่ วนแรกคือจิตทีทาํ งานอย่างรู ้สาํ นึก และอีกส่ วน คือจิตทีทาํ งานอยูเ่ บืNองหลังแต่ไม่เปิ ดเผยออกมาให้ตวั เจ้าของจิตใจ ได้รับรู ้หรื อตรวจตราถึงการมีอยู่ของมันได้โดยตรง จิตในส่ วนที สองนีNเองเป็ นสิ งที ฟรอยด์ เรี ยกว่า จิตไร้สาํ นึก (Unconsciousness) Philosophy of Mind | 7 |


MiRAYEBOOK

ซึงการจะเข้าถึงมันได้ จําเป็ นต้องใช้วิธีการทางจิตวิเคราะห์เท่านัNน (เฉลิมเกียรติ ผิวนวล, 2544: 22, 30, 32, 126) แนวคิดของ ฟรอยด์ ยังมีอิทธิ พลต่อทัNงนักจิตวิทยาและนัก ปรั ช ญาเรื อ ยมาจนช่ ว งศตวรรษที ยีสิ บ ได้มี ส กุ ล ความคิ ด ทาง ปรั ช ญาเกิ ด ขึN นมาอย่ า งหลากหลาย ในบรรดาสกุ ล ความคิ ด เหล่ านัNน มี แ นวคิ ด ที ป ฏิ เ สธอย่า งรุ น แรงในเรื อ งธรรมชาติ ข อง มนุ ษย์ ที เ ป็ นแบบนิ ยัติ นิ ยม นั น คื อ ปรั ช ญาอั ต ถิ ภ าวนิ ยม (Existentialism) ที เสนอแนวคิ ด ให้หันไปมุ่ ง เน้นความสําคัญ เกียวกับตัวตนของมนุ ษย์ในฐานะทีเป็ นปั จเจก โดยมี ฌอง-ปอล ซาร์ตร์ (Jean-Paul Sartre, 1905-1980) ทีแม้ไม่ใช่บิดาของปรัชญา สกุลความคิ ดนีN แต่ ก็ถือได้ว่าเป็ นผูม้ ี บทบาทสําคัญยิงในการทํา ให้อตั ถิภาวนิยมได้กลายเป็ นแนวปรัชญาทีผคู ้ นต่างให้ความสนใจ กันอย่างแพร่ หลายทีสุดในช่วงศตวรรษดังกล่าว เนืองจากปรัชญา อัต ถิ ภ าวนิ ย มของ ซาร์ ต ร์ พยายามแสดงให้เ ห็ น ถึ ง เสรี ภ าพใน ตัว ตนของมนุ ษ ย์ ที ท ํา ให้ เ ป็ นอิ ส ระต่ อ ทุ ก สิ ง และสามารถ ตัดสิ นใจกระทําทุกอย่างได้ดว้ ยจิตสํานึ ก (Consciousness) ของ ตนเอง โดยไม่ ตกอยู่ภายใต้เงื อนไขของตัวกําหนดทางจิตวิทยา (Psychological Determinism) ในแง่นN ี เองทีทาํ ให้ปรัชญาอัตถิ ภาวนิ ยมของ ซาร์ ตร์ เป็ นแนวคิดทีขดั แย้งกับทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ของ ฟรอยด์ และทําให้เกิ ดข้อถกเถียงต่ าง ๆ ตามมา โดยเฉพาะ Philosophy of Mind | 8 |


MiRAYEBOOK

อย่างยิง นักทฤษฎีจิตวิเคราะห์คนสําคัญทีได้พฒั นาแนวคิดของตน ต่อจาก ฟรอยด์ คือ ฌาคส์ ลากอง (Jacques Lacan, 1901-1981) ก็ เป็ นหนึ งในผู ้ที โ จมตี แ นวคิ ด เรื อ งจิ ต สํ า นึ ก และเสรี ภ าพของ นักอัตถิภาวนิยม การเปลีย0 นกระบวนทัศน์ เรื0องจิตในทางปรัชญา เมือมองย้อนไปยังประวัติศาสตร์ ของปรัชญา จะพบว่ามี นักปรัชญาทีโดดเด่นหลายต่อหลายคนได้เคยทําการศึกษาเรื อง จิต (Mind) ของมนุ ษย์ไว้ก่อนหน้าแล้วมากมาย ซึ งแนวคิดของนัก ปรัชญาแต่ละยุคสมัยทีเกียวกับลัทธิ จิตนิ ยม (Idealism) ทัNงในแง่ สนับ สนุ น และในแง่ ที ค ัด ค้า น ต่ า งล้ว นผลัก ดัน ให้ ก ารค้น หา คําตอบในเรื องของจิตได้รับการต่อยอดเรื อยมาอย่างเป็ นระบบ จน เกิดเป็ นสกุลความคิดต่าง ๆ ในทางปรัชญาตามมามากมาย โดยหากสื บ ย้อ นไปตัNง แต่ ส มัย กรี ก โบราณ ผูใ้ ห้ก าํ เนิ ด แนวคิ ดแบบจิตนิ ยมคนแรกสุ ด คือ อานักซากอรัส แห่ ง คลาโซ เมแน (Anaxagoras of Clazomenae, 510-428 ก่อนคริ สตกาล) นัก ปรัชญาคนแรกที นาํ แนวคิดทางปรัชญามาสู่ เอเธนส์ โดยเฉพาะ อย่างยิง แนวคิดเกียวกับปฐมธาตุ ทีเสนอว่าสรรพสิ งไม่อาจเกิดขึNน จากความว่างเปล่า อีกทัNงปฐมธาตุของสรรพสิ งทัNงปวงก็หาใช่ ดิน นํNาลมไฟไม่ เพราะในจักรวาลยังเต็มไปด้วยธาตุต่าง ๆ อีกมากมาย Philosophy of Mind | 9 |


MiRAYEBOOK

มหาศาล ทว่าธาตุต่าง ๆ เหล่านัNนล่องลอยอย่างไร้ระเบียบ จึงต้องมี ปฐมธาตุทีจะให้กาํ เนิดสรรพสิ งได้โดยเป็ นธาตุทีทาํ หน้าทีเป็ นตัว จัดการรวมเอาธาตุต่าง ๆ ทีกระจัดกระจายอยูน่ N นั มาผสมผสานกัน จนเกิดเป็ นสรรพสิ ง (พระราชวรมุนี, 2540: 86, 90-91) ดังนัNนปฐม ธาตุ ตามทัศ นะของ อานักซากอรั ส จึ งเป็ น จิ ตสากล (Universal Mind) ซึ งเป็ นธาตุแบบอสสาร (Immaterial) ทีจะคอยรวมธาตุ สสาร (Material) เข้าด้วยกัน ด้วยความคิดเช่ นนีN ถึงแม้ อานักซา กอรั ส จะเป็ นนักปรั ชญาคนแรกที ได้น ําแนวคิ ด ทางปรั ช ญามา เผยแพร่ แก่ชาวเอเธนส์ จนในทีสุดได้ทาํ ให้เอเธนส์ได้กลายเป็ น ศูนย์กลางของการศึกษาปรัชญาในกาลต่อมาอีกหลายศตวรรษก็ ตาม ทว่ า เป็ นที น่ า เสี ยด ายว่ า ทฤษฎี ทางจั ก รวา ลวิ ท ยา (Cosmology) ของ อานักซากอรัส เป็ นสิ งก้าวหน้าเกินไปสําหรับ ผูค้ นในสมัยเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิง การเสนอว่า จิต ไม่ได้เป็ น สิ งเดียวกับพระเจ้า แต่เป็ นธาตุทีคอยจัดระเบียบให้แก่สรรพสิ งใน จักรวาล จากข้อเสนอดังกล่าวก็ทาํ ให้ อานักซากอรัส ถูกกล่าวหา ว่าเป็ นผูไ้ ม่เชื อในพระเจ้า ทัNงทีในความเป็ นจริ งแล้วแนวคิดของ อานัก ซากอรั ส ถื อ ว่ า เป็ นสิ ง ที ส นับ สนุ น การมี อ ยู่ข องพระเจ้า เพราะการที ทุกสิ งหมุ นวนผสมผสานกลมกลื นกัน ไปอย่างเป็ น ระเบียบ ย่อมหมายถึงมีผูจ้ ดั การสู งสุ ดทีอยู่เหนื อจิตขึNนไปอีกขัNน หนึงคือ พระเจ้า แต่จากความไม่เข้าใจของผูค้ นในยุคสมัยเดียวกัน Philosophy of Mind | 10 |


MiRAYEBOOK

นีNเองเป็ นเหตุให้ อานักซากอรัส จําต้องตัดสิ นใจเดินทางออกจาก กรุ งเอเธนส์ไปในทีสุด (Smart and Leaman, 2008: 158) กระนัNนก็ตามหากนับจาก อานักซากอรัส ได้ทาํ ให้ปรัชญา เป็ นทีแพร่ หลายในเอเธนส์แล้ว ผูท้ ีถือได้วา่ เป็ นหนึงในนักปรัชญา ที ยิ ง ใหญ่ ใ นสมัย ต่ อ มา คื อ เพลโต (Plato, 427-347 ก่ อ น คริ สตกาล) ผูว้ างรากฐานความคิดทางปรัชญาไว้อย่างเป็ นระบบ อีกทัNงแนวคิดต่าง ๆ ยังถือได้ว่า มีอิทธิ พลต่อนักปรัชญาในยุคหลัง ต่อมาอีกนับพันปี เพลโตเองก็เป็ นหนึ งในนักปรั ชญาทีให้ความ สนใจกับการหาคําอธิ บายเกียวกับกระบวนการทางจิต โดยเสนอ แนวคิดว่า จิตและร่ างกายไม่ใช่สิ ง ๆ เดียวกัน ทว่ า จิ ต ในทัศ นะของ เพลโต ยัง ถื อ เป็ นสิ ง ที มี ล ัก ษณะ เดี ย วกับ วิ ญ ญาณซึ งมนุ ษ ย์ไ ม่ อ าจมองเห็ น เพลโต ได้พ ยายาม เปลียนแปลงกระบวนทัศน์เพือสนับสนุนแนวคิดทีว่า จิตหรื อก็คือ วิญญาณในทัศนะของเพลโตเป็ นสิ งเดี ยวกับปั ญญา และมีภาวะ เหนื อร่ างกาย ซึ งความคิดเหล่านีNปรากฏใน เฟโด (Phaedo) หนึ ง ในปรั ช ญานิ พ นธ์ ชิN น สํา คัญ ของเพลโต (Pelosi, 2010: 4) โดยเฉพาะอย่างยิงจากในบทสนทนาระหว่างตัวละครสองตัวใน เรื องคือ เฟโด และ เอเคกราติส ทีกล่าวถึงเหตุการณ์ในวันสุ ดท้าย ของโสคราติส Philosophy of Mind | 11 |


MiRAYEBOOK

“เมื อ จิ ต และกายรวมกั น ธรรมชาติ ย่ อ มบั ง คั บ ให้ จิ ต ปกครองดูแล ให้ ร่างกายเชื อฟั งรั บใช้ ในสองหน้ าที อย่ างไหนใกล้ เทพ อย่ างไหนใกล้ มนุษย์ เทพย่ อมออกคําสั งและปกครอง มนุษย์ อยู่ใต้ บังคับบัญชาเป็ นข้ าคอยรั บใช้ เมือคนตายลง ร่ างกายอันเป็ น ส่ วนซึ งเห็นได้ ย่ อมนอนลงให้ ประจักษ์ แก่ โลก ร่ างนี 1เรี ยกกันว่ า ศพ ย่ อ มจะเน่ า เปื อย แตกทํา ลาย สู ญหาย ส่ วนจิ ต ซึ ง เห็ นไม่ ไ ด้ ในขณะเมือเดินทางจากไปสู่ปรโลกทีแท้ จริ ง ���ุจเดียวกันตรงที เห็น ไม่ ได้ บริ สุทธิ4 สู งส่ ง ถ้ าธรรมชาติ ของจิ ตและต้ นกําเนิ ดของจิ ต เป็ นเช่ นนี 1แล้ ว พอละร่ างไป จิ ตเราจะแตกสลายไปเช่ นนั1นไม่ ได้ แท้ ทีจริ งนั1นในเมือจิ ตบริ สุทธิ4 ตอนละสรี ระร่ าง ย่ อมไม่ เอาอะไร ในร่ างมาพัวพันอยู่อีก เมือเป็ นเช่ นนี 1จิตจึ งแบ่ งแยกออกมิได้ จาก ไปสู่ โลกอันมองไม่ เห็น ไปสู่ เทพ สู่ แดนอมตะและปั ญญา” (เปล โต้, 2514: 43-45) เนืN อหาในปรั ชญานิ พนธ์ เฟโด จึ งยืนยันถึงความเป็ นทวิ นิยมของ เพลโต ได้เป็ นอย่างดี จากการเสนอแนวคิดทีว่า วิญญาณ และร่ างกายไม่ใช่ สิ งเดียวกัน วิญญาณเป็ นสิ งทีไม่ปรากฏและสู ง ค่า ส่ วนร่ างกายเป็ นสิ งทีปรากฏและเสื อมสลาย มีเพียงวิญญาณ เท่ านัNนที ทาํ ให้เกิ ดปั ญญา ในขณะที ผสั สะไม่ สามารถทําให้เกิ ด ความคิ ด ในการโต้แ ย้ง ใด ๆ หลัง ไหลออกจากปากได้ (Dave, 2006: 35) นอกจากนีNทศั นะทียนื ยันว่าวิญญาณกับร่ างกายไม่ใช่สิ ง Philosophy of Mind | 12 |


MiRAYEBOOK

เดี ย วกัน ยัง ปรากฏในปรั ช ญานิ พ นธ์ อี ก ชิN น คื อ อุ ต มรั ฐ (The Republic) เล่ม 10 ทีเพลโตสนับสนุนความคิดของตนเองผ่านบท สนทนาของตัวละครในเรื องว่า “วิ ญ ญาณของเรานั1 น เป็ นอมตะไม่ มี วั น แตกทํ า ลาย วิ ญ ญาณเป็ นอมตะ แต่ ก็ต้ องพิ จ ารณาตามสภาพแท้ จริ งของ วิญญาณด้ วย หาใช่ ในสภาพตกตํา ทีอยู่ร่วมกับร่ างกายและความชัว อื น ๆ ดังที เราเห็ นอยู่ ต้ องพิ จารณาให้ ถ่องแท้ ว่าเมื ออยู่ในสภาพ บริ สุทธิ4 แล้ วจะเป็ นอย่ างไร” (เปลโต้, 2523: 390) ใน อุตมรัฐ เล่ม 10 เดี ยวกันนีN เพลโตยังอธิ บายถึงสภาวะ ของวิญญาณที เราไม่ อาจมองเห็ นได้ดว้ ยตาเปล่ า โดยเปรี ยบกับ กรณี ของการทีมนุ ษย์มองเทพ กอลคุส เดิมเป็ นชาวประมงซึ งครัNง หนึ งได้โดดลงทะเลแล้วร่ างกายแตกสลายเหลือแต่วิญญาณและ กลายเป็ นเทพไปในที สุ ด เพลโต อุ ป มาผ่า นบทสนทนาของตัว ละครให้เห็นว่า “เพราะร่ างกายส่ วนเดิ มของพระองค์ แตกทําลายไปแล้ ว และส่ วนอืน ๆ ก็ตกลงสู่พืน1 นํา1 และถูกคลืนพัดพาไป พร้ อมกันนั1น สิ ง อื น ๆ อั น มี หอย พื ช นํ1า และหิ น ก็เ ข้ า มาเกาะแทนที จนดู เหมือนสัตว์ มากกว่ าตัวตนทีแท้ ของพระองค์ ” (เปลโต้, 2523: 394) ดังนัNน เพลโต ถือว่าร่ างกายคือสสารทีถูกใช้ตามเจตจํานง ของวิญ ญาณที เ ป็ นตัว บัญ ชา ในแง่ เ ดี ย วกัน นีN จึ ง เป็ นการยืน ยัน Philosophy of Mind | 13 |


MiRAYEBOOK

เช่ นกันว่า ความเป็ นมนุ ษย์จะเกิ ดขึN นได้ก็ตอ้ งมี ทN งั วิญญาณและ ร่ างกาย เพราะหากมนุ ษ ย์มี เ พี ย งร่ างกาย มนุ ษ ย์ก็ ป ราศจาก ความรู ้ สึ ก นึ ก คิ ด ปราศจากอารมณ์ จ นไม่ ต่า งไปจากสิ ง ไร้ ชี วิต ทัNงนีN วิญญาณในทัศนะของ เพลโต ยังแบ่งออกเป็ นสามภาค ซึ ง เป็ นบ่อเกิ ดของความเป็ นมนุ ษย์ในทัNงสามด้านคื อ วิญญาณภาค ตัณหา ที จะคอยสร้างความอยากให้แก่ร่างกาย เช่ นการต้องการ ความสุ ขทางกายและด้านวัตถุ เป็ นวิญญาณทีมีความลุ่มหลงโลกี ยะในลักษณะเดี ยวกับสัตว์เดรัจฉาน ส่ วนภาคทีสองคือ วิญญาณ ภาคนํNาใจ เป็ นวิญญาณด้านทียงั มีความปรารถนาในโลกียะอยู่ แต่ เป็ นความปรารถนาทีเกิดขึNนทางด้านจิตใจ ไม่ใช่ในด้านวัตถุ เป็ น ความต้องการทีจะแสดงออกถึงอารมณ์และความรู ้สึกทางใจ เช่ น ความกล้าหาญ ความเสี ยสละ ความเมตตา หรื อแม้แต่ความโกรธ เกลียดต่อสิ งอยุติธรรม เป็ นต้น เป็ นวิญญาณในภาคทีสูงกว่าสัตว์ เดรั จ ฉาน และภาคที ส ามคื อ วิ ญ ญาณภาคปั ญ ญา ที ท ํา หน้า ที เกียวกับความคิดและเหตุผล เป็ นวิญญาณในภาคทีทาํ ให้มนุ ษย์มี ความแตกต่างจากสัตว์และสิ งทัNงปวงในโลก มีเพียงวิญญาณภาคนีN เท่านัNนทีจะเข้าถึงโลกของแบบได้ ตามทฤษฎี แบบ (Theory of Forms) ของ เพลโต นอกจากนีN เพลโต ยังใช้วิญญาณทัNงสามภาค มาอธิ บ ายถึ ง การมี บุ ค ลิ ก ภาพของมนุ ษ ย์ว่า มนุ ษ ย์ทุ ก คนต่ า งมี ร่ างกายและมีวิญญาณทัNงหมดสามภาคเป็ นผูบ้ ญ ั ญา มนุ ษย์แต่ละ Philosophy of Mind | 14 |


MiRAYEBOOK

คนมีอุปนิ สัยใจคอต่างกัน ขึNนอยู่กบั ว่าใครมีวิญญาณในภาคไหน มากน้อยในอัตราส่ วนทีแตกต่างกัน วิญญาณในทัศนะของ เพลโต จึ ง มี อ าํ นาจบงการร่ า งกายได้อ ย่า งเด็ด ขาดสมบู ร ณ์ (วิท ย์ วิศ ท เวทย์, 2537: 57-63) หากมองแนวคิดของ เพลโต ในเชิ งปรัชญาจิต เพลโต ได้ วางโครงสร้างทางจิตไว้ถึงสามภาคทีเป็ นส่ วนบงการร่ างกาย และ จิ ต ในทัศ นะของเพลโตมี ล ั ก ษณะเป็ น อสสาร (Immaterial) กล่าวคือ เป็ นดวงวิญญาณของมนุ ษย์ทีมีความเป็ นอมตะนิ รันดร์ ตามทฤษฎีแบบ (Theory of Forms) ซึงสัมบูรณ์อยูใ่ นโลกของแบบ ทีมนุ ษย์ทวั ไปไม่ อาจรู ้ ได้ดว้ ยผัสสะ วิธีเดี ยวทีจะทําให้หยัง รู ้ถึง การมีอยู่ของวิญญาณได้คือการเข้าถึงด้วย ปั ญญาญาณ (Intuition) เท่านัNน ในแง่นN ี ทาํ ให้จิตของเพลโตยังไม่ใช่ กระบวนการทางจิ ต (Mental Processes) ทีเกียวข้องกับพฤติกรรมศาสตร์ทางจิตวิทยา เพราะเพลโตถือว่าจิตคือเจตจํานงทีคอยควบคุมและบงการร่ างกาย ให้ขยับเคลือนไหวไปตามความรู ้สึกนึกคิด ส่ วนร่ างกายก็เป็ นเพียง สสารทีคอยตอบสนองต่อเจตจํานงของจิต หรื อในอีกแง่หนึ งคือ ร่ างกายเป็ นสิ งทีถูกจิตใช้งานเท่านัNน จิตมีอาํ นาจเหนือร่ างกายโดย สมบู ร ณ์ ทุ ก ประการและคอยบงการทุ ก อย่ า งจากภายใน ทว่ า ในทางกลับกันก็เป็ นการตอกยํNาเช่ นกันว่า ร่ างกายไม่ สามารถมี อํานาจใด ๆ เหนือจิตได้เลย ซึ งทําให้จิตนิยมแบบทวินิยมของ เพล Philosophy of Mind | 15 |


MiRAYEBOOK

โต ต่างไปจากทวินิยมของ เรอเน เดส์ การ์ ตส์ (Rene Descartes, 1596-1605) นักปรัชญาคนสําคัญแห่ งศตวรรษที สิบเจ็ด ผูเ้ ปิ ด ศักราชของปรัชญาสมัยใหม่ (Father of Modern Philosophy) เดส์ ก าร์ ต ส์ ได้เ สนอสิ ง ที เ ป็ นการเปลี ย นกระบวนทัศ น์ เกียวกับโครงสร้างทางจิตทีเพลโตได้วางรากฐานมาอย่างยาวนาน โดยเสนอว่ า จิ ต เป็ นสิ งที ส ามารถดํา รงอยู่ ไ ด้ ด้ว ยตัว เองแม้ ปราศจากร่ างกาย กล่าวคือจิตในทัศนะของ เดส์การ์ตส์ เป็ นจิตทีมี เนืNอแท้ (Spiritual Substance) รวมถึงจิตยังเป็ นอัตบุคคล (Subject) ทีมีความคิด ส่ วนร่ างกายในฐานะอินทรี ยภาพ (Organism) เป็ น สสารกินพืNนที (Material Substance) ทัNงนีN จิตในทัศนะของ เดส์ การ์ ตส์ แม้มีอาํ นาจบงการร่ างกายได้ในลักษณะของการคิดด้วย เหตุ ผ ล แต่ ใ นขณะเดี ย วกัน ร่ างกายที เ ป็ นสิ งกิ น พืN น ที ก็ ค อย ตอบสนองไปตามกฎแห่ งกลศาสตร์ ดว้ ยเช่นกัน ซึ งหมายความว่า ในบางครัNง ร่ างกายก็สามารถทําให้จิตสนองตอบด้วยได้ ไม่ใช่จิต บงการในทางเดียวตามแบบทีเพลโตเคยเสนอไว้ ด้วยเหตุนN ี การทํางานของจิตตามแนวคิดของ เดส์ การ์ ตส์ จึ ง มี อ ยู่ใ นสองรู ป แบบ โดยรู ป แบบแรก คื อ การคิ ด ของจิ ต ใน ลักษณะทีความคิดนัNนมีติดตัวมาตัNงแต่เกิด (Innate Ideas) ถือเป็ น ความคิ ด ที เ กิ ด จากการตระหนัก รู ้ ข องจิ ต เช่ น ความคิ ด ในเชิ ง นามธรรมที เกี ยวกับตัวตน หรื อเกี ยวกับพระเจ้า ส่ วนรู ปแบบที Philosophy of Mind | 16 |


MiRAYEBOOK

สอง คือ การคิดของจิตทีเกิดจากการกระตุน้ ของสิ งเร้าภายนอกต่อ ประสาทสั ม ผัส ต่ า ง ๆ (Derived Ideas) ถื อ เป็ นความคิ ด ที ตอบสนองกับ การกระทํา ของบุ ค คล เช่ น ความคิ ด ที เ กิ ด ขึN น หลังจากได้ยนิ เสี ยงต่าง ๆ หรื อมองเห็นสิ งต่าง ๆ และยิง ไปกว่านัNน การแบ่งแยกเนืNอแท้ของจิตและร่ างกายออกจากกันอย่างสิN นเชิงแต่ ยัง ทํา งานในลัก ษณะตอบสนองร่ ว มกัน ตามแนวคิ ด ของ เดส์ การ์ตส์ เช่นนีN ได้มีส่วนช่วยให้ศาสตร์ดา้ นจิตวิทยารุ ดหน้าไปอย่าง รวดเร็ ว เนื องจากนักปรัชญาก่ อนหน้า เดส์ การ์ ตส์ ส่ วนใหญ่ ยงั ยึ ด ถื อ ตามแนวคิ ด ของ เพลโต ที ม องว่ า จิ ต กั บ ร่ างกายมี ความสัมพันธ์กนั ใน���ิศทางเดียว คือ จิตเป็ นเจตจํานงทีสังร่ างกาย ให้ตอบสนองต่อสิ งทีคิดอยากจะกระทํา แต่ร่างกายไม่สามารถสัง ให้จิตตอบสนองต่อสิ งภายนอกได้ แนวคิดของ เดส์การ์ตส์ จึงเข้า มาเปลียนมโนทัศน์เกียวกับจิตและร่ างกายใหม่ (เบนสัน ไนเจล, 2550: 28-29) เพราะทวินิยมแบบเดส์การ์ตส์ (Cartesian Dualism) ได้แ สดงให้เห็ นว่า จิ ตและร่ างกาย แม้เป็ นสิ งที แยกจากกันโดย เด็ดขาด แต่ ใ นทางเป็ นจริ ง แล้ว มัน ยัง ต้อ งทํา งานสอดคล้อ งตาม กระบวนการของมัน ยกตัวอย่างเช่ น กรณี ทีเราได้คิดตัดสิ นใจจะ กินอาหาร แล้วในเวลาต่อมาเราก็ตรงไปยังครัวเพือเตรี ยมข้าวของ สําหรับทําอาหาร กรณี ง่าย ๆ เช่นนีNกไ็ ด้แสดงให้เห็นถึงการทํางาน Philosophy of Mind | 17 |


MiRAYEBOOK

ร่ วมกั น ของร่ างกายแล้ ว ว่ า มี ส่ วนสั ม พัน ธ์ ก ั น กล่ า วคื อ ใน กระบวนการทางจิต เราเป็ นผูค้ ิดตัดสิ นใจว่าจะทําอะไร ซึ งในทีนN ี คือตัดสิ นใจว่าจะกิ นอาหาร ซึ งแท้จริ งแล้วจิ ตไม่ได้เป็ นผูค้ ิ ดบง การอยูฝ่ ่ ายเดียว เพราะในกระบวนการทางด้านร่ างกายนัNนก็มีส่วน กระตุ น้ ให้เกิ ดความหิ ว และทํา ให้เกิ ด ความรู ้ สึกว่า เราอยากกิ น อาหาร1 (McCulloch, 1995: 5) ไม่ เ พียงเท่ า นัNน หากแต่ ในแง่ ที กล่ า วถึ ง จิ ต มี อิส ระเหนื อ ร่ างกายแล้ว แนวคิดของ เดส์การ์ตส์ ยังถือได้วา่ รุ ดหน้าไปไกลกว่า เพลโต กล่ าวคือ แนวคิดของเพลโตเมื อจิตหรื อก็คือวิญญาณได้ ออกจากร่ างกายไป เมือนัNนมนุษย์กต็ อ้ งตาย แม้ในทัศนะของ เพล โต จะถือว่าวิญญาณมีความเป็ นนิรันดร์กต็ าม แต่ความนิรันดร์นN นั ก็มีอยูเ่ พียงในโลกของแบบ หากวิญญาณกลับคืนสู่ โลกของแบบ ก็ จะไม่ มีสิ งใดที จะยืน ยัน ถึ ง ความเป็ นตัวตนของมนุ ษย์ได้ต่อ ไป ทว่าแนวคิ ดของ เดส์ การ์ ตส์ นัNนจิ ตสามารถมี อยู่ได้อย่างโดด ๆ โดยปราศจากร่ างกาย ทัNงนีN เนื องมาจาก เดส์ การ์ ตส์ ได้เสนอถึ ง วิธี ก ารที จะทําให้เรารู ้ ไ ด้ว่า บุ คคลยัง สามารถตระหนัก ถึ งการมี ตัวตนของตนเองอยูไ่ ด้จากการตัNงข้อสงสัยของจิต เพราะจิตคือสิ ง McCulloch ใช้เรื องการดืมและชงกาแฟเป็ นตัวอย่าง แต่ผวู ้ ิจยั เห็นว่าตัวอย่างดังกล่าวยังไม่ทาํ ให้เห็นภาพที ชัดเจนว่า กระบวนการทางร่ างกายนัNนเข้ามามีอิทธิ พลต่อจิ ตได้อย่างไร จึ งได้ดดั แปลงจากตัวอย่างเดิ มของ McCulloch ใหม่ให้เป็ นเรื องของ ความหิ วและการกินอาหาร ดังทีปรากฏ 1

Philosophy of Mind | 18 |


MiRAYEBOOK

เดี ยวที ทาํ ให้สามารถยืนยัน ถึ งการมี ต ัวตนของเราได้ จากการที เมือใดก็ตามทีจิตทําการคิดสงสัยในสิ งต่าง ๆ ย่อมหมายถึงตัวตน ของเราถู ก ยื น ยัน ว่ า กํา ลัง มี อ ยู่ แม้จ ะอยู่ใ นสภาวะที ป ราศจาก ร่ างกายก็ตาม โดยตัวอย่างทีมกั ถูกยกมาอุปลักษณ์ (Metaphor) ให้ เห็นภาพในปรัชญาของเดส์การ์ตส์อยูบ่ ่อยครัNง เช่น การทีตวั เราถูก ปี ศาจยัดเยียดมายาภาพต่ าง ๆ ที เรามิ อาจขัดขื นได้ ทัNงที เราเป็ น เพียงจิตดวงหนึงซึงไม่มีร่างกาย แต่ปีศาจได้สร้างมายาภาพให้เรามี จินตภาพไปเองว่ามีร่างกายมีอวัยวะครบสามสิ บสอง และในจินต ภาพนัNนเราได้กระทําสิ งต่าง ๆ ไปตามแต่ปีศาจจะบงการไม่ว่าจะ วิง เดิ น กระโดด กิ น นอน สุ ดแท้แต่ ทีจะกระทํา เดส์ การ์ ตส์ ได้ เสนอให้เห็ นว่าในกรณี นN ี เราไม่มีทางรู ้ได้เลยว่าแท้จริ งแล้วเรามี ร่ างกายดํารงอยู่หรื อไม่ แต่สิ งหนึ งทีจะสามารถยืนยันถึงการมีอยู่ ของเราได้ก็คื อ การคิ ด เมื อ เรากํา ลัง คิ ด นัน หมายถึ ง เรากํา ลัง มี ตัวตนอยู่ จึงเป็ นทีมาของคํากล่าว “ฉันคิดฉันจึงมีอยู่” (I think, therefore I am) ดังนัNนโครงสร้างทางจิตในทัศนะของ เดส์การ์ตส์ จึงสามารถจําแนกออกได้เป็ นสองระดับ คื อ จิตในลักษณะของ ปั ญญาญาณทีมีติดตัวมนุ ษย์มาแต่กาํ เนิ ด ซึ งเป็ นจิตในแง่เดียวกับ วิญญาณภาคปั ญญาของเพลโต จิตในระดับนีN เดส์การ์ ตส์ ถือตาม เพลโตว่าเป็ นส่ วนทีทาํ ให้มนุ ษย์มีความคิดและมีเหตุผล ส่ วนใน ระดับรองลงมาคือจิตทีอยู่ในฐานะของจิตซึ งมีสติ (Conscious) ที Philosophy of Mind | 19 |


MiRAYEBOOK

จะทํา งานร่ วมกับ ระบบผัส สะ โดยถื อ เป็ นจิ ต ในส่ ว นที ค อย ตอบสนองต่อสิ งเร้าจากภายนอกทีมากระทําต่อร่ างกาย ซึ งแนวคิด ทวินิ ย มแบบเดส์ ก าร์ ต ส์ นN ี มี อิ ท ธิ พ ลอย่า งมากต่ อ นัก คิ ด และนัก ปรัชญาในยุคถัดมา ถือเป็ นการวางรากฐานความคิ ดเรื องปั จเจก บุคคลของชาวตะวันตก ถึงกระนัNนก็ยงั มี ผูอ้ อกมาโต้แย้งแนวคิดของ เดส์ การ์ ตส์ ซึ งหนึงในนักปรัชญาคนสําคัญทีมีทศั นะไม่ลงรอยกัน คือ จอห์น ล็อก (John Locke, 1632-1704) ทีปฏิเสธแนวคิดของ เดส์การ์ตส์ ในเรื องจิตมีความคิดติดตัวมาแต่กาํ เนิ ด ทัNงนีN ล็อก ได้เสนอว่าจิต ของมนุ ษย์ เ มื อแรกสุ ดคื อจิ ตที ว่ า งเปล่ า ต่ อเมื อจิ ตได้ มี ประสบการณ์ จ ากโลกภายนอก จิ ต จึ ง เริ ม รู ้ สึ ก ถึ ง การมี อ ยู่ข อง ตัวตน และจากการทีจิตเป็ นสิ งมีสติ (Conscious) รับรู ้ถึงตัวตนอยู่ ตลอดเวลานัNน ได้ทาํ ให้เกิดสิ งทีเรี ยกว่า จิตสํานึก (Consciousness) ซึ งเป็ นคําที ล็อก นํามาใช้เป็ นคนแรกโดยหมายถึง จิตทีมีอาการ สํานึ กรู ้ต่อประสบการณ์ทีผ่านเข้ามาในจิตใจ (บรรจบ บรรณรุ จิ, 2533: 190) ทว่าข้อจํากัดในทัศนะของ ล็อก คือ ตัวของจิตเองไม่มี ความสามารถรับรู ้โลกภายนอกได้โดยตรง จิตมีอาการสํานึ กรู ้ถึง สิ งต่าง ๆ ได้จากความคิดทีเกิดจากภาพตัวแทน (Representation) ของโลกภายนอกและไตร่ ตรอง (Reflection) มันออกมาเท่านัNน โครงสร้ า งทางจิ ต ของ ล็อ ก จึ ง ขาดความสมบู ร ณ์ เ พราะยัง ติ ด Philosophy of Mind | 20 |


MiRAYEBOOK

ปั ญหาเรื องการโยงสิ งทีปรากฏ (Appearance) ให้เข้ากับความเป็ น จริ ง (Reality) ของโลกภายนอกไม่ได้ แนวคิ ดของ เดส์ การ์ ตส์ ยังถูกโจมตีอย่างหนักจาก เดวิด ฮิวม์ (David Hume, 1711-1776) ทีปฏิเสธการมีอยู่ของจิตใน ลักษณะทีจิตมีเนืNอแท้ (Substance) เนืองจากจิตในทัศนะของ ฮิวม์ คือกระบวนการทางผัสสะที ทาํ ให้เกิดรอยประทับ (Impression) ของมโนภาพแต่ละมโนภาพอย่างเป็ นลําดับ รอยประทับทุกรอยที ได้มาจากประสบการณ์จึงเป็ นทีมาของความคิด โดยเฉพาะอย่างยิง ฮิวม์ นัNนถือว่าสิ งทีจะทําให้จิตมีความคิดได้จะต้องเป็ นสิ งทีได้มา จากประสบการณ์ทางเดียวเท่านัNน (สมัคร บุราวาศ, 2552: 335) ดังนัNนตามแนวคิดแบบประสบการณ์นิยมของ ฮิวม์ การคิด หาเหตุ ผลของมนุ ษย์จึ งต้องตัNงอยู่บนฐานของการการเชื อมโยง มโนภาพทีเกิดจากการรับรู ้ผ่านประสบการณ์ ซึ งในเบืNองต้น ฮิวม์ ได้เสนอวิธีการทางญาณวิทยาทีเป็ นไปในทางเดียวกับ ล็อก คือถือ ว่าจิตของมนุษย์ในแรกเริ มนัNนเป็ นสิ งว่างเปล่า มนุษย์ไม่มีความคิด หรื อความรู ้อะไรใด ๆ ติดตัวมาแต่กาํ เนิดทัNงสิN น และฮิวม์ยงั ได้ต่อ ยอดแนวคิดของตนต่อไปเพือแสดงให้เห็นถึงทฤษฎีการเชือมโยง มโนภาพว่า แท้จริ งแล้วความรู ้ ของมนุ ษย์เกิดจากการะบวนการ ทํางานของจิตในสองขัNน คือ ขัNนรอยประทับ ซึ งเป็ นข้อมูลแรกที มนุษย์รับเข้ามาในจิต ทําให้จิตสามารถทํางานต่อในขัNนทีสอง คือ Philosophy of Mind | 21 |


MiRAYEBOOK

การจําลองข้อมูลทีได้จากรอยประทับเพือสร้างเป็ นมโนภาพขึNนมา โดยกระบวนการจัด การกับ ข้อ มู ล ทัNง หมดที เ ข้า มาอยู่ใ นจิ ต นัNน เกิดขึNนจากกระบวนการพิเศษทีมนุ ษย์มีก็คือ จินตนาการ ซึ งเป็ น ความสามารถทีมนุษย์ทุกคนมีตามธรรมชาติ โดยอาศัยกฎแห่ งการ เชื อมโยงสามข้ อ เป็ นตั ว จั ด การ ได้ แ ก่ ความคล้ า ยคลึ ง (Resemblance) ความต่อเนื องของกาลหรื อเทศะ (Contiguity in time or place) และความเป็ นสาเหตุและผล (Cause-Effect) ซึ งกฎ ทัNงสามนีNทาํ ให้จิตของมนุษย์สามารถทําการเชือมโยงการรับรู ้ทาง ประสบการณ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกันโดยอัตโนมัติ มโนทัศน์ของ ฮิวม์ จึ งแสดงให้เห็ น ถึ งความขัด แย้ง กับ เดส์ การ์ ตส์ อย่า งสุ ดขัNว อัน เนืองมาจากเดิมจิตในทัศนะของ เดส์การ์ตส์ นัNนถือกันว่ามีเนืNอแท้ (Substance) แต่จิตในแบบของ ฮิวม์ กลับเป็ นเพียงกลุ่มของมโน ภาพทีรับรู ้อยู่ภายในเท่านัNน ไม่ใช่สิ งกินทีและไม่มีจิตใด ๆ ทีเป็ น ตัวตน แนวคิดของ ฮิ วม์ เช่ นนีN ยงั ทําให้การรับรู ้ถึงตัวตนในแบบ ของ เดส์การ์ตส์ ทีว่าฉันคิดฉันจึงมีอยู่ ต้องกลายเป็ นเพียงมายาคติ ไปด้ ว ย กล่ า วคื อ เมื อ จิ ต เป็ นเพี ย งกระบวนการทํา งานตาม ธรรมชาติทีอยู่ภายในตัวมนุ ษย์ การที มนุ ษย์คิดว่าตัวเองมี ตวั ตน ขึNนมาจากจิต ก็ตอ้ งเป็ นแค่เรื องเพ้อฝันทีมนุษย์พยายามสร้างขึNนมา เอง และนัน เป็ นสาเหตุทีทาํ ให้ ฮิวม์ ต้องวิเคราะห์ต่อไปถึง ตัวตน (Self) ของมนุษย์ว่า บุคคลได้สร้างอัตลักษณ์ของตนเองขึNนมาได้ Philosophy of Mind | 22 |


MiRAYEBOOK

อย่างไร ในแง่นN ีทฤษฎีความรู ้ของ ฮิวม์ เสนอว่าความจํา (Memory) เท่ า นัNน ที เป็ นบ่ อ เกิ ด ทางอัต ลัก ษณ์ ข องบุ ค คล เพราะตัว ตนของ บุ ค คลนัN นเป็ นเพี ย งกลุ่ ม ของกระบวนการรั บ รู ้ ที เ กิ ด ขึN นอย่ า ง รวดเร็ ว รวมถึงมีความเปลียนแปลงอยู่ตลอดเวลา จิตทําการรับรู ้ เหตุ การณ์ ต่า ง ๆ ที ผ่านเข้ามาเสมื อนหนึ ง ฉากการแสดงในโรง ละครที พ อฉากหนึ งหมดไป ฉากใหม่ ก็ ม า ในท่ า มกลาง กระบวนการรับรู ้ต่อเนื องทีเปลียนแปลงอยู่ตลอดเช่ นนีN สิ งเดียวที จะทําให้จิตสามารถสร้างตัวตนของบุคคลขึNนมาได้ก็คือความจํา เพราะความจําทําให้มนุ ษย์สามารถมองเห็นถึงความสัมพันธ์ของ การรับรู ้ต่าง ๆ ได้ หากเปรี ยบกับฉากละครเดิม ความจําก็เสมือน เป็ นสิ ง ที ท าํ ให้เ ราสามารถมองเห็ น ความเกี ย วโยงกัน ของฉาก หลาย ๆ ฉากจนเกิดเป็ นเนืN อเรื องขึNนมา (สมฤดี วิศทเวทย์, 2536: 35-38, 70-79) โครงสร้างทางจิตแบบประสบการณ์นิยมของ ฮิวม์ ถือได้ ว่ามีความซับซ้อนกว่าโครงสร้างทางจิตแบบเหตุผลนิ ยมของ เดส์ การ์ ตส์ อย่างเห็นได้ชัด ทําให้สกุลความคิดทัNงสองแนวนีN มีความ ขัดแย้งทางมโนทัศน์ทีหาจุดร่ วมกันไม่ได้ เพราะต่างฝ่ ายต่างก็มี ข้อจํากัดทางแนวคิด เช่น เดส์การ์ตส์ แม้จะอ้างเหตุผลต่าง ๆ นานา เพื อแสดงให้เ ห็ น ถึ ง ความมี อ ยู่ข องจิ ตว่าอยู่ในฐานะของ อัต ตา (Ego) ทว่าสิ งทีทาํ ให้แนวคิดของ เดส์การ์ตส์ ต้องเกิดความขัดแย้ง Philosophy of Mind | 23 |


MiRAYEBOOK

ในตัวเองก็คือเมือ เดส์การ์ ตส์ ได้กล่าวว่า “ฉันคิดฉันจึงมีอยู่” (I think, therefore I am) นัน กลายเป็ นว่าอัตตาในฐานะผูร้ ู ้กก็ าํ ลัง กลายเป็ นสิ งทีถูกรู ้ไปด้วย เท่ากับว่าอัตตาก็เป็ นเพียงสิ ง ๆ หนึงซึ ง อยูใ่ นจิต แต่ไม่ใช่ตวั จิต ซึ งตรงกับข้อวิจารณ์ของ ฮิวม์ ทีชN ีให้เห็น ว่า จิ ต ไม่ เ คยปรากฏเนืN อ แท้ใ ห้เ ห็ น สิ ง ที ป รากฏมี เ พี ย งกระแส ความคิดจากประสบการณ์เท่านัNน ดังนัNนอัตตาก็จึงต้องเป็ นสิ งไม่มี เนืNอแท้ดว้ ยเช่ นกัน จากความขัดแย้งนีN เองทีทาํ ให้ ฮิวม์ ได้ผลักดัน แนวคิดแบบประสบการณ์นิยมจนถึงขัNนปฏิเสธทุกสิ งทุกอย่างที ไม่ได้มาโดยผัสสะ ซึ งทําให้ทฤษฎี ของ ฮิ วม์ เป็ นแบบวิมตั ินิยม (Skepticism) แต่ในทฤษฎี ของ ฮิ วม์ นัNนก็ยงั มีขอ้ บกพร่ องบาง ประการอยู่ เพราะการที ฮิวม์ เสนอว่าอัตตาไม่มีเนืN อแท้ อัตตาจึง เป็ นสิ งทีอยูใ่ นรู ปของความจําทีได้จากประสบการณ์ และด้วยเหตุ ที ใ นเมื อ ฮิ ว ม์ ไม่ ย อมรั บ การมี อยู่ข องอัต ตา ดังนัNน ฮิ ว ม์ ก็ต ้อ ง ยอมรั บ ด้ว ยเช่ น กัน ว่ า ความจํา ที ป ราศจากอัต ตาย่อ มเป็ นสิ ง ที เป็ นไปไม่ได้ สาเหตุ มาจากที ฮิ วม์ ได้เสนอไว้ว่าอัตลักษณ์ ของ บุคคลเกิดจากการร้อยเรี ยงประสบการณ์ต่าง ๆ ทีผ่านเข้ามาและ ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ดังนัNนหากไม่มีอตั ตาทีดาํ รงอยูอ่ ย่างถาวรเพือ เป็ นแหล่งรวมของความจํา มนุษย์กจ็ ะไม่สามารถระลึกถึงความจํา ในอดีตได้ (เดือน คําดี, 2530: 45, 49) Philosophy of Mind | 24 |


MiRAYEBOOK

ทว่าเมือถึงทีสุดแล้วความพยายามแก้ปัญหาทีปรากฏทัNงใน ทฤษฎีของ เดส์การ์ตส์ และ ฮิวม์ นัNนก็ได้มาสําเร็จลงที อิมมานูเอล ค้านท์ (Immanuel Kant, 1724-1824) นักปรัชญาชาวเยอรมัน ผูซ้  ึ ง ทําให้แนวคิดแบบเหตุผลนิยมและประสบการณ์นิยมสามารถมีจุด ทีมาบรรจบร่ วมกันได้ จากการต้องการแก้ปัญหาดังกล่าว ค้านท์ ได้ทาํ การเปลียนกระบวนทัศน์เกียวกับการทํางานของจิตครัNงใหญ่ เพื อ แก้ปั ญ หาทางญาณวิ ท ยาด้ว ยการเสนอสิ ง ที เ รี ยกว่ า โลก ปรากฏการณ์ (Phenomenal World) และ โลกวัตถุทีอยูน่ อกผัสสะ (Noumenal World) ทําให้เกิดเป็ นสกุลความคิดใหม่ขN ึนมาคือ แนวคิดแบบ ปรากฏการณ์นิยม (Phenomenalism) โดย ค้านท์ ให้ เหตุ ผ ลว่าโลกภายนอกซึ ง เป็ นโลกของวัต ถุ ที อยู่น อกผัส สะนัNน เป็ นโลกที มีอยู่จริ งตามที มนั เป็ นอยู่ กล่ าวคื อ แม้ไม่ มีจิตไปรั บรู ้ มันก็ยงั ต้องมีอยู่และเป็ นอยู่ตามทีมนั ต้องเป็ น ซึ งเราไม่สามารถ รั บ รู ้ ม ั น ได้ โ ดยตรง แต่ จะรั บรู ้ มั น ได้ ใ นฐานะของ โลก ปรากฏการณ์ (Phenomenal World) ทีเข้ามาปรากฏต่อจิต (ลักษณ วัต ปาละรัตน์, 2553: 156-157) แนวคิดเชิงปรากฏการณ์นิยมของ ค้า นท์ ได้ท ํา ให้ เ กิ ด ความจริ งทางญาณวิ ท ยาที ส อดคล้อ งกัน ระหว่างโลกของจิตกับโลกภายนอก ซึ งเป็ นกระบวนการทีเปิ ดเผย ให้ทราบว่า มนุษย์ไม่มีทางรับรู ้วตั ถุหรื อโลกภายนอกในสภาพจริ ง ตามทีมนั เป็ นอยูไ่ ด้โดยตรง การทีมนุษย์รับรู ้วตั ถุจากโลกภายนอก Philosophy of Mind | 25 |


MiRAYEBOOK

ได้นN ัน แท้จริ ง แล้วทําได้เพี ยงรั บรู ้ มนั โดยอ้อมจากข้อมู ลผัสสะ (Sense Data) ทีผ่านเข้ามายังจิต เพือให้จิตสามารถสร้างมีมโน ทัศน์ถึงโลกภายนอกได้ภายใต้กิจกรรมการทํางานของมัน คือ การ รู ้ปรากฏการณ์ การรู ้สึกผ่านผัสสะ และการมีเจตจํานงในการคิด ตัด สิ น สิ ง ต่ า ง ๆ ที ไ ด้จ ากการสั ง เคราะห์ ร่ ว มกัน ระหว่ า งการมี ประสบการณ์และการคิดด้วยเหตุผล ทัNงนีN ค้านท์ ได้กาํ หนดกรอบของความคิด (Categories of Thought) ทีเป็ นโครงสร้างทางจิตขึNนมาทัNงหมดสี กรอบ ดังต่อไปนีN (เอกลักษณ์ มาลีทิพย์วรรณ, 2551: 9-13) กรอบความคิดด้านปริ มาณ (Quantity) คือ โครงสร้างทีทาํ ให้ จิ ต เข้า สู่ กลไกของการตัด สิ นเชิ ง ปริ มาณในสามรู ปแบบ ประกอบด้วย หนึ งคือความเป็ นเอกภาพ (Unity) ทีคอยทําหน้าที บอกปริ มาณที มีร่ วมกัน อย่างสากล เช่ น โลหะทัNง หมดเป็ นธาตุ เป็ นต้น สองคือความเป็ นพหุ ภาพ (Plurality) ทีคอยทําหน้าทีบอก ชนิดของปริ มาณทีครอบคลุมเพียงบางส่ วน เช่น ต้นไม้บางชนิดมี ดอก และสามคือความเป็ นสมุหภาพ (Totality) ทีคอยทําหน้าที บอกปริ มาณของสิ งเฉพาะเพียงหนึงเดียวทีเชือมโยงอยูใ่ นองค์รวม เช่น นโปเลียนเป็ นจักรพรรดิแห่งฝรังเศส เป็ นต้น กรอบความคิดด้านคุณภาพ (Quality) คือ โครงสร้างทีทาํ ให้ จิ ต เข้า สู่ ก ลไกของการตัด สิ น เชิ ง คุ ณ ภาพในสามรู ป แบบ Philosophy of Mind | 26 |


MiRAYEBOOK

ประกอบด้วย หนึ งคื อความเป็ นจริ ง (Reality) ทีคอยทําหน้าที ยืนยันถึงคุณภาพทีปรากฏต่อจิต เช่น การรู ้ถึงความร้อนของเปลว ไฟ เป็ นต้น สองคื อความคัดค้า น (Negative) ที ค อยทําหน้า ที ปฏิเสธคุณภาพทีปรากฏต่อจิตซึ งจะให้ผลเท่ากับการยืนยันความ เป็ นจริ งในด้านตรงกันข้าม เช่น การปฏิเสธว่าคุณภาพของไฟเป็ น สิ งไม่ เย็น ย่อมเท่ากับการยืนยันคุ ณภาพของไฟว่าเป็ นสิ งทีร้อน เป็ นต้น และสามคือความมีขอบเขตจํากัด (Limitation) เป็ นการ ยืนยันหรื อปฏิเสธบางส่ วนเพือจํากัด���อบเขตของคุณภาพทีเข้ามา ปรากฏต่อจิต เช่ น สสารเป็ นสิ งกินทีส่วนจิตเป็ นสิ งไม่กินที เป็ น ต้น กรอบความคิดด้านสัมพันธภาพ (Relation) คือ โครงสร้าง ทีทาํ ให้จิตเข้าสู่ กลไกของการเข้าใจถึงความเกียวข้องระหว่างสิ ง สองสิ งทีมีคุณสมบัติและเงื อนไขสัมพันธ์ซ ึ งกันและกันในสาม รู ปแบบ ประกอบด้วย หนึ งคือสัมพันธภาพของคุณสมบัติภายใน และความดํารงอยู่ (Inherence and Subsistence) ทีคอยทําหน้าที บอกความสัมพันธ์ระหว่างการมีอยูข่ องตัวสาร (Substance) และ ลัก ษณะที มี อ ยู่ภ ายในตัว สาร (Addicted) เช่ น การมี ร่ า งกาย หมายถึงการมีนN าํ หนัก เป็ นต้น สองคือสัมพันธภาพของความเป็ น สาเหตุต่อกัน (Causality and Dependence) ทีคอยทําหน้าทีบอก ความสัมพันธ์ระหว่างการมีสาเหตุเกิดขึNนและผลทีตามมาโดยมี Philosophy of Mind | 27 |


MiRAYEBOOK

เงือนไขทีจาํ เป็ นต้องอิ งอาศัยต่อกัน เช่ น ฝนตกเป็ นเหตุให้ถนน เปี ยก เป็ นต้ น และสามคื อ สั ม พั น ธภาพของการรวมหมู่ (Reciprocity or Community) ทีคอยทําหน้าทีบอกความสัมพันธ์ ของการแลกเปลี ย นโดยเลื อ กเอาสิ ง ใดสิ ง หนึ ง เช่ น สสารเป็ น ของแข็งหรื อของเหลว ซึ งเป็ นการรวมเอาสองสิ งของสารัตถะมา รวมไว้ให้ตดั สิ นใจเลือก เป็ นต้น กรอบความคิดด้านแบบแผน (Modality) คือ โครงสร้างที ทํา ให้ จิ ต เข้ า สู่ กลไกของการจั ด แบบแผนในสามรู ปแบบ ประกอบด้ว ย หนึ ง คื อ ความเป็ นไปได้แ ละความเป็ นไปไม่ ไ ด้ (Possibility and Impossibility) ทีคอยทําหน้าบอกถึงแบบแผนของ สิ งคลุ ม เครื อ เช่ น เป็ นไปได้ ว่ า ความรั ก คื อ ยาพิ ษ แต่ ใ น ขณะเดียวกันมันอาจไม่เป็ นก็ได้ ทําให้ไม่สามารถชีNขาดได้ว่าเป็ น จริ ง หรื อ เป็ นเท็ จ เป็ นต้น สองคื อ ความเป็ นภาวะและอภาวะ (Existence and Nonexistence) ทีคอยทําหน้าทีบอกถึงแบบแผน ของสิ งทีสามารถยืนยันได้ว่ามีอยูจ่ ริ งและไม่มีอยูจ่ ริ ง เช่น สิ งนีNคือ ก้อนหิ น ถือเป็ นภาวะทีสามารถยืนยันได้ว่ามีจริ ง ส่ วนอภาวะคือ การยืนยันถึ งความไม่ มีอยู่จริ ง เช่ น ความเย็นไม่มีอยู่ในเปลวไฟ เป็ นต้น และสามคือความจําเป็ นและความบังเอิญ (Necessity and Contingency) ทีคอยทําหน้าทีบอกถึงแบบแผนของสิ งทีเป็ นผลมา Philosophy of Mind | 28 |


MiRAYEBOOK

จากสาเหตุ เพือยืนยันว่าเป็ นสิ งจําเป็ นหรื อเป็ นสิ งบังเอิญ ก่อนจะ นําไปสู่ การตัดสิ นทีชดั เจน ดังนัNนจากกรอบความคิดทีแบ่งกิจกรรมการทํางานของจิต ออกเป็ นสิ บสองรู ปแบบตามที ค้านท์ ได้วางไว้นN นั แสดงให้เห็นว่า ตัวจิตไม่ได้เป็ นเพียงสิ งทีตN งั อยูแ่ ละรอปรากฏการณ์ (Phenomena) จากโลกภายนอกเข้ามาเป็ นรอยประทับเพียงอย่างเดียว แต่ตวั จิตมี กิจกรรมในการจัดการกับประสบการณ์ทางผัสสะทีถูกแปรเป็ น ปรากฏการณ์เข้ามาสู่ จิต โดยการจัดการนัNนเป็ นไปอย่างมีระบบ ระเบียบตามโครงสร้างของจิตซึ ง ค้านท์ ถือว่าโครงสร้างดังกล่าว ของจิตนัNนเป็ นโครงสร้างสากลทีบุคคลมีมาแต่กาํ เนิด ยิง ไปกว่านัNน แนวคิดเรื องโลกปรากฏการณ์ของ ค้านท์ ยัง ได้ก่อให้เกิดปรัชญา ปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology) ซึ งนํา โดย เอ็ดมุนด์ ฮุสเซิ ร์ล (Edmund Husserl, 1859-1938) นักปรัชญา ชาวเยอรมันผูเ้ ป็ นบิดาของแนวคิดแบบปรากฏการณ์วิทยา จากการ ที ฮุสเซิ ร์ล ได้นาํ แนวคิดเรื องโลกปรากฏการณ์ของ ค้านท์ มาใช้ และอธิบายสิ งทีเป็ น ปรากฏการณ์ทางจิต (Phenomenon) เพือขยาย ความจากที ค้านท์ ได้เคยเสนอไว้ว่า ปรากฏการณ์เป็ นสิ งทีมนุษย์ รั บรู ้ ด้วยประสาทสัมผัส ทัNงนีN ฮุ สเซิ ร์ ลได้ขยายความออกไปว่า ปรากฏการณ์ มีสองความหมาย ความหมายแรก คือ สิ งทีถูกรับรู ้ เช่น สิ งทีเรารับเข้ามาผ่านทางผัสสะ ตา หู จมูก ลิNน กาย ซึ งเป็ นสิ ง Philosophy of Mind | 29 |


MiRAYEBOOK

ปกติธรรมดาทีเรารับรู ้ได้ในชีวิตประจําวัน ส่ วนความหมายทีสอง คือ สิ งพิเศษเหนื อผัสสะ (Transcendence) ซึ ง ฮุ สเซิ ร์ล กล่าวว่า เป็ นสิ งที มีอยู่ในรู ปของจิ ตวิญญาณ (Spiritual Force) จึ งไม่ สามารถอธิ บายถึ ง ลั ก ษณะการมี อ ยู่ ข องมั น ได้ และเป็ น ปรากฏการณ์ในส่ วนทีตอ้ งตีความเพือให้ความหมายกับโลกทีเป็ น จริ ง (Reality World) โดยเฉพาะในเรื อ งของการตี ค วาม ประสบการณ์ เนื องจาก ฮุ สเซิ ร์ล เชื อว่าประสบการณ์และความ เป็ นจริ งของมนุ ษย์ เป็ นสิ งทีจิตสํานึ กสร้างขึNนเพือให้ความหมาย แก่โลก (สุ ภางค์ จันทวานิ ช, 2554: 115-119) ซึ งแนวคิดทาง ปรากฏการณ์วทิ ยาของ ฮุสเซิร์ล ยังเป็ นฐานความคิดอันสําคัญยิง ที มีอิทธิ พลต่อแนวคิ ดทาง ภววิทยา (Ontology) ของ ฌอง-ปอล ซาร์ตร์ ทัNงยังมีส่วนให้ท่าทีแบบอัตถิภาวะ (Existential Attitude) ของ ซาร์ตร์ ได้กลายเป็ นปรัชญาขึNนมาอย่างเป็ นระบบ คือ ปรัชญา อัตถิภาวนิยม (Existentialism) ทีเข้ามาเปิ ดเผยถึงเสรี ภาพอันเป็ น สภาวะพืNนฐานของมนุษย์ ในทัศ นะของ ซาร์ ต ร์ สภาวะพืN น ฐานของมนุ ษ ย์ คื อ สภาวะทีมนุ ษย์ตอ้ งเกียวข้องสัมพันธ์กบั โลกภายนอก และความ เกียวข้องสัมพันธ์นN นั ก็เป็ นไปในลักษณะของ จิตและร่ างกาย โดย ทีร่างกายคือสื อกลางทีจะส่ งผ่านการรับรู ้ต่าง ๆ จากโลกภายนอก เข้ามายังจิต ในขณะทีจิตเองก็มีหน้าทีทวั ไปคือรับรู ้ปรากฏการณ์ Philosophy of Mind | 30 |


MiRAYEBOOK

ต่าง ๆ ทีเกิ ดขึNน แต่ เมือปรากฏการณ์ ได้กลายเป็ นประสบการณ์ ของจิ ต และถู ก จิ ต นํา ไปใช้อ ้า งอิ ง กับ ประสบการณ์ ที ผ่ า นมา ประสบการณ์ดงั กล่าวจึงถูกปรุ งแต่งให้เกิดเป็ นอัตตา (Ego) ทัNงที แต่ เดิ มนัNนจิ ตอยู่ในสถานะว่างเปล่ า ปราศจากทัNงความคิ ดใด ๆ และปราศจากทัNงอัตตาทีเป็ นสารัตถะให้ยดึ ถือ กล่าวคือ ซาร์ตร์ ได้ ยืนยันว่า อัตตา ไม่ได้เป็ นสิ งทีอยู่ในจิตของมนุ ษย์โดยกําเนิ ด แต่ เป็ นกระบวนการคิ ดที จิตสร้ างขึN นเพือใช้เป็ นศูนย์กลางระหว่าง อดีตและปั จจุบนั ดังนัNนการกระทําทีเกิดจากประสบการณ์ต่าง ๆ จึงเกิดจากความตัNงใจของจิต ไม่ใช่จากการลืมตัว เพราะอัตตาเป็ น เพี ย งวัต ถุ ท างความคิ ด ที จิ ต ใช้เ ป็ นจุ ด ตัNง ต้น สํ า หรั บ การมอง ย้อนกลับไปถึงการกระทําทีผ่านมาก่อน แล้วจึงค่อยตัดสิ นใจลง มือกระทําในสิ งทีเป็ นปัจจุบนั (พินิจ รัตนกุล, 2555: 46-49) ดังนัNนแนวคิดเรื องจิตดัNงเดิ มของมนุ ษย์มีสภาพเป็ น นัตถิ ภาวะ (Nothingness) จึ ง เป็ นทฤษฎี สํ า คัญ ที ซาร์ ต ร์ ได้ใ ช้ สนับสนุนในเรื อง มนุษย์มีเสรี ภาพทีจะเป็ นผูก้ าํ หนดความคิดและ การกระทําของตนเองในปรัชญาอัตถิภาวนิยม ปรัชญาอัตถิภาวนิ ยมของ ซาร์ ต ร์ พยายามแสดงให้เ ห็ น ถึ ง เสรี ภ าพในตัว ตนของ มนุษย์ ทีทาํ ให้เป็ นอิสระต่อทุกสิ ง และสามารถตัดสิ นใจกระทําทุก อย่างได้ดว้ ยจิตสํานึก (Consciousness) ของตนเอง โดยไม่ตกอยู่ ภายใต้ เ งื อ นไขของตั ว กํา หนดทางจิ ต วิ ท ยา (Psychological Philosophy of Mind | 31 |


MiRAYEBOOK

Determinism) และทําให้ปรัชญาอัตถิภาวนิยมของ ซาร์ ตร์ มีท่าที ขัดแย้งกับแนวคิดของ ฟรอยด์ อย่างชัดเจน แต่หากย้อนไปก่ อนช่ วงเวลาที ปรั ชญาอัตถิ ภาวนิ ยมของ ซาร์ ตร์ จะได้เป็ นทีรู้จกั อย่างแพร่ หลาย ในอี กทางหนึ ง แฟร์ ดิน องด์ เดอ โซส์ ซู ร์ (Ferdinand de Saussure, 1857-1913) นักภาษาศาสตร์คนสําคัญทีมีบทบาทในการวางรากฐานให้แก่วิชา ภาษาศาสตร์ อี ก ทัNง ยัง มี อิ ท ธิ พ ลต่ อ แนวคิ ด ทาง ปรั ช ญาภาษา (Philosophy of Language) ได้เสนอแนวคิดเกียวกับภาษาและ ความหมายเอาไว้ โดยกล่าวถึงการทีถอ้ ยคําหรื อมโนทัศน์เป็ นสิ งที ทําให้เกิด ความหมาย และความหมายนัNนยังมีบทบาทกระทําอะไร บางอย่างในเครื อข่ายของสิ งทีมีความหมายด้วยกันอย่างเป็ นระบบ จนเกิดเป็ นโครงสร้างทางภาษาขึNนมา กล่าวคือในทัศนะของ โซส์ ซูร์ สิ งทีเรี ยกว่า ความหมายของภาษา ไม่ใช่ การเข้าใ���ของคนใด คนหนึ ง แต่ความหมายของภาษาคือการมี อยู่ของมโนทัศน์หรื อ ถ้อ ยคํา ในรู ป แบบเครื อ ข่ า ยของสิ ง ที มี ค วามหมายสั ม พัน ธ์ ก ัน (โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์, 2552: 363, 365-366) กระทัง แนวคิดใน เรื องโครงสร้ า งทางภาษาศาสตร์ ข อง โซสซู ร์ ได้ ถู ก นํา ไป ประยุ ก ต์ ใ ช้ เ พื อ ทํา ความเข้า ใจกับ โครงสร้ า งทางสั ง คม จาก ข้อเสนอทีว่าภาษาไม่ใช่สิ งทีจะเกิดขึNนมาได้อย่างลอย ๆ ทุกภาษา ล้วนมี โครงสร้ างและมีทีมาทีไป การวิเคราะห์ภาษาจึงต้องดู ทN งั Philosophy of Mind | 32 |


MiRAYEBOOK

ระบบทัNงโครงสร้างทีปรากฏและโครงสร้างทีซ่อนอยูใ่ นภาษาซึ งมี ความซับซ่ อน แต่เป็ นสิ งพืNนฐานที จะนําไปสู ้การทําความเข้าใจ ระบบสังคมได้ (สุ ภางค์ จันทวานิช, 2554: 146) ดังนัNนเมือทฤษฎี ทางทางภาษาศาสตร์ของ โซสซูร์ ได้เข้าไปมีบทบาทในด้านสังคม วิ ท ยาดั ง กล่ า ว จึ ง ก่ อ ให้ เ กิ ด แนวคิ ด แบบ โครงสร้ า งนิ ย ม (Structuralism) ขึNน ซึงถือเป็ นอีกหนึงสกุลความคิดทางปรัชญา ไม่ เ พี ย งเท่ า นัNน หากย้อ นไปทํา ความเข้า ใจเดิ ม เกี ย วกับ ภาษาศาสตร์ก่อนทีแนวคิดแบบโครงสร้างนิยมจะเข้ามามีอิทธิ พล จะพบว่า โดยปกติ แล้วภาษาศาสตร์ จะทําการศึกษาถึ งสามสิ งที เชื อ มโยงกัน อัน ได้แ ก่ ความคิ ด คํา พู ด หรื อ คํา เขี ย น และโลก ภายนอก กล่าวคือ เมือมนุษย์เกิดความคิด มนุษย์สือมันออกมาด้วย คําพูดหรื อคําเขียน ซึงเป็ นสิ งอ้างอิง (Referent) ถึงอะไรก็ตามทีอยู่ ในโลกภายนอก และทําให้เข้าใจว่าสิ งที อยู่ในความคิ ดที มนุ ษย์ ต้อ งการพูด หรื อ เขี ย นถึ ง นัNน คื อ อะไร ทว่า โซสซู ร์ ได้เ สนอว่ า ภาษาเป็ นสิ งทีไม่เกียวกับโลกภายนอก แต่เกียวพันกันแค่สองสิ ง คือ ความคิดและเสี ยง โดยที เสี ยง ในนิ ยามของ โซสซูร์ นัNนเป็ น สิ ง ที ถู ก ยํNา อยู่เ สมอว่ า มัน ไม่ ใ ช่ เ สี ย งจริ ง ๆ ที เ ป็ นหน่ ว ยเสี ย ง (Phoneme) ซึงมีลกั ษณะทางกายภาพ แต่ เสี ยง ในทัศนะของ โซส ซู ร์ เป็ นรอยประทับ ของเสี ย งที เข้า มาประทับ อยู่ใ นจิ ตผ่า นทาง ผัสสะ (Psychological Imprint) จนเกิดเป็ นภาพขึNนในความคิด ซึ ง Philosophy of Mind | 33 |


MiRAYEBOOK

ภาพและเสี ย งที อ ยู่ใ นความคิ ด นีN คื อ ส่ ว นประกอบที ท ํา ให้เ กิ ด สัญญะ (Sign) ดังนัNนการเข้าใจโลกภายนอกในทัศนะของ โซส์ซูร์ จึงไม่ได้เกิดจากการเชือมต่อของภาษากับโลกภายนอกโดยตรง แต่ เป็ นการเข้าใจผ่านสัญญะทีทาํ หน้าทีเชือมต่อกับโลกภายนอก ด้วย เหตุ นN ี โซส์ ซู ร์ จึ ง ถื อ ว่ า ระบบภาษาเป็ นองค์ร วมของสั ญ ญะที ประกอบกันขึNนในจิต เมือพูดถึงภาษา องค์ประกอบของภาษาจึงมี เพี ย งเสี ยงและความคิ ด แต่ เ มื อ พู ด ถึ ง สั ญ ญะ องค์ ป ระกอบ ของสัญญะจะได้แก่ เสี ยง ภาพ และความคิด ซึ งเป็ นวิธีการที โซส์ ซูร์ ใช้เพือหลีกเลียงการถกเถียงในวงการภาษาศาสตร์ทีมีมาอย่าง ยาวนานว่าสิ งใดมาก่อนกันระหว่างความคิดกับภาษาเพราะ โซส์ ซูร์ ได้ทาํ ให้ทN งั สองส่ วนนีN กลายเป็ นสิ งทีตอ้ งเกิดขึNนพร้อม ๆ กัน แต่ทN งั นีN การปฏิวตั ิทางภาษาศาสตร์ ของ โซส์ ซูร์ ทีมุ่งเน้นเฉพาะ เรื องของโครงสร้ าง ได้ทาํ ให้เกิ ดปั ญหาตามมาในเรื องของการ เข้าถึงความจริ ง (ธี รยุทธ บุญมี, 2551: 63-66) สาเหตุเพราะหัวใจ ของภาษาศาสตร์ เชิ งโครงสร้างของ โซส์ ซูร์ นัNนการใช้ภาษาจะ เป็ นไปได้ก็ต่อเมื อมี ค วามรู ้ และความเข้า ใจในระบบภาษาก่ อ น เนื องจากระบบของภาษาทําหน้าทีเป็ นโครงสร้างให้แก่รหัสและ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ หรื อทีเรี ยกว่าระเบี ยบการใช้ภาษา บุ คคลจึงไม่ สามารถใช้ภาษาได้ตามใจปรารถนา (ไชยรัตน์ เจริ ญสิ นโอฬาร, 2555: 9) Philosophy of Mind | 34 |


MiRAYEBOOK

จากปั ญหาดังกล่าวนัNนได้ทาํ ให้เกิดอีกหนึ งสกุลความคิ ด ทางปรัชญาขึNน คือ หลังโครงสร้างนิ ยม (Post-Structuralism) ที มองว่า ภาษาไม่ได้เป็ นเพียงเครื องมือในการเข้าถึงความจริ งอัน ปราศจากอารมณ์ความรู ้สึกและตัดขาดจากโลกภายนอกดังเช่ นที โซส์ซูร์ ได้เคยเสนอไว้ เพราะภาษาเป็ นสิ งทีสามารถซ่ อนเร้นสิ ง ต่าง ๆ ในตัวมันเองได้ผ่านทาง วาทกรรม (Discourse) ตัวบท (Text) หรื อ แม้แ ต่ ก ารเชื อ มโยงตัว บทอย่ า งที โ ยงใยถึ ง กัน (Intertextuality) แนวคิดหลังโครงสร้างนิ ยมจึงเกิดขึNนมาเพือรืN อ ถอนสิ งต่ าง ๆ เหล่ านัNน โดยเปิ ดเผยให้เห็นว่าภาษาเป็ นสิ งที ถูก นํามาใช้ในการปกปิ ดซ่ อนเร้นอํานาจอย่างมีนยั ยะ หรื อแม้แต่ถูก ใช้ในการปิ ดกัNนการเข้าถึงความรู ้และความจริ งอืน ๆ อีกมากมาย ทัNงนีN นักคิดนักปรัชญาคนสําคัญทีเปิ ดพรมแดนแนวคิดแบบหลัง โครงสร้างนิยมก็ได้แก่ ฌาคส์ แดร์ริดา (Jacques Derrida, 19302004) ที เ สนอวิ ธี การทางปรั ช ญาแบบ รืN อสร้ า งนิ ย ม (Deconstruction) เพือทลายกรอบของการทีภาษาหรื อวาทกรรม เข้ามาครอบงํา โดย เสนอทฤษฎี ก ารรืN อสร้ างตัว บทของภาษาที ประกอบด้วยสองส่ วน ส่ วนแรกคือตัวบทเฉพาะหน้า (Presence) ซึ งหมายถึงสิ งทีมีความหมายตามภาษาหรื อข้อความทีปรากฏให้ เห็ น ต่ อ หน้า ในเนืN อ ความ และส่ ว นที ส องคื อ ตัว บทที ห ายไป (Absence) หมายถึ งสิ งทีไม่ ปรากฏในเนืN อความ ซึ งจําเป็ นต้อง Philosophy of Mind | 35 |


MiRAYEBOOK

อาศัยวิเคราะห์ในการรืN อเอาความหมายทีอยู่เบืN องหลังภาษาและ วาทกรรมนัNน ๆ ออกมา เพือเปิ ดเผยให้เห็นข้อเท็จจริ งต่าง ๆ ทีถูก ซ่ อนเร้นอยูใ่ นรู ปของสัญญะ (สุ รพงษ์ โสธนะเสถียร, 2554: 308310) รวมถึง มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault, 1926-1984) ที พยายามเปิ ดเผยให้เห็นอํานาจทีแฝงอยู่ในรู ปแบบของวาทกรรม ซึ งสังคมเป็ นผูผ้ ลิตวาทกรรมนัNน ๆ ผ่านทางกระบวนการปิ ดกัNนที คอยกําหนดพฤติกรรมหรื อการกระทําของบุคคล โดยทําให้บุคคล กลายเป็ นวัต ถุ ข องอํา นาจ ที ถู ก ปกครองเพื อ ผลประโยชน์ข อง สถาบันต่าง ๆ ซึ งอํานาจนัNนถูกอําพรางมาในรู ปแบบของวินยั ทาง สังคม เกิดเป็ นอํานาจแบบใหม่ทีถูกใช้ผ่านความรู ้อนั เป็ นผลผลิต จากวาทกรรมต่าง ๆ โดยทําให้ผลิตผลเหล่านัNนกลายเป็ นความจริ ง ทีสังคมต้องรับรู ้ และทําตามอย่างมีวินยั กลายเป็ นระบบระเบียบ กระทัง กลายเป็ นจารี ต จนในทีสุดแล้วก็ทาํ ให้อาํ นาจทีมากับวาท กรรมนัNนได้กลายเป็ นสิ งทีบุคคลพึงรู ้สึกว่าเป็ นเรื องปกติธรรมดา ในสังคม (ไชยรัตน์ เจริ ญสิ นโอฬาร, 2545: 271, 276-277) ในขณะที แดร์ริดา และ ฟูโกต์ พยายามชีNให้เห็นถึงอํานาจ ของวาทกรรมและความสําคัญของการทําลายกรอบของโครงสร้าง นัNน ฌาคส์ ลากอง (Jacques Lacan, 1901-1981) ก็ได้เสนอทฤษฎี จิ ต วิ เ คราะห์ ที ไ ปไกลกว่ า ฟรอยด์ เพื อ เปิ ดเผยให้เ ห็ น ถึ ง สิ ง ที เกียวข้องกับกระบวนการทางจิตทีผกู ติดอยูก่ บั สัญญะในวาทกรรม Philosophy of Mind | 36 |


MiRAYEBOOK

หรื อชุ ดความรู ้ทีสังคมสร้างขึNนมาสําหรับใช้ขดั เกลาบุคคลให้คิด หรื อให้เป็ นไปในทางทีสังคมชีNนาํ โดย ลากอง เรี ยกกระบวนการ เช่นนัNนว่า ระบบสัญลักษณ์ (Symbolic Order) ทีจะเข้ามากระทํา ผ่านภาษา เพราะเวลาทีมนุษย์พูดหรื อใช้ภาษา ฐานะตําแหน่งของ มนุษย์จะขึNนอยูก่ บั คู่สนทนาหรื อบุคคลอืน มนุษย์จึงกลายเป็ นส่ วน หนึ งของภาษาเช่ น เดี ยวกับวัต ถุ ห รื อ สิ งของ ความสั มพัน ธ์ข อง มนุษย์ถูกจัดระเบียบแบบแผนต่าง ๆ ทางสังคมทีวางอยูบ่ นพืNนฐาน ของระบบสัญลักษณ์ (ยศ สันตสมบัติ, 2550 : 110-115) ซึ งเป็ น ระบบทีเข้ามาทําลายความเป็ นอัตวิสัย (Subjectivity) ของมนุ ษย์ ทํา ให้ค วามมี ต ัว ตนของมนุ ษ ย์เ ป็ นเพี ย งมายาคติ ที สร้ า งขึN น จาก ความรู ้สึกของตนเอง เพราะแท้ทีจริ งแล้วมนุษย์เป็ นประดิษฐกรรม ทางสังคม (Social Invention) ทีถูกสลายความเป็ นอัตวิสัย (นภาพร หงษ์ทอง, 2547 : 26-27) จากการทีสังคมได้ลบล้างอัตลักษณ์ทีปัจเจกบุคคลสร้างขึNน ในจินตนาการซึงเป็ นอัตวิสัย และทําการสวมอัตลักษณ์ใหม่ให้บน ฐานของความเป็ นอืน อัตลักษณ์ของแต่ละบุคคลจึงมีความเป็ นภว วิสัย (Objectivity) ในเชิ ง สัญลักษณ์ ต่อกัน เช่ นนีN เองที เป็ นสิ ง ขัดแย้งกับแนวคิดของ ซาร์ตร์ อย่างมาก เพราะไม่เพียงแต่ทาํ ให้คาํ กล่ าวของ ซาร์ ตร์ ที ว่า มนุ ษย์คือเสรี ภาพ ต้องกลายจะเป็ นเรื อง ของมายาคติ แล้ว ยังมีผลให้แนวคิ ดเรื องจิ ตมีความอิสระในการ Philosophy of Mind | 37 |


MiRAYEBOOK

กําหนดความคิดและการกระทําของบุคคลดังที ซาร์ ตร์ เคยเสนอ ไว้ไม่สามารถเป็ นจริ งได้เช่ นกัน เพราะด้วยคํากล่าวของ ลากอง ทีวา่ “...อั ต ถิ ภ าวนิ ย มเป็ นอุ ป สรรคต่ ออั ต วิ สั ย จึ ง ต้ องถู ก ประเมิ น ด้ ว ยคํา อธิ บ ายที ห ลากหลาย ซึ ง เป็ นผลมาจากทางตั น ของอัตวิสัยโดยแท้ เสรี ภาพไม่ ได้ เป็ นอะไรมากไปกว่ าอัตตาณั ติที ถูกรายล้ อมด้ วยกําแพงของที คุมขัง กล่ าวคื อ ความต้ องการที อยู่ ท่ า มกลางข้ อ ผูก มัด ได้ แ สดงให้ เห็ น ถึ ง ความไร้ อํา นาจของจิ ต บริ สุทธิ4 ทีจะกําหนดสถานการณ์ ใด ๆ...2” (Lacan, 2001: 5) กล่ า วคื อ ลากอง ได้ยืน ยัน แนวคิ ดที ต รงข้า มกับ ซาร์ ต ร์ เพราะสื อนัยถึงว่า แนวคิดแบบอัตถิภาวนิยมมีปัญหาในตัวของมัน เองเมือต้องนํามาใช้ในเชิ งอัตวิสัย มันมี อุปสรรคทีขดั แย้งในตัว ของมันเองเมือปั จเจกบุคคลกล่าวอ้างว่ามีเสรี ภาพ (Freedom) ซึ ง จําเป็ นต้องได้รับคําอธิ บายเป็ นกรณี ๆ ไป เนื องจากถึงทีสุดแล้ว แนวคิ ด แบบอัต ถิ ภ าวนิ ย มก็ ย ัง ต้อ งถู ก กํา หนดทางเลื อ กจาก สถานการณ์ ต่ า ง ๆ ที ไ ม่ อ าจควบคุ ม ได้ เสรี ภ าพและความเป็ น ปั จเจกบุคคลจึงเป็ นเพียงมายาคติทีนกั อัตถิภาวนิยมหลงคิดไปเอง ว่ามีอยูจ่ ริ ง เมือเสรี ภาพไม่มีอยูจ่ ริ ง ความเป็ นอัตวิสัยก็ตอ้ งไม่มีอยู่ ...existentialism must be judged by the explanations it gives of the subjective impasses that have indeed resulted from it; a freedom that is never more authentic than when it is within the walls of a prison; a demand for commitment, expressing the impotence of a pure consciousness to master any situation...

2

Philosophy of Mind | 38 |


MiRAYEBOOK

จริ งด้ว ยเช่ น กัน ซึ ง ลากอง ยัง ได้เ สนอทฤษฎี ท างสั ญ วิ ท ยา (Semiology) ที เกี ยวกับการหลงคิ ดถึ งความมี อตั วิสัยเช่ นนีN ว่า ทัNง หมดเป็ นเรื องของการรั บ รู ้ ค วามหมายต่ า ง ๆ ที เ กิ ด จาก รู ปสัญญะ (Signifier) และ ความหมายสัญญะ (Signified) ผ่าน ระบบสร้างความหมาย โดยมีความปรารถนา (Desire) ของบุคคล เป็ นสิ งเชือมโยงให้เกิดสัญญะ (Sign) ขึNน โดยเฉพาะอย่างยิง เมือ ความปรารถนาดังกล่ าวของบุคคล เป็ นสิ งถูกกําหนดขึN นมาจาก ความปรารถนาของผูอ้ ื น บุ ค คลไม่ ได้เป็ นตัว ของตัวเองอย่างที นักอัตถิภาวนิ ยมเสนอ นันเพราะความเป็ นอัตวิสัยของมนุ ษย์ใน ทัศนะของ ลากอง แท้จริ งแล้วคือความเป็ นภาวะวิสัย (Objective) ภายใต้ระบบสัญญะทีถูกขัดเกลาจากสังคม บทสรุป กล่าวโดยสรุ ป ปรัชญาอันว่าด้วยจิต (Philosophy of Mind) ก่อนทีจะมาถึงสมัยของ ฌอง-ปอล ซาร์ตร์ และ ฌาคส์ ลากอง นัNน มีการวางรากฐานทางแนวคิด รวมถึงมีการพัฒนาองค์ประกอบต่าง ๆ ของจิตให้มีความซับซ้อนขึNนตามลําดับของยุคสมัย ซึ งทัNงหมด นัNนมีทีมาจากแนวคิดของ อานักซากอรัส ผูเ้ สนอแนวคิดแบบจิต นิ ยมเป็ นครัN งแรก เป็ นแนวคิ ดแบบจิ ต จั ก รวาล (Cosmic Consciousness) ทีถือว่าจิตเป็ นปฐมธาตุทีคอยรวบรวมเอาธาตุอืน Philosophy of Mind | 39 |


MiRAYEBOOK

ๆ ในจัก รวาลมาประกอบกัน ขึN น เป็ นสรรพสิ ง อย่า งเป็ นระบบ ระเบียบ ต่อมาในสมัยของ เพลโต จึงได้มีการเสนอแนวคิดทีเป็ น แบบทวินิยมภายใต้องค์ประกอบของมนุ ษย์ในฐานะทีมีเนืN อแท้ สองอย่างได้แก่ จิตและร่ างกาย แนวคิดทวินิยมของเพลโตนับได้ ว่าเป็ นการแผ้วถางแนวทางอันสําคัญยิง ให้แก่นกั ปรัชญายุคต่อมา โดยเฉพาะในยุค ภู มิ ปั ญ ญา (Enlightenment) ที มี ก ารเปลี ย น กระบวนทัศน์เกียวกับโครงสร้างและการทํางานของจิตบนความ ขัดแย้งของ เดส์การ์ตส์ และ ฮิวม์ ซึ งเป็ นตัวแทนด้านแนวคิดแบบ เหตุผลนิ ยมและประสบการณ์นิยม จนทีสุดแล้วแนวคิดเกียวกับ การทํางานของจิ ตได้ถูกปรับเปลี ยนกระบวนทัศน์ครัNงใหญ่โดย คุณูปการของ ค้านท์ ทีได้สร้างทฤษฎีเรื องโลกปรากฏการณ์ขN ึน ซึ ง ทํ า ให้ เ กิ ดจุ ดเชื อมต่ อของแนวคิ ดแบบเหตุ ผลนิ ยมและ ประสบการณ์ นิยมได้เป็ นผลสําเร็ จ ถื อเป็ นการวางรากฐานทาง อภิปรัชญาและญาณวิทยาอันสําคัญยิง ให้แก่นกั คิดและนักปรัชญา ในยุคสมัยใหม่ (Modern) อีกทัNงยังทําให้เกิดเป็ นสกุลความคิดทาง ปรั ช ญาที มี ค วามสํ า คัญ ต่ อ วงการสั ง คมศาสตร์ คื อ ปรั ช ญา ปรากฏการณ์ ของ ฮุสเซิ ร์ล ทีมุ่งเน้นถึงการสํารวจและอธิ บายถึง ประสบการณ์ทีเกิดขึNนภายในจิต ซึ งเป็ นวิธีวิทยาทีสาํ คัญเพราะทํา ให้ ซาร์ ตร์ ได้นาํ ไปปรับเปลียนให้เป็ นรากฐานของปรัชญาอัตถิ ภาวนิ ย มที พ ยายามอธิ บ ายถึ ง ความมี เ สรี ภาพของจิ ต ในการ Philosophy of Mind | 40 |


MiRAYEBOOK

ตัดสิ นใจกระทําสิ งต่าง ๆ จากความสํานึ กรู ้ แต่ได้ทาํ ให้แนวคิ ด ของ ซาร์ตร์ กลายเป็ นสิ งทีขดั แย้งกับทฤษฎีจิตวิเคราะห์และทฤษฎี โครงสร้ างนิ ยมที ไ ด้รับอิ ทธิ พลจากการปฏิ ว ตั ิ ภาษาศาสตร์ ของ โซส์ซูร์ ซึ งเสนอแนวคิดในการนําภาษาเข้ามาเป็ นส่ วนหนึ งของ โครงสร้างทางจิต อีกทัNงยังขัดแย้งกับแนวคิดแบบหลังโครงสร้าง นิยมทีพยายามรืN อถอนแนวคิดแบบโครงสร้างนิยม เพือชีNให้เห็นถึง ความเป็ นสังคมสมัยใหม่ทีไม่อาจยอมรับความจริ งเพียงแง่มุมเดียว ได้ จึงเกิดเป็ นทฤษฎีรNื อถอนภาษาและวาทกรรมของทัNง แดร์ ริดา และ ฟู โ กต์ รวมถึ ง ฌาคส์ ลากอง ที พ ยายามนํา วิธี ก ารทางจิ ต วิเคราะห์เข้ามาอธิ บายถึงตัวตนของมนุ ษย์ผ่านการทํางานของจิต ไร้ สํา นึ ก ที มี โ ครงสร้ า งของการเข้า ใจโลกภายนอกในลัก ษณะ เดียวกับการทํางานของระบบสัญญะ ทัNงนีN เมื อพิจารณาถึ งโครงสร้ างทางจิ ตของแต่ ละยุคสมัย แล้วพบว่า จิตตามแบบสมัยกรี กโบราณเรื อยมานัNน จะถือเป็ นสิ ง เดียวกับวิญญาณ (Soul) โดยทียงั ไม่มีเรื องของตัวตนหรื อความ เป็ นปั จเจกเข้ามาข้องเกียว จึงเป็ นโครงสร้างทีไม่ซับซ้อนนัก ผิด กับแนวคิดในสมัยภูมิปัญญาเป็ นต้นมา ทีได้เปลียนกระบวนทัศน์ ใหม่ โดยทําให้จิต (Mind) กลายเป็ นกระบวนการทางความคิดทีอยู่ บนฐานของความมี ต ัว ตนของมนุ ษ ย์ทN ัง ในด้ า นเหตุ ผ ลและ ประสบการณ์ กระทัง มีเรื องของภาษาเข้ามาเกียวข้องจนเกิดเป็ น Philosophy of Mind | 41 |


MiRAYEBOOK

ระบบสัญญะตามแนวคิดแบบโครงสร้างนิยมและหลังโครงสร้าง นิยม กระบวนการต่าง ๆ ของจิตจึงถูกเปิ ดเผยให้เห็นว่าแท้จริ งแล้ว จิตมีการทํางานทีซบั ซ้อนและอ้างอิงอยู่กบั ระบบการใช้ภาษาของ มนุษย์เป็ นสําคัญ

Philosophy of Mind | 42 |


MiRAYEBOOK

บรรณานุกรม กิติกร มีทรัพย์. (2552). ซิกมันด์ ฟรอยด์ ประวัตกิ ารทํางานและฟรอยด์ บําบัด. พิมพ์ ครัNงที 2. กรุ งเทพฯ: มติชน. คณะกรรมการบัญญัติศพั ท์ปรัชญา. (2540). พจนานุกรมศัพท์ ปรัชญา อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตตยสถาน. พิมพ์ครัNงที 2. กรุ งเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน. เฉลิมเกียรติ ผิวนวล. (2544). จิตวิเคราะห์ ของฟรอยด์ . พิมพ์ครัNงที 6. กรุ งเทพฯ: สมิต. ชญาน์ทตั ศุภชลาศัย. (2554ก). ฌาคส์ ลากอง กับแนวคิด The Mirror Stage. วิภาษา, 5(6), 18-25. ________. (2554ข). ฟูโกต์ VS ลากอง : บทนําเสนอการปฏิเสธการลดทอนจิ ต วิเคราะห์ให้เหลือเพียงแค่วาทกรรมศาสตร์มนุษย์. วิภาษา, 5(4), 21-30. ________. (2554ค). ฟูโกต์ VS ลากอง : บทนําเสนอการปฏิ เสธการลดทอนจิ ต วิเคราะห์ให้เหลือเพียงแค่วาทกรรมศาสตร์มนุษย์ (จบ). วิภาษา, 5(5), 24-31. ชาย โพธิ สิตา. (2549). ศาสตร์ และศิ ลป์ แห่ งการวิจัยเชิ งคุณภาพ. พิมพ์ครัNงที 2. กรุ งเทพฯ: อมริ นทร์พริN นติNง. ไชยรัตน์ เจริ ญสิ นโอฬาร. (2545). สั ญวิทยา, โครงสร้ างนิยม, หลังโครงสร้ างนิยม กับการศึกษารัฐศาสตร์ . กรุ งเทพฯ: วิภาษา. ________. (2554). แนะนําสกุลความคิดหลังโครงสร้ างนิยม. กรุ งเทพฯ: สมมติ. ________. (2555). แนะนํานักคิด : หลังโครงสร้างนิยม. วิภาษา, 6(1), 6-12. ซาร์ดาร์, ซิออด์ดิน และ เคอร์รี, แพทริ กค์. (2548). สู่ โลกหลังสมัยใหม่ (Introducing Postmodernism). (วรนุช จรุ งรัตนาพงศ์, แปล.). กรุ งเทพฯ: มูลนิธิเด็ก. เดือน คําดี. (2530). ปัญหาปรัชญา. กรุ งเทพฯ: โอ.เอส.พริN นติNงเฮ้าส์. ธี รยุทธ บุญมี. (2550). โลก Modern & Post Modern. พิมพ์ครัNงที 4. กรุ งเทพฯ: สายธาร. Philosophy of Mind | 43 |


MiRAYEBOOK

________. (2551). การปฏิวัติสัญศาสตร์ ของโซซู ร์ : เส้ นทางสู่ โพสต์ โมเดอร์ นิสม์ . กรุ งเทพฯ: วิภาษา. นพมาศ อุง้ พระ. (2553). อัตถิภาวนิยม จิตวิทยาอัตถิภาวะและการดํารงอยู่ของ มนุษย์ ในปัจจุบัน. วารสารราชบัณฑิตยสถาน, 35(1), 29-49. นภาพร หงษ์ทอง. (2547). อัตบุ คคลในทัศนะของฌากส์ ลากอง. วิทยานิ พนธ์ ปริ ญญาศิ ล ปศาสตรมหาบั ณ ฑิ ต สาขาวิ ช าปรั ช ญา บั ณ ฑิ ต วิ ท ยาลั ย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. บรรจบ บรรณรุ จิ. (2533). จิต มโน วิญญาณ. พิมพ์ครัNงที 3. กรุ งเทพฯ: ไร่ เรื อน สมาธิ. เบนสัน, ไนเจล ซี. (2550). เจาะจิตวิทยา (Introducing Psychology). (กุลยา พิสิษฐ์ สังฆการ และ สมบุญ จารุ เกษมทวี, แปล.). กรุ งเทพฯ: มูลนิธิเด็ก. เปลโต้. (2514). วาระสุ ดท้ ายของโสกราติส: Phaedo. (ส. ศิ วรักษ์, แปล.). กรุ งเทพฯ: สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย. ________. (2523). อุตมรัฐ. (ปรี ชา ช้างขวัญยืน, แปล.). กรุ งเทพฯ: สํานักพิมพ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พระราชวรมุนี (ประยูร ธมฺ มจิ ตฺโต). (2540). ปรั ชญากรี ก : บ่ อเกิดภู มิปัญญา ตะวันตก. พิมพ์ครัNงที 3. กรุ งเทพฯ: ศยาม. พินิจ รัตนกุล. (2517). ปรัชญา. กรุ งเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ________. (2555). ปรัชญาชีวติ ฌอง-ปอล ซาร์ ตร์ . พิมพ์ครัNงที 7. กรุ งเทพฯ: สามัญ ชน. ยศ สันตสมบัติ. (2550). ฟรอยด์ และพัฒนาการของจิตวิเคราะห์ : จากความฝันสู่ ทฤษฎี สั งคม. พิ ม พ์ ค รัN งที 4. กรุ งเทพฯ: สํ า นั ก พิ ม พ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. รัสเซลล์, เบอร์ทรันด์. (2533). ปัญหาปรัชญา. (กีรติ บุญเจือ, แปล.). พิมพ์ครัNงที 3. กรุ งเทพฯ: สํานักงานคณะกรรมการวิจยั แห่งชาติ. Philosophy of Mind | 44 |


MiRAYEBOOK

ลักษณวัต ปาละรัตน์. (2553). ญาณวิทยา (ทฤษฎีความรู้ ). พิมพ์ครัNงที 3. กรุ งเทพฯ: สํานักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคําแหง. วอร์เบอร์ตนั , ไนเจล. (2556). ประวัตศิ าสตร์ ปรัชญา ฉบับกะทัดรัด. (ปราบดา หยุน่ และ รติพร ชัยปิ ยะพร, แปล.). กรุ งเทพฯ: สํานักหนังสื อไต้ฝน. ุ่ วิทย์ วิศทเวทย์. (2537). ปรัชญาทั0วไป มนุษย์ โลก และความหมายของชีวิต. พิมพ์ ครัNงที 12. กรุ งเทพฯ: อักษรเจริ ญทัศน์. ศรี เรื อน แก้วกังวาล. (2551). ทฤษฎีจติ วิทยาบุคลิกภาพ. พิมพ์ครัNงที 15. กรุ งเทพฯ: หมอชาวบ้าน. ศิริรัตน์ แอดสกุล. (2555). ความรู้ เบือ\ งต้ นทางสั งคมวิทยา. กรุ งเทพฯ: สํานักพิมพ์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สมฤดี วิศ ทเวทย์. (2536). ทฤษฎีค วามรู้ ข องฮิ ว ม์ . กรุ ง เทพฯ: สํา นัก พิ ม พ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สมัคร บุราวาศ. (2552). ปัญญา. พิมพ์ครัNงที 3. กรุ งเทพฯ: ศยาม. สุ ชาติ สวัสดิUศรี . (บรรณาธิ การ). (2517). ฆ่ า วรรณกรรมเอกซิสตองเชียลลิสม์ : ระหว่ าง ซาตร์ กับ กามู. กรุ งเทพฯ: ปุถุชน. สุ ภางค์ จันทวานิ ช. (2554). ทฤษฎีสังคมวิทยา. พิมพ์ครัN งที 4. กรุ งเทพฯ: สํานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สุรพงษ์ โสธนะเสถียร. (2554). การแสวงหาความรู้ แบบหลังนวสมัย. พิมพ์ครัNงที 2. กรุ งเทพฯ: ระเบียงทอง. โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์. (2552). ปรัชญาภาษา. กรุ งเทพฯ: สํานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. เอกลักษณ์ มาลีทิพย์วรรณ. (2551). ศึกษาวิเคราะห์ แนวความคิดเรื0องสุ นทรียศาสตร์ ของอิมมานูเอล คานต์ ทมี0 อี ทิ ธิพลต่ องานจิตรกรรมตะวันตกในยุคโรแมนติค. รายงานการศึ กษาอิ สระศิ ลปศาสตรมหาบัณฑิ ต สาขาวิชาปรั ชญา บัณฑิ ต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น. Philosophy of Mind | 45 |


MiRAYEBOOK

Buck, Richard Maurice. (1905). Cosmic Consciousness: A Study in the Evolution of the Human Mind. 2nd ed. Philadelphia: Inner and Sons. Dave, Robinson. and Judy, Groves. (2006). Introducing Plato. 6th ed. Thriplow: Icon Books. Lacan, Jacques. (2001). Ecrits: A Selection. (Alan Sheridan, Trans.). London: Routledge. McCulloch, Gregory. (1995). The Mind and Its World. London: Routledge. Pelosi, Francesco. (2010). Plato on Music, Soul and Body. (Sophie Henderson, Trans.). New York: Cambridge University Press. Roth, John K. and Sontag, Frederick. (1988). The Questions of Philosophy. California: Belmont. Smart, Ninian. and Leaman, Oliver (2008). World Philosophies. 2nd ed. London: Routledge. Thomas, R. Flynn. (2006). Existentialism: A Very Short Introduction. New York: Oxford University Press.

Philosophy of Mind | 46 |



ปรัชญาจิต: ฉบับย่อ