Page 1


ส า ร บ ัญ คือความเป็นมา ทำ�เนียบเจ้าอาวาส ลำ�ดับเหตุการณ์สำ�คัญ ๗ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ใน ๑ อาราม หลวงพ่อนาคปรก หลวงพ่อเจ้าสัว หลวงพ่อโต หลวงพ่อทอง หอพระแม่กวนอิม อารามสถาน พระอุโบสถ พระวิหาร หอวิปัสสนา อาคารเฉลิมพระเกียรติ ศาลาทานบารมี ศาลาการเปรียญ ศาลาอัยศิริ ศาลาบำ�เพ็ญกุศล อุทยานธรรมเฉลิมพระเกียรติ กิจกรรมและบำ�เพ็ญประโยชน์ โครงการต้นกล้าในนาบุญ ธรรมทูตไทยไปสู่ธรรมทูตโลก ทำ�เนียบวัดและพระธรรมทูตสายต่างประเทศ


คือความเป็นมา วัดเป็นอารามสถานที่ใช้ประกอบกิจทางพระพุทธศาสนา องค์ประกอบ สำ�คัญภายในวัด เช่น กุฏิ อุโบสถ วิหาร ศาลาการเปรียญ หอระฆัง-หอกลอง พระ เจดีย์ ฯลฯ เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยศึกษาปฏิบัติตามธรรมวินัยและใช้ประกอบกิจ ของพระสงฆ์ ตลอดจนเป็นที่บำ�เพ็ญกุศลวัตรและกิจกรรมตามประเพณีนิยมของ พุทธศาสนิกชน วัดจึงกลายเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ในสังคมไทยตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบันอีกด้วย วัดนาคปรก เดิมมีลักษณะพื้นที่เป็นสวนไร่นา มีคลองไหลผ่านทั้ง หน้าวัดหลังวัด ปัจจุบันลำ�คลองบางส่วนได้ถูกถมทำ�เป็นถนน วัดนาคปรกล้อมรอบ ด้วยชุมชนชาวพุทธขนาดใหญ่ตามวิถีคนเมืองหลวงใหญ่ วัดนาคปรกมีฐานะเป็นวัดราษฎร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่เลขที่ ๙๙ ถนนเทอดไท ๔๙ แขวงปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ที่ดินที่ตั้งวัดมี ๑๒ ไร่ ๑ งาน ๔๒ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๒๕๐๔๓ อาณาเขต ทิศเหนือติดกันคลองวัดนาคปรก ด้านทิศตะวันออกติดกับวัดนางชี ทิศใต้ติดกับคลอง บางหว้า และด้านทิศตะวันตกติดกับโรงเรียนวัดนาคปรก ตามเอกสารหลักฐานรับรองสภาพวัดจากกองพุทธศาสนสถาน (เอกสาร


อ้างอิงที่ พศ ๐๐๐๓/๗๑๗๕ ลงวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๑) สำ�นักงานพระพุทธ ศาสนาแห่งชาติ ระบุไว้ว่า “วัดนาคปรก แขวงปากคลองภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ตั้งวัด พ.ศ. ๒๒๙๑ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ. ๒๒๙๑ โดยเป็น วัดที่สร้างขึ้นก่อนพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ จะ มีผลบังคับใช้ มีสภาพเป็นวัดตามมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕” ตามประวัติเล่าสืบกันว่า เมื่อสมัยอยุธยา ตอนปลาย-กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาลที่ ๓-๔) มีพ่อค้าเรือสำ�เภาชาวจีน ชื่อ พระบริบูรณ์ธนากร (เจ้าสัวพุก แซ่ตัน) เดินทางมาประกอบการค้าขายที่ พระนคร ฝั่งธนบุรี ย่านตลาดพลู ได้ตั้งรากปักฐาน เป็นครอบครัวกับภรรยาคนไทย เจ้าสัวพุกเป็นผู้มี ฐานะทางธุรกิจที่มั่งคั่งมั่นคงและมีศรัทธาเลื่อมใสใน พระพุทธศาสนา จึงได้คิดริเริ่มก่อสร้างวัดขึ้น เพื่อ ใช้ เ ป็ น สถานที่ ป ระกอบศาสนกิ จ ของพระสงฆ์ แ ละ บำ�เพ็ญบุญประเพณีนิยมทางพระพุทธศาสนา การ สร้ า งวั ด ให้ บุ ญ สถานถื อ เป็ น การตอบบุ ญ แทนคุ ณ แผ่นดินไทย ที่ส่งผลให้ธุรกิจการค้าขายของตนเติบโต ก้าวหน้าด้วยดี การก่อสร้างวัดนาคปรกนี้ เริ่มแรกได้ สร้างโบสถ์ขึ้นก่อน แล้วเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง เป็นเครื่องมงคลบูชาตามตำ�รับความเชื่อของชาวจีน

ภาพรพระประธานอุโบสถ จิตรกรรมฝาผนัง

โบราณ เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ตนเอง ได้อัญเชิญ พระพุ ท ธรู ป ปางมารวิ ชั ย จากเมื อ งสุ โ ขทั ย มา ประดิษฐานเป็นพระประธานในอุโบสถ ท่ า นเจ้ า สั ว พุ ก ได้ ส ร้ า งวิ ห ารหลวงพ่ อ นาคปรก ซึ่งเป็นลักษณะสถาปัตยกรรมแบบไทย เป็นอนุสรณ์แก่ภรรยา ภายในเขียนภาพจิตรกรรม ฝาผนังลายไทยเกี่ยวกับพุทธประวัติ ตอนเสด็จ ลงจากสวรรค์ ชั้ น ดาวดึ ง ส์ แ ละพระพุ ท ธเจ้ า ชนะ พญามาร ลักษณะนาคปรกนั้น เป็นศิลปะปูนปั้น แผ่พังพาน ๗ เศียร ส่วนองค์พระเป็นปางมาร วิชัยสัมฤทธิ์ที่สวยงาม ต่อมาชาวบ้านจึงเรียกชื่อ ว่า “วัดนาคปรก” ตามลักษณะของพระพุทธรูปที่ ศักดิ์สิทธิ์ในวิหารนี้


วัดนาคปรกมีฐานะเป็นวัดราษฎร์ สร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๒๙๑ ตามหลักฐาน ในหนังสือทะเบียนโบราณสถานในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ระบุไว้ว่า “ประวัติสังเขป--สันนิษฐานจากรูปแบบศิลปกรรมว่า มีตั้งแต่สมัยอยุธยาและคงได้ รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ ๓-๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์” วัดนาคปรก นี้ ถึงแม้เป็นโบราณสถานที่เก่าแก่และมีอายุอารามหลายร้อยปี แต่ด้วยความเป็นวัด ราษฎร์ตั้งอยู่ในชุมชมชาวสวน จึงไม่ค่อยปรากฏบันทึกเหตุการณ์สำ�คัญหรือลำ�ดับ อดีตเจ้าอาวาสไว้ เท่าที่สืบค้นข้อมูลทำ�เนียบเจ้าอาวาส มีปรากฏตามลำ�ดับดังนี้ ๑. หลวงปู่ชู คงชูนาม พ.ศ. ๒๔๕๔-๒๔๗๗ ๒. พระอธิการเลี่ยม นันทิโย พ.ศ. ๒๔๗๘-๒๕๐๔ ๓. พระอธิการอำ�นาจ นราสโภ พ.ศ. ๒๕๐๕-๒๕๑๒ ๔. พระครูศรีพัฒนคุณ (พิศิษฐ์ ญาณธโร, พ.ม., ป.ธ.๖) พ.ศ. ๒๕๑๓-๒๕๔๒ ๕. พระครูวรกิตติโสภณ (เศรษฐกิจ สมาหิโต, B.A., พธ.ม. กิตติมศักดิ์) พ.ศ. ๒๕๔๓-ปัจจุบัน

ทำ�เนียบ

สมภารเจ้าวัด


“มาตรา ๓๗ เจ้าอาวาสมีหน้าที่ ดังนี้

หน้าที่และอำ�นาจ

เจ้าอาวาสและผู้รักษาการแทน

โดยที่ วั ด เป็ น สถาบั น หลั ก ในการปกครอง และการดำ�เนินกิจการคณะสงฆ์และพระศาสนา ที่ สำ�คัญสุด กฎหมายคณะสงฆ์บัญญัติให้วัดมีฐานะเป็น นิติบุคคล และให้เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนวัดในกิจการ ทั่วไป ให้เจ้าอาวาสเป็นผู้ปกครองวัด เจ้าอาวาส นั้น มีฐานะเป็นผู้ ปกครองวัดและมีฐานะเป็นผู้แทน วัด ทั้งมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามมาตรา ๔๕ แห่ง พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ เจ้าอาวาสจึงเป็นผู้มีความ สำ�คัญ ต่อความเสื่อมความเจริญของคณะสงฆ์และ พระศาสนา แม้ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ก็มีฐานะ อย่างเดียวกับเจ้าอาวาส เพราะความสำ�คัญดังกล่าว จึงบัญญัติหน้าที่และอำ�นาจเจ้าอาวาสไว้โดยชัดเจนใน พระราชบัญญัติคณะสงฆ์มาตรา ๓๗ และ ๓๘ ดังนี้

(๑)

บำ�รุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติ ของวัดให้เป็นไปด้วยดี (๒) ปกครองและสอดส่องให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ ที่มีที่อยู่ หรือพำ�นักอาศัยอยู่ในวัดนั้น ปฏิบัติตามพระ ธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ หรือ คำ�สั่งของมหาเถรสมาคม (๓) เป็ น ธุ ร ะในการศึ ก ษาอบรมและสั่ ง สอนพระ ธรรมวินัยแก่บรรพชิตและคฤหัสถ์ (๔)ให้ความสะดวกตามสมควรในการบำ�เพ็ญกุศล”

“มาตรา ๓๘ เจ้าอาวาสมีอำ�นาจ ดังนี้

(๑) ห้ามบรรพชิตและคฤหัสถ์ ซึ่งมิได้รับอนุญาตของเจ้าอาวาสเข้าไปอยู่อาศัยในวัด (๒) สั่งให้บรรพชิตหรือคฤหัสถ์ ซึ่งไม่อยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาสออกไปเสียจากวัด (๓) สั่งให้บรรพชิตหรือคฤหัสถ์ ที่มีที่อยู่หรือพำ�นักอาศัยในวัด ทำ�งานภายในวัด หรือให้ ทำ�ทัณฑ์บนหรือให้ขอขมาโทษ ในเมื่อบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ในวัดนั้น ประพฤติผิดคำ�สั่งเจ้า อาวาสซึ่งได้สั่งโดยชอบด้วยพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำ� สั่งของมหาเถรสมาคม”


๑. หลวงปู่ชู คงชูนาม

(พ.ศ.๒๔๕๔-๒๔๗๗)

“ในย่ า นธนบุ รี มี พ ระเกจิ อ าจารย์ ที่ มี ค วามเก่ ง ความสามารถในด้านวิปัสสนากรรมฐาน และวิชาอาคม ต่าง อยู่หลายๆ รูป เป็นที่กล่าวขานกันไปต่างๆนานา ที่ช าวบ้ า นทั้ ง หลายก็ ต่างยกย่องตามความคิด เห็น ของ ผู้เห็นเหตุการณ์ หรือตามความบอกเล่า นั้นว่าพระ เกจิอาจารย์เหล่านั้นท่านมีความเก่งกาจสามารถในเรื่อง ใดๆ ตามที่ได้พบประสบเจอเข้ากับตัวเอง เรื่องต่างๆเหล่านี้เป็นเรื่องที่เล่าต่อๆกันมา หลวงปู่ชู คงชูนาม เป็นหนึ่งของพระเกจิที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นจนถึงปัจจุบัน” ชาติภูมิ หลวงปู่ชู เดิมชื่อ ชู นามสกุล คงชูนาม เกิดที่ริมวัดท้าวโคตร จังหวัดนครศรีธรรมราช ตรงกับเดือน ๔ ปีมะแม พ.ศ.๒๔๐๑ มีอาชีพค้าขาย เมื่อเยาว์วัย ท่านสนใจและเรียนกรรมฐานมาโดยตลอด ต่อมาได้ย้ายมา อยู่พระนคร เมื่ออายุครบ ๒๐ ปี ได้เข้าอุปสมบทที่วัดทองนพคุณ เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร ต่อมาได้ลาสิกขาและแต่งงานมีครอบครัวกับนางคง มีบุตรธิดา ๒ คน คือ นางเชื่อม คงชูนาม และพระอธิการเลี่ยม นันทิโย (เสียชีวิตทั้งหมดแล้ว) หลวงปู่ชูได้อุปสมบทอีกครั้ง ที่วัดนางชี เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร มี ฉายาว่า ฉันทสโร อยู่ที่วัดนางชี ๑๐ พรรษา และย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสวัดนาคปรก

แห่งนี้ ท่านเป็นเกจิอาจารย์รุ่นเดียวกับหลวงปู่ผล วัดหนัง หลวงปู่ชูเป็นพระที่มีจิต เมตตาสูงมาก ทั้งต่อพระสงฆ์และญาติโยมทุกหมู่เหล่า ไม่เลือกชนชั้น ท่านเป็นผู้มี ภูมิธรรมสูง แตกฉานในด้านวิชาอาคมและฉลาดในด้านปรุงยาสมุนไพรรักษาคนป่วย จนทำ�ให้คนทั้งหลายในละแวกย่นตลาดพลู ชาวฝั่งธน รู้จักวัดนาคปรกและเลื่อมใส ศรัทธาหลวงปู่ หลวงปู่ชูได้ดำ�รงตำ�แหน่งเจ้าอาวาสจนถึงมรณภาพที่กุฎิของท่านในท่านั่ง สมาธิ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ.๒๔๗๗ ตรงกับวันแรม ๕ ค่ำ� เดือน ยี่ ปีจอ ปลงศพในปี พ.ศ.๒๔๗๘ สิริอายุได้ ๗๖ ปี ผลงานในช่วงที่หลวงปู่เป็นเจ้าอาวาสอยู่นั้น ปูชนียวัตถุ ถาวรวัตถุยังไม่ ทรุดโทรมมากนัก อีกทั้งพระสงฆ์ที่อยู่จำ�พรรษาก็น้อย หลวงปู่ชูได้สร้างวิหารหลวง พ่อโต พร้อมทั้งสร้างพระพุทธรูปหลวงพ่อโต ๒ องค์ หรือนิยมเรียกว่า “หลวงพ่อ สองพี่น้อง” ให้ผู้คนกราบไหว้จนถึงปัจจุบันนี้ คุณธรรมที่เลื่องลืม คือ หลวงปู่ชูเป็น พระที่มีเมตตามหานิยมยิ่งและเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เลื่องลืมย่านตลาดพลูอีกด้วย วัตถุมงคลสมัยหลวงปู่ชู

เหรียญรุ่นแรก ปี ๒๔๗๑

เหรียญสองพี่น้อง

พระผงหลวงพ่อโต

เหรียญหลวงพ่อโต


๒. พระอธิการเลี่ยม นนฺทิโย

(พ.ศ.๒๔๗๘-๒๕๐๕)

ชาติภูมิ พระอธิการเลี่ยม นันทิโย นามสกุล คงชูนาม เป็นบุตรชายคนสุดท้องของหลวงปู่ชู เกิดที่กรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๗ มีอาชีพเป็นตำ�รวจท่านได้เข้ารับ อุปสมบท และอยู่จำ�พรรษาที่วัดนาคปรกเมื่อหลวงปู่ชู ถึงแก่มรณภาพ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรักษาการและเป็นเจ้าอาวาสวัด นาคปรกตามลำ�ดับ ผลงาน ที่ยังปรากฏให้เห็นในปัจจุบันนี้ คือ ศาลาการเปรียญ (ศาลาไม้) ซึ้งหลวง พ่อเลี่ยมร่วมกับผู้มีจิตศรัทธาได้สร้างขึ้นไว้ ตั้งอยู่ด้านทิศใต้ ติดกลับคลองหลังวัด (คลอง บางหว้า) และสร้างทำ�นบกั้นด้านทิศใต้ของวัดนาคปรกจนสุดเขตวัด เพื่อป้องกันน้ำ�เซาะ ตลิ่ง หลวงพ่อเลี่ยม เป็นกำ�ลังสำ�คัญในการพัฒนาวัดในช่วงที่วัดกำ�ลังทรุดโทรม ได้แต่ตั้ง คณะกรรมการและไวยาวัจกรวัดให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น มรณภาพ เมื่อวันอังคารที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๕๐๕ (ตงกับวันขึ้น ๑๑ค่ำ� เดือน ๒ ปีขาล)สิริอายุ ๖๗ ปี


๓. พระอธิการอำ�นาจ นราสโภ (พ.ศ.๒๕๐๕-๒๕๑๒)

ชาติภูมิ พระอธิการอำ�นาจ นราสโภ เป็นชาวกรุงเทพมหานคร บิดาเป็นชาวสุพรรณบุรี มารดา เป็นชาวบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ไม่ทราบวันเดือนปีเกิด ผลงาน ท่านได้รื้อกุฏิไม้สักหลังเก่าซึ่งเป็นกุฏิหลวงปู่ชู คงชู นาม มาสร้างไว้ระหว่างโบสถ์กับวิหารในบริเวณกำ�แพงแก้ว ปัจจุบัน รื้อถอนแล้ว - สร้างศาลาที่ประดิษฐานรูปเหมือนพระมหากัจจายนะ (พระสังกัจายน์) - สร้างกุฏิเทียนแก้ว-พูนรักษ์ เป็นกุฏิไม้ ๒ ชั้น (รื้อถอน) - สร้างกุฏินราสโภ (สันติธรรม) เป็นกุฏิครึ่งตึกครึ่งไม้ (รื้อถอนแล้ว) - สร้างกุฏิไม้ ๙ ห้องชั้นเดียว ยกพื้นสูง หลังคามุงกระเบื้อง (ปัจจุบันรื้อถอนแล้ว เพื่อสร้างกุฏิหลังใหม่ ๗๒ ห้อง ขณะนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง)


๔. พระครูศรีพัฒนคุณ

(พ.ศ.๒๕๑๓-๒๕๔๒)

“ท่านพระครูศรีพัฒนคุณ พระผู้มีแต่ให้แห่งวัดนาคปรก ในขณะที่โรคาพาธเข้า อาศัยสังขารท่านเป็นยุทธภูมิการยื้อแย่งของพญาพยาธิ แต่ในความเป็นพระนักพัฒนา ระดับอินเตอร์ ความเป็นสมภารด้วยจิตวิญญาณ งานก่อสร้าง บูรณปฏิสังขรณ์ภายในวัด ก็ ไม่นิ่งหยุด งานการศึกษาเผยแผ่ ศาสนสงเคราะห์ ทุกอย่างหมุนไปตามแผน เหมือนไม่มี อะไรในสังขารท่าน งานอบรมเยาวชนบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน พูด...ก็พูดไม่ได้! นั่ง... ก็นั่งไม่ติดอาสน์! ด้วยความเป็นพระอุปัชฌาย์ผู้รังสรรค์ทรัพยากรบุคคลของชาติในงดงาม ขอเพียงไปนั่งดูสามเณรน้อยๆ ห่มผ้าเหลืองบ้างก็ยังดี นี่...คือ ความเป็นพระอุปัชฌาย์ ผู้มี หัวใจเต็มร้อย” (จารอาลัย โดย พระราชรัตนรังษี ว.ป.วีรยุทฺโธ)

๑.ชาติภูมิ

พระครูศรีพัฒนคุณ นาม เดิม พิศิษฐ์ นามสกุล สิมมามี เกิดเมื่อ ๑๔ฯ๓๔ ค่ำ� ปีมะเส็ง ตรงกับวันอังคารที่ ๑๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๘๔ ณ บ้านเลขที่ ๓๑ หมู่ที่ ๘ บ้านศาลา ตำ�บลโนนแดง อำ�เภอบรบือ จังหวัดมหาสารคามเป็นบุตรคนโตของ ครอบครัว บิดาชื่อ นายโด่ง สิมมามี (ถึงแก่กรรมแล้ว) มารดาชื่อ นางบุญหนา สิมมามี อาชีพ กสิกรรม มีพี่น้องร่วมสายโลหิตบิดามารดาเดียวกัน จำ�นวน ๔ คน คือ ๑. พระครู ศรีพัฒนคุณ (พิศิษฐ์ สิมมามี) ๒. นายถวิล สิมมามี ประกอบอาชีพที่บ้านศาลา ๓. นายบุญถิ่น สิมมามี (ถึงแก่กรรมแล้ว) ๔. นายทองอินทร์ สิมมามี (ถึงแก่กรรม แล้ว)

๒.บรรพชา

ขณะอายุ ๑๕ ปี ได้เข้ารับการบรรพชาสามเณร เมื่อวันที่ ๕ ฯ ๖๖ ค่ำ� ปี มะแม ตรงกับ วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๘ ณ วัดหนองขาม ตำ�บล กำ�พี้ อำ�เภอ บรบือ จังหวัด มหาสารคาม โดยมีพระอธิการพรหม มา พฺรหฺมสโร วัดหนองขาม เป็นพระอุปัชฌาย์ ในปีพ.ศ. ๒๕๐๓ ได้ย้ายเข้ามาอยู่จำ�พรรษา ณ วัดนาคปรก เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม.

๓.อุปสมบท

ขณะอายุ ๒๑ ปี ได้เข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อ วันที่ ๗ฯ๑๖ ค่ำ� ปีฉลู ตรงกับวันเสาร์ที่ ๑๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๐๔ ณ พัทธสีมา วัดดอนกลอย ตำ�บล เขวาไร่ อำ�เภอนางเชือก จังหวัดมหาสารคาม โดย มีเจ้าอธิการพรมมา พฺรหมฺสโร เป็นพระอุปัชฌาย์


พระอธิการอ่อน มงฺกโร(ปัจจุบันเป็น พระครูมงคลเขมาจารย์) วัดดอนกลอย เป็นพระกรรม วาจารย์ พระอธิการทองแดง กิตฺตสาโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามว่า “ญาณธโร” แปลว่า ผู้ทรงญาณ (ความรู้) สำ�เร็จอุปสมบท เวลา ๑๓.๐๐ น. หลังจากอุปสมบทแล้ว ได้เข้ามาอยู่จำ�พรรษาที่วัดนาคปรกตามเดิม

๔.วิทยฐานะ

สอบได้ครูประกาศนียบัตรวิชาชีพครู (๒๕๐๙) สำ�เร็จการศึกษาประกาศนียบัตรครูพิเศษมัธยม (๒๕๒๒) สอบได้นักธรรมชั้นเอก (๒๕๐๐) สอบได้ประโยค ป.ธ.๖ (๒๕๐๘) ในสนามหลวง ส่วนกลาง สำ�นักเรียนวัดปากน้ำ� เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร

๕. ความรู้พิเศษ

หลวงพ่อเป็นผู้มีความใฝ่รู้ ใคร่ในการศึกษา มีวิริรยะอุตสาหะขวนขวายใน การศึกษาวิชาลูกคิด การการก่อสร้าง การแสดงธรรมเทศนาทางสถานีวิทยุ การสอน กรรมฐานการบริหาร ซึ้งเป็นความสามารถพิเศษที่หลวงพ่อได้ใช้ปกครองสั่งสอนอบรม พระภิกษุสามเณรให้ดำ�รงตั้งมั่นอยู่ในพระธรรมวินัย และโน้มน้าวจิตใจให้พุทธศาสนิกชน เยาวชนชาย-หญิง อุบาสก-อุบาสิกา และประชาชนให้เข้ามาปฏิบัติธรรมและศึกษา พระพุทธศาสนามากขึ้น

๖.ตำ�แหน่งและหน้าที่การงาน

๖.๑. ด้านการปกครอง เป็นกรรมการวัดนาคปรก (๒๕๐๗), เป็นเจ้าอาวาสวัด นาคปรก (๒๕๑๓), เป็นพระอุปัชฌาย์ (๒๕๒๖) หลวงพ่อพระครูศรีพัฒนคุณ ได้ดำ�รง แต่งเป็นเจ้าอาวาสวัดนาคปรก เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๑๓-๒๕๔๒ นานถึง ๒๙ ปี ๖.๒ ด้านการศึกษา เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม (๒๕๐๘), เป็น อาจารย์ใหญ่สำ�นักศาสนศึกษาวัดนาคปรก (๒๕๑๐), เป็นเจ้าสำ�นักศาสนศึกษาวัด นาคปรก เป็นผู้อุปการอุปถัมภ์โรงเรียนวัดนาคปรก (๒๕๑๓), เป็นกรรมการสอบและ ตรวจธรรมชั้นนวกภูมิเขตภาษีเจริญ เป็นกรรมการควบคุมสอบธรรมสนามหลวง และ เป็นกรรมการตรวจสอบสนามหลวง (๒๕๑๕), เป็นผู้อำ�นวยการโรงเรียนพุทธศาสนาวัน อาทิตย์ วัดนาคปรก (๒๕๒๐-๒๕๕๒), เป็นผู้อำ�นวยการโครงการบรรพชาสามเณร ภาคฤดูร้อนวัดนาคปรก ภาษีเจริญ กรุงเพทมหานคร (๒๕๑๕-๒๕๔๒), จัดตั้งทุน ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา ตามนโยบายศึกษาสงเคราะห์ทางคณะสงฆ์ (๒๕๒๘-๒๕๔๒), เป็นอาจารย์ใหญ่พระปริยัติธรรม แผนกบาลี สำ�นักเรียนวัดทุ่งเหียง ต.หมอนนาง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี (๒๕๓๑) หลวงพ่อพระครูศรีพัฒนคุณ เป็นพระเถระที่ให้ความสนใจในการศึกษาเป็นเถระที่ เปิดกว้างในด้านการศึกษาเป็นพิเศษ ท่านได้พยายามส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาของพระ ภิกษุสามเณรภายในวัด และเยาวชนของชาติด้วยดีตลอดมา ดังจะเห็นได้จากโรงเรียนพุทธ ศาสนาวันอาทิตย์ และโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนซึ่งเป็นโครงการที่ดำ�เนินการ มานาน เป็นแบบอย่างที่ดีของการจัดการศึกษาของพระสงฆ์ให้กับเยาวชนในปัจจุบัน ใน สมัยที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดนาคปรกนั้น มีพระภิกษุสอบไล่ได้ถึงเปรียญธรรม ๙ ประโยค ซึ่งเป็นการศึกษาพระปริยัติธรรมขั้นสูงสุดทางพระพุทธศาสนาในประเทศไทย และยังส่ง


เสริมให้กำ�ลังใจพระสงฆ์ในวัดได้มีการศึกษาก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป ด้วยการส่งเสริมให้เข้ารับ การศึกษาจากมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่งและมหาวิทยาลัยที่เปิดให้พระสงฆ์ เข้าศึกษา จนสำ�เร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรีประมาณ ๔๐ รูป ปริญญาโท ๕ รูป ๖.๓ ด้านการเผยแพร่ ส่งหลวงพ่อพระครูวรกิตติโสภณไปศึกษาและปฏิบัติ งานศาสนกิจที่วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย (๒๕๒๔), ได้เดินทางไปนมัสการสังเวช นียสถาน อินเดีย–เนปาล (๒๕๒๙), เปิดโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนวัด นาคปรก (๒๕๑๖), เปิดโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดนาคปรก (๒๕๒๐), จัด อุปสมบทหมู่ผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษร่วมกับกรมราชทัณฑ์จำ�นวน ๒๐๐ คน เพื่อ ฉลอง ๒๐๐ ปี รัตนโกสินทร์ (๒๕๒๕), ได้เชิญชวนพุทธศาสนิกชน ถือศีลปฏิบัติธรรม เป็นพิเศษโดย อาศัยสถานที่พุทธมณฑล เป็นคณะแรก (๒๕๒๕),เป็นหัวหน้าคณะสงฆ์ ไปปฏิบัติศาสนกิจ ณ วัดพุทธโคดม ประเทศสหรัฐอเมริกา ตามคำ�อาราธนาของหลวงปู่ คัมภีโร (๒๕๒๙), ส่งหลวงพ่อพระครูวรกิตติโสภณไปประกาศพระศาสนา ณ ประเทศ สหรัฐอเมริกา (๒๕๔๑), ส่งพระภิกษุไปประกาศพระศาสนา ณ ประเทศนิวซีแลนด์ (๒๕๔๑), ส่งเสริมพระภิกษุเข้าอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศซึ้งจัดโดยมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา จำ�นวน ๓ รูป (๒๕๓๙-๒๕๔๒) หลวงพ่อพระครูศรีพัฒนคุณ ได้ให้ความสำ�คัญต่องานเผยแผ่เป็นอย่างมาก โดย เฉพาะเยาวชนชาย–หญิง ทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ เช่น จัดโครงการบรรพชาสามเณรภาค ฤดูร้อน ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๖-๒๕๔๒ เป็นเวลา ๒๖ ปี และโรงเรียนพุทธศาสนาวัน อาทิตย์ตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๒๐ เป็นต้นมา จัดให้มีบวชชีพราหมณ์ จัดให้บวชนักโทษ ๒๐๐ คน เมื่อคราวฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ การบรรยายธรรมทางสถานีวิทยุและปัจจุบันได้ ส่งพระไปสอนศีลธรรมตามโรงเรียนทั้งประถม มัธยม อุดมศึกษา ตลอดทั้งได้ส่งพระไป ประกาศศาสนาในต่างประเทศ เช่น อินเดีย สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ ในวันสำ�คัญทาง

พระพุทธศาสนา ท่านได้เอื้ออำ�นวยความสะดวกแก่เหล่าพุทธบริษัทผู้มาบำ�เพ็ญบุญเป็น อย่างดี และได้จัดให้มีการแสดงธรรมแก่ประชาชนไม่เคยขาด ท่านได้ทำ�หน้าที่เผยแผ่ พระพุทธศาสนามาโยตลอดจนถึงบั้นปลายชีวิต ชีวิตของหลวงพ่อ นับเป็นแบบอย่างที่ดี ของชีวิตนักเผยแผ่พระพุทธศาสนา ๖.๔.ด้านสาธารณูปการ ได้บูรณะปฏิสังขรณ์วิหารนาคปรก (๒๕๑๒), สร้างโรงเรียนปริยัติธรรม ครึ่งตึกครึ่งไม้ ยกพื้น เสริมคอนกรีต, สร้างห้องกัมมัฏฐาน สอนนักเรียนพุธศาสนาวันอาทิตย์, เทพื้นคอนกรีตบริเวณลานโบสถ์วิหาร และสร้าง เสมาธรรมจักรตามแนวสันกำ�แพงรอบโบสถ์และวิหาร ยาว ๒๔๐ เมตร (๒๕๑๕), ปรับปรุงสำ�นักงานกลางและสร้างห้องบันทึกเสียงพร้อมเครื่อง (๒๕๑๙), สร้างศาลา อเนกประสงค์ลักษณะทรงปั้นหยา (๒๕๒๓), สร้างห้องน้ำ�ห้อง-สุขา ๙ ห้อง และโรง เก็บสังฆภัณฑ์ (๒๕๒๓), สร้างฌาปนสถาน (เมรุ) เตาเผาชนิดพิเศษ ระบบกำ�จัดกลิ่น และควันแบบ DD-3A (๒๕๒๖), สร้างมณฑปแบบจัตุรมุขประดิษฐานรูปเหมือนหลวงปู่ ชูคงชูนาม (๒๕๒๘), สร้างเขื่อน-ห้องน้ำ�-ห้องสุขาต่อกับการศาลาการเปรียญชั้น ล่าง ๕ ห้อง ชั้นบน ๙ ห้อง และสร้างห้องพักบนศาลาการเปรียญ ๒ ห้อง และปรับปรุง ศาลาการเปรียญภายใน(๒๕๓๑), เทพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กใต้ถุนศาลาการเปรียญ (๒๕๓๒), สร้างศาลาบำ�เพ็ญกุศล ๒-๓ (๒๕๓๒), ถมบริเวณลานวัด และหน้าอาคาร โรงเรียนวัดนาคปรก, สร้างถนน คอนกรีตเสริมเหล็กในบริเวณวัด และต่อเติมและปรับปรุง กุฏิทรงไทย ๒ หลัง และสร้างห้องสุขา (๒๕๓๕), เทพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก บริเวณลาน วัดทั้งหมด (๒๕๓๖), สร้างศาลาวิปัสสนากรรมฐาน (๒๕๓๗), สร้างหอบูชาพระแม่ กวนอิม (๒๕๓๙), สร้างพระประจำ�วันและศาลาพุทธนิมิต (๒๕๔๑), วางศิลาฤกษ์และ วางรากฐานสร้างอาคารเฉลิมพระเกียรติ ๕๐ ปี (๒๕๔๒)


๖.๕.ด้านสาธารณสงเคราะห์ เปิดตลาดนัดวันพุธ วัดนาคปรก จำ�หน่ายสินค้า ราคาถูกสงเคราะห์ประชาชนยาวย่านตลาดพลู-ภาษีเจริญ (๒๕๒๙), สมทบทุนสร้าง วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ประเทศอินเดีย (๒๕๓๗), จัดส่งพระพุทธรูปปางนาคปรก ไปประดิษฐาน ณ จ.หนองคาย (๒๕๔๒), ตั้งทุนนิธิหลวงปู่ชู คงชูนาม, ตั้งทุนนิธิวัด นาคปรก, ตั้งทุนนิธิพระสุเมธาธิบดี เพื่อการสงเคราะห์พุทธบริษัท ฯลฯ ๖.๖ ด้านงานพิเศษ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการตรวจสอบบัญชีเงินวัด ในตำ�บล ปากคลองภาษีเจริญ อำ�เภอภาษีเจริญ จังหวัดธนบุรี ในสมัยนั้น (๒๕๑๔), ได้รับแต่งตั้ง ให้เป็นพระธรรมทูตสายพิเศษจาก เจ้าพระคุณสมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดจักรวรรดิราชา วาส ให้ไปตรวจเยี่ยมและหาข้อมูลจากหน่วยงานพระธรรมทุต ส่วนภูมิภาค ๔ จังหวัด คือ นครพนม สุรินทร์ ยโสธร นครราชสีมา (๒๕๑๔-๒๕๑๗), สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมงกุฎราชกุมาร พระราชทานพระราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทเพื่อถวาย พระทองคำ�พร้อมด้วยคณะกรรมการวัดนาคปรก ๒ คน ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ในวัน จันทร์ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๒๑ เวลา ๑๖.๔๕ น. (๒๕๒๑), เป็นกรรมการอำ�นวยการ จัดสร้างวัดไทยกุสินารา รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย (๒๕๓๗)

๗.สมณศักดิ์

ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอก เทียบผู้ช่วยเจ้า อาวาสพระอารามหลวง ในพระราชทินนามที่ “พระครูศรีพัฒนคุณ” (๒๕๑๘), ได้รับ พระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตรชั้นพิเศษ เทียบผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอาราม หลวงในพระราชทินนามเดิม (๒๕๓๗)

๘.อวสานแห่งชีวิต

หลวงพ่อพระครูศรีพัฒนคุณ เป็นพระเถระที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย กฎ กติกา มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย เป็นกัลยาณมิตรที่ดีของเพื่อนสหธรรมมิก ไม่ใฝ่ในลาภยศ สมณศักดิ์ ยึดพรหมวิหาร และสังคหวัตถุธรรมเป็นหลักปฏิบัติ ได้บำ�เพ็ญศาสนกิจอันเป็น หิตานุประโยชน์ เพื่อความเจริญรุ่งเรือง เพื่อความมั่นคงมั่งวัฒนาสถาพรของพระพุทธ ศาสนา หลวงพ่อจะพูดกับลูกศิษย์อยู่เสมอว่า “งานเท่านั้น เป็นเครื่องวัดศักยภาพของ มนุษย์” โดยเฉพาะพระสงฆ์ผู้สละบ้านเรือนเข้ามาบวชอาศัยร่มเงา พระพุทธศาสนาในการ ดำ�เนินชีวิต จะต้องทำ�งานเพื่อบูชาพระพุทธเจ้าให้มาก เพื่อตอบแทนข้าวชาวบ้านที่เป็น ผู้ถวายกำ�ลังแด่พระสงฆ์ บางครั้งหลวงพ่อพ่อประสบอุปสรรคนานัปการ ก็มิได้ได้ย่อท้อ ทำ�งานด้วยความวิริยะอุตสาหะ มิได้เคยห่วงใยในสุขภาพได้ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ ทำ�งาน ทุกอย่าง เพื่อให้งานสำ�เร็จมาโดยตลอด เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๒ หลวงพ่อได้อาพาธด้วยโรคเส้นเลือดในสมองตีบ (อัมพฤกษ์ ซีกซ้าย)ได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพญาไท โรงพยาบาลศิริราช และอีกหลายโรง พยาบาล ตลอดทั้งแพทย์โบราณ แผนปัจจุบัน แผนกจีน หรือ มีหมอดีที่ไหนหลวงพ่อไป รักษาที่นั้น อาการอาพาธของหลวงพ่อก็ดีขึ้นตามลำ�ดับ เพียงแต่แต่แขน-ขาข้างซ้ายไม่มี กำ�ลัง พอช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง แต่เวลาห่มผ้า สรงน้ำ�ต้องให้ลูกศิษย์ช่วยเหลือคอยอุป ปัฏฐากรับใช้ใกล้ชิด หลวงพ่อก็สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ตามปกติ อย่างสม่ำ�เสมอ มีลง อุโบสถ ฟังการสวดพระปาฏิโมกข์ บวชลูกหลาน เทศนาสั่งสอน เป็นต้น มิได้ขาด หลังจากที่อยู่ปฏิบัติศาสนกิจเป็นปกติ อยู่ประมาณ ๕ ปี เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๓๙ พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้อาพาธอีกครั้ง ซึ้งในครั้งนี้อาการหนักพอควร ลูก ศิษย์ได้นำ�ส่งเข้ารักษาที่ห้องไอ ซี ยู โรงพยาบาลพญาไทย ๑ เป็นเวลาเกือบเดือน หมอได้ ให้ความเห็นอาการว่า เส้นเลือดในสองแตก (เป็นอัมพาตทั้งร่างกาย) หลังจากนั้นก็นำ�ไป รักษาที่โรงพยาบาลหลายแห่งด้วยกัน อาการไม่ดีขึ้น การพูดคุย การสนทนา การสื่อสาร กับลูกศิษย์ กับพระมหาเถระนุเถระที่เยี่ยมให้กำ�ลังใจ ก็ ไม่สะดวก ก็ต้องอาศัยผู้อยู่ใกล้ชิด คอยแปลข้อความให้ฟัง บางครั้งก็เป็นที่สลดใจอย่างยิ่ง บางครั้งก็ตลกขบขัน ปฏิปทาของ


หลวงพ่อถึงแม้จะเจ็บป่วย อาพาธหนัก แต่ระบบสมองความนึกคิดของหลวงพ่อกับดียิ่ง ขึ้น สามารถสั่งการ บริหารลูกวัดให้ทำ�งาน ให้ตั้งอยู่ในพระธรรมวินัย ตามปกติ บางครั้ง ถึงกับต้องลงมาทำ�เอง เป็นที่น่าสรรเสริญ ในความพระยอดทำ�งานจริงๆ จนลูกศิษย์ได้แต่ ภาวนาให้หลวงพ่อหายจากโรคภัยจะได้กลับมาเป็นร่มโพธิ์ร่มธรรมแก่วัดนาคปรกต่อไป ดับแต่ธาตุ เหลือแต่ธรรม หลวงพ่อพระครูศรีพัฒนคุณได้เข้ารักษาที่โรงพยาบาลศิริราช เป็นคนไข้ของนายแพทย์ดำ�รัส ดีสุขกุศล และได้ย้ายเข้ามาพักรักษาที่วัด อาการของ หลวงพ่อกลับทรุดหนักลงเรื่อยๆลูกศิษย์ได้นำ�ตัวเข้ารักษาตัวที่ห้องไอ ซี ยู โรงพยาบาล พญาไทย ๓ จนอาการดีขึ้นเล็กน้อย ก็นำ�ตัวกลับมารักษาที่วัดอีกครั้ง หลังจากออกพรรษา ญาติโยมได้ตักบาตรเทโวเสร็จ เมื่อเช้าของวันอังคารที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๒ เวลา ๐๘.๒๐ น. หลวงพ่อได้มรณภาพด้วยอาการอันสงบ ด้วยโรคไตวาย ณ ศาลาวิปัสสนา กรรมฐานวัดนาคปรก การสูญเสียหลวงพ่อผู้ทรงเปี่ยมด้วยศีลาจารวัตร มีปฏิปทาที่งดงาม ย่อมยังความเศร้าสลด อาลัย เสียดาย แก่คณะสงฆ์กัลยาณมิตรตลอดถึงศิษยานุศิษย์เป็น อย่างยิ่ง สิริอายุได้ ๕๘ ปี ๗ เดือน ๑๕ วัน ๓๙ พรรษา พระมหากรุณาธิคุณ วันพุธที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๒ ได้รับพระราชทานน้ำ�หลวง สรงศพ พร้อมด้วยเครื่องเกียรติยศประกอบศพ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานหีบ เชิงชายประกอบศพ, วันเสาร์ที่ ๒๖ธันวาคม๒๕๔๒ เวลา ๑๗.๐๐ น. พระราชทาน เพลิงศพ


๕. พระครูวรกิตติโสภณ

(พ.ศ.๒๕๔๓-ปัจจุบัน)

“ท่านพระครูอาจารย์ พระครูวรกิตติโสภณ เป็นพระมหา เถระผู้เพียบพร้อมด้วยวิชาทั้งทางโลกและทางธรรมเป็นผู้สมบูรณ์ด้วย จรณะ ปฏิปทาอันงดงาม เป็นผู้มีความเสียสละทุ่มเทงานให้พระพุทธ ศาสนาอย่างสุดยอดทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาย ประเทศอเมริกา ยุโรป และนิวซีแลนด์ ท่านพระครูอาจารย์ได้ ขยายงานพระธรรมทู ต ให้ ป รากฏในความสำ� เร็ จ ที่ เ ป็ น ตัวอย่างได้อย่างหาผู้เสมอเหมือนได้ยาก” มุทิตาพจน์ พระราชรัตนรังษี (ว.ป. วีรยุทฺโธ) หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล

๑.ตำ�แหน่งหน้าที่

พระครูวรกิตติโสภณ (เศรษฐกิจ) ฉายา สมาหิโต อายุ ๖๗ พรรษา ๔๗ วิทยฐานะ น.ธ.เอก ปริญญาตรี, พธ.ม. (กิตติมศักดิ์) ปัจจุบันดำ�รงตำ�แหน่ง - เป็นเจ้าอาวาสวัดนาคปรก, - เป็นเจ้าสำ�นักปฏิบัติธรรมประจำ�กรุงเทพมหานคร แห่งที่ ๓๗, - เป็นประธานสงฆ์วัดพุทธสามัคคี เมืองไครส์ทเชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์, - เป็นประธานสงฆ์วัดพุทธสามัคคี ๒ เมืองเนลสัน ประเทศนิวซีแลนด์, - เป็นเจ้าคณะแขวงปากคลอง ภาษีเจริญ, พระธรรมทูตสายต่างประเทศ

๒. ชาติภูมิ

ชื่อ เศรษฐกิจ นามสกุล พิมหิน เกิด ๗ ฯ ๑๐ ค่ำ� ปีวอก ตรงกับวันเสาร์ที่ ๒๑ เดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๗ บิดาชื่อ นายเกษม มารดาชื่อ นางยอด บ้านเลขที่ ๓ หมู่ ที่ ๖ ตำ�บลหนองปลาไหล อำ�เภอเมือง จังหวัดพิจิตร

๓. บรรพชา-อุปสมบท

วัน ๓ ฯ ๖ ค่ำ� ปีมะเส็ง ตรงกับวันอังคารที่ ๔ เดือน พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๘ ณ วัดเนินสมอ ตำ�บลป่ามะคาบ อำ�เภอเมือง จังหวัดพิจิตร โดยมี พระครูพินิจ ธรรมภาส วัดเนินสมอ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์จันทร์ วัดเนินสมอ เป็นพระกรรม วาจาจารย์ อธิการสำ�ราญ ชาคโร วัดโพธิ์งาม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า สมาหิโต แปลว่า ผู้ตั้งมั่นดีงาม


๔. วิทยฐานะ

สำ�เร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนประชาบาล บ้ า น ค ล อ ง สะแก ตำ�บลหนองปลาไหล อำ�เภอเมือง จังหวัดพิจิตร (๒๔๙๙), สอบได้ น.ธ.เอก วัดพระศรีรัตนมหาธาตุสำ�นักเรียนคณะจังหวัดพิษณุโลก อำ�เภอ เมือง จังหวัดพิษณุโลก (๒๕๑๑), สำ�เร็จปริญญาตรี (โบราณคดีวิทยา) มหาวิทยาลัยมคธ ประเทศอินเดีย (๒๕๒๕), ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งประเทศศรีลังกา (๒๕๔๖), มีความรู้พิเศษด้านภาษาอังกฤษและด้านกัมมัฏฐาน ความชำ�นาญการ นวกรรม ก่อสร้างและการบรรยายธรรม

๕. งานปกครอง

เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดนาคปรก (๒๕๓๔), ได้รับแต่งตั้งให้ดำ�รงตำ�แหน่งประธานสงฆ์ วัดพุทธสามัคคี ประเทศนิวซีแลนด์ (๒๕๔๑), เป็นเจ้าอาวาสวัดนาคปรก (๒๕๔๒), ได้รับแต่งตั้งให้ดำ�รงตำ�แหน่งเจ้าคณะแขวงปากคลอง ภาษีเจริญ (๒๕๕๑)

เป็นอาจารย์ใหญ่ โรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ วัดนาคปรก (๒๕๒๑), เป็นผู้อำ�นวยการโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ วัดนาคปรก (๒๕๔๓), เป็นประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้อำ�นวยการศูนย์พัฒนาศาสนา มจร. แคมป์สน อำ�เภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ (๒๕๔๖), เป็นกรรมการนำ�ข้อสอบธรรมศึกษาไปเปิดสอบที่วัดพุทธสามัคคี ประเทศ นิวซีแลนด์ (๒๕๔๓-ปัจจุบัน), เป็นกรรมการตรวจข้อสอบธรรมศึกษาชั้นโท ของหนตะวันออกตรวจข้อสอบที่วัด นาคปรก (๒๕๕๑-ปัจจุบัน)

๗. งานศึกษาสงเคราะห์

๗.๑ งานตั้งทุนการศึกษา เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๔๙ เป็นประธานดำ�เนินการจัดตั้ง ทุนการศึกษาสงเคราะห์ วัดนาคปรก ทุนการศึกษา ชื่อบัญชี พระครูวรกิตติโสภณ ทุน การศึกษาประถม-มัธยม-อุดมศึกษา บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ จำ�กัด (มหาชน)สาขาตลาดพลู บัญชีเลขที่ ๑๑๕-๐-๙๙๑๑๙-๖ (ปรับบัญชีเล่มใหม่) ๗.๒ งานเพิ่มทุนการศึกษา เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๕๐ เพิ่มทุนการศึกษาสงเคราะห์ ระดับประถม-มัธยม-อุดมศึกษาบัญชี พระครูวรกิตติโสภณ ทุนการศึกษาประถม-มัธยมอุดมศึกษา ๗.๓ งานมอบทุนการศึกษา เป็นประธานในการจัดมอบทุนการศึกษาสงเคราะห์ นักเรียน นักศึกษา ระดับประถม มัธยม และอุดมศึกษาเป็นประจำ�ทุกปี

๖. งานการศึกษา

เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมวัดนาคปรก (๒๕๒๐), เป็นเลขานุการโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ วัดนาคปรก (๒๕๒๐),

๘.งานเผยแผ่


-สอนวิปัสสนากัมมัฏฐานแก่ชาวต่างประเทศ ณ วัดนาคปรก (๒๕๒๒), -ไปปฏิบัติศาสนกิจ ณ วัดไทยลอสแองเจอลิสประเทศสหรัฐอเมริกา (๒๕๒๗), -เป็นผู้แทนคณะสงฆ์ไทยประชุมร่วมคณะสงฆ์นานาชาติประจำ�ทุก ๒ เดือน ใน สหรัฐอเมริกา, -บรรยายธรรมรายการธรรมเพื่อนใจ สถานีวิทยุ KN ๑๓๐๐ AM. เมืองอาค เดีย ลอสแองเจอลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา, -เป็นอาจารย์สอนพุทธศาสนาประเพณีทางสายเถรวาทที่ BUDDHIST STUDIES COLLEGE CALIFORNIA, -เป็นอาจารย์สอนพุทธศาสนาเถรวาท ที่ UCLA UNIVERSITYCALIFORNIA AT LOSANAGELIS (๒๕๓๐), -เป็นผู้แทนสภาสงฆ์ (BUDDHIST SANGHACOUNCIL OF CALIFORNIA) ไปประชุมพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ณ ประเทศเกาหลี (๒๕๓๓), -เป็นผู้แทนสภาสงฆ์ (BUDDHIST SANGHACOUNCIL OF CALIFORNIA) ไปประชุมพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ณ ประเทศไต้หวัน, -เป็นวิทยากรพิเศษ อบรมนักเรียนตำ�รวจ LAPD เมืองลอสแองเจอลิส ประเทศ สหรัฐอเมริกา, -เป็นกรรมการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในสหรัฐอเมริกา, -เป็นกรรมการที่ปรึกษายุวพุทธิกสมาคม (๒๕๓๕), -เป็นผู้แทนสภาสงฆ์ (BUDDHIST SANGHACOUNCIL OF CALIFORNIA) ไปประชุมพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ณ กรุงเทพมหานคร (๒๕๓๗), -เป็นกรรมการองค์กรพุทธศาสนิกสัมพันธ์ MOOK RIM SOCIETY (MRS.) ระหว่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป เอเชีย (๒๕๔๐), -เป็นผู้แทนสภาสงฆ์ (BUDDHIST SANGHACOUNCIL OF CALIFORNIA) ไปประชุมพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ณ WOLLONGONG CITY ประเทศอสเตร

เลีย (๒๕๔๑), -ประชุมสิ่งแวดล้อมโลก ณ หอประชุมแห่งชาติ ที่เมืองฮานอยประเทศเวียดนาม, -เป็นรองประธานกรรมการอำ�นวยการวัดไทยลอสแองเจอริส ป ร ะ เ ท ศ สหรัฐอเมริกา (๒๕๔๒), -สอนวิ ปั ส สนากั ม มั ฏ ฐานแก่ ช าวไทยและชาวต่ า งประเทศที่ วั ด พุ ท ธสามั ค คี ประเทศนิวซีแลนด์ (๒๕๔๒-๒๕๔๗), -บรรยายธรรมเปิดโลกทัศน์ชาวพุทธ สถานีวิทยุ ๑๓๕๐ AM (๒๕๔๔), -เป็นผู้แทนสภาสงฆ์ (BUDDHIST SANGHACOUNCIL OF SOUTHERN CALIFORNIA) ไปประชุมพุทธศาสนิก สัมพันธ์แห่งโลก ณ กรุงวลาลัมเปอร์ ประเทศ มาเลเซีย (๒๕๔๕), -เป็นผู้แทนสภาสงฆ์ (BUDDHIST SANGHACOUNCIL OF SOUTHERN CALIFORNIA) ไปประชุมพุทธศาสนิก สัมพันธ์แห่งโลก ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศ มาเลเซีย (๒๕๔๗), -เป็นนักจัดรายการวิทยุดีเด่นประจำ�ปี ๒๕๕๒ ของสภาวัฒนธรรมกรุงธนใต้ (๒๕๕๒), -ได้รับมอบหมายจากแม่กองธรรมบาลีสนามหลวง นำ�ข้อสอบไปเปิดสอบที่วัดพุทธสามัคคี


ประเทศนิวซีแลนด์ (๒๕๔๗-๒๕๕๔), -สอนวิปัสสนากัมมัฏฐานแก่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ ที่วัดพุทธสามัคคี ประเทศนิวซีแลนด์ (๒๕๔๗-๒๕๕๔), -สอนวิปัสสนากัมมัฏฐานแก่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ ที่ วั ด ไ ท ย ล อ ส แองเจอลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา (๒๕๔๗–๒๕๕๔)

๙.งานสาธารณูปการ

๙.๑ งานก่อสร้าง พ.ศ. ๒๕๔๙ เป็นประธานดำ�เนินการก่อสร้างอาคารสำ�นักงานกลางหลังใหม่ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ชั้นเดียว หลังคายอดสูงทรงไทยติดกระจกกว้าง ๕.๓๐ เมตร ยาว ๑๕.๕๐ เมตร สร้างเสร็จเป็นจำ�นวนเงินทั้งสิ้น ๑,๒๐๔,๒๒๐ บาท (หนึ่ง ล้านสองแสนสี่พันสองร้อยยี่สิบบาทถ้วน) - เป็นประธานดำ�เนินการก่อสร้างหอระฆัง เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก แบ่ง เป็น ๒ ชั้น ชั้นที่ ๑ เป็นที่ตั้งกลอง ชั้นที่ ๒ แขวนระฆัง ตัวอาคารตกแต่งลายไทย กว้าง ๔ เมตร ยาว ๔ เมตร สูง ๑๔ เมตรสร้างเสร็จเป็นจำ�นวนเงินทั้งสิ้น ๓,๕๘๒,๕๔๘ บาท (สามล้านห้าแสนแปดหมื่นสองพันห้าร้อยสี่สิบแปดบาทถ้วน) - เป็นประธานดำ�เนินการก่อสร้างกำ�แพงและซุ้มประตูสวนหย่อมโครงสร้างเป็น คอนกรีตเสริมเหล็ก ตัวซุ้มประตูเข้าโครงสร้างเป็นไม้แบบทรงไทย กว้าง ๑ เมตร ยาว ๓๔ เมตร สูง ๔ เมตร สร้างเสร็จเป็นจำ�นวนเงินทั้งสิ้น ๑,๒๐๓,๙๙๒ บาท(หนึ่งล้าน สองแสนสามพันเก้าร้อยเก้าสิบสองบาทถ้วน) เป็นประธานดำ�เนินการก่อสร้างสถานีวิทยุชุมชนสร้างต่อเติมจากตัวอาคาร ศาลาบำ�เพ็ญกุศล ศาลา ๔ ห้องส่งบุด้วยวัสดุกันเสียง ติดด้วยกระจก ติดแอร์ แบ่ง เป็น ๓ ห้อง มีห้องควบคุม, ห้องบันทึกเสียง, ห้องตั้งเครื่องส่งเสาส่งสัญญาณ ความสูง ๑๒๐ เมตร มีกำ�ลังส่ง ๑,๕๐๐ วัตต์ สร้างเสร็จ

เป็นจำ�นวนเงินทั้งสิ้น ๓,๙๕๐,๐๐๐ บาท (สามล้านเก้าแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นประธานดำ�เนินการก่อสร้างอาคารหน้ามุขวิหารเป็น อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ตัวอาคารทรงไทย กว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๖ เมตร สูง ๑๕ เมตร สร้างเสร็จเป็นจำ�นวนเงินทั้งสิ้น ๓,๒๔๓ ,๕๔๘ บาท (สามล้านสองแสนสี่หมื่นสามพันห้าร้อยสี่สิบแปดบาทถ้วน) พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นประธานดำ�เนินการก่อสร้างห้องสมุดเป็น อาคารกั้นด้วยกระจกโปร่งแสงสร้างเสริมต่อจากอาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้นเดียว ตัวอาคารกว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๑๕ เมตร สูง ๔ เมตร สร้าง เสร็จเป็นจำ�นวนเงินทั้งสิ้น ๗๕๐,๙๐๐ บาท (เจ็ดแสนห้าหมื่นเก้า ร้อยบาทถ้วน) พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็นประธานดำ�เนินการ ก่อสร้างอาคารหอเวชหลวงปู่ชู คงชูนาม โครงสร้าง คอนกรีตเสริมเหล็กเป็นตึก ๓ ชั้น มีห้องประชุมและ ห้องน้ำ�สาธารณะด้านล่าง ตัวอาคารกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๓๖ เมตร สูง ๒๔ เมตร สร้างเสร็จ เป็นจำ�นวนเงินทั้งสิ้น ๒๐,๗๖๔,๕๘๙ บาท (ยี่สิบล้านเจ็ดแสนหกหมื่นสี่พันห้าร้อยแปดสิบ เก้าบาทถ้วน) เป็น ประธานดำ�เนินการ ก่อสร้างห้อง


สำ�นักงานโรงเรียนศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดนาคปรก กั้นด้วยกระจก โปร่งแสงสร้าง ด้านล่างกุฏิเรือนไทยชั้นเดียว ตัวอาคารกว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๖ เมตร สูง ๔ เมตร สร้างเสร็จเป็นจำ�นวนเงินทั้งสิ้น ๘๐๐,๙๐๐ บาท (แปดแสนเก้าร้อยบาท ถ้วน) พ.ศ. ๒๕๕๓ เป็นประธานดำ�เนินการก่อสร้างสำ�นักงานปฏิบัติธรรมกั้นด้วย กระจกด้านล่างกุฏิเรือนไทยชั้นเดียวตัวอาคารกว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๖ เมตร สูง ๔ เมตร สร้างเสร็จเป็นจำ�นวนเงินทั้งสิ้น ๕๔๓,๒๕๐ บาท (ห้าแสนสี่หมื่นสามพันสองร้อย ห้าสิบบาทถ้วน) พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นประธานดำ�เนินการก่อสร้างห้องฝึกซ้อมดนตรีสำ�หรับนักเรียน โรงเรียนศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดนาคปรก กั้นด้วยกระจกโปร่งแสงสร้าง ตัวอาคารกว้าง ๖ เมตร ยาว ๑๒ เมตร สูง ๔ เมตร สร้างเสร็จเป็นจำ�นวนเงินทั้งสิ้น ๖๓๒,๕๐๐ บาท (หกแสนสามหมื่นสองพันห้าร้อยบาทถ้วน) ๙.๒ งานบูรณะปฏิสังขรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๙ เป็นประธานดำ�เนินการบูรณะปฏิสังขรณ์ อาคารอาคันตุกะ เป็น อาคารทรงไทยยอดแหลม ๒ ชั้น ชั้นล่างเป็นคอนกรีต แบ่งเป็นห้องเก็บสังฆ ภัณฑ์ ๔ ห้องและห้องน้ำ�ห้องสุขา จำ�นวน ๖ ห้อง ชั้นบนเป็นอาคารไม้ แบ่งเป็นห้องพัก อาคันตุกะจำ�นวน ๗ ห้องและมีห้องน้ำ�ห้องสุขาจำ�นวน ๙ ห้อง ตัวอาคารขนาด กว้าง ๖ เมตร ยาว ๒๐ เมตร บูรณะเสร็จเป็นจำ�นวนเงิน ทั้งสิ้น ๘๕๕,๐๐๐ บาท (แปด แสนห้าหมื่นห้าพันบาทถ้วน) - เป็นประธานดำ�เนินการบูรณะปฏิสังขรณ์ ศาลาเรือนไทย (ศาลาทานบารมี) ได้ ทำ�การยกตัวอาคารไม้ทรงไทยและอาคารรอบข้างทั้ง ๓ อาคารให้เป็นอาคาร ๒ ชั้น ชั้น ล่างเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กผนังติดกระจกใสโดยรอบ ภายในตัวอาคาร ประดิษฐาน

พระประธาน เป็นห้องโถงโล่งสำ�หรับ ประกอบพิธีกรรมต่างๆ ทางศาสนา และฉั น ภั ต ตาหารเช้ า -เพลของพระ ภิกษุ-สามเณร บู ร ณ ะ เ ส ร็ จ เ ป็ น จำ�นวนเงินทั้งสิ้น ๕,๙๓๗,๔๒๓ บาท (ห้าล้านเก้าแสนสามหมื่นเจ็ดพัน สี่ร้อยยี่สิบสามบาทถ้วน) เป็นประธานดำ�เนินการ บูรณปฏิสังขรณ์ ชั้นบนศาลาบำ�เพ็ญ กุศลศาลา ๒-๓ โดยการสร้างเป็นห้อง พักพระสงฆ์นานาชาติบูรณะเสร็จ เป็น จำ�นวนเงินทั้งสิ้น ๓๕๗,๘๐๐บาท (สามแสนห้าหมื่นเจ็ดพันแปดร้อยบาท ถ้วน) - เป็นประธานดำ�เนินการบูรณ ปฏิสังขรณ์ มณฑปประดิษฐาน หลวง พ่อโต โดยการปั้นลายไทยติดกระจก ช่อฟ้าใบระกาใหม่ เขียนภาพปิดทอง ภายในมณฑปบู ร ณะเสร็ จ เป็ น จำ � นวน เงินทั้งสิ้น ๑,๓๘๐,๐๐๐ บาท (หนึ่ง ล้านสามแสนแปดหมื่นบาทถ้วน) พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นประธาน ดำ�เนินการบูรณปฏิสังขรณ์หอวิปัสสนา เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กหลังคา


ทรงไทย มีชั้น ๒ ชั้นล่างเป็นห้องพักแยกเป็นสัดสวนหญิงชาย ชั้นบนเป็นห้องโถงสำ�หรับ ปฏิบัติธรรมบูรณะเสร็จเป็นจำ�นวนเงินทั้งสิ้น ๘,๕๖๐,๐๐๐ บาท (แปดล้านห้าแสนหก หมื่นบาทถ้วน) - เป็นประธานดำ�เนินการบูรณปฏิสังขรณ์ภายในตัววิหาร โดยการซ่อมภาพ จิตรกรรมฝาผนัง ภาพพุทธประวัติและทศชาติชาดก พร้อมทั้งซ่อมลวดลายเพดานใหม่ บูรณะเสร็จเป็นจำ�นวนเงินทั้งสิ้น ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท (สองล้านห้าแสนบาทถ้วน) พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นประธานดำ�เนินการบูรณปฏิสังขรณ์เศียรพยานาค โดยการ หล่อเศียรพญานาคด้วยโลหะติดกระจกปิดทองทั้งองค์พระใหม่ พร้อมทั้งติดตั้งระบบไฟฟ้า ช่อโคมไฟระย้า บูรณะเสร็จเป็นจำ�นวนเงิน ทั้งสิ้น ๕,๑๕๐,๐๐๐ บาท (ห้าล้านหนึ่งแสน ห้าหมื่นบาทถ้วน) พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็นประธานดำ�เนินการบูรณปฏิสังขรณ์ภาพจิตรกรรมฝาผนังใน อุโบสถ์ บูรณะเสร็จเป็นจำ�นวนเงินทั้งสิ้น ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท (สองล้ า นห้ า แสนบาท ถ้วน) พ.ศ. ๒๕๕๓ เป็นประธานดำ�เนินการบูรณปฏิสังขรณ์ภาพจิตรกรรมฝาผนังฝ้า เพดานบนศาลาทานบารมี บูรณะเสร็จเป็นจำ�นวนเงินทั้งสิ้น ๕๐๐,๐๐๐ บาท (ห้าแสน หกหมื่นบาทถ้วน)

๑๐. งานสาธารณสงเคราะห์

พ.ศ. ๒๕๔๙ เป็นรองประธานดำ�เนินการจัดหาทุน สร้างอุโบสถวัดพุทธสามัคคี ประเทศนิวซีแลนด์ ตัวอาคารสร้างด้วยปูนเสริมเหล็ก กว้าง ๙ เมตร ยาว ๒๔ เมตร สูง ๘ เมตรสร้างเสร็จเป็นจำ�นวนเงินทั้งสิ้น ๒๕,๗๖๐,๐๐๐ บาท(ยี่สิบห้าล้านเจ็ดแสนหก หมื่นบาทถ้วน) - เป็นรองประธานดำ�เนินการจัดหาทุนสร้างกุฏกิ มั มัฏฐานวัดพุทธสามัคคี ประเทศ นิวซีแลนด์ ตัวอาคารสร้างด้วยไม้ชั้นเดียวกว้าง ๓เมตรยาว๕ เมตร สูง ๕ เมตร มี ๘ หลังๆ ละ ๘๑๙,๒๐๐ บาท สร้างเสร็จเป็นจำ�นวนเงินทั้งสิ้น ๖,๕๕๓,๖๐๐ บาท

(หกล้านห้าแสนห้าหมื่นสามพันหกร้อยบาทถ้วน) - เป็นประธานดำ�เนินการจัดหาทุน สร้างศาลาการเปรียญวัดโพธิศ์ รี ตำ�บลโนนราษี อำ�เภอบรบือ จังหวัดมหาสารคามสร้างเสร็จเป็นจำ�นวนเงินทั้งสิ้น ๕,๒๐๐,๐๐๐ บาท (ห้าล้านสองแสนบาทถ้วน) พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นประธานดำ�เนินการจัดหาทุน สร้างห้องน้ำ�วัดคลองน้ำ�เจ็ด ต.ทับเทียง อ.เมือง จ.ตรัง เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก พื้นปูกระเบื้อง จำ�นวน ๑๐ ห้อง กว้าง ๕ เมตร ยาว ๔ เมตร สร้างเสร็จเป็นจำ�นวนเงินทั้งสิ้น ๕๑๗,๐๐๐ บาท (ห้าแสนหนึ่งหมื่นเจ็ดพันบาทถ้วน) พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นประธานดำ�เนินการจัดหาทุนสร้างสำ�นักงานกลางศูนย์พัฒนา ศาสนาแคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ สร้างเสร็จเป็น จำ�นวนเงิน ๗๐๐,๐๐๐ บาท (เจ็ดแสนบาทถ้วน) - เป็นรองประธานดำ�เนินการจัดหาทุนสร้างโครงครัว ห้องอาหารวัดพุทธสามัคคี ประเทศนิวซีแลนด์ ตัวอาคารสร้างเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก พื้นปูกระเบื้อง มีขนาด กว้าง ๖ เมตรยาว ๑๐ เมตร สูง ๕ เมตรสร้างเสร็จเป็นจำ�นวนเงินทั้งสิ้น ๘,๕๕๘,๐๐๐ บาท (แปดล้านห้าแสนห้าหมื่นแปดพันบาทถ้วน) - เป็นประธานดำ�เนินการหาทุนสร้างสวนหย่อมพุทธพรนำ�ชัย วัดพุทธสามัคคี ประเทศ นิวซีแลนด์ เป็นภูเขาน้ำ�ตกประดิษฐานพระประธานประจำ�สวน สร้างด้วยปูนเสริมเหล็ก กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๔๐ เมตร สร้าง เสร็จเป็นจำ�นวนเงินทั้งสิ้น ๒,๖๔๕,๐๐๐ บาท(สองล้านหกแสนสี่หมื่นห้าพันบาทถ้วน)


พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็นรองประธานดำ�เนินการจัดหาทุนสร้างอุโบสถวัดธรรมสุดจิต เมืองบิกแบร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาตัวอาคารสร้างด้วยปูนเสริมเหล็ก ตกแต่งด้วยไม้ กว้าง ๙ เมตร ยาว ๒๔ เมตร สูง ๘ เมตรสร้างเสร็จเป็นจำ�นวนเงิน ทั้ง สิ้น ๒๒,๕๑๓,๐๐๐ บาท (ยี่สิบสองล้านห้าแสนสามหมื่นสามพันบาทถ้วน) - เป็นรองประธานดำ�เนินการจัดหาทุน สร้างศาลาปฏิบัติธรรม วัดพุทธธัมโม เมืองริบเวอร์ไซด์ ประเทศสหรัฐอเมริกาตัวอาคารสร้างด้วยปูนเสริมเหล็ก กว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๔ เมตร สูง ๘ เมตรสร้าง เสร็จเป็นจำ�นวนเงิน ทั้งสิ้น ๗,๘๙๓,๕๐๐ บาท (เจ็ดล้านแปดแสนเก้าหมื่นสามพันห้าร้อยบาทถ้วน) - เป็นประธานดำ�เนินการหาทุนก่อสร้างสะพานเข้าวัดพุทธสามัคคี ประเทศ นิวซีแลนด์ สร้างด้วยปูนเสริมเหล็ก กว้าง ๖ เมตร ยาว ๘ เมตร สร้างเสร็จเป็นจำ�นวน เงินทั้งสิ้น ๓,๕๗๖,๐๐๐ บาท(สามล้านห้าแสนเจ็ดหมื่นหกพันบาทถ้วน) - เป็นประธานดำ�เนินการหาทุนสร้างถนนคอนกรีตเสริม เหล็กเทพื้นบนด้วยยาง มะตอยเข้าวัดพุทธสามัคคี ประเทศนิวซีแลนด์ สร้างด้วยปูนเสริมเหล็ก กว้าง ๖ เมตร ยาว ๒,๕๐๐ เมตร สร้างเสร็จเป็นจำ�นวนเงินทั้งสิ้น ๖,๓๐๕,๐๐๐ บาท (หกล้านสามแสน ห้าพันบาทถ้วน) เป็นประธานดำ�เนินการหาทุนสร้างเสาไฟหงส์ตามแนวถนนทางเข้าวัดพุทธ สามัคคี ประเทศนิวซีแลนด์ สร้างด้วยเหล็กหล่อสูง ๗ เมตร จำ�นวน ๑๒ ต้น ๆ ละ ๑๐๐,๐๐๐ บาทเป็นจำ�นวนเงิน ทั้งสิ้น ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท(หนึ่งล้านสองแสนบาท ถ้วน)

พ.ศ. ๒๕๕๓ เป็นประธานดำ�เนินการหาทุนก่อสร้างมณฑปประดิษฐานสมเด็จ พระพุฒาจารย์ (โต พรหมรํสี) วัดโพธิ์ศรี ตำ�บลโนนราษี อำ�เภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กหลังคาทรงไทย กว้าง ๔ เมตร ยาว ๖ เมตร สูง ๙ เมตร สร้างแล้วเสร็จเป็นเงิน ๓๗๕,๓๓๕ บาท (สามแสนเจ็ดหมื่นห้าพันสามร้อย สามสิบห้าบาทถ้วน) - เป็นประธานดำ�เนินการหาทุนก่อสร้างมณฑปประดิษฐานสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรํสี) วัดคลองสะแก หมู่บ้านคลองสะแกป่าหวาย ตำ�บลหนองปลาไหล อำ�เภอ วังทรายพูน จังหวัดพิจิตร โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กหลังคาทรงไทย กว้าง ๔ เมตร ยาว ๘ เมตร สูง ๙ เมตร สร้างแล้วเสร็จเป็นเงิน ๖๗๕,๐๐๐ บาท (หกแสน เจ็ดหมื่นห้าพันบาทถ้วน )

๑๑. งานพิเศษ

๑)เป็นวิทยากรอบรมพระนวกะในเขตภาษีเจริญ จนถึงปัจจุบัน ๒)เป็นพระวิทยากรบรรยายอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ ๓)เป็ น กรรมการจั ด งานสั ป ดาห์ ส่ ง เสริ ม พระพุ ท ธศาสนาเนื่ อ งในเทศกาล วิสาขบูชา ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงโดยได้รับมอบหมายให้เป็นประธานฝ่ายพิธีถวาย พระราชกุศล ต่อเนื่องทุกปี ๔)ได้รับมอบหมายจากเจ้าคณะกรุงเทพมหานครให้เป็นกรรมการจัดงานสัปดาห์ เผยแผ่พระพุทธศาสนาวันอาสาฬหบูชาของคณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร ณ มณฑลพิธีท้อง สนามหลวง โดยได้รับมอบหมายให้เป็นประธานฝ่ายพิธีถวายพระราชกุศล ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ (จัดงานปีแรก) จนถึงปีปัจจุบัน ๕)ได้รับมอบหมายจากเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ให้เป็นกรรมการเตรียมงาน และคณะกรรมการจัดงานสามเณรสัมพันธ์ ของคณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปีเริ่มต้น จนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ ๑๖


๖) เป็นประธานนำ�พระธรรมทูตในวัดต่างประเทศรับเทียนพรรษาเฉลิมพระเกียรติ ถวายวัดต่างประเทศที่พุทธมณฑล ๗)เป็นพระวิทยากรบรรยายธรรมและตรวจเยี่ยมการบรรพชาสามเณรภาคฤดู ร้อนต่างจังหวัด ซึ่งเป็นสาขาของวัดนาคปรก ๘)เป็ น ตั ว แทนคณะสงฆ์ ไ ทยเข้ า ประชุ ม สั ม มนาร่ ว มพระสงฆ์ น านาชาติ ที่ ต่ า ง ประเทศเป็นประจำ�ทุกปี ๙)ได้รับมอบหมายจากเจ้าคณะกรุงเทพมหานครให้เป็นผู้ดำ�เนินการรวบรวม ปัจจัย และเครื่องอุปโภคบริโภค จากผู้มีจิตศรัทธาทั่วไป รวมปัจจัยและเครื่องอุปโภค บริโภคเป็นมูลประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ บาท ช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรณีพิบัติ ในจังหวัดภาค ใต้ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ บริจาคผ่านมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ฯลฯ ๑๐)ได้ รั บ มอบหมายจากกระทรวงการต่ า งประเทศให้ เ ป็ น ศู น ย์ ช่ ว ยเหลื อ และ ประสานงาน ในครั้งที่เกิดแผ่นดินไหวที่ประเทศนิวซีแลนด์ โดยรับบริจาคและสงค์เคราะห์ ชาวไทยและต่างประเทศที่ได้รับความเดือนร้อน

๑๒. สมณศักดิ์

พ.ศ. ๒๕๓๔ ได้รับแต่งตั้งเป็น “พระครูสังฆ์รักษ์” พระครูฐานานุกรมในพระ ธรรมราชานุวัตร วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร, พ.ศ. ๒๕๓๗ได้รับแต่งตั้งเป็น “พระครูธรรมธร” พระครูฐานานุกรมในพระ ธรรมราชานุวัตร วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร, พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้รับแต่งตั้งเป็น “พระครูปลัดสาธุวัฒน์” พระครูฐานานุกรมใน พระธรรมเสนานี วัดวังตะกู จังหวัดนครปฐม, พ.ศ. ๒๕๔๘ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรเทียบผู้ช่วยเจ้า

อาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก (ทผจล.ชอ.) ในราชทินนามที่ “พระครูวรกิตติโสภณ”, พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร เทียบผู้ ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นพิเศษ (ทผจล.ชพ.) ในราชทินนามเดิม


อุโบสถ วิหาร ศาลาทานบารมี หอวิปัสสนากรรมฐาน ศาลาอัยศิริ หอเวชหลวงปู่ชู มณฑปหลวงปู่ชู ศาลาบำ�เพ็ญกุศล กุฏิอาคันตุกะ กุฏิเรือนไทย อาคารเฉลิมพระเกียรติ สำ�นักงานกลาง หอหลวงพ่อโต สวนไทร-ลานธรรม ฌาปนสถาน หอระฆัง-หอกลอง หอบูชาพระแม่กวนอิม

น า ค ส ถ า น : อารามศิลป์ ถิ่นนาคปรก


อุ โ บ ส ถ

ห ล ว ง พ่ อ เ จ้ า สั ว


อุ โ บ ส ถ ห ล ว ง พ่ อ เ จ้ า สั ว ค ว า ม สำ� คั ญ : อุโบสถ สร้างปี พ.ศ.๒๒๙๑ สมัยอยุธยาตอนปลายในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมโกศ ลักษณะ สถาปัตยกรรมเป็นศิลปกรรมแบบสมัยอยุธยา-รัตนโกสินทร์ตอนต้น มุง กระเบื้องสีแบบสมัยอยุธยานิยม หน้าบันประดับเป็นไม้เลื้อยแกะลาย ไทยแต่งด้วยกระจกสีต่างๆ พระประธานในอุโบสถเป็นพระพุทธรูปปาง มารวิชัยยุคสุโขทัย ซึ่งได้ทูลขอรับพระราชทานพระพุทธประธานจาก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ผู้ทรงรวบรวมพระพุทธรูปจาก หัวเมืองต่างๆ ไว้ในเมืองหลวง เมื่อได้รับพระราชทานแล้วจึงได้อัญเชิญ มาประดิษฐานไว้แทนองค์เดิม นิยมเรียกชื่อพระประธานว่า “หลวงพ่อ เจ้าสัว” มีหน้าตักกว้าง ๑.๖๓ เมตร สูง ๒.๐๘ เมตร ผนังด้านใน อุโบสถเขียนเป็นรูปเครื่องบูชามงคลแบบจีนมหายาน บนเพดานเขียน เป็นรูปมังกร บานประตูเป็นไม้แกะสลักเทพเจ้าจีน อุโบสถได้ประกาศขึ้น ทะเบียนเป็นโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๔ ตอน ที่ ๑๒๖ วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๒๐

อุ โ บ ส ถ


ก า ร บู ร ณ ะ : อุโบสถหลังนี้ ได้บูรณะปฏิสังขรณ์แล้ว ๓ สมัย คือ

สมัยเจ้าสัวพุก สมัยพระครูศรีพัฒนคุณ ปี พ.ศ.๒๕๑๓-๒๕๒๕ และสมัยพระครู วรกิตติโสภณ เจ้าอาวาส (ปี พ.ศ.๒๕๕๕) ได้บูรณะครั้งใหญ่ทั้งหมด โดยดีดยก จากพื้นเดิมขึ้น ๒ เมตร แล้วบูรณาการซ่อมแซมเปลี่ยนหลังคา ช่อฟ้า ตกแต่งงาน ภายนอกและภายใน เพื่อให้เป็นศาสนวัตถุคู่อารามตลอดกาล ป ร ะ โ ย ช น์ ใ ช้ ส อ ย (๑) เป็นสถานที่พระสงฆ์ประชุมทำ�สังฆกรรมตามพระวินัย เช่น สวดพระ ปาฏิโมกข์ ประกอบพิธีอุปสมบท เป็นต้น (๒) เป็นสถานที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานให้แก่สงฆ์เป็นพิเศษ เรียกว่า วิสุงคามสีมา (๓) เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนา เช่น ทำ�วัตรเช้า-เย็น ค ว า ม ศั ก ดิ์ สิ ท ธิ์ : ผู้ใดได้กราบไหว้ด้วยอามิสบูชาและปฏิบัติบูชา ตามสมควรแก่บุญบารมีแล้ว จักประสบความสำ�เร็จ ร่ำ�รวย มั่งคั่ง สมบูรณ์พูนสุข ด้วยโภคสมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ


วิ ห า ร

ห ล ว ง พ่ อ น า ค ป ร ก


วิหารหลวงพ่อนาคปรก ค ว า ม สำ� คั ญ : วิหารหลวงพ่อนาคปรกตั้งอยู่ด้านทิศ

เหนือของอุโบสถ พระบริบูรณ์ธนากร (ท่านเจ้าสัวพุก แซ่ตัน) พ่อค้าวานิชเชื้อสายจีน ผู้เป็นเศรษฐีใจบุญนายทุนใจดี สร้าง ขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โดย หลังจากเจ้าสัวพุกบูรณะอุโบสถเสร็จแล้ว จึงชักชวน กัลยาณมิตรญาติธรรมร่วมกันสร้างวิหารขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ แก่ภรรยาชาวไทยผู้เป็นที่รักยิ่ง วิหารหลังนี้ “เป็นวิหารแห่ง ความรัก เป็นหลักสถานแห่งความดีงาม” เปรียบดั่ง “ทัชมา ฮาลกรุงเทพ” เพราะสร้างด้วยความรักจากสามีที่มีต่อภรรยา จากนั้นเจ้าสัวพุกได้ขอพระราชทานพระพุทธรูปปางมารวิชัย ยุคสุโขทัย ๒ องค์ องค์หนึ่งอัญเชิญประดิษฐานในอุโบสถ เมื่อสร้างวิหารเสร็จแล้ว จึงสร้างพญานาคราชเป็นศิลปะปูน ปั้นนาค ๗ เศียรแผ่พังพาน เพื่อเป็นแท่นฐานพระประธานและ เป็นอนุสรณ์แก่ภรรยาผู้เกิดวันเสาร์อีกด้วย ต่อมาได้อัญเชิญ พระประธานปางมารวิชัยประดิษฐานประทับบนขนดพญานาค ที่ปั้นอย่างงดงาม นิยมเรียกกันว่า “หลวงพ่อนาคปรก” ตาม เอกลักษณ์เชิงสัญลักษณ์ของวัดนาคปรกตราบจนบัดนี้


ค ว า ม เ ป็ น ม า : วิหารหลวงพ่อนาคปรก

เป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางนาคปรกหรือคล้ายเป็น ที่ประทับของพระพุทธเจ้า ไม่มีวิสุงคามสีมาเหมือนอุโบสถ การ สร้างวิหารนิยมสร้างคู่กับอุโบสถ ด้านนอกปั้นเป็นพญานาคเลื้อย ล้อมรอบวิหาร มีพระประธานบูชาประจำ�ปีเกิดต่างๆ ด้านในวิหาร เขียนภาพจิตรกรรมไทยฝาผนังเหตุการณ์เกี่ยวกับพุทธประวัติ เช่น ทรงโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ทรงเสด็จลง จากสวรรค์สู่นครสังกัสสะในวันเทโวโรหณะ ทรงชนะต่อพญาวส วัตดีมาร และภาพทศชาติชาดก วิหารบูรณะมาแล้ว ๒ สมัยคือ สมัยหลวงพ่อพระครูศรีพัฒนคุณ พ.ศ.๒๕๑๕ สมัยหลวงพ่อ พระครูวรกิตติโสภณ พ.ศ.๒๕๔๔ วิหารหลวงพ่อนาคปรกได้รับ การประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจา นุเบกษา เล่ม ๙๔ ตอนที่ ๑๒๖ วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๒๐ เกี่ยวกับพระพุทธรูปปางนาคนี้ มีปรากฏในพระไตรปิฎก พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ ปรก เรื่องมุจจลินท นาคราชไว้ว่า “ครั้นล่วง ๗ วัน พระผู้มีพระภาคทรงออกจาก สมาธินั้น เสด็จจากควงไม้อชปาลนิโครธเข้าไปยังต้นไม้มุจจลินท์ แล้วประทับนั่งด้วยบัลลังก์เดียว เสวยวิมุตติสุข ณ ควงไม้มุจจลิ นท์ ตลอด ๗ วัน ครั้งนั้น เมฆใหญ่ในสมัยมิใช่ฤดูกาลตั้งขึ้นแล้ว ฝนตกพรำ�เจือด้วยลมหนาว ตลอด ๗ วัน ครั้งนั้น มุจจลินท นาคราชออกจากที่อยู่ของตน ได้แวดวงพระกายพระผู้มีพระภาค ด้วยขนด ๗ รอบ ได้แผ่พังพานใหญ่เหนือพระเศียรสถิตอยู่ด้วย

หวังใจว่า ความหนาว ความร้อน อย่าเบียดเบียนพระผู้มีพระภาค สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน อย่าเบียดเบียนพระผู้มีพระภาค ครั้นล่วง ๗ วัน มุจจลินท นาคราชรู้ว่า อากาศปลอดโปร่งปราศจากฝนแล้ว จึงคลายขนดจากพระกายของพระผู้มี พระภาค จำ�แลงรูปของตนเป็นเพศมาณพ ได้ยืนประคองอัญชลีถวายมนัสการพระผู้มีพระ ภาค ทางเบื้องพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ลำ�ดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความ นั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ ในเวลานั้น ว่าดังนี้ “สุโข วิเวโก ตุฏฺฐัสสะ สุตะธัมมัสสะ ปัสสะ โต อัพยาปัชชัง สุขัง โลเก ปาณะภูเตสู สัญญะโม สุขา วิราคะตา โลเก กามานัง สะมะติกฺ กะโม อัสมิมานัสสะ วินะโย เอตัง เว ปะระมัง สุขัง ฯ แปลความว่า ความสงัดเป็นสุขของบุคคลผู้สันโดษ มีธรรมปรากฏแล้ว เห็นอยู่ ความไม่ พยาบาท คือความสำ�รวมในสัตว์ทั้งหลาย เป็นสุขในโลก ความปราศจากกำ�หนัด คือความ ล่วงกามทั้งหลายเสียได้ เป็นสุขในโลก การกำ�จัดอัสมิมานะเสียได้นั่นแล เป็นสุขอย่างยิ่ง” พระพุทธจริยาที่เสด็จประทับนั่งเสวยวิมุตติสุข ภายในวงขนดของพญานาคมุจ จลินท์นาคราชที่ขดแวดล้อมพระกายอยู่นี้ เป็นเหตุให้สร้างพระพุทธรูปปางนี้ขึ้นมา เรียกว่า ปางนาคปรก เรื่องพระปางนาคปรกนี้ นิยมสร้างเป็นพระนั่งบนขนดตัวพญานาคเหมือนเอา นาคเป็นบัลลังก์ดูสง่า องอาจเป็นพระเกียรติอำ�นาจของพระองค์อย่างหนึ่ง เป็นลักษณะดัง พระเจ้าของพราหมณ์ ถ้าว่าตามลักษณะพระพุทธรูปตามประวัติแล้ว ก็จะเป็นลักษณะหนึ่ง คือ พระพุทธรูปจะมีพญานาคพันรอบพระวรกายด้วยขนดตัวพญานาคถึง ๔-๕ ชั้น จนบัง พระวรกายมิดชิด เพื่อป้องกันฝนและลม จะเห็นได้ก็เพียงพระเศียร พระศอ และพระอังสา เป็นอย่างมาก ทั้งเบื้องบนก็มีหัวพญานาคแผ่พังพานปกคลุมอีกด้วย


ประโยชน์ใช้สอย : วิหารเป็นสถานที่ประดิษฐานหลวงพ่อนาคปรกศักดิ์สิทธิ์ของวัด รอบ

นอกประกอบด้วยพระประธานประจำ�ปีเกิด พระสังกัจจายน์ พระสีวลี หมอชีวกโกมารภัจ จ์ จึงมีพุทธศาสนิกชนมากราบไหว้ขอพรและทำ�บุญถวายสังฆทานเป็นประจำ�ทุกวัน ทาง วัดได้จัดกิจกรรมพิเศษทุกวันเสาร์ ด้วยการเจริญพุทธมนต์-เจริญจิตภาวนา “เพื่อการงาน สำ�ฤทธิ์และชีวิตก้าวหน้า” ผู้ประสงค์เข้าร่วมสวดมนต์-เจริญสมาธิ-ฟังธรรมได้ทุกวันเสาร์ เวลา ๑๗.๐๐ น. เป็นต้นไป หรือเดินทางมากราบไหว้บูชาสักการะได้ทุกวัน

ความศักดิ์สิทธิ์ : หลวงพ่อนาคปรกเป็นพระประจำ�วันคนเกิดวันเสาร์และคนเกิดปีมะโรง

ผู้เกิดวันเสาร์หรือผู้ใดได้กราบไหว้เป็นประจำ� อานุภาพแห่งพระพุทธบารมีและอานุภาพ แห่งพญานาคราชเทพยดา จักปกป้อง คุ้มครอง รักษา ให้โชคชัยตลอดปี โชคดีตลอดกาลฯ


พระประจำ�ปีเกิดรายรอบวิิหาร

ภาพจิตรกรรมภายในวิหาร


วิ ห า ร ห ล ว ง พ่ อ โ ต


วิหารหลวงพ่อโตหลังนี้ สร้างขึ้นในยุค สมัยหลวงปู่ชู คงชูนาม เป็นเจ้าอาวาส (พ.ศ.๒๔๕๔-๒๔๗๗) หลวงพ่อโตองค์ใหญ่ หน้าตักกว้าง เมตร สูง เมตร สร้างเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๒ ปีมะเส็ง และหลวงพ่อโตองค์เล็ก หน้าตักกว้าง เมตร สูง เมตร สร้างปีจอ พ.ศ. ๒๔๖๕ หน้าตักกว้าง สูง หลักฐานวันเดือนปี ปรากฏที่ฐานพระพุทธรูปทั้ง ๒ องค์ เรียกกันว่า “หลวงพ่อสองพี่น้อง” หลั ง จากสร้ า งวิ ห ารหลวงพ่ อ โตแล้ว หลวงปู่ชูได้สร้างพระพุทธซ้อน หรือเหรียญหล่อ ๒ พี่น้อง เพื่อแจก ศิษยานุศิษย์ ปัจจุบันเป็นเหรียญที่มีราคา สูงและเป็นวัตถุมงคลที่หายากยิ่ง วิหาร หลวงพ่อโตได้รับการบูรณะสมบูรณ์เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๒


ศาลาทานบารมี


ศาลาทานบารมี เดิมเรียกว่า “ศาลาการเปรียญ” ลักษณะเป็นอาคารไม้สัก สถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ หลังคามุงกระเบื้องประดับด้วยช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ ตั้งอยู่ ทางด้านทิศใต้ของอุโบสถ ติดกับคลองบางหว้า ชั้นบนเป็นอาคารไม้ บนเพดานวาดภาพ จิตรกรรมจีนมหายาน ชั้นล่างเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กผนังติดกระจกโดยรอบ ศาลา นี้สร้างในสมัยหลวงพ่อเลี่ยม นันทิโย และบูรณะดีดยกขึ้นสูง ๓ เมตรเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๙ สมัยหลวงพ่อพระครูวรกิตติโสภณ ชั้นบนศาลาประดิษฐานรูปเหมือนเกจิอาจารย์ ๕ รูป คือ หลวงปู่ทวด หลวงพ่อโต หลวงพ่อโอภาสี หลวงพ่อกบ หลวงปู่ชู ปัจจุบันใช้เป็นสถาน ที่สวดมนต์ทำ�วัตรเจริญภาวนา บำ�เพ็ญกองบุญทานบารมีทุกวันอาทิตย์


ชั้นล่างแบ่งพื้นที่แยกส่วนเป็นโรงครัว-โรงทานขนาดใหญ่ ใช้เป็นสถานที่ทำ�บุญ เลี้ยงภัตตาหารเช้า-เพลของพระสงฆ์สามเณร ตลอดถึงใช้เป็นสถานที่บำ�เพ็ญกุศลกิจกรรม สำ�คัญ ภายในศาลาประดิษฐานพระพุทธประธานนามว่า “หลวงพ่อทอง” เป็น ๑ ใน ๗ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของวัดนาคปรก


มณฑปหลวงปู่ชู คงชูนาม มณฑปสร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๘ ลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมไทยแบบจัตุรมุข ขนาดกว้าง ๙ เมตร ยาว ๙ เมตร สูง ๑๘ เมตร พื้นปูด้วยหินอ่อน ชั้นบนภายในประดิษฐานรูปเหมือน อดีตเจ้าอาวาสคือ หลวงปู่ชู คงชูนาม และหลวงพ่อพระครูศรีพัฒนคุณ ผนังมณฑปด้านใน ประดับลวดลายปูนปั้นนูนต่ำ�เป็นรูปพระศิวเทพ พระเทวราชโพธิสัตว์จตุคามรามเทพ พระ สังกัจจายน์ พระสิวลี พระพุทธรูปปางโปรดพุทธบิดาและปางโปรดพุทธมารดา นอกจากนั้น ยังมีภาพวาดวิถีพุทธวิถีไทย ภาพวาดรูปเหมือนทำ�เนียบเจ้าอาวาสวัดนาคปรก ภาพวาด สังเวชนียสถาน ๔ ตำ�บล ชั้นล่างของมณฑปเดิมเป็นบ่อน้ำ�เลี้ยงเต่าปลา ต่อมาได้ถมที่และ ปรับเป็นห้องโถงโล่ง ภายในแบ่งเป็นช่องเก็บอัฐิบรรพบุรุษของตระกูลต่างๆ ส่วนด้านหน้า ของมณฑปปั้นพญานาคราชแผ่พังพานซ้าย-ขวาอย่างงดงามยิ่งนัก


หอบูชาพระแม่กวนอิม


พระแม่กวนอิมหรือเจ้าแม่กวนอิม เป็นพระโพธิสัตว์ของพระพุทธศาสนาฝ่าย มหายาน เป็นองค์เดียวกันกับพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ในภาษาสันสกฤต ซึ่งมีความหมาย ว่า “พระผู้สดับฟังเสียงคร่ำ�ครวญของสัตว์โลก ที่กำ�ลังตกอยู่ในห้วงทุกข์” คำ�ว่า “กวนซี อิม” นี้ พระภิกษุกุมารชีวะชาวอินเดีย ผู้เดินทางไปเผยแผ่พระศาสนาในจีนเป็นผู้แปลขึ้น ต่อมาตัดออกเหลือเพียงกวนอิมเท่านั้น เนื่องจากคำ�ว่าซีไปพ้องกับพระนามของ จักรพรรดิ ถังไท่จง หรือ หลีซีหมิง นั่นเอง ประวัติกวนอิมมีต้นกำ�เนิดจากพระสูตรมหายานในอินเดีย และได้ผสมผสานกับความเชื่อพื้นถิ่นดั้งเดิมของจีน คือตำ�นานเรื่องพระธิดาเมี่ยวซ่าน ก่อ ให้เกิดเป็นพระโพธิสัตว์กวนอิมในภาคสตรีขึ้น เพื่อแสดงออกถึงความอ่อนโยน และแสดง ถึงความเมตตากรุณาให้เด่นชัดยิ่งขึ้นดังเช่นความรักของมารดาที่มีต่อบุตร ซึ่งเป็นการ ผสมผสานกลมกลืนทางความเชื่อที่ปราศจากข้อขัดแย้ง เนื่องจากในสัทธรรมปุณฑรีกสูตร ได้อธิบายว่า “พระอวโลกิเตศวรนั้นสามารถแบ่งภาคเพื่อโปรดสรรพสัตว์ได้มากมายทั้งปาง บุรุษและสตรี” และเป็นธรรมดาของพระโพธิสัตว์มหายานที่เมื่อเข้าไปสู่ดินแดนอื่นทั้งทิเบต จีน หรือญี่ปุ่น ย่อมผสมผสานกลมกลืนได้กับเทพท้องถิ่นนั้น ๆ อย่างในกรณีพระอวโลกิเต ศวรนี้เอง หอบูชาพระแม่กวนอิม ตั้งอยู่ด้านข้างมณฑปหลวงปู่ชู สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๙ เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ ในมหามงคลโอกาสทรงครอง ราชย์ครบ ๕๐ ปี โดยสมาคมชาวจีนผู้ศรัทธาได้สร้างหอบูชาและอัญเชิญพระแม่กวนอิม แกะสลักจากหินขาวในประเทศจีน แล้วนำ�มาประดิษฐานเพื่อให้ชาวพุทธไทยเชื้อสายจีนได้ กราบไหว้สักการะ และจักได้เจริญยิ่งในพระมหากรุณาคุณของพระแม่กวนอิม


ศาลาอัยศิริ สร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๙ โดยคุณวิกรม-คุณอังคณา อัยศิริ ลักษณะเป็นศาลา ทรงไทยประยุกต์ ขนาดกว้าง ??? เมตร ยาว ??? เมตร ใช้เป็นสถานที่บำ�เพ็ญ กุศลเจริญจิตภาวนาและประดิษฐานพระประจำ�วันเกิด ฝาผนังวาดภาพจิตรกรรม ประกอบเกี่ยวกับสังเวชนียสถาน ๔


หอระฆัง-หอกลอง


อระฆัง เป็นสถานที่แขวนระฆัง-ตั้งกลอง เพื่อใช้ตีบอกสัญญาณบุญและ ลั่นเสียงความดีงามบอกเวลาพระสงฆ์สามเณรภายในวัด เพื่อนัดหมาย ประกอบกิจวัตรประจำ�วันหรือกิจสำ�คัญเฉพาะ หอระฆังหลังเดิมสร้างเมื่อปี พ.ศ. ??? รื้อสร้างใหม่ในที่เดิมทั้งหลังในปี พ.ศ.๒๕๔๙ โดยสร้างเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ลักษณะทรงไทยมณฑปยอดปรางค์ มีขนาดกว้าง ๔ เมตร ยาว ๔ เมตร สูง ๑๔ เมตร ชั้นบนแขวนระฆัง ชั้นล่างตั้งกลอง ประดับลวดลายด้วยปูนปั้นลายไทยและรูปปั้น ๑๒ ปี นักษัตร


หอเวชหลวงปู่ชู คงชูนาม


สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๒ สร้างขึ้นในโอกาสครบอายุ ๑๒๐ ปี ของหลวงปู่ชู คงชูนาม ลักษณะสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กเป็นตึก ๓ ชั้น ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกมีขนาดกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๓๖ เมตร สูง ๒๔ เมตร ชั้นที่ ๑ เป็นหอเวชอโรคยาคลินิกเพื่อร่างกายและจิตใจ สำ�หรับเปิดใช้สอยเป็น สถานที่รักษาโรคตามโอกาสสำ�คัญและแบ่งเป็นโซนห้องสุขาสาธารณะที่ปลดทุกข์พบสุข ทันตาเห็น ชั้นที่ ๒ เป็นห้องโถงประชุมสัมมนาวิชาการและใช้เป็นที่พักผู้ปฏิบัติธรรม ชั้นที่ ๓ เป็นห้องปฏิบัติธรรมเจริญจิตภาวนา


อาคารวิปัสสนากรรมฐานนี้ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ สมัยหลวงพ่อพระครูศรีพัฒนคุณ ต่อมาหลวง พ่อพระครูวรกิตติโสภณ ได้ปรับปรุงบูรณาการเสริมสร้างเพื่อ ใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ลักษณะสถาปัตยกรรมไทย ประยุกต์ มีขนาดกว้าง ? เมตร ยาว ? เมตร สูง ? เมตร ชั้นล่างเป็น ห้องพักสำ�หรับผู้เข้ารับการอบรมปฏิบัติธรรมพร้อมห้องน้ำ�อย่างสะดวก สบาย ชั้นบนเป็นห้องรับรองพระวิปัสสนาจารย์และห้องโถงใหญ่ใช้เป็น ห้องอบรมวิปัสสนาตามแนวมหาสติปัฏฐาน ซึ่งแต่ละปีจะมีคณะบุคคล องค์กรต่างๆ เข้าปฏิบัติธรรมจำ�นวนมาก

อาคารวิปัสสนากรรมฐาน


อาคารเฉลิมพระเกียรติ อาคารหลังนี้หลวงพ่อพระครูศรีพัฒนคุณ ได้วางรากฐานอาคารไว้เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๙ เพื่อเทิดพระเกียรติในหลวง เนื่องในมหามงคลสมัยวโรกาสที่พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี ลักษณะเป็นอาคารทรงไทย ประยุกต์ มีขนาดกว้าง ? เมตร ยาว ? เมตร ต่อมาหลวงพ่อพระครูวรกิตติโสภณ ได้ สืบสานสร้างงานต่อจนแล้วเสร็จบริบูรณ์ สิ้นค่าก่อสร้างทั้งสิ้น ??? บาท อาคาร หลังนี้แบ่งประโยชน์ใช้สอยเป็น ๓ ชั้น คือ ชั้นที่๑ เปิดเป็นพื้นที่โล่งโถงสำ�หรับใช้สอยกิจกรรมการเรียนการสอนปริยัติ ธรรมของพระสงฆ์สามเณร ตลอดถึงใช้เป็นห้องเรียนของนักเรียนพุทธศาสนาวัน อาทิตย์ และห้องสมุดพระพุทธศาสนาประจำ�วัด ชั้นที่ ๒ จัดเป็นห้องพักอาศัยของพระสงฆ์สามเณร จำ�นวน ๒๓ ห้อง ชั้นที่ ๓ จัดเป็นห้องพิพิธภัณฑ์และห้องพักพระนวกะ-สามเณร


ฌาปนสถาน หรือเรียกกันทั่วไปว่า “เมรุ” เป็นสถานีสุดท้ายของชีวิต มนุษย์ที่ทุกคนไม่ปรารถนาไปแต่ก็ต้องไป เมรุเผาศพของวัดนาคปรกสร้างเมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๒๖ ติดตั้งเตาเผาระบบปลอดมลพิษประเภทกำ�จัดกลิ่นและควันแบบ DD-3A ซึ่งช่วยลดมลภาวะฝุ่นละอองทางอากาศ สิ้นค่าก่อสร้าง ๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท คราใดจำ�ต้องไปร่วมงานศพ พลันสายตาจำ�ต้องสบคำ�สะเทือนใจว่า “ไปไม่ กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น” นี่แหละคือ “The Last Station of Human Being” ชีวิตมนุษย์ช่างสั้นนัก จงพากันเตรียมตัวก่อนตายเพื่อก้าวสู่ฌาปนสถาน คือสถานีปลายทางสุดท้ายของมนุษย์ด้วยความไม่ประมาทเถิด

ฌาปนสถาน


ศาลาเอนกประสงค์ ๑

ศาลาอเนกประสงค์เป็นองค์ประกอบ ศาสนสถานในประเทศไทยที่ขาดไม่ได้ เพราะ เป็นสถานที่ ใช้เป็นศูนย์รวมกิจกรรมประเพณี ของบ้าน วัด ราชการ ศาลาหลังนี้หลวงพ่อ พระครูศรีพัฒนคุณ อดีตเจ้าอาวาสเป็นผู้นำ� ศรัทธาพุทธศาสนิกชนร่วมทำ�บุญสร้างศาลา เมื่อปีพ.ศ.๒๕๒๓ สร้างเสร็จปีพ.ศ.๒๕๒๕ ลักษณะสถาปัตยกรรมไทยแบบทรงปั้นหยา มี ขนาดกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๓๖ เมตร พื้นที่ รอบศาลาประกอบด้วยห้องน้ำ�สาธารณะ ๘ ห้อง ห้องพักพระสงฆ์ผู้ดูแลศาลา และห้องเก็บ สังฆภัณฑ์ ศาลาอเนกประสงค์นี้ ใช้เป็นสถาน ที่บำ�เพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน และกิจกรรม สาธารณสงเคราะห์ของชุมชน เช่น งานศพ งานบวช งานแต่งงาน งานประจำ�ปี งานบุญ ประเพณีไทยอื่นๆ


ศาลาเอนกประสงค์ ๒ สร้างเสร็จปีพ.ศ.๒๕๓๘ ลักษณะ สถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ มีขนาดกว้าง ??? เมตร ยาว ??? เมตร แบ่งเป็น ๒ ชั้น ชั้นบนกั้นเป็นห้องพัก อาศัยสำ�หรับพระภิกษุชาวต่างประเทศที่เข้ามาศึกษา เล่าเรียนในมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย ชั้นล่างใช้เป็น สถานที่บำ�เพ็ญกุศลและกิจกรรมสาธารณสงเคราะห์ ของชุมชน เช่น งานศพ งานบวช งานแต่งงาน งาน ประจำ�ปี งานบุญประเพณีไทยอื่นๆ พื้นที่รอบศาลา ประกอบด้วยห้องน้ำ�สาธารณะ ๘ ห้อง และห้องเก็บ สังฆภัณฑ์


สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ลักษณะเป็นทรงไทย ประยุกต์ กว้าง ??? เมตร ยาว ??? เมตร เป็น อาคาร ๒ ชั้น ชั้นบนใช้เป็นห้องพักรับรองพระ วิปัสสนาจารย์สายต่างประเทศ ชั้นล่างใช้เป็น สำ�นักงานปฏิบัติธรรม เพื่อติดต่อประสานงาน เข้าอบรมปฏิบัติธรรม และห้องเก็บเครื่องดนตรี นาฏศิลป์ของนักเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เช่น วงโปงลางร่มจิกออนซอน วงดนตรีไทย วงกลอง ยาวนาฏศิลป์ไทยและพื้นบ้าน

สำ�นักงานปฏิบัติธรรม


สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ลักษณะเป็นทรง ไทยประยุกต์ กว้าง ??? เมตร ยาว ??? เมตร เป็นอาคาร ๒ ชั้น ชั้นบนใช้เป็นห้อง พักรับรองวิทยากรสอนปฏิบัติธรรมวิปัสสนา กรรมฐาน ชั้นล่างใช้เป็นสำ�นักงานการศึกษา เพื่อติดต่อประสานและสื่อการเรียนการสอน ของโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์

สำ � นั ก งานการศึ ก ษา


สำ � นั ก งานกลางเป็ น ศู น ย์ อำ � นวยการของ หลวงพ่อพระครูวรกิตติโสภณ (เศรษฐกิจ สมาหิโต) เจ้าอาวาสวัดนาคปรก เจ้าคณะ แขวงปากคลองภาษีเจริญ ใช้เป็นศูนย์ ติ ด ต่ อ ประสานงานบริ ห ารและศาสนกิ จ ภายใน ตลอดถึงใช้เป็นศูนย์ประสานงาน ศาสนกิจสายต่างประเทศของวัดนาคปรก เช่น งานพระธรรมทูตสายต่างในสาย ประเทศอินเดีย ประเทศเนปาล ประเทศ นิวซีแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศ บอสวาน่า ประเทศอาเจนติน่า และเป็น สถานที่ต้อนรับปฏิสันถาร ที่รับบริจาค ทำ�บุญ บูชาวัตถุมงคล นิมนต์พระ โดยเปิด เวลา ๐๗.๐๐ น. และปิดเวลา ๒๐.๐๐ น. ของทุกวัน

สำ � นั ก งานกลาง


สร้างเมื่อปี พ.ศ. ??? ลักษณะเป็นอาคาร ๒ ชั้น ทรง ไทยประยุกต์ มุงด้วยกระเบื้อง มีขนาดกว้าง ??? เมตร ยาว ??? เมตร เดิมใช้เป็นกุฏิที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์ สามเณร ต่อมาหลวงพ่อพระครูวรกิตติโสภณได้บูรณะจัด เป็นโซนกุฏิสงฆ์อาคันตุกะ ชั้นบนจัดเป็นห้องเพื่อต้อนรับ พระอาคันตุกะสายต่างประเทศและพระอาคันตุกะที่มาจาก ทิศทั้ง ๔ มีห้องน้ำ� ?? ห้อง ชั้นล่างทำ�เป็นห้องเก็บสังฆ ภัณฑ์และที่พักของแม่ครัว มีห้องน้ำ�สาธารณะ ??? ห้อง

กุฎิพระอาคันตุกะ


สวนไทรลานธรรม

ลานไทรสวนธรรมนี้ ได้ปรับปรุงจากสวนหย่อมที่สร้างถวายโดย พระเดชพระคุณ พระราชรัตนรังสี (ว.ป. วีรยุทฺโธ) หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล และกลุ่มเทพธรรมตามรอยบาทพระศาสดา เนื่องในโอกาสหล่อพระหลอมใจลงขัน สร้างวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์-อินเดีย ในปีพ.ศ. ๒๕๓๗ ต่อมาได้จัดปรับปรุง พื้นที่เปลี่ยนภูมิทัศน์ใหม่ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๔ เพื่อเป็นอนุสรณ์สามเณรภาคฤดู ร้อน รุ่นที่ ๓๘ (สามเณรต้นกล้าในนาบุญ) โดยเน้นรักษาระบบนิเวศวิทยาพื้นที่สี เขียวของวัดนาคปรก เพื่อประโยชน์ใช้สอยเป็นอุทยานลานธรรม ลานกิจกรรม ลาน ปัญญา โดยการปลูกต้นไม้ที่สำ�คัญเช่น ต้นไทรสมเด็จฯ เจ้าประคุณสมเด็จพระ สังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุขวฑฺฒโน) ทรงปลูกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๗ ต้นมุจลินท์ ต้นแอฟเปิลเขียว ต้นแคนา ต้นประดู่ลาย ต้นปีบ ต้นลีลาวดี ต้นบุนนาค พร้อมทั้งจัดภูมิทัศน์ที่นั่งเป็นลานหินเลื้อยสำ�หรับทำ�กิจกรรมต่างๆ


ศูนย์ปฏิบัติการวิทยุชุมชน ศาลาแดง-หนู โพธิ์รอด สร้างเมื่อปี พ.ศ. ??? โดยหลวงพ่อไสว ฐิตจิตฺโต ผู้มีจิต ศรัทธาสร้างเป็นอนุสรณ์แก่โยมพ่อแดง-แม่หนู โพธิ์รอด เพื่อใช้เป็นสถานที่บำ�เพ็ญกุศล สงเคราะห์ ต่อมาปีพ.ศ. ๒๕๔๙ หลวงพ่อพระครูวรกิตติโสภณ ได้ควบรวมสร้างเป็น ห้องเก็บสังฆภัณฑ์และทำ�เป็นจุดเตรียมความพร้อมสถานีวิทยุชุมชนวัดนาคปรก “คลื่น สถานีวิทยุพระพุทธศาสนาวัดนาคปรก F.M. 107.75 MHz คลื่นธรรมะ สาระและความ รู้” ห้องส่งบุด้วยวัสดุกันเสียง ติดด้วยกระจกติดแอร์ แบ่งเป็น ๓ ห้อง คือ ห้องควบคุม ห้องบันทึกเสียง ห้องตั้งเครื่องส่งเสาส่งสัญญาณ ความสูง ๑๒๐ เมตร มีกำ�ลังส่ง ๑,๕๐๐ วัตต์


หลวงพ่อพระครูวรกิตติโสภณ มีดำ�ริให้จัดสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๕ ลักษณะเป็นรูปหล่อเหมือนในพระอิริยาบถประทับนั่งสบายๆ เพื่อเป็นการรำ�ลึกพระ มหากรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติแก่พระองค์ท่าน เพื่อให้ประชาชนได้กราบไหว้สัก การะ ในฐานะที่พระองค์ทรงปกครองอาณาประชาราษฎร ให้ร่มเย็นเป็นสุข ทรงเป็น องค์เอกอัครพุทธศาสนูปถัมภก ทรงโปรดการเสด็จประพาสต้น เพื่อให้ได้ทรงทราบถึง ความเป็นอยู่ที่แท้จริงของราษฎร ทรงสนพระทัยในวิชาความรู้ และวิทยาการแขนง ต่างๆ อย่างกว้างขวาง และนำ�มาใช้บริหารประเทศให้ เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว พระองค์จึงได้รับถวายพระราชสมัญญานามว่า “สมเด็จพระปิยมหาราช” ซึ่งหมายถึง พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน พระราชประวัติสังเขปของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ พระพุทธเจ้าหลวง ทรงเป็นรัชกาลที่ ๕ แห่งพระบรม ราชจักรีวงศ์ พระบรมราชสมภพเมื่อวันอังคาร เดือน ๑๐ แรม ๓ ค่ำ� ปีฉลู ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๓๙๖ เป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๙ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว และเป็นที่ ๑ ในสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ เสวยราชสมบัติ เมื่อวัน พฤหัสบดี เดือน ๑๑ ขึ้น ๑๕ ค่ำ� ปีมะโรง (พ.ศ. ๒๔๑๑) รวมสิริดำ�รงราชสมบัติ ๔๒ ปี เสด็จสวรรคต เมื่อวันเสาร์ เดือน ๑๑ แรม ๔ ค่ำ� ปีจอ (๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓) ด้วยโรคพระวักกะ รวมพระชนมพรรษา ๕๘ พรรษา


ท่องรอยธรรม เที่ยวชมกิจกรรม


โรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์


โครงการปลูกต้นกล้าในนาบุญ


โครงการบรรพชาสามเณรนานาชาติ


โครงการปฎิบัติธรรมเจริญจิตภาวนา


โครงการเจริญพระพุทธมนต์วันเสาร์


โครงการกองทานมหาบารมีวนั อาทิตย์


โครงการอุปสมบทหมู่เฉลิมพระเกียรติ


อุปสมบทพระนวกะ


โครงการเทศน์มหาชาติมหาทานบารมี


โครงการเปิดสอบธรรมศึกษาสนามหลวง


โครงการพระธรรมทูตไทยสู่ธรรมทูตโลก


โครงการครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน


โครงการธรรมทัศน์ ๙ วัด


เจริญพระพุทธมนต์ข้ามปี


ประวัติวัดนาคปรก  

หนังสือประวัติวัดนาคปรก

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you