Issuu on Google+

ข่าวสาร​คณะ​แพทยศาสตร์​​มหาวิทยาลัย​เชียงใหม่ ปีที่ 26 ฉบับที่ 4 ประจำ�เดือนเมษายน 2554

ปี๋ใหม่เมือง

ร่วมแสดงความกตัญญูกตเวทิตา ดำ�หัวครูบาอาจารย์และศิษย์เก่าอาวุโส

3

อาชวธรรม

ค่านิยมที่ก่อให้เกิดความ รุ่งเรืองเป็นแน่แท้

10-11

โรคไข้หูดับ จากการกินหมูดิบ รณรงค์และป้องกัน อย่างต่อเนื่อง

15

ปี๋ใหม่เมือง

ของล้านนาในอดีต

4 ข่าวน่ารู้จากที่ประชุม​คณะฯ 6 งานวิจัย Penicilium marneffei ได้รับรางวัลวิทยานิพนธ์ดีมาก 7 สองแรงแข็งขัน ร่วมกันพัฒนา 8-9 เส้นทางสู่คุณภาพ ฝ่ายเภสัชกรรม 11-12 ความทรงจำ�ของเด็กคนหนึ่ง 14 ลาบไก่พันแหวน 16 พาเที่ยว “บ้านพอ” 17 โรคกระดูกพรุนกับการออกกำ�ลังกาย 18-19 ล่องแพ ถ่อแพ ที่แม่วาง 20-21 กิจกรรมคณะฯ 22-23 รายนามคณะกรรมการที่ปรึกษา และคณะกรรมการบริหาร สมาคมศิษย์เก่าแพทย์เชียงใหม่ ประจำ�ปี พ.ศ. 2554-2555


2

ธ า ร น้ ำ� ใ จ ม อ บ ใ ห้ ส ว น ด อ ก 01– คุณภัทรพิมพ์

สวัสดิ์วงค์ มอบเงินบริจาคจำ�นวน 100,000 บาท สมทบทุนมูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก คณะแพทยศาสตร์ มช. เพื่อหอผู้ป่วยหนัก ไอ.ซี.ยู. โดยมี ผศ.พญ.ศิวาพร จัน ทร์กระจ่าง ที่ปรึกษา ผูท้ รงคุณวุฒคิ ณะแพทยศาสตร์ มช. รับมอบ เมือ่ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2554 ณ ห้องรับรองงานประชาสัมพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ มช.

01

03

03– คุ ณ จี ร ะพั น ธ์

02– นพ.รัธชัย-น.ส.ภัทรา

กิ ติ บุ ต ร-คุ ณ สมมิ ท ธ์ ทิ พ ยมณฑล-คุ ณ พงศ์ สั น ต์ เจริ ญ กุ ศ ลคุณเจนกิจ สวัสดิโอ-คุณวรวิตรา ชายสุทธิ์ มอบเงิ น บริ จ าคจำ � นวน 300,000 บาท สมทบทุ น มู ล นิ ธิ โ รงพยาบาลสวนดอก คณะแพทยศาสตร์ มช. เพื่อจัดซื้อครุภัณฑ์ การแพทย์ อ าคารศู น ย์ ค วามเป็ น เลิ ศ 80 พรรษามหาราชา โดยมี รศ.นพ.นิเวศน์ นัน ทจิต คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. รับมอบ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2554 ณ ห้องรับรองสำ�นักงานคณบดีชั้น 8 อาคาร ราชนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มช.

04– คุณนัฐชัย-คุณไพรบูลย์ และคุณไพรโรจน์

คุณวราพร ชลวิศิษฎ์ มอบเงินบริจาคจำ�นวน 50,000 บาท สมทบทุน มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก คณะแพทยศาสตร์ มช. เพื่อผู้ป่วยโรคมะเร็งนรีเวช โดยมี รศ.นพ.นิเวศน์ นันทจิต คณบดี คณะแพทยศาสตร์ มช. รับมอบ เมื่อวัน ที่ 9 มีนาคม 2554 ณ ห้ อ งรั บ รองสำ � นั ก งานคณบดี ชั้ น 8 อาคารราชนคริ น ทร์ คณะแพทยศาสตร์ มช.

ข่าวสารคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

05

05– คุณยุวดี วัชรปรีชา มอบเงินบริจาคจำ�นวน

200,000 บาท สมทบทุนมูลนิธิโรงพยาบาล สวนดอก คณะแพทยศาสตร์ มช. โดยมี รศ.นพ. นิเวศน์ นันทจิต คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. รับมอบ เมือ่ วันที่ 8 มีนาคม 2554 ณ ห้องรับรอง งานประชาสัมพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ มช.

06– คุณศิรวิ รรณ จิตศักดานนท์ มอบเงินบริจาคจำ�นวน 150,000 บาท สมทบ

ทุนมูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก คณะแพทยศาสตร์ มช. โดยมี รศ.นพ.วัฒนา นาวาเจริญ ผู้อำ�นวยการโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ รับมอบ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2554 ณ ห้องรับรองงานประชาสัมพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ มช. 06

07–

02

04

อัศวนพคุณ บริจาคเครื่องมือถ่างกระดูก หน้ า อกผู้ ใ หญ่ จำ � นวน 1 ชิ้ น มู ล ค่ า 214,657 บาท ให้ แ ก่ ห น่ ว ยศั ล ยกรรม ทรวงอกหั วใจและหลอดเลื อ ด ภาควิ ช า ศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. โดยมี ผศ.นพ.ศุภชัย เชื้อรัตนพงษ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รับมอบ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2554 ณ หน้าห้องผ่าตัด ชั้น 3 อาคารศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มช.

07

ฤทธาภรณ์-ศ.พญ. เลิศลักขณา ภู่พัฒน์ มอบเงินบริจาคจำ�นวน 105,930 บาท สมทบทุนมูลนิธิโรงพยาบาล สวนดอก คณะแพทยศาสตร์ มช. เพื่อจัดซื้อ ครุภณ ั ฑ์การแพทย์หอผูป้ ว่ ยหนัก ไอ.ซี.ยู. โดยมี รศ.นพ.นิเวศน์ นันทจิต คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. รับมอบ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2554 ณ ห้องรับรองสำ�นักงานคณบดีชั้น 8 อาคาร ราชนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มช.


3

ส า ร จ า ก ค ณ บ ดี

บ ท บ ร ร ณ า ธิ ก า ร

อาชวธรรม รศ​.​นพ​.​นิเวศน์​​นันท​จิต​ ​คณบดี

ทศกาลสงกรานต์ได้มาถึง นับเป็น เทศกาลแห่งความสุขอีกเทศกาลหนึ่ง ชาวสวนดอกก็คงเตรียมตัวหลายรูปแบบ วั ย เยาว์ ห น่ อ ยก็ นึ ก ถึ ง การสาดนํ้ า รอบคู เ มื อ ง ผู้ ใ หญ่ ห น่ อ ยคงนึ ก ถึ ง การแห่พระพุทธสิหิงค์และการดำ�หัวครูบา อาจารย์อาวุโสของคณะ ซึง่ นับแต่อดีตมาจน ปัจจุบัน คณะแพทยศาสตร์ก็ได้ธำ�รงรักษา วัฒนธรรมอันดีงามนี้มาโดยตลอด อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ได้พักผ่อน ในหน้าร้อนบ้างหลังจากเหน็ดเหนื่อยจาก การเรียนการสอนมายาวนาน ระยะเวลาพัก อาจไม่ ย าวนานเพราะการเรี ย นการสอน นักศึกษาแพทย์เปิดเทอมเร็ว ต่างจากสาขา วิชาอื่น แต่ก็น่าจะเพียงพอที่ได้จะไปกราบ บุพการี ขอพร จิตใจชุ่มฉํ่าจากการประพฤติ ตามจารีตประเพณีอันดีงาม จากนั้นก็พร้อม กลับมาลุยงานต่อ นักศึกษาก็เช่นเดียวกัน ทีจ่ ะได้รบั ความอบอุน่ อยูพ่ ร้อมหน้าพร้อมตา ในวันครอบครัว

โอกาสนี้ ขอให้ชาวสวนดอกทุก ท่านมีความสุข สนุกสนานกับ เทศกาลสงกรานต์ และช่วยกัน ธำ�รงรักษาประเพณีอันดีงาม ของชาวเชียงใหม่ต่อไป…

ภายใต้บรรยากาศการแข่งขัน ทางโลกตาม กระแสตะวันตก ไม่ว่าจากการจัดอันดับ (ranking) การเทียบเคียง (benchmark) ก่อแรงกดดันให้ ผูบ้ ริหารไม่มากก็นอ้ ย แรงกดดันยังไปตกกับอาจารย์ และบุ ค ลากรของมหาวิ ท ยาลั ย อย่ า งหลี ก เลี่ ย ง มิได้ และแรงกดดันดังกล่าวอาจนำ�ไปสู่การเอา ตัวรอดโดยประพฤติมิชอบทางการวิจัย (research misconduct) ได้แก่ การปั้นข้อมูล การตบแต่ง ดัดแปลงข้อมูล การคัดลอกข้อความหรือผลงาน ผู้อื่นโดยไม่อ้างอิง วงการศึกษามีข่าวการจ้างคนอื่นทำ�ผลงานวิชาการ นอกจากนั้น แรงจูงใจอย่างอื่น โดยเฉพาะค่าตอบแทน เงินรางวัล อาจนำ�ไปสู่การขัดกัน ด้านผลประโยชน์ (conflict of interest) หรือ ความขัดแย้งในหน้าที่ (conflict of commitment) เป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยต้องจัดทำ�นโยบายเพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้

เมื่อมองลึกๆ แล้ว หัวใจสำ�คัญในการป้องกันคือการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมของบุคลากรทุกระดับ แม้แต่ใน TQF ก็ให้ระบุว่ากระบวนวิชาใด ที่มีการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม และมีวิธีประเมินอย่างไรด้วย อย่างไรก็ตาม “คุณธรรม” เป็น “นามธรรม” และมักตีความเข้าข้างตนเองโดยลำ�เอียง คุณธรรมการวิจัยในทางโลกตะวันตก ใช้คำ�ว่า “research integrity” ซึ่งทางเราหาคำ�แปล ให้กินใจได้ยาก แต่บังเอิญไปพบว่าที่น่าจะใช้ได้คือ “อาชชวะ” (ความเป็นผู้ซื่อตรง) ซึ่งเป็นข้อที่ 4 ของทศพิธราชธรรม ประกอบด้วย ตรงต่อบุคคล ตรงต่อเวลา ตรงต่อวาจา ตรงต่อหน้าที่ ตรงต่อธรรมะ และตรงต่อตนเอง หากองค์กรใดนำ�คุณธรรมที่ว่า “อาชวธรรม” ไปเป็นค่านิยม น่าจะก่อให้เกิดความรุ่งเรืองเป็นแน่แท้ ความซื่อตรง แบ่งออกเป็น 6 ประการ อธิบายได้ ดังนี้ 1. ตรงต่อบุคคล คือ มีความซื่อสัตย์สุจริต ต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับตน โดยไม่เลือก ชั้นวรรณะไม่เนรคุณผู้มีพระคุณ และไม่เป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก 2. ตรงต่อเวลา คือ จะนัดหมายกับใคร หรือจะทำ�งานสิ่งใดก็ให้ตรงเวลาที่กำ�หนดไว้ และไม่เอาเวลาราชการไปเป็นประโยชน์ส่วนตน 3. ตรงต่อวาจา คือ เมื่อได้รับปากกับใครว่าจะทำ�สิ่งที่ดีและสุจริต จะไม่ทำ�สิ่งที่ ไม่ดี และทุจริต ก็ให้กระทำ�ตามที่ได้ลั่นวาจาไว้ 4. ตรงต่อหน้าที่ คือ ซือ่ สัตย์สจุ ริตและจริงใจต่อหน้าทีก่ ารงานของตน ไม่ฉอ้ ราษฏร์บงั หลวง ไม่ละทิ้งหน้าที่และปัดความรับผิดชอบ 5. ตรงต่อธรรมะ คือ การยึดมั่นในหลักคุณธรรม และบูชาความถูกต้อง ความยุติธรรม ความชอบธรรมไว้เหนือสิ่งอื่นใด 6. ตรงต่อตนเอง คือ การไม่โกหกตนเอง ซื่อสัตย์สุจริตต่ออุดมการณ์ของตน ไม่ฝืนใจทำ� ในสิ่งที่ไม่ใช่ปณิธานของตนเอง ผู้สนใจติดตามอ่านบทความของ คุณสาโรจน์ กาลศิริศิลป์ ได้ที่เว็บไซต์สำ�นักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ http://www.onab.go.th/

คณะ​ผู้​จัด​ทำ�​​ข่าวสาร​คณะ​แพทยศาสตร์​​มหาวิทยาลัย​เชียงใหม่​

ท​ ี่​ปรึกษา​:​​คณบดี​คณะ​แพทยศาสตร์​• ผ​ ู้​บริหาร​คณะ​แพทยศาสตร์​​สาย​วิชาการ​และ​ปฏิบัตงิ​ าน​ บรรณาธิการ​บริหาร​:​รศ​.​นพ​.​ชยั ​รตั น์​​คณ ุ ​วกิ ​ต​กิ ลุ ​​​บรรณาธิการ​:​​รศ​.​ดร​.​นมิ ติ ร​ม​ รกต​ กอง​บรรณาธิการ​:​ร​ ศ​.​พญ​.ย​ พุ า​​ส​มุ ติ ​สวรรค์​ •​​รศ​.​นพ​.​คม​สุค​ นธ​สรรพ์​​•​​อ​.น​ พ​.​ศิวั​ฒน์​​​ภู่​ริ​ยะ​พันธ์​​•​​อ​.​พญ​.​วร​ลักษณ์​​​สัป​จาตุ​ระ​​•​​อ​.น​ พ​.​สม​ศักษิ์​​​วงษ์​ไวย​เวช •​​ประธาน​องค์กร​การ​แพทย์​•​​หัวหน้า​ฝ่าย​การ​พยาบาล​​•​​หัวหน้า​ฝ่าย​เภสัชกรรม​​•​​เลขานุการ​สำ�นักงานคณะ​แพทยศาสตร์​ ​•​​หัวหน้า​งาน​บริหาร​ทั่วไป​​•​​หัวหน้า​งาน​บริการ​การ​ศึกษา​​•​​หัวหน้า​งาน​นโยบาย​และ​แผน •​​หัวหน้า​งาน​ประกัน​คุณภาพ​การ​ศึกษา​​•​​หัวหน้า​งาน​บริหาร​งาน​วิจัย​​•​​หัวหน้า​งาน​โภชนาการ ​•​​หัวหน้า​งานเลขานุการ​โรง​พยาบาล​​•​​หัวหน้า​งาน​ประกัน​สังคม​​​ฝ่าย​จัดการ​:​​หัวหน้า​งาน​ประชาสัมพันธ์​และ​คณะ​ ส่ง​ข้อคิดเ​ห็น​และ​ข้อ​เสนอ​แนะ​ได้ที่​:​​www​.​med​.​cmu​.​ac​.​th​/​pr​/​news หรือ​​E​-​mail​:​​prmedcm​@​hotmail​.co​.​th

วิสัย​ทัศน์​

ค​ ณะ​แพทยศาสตร์​​มหาวิทยาลัย​เชียงใหม่​ ​เป็น​สถาบัน​ทางการ​แพทย์​ชั้น​นำ�​ระดับ​มาตรฐาน​สากล​

​ พ​ ันธ​กิจ​

ผ​ ลิต​บัณฑิต​ที่​มี​คุณภาพ​​คุณธรรม​เป็น​สากล​​ สร้างสรรค์​งาน​วิจัย​​เพื่อ​ชี้นำ�​ด้าน​สุขภาพ​ ​ให้​บริการ​ที่​ได้​มาตรฐาน​​ทำ�นุ​บำ�รุงศิลป​​วัฒนธรรม ​และ​​สิ่ง​แวดล้อม ปีที่ 26 ฉบับที่ 4 ประจำ�เดือนเมษายน 2554


4

ข่ า ว น่ า รู้ จ า ก ที่ ป ร ะ ชุ ม ค ณ ะ ฯ

​ ​ คณบดี ม อบโล่ แ สดงความขอบคุ ณ หัวหน้าภาควิชาที่ดำ�รงตำ�แหน่งจนครบวาระ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ วี ร ะศั ก ดิ์ นาวารวงศ์ หั ว หน้ า ภาควิ ช าอายุ ร ศาสตร์ ครบวาระ 18 กุมภาพันธ์ 2554, ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสมสงวน อัษ ญคุณ หัวหน้าภาค วิชาจักษุวิทยา, รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ พงศ์ เ ทพ วิ ว รรธนะเดช หั ว หน้ า ภาควิ ช า เวชศาสตร์ชุมชน และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ชุมพล สกลวสันต์ หัวหน้าภาควิชา จุลชีววิทยาครบวาระ 1 มีนาคม 2554

​รายงานการฝึกอบรมระยะยาว ณ ต่างประเทศ

อาจารย์ นายแพทย์ อ ดิ ศั ก ดิ์ ตั น ติ ว รวิ ท ย์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ รายงานการไปฝึกอบรม สาขาวิชาการใช้เซลล์ต้นกำ�เนิดในการรักษา โรคทางโลหิตวิทยา (Leukemia and stem cell transplantation) ณ British Columbia University, Vancouver ประเทศแคนาดา เป็นเวลา 2 ปี และฝึกอบรม ในหลักสูตร แพทยศาสตรศึกษา ณ Center for Medical Education, University of Dundee สก็อตแลนด์ ประเทศอังกฤษ เป็นเวลา 4 เดือน

​ แนวทางการต่อเวลาราชการของข้าราชการ

ในสถาบั น อุ ด มศึ ก ษา แนวทางการต่ อ เวลา ราชการของข้าราชการในสถาบันอุดมศึกษา เฉพาะสาขาวิชาที่ ได้วิเคราะห์แล้วว่ามีความ ขาดแคลน จำ � เป็ น ต้ อ งรั ก ษาคณาจารย์ ใ ห้ ปฏิ บั ติ ง านต่ อ ภายหลั ง เกษี ย ณอายุ ร าชการ ให้ ดำ � เนิ น การอนุ มั ติ ใ ห้ แ ล้ ว เสร็ จ ก่ อ นการ เกษียณไม่น้อยกว่า 6 เดือน

​ โปรดเกล้ า ฯ แต่ ง ตั้ ง กรรมการสภา

มหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิของมหาวิทยาลัย เชียงใหม่ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตัง้ กรรมการสภามหาวิทยาลัยผูท้ รงคุณวุฒิ ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำ�นวน 8 ราย ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2553 เป็นต้นไป ดังนี้ 1) นายณอคุณ สิทธิพงศ์ 2) นางสาวนวพร เรื อ งสกุ ล 3) นายปิ ย ะวั ติ บุ ญ -หลง 4) นายสถิ ต ย์ ลิ่ ม พงศ์ พั น ธุ์ 5) นายสิ น อนุ ร าษฎร์ 6) นายสุ ท ธิ พ ร จิ ต ต์ มิ ต รภาพ 7) นายอนันต์ ลี้ตระกูล 8) นายอมรพันธุ์ นิมานันท์ ข่าวสารคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

​ประกาศเกียรติคณ ุ สถานศึกษา มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ ได้รับประกาศเกียรติคุณสถานศึกษา ที่ มี ร ะบบประกั น คุ ณ ภาพการศึ ก ษาภายใน ประจำ�ปีการศึกษา 2551 และปีการศึกษา 2552 ประเภทดีเลิศ โดยสำ�นักงานคณะกรรมการ การอุดมศึกษา และสำ�นักงานรับรองมาตรฐาน และประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) มีสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา 7 แห่ง ที่มีระบบ การประกั น คุ ณ ภาพการศึ ก ษาได้ ม าตรฐาน ประจำ�การศึกษา 2551 และปีการศึกษา 2552 ได้แก่ ประเภทดีเลิศ จำ�นวน 3 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิ ท ยาลั ย ธุ ร กิ จ บั ณ ฑิ ต ย์ ประเภทดี เ ด่ น จำ�นวน 4 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี มหานคร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พระนคร มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วิทยาลัย พยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี ​ ผลการเยี่ยมสำ�รวจเพื่อต่ออายุการรับรอง กระบวนการคุณ ภาพโรงพยาบาล จากการ เยี่ ย มสำ �รวจเพื่ อ ต่ อ อายุ ก ารรั บ รองคุ ณ ภาพ โรงพยาบาลตามมาตรฐาน โรงพยาบาล และบริ ก ารสุ ข ภาพ ฉบั บ เฉลิ ม พระเกี ย รติ ฉลองสิ ริ ร าชสมบั ติ ค รบ 60 ปี โดยผู้ แ ทน สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล(องค์กร มหาชน) ระหว่าง วันที่ 27-28 มกราคม 2554 โรงพยาบาลมหาราชนครเชี ย งใหม่ ได้ รั บ คะแนนจากการเยี่ยมสำ�รวจ 3.9 จากคะแนน เต็ม 4

​อัตราเงินเดือน (เพดานขั้นสูง) ของพนักงาน

มหาวิ ท ยาลั ย ได้ มี ก ารปรั บ อั ต ราเงิ น เดื อ น (เพดานขั้ น สู ง ) ของพนั ก งานมหาวิ ท ยาลั ย ประจำ�ที่เปลี่ยนสถานภาพมาจากข้าราชการ ในทุกระดับ เพื่อให้สอดคล้องกับบัญชีอัตรา เงินเดือนใหม่ของข้าราชการ

​ การลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับ

ERASMUS Medical Center เมื่อวัน ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 ได้มีการลงนามความร่วมมือ ทางวิ ช าการระหว่ า ง ERASMUS Medical Center กับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ ทั้ง 2 สถาบันจะได้มีความร่วมมือ ในอนาคต ทัง้ ในด้านการวิจยั และการแลกเปลีย่ น นักศึกษา รวมทั้งด้านอื่นๆ ต่อไป

(กุมภาพันธ์ 2554)

​การแต่งตัง้ ศาสตราจารย์ มีพระบรมราชโองการ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรองศาสตราจารย์ธีรชัย อภิวรรธกกุล ให้ดำ�รงตำ�แหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาออร์โธปิดกิ ส์ ภาควิชาออร์โทปิดกิ ส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิ ท ยาล้ ย เชี ย งใหม่ ตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2552

​ รายงานการประเมิ น ผลตั ว ชี้ วั ด ตามคำ �

รั บ รองการปฏิ บั ติ ง านของส่ ว นงาน ประจำ � ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 คณะแพทยศาสตร์ ได้รับผลคะแนนผลการประเมินในภาพรวม อยู่ในระดับดี ได้คะแนน 4.09 ​การประเมินผลการศึกษาของนักศึกษาแพทย์ ชั้นปีที่ 3 จำ�นวนนักศึกษาทั้งหมด 253 คน ถอนกระบวนวิชา 2 คน นักศึกษาที่เข้ารับ การวัดผล 251 คน ตกซํ้าชั้น 1 คน การวัดผล และการประเมิ น ผลยั ง ไม่ ส มบู ร ณ์ 7 คน สมควรได้รับการเสนอชื่อเพื่อขอรับเกียรติบัตร รางวัลเรียนดีประจำ�ปี จำ�นวน 57 คน ​ ผลการสอบ ศรว. OSCE ขั้ นตอนที่ 3 และแนวทางแก้ไข • ผลการประเมินความรู้ ความสามารถในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ขัน้ ตอนที่ 3 สอบเมือ่ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2554 มีนักศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ เชียงใหม่ เข้าสอบทั้งหมด 169 คน สอบไม่ผ่าน 2 คน สำ�หรับการสอบเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2554 ไม่มีผู้เข้าสอบจากคณะแพทยศาสตร์เชียงใหม่ • ศูนย์ประเมินและรับรองความรู้ ความสามารถ ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม (ศรว.) ได้จัด ให้มกี ารสอบประเมินทักษะทางคลินกิ ขัน้ ตอนที่ 3 หรื อ Objective Structured Clinical Examination ซึ่งได้ดำ�เนินการสอบไปแล้วเป็น ปีที่ 3 • คณะผู้ดำ�เนินการจัดสอบได้ข้อสังเกต จากการสอบของผู้เข้าสอบที่อยู่ ในชั้น ปีที่ 6 มีความรู้ ความสามารถในทักษะด้ านต่ างๆ ได้แก่ ด้านทักษะการสือ่ สาร (Communication and Counseling skill), ด้านทักษะการซักประวัติ (History taking), ด้ า นทั ก ษะการแปลผล การตรวจ (Interpretation skill), ทักษะ ด้านหัตถการ (Manual skill) และทักษะการ ตรวจร่างกาย (Physical examination) รวม ทั้ ง สาเหตุ ที่ ไ ม่ ส ามารถทำ �ได้ อ าจจะเกิ ด จาก ที่ ไม่มีโอกาสได้ปฏิบัติด้วยตนเองหรือการฝึก ปฏิบัติอย่างเสมือนจริง • ทั้งนี้ ได้มีข้อเสนอ


5 ​ ​ข่ า ว น่ า รู้ จ า ก ที่ ป ร ะ ชุ ม ค ณ ะ ฯ

ให้แก่สถาบันฝึกอบรมเพื่อการพัฒนาการเรียน การสอน ได้แก่ 1. ทักษะการแปลผล นักศึกษา ขาดประสบการณ์อย่างมาก สมควรให้การ ดูแลเป็นพิเศษ โดยการให้หมั่นดูและฝึกการ แปลผลทางห้องปฎิบัติการที่ทำ�เป็นประจำ�และ ที่มีความสำ�คัญด้วยตนเอง และต้องได้รับการ ตรวจสอบความถูกต้องจากอาจารย์ 2. ทักษะ ด้านหัตถการ ควรให้นักศึกษามีโอกาสปฏิบัติ หัตถการพื้นฐานได้ครบถ้วน และโดยเฉพาะ หัตถการที่จะต้องทำ�ในภาวะฉุกเฉิน หากไม่ สามารถหาผู้ป่วยจริง ควรหาผู้ป่วยจำ�ลองหรือ หุน่ จำ�ลองเพือ่ ให้ได้ลองปฏิบตั โิ ดยการฝึกปฏิบตั ิ อย่างเสมือนจริง 3. ทักษะการตรวจร่างกาย ควรให้นกั ศึกษาได้ท�ำ การตรวจร่างกายผูป้ ว่ ยจริง และได้รบั การดูแลขณะตรวจจากอาจารย์ผสู้ อน เพื่ อให้ ส ามารถทำ � ได้ ค รบถ้ ว นและถู ก ต้ อ ง 4. ทักษะการแก้ปัญหาผู้ป่วยด้วยกระบวนการ backward reasoning (hypothesis generation followed by focused data gathering from history and physical examination to confirm the hypothesis) นั ก ศึ ก ษาควรได้ ฝึ ก ฝน กระบวนการนี้ ซึ่งจำ�เป็นในเวชปฏิบัติ ​ค่าตอบแทนการไปเป็นวิทยากรให้หน่วยงาน ต่ า งๆ ที่ ป ระชุ ม พิ จ ารณาการบริ ห ารเงิ น ค่ า ตอบแทนที่อาจารย์ได้รับจากการเป็นวิทยากร แล้ว มีมติในเบื้องต้นให้ใช้แนวทางการบริหาร จัดสรรเงินค่าตอบแทนการให้บริการวิชาการ คือร้อยละ 10 จัดสรรให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตามระเบียบ ส่วนที่เหลือแบ่งเป็นร้อยละ 60 จัดสรรให้วิทยากร และอีกร้อยละ 40 จัดสรร เป็นงบประมาณให้ภาควิชาที่วิทยากรสังกัด สำ�หรับการไปเป็นวิทยากรแก่หน่วยงานเอกชน ได้ แ ก่ บริ ษั ท เวชภั ณ ฑ์ ห้ า ง ร้ า น บริ ษั ท โรงพยาบาลเอกชน แต่ ให้ยกเว้นสำ�หรับการ ไปเป็นวิทยากรแก่หน่วยงานราชการ จนกว่า จะมีระเบียบ คำ�สั่ง หรือหลักปฏิบัติ ที่ชัดเจน ​ การจั ด ทำ � บั ต รประจำ � ตั ว สำ � หรั บ ลู ก จ้ า ง โครงการต่างๆ การจ้างบุคลากรภายนอกมา ปฏิบัติงานในคณะฯ จะต้องได้รับอนุญาตก่อน และจะต้องไปจัดทำ�บัตรประจำ�ตัวที่งานบริหาร งานบุคคล หากไม่มีการปฏิบัติตามนี้ เมื่อเกิด ความเสียหายต่อส่วนราชการไม่ว่ากรณี ใดๆ ผู้ ที่ ทำ � ความเสี ย หาย รวมถึ ง ผู้ ที่ นำ � เข้ า มา จะต้องรับผิดชอบทั้งหมด

วิ ช า ก า ร วิ จั ย วิ เ ท ศ สั ม พั น ธ์

Chiang Mai Medical Journal

Renovation

เชียงใหม่เวชสาร เป็นวารสารวิชาการ ตีพิมพ์โดยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ฉบับแรกในเดือนกันยายน ปี 2504 ในชื่อภาษาอังกฤษ Chiang Mai Medical Bulletin ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น “Chiang Mai Medical Journal” และได้ทำ�หน้าที่ เป็นเวทีส�ำ หรับแพทย์ และนักวิจยั ได้สง่ ผลงานลงตีพมิ พ์เผยแพร่เป็นอย่างดีมาโดยตลอด ตีพมิ พ์ ปีละ 4 ฉบับ และนำ�เสนอ บนออนไลน์ควบคู่กันไป ​Renovation ต่อมาในปี 2553 กองบรรณาธิการวารสาร โดย บรรณาธิการบริหาร ศ.นพ.วรวิทย์ เลาห์เรณู ได้มีดำ�ริที่จะปรับปรุงการส่งผลงานตีพิมพ์ (Submission) ให้เป็นออนไลน์ทั้งหมด จึงมีการปรับเว็บไซต์ของวารสารเพื่อให้รองรับ E-submission และประกาศใช้งานเต็มรูปแบบ ตัง้ แต่วนั ที่ 1 มกราคม 2554 เป็นต้นมา ที่ http://www.med.cmu.ac.th/journal การแสดงผล บนเว็บไซต์ของเชียงใหม่เวชสารประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก คือ 1. Link Topics ได้แก่ Home, History, Editorial Board, Instruction to Author, Download Form และ Submit file Online 2. Search Journal 3. Browse Journal 4. Contents / Announcements

​E-Submission สำ�หรับการส่งผลงานตีพมิ พ์ทางออนไลน์นนั้ นักวิจยั สามารถใช้หวั ข้อ Submit file Online เพื่อกรอกข้อมูลของชื่อและที่ติดต่อ จากนั้นส่งผลงานตามประเภทแฟ้มข้อมูลที่แยกไว้ให้เห็น ชัดเจนแล้วได้ทนั ที และหากนักวิจยั ต้องการใช้แบบฟอร์มต่างๆ หรือเช็คลิสต์ สามารถดาวน์โหลด ได้ที่ Download Form สำ�หรับรายละเอียดของการเตรียม Manuscript พร้อมตัวอย่างการ เขียนบรรณานุกรม อ่านได้จากหัวข้อ Instruction to Author อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าขณะนี้ จะยังไม่ได้เปิดใช้ระบบการลงทะเบียนก่อนซับมิทผลงาน แต่นักวิจัยสามารถมั่นใจได้ว่าผลงาน จะถูกเก็บไว้ในระบบอย่างปลอดภัยแน่นอน ส่วนระบบการลงทะเบียน (Register) และให้ลอ็ คอิน ก่อนส่งผลงานนั้นได้เตรียมไว้แล้ว พร้อมเปิดใช้งานได้ทันที ที่มีนักวิจัยส่งผลงานจำ�นวนมาก จนทีมงานไม่สามารถตรวจสอบได้ อนึ่ง นอกจากเชียงใหม่เวชสารจะดำ�เนินงานภายใต้เว็บไซต์ของตนเองดังกล่าวแล้ว วารสารยังเป็นสมาชิกในกลุ่ม Health Science Journals in Thailand และเข้าร่วมกิจกรรม การพัฒนาวารสารของกลุ่มอย่างสมํ่าเสมอ ท่านจึงสามารถเข้าดูบทความฉบับเต็มและสืบค้น ได้อีกแห่งหนึ่ง โดยคลิกลิงค์จากหน้า Home ที่ http://www.med.cmu.ac.th/journal หลังจากการปรับปรุงในครั้งนี้แล้ว เชียงใหม่เวชสารจะยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้วารสารประจำ�คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เล่มนี้ เป็น peer-reviewed, Free access online ที่สมบูรณ์ต่อไป ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม : Chiang Mai Medical Journal, Faculty of Medicine, Chiang Mai University, Chiang Mai 50200 Email : CM.Med.J@med.cmu.ac.th ปีที่ 26 ฉบับที่ 4 ประจำ�เดือนเมษายน 2554


6

วิ ช า ก า ร วิ จั ย วิ เ ท ศ สั ม พั น ธ์

งานวิจัย Penicilium marneffei ได้รับรางวัลวิทยานิพนธ์ดีมาก า น วิ จั ย จ า ก วิ ท ย า นิ พ น ธ์ ข อ ง ดร.อั ก ษรากร คำ � มาสุ ข เรื่ อ ง การตรวจพิ สู จ น์ ยี น ที่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ การสร้างรูปร่างของเชื้อเพนนิซิเลี่ยมมาร์ เนฟฟิไอ โดยวิธกี ารทำ�ให้เกิดการกลายพันธุ์ แบบแทรกสุ่ม “Identification of Genes Associated with Fungal Morphogenesis in Penicillium marneffei by Random Insertional Mutagenesis” เป็นงานวิจัย เพื่อวิทยานิพนธ์ที่ได้รับรางวัล “วิทยานิพนธ์ ดีมาก” จากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ ประจำ�ปีการศึกษา 2553 เป็นงาน วิ จั ย ที่ ไ ด้ นำ � ความรู้ ท างด้ า นอณู ชี ว วิ ท ยา ไปศึกษาเชื้อรา P. marneffei ซึ่งเป็นรา ก่อโรคแบบฉวยโอกาสในผู้ป่วยโรคเอดส์ และมีรายงานการติดเชื้อมากที่สุดในเขต ภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ดังนัน้ การศึกษาเชื้อนี้ ในระดับโมเลกุลที่เกี่ยวข้อง กั บ ปั จ จั ย การก่ อโรค จะเป็ น ประโยชน์ อย่างมากในการอธิบายกลไกการก่อโรค ตลอดจนถึงการควบคุมโรค เพื่อสุขภาพที่ดี ของประชากร โดยเฉพาะที่อยู่ในถิ่นระบาด ของโรค เพื่อที่จะได้ป้องกัน และหลีกเลี่ยง การติดเชื้อ หรือลดความรุนแรงในการเป็น โรคนี้ รวมถึงพัฒนาองค์ความรู้ที่ได้เพื่อการ รักษาโรคนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการทดลองครั้งนี้ ได้สร้างเชื้อกลาย พันธุแ์ บบแทรกสุม่ ด้วยวิธี Agrobacteriummediated transformation เพื่อให้ได้ เชื้อกลายพันธุ์จำ�นวนมาก จากนั้นอาศัย ความรูท้ างด้าน inverse PCR เพือ่ จำ�แนกยีน ทีถ่ กู แทรกในเชือ้ กลายพันธุ์ ซึง่ ในการศึกษา การกลายพันธุ์ของเชื้อด้วยวิธีนี้จัดเป็นการ ข่าวสารคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ศึกษาหน้าที่ และการทำ�งานของยีน ซึ่งถือ ได้ว่าเป็นการพัฒนาขีดความสามารถของ งานวิจยั ในประเทศให้สงู ขึน้ และสามารถนำ� ไปประยุกต์กับเชื้อราทางการแพทย์ที่สำ�คัญ ตัวอื่นๆ ได้อีกด้วย จากการตรวจคัดกรอง หาเชื้อกลายพันธุ์ที่ ได้จำ�นวน 12,000 ตัว พบเชื้อกลายพ���นธุ์กว่า 100 ตัวที่มีลักษณะ ผิดปกติทางฟีโนไทป์ และได้เลือกศึกษาเชื้อ ทีม่ คี วามผิดปกติของการสร้างสปอร์มา 1 ตัว โดยพบว่า เป็นการกลายพันธุ์ในส่วนของยีน sadA ซึ่งเป็นยีนที่กำ�หนดการสร้างเอนไซม์ ที่ จำ � เป็ น สำ � หรั บ การสร้ า งสารโพลี เ อมี น โดยการศึกษาก่อนหน้านีพ้ บว่าสารโพลีเอมีน มีส่วนสำ�คัญในการควบคุมการสร้างสปอร์ ของเชื้อ Aspergillus nidulands นอกจากนี้ ยัง มีเชื้อ กลายพั นธุ์ ที่น่าสนใจอี ก หลายตั ว ซึ่ ง งานวิ จั ย นี้ ถื อได้ ว่ า เป็ น การเริ่ ม ต้ น การ ศึกษาหน้าที่ของยีนในเชื้อรา P. marneffei ได้ เ ป็ น อย่ า งดี โดยผลจากการวิ จั ย ได้ มี การนำ�ไปตีพมิ พ์เผยแพร่ในวารสารนานาชาติ

ทั้งหมด 2 เรื่อง และนำ�ไปตีพิมพ์ในวารสาร ระดับชาติ 1 เรือ่ ง นอกจากนีย้ งั มี manuscript ที่กำ�ลังอยู่ ในระหว่างการตรวจทานแก้ไข ก่อนส่งไปพิจารณาตีพิมพ์อีก 2 เรื่อง

อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ คือ ศาสตราจารย์ ดร.นงนุช วณิตย์ธนาคม, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิริดา ยังฉิม และ รองศาสตราจารย์ นพ.พิชาติ อุปรานุเคราะห์ ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัย จากโครงการปริญญาเอก กาญจนาภิเษก สกว. และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


7 ​ ​วิ ช า ก า ร วิ จั ย วิ เ ท ศ สั ม พั น ธ์

ศู น ย์ ศ รี พั ฒ น์

กรอบแนวคิด จากกรรมการสภา มหาวิทยาลัย ความเห็นของกรรมการสภามหาวิทยาลัย เมื่อ คราวประชุมวันที่ 25 ธันวาคม 2554 เกี่ยวกับ การจัดทำ�แผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัย เชียงใหม่ ระยะที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559) ดังนี้ ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ​ การขยายพื้ น ที่ ฝั่ งสวนดอก ให้ พ ยายาม เจรจากับกรมทางหลวงเพือ่ ขอใช้พนื้ ทีส่ �ำ นักงาน ทางหลวงที่ 1 พื้นที่ประมาณ 46 ไร่ ซึ่งอยู่ฝั่ง ตรงข้ามคณะแพทยศาสตร์ ​ ดำ�เนินการเกี่ยวกับการจัดตั้งศูนย์ความเป็น เลิศทางการแพทย์ ซึง่ มีโครงการความช่วยเหลือ จากประเทศเนเธอร์แลนด์ ขณะนี้อยู่ระหว่าง การเจรจา ควรแยกโรงพยาบาลของคณะแพทยศาสตร์ ออกเป็น 2 โรงพยาบาล คือ 1) โรงพยาบาลมหาราชนครเชี ย งใหม่ ทำ�หน้าที่เป็น Teaching Hospital และให้การ รักษาพยาบาลผูป้ ว่ ยทัว่ ไป รวมทัง้ ผูป้ ว่ ยทีย่ ากไร้ 2) ศูนย์ศรีพัฒน์ ควรจะแยกเป็นอีกหนึ่ง โรงพยาบาลเพื่อให้การรักษาพยาบาลสำ�หรับ ผู้ป่วยที่มีกำ�ลังซื้อและต้องการความสะดวก สบายอื่นๆ อีก ​ ดำ � เนิ น การศู น ย์ Complementary Medicine ของคณะแพทยศาสตร์ ซึ่ ง จะมี ทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย และ แพทย์แผนจีน โดยมีความร่วมมือกับโรงเรียน แพทย์แผนจีนที่เมืองเวินโจว ซึ่งมีอาจารย์ที่มี ความเชี่ ย วชาญมาช่ ว ยคณะแพทยศาสตร์ ในการฝึกฝนบุคลากร ถ้าจัดการให้ดีจะเป็น ตัวอย่างของ Complementary Medicine ในประเทศไทยได้ ​ ดำ�เนินการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี ในการรั ก ษาพยาบาลไปให้ โ รงพยาบาล ที่ เ ป็ น เครื อ ข่ า ย เช่ น การผ่ า ตั ด หั ว ใจที่ โรงพยาบาลศูนย์ลำ�ปาง ดำ�เนินการภายใต้ ความช่ ว ยเหลื อ จากอาจารย์ ข องคณะ แพทยศาสตร์ก็เป็นแนวทางที่ดี เพราะสามารถ ช่ ว ยลดภาระของโรงพยาบาลมหาราชนคร เชียงใหม่ได้เป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำ�โดย รศ.พญ.รัตนา พันธุ์พานิช รองผู้อำ�นวยการ, คุณมลิวัลย์ ดำ�รงศักดิ์ หัวหน้าฝ่ายการพยาบาล ศูนย์ศรีพัฒน์ ได้จัดให้มีประชุมร่วมกันระหว่าง งานการพยาบาลผู้ ป่ ว ยผ่ า ตั ด และพั ก ฟื้ น โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ และฝ่าย การพยาบาล ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ณ ห้องประชุม ชั้น 1 อาคารศรีพัฒน์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการประสานที่ดี ในการให้บริการ แก่ผู้ป่วยที่มารับการรักษา และเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด แก่ผู้ป่วย ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ทำ�ให้ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรค ในการประสานงานการให้บริการ พร้อมทั้งได้ร่วมกันเสนอแนะและกำ�หนดวิธีการ ที่จะดำ�เนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ ต่อไป

ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ สถานีวิทยุเสียงสื่อสารมวลชน คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ร่วมให้ความรู้และสาระทางการแพทย์ ในรายการ

ทางคลื่น FM 100

ออกอากาศทุกวันพุธ เวลา 11.15-12.00 น. ดำ�เนินรายการโดย คุณรัตนาภรณ์ สุวคนธ์

ท่านสามารถรับฟัง Online ได้ที่ http://fm100cmu.com หรือติดตามฟังรายการย้อนหลังได้ที่ sriphat.med.cmu.ac.th และ www.cmed.cmu.ac.th ปีที่ 26 ฉบับที่ 4 ประจำ�เดือนเมษายน 2554


8

ข่ า ว พั ฒ น า คุ ณ ภ า พ โ ร ง พ ย า บ า ล

เส้นทางสู่คุณภาพ ฝ่ายเภสัชกรรม ​ ภญ.เยาวภา ชัยเจริญวรรณ ฝ่ายเภสัชกรรม โรพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

วามยากในการพัฒนาคุณภาพ ฝ่ายเภสัชกรรมของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย สังกัด กระทรวงศึกษาธิการ อยูท่ บี่ ริบททีแ่ ตกต่างจากทัง้ หน่วยงานอืน่ ในโรงพยาบาลเดียวกัน และจากทัง้ ฝ่ายเภสัชกรรมในสังกัดกระทรวงอืน่ ๆ ค่าทีม่ ภี ารกิจเพิม่ เติมจากงานประจำ� ทั้ ง ในเรื่ อ งการดู แ ลผู้ ป่ ว ยโรคซั บ ซ้ อ นร่ ว มกั บ ที ม สหสาขา สนั บ สนุ น ศู น ย์ ค วามเป็ น เลิ ศ ทางการแพทย์ การทำ�วิจัย การเป็นโรงเรียนแพทย์สร้างเสริมสุขภาพ รวมไปถึงการมีอาจารย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะโรคที่ดึงดูดผู้ป่วยเข้ามารับการรักษา ทำ�ให้ปริมาณงานท่วมท้น เกินอัตรากำ�ลังไปมาก แต่ทงั้ นีด้ ว้ ยจิตวิญญาณของ “คนสวนดอก” ทีต่ ระหนักรูถ้ งึ ความสำ�คัญ ของ “Patient Safety” ฝ่ายเภสัชกรรม ร่วมกับทีมสหสาขา และคณะกรรมการพัฒนาระบบยา ในยุคเริม่ แรก จึงได้รว่ มกันพัฒนาระบบยาให้เป็นระบบการจัดการด้านยาทีป่ ลอดภัย สร้างความ มัน่ ใจว่ามีการสัง่ ใช้ยาและการให้ยาทีถ่ กู ต้อง เหมาะสม และได้ผล พร้อมทัง้ มียาทีม่ คี ณ ุ ภาพสูง พร้อมใช้ส�ำ หรับผูป้ ว่ ย โดยมีระบบสารสนเทศทีเ่ อือ้ ต่อการทำ�งาน ทำ�ให้สามารถจัดเก็บ วิเคราะห์ นำ�ข้อมูลมาวางระบบและสื่อสารสู่บุคลากรจำ�นวนมากได้ทั่วถึง รวดเร็ว เป็นแบบแผนเดียวกัน ส่งเสริมการบริการข้อมูลข่าวสารด้านยาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การลดความผิดพลาดในการจัดจ่ายยา(Dispensing error) เป็นตัวอย่างของการปรับปรุงระบบที่สามารถดักจับ และค้นเจอ อุบตั กิ ารณ์ได้เพิม่ ขึน้ แต่ความรุนแรงลดลง โดยในปี พ.ศ. 2553 แม้มกี ารรายงานอุบตั กิ ารณ์เพิม่ ขึน้ แต่ไม่พบอุบตั กิ ารณ์ใดทีถ่ งึ ตัว และก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ป่วยเลย ในบทบาทเลขาฯ คณะกรรมการเภสั ช กรรมและ การบำ�บัด การกำ�หนดวาระการประชุมเพื่อกำ�กับดูแล การวางมาตรการที่เกี่ยวข้อง และการบริหารจัดการ ทรัพยากรด้านยาและเวชภัณฑ์ที่มิใช้ยา ส่งผลให้มียา ที่มีคุณ ภาพ และพร้อมไว้บริการเหมาะสมกับองค์กร มีมาตรการกำ�หนดสิทธิการเข้าถึงยา การทำ�งานร่วมกับ ข่าวสารคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ค ณ ะ ก ร ร ม ก าร ค ว บ คุ ม ก า ร ติ ด เ ชื้ อ โรงพยาบาล เพื่ อให้ เ กิ ด การใช้ ย าต้ า น จุลชีพได้อย่างเหมาะสม ลดมูลค่าการใช้ ยาปฏิชีวนะ ที่ไม่สมเหตุผลลงได้ การทำ�งานร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อดูแลผู้ป่วยกลุ่มความเสี่ยงสูง เพื่อค้นหา ปั ญ หาที่ เ นื่ อ งจากยา และแก้ ไ ขปั ญ หา ให้เกิดการใช้ยาที่ถูกต้อง ปลอดภัย ทำ�ให้ เกิ ด ประสิ ท ธิ ผ ลสู ง สุ ดในการรั ก ษาผู้ ป่ ว ย เป็ น อี ก พั น ธกิ จ หนึ่ ง ที่ ฝ่ า ยเภสั ช กรรม เห็นความสำ�คัญและได้เข้าไปร่วมดำ�เนินการ ผ่ า นงานบริ บ าลเภสั ช กรรมแก่ ผู้ ป่ ว ย 7 กลุ่ ม โรค ���ื อ ผู้ ป่ ว ยที่ ไ ด้ รั บ การสั่ ง ใช้ ย า Warfarin, ผู้ ป่ ว ย HIV, ผู้ ป่ ว ยเด็ กโรค หัวใจ, ผู้ป่วยหลังการปลูกถ่ายไต, ผู้ป่วย จิ ต เวชสู ง อายุ , ผู้ ป่ ว ยโรคมะเร็ ง และผู้ ป่ ว ยกึ่ ง วิ ก ฤตศั ล ยกรรม ซึ่ ง ผลลั พ ธ์ ที่ ไ ด้


9 ​ ​ข่ า ว พั ฒ น า คุ ณ ภ า พ โ ร ง พ ย า บ า ล

รวมไปถึงการพัฒนาความรู้ภายหลังปริญญาของบุคลากรวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมความ เชี่ยวชาญในการงาน จนสามารถผลิตงานวิจัยจากงานประจำ�ที่ ได้รับการนำ�เสนอทั้งในเวที ระดับประเทศ ต่างประเทศ และได้รบั การตีพมิ พ์ในวารสารวิชาการอย่างต่อเนือ่ ง ส่งผลให้การ พัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลกลายเป็นวัฒนธรรมขององค์กร และเป็นส่วนหนึ่งของงานประจำ� ที่แยกกันไม่ออก มีแต่จะดำ�เนินควบคู่กันตลอดไป

ผ่านตัวชี้วัดแสดงถึงการเพิ่มคุณ ภาพการ รักษา การลดความผิดพลาดจากการใช้ยา และส่งเสริมความร่วมมือในการรักษาผ่าน การเสริมพลังแก่ผู้ป่วยเรื่องความรู้พื้นฐาน เกี่ ย วกั บ ยาของตน การลดความกั ง วล เกี่ยวกับยา และการมีส่วนร่วมในการรักษา ส่งผลเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วย

อีกกิจกรรมหนึ่งที่สำ�คัญ และ เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน งานคุณภาพ คือการพัฒนา บุคลากร มีการจัดอบรมและ การประชุมเชิงปฏิบตั กิ าร เพือ่ พัฒนาองค์กร เพิ่มคุณภาพ การบริการ ลดความคลาดเคลือ่ น ในการทำ � งาน แก่ บุ ค ลากร ทุ ก คนในหน่ ว ยงานอย่ า ง ต่อเนื่อง เป็นประจำ�ทุกปี

ชื่อโครงการ Potency of Extemporaneous Gentamicin eye drops used in Maharaj Nakorn Chiang Mai Hospital Evaluation of the use of chitosan in ocular drug delivery of Vancomycin Stability of Chitosan Solutions for Potential Use in Ocular Drug Delivery การติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการ ใช้ยาอย่างใกล้ชิด ในผู้ป่วยที่ได้รับยา โอเซลทามิเวียร์ ณ โรงพยาบาลมหาราช นครเชียงใหม่

การเผยแพร่งานวิจัย Chiang Mai University Journal of Natural Sciences 2009; 8(2): 161-4

Chiang Mai University Journal of Natural Sciences 2009; 8(1): 1-10 Chiang Mai University Journal of Natural Sciences 2008; 7(2): 209-17 ได้รับรางวัลชมเชย จากการนำ�เสนอผลงาน วิชาการ แบบ Oral Presentation ในงาน ประชุมวิชาการงานเฝ้าระวังความปลอดภัย ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพประจำ�ปี 2553 เรื่อง “บริโภคปลอดภัยด้วยการสื่อสาร ความเสี่ยง: ตื่นตัวแต่ไม่ตกใจ Characteristic of Adverse Drug Reactions Poster Presentation in ACCP 2010 The 10th at Maharaj Nakorn Chiang Mai Hospital Asian Conference on Clinical Phamacy July 9-12, 2010 Singapore Grand Copthorne Waterfront Hotel Poster Presentation ในการประชุมวิชาการ อุบัติการณ์และลักษณะการเกิดอาการ และการประชุมใหญ่สามัญประจำ�ปี 2553 ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา: การพัฒนา ระบบแจ้งเตือนและเฝ้าระวัง ณ โรงพยาบาล ของ สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) มหาราชนครเชียงใหม่

ห นั ง สื อ ใ ห ม่ ห้ อ ง ส มุ ด

01

02

03

04

ปีที่ 26 ฉบับที่ 4 ประจำ�เดือนเมษายน 2554


10

คุ ย กั บ ห ม อ ส ว น ด อ ก

โรคไข้ ห ด ู บ ั จากการกินหมูดิบ ​ รศ.พญ. นิรมล นาวาเจริญ ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

โรคไข้หูดับ หมายถึง โรคติดเชื้อจาก แบคทีเรีย สเตรปโตคอคคัส ซูอิส ซึ่งเป็นเชื้อ ที่ทำ�ให้สุกรป่วยและตายได้บ่อย การติดเชื้อใน คนเกิดได้สองวิธีคือ จากการรับประทานหรือ การสัมผัสเนื้อและเลือดดิบหรือสุกๆดิบๆ ของสุกรที่ป่วย โรคไข้หูดับในคนมีการรายงาน ครัง้ แรกในโลกทีป่ ระเทศเนเธอร์แลนด์ ในปี พ.ศ.2511 หลังจากนั้น มีการ รายงานประปรายทั่วโลก ต่อมาในปี พ.ศ. 2548 เกิ ด การระบาดใหญ่ ในประเทศจีน มีผู้ป่วย 215 ราย และ เสียชีวิตถึง 38 ราย (ร้อยละ 18) ในปี พ.ศ. 2550 มีผรู้ วบรวมผูป้ ว่ ยในโลกได้ รวม 409 ราย และล่าสุด ปี 2554 มีผคู้ าดการณ์ ว่ามีผู้ป่วยมากกว่า 800 ราย ผู้ป่วยจำ�นวนหนึ่ง มาจากประเทศในแถบเอเชียอาคเนย์โดยเฉพาะ ประเทศไทยและประเทศเวียดนาม จากรายงานในประเทศไทยที่รวบรวมไว้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530-2553 พบ 19 รายงาน มี ผู้ ป่ ว ยรวม 301 ราย ผู้ ป่ ว ยส่ ว นใหญ่ มี ภูมิลำ�เนาอยู่ ในภาคเหนือ โดย 3 รายงาน ดังกล่าว (พ.ศ. 2537, 2549 และ 2552) เป็น ผู้ ป่ ว ยในคณะแพทยศาสตร์ มหาวิ ท ยาลั ย เชียงใหม่ถึง 91 ราย หากดู จำ � นวนผู้ ป่ ว ยในโรงพยาบาล มหาราชนครชี ย งใหม่ ที่ ผ ลเพาะเชื้ อ พิ สู จ น์ ว่ า เป็ น เชื้ อ สเตรปโตคอคคั ส ซู อิ ส ตั้ ง แต่ ปี 2543-2553 รวม 11 ปี พบถึง 134 ราย เฉลีย่ พบเดือนละ 1 ราย ผูป้ ว่ ยเหล่านีเ้ มือ่ ศึกษา รายละเอียดทางคลินิกจะคล้ายคลึงกับกลุ่ม ผูป้ ว่ ยทีร่ ายงานโดยแพทย์หญิง อัจฉรา ฟองคำ� และคณะจากโรงพยาบาลจั ง หวั ด ลำ � พู น กล่าวคือ มักเป็นกลุ่มชายวัยกลางคน และ ผู้สูงอายุ กว่าครึ่งของผู้ป่วยมีประวัติดื่มสุรา เป็นประจำ� มักพบว่ามีโรคเรื้อรังเช่น เบาหวาน ข่าวสารคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ไต มะเร็ง ฯลฯ ร้อยละ 62 ของผู้ป่วยในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ให้ประวัติการรับประทาน ลาบ หลู้ ส้า ดิบ เฉลี่ย 3 วันก่อนป่วย และส่วนใหญ่ป่วยเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เลือดเป็นพิษ และเยื่อบุหัวใจอักเสบ ผู้ป่วยมักมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ถ่ายเหลว ร่วมกับอาการแสดง เฉพาะของโรคเช่น ซึม คอแข็ง อาเจียน ช็อก หอบ หัวใจล้มเหลว ฯลฯ อัตราเสียชีวิตพบได้ร้อยละ 5-20 การรักษาที่ได้ผลดีคือการให้ยาฉีดเพนนิซิลลินขนาดสูงเข้าหลอดเลือดดำ� นานหลายสัปดาห์ กว่าครึง่ ของผูท้ หี่ ายป่วยจากโรคเยือ่ หุม้ สมองอักเสบจะมีประสาทหูเสือ่ มถาวร โดยมักเกิดในหู สองข้างและเสื่อมระดับรุนแรงหรือหนวก ซึ่งบำ�บัดฟื้นฟูโดยการฝึกอ่านปาก ใส่เครื่องช่วยฟัง กรณี หูหนวกอาจผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมแต่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก

การป้องกันโรคไข้หดู บั อาศัยการประสานร่วมมือกับกรมปศุสตั ว์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้สุกรเจ็บป่วย การณรงค์ ให้ ข้ อ มู ล แก่ บุ ค ลากรสาธารณสุ ข ทุ ก ระดั บ ให้รู้วิธีคัดกรอง ส่งต่อเพื่อให้ได้รับการวินิจฉัย เสียแต่เนิ่นๆ และรณรงค์อย่างต่อเนื่องให้ ประชาชนทราบวิธีดูแลป้องกันไม่ให้ป่วยจาก โรคไข้หูดับ

ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา ร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้มีการรณรงค์เพื่อให้ประชาชนในภาคเหนือเลิกทานลาบหลู้ ส้า ซึ่งปรุงโดยใช้เนื้อหมูดิบ เลือด และชิ้นส่วนต่างๆ ของหมูดิบ และให้ความรู้ของโรคไข้หูดับ แก่บุคลากรสาธารณสุข อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ เดือนเมษายน พ.ศ. 2548-2553 รวม 134 ครั้ง โดยการรณรงค์ได้ทำ�ร่วมกับทีมอาสาสมัครของมูลนิธิหู คอ จมูกชนบท หน่วยงานของกระทรวง สาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง และได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานเอกชนอย่างสมํ่าเสมอคือ บริษัท ไทยเบเวอเรจจำ�กัด(มหาชน) ซึ่งได้มอบรถยนต์ เอกสารแผ่นพับ โปสเตอร์ และงบประมาณที่ ใช้ ในการจัดประชุมวิชาการ เป็นต้น อย่ า งไรก็ ต ามหากดู จำ � นวนผู้ ป่ ว ยโรคไข้ หู ดั บ ที่ ม ารั บ การรั ก ษาในโรงพยาบาลมหาราช นครเชียงใหม่จากอดีตจนถึงปัจจุบัน จะพบว่าตัวเลขยังไม่ลดลง และข่าวจากสื่อมวลชนยังคงมีการ รายงานผู้ป่วยอยู่เนืองๆ เช่น เดือนมกราคม 2553 มีผู้ป่วยจังหวัดแพร่มีไข้หูหนวกจากการทานหมู กระทะ เดือนมิถุนายนปี 2553 มีรายงานผู้ป่วยจากจังหวัดเพชรบูรณ์มีไข้และหูหนวกหลังการทาน ก๋วยเตี๋ยวนํ้าตก เดือนสิงหาคม 2553 มีผู้ป่วย 3 รายจากนครสวรรค์ป่วยหนักและเสียชีวิต 1 ราย หลังทานลาบหมูดิบ การที่ผู้คนยังเจ็บป่วยจากโรคนี้ส่วนหนึ่งน่าจะโยงไปถึงวัฒธรรมพื้นบ้านของชาวล้านนาที่นิยม บริโภคลาบ หลู้ ส้าดิบ มานับร้อยปี มีการปรุงให้มีรสชาติถูกปาก ลาบ หลู้ ส้า มักนำ�มาเสริฟพร้อม แอลกอฮอล์ในงานบุญและการรับแขกต่างๆ นอกจากนีช้ าวบ้านทีม่ อี าชีพ���ลีย้ งหมู หลายรายจะฆ่าและ ชำ�แหละเองโดยไม่ผ่านโรงฆ่าสัตว์ และหากมีสุกรป่วยอาจไม่รายงานให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทราบ แต่นำ�มาบริโภคและจำ�หน่ายในตลาดนัดจึงมีโอกาสกระจายโรคสู่คนได้รวดเร็ว


11 ​ ​คุ ย กั บ ห ม อ ส ว น ด อ ก

คำ�แนะนำ�: การปรุงเนื้อหมูให้ปลอดภัยจากไข้หูดับ คื อ หากผู้ ป รุ ง มี แ ผลตามผิ ว หนั ง ต้ อ งปิ ด แผลและ สวมถุงมือขณะปรุง เลือกซื้อเนื้อหมูจากตลาดสด และห้างสรรพสินค้าซึง่ จะผ่านการตรวจเช็คมาตรฐาน จากโรงฆ่ า สั ต ว์ ไม่ ซื้ อ เนื้ อ หมู ที่ มี ก ลิ่ น คาว สี ค ลํ้า เนื้อยุบ ต้มด้วยอุณหภูมิตั้งแต่ 70 องศาเซลเซียส นานอย่างน้อย 10 นาที หรือจนนํ้าต้มไม่มีสีแดง

อ้างอิง

1. Staats JJ, Feder I, Okwumabua O, Chengappa MM. Streptococcus suis: past and present. Veterinary Research Communications1997; 21 (6), 381-407. 2. Yu H, Jing H, Chen Z, Zheng H, Zhu X, Wang H, et al. Human Streptococcus suis outbreak, Sichuan, China. Emerg Infect Dis 2006;12(6): 914–20. 3. Lun ZR, Wang Q P, Chen XG, Li AX, Zhu XQ. Streptococcus suis: an emerging zoonotic pathogen. Lancet Infect Dis 2007;7(3):201–9. 4. Mai NT, Hoa NT, Nga TV, Linh le D, Chau TT, Sinh DX, Phu NH, Chuong LV, Diep TS, Campbell J, Nghia HD, Minh TN, Chau NV, de Jong MD, Chinh NT, Hien TT, Farrar J, Schultsz C. Streptococcus suis meningitis in adults in Vietnam. Clin Infect Dis. 2008 ;1;46(5):659-67. 5. Hoa NT, Chieu TT, Nghia HD, Mai NT, Anh PH, Wolbers M, Baker S, Campbell JI, Chau NV, Hien TT, Farrar J, Schultsz C. The antimicrobial resistance patterns and associated determinants in Streptococcus suis isolated from humans in southern Vietnam, 1997-2008. BMC Infect Dis. 2011 Jan 6;11:6. 6. Sonsuwan N, Navacharoen N, Kangsanarak J, Navacharoen W. Deafness after β-streptococcus not group A, B, D meningitis. Otolaryngol Head Neck Surg 1994;9(2):93-100. 7. Wangkaew S, Chaiwarith R, Tharavichitkul P, Supparatpinyo K. Streptococcus suis infection: a series of 41 cases from Chiang Mai University Hospital. J Infect 2006;52(6):455-60. 8. Navacharoen N, Chantharochavong C, Hanprasertpong C, Kangsanarak J,Lekagul S. Hearing and vestibular loss in Streptococcus suis infection from swine and traditional raw pork exposure in northern Thailand. JLO 2009;123(8):857-62. 9. Fongcom A, Pruksakorn S, Netsirisawan P, Pongprasert R, Onsibud P.Streptococcus suis infection: a prospective study in northern Thailand. Southeast Asian J Trop Med Public Health. 2009 ;40(3):511-7. 10. สาวใหญ่หูดับ กินหมูกระทะ! ไทยรัฐ วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2552 11. เปิบลาบหมูดิบ ตาย1สาหัส2 ติดเชื้อในเลือด! ปรุงไม่สุกก่อนกิน ข่าวสดรายวันวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7195  12. ครอบครัวข่าว 3: สาธารณสุขจังหวัดเพชรบูรณ์ เตือนผูท้ ชี่ อบรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ เสีย่ งเป็นโรคไข้หดู บั สูง เผยตัง้ แต่วนั ที่ 1 ม.ค.-ปัจจุบนั พบผูป้ ว่ ยแล้ว 23 คน เสียชีวติ แล้ว 5 คน มากสุดที่อำ�เภอเมือง http://www.krobkruakao.com

บ ท ค ว า ม พิ เ ศ ษ

ความทรงจำ� ของเด็กคนหนึ่ง

​ “หมอเกือบแก่”

มถูกปลุกให้ตื่นตอนเที่ยงคืนของวันที่ 12 เมษายน ด้วยเสียงพลุ เสียงประทัด ทัง้ ประทัดเล็ก และประทัดยักษ์ บ่งบอกว่าเข้าสูว่ นั ที่ 13 เมษายน ทีค่ นเมืองเรียกว่า “วันสังขารล่อง” เป็นเหตุการณ์ทเี่ กิดขึน้ ทุกปี…ต่างกันก็แต่เมือ่ 40 ปีกอ่ นไม่คอ่ ย มีใครจุดพลุ จะมีก็แต่ตะไล กับเสียง “สะโป๊ก” ผมก็ไม่รู้ไม่เคยเห็นว่า “สะโป๊ก” คืออะไร เสียงมันราวๆ ประทัดยักษ์ของทุกวันนี้ แต่ส่วนใหญ่เขาจุดกันในวัดมากกว่าที่บ้าน คุณพ่อเล่าว่าเขาจุดประทัดเป็นการไล่สงั ขาร เหมือนกับส่งท้ายปีเก่า ไล่สงิ่ ที่ไม่ดีไม่ดี ให้ผา่ นไปกับปีเก่า บางคนยิงปืนด้วย คนแก่หลายคนถึงกับเล่าเป็นนิยายว่ามีปสู่ งั ขาร และ ย่าสังขาร เป็นคนแก่ล่องเรือตามนํ้าปิงไปกับปีเก่า ถ้าอยากเห็นให้ตื่นเช้าวันสังขารล่อง รอดู…เพิ่งมารู้เอาตอนแก่นี่แหละว่าเขาหลอกให้ตื่นเช้ามาช่วยทำ�งานบ้านต่างหาก อากาศกลางคืนของวันที่ 12 เมษายนในอดีต ยังเย็นสบาย คล้ายๆ กับตอนเดือน กุมภาพันธ์ของทุกวันนี้ ทำ�ให้ผมหลับต่อจนถึงเช้าวันที่ 13 ตอนเช้าโดยไม่สนเรือ่ งปูส่ งั ขาร และย่าสังขาร อากาศตอนเช้ายังหนาวไม่มีใครออกมาเล่นนํา้ กันได้ คุณย่าจะนัง่ สามล้อถีบ ไปวัดแต่เช้ามืด และจะกลับมาจากวัดตอนสายๆ…เมือ่ พร้อมหน้าก็ลงมือกินข้าวมือ้ เช้าทีเ่ รา เรียกว่า “ข้าวงาย” หลังจากนัน้ พ่อ แม่ ลูก ต้องช่วยกันเก็บกวาดบ้านเรือน อะไรทีส่ มุ ๆ ไว้ เพราะความเสียดายก็ตอ้ งเอาไปทิง้ ซักผ้าปูทนี่ อน เปลีย่ นปลอกหมอน กวาดบ้านเช็ดบ้าน กว่าจะเสร็จก็ถงึ กับหอบ ก็พอดีกบั เวลาทีต่ อ้ งกินข้าวมือ้ เทีย่ ง ไม่มอี ะไรพิเศษครับ อาหาร ธรรมดาที่กินกันทุกวัน มีข้าวเหนียวเป็นหลัก คนสมัยนั้นกว่าจะได้กินข้าวกันแต่ละมื้อ ต้องก่อไฟ ตั้งหม้อ ตั้งกระทะทอดๆ ผัดๆ เตรียมอาหาร นึกแล้วคิดถึงคุณแม่ครับ…กับข้าวสองสามอย่างที่ คุณแม่เตรียมมาให้กินแต่ละมื้อไม่ใช่ของง่าย ไม่ใช่ เหมือนเชียงใหม่ทุกวันนี้ที่มีทั้งพิซซ่า เคเอฟซี หรือ ฟูจิ หลังข้าวเที่ยงใช่จะได้หยุดพัก เราต้องช่วยกัน นำ � พระบนหิ้ ง พระมาสรงนํ้ า ครั บ …ใช้ นํ้ า ส้ ม ป่ อ ย สรงพระบูชา เมือ่ เสร็จงานก็ถงึ เวลาได้ออกนอกบ้านแล้ว …ตอนบ่ายของวันที่ 13 เมษาเขามีแห่พระและแห่ นางสงกรานต์กนั ในเมือง ทัง้ พระพุทธสิหงิ ค์ พระแก้วขาว พระฝนแสนห่า และพระสำ�คัญ ของวัดต่างๆ มีนางสงกรานต์ที่นั่งมาบนรถจะถืออะไรมาด้วยก็แล้วแต่ปี แต่ยังไม่เคยถือ บีบีกับไอแพดครับ เด็กๆ ก็สนุกสนานกับการสาดนํ้ากันตามประสาเด็ก ต้องเรียกว่าสาด ครับ แต่เป็นขันเล็กๆ…

ส่วนหนุ่มสาว กับผู้ใหญ่เขาจะรดนํ้ากันแบบสุภาพ ให้พรกัน ไม่มี การประแป้ง ไม่มีผู้หญิงนุ่งสั้น ไม่มีคอนเสิร์ตเพลงร็อก…รวมทั้งไม่มี รถบรรทุกนํ้าเที่ยวสาดคนไปทั่วครับ…อย่างมากก็มีบางบ้านที่ใช้นํ้าแข็ง มาแช่นํ้าให้เย็นและรดนํ้ากัน มันก็ไม่หนาวมาก…ช่วยลดความร้อนจัด ของบ่ายเดือนเมษาได้ดีทีเดียว… คนที่ไปงานแห่พระจะเดินกันตามถนน ด้วย ความสุข สรงนํา้ พระทีแ่ ห่ผา่ นมา ผูช้ ายบางคนทีน่ งั่ จับกลุม่ ดืม่ ก็พอมีให้เห็น ส่วนใหญ่เป็นนา้ํ ขาวทีด่ องเอง สีขาวขุน่ ๆ ผมไม่เคยคิดว่าการเดินรดนํา้ ด้วยขันเล็กๆ จะยังหลงเหลืออยู่อีกในเชียงใหม่ จนเมื่อสองปี ปีที่ 26 ฉบับที่ 4 ประจำ�เดือนเมษายน 2554


12 ​ ​บ ท ค ว า ม พิ เ ศ ษ

ที่แล้วผมได้มีโอกาสไปเดิน ที่สะพานนวรัฐ ในวัน สงกรานต์ที่มีการแห่พระเหมือนเดิม ก็ยงั พอเห็นคนทีเ่ ดินไปมารดนาํ้ กันด้วยความ สุภาพเหมือนกับที่เคยเห็นตอนเด็ก พู ด ถึ ง สะพานนวรั ฐ ตอนผมเด็ ก ยั ง เป็ น “ขั ว เหล็ ก ” หลั ง จากการแห่ พ ระ คนจะมาเล่ น นํ้ า กั น ที่ นี่ ไม่ มี ก ารเล่ น รอบ คูเมือง เพราะนํ้าในคูเมืองสมัยนั้นมีไม่มาก อย่างทุกวัน นี้และนํ้าก็จะไม่ ใส เนื่องจาก ยั ง ไม่ มี ร ะบบชลประทานที่ เ ติ ม นํ้ า เข้ า มา ในคูเ มือง คนเชียงใหม่นิยมมาเล่น นํ้าปิง ใต้ขวั เหล็ก นํา้ ปิงช่วงเดือนเมษาจะค่อนข้างแห้ง ลึกสุดแค่อก มีหาดทรายกว้าง แต่นํ้าใส สะอาดและเย็น คนจะไปเล่น นํ้ารดนํ้ากัน กลางนํ้าปิงจนถึงบ่ายแก่ๆ ก็กลับบ้านด้วย ความเหนื่อยอ่อน ที่ผมบอกว่าคนเชียงใหม่ ก็ เ พราะสมั ย นั้ น ไม่ มี นั ก ท่ อ งเที่ ย วครั บ … ถนนสายเชี ย งใหม่ ลำ � ปางก็ ยั ง ไม่ มี ร ถไฟ ก็ไม่ได้มาทุกวัน เครื่องบินไม่ต้องพูดถึงครับ จำ�ได้วา่ มีแล้ว แต่นอ้ ยมากมาก นักศึกษาแพทย์ บางกลุ่มที่มีรถเครื่อง (มอเตอร์ไซด์) นัดกัน ขับเล่นสงกรานต์ที่ป่าซาง แดนแห่งสาวงาม วั น ที่ ส องของสงกรานต์ คื อ วั น เนาว์ บางทีเรียกว่าวันเน่า เป็นวันว่างระหว่างปีเก่า ที่ผ่านไปกับปี ใหม่ที่กำ�ลังจะมา วันนี้คุณย่า ห้ามไม่ ให้พูดในสิ่งที่ ไม่ดี เช้ามาก็ยังไม่มี อะไรทำ�ครับ…เล่นนาํ้ ก็ยงั ไม่ได้เพราะว่านํา้ จะ เย็นมาก ต้องเล่าให้ฟังว่านํ้าที่ ใช้สมัยนั้นมา จากนํ้าบ่อ ไม่มีเครื่องสูบนํ้าครับ นํ้าประปา ก็มี ใช้เฉพาะในตัวเมือง เวลาจะตักนํ้าบ่อ ต้องมีเครือ่ งมือ ทีเ่ รียกว่า “แฮ้ว” ใช้หลักการ คานงัดคาดดีด หย่อน “นํ้าถุ้ง” เป็นภาชนะ ใช้ตักนํ้าทำ�จากไม่ไผ่สานลงชัน เพื่อตักนํ้า จากบ่อนาํ้ กว่าจะได้แต่ละถังเหนือ่ ยเอาเรือ่ ง สำ�หรับเด็กอายุ 8 ขวบครับ ช่วงเช้าผู้ใหญ่ เขาจะโม่ แ ป้ ง เพื่ อ เตรี ย มทำ � ขนมที่จะไปวัด เราเรียกเป็นคำ� เมืองว่า “ขนมจ๊อก” มันก็คือ ขนมเทียนนี่แหละครับ การทำ� ขนมเทียนต้องโม่แป้ง และทำ� ข่าวสารคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ไส้ขนม…ไส้มี 2 แบบคือไส้ถั่ว อันนี้ผมไม่ชอบ อี ก อย่ า งคื อ ไส้ ม ะพร้ า ว อั น นี้ ข องโปรด… ผมชอบไปวุ่นวายตอนที่เขาเตรียมขนมกัน ไม่ได้ช่วยงานครับแต่ไปแอบกินไส้มะพร้าว ที่เขาเตรียมไว้ อร่อยมากๆ บ่ายแก่ๆ ของวันเนาว์ พวกกลุม่ หนุม่ สาว หรื อ วั ย รุ่ น สมั ย นั้ น เขาจะแห่ ไ ม้ คํ้ า สะหรี (สะหรี-ต้นโพธิ์) ไปที่วัดเพื่อไปคํ้าต้นโพธิ์ เหมือนเป็นการคํ้าจุนพระพุทธศาสนา แต่บาง วัดก็มีประเพณีแห่ไม้คํ้าหลังจาก วันสงกรานต์กม็ คี รับ พอบ่ายแก่ๆ เขาก็ จ ะเริ่ ม เล่ น นํ้ า กั น อี ก ครั้ ง ช่วงนี้เป็นช่วงที่คนเชียงใหม่จะ ไปแม่นํ้าปิงเพื่อไปตักทรายและ ขนทรายเข้าวัด กว่าจะขนกลับมา ถึงวัดก็บา่ ยแก่ๆ เพราะตอนตักทรายจะเล่นนาํ้ กันเป็นส่วนใหญ่ การขนทรายเข้ า วั ด เกิ ด จากการที่ ในอดีตบริเวณลานวัดจะใช้ทรายเทกันหญ้าขึน้ ไม่ใช่ปูตัวหนอนเหมือนทุกวันนี้ พอปีใหม่ทีก็ ระดมคนตักทรายเขาไปถมแทนทรายเดิมที่ หายไป โดยติดไปกับรองเท้าบ้าง ลมพัดบ้าง คนโบราณเขาเชื่อเรื่องบุญเรื่องกรรมครับ เขาเชื่อว่าเมื่อทรายวัดติดรองเท้าเขากลับมา ถึงเวลาก็ต้องเอาไปคืน ทรายที่ช่วยกันขน ไปวั ด เขาจะนำ �ไปก่ อ เจดี ย์ ท ราย บางวั ด ก็เป็นเจดียเ์ ล็กๆ บางวัดก็นำ�ไม้มากัน้ เป็นชัน้ ๆ และให้คนนำ�ทรายไปใส่กลายเป็นเจดีย์ทราย ขนาดใหญ่

วั น สุ ด ท้ า ยของวั น สงกรานต์ เ ป็ น “วั น พญาวั น ” ถื อ เป็ น วั น ยิ่ งใหญ่ เ ป็ น วั น เ ริ่ ม ต้ น ข อ ง ปี ใ ห ม่ จ ริ ง ๆ เช้าต้องไปวัดกับคุณย่า รถสามล้อถีบ ขาประจำ�มารับที่หน้าบ้าน ผมจะถือ ตุงกระดาษสาไปด้วย พอไปถึงลานวัด ต้องนำ�ตุงไปปักที่เจดีย์ทรายที่เตรียม กันไว้ตั้งแต่บ่ายของวันเนาว์ วัดใน เชี ย งใหม่ ส มั ย นั้ นไม่ มี ใ ครขั บ รถเก๋ ง ไปจอดเพือ่ ไปทำ�บุญกันครับ อย่างเก่ง ก็รถจักรยานกับรถสามล้อถีบ หลังจากปักตุงเสร็จก็ขน้ึ ไป บนวิหารเพือ่ ฟังพระเทศน์ ผมต้อง นัง่ คูก่ บั คุณย่า รูส้ กึ ว่าเวลาทีอ่ ยูบ่ น วิหารนั้นนานมาก พลิกซ้ายก็แล้ว ขวาก็ แ ล้ ว …เล่ น อะไรก็ ไ ม่ ไ ด้ …

แต่ความจริงก็ไม่เกินชั่วโมงครับ เมื่อกลับมา ถึงบ้านคุณย่าจะกำ�ชับว่าวันนีเ้ ป็นวันดีตอ้ งทำ� สิง่ ดีๆ และเขาจะไม่ใช้เงินไปซือ้ ของอะไรครับ กิ น ข้ า วที่ บ้ า น ขนมเที ย นที่ ทำ � เสร็ จ แล้ ว ทุกวันนี้คงไม่มีใครเชื่ออย่างนี้แล้วครับ พอตกบ่ า ยผู้ ใ หญ่ เ ขาจะเริ่ ม เตรี ย ม ข้าวของ ที่จำ�ได้ก็มีวุ้นเส้น ผ้าเช็ดตัว สีขาวๆ บางๆ (จำ�ได้ว่ายี่ห้อ โอเค) ขนมเทียนที่ทำ�ไว้ บางทีมีมะปรางใส่ชะลอมเล็กๆ ที่ขาดไม่ได้ คือนาํ้ ส้มป่อย ของต่างๆ จะเตรียม ไว้ใน “สลุงเงิน” และ “ขันเงิน” สลุ ง (อ่ า นว่ า สะ-หลุ ง ) คื อ ภาชนะขนาดใหญ่ทำ�ด้วยเงินแท้ ส่ ว นขั น เงิ น ในภาษาเหนื อ คื อ พานเงิ น ของเหล่ า นี้ จ ะนำ �ไป ดำ � หั ว คนเฒ่ า คนแก่ ที่ เ ป็ น ญาติ พี่ น้ อ ง เหมื อ นเป็ น กุ ศ โลบายให้ พี่ น้ อ งญาติ มิ ต ร ไม่ลืมกัน ปีใหม่ก็ไปหากันสักครั้ง บางบ้านก็ ต้องนั่งน่าเบื่อฟังพวกผู้ใหญ่คุยกันเรื่องเก่าๆ (วันนี้ผมพูดเรื่องเก่าให้ฟัง แต่เรื่องที่เขาพูด กันเก่ากว่านี้อีก) แต่บางบ้านที่มีเด็กรุ่นราว คราวเดียวกัน บ้านนี้สนุก มีการเอาของเล่น มาเล่นกัน บางทีกเ็ อานาํ้ มารดกันด้วย เรียกว่า ไม่อยากกลับเลย สิ่งที่อยากเล่าเวลาไปแต่ละบ้าน คือ สมั ย นั้ น เขาไม่ มี ก ารเอานํ้ า เย็ น จากตู้ เ ย็ น ใส่แก้วมาต้อนรับครับ จะมี “นาํ้ ต้น” คือคนโท ดินเผา ใส่นาํ้ จากนํา้ บ่อ นํา้ ในนํา้ ต้นจะเย็นมาก ปากนํ้าต้นจะใช้สลุงเงินใบเล็กๆ ควํ่าปิดไว้ บางบ้านก็จะมีฮ้านนํ้าเป็นแคร่วางหม้อดิน บรรจุนํ้าดื่ม และมี “นํ้าบวย” (กระบวย ทำ�จากกะลามะพร้าว)ไว้ให้ตักนํ้าดื่มกัน… อ้อ…บอกก่อนครับคนสมัยนั้นเขาไม่ถือเรื่อง กิน นํ้าในสลุงใบเดียวกัน หรือกระบวยใบ เดียวกันกับคนอื่น อาจเพราะโรคภัยไข้เจ็บ มีไม่เยอะครับ เราจะกลับมาถึงบ้านก็เกือบมืด รถราบนถนนจะเงียบ อาบนาํ้ แล้ว ดูทวี ขี าวดำ� ที่มีอยู่ช่องเดียว แล้วก็เข้านอนครับ ฝันถึง ปีใหม่ปีต่อไป อีก 365 วันข้างหน้า เสี ย งเพลงไทยลู ก กรุ ง เก่ า ๆ ของ นิทศั น์ ละอองศรี แว่วมากับลมแล้ง ทำ�ให้ตนื่ จากภวังค์กลับมาสู่โลกปัจจุบัน อา…วัน นี้ วันสงกรานต์ จะไปดักรดนํ้าสาวๆ ที่เดินผ่าน หน้าบ้านก็คงไม่เหมาะ ไปหน้ากาดสวนแก้วก็ ใช่ที่ ขับรถเข้าคูเมืองรถก็ติด…ติด…และติด สุ ด ท้ า ยก็ ค งต้ อ งอยู่ บ้ า น เปิ ด ที วี ดู ข่ า ว ดูละครนํ้าเน่าไปเรื่อยๆ บ้านคือสถานที่มี ความสุขตัง้ แต่ผมเกิดจนกระทัง่ แก่ แต่ทแี่ น่ๆ ต้องเตรียมตัวไปวัดในวันพรุ่งนี้ครับ…


13

ส โ ม ส ร นั ก ศึ ก ษ า

ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ� ​ นศพ. ดิษญาณิณพ์ ทวีธนัทสิทธิ์ 500710024

ห้องเรียนภาควิชาจิตเวชศาสตร์ ฉันอยู่ตรงมุมห้องที่มีแสงสว่างไม่มากนัก เพื่อหลบ สายตาอาจารย์  และเพื่อปกปิดความเบื่อในสายตาของฉัน ทันใดนั้นเองฉันก็สะดุ้ง เพราะเสียงอันดังก้องของอาจารย์ “เดี๋ยววันนี้ให้ นศพ. (นักศึกษาแพทย์) แบ่งคนไข้ ไปรับผิดชอบและทำ�รายงานส่งด้วย”  “ขอบคุณพระเจ้า มีอะไรให้ทำ�ซะที” ฉันคิดในใจ หลังเลิกเรียน เหล่า นศพ. ต่างพากันไปคุยกับคนไข้ของตน คนไข้ของฉัน ขอให้นามสมมุติว่า “คุณลุงแดง” ซึ่งถูกวินิจฉัยว่าเป็น major depressive disorder (โรคซึมเศร้า) ฉันพูดคุยกับลุงแดงได้ความว่า คุณลุงอยากตาย เนื่องจากไม่สามารถกินอะไรได้เลย แม้กระทั่งกลืนนํ้าลาย เรื่องมันมาจากที่ คุณลุงเครียดและกินผงโซดาไฟมาเมื่อ 1 ปีก่อน จึงทำ�ลายหลอดอาหารไปมาก หลอดอาหารของคุณลุงตีบ กลืนอะไรไม่ได้เลย ต้องให้อาหารผ่านทางสาย หน้าท้อง คุณลุงมีความทุกข์มากที่ ไม่สามารถกินอาหารที่ชอบได้ และจะ รู้สึกทรมานมากเมื่อเห็นคนอื่นกินอาหารกัน เมื่อฉันฟังเรื่องคุณลุงครั้งแรก ฉันไม่เข้าใจคุณลุงเลย เพราะฉันคิดว่า “ไม่ควรมีใครตายด้วยเรื่องที่ไม่ได้กิน” ฉันคุยกับคุณลุงนานมาก ทัง้ พูดทัง้ เกลีย้ กล่อม ให้แนวคิด เล่าเรือ่ งธรรมะ เล่าถึง บาปบุญคุณโทษแต่ทั้งหมดทั้งมวลมัน “ไม่ได้ผล” คุณลุงบอกว่ามันทรมานมาก ที่ไม่ได้กิน ถ้ากินไม่ได้สิ้นปีนี้ จะขอตายแล้ว   พระอาทิตย์เริ่มคล้อยตํ่า แสงแดดเริ่มเป็นสีแดงอุ่นๆ  สรุปว่า การสนทนาของเราในวันนี้   “ไม่ได้ผล” ฉันเดินกลับหอพักและพูดคุยกับเพื่อนๆ ถึงเรื่องของคุณลุง ใครๆ ก็บอกว่า “มันไม่มีทาง” “คุณลุงดื้อมาก” “พูดไม่รู้เรื่อง”  ฉันเองก็คิดไม่ต่างกัน แต่สิ่งที่คิดอยู่ในใจคือ “ฉันต้องช่วยคุณลุง คนนี้ ให้ได้”

คืนนัน้ ฉันนอนไม่หลับเลย คิดทุกวิธที พี่ อจะทำ�ได้ ฉันเทียวไปคุยกับ คุณลุงอีก 2 วัน ติดต่อกัน คุณลุงดูไว้ใจฉันมากขึ้นแต่ผลลัพธ์ ก็ไม่ตา่ งไปจากเดิม ฉันแทบจะจนปัญญา และวันรุง่ ขึน้ ก็จะมีการ สอบแล้ว…จะทำ�อย่างไรดีล่ะ แต่ฉันมีคำ�พูดที่ชอบพูดอยู่เสมอๆ คำ�พูดนั้นก็คือ “กัดไม่ปล่อย” บทสนทนาระหว่าง นศพ. ปี 3 และหุ่นจํำ�ลอง perineum ขณะสอบ OSCE

ฉันไปอ่านหนังสือเตรียมสอบที่ห้องสมุด ก่ อ นกลั บ ก็ ไ ม่ ลื ม ที่ จ ะยื ม หนั ง สื อ จิ ต วิ ท ยา การมองเห็���คุณค่าของตนเอง การเปลีย่ นวิธคี ดิ ฉันหยิบมา 5 เล่ม และทั้ง 5 เล่มที่ยืมมานี้ เพื่อให้ “คุณลุงแดง” ได้อ่าน 4 วันต่อมาฉันเลิกจากการ ทำ�งานบนหอผู้ป่วย เวลา ประมาณ 19.00 น. ฉัน รู้สึกว่าเหนื่อยมากอยาก จะกลับไปนอนแต่เพราะ คำ�ว่า “กัดไม่ปล่อย” ฉันจึง เดินทางไปพบคุณลุงแดง อีกครั้ง ถามถึงความคิด ของคุ ณ ลุ ง และพู ด คุ ย กันถึงเรื่องทั่วๆ ไป แต่ ประโยคที่ฉันดี ใจมากคือ คำ�ว่า “ขอบใจมากนะ ลุงไม่อยากตายแล้ว” ฉั น ไม่ รู้ จ ะบรรยายอย่ า งไรให้ ใ ครเข้ า ใจว่ า ฉันดี ใจแค่ไหน ลุงเล่าต่อไปว่า “ลุงลองหา ทางออกได้แล้ว ลุงจะเคีย้ วเพือ่ ให้รรู้ สชาติ และ คายออกมาทิ้ง พอจะช่วยบรรเทาความทุกข์ ได้บ้าง” และลุงยังได้เล่าเรื่องราวในหนังสือ ที่มีคำ�พูดดีๆ เป็นกำ�ลังใจในการดำ�เนินชีวิต ของลุง ฉันจึงตัดสินใจให้รางวัลลุงด้วยอาหาร ทีล่ งุ ชอบกิน ลุงบอกว่าลุงชอบกินก๋วยเตีย๋ วต้มยำ� ก็เป็นอันตกลงว่า “ไม่ว่าพรุ่งนี้ฉันจะเหนื่อย แค่ ไ หน จะเลิก จากการทำ �งานบนหอผู้ ป่ ว ย ดึกแค่ไหน แต่คณ ุ ลุงแดงจะต้องได้กนิ ก๋วยเตีย๋ ว ต้มยำ�”…

นศพ. ปี3: สวัสดีค่ะ คุณแดง ใช่มั้ยคะ หมอขอตรวจภายในหน่อยนะคะ  (นศพ. หันมาพูดกับอาจารย์ผู้คุมสอบด้วยหน้าตาจริงจัง) นศพ. ปี3: เราต้องตรวจดู pubic hair distribution ด้วยนะคะอาจารย์ (นศพ. หันกลับไปหาหุ่น perineum จ้องซักพักแล้วจึงพูดกับ หุ่น perineum ว่า) นศพ. ปี3: เอ๊ะ! ทำ�ไม คุณแดงไม่มีขนเลยนะคะ อ๋อ! สงสัยคุณแดง เพิ่ง shave มาใช่มั้ยคะเนี่ย?!?! อาจารย์ผู้คุมสอบ: (กลั้นหัวเราะแทบแย่ พร้อมคิดในใจ โอ้ยยย! จะไหวมั้ยเนี่ยยย) (ฮา) ปีที่ 26 ฉบับที่ 4 ประจำ�เดือนเมษายน 2554


14

อ า ห า ร ก า ร กิ น

ลาบไก่พันแหวน งจำ�ได้สมัยเป็นเด็ก มีหน้าที่ช่วยปู่ย่าทำ� “ลาบ” เช้าๆ หน้าหนาว หมอกลงจัด ไปซือ้ เนือ้ หมูแต่เช้า แน่นอนสมัยนัน้ ยังไม่มตี เู้ ย็น เลือดหมูสด ไส้เล็ก ไส้ใหญ่ กระเพาะ นำ�มาทำ�ความสะอาด ลวก แล้ว บางทีก็ทอดอีกรอบ สามชั้นต้ม แล้วหั่นบางๆ โยนหอม กระเทียม เข้าใต้เตาอั้งโล่ ระหว่างนั้นก็สับหมูด้วยปังตอ จนหนัว (ละเอียด) ค่อยๆ ใส่เลือด สับต่อจนเข้ากันดี พริกแห้งเสียบเหล็กผิงไฟจนดำ� เม็ดผักชี ยี่หร่า ดีปลี มะแหลบ คั่วจนหอม โขลกจนละเอียด ใส่ข่า ตะใคร้ โขลกต่อ แล้วแกะหอมหมกกระเทียมหมก กะปิ เข้ากันจนละเอียด เคล็ดความอร่อยอยูท่ ส่ี ดั ส่วนเครือ่ งเทศแต่ละชนิด…ตัง้ กะทะ ใส่นา้ํ มัน เจียวนํ้าพริกลาบและหมูสับจนสุก ตักใส่จาน โรยด้วยเครื่องในทอด สามชั้น และ หอมเจียว กินกับผักสด ซะป๊ะ…หน้าหนาวผักสวยทั้งนั้น เอ๊ะ! ตกลงกินลาบหน้าไหน กันแน่? วันนั้นมีผม หมอคม และ ป้อม (วาสนา) นั่งเสวนากับคุณสมจิตร เจ้าของร้าน “ลาบไก่พันแหวน” ซอยข้างสถานีดับเพลิง ประตูเชียงใหม่ ร้านนี้ เปิดมากว่าสิบปี เดิมอยู่แถววัดพวกแต้มแล้วต่อมาย้ายมาอยู่ข้างวัดพันแหวน คนมากินที่นี่เป็นคนสวนดอกกว่าครึ่ง…จานลาบหมู ลาบไก่คั่ว วางอยู่ข้างหน้า โรยด้วยหอมเจียว ส่วนลาบไก่เพิม่ ใบมะกรูดทอด ควันลอยฉุย…หมอคมตักชิมดู “เป็นไงบ้าง” ผมถาม “อร่อย หอมเครื่องเทศ” หมอคมว่า

ผมชิมตามและเห็นด้วยกับหมอคม หอมเครือ่ งเทศ เผ็ดกำ�ลังพอดี ส่ ว นลาบไก่ ร สชาดคล้ า ยลาบหมู แ ต่ เ นื้ อ จะเหนี ย วหนึ บ กว่ า เพราะเป็ น เนื้ อไก่ เ มื อ ง…ลาบหมู ที่ นี่ ดี เ พราะใช้ เ นื้ อ ตะโพกแท้ ของหมูซีพี ไม่ผสมมันหมูหรือมะเขือยาว “ตกลงเขาทำ�ลาบกันฤดูไหนบ้าง” ผมเริ่มคุยกับเจ้าของร้าน “ทุกฤดูแหละ สมัยก่อนทำ�ใน เทศกาลงานขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน กฐิน ผ้าป่า เอาเคล็ดว่า มีโชคมีลาภ” คุณสมจิตรตอบ เดี๋ยวนี้ไม่ใช้วิธีหมกหอม เพราะทำ�ขายเยอะเลยใช้วิธีคั่วเอา โขลกจนละเอียดดีแล้วมาผัดกับ นํ้ามันหมูจนหอม ส่วนหมูต้องใช้ปังตอสับจนละเอียดใส่เลือดสับต่อจนเข้ากันดี จากนั้นก็นำ�มาผสม ข่าวสารคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

กับนา้ํ พริกลาบตามสัดส่วนทีค่ นกินพอใจ เผ็ดมาก เผ็ดน้อย โรยด้วยเครื่องในต้ม สามชั้นต้มหั่น กับหอมเจียว ก็กลายเป็น “ลาบดิบ” กินได้แล้ว ใครจะกินลาบคั่วก็เอาที่ผสมแล้วไปคั่วก่อน “แล้วเชียงใหม่นี่มีร้านลาบไหนดังบ้าง” ผมต่อ “ก็มจี นั ทร์หอม ลานทอง ศรจันทร์ ศรทอง ลาบต้นยาง” ป้อมกับหมอคม เสริม “แล้วลาบไก่ ลาบปลา มีมา นานหรือยัง” “มีมานานแล้ว แต่ลาบไก่ นี้ ทำ � กิ น กั น ในบ้ า นเพราะเนื้ อ มีน้อย ส่วนลาบปลาใช้ปลาเพี้ย ใส่ดีปลาทำ�ให้ขมดี” คน ที่ มาซื้ อลาบร้าน นี้ คิดสัดส่วนลาบดิบลาบสุกครึ่ง ต่อครึ่ง “มีลกู ค้าถามเหมือนกัน ว่ า ปี ใหม่ ไ ม่ แ ถมยาถ่ า ยพยาธิ บ้ า งหรื อ ” คุณสมจิตรว่า คุ ณ สมจิ ต รเองบอกว่ า ชอบกิ น ลาบ ตัง้ แต่เด็กกินมาเรือ่ ยๆ จนถึงมาตั้งร้านลาบได้ …คุยกันต่อสัพเพเหระจนลาบหมดทั้งสองจาน ผมก็สั่งลาบ แหนมหมกไข่ ใส่ถุง แล้วเราก็ จ่ายตังค์ ขอบคุณคุณสมจิตร ที่จัดจานลาบ แบบสวยมาให้ถ่ายภาพ…กลับบ้านก็กินลาบต่อ ให้หนำ�ใจ …ข้ อ แนะนำ � ลาบอร่ อ ย ซอยแคบ ไม่ มี ที่ จอดรถ แนะนำ�ให้ซื้อไปกินที่บ้าน ร้านจะแยก เครื่องกรอบไว้อีกถุงต่างหาก… “ลองชิมดู”


15

จ ริ ย ธ ร ร ม / ศิ ล ป วั ฒ น ธ ร ร ม

ปี๋ใหม่เมือง “ปี๋ ใหม่ เ มื อ ง” ในปั จ จุ บั น เรี ย กขานว่ า “สงกรานต์” ตามไทยภาคกลาง ส่วนทาง ล้ า นนาเรี ย กว่ า “ป๋ า เวณี ปี๋ ใหม่ เ มื อ ง” การเตรี ย มงานในอดี ต คนทางล้ า นนาจะ ตระเตรี ย มงานล่ ว งหน้ า เช่ น ทำ � ข้ า วแต๋ น ข้ า วแคบ ข้ า วเกรี ย บ สานชะลอมหน้ อ ย ใส่ ม ะปรางสุ ก ตั ด ช่ อ ตั ด ตุ ง ไว้ ทำ � บุ ญ ทอผ้ า ใหม่ ตั ด เสื้ อใหม่ ไว้ ใ ส่ วั น พญาวั น เก็ บ ดอกสารภี ส้ ม ป่ อ ย ดอกคำ � ฝอย ตากแห้ง ไว้สรงนํ้าพระ ไว้ดำ�หัวคนเฒ่าคนแก่ แต่ในปัจจุบนั อาจซือ้ หาตามห้าง ห้องแอร์ ตามตลาด เพราะทำ� ไม่ เ ป็ น สะดวกด้ ว ยประการ ทั้งปวง ​ วั น สั ง ขารล่ อ ง ในอดี ต “วั น สั ง ขารล่ อ ง” วั น ที่ 13 เมษายน อันเป็นวันทีพ่ ระอาทิตย์ ย้ า ยจากราศี มี น เข้ า สู่ ร าศี เ มษ จะปั ก ตุ ง ก่ า คิ ง (ตุ ง สั ง ขาร ยาวเท่าคนปัก) ไว้ต้อนรับปู่สังขารย่าสังขาร เป็นนัยยะที่สังขารอายุล่วงไปอีกหนึ่งปี ปักไว้ หน้าบ้าน ปัดกวาดเช็ดถูบา้ นให้สะอาด ตอนบ่าย จะไปร่วมลากล้อขบวนแห่พระพุทธรูปพระสิงห์ และพระพุทธรูปสำ�คัญของวัดต่างๆ เพราะ ถือว่าได้บญ ุ มาก แต่ในปัจจุบนั หาดูได้ยาก ยังมี บางบ้านยังคงทำ�อยู่ ความเชือ่ ได้หายไปทีละนิด ขบวนแห่พระก็ปรับเปลี่ยนไปนำ�พระพุทธรูป ใส่บนรถกระบะ เป็นวัดๆ พระพุทธรูปทีส่ �ำ คัญ ก็ไม่คอ่ ยนำ�ออกมาให้สรงนาํ้ เพราะมักมีใบสัง่

ให้ไปขโมยไปขายต่อ จึงเป็นที่น่าเสียดาย

​วันเน่า ในอดีต “วันเน่า” เป็นวันที1่ 4 เมษายน

ถือเป็นวันเชือ่ มต่อระหว่างวันสิน้ ปี (วันสังขารล่อง) กับวัน “เถลิงศก” (วันที่ 15) ในวันนี้จะเป็นวัน ทำ�ขนมจ๋อก (ขนมเทียน) ขนมปาด ทอดข้าว แต๋น ข้าวเกรียบ ปิ้งข้าวควบ (ข้าวเกรียบว่าว) ตระเตรียมการทำ�บุญใหญ่ ในตอนเช้า ตอนบ่าย สาวๆ ก็ จ ะแต่ ง ตั ว ชุ ด พื้ น เมื อ งเกล้ า ผมทั ด ดอกเอือ้ งผึง้ อุม้ สลุง (ขันขนาดใหญ่) กับอ้ายบ่าว ไปขนทรายเข้าวัด แห่ไม้คํ้าสะหรี๋ ผูใ้ หญ่จะสอนว่าวันเน่าห้ามสระผม ห้ามด่าว่า พูดจาไม่ดตี อ่ กัน แต่วนั นี้ ในปัจจุบนั ผูค้ นก็จะพากันขนถังนาํ้ ขนาดใหญ่ ใ ส่ ร ถกระบะ ใส่ นํ้า แถมนํ้าแข็ง เพื่อความหนาวเย็น ให้แก่ผู้ถูกสาด ตระเวนสาดนํ้า แถวต่างอำ�เภอในตอนเช้า ตอนบ่���ย รอบคูเมือง เสื้อผ้าก็กลายไปเป็น ชุ ด ฮาวายสี สั น แสบตา ผู้ ห ญิ ง นิยมสวมใส่เสื้อผ้าบาง เพื่ออวดรูปร่างสรีระ ทรวดทรง กางเกงก็ใส่ขาสั้นกัน จึงมักมีการ รณรงค์ ใ ห้ ใ ส่ เ สื้ อ หม้ อ ฮ่ อ มและเสื้ อ พื้ น เมื อ ง เพื่อคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีงาม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 เป็ น ต้ น มา ให้ วั น นี้ เ ป็ น วั น ครอบครั ว เพือ่ เพิม่ ความสัมพันธ์และความอบอุน่ เมือ่ ญาติ พี่น้องมารวมกัน

ทีล่ ว่ งลับไปแล้ว จากนัน้ ก็ไปวัดทำ�บุญ สรงนา้ํ พระ ดำ�หัวพระสงฆ์ ตอนบ่ายคณะศรัทธาวัดก็จะไป ดำ�หัวพระภิกษุเจ้าอาวาสตามวัดต่างๆ ที่เป็น ครูบาอาจารย์ ตอนเย็นลูกหลานจะไปดำ�หัว ผู้สูงอายุ ปู่ย่าตายาย พ่อแม่ เครื่องครัวดำ�หัว ประกอบด้วย ผ้าขาวม้า ผ้าขนหนู ผ้าป่าน เสือ้ ใหม่ ซิน่ ใหม่ ขนมนมเนยผลไม้ตามฤดูกาล เช่น ซองมะปราง มะม่วงสุก นํ้าขมิ้นส้มป่อย สุคันธา ข้าวตอกดอกไม้ แล้วมีการกล่าวขอ อโหสิกรรมในสิ่งที่เด็กได้ล่วงเกินด้วย กาย วาจาใจ แล้วก็ขอพร ผู้ใหญ่ก็จะกล่าวอโหสิให้ และให้พรปี๋ ใหม่ แล้วก็จะเอามือแตะนํ้าขมิ้น ส้มป่อยมาลูบศีรษะตนเองแล้วค่อยประพรม ให้ลูกหลาน ยกเอาขนมมาสู่มาเลี้ยงบรรดา ลูกหลานที่มาดำ�หัว แต่ในปัจจุบันก็พัฒนาไป ตามยุคสมัย ไปตลาดซื้ออาหารใส่ถุงพลาสติก มาทำ � บุ ญ ตานขั น ข้ า ว ไปวั ด ร่ ว มทำ � บุ ญ ส่วนดำ�หัวครูบาอาจารย์นั้น ทำ�ไปก่อนแล้ว ตั้งแต่วันที่ 11 หรือ12 ก่อนจะถึงปีใหม่ เพราะ บางทีถา้ เป็นวันพญาวันจะไม่สามารถมาพร้อม เพรียงกัน แบบนี้คนล้านนาโบราณว่า “ขึด” ตามคำ�บะเก่าเปิ้นว่า “ดำ�หัวก่อนวันพญาวัน วางไม้จันทน์ก่อนตาย ขึด” พิธีการดำ�หัวใน ปัจจุบันก็ผสมผสาน ที่เห็นบ่อยคือการรดนํ้า ที่มือ ซึ่งไม่ใช่พิธีการของล้านนา

…แม้ ป ระเพณี มี ก ารเปลี่ ย นแปลงไปตาม กาลเวลา แต่ ก็ ยั ง มี ค นที่ รู้ คุ ณ ค่ า ของ วั ฒ นธรรมประเพณี อั น ดี ง ามได้ พ ยายาม รักษาฮีตฮอยไว้ให้คนรุ่นหลังได้ทราบได้รู้ถึง ภูมิปัญญาที่สะสมมาช้านาน สมควรที่จะ ดูแลรักษาไว้อย่างใดก็อยู่ที่คนในปัจจุบันนี้แล ในเมื่อสงกรานต์เชียงใหม่ได้รับโหวตให้เป็น เทศกาลที่น่าสนใจเป็นอันดับ 7 ของโลก… รศ.อุดม ชัยทอง

​ วันพญาวัน ในอดีต “วันพญาวัน” วันที่ 15

เมษายน ตอนเช้าจะตานขันข้าวให้บรรพบุรุษ ปีที่ 26 ฉบับที่ 4 ประจำ�เดือนเมษายน 2554


16 ​ ​จ ริ ย ธ ร ร ม / ศิ ล ป วั ฒ น ธ ร ร ม

พาเที ย ่ ว “บ้ า นพอ” (ตอนจบ)

นแต่ละปีจะมีผู้สมัครมาปฏิบัติธรรมที่ ฝรั่งเรียกว่า Retreat เป็นจำ�นวนมาก ในปีนี้มี 130 กว่าคน คนหน้าใหม่ที่จะ ได้เข้ามานั้นมีน้อย เพราะสถานที่จำ�กัด ส่วนใหญ่จะเป็นหน้าเก่า หลายคนทัง้ เก่า และแก่ แต่หนุม่ ๆ สาวๆ ก็มี เห็นแล้วน่าชืน่ ชม ส่วนมากมาจากกรุงเทพฯ ทีอ่ ยูเ่ ชียงใหม่กม็ บี า้ ง บางคนมาจากอุบลราชธานี ภูเก็ต บางคนบิน มาจากต่างประเทศ เพื่อการนี้โดยเฉพาะ เช่น คุณหญิงหน่อย (มรว.สายสวัสดิ์ สวัสดิวัตน์) อี กไม่ ถึ ง 10 ปี อ ายุ ก็ จ ะเต็ ม 100 แต่ ยั ง แข็งแรงมาก ตัวตรง เดินก้าวย่างดั่งนางพญา บิ น จากอั ง กฤษมา Retreat ทุ ก ปี ผู้ ที่ มี ชื่อเสียงในสังคมที่พวกเรารู้จักมี ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน, คุณหญิงสุพัตรา มาศดิษฐ์ ปีนี้ไม่ได้มา…คงจะภารกิจมาก เป็นที่ปรึกษา นายกรัฐมนตรี ส่วนที่ปรึกษาคณบดีสวนดอก ชิ ว ๆ ลาไปได้ ส บาย หลายคนเป็ น นางฟ้ า ในชาตินแี้ ล้ว คือเป็นแอร์โฮสเตส อีกหลายคน รวมทัง้ ผูเ้ ขียนหมายมัน่ ว่าชาติหน้าจะได้ไปเกิด เป็นนางฟ้าบ้าง จึงตั้งใจมาปฏิบัติธรรมทุกปี บางคนเป็นนักธุรกิจพันล้าน หลายคนเป็นหมอฟัน ที่เป็นหมอยามีเพียง 2-3 คนไม่พอทำ�ยา ช่วงเวลา 8 วัน 7 คืน ผู้เข้าอบรมจะ สมาทานศีล 9 คืออุโบสถศีล บวกศีลข้อ 9 คื อ ละเว้ น จากการพู ด เป็ น การปิ ด วาจา ทำ�ให้แม้จะอยู่กันเป็นร้อย แต่ก็เงียบสนิท มีเฉพาะเสียงสวดมนต์ท�ำ วัตร และคำ�สอนของ พระอาจารย์กับเสียงไอ้โต้งที่ ไม่ได้รับศีล 9 ดัง เอ้ก อี๋ เอ๊ก เอ๊ก เป็นระยะๆ ทั้งกลางวัน กลางคืน ตอนเช้ามืด ผู้คนจะค่อยๆ เดินมาเข้า ศาลาอันเงียบสงัด ผู้มาถึงก่อนก็จะนั่งภาวนา ข่าวสารคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

​ยุพา​​สุ​มิต​สวรรค์​

ผู้เดินมาเข้าที่ทีหลังจะรักษามารยาท ค่อยๆ เดินเข้าประจำ�ที่ ขณะนั่งสมาธิจะเงียบมาก จะมี บ้ า งก็ เ สี ย งท้ อ งของใครต่ อ ใครร้ อ ง ประสานเสียงกัน หรือบางทีกเ็ ป็นเสียงกรนเบาๆ แสดงว่ากำ�ลังตกภวังค์ พอได้เวลาก็จะเป็น การสวดมนต์ทำ�วัตรเช้า ที่จะมีทั้งเทพบุตร เทพธิดาเต็มศาลา คือผู้ชายจะนั่งท่าเทพบุตร โดยนั่ ง บนเท้ า ที่ ตั้ ง ขึ้ น ส่ ว นผู้ ห ญิ ง นั่ ง ท่ า เทพธิดา นั่งบนส้นเท้าที่หลังเท้าทั้งสองข้าง พับอยู่บนพื้น พอ 6 โมงเช้าหลังสวดมนต์ภาวนาจะมี การออกกำ�ลังกายแบบ “ชี่กง” ที่เป็นจังหวะ พร้อมลมหายใจเข้า (ฮู) และหายใจออกช้าๆ (ชี๊) แต่จะได้ทั้งการทรงตัว การใช้สายตามอง

ตามมือที่เคลื่อนไหว การงอเหยียดข้อต่างๆ อย่างเต็มที่ ทั้งหมด 4 ชุด เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ก็ได้เวลาอาหารเช้าพอดี อาหารทุกมื้อจะ ปราศจากเนื้อสัตว์ ตอนสายจะเป็นการฝึกสติ ให้รเู้ ท่าทันจิตในท่านัง่ สลับกับการเดินจงกรม ในสวนที่ต่อแถวกันยาวเหยียด เดินตามกันไป เป็นวงรอบใหญ่ๆ คราวละ 5 รอบ ซึ่งตอนนี้ ให้ กำ � หนดรู้ อ ยู่ ที่ เ ท้ า ที่ ก้ า วเดิ น ทุ ก ๆ ก้ า ว เสร็จแล้วก็มานั่งสมาธิต่อเป็นช่วงละ 45 นาที พระอาจารย์จะสอนให้กำ�หนดรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก หรือบางขณะอาจกำ�หนดไม่ได้ มีอะไรเกิดขึ้นกับจิตของเราบ้าง ที่เรียกว่า นิวรณ์ 5 คือ ความพอใจในความสุขต่างๆ (ความใคร่ ในกาม), ความพยาบาท, ความ ง่วงเหงาหาวนอน, ความฟุ้งซ่าน และความ ลังเลสงสัย ให้รู้เท่าทันสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตแล้ว ละเสี ย แต่ ก็ ไ ม่ ใ ช่ เ รื่ อ งง่ า ย ผู้ จ ะมี ส มาธิ ต้องรักษาศีล 5 ให้สมบูรณ์ก่อน จิตจึงจะสงบ ได้ง่าย

ประมาณ 11 โมง หลังจากถวายอาหาร แด่พระอาจารย์ และพระทีต่ ดิ ตามพระอาจารย์ ซึ่งจะมีทั้งพระเถระ (บวชมานานกว่า 10 ปี) และพระนวกะ (บวชใหม่ น้ อ ยกว่ า 5 ปี ) ซึ่งจะมีทั้งพระไทย และพระฝรั่งแล้ว ก็จะเป็น เวลาอาหารของญาติโยมที่จะเรียงแถวกัน ตักอาหาร บุฟเฟ่ต์ที่ S&P จัดมาให้อย่างสุดยอด เพราะเจ้ า ของก็ ม าปฏิ บั ติ ธ รรมเหมื อ นกั น ทั้งอาหารไทย จีน ฝรั่ง เมือง มีให้เลือกเพียบ พร้อมผลไม้ ขนมไทย ขนมเค้ก สแนก แต่ละคน จะบรรจงตั กใส่ ช ามใบใหญ่ ข นาด 12 นิ้ ว ผู้เขียนเป็นผู้เห็นการณ์ไกล ว่าจะไม่มีมื้อเย็น ก็จะบรรจุอาหารเข้าไปในท้องจนแทบไม่มี ทีเ่ หลือไว้ส�ำ หรับดืม่ นาํ้ ตัง้ แต่หลังเทีย่ ง ไปจนถึง ตะวันจะขึ้นใหม่ จะดื่มได้แต่นํ้าปานะ ซึ่งเป็น นาํ้ ผลไม้ทมี่ ผี ลโตไม่เกิน 1 กำ�ปัน้ เช่น นํา้ มะนาว นํ้ามะขาม นํ้าส้ม นํ้ากระเจี๊ยบ นํ้าแอปเปิ้ล ที่สามารถเติมนํ้าตาลได้ ภาคบ่ า ยหลั ง นั่ ง สมาธิ เดิ น จงกรม นั่ ง สมาธิ แ ล้ ว จะมี ร ายการธรรมะในสวน เป็ น การตอบปั ญ หาธรรมะที่ พ ระอาจารย์ ชยาสาโรจะ “คลายปม” ได้อย่างแยบยล สร้ า งประโยชน์ ใ ห้ ธ รรมะแก่ ผู้ ฟั ง ทั้ ง หมด ไม่เฉพาะผู้ตั้งคำ�ถามเท่านั้น ในตอนคํา่ หลังทำ�วัตรเย็น เป็นการแสดง ธรรม พระอาจารย์จะบอกเสมอว่าเป็นธรรมะ ของพระพุทธเจ้า บ่อยครั้งจะนำ�คำ�สอนของ หลวงพ่อชามาเล่าให้ฟงั ธรรมะทีพ่ ระอาจารย์ แสดงนี้ ลูกศิษย์ได้บนั ทึกเรียบเรียงไว้ สามารถ เข้าดูได้ที่ www.thawsischool.com และ ได้มีการพิมพ์แจกเป็นหนังสือ แต่ละปีมีเป็น สิบๆ เล่ม…


17

ฟิ ต แ อ น ด์ เ ฟิ ร์ ม

โรคกระดูกพรุน

กับการออกกำ�ลังกาย

​ ผศ.นพ. จักรกริช กล้าผจญ ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ญหาที่ สำ � คั ญ อย่ า งหนึ่ ง ของสตรี ห ลั ง วั ย หมดประจำ � เดื อ น นอกจากอาการทางระบบประสาทอัตโนมัติ และอาการทางระบบ สืบพันธุ์ ก็คือ ภาวะกระดูกบาง (Osteopenia) ซึ่งเป็นภาวะที่ ความหนาแน่นของมวลกระดูก น้อยลง ตามปกติเพศชายและ เพศหญิงจะเริ่มมีภาวะกระดูกบางหลังอายุ 30 ปี โดยจะบางลงช้าๆ ปีละ ประมาณ 0.5% แต่เมื่อถึงวัยหมดประจำ�เดือน เพศหญิงจะมีอัตราการ บางลงของกระดูกอย่างรวดเร็วเนื่องจากการขาดฮอร์โมน Estrogen สตรีที่จัดเป็น Fast loser อาจสูญเสียเนื้อกระดูกมากถึง 5% ต่อปี ทำ�ให้เกิดโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) ผูท้ เี่ ป็นโรคกระดูกพรุนอาจมี ปัญหาปวดหลัง กระดูกสันหลังยุบตัวลง หลังค่อม ตัวเตีย้ ลง กระดูกแขน ขาเปราะและหักง่าย ซึ่งมักจะเกิดที่กระดูกข้อมือ กระดูกสะโพก และ กระดูกสันหลัง เมื่อเกิดกระดูกสันหลังหัก ก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา เช่น อาการปวด เรื้อรัง แผลกดทับ ติดเชื้อที่ปอด กล้ามเนื้ออ่อนแรง ข้อยึดติด เป็นสาเหตุหนึ่งของการ เสียชีวติ ในผูส้ งู อายุทมี่ โี รคกระดูกพรุน นอกเหนือจากโรคประจำ�ตัวอืน่ ๆ ทีม่ กั พบร่วมด้วย ดังนัน้ การป้องกันไว้แต่เนิ่นๆ จึงเป็นขั้นตอนที่สำ�คัญก่อนที่จะเกิดโรคกระดูกพรุน การป้องกัน โรคกระดูกพรุน ในวัยสูงอายุและวัยหมดประจำ�เดือน ทำ�ได้โดยการเริ่มเสริมสร้างให้กระดูก หนาแน่นและแข็งแรงตัง้ แต่วยั หนุม่ สาว เนือ่ งจากโอกาสในการเพิม่ ความหนาแน่นของกระดูก หลังอายุ 30 ปีทำ�ได้ยาก ทำ�ได้เพียงแต่ชะลอการทำ�ลายกระดูกเท่านั้น การปรับพฤติกรรมการใช้ชวี ติ และการปรับสิง่ แวดล้อมให้เหมาะสมจะมีสว่ นช่วยในการ ลดปัญหาที่เกิดจากโรคกระดูกพรุนและกลุ่มอาการหลังหมดประจำ�เดือน และช่วยป้องกัน โรคกระดูกพรุนในผูท้ ยี่ งั ไม่เป็นหรือเป็นเพียงภาวะกระดูกบาง การปรับพฤติกรรมการใช้ชวี ติ ได้แก่ การปรับพฤติกรรมการออกกำ�ลังกาย ท่าทางในการใช้ชวี ติ หรือทำ�งาน การรับประทาน อาหาร การฝึกจิตใจและควบคุมอารมณ์ เป็นต้น

ผู้ สู ง อายุ แ ละสตรี วัยหมดประจำ�เดือน ควรออกกำ�ลังกาย ที่ ล งนํ้ า หนั ก กดบน กระดูก เช่น เดินเร็ว วิ่ ง เ ห ย า ะ ๆ ปั่ น จักรยาน รำ�มวยจีน รำ�กระบอง เต้นรำ� ห รื อ เ ต้ น แ อโ ร บิ ก แบบแรงกระแทกตํ่า (Low-impact aerobic dance) ซึ่ งไม่ มี ก ารกระโดดแต่ ใ ช้ ก าร ย่อลำ�ตัวแทน รวมทั้งการทำ�กายบริหาร เพื่อช่วยลดการ สูญเสียมวลกระดูก สำ�หรับการออกกำ�ลังกาย โดยมีแรงต้านเช่น การยกดัมเบลล์หรือ บาร์เบลล์หรือ weight training ควรทำ� อย่ า งเหมาะสมในผู้ ที่ มี ปั ญ หาข้ อ เสื่ อ ม มีโรคประจำ�ตัวหรืออายุมากกว่า 60 ปี และควรพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายก่อน ออกกำ�ลังกาย… ปีที่ 26 ฉบับที่ 4 ประจำ�เดือนเมษายน 2554


18

ส ว น ด อ ก พ า เ ที่ ย ว

ล่องแพ ถ่อแพ

ที่แม่วาง อ๊ย…ร้อน…ร้อน…ร้อน…เขาว่าปีนจี้ ะร้อน ระอุสุดขั้ว ถ้าจะให้ฉันไปเดินตากแอร์ คลายร้ อ นตามห้ า งก็ ดู ไ ม่ ใ ช่ วิ ธี ข อง เด็กแนวสักเท่าไหร่…อย่างกระนั้นเลย ชวนเพื่อนหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองไป คลายร้อนและกระตุ้นอะดรินาลินให้พลุ่ง พล่านด้วยการล่องแพเล่นนํ้าให้ชุ่มฉํ่าดีกว่า จุ ด หมายปลายทางการล่ อ งแพ ในครั้งนี้อยู่ที่ ต.แม่วิน อ.แม่วาง ซึ่งไม่ ไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่นัก โดยขับรถไป ทาง อ.สัน ป่าตอง เมื่อถึง อ.สัน ป่าตอง ให้เลีย้ วขวาตรงทางแยกทีจ่ ะไปอำ�เภอแม่วาง ขับผ่านที่หน้าโรงพยาบาลแม่วางไปเรื่อยๆ อีกประมาณ 11 กิโลเมตร ก็จะพบร้านค้า ตั้งเรียงรายอยู่ทางขวามือ ที่นี่มีกติกาอยู่ว่า ถ้าจอดรถตรงหน้าร้านไหน ก็ต้องใช้บริการของร้านนั้น… คนที่มาล่องแพไม่ต้อง ห่ ว งว่ า จะต้ อ งไปเดิ น ถาม ราคาหลายๆ ร้ า น ไม่ ต้ อง กั ง วลเรื่ อ งต่ อ รองราคา เพราะที่ นี่ เ ค้ า คิ ด ค่ า ล่ อ งแพ ข่าวสารคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ในราคามาตรฐานเท่ากันทุกร้าน ถ้าต้องการ ถ่อแพเองสนนราคาอยู่ที่ 250 บาท/แพ หรือหากอยากให้มคี นถ่อแพให้ ราคาจะขยับ มาอยู่ที่ 300 บาท/แพ ขอแนะนำ�ว่าไหนๆ ก็ มาถึงแล้วต้องลองถ่อแพเองสักครั้งในชีวิต แล้วคุณจะสัมผัสกับความสนุกสนาน เร้าใจ และพกความประทับใจแบบไม่รลู้ มื กลับบ้าน หากใครกลัวว่าจะตกนํ้าตกท่าเป็นอันตราย ทางร้านค้าเค้ามีชชู พี ไว้บริการฟรี แต่หน้าร้อน อย่ า งนี้ ร ะดั บ นํ้ า สู ง แค่ หั ว เข่ า ไม่ เ กิ น เอว ดังนั้นจึงค่อนข้างปลอดภัยไร้กังวล หลังจากตัดสินใจใช้บริการล่องแพแล้ว ก็ มี ร ถกระบะมารั บ เราไปยั ง จุ ด ปล่ อ ยแพ ซึ่งห่างออกไปอีก 2 กิโลเมตร ช่วงหน้าแล้ง อย่างนี้พี่เจ้าของร้านแนะนำ�ว่าควรนั่งแพ ละไม่เกิน สี่คน…หากบรรทุก เกิ น กว่ า นี้ แ พอาจจะลอยได้ ไม่ดี และในจุดที่นํ้าตื้นมากๆ แพจมติ ด ดิ น ไม่ ล อยไปไหน เลยก็ ได้…แต่ด้วยความมั่นใจ ในรู ป ร่ า งอั น ผอมเพรี ย ว ฉันและเพื่อนๆ รวม 6 คน

เม็ดนุ่น

พิกัดรวมกันได้เกือบสี่ร้อยกิโล ตัดสินใจ ร่ ว มหั ว จมท้ า ยไปแพลำ � เดี ย วกั น ทั้ งโขยง …แต่สุดท้าย เมื่อเจอจุดนํ้าตื้นแพก็จมจริงๆ ถึ ง ขั้ น ต้ อ งสละแพแล้ ว ลงเดิ น บ่ อ ยครั้ ง เล่นเอาขายหน้าประชาชี ในความสมบูรณ์ ของพวกเรายิ่งนัก…

เมือ่ ถึงจุดปล่อยแพ คนดูแลแพ ได้ ใ ห้ ไ ม้ ไ ผ่ ข นาดใหญ่ เ ท่ า ๆ ไม้พลอง ความยาวประมาณ สามเมตรครึง่ มา 2 อัน เพือ่ ใช้ สำ � หรั บ ถ่ อ แพ และเราก็ ไ ด้ รับการอบรมหลักสูตรถ่อแพ ที่ใช้เวลาสั้นมาก ด้วยคำ�พูด ไม่กป่ี ระโยค “จะให้แพไปทางขวา กดไม้ ถ่ อ ด้ า นซ้ า ย จะให้ ไ ป ทางซ้ า ยให้ ก ดไม้ ด้ า นขวา” พู ด จบพี่ ท่ า นก็ โ บกมื อ บ๊ า ย บาย…พร้อมกับคำ�ว่าโชคดี…


19 ​ ​ส ว น ด อ ก พ า เ ที่ ย ว

ะยะทาง 4 กิโลเมตรของการล่องแพโอบล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่รม่ รืน่ ปกคลุมตลอดทาง นา้ํ ใสๆ ไหลเอือ่ ยเย็นชืน่ ใจทำ�ให้รา่ งกายและจิตใจผ่อนคลายจากความเครียดได้เป็นอย่างดี แต่เดี๋ยวก่อน…ตลอดลำ�นํ้าสายนี้มีเกาะแก่งเล็กๆ ที่ช่วยเพิ่มดีกรีความตื่นเต้นให้กับผู้ที่ ต้องการความท้าทายรออยู่ เราต่างสนุกสนานกับการบังคับแพเพือ่ ฝ่าด่านเกาะแก่งต่างๆ ไปให้ได้ โดยไม่ตกนาํ้ ป๋อมแป๋ม ทำ�ให้การล่องแพครัง้ นี้ไม่นา่ เบือ่ เลย แต่บอ่ ยครัง้ ทีเ่ ราถ่อแพไม่สามัคคีกนั แพก็จะเบี้ยวไปเบี้ยวมา จนไปชนโขดหิน ทำ�ให้ทั้งคนถ่อคนนั่งตกนํ้าตกท่ากันเป็นแถว …แต่กระนัน้ ก็สร้างความครืน้ เครงให้กบั พวกเราและผูท้ ลี่ อ่ งแพผ่านมาได้หวั เราะกันจนท้องคัด ท้องแข็งกับความอ่อนหัดของพวกเรา อย่างไรก็ตาม ผูท้ ี่ไปล่องแพควรระวังไว้วา่ ใต้นาํ้ นัน้ มีโขดหิน อยูม่ ากมายบางครัง้ ตกนํา้ ไปโดนหินอาจจะได้ฟกชํา้ ดำ�เขียวได้ แม้จะไม่มขี อ้ ห้ามว่าไม่ให้เด็กเล่น กิจกรรมนี้…แต่โดยส่วนตัวแล้วฉันไม่แนะนำ�ให้พาเด็กไปล่องแพด้วย เพราะอาจดูแลกันลำ�บาก ระหว่างทางจะมีปา้ ยเตือนก่อนทีจ่ ะถึงบริเวณทีน่ าํ้ เชีย่ วเพือ่ ให้นกั ถ่อแพมือใหม่เพิม่ ความ ระมัดระวัง อย่างไรก็ตามจุดนํา้ เชีย่ วจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเฉพาะในช่วงฤดูนาํ้ หลากเท่านัน้ และในช่วงทีม่ นี าํ้ มาก เพือ่ ความปลอดภัยของนักท่องเทีย่ ว ทางเจ้าหน้าทีจ่ ะมีการประกาศว่าจะ อนุญาตให้ล่องแพได้หรือไม่ และผู้ประกอบการล่องแพส่วนใหญ่ก็จะปรับเปลี่ยนจากบริการ ล่องแพไม้ไผ่ไปเป็นล่องแพยางแทน แต่ส�ำ หรับฤดูรอ้ นอย่างช่วงนี้ นาํ้ ค่อนข้างน้อยจึงไม่ได้นา่ กลัว แต่อย่างใด…

ห า ก เ ห นื่ อ ย นั ก จ ะ แ ว ะ จ อ ด แ พ ล ง ไ ป เ ล่ น นํ้ า เติ ม พลั ง จากเสบี ย งที่ ตุ น มาด้วยก็เข้าท่า…(อย่าลืม เก็บขยะกลับไปด้วยนะจ๊ะ) ระหว่ า งทางอาจมี โ อกาส ได้ เ ห็ น นั ก ท่ อ งเที่ ย วขี่ ช้ า ง ผ่านไปมา…เพราะที่นี่เค้ามี บริการขี่ช้างด้วย โดยคิด ราคาที่ 350 บาท/ชั่วโมง

โดยปกติเมื่อล่องแพมาได้ประมาณ หนึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง…ก็จะมาถึง บริเวณร้านค้าทีเ่ ราจอดรถไว้ ทัง้ นีร้ ะยะเวลา ที่ ใช้จะแตกต่างกันไปแต่ละกลุ่ม เนื่องจาก บางกลุ่ ม อาจจะแวะเล่ น นํ้ า ระหว่ า งทาง นานหน่อยก็อาจจะใช้ระยะเวลานานกว่านี้ ซึ่ ง ทางผู้ ใ ห้ บ ริ ก ารก็ ไ ม่ ไ ด้ กำ � หนดเวลาว่ า ต้องส่งคืนแพภายในกี่ชั่วโมง ทำ�ให้พวกเรา มีเวลาสนุกสนานกันเต็มที่ เมื่อมาถึงร้านค้า เราจอดแพไว้ที่ซุ้มริมนํ้า ถึงตอนนี้พวกเรา หมดเรี่ยวหมดแรงไปตามๆ กัน …ก่ อ นขั บ รถกลั บ จึ ง ได้ แ วะพั ก เหนื่ อ ย ด้วยการเติมส้มตำ�ใส่กระแสเลือดให้รา่ งกาย กระชุ่มกระชวยที่ซุ้มริมนํ้าซึ่งที่มี ให้เลือกนั่ง หย่อนใจหลายสิบซุ้ม มีเมนูอาหารรสแซ่บ ให้เลือกหลายรายการ อาทิเช่น ส้มตำ� ลาบ จิ้นส้มหมก จิ้นย่าง ต้มยำ� อิ่มหนำ�สำ�ราญ แล้ ว ทอดสายตานั่ ง ดู ผู้ ค นมี ค วามสุ ข กั บ การเล่นนํ้าล่องแพ ก็เป็นการปิดทริปที่ ได้ บรรยากาศไม่เลวเลยทีเดียว…

ปีที่ 26 ฉบับที่ 4 ประจำ�เดือนเมษายน 2554


20

กิ จ ก ร ร ม ค ณ ะ ฯ

ต้อนรับผู้อำ�นวยการโรงพยาบาลศิริราช พร้อมคณะฯ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ ให้การต้อนรับ รศ.นพ.สุรนิ ทร์ ธนพิพฒ ั นศิริ ผู้ อำ� นวยการโรงพยาบาลศิริราช พร้อมคณะฯ ที่มาศึก ษาดูงาน ด้านระบบบริหารและการบริการผูป้ ว่ ย รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ และ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ พัฒนาศักยภาพการบริการ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2554 ณ ห้องประชุมบุญสม มาร์ตนิ คณะแพทยศาสตร์ มช.

การประชุมเครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบัน แพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHOSNET) ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์อาวุธ ศรีศุกรี เลขาธิการกลุ่มสถาบัน แพทยศาสตร์ แ ห่ ง ประเทศไทย เป็ น ประธานเปิ ด การประชุ ม เครื อ ข่ า ย โรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHOSNET) ครั้งที่ 41 ให้แก่ผบู้ ริหารกลุม่ เครือข่าย UHOSNET ทัง้ หมด 19 คณะแพทย์ 14 โรงพยาบาล ที่เข้าร่วมประชุม โดยมี รศ.นพ.นิเวศน์ นันทจิต คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. กล่าวต้อนรับ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2554 ณ รวี วาวี รีสอร์ท แอนด์ สปา อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

พิธีทำ�บุญและถวายเครื่องราชสักการะ

อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ดวงพระวิญญาณสามกษัตริย์ รศ.ดร.อุดม ชัยทอง หัวหน้าภาควิชาปรสิตวิทยา ร่วมพิธีทำ�บุญ และถวายเครื่ อ งราชสั ก การะอุ ทิ ศ ถวายเป็ น พระราชกุ ศ ลแด่ ด วง พระวิ ญ ญาณสามกษั ต ริ ย์ ผู้ ท รงสร้ า งบ้ า นแปงเมื อ งเชี ย งใหม่ เพือ่ ระลึกในพระเกียรติคณ ุ ของพญาร่วง พญามังราย และพญางำ�เมือง กษัตริยท์ งั้ สามพระองค์ทที่ รงเป็นผูส้ ร้างเมืองเชียงใหม่ ให้มคี วามเจริญ รุ่งเรืองมากว่า 700 ปี ณ พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยมี มล.ปนัดดา ดิศกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธี วันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ข่าวสารคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


21 ​ ​กิ จ ก ร ร ม ค ณ ะ ฯ

กิจกรรม เนื่องในวัน มาฆบูชา

คณะกรรมการส่งเสริมศิลปะวัฒนธรรม คณะแพทยศาสตร์ มช. พร้อมข้าราชการและเจ้าหน้าที่ เข้าร่วม กิจกรรมเนื่องในวันมาฆบูชาของวัดสวนดอก พระอารามหลวง เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2554 ณ วัดสวนดอก พระอารามหลวง ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จั ด งานปั จ ฉิ ม นิ เ ทศสำ � หรั บ นั ก ศึ ก ษาแพทย์ ชั้ น ปี ที่ 6 ปีการศึกษา 2553 เพือ่ เป็นการเตรียมความพร้อมสำ�หรับการออกไปเป็นแพทย์ ที่ดีต่อไป เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2554 ณ กัซซัน มารีน่า อ.บ้านธิ จ.ลำ�พูน และในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2554 ได้ทำ�พิธีสักการะสมเด็จพระราชบิดา และ พิธขี อกราบลาสุมาอาจารย์ คณาจารย์คณะแพทยศาสตร์ ณ ลานพระบรมรูป สมเด็จพระราชบิดา คณะแพทยศาสตร์ มช.

งานปั จ ฉิ ม นิ เ ทศ และพิธีสักการะ สมเด็จพระราชบิดา

ต้อนรับผู้แทนจากมหาวิทยาลัย Kaohsiung Medical University และ Taipei Medical University คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้การต้อนรับผูแ้ ทนจาก มหาวิทยาลัย Kaohsiung Medical University และ Taipei Medical University ในโอกาสที่ปรึกษาหารือโครงการการศึกษา คณะแพทยศาสตร์ ระหว่างมหาวิทยาลัยไทยและไต้หวัน ณ ห้อง ฮิลลารี่ หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ปีที่ 26 ฉบับที่ 4 ประจำ�เดือนเมษายน 2554


22

ส ม า ค ม ศิ ษ ย์ เ ก่ า แ พ ท ย์ เ ชี ย ง ใ ห ม่

รายนามคณะกรรมการที่ปรึกษา และคณะกรรมการบริหาร

สมาคมศิษย์เก่าแพทย์เชียงใหม่ ประจำ�ปี พ.ศ. 2554-2555 คณะกรรมการที่ปรึกษา 1. นพ.สุขุม รังคสิริ (3) 2. นพ.ชาลี พรพัฒน์กุล (2) 3. นพ.กิติ รัตน์ดิลกพานิชย์ (3) 4. นพ.วิชาญ หล่อวิทยา (8) 5. นพ.วีรวัฒน์ มุตตารักษ์ (10) 6. นพ.ธนา นิพิทสุขการ (9) 7. นพ.วรพันธ์ อุณจักร (10) 8. นพ.วัชระ รุจิเวชพงศธร (12) 9. พญ.ศิวาพร จันทร์กระจ่าง (11) 10. นพ.ธวัช สุนทราจารย์ (10) 11. นพ.เรวัต วิศรุตเวช (13) 12. นพ.นิเวศน์ นันทจิต (11) 13. นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ (17) 14. นพ.วัฒนา นาวาเจริญ (15) 15. นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล (23) 16. นพ.สมศักดิ์ เชาว์วิศิษฐ์เสรี (25) 17. นพ.เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์ (4) 18. พญ.ยุพา สุมิตสวรรค์ (8) 19. พญ.วันทนา ประภากร (8) 20. พญ.พรรณี ศิริวรรธนาภา (13) 21. นพ.วิชัย ศรีประทักษ์ (13) 22. นพ.รณภพ เอื้อพันธเศรษฐ (28)

อดีตนายกสมาคมฯ คนที่ 1 อดีตนายกสมาคมฯ คนที่ 2 อดีตนายกสมาคมฯ คนที่ 3 อดีตนายกสมาคมฯ คนที่ 4 อดีตนายกสมาคมฯ คนที่ 5 อดีตนายกสมาคมฯ คนที่ 6 อดีตนายกสมาคมฯ คนที่ 7 อดีตนายกสมาคมฯ คนที่ 9 อดีตนายกสมาคมฯ คนที่ 10 อดีตนายกสมาคมฯ คนที่ 11 อดีตนายกสมาคมฯ คนที่ 12 คณบดีคณะแพทยศาสตร์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้อำ�นวยการโรงพยาบาล มหาราชนครเชียงใหม่ ผู้อำ�นวยการ ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ ผู้อำ�นวยการศูนย์ศรีพัฒน์

คณะกรรมการบริหารสมาคมศิษย์เก่าแพทย์เชียงใหม่ 1. นพ.สมยศ ดีรัศมี (15) 2. นพ.วัฒนา ขัตติพัฒนาพงษ์ (11) 3. นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ (15) 4. นพ.ดิเรก บรรณจักร (20) 5. นพ.รักษ์ ตนานุวัฒน์ (22) 6. นพ.สมศักษิ์ วงษ์ไวยเวช (23) 7. พญ.นิภาพรรณ ธรรมเดชศักดิ์ (28) 8. นพ.สมศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ (12) 9. นพ.วัฒนา กาญจนกามล (13) 10. นพ.นรังสันต์ พีรกิจ (13) 11. นพ.เฉลิม หาญพานิช (15) 12. นพ.วิวัฒน์ วิริยกิจจา (15) 13. นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข (16) 14. นพ.พีระพงษ์ สายเชื้อ (17) 15. นพ.สุวัช เซียศิริวัฒนา (20) 16. นพ.คม สุคนธสรรพ์ (24) 17. นพ.วีรวิทย์ ปิยะมงคล (25) 18. นพ.ศิวัฒน์ ภู่ริยะพันธ์ (31) 19. นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (34) 20. พญ.สุวิชา อิศราดิสัยกุล (34)

นายกสมาคมฯ อุปนายกคนที่ 1 อุปนายกคนที่ 2 เหรัญญิก ผู้ช่วยเหรัญญิก นายทะเบียน /บรรณาธิการ ประชาสัมพันธ์ กรรมการ กรรมการ กรรมการ กรรมการ กรรมการ กรรมการ กรรมการ กรรมการ กรรมการ กรรมการ กรรมการ กรรมการ กรรมการและเลขานุการ

29 เมษายน 2554 ขอเชิญ…เพื่อนพ้องน้องพี่

ร่วมแสดงความกตัญญูกตเวทิตา ดำ�หัวครูบาอาจารย์และศิษย์เก่าอาวุโส ดือนเมษายนที่กำ�ลังจะมาถึงนี้ มีวันที่สำ�คัญยิ่งคือ วันสงกรานต์ หรือ ประเพณีปี๋ ใหม่เมืองของชาวเหนือ สมาคมศิษย์เก่าแพทย์ เชียงใหม่ ขอเชิญเพื่อนพ้องน้องพี่ศิษ ย์เก่าแพทย์เชียงใหม่ รวมทั้งศิษย์ปัจจุบัน “ร่วมแสดงความกตัญญูกตเวทิตา ดำ�หัวครูบา อาจารย์และศิษ ย์เก่าอาวุโส” เพื่อเป็นการยึดมั่นกตัญญู เชิดชู คุณครูผู้มีพระคุณ และร่วมสืบสานงานของสมาคมฯ ในวันศุกร์ ที่ 29 เมษายน 2554 ณ อาคารสันทนาการ คณะแพทยศาสตร์ ข่าวสารคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

มหาวิ ท ยาลั ย เชี ย งใหม่ ตั้ ง แต่ เ วลา 10.00-14.00 น. ทั้ ง นี้ คณะกรรมการสมาคมฯ ได้จดั เตรียมสิง่ ของเครือ่ งใช้ในพิธคี รัง้ นี้ไว้ หมดแล้ว พร้อมกันนีข้ อเรียนเชิญทุกท่านรับประทานอาหารกลางวัน คณะกรรมการสมาคมฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ศิษย์เก่าแพทย์ เชียงใหม่และศิษย์ปัจจุบันที่ได้รับทราบข่าวสารนี้ จะได้เดินทางมา ร่วมแสดงพลังแห่งความสมัครสมานสามัคคีมอบความรักแด่คณ ุ ครู ในดวงใจ และศิษย์เก่าอาวุโสอย่างพร้อมเพรียงกัน


23 ​ ​ส ม า ค ม ศิ ษ ย์ เ ก่ า แ พ ท ย์ เ ชี ย ง ใ ห ม่

คณะอนุกรรมการผู้แทนรุ่น รุ่น 1 นพ.วิชาญ วิทยาศัย รุ่น 2 นพ.สมภพ อินทรประสงค์ รุ่น 3 นพ.กิติ รัตน์ดิลกพานิชย์ รุ่น 4 นพ.ธวัชชัย ตันสถิตย์ รุ่น 5 นพ.ผจญ วงษ์ตระหง่าน รุ่น 6 นพ.สมบัติ บุญญประภา รุ่น 7 พญ.อุทัยวรรณ สุวรรณนพรัตน์ รุ่น 8 นพ.วินัยศักดิ์ ขัตติพัฒนาพงษ์ รุ่น 9 นพ.ธงชัย เติมประสิทธิ ์ รุ่น 10 นพ.วรพันธ์ อุณจักร รุ่น 11 นพ.ประโยชน์ จงอยู่สุข รุ่น 12 นพ.เกษม อุตวิชัย รุ่น 13 นพ.วิชัย ศรีประทักษ์ รุ่น 14 นพ.สุรศักดิ์ บุณยฤทธิชัยกิจ รุ่น 15 นพ.พิรุณ คำ�อุ่น รุ่น 16 นพ.นิมิตร อิทธิพันธุ์กุล รุ่น 17 นพ.อภินันท์ อร่ามรัตน์ รุ่น 18 นพ.สมศักดิ์ เพชรโสภณสกุล รุ่น 19 นพ.นิสิต วรรธนัจฉริยา รุ่น 20 นพ.โชติ นิสูง รุ่น 21 นพ.สมรัก รังคกูลนุวัฒน์ รุ่น 22 นพ.อำ�นาจ อยู่สุข รุ่น 23 นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล รุ่น 24 นพ.คม สุคนธสรรพ์ รุ่น 25 นพ.สมศักดิ์ เชาว์วิศิษฐ์เสรี รุ่น 26 นพ.เกรียงศักดิ์ ลิ้มพัสถาน รุ่น 27 นพ.ดิเรก ผาติกุลศิลา รุ่น 28 นพ.ณัฐพงษ์ โฆษชุณหนันท์ รุ่น 29 นพ.ทรงเกียรติ สุวรรณศิริกุล รุ่น 30 นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต รุ่น 31 นพ.ศิวัฒน์ ภู่ริยะพันธ์ รุ่น 32 นพ.วนรักษ์ วัชระศักดิ์ศิลป์ รุ่น 33 นพ.ธนัฐ วานิยะพงศ์ รุ่น 34 พญ.สุวิชา อิศราดิสัยกุล รุ่น 36 นพ.ต่อพงษ์ บุญมาประเสริฐ รุ่น 37 นพ.กำ�ธน จันทร์แจ่ม รุ่น 38 นพ.ธิติพงศ์ เทพสุวรรณ รุ่น 39 พญ.จิราภรณ์ โกรานา รุ่น 40 นพ.อภิชาต ตันตระวรศิลป์ รุ่น 41 นพ.รุ่งโรจน์ เนตรศิรินิลกุล รุ่น 42 นพ.สัณหวิชญ์ จันทร์รังสี รุ่น 43 นพ.นิพพิชฌน์ พรหมมี รุ่น 44 นพ.กานต์ เวชอภิกุล รุ่น 45 นพ.คัมภีร์ สรวมศิริ รุ่น 46 นพ.สฤษฏ์พัฒน์ ออรพินท์ รุ่น 47 พญ.ขวัญนรา กันทา

มูลนิธิเกื้อดรุณ โรงพยาบาลเปาโลเมโมเรียล กทม. รพ.เชียงใหม่-ราม 1 รพ.เชียงใหม่-ราม 1 ภาควิชาศัลยศาสตร์ ภาควิชารังสีวิทยา เจริญประเทศ ภาควิชาศัลยศาสตร์ 2/2 ถนนสิงหราช ซอย 4 อ.เมือง จ.เชียงใหม่ รพ.เชียงใหม่-ราม 1 รพ.ช้างเผือก ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว 35 อินทยงยศ อ.เมือง จ.ลำ�พูน 51000 ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว รพ.นครพิงค์ ภาควิชาจักษุวิทยา ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน ภาควิชาวิสัญญีวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ ภาควิชาพยาธิวิทยา ภาควิชานิติเวชศาสตร์ ภาควิชาปรสิตวิทยา ภาควิชาสูติศาสตร์ฯ ภาควิชาศัลยศาสตร์ ภาควิชาจักษุวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ ภาควิชาศัลยศาสตร์ ภาควิชาศัลยศาสตร์ ภาควิชาศัลยศาสตร์ ภาควิชาศัลยศาสตร์ ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา ภาควิชาออร์โทปิดิคส์ ทุ่งโฮเต็ล ต.วัดเกตุ ภาควิชาศัลยศาสตร์ ภาควิชาศัลยศาสตร์ ภาควิชาศัลยศาสตร์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ ภาควิชาศัลยศาสตร์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ภาควิชาศัลยศาสตร์ ภาควิชาศัลยศาสตร์

คณะอนุกรรมการผู้แทนศิษย์เก่า 1. นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล 2. นพ.สมพงษ์ สกุลอิสริยาภรณ์ 3. นพ.สามารถ ตันอริยกุล 4. นพ.สุรินทร์ กู้เจริญประสิทธิ์ 5. นพ.วิทยา ศุภรพันธ์ 6. นพ.ดนัย ทุริยานนท์ 7. นพ.วันชัย ล้อกาญจนรัตน์ 8. นพ.สุชัย สุทธิกาศนีย์ 9. นพ.เอนก พึ่งผล 10. นพ.พิภพ เจนสุทธิเวชกุล 11. นพ.สกล ภูมิรัตนประพิณ 12. นพ.วิรัช เกียรติเมธา 13. นพ.วิฑูรย์ เหลืองดิลก 14. นพ.ชัยยุทธ ศักดิ์ศรชัย 15. นพ.กุลเดช เตชะนภารัตน์ 16. นพ.วิรุฬห์ พรพัฒน์กุล 17. นพ.ธีรชัย เอื้ออารยาภรณ์ 18. นพ.กฤษณ์ ปาลสุทธิ์ 19. นพ.อัษฎา ตียพันธ์ 20. นพ.เด่นชัย ศรกิจ 21. นพ.ธรรมนูญ วิสิฐธนวรรธ 22. นพ.อภิชาติ อภิวัฒนพร 23. นพ.พิสิทธิ์ เอื้อวงศ์กูล 24. นพ.ชัยสิทธิ์ มัทวานนท์ 25. นพ.รัฐวุฒิ สุขมี 26. นพ.ทรงวุฒิ ทรัพย์ทวีสิน 27. นพ.วิรัช พันธ์พานิช 28. นพ.วรจักร จิวะกิดาการ 29. พญ.อารีย์ ตันบรรจง 30. นพ.สุทัศน์ ศรีวิไล 31. นพ.ประเสริฐ ขันเงิน 32. นพ.มนูญ ทองยินดี 33. นพ.ธำ�รงค์ หาญวงศ์ 34. นพ.ประจวบ มงคลศิริ 35. นพ.ชาญชัย พิณเมืองงาม

รองอธิบดีกรมการแพทย์ (ส่วนกลาง) ผอ.ส.ส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย (ส่วนกลาง) รองผอ.สำ�นักการแพทย์ กทม. รอง ผอ.สำ�นักการแพทย์ กทม. นพ.สสจ.สระบุรี (เขต 1) ผอ.รพ.พระพุทธบาทสระบุรี (เขต 1) ผอ.รพ.ชัยนาทนเรนทร (เขต 2) ผอ.รพ.พระนารายณ์มหาราช (เขต 2) รองผอ.รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (เขต 3) นพ.สสจ.ประจวบคีรีขันธ์ (เขต 5) ผอ.รพ.สมุทรสาคร (เขต 5) ผู้ตรวจราชการกระทรวง (เขต 7) นพ.สสจ.ตรัง (เขต 7) ผอ.รพ.พังงา (เขต 7) ผอ.รพ.หาดใหญ่ (เขต 8) ผอ.รพ.นราธิวาสราชนครินทร์ (เขต 8) ผอ.รพ.สตูล (เขต 8) นพ.สสจ.จันทบุรี (เขต 9) ผอ.รพ.พระปกเกล้า จันทบุรี (เขต 9) สสจ.หนองคาย (เขต 10) ผอ.รพ.หนองบัวลำ�ภู (เขต 10) ผอ.รพ.สกลนคร (เขต 11) นพ.สสจ.กาฬสินธุ์ (เขต 12) หัวหน้ากลุ่มงานกุมารเวช รพ.ชัยภูมิ (เขต 14) สาธารณสุขนิเทศ (เขต 15) ผอ.รพ.ลำ�ปาง (เขต 15) ผอ.รพ.ลำ�พูน (เขต 15) รพ.นครพิงค์ (เขต 15) นพ.สสจ.พะเยา (เขต 16) ผอ.รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ (เขต 16) ผอ.รพ.พุทธชินราช (เขต 17) รองผอ.รพ.เพชรบูรณ์ (เขต 17) ผอ.รพ.อุตรดิตถ์ (เขต 17) ผอ.รพ.พิจิตร (เขต 18) ผอ.ศูนย์อนามัยที่ 8 นครสวรรค์ (เขต 1)

แจ้ง​ข่าว​…​สมาคม​ศิษย์​เก่า​แพทย์​เชียงใหม่​ ​•​ ​ศิษย์​เก่า​ท่าน​ใด​ทปี่​ ระสบ​ความ​สำ�เร็จ​ใน​หน้าที่​การ​งาน​​งาน​อดิเรก​หรือ​กิจกรรม​ที่​ชอบ​​ต้องการ​เผย​แพร่​ให้​ศิษย์​เก่า​ท่าน​อื่น​ได้​ทราบ​​เพื่อ​เป็น​ตัวอย่าง​อัน​ดี​​ ขอ​ติดต่อ​มา​ที่​สมา​คมฯ​ ​•​ ​ศิษย์​เก่า​ที่​เปลี่ยนแปลง​ที่​อยู่​​กรุณา​แจ้ง​ทอี่​ ยู่​ใหม่​มา​ให้​กับ​ทาง​สมา​คมฯ​​ด้วย​​เพื่อท​ ี่​จะ​ได้​ปรับปรุง​แก้ไข​ใน​ทำ�เนียบ​ศิษย์​เก่า​แพทย์​เชียงใหม่​ต่อ​ไป​ ​ติดต่อ​ได้ที่​:​ สมาคม​ศิษย์​เก่า​แพทย์เ​ชียงใหม่​​คณะ​แพทยศาสตร์​​มหาวิทยาลัย​เชียงใหม่​​110​​ถนน​อิน​ทว​โร​รส​​ต.​​ศรี​ภูมิ​​อ​.เ​มือง​​จ​.​เชียงใหม่​​50200​ ​โทรศัพท์​​053​-​946291​,​​084​-​8095636​,​​089​-​4349383​​(​จันทร์​-​ศุกร์​​เวลา​​08.00​-​16.00​​น​.​)​​E​-m​ ail​:​​mdalumni​@​mail​.m​ ed​.c​ mu​.​ac​.​th​ ​บรรณาธิการ​: นพ​.ส​ ม​ศักษิ์​​วงษ์​ไวย​เวช​​2307081 ปีที่ 26 ฉบับที่ 4 ประจำ�เดือนเมษายน 2554


คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ขอเชิญร่วมบริจาคสมทบทุน “มูลนิธโิ รงพยาบาลสวนดอก”

เพือ่ จัดซือ้ ครุภณ ั ฑ์ทางการแพทย์ สำ�หรับหอผูป้ ว่ ยหนัก (ห้อง ไอ ซี ยู) อาคารเฉลิมพระบารมี

บริจาคผ่านธนาคาร ชื่อบัญชี “มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอกร้อยดวงใจ” • ธนาคารไทยพาณิชย์ จำ�กัด (มหาชน) สาขาคณะแพทยศาสตร์ เชียงใหม่ บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 566-494611-9 • ธนาคารกรุงไทย จำ�กัด (มหาชน) สาขาถ���นสุเทพ บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 521-0-36234-5 • ธนาคารกรุงเทพ จำ�กัด (มหาชน) สาขาคณะเทคนิคการแพทย์ ม.เชียงใหม่ บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 968-0-02499-0 • ธนาคารกสิกรไทย จำ�กัด (มหาชน) สาขาถนนสุเทพ เชียงใหม่ บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 471-2-33331-1

สอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลข

0 5394 7400, 0 5394 5672 หรือ โทรสาร 0 5394 7888


ข่าวสารคณะแพทยศาสตร์ มช. เดือนเมษายน 54