Page 1

ปที่ 7 òäÛa

July - December 2012@ /@1433@@ñ‡ÈÔÛaëˆ@@–@òîãbrÛa@ô†b€€€€»@

ฉบับสังคมศาสตรและมนุษยศาสตร ยศาสตร

ฉบับที่ 13

†‡ÈÛa

@ @òîãbã⁄aë@òîÇbànuüa@âìÜÈÛa@Þbª


วารสาร อัล-นูร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา

Al-Nur Journal The Graduate School of Yala Islamic University ประธานที่ปรึกษา อธิการบดี มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ที่ปรึกษา รองอธิการบดีฝายวิเทศสัมพันธและกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยอิสลายะลา รองอธิการบดีฝายวิชาการ มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา รองอธิการบดีฝายบริหาร มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา รองอธิการบดีฝายพัฒนาศักยภาพนักศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ผูชวยอธิการบดีฝายทรัพยสินและสิทธิประโยชน มหาวิทยาลัยอิสลายะลา คณบดีคณะอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา คณบดีคณะศิลปศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา คณบดีคณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา คณบดีคณะศึกษาศาสตร ผูอํานวยการสถาบันภาษานานาชาติ ผูอํานวยการสํานักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ผูอํานวยการสถาบันอัสสาลาม มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา เจาของ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา วัตถุประสงค 1. เพื่อเผยแพรผลงานวิชาการ งานวิจัย ในสาขาวิชามนุษยศาสตร สังคมศาสตร และศึกษาศาสตร 2. เพื่อเปนแหลงคนควา องคความรู ในดานสาขาวิชามนุษยศาสตร สังคมศาสตร และศึกษาศาสตร บรรณาธิการ ผูชวยศาสตราจารย ดร.มุฮําหมัดซากี เจะหะ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา กองบรรณาธิการ รองศาสตราจารย ดร.อิบรอฮีม ณรงครักษาเขต วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร วิทยาเขตปตตานี รองศาสตราจารย ดร.นิรันดร จุลทรัพย คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยทักษิณ Assoc. Prof. Dr.Mohd Muhiden Bin Abd Rahman Fakulti Pengajian Islam, Universiti Malaya, Nilam Puri, Asst. Prof. Dr.Muhammad Laeba Islamic Law, International Islamic University Malaysia ผูชวยศาสตราจารย ดร.นิเลาะ แวอุเซ็ง วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร วิทยาเขตปตตานี ผูชวยศาสตราจารย อุไรรัตน ยามาเร็ง คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา อาจารยเจะเหลาะ แขกพงศ สถาบันอิสลามและอาหรับศึกษา มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร ผูชวยศาสตราจารยซอลีฮะห หะยีสะมะแอ สํานักบริการการศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ผูชวยศาสตราจารยจารุวัจน สองเมือง คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ดร.ซาการียา หะมะ คณะอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ดร.ซอบีเราะห การียอ คณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ดร.อัดนัน สือแม สาขาวิชาภาษาอาหรับและวรรณคดี มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ดร.มูฮามัสสกรี มันยูนุ คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา


ผูทรงคุณวุฒิพิจารณาประเมินบทความประจําฉบับ รองศาสตราจารย นิแวเตะ หะยีวามิง รองศาสตราจารย ชิดชนก เชิงเชาว ผูชวยศาสตราจารย ดร.เกษตรชัย และหีม ผูชวยศาสตราจารย ดร.วันชาติ ปรีชาติวงศ ผูชวยศาสตราจารย บุบผา เรืองรอง ผูชวยศาสตราจารย อรทิพย เพ็ชรอุไร ผูชวยศาสตราจารย เกสรี ลัดเลีย ดร.อับดุลรอเซะ หะมีแย ดร.มะรอนิง สาแลมิง ดร.อารยา ประเสริฐชัย ดร.พัชรี จันทรเพ็ง ดร.กัลยาณี เจริญชาง นุชมี ดร.อิดริส ดาราไก ดร.ซาการียา หะมะ ดร.อัดนัน สือแม ดร.อับดุลฮากัม เฮ็งปยา ดร.มูหามัดรูยานี บากา อาจารยเจะเหลาะ แขกพงศ พิสูจนอักษร อาจารยมูฮําหมัด สะมาโระ อาจารยนัศรุลลอฮ หมัดตะพงศ อาจารยฆอซาลี เบ็ญหมัด กองจัดการ นายฟาริด อับดุลลอฮหะซัน นายมาหะมะ ดาแม็ง นายอับดุลยลาเตะ สาและ รูปแบบ นายนัสรูดิง วานิ นายอาสมิง เจะอาแซ กําหนดการเผยแพร 2 ฉบับ ตอป การเผยแพร มอบใหหองสมุดหนวยงานของรัฐและเอกชน สถาบันการศึกษาในประเทศและตางประเทศ

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร วิทยาเขตปตตานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร วิทยาเขตปตตานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร วิทยาเขตปตตานี มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร วิทยาเขตปตตานี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มหาวิทยาลัยขอนแกน มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา สํานักบริหารยุทธศาสตรและบูรณาการการศึกษาที่ 12 มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร สถานที่ติดตอ บัณฑิตวิทยาลัย ชั้น 2 สํานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา 135/8 หมู 3 ตําบลเขาตูม อําเภอยะรัง จังหวัดปตตานี 94160 โทร.0-7341-8614 โทรสาร 0-7341-8615, 0-7341-8616 Email: fariddoloh@gmail.com รูปเลม บัณฑิตวิทยาลัย พิมพที่ โรงพิมพมิตรภาพ เลขที่ 5/49 ถนนเจริญประดิษฐ ตําบลรูสะมิแล อําเภอเมือง จังหวัดปตตานี 94000 โทร 0-7333-1429

ฉบับอิเล็กทรอนิกส http://www.tci-thaijo.org/index.php/NUR_YIU/issue/archive ทัศนะและขอคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารฉบับนี้ เปนความคิดเห็นสวนตัวของผูเขียนแตละ ทาน ทางกองบรรณาธิการเปดเสรีดานความคิด และไมถือวาเปนความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ


บทบรรณาธิการ มวลการสรรเสริญทั้งหลายเปนสิทธิแหง เอกองคอัลลอฮฺ  ที่ทรงอนุมัติใหการรวบรวมและจัดทํา วารสารฉบั บนี้ สํ า เร็ จ ลุ ลวงไปด วยดี ขอความสั น ติสุ ข และความโปรดปรานของอัล ลอฮฺ จงประสบแด ท า น นบีมุฮัมมัด  ผูเปนศาสนฑูตของพระองคตลอดจนวงศวานของทานและผูศรัทธาตอทานทั่วทุกคน วารสาร อั ล -นู ร เป น วารสารทางวิ ชาการฉบั บ สั ง คมศาสตร แ ละมนุ ษ ยศาสตร บั ณ ฑิ ต วิ ท ยาลั ย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ซึ่งไดจัดตีพิมพปละ 2 ฉบับ ซึ่งไดรับความอนุเคราะหจากคณาจารย นักศึกษา และ ผูสนใจทั่วไปจากสถาบันตางๆ เพื่อนําเสนอองคความรูในเชิงวิชาการที่หลากหลาย จากผลงานของนักวิชาการ คณาจารย นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาทั้งภายในและภายนอก ทั้งนี้เพื่อเปนการเผยแพรองคความรูที่สรางสรรค และเปนประโยชนสูสังคม วารสาร อัล-นูร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ฉบับนี้ เปนฉบับที่ 13 ปที่ 7 ประจําป 2555 (ประจําฉบับกรกฎาคม-ธันวาคม) ที่ไดจัดทําในรูปแบบเลมวารสารและระบบอิเล็กทรอนิกสเพื่อรองรับ การประเมินคุณภาพวารสารที่อยูในฐาน พรอมกันนี้ไดมีการ Submission (Thai Journals Online) ที่ไดรวบรวม บทความทางวิชาการที่มีความหลากหลายทางดานภาษา สาขาวิชา และประเด็นตางๆ ที่นาสนใจ ซึ่งผูวิจัยได ทําการศึกษา เรียบเรียง ประกอบไปดวย 11 บทความ และ 1 บทวิพาทยหนังสือ (Book Review) มาจากแขนงวิชา ดานตางๆ อยางเชน หลักนิติศาสตร, อิสลามศึกษา, การบริหารจัดการ, การวัดและประเมินผล, การบริหาร การศึ กษา, การพลศึก ษา เปน ตน บทความดั งกล าวไดรับ เกีย รติจ ากบรรดาผูทรงคุณ วุฒิ ทั้งในประเทศและ ตางประเทศทําหนาที่ตรวจสอบและประเมินคุณภาพของบทความ กองบรรณาธิการวารสาร ยินดีรับการพิจารณาผลงานวิชาการของทุกๆ ทานที่มีความสนใจ รวมถึง คําติชม และขอเสนอแนะตางๆ เพื่อนําสูการพัฒนาผลงานทางวิชาการใหมีคุณภาพตอไป

บรรณาธิการวารสาร อัล-นูร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

1

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

บทความวิชาการ

Field cycling NMR relaxometry การศึกษายพลศาสตรของพอลิเมอรเหลว 

ซอบีเราะห การียอ

บทคัดยอ Field cycling NMR relaxometry เปนเทคนิคที่เหมาะสําหรับการศึกษาพลศาสตรของพอลิเมอรเหลว โดย สามารถศึกษาพัฒนาการของพลศาสตรของพอลิเมอรเหลว เริ่มตนจากพอลิเมอรที่ แสดงสภาพแบบแกว พัฒนาจน เกิดพลศาสตรแบบ Rouse และจนมีพฤติกรรมแบบ Reptation ตามลําดับ โดยพัฒนาการนี้เปนผลจากการเพิ่มความ ยาวของโมเลกุลของพอลิเมอร บทความนี้จะกลาวถึงการวิเคราะหผลการทดลองในรูปของ NMR susceptibility แทนที่ จะวิเคราะหในรูปแบบทั่วไป ซึ่งก็คือการวิเคราะหการกระจายของ T1 relaxation time ที่เปนฟงกชั่นของความถี่ การ วิเคราะหใ นรู ปของ NMR susceptibility นี้ มีก ารนําไปใชในครั้ งแรกเพื่อการศึก ษาพลศาสตรข องพอลิ เมอรเ หลว Polybutadien (PB) โดยทั่วไปแลวพลศาสตรของพอลิเมอรเหลวจะประกอบดวยพลศาสตรของพอลิเมอรที่แสดงสภาพ แบบแกว ซึ่งเปนพลศาสตรที่พบเห็นไดสําหรับสารโมเลกุลเล็กทั่วๆ ไป กับพลศาสตรของพอลิเมอร มีการนําสเปกตรัม ที่เปนผลรวมของพลศาสตรทั้งสองมาจําแนกออกเปนสองสวน นั่นคือ แยกสวนของพลศาสตรของสารที่แสดงสภาพ แบบแกวกับสวนของพลศาสตรของพอลิเมอรออกจากกัน สวนหลังนั้นแสดงผลที่สอดคลองกับทฤษฎีของ Rouse ซึ่ง แปรผันตรงกับน้ําหนักโมเลกุล Mw อยางชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบผลการทดลองกับทฤษฎีของ Rouse พบวาสามารถ หาคาของน้ําหนักโมเลกุลที่แสดงสภาพของ Rouse หรือ MR กับน้ําหนักโมเลกุลที่แสดงสภาพของ entanglement หรือ Me ได นอกเหนือจากนั้น ผลการทดลองที่ไดจากเทคนิคนี้สามารถหาคาของการจัดเรียงเปนระเบียบ S ได โดยในการ วิเคราะหผลการทดลองในรูปแบบที่กล าวไปแลวนั้น ใหคาของ S ที่คอนข างสูง โดยค านี้จะแปรผัน ตรงกับน้ําหนั ก โมเลกุลของพอลิเ มอร นั้นๆ ซึ่ งเห็ นไดชั ดสําหรับ ชวงที่ มวลโมเลกุ ลอยู ในชว งที่แสดงพลศาสตรแบบ Rouse นั่นคื อ โมเลกุลมีขนาดที่ยาวขึ้นแตไมมากนัก เมื่อมวลโมเลกุลเพิ่มขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง นั่นคือ Me คาของ S ยังคงแปรผันตรง กับ มวลโมเลกุ ล อยู แต น อยมากๆ และท ายที่สุ ด แล ว ให S ที่ เ ปน ค าคงที่ ผลการทดลองจาก Field cycling NMR relaxometry และการวิ เคราะหพ ลศาสตรของพอลิ เมอรเหลวในรู ปของ NMR susceptibility สอดคลองกับผลการ ทดลองที่ไดจากเทคนิคอื่น

ดร. rer.nat (พอลิเมอร ฟสิกส) อาจารยประจําสาขาวิชาวิทยาศาสตร, คณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี, มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

2

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

ARTICLE

Field Cycling NMR Relaxometry Study on Polymer Melts Sobiroh Kariyo Abstract Field cycling NMR relaxometry is a suitable technique to investigate the crossover from glassy dynamics through Rouse to reptation behaviour on polymer melts. Interpretation in term of the NMR susceptibility instead of the T1 relaxation dispersion as a function of frequency, as usual, is reviewed. It has been applied for the first time to study the polymer dynamics on the polybutadiene (PB) melts. Usually, the dynamics of polymer melts consist of both the polymer specific dynamics and the glassy dynamics. Separating the contribution from the glassy dynamics presented on the total NMR relaxation spectra, the polymer contribution can be isolated. The latter shows typical Rouse relaxation features that grow with molecular weight Mw and saturate at high Mw. Comparing to Rouse theory, the Rouse unit MR and the entanglement weight Me are able to obtained. The dynamic order parameter S can also be obtained from the polymer relaxation spectra. A significantly high value of S for PB melts, S ~ 0.34, comes mainly from the Rouse spectra. A slightly Mw dependence of PB melts are observed and only a small dynamic order parameter, S ~ 0.02, are obtained when the Mw is higher than the entanglement weight Me. These results correspond to those obtained by other techniques. Keywords: NMR relaxometry, Polymer Dynamics, Polymer Melts, Polybutadience

อัล-นูร

Dr.rer.nat (in Polymer Physics) lecturer in Department of Science, Faculty of Science and Technology, Yala Islamic University


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

3

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

Introduction One of the key goals in polymer science is to understand the polymer dynamics that leads to establish the structure-properties relationships, which are important in order to improve and design new materials for new applications. The dynamics of polymer melts consist of both the polymer specific dynamics and the glassy dynamics. According to the molecular weight Mw, there are two important cases of the polymer specific dynamics. The first case is in the unentangled chains (Mw < Me), where Me is the entanglement molecular weight when the entanglements start. The second case is in the entangled chains (Mw > Me), where the chain movements are restricted by topological constraints of the surrounding chains (M.Doi, S.F. Edwards: 1986), (T.C.B. McLeish: 2002), The glassy dynamics are the contribution of the local and the segmental dynamics within the polymer chains, defined by the structural relaxation time or the -relaxation time  and the segmental correlation time s, respectively (T. Blochowicz, A.Brodin, E.A. Rössler: 2005). So far, several techniques have been used to investigate the polymer dynamics on the entanglement scale. Rheology and rheo-optical measurements (J. A. Kornfield, G. G. Fuller, D. S. Pearson: 2005), (E. F. Brown, W. R. Burghardt: 1996), are used to analyze the macroscopic level. Neutron spin-echo (NSE) (J. S. Higgins, J. E. Roots: 1985), (D. Richter, et al.: 1989), (P. Schleger, et al.: 1998), and nuclear magnetic resonance (NMR) (R. Kimmich, M. Köpf, P. Callaghan: 1991), (P. G. Klein, et al.: 1998), (M. E. Komlosh, P. T. Callaghan: 1998), (C. H. Adams, et al.: 2000), are able to probe directly the molecular motion. Dielectric spectroscopy (DS) provides chain orientation dynamics and small angle neutron scattering (SANS) (R. Muller, J. J. Pesce, C. Picot: 1993), (T. C. B. McLeish, et al.: 1999), of selectively deuterated material in quenched-flow experiments has started to reveal the nature of the anisotropic structure on the lengthscale of the chain under step-strain deformations. Dynamic light scattering as well as SANS on concentrated solutions has begun to test the consequences of theory for relaxation of the composition of fluctuations (D. Vlassopoulos, et al.: 1997). These techniques are sharpened by the synthesis of monodisperse molecules of controlled architecture and deuteron-labelling via anionic methods. These days, by the power of computer simulations, it is possible to conduct molecular dynamics simulations of polymers that contain 50 chains each of 10,000 repeating units for which the entanglement is relevant (M. Pütz, K. Kremer, G. S. Grest: 2000). A few more techniques such as dielectric spectroscopy (DS) and light scattering (LS) (T. Blochowicz, A. Brodin, and E. A. Rössler: 2005), are used to probe the dynamics for much shorter time scales, within the time scale of 10-9 to 10-12 seconds, which are identify as the dynamics for the liquid state. Field cycling NMR relaxometry is one of the new techniques that favor the approach of liquid-like systems in a natural way. The main advantage of this technique over other NMR methods is the information obtained over several orders of magnitude in the frequency scale (R. Kimmich: 1980), (F. Noack: 1986), (E. Anoardo, G. Galli, and G. Ferrante: 2001), (R. Kimmich, E. Anoardo: 2004), (S. Kariyo, et al.: 2006), (S. Kariyo, et al.: 2008), (S. Kariyo, et al.: 2008), (A. Herrmann, V. N. Novikov, and E. A. Rössler: 2009), (A. Herrmann: 2009), (D. Kruk, A. Herrmann, and E. A. Rössler: 2012). A comparison of different NMR techniques as well as DS presented within the window of time scale is shown in Fig. 1 (R. Kimmich, E. Anoardo: 2004), (A. Herrmann, et al.: 2009).

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

4

Field Cycling relaxometry has been used to study the dynamics of polymer melts focusing on the Rouse and the reptation dynamics (R. Kimmich: 1980), (F. Noack: 1986), (E. Anoardo, G. Galli, and G. Ferrante: 2001), (R. Kimmich, E. Anoardo: 2004). Recently, it has been used to study the dynamics starting from a simple liquid to polymer melts by following the information from a few monomers to long chain polymers, such as polybutadiene melt (PB) (S. Kariyo, et al.: 2006), (S. Kariyo, et al.: 2008), (S. Kariyo, et al.: 2008), (A. Herrmann, V. N. Novikov, and E. A. Rössler: 2009), (A. Herrmann: 2009), (D. Kruk, A. Herrmann, and E. A. Rössler: 2012). The field cycling relaxometry and its application on the dynamics of the linear polymer melts is discussed in this review. dielectric spectroscopy (DS) Field-Gradient NMR diffusometry T1 relaxometry

Conventional NMR relaxometry

Field Cycling (FC) relaxometry 10-12

10-10

10-8

10-6

10-4

10-2

100

102

correlation time  [s] Figure 1: Schematic representation of the time scale covered by different NMR techniques compared with the dielectric spectroscopy (DS) (R. Kimmich, E. Anoardo: 2004), (A. Herrmann, et al.: 2009). Analysis Field Cycling Relaxometry Field cycling relaxometry is one of the NMR techniques providing the information about the molecular motions at a wide range of time scales (Fig. 1). The term ‘relaxometry’ here mainly refers to the NMR spinlattice relaxation time or the T1 relaxation time. The NMR relaxometry is actually probing the fluctuation of dipolar coupling (DS) (R. Kimmich, E. Anoardo: 2004) (R. Kimmich: 1997), (R. Kimmich: 1004). The correlation function F2m ( ) , described the dipolar interactions, relates to the second rank spherical harmonics F2m ( )  Y2, m (0 ,  0 )Y2, m ( ,  ) / Y2, m (0 ,  0 )

อัล-นูร

2

,

(1)


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

5

where the indices 0 and  refer to the initial and the final times, respectively. The isotropic system at the macroscopic scale gives an m-independence expression for the orientational correlation function F2m ( ) and expresses through the second rank Legendre polynomial equation P2 (cos )  (1 / 2)(3 cos 2   1) (R. Kimmich, E. Anoardo: 2004). Thus, the correlation function in Eq. 1 becomes F2 ( )  P2 (cos 0 ) P2 (cos ) / P2 (cos0 )

2

 P2 cos(  0 ) .

(2)

The spectral density function J ( ) is given as the Fourier transform of the correlation functions,  0

J ( )  Re  F2 ( )e  i d .

(3)

In the 1H NMR, the so-called Bloembergen-Purcell-Pound theory (BPP theory) gives the relationship of the T1 relaxation time and the spectral density function J ( ) for the monomer orientational dynamics, 1  C J ( )  4 J (2 ) , (4) T1 where   B0 is the Larmor frequency depending on the gyromagnetic ratio  and the magnetic field B0 ,

and C is the NMR coupling constant. The T1 relaxation time in Eq. 4 is actually a contribution from both intraand intermolecular interactions, 1 / T1  1 / T1intra  1 / T1inter .

(5)

However, the main contribution to the interaction is from the nearest proton pairs which belong to the same molecular chains. Therefore, the intermolecular term can be neglected because it is relatively very small. T1 [s]

103/T [K-1] Figure 2: Temperature dependences of T1, T1, and T2 relaxation times (R. Kimmich, E. Anoardo: 2004).

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

6

The spectral density function J ( ) is related to the correlation time c as follows: J ( ) 

2 c

(6)

1   2 c2

The correlation time c itself depends on the temperature as shown in Fig. 2. It shows that the T1 relaxation time passes through a minimum at  c  1 ( 1 c  1 for the case of T1). The region of  c  1 , where these T1 (spin-lattice relaxation time in the laboratory frame), T1 (spin-lattice relaxation time in the rotating frame), and T2 (spin-spin or transverse relaxation time) are equal, gives the spectral density function J ( )  2 c . It is known as the extreme narrowing limit (R. Kimmich, E. Anoardo: 2004).

swt(i) B0 Bp

Baq Br

swt(d) RF

t

p

90o FID

Figure 3: Schematic representation of a typical cycle of the main magnetic field B0 employed with field cycling relaxometry, where  swt (d) and  swt (i) represent the switching times to decrease and increase the magnetic fields, respectively. A typical experiment of the field cycling relaxometry is illustrated in Fig. 3. At first, the sample is polarized at the polarization field Bp as high as technically possible in order to avoid the signal-to-noise problem until its magnetization achieves saturation, i.e. the polarization time p should be longer than five times the T1 relaxation time at that polarization field Bp. The magnetic field is then switched to a value of the relaxation field Br where the relaxation process takes place. At the end, the magnetic field is switched to a value of the acquisition field Baq which is again as high as possible. The signal is acquired after applying an radio frequency pulse (rf pulse) with a frequency equal to   Baq . The T1 relaxation time at the relaxation field Br is measured by varying the time interval . For obtaining the T1 relaxation dispersion profile, new relaxation fields

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

7

Br are set and the corresponding T1 relaxation times are measured (R. Kimmich, E. Anoardo: 2004), (R. Kimmich: 1980). The magnetization along the z-axis Mz relates to the magnetic fields and the T1 relaxation time as follows

M z ( )  M 0 ( Br )  M 0 (Bp )  M 0 (Br ) e  / T1 ( Br ) .

(7)

The field cycling experiment can be performed by changing the relaxation field Br either mechanically or electronically. The first case refers to as ‘a sample shuttle technique’ where mechanical or pneumatic systems move the sample between positions of different magnetic fields (D. P. Weitekamp, et al.: 1983), (D. J. Kerwood, P. H. Bolton: 1987), (D. Wu, C. S. Johnson: 1995), (S. Wagner, et al.: 1999), (A. G. Redfield: 2003). The time lost during shuttling the sample is in the order of hundreds of milliseconds. Therefore, the shuttling technique is not suitable for measuring short T1 relaxation times especially for investigating the polymer dynamics. The second case often refers to as ‘Fast Field Cycling Relaxometry (FFC)’. The relaxation field Br is switched electronically between the desired values. Special electric networks combined with sophisticated air cored magnets allowed to switch the magnetic fields between zero and 1 Tesla within the switching time swt of a few milliseconds. This technique permits the measurement of T1 relaxation times down to the local-field regime and that overlaps with the time scale accessible by the field-gradient NMR (FG-NMR) diffusometry (Fig. 1).

B0

B0

Bp

Baq

Br

Baq

Br 0

t

a)

0

t

b)

Figure 4: Two basic types of field sequences with the 90o rf pulse used in the field cycling measurement, a) basic pre-polarized sequence (PP) and b) basic non-polarized sequence (NP). The switching time swt, the time used to switch between different magnetic fields (Fig. 3), is one of the most important parameters for the field cycling relaxometry. It becomes more critical when measure a very short T1 relaxation time which often occurs at low frequency. Usually, the switching time swt has to be much smaller than the T1 relaxation time. However, if the course of the magnetic field during the switching intervals is

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

8

reproducible after the field cycle, this condition becomes less restrictive (F. Noack: 1986). The T1 relaxation time from Eq. 7 measured after the time    swt is given by

M z (   swt )  M 0 (Br )  k M 0 (Bp )  M 0 (Br ) e  / T1 (Br ) ,

(8)

where k is a constant for reproducible field transition (R. Kimmich, E. Anoardo: 2004), (R. Kimmich: 1980), (E. Anoardo, G. Galli, and G. Ferrante: 2001). The general field sequence as shown in Fig. 3 is suitable for the measurement when the difference of polarization field Bp and relaxation field Br is sufficiently large. For the case of high relaxation field Br, the difference between polarization field Bp and relaxation field Br in Eq. 8 can be too small for causing a sufficient deviation from the equilibrium and for accurate evaluation of the T1 relaxation time. In this case, it is more favorable to start the cycle in the absence of any polarization field Bp. Therefore, field cycling relaxometry contains basically the pre-polarized (PP) field sequence for the measurement at low fields and the non-polarized (NP) field sequence for the measurement at high fields as shown in Fig. 4 (R. Kimmich, E. Anoardo: 2004), (R. Kimmich: 1980), (E. Anoardo, G. Galli, and G. Ferrante: 2001). Field cycling NMR Relaxometry Study on Polymer Melts Recently, a commercial FFC relaxometer is available which provides the measurement of the field dependence of T1 relaxation times within a wide range of temperature. It is suitable to study the polymer dynamics. Kimmich and his co-workers have investigated the Rouse and reptation dynamics for various polymers (R. Kimmich: 1980), (F. Noack: 1986), (E. Anoardo, G. Galli, and G. Ferrante: 2001), (R. Kimmich, E. Anoardo: 2004). The investigations on the restricted molecular dynamics of polymers were published for the case of natural rubbers (NR) and butadiene rubbers (BR) (S. Kariyo, S. Stapf: 2004), (S. Kariyo, S. Stapf: 2004), (S. Kariyo, S. Stapf: 2005), (S. Kariyo, S. Stapf: 2005), (S. Stapf, S. Kariyo: 2005). These works presented the information in term of T1 relaxation dispersion and compared them with the theoretical works developed by Kimmich and his co-workers. which provides for Rouse and reptation dynamics for polymer melts (R. Kimmich, N. Fatkullin: 2004). The power law dependences of the T1 relaxation time on the Larmor frequency were introduced (R. Kimmich, E. Anoardo: 2004), (R. Kimmich: 2004), as follows   0.50  0.05  T1 ( )   :   0.25  0.03   0.45  0.03  

(region I; ' high - mode number limit') (region II; ' low - mode number limit')

. (9)

(region III; ' inter - segment interaction limit')

These power laws are not identical with those proposed by the Doi/Edwards limit of the mean square displacement of a chain segment within a tube constraint, <r2>  t. However, the Doi/Edwards limit can be verified if molecular chains are confined to artificial tubes prepared in a solid polymer matrix (M. Doi, S. F. Edwards: 1986), (R. Kimmich, et al.: 1999). So far, the power law in Eq. 9 has been applied to study the

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

9

T1' [s]

dynamics for the case where the correlation time  > s (R. Kimmich: 1980), (F. Noack: 1986), (E. Anoardo, G. Galli, and G. Ferrante: 2001), (R. Kimmich, E. Anoardo: 2004), (S. Kariyo, S. Stapf: 2004), (S. Kariyo, S. Stapf: 2004), (S. Kariyo, S. Stapf: 2005), (S. Kariyo, S. Stapf: 2005), (S. Stapf, S. Kariyo: 2005). The result shown in Fig. 5 is an example of the investigation on the dynamics of NR compared to BR (S. Kariyo, S. Stapf: 2005). The master curves for both NR and BR shown here are after applying the frequency temperature superposition. The difference in the power law found for NR is not a consequence of deviating dynamics of intermolecular contribution to the relaxation, but rather reflects the spectrum of segmental dynamics, i.e. the shape of the probability distribution of segmental correlation time s which expects to be different in polyisoprene or in NR compared to other polymers (S. Kariyo, S. Stapf: 2005). Accordingly, for better understanding, the investigations down to a simple liquid for those polymer melts are necessary. 10

1

10

0

10

BR1/1 NR1/1



-1

 10



-2

 10





-3

10

-4

10

-2

0

10  ' [MHz]

10

2

Figure 5: The master curves for the data measured individually for each sample at different temperatures obtained by applying the frequency temperature superposition (S. Kariyo, S. Stapf: 2005). In order to study the dynamics of a simple liquid, the local relaxation or -relaxation time  and the segmental correlation time s need to take into account. Usually, the data measured by the field cycling relaxometry are the T1 relaxation dispersion as a function of frequency. The possibility to look at the result in term of susceptibility () for T1 relaxation time in Eg. 4 can be written as   C  ( )  2  (2 )  3C ~ " ( ) T1 ( )

,

(10)

where the susceptibility  ( )  J ( ) . The term ~ " ( ) is called the ‘normalized NMR susceptibility’ or simply called the ‘susceptibility’. For a broad relaxation spectrum obtained for the polymer dynamics, the two susceptibilities in Eq. 10 hardly be distinguished. Therefore, it can be sum up as 3C ~" ( ) . The factor 3 is for keeping the integral over the susceptibility ~ " ( ) normalized to  / 2 . This equation is suitable to analyze

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

10

the data for the case of polymer dynamics so that the results from different experiments, such as from DS, can be compared (S. Kariyo, et al.: 2006), (S. Kariyo, et al.: 2008), (S. Kariyo, et al.: 2008), (A. Herrmann, V. N. Novikov, and E. A. Rössler: 2009), (A. Herrmann: 2009), (D. Kruk, A. Herrmann, and E. A. Rössler: 2012). The studies on the dynamics of a simple liquid to polymer melts investigated by the field cycling relaxometry in term of the susceptibility ~ " ( ) in Eq. 10 were started for polybutadiene melts (PB) with different molecular weights Mw as shown in Fig. 6 (S. Kariyo, et al.: 2006). The relaxation maxima which contain the information of the segmental correlation time s were shifted to higher frequencies at higher temperatures (Fig. 6a). The same investigation was found for o-terphenyl (OTP), which used as a reference for the dynamic of a simple liquid. At high temperature, where    1 , the susceptibility becomes ~ " ( )   1 , which is typical for the case of a simple liquid. However, the results for PB melts were slightly different due to the segmental dynamics within the polymer chains. The master curves for PB with different Mw and for OTP can be obtained by applying the frequency temperature superposition as shown in Fig. 6b (S. Kariyo, et al.: 2006). All master curves can be rescaled vertically so that the peaks are overlapped. The results for PB with low molecular weights, Mw = 355, 466 g/mol, and those for OTP are identical. It shows that the polymer specific dynamics might start at the molecular weights 466 < 2MR < 777 g/mol (each chain contains at least two units), where MR is the molecular weight for the Rouse dynamics. The master curves for PB melts with molecular weight Mw > 56500 g/mol are identical indicating that the entanglement is fully established (S. Kariyo, et al.: 2006). Since the master curves for PB with Mw = 355, 466 g/mol and for OTP are identical, these mean the relaxation spectra for polymer melts with very low molecular weights represent purely the spectrum for the segmental dynamic (Fig. 6b). The spectra of these two molecular weights are identifiable as the dynamics of a simple liquid.

10

12

10

11

9

10

8

10

7

10

6

10

5

10

4

10

3

10

2

10

1

10 3 10 4 5 6 7 10 10 10 10 10  [MHz]

0

296

10

9

303

10

8

10

7

10

6

10

5

343

228

258 303 389

4

อัล-นูร

283 OTP

10

10

NMR

2

10

(a)

PB 4600 1



0

10

(b) T = 223 - 390 K

10

-1

10

-2

10

-3

1x10

-4

1x10

-5

 /T1 [a.u.]

13

" = / T 1[Hz ]

10

10

PB M 817000 56500 11400 4600 2760 1450 777 466 355 OTP

M -7

1x10

-5

-3

10 

10

-1

10

1


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

11

 Figure 6: (a) NMR susceptibility  NMR ( )   / T1 ( ) at indicated temperatures for polybutadiene (PB) with molecular weight Mw of 4600 and for o-terphenyl (OTP). (b) The master curves for PB with different Mw, obtained by applying frequency temperature superposition (S. Kariyo, et al.: 2006).

Usually, the correlation function F2 ( ) reflects the segmental reorientation motion. For the case of a very low molecular weight Mw which can be considered as liquid, the correlation function F2 ( ) probes the glassy dynamics which lead to measure the -relaxation time . For the case of polymer with high molecular weight Mw, the correlation function F2 ( ) contains both the slow polymer chain and the segmental dynamics. The latter is identified as glassy dynamics (s = ). Assuming the relaxation spectra of both liquid and polymer dynamics are statistically independent, their contributions in the correlation function become F2 ( )  Fglass ( ) Fpolymer ( ) .

(11)

Depending on the molecular weight, the second term may contain both the Rouse and the reptation dynamics. The relative magnitude f for polymer dynamics was introduced as follows

F2 ( )  (1  f )glass ( )  f Fpolymer ( )

,

(12)

where glass ( ) is the normalized correlation function describing the glassy dynamics alone (S. Kariyo, et al.: 2006), (S. Kariyo, et al.: 2008). The relative magnitude f relates to the so-called local order parameter or the dynamic order parameter S (the order of the segments within the polymer chains) as f = S2 [21, 42]. For the case of polymers with entanglements, the dynamic order parameter S means the order of the segments between the two entangled points. The relation of the correlation functions of both glassy and polymer dynamics in Eq. 12 is approximately F2 ( )  (1  S 2 )glass ( )  S 2 Fpolymer ( ) .

(13)

In term of the NMR susceptibility, the contributions of both the glassy and the polymer dynamics are " " ~ " ( )  (1  S 2 ) ~glass ( )  S 2 ~polymer ( )

.

(14)

According to Eq. 14, the relaxation spectrum measured by the field cycling relaxometry would represent purely the polymer dynamic when the second term dominates. However, it is not the case in reality. Therefore, the interpretation of the polymer dynamics alone without taking the first term into account is not sufficient (S. Kariyo, et al.: 2006), (S. Kariyo, et al.: 2008), (S. Kariyo, et al.: 2008), (A. Herrmann, V. N. Novikov, and E. A. Rössler: 2009), (A. Herrmann: 2009), (D. Kruk, A. Herrmann, and E. A. Rössler: 2012). The relaxation spectra contributed to polymer dynamics for PB melts can be obtained by subtract the spectra in Fig. 6b with the relaxation spectrum for segmental dynamics measured from PB melts with Mw = 466 g/mol. After the subtraction, the master curves in Fig. 6a give the polymer spectra for PB melts as shown in Fig. 7a (S. Kariyo, et al.: 2006). The amplitude of the polymer spectra for PB melts with molecular weight M w  4600 g/mol is increasing with increasing the molecular weight Mw. At M w  4600 g/mol, the

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

12

"

polymer

polymer spectra are almost identical. The development of such intensities is identified as the development of the Rouse dynamics for PB melts starting from a simple liquid to a polymer chain. The NMR susceptibility in Eq. 10 calculated from the Rouse theory for several numbers of Rouse units N (Fig. 7b) can be used as a comparison with the results shown in Fig 7a (S. Kariyo, et al.: 2006), (S. Kariyo, et al.: 2008), (S. Kariyo, et al.: 2008). 10

-1

10

-2

10

-3

1x10

-4

1x10

-5

(a)

PB M 817000 56500 11400 4600 2760 2020 1450 777

1

 10

-6

10

-6

-5

1x10 1x10

-4

10

-3

10

-2

10

-1

10

0

10

1

0

10

JNMR()



10

-1

10

-2

10

-3

1x10

-4

1x10

-5

10

-6

(b)

 ln(s)

10

-6

-5

1x10 1x10

N=100 N=50 N=10 N=8 N=6 N=4 N=3 N=2

-4

10

-3

10

-2

10

-1

10

1



Figure 7: (a) Relaxation spectra attributed to polymer dynamics obtained from the data in Fig. 6b after the subtraction. (b) NMR susceptibility calculated from the Rouse theory for several numbers of Rouse units N (S. Kariyo, et al.: 2006). The squared dynamic order parameter S2 can be calculated from

S 2 ( M w )  I pol ( M w ) / I polymer ( M w )  I g

อัล-นูร

,

(15)


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

13

where I pol and I g are the integral intensities over the polymer and the glass spectra, respectively. Figure 8 shows the dynamic order parameter S as a function of molecular weight Mw [23]. The dynamic order parameters S for PB melts with molecular weight Mw > 466 g/mol are strongly increase with increasing the molecular weight Mw. At Mw > 4000 g/mol, they are still increasing but relatively very small and seem to be saturation starting from Mw = 56500 g/mol. These means the Rouse dynamics are limited to the chain segments between the two entanglements. The critical molecular weight Mc ~ 4000 g/mol is found two times larger than the entangled molecular weight Me ~ 2000 g/mol obtained by theoretical calculation from the Rouse theory as well as from the experimental results obtained by DS (S. Kariyo, et al.: 2006), (S. Kariyo, et al.: 2008), (S. Kariyo, et al.: 2008). This factor of two, Mc = 2Me, is found also for the case of viscosity and modulus data (T. C. B. McLeish: 2002). The maximum value of the dynamic order parameter S found from the polymer spectra of PB melts is 0.34. The value for relative magnitude f is then 0.11. This value seems to be much higher than that reported in the literature (T. Dollase, R. Graf, A. Heuer, and H. W. Spiess: 2001). However, it is not the case since the value reported in the literatures comes from the investigation for the reptation dynamics alone. The field cycling relaxometry, however, provides the polymer spectra contributed from both the Rouse and the reptation dynamics. The main contribution of the dynamic order parameter S here is from the Rouse dynamics because a small increase shown in Fig. 8, S ~ 0.02, is found for PB melts with 4000 g/mol < Mw < 56500 g/mol (S. Kariyo, et al.: 2008). Instead, the value of such a small increase, S ~ 0.02, could be used for a comparison with the other works (T. Dollase, R. Graf, A. Heuer, and H. W. Spiess: 2001) 0.4

MR ~ 500 Mc ~ 4000

0.3 simple

S

liquid

0.2 entanglement

0.1

Rouse

0.0 10

2

10

3

10

4

10

5

10

6

Mw [g/mol]

Figure 8: Dynamic order parameter S as a function of molecular weight Mw; solid lines distinguish the regions for simple liquid, Rouse, and entanglement dynamics. (S. Kariyo, et al.: 2008).

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

14

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

Conclusions and suggestions Field cycling relaxometry is a suitable technique for characterizing the polymer dynamics. The master curves obtained by applying frequency temperature superposition provide relaxation spectra of about 8 decades in frequency. An alternative interpretation of the experimental data in terms of the susceptibility instead of the T1 relaxation dispersion as a function of frequency gives a possibility to compare the results with those obtained by other techniques. In order to probe the polymer dynamics of polymer melts, the segmental dynamics need to take into account. Purely polymer specific dynamics obtained for PB melts is a good example to start with the field cycling relaxometry since many persons have been reported in the literatures and those can be used as a comparison. The results for NR or for polyisoprene PI melts investigated by the field cycling relaxometry are found to be different from those reported for PB melts (S. Kariyo, S. Stapf: 2004), (S. Kariyo, S. Stapf: 2004), (S. Kariyo, S. Stapf: 2005), (S. Kariyo, S. Stapf: 2005), (S. Stapf, S. Kariyo: 2005). According to the interpretation on the PB melts (S. Kariyo, et al.: 2006), (S. Kariyo, et al.: 2008), (S. Kariyo, et al.: 2008), (A. Herrmann, V. N. Novikov, and E. A. Rössler: 2009), (A. Herrmann: 2009), (D. Kruk, A. Herrmann, and E. A. Rössler: 2012), one may expect the same results for PI and PB melts after taking the segmental dynamics into account. Another interesting study is to apply the power law dependences of the T1 relaxation time on the Larmor frequency (R. Kimmich, E. Anoardo: 2004), (R. Kimmich: 2004), on the measurements represented in term of NMR susceptibility. However, within the frequency window of the commercial field cycling relaxometer, the T1 relaxation time down to 100 Hz – 1 kHz need to be measured. It is still possible with the help of the stray field compensation. An alternative way to get the results represented the reptation dynamics of polymer melts is to measure the T1 relaxation times at much higher temperatures but should not reach the melting point of the sample. Acknowledgement All information presented in this reviews are from the works supported by the funding from Deutsche Forschungsgemeinschaft DFG (Sta 511/3-1) and DFG through SFB 481. The author thanks E. A. Rössler and S. Stapf for useful information.

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

15

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

References M. Doi, S. F. Edwards, 1986. The Theory of Polymer Dynamics, Clarendon Press, Oxford. T. C. B. McLeish, 2002. Tube Theory of Entangled Polymer Dynamics, Adv. Phys. 51(6), 1379 – 1527. T. Blochowicz, A. Brodin, and E. A. Rössler, 2005. Evolution of the Dynamic Susceptibility in Supercooled Liquids and Glasses, in Fractals, Diffusion, and Relaxation in Disordered Complex Systems, Adv. Chem. Phys. Part A 133, 127 – 256. J. A. Kornfield, G. G. Fuller, D. S. Pearson, 1989. Infrared Dichroism Measurements of Molecular Relaxation in Binary Blend Melt Rheology, Macromolecules 22(3), 1334 – 1345. E. F. Brown, W. R. Burghardt, 1996. First and Second Normal Stress Difference Relaxation in Reversing Double-Step Strain Flows, J. Rheol. 40(1), 34 – 54. J. S. Higgins, J. E. Roots, 1985. Effects of Entanglements on the Single-Chain Motion of Polymer Molecules in Melt Samples Observed by Neutron Scattering, J. Chem. Soc. Farad. T. II 81(5), 757 – 767. D. Richter, B. Ewen, B. Farago, T. Wagner, 1989. Microscopic Dynamics and Topological Constraints in Polymer Melts: A Neutron-Spin-Echo Study, Phys. Rev. Lett. 62(18), 2140 – 2143. P. Schleger, B. Farago, C. Lartigue, A. Kollmar, D. Richter, 1998. Clear Evidence of Reptation in Polyethylene from Neutron Spin-Echo Spectroscopy, Phys. Rev. Lett. 81(1), 124 – 127. R. Kimmich, M. Köpf, P. Callaghan, 1991. Components of Transverse NMR Relaxation in Polymer Melts: Influence of Chain-End Dynamics, J. Phys. Sci. B, Polym. Phys. 29, 1025 – 1030. P. G. Klein, C. H. Adams, M. G. Brereton, M. E. Ries, T. M. Nicholson, L. R. Hutchings, R. W. Richards, 1998. Rouse and Reptation Dynamics of Linear Polybutadiene Chains Studied by 2H NMR Transverse Relaxation, Macromolecules 31(25), 8871 – 8877. M. E. Komlosh, P. T. Callaghan, 1998. Segmental Motion of Entangled Random Coil Polymers Studied by Pulsed Gradient Spin Echo Nuclear Magnetic Resonance, J. Chem. Phys. 109(22), 10053 – 10067. C. H. Adams, M. G. Brereton, L. R. Hutchings, P. G. Klein, T. C. B. McLeish, R. W. Richards, M. E. Ries, 2000. A Deuterium NMR Study of Selectively labeled Polybutadiene Star Polymers, Macromolecules 33(19), 7101 – 7106. R. Muller, J. J. Pesce, C. Picot, 1993. Chain Conformation in Sheared Polymer Melts as Revealed by SANS, Macromolecules 26(16), 4356 – 4362. T. C. B. McLeish, J. Allgaier, D. K. Bick, G. Bishko, P. Biswas, R. Blackwell, B. Blottière, N. Clarke, B. Gibbs, D. J. Groves, A. Hakiki, R. K. Heenan, J.M. Johnson, R. Kant, D. J. Read, R. N. Young, 1999. Dynamics of Entangled H-Polymers: Theory, Rheology, Neutron-Scattering, Macromolecules 32(20), 6734 – 6758.

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

16

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

D. Vlassopoulos, T. Pakula, G. Fytas, J. Roovers, K. Karatasos, N. Hadjichristidis, 1997. Ordering and Viscoelastic Relaxation in Multiarm Star Polymer Melts, Europhys. Lett. 39(6), 617 – 622. M. Pütz, K. Kremer, G. S. Grest, 2000. What is the Entanglement Length in a Polymer Melt?, Europhys. Lett. 49(6), 735 – 741. R. Kimmich, 1980. Field Cycling in NMR Relaxation Spectroscopy: Applications in Biological, Chemical, and Polymer Physics, Bull. Magn. Reson. 1(4), 195 – 218. F. Noack, 1986. NMR Field-Cycling Spectroscopy: Principles and Applications, Prog. NMR Spectr. 18, 171 – 275. E. Anoardo, G. Galli, G. Ferrante, 2001. Fast-Field-Cycling NMR: Applications and Instrumentation, Appl. Magn. Reson. 20, 365. R. Kimmich, E. Anoardo, 2004. Field-Cycling NMR Relaxometry, Prog. NMR Spectr. 44, 257 – 320. S. Kariyo, C. Gainaru, H. Schick, A. Brodin, V. N. Novikov, and E. A. Rössler, 2006. From a Simple Liquid to a Polymer Melt: NMR Relaxometry Study of Polybutadiene, Phys. Rev. Lett. 97, 207803. S. Kariyo, A. Herrmann, C. Gainaru, H. Schick, A. Brodin, V. N. Novikov, and E. A. Rössler, 2008. Erratum: From a Simple Liquid to a Polymer Melts: NMR Relaxometry Study of Polybutadiene, Phys. Rev. Lett. 100, 109901.. S. Kariyo, A. Brodin, C. Gainaru, A. Herrmann, H. Schick, V. N. Novikov, and E. A. Rössler, 2008. From Simple Liquid to Polymer Melt. Glassy and Polymer Dynamics Studied by Fast Field Cycling NMR Relaxometry: Low and High Molecular Weight Limit, Macromolecules 41, 5313 – 5321. S. Kariyo, A. Brodin, C. Gainaru, A. Herrmann, J. Hintermeyer, H. Schick, V. N. Novikov, and E. A. Rössler, 2008. From Simple Liquid to Polymer Melt. Glassy and Polymer Dynamics Studied by Fast Field Cycling NMR Relaxometry: Rouse Regime, Macromolecules 41, 5322 – 5332. A. Herrmann, V. N. Novikov, and E. A. Rössler, 2009. Dipolar and Bond Vector Correlation Function of Linear Polymers Revealed by Field Cycling 1H NMR: Crossover from Rouse to Entanglement Regime, Macromolecules 42, 2063 – 2068. A. Herrmann, S. Kariyo, A. Abou Elfadl, R. Meier, J. Gmeiner, V. N. Novikov, and E. A. Rössler, 2009. Universal Polymer Dynamics Revealed by Field Cycling 1H NMR, Macromolecules 42, 5236 – 5243. D. Kruk, A. Herrmann, and E. A. Rössler, 2012. Field-Cycling NMR Relaxometry of Viscous Liquids and Polymers, Prog. NMR Spectr. 63, 33 – 64. R. Kimmich, 1997. NMR Tomography Diffusometry Relaxometry, Springer, Berlin. R. Kimmich, N. Fatkullin, 2004. Polymer Chain Dynamics and NMR, Adv. Polym. Sci. 170, 1 – 113. R. Kimmich, 1980. Field Cycling in NMR Relaxation Spectroscopy: Applications in Biological, Chemical, and Polymer Physics, Bull. Magn. Reson. 1(4), 195 – 218. D. P. Weitekamp, A. Bielecki, D. Zax, K. Zilm, A. Pines, 1983. Zero-Field Nuclear Magnetic Resonance, Phys. Rev. Lett. 50(22), 1807 – 1810.

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

17

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

D. J. Kerwood, P. H. Bolton, 1987. A Sample-Shuttling Device Suitable for Two-Dimensional Low-Field NMR, J. Magn. Reson. 75(1), 142 – 146. D. Wu, C. S. Johnson, 1995. Diffusion-Ordered 2D NMR in the Fringe Field of a Superconducting Magnet, J. Magn. Reson. A 116(2), 270 – 272. S. Wagner, T. R. J. Dinesen, T. Rayner, R. G. Bryant, 1999. High-Resolution Magnetic Relaxation Dispersion Measurements of Solute Spin Probes Using a Dual-Magnet System, J. Magn. Reson. 140(1), 172 – 178. A. G. Redfield, 2003. Shuttling Device for High-Resolution Measurements of Relaxation and Related Phenomena in Solution at Low Field, Using a Shared Commercial 500 MHz NMR Instrument, Magn. Reson. Chem. 41(10), 753 – 768. E. Anoardo, G. Galli, G. Ferrante, 2001. Fast-Field-Cycling NMR: Applications and Instrumentation, Appl. Magn. Reson. 20, 365. S. Kariyo, S. Stapf, 2002. Influence of Cross-Link Density and Deformation on the NMR Relaxation Dispersion of Natural Rubber, Macromolecules 35 (25), 9253 – 9255. S. Kariyo, S. Stapf, 2004. NMR Relaxation Dispersion of Vulcanized Natural Rubber, Solid State NMR 25 (1 – 3), 64 – 71. S. Kariyo, S. Stapf, B. Bluemich, 2005. Site-Specific Proton and Deuteron NMR Relaxation Dispersion in Selectively Deuterated Polyisoprene Melts, Macromol. Chem. Phys. 206 (13), 1292 – 1299. S. Kariyo, S. Stapf, 2005. Restricted Molecular Dynamics of Polymer Chains by Means of Field Cycling Relaxometry, Macromol. Chem. Phys. 206 (13), 1300 – 1310. S. Stapf, S. Kariyo, 2005. Dependence of Order and Dynamics on Polymers and Elastomers under Deformation Revealed by NMR Techniques, Acta Phys. Pol. A 108 (2), 247 – 259. R. Kimmich, R.-O. Seitter, U. Beginn, M. Möller, N. Fatkullin, 1999. Field-Cycling NMR Relaxometry of Polymers Confined to Artificial Tubes: Verification of the Exponent 3/4 in the Spin-Lattice Relaxation Dispersion Predicted by the Reptation Model, Chem. Phys. Lett. 307(3 – 4), 147 – 152. T. Dollase, R. Graf, A. Heuer, H. W. Spiess, 2001. Local Order and Chain Dynamics in Molten Polymer Blocks Revealed by Proton Double-Quantum NMR, Macromolecules, 34, 298 – 309.

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

19

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

บทความวิจัย

สภาพ ปญหาและความตองการของครูเพื่อการจัดการเรียนการสอน ในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จารุวัจน สองเมือง ธีรพงศ แกนอินทร บทคัดยอ การวิจัยเชิงสํารวจนี้มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาสภาพ ปญหาและความตองการในการจัดการเรียนการสอน ของครู ตลอดจนศึกษาความตองการระบบอีเลิรนนิ่งของครูสําหรับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม กลุมตัวอยาง คือ ครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต โดยการสุมหลายขั้นตอน จํานวน 414 คน ผล การศึกษาพบวา 1) สภาพการจัดการเรียนการสอนดานครู ครูสวนใหญมีความมั่นใจในการเปนแบบอยางแกนักเรียน โดยเฉพาะในดานบุคลิกภาพ กริยามารยาท ในดานการสื่อสาร พบวา ครูใหความสําคัญตอการสื่อสารโดยเนนการใช ภาษาที่เขาใจงายและเนนการใหกําลังใจ ในดานการใหเกียรติ พบวาครูแสดงการใหเกียรติตอนักเรียนโดยการรับฟง ความเห็นและใหโอกาสนักเรียนอยางเทาเทียมกัน ในดานการคัดเลือกวิธีการสอน พบวา ครูสวนใหญเตรียมการสอน โดยการศึกษาวัตถุประสงคและเลือกเนื้อหาที่สอดคลอง โดยเวลาที่ใชในการเตรียมความพรอมสําหรับการสอนคือ 1-2 ชั่วโมง ผลการศึกษาปญหาของครูในการจัดการเรียนการสอนพบวา โดยรวมและในรายดานทุกดา นอยูในระดับ ปานกลาง ความต องการและความเป น ไปได ใ นการจั ด การเรี ยนการสอนอยู ใ นระดั บ มาก ความต องการระบบ อีเลิรนนิ่งอยูในระดับมาก ความพรอมในการนําระบบอีเลิรนนิ่งไปใชโดยรวมอยูในระดับปานกลาง

ผูชว ยศาสตราจารย (เทคโนโลยีก ารศึ กษา), นั กศึ กษาหลั กสูต รศึ กษาศาสตรดุษ ฎีบัณ ฑิต สาขาวิช าภาวะผูนํา และนวั ตกรรมทางการศึ กษา

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร 

ดร. (หลักสูตรและการสอน) รองศาสตราจารย, อาจารยประจําภาควิชาการศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

20

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

RESEARCH

States, problems and needs of teachers in instruction in Islamic Private Schools Jaruwat Songmuang Teeraphong Kaenin Abstract This survey research are aimed at studying states, problems and needs of teachers in instruction; as well as also studying needs for e-Learning system of teachers in Islamic Private Schools of five southern broader provinces. The samples of the study were 414 teachers in Islamic Private Schools of 5 southern broader provinces, by using multi-stage sampling. The findings shows as the following; 1. Instructional state, teacher aspect, most of the teachers were confident in being role model to their students, especially in an aspect of personality and manner ethics; communication aspect, the teachers give priority to communication that emphasized using understandable language and encouraging moral support; honest aspect, the teachers showed respect to their students by listening to the students’ opinions and giving equal opportunity to the students, aspect of teaching method selection, most of the teachers prepared their lessons by studying objectives and selecting correspondent content , and spending 1-2 hours in preparing their teaching. 2.The finding concerning the teachers’ problems in instruction reveals that as a whole and all aspects are at a medium level; the needs and possibilities in instruction are at a high level; the needs for the e-Learning system is at a high level; the readiness in application the e-Learning system is at a medium level.

Asst. Prof. (Educational Technology and Communication) Ed.D Candidate of Education Leadership and Innovation, Prince of Songkla University.



อัล-นูร

Assoc. Prof. Ph.D. (Curriculum and Instruction), Lecturer, Department of Education, Prince of Songkla University


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

21

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

บทนํา ศาสนาอิสลามใหความสําคัญต อครูในการใหก ารศึกษาและขั ดเกลาคนในสัง คมเปนอยางยิ่ ง ดังจะเห็นได จากวัจนะแหงทานศาสนทูต (ซ.ล) ที่ไดกลาวไววา “แทจริงฉันถูกสงมาเปนครู” (รายงานโดยอบูนาอีม)1 ครูเปนบุคคล สําคัญที่กอใหเกิดการเรียนรูและเปนตนแบบที่สําคัญของผูเรียน เพราะการเรียนรูจากการอานจากหนังสือตําราเพียง อยางเดียวไมสามารถสรางการเรียนรูที่สมบูรณใหกับผูเรียนได (Shalabi, 1989 อางถึงใน ซอลีฮะห หะยีสะมะแอ, 2551: 185) ในขณะที่ ดาวูด ดารวิช ยัลลัส (2010: 10) ไดกลาวถึงความสําคัญของครูไววา “ครูดีจะนําไปสูประชาชาติ ที่ดี” เช น เดี ยวกั น กั บ ความสํ าเร็ จ ของการขั บ เคลื่ อนยกระดั บ คุ ณ ภาพการจั ด การการศึ ก ษาของไทยภายใต พระราชบัญญั ติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 ที่ ใหความสําคั ญกับครู โดยถือวาครูคือหัวใจสําคัญที่ จะสร างการ เปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนการสอนมุงสูเปาหมายที่ไดกําหนดไว ทั้งนี้พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 ระบุไววา การจัดการศึกษาตองยึดหลักวาผูเรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรูและพัฒนาตนเองได และถือวาผูเรียนมี ความสําคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาตองสงเสริมใหผูเรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ การจัดการศึกษาตองเนนความสําคัญทั้งความรู คุณธรรม กระบวนการเรียนรูและบูรณาการตามความเหมาะสม ซึ่ง ครูคือผูมีบทบาทสําคัญที่จะเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรูใหสอดคลองกับเปาประสงคนี้ได ดังที่ พนม พงษไพบูลย (2543) ไดกลาวไววา หัวใจอยูที่ครู เพราะวาครูคือผูมีหนาที่จัดกระบวนการเรียนรู จัดการเรียนการสอน จัดใหเกิด กระบวนการเรียนรู สงเสริมให ผูเรียนเกิดการเรี ยนรูขึ้น มา บทบาทของครู ในอนาคตคือ การส งเสริ มกระบวนการ เรี ยนรู ใ ห กั บ ผู เ รี ยน เพื่ อให เ กิ ด การเรี ยนรู ที่ ก ว างขวาง หลากหลายและทั น สมั ย แต ทั้ ง นี้ ต องคํ านึ ง ถึ ง การรั ก ษา วัฒนธรรมรักษาความเปนไทยเอาไวใหได นอกจากนี้พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติไดระบุถึงการจัดการศึกษาที่มุงใหผูเรียนมีสิทธิไดรับการพัฒนา ขีดความสามารถในการใชเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาไวในมาตราที่ 66 โดยระบุไววา “ผูเรียนมีสิทธิไดรับการพัฒนาขีด ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี เพื่ อการศึก ษาในโอกาสแรกที่ทํ าได เพื่ อให มีความรู และทั ก ษะเพียงพอที่ จะใช เทคโนโลยี เ พื่ อ ศึ ก ษาในการแสวงหาความรู ด ว ยตนเองได อย า งต อเนื่ องตลอดชี วิ ต ” ซึ่ ง ระบบอี เ ลิ ร น นิ่ ง เป น อี ก ความกาวหนาทางเทคโนโลยีทางการศึกษาที่ตอบสนองตอเปาประสงคดังกลาวไดเปนอยางดี การจัดการศึกษาใน ลักษณะของอีเลิรนนิ่งไดมีการพัฒนาที่รวดเร็วและกอใหเกิดประโยชนอยางมากมาย โดยเฉพาะอยางยิ่งเพื่อการสราง โอกาสในการเขาถึงการศึกษาที่กวางขึ้นและขยายไปยังคนในทุกระดับ เอื้อตอการจัดการเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสําคัญ และยังเปนสวนสําคัญในการสงเสริมการเรียนรูที่ตอเนื่อง ฝกการคิดและแกปญหาใหกับผูเรียนไดเปนอยางดี ทั้งนี้อี เลิรนนิ่งไมใชเพียงการนําสื่อการเรียนรูไปใชบนเว็บไซตเทานั้น (Blass and Davis, 2003: 227) อีเลิรนนิ่งเปนกระบวน ทัศนใหมของการจัดการเรียนการสอนและการเรียนรู ซึ่งมีความซับซอนเพิ่มขึ้น (Wheeler and other, 2003: 95-96) ด ว ยเหตุ นี้ จํ า เป น อย างยิ่ ง ที่ จ ะต องมี ก ารยกระดั บ กระบวนทั ศ น ใ หม ข องระบบการศึ ก ษา โดยเฉพาะอย า งยิ่ ง กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่จะตองเนนผูเรียนเปนสําคัญ ซึ่งผูสอนจะตองเพิ่มพูนความรูและสรางทัศนคติที่ดี ตอการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชในหองเรียน มิเชนนั้นแลวการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนจะก็ไมบรรลุ ผล ดวยเชนกัน (Tamuri and other, 2008: 117) 1

วัจนะนี้ถือวามีสายรายงานที่ออนแอ แตมีสายรายงานที่ชัดเจนโดยมุสลิมที่มีความหมายใกลเคียงกันดวยคํากลาวที่วา “แทจริงอัลลอฮทรงสงฉันมาเปน ผูเผยแพร ไมใชสงฉันมาเปนผูที่ดื้อรั้น” (วัจนะเลขที่ 1113/2 (1475)) และอีกวัจนะหนึ่งกลาววา “แทจริงอัลลอฮไมไดสงฉันมาเปนผูที่ดื้อรั้น แตทวา ทรงแตง ตั้ง ฉันมา เปนครูที่งาย” (วัจนะเลขที่ 1104/2 (1478))

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

22

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

เปาหมายการจัดการศึกษาและการเขามามีบทบาทมากขึ้นของอีเลิรนนิ่งเปนอีกความทาทายของโรงเรียน เอกชนสอนศาสนาอิ สลามในการผลัก ดัน สูเ ปาหมายของการศึ กษาของประเทศ ทั้ งนี้ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา อิสลามเปนสถาบันที่มีบทบาทสําคัญตอการจัดการศึกษาสําหรับเยาวชนมุสลิมในประเทศไทยมาอยางยาวนานตั้งแต อดีตจนถึงปจจุบัน โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามไมใชมีบทบาทเพียงเพื่อการจัดการศึกษาเทานั้น แตยังนับวาเปน สถาบันทางศาสนาหนึ่งที่ทําหนาขัดเกลาบุคลิกภาพ เสริมสรางศรัทธาทางศาสนาใหกับเยาวชนและสมาชิกในชุมชน อีกดวย และดวยสถานภาพดังกลาวทําใหโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามยังคงเปนสถาบันการศึกษาที่ได รับการ ยอมรับจากคนในชุมชนที่จะสงบุตรหลานเขาศึกษาในโรงเรียน เพราะนอกจากบุตรหลานจะไดเรียนในวิชาสามัญแลว ยังจะไดรับการจัดการเรียนการสอนทางดานศาสนาและการอยูภายใตสภาพแวดลอมที่สอดคลองกับหลักการศาสนา อิสลาม (สการิยา แวโซะ, 2550) การยอมรับรูปแบบการจัดการศึกษาควบคูระหวางสามัญ-ศาสนาและบทบาทของ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาที่มีตอชุมชนทําใหเยาวชนสวนใหญในพื้นที่ประมาณรอยละ 70 เรียนในอยูโรงเรียนเอกชน สอนศาสนาอิสลามและมีเพียงรอยละ 30 เทานั้นที่อยูในโรงเรียนมัธยมของรัฐ แตจากผลการดําเนินงานในชวงที่ผาน มาพบวาคุณภาพของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามยังไมสามารถสรางความทัดเทียมกับการจัดการศึกษาในสวน ใหญ ของประเทศได และโดยภาพรวมการจั ด การศึ ก ษาในพื้ น ที่ จัง หวั ดชายแดนภาคใตมีป ญ หาร ว มกั น ในหลาย ประการโดยเฉพาะอยางยิ่งในเรื่องหลักสูตรและคุณภาพการจัดการเรียนการสอน (อมรวิชช นาครทรรพ และคณะ, 2550: 1-2) ทั้งนี้ประเด็นที่ตองมีการปรัปปรุงคุณภาพมีหลายดาน เชน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความพรอมในการ จัดการเรียนการสอน ความพรอมของหองประกอบตางๆ ความพอเพียงของอุปกรณการเรียนการสอน อัตราสวนครู ตอนักเรียน จํานวนนักเรียนตอหอง การสอนไมตรงตามวุฒิการศึกษาของครู และสวัสดิการของครู เปนตน (นิเลาะ แวอุเซ็ง และคณะ, 2552: 743) บทความนี้มีเปาหมายเพื่อนําเสนอผลการวิจัยศึกษาสภาพ ปญหาและความตองการในการจัดการเรียนการ สอนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม และความตองการระบบอีเลิรนนิ่งของครูเพื่อการจั ดการเรียนการสอนที่ สอดคล องกั บ บริ บ ทของโรงเรี ยนเอกชนสอนศาสนาอิ ส ลาม ซึ่ ง ผลการศึ ก ษาดั ง กล าวนี้ จ ะสามารถนํ าไปสู ก าร พัฒนาการจัดการเรียนรูที่มีประสิทธิภาพสําหรับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามตอไป วัตถุประสงคการวิจัย การวิจัยนี้มีวัตถุประสงคดังนี้ 1. เพื่อศึกษาสภาพ ปญหา ความตองการและความเปนไปไดในการจัดการเรียนการสอนของครูโรงเรียน เอกชนสอนศาสนาอิสลาม 2. เพื่อศึกษาความตองการและความพรอมของระบบอีเลิรนนิ่งในการจัดการเรียนการสอนของครูโรงเรียน เอกชนสอนศาสนาอิสลาม นิยามเชิงปฏิบัติการ 1.สภาพการจัดการเรียนการสอนของครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม หมายถึง การปฏิบัติของครูใน การจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งประกอบดวย 4 ดาน คือ การเปนแบบอยาง ทักษะ การสื่อสารที่ดี การใหเกียรติและความสําคัญตอผูเรียน การแสวงหาแนวทางที่ดีและงายที่สุดตอการเรียนรูของผูเรียน 2.ปญหาในการจัดการเรียนการสอนของครู หมายถึง สภาพการที่เกิดขึ้นที่ในการจัดการเรียนการสอนของ ครูตั้งแตการเตรียมการสอนจนถึงการประเมินผลการจัดการเรียนการสอนที่ครูไมพึงประสงคหรือไมเปนไปตามแนว ทางการปฏิบัติของครูในการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

23

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

3.ความตองการในการจัดการเรียนการสอนของครู หมายถึง ระดับความตองการตอการปฏิบัติของครูใน การจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม 4.ความตองการตอระบบอีเลิรนนิ่ง หมายถึง ระดับความตองการตอการปฏิบัติของครูในการจัดการเรียน การสอนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามผานระบบอีเลิรนนิ่งควบคูกับการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน 5.ครู หมายถึง ครูผูสอนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต ไดแก ปตตานี ยะลา นราธิวาส สตูลและสงขลา 6.โรงเรียน หมายถึง โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต ไดแก ปตตานี ยะลา นราธิวาส สตูลและสงขลา วิธีการวิจัย การวิจัยนี้เปนการวิจัยเชิงสํารวจ โดยมีรายละเอียดวิธีการวิจัย ดังนี้ 1. ประชากรและกลุมตัวอยาง ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ไดแก ครูสังกัดโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต ซึ่ง มีจํานวนทั้งสิ้น 11,167 คน (ขอมูลเมื่อป พ.ศ. 2551 จากสํานักบริหารยุทธศาสตรและบูรณาการการศึกษา เขต 12) และกลุมตัวอยางในการวิจัย คือ ครูสังกัดโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิ สลามใน 5 จั งหวัดชายแดนภาคใต จํานวน 386 คน ซึ่งมีขั้นตอนการสุมดังนี้ 1.1 กําหนดขนาดกลุมตัวอยางของครู กําหนดใหมีการคลาดเคลื่อนที่ยอมรับไดไมเกิน .05 (e = .05) โดยใช สูตรของ Yamane 1.2 กําหนดจํานวนครู โดยวิธีการสุมแบบแบงชั้นตามสัดสวน (Proportional Stratified Random Sampling) ใช จังหวัดเปนชั้นภูมิ (Strata) แบงไดเปน 5 จังหวัด คือ ปตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลาและสตูล 1.3 สุมเลือกโรงเรียนในแตละจังหวัด โดยการสุมอยางงาย (Simple Random Sampling) โดยจํานวนครูใน โรงเรียนในแตละจังหวัดที่สุมไดรวมกันแลวจะตองมากกวาจํานวนกลุมตัวอยางขั้นต่ําอยางนอยรอยละ 25 เพื่อปองกัน การสูญหายและความไมสมบูรณของการตอบแบบสอบถาม โดยไดรับแบบสอบถามคืนทั้งหมด 414 ฉบับ คิดเปนรอย ละ 85.71 2. เครื่องมือการวิจัย เครื่องมือในการวิจัยนี้ ไดแก แบบสอบถาม ซึ่งมีขั้นตอนการพัฒนา 4 ขั้นตอน คือ 1) การศึก ษาเอกสาร งานวิ จั ย และทฤษฏี ที่ เ กี่ ยวข องเพื่ อ เป น ข อ มู ล สํ าหรั บ การสร า งแบบสอบถาม และทํ าการร า งแบบสอบถาม 2) ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยผูเชี่ยวชาญจํานวน 5 ทาน 3) หาคาความเชื่อมั่น (Reliability) โดยการวัดความสอดคลองภายในดวยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha - Coefficient) พบวาแบบสอบถามมีคาความ เชื่อมั่นทั้งฉบับเทากับ 0.976 และ 4) นําแบบสอบถามที่ผานการตรวจสอบคุณภาพ และปรับปรุงแกไขสมบูรณแลวไป เก็บขอมูลกับกลุมตัวอยางในการวิจัย 3. การเก็บรวบรวมขอมูล การเก็บรวบรวมขอมูลมีขั้นตอนการดําเนินการ คือ สงแบบสอบถามถึงโรงเรียนโดยการสงดวยตนเองและ ผานทางไปรษณี ย และเก็ บแบบสอบถามกลับ เมื่อครบกําหนด 15 วั น หลัง จากนั้น ทําการตรวจสอบความถูก ตอง สมบูรณของการตอบแบบสอบถาม

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

24

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

4. การวิเคราะหขอมูล การวิ เ คราะห ขอมู ล โดยการแจกแจงความถี่ รอยละ (Percentage) คาเฉลี่ ย (Mean) คาสว นเบี่ ยงเบน มาตรฐาน (Standard Deviation) การทดสอบ t (t-test) และการทดสอบ One-way ANOVA โดยใชโ ปรแกรม คอมพิวเตอรสําเร็จรูป ผลการวิจัย จากการวิจัยสามารถนําเสนอผลไดดังนี้ 1. ขอมูลทั่วไปของผูตอบแบบสอบถาม ผูตอบแบบสอบถามสวนใหญเปนเพศหญิงคือ รอยละ 59.7 รองลงมากคือ เพศชายรอยละ 40.3 โดยสวน ใหญมีชวงอายุอยูระหวาง 25-35 ป คิดเป นรอยละ 69.6 รองลงมาคือ 36-45 ป ร อยละ 17.4 ถัดมาคื อ ชวงอายุ 46-55 ป คิดเปนรอยละ 8.7 ถัดมาคือ อายุต่ํากวา 25 ป รอยละ 3.6 และจํานวนนอยที่สุดคือ ชวงอายุตั้งแต 56 ป ขึ้นไป คิดเปนรอยละ 0.7 ผูตอบแบบสอบถามสวนใหญมีวุฒิการศึกษาสูงสุดในระดับปริญญาตรีที่ไมใชศึกษาศาสตร รอยละ 32.6 รองลงมาคือ ปริญญาตรีศึกษาศาสตร รอยละ 17.4 ถัดมาคือ ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู ต่ํากวา ปริญญาตรี และระดับปริญญาโทขึ้นไป โดยคิดเปนรอยละ 8.7, 7.0 และ 2.7 ตามลําดับ จําแนกผูตอบแบบสอบถาม ตามประสบการณการสอนไดเปน 5 กลุม โดยกลุมที่มีจํานวนมากที่สุด คือ กลุมที่มีประสบการณ 5 ปลงมา คิดเปน รอยละ 57.0 ถัดมากคือ 6-10 ป รอยละ 26.6 กลุม 11-15 ป รอยละ 10.6 กลุม 16-20 ป รอยละ 3.9 และกลุม 21 ปขึ้นไป รอยละ 1.9 จําแนกตามกลุมวิชาที่สอนออกไดเปน 4 กลุมคือ กลุมวิทยาศาสตร คณิตศาสตร มีจํานวนมาก ที่สุดคิดเปนรอยละ 28.7 รองลงมาคือ กลุมภาษาไทยและภาษาตางประเทศ รอยละ 27.5 กลุมวิชาศาสนา รอยละ 25.6 และกลุมสังคม ศิลปะ พลศึกษา คิดเปนรอยละ 18.1 จําแนกกลุมผูตอบแบบสอบถามตามขนาดของโรงเรียนโดยแบงตามจํานวนนักเรียนออกเปน จํานวนนักเรียน ไมถึง 500 คน คิดเปนรอยละ 32.4 นักเรียนระหวาง 500-1000 คน รอยละ 31.6 และจํานวนนักเรียนมากกวา 1000 คน รอยละ 36.0 และจําแนกตามจังหวัดที่ตั้งของโรงเรียนออกไดเปน จังหวัดปตตานีมีจํานวนมากที่สุดคิดเปนรอยละ 33.1 รองลงมาคือจังหวัดนราธิวาส รอยละ 21.3 ถัดมาคือจังหวัดสตูล รอยละ 20.5 จังหวัดยะลา รอยละ 17.9 และ จังหวัดสงขลา รอยละ 7.2 2. สภาพการจัดการเรียนการสอนของครูในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในการจัดการเรียน การสอน ในการศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนของครูได แบง การศึกษาออกเปน 4 ประเด็น คือ 1) การเป น แบบอยาง 2) ทักษะการสื่อสารที่ดี 3) การใหเกียรติและความสําคัญตอผูเรียน และ 4) การแสวงหาแนวทางที่ดีและ งายที่สุดตอการเรียนรูของผูเรียน ซึ่งปรากฏผลการศึกษาดังนี้ 2.1 การเป น แบบอย า ง จากการตอบแบบสอบถามพบว า ครู ส ว นใหญ มี ค วามมั่ น ใจว าสามารถเป น แบบอยางที่ดีใหกับนักเรียนไดในระดับมาก คิดเปนรอยละ 47.6 รองลงมาคือในระดับปานกลาง และระดับมากที่สุด คิดเปนรอยละ18.4 และ 16.2 ตามลําดับ ทั้งนี้จากการตอบแบบสอบถามพบวา ครูสวนใหญเห็นวา ตนเองสามารถ เป น แบบอย างให กั บ นั ก เรี ยนในด า นบุ คลิ ก ภาพ กริ ย ามารยาทมากที่ สุ ด คื อร อยละ 37.9 รองลงมาคื อการเป น แบบอยางในดานการนําความรูไปประยุกตใช รอยละ 31.2 2.2 การมี ทั ก ษะการสื่ อสารที่ ดี จากการตอบแบบสอบถามพบว า ครู ส ว นใหญ เ ห็ น ว าการสื่ อสารมี ความสําคัญในระดับมากและมากที่สุดในการจัดการเรียนการสอนในชั้ นเรียน คือ ใหความสําคัญในระดับมาก คื อ

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

25

รอยละ 43.7 ถัดมาคือ มากที่สุด รอยละ 36.0 โดยการสื่อสารเนนการเลือกใชภาษาที่เขาใจงาย คิดเปนรอยละ 34.5 รองลงมาคือ การสื่อสารเพื่อใหกําลังใจแกนักเรียน คิดเปนรอยละ 26.6 2.3 การใหเกียรติและความสําคั ญตอผูเรียน วิธีก ารที่ครูใชมากที่สุ ดเพื่อแสดงถึงการใหเกียรติและให ความสําคัญตอนักเรียนคือ โดยการรับฟงความเห็นของนักเรียนและใหโอกาสสําหรับนักเรียนทุกคนอยางเทาเทีย ม โดยจากแบบสอบถามพบวามีผูตอบแบบสอบถามรอยละ 36.7 ระบุวา การเปดรับฟงความคิดเห็นของนักเรียนเปน แนวปฏิบัติทางการสื่อสารที่แสดงถึงการใหเกียรติแกนักเรียน รองลงมาคือ การใหโอกาสสําหรับนักเรียนทุกคนอยาง เทาเทียม คิดเปนรอยละ 26.6 ถัดมาคือ การไมตําหนิดวยถอยคําที่รุนแรง รอยละ 20.0 2.4 การแสวงหาแนวทางที่ดีและงายที่สุดตอการเรียนรูของผูเรียน จากการตอบแบบสอบถามพบวา ครูสวนใหญใชเวลา 1-2 ชั่วโมงสําหรับการเตรียมความพรอม รอยละ 54.11 รองลงมาคือ นอยกวา 1 ชั่วโมง คิดเปน รอยละ 34.54 โดยใชหนั งสือเรียนและคูมือครู เปน แหล งขอมูลสํ าหรั บการเตรียมความพร อมมากที่ สุดคื อ ร อยละ 37.77 รองลงมาคือ การใช หนังสือทั่วไป และการสืบคนข อมูลจากอินเตอรเน็ท คิดเป นรอยละ 26.27 และ 24.46 ตามลําดับ ทั้งนี้ครูมีขั้นตอนในจัดการเรียนการสอนตามลําดับดังนี้ คือ ศึกษาวัตถุประสงคเปนเกณฑในการเตรียมการ จัดการเรียนการสอน เลือกเนื้อหาที่จะสอน ศึกษาคุณลักษณะของผูเรียน หองเรียน เทคนิคและวิธีการจัดการสอน แหลงคนควาและสื่อการเรียนรูสําหรับนักเรียน เวลาที่ใชและการวัดและประเมินผล 3. ปญหาของครูในการจัดการเรียนการสอน จากการศึกษาปญหาของครูในการจัดการเรียนการสอนพบวา โดยรวมครูมีปญหาในระดับปานกลาง เมื่อ พิจารณาเปนรายประเด็น พบวา ทุกประเด็นอยูในระดับปานกลาง โดยครูสวนใหญเห็นวาการขาดแหลงการศึกษา คนควาเพื่อการเตรียมการสอนเปนปญหาที่มีคาเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ความสามารถในการออกแบบการวัดและ ประเมินผลการเรียน และปญหาดานความสามารถในการออกแบบกิจกรรมการสอน ดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 แสดงคาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับปญหาในการจัดการเรียนการสอนของครู ปญหาดานครู เวลาในการเตรียมการสอน การปฏิบัติตนเพื่อเปนแบบอยางแกนักเรียน การประยุกตใชความรูในการดําเนินชีวิต แหลงคนควาเพื่อการเตรียมการสอน ความรูความเขาใจเกี่ยวกับเนื้อหาที่สอนของผูสอน ความสามารถในการออกแบบกิจกรรมการสอน ความสามารถในการออกแบบการวัดและประเมินผลการเรียน ทักษะการสื่อสารกับนักเรียน รวม

Mean 2.86 2.57 2.91 3.04 2.68 2.90 2.94 2.77 2.84

SD 1.15 1.26 1.07 1.15 1.18 1.03 0.97 1.09 0.87

ระดับ ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง

4. ความตองการของครูและความเปนไปไดในการจัดการเรียนการสอน สําหรับการศึ กษาความต องการและความเปนไปไดในการจั ดการเรียนการสอนของครู พบวา ครูสวนใหญ มี ความตองการใหครูปฏิบัติตนเปนแบบอยางใหกับนักเรียน มีคาเฉลี่ยเทากับ 4.32 รองลงมาคือ ความตองการใหครูไดรับ

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

26

การพั ฒนาทางดานทักษะการสื่อสาร ซึ่งมีคาเฉลี่ ยเท ากับ 4.25 และความตองการให มีสิ่งอํานวยความสะดวกในการ สืบคนขอมูลเพื่อการเตรียมการสอน มีคาเฉลี่ยเทากับ 4.24 ขณะเดียวผลการศึกษาความเปนไปไดพบวา ครูสวนใหญมี ความเห็นวาการปฏิบัติตนของครูเพื่อเปนแบบอยางใหกับนักเรียนมีโอกาสความเปนไปไดสูงสุด คือมีคาเฉลี่ยเทากับ 3.78 รองลงมาคือดานการพัฒนาทักษะการจัดการเรียนการสอน มีคาเฉลี่ยเทากับ 3.57 ดังปรากฏในตารางที่ 2 ตารางที่ 2 แสดงคาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับความตองการและความเปนไปไดในการจัดการเรียนการ สอนดานครู

รายการ การบูรณาการเนื้อหาศาสนาใน วิชาสามัญ การเชื่อมโยงเนื้อหาวิชาศาสนาสู สถานการณปจจุบัน การปฏิบัติตนเปนแบบอยางใหกับ นักเรียน สิ่งอํานวยความสะดวกในการ สืบคนขอมูลเพื่อการเตรียมการ สอน การพัฒนาทางดานทักษะการ จัดการเรียนการสอน การพัฒนาทางดานการวัดและ ประเมินผล การพัฒนาทางดานทักษะการ สื่อสาร รวม

ความตองการ Mean SD ระดับ

Mean

ความเปนไปได SD ระดับ

4.14

0.93

มาก

3.47

1.06

ปานกลาง

4.21

0.98

มาก

3.56

1.05

มาก

4.32

0.98

มาก

3.78

1.11

มาก

4.24

0.98

มาก

3.35

1.09

ปานกลาง

4.22

0.93

มาก

3.57

1.02

มาก

4.22

0.95

มาก

3.55

1.02

มาก

4.25

0.94

มาก

3.56

1.03

มาก

4.24

0.75

มาก

3.57

0.81

มาก

5. ความตองการระบบอีเลิรนนิ่งและความพรอมเพื่อการจัดการเรียนการสอนของครู ผลการศึกษาความตองการระบบอีเลิรนนิ่งเพื่อการจัดการเรียนการสอนของครูพบวา โดยรวมระดับความ ตองการอีเลิรนนิ่งเพื่อการจัดการเรียนการสอนอยูในระดับมาก คือมีคาเฉลี่ยเทากับ 3.83 และเมื่อพิจารณารายดาน พบวาทุกประเด็นอยูในระดับมากเชนกัน โดย ความตองการระบบอีเลิรนนิ่งชวยในเตรียมการจั ดการเรียนการสอน สูงสุด คือมีคาเฉลี่ยเทากับ 3.93 รองลงมาคือชวยพัฒนาทักษะการสื่อสารของครู คือมีคาเฉลี่ยเทากับ 3.92 และเปน แหลงสืบคน มีคาเฉลี่ยเทากับ 3.90 ดังปรากฏในตารางที่ 3

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

27

ตารางที่ 3 แสดงคาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับความตองการอีเลิรนนิ่งเพื่อการจัดการเรียนการสอนของครู รายการ เปนแหลงสืบคนสําหรับครูผูสอน ชวยในการเตรียมการจัดการเรียนการสอน ชวยพัฒนาการทักษะการสื่อสารของครู ชวยในการถายทอดแบบอยางที่ดีจากครูในยังนักเรียน ชวยในการพัฒนาทักษะการจัดการเรียนการสอน ชวยในการพัฒนาทักษะการวัดและประเมินผลของครู รวม

Mean 3.90 3.93 3.92 3.74 3.89 3.83 3.87

SD 0.89 0.83 0.85 0.91 0.85 0.88 0.74

ระดับ มาก มาก มาก มาก มาก มาก มาก

และจากการศึก ษาสภาพความพรอมเพื่อการนําระบบอีเ ลิรน นิ่ง ไปใชใ นการจั ดการเรี ยนการสอน พบว า โดยรวมมีความพรอมในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณารายดานพบวา ดานที่มีคาเฉลี่ ยสูง สุดไดแก ด านความ พรอมของครูใ นการใชร ะบบอีเลิ รนนิ่ งในการจั ดการเรี ยนการสอน คื อมีค าเฉลี่ ยเท ากับ 3.27 รองลองมาคือ ดาน นักเรียนในการเรียนดวยระบบอีเลิรนนิ่ง มีคาเฉลี่ยเทากับ 3.18 ดังตารางที่ 4 ตารางที่ 4 แสดงคาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับความความพรอมในการนําระบบอีเลิรนนิ่งไปใชในการ จัดการเรียนการสอนในโรงเรียน รายการ โรงเรียนมีความพรอมในการนําระบบอีเลิรนนิ่งมาใช ครูมีความพรอมในการใชระบบอีเลิรนนิ่งในการจัดการเรียนการ สอนการสอน นักเรียนมีความพรอมในการเรียนดวยระบบอีเลิรนนิ่ง ผูปกครองและชุมชนใหการยอมรับตอการใชอีเลิรนนิ่งในการจัดการ เรียนการสอน รวม

Mean 3.15 3.27 3.18 3.13 3.18

SD 1.10 0.97

ระดับ ปานกลาง ปานกลาง

1.02

ปานกลาง

1.04

ปานกลาง

0.89

ปานกลาง

อภิปรายผล จากผลการวิจัยสามารถอภิปรายผลไดดังนี้ 1. จากการศึก ษาสภาพของครู ในการจัด การเรียนการสอนทั้ง 4 ด าน คือ การเป นแบบอยาง ทัก ษะการ สื่อสารที่ดี การใหเกียรติและความสําคัญตอผูเรียน และการแสวงหาแนวทางที่ดีและงายที่สุดตอการเรียนรูของผูเรียน พบว า ครู ให ความสํ าคัญ ต อการแสดงออกเพื่อเป น แบบอย างให กั บนั ก เรี ยนและมี ความมั่น ใจว าครู สามารถเป น แบบอย างที่ ดีใ หกับ นัก เรี ยนได โดยเฉพาะในดานบุคลิก ภาพ กริยา มารยาท และการนําความรู ไปประยุกต ใช ซึ ่ ง สอดคล อ งกั บ ผลการสั มภาษณ ที่ ครู ใ ห ความเห็ น ว า นั ก เรี ยนเลื อกครู ที่ ต นเองพอใจมาเป น แบบอย าง ดั ง นั้ น ครู จําเปน ตองสามารถนํ าเสนอแบบอย างที่ดีใ หกับนัก เรียนไดพรอมๆ กับการสรางความประทับ ใจใหกั บนักเรี ยน ผล

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

28

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

การศึกษานี้สอดคลองกับบทบาทของครูในแนวทางการจัดการศึกษาของอิสลามที่นําเสนอไวโดยซอลีฮะห หะยีสะมะ แอ (2551: 141) วา ครูเปนผูฝกทักษะ ปลูกฝงขัดเกลาคุณธรรม คานิยมและคุณลักษณะที่พึงประสงคใหปรากฏในตัว ของนักเรียน ซึ่งนักเรี ยนจะเรียนรูไดจากการสังเกตแบบอยางและการปฏิบัติต นของครูผูส อน ดังนั้นครูจึงต องเป น แบบอยางใหกับนักเรียน เชนเดียวกันกับ Anderson (1989 refer in Lunenberg and other, 2007: 586-587) ที่ให ความเห็นวา แบบอยางของครูเปนสื่อกลางการเรียนรูที่ดีกวาการพยายามถายทอดเนื้อหาขอมูลไปยังนักเรียน แตจาก การศึกษาของ Lunenberg and other (2007: 595) พบวาครูสวนใหญสามารถนําเสนอการเปนตนแบบใหกับผูเรียนได ตามแบบที่กําหนดไว สําหรับดานการมีทักษะการสื่อสารที่ดีในการจัดการเรียนการสอนนั้นครูสวนใหญใหความสําคัญในระดับ มากและมากที่ สุ ด โดยเนน การเลื อกใช ภาษาที่ เข าใจง ายและให กําลัง ใจแกนั กเรียนในการเรียน ซึ่ งสอดคล องกั บ แนวคิดของ Richmond and other (2009: 1) ที่ระบุวา การสอนคือประสิทธิผลและประสิทธิภาพจากการสื่อสาร ระหวางครูผูสอนกับผูเรียน ครูผูสอนเปนผูสรางผลจากการสื่อสาร ซึ่งจะตองเขาใจถึงรูปแบบการสื่อสาร และทัศนคติ ของผูเรียนเพื่อความสําเร็จในการจัดการเรียนการสอน และดานการใหเกียรติและความสําคัญตอผูเรียน ครูสวนใหญ แสดงออกโดยการรับฟงความเห็นของนักเรียนและใหโอกาสสําหรับนักเรียนทุกคนอยางเทาเทียม ซึ่งสอดคลองกับ การสัมภาษณครูที่นําเสนอวา การสื่อสารที่ดีในภาษาที่นักเรียนเขาใจไดงาย สอดแทรกกําลังใจใหกับนักเรียนจะชวย ใหนักเรียนมีความสนใจที่จะเรียนมากขึ้น และการพูดตําหนิอาจจะทําใหนักเรียนหมดกําลังใจที่จะเรียน ในดานการแสวงหาแนวทางที่ดีและงายที่สุดตอการเรียนรูของผูเรียน จากการศึกษาพบกวาครูใชเวลาในการ เตรียมความพรอมกอนการสอนอยูระหวาง 1-2 ชั่วโมง โดยการศึกษาจากหนังสือเรียนและคูมือครู โดยมีขั้นตอนใน จัดการเตรียมการดังนี้คือ ศึกษาวัตถุประสงคเปนเกณฑในการเตรียมการจัดการเรียนการสอน เลือกเนื้อหาที่จะสอน ศึกษาคุณลักษณะของผูเรียน หองเรียน เทคนิคและวิธีการจัดการสอน แหลงคนควาและสื่อการเรียนรูสําหรับนักเรียน เวลาที่ใชและการวัดและประเมินผล ซึ่ง Richmond and other (2009:11) ไดใหขอเสนอแนะไววากระบวนการจัดการ เรียนรูคือการปฏิบัติการและการคัดเลือกเครื่องมือในการจัดการเรียนรูสําหรับผูเรียน การจัดลําดับขั้นตอนในการ จัดการเรียนการสอนจะมีผลตอความสําหรับตามวัตถุประสงคการสอนที่กําหนดไว ผลการศึกษาขางตนสอดคลองกับ ผลการสัมภาษณที่พบวา ครูมีความตองการใหนักเรียนสามารถเรียนรูไดอยางรวดเร็ว มีความสนใจตลอดการสอน แตอาจจะมีปญหาในเรื่องความตั้งใจและความสนใจของนักเรียนบางโดยเฉพาะในเนื้อหาที่ยาก และเพื่อใหเกิดแนว ทางการสอนที่ มีป ระสิทธิ ภาพ ครู จึงมี การแลกเปลี่ ยนเรี ยนรู ระหว างกั นเกี่ยวกับ วิธี การจั ดการเรียนการสอนและ ปญหาที่เกิดขึ้น ครูบางสวนไดมีโอกาสในการเขารับการอบรมภายนอกบาง แตสวนใหญเปนการจัดอบรมที่โรงเรียน จัดขึ้นโดยเชิญบุคคลภายนอกมาเปนวิทยากร 2. จากการศึ ก ษาป ญ หาของครู ใ นการจั ด การเรี ย นการสอนพบว า ครู ส ว นใหญ เ ห็ น ว าการขาดแหล ง การศึกษาคนควาเพื่อการเตรียมการสอนเปนปญหาสําคัญที่สุด รองลงมาคือ ความสามารถในการออกแบบการวัด และประเมิน ผลการเรี ยน และปญ หาด านความสามารถในการออกแบบกิ จ กรรมการสอน สภาพปญ หาข างต น สอดคลองกับผลการการสนทนากลุมยอยครูผูสอนและผูบ ริหารโรงเรียน ซึ่งพบวาหลายโรงเรียนมีขอจํากัดในการจัด ครูเขาสอนในวิชาที่ครูสําเร็จการศึกษาหรือมีความถนัด และครูใหมจะมักจะไมมีสิทธิในการเลือกวิชาที่ตนเองถนัด ฝายวิชาการของโรงเรียนแหงหนึ่งไดใหความเห็นไววา โรงเรียนสามารถจัดครูสอนตรงสาขาวิชาไดในบางวิ ชาเทานั้น แต โ ดยภาพรวมทํ าได ลํ าบากและไม ส ามารถทําได ต ลอดไปด ว ยเนื่องจากครู มีการเขาออกบอยมาก ครู ผูส อนใน โรงเรียนมีการเปลี่ยนแปลงบอย โดยเฉพาะอยางยิ่งหากเปนโรงเรียนขนาดเล็กที่บางครั้งครูลาออกในระหวางภาค เรียนและจําเปนตองรับครูใหมเขามาทดแทนทันที ซึ่งครูใหมที่เพิ่งเขาทํางานสอนยังขาดทั้งประสบการณการสอนและ

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

29

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

ทักษะความรูในวิชาที่รับผิดชอบ เนื่องจากตองสอนในวิชาที่ไมตรงกับสาขาวิชาที่สําเร็จการศึกษามา ในขณะเดียวกัน โรงเรี ย นมี แ หล ง ข อ มู ล สํ า หรั บ การศึ ก ษาค น คว า สํ า หรั บ ครู อ ยู อ ย า งจํ า กั ด ซึ่ ง สภาพดั ง กล า วต า งจากครู ที่ มี ประสบการณ ส อนหลายป ที่ มีความมั่น ใจในการสอนในวิ ชาที่ หลากหลายมากขึ้ น ถึง แม ว าจะไม มีวุ ฒิ การศึ ก ษาใน สาขาวิช าดั ง กล าวก็ต าม ซึ่ง สอดคล องกับ ผลการศึก ษาของนิเ ลาะ แวอุ เ ซ็ง และคณะ (2550:198-199) ที่ร ะบุ ว า ครูผู สอนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิ สลามยัง ขาดความรู ความเข าใจไมว าจะเป นเรื่ องป ญหาการสงเสริมและ สนับสนุนใหครูและผูเรียนไดใชแหลงการเรียนรูนอกโรงเรียน การสนับสนุนใหครูทําวิจัยเพื่อแกไขปญหาการเรียนการ สอนและการนําผลการวิ จัยมาใชเ พื่อพัฒ นาการสอน และผลการศึกษาของชุมศั กดิ์ อินทร รักษ และคณะ (2553: 1025) ที่ระบุวา ปญหาและความตองการในการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชนในดานการจัดการเรียนการสอนคือ ป ญ หาและความต อ งการในการพั ฒ นาคุ ณ ภาพการจั ด การศึ ก ษาที่ สํ า คั ญ ได แ ก ความมั่ น คงในอาชี พ ครู ความสามารถดานการจัดการเรียนการสอนของครู การขาดแคลนอัตรากําลังครู ทั้งนี้ปญหาการขาดแหลงศึกษา คนควาสํ าหรั บครู สงผลตอคุณ ภาพการสอนของครูและมี ผลโดยตรงตอการเรียนรูของนั กเรี ยนด วยเชนกั น ดั งผล การศึกษาของเกษตรชัย และหีม (2550: 444) ที่ระบุวาคุณภาพการสอนของครูมีความสัมพันธทางบวกกับผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนและสามารถพยากรณผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามได โดยครู มีบทบาทสําคัญในการดําเนินการเรียนการสอน การสอนที่ดีมีคุณภาพจะทําใหผูเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสู ง พฤติกรรมของครูผูสอนจึงเปนตัวกําหนดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไดดี ใกลเคียงกับการศึกษาของชิดชนก เชิงเชาว (2541: 150) ที่ระบุวา องคประกอบดานการจัดการเรียนการสอนของครูสงผลกระทบตอประสิทธิผลของโรงเรียน ผูบริหารโรงเรียนจําเปนตองสนับสนุนหรือใหความสะดวกเพื่อใหงานวิชาการมีประสิทธิภาพมากขึ้น 3. การศึกษาความตองการและความเปนไปไดใ นการจัดการเรียนการสอนของครู พบวา ครูสว นใหญ มี ความตองการใหครูปฏิบัติตนเปนแบบอยางใหกับนักเรียน รองลงมาคือ ความตองการใหครูไดรับการพัฒนาทางดาน ทั ก ษะการสื่ อสาร และความต องการให มีสิ่ ง อํ านวยความสะดวกในการสื บ ค น ข อ มู ล เพื่ อการเตรี ยมการสอน ขณะเดียวกันผลการศึกษาความเปนไปไดพ บวา ครูสวนใหญมีความเห็ นวาการปฏิบัติ ตนของครูเพื่อเปนแบบอยาง ใหกับนักเรียนมีโอกาสความเปนไปไดสูงสุด รองลงมาคือดานการพัฒนาทักษะการจัดการเรียนการสอน ทั้งนี้จากการ สัมภาษณครูผูสอนพบวา การเปนแบบอยางของครูมีความสําคัญตอการปฏิบัติตนอยางเหมาะสมของนักเรียน ครูที่ นักเรียนชื่นชมจะมีสวนชวยใหการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนงายขึ้นดวยเชนกัน ดังนั้นครูจึงมีความตองการให ตนเองสามารถเปนแบบอยางที่ดีใหกับนักเรียนได ซึ่งผลการศึกษาดังกลาวสอดคลองกับผลการศึกษาของเกษตรชัย และหีม (2550: 443) ที่ระบุวา เจตคติตอการเรียนและเจตคติตอครูมีความสัมพันธทางบวกกับผลสัมฤทธิ์ทางการ เรี ยนและสามารถพยากรณ ผ ลสั มฤทธิ์ท างการเรี ยนของนั ก เรี ยนโรงเรี ยนเอกชนสอนศาสนาอิ สลามได และผล การศึกษาของ Klausmeir (1961 อางถึงใน ชิดชนก เชิงเชาว และคณะ, 2541: 153) ที่ระบุวา องคประกอบดาน คุณลักษณะของผูเรียนเปนสิ่งที่สําคัญที่สุดในการอธิบายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในขณะที่คุณลักษณะของครูผูสอน และพฤติกรรมระหวางผูเรียนกับผูสอนมีความสําคัญรองลงมา 4. ผลการศึกษาความตองการตอระบบอีเลิรนนิ่งเพื่อการจัดการเรียนการสอนของครูพบวา ความตองการ การนําระบบอีเลิรนนิ่งมาใชในการจัดการเรียนการสอนของครูอยูในระดับมาก แตในขณะเดียวกันความพรอมในการ นําระบบไปใชอยูในระดับปานกลาง โดยครูสวนใหญตองการใหระบบอีเลิรนนิ่งชวยเตรียมการจัดการเรียนการสอน สูงสุด ช วยพัฒนาทักษะการสื่อสารของครู และเปน แหลงสืบ คน ผลการศึกษานี้สะทอนความตองการแหลงศึกษา ขอมูลเพื่อการจัดการเรียนรูของครู สอดคลองกับการศึกษาของจารุวัจน สองเมือง (2551: 82) ที่ระบุวา สาเหตุจาก การขาดงบประมาณสนับสนุนและขาดความสามารถในการผลิตสื่อ กอใหเกิดปญหาในการเตรียมสื่อการสอนและ

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

30

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

การเลือกใชสื่อการสอน ซึ่งการนําเอาเทคโนโลยีสารสนเทศและการจัดการเรียนการสอนในระบบอีเลิรนนิ่งจะชวยให ครูสามารถเขาถึงแหลงความรูและการจัดเก็บความรูที่มีประสิทธิภาพขึ้น ขณะเดียวกันเทคโนโลยีสารสนเทศจะเอื้อให เกิดการสื่อสารระหวางครูกับนักเรียน กอใหเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรูระหวางกันและการกระตุนเตือน สรางความ สนใจใหกับนักเรียน ครูจะสามารถสื่อสารความรูตางๆ ไปยังนักเรียนในหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่เปนการสื่อสารไปยัง นักเรียนทั้งหอง เปนกลุม หรือเปนรายบุคคล สิ่งเหลานี้ถือเปนคุณสมบัติเบื้องตนของครูที่จะทําใหการนําเทคโนโลยี สารสนเทศและระบบอีเลิรนนิ่งไปใชในการจัดการเรียนการสอนเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ (UNESCO, 2002: 53-55) นอกจากนี้การจัดการเรียนการสอนในระบบอีเลิรนนิ่งยังมีหลายสวนที่มีความคลายคลึงกับหองเรียนปกติที่ครู จะตอง มีความสามารถดําเนินการเพื่อใหเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรูระหวางครูกับนักเรียนและระหวางนักเรียนกับนักเรียน ดังนั้นครูจึงตองมีทักษะในการใชเครื่องมือสื่อสารตางๆ เขาชวย เชน อีเมล หรือโปรแกรมสนทนาในหองเรียนออนไลน หรือแมกระทั่งโทรศัพทเพื่อการสื่อสารกับนักเรียน (Headley, 2005) ขอเสนอแนะ 1. ขอเสนอแนะเพื่อการนําผลการวิจัยไปใช 1.1 โรงเรียนควรสงเสริมและกระตุนใหครูแสดงตนเปนแบบอยางที่ดีและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพอยาง ตอเนื่อง เนื่องจากเปนสวนสําคัญในการสรางคุณภาพในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนและพัฒนาบุคลิกภาพ ของนักเรียน 1.2 โรงเรียนและหนว ยงานที่ เกี่ ยวของควรจั ดให มีแหล ง ศึก ษาคนควาสําหรับ การจั ดการเรียนการสอนที่ เพียงพอ เพื่อใหครูสามารถใชเปนขอมูลในการเตรียมการจัดการเรียนการสอน 1.3 โรงเรียนควรสรางความพรอมเพื่อการนําระบบอีเลิรนนิ่งมาใชเพื่อการจัดการเรียนการสอน ทั้งทางดาน โครงสรางพื้นฐานดานเทคโนโลยีสารสนเทศของโรงเรียน ความพรอมของครู นักเรียนผูปกครองและชุมชน 2. ขอเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งตอไป 2.1 ควรมีการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาแหลงศึกษาคนควาสําหรับครู โดยมีความครอบคลุมทั้งนี้การจัดการ เรียนรูและเนื้อหาวิชาการที่นําไปสูการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน 2.2 ควรมีการศึกษาวิจัยแนวทางการจัดการความรูภายในโรงเรียนเพื่อเปนกลไกสงเสริมการพัฒนาตนเอง ของครูและโรงเรียนที่ตอเนื่องและยั่งยืน

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

31

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

บรรณานุกรม ภาษาไทย เกษตรชัย และหีม. 2550. องคประกอบในการพยากรณผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนเอกชน สอนศาสนาอิส ลามในสามจั งหวั ดชายแดนภาคใต . วารสารสงขลานคริ น ทร ฉบั บสั ง คมศาสตรและ มนุษยศาสตร. ปที่ 13 ฉบับที่ 3 ก.ค.-ก.ย. 2550 หนา 435- 453. จารุวัจน สองเมือง. 2551. สภาพ ปญหา ความตองการดานสื่อการสอนของครูในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา อิสลาม จัง หวัดชายแดนภาคใต . วารสารสงขลานครินทร ฉบั บสังคมศาสตรและมนุษยศาสตร. ปที่ 14 ฉบับที่ 1 (ม.ค.- มี.ค. 2551) หนา 70-84. ชิดชนก เชิงเชาว, อําภา บุญชวย และทวี ทองคํา. 2541. การวิเคราะหโครงสรางขององคประกอบที่สงผลตอประ สิทธิพลของโรงเรี ยนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต . วารสารสงขลานครินทร ฉบับมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร. ปที่ 4 ฉบับที่ 2 พ.ค.-ส.ค. 2541. หนา 131- 157. ชุมศักดิ์ อินทรรักษ, เรชา ชูสุวรรณ นินาวาลย ปานากาเซ็ง และออมใจ วงษมณฑา. 2553. การพัฒนาคุณภาพการ จัด การศึ ก ษาตามวิ ถี อิส ลามในโรงเรี ยนเอกชนสอนศาสนาอิ ส ลามเพื่ อบู ร ณาภาพสั ง คมในสาม จังหวัดชายแดนภาคใต. วารสารสงขลานครินทร ฉบับสังคมศาสตรและมนุษยศาสตร . ปที่ 16 ฉบับที่ 6 พ.ย.- ธ.ค. 2553 หนา 1015-1034. ซอลีฮะห หะยีสะมะแอ. 2551. มโนทัศนการศึกษาในอิสลาม. สํานักวิจัยและเขียนตํารา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา. ปตตานี. นิเลาะ แวอุเซ็ง, ผองศรี วาณิชยศุภวงศ, อิบราเฮ็ม ณรงครักษาเขต, อะหหมัด ยี่สุนทรง และมูหามัดรูยานี บากา. 2550. รายงานวิ จัย เรื่ อง การจั ด การศึ ก ษาโรงเรี ยนเอกชนสอนศาสนาอิ ส ลามในสามจั ง หวั ด ชายแดนภาคใต. วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร วิทยาเขตปตตานี. นิเลาะ แวอุเซ็ง, ผองศรี วาณิชยศุภวงศ, อิบราเฮ็ม ณรงครักษาเขต, อะหหมัด ยี่สุนทรง และมูหามัดรูยานี บากา. 2552. การจัดการศึกษาโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในสามจังหวัดชายแดนภาคใต . วารสาร สงขลานคริ นทร ฉบั บสั งคมศาสตร และมนุษ ยศาสตร . ป ที่ 15 ฉบับ ที่ 5 (กั นยายน-ตุ ลาคม 2552) หน า 739-765. พนม พงษ ไ พบู ล ย . 2543. “หั ว ใจการปฏิ รู ป การศึ ก ษา” คํ า บรรยายพิ เ ศษของ ดร.พนม พงษ ไ พบู ล ย ปลัดกระทรวงศึก ษาธิก าร เมื่อวั นที่ 21 กรกฎาคม 2543 ณ หอประชุ มบุญชู ตรีท อง โรงเรี ยนบุ ญ ว า ท ย วิ ท ย า ลั ย จั ง ห วั ด ลํ า ป า ง . จ า ก เ ว็ บ ไ ซ ด http://www.moe.go.th/web-panom/articlepanom/article_panom01.htm สะการิยา แวโซะ. 2550. “แนวโนมการบริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในสามจังหวัดชายแดน ภาคใต ระหวาง พ.ศ. 2548-2558”. เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ การวิจัยทางการศึกษา ครั้งที่ 12. 15-16 พฤศจิกายน 2550. จัดโดย สํานักงานเลขานุการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (ออนไลน) สืบคนจาก : http://edu.pbru.ac.th/pdf/20071106-sym-onec12.pdf [15 มี.ค. 51] สํานักบริหารยุทธศาสตรและบูรณาการการศึกษา เขต 12. 2551. ขอมูลสารสนเทศทางการศึกษา ปการศึกษา 2551. สํานักบริหารยุทธศาสตรและบูรณาการศึกษาที่ 12. (เอกสารอัดสําเนา)

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

32

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

อมรวิชช นาครทรรพ และคณะ. 2550. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ โครงการวิจัยและพัฒนารูปแบบการจัดการ เรียนรูเพื่อทองถิ่นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต. สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. ภาษาอังกฤษ Eddie Blass and Ann Davis. 2003. Building on Solid Foundations: establishing criteria for e-learning development. Journal of Further and Higher Education. Vol. 27 No.3 August, p. 227-246 Mieke Lunenberg, Fred Korthagen and Anja Swennen. 2007. The teacher educator as a role medel. Teaching and Teacher Education. No. 23 (2007). p. 586-601. Virginai P. Richmond, Jason S. Wrench, and Joan Gorham. 2009. Communication, Affect, & Learning in the Classroom. 2nd Ed. Tapestry Press.: MA. [online] http://ciosmail.cios.org:3375/readbook/cal/cal.pdf (Accessed 15 February 2012). Scot Headley. 2005. Five roles I play in online courses. Innovate 2 (1). From http://www.innovateonline.info/index.php?view=article&id=78 (Accessed 15 June 2012). Ab.Halim Tamuri, Mahimun Sardi, Mohamed Amin Embi, and Parilah M. Shah. 2008. The Application of Islamic Web Sites: Process of Teaching and Learning of Islamic Education. The International Journal of Learning. Vol.14, No.12. p.117-123. UNESCO. 2002. Information and Communication Technology in Education: a Curriculum for Schools and Programme of Teacher Development. (Ed. Jonathan Anderson and Tom V. Weert). UNESCO, Paris [online] http://unesdoc.unesco.org/images/0012/001253/125396e.pdf (Accessed 15 June 2012). Keith Wheeler, Jech Byrne and Andrea Deri. 2003. eLearning and Education for Sustainability (EFS). International Review for Environmental Strategies. Vol.4, No.1. p 95-105. ภาษาอาหรับ ดาวูด ดารวิช ยัลลัส. 2010. แนวทางการจัดการเรียนการสอนตามระบบการจัดการศึกษาอิสลาม. พิมพครั้งที่ 3. มาซียดะตุลวามุนกอหะฮ.

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

33

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

บทความวิชาการ

คุณสมบัติและอํานาจหนาที่ของกอฎียฺในกฎหมายอิสลาม 

อับดุลฮาลิม ไซซิง  มุฮําหมัดซากี เจะหะ  ฆอซาลี เบ็ญหมัด  ดานียา เจะสนิ  อาหมัด อัลฟารีตีย  รอซีดะห หะนะกาแม บทคัดยอ การศึ ก ษาเรื่ องคุ ณสมบั ติ และอํ านาจหน าที่ ข องกอฎี ยฺใ นกฎหมายอิส ลาม มีวั ต ถุ ป ระสงค เ พื่ อ 1) ศึ ก ษา คุณสมบัติ ของกอฎียใ นกฎหมายอิ สลาม 2) ศึก ษาอํ านาจหนาที่ ของกอฏียฺใ นกฎหมายอิ สลาม การศึ กษาครั้ง นี้ใ ช วิธีการวิจั ยเชิงคุณ ภาพ เก็ บรวบรวมขอมูลดว ยวิธีการศึกษาขอมู ลจากอัล กุรอาน หนังสืออัล หะดีษ และหนังสือที่ เขียนโดยนักวิชาการตลอดจนงานวิจัยตางๆเกี่ยวกับศาลชะรีอะฮฺในอิสลาม ผลการศึกษาพบวาคุณสมบัติของกอฎียฺในอิสลามนั้นตองเปนมุสลิม บรรลุศาสนภาวะ มีภาวะทางจิตที่ปกติ เปนอิสรชน เพศชาย เปนผูที่มีคุณธรรม เปนมุจฺตะฮิด มีประสาทสัมผัสที่สมบูรณหากผูที่ดํารงตําแหนงกอฎียฺขาดซึ่ง คุณสมบัติดังกลาวก็จะทําใหการแตงตั้งและคําตัดสินของเขาไมเปนผลแตอยางใดดังนี้เปนคุณสมบัติที่กําหนดโดยนัก กฎหมายอิ ส ลามส ว นใหญ แต ก็ มีนั ก กฎหมายอิ ส ลามบางส ว นที่ เ ห็ น ว าคุ ณ สมบั ติ บ างประการนั้ น สามารถที่ จ ะ เปลี่ยนแปลงไดตามยุคสมัย เชน เพศชาย เปนมุจฺตะฮิด และความเปนมุสลิมดังนั้นจึงเห็นไดวามีประเทศมุสลิมบาง ประเทศที่แตงตั้งผูพิพากษาที่เปนหญิง ชาวตางศาสนิก และมิไดระบุความสามารถของผูดํารงตําแหนงผูพิพ ากษาถึง ขั้นมุจฺตะฮิด อํานาจหนาที่ ของกอฎียฺแบ งออกเปน 2 ประเภทคื ออํานาจโดยตรง และอํ านาจที่ไดรับ มอบหมาย อํานาจ โดยตรง คือ การพิจารณาพิพากษาและการไกลเกลี่ยขอพิพาท คืนสิทธิอันชอบธรรมใหกับเจาของสิทธิและดําเนินการ ลงโทษแกผูกระทําความผิด สวนอํานาจที่ไดรับมอบหมายนั้นอาจมีความแตกตางกันตามยุคสมัยซึ่งขึ้นอยูกับดุลยพินิจ ของผูปกครองถึงความเหมาะสมของผูที่ดํารงตําแหนงกอฎียฺอํานาจดังกลาวคือ อํานาจปกครองผูซึ่งไรความสามารถ ดูแลทรั พ ยสิ น ที่เ ป น สาธารณสมบั ติ ดํ าเนิ น การใหพิ นั ยกรรมเปน ไปตามเงื่ อนไขที่ ผูทํ าพินั ยกรรมได มอบหมายไว จัดการสมรสให แกห ญิง ที่ไ มมีผูป กครอง สอดสองดู แล ควบคุ มสิ่ งที่ อยู ภายใต การปกครอง ตรวจสอบพยานและ เจาหนาที่ที่เกี่ยวของกับคดี และใหความเสมอภาคในการชี้ขาดตัดสินคดีระหวางผูที่มีอํานาจกับผูที่ออนแอ คําสําคัญ: คุณสมบัติ อํานาจหนาที่ กอฎียฺ กฎหมายอิสลาม

ดร. (กฎหมายอิสลาม) อาจารยประจําสาขาวิชาชะรีอะฮฺ (กฎหมายอิสลาม), คณะอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ดร. (นิติศาสตร), ผูชวยศาสตราจารย, อาจารยประจําสาขาวิชาชะรีอะฮฺ (กฎหมายอิสลาม), คณะอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  ศศ.ม (อิสลามศึกษา) อาจารยประจําสาขาวิชาชะรีอะฮฺ (กฎหมายอิสลาม), คณะอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา 



ศศ.ม (อิสลามศึกษา) อาจารยประจําสาขาวิชาชะรีอะฮฺ (กฎหมายอิสลาม), คณะอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ศศ.ม (อิสลามศึกษา) อาจารยประจําสาขาวิชาอิสลามศึกษา, คณะอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  ศศ.ม (กฎหมายอิสลาม) อาจารยประจําสาขาวิชาชะรีอะฮฺ (กฎหมายอิสลาม), คณะอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

34

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

ARTICEL

Qualifications and Competencies of Qadi in Islamic law Abdulhalim Saising Muhammadzakee Cheha Ghazali Benmad Daneeya Jeh Seni Armad Alfaritee Rasidah Hanakamae Abstract The study was aimed at (1) examining the qualifications of Qadi and (2) exploring the competencies of Qadi in Islamic law. This qualitative research data was conducted from the Quran, hadithes, books written by academician, and the other researches releted to shariah court in Islam. The findings revealed that the Islamic Qadi must be a Muslim, adult, sane, free, male, moralist, mujtahid (a person who able to interpret Islamic law), and having the completely senses. If the qadi lacked any of these qualifications, it would make his appointment and decision null and void. The Qadi’s competency was divided in to the direct and indirect. The direct competency included the judgment consideration and dispute settlement, the reinstatement of the righteous to the possessor, and the punishment of wrongdoer. Another competency was different through the eras depended on the government discretion to the appropriation of qadi competency. It included the competency to govern an incompetence person, to take care of the public property, to engage in the wills following the mentioned condition of the legator, to marry up women who do not have guardian, to inspect all under control, to investigate the witnesses and authorities of the cases, and to equalize in judging a case to both of the power and the weakling. Key words: qualification, competency, Qadi (the judge), Islamic law

Ph.D. (Shariah) Lecturer, Department of Shariah, Faculty of Islamic Studies, Yala Islamic University. Asst. Prof. Ph.D. (In Law) Lecturer, Department of Shariah, Faculty of Islamic Studies, Yala Islamic University.  M.A. (Islamic Studies) Lecturer, Department of Shariah, Faculty of Islamic Studies, Yala Islamic University. 



M.A. (Islamic Studies) Lecturer, Department of Shariah, Faculty of Islamic Studies, Yala Islamic University. M.A. (Islamic Studies) Lecturer, Department of Islamic Studies, Faculty of Islamic Studies, Yala Islamic University.  M.A. (Shariah) Lecturer, Department of Shariah, Faculty of Islamic Studies, Yala Islamic University. 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

35

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

บทนํา ศาลชะรีอะฮฺเปนสวนหนึ่งของบทบัญญัติทางศาสนาอิสลามซึ่งสังคมมุสลิมทุกยุคทุกสมัยจะเพิกเฉยมิได ทั้งนี้ เพราะ ศาลชะรีอะฮฺเปนกลไกสําคัญในอันที่จะสรางความเปนธรรมแกผูถูกละเมิดในสังคมตามหลักการของศาสนาอิสลาม ตามหลักฐานที่ไดมีการบันทึกไวปรากฏวาการใชกฎหมายอิสลามในประเทศไทยมีมาตั้งแตยุคสุโขทัยตราบจนปจจุบัน (สมบูรณ พุทธจักร, 2529: 63-82) จึงสามารถกลาวไดวาศาลชะรีอะฮมิใชสิ่งแปลกใหมสําหรับสังคมไทยถึงแมวาจะ ขาดตอนไปบางช วงเพราะได มีก ารยกเลิ กไปแต ถึง อย างไรก็ต ามรัฐ ก็ เห็ นความจํ าเปน ของการใชก ฎหมายอิ สลาม สําหรับประชาชนที่เปนมุสลิมจึงมีการนํากลับมาใชใหมในป พ.ศ 2489 โดยรัฐบาลของนายปรีดี พนมยงค ในปจจุบันคดีเกี่ยวกับครอบครัวและมรดกใน 4 จังหวัดภาคใต ไดแก ปตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล ตก อยูภายใตอํานาจของศาลชั้นตน ตามพระราชบัญญัติการใชกฎหมายอิสลามในเขตจั งหวัดปตตานี นราธิวาส ยะลา และสตู ล พ .ศ 2489 ในมาตราที่ 4 ของพระราชบัญญัติ นี้โดยไดกําหนดใหดะโตะยุติ ธรรมมี อํานาจชี้ขาดข อพิพาท เกี่ยวกับครอบครัวและมรดกที่มีคูความมุสลิมตามกฎหมายอิสลามรวมกับผูพิพากษา (พรบ. การใชกฎหมายอิสลาม, 2489) ปจจุบันนี้ศาลในจังหวัดทั้งสี่มีดะโตะยุติธรรมประจําศาลจังหวัดๆละ 2 คน ซึ่งไดมาโดยสํานักงานศาลยุติธรรม เปนผูดําเนินการแตงตั้งโดยวิธีการสอบคัดเลือกจากคนที่นับถือศาสนาอิสลาม และมีความรูทางกฎหมายอิสลาม ใน เรื่องครอบครัวและมรดก มีการตรวจสอบเรื่องประวัติ ความประพฤติ บุคคลดังกลาวตองมีความเลื่อมใสในศาสนา อิสลาม ประพฤติตนอยูในหลักการของศาสนาอิสลาม และไมเปนบุคคลเคยกระทําความผิดกฎหมาย หรือตองโทษ จําคุกหรือประพฤติตนผิดทํานองคลองธรรมมากอน ทั้งมีครอบครัวและอาชีพตลอดจนที่อยูเปนหลักแหลงแนนอน (ประคอง เตกฉัตร, 2548) อิสลามไดกําหนดหลักการตางๆที่สําคัญเกี่ยวกับกอฎียฺอันไดแกคุณสมบัติและอํานาจหนาที่ของกอฎียฺในเรื่อง คุณสมบัติ ของกอฎี ยฺนั้นอิสลามไดกําหนดไว อยางชัดเจน ถึ งแม วาคุ ณสมบัติ บางประการนั้นนั กกฎหมายอิสลามจะมี ทัศนะที่แตกตางกันก็ตามแตทั้งนี้ก็เปนเพียงขอปลีกยอยเทานั้น ผูที่จะดํารงตําแหนงกอฎียฺจะตองมีคุณสมบัติดังกลาว ครบหากขาดแมบางประการก็จะทําใหการแตงตั้งและคําตัดสินของเขาไมเปนผล ในสวนของอํานาจหนาที่ของกอฎียฺนั้น จะเห็นไดวาจะมีความแตกตางกันตามยุคสมัยทั้งนี้ขึ้นอยูกับการมอบหมายอํานาจจากผูปกครองในแตละสมัย ดัง นั้ น ในการวิ จั ยครั้ ง นี้ คณะวิ จั ยได ศึ กษาคุ ณสมบั ติ ของกอฎี ยฺต ลอดจนอํ านาจหน าที่ข องกอฎี ยฺเพื่ อเป น แนวทางในการปฏิบัติที่ถูกตองในการแตงตั้งและกําหนดอํานาจหนาที่ของผูดํารงตําแหนงดะโตะยุติธรรมตอไป วัตถุประสงคของการวิจัย 1.เพื่อศึกษาคุณสมบัติของกอฏียฺในกฎหมายอิสลาม 2.เพื่อศึกษาอํานาจหนาที่ของกอฏียฺในกฎหมายอิสลาม วิธีการวิจัย การวิจัยนี้ เปนการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เพื่อนําเสนอคุณสมบัติและอํานาจของกอฏียฺใน กฎหมายอิ ส ลาม โดยใชวิ ธี ก ารศึ ก ษาข อมู ล จากอัล กุ ร อาน หนัง สื ออั ล หะดีษ และหนั ง สือที่ เ ขี ยนโดยนั ก วิ ช าการ ตลอดจนงานวิจัยตางๆเกี่ยวกับศาลชะรีอะฮฺในอิสลามเพื่อเก็บรวบรวมขอมูลใน 2 ประเด็นหลักคือ 1) คุณสมบัติของ กอฏียฺในกฎหมายอิส ลาม 2) อํานาจหนาที่ของกอฏียฺในกฎหมายอิ สลาม โดยผูวิจัยจะอธิบาย ใหขอสัง เกต หรื อ วิจารณตามความเหมาะสม

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

36

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

ผลการวิจัยและอภิปรายผล 1. คุณสมบัติของกอฏียฺในกฎหมายอิสลาม นักกฎหมายอิสลามไดกํ าหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขสํ าหรับ กอฎียฺ ทั้งนี้ เพราะหากผูไดรั บการแตงตั้ งเป น กอฏียฺโดยผูนํารัฐหรือผูอื่นที่มีหนาที่ในการแตงตั้งโดยที่เขาขาดคุณสมบัติตามที่อิสลามกําหนดไวจะทํ าใหการแตงตั้ง นั้นเปนโมฆะ (มุฮัมหมัด เราะฟต, 1994: 76) อีกทั้งเพื่อความเหมาะสมกับตําแหนงอันทรงเกียรติและสามารถปฎิบัติ หนาที่ไดอยางภาคภูมิใจ คุณสมบัติเหลานี้ไดมาโดยการวิเคราะหจากอัลกุรอานและอัลหะดีษ รวมทั้งเขาใจจากแนว ปฏิบัติของคุละฟาอฺ อัรฺรอชิดีน1 คุณสมบัติและเงื่อนไขเหลานี้คือ 1.1 ตองเปนผูที่นับถือศาสนาอิสลาม บรรดานัก กฎหมายอิสลามมี ความเห็ นพองกัน วาผู ที่มิใ ชมุส ลิมไมอนุ ญาตใหดํ ารงตําแหนง เปน กอฎี ยฺเพื่ อ ตัดสินในคดีพิพาทของมุสลิม เพราะการตัดสินคดีนั้นเปนภาระหนาที่อยางหนึ่งที่มุสลิมตองรับผิดชอบหรือเปนสวน หนึ่งในการปกครองและการดูแลผูที่เปนมุสลิม ทั้งนี้ผูที่มิใชมุสลิม ไมสามารถรับผิดชอบและไมสามารถดูแลมุสลิมให เปนไปตามครรลองของอิสลามได จึงไมอนุญาตใหเปนกอฎียฺ (มุหําหมัด เราะฟต อุสมาน, 1994: 76) อัลลอฮฺสุบหา นะหุวะตะอาลาไดกลาววา ZF E D C B A @ [

ความวา “และอัลลอฮฺ จะไมใหบรรดาผูปฏิเสธเหนือกวาบรรดาผูศรัทธาไมวาในทางใดอยางเด็ดขาด” (สูเราะฮฺ อันนิสาอฺ, 4: 141) ยิ่งไปกว านั้น กอฎียฺต องเปน ผูที่รัก หวงแหน เอาใจใสดูแลกฎหมายอิสลาม และเปนผูบั งคับใช กฎหมาย อิสลาม ซึ่งสิ่งเหลานี้จะเกิดขึ้นไดกับผูที่มีความศรัทธาและยําเกรงตออัลลอฮฺเทานั้น สวนผูที่มิใชมุสลิมนั้นในใจของเขา ปราศจากความศรัทธาและไมยําเกรงตออัลลอฮฺ อาจจะทําใหเขาเกลียด ละเมิดคําสั่ง ไมแยแสตอกฎหมายอิสลาม และเปนผูตอตานกฎหมายอิสลาม จึงเปนกอฎียฺไมได (Ahmad Muhammad Ali Dawud, 2004: 86) ในกรณีที่มีการตั้ง ผูที่มิใชมุสลิมใหเปนกอฎียฺทําหนาที่ตัดสินคดีระหวางชาวมุสลิม การทําหนาที่ของเขาถือวาไรผลและคําตัดสินของเขาก็ ถือวาไมเปนผลหรือโมฆะ สวนในกรณีที่มีการแตงตั้งผูที่มิใชมุสลิมใหเปนกอฎียฺทําหนาที่ตัดสินคดีระหวางผูที่มิใชมุสลิมดวยกันนั้น นัก กฎหมายอิสลามมีความเห็นที่แตกตางกัน กลาวคือ นักกฎหมายในสังกัดมัซฺฮับหะนะฟยฺยอมรับการทําหนาที่ของกอฎียฺที่มิใชมุสลิมเพื่อตัดสินคดีในกรณีพิพาท ระหวางผูที่มิใชมุสลิมที่ใชชีวิตอยูภายใตการปกครองของอิสลามโดยอางเหตุผลจากการที่ทานอัมรฺ บิน อัลอาศเคย แตงตั้งผูที่มิใชมุสลิมชาวกิบฏียเปนกอฏียทําหนาที่ตัดสินคดีระหวางศาสนิกดวยกัน และทานอุมัรฺ บิน อัลค็อฏฏอบ ก็ ไดยอมรับเมื่อทานรูขาวการกระทําดังกลาว (Ibnu cabidin, มปป.: 355) สวนนักกฎหมายในสังกัดมัซฮับชะฟอียฺและนักกฎหมายสวนใหญนั้นไมยอมรับการทําหนาที่ของกอฎียฺที่มิใช มุสลิมเพื่อตัดสินคดีในกรณีพิพาทระหวางผูที่มิใชมุสลิมดวยกัน เพราะวากอฎียฺคือผูที่ทําหนาที่ตัดสินคดีใหเปนไปตาม กฎหมายอิ ส ลาม แต ผู ที่ มิ ใ ช มุ ส ลิ ม ไม รู ก ฎหมายอิ ส ลามแล ว จะทํ า ตามกฎหมายได อ ย า งไร ส ว นที่ ป รากฏใน 1

คุลาฟาอฺ อัร รอชีดีน หมายถึง เคาะลีฟะฮฺผูทรงธรรม สาเหตุที่เรียกวาเคาะลีฟะฮฺผูทรงธรรมเพราะถือ ไดวา พวกเขาเปนผูสืบทอดเจตนารมณของ ทานนบีไดดีที่สุด ซึ่งไดแก เคาะลีฟะฮฺ อบูบักร ระหวางป ค.ศ 632-634 , เคาะลีฟะฮฺ อุมัร ระหวางปค.ศ 634-645 ,เคาะลีฟะฮฺอุสมาน ระหวา งปค.ศ 645-656 และเคาะลีฟะฮฺอะลี ระหวางปค.ศ. 656-661.

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

37

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

ประวัติศาสตรวามีการแตงตั้งผูที่ไมใชมุสลิมนั้นไมถือวาเปนกอฎียฺ แตเปนเพียงหัวหนาหรือผูนําของพวกเขาเทานั้น (al Mawardiy,มปป.: 55) ในปจจุบันประเทศอาหรับสวนใหญยินยอมใหแตงตั้งบุคคลที่มิใชมุสลิมเปนผูพิพากษาเพียงแตอํานาจในการ พิจารณาพิพากษานั้นจํากัดอยูเฉพาะคดีที่นอกเหนือจากคดีครอบครัวและมรดกโดยเปรียบเทียบกับการเปนพยานเมื่อ อนุญาตใหเปนพยานไดยอมอนุญาตใหเปนผูพิพากษา เพราะถึงอยางไรผูพิพากษาก็ตองตัดสินคดีตามพยานหลักฐาน นั่นเอง ซึ่งใครเปนผูตัดสินก็ไมแตกตางกัน (เจะเหลาะ แขกพงศ, 2550: 176) 1.2 ตองเปนผูที่บรรลุศาสนภาวะแลว ผูเยาวไมสามารถดํารงตําแหนงเปนกอฎียฺได ซึ่งถาเขาถูกแตงตั้งใหดํารงตําแหนงกอฎียฺแลว การตัดสินของ เขาก็จะไมเปนผล เพราะทานเราะสูลุลลอฮฺ  เคยกําชับใหมุสลิมพึงระวังและดุอาอฺใหพนจากการปกครองของเด็ก ดังที่มีรายงานจากทานอะหฺมัดจากทานอบูฮุร็อยเราะฮฺจากทานเราะสูลุลลอฮฺ  กลาววา

"‫ﺎﻥ‬‫ﻴ‬‫ﺒ‬‫ ﺍﻟﺼ‬‫ﺓ‬‫ﺎﺭ‬‫ﺇﹺﻣ‬‫ ﻭ‬‫ﲔ‬‫ﻌ‬‫ﺒ‬‫ﺃﹾﺱﹺ ﺍﻟﺴ‬‫ ﺭ‬‫ﻦ‬‫ ﻣ‬‫ﺫﻭﺍ ﺑﹺﺎﻟﻠﱠﻪ‬‫ﻮ‬‫ﻌ‬‫"ﺗ‬ ความวา “ทานทั้งหลายจงขอความคุมครองจากอัลลอฮฺ เพื่อใหรอดพนจากวิกฤตปที่เจ็ดสิบของฮิจเราะฮฺ ศักราชและจากการอยูภายใตการปกครองของผูเยาว (บันทึกโดย Ahmad, al Sunan,เลขที่: 7968) เนื่องจากการขอเพื่อใหรอดพนจากสิ่งใดแสดงวาสิ่งนั้นเปนสิ่งที่ไมดี ฉะนั้นการตั้งใหผูเยาวเปนกอฎียฺจึงเปน สิ่งที่ไมดี (มุฮัมหมัด เราะฟต อุสมาน,1994: 81) และเหตุผลอีกประการหนึ่งเนื่องจากวาผูเยาวยังไมไดถูกบังคับให ปฏิบัติตามกฎหมายอิสลาม การตัดสินของเขาตอตัวเองยังไมเปนที่ยอมรับของกฎหมาย แลวเขาจะเปนกอฎียฺ ตัดสิน คนอื่นไดอยางไร และเนื่องจากผูเยาว มีความคิด ความอานและไหวพริบยังสมบูรณไมเต็มที่ ดังนั้นจึงไมสามารถดํารง ตําแหนงเปนกอฎียฺได ในปจจุบันทุกประเทศมีการกําหนดอายุที่แนนอนสําหรับผูที่ดํารงตําแหนงกอฎียโดยคํานึงถึงเรื่องความมีวุฒิ ภาวะมากกวาการรูรับผิดชอบเพราะแคการบรรลุศาสนภาวะนั้นยังมีสติปญญาไมสมบูรณเต็มที่ที่สามารถจะดํารง ตําแหนงกอฎียได 1.3 ตองเปนผูที่มีภาวะทางจิตที่ปกติ กลาวคือมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ ผูวิกลจริตไมสามารถดํารงตําแหนงเปนกอฎียฺได สวนผูที่ปญญาออนและหลงลืมเนื่องจากความชราหรือเปน โรคก็ไมสามารถดํารงตําแหนงเปนกอฎียฺไดเชนกัน ทั้งนี้เนื่องจากทานนะบียฺไดกลาวไววา

"‫ﻴﻖ‬‫ﻔ‬‫ ﻳ‬‫ﻞﹶ ﺃﹶﻭ‬‫ﻘ‬‫ﻌ‬‫ﻰ ﻳ‬‫ﺘ‬‫ ﺣ‬‫ﻮﻥ‬‫ﻨ‬‫ﺠ‬‫ﻦﹺ ﺍﻟﹾﻤ‬‫ﻋ‬‫ ﻭ‬‫ﺮ‬‫ﻜﹾﺒ‬‫ﻰ ﻳ‬‫ﺘ‬‫ﲑﹺ ﺣ‬‫ﻐ‬‫ﻦﹺ ﺍﻟﺼ‬‫ﻋ‬‫ﻆﹶ ﻭ‬‫ﻘ‬‫ﻴ‬‫ﺘ‬‫ﺴ‬‫ﻰ ﻳ‬‫ﺘ‬‫ﻢﹺ ﺣ‬‫ﺎﺋ‬‫ﻦﹺ ﺍﻟﻨ‬‫ ﻋ‬‫ ﺛﹶﻠﹶﺎﺙ‬‫ﻦ‬‫ ﻋ‬‫ ﺍﻟﹾﻘﹶﻠﹶﻢ‬‫ﻊ‬‫ﻓ‬‫"ﺭ‬ ความวา “ผูที่ถูกละเวนโทษเมื่อทําผิดมีสามจําพวกคือผูที่นอนหลับจนกวาเขาจะตื่น ผูที่เปนผูเยาวจนกวา เขาบรรลุศาสนภาวะและผูวิกลจริตจนกวาปญญาเขาจะหายหรือเขาฟนจากโรคดังกลาว” (บันทึกโดย Annasaiy, เลขที่: 3378) เพราะฉะนั้น ถ าผูวิ ก ลจริ ต ถูก แต งตั้ ง ให ดํ ารงตํ าแหน งกอฎี ยฺแล ว การตั ด สิ นของเขาก็จ ะไมเ ป น ผล (Ibnu Hazam, มปป.: 509) จากคุณสมบัติขอนี้เราจะเห็นไดวาบางประเทศมีการกําหนดอายุเกษียณของผูดํารงตําแหนงกอฎียซึ่งอายุนี้ก็ จะมีความแตกตางกัน เชน ในประเทศฟลิปปนสกําหนดใหผูดํารงตําแหนงกอฎียฺเกษียณเมื่ออายุ 65 ป

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

38

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

1.4 ตองเปนอิสรชน กอฎียฺตองมีความเปนอิสรชน ไมเปนทาสไมวาจะเปนทาสที่อยูในสภาพใด ถาบุคคลเหลานี้ถูกแตงตั้งใหเปน กอฎียฺทําหนาที่เกี่ยวกับการตัดสินคดี การตัดสินของพวกเขาจะไมเปนผล ทั้งนี้ดวยเหตุผลวา การเปนทาสนั้นทําให สภาพบุคคลสูญสิ้ นไมมีอํานาจปกครองดูแลแมกระทั่ง ตัวเอง ดังนั้ นเขาไมควรจะอยูในตําแหนงหนึ่งตํ าแหน งใดที่ เกี่ยวของกับการดูแลคนอื่นๆ และเปนเพราะทาสตองรับผิดชอบงานของเจานายของเขา ยิ่งไปกวานั้น หนาที่เกี่ยวกับ การตัดสินคดีเปนหนาที่ที่ตองใชความซื่อตรงและอํานาจ สิ่งนี้จะไมเกิดขึ้นถากอฎียฺเปนทาส ดังกลาวนี้เปนทัศนะของ นักกฎหมายสวนใหญ (al Mawardiy, มปป.: 65) สวนอิบนุหัซมฺนั้นมีทัศนะวาทาสสามารถเปนกอฎียฺไดและการตัดสิน ของเขาจะเปนผลตามกฎหมาย ทั้งนี้มีรายงานจากคํากลาวของทานนบีที่กลาววา "‫ﺔﹲ‬‫ﺑﹺﻴﺒ‬‫ ﺯ‬‫ﻪ‬‫ﺃﹾﺳ‬‫ ﻛﹶﺄﹶﻥﱠ ﺭ‬‫ﻲ‬‫ﺸ‬‫ﺒ‬‫ ﺣ‬‫ﺪ‬‫ﺒ‬‫ ﻋ‬‫ﻜﹸﻢ‬‫ﻠﹶﻴ‬‫ﻞﹶ ﻋ‬‫ﻤ‬‫ﻌ‬‫ﺘ‬‫ ﺍﺳ‬‫ﺇﹺﻥ‬‫ﻮﺍ ﻭ‬‫ﻴﻌ‬‫ﺃﹶﻃ‬‫ﻮﺍ ﻭ‬‫ﻌ‬‫ﻤ‬‫"ﺍﺳ‬ ความวา “ทานทั้งหลายจงเชื่อฟงและสยบตอผูนําแมวาผูนําของทานจะเปนทาสผิวดําผมหยิกก็ตาม” (บันทึกโดย al Bukhariy, Sahih, เลขที่: 4073) 1.5 เปนเพศชาย ทัศนะของนักกฎหมายสวนใหญ (Ahmad Muhammad Ali Dawud, 2004: 103) ถือวาไมอนุญาตใหเพศหญิง ดํารงตําแหนงเปนกอฎียฺโดยไมมีขอแมใดๆทั้งนี้ทานนบี  ไดกลาวไววา

"‫ﺃﹶﺓ‬‫ﺮ‬‫ ﺍﻣ‬‫ﻢ‬‫ﻫ‬‫ﺮ‬‫ﺍ ﺃﹶﻣ‬‫ﻟﱠﻮ‬‫ ﻭ‬‫ﻡ‬‫ ﻗﹶﻮ‬‫ﺢ‬‫ﻔﹾﻠ‬‫ ﻳ‬‫"ﻟﹶﻦ‬ ความวา “จะไมประสบความสําเร็จสําหรับกลุมชนที่มอบหมายการงานของพวกเขาตอผูหญิง” (บันทึกโดย al Bukhariy, Sahih, เลขที่: 4073) เหตุผลอีกอยางหนึ่งเปนเพราะวาตําแหนงกอฎียฺจําเปนตองคลุกคลีอยางเปนอิสระกับผูคนในสังคม รวมถึง นักกฎหมาย พยาน และคูพิพาท โดยเหตุนี้ ผูหญิงซึ่งโดยทั่วไปไมเปนที่อนุญาตที่จะคลุกคลีกับผูคนโดยไมจําเปน เนื่องจากอาจมีอันตรายหรื อผลเสียเกิดขึ้นจากการกระทําดังกลาวได ถาเธอถูกแตงตั้ง ใหเปนกอฎียฺ ผูแตงตั้งจะมี ความผิดและมีบาป สวนการตัดสินของเธอจะไมมีผลทางกฎหมาย สวนนักกฎหมายในสังกัดมัซฺฮับ หะนะฟยฺสวนใหญ (Ibnu al Humam, 1356: 391) มีทั ศนะว าถ าเธอถูกแตง ตั้ง ให เป นกอฎี ยฺก ารตัด สิน ของเธอจะมีผ ลเฉพาะคดี ที่ นอกเหนือจากคดีอาญาโดยมีเหตุผลวาเพราะนักกฎหมาย ไมยอมรับการเปนพยานของเธอในคดีหรือกรณีดังกลาว สวนทัศนะของอิบนุ ญะรีร อัฏฏ็อบรียฺ (Ibnu Rushd, 1959: 460) และ (Ibnu Hazam, มปป.: 631) วาอนุญาต ใหเพศหญิงดํารงตําแหนงเปนกอฎียฺโดยไมมีขอแมใดๆ โดยมีเหตุผลวา ทุกสิ่งทุกอยางเปนที่อนุญาตกระทําได เวนแต สิ่งที่มีหลักฐานวาไมอนุญาต ซึ่งการดํารงตําแหนงเปนกอฎียฺของผูหญิงถือวาอนุญาต เพราะไมมีหลักฐานหาม สวนหะ ดีษที่หามซึ่งนักกฎหมายสวนใหญนํามาเปนหลักฐานนั้นหมายถึงหามมอบหมายหนาที่เปนผูนําหรือเคาะลีฟะฮฺ ไมใช กอฎียฺ 1.6 ตองเปนผูที่มีคุณธรรม นักกฎหมายสวนใหญ (Ibnu Rushd, 1959: 460) เห็นวาคุณสมบัตินี้เปนเงื่อนไขสําหรับทุกตําแหนงในการ บริหารและการปกครอง หมายความวากอฎียฺต องปฎิบัติตามศาสนาอยางเครงครัด หั กหามตัวเองใหรอดพนจาก พฤติ กรรมที่เ ปน บาปใหญ เช นการมั กมากในกาม ไมมีพฤติก รรมที่ เป นบาปเล็ กที่ทํ าเปน อาจิณ และหางไกลจาก

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

39

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

พฤติกรรมนาสงสัย ที่จะทําใหคุณสมบัติของตัวเองดางพรอย ดังนั้นผูฟาสิก2 จึงไมอนุญาตแตงตั้งใหเปนกอฎียฺทํา หนาที่เกี่ยวกับการตัดสินอรรถคดี หากมีการแตงตั้งผูแตงตั้งจะมีความผิดและมีบาป สวนการตัดสินของผูฟาสิก นั้นจะ ไมมีผลทางกฎหมาย เพราะวาความเปนอยูและฐานะของกอฎียฺนั้นคือสิ่งสําคัญที่สุดที่จะทําใหผูคนไววางใจและเชื่อถือ (Ahmad Muhammad Ali Dawud, 2004: 103) แตนักกฎหมายในมั สฮับหะนะฟยฺถือวาความมีคุณธรรมนั้นเป น คุณสมบัติที่สมควรมีเทานั้นแตไมถึงขั้นวาจําเปนตองมีดังนั้นการแตงตั้งผูที่ฟาสิกจึงถือวาสามารถกระทําไดและคํา ตัดสินของเขาก็ถือวามีผลบังคับหากวาคําตัดสินนั้นไมละเมิดขอบเขตของศาสนา (al Kasani, 1982: 3) 8.ตองเปนมุจญตะฮิด3 ตามทั ศนะของนัก วิชาการสว นใหญ (Ibnu Rushd, 1959: 460) กอฎี ยฺควรจะเป นผูที่ส ามารถวิเคราะห วินิจฉัยจากตนกําเนิดของกฎหมาย ดังนั้นตองมีความรูเพียงพอในศาสตรที่เกี่ยวของกับอัลกุรอานและอัลหะดีษ เชน ตองรูวาตัวบทไหนที่บัญญัติ กฎหมายอยางทั่วไปและบทไหนที่บัญญัติจําเพาะเจาะจง ต องรูวิธีการตีความตัวบทที่ คลุมเครือใหชัดเจน มีความสามารถที่จะแยกแยะระหวางตัวบทที่ถูกยกเลิกและที่ยังใชอยู ตองรูหะดีษไหนใชไดและใช ไมได มีความสามารถที่จะแยกแยะระหวางสายรายงานที่เศาะหีหฺและไมเศาะหีหฺ ตองมีความรูในภาษาอาหรับและ ไวยากรณเปนอยางดี ตองมีความรูเกี่ยวกับทัศนะและคํากลาวตางๆของบรรดาเศาะหาบะฮฺและตาบิอีน และตองรู เกี่ยวกับมติที่เปนอิจญมาอฺ และทัศนะที่มีการขัดแยง มีความรูเกี่ยวกับการเทียบเคียง สวนนักกฎหมายในมัซฮับหะนะฟยฺมีความเห็นวาผูที่เปนกอฎียฺไมจําเปนตองมีความรูความสามารถจนถึงขั้น มุ จ ฺ ต ะฮิ ด ก็ ไ ด เ พราะเมื่ อเกิ ด ป ญ หากอฏี ยฺ ส ามารถที่ จ ะเรี ยกผู รู ม าปรึ ก ษาหารื อ และทํ า การตั ด สิ น ตามนั้ น ไ ด (al Kasani, 1982: 3) เมื่ อพิ จ ารณาถึ ง ความแตกต างระหว างสองทั ศ นะแล ว ทั ศ นะของนั ก กฎหมายในมั ซ ฮั บ หะนะฟ ยฺน าจะ เหมาะสมกับสภาพปจจุบันมากกวาเหตุผลประการแรก เพราะบุคคลที่มีคุณสมบัติครบเปนมุจญตะฮิดนั้นถือวาหาได ยากมากหากกําหนดไวเปนเงื่อนไขก็สรางความลําบากกับการแตงตั้งผูที่ดํารงตําแหนงกอฎียฺที่มีความจําเปนตอสังคม ตอไป ประการที่สองผูดํารงตําแหนงกอฎียฺสามารถที่จะมีที่ปรึกษาซึ่งเปนคณะบุคคลที่มีความรูในสาขาที่จําเปนนั้นได เมื่อจําเปนตองทําการอิจฺติฮาด 9. ตองเปนผูที่มีประสาทสัมผัสที่สมบูรณ หมายความวามีความสามารถที่จะมองเห็น ไดยิน และพูด ตามทัศนะของนักวิชาการสวนใหญ คุณสมบัตินี้ คือสภาวะจําเปนสําหรับผูที่ถูกแตงตั้งให เปนกอฎียฺ ดังนั้นบุคคลที่หูหนวกจึงไมสามารถเปนกอฎียฺได เพราะวาเขาไม สามารถที่จะไดยินหรือรับรูคําพูดหรือขอโตแยงของคูความได และสําหรับบุคคลที่ตาบอดก็ไมสามารถเปนกอฎียฺได เพราะวาเขาไมสามารถแยกแยะโจทกจากจําเลยได และสําหรับบุคคลที่ใบ ไมสามารถพูดไดก็ไมสามารถเปนกอฎียฺได เชนกัน เพราะวาเขาไมสามารถพูดจาในการพิจารณาและไมสามารถที่จะสื่อสารกับผูอื่นใหเขาใจได

2

ผูฟาสิก คือ ผูท ี่ทาํ บาปใหญหรือกระทําพฤติกรรมที่เปนบาปเล็กเปนอาจิณ มุจญตะฮิด คือ ผูที่ มีความรูความสามารถในการวิเคราะหและวินิจฉัยหลักฐานตางๆของหุกมฟกฮฺที่ถกู กําหนดมาอยางละเอียด เพื่อใหไดมาซึง่ บทบัญญัติของปญหาตางๆ 3

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

40

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

2. อํานาจหนาที่ของกอฎียฺ นักวิชาการอิสลามบางทานมีความเห็นวา อํานาจหนาที่ของศาลอิสลามถูกกําหนดไวอยางชัดเจนแนนอนไม เกี่ยวข องกับอํ านาจหนาที่ใ นสวนอื่ นๆ คื อเกี่ยวของเฉพาะเรื่องการพิจารณาคดี และการไกลเ กลี่ยข อพิพาทขัดแย ง เท านั้ น ส วนการที่ก อฏี ยฺได รับ มอบหมายใหทํ าหน าที่ อื่น ๆ ในบางยุ คสมั ยนอกเหนื อไปจากที่ กล าวมานั้ น ขึ้น อยู กั บ ดุ ล พิ นิ จ ของผู ป กครองถึ ง ความพร อมและความเหมาะสมของกอฏี ยฺแต ล ะคนว ามี ความเหมาะสมในด านใด จึ ง มอบหมายงานอื่นนอกเหนือจากการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี จากการศึกษาถึงอํานาจหนาที่ของศาลอิสลามในยุคสมัยตางๆ นั้นสามารถสรุปไดวาอํานาจของกอฎียฺนั้นมี สองสวนคือ อํานาจโดยตรง และอํานาจที่ไดรับมอบหมาย 2.1 อํานาจโดยตรง อํานาจโดยตรงของกอฎียฺสรุปไดดังนี้คือ 1.ตัดสินกรณีพิพาท ขอขัดแยง และการฟองรองตางๆทั้งนี้ดวยการไกลเกลี่ยใหคูกรณียินยอมยุติขอขัดแย ง กันเองกอนในกรณีที่ยอมความกันได หรือดวยการใชอํานาจบังคับฝายหนึ่งฝายใดอยางเด็ดขาด ในกรณีที่ยอมความ กันไมได (al Mawardiy, มปป.: 115) 2. คืนสิทธิอันชอบธรรมใหกับเจาของสิทธิ ภายหลังจากที่ทราบแนชัดในสิทธิดังกลาว ทั้งนี้ทราบไดดวยการ พิจารณาจากสองสิ่งดวยกัน คือดวยการสารภาพของผูละเมิดสิทธิ หรือดวยพยานหลักฐาน 3. พิ พ ากษาลงโทษแก ผู ก ระทํ า ผิ ด ทั้ ง นี้ ห ากเป น ความผิ ด ฐานละเมิ ด สิ ท ธิ ข องอั ล ลอฮฺ กอฎี ยฺส ามารถ ดําเนินการไดทันทีหลังจากมีการสารภาพหรือมีพยานหลักฐาน โดยมิตองรอการฟองรอง แตหากเปนความผิดฐาน ละเมิดสิทธิของมนุษย จะตองขึ้นอยูกับการฟองรองของเจาของสิทธิ 4.ตรวจสอบพยานและเจ าหนาที่ที่เ กี่ยวข องกับ คดี ทั้ งนี้ดว ยการคัดเลือกคณะกรรมการตรวจสอบบุคคล เหลานั้น หากตรวจสอบแลวพบวามีคุณสมบัติเพียบพรอม ไมมีขอบกพรองก็ใหดําเนินตามขั้นตอนตอไป แตหากขาด คุณสมบัตหิ รือมีขอบกพรองก็ใหหาบุคคลอื่นที่มีความเหมาะสมกวามาแทน 5 .ใหความเสมอภาคในการชี้ขาดตัดสินคดีระหวางผูที่มีอํานาจกับผูที่ออนแอ ใหความเปนธรรมในการชี้ขาด ตัดสินคดีระหวางผูที่มีเกียรติกับผูที่ต่ําตอย ไมตัดสินตามอารมณ อันจะนําไปสูการละเมิดสิทธิของอีกฝายที่เปนฝาย ถูกหรือเอนเอียงเขาขางฝายที่ผิดได 2.2 อํานาจหนาที่ที่ไดรับมอบหมาย โดยทั่ วไปผู พิพ ากษามั กไดรั บมอบหมายใหมีอํานาจหน าที่ เพื่ อใหเ กิด ความสงบสุข ในสั งคมอํ านาจหน าที่ เหลานั้น คือ 1. มีอํานาจปกครองผูซึ่งไรความสามารถ เชนผูวิกลจริตหรือผูเยาว และมีอํานาจปกครองในการอายัดทรัพย ของผูหยอนความสามารถ เชน ผูดอยปญญา หรือผูถูกจํากัดสิทธิ เชนผูลมละลาย เปนตน ทั้งนี้เพื่อทําหนาที่พิทักษ ทรัพยแกบุคคลดังกลาว 2 .ดูแลทรัพยสินที่เปนสาธารณสมบัติ ทั้งนี้ดวยการเก็บรักษาและทํานุบํารุงใหเกิดประโยชน ทําหนาที่จัดเก็บ และแจกจาย หรือดําเนินการใหเปนไปตามวัตถุประสงคที่กําหนดไว 3. ดําเนินการใหพินัยกรรมเปนไปตามเงื่อนไขที่ผูทําพินัยกรรมไดมอบหมายไว ทั้งนี้จะตองอยูภายในขอบเขต ที่ศาสนาอนุมัติ 4 .จัดการสมรสใหแกหญิงหมายที่ไรสามีกับผูที่เหมาะสมกับนาง หากนางไมมีผูปกครองทําหนาที่สมรสให เมื่อถูกทาบทาม

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

41

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

5 .สอดสองดูแล ควบคุมสิ่งที่อยูภายใตการปกครอง ทั้งนี้ดวยการควบคุมมิใหมีสิ่งกีดขวางเสนทางสัญจร ของผูคนหรือมิใหมีการสรางความเดือดรอนในที่สาธารณะ 6. นําละหมาดุมุอะฮฺและละหมาดอีดทั้งสอง 7. จัดเก็บค็อยรอจฺ (การบริจาค) และซะกาต อภิปรายผล และขอเสนอแนะ ในด านคุ ณ สมบั ติ ข องกอฎี ยฺนั้ น นั ก กฎหมายอิ ส ลามได กํ าหนดคุ ณ สมบั ติ ไ ว อย างรอบคอบและถื อเป น คุณสมบัติที่เหมาะสมกับสถานะของผูที่ดํารงตําแหนงกอฎียฺ แตในบางกรณีคุณสมบัติบางประการหาไดยากมากเชน การเปนมุจฺตะฮิด ดังนั้นหากเรากําหนดคุณสมบัติขอนั้นไวก็จะทําใหตําแหนงนี้ไมสามารถเกิดขึ้นมาได ซึ่งถือวาจะ สงผลเสียมากกวาเสียอีก ในดานอํานาจหนาที่ของกอฎียฺนั้นจะเห็นไดวามีทั้งอํานาจหนาที่โดยตรงและอํานาจหนาที่ที่ไดรับมอบหมาย อํานาจหนาที่ดัง กลาวอํ านาจบางประการอาจเห็นวาไมเกี่ยวของโดยตรงกั บการพิ พากษาคดีหรือการไกล เกลี่ยข อ พิพาท แตอยางไรก็ตามสิ่งเหลานี้จําเปนที่ตองมีการดูแลเพราะหากมีการปลอยใหผูไรความสามารถจัดการทรัพยสิน ของตนเองก็จะทําใหเกิดความเดือดรอนตอรางกายและทรัพยสินของเขาซึ่งอิสลามไมอนุญาตใหเกิดเรื่องเชนนี้ขึ้น ในเรื่องทรัพยสินสาธารณสมบัตินั้นเปนทรัพยสินที่จําเปนอยางยิ่งที่ตองมีการควบคุมดูแลเพราะหากปลอย ไปโดยไมมีการดูแลก็จะทําใหทรัพยสินนั้นไมเกิดประโยชนตามที่ผูที่บริจาคไดตั้งใจไว กรณีของหญิง หมายนั้นถือเปนหนาที่ห ลักของกอฎี ยฺเพราะอิส ลามไมอนุญ าตให หญิงสมรสโดยไม มีวะลี ยฺ ดังนั้นหากนางไมมีวะลียมาทําหนาที่ในการจัดการสมรสใหแกหญิง กอฎียฺก็ตองทําหนาที่นี้แทนเพื่อวาการสมรสนั้นไม เกิดความยากลําบาก ดังไดกลาวมาแลววาหนาที่หลักของกอฎีคือ การสรางใหเกิดความยุติธรรมบนผืนแผนดินดังนั้นนอกจากการ พิพากษาอรรถคดีและการไกลเกลี่ยขอพิพาทแลวก็สมควรที่จะมีอํานาจหนาที่ครอบคลุมหนาที่เหลานั้นดวย ซึ่งเราจะ เห็นไดวาศาลชะรีอะฮฺในประเทศมุสลิมหรือในประเทศที่มุสลิมเปนชนกลุมนอยและมีศาลชะรีอะฮฺอยูนั้นก็มีการกําหนด อํานาจหนาที่ของศาลชะรีอะฮฺในเรื่องดังกลาวเชนเดียวกันดังเชน ในประเทศ ศรีลังกา ประเทศฟลิปปนส ประเทศ สิงคโปร

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

42

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

บรรณานุกรม ภาษาไทย เจะเหลาะ แขกพงค. 2550. ระบบศาลอิสลามและขอสังเกตเชิงเปรียบเทียบกับระบบศาลไทย. คณะอิสลาม ศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา. ประคอง เตกฉัต ร. 2548. ดะโต ะยุติธรรม, เราคิ ดอะไร. ฉบับที่ 176. เดือนมีนาคม 2548. สื บคนเมื่อวัน ที่ 24 มกราคม พ.ศ 2555 จาก http://www.asoke.info/09Communication . พรบ. 2489. “พระราชบัญญัติวาดวยการใชกฎหมายอิสลามในเขตจั งหวัดปตตานี นราธิวาส ยะลาและสตูล. พ.ศ 2489” สมบูรณ พุทธจักร. 2529.“การใชกฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปตตานี นราธิวาส ยะลาและสตูล” วิทยานิพนธ นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานิติศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.. ภาษาอาหรับ Ahmad Muhammad Ali Daud. 2004.Usul al Muhakamat al Sharciyyah. J 1. Dar Maktabah al Saqafat. cmman Al Bukhariy, Muhammad bin Ismacil al Jacfi. 1987. Al Jamic al Sahih. 3rd. Bayrut. Dar Ibnu Kathir Al Kasaniy, cilaudin Abi Bakr bin Mascud. 1982. Badaic al Sanaic. J 7. 2nd. Bayrut. Dar al Kitab al Arabiy Al Mawardiy, Ali bin Muhammad bin Habib al Basriy. n.p. al Ahkam al Sultaniyyah, Matbacah Mustafa al Bani al Halabiy. Misr. Al Qurtubiy, Muhammad bin Ahmad bin Muhammad. 1959. Bidayat al Mujtahid wa al Nihayah al Muqtasid. J2. Cairo. Dar al Tibacah al Madaniyyah. . Ibnu cabidin, Muhammad Amin. n.p. Rad al Mukhtar. Bayrut Lubnan. J.5 Dar al kutub al cilmiyyah. Ibnu Hamman, Kamaludin Muhammad bin Abdulwahid. 1424 h. Fath al Qadir fi Sharh al Hidayah. j6. Matbacah Mustafa Muhammad. Misr Muhammad Rafat cthman. 1994. Nizam al Qada’ fi al Figh al Islamiy. pbl. 2. Dar al Bayan. Cairo.

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

43

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

บทความวิจัย

มุฟตียแหงประเทศไทย: ความจําเปน ความเปนไปไดและรูปแบบ ฆอซาลี เบ็ญหมัด มะรอนิง สาแลมิง ดลมนรรจน บากา บทคัดยอ การวิ จั ยนี้ มีวัต ถุป ระสงคเ พื่ อศึ กษาความจํ าเป น ความเป นไปได ข องมุ ฟตี ยและรู ป แบบของการฟ ต วาใน ประเทศไทย การวิจัยนีใ้ ชวิธีเชิงคุณภาพ การเก็บรวบรวมขอมูลใชวิธีการศึกษาเอกสารและการสัมภาษณ ผลการวิจัยพบวา 1) การฟตวาเปน สิ่งจําเปนทางกฎหมายอิสลาม 2) การใหจุฬาราชมนตรีดํารงตําแหน ง มุฟ ตียแห งประเทศไทยโดยตํ าแหน งมี ความเป นไปไดมากที่สุ ด 3) กรณี รูป แบบของการฟ ตวาในประเทศไทย มี 2 รู ป แบบ โดยมี 3 ทางเลื อ กคื อ 1.จุ ฬ าราชมนตรี เ ป น มุ ฟ ตี ย โ ดยตํ า แหน ง 2.ให มี ตํ า แหน ง มุ ฟ ตี ย โ ดยเฉพาะ 3.จุฬาราชมนตรีเปนมุฟตียและประธานกรรมการกลางอิสลามแหงประเทศไทย ในส วนข อเสนอแนะ จุฬาราชมนตรีควรใช อํานาจผู นํามุ สลิมไทยรวมกับคณะกรรมการกลางอิส ลามแห ง ประเทศไทย จัดใหมีมุฟตียแหงประเทศไทย และคณะกรรมการฟตวา คําสําคัญ: มุฟตียแหงประเทศไทย, ความจําเปน, ความเปนไปได, รูปแบบ, จุฬาราชมนตรี

นักศึกษาระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร วิทยาเขตปตตานี ดร.(หลักนิตศิ าสตร) อาจารยประจําวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร วิทยาเขตปตตานี  อ.ม. (ศาสนาเปรียบเทียบ), รองศาสตราจารย, อาจารยประจําวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร วิทยาเขตปตตานี 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

44

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

RESEARCH

Mufti of Thailand :It’s Necessity, Possibility and Model Ghazali Benmad Maroning Salaming Dolmanach Baka Abstract The aim of the research was to study necessity, possibility of Mufti and model of fatwa in Thailand. The researcher used the descriptive analytical method, using the search tool of the interview questions as prescribed. The research found 1) the fatwa is necessary in Islamic law 2) to become Jula Rajmontri mufti in Thailand is the a most realistic case 3) The model of the fatwa in Thailand is divided into 2 model, and in both models three choices. the first choice Jula Rajmontri became mufti ,the second choice to appointed the Position of Mufti, the third choice Jula Rajmontri Became the Mufti and Chairman of The Islamic committee of Thailand. A suggestion, Jula Rajmontri and The Islamic committee of Thailand would to use their powers as Thai Muslim leader to appointed Mufti and a Fatwa committee of Thailand. Key words, Mufti of Thailand, Necessity, Possibility, Model, Jula Rajmontri

Ph.D. Student in program Islamic studies, College of Islamic Studies, Prince of Songkla University, Pattani Campus. Ph.D. (principles of jurisprudence) Lecturer, College of Islamic Studies, Prince of Songkla University, Pattani Campus.  Assoc. Prof. M.A. (Comparative religion) Lecturer, College of Islamic Studies, Prince of Songkla University, Pattani Campus. 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

45

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

บทนํา การ ฟ ตว ามี ส ถาน ภาพที่ สู ง ส งใ น ร ะบบ ก ฎห มายอิ ส ลามเ ป นสิ่ ง จํ าเป น สํ าหรั บ สั ง คมมุ ส ลิ ม (Al-Nawawiy,1995: 72,79) โดยมีหลักเกณฑปรากฏอยูในอัลกุรอานและสุนนะฮฺอยางชัดเจน มีการนําไปปฏิบัติใน สังคมมุสลิมไทยโดยผูที่เกี่ยวของทั้งในฐานะผูทําหนาที่ฟตวา โดยเฉพาะบทบาททางวิชาการของนักวิชาการอิสลามใน ประเทศไทยที่มีความโดดเดนเปนอยางยิ่ง มีหลักฐานปรากฎอยูในรูปของเอกสารการฟตวา เชน ตําราฟุรูอฺ อัลมะ สาอิลของ ดาวูด บินอับดุลลอฮฺ อัลฟาฏอนีย ตําราอัลฟะตาวาอัลฟาฏอนียะฮฺ ของ อะหมัด บิน มุฮัมมัดซัยน บินมุศ เฏาะฟา อัลฟาฏอนีย เติงกูมะฮฺมูด ซุฮฺดีย อัลฟาฏอนีย ซึ่งเปนหนึ่งในนักวิชาการอิสลามที่ไดรับการยอมรับจากโลก มุสลิมทั่วไป ( Wan Mohd. Saghir Abdullah,2001: 12) อยางไรก็ตาม สถานภาพของการฟตวาและผูทําหนาที่ฟตวา หรือมุฟตียในประเทศนั้น ยังไมมีความชัดเจน ดังจะเห็นไดจากกรณีของจุฬาราชมนตรี ซึ่งเปนผูนําทางศาสนาอิสลาม มาแตสมัยกรุงศรีอยุธยา (เดน โตะมีนา, 2525: 33, จุฬิศพงศ จุฬารัตน , 2544: 93,104) โดยบทบาทหนาที่เกี่ยวกับ การฟตวาของจุฬาราชมนตรีนั้น มีการระบุไวอยางเปนลายลักษณอักษรในกฎหมายไทยครั้ง แรก ในพระราชบัญญัติ การบริหารองคกรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 ที่กําหนดใหจุฬาราชมนตรีทําหนาที่คลายมุฟตีย การทําหนาที่ฟตวาของ จุฬาราชมนตรีมีปญหาหลายประการ เชน ปญหาดานการยอมรับ (สุเทพ สันติวรานนท และคณะ, 2541: 132) และ กฎหมายไมไ ด กําหนดรูป แบบการฟต วา ทําให เ กิ ด ปญ หาในทางปฏิ บัติ ผู วิจั ยจึ ง เห็ น ความจํ าเปน ที่ จะตองศึก ษา ความเห็นของผูที่เกี่ยวของโดยตรงกับการฟตวาในประเด็นความจําเปนในการมีมุฟตียแหงประเทศไทย ความเปนไปได และรูปแบบการทําหนาที่ เพื่อตอบสนองความจําเปนทางศาสนาอิสลาม ในการใหคําฟตวาที่ถูกตอง อยูในกรอบของ กฎหมายอิสลาม และเพื่อปองกันและแกไขปญหาดานตางๆโดยเฉพาะอยางยิ่งปญหาดานความเปนปกแผนของสังคม อันจะสงผลดีตอประเทศชาติโดยรวม วัตถุประสงคของการวิจัย การวิจัยเรื่องมุฟตียแหงประเทศไทย: ความจําเปน ความเปนไปไดและรูปแบบ มีวัตถุประสงคดังนี้ 1.เพื่อศึกษาการฟตวาในบทบัญญัติอิสลาม 2.เพื่อศึกษาความเห็นของผูที่มีสวนเกี่ยวของโดยตรงกับการฟตวาในประเด็นความจําเปน ความเปนไปได ของมุฟตียแหงประเทศไทย และรูปแบบของระบบฟตวาสําหรับประเทศไทย วิธีการวิจัย การวิจัยนี้ ใชวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีกลุมตัวอยาง เครื่องมือที่ใชในการวิจัย การเก็บรวบรวมขอมูล และการวิเคราะหขอมูลดังนี้ กลุมตัวอยางประกอบดวยอาจารยผูสอนดานอิสลามศึกษา หรือสาขาวิชาที่เกี่ยวของ ในสถาบันอุดมศึกษา ในประเทศไทย ผูทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี โตะครูและนักวิชาการอิสลาม ดะโตะยุติธรรม กรรมการกลางอิสลาม แหงประเทศไทย กรรมการอิสลามประจําจังหวัดจํานวน นักกฎหมายมุสลิม และองคกรที่ทํางานดานศาสนาอิสลาม โดยการสุมตัวอยางแบบเจาะจง โดยเจาะจงกลุมตัวอยางผูที่มีสวนเกี่ยวของโดยตรงกับกระบวนการฟตวา รวมทั้งสิ้น 18 คน เครื่องมือทีใ่ ชในการวิจัยมี 2 ลักษณะ คือ 1 ) ขอมูลเอกสารเกี่ยวกับการฟตวาในบทบัญญัติอิสลามและการ ฟตวาในตางประเทศ 2) แบบสัมภาษณแบบมีโครงสราง ในการเก็บรวบรวมขอมูล ผูวิจัยใชวิธีการวิเคราะหขอมูลเอกสาร เกี่ยวกับการฟตวาในอิสลามและรูปแบบ การฟตวาในประเทศมุสลิมที่มีมุฟตียตามกฎหมาย และการสัมภาษณความเห็นของผูที่มีสวนเกี่ยวของโดยตรงกับการ

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

46

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

ฟตวาตอความจําเปนของการมีมุฟตียแหงประเทศไทย ความเปนไปไดในการมีมุฟตียแหงประเทศไทยและรูปแบบใน การฟตวาในประเทศไทย การวิเคราะหขอมูลเอกสาร ใชวิธีการการวิเคราะหเชิงพรรณนา โดยวิธีการเรียบเรียงขอมูล การใหขอสังเกต การวิจารณ และการวิเคราะหเชิงเปรียบเทียบ (Al-Ansariy, 1997 : 66-73 , 90-92 ; Al-Khatib,1981: 89,109; Abu Sulaiman, 1986: 78-79; Fadlullah,1998 :136) สวนการวิเคราะหขอมูลที่ไดจากการสัมภาษณ ใชวิธีการวิเคราะห ขอมูลเชิงคุณภาพรูปแบบตางๆ เชน วิธีการนับจํานวน วิธีวิเคราะหเชิงพรรณนา การวิเคราะหแบบนิรนัย อุปนัย การ จัดกลุมและแยกประเภทขอมูล (Classification) การใหความหมาย (Interpretation) การเชื่อมโยงเชิงตรรกะ (Logical Association) รวมทั้งการวิเคราะหเปรียบเทียบขอมูล (Constant Comparison) โดยนําขอมูลมาเปรียบเทียบความเหมือน และความแตกตาง และสรางเปนขอสรุป (สุภางค จันทวานิช, 2535:92–93; สิน พันธุพินิจ,2547:59, 282,289 สุวิมล ติรกานันท, 2546: 37) ผล / สรุปผลการวิจัย การสรุปผลการวิจัยเรื่องมุฟตียแหงประเทศไทย: ความจําเปน ความเปนไปได และรูปแบบ ผูวิจัยนําเสนอ เปน 4 ตอน ตามวัตถุประสงคของการวิจัยดังนี้ 1.การฟตวาในบทบัญญัติอิสลาม ฟตวา หมายถึง การชี้แจงบทบัญญัติของอัลลอฮฺจากแหลงที่มาของบทบัญญัติทางศาสนาอิสลามโดยทั่วไป โดยไม มีส ภาพบัง คั บ การฟต วาเปน สิ่ ง จํ า เป น สํ าหรั บ สั ง คมมุ ส ลิ มในระดับ วาญิ บ 1 (Al-Nawawiy,1995: 72,79) กระบวนการฟตวาแบงออกเปน 3 ขั้นตอนหลักคือ ขั้นตอนการพิจารณาขอเท็จจริง ขั้นตอนการพิจารณานํา ขอกฎหมายอิสลามมาปรับกับขอเท็จจริง และขั้นตอนการประกาศคําฟตวาตามลําดับ ดังแผนภูมิ ที่ 1 แผนภูมิที่ 1 กระบวนการฟตวา การพิจารณา ขอเท็จจริง

การพิจารณานําขอ กฎหมายอิสลามมา ปรับกับขอเท็จจริง แหงกรณี

การประกาศคําฟตวา

ในขั้นตอนการพิจารณาขอเท็จจริง มีหลักปฏิบัติดังนี้ ใหมุฟตียพิจารณาวากรณีที่ขอคําฟตวานั้นเปนกรณี มี สาระหรือไม เกิดขึ้นแลวหรือไม มุฟตียไมควรฟตวาในกรณีที่ยังไมเกิดขึ้น นอกจากกรณีจําเปนเทานั้น มุฟตียจะตอง สอบถามขอเท็จจริงใหกระจาง และไมฟตวาอยางเรงรีบ ขั้นตอนการปรับขอเท็จจริงกับบทบัญญัติแหงกฎหมายอิสลามเริ่มตนตั้งแตการพิจารณาขอกฎหมายอิสลาม ที่เ กี่ ยวข องกั บ กรณี การพิ จ ารณากรณีอิจ ญ มาอฺ ที่ นั ก วิ ช าการในอดี ต มี ความเห็ น เป น เอกฉั น ทอย างชั ด เจน การ

1

อัล-นูร

วาญิบหรือฟรฎ หมายถึง สิ่งที่มีบทลงโทษสําหรับการไมปฏิบตั ิ ( Al-Ghazali,1997 : 70)


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

47

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

พิจ ารณาข อเท็ จ จริ ง ที่เ กี่ยวของกับ รายละเอี ยดของสภาพแวดล อมและจารี ต ประเพณี เช น เวลา สถานที่ จารี ต ประเพณี เจตนา สถานการณ (Ibn Qaiyim,1423 : 426, 447,470; Al-Mallah, 2001: 707) หลังจากที่มุฟตียทราบขอเท็จจริงโดยสมบูรณของกรณีที่มีการขอคําฟตวา และพิจารณาขอกฎหมายอิสลาม ในกรณี ที่ มีก ารขอคํ าฟ ต วานั้ น ตามข อ เท็ จ จริ ง พร อมแหล ง ที่ มาทางกฎหมายอิ ส ลาม และพิ จ ารณาการปรั บ ข อ กฎหมายอิสลามกับขอเท็จจริงที่ขอคําฟตวามุฟตียก็ทําการประกาศคําฟตวาในกรณีดังกลาวตามขอกฎหมายอิสลาม หรือประกาศคําฟตวาแบบมีเงื่อนไข หรืออาจไมใหคําฟตวา นอกจากนั้นในกรณีที่ไมสมควรฟ ตวา หลังจากที่มุฟตีย ทราบขอเท็จจริงโดยสมบูรณของกรณีที่มีการขอคําฟตวา มุฟตียอาจจะไมใหคําฟตวาก็ได การฟตวาในยุคตางๆ นับตั้งแตยุคของทานนบีมุฮัมมัด จนกระทั่งปจจุบันมีลักษณะตางๆ ดังนี้ กรณีผูทําหนาที่ฟตวา ในยุคทานนบีมุฮัมมัด ผูทําหนาที่ฟตวาคือทานนบีมุฮัมมัด ทั้งในฐานะประมุขของรัฐ และศาสนทูต และเศาะหาบะฮฺบางทานที่ทานนบีมุฮัมมัด อนุญาต หลังจากนั้น ผูทําหนาที่ฟตวาคือเคาะลีฟะฮฺซึ่งเปน ประมุขของรัฐและนักวิชาการ โดยมากแลวนักวิชาการมักจะทําหนาที่ฟตวาโดยไมเกี่ยวของกับรัฐ การแตงตั้งผูดํารง ตําแหนงมุฟตียซึ่งมีหนาที่ฟตวาโดยเฉพาะ เริ่มมีขึ้นครั้งแรกในสมัยของสุลตานสะลีม 2แหงราชวงศอุษมานียะฮฺ เทานั้น (Al-Muradiy, 1988: 2) แมวาในบางยุครัฐจะมีควบคุมโดยการตรวจสอบคุณสมบัติผูทําหนาที่ฟตวาบางก็ตาม กรณีวิธีการฟตวา แหลงที่มาของฟตวาในยุคนบีมุฮัมมัด มีเพียงประการเดียวคือวะหยูประเภทตางๆ คือ อัล กุรอาน และสุนนะฮฺ สวนในยุคเศาะหาบะฮฺ แหลงที่มาของฟตวาในยุคเศาะหาบะฮฺ ไดแก อัลกุรอาน สุนนะฮฺ อิจญ มาอฺ และการใชวิจารณญาณประเภทตางๆ โดยแนวการฟตวาในยุคนี้แบงออกเปนแนวหะดีษนิยม (อะฮฺล อัลหะดีษ ) และวิ จารณญาณนิ ยม (อะฮฺล อัลเราะอ ) สว นการฟตวาในยุคตาบิอีนและตาบิอิตตาบิ อีน ไมแตกตางจากยุคเศาะ หาบะฮฺ ทั้งในเรื่องการอางอิงแหลงที่มาหรืออื่นๆ นอกจากประเด็นปลีกยอยที่เปลี่ยนไปตามสถานการณเทานั้น ในยุค ปราชญผูนําสํานักกฎหมายอิสลาม สามารถแบงการฟตวาไดเปน 2 ลักษณะคือ การฟตวาของปราชญผูนําสํานั ก กฎหมายอิสลามที่ฟตวาโดยอิสระไมยึดถือทัศนะของมุจญตะฮิดใดๆ โดยมีวิธีวิทยาเฉพาะสํานัก และการฟตวาของ ศิษ ย ผู ยึด ถื อทั ศ นะของปราชญ ผู นํ าสํ านั ก กฎหมายอิ ส ลาม ที่ ใ ช วิ ธี วิ ท ยาของปราชญ ผู นํ าสํ านั ก กฎหมายอิ ส ลาม เหลานั้น ในยุคแหงการตักลีด ภาพรวมของการฟตวาในยุคนี้เปนการฟตวาตามทัศนะในสํานักกฎหมายอิสลามตางๆ ซึ่งเปนแนวทางการฟตวาของรัฐอิสลามและไดรับการยอมรับจากประชาชนในรัฐสวนใหญ และมีการฟตวานอกกระแส หลักอันไดแกการฟตวาอิสระไมยึดติดกับทัศนะของสํานักกฎหมายอิสลามเหลานั้น สวนในยุคปจจุบันการฟตวาตาม ทัศนะของสํานักกฎหมายอิสลามยังคงเปนที่นิยมของโลกมุสลิมทั่วไป เพียงแตมีการใชทัศนะของสํานักกฎหมายอื่ นๆ บางตามความหมาะสม ในยุ คปจ จุบัน มีการฟต วามี ระบบชัด เจนมากยิ่งขึ้ น มี การแตง ตั้งมุ ฟตีย การกําหนดขอบเขตอํานาจหนาที่ การบัญญัติเกี่ยวกับศักดิ์ของฟ ตวาในทางตุลาการ การจั ดระบบธุรการ การจัดตั้งสํานักงานฟตวาเปนการเฉพาะ หรืออื่นๆ 2. ความเห็นของผูที่มีสวนเกี่ยวของโดยตรงกับการฟตวาในประเด็นความจําเปนของมุฟตียแหงประเทศไทย การศึ ก ษาความเห็ น ของผูที่ มีสว นเกี่ ยวข องโดยตรงกั บ การฟต วาในประเด็ น ความจํ าเป น ของมุฟ ตี ยแห ง ประเทศไทย พบวา ผูใหสัมภาษณมีความเห็นพองตองกัน มุฟตียมีความจําเปนสําหรับมุสลิมไทย ดวยเหตุผลดาน บทบัญญัติศาสนาที่การฟตวาเปนขอบังคับประการหนึ่งในบทบัญญัติอิสลาม เพราะจะตองมีผูชี้ขาดทางศาสนา มี 2

สุลตานสะลีม ที่ 1 มีพระนามเต็มวา สะลีม บิน อบียาซีด บินมุฮัมมัด (ฮ.ศ. 872 – ฮ.ศ.926 ) ดํารงตําแหนง ตั้งแตป ฮ.ศ. 918 – ฮ.ศ. 926 เปนสุลตาน องคที่ 9 แหงราชวงศอุษมานียะฮฺ ( Yaghi,1998 : 55 )

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

48

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

การเชื่อฟงผูนํา อันจะทําใหสังคมมีความเปนเอกภาพและมีความสงบสุข อีกทั้งเปนการประยุกตใชกฎหมายอิสลามกับ เหตุการณใหม ๆ ที่ไมไดเกิดขึ้นมากอน และพัฒนาความรูความเขาใจของมุสลิมตออิสลาม และเปนการแกป ญหา การไมยอมรับของภาครัฐและประชาชนตอคําวินิจฉัยของจุฬาราชมนตรี สวนกรณีการทําหนาที่มุฟตียของจุฬาราชมนตรี และความจําเปนของมุฟตียแหงประเทศไทย กลุมตัวอยางมี ความเห็นเปน 3 ทัศนะ ไดแก 1) ผูทรงคุณวุฒิสวนใหญเห็นวาไมอาจชี้ขาดไดอยางเด็ดขาดวา จุฬาราชมนตรีดํารงอยู ในสภานะใด และจําเปนตองใหมีตําแหนงมุฟตียแหงประเทศไทยหรือไม เนื่องจากมีความสับสนระหวางจุฬาราชมนตรี ในฐานะผู นํ ามุ สลิ มในเชิ ง สั ญ ลัก ษณ ที่ มุส ลิ มจะต องมี ผู นํ าตามบทบั ญ ญั ติ แห ง กฎหมายอิ ส ลามในสถานภาพของ จุฬาราชมนตรีในประวัติ ศาสตรห รือการผู นํา กิจ การศาสนาอิส ลามในประเทศไทย ตามมาตรา 6 หรือ ประธาน กรรมการกลางอิ ส ลามแห งประเทศไทย ตามมาตรา 16 แห ง พระราชบั ญ ญั ติ การบริห ารองค ก รศาสนาอิส ลาม พ .ศ . 2540 และอํานาจเกี่ยวกั บการวินิจ ฉัยบทบัญญั ติแห งศาสนาอิ สลามตามมาตรา 8 แหงพระราชบัญญั ติการ บริ ห ารองค ก รศาสนาอิ ส ลาม พ .ศ . 2540 อั น เป น อํ า นาจเกี่ ยวกั บ เรื่ องทางวิ ช าการด านตุ ล าการ อี ก ทั้ ง การให ความสําคัญและการแบงเวลาการทํางานในหนาที่ฟตวามีนอยอยางยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานของสถาบันฟต วา ทั่วๆไป 2) ความเห็นสวนนอยที่เห็นวาจุฬาราชมนตรี มีอํานาจหนาที่ในการฟตวา พิจารณาจากการทําหนาที่พิจารณา ประเด็ นป ญหาดานศาสนาอิ ส ลามของจุ ฬาราชมนตรี แมว าจะไม มีรู ป แบบเหมือนกั บ ระบบฟ ตวาในประเทศอื่ น ๆ 3) ความเห็ น ส ว นน อ ยที่ เ ห็ น ว า จุ ฬ าราชมนตรี ไม มี อํา นาจหน า ที่ ใ นการฟ ต วา พิ จ ารณาจากสถานภาพทาง ประวัติศาสตรที่จุฬาราชมนตรีมีสถานภาพของผูนํามุสลิมและที่ปรึกษาของทางราชการ กฎหมายปจจุบันก็ไมไดใ ห อํานาจหนาที่นี้แกจุฬาราชมนตรี จุฬาราชมนตรีจึงไมใชมุฟตีย 3. ความเห็นของผูที่มีสวนเกี่ยวของโดยตรงกับการฟตวาในประเด็นความเปนไปไดของมุฟตียแหงประเทศ ไทย ผูท รงคุณ วุ ฒิส วนใหญ เห็ น ควรให จุฬ าราชมนตรี เป นมุ ฟตี ยโดยตํ าแหนง ดว ยเหตุผ ลด านสถานภาพทาง ประวั ติความเป นมาและสถานภาพทางประวัติ ศาสตรของจุฬาราชมนตรี การขาดความเปน เอกภาพและจิต สํานึ ก ความเปนหมูคณะของสังคมมุสลิม และอุปสรรคในกระบวนการทางนิติบัญญัติ โดยการแกไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การบริหารองคกรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540 และระเบียบที่เกี่ยวของกับผูสรรหาจุฬาราชมนตรีใหเหมาะสมมากยิ่งขึ้น โดยอาจแก ไขผู มีอํานาจสรรหาให ครอบคลุมถึ งนั กวิช าการอิ สลามตามความเหมาะสมและแก ไขเพิ่มเติมมาตราที่ กํ าหนดให ก ระทรวงที่ เ กี่ ยวข องออกระเบี ยบว าด ว ยผู ท รงคุ ณ วุ ฒิ จุ ฬ าราชมนตรี ให กํ าหนดอย างชั ด เจนว า เป น ผูทรงคุณวุฒิดานบทบัญญัติแหงศาสนาอิสลาม ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับผูมีอํานาจแตงตั้งถอดถอน วาระการดํารง ตําแหนง คุณสมบัติและอํานาจหนาที่ และอื่นๆ ที่เกี่ยวของ 4. รูปแบบของการฟตวาในประเทศไทย รูปแบบของการฟตวาในประเทศไทย แบงออกเปนทางเลือกที่เกี่ยวของกับการแกไขเพิ่มเติมกฎหมาย และ ทางเลือกที่ไมเกี่ยวของกับการแกไขเพิ่มเติมกฎหมาย รูปแบบของมุฟตียแหงประเทศไทย ที่มีความเกี่ยวของโดยตรงกับการแกไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการ บริหารองคกรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 จึงอาจเปนไปได 3 รูปแบบคือ รู ป แบบที่ 1 ให จุ ฬ าราชมนตรี เ ป น มุ ฟ ตี ยโ ดยตํ าแหน ง โดยที่ จุ ฬ าราชมนตรี ไ ม ดํ ารงตํ าแหน ง ประธาน คณะกรรมการกลางอิสลามแหงประเทศไทย

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

49

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

รูปแบบที่ 2 ใหมีการแยกระหวางจุฬาราชมนตรีกับ มุฟตีย โดยให จุฬาราชมนตรี ดํารงตําแหน งประธาน คณะกรรมการกลางอิสลามแหงประเทศไทย เปนผูบริหารองคกรศาสนาอิสลาม และสรรหามุฟตียมาทําหนาที่ฟตวา โดยไมเกี่ยวกับงานดานบริหาร รูปแบบที่ 3 ใหจุฬาราชมนตรีเปนมุฟตีย และประธานคณะกรรมการกลางอิสลามแหงประเทศไทยโดย ตําแหนง นอกจากนั้ น ยั งมี ท างเลือกที่ ไ มเ กี่ ยวข องกั บ การแก ไ ขเพิ่ มเติ มกฎหมาย: การใช อํานาจผู นํ าสูง สุ ด ตาม บทบัญ ญัติแหงกฎหมายอิ สลามแต งตั้ง มุฟตี ย ทั้งนี้ เนื่องจากความลาชาที่ เกิด จากอุปสรรคตางๆ ที่ อาจเกิด ขึ้นใน กระบวนการแกไขเพิ่มเติมกฎหมายของรัฐ รูปแบบฟตวาในประเทศไทย อาจใชทางที่ไมเกี่ยวของกับการแกไขเพิ่มเติม กฎหมายได แก การใช อํานาจผู นํ าสู ง สุ ด ตามบทบั ญ ญั ติ แห ง กฎหมายอิ ส ลามแต ง ตั้ ง มุ ฟ ตี ย โดยมี ก ารกํ าหนด รายละเอี ยดในกรณี ที่จําเปน สําหรั บกระบวนการฟตวา ในกรณี ผูมีอํานาจสรรหาคณะกรรมการฟ ตวา คุณ สมบั ติ คณะกรรมการฟตวา วาระการดํารงตําแหนงของคณะกรรมการฟตวา อํานาจหนาที่ของคณะกรรมการฟตวา และ ระเบียบปฏิบัติงานของคณะกรรมการฟตวา การอภิปรายผล การอภิปรายผลการวิจัยเรื่องมุฟตียแหงประเทศไทย: ความจําเปน ความเปนไปได และรูปแบบ ผูวิจัยจะ อภิปรายประเด็นตางๆดังนี้ 1. ความจําเปนของตําแหนงมุฟตียแหงประเทศไทย ผลการวิจัยพบวา กลุมตัวอยางเห็นวา มุฟตียมีความจําเปนสําหรับมุสลิมไทย ดวยเหตุผลดานบทบัญญัติ ศาสนา ซึ่งสอดคลองกับทัศนะของอัลนะวะวียและอิบนุนุญัยม เห็นวา การฟตวาเปนสิ่งจําเปนสําหรับสังคมมุสลิมใน ระดับวาญิบ ( Al-Nawawiy,1995 : 72,79 ; Ibn Nujaim,1413 : 290 ) และอัลชาฎิบีย ที่เห็นวาสถานภาพของมุฟตีย นั้ น มี ความสู ง ส ง ในระดั บ ผู มี อํา นาจบั ญ ญั ติ ก ฎหมายในนั ยหนึ่ ง โดยเห็ น ว า สิ่ ง ที่ มุ ฟ ตี ย นํ า มาบอกกล า วนั้ น เป น บทบัญญัติของศาสนา ซึ่งอาจจะเปนการสื่อสารจากอัลลอฮฺและนบีมุฮัมมัดโดยตรง หรืออาจเปนการวิเคราะหจากตัว บท ซึ่งวิธีแรกเปนการสื่อสาร สวนวิธีที่สองทําหนาที่แทนในการบัญญัติกฎหมาย ซึ่งอํานาจบัญญัติกฎหมายนั้นเปน อํานาจของอัลลอฮฺและนบีมุฮัมมัด (Al-Shatibi, 1997: 255) 2.บทบาทหนาที่ของจุฬาราชมนตรีเกี่ยวกับการฟตวา จากการศึกษาพบวาบทบาทหนาที่ของจุฬาราชมนตรีไมไดมีบทบาทในฐานะมุฟตียที่ใหความสําคัญตอการ วินิจฉัยบทบัญญั ติแหงศาสนาอิ สลาม เมื่อเปรียบเทียบอํานาจหนาที่ของมุฟตียของมาเลเซีย สิงคโปร และอํานาจ หนาที่ข องจุ ฬาราชมนตรี จะเห็ นไดว ามุฟ ตียของมาเลเซียและสิ งคโปร จะมีอํานาจหน าที่ ฟต วาตามกฎหมายอยาง ชัดเจน และจะไมเกี่ยวของกับงานบริหารองคกรศาสนาอิสลามที่ไมเกี่ยวของกับงานวิชาการอิสลาม โดยเฉพาะอยาง ยิ่งมุฟตียของประเทศมาเลเซีย อยางไรก็ตามขอสังเกตประการหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับการที่ประเทศฟลิปปนสเรียกตําแหนงนี้วา “นิติกรดาน กฎหมายอิสลาม” (Jurisconsult in Islamic Law) โดยไมมีตําแหนงมุฟตียอยางชัดเจน ทําใหเกิดสภาพการไมไดรับการ ยอมรับจากสังคมมุสลิมโดยทั่วไป ทําใหองคกรทางศาสนาอิสลามและพรรคการเมืองจํานวนมากกอตั้งศูนยฟตวาขึ้น เองและมีผูเชี่ยวชาญทางดานศาสนาอิสลามประจําศูนย เรียกวามุฟตีย ปจจุบันในฟลิปปนสจึงมีมุฟตียเปนจํานวนมาก (Barra, 2006: 285-293) 3. การจัดการความแตกตางในการฟตวาของมุสลิมในประเทศไทย

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

50

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

ความขัดแยงทางทัศนะทางวิชาการระหวางจุฬาราชมนตรีและนักวิชาการอิสลามในประเทศไทย เปนเรื่อง ปกติตามบทบัญญัติของอัลกุรอานและสุนนะฮฺ และแนวคิดของของนักวิชาการอิสลามทั่วไป เนื่องจากการวิเคราะห กฎหมายอิสลามนัน้ มีโอกาสถูกตองหรือผิดพลาด ดังที่ทานนบีมุฮัมมัด กลาวความวา “เมื่อผูปกครองวิเคราะหแลวปรากฎวาถูกตองจะไดสองผลบุญ และหากวิเคราะหแลวปรากฎวาผิดพลาด จะไดหนึ่งผลบุญ” (Al-Bukhariy,1998: 7352; Muslim ,1998: 1716) นอกจากนั้น นักวิชาการอิสลามทั่วไปตางยอมรับความขัดแยงทางทัศนะ ดังทัศนะของอิบนิตัยมียะฮฺ ที่เห็น วา ความแตกตางทางทัศนะในขอปลีกยอย เปนสิ่งที่จะตองเกิดขึ้นแมแตในยุคของทานนบีมุฮัมมัด และยุค ของเศาะ หาบะฮฺ ซึ่งเปน ยุคต นแบบของอิส ลามในทุกๆดาน อิ บนุ กัยยิม เห็ นวา ความแตกตางทางทัศนะเปนสิ่ งที่ จําเปน ตอง เกิดขึ้น เนื่องจากความแตกตางของเจตนารมณ ความรูความเขาใจ และศักยภาพของสติปญญา แตความขัดแยงที่ ไมพึงประสงคไดแกความขัดแยงที่นําไปสูการละเมิดตอกัน ความขัดแยงที่ชอบไดแกความขัดแยงที่ไมนํ าไปสูความ แตกแยก คูขัดแยงตางมีเจตนาเคารพภักดีตออัลลอฮฺและนบีมุฮัมมัด ( Ibn Qaiyim,1408: 519 ) นักวิชาการอิสลามจึงยอมรับความแตกตางทางทัศนะอยางมีจุดยืนดังที่ อัลหัศกะฟย กลาววา “ทัศนะของ เราถูกแตมีโอกาสผิด ทัศนะของผูอื่นผิด แตมีโอกาสถูก ” (Al-San‘a-ni, 1405 : 17) ยิ่งไปกวานั้นนักอุศูลอัลฟกฮฺบาง ทานยังมีทัศนะวาทุกทัศนะลวนถูกตอง กลุมนี้รูจักกันในนาม “กลุมอัลมุเศาวิบะฮฺ” อันไดแก นักวิชาการกลุมอัชอะรีย เชน อัลอัชอะรีย อัลบากิลานีย อัลเฆาะซาลีย เปนตน (Al-Zuhaili ,1986: 1099) เมื่อพิจารณาผลกระทบตางๆ อัน เกิ ดจากความขั ดแย งในการฟ ตวาของนั กวิ ชาการในประเทศไทยและการไม ยอมรั บ การฟ ตวาของจุ ฬาราชมนตรี กลุมตัวอยางจึ งเห็นควรใหมีการกําหนดรูป แบบของการฟตวาใหมีผูมีอํานาจหนาที่ฟต วาโดยตรงเพื่ อใหคําฟตวามี ประสิทธิภาพสูงสุดเปนไปตามเจตนาดั้งเดิมของบทบัญญัติอิสลาม ดังเชนวิธี การจัดการความขัดแยงในการฟตวาที่ ดําเนินการในประเทศซาอุดิอาระเบีย มาเลเซียและบรูไน โดยที่กฎหมายประเทศเหลานี้กําหนดบทลงโทษฐานฟตวา โดยไมมีอํานาจไวอยางชัดเจน ในยุคตางๆ ของรัฐอิสลาม มีการจัดการความขัดแยงทัศนะทางกฎหมายอิสลามโดยการแตงตั้งมุฟตียและผู พิพากษาที่ใชตัดสินความขัดแยง นอกจากนั้นการตักลีดมัซฮับหลักทั้งสี่ของโลกมุสลิม ที่ปรากฏขึ้นในยุคศตวรรษที่สี่ แหงฮิจเราะฮฺศักราช การจัดระบบเพื่อความเปนเอกภาพในการฟตวาโดยการแบงลําดับชั้นความรูความสามารถและ ความเชี่ยวชาญของนัก กฎหมายอิส ลามเพื่อกําหนดขอบเขตอํานาจในการฟตวา ก็มีวัตถุประสงคเพื่อจั ดการความ ขัดแยงในการฟตวาเชนเดียวกัน 4. ทางเลือกที่ไมเกี่ยวของกับการแกไขเพิ่มเติมกฎหมายของรัฐ : การใชอํานาจผูนํากิจการศาสนาอิสลาม จัดการฟตวาตามกฎหมายอิสลาม เนื่องจากความจําเปนของการจัดระบบฟตวาในประเทศไทย จุฬาราชมนตรีจึงควรใชอํานาจผูนํามุสลิมไทยที่ พระราชบัญญัติการบริหารองคกรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540 มาตรา 6 เรียกวา “ผูนํากิจการศาสนาอิสลาม” จัดใหมี มุฟตียแหงประเทศไทย และคณะกรรมการฟตวาไปพลางกอน เชนเดียวกับกรณีการแตงตั้งวะลียอามม หรือกอฎีย ชัรอีย เพื่อหลีกเลี่ยงความลาชาที่เกิดจากอุปสรรคและธรรมชาติของกระบวนการนิติบัญญัติที่ตองอาศัยความรวมมือ จากฝายตางๆ เชน พรรคการเมือง คณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการตางๆ ที่ประกอบดวยนักการเมือง สวนใหญที่ไมไดนับถือศาสนาอิสลามและไมไดใหความสําคัญกับประเด็ นทางศาสนามากนัก อีกทั้งเทาที่ผานมาใน ประวัติศาสตรของฝายนิติบัญญัติในประเทศไทย กฎหมายที่เกี่ยวกับอิสลามนั้นประสบกับความอุปสรรคจากความ อคติของฝายตางๆ ที่อาจกังวลวาการฟตวาจะสงผลกระทบตอรัฐไทย หรือฟตวาอาจผูกพันตอกิจการของหนวยงาน ของรัฐหรือศาสนิกอื่น การแกไขเพิ่มเติมกฎหมายอาจตองใชเวลานาน ซึ่งการพัฒนารูปแบบของการฟตวาในประเทศ

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

51

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

ไทยจะตองเสียโอกาสไปอีกโดยไมอาจรูไดวาจะเกิดขึ้นเมื่อไร ซึ่งสถาบันทางศาสนาอิสลามเองก็มีประสบการณในการ แกไขปญหาประเภทนี้โดยไมไดพึ่งพาการแกไขเพิ่มเติมกฎหมาย เชน กรณีการแตงตั้งผูดํารงตําแหนงวะลีอามม เปน ตน และอุป สรรคอั นเนื่องจากมุ สลิมเองที่ข าดความเปน เอกภาพและมี ทัศนะที่ แตกตางกั นและคั ดคานกั นเอง ราง กฎหมายหลายฉบั บ ตกไปเพราะทั ศ นะที่ แตกต างกั น ของมุส ลิ ม รู ป แบบฟ ต วาในประเทศไทย จึ ง อาจใช ท างที่ ไ ม เกี่ยวของกับการแกไขเพิ่มเติมกฎหมายไดแก การใชอํานาจผูนําสูงสุดตามบทบัญญัติแหงกฎหมายอิสลามแตงตั้งมุฟ ตียตามรูปแบบดังกลาวมาแลวตามความเหมาะสมไปพลางกอนจนกวาสังคมทั่วไปจะรับทราบ เขาใจและยอมรับได การดําเนินการตามทางเลือกนี้มีขอดีหลายประการ เชน สามารถดําเนินการไดอยางอิสระมากกวาการดําเนินการตาม ทางเลื อกที่ ต อ งอาศั ยการแก ไ ขเพิ่ ม เติ ม กฎหมาย โดยเฉพาะในด า นการใช ภาษา และข อ กํ าหนดต า งๆ ที่ เ ป น รายละเอียดเกี่ยวกับการฟตวา เชน คุณสมบัติดานความเชี่ยวชาญดานศาสนาอิสลาม การที่จุฬาราชมนตรีใ ชอํานาจผู นํามุสลิมไทย จัดให มีมุฟตียแหง ประเทศไทย และคณะกรรมการฟตวาไป พลางกอน เปนสิ่งที่พึงปฏิบัติเนื่องจากอัลลอฮฺบัญญัติใหมุสลิมกระทําการในสิ่งที่อยูในวิสัยที่กระทําได การจัดการฟตวาโดยใชทางเลือกที่ไมเกี่ยวของกับการแกไขเพิ่มเติมกฎหมายของรัฐ เปนทางเลือกที่นิยมใช กันในประเทศที่มุสลิมเปนชนกลุมนอย หรือในประเทศมุสลิมแตมีการแยกศาสนาออกจาการเมืองการปกครองอยาง ชัดเจนดังเชนในประเทศอินโดนีเซีย ที่ไมไดบัญญัติใหศาสนาอิสลามเปนศาสนาประจําชาติ และไมมีกฎหมายเกี่ยวกับ การแตงตั้งมุฟตียแหงรัฐ องคกรมุสลิมทําหนาที่แตงตั้งมุฟตียและกรรมการฟตวา กําหนดระเบียบและอํานาจหนาที่ที่ เกี่ ยวของได อย างมี ประสิท ธิภาพและไดรั บการยอมรั บเปน อย างสู งแม วาจะดํ าเนิน การไปโดยไม เ กี่ยวข องกั บ การ กฎหมายของรัฐก็ตาม ขอเสนอแนะ 1.ขอเสนอแนะในการนําผลวิจัยไปใช ก. เนื่องจากความจําเปนของการจัดระบบฟตวาในประเทศไทย จุฬาราชมนตรีจึงควรใชอํานาจผูนํามุสลิม ไทยรวมกับคณะกรรมการกลางอิสลามแหงประเทศไทย จัดใหมีมุฟตียแหงประเทศไทย และคณะกรรมการฟตวาไป พลางกอน เหมือนกับกรณีการแตงตั้งวะลียอามม หรือกอฎียชัรอีย ข. ในระยะที่ยังไมมีกฎหมายกําหนดรูปแบบการฟตวา จุฬาราชมนตรีควรแตงตั้งคณะกรรมการฟตวา โดย เอกเทศ ไมควรใหผูทรงคุณวุฒจุฬาราชมนตรีเปนกรรมการฟตวาโดยตําแหนง เนื่องจากผูทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี ไมมีคุณสมบัติที่กฎหมายอิสลามใหอํานาจฟตวาไดทุกคน การใหผูทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรีทุกคนลงชื่อในเอกสาร ฟตวา เปนการขัดตอกฎหมายอิสลาม เพราะไมตองดวยขอกฎหมายอิสลาม ค. จุ ฬาราชมนตรี ควรใหความสําคั ญกับ บทบาทด านการฟต วาใหชัด เจนมากขึ้น โดยการจัดงบประมาณ เฉพาะสําหรับการฟตวา การแตงตั้งคณะกรรมการฟตวา การบริการฟตวาแกสังคมอยางชัดเจนเปนรูปธรรม และการ เผยแพรเอกสารการฟตวาอยางเหมาะสม ง. การฟตวาในประเทศไทยควรใชระบบการฟตวาแบบองคคณะ โดยมีระเบียบวาดวยการนี้อยางชัดเจน จ. ควรผลั ก ดั น ให มี ก ฎหมายที่ บั ญ ญั ติ ก รณี ร ะบบฟ ต วาในประเทศไทย อาจจะเป น การแก ไ ขเพิ่ ม เติ ม พระราชบัญญัติการบริหารองคกรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540 หรือการเสนอราง พระราชบัญญัติการฟตวาในประเทศ ไทย ฉ. ควรมีก ารแกไขตํ าราประวั ติความเป นมาของกฎหมายอิสลามในยุคแหงการยึด ถือกฎหมายอิสลามให ถูกตองและสอดคลองกับขอเท็จจริงทั้งในดานบวกและดานลบ

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

52

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

2.ขอเสนอแนะสําหรับการวิจัยครั้งตอไป ก. ควรนําผลการวิจัยรูปแบบของการฟตวาไปทําวิจัยเพื่อศึกษาทัศนะของผูที่เกี่ยวของ เชน จุฬาราชมนตรี ผูทรงคุ ณวุฒิจุฬ าราชมนตรี กรรมการกลางอิสลามแห งประเทศไทย กรรมการอิ สลามประจําจังหวั ด นักวิ ชาการ อิสลาม นักการเมืองมุสลิม และอื่นๆ เพื่อหาขอสรุปรูปแบบของการฟตวาในประเทศไทย ข. ควรวิจัยระบบฟตวาในประเทศโลกมุสลิมและประเทศกลุมอาเซียนอยางละเอียดทุกประเทศ บรรณานุกรม จุฬิ ศ พงศ จุฬ ารั ต น . 2544. “บทบาทและหน าที่ ขุ น นางกรมท าขวาในสมั ยอยุ ธ ยาถึ ง รั ต นโกสิน ทร (พ.ศ.21532435)” , วิทยานิพนธอักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร ภาควิชาประวัติศาสตร คณะอักษร ศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. เดน โตะมีนา. 2533. กฎหมายอิสลาม. กรุงเทพฯ: แสงจันทรการพิมพ. สิน พันธุพินิจ. 2547. เทคนิคการวิจัยทางสังคมศาสตร. กรุงเทพฯ: วิทยพัฒน. สุภางค จันทวาณิช. 2535. วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ. คณะรัฐศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. สุวิมล ติรกานันท. 2546. ระเบียบวิธีทางสังคมศาสตร แนวทางสูการปฎิบัติ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพแหง จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. สุเทพ สันติวรานนท และคณะ. 2541. “ความคิดเห็นของประชาชนและขาราชการในจังหวัดชายแดนภาคใตที่มีตอขอ ปฏิบั ติที่ สอดคลองกั บหลัก ศาสนาอิ สลาม ตามคํ าวิ นิจ ฉัยของจุ ฬาราชมนตรี กรณี ศึก ษาในอําเภอเมือง จั ง หวั ด ป ต ตานี ” . มหาวิ ท ยาลั ย สงขลานคริ น ทร วิ ท ยาเขตป ต ตานี และกรรมาธิ ก ารการศาสนาและ ศิลปวัฒนธรรม สภาผูแทนราษฎร. Abu Sulaiman, Abd al-Wahhab Ibrahim. 1986. Kitabah al-Bath al-cilm wa Masadir al-Dirasat alIslamiyyah. Jiddah : Dar al-Shuruq. Al-Ansariy, Mansur. 1997. Abjadiyat al-Bath fi al-cUlum al-Sharciyyah. Al-Dar al-Baida’ : Al-Najah al-Jadidah. Al-Bukhariy, Muhammad bin Ismacil. 1998. Sahih al-Bukhariy. Riyad: International Ideas Home.. Al-Ghazali, Abu Hamid Muhammad bin Muhammad. 1997. Al-Mustasfa, 2. Bayrut: Muassasah al-Risalah. Al-Khatib,Muhammad Ajjaj. 1981. Lamhat fi al-Maktabah wa al-Bath wa al-Masadir. Bayrut: s.n. Al-Mallah, Husayn bin Muhammad. 2001. Al-Fatwa Nas-atuha wa Tatauwuratuha Usuluha wa Tatbiqatuha,1. Bayrut: al-Maktabah al-Asriah. Al-Muradiy, Muhammad Khalil bin A’li bin Muhammad bin Muhammad al-Dimashqi. 1988. A’arf alBasham fi man wala Dimashq al-Shamm. Bayrut: Dar Ibn Kathir. Al-Nawawiy, Abi Zakariya Muhyiddin Bin Sharf. 1995. Al-Majmuac’, 1. s.l.: Dar Ihyaa al-Turath al-Arabiy. Al-San-a’niy, Muhammad bin Ismacil. 1405. Irshad al-Nuqad ila Taisir al-Ijtihad. Al-Kuwait : al-Dar alSalafiyyah. Al-Shatibiy, Abu Ishaq Ibrahim bin Musa. 1997. Al-muwafaqat,5. s.l. : Dar Ibn cAffan. Al-Zuhayli, Wahbah. 1985. Al-Fiqh al-Islami wa Adillatuha,5. Damascas : Dar al-Fikr.

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

53

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

Barra,Hamid Aminoddin. 2006. Fatwa Management in the Philippines. In Prinsip dan Pengurusan Fatwa di Negara – Negara ASEAN. Negeri Sembilan : Intel Multimedia and Publication. Fadlullah, Mahdi. 1998. Usul kitabah al-Bath al-cIlm wa Qawacid al-Tahqiq. Bayrut: Dar al-Talicah. Ibn Nujaim, Zain al-cAbidin bin Ibrahim. 1413. Al-Bahr al-Raiq, 6. Bayrut: Dar al-Macrifah. Ibn Qaiyim, Shams Al-din Abu Abdullah Muhammad bin Abu Bakr. 1423. Iclam al-Muwaqqicin can Rabb alc Alamin, 5. Riyad : Dar Ibn al-Jauziy. Muslim Bin Hajjaj. 1998. Sahih Muslim. Riyad: Dar al-Salam. Wan Muhammad Shagir bin Abdullah. 2001. Nadwah Ulama Nusantara 1: Peranan Dan Sumbangan Ulama Patani 19-20 May 2001 / 26-27 Safar 1422 Organnized by Fakulti Pengajian Islam, University Kebangsaan Malaysia Kolej Pengajian Islam, Prince of Songkla University, Thailand. Yaghi, Ismacil Ahmad. 1998. Al-Daulah al-Uthmaniyyah fi al- Tarikh al-Islami al-Hadith. S.l.: cAbikan.

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

55

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

บทความวิจัย วิวัฒนาการการเรียนการสอนอิสลามศึกษาของโรงเรียนเอกชน สอนศาสนาอิสลามในสามจังหวัดชายแดนภาคใตของไทย ซิดดิก อาลี ดลมนรรจน บากา บทคัดยอ การวิจั ยนี้ มีวั ตถุ ประสงค เพื่ อศึ กษาวิ วัฒ นาการการเรี ยนการสอนอิส ลามศึ กษาของโรงเรียนเอกชนสอน ศาสนาอิสลามในสามจังหวัดชายแดนภาคใต ตั้งแตป พ.ศ. 2504 ถึงปจจุบัน ซึ่งเปนการวิจัยเชิงเอกสาร ผลการวิจัย พบวา ปอเนาะเปนสถาบันการศึกษาที่เกาแกที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต และเปนสถาบันที่มีบทบาททั้ง ทางศาสนาและทางการศึกษา วัตถุประสงคสําคัญของการเรียนการสอนเพื่อสืบทอดคําสอนของศาสนาเปนหลัก ในป พ.ศ. 2504 รัฐบาลใหปอเนาะจดทะเบียนตอทางราชการ และในป พ.ศ. 2526 ถูกรัฐบาลเปลี่ยนชื่อเปนโรงเรียนเอกชน สอนศาสนาอิสลาม เพื่อใหสอดคลองกับพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 ดานการเรียนการสอนวิชาการอิสลาม ไดมีการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนอยางตอเนื่อง การพัฒนาการใชหลักสูตรของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามถือไดวาเปนการพัฒนาตัวเองของโรงเรียนเอกชน สอนศาสนาอิสลามใหทันกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยรัฐจะเปนฝายสนับสนุนใหเกิด การเปลี่ยนแปลงสวนนี้

นักศึกษาระดับปริญญาโท ภาควิชาอิสลามศึกษา วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร วิทยาเขตปตตานี อ.ม. (ศาสนาเปรียบเทียบ), รองศาสตราจารย อาจารยประจําวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร วิทยาเขตปตตานี



อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

56

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

RESEARCH

Evolution of Islamic Studies Learning and Teaching in Private Islamic Schools in the Three Southern Border Provinces of Thailand Siddiq Alee Dolmanach Baka Abstract This research aims to study the evolution of learning and teaching of Islamic studies in private Islamic schools in the three southern border provinces of Thailand. The study covers the period from B.E. 2504 to the present days. This documentary research found its finding as the following Pondok is the oldest educational institute in Southeast Asian region. It plays an important role in religion and education. The prime objective of the education in Pondok was mainly to preach religious teachings. In B.E. 2504 when the Thai government allowed Pondok to be officially registered, and in B.E. 2526, its name changed into private Islamic school in conformity with the B.E. 2525 Royal Degree on Private Schools. The development and improvement of Islamic science curriculums have been maintained continuously. The development of learning and teaching of the curriculum adopted in the private Islamic schools could be considered as being a self-reform attempt by the schools. So as to keep pace with the continuously changing phenomena of the political, economic and social settings of the society, the government could partially help catalyze this change.

Graduate Student in Program Islamic Studies, College of Islamic Studies, Prince of Songkla University, Pattani Campus. Assoc. Prof. M.A. (Comparative religion) Lecturer, College of Islamic Studies, Prince of Songkla University, Pattani Campus.



อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

57

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

บทนํา การศึกษาเปนรากฐานที่สําคัญที่สุดในการพัฒนาคนใหมีความเจริญไปในทิศทางที่พึงประสงค และเปนหัวใจ ที่สําคัญที่จะสรางคุณภาพชีวิตใหดีขึ้น ทั้งนี้เพราะเปาหมายในการจัดการศึกษามุงจัดใหสอดคลองกับความตองการ ของสั งคม ปลู กฝงใหคนมีความรู ความสามารถทั้งทางวิ ชาการในดานตาง ๆ รวมทั้ งความรู ทางดานศิลปะและ วัฒนธรรม ซึ่งสามารถนําความรูนั้นมาปรับปรุงตนใหดํารงชีวิตอยูในสังคมไดอยางสงบสุข สามจังหวัดชายแดนภาคใต คือปตตานี ยะลา และนราธิวาส เปนพื้นที่มีลักษณะ เฉพาะและมีสภาพปญหาที่ แตกตางไปจากภู มิภาคอื่ นของประเทศ ทั้ ง ในด านสั ง คม เศรษฐกิ จ การเมื อง การปกครอง และด านความมั่ ง คง โดยเฉพาะปญหาดานสังคมจิตวิทยา ซึ่งเปนปญหาที่ละเอียดออนที่มีพื้นฐานมาจากความไมเขาใจ ความหวาดระแวง รวมทั้งความรูสึกแตกตางกันดานศาสนาและวัฒนธรรม ทั้งนี้เพราะวาประชากรสวนใหญนับถือศาสนาอิ สลาม จึงมี โครงสรางทางสังคมอันประกอบดวยเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมที่แตกตางกัน ออกไป (อารง สุทธาศาสน, 2535: 133) ดังนั้นการกําหนดนโยบายการจัดการศึกษาของรัฐ จึงยากที่จะหลีกเลี่ยงอิทธิพลและอํานาจทางการเมือง เพราะการศึกษาเปนระบบยอยระบบหนึ่งของสังคม และแตละระบบสังคมประกอบไปดวยโครงสรางทางอํานาจและ ระบบคานิยมอยางใดอยางหนึ่ง ซึ่งจะเปนตัวกําหนดโครงสราง แนวทาง ปรัชญา และแบบแผนการจัดการการศึกษา ตลอดจนหลักสูตรและวิธีการเรียนการสอน ดังที่พลาโต (Plato) ไดกลาววา “รัฐเปนอยางไรโรงเรียนจะตองเปนอยาง นั้น” (อุทัย บุญประเสริฐ, 2532: 197) ปอเนาะเปนสถาบันการศึกษาที่เกาแกที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต และเปนสถาบันที่มีบทบาททั้ง ทางศาสนาและทางการศึกษา (Surin Pitsuwan, 1982: 176) มีประวัติความเปนมายาวนานและมีความสําคัญอยางยิ่ง ในจังหวัดชายแดนภาคใต โดยเฉพาะจังหวัดปตตานี ยะลา และนราธิวาส ทั้งนี้เนื่องจากผูที่อาศัยอยูใน 3 จังหวัด ชายแดนภาคใตสวนใหญเปนชาวไทยมุสลิมที่มีเชื้อสายมลายู วัฒนธรรมประเพณีในการดํารงชีวิตยึดคําสอนศาสนา อิสลามเปนหลัก ปตตานีได กลายเปน ศูนยกลางการศึกษาอิสลามมาตั้งแตคริส ตศตวรรษที่ 15 (Hamid, 1997: 208) ซึ่ ง นอกจากจะมีมุสลิมในพื้นที่ไดศึกษาแลว ยังมีมุสลิมในประเทศใกลเคียง เชน กัมพูชามาเลเซีย และอินโดนีเซีย เขามา ศึกษาเลาเรียนดว ยเช นเดียวกัน (Madmarn, 2002: 123) และชื่ อเสี ยงของการจั ดการศึกษาในรูปแบบปอเนาะใน ปตตานีมีอยูตลอดมา ถึงแมจะอยูภายใตการปกครองของไทย ปอเนาะตน กําเนิดของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เปนสถาบันการศึกษาในพื้นที่จัง หวัดชายแดนภาคใตที่ มี พัฒนาการที่ ยาวนานมาพรอม ๆ กับ การก อตั้ง ชุมชนมุ สลิ ม การจัด การเรี ยนการสอนในปอเนาะระยะแรกนั้ นได ดําเนินการอยางอิสระ ขาดการสนับสนุนจากรัฐ วัตถุประสงคสําคัญของการเรียนการสอนเพื่อสืบทอดคําสอนของ ศาสนาเปนหลัก การเปลี่ยนแปลงครั้งสําคัญของปอเนาะที่นําไปสูการเปนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในปจจุบัน เริ่มป พ.ศ. 2504 รัฐใหปอเนาะจดทะเบียนกับรัฐ และปชวง พ.ศ. 2508-2511 ใหปอเนาะแปรสภาพเปนโรงเรียนราษฎรสอน ศาสนาอิสลาม ในป พ.ศ. 2525 ปอเนาะหรือโรงเรียนราษฎรสอนศาสนาอิสลามถูกปรับเปลี่ยนมาเปนโรงเรียนเอกชนสอน ศาสนาอิสลาม โดยที่รัฐบาลใหการสนับสนุนทางการเงินแกโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่สอนวิชาสามัญควบคู วิชาศาสนาอิสลาม การที่ตองเรียนทั้งสองหลักสูตรพรอมๆ กัน ทําใหมีปญหาตามมา คือทําใหนักเรียนเรียนมากเกิน กว าจํ าเป น หลั กสู ต รไม ตอบสนองความต องการที่ หลากหลายของผูเ รี ยนและสั งคม หลั กสู ต รมุ ง เน น การพัฒ นา

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

58

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

นักเรียนโดยผานเนื้อหาเปนหลัก ขาดการพัฒนานักเรียนโดยผานกิจกรรม สงผลตอคุณภาพการศึกษาของประชาชน ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต อยางไรก็ตามชาวไทยมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใตนิยมใหบุตรหลานของตนเองศึกษาทั้งวิชาการทาง โลกและวิชาการศาสนา โดยเฉพาะอยางยิ่งการศึกษาวิชาศาสนา ซึ่งมีปอเนาะเปนสถาบันศึกษาที่มีการเรียนการสอน วิชาศาสนาและไดรับความนิยมมาตลอด เพราะปจจุบันสถาบันศึกษาดังกลาวไดยกระดับขึ้นมาเปนโรงเรียนเอกชน สอนศาสนาอิสลาม เปดสอนหลักสูตรควบคูกันทั้งภาคศาสนาและภาคสามัญ เมื่อเรียนจบแลวจะสามารถศึกษาตอ ระดับอุดมศึกษาไดทั้งในประเทศและตางประเทศ ซึ่งเปนประโยชนอยางมากมายทั้งในระดับ ทองถิ่นและประเทศชาติ ดังนั้นสถาบันการศึกษาใดที่มีการจัดการเรียนการสอนทั้งวิชาการศาสนาและวิชาการสามัญ จะไดรับความนิยมจาก ผูคนในพื้นที่มากกวาสถาบันที่มีการจัดการเรียนการสอนวิชาการศาสนา หรือวิชาสามัญอยางเดียว การพัฒนาหลักสูตรมีความสําคัญเป นอยางมากในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชนสอน ศาสนาอิ ส ลาม โดยเฉพาะอย างยิ่ ง หลั ก สู ต รวิ ช าการศาสนาต องสามารถพั ฒ นาและตอบสนองความต องการที่ หลากหลายของผูเรียนและสังคม จากสิ่งที่ไดกลาวมา ผูวิจัยมีความสนใจและเห็นควรที่จะตองศึกษา คนควา วิจั ย เกี่ยวกับวิวัฒนาการการเรียนการสอนอิสลามศึกษาของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในสามจังหวัดชายแดน ภาคใต ขอบเขตการวิจัย ในการศึกษาเรื่อง วิวัฒนาการการเรียนการสอนอิสลามศึกษาของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในสาม จังหวัดชายแดนภาคใต ผูวิจัยไดมุงประเด็นการศึกษาภายในขอบเขตดังนี้ 1. พัฒนาการดานการเรียนการสอนหลักสูตรอิสลามศึกษาของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในสาม จังหวัดชายแดนภาคใต 1.1 หลักสูตรอิสลามศึกษาชวงป พ.ศ. 2504-2525 1.2 หลักสูตรอิสลามศึกษาชวงป พ.ศ. 2526-ปจจุบัน วัตถุประสงคของการวิจัย วัตถุประสงคของการวิจัยมีดังนี้ 1. เพื่อทราบถึง ขอดี ข อเสี ย ป ญหา และอุ ปสรรคในการใช หลั กสูต รการเรี ยนการสอนอิสลามศึ กษาของ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในสามจังหวัดชายแดนภาคใต ความสําคัญและประโยชนของการวิจัย ความสําคัญและประโยชนของการวิจัยมีดังนี้ 1. เพื่อนําไปพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนอิส ลามศึกษาของโรงเรี ยนเอกชนสอนศาสนา อิสลามในสามจังหวัดชายแดนภาคใตใหมีคุณภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น ผลการวิจัย จากการศึกษาพัฒนาการการเรียนการสอนหลักสูตรอิสลามศึกษาของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามใน สามจังหวัดชายแดนภาคใต ตั้งแตป พ.ศ. 2504 จนถึงปจจุบัน สามารถสรุปผลการวิจัยไดดังนี้

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

59

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

1. การจัดการศึกษาชวงป พ.ศ. 2504-2525 ในป พ.ศ. 2504 กระทรวงศึกษาธิการไดออกระเบียบปรับปรุงสงเสริมปอเนาะขึ้นมา โดยการสงเสริมให ปอเนาะจัดการเรียนการสอนทั้งวิชาศาสนา วิชาสามัญ และวิชาชีพไปพรอม ๆ กัน ในชวงป พ.ศ. 2508-2511 รัฐบาลมีนโยบายสงเสริมปอเนาะที่จดทะเบียนแลวใหแปรสภาพเปนโรงเรียน ราษฎรสอนศาสนาอิสลาม มีการจัดการสถานที่เรียน ชั้นเรียน เวลาเรียน หลักสูตร แบบเรียน การวัดผลการศึกษาให เปนไปตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ ทําใหสามารถเรียนจบวิชาศาสนาอิสลามในระยะเวลาที่กําหนด การใชนโยบายปรับปรุงโรงเรียนราษฎรสอนศาสนาอิสลามมีปญหาตาง ๆ เกิดขึ้นดังนี้ 1. การขาดแคลนครูผูสอนวิชาสามัญใหแกโรงเรียน 2. การสอนในโรงเรียนราษฎรร ะยะแรกมีความขัดแยง กันดานการเปลี่ ยนรูปแบบสถานศึกษาและการใช หลักสูตรสามัญ (เทอดศักดิ์ รวีฉาย, 2529: 33) 3. ปญหาความไมเขาใจระหวางรัฐและทองถิ่นที่ทําใหเกิดการตอตานรัฐในการสนับสนุนการจัดการศึกษา โรงเรียนราษฎรสอนศาสนา (ณรงคฤทธิ์ ศักดารณรงค, 2529: 14) 4. ปญ หาด านทั ศนคติเกี่ ยวกั บชาติไทย ซึ่งการแกไขปญหาสว นหนึ่ งใช การศึกษาผสมผสานวั ฒนธรรม ทองถิ่นมีการสนับสนุนการสอนภาษาไทยทั่วถึงในพื้นที่ผูที่นับถือศาสนาอิสลาม (เฉลิม มากนวล, 2525: 23) 5. ปญหาการพัฒนาคุณภาพการศึกษาดานภาษา เพราะการเรียนหลักสูตรสามัญใชภาษาไทย (มาโนชญ บุญญานุวัตร, 2525: 13) หลักสูตรการเรียนการสอนชวงป พ.ศ. 2504-2525 มี 2 หลักสูตร คือ (1) หลักสูตรปอเนาะพุทธศักราช 2504 หลักสูตรวิชาการศาสนามี 3 ตอน คือ 1) หลักสูตรวิชาการศาสนา อิสลามตอนตน เวลาเรียน 4 ป 2) หลักสูตรวิชาการศาสนาอิสลามตอนกลาง เวลาเรียน 3 ป 3) หลักสูตรวิชาการ ศาสนาอิสลามตอนปลาย เวลาเรียน 2 ป (กระทรวงศึกษาธิการ, 2504) (2) หลักสูตรอิสลามศึกษาพุทธศัก ราช 2523 โดยแบ งออกเปน 3 ระดับ คือ 1) ระดั บตน (อิบติดาอียะฮฺ ) เวลาเรียน 4 ป 2) ระดับกลาง (มุตะวัสสิเฏาะฮฺ) เวลาเรียน 3 ป 3) ระดับสูง (ษานะวียะฮฺ) เวลาเรียน 3 ป (สํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาเอกชน, 2526:6) 2. การจัดการศึกษาชวง พ.ศ. 2526 ถึงปจจุบัน หลังจากโรงเรียนราษฎรสอนศาสนาอิสลามถูกแปรสภาพเปนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ตั้งแต พ.ศ. 2526 จนถึงปจ จุบัน รัฐเปน กลไกสํ าคัญในการสรางความเปลี่ยนแปลงตอวิถีชีวิต เยาวชนในท องถิ่น นโยบายการ สนับสนุนการศึกษาของรัฐตอโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามได รับความนิยมจากคนในทองถิ่นมากกวาในอดี ต ทั้งนี้อาจเกิดจากการปรับปรุงหลักสูตร การเพิ่มการเรียนการสอนวิชาศาสนาอิสลามตามการเรียกรองของทองถิ่น หลักสูตรการเรียนการสอนตั้งแต พ.ศ. 2526 ถึงปจจุบัน มี 4 หลักสูตร คือ (1) หลักสูตรอิสลามศึกษาพุทธศักราช 2535 หรือเรียกวา หลักสูตรบูรณาการ ซึ่งแบงออกเปน 2 ระดับ คือ 1) ระดับมัธยมศึกษาตอนตนมี 3 ชั้น 2) ระดับมัธยมศึกษาตอนกลางมี 3 ชั้น (2) หลักสูตรอิสลามศึกษาพุทธศักราช 2540 หลักสูตรนี้แบงออกเปน 3 ตอน คือ 1) หลักสูตรอิสลามศึกษา ตอนตน (อิบติดาอียะฮฺ) พุทธศักราช 2540 2) หลักสูตรอิสลามศึกษาตอนกลาง (มุตะวัสสิเฏาะฮฺ) พุทธศักราช 2540 3) หลักสูตรอิสลามศึกษาตอนปลาย (ษานะวียะฮฺ) พุทธศักราช 2523

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

60

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

(3) หลักสูต รอิสลามศึกษาพุทธศั กราช 2546 ซึ่งไดกําหนดออกเปน 4 ชวงชั้น คือ 1) ช วงชั้นที่ 1 ระดั บ อิสลามศึกษาตอนตน ปที่ 1-3 2) ชวงชั้นที่ 2 ระดับอิสลามศึกษาตอนตน ปที่ 4-6 3) ชวงชั้นที่ 3 ระดับอิสลามศึกษา ตอนกลาง ปที่ 1-3 4) ชวงชั้นที่ 4 ระดับอิสลามศึกษาตอนปลาย ปที่ 4-6 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2546) (4) หลั ก สู ต รอิ สลามศึ ก ษาตามหลัก สู ต รแกนกลางการศึ ก ษาขั้ น พื้ น ฐานพุ ท ธศั ก ราช 2551 ได จั ดระดั บ การศึกษาเปน 3 ระดับ คือ 1) ระดับอิสลามศึกษาตอนตน (อิบติดาอียะฮฺ) ปที่ 1-6 2) ระดับอิสลามศึกษาตอนกลาง (มุ ตะวัสสิเฏาะฮฺ) ปที่ 1-3 3) ระดับอิสลามศึกษาตอนปลาย (ษานะวียะฮฺ) ปที่ 1-3 (สํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน, 2553: 27) 3. การพัฒนาหลักสูตรอิสลามศึกษาของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม การพัฒนาการใชหลักสูตรของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามมี 8 ขั้น ดังนี้ ขั้นแรก ในป พ.ศ. 2504 กระทรวงศึกษาธิการไดประกาศใช ระเบียบกระทรวง ศึกษาธิการวาดวยการ ปรับปรุงสงเสริมปอเนาะในภาคการศึกษา 2 พ.ศ. 2504 ไดกําหนดหลักสูตรวิชาการศาสนาอิสลามออกเปน 3 ตอน คือ ตอนตนเวลาเรียน 4 ป ตอนกลาง 3 ป และตอนปลาย 2 ป ขั้นที่สอง ตอมาเมื่อปอเนาะไดรับการปรับปรุงเปนโรงเรียนราษฎรสอนศาสนาอิสลาม ประกาศใชหลักสูตร อิสลามศึกษา พ.ศ. 2523 (อิบติดาอียะฮฺ, มุตะวัสสิเฏาะฮฺ, ษานะวียะฮฺ) ขั้น ที่ ส าม จากนั้น ต อมาโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิ ส ลามหลายโรงก็ ป ระกาศใช ห ลั ก สู ต รวิ ช าสามั ญ หลักสูตรการศึกษาผูใหญแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งตอมาไดปรับเปลี่ยนเปนหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ตอนตน พ.ศ. 2530 ควบคูกันไปกับหลักสูตรอิสลามศึกษา ขั้นที่สี่ เปนขั้นแหงการประกาศรับหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนตน พ.ศ. 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) หรือ หลักสูตรมัธยมศึ กษาตอนปลาย พ.ศ. 2524 (ฉบั บปรับปรุง พ.ศ. 2533) ควบคูไปกับหลักสูตรอิสลามศึกษา พ.ศ. 2523 ขั้นที่หา ในป พ.ศ. 2535 กระทรวงศึกษาธิการไดประกาศใชหลักสูตรอิสลามศึกษา พ.ศ. 2535 เพื่อใชใน โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม แตปรากฏวามีโรงเรียนบางสวนเทานั้นที่ขานรับ การใชหลักสูต รนี้ (พิสุทธิ์ บุ ญ เจริญ, 2538: 56) ขั้นที่หก มีการใชหลักสูตรอิสลามศึกษา พ.ศ. 2540 คือตอนตน (อิบติดาอียะฮฺ) และตอนกลาง (มุตะวัสสิ เฏาะฮฺ) สวนตอนปลาย (ษานะวียะฮฺ) ไดนํามาใชหลักสูตรอิสลามศึกษา พ.ศ. 2523 ขั้นที่เจ็ด การจัดทําหลักสูตรอิสลามศึกษา พ.ศ. 2546 ไดแบงออกเปน 4 ชวงชั้นเรียน คือชวงชั้นที่ 1 (อิบติดา อียะฮฺ) 3 ป ชวงชั้นที่ 2 (อิบติดาอียะฮฺ) 3 ป ชวงชั้นที่ 3 (มุตะวัสสิเฏาะฮฺ) 3 ป และชวงชั้นที่ 4 (ษานะวียะฮฺ) 3 ป จึงทํา ใหนักเรียนไดเรียนเรียนหลักสูตรอิสลามพรอม ๆ กับหลักสูตรสามัญ และยังสามารถเรียนจบไดพรอม ๆ กันดวยทั้ง 2 หลักสูตร ขั้นที่แปด เนื่องจากหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ที่สะทอนใหเห็นถึงปญหาและความไม ชัด เจนของหลัก สู ตรบางประเด็ น กระทรวงศึ กษาธิ ก ารจึง ไดป ระกาศใช ห ลัก สูต รแกนกลางการศึก ษาขั้ นพื้ นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งเปนหลักสูตรที่ปรับใหมีความเหมาะสมและชัดเจนมากขึ้น พรอมไดจัดทําหลักสูตรอิสลามศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

61

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

จะเห็นไดวา ขั้นตอนของการพัฒนาการใชหลักสูตรของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามทั้ง 8 ขั้นนั้น ถือได วาเปนการพัฒนาตัวเองของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามใหทันกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ และ สังคม โดยรัฐจะเปนฝายสนับสนุนใหเกิดการเปลี่ยนแปลงสวนนี้ การอภิปรายผล ผูวิจัยขอนําเสนอประเด็นสําคัญในการอภิปรายผล ดังนี้ 1. ในป พ.ศ. 2503 กระทรวงศึก ษาธิการไดจัดระเบียบวาดวยการปรั บปรุงปอเนาะ โดยมีวัตถุประสงค 4 ประการคือ 1) เพื่อใหปอเนาะจดทะเบียน หมายถึง การยอมรับแนวทางการปรับปรุงการศึกษาในปอเนาะ 2) เพื่อ ปรับปรุงอาคาร สถานศึกษา และบริเวณ จัดทําถนนเขาสูปอเนาะจัดทําปายชื่อปอเนาะ 3) ปรับปรุงการเรียนการสอน ปรับปรุงการสอนใหเปนชั้น จัดสอนภาษไทยและจัดการสอนวิชาชีพตามความตองการและความพรอม 4) จัดใหมีการ ประเมินการสอน โดยทางกระทรวงศึ กษาธิการจะมอบใหจังหวัดและภาคการศึก ษา 2 ดําเนิน การ (สํานักผู ตรวจ ราชการประจํ าเขตตรวจราชการที่ 12, 2547ก) ระเบียบนี้นั บได วาเป น การเริ่ มต นครั้ งสํ าคั ญ ในการสง เสริ มและ ปรั บ ปรุ ง ปอเนาะให เ ป น โรงเรี ย นราษฎร ส อนศาสนาอิ ส ลาม ซึ่ ง กระทรวงศึ ก ษาธิ ก ารก็ ไ ด ป ระกาศใช ระเบี ย บ กระทรวงศึ ก ษาธิ ก ารว าด ว ยการปรั บ ปรุ ง ส ง เสริ มปอเนาะในภาคศึ ก ษา 2 พ.ศ. 2504 โดยมี ส าระสํ า คั ญ คื อ 1) ปอเนาะใดมีความสนใจที่จะปรับปรุงกิจการใหยื่นเรื่องขอจดทะเบียนตอทางราชการ 2) ปอเนาะใดที่จัดกิจการดาน การสอนไดดี จะไดรับการอุดหนุนจากกระทรวงศึกษาธิการ 3) ใหปอเนาะที่จดทะเบียนแลว จัดการเรียนการสอนตาม หลักสูต รทั้งวิ ชาการศาสนา วิชาสามัญ และวิช าชีพ (กระทรวงศึ กษาธิก าร, 2504) ระเบียบดัง กลาวกอใหเ กิดการ เปลี่ยนแปลงสําคัญตอปอเนาะสองประการดวยกันคือ 1) การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบของโรงเรียน 2) การเพิ่ม วิชาภาษาไทยเขามาในการเรียนการสอน การเปลี่ยนแปลงในปอเนาะที่เกิดขึ้นนี้ทําใหโตะครูและชาวมุสลิมบางสวนไม พอใจ เนื่องจากคิดวารัฐบาลกําลังพยายามเบียดเบียนศาสนาอิสลามและกลืนชาติมลายู (คณะอนุกรรมาการศึกษา วิถีทางการพัฒนาเพื่อความมั่นคงของมนุษย, ม.ป.ป.) 2. ในป พ.ศ. 2508 รัฐบาลใหปอเนาะที่จดทะเบียนแลวใหแปรสภาพเปนโรงเรียนราษฎรสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งปอเนาะยอมเปลี่ยนเปนโรงเรียนราษฎรสอนศาสนาอิสลามดวยสาเหตุดังนี้ 1) เพื่อไมใหเกิดปญหากับทางราชการ และการจดทะเบียนก็ไมไดมีผลตอการสอนวิชาศาสนา 2) เนื่องจากทางราชการใหโอกาสในการจดทะเบียนใหเปนไป ตามความสมัครใจ มิไดเปนการบังคับในการจดทะเบียน 3) ทางราชการไมมีการบังคับใหสอนวิชาศาสนาในปอเนาะ 4) เนื่องจากทางราชการใหก ารสนั บสนุน ทางด านการเงิน วั สดุ อุป กรณใ หแกป อเนาะที่ จดทะเบี ยน (ประกิ จ ประ จนปจจนึก, 2516: 142) แมปอเนาะยอมที่จดทะเบียนกับรัฐแตปอเนาะก็ไมประสงคที่จะใหทางรัฐมาแทรกแซงกิจการ ของปอเนาะ โดยเฉพาะอยางยิ่ งการเรี ยนการสอนวิ ชาศาสนา ตอมาในป พ.ศ. 2525 รั ฐมี น โยบายให เ ปลี่ยนชื่ อ โรงเรียนราษฎรสอนศาสนาอิสลามเปนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เพื่อใหโรงเรียนดังกลาวจัดการเรียนการ สอนวิ ช าศาสนาและวิ ช าสามัญ อยางมีคุ ณภาพ รั ฐจึ ง มีน โยบายในการพั ฒ นาโรงเรี ยนดั ง กล าว คือ 1) เร ง พัฒ นา คุณภาพการเรียนการสอนทั้ง 3 สายวิชา คือวิชาศาสนา วิชาสามัญ และวิชาชีพใหมีประสิทธิภาพและคุณภาพ 2) ปรับปรุงพัฒนาการของโรงเรียนโดยจัดทําเกณฑมาตรฐานรับรองวิทยฐานะของโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนใหมี คุณภาพ เพื่อมุงหมายใหยกฐานะโรงเรียนเอกชนตามมาตรา 15 (2) เปนโรงเรียนเอกชน 15 (1) แหงพระราชบัญญัติ โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 3) สงเสริมและอุดหนุนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม 4 ประเภท คือ การอุดหนุน ดานสื่อการเรียนการสอน การอุดหนุนดานวิทยาคาร สงเคราะห (อิบรอเฮ็ม ณรงครักษาเขต, 2549: 63-64) จึงทําให

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

62

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

โรงเรี ย นเอกชนสอนศาสนาอิ ส ลาม 15 (1) มี ก ารเรี ย นการสอน ระบบ โครงสร า ง และรู ป แบบตามที่ กระทรวงศึกษาธิการกําหนด ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียน ทําใหโรงเรียนแหงนี้ไดรับความสนในใจมากขึ้น 3. การบริหารและการดําเนินกิจการของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามบางแหงในปจจุบันเปนไปอยางมี ระบบ บุคลากรไดรับการพัฒนาอบรม อาคารสถานที่มั่นคงถาวร ในดานหลักสูตรไดนําเอาหลักสูตรสามัญศึกษามาใช อยางเต็มรูปแบบ ทําใหการพัฒนาของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในปจจุบันไดถูกปรับเปลี่ยนผสมผสานตาม ระบบการศึกษาในสมัยใหมมีความหลากหลายมากขึ้น โดยรัฐบาลไดเขามาสนับสนุนและผสมผสานระบบการศึกษา สมัยใหม จากการศึกษาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในสามจังหวัดชายแดนภาคใตพบวา คุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามตามมาตรา 15 (1) และมาตรา 15 (2) สวนใหญอยูในระดับที่ ควรปรับปรุงอยางเรงดวนในทุกคุณภาพ (นาวาลย ปานากาเซ็ง, 2544: บทคัดยอ) จากการทําวิจัยเรื่องวิวัฒนาการการเรียนการสอนวิชาอิสลามศึกษาของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต ผูวิจัยมีบางประเด็นที่จะเสนอแนะสําหรับการทําวิจัยตอไป มีดังนี้ 1. ควรศึกษาวิจัยปญหาและอุปสรรคในการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรอิสลามศึกษาของโรงเรียนเอกชน สอนศาสนาอิสลาม ทั้งนี้เพื่อทราบถึงปญหาและอุปสรรค และสามารถที่จะแกไขปญหาและอุปสรรคเหลานั้นได ซึ่งจะ นําไปสูการบรรลุผลสัมฤทธิ์ของหลักสูตรไดตามที่ตองการ 2. ควรศึกษาเปรียบเทียบหลักสูตรอิสลามศึกษาของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาในประเทศไทยกับหลักสูตร อิ ส ลามศึ ก ษาในประเทศเพื่ อนบ าน ที่ ป ระสบความสํ าเร็ จ ในการจั ด การเรี ยนการสอนได อย างดี เช น มาเลเซี ย อินโดนีเซีย เปนตน

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

63

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

บรรณานุกรม หนังสือ กระทรวงศึกษาธิการ. 2504. ระเบียบวาดวยการปรับปรุงสงเสริมปอเนาะในภาคศึกษา 2 พ.ศ. 2504. (สําเนา) กระทรวงศึกษาธิการ. 2546. หลักสูตรอิสลามศึกษา พุทธศักราช 2546. ม.ป.ท. กระทรวงศึกษาธิการ. 2548. ประมวลการจัดการเรียนรูอิสลามศึกษาในสถาบันศึกษาปอเนาะจังหวัดชายแดน ภาคใต. สํานักผูตรวจราชการประจําเขตตรวจราชการที่ 12 (สําเนา). คณะอนุกรรมาการศึกษาวิถีทางการพัฒนาเพื่อความมั่นคงของมนุษย. ม.ป.ป. นโยบายของรัฐบาลและวิวัฒนาการ ของสถาบันการศึกษาประเภทตาง ๆ. ม.ป.ท. พิสุทธิ์ บุญเจิรญ. 2539. ปอเนาะศึกษา. เขตการศึกษา 2. ยะลา: สํานักพัฒนาการศึกษา เขตการศึกษา 2. สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. 2553. หลักสูตรอิสลามศึกษาตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพชุมชนสหกรณก ารเกษตรแหง ประเทศไทย จํากัด. สํานั กงานคณะกรรมการการศึ กษาเอกชน. 2526. วารสารการศึกษาเอกชน. ปที่ 8 ฉบั บที่ 5 เดือนกุ มภาพัน ธ 2526 หนา 31-32 สํานักผู ตรวจราชการประจําเขตราชการที่ 12. 2547ก. วิวัฒนาการโรงเรี ยนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในเขต การศึกษา 2. ยะลา: สํานักผูตรวจราชการประจําเขตราชการที่ 12. อารง สุทธาศาสน. 2535. ปญหาการเมืองสวนภูมิภาคและชนกลุมนอย. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ สุโขทัยธรรมาธิ ราช. อุทัย บุญประเสริฐ. 2532. การวางแผนการศึกษา. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. Hamid, Ismail. 1997. Kitab Jawi: Intellectualizing Literary Tradition in Islamic Civilization in the Malay World. Osman, Mohd. Taib ed. Kuala Lumpur : Dewan Bahasa dan Pustaka. Madmarn, Hasan. 2002. The Pondok and Madrasah in Patani. 2nd Printing. Bangi: University Kebangsaan Malaysia. บทความ เฉลิ ม มากนวล. 2525. ทางเดิน ของนัก เรียนโรงเรียนราษฎรส อนศาสนาอิ สลามวั นนี้ . รูส ะมิแล. ป ที่ 6 (กันยายน-ธันวาคม 2525). ชากีรีน สุมาลี. ม.ป.ป. ปอเนาะ อดีต ปจจุบัน และอนาคต. สืบคนเมื่อ 10 ก.ย. 2551 จาก http://www.santitham.org/th/content/view/9/37/ ณรงคฤทธิ์ ศักดารณรงค. 2529. โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม นโยบายการศึกษา และทิศทางสันติภาพ ที่ถูกตอง. รูสะมิแล ปที่ 10 (กันยายน-ธันวาคม 2529) เทอดศักดิ์ รวีฉาย. 2529. ทิศทางการพัฒนาโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม. รูสะมิแล. ปที่ 9 (กันยายนธันวาคม 2529) มาโนชญ บุญญานุวัตร. 2525. โรงเรียนราษฎรสอนศาสนาอิสลามความสําเร็จหรือความลมเหลว. รูสะมิแล ปที่ 6 (กันยายน-ธันวาคม 2525)

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

64

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

อิบรอเฮ็ม ณรงค รัก ษาเขต. 2549. การศึก ษาอิสลามในจังหวัด ชายแดนภาคใต .มหาวิ ทยาลั ยสงขลานคริ นทร วิทยาเขตปตตานี. วิทยานิพนธ นาวาล ปานากาเซ็ง. 2544. คุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในสามจังหวัดชายแดน ภาคใต. วิทยานิพนธศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร วิทยาเขตปตตานี. ประกิจ ประจนปจจนึก . 2516. การปรับปรุงและสงเสริมปอเนาะใหเปนโรงเรียนราษฎรสอนศาสนาอิสลาม. วิทยานิพนธรัฐศาสตรมหาบัณฑิต แผนกวิชาการปกครอง จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย. Surin Pitsuwan.1982. Islam and Malay nationalism : A case study of the Malay Muslims of southern Thailand. Ph.D. dissertation, Harvard University, Cambridge.

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

65

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

บทความวิจัย

การประเมินผลการปฏิบัติงานของครูระดับประถมศึกษา ตามมาตรฐานวิชาชีพ ทางการศึกษา พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ปตตานี เขต 3 กัลยานี กาซอ เรวดี กระโหมวงศ สุเทพ สันติวรานนท บทคัดยอ การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงคเพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานของครูระดับประถมศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพ ทางการศึกษา พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ปตตานี เขต 3 ใน 3 มาตรฐาน คือ มาตรฐานความรูและประสบการณวิชาชีพ โดยทําการประเมินมาตรฐานความรูเทานั้น มาตรฐานการปฏิบัติงาน และมาตรฐานการปฏิบัติตน กลุมตัวอยางที่ใชในการวิจัยคือ ครูผูสอนระดับประถมศึกษา ในสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึ กษา ปตตานี เขต 3 จํานวน 250 คน โดยทําการสุมแบบแบงชั้นภู มิ เครื่ องมื อที่ใ ชเป นแบบประเมิ นผลการปฏิบั ติงานของครู ระดับประถมศึก ษา โดยครูป ระเมินตนเอง ตามมาตรฐาน วิชาชีพทางการศึกษา พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา แบบมาตราสวนประมาณคา 5 ระดับ โดย กําหนดเกณฑการประเมินแบบมาตราสวนแบบรูบริค และวิเคราะหขอมูลการประเมินโดยการหาคาเฉลี่ยและส ว น เบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา พบวา การปฏิบัติงานของครูระดับประถมศึกษา โดยครูประเมินตนเอง ทั้ง 3 มาตรฐาน คือ มาตรฐานความรู มาตรฐานการปฏิบัติงาน และมาตรฐานการปฏิบัติตน ผานเกณฑทุกมาตรฐาน แตเมื่อพิจารณาเปน รายตัวบงชี้ พบวา ตัวบงชี้ที่ไมผานเกณฑ คือ ทักษะ การใชคอมพิวเตอรเบื้องตน การออกแบบการเรียนรู การเลือกใช พัฒนา และสรางสื่ออุปกรณที่สงเสริมการเรียนรู การวัดและประเมินผลตามสภาพจริง การวิจัยทางการศึกษา การ เลือกใช ออกแบบ สราง และปรับปรุ งนวัตกรรม การเป นบุคคลแหงการเรี ยนรูและเปน ผูนําทางวิชาการ และการ จัดการเรียนการสอนที่เนนผลถาวรที่เกิดแกผูเรียน คําสําคัญ การประเมินผลการปฏิบัติงานของครูระดับประถมศึกษา, มาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา, ครูประเมิน ตนเอง,

นักศึกษาระดับปริญญาโท หลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการวิจยั และประเมิน มหาวิทยาลัยทักษิณ



ดร. (การทดสอบและวัดผลการศึกษา), ผูชวยศาสตราจารย อาจารย ภาควิชาการประเมินผลและวิจยั คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยทักษิณ



รองศาสตราจารย, อาจารย ภาควิชาการประเมินผลและวิจัย คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยทักษิณ

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

66

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

RESEARCH

A Performance Evaluation of Teachers of Primary Education by the Professional Standards in Education, Teachers and Educational Personnel Council Act, Office of Pattani Primary Education Zone 3. Kalyanee Kasor Rewadi Krahomwong Suthep Suntiwaranont Abstract The objective of this research was to evaluate teachers job performance of primary education by the professional standards in education, Teachers and Educational Personnel Council Act, Office of Pattani Primary Education Zone 3 with reference to three standards: standard of professional knowledge and experience, with only standard of knowledge having been evaluated, standard of job performance, and standard of self-conduct. The research sample, by means of stratified random sampling, consisted of 250 teachers of primary education under the Office of Pattani Primary Education Zone 3. The research instrument was a rubric-type, rating-scaleof-five form for self-evaluation by teachers of primary education on job performance by the professional standards in education, Teachers and Educational Personnel Council Act. The data on evaluation were analyzed through mean and standard deviation. The findings of the study appeared as follows. The job performance by teachers of primary education through self-evaluation with reference to the three standards of knowledge, job performance, and self-conduct passed the criteria for all the standards. Considered by item, it was found that the following did not pass the criteria: skill in basic computer use, learning design, selection, development, and construction of media equipment for promoting learning, authentic measurement and evaluation, educational research, selection, designing, constructing, and improving innovations, the status as learner and academic leader, and the conduct of instruction stressing lasting effects on learners. Keywords: The Evaluation Teacher Performance, Standard of Basic Education Institution

M.Ed. Department of Research and Evaluation, Faculty of Education, Thaksin University



Asst.Prof. Ph.D. (Testing and Grading) Lecturer, Department of Research and Evaluation, Faculty of Education, Thaksin University



อัล-นูร

Assoc. Prof. Lecturer, Department of Research and Evaluation, Faculty of Education, Thaksin University


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

67

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

คํานํา การศึกษาเปนปจจัยสําคัญในการสรางและพัฒนาความรู ความคิด ความประพฤติ และคุณธรรมของบุคคล สังคม บานเมืองใดใหการศึกษาที่ดีแกเยาวชนไดอยางครบถวนพอเหมาะกันทุกๆ ดาน สังคมและบานเมืองนั้นก็ จะมี พลเมืองที่มีคุณภาพ ซึ่งสามารถธํารงรักษาความเจริญมั่นคงของประเทศชาติไว และพัฒนาใหกาวตอไปไดโดยตลอด ผูมีหนาที่จัดการการศึกษาทุกๆ คนจึงตองถือวาตัวของทานมีความรับผิดชอบตอชาติบานเมืองอยูอยางเต็มที่ ในอันที่ จะต องปฏิ บั ติ ห น าที่ ใ ห เ ที่ ยงตรง ถู ก ต อง สมบู ร ณ โ ดยเต็ มกํ าลั ง จะประมาทหรื อละเลยไม ไ ด เพราะถ าปฏิ บั ติ ใ ห ผิด พลาดบกพร องไปด ว ยประการใดๆ ผลร ายอาจเกิด ขึ้ นแกส ว นรวม และประเทศชาติ อย างมากมาย (พระบรม ราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว, 2530) ในดานการศึกษานั้น ไดอาศัยการประเมินเปนกลไกสําคัญเพื่อพัฒนาการศึกษามากอนศาสตรอื่นๆ โดยใช การประเมินผลการศึกษาในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งจะเห็นไดวาหลักสูตรที่แลว ตอมาจึงเริ่มมีการนํามาปรับใช ในศาสตรห รือสาขาอื่น ๆ เช น การประเมิน เพื่ อประกัน คุณ ภาพในวงการอุต สาหกรรม การประเมิ นโครงการ ใหบริการทางสังคม และการประเมินเพื่อจัดอันดับองคการตาง ๆ เปนตน (พิสณุ ฟองศรี, 2549: 1) การประเมิน ผลการปฏิบั ติ งานของภาคราชการโดยเฉพาะขาราชการครู มีแนวคิ ด หลัก การ และวิ ธีก าร ประเมินผลการปฏิบัติงานที่กําหนดโดยอนุโลมใหใชหลักเกณฑและวิธีการประเมินผลการปฏิบัติงานของขาราชการพล เรื อนในการพิจ ารณาเลื่อนขั้น เงิ นเดื อน โดยมี การกําหนดไวใ นพระราชบั ญญั ติ ร ะเบี ยบข าราชการครู พ.ศ.2523 มาตรา 60 ความวา“การเลื่อนขั้นเงินเดือน ขาราชการครูใหผูบังคับบัญชาพิจารณาโดยคํานึงถึงคุณภาพและปริมาณ งานของตําแหนง และผลของงานที่ ได ปฏิบั ติมา การรัก ษาวิ นัย ตลอดจนความสามารถ และความอุ ตสาหะในการ ปฏิบัติงานทั้งนี้ตามหลักเกณฑและวิธีการที่กําหนดในกฎ ก.ค.” (สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ. 2542: 1) ครู ใ นยุ ค ป จ จุ บั น และในอนาคต จึ ง ต อ งได รั บ การพั ฒ นาให ส ามารถกระทํ า หน า ที่ ไ ด อ ย างสอดคล อ ง เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป จะไมเปนเพียงผูบอกเนื้อหาวิชา หรือสาระความรูอีก ตอไป แตจะตองเปนผูที่สามารถชวยเสริมสรางความตองการในการเรียนรูใหกับผูเรียน สามารถอํานวยความสะดวก ใหเกิดการเรียนรูขึ้น รวมทั้งตัวครูเองก็ตองเปนผูใฝรักในความรู มีความตองการแสวงหาความรู ซึ่งมีอยูหลากหลาย ในสังคมยุคใหมนี้ ดังนั้น ครูจึงตองพัฒนาวิชาชีพ ใหเปนครูที่มีความรูความสามารถ มีความเขาใจในระบบการเรียน การสอน การใชจิตวิทยาการเรียนการสอน รวมทั้งเนื้อหาวิชาที่เกี่ยวของ เปนครูที่ดี เปนที่ยอมรับนับถือของสังคมใน ฐานะปูชนียบุคคล และเปนที่ไววางใจของผูปกครอง เปนผูรวมงานที่ดีในสถานศึกษา เปนสมาชิกที่ดีของสังคม ครูตอง พัฒนาตนเองให เป นคนทัน สมัย ทัน เหตุการณ สามารถจั ดการเรียนการสอนใหเหมาะสมกับสั งคมที่เ ปลี่ ยนแปลง กระตุนยั่วยุใหผูเรียนรูจักแสวงหาความรู ใหผูเรียนไดพัฒนาตนเอง รูทันการเปลี่ยนแปลงของโลก แสวงหาแนวทางที่ เหมาะสมกับตนในการทําประโยชนใหสังคมตามความสามารถของตนเอง คุ ณ ภาพของครู ขึ้ น อยู กั บ การมี มาตรฐานในวิ ช าชี พ ครู เ ป น สิ่ ง สํ าคั ญ เกณฑ มาตรฐานวิ ช าชี พ ครู จึ ง เป น ตัวกําหนดคุณลักษณะ และคุณสมบัติของครู ที่สงผลตอการปฏิรูปการเรียนการสอน เพื่อสรางคนที่สังคมตองการ และสอดคลองกับสถานการณในปจจุบันและที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ เพื่อใหเกิดผลถึงตัวผูเรียนอยางแทจริง ครูจึง ควรศึกษาและเพิ่มพูนระดับฝมือจากระดับคุณภาพที่ไดปฏิบัติอยู ใหมีระดับคุณภาพสูงยิ่งขึ้น จนถึงระดับเปนครูมือ อาชีพหรือครูทรงคุณวุฒิ ดังนั้น ครูที่มีคุณภาพจึงเปนภาพลักษณใหมของครูในยุคปฏิรูปการศึกษา (สมศักดิ์ จัตตุพร พงษ. 2547: 4) ดังนั้น การพั ฒนาคุ ณภาพการศึ กษาให มีมาตรฐาน และการพั ฒนาวิ ชาชีพครูใหเ ปนวิช าชีพชั้ นสูง เพื่อให ไดรับการยกยองและมีเกียรติในสังคม มีมาตรฐานวิชาชีพ มีจรรยาบรรณวิชาชีพ ซึ่งจะเปนหลักประกันไดวาผูเรียนจะ

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

68

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

ไดรับประโยชนสูงสุดจากการใหบริการทางการศึกษาของครูนั้น ผูวิจัยจึงมองเห็นความสําคัญในการพัฒนาคุณภาพ ของครู และมีความสนใจที่จะประเมิน ผลการปฏิบัติงานของครูระดับประถมศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษา ปตตานี เขต 3 โดยครูประเมินตนเอง ตามแนวมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา พระราชบัญญัติสภา ครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 มาตรา 49 ซึ่งกําหนดใหมีมาตรฐานวิชาชีพ 3 มาตรฐาน ประกอบดว ย 1) มาตรฐานความรูและประสบการณวิชาชีพ 2) มาตรฐานการปฏิบัติงาน และ3) มาตรฐานการปฏิบัติตน เพื่อใหเกิด คุณภาพในการประกอบวิชาชีพ สามารถสรางความเชื่อมั่นศรัทธาใหแกผูรับบริการจากวิชาชีพไดวาเปนการบริการที่มี คุณภาพ วิธีดําเนินการวิจัย 1. ประชากรและกลุมตัวอยาง ประชากรที่ใชในการวิจัย ไดแก ครูระดับประถมศึกษา ที่ทําการสอนและปฏิบัติงานอยูในปการศึกษา 2553 สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาปตตานี เขต 3 ซึ่ง มีจํานวนครูประถมศึกษาทั้งหมด 665 คน กลุมตั วอยางที่ใช ในการวิจัย ไดแก ครู ระดับ ประถมศึกษา ที่ทํ าการสอนและปฏิ บัติงานอยูใ นปการศึกษา 2553 สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาปตตานี เขต 3 ไดขนาดกลุมตัวอยางอยางนอย จํานวน 250 คน โดยประมาณ ขนาดกลุมตัวอยาง จากการคํานวณสูตรของยามาเน (สุวิมล ติรกานนท 2549 : 199) และทําการสุมแบบแบงชั้น ภูมิ 2. เครื่องมือที่ใชในการวิจัย เครื่องมือที่ใชในการวิจัยครั้งนี้ ไดแก แบบประเมินผลการปฏิบัติงานของครูระดับประถม ศึกษา ตามมาตรฐาน วิชาชีพทางการศึกษา พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยแบงแบบประเมินออกเปน 2 ตอน ดังนี ตอนที่ 1 เปนแบบประเมินผลการปฏิบัติงานของครูระดับประถมศึกษา ตามมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีมาตรฐานการประเมินดังนี้ 1. มาตรฐานความรู ประกอบดวย 9 มาตรฐาน จํานวน 27 ขอ 2. มาตรฐานการปฏิบัติงาน ประกอบดวย 12 มาตรฐาน จํานวน 12 ขอ 3. มาตรฐานการปฏิบัติตน ประกอบดวย 5 มาตรฐาน จํานวน 9 ขอ ตอนที่ 2 เปนแบบสอบถามปลายเป ด สําหรับผู ตอบแสดงความคิด เห็น เกี่ยวกั บปญ หาและขอเสนอแนะ เพิ่มเติ มในการปฏิบัติ งานตามมาตรฐานวิ ชาชีพทางการศึกษา พระราชบัญญั ติสภาครูและบุ คลากรทางการศึกษา สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ปตตานี เขต 3 3. วิธีการดําเนินการเก็บรวบรวมขอมูล ผูวิจัยไดดําเนินการเก็บรวบรวมขอมูล ในการประเมินผลการปฏิบัติงานของครูระดับประถม ศึกษา ตาม มาตรฐานวิช าชี พทางการศึ กษา พระราชบัญ ญั ติ สภาครูและบุ คลากรทางการศึ ก ษา สัง กั ด สํานั ก งานเขตพื้ น ที่ การศึกษาประถมศึกษา ปตตานี เขต 3 ตามลําดับ ดังนี้ 3.1 สํ ารวจรายชื่อ จํ านวนโรงเรี ยน และจํ านวนครู ส ายผู ส อนในระดั บ ประถมศึก ษา ในโรงเรียนสั ง กั ด สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ปตตานี เขต 3 3.2 ขอหนั ง สื อขอความอนุ เ คราะห จ ากสํ านั ก งานบั ณ ฑิ ต วิ ท ยาลั ย มหาวิ ท ยาลั ยทั ก ษิ ณ เพื่ อขอความ อนุเคราะหจากครูที่เปนกลุมตัวอยาง ในสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ปตตานี เขต 3

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

69

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

3.3 เตรียมแบบประเมินสําหรับการประเมินผลการปฏิบัติ งานของครูระดับประถมศึกษา ตาม มาตรฐาน วิชาชีพทางการศึกษา พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ใหเพียงพอกับกลุมตัวอยาง 3.4 นําแบบประเมินที่สรางขึ้นไปเก็บรวบรวมขอมูลจากกลุมตัวอยาง พรอมทั้งชี้แจงใหทราบถึงวัตถุประสงค และประโยชนที่จะไดรับจากการประเมิน โดยผูวิจัยดําเนินการเก็บรวบรวมขอมูลดวยตนเอง 3.5 ติดตามแบบประเมินดวยตนเองในกรณีที่ไมไดรับคืนตามเวลาที่กําหนด 4. การวิเคราะหขอมูลและสถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล 4.1 การวิเคราะหขอมูลแบบประเมิน 4.1.1 ตรวจสอบความสมบูรณของแบบประเมินที่ได รับคืน มาทุก ฉบับ และคัด เลือกฉบับที่มีความถูกตอง สมบูรณมาตรวจใหคะแนนตามเกณฑการใหคะแนนทั้ง 5 ระดับ ตามความเหมาะสมของเกณฑรูบริคแตละดาน ซึ่ง ผูวิจัยกําหนดไว 4.1.2 นําคะแนนของแบบประเมิ นในแตละดานไปหาคาเฉลี่ย แลวนําไปเปรียบเทียบกับเกณฑมาตรฐานที่ ผูเชี่ยวชาญเปนผูกําหนดขึ้น 4.1.2.1 เปนแบบประเมินเพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานของครูระดับประถมศึกษา ตามมาตรฐานวิชาชีพทาง การศึกษา พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมีประเด็นการประเมิน 3 มาตรฐาน คือ มาตรฐาน ความรู มาตรฐานการปฏิบัติงาน และมาตรฐานการปฏิบัติตน ผูวิจัยทําการวิเคราะหขอมูลโดยการหาคาเฉลี่ย ( x ) และคาเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 4.1.2.2 เปนแบบประเมินเพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานของครูระดับประถมศึกษา ตามมาตรฐานวิชาชีพทาง การศึกษา พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ดานความรูและประสบการณวิชาชีพครู ผูวิจัยทําการ วิเคราะหขอมูลโดยการหาคาเฉลี่ย ( x ) และคาเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 4.1.2.3 เปนแบบประเมินเพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานของครูระดับประถมศึกษา ตามมาตรฐานวิชาชีพทาง การศึกษา พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ดานการปฏิบัติ งาน ผูวิจัยทําการวิเคราะหขอมูลโดย การหาคาเฉลี่ย ( x ) และคาเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 4.1.2.4 เปนแบบประเมินเพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานของครูระดับประถมศึกษา ตามมาตรฐานวิชาชีพทาง การศึกษา พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ดานการปฏิบัติ ตน ผูวิจัยทําการวิเคราะหขอมูลโดย การหาคาเฉลี่ย ( x ) และคาเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การแปลผลการวิเคราะหขอมูล การแปลความหมายของขอมูล พิจารณาจากระดับคาเฉลี่ย ( x ) โดยทําการ พิจารณาผลการประเมินทีละดานวาผลการประเมินเปนที่พึงพอใจหรือเปนไปตามที่คาดหวังไวหรือไม โดยผูวิจั ยนํา คะแนนทุกขอของคําถามในแตละดานมาหาคาเฉลี่ย ( x ) และแปลความหมายคะแนนโดยถือเกณฑในการตัดสินตามที่ผูเชี่ยวชาญพิจารณาเห็นวามีความเหมาะสมในแต ละดาน 1 หมายถึง ปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษาในแตละมาตรฐานนอยที่สุด 2 หมายถึง ปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษาในแตละมาตรฐานนอย 3 หมายถึง ปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษาในแตละมาตรฐานปานกลาง 4 หมายถึง ปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษาในแตละมาตรฐานมาก 5 หมายถึง ปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษาในแตละมาตรฐานมากที่สุด

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

70

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

โดยมีเกณฑในการตัดสินที่ไดจากผูเชี่ยวชาญ ดังนี้ 1. ดานความรูและประสบการณวิชาชีพ ใชเกณฑคาเฉลี่ยเทากับ 3.20 2. ดานการปฏิบัติงานใชเกณฑคาเฉลี่ยเทากับ 3.20 3. ดานการปฏิบัติตนใชเกณฑคาเฉลี่ยเทากับ 3.40 4.2 สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล ในการวิเคราะหขอมูล ผูวิจัยใชสถิติในการวิเคราะหขอมูลดังตอไปนี้ 4.2.1 ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยนําผลการพิจารณาของผูเชี่ยวชาญมาคํานวณคาดัชนีความสอดคลอง (Index of Item-Objective Congruence : IOC) 4.2.2 ความเชื่อมั่น (Reliability) โดยใชสูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) 4.2.3 คาเฉลี่ย (Arithmatic Mean) 4.2.4 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) (ธานินทร ศิลปจารุ. 2551 : 67) สรุปและอภิปรายผลการวิจัย สรุปผล จากการศึ ก ษาคน คว าเพื่ อประเมิ น ผลการปฏิบั ติ ง านของครูร ะดั บ ประถมศึก ษา ตามมาตรฐาน วิ ช าชี พ ทางการศึกษา พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาปตตานี เขต 3 สรุปผลไดดังนี้ 1. ผลการประเมิ น การปฏิ บั ติ ง านของครู ร ะดั บ ประถมศึ ก ษา ตามมาตรฐาน วิ ช าชี พ ทางการศึ ก ษา พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ปตตานี เขต 3 พบวา ผลการปฏิบัติงานผานเกณฑทุกมาตรฐาน 2. ผลการประเมินมาตรฐานความรูวิชาชีพ การประเมิ น ผลการปฏิ บั ติ ง านของครู ร ะดั บ ประถมศึ ก ษา ตามมาตรฐานวิ ช าชี พ ทางการศึ ก ษา พระราชบัญ ญัติ สภาครู และบุคลากรทางการศึก ษา สัง กัดสํ านั กงานเขตพื้ นที่ การศึก ษาปตตานี เขต 3 มาตรฐาน ความรูวิชาชีพ มีวัตถุประสงคเพื่อ ประเมินความรู ความสามารถในเรื่องของภาษาและเทคโนโลยีสําหรับครู การ พัฒ นาหลั ก สูต ร การจั ดการเรี ยนรู จิ ตวิ ท ยาสํ าหรับ ครู การวัด และประเมิ น ผลการศึ ก ษา การบริ ห ารจั ด การใน หองเรียน การวิจัยทางการศึกษา นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา และความเปนครู ที่จะประกอบ วิชาชีพทางการศึกษาได พบวา ครูมีความรูทางวิชาชีพ โดยภาพรวมผานเกณฑ (เกณฑจากผูเชี่ยวชาญ เทากับ 3.20) กลาวคือ มีความรูเกี่ยวกับทักษะการฟง พูด อาน และเขียนภาษาไทย ทักษะการฟง พูด อาน และเขียนภาษาอังกฤษ พื้นฐาน การวิเคราะหหลักสูตร การปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรไดอยางหลากหลาย การประเมินหลักสูตรทั้งกอน และหลังการใช หลักสูตร การจัดทําแผนการเรียนรูการออกแบบการเรียนรู การเลือกใช พัฒนาและสรางสื่ออุปกรณ ที่สงเสริมการเรียนรู จัดกิจกรรมที่สงเสริมการเรียนรูของผูเรียน เขาใจธรรมชาติของผูเรียน ชวยเหลือผูเรียนใหเรียนรู และพัฒนาไดตามศักยภาพของตน ใหคําแนะนําชวยเหลือผูเรียนใหมีคุณภาพชีวิตที่ดี สงเสริมความถนัดและความ สนใจของผูเรียน ดําเนินการวัดและประเมินผลกอนเรียน ระหวางเรียน และหลังเรียน การจัดที่นั่งของผูเรียน การจัด ตกแต ง ห องเรี ย น กํ าหนดกฎระเบี ยบของชั้ น เรี ยน นํ าผลการวิ จั ยไปใช ใ นการจั ด การเรี ยนการสอน การพั ฒ นา เทคโนโลยีและสารสนเทศ การแสวงหาแหลงเรียนรูที่หลากหลาย มีความรัก เมตตา และปรารถนาดีตอผูเรียน มี ความอดทนและรับผิดชอบ ตลอดจนเปนบุคคลแหงการเรียนรูและเปนผูนําทางวิชาการ สวนมาตรฐานที่มีผลการ

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

71

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

ประเมินไมผานเกณฑ คือ ทักษะการใชคอมพิวเตอรเบื้องตน วัดและประเมินผลตามสภาพความเปนจริง การทําวิจัย เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนและพัฒนาผูเรียน และการเลือกใช ออกแบบ สราง และปรับปรุงนวัตกรรม โดยภาพรวมการปฏิบัติงานของครูระดับประถมศึกษา ตามมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา พระราชบัญญัติ สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาปตตานี เขต 3 ดานความรูวิชาชีพ มีผลการ ประเมินผานเกณฑ ยกเวน ทักษะการใชคอมพิวเตอรเบื้องตน วัดและประเมินผลตามสภาพความเปนจริง การทํา วิ จั ยเพื่ อพั ฒ นาการเรี ย นการสอนและพั ฒ นาผู เ รี ยน และการเลื อกใช ออกแบบ สร าง และปรั บ ปรุ ง นวั ต กรรม กลาวคือ ครูระดับประถมศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปตตานี เขต 3 มีการปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา ในดานความรูและประสบการวิชาชีพไดอยางมีประสิทธิภาพ 3. ผลการประเมินมาตรฐานการปฏิบัติงาน การประเมิ น ผลการปฏิ บั ติ ง านของครู ร ะดั บ ประถมศึ ก ษา ตามมาตรฐานวิ ช าชี พ ทางการศึ ก ษา พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาปตตานี เขต 3 ตามมาตรฐาน การปฏิบัติงาน พบวา การปฏิบัติงานโดยภาพรวม ผานเกณฑ (เกณฑจากผูเชี่ยวชาญ เทากับ 3.20) กลาวคือ ครูมี การปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพครูอยูเสมอ ตัดสินใจปฏิบัติกิจกรรมตาง ๆโดยคํานึงถึงผล ที่จะเกิดแกผูเรียน มุงมั่นพัฒนาผูเรียนใหเต็มศักยภาพ พัฒนาแผนการสอนใหสามารถปฏิบัติใหเกิดผลจริง พัฒนาสื่อ การเรียนการสอนใหมีประสิทธิ ภาพอยูเ สมอ รายงานผลการพั ฒนาคุณภาพผู เรียนได อยางมีร ะบบ ปฏิ บัติต นเป น แบบอยางที่ ดีแกผู เรี ยน ร วมมือกับ ผูอื่น ในสถานศึก ษาอย างสร างสรรค ร ว มมื อกั บผู อื่น ในชุมชนอย างสร างสรรค แสวงหาและใชขอมูลขาวสารในการพัฒนา ตลอดจนสรางโอกาสใหผูเรียนไดเรียนรูในทุกสถานการณ สวนมาตรฐาน ที่มีผลการประเมินไมผานเกณฑ คือ จัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเนนผลถาวรที่เกิดแกผูเรียน โดยภาพรวม การปฏิ บั ติ ง านของครู ร ะดั บ ประถมศึ ก ษา ตามมาตรฐานวิ ช าชี พ ทางการศึ ก ษา พระราชบั ญญั ติ สภาครูแ ละบุ คลากรทางการศึ ก ษา สัง กั ด สํานั กงานเขตพื้ นที่ ก ารศึ ก ษาป ตตานี เขต 3 ด านการ ปฏิบัติง าน โดยภาพรวม มีผ ลการประเมิ นผานเกณฑ กลาวคือ ครูระดับประถมศึก ษา สัง กัดสํานั กงานเขตพื้น ที่ การศึกษาประถมศึกษาปตตานี เขต 3 มีการปฏิบัติงานตามมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษาไดอยางมีประสิทธิภาพ แตจะตองมีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเนนผลถาวรที่เกิดแกผูเรียน เพื่อใหผูเรียนไดนําไปใชในการดํารงชีวิต และปฏิบัติอยางตอเนื่อง 4. ผลการประเมินดานการปฏิบัติตน การประเมิ น ผลการปฏิ บั ติ ง านของครู ร ะดั บ ประถมศึ ก ษา ตามมาตรฐานวิ ช าชี พ ทางการศึ ก ษ า พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาปตตานี เขต 3 ตามมาตรฐาน การปฏิบัติตน พบวา การปฏิบัติตนของครูผานเกณฑทุกมาตรฐาน (เกณฑจากผูเชี่ยวชาญ เทากับ 3.40) กลาวคือ ครูมีการปฏิบัติตนเปนผูมีวินัยในตนเอง และพัฒนาตนเอง มีความรัก ศรัทธา ซื่อสัตยสุจิต และรับผิดชอบตอวิชาชีพ มีความรักเมตตาเอาใจใสชวยเหลือสงเสริมและใหกําลังใจแกศิษย สงเสริมใหเกิดการเรียนรู ทักษะ และนิสัยที่ถูกตอง ดีง าม ปฏิ บั ติ ต นเป น แบบอย างที่ดี ทั้ ง ทางกาย วาจาและจิ ต ใจ ไม ก ระทํ าตนเปน ปฏิ ป กษ ต อความเจริ ญทางกาย สติปญญาอารมณ และสังคม บริการดวยความจริงใจและเสมอภาค ชวยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันอยางสรางสรรค ตลอดจนประพฤติปฏิบัติเปนผูนําทางชุมชนและยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยภาพรวม การปฏิบัติงานของครูระดับประถมศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา พระราชบัญญัติ สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาปตตานี เขต 3 ดานการปฏิบัติตน มีผลการ

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

72

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

ประเมินผานเกณฑทุกมาตรฐาน กลาวคือ ครูระดับประถมศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ปตตานี เขต 3 มีการปฏิบัติตนตามมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษาไดอยางมีประสิทธิภาพ อภิปรายผล 1. ผลการประเมิ น การปฏิ บั ติ ง านของครู ร ะดั บ ประถมศึ ก ษา ตามมาตรฐานวิ ช าชี พ ทางการศึ ก ษา พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปตตานี เขต 3 พบวา ผลการปฏิบัติงานของครูระดับประถมศึกษา ตามมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา ผานเกณฑทุกมาตรฐาน คือ มาตรฐานความรูและประการณวิชาชีพ มาตรฐานการปฏิบัติงาน และมาตรฐานการปฏิบัติตน ทั้งนี้อาจเปนเพราะวา ครูเ ห็นความสําคั ญและตระหนั กถึง บทบาทหนาที่ ครู และประพฤติปฏิ บัติต ามหนาที่ อยางเต็ มความสามารถ ตาม ขอกําหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะ และคุณภาพที่พึงประสงคในการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา สามารถสรางความ เชื่อมั่นศรัทธาใหแกผูรับบริการ โดยใชความรู ความสามารถ ทักษะ และความเชี่ยวชาญในการประกอบวิชาชีพ ซึ่ง สอดคลองกับ สุรัฐ ศิลปอนันต (2539 : 2-3) ที่กลาววา “ครูในยุคโลกาภิวัตน จําเปนตองมีความรู มีความเขาใจ ในเรื่องตางๆ และจะตองเปนคนที่มีความสามารถในการคิด การกระทําที่สรางสรรค ริเริ่ม และเมื่อพบกับปญหา ตางๆ ก็สามารถแสวงหาคําตอบไดดวยตนเอง 2. ผลการประเมิ น การปฏิ บั ติ ง านของครู ร ะดั บ ประถมศึ ก ษาตามมาตรฐานวิ ช าชี พ ทางการศึ ก ษา พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปตตานี เขต 3 มาตรฐานความรูวิชาชีพ โดยภาพรวมผานเกณฑ ( x = 3.26) เกณฑจากผูเชี่ยวชาญเทากับ 3.20 นั่นคือ มีความรูใน เรื่อง ทักษะการฟง พูด อาน และเขียนภาษาไทย ทักษะการฟง พูด อาน และเขียนภาษาอังกฤษพื้นฐาน การวิเคราะห หลักสูตร การปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรไดอยางหลากหลาย การประเมินหลักสูตรทั้งกอนและหลังการใชหลักสูตร การจัดทําแผนการเรียนรู จัดกิจกรรมที่สง เสริมการเรียนรูของผูเรียน เขาใจธรรมชาติของผูเรียน ชวยเหลือผูเรียนให เรียนรูและพัฒนาไดตามศักยภาพของตนใหคําแนะนําชวยเหลือผูเรียนใหมีคุณภาพชีวิตที่ดี สงเสริมความถนัดและ ความสนใจของผูเรียน ดําเนินการวัดและประเมินผลกอนเรียน ระหวางเรียน และหลังเรีย น การจัดที่นั่งของผูเรียน การจัดตกแตงหองเรียน กําหนดกฎระเบียบของชั้นเรียน การพัฒนาเทคโนโลยีและสารสนเทศ การแสวงหาแหลง เรียนรูที่หลากหลาย มีความรัก เมตตา และปรารถนาดีตอผูเรียน มีความอดทนและรับผิดชอบ ตลอดจนเปนบุคคล แหงการเรียนรูและเปนผูนําทางวิชาการ ทั้งนี้อาจเปนเพราะวา ครูเห็นความสําคัญในเรื่องของความรูทางวิชาชีพ การ พัฒ นาภาษาและเทคโนโลยี สํ าหรั บ ครู การพั ฒ นาหลั ก สู ตร การจั ด การเรียนรู จิ ต วิ ท ยาสํ าหรั บ ครู การวั ด และ ประเมิน ผลการศึ กษา การบริหารจั ดการในหองเรี ยน การวิจัยทางการศึก ษา การสร างนวัตกรรมและเทคโนโลยี สารสนเทศทางการศึกษา และความเปนครู ที่จะนํามาพัฒนาความสามารถของตนเองใหเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคลองกับ สํานักงานเลขาธิการคุรุสภา (2544 : 12-20) กลาววา “ครูยอมพัฒนาตนเองทั้งในดานวิชาชีพ ดานบุคลิกภาพ และ วิสัยทัศน ใหทันตอการพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอยูเสมอ หมายถึงการใฝรู ศึกษาคนควา ริเริ่มสรางสรรคความรูใหมใหทันสมัย ทันเหตุการณ และทันตอการเปลี่ยนแปลงทั้งดานเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเทคโนโลยี จนสามารถพัฒนาบุคลิกภาพและวิสัยทัศน” สวนมาตรฐานความรูทางการศึกษาที่ไมผานเกณฑ คือ ทักษะการใชคอมพิวเตอรเบื้องตน การออกแบบการเรียนรู การเลือกใช พัฒนาและสรางสื่ออุปกรณที่สงเสริ มการ เรียนรู วัดและประเมินผลตามสภาพความเปนจริง การวิจัยทางการศึกษา การเลือกใช ออกแบบ สราง และปรับปรุง นวัตกรรม และเปนบุคคลแหงการเรียนรูและเปนผูนําทางวิชาการ ทั้งนี้ อาจเปนเพราะวา ครูขาดความเขาใจ หรือไม

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

73

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

ได รับ การเขาร วมอบรมในเรื่องตางๆ ที่เ กี่ ยวข อง ที่จ ะนํามาใช ในการจั ดการเรียนการสอน อี ก ทั้ง อาจเปน เพราะ งบประมาณของสถานศึกษามีจํานวนจํากัด จึงทําใหครูไมสามารถพัฒนาตนเองได 3. ผลการประเมิ น การปฏิ บั ติ ง านของครู ร ะดั บ ประถมศึ ก ษา ตามมาตรฐานวิ ช าชี พ ทางการศึ ก ษา พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปตตานี เขต 3 มาตรฐานการปฏิบัติงาน โดยภาพรวมผานเกณฑ ( x = 3.31) เกณฑจากผูเชี่ยวชาญเทากับ 3.20 นั่นคือ ครูมีการ ปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพครูอยูเสมอ ตัดสินใจปฏิบัติกิจกรรมตางๆ โดยคํานึงถึงผลที่จะ เกิดแกผูเรียน มุงมั่นพัฒนาผูเรียนใหเต็มศักยภาพ พัฒนาแผนการสอนใหสามารถปฏิบัติใหเกิดผลจริง พัฒนาสื่อการ เรี ยนการสอนให มีป ระสิ ท ธิ ภาพอยู เ สมอ รายงานผลการพั ฒ นาคุ ณ ภาพผู เ รี ยนได อย างมี ร ะบบ ปฏิ บั ติ ต นเป น แบบอยางที่ ดีแกผู เรี ยน ร วมมือกับ ผูอื่น ในสถานศึก ษาอย างสร างสรรค ร ว มมื อกั บผู อื่น ในชุมชนอย างสร างสรรค แสวงหาและใชขอมูลขาวสารในการพัฒนา ตลอดจนสรางโอกาสใหผูเรียนไดเรียนรูในทุกสถานการณ ทั้งนี้อาจเปน เพราะวา ครูใหความสําคัญและตระหนักถึงบทบาทในหนาที่ครูอยางดียิ่ง โดยมีขอกําหนดเกี่ยวกับการปฏิบัติ งานใน วิชาชีพใหเกิดผลเปนไปตามเปาหมายที่กําหนด พรอมกับมีการพัฒนาตนเองอยางตอเนื่องเพื่อใหเกิดความชํานาญใน การประกอบวิชาชีพ ทั้งความชํานาญเฉพาะดานและความชํานาญตามระดับคุณภาพของมาตรฐานการปฏิบัติงาน หรือมีการพัฒนาตามเกณฑที่กําหนดใหมีความรู ความสามารถ และความชํานาญเพียงพอที่จะดํารงสถานภาพของ การเปนผูประกอบวิชาชีพ ซึ่งสอดคลองกับ ทิศนา แขมมณี. (2540: 25-26) กลาววา “ครูยังตองทํางานหนักในการ เตรียมการสอน ครูยังตองใช ความสามารถและความพยายามอยางมากในการออกแบบกิ จกรรมการเรียนรูที่จ ะ สามารถใหผู เรี ยนได มีโ อกาสสร างความรูด วยตนเอง ครู ตองเตรี ยมขอมูล ติ ดต อแหล งข อมู ล และจั ดเตรี ยมวัส ดุ อุปกรณตางๆ ใหเพียงพอ ตอการที่จะใหผูเรียนทุกคนมีสวนรวมในกิจกรรมการเรียนรูงาน และในขณะที่ผูเรียนกําลัง ทํากิจกรรมอยู ครูจ ะตองคอยสังเกตดู วาสิ่งตาง ๆ ดําเนิ นไปตามที่ควรจะเปนหรือที่ไดคาดหมายไวหรือไม หากไม เปนไปตามที่คาดหมายไว ครูตองสามารถประเมินสถานการณ และตัดสินใจไดวาควรจะปรับเปลี่ยนอยางไร ผูเรียนจึง จะบรรลุวัตถุประสงคได ครูตองเปนคนชางสังเกต รูจักจัดประเด็นตางๆ ที่เกิดขึ้น และนํามาใชใหเปนประโยชนตอการ เรียนรูของผูเรียน” สวนมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ไมผานเกณฑ คือ จัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเนนผลถาวรที่ เกิดแกผูเรียน ทั้งนี้ อาจเปนเพราะ ครูไมมีเวลาเพียงพอที่จะเนนผูเรียนใหเกิดผลถาวรในอนาคต เนื่องจากครูมีงานอื่น นอกเหนื อ จากการสอนอี ก หลายอย าง จึ ง ต อ งทํ า งานเหล า นั้ น ควบคู กั บ การสอน และไม มี เ วลาให กั บ ผู เ รี ย น นอกเหนือจากงานสอนเทานั้น 4.ผลการประเมิ น การปฏิ บั ติ ง านของครู ร ะดั บ ประถมศึ ก ษาตามมาตรฐานวิ ช าชี พ ทางการศึ ก ษา พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปตตานี เขต 3 มาตรฐานการปฏิบัติตน โดยภาพรวมผานเกณฑ ( x = 3.52) เกณฑจากผูเชี่ยวชาญเทากับ 3.40 นั่นคือครูมีการ ปฏิบัติตนเปนผูมีวินัยในตนเอง และพัฒนาตนเอง มีความรัก ศรัทธา ซื่อสัตยสุจริต และรับผิดชอบตอวิชาชีพ มีความ รักเมตตาเอาใจใสชวยเหลือสงเสริมและใหกําลังใจแกศิษย สงเสริมใหเกิดการเรียนรู ทักษะ และนิสัยที่ ถูกตองดีงาม ปฏิบัติตนเป นแบบอยางที่ดีทั้งทางกาย วาจาและจิตใจ ไมกระทําตนเปนปฏิป กษตอความเจริญทางกายสติปญญา อารมณ และสังคม บริการดวยความจริงใจและเสมอภาค ชวยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันอยางสรางสรรค ตลอดจน ประพฤติ ป ฏิ บั ติเ ป น ผูนํ าทางชุ มชนและยึ ดมั่ น ในการปกครองระบอบประชาธิ ป ไตย ทั้ งนี้ อาจเป น เพราะว า ครู ใ ห ความสําคัญ และตระหนั กถึงบทบาทในหน าที่ครู อยางดียิ่ง ตามข อกําหนดเกี่ ยวกับ การประพฤติตนของผูป ระกอบ วิ ช าชี พ โดยมี จ รรยาบรรณของวิ ช าชี พ เป น แนวทางและข อพึ ง ระวั ง ในการปฏิ บั ติ ต ามแบบแผนพฤติ ก รรมตาม จรรยาบรรณของวิชาชีพที่คุรุสภากําหนดเปนขอบังคับ ประกอบกับสถานศึ กษามีความเขมงวดในเรื่องของระเบียบ

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

74

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

วินัย การใหความสําคัญของผูบริหารสถานศึกษาในการสงเสริมใหครูปฏิบัติตนเปนแบบอยางที่ดี พรอมตระหนั กวา พฤติ ก รรมการแสดงออกของครู มีผ ลต า งการพั ฒ นาพฤติ ก รรมของศิ ษ ย อยู เ สมอ ซึ่ ง สอดคล อ งกั บ สํ านั ก งาน เลขาธิการคุรุสภา (2544: 12-20) กลาววา “ครูตองปฏิบัติตนเปนแบบอยางที่ดีแกศิษยทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ การเรียนรูในดานคาธรรมเนียมและจริยธรรม จําเปนตองมีตัวแบบที่ดี เพื่อใหผูเรียนยึดถือและนําไปปฏิบัติ ครูที่ดีจึง ถายทอดคาธรรมเนียมและจริยธรรมดานการแสดงตนเปนตัวอยางอยูเสมอ การแสดงตนเปนตัวอยางนี้ ถือวาครูเปน ผูนําในการพัฒนาศิษยอยางแทจริง โดยตระหนักวาพฤติกรรมการแสดงออกของครูที่มีตอการพัฒนาพฤติกรรมของ ศิษยอยูเ สมอ พูดจาสุ ภาพและสรางสรรคโดยคํานึง ถึงผลที่ เกิดขึ้น กับศิษย และสังคม กระทําตนเปนแบบอยางที่ ดี สอดคลองกับคําสอนของตนและวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม” ขอเสนอแนะ 1. ขอเสนอแนะในการนําผลการวิจัยไปใช 1.1 จากผลการประเมิ น การปฏิ บั ติง านของครูร ะดับ ประถมศึ กษา ตามมาตรฐานวิช าชี พ ทางการศึก ษา พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ในดานความรูและประสบการณวิชาชีพ ดานการปฏิบัติงาน และ ดานการปฏิบัติตน ผลการประเมินตามมาตรฐานวิชาชีพอยูในระดับผานเกณฑนั้น ทางโรงเรียนควรมีการดําเนินการ ประเมินผลการปฏิบัติงานของครูอยางตอเนื่อง และรักษาระดับคุณภาพใหดียิ่งขึ้น 1.2 โรงเรียนควรเนนและปรับปรุงในเรื่องของการปฏิบัติงานตามมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา โดยมีการ กํากับ ติดตาม และใหการนิเทศอยางตอเนื่อง และมีความครอบคลุมทุกมาตรฐาน 1.3 โรงเรียนควรสง เสริมและสนับ สนุน ใหครูผูส อนตระหนัก และใหความสํ าคัญ กับ การปฏิบั ติงานตาม มาตรฐานวิช าชีพ ทางการศึก ษา ทั้งในด านของความรูและประสบการณวิ ชาชี พ ดานการปฏิบั ติง าน และดานการ ปฏิบัติตนของครู 2. ขอเสนอแนะสําหรับการวิจัยครั้งตอไป 2.1 ควรวิจัยประเมินผลการปฏิบัติงานของครูในเขตพื้นที่การศึกษาอื่นๆ อยางตอเนื่อง เพื่อจะไดนํามาพัฒนา ตนเองในดานของการปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา 2.2 ควรมีการประเมินการปฏิ บัติงานของครู ในดานอื่นๆ ให มีความครอบคลุมในทุกๆ ดานของมาตรฐาน วิชาชีพทางการศึกษา 2.3 ควรมีการศึกษาการพัฒนาเครื่องมือในการประเมินผลการปฏิบัติงาน และพัฒนาเกณฑการประเมินให ครอบคลุมในทุกๆ ดาน ของการปฏิบัติงานของครูใหเหมาะสมและไดมาตรฐานมากยิ่งขึ้น 2.4 ควรมีการประเมินผลการปฏิบัติงานโดยใชรูปแบบการประเมินอื่นๆ ที่หลากหลาย 2.5 ควรมีการวิจัยพัฒนาเครื่องมือการประเมินที่มีความหลากหลาย และใชกลุมผูประเมินที่หลากหลาย เชน นักเรียน ผูปกครอง กรรมการสถานศึกษา หรือชุมชน เปนตน

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

75

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. 2546. แนวทางการประเมินผลดวยทางเลือกใหม. กรุงเทพฯ: โรงพิมพคุรุสภาลาดพราว. ทิศ นา แขมมณี. 2540. เอกสารประกอบการนํ าเสนอแนวคิ ดและแนวทางเรื่ อง “การคิ ดและการสอนเพื่ อ พั ฒ นากร ะบวนก ารคิ ด ”. กรุ ง เท พฯ: สํ า นั ก งานคณะกรร มการก ารประถ มศึ ก ษาแห ง ชาติ กระทรวงศึกษาธิการ. พิสณุ ฟองศรี. 2549. การประเมินทางการศึกษา: แนวคิดสูการปฏิบัติ. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: เทียมฝาการ พิมพ. สมศั ก ดิ์ จั ต ตุ พ รพงษ . 2547. การวิ เคราะห โ ปรแกรมการศึ ก ษานอกระบบและการศึ ก ษาตามอั ธยาศั ย ที่ ดําเนินการโดยสถาบันศาสนาตามแนวคิดของบอยเซอรและพระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542. ปริญญานิพนธการศึกษาดุษฎีบัณฑิต มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปตตานี 3. 2553. สถิติขอมูลโรงเรียนในสังกัด . ปตตานี: สํานักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปตตานี เขต 3. สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแหงชาติ. 2542. ครูแหงชาติ. กรุงเทพ ฯ: เซเวนพริ้นติ้งกรุป. สํานั กงานเลขาธิก ารคุรุ ส ภา. 2541. เกณฑ มาตรฐานวิ ชาชี พ ครู. พิมพ ครั้ง ที่ 4. กรุง เทพ ฯ: โรงพิ มพ คุรุ ส ภา ลาดพราว. สํานั กงานเลขาธิ การคุรุ สภา. 2544. เกณฑมาตรฐานและจรรยาบรรณวิ ชาชีพ . กรุง เทพ ฯ: โรงพิมพ คุรุ สภา ลาดพราว. สํานั ก งานเลขาธิ การคุ รุ ส ภา. 2549. คู มือการประกอบวิ ชาชี พทางการศึ ก ษา. กรุ ง เทพ ฯ: โรงพิมพ คุ รุ ส ภา ลาดพราว. สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธ. 2542. จริยธรรมทางวิชาการ. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพ ฯ: โรงพิมพเฟองฟา. สุรัฐ ศิลปอนันต. 2539. การบริหารการเรียนรูที่ยึดผูเรียนเปนสําคัญ. กรุงเทพ ฯ: ไทยวัฒนาพานิช. สุวิ มล ติ ร กานนท . 2549. การใช ส ถิ ติใ นงานวิ จัยทางสั ง คมศาสตร : แนวทางสู ก ารปฏิ บัติ . พิ มพ ครั้ ง ที่ 2. กรุงเทพ ฯ: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

77

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

บทความวิจัย

การพัฒนาโปรแกรมการจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรคสําหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปที่ 6 อัษนีย แดงตี ณัชชา มหปุญญานนท เรวดี กระโหมวงศ บทคัดยอ งานวิจั ยมีวั ต ถุป ระสงคเ พื่ อศึ ก ษาประสิ ทธิ ผ ลของการใช โปรแกรมพั ฒ นาความคิด สรางสรรค สํ าหรั บ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 และเปรียบเทียบความสามารถในการคิดสรางสรรคของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 กอนเรียนกับหลังเรียนดวยโปรแกรมการจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรค กลุมตัวอยางเปนนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนบานสาคร สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล การวิจัยดําเนินการ ทดลองตามแบบศึกษากลุมเดียววัดกอน-หลังการทดลอง (One Group Pretest – Posttest Design) มีขั้นตอน คือ ศึก ษาวิ เคราะห ขอมู ล พื้ น ฐานจากเอกสารงานวิ จั ยที่เ กี่ ยวกั บความคิ ดสร างสรรค เพื่ อเป น ข อมูล ที่ จ ะนํ ามาสร าง โปรแกรมการจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรค สรางและตรวจสอบคุณภาพโปรแกรมการจัดการเรียนรู เพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรค และหาคุณภาพของโปรแกรมการจัดการเรียนรูโดยใชการหาคาดัชนีประสิทธิผลและ เปรียบเทียบความสามารถในการคิดสรางสรรคของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 กอนเรียนกับหลังเรียน ผลการวิจัย พบวา 1. โปรแกรมการจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรคสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 ที่สราง ขึ้นมีประสิทธิผลรอยละ 65.26 2. นักเรียนมีความสามารถในความคิดสรางสรรค หลังเรียนสูงกวากอนเรียนด วยโปรแกรมการจัดการ เรียนรูเพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรคสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 คําสําคัญ: โปรแกรมการจัดการเรียนรู, ความคิดสรางสรรค, กระบวนการคิด

นักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิชาการวิจัยและประเมิน คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยทักษิณ ดร. (การทดสอบและวัดผลการศึกษา), อาจารยประจําภาควิชาการประเมินผลและวิจัย คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยทักษิณ  ดร. (การทดสอบและวัดผลการศึกษา), ผูชว ยศาสตราจารย, อาจารยประจําภาควิชาการประเมินผลและวิจยั คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยทักษิณ 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

78

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

RESEARCH

The Development of Creative Thinking Development Learning Program for Prathomsuksa 6 Students Asnee Dangtee  Natcha Mahapoonyanont  Rewadi Krahomwong  Abstract The purposes of this research were to develop creative thinking development learning program for Prathomsuksa 6 students with the effectiveness and compare the creative thinking ability of Prathomsuksa 6 student before and after using the creative thinking learning program. The sample consisted of Prathomsuksa 6 students from Bansakhon school under Satun primary educational service area office. The research procedures were One Group Pretest – Posttest Design is analyses data base from documents for develop creative thinking development learning program. Develop and check creative thinking development learning program and finding the effectiveness of learning program by effectiveness index and compare the creative thinking ability of prathomsuksa 6 Students before and after learning. The research results were as follow: 1. The creative thinking development learning program for Prathomsuksa 6 students had an effectiveness value at 65.26 percent. 2. The creative thinking ability of student after was higher than before learning the creative thinking development learning program at the .01 level of significance Keywords: learning program, Creative, Thinking

Graduate Student Department of Research and Evaluation, Faculty of Education, Thaksin University. Ph.D. (Testing and Grading), Lecturer, Department of Evaluation and Research, Faculty of Education, Thaksin University.  Asst. Prof. Ph.D. (Testing and Grading), Lecturer, Department of Evaluation and Research, Faculty of Education, Thaksin University. 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

79

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

บทนํา การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเปนการจัดการศึกษาเพื่ อประชาชน รัฐต องจัดให มีการศึก ษาขั้นพื้น ฐาน เพื่ อ พัฒ นาเยาวชนไทยทุ ก คนให มีคุ ณลั ก ษณะที่พึ ง ประสงค ทั้ งในฐานะที่ เ ป นพลเมื องไทยและพลเมื องของโลก เป น รากฐานที่เ พียงพอสําหรับการใฝ รูตลอดชีวิต รวมทั้งพั ฒนาหนาที่ ก ารงานและการพัฒนาคุณภาพชีวิต สวนตัวและ ครอบครัว สําหรับการสรางสรรคสั งคมไทยใหเป นสังคมแหงการเรียนรู เพื่อการพัฒ นาประเทศที่ยั่งยืนในอนาคต (สุคนธ สินธพานนทและคณะ, 2550: 14) ซึ่งในการปฏิรูปการเรียนรูนั้นมุงเนนผูเรียนเปนสําคัญ โดยพัฒนาผูเรียน อย างครบถ ว นสมบู รณ ทั่ ง ร างกาย จิ ต ใจ สติ ป ญ ญา ความรู และคุ ณ ธรรม เป น ผูที่ มีจ ริ ยธรรมในการดํ ารงชี วิ ต สามารถอยูรวมกับผูอื่น ไดอยางมีความสุข ใฝ รู มีทัก ษะในการแสวงความรูที่พอเพี ยงตอการพัฒนางานอาชี พและ คุณภาพชีวิตสวนตน สามารถเผชิญความเปลี่ยนแปลงไดอยางเทาทันและชาญฉลาด และมีความเปนประชาธิปไตย ซึ่งบุคลากรในวงการศึกษาและหนวยงานที่เกี่ยวของจะตองรวมมือกัน เริ่มตั้งแตการพัฒนาบุคลากรหลักที่เปนหัวใจ สําคัญในการปฏิรูปการศึกษา คือครูผูสอนจะตองปรับกระบวนการจัดการเรียนรู ปฏิรูปการเรียนรู ใหสอดคลองกับ นโยบายปฏิรูปการศึกษา มีการตรวจสอบคุณภาพของสถานศึกษาโดยใชระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ดังนั้น การปฏิรู ปการเรี ยนรูจึ งเปน ไปตามมาตรฐานการศึ กษาของระบบการประกัน คุณ ภาพการศึก ษา ที่ มีก ารประเมิ น คุณภาพของสถานศึกษาอยางตอเนื่องทั้งนี้ในมาตรฐานดานผูเรียนซึ่งมี 7 มาตรฐาน นั้น มาตรฐานที่ 4 คือ“ผูเรียนมี ความสามารถใน การคิดวิเคราะห คิดสังเคราะห มีวิจารณญาณ มีความคิดสรางสรรค คิดไตรตรอง และมีวิสัยทัศน” ตัวบงชี้ (1) สามารถจําแนกประเภทขอมูล เปรียบเทียบ และมีความคิดรวบยอด (2) สามารถประเมินคาความ นาเชื่อถือของขอมูล รูจักพิจารณาขอดี-ขอเสีย ความถูก-ผิด ระบุสาเหตุ-ผล คนหาคําตอบ เลือกวิธี และมีปฏิภาณ ในการแกปญหา และตัดสินใจไดอยางสันติ และมีความถูกตองเหมาะสม และ (3) มีความคิดริเริ่ม มีจินตนาการ สามารถคาดการณ และกําหนดเปาหมายได สิ่งที่สําคัญ ผลการประเมินภายนอกรอบแรก 14 มาตรฐานที่ผานมาโดย สํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(องคการมหาชน) พบวา ผลการประเมินมาตรฐานโดยรวม ผู เ รี ย นส ว นใหญ ยั ง มี ค วามสามารถไม เ ป น ที่ น า พอใจโดยเฉพาะความสามารถในความคิ ด สร า งสรรค (กระทรวงศึกษาธิการ, 2545) ดังจะเห็นไดจากการผลการประเมินภายนอกรอบแรก 14 มาตรฐานที่ผานมาของโรงเรียน ในกลุมเครือขายสาคร พบวานักเรียนอยูในระดับเกณฑ ควรปรับปรุง และพบวานักเรียนมีทักษะดานความคิดสรางสรรคอยู ในระดับต่ํา สอดคลองกับนโยบายการพัฒนาและขับเคลื่อนการคิดสูหองเรียน สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสตูล ที่ เล็งเห็นความสําคัญในการพัฒนาการคิดใหกับนักเรียนในเขตพื้นที่ใหมีความรูความสามารถในการคิด อยางเปนระบบ ให ครูผู ส อนมี ความรู ความเขาใจการพั ฒ นากระบวนการคิ ด และให เ ห็น แนวทางในการนํ าไปพั ฒ นานั กเรี ยนให มี ความสามารถในความคิดสรางสรรคและจัดวามีความสําคัญที่สงผลตอการพัฒนาคุณภาพผูเรียนเปนอยางมาก ซึ่งถา องคกรที่เกี่ยวของกับการศึกษารวมมือรวมใจกันปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทางดานการเรียนรูใหแกเด็กและเยาวชนใหเปน ผูมีบุคลิกที่แสดงวาคิดเปน ก็ยอมสงผลตอการพัฒนาประเทศไดอยางยั่งยืน จากสภาพปญหาและเหตุผลที่กลาวขางตน จากผลการประเมินดานการคิดของนักเรียนประกอบดวยผูวิจัย ไดศึกษาขอมูลที่เกี่ยวของกับความสามารถในความคิดสรางสรรค การฝกทักษะการคิดในการเรียนการสอนเนื้อหา สาระตางๆ มีตั วบง ชี้ระบุ ทักษะความคิดสรางสรรค ไวชัด เจน และไดใ ชกระบวนการเรียนการสอนที่ใ ชโปรแกรม พัฒ นาการคิ ดในการฝ กทั กษะการคิด นั้ น โปรแกรมที่ ดีควรมี ลัก ษณะที่ ครู ผูส อนสามารถทํ าความเข าใจไดง าย มี ตัวอยางการใชและคําอธิบายที่ชัดเจน กิจกรรมและสื่อที่ใชมีความสนใจและเหมาะสมกับวัยของผูเรียน สนองความ แตกตางระหวางบุคคลของผูเรียน กิจกรรมควรเนนใหผูเรียนไดฝกฝนคิดอยางหลากหลายทั้งรายบุคคลและฝกคิดเปน กลุม เพื่อพัฒนาโปรแกรมการจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรคสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 โดย

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

80

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

หาคุณภาพของโปรแกรมการจัดการเรียนรูโดยคํานวณจากคาดัชนีประสิทธิผล (E.I.) และ เปรียบเทียบความสามารถ ในความคิดสรางสรรคของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 กอนเรียนกับหลังเรียนดวยโปรแกรมการจัดการเรียนรูเพื่อ พัฒนาความคิดสรางสรรค ซึ่งทําใหนักเรียนมีความพรอมดานพื้นฐาน การอาน การเขียนเปนอยางดี และเลือกเนื้อหา ที่ไมยากและเปนเรื่องที่ เกี่ยวของกับชีวิตประจําวัน ที่นักเรียนพบเห็นเปนประจํา เพื่อเปนการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนใหผูเรียนพัฒนาความสามารถดานความคิดสรางสรรค ซึ่งสงผลใหผูเรียนที่มีศักยภาพที่จะคิดได และเปนสิ่งที่ จําเปนตอการดําเนินชีวิต วัตถุประสงคของการวิจัย เพื่อพัฒนาโปรแกรมการจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรคสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 โดยมีการศึกษาในประเด็นดังตอไปนี้ 1. หาคุณภาพของโปรแกรมการจัดการเรียนรูโดยคํานวณจากคาดัชนีประสิทธิผล (E.I.) 2. เปรียบเทียบความสามารถในความคิดสรางสรรคของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 กอนเรียนกับหลัง เรียนดวยโปรแกรมการจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรค สมมุติฐานของการวิจัย 1. โปรแกรมการจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรคสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 มีคามี ประสิทธิผลสูงกวาเกณฑ 0.50 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 มีความสามารถในความคิดสรางสรรคหลังเรียนสูงกวากอนเรียนดวย โปรแกรมการจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรคอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 วิธีดําเนินการวิจัย 1.ประชากรและกลุมตัวอยาง ประชากรที่ใชในการวิ จัยครั้งนี้เปนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2553 ของ โรงเรียนในเครือขายสาคร อําเภอทาแพ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล จํานวนนักเรียนทั้งสิ้น 109 คน (สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล. 2553: 1-2) กลุมตัวอยางที่ใ ชในการวิจัย เปนนั กเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2553 ของ โรงเรียนในเครือขายสาคร อําเภอทาแพ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล โดยวิธีการสุมอยางงาย (simple random sampling) ไดกลุมตัวอยางดังตอไปนี้ 1. ทดลองใชแบบทดสอบวัดความสามารถในความคิดสรางสรรคสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 โดยนํา แบบทดสอบวัดความสามารถในความคิดสรางสรรคตามแนวคิดของกิลฟอรด(Guilford) (ปานรวี ยงยุทธวิชัย, 2548: 100)ประกอบดวย 4 ดาน คือ ความคิดริเริ่ม (Originality)ความคิดคลองแคลว(Fluency) ความคิดยืดหยุน (Flexibility) ความคิ ด ละเอี ยดลออ (Elaboration) ไปทดลองใช กั บนั กเรียนชั้ นประถมศึ กษาปที่ 6 โรงเรี ยนสมาคมเลขานุการสตรี 3 จํานวน 25 คน ไดจัดใหนักเรียนไดทําแบบทดสอบที่สรางขึ้นเพื่อตรวจสอบขอบกพรองแลวนําขอมูลมาปรับปรุงแกไข แบบทดสอบวัดความสามารถในความคิดสรางสรรคใหเหมาะสม 2. ทดลองใชโปรแกรมการจัดการเรียนรูเปนรายบุคคล รูปแบบการเรียนรูที่จัดขึ้นประกอบดวยขั้นตอนการจัด กิจกรรมการเรียนรูข องวอลลาส (Wallas) 4 ขั้นตอน คือ การเตรียมตัว (Preparation) การครุนคิด หรื อการฟกตั ว (Incubation ) การเกิดประกายแนวคิด (Illumination or Insight) การพิสูจน หรือการทดสอบ (Verification) (สุวิทย

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

81

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

มูลคําและอรทัย มูลคํา, 2553: 101) โดยนําโปรแกรมการจัด การเรียนรูไปทดลองใชกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนบานสาครเหนือ จํานวน 3 คน เปนนักเรียนที่เรียนเกงจํานวน 1 คน ปานกลางจํานวน 1 คน และออนจํานวน 1 คน โดยพิจารณาจากคะแนนผลการเรียนในปการศึกษา 2553 ภาคเรียนที่ 1 ไดจัดใหนักเรียนไดศึกษาตามโปรแกรม การ จัดการเรียนรูที่สรางขึ้นเพื่อตรวจสอบขอบกพรองในเรื่องของการใชภาษาและลักษณะของกิจกรรมแลวนําขอมูลมา ปรับปรุงแกไขโปรแกรมพัฒนาความคิดสรางสรรคใหเหมาะสม 3. ทดลองใชโปรแกรมการจัดการเรียนรูก ับกลุมเล็ก โดยนําสื่อที่ปรับปรุงแลวจากขั้นที่ 1 ไปทดลองใชกับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนบานสาครเหนือ จํานวน 8 คน เปนนักเรียนที่ เรียนเกงจํานวน 3 คน นักเรียนปานกลาง จํานวน 2 คน และนักเรียนออนจํานวน 3 คน โดยพิจารณาจากคะแนนผลการเรียนในปการศึกษา 2553 ภาคเรียนที่ 1 ไดจัดใหนักเรี ยนไดศึกษาตามโปรแกรมการจัดการเรียนรูที่สรางขึ้ น เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมในเรื่องของเวลา สถานการณ ลั กษณะกิ จกรรมและเนื้ อหาในการฝก แลวนํ าข อมูล ที่ไ ดมาปรั บปรุงแกไ ขโปรแกรมพัฒ นาความคิ ด สรางสรรคขอบกพรองมาทําการแกไขปรับปรุงกอนนําไปทดลองใชในขั้นที่ 3 4. เปนการนําโปรแกรมการจัดการเรียนรูที่ปรับปรุงแลวในขั้นที่ 2 ไปทดสอบภาคสนาม เปนขั้นตอนสุดทายกับ นักเรียนกลุมตัวอยาง ซึ่งเปนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนบานสาคร ที่สุมมาแบบกลุม 1 หองเรียน (cluster random sampling) จํานวน 25 คน เปนกลุมทดลอง ดําเนินการทดลองใชโปรแกรมการจัดการเรียนรูและทดสอบแลวนําคะแนนที่ไดมา วิเคราะหเพื่อหาประสิทธิผลของโปรแกรม และเปรียบเทียบความสามารถในความคิดสรางสรรคดวยโปรแกรมการจัดการเรียนรู เพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรคของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 จากการทดสอบกอนเรียนกับหลังเรียน 2. เครื่องมือที่ใชในการวิจัย เครื่องมือที่ใชในการวิจัยครั้งนี้ คือ 1. เครื่องมือที่ใชในการดําเนินการวิจัย คือโปรแกรมการจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรคที่ผูวิจัย สรางขึ้น ประกอบด วยโปรแกรมการจัด การเรี ยนรู เพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรคโ ดยกํ าหนดทั กษะที่ตองการฝ ก กิจกรรมการฝก เวลาที่ใชการฝกและแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู จํานวน 6 แผนการจัดการเรียนรู และใบกิจกรรม การฝกคิดประกอบการจัดกิจกรรม 2. เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูล คือ แบบทดสอบวัดความสามารถในความคิดสรางสรรคสําหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 คุณภาพของแบบทดสอบมีคาความสอดคลองอยูตั้งแต 0.80 – 1.00 อํานาจจําแนก โดยใชสัมประสิทธิ์สหสัมพันธอยางงายแบบเพียรสัน ตั้งแต .3884 - .48 และความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ โดยใชสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha – Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach) พบวาคาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัด ความสามารถในความคิดสรางสรรคไดคาเทากับ .7057 3. วิธีการดําเนินการเก็บรวบรวมขอมูล 3.1 ขั้นเตรียมการ ผูวิจัยติดตอขอหนังสือจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยทักษิณ เพื่อเสนอตอผูบริหารโรงเรียนบานสาคร โรงเรียนบานสาครเหนือและโรงเรียนสมาคมเลขานุการสตรี 3 สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสตูล เพื่อขออนุญาตเก็บ รวบรวมขอมูลและดําเนินการทดลอง 3.2 ขั้นดําเนินการ 3.2.1 ให นั กเรี ยนที่ เป นกลุ มตั วอย างซึ่ งเป นนั กเรี ยนกลุ มเดี ยวกั บการทดสอบหาประสิ ทธิ ผลของ โปรแกรมการจัดการเรียนรูในขั้นที่ คือโรงเรียนบานสาคร จํานวน 25 คน ผูวิจัยวัดความสามารถในความคิดสรางสรรค

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

82

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

ของกลุมตัวอยางโดยการใหนักเรียนทําแบบวัดความสามารถในความคิดสรางสรรค จํานวน 4 ชุด ตรวจผลการสอบ และเก็บคะแนนไวเปนคะแนนการสอบครั้งแรก (Pretest) 3.2.2 ผูวิจัยใหนักเรียนเขารับการฝกโดยใชโปรแกรมพัฒนาความคิดสรางสรรคสําหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาป ที่ 6 ตามแผนการจัดกิ จกรรมการฝ กตามโปรแกรมที่สรางขึ้น จํานวน 4 โปรแกรม คือ โปรแกรม พัฒนาทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน โปรแกรมพัฒนาทักษะการคิดที่เปนแกน โปรแกรมพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง และ โปรแกรมพัฒนาความคิดสรางสรรค โดยผูวิจัยดําเนินการจัดกิจกรรมดวยตนเอง จํานวน 17 ครั้ง ครั้งละ 60 นาที โดยฝกเปนเวลา 4 วัน 3.2.3 หลังจากทําการสอนดวยโปรแกรมการจัดการเรียนรูครบทั้ง 4 โปรแกรม ผูวิจัยใหนักเรียน ทุกคนทําแบบทดสอบหลังเรียน จํานวน 4 ขอ ซึ่งเปนแบบทดสอบเดียวกันกับแบบทดสอบกอนเรียน นําผลการสอบมา ตรวจใหคะแนน 3.2.4 ผูวิจัยเก็บรวบรวมขอมูลที่ไดจากการทดลอง นําคะแนนที่ไดจากการทําแบบทดสอบกอนเรียน และหลังเรียน มาวิเคราะหขอมูลทางสถิติตอไป 4. การวิเคราะหขอมูลและสถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล โปรแกรมการจัด การเรียนรูเพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรค สําหรั บนักเรียนชั้ นประถมศึ กษาป ที่ 6 โดยมี การศึกษาในประเด็นดังตอไปนี้ 1. หาคุณภาพของโปรแกรมการจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรคสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปที่ 6 โดยคํานวณจากคาดัชนีประสิทธิผล (E.I.) 2. การเปรียบเทียบความแตกตางของคะแนนเฉลี่ยความสามารถในความคิดสรางสรรค กอนการทดลองกับ หลังการทดลอง ดวยการทดสอบคาที (t-test Dependent) โดยใชโปรแกรมสําเร็จรูปทางคอมพิวเตอร สรุปผลและอภิปรายผลการวิจัย สรุปผล การพัฒนาโปรแกรมการจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรคสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 ผูวิจัยไดดําเนินการตามขั้นตอนและสรุปผลตามวัตถุประสงคของการวิจัย ปรากฏผลดังนี้ 1. ผลการพัฒนาโปรแกรมการจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรคสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปที่ 6 โดยมีการศึกษาในประเด็นดังตอไปนี้ 1.1 หาคุณภาพของโปรแกรมการจัดการเรียนรูโดยคํานวณจากคาดัชนีประสิทธิผล สรุปผลไดดังนี้ 1.1.1 ผลการศึกษาวิเคราะหและสังเคราะหขอมูลพื้นฐาน การศึกษาวิเคราะหและสังเคราะห ขอมูลพื้นฐาน เปนการจัดเตรียมเพื่อกําหนดขอมูลพื้นฐานที่จําเปนและ ตองการในการพัฒนาโปรแกรมการจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรคสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 ศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฏี งานวิจัยที่เกี่ยวของกับความคิดสรางสรรค ศึกษาหลักการสรางโปรแกรมการจัดการ เรียนรู รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู รูปแบบการเรียนรูที่จัดขึ้นเปนขั้นตอนดําเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรูของ วอลลาส (Wallas) พัฒนาโปรแกรมการจัดการเรียนรู การพัฒนาความสามารถในความคิดสรางสรรค แลวดําเนินการ กําหนดขั้นตอน แลวนํามาสังเคราะหเปนโปรแกรมการจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรคสําหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปที่ 6

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

83

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

1.1.2 ผลการพัฒนาโปรแกรมการจัดการเรียนรู 1.1.2.1 โปรแกรมการจัด การเรียนรู เพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรคสํ าหรั บนัก เรียนชั้ น ประถมศึกษาปที่ 6 ประกอบดวย หลักการและเหตุผล วัตถุประสงค กิจกรรมของโปรแกรม สื่อการเรียนการสอน และการวัด และประเมินผล พบวา โปรแกรมการจัด การเรี ยนรูเพื่ อพั ฒนาความคิ ดสรางสรรค สําหรับ นักเรียนชั้ น ประถมศึกษาปที่ 6 มีความเหมาะสมโดยภาพรวมอยูในระดับมากที่สุด คาเฉลี่ยเทากับ 4.80 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เทากับ 1.62 1.1.2.2 การสรางและหาประสิทธิผลเครื่องมือที่ใชพัฒนาและวัดความสามารถในความคิด สรางสรรคสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 ดําเนิน การสรางแผนการจัดการเรียนรูโดยใชโปรแกรมการจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาความคิ ดสรางสรรค จํานวน 6 แผน พบวาแผนการจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรค สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 มี ความเหมาะสมโดยภาพรวมอยูในระดับมาก คาเฉลี่ยเทากับ 4.20 ดําเนินการสรางแบบวัดความสามารถในความคิดสรางสรรคสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 จํานวน 1 ชุด พบวา คุณภาพของแบบวัดความสามารถในความคิดสรางสรรค จํานวน 4 ชุด มีคาดัชนีความสอดคลอง ตั้งแต 0.80 - 1.00 คาอํานาจจําแนก ตั้งแต 0.39 - 0.48 และคาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดความสามารถในความคิด สรางสรรคที่สรางขึ้นทั้งฉบับ เทากับ 0.7057 1.1.3 ประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรคสําหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปที่ 6 จากผลการทดลองครั้งที่ 1 เพื่อทดลองใชโปรแกรมการจัดการเรียนรูพบวาตองปรับปรุงในดานความ ชัดเจนในการใชภาษา ภาพ คําชี้แจง และดานเวลาที่ใชในจัดกิจกรรมและดานความครอบคลุมและถูกตองของเนื้อหาให สอดคลองกับการวัดและประเมินผลและกิจกรรมการเรียนรู จากผลการทดลองครั้งที่ 2 เพื่อทดลองใชโปรแกรมการจัดการ เรียนรูพบวาตองปรับปรุงในดานความชัดเจนในการใชภาษา ดานเวลาที่ใชในจัดกิจกรรมและดานความครอบคลุมและ ถูกตองของเนือ้ หาใหสอดคลองกับการวัดและประเมินผลและกิจกรรมการเรียนรู ผลการทดลองกับกลุมตัวอยาง เพื่อหา ประสิ ทธิ ผลของโปรแกรมการจั ดการเรี ยนรู ผลการวิ เคราะห พบวา โปรแกรมการจั ดการเรี ยนรูเพื่อพัฒนาความคิ ด สรางสรรคสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 มีประสิทธิผลเพิ่มขึน้ รอยละ 65.2xsaQAZ6 1.2 เปรียบเทียบความสามารถในความคิดสรางสรรคของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 กอนเรียนกับหลัง เรียนดวยโปรแกรมการจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรคผลการเปรียบเทียบคาคะแนนเฉลี่ยความสามารถ ในความคิดสรางสรรค สําหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 กอนและหลัง การจัด การเรี ยนรูเพื่ อพัฒนาความคิ ด สรางสรรค นักเรียนโรงเรียนบานสาคร ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2553 จํานวน 25 คน พบวามีคะแนนเฉลี่ยกอน เรียนเทากับ 22.96 คะแนน และคาคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเทากับ 33.38 คะแนน จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน ดังนั้นจะ เห็นไดวานักเรียนมีความสามารถในความคิดสรางสรรคโดยใชโปรแกรมการจัดการเรียนรู มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูง กวากอนเรียน อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อภิปรายผล การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อพัฒนาโปรแกรมการจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาความคิด สรางสรรคสําหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 จากผลการวิจัย ผูวิจัยอภิปรายผลของการวิจัย ดังนี้ 1. ผลการพัฒนาโปรแกรมการจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรคสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปที่ 6 โดยมีการศึกษาในประเด็นดังตอไปนี้

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

84

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

1.1 หาคุณภาพของโปรแกรมการจัดการเรียนรูโดยคํานวณจากคาดัชนีประสิทธิผล อภิปรายผลไดดังนี้ 1.1.1 โปรแกรมการจัดการเรียนรูที่ผูวิจัยพัฒนาขึ้นมาจากการวิเคราะห สังเคราะหขอมูลพื้นฐานจาก เอกสารงานวิจัยเพื่อสงเสริมสนับสนุนและเอื้ออํานวยใหผูเรียนแตละคนเกิดกระบวนการเรียนรู นักเรียนไดมีโอกาสฝก ความสามารถในความคิดสรางสรรค เปนกลวิธีจัดการเรียนรูที่ใชโปรแกรมการจัดการเรียนรูโ ดยมีการจัดลําดับขั้นตอนของ การจัดการเรียนรูอยางเปนกระบวนการที่มีระบบ เปนการจัดการเรียนรูโดยผานการทํากิจกรรมพัฒนาความสามารถใน ความคิดสรางสรรค โดยโปรแกรมการจั ดการเรียนรูจะประกอบดวย 4 โปรแกรม คือ โปรแกรมการฝกทักษะการคิ ด ระดับพื้นฐาน โปรแกรมการฝกทักษะการคิดระดับกลาง โปรแกรมฝกทักษะการคิดระดับสูง โปรแกรมพัฒนาความคิด สรางสรรค ซึ่งนักเรียนไดเรียนโดยผานประสบการณเดิมที่มีอยูกับสถานการณใหมเขาดวยกันนําไปประยุกตสูความคิดที่ แปลกใหมดีกวา และคิดไดหลายทิศทาง เชน ใหนักเรียนไดตอบตอเติมภาพเสนที่กําหนดให มาใหมากที่สุด เปนตน ทั้งนี้ใน การจั ดการเรี ยนรู นั กเรี ยนมี ส วนร วมแลกเปลี่ ยนการเรี ยนรู กั น โดยกระตุ นให นั กเรี ยนแสดงความคิ ดอย างต อ เนื่ อง ตลอดเวลา และสามารถคิดจินตนาการ แปลกใหม นาตื่นเตน เพื่อแสดงใหเห็นถึงความสามารถในความคิดสรางสรรค ซึ่ง เหมาะสมกับนักเรียนในระดับประถมศึกษา ประกอบดวยขั้นตอนตอไปนี้ (สุวิทย มูลคําและอรทัย มูลคํา, 2553: 101) ขั้นที่ 1 การเตรียมการ (Preparation) ใหนักเรียนคิดถึง ประเด็นหรือ สถานการณตางๆ ที่อยูรอบๆ ตัว เพื่อสามารถรวบรวมขอมูล ตางๆได และสามารถเปนสิ่งเราใหนักเรียนศึกษาขอมูลไดคิดรับรูถึงจุดมุงหมาย และเปนขอมูลพื้นฐานในการคิด เมื่อไดรับ ปญหาตางๆที่เกิดขึ้น ขั้นที่ 2 การฟกตัว (Incubation )เมื่อเห็นปญหาจากการรวบรวมขอมูล นักเรียนก็ยังคิดไมออกไดแต ครุนคิดอยู ระยะนี้ผลงานยังไมเกิดและเพื่อใหนักเรียนคิดโดยอาศัยสภาพการณตางๆ ในการสนับสนุนการฝกคิด ขั้นนี้ ผูเรียนตองรวบรวมป ญหา และหาขอมูลพรอมสาเหตุของปญหาจากการคิด การถาม การอาน หรื อพิจารณาจาก ขอเท็จจริงนัน้ ๆ ขั้นที่ 3 คิดออก (IIlumination or Insight เปนระยะที่คิดคําตอบออกทันที ทั้งๆ ที่ดูเหมือนเปนระยะที่กําลังไม คิดอยู ขั้นนําความคิดไปใชเปนขั้นตอนที่ผูเรียนมีโอกาสใชแนวคิดหรือความรู ความเขาใจที่พัฒนาขึ้นมาใหมในสถานการณ ตางๆ ทั้งที่คุนเคยและไมคุนเคย เพราะเมื่อหาสาเหตุของปญหานั้นไดแลว นักเรียนตองหาทางเลือกที่จะแกปญหาโดย พิจารณาจาความเปนไปไดและขอจํากัดตางๆ ทางเลือกที่จะแกปญหานั้น ไมจําเปนตองมีทางเลือกเดียว อาจมีทางเลือก หลายๆ ทาง ขั้นที่ 4 การพิสูจน (Verification)เมื่อคิดคําตอบออกแลวก็จะพิสูจนโดยการทดลองซ้ํา เพื่อใหไดผลแนนอนเปน กฎเกณฑ นักเรียนจะไดทบทวนวาความคิด ความเขาใจ เปนความรูที่นักเรียนสรางดวยตนเองนั้น เปนการเรียนรูอยางมี ความหมาย นั กเรียนสามารถนํ าไปใชไดในสถานการณตางๆ โดยเลือกทางเลือกที่เหมาะสมที่ สุด เปนการพิจารณา ทางเลือกที่ใชแกปญหานั้นโดยมีเกณฑการตัดสินใจที่สําคัญ คือ ผลดี ผลเสียที่เกิดจากทางเลือกนั้นทั้งที่เกิดขึ้นในดาน สวนตัวและสังคมสวนรวม 1.1.2 ประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรคสําหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปที่ 6 มี ประสิทธิผลเพิ่มขึ้ นรอยละ 65.26 ทั้งนี้อาจเปนผลเนื่องมาจากโปรแกรมการจัดการเรียนรู ได ดําเนินการใหผูเรียนมีสวนรวมในการเรียน ดําเนินกิจกรรมตางๆ โดยจัดใหผูเรียนไดเรียน จํานวน 4 โปรแกรม (ประพันธศิริ สุเสารัจ, 2551: 5; สุวิทย มูลคําและคณะ, 2547: 3) คือ โปรแกรมพัฒนาทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน โปรแกรมพัฒนาทักษะ การคิดที่เปนแกน โปรแกรมพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง และโปรแกรมพัฒนาความคิดสรางสรรค ซึ่งแบงออกเปน 4 ดาน (ปานรวี ยงยุทธวิชัย, 2548: 100) คือ ดานความคิดละเอียดลออ ความคิดคลองแคลว ความคิดริเริ่ม ความคิดยืดหยุน ซึ่ง เป นวิ ธี ก ารเรี ยนรู ในระดั บลึ ก ผู เรี ยนจะสร างความเข าใจและค นหาความหมายของเนื้ อหาสาระโดยเชื่ อมโยงกั บ ประสบการณเดิมที่มี แยกแยะความรูใหมที่ไดรับกับความรูเกาที่มี สามารถประเมิน ตอเติมและสรางแนวคิดของตนเองโดย การจินตนาการและความคิดที่แปลกใหมซงึ่ เรียกวามีการเรียนรูเกิดขึ้น ซึ่งแตกตางจากวิธีการเรียนรูในระดับผิวเผิน ซึ่งเนน การรับขอมูลและจดจําขอมูลเทานั้น ผูเรียนลักษณะนี้จะเปนผูเรียนมีจินตนาการ มีความคิดสรางสรรค มีทักษะที่สามารถ

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

85

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

เลือกรับ ขอมูล วิเคราะห ขอมูลไดอยางมีระบบ จากเหตุผลดังกลาว ทําใหโปรแกรมการจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาความคิด สรางสรรคสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 มีประสิทธิผลเพิ่มขึ้นรอยละ 65.26 ตามเกณฑ .50 1.2 ผลเปรียบเทียบความสามารถในความคิดสรางสรรคของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 กอนเรียนกับหลัง เรี ยนดวยโปรแกรมการจั ดการเรียนรู เพื่ อพั ฒนาความคิดสร างสรรค พบว า คะแนนเฉลี่ ยความสามารถในความคิ ด สรางสรรคสําหรับนักเรียนหลังการจัดการเรียนรูสูงกวากอนการจัดการเรียนรู อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งนี้ อาจเปนผลเนื่องมาจากในการจัดการเรียนรูนั้นนักเรียนขาดการคิดในทางสรางสรรค เพราะการสอนอาจถูกจํากัดเฉพาะใน กรอบที่ตั้งไว ซึ่งการเรียนรูโดยใชโปรแกรมการจัดการเรียนรูนั้น ครูผูสอนมีการวางแผนในการจัดกิจกรรมเนื้อหาตามลําดับ ความยากงายของเนื้อหา ใหนักเรียนสามารถคิดนอกรอบได ซึ่งมีการศึกษาวัตถุประสงคและเนื้อหา ตลอดจนเขาใจเนื้อหา เปนอยางดี มีการเตรียมการสอนลวงหนา พรอมทั้งจัดเตรียมอุปกรณและเอกสารใหพรอม สงเสริมและกระตุนใหนักเรียน ปฏิบัติกิจกรรมใหบรรลุวัตถุประสงค คอยชี้แนะและใหความชวยเหลือเมื่อนักเรียนเกิดปญหาหรือขอสงสัย เปนการเรียนรู ที่สามารถกระตุน การเรียนรูของผูเรียนไดดี นอกจากนี้ผูสอนจัดระบวนการเรียนการสอนที่เนนความสามารถในความคิด สร างสรรค รวมถึ งการจั ดสภาพแวดล อมการเรี ยนรู ที่ เอื้ อและเป ดโอกาสให ผู เรี ยนได แสดงความคิ ดเห็ น และสร าง จินตนาการตามความคิดของนักเรียน เชน ใหผูเรียนไดตอบตอเติมภาพเสนที่กําหนดให มาใหมากที่สุด เปนตน ทําใหผูเรียน มีสวนรวมในการเรียนการสอนและแสวงหาความรูอยูเสมอ ในการเรียนโดยใชโปรแกรมการจัดการเรียนรู บทบาทของ ผูสอนเปลี่ยนจากผูถายทอดความรู เปนผูอํานวยความสะดวกในการเรียนรูที่เนนการทํากิจกรรมใหเกิดความคิดสรางสรรค ซึ่งสอดคลองกับงานวิจัยของ วิเรืองรอง ขันทะ (2547: บทคัดยอ) ไดศึกษาเรื่อง การพัฒนาชุดกิจกรรมคณิตศาสตรที่ สงเสริมความคิดสรางสรรคในชุมนุมคณิตศาสตร ศึกษาความคิดสรางสรรคของนักเรียนที่ใชชุดกิจกรรมคณิตศาสตร ผล การศึกษาพบวา คาเฉลี่ยของคะแนนความคิดสรางสรรคของนักเรียนหลังการใชชุดกิจกรรมคณิตศาสตรสูงกวาคาเฉลี่ย ของคะแนนความคิดสรางสรรคกอนการใชชุดกิจกรรมคณิตศาสตร นักเรียนมีความสนุกสนาน เพลิดเพลินในกิจกรรมดาน ตางๆ ชุ ดกิจกรรมคณิตศาสตรที่นักเรียนสนใจมากที่ สุดคือ ด านศิลปะคณิตศาสตร ซึ่งไดแก การออกแบบภาพ ซึ่ ง สอดคลองกับงานวิจัยของ จันทรเพ็ญ บุญสวัสดิ์ (2548: บทคัดยอ) ไดศึกษาเรื่อง การพัฒนาชุดฝกกิจกรรมสรางสรรค เพื่อสงเสริมความคิดสรางสรรคสําหรับเด็กกอนวัยเรียน หลังจากการใชชุดฝกกิจกรรมสรางสรรค เพื่อสงเสริมความคิด สร างสรรค แล ว นั กเรี ยนชั้ นอนลปที่ 3 มี พั ฒนาการดานความคิ ดสร างสรรค หลังการฝ กสู งกว ากอนการฝกอย างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งสอดคลองกับงานวิจัยของ ทิพยบุบผา สาคร (2546: บทคัดยอ) ไดศึกษาเรื่อง การศึกษา การพัฒนาการความคิดสรางสรรคทางคณิตศาสตรที่ฝกดวยแบบฝกความคิดอเนกนัยดานสัญลักษณในแตละผลผลิตตาม แนวทฤษฎีของกิลฟอรดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 ในโรงเรียนเซนตฟรังซีสซาเวียรคอนแวนต ผลการศึกษาพบวา นักเรียนที่ไดรับการฝกความคิดอเนกนัยดานสัญลักษณในแตละผลผลิตตามทฤษฎี ของกิลฟอรดแล วมีการพัฒนาการ ความคิดสรางสรรคทางคณิตศาสตรในแตละดาน คือ ความคลอง ดานความยืดหยุนและดานความคิดริเริ่มสูงขึ้นอยางมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขอเสนอแนะ 1. ขอเสนอแนะในการนําผลการวิจัยไปใช 1.1 ผลการวิ จั ย พบว า โปรแกรมการจั ด การเรี ยนรู เ พื่ อ พั ฒ นาความคิ ด สร างสรรค สํ า หรั บ นั ก เรี ย นชั้ น ประถมศึกษาปที่ 6 เปนการจัดการเรียนรูที่ทําใหความสามารถในความคิดสรางสรรคของนักเรียนสูงขึ้น ดังนั้นในการ นําโปรแกรมการจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรคไปใชใหบรรลุวัตถุประสงคอยางมีประสิทธิภาพ ผูสอน

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

86

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

ควรนําโปรแกรมการจัดการเรียนรูทสี่ รางขึ้นไปใชจัดกิจกรรมการฝกคิดตามลําดับที่กําหนดใหครบทั้ง 4 โปรแกรม จึง จะสามารถพัฒนาความคิดสรางสรรคใหกับนักเรียนได 1.2 โปรแกรมการจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรคสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 เปน การจัด กิจ กรรมการฝ กคิ ดตามลําดับ ที่ผู วิจั ยกํ าหนดให ครบทั้ ง 4 โปรแกรม เน นใหนั กเรียนไดฝ กคิ ดสรางสรรค ตามลําดับ เปนเครื่องมือที่จะชวยกระตุนใหนักเรียนคิดสรางสรรคและเรียนรูไดอยางมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ดังนั้ น ในขณะทํากิจกรรมครูควรเปนผูอํานวยความสะดวกในการเรียนรูของนักเรียน คอยสังเกตและใหคําแนะนําแกนักเรียน ตามความเหมาะสม 1.3 ครูผูสอนสามารถนําแนวคิดที่ไดรับจากการศึกษาโปรแกรมพัฒนาความคิดสรางสรรคสําหรับนักเรียน ชั้น ประถมศึ ก ษาป ที่ 6 ที่ ผู วิจั ยสรางขึ้น ไปเป นแนวทางในการออกแบบกิ จกรรมการฝ ก คิด เพื่ อพั ฒ นาความคิ ด สรางสรรคใหมีความเหมาะสมกับสภาพสังคมและระดับอายุของนักเรียนและสามารถนํางานวิจัยนี้เปนแนวทางในการ ทําวิจัยและพัฒนานวัตกรรมตางๆ ได 1.4 ผูบริหารสถานศึกษาสามารถนําแนวคิดที่ไดจากการวิจัยนี้ไปใชสําหรับวางแผนการบริหารสถานศึกษา เพื่อพัฒนามาตรฐานดานผูเรียนสงเสริมดานความคิดใหสูงขึ้น 1.5 นักพัฒนาหลักสูตร สามารถนําแนวคิดที่ไดจากงานวิจัยนี้ไปใชออกแบบหลักสูตรเสริมในกิจกรรมพัฒนา ผูเรียน เพื่อพัฒนานักเรียนใหมีความสามารถในความคิดสรางสรรค 1.6 ผูปกครอง หรือผูที่สนใจสามารถนําโปรแกรมพัฒนาความคิดสรางสรรคที่ผูวิจัยสรางขึ้นไปใชสําหรับ พัฒนาความสามารถในความคิดสรางสรรคใหกับนักเรียน หรือเด็กในความปกครองได 2. ขอเสนอแนะในการทําวิจัยครั้งตอไป 2.1 ควรวิจัยการทดลองใชโปรแกรมการจัดการเรียนรูนี้ไปใชกับการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนในแต ละกลุมสาระการเรียนรู เพื่อพัฒนาความสามารถในความคิดสรางสรรคในแตกลุมสาระการเรียนรูนั้น 2.2 ควรวิจัยเพื่อพัฒนาโปรแกรมพัฒนาการคิดลักษณะอื่นๆ เชน การคิดแกปญหา การคิดวิเคราะห การคิด วิจารณญาณ 2.3 ควรมีการศึกษาผลการพัฒนาการคิดในลักษณะโปรแกรมการจัดการเรียนรูที่พัฒนาการคิดโดยการ สอดแทรกในเนื้อหาการเรียนปกติ 2.4 ควรนําโปรแกรมการจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรค ที่ผูวิจัยสรางขึ้นไปปรับปรุงแกไขและ นําไปทดลองซ้ํากับกลุมตัวอยางอื่น ๆ ที่มีขนาดใหญขึ้นเพื่อหาขอสรุปที่แนนอนยิ่งขึ้นตอไป

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

87

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. 2545. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ: โรงพิมพองคการ รับสงสินคาและพัสดุภัณฑ (ร.ส.พ.). กฤษมันต วัฒนาณรงค. 2549. ดัชนีประสิทธิผล. สืบคนเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ 2554.จาก http://teacher.skw.ac.th/tawee/T_university/E_I.pdf. จันทรเพ็ญ บุญสวัสดิ์. 2548. การพัฒนาชุดฝกกิจกรรมสรางสรรคเพื่อสงเสริมความคิดสรางสรรคสําหรับเด็ก กอนวัยเรียน. วิทยานิพนธ ครุศาสตรมหาบัณฑิต. อุบลราชธานี : มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี. ทิพยบุบผา สาคร. 2546. การศึกษาการพัฒนาการความคิดสรางสรรคทางคณิตศาสตรที่ฝกดวยแบบฝกความคิด อเนกนัยดานสัญลักษณในแตละผลผลิตตามแนวทฤษฎีของกิลฟอรดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1. วิทยานิพนธ การศึกษามหาบัณฑิต. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. ประพันธศิริ สุเสารัจ. 2551. การพัฒนาการคิด. กรุงเทพฯ: โรงพิมพหางหุนสวนจํากัด 9119 เทคนิคพริ้นติ้ง. ปานรวี ยงยุทธวิชัย. 2548. การอาน เขียน คิดวิเคราะห คิดสังเคราะห. กรุงเทพฯ: ธารอักษร. วิเรืองรอง ขันทะ. 2547. การใชชุดกิจกรรมคณิตศาสตรเพื่อสงเสริมความคิดสรางสรรคในกิจกรรมชุมนุม คณิตศาสตรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนตน โรงเรียนบานภูเหล็ก จังหวัดขอนแกน. วิทยานิพนธ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต. ขอนแกน: มหาวิทยาลัยขอนแกน. สํานักงานเขตพืน้ ที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล. ขอมูลสารสนเทศ 2553 สพป.สตูล. สืบคนเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2553 http://www.sesao.go.th/UserFiles/File/mis53/mis53_2.htm สุคนธ สินธพานนทและคณะ. 2550. พัฒนาทักษะการคิดพิชิตการสอน. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: เลี่ยงเชียง. สุวิทย มูลคําและอรทัย มูลคํา. 2553. วิธีจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนากระบวนการคิด . พิมพครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ: โรงพิมพภาพพิมพ.

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

89

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

บทความวิจัย

ระบบการวินิจฉัยกฎหมายอิสลาม (ฟตวา): กรณีศึกษารัฐเปอรลิส ประเทศมาเลเซีย นัยที่มีตอประเทศไทย อิสมาแอ สาเมาะ ฆอซาลี เบ็ญหมัด สะมาแอ บือราเฮง นิอับดุลเลาะ นิตยรักษ บทคัดยอ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค เพื่อศึกษาระบบฟตวา ประสิทธิภาพของระบบฟตวา ทัศนะของผูที่เกี่ยวของตอ ปญหาของระบบฟตวาและแนวทางในการพัฒนาระบบฟตวาของรัฐเปอรลิส ประเทศมาเลเซีย นัยที่มีตอประเทศไทย โดยใช วิธี การวิ จัยเชิ งคุ ณภาพ (Qualitative Research) โดยเก็บ รวบรวมขอมูล จากตํ ารากฎหมายอิ สลาม เอกสาร เกี่ ยวกั บ ระบบการฟ ต วาในรั ฐ เปอรลิ ส และข อมูล ภาคสนามจากการสัมภาษณ มุ ฟ ตีย สํานั กงานศาสนาอิส ลาม คณะกรรมการฟตวา นักวิชาการอิสลาม และประชาชนทั่วไปในรัฐเปอรลิส จากการศึกษาพบวา ระบบการฟตวาของ รัฐ เปอร ลิ สประกอบดว ย กลไกการฟ ตวา และกระบวนการดํ าเนิน การ ซึ่ งกลไกการฟ ต วาของรัฐ เปอร ลิ ส ได แก บทบั ญ ญั ติ ว าด ว ยการฟ ต วาในศาสนาอิ ส ลามและ กฎหมายต างๆที่ เ กี่ ยวข อ งกั บ การฟ ต วา ส ว นกระบวนการ ดําเนินการประกอบดวย การขอคําฟตวา การดําเนินการฟตวา การแกไขเพิ่มเติมหรือการเพิกถอนการคําฟตวา สวน การใหบริการฟตวาของรัฐเปอรลิสจะครอบคลุมถึงดานการวินิจฉัยบทบัญญัติอิสลามในดานหลักศรัทธา พิธีกรรม ทางศาสนาและการจัดระเบียบและพัฒนาสังคม ซึ่งสวนมากแลวจะไดรับการยอมรับจากประชาชนในรัฐ ทําใหฟตวา ของรัฐเปอรลิสมีประสิทธิภาพและไดรับการคุมครองโดยกฎหมาย หามมิใหมีการดูหมิ่นคําฟตวา ดังกลาวนี้เนื่องจาก ไดรับการสนับสนุนทางดานกฎหมาย งบประมาณ บุคลากร สถานที่และวัสดุครุภัณฑตางๆจากรัฐ สําหรับการแกปญหาการไมยอมรับฟตวาของประชาชนบางสวนนั้น ทางรัฐเปอรลิสไดแกไขโดยการพัฒนา ความรูความเขาใจของประชาชนในรูปแบบตางๆและปลูกฝงใหทุกคนมีจรรยาบรรณในการยอมรับความแตกตางทาง ความคิดและใชวธิ ีปรองดองในการแกปญหาดังกลาว คําสําคัญ: ฟตวา, รัฐเปอรลิส, ประเทศไทย

ศศ.ม. (ชะรีอะฮฺ) อาจารยประจําสาขาวิชาชะรีอะฮฺ, คณะอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา



ศศ.ม. (อิสลามศึกษา) อาจารยประจําสาขาวิชาชะรีอะฮฺ, คณะอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ศศ.ม. (อิสลามศึกษา) อาจารยประจําสาขาวิชาชะรีอะฮฺ, คณะอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  ศ.บ. (ชะรีอะฮฺ) อาจารยประจําศูนยศึกษาอัลกุรอาน, คณะอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

90

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

RESEARCH

Fatwa System: Case Study of Perlis, Malaysia, Implications for Thailand Ismail Samoa Ghazali Benmad Samaae Beraheng Abdulloh Nitayarat Abstract The objectives of this research are to study fatwa system, efficiency of fatwa system in Perlis, Malaysia; Implications for Thailand and the perspectives of related persons toward the problems of fatwa system; and the guidelines for fatwa system development in Perlis, Malaysia. This research is a qualitative research by collecting the information from the text of Islamic law, documents concerning about fatwa system in Perlis, Malaysia. as well as the information from Mufti’s interview, the office of Islamic religion, the fatwa committees, Islamic Scholars, and the citizens in Perlis. The data analysis is used as a descriptive analysis. Moreover; the analysis of the information from the interview is used for quantitative data analysis in the form of meaning, logic linking, data comparative analysis, and make a conclusion. The finding: 1)Fatwa system of Perlis includes fatwa mechanism, and implementation process. The fatwa mechanism of Perlis includes the provisions of Islamic fatwa and laws related to fatwa. The implemental process consists of asking for fatwa, the process of fatwa, and amendment or revocation of fatwa. 2)Perlis service fatwa in Perlis including of faith, the religious ritual, and social organizing and development. Fatwa of Perlis has got the problem in term of acceptance from citizens in the state. 3)Fatwa of Perlis is protected by law, and it got law, budget, personnel, places, and materials supported by the government. Solving the problem for those who do not accept the fatwa in Perlis is to develop knowledge and understanding of the people in various ways. Keywords: Fatwa, Perlis, Thailand

M.A. (Shariah) Lecturer, Department of Shariah, Faculty of Islamic Studies, Yala Islamic University.



M.A. (Islamic Studies) Lecturer, Department of Shariah, Faculty of Islamic Studies, Yala Islamic University. M.A. (Islamic Studies) Lecturer, Department of Shariah, Faculty of Islamic Studies, Yala Islamic University.  B.A. (Shariah) Lecture, The Quran Study Center, Faculty of Islamic Studies, Yala Islamic University. 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

91

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

บทนํา อิสลามเปนศาสนาที่มีบัญญัติทั้งทางหลักศรัทธา หลักจริยธรรม และหลักปฏิบัติซึ่งตางมีความสําคัญ และมี ความสัมพันธกันอยางแนบแนน หากมีความบกพรองในการปฏิบัติหลักการใดหลักการหนึ่ง จะมีผลกระทบตอความ เปนมุสลิมที่สมบูรณอยางหลีกเลี่ยงไมได ฟต วาเป น สิ่ง หนึ่ งที่ สํ าคั ญต อการใชชี วิ ตของสัง คมมุ สลิ มและมี อิท ธิ พลอย างใหญ หลวงในการชี้ นําสัง คม เพราะการฟตวาเปนเครื่องมือสําหรับการปฏิบัติตามหลักการและบทบัญญัติดานตางๆในศาสนาอิสลามสําหรั บผูที่ ตองการทราบบทบัญญัติเหลานั้นโดยการขอคําฟตวาจากมุฟตีย ในยุคเริ่มตนของศาสนาอิสลาม ผูทําหนาที่ฟตวาตามบทบัญญัติของอัลลอฮฺคือทานนบีมุฮัมมัด  ทานเปน ผูทําหนาที่เผยแผ อธิบาย วินิจฉัยและบริหารบทบัญญัติทางศาสนาอิสลาม ในทุกๆเหตุการณที่เกิดขึ้นในสังคม ทั้งใน เรื่องทางโลกหรือทางความเชื่อความศรัทธา นอกจากฟตวาของทานนบีมุฮัมมัด  แลว ยังมีฟตวาของเศาะหาบะฮฺ 1 อีกหลายทานดวยกัน ตามที่ปรากฎในรายงานตางๆ โดยเฉพาะอยางยิ่งในกรณีของเศาะหาบะฮฺ ที่ถูกสงไปยังหัวเมือง ตางๆ ซึ่งตองพิพากษาและฟตวา โดยการวินิจฉัยในกรณีที่ไมมีตัวบทระบุไวอยางชัดเจน (Al-Amidi, 2003: 177 ) เนื่ องจากความจําเปน ของการฟต วาดั ง กล าว มุส ลิ มในยุคหลัง จากนั้น จึ งมี ก ารฟ ตวาสื บ ตอกั นตลอดมา จนกระทั่งปจจุบัน ประเทศมุสลิมโดยทั่วไปไดมีการจัดตั้งสถาบันฟตวาซึ่งทําหนาที่วินิจฉัยปญหาศาสนาอิส ลามอยาง เปนระบบและมีกฎหมายรับรอง อยางเชนกรณีการฟตวาของประเทศมาเลเซีย ที่ประกอบไปดวยรัฐตางๆ แตละรัฐมี ระบบฟตวาของตนเองเปนการเฉพาะ มุฟตียของรัฐตางๆ ในประเทศมาเลเซีย อยูภายใตโครงสรางการบังคับบัญชา ของสํานักงานศาสนาอิสลามของรัฐ และมีรายละเอียดความแตกตางกันในบางประการ (Jabakan perangkaan Mly., 2010: Internet) รัฐเปอรลิสเปนรัฐหนึ่งที่มีนําระบบฟตวามาใชตามบทบัญญัติอิสลามดังกลาว การฟตวาของรัฐเปอรลิส มี ลักษณะเดนหลายประการที่ควรคาแกการศึกษา เชน ลักษณะของแนวคิดในการฟตวา ที่เปนแนวคิดในการฟตวาที่ไม ยึดทัศนะทางกฎหมายอิสลามของมัซฮับ2 ใดๆ เปนการเฉพาะ แตจะใชทัศนะทางกฎหมายอิสลามของมัซฮับใดๆ ก็ได ตามน้ําหนักแหลงที่มาของกฎหมาย รัฐเปอรลิสจึงไมเนนการตามทัศนะทางกฎหมายอิสลามของมัซฮับใดๆเปนการ เฉพาะดังเชนรัฐอื่นๆที่บัญญัติใหใชทัศนะของสํานักชาฟอียเปนหลัก (Mohd Akram Bin Dahaman, 2005: 78 ) นอกจากนั้น รัฐเปอรลิส มีลักษณะเปนสังคมพหุวัฒนธรรม ประกอบดวยกลุมชาติพันธุ ศาสนา และวัฒนธรรมตางๆ คลายกับจังหวัดชายแดนภาคใตของประเทศไทย ดวยเหตุนี้การศึกษาระบบสังคมเศรษฐกิจ การเมือง ระบบกฎหมาย ของรัฐเปอรลิส โดยเฉพาะอยางยิ่งในสวนที่เกี่ยวของกับกฎหมายอิสลามและการฟตวา มีความสําคัญตอการพัฒนา คุณภาพชีวิตของมุสลิมไทยในดานกิจการศาสนาอิสลามที่อยูในอํานาจหนาที่ของจุฬาราชมนตรี ปจจุบัน พระราชบัญญัติการบริหารองคกรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 กําหนดใหการวินิจฉัยกฎหมาย อิสลาม (ฟตวา) อยูในอํานาจหนาที่ของจุฬาราชมนตรีนั้น กําลังประสบกับปญหาหลายประการ (สุเทพ สันติวรานนท และคณะ, 2541: 132) ทั้งในดานตัวบุคคล ดานขอกฎหมายและการยอมรับจากผูที่เกี่ยวของ ดังนั้น การศึกษาระบบ การวิ นิจฉัยกฎหมายอิ สลาม (ฟต วา) ของรัฐเปอรลิส ประเทศมาเลเซี ย จึ งมีความสําคัญตอประเทศไทย เพราะ สามารถนํามาเปนแนวทางในการจัดการระบบการวินิจฉัยกฎหมายอิสลามของประเทศไทยใหมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น (พรบ. 2540: ม.8) 1 2

เศาะหาบะฮฺ หมายถึง มุสลิมผูท ี่รวมสมัยและศรัทธาตอทานนบีมุฮัมมัด  และเสียชีวติ ในสภาพนับถือศาสนาอิสลาม มัซฮับ หมายถึง วิธีวิทยาทางกฎหมายอิสลามของปราชญผูนํามัซฮับตางๆในการวินิจฉัยและสังเคราะหกฎหมายอิสลาม

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

92

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

ดวยเหตุนี้ คณะผูวิ จัยจึง มีความสนใจที่จ ะศึ กษาเรื่อง “ระบบการฟ ตวากรณีศึ กษารั ฐเปอร ลีส ประเทศ มาเลเซีย” เพื่อศึกษาสถานภาพและระบบการฟตวาของรัฐเปอรลิสวามีลักษณะอยางไร ประสบปญหาอยางไรบาง เหมือนกับปญหาเกี่ยวกับการฟตวาที่เกิดขึ้นกับสังคมมุสลิมไทยหรือไม มีวิธีการแกไขอยางไร สามารถนําระบบฟตวา มาประยุก ตใช แก ปญ หาสังคมของมุสลิ มไทยได หรือไม อยางไร โดยจะศึก ษาองค ประกอบของระบบการวินิ จฉั ย กฎหมายอิ ส ลาม (ฟ ต วา)ของรั ฐ เปอร ลิ ส อั น ได แ ก ผู วิ นิ จ ฉั ย (มุ ฟ ตี ย ) สภาศาสนาอิ ส ลามแห ง รั ฐ เปอร ลิ ส คณะกรรมการกฎหมายอิสลามแหงรัฐเปอรลิส เจาหนาที่สํานักงานมุฟตียร ัฐเปอรลิส และศึกษาปญหาที่เกี่ยวกับการ ฟตวาและวิธีการแกไขเพื่อนํามาประยุกตใชแกปญหาสังคมของมุสลิมไทยตอไป วัตถุประสงคของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาระบบฟตวาของรัฐเปอรลิส ประเทศมาเลเซีย 2. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของระบบฟตวาของรัฐเปอรลิส ประเทศมาเลเซีย 3. เพื่อศึก ษาทัศนะของผูที่เกี่ยวของตอปญหาของระบบฟตวาและแนวทางในการพัฒนาระบบฟตวาของ รัฐเปอรลิส ประเทศมาเลเซีย ขอบเขตการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มุง ศึกษาเรื่ องที่เกี่ ยวของกั บมุฟตียใ นเปอร ลิส ประเทศมาเลเซียในประเด็ นระบบการฟตวา กลไกและขั้นตอนการฟตวา ประสิทธิภาพของการฟตวา ปญหาที่เกี่ยวของกับมุฟตียและการฟตวาในรัฐเปอรลิส วิธีดําเนินการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้เปนการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยรวบรวมขอมูลจาก เอกสารเกี่ยวกับ ระบบการฟตวาในรัฐเปอรลิส และขอมูลภาคสนามจากการสัมภาษณมุฟตียและหนวยงานที่เกี่ยวของกับการฟตวา วิธี การวิ จัยประกอบด วย ประชากรและกลุ มตั วอยาง เครื่องมื อในการวิ จัย การเก็ บ รวบรวมขอมูล การ วิเคราะหขอมูล และขั้นตอนในการดําเนินการวิจัย มีรายละเอียดตามลําดับดังนี้ กลุมตัวอยาง กลุ มตั ว อย างในการวิ จั ยครั้ ง นี้ เน น ศึ ก ษาเฉพาะผู ที่ มีส ว นเกี่ ยวข องโดยตรงกั บ กระบวนการฟ ต วาตาม กฎหมายของรัฐเปอรลิส กลุมตัวอยางที่ใชในการวิจัย จึงประกอบดวยกลุมตัวอยางตางๆดังนี้ 1. มุฟตีย 2. สํานักงานศาสนาอิสลาม (Majlis Agama Islam ) รัฐเปอรลิส 3. คณะกรรมการฟตวาแหงรัฐเปอรลิส (Jawatankuasa Syariah Negeri Perlis) 4. นักวิชาการอิสลาม 5. ประชาชนทั่วไป เครื่องมือในการวิจัย ลักษณะเครื่องมือ เครื่องมือที่ใชในการวิจัยมี 2 ลักษณะดังนี้ 1. การศึกษาขอมูลเอกสารเกี่ยวกับการฟตวาในบทบัญญัติอิสลาม

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

93

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

2. แบบสัมภาษณแบบมีโครงสรางที่ใชในการสัมภาษณแบบเจาะลึกเกี่ยวกับความเห็นของผูที่มีสวนเกี่ยวของ โดยตรงกับการฟตวาในรัฐเปอรลิส การเก็บขอมูล การเก็บรวบรวมขอมูลใชวิธีการดังนี้ 1. ขอมูลเอกสาร ขอมูลเอกสาร เปนการศึกษาขอมู ลเอกสารเกี่ยวกับการฟตวาในบทบัญญัติอิสลาม และระบบฟตวาของ รัฐเปอรลิส 2. ขอมูลภาคสนาม ขอมูลภาคสนาม เปนขอมูลเกี่ยวกับความเห็นของผูที่มีสวนเกี่ยวของโดยตรงกับการฟตวาในรัฐเปอรลิสขอ มูลเหลานี้ไดมาโดยการสัมภาษณเจาะลึกประกอบแบบสัมภาษณกับกลุมตัวอยางดังกลาว และการสังเกต การวิเคราะหขอมูล (1) การวิเคราะหขอมูลเอกสาร ในการศึกษาขอมูลเอกสารเกี่ยวกับการฟตวาในบทบัญญัติอิสลาม และระบบฟตวาของรัฐเปอรลิส ใชวิธีการ วิเคราะหขอมูลเอกสารทางกฎหมายอิสลามในรูปแบบการวิเคราะหเชิงพรรณนา ในการวิเคราะหเชิงพรรณนา ผูวิจัยใชวิธีการเรียบเรียงขอมูล ประกอบการอธิบาย การใหขอสังเกต และการ วิจารณ ตามวิธีการดังนี้ วิธีการเรียบเรียงขอมูล ผูวิจัยจะทําการรวบรวมขอมูลในหัวขอที่เกี่ยวของตามวัตถุประสงคของการวิจัยจาก เอกสาร โดยผูวิจัยจะอธิบาย ใหขอสังเกต หรือวิจารณตามความเหมาะสม (2) การวิเคราะหขอมูลที่ไดจากการสัมภาษณ ผูวิจัยวิเคราะหตามขัน้ ตอนดังนี้ 2.1 ตรวจสอบความถูกตองสมบูรณของขอมูลที่ไดจากการสัมภาษณตามโครงสรางในแบบสัมภาษณ การ สัมมนาระดมความคิดเห็นและขอเสนอแนะจากผูทรงคุณวุฒิ 2.2 ใช วิธี ก ารวิ เ คราะห ขอมู ล เชิ ง คุ ณภาพในรู ป แบบต างๆ เช น การใหความหมาย (Interpretation) การ เชื่อมโยงเชิงตรรกะ (Logical Association) รวมทั้งการวิ เคราะห เปรียบเที ยบขอมูล (Constant Comparison) โดยนํ า ขอมูลมาเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกตาง และสรางเปนขอสรุป สรุปผลการวิจัย ผลการศึกษาสรุปไดตามวัตถุประสงคของการศึกษาดังนี้ วัตถุประสงคที่ 1 เพื่อศึกษาระบบฟตวาของรัฐเปอรลิส ประเทศมาเลเซีย จากการศึกษาตามวัตถุประสงคขอที่ 1 พบวา การฟตวาของรัฐเปอรลิสเปนการฟตวาตามอัลกุรอานและสุน นะฮฺ อันเปนแหลงที่มาหลักของบทบัญญัติศาสนาอิสลามโดยไมยึดติดกับมัซฮับใดๆ โดยมีรูปแบบการฟตวาแบบองค คณะ ซึ่งมีระบบการฟตวาที่ประกอบดวย 2 ประการดวยกัน 1) กลไกการฟตวา 2) และกระบวนการดําเนินการ สําหรั บกลไกการฟต วาของรั ฐเปอร ลิส ประกอบด ว ย บทบั ญญั ติ ว าด ว ยการฟ ต วาในศาสนาอิ ส ลาม กฎหมายที่ เกี่ยวของกับการฟตวา อันไดแก

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

94

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

รัฐธรรมนูญแหงสหพันธมาเลเซีย (PERLEMBAGAAN PERSEKUTUAN ) มาตรา 3 (2)(3) และ (5) ที่บัญญัติ ใหพระราชาธิปดี (Yang di-Pertuan Agong) และกษัตริยแหงรัฐ มีอํานาจเต็มในดานศาสนาอิสลามในฐานะประมุข ของศาสนาอิสลามในรัฐที่เกี่ยวของ รัฐธรรมนูญแห งรัฐเปอรลิส (Law of the Constitution of Perlis) ภาค 2 มาตรา 5 วรรค 1 บั ญญัติว า “ศาสนาประจํารัฐคือศาสนาอิสลามอะฮฺลิสสุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ ที่มีการนับถือและปฏิบัติในรัฐ ” พระราชบัญญัติการบริหารศาสนาอิสลาม 2006 (Enakmen Pentadbiran Agama Islam 2006 )ที่บัญญัติวา มีบรรพวาดวยการฟตวาโดยเฉพาะ อันไดแก บรรพ 3 ตั้งแตมาตรา 44-54 โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการแตงตั้งมุฟตีย และรองมุฟตีย อํานาจหนาที่ของมุฟตีย คณะกรรมการฟตวา อํานาจฟตวาของคณะกรรมการฟตวา ขั้นตอนการทํา คําฟตวา ฟตวาที่เผยแพรใน Warta มีผลผูกพัน การแกไขเพิ่มเติมหรือการเพิกถอนการคําฟตวา ฟตวาที่เกี่ยวของกับ ผลประโยชนของชาติ การปฏิบัติตามคําแนะนําและขอเสนอแนะของคณะกรรมการฟตวาแหงชาติ การขอความเห็น ของคณะกรรมการฟตวา แหลงที่มาของบทบัญญัติศาสนาอิสลามที่จะตองรับรอง พระราชบัญญั ติความผิดทางอาญาเกี่ยวกับบทบัญญั ติศาสนาอิสลาม 1991 (Enakmen Jenayah Dalam Syarak 1991) ที่กําหนดความผิดทางอาญาเกี่ยวกับการฟตวาไว 2 ฐานความผิดดวยกันคือความผิดฐานฟตวาโดยไมมี อํานาจตามกฎหมาย (มาตรา 35) และฐานเหยียดหยามศาสนาอิสลามหรือคําฟตวา (มาตรา 39) และหนวยงานและบุคลากรที่เกี่ยวของกับการฟตวา ไดแก มุฟตียซึ่งไดรับการแตงตั้งโดยกษัตริยแหงรัฐ มุฟตียแหงรัฐเปอรลิสไมมีอํานาจฟตวาโดยตรง เนื่องจากการ ฟตวาในรัฐเปอรลิส เปนอํานาจหนาที่ของคณะกรรมการฟตวาที่มีมุฟตียเปนประธาน คณะกรรมการฟตวา มีอํานาจทําการฟตวาตอปญหาใดๆ ที่ยังไมมีคําวินิจฉัยเด็ดขาดแลว หรือตอความไม ชัดเจนที่เกี่ยวกับบทบัญญัติอิสลาม ฟตวาตามบัญชาของกษัตริยแหงรัฐ ตามความประสงคของคณะกรรมการฟตวา เอง หรื อตามคํารองอยางเปนลายลั กษณ อักษรของบุคคลใดๆ ที่ส งถึง มุฟตี ยคณะกรรมการฟตวาแห งรัฐ เปอรลิ ส ประกอบดวยมุ ฟตีย รองมุฟตี ย กรรมการที่เปนตั วแทนสํ านักงานศาสนาอิสลามและจารีตประเพณี มลายูเ ปอรลิ ส (Majlis Agama Islam Dan Adat Istiadat Melayu Perlis – MAIPs) จํานวนไมเกิน 3 คน และกรรมการที่มิไดมาจาก กรรมการสํานักงานศาสนาอิสลามและจารีตประเพณีมลายูเปอรลิส ( MAIPs) ที่นับถือศาสนาอิสลาม ตามแนวอะฮฺ ลิสสุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ และเลขานุการคณะกรรมการฟตวา สํานักงานศาสนาอิสลามและจารีตประเพณีมลายูเปอรลิส (Majlis Agama Islam Dan Adat Istiadat Melayu Perlis – MAIPs) มีห นาที่รับรองการฟตวาที่จะนําไปสูกระบวนการประกาศใน Warta โดยที่ คําวินิจฉัยตางๆ ของ คณะกรรมการฟตวาไมมีสถานะเปนคําฟตวาที่มีอํานาจตามกฎหมายนอกจากจะตองไดรับการรับรองจากสํานักงาน ศาสนาอิสลามและจารีตประเพณีมลายูเปอรลิส กษัตริยแหงรัฐและสภากษัตริย ( Majlis Raja-Raja )มีอํานาจสูงสุดใน การฟตวาของรัฐเปอรลิส คณะกรรมการฟตวาแหงชาติ มีหนาที่พิจารณาตัดสินใจและออกคําฟตวาเกี่ยวกับเรื่องใดๆเกี่ยวกับศาสนา อิสลามที่สภากษัตริยยกขึ้นมาพิจารณา คณะกรรมการฟตวาระดับชาติประกอบไปดวยมุฟตียในสหพันธมาเลเซียทุก คนและกรรมการอื่นที่สภากิจการศาสนาอิสลามแหงมาเลเซีย (Majlis Hal Ehwal Islam Malaysia) เปนผูแตงตั้ง โดยมี สถาบัน JAKIM (Jabatan Kemajuan Islam Malaysia) ทําหนาที่เลขาธิการ และสํานักงานมุฟตีย มีหนาที่เพื่อดําเนินการบริหารจัดการอิสลาม สํานักงานมุฟตียรัฐเปอรลิสแบงออกเปน 3 หนวยยอยคือ ฝายบริหารและการเงิน ฝายวินิจฉัยและหนวยวิทยบริการ ทุกๆหนวยมีหนาที่ และความรับผิดชอบ เปนเอกเทศ

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

95

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

สวนกระบวนการฟตวาซึ่งไดบัญญัติในพระราชบัญญัติวาดวยการบริหารกิจการศาสนาอิสลามรัฐเปอรลิส 2006 (Enakmen Pentadbiran Agama Islam 2006) มาตรา 47 ประกอบไปดวย 1)การขอคําฟตวา ในขั้นตอนนี้จะเปนการพิจารณาขอบเขตคําขอฟตวา วาปญหาดังกลาวอยูในอํานาจของ สภาหรื อมุ ฟตี ยที่ จะสามารถทํ าการฟตวาหรือไม ทั้ งนี้ เนื่องจากพระราชบัญญั ติว าด วยการบริหารกิ จการศาสนา อิสลามรัฐเปอรลิส 2006 (Enakmen Pentadbiran Agama Islam 2006) กําหนดขอบเขตการฟตวาของรัฐเปอรลิสไว วา จะตองไมเปนการฟตวาตอกรณีที่มีคําวินิจฉัยเด็ดขาดแลว และจะตองไมเปนกรณีที่เกี่ยวของกับผลประโยชนของ ชาติ นโยบายและภารกิจของรัฐ องคกรของรัฐ หรือการฟตวาประเด็นทางการเมือง และจากการศึกษาพบวาการฟต วาในเปอรลิสสวนใหญแลวจะเกี่ยวของกับการวินิจฉัยบทบัญญัติอิสลามในดานหลักศรัทธา พิธีกรรมทางศาสนา หรือ สังคม ในจํานวนฟตวาเหลานั้น มีฟตวาที่เกี่ยวของกับการจัดระเบียบและพัฒนาสังคมอยูดวย 2) การดําเนินการฟตวา ในการดําเนินการฟตวาจะตองดําเนินการตามพระราชบัญญัติวาดวยการบริหาร กิจการศาสนาอิสลามรัฐเปอรลิส 2006 (Enakmen Pentadbiran Agama Islam 2006) เกี่ยวกับขั้นตอนการดําเนินการ ฟตวา และขอกําหนดที่อาศัยอํานาจตามกฎหมายนี้ที่กําหนดโดยคณะกรรมการฟตวาดังนี้ ขั้นที่ 1 การศึกษากรณีปญหาที่จะทําการฟตวา ขั้นที่ 2 การจัดทําคําฟตวา จะตองปฏิบัติดังนี้ 1)การดําเนินการตามวิธีการฟตวาในบทบัญญัติอิสลาม 2)การฟตวาตามอัลกุรอาน สุนนะฮฺและแหลงที่มาที่เกี่ยวของ 3)คํานึงถึงจารีตประเพณีมลายู และกฎหมายจารีตประเพณีมลายูที่ใชบังคับอยูในรัฐเปอรลิส 4)การตามคําแนะนําและขอเสนอแนะของคณะกรรมการฟตวาแหงชาติ ขั้นที่ 3 เสนอคําฟตวาตอสํานักงานศาสนาอิสลาม ขั้นที่ 4 การเผยแพรใน Warta แตในทางปฏิบัติ คําฟตวาของคณะกรรมการฟตวาของรัฐเปอรลิสสวนใหญ ไมไดมีการเผยแพรใน Warta คําฟตวาสวนใหญสิ้นสุดที่สํานักงานศาสนาอิสลาม พรอมแจงใหผูที่เกี่ยวของ และมีการ คัดสรรบางสวนเพื่อจัดพิมพเอกสารรวบรวมคําฟตวาโดยสํานักงานมุฟตียแหงเปอรลิส สาเหตุที่ทําใหไมมีการประกาศ ใน Warta นั้น เพราะประชาชนถือว าเพี ยงแค เปน บทบั ญญัติ ของศาสนาก็ ตองนําไปปฏิ บัติ โดยไมไ ดคํานึงว าเป น กฎหมายหรือไม 3) การแกไขเพิ่มเติมหรือการเพิกถอนการคําฟตวา ในขั้นตอนนี้หากคณะกรรมการฟตวามีความเห็นวา คําฟ ตวาที่ได ฟตวากอนหน านี้ สมควรแกการเพิ่ มเติ ม แกไ ขหรื อยกเลิก ดวยกับเหตุผ ลที่ เปน คุณประโยชน กวาหรื อ เพื่อใหเหมาะสมการเปลี่ยนแปลงของบริบทสังคมทางคณะกรรมการฟตวา อาจแกไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกคําฟตวา ใด ๆ ที่ถูกตีพิมพใน Warta ตามพระราชบัญญัติขางตน วัตถุประสงคที่ 2 เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการฟตวาของรัฐเปอรลิส จากการศึกษาตามวั ตถุประสงคข อที่ 2 ประสิทธิภาพของการฟ ตวาจะพิจารณาถึงด านเนื้ อหาการใหคํ า ฟตวา ดานกรณีที่เกี่ยวของกับตางประเทศ ดานการยอมรับจากชาวมุสลิมภายในรัฐและรัฐอื่นๆ และดานการไดรับ การสนับสนุนและการคุมครองโดยรัฐ จากศึกษาพบวา รัฐเปอรลิสใหบริการการฟตวาแกสังคมมุสลิม ในดานการ วินิจฉัยบทบัญญัติอิส ลามในดานหลักศรั ทธา พิธีก รรมทางศาสนา หรือสังคม ในจํานวนฟตวาเหลานั้น มีฟตวาที ่ เกี่ยวของกับการจัดระเบียบและพัฒนาสังคม เชน การฟตวาเกี่ยวกับการเวนคืนที่ดินวะกัฟ เปนตน นอกจากนั้น การ ฟตวาของรัฐเปอรลิสยังมีขอบเขตอํานาจฟตวาในกรณีที่เกี่ยวของกับตางประเทศ เชน การฟตวากรณีที่ชาวเปอรลิ

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

96

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

สนิยมมาทําพิธีสมรสที่สํานักงานคณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัดของประเทศไทย อยางไรก็ตามสถานภาพของ การฟตวาในรัฐเปอรลิส ยังมีขอจํากัดทางกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายของรัฐเปอรลิสหามการฟตวาในบางกรณี เชน กรณี ที่เ กี่ ยวข องกั บนโยบาย จะต องไม เป น กรณี ที่เ กี่ ยวข องกั บผลประโยชนข องชาติ นโยบายและภารกิจ ของรั ฐ องคกรของรัฐ หรือการฟตวาประเด็นทางการเมือง ลักษณะเชนนี้จะแตกตางจากสถานภาพของการฟตวาในยุคตน ของศาสนาอิสลามที่ครอบคลุมทุกมิติของการดําเนินชีวิต ดังกลาวนี้อาจจะดวยเหตุผลที่วาคณะกรรมการฟตวาของ รัฐเปอรลิส เปนคณะกรรมการฟตวาในระดับรัฐทองถิ่น ไมไดเปนคณะกรรมการระดับรัฐบาลกลาง ทําใหมีขอจํากัดใน เรืองของอํานาจ ทําใหสถานภาพและขอบเขตการฟตวาของรัฐเปอรลิส จึงไมเทาเทียมกับสถานภาพและขอบเขตการ ฟตวาของรัฐอิ สลามในสมัยของทานนบีมุฮัมมั ด  ที่มีสถานะเปนรั ฐบาลกลางที่ ยอมมีอํานาจที่มากกว ารัฐ เปอร ลิสซึ่งเปนรัฐบาลทองถิ่น. อัลลอฮฺทรงรูยิ่ง สําหรับดานการยอมรับฟตวาของประชาชนรัฐเปอรลิส จากการศึกษาพบวา ฟตวาของรัฐเปอรลิสในกรณี เกี่ยวกับการปฏิบัติศาสนกิจตามคําสอนของศาสนาอิสลามในระดับรัฐนั้น ไดรับการยอมรับจากประชาชน องคกรหรือ หนวยงานตางๆ ของรัฐเปนสวนใหญ และมีในบางกรณีไดรับการยอมรับอยางสูงในสังคมมุสลิมมาเลเซียทุกๆ รัฐ เชน การฟตวาในกรณีการสมรสกับภรรยามากกวาหนึ่งโดยไมตองไดรับความยินยอมจากภรรยาคนแรก ซึ่งแตกตางจาก ฟตวาของรัฐอื่นๆในมาเลเซีย ที่กําหนดใหการสมรสดังกลาวจะตองไดรับการยินยอมจากภรรยาคนแรกอยางเปนลาย ลักษณอักษร สิ่ งที่ได กลาวมาขางตนคณะผูวิจั ยเห็น วาฟต วาของรัฐเปอรลิส มีประสิทธิภาพไดเ นื่องจากได รับการ สนับ สนุน ทางดานกฎหมาย งบประมาณ บุคลากร สถานที่และวัส ดุครุ ภัณฑ ตางๆ และยังไดรับ การคุมครองโดย กฎหมาย ในกรณีศักดิ์ของฟตวาโดยกําหนดบทลงโทษกรณี การฟตวาโดยผูไมมีอํานาจและการดูหมิ่นคําฟตวา ขอชี้ ขาดของคณะกรรมการฟตวาจะตองไดรับการเคารพจากศาลชะรีอะฮฺโดยปราศจากการคัดคาน การฟตวาโดยไมมี อํานาจ นั้น ไดมีบัญญัติไวในพระราชบัญญัติความผิดทางอาญาเกี่ยวกับบทบัญญัติศาสนาอิสลาม 1991 (Enakmen Jenayah Dalam Syarak 1991) มาตรา 35 (1) และ (2) บัญญัติวาผูที่ออกคําฟตวาอยางไมถูกตองตามระเบียบ จะตอง ถูกจําคุกไมเกินสามเดือน หรือถูกปรับเปนเงิน 300 ริงกิต หรือทั้งจําทั้งปรับ แตบทบัญญัตินี้มิอาจใชกับผูที่แสดงเพียง ความคิ ด เห็ น ต อ เรื่ อ งใดๆที่ เ กี่ ย วข อ งกั บ กฏหมายอิ ส ลามหรื อ ประเพณี ม ลายู กรณี ก ารดู ห มิ่ น คํ า ฟ ต วา พระราชบัญญัติความผิดทางอาญาเกี่ยวกับบทบัญญัติศาสนาอิสลาม 1991 (Enakmen Jenayah Dalam Syarak 1991) มาตรา 39 บัญญัติวา หลังจากที่พิสูจนไดวามีความผิด ตองระวางโทษปรับไมเกินหาพันริงกิตหรือจําคุกไมเกินหนึ่งป หรือทั้งจําทั้งปรับ” นอกจากนั้น ประสิทธิภาพของการฟตวาในรัฐเปอรลิส ยังไดรับการสนับสนุนจากระบบกฎหมายของรัฐเปอร ลิสในกรณีการสอนศาสนาอีกดวย โดยการใหมีระบบการคัดกรองผูสอนศาสนาในรัฐเปอรลิสที่เปนผูที่นับถือศาสนา อิสลามแนวอะฮฺลิสสุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ วัตถุประสงคที่ 3 เพื่อศึกษาทัศนะของผูที่เกี่ยวของตอระบบฟตวาของรัฐเปอรลิส ประเทศมาเลเซีย ตอปญหาและการพัฒนาระบบฟตวาของรัฐเปอรลิส ประเทศมาเลเซีย จากการศึกษาตามวัตถุประสงคขอที่ 3 พบวา จากการสัมภาษณผูที่เกี่ยวของตอระบบฟตวาของรัฐเปอรลิส ประเทศมาเลเซีย ตอปญหาและการพัฒนาระบบฟตวาของรัฐเปอรลิส ประเทศมาเลเซีย สรุปปญหาและแนวทางการ พัฒนาตามทัศนะของผูที่เกี่ยวของตอระบบฟตวาของรัฐเปอรลิส ไดดังนี้ การฟตวาของรัฐเปอรลิสมีปญหาดานการไมยอมรับจากประชาชนบางสวนในรัฐและรัฐอื่นๆของมาเลเซีย รวมถึงสุเหราสวนใหญในรัฐเปอรลิส มีสาเหตุมาจาก ความไมเขาใจศาสนา การยึดติดกับจารีตประเพณีดังเดิมมาก

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

97

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

เกินไป อํานาจในการบังคับ และเหตุผลทางการเมือง บางคนอางวา การอางอิงหลักฐานจากบทบัญญัติศาสนาของ คณะกรรมการฟตวาของรัฐเปอรลิสไมมีน้ําหนัก และเปนแนวคิดกลุมวะฮาบีย จากปญหาการไมยอมรับดังกลาว สํานักงานศาสนาอิสลามและคณะกรรมการฟตวา ไดหาทางแกไข โดยการพัฒนาความรูความเขาใจของประชาชนในรูปแบบตางๆ ทั้งในรูปแบบการเผยแพรดวยตําราและเอกสาร การ บรรยาย การเสวนาโดยนักวิช าการอิสลามทั้งจากมาเลเซียและตางประเทศ ในขณะที่นักวิ ชาการบางคนเห็นว า แนวทางพัฒนาปญหาการไมยอมรับของประชาชนนั้น ควรแกปญหาโดยการใหทุกคนมีจรรยาบรรณในการยอมรับ ความแตกตางทางความคิด ในขณะที่นักวิชาการบางคนเห็นวาแนวทางพัฒนาปญหาการไมยอมรับของประชาชนนั้น ควรแกปญหา ควรใชวิธีปรองดอง และผูที่เกี่ยวของบางสวนเห็นวาแนวทางแกปญหาการถูกดูหมิ่นเหยียดหยามวา ควรแกปญหาโดยการใชกฎหมาย ในฐานความผิดหมิ่นกฎหมายแหงรัฐเปอรลิส อภิปรายผล การวิจัยเรื่องระบบการวินิจฉัยกฏหมายอิสลาม (ฟตวา): กรณีศึกษารัฐเปอรลิส ประเทศมาเลเซีย พบวา การฟ ตวาของรั ฐ เปอร ลิส เปน การฟต วาตามอัล กุร อานและสุน นะฮฺ อั นเปน แหล งที่ มาหลัก ของบทบัญ ญั ติศ าสนา อิสลามโดยไมยึดติดกับมัซฮับใดๆ ซึ่งลักษณะเชนนี้สอดคลองกับรูปแบบการฟตวาในยุคตนของอิสลามที่ เปนการฟต วาตามอัลกุรอานและสุนนะฮฺ อันเปนแหล งที่มาหลักของบทบัญญัติศาสนาอิสลามโดยไมยึ ดติดกับมั ซฮับใดๆเมื่อมี กรณีใดๆเกิดขึ้น จะพิจารณาจากคัมภีรของอัลลอฮฺและสุนนะฮฺเปนเบื้องตน หากกรณีดังกลาวมีการบัญญัติไวก็จะฟต วาไปตามที่บัญญัติ หากไมมีก็จะเลือกใชดุลพินิจ และแตกตางจากการฟตวาในยุคแหงการยึดถือมัซฮับ ที่นักกฎหมาย อิสลามยุคนี้จะฟตวาโดยการใชทัศนะในมัซฮับที่สังกัด สวนกรณีที่ผลการวิจัยพบวาฟตวาของรัฐเปอรลิสที่ประกาศใน Warta มีผลเปนกฎหมายที่ผูกพันมุสลิมทุก คนในรัฐ และมีกฎหมายบัญญัติโทษการฟตวาโดยไมมีอํานาจและการดูหมิ่นคําฟตวา ทั้งนี้เปนเพราะรัฐธรรมนูญของ ประเทศมาเลเซียกําหนดใหศาสนาอิสลามเปนศาสนาประจําชาติ และรัฐธรรมนูญของรัฐเปอรลิสก็บัญญัติใหศาสนา อิสลามเปนศาสนาประจํารัฐ สถานภาพของการฟตวาลักษณะเชนนี้สอดคลองกับสถานภาพของการฟตวาในประเทศ ที่บัญญัติใหศาสนาอิสลามเปนศาสนาประจําชาติ เชน เชนประเทศซาอุดิอาระเบีย ที่บัญญัติโทษฟตวาโดยไม มีอํานาจ และประเทศบรูไนบัญญัติใหคําฟตวาที่ประกาศเผยแพรในหนังสือราชการจะผูกพันมุสลิมที่ยึดถือมัซฮับอัลชาฟอียทุก คนที่มีภูมิลําเนาในประเทศบรูไนดารุสสาลาม เวนแตมุสลิมที่ไมใชเชื้อชาติมลายู และบัญญัติโทษในความผิด ฐานทํา การฟต วาหรือพยายามทํ าการฟ ตวา เกี่ยวกั บ คําสอนอิ สลามตามบทบั ญญั ติศาสนาหรือจารี ตของบรูไ น โดยไม มี อํานาจ และความผิดฐานกระทําการตําหนิ หรือเหยียดหยามฟตวาใดๆ ของมุฟตียที่ออกอยางถูกตองตามเงื่อนไขใน กฎหมายนี้ แตก็มีบางประเทศที่บัญญัติใหศาสนาอิสลามเปนศาสนาประจําชาติบางประเทศ เชน ประเทศอียิปต ก็ไมมี บทบัญญัติโทษฐานฟตวาโดยไมมีอํานาจตามกฎหมาย Abu Zahrah (n.d.b, 77-78) อยางไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกับสถานภาพการฟตวาในยุคตางๆ ของอิสลาม จะเห็นไดวา ยุคที่การฟตวามีสถานภาพสูงเดนที่สุดคือการฟตวาในยุคของทานนบีมุฮัมมัด  และในสมัยการปกครอง ของอบูบักร อุมัร อุษมานและอลีย เนื่องจากการฟตวาในยุคนี้มีลักษณะแตกตางจากยุคอื่นในกรณีของผูทําหนาที่ฟต วา (Al Baghdadi, 1996: 154) ในยุคนี้การฟตวามีอํานาจอยางยิ่งเนื่องจากประมุขสูงสุดของรัฐอิสลามเปนผูทําหนาที่ ฟต วาด วยตนเอง โดยเฉพาะอย างยิ่ งในยุคของท านนบีมุฮัมมั ด  แม ว าบทบาทการฟต วานี้ จ ะลดนอยลงไปบ าง สําหรั บสมั ยการปกครองของอบูบั กร จนกระทั่ง สิ้นสุ ดยุคการปกครองของอลีย นอกจากนั้น การที่ ประมุขของรั ฐ อิสลามทําหนาที่ฟตวาดวยตนเองยังสงผลทําใหการฟตวามีขอบเขตสอดคลองกับขอบเขตของอิสลามโดยสมบูรณ ซึ่ง

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

98

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

จะตางจากกรณีที่ผูประมุขของรัฐไมไดทําหนาที่ฟตวาดวยตนเอง การฟตวาในบางกรณีไมอาจทําไดเนื่องจากมีคําสั่ง หามไว ทั้งนี้ เนื่องจากทานนบีมุฮัมมัด  และอบูบักร อุมัร อุษมานและอลีย ซึ่งทําหนาที่มุฟตียนั้นยังเปนประมุขของ รัฐอิสลาม มุฟตียและการฟตวาจึงมีสถานภาพที่สูงสงอยางที่อาจจะหาไดยากในยุคหลังๆ การฟตวาในยุคนี้จึงมีความ สมบูรณทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ กฎหมายอิสลามจึงมีอิทธิพลตอแนวทางปฏิบัติของรัฐและประชาชนในรัฐอยาง ชัดเจน ทําใหความสมบูรณแบบของกฎหมายอิสลามปรากฎใหเห็นในความเปนจริง เปนยุคที่มีการนํากฎหมายอิสลาม ไปปฏิบัติสอดคลองกับเจตนารมณแหงกฎหมายอิสลามไดอยางสมบูรณแบบในทุกดานและทุกมิติ (Al Ghazali, 1992: 118) จะแตกตางจากยุคหลังจากนั้นที่มุฟตียไมไดดํารงตําแหนงประมุขของรัฐอิสลาม เชน ยุคเศาะหาบะฮฺรุนเยาว ที่ มุฟตียที่โดดเดน ในยุคนี้ เชน อาอิชะฮฺ บินติอบูบักร อับดุลลอฮฺ บินอุมัร อบูฮุรัยเราะฮฺ อีกทั้งในยุคของรุนเยาว มุฟตีย ที่โดดเดนยังเปนชนรุนตาบิอีน เชน สะอีด บินมุสัยยิบอุรวะฮฺ บินซุบัยร บินเอาวาม อลีย บินอัลหุสัยน บินอลีย สาลิม บินอับดุลลอฮฺ บินอุมัร นาฟอฺ ซึ่งเปนอดีตทาสของอับดุลลอฮฺ บินอุมัร และทานอื่นๆ (Al Khidriy, 1965: 152-154) ซึ่ง มุ ฟ ตี ยเ หล าไม ไ ด ดํ า รงตํ าแหน ง ประมุ ข ของรั ฐ ส ง ผลทํ าให อิท ธิ พ ลของมุ ฟ ตี ยและการฟ ต วาไม มีบ ทบาทเด น ชั ด เหมือนกับในยุคเศาะหาบะฮฺอาวุโส ยิ่งไปกวานั้น ในยุคของราชวงศอุมัยะฮฺ ความสัมพันธระหวางนักวิชาการกับรัฐมี ความหางเหินกันมาก ยิ่งทําใหบทบาทของมุฟตียและการฟตวา มีอิทธิพลลดนอยถอยลงไปอีก ตอมาในยุคตนของ ราชวงศอับ บาสียะฮฺ ซึ่ งตรงกับยุคของปราชญ มัซฮับและยุคแหงความรุงเรืองของกฎหมายอิสลาม แม วามุฟตียค น สําคั ญ หลายท านเข าไปมี บ ทบาทในภาครัฐ เช น อบูยูซุ ฟ ซึ่ ง ดํ ารงตํ าแหน ง หั วหน าผูพิ พ ากษาในยุคนั้ น ซึ่ง ทํ าให สถานภาพของมุฟตียและการ ฟตวามีอํานาจผูกพันในระดับหนึ่ง แตประมุขของรัฐโดยทั่วไปแลวไมไดทําหนาที่ฟตวา เหมือนกับในยุคของทานนบีมุฮัมมัด  และยุคของเศาะหาบะฮฺอาวุโส ทําใหมุฟตียและการฟตวามีบทบาทที่จํากั ด และยอมแตกตางไปจากการที่ประมุขของรัฐเปนมุฟตียโดยตรง แมวาในยุคของราชวงศอุษมานียะฮฺจะมีการแตงตั้งนัก กฎหมายอิสลามดํารงตําแหนงเปนมุฟตียมีอํานาจหนาที่หนาที่ฟตวาโดยเฉพาะ แตสถานภาพของฟตวายอมไมอาจมี อิทธิพลตอกิจการของภาครัฐ ในการที่จะนําบทบัญญัติกฎหมายอิสลามไปใชอยางสมบูรณแบบเหมือนกับประมุขของ รัฐที่ดํารงตําแหนงมุฟตีย ดังที่ปรากฏในสมัยของทานนบีมุฮัมมัด  และสมัยการปกครองของอบูบักร อุมัร อุษมาน และอลีย ดังนั้นในยุคนี้จึงนับไดวาเปนยุคที่มุฟตียและการฟตวามีบทบาทสูงเดน และเปนยุคที่คูควรตอการขนานนาม วา เปนยุคทองแหงกฎหมายอิสลามมากกวายุคใดๆ แมกระทั่งในยุคของปราชญมัซฮับก็ตาม แมวาในยุคของปราชญ มัซ ฮั บ สถานภาพของการฟ ตวาจะมี ความโดดเดน ในด านตํ ารับ ตํ าราและวิ ธีวิ ท ยาทางกฎหมายอิส ลามที่ยัง คงมี อิทธิพลอยางชัดเจนตอวงวิชาการกฎหมายอิสลาม เปนมรดกทางวิชาการและเปนความภาคภูมิใจของชนรุนตอๆมา จวบจนปจจุบัน แตมีขอดอยที่การบังคับใชกฎหมายอิสลามเหลานั้น อิทธิพลของกฎหมายอิสลามและกรณีที่เกี่ยวของ เชน การฟตวา ยอมมีบทบาทที่จํากัด เนื่องจากประมุขของรัฐไมไดเปนนักวิชาการ แมวาจะมีมุฟตียใหคํ าฟตวา แต นโยบายของรัฐยอมจะตองขึ้นอยูกับอํานาจและบทบาทของประมุขเปนสําคัญ สําหรับการฟตวาของประเทศไทยที่มีเพียงพระราชบัญญัติการบริหารองคกรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540 ที่ กําหนดใหจุ ฬาราชมนตรีมีหน าที่ ประกาศข อวิ นิจ ฉัยเกี่ ยวกับ บทบัญ ญัติ ศาสนาอิส ลาม ซึ่ง เป นกฎหมายที่ ไม ได ใ ห อํานาจฟตวาแกจุฬาราชมนตรีโดยชัดเจน และไมมีการกําหนดใหหนวยงานใดมีหนาที่ฟตวา รวมทั้งไมมีการอุดหนุน งบประมาณ บุคลากร สถานที่หรืออื่นๆ แตอยางใดทั้งสิ้น ดังนั้ น จึง สามารถกลาวไดว าสถานภาพของการฟ ตวาในประเทศไทยนั้ นไมมีความชัดเจน เนื่องจากไม มี กฎหมาย หน ว ยงาน เจ าหน าที่ และงบประมาณเกี่ยวกั บ การฟ ต วา ทั้ง ๆ ที่ เป น บทบัญ ญั ติที่ เป น ขอบั งคั บหนึ่ งของ ศาสนาอิสลามที่สังคมมุสลิมโดยทั่วไปลวนนําไปปฏิบัติ ไมเวนแมกระทั่งในประเทศที่มีมุสลิมเปนชนสวนนอ ยเชนใน อาเซียน และประเทศเหลานั้นยังจัดใหมีกลไกตางๆ มารองรับ รวมถึงการสนับสนุนดานงบประมาณ ดังสถานภาพ

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

99

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

ของการฟตวาในประเทศสิงคโปร ฟลิปปนส และเขมร เปนตน จึงเปนภาระหนาที่ของผูที่เกี่ยวของกับสังคมมุสลิม ไม วาจะเปนหนวยงานของรัฐ นักการเมืองและผูนํามุสลิม นักวิชาการอิสลาม และภาคประชาชน ควรใหความสําคัญและ รวมกันพัฒนาสถานภาพของการฟตวาในประเทศไทยใหมีบทบาทและอํานาจหนาที่ที่สมควรตอไป ขอเสนอแนะ ขอเสนอแนะในการนําผลการวิจัยไปใช 1. เนื่องจากความจํ าเปน ของการจั ดระบบฟต วาในประเทศไทย จึง ควรใหมีมุฟตี ยแหง ประเทศไทย และ คณะกรรมการฟตวา 2. จุฬาราชมนตรีควรแตงตั้งคณะกรรมการฟตวา 3. จุฬาราชมนตรีควรให ความสํ าคัญ กับบทบาทดานการฟ ตวาใหชั ดเจนมากขึ้ น โดยการจั ดงบประมาณ เฉพาะสําหรับการฟตวา การแตงตั้งคณะกรรมการฟตวา การบริการฟตวาแกสังคมอยางชัดเจนเปนรูปธรรม และการ เผยแพรเอกสารการฟตวาอยางเหมาะสม และการฟตวาแบบองคคณะ โดยมีระเบียบวาดวยการนี้อยางชัดเจน 4. ควรผลั ก ดั น ให มีก ฎหมายที่ บั ญ ญั ติ ก รณี ร ะบบฟ ต วาในประเทศไทย อาจจะเป น การแก ไ ขเพิ่ ม เติ ม พระราชบัญญัติการบริหารองคกรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540 หรือการเสนอราง พระราชบัญญัติการฟตวาในประเทศ ไทย ขอเสนอแนะสําหรับการวิจัยครั้งตอไป 1.ควรนํ า ผลการวิ จั ย ไปทํ าวิ จั ย เพื่ อศึ ก ษาทั ศ นะของผู ที่ เ กี่ ย วข อง เช น จุ ฬ าราชมนตรี ผู ท รงคุ ณ วุ ฒิ จุฬ าราชมนตรี กรรมการกลางอิส ลามแห ง ประเทศไทย กรรมการอิ ส ลามประจํ าจั ง หวัด นั ก วิ ช าการอิ ส ลาม นักการเมืองมุสลิม และอื่นๆ เพื่อหารูปแบบของการฟตวาในประเทศไทย 2.ควรวิจัยระบบฟตวาในประเทศโลกมุสลิมและประเทศกลุมอาเซียนอยางละเอียดทุกประเทศ

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

100

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

บรรณานุกรม พระราชบัญญัติการบริหารองคกรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540. วาดวยคุณสมบัติของจุฬา. ม.8 (2) มปพ. สุเทพ สันติวรานนท และคณะ. 2541. “ความคิดเห็นของประชาชนและขาราชการในจังหวัดชายแดนภาคใตที่มี ตอขอปฏิบัติที่ส อดคลองกับหลักศาสนาอิส ลาม ตามคํา วินิจฉัยของจุ ฬาราชมนตรี กรณีศึก ษาใน อําเภอเมือง จังหวัดปตตานี” มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร วิทยาเขตปตตานี และกรรมาธิการศาสนาและ ศิลปวัฒนธรรม สภาผูแทนราษฎร. (สําเนา) Al-Amidi,A’li bin Muhammad. 2003. al-Ihkam fi Usul al-Ahkam. 4. Beirut: Al- Maktab al-Islamiy. Mohd Akram Bin Dahaman @ Dahlan. 2005. “Metode fatwa Jawatankuasa Syariah Negeri Perlis Kajian Berasaskan Fatwa Fatwa Tahun 1990-2000”. Disertasi Ijazah Serjana Syariah Bahagian 2 Jabatan Fiqh dan Usul Bahagian Pengajian Islam University Malaya Kuala Lumpur.(Unpublished) Jabakan perangkaan Malaysia. 2010. Perlis. Internet, สืบคนเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2554 http://en.wikipedia.org/wiki/Perlis Abu Zahrah, Muhammad. n.d. Tarikh al Mazahib al Islamiyyah fi al Siyasah wa al caqaid wa Tarikh al Mazahib al Fiqhiyyah. Cairo: Dar al Fikr al cArabiy. Al Baghdadi, Abu Bakr Ahmad bin Ali bin Thabit al Khatib. 1996. Al Faqih wa al Mutafaqqin. 1st Riyad: Dar Ibn al Jauziy. Al Ghazali, Abu Hamid Muhammad bin Muhammad. n.d. al Mustasfa. j4. al Madinah s.n.

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

101

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

บทความวิจัย

ผลของการเรียนวายน้ําที่มีตอสมรรถภาพทางกาย ความดันโลหิต และชีพจร ของนักศึกษาสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา คเชษฐ ปุรัษกาญจน ประชา ฤาชุตกุล ณัฐวิทย พจนตันติ บทคัดยอ การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษา และเปรียบเทียบผลของการเรียนวายน้ําที่มีตอสมรรถภาพ ทางกาย ความดั นโลหิต และชีพจร กลุมตัวอยางเปน นักศึก ษาสถาบั นการพลศึกษา วิ ทยาเขตยะลา ชั้ นปที่ 1 ป การศึกษา 2551 อายุเฉลี่ย 19.76 ป จาก 3 คณะ จํานวน 58 คน ไดมาโดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) กลุมตัวอยางทําการฝกวายน้ําตามโปแกรมการฝกที่มีผูวิจัยไดพัฒนาขึ้นมาจากคูมือการฝกสอนกีฬาวาย น้ําของสมาคมผูฝกสอนกีฬาวานน้ําแหงประเทศไทย โดยทําการฝกวายน้ํา 3 วัน ตอสัปดาห เปนระยะเวลา 8 สัปดาห เก็บรวบรวมขอมูลโดยใชแบบทดสอบสมรรถภาพทางกายของกรมพลศึกษากอนการฝก และหลังการฝ ก สัปดาหที่ 8 วิเคราะหขอมู ลโดยการคํานวณคาเฉลี่ยสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิ เคราะห ความแปรปรวนและทําการ ทดสอบความแตกตางรายคูโดยใชวิธีของเชฟเฟ (Shefe) กําหนดความมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบวา (1)กอนการฝกวายน้ํา กลุมตัวอยาง มีคาเฉลี่ยของสมรรถภาพทางกายดังนี้ ความจุปอด เฉลี่ย 2,472.47 มิลลิลิตร แรงบีบมือเฉลี่ย 37.31 กิโลกรัม แรงเหยียดขาเฉลี่ย 82.73 กิโลกรัม ความออนตัวดานหนา เฉลี่ย 6.28 เซนติเมตร ยืนกระโดดไกล 154.79 เซนติเมตร วิ่งระยะทาง 50 เมตร ใชเวลา 8.34 วินาที และลุก-นั่ง 30 วินาที ไดเฉลี่ย 23.67 ครั้ง หลังการฝกสัปดาหที่ 8 กลุมตัวอยางมีคาเฉลี่ยของสมรรถภาพทางกายมีความจุปอด เฉลี่ย 2,597.24 มิ ล ลิลิ ต ร แรงบีบ มื อเฉลี่ย 39.66 กิ โลกรัม แรงเหยียดขาเฉลี่ ย 86.47 กิ โลกรั ม ความอ อนตั ว ดานหนาเฉลี่ย 7.71 เซนติเมตร ยืนกระโดดไกล 156.79 เซนติเมตร วิ่งระยะทาง 50 เมตร ใชเวลา 8.12 วินาที และ ลุก-นั่ง 30 วินาที ไดเฉลี่ย 27.40 ครั้ง (2)การเปรียบเทียบสมรรถภาพทางกาย กอนการฝกและหลังการฝกสัปดาหที่ 8 พบวา นักศึกษาสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา ที่เรียนคณะตางกัน มีสมรรถภาพทางกายในเรื่องของความจุ ปอด แรงเหยียดขา ความออนตัว ยืนกระโดดไกล วิ่ง 50 เมตร และ ลุกนั่ง 30 วินาที ในสวนของการบีบมือ พบวาไม แตกตางกัน อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 (3)ผลการเปรียบเทียบ ชีพจร และความดันโลหิต กอนการฝกและ หลังการฝกสัปดาหที่ 8 พบวา นักศึกษาที่เรียนคณะตางกันมีชีพจรและความดันโลหิต แตกตางกันอยางมีนัยสําคัญ ทางสถิติที่ ระดั บ .05 จากผลการวิ จัยสรุ ปได วา โปรแกรมการฝก วายน้ําที่พั ฒนาจากคูมือการฝกกี ฬาว ายน้ํ าของ สมาคมผูฝกสอนกีฬาวายน้ําแหงประเทศไทย โดยทําการฝก 3 วันตอสัปดาห เปนระยะเวลา 8 สัปดาห สามารถพัฒนาสมรรถภาพทางกายของนักศึกษาดีขึ้น คําสําคัญ: โปรงแกรมการฝกวายน้ําพื้นฐานและสมรรถภาพทางกาย ความดันโลหิต ชีพจร นักศึกษา คณะที่ศึกษา

นักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิชาสรางเสริมสุขภาพ คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร วิทยาเขตปตตานี ดร. (การบริการพลศึกษา) ผูชวยศาสตราจารย, อาจารยประจําภาควิชาพลศึกษา, คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร วิทยาเขตปตตานี  ดร. (วิทยาศาสตรศึกษา) ผูชวยศาสตราจารย, อาจารยประจําภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร วิทยาเขตปตตานี 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

102

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

RESEARCH

study and to make a comparison of the effects of swimming Learning on physical fitness, blood pressure and pulse of undergraduate students in Institute of physical Education Yala campus Kachat Puratsakhan Pracha Rauchutakul Nathavit Portjanatanti Abstract The objective of this research study is to study and to make a comparison of the effects of swimming Learning on physical fitness, blood pressure and pulse of undergraduate students in Institute of physical Education Yala campus. The samplings group used are the first year physical educational students. Academic year 2008.Age ranging of 19.76 years old from 3 faculties numbering of 58 students. Those are chosen by purposive samplings. The samplings group participated the Swimming lesson according to the program which has been developed by the researcher’ s manual of swimming training course of the association of the swimming trainer of Thailand. Swimming training 3 days per work last for 8 weeks. Data collection by means of the testing of physical effectiveness by the department of physical Education both prior and post 8 weeks of swimming training. Analysis data by the calculation of the ratio of standard deviation, analysis of the variables and different parity test by the method of Shefe which required the statistical significance level of .05 The result of the research found that. 1.Prior to the training the samplings group consisted of physical fitness ratio as follow. The average of the lung capacity is 2472.47 Millimeter Grip strength mean 37.31 kg Leg strength mean 82.73 kg Forward flexibility mean 6.28 cm Standing Board Jump mean 154.79 cm. 50 meter dash with time consumed of 8.34 seconds. Sit up time is 30 seconds. With the average of 23.67 times. After 8 weeks of post training. The samplings group consisted of physical fitness in an average lung capacity of 2,597.24 Millimeter Grip strength mean 39.66 kg Leg strength mean 86.47 kg Forward flexibility mean 7.71 cm Standing Board Jump mean 156.79 cm . 50 meter dash with time consumed of 8.12 seconds. Sit up time is 30 seconds with the average of 27.40 times

M.Ed. Health promotion program, Faculty of Education, Prince of Songkla University, Pattani Campus Asst. Prof. Ph.D. (Education services) Lecturer, Department of Physical Education, Faculty of Education, Prince of Songkla University, Pattani Campus  Asst. Prof. Ph.D. (Science Education), Lecturer, Department of Education, Faculty of Education, Prince of Songkla University, Pattani Campus. 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

103

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

2.The comparison of physical fitness prior to the training and post training after 8 weeks found that those students who study in different faculties consisted of physical fitness particularly in the Capacity of the lung, strength of the leg, the flexibility of the body, long jump, 50 meter dash and sit up in 30 seconds on the part of the grasping of the hand found that. It contains no different of statistical significance level of .05 3.The result of the comparison of the pulse, blood pressure both prior and post to the 8 weeks swimming training course found that. Those students who study at different faculties consisted of pulse and blood pressure differently with the statistical significance level of .05 The conclusion result of the research is as follow. The swimming training program which has been developed by the researcher manual for swimming training course of Thailand by the method to develop better physical fitness of the students. Keywords : Swimming basic program Physical Fitness blood pressure Pulse collegian and Faculty

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

104

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

บทนํา สมรรถภาพทางกาย ถื อได วาเป น สิ่ง ที่ สํ าคัญ สํ าหรับ ชี วิ ต และสั ง คม เป นพื้ น ฐานเบื้ องตน ที่ ทํ าให มนุ ษ ย สามารถประกอบกิจกรรมตางๆ ในการดํารงชีวิตประจําวันไดอยางมีประสิทธิภาพ การมีสมรรถภาพทางกายที่ดีเปน ปจจัยสําคัญที่มีผลตอการเลนกีฬาและการออกกําลังกาย รวมทั้ง การปฏิบัติภาระหนาที่ประจําวันดวย ซึ่งเปนสวน สําคัญอยางหนึ่งที่สงเสริมใหนักศึกษา มีคุณภาพชีวิตที่ดีมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ เปนพลัง ขับเคลื่อนใน การพัฒนาประเทศชาติ สูความเจริ ญรุงเรืองทั ดเทียมนานาอารยประเทศ ซึ่ง ตรงกับแผนพัฒนากีฬาแหงชาติฉบั บ ปจจุบัน (ฉบับที่ 4 พ.ศ 2550-2554) ที่ใหความสําคัญของสมรรถภาพทางกายของเยาวชน และประชาชน โดยจะ เห็นไดจากการวางมาตรการพัฒนา ตามวิสัยทัศนที่เขียนวา มุงพัฒนากีฬาพื้นฐานและกีฬามวลชนใหประชาชนทุ ก ระดับมีโอกาสออกกําลังกายและเลนกีฬา เพื่อสรางเสริมสุขภาพและสมรรถภาพทางกายที่ดี สมรรถภาพทางกาย หมายถึ ง การที่คนเรามีความสามารถในการดํ ารงชีวิ ต ประจําวั นราบรื่ น สามารถ ประกอบกิจกรรม เลนกีฬา หรือออกกําลังกายไดอยางมีประสิทธิภาพ โดยปราศจากความเหนื่อยลาและกลับคืนสู ภาวะปกติไดอยางรวดเร็ว และมีความพรอมรับภาวะฉุกเฉินที่คาดไมถึง ผูที่มีสมรรถภาพทางกายที่ดีและไดรับการ ฝกซอมอยางตอเนื่องและถูกวิธี ทําใหสมรรถภาพทางกายดีขึ้น หรือเหนื่อยกวาคนอื่น สามารถกาวสูจุดสูงสุดของตน ในการเป น ตั ว แทนสถาบั น ตลอดจนในระดั บ ประเทศ (สํ านั ก วิ ท ยาศาสตร ก ารกี ฬ า,สํ านั ก งานพั ฒ นาการและ นัน ทนาการ กระทรวงการท องเที่ยวและกีฬ า 2548: 1) การที่ คนเราจะมี สมรรถภาพทางกายดี ได นั้น ขึ้น อยู กั บ องคประกอบหลายอยาง ไดแก การฝกความทนทานระบบไหลเวียนโลหิต การฝกความทนทานและความแข็งแรงของ ระบบกล ามเนื้อแตล ะมั ด การฝ กความคล องแคล วว องไว การฝก ความอ อนตั ว ซึ่ งแตล ะองคป ระกอบที่ กล าวมา สามารถฝกไดตามแบบฝกตางๆที่ไมเหมือนกัน และเครื่องมือที่จะทดสอบสมรรถภาพทางกายของแตละองคประกอบ ก็แตกตางกันไปดวย ความเจริญกาวหนาทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีมีสวนทําใหการทํางานและการประกอบกิจกรรมตางๆ ในชีวิตประจําวันของคนเราที่ตองใชการเคลื่อนไหวรางกายหรือออกกําลังกายนอยลงทําใหขาดการออกกําลังกายที่ เหมาะสมกับสุขภาพ ซึ่งอนันต อัตชู (2527: 29) ไดกลาวในระยะ 60 ปที่ผานมามีผูเสียชีวิตดวยโรคหัวใจเปนจํานวน มาก สาเหตุของโรคหัวใจนั้นไดแก ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่มาก ความดันโลหิตสู ง รางกายจากการเคลื่อนไหว มี ความกดดันทางอารมณ เปนโรคเบาหวานและน้ําหนักมากเกินไป และซิงเกอรกลาววาระยะเวลาของการออกกําลัง กายวา การออกกําลังกายโดยทั่วๆ ไปเพียง 6 สัปดาหก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงรางภายในรางกายสามารถวัดความ แข็งแรงของกลามเนื้อ ความทนทานของระบบไหลเวียนเลือดการตรวจสอบอัตราการเตนของหัวใจ (Singer, 1972: 89) การเรียนการสอนพลศึกษาเปนการใชการเคลื่อนไหวของกลามเนื้อ เพื่อพัฒนาทักษะกลไกทัศนคติและสุขนิสัย เป น ส ว นสํ าคั ญ ยิ่ ง ในการพั ฒ นาสมรรถภาพทางกายของบุ ค คล นั บ ตั้ ง แต แรกเกิ ด จนกระทั่ ง เป น ผู ใ หญ และใน ชีวิตประจําวันของเราจะตองมีการเคลื่อนไหวอยูเสมอ ตองประกอบกิจกรรมตาง ๆที่จะชวยทําใหรางกายเจริญเติบโต นอกจากนี้ยังฝกใหรางกายแข็งแรงคลองแคลว วองไว (เอกรินทร สี่มหาศาลและคณะ, 2544: 241) ฉะนั้นการจัดกิจกรรมตองคํานึงถึงความเหมาะสมกับระดับความสามารถ ความตองการ และความสนใจของผูเรียน เพราะกิจกรรมทางดานพลศึกษานั้นมีหลายชนิด ซึ่งแตละกิจกรรมจะพัฒนาอวัยวะของรางกายแตกตางกันไปดวย การพลศึกษาจึงเปนเครื่องมือที่สําคัญยิ่งที่จะชวยพัฒนาคนใหมีสมรรถภาพ ที่ดีมีประสิทธิภาพ ซึ่งยอมเปนพื้นฐานใน การเคลื่อนไหวการดํารงชีวิต การประกอบกิจกรรมตาง ๆ อยางมีประสิทธิภาพ (สมศักดิ์ ศิริอนันต, 2544: 129) เอกริ น ทร สี่ มหาศาลและคณะ (2544: 299) ได ใ ห ทั ศ นะของสมรรถภาพทางกายไว ว าการที่ บุ คคลมี สมรรถภาพทางกายดี นอกจากรางกายจะมีประสิทธิภาพในการทํางานแลว กอใหเกิดพัฒนาการดานอื่นๆ อีกดวย

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

105

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

คนที่ออกกําลังกายเปนประจําสม่ําเสมอและไมหักโหมจะทําใหมีสมรรถภาพทางกายอยูในระดับดี เชน สามารถปฏิบัติ กิจกรรมในชีวิตประจําวันไดติดตอกันเปนเวลานาน กลามเนื้อแข็งแรง ไมอวน หัวใจทํางานไดดี วุฒิพงศ ปรมัตถากร (2537 : 77) กลาววา สมรรถภาพทางกายตลอดชั่วชีวิตของเราจะดีขึ้นเรื่อย ๆ จากวัยเด็กจนถึงจุดสูงสุดในชวงอายุ 25 – 30 ป ตอจากนั้นจะคอยลดลงมาตามลําดับ ดังนั้นการมีสุขภาพที่ดีจะเปนรากฐานของการมีสมรรถภาพทางกาย ที่ดี ดังนั้น ความตองการของสังคมปจจุบัน คือการสงเสริมใหนักศึกษามีความเขาใจและมองเห็นความสําคัญ ของการออกกํ าลั งกาย เปน ผลให สมรรถภาพทางกายดี เปน ที่มาของการเกิด ความสมบูร ณท างรางกาย การฝ ก สมรรถภาพทางกายของนักศึกษาสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา จึงมีความสําคัญมากตอการเรียนการสอนของ สถาบันการพลศึก ษา วิทยาเขตยะลา ซึ่งสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา เปนสถาบันระดับอุดมศึ กษาที่ผลิ ต บุคลากรและพัฒ นาบุ คลากรทางการพลศึ กษา การกี ฬา วิท ยาศาสตรก ารกี ฬาวิ ทยาศาสตร สุขภาพ นัน ทนาการ การศึกษาสําหรับบุคคลที่มีความสามารถพิเศษทางกีฬาการที่จะทราบไดวารางกายของบุคคลมีความสมบูรณเพียงใด วิธีการหนึ่ง ซึ่งเปนที่ยอมรับของนานาชาติ และกระทํากันอยางแพรหลายคือ การทดสอบสมรรถภาพทางกาย เพื่อให ทราบถึงระดับความสามารถของรางกายของแตละบุคคล อันจะนําไปสูการสรางเสริมพัฒนาสมรรถภาพทางกายของ รางกายในสวนที่ยังบกพรองอยูใหดีขึ้น จากบริ บ ทข างต น จะเห็ น ได ว า สมรรถภาพทางกายมี ความสํ าคั ญ ต อ การพั ฒ นาบุ ค คลเป น อย างมาก สมรรถภาพทางกายของนั ก ศึ ก ษาสถาบั น การพลศึ ก ษา วิ ท ยาเขตยะลา จึ ง ความจํ าเป น อย างยิ่ ง ที่ จ ะพั ฒ นาให เหมาะสมตามสภาพปญหา วาที่ผานมาเกิดปญหาอะไรขึ้นกับสมรรถภาพทางกายของนักศึกษา มีขอบกพรองตรงไหน ทั้ง รู ป แบบของการฝ ก ที่ถู ก ต อง และเครื่ องมือที่ ทํ าการทดสอบสมรรถภาพทางกายของนัก ศึ ก ษา ผู วิ จั ยเล็ ง เห็ น ความสําคัญของการฝกสมรรถภาพทางกายของนักศึกษาสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา จากประสบการณของ คณะผูวิจัยที่ทําการสอนนักศึกษาในสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา มาหลายป จะสังเกตไดวานักศึกษาสวนมาก ในสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา ซึ่งเปนชาวไทยมุสลิมไมสนใจการออกกําลังกายเทาที่ควร ซึ่งเปนที่มาของการ มีสมรรถภาพทางกายที่ไมดี ผูวิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษารูปแบบของการฝกสมรรถภาพทางกายของนักศึกษาที่มี ผลตอการเรียนการสอนของนักศึกษาสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา ทั้งนี้เพื่อเปนแนวทางที่จะทําใหนักศึกษา สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา เห็นความสําคัญของสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพที่ดีของนักศึกษา ทั้งการนํา ความรูและผลที่ไดรับจากการฝกไปเผยแพรตอไป กีฬาบางประเภทที่ไมตองใชเทคนิคมาก ผลของการแขงขันจะขึ้นอยูกับสมรรถภาพทางกายเพียงอย างเดียว แตในกีฬาที่ตองใชเทคนิคมากดังเชนการแขงขันวายน้ําตองวัดกันที่สถิติ การมีสมรรถภาพทางรางกายอยางเดียวคงไม เพียงพอที่จะชวยใหนักกีฬาประเภทนี้ประสบความสําเร็จ ในการแขงขันจะตองประกอบดวยการฝกปฏิบัติตามเทคนิค ที่ถูกตอง สิ่งที่สําคัญคือ การดึงแขน หรือการใชแขนดึงน้ํารวมทั้งการเตะขาใตน้ําที่ถูกตองตามหลัก ประกอบกับชวง จั ง หวะการว ายน้ํ าจะต องผสมผสานกั น อย างเหมาะสมกั น ตามหลั ก ของการฝ ก นั ก กี ฬ าที่ มีทั ก ษะดี และประสบ ความสําเร็จในการเลนกีฬาตองมีพื้นฐาน 3 ประการ คือ ความเร็ว (Speed) ความมีพลัง (Strength) และความอดทน (Endurance) เปนตน กระบวนการฝกซอมทั้งหมดเหลานี้คงไมมีสูตรสําเร็จอีกทั้งรูปแบบที่แนนอน มาใชในการฝกซอม เพราะเราทําการฝ กกับมนุ ษยที่มีจิตใจ มีความรูสึก รูปรางและสั ดสวนที่ ไมเหมื อนกัน การฝ กซอมนักกีฬาคนหนึ่ ง ประสบความสําเร็จก็ไมสามารถที่จะนําไปใชกับนักกีฬาอีกคนหนึ่งไดเหมือนกันทุกคน แตสิ่งหนึ่งที่เราตองเขาใจให ตรงกันในการฝกซอมก็คือ หลักและวิธีการจะตองถูกตอง แนนอน ชัดเจนและเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน การฝกซอมและ

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

106

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

การแข ง ขั น กี ฬ านั บ เป น กิ จ กรรมที่ ค อ นข างซั บ ซ อ นเพราะหลายสิ่ ง หลายอย างถู ก นํ ามาประกอบกั น เพื่ อ มุ ง ไปสู ความสําเร็จ รวมถึงเวลาพักระหวางชวงการฝกซอมดวย (วิโรจน นอยใหญ, 2545 : 2) ดวยเหตุนี้ ผูวิจั ยในฐานะเปน บุคลากรและเปนผู สอนรายวิ ชาว ายน้ําในสถาบั นการพลศึ กษาวิทยาเขตยะลา จึ งเห็ น ความสําคัญในกระบวนการเรียนการสอนวิชาวายน้ํา เพื่อใหนักศึกษามีทักษะพื้นฐานที่ดี และเพิ่มความชํานาญในการ วายน้ํา โดยเฉพาะอยางเพื่อใหสมรรถภาพทางกาย ความดันโลหิต และชีพจรของนักศึกษาดีขึ้น ซึ่งถานักศึกษามี สมรรถภาพทางรางกายที่ดีแลวจะสงผลตอการเรียนการสอนในรายวิชาอื่นๆของนักศึกษาดีขึ้นไปดวย หรือนักศึกษา บางคนที่ตองการที่จะเปนนักกีฬาที่มีคุณภาพก็ตองอาศัยสมรรถภาพทางรางกายที่ดีทั้งสิ้น ที่สําคัญเพื่อจะไดนําผล จากการคนควาวิจัยไปใชใหเกิดประโยชนในการพัฒนาและปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนใหกับนักศึกษา หรือใน ฝกใหนักกีฬาวายน้ํามีสมรรถภาพทางกายที่ดี ตอไป วัตถุประสงค 1. เพื่อศึกษาผลของการเรี ยนวายน้ําที่มีต อสมรรถภาพทางกาย ความดันโลหิตและชีพ จรของนักศึกษา สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา กอนและหลังการฝกวายน้ํา 2. เพื่อเปรียบเทียบสมรรถภาพทางกาย ความดันโลหิตและชีพ จรหลั งการเรียนวายน้ํ าของนักศึก ษาใน สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา จําแนกตามคณะ ขอบเขตของการศึกษา การวิจัยครั้งนี้ ผูวิจัยมุงศึกษาผลของการเรียนวิชาวายน้ําที่มีตอสมรรถภาพทางกาย ความดันโลหิตและชีพ จรของนักศึกษาสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา โดยการใชกลุมตัวอยางและตัวแปรในการศึกษาดังตอไปนี้ คํานิยามศัพท 1. โปรงแกรมการฝกวายน้ําพื้นฐาน หมายถึง การเคลื่อนไหวของลําตัวขึ้น-ลง จะตอง สัมพันธกับการใช แขนและขาการเคลื่อนที่ของลําตัวเหมือนกับลูกคลื่น การเคลื่อนไหวของลําตัว ความสามารถในการวายน้ําโดยใชเวลา นอยที่สุด มีหนวยวัดเปนวินาที และเศษสวนของวินาทีเปนจุดทศนิยมสองตําแหนง 2. สมรรถภาพทางกาย (Physical Fitness ) หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการที่จะปฏิบัติกิจกรรม ตาง ๆ ไดอยางมีประสิทธิภาพ ซึ่งในกิจกรรมนั้นจะตองใชความสามารถของการทํางานของอวัยวะและระบบตาง ๆ ใน รางกายเป น สําคัญ มี องค ประกอบสําคั ญที่ เป นพื้ นฐานของสมรรถภาพทางกาย คื อ ความแข็ง แรงของกลามเนื้ อ (Muscular Strength) ความอดทนของกลามเนื้อ (Muscular Endurance) กําลังของกลามเนื้อ (Muscular Power) ความ อ อ นตั ว ของกล า มเนื้ อ (Muscular Flexibility) สมรรถภาพของหั ว ใจและเส น เลื อ ด (Cardiovascular) และการ ประสานงานของประสาทและกลามเนื้อ (Neuromuscular Coordination) 3. ความดันโลหิต (blood pressure) หมายถึง แรงดันที่เกิดจากการบีบตัวและคลายตัวของหัวใจ หองลาง ซายโดยหัวใจบีบตัวเพื่อนําเลือดไปเลี้ยงสวนตางๆของรางกายเลือดจะถูกสงผานไปยังเสนเลือดแดงใหญและกระจาย ไปตามหลอดเลือดแดงไปสูอวัยวะสําคัญตางๆ รวมถึงแขนและขาซึ่งโลหิตจะมีแรงกระทําตอผนังเสนเลือด เมื่อเวลา วัดความดันที่หลอดเลือดแดงที่แขนหรือขาจะไดคาตัวเลข 2 คา เชน 120/80 มม.ปรอท คาตัวบนเรียกวา ความดันชวง หัวใจบีบ (ความดันซิสโตลิก :systolic) หมายถึง ความดันเมื่อหัวใจหองลางซายบีบตัว จากตัวอยางวัดไดคาเทากับ120 มม.ปรอท สวนคาตัวลางเรียกวา ความดันชวงหัวใจคลาย (ความดันไดแอสโตลิก :diastolic) หมายถึง ความดันเมื่อ หัวใจคลายตัว ซึ่งจากตัวอยางจะมีคาเทากับ 80 มม.ปรอท

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

107

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

4. ชีพจร หมายถึง การหดตัวและการขยายตัวของหลอดเลือดแดงตามจังหวะการเตนของหัวใจ เมื่อจับดู จะรูสึกวาเปนเสนๆ หยุนๆ แนนๆ ภายในเสนนี้มีเลือดสม่ําเสมอ เมื่อกดลงจะรูสึกเตน ซึ่งจะตรงกับการเตนของหัวใจ ปกติผูใหญเมื่อพักแลวชีพจรจะเตนประมาณ 60-80 ครั้งตอนาที เฉลี่ย 72 ครั้งตอนาที สวนในทารกและเด็กเล็ก ประมาณ 90-140 ครั้ง ตอนาที หรื อมากกว านั้ น เราสามารถจั บชี พ จรได ต ามส วนต างๆของร างกาย เช น ที่ ขอมื อ ทางดานนิ้วหัวแมมือ ที่ขมับ ขาหนีบ ขางๆคอ เปนตน 5. นักศึกษา หมายถึง ผูเรียนที่กํ าลังศึกษาอยูในสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลาชั้นปที่ 1 ประจําป การศึกษา 2551 (งานวิจัยนี้ ศึกษาเฉพาะนักศึกษาที่เรียนรายวิชาวายน้ําเทานั้น) 6. คณะที่ศึกษา หมายถึง คณะในสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา ประกอบดวย 3 คณะ คือ คณะ ศึกษาศาสตร คณะวิทยาศาสตรการกีฬาและสุขภาพ และคณะศิลปะศาสตร วิธีดําเนินการวิจัย 1.แบบการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เปนการวิจัยกึ่งทดลอง ( Quasi Experimental Research) มุงศึกษาผลของการเรียนวายน้ําที่มี ตอสมรรถภาพทางกาย ความดั น โลหิ ต และชี พ จรของนั ก ศึ ก ษาสถาบั น การพลศึ ก ษา วิ ทยาเขตยะลา โดยการ เปรี ยบเที ยบทั้ ง 3 คณะคื อ คณะศึ ก ษาศาสตร คณะวิ ท ยาศาสตร ก ารกี ฬ าและสุ ข ภาพ และคณะศิ ล ปะศาสตร ประชากรไดมาจากนักศึกษาในสถาบัน การพลศึกษา วิทยาเขตยะลา ทั้ง 3 คณะ ประกอบดวย คณะศึกษาศาสตร คณะวิท ยาศาสตรก ารกีฬาและสุ ขภาพ และคณะศิล ปศาสตร ซึ่ งเปนนั กศึ กษาที่ กําลัง ศึก ษาอยูใ นชั้ นป ที่ 1 /2551 จํานวน 311 คน กลุมตัวอยาง ไดมาจากนักศึกษาทั้ง 3 คณะ ผูวิจัยตองการที่จะเก็บกลุมตัวอยางใหครอบคลุมทั้ง 3 คณะ จึงใชวิธีการกําหนดกลุมตัวอยาง และโดยใชเกณฑ 25 % จาก 211 ของจํานวนประชากรแตละคณะ จํานวน 58 คน และทําการสุมอยางงายตามคณะ 2.เครื่องมือที่ใชในการวิจัย เครื่ องมื อที่ ใ ชเ ป นแบบการทดสอบสมรรถภาพทางกายของกลุมงานส งเสริมสมรรถภาพนั ก ศึก ษา กอง วิทยาศาสตรการกีฬา กรมพลศึกษา ซึ่งนํามาปรับรายการทดสอบใหมีความเหมาะสมและครอบคลุมสมรรถภาพดาน ตางๆ ที่จําเปนสําหรับนักศึกษาสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา เพื่อใหไดผลการทดสอบที่สุด (Clark, 1967: 54) โดยนักศึกษา ทําการตรวจสุขภาพทั่วไปกอนทําการทดสอบ สมรถภาพทางกาย ดังนี้ 1. ตรวจสุขภาพทั่วไป 1.1 ชั่งน้ําหนัก (Body Weight) วัดสวนสูง (Height) 1.2 วัดชีพจรขณะพัก (Resting Heart Rate) 1.3 วัดความดันโลหิตขณะพัก (Resting Blood Pressure) 1.3.1 ความดันโลหิตซิสโตลิค (Systolic Blood Pressure) 1.3.2 ความดันโลหิตไดแอสโตลิค (Diastolic Blood Pressure) 1.4 วัดความจุปอด (Vital Capacity) 2. การทดสอบสมรรถภาพทางกาย 2.1 วัดระบบหายใจ (Respiratory System) โดยการวัดความจุปอด (Vital Capacity)

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

108

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

2.2 วั ด ระบบกล ามเนื้ อ (Muscular System) โดยการวั ด ความแข็ ง แรงกล ามเนื้ อ (Muscle Strenght) ประกอบดวย แรงบีบมือ (Hand Grip Strength) แรงเหยียดขา (Leg Strength) 2.3 วัดความทนทานของกลามเนื้อ (Muscle Endurance) โดยการวัด การลุก – นั่ง (Sit – Up Test) การดึงขอ (Pull – Up) 2.4 วัด ความทนทานของระบบไหลเวี ยนโลหิ ต (Circulatory System) โดยการวัด สมรรถภาพการจั บ ออกซิเจนสูงสุด (Maximum Oxygen Up – take) วิ่งระยะ 1500 เมตร 2.5 วัดความยืดหยุนตัว (Flexibility) โดยการวัดความออนตัวดานหนาการวิจัยครั้งนี้ ใชเครื่องมือที่ใชในการ ทดสอบสมรรถภาพทางกายของกรมพลศึกษา 3. อุปกรณและสิ่งอํานวยความสะดวก 3.1 นาฬิกาจับเวลา (CASIO HS-10W) 3.2 นกหวีด (FOX 40 CLASSIC) 3.3 เทปวัดระยะทางและไมรูปตัวที 3.4 เครื่องวัดแรงบีบมือ (TAKAI PHTSICAL FITNESS TEST T.T.K. 5001) 3.5 เบาะรองสําหรับการทดสอบลุกนั่ง 3.6 ทอนไม 2 ทอน ขนาด 5 x 5 x 10 ซ.ม. 3.7 ราวเดี่ยว เสนผาศูนยกลาง 2-4 ซ.ม. 3.8 มาสําหรับรองเทาเวลายืนจับราว 3.9 สนามวิ่งขนาด 400 เมตร/รอบ 3.10 ปูนขาวสําหรับโรยเสน 3.11 แผนยางยืนกระโดดไกล 3.12 เครื่องวัดความออนตัว (T.K.K. 5130 FLEXION – D) 3.13 กอน Magnesiu, Chlk หรือ ผง Magnesium Carbonate กันมือลื่น 3.การเก็บรวบรวมขอมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผูวิจัยไดแบงกลุมผูเขารับการทดลองออกเปน 7 คน ทุกกลุมฝกวายน้ําตามโปรแกรมที่ เหมือนกัน อบอุนรางกายเหมือนกัน โดยขั้นตอนการทดลองแบงเปน 3 ระยะ ดังนี้ 1. ระยะกอนการทดลองจัดเตรียมอุปกรณสําหรับการทดสอบคือ สระวายน้ํา 25 เมตร กวาง 25 เมตร และ ลึก 2 เมตร มีลูกั้นสําหรับชองวาย 3 ชอง และแบบบันทึกผลการทดสอบเวลาในการวายน้ําทา Crawl Stroke และทา ฟรีสไตล ระยะ 25 เมตรทั้ง 3 กลุมตัวอยาง โดยผูวิจัยและผูชวยวิจัยจํานวน 2 คน บันทึกผลเวลาและชวยควบคุม การทดสอบ โดยใหทั้ง 3 กลุมทดลอง ทดสอบคนละ 2 ครั้ง โดยเอาผลครั้งที่ดีที่สุด ในการทดสอบแตละครั้ง 2. ระยะทดลอง ปฐมนิเทศกลุมตัวอยางใหเขาใจวัตถุประสงคและวิธีการตางๆ จัดเตรียมอุปกรณในการฝก คือ สระวายน้ํา 25 เมตร มีลูกั้นสําหรับชองวาย 3 ชอง พรอมนกหวีดและเครื่องขยายเสียง 1 ชุด นํากลุมทดลองทั้ง 3 กลุมดําเนินการฝกซอมตามโปรแกรมการฝกวายน้ําในวันจันทร วันพุธ วันศุกร โดยใชเวลาในการฝกซอมวายน้ําวัน ละ 2 ชั่วโมงในวันและเวลาเดียวกัน ใชระยะเวลาในการฝกซอม 8 สัปดาห สัปดาหละ 3 วัน เริ่มการฝกซอมตั้งแต วันที่ 3 พฤศจิกายน 2551 ถึง วันที่ 26 ธันวาคม 2551 ระหวางเวลา 17.00 น. – 19.00 น. ใชโปรแกรมการฝกวายน้ํา แบบเดียวกันทั้ง 3 กลุมทดลอง

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

109

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

3. ระยะหลัง การทดลอง ทดสอบความเร็ วในการวายน้ํ าท าพื้ น ฐาน ทั้ ง 3 กลุ มทดลองภายหลั งการฝ ก สัปดาหที่ 8 ไปแลวโดยทั้ง 3 กลุมทดลองทดสอบคนละ 2 ครั้ง เอาผลการทดสอบครั้งที่ดีที่สุด 4. ขออนุญาตรองอธิการบดีสถาบันการพลศึกษา ประจําวิทยาเขตยะลา เพื่อขอใชสระวายน้ําของสถาบัน การพลศึกษาจังหวัดยะลาในการวิจัยและขออนุญาตนักศึกษาสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา เปนกลุมตัวอยาง ในการเก็บรวบรวมขอมูล 5. จั ด เตรี ยมสถานที่ อุ ป กรณ โปรแกรมวิ ช าการฝ ก และแบบบั น ทึ กผลการทดสอบ เพื่ อใช สํ าหรั บ เก็ บ รวบรวมขอมูล 6. ผูวิจัยอธิบายและสาธิตรายละเอียดตางๆ ในการดําเนินการทดสอบและการฝกใหผูชวยเขาใจอยางถูกตอง 7. ผูวิจัยอธิบายและสาธิตใหกลุมตัวอยางเขาใจขั้นตอนการทดสอบกอนการฝก (Pretest) ในการเรียนวายน้ํา 8. ควบคุมการฝกและดําเนินการทดลองใหเปนไปตามโปรแกรมและวัน เวลาที่กําหนด 9. รวบรวมขอมูลที่ไดจากการทดสอบการเรียนวายน้ํากอนและหลังการทดลอง สัปดาหที่ 8 มาวิเคราะหเพื่อ สรุปผลการวิจัยและเสนอความคิดเห็นที่ไดจาการวิจัยในครั้งนี้ 4.การวิเคราะหขอมูล ผู วิ จั ย ใช โ ปรแกรมคอมพิ ว เตอร ช ว ยในการจั ด ทํ า ข อ มู ล ในการวิ เ คราะห ข อมู ล ที่ ไ ด จ ากการทดสอบ สมรรถภาพทางกาย และสรีระวิทยาของรางกายทุกรายการตามระเบียบวิธีทางสถิติดังนี้ 1. หารอยละ คาเฉลี่ยและสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่ออธิบายคุณลักษณะของกลุมตัวอยาง 2. หาคาเฉลี่ยและสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนจากผลการทดสอบสมรรถภาพทางกาย อัตราการเตน ของหัวใจ ความดันโลหิต ไขมันและน้ําหนักตัวรวม 10 รายการ ทั้งกอนและหลังการฝกออกกําลังกาย 8 สัปดาห 3. ทดสอบความแตกตางคาเฉลี่ยของคะแนนที่ไดจากการทดสอบสมรรถภาพทางกาย อัตราการเตนของ หัวใจ ความดันโลหิต หลังการฝกออกกําลังกายของนักศึกษาทั้ง 3 คณะโดยใชสถิติ F-test สรุปผลการวิจัย การวิจัย เรื่ องผลของการเรี ยนว ายน้ําที่ มีตอสมรรถภาพทางกาย ความดั นโลหิตและชี พจรของนักศึ กษา สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา ผูวิจัยไดนําเสนอผลการวิจัยและผลการวิเคราะหขอมูลโดยมีขั้นตอน ตามลําดับ ดังนี้ ตอนที่ 1 เสนอผลการวิ เ คราะห ข อมู ล ส วนตั ว โดยตารางแสดงจํ านวนและร อยละ ของแบบบั น ทึ ก การ ทดสอบสมรรถภาพทางกาย จําแนกตามตัว แปร เพศ และอายุ ผลการวิเ คราะหข อมู ล พบวา นั กศึ กษาที่ รับ การ ทดสอบสมรรถภาพทางกายเปนเพศชาย รอยละ 60.3 และเปนเพศหญิง รอยละ 39.7 อายุเฉลี่ย 19.76 ป โดยเปน กลุมอายุต่ํากวา 20 ป รอยละ 44.8 และอายุ 21 ปขึ้นไป รอยละ 20.7 ตอนที่ 2 เสนอผลการวิเคราะหขอมูลทั่วไป ของผูรับการทดสอบสมรรถภาพทางกาย จําแนกตามตั วแปร ชีพจร ความดันโลหิต สวนสูง และน้ําหนักตัวกอนและหลังการทดสอบสมรรถภาพทางกาย ผลการวิเคราะหขอมูล ทั่วไปของนักศึกษาผูรับการทดสอบสมรรถภาพทางกาย พบวา นักศึกษากอนการทดสอบจับชีพจร ได ต่ํากวา 80 ครั้งตอนาทีและมากกวา 90 ครั้งตอนาที รอยละ 36.2 หลังการทดสอบจับชีพจรไดไมเกิน 90 ครั้งตอนาที รอยละ 72.4 ผลจากการดันความโลหิต กอนการทดสอบ ไดคาซิสโตลิค เทากับ 121 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป รอยละ 48.3 ได แอสโตลิค ต่ํากวา 100 มิลิลิเมตรปรอท รอยละ 98.3 หลังการทดสอบไดคาซิสโตลิค 100-120 มิลลิเมตรปรอท รอย ละ 72.4 และคาไดแอสโตลิค ต่ํากวา 100 มิลลิเมตรปรอท รอยละ 100.0 สวนสูงของนักศึกษากอนทําการทดสอบ

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

110

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

และหลังการทดสอบ มีความสูง 160-170 เซนติเมตร รอยละ 46.6 และ 44.8 ตามลําดับ สวนน้ําหนักตัวกอนและ หลังการทดสอบ อยูที่ 50-60 กิโลกรัม รอยละ 43.1 และ 41.4 ตามลําดับ ตอนที่ 3 เสนอผลการวิเคราะหขอมูลสมรรถภาพทางกาย จําแนกตามตัวแปร ความจุปอด แรงบีบมือ แรง เหยียดขา ความออนตัวดานหนา ยืนกระโดดไกล วิ่ง 50 เมตร และลุกนั่ง 30 วินาที กอนและหลังการทดสอบ โดย ตารางแสดงคาเฉลี่ย และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิเคราะหขอมูลกอนและหลังการทดสอบสมรรถภาพทาง กายที่เรียนวายน้ํา ของนักศึกษาที่เขารับการทดสอบ พบวา กอนรับการทดสอบมีความจุปอดเฉลี่ย 2,472.47 มิลลิลิตร แรงบีบมือเฉลี่ย 37.31 กิโลกรัม แรงเหยียดขา เฉลี่ย 82.73 กิโลกรัม ความออนตัวดานหนาเฉลี่ย 6.28 เซนติเมตร ยืนกระโดดไกล 154.79 เซนติเมตร วิ่งระยะทาง 50 เมตร ใชเวลา 8.34 วินาที และลุก-นั่ง 30 วินาที ไดเฉลี่ย 23.67 ครั้ง หลังการทดสอบมีความจุปอดเฉลี่ย 2,597.24 มิลลิลิตร แรงบีบมือเฉลี่ย 39.66 กิโลกรัม แรงเหยียดขา เฉลี่ย 86.47 กิโลกรัม ความออนตัวดานหนาเฉลี่ย 7.71 เซนติเมตร ยืนกระโดดไกล 156.79 เซนติเมตร วิ่งระยะทาง 50 เมตร ใชเวลา 8.12 วินาที และลุก-นั่ง 30 วินาที ไดเฉลี่ย 27.40 ครั้ง ตอนที่ 4 เสนอผลการเปรียบเทียบสมรรถภาพทางกายกอนและหลังของนักศึกษา โดยตาราง ทดสอบใช สถิ ติ F-test ผลการวิ เ คราะห ความแปรปรวนการทดสอบชี พ จร และความดั น โลหิ ต หลั ง การเรี ยนว ายน้ํ าของ นักศึกษาสถาบันการพลศึกษายะลา จําแนกตามคณะ พบวา นักศึกษาที่เรียนคณะตางกันมีชีพจรและความดันโลหิต แตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติระดับ .05 กัน และเมื่อนํามาทดสอบรายคูดวยวิธีของเชฟเฟ พบวา นักศึกษาที่ เรียนคณะวิทยาศาสตรการกีฬาและคณะศิลปศาสตรมีชีพจรนอยกวานักศึกษาที่เรียนคณะศึกษาศาสตร สวนความ ดันโลหิตนักศึกษาที่เรียนคณะศึกษาศึกษาศาสตรมีความดันโลหิตมากกวานักศึกษาที่เรียนคณะวิทยาศาสตรการกีฬา การอภิปรายผลการวิจัย ขอมูลทั่วไป พบวา นักศึกษาที่รับการทดสอบสมรรถภาพทางกายเปนเพศชาย รอยละ 60.3 และเปนเพศ หญิง รอยละ 39.7 อายุเฉลี่ย 19.76 ป โดยเปนกลุมอายุต่ํากวา 20 ป รอยละ 44.8 และอายุ 21 ปขึ้นไป รอยละ 20.7 กอนการทดสอบจับชีพจร ได ต่ํากวา 80 ครั้งตอนาทีและมากกวา 90 ครั้งตอนาที รอยละ 36.2 หลังการทดสอบจับ ชีพจรไดไมเกิน 90 ครั้งตอนาที รอยละ 72.4 ผลจากการดันความโลหิต กอนการทดสอบ ไดคาซิสโตลิค เทากับ 121 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป รอยละ 48.3 ไดแอสโตลิค ต่ํากวา 100 มิลิลิเมตรปรอท รอยละ 98.3 หลังการทดสอบไดคา ซิสโตลิค 100-120 มิลลิเมตรปรอท รอยละ 72.4 และคาไดแอสโตลิค ต่ํากวา 100 มิลลิเมตรปรอท รอยละ 100.0 สวนสูงของนักศึกษากอนทําการทดสอบ และหลังการทดสอบ มีความสูง 160-170 เซนติเมตร รอยละ 46.6 และ 44.8 ตามลําดับ สวนน้ําหนักตัวกอนและหลังการทดสอบ อยูที่ 50-60 กิโลกรัม รอยละ 43.1 และ 41.4 ตามลําดับ กอนรับการทดสอบมีความจุปอดเฉลี่ย 2,472.47 มิลลิลิตร แรงบีบมือเฉลี่ย 37.31 กิโลกรัม แรงเหยียดขา เฉลี่ย 82.73 กิโลกรัม ความออนตัวดานหนาเฉลี่ย 6.28 เซนติเมตร ยืนกระโดดไกล 154.79 เซนติเมตร วิ่งระยะทาง 50 เมตร ใชเวลา 8.34 วินาที และลุก-นั่ง 30 วินาที ไดเฉลี่ย 23.67 ครั้ง หลังการทดสอบมีความจุปอดเฉลี่ย 2,597.24 มิลลิลิตร แรงบีบมือเฉลี่ย 39.66 กิโลกรัม แรงเหยียดขา เฉลี่ย 86.47 กิโลกรัม ความออนตัวดานหนาเฉลี่ย 7.71 เซนติเมตร ยืนกระโดดไกล 156.79 เซนติเมตร วิ่งระยะทาง 50 เมตร ใชเวลา 8.12 วินาที และลุก-นั่ง 30 วินาที ไดเฉลี่ย 27.40 ครั้ง ผลการเปรียบเทียบขอมูลกอนและหลังการทดสอบสมรรถภาพทางกาย หลังการเรียนวายน้ํา เกี่ยวกับความ ดันโลหิต และชีพจรของนักศึกษาสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา พบวา ชีพจร และความดันโลหิต หลังการเรียน

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

111

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

วายน้ําของนั กศึก ษาสถาบั นการพลศึกษายะลา จําแนกตามคณะ พบวา นักศึ กษาที่เรี ยนคณะต างกั นมีชี พจรและ ความดันโลหิตแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 ผลการเปรียบเทียบสมรรถภาพทางกายกอนและหลังการเรียนวายน้ํา พบวา สมรรถภาพทางกายหลังการ เรียนวายน้ํามีสมรรถภาพสูงกวากอนการเรียนวายน้ํา ในสมรรถภาพความจุปอด แรงบีบมือ แรงเหยียดขา ความออน ตัวดานหนา ยืนกระโดดไกล วิ่ง 50 เมตร และลุก-นั่ง 30 วินาที อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 อภิปรายผล ผลจากการวิเคราะหขอมูลผลของการเรียนวายน้ําที่มีตอสมรรถภาพทางกาย ความดันโลหิตและชีพจรของ นักศึกษาสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา สามารถนําผลการศึกษามาอภิปรายได ดังนี้ 1. ผลการเรียนวายน้ําที่มีตอสมรรถภาพทางกาย ความดันโลหิตและชีพจรของนักศึก ษา สถาบันการพล ศึกษา วิทยาเขตยะลา กอนและหลังการฝกวายน้ํา พบวา นักศึกษาที่เรียนวายน้ําตามโปรแกรมที่จัดไวนั้น ทําให ชีพจร เตนชาลงกวากอนเริ่มเรียนวายน้ํา ทั้งนี้เปนเพราะวาผลจากการฝกซอมวายน้ําตามโปรแกรมที่ตั้งไว จะทําใหระบบ การไหลเวียนเลือดทํางานอยางประหยัด ใน ขณะพักหัวใจจะเตนชากวาคนปกติไดมาก ซึ่งสอดคลองกับการศึกษา ของ วิรัช อินทรัตน (2539: บทคัดยอ) ที่ศึกษาผลการฝกวายน้ําดวยวิธีควบคุมอัตราการเตนของหัวใจและการควบคุม เวลาที่มีผลตอความเร็วในทาฟรีสไตลในระยะทาง 100 เมตร ผลการศึกษา พบวา ความสามารถในการวายน้ําทากบ ภายหลังการฝก 8 สัปดาห มีความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และใกลเคียงกับผลการศึกษา ของ สมศักดิ์ กลับหอม(2554 : บทคัดยอ) ที่ศึกษา เรื่องแบบทดสอบการวายน้ําทาผีเสื้อสําหรับนักศึกษาวิทยาลัยพล ศึกษา หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาวิชาการกีฬาและสุขภาพ ผลการศึกษา พบวา การทดสอบการเตะเทา การวายน้ําทาผีเสื้อ การทดสอบใชแขนการวายนําทาผีเสื้อ การทดสอบความเร็วการวายน้ําทาผีเสื้อมีความเปนปรนัย และมีความแตกตางกันระหวางนักศึกษาเพศชายและนักศึกษาเพศหญิงอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผลการเปรียบเทียบสมรรถภาพทางกาย ความดันโลหิตและชีพจรหลังการเรียนวายน้ํา ของนักศึกษาใน สถาบัน การพลศึกษา วิทยาเขตยะลา พบว า สมรรถภาพทางกาย ไดแก ผลความจุป อด แรงบีบมือ แรงเหยียดขา ความออนตัวดานหนา ยืนกระโดดไกล วิ่ง 50 เมตร และลุก-นั่ง 30 วินาที มีความแตกตางกันกอนการเรียนวายน้ํา อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ทั้งนี้เปนเพราะวา ความสามารถของบุคคลที่ไดรับฝกฝนในอันที่จะใชระบบ รางกายกระทํากิจกรรมใดๆ อันเกี่ยวกันการแสดงออกซึ่งความสามารถทางรางกายไดอยางมีประสิทธิภาพหรือได หนักหนวงเปนเวลาติดตอกัน โดยไมแสดงอาการที่เหน็ดเหนื่อยใหปรากฏและสามารถฟนตัวกลับสูสภาพปกติได ใน เวลาอัน รวดเร็ว สง ผลให สมรรถภาพของกล ามเนื้ อที่มีอยู 4 อยาง คื อ 1. ความแข็ งแรงของกลามเนื้ อ 2. ความ ทนทานหรือความอดทน 3. ความยึดหยุนของขอตอและกลามเนื้อ และ 4. ความทนทานของระบบการไหลเวียนกับ ระบบหายใจ ซึ่งใกลเคียงกับผลการศึกษา ของไพฑูรย วิเวก (2543 : บทคัดยอ) ที่ศึกษาเกณฑปกติสมรรถภาพทาง กายของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 ในจังหวัดนครปฐม พบวา สมรรถภาพทางกายทั้ง 6 รายการของนักเรียนชาย และนักเรียนหญิง รายการดันพื้น 30 วินาที นั่งงอตัวไปขางหนาอยูในระดับปานกลาง รายการวิ่ง/เดิน 1,000 เมตร วัด ความหนาของไขมันใตผิวหนังอยูในระดับดี สวนรายการลุกนั่ง 60 นาที นักเรียนชายอยูในระดับดีและนักเรียนหญิงอยู ในระดับปานกลาง 3. ผลการวิเคราะหความแปรปรวนการทดสอบสมรรถภาพทางกายภายหลังการเรียนวายน้ําของนักศึกษา สถาบันการพลศึกษายะลา จําแนกตามคณะ พบวา นักศึกษาที่เรียนคณะตางกันมีสมรรถภาพทางกายในเรื่องความจุ ปอด แรงเหยี ยดขา ความอ อนตัว ดานหน า ยืนกระโดดไกล วิ่ง 50 เมตร และลุ กนั่ ง 30 วิน าทีแตกตางกัน อย างมี

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

112

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

นัยสําคัญทางสถิติระดับ .05 ซึ่งเปนไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว ทั้งนี้อาจเปนเพราะวาการฝกวายน้ําของนักศึกษาคณะ วิทยาศาสตรการกีฬามีการฝกฝนและมีการปฏิบัติอยางสม่ําเสมอ รวมทั้งนักศึกษามีความพรอมในการเรียนวายน้ํา จึงทําใหมีสมรรถภาพทางกายดีกวานักศึกษาคณะศึกษาศาสตร และผลการวิเคราะหความแปรปรวนการทดสอบชีพ จร และความดั น โลหิ ต หลั ง การเรี ยนว า ยน้ํ าของนั ก ศึ ก ษาสถาบั น การพลศึ ก ษายะลา จํ า แนกตามคณะ พบว า นักศึกษาที่เรียนคณะตางกันมีชีพจรและความดันโลหิตแตกตางกัน ทั้งนี้เปนเพราะวาการฝกเรียนวายน้ํามีผ ลตอการ เตนของชีพจรและความดันโลหิต ซึ่งผลจากการศึกษาจะพบวานักศึกษาที่เรียนคณะวิทยาศาสตรการกีฬามีการเตน ของชีพจรและความดันโลหิตอยูในเกณฑที่ดีกวานักศึกษาที่เรียนในคณะศึกษาศาสตรอยางชัดเจน เปนเพราะผลจาก การฝ ก เรี ยนว ายน้ํ าที่ เ ป น ไปตามขั้ น ตอนและมี ร ะยะเวลาที่ เ หมาะสม ซึ่ ง ใกล เ คี ยงกั บ ผลการศึ ก ษาของ สุ นั น ท นวลจันทร (2544 : บทคัดยอ) ที่ศึกษา เรื่องผลของการยืดกลามเนื้อแบบอยูกับที่และแบบกระตุนระบบประสาทที่มี ตอความออนตัวความแข็งแรงของกลามเนื้อและความเร็ว ในการวายน้ําทาฟ อนทครอวล ระยะทาง 50 เมตร กลุ ม ตัวอยางเปนนักศึกษาวิทยาลัยพลศึกษา จังหวัดสุพรรณบุรี แบงกลุมทดลองเปน 3 กลุม กลุมละ 15 คน ผลการศึกษา พบวา การฝ กยื ดกลามเนื้ อแบบกระตุ น ระบบประสาทและฝ ก ตามโปรแกรมฝ กว ายน้ํา มีอัตราการเปลี่ ยนแปลง คาเฉลี่ยของเวลาในการวายน้ําลดลง ขอเสนอแนะ ขอเสนอแนะจากผลการศึกษา 1. การเรียนวายน้ํามีผลตอสมรรถภาพทางกายตอเมื่อผูเรียนไดมีการฝกอยางสม่ําเสมอและตอเนื่อง ฉะนั้นผู ฝกสอนควรไดมีการใหความรูแกผูเรียนในเบื้องตน 2. การทดสอบสมรรถภาพทางกายก อนเรี ยนมีความสําคั ญ ต อผู เ รี ยนและผูฝ ก สอน เพื่ อจะได ทราบถึ ง สมรรถภาพทางกายของผูเรียนเบื้องตน ตลอดจนปญหาของผูเรียนในแตละราย 3. ผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายหลังการเรียนวายน้ํา เปนการศึกษาเฉพาะชวงเวลาหนึ่งเทานั้น หากให ไดผลที่ดีควรมีการทดสอบหลายครั้ง เพื่อเปรียบเทียบถึงพัฒนาการไดอยางชัดเจน 4. ปญหาที่สําคัญของการทดสอบสมรรถภาพทางกายหลังการเรียนวายน้ํานั้น ขึ้นอยูกับปจจัยสวนบุคคล ที่ มีความแตกตางกันในพื้นฐานและความแข็งแรงของรางกาย ขอเสนอแนะสําหรับการศึกษาครั้งตอไป 1. โปรแกรมการว า ยน้ํ าที่ ส ร างขึ้ น ควรนํ าไปทดลองกั บ นั ก ศึ ก ษากลุ ม อื่ น ๆ เพื่ อ เปรี ย บเที ย บค า ของ สมรรถภาพทางกายตอไป 2. ควรศึกษาเปรียบเทียบนักศึกษาที่เรียนวายน้ํากับกลุมที่เรียนกีฬาประเภทอื่นๆวามีความแตกตางกันมาก นอยเพียงใด

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

113

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

บรรณานุกรม การกีฬาแหงประเทศไทย. 2544. แผนพัฒนากีฬาแหงชาติฉบับที่ 3 (พ.ศ.2545 – 2549). กรุง เทพฯ: นิ วไทยมิต ร การพิมพ. วุฒิพงศ ปรมัตถากร. 2537. การออกกําลังกาย. กรุงเทพฯ : โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮาส. สมศักดิ์ ศิริอนันต. 2544. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 กลุมสาระการเรียนรู สุขศึกษาและ พลศึกษา ชวงชั้นที่ 1 (ป.1-3). กรุงเทพฯ : ประสานมิตร. สํ านั ก วิ ท ยาศาสตร ก ารกี ฬ า, สํ านั ก งานพั ฒ นาการและนั น ทนาการ กระทรวงการท องเที่ ย วและกี ฬ า. 2548. การศึกษาสมรรถภาพทางกาย. กรุงเทพฯ : พิมพที่โรงพิมพองคการรับสงสินคาและพัสดุภัณฑ (รสพ.) สํานักพัฒนาการศึกษา สุขภาพและนันทนาการ. 2543. กิจกรรมการทดสอบและสรางสมรรถภาพ ท า ง ก า ย . กรุงเทพฯ: โรงพิมพการศาสนา. อนั น ต อั ต ชู . 2527 สรี ร ะการออกกํ า ลั ง กาย. กรุ ง เทพฯ: แผนกวิ ช าพลศึ ก ษา คณะครุ ศ าสตร จุ ฬ าลงกรณ มหาวิทยาลัย. อนันต อัตชู. 2527. สรีรวิทยาการออกกําลังกาย. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช. เอกรินทร สี่มหาศาล และคณะ. 2544. แมบทมาตรฐาน : สุขศึกษาและพลศึกษา ป.6. กรุงเทพฯ: อักษรเจริญทัศน. เอกรินทร สี่มหาศาล และคณะ. 2544. แมบทมาตรฐาน : สุขศึกษาและพลศึกษา ป.2. กรุงเทพฯ: อักษรเจริญทัศน. วิทยานิพนธ ไพฑู ร ย วิ เ วก. 2543. “เกณฑ ปกติ ส มรรถภาพทางกายของนั ก เรี ยนชั้ น ประถมศึ ก ษาป ที่ 6 ในจั ง หวั ด นครปฐม”, วิทยานิพนธศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. (สําเนา) สุนันท นวลจันทร. 2544. ผลของการยืดเหยียดกลามเนื้อแบบอยูกับที่และแบบกระตุนระบบประสาทที่มีตอความ ออนตั ว ความแข็ ง แรงของกล ามเนื้ อและความเร็ ว ในการว ายน้ําท าฟร อนทครอว ล ระยะทาง 50 เมตร. (บทคัดยอ) Singer, Robert N. 1972. Coaching Athletics and Psyhology. New York: McGraw, Hill Book Company.

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

115

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

บทความวิจัย

การเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพรอม แกเด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจและสังคม: กรณีศึกษาบานลําเปา ตําบลลําไพล อําเภอเทพา จังหวัดสงขลา รสจณา สะแลแม ฐิติมดี อาพัทธนานนท ปราณี ทองคํา บทคัดยอ การวิจัยครั้งนี้เปนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีสวนรวม (Participatory action research) มีวัตถุประสงคเพื่อ ศึกษากระบวนการการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพรอมแกเด็กปฐมวัยดาน อารมณ จิตใจและสังคม และเพื่อศึกษาผลของกระบวนการการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนใน การเตรียมความพรอมแกเด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจและสังคม และศึกษาปญหาและอุปสรรคที่มีตอกระบวนการ การเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพรอมแกเด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจและ สังคม พื้นที่ศึกษา คือ หมูบานลําเปา ตําบลลําไพล อําเภอเทพา จังหวัดสงขลา กลุมตัวอยางมี 2 กลุม คือ กลุมแกน นําชุมชนที่ไดจากการเลือกแบบเจาะจง จํานวน 10 คน และกลุมผูปกครองเด็กปฐมวัย จํานวน 30 คน เครื่องมือที่ใช ในการเก็บรวบรวมขอมูล คือการสังเกต การสัมภาษณ แบบสอบถาม การสนทนากลุม วิเคราะหขอมูลโดยหาคาสถิติ รอยละ คาเฉลี่ย คาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะหขอมูลแบบอุปนัย ผลการวิจัยสรุปไดดังนี้ 1) กระบวนการการเสริ มสร างการมี สว นรว มของผูป กครองและชุ มชนในการเตรียมความพร อมแกเ ด็ ก ปฐมวัยดานอารมณ จิตใจและสังคม มี 6 ขั้นตอน คือ 1) การสรางบรรยากาศการยอมรับของชุมชนและคัดเลือกแกน นํา 2) การสร างความตระหนั ก และปรั บ เปลี่ ยนกระบวนทั ศ น การทํ างานร วมกั น 3) การระดมความคิ ด เห็ น เพื่ อ วิเคราะหสภาพปญหา สํารวจความตองการและหาแนวทางรวมกัน 4) การวางแผนการดําเนินงาน 5) การดําเนินงาน ตามแผนงาน 6) สรุปและประเมินผล 2) ผลของกระบวนการการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพรอมแก เด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจและสังคม พบวา ผูปกครองเด็กปฐมวัย มีความรูเรื่องการเตรียมความพรอมแกเด็ ก ปฐมวัยดานอารมณ จิตใจและสังคมในระดับสูง และมีการปฏิบัติในการเตรียมความพรอมแกเด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจและสังคมในระดับดี 3) ปญ หาและอุป สรรคที่ มีต อกระบวนการการเสริมสร างการมีส วนร วมของผูป กครองและชุ มชนในการ เตรียมความพรอมแกเด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจและสังคมครั้งนี้ คือ ภาระงานของกลุมแกนนํา และขาดสถานที่จัด ประชุมและจัดกิจกรรม คําสําคัญ: การมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชน, การเตรียมความพรอมดานอารมณ จิตใจ และสังคม, เด็กปฐมวัย

นักศึกษาระดับปริญญาโท (ศึกษาศาสตรเพื่อพัฒนาชุมชน) คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร วิทยาเขตปตตานี



ดร. (ภาวะผูนําการศึกษาและการวิเคราะหนโยบาย) อาจารยภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร วิทยาเขตปตตานี



ศษ.ม. (วิจัยการศึกษา) รองศาสตราจารย, คณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดลอม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร, วิทยาเขตภูเก็ต

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

116

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

RESEARCH

Promotion of Parents and Community Involvement in Emotion and Social Readiness Preparation for Ealy Childhood : A Case Study of Ban Lampoa, Tambon Lamphlai, Amphoe Tepa, Changwat Songkhla Rotjana Salaemae  Thithimadee Arphattananon Pranee Thongkum Abstract The research is a participatory action research. It intended to study the process of promotion of parents and community involvement in emotion and social readiness preparation for kindergarten children and to study the effects of the promotion of parents and community involvement in emotion and social readiness preparation for ealy childhood. Also, it aimed to study problems and difficulties of this process. The area of the study was Ban Lampoa, Tambon Lamphlai, Amphoe Tepa, Changwat Songkhla. The samples of the study were two groups including 10 community leaders which selected by purposive sampling and 30 ealy childhood’s parents. The tools for data collection were observation, interview, questionnaire and group discussion. The statistics were based on percentage, mean, standard deviation and inductive data analysis. The results were as follows: 1) There were 6 processes of the promotion of the parents and community involvement in emotion and social readiness preparation for ealy childhood: 1) building an acceptance atmosphere and selecting community leaders, 2) building awareness and paradigm shifting of collaboration, 3) brainstorming in order to analyze problems, explore the need and find solution together, 4) planning operations, 5) implementation of the plan, 6) summary and evaluation. 2) The result of promotion of parents and community involvement in emotion and social readiness preparation for ealy childhood found that the knowledge of the ealy childhood’s parents in emotion and social readiness preparation for ealy childhood was at the high level. As for the practices of emotion and social readiness preparation for ealy childhood, the result was considered as good. 3) The problems and obstacles towards promotion of parents and community involvement in emotion and social readiness preparation for ealy childhood were the task of leader groups and the lack of conference facilities and activities. Key words : Parents and Community Preparation, Emotion and Social Readiness, Ealy Childhood 

M.Ed. (Community Development Education), Faculty of Education Prince of Songkla university, Pattani Campus



Ph.D (Educational Leadership and Policy Analysis), Lecturer Department of Education, Faculty of Education Prince of Songkla University,

Pattani Campus 

อัล-นูร

Assoc. Prof. M.Ed. (Education Research), Faculty of Technology and Environment Prince of Songkla University, Phuket Campus


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

117

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

บทนํา ปฐมวั ย เป น วั ยสํ าคั ญ ของชี วิ ต เป น วั ยเริ่ มต น ของพั ฒ นาการทุ ก ๆ ด าน การอบรมเลี้ ยงดู ที่ ถู ก ต อ งเป น สิ่งจําเป นอยางยิ่งที่จะเปนการสงเสริ มใหเด็ กไดเรียนรูสิ่ งต างๆ ไดประสบการณชี วิตเพื่อพัฒนาความสามารถของ ตนเองในทุ ก ๆ ด าน ให เป นคนที่มีประสิ ทธิภาพสู ง เป นลูกที่ ดีของพ อแม เปนสมาชิ กที่ดี ของครอบครัว สังคม และ ประเทศชาติ ผูใหญที่เกี่ยวของกับเด็กควรจะมีความรูความเขาใจธรรมชาติของเด็กในเรื่องการอบรมเลี้ยงดู บทบาทพอแม ในการส งเสริ มประสบการณ การเรี ยนรู เพื่ อเตรี ยมความพร อมทุ กๆ ด านให กั บเด็ ก เพื่ อสั งคมของเราจะได คนที ่ มี ประสิทธิภาพสูง และเพื่อความเจริญกาวหนาของประเทศตอไป (วราภรณ รักวิจัย, 2540: 1) ซึ่งสอดคลองกับ ภรณี คุรุ รัตนะ (2540 : 45) ที่วาเด็กตั้งแตแรกเกิดจนถึง 6 ป เปนวัยสําคัญของการเรียนรูอยางยิ่ง เด็กที่ไดรับการเลี้ยงดูและไดรับ ประสบการณที่ไมเหมาะสมจะมีพัฒนาการชา การคาดหวังใหเด็กมีระดับสติปญญาที่จะเรียนตออยางมีคุณภาพสูงนั้น เปนไปไดยากมาก พอแมจึงควรมีความตระหนักในความสําคัญของชีวิตวัยเด็กของลูกมากขึ้น โรงเรียนหรือสถาบันทาง สังคมแหงหนึ่งแหงใดยอมไมสามารถเปนตัวแทนหรือเปนที่รวบรวมบริบททางสังคมทั้งหมดใหแกชีวิต ๆ หนึ่งไดครบถวน จึงจําเปนอยางยิ่งที่สถาบันทางการศึกษา และสถาบันครอบครัวรวมทั้งชุมชนตองแสวงหาแนวทางและวิธีการที่จะทํางาน รวมกั นและประสานสั มพันธ กันเพื่อเชื่ อมโยงและรอยรัดประสบการณ ที่เด็ กไดรั บในแตละบริบทที่เกี่ยวของใหมีความ กลมกลืนและเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน ในสังคมปจจุบันเราเนนความรูเปนเรื่องสําคัญ ดังนั้นทุกสังคมไมวาจะเปนระดับรากหญาจนถึงสังคมชั้นสูง จึงเอาใจใสเรื่องการเรียนของเด็กเปนหลัก โดยพยายามจะใหเด็กเริ่มตนเรียนตั้งแตอายุยังนอย ๆ พยายามหาโรงเรียน ดี ๆ ใหกั บลูก พยายามสืบ หาแหลง เรียนรูต างๆ ที่มีอยูในสังคมใหกับเด็ก ใหเ รียนรู แต การเรียนรูเหลานั้นเปนแต วิชาการของโลกภายนอกตัว แตสิ่งที่ดูจะขาดหายไป คือ เราไมไดจัดการใหเด็กไดเรียนรูจากธรรมชาติและโลกของ ตนเอง โดยเฉพาะเรื่องของอารมณ อุปนิสัย สังคมสัมพันธ คุณธรรมและจริยธรรม การใหเด็กเรียนรูธรรมชาติและ โลกของตนเองเปนเรื่องที่ไมยาก เพียงแตผูใหญพอแมและฝายบริหารของบานเมืองไดตระหนักถึงความสําคัญ ดานนี้ โดยพยายามอบรมสั่งสอนขอมูลตางๆ ทางดานศีลธรรม จริยธรรม ดานระเบียบวินัย ใหรูจักเอื้อเฟอเผื่อแผ ตอเพื่อน มนุษยดวยกัน ใหความเกรงกลัวและละอายต อสิ่งที่ไมดีงาม โดยผูใ หญเปนแบบฉบับ ใหเด็ก ไดเรียนรูและนํามาเป น แบบอยาง ภายใตสัมพันธภาพอันดีตอกัน และจากการมุงพัฒนาทางดานวัตถุโดยละเลยการพัฒนาทางดานจิตใจและ จริยธรรมการอยูรวมกันในสังคมกอใหเกิดปญหาสังคมตามมามากมาย อาทิเชน ปญหาพฤติกรรมไมเหมาะสมของ วัยรุน ปญหาอาชญากรรม และความรุนแรงตางๆ เปนตน ดังนั้นจําเปนที่เราตองใหความสําคัญกับการเตรียมความ พรอมแกเด็กดานอารมณ จิตใจ และสังคมดวย ผูวิจัยในฐานะที่เปนสมาชิกในชุมชนบานลําเปา ตําบล ลําไพล อําเภอ เทพา จังหวัดสงขลา จึงสนใจที่จะศึกษากระบวนการการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการ เตรียมความพรอมแกเด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคม ทีส่ อดคลองกับบริบทชุมชนบานลําเปา ตําบลลําไพล อําเภอเทพา จังหวัดสงขลา โดยเจาะจงเฉพาะผูปกครองเด็กอายุ 3-4 ป เนื่องจากเปนวัยที่เริ่มมีการรับรูและเรียนรู เปนพื้นฐานสําหรับชวงวัยตอไป และผูปกครองควรใหความสําคัญในการเตรียมความพรอมของเด็กปฐมวัย เพื่อเปน ประโยชนตอชุมชนอื่นๆ ในการนําไปประยุกตใช เพื่อเปนการปูพื้นฐานที่ดีแกเด็กใหสามารถอยูรวมกับผูอื่นไดอยางมี ความสุขและเติบโตเปนผูใหญที่มีคุณภาพตอไป วัตถุประสงค 1. เพื่อศึกษากระบวนการการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพรอมแก เด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคม

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

118

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

2. เพื่อศึกษาผลของกระบวนการการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพรอม แกเด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคม 3. เพื่อศึกษาปญหาและอุปสรรคที่มีตอกระบวนการการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการ เตรียมความพรอมแกเด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคม ขอบเขตของการวิจัย 1. พื้นที่ หมูบานลําเปา ตําบลลําไพล อําเภอเทพา จังหวัดสงขลา 2. กลุมเปาหมาย 2.1 กลุมแกนนําชุมชน ซึ่งประกอบดวย ผูใหญบาน ผูชวยผูใหญบาน สมาชิกเทศบาล อาสาสมัครสาธารณสุข ประจําหมูบาน กลุมแมบาน ครูผูดูแลเด็ก ตัวแทนจากชุมชน 2.2 ผูปกครองเด็กปฐมวัย อายุระหวาง 3-4 ป ที่เขารวมกิจกรรม จํานวน 30 คน โดยเจาะจงเฉพาะเด็กอายุ 3-4 ป เนื่องจากเปนวัยที่เริ่มมีการรับรูและเรียนรูเปนพื้นฐานสําหรับชวงวัยตอไป นิยามศัพทเฉพาะ 1. การมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชน หมายถึง การที่ผูปกครองและชุมชนเขามามีสวนรวมในการเตรียม ความพรอมแกเด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจและสังคมตั้งแตตนจนสิ้นสุดโครงการ โดยมีสวนรวมในการคิดริเริม่ การคนหา ปญหาและสาเหตุ วางแผนกําหนดนโยบาย แนวทางวิธีการ รับผลประโยชน และติดตามประเมินผลโครงการ 2. ผูปกครอง หมายถึง พอแมหรือบุคคลที่มีความสัมพันธใกลชิดกับเด็กทําหนาที่ในการอบรมเลี้ยงดูเด็กอายุ 3-4 ป 3. ชุมชน หมายถึง ชุมชนบานลําเปา ตําบลลําไพล อําเภอเทพา จังหวัดสงขลา 4. การเตรียมความพรอม หมายถึง การจัดประสบการณและสภาพแวดลอมที่สงเสริมสนับสนุนความพรอมทาง รางกาย อารมณ จิตใจ สังคม และสติปญญา รวมทั้งการเรียนรูตามธรรมชาติของเด็กปฐมวัย 5. การเตรี ยมความพร อมด านอารมณ และจิ ตใจของเด็ ก ปฐมวั ย หมายถึ งการจั ดประสบการณ และ สภาพแวดลอมที่สงเสริมความพรอมดานอารมณและจิตใจ โดยครอบคลุมดานการรูจักตนเองการควบคุมอารมณและการ แสดงออก สุขภาพจิต การรับรูความรูสึกของผูอื่นและการมีคุณธรรม จริยธรรม 6. การเตรียมความพรอมดานสังคมของเด็กปฐมวัย หมายถึง การจัดประสบการณและสภาพแวดลอมที่ สงเสริมความพรอมดานสังคม โดยครอบคลุม การรูจักตนเองและชวยตนเอง การติดตอสัมพันธกับผูอื่น การปรับตัวเขากับ ผูอื่นการอยูรวมกับผูอื่นในสังคม การยอมรับกฎเกณฑและคานิยมของสังคม และการอนุรักษสิ่งแวดลอม 7. เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กอายุ 3-4 ป ในชุมชนบานลําเปา ตําบลลําไพล อําเภอเทพา จังหวัดสงขลา 8. กลุมแกนนําชุมชน หมายถึง ตัวแทนจากชุมชน ประกอบดวย ผูใหญบาน ผูชวยผูใหญบาน สมาชิกเทศบาล อาสาสมัครสาธารณสุข ครูผูดูแลเด็ก กลุมแมบาน และตัวแทนชาวบานที่เปนที่ยอมรับของคนในหมูบาน และเต็มใจที่จะเขา รวมในโครงการวิจัย วิธีดําเนินการวิจัย 1. กลุมตัว อย างที่ ใช ในการวิ จั ยครั้ง นี้ไ ดแก กลุมแกนนํ าชุ มชน ประกอบดว ยผู ใหญบ านผู ชว ยผู ใหญบ าน สมาชิกเทศบาล กลุมแมบาน อาสาสมัครสาธารณสุข ครูผูดูแลเด็ก ตัวแทนชาวบาน จํานวน 10 คน และผูปกครอง เด็กปฐมวัยอายุระหวาง 3-4 ป จํานวน 30 คน 2. เครื่องมือในการวิจัย

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

119

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

2.1 การสังเกตแบบมีสวนรวม ใชในการสังเกตรายละเอียดของกิจกรรมในแตละขั้นตอนของการเสริมสรางการมี สวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพรอมแกเด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคม 2.2 การสัมภาษณความคิดเห็นของผูปกครองและชุมชนตอกระบวนการการดําเนินงานการเสริมสรางการมีสวน รวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพรอมแกเด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคม 2.3 แบบสอบถามผูปกครองกลุมเปาหมาย ประกอบดวย 3 สวน คือ ขอมูลทั่วไป ความรูเกี่ยวกับการเตรียม ความพรอมแกเด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจและสังคม และการปฏิบัติในการเตรียมความพรอมแกเด็กปฐมวัยดาน อารมณ จิตใจ และสังคม 3. การวิเคราะหขอมูล 3.1 ขอมูลเชิงคุณภาพ ผูวิจัยทําการวิเคราะหขอมูลโดยการตีความสรางขอสรุปแบบอุปนัย และเพื่อใหได ข อ มู ล ที่ มี คุ ณ ภาพ เชื่ อ ถื อ ได ผู วิ จั ย จะทํ า การตรวจสอบความถู ก ต อ งโดยการตรวจสอบข อ มู ล แบบสามเส า (Triangulation Method) 3.2 ขอมูลเชิงปริมาณ วิเคราะหโดยหาคารอยละ คาเฉลี่ย และคาเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย ผลการวิจัยสรุปไดดังนี้ 1. กระบวนการการเสริ มสร างการมีส ว นร ว มของผูป กครองและชุ มชนในการเตรี ยมความพร อมแก เ ด็ ก ปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคม กระบวนการการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพรอมแกเด็กปฐมวัย ดานอารมณ จิตใจ และสังคมครั้งนี้ โดยมีกระบวนการ 6 ขั้นตอน ดังตาราง 1

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

120

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

ตาราง 1 ขั้นตอนกระบวนการการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพรอมแกเด็ก ปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคม ขั้นที่ 1. การสราง บรรยากาศการ ยอมรับของ ชุมชนและ คัดเลือกแกน นํา

2. การสราง ความตระหนัก และรับเปลี่ยน กระบวนทัศน การทํางาน รวมกัน 3. ระดมความ คิดเห็นเพื่อ วิเคราะหสภาพ ปญหา สํารวจ ความตองการ และหาแนวทาง รวมกัน

อัล-นูร

วัตถุประสงค 1. เพื่อแนะนําตัวเองในการเขา ชุมชน 2. เพื่ อ ทํ า ความเข า ใจกั บ ชุมชนในการเขารวมกิจกรรม การเสริมสรางการมีสวนรว ม ของผู ป กครองและชุ ม ชนใน การเตรียมความพรอมแกเด็ก ปฐมวัยดานอารมณ จิตใจและ สังคม 3. คนหากลุมแกนนําที่มีความ สนใจในการเสริ มสร างการมี ส ว นร ว มของผู ป กครองและ ชุ ม ชนใน การเตรี ยมความ พร อมแก เด็ ก ปฐมวั ย ด าน อารมณ จิตใจและสังคม 1. เพื่อสรางความตระหนักใน การทํางานแบบมีสวนรวม 2. เพื่อสรางความตระหนักใน การเตรียมความพรอมแกเด็ก ปฐมวัยดานอารมณ จิตใจและ สังคม

วัน เดือน ป สิงหาคม-ธันวาคม 2550

กิจกรรม 1. เ ยี่ ย มบ า นแล ะพบ ปะพู ด คุ ยกั บ ผูปกครอง ชาวบ านและแกนนํ าชุ มชน เพื่อสรางความคุนเคย 2. คัดเลือกแกนนําที่มีความสนใจและ สมั ครใจในการเสริ มสร างการมี ส ว น ร ว มของผู ป กครองและชุ ม ชนในการ เตรี ยมความพรอมแก เด็ก ปฐมวัยดาน อารมณ จิ ตใจและสังคมประกอบดว ย กลุมแกนนําชุมชน จํานวน 10 คน และ ผู ป กครองที่ ยิ น ดี เ ข า ร ว มกิ จ กรรม จํานวน 30 คน

27 มีนาคม 2551 เวลา14.00 น.-17.00 น. ณ ศูนยการศึกษา อิสลามประจํามัสยิด (ตาดีกา) นูรุลมุตตา กีน บานลําเปา

1. สํารวจปญหา ความ ตองการและหาแนวทางแกไข 2. เพื่อแลกเปลี่ยนความรู ประสบการณ 3. เพื่อคนหากระบวนการการ เสริมสรางการมีสว นรวมของ ผู ป กครองและชุ ม ชนในการ เตรี ย มความพร อ มแก เ ด็ ก ปฐมวัยดานอามรณ จิตใจและ สังคม

29 เมษายน 2551 เวลา14.00 น.17.00 น.ณ โรงเรียน บานลําเปา

1. จั ด เวที ส ร างความตระหนั ก ในการ ทํางานรวมกันและสรางความตระหนัก ในการเสริ มสร างการมี ส ว นร ว มของ ผู ป กครองและชุ ม ชนในการเตรี ย ม ความพรอมแกเด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจและสังคม 2. วิเคราะหสภาพปญหารวมกัน 1. สนทนากลุ มร วมกั บผู ปกครองและ กลุ ม แกนนํ า ชุ ม ชนสร า งความเข า ใจ ร ว ม กั น ถึ ง ค ว า ม สํ า คั ญ ข อ ง ก า ร เ ส ริ ม ส ร า ง ก า ร มี ส ว น ร ว ม ข อ ง ผู ป กครองและชุ ม ชนในการเตรี ย ม ความพรอมแกเด็กปฐมวัยดานอามรณ จิตใจและสังคม 2. จั ด เวที ร ะดมความคิ ด เห็ น เพื่ อ หา แนวทางรวมกัน


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13 4. การวางแผน 1. เพื่อจัดทําแผนงาน การดําเนินงาน 2. เพื่อจัดทีมงานรับผิดชอบ

121

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

20 มิถุนายน 2551 เวลา 10.00 น. ณ โรงเรียนบานลํา เปา

1. จั ด เวที ร ะดมคว ามคิ ด เ ห็ น เพื่ อ กําหนดกิ จ กรรมเป าหมาย โดยจั ด ทํ า กิ จ กรรมให ค วามรู ผู ป กครองและ กิ จ กรรมสายสั ม พั น ธ ส านครอบครั ว ชุมชน พัฒนาลูกนอย 2. แบงหนาที่รับผิดชอบแตละกิจกรรม 5.การ 1. เพื่อดําเนินการตาม 20 กรกฎาคมและ29 1. ดํ า เนิ น กิ จ กรรมตามแผนงาน ซึ่ ง ดําเนินการตาม แผนงาน สิงหาคม 2551 ณ ประกอบด วย กิจ กรรมการให ความรู แผนงาน สนามกีฬาโรงเรียน ผู ป กครองและกิ จ กรรมสายสั มพั น ธ บานลําเปา สานครอบครัว ชุมชน พัฒนาลูกนอย 6. การสรุป 1. เพื่อติดตามและ 30 สิงหาคม 2551 1. สนทนากลุมและสัมภาษณกลุมแกน และประเมินผล ประเมินผลการเสริมสรางการ เวลา 14.00 น. นําชุมชน ผูปกครอง มีสวนรวมของผูปกครองและ ณ โรงเรี ย นบ า นลํ า ประเด็นในการสรุปและประเมินผลครั้ง ชุมชนในการเตรียมความ เปา นี้คือ ความคิดเห็นตอกระบวนการการ พรอมแกเด็กปฐมวัยดานอา เ ส ริ ม ส ร า ง ก า ร มี ส ว น ร ว ม ข อ ง มรณ จิตใจและสังคม ผูปกครอง และชุมชนในการเตรียมความพรอมแก เด็ ก ปฐมวั ย ด า นอารมณ จิ ต ใจและ สังคม และขอเสนอแนะในการปรับปรุง 2. การประเมิน ความรูและการปฏิบั ติ ของผู ป กครองในการเตรี ย มความ พรอมแกเด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคมหลังจัดกิจกรรม แตละขั้นตอนมีรายละเอียดดังตอไปนี้ 1.1 การสรางบรรยากาศการยอมรับของชุมชนและคัดเลือกแกนนํา การดําเนินการในขั้นนี้ ผูวิจัยไดพบปะสนทนากับชาวบานและกลุมแกนนําเพื่อสนทนาเกี่ยวกับโครงการวิจัย และชักชวนใหเขารวมโครงการ เมื่อสรางความเขาใจและไดรับความสนใจและการยอมรับจากชาวบานและแกนนํา แลว จึงไดคัดเลือกแกนนําที่มีความพรอมและมีความสมัครใจในการเขารวมกระบวนการวิจัย จํานวน 10 คน 1.2 การสรางความตระหนักและปรับเปลี่ยนกระบวนทัศนการทํางานรวมกัน การดําเนินการในขั้นนี้ ผูวิจัยไดใชเทคนิค AIC (Appreciation-Influence-Control) ในการสรางความเขาใจและ ความรูสึกที่ดีตอกัน โดยใหทุกคนไดเปดใจถึงการทํางานที่ผานมา ซึ่งพบวา การทํางานที่ผานมาทุกคนมีการทํางาน แบบแยกสวน ไมไดสะทอนผลของการทํางานใหทุกฝายทราบ เมื่อทุกคนเห็นความสําคัญของการทํางานรวมกันแลว จึงไดกําหนดวิสัยทัศนในการทํางานรวมกัน 1.3 ระดมความคิดเห็นเพื่อวิเคราะหสภาพปญหา สํารวจความตองการและหาแนวทางรวมกัน

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

122

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

การดํ าเนิ น การในขั้ น นี้ ดํ าเนิ น การโดยการจั ด เวที ป ระชาคม ซึ่ ง ประกอบด ว ย กลุ ม แกนนํ าชุ มชนและ ผูปกครองที่ยินดีเขารวมกระบวนการ ผูวิจัยและแกนนําชุมชนไดนําเสนอผลการสํารวจและศึกษาชุมชน เพื่อใหทุกคน เห็นถึ งสภาพป ญหา เมื่ อทุก คนเห็ นสภาพป ญหาแลว จึง ไดเสนอแนวทางในการดําเนินการร วมกั น โดยแบงเปน 2 กิจกรรม คือ กิจกรรมที่ชุมชนและผูปกครองสามารถทํารวมกัน และกิจกรรมที่จะตองทํารวมกับหนวยงานอื่น เพื่อ เสริมสรางการมีสวนรวมของผู ปกครองและชุมชนในการเตรียมความพร อมแกเด็ก ปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และ สังคมที่สอดคลองกับความตองการของทุกฝาย 1.4 การวางแผนการดําเนินงาน การดําเนินการในครั้งนี้เปนการนําเสนอ ทบทวน ผลการจัดเวทีประชาคม และรวมกันระดมความคิดเพื่ อ จัดทําแผนงาน โดยการจัดเวทีระดมความคิดเห็นของกลุมแกนนําชุมชนเปนกระบวนการการเสริมสรางการมีสวนรวม ของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพรอมแกเด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคมที่มีความชัดเจนมาก ยิ่งขึ้น โดยมีการกําหนดกิจกรรม คือ (1) การใหความรูแกผูปกครองเด็ ก (2) การกําหนดกิจ กรรมต าง ๆ รวมเป น โครงการสายสัมพันธสานครอบครัว ชุมชน พัฒนาลูกนอย ซึ่งมีการแบงหนาที่รับผิดชอบในการจัดกิจกรรมตาง ๆ เปน ที่เรียบรอย 1.5 การดําเนินงานตามแผนงาน การดํ า เนิ น การตามแผน โดยดํ าเนิ น การจั ด กิ จ กรรมการให ความรู แ ก ผู ป กครอง ซึ่ ง คณะดํ าเนิ น การ ประกอบดวย ครูผูดูแลเด็กและกลุมแมบาน และจัดโครงการสายสัมพันธสานครอบครัว ชุมชน พัฒนาลูกนอยเปน กิจกรรมที่ไดทํารวมกันทุกฝาย 1.6 สรุปและประเมิ นผลกระบวนการการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียม ความพรอมแกเด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคม การดําเนินการในขั้นการสรุปและประเมินผลเพื่อตองการทราบวา กระบวนการการเสริมสรางการมีสวนรวม ของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพรอมแกเด็ก ปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคม ที่ไดจัดขึ้นมีผลเป น อยางไรบาง จากการแสดงความคิดเห็นของกลุมแกนนําชุมชนและผูปกครอง พบวา การจัดกิจกรรมตางๆ ผูปกครอง และชุมชนใหความรวมมือเปนอยางดีในการเขารวมกิจกรรม มีความพอใจในการจัดกิจกรรมตางๆ ไดเรียนรูในการ ทํางานรวมกัน กอใหเกิดความสามัคคีในชุมชน และไดรับความรูเพิ่มเกี่ยวกับเด็กปฐมวัยและมีขอเสนอแนะหรือสิ่งที่ ควรปรับปรุง พบวา ควรมีระยะเวลาในการจัดเตรียมกิจกรรมมากกวานี้ ควรใหมีการประชาสัมพันธการจัดกิจกรรม ใหชัดเจน และควรใหมีการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาเด็กเปนประจําทุกป และจากการประเมินความรูและการปฏิบัติของ ผูปกครองหลังจัดกิจกรรม พบวา ผูปกครองมีความรูเกี่ยวกับการเตรียมความพรอมดานอารมณ จิตใจ และสังคม ใน ระดับสูงและมีการปฏิบัติในระดับดี ผลจากกระบวนการการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพรอมแกเด็ก ปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคม คือ ตัวแทนผูปกครอง ชุมชน และหนวยงานที่เกี่ยวของไดเขามามีสวนรว มใน การดําเนินการ 2. ผลของกระบวนการการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพรอมแก เด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคม 2.1 ผลการดําเนินงานตามโครงการการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความ พรอมแกเด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคม

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

123

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

จากกระบวนการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพรอมแกเด็กปฐมวัย ดานอารมณ จิตใจ และสังคม พบวา กระบวนการนี้ทําใหกลุมแกนนําชุมชนและผูปกครองเขามามีสวนรวมทุกขั้นตอน กอใหเกิดการเรียนรูและไดแลกเปลี่ยนประสบการณการทํางานรวมกัน มีการระดมความคิดในการหาแนวทางในการ ดําเนิ น งาน ก อให เกิ ด ความสามัคคี ในชุมชน ในการคิ ด วิเ คราะห ส ถานการณ และหาแนวทางร วมกั น ผลจากการ ดําเนินงานตามโครงการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพรอมแกเด็กปฐมวัย ดานอารมณ จิตใจ และสังคม คือ กิจกรรมการใหความรูผูปกครอง และโครงการสายสัมพันธสานครอบครัว ชุมชน พัฒนาลูกนอย สามารถดําเนินกิจกรรมเปนไปอยางราบรื่นและบรรลุเปาหมายที่วางไวจนครบทุกกิจกรรม 2.2. ระดับความรูเกี่ยวกับการเตรียมความพรอมแกเด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคมของผูปกครอง จากกระบวนการการเสริมสรางการมี สวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพร อมแกเด็ ก ปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคม พบวา ผูปกครองเด็กสวนใหญมีความรูอยูในระดับสูง แตมีบางสวนยังมีความรู ไมถูกตองในบางขอ คือ ยังไมทราบวา การทําโทษเด็กดวยการขูหรือตีเปนสิ่งที่ไมถูกตอง การรวมกิจกรรมที่ชุมชนจัด ขึ้นของเด็ก เปนการพัฒนาการทางดานสังคม และไมทราบวา การเปดโอกาสใหเด็กไดเลนกับเพื่อนในวัยเดียวกันหรือ บุคคลอื่นมีผลตอพัฒนาการทางดานสังคม และจากการสังเกต สัมภาษณ ผูปกครอง พบวา ผูปกครองไดนําความรูที่ ไดมาใชในการอบรมเลี้ยงลูก ใหความสําคัญในการเตรียมความพรอมแกลูกในดานอารมณ จิตใจ และสังคม เห็นได จากกรณีที่ผูปกครองนําบุตรหลานเขารวมในกิจกรรมโครงการสายสัมพันธสานครอบครัว ชุมชน พัฒนาลูกนอย เปน จํานวนมาก จากผูปกครองกลุมเปาหมาย จํานวน 30 คน แตมีผูปกครองเขารวมกิจกรรม จํานวน 80 คน และมีการ ใชเหตุผลในการพูดคุยกับลูก มีการสนับสนุนใหเด็กไดเลนกับเพื่อนๆ วัยเดียวกัน และมีการเลานิทาน 2.3 การปฏิบัติในการเตรียมความพรอมแกเด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคมของผูปกครอง จากกระบวนการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพรอมแกเด็กปฐมวัย ดานอารมณ จิตใจ และสังคม พบวา ผูปกครองเด็กมีการปฏิบัติอยูในระดับดีมาก แตมีบางสวนที่ตองสงเสริมใหมีการ ปฏิบัติมากขึ้น คือ การพาเด็กไปเที่ยวในที่ตางๆ ดวยกัน และเปดโอกาสใหลูกไดทํากิจกรรมที่ชุมชนจัดขึ้ น และจาก การสังเกต สัมภาษณ ทั้งผูปกครองและเด็กมีการเปลี่ยนแปลงดานพฤติกรรม เชน เปดโอกาสใหลูกไปเลนกับเพื่อน บาน มีการยกยองชมเชยเมื่อเด็กแสดงความสามารถเปนผลสําเร็จ ลูกสามารถอยูรวมกับผูอื่นได และมีการแบงปน ของเลนหรือขนมใหกับผูอื่น 3. ปญ หาและอุป สรรคที่มีตอกระบวนการการเสริมสร างการมีส วนรว มของผู ปกครองและชุมชนในการ เตรียมความพรอมแกเด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคม ปญหาและอุปสรรคที่มีตอกระบวนการการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียม ความพรอมแกเด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคม ไดแก ภาระงานของกลุมแกนนําและขาดสถานที่จัดประชุม และจัดกิจกรรม อภิปรายผลการวิจัย จากผลการวิจัย นํามาอภิปรายผลไดตามลําดับ ดังนี้ 1. กระบวนการการเสริ มสร างการมีส ว นร ว มของผูป กครองและชุ มชนในการเตรี ยมความพรอมแก เ ด็ ก ปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคม กระบวนการวิจัยที่ผูวิจัยมุงเนนใหผูที่เกี่ยวของ ซึ่งประกอบดวย ผูปกครอง ชุมชนและหนวยงานที่เกี่ยวของ เข ามามี ส ว นร ว มในทุ ก ขั้ น ตอน ได ก อ ให เ กิ ด การแลกเปลี่ ยนเรี ยนรู และเป ด ใจรั บ ฟ ง ซึ่ ง กั น และกั น ส ง ผลให ก าร

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

124

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

ดําเนินงานประสบผลสําเร็จ อั นเนื่องมาจากกระบวนการทั้ง 6 ขั้น ตอน คื อ การสรางบรรยากาศการยอมรับของ ชุมชนและคัดเลือกแกนนําชุมชน การสรางความตระหนักและปรับเปลี่ยนกระบวนทัศนการทํางานรวมกัน การระดม ความคิดเห็นเพื่อวิเคราะหสภาพ ปญหา สํารวจความตองการและหาแนวทางรวมกัน การวางแผนการดําเนินงาน การ ดําเนินงานตามแผนงาน และการสรุป ประเมินผลกระบวนการการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชน ในการเตรียมความพรอมแกเด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคม ซึ่งสอดคลองกับปาริชาติ วลัยเสถียรและคณะ (2543: 143) และบัณฑร ออนคํา (2541: 14) ไดสรุปกระบวนการมีสวนรวม 5 ขั้นตอนไวดังนี้ 1) การมีสวนรวมในการศึกษาชุมชน จะเปนการกระตุนใหประชาชนไดรวมกันเรียนรูสภาพของชุมชน การ ดําเนินชีวิต ทรัพยากรและสิ่งแวดลอม เพื่อใชเปนขอมูลเบื้องตนในการทํางาน และรวมกันคนหาปญหาและสาเหตุของ ปญหา ตลอดจนการจัดลําดับความสําคัญของปญหา 2) การมีสว นรว มในการวางแผน โดยจะมีการรวมกลุ มอภิ ปรายและแสดงความคิดเห็นเพื่อการกํ าหนด นโยบาย วัตถุประสงค วิธีการ แนวทางการดําเนินงานและทรัพยากรที่จะตองใช 3) การมีสวนรวมในการดําเนินการพัฒนา โดยการสนับสนุนดานวัสดุ อุปกรณ แรงงาน เงินทุนหรือเขารวม บริหารงาน การใชทรัพยากร การประสานงาน และดําเนินการขอความชวยเหลือจากภายนอก 4) การมีสวนรวมในการรับผลประโยชนจากการพัฒนา เปนการนําเอากิจกรรมมาใชใหเกิดประโยชนทั้งดาน วัตถุ และจิตใจโดยอยูบนพื้นฐานของความเทาเทียมกันของบุคคลและสังคม 5) การมีสวนรวมในการติดตามและประเมินผลการพัฒนาเพื่อที่จะแกไขปญหาตางๆที่เกิดขึ้นไดทันที การวิจัยครั้งนี้ทําใหไดกระบวนการการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความ พรอมแกเด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคม : กรณีศึกษาบานลําเปา ตําบลลําไพล อําเภอเทพา จังหวัดสงขลา โดยการวิ จัยเชิง ปฏิ บัติ ก ารแบบมี ส วนร ว มเป นเครื่ องมื อในการส ง เสริ มการมีส ว นร ว มของผูป กครอง ชุ มชน และ หนวยงานที่เกี่ยวของในทุกขั้น ตอน ตั้งแตรวมกันวิเคราะหสภาพ ปญหา การหาแนวทางแกไขรวมกัน การวางแผน ดําเนิ น งาน การดํ าเนิ น งานตามแผน การสรุ ป และประเมิ น ผล เป น รู ป แบบการดํ าเนิ น การที่ มีป ระสิ ท ธิ ภาพและ ก อให เ กิ ด การเปลี่ ยนแปลงในทางที่ ดี แก ทุ ก ฝ า ยที่ เ กี่ ยวข อง ซึ่ ง สอดคล องกั บ ปานกมล พิ สิ ฐ อรรถกุ ล (2546 : บทคั ดย อ) ไดศึ กษาการสง เสริมการส วนรว มและกระบวนการเรียนรู ของประชาชนในการจั ดการมูล ฝอยชุ มชน : กรณีศึกษาเทศบาลตําบลปริก อําเภอสะเดา จังหวัดสงขลา พบวา การใชรูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีสวน ร ว ม สามารถพั ฒ นาการมี ส ว นร ว มและกระบวนการเรี ยนรู ข องชุ ม ชนได และทํ าให เ กิ ด ความตระหนั ก และเห็ น ความสําคัญของการเตรียมความพรอมเด็กปฐมวัย สอดคลองกับเสาวณีย โควตระกูล (2544: 65-69) ไดศึกษาการ เลี้ยงดูและพัฒนาการเด็กชาวกะเหรี่ยงอายุ 0-5 ปในหมูบานพะมอลอ อําเภอแมสะเรียง จังหวัดแมฮองสอน โดยใช เทคนิคการวิจัยเชิง คุณภาพ ผลการศึก ษาพบวา ผูเลี้ยงดู เด็กใหความสําคัญในการดูแลสุขภาพเด็ก และสงเสริ ม พัฒนาการดานรางกาย จิตใจและสังคม แตการจัดสภาพแวดลอมทางกายภาพ สื่อ วัสดุอุปกรณและกิจกรรมตางๆที่ สงเสริมใหเด็กเกิดการเรียนรูยังมีนอย สวนปจจัยที่สงผลตอการเลี้ยงดูเด็ก ประกอบดวย ความพรอมของเด็ก ปจจัย ดานสังคมวัฒนธรรมของชุมชน แกนนําชุมชน และเจาหนาที่ภาครัฐใหการสนับสนุนในการจัดกิจกรรมสงเสริมสุขภาพ ในชุมชนอยางตอเนื่อง 2. ผลของกระบวนการการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพรอมแก เด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคม ผลของกระบวนการการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพรอมแกเด็ก ปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคม พบวา แกนนําชุมชนและผูปกครองกลุมตัวอยางมีความพอใจตอการดําเนินการ

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

125

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

เสริมสรางการมีสวนรวมของผู ปกครองและชุมชนในการเตรียมความพร อมแกเด็ก ปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และ สังคม และคาดหวังวากระบวนการการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพรอมแก เด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคม จะมีความยั่งยืนเนื่องจากการดําเนินงานการเสริมสรางการมีสวนรวมของ ผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพรอมแกเด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคม โดยการวิจัยเชิงปฏิบัติการ แบบมีสวนรวมมีจุดเริ่มตนจากชุมชนไดเขามามีสวนรวมในทุกขั้นตอน แตก็ขึ้นอยูกับปจจัย คือ กลุมแกนนําจะตองมี การดํ าเนิ น งานอย างต อเนื่ องและหน ว ยงานที่ รั บ ผิ ด ชอบจะต องเข ามากระตุ น และตรวจสอบการทํ างานของที ม ดําเนินงานเปนระยะ ผลการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพรอมแกเด็กปฐมวัย ด านอารมณ จิ ต ใจ และสั ง คม หลั ง การดํ าเนิ น งานวิ จั ยเชิ ง ปฏิ บั ติ ก ารแบบมี ส ว นร ว มที่ สํ าคั ญ ที่ นํ ามาอภิ ป รายมี ดังตอไปนี้ 2.1 ผลการดําเนินงานตามโครงการการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความ พรอมแกเด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคม การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีสวนรวม (Participatory Action Research) โดยมุงเนนใหผูปกครองและชุมชนเขา มามีสวนรวมในการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพรอมแกเด็กปฐมวัยดาน อารมณ จิตใจ และสังคม สงผลใหผูปกครองและชุมชนมีความตระหนักและเห็นความสําคัญของเด็กที่จะเปนอนาคต ของชาติตอไป การเขามามีสวนรวมในทุกกระบวนการทําใหทุกคนมีเปาหมายในการดําเนินงานและมีค วามรูสึกเปน เจาของโครงการ จึงมีความสนใจที่จะเขารวมกิจกรรม ซึ่งสอดคลองกับงานวิจัยของวิสุทธิศักดิ์ หวานพรอม (2543 : บทคัดยอ) ไดศึกษาผลการใชกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีสวนรวมเพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรคของเด็ก ปฐมวั ยในระดับ ชั้นอนุ บาลป ที่ 2 ของโรงเรียนบานพระมวง สํานัก งานการประถมศึกษาอําเภอกัน ตัง จังหวั ดตรั ง จํานวน 33 คน ผูมีสวนรวมในกระบวนการวิจัยประกอบดวยผูวิจัย คณะครู พอแมผูปกครอง ผูนําศาสนา และผูนํา ชุ ม ชนกลุ ม ต างๆ ผลการวิ จั ย พบว า การนํ า กระบวนการวิ จั ย เชิ ง ปฏิ บั ติ ก ารแบบมี ส ว นร ว มไปใช ส ง ผลใ ห เ ด็ ก กลุมเปาหมายมีคะแนนเฉลี่ยของความคิดสรางสรรคและมีพฤติกรรมที่แสดงออกในดานความคิดสรางสรรคหลังเขา รวมกระบวนการวิจัยเพิ่มขึ้นกวากอนเขารวมกระบวนการวิจัย และพบวากระบวนการวิจัยนี้สามารถระดมการมีสวน รวมของผูมีสวนเกี่ยวของในการแกปญหาการวิจัยไดทุกขั้นตอนของกระบวนการวิจัยและวิทยา นุชนานนทเทพ (2550 : บทคัดยอ) ไดศึกษาการสงเสริมการมีสวนรวมในกระบวนการเรียนรูของชุมชน เพื่อปองกันโรคอุจจาระรวงในเด็กอายุ ต่ํากวา 5 ป เปนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีสวนรวม ประกอบดวย การเขามามีสวนรวมของแกนนํา ชุมชนที่ไดรับ การยอมรับของชุมชนมารวมทีมวิจัย รวมกันศึกษาปญหา วิเคราะหทางเลือก หาแนวทางแกปญหา การวางแผนงาน โดยใชวิธีการจัดกระบวนการเรียนรูที่หลากหลาย ไดแก การจัดเวทีประชาคม เทคนิค AIC แผนภูมิความคิด บัตรคํา โดยทีมวิ จัยทําหนาที่กระตุนใหชุ มชนรับ รูและตระหนัก ถึงปญหาโรคอุจ จาระร วงในเด็กอายุต่ํ ากวา 5 ป และชุมชน รวมมือกันปฏิบัติตามแผนงาน โดยมีทีมดําเนินการในชุมชนเปนแกนนํารับผิดชอบแบงพื้นที่เปนโซนตามโครงสรางการ บริหารงานของหมูบาน ตลอดงานรวมกันติดตาม ประเมินผล และสรุปบทเรียน 2.2 ความรูเกี่ยวกับการเตรียมความพรอมเด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคมของผูปกครอง กระบวนการการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพรอมแกเด็กปฐมวัย ดานอารมณ จิตใจ และสังคม ผูปกครองและชุมชนเขามามีสวนรวมในทุกขั้นตอน สงผลใหผูปกครองมีความรูในการ เตรียมความพรอมเด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคม เพิ่มขึ้นกวากอนเขารวมกระบวนการวิจัย 2.3 การปฏิบัติในการเตรียมความพรอมเด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคมของผูปกครอง

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

126

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

การดําเนินการเสริมสรางการมีสว นรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพรอมแกเด็ กปฐมวั ย ดานอารมณ จิต ใจ และสัง คม จากการที่ ผูป กครองได เ ขามามีส ว นร วมในการระดมความคิด เห็ น และหาแนวทาง รวมกันในการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพรอมแกเด็กปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคม ชวยใหผูปกครองมีการปฏิบัติในภาพรวมอยูในระดับดี ซึ่งสอดคลองกับงานวิจัยของรุจิรา กี่สวัสดิ์ คอน (2543: บทคัดยอ) ไดศึกษาความสัมพันธระหวางการอบรมเลี้ยงดูกับความพรอมทางการเรียนของนักเรียนชั้น อนุ บ าล 1 จํ า นวน 168 คน พบว า นั ก เรี ยนชั้ น อนุ บ าล 1 โดยส ว นรวมและจํ าแนกตามวิ ธี ก ารอบรมเลี้ ยงดู แบบ ประชาธิ ป ไตยและแบบเข มงวดกวดขั น มีความพร อมทางการเรี ยนโดยรวมและรายดาน 3 ด าน คื อ ความพร อม ทางดานรางกาย สติปญญาและดานอารมณและสังคมอยูในระดับมาก สวนเด็กที่ไดรับการอบรมเลี้ยงดูแบบปลอย ปละละเลย มีความพรอมทางการเรียนโดยรวมและรายดาน 2 ดาน คือ ความพรอมดานสติปญญา และความพรอม ดานอารมณ และสั ง คม อยู ใ นระดั บปานกลาง ส วนความพรอมดานรางกายอยูใ นระดั บ มาก และจากการสัง เกต สัมภาษณ ทั้งผูปกครองและเด็กมีการเปลี่ยนแปลงดานพฤติกรรม เชน การเปดโอกาสใหลูกไปเลนกับเพื่อนบาน ลูก สามารถอยูรวมกับผูอื่นได ซึ่งสอดคลองกับงานวิจัยของชไมมน ศรีสุรักษ (2553 : 1-17) ไดศึกษา การพัฒนา รูปแบบการเรียนรูจริยธรรมสําหรับเด็กปฐมวัย “แบบสรางตนเพื่อชีวิตและสังคม” โดยใชภูมิปญญาทองถิ่นเปนฐาน และผูปกครองมีสวนรวม พบวา ภูมิปญญาทองถิ่นที่ใชเปนฐานจัดการเรียนรูจริยธรรมสําหรับเด็กปฐมวัย “แบบสราง ตนเพื่อชีวิตและสังคม” ทําใหเด็กมีผลสัมฤทธิ์การเรียนรูจริยธรรมสูงขึ้น เนื่องจากเด็กไดเรียนรูจากเรื่องใกลตัว จาก เรื่องราวที่เด็กพบเห็นในชีวิตประจําวัน ทําใหเด็กเขาใจงาย และรูสึกประสบผลสําเร็จในการเรียนรูทําใหกระตุนเรา ความสนใจในการเรียนรู ในขั้ นต อไป และจากผลการศึกษาสามารถสร างและพั ฒนารูป แบบการเรียนรู จริ ยธรรม สําหรับเด็กปฐมวัย “แบบสรางตนเพื่อชีวิตและสังคม” โดยใชภูมิปญญาทองถิ่นเปนฐานและผูปกครองมีสวนรวมใน รูปแบบของแผนการจัดประสบการณการเรียนรูที่ประกอบดวยหนวยการเรียนรูเรื่อง “ธรรมชาติคือชีวิต” และพบวา การใหผูปกครองมีสวนรวมจัดการเรียนรูจริยธรรมสําหรับเด็กปฐมวัย“แบบสรางตนเพื่อชีวิตและสังคม” โดยใชภูมิ ปญญาทองถิ่นเปนฐาน ทําใหผลสัมฤทธิ์การเรียนรูจริยธรรมสําหรับเด็กปฐมวัยสูงขึ้น นอกจากนี้ยังพบวาเด็กปฐมวัย และผูปกครองของเด็กปฐมวัยทั้งสองกลุมมีความพึงพอใจในรูปแบบการเรียนรูจริยธรรม “แบบสรางตนเพื่อชีวิตและ สังคม” โดยใชภูมิปญญาทองถิ่นเปนฐานทั้งในรูปแบบที่ผูปกครองมีสวนรวมและไมมีสวนรวม แตกลุมควบคุม มีความ คิดเห็นวาตองการใหผูปกครองทําการบานแบบมีสวนรวมกับลูกหลานที่บานหรือที่ชุมชนเพิ่มมากขึ้น ผลของกระบวนการการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพรอมแกเด็ก ปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคม สงผลใหผูปกครองและชุมชนตระหนักถึงความสําคัญของการเสริมสรางการมี สว นร ว มของผู ปกครองและชุ มชนในการเตรี ยมความพร อมแกเ ด็ กปฐมวั ยด านอารมณ จิ ตใจ และสั งคมและเห็ น ความสําคัญของการทํางานรวมกัน เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู นํามาซึ่งกิจกรรมและโครงการ คือ การใหความรู แก ผูปกครองเด็กปฐมวัย และโครงการสายสัมพันธสานครอบครัว ชุมชน พัฒนาลูกนอย ขอเสนอแนะ ผลการวิจั ยเรื่องการเสริมสร างการมี สว นร วมของผูป กครองและชุมชนในการเตรี ยมความพร อมแก เด็ ก ปฐมวัยดานอารมณ จิตใจ และสังคม ผูวิจัยมีขอเสนอแนะใน 2 ลักษณะ ดังนี้ 1. ขอเสนอแนะเพื่อการนําไปใช

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

127

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

1.1 การเสริมสร างการมี สว นรว มของผู ปกครองและชุ มชนในการเตรียมความพร อมแก เด็ ก ปฐมวัย ด าน อารมณ จิตใจ และสังคม ควรใหความสําคัญกับการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชน และควรใหความสําคัญกับ การสรางความตระหนักแกผูปกครองและกลุมแกนนําชุมชน เพื่อนําไปสูการมีสวนรวมอยางแทจริง 1.2 ผู ที่ทํ างานรว มกั บชุ มชนควรมีคุ ณลั กษณะที่ดี คื อ มี ความตั้ง ใจจริ ง มีทั กษะและมนุ ษยสัมพัน ธและมี เทคนิคในการกระตุนใหชุมชนเขามามีสวนรวม 1.3 ควรมีการบูรณาการการทํางานเขาดวยกันในดานการวางแผน การปฏิบัติงานรวมกัน เพื่อแบงเบาภาระ งานของแกนนําชุมชนที่ตองรับผิดชอบงานกับทุกหนวยงาน 1.4 การไดรับการสนับสนุนจากผูนําชุมชน วิธีการวิจัยนี้ตองอาศัยการมีสวนรวมจากทุกฝายที่เกี่ยวของ ซึ่ง จากผลการวิจัยครั้งนี้ ทําใหทราบวาผูนําชุมชนและกลุมตางๆ มีบทบาทสําคัญในการระดมการมีสวนรวมจากผูมีสวน เกี่ยวของทุกฝาย ดังนั้นในการนําวิธีการวิจัยครั้งนี้ไปประยุกตใชถาไดรับการสนับสนุนหรือสงเสริมจากบุคคลดังกลาว แลวยอมสงผลใหการมีสวนรวมในกระบวนการวิจัยประสบผลสําเร็จได 2. ขอเสนอแนะในการทําวิจัยครั้งตอไป 2.1 ควรศึกษาการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพรอมแกเด็กปฐมวัย ดานอารมณ จิตใจ และสังคม กับชุมชนที่มีบริบทตางกัน 2.2 ควรมีการวางแผนการวิจัยใหเหมาะสม เปนโครงการตอเนื่อง เพื่อใหเห็นผลในระยะยาว 2.3 ควรศึกษาการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูปกครองและชุมชนในการเตรียมความพรอมแกเด็กปฐมวัย แบบองครวมทั้งทางดานรางกาย สติปญญา อารมณ จิตใจ และสังคม

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

128

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

บรรณานุกรม ชไมมน ศรีสุรักษ. 2553. การพัฒนารูปแบบการเรียนรูจริยธรรมสําหรับเด็กปฐมวัย “แบบสรางตนเองเพื่อ ชี วิ ต และสั ง คม” โดยใช ภู มิ ปญ ญาท อ งถิ่ น เป น ฐาน และผู ป กครองมี ส ว นร ว ม. วารสารวิ ช าการ “พิฆเนศวรสาร” มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม. (ออนไลน). สืบคนไดจาก http://www.cmru.ac.th/web51/cmrujournal_download.php. [21 พฤศจิกายน 2555]. บัณฑร ออนคํา. 2541. รูปแบบการมีสวนรวม. กรุงเทพฯ: สํานักงานคณะกรรมการปองกัน ยาเสพติดใหโทษ. ปานกมล พิสิฐอรรถกุล. 2546. การสงเสริมการมีสวนรวมและกระบวนการเรียนรูของประชาชนในการจัดการ มูลฝอยชุมชน : กรณีศึกษาเทศบาลตําบลปริก อําเภอสะเดา จังหวัดสงขลา. วิทยานิพนธวิทยาศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาสิ่งแวดลอมศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร. (สําเนา). ปาริชาติ วลัยเสถียร และคณะ. 2543. กระบวนการและเทคนิคการทํางานของนักพัฒนา.กรุงเทพฯ: สํานักงาน กองทุนสนับสนุนการวิจัย. ภรณี คุรุรัตนะ. 2540. เด็กปฐมวัยในทามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลง. วารสารการศึกษาปฐมวัย. (มกราคม), 43-51. รุจิรา กี่สวัสดิ์คอน. 2543. ความสัมพันธระหวางการอบรมเลี้ยงดูกับความพรอมทางการเรียนของเด็กอนุบาล 1. วิ ท ยานิ พ นธ ป ริ ญ ญาการศึ ก ษามหาบั ณ ฑิ ต สาขาวิ ช าจิ ต วิ ท ยการศึ ก ษามหาวิ ท ยาลั ยมหาสารคาม. (สําเนา). วราภรณ รักวิจัย. 2540. การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ: แสงศิลปการพิมพ. วิท ยา นุช นานนทเ ทพ. 2550. การส ง เสริมการมี สวนรวมในกระบวนการเรี ยนรู ของชุมชน เพื่อป องกั นโรค อุจจาระรวงในเด็กอายุต่ํากวา 5 ป : กรณีศึกษาตําบลปูโยะ อําเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส. วิ ท ย า นิ พ น ธ ป ริ ญ ญ า ศึ ก ษ า ศ า ส ต ร ม ห า บั ณ ฑิ ต ส าข า วิ ช าศึ ก ษ า ศ า ส ต ร เ พื่ อ พั ฒ น า ชุ ม ช น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร. (สําเนา). วิสุทธิศักดิ์ หวานพรอม. 2543. การวิชัยเชิงปฏิบัติการแบบมีสวนรวมเพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรคของเด็ก ปฐมวัย. วิทยานิพนธศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิจัยและสถิติการศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม . (สําเนา). เสาวณีย โคว ตระกูล . 2544. การเลี้ยงดู และพัฒนาการเด็ ก ชาวกะเหรี่ยงอายุ 0-5 ป ในหมู บา นพะมอลอ อําเภอแมสะเรียง จังหวัดแมฮองสอน. วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสงเสริม สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม. (สําเนา).

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

129

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

บทความวิจัย

แนวคิดเชิงความหมายในพจนานุกรม อัลุมฮาเราะห (Al Jamahara) ของอิบนุ ดุริด (Duraid) ซอฮีบุลบะหรี บินโมง บทคัดยอ วั ต ถุ ป ระสงค ข องการศึ ก ษาวิ จั ยในหั ว ข อ “แนวคิ ด เชิ ง ความหมายในพจนานุ ก รม อั ล ุ ม ฮาเราะห (Al Jamahara) ของอิบ นุ ดุริด (Duraid), ซึ่งผูวิ จัยมีวัตถุ ประสงคเ พื่อศึกษาภู มิหลังประวัติของ อิบนุ ดุริด (Duraid) และ แนวทาง (วิ ธี ก าร) ที่ มีทั ศ นะในพจนานุก รม อั ลุ มฮาเราะห (Al Jamahara) รวมไปถึ งแนวทางความคิด ที่ อยู ใ น พจนานุกรมนั้นดวย การศึกษาครั้งนี้ผูวิจัยไดนําเสนอเกี่ยวกับชีวประวัติของ อิบนุ ดุริด Duraid ตลอดจนรวมถึงแนวการอธิบาย วิเคราะหที่แสดงถึงความหมายในพจนานุกรมของอัลุมฮาเราะหอีกดวย ความสําคัญของการวิจัย 1.สถานะของอิบนุ ดุริด และจุดยืนตอการศึกษาในหลักภาษา 2.แนวทางการคนพบวิเคราะหเชิงความหมายของอิบนุ ดุริดในพจนานุกรม อัลุมฮาเราะห 3.วิธีการของอิบนุ ดุริดที่มีตอแนวคิดเชิงความหมาย ใชวิธีการเรียงตามตัวอักษร คําสําคัญ: ความคิด, อัลุมฮาเราะห อิบนุดุริด

นักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิชาภาษาอาหรับและวรรณคดี, คณะบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยนีลัยน, ซูดาน

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

130

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

RESEARCH

The indicative thought of Al-jamahara Lexicon by Ibn Duraid 

Sohibulbahri Binmong

Abstract This scientific paper sheds light on “The indicative thought of Al-jamahara Lexicon by Ibn Duraid”. It aims to stand on the biography of Ibn Duraid and his approach in his lexicon Al-jamhara and stand on the functional efforts of Al-jamahara The researcher uses the historical for the biography and the analytical descriptive method to analyze efforts of Ibn Duraid in his lexicon his notices on the indicative thought. Main results of the paper: 1.An introduction of Ibn Duraid and his status on the Language studies. 2. The concentration on indicative thought. 3. The methodology of Ibn Duraid as Al-Khalil except he use the alphabet Inversely. Keywords: Thinking, Al Jamahara, Ibnu Duraid

อัล-นูร

Graduate Student, Department of Arabic Language and Literature, Graduate School, Neelain University.


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2012‬‬

‫‪131‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปที่ 7 ฉบับที่ 13‬‬

‫ﺍﻟﻔﻜﺮ ﺍﻟﺪﻻﱄ ﰲ ﻣﻌﺠﻢ ﺍﳉﻤﻬﺮﺓ‬ ‫ﻣﻠﺨﺺ‬ ‫ﺗﻨﺎﻭﻟﺖ ﻫﺬﻩ ﺍﻟﻮﺭﻗﺔ ﺍﻟﻌﻠﻤﻴﺔ "ﺍﻟﻔﻜﺮ ﺍﻟﺪﻻﱄ ﰲ ﻣﻌﺠﻢ ﺍﳉﻤﻬﺮﺓ" ﻻﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ‪ ،‬ﺣﻴﺚ ﻫﺪﻓﺖ ﻫﺬﻩ ﺍﻟﺪﺭﺍﺳﺔ‬ ‫ﻟﻠﻮﻗﻮﻑ ﻋﻠﻰ ﺳﲑﺓ ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﻭﻣﻨﻬﺠﻪ ﰲ ﻣﻌﺠﻤﻪ ﺍﳉﻤﻬﺮﺓ ﻭﺍﻟﻮﻗﻮﻑ ﻋﻠﻰ ﺟﻬﻮﺩﻩ ﺍﻟﺪﻻﻟﻴﺔ ﺍﻟﻮﺍﺭﺩﺓ ﻓﻴﻪ ‪.‬‬ ‫ﻭﻗﺪ ﺍﺳﺘﺨﺪﻡ ﺍﻟﺒﺎﺣﺚ ﰲ ﺍﻟﺪﺭﺍﺳﺔ ﺍﳌﻨﻬﺞ ﺍﻟﺘﺎﺭﳜﻲ ﺣﻴﺚ ﻭﻗﻒ ﻋﻠﻰ ﺳﲑﺓ ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﻭﺍﻟﻮﺻﻔﻲ ﺍﻟﺘﺤﻠﻴﻠﻲ‬ ‫ﺣﻴﺚ ﺑﻴ‪‬ﻦ ﺟﻬﻮﺩﻩ ﰲ ﻣﻌﺠﻤﻪ ﻭﻓﻜﺮﻩ ﺍﻟﺪﻻﱄ ﻣﻦ ﺧﻼﻟﻪ‪ .‬ﻭﺧﻠﺼﺖ ﻫﺬﻩ ﺍﻟﻮﺭﻗﺔ ﺇﱃ ﻋﺪﺓ ﻧﺘﺎﺋﺞ ؛ ﺃﳘﻬﺎ‪ :‬ﺃﻭﻻﹰ‪-‬‬ ‫ﺍﻟﺘﻌﺮﻑ ﺑﺎﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﻭﻣﻜﺎﻧﺘﻪ ﰲ ﺍﻟﺪﺭﺍﺳﺎﺕ ﺍﻟﻠﻐﻮﻳﺔ‪ .‬ﺛﺎﻧﻴﺎﹰ‪ -‬ﺍﻟﻜﺸﻒ ﻋﻦ ﺍﻟﻔﻜﺮ ﺍﻟﺪﻻﱄ ﻻﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﻣﻦ ﺧﻼﻝ‬ ‫ﺍﳉﻤﻬﺮﺓ‪ .‬ﺛﺎﻟﺜﺎﹰ‪ -‬ﺃﻓﺎﺩ ﰲ ﻣﻨﻬﺠﻪ ﻣﻦ ﺍﳋﻠﻴﻞ ﺇﻻﱠ ﺃﻧﻪ ﺍﺗﺒﻊ ﺍﻟﺘﻘﻠﻴﺐ ﺍﳍﺠﺎﺋﻲ‪.‬‬

‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2012‬‬

‫‪132‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปที่ 7 ฉบับที่ 13‬‬

‫ﺍﳌﻘﺪﻣﺔ‬

‫ﺍﳊﻤﺪ ﺍﷲ ﻭﺍﻟﺼﻼﺓ ﻭﺍﻟﺴﻼﻡ ﻋﻠﻰ ﺃﺷﺮﻑ ﺍﻷﻧﺒﻴﺎﺀ ﻭﺍﳌﺮﺳﻠﲔ‪ ،‬ﻭﻋﻠﻰ ﺁﻟﻪ ﻭﺻﺤﺒﻪ ﺃﲨﻌﲔ‪ ،‬ﺃﻣﺎ ﺑﻌﺪ؛‬ ‫ﻭﻛﺎﻥ ﻣﻦ ﺃﻭﺍﺋﻞ ﺍﻟﻌﻠﻮﻡ ﺍﻟﱵ ﺣﻈﻴﺖ ‪‬ﺬﺍ ﺍﻻﻫﺘﻤﺎﻡ ) ﻋﻠﻢ ﺻﻨﺎﻋﺔ ﺍﳌﻌﺠﻢ( ﻓﻬﺎ ﻫﻮ ﺍﳋﻴﻞ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ‬ ‫ﺍﻟﻔﺮﺍﻫﻴﺪﻱ ﻳﻘﺪﻡ ﻟﻨﺎ ﻣﻌﺠﻤﺎﹰ ﻷﻟﻔﺎﻅ ﺍﻟﻠﻐﺔ ﺍﻟﻌﺮﺑﻴﺔ ﻳﺴﺘﺨﺪﻡ ﻣﺒﺪﺃ ﺭﻳﺎﺿﻴﺎﹰ ﰲ ﺣﺼﺮ ﻣﻔﺮﺩﺍ‪‬ﺎ ﻳﺆﻫﻠﻪ ﻷﻥ ﻳﺴﺘﻘﺼﻲ‬ ‫ﲨﻴﻊ ﻣﻔﺮﺩﺍﺕ ﺍﻟﻠﻐﺔ ﺍﻟﻌﺮﺑﻴﺔ ﻭﺗﻘﻠﻴﺒﺎ‪‬ﺎ‪ ،‬ﰒ ﺍﺯﺩﻫﺮﺕ ﺻﻨﺎﻋﺔ ﺍﳌﻌﺠﻢ ﻣﻦ ﺑﻌﺪﻩ ﺑﻄﺮﻕ ﺟﺪﻳﺪﺓ ﻣﺒﺘﻜﺮﺓ‪ ،‬ﻛﺎﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ‬ ‫ﺍﻟﺬﻱ ﺁﺛﺮ ﺍﻟﺘﺮﺗﻴﺐ ﺍﻷﻟﻔﺒﺎﺋﻲ ﳊﺮﻭﻑ ﺍﳍﺠﺎﺀ‪ ،‬ﻷﻥ ﻫﺬﺍ ﺍﻟﺘﺮﺗﻴﺐ ﺍﻷﺧﲑ ﻻ ﻳﻌﺮﻓﻪ ﺍﻟﻠﻐﻮﻳﻮﻥ ﻓﺤﺴﺐ؛ ﺑﻞ ﻛﺬﻟﻚ‬ ‫ﻋﺎﻣﺔ ﺍﻟﻨﺎﺱ ﻭﻫﻢ ﺍﻟﺬﻳﻦ ﻛﺎﻥ ﺍﺑﻦ ﺩﻳﺪ ﻳﺄﻣﻞ ﰲ ﻣﺴﺎﻋﺪ‪‬ﻢ ﲟﻌﺠﻤﻪ ﺍﳉﻤﻬﺮﺓ ‪.‬‬ ‫ﻫﺬﻩ ﺍﻟﻮﺭﻗﺔ ﺍﻟﻌﻠﻤﻴﺔ ﺗﻨﺎﻭﻟﺖ ﺍﻟﺪﺭﺍﺳﺔ ﺣﻮﻝ "ﺍﻟﻔﻜﺮ ﺍﻟﺪﻻﱄ ﰲ ﻣﻌﺠﻢ ﺍﳉﻤﻬﺮﺓ" ﻻﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ‪ ،‬ﻭﲢﻮﻱ ﻣﺎ‬ ‫ﻳﻠﻲ ‪.1 :‬ﺍﻟﺘﻌﺮﻳﻒ ﺑﺎﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ‪.‬‬ ‫‪.2‬ﺍﻟﺘﻌﺮﻳﻒ ﺑﺎﳉﻤﻬﺮﺓ‪.‬‬ ‫‪.3‬ﺍﻟﻔﻜﺮ ﺍﻟﺪﻻﱄ ﻟﻪ ﻣﻦ ﺧﻼﻝ ﻣﻌﺠﻤﻪ ﺍﳉﻤﻬﺮﺓ‪.‬‬ ‫ﺍﻟﺘﻌﺮﻳﻒ ﺑﺎﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ‬ ‫ﺃﻭﻻﹰ ‪ -‬ﺍﲰﻪ ﻭﻧﺴﺒﻪ‪:‬‬ ‫"ﻫﻮ ﺃﺑﻮ ﺑﻜﺮ ﳏﻤﺪ ﺑﻦ ﺍﳊﺴﻦ ﺑﻦ ﺩ‪‬ﺭﹺﻳ‪‬ﺪ ﺑﻦ ﻋ‪‬ﺘ‪‬ﺎﻫ‪‬ﻴﺔ ﺑﻦ ﺣ‪‬ﻨ‪‬ﺘ‪‬ﻢ ﺑﻦ ﺣﺴﻦ )ﺍﺑﻦ ﻫﺸﺎﻡ ﺍﻟﻠﺨﻤـﻲ‪:1980 ،‬‬ ‫‪ (104‬ﺍﺑﻦ ﺣ‪‬ﻤ‪‬ﺎﻣ‪‬ﻲ‪ ‬ﺑﻦ ﺟ‪‬ﺮ‪‬ﻭ ﺍﺑﻦ ﻭﺍﺳﻊ ﺑﻦ ﻭﻫﺐ ﺑﻦ ﺳﻠﻤﺔ ﺑﻦ ﺣ‪‬ﻨ‪‬ﺘ‪‬ﻢ ﺑﻦ ﺣﺎﺿﺮ ﺑﻦ ﺣ‪‬ﻨ‪‬ﺘ‪‬ﻢ ﺍﺑﻦ ﻇﺎﱂ ﺑـﻦ ﺣﺎﺻﺮ‬ ‫ﺑﻦ ﺃﺳﺪ ﺑﻦ ﻋﺪﻯ‪ ‬ﺍﺑﻦ ﻋﻤﺮﻭ ﺑﻦ ﻣﺎﻟﻚ ﺑﻦ ﻓﹶﻬ‪‬ﻢ ﺑﻦ ﻏﺎﱎ ﺑﻦ ﺩ‪‬ﻭ‪‬ﺱ ﺑﻦ ﻋ‪‬ﺪﺛﺎﻥ ﺑـﻦ ﻋﺒﺪ ﺍﷲ ﺑﻦ ﺯﻫﲑﺍﻥ ﺑﻦ ﻛﻌﺐ‬ ‫ﺑـﻦ ﺍﳊﺎﺭﺙ ﺍﺑﻦ ﻛﻌﺐ ﺑـﻦ ﻋﺒﺪ ﺍﷲ ﺑـﻦ ﻣﺎﻟﻚ ﺑﻦ ﻧ‪‬ﺼﺮ ﺑﻦ ﺍﻷﺯﺩ ﺑﻦ ﺍﻟﹶﻐ‪‬ﻮﺙ ﺑﻦ ﻧ‪‬ﺒ‪‬ﺖ ﺑـﻦ ﻣﺎﻟﻚ ﺑﻦ ﺯﻳـﺪ‬ ‫ﺍﺑـﻦ ﻛﻬﻼﻥ ﺍﺑـﻦ ﺳ‪‬ﺒ‪‬ﺄ ﺑﻦ ﻳ‪‬ﺸ‪‬ﺠ‪‬ﺐ ﺑﻦ ﻳﻌـﺮ‪‬ﺏ ﺑﻦ ﻗﺤﻄﺎﻥ"‪ .‬ﺍﻷﺯﺩﻱ ﺍﻟﻌﻤﺎﱐ ﺍﻟﻠﻐﻮﻱ ﺍﻟﺒﺼﺮﻱ ﺇﻣﺎﻡ ﻋﺼﺮﻩ ﰲ‬ ‫ﺍﻟﻠﻐﺔ ﻭﺍﻵﺩﺏ‪ ،‬ﻓﻬﻮ ﻋﺮﰊ ﺍﻷﺭﻭﻣﺔ‪ ،‬ﺷﺮﻳﻒ ﺍﻟﻨﺴﺐ )ﺍﻟﺒﻐﺪﺍﺩﻱ‪.(194-191 :1997 ،‬‬ ‫ﺛﺎﻧﻴﺎﹰ ‪ -‬ﻣﻮﻟﺪﻩ ﻭﻧﺸﺄﺗﻪ‪:‬‬ ‫ﲡﻤﻊ ﻣﻌﻈﻢ ﺍﻟﺮﻭﺍﻳﺎﺕ ﻋﻠﻰ ﺃﻥ ﻣﻮﻟﺪﻩ ﻛﺎﻥ ﰲ ﺍﻟﺒﺼﺮﺓ‪ ،‬ﰲ ﺳﻜﹼﺔ ﺻﺎﱀ ﺳﻨﺔ ﺛﻼﺙ ﻭﻋﺸﺮﻳﻦ ﻭﻣـﺎﺋﺘﲔ‬ ‫ﻟﻠﻬﺠﺮﺓ )ﺳﻨﺔ ‪223‬ﻫـ‪837/‬ﻡ(‪ ،‬ﰲ ﺧﻼﻓﺔ ﺍﳌﻌﺘﺼﻢ‪ ،‬ﻭﻳﺒﺪﻭ ﺃﻥ ﻭﺍﻟﺪﻩ ﺗﻮﰲ ﻋﻨﻪ ﺻﻐﲑﺍﹰ‪ ،‬ﻭﱂ ﻳﻜﻦ ﻟﻪ ﰲ ﺣﻴﺎﺗﻪ ﺃﺛﺮ‪،‬‬ ‫ﻓﻬﻮ ﻻ ﻳﺮﻭﻱ ﻋﻨﻪ ﺷﻴﺌﺎﹰ‪ ،‬ﻭﱂ ﻳﺮﺛﻪ ﻓﻴﻤﺎ ﻭﺻﻠﻨﺎ ﻣﻦ ﺷﻌﺮﻩ‪ ،‬ﻭﻧﺸﺄ ﻭﺗﻌﻠﻢ ﻓﻴﻬﺎ ﺍﻟﻠﻐﺔ ﻭﺃﺷﻌﺎﺭ ﺍﻟﻌﺮﺏ‪ ،‬ﻭﻗﺮﺃ ﻋﻠﻰ ﺃﻳﺪﻱ‬ ‫ﻋﻠﻤﺎﺀ ﺍﻟﺒﺼﺮﺓ‪ ،‬ﻭﺗﺎﺑﻊ ﻓﻴﻬﺎ ﺣﻠﻘﺎﺕ ﺍﻟﺪﺭﻭﺱ ﺍﳌﺨﺘﻠﻔﺔ‪ ،‬ﺍﻟﻌﺎﻣﺮﺓ ﺑﻜﺒﺎﺭ ﺍﻟﻌﻠﻤﺎﺀ‪ ،‬ﺷﺄﻥ ﺃﺗﺮﺍﺑﻪ ﰲ ﺫﻟﻚ ﺍﻟﻌﺼﺮ‪ ،‬ﻳﻨﺎﻗﺶ‬ ‫ﻛﻐﲑﻩ ﰲ ﳐﺘﻠﻒ ﻣﺴﺎﺋﻞ ﺍﻟﻠﻐﺔ ﻭﺍﻟﺸﻌﺮ‪ ،‬ﻭﺣﻀﺮ ﳎﺎﻟﺲ ﺃﰊ ﺣﺎﰎ ﺍﻟﺴﺠﺴﺘﺎﱐ )ﺕ ﺣﺪﻭﺩ ﺳﻨﺔ ‪250‬ﻫـ‪864/‬ﻡ(‪،‬‬ ‫ﻭﺍﺳﺘﻔﺎﺩ ﻣﻨﻪ ﻣﻌﺮﻓﺔ ﺑﺄﺳﺮﺍﺭ ﺍﻟﻠﻐﺔ ﻭﺩﻗﺎﺋﻘﻬﺎ‪ ،‬ﻭﻟﺰﻡ ﺩﺭﻭﺱ ﻋﺒﺪ ﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﻋﺒﺪ ﺍﻟﺮﲪﻦ ﺍﻟﺸﻬﲑ ﺑﺎﺑﻦ ﺃﺧﻲ ﺍﻷﺻﻤﻌﻲ‬ ‫)ﺕ‪240‬ﻫـ‪855/‬ﻡ(‪ ،‬ﻓﺮﻭﻯ ﻋﻨﻪ ﺍﻟﻌﺪﻳﺪ ﻣﻦ ﻛﺘﺐ ﻋﻤﻪ ﻭﺃﺧﺒﺎﺭﻩ‪ ،‬ﻭﻣﻦ ﺍﻟﻨﻮﺍﺩﺭ ﻭﺍﻟﺸﻮﺍﺭﺩ ﻭﺍﻷﻟﻐﺎﺯ ﺍﻟﱵ ﻻ ﺗﺮﻭﻯ‬ ‫ﺇﻻﹼ ﻋﻦ ﺃﻣﺜﺎﻟﻪ‪ ،‬ﻭﻛﺎﻥ ﻳﺘﺮﺩﺩ ﺃﻳﻀﺎﹰ ﻋﻠﻰ ﺣﻠﻘﺔ ﺃﰊ ﺍﻟﻔﻀﻞ ﺍﻟﺮﻳﺎﺷﻲ )ﺕ‪257‬ﻫـ‪871/‬ﻡ(‪ ،‬ﻭﻛﺎﻥ ﻣﻦ ﺃﻋﻼﻡ ﻋﺼﺮﻩ‬ ‫ﰲ ﺍﻟﻨﺤﻮ ﻭﺍﻻﺷﺘﻘﺎﻕ‪ ،‬ﻭﺭﻭﻯ ﻋﻨﻪ ﻣﺴﺎﺋﻞ ﰲ ﺍﻟﻐﺮﻳﺐ ﺗﻔﺮﺩ ‪‬ﺎ‪ ،‬ﻭﻣﻜﻨﺘﻪ ﻣﻦ ﻗﻠﻮﺏ ﻣﺮﻳﺪﻳﻪ ﻣﻦ ﺍﻟﻄﻼﺏ ﺳﻮﺍﺀ ﰲ‬ ‫ﺍﻟﺒﺼﺮﺓ ﺃﻡ ﰲ ﺑﻐﺪﺍﺩ‪ ،‬ﰒ ﺍﻧﺘﻘﻞ ﻣﻦ ﺍﻟﺒﺼﺮﺓ ﺇﱃ ﻋ‪‬ﻤﺎﻥ ﻣﻊ ﻋﻤ‪‬ﻪ ﺍﳊﺴﲔ ﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ‪-‬ﻭﻛﺎﻥ ﺷﺎﺑﺎ‪ -‬ﺣﲔ ﺍﺳﺘﻮﱃ ﻋﻠﻴﻬﺎ‬ ‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2012‬‬

‫‪133‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปที่ 7 ฉบับที่ 13‬‬

‫ﺍﻟﺰﻧﺞ ﰲ ﺷﻮﺍﻝ ﺳﻨﺔ ‪257‬ﻫـ‪871/‬ﻡ ‪ .‬ﻭﺃﻋﻤﻠﻮﺍ ﺍﻟﺴﻴﻒ ﰲ ﺭﻗﺎﺏ ﺃﻫﻠﻬﺎ‪ ،‬ﻭﺫﻫﺐ ﺿﺤﻴﺘﻬﻢ ﺧﻠﻖ ﻛﺜﲑ‪ ،‬ﲟﺎ ﻓﻴﻬﻢ‬ ‫ﺃﺳﺘﺎﺫﻩ ﺍﻟﺮﻳﺎﺷﻲ‪ ،‬ﻭﺃﻗﺎﻡ ﺑﻌ‪‬ﻤﺎﻥ ﺍﺛﻨﱴ ﻋﺸﺮﺓ ﺳﻨﺔ‪ ،‬ﺷﺎﺭﻙ ﻓﻴﻬﺎ ﻗﺒﻴﻠﺘﻪ ﺃﻣﻮﺭﻫﺎ‪ ،‬ﻭﺍﺯﺩﺍﺩﺕ ﺻﻠﺘﻪ ﺑـﺒﻼﺩ ﺃﺟـﺪﺍﺩﻩ‪،‬‬ ‫ﻭﺑﺮﺅﺳﺎﺀ ﻗﻮﻣﻪ‪ ،‬ﻭﺑﲏ ﻋﻤﻮﻣﺘﻪ ﻣﻦ ﺍﻷﺯﺩ‪ ،‬ﻭﺃﺛﺮﻯ ﻋﻴﺸﻪ ﰲ ﻫﺬﻩ ﺍﻟﺒﻮﺍﺩﻱ ﺣﺼﻴﻠﺘﻪ ﻣﻦ ﻋﺮﺑﻴﺔ ﺍﳉﻨﻮﺏ ﻭﳍﺠﺎ‪‬ـﺎ‪،‬‬ ‫ﻭﲡﻠﻰ ﺫﻟﻚ ﻭﺍﺿﺤﺎﹰ ﰲ ﻛﺘﺎﺑﻪ )ﺍﳉﻤﻬﺮﺓ(‪ ،‬ﻓﻘﺪ ﺃﻋﻄﻰ ﺍﻟﻠﻬﺠﺎﺕ ﺍﻟﻴﻤﻨﻴﺔ ﻭﺍﻷﺯﺩﻳﺔ ﻭﳍﺠﺔ ﺍﻟﺒﺤﺮﻳﻦ ﻋﻨﺎﻳﺔ ﺧﺎﺻـﺔ‪،‬‬ ‫ﻭﳌﺎ ﺍﻧﻘﻀﺖ ﺛﻮﺭﺓ ﺍﻟﺰﻧﺞ‪ ،‬ﻭﺍﺳﺘﺘﺐ ﺍﻷﻣﻦ ﰲ ﺍﻟﺒﺼﺮﺓ ﻭﺟﻨﻮﺏ ﺍﻟﻌﺮﺍﻕ‪ ،‬ﺭﺟﻊ ﺇﱃ ﺍﻟﺒﺼﺮﺓ ﺳﻨﺔ ‪270‬ﻫــ‪884/‬ﻡ‪،‬‬ ‫ﻭﺳﻜﻨﻬﺎ ﺯﻣﺎﻧﺎﹰ‪ ،‬ﻭﺑﻘﻲ ﻓﻴﻬﺎ ﻳﺒﺎﺷﺮ ﺍﻟﺘﺪﺭﻳﺲ‪ ،‬ﻭﻳﻌﲏ ﺑﺸﺆﻭﻥ ﻋﺎﺋﻠﺘﻪ ﺍﳌﺎﺩﻳﺔ‪ ،‬ﻓﻘﺪ ﺁﻟﺖ ﺇﻟﻴﻪ ﻣﺴﺆﻭﻟﻴﺘﻬﺎ ﺑﻌﺪ ﻭﻓـﺎﺓ‬ ‫ﻋﻤﻪ‪ ،‬ﻭﲰﻖ ﳒﻤﻪ ﻋﺎﻟﻴﺎﹰ‪ ،‬ﻭﺃﻃﺒﻘﺖ ﺷﻬﺮﺗﻪ ﺃﳓﺎﺀ ﺍﻟﻌﺮﺍﻕ‪ ،‬ﰒ ﺧﺮﺝ ﺇﱃ ﻧﻮﺍﺣﻲ ﻓﺎﺭﺱ ﺑﺪﻋﻮﺓ ﻣﻦ ﻋﺒﺪ ﺍﷲ ﺑﻦ ﳏﻤﺪ‬ ‫ﺑﻦ ﻣﻴﻜﺎﻝ‪ ،‬ﻋﺎﻣﻞ ﻛﻮﺭ ﺍﻷﻫﻮﺍﺯ ﻟﻠﺨﻠﻴﻔﺔ ﺍﳌﻘﺘﺪﺭ ﺑﺎﷲ ﺟﻌﻔﺮ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﺍﳌﻌﺘﻀﺪ‪ ،‬ﻟﻴﺆﺩﺏ ﻭﻟﺪﻩ ﺃﺑﺎ ﺍﻟﻌﺒﺎﺱ ﺇﲰﺎﻋﻴـﻞ‬ ‫ﺑﻦ ﻋﺒﺪ ﺍﷲ ﺍﳌﻴﻜﺎﻝ‪ ،‬ﻭﰲ ﺍﺑﻨ‪‬ﻲ ﻣﻴﻜﺎﻝ ﻫﺬﻳﻦ ﺻﻨﻊ ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﻣﻘﺼﻮﺭﺗﻪ ﺍﳌﺸﻬﻮﺭﺓ ﰲ ﻣﺪﳛﻬﻤﺎ‪ ،‬ﻳﻘﻮﻝ ﻓﻴﻬﺎ )ﺍﺑـﻦ‬ ‫ﺩﺭﻳﺪ‪:(57 :1417 ،‬‬ ‫ﺇﻥﱠ ﺍﻟﻌـﺮ‪‬ﺍﻕ‪ ‬ﻟﹶـﻢ‪ ‬ﺃﹸﻓﹶـﺎﺭﹺﻕ‪ ‬ﺃﹶﻫ‪‬ﻠﹶﻪ‪‬‬

‫ﻋ‪‬ـﻦ‪ ‬ﺷ‪‬ـﻨ‪‬ﺂﻥ‪ ‬ﺻ‪‬ﺪ‪‬ﻧﹺـﻲ ﻭ‪‬ﻻﹶ ﻗ‪‬ﻠﹶﻰ‬

‫ﻗﻀﻰ ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﻗﺮﺏ ﺍﻷﻣﲑﻳﻦ ﺍﺛﻨﱵ ﻋﺸﺮﺓ ﺳﻨﺔ‪ ،‬ﻋﻤﻞ ﻓﻴﻬﺎ ﻣﺆﺩﺑﺎﹰ ﻷﰊ ﺍﻟﻌﺒﺎﺱ ﺍﳌﻴﻜﺎﱄ ﺍﺑﻦ ﺷﺎﻩ‪ ،‬ﻭﻛﺎﻥ‬ ‫ﻳﻔﻘﻬﻪ ﰲ ﺍﻟﻠﻐﺔ‪ ،‬ﻭﺃﻣﻠﻰ ﻋﻠﻴﻪ )ﺍﳉﻤﻬﺮﺓ(‪ ،‬ﻭﺗﻘﻠﺪ ﳍﻤﺎ ﺩﻳﻮﺍﻥ ﺍﻹﻧﺸﺎﺀ‪" ،‬ﻓﻜﺎﻥ ﻳﺼﺪﺭ ﻛﺘﺎﺏ ﺍﻟﺪﻳﻮﺍﻥ ﻋﻦ ﺭﺃﻳﻪ‪ ،‬ﻭﻻ‬ ‫ﻳﻨﻔﺬ ﺃﻣﺮ ﺇﻻﹼ ﺑﻌﺪ ﺗﻮﻗﻴﻌﻪ ﻓﺄﻓﺎﺩ ﺃﻣﻮﺍﻻﹰ ﻋﻈﻴﻤﺔ" )ﺍﺑﻦ ﺧﻠﻜﺎﻥ‪ ،‬ﺩ‪.‬ﺕ‪ .(325 :.‬ﻭﻧﻈﻢ ﻓﻴﻬﻤﺎ ﻣﻘﺼـﻮﺭﺗﻪ ﻓﻮﺻـﻼﻩ‬ ‫ﻋﻠﻴﻬﺎ ﺑﻌﺸﺮﺓ ﺁﻻﻑ ﺩﺭﻫﻢ‪ ،‬ﻭﻟﻜﻦ ﺳﺨﺎﺀﻩ ﻭﻛﺮﻣﻪ ﺫﻫﺐ ﺑﻜﻞ ﻣﺎ ﺣﺼﻞ ﻋﻠﻴﻪ‪ .‬ﻭﺇﱃ ﺟﺎﻧﺐ ﻫﺬﺍ ﺃﻓﺎﺩﻩ ﻋﻠﻤﻴﺎ‪ ‬ﻣﻦ‬ ‫ﺍﻟﺒﻴﺌﺔ ﺍﻟﻔﺎﺭﺳﻴﺔ ﺍﶈﻴﻄﺔ ﺑﻪ‪ ،‬ﻭﰲ )ﺍﳉﻤﻬﺮﺓ( ﺑﺎﺏ ﻋﻨﻮﺍﻧﻪ‪" :‬ﺑﺎﺏ ﻣﺎ ﺗﻜﻠﻤﺖ ﺑﻪ ﺍﻟﻌﺮﺏ ﻣﻦ ﻛﻼﻡ ﺍﻟﻌﺠﻢ" ﻭﻓﻴﻪ ﻛﺜﲑ‬ ‫ﻣﻦ ﺍﻷﻟﻔﺎﻅ ﺍﻟﻔﺎﺭﺳﻴﺔ ﺍﻟﱵ ﺗﻌﺮﺑﺖ‪ .‬ﻭﻇﻞ ﺇﱃ ﺟﺎﻧﺐ ﺍﻷﻣﲑﻳﻦ ﺍﳌﻴﻜﺎﻟﻴﲔ ﺇﱃ ﺃﻥ ﻋﺰﻻ ﻣﻦ ﻣﻨﺼﺒﻴﻬﻤﺎ‪ ،‬ﻓﺎﻧﺘﻘﻞ ﻣﻌﻬﻤﺎ‬ ‫ﺇﱃ ﺧﺮﺍﺳﺎﻥ‪ ،‬ﻭﺃﺛﻨﺎﺀ ﺫﻟﻚ ﺗﻮﰲ ﺍﻷﺏ‪ ،‬ﻭﺭﻓﺾ ﺍﻷﺑﻨﺎﺀ ﺍﻟﻌﻤﺎﻟﺔ‪ ،‬ﻓﻌﺎﺩ ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﻋﺎﻡ ‪301‬ﻫـ‪913/‬ﻡ ﺇﱃ ﺍﻟﺒﺼـﺮﺓ‬ ‫ﻣﻦ ﺟﺪﻳﺪ )ﺣﺎﺟﻲ ﺧﻠﻴﻔﺔ‪ ،‬ﺩ‪.‬ﺕ‪.(605 :.‬‬ ‫ﰲ ﺍﻟﺒﺼﺮﺓ ﺃﺧﺬ ﻳﺪﺭﺱ ﰲ ﺟﺎﻣﻌﻬﺎ ﻛﺘﺎﺑﻪ )ﺍﳉﻤﻬﺮﺓ(‪ ،‬ﻭﺑﻘﻴﺔ ﻣﺆﻟﻔﺎﺗﻪ ﺍﻷﺧﺮﻯ ﻟﻠﻄﻼﺏ‪ ،‬ﻭﺑﻠـﻎ ﺯﻋﺎﻣـﺔ‬ ‫ﺍﳌﺪﺭﺳﺔ ﺍﻟﻠﻐﻮﻳﺔ ﰲ ﺍﳌﺪﻳﻨﺔ‪ ،‬ﻭﻗﺪ ﻭﺟﺪﻩ ﺍﳌﺆﺭﺧﻮﻥ ﺧﲑ ﻣﺪﺍﻓﻊ ﻋﻦ ﳎﺪﻫﺎ ﺍﻟﻌﻠﻤﻲ‪ ،‬ﻭﻟﻜﻨﻪ ﳊﻆ ﺑﺒﺼﲑﺗﻪ ﺍﻟﻨﺎﻓﺬﺓ ﺃﻥ‬ ‫ﺍﻟﺒﺼﺮﺓ ﺍﻟﻴﻮﻡ ﻏﲑﻫﺎ ﺑﺎﻷﻣﺲ‪ ،‬ﺇﺫ ﺇ‪‬ﺎ ﱂ ﺗﻜﻦ ﺗﻠﻚ ﺍﻟﱵ ﻓﺎﺭﻗﻬﺎ ﻣﻨﺬ ﺳﻨﻮﺍﺕ ﺧﻠﺖ‪ ،‬ﻓﻘﺪ ﺟﺎﺀ ﺍﺯﺩﻫﺎﺭ ﺑﻐﺪﺍﺩ ﻋﻠـﻰ‬ ‫ﺣﺴﺎ‪‬ﺎ‪ ،‬ﻭﺃﺧﺬﺕ ﻫﺬﻩ ﺗﺴﺘﻘﻄﺐ ﺻﻔﻮﺓ ﺍﻟﻌﻠﻤﺎﺀ ﻭﺧﲑﺓ ﺍﻟﻄﻼﺏ‪ ،‬ﻭﺑﻴﻨﻤﺎ ﺗﻠﻚ ﺗﺘﻘﺪﻡ ﻭﺗﻨﺸﻂ ﻭﺗﻠﻤـﻊ ﻛﺎﻧـﺖ‬ ‫ﺍﻟﺒﺼﺮﺓ ﲡﻤﺪ ﻭﲣﺒﻮ ﻭﺗﻨﻄﻔﻰﺀ‪ ،‬ﻓﻐﺎﺩﺭﻫﺎ ﺇﱃ ﺑﻐﺪﺍﺩ ﻋﺎﻡ ‪308‬ﻫـ‪920/‬ﻡ )ﺍﻟﻄﺎﻫﺮ ﺃﲪﺪ ﻣﻜﻲ‪ ،‬ﺩ‪.‬ﺕ‪.(277 :.‬‬ ‫ﺩﺧﻞ ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﺑﻐﺪﺍﺩ ﻭﻫﻮ ﰲ ﺍﳋﺎﻣﺴﺔ ﻭﺍﻟﺜﻤﺎﻧﲔ ﻣﻦ ﻋﻤﺮﻩ‪ ،‬ﻭﺃﻧﺰﻟﻪ ﻋﻠﻲ ﺑﻦ ﳏﻤﺪ ﺍﳋﻮﺍﺭﻱ ﰲ ﺟﻮﺍﺭﻩ‪،‬‬ ‫ﻭﺃﻓﻀﻞ ﻋﻠﻴﻪ ﺇﻓﻀﺎﻻﹰ ﻋﻈﻴﻤﺎﹰ‪" ،‬ﻭﻋﺮﻑ ﺍﳌﻘﺘﺪﺭ ﺧﱪﻩ ﻭﻣﻜﺎﻧﻪ ﻣﻦ ﺍﻟﻌﻠﻢ ﻓﺄﻣﺮ ﺃﻥ ﳚﺮﻯ ﻋﻠﻴﻪ ﲬﺴﻮﻥ ﺩﻳﻨﺎﺭﺍﹰ ﰲ ﻛﻞ‬ ‫ﺷﻬﺮ" )ﺍﺑﻦ ﺧﻠﻜﺎﻥ‪ ،‬ﺩ‪.‬ﺕ‪ .(326 :.‬ﰒ ﺍﻧﺘﻘﻞ ﺇﱃ ﺑﻴﺖ ﻣﺴﺘﻘﻞ‪ ،‬ﺣﱴ ﻳﺘﻤﻜﻦ ﻣﻦ ﺍﺳﺘﻘﺒﺎﻝ ﻣﺮﻳﺪﻳﻪ ﻭﺗﻼﻣﻴـﺬﻩ ﰲ‬ ‫ﳎﺎﻟﺴﻪ ﺍﻟﻌﻠﻤﻴﺔ ﺍﻟﱵ ﺷﻬﺮ ‪‬ﺎ‪ ،‬ﻭﻧﻌﺮﻑ ﻣﻦ ﺍﺑﻦ ﺧﲑ ﺍﻷﻧﺪﻟﺴﻲ ﺃﻧﻪ ﻛﺎﻥ ﻳﺪﺭﺱ ﻛﺘﺎﺏ )ﺍﳉﻤﻬﺮﺓ( ﲟﺪﺑﻐﺔ ﺃﰊ ﻋﺒﻴﺪ‬ ‫ﺍﷲ ﺑﺒﺎﺏ ﺍﻟﻄﺎﻕ )ﺍﺑﻦ ﺧﲑ‪ (348 :1963 ،‬ﻭﺗﻌﺪ ﺳﻨﻮﺍﺗﻪ ﰲ ﺑﻐﺪﺍﺩ‪ ،‬ﻣﻦ ﺍﳌﺮﺍﺣﻞ ﺍﳋﺼﺒﺔ ﰲ ﺣﻴﺎﺗﻪ‪ ،‬ﺭﻏﻢ ﺗﻘﺪﻡ ﺳﻨﻪ‪،‬‬ ‫ﻓﻘﺪ ﺣﻠﺖ ﺑﻐﺪﺍﺩ ﻣﻜﺎﻥ ﺍﻟﺒﺼﺮﺓ‪ ،‬ﻭﺃﺻﺒﺤﺖ ﻣﻘﺼﺪ ﺍﻟﺮﺍﻏﺒﲔ ﰲ ﺍﳌﻌﺮﻓﺔ ﰲ ﺷﱴ ﺃﳓﺎﺀ ﺍﻟﻌﺎﱂ ﺍﻟﻌﺮﰊ‪ ،‬ﻓﺎﻟﺘﻒ ﺣﻮﻟـﻪ‬ ‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2012‬‬

‫‪134‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปที่ 7 ฉบับที่ 13‬‬

‫ﺍﻟﻄﻼﺏ ﻭﺍﳌﺮﻳﺪﻭﻥ ﻣﻦ ﺃﻣﺜﺎﻝ ﺃﰊ ﻋﻠﻲ ﺍﻟﻘﺎﱄ ﺻﺎﺣﺐ ﺍﻷﻣﺎﱄ‪ ،‬ﻭﺍﳌﺮﺯﺑﺎﱐ ﻭﻳﻨﻌﺘﻪ ﰲ ﻣﻌﺠﻤﻪ "ﺷﻴﺨﻨﺎ" )ﺍﳌﺮﺯﺑﺎﱐ‪،‬‬ ‫‪ ،(491 :2005‬ﻭﺍﻟﺴﲑﺍﰲ ﺍﻟﻨﺤﻮﻱ‪ ،‬ﻭﺍﻷﺻﻔﻬﺎﱐ ﺻﺎﺣﺐ ﻛﺘﺎﺏ ﺍﻷﻏﺎﱐ‪ ،‬ﻭﺍﻵﻣﺪﻱ ﺻـﺎﺣﺐ ﺍﳌﻮﺍﺯﻧـﺔ ﺑـﲔ‬ ‫ﺍﻟﻄﺎﺋﻴﲔ‪ ،‬ﻭﺍﻟﺮﻣﺎﱐ ﻋﺎﱂ ﺍﻟﺒﻼﻏﺔ‪ ،‬ﻭﺍﺑﻦ ﺧﺎﻟﻮﻳﻪ ﺍﻟﻨﺤﻮﻱ‪ ،‬ﻭﺁﺧﺮﻭﻥ ﻛﺜﺮﻭﻥ‪ ،‬ﳛﻀﺮﻭﻥ ﺣﻠﻘﺔ ﺩﺭﺳـﻪ ﻭﳎﺎﻟﺴـﻪ‪،‬‬ ‫ﻭﻳﺮﻭﻭﻥ ﻛﺘﺒﻪ ﻭﺃﺣﺎﺩﻳﺜﻪ‪ ،‬ﻭﺃﺧﺒﺎﺭﻩ ﻭﺃﺷﻌﺎﺭﻩ‪ ،‬ﺑﻌﻀﻬﻢ ﻻﺯﻣﻪ ﻃﻮﺍﻝ ﺃﻳﺎﻡ ﺍﻟﻄﻠﺐ‪ ،‬ﻭﺁﺧﺮﻭﻥ ﺍﺧﺘﻠﻔﻮﺍ ﻋﻠﻴﻪ ﺯﻣﻨﺎﹰ ﺣﲔ‬ ‫ﻣﺮﻭﺭﻫﻢ ﺑﺒﻐﺪﺍﺩ‪.‬‬ ‫ﻟﻜﻦ ﻫﻨﺎﻙ ﺭﻭﺍﻳﺎﺕ ﲣﺮﺝ ﻋﻦ ﻫﺬﺍ ﺍﻟﺸﻴﻮﻉ ﻭﺗﺴﺘﺤﻖ ﺍﻻﻫﺘﻤﺎﻡ‪ ،‬ﻭﺑﻌﻀﻬﺎ ﳜﺎﻟﻒ ﰲ ﻗﻀﻴﺔ ﺍﳌﻮﻟﺪ ﻭﺍﻟﻨﺸﺄﺓ‬ ‫ﻣﻌﺎﹰ‪ ،‬ﻭﺑﻌﻀﻬﺎ ﳜﺎﻟﻒ ﰲ ﻣﺴﺄﻟﺔ ﺍﻟﻨﺸﺄﺓ ﻓﻘﻂ‪ ،‬ﻛﻤﺎ ﻓﻌﻞ ﺍﳋﻄﻴﺐ ﺍﻟﺒﻐﺪﺍﺩﻱ ﻣﻦ ﺍﻟﻘﺪﻣﺎﺀ‪ ،‬ﺣﲔ ﺫﻛﺮ ﰲ ﺍﻟﺘﻌﺮﻳـﻒ‬ ‫ﺑﺎﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﺃﻧﻪ "ﺑﺼﺮﻱ ﺍﳌﻮﻟﺪ‪ ،‬ﻭﻧﺸﺄ ﺑﻌ‪‬ﻤﺎﻥ‪ ،‬ﻭﺗﻨﻘﻞ ﲜﺰﺍﺋﺮ ﺍﻟﺒﺤﺮ‪ ،‬ﻭﺍﻟﺒﺼﺮﺓ‪ ،‬ﻭﻓﺎﺭﺱ" )ﺍﻟﺴـﺎﳌﻲ‪ ،‬ﺩ‪.‬ﺕ‪.(12 :.‬‬ ‫ﻭﺍﳌﻮﻟﺪ ﺑﻌ‪‬ﻤﺎﻥ ﺃﻭ ﺍﻟﻨﺸﺄﺓ ﻓﻴﻬﺎ‪ ،‬ﻣﻘﻮﻟﺔ ﺗﺆﻛﺪ ﻋ‪‬ﻤﺎﻧﻴﺔ ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﻭﻫﻲ ﻣﻘﻮﻟﺔ ﻳﻬﺘﻢ ‪‬ﺎ ﻣﺆﺭﺧﻮ ﺍﻷﺩﺏ ﰲ ﻋ‪‬ﻤﺎﻥ ﺍﻟﺬﻳﻦ‬ ‫ﻻ ﻳﺸﲑﻭﻥ ﻏﺎﻟﺒﺎﹰ ﺇﱃ ﻣﻮﻟﺪﻩ ﺑﺎﻟﺒﺼﺮﺓ ﺃﻭ ﻳﺸﲑﻭﻥ ﺇﱃ ﻣﺎ ﻳﻘﺎﺑﻠﻬﺎ ﻭﻫﻮ ﺍﳌﻮﻟﺪ ﰲ ﻋ‪‬ﻤﺎﻥ‪ ،‬ﻓﺎﻟﺸﻴﺦ ﻧﻮﺭ ﺍﻟﺪﻳﻦ ﺍﻟﺴﺎﳌﻲ‬ ‫ﻳﺸﲑ ﺇﱃ ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﺑﺄﻧﻪ ﻣﻦ ﺃﻫﻞ ﻋ‪‬ﻤﺎﻥ‪ ،‬ﻭﻳﻘﻮﻝ ‪ " :‬ﻭﻣﻨﻬﻢ ‪ ...‬ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ‪ ...‬ﻭﻫﻮ ﺻﺎﺣﺐ ﻛﺘﺎﺏ ﺍﳉﻤﻬﺮﺓ ‪..‬‬ ‫ﺇﱁ " )ﺍﳋﺼﻴﻲ‪ .(19 :1984 ،‬ﻭﻳﺘﺎﺑﻌﻪ ﰲ ﺫﻟﻚ ﺻﺎﺣﺐ )ﺷﻘﺎﺋﻖ ﺍﻟﻨﻌﻤﺎﻥ ﰲ ﺃﲰﺎﺀ ﺷﻌﺮﺍﺀ ﻋ‪‬ﻤﺎﻥ( ﻓﻌﻨﺪﻩ ﺃﻥ ﳑـﻦ‬ ‫"ﻗﺎﻝ ﺍﻟﺸﻌﺮ ﻣﻦ ﺃﻫﻞ ﻋ‪‬ﻤﺎﻥ ‪ ..‬ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ‪ ...‬ﺳﻜﻦ ﰲ ﺻﺤﺎﺭ ﻣﻦ ﺍﻟﺒﺎﻃﻨﺔ‪ ،‬ﻭﻳﻘﺎﻝ ﺃﻳﻀﺎﹰ ﺳﻜﻦ ﰲ ﺩﺑﺎ ﺍﻟﱵ ﻛﺎﻧﺖ‬ ‫ﻣﺄﻭﻯ ﺍﻷﺧﻴﺎﺭ ﻭﺍﻟﻌﻠﻤﺎﺀ ﻭﻫﻲ ﺑﻠﺪ ﺍﻟﺴﻴﺐ ﻣﻦ ﺧﻂ ﺍﻟﺒﺎﻃﻨﺔ"‪ .‬ﺃﻣﺎ ﺍﻟﺸﻴﺦ ﺃﺑﻮ ﺇﺳﺤﺎﻕ ﺇﺑﺮﺍﻫﻴﻢ ﺇﻃﻔﻴﺶ‪ ،‬ﻓﻬﻮ ﺃﻛﺜﺮ‬ ‫ﻭﻗﻮﻓﺎﹰ ﺃﻣﺎﻡ ﻗﻀﻴﺔ ﺍﳌﻮﻟﺪ ﻭﺍﻟﻨﺸﺄﺓ ﻭﺃﻛﺜﺮ ﻣﻴﻼﹰ ﺇﱃ ﺍﻋﺘﺒﺎﺭ ﺃ‪‬ﺎ ﻛﺎﻧﺖ ﰲ ﻋ‪‬ﻤﺎﻥ‪ ،‬ﻭﻫﻮ ﻳﻨﺴﺐ ﺇﱃ ﺑﻌﺾ ﺍﳌـﺆﺭﺧﲔ‬ ‫ﺍﻟﻌ‪‬ﻤﺎﻧﻴﲔ‪ ،‬ﺩﻭﻥ ﺃﻥ ﻳﺸﲑ ﺇﱃ ﺃﲰﺎﺋﻬﻢ ﻣﺎ ﻳﺮﺟﺢ ﻭﺟﻬﺔ ﻧﻈﺮﻩ ﺗﻠﻚ‪ ،‬ﻳﻘﻮﻝ ‪" :‬ﻛﺘﺐ ﺑﻌﺾ ﻣﺆﺭﺧﻲ ﻋ‪‬ﻤﺎﻥ‪ ،‬ﻭﻫـﻢ‬ ‫ﺃﻫﻠﻪ ﻭﻣﻨﻬﻢ ﺃﺭﻭﻣﺘﻪ ﻭﻓﻴﻬﻢ ﻣﻨﺒﺘﻪ‪ ،‬ﻗﺎﻝ ‪ :‬ﻫﻮ ﻣﻦ ﺑﻠﺪ "ﻗﺪﻓﻊ" ﻫﻜﺬﺍ ﻧﺺ ﻋﻠﻴﻪ ﺻﺎﺣﺐ )ﺭﺳﺎﻟﺔ ﺍﻷﺋﻤﺔ ﻭﺍﻟﻌﻠﻤﺎﺀ("‬ ‫)ﺍﳉﺰﺍﺋﺮﻱ‪ :1987 ،‬ﺍﳌﻘﺪﻣﺔ(‪.‬‬ ‫ﻭﻫﻨﺎﻙ ﺟﺎﻧﺐ ﻣﻦ ﺣﻴﺎﺓ ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﱂ ﻳﺰﻝ ﻏﺎﻣﻀﺎﹰ ﺣﱴ ﻳﻮﻣﻨﺎ‪ ،‬ﻭﻫﻮ ﺣﻴﺎﺗﻪ ﺍﻟﻌﺎﺋﻠﻴﺔ‪ ،‬ﺫﻟﻚ ﺃﻥ ﺍﳌﺼﺎﺩﺭ ﺍﻟﱵ‬ ‫ﺗﺮﲨﺖ ﻟﻪ ﺃﻭ ﺗﺎﺑﻌﺖ ﺭﺣﻼﺗﻪ ﻻ ﺗﺘﺤﺪﺙ ﻋﻦ ﺃﺳﺮﺓ ﻟﻪ‪ ،‬ﻭﻻ ﻧﻌﺮﻑ ﻟﻪ ﺫﺭﻳﺔ‪ ،‬ﺍﺑﻨﺎﹰ ﺃﻭ ﺑﻨﺘﺎﹰ ﺃﻭ ﺃﺻﻬﺎﺭﺍﹰ‪ ،‬ﻓﻴﻤﺎ ﺧﻼ‬ ‫ﻧﺺ ﻏﲑ ﻭﺍﺿﺢ ﻟﻠﻘﺎﺿﻰ ﺃﰊ ﻋﻠﻲ ﺍﳊﺴﻦ ﺑﻦ ﺍﻟﻘﺎﺳﻢ ﺍﻟﺘﻨﻮﺧﻲ )ﺕ‪384‬ﻫـ‪994/‬ﻡ(‪ ،‬ﰲ ﻛﺘﺎﺑﻪ )ﺍﻟﻔـﺮﺡ ﺑﻌـﺪ‬ ‫ﺍﻟﺸﺪﺓ(‪ ،‬ﻳﺮﻭﻳﻪ ﻋﻦ ﺇﺑﺮﺍﻫﻴﻢ ﺍﳋﻮﺍﺹ‪ ،‬ﻳﻘﻮﻝ ‪" :‬ﺣﺪﺛﲏ ﺃﺑﻮ ﺑﻜﺮ ﺍﻟﺒﺴﻄﺎﻣﻲ ﺻﺎﺣﺐ ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ‪ ،‬ﻭﻛﺎﻥ ﺯﻭﺝ ﺍﺑﻨﺘﻪ‪،‬‬ ‫ﻭﻛﺎﻥ ﺷﻴﺨﺎﹰ ﻣﻦ ﺃﻫﻞ ﺍﻷﺩﺏ ﻭﺍﳊﺪﻳﺚ‪ ،‬ﻭﻗﺪ ﺍﺳﺘﻮﻃﻦ ﺍﻷﻫﻮﺍﺯ ﺳﻨﲔ‪) "...‬ﺍﻟﻄﺎﻫﺮ ﺃﺣﻢ ﻣﻜﻲ‪ .(277 ،‬ﻭﻫﻮ ﻧﺺ‬ ‫ﻳﻔﻴﺪ ﺃﻛﻴﺪﺍﹰ ﺃﻥ ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﺗﺰﻭﺝ ﺃﻭ ﺯﻭﺝ‪ ،‬ﻭﻟﻜﻨﻪ ﻏﲑ ﻭﺍﺿﺢ ﻓﻴﻤﺎ ﻭﺭﺍﺀ ﻫﺬﺍ‪ ،‬ﻓﻼ ﻧﻌﺮﻑ ﻋﻠﻰ ﺳـﺒﻴﻞ ﺍﻟﻘﻄـﻊ ﺃﻭ‬ ‫ﺍﻟﺘﺮﺟﻴﺢ ‪ :‬ﻫﻞ ﺗﺰﻭﺝ ﺍﻟﺒﺴﻄﺎﻣﻲ ﺑﻨﺖ ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ‪ ،‬ﺃﻡ ﺃﻥ ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﺗﺰﻭﺝ ﺑﻨﺖ ﺍﻟﺒﺴﻄﺎﻣﻲ‪.‬‬ ‫ﺛﺎﻟﺜﺎﹰ ‪ -‬ﻭﻓﺎﺗﻪ‪:‬‬ ‫ﺗﻘﻮﻝ ﺍﻟﺮﻭﺍﻳﺎﺕ ﻋﻦ ﺃﻭﺍﺧﺮ ﺣﻴﺎﺗﻪ ﻋﻠﻰ ﺭﺃﺱ ﺍﻟﺘﺴﻌﲔ ﻣﻦ ﻋﻤﺮﻩ‪ ،‬ﻛﺎﻥ ﻗﺪ ﺃﺻﻴﺐ ﲟﺮﺽ ﺍﻟﻔﺎﰿ ﻓﻌﻮﰿ‬ ‫ﻣﻨﻪ‪ ،‬ﻓﱪﺉ ﻭﺻﺢ‪ ،‬ﻭﺭﺟﻊ ﺇﱃ ﻣﺎ ﻛﺎﻥ ﻋﻠﻴﻪ ﻣﻦ ﺇﲰﺎﻉ ﺗﻼﻣﻴﺬﻩ ﻭﺇﻣﻼﺋﻪ ﻋﻠﻴﻬﻢ‪ ،‬ﰒ ﻋﺎﻭﺩﻩ ﺍﻟﻔﺎﰿ ﺑﻌﺪ ﺣﻮﻝ‪ ،‬ﻭﻛﺎﻥ‬ ‫ﳛﺮﻙ ﻳﺪﻩ ﺣﺮﻛﺔ ﺿﻌﻴﻔﺔ‪ ،‬ﻭﻳﻄﻞ ﻣﻦ ﳏﺰﻣﻪ ﺇﱃ ﻗﺪﻣﻴﻪ‪ ،‬ﻭﻛﺎﻥ ﻣﻊ ﻫﺬﺍ ﺍﳊﺎﻝ ﺛﺎﺑﺖ ﺍﻟﻌﻘﻞ ﻭﺍﻟﺬﻫﻦ‪ ،‬ﻳﺮﺩ ﻓﻴﻤﺎ ﻳﺴﺄﻝ‬ ‫ﻋﻨﻪ ﺭﺩﺍﹰ ﺻﺤﻴﺤﺎﹰ ﺑﺎﻟﻄﺒﻊ ‪ .‬ﻭﻳﻘﻮﻝ ﺗﻠﻤﻴﺬﻩ ﺃﺑﻮ ﻋﻠﻲ ﺍﻟﻘﺎﱄ ‪ :‬ﺇﻧﻪ ﻋﺎﺵ ‪‬ﺬﺍ ﺍﳊﺎﻝ ﻋﺎﻣﲔ‪ ،‬ﻭﻛﻨﺖ ﺃﺳﺄﻟﻪ ﻋﻦ‬ ‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2012‬‬

‫‪135‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปที่ 7 ฉบับที่ 13‬‬

‫ﺷﻜﻮﻛﻲ ﰲ ﺍﻟﻠﻐﺔ‪ ،‬ﻭﻫﻮ ‪‬ﺬﻩ ﺍﳊﺎﻝ ﻓﲑﺩ‪ ‬ﺑﺄﺳﺮﻉ ﻣﻦ ﺍﻟﻨﻔﺲ ﺑﺎﻟﺼﻮﺍﺏ ﻓﻠﻢ ﻳﺰﻝ ﻛﺬﻟﻚ ﺣﱴ ﻭﺍﻓﺎﻩ ﺍﻷﺟﻞ ﰲ ﻳﻮﻡ‬ ‫ﺍﻷﺭﺑﻌﺎﺀ ﻻﺛﻨﱵ ﻋﺸﺮﺓ ﻟﻴﻠﺔ ﺧﻠﻮﻥ ﻣﻦ ﺷﻌﺒﺎﻥ‪ ،‬ﺳﻨﺔ ﺇﺣﺪﻯ ﻭﻋﺸﺮﻳﻦ ﻭﺛﻼﲦﺎﺋﺔ )ﺍﳌﺴﻌﻮﺩﻱ‪ ،(229 :1978 ،‬ﻭﺃﻣ‪‬ﺎ ﰲ‬ ‫)ﻣﻌﺠﻢ ﺍﻷﺩﺑﺎﺀ( ﻭ)ﺑﻐﻴﺔ ﺍﻟﻮﻋﺎﺓ( ﻓﻘﺪ ﻭﺭﺩ ﺃﻧﻪ ﻣﺎﺕ ﻳﻮﻡ ﺍﻷﺭﺑﻌﺎﺀ ﻻﺛﻨﱵ ﻋﺸﺮﺓ ﻟﻴﻠﺔ ﺧﻠﻮﻥ ﻣﻦ ﺭﻣﻀﺎﻥ )ﻳﺎﻗﻮﺕ‬ ‫ﺍﳊﻤﻮﻱ‪ ،(127 ،‬ﻭﺫﻟﻚ ﺑﺒﻐﺪﺍﺩ‪ ،‬ﻭﺩﻓﻦ ﲞﻴﺰﺭﺍﻧﻪ )ﺍﻟﺒﻐﺪﺍﺩﻱ‪ ،(193 ،‬ﻭﻗﻴﻞ ﰲ ﻇﺎﻫﺮ ﺍﻟﺴﻮﻕ ﺍﳉﺪﻳﺪ‪ ،‬ﺑﺎﳌﻘﱪﺓ‬ ‫ﺍﳌﻌﺮﻭﻓﺔ ﺑﺎﻟﻌﺒﺎﺳﻴﺔ ﻣﻦ ﺍﳉﺎﻧﺐ ﺍﻟﺸﺮﻗﻲ ﻟﺒﻐﺪﺍﺩ‪ ،‬ﰲ ﻇﻬﺮ ﺳﻮﻕ ﺍﻟﺴﻼﺡ ﻣﻦ ﺍﻟﺸﺎﺭﻉ ﺍﻷﻋﻈﻢ‪ ،‬ﰲ ﺍﻟﻴﻮﻡ ﺍﻟﺬﻱ ﺗﻮﰲ‬ ‫ﻓﻴﻪ ﺃﺑﻮ ﻫﺎﺷﻢ ﻋﺒﺪ ﺍﻟﺴﻼﻡ ﺑﻦ ﳏﻤﺪ ﺍﳉﺒﺎﺋﻲ ﺍﳌﺘﻜﻠﻢ ﺍﳌﻌﺘﺰﱄ )ﺍﳉﺒﺎﺋﻲ‪ ،(23 ،‬ﻓﻘﺎﻝ ﺍﻟﻨﺎﺱ‪" :‬ﺍﻟﻴﻮﻡ ﻣﺎﺕ ﻋﻠﻢ ﺍﻟﻠﻐﺔ‬ ‫ﻭﻋﻠﻢ ﺍﻟﻜﻼﻡ ﲟﻮﺕ ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﻭﺍﳉﺒﺎﺋﻲ"‪.‬‬ ‫ﻭﻗﺪ ﺫﻫﺐ ﻋﻤﺮ ﺭﺿﺎ ﻛﺤﺎﻟﺔ ﺇﱃ ﺃﻥ ﺃﺑﺎ ﻫﺎﺷﻢ ﻋﺒﺪ ﺍﻟﺴﻼﻡ ﺍﳉﺒﺎﺋﻲ ﻗﺪ ﺗﻮﰲ ﰲ ﺷﻌﺒﺎﻥ‪ ،‬ﻭﺃﺛﺒﺘﺖ ﺍﳌﺼﺎﺩﺭ‬ ‫ﺃﻥ ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﻭﺃﺑﺎ ﻫﺎﺷﻢ ﻋﺒﺪ ﺍﻟﺴﻼﻡ ﺍﳉﺒﺎﺋﻲ ﺗﻮﻓﻴﺎ ﰲ ﻳﻮﻡ ﻭﺍﺣﺪ‪ ،‬ﻋﻠﻴﻪ ﻳﺮﺟﺢ ﺍﻟﺒﺎﺣﺚ ﺃﻥ ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﺗﻮﰲ ﰲ‬ ‫ﺷﻌﺒﺎﻥ‪.‬‬ ‫ﺭﺍﺑﻌﺎﹰ‪ -‬ﺃﺳﺎﺗﺬﺗﻪ‪:‬‬ ‫ﺗﺘﻠﻤﺬ ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﻋﻠﻰ ﺃﻳﺪﻱ ﺃﺳﺎﺗﺬﺓ ﺃﺟﻼﺀ‪ ،‬ﺃﺷﻬﺮﻫﻢ‪:‬‬ ‫‪.1‬ﺃﺑﻮ ﳏﻤﺪ ﻋﺒﺪ ﺍﷲ ﺑﻦ ﳏﻤﺪ ﺑﻦ ﻫﺎﺭﻭﻥ ﺍﻟﺘ‪‬ﻮ‪‬ﺯﻱ‪230) ‬ﻫـ( ‪.‬‬ ‫‪.2‬ﻋﺒﺪ ﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﺧﻲ ﺍﻷﺻﻤﻌﻲ )ﺕ‪240‬ﻫـ( ‪.‬‬ ‫‪.3‬ﺃﺑﻮ ﺇﺳﺤﺎﻕ ﺇﺑﺮﺍﻫﻴﻢ ﺑﻦ ﺳﻔﻴﺎﻥ ﺍﻟﺰﻳﺎﺩﻱ )ﺕ‪249‬ﻫـ( ‪.‬‬ ‫‪.4‬ﺃﺑﻮ ﺣﺎﰎ ﺍﻟﺴﺠﺴﺘﺎﱐ )ﺕ ﺣﺪﻭﺩ ‪ 250‬ﻫـ( ‪.‬‬ ‫‪.5‬ﺃﺑﻮ ﻋﺜﻤﺎﻥ ﺳﻌﻴﺪ ﻫﺎﺭﻭﻥ ﺍﻷﺳﻨﺎﻧﺪﺍﱐ )‪256‬ﻫـ( ‪.‬‬ ‫‪.6‬ﺃﺑﻮ ﺍﻟﻔﻀﻞ ﺍﻟﺮﻳﺎﺷﻲ‪) ‬ﺕ‪257‬ﻫـ( ‪.‬‬ ‫‪.7‬ﻋﺒﺪ ﺍﷲ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﺍﳌﻬﺰﻣﻲ ﺍﻟﺸﺎﻋﺮ )‪257‬ﻫـ(‪.‬‬ ‫ﺧﺎﻣﺴﺎﹰ‪ -‬ﺗﻼﻣﺬﺗﻪ‪:‬‬ ‫ﻭﻗﺪ ﺗﺘﻠﻤﺬ ﻋﻠﻴﻪ ﻋﺪﺩ ﻣﻦ ﺍﻟﻠﻐﻮﻳﲔ‪ ،‬ﻛﺎﻥ ﻣﻦ ﺃﺷﻬﺮﻫﻢ‪:‬‬ ‫‪.1‬ﺃﺑﻮ ﺍﻟﻘﺎﺳﻢ ﻋﺒﺪ ﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺇﺳﺤﺎﻕ ﺍﻟﺰﺟﺎﺟﻲ )ﺕ‪337‬ﻫـ(‪.‬‬ ‫‪.2‬ﺃﺑﻮ ﻋﻠﻲ ﺇﲰﺎﻋﻴﻞ ﺑﻦ ﺍﻟﻘﺎﺳﻢ ﺍﻟﻘﺎﱄ )ﺕ‪356‬ﻫـ(‪.‬‬ ‫‪.3‬ﺃﺑﻮ ﺍﻟﻔﺮﺝ ﻋﻠﻲ ﺑﻦ ﺍﳊﺴﲔ ﺍﻷﺻﻔﻬﺎﱐ )ﺕ‪356‬ﻫـ(‪.‬‬ ‫‪.4‬ﺃﺑﻮ ﺍﻟﻌﺒﺎﺱ ﺇﲰﺎﻋﻴﻞ ﺑﻦ ﻋﺒﺪ ﺍﷲ ﺑﻦ ﻣﻴﻜﺎﻝ )ﺕ‪362‬ﻫـ(‪.‬‬ ‫‪.5‬ﺃﺑﻮ ﺳﻌﻴﺪ ﺍﳊﺴﻦ ﺑﻦ ﻋﺒﺪ ﺍﻟﺴﻼﻡ ﺍﻟﺴﲑﺍﰲ )ﺕ‪368‬ﻫـ( ‪.‬‬ ‫‪.6‬ﺃﺑﻮ ﻋﺒﺪ ﺍﷲ ﺍﳊﺴﲔ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﺑﻦ ﺧﺎﻟﻮﻳﻪ )ﺕ‪370‬ﻫـ(‪.‬‬ ‫‪.7‬ﺃﺑﻮ ﺍﳊﺴﻦ ﻋﻠﻲ ﺑﻦ ﻋﻴﺴﻰ ﺍﻟﺮﻣﺎﱐ ﺍﻟﻨﺤﻮﻱ )ﺕ‪384‬ﻫـ(‪.‬‬

‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2012‬‬

‫‪136‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปที่ 7 ฉบับที่ 13‬‬

‫ﺳﺎﺩﺳﺎﹰ ‪ -‬ﻣﺬﻫﺒﻪ ﰲ ﺍﻟﻠﻐﺔ‪:‬‬ ‫ﻛﺎﻥ ﻣﺬﻫﺒﻪ ﰲ ﺍﻟﻠﻐﺔ ﻫﻮ ﻣﺬﻫﺐ ﺍﻟﺒﺼﺮﺓ‪ ،‬ﻗﺎﻝ ﺃﺑﻮ ﺍﻟﻄﻴﺐ ﺍﻟﻠﻐﻮﻱ ﰲ )ﻣﺮﺍﺗﺐ ﺍﻟﻨﺤﻮﻳﲔ ﻭﺍﻟﻠﻐـﻮﻳﲔ( ‪:‬‬ ‫"ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﻫﻮ ﺍﻟﺬﻱ ﺍﻧﺘﻬﺖ ﺇﻟﻴﻪ ﻟﻐﺔ ﺍﻟﺒﺼﺮﻳﲔ‪ ،‬ﻛﺎﻥ ﺃﺣﻔﻆ ﺍﻟﻨﺎﺱ ﻭﺃﻭﺳﻌﻬﻢ ﻋﻠﻤﺎﹰ‪ ،‬ﻭﺃﻗﺪﺭﻫﻢ ﻋﻠﻰ ﺍﻟﺸﻌﺮ‪ ،‬ﻭﻣـﺎ‬ ‫ﺍﺯﺩﺣﻢ ﺍﻟﻌﻠﻢ ﻭﺍﻟﺸﻌﺮ ﰲ ﺻﺪﺭ ﺃﺣﺪ ﺍﺯﺩﺣﺎﻣﻬﻤﺎ ﰲ ﺻﺪﺭ ﺧﻠﻒ ﺍﻷﲪﺮ‪ ،‬ﻭﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ" )ﺍﻟﻠﻐـﻮﻱ‪.(136-135 ،‬‬ ‫ﻭﻗﺎﻝ ﻛﺎﺭﻝ ﺑﺮﻭﻛﻠﻤﺎﻥ )ﻛﺎﺭﻝ ﺑﺮﻭﻛﻠﻤﻦ‪" (212 :1375 ،‬ﻭﻛﺎﻥ ﺃﺑﻮ ﺑﻜﺮ ﳏﻤﺪ ﺑﻦ ﺍﳊﺴﲔ ﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﺍﻷﺯﺩﻱ ﳑﻦ‬ ‫ﺃﻛﺴﺒﻮﺍ ﻣـﺪﺭﺳـﺔ ﺍﻟﺒﺼﺮﺓ ﺷﻬﺮﺓ ﻭﺍﺯﺩﻫﺎﺭﺍﹰ ﺑﺘﻤﻴﺰﻩ ﰲ ﺍﻟﻌﻠﻢ ﻭﺍﻟﺸﻌﺮ"‪.‬‬ ‫ﻭﺃﻣﺎ ﻣﺬﻫﺒﻪ ﰲ ﺍﻟﻔﻘﻪ‪ ،‬ﻓﻘﺎﻝ ﻋﻨﻪ ﻳﺎﻗﻮﺕ ‪" :‬ﺇﻥ ﺃﻛﺜﺮ ﺃﻫﻞ ﻋ‪‬ﻤﺎﻥ ﰲ ﺯﻣﺎﻧﻪ ﻛﺎﻧﻮﺍ ﺧﻮﺍﺭﺝ‪ ،‬ﺇﻻﹼ ﺃﻧﻪ ﻻ ﻳﺮﻯ‬ ‫ﻋﻠﻰ ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﺃﺛﺮ ﺍﳋﺮﻭﺝ‪ ،‬ﺑﻞ ﻳﺸﻬﺪ ﺷﻌﺮﻩ ﲟﺨﺎﻟﻔﺘﻪ ﻟﻠﺨﻮﺍﺭﺝ‪ ،‬ﻭﻋﺪ‪‬ﻩ ﺍﻟﺴـﺒﻜﻲ‪) ‬ﺍﻟﺴـﺒﻜﻲ‪ ،‬ﺩ‪.‬ﺕ‪(140 :.‬‬ ‫ﻭﺍﻟﺴﻴﻮﻃﻲ )ﺍﻟﺴﻴﻮﻃﻰ‪ ،‬ﺩ‪.‬ﺕ‪ (70 :.‬ﻣﻦ ﺍﻟﺸﺎﻓﻌﻴﺔ‪.‬‬ ‫ﺳﺎﺑﻌﺎﹰ ‪ -‬ﻣﺼﻨﻔﺎﺗﻪ‪:‬‬ ‫ﻟﻪ ﺍﻟﻌﺪﻳﺪ ﻣﻦ ﺍﳌﺼﻨﻔﺎﺕ‪ ،‬ﻣﻨﻬﺎ‪:‬‬ ‫‪.1‬ﺍﻻﺷﺘﻘﺎﻕ‬ ‫‪.2‬ﺍﻷﻣﺎﱄ‬ ‫‪.3‬ﲨﻬﺮﺓ ﺍﻟﻠﻐﺔ‬ ‫‪.4‬ﺩﻳﻮﺍﻥ ﺷﻌﺮﻩ‬ ‫‪.5‬ﺭﻭ‪‬ﺍﺩ ﺍﻟﻌﺮﺏ ﻭ‬ ‫‪.6‬ﺍﻟﺴ‪‬ﺮ‪‬ﺝ ﻭﺍﻟﻠﹼﺠﺎﻡ‬ ‫‪.7‬ﺍ‪‬ﺘ‪‬ﲏ‬ ‫‪.8‬ﺍﳌﻘﺼﻮﺭ ﻭﺍﳌﻤﺪﻭﺩ‬ ‫‪.9‬ﻛﺘﺎﺏ ﺍﳌﻼﺣﻦ‬ ‫‪.10‬ﺍﳋﻴﻞ ﺍﻟﻜﺒﲑ‪ ،‬ﺍﳋﻴﻞ ﺍﻟﺼﻐﲑ‬ ‫ﻛﺘﺎﺏ ﺍﳉﻤﻬﺮﺓ‪:‬‬ ‫ﺃﺳﺒﺎﺏ ﺍﻟﺘﺄﻟﻴﻒ‪.‬‬ ‫ﺃﺭﺍﺩ ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﺃﻥ ﻳﺬﻟﻞ ﺍﻟﺼﻌﺎﺏ ﰲ ﻛﺘﺎﺏ )ﺍﻟﻌﲔ( ﻟﻠﺨﻠﻴﻞ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﺍﻟﻔﺮﺍﻫﻴﺪﻱ؛ ﻷﻧﻪ ﻳﺴﲑ ﻋﻠﻰ ﻧﻈﺎﻡ‬ ‫ﺍﻟﺘﻘﻠﻴﺒﺎﺕ ﺍﻟﺼﻮﺗﻴﺔ‪ ،‬ﻭﻓﻴﻬﺎ ﻣﻦ ﺍﻟﺼﻌﻮﺑﺔ ﻋﻠﻰ ﺍﻟﺒﺎﺣﺜﲔ ﺣﻴﺚ ﳛﺘﺎﺝ ﺇﱃ ﺍﳌﺘﺨﺼﺼﲔ ﰲ ﻋﻠﻢ ﺍﻷﺻﻮﺍﺕ‪ ،‬ﻭﻣ‪‬ﻦ ﳍﻢ‬ ‫ﺩﺭﺍﻳﺔ ﲟﺨﺎﺭﺝ ﺍﳊﺮﻭﻑ‪ ،‬ﻓﺄﺭﺍﺩ ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﺃﻥ ﻳﺬﻟﻞ ﺗﻠﻚ ﺍﻟﺼﻌﻮﺑﺔ ﺑﺈﺗﺒﺎﻋﻪ ﻧﻈﺎﻡ ﺍﻟﺘﻘﻠﻴﺒﺎﺕ ﺍﻷﻟﻔﺒﺎﺋﻴﺔ ﺃﻱ ﺃﻥ ﳚﻤﻊ‬ ‫ﺍﳌﺎﺩﺓ ﻭﻣﻘﻠﻮﺑﺎ‪‬ﺎ ﰲ ﻣﻮﺿﻮﻉ ﻭﺍﺣﺪ ﺇﻻﹼ ﺃﻧﻪ ﻳﺴﲑ ﻋﻠﻰ ﻧﻈﺎﻡ ﺍﻷﻟﻔﺒﺎﺋﻴﺔ ﺍﻟﻌﺎﺩﻳﺔ ﺃ ﺏ ﺕ ﺙ ﺝ ‪ ...‬ﺇﱃ ﺁﺧﺮﻩ ‪.‬‬ ‫ﺣﻴﺚ ﻗﺎﻝ ﰲ ﻣﻘﺪﻣﺔ ﻛﺘﺎﺑﻪ ﺍﳉﻤﻬﺮﺓ ‪" :‬ﻗﺪ ﺃﻟﻒ ﺃﺑﻮ ﻋﺒﺪ ﺍﻟﺮﲪﻦ ﺍﳋﻠﻴﻞ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﺍﻟﻔﺮﻫﻮﺩﻱ ﺭﺿﻮﺍﻥ ﺍﷲ ﻋﻠﻴﻪ‪،‬‬ ‫ﻛﺘﺎﺏ ﺍﻟﻌﲔ‪ ،‬ﻓﺄﺗﻌﺐ ﻣﻦ ﺗﺼﺪﻯ ﻟﻐﺎﻳﺘﻪ‪ ،‬ﻭﻋﻨ‪‬ﻰ ﻣ‪‬ﻦ ﲰﺎ ﺇﱃ ‪‬ﺎﻳﺘﻪ‪ ،‬ﻓﺎﳌﻨﺼﻒ ﻟﻪ ﺑﺎﻟﻐ‪‬ﻠﹶﺐ ﻣﻌﺘﺮﻑ‪ ،‬ﻭﺍﳌﻌﺎﻧﺪ‬

‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2012‬‬

‫‪137‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปที่ 7 ฉบับที่ 13‬‬

‫ﻣﺘﻜﻠﹼﻒ‪ ،‬ﻭﻛﻞ ﻣﻦ ﺑﻌﺪﻩ ﻟﻪ ﺗﺒﻊ ﺃﻗﺮ ﺑﺬﻟﻚ ﺃﻡ ﺟﺤﺪ‪ ،‬ﻭﻟﻜﻨﻪ ﺭﲪﻪ ﺍﷲ ﺃﻟﻒ ﻛﺘﺎﺑﻪ ﻣﺸﺎﻛﻼﹰ ﻟﺜﻘﻮﺏ ﻓﻬﻤﻪ‪ ،‬ﻭﺫﻛﺎﺀ‬ ‫ﻓﻄﻨﺘﻪ ﻭﺣﺪ‪‬ﺓ ﺃﺫﻫﺎﻥ ﺃﻫﻞ ﺩﻫﺮﻩ" )ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ‪.(40 ،‬‬ ‫ﺳﺮ ﺗﺴﻤﻴﺘﻪ ﺍﳉﻤﻬﺮﺓ‪:‬‬ ‫ﻛﺎﻥ ﻭﺭﺍﺀ ﺗﺴﻤﻴﺘﻪ ﻫﺬﺍ ﺍﻻﺳﻢ )ﺍﳉﻤﻬﺮﺓ( ﻛﻤﺎ ﻭﺭﺩ ﻓﻴﻪ‪ ،‬ﻫﻮ ﺍﺧﺘﻴﺎﺭ ﺍﳉﻤﻬﻮﺭ ﻣﻦ ﻛﻼﻡ ﺍﻟﻌﺮﺏ‪ ،‬ﻭﺗﺮﻙ‬ ‫ﺍﻟﻮﺣﺸﻲ ﺍﳌﺴﺘﻨﻜﺮ‪ ،‬ﻓﻘﺪ ﻗﺎﻝ ﰲ ﻣﻘﺪﻣﺘﻪ ‪" :‬ﻭﺇﳕﺎ ﺃﻋﺮﻧﺎﻩ ﻫﺬﺍ ﺍﻻﺳﻢ؛ ﻷﻧ‪‬ﺎ ﺍﺧﺘﺮﻧﺎ ﻟﻪ ﺍﳉﻤﻬﻮﺭ ﻣﻦ ﻛﻼﻡ ﺍﻟﻌﺮﺏ‬ ‫ﻭﺃﺭﺟﺄﻧﺎ ﺍﻟﻮﺣﺸﻲ‪ ‬ﺍﳌﺴﺘﻨﻜﹶﺮ"‪ ،‬ﻓﺎﳉﻤﻬﻮﺭ ﺍﻟﺸﺎﺋﻊ ﻫﻮ ﺍﳌﻘﺼﻮﺩ ﻣﻦ ﺍﻟﻜﺘﺎﺏ‪ ،‬ﺃﻣﺎ ﺍﻟﻐﺮﻳﺐ ﻓﻌﺮ‪‬ﺽ‪ ،‬ﺃﻭ ﻣﻦ ﺍﻷﻧﻔﺎﻝ‪،‬‬ ‫ﻭﻟﺬﻟﻚ ﻓﺼﻠﻪ ﻋﻦ ﺍﻟﻜﺘﺎﺏ‪ ،‬ﻭﺃﳊﻘﻪ ﺑﺂﺧﺮﻩ" )ﺣﺴﲔ ﻧﺼﺎﺭ‪ ،‬ﺩ‪.‬ﺕ‪ .(316 :.‬ﻭﻗﺎﻝ ﺃﻳﻀﺎﹰ‪" :‬ﻋﻠﻰ ﺃﻧﻨﺎ ﺃﻟﻐﻴﻨﺎ ﺍﳌﺴﺘﻨﻜﺮ‬ ‫ﻭﺍﺳﺘﻌﻤﻠﻨﺎ ﺍﳌﺄﻟﻮﻑ" ﻛﻤﺎ ﻗﺎﻝ ﰲ ‪‬ﺎﻳﺔ ﺍﻟﻜﺘﺎﺏ ‪" :‬ﻭﺇﳕﺎ ﻛﺎﻥ ﻏﺮﺿﻨﺎ ﰲ ﻫﺬﺍ ﺍﻟﻜﺘﺎﺏ ﻗﺼﺪ ﲨﻬﻮﺭ ﺍﻟﻠﻐﺔ‪ ،‬ﻭﺇﻟﻐﺎﺀ‬ ‫ﺍﻟﻮﺣﺸﻲ ﺍﳌﺴﺘﻨﻜﺮ"‪.‬‬ ‫ ﻣﻨﻬﺠﻪ ﰲ ﺍﳉﻤﻬﺮﺓ ‪:‬‬‫ﺑﻌﺪ ﺃﻥ ﺃﺩﺭﻙ ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﺃﻥ ﻛﺘﺎﺏ )ﺍﻟﻌﲔ( ﻟﻠﺨﻠﻴﻞ ﺃﺻﺒﺢ ﻋﺴﲑﺍﹰ ﻋﻠﻰ ﺍﳌﺘﻌﻠﻤﲔ ﻟﻠﻐﺔ‪ ،‬ﻭﻻ ﻳﻔﻬﻤﻪ ﺇﻻﱠ ﻣﻦ‬ ‫ﻛﺎﻥ ﻭﺍﺳﻊ ﺍﻹﻃﻼﻉ ﰲ ﺍﻟﻠﻐﺔ ﻭﻋﻠﻮﻣﻬﺎ‪ ،‬ﻭﺃﺻﺒﺤﺖ ﺍﳊﺎﺟﺔ ﺇﱃ ﻛﺘﺎﺏ ﺃﺳﻬﻞ‪ ،‬ﺗﺼﺪﻯ ﳍﺬﻩ ﺍﳌﻬﻤﺔ‪ ،‬ﻓﺸﺮﻉ ﺑﻮﺿﻊ‬ ‫ﻛﺘﺎﺏ ﳚﻤﻊ ﻓﻴﻪ ﺍﻷﻟﻔﺎﻅ ﺍﻟﻌﺮﺑﻴﺔ ﻭﻳﻜﻮﻥ ﻣﺘﻨﺎﻭﻻﹰ ﺳﻬﻼﹰ ﺑﲔ ﻋﺎﻣﺔ ﺍﻟﻨﺎﺱ‪ ،‬ﻓﺄﻣﻠﻰ ﻛﺘﺎﺑﻪ ﰲ ﺑﻐﺪﺍﺩ ﻭﺍﻟﺒﺼﺮﺓ ﺍﺭﲡﺎﻻﹰ‪،‬‬ ‫ﺣﻴﺚ ﺳﻠﻚ ﻣﻨﻬﺠﺎﹰ ﺟﺪﻳﺪﺍﹰ ﺧﺎﻟﻒ ﻓﻴﻪ ﻣﻦ ﺳﺒﻘﻪ ﻣﻦ ﻣﺆﻟﻔﻲ ﺍﳌﻌﺠﻤﺎﺕ‪ ،‬ﻓﺎﺑﺘﻜﺮ ﻧﻈﺎﻣﺎ ﺧﺎﺻﺎ ﺑﻪ‪ ،‬ﻭﺗﺮﻙ ﻧﻈﺎﻡ‬ ‫ﺍﳌﺨﺎﺭﺝ ﰲ ﺗﺮﺗﻴﺐ ﺍﳊﺮﻭﻑ ﻛﻤﺎ ﻓﻌﻞ ﺍﳋﻠﻴﻞ ﰲ ﻛﺘﺎﺑﻪ )ﺍﻟﻌﲔ(‪ ،‬ﻭﺗﺘﻀﺢ ﻣﻌﺎﱂ ﻣﻨﻬﺠﻪ ﻓﻴﻤﺎ ﻳﻠﻲ ‪:‬‬ ‫‪.1‬ﺍﻟﺘﺮﺗﻴﺐ ﺍﳌﺒﲏ ﻋﻠﻰ ﺃﺳﺎﺱ ﺍﳊﺮﻭﻑ ﺍﳍﺠﺎﺋﻴﺔ ﺍﳌﺄﻟﻮﻓﺔ‪ ،‬ﻻ ﻋﻠﻰ ﺍﻷﺳﺎﺱ ﺍﻟﺼﻮﰐ ﺍﻟﺬﻱ ﺟﻌﻠﻪ ﺍﳋﻠﻴﻞ ﺑﻦ‬ ‫ﺃﲪﺪ ﺍﻟﻔﺮﺍﻫﻴﺪﻱ ﰲ ﻣﻌﺠﻤﻪ )ﺍﻟﻌﲔ(‪ ،‬ﺑﻌﺪﻣﺎ ﺍﻛﺘﺸﻒ ﺑﺄﻥ ﺍﻟﻄﺮﻳﻘﺔ ﺍﻟﺼﻮﺗﻴﺔ ﺗﺘﻄﻠﺐ ﺩﺭﺍﻳﺔ ﺍﻟﺒﺎﺣﺚ ﲟﺨﺎﺭﺝ‬ ‫ﺍﳊﺮﻭﻑ ﻭﻣﺪﺍﺭﺟﻬﺎ ‪.‬‬ ‫‪.2‬ﺍﺗﺒﺎﻉ ﻧﻈﺎﻡ ﺍﻟﺘﻘﻠﻴﺒﺎﺕ ﺍﻷﻟﻔﺒﺎﺋﻴﺔ‪ ،‬ﻓﻬﻮ ﻳﻘﻠﺐ ﺣﺮﻭﻑ ﺍﻟﻜﻠﻤﺔ ﺍﻟﻮﺍﺣﺪﺓ ﳚﻤﻊ ﺍﻟﻜﻠﻤﺎﺕ ﻣﻬﻤﺎ ﺍﺧﺘﻠﻒ‬ ‫ﺗﺮﺗﻴﺒﻬﺎ ﻋﻠﻰ ﻧﻄﺎﻕ ﻭﺍﺣﺪ‪ ،‬ﻭﻭﺿﻌﻬﺎ ﲢﺖ ﺃﻭﻝ ﺍﳊﺮﻭﻑ ﺗﺮﺗﻴﺒﺎﹰ ‪.‬‬ ‫ﻓﻤﺜﻼﹰ ﺍﻟﻜﻠﻤﺎﺕ ﺍﳌﻜﻮﻧﺔ ﻣﻦ ﺍﻟﺮﺍﺀ‪ ،‬ﻭﺍﻟﺒﺎﺀ‪ ،‬ﻭﺍﻟﻜﺎﻑ‪ ،‬ﻭﻫﻲ ‪ :‬ﺭﺑﻚ‪ ،‬ﺭﻛﺐ‪ ،‬ﻛﺮﺏ‪ ،‬ﻛﱪ‪ ،‬ﺑﺮﻙ‪ ،‬ﺑﻜﺮ‪.‬‬ ‫ﻳﺒﺤﺚ ﻋﻨﻬﺎ ﰲ ﻛﻠﻤﺔ ﻣﺒﺪﻭﺀﺓ ﺑﺎﻟﺒﺎﺀ؛ ﻷ‪‬ﺎ ﺃﻭﻝ ﺍﳊﺮﻭﻑ ﺗﺮﺗﻴﺒﺎﹰ ‪ .‬ﻓﻴﺒﺤﺚ ﰲ ﺑﻜﺮ‪ ،‬ﺃﻭ ﺑﺮﻙ‪ .‬ﻭﺷﺮﺡ ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ‬ ‫ﻓﻘﺎﻝ ‪" :‬ﺇﺫﺍ ﺃﺭﺩﺕ‪ ‬ﺃﻥ ﺗﺆﻟﱠﻒ ﺑﻨﺎﺀً ﺛﻨﺎﺋﻴ‪‬ﺎﹰ ﺃﻭ ﺛﻼﺛﻴﺎﹰ ﺃﻭ ﺭﺑﺎﻋﻴ‪‬ﺎﹰ ﺃﻭ ﲬﺎﺳﻴ‪‬ﺎﹰ ﻓﺨﺬﹾ ﻣﻦ ﻛﻞ ﺟﻨﺲ ﻣﻦ ﺃﺟﻨﺎﺱ ﺍﳊﺮﻭﻑ‬ ‫ﺍﳌﺘﺒﺎﻋﺪﺓ‪ ،‬ﰒ ﺃﹶﺩ‪‬ﺭ‪ ‬ﺩ‪‬ﺍﺭ‪‬ﺓﹰ ﻓﻮﻗﱢﻊ ﺛﻼﺛﺔ ﺃﺣﺮﻑ ﺣﻮﺍﻟﻴﻬﺎ ﰒ ﻓﹸﻜﱠﻬﺎ ﻣﻦ ﻋﻨﺪ ﻛﻞ ﺣﺮﻑ ﻳ‪‬ﻤﻨﺔ ﻭﻳ‪‬ﺴﺮﺓ ﺣﱴ ‪‬ﺗﻔﹶﻚ‪ ‬ﺍﻷﺣﺮﻑ‪‬‬ ‫ﺍﻟﺜﻼﺛﺔ ﻓﻴﺨﺮﺝ ﻣﻦ ﺍﻟﺜﻼﺛﻲ ﺳﺘﺔ ﺃﺑﻨﻴﺔ ﺛﻼﺛﻴﺔ ﻭﺗﺴﻌﺔ ﺃﺑﻨﻴﺔ ﺛﻨﺎﺋﻴﺔ ‪ .‬ﻓﺈﺫﺍ ﻓﻌﻠﺖ ﺫﻟﻚ ﺍﺳﺘﻘﺼﻴﺖ‪ ‬ﻣﻦ ﻛﻼﻡ ﺍﻟﻌﺮﺏ ﻣﺎ‬ ‫ﺗﻜﻠﹼﻤﻮﺍ ﺑﻪ ﻭﻣﺎ ﺭﻏﺒﻮﺍ ﻋﻨﻪ"‪.‬‬ ‫‪.3‬ﻗﺴﻢ ﻛﻞ ﻛﺘﺎﺏ )ﺣﺮﻑ( ﺇﱃ ﺃﻗﺴﺎﻡ ﲝﺴﺐ ﺍﻷﺑﻨﻴﺔ ﻭﻫﻲ ﻋﻨﺪﻩ ﺳﺘﺔ‪ ،‬ﻭﻫﻲ‪ :‬ﺍﻟﺜﻨﺎﺋﻲ‪ ،‬ﻭﺍﻟﺜﻼﺛﻲ‪،‬‬ ‫ﻭﺍﻟﺮﺑﺎﻋﻲ‪ ،‬ﻭﺍﳋﻤﺎﺳﻲ‪ ،‬ﻭﺍﻟﺴﺪﺍﺳﻲ ﺃﻭ ﻋﻠﻰ ﺣﺪ ﺗﻌﺒﲑﻩ "ﺍﳌﻠﺤﻖ ﺑﺎﻟﺴﺪﺍﺳﻲ ﲝﺮﻭﻑ ﻣﻦ ﺍﻟﺰﻭﺍﺋﺪ" ﻭﺍﻟﻠﻔﻴﻒ ‪.‬‬

‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2012‬‬

‫‪138‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปที่ 7 ฉบับที่ 13‬‬

‫ﻭﻳﻨﻘﺴﻢ ﻛﻞ ﻧﻮﻉ ﻣﻦ ﻫﺬﻩ ﺍﻷﻧﻮﺍﻉ ﺇﱃ ﺃﺑﻮﺍﺏ ﻭﻓﻘﺎ ﻟﻠﺤﺮﻭﻑ‪ ،‬ﻓﺄﻭﳍﺎ ﺑﺎﺏ ﺍﳍﻤﺰﺓ‪ ،‬ﻣﺜﻼ‪ :‬ﺑﺎﺏ ﺍﻟﺜﻨﺎﺋﻲ‬ ‫ﺍﻟﺼﺤﻴﺢ‪ ،‬ﻳﺒﺪﺃ ﺑﺎﳍﻤﺰﺓ "ﺃ ﺏ ﺏ"‪ .‬ﺇﻻﹼ ﺃﻧﻪ ﺑﺪﺃ ﺑﺒﻌﺾ ﺍﻷﻧﻮﺍﻉ ﻣﺜﻞ ﺍﻟﺜﻼﺛﻲ ﺍﻟﺼﺤﻴﺢ ﺑﺒﺎﺏ ﺍﻟﺒﺎﺀ‪ ،‬ﻫﻮ "ﺏ ﺕ‬ ‫ﺕ" ‪ .‬ﻭﺃﺧ‪‬ﺮ ﺑﺎﺏ ﺍﳍﻤﺰﺓ ﺇﱃ ﺃﺑﻮﺍﺏ ﺍﻟﻨﻮﺍﺩﺭ ﰲ ﺍﳍﻤﺰ ‪.‬‬ ‫ﻭﺍﻓﺘﺘﺢ ﻛﻞ ﺑﺎﺏ ﻣﻨﻬﺎ ﲝﺮﻓﻪ ﻣﻊ ﺍﳊﺮﻑ ﺍﻟﺬﻱ ﻳﻠﻴﻪ ﰲ ﺍﻟﺘﺮﺗﻴﺐ‪ ،‬ﻓﻤﺎ ﺑﻌﺪﻩ‪ ،‬ﻛﻤﺎ ﺫﻛﺮﻧﺎ‪ ،‬ﻭﺃﺗﻰ ﰲ ﻛﻞ‬ ‫ﻛﻠﻤﺔ ﺑﺘﻘﺎﻟﻴﺒﻬﺎ ﺇﻻﹼ ﰲ ﺃﺑﻮﺍﺏ ﻗﻠﻴﻠﺔ ﻣﺜﻞ ﺃﺑﻮﺍﺏ ﺍﻟﺜﻨﺎﺋﻲ ﺍﳌﻀﻌﻒ‪ ،‬ﻭﺍﻟﺮﺑﺎﻋﻲ ﺍﳌﻀﺎﻋﻒ‪ ،‬ﺇﺫ ﺃﳘﻞ ﻓﻴﻬﻤﺎ ﻣﻘﻠﻮﺏ‬ ‫ﺃﺑﻮﺍﺏ ﺍﳍﻤﺰ‪ ،‬ﻭﺃﺧ‪‬ﺮ ﺇﱃ "ﺍﻟﻨﻮﺍﺩﺭ ﻣﻦ ﺍﳍﻤﺰ"‪.‬‬ ‫ﻃﺮﻳﻘﺔ ﺍﻟﻜﺸﻒ ﰲ ﻣﻌﺠﻢ ﺍﳉﻤﻬﺮﺓ‪:‬‬ ‫ﺇﺫﺍ ﺃﺭﺩﻧﺎ ﺍﻟﻜﺸﻒ ﻋﻦ ﺍﻟﻜﻠﻤﺔ ﰲ ﻣﻌﺠﻢ ﺍﳉﻤﻬﺮﺓ‪ ،‬ﻓﻼﺑﺪ ﻣﻦ ﺍﺗﺒﺎﻉ ﺍﻵﰐ‪:‬‬ ‫‪.1‬ﲡﺮﻳﺪ ﺍﻟﻜﻠﻤﺔ ﻣﻦ ﺍﻟﺰﻭﺍﺋﺪ‪ ،‬ﻓﻜﻠﻤﺔ "ﺃﻋﺠﻤﻲ‪ "‬ﻣﺜﻼ ﻳﺒﺤﺚ ﻋﻨﻬﺎ ﰲ ﺍﳌﺎﺩﺓ ﺍﻟﺜﻼﺛﻴﺔ ﺍﻟﱵ ﺣﺮﻭﻓﻬﺎ "ﺝ ﻉ ﻡ" ‪.‬‬ ‫‪.2‬ﺗﺮﺗﻴﺐ ﺣﺮﻭﻑ ﺍﻟﻜﻠﻤﺔ ﺑﻌﺪ ﲡﺮﻳﺪﻫﺎ ﺣﺴﺐ ﺍﻟﺘﺮﺗﻴﺐ ﺍﳍﺠﺎﺋﻲ ﺍﳌﻌـﺮﻭﻑ )ﺃ ﺏ ﺕ ﺙ ﺝ ‪ ....‬ﺇﱁ(‪.‬‬ ‫ﻭﻳﺒﺤﺚ ﻋﻦ ﺍﻟﻜﻠﻤﺔ ﰲ ﺑﺎﺏ ﺃﺳﺒﻖ ﺣﺮﻭﻓﻬﺎ ﺗﺮﺗﻴﺒﺎ ﻓﻜﻠﻤﺔ "ﻣﻌﺠﻢ" ﻳﺒﺤﺚ ﻋﻨﻬﺎ ﰲ "ﺝ ﻉ ﻡ" ﺃﻳﻀﺎ ‪ .‬ﻭﺫﻟﻚ ﻷﻥ‬ ‫ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﻳﺘﺒﻊ ﻧﻈﺎﻡ ﺍﻟﺘﻘﻠﻴﺒﺎﺕ‪ ،‬ﻭﳚﻤﻊ ﺗﺼﺮﻳﻔﺎﺕ ﺍﳌﺎﺩﺓ ﻭﻭﺟﻮﻩ ﻣﻘﻠﻮﺑﺎ‪‬ﺎ ﰲ ﻣﻮﺿﻊ ﻭﺍﺣﺪ ‪ .‬ﻗﺎﻝ ﺍﻟﺪﻛﺘﻮﺭ ﻋﺒـﺪ‬ ‫ﺍﻟﺴﻤﻴﻊ ﳏﻤﺪ ﺃﲪﺪ ‪" :‬ﻭﻳﻼﺣﻆ ﺑﺼﻔﺔ ﺧﺎﺻﺔ ﺃﻥ ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﻳﻘﺪﻡ ﺣﺮﻑ ﺍﻟﻮﺍﻭ ﻋﻠﻰ ﺣـﺮﻑ ﺍﳍـﺎﺀ ﰲ ﺗﺮﺗﻴـﺐ‬ ‫ﺍﻷﺑﻮﺍﺏ ‪ .‬ﻭﻛﺬﻟﻚ ﰲ ﺗﺮﺗﻴﺐ ﻓﺼﻮﻝ ﺍﻷﺑﻮﺍﺏ‪ ،‬ﺃﻱ ﻋﻨﺪ ﻭﺿﻊ ﺍﳌﻮﺍﺩ ﺍﳌﺘﻔﻘﺔ ﰲ ﺃﻭﺍﺋﻞ ﺣﺮﻭﻓﻬﺎ ‪ .‬ﻣﺜﺎﻝ ﺫﻟﻚ ‪ :‬ﻥ‬ ‫ﻭ ﻭ ‪ /‬ﻥ ﻫـ ﻫـ ‪ /‬ﻥ ﻯ ﻯ ‪ /‬ﻭﻫـ ﻫـ ‪ /‬ﻭ ﻯ ﻯ ‪ /‬ﻫـ ﻯ ﻯ ‪ .‬ﻓﺎﻷﺑﻮﺍﺏ ﻣﺮﺗﺒﺔ ﺣﺴﺐ ﺣﺮﻭﻓﻬﺎ ﺍﻷﻭﱃ‬ ‫ﻫﻜﺬﺍ ‪ :‬ﻥ ﰒ ﻭ ﰒ ﻫـ ﰒ ﻯ ‪ .‬ﻣﺜﻞ ﺏ ﻝ ﻝ ‪ /‬ﺏ ﻡ ﻡ ‪ /‬ﺏ ﻥ ﻥ ‪ /‬ﺏ ﻭ ﻭ ‪ /‬ﺏ ﻫــ ﻫــ ‪ /‬ﺏ ﻯ ﻯ ‪.‬‬ ‫ﻭﻛﺬﻟﻚ ﻳﻘﺪﻡ ﺣﺮﻑ ﺍﻟﻮﺍﻭ ﻋﻠﻰ ﺍﳍﺎﺀ ﺇﺫﺍ ﻛﺎﻥ ﺛﺎﻟﺚ ﺍﳊﺮﻭﻑ‪ ،‬ﻣﺜﻞ ‪ :‬ﺏ ﻥ ﻭ ‪ /‬ﺏ ﻥ ﻫـ ‪ /‬ﺏ ﻥ ﻯ ‪ /‬ﺏ ﻭ‬ ‫ﻫـ ‪ /‬ﺏ ﻭ ﻯ ‪ /‬ﺏ ﻫـ ﻯ" )ﻋﺒﺪ ﺍﻟﺴﻤﻴﻊ ﳏﻢ ﺃﲪﺪ‪ ،‬ﺩ‪.‬ﺕ‪.(74 .‬‬ ‫‪.3‬ﻳﻨﻈﺮ ﺇﱃ ﺑﻨﺎﺀ ﺍﳌﺎﺩﺓ ﻭﻋﺪﺩ ﺣﺮﻭﻓﻬﺎ ﻭﻧﻮﻋﻬﺎ ﻭﻇﻮﺍﻫﺮ ﻭﺿﻌﻬﺎ ‪ :‬ﻭﺃﻋﲏ ﺑﺬﻟﻚ ﺃ‪‬ـﺎ ﺛﻨﺎﺋﻴـﺔ‪ ،‬ﺛﻼﺛﻴـﺔ‪،‬‬ ‫ﺭﺑﺎﻋﻴﺔ ‪ ...‬ﺇﱁ‪ ،‬ﺻﺤﻴﺤﺔ ﺃﻭ ﻣﻌﺘﻠﺔ ﺃﻭ ﻣﻬﻤﻮﺯﺓ‪ ،‬ﻣﻀﻌﻔﺔ ﺃﻭ ﻏﲑ ﻣﻀﻌﻔﺔ‪.‬‬ ‫ﺍﻟﺪﺭﺍﺳﺎﺕ ﺍﻟﺪﻻﻟﻴﺔ ﻋﻨﺪ ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ‪:‬‬ ‫ﺗﺘﻀﺢ ﺟﻬﻮﺩﻩ ﰲ ﺍﻟﺪﺭﺍﺳﺎﺕ ﺍﻟﺪﻻﻟﻴﺔ ﻓﻴﻤﺎ ﻳﻠﻲ‪:‬‬ ‫ﺍﻟﻠﻔﻆ ﺍﳊﻘﻴﻘﻲ‪:‬‬ ‫ﻛﺜﲑﺍ ﻣﺎ ﳒﺪﻩ ﻳﺸﲑ ﺇﱃ ﺍﳌﻌﲎ ﺍﳊﻘﻴﻘﻲ ﻟﻸﻟﻔﺎﻅ‪ ،‬ﻭﻣﻦ ﺫﻟﻚ‪:‬‬ ‫ﻭﰲ ﻣﺎﺩﺓ‪) :‬ﺃﻃﻂ( ﻳﻘﻮﻝ‪" :‬ﺃﻁ ﻳ‪‬ﺌ‪‬ﻂ ﺃﻃﺎﹰ ﻭﺃﻃﻴﻄﺎﹰ ‪ .‬ﻭﺍﻷﻃﻴﻂ ‪ :‬ﺻﻮﺕ‪ ‬ﺍﻟﺮ‪‬ﺣ‪‬ﻞ ﺍﳉﺪﻳـﺪ‪ ‬ﺃﻭ ﺍﻟﻨ‪‬ﺴـﻊ ﺇﺫﺍ‬ ‫ﲰﻌﺖ ﻟﻪ ﺻﺮﻳﺮﺍﹰ‪ .‬ﻭﻛﻞﱡ ﺻﻮﺕ‪ ‬ﻳﺸﺒﻪ ﺫﻟﻚ ﻓﻬﻮ ﺃﻃﻴﻂ‪ .‬ﻭﰲ ﺍﳊﺪﻳﺚ‪)) :‬ﺣﱴ ﻳ‪‬ﺴ‪‬ﻤ‪‬ﻊ ﻟﻪ ﺃﻃﻴﻂﹲ ﻣﻦ ﺍﻟﺰ‪‬ﺣﺎﻡ (( )ﺍﺑﻦ‬ ‫ﺍﻷﺛﲑ‪ ،‬ﺩ‪.‬ﺕ‪ ،(54 .‬ﻳﻌﲏ ﺑﺎﺏ ﺍﳉﻨ‪‬ﺔ" )ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ‪ ،‬ﺩ‪.‬ﺕ‪ .(58 :.‬ﻓﻘﺪ ﺍﺳﺘﺨﺪﺍﻡ ﻟﻔﻈﺔ " ﺃﻃﻴﻂ" ﻋﻠـﻰ ﻣﻌﻨﺎﻫـﺎ‬ ‫ﺍﳊﻘﻴﻘﻲ ﻭﻫﻲ ﺍﻟﺼﻮﺕ‪.‬‬

‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2012‬‬

‫‪139‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปที่ 7 ฉบับที่ 13‬‬

‫ﺍ‪‬ﺎﺯ ﺍﻟﻠﻐﻮﻱ‪:‬‬ ‫ﻛﻤﺎ ﺃﺷﺎﺭ ﺇﱃ ﺍﻟﻠﻔﻆ ﺍﳊﻘﻴﻘﻲ ﳒﺪﻩ ﻳﺘﻨﺎﻭﻝ ﺍ‪‬ﺎﺯ ﰲ ﻣﻮﺍﺿﻊ ﳐﺘﻠﻔﺔ‪ ،‬ﻣﺜﻞ ‪:‬‬ ‫ﰲ ﻣﺎﺩﺓ ‪) :‬ﺯﺑﺮ( ﻳﻘﻮﻝ‪ " :‬ﺍﻟﻮ‪‬ﺃﻯ ‪ :‬ﺍﻟﺸﺪﻳﺪ‪ ،‬ﻭﻛﺬﻟﻚ ﺍﻟﺰ‪‬ﺑﹺﺮ‪ :‬ﺍﻟﺼﻠﺐ ﺍﻟﺸﺪﻳﺪ‪ ،‬ﻭﺃﺣﺴﺒﻪ ﺃﻳﻀﺎﹰ ﻣ‪‬ﻦ ﺯ‪‬ﺑ‪‬ـﺮ‪‬‬ ‫ﺍﻟﺒﺌﺮﹺ ﻭﻫﻮ ﺃﻥ ﺗﻄﻮﻳ‪‬ﻬﺎ ﺑﺎﳊﺠﺎﺭﺓ‪ ،‬ﻭﻫﻮ ﻓ‪‬ﻌ‪‬ﻞﹼ ﻣﻦ ﺯﺑﺮﺕ‪ ‬ﺍﻟﺒﺌﺮ‪ ‬ﺃﺯ‪‬ﺑ‪‬ﺮﻫﺎ ﺯﺑ‪‬ﺮﺍﹰ ﻭﺯﹺﺑﹺﺮﺍ‪ ،‬ﺑﻜﺴﺮ ﺍﻟﺒﺎﺀ ﻭﺍﻟﺰﺍﻱ ‪ .‬ﻭﺍﻟﻌﻼﺑﻂ ‪:‬‬ ‫ﺍﻟﻌﺮﻳﺾ‪ .‬ﻣ‪‬ﺌﹶﺮ‪ :‬ﻣﻔﹾﻌ‪‬ﻞ ﻣﻦ ﺃﺭ‪ ‬ﻳﺆﺭ‪ ‬ﺃﺭﺍﹰ‪ ،‬ﻭﻫﻮ ﺁﺭ‪ .‬ﻭﰲ ﺍﳊﺪﻳﺚ‪)) :‬ﺍﻟﻔﻘﲑ ﺍﻟﺬﻱ ﻻ ﺯ‪‬ﺑ‪‬ﺮ‪ ‬ﻟﻪ(( )ﺍﺑﻦ ﺍﻷﺛـﲑ‪،(293 ،‬‬ ‫ﺃﻱ‪ :‬ﻻ ﻣﻌﺘﻤ‪‬ﺪ‪ ‬ﻟﻪ ﻭﻗﻴﻞ ‪ :‬ﻻ ﻋﻘﻞ ﻳﺰﺟﺮﻩ ﻭﻳﻨﻬﺎﻩ ﻋﻦ ﺍﻹﻗﺪﺍﻡ ﻋﻠﻰ ﻣﺎ ﻻ ﻳﻨﺒﻐﻲ" )ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ‪.(56 ،‬‬ ‫ﻭﻫﺬﺍ ﻣﻦ ﺑﺎﺏ ﺍ‪‬ﺎﺯ ﺍﻟﻠﻐﻮﻱ‪ ،‬ﻷﻧﻪ ﺍﺳﺘﻌﻤﻞ ﺍﻟﻠﻔﻆ ﰲ ﻏﲑ ﻣﺎ ﻳﺴﺘﻌﻤﻞ ﻟﻪ ﺃﺻﻼﹰ‪ ،‬ﻭﺍﻟﺪﻟﻴﻞ ﻋﻠﻰ ﻫﺬﺍ ﺃﻧـﻪ ﻳﻘـﻮﻝ‪:‬‬ ‫ﻭﺃﺣﺴﺒﻪ ﻣﻦ ﺯﺑﺮ ﺍﻟﺒﺌﺮ ﻭﻫﻲ ﺃﻥ ﺗﻄﻮﻳﻬﺎ ﺑﺎﳊﺠﺎﺭﺓ‪ ،‬ﻭﻫﻮ ﻓ‪‬ﻌ‪‬ﻞﹼ ﻣﻦ ﺯﺑﺮﺕ‪ ‬ﺍﻟﺒﺌﺮ‪ ‬ﺃﺯﺑﺮﻫﺎ ﺯﺑﺮﺍ ﺑﻜﺴﺮ ﺍﻟﺒﺎﺀ ﻭﺍﻟﺰﺍﻱ ‪.‬‬ ‫ﺍﳌﺸﺘﺮﻙ ﺍﻟﻠﻔﻈﻲ‪:‬‬ ‫ﳒﺪ ﺃﻥ ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﻗﺪ ﺃﺷﺎﺭ ﺇﻟﻴﻪ ﰲ ﻛﺜﲑ ﻣﻦ ﻣﻮﺍﺭﺩﻩ‪ ،‬ﻭﻣﻨﻪ ‪:‬‬ ‫ ﰲ ﻣﺎﺩﺓ ‪) :‬ﺃ ﻡ ﻡ( ﻳﻘﻮﻝ ‪" :‬ﻭﺍﻷُﻡ‪ : ‬ﻣﻌﺮﻭﻓﺔ‪ ،‬ﻭﻗﺪ ﲰ‪‬ﺖ ﺍﻟﻌﺮﺏ ﰲ ﺑﻌﺾ ﺍﻟﻠﻐـﺎﺕ ﺍﻷُﻡ‪ ‬ﺇﹺﻣ‪‬ـﺎ ﰲ ﻣﻌـﲎ ﺃﹸﻡ‪،‬‬‫ﻭﻟﻠﻨﺤﻮﻳﲔ ﻓﻴﻪ ﻛﻼﻡ ﻟﻴﺲ ﻫﺬﺍ ﻣﻮﺿﻌﻪ ‪ .‬ﻭﺃﹸﻡ‪ ‬ﺍﻟﻜﺘﺎﺏ ‪ :‬ﺳﻮﺭﺓ ﺍﳊﻤﺪ ﻷﻧﻪ ﻳ‪‬ﺒﺘﺪﺃ ‪‬ﺎ ﰲ ﻛﻞ ﺻﻼﺓ؛ ﻫﻜﺬﺍ ﻳﻘـﻮﻝ‬ ‫ﻭﺃﻡ‪ ‬ﺍﻟﻨﺠﻮﻡ ‪:‬‬ ‫ﺃﺑﻮ ﻋﺒﻴﺪﺓ ‪ .‬ﻭﺃﻡ‪ ‬ﺍﻟﻘﹸﺮ‪‬ﻯ‪ : ‬ﻣﻜﹼﺔ‪ ،‬ﺳ‪‬ﻤ‪‬ﻴﺖ ﺑﺬﻟﻚ ﻷ‪‬ﺎ ﺗﻮﺳﻄﺖ ﺍﻷﺭﺽ ﺯﻋﻤﻮﺍ‪ ،‬ﻭﺍﷲ ﺃﻋﻠﻢ ‪.‬‬ ‫ﺍﳌﹶﺠ‪‬ﺮ‪‬ﺓ؛ ﻫﻜﺬﺍ ﺟﺎﺀﺕ ﰲ ﺷﻌﺮ ﺫﻱ ﺍﻟﺮ‪‬ﻣ‪‬ﺔ‪ ،‬ﻷ‪‬ﺎ ﳎﺘﻤﻊ ﺍﻟﻨﺠﻮﻡ‪ ،‬ﻗﺎﻝ ﺃﺑﻮ ﻋﺜﻤﺎﻥ ﺍﻷﺷ‪‬ﻨﺎﻧ‪‬ﺪﺍﱐ ‪ :‬ﲰﻌﺖ ﺍﻷﺧﻔـﺶ‬ ‫ﻳﻘﻮﻝ ‪ :‬ﻛﻞ ﺷﻲﺀ ﺍﻧﻀﻤ‪‬ﺖ ﺇﻟﻴﻪ ﺃﺷﻴﺎﺀُ ﻓﻬﻮ ﺃﹸﻡ‪ . ‬ﻭﺃﹸﻡ‪ ‬ﺍﻟﺮﺃﺱ ‪ :‬ﺍﳉ‪‬ﻠﺪﺓ ﺍﻟﱵ ﲡﻤﻊ ﺍﻟﺪﻣﺎﻍ‪ ،‬ﻭﺑﺬﻟﻚ ﺳ‪‬ـﻤ‪‬ﻲ ﺭﺋـﻴﺲ‬ ‫ﺍﻟﻘﻮﻡ ﺃﹸﻣ‪‬ﺎ ﳍﻢ"‪.‬‬ ‫ﻗﺎﻝ ﺍﻟﺸﻨﻔﺮﻯ )ﺍﻟﺸﻨﻔﺮﻱ‪ (25 :1996 ،‬ﻳﻌﲏ ﺗﺄﺑ‪‬ﻂ ﺷﺮﺍ‪:‬‬ ‫ﻭﺃﻡ‪ ‬ﻋﻴﺎﻝﹴ ﻗﺪ ﺷﻬﺪﺕ‪ ‬ﺗ‪‬ﻘﹸﻮﺗ‪‬ﻬﻢ‬

‫ﺇﺫﺍ ﺃﺣ‪‬ﺘ‪‬ﺮ‪‬ﺗ‪‬ﻬ‪‬ﻢ‪ ‬ﺃﻭ‪‬ﺗ‪‬ﺤ‪‬ﺖ‪ ‬ﻭﺃﹶﻗﹶﻠﱠﺖ‪‬‬

‫ﺍﳊﹶﺘ‪‬ﺮ ‪ :‬ﺍﻹﻋﻄﺎﺀ ﻗﻠﻴﻼﹰ‪ ،‬ﻭﺍﳊﹶﺘ‪‬ﺮ ﺃﻳﻀﺎﹰ ‪ :‬ﺍﻟﻀﻴﻖ‪ ،‬ﻭﻫﻮ ﻣﺄﺧﻮﺫ ﻣﻦ ﺍﳊﹶﺘﺎﺭ ﻭﻫﻮ ﻣﻮﺿﻊ ﺍﻧﻀﻤﺎﻡ ﺍﻟﺴ‪‬ﺮﺝ‪ ،‬ﻭﺫﻟﻚ ﺃﻧـﻪ‬ ‫ﻛﺎﻥ ﻳ‪‬ﻘﻮﺕ ﻋﻠﻴﻬﻢ ﺍﻟﺰﺍﺩ ﰲ ﻏﺰﻭﻫﻢ ﻟﺌﻼ ﻳﻨﻔﺪ‪ ،‬ﻳﻌﲏ ﺗﺄﺑ‪‬ﻂ ﺷﺮﺍ‪ ،‬ﻭﻛﺎﻥ ﺭﺋﻴﺴ‪‬ﻬﻢ ﺇﺫﺍ ﻏﹶﺰ‪‬ﻭﺍ‪ .‬ﻳﻘـﺎﻝ ‪ :‬ﺃﺣ‪‬ﺘ‪‬ـﺮ‪‬ﻩ‪ ،‬ﺇﺫﺍ‬ ‫ﺃﻋﻄﺎﻩ ﻋﻄﺎﺀً ﻧﺰﺭﺍﹰ ﻗﻠﻴﻼﹰ ﺷﻴﺌﺎﹰ ﺑﻌﺪ ﺷﻲﺀ‪.‬‬ ‫ﻭﺳ‪‬ﻤ‪‬ﻴﺖ ﺍﻟﺴﻤﺎﺀُ ‪ :‬ﺃﻡ ﺍﻟﻨﺠﻮﻡ‪ ،‬ﻷ‪‬ﺎ ﲡﻤﻊ ﺍﻟﻨﺠﻮﻡ؛ ﻗﺎﻝ ﻗﻮﻡ ‪ :‬ﻳﺮﻳﺪ ﺍ‪‬ﺮﺓ ‪ .‬ﻗﺎﻝ ﺫﻭ ﺍﻟﺮﻣﺔ )ﺫﻭ ﺍﻟﺮﻣـﺔ‪ ،‬ﺩ‪.‬ﺕ‪:.‬‬ ‫‪:(422‬‬ ‫ﻭﺷ‪‬ﻌ‪‬ﺚ‪ ‬ﻳ‪‬ﺸ‪‬ﺠ‪‬ﻮﻥﹶ ﺍﻟﻔﹶﻼ ﰲ ﺭﺅﻭﺳ‪‬ﻪ‪ ‬ﺇﺫﺍ ﺣ‪‬ﻮ‪‬ﻟﺖ‪ ،‬ﺃﻡ‪ ‬ﺍﻟﻨﺠﻮﻡ ﺍﻟﺸﻮﺍﺑﹺﻚ‪‬‬ ‫ﻭﺍﻷﻣ‪‬ﺔ ﳍﺎ ﻣﻮﺍﺿﻊ‪ ،‬ﻓﺎﻷﻣﺔ ‪ :‬ﺍﻟﻘﹶﺮ‪‬ﻥﹸ ﻣﻦ ﺍﻟﻨﺎﺱ ﻣﻦ ﻗﻮﻟﻪ ‪﴿ :‬ﺃﻣ‪‬ﺔﹰ ﻭ‪‬ﺳ‪‬ﻄﺎﹰ﴾ )ﺳـﻮﺭﺓ ﺍﻟﺒﻘـﺮﺓ‪،(143 :2 ،‬‬ ‫ﻭﻗﻮﻟﻪ‪﴿ :‬ﺇﻥ ﺇﺑﺮﺍﻫﻴﻢ‪ ‬ﻛﺎﻥﹶ ﺃﻣ‪‬ﺔﹰ﴾ )ﺳﻮﺭﺓ ﺍﻟﻨﺤﻞ‪ ،(120 :16 ،‬ﺃﻱ ﺇﻣﺎﻣﺎﹰ ‪ .‬ﻭﺍﻷُﻣ‪‬ﺔﹸ ‪ :‬ﺍﻹﻣﺎﻡ ‪ .‬ﻭﺍﻷُﻣ‪‬ـﺔﹸ ‪ :‬ﻗﺎﻣـﺔ‬ ‫ﺍﻹﻧﺴﺎﻥ ‪ .‬ﻭﺍﻷُﻣ‪‬ﺔﹸ ‪ :‬ﺍﻟﻄﻮﻝ ‪ .‬ﻭﺍﻷُﻣ‪‬ﺔﹸ ‪ :‬ﺍﳌ‪‬ﻠﺔ‪﴿ ،‬ﻭﺇﻥﱠ ﻫﺬﻩ ﺃﹸﻣ‪‬ﺘ‪‬ﻜﹸﻢ‪ ‬ﺃﻣ‪‬ﺔ ﻭﺍﺣﺪﺓﹰ﴾ )ﺳﻮﺭﺓ ﺍﻷﻧﺒﻴﺎﺀ‪.(92 :21 ،‬‬ ‫ﻭ"ﺃﻡ‪ ‬ﻣ‪‬ﺜﹾﻮ‪‬ﻯ ﺍﻟﺮﺟﻞ ‪ :‬ﺻﺎﺣﺒﺔﹸ ﻣﱰﻟﻪ ﺍﻟﺬﻱ ﻳﱰﻟﻪ ‪ .‬ﻭﰲ ﺍﳊﺪﻳﺚ ‪ :‬ﺃﻥ ﺭﺟﻼﹰ ﻗﻴﻞ ﻟﻪ ‪ :‬ﻣﱴ ﻋﻬﺪﻙ ﺑﺎﻟﻨﺴﺎﺀ؟ ﻗـﺎﻝ ‪:‬‬ ‫ﺍﻟﺒﺎﺭﺣﺔ‪ ،‬ﻭﻗﻴﻞ ﻟﻪ ‪ :‬ﲟﻦ؟ ﻗﺎﻝ ‪ :‬ﺑﺄﻡ ﻣﺜﻮﺍﻱ ‪ .‬ﻓﻘﻴﻞ ﻟﻪ ‪ :‬ﻫﻠﻜﺖ‪ ،‬ﺃﻭ ﻣﺎ ﻋﻠﻤﺖ ﺃﻥ ﺍﷲ ﻗﺪ ﺣﺮﻡ‪ ‬ﺍﻟﺰ‪‬ﻧﺎ ‪ .‬ﻓﻘـﺎﻝ ‪:‬‬ ‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2012‬‬

‫‪140‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปที่ 7 ฉบับที่ 13‬‬

‫ﻭﺍﷲ ﻣﺎ ﻋﻠﻤﺖ ‪ .‬ﻭﺃﺣﺴﺐ ﺃﻥ ﰲ ﺍﳊﺪﻳﺚ ﺃﻧﻪ ﺟﻲﺀ ﺑﻪ ﺇﱃ ﻋﻤﺮ‪ ،‬ﻧﻀ‪‬ﺮ ﺍﷲ ﻭﺟﻬﻪ‪ ،‬ﻓﻘﺎﻝ ‪ :‬ﺍﺳﺘﺤﻠﻔﻮﻩ ﺑﲔ ﺍﻟﻘـﱪ‬ ‫ﻭﺍﳌ‪‬ﻨ‪‬ﺒ‪‬ﺮ ﺃﻭ ﻋﻨﺪ ﺍﻟﻘﱪ ﺃﻧﻪ ﻣﺎ ﻋﻠﻢ ﻓﺈﻥ ﺣﻠﻒ‪ ‬ﻓﺨﻠﱡﻮﺍ ﺳﺒﻴﻠﻪ" )ﺍﺑﻦ ﺍﻷﺛﲑ‪ ،‬ﺩ‪.‬ﺕ‪.(30 :.‬‬ ‫ﻓﺎ ﳌﻌﲎ ﺍﻷﺻﻠﻲ ﺍﳊﻘﻴﻘﻲ ﻟﻸﻡ ﻫﻮ ﺍﳌﻌﺮﻭﻑ‪ ،‬ﻭﺃﻣﺎ ﺍﳌﻌﺎﱐ ﺍﻷﺧﺮﻯ ﻭﺍﳌﻌﲎ ﺍﻟﻮﺍﺭﺩ ﰲ ﺍﳊـﺪﻳﺚ ﻓﻤﻌـﺎﻥ‬ ‫ﳎﺎﺯﻳﺔ‪ ،‬ﻋ‪‬ﺮﻑ ﺫﻟﻚ ﺑﺎﻹﺿﺎﻓﺔ‪ ،‬ﻭﺃﻣﺎ ﰲ ﺍﳊﺪﻳﺚ ﻓﻘﺪ ﺷﺒﻪ ﺻﺎﺣﺒﺔ ﺍﻟﺒﻴﺖ ﺍﻟﺬﻱ ﺗﱰﻟﻪ ﻛﺄ‪‬ﺎ ﺃﻡ‪ ‬ﻟﻠﺒﻴﺖ‪ ،‬ﻭﻣﻦ ﻫﻨﺎ ﻓﻘﺪ‬ ‫ﺷ‪‬ﺨ‪‬ﺺ ﺍﳌﻜﺎﻥ‪ ،‬ﻭﺫﻟﻚ ﻋﻠﻰ ﺳﺒﻴﻞ ﺍﻻﺳﺘﻌﺎﺭﺓ ﺍﳌﻜﻨﻴﺔ‪ ،‬ﻓﺎ‪‬ﺎﺯ ﻫﻨﺎ ﳎﺎﺯ ﻟﻐﻮﻱ "ﻟﻔﻈﻲ" ‪.‬‬ ‫ﻭﺇﺫﺍ ﻧ‪‬ﻈﺮ ﺇﻟﻴﻪ ﻋﻠﻰ ﺃﻧﻪ ﺃﺳﻨﺪ ﺍﻷﻡ "ﺍﳌﺮﺃﺓ" ﺇﱃ ﻏﲑ ﺻﺎﺣﺒﻬﺎ ﺃﺻﻼﹰ ﻭﻫﻮ "ﺍﳌﺜﻮﻯ" ﻓﻬﺬﺍ ﳎـﺎﺯ ﺑﺎﻹﺳـﻨﺎﺩ‬ ‫"ﻋﻘﻠﻲ" ﻭﻗﺪ ﺃﻭﺭﺩ ﺍﻟﺰﳐﺸﺮﻱ )ﺃﻡ ﻣﺜﻮﻯ( ﰲ ﺑﺎﺏ ﺍ‪‬ﺎﺯ )ﺍﻟﺰﳐﺸﺮﻱ‪ ،‬ﺩ‪.‬ﺕ‪.(21 :‬‬ ‫ﺍﻟﺘﻀﺎﺩ‪:‬‬

‫ﰲ ﻣﺎﺩﺓ ‪) :‬ﺏ ﻉ ﻱ(‪] .‬ﺑﻴﻊ[ ﻗﺎﻝ ‪" :‬ﺍﻟﺒﻴﻊ ﻣﺼﺪﺭ ﺑﺎﻉ ﻳﺒﻴﻊ ﺑﻴﻌﺎ ‪ .‬ﻭﺍﻟﺒﻴﻊ ﺃﻳﻀﺎ ‪ :‬ﺍﻟﺸﺮﺍﺀ"‪.‬‬ ‫ﰲ ﻣﺎﺩﺓ ‪) :‬ﺝ ﻉ ﻡ( ﻗﺎﻝ ‪" :‬ﺍﳉﹶﻌ‪‬ﻢ ﻣﻦ ﻗﻮﳍﻢ ‪ :‬ﺟﻌ‪‬ﻢ ﳚﻌ‪‬ﻢ ﺟ‪‬ﻌ‪‬ﻤﺎﹰ‪ ،‬ﺇﺫﺍ ﱂ ﻳ‪‬ﺸ‪‬ﺘ‪‬ﻪ‪ ‬ﺍﻟﻄﻌﺎﻡ‪ ،‬ﻭﺃﺣﺴﺒﻪ ﻣـﻦ‬ ‫ﺍﻷﺿﺪﺍﺩ ﻷ‪‬ﻢ ﺭﲟﺎ ﲰ‪‬ﻮﺍ ﺍﻟﺮﺟﻞ ﺍﻟﻨ‪‬ﻬﹺﻢ ﺟ‪‬ﻌ‪‬ﻤﺎﹰ"‪.‬‬

‫ﺍﻟﺘﺮﺍﺩﻑ‪:‬‬ ‫ﺍﻟﺘﺮﺍﺩﻑ ﻫﻮ ﺍﻷﻟﻔﺎﻅ ﺍﳌﻔﺮﺩﺓ ﺍﻟﺪﺍﻟﺔ ﻋﻠﻰ ﺷﻲﺀ ﻭﺍﺣﺪ ﺑﺎﻋﺘﺒﺎﺭ ﻭﺍﺣﺪ‪ ،‬ﻭﻣﻦ ﺃﻣﺜﻠﺘﻪ ﻋﻨﺪ ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﻣﺎ ﻳﻠﻲ‪:‬‬ ‫ﰲ ﻣﺎﺩﺓ‪) :‬ﺩ ﺭ ﻡ( ﻳﻘﻮﻝ‪" :‬ﻭﺍﳍﻼﻙ ﻭﺍﻟﺪﻣﺎﺭ ﻗﺮﻳﺒﺎﻥ ﰲ ﺍﳌﻌﲎ"‪.‬‬ ‫ﰲ ﻣﺎﺩﺓ‪) :‬ﺩ ﻡ ﻭ( ﻗﺎﻝ‪" :‬ﻭﺍﻟﺪ‪‬ﻭ‪‬ﺍﻡ ﻣﺜﻞ ﺍﻟﺪ‪‬ﻭ‪‬ﺍﺭ ﺳﻮﺍﺀ؛ ﻳﻘﺎﻝ ‪ :‬ﺑﻪ ﺩ‪‬ﻭ‪‬ﺍﻡ ﻭﺩ‪‬ﻭ‪‬ﺍﺭ"‪.‬‬ ‫ﺍﳋﺎﲤﺔ‬

‫ﰲ ﺧﺘﺎﻡ ﻫﺬﻩ ﺍﻟﺪﺭﺍﺳﺔ ﺗﻮﺻﻞ ﺍﻟﺒﺎﺣﺚ ﺇﱃ ﺍﻟﻨﺘﺎﺋﺞ ﺍﻟﺘﺎﻟﻴﺔ ‪:‬‬ ‫‪.1‬ﺇﻥ ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﺍﻋﺘﻤﺪ ﻋﻠﻰ ﺫﺍﻛﺮﺗﻪ ﰲ ﺍﻟﺘﺄﻟﻴﻒ؛ ﻋﻠﻴﻪ ﻓﺈﻥ ﺑﻌﺾ ﺍﳍﻨﺎﺕ ﻻ ﺗﻘﺪﺡ ﰲ ﻣﻌﺠﻤﻪ‪.‬‬ ‫‪.2‬ﺷﺎﺑﻪ ﻣﻌﺠﻤﻪ ﻣﻌﺠﻢ ﺍﻟﻌﲔ ﰲ ﺍﻟﺘﻘﻠﻴﺒﺎﺕ ﻭﻟﻜﻨﻪ ﺃﻳﺴﺮ ﻣﻨﻪ ﻻﺗﺒﺎﻋﻪ ﺍﻟﺘﺮﺗﻴﺐ ﺍﳍﺠﺎﺋﻲ‪.‬‬ ‫‪.3‬ﺗﻌﺮﺽ ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﻟﻜﺜﲑ ﻣﻦ ﺍﻟﻈﺎﻫﺮﺍﺕ ﺍﻟﺪﻻﻟﻴﺔ‪ ،‬ﻣﺜﻞ ‪ :‬ﺍﻟﺘﻀﺎﺩ ﻭﺍﻻﺷﺘﺮﺍﻙ‪ ،‬ﻭﺍﻟﺘﺮﺍﺩﻑ‪.‬‬ ‫‪.4‬ﺍﻋﺘﻤﺪ ﻋﻠﻰ ﺍﻟﺸﻮﺍﻫﺪ ﺍﻟﻘﺮﺁﻧﻴﺔ ﻭﺍﻟﺸﻌﺮﻳﺔ ﰲ ﻛﺜﲑ ﻣﻦ ﺍﳌﻮﺍﺿﻊ ﻟﺘﺄﻳﻴﺪ ﻣﺎ ﻳﺬﻫﺐ ﺇﻟﻴﻪ‪.‬‬ ‫‪.5‬ﺃﻛﺜﺮ ﻣﻦ ﺍﺳﺘﺨﺪﺍﻡ ﺍ‪‬ﺎﺯ ﰲ ﻣﻘﺎﺑﻞ ﺍﻟﻠﻔﻆ ﺍﳊﻘﻴﻘﻲ‪.‬‬ ‫ﰲ ﺍﳋﺘﺎﻡ ﳝﻜﻦ ﺍﻟﻘﻮﻝ‪ :‬ﺇﻥ ﻫﺬﺍ ﺍﳌﻮﺿﻮﻉ ﻳﺼﻠﺢ ﻟﺒﺤﺚ ﺃﻛﱪ ﻣﻦ ﻫﺬﻩ ﺍﻟﻮﺭﻗﺔ‪.‬‬

‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2012‬‬

‫‪141‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปที่ 7 ฉบับที่ 13‬‬

‫ﺍﳌﺼﺎﺩﺭ ﻭﺍﳌﺮﺍﺟﻊ‬ ‫ﺍﺑﻦ ﺍﻷﺛﲑ‪ ،‬ﳎﺪ ﺍﻟﺪﻳﻦ ﺃﰊ ﺍﻟﺴﻌﺎﺩﺓ ﺍﳌﺒﺎﺭﻙ ﺑﻦ ﳏﻤﺪ ﺍﳉﺰﺭﻱ ﺍﺑﻦ ﺍﻷﺛﲑ‪ .‬ﺩ ﺕ‪ .‬ﺍﻟﻨﻬﺎﻳﺔ ﰲ ﻏﺮﻳﺐ ﺍﳊﺪﻳﺚ ﻭﺍﻷﺛﺮ‪.‬‬ ‫ﺩ‪ .‬ﺏ‪ .‬ﺩﺍﺭ ﺍﻟﻔﻜﺮ‪.‬‬ ‫ﺍﺑﻦ ﺍﻷﻧﺒﺎﺭﻱ ‪ ،‬ﺃﺑﻮ ﺍﻟﱪﻛﺎﺕ ﻛﻤﺎﻝ ﺍﻟﺪﻳﻦ ﻋﺒﺪ ﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﳏﻤﺪ ﺑﻦ ﺍﺑﻦ ﺍﻷﻧﺒﺎﺭﻱ‪1405 .‬ﻫـ‪1985/‬ﻡ ‪ .‬ﻧﺰﻫـﺔ‬ ‫ﺍﻷﻟﺒﺎﺀ ﰲ ﻃﺒﻘﺎﺕ ﺍﻷﺩﺑﺎﺀ‪ .‬ﺍﻷﺭﺩﻥ‪ :‬ﻣﻜﺘﺒﺔ ﺍﳌﻨﺎﺭ‪ ،‬ﺯﺭﻗﺎﺀ ‪.‬‬ ‫ﺍﺑﻦ ﺍﳉﻮﺯﻱ‪ ،‬ﺃﺑﻮ ﺍﻟﻔﺮﺝ ﻋﺒﺪ ﺍﻟﺮﲪﻦ ﻋﻠﻲ ﺑﻦ ﺍﳉﻮﺯﻱ‪1357 .‬ﻫـ‪ .‬ﺍﳌﻨﺘﻈﻢ ﰲ ﺗﺎﺭﻳﺦ ﺍﳌﻠـﻮﻙ ﻭﺍﻷﻣـﻢ‪ .‬ﻁ ‪.1‬‬ ‫ﺩ‪.‬ﺏ ﲟﻄﺒﻌﺔ ﺩﺍﺋﺮﺓ ﺍﳌﻌﺎﺭﻑ ﺍﻟﻌﺜﻤﺎﻧﻴﺔ ﺑﻌﺎﺻﻤﺔ ﺣﻴﺪﺭ ﺁﺑﺎﺭ ﺍﻟﺪﻛﻦ ﻻﺯﻟﺖ ﴰﻮﺱ‪.‬‬ ‫ﺣﺴﲔ ﻧﺼﺎﺭ‪1408 .‬ﻫـ‪1988/‬ﻡ‪ .‬ﺍﳌﻌﺠﻢ ﺍﻟﻌﺮﰊ ﻧﺸﺄﺗﻪ ﻭﺗﻄﻮﺭﻩ‪ .‬ﻁ‪ . 4‬ﺩ ﺏ‪ .‬ﻣﻜﺘﺒﺔ ﻣﺼﺮ‪.‬‬ ‫ﺍﳋﻄﻴﺐ ﺍﻟﺒﻐﺪﺍﺩﻱ‪ ،‬ﺃﲪﺪ ﺑﻦ ﻋﻠﻲ ﺑﻦ ﺛﺎﺑﺖ ﺍﻟﺒﻐﺪﺍﺩﻱ‪1417 .‬ﻫـ‪1997/‬ﻡ‪ .‬ﺗﺎﺭﻳﺦ ﺑﻐﺪﺍﺩ‪ .‬ﻁ‪ .1‬ﺑـﲑﻭﺕ ‪ :‬ﺩﺍﺭ‬ ‫ﺍﻟﻜﺘﺐ ﺍﻟﻌﻠﻤﻴﺔ‪.‬‬ ‫ﺍﺑﻦ ﺧﻠﻜﺎﻥ‪ ،‬ﺃﺑﻮ ﺍﻟﻌﺒﺎﺱ ﺃﲪﺪ ﺑﻦ ﳏﻤﺪ ﺑﻦ ﺇﺑﺮﺍﻫﻴﻢ ﺑﻦ ﺃﰊ ﺑﻜﺮ ﺑﻦ ﺧﻠﻜﺎﻥ‪ .‬ﺩ‪ .‬ﺕ‪ .‬ﻭﻓﻴﺎﺕ ﺍﻷﻋﻴﺎﻥ ﻭﺃﻧﺒﺎﺀ ﺃﺑﻨﺎﺀ‬ ‫ﺍﻟﺰﻣﺎﻥ‪ .‬ﺣﻘﻘﻪ‪ :‬ﺍﻟﺪﻛﺘﻮﺭ ﺇﺣﺴﺎﻥ ﻋﺒﺎﺱ‪ .‬ﺑﲑﻭﺕ‪.‬‬ ‫ﺍﺑﻦ ﺧﲑ‪1382 .‬ﻫـ‪1963/‬ﻡ‪ .‬ﻓﻬﺮﺳﺔ ﺍﺑﻦ ﺧﲑ‪ .‬ﻁ‪ .2‬ﺍﻟﻘﺎﻫﺮﺓ‪ .‬ﺩ‪ .‬ﻁ‪.‬‬ ‫ﺧﲑ ﺍﻟﺪﻳﻦ ﺍﻟﺰﺭﻛﻠﻲ‪ .‬ﻛﺎﻧﻮﻥ ﺍﻟﺜﺎﱐ‪ ،‬ﻳﻨﺎﻳﺮ‪2005‬ﻡ‪ .‬ﺍﻷﻋﻼﻡ‪ .‬ﻁ‪ 16‬ﺑﲑﻭﺕ‪ :‬ﺩﺍﺭ ﺍﻟﻌﻠﻢ ﻟﻠﻤﻼﻳﲔ‪.‬‬ ‫ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ‪ ،‬ﺃﺑﻮ ﺑﻜﺮ ﳏﻤﺪ ﺑﻦ ﺍﳊﺴﻦ ﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ‪ .‬ﺩ‪.‬ﺕ‪ .‬ﺍﻻﺷﺘﻘﺎﻕ‪ .‬ﻁ‪ .2‬ﲢﻘﻴﻖ ﻭﺷﺮﺡ‪ :‬ﻋﺒـﺪ ﺍﻟﺴـﻼﻡ ﳏﻤـﺪ‬ ‫ﻫﺎﺭﻭﻥ‪ .‬ﻣﺼﺮ‪ :‬ﻣﻜﺘﺒﺔ ﺍﳋﺎﳒﻲ‪.‬‬ ‫ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ‪ .‬ﺗﺸﺮﻳﻦ ﺍﻟﺜﺎﱐ‪ ،‬ﻧﻮﻓﻤﱪ‪1987 .‬ﻡ‪ .‬ﲨﻬﺮﺓ ﺍﻟﻠﻐﺔ‪ .‬ﺣﻘﻘﻪ ﻭﻗﺪﻡ ﻟﻪ ﺍﻟﺪﻛﺘﻮﺭ ﺭﻣﺰﻱ ﻣﻨﲑ ﺑﻌﻠﺒﻜﻲ‪ .‬ﺑﲑﻭﺕ‪:‬‬ ‫ﺩﺍﺭ ﺍﻟﻌﻠﻢ ﻟﻠﻤﻼﻳﲔ‪.‬‬ ‫ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ‪1417 .‬ﻫـ‪2006/‬ﻡ‪ .‬ﺷﺮﺡ ﻣﻘﺼﻮﺭﺓ ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ‪ ،‬ﻋﻠﻴﻬﺎ ﺷﺮﺡ ﺗﻜﻤﻴﻠﻲ ﻟﻸﺳﺘﺎﺫ ﻋﺒﺪ ﺍﻟﻮﺻﻴﻒ ﳏﻤـﺪ‪.‬‬ ‫ﺑﲑﻭﺕ‪ :‬ﺍﳌﻜﺘﺒﺔ ﺍﻟﻌﺼﺮﻳﺔ‪.‬‬ ‫ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ‪1987 .‬ﻡ‪ .‬ﻛﺘﺎﺏ ﺍﳌﻼﺣﻦ‪ .‬ﲢﻘﻴﻖ ﺃﺑﻮ ﺇﺳﺤﺎﻕ ﺇﺑﺮﺍﻫﻴﻢ ﺇﻃﻔﻴﺶ ﺍﳉﺰﺍﺋﺮﻱ‪ .‬ﺩﺍﺭ ﺑﲑﻭﺕ‪ :‬ﺍﻟﻜﺘﺐ ﺍﻟﻌﻠﻤﻴﺔ‪.‬‬ ‫ﺫﻭ ﺍﻟﺮﻣﺔ‪ ،‬ﻏﻴﻼﻥ ﺑﻦ ﻋﻘﺒﺔ ﺍﻟﻌﺪﻭﻱ‪ .‬ﺩﻳﻮﺍﻧﻪ‪ .‬ﻋﲏ ﺑﺘﺼﺤﻴﺤﻪ ﻭﺗﻨﻘﻴﺤﻪ ﻛﺎﺭﻟﻴﻞ ﻫﻨﺮﻱ ﻣﻜﺎﺭﺗﲏ‪ .‬ﺩ‪.‬ﺏ‪ .‬ﻋﺎﱂ ﺍﻟﻜﺘﺐ‪.‬‬ ‫ﺍﻟﺰﳐﺸﺮﻱ‪ ،‬ﺃﺑﻮ ﺍﻟﻘﺎﺳﻢ ﳏﻤﻮﺩ ﺑﻦ ﻋﻤﺮ ﺍﻟﺰﳐﺸﺮﻳﻦ‪1996 .‬ﻡ‪ .‬ﺃﺳﺎﺱ ﺍﻟﺒﻼﻏﺔ‪ .‬ﺑﲑﻭﺕ‪ :‬ﻣﻜﺘﺒﺔ‬ ‫ﺍﻟﺴﺒﻜﻲ‪ ،‬ﺗﺎﺝ ﺍﻟﺪﻳﻦ ﺃﰊ ﻧﺼﺮ ﻋﺒﺪ ﺍﻟﻮﻫﺎﺏ ﺑﻦ ﻋﻠﻲ ﺑﻦ ﻋﺒﺪ ﺍﻟﻜﺎﰲ ﺍﻟﺴ‪‬ﺒ‪‬ﻜﻲ‪.‬ﺩ‪.‬ﺕ‪ .‬ﻃﺒﻘﺎﺕ ﺍﻟﺸﺎﻓﻌﻴﺔ ﺍﻟﻜﱪﻯ‪.‬‬ ‫ﲢﻘﻴﻖ ﻋﺒﺪ ﺍﻟﻔﺘﺎﺡ ﳏﻤﺪ ﺍﳊﻠﻮ ﻭﳏﻤﻮﺩ ﳏﻤﺪ ﺍﻟﻄﻨﺎﺟﻲ‪ .‬ﺩ‪ .‬ﺏ‪ .‬ﻓﻴﺼﻞ ﻋﻴﺴﻰ ﺍﻟﺒﺎﰊ ﺍﳊﻠﱯ‪.‬‬ ‫ﺍﻟﺴﻤﻌﺎﱐ‪ ،‬ﺃﺑﻮ ﺳﻌﺪ ﻋﺒﺪ ﺍﻟﻜﺮﱘ ﺑﻦ ﳏﻤﺪ ﺑﻦ ﻣﻨﺼﻮﺭ ﺍﻟﺘﻤﻴﻤﻲ‪1408 .‬ﻫـ‪1988/‬ﻡ‪ .‬ﺍﻷﻧﺴﺎﺏ‪ .‬ﺗﻘﺪﱘ ﻭﺗﻌﻠﻴـﻖ‬ ‫ﻋﺒﺪ ﺍﷲ ﻋﻤﺮ ﺍﻟﺒﺎﺭﻭﺩﻱ‪ .‬ﺑﲑﻭﺕ‪ :‬ﺩﺍﺭ ﺍﻟﻜﺘﺐ ﺍﻟﻌﻠﻤﻴﺔ‪.‬‬ ‫ﺍﻟﺴﻴﻮﻃﻲ‪ ،‬ﺟﻼﻝ ﺍﻟﺪﻳﻦ ﻋﺒﺪ ﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﰊ ﺑﻜﺮ‪1426 .‬ﻫـ‪2005/‬ﻡ‪ .‬ﺑﻐﻴﺔ ﺍﻟﻮﻋﺎﺓ ﰲ ﻃﺒﻘﺎﺕ ﺍﻟﻠﻐﻮﻳﲔ ﻭﺍﻟﻨﺤﺎﺓ‪.‬‬ ‫ﲢﻘﻴﻖ ﻋﻠﻲ ﳏﻤﺪ ﻋﻤﺮ‪ ،‬ﻣﻜﺘﺒﺔ ﺍﳋﺎﳒﻲ‪ .‬ﺍﻟﻘﺎﻫﺮﺓ‪ :‬ﻣﻜﺘﺒﺔ ﺍﳋﺎﳒﻲ‪.‬‬ ‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2012‬‬

‫‪142‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปที่ 7 ฉบับที่ 13‬‬

‫ﺩﻳﻮﺍﻥ ﺍﻟﺸﻨﻔﺮﻯ‪ .‬ﻋﻤﺮﻭ ﺑﻦ ﻣﺎﻟﻚ ﺍﻷﺯﺩﻱ‪1996 .‬ﻡ‪ .‬ﺩﻳﻮﺍﻧﻪ‪ .‬ﺇﻋﺪﺍﺩ ﻭﺗﻘﻮﱘ ﻃﻼﻝ ﺣ‪‬ﺮﺏ‪ .‬ﺑﲑﻭﺕ‪ :‬ﺩﺍﺭ ﺻﺎﺩﺭ‪.‬‬ ‫ﺍﻟﻄﺎﻫﺮ ﺃﲪﺪ ﻣﻜﻲ‪ .‬ﺍﺑﻦ ﺩﺭﻳﺪ ﺍﻷﺯﺩﻱ‪ ...‬ﺷﺎﻋﺮﺍﹰ‪ .‬ﺷﻮﻗﻲ ﺿﻴﻒ ﺳﲑﺓ ﻭﲢﻴﺔ‪ .‬ﺩ‪.‬ﺕ‪ .‬ﺇﺷﺮﺍﻑ‪ .‬ﺗﻘﺪﱘ ﺩﻛﺘﻮﺭ ﻃﻪ‬ ‫ﻭﺍﺩﻱ‪ .‬ﺍﻟﻘﺎﻫﺮﺓ‪ :‬ﺩﺍﺭ ﺍﳌﻌﺎﺭﻑ‪.‬‬ ‫ﻋﺒﺪ ﺍﻟﺴﻤﻴﻊ ﳏﻤﺪ ﺃﲪﺪ‪1393 .‬ﻫـ‪1974/‬ﻡ‪ .‬ﺍﳌﻌﺎﺟﻢ ﺍﻟﻌﺮﺑﻴﺔ‪ ،‬ﻁ‪ .2‬ﻣﺼﺮ‪ :‬ﺩﺍﺭ ﺍﻟﻔﻜﺮ ﺍﻟﻌﺮﰊ‪.‬‬ ‫ﺍﺑﻦ ﺍﻟﻌﻤﺎﺩ‪ ،‬ﺃﺑﻮ ﺍﻟﻔﻼﺡ ﻋﺒﺪ ﺍﳊﻲ ﺍﺑﻦ ﺍﻟﻌﻤﺎﺩ ﺍﳊﻨﺒﻠﻲ‪ .‬ﺩ‪.‬ﺕ‪ .‬ﺷﺬﺭﺍﺕ ﺍﻟﺬﻫﺐ ﰲ ﺃﺧﺒﺎﺭ ﻣﻦ ﺫﻫﺐ‪ .‬ﲢﻘﻴﻖ ﳉﻨﺔ‬ ‫ﺇﺣﻴﺎﺀ ﺍﻟﺘﺮﺍﺙ ﺍﻟﻌﺮﰊ‪ .‬ﻟﺒﻨﺎﻥ‪ :‬ﺩﺍﺭ ﺍﻵﻓﺎﻕ ﺍﳉﺪﻳﺪﺓ‪.‬‬ ‫ﻋﻤﺮ ﺭﺿﺎ ﻛﺤﺎﻟﺔ‪1414 .‬ﻫـ‪1993/‬ﻡ‪ .‬ﻣﻌﺠﻢ ﺍﳌﺆﻟﻔﲔ‪ .‬ﻁ‪ .3‬ﻣﺆﺳﺴﺔ ﺍﻟﺮﺳﺎﻟﺔ‪ ،‬ﺍﳉﺰﺀ ﺍﻷﻭﻝ‪.‬‬ ‫ﺍﻟﻘﻔﻄﻲ‪ ،‬ﲨﺎﻝ ﺍﻟﺪﻳﻦ ﺃﰊ ﺍﳊﺴﻦ ﻋﻠﻲ ﺑﻦ ﻳﻮﺳﻒ‪1424 .‬ﻩ‪2004/‬ﻡ‪ .‬ﺇﻧﺒﺎﺀ ﺍﻟﺮﻭﺍﺓ ﻋﻠﻰ ﺃﻧﺒﺎﻩ ﺍﻟﻨﺤﺎﺓ‪ .‬ﲢﻘﻴﻖ ﳏﻤﺪ‬ ‫ﺃﺑﻮ ﺍﻟﻔﻀﻞ ﺇﺑﺮﺍﻫﻴﻢ‪ ،‬ﺍﳌﻜﺘﺒﺔ ﺍﻟﻌﺼﺮﻳﺔ‪ ،‬ﺳﻴﺪﺍ‪ ،‬ﺑﲑﻭﺕ‪.‬‬ ‫ﳏﻤﺪ ﺑﻦ ﺭﺍﺷﺪ ﺍﳋﺼﻴﻲ‪1984 .‬ﻡ‪ .‬ﺷﻘﺎﺋﻖ ﺍﻟﻨﻌﻤﺎﻥ ﻋﻠﻰ ﲰﻮﻁ ﺍﳉﻤﺎﻥ ﰲ ﺃﲰﺎﺀ ﺷﻌﺮﺍﺀ ﻋﻤﺎﻥ‪ .‬ﻣﺴﻘﻂ‪ :‬ﻭﺯﺍﺭﺓ‬ ‫ﺍﻟﺘﺮﺍﺙ ﺍﻟﻘﻮﻣﻲ ﻭﺍﻟﺜﻘﺎﻓﺔ‪.‬‬ ‫ﺃﺑﻮ ﳏﻤﺪ ﻋﺒﺪ ﺍﷲ ﺑﻦ ﲪﻴﺪ ﺍﻟﺴﺎﳌﻲ‪ .‬ﺩ‪.‬ﺕ‪ .‬ﲢﻔﺔ ﺍﻷﻋﻴﺎﻥ ﺑﺴﲑﺓ ﺃﻫﻞ ﻋﻤﺎﻥ‪ ،‬ﻣﺼﺮ‪ :‬ﻣﻄﺒﻌﺔ ﺍﻹﻣﺎﻡ ﺑﺎﻟﻘﻠﻌﺔ‪.‬‬ ‫ﺍﳌﺮﺯﺑﺎﱐ‪ ،‬ﺃﺑﻮ ﻋﺒﻴﺪ ﺍﷲ ﳏﻤﺪ ﺑﻦ ﻋﻤﺮﺍﻥ ﺑﻦ ﻣﻮﺳﻰ ﺍﳌﺮﺯﺑﺎﱐ‪1425 .‬ﻫـ‪2005/‬ﻡ‪ .‬ﻣﻌﺠـﻢ ﺍﻟﺸـﻌﺮﺍﺀ‪ .‬ﲢﻘﻴـﻖ‬ ‫ﺍﻟﺪﻛﺘﻮﺭ ﻓﺎﺭﻭﻕ ﺃﺳﻠﻴﻢ‪ .‬ﺑﲑﻭﺕ‪ :‬ﺩﺍﺭ ﺻﺎﺩﺭ‪.‬‬ ‫ﻣﺴﻌﻮﺩﻱ‪ ،‬ﺃﺑﻮ ﺍﳊﺴﻦ ﺍﳌﺴﻌﻮﺩﻱ‪1978.‬ﻡ‪ .‬ﻣﺮﻭﺝ ﺍﻟﺬﻫﺐ ﻭﻣﻌﺎﺩﻥ ﺍﳉﻮﻫﺮ‪ .‬ﻁ‪ .3‬ﺑﲑﻭﺕ‪ :‬ﺩﺍﺭ ﺍﻷﻧﺪﻟﺲ‪.‬‬ ‫ﺍﺑﻦ ﺍﻟﻨﺪﱘ‪ ،‬ﺃﺑﻮ ﺍﻟﻔﺮﺝ ﳏﻤﺪ ﺃﰊ ﻳﻌﻘﻮﺏ ﺇﺳﺤﺎﻕ‪1422 .‬ﻫـ‪2002/‬ﻡ‪ .‬ﺍﻟﻔﻬﺮﺳﺖ‪ .‬ﻁ‪ .2‬ﺑﲑﻭﺕ‪ :‬ﺩﺍﺭ ﺍﻟﻜﺘﺐ ﺍﻟﻌﻠﻤﻴﺔ‪.‬‬ ‫ﺍﺑﻦ ﻫﺸﺎﻡ ﺍﻟﻠﺨﻤﻲ‪1400 .‬ﻩ‪1980/‬ﻡ‪ .‬ﺍﻟﻔﻮﺍﺋﺪ ﺍﶈﺼﻮﺭﺓ ﰲ ﺷﺮﺡ ﺍﳌﻘﺼﻮﺭﺓ‪ .‬ﲢﻘﻴﻖ ﺃﲪﺪ ﻋﺒﺪ ﺍﻟﻐﻔﻮﺭ ﻋﻄﺎﺭ‪ .‬ﺩ ﺏ‪.‬‬ ‫ﻳﺎﻗﻮﺕ ﺍﳊﻤﻮﻱ‪ ،‬ﻳﺎﻗﻮﺕ ﺑﻦ ﻋﺒﺪ ﺍﷲ ﺍﻟﺮﻭﻣﻲ ﺍﳊﻤﻮﻱ‪ .‬ﺩ‪ .‬ﺕ‪ .‬ﻣﻌﺠﻢ ﺍﻷﺩﺑﺎﺀ‪ .‬ﺍﻟﻘﺎﻫﺮﺓ‪ :‬ﻣﻄﺒﻌﺔ ﺍﳌﺄﻣﻮﻥ‪.‬‬

‫‪อัล-นูร‬‬


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

143

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

Book Review

บทวิพากษหนังสือ / Book Review อัล- หูกูม อัล- มุตะอัลลิเกาะฮฺ บิ อัต- ตะริกะฮฺ ผูเ ขียน แหลงที่มา ผูวิพากย

อิสมาแอ อาลี มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา มะดารี โตะและ มุฮําหมัดซากี เจะหะ

ผูวิจัยไมไดกําหนดวัตถุประสงคการศึกษาวิจัย ไมไดกําหนดประโยชนที่คาดหวังจะไดรับและไมไดกําหนดผล ของการศึก ษาวิจั ย ไม เหมือนงานวิจัยที่ เคยพบเห็น อาจจะเป นเพราะวาระเบี ยบของมหาวิทยาลัยที่สั งกัดอยูนั ้นไม เหมือนกับระเบียบของมหาลัยอื่นๆ ในการทําวิทยานิพนธ วิธี ก ารวิ จั ย ซึ่ ง ผูวิ จั ยได ใ ชข อมู ลจากเอกสารอย างเดีย วที่ เป น ภาษาอาหรั บ จะเปน หนั งสื อหรือตํ าราของ อุลามาอฺรุนกอนๆและจะเปนหนังสือหรือตําราของอุลามาอฺในยุคนี้ดวยจากทัศนะของมัซฮับตางๆอยางครบถวน อยาง ละเอียดและจะบางครั้งยังไดนําเสนอความคิดเห็นของตนเองดวย มีการเนนหนักความเห็นของอุละมาอฺบางทานตาม หลักฐานที่ไดมา ผู วิ จั ยได เ ริ่ มอธิ บ ายในวิ ท ยานิ พ นธ เ ล ม นี้ โ ดยให ความหมายของสิ ท ธิ และอั ต -ตะริ ก ะฮฺ ซึ่ ง ผู วิ จั ยได ใ ห ความหมายของสิทธิจากความเห็นของบรรดาอุละมาอฺตางๆ และไดแบงสิทธิออกเปน 2 ประการคือ สิทธิที่เกี่ยวกับ พระองคอัล ลอฮฺ และสิท ธิที่เ กี่ยวกับ บาวของพระองค และยั งได กล าวถึ งสิ่ งที่ ครอบคลุมเกี่ยวกั บอัต - ตะริก ะฮฺ เช น ทรัพยสิน ผลประโยชน หนี้สิ นตางๆซึ่ง ผูวิจัยไดนํ าเสนอเปนขอๆและอางความเห็นของบรรดาอุ ละมาอฺดว ย โดยได มุงเนนบางความเห็นจากหลักฐานของบรรดาอุละมาอฺที่ไดอางมา ผูวิจัยยังไดเรียงลําดับสิทธิที่เกี่ยวกับอัต-ตะริกะฮฺ ดังนี้ 1.หนี้สินที่เกี่ยวพันกับทรัพยที่เปนอัต-ตะริกะฮฺ 2.การจัดการทําศพ 3.หนี้สินที่ไมไดเกี่ยวพันกับทรัพยที่เปนอัต–ตะริกะฮฺ 4.การทําพินัยกรรม 5.การแบงมรดก แตอย างไรก็ตามบรรดาอุ ละมาอฺมีความเห็นที่แตกต างกัน ในการลําดับของสิท ธิที่ได กลาวมาข างตน บาง อุละมาอฺไดใหความเห็นวาลําดับแรกนั้น คือ การจัดการทําศพอยูกอนจากการจายหนี้สินที่เกี่ยวพันกับทรั พยที่เปน อัต–ตะริกะฮฺ บางอุละมาอฺไดเห็นวาหนี้สินที่เกี่ยวพันกับทรัพยที่เปนอัต–ตะริกะฮฺนั้นอยูกอนจากการจัดการทําศพและ บางอุละมาอฺไดเห็ นอีกวาหนี้ สินที่เกี่ยวพันธกับทรัพยที่เป นอัต –ตะริกะฮฺ และหนี้สินที่ ไมไดเกี่ยวพันกับทรัพยที่เป น

นักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิชาชะรีอะฮฺ (กฎหมายอิสลาม) คณะอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ดร. (นิติศาสตร), ผูชวยศาสตราจารย, อาจารยประจําสาขาวิชาชะรีอะฮฺ (กฎหมายอิสลาม), คณะอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา



อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

144

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

อัต–ตะริกะฮฺ อยูกอนการจัดการทําศพ และไดยกหลักฐานตางๆเพื่อจะใหเห็นชัดวาความคิดเห็นใดจะนาเชื่อถือกวากัน แตผูวิจัยไดนําเสนอความเห็นในเรื่องนี้ดวย ผูวิจัยไดเริ่มอธิบายสิทธิที่หนึ่ง คือ การจัดการทําศพ ซึ่งไดแบงออกเปน3 ประการคือ 1-การใชจายในการจัดการทําศพ โดยกลาววาการใชจายจากการทําศพนั้นคือ การใชจายที่เกี่ยวของกับการ จัดการศพทั้งหมด เชน คาผาขวา คาน้ํา คาไม คาอาบน้ํา คาหามศพ เปนตนโดยตองไมฟุมเฟอยและไมตระหนี่จนเกิด ไป ซึ่งผูวิจัยไดอธิบายเปนขอๆ อยางละเอียด ทั้งยกหลักฐานตางๆมาประกอบดวย 2-คาใชจายในการทําศพของภรรยาและผูที่ไมมีทรัพยสินเลย ซึ่งไดเริ่มศึกษาการทําศพของภรรยา โดยนํา ความเห็นของบรรดาอุละมาอฺมาประกอบดวย คือ อุละมาอฺบางทาไดเห็นการใชจายในการทําศพนั้นจะตองเอาทรัพย ของผูตายแตอุละมาอฺบางทานมีทัศนะวาจะตองเอาทรัพยของผูที่เปนสามีมาใชจายในการจัดการศพและยังไดอธิบาย การจัดการทําศพของผูที่ไมมีทรัพยสินเลย ซึ่งในเรื่องนี้บรรดาอุละมาอฺเห็นตรงกันวาจะตองเอาทรัพยของผูที่มีหนาที ดูแล ตอนที่ผูตายมีชีวิตอยู อยางไรก็ตามอุละมาอฺยังมีความเห็นที่แตกตางกัน ในการกําหนดตัวบุคคล 3-ชวงเวลาที่ตองออกทรัพยสินมาใชจายศพ และจํานวนของทรัพยที่ใช ซึ่งผูวิจัยไดบรรยายเรื่องนี้วาเวลาที่ ตองออกทรัพ ยสิน ในการใชจายการจั ดทําศพนั้ น เมื่อเจามรดกถึงแกความตายและการใชจ ายในการจัด ทําศพนั้ น อุละมาอฺสวนใหญไดเห็นวาในเรื่องนี้จะใชกับแบบปานกลางไมฟุมเฟอยและไมตระหนี่ ผูวิจยั ยังไดกลาวเรื่องเกี่ยวกับหนี้สิน ซึ่งไดแบงจํานวนหนี้สินออกเปน 4จําพวก 1- หนี้ สิ น ที่ เ กี่ยวข องกั บอั ล ลอฮและหนี้ สิ น ของมนุ ษ ย ผู วิ จัยได อธิ บ ายหนี้ สิ น 2จํ าพวกนี้ ยัง ละเอี ยดและ ครบถวน โดยยกหลักฐานตางๆและความเห็นของบรรดาอุละมาอฺมาประกอบดวย 2- หนี้ สิ น ตอนที่ เ จ ามรดกอยู ใ นภาวะปกติ และหนี้ สิ น ตอนเจ ามรดกเจ็ บ ไข ผู วิ จั ยไดอธิ บ ายเรื่ องนี้ อย าง ละเอียดและครบถวน ทั้งไดยกความเห็นที่แตกตางของบรรดาอุละมาอฺมาประกอบดวย 3-หนี้ สิน ที่ ตองจายในขณะนั้ น และหนี้สิ น ที่ยัง ไม ต องจ ายในขณะนั้ น ซึ่ ง ผูวิ จั ยได อธิ บ ายเปน ข อๆและยก ความเห็นของบรรดาอุละมาอฺมาประกอบดวย 4-หนี้ สิ น ที่เ กี่ ยวข องกับ ทรั พย เ ฉพาะและหนี้ สิน ที่ ไ มเ กี่ ยวข องกับ ทรั พย เ ฉพาะ ผูวิ จั ยได ศึ ก ษาเรื่ องนี้ โ ดย ละเอียดและครบถวน ยังไดยกความเห็นของบรรดาอุละมาอฺอีกดวย ผูวิจัยยังศึกษาประเด็นการทําพินัยกรรม ซึ่งไดยกความหมายของพินัยกรรรมจากความหมายของบรรดา อุละมาอฺตางๆซึ่งพอจะสรุปไดดังนี้ การบริจาคทรัพยสินซึ่งจะมีผลก็ตอเมื่อเจาทรัพยถึงแกความตายและยังไดศึก ษา องคประกอบของพินัยกรรม คือ 1-การกลาวคําพินัยกรรม 2-ผูทําพินัยกรรม 3-ผูรับพินัยกรรม ผูวิจัยไดกลาวถึงผูรับพินัยกรรม ซึ่งแบงออกเปน 4ประการ 1-การทําพินัยกรรมใหลูกที่ยังอยูในครรภมารดา ผูวิจัยไดอธิบายเรื่องนี้อยางละเอียดทั้งไดยกความเห็นของ บรรดาอุละมาอฺดวย 2-การทําพินัยกรรมมอบใหกาฟรหัรบีย (ผูที่ทําสงครามกับศาสนา) ซึ่งผูวิจัยไดอธิบายเรื่องนี้อยางละเอียด และครบถวนทั้งไดยกความเห็นของบรรดาอุละมาอฺมาประกอบดวย

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

145

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

3-การทําพินัยกรรมมอบใหแกผูฆา หมายความวา เจาทรัพยทําพินัยกรรมยกทรัพยสินใหแกผูที่ฆาเจาทรัพย ในเรื่องนี้ผูวิจัยไดอธิบายโดยยกความเห็นของบรรดาอุละมาอฺฮมาประกอบและไดเปรียบเทียบความเห็นตางๆ ทั้งยังได เนนหนักบางความเห็นของอุละมาอฺตามหลักฐานที่ไดปรากฏ 4-การทําพินัยกรรมมอบใหทายาท ซึ่งในเรื่องนี้ผูวิจัยไดอธิบายวา การทําพินัยกรรมมอบใหทายาทนั้นจะ กระทําไมไดและจะเปนการขัดตอหลักศาสนาดวย โดยมีหลักฐานและความเห็นของบรรดาอุละมาอฺมาประกอบดวย ผูวิจัยไดกลาวถึงประเด็นเกี่ยวกับทรัพยที่สามารถจะทําพินัยกรรมได ซึ้งจะตองมีกฎเกณฑดังนี้ 1-จะตองเปนทรัพยที่สามารถครอบครองไดตามทัศนะอิสลาม 2-จะตองเปนทรัพยที่อยูในครอบครองของการทําพินัยกรรม 3-จะตองไมเกิดหนึ่งในสามของทรัพยทั้งหมด ผูวิจยไดเอากฎหมายที่ใชอยูในประเทศอียิปตมาศึกษาดวย ซึ่งจะเห็นไดวากฎหมายในประเทศอียิปตนั้นได เอาความเห็นของอุละมาอฺที่วาการทําพินัยกรรมมอบทรัพยมรดกใหแกทายาทที่ไมมีสิทธิในการรับมรดกนั้นเปนสิ่งที่วา ญิบสําหรับเจามรดก เชน หลานของผูตายกรณีที่มีบุคคลกันอยูคือบุตรชายของผูตาย เมื่อเจามรดกตายหลานนั้นจะ มิไดรับอะไรเลยจากกองมรดกทั้งๆที่บิดาของเขาไดรับมรดกถาเขายังมีชีวิตอยู ซึ่งเปนเหตุผลที่กฎหมายของประเทศ อียิปตที่ยึดกันความเห็นของอุละมาอฺบางทานที่วาการทําพินัยกรรมแกญาติที่ไมไดรับมรดกนั้นเปนสิ่งที่วาญิบเพื่อจะ ใหหลานดงกลาวไดรับทรัพยมรดกของปูดวยเมื่อเขาไดเสียชีวิตแตความเห็นดังกลาวยังไมถือวาไดอยูบนพื้นฐานของ หลักฐานที่มีความนาเชื่อถือได สวนเหตุผลของการบัญญัติกฎหมายดังกลาวนั้น เพราะวาจะใหเกิดความเปนธรรมแก บรรดาทายาททุกฝาย ผู วิ จั ยยั ง ได ศึ ก ษาประเด็ น เกี่ ยวกั บ มรดก ซึ่ ง เป น สิ ท ธิ สุ ด ท ายที่ เ กี่ ยวพั น กั บ อั ต -ตะริ ก ะฮ โดยกล า วถึ ง ความหมายของมรดกตามทัศนะของมัซฮับ ตางๆและยังไดบอกถึงความหมายที่ผูวิจัยไดเห็นวาเหมาะสมที่สุด ผูวิจัยไดอธิบายองคประกอบของมรดก ดังตอไปนี้ 1-ผูตาย (เจามรดก) 2-ทายาท (ผูรับมรดก) 3-มรดก (ทรัพยสิน) ผูวิจัยยังไดศึกษาเรื่องกฎเกณฑในการรับมรดก ซึ่งจะสรุปไดดังนี้ 1-เจามรดกตองเสียชีวิตกอนทายาทผูรับมรดก 2-ทายาทผูรับมรดกตองมีชีวิตหลังจากเจามรดกตาย 3-มีความรูเกี่ยวกับความสัมพันธระหวางเจามรดกกับทายาทผูรับมรดกโดยเปนญาติกัน คูสมรสหรือการ ปลอยทาส ผูวิจัยไดกลาวถึงสาเหตุอันควรที่จะไดรับมรดก ซึ่งประกอบดวย 3 ประกอบ 1-เปนญาติกัน 2-เปนคูสมรสกัน 3-วะลาฮฺ (ความจงรักภักดี) ผูวิจัยไดอธิบายประเด็นเกี่ยวกับการกําจัดมิใหรับมรดก ซึ่งจะแบงออกเปน 3 ประการ คือ 1-การเปนทาสกัน เพราะการเปนทาสนั้นจะไมมีสิทธิในการครอบครองทรัพยสินตางๆซึ่งทรัพยที่อยูในการ ครอบครองของทาสนั้นเปนของเจานายเทานั้น และไดอธิบายประเภทของทาสโดยเอาความเห็นของบรรดาอุละมาอฺ มาประกอบดวย

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปที่ 7 ฉบับที่ 13

146

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2012

2-การฆาเจามรดก เปนสิ่งที่กําจัดมิใหผูฆารับมรดกของผูตายตามที่อุละมาอฺ ไดมีความเห็นตรงกัน แตชนิด หรือวิธีการฆานั้นบรรดาอุละมาอฺใหความเห็นที่แตกตางกัน 3-ความแตกตางเรื่องศาสนา หมายความวา เจามรดกผูตายกับทายาทนับถือศาสนาแตกตางกัน ผูวิจัยได อธิบายเรื่องอยางละเอียดทั้งยกความเห็นของอุละมาอฺมาประกอบดย ผูวิจันยังไดศึกษาประเด็นที่เกี่ยวกับการเกี่ยวพันของมรดกกับอัต-ตะริกะฮฺ ซึ่งไดระบุวาการเกี่ยวพันของมรดกนั้นจะ ครอบคลุมกวาสิ ทธิ อื่นๆเพราะมรดกจะมี ความเกี่ ยวพั น กับ อั ต -ตะริก ะฮฺทั้ ง หมด ส ว นสิ ท ธิอื่น ๆนั้ น จะเกี่ยวพัน กั บ อัต-ตะริกะฮฺในบางสวน และยังไดแบงการเกี่ยวพันของมรดกกับอัต -ตะริกะฮฺตามความแตกตางของการตาย ซึ่งจะ แบงออกเปน 3 ลักษณะ คือ 1-การตายอยางกะทันหันโดยไมไดมีอาการเจ็บไข หมายความวา เจามรดกมีความสมบูรณทางสุขภาพทุก อยาง ซึ่งเจามรดกในกรณีนี้ไดใชทรัพยสินของเขาทุกอยางโดยถูกตองและสมบูรณ 2-การตายที่มีอาการเจ็บปวยอยางตอเนื่องกระทั่งเสียชีวิต หมายความวา มีอาการเจ็บปวยกอนตายอยาง ตอเนื่องถึง วันตาย กรณีนี้เจามรดกไมสามารถจัดการทรัพยสิน ของเขามากกวาหนึ่ งในสามและอีกสองในสามของ ทรัพยสินจะเกี่ยวพันกับสิทธิของทายาทในการรับมรดก 3-การตายโดยเจามรดกมีหนี้สิน หมายความวา ผูตายมีหนี้สินติดตัว ซึ่อาจจะเปนหนี้สินที่มีมากกวาทรัพย มรดกหรือนอยกวาแลวแตกรณี สิทธิที่เปนหนี้สินนั้นจะมีมากกวาสิทธิของทายาทในการรับทรัพยมรดก ผูวิจัยยังไดอธิบายเกี่ยวกับเวลาการครอบครองของทายาท ซึ่งโดยปกติแลวการครอบครองของทายาทนั้น หลัง จากเจ ามรดกได เสียชีวิ ต หมายความวาทายาทนั้ นจะมี สิทธิ รับ มรดกก็ ตอเมื่อเจามรดกไดเ สียชี วิต ไปแลว แต อยางไรก็ตามบรรดาอุละมาอฺไดแบงออกเปน 2 กรณี ตอไปนี้ 1-ถาตายไปโดยไมไดเจ็บปวยมากกอนและผูตายไมไ ดติดหนี้สินผูใด การครอบครองมรดกของทายาทนั้ น หลังจากเจามรดกไดเสียชีวิตและผูวิจัยไดยกความเห็นของบรรดาอุละมาอฺมาประกอบดวย 2-ถาตายไปโดยมีก ารเจ็ บ ป วยอยางต อเนื่ องจนจนกระทั่ ง เสี ยชี วิต กรณี นี้ อุล ะมาอฺ ส ว นใหญไ ด ก ลาวว า ทายาทมีสิทธิเกี่ยวพันเปนจํานวนสองในสามของทรัพยทั้งหมด แตจะไมไดครอบครองทรัพยสินจนกวาเจามรดกได เสียชีวิตกอน ฉะนั้น กอนตายเจามรดกมีสิทธิจัดการทรัพยสินนั้นแคหนึ่งในสามเทานั้น และยังไดยกหลักฐานตางๆมา ประกอบในการอธิบายดวย จุดเดนจุดดอยในวิทยานิพนธ จุดเดนของงานวิจัยนี้ ซึ่งไดประจักษอยางชัดเจน โดยเนื้อหาของงานวิจัยนี้ไดครอบคลุมละเอียด และทั่วถึง ทุกๆหัวขอและทุกๆประเด็นที่เกี่ยวกับสิทธิที่เกี่ยวพันกับอัต -ตะริกะฮฺ เชน ไดอธิบายความหมายของสิทธิตามทัศนะ มัซฮับตางๆความหมายของอัต-ตะริกะฮฺ ตามทัศนะมัซฮับตางๆ การจัดการทําศพ และไดอธิบายสิ่งที่เกี่ยวของกับ การจัดการศพอยางละเอียดโดยนําความเห็นของบรรดาอุละมาอฺมาประกอบดวย การชําระหนี้สิน ซึ่งไดแบงหนี้สิน เปน 2 ประกอรและไดอธิบายแตละเรื่องอยางละเอียด โดยยกความเห็นของบรรดาอุละมาอฺมาประกอบดวยลักษณะ พินัยกรรมแตละมัซฮับ และยังไดอธิบายเรื่องมรดก ซึ่งเปนสิทธิสุดทายที่เกี่ยวของกับอัต-ตะริกะฮฺ จุดดอยในงานวิจัยนี้ คือผูวิจัยไดนําเสนอเนื้อเรื่องตามความเห็นของมัซฮับตางๆ แตไมไดวิเคราะหขอมูลตางๆ ที่ไดมา และผูวิจัยไมไดทิ้งทายดวยขอเสนอแนะตางๆ ในทางปฏิบัตหิ รือในงานวิจัยในครั้งตอๆไป

อัล-นูร


วารสาร อัล-นูร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา หลักเกณฑและคําชี้แจงสําหรับการเขียนบทความวิชาการ หรือ บทความวิจัย วารสาร อัล -นู ร บั ณ ฑิต วิ ท ยาลั ย มหาวิ ท ยาลั ย อิส ลามยะลา จั ดทํ า ขึ้น เพื่ อส ง เสริ ม ให คณาจารย นักวิชาการ และนักศึกษาไดเผยแพรผลงานทางวิชาการแกสาธารณชน อันจะเปนประโยชนตอการเพิ่มพูนองค ความรู และแนวปฏิ บั ติ อย า งมี ประสิ ท ธิ ภาพ ทั้ งนี้ ทางกองบรรณาธิ ก ารวารสาร อั ล -นู ร บั ณ ฑิ ตวิ ท ยาลั ย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา จึงไดกําหนดระเบียบการตีพิมพบทความดังกลาว ดังตอไปนี้ ขอ ที่ 1 บทความที่ มี ความประสงคจ ะลงตี พิม พ ในวารสาร อัล -นู ร บั ณฑิ ต วิท ยาลั ย มหาวิ ท ยาลั ย อิสลามยะลา ตองเปนบทความใหม ไมคัดลอกจากบทความอื่นๆ และเปนบทความที่ไมเคยตีพิมพในวารสารอื่น มากอน ขอที่ 2 ประเภทบทความวิชาการและบทความวิจัย ในสวนบทความวิจัยนั้น ผูที่มีความประสงคจะลง ตีพิมพในวารสาร อัล-นูร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา บทความนั้นตองไดรับความเห็นชอบจาก อาจารยที่ปรึกษา ข อ ที่ 3 บทความดั ง กล า วต อ งชี้ แ จงให กั บ กองบรรณาธิ ก ารวารสาร อั ล -นู ร บั ณ ฑิ ต วิ ท ยาลั ย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา เพื่อพิจารณา สรรหาผูทรงคุณวุฒิในการประเมินบทความ ขอที่ 4 ผูทรงคุณวุฒิประเมินบทความ ตองมีสาขาชํานาญการที่เกี่ยวของกับหัวขอบทความที่จะลง ตีพิมพในวารสาร อัล-นูร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ขอที่ 5 การประเมินบทความวิชาการตองประกอบไปดวยผูทรงคุณวุฒิอยางนอยหนึ่งทาน และตองมี คุณวุฒิในระดับปริญญาเอก หรือเทียบเทา หรือเปนผูดํารงตําแหนงทางวิชาการระดับผูชวยศาสตราจารยขึ้นไป ในสาขาชํานาญการนั้น หรือสาขาวิชาที่สัมพันธกัน หรือเปนผูที่มีประสบการณในดานวิชาการการศึกษาหรือการ ทําวิจัย ซึ่งเปนที่ยอมรับในสังคมาการศึกษา ขอที่ 6 ทัศนะและขอคิดเห็นใดๆ ที่ปรากฏในวารสาร อัล -นูร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอิสลาม ยะลา ถือเปนความคิดเห็นสวนตัวของผูเขียนแตละทาน ทางกองบรรณาธิการเปดเสรีดานความคิด และไมถือวา เปนความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ

การเตรียมตนฉบับสําหรับการเขียนบทความวิชาการ หรือบทความวิจัย ในวารสาร อัลนูร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา 1. วารสาร อัล-นูร เปนวารสารวิชาการบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ไดจัดพิมพ ปละ 2 ฉบับ 2. บทความที่จะลงตีพิมพในวารสาร อัล-นูร จะตองจัดสงในรูปแบบไฟล และสําเนา ตามที่อยูดังนี้ กองบรรณาธิการวารสาร อัล-นูร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา 135/8 ม. 3 ต. เขาตูม อ. เมือง จ. ปตตานี 94160 / ตูปณ. 142 อ.เมือง จ.ยะลา 95000 โทร: 073-418610-4 ตอ 124 แฟกซ: 073-418615-16 3. บทความวิ ช าการสามารถเขี ย นได ใ นภาษา มลายู (รู มี / ยาวี ) , อาหรั บ , อั ง กฤษ, หรื อ ภาษาไทย และ บทความตองไมเกิน 12 หนา 4. แตละบทความตองมี บทคัดยอภาษาไทยและภาษาอังกฤษ บทคัดยอตองมีจํานวนคํา ประมาณ 200-250 คํา


5. บทความภาษามลายู ตองยึดหลัดตามพจนานุกรมภาษามลายู ที่ไดรับรองและยอมรับจากสถาบันศูนยภาษา ประเทศมาเลเซีย 6. บทความดั งกลา วตอ งเปนบทความใหม ไมคัดลอกจากบทความอื่ นๆ และเปนบทความที่ไ มเ คยตี พิม พใ น วารสารอื่นมากอน 7. การเขียนบทความตองคํานึงถึงรูปแบบดังนี้ 7.1 บทความภาษาไทย พิมพดวยอักษร TH Niramit AS ขนาด 14 7.2 บทความภาษาอาหรับ พิมพดวยอักษร Arabic Traditional ขนาด 16 7.3 บทความภาษามลายูยาวี พิมพดวยอักษร Adnan Jawi Traditional ขนาด 16 7.4 บทความภาษามลายูรูมี พิมพดวยอักษร TH Niramit AS ขนาด 14 7.5 บทความภาษาอังกฤษ พิมพดวยอักษร TH Niramit AS ขนาด 14 8. ใชฟรอนท Arial Narrow Transliterasi สําหรับชื่อและศัพทที่เปนภาษาอาหรับ ที่เขียนดวยอัขระ รูมี ตามที่ บัณฑิตวิทยาลัยไดใช หากบทความนั้นไดเขียนดวยภาษาไทย มลายูรูมี และ ภาษาอังกฤษ

รายละเอียดอื่นๆ 1. ตาราง รูปภาพ และแผนภูมิ ควรคัดเลือกเฉพาะที่สําคัญ และตองแยกออกจากเนื้อเรื่องหนาละรายการ 2. ในสวนของเอกสารอางอิงใหใชคําวา บรรณานุกรม 3. สําหรับชื่อหนังสือใหใชเปนตัวหนา (B) 4. ในสวนของอายะฮฺอัลกุรอานใหใสวงเล็บปด-เปด ﴾.....﴿ และสําหรับอายะฮฺอัลกุรอานที่มากกวาหนึ่งบรรทัด ใหจัดอยูในแนวเดียวกัน 5. ในสวนของฮาดีษใหใสเครื่องหมายคําพูด "......" และสําหรับอัลฮาดีษที่มากกวาหนึ่งบรรทัดใหจัดอยูในแนว เดียวกัน 6. ในสวนของคําพูดบรรดาอุลามาอฺหรือนักวิชาการไมตองใสเครื่องหมายใดๆ 7. ใหจัดลําดับบรรณานุกรมเปนไปตามลําดับภาษาของบทความนั้นๆ 8. ใหใชอางอิงอายะฮฺอัลกุรอานดังนี้ อัลบะเกาะเราะห, 2:200 9. ใชคําวาบันทึกโดย แทนคําวารายงานโดย ตัวอยาง (บันทึกโดย อัล-บุคอรีย เลขที่:213) 10. และการเรียงลําดับในการอางอิงหนังสือดังนี้ ชื่อผูแตง. ปที่พิมพ. ชื่อหนังสือ. ชื่อผูแปล. สถานที่พิมพ. สํานักพิมพ. 11. ใหใสวุฒิการศึกษาเจาของบทความ ที่ปรึกษา ที่ปรึกษารวมสําหรับในสวนของบทความวิจัย ใน Foot Note ทั้ง ที่เปนภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ตัวอยางเชน อับดุลอาซิส แวนาแว* Abdulaziz waenawae** มุฮําหมัดซากี เจะหะ*** Muhaammadzakee Cheha**** *นักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิชาชะรีอะฮฺ (กฎหมายอิสลาม) คณะอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา **Graduate Student, Department of Shariah, Faculty of Islamic Studies, Yala Islamic University. ***ดร. (หลักนิตศิ าสตร) ผูชวยศาสตราจารย, อาจารยประจําสาขาวิชาชะรีอะฮฺ คณะอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา

**** Asst. Prof. Ph.D. (in Law) อาจารยประจําสาขาวิชาชะรีอะฮฺ คณะอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา


บทความทั่วไปและบทความวิจัย 1.ชื่อเรื่อง 2.ผูแตง 3.บทคัดยอ 4.คําสําคัญ 5.บทนํา 6.เนื้อหา (วิธีดําเนินการวิจัยสําหรับบทความวิจัย) 7.บทสรุป (สรุปผลและอภิปรายผลการวิจัยสําหรับบทความวิจัย) 8.บรรณานุกรม

บทวิพาทษหนังสือ/Book Review 1.หัวขอที่วิพาทษ 2.ชื่อผูวิพาทษ หรือผูรวมวิพาทษ (ถามี) 3.เนื้อหาการวิพาทษหนังสือ 4.ขอมูลทางบรรณานุกรม

การอางอิงในบทความ มีดังนี้ 1.ตัวอยางการอางอัลกุรอานในบทความ: Zอายะฮฺ อัลกุรอาน…………………………….……………………………[ (อัล-บะเกาะเราะห, 73: 20). 2.ตัวอยางการอางหะดีษในบทความ: “บทหะดีษ……………………………………………………………………..” (บันทึกโดย อัล-บุคอรีย , หะดีษเลขที่: 2585)

2.ตัวอยางการเขียนบรรณานุกรม: Ibn Qudamah, cAbdullah bin Ahmad. 1994. al-Mughni. Beirut: Dar al-Fikr. Ahmad Fathy. 2001. Ulama Besar Dari Patani. Bangi: Penerbit Universiti Kebangsaan Malaysia. Mohd. Lazim Lawee. 2004. Penyelewengan Jemaah Al-Arqam dan Usaha Pemurniannya. Bangi: Penerbit Universiti Kebangsaan Malaysia. นิเลาะ แวอุเ ซ็ง และคณะ. 2550. การจัด การศึ กษาโรงเรี ยนเอกชนสอนศาสนาอิส ลามในสามจังหวั ด ชายแดนภาคใต. วิทยาลัยอิสลามศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทรวิทยาเขตปตตานี


http://www.tci-thaijo.org/index.php/NUR_YIU/issue/archive

Field Cycling NMR Relaxometry Study on Polymer Melts Sobiroh Kariyo .................................................................................................................................................. 1-17 สภาพ ปญหาและความต(องการของครูเพื่อการจัดการเรียนการสอน ในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จารุวัจน สองเมือง, ธีรพงศ แก$นอินทร ........................................................................................................... 19-32 คุณสมบัตแิ ละอํานาจหน(าที่ของกอฎียฺในกฎหมายอิสลาม อับดุลฮาลิม ไซซิง, มุฮําหมัดซากี เจ2ะหะ, ฆอซาลี เบ็ญหมัด, ดานียา เจ2ะสนิ, อาหมัด อัลฟารีตีย, รอซีดะห หะนะกาแม ..............................................................................33-42 มุฟตียEแหFงประเทศไทย: ความจําเปHน ความเปHนไปได(และรูปแบบ ฆอซาลี เบ็ญหมัด, มะรอนิง สาแลมิง, ดลมนรรจน บากา .............................................................................. 43-53 วิวัฒนาการการเรียนการสอนอิสลามศึกษาของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต(ของไทย ซิดดิก อาลี, ดลมนรรจน บากา ..................................................................................................................... 55-64 การประเมินผลการปฏิบัติงานของครูระดับประถมศึกษา ตามมาตรฐานวิชาชีพ ทางการศึกษา พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ปตตานี เขต 3 กัลยานี กาซอ, เรวดี กระโหมวงศ, สุเทพ สันติวรานนท............................................................................... 65-75 การพัฒนาโปรแกรมการจัดการเรียนรูเ( พื่อพัฒนาความคิดสร(างสรรคE สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปRที่ 6 อัษณีย แดงตี, ณัชชา มหปุญญานนท, เรวดี กระโหมวงศ............................................................................. 77-87 ระบบการวินิจฉัยกฎหมายอิสลาม (ฟตวา): กรณีศึกษารัฐเปอรEลสิ ประเทศมาเลเซีย นัยที่มีตFอประเทศไทย อิสมาแอ สาเมาะ, ฆอซาลี เบ็ญหมัด, สะมาแอ บือราเฮง, นิอบั ดุลเลาะ นิตยรักษ.........................................89-100 ผลของการเรียนวFายน้าํ ที่มีตอF สมรรถภาพทางกาย ความดันโลหิตและชีพจร ของนักศึกษาสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา คเชษฐ ปุรัษกาญจน, ประชา ฤาชุตกุล, ณัฐวิทย พจนตันติ ........................................................................ 101-113 การเสริมสร(างการมีสFวนรFวมของผู(ปกครองและชุมชนในการเตรียมความพร(อมแกFเด็ก ปฐมวัยด(านอารมณE จิตใจและสังคม: กรณีศึกษาบ(านลําเปา ตําบลลําไพล อําเภอเทพา จังหวัดสงขลาพิมพEชื่อบท รสจณา สะแลแม, ฐิติมดี อาพัทธนานนท, ปราณี ทองคํา ............................................................................ 115-128 The Indicative Thought of Al-Jamahara Lexicon by Ibn Duraid Sohibulbahri Binmong............................................................................................................................... 129-142 Book Review / วิพากษEหนังสือ อัลหุกุม อัลมุตะอัลลิเกาะฮฺ บิ อัตตะริกะฮฺ มะดารี โตะและ, มุฮาํ หมัดซากี เจ2ะหะ ......................................................................................................... 146-143

วารสาร อัล-นูร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ฉบับที่ 13 (กรกฎาคม-ธันวาคม) 2012  

วารสาร อัล-นูร ฉบับสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์