Page 1

ขอตกลงชั่วคราว ไทย-กัมพูชา (ที่กําลังรอผานรัฐสภา) ก็คือแถลงการณรวม ไทย-กัมพูชา ฉบับนพดล ปทมะ นั่นเอง! โดย ม.ล.วัลยวิภา จรูญโรจน นักวิจัยระดับผูเชี่ยวชาญ สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร 26 กันยายน 2552 แถลงการณรวม ไทย-กัมพูชา 18 มิถุนายน 2551

หรือที่เรียกกันติดปากในเวลานี้วา Joint

Communiqué ของนายนพดล ปทมะ มีคุณสมบัติประจําตัวที่เดนชัดวา 1) ขัดรัฐธรรมนูญ 2) มีนัย วาทําใหเสียอธิปไตยและดินแดน เรื่องนี้นายกษิต ภิรมย เองไดเคยวิพากษวิจารณบนเวทีพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาแลวครั้งหนึ่ง จนถึงวันที่นายกษิต ภิรมยไดมาออกทีวีแสดงจุดยืนของ ตนเองในฐานะรัฐมนตรี วาการกระทรวงการตา งประเทศของไทย เมื่อวันที่ 7 กั นยายน 2552 ท า น รัฐมนตรีกษิต ภิรมย ก็ยังกลาวยืนยันคุณสมบัติของแถลงการณรวมฉบับนั้นวาขัดรัฐธรรมนูญ และมีนัย วาทําใหเสียอธิปไตยและดินแดนของประเทศไทยอยางแนนอนอยู เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2552 รัฐบาลโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เสนอบันทึก การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนรวม ไทย-กัมพูชา(JBC) พรอมแนบรางขอตกลงชั่วคราว ไทยกัมพูชา เพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภา (การประชุมรวมสมัยนิติบัญญัติ ระเบียบวาระที่ 5.7) มีการ ประชุ ม ลั บ และอภิ ป รายกั น อย า งกว า งขวาง ในขณะที่ มี ก ระบวนการทางสั ง คมของภาคประชาชน ขับเคลื่อนเพื่อขอใหเลิกหรือชะลอการพิจารณาเรื่องสําคัญนี้ออกไปกอน ดวยภาคประชาชนไดทํา หนังสือ เขียนบทความ แมแตเสนอกิจกรรมทํารวมกับอนุกรรมาธิการการมีสวนรวมของประชาชนใน การตรวจสอบการดําเนินการของรัฐ จัดการเสวนาใหเห็นถึงผลกระทบตออธิปไตยและดินแดน จาก การใชขอตกลงรวม ไทย-กัมพูชา ฉบับดังกลาวในวันขางหนา (และในที่สุดมีการเลื่อนพิจารณาเรื่องนี้ ไป 2 ครั้ง และคาดวาจะมีการนําเขาใหมประมาณเดือนตุลาคม 2552) รางขอตกลงดังกลาวแสดงใหเห็นการเขาไปรวมของรัฐบาลไทยในการยอมรับจนถึงการกลาว ไดวาเปนการชวยปกปกรักษาการอางสิทธิทับซอนของกัมพูชาในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรของไทย และมีนัยถึงการรับรองแผนที่หนึ่งตอสองแสนของกัมพูชา(แผนที่ Annex 1) แสดงใหเห็นการเตรียมพรอมพื้นที่ใหเปนพื้นที่กันชน (Buffer

Zone) และพื้นที่พัฒนารวม

ตามมาตรการที่วาเหมาะสมของแมทัพภาคที่ 2 ของฝายไทย ซึ่งนอกจากจะมีนัยวาเปนการจัดการ พื้นที่ Development Zone แลว ยังมีนัยวาเปนการเตรียมใหสัตยาบันรับรองการรุกรานและยึดครอง


2 พื้นที่จากกองกําลังตางชาติพรอมอาวุธ ในความหมายของภาคประชาชนวา นั่นคือการเสียอธิปไตย และดิ น แดนแล ว แต ใ นความหมายของหน ว ยงานทุ ก หน ว ยงานภายใต กํ า กั บ ของรั ฐ บาลว า คื อ การ พัฒนาพื้นที่ ยิ่งกวานั้นรางขอตกลงดังกลาวยังถูกวิพากษวิจารณมากในเรื่องที่สําคัญเชน ขอ 1 เรื่องการ ถอนทหารไทยออกจากพื้นที่

ขอ 5 ยืนยันการอางสิทธิทับซอนของพื้นที่ซึ่งการสํารวจและจัดทํา

หลักเขตแดนรวมจะไมสามารถเขาไปเกี่ยวของใหบังเกิดผลใดๆได

และขอ 8 ซึ่งวาดวยผลสําเร็จ

ในทันที และผลบังคับที่จะทําให “ความเปนชั่วคราว” ตามชื่อของขอตกลงฉบับนี้ มีอายุใหการใช งานในพื้นที่ไมวาจะเปนในความหมาย “การเสียอธิปไตยและดินแดน” หรือ “การพัฒนาพื้นที่” ยาวนานไดไมมีจุดจบ ที่สําคัญเหนือสิ่งอื่นใด รางขอตกลงฉบับนี้ คือหลั กฐานหรือใบเสร็จที่ กัมพูชาตองการนําไป ยืนยันตอคณะกรรมการมรดกโลกถึงผลการเจรจาอยางสันติระหวางคูภาคี ไทย-กัมพูชา ที่จะทําใหไม มีอะไรตองผิดพลาดไปจากเงื่อนไขของคณะกรรมการมรดกโลกในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ของกัมพูชา ในขอที่วา ตองเปนมรดกที่อยูในดินแดนที่ไมมีภาวะสงคราม ที่จริงมีเงื่อนไขที่สําคัญอีกขอหนึ่งของคณะกรรมการมรดกโลกในการขึ้นทะเบียนมรดกโลกที่ มีความเกี่ยวของกันระหวางสองประเทศ คือจะตองแสดงใหเห็นการยอมรับหรือผานกระบวนการตาม กฎหมายภายในของแตละประเทศโดยสมบูรณแลว นัยนี้หมายถึงการผานความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันมาตรา 190 และแถลงการณรวมฉบับนายนพดล ปทมะ เปน ตัวอยางใหเห็นแลววาขัดรัฐธรรมนูญ รางขอตกลงฉบับนี้ยังมีเรื่องที่ชวนใหคิดวาผานกระบวนการตามกฎหมายภายในโดยครบถวน และสมบูร ณแล วหรือไม ไม วา จะพิ จารณาเรื่ องการให ข อมูลการรั บ ฟ งความคิ ดเห็ นตลอดจนเสี ย ง สะท อ นจากประชาชน หรื อ ข อ สงสั ย ที่ มี ต อ กรณี ที่ ส .ส.และส.ว.ในการประชุ ม สภาร ว มกั น เมื่ อ 28 ตุลาคม 2551 มีมติโดยเสียงขางมาก(409:7 เสียง) รับรองกรอบการเจรจา JBC

ที่ไดอางวาจะใช

MOU 2543 ที่มีวัตถุประสงคเรื่องการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา 73 หลัก เปนหลัก แตในขอเท็จจริงมิไดทําตามวัตถุประสงคนั้น กลับเปลี่ยนแปลงโยกยายมาสํารวจจัดทําในพื้นที่รอบ ปราสาทพระวิหารแทน และทําใหสงสัยไดวามติเสียงขางมากของรัฐสภาไมอาจจะเปนมติที่ถูกตอง เสมอไปหากมตินั้นขัดตอรัฐธรรมนูญในบทบัญญัติวาดวยอธิปไตยและดินแดน


3 การเปลี่ ย นวั ต ถุ ป ระสงค ดั ง กล า ว สอดคล อ งกั บ ความจงใจปฏิ บั ติ ต าม MOU 2544 และ แถลงการณรวม ไทย-กัมพูชา 2544 ที่มีเหตุผลวิจารณวาเปนการไปรับรอง “ความมั่ว” ที่ไมมีการ อางอิงหลักวิชาการในการประกาศและจัดทําเสนเขตแดนทางทะเลของกัมพูชา เพื่อผลประโยชนทับ ซ อ นเชิ ง นโยบายของกลุ ม บุ ค คล ซึ่ ง การกระทํ า ของรั ฐ บาลไทยในขณะนั้ น ก็ ทํ า ผิ ด หลั ก กฎหมาย ภายในของประเทศอยางชัดเจนอยูแลว เพราะไมมีการนําเรื่องผานรัฐสภา หรือการทําประชาพิจารณ เสียกอน เรื่องการรับรองคําประกาศและจัดทําเสนเขตแดนทางทะเลระหวางทั้งสองประเทศคือไทย และกัมพูชานี้ ผูกพันกับเงื่อนไขที่ไทยจะตองรับรองและปกปกรักษาการอางสิทธิพื้นที่ทางบกของ กัมพูชาดวย ตามสาระการประชุมขอ (1)-(5) ของการประชุม JBC ครั้งแรกของMOU 2544 เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2544 ที่ปรากฏขอความที่มี นัยสําคัญวา “ซึ่งในเรื่องนี้รัฐบาลไทยและกัมพูชา ตอ ง

พิจารณาตกลงแกไขประเด็นตางๆ ที่คั่งคางอยูใหเสร็จสิ้นกอน” เรื่ อ งนี้ เ ป น เรื่ อ งซั บ ซ อ นแต จ ะไม เ กิ น วิ สั ย ของการศึ ก ษาติ ด ตาม ตลอดจนการใช เ หตุ ผ ล วิเคราะหเรื่องราวอยางตอเนื่อง ความผิดถูกกระทําซ้ําแลวซ้ําเลา แตอยาปลอยใหตกตะกอนเปนซาก ทับถมกันเปนชั้นจนยากที่จะแกไข ถึงเวลาที่ประเทศไทยจะตองแสดงใหเห็นวาตนใชหลักนิติรัฐ มี การแก ไ ขจั ด การบ า นเมื อ งอย า งจริ ง จั ง จนถึ ง ขนาดปฏิ รู ป ใหม ใ นหน ว ยงาน องค ก ร และสถาบั น ที่ เกี่ยวของ เรื่องซับซอนเรื่องนี้เปนตัวอยางจากการศึกษาวา รางขอตกลงชั่วคราว ไทย-กัมพูชา (ที่กําลัง รอผา นรัฐสภา...น าจะประมาณเดือนตุลาคม 2552) ก็ คือ แถลงการณ รว ม ไทย-กัม พูชา ฉบับนาย นภดล ปทมะ ซึ่งมีความหมายและสาระสําคัญที่พูดกันงายๆ ไดวา “แปลงราง” มานั่นเอง ตารางเปรียบเทียบชางลางพรอมขอสังเกตบางประการที่เสนอไวนี้ ทําเพื่อเปนแนวทางความ เขาใจ และชวยกันแกไขปญหาของบานเมือง อยาใหวาทกรรม “การเจรจาอยางสันติ” บดบังการใช สติปญญาจนไมตั้งขอสงสัยเสียเลยกับรางขอตกลงชั่วคราวไทย-กัมพูชาวาจะเปนขอกฎหมายรับรอง การเสียอธิปไตยและดินแดนไทย


4


5


6


7


8


9


10


11


12


13

ประชาสัมพันธขอมูลขาวสารเรื่องสถานการณปราสาท เขา พระวิหารดู www.praviharn.net

Special Article ~ 26 September 2009  

Special Article ~ 26 September 2009