Page 1

รายงาน เรื อง โทน – รํ ามะนา

จัดทําโดย นาย ณัฐนนท์ เอีย มศรี ชัน ปริญญาตรีที 1 เลขที 27 สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป ห้ องเรียนเครือข่าย วิทยาลัยนาฏศิลปจันทบุรี


คํานํา รายงานเล่มนี เป็ นส่วนหนึงของการเรี ยนการสอน ในเนื อหาเรื อง ประวัติ ลักษณะ และหน้าทับ ของโทน – รํามะนา เพือการศึกษา ค้นคว้า และความรู ้ใน เรื องต่างๆของเครื องดนตรี น นั ณัฐนนท์ เอียมศรี ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๔


สารบัญ คํานํา บทที 1 บทที 2 บทที 3 บทที 4 บทที 5

ประวัติ และ ความเป็ น

ลักษณะทางกายภาพของโทน รํามะนา ส่วนประกอบต่างๆของโทน รํามะนา วิธีการบรรเลง วิธีการจับโทน รํามะนา ความหมายของจังหวะหน้าทับ 5.1 หน้าทับปรบไก่ 5.2 หน้าทับสองไม้ 5.3 หน้าทับลาว

บรรณานุกรม

หน้ า ก 1 3 4 5 6 8 9 10 ข


1

ประวัติ และ ความเป็ นมา ทับเป็ นกลองหน้าเดียว ขึ นหนังหน้ากลองด้วยเกลียวเชือกหนังหรื อ หวายมีปากลําโพงทําด้วยไม้ หรื อดินเผาเรี ยวยาวโดยคอดตรงปลาย ทับแต่เดิม ใช้บรรเลงในวง “มโหรี เครื องสี ” มาตั งแต่ครั งสมัยกรุ งศรี อยุธยา โดยมี เครื องดนตรี ท งั หมด 4 ชิ นคือ ซอสามสาย กระจับปี กรับพวง และทับ แต่เหตุที เรี ยกกลองชนิดนี วา่ “ทับ” นั น ยังไม่ทราบทีมาแน่ชดั อาจจะเป็ นการเรี ยกตาม เสี ยงทีตีแล้วดังทับๆหรื ออาจจะเป็ นด้วยสาเหตุอืนก็เป็ นได้ ต่อมาภายหลังนัก ดนตรี จึงเรี ยกว่า “โทน” ทีเรี ยกว่าโทนนั นก็อาจจะเรี ยกตามเสี ยงทีตี แบบเปิ ดมือ แล้วดัง โท่น ๆ ก็เป็ นได้ สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดขึ นพร้อมๆกับการทีได้มีการ นําเอา “รํามะนา” ซึ งเป็ นกลองอีกชนิดหนึ งมาบรรเลงร่ วมกับโทนใน “วงมโหรี เครื องหก” โทนนั นจะมีลกั ษณะลวดลายสวยงามและประณี ตกว่าทับ โทน เป็ นเครื องดนตรี เก่าแก่เครื องหนึงของไทย เป็ นเครื องดนตรี ประเภทเครื อง หนัง ทีขึงหนังหน้าเดียว เกิดขึ นในสมัยอยุธยา ทีใช้อยูใ่ นวงดนตรี ไทย มี 2 ชนิ ด ด้วยกัน คือ โทนชาตรี และโทนมโหรี ลักษณะของโทนโดยทัว ไปจะคล้ายกัน รํามะนา เป็ นกลองขึงหนังหน้าเดียว หน้ากลอง ยานผายออก หุ่ นกลองนั น


2 รู ปร่ างคล้ายชามกะละมัง หรื อชามอ่าง สันนิษฐานว่าได้แบบอย่างมาจากเครื อง ดนตรี ชนิดหนึงของมลายู ทีเรี ยกว่า “เรบานา” ทีนาํ เข้ามาแพร่ หลายในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูห่ วั แต่เดิมใช้ประกอบการร้องบันตน ซึง ไทยได้แบบอย่างมาจากชวา ต่อมาใช้ประกอบการเล่นลําตัดและลิเกลําตัด ใน การประกอบการเล่นลําตัดนั นจะใช้รํามะนากีลกู ก็ได้ โดยให้คนตีนงั ล้อมเป็ น วงและเป็ นลูกคู่ร้องไปด้วย รํามะนามีสองชนิด คือรํามะนาสําหรับวงมโหรี และรํามะนาสําหรับวงลําตัด


3

ลักษณะทางกายภาพของโทน รํามะนา โทนโดยลักษณะทางรู ปร่ างนั น โทนมีชือเรี ยกตามรู ปร่ างทีปรากฏ 2 ชนิด คือ โทนชาตรี และ โทนมโหรี โทนชาตรี ตัวโทนทําด้วยไม้ขนุน ไม้สกั หรื อไม้กระท้อน มีขนาดปากว้าง 17 ซ.ม. ยาวประมาณ 34 ซ.ม. มีสายโยงเร่ ง เสี ยง ใช้หนังเรี ยด โทนมโหรี ตัวโทนทําด้วยดินเผา ด้านทีขึงหนังโตกว่าโทน ชาตรี ขนาดหน้ากว้างประมาณ 22 ซ.ม. ยาวประมาณ 34 ซ.ม. สายโยงเร่ งเสี ยง ใช้หวายผ่าเหล้าเป็ นเส้นเล็ก หรื อใช้ไหมควัน เป็ นเกลียว ขึ นหนังด้วย หนังลูก วัว หนังแพะ หนังงูเหลือมหรื อหนังงวงช้าง รํามะนา เป็ นกลองทีขึงหนังหน้าเดียว หน้ากลองทีขึงหนังผายออก ตัวกลองสั น รู ปร่ างมีลกั ษณะคล้ายชามกะละมัง มีอยู่ 2 ชนิด คือ รํามะนามโหรี และรํามะนา รําตัด รํามะนามโหรี มีขนาดเล็ก หน้ากว้างประมาณ 26 ซ.ม. ตัวรํามะนายาว ประมาณ 7 ซ.ม. หนังทีข ึนหน้าตรึ งด้วยหมุดโดยรอบ จะเร่ งเสี ยงหรื อลดเสี ยง ให้สูงตําไม่ได้ แต่มีเชือกเส้นหนึงทีเรี ยกว่า “สนับ” สําหรับใช้หนุนข้างใน โดยรอบ ช่วยทําให้เสี ยงสูงได้ ส่วนรํามะนารําตัดมีขนาดใหญ่ หน้ากว้าง ประมาณ 48 ซ.ม. ตัวรํามะนายาวประมาณ 13 ซ.ม. ขึ นหนังหน้าเดียว ใช้เส้น หวานผ่าซี กโยงระหว่างขอบหน้ากับวงเหล็ก ซึ งรองก้นใช้เป็ นขอบของรํามะนา และใช้ลิมหลายๆอันตอกเร่ งเสี ยงระหว่างวงเหล็กกับก้นรํามะนา


4

ส่ วนประกอบต่างๆของโทน รํามะนา โทน 1. หน้าโทน 2. สายโยงเร่ งเสี ยง 3. หุ่นโทน รํามะนา 1. หน้ารํามะนา 2. หมุด 3. หุ่นรํามะนา


5

วิธีการบรรเลง วิธีการจับโทน รํามะนา การบรรเลง โทน และ รํามะนา นั นแต่เดิมใช้ผบู้ รรเลง 2 คน บรรเลง ร่ วมกันโดยตีโทนคนหนึ งและตีรํามะนาคนหนึง ต่อมานิยมบรรเลงคนเดียวโดย นําโทนและรํามะนาวางไว้บนตัก ใช้มือข้างขวาตีโทน และข้างซ้ายตีรํามะนา สาเหตุทีใช้คนตีคนเดียวอาจจะเป็ นเพราะว่า มีควาวสะดวกคล่องตัวกว่าการ บรรเลงร่ วมกันสองคน เพราะรู ปร่ างของโทนและรํามะนานั นไม่ใหญ่โต เหมือนกลองแขก จึงสามารถบรรเลงคนเดียวได้ เสี ยงทีเกิดจากการตีโทนมี 2 พยางค์ คือ จ๋ ง และ ทัม การตีโทนให้ได้เสี ยง “จ๋ ง” ใช้บริ เวณปลายนิ วตีหรื อดีดลงไปบริ เวณผืนหนังตรงขอบโทนอย่างแรงและเร็ ว พร้อมกับยกนิ วขึ นจะเกิดเป็ นเสี ยง “ จ๋ ง” การตีโทนให้ได้เสี ยง “ทัม “ใช้ฝ่ามือที นิ วเรี ยงชิดติดกันตีเฉียงๆลงไปตรงกลางผืนหนังหน้าโทนเกือบเต็มฝ่ ามือแล้ว รี บยกมือขึ นจะเกิดเสี ยง “ทัม ” เสี ยงทีเกิดจากการตีรํามะนามี 2 พยางค์ คือ ติง และ โจ๊ะ การตีราํ มะนาให้ได้ เสี ยง “ติง” ใช้บริ เวณปลายนิ วตีหรื อดีดลงไปบริ เวณผืนหนังตรงขอบรํามะนา อย่างแรงและเร็ ว พร้อมกับยกนิ วขึ นจะเกิดเป็ นเสี ยง “ติง” การตีราํ มะนาให้ได้ เสี ยง “โจ๊ะ” ใช้บริ เวณปลายนิ วตีหรื อดีดลงไปบริ เวณผืนหนังตรงกลางผืนหนัง หน้ารํามะนาอย่างแรงและเร็ ว พร้อมกับกดนิ วค้างจะเกิดเป็ นเสี ยง “โจ๊ะ”


6

ความหมายของจังหวะหน้ าทับ หน้าทับ หมายถึง แบบแผนสําหรับการใช้เครื องประกอบจังหวะบรรเลง ประกอบเพลงหน้าทับนั น ไม่ใช่ทาํ นองแต่เป็ นลักษณะจังหวะของกลองไม่ว่า จะเป็ นกลองตะโพน กลองแขก กลองโทนรํามะนา และกลองสองหน้าจังหวะ ของของกลองเหล่านี เรี ยกว่า หน้าทับ โดยใช้ตีกาํ กับทํานองเพลงไทยใช้ตี ร่ วมกับฉิ ง สําหรับคํานี มีพฒั นาการมาจากคําว่า “ทับ” ซึ งพระวินิจฉัยของ สมเด็จฯเจ้าฟ้ ากรมพระยานริ ศรานุวตั ิวงศ์ ทรงอธิบายไว้วา่ “เครื อง สังคีต ประเภทกลองของไทยมีตรงกับกลองของชาวอินเดียอยูค่ ือ ทับ เป็ นกลองขึง หนังหน้าเดียว โทนซึ งชาวอินเดียเรี ยก โทล ขึงหนังสองหน้า แต่ไทยเรี ยกว่า ตะโพน คําพวกนี ค่อนข้างสับสน เพราะชาวนครศรี ธรรมราชเรี ยก ทับ แต่ชาว กรุ งเทพฯเรี ยก โทน ความส่ อว่าแต่โบราณเห็นจะใช้แต่กลองสองหน้าในวงปี พาทย์ตะโพนหน้าจะเป็ นของ ประดิษฐานขึ น หรื อเอามาเข้าวงปี พาทย์ภายหลัง ส่ วนคําว่าโทนยังปรากฏอยูใ่ นบทละครเมือร้อง บทลงสรงทรงเครื อง และ บท ชมรถ หรื อ ช้างม้าพาหนะ บอกให้ร้องเพลง “โทน”หมายถึง ร้องเข้ากับกลอง โทนทีตีประกอบต่อมาตะโพนเข้ามาแทนที กลองโทนจึงเข้าไปใช้สาํ หรับวง เครื องสายมโหรี ” (สาส์นสมเด็จ เล่มที 2 หน้า 55) ดังนั นกลองทับหรื อกลองโทนก็คือกลองชนิดเดียวกันแต่เรี ยกแตกต่างกันในแต่ ละ ภูมิภาคซึ งในเวลาต่อมาได้นาํ ไปใช้ตีค่กู บั กลองรํามะนาในวงดนตรี สาเหตุที นํา มาตีผสมกับกลองรํามะนานั นน่าจะเป็ นการให้เสียงของจังหวะกลองนั นดัง ขึ น เนืองจากขนาดของวงดนตรี ไทยเริ มมีการปสมด้วยเครื องดนตรี หลากหลาย ขึ นถ้า ยังคงตีดว้ ยกลองใบเดียวเสี ยงของกลองอาจไม่ดงั เท่ากับเครื องดนตรี ชนิด อืน และทําให้ไม่ได้ยนิ จังหวะกลองได้ชดั เจน


7 นอกจากกลองโทนและกลองรํามะนาทีใช้ตีประกอบในวงดนตรี แล้วต่อมายังมี การนํากลองสอง หน้าและกลองแขกซึ งเป็ นกลองทีมีเสี ยงดังมาตีประกอบ สําหรับวงดนตรี ทีมีเสียง ดัง เช่น วงปี พาทย์จึงทําให้มีการกําหนดชนิดของ กลองให้เหมาะสมตามแบบของวงดนตรี ดว้ ย กล่าวคือถ้าเป็ นวงทีมีเสี ยงดังอย่าง วงเครื องสาย และวงมโหรี จะใช้กลองโทนรํามะนาถ้าเป็ นวงปี พาทย์จะใช้กลอง สองหน้าหรื อกลองแขก ไม่ว่าจะเป็ นกลองชนิดใดก็ตามโดยหน้าทีของกลองคือตีประกอบจังหวะให้ ถูกต้องกับ ประโยคเพลงและกลมกลืนกับทํานองเพลงซึงเป็ นเครื องบอกส่วน สัดและประโยคเพลง นั น ๆวิธีการตีกลองประจําเพลงนี นกั ดนตรี ตอ้ งยึดเป็ นสิง สําคัญต้องบรรเลงให้ตรง ตามจังหวะอย่างพอดีซ ึงวิธีการตีจงั หวะกลองนั น เรี ยกว่า หน้าทับซึงยังคงเรี ยกตามจังหวะของกลองทับซึงเป็ นกลองทีใช้มา เก่าแก่ที สุดโดยเรี ยกคําว่า “หน้าทับ” เป็ น คํานําหน้าแล้วต่อด้วยชนิดของกลอง นั น ๆ เช่น หน้าทับโทนรํามะนา หมายถึง จังหวะของการตีโทนรํามะนาหน้า ทับกลองแขก หมายถึงจังหวะการตีกลองแขก เป็ นต้น(มนตรี ตราโมท 2507 : 21) หน้าทับนั นในสมัยอยุธยามีอยูห่ ลากหลายมากแต่ในปัจจุบนั หน้าทับนั นมี เหลืออยูท่ ีใช้กนั ไม่มากนักสามารถกําหนดเป็ นหลักได้ 3 ประเภทได้แก่


8 1. หน้ าทับปรบไก่ สามชั น - - ทัมติง ทัม ติงโจ๊ะ จ๊ะ - โจ๊ะ - จ๊ะ - โจ๊ะ - จ๊ะ - - - ทัม - โจ๊ะ – จ๊ะ - โจ๊ะ – จ๊ะ - โจ๊ะ – จ๊ะ - ติง –ติง - ทัม ติง ทัม - ติงทัมติง - - โจ๊ะ จ๊ะ - ติง – ทัม - ติง – ติง - ทัม – ติง - ติง -ทัม สองชั น - - ทัมติง ทัม ติงโจ๊ะจ๊ะ - โจ๊ะ – จ๊ะ - โจ๊ะ – จ๊ะ - ติง – ทัม - ติง – ติง - ทัม – ติง - ติง -ทัม - ติง –ติง - ทัม ติง ทัม - ติงทัมติง - - โจ๊ะ จ๊ะ - ติง – ทัม - ติง – ติง - ทัม – ติง - ติง -ทัม ชั นเดียว - - ติงทัม - ติง - -

ติงทัม –ติง - ทัม ติงทัม


9 2. หน้ าทับสองไม้ สามชั น - - ทัมติง ทัม ติงโจ๊ะจ๊ะ - โจ๊ะ - จ๊ะ - โจ๊ะ - จ๊ะ - ติง - ติง - ทัมติงทัม - ติง – ติง - ทัมติงทัม สองชั น - - โจ๊ะ จ๊ะ ติง ติง – ติง

- - โจ๊ะ จ๊ะ ติง ติง - ทัม

ชั นเดียว - - โจ๊ะ จ๊ะ ติงติง - ทัม

ติง


10 3.หน้ าทับลาว - ติง - โจ๊ะ - ติง - ติง - - ติง ทัม - ติง - ทัม


แหล่งทีม า www.krueke.com/natub.html www.banrakthai.com/index.php?step=viewproduct&catn=11&subn=3&pcode=rakthai021

จัดทําโดย นาย ณัฐนนท์ เอียมรี 24/11/2554

โทน รำมะนา  

โทน รำมะนา

โทน รำมะนา  

โทน รำมะนา