Page 1

1

บทที 1 บทนํา ความเป็ นมาและความสํ าคัญของปัญหา ในการเขียนงานทางวิชาการมักจะอาศัยแหล่งข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิ จากสิ" งสื" อพิมพ์ และอื"นๆ ซึ" งโดยจรรยาบรรณแล้วการอ้างอิงหลักฐานจึงมีความสําคัญเป็ นอย่างยิ"งในการเขียนงาน ทางวิชาการ ทั1งนี1 การที"จะทําให้การเขียนงานทางวิชาการหลี กเลี"ยงจากการใช้คาํ กล่าวที"เลื"อนลอย ถ้อยคําคลุมเครื อ เช่ น “บางคนกล่าวว่า…” หรื อ “มีผูว้ ิจารณ์วา่ …” สามารถทําได้ดว้ ยการอ้างอิง หลัก ฐานเพื" อ ให้ ค ํา กล่ า วนั1น สามารถพิ สู จ น์ ข ้อ เท็ จ จริ ง อี ก นัย หนึ" ง การอ้า งอิ ง หลัก ฐานก็ เ ป็ น การพยายามแสดงถึงหลักฐานเพื"อให้เกิดความเชื" อมัน" แก่ผอู ้ ่านว่าผูเ้ ขียนนั1นได้ศึกษาค้นคว้ามาเป็ น อย่างดี จากแหล่งความรู ้ ที"เชื" อถื อได้และสามารถบอกระดับความน่ าเชื" อถื อของข้อมูล รวมทั1งเป็ น การให้ขอ้ มูลแก่ผอู ้ ่านที"ตอ้ งการตรวจสอบหรื อศึกษาค้นคว้าแหล่งข้อมูลเดิม เช่นเดียวกันการอ้างอิง หลัก ฐานเป็ นการแสดงคุ ณ ธรรมความรั บ ผิดชอบของนัก เขี ย นที" จะไม่ ล่ วงละเมิ ดหรื อแอบอ้า ง ผลงานของผูอ้ ื" น ซึ" งนอกจากจะผิดแบบแผนของการเรี ย บเรี ย งงานเขี ย นแล้ว ยัง ถื อเป็ นการผิด กฎหมายว่ า ด้ว ยลิ ข สิ ท ธิ: อี ก ด้ว ย การอ้า งอิ ง หลัก ฐานเป็ นการเคารพความคิ ด เห็ น ของคนอื" น ทําให้สามารถแยกแยะได้ว่า ส่ วนใดมาจากความเห็ นของผูเ้ ขียน และส่ วนใดมาจากความเห็นของ บุคคลอื"น การอ้างอิงหลักฐานโดยนัยนี1จึงแสดงถึง “ความมีจรรยาบรรณ” ของผูเ้ ขียน มิใช่วา่ เป็ น ความเห็ นของบุคคลอื"นแต่นาํ มาเขียนแล้วไม่ระบุที"มาเพื"อเป็ นการอ้างอิง เสมือนกับเป็ นงานเขียน ของตนเองดังข้างต้น ตลอดระยะเวลาที"ผ่านมาในสนามแห่ งการเผยแผ่ศาสนาอิสลามผ่านงานเขียนนั1น ทําให้มี บรรดานักเขียน รวมทั1งสํานักพิมพ์ที"จดั พิมพ์และจําหน่ายหนังสื อของกลุ่มต่างๆเกิดขึ1นอย่างมากมาย ในสังคมอิสลาม และท่ามกลางสังคมที"มีขอ้ ขัดแย้งอย่างมากมายในการยึดมัน" หลักความเชื" อของตน ซึ" งต่างก็อา้ งถึงความชอบธรรมในการยึดมัน" หลักความเชื" อเหล่านั1น แน่นอนการนําเสนอหลักฐาน เพื"อมาสนับสนุ นหลักความเชื" อของตนย่อมเกิ ดขึ1 นอย่างหลี กเลี" ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการนําเสนอ หลักฐานผ่านงานเขี ยนนับได้ว่าเป็ นวิถีทางที" ใช้อย่างแพร่ หลายที" สุด ซึ" งหากศาสนาอิ สลามไม่มี เกณฑ์ในการอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการเพื"อชี1วดั ความถูกต้องแล้ว คนในสังคมก็จะชี1 นิ1วเข้าหากัน โดยต่างฝ่ ายต่างก็ประณามซึ" งกันและกัน และอ้างว่าหลักความเชื" อของตนถูก คนอื"นผิด และจะเป็ น


2

การเปิ ดโอกาสให้กบั กลุ่มแนวคิดบิดเบือนต่าง ๆ ที"จะนําหลักฐานมาอ้างอิงตามแนวทางที"สอดคล้อง กับหลักความเชื"อของตนเพื"อชักจูงโน้มน้าวบรรดามุสลิมให้หลงทาง มนุ ษย์ตอบรับสิ" งเหล่านั1นอย่างรวดเร็ วโดยไม่คาํ นึ งถึ งข้อบัญญัติศาสนาและวิจารณญาณ ในการแยกแยะข้อเท็จจริ ง พวกเขาจึงถูกปกคลุมด้วยฝุ่ นแห่งความมืด ตกอยูใ่ นความหลงลืม ไม่มีผทู ้ ี" จะนําพาพวกเขาออกจากความมืดมัวของความเท็จสู่ แสงสว่างแห่ งอัลลอฮฺ ทั1งนี1 เพื"อให้มุสลิ มนั1น ปฏิบตั ิตามแนวทางที"เที"ยงตรงและถูกต้อง ย่อมจําเป็ นที"จะต้องเลือกแนวทางปฏิ บตั ิที"จะนําพาไปสู่ ความดีและความถูกต้องโดยยึดหลักฐานที"ชดั เจนนัน" คืออัลกุรฺอาน ซึ" งในนั1นไม่มีส"ิ งที"โกหกมดเท็จ มีแต่ความถูกต้องและจะชี1นาํ มนุษย์ไปสู่ แนวทางของอัสสุ นนะฮฺหรื อแนวทางของท่านเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะสัลลัม ซึ" งท่านได้กล่าวว่า ِ ‫ﻗَ ْﺪ ﺗـﺮْﻛﺘ ُﻜﻢ ﻋﻠَﻰ اﻟْﺒـﻴ‬ ‫ﻚ‬ ٌ ِ‫ﻻ َﻫﺎﻟ‬ِ‫ﻳﻎ َﻋْﻨـ َﻬﺎ ﺑـَ ْﻌ ِﺪي إ‬ ُ ‫ﻀﺎء ﻟَْﻴـﻠُ َﻬﺎ َﻛﻨَـ َﻬﺎ ِرَﻫﺎ َﻻ ﻳَِﺰ‬ َ ْ َ َ ْ ُ ََ ความว่า “แท้ จริ งแล้ วฉั นได้ ทิง" (มอบไว้ ) สํ าหรั บพวกเจ้ าทั"งหลายสิ งทีขาวสะอาด กลางคืนของมันเสมือนกลางวัน ไม่ มีผ้ ูพลัดหลงเบียงเบนจากมันนอกจากผู้ทีพินาศ (หายนะ)” 1 เมื"อศึกษาถึงเกณฑ์การอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการอิสลามแล้วนั1น จะเห็นได้อย่างประจักษ์ ว่าอิสลามมีเกณฑ์ให้ได้มาซึ" งความถูกต้องในการอ้างอิงหลักฐานอย่างครอบคลุมและรอบคอบที"สุด ทั1งนี1เพื"อให้ผอู ้ ่านเกิดความเชื"อมัน" ในการศึกษาค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลที"เชื" อถือได้ของงานเขียนทาง วิชาการและยังสามารถบอกระดับความน่ าเชื" อถื อของข้อมูล รวมทั1งเป็ นการให้ขอ้ มูลแก่ ผูอ้ ่านที" ต้องการตรวจสอบหรื อศึกษาค้นคว้าแหล่งข้อมูลเดิ มได้อีกด้วย อิสลามได้วางเกณฑ์ในการอ้างอิง หลักฐานทางวิชาการโดยได้ตระหนักและให้ความสําคัญต่อแหล่งที"มาของตัวบทหลักฐานว่าต้องมา จากอัลกุรฺอาน อัส-สุ นนะฮฺ รวมทั1งยึดมัน" ต่อบรรดานักวิชาการที"ใช้ความพยายามและความสามารถ ทางวิชาการศาสนาในการวิเคราะห์และวินิจฉัยตัวบทหลักฐานเพื"อหาข้อสรุ ปกําหนดบทบัญญัติซ" ึ ง เรี ยกว่าการอิจญ์มาอฺ (มติเอกฉันท์ของบรรดานักวิชาการ) รวมทั1งยึดมัน" ในสติปัญญาที"ถูกต้องใน การวินิจฉัยปั ญหาทางศาสนาซึ" งเรี ยกว่า การอิจญ์ติฮาด ในการเป็ นบรรทัดฐานและเป็ นแหล่งที"มาใน บัญญัติแห่ งอิสลามต่างๆ นอกจากนี1 อิสลามยังได้ตระหนักและให้ความสําคัญต่อเกณฑ์การอ้างอิง หลักฐานทางวิชาการจากอัลกุรฺอาน อัส-สุ นนะฮฺของท่านเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และเรื" องราวทางประวัติศาสตร์ อีกด้วย 1

อิบนุมาญะฮฺ, สุ นนั , หมวดอัล-มุกอ็ ดดิมะฮฺ, บรรพอิต-ติบาอฺ สุ นนะติล คุละฟาอฺ อัร-รอชิดีน อัล-มะฮฺดียีน หมายเลขหะดีษ : 43.


3

กล่าวได้ว่าการเขียนงานทางวิชาการของบรรดานักเขียนในปั จจุบนั นับเป็ นช่ องทางหนึ" ง ในการเผยแผ่แนวคิดหลักความเชื" อของตนได้ดีย"งิ เห็นจะกล่าวได้อีกว่าแล้ว กลุ่มแนวคิดบิดเบือนที" มีอิทธิ พลมากที" สุดในการเผยแผ่แนวคิดหรื อหลักความเชื" อของกลุ่มตนในรู ปแบบวิธีการต่างๆที" เด่ น ชัด ที" สุ ด ในประเทศไทยและต่ า งประเทศนั1น คงจะไม่ ใ ช่ ก ลุ่ ม อื" น ใดนอกจากกลุ่ ม ชี อ ะฮฺ อัรฺ-รอฟี เฎาะฮฺ หรื อชีอะฮฺอิหม่าม 12 พวกเขามีความพยายามและมุ่งมัน" ที"จะจรรโลงนําพี"นอ้ งมุสลิม ให้เกิ ด การหลงผิด โดยยอมรั บ ลัท ธิ ค วามเชื" อของพวกเขา ในท่ า มกลางความอุ ตสาหะดัง กล่ า ว นัก เผยแผ่ชี อ ะฮฺ อัรฺ-รอฟี เฎาะฮฺ ที" อยู่ตามพื1 นที" ต่า งๆ รวมทั1ง สํา นัก พิ ม พ์ที" จ ัดพิ ม พ์และจํา หน่ า ย หนัง สื อ ที" เ กิ ด ขึ1 นอย่า งมากมาย ต่ า งก็ เผยแผ่หนัง สื อ ฉบับ แปลภาษาไทยของนัก เขี ย นที" มี ชื" อ ว่า ดร.มุ หัม มัด อัต-ติ ญ านี อัส -สะมาวี ในจํา นวนนั1นคื อ หนัง สื อ “ขออยู่ก ับ ผูส้ ั ต ย์จริ ง ” “ชี อ ะฮ์คื อ ซุ นนะฮ์ที"แท้จริ ง” “จงถามผูร้ ู ้” และ “ในที"สุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา” ซึ" งได้มีการกล่าวอวดอ้างด้วย ความภาคภูมิใจว่า ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี ได้ใช้ตาํ ราอ้างอิงในการเขียนงานเชิ งวิชาการ ซึ" งมี ก ารระบุ ต าํ ราอ้า งอิ ง ไว้อ ย่า งมากมายในหนัง สื อ เล่ ม ดัง กล่ า ว แต่ เ มื" อ ทํา การตรวจสอบถึ ง ข้อเท็จจริ งก็ปรากฏว่าแท้ที"จริ งแล้วก็เป็ นเพียงการสร้างภาพให้เกิดความเชื" อมัน" แก่ผอู ้ ่านว่ามีขอ้ มูลที" มีความน่ าเชื" อถื อจํานวนมาก เพราะผูอ้ ่านส่ วนมากที"ไม่มีโอกาสในการศึกษาถึ งข้อเท็จจริ ง เมื"อได้ เห็นตําราอ้างอิงอันมากมายเหล่านั1น ก็ยอ่ มเกิดความมัน" ใจและยกย่องว่านี"คือสัจธรรม อย่า งไรก็ ตามเมื" อ ได้ศึ ก ษาถึ ง รายละเอี ย ดของหนัง สื อ ข้า งต้นให้รอบคอบ ซึ" งแปลจาก ต้นฉบับภาษาอาหรับ ฉากกําบังการบิดเบือนและการหลอกลวงทั1งปวงก็จะหลุดออกมาให้ประจักษ์ อย่างชัดเจน เมื"อความจริ งของการบิดเบื อนและการหลอกลวงได้เป็ นที"ประจักษ์แก่ผูอ้ ่านที"รู้และ เข้าใจแล้ว เมื"อนั1นหนังสื อข้างต้นจะกลายเป็ นเพียงแค่ซากแห่ งความผิดพลาดอย่างเห็นได้ประจักษ์ เช่ นเดี ยวกันวิธีการอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการของผูเ้ รี ยบเรี ยงที"ปรากฏในรู ปแบบของการปฏิเสธ ต่อหลักฐานที"ชดั แจ้ง มีการอ้างอิงหลักฐานที"สวนทางกับระเบียบวิธีการที"ผเู ้ รี ยบเรี ยงได้วางไว้ มีการ บิ ดเบื อ นหลัก ฐานให้ ผิด ไปจากเดิ ม มี ก ารปิ ดบัง หลัก ฐานจากความเป็ นจริ ง มี ก ารบิ ดเบื อ นใน ความหมายของหลักฐาน มีความขัดแย้งในคํากล่าวของตนเอง มีการอ้างอิงเรื" องราวที"ไม่มีที"มาของ แหล่งอ้างอิง มีการอ้างอิงเรื" องราวโดยระบุแหล่งที"มาด้วยความเท็จ มีการกล่าวอ้างเรื" องราวที"ขดั กับ ข้อเท็จจริ ง ขาดความรู ้ และความรอบคอบในข้อมูล ขาดการตรวจสอบรายละเอียดในสายรายงาน และข้อมูลอย่างรอบคอบ ขาดการคัดกรองตําราและผูเ้ รี ยบเรี ยงที"นาํ มาใช้ในการอ้างอิ ง ไม่มีการ รวบรวมตัวบทหลักฐานและสายรายงานในประเด็นที"เกี"ยวข้อง ใช้ความคิดและความเข้าใจของตน เป็ นหลักในการวิเคราะห์โดยไม่ยึดมัน" ในคําอธิ บายของบรรดานักวิชาการที"เป็ น ที"ยอมรับได้ และมี การกล่ า วเท็จและให้ร้ายแก่ นัก วิชาการและชาวอะฮฺ ลุส สุ นนะฮฺ วลั ญะมาอะฮฺ ก็ เป็ นสิ" ง ที" บ่ งชี1 ว่า ผูเ้ ขียนนั1นอยูใ่ นหมู่นกั เล่านิทานระดับผูช้ าํ นาญการเลยก็วา่ ได้


4

การนํ า เสนอในสิ" งที" ค าดหวัง ว่ า จะช่ ว ยให้ ค วามรู ้ ค วามเข้ า ใจต่ อ ผู ้ ที" ห ลงผิ ด เพื" อ ปรั บ สู่ แ นวทางที" เ ที" ย งตรงจึ ง เป็ นภาระที" ผู ้มี ค วามรู ้ ค วรพึ ง ปฏิ บ ัติ และการขัด เกลาจรรโลง หลัก ความเชื" อหรื อความศรั ท ธาของมุ ส ลิ ม ให้บ ริ สุ ทธิ: และใสสะอาดเป็ นสิ" ง ที" สํา คัญยิ"ง เราย่อม ไม่ ส ามารถทํา ให้ ค วามศรั ท ธาบริ สุ ท ธิ: และสมบู ร ณ์ แ บบได้ ถ้า หากเราไม่ รู้ แ ละไม่ เ ข้า ใจใน ปั จจัยต่างๆที"เป็ นต้นเหตุทาํ ให้ความบริ สุทธิ:ของความศรัทธานั1นมัวหมอง ด้วยเหตุดงั กล่าวผูว้ จิ ยั เห็นว่ามีความจําเป็ นอย่างยิ"งในการศึกษาวิเคราะห์และวิพากษ์วิธีการ อ้างอิงหลักฐานทางวิชาการของ ดร.มุหัมมัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี ทั1งนี1 เพื"อให้เกิ ดความกระจ่าง ชัดเจนยิ"งขึ1น และสามารถนํามาเป็ นบรรทัดฐานในการเสริ มความรู ้ การรับบริ โภคข้อมูลที"ถูกต้อง อีกทั1งยังสามารถนํามาเป็ นบรรทัดฐานในการศรัทธาตามหลักการอิสลามอย่างถูกวิธี อันจะนําไป สู่ ความมัน" คงในการดํารงชีวติ ต่อไป

วัตถุประสงค์ ของการวิจัย ในการศึ ก ษาวิเคราะห์ และวิ พ ากษ์วิธี ก ารอ้า งอิ ง หลัก ฐานทางวิช าการของ ดร.มุ หัม มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี ผูว้ จิ ยั กําหนดวัตถุประสงค์ดงั ต่อไปนี1 1. เพื"อศึกษาเกณฑ์การอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการอิสลาม 2. เพื"อศึกษาวิเคราะห์และวิพากษ์วธิ ี การอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการของ ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี

ขอบเขตของการวิจัย การศึ ก ษาครั1 งนี1 ผูว้ ิ จยั ได้ท าํ การศึ ก ษาวิเ คราะห์ แ ละวิพ ากษ์วิธี ก ารอ้า งอิ ง หลัก ฐานทาง วิชาการของดร.มุหัมมัด อัต-ติ ญานี อัส-สะมาวี โดยมีขอบเขตของการศึกษาในด้านเนื1 อหาเฉพาะ หนังสื อ “ในที"สุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา ( ‫ﺖ‬ ُ ْ‫ ْاﻫﺘَ َﺪﻳ‬ُ‫ ”) ﰒ‬เขียนโดย ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี ซึ" งได้ดาํ เนินการแปลเป็ นภาษาไทยโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ


5

วิธีดําเนินการวิจัย งานวิจยั ชิ/นนี/ เป็ นงานวิจยั เอกสาร (Documentary Research) ทีAพยายามศึกษาวิเคราะห์และ วิพากษ์วิธีการอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการของดร.มุหัมมัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี ซึA งในการศึกษา เรืA องนี/มีวธิ ี การดําเนินการวิจยั ตามขั/นตอนดังนี/ 1. ทบทวนเอกสารขั/นปฐมภูมิ(Primary Sources) และเอกสารขั/นทุ ติย ภูมิ(Secondary Sources) ทีAเกีAยวข้อง เพืAอสามารถศึกษาวิเคราะห์วธิ ี การอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการอิสลาม 2. ทํา การศึ ก ษาค้นคว้า หนัง สื อของดร.มุ หัมมัด อัต-ติ ญานี อัส -สะมาวี ตามขอบเขตทีA กําหนด แล้วแยกข้อมูลและเอกสารตามหัวข้อใหญ่และหัวข้อย่อย แล้วค้นหาความสัมพันธ์ระหว่าง ข้อมูลต่างๆ 3. ทําการวิเคราะห์ และวิพากษ์ขอ้ มูลตามหัวข้อทีAกาํ หนด แล้วเขียนสรุ ปผลการวิจยั ตาม หัวข้อทีAได้กาํ หนดไว้ แหล่ งศึกษาและค้ นคว้ าทีส ํ าคัญ 1. ห้องวิทยบริ การมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา 2. ห้องสมุดอิกเราะฮฺ 3. โปรแกรมอัล-มักตะบะฮฺ อัชชามีละฮฺ (โปแกรมรวบรวมหนังสื อภาษาอาหรับในศาสตร์ ด้านต่างๆ) 4. โปรแกรมเมาสู อะฮฺ อัรฺ-ร็ อดฺ อะลัรรอฟี เฎาะฮฺ (โปรแกรมสารานุ กรมหนังสื อภาษา อาหรับในศาสตร์ การโต้ตอบชีอะฮฺ อัรฺ-รอฟิ เฎาะฮฺ) 5. เว็บไซต์ต่างๆดังนี1 5.1 http://waqfeya.net 5.2 http://www.islamway.com 5.3 http://www.sunnahcyber.com 5.4 http://www.almanhaj.com 5.5 http://www.saaid.net 5.6 http:// www.alukah.net


6

ข้ อตกลงเบือ" งต้ นในการวิจัย 1. คําอ่านบางคําจะเป็ นการใช้ศพั ท์เฉพาะซึ" งทับศัพท์จากภาษาอาหรับโดยใช้มาตรฐาน เทียบพยัญชนะอาหรับ-ไทยแบบเทียบอักษร ตามกระทรวงศึกษาธิ การในการเขียน 2. การอ้างอิงเอกสารภาษาต่างประเทศ ผูว้ ิจยั อ้างโดยใช้อกั ษรภาษาไทย เช่ นเดี ยวกับใน บรรณานุกรม 3. การวิพากษ์ขอ้ มูลตามหัวข้อทีAกาํ หนด ผูว้ ิจยั ได้นาํ ข้อมูลมาวิพากษ์อย่างละเอียด 1 ถึง 2 ข้อมูลเพียงเท่านั1น ในส่ วนข้อมูลอื"นๆผูว้ จิ ยั ได้วพิ ากษ์อย่างพอสังเขป ซึ" งสามารถดูได้ในเชิงอรรถ

ประโยชน์ ทคี าดว่ าจะได้ รับจากการวิจัย จากการศึกษาปั ญหาดังกล่าวผูว้ จิ ยั คาดว่าจะได้รับประโยชน์ดงั ต่อไปนี1 1. ได้ทราบถึงเกณฑ์การอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการอิสลาม 2. ได้ทราบถึงวิธีการอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการของดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี 3. ได้ทราบถึ งบทวิพากษ์วิธีการอ้างอิ งหลักฐานทางวิชาการของดร.มุ หัมมัด อัต-ติ ญานี อัส-สะมาวี 4. เป็ นแหล่งข้อมูลในการศึกษาแก่นกั ศึกษา นักค้นคว้า และผูส้ นใจต่อไป

เอกสารและงานวิจัยทีเ กีย วข้ อง ในการศึ ก ษาวิเคราะห์ และวิ พ ากษ์วิธี ก ารอ้า งอิ ง หลัก ฐานทางวิช าการของ ดร.มุ หัม มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี ผูว้ ิจยั ได้ศึกษาเอกสารและงานวิจยั ที"เกี"ยวข้อง จากงานเขียนของนักวิชาการ มุสลิมต่างๆ ในจํานวนนี1ประกอบด้วย เอกสารทีเ กีย วข้ อง 1. ชัย คฺ อ ะหฺ ม ดั อิ บ นุ อบั ดุ รฺ เราะฮฺ ม าน อัศ -ศุ วยั ยาน2 ได้ท าํ การศึ ก ษาเกณฑ์ก ารอ้า งอิ ง หลัก ฐานทางวิ ช าการอิ ส ลามระหว่า งอะฮฺ ลุ ส สุ น นะฮฺ กับ กลุ่ ม บิ ด เบื อ นต่ า งๆในหนัง สื อ เรื" อ ง ชัยคฺ อะหฺ มดั อิ บนุ อบั ดุ รฺเราะหฺ มาน อัศ-ศุวยั ยาน, มันฮัจญ์ อัต-ตะลักกี ย ์ วัล-อิ สติดลาลฺ บัยนะอะฮฺ ลิสสุ นนะฮฺ วัล-มุบฺตะดิ อะฮฺ , อัล-มุนตะดา อัล-อิสลามีย,์ [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.]. 2


7

“มันฮัจญ์ อัต-ตะลักกี ย ์ วัล-อิ สติ ดลาลฺ บัยนะอะฮฺ ลิสสุ นนะฮฺ วัล-มุ บฺตะดิ อะฮฺ ” ซึ" งจากการศึ กษา สรุ ปความได้ว่า เกณฑ์ในการอ้างอิ งหลักฐานทางวิชาการอิสลามนั1นได้ให้ความสําคัญต่อตัวบท หลักฐานทางศาสนา โดยให้มุ่งมัน" ต่อการยึดมัน" ในอัลกุรฺอานและอัส-สุ นนะฮฺอย่างถูกวิธี การมีความ เข้าใจในตัวบทหลักฐานทางศาสนาที"ถูกต้องก็เป็ นประเด็นหนึ" งที"อิสลามได้กาํ ชับไว้ พร้อมกันนั1น อิสลามได้นาํ เสนอเกณฑ์การอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการของกลุ่มบิดเบือนต่างๆ ซึ" งแนวคิดของพวก เขาค่ อนข้า งจะไม่ ใ ห้ค วามสํา คัญต่ อตัวบทหลัก ฐานทางศาสนาในการใช้เป็ นเกณฑ์ก ารอ้า งอิ ง หลักฐาน พวกเขาพร้ อมที" จะโต้แย้งและคัดค้านในสิ" งดังกล่าว นอกจากนี1 พวกเขาก็ยงั สร้ างความ คลุ ม เครื อ ในแหล่ ง ที" ม าดัง กล่ า ว ทั1ง นี1 ก็ เพื" อ ที" จะอุ ป โลกน์ เกณฑ์ และแหล่ ง ที" ม าของการอ้า งอิ ง หลักฐานใหม่ และเพื"อตอบสนองกับอารมณ์ใฝ่ ตํ"าและสนับสนุนหลักความเชื"อของตน 2. ดร.อับดุรเราะหฺ มาน อิบนุศอลิหฺ อัล-มะหฺ มูด 3 ได้ทาํ การศึกษาเกณฑ์การอ้างอิงหลักฐาน ทางวิชาการตามแนวทางของบรรพชนยุคแรก(อัส-สะลัฟ)ในเรื" องที" เกี" ยวข้องกับหลักการศรัทธา ในงานเขี ยนเรื" อง “มันฮัจญ์ ตะลัก กี ย ์ อัล-อะกี ดะฮฺ อิ นดัส -สะลัฟ วะมันฮะญิ ฮิม ฟี ลอิ สติ ดลาล” ซึ" งจากการศึกษาสรุ ปความได้ว่า ผูศ้ รัทธาย่อมจะต้องน้อมรับคําบัญชาของอัลลอฮฺ และคําสั"งเสี ย ของท่านเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะสัลลัม โดยไม่มีขอ้ กังขาแต่อย่างใด ไม่ว่าการกลับ ไปตรวจสอบหรื อ พิ จ ารณาข้อ บัญ ญัติ จ ากอัล กุ รฺ อานและจากอัส -สุ น นะฮฺ น1 ัน จะสอดคล้อ งกับ หลักความเชื" อของเขาหรื อไม่ก็ตาม เขาจะต้องไม่มีความรู ้สึกเคลือบแคลงใจอีกภายหลังจากได้รับ ข้อชี1 ขาดจากอัลกุรฺอานและอัส-สุ นนะฮฺ และเขาก็จะไม่เลื อกเอาเฉพาะข้อบัญญัติที"สอดคล้องกับ หลักความเชื" อของตนเองเท่านั1น และข้อเท็จจริ งอีกประการหนึ" งที" มิอาจปฏิ เสธได้คือ อัลกุรฺอาน และอัส-สุ นนะฮฺ น1 นั ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เนื" องจากอัลกุรฺอานเป็ นแหล่งที"มาของหลักการ ต่างๆของบัญญัติแห่ งอิสลาม ส่ วนอัส-สุ นนะฮฺ เป็ นสิ" งที"อธิ บาย ขยายความเพื"อให้เกิดความกระจ่าง แก่อลั กุรฺอาน ฉะนั1นย่อมมีความจําเป็ นอย่างยิ"งที"จะต้องยึดมัน" ในอัลกุรฺอานและอัส-สุ นนะฮฺ รวมทั1ง ยึดมัน" ต่อบรรดานักวิชาการที"ใช้ความพยายามและความสามารถทางวิชาการศาสนา ในการวิเคราะห์ และวินิจฉัยตัวบทหลักฐานเพื"อหาข้อสรุ ปกําหนดบทบัญญัติซ" ึ งเรี ยกว่าการอิจญ์มาอฺ (มติเอกฉันท์ ของบรรดานักวิชาการ) รวมทั1งยึดมัน" ในสติ ปัญญาที" ถูกต้องในการวินิจฉัยปั ญหาทางศาสนาซึ" ง เรี ย กว่า การ อิ จญ์ติฮาด ในการเป็ นบรรทัด ฐานและเป็ นแหล่ ง ที" ม าในบัญญัติแห่ ง อิ ส ลามต่ า งๆ โดยเฉพาะในด้านอะกีดะฮฺ ดังการปฏิบตั ิที"มีมาของอะฮฺ ลุสสุ นนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ มาโดยตลอดตั1งแต่ อดีตจนถึงปั จจุบนั

ดร.อับดุ รเราะหฺ มาน อิบนุ ศอลิหฺ อัล-มะหฺ มูด. “มันฮัจญ์ ตะลักกี ย ์ อัล-อะกี ดะฮฺ อิ นดัสสะลัฟ วะมันฮะญิ ฮิม ฟี ลอิสติ ดลาล,” [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก: http://www.arab-eng.org/vb/t140089.html สื บค้น 18 พฤศจิกายน 2552. 3


8

3. ชัย คฺ อุ ษ มาน อิ บ นุ มุ หัม มัด อัล เคาะมี ส (อบู มุ หัม มัด อัต -ตะมี มี ย ์) 4 ได้ท าํ การศึ ก ษา วิเคราะห์และวิพากษ์หนังสื อของดร.มุ หัมมัด อัต-ติ ญานี อัส-สะมาวี ดังนี1 1.ชี อะฮ์คือซุ นนะฮ์ที" แท้จ ริ ง 2.จงถามผูร้ ู ้ 3.ในที" สุ ด ข้า พเจ้า ได้รั บ ทางนํา 4.ขออยู่ก ับ ผูส้ ั ต ย์จ ริ ง ในหนัง สื อ เรื" อ ง “กัช ฟุ ล ญานี ย ์ มุ หัม มัด อัต -ตี ญ านี ” ซึ" งจากการศึ ก ษาสรุ ป ความได้ว่า ดร.มุ หัม มัด อัต -ติ ญ านี อัส -สะมาวี เป็ นนัก เขี ย นที" มี ค วามพยายามสร้ า งอุ บ ายหลอกลวงแก่ ผูค้ นที" ศึ ก ษาในงานเขี ย น ให้หลงตามตัวเขา เป็ นผูท้ ี" ขาดความชํา นาญในการนํา เสนอ อ้า งอิ ง และวิเคราะห์ ขอ้ มู ล มี ความ พยายามที"จะปิ ดบังในสัจธรรมและปฏิ บตั ิตามอารมณ์ ใฝ่ ตํ"า หลักฐานที"ใช้ในการอ้างอิงไม่มีความ ชัดเจน โดยที"ไม่พยายามหาข้อเท็จจริ งถึ งความน่าเชื" อถื อของหลักฐาน อีกทั1งในงานเขียนดังกล่าว มีความขัดแย้งของเนื1อหาและไม่มีความสอดคล้องกับระเบียบวิธีการเขียนที"ถูกต้อง และจากการศึ ก ษาสรุ ป ความได้อี ก ว่า ดร.มุ หัม มัด อัต -ติ ญ านี อัส -สะมาวี เป็ นผูห้ นึ" ง ที"ไม่มีจรรยาบรรณของการเป็ นนักเขี ยนที" ดี เพราะนักเขียนที" ดีตอ้ งมี ความซื" อสัตย์ต่อตัวเองและ สังคม ทุกขั1นตอนของกระบวนการเขียนไม่ว่าจะเป็ นขั1นตอนการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ขอ้ มูล หรื อขั1นตอนการเขียนผลของการค้นคว้า นักเขียนจะต้องเขียนตามความเป็ นจริ ง ไม่แต่งเติมข้อมูล หรื อนําเสนอข้อมูลเท็จเพื"อความอยู่รอดของตน อันเป็ นการทรยศต่อวิชาชี พ ต้องเป็ นนักเขียนที"ให้ เกี ยรติและอ้างถึ งบุคคล แหล่งที" มาของข้อมูลที"นาํ มาใช้ในการเขียน ต้องตระหนักว่าอคติส่วนตัว หรื อความลําเอียงทางวิชาการอาจส่ งผลให้มีการบิดเบือนข้อมูลและข้อค้นพบทางวิชาการ อันเป็ น เหตุ ใ ห้ เ กิ ด ผลเสี ยต่ อ งานเขี ย น ดัง นั1น นั ก เขี ย นจึ ง มี ค วามจํา เป็ นที" ต้อ งมี จิ ต สํ า นึ ก ที" จ ะอุ ทิ ศ กํา ลัง สติ ปั ญ ญาในการเขี ย น เพื" อ ความก้ า วหน้ า ทางวิ ช าการ ความเจริ ญและประโยชน์ สุ ข ของมวลมนุ ษยชาติ แต่ส"ิ งข้างต้นนั1นไม่มีอยู่ในตัวของดร.มุหัมมัด อัต-ติ ญานี อัส-สะมาวี แม้แต่ อย่างใด งานวิจัยทีเ กีย วข้ อง 1. ชัยคฺ อุษมาน อิบนุ อะลี หะสัน 5 ได้ทาํ การศึกษาเกณฑ์การอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการ ตามแนวทางของอะฮฺลุสสุ นนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺในเรื" องที"เกี"ยวข้องกับหลักการศรัทธาในงานวิจยั เรื" อง “มันฮัจญ์ อัล-อิสติดลาล อะลา มะสาอิล อัล-อิอฺติกอดฺ ” ซึ" งจากการศึกษาสรุ ปความได้วา่ ความสําเร็ จ ของท่า นเราะสู ลุล ลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัล ลัม ในการประกาศศาสตร์ แห่ งอัลกุ รฺอานและ 4

ชัยคฺ อุษมาน อิบนุมุหมั มัด อัลเคาะมีส (อบูมุหมั มัด อัต-ตะมีมีย)์ , กัชฟุล ญานีย ์ มุหมั มัด อัต-ตีญานี, ดารุ ล-อีหม่าน, อิสกันดารี ยะฮฺ,

5

ชัยคฺ อุษมาน อะลี หะสัน, มันฮัจญ์ อัล-อิสติดลาล อะลา มะสาอิล อัล-อิอฺติกอดฺ , มักตะบะฮฺ อัร-เราะชิด, ริ ยาด, 1413.

[ม.ป.ป.].


9

อัส-สุ นนะฮฺทาํ ให้ความสมบูรณ์ของอิสลามเป็ นที"ประจักษ์แก่เราทุกคน จึงทําให้การศึกษาอัลกุรฺอาน และอัส-สุ นนะฮฺน1 นั มีความสําคัญเป็ นอย่างยิง" สําหรับสังคมมุสลิม อัลกุรฺอานย่อมเป็ นทางนําที"ดีเลิศ สําหรับทุกสิ" งทุกอย่างในชี วิตของมุสลิ ม ย่อมเป็ นทางออก ทางแก้ไขที"ดีที"สุดสําหรับปั ญหาต่างๆ ที"จะประสบ ทั1งยังเป็ นธรรมนู ญอันสู งสุ ดของมุ สลิ มอีกด้วย เช่ นเดี ยวกันอัส-สุ นนะฮฺ ที"ได้รับการ ถ่ายทอดโดยท่านเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ครอบคลุมทั1งที"เป็ นคําพูด การกระทํา การยอมรับ ชีวประวัติ การปฏิบตั ิในทุกอิริยาบถตลอดจนการเงียบของท่าน ทั1งนี1 เพื"ออธิ บาย เติมเต็ม ศาสตร์ ที"มาจากอัล กุรฺอาน ซึ" งทั1งสองประการนี1 นับ เป็ นแหล่ งที" มาหลักในบรรดาแหล่ งที" มาของ บัญญัติแห่งอิสลามโดยเฉพาะในเรื" องของการอ้างอิงในด้านอะกีดะฮฺ และเมื" อกล่ าวถึ ง แหล่ ง ที" มาของการอ้า งอิ ง หลัก ฐานทางวิช าการในอิ ส ลามแล้ว จะเป็ น ที" ทราบกันดี ว่า อันที" จริ งแล้วอัลกุรฺอานและอัส-สุ นนะฮฺ น1 นั เป็ นแหล่ ง ที" มาของหลักฐานที" ดีที"สุ ด ในการอ้า งอิ ง สํา หรั บ ผูศ้ รั ท ธาแล้วจะไม่ แสวงหาอะไรอื" นใดอี ก นอกจากการได้ดาํ รงชี วิตโดย มีบรรทัดฐานจากแหล่งทั1งสองดังกล่าว แต่กระนั1นก็ตามศาสนาก็อนุ ญาตให้บรรดานักนักวิชาการ ใช้ความพยายามและความสามารถทางวิชาการศาสนา คือ การใช้ความพยายามเกี"ยวกับการวิเคราะห์ และวินิจฉัยตัวบทหลักฐานเพื"อหาข้อสรุ ปกําหนดบทบัญญัติซ" ึ งเรี ยกว่าการอิจญ์มาอฺ (มติเอกฉันท์ ของบรรดานักวิชาการ) รวมทั1งศาสนาก็ยงั ได้อนุ ญาตให้ใช้สติ ปัญญาที"ถูกต้องและสัญชาตญาณ ที"บริ สุทธิ: ในการเป็ นบรรทัดฐานและเป็ นแหล่งที"มาในบัญญัติแห่ งอิสลามต่างๆโดยเฉพาะในด้าน อะกีดะฮฺ แต่ท1 งั นี1ท1 งั นั1นก็ตอ้ งอยูภ่ ายใต้กรอบที"อลั กุรฺอานและอัส-สุ นนะฮฺได้วางไว้เท่านั1น ด้วยเหตุน1 ีการยึดมัน" หลักอะกีดะฮฺที"ต1 งั อยูบ่ นพื1นฐานของอัลกุรฺอานและอัส-สุ นนะฮฺ รวมทั1ง การใช้ค วามพยายามเกี" ย วกับ การวิ เ คราะห์ และวิ นิ จ ฉัย ตัว บทหลัก ฐานเพื" อ หาข้อ สรุ ป กํา หนด บทบัญญัติซ" ึ งเรี ยกว่าการอิ จญ์มาอฺ และการใช้สติ ปัญญาที" ถูกต้อง สัญชาตญาณที"บริ สุทธิ: ย่อมเป็ น แหล่งที"มาอันจะนํามาสู่ การยึดมัน" ที"ถูกต้องและเป็ นแนวทางของของอะฮฺ ลุสสุ นนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ ในการอ้างอิงหลักฐานมาโดยตลอดตั1งแต่อดีตจนถึงปั จจุบนั ในส่ วนของหลักเกณฑ์ในการอ้างอิ งหลักฐานในเรื" องที" เกี" ยวข้องกับหลักการศรั ทธานั1น อะฮฺ ลุ ส สุ น นะฮฺ วัล ญะมาอะฮฺ จ ะมี ก ารศรั ท ธาครอบคลุ ม ทั1ง หมดในตัว บทหลัก ฐานที" ม าจาก อัล กุ รฺ อานและอัส -สุ น นะฮฺ พวกเขาจะไม่ เ ลื อ กเอาเฉพาะตัว บทที" ส อดคล้อ งกับ หลัก ศรั ท ธา หรื ออารมณ์ใคร่ ของตนเองเท่านั1น จะไม่มีการตัดทอนและโต้แย้งในตัวบทหลักฐานทางศาสนาใดๆ ทั1งสิ1 น พวกเขามีความศรัทธาว่าอัลกุรฺอานและอัส-สุ นนะฮฺ จะไม่มีการขัดแย้งภายในตัว เช่นเดียวกัน พวกเขาก็ มี ค วามเชื" อ มั"น ว่ า อัล กุ รฺ อานและอัส -สุ น นะฮฺ จ ะไม่ ข ัด แย้ง กับ สติ ปั ญ ญาที" บ ริ สุ ท ธิ: อย่า งแน่ น อน พวกเขาจะมี ค วามศรั ท ธาในอัล กุ รฺ อานและอัส -สุ น นะฮฺ ว่า เป็ นบรรทัด ฐานของ การอ้า งอิ ง หลัก ฐานทางวิ ช าการที" ดี ที" สุ ด พวกเขาจะไม่ ป ฏิ เ สธ ไม่ บิ ด เบื อ นในสิ" ง ดัง กล่ า ว


10

และถ้าหากว่าอัลกุรฺอานบางตัวบท พวกเขาไม่มีความรู ้ หรื อไม่มีความชัดเจนในเรื" องนั1นนอกจาก อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา พวกเขาก็จะศรัทธาในตัวบทดังกล่าวและจะมอบหมายให้กบั อัลลอฮฺ ในเรื" องนั1น แต่สําหรับตัวบทใดที"เขามีความรู ้หรื อมีความชัดเจน พวกเขาก็จะไม่มีความรู ้สึกเคลือบ แคลงใจและพร้อมที"จะปฏิบตั ิในสิ" งที"ได้ถูกสั"งใช้โดยทันที และประการสุ ดท้ายพวกเขาจะยึดความ เข้าใจของบรรดาบรรพชนยุคแรกในการทําความเข้าใจในอัลกุรฺอานและอัส-สุ นนะฮฺ ซึ" งสิ" งที" ได้ กล่าวมานี1 คือเกณฑ์การอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการตามแนวทางของอะฮฺลุสสุ นนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ ในเรื" องที"เกี"ยวข้องกับหลักการศรัทธา


11

บทที 2 แนวคิดการอ้ างอิงหลักฐานทางวิชาการ แนวคิดการอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการในระหว่ างสมัยญาฮิลยิ ฺยะฮฺกบั อิสลาม คุณลักษณะพิเศษประการหนึ" งที"อลั ลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ทรงประทานให้แก่มนุษย์ ทุกคนเพื"อยกระดับเกียรติของมนุษย์เหนือสิ" งถูกสร้างทั1งหลายคือ การให้มีสติปัญญาสําหรับ คิดใคร่ ครวญและพินิจพิจารณาเพื"อหาข้อเท็จจริ งในสิ" งต่างๆ ประกอบกับการได้ยนิ การมองเห็น และการให้มีหวั ใจเพื"อใช้ในการคิดพิจารณาดังกล่าว ดังที"อลั ลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ตรัสว่า ِ ِ َ‫ﺼ َﺎر َواﻷَﻓْﺌِ َﺪة‬ ْ ‫َواﻟﻠّﻪُ أ‬ َ ْ‫ﺴ ْﻤ َﻊ َواﻷَﺑ‬ ْ‫ﻣ َﻬﺎﺗ ُﻜ ْﻢ ﻻَ ﺗَـ ْﻌﻠَ ُﻤﻮ َن َﺷْﻴﺌًﺎ َو َﺟ َﻌ َﻞ ﻟَ ُﻜ ُﻢ اﻟ‬ُ‫ﻣﻦ ﺑُﻄُﻮن أ‬ ‫َﺧَﺮ َﺟ ُﻜﻢ‬ ‫ ُﻜ ْﻢ ﺗَ ْﺸ ُﻜ ُﺮو َن‬‫ﻟَ َﻌﻠ‬ ความว่า “ และอัลลอฮฺทรงให้ พวกเจ้ าออกจากครรภ์ มารดาของพวกเจ้ า โดยพวกเจ้ า ไม่ ร้ ู อะไรเลย และพระองค์ ทรงทําให้ พวกเจ้ าได้ ยนิ และเห็นและมีหัวใจ (สํ าหรับคิด ใคร่ ครวญและพินิจพิจารณา) เพือ พวกเจ้ าจะได้ ขอบคุณ” 6 มนุษย์ต่างก็พยายามที"จะใช้คุณลักษณะพิเศษนี1ในทุกกิจการงานเพื"อก่อให้เกิดประโยชน์ สู งสุ ดแตกต่างกันไปตามความประสงค์และความสามารถ ทั1งในทางที"ดีงามและทางที"ไม่เหมาะสม ซึ" งแน่นอนว่าผลที"ได้รับก็ยอ่ มแตกต่างกันออกไปเช่นกัน แต่ส"ิ งที"สาํ คัญที"สุดที"มนุษย์ตอ้ งตระหนัก อยูเ่ สมอคือจะใช้คุณลักษณะพิเศษนี1อย่างไรเพื"อนําไปสู่ การได้รับความพึงพอพระทัยจากอัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ด้วยเหตุน1 ีผวู ้ จิ ยั จึงได้ทาํ การเปรี ยบเทียบแนวคิดสองแนวคิดที"ใช้ในการอ้างอิง หลักฐานทางวิชาการระหว่างในสมัยญาฮิลิยฺยะฮฺกบั อิสลามว่าแนวคิดใดคือวิถีที"นาํ ไปสู่ ความ พึงพอพระทัยของพระองค์

6

สูเราะฮฺอนั นะหฺ ลฺ, 16 :78.


12

2.1. แนวคิดการอ้ างอิงหลักฐานทางวิชาการในสมัยญาฮิลยิ ฺยะฮฺ อัลกุรฺอานและอัส-สุ นนะฮฺได้นาํ เสนอแนวคิดที"เป็ นพื1นฐานของการอ้างอิงหลักฐานทาง วิชาการในสมัยญาฮิลิยฺยะฮฺให้แก่เรา ทั1งนี1เพื"อให้เห็นถึงการใช้สติปัญญาประกอบกับการได้ยนิ การมองเห็นและการมีหวั ใจของพวกเขาสําหรับคิดใคร่ ครวญและพินิจพิจารณาเพื"อหาข้อเท็จจริ งใน สิ" งต่างๆดังกล่าวอย่างไร และพวกเขาเหล่านั1นได้ใช้คุณลักษณะพิเศษดังกล่าวเพื"อนําไปสู่ การได้รับ ความพึงพอพระทัยจากอัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา หรื อไม่ ซึ" งแนวคิดการอ้างอิงหลักฐานทาง วิชาการในสมัยญาฮิลิยฺยะฮฺน1 นั สามารถสรุ ปได้ดงั นี1 2.1.1 การกีดกันประสาทสัมผัสของตนเอง อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุ วะตะอาลา ทรงประทานประสาทสัมผัสให้กบั มนุษย์ ด้วยการให้หวั ใจ ตาและหูแก่พวกเขา ทั1งนี1 เพื"อที"จะได้ใช้ส"ิ งดังกล่าวในการคิดใคร่ ครวญและพินิจพิจารณา เพื"อทํา ความรู ้จกั อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุ วะตะอาลา อย่างถ่องแท้ แต่ในทางกลับกันหมู่ชนชาวมุชริ กีนกลับ กีดกันประสาทสัมผัสของตนเอง 7 พวกเขามีหวั ใจซึ" งพวกเขาไม่ใช้มนั ในการทําความเข้าใจ พวกเขามีตาซึ" งพวกเขาไม่ใช้มนั มอง และพวกเขามีหูซ" ึ งพวกเขาไม่ใช้มนั ฟัง พวกเขาไม่ได้ใช้ส"ิ ง ดังกล่าวในวิถีทางที"จะนํามาสู่ การได้รับความพึงพอพระทัยจากอัลลอฮฺ สุ บหานะฮุ วะตะอาลา แม้แต่อย่างใด อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ตรัสว่า ِ ِ ‫ ﻳـﺒ‬‫ﲔ ﻻ‬ ِ ِ ‫ﻦ َوا ِﻹ‬ ِ‫اﳉ‬ ‫َﺎ‬ِ ‫ﺼ ُﺮو َن‬ ْ ‫ﻣ َﻦ‬ ‫ﻢ َﻛﺜِ ًﲑا‬ ٌ ُ‫ﻧﺲ َﳍُ ْﻢ ﻗـُﻠ‬ ُْ ٌ ُ ‫َﺎ َوَﳍُ ْﻢ أ َْﻋ‬ ‫ ﻳـَ ْﻔ َﻘ ُﻬﻮ َن‬‫ﻮب ﻻ‬ َ ‫َوﻟََﻘ ْﺪ ذَ َرأْﻧَﺎ ﳉَ َﻬﻨ‬ ِ ‫ﻚ ُﻫ ُﻢ اﻟْﻐَﺎﻓِﻠُﻮ َن‬ َ ِ‫ﻞ أ ُْوﻟَـﺌ‬ ‫َﺿ‬ َ ِ‫َﺎ أ ُْوﻟَـﺌ‬ ‫ ﻳَ ْﺴ َﻤﻌُﻮ َن‬‫َوَﳍُ ْﻢ آذَا ٌن ﻻ‬ َ ‫ﻚ َﻛﺎﻷَﻧْـ َﻌ ِﺎم ﺑَ ْﻞ ُﻫ ْﻢ أ‬ ความว่า “และแน่ นอนเราได้ บังเกิดสํ าหรับญะฮันนัม ซึงมากมายจากญิน และ มนุษย์ โดยทีพ วกเขามีหัวใจซึงพวกเขาไม่ ใช้ มันทําความเข้ าใจ และพวกเขามีตา ซึงพวกเขาไม่ ใช่ มันมอง และพวกเขามีหู ซึงพวกเขาไม่ ใช้ มันฟัง ชนเหล่ านีแ" หละ

ชัยคฺ อะหฺ มดั อิบนุอบั ดุรฺเราะหฺ มาน อัศ-ศุวยั ยาน, มันฮัจญ์ อัต-ตะลักกีย ์ วัล-อิสติดลาลฺ บัยนะอะฮฺลิสสุ นนะฮฺ วัล-มุบฺตะดิอะฮฺ, อัล-มุนตะดา อัล-อิสลามีย,์ [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], หน้า : 12. 7


13

ประหนึงปศุสัตว์ ใช่ แต่ เท่ านั"นพวกเขาเป็ นผู้หลงผิดยิง กว่ า ชนเหล่ านีแ" หละ พวกเขาคือผู้ทเี ผอเรอ” 8 2.1.2 การครํ"าเคร่ งในเรื" องเหลวไหลและนิยายปรัมปรา การครํ"าเคร่ งในเรื" องเหลวไหลที"แพร่ หลายและนิยายปรัมปราที"กระจัดกระจายในสังคม หรื อแม้กระทัง" การเคารพสักการะต่อรู ปปั1 น และต้นไม้ต่างๆได้เป็ นพิธีกรรมที"แพร่ หลายในหมู่ชน ชาวมุชริ กีน ซึ" งปั จจัยสําคัญที"สุดที"ทาํ ให้พวกเขามีแนวคิดในรู ปแบบนี1ก็เนื" องจากพวกเขาได้กีดกัน ความคิดและประสาทสัมผัสที"ตนเองมีอยู่ ในการคิดใคร่ ครวญและพินิจพิจารณาเพื"อหาข้อเท็จจริ ง ในสิ" งต่างๆ เช่นเดียวกันการที"เรื" องเหลวไหลและนิยายปรัมปราเข้ามาครอบงําแนวคิดของหมู่ชนใน สมัยญาฮิลิยฺยะฮฺ และการที"พวกเขามีความเข้าใจในแนวคิดต่างๆที"ผดิ พลาดอย่างมหันต์ รวมทั1งการที" องค์ความรู ้ในเรื" องต่างๆได้หายไปจากพวกเขานั1น ก็เป็ นปั จจัยที"ให้เรื" องเหลวไหลและนิยายปรัมปรา เข้ามามีบทบาทในการชี1นาํ หลักการศรัทธาและการปฏิบตั ิในศาสนกิจแทน ซึ" งสิ" งเหล่านี1ได้ปรากฏ ขึ1นอย่างแพร่ หลายในหมู่มนุ ษย์ 9 และผลกระทบที"จะสะท้อนกลับมานั1นก็คือ 2.1.2.1 การพึ"งพาไสยศาสตร์ และการทํานาย กล่าวได้วา่ ไสยศาสตร์ และการทํานายนั1นมีบทบาทและมีอิทธิ พลอย่างมากในการเบี"ยงเบียน สติปัญญาของหมู่ชนในสมัยญาฮิลิยฺยะฮฺ 10 เนื" องจากเป็ นการเอาหัวใจไปผูกพันต่อสิ" งอื"นจากอัลลอฮฺ และการเชื"อมัน" ว่าที"ประสบกับอันตรายก็เพราะสิ" งนั1นเป็ นเหตุ ทั1งที"มนั ให้คุณและให้โทษไม่ได้ และยังเป็ นการตัดขาดการมอบหมายต่ออัลลอฮฺ อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ตรัสว่า ِ ِ ِ ِ ْ‫ﲔ َﻛ َﻔ ُﺮوا‬ َ ‫ﻴﺎﻃ‬ْ‫ﻦ اﻟﺸ‬ ‫ﲔ َﻋﻠَﻰ ُﻣ ْﻠﻚ ُﺳﻠَْﻴ َﻤﺎ َن َوَﻣﺎ َﻛ َﻔَﺮ ُﺳﻠَْﻴ َﻤﺎ ُن َوﻟَـﻜ‬ ُ ‫ﻴَﺎﻃ‬‫ﺒَـﻌُﻮاْ َﻣﺎ ﺗَـْﺘـﻠُﻮاْ اﻟﺸ‬‫َواﺗـ‬ ِ ‫ﻤ‬‫ﲔ ﺑِﺒﺎﺑِﻞ ﻫﺎروت وﻣﺎروت وﻣﺎ ﻳـﻌﻠ‬ ِ  ‫ﺎن ِﻣ ْﻦ‬ َ َ ُ َ َ َ ُ َ َ َ ُ َ َ َ ْ ‫ﺴ ْﺤَﺮ َوَﻣﺎ أُﻧ ِﺰَل َﻋﻠَﻰ اﻟْ َﻤﻠَ َﻜ‬ ‫ﺎس اﻟ‬ َ ‫ﻳـُ َﻌﻠ ُﻤﻮ َن اﻟﻨ‬ ‫ﳕَﺎ َْﳓ ُﻦ ﻓِْﺘـﻨَﺔٌ ﻓَﻼَ ﺗَ ْﻜ ُﻔ ْﺮ‬ِ‫ﱴ ﻳَـ ُﻘﻮﻻَ إ‬ ‫َﺣ ٍﺪ َﺣ‬ َ‫أ‬ สูเราะฮฺอลั อะอฺ รอฟ, 7 :179 ชัยคฺ อะหฺ มดั อิบนุอบั ดุรฺเราะหฺ มาน อัศ-ศุวยั ยาน, มันฮัจญ์ อัต-ตะลักกีย ์ วัล-อิสติดลาลฺ บัยนะอะฮฺลิสสุ นนะฮฺ วัล-มุบฺตะดิอะฮฺ, อัล-มุนตะดา อัล-อิสลามีย,์ [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], หน้า : 12 , มุหมั มัด อิบนุอบั ดุลวะฮฺฮาบ, มะสาอิล อัล-ญาฮิลียะฮฺ, อัส-สะละฟี ยะฮฺ, ไคโร, 1347, หน้า : 144. 10 ชัยคฺ อะหฺ มดั อิบนุอบั ดุรฺเราะหฺ มาน อัศ-ศุวยั ยาน, แหล่งเดิม, หน้า : 13, มุหมั มัด อิบนุอบั ดุลวะฮฺฮาบ,แหล่งเดิม, หน้า : 33-34. 8 9


14

ความว่า “และ (แทนทีจ ะปฏิบัติตามกุรฺอาน) พวกเขาได้ เริ มปฏิบัติตาม (วิทยากล) ทีพ วกวายร้ ายได้ อ้างอย่ างผิด ๆ ว่ ามันมาจาก (ความยิง ใหญ่ แห่ ง) อาณาจักร สุ ลยั มาน ทั"งทีค วามจริงแล้ ว สุ ลยั มานมิได้ เกีย วข้ องกับการปฏิเสธ แต่ พวกมารร้ าย ทีพ รําสอนวิชาไสยศาสตร์ ให้ แก่ ผ้ ูคนต่ างหากทีป ฏิเสธ พวกเขาปฏิบัติตามสิ งทีถ ูก ส่ งมายังฮารู ตและมารู ต มลาอิกะฮฺสองตนทีบ าบิล(บาบิโลน) เมือใดก็ตามที มลาอิกะฮฺท"งั สองได้ สอนไสยศาสตร์ แก่ ผ้ ใู ด เขาทั"งสองจะเตือนล่ วงหน้ าไว้ อย่ าง ชั ดเจนว่ า เราเป็ นเพียงการทดลองอย่ างหนึงเท่ านั"น ดังนั"น พวกท่ านจงอย่ า ปฏิเสธ ...” 11 2.1.2.2 การเคารพและเทิดทูนต่อญิน และบรรดาชัยฏอน หมู่ชนในสมัยญาฮิลิยฺยะฮฺก่อนหน้านี1มีความหวาดกลัวต่อญินและบรรดาชัยฏอน ทําให้ พวกเขาต้องให้ความเคารพ เทิดทูนและพลีสัตว์เพื"อมัน12 ซึ" งถ้าหากธรรมชาติหรื ออารมณ์ของมนุษย์ เสื" อมเสี ย ดังนั1น เขาก็จะต้องการสิ" งที"เป็ นอันตรายต่อเขาและเขาจะมีความสุ ขและรักมัน ชัยฏอนมี วิญญาณที"เสื" อมเสี ย เมื"อใครบางคนถูกชักนําไปเข้าใกล้มนั โดยเครื" องรางของขลังคําสาบาน และตําราไสยศาสตร์ ที"มีเนื1อหาเกี"ยวกับการปฏิเสธศรัทธา และการนําสิ" งใดมาเป็ นภาคีกบั อัลลอฮฺ นัน" ก็เหมือนกับการติดสิ นบนมัน ดังนั1น มันจะทําบางสิ" งบางอย่างที"มนุษย์ตอ้ งการ 13 อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ตรัสว่า ِْ ‫ﻣﻦ‬ ‫ﻧﺲ ﻳـﻌﻮذُو َن ﺑِ ِﺮﺟ ٍﺎل‬ ِْ ‫ﻣ َﻦ‬ ‫ﺎل‬ ‫وﻫ ْﻢ َرَﻫ ًﻘﺎ‬ ٌ ‫ﻪُ َﻛﺎ َن ِر َﺟ‬‫َوأَﻧ‬ ُ ‫ﻦ ﻓَـَﺰ ُاد‬ ‫اﳉ‬ ُ َ ِ ‫اﻹ‬ َ َ ความว่า “และแท้ จริงมนุษย์ บางคนเคยขอความคุ้มครองจากญินบางตน ดังนั"นพวกเขา (มนุษย์ ) จึงทําให้ พวกเขา (ญิน) เพิม การหยิง จองหองยิง ขึน" ” 14

สูเราะฮฺอลั บะเกาะเราะฮฺ, 2 :102. ชัยคฺ อะหฺ มดั อิบนุอบั ดุรฺเราะหฺ มาน อัศ-ศุวยั ยาน, มันฮัจญ์ อัต-ตะลักกีย ์ วัล-อิสติดลาลฺ บัยนะอะฮฺลิสสุ นนะฮฺ วัล-มุบฺตะดิอะฮฺ, อัล-มุนตะดา อัล-อิสลามีย,์ [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], หน้า : 13. 13 มุสเฏาะฟา อะชูร, 2548, ญิณ ชีวิตทีAเร้นลับ, แปลโดย บรรจง บินกาซัน, กรุ งเทพ, ศูนย์หนังสื ออิสลาม, หน้า : 59. 14 สูเราะฮฺอลั ญิน, 72 :6. 11 12


15

2.1.2.3 การเชื" อในเรื" องโชคลาง(ฏิยะเราะฮฺ) และเคราะห์ร้าย หมู่ชนในสมัยญาฮิลิยฺยะฮฺมีความเชื"อในเรื" องโชคลางและเคราะห์ร้าย 15 และถือเป็ นกิจการ ที"สาํ คัญในการดําเนินชีวิตอันเป็ นที"ทราบกันดีในหมู่ชนของพวกเขา16 จากท่านมุอาวิยะฮฺ อิบนุอลั -หะกัม อัส-สุ ลละมีย ์ เราะฎิยลั ลอฮุอนั ฮุได้กล่าวว่า ِ ‫اﳉ‬ ِ َ ‫ﻗـُ ْﻠﺖ ﻳﺎ رﺳ‬ ‫ﺎل ﻓَ َﻼ ﺗَﺄْﺗُﻮا‬ َ َ‫ﻬﺎ َن ﻗ‬ ‫ﺎ ﻧَﺄِْﰐ اﻟْ ُﻜ‬‫ ِﺔ ُﻛﻨ‬‫ﺎﻫﻠِﻴ‬ ْ َ‫ﺎ ﻧ‬‫ﻮرا ُﻛﻨ‬ َْ ‫ﺼﻨَـﻌُ َﻬﺎ ِﰲ‬ َُ َ ُ ً ‫ﻪ أ ُُﻣ‬‫ﻮل اﻟﻠ‬ ِ ِ ِ ‫ﺎل‬ َ َ‫ ُﻜ ْﻢ ﻗ‬‫ﺪﻧ‬ ‫ﺼ‬ َ َ‫ـ ُﺮ ﻗ‬‫ﺎ ﻧـَﺘَﻄَﻴ‬‫ﺖ ُﻛﻨ‬ َ َ‫ﻬﺎ َن ﻗ‬ ‫اﻟْ ُﻜ‬ ُ ‫ﺎل ﻗـُ ْﻠ‬ ُ َ‫َﺣ ُﺪ ُﻛ ْﻢ ِﰲ ﻧـَ ْﻔﺴﻪ ﻓَ َﻼ ﻳ‬ َ ‫ﺎل ذَ َاك َﺷ ْﻲءٌ َﳚ ُﺪﻩُ أ‬  ُ‫ﱯ ِﻣ ْﻦ ْاﻷَﻧْﺒِﻴَ ِﺎء َﳜ‬ ‫ﻪُ ﻓَ َﺬ َاك‬‫ﻂ ﻓَ َﻤ ْﻦ َواﻓَ َﻖ َﺧﻄ‬ ٌ ‫ﺎ ِر َﺟ‬‫ﺖ َوِﻣﻨ‬ َ َ‫ﻮ َن ﻗ‬‫ﺎل َﳜُﻄ‬  َِ‫ﺎل َﻛﺎ َن ﻧ‬ ُ ‫ﻗـُ ْﻠ‬ ความว่า “ฉันได้ กล่ าวต่ อท่ านเราะสู ลุลลอฮฺว่า การงานหนึงทีพ วกเราเคยทํากันใน สมัยญาฮิลยิ ฺยะฮฺ (นั"นคือ) พวกเราเคยไปหาผู้ทาํ นาย ? (ท่ านเราะสู ลุลลอฮฺ) จึงกล่ าว ว่ า พวกท่ านจงอย่ าไปหาผู้ทาํ นาย ฉันได้ กล่ าวอีกว่ า พวกเราเคยเชื อในลางร้ าย (ท่ านเราะสู ลุลลอฮฺ) จึงกล่ าวว่ า นั"นคือสิ งทีเมือมันประสบกับคนหนึงคนใดในหมู่ พวกเจ้ า ก็จงอย่ าได้ เชื อในสิ งนั"น ฉันได้ กล่ าวอีกว่ า ในหมู่พวกเรานั"นได้ ขีดเส้ น เพือ ดูโชค (ท่ านเราะสู ลุลลอฮฺ) จึงกล่ าวว่ า บรรดานบีท"งั หลายก็เคยขีดเส้ นเพือ ดูโชค และผู้ใดทีต รงกับเส้ นขีดของเขา ดังนั"นก็เป็ นเช่ นนั"น 17 2.1.3 การจมปลักในโลกแห่งวัตถุ หมู่ชนในสมัยญาฮิลิยฺยะฮฺมีความจมปลักและหลงในแนวคิดของโลกแห่งวัตถุ พวกเขาจะ ไม่ใช้สติปัญญาที"มีอยูอ่ นั เล็กน้อยกับเรื" องอื"นใดอีก 18 ด้วยเหตุน1 ีคุณค่าของโลกแห่งวัตถุได้กลายเป็ น สิ" งที"โดดเด่นที"สุดในชีวิตของพวกเขา เป็ นปั จจัยที"พวกเขาคิดว่าจะทําให้ได้ส"ิ งอํานวยประโยชน์ใน ชีวติ ความเป็ นอยูแ่ ห่งโลกนี1 19 อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ตรัสว่า

ชัยคฺ อะหฺ มดั อิบนุอบั ดุรฺเราะหฺ มาน อัศ-ศุวยั ยาน, มันฮัจญ์ อัต-ตะลักกีย ์ วัล-อิสติดลาลฺ บัยนะอะฮฺลิสสุ นนะฮฺ วัล-มุบฺตะดิอะฮฺ, อัล-มุนตะดา อัล-อิสลามีย,์ [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], หน้า : 13. 16 ดร.ญะวาด อะลี, อัล-มุฟัศศอล ฟี ตารี ค อัล-อะร็ อบ ก็อบลัลอิสลาม, [ม.ป.พ.], แบกแดด, 1413, เล่ม 6 หน้า : 786. 17 มุสลิม, เศาะหี หฺ, หมวดอัส-สลาม, บรรพตะหฺ รีมิล กะฮานะฮฺ วะอิตยานิล กุฮฺฮาน, หมายเลขหะดีษ : 4133 18 ชัยคฺ อะหฺ มดั อิบนุอบั ดุรฺเราะหฺ มาน อัศ-ศุวยั ยาน, แหล่งเดิม, หน้า :14. 19 มุหมั มัด กุฏุบ, กัยฟะ นักฺตุบ อัต-ตารี คฺ อัล-อิสลาม, ดารุ ชฺชุรูก, เบรุ ต, 1412, หน้า : 48. 15


16

ٍ َ‫ﺔٌ ِﻣ ْﻦ َِﳔ ٍﻴﻞ و ِﻋﻨ‬‫ﻚ َﺟﻨ‬ ِ ‫ﱴ ﺗَـ ْﻔ ُﺠَﺮ ﻟَﻨَﺎ ِﻣ َﻦ ْاﻷ َْر‬ ‫ﻚ َﺣ‬ ‫ﺐ‬ َ َ‫ﻮﻋﺎ * أ َْو ﺗَ ُﻜﻮ َن ﻟ‬ َ َ‫َوﻗَﺎﻟُﻮا ﻟَ ْﻦ ﻧـُ ْﺆِﻣ َﻦ ﻟ‬ ً ُ‫ض ﻳـَْﻨﺒ‬ َ ‫ ِﻪ‬‫ﺖ َﻋﻠَْﻴـﻨَﺎ ﻛِ َﺴ ًﻔﺎ أ َْو ﺗَﺄِْﰐَ ﺑِﺎﻟﻠ‬ َ ‫ﺠَﺮ ْاﻷَﻧْـ َﻬ َﺎر ِﺧ َﻼ َﳍَﺎ ﺗَـ ْﻔ ِﺠ ًﲑا * أ َْو ﺗُ ْﺴ ِﻘ‬ ‫ﻓَـﺘُـ َﻔ‬ َ ‫ﺴ َﻤﺎءَ َﻛ َﻤﺎ َز َﻋ ْﻤ‬ ‫ﻂ اﻟ‬ ِ ِِ ٍ ‫ﱴ‬ ‫ﻚ َﺣ‬ َ ‫ﺴ َﻤﺎء َوﻟَ ْﻦ ﻧـُ ْﺆِﻣ َﻦ ﻟ ُﺮﻗﻴ‬ ‫ﺖ ِﻣ ْﻦ ُز ْﺧ ُﺮف أ َْو ﺗَـ ْﺮﻗَﻰ ِﰲ اﻟ‬ َ َ‫َواﻟْ َﻤ َﻼﺋِ َﻜ ِﺔ ﻗَﺒِ ًﻴﻼ * أ َْو ﻳَ ُﻜﻮ َن ﻟ‬ ٌ ‫ﻚ ﺑـَْﻴ‬ ِ ‫ﻻ ﺑَ َﺸًﺮا َر ُﺳ ًﻮﻻ‬ِ‫ﺖ إ‬ ُ ‫ﰊ َﻫ ْﻞ ُﻛْﻨ‬‫ﺰَل َﻋﻠَْﻴـﻨَﺎ ﻛﺘَﺎﺑًﺎ ﻧـَ ْﻘَﺮُؤﻩُ ﻗُ ْﻞ ُﺳْﺒ َﺤﺎ َن َر‬‫ﺗـُﻨَـ‬ ความว่า “และพวกเขากล่ าวว่ า เราจะไม่ ศรัทธาต่ อท่ าน จนกว่ าท่ านจะทําให้ แผ่ นดิน แตกออกเป็ นลําธารแก่ เรา * หรือให้ ท่านมีสวนอินทผลัม และองุ่นให้ มันแยกเป็ น ลํานํา" หลายสาย พวยพุ่งออกมาท่ ามกลางมัน * หรือท่ านทําให้ ช" ั นฟ้าหล่ นลงมา บนพวกเราเป็ นเสี ยงๆ ตามทีท่านอ้ าง หรือนําอัลลอฮฺและมลาอิกะฮฺมาให้ เราเห็น ต่ อหน้ า * หรือให้ ท่านมีบ้านทีป ระดับประดาไว้ หนึงหลัง หรือท่ านขึน" ไปบนชั" นฟ้า และเราจะไม่ ศรั ทธาสํ าหรับการขึน" ไปของท่ านจนกว่ าท่ านจะนําคัมภีร์เล่ มหนึง ลงมาให้ เราได้ อ่าน จงกล่ าวเถิด มหาบริสุทธิCแห่ งพระเจ้ าของฉัน ฉันมิได้ เป็ นอืน ใด นอกจากเป็ นมนุษย์ เป็ นเราะสู ล” 20 2.1.4 การไม่ยอมรับในหลักฐานอันชัดแจ้งเนื" องด้วยเลียนแบบประเพณี อย่างงมงาย พฤติกรรมการเลียนแบบของหมู่ชนผูป้ ฏิเสธศรัทธาถือได้วา่ เป็ นพื1นฐานที"สาํ คัญ ในการดํารงซึ" งศาสนาของพวกเขาในทุกยุคทุกสมัย 21 พวกเขาแทบจะไม่ใช้สติปัญญาและหลักฐาน อันชัดแจ้งใดๆเลยในการอ้างอิงแนวคิดของพวกเขา 22 อัลกุรฺอานได้กล่าวถึงพฤติกรรมการ เลียนแบบประเพณี ที"เป็ นที"ตอ้ งห้ามออกเป็ น 3 ประเภท ดังนี1 2.1.4.1 การเคารพและเชื"อฟังในบรรพบุรุษ หมู่ชนชาวมุชริ กีนก่อนหน้านี1ได้ปฏิเสธการเชิญชวนและการเรี ยกร้องของท่านนบีมุหมั มัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็เนื"องจากพวกเขาได้เคารพและเชื"อฟังในบรรพบุรุษ และหันเหตัวเอง ออกห่างจากสัจธรรม 23

สูเราะฮฺอลั อิสรออฺ , 17 :90-93. มุหมั มัด อิบนุอบั ดุลวะฮฺฮาบ, มะสาอิล อัล-ญาฮิลียะฮฺ, อัส-สะละฟี ยะฮฺ, ไคโร, 1347, หน้า : 13. 22 เล่มเดียวกัน, หน้า : 15. 23 ชัยคฺ อะหฺ มดั อิบนุอบั ดุรฺเราะหฺ มาน อัศ-ศุวยั ยาน, มันฮัจญ์ อัต-ตะลักกีย ์ วัล-อิสติดลาลฺ บัยนะอะฮฺลิสสุ นนะฮฺ วัล-มุบฺตะดิอะฮฺ, อัล-มุนตะดา อัล-อิสลามีย,์ [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], หน้า : 15, มุหมั มัด อิบนุอบั ดุลวะฮฺฮาบ. แหล่งเดิม, หน้า : 15. 20 21


17

อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ตรัสว่า ِ ِ ِ ‫ﻚ‬ َ ‫ﻚ َﻣﺎ أ َْر َﺳ ْﻠﻨَﺎ ِﻣﻦ ﻗَـْﺒﻠ‬ َ ‫ﻣ ْﻬﺘَ ُﺪو َن * َوَﻛ َﺬﻟ‬ ‫ﺎ َﻋﻠَﻰ آﺛَﺎ ِرﻫﻢ‬‫ﻣ ٍﺔ َوإِﻧ‬ُ‫ﺎ َو َﺟ ْﺪﻧَﺎ آﺑَﺎءﻧَﺎ َﻋﻠَﻰ أ‬‫ﺑَ ْﻞ ﻗَﺎﻟُﻮا إِﻧ‬ ‫ﻣ ْﻘﺘَ ُﺪو َن‬ ‫ﺎ َﻋﻠَﻰ آﺛَﺎ ِرِﻫﻢ‬‫ﻣ ٍﺔ َوإِﻧ‬ُ‫ﺎ َو َﺟ ْﺪﻧَﺎ آﺑَﺎءﻧَﺎ َﻋﻠَﻰ أ‬‫ﻮﻫﺎ إِﻧ‬ َ َ‫ﻻ ﻗ‬ِ‫ﺬﻳ ٍﺮ إ‬ِ ‫ﻣﻦ ﻧ‬ ‫ِﰲ ﻗَـ ْﺮﻳٍَﺔ‬ َ ُ‫ﺎل ُﻣْﺘـَﺮﻓ‬ ความว่า “เปล่ าเลย พวกเขากล่ าวว่ า แท้ จริงเราได้ พบเห็นบรรพบุรุษของเรา อยู่ในแนวทางนี" ดังนั"นเราจึงดําเนินตามแนวทางของพวกเขา * และเช่ นนั"นแหละ เรามิได้ ส่งผู้ตักเตือนคนใดก่ อนหน้ าเจ้ าไปยังเมืองใด เว้ นแต่ บรรดาผู้ฟุ่มเฟื อยของ มัน (เมืองนั"น) จะกล่ าวว่ า แท้ จริงเราได้ พบเห็นบรรพบุรุษของเราอยู่ในแนวทางนี" ดังนั"นเราจึงดําเนินตามแนวทางของพวกเขา” 24 อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ตรัสอีกว่า ِ ِ َ‫ﺒِ ُﻊ َﻣﺎ أَﻟْ َﻔْﻴـﻨَﺎ َﻋﻠَْﻴ ِﻪ آﺑَﺎءﻧَﺎ أ ََوﻟَ ْﻮ َﻛﺎ َن آﺑَ ُﺎؤُﻫ ْﻢ ﻻ‬‫َﻧﺰَل اﻟﻠّﻪُ ﻗَﺎﻟُﻮاْ ﺑَ ْﻞ ﻧـَﺘ‬ َ ‫ﺒِﻌُﻮا َﻣﺎ أ‬‫ﻴﻞ َﳍُ ُﻢ اﺗ‬ َ ‫َوإذَا ﻗ‬ ‫ﻳـَ ْﻌ ِﻘﻠُﻮ َن َﺷْﻴﺌﺎً َوﻻَ ﻳـَ ْﻬﺘَ ُﺪو َن‬ ความว่า “และเมือได้ มีการกล่ าวแก่ พวกเขาว่ า จงปฏิบัติตามคําบัญชาทีอ ลั ลอฮฺ ได้ ทรงประทานมา พวกเขาตอบว่ า เราจะปฏิบัติตามเฉพาะทีเ ราพบว่ าบรรพบุรุษ ของเราได้ ปฏิบัติ ทั"งๆทีบ รรพบุรุษของพวกเขาไม่ ได้ ใช้ สติปัญญาและไม่ ได้ อยู่ ในทางนําทีถ ูกต้ องกระนั"นหรื อ” 25 2.1.4.2 การยึดเอาบรรดานักปราชญ์และนักบวชเป็ นพระเจ้าอื"นจากอัลลอฮฺ อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ตรัสว่า ِ ِ ِ ‫ ﻟِﻴَـ ْﻌﺒُ ُﺪواْ إِﻟَ ًـﻬﺎ‬‫ﻴﺢ اﺑْ َﻦ َﻣ ْﺮَﱘَ َوَﻣﺎ أ ُِﻣ ُﺮواْ إِﻻ‬ ْ ‫اﲣَ ُﺬواْ أ‬ َ ‫ﻣﻦ ُدون اﻟﻠّﻪ َواﻟْ َﻤﺴ‬ ‫َﺣﺒَ َﺎرُﻫ ْﻢ َوُرْﻫﺒَﺎﻧـَ ُﻬ ْﻢ أ َْرﺑَﺎﺑًﺎ‬ ِ‫و‬ ‫ﻤﺎ ﻳُ ْﺸ ِﺮُﻛﻮ َن‬ ‫ ُﻫ َﻮ ُﺳْﺒ َﺤﺎﻧَﻪُ َﻋ‬‫ إِﻟَـﻪَ إِﻻ‬‫اﺣ ًﺪا ﻻ‬ َ

24 25

สูเราะฮฺอซั ซุครุ ฟ, 43 :22-23. สูเราะฮฺอลั บะเกาะเราะฮฺ, 2 :170.


18

ความว่า “พวกเขาได้ ยดึ เอาบรรดานักปราชญ์ ของพวกเขา และบรรดานักบวช ของพวกเขาเป็ นพระเจ้ าอืน จากอัลลอฮฺ และยึดเอาอัล-มะซีหฺบุตรของมัรยัมเป็ น พระเจ้ าด้ วย ทั"งๆทีพ วกเขามิได้ ถูกใช้ นอกจากเพือ เคารพสั กการะผู้ทสี มควรได้ รับ การเคารพสั กการะแต่ เพียงองค์ เดียว ซึงไม่ มีผ้ ใู ดควรได้ รับการเคารพสั กการะ นอกจากพระองค์ เท่ านั"น พระองค์ ทรงบริสุทธิCจากสิ งทีพ วกเขาให้ มีภาคีขึน" ” 26 ท่านหุ ซยั ฟะฮฺ อิบนุ อัล-ยะมานและท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อบั บาส ได้กล่าวว่า “พวกเขาได้ ยึดเอาบรรดานักปราชญ์ ของพวกเขา และบรรดานักบวชของพวกเขาเป็ นพระเจ้ าอืน จากอัลลอฮฺ” นัน" คือการที"พวกเขาได้ปฏิบตั ิตามในสิ" งที"บรรดานักปราชญ์และนักบวชอนุ ญาตในสิ" งที"เป็ นข้อห้าม และห้ามในสิ" งที"เป็ นข้ออนุ ญาต 27

2.1.4.3 การเชื" อฟังปฏิบตั ิตามบรรดาผูน้ าํ กษัตริ ย ์ และผูห้ ลักผูใ้ หญ่ หมู่ชนในสมัยญาฮิลิยฺยะฮฺน1 นั มักจะเชื"อฟังปฏิบตั ิตามบรรดาผูน้ าํ กษัตริ ยแ์ ละผูห้ ลักผูใ้ หญ่ ของพวกเขาอย่างมืดบอด 28 อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ตรัสว่า  ‫ﺎ أَﻃَ ْﻌﻨَﺎ‬‫ﻨَﺎ إِﻧ‬‫ﺮ ُﺳ َﻮﻻ * َوﻗَﺎﻟُﻮا َرﺑـ‬‫ﻪَ َوأَﻃَ ْﻌﻨَﺎ اﻟ‬‫ﺎ ِر ﻳـَ ُﻘﻮﻟُﻮ َن ﻳَﺎ ﻟَْﻴﺘَـﻨَﺎ أَﻃَ ْﻌﻨَﺎ اﻟﻠ‬‫ﻮﻫ ُﻬ ْﻢ ِﰲ اﻟﻨ‬ ُ ‫ﺐ ُو ُﺟ‬ ُ ‫ﻳـَ ْﻮَم ﺗـُ َﻘﻠ‬ ِ ِِ ِ ‫ﲔ ِﻣﻦ اﻟْﻌ َﺬ‬ ‫اب َواﻟْ َﻌْﻨـ ُﻬ ْﻢ ﻟَ ْﻌﻨًﺎ َﻛﺒِ ًﲑا‬ َ ‫َﺳ َﺎدﺗَـﻨَﺎ َوُﻛﺒَـَﺮاءﻧَﺎ ﻓَﺄ‬ َ َ ِ ْ ‫ ْﻢ ﺿ ْﻌ َﻔ‬‫ﻨَﺎ آ‬‫ﺴﺒِ َﻴﻼ * َرﺑـ‬ ‫ﻮﻧَﺎ اﻟ‬‫َﺿﻠ‬ ความว่า “วันทีใ บหน้ าของพวกเขาจะถูกพลิกกลับไปกลับมาในไฟนรก พวกเขาจะ กล่ าวว่ า โอ้ ความระทมทุกข์ ของเรา ! หากเราได้ เชื อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮฺ และเราได้ เชื อฟังปฏิบัติตามเราะสู ลก็จะดีหรอก !! * และพวกเขากล่ าวว่ า ข้ าแต่ พระเจ้ าของ เรา แท้ จริงเราได้ เชื อฟังปฏิบัติตามบรรดาหัวหน้ าของเรา และบรรดาผู้นําของเรา ดังนั"นพวกเขาได้ ทาํ ให้ พวกเราหลงทาง * ข้ าแต่ พระเจ้ าของเรา ได้ โปรดลงโทษพวก เขาสองเท่ าเถิด และทรงสาปแช่ งพวกเขาซึงการสาปแช่ งอันยิง ใหญ่ ” 29 สูเราะฮฺอตั เตาบะฮฺ, 9 :31. อิบนุ กะษีร, ตัฟซีร อัล-กุรฺอาน อัล-อะซีม, ดารุ ล ฎ็อยยิบะฮฺ, [ม.ป.ท.], 1420, เล่ม 4 หน้า : 135. 28 ชัยคฺ อะหฺ มดั อิบนุอบั ดุรฺเราะหฺ มาน อัศ-ศุวยั ยาน, มันฮัจญ์ อัต-ตะลักกีย ์ วัล-อิสติดลาลฺ บัยนะอะฮฺลิสสุ นนะฮฺ วัล-มุบฺตะดิอะฮฺ, อัล-มุนตะดา อัล-อิสลามีย,์ [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], หน้า : 16. 29 สูเราะฮฺอลั อะหฺ ซาบ, 33 :66-68. 26 27


19

2.1.5 การปฏิบตั ิตามอารมณ์ใฝ่ ตํ"า อารมณ์ใฝ่ ตํ"าที"มีอยูใ่ นตัวของมนุษย์น1 นั เป็ นปั จจัยที"สาํ คัญอย่างหนึ"ง ในการเข้ามามีบทบาท ครอบงําแนวคิดของหมู่ชนในสมัยญาฮิลิยฺยะฮฺ จนทําให้อารมณ์ใฝ่ ตํ"ากลายเป็ นสิ" งที"พวกเขายึดถือ เป็ นพระเจ้าอื"นจากอัลลอฮฺ สุ บหานะฮุ วะตะอาลา 30 พระองค์ตรัสว่า ِ ِِ ِ ِ‫ﺼ ِﺮﻩ‬ َ ‫اﲣَ َﺬ إِ َﳍَﻪُ َﻫ َﻮاﻩُ َوأ‬ ‫ﺖ َﻣ ِﻦ‬ َ ْ‫أَﻓَـَﺮأَﻳ‬ َ َ‫ﻪُ َﻋﻠَﻰ ﻋ ْﻠ ٍﻢ َو َﺧﺘَ َﻢ َﻋﻠَﻰ ﲰَْﻌﻪ َوﻗَـ ْﻠﺒِﻪ َو َﺟ َﻌ َﻞ َﻋﻠَﻰ ﺑ‬‫ﻪُ اﻟﻠ‬‫َﺿﻠ‬ ‫ﻛ ُﺮو َن‬ ‫ ِﻪ أَﻓَ َﻼ ﺗَ َﺬ‬‫ِﻏ َﺸ َﺎوةً ﻓَ َﻤﻦ ﻳـَ ْﻬ ِﺪ ِﻳﻪ ِﻣﻦ ﺑـَ ْﻌ ِﺪ اﻟﻠ‬ ความว่า “เจ้ าเคยเห็นผู้ทยี ดึ ถือเอาอารมณ์ ใฝ่ ตําของเขาเป็ นพระเจ้ าของเขาบ้ าง ไหม ? และอัลลอฮฺจะทรงให้ เขาหลงทางด้ วยการรอบรู้ (ของพระองค์ ) และทรง ผนึก การฟังของเขาและหัวใจของเขาและทรงทําให้ มีสิงบดบังดวงตาของเขา ดังนั"น ผู้ใดเล่ าจะชี"แนะแก่ เขาหลังจากอัลลอฮฺ พวกเจ้ ามิได้ ใคร่ ครวญกันดอก หรือ ?” 31 การยึดถือและปฏิบตั ิตามอารมณ์ใฝ่ ตํ"าของหมู่ชนชาวมุชริ กีน เป็ นเหตุให้พวกเขาไม่ยอม สนองในสัจธรรมที"ท่านเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้นาํ มา อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ตรัสว่า ِ ‫ ِﻪ‬‫ﻣ َﻦ اﻟﻠ‬ ‫ﺒَ َﻊ َﻫ َﻮاﻩُ ﺑِﻐَ ِْﲑ ُﻫ ًﺪى‬‫ ِﻦ اﺗـ‬‫ﻞ ِﳑ‬ ‫َﺿ‬ ْ َ‫ﻚ ﻓ‬ َ َ‫ﱂْ ﻳَ ْﺴﺘَﺠﻴﺒُﻮا ﻟ‬ ‫ﻓَِﺈن‬ َ ‫ﺒِﻌُﻮ َن أ َْﻫ َﻮاءَ ُﻫ ْﻢ َوَﻣ ْﻦ أ‬‫ﳕَﺎ ﻳَـﺘ‬َ‫ﺎﻋﻠَ ْﻢ أ‬ ِ ِِ ‫ﲔ‬ َ ‫ﺎﻟﻤ‬‫ﻪَ َﻻ ﻳـَ ْﻬﺪي اﻟْ َﻘ ْﻮَم اﻟﻈ‬‫ن اﻟﻠ‬ ِ‫إ‬ ความว่า “หากพวกเขาไม่ ยอมสนองตอบเจ้ า ก็พงึ รู้ เถิดว่ า แท้ จริงพวกเขาปฏิบัติ ตามอารมณ์ ใฝ่ ตําของพวกเขาเท่ านั"น และผู้ใดเล่ าจะหลงผิดยิง ไปกว่ าผู้ปฏิบัติตาม อารมณ์ ใฝ่ ตําของเขา โดยปราศจากแนวทางทีถ ูกต้ องจากอัลลอฮฺ แท้ จริ งอัลลอฮฺ จะไม่ ทรงชี"แนะทางทีถ ูกต้ องแก่ หมู่ชนผู้อธรรม” 32

มุหมั มัด กุฏุบ, กัยฟะ นักฺตุบ อัต-ตารี คฺ อัล-อิสลาม, ดารุ ชฺชุรูก, เบรุ ต, 1412, หน้า : 47. สูเราะฮฺอลั ญาซิยะฮฺ, 45 :23. 32 สูเราะฮฺอลั เกาะศ็อศ, 28 :50. 30 31


20

เมื"ออารมณ์ใฝ่ ตํ"าได้กลายมาเป็ นผูค้ วบคุมและครอบงําชีวิตของมนุษย์แล้ว สติปัญญาของ พวกเขาก็จะถูกปิ ดตายไปโดยปริ ยาย ประตูแห่งการคิดใคร่ ครวญและพินิจพิจารณาก็จะถูกปิ ดกั1น ไปด้วย จะไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้วภายหลังจากนั1นที"จะนําโองการอัลกุรฺอานอันชัดแจ้ง หรื อหลักฐานที"ชดั เจนมานําเสนอให้แก่คนดังกล่าว เพราะอารมณ์ใฝ่ ตํ"าได้ทาํ ให้พวกเขามืดบอด พร้อมที"จะคัดค้านในทุกๆสิ" ง พวกเขาได้กลายสภาพเป็ นทาสแห่งอารมณ์ใฝ่ ตํ"า และเส้นทางที"จะ นําเขาไปสู่ แสงสว่างแห่งสัจธรรมก็จะมืดดับไป ท่านอะหฺ มดั เชากียไ์ ด้กล่าวว่า “เมือท่ านพบเห็นอารมณ์ ใฝ่ ตําครอบงําหมู่ชนใดแล้ ว จงชี"ขาดได้ เลยว่ า ณ ทีน ันสติปัญญาก็ได้ หายจาก(พวกเขา)ไปแล้ วเช่ นกัน” 33 2.1.6 การปฏิบตั ิตามสิ" งที"คาดเดา เมื"อแนวคิดทางวิชาการได้หายไปจากหมู่ชนในสมัยญาฮิลิยฺยะฮฺ สิ" งที"จะตามมาก็คือการ ปฏิบตั ิตามสิ" งที"พวกเขาคาดเดาและคาดคะเนโดยปราศจากเกณฑ์และการเชื"อมโยงไปยังหลักฐาน ที"ถูกต้อง อันจะนําไปสู่ การจินตนาการและสร้างมโนภาพขึ1นเอง 34 อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ตรัสว่า ِ ِ ِ ‫ضﻳ‬ ‫ﻦ َوإِ ْن ُﻫ ْﻢ إِﻻ‬ ‫ اﻟﻈ‬‫ﺒِﻌُﻮ َن إِﻻ‬‫ﻮك َﻋﻦ َﺳﺒِ ِﻴﻞ اﻟﻠّ ِﻪ إِن ﻳـَﺘ‬ َ ‫ﻀﻠ‬ ُ ِ ‫َوإن ﺗُﻄ ْﻊ أَ ْﻛﺜَـَﺮ َﻣﻦ ِﰲ اﻷ َْر‬ ‫ﺻﻮ َن‬ ُ ‫َﳜُْﺮ‬ ความว่า “และหากเจ้ าเชื อฟังส่ วนมากของผู้คนในแผ่ นดินแล้ ว พวกเขาก็จะทําให้ เจ้ าหลงทางจากทางของอัลลอฮฺไป พวกเขาจะไม่ ปฏิบัติตามนอกจากการคาดเดา เอาเอง และพวกเขามิได้ ต" ังอยู่บนสิ งใดนอกจากพวกเขาจะคาดคะเนเอาเท่ านั"น” 35 อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุ วะตะอาลา ตรัสอีกว่า ِ ِ ‫ﻴﻢ ِﲟَﺎ ﻳـَ ْﻔ َﻌﻠُﻮ َن‬ ْ ‫ﻦ ﻻَ ﻳـُ ْﻐ ِﲏ ِﻣ َﻦ‬ ‫ن اﻟﻈ‬ َ‫ﺎ إ‬‫ ﻇَﻨ‬‫ﺒِ ُﻊ أَ ْﻛﺜَـ ُﺮُﻫ ْﻢ إِﻻ‬‫َوَﻣﺎ ﻳـَﺘ‬ ٌ ‫ن اﻟﻠّﻪَ َﻋﻠ‬ ‫ﻖ َﺷْﻴﺌًﺎ إ‬ َ‫اﳊ‬ ชัยคฺ อะหฺ มดั อิบนุอบั ดุรฺเราะหฺ มาน อัศ-ศุวยั ยาน, มันฮัจญ์ อัต-ตะลักกีย ์ วัล-อิสติดลาลฺ บัยนะอะฮฺลิสสุ นนะฮฺ วัล-มุบฺตะดิอะฮฺ, อัล-มุนตะดา อัล-อิสลามีย,์ [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], หน้า : 17. 34 เล่มเดียวกัน. 35 สูเราะฮฺอลั อันอาม, 6 :116. 33


21

ความว่า “และส่ วนใหญ่ ของพวกเขามิได้ ปฏิบัติตามสิ งใดนอกจากการคาดเดา แท้ จริงการคาดเดานั"นไม่ อาจจะแทนความจริงได้ แต่ อย่ างใด แท้ จริงอัลลอฮฺน" ันทรง รอบรู้ ในสิ งทีพ วกเขากระทํา” 36 2.1.7 จุดยืนของชาวมุชริ กีนต่อหลักฐานที"ชดั แจ้ง บางตัวอย่างที"แสดงถึงจุดยืนของชาวมุชริ กีนและกลุ่มบิดเบือนต่างๆที"มีต่อหลักฐานที"ชดั แจ้ง 37 มีดงั นี1 2.1.7.1 การโต้เถียงด้วยความเท็จ การโต้เถียงต่อบรรดาเราะสู ลของพวกเขาด้วยความเท็จเพื"อหันหลังออกจากสัจธรรมที"มา จากอัลลอฮฺ ประกอบกับการเคารพภักดี การยืนยันถึงความเป็ นเอกภาพของพระองค์ และขจัดมลทิน ต่างๆให้บริ สุทธิ:จากการสักการะผูอ้ ื"นนั1น ถือเป็ นพฤติกรรมที"เคยเกิดขึ1นมาแล้วในหมู่ชนยุคอดีต ซึ" งพฤติกรรมดังกล่าวนั1นก็ปรากฏอยูใ่ นหมู่ชนผูป้ ฏิเสธศรัทธาจากเผ่ากุรอยชฺ พวกเขาได้โต้เถียง ท่านนบีมุหมั มัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั1นด้วยเรื" องราวที"เป็ นความเท็จ 38 อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ตรัสว่า ِ ِ ِ ‫ﻮح و ْاﻷَﺣﺰ‬ ‫ﻣ ٍﺔ ﺑَِﺮ ُﺳﻮﳍِِ ْﻢ ﻟِﻴَﺄْ ُﺧ ُﺬوﻩُ َو َﺟ َﺎدﻟُﻮا‬ُ‫ﻞ أ‬ ‫ﺖ ُﻛ‬ ْ ‫اب ﻣﻦ ﺑـَ ْﻌﺪﻫ ْﻢ َوَﳘ‬ ْ َ‫ﺬﺑ‬ ‫َﻛ‬ ُ َ ْ َ ٍ ُ‫ﺖ ﻗَـْﺒـﻠَ ُﻬ ْﻢ ﻗَـ ْﻮُم ﻧ‬ ِ ِ ِ ِ ‫ﻒ َﻛﺎ َن ِﻋ َﻘ‬ ‫ﺎب‬ ْ ‫ﻀﻮا ﺑِِﻪ‬ ُ ‫ﺑِﺎﻟْﺒَﺎﻃ ِﻞ ﻟﻴُ ْﺪﺣ‬ َ ‫َﺧ ْﺬﺗـُ ُﻬ ْﻢ ﻓَ َﻜْﻴ‬ َ ‫ﻖ ﻓَﺄ‬ َ‫اﳊ‬ ความว่า “(เพราะ) ก่ อนหน้ าพวกเขานั"น หมู่ชนของนูหฺ และพลพรรคต่ าง ๆ หลังจากพวกเขาได้ ปฏิเสธมาก่ อนแล้ ว และทุก ๆ ประชาชาติได้ ต" ังใจทีจ ะทําลายล้ าง เราะสู ลของพวกเขาและโต้ เถียงด้ วยความเท็จ เพือ ทีจ ะลบล้ างความจริงให้ สู ญสิ"นไป ดังนั"นข้ าจึงได้ ลงโทษพวกเขา แล้ วเป็ นอย่ างไรบ้ างการลงโทษของข้ า” 39

สูเราะฮฺยนู ุส, 10 :36. ชัยคฺ อะหฺ มดั อิบนุอบั ดุรฺเราะหฺ มาน อัศ-ศุวยั ยาน, มันฮัจญ์ อัต-ตะลักกีย ์ วัล-อิสติดลาลฺ บัยนะอะฮฺลิสสุ นนะฮฺ วัล-มุบฺตะดิอะฮฺ, อัล-มุนตะดา อัล-อิสลามีย,์ [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], หน้า : 18-21. 38 อับเฏาะบะรี ย,์ ญามิอุลบะยาน ฟี ตะวีลิลกุรฺอาน, อัรริ สาละฮฺ, [ม.ป.ท.], 1420, เล่ม 21 หน้า : 353. 39 สูเราะฮฺฆอฟิ รฺ , 40 : 5. 36 37


22

2.1.7.2 การดื1อรั1นและทะนงตน ความโปรดปรานของอัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ที"ทรงประทานให้แก่มนุษย์จากปั จจัย ต่างๆทางด้านโลกนี1น1 นั มนุษย์ยอ่ มไม่มีความสามารถที"จะคํานวณถึงความโปรดปรานเหล่านั1นได้ ทั1งยังไม่มีความสามารถที"จะทดแทนบุญคุณที"ยง"ิ ใหญ่น1 ีได้เลย กระนั1นก็ตามด้วยความดื1อรั1นและ ทะนงตนของพวกเขาจึงได้ปฏิเสธในความโปรดปรานของอัลลอฮฺ ด้วยการปฏิเสธและหันหลังใน สัญญาณต่างๆของพระองค์ และกล่าวว่านี"มิใช่อื"นใดนอกจากเป็ นคําพูดของมนุษย์ 40 อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ตรัสว่า ِ ِ  ِ ً ُ‫ﺻﻌ‬ ‫ ﻗُﺘِ َﻞ‬ُ‫ر * ﰒ‬ ً ِ‫ﻪُ َﻛﺎ َن ِﻵَﻳَﺎﺗِﻨَﺎ َﻋﻨ‬‫ﻼ إِﻧ‬ ‫َﻛ‬ َ ‫ر * ﻓَـ ُﻘﺘ َﻞ َﻛْﻴ‬ َ ُ‫ﻴﺪا * َﺳﺄ ُْرﻫ ُﻘﻪ‬ َ ‫ﻒ ﻗَﺪ‬ َ ‫ﻪُ ﻓَﻜَﺮ َوﻗَﺪ‬‫ﻮدا * إﻧ‬ * ‫ﻻ ِﺳ ْﺤٌﺮ ﻳـُ ْﺆﺛـَ ُﺮ‬ِ‫ﺎل إِ ْن َﻫ َﺬا إ‬ َ ‫اﺳﺘَ ْﻜﺒَـَﺮ * ﻓَـ َﻘ‬ َ ‫َﻛْﻴ‬ ْ ‫ أ َْدﺑـََﺮ َو‬ُ‫ﺲ َوﺑَ َﺴَﺮ * ﰒ‬ َ ‫ﻒ ﻗَﺪ‬ َ َ‫ َﻋﺒ‬ُ‫ ﻧَﻈََﺮ * ﰒ‬ُ‫ر * ﰒ‬ ‫ﻻ ﻗَـ ْﻮ ُل اﻟْﺒَ َﺸ ِﺮ‬ِ‫إِ ْن َﻫ َﺬا إ‬ ความว่า “เปล่ าเลย ! เพราะว่ าเขาเป็ นผู้ดือ" รั"นต่ อสั ญญาณต่ าง ๆ ของเรา * ในไม่ ช้า ข้ าจะเพิม พูนความยากลําบากแก่ เขา * แท้ จริ งเขาได้ ใคร่ ครวญและคาดคะเน * ดังนั"นเขาได้ รับความหายนะ เขาจะคาดคะเนได้ อย่ างไร ? * แล้ วเขาได้ รับความ หายนะ เขาจะคาดคะเนได้ อย่ างไร ? * แล้ วเขาได้ ตรึกตรอง * แล้ วเขาทําหน้ าบูดบึง" และทําหน้ านิวคิว" ขมวด * แล้ วเขาก็ผนิ หลังออกไป และหยิงผยอง * แล้ วเขากล่ าว ว่ า นีมิใช่ อนื นอกจากเป็ นมายากลทีส ื บทอดกันมา * นีมิใช่ อนื ใดนอกจากเป็ นคําพูด ของปุถุชน” 41 2.1.7.3 การปฏิเสธในสัจธรรมภายหลังได้ปรากฏความชัดแจ้งแล้ว แม้นว่าสัจธรรมที"ท่านนบีมุหมั มัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้นาํ มานั1นมีความชัดแจ้ง อย่างปฏิเสธไม่ได้ กระนั1นก็ตามหมู่ชนผูป้ ฏิเสธศรัทธาก็ยงั คงปฏิเสธในสัจธรรมเหล่านั1น ดัง" ที"อลั ลอฮฺทรงตรัสใช้ให้ท่านนบีมูสา อะลัยฮิสลาม ไปเผชิญหน้ากับฟิ รเอาน์และวงศ์วานของเขา ด้วยกับหลักฐานที"ชดั แจ้ง แต่พวกเขาเหล่านั1นหาได้ศรัทธาในสิ" งที"ท่านนบีมูสา อะลัยฮิสลาม นํามาไม่ ทั1งยังผินหลังและปฏิเสธด้วยความยิง" ยโส 42

40 41 42

อิบนุ กะษีร, ตัฟซีร อัล-กุรฺอาน อัล-อะซีม, ดารุ ล ฎ็อยยิบะฮฺ, [ม.ป.ท.], 1420, เล่ม 4 หน้า : 265. สูเราะฮฺอลั มุดษั ษิร, 74 :16-25. อิบนุกะษีร, แหล่งเดิม, เล่ม 4 หน้า : 179.


23

อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ตรัสว่า ِِ ِ ِ ‫ﻳﻦ‬ َ ‫ﻮا ﻓَﺎﻧﻈُْﺮ َﻛْﻴ‬ُ‫اﺳﺘَـْﻴـ َﻘﻨَْﺘـ َﻬﺎ أَﻧ ُﻔ ُﺴ ُﻬ ْﻢ ﻇُْﻠ ًﻤﺎ َوﻋُﻠ‬ ْ ‫َﺎ َو‬ ‫َو َﺟ َﺤ ُﺪوا‬ َ ‫ﻒ َﻛﺎ َن َﻋﺎﻗﺒَﺔُ اﻟْ ُﻤ ْﻔﺴﺪ‬ ความว่า “และพวกเขาได้ ปฏิเสธมันอย่ างอยุติธรรมและเย่ อหยิง ทั"งๆทีจ ิตใจของ พวกเขาเชื อมันมันดังนั"นจงดูเถิดว่ า บั"นปลายของบรรดาผู้บ่อนทําลายนั"นจะเป็ น เช่ นไร ?” 43 2.1.7.4 การผินหลังออกห่างจากสัจธรรม พฤติกรรมประการหนึ"งของหมู่ชนผูป้ ฏิเสธศรัทธา ที"อลั ลอฮฺทรงแจ้งให้แก่ท่านนบีมุหมั มัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้รับทราบนั1นคือ การผินหลังออกห่างจากสัจธรรมของพวกเขา 44 อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุ วะตะอาลา ตรัสว่า ‫ﺮ‬‫ﻣ ْﺴﺘَ ِﻤ‬ ‫ﺿﻮا َوﻳـَ ُﻘﻮﻟُﻮا ِﺳ ْﺤٌﺮ‬ ُ ‫َوإِن ﻳـََﺮْوا آﻳَﺔً ﻳـُ ْﻌ ِﺮ‬ ความว่า “และหากพวกเขาเห็นสั ญญาณ (ปาฏิหาริ ย์) พวกเขาก็ผนิ หลังให้ และกล่ าวว่ า นีคือมายากลทีม ีมาก่ อนแล้ ว” 45 2.1.7.5 การเยาะเย้ยและถากถาง อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ได้ตรัสถึงหมู่ชนผูก้ ระทําผิดว่า ในครั1นที"พวกเขาอยูใ่ นโลกนี1 นั1นเคยหัวเราะเยาะ ดูถูกและเย้ยหยันบรรดาผูศ้ รัทธาในสัจธรรมที"มาจากอัลลอฮฺและเราะสู ลของ พระองค์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม 46 ดังที"พระองค์ตรัสว่า ِ ِ ِ ِ ْ‫ِِ ْﻢ ﻳـَﺘَـﻐَ َﺎﻣ ُﺰو َن * َوإِ َذا اﻧ َﻘﻠَﺒُﻮا‬ ْ‫ﺮوا‬‫ﻀ َﺤ ُﻜﻮ َن * َوإِ َذا َﻣ‬ ْ َ‫ﻳﻦ َآﻣﻨُﻮا ﻳ‬ ْ ‫ﻳﻦ أ‬ َ ‫َﺟَﺮُﻣﻮا َﻛﺎﻧُﻮاْ ﻣ َﻦ اﻟﺬ‬ َ ‫ن اﻟﺬ‬ ‫إ‬ ِ ِ ‫ﻮ َن‬‫ﻀﺎﻟ‬ َ َ‫ن َﻫ ُﺆَﻻء ﻟ‬ ِ‫ﲔ * َوإِ َذا َرأ َْوُﻫ ْﻢ ﻗَﺎﻟُﻮا إ‬ َ ‫إِ َﱃ أ َْﻫﻠ ِﻬ ُﻢ اﻧ َﻘﻠَﺒُﻮاْ ﻓَﻜ ِﻬ‬

43 44 45 46

สูเราะฮฺอนั นัมลฺ , 27 :14. อิบนุ กะษีร, ตัฟซีร อัล-กุรฺอาน อัล-อะซีม, ดารุ ล ฎ็อยยิบะฮฺ, [ม.ป.ท.], 1420, เล่ม 4 หน้า : 476. สูเราะฮฺอลั เกาะมัร, 54 :2. อิบนุกะษีร, แหล่งเดิม, เล่ม 8 หน้า : 353-354.


24

ความว่า “แท้ จริงบรรดาผู้กระทําผิดนั"น เคยหัวเราะเยาะบรรดาผู้ศรั ทธา * และเมือ บรรดาผู้ศรั ทธาเดินผ่ านพวกเขาไป พวกเขาจะหลิว ตาเย้ ยหยัน * และเมือพวกเขา กลับไปยังพวกพ้ องของพวกเขา พวกเขาก็กลับไปอย่ างตลกคะนอง * และเมือพวก เขาเห็นบรรดาผู้ศรัทธาพวกเขาก็กล่ าวว่ า แท้ จริ งชนเหล่ านีเ" ป็ นผู้หลงทาง แน่ นอน”47 2.1.7.6 ใช้อาํ นาจในการเผชิ ญหน้ากับสัจธรรม อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ได้ตรัสถึงครั1นที"ท่านนบีมูสา อะลัยฮิสลาม ถูกส่ งไปยัง ฟิ รเอาน์และวงศ์วานของเขา เพื"อนําสัจธรรมที"มาจากอัลลอฮฺให้แก่พวกเขา และให้พวกเขาเหล่านั1น ได้ให้เอกภาพแด่อลั ลออฺ เพียงผูเ้ ดียว ทั1งยังปฏิบตั ิศาสนกิจด้วยกับการเคารพภักดีต่อพระองค์ โดยได้แสดงหลักฐานเพื"อมายืนยันว่าอัลลอฮฺ น1 นั ได้ส่งท่านมาจริ งๆ แต่ส"ิ งที"ถูกตอบกลับมาคือการ ใช้อาํ นาจของพวกเขาในการเผชิญหน้ากับสัจธรรมด้วยการเข่นฆ่าลูกชายของบรรดาผูศ้ รัทธา 48 ดังที"อลั ลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ตรัสว่า ِ ِ ِ ِ ْ ِ‫ﻤﺎ ﺟﺎءﻫﻢ ﺑ‬ َ‫ﻓَـﻠ‬ ‫اﺳﺘَ ْﺤﻴُﻮا ﻧِ َﺴﺎءَ ُﻫ ْﻢ َوَﻣﺎ َﻛْﻴ ُﺪ‬ ُ َ ْ ‫ﻳﻦ َآﻣﻨُﻮا َﻣ َﻌﻪُ َو‬ َ ‫ﻖ ﻣ ْﻦ ﻋﻨﺪﻧَﺎ ﻗَﺎﻟُﻮا اﻗْـﺘُـﻠُﻮا أَﺑْـﻨَﺎء اﻟﺬ‬ َ‫ﺎﳊ‬ ِ ‫ﺿ َﻼ ٍل‬ َ ‫ﻻ ِﰲ‬ِ‫ﻳﻦ إ‬ َ ‫اﻟْ َﻜﺎﻓ ِﺮ‬ ความว่า “ครั"นเมือมูซาได้ มายังพวกเขาด้ วยสั จธรรมจากเรา พวกเขากล่ าวว่ า จงฆ่ าลูกชายของบรรดาผู้ศรั ทธาร่ วมกับเขา และไว้ ชีวติ ผู้หญิงของพวกเขา แต่ แผนการของพวกปฏิเสธศรัทธานั"นมิใช่ อนื ใดนอกจากการผิดพลาด” 49 2.1.7.7 การใส่ ร้ายป้ ายสี บรรดานบีและนักเผยแผ่แห่งสัจธรรม การใส่ ร้ายป้ ายสี ของหมู่ชนผูป้ ฏิเสธศรัทธาจากเผ่ากุรอยชฺ ต่อท่านเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม โดยกล่าวว่าท่านนั1นเป็ นนักเล่นกลหรื อคนบ้านั1น ถือเป็ นพฤติกรรมที"กลุ่ม ชนของ นบีนูหฺ อะลัยฮิสลาม กลุ่มชนอ๊าด ษะมูด และฟิ รเอาน์รวมทั1งวงศ์วานของเขาได้กระทํา มาแล้ว 50 อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ตรัสว่า

47 48 49 50

สูเราะฮฺอลั มุฏอ็ ฟฟิ ฟี น, 83 :29-32. อิบนุ กะษีร, ตัฟซีร อัล-กุรฺอาน อัล-อะซีม, ดารุ ล ฎ็อยยิบะฮฺ, [ม.ป.ท.], 1420, เล่ม 4 หน้า : 373. สูเราะฮฺฆอฟิ ร, 40 :25. อัฏเฏาะบะรี ย,์ ญามิอุลบะยาน ฟี ตะวีลิลกุรฺอาน, อัรริ สาละฮฺ, [ม.ป.ท.], 1420, เล่ม 21 หน้า : 441.


25

ِ ِ ‫ﻻ ﻗَﺎﻟُﻮا ﺳ‬ِ‫ﻮل إ‬ ٍ ‫رﺳ‬ ‫ﻣﻦ‬ ‫ ِﺬﻳﻦ ِﻣﻦ ﻗَـﺒﻠِ ِﻬﻢ‬‫ﻚ ﻣﺎ أَﺗَﻰ اﻟ‬ ‫ﺎﺣٌﺮ أ َْو َْﳎﻨُﻮ ٌن‬ ْ َ َ َ ‫َﻛ َﺬﻟ‬ َ ُ ความว่า “เช่ นนั"นแหละ ไม่ มีเราะสู ลคนใดมายังบรรดา (หมู่ชน) ก่ อนหน้ าพวกเขา เว้ นแต่ พวกเขากล่ าวว่ าเป็ นนักเล่ นกลหรือคนบ้ า” 51 2.2 แนวคิดการอ้ างอิงหลักฐานทางวิชาการในอิสลาม แท้จริ งอัลกุรฺอานได้นาํ เสนอแนวคิดที"เป็ นพื1นฐานของการอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการใน อิสลามให้แก่เรา ทั1งนี1 เพื"อเป็ นทางนําอันจะนํามาสู่ พ1ืนฐานของความมัน" คงทางความรู ้ การปฏิบตั ิ และการศรัทธาที"ถูกต้อง 52 ซึ" งแนวคิดที"เป็ นพื1นฐานของการอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการในอิสลาม ที"สาํ คัญนั1นมีดงั นี1 2.2.1 ให้เกียรติและยกย่องในความรู ้ ตําหนิ และให้ระวังในความโง่เขลา อัลลอฮฺทรงยกย่องเทิดเกียรติแก่บรรดาผูศ้ รัทธาที"มีความรู ้เหนือกว่าผูอ้ ื"นหลายชั/น 53 อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ตรัสว่า ٍ ‫ ِﺬﻳﻦ أُوﺗُﻮا اﻟْﻌِْﻠﻢ درﺟ‬‫ ِﺬﻳﻦ آﻣﻨُﻮا ِﻣﻨ ُﻜﻢ واﻟ‬‫ﻪ اﻟ‬‫ﻳـﺮﻓَ ِﻊ اﻟﻠ‬ ‫ﻪُ ِﲟَﺎ ﺗَـ ْﻌ َﻤﻠُﻮ َن َﺧﺒِ ٌﲑ‬‫ﺎت َواﻟﻠ‬ َ ََ َ َ َ ُ َْ َ َْ ความว่า “อัลลอฮฺจะทรงยกย่ องเทิดเกียรติแก่ บรรดาผู้ศรั ทธาในหมู่พวกเจ้ าและ บรรดาผู้ได้ รับความรู้ หลายชั" น และอัลลอฮฺทรงรอบรู้ ยงิ ในสิ งทีพ วกเจ้ ากระทํา” 54 อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุ วะตะอาลา ตรัสอีกว่า ِ ‫ﻛﺮ أُوﻟُﻮا ْاﻷَﻟْﺒ‬ ‫ﳕَﺎ ﻳـﺘَ َﺬ‬ِ‫ ِﺬﻳﻦ َﻻ ﻳـ ْﻌﻠَﻤﻮ َن إ‬‫ ِﺬﻳﻦ ﻳـ ْﻌﻠَﻤﻮ َن واﻟ‬‫ﻗُﻞ َﻫﻞ ﻳﺴﺘَ ِﻮي اﻟ‬ ‫ﺎب‬ ْ ُ َ َ ُ َ َ َ ُ ََ َْْ ْ สูเราะฮฺอซั ซาริ ยาต, 51 : 52. ชัยคฺ อะหฺ มดั อิบนุอบั ดุรฺเราะหฺ มาน อัศ-ศุวยั ยาน, มันฮัจญ์ อัต-ตะลักกีย ์ วัล-อิสติดลาลฺ บัยนะอะฮฺลิสสุ นนะฮฺ วัล-มุบฺตะดิอะฮฺ, อัล-มุนตะดา อัล-อิสลามีย,์ [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], หน้า : 22. 53 มุหมั มัด อิบนุศอลิหฺ อัล-อุษยั มีน, กิตาบ อัล-อิลมฺ , ดารุ ษษุรยา, ซาอุดีอารเบีย, 1420, หน้า : 22, ชัยคฺ อะหฺ มดั อิบนุอบั ดุรฺเราะหฺ มาน อัศ-ศุวยั ยาน, เล่มเดียวกัน. 54 สูเราะฮฺอลั มุญาดะละฮฺ, 58 :11. 51 52


26

ความว่า “จงกล่ าวเถิดมุหัมมัด บรรดาผู้ร้ ู และบรรดาผู้ไม่ ร้ ู จะเท่ าเทียมกันหรือ? แท้ จริงบรรดาผู้มีสติปัญญาเท่ านั"นทีจ ะใคร่ ครวญ” 55 โดยแน่แท้การที"มนุษย์ได้ให้ความสําคัญต่อองค์ความรู ้ต่างๆนั1น ย่อมทําให้เขาสามารถ หลุดพ้นจากเรื" องราวปรัมปราและสิ" งไร้สาระต่างๆที"มีอยูล่ อ้ มรอบตัวของเขาได้ ทั1งยังทําให้เขา ไม่ตกอยูใ่ นความหลงผิดด้วยกับการถูกหลอกหลวงจากหมู่ชนผูท้ ี"ชอบโกหกและโง่เขลาต่างๆ และการที"เขามีสติปัญญาที"ถูกต้องและเที"ยงตรงนั1น ก็จะทําให้แสงสว่างแห่งทางนําบรรเจิดขึ1นมา จนทําให้แรงศรัทธา คําพูด และการปฏิบตั ิของเขานั1นอยูบ่ นเส้นทางแห่งทางนําและความประจักษ์ 56 2.2.2 มีความบริ สุทธิ:ใจและทุ่มเทในการค้นหาสัจธรรม ความบริ สุทธิ:ใจเป็ นรากฐานสําคัญที"จะนํามนุษย์ไปสู่ สัจธรรม 57 แต่เมื"ออารมณ์ใฝ่ ตํ"าเข้ามา ครอบงําหัวใจของผูใ้ ดแล้ว ก็จะทําให้เขาผูน้ 1 นั ประสบกับความหายนะและจมปลักอยูใ่ นความมืดมน อย่างแน่นอน ถ้าหากในหัวใจของมนุษย์น1 นั เต็มไปด้วยอารมณ์ที"ใฝ่ ตํ"า ซึ" งแน่นอนหัวใจของเขาก็จะ ไม่รู้จกั ในสิ" งที"ดีงาม และไม่ปฏิเสธออกห่างจากสิ" งที"ชว"ั ร้ายต่างๆ สําหรับการทุ่มเทในการค้นหาสัจธรรมนั1นก็เป็ นปั จจัยสําคัญที"จะนําสู่ เส้นทางแห่งสัจธรรม เส้นทางที"บรรดาผูท้ ี"ได้รับทางนําได้ยา่ งก้าวมาก่อนแล้ว เป็ นเส้นทางที"พระองค์ทรงสัญญาว่า จะประทานสิ" งที"จาํ แนกความจริ งและความเท็จ และทรงลบล้างและให้อภัยในความผิดพลาด ทั1งหลาย 58 อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ตรัสว่า ِ ِ ِ ِ ُ‫ﺌَﺎﺗ ُﻜ ْﻢ َوﻳـَ ْﻐﻔ ْﺮ ﻟَ ُﻜ ْﻢ َواﻟﻠّﻪ‬‫ﺮ َﻋﻨ ُﻜ ْﻢ َﺳﻴ‬ْ ‫ ُﻜ ْﻢ ﻓـُ ْﺮﻗَﺎﻧﺎً َوﻳُ َﻜﻔ‬‫ـ ُﻘﻮاْ اﻟﻠّﻪَ َْﳚ َﻌﻞ ﻟ‬‫ﻳﻦ َآﻣﻨُﻮاْ إَن ﺗَـﺘ‬ َ ‫ َﻬﺎ اﻟﺬ‬‫ﻳﺎ أَﻳـ‬ ‫ﻀ ِﻞ اﻟْ َﻌ ِﻈﻴ ِﻢ‬ ْ ‫ذُو اﻟْ َﻔ‬

สูเราะฮฺอซั ซุมรั , 39 : 9. ชัยคฺ อะหฺ มดั อิบนุอบั ดุรฺเราะหฺ มาน อัศ-ศุวยั ยาน, มันฮัจญ์ อัต-ตะลักกีย ์ วัล-อิสติดลาลฺ บัยนะอะฮฺลิสสุ นนะฮฺ วัล-มุบฺตะดิอะฮฺ, อัล-มุนตะดา อัล-อิสลามีย,์ [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], หน้า : 22. 57 มุหมั มัด อิบนุศอลิหฺ อัล-อุษยั มีน, กิตาบ อัล-อิลมฺ , ดารุ ษษุรยา, ซาอุดีอารเบีย, 1420, หน้า : 28. 58 ชัยคฺ อะหฺ มดั อิบนุอบั ดุรฺเราะหฺ มาน อัศ-ศุวยั ยาน, แหล่งเดิม, หน้า :23. 55 56


27

ความว่า “บรรดาผู้ศรัทธาทั"งหลาย! หากพวกเจ้ ายําเกรงอัลลอฮฺ พระองค์ กจ็ ะ ทรงให้ มีแก่ พวกเจ้ าซึงสิ งทีจ ําแนกความจริงและความเท็จและจะทรงลบล้ างบรรดา ความผิดของพวกเจ้ าออกจากพวกเจ้ าและจะทรงอภัยโทษให้ แก่ พวกเจ้ าด้ วย และอัลลอฮฺน" ันคือผู้ทรงมีบุญคุณอันใหญ่ หลวง” 59 2.2.3 ห้ามกล่าวสิ" งใดในเรื" องเกี"ยวกับอัลลอฮฺโดยปราศจากความรู ้ อัลลอฮฺทรงเตือนบ่าวของพระองค์ในการกล่าวสิ" งใดในเรื" องเกี"ยวกับอัลลอฮฺ โดยปราศจาก ความรู ้ เพราะพฤติกรรมดังกล่าวจะนําไปสู่ การคิดค้นและการเปลี"ยนแปลง เบี"ยงเบนและบิดเบือน ในข้อเท็จจริ ง 60 อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ตรัสว่า ِ ِ ‫ﻖ َوأَن ﺗُ ْﺸ ِﺮُﻛﻮاْ ﺑِﺎﻟﻠّ ِﻪ َﻣﺎ‬ َ‫اﳊ‬ ْ ‫ﺶ َﻣﺎ ﻇَ َﻬَﺮ ِﻣْﻨـ َﻬﺎ َوَﻣﺎ ﺑَﻄَ َﻦ َوا ِﻹ ْﰒَ َواﻟْﺒَـ ْﻐ َﻲ ﺑِﻐَ ِْﲑ‬ َ ‫ﰊ اﻟْ َﻔ َﻮاﺣ‬ َ‫ﺮَم َر‬‫ﻗُ ْﻞ إﳕَﺎ َﺣ‬ ‫ﺰْل ﺑِِﻪ ُﺳ ْﻠﻄَﺎﻧًﺎ َوأَن ﺗَـ ُﻘﻮﻟُﻮاْ َﻋﻠَﻰ اﻟﻠّ ِﻪ َﻣﺎ ﻻَ ﺗَـ ْﻌﻠَ ُﻤﻮ َن‬‫َﱂْ ﻳـُﻨَـ‬ ความว่า “จงกล่ าวเถิด (มุหัมมัด)ว่ า แท้ จริงสิ งทีพ ระเจ้ าของฉันทรงห้ ามนั"น คือบรรดาสิ งทีช ั วช้ าน่ ารังเกียจ ทั"งเป็ นสิ งทีเ ปิ ดเผยจากมันและสิ งทีไ ม่ เปิ ดเผย และสิ งทีเ ป็ นบาป และการข่ มเหงรังแกโดยไม่ เป็ นธรรม และการทีพ วกเจ้ าให้ เป็ น ภาคีแก่ อลั ลอฮฺซึงสิ งทีพ ระองค์ มิได้ ทรงประทานหลักฐานใด ๆ ลงมาแก่ สิงนั"น และการทีพ วกเจ้ ากล่ าวหาอัลลอฮฺในสิ งทีพ วกเจ้ าไม่ ร้ ู ” 61 2.2.4 จริ งจังในหลักฐานและข้อพิสูจน์ คุณสมบัติประการหนึ"งที"มุสลิมย่อมต้องให้ความสําคัญนั1นคือการจริ งจังในหลักฐาน และหาข้อพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริ งของหลักฐานนั1นว่ามีการอ้างถึงจากแหล่งที"ใดและหลักฐานนั1นมีความ

สูเราะฮฺอลั อันฟาลฺ , 8 :29. บักรฺ อิบนุอบั ดุลลอฮฺ อบูซยั ดฺ , อัต-ตะอาลิม วะอะษารุ ฮุ อะลัลฟิ กรฺ วัลกิตาบ, ดารุ ลอาศิมะฮฺ, ซาอุดีอารเบีย, 1418, หน้า : 129, ชัยคฺ อะหฺ มดั อิบนุอบั ดุรฺเราะหฺ มาน อัศ-ศุวยั ยาน, มันฮัจญ์ อัต-ตะลักกีย ์ วัล-อิสติดลาลฺ บัยนะอะฮฺลิสสุ นนะฮฺ วัล-มุบฺตะดิอะฮฺ, อัล-มุนตะดา อัล-อิสลามีย,์ [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], หน้า : 24. 61 สูเราะฮฺอลั อะอฺ รอฟ, 7 :33. 59 60


28

ถูกต้องมากน้อยเพียงใด 62 อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุ วะตะอาลา ตรัสว่า ِ ِ ‫ﻗُﻞ ﻫﺎﺗُﻮاْ ﺑـﺮﻫﺎﻧَ ُﻜﻢ إِن ُﻛﻨﺘﻢ‬ ‫ﲔ‬ َ ‫ﺻﺎدﻗ‬ َ ُْ ْ َ ُْ َ ْ ความว่า “จงกล่ าวกับพวกเขาเถิดว่ า จงนําหลักฐานของพวกท่ านมา ถ้ าพวกท่ าน เป็ นผู้สัตย์ จริง”63 อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุ วะตะอาลา ตรัสใช้ให้ท่านเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวอีกว่า ِ ِ ‫ﻣﻦ ِﻋ ْﻠ ٍﻢ إِن ُﻛﻨﺘﻢ‬ ٍ‫ﻣﻦ ﻗَـﺒ ِﻞ ﻫ َﺬا أَو أَﺛَﺎرة‬ ‫ﺎب‬ ٍ َ‫اِﺋْـﺘُ ِﻮﱐ ﺑِ ِﻜﺘ‬ ‫ﲔ‬ َ ‫ﺻﺎدﻗ‬ َ ُْ ْ َ ْ َ ْ ความว่า “จงนําคัมภีร์ก่อนหน้ านีม" าให้ ข้าดูซิ หรือจงแสดงร่ องรอยแห่ งความรู้ (ทีเ ป็ นหลักฐานยืนยันในการนี)" หากพวกท่ านเป็ นผู้ซือสั ตย์ จริง”64 2.2.5 กําชับให้คิดใคร่ ครวญและพินิจพิจารณาในสัญญาณต่างๆของอัลลอฮฺ เป็ นที"ประจักษ์อย่างแน่นอนว่า ได้มีหลักฐานอย่างมากมายที"ปรากฏอยูใ่ นอัลกุรฺอานที"ได้ กําชับให้มนุษย์คิดใคร่ ครวญและพินิจพิจารณาในสัญญาณต่างๆของอัลลอฮฺ ทั1งยังเป็ นการกําชับให้ ใช้สติปัญญาของเขาในการใคร่ ครวญถึงอาณาจักรที"ยง"ิ ใหญ่ของอัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา อีกด้วย 65 อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ตรัสว่า

มุหมั มัด อิบนุศอลิหฺ อัล-อุษยั มีน, กิตาบ อัล-อิลมฺ , ดารุ ษษุรยา, ซาอุดีอารเบีย, 1420, หน้า : 50, ชัยคฺ อะหฺ มดั อิบนุอบั ดุรฺเราะหฺ มาน อัศ-ศุวยั ยาน, มันฮัจญ์ อัต-ตะลักกีย ์ วัล-อิสติดลาลฺ บัยนะอะฮฺลิสสุ นนะฮฺ วัล-มุบฺตะดิอะฮฺ, อัล-มุนตะดา อัล-อิสลามีย,์ [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], หน้า : 24. 63 สูเราะฮฺอลั บะเกาะเราะฮฺ, 2 :111. 64 สูเราะฮฺอลั อะหฺ กอฟ, 46 :4. 65 ชัยคฺ อะหฺ มดั อิบนุอบั ดุรฺเราะหฺ มาน อัศ-ศุวยั ยาน, แหล่งเดิม, หน้า :25. 62


29

ِ ِ ِ ِ ‫ضو‬ ٍ ِ ‫ﻴ ِﻞ واﻟﻨـ‬‫ف اﻟﻠ‬ ِ ‫ﻳﻦ‬ ْ َ ِ ‫ﺴ َﻤ َﺎوات َواﻷ َْر‬ ‫ن ِﰲ َﺧ ْﻠ ِﻖ اﻟ‬ ِ‫إ‬ َ َ ْ َ‫اﺧﺘﻼ‬ َ ‫ﻷ ُْوِﱄ اﻷﻟْﺒَﺎب * اﻟﺬ‬ ‫ﻬﺎر ﻵﻳَﺎت‬ ِ ‫ﺴﻤﺎو‬ ‫ﻜﺮو َن ِﰲ ﺧ ْﻠ ِﻖ اﻟ‬ ‫ِِﻢ وﻳـﺘـ َﻔ‬‫ﻳ ْﺬ ُﻛﺮو َن اﻟﻠّﻪ ﻗِﻴﺎﻣﺎ وﻗُـﻌﻮدا وﻋﻠَﻰ ﺟﻨُﻮ‬ ِ ‫ات َواﻷ َْر‬ ‫ﻨَﺎ َﻣﺎ‬‫ض َرﺑـ‬ َ ََ ُ ََ َ ْ ُ َ َ َ ً ُ َ ً َ َ ُ َ ِ َ‫ﺎﻃﻼً ﺳﺒﺤﺎﻧ‬ ‫ﺎ ِر‬‫اب اﻟﻨ‬ َ َ ْ ُ ِ َ‫ﺖ َﻫﺬا ﺑ‬ َ ‫َﺧﻠَ ْﻘ‬ َ ‫ﻚ ﻓَﻘﻨَﺎ َﻋ َﺬ‬ ความว่า “แท้ จริงในการสร้ างบรรดาชั" นฟ้าและแผ่ นดินและการทีก ลางวันและ กลางคืนตามหลังกันนั%น แน่ นอนมีหลายสั ญญาณ สํ าหรั บผู้มีปัญญา* คือบรรดาผู้ที รําลึกถึงอัลลอฮฺ ทั%งในสภาพยืน และนัง และในสภาพทีน อนตะแคง และพวกเขา พินิจพิจารณากันในการสร้ างบรรดาชั" นฟ้าและแผ่ นดิน(โดยกล่ าวว่ า)โอ้ พระเจ้ าของ พวกข้ าพระองค์ พระองค์ มิได้ ทรงสร้ างสิ งนีม" าโดยไร้ สาระ มหาบริสุทธิCพระองค์ ท่ าน โปรดทรงคุ้มครองพวกข้ าพระองค์ ให้ พ้นจากการลงโทษแห่ งไฟนรกด้ วยเถิด” 66

นอกจากนี1แล้ว อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุ วะตะอาลา ได้กาํ ชับให้พินิจพิจารณาในสัญญาณต่างๆที" อยูใ่ กล้ตวั อีกด้วย พระองค์ตรัสว่า ِْ ‫ﺴﻤﺎء َﻛﻴﻒ رﻓِﻌﺖ * وإِ َﱃ‬ ‫اﻹﺑِ ِﻞ َﻛﻴﻒ ﺧﻠِ َﻘﺖ * وإِ َﱃ اﻟ‬ ِ ‫ﻒ‬ َ ‫اﳉﺒَ ِﺎل َﻛْﻴ‬ َ ْ َُ َ ْ َ َ ْ ُ َ ْ ِْ ‫أَﻓَ َﻼ ﻳَﻨﻈُُﺮو َن إ َﱃ‬ ِ ِ ِ ‫ﺖ * َوإِ َﱃ ْاﻷ َْر‬ ‫ﺖ‬ ْ ‫ﻒ ُﺳﻄ َﺤ‬ ْ َ‫ﻧُﺼﺒ‬ َ ‫ض َﻛْﻴ‬ ความว่า “พวกเขาไม่ พจิ ารณาดูอูฐดอกหรือว่ า มันถูกบังเกิดมาอย่ างไร ? * และ ยังท้ องฟ้าบ้ างหรือว่ ามันถูกยกให้ สูงขึน" อย่ างไร ? * และยังภูเขาบ้ างหรือว่ า มันถูก ปักตั"งไว้ อย่ างไร ? * และยังแผ่ นดินบ้ างหรือว่ ามันถูกแผ่ ลาดไว้ อย่ างไร?” 67 ِ ‫وِﰲ أَﻧ ُﻔ ِﺴ ُﻜﻢ أَﻓَ َﻼ ﺗـُﺒ‬ ‫ﺼ ُﺮو َن‬ ْ ْ َ ความว่า “และในตัวของพวกเจ้ าเอง พวกเจ้ าไม่ เห็นดอกหรือ ?” 68

สูเราะฮฺอาลิอิมรอน, 3 :190-191. สูเราะฮฺอลั ฆอชิยะฮฺ, 88 : 17-20. 68 สูเราะฮฺอซั ซาริ ยาต, 51 : 21. 66 67


30

อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุ วะตะอาลา ได้เล่าเรื" องราวของประชาชาติยคุ อดีตเพื"อเป็ นข้อเตือนสติ และเป็ นบทเรี ยนสําหรับผูท้ ี"ใคร่ ครวญทั1งหลาย พระองค์ตรัสว่า ِ ‫ـﻜﻦ ﺗَﺼ ِﺪ‬ ِ َ‫ﺎب ﻣﺎ َﻛﺎ َن ﺣ ِﺪﻳﺜًﺎ ﻳـ ْﻔﺘَـﺮى وﻟ‬ ِ ِ َ‫ﻟََﻘ ْﺪ َﻛﺎ َن ِﰲ ﻗ‬ ِ ‫ﲔ‬ َ ْ َ‫ﺬي ﺑـ‬‫ﻳﻖ اﻟ‬ َ ْ َ َ َ‫ﻷ ُْوِﱄ اﻷَﻟْﺒ‬ ٌ‫ﺼﺼ ِﻬ ْﻢ ﻋْﺒـَﺮة‬ َ َ ُ َ ٍ ٍ ِ ِ ‫َﻘ ْﻮم ﻳـُ ْﺆِﻣﻨُﻮ َن‬‫ﻞ َﺷ ْﻲء َوُﻫ ًﺪى َوَر ْﲪَﺔً ﻟ‬ ‫ﻴﻞ ُﻛ‬ َ ‫ﻳَ َﺪﻳْﻪ َوﺗَـ ْﻔﺼ‬ ความว่า “โดยแน่ นอนยิง ในเรื องราวของพวกเขาเป็ นบทเรี ยนสํ าหรับบรรดาผู้มี สติปัญญา มิใช่ เป็ นเรืองราวทีถ ูกปั"นแต่ งขึน" แต่ ว่าเป็ นการยืนยันความจริงทีอ ยู่ต่อ หน้ าเขา และเป็ นการแจกแจงทุกสิ งทุกอย่ าง และเป็ นการชี"ทางทีถ ูกต้ อง และเป็ น การเมตตาแก่ หมู่ชนผู้ศรัทธา” 69 โดยแน่แท้การที"มนุษย์น1 นั ได้ใช้สติปัญญาของเขาในการใคร่ ครวญสรรพสิ" งต่างๆที"อยู่ ล้อมรอบตัวของเขาไปในวิถีทางที"ถูกต้องนั1น ย่อมจะทําให้เขามีความมัน" คงในการศรัทธาและ การให้เอกภาพแด่อลั ลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ได้อย่างแน่นอน ซึ" งจากการศึกษาแนวคิดการอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการในสมัยญาฮิลิยฺยะฮฺ ผูว้ จิ ยั สามารถ สรุ ปได้วา่ ผูค้ นในสมัยญาฮิลิยฺยะฮฺน1 นั แทบจะไม่ได้ใช้คุณลักษณะพิเศษที"อลั ลอฮฺทรงประทานให้ คือ การมีสติปัญญา ประกอบกับการได้ยนิ การมองเห็นและการมีหวั ใจไว้สาํ หรับคิดใคร่ ครวญและ พินิจพิจารณาเพื"อหาข้อเท็จจริ งในสิ" งต่างๆ อีกทั1งพวกเขาเหล่านั1นก็ไม่ได้ใช้คุณลักษณะพิเศษ ดังกล่าวเพื"อนําไปสู่ การได้รับความพึงพอพระทัยจากอัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ในทางกลับกันจากการศึกษาแนวคิดการอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการในอิสลาม ผูว้ จิ ยั สามารถสรุ ปได้วา่ อิสลามได้ให้ความตระหนักในคุณลักษณะพิเศษที"อลั ลอฮฺทรงประทานให้ คือ การมีสติปัญญา ประกอบกับการได้ยนิ การมองเห็นและการมีหวั ใจไว้สาํ หรับคิดใคร่ ครวญและ พินิจพิจารณาเพื"อหาข้อเท็จจริ งในสิ" งต่างๆ ทั1งนี1เพื"อนําไปสู่ การได้รับความพึงพอพระทัยจากอัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา

69

สูเราะฮฺยซู ุฟ, 12 :111.


31

บทที 3 การอ้ างอิงหลักฐานทางวิชาการอิสลาม อิสลามเป็ นธรรมนู ญแห่ งชี วิตที"พระผูเ้ ป็ นเจ้าประทานให้แก่มนุ ษยชาติผ่านท่านนบีต่างๆ ทั1งนี1 เพื"อที"มนุ ษย์จะได้มีแนวทางในการดําเนิ นชี วิตที"จะนําพาเขาไปสู่ ความสงบสุ ข ความเจริ ญใน โลกนี1และได้รับความรอดพ้นในโลกหน้า แต่เนื" องจากมนุ ษย์เป็ นผูท้ ี"ถูกสร้างที"ได้รับสติปัญญาและ เสรี ภาพในการที" จะเลื อก ดังนั1น มนุ ษย์จึงมีสิทธิ: ที" จะเลื อกรับหรื อปฏิ เสธแนวทางที"พระผูเ้ ป็ นเจ้า ประทานให้แก่ เขาได้ ถ้า เขาเลื อกที" จะยอมรั บ และปฏิ บ ตั ิ ด้วยความสมัค รใจเขาก็ เป็ น “มุ ส ลิ ม ”


32

ซึ" งหมายถึงผูน้ อบน้อมยอมจํานนต่อพระบัญชาหรื อพระประสงค์ของพระเจ้า ส่ วนบุคคลใดเลือกที" จะไม่น้อมรับพระบัญชาของพระองค์เขาผูน้ 1 นั ก็มิใช่มุสลิม และเขาจะต้องรับผิดชอบในสิ" งที"เขาได้ ตัดสิ นใจเลือกไป การปฏิ บตั ิ ตามแนวทางของบรรดาบรรพชนสะละฟุ ศ ศอลิ หฺ 70 ย่อมเป็ นย่า งก้าวที" จะนํา ผูศ้ รัทธาสู่ เส้นทางของท่านนบีมุหมั มัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ" งอัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอา ลา ตรั สใช้ให้เราปฏิ บตั ิ ตามเส้ นทางของบรรดาผูศ้ รั ท ธาทั1งหลาย และพระองค์ท รงเตื อนสําทับ อย่าให้เราปฏิบตั ิตามผูค้ นที"หลงจากเส้นทางอันเที"ยงตรง อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ตรัสว่า ِ ِ ِ ‫ﺻﺎ ُﻛ ْﻢ ﺑِِﻪ‬  ‫ﺮ َق ﺑِ ُﻜ ْﻢ َﻋ ْﻦ َﺳﺒِﻴﻠِ ِﻪ َذﻟِ ُﻜ ْﻢ َو‬‫ﺴﺒُ َﻞ ﻓَـﺘَـ َﻔ‬ ‫ﺒِﻌُﻮا اﻟ‬‫ﺒِﻌُﻮﻩُ َوَﻻ ﺗَـﺘ‬‫ﻴﻤﺎ ﻓَﺎﺗ‬ ً ‫ن َﻫ َﺬا ﺻَﺮاﻃﻲ ُﻣ ْﺴﺘَﻘ‬ َ‫َوأ‬ ‫ـ ُﻘﻮ َن‬‫ ُﻜ ْﻢ ﺗَـﺘ‬‫ﻟَ َﻌﻠ‬ ความว่า “และแท้ จริ งนี"คือทางของข้ าอันเทียงตรง พวกเจ้ าจงปฏิบัติตามมันเถิด และอย่ าปฏิบัติตามหลาย ๆ ทาง เพราะมันจะทําให้ พวกเจ้ าแยกออกไปจากทางของ พระองค์ นันแหละทีพระองค์ ได้ สังเสี ยมันไว้ แก่ พวกเจ้ า เพือว่ าพวกเจ้ าจะยําเกรง” 71

มี ผูค้ นมากมายได้หลงออกจากเส้ นทางที" เที" ยงตรงและแตกออกเป็ นกลุ่ ม ต่างๆ ซึ" งปั จจัย ที"สําคัญที" ทาํ ให้เป็ นเช่ นนั1นก็คือ ความบกพร่ องในการอ้างอิ งหลักฐานที" สอดคล้องกับเกณฑ์การ อ้างอิงหลักฐานทางวิชาการอิสลาม 3. เกณฑ์ การอ้ างอิงหลักฐานทางวิชาการอิสลาม เกณฑ์การอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการอิสลาม เป็ นเสมือนคบเพลิงเพื"อส่ องแสงสว่างให้กบั ผูท้ ี"ประสงค์ปฏิ บตั ิตามในภายหลัง เป็ นทางนําเพื"อชี1 แนะเส้นทางสู่ แสงสว่าง เส้นทางที"ย่างก้าวสู่ ความถูกต้องและความบริ สุทธิ: ของอิสลาม ซึ" งจากการศึกษาเกณฑ์การอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการ อิสลามได้ขอ้ สรุ ปเป็ นดังนี1 “บรรพบุรุษทีAล่วงลับไปแล้ว” ซึAงเป็ นกลุ่มชนทีAอลั กุรอานและหะดี ษรับรองถึงความประเสริ ฐ คือบรรดาบรรพชน 3 ยุคแรก อัน ได้แ ก่ เศาะหาบะฮฺ ( สาวกของท่ า นเราะสู ลุ ล ลอฮฺ ศ็ อ ลลัล ลอฮุ อ ะลัย ฮิ ว ะสั ล ลัม ) ตาบี อี น (มุ ส ลิ ม ทีA ไ ม่ มี โอกาสเห็ น ท่ า นเราะสู ลุ ล ลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แต่มีโอกาสพบเห็นเศาะหาบะฮฺ และเสี ยชีวิตในสภาพทีAเป็ นมุสลิม) และตาบิอิตตาบิอีน(มุสลิมทีAไม่มีโอกาสพบเห็น ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมและบรรดาเศาะหาบะฮฺ แต่มีโอกาสพบเห็นตาบิอีน และเสี ยชีวิตในสภาพทีAเป็ นมุสลิม) 71 สูเราะฮฺอลั อันอาม, 6 : 153 70


33

3.1 เกณฑ์ การอ้ างอิงหลักฐานทางวิชาการอิสลามจากอัลกุรฺอาน เนื"องจากอัลกุรฺอานเป็ นธรรมนูญอันสู งสุ ด 72 เป็ นแนวทางที"เที"ยงตรงที"สุดที"จะนํามนุ ษย์ สู่ ความสําเร็ จที"แท้จริ ง มนุ ษย์ไม่มีความประสงค์ในแนวทางใดอีก นอกจากแนวทางที"อลั กุรฺอานได้ ชี1 นาํ มา โดยแน่ แท้มุสลิมศรัทธาว่าอัลลอฮฺ น1 นั เป็ นผูป้ ระทานอัลกุรฺอานลงมาให้แก่ท่านนบีมุหมั มัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพื"อประกาศแก่ประชาชาติท1 งั มวลให้ศรัทธาและได้ปฏิบตั ิตามในการ ดํา เนิ นชี วิต ดังนั1นการอ้างอิ ง หลัก ฐานทางวิช าการจากอัล กุ รฺอานย่อมเป็ นวิถี ทางที" จะนําสู่ ท าง ที"เที"ยงตรงยิง" อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ตรัสว่า ِ ِ  ‫ ِﺬﻳﻦ ﻳـﻌﻤﻠُﻮ َن اﻟ‬‫ﺮ اﻟْﻤﺆِﻣﻨِﲔ اﻟ‬‫ِﱵ ِﻫﻲ أَﻗْـﻮم وﻳـﺒﺸ‬‫ن ﻫـ َﺬا اﻟْ ُﻘﺮآ َن ﻳـﻬ ِﺪي ﻟِﻠ‬ ِ‫إ‬ ‫َﺟًﺮا‬ َْ ْ َ ْ ‫ن َﳍُ ْﻢ أ‬ َ‫ﺼﺎﳊَﺎت أ‬ َ ْ َ َ َ ْ ُ ُ َُ َ ُ َ َ ‫َﻛﺒِ ًﲑا‬ ความว่ า “แท้ จ ริ ง อั ล กุ ร อานนี" นํ า สู่ ทางที เ ที ย งตรงยิ ง และแจ้ ง ข่ า วดี แ ก่ บ รรดา ผู้ศรั ทธาทีประกอบความดีท" ังหลายว่ า สํ าหรั บพวกเขานั"นจะได้ รับการตอบแทน อันยิง ใหญ่ ” 73 อัลกุรฺอานถูกประทานลงมาเพื"อยืนยันในหลักยึดมัน" ที" ถูกต้อง 74 อีกทั1งใช้ในการตักเตือน แก่มนุ ษยชาติท1 งั มวล 75 และเพื"อเป็ นการชี1 แจงสิ" งที"ถูกต้องควรแก่การปฏิ บตั ิ 76 อัลกุรฺอานย่อมเป็ น ทางนําสําหรับผูย้ าํ เกรง 77 เป็ นยาสําหรับการรักษาโรคโดยเฉพาะอย่างยิง" โรคทางจิตใจ ความคิดและ ความรู ้ สึก 78 อัลกุรฺอานเป็ นความเมตตาสําหรั บมนุ ษยชาติท1 งั หลาย 79 เป็ นแสงสว่างที"จะชี1 แนะสู่ แนวทางที"เที"ยงตรง 80 ความสัตย์จริ งและถูกต้องของเนื1อหาอัลกุรฺอานที"มีอยู่ ณ ปั จจุบนั ก็เหมือนกับ

72 73 74 75 76 77 78 79 80

สูเราะฮฺอนั นิสาอฺ , 4 : 105. สูเราะฮฺอลั อิสรออฺ , 17 : 9. สูเราะฮฺอนั นัหฺลฺ, 16 : 2. สูเราะฮฺอรั เราะอฺ ด, 13 : 28-29. สูเราะฮฺยนู ุส, 10 : 57-58. สูเราะฮฺอลั บะเกาะเราะฮฺ, 2 : 1-2. สูเราะฮฺอลั อิสรออฺ , 17 : 82. สูเราะฮฺยนู ุส, 10 : 57. สูเราะฮฺอลั มาอิดะฮฺ, 5 : 16.


34

ความสัตย์จริ งและถูกต้องของเนื1อหาที"มีอยู่ ณ วันที"ถูกประทานลงมา โดยที"ไม่ได้ผา่ นการแก้ไขและ เปลี"ยนแปลงแม้แต่อย่างใด 81 3.1.1 ค้นหาและรวบรวมเรื" องราวต่างๆจากอัลกุรฺอาน การค้น หาและรวบรวมเรื" อ งราวต่ า งๆจากอัล กุ รฺ อานเพื" อ ดู ว่า อัล กุ รฺ อานได้ว างตัว บท หรื อบทบัญญัติสนับสนุนประเด็นปั ญหาต่างๆหรื อไม่น1 นั ย่อมเป็ นสิ" งที"ตอ้ งให้ความสําคัญเป็ นอย่าง ยิ"งในการอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการ เนื" องจากอัลลอฮฺ สุ บหานะฮุ วะตะอาลา ทรงทยอยประทาน อัลกุรฺอานลงมาตามวาระต่างๆขึ1 นอยู่กบั เหตุ การณ์ และสภาพที"มีความจําเป็ น บางครั1งมี สองสาม อายะฮฺ บางครั1งมีหลายๆ อายะฮฺ ที"เกี" ยวข้องกันและมี เนื1 อหาต่อเนื" องกัน และระหว่างการประทาน ลงมาของอายะฮฺแรกกับอายะฮฺสุดท้ายนั1นห่างกันเป็ นเวลา 23 ปี ดังนั1นการค้นหาและรวบรวมตัวบท อัลกุรฺอานที"มีความเกี" ยวข้องในประเด็นหนึ" งนั1น ย่อมจะทําให้บรรลุ ถึงแก่นแท้ของความเข้าใจใน หลักฐานที"ใช้ในการอ้างอิงได้ดียง"ิ 82 หลั ก ฐานในแต่ ล ะบทนั1 นเป็ นสิ" งที" จ ะช่ ว ยในการอธิ บ าย ขยายความ และเติ ม เต็ ม ความสมบูรณ์ ซ" ึ งกันและกัน 83 กล่าวได้ว่าประเด็นหนึ" งประเด็นใดจะไม่เกิ ดความกระจ่างได้อย่าง สมบู รณ์ ถ้า ปราศจากการรวบรวมหลัก ฐานที" มี ค วามเกี" ย วข้อ งในประเด็ น นั1น มาพิ จ ารณาและ วิเคราะห์ ร่ว มกัน และโดยแน่ แท้หลัก ฐานที" มี ค วามถู ก ต้องและชัด เจนนั1นย่อมจะไม่ ข ดั แย้ง กับ หลัก ฐานอื" น ที" มี ค วามถู ก ต้อ งและชัดเจนเช่ น เดี ย วกัน เนื" อ งจากหลัก ฐานเหล่ า นั1นมาจากแหล่ ง เดียวกัน ฉะนั1นย่อมเป็ นไปไม่ได้ที"จะมีความขัดแย้งซึ" งกันและกัน ด้วยเหตุน/ ี ไม่เป็ นการอนุ ญาตทีAจะ ยึดเฉพาะหลักฐานหนึA งโดยทีAปฏิ เสธหลักฐานอืAนๆทีAมีเนื/อหาเกีA ยวข้องกันได้ 84 อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุ วะตะอาลา ตรัสว่า ٍ‫ﲪ‬ ِ ِ ِِ ِ َِ ‫ﻣﻦ ﺣ ِﻜﻴ ٍﻢ‬ ‫ﲔ ﻳ َﺪﻳ ِﻪ وَﻻ ِﻣﻦ ﺧ ْﻠ ِﻔ ِﻪ ﺗَﻨ ِﺰﻳﻞ‬ ‫ﻴﺪ‬ ٌ َ‫ﻪُ ﻟَﻜﺘ‬‫َوإِﻧ‬ َ ْ َ ْ َ ِ ْ َ‫ﺎب َﻋ ِﺰ ٌﻳﺰ * َﻻ ﻳَﺄْﺗﻴﻪ اﻟْﺒَﺎﻃ ُﻞ ﻣﻦ ﺑـ‬ َ ْ ٌ

81 82

สูเราะฮฺอลั หิ จญ์รฺ, 15 : 9. อุษมาน อิบนุอะลี หะสัน, มันฮัจญ์ อัล-อิสติดลาล อะลามะสาอิล อัล-อิอฺติกอด, มักตะบะฮฺ อัร-รุ ชดฺ , อัรริ ยาฎ, 1418, เล่ม 1 หน้า :

74. 83 84

หน้า : 317.

เล่มเดียวกัน, หน้า : 73-74. อุ ษมาน อิ บนุ อะลี หะสัน, มันฮัจญ์ อัล-อิ สติ ดลาล อะลามะสาอิล อัล-อิอฺติกอด, มักตะบะฮฺ อัร-รุ ชดฺ , อัรริ ยาฎ, 1418, เล่ม 1


35

ความว่า “แท้ จริ งอัลกุรอานเป็ นคัมภีร์ทีมีอํานาจยิง*ความเท็จจากข้ างหน้ าและจาก ข้ างหลังจะไม่ คืบคลานเข้ าไปสู่ อัลกุรอานได้ (เพราะ)เป็ นการประทานจากพระผู้ ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงได้ รับการสรรเสริญ” 85 ِ َ‫ﺾ اﻟْ ِﻜﺘ‬ ٍ ‫ﺎب َوﺗَ ْﻜ ُﻔ ُﺮو َن ﺑِﺒَـ ْﻌ‬ ِ ‫أَﻓَـﺘُـ ْﺆِﻣﻨُﻮ َن ﺑِﺒَـ ْﻌ‬ ‫ﺾ‬ ความว่า “แล้ วสู เจ้ าศรัทธาเพียงบางส่ วนของคัมภีร์ และปฏิเสธบางส่ วนกระนั%นหรือ” 86 3.1.1.1 เนื1อหาหลักของอัลกุรฺอาน อัลกุรฺอานนั1นประกอบไปด้วยเนื1อหาหลัก 6 เนื1อหาด้วยกัน คือ ก. หลักอะกีดะฮฺหรื อหลักยึดมัน" อะกีดะฮฺเป็ นสิ" งที"จาํ เป็ นที"มุสลิมทุกคนจะต้อง ศรั ท ธา ได้แ ก่ การศรั ท ธาต่ อ พระองค์อ ัล ลอฮฺ บรรดามลาอิ ก ะฮฺ บรรดาเราะสู ล บรรดาคัม ภี ร์ วันอาคิเราะฮฺ และกฎสภาวการณ์ 87 ข. จริ ยธรรมที"ดีงาม จะคอยอบรม ขัดเกลาจิตใจ และปรับปรุ งตัวของบุคคลเอง และคนรอบข้าง พร้อมกับตักเตือนถึงมารยาทที"น่าตําหนิ ทั1งนี1 เพื"อเป็ นแนวทางไปสู่ การมีมารยาทที" ดีงาม โดยได้กล่าวถึงจริ ยธรรมและลักษณะตรงกันข้ามควบคู่กนั ไป 88 ค. การชี1 แนะให้พิ จารณาใคร่ ค รวญสิ" ง ที" อยู่ใ นชั1นฟ้ าและแผ่นดิ น ที" อลั ลอฮฺ ทรงสร้าง ทั1งนี1ก็เพื"อให้จิตใจของมนุษย์สงบด้วยการศรัทธาที"ยง"ิ ใหญ่ 89 ง. เรื" องเล่ าของประชาชาติ และตัวบุ คคลในอดี ต อัลกุรฺอานได้กล่าวถึ งเรื" องนี1 อย่า งมากมาย เพื" อที" จ ะให้เป็ นอุ ท าหรณ์ และข้อเตื อนใจสํา หรั บ มนุ ษ ย์ พร้ อมกับ เป็ นการชี1 แนะ ไปสู่ แนวทางของอัลลอฮฺ ที"สร้างสิ" งต่างๆ มาแตกต่างกัน 90 จ. การตัก เตื อ น การขู่ สํ า ทับ การให้ สั ญ ญาดี แ ละสั ญ ญาร้ า ย ซึ" งสามารถ แบ่งออกเป็ น 2 รู ปแบบ 91 สูเราะฮฺฟุศศิลตั , 41 : 41-42. สูเราะฮฺอลั บะเกาะเราะฮฺ, 2:85. 87 ยูสุฟ อัลเกาะเราะฎอวี ย ์, กัย ฟะ นะตะอามัล มะอัลกุ รฺอาน, มุ อัส สะสะฮฺ อัรริ สาละฮฺ , เลบานอน, 1421, หน้า : 56-60, ผศ.ดร. อับดุลลอฮฺ การี นา, ศาสตร์แห่งอัลกุรฺอานและอัส-สุ นนะฮฺ, โรงพิมพ์หาดใหญ่กราฟฟิ ก, สงขลา, 2551, หน้า : 79. 88 ยูสุฟ อัลเกาะเราะฎอวีย,์ แหล่งเดิม, หน้า : 66-69, ผศ.ดร.อับดุลลอฮฺ การี นา, แหล่งเดิม, หน้า : 80. 89 ผศ.ดร. อับดุลลอฮฺ การี นา, ศาสตร์แห่งอัลกุรฺอานและอัส-สุ นนะฮฺ, โรงพิมพ์หาดใหญ่กราฟฟิ ก, สงขลา, 2551, หน้า : 81. 90 เล่มเดียวกัน, หน้า : 81. 91 เล่มเดียวกัน, หน้า : 82. 85 86


36

(1) การสัญญาดี สัญญาร้ายในโลกแห่ งดุนยา โดยกล่าวถึงอํานาจการปกครอง ในแผ่นดิ นและการครอบครองของบรรดาคนที" อธรรม ความวุ่นวายที" เกิ ดขึ1 นในสังคม และกลุ่ ม ต่างๆ ของมนุษยชาติ (2) การสร้ า งความหวัง และการขู่สํ า ทับ โดยการกล่ า วถึ ง การสอบถามและ ผลตอบแทนในสุ สาน การฟื1 นคืนชี พหลังการตาย สภาพต่างๆของการเดินทางสู่ การดําเนิ นคดีของ แต่ละคนต่อหน้าพระองค์อลั ลอฮฺ การได้รับความสุ ขและการลงโทษในวันอาคิเราะฮฺ ฉ. หุ กุ่ ม และบทบัญ ญัติ ต่ า งๆ ได้ร ะบุ ไ ว้อ ย่ า งละเอี ย ด และการจัด ระบบ ความสั ม พัน ธ์ ร ะหว่ า งมนุ ษ ย์ก ับ อัล ลอฮฺ และความสั ม พัน ธ์ ร ะหว่ า งมนุ ษ ย์ก ับ มนุ ษ ย์ด้ว ยกัน นั ก วิ ช าการเรี ยกอายะฮฺ ที" ก ล่ า วถึ ง บทบัญ ญัติ แ ละหุ กุ่ ม เหล่ า นี1 ว่ า “อายะฮฺ อะหฺ กาม” หรื อ “ฟิ กฮฺ อัลกุรฺอาน” หุ กุ่มที"กล่าวถึงได้แก่ หุ กุ่มที"เกี"ยวกับครอบครัว หุ กุ่มที"เกี"ยวกับการปฏิบตั ิทางด้าน การเงิ น หุ กุ่ ม เกี" ย วกับ อาชญากรรม หุ กุ่ ม เกี" ย วกับ การสู ้ ร บและการสงบศึ ก และหุ กุ่ ม ที" เ กี" ย วกับ การจัดระบบชีวติ ในสังคม เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างคนรวยกับคนยากจน เป็ นต้น 92 3.1.2 มีความเข้าใจในหลักฐานที"ถูกต้อง การที"จะเข้าใจในหลักฐานที"ถูกต้องนั1น ต้องเกิ ดจากการเข้าใจในภาษาอาหรับ รวมทั1งการ พิจารณาถึงอัสบาบุน-นุ ซูล(สาเหตุแห่ งการประทานอายะฮฺ ) นาสิ คและมันสู ค(การทดแทนและการ ยกเลิก)และรายละเอียดบริ บทต่างๆของอัลกุรฺอานประกอบไปด้วย ซึ" งสามารถกล่าวโดยสรุ ปได้ดงั นี1 3.1.2.1 มีความเข้าใจในศาสตร์ แห่งภาษาอาหรับ เพื" อที" จ ะเข้า ใจในหลัก ฐานที" ม าจากอัล กุ รฺ อานและอัส -สุ น นะฮฺ และบรรดาตํา ราต่ า งๆ ที"นาํ เสนอเนื1 อหาทางวิชาการในด้านต่างๆได้อย่างถ่ องแท้น1 ัน ย่อมมีความจําเป็ นที"จะต้องเรี ยนรู ้ และทํา ความเข้า ใจในศาสตร์ แ ห่ ง ภาษาอาหรั บ ซึ" งเป็ นภาษาหลัก ทางวิ ช าการศาสนาอิ ส ลาม ด้วยภาษาอาหรับนี1 เองที"อลั กุรฺอานถูกประทานลงมา และด้วยภาษานี1 เช่ นเดี ยวกันที"เรื" องราวต่างๆ ถู กถ่ า ยทอดโดยท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสั ลลัม แก่ เหล่ า เศาะหาบะฮฺ เราะฎิ ยลั ลอฮุ อนั ฮุ ม ด้วยเหตุดงั กล่าวบรรดานักวิชาการจึงได้กาํ ชับและให้ความสําคัญเป็ นอย่างยิ"งในการเรี ยนรู ้ และทํา ความเข้าใจในศาสตร์ แห่งภาษาอาหรับ กระทัง" ได้กาํ หนดเป็ นเงื"อนไขสําคัญที"จะนําสู่ ความเข้าใจใน หลักฐานได้ถูกต้อง สมบูรณ์ตามเจตนารมณ์ของศาสนาอิสลาม ยูสุฟ อัลเกาะเราะฎอวีย,์ กัยฟะ นะตะอามัล มะอัลกุรฺอาน, มุอสั สะสะฮฺอรั ริ สาละฮฺ, เลบานอน,1421, หน้า : 83, ผศ.ดร.อับดุ ลลอฮฺ การี นา, แหล่งเดิม, หน้า : 82. 92


37

ท่านอิ บนุ ตยั มี ยะฮฺ ได้กล่ าวว่า “และย่ อมมีความจํ าเป็ นในการอรรถาธิบายอัลกุรฺอานและ หะดีษทีจ ะต้ องเข้ าใจในแก่ นแท้ ของประโยคตามทีอัลลอฮฺและเราะสู ลทรงประสงค์ จากสํ านวนต่ างๆ และ(เรา)จะเข้ าใจในคํากล่ าวนั"นได้ อย่ างไรเล่ า? (นอกจาก)ต้ องทําความเข้ าใจในภาษาอาหรั บซึ งเป็ น ตัว ช่ ว ยสํ าคั ญทีจ ะนํ าสู่ ความเข้ า ใจในคํา ตรั ส ต่ างๆตามเจตนารมณ์ ของอัล ลอฮฺ และเราะสู ล ของ พระองค์ และเช่ นเดียวกันการทําความเข้ าใจสํ านวนต่ างๆด้ วย(แก่ นแท้ )ของความหมายของมั น กีมากน้ อยแล้ วทีหมู่ ชนผู้อุตริ กรรมได้ หลงทางเนื องด้ วยสาเหตุ ดังกล่ าว พวกเขาได้ ยึดปฏิบัติต่อ คําตรัสของอัลลอฮฺและเราะสู ลของพระองค์ ตามความเข้ าใจของพวกเขาเอง ทั"งทีไม่ ใช่ สิงที(อัลลอฮฺ และเราะสู ล) สั งใช้ ตามนั"น” 93 ท่านอัช-ชาฏิ บียไ์ ด้กล่าวว่า “แท้ จริ งแล้ วอัลกุรฺอานทั"งหมดนั"นถูกประทานลงมาด้ วยภาษา อาหรั บ ดังนั"นการทีจะเข้ าใจในอัลกุรฺอานนั"นย่ อมต้ องเป็ นไปตามวิถีทางทีเฉพาะ (คือต้ องเข้ าใจใน ภาษาอาหรับ) เนืองด้ วยอัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ตรัสว่ า ‫ ُﻜ ْﻢ ﺗَـ ْﻌ ِﻘﻠُﻮ َن‬‫ َﻌﻠ‬‫ﺎ ﻟ‬‫َﻧﺰﻟْﻨَﺎﻩُ ﻗُـ ْﺮآﻧًﺎ َﻋَﺮﺑِﻴ‬ َ ‫ﺎ أ‬‫إِﻧ‬ ความว่า “แท้ จ ริ งเราได้ ประทานอัล กุ รอานแก่ เขาเป็ นภาษาอาหรั บ เพือ พวกเจ้ า จะใช้ ปัญญาคิด” 94 ‫ﻲ َوَﻫـ َﺬا ﻟِ َﺴﺎ ٌن‬ ‫ ِﺬي ﻳـُْﻠ ِﺤ ُﺪو َن إِﻟَْﻴ ِﻪ أ َْﻋ َﺠ ِﻤ‬‫ َﺴﺎ ُن اﻟ‬‫ ُﻤﻪُ ﺑَ َﺸٌﺮ ﻟ‬‫ﳕَﺎ ﻳـُ َﻌﻠ‬ِ‫ ُﻬ ْﻢ ﻳَـ ُﻘﻮﻟُﻮ َن إ‬‫َوﻟََﻘ ْﺪ ﻧـَ ْﻌﻠَ ُﻢ أَﻧـ‬ ‫ﲔ‬  ِ‫َﻋَﺮ‬ ٌ ِ‫ﻣﺒ‬ ‫ﰊ‬ ความว่า “และโดยแน่ นอนเรารู้ ทีพวกเขากล่ าวว่ า แท้ จริ งสามัญชนคนหนึงสอน เขาภาษาที พ วกเขาพาดพิ ง ไปถึ ง นั" น เป็ นภาษาต่ า งถิ น และนี เ ป็ นภาษาอาหรั บ ทีช ั ดแจ้ ง” 95 ท่านอัช-ชาฏิบียไ์ ด้กล่าวอีกว่า “และมีหลักฐานอืนๆอีกมากมายทีบ่งชี" ว่า อัลกุรฺอานนั"นถูก ประทานลงมาด้ วยภาษาอาหรั บ ไม่ ใช่ ภาษาต่ างถิน ดังนั"นสํ าหรั บบุคคลใดก็ตามทีประสงค์ ทําความ อิ บนุ ตยั มี ยะฮฺ , “มัจOฺ มูอฺ อัลฟะตาวา,” หน้า 3/380, อ้างถึ งใน ชัยคฺ อะหฺ มดั อิ บนุ อบั ดุ รฺเราะหฺ มาน อัศ-ศุ วยั ยาน, มันฮัจ ญ์ อัต-ตะลักกีย ์ วัล-อิสติดลาลฺ บัยนะอะฮฺลิสสุ นนะฮฺ วัล-มุบฺตะดิอะฮฺ, อัล-มุนตะดา อัล-อิสลามีย,์ [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], หน้า : 54. 94 สูเราะฮฺยสู ุ ฟ, 12:2. 95 สูเราะฮฺอนั นะหฺ ลฺ, 16:103. 93


38

เข้ าใจในอัลกุรฺอาน โดยทีเ ขามุ่งทําความเข้ าใจในภาษาอาหรั บแล้ วไซร้ เขาย่ อมจะเข้ าใจในอัลกุรฺอาน ได้ อย่ างแน่ นอน และไม่ มีวถิ ีทางใดอีกแล้ วทีจ ะนําสู่ ความเข้ าใจนอกจากด้ วยวิถีทางนี”" 96 กระนั1นก็ตาม สํา หรั บ บุ คคลใดที" ไ ม่ มี ค วามเชี" ย วชาญในภาษาอาหรั บ โดยที" เขามี ค วาม ประสงค์ที"จะอ้างอิ งในหลักฐานใดๆนั1น ก็ย่อมมี ความจําเป็ นสําหรั บเขาที" ตอ้ งมี ผูท้ ี" ให้คาํ ปรึ กษา คอยชี1 แนะและมายืนยันในความเข้าใจในหลักฐานต่างๆที"เขาใช้ในการอ้างอิง ทั1งนี1 เพื"อการอ้างอิง ดังกล่าวนั1นมีความถูกต้อง สมบูรณ์ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของตัวบท 3.1.2.2 อัสบาบุน-นุซูล(สาเหตุแห่งการประทานอายะฮฺ) หลากหลายอายะฮฺ ของอัลกุรฺอานมีสาเหตุแห่ งการประทานที"เราเรี ยกว่า “อัสบาบุน-นุ ซูล” ฉะนั1นเมื"อเราได้ศึกษาทําความเข้าใจในคัมภีร์อลั กุรฺอานและนําไปใช้ในอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการ แล้ว ปั จ จัย สํ า คัญ ที" ค วรให้ก ารตระหนัก คื อ การกลับ ไปค้น หาคํา บอกเล่ า ของบรรดาผูท้ ี" อ ยู่ใ น เหตุ การณ์ เมื"อครั1งที"อลั กุรฺอานถูกประทานลงมาถึ งสาเหตุ แห่ งการประทานอายะฮฺ น1 นั คื อ บรรดา เศาะหาบะฮฺ เราะฎิ ยลั ลอฮุ อนั ฮุ ม เป็ นหลักให้เกิ ดความเข้าใจในแก่ นแท้และเนื1 อหาสาระของมัน ซึ" งโดยแน่แท้การละทิ1งในการค้นหาสาเหตุแห่ งการประทานอายะฮฺ ย่อมจะทําให้ไม่บรรลุ ถึงความ เข้าใจในเจตนารมณ์ที"แท้จริ งของอัลกุรฺอานได้อย่างแน่นอน97 ท่านอิหม่ามอิบนุดะกีกฺ อัลอัยดฺ ได้กล่าวว่า “การชี"แจงถึงสาเหตุแห่ งการประทานอายะฮฺคือ วิถีทางทีจ ะนําสู่ ความเข้ าใจทีล กึ ซึ"งต่ อความหมายของอัลกุรฺอาน” 98 ดร.นูรุดดีน อิตรฺ ได้กล่าวถึงประโยชน์ของความรู ้ในสาเหตุแห่งการประทานอายะฮฺ 99 ไว้วา่ 1. เป็ นสิ" งที"ช่วยในการทําความเข้าใจแก่นแท้ความหมายของอายะฮฺอลั กุรฺอาน 2. ได้ทราบถึงเหตุผลต่างๆในการบัญญัติหุก่มุ ทางศาสนา 3. คลายข้อกังขาหรื อปั ญหาเกีAยวกับความหมายอย่างผิวเผินของอายะฮฺ อลั กุรฺอาน ทีAอาจเข้าใจผิด สําหรับผูท้ ีAไม่รู้ถึงสาเหตุแห่งการประทานอายะฮฺอลั กุรอาน 4. เปิ ดเผยถึงความลับหรื อปริ ศนาทางวาทโวหารของคัมภีร์อลั กุรอาน

อัช-ชาฏิบีย,์ “อัลมุวาฟะกอตฺ ,” หน้า : 2/64, อ้างถึงใน ชัยคฺ อะหฺ มดั อิบนุ อบั ดุ รฺเราะหฺ มาน อัศ-ศุวยั ยาน, มันฮัจญ์ อัต-ตะลักกี ย ์ วัล-อิสติดลาลฺ บัยนะอะฮฺลิสสุ นนะฮฺ วัล-มุบฺตะดิอะฮฺ, อัล-มุนตะดา อัล-อิสลามีย,์ [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], หน้า : 54. 97 มะนาอฺ อัล-ก็อฏฏอน, มะบาหิ ษ ฟี อุ ลูมิลกุรฺอาน, มักตะบะฮฺ อัลมะอาริ ฟ, ริ ยาด, 1421, หน้า : 76, ยูสุฟ อัลเกาะเราะฎอวีย,์ กัยฟะนะตะอามัล มะอัลกุรฺอาน, มุอสั สะสะฮฺ อัรริ สาละฮฺ, เลบานอน, 1421, หน้า : 286. 98 อัลวาหิ ดีย,์ อัสบาบุน-นุซูล, ดารุ ล-อิบนุกะษีร, เบรุ ต, 1417, หน้า : 2. 99 ดร.นูรุดดีน อิตรฺ , อุลูมิลกุรฺอานิลกะรี ม, มัฏบะอะฮฺ อัศ-เศาะบาหฺ , ดิมชั กฺ, 1416, หน้า : 47-48. 96


39

ดัง นั1น มุ ส ลิ ม ที" ห วัง จะได้รั บ ความเมตตาและความพึ ง พระทัย จากอัล ลอฮฺ สุ บ หานะฮุ วะตะอาลา โดยการศึ กษาทําความเข้าใจในคัมภี ร์อลั กุรฺอานและนําไปใช้ในอ้างอิ งหลักฐานทาง วิชาการ ย่อมมี ความจําเป็ นต้องค้นหาถึ งสาเหตุ แห่ งการประทานอายะฮฺ อันเป็ นปั จจัยสําคัญที"จะ นําไปสู่ การอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการที"ถูกต้อง สมบูรณ์ตามเจตนารมณ์ของอัลกุรฺอาน เนื" องจากสาเหตุแห่ งการประทานอายะฮฺ เป็ นเหตุการณ์ ในหน้าประวัติศาสตร์ ที"เกิ ดขึ1นใน สมัยท่านเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ด้วยเหตุน1 ีไม่มีวถิ ีทางใดอีกแล้วที"จะทําให้ทราบ ในเรื" องดังกล่าว นอกจากการค้นหารายงานหรื อริ วายะฮฺ ที"ถูกต้อง จากเศาะหาบะฮฺ ที"อยูร่ ่ วมในช่วง ของการประทานอายะฮฺน1 นั ซึ" งมิใช่มาจากการวินิจฉัย(อิจOฺ ติฮาด)เพื"อทราบถึงเรื" องดังกล่าว ท่ า นอัล วาหิ ดี ย ์ไ ด้ก ล่ า วว่ า “ไม่ เ ป็ นการอนุ ญ าตที จ ะกล่ า วถึ ง สาเหตุ แ ห่ ง การประทาน อัลกุรฺอาน นอกเสี ยจากด้ วยกับสายรายงานและเขาต้ องได้ ยินจากเศาะหาบะฮฺ ทีอยู่ร่วมในช่ วงของ การประทานอายะฮฺ ได้ เล่ าถึงสาเหตุแห่ งการประทานอายะฮฺน" ัน” 100 ดร.อิมาดุดดีน มุหมั มัด อัร-เราะชีดได้กล่าวว่า “แท้ จริ งแล้ ว สายรายงานนั"นจะเป็ นแนวทาง ทีจ ะทํา ให้ ทราบถึ งสาเหตุ แห่ งการประทานอัล กุ รฺอ าน เพราะบรรดาเศาะหาบะฮฺ น" ั นได้ รายงาน เรื องราวนี"จากท่ านเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็ อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสั ลลัม พวกเขาได้ มีชีวิตอยู่ในช่ วงของการ ประทานอัลกุรฺอาน ไม่ ว่าคํากล่ าวใดก็ตามทีกล่ าวถึงเรื องนี" จํ าเป็ นอย่ างยิงทีต้องมีสายรายงานที ต่ อเนื องถึงบรรดาเศาะหาบะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ ม และไม่ ใช่ มาจากการวินิจฉั ย(อิจJฺติฮาด)ของ พวกเขาในเรืองนั"น” 101 3.1.2.3 นาสิ คและมันสู ค(การทดแทนและการยกเลิก) กฎหมายอิสลามมีจุดประสงค์ เพื"อการชี1 นาํ มวลมนุ ษย์ไปสู่ ทิศทางที"อิสลามได้กาํ หนดไว้ ทั1งในด้านหลักการศรัทธา ด้านอิบาดะฮฺ และด้านความสัมพันธ์ระหว่างมนุ ษย์(มุอามะลาต) สําหรับ เรื" องหลัก การศรั ท ธานั1นเป็ นสั จธรรมที" ไ ม่ มี ก ารเปลี" ย นแปลงโดยสิ1 นเชิ ง แต่ เรื" องอิ บ าดาตและ มุอามะลาตนั1น แม้วา่ จะมีหลักการและเป้ าประสงค์ที"แน่ นอนคือ การปลูกฝั งความสํานึ กทางจิตใจ และความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างถูกต้อง มีความผูกพันฉันท์พี"น้อง ให้ความร่ วมมือกันในทางที"ดี และดําเนิ นการอย่างยุติธรรม แต่รายละเอียดนั1นอาจจะมีความแตกต่างตามกาลเวลาและกลุ่มคน สิ" ง ที" ดี ง ามเหมาะสมสํ า หรั บ กลุ่ ม หนึ" งอาจจะไม่ เ หมาะสมสํ า หรั บ อี ก กลุ่ ม หนึ" งก็ เ ป็ นได้ และ

100 101

อัลวาหิ ดีย,์ แหล่งเดิม, หน้า : 7. ดร.อิมาดุดดีน มุหมั มัด อัร-เราะชีด, อัสบาบุนนุซูล วะอะษารุ ฮา ฟี บะยาน อัน-นุศูศฺ, ดารุ ชชิฮาบ,[ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], หน้า : 37.


40

บทบัญญัติบางอย่างนั1นถูกบัญญัติข1 ึนมาเฉพาะกาล เมื"อเหตุผลที"ตอ้ งบัญญัติเช่ นนั1นหมดไป ก็ไม่มี ความหมายที"จะให้บญั ญัติน1 นั ยังคงมีผลบังคับอีกต่อไป 102 มี ร ายงานจากท่ า นอัซ ซุ ฮฺ รี ย ์ เราะหิ ม ะฮุ ล ลอฮฺ จากท่ า นอุ ม ัร อิ บ นุ ล ค็ อ ฏฏ็ อบและท่ า น อิ บ นุ อบั บาส เราะฎิ ย ลั ลอฮุ อ ันฮุ ม า ได้ก ล่ า วว่า “บุ ค คลใดก็ต ามทีไ ม่ มี ค วามรู้ ใ นเรื อ งอันนาสิ ค วัลมันสู ค เขาจะมีความสั บสนในศาสนา” 103 ท่านอะหฺ มดั อิบนุหมั บัลและท่านอิสหาก อิบนุอิบรอฮีม อัลหันซอลียไ์ ด้กล่าวว่า “บุคคลใด ก็ตามทีไม่ ทราบถึงสถานะของหะดีษหนึงว่ าเศาะหีหฺหรื อเฎาะอีฟ และไม่ ทราบถึงการนาสิ คและ มันสู คของอัลกุรฺอานและสุ นนะฮฺ เขาผู้น" ันยังไม่ ใช่ ผ้ ูร้ ู (ทีแ ท้ จริง)” 104 ครั1งหนึ" งเมื"อท่านอลี เราะฎิ ยลั ลอฮุอนั ฮุได้เดิ นผ่านชายผูห้ นึ" งที"กาํ ลังเล่าเรื" องราวหนึ" ง ท่าน จึงกล่าวว่า “ท่ านได้ ทราบถึงการนาสิ ค และมันสู คหรื อไม่ ?” เขากล่ าวว่ า “ไม่ ” ท่ านจึงกล่ าวต่ อว่ า “ความพินาศจะประสบแด่ ท่าน และท่ านจะทําให้ คนอืน พินาศตามท่ านไปด้ วย” 105 บรรดานัก วิ ช าการได้ก ล่ า วว่ า “ไม่ เ ป็ นการอนุ ญ าตสํ า หรั บ บุ ค คลใดที จ ะอรรถาธิ บ าย อัลกุรฺอาน นอกเสี ยจากเขาจะต้ องทราบถึงการนาสิ ค และมันสู คของอายะฮฺน" ันก่ อน” 106 ด้วยเหตุน1 ี การอ้างอิงหลักฐานที"มาจากอัลกุรฺอาน ย่อมมีความจําเป็ นที"ตอ้ งทราบว่าอายะฮฺ นั1นมีการนาสิ คและมันสู คหรื อไม่ 107 ซึ" งวิธีการที"สามารถทราบถึงการนาสิ คและมันสู คนั1น ผูว้ ิจยั ได้ ศึกษาและให้ขอ้ สรุ ปดังนี1 ก. มีรายงานที"ชดั เจนจากท่านนบีวา่ มีการนาสิ คและมันสู ค ข. มีรายงานจากคํากล่าวของเศาะหาบะฮฺวา่ มีการนาสิ คและมันสู ค ค. การรู ้เวลาของการประทานอายะฮฺ หรื อการมาของหะดีษ โดยให้พิจารณาถึง เวลาของการประทานในแต่ละอายะฮฺ หรื อการมาของหะดีษในแต่ละบทว่า ตัวบทใดมาก่อนหรื อมา ภายหลัง ถ้าทั1งสองตัวบทกล่าวถึ งเรื" องเดียวกันแต่ขดั กัน ให้ถือว่าตัวบทที"มาภายหลังยกเลิกตัวบท ที"มาก่อน ง. มติ เอกฉันท์ข องนัก วิช าการมุ ส ลิ ม ว่า อายะฮฺ หรื อหะดี ษ นั1น เป็ นที" ม นั สู ค ไปแล้ว 108 รศ.ดร.อิสมาแอ อาลี, อุศูลุลฟิ กฮฺ, โรงพิมพ์มิตรภาพ, ปัตตานี, 2552, หน้า : 41. อิบนุชาฮีน, อันนาสิ ค วัลมันสูค มินลั หะดีษ, ดารุ ลกุตุบ อัลอิลมียะฮฺ, เลบานอน, 1412, หน้า : 8. 104 มุหมั มัด อัล-บัฆดาดีย,์ อันนาสิ ค วัลมันสูค, ดารุ ลอัดวีย,์ จอร์แดน, [ม.ป.ป], หน้า : 34. 105 เล่มเดียวกัน. 106 มุหมั มัด อัล-บัฆดาดีย,์ อันนาสิ ค วัลมันสูค, ดารุ ลอัดวีย,์ จอร์แดน, [ม.ป.ป], หน้า : 34. 107 มะนาอฺ อัล-ก็อฏฏอน, มะบาหิ ษ ฟี อุลูมิลกุรฺอาน, มักตะบะฮฺ อัลมะอาริ ฟ, ริ ยาด, 1421, หน้า : 246. อัซซุฮรี ย,์ อันนาสิ คฺ วัลมันสู ค ฟิ ลกุรฺอาน อัล-กะรี ม, ดารอิบนุกอ็ ยยิม, ริ ยาด, 1429, หน้า : 28. 102 103


41

3.1.2.4 บริ บทต่างๆของอัลกุรฺอาน กฎหมายอิสลามสามารถทําความเข้าใจหรื อตีความได้ดว้ ยกับการพิจารณาในบริ บทต่างๆ หรื อเจตนารมณ์ของตัวบท ฉะนั1นการรู ้วิธีการตีความตัวบทนั1นย่อมมีความสําคัญเป็ นอย่างยิ"ง ทั1งนี1 เพราะหากไม่รู้วิธีการตีความแล้ว จะทําให้การตีความตัวบทต่างๆนั1นมีความหมายที"ผิดพลาดอย่าง หลีกเลี" ยงไม่ได้ เนื" องจากตัวบทส่ วนใหญ่เป็ นภาษาอาหรับ จึงจําเป็ นจะต้องปฏิ บตั ิตามความหมาย ซึ" งเป็ นที"เข้าใจโดยผูใ้ ช้ภาษาหรื อเจ้าของภาษาว่า คํา ประโยค หรื อสํานวนที"ใช้น1 นั มีความหมายเป็ น อย่างไร สําหรับบริ บทต่างๆของอัลกุรฺอานนั1นมี อายะฮฺ ที"กล่าวโดยทัว" ไป(อาม)และอายะฮฺ ที"กล่าว เฉพาะเจาะจง(คอศ) บางอายะฮฺก็เป็ นอิสระ(มุฏลัก)และบางอายะฮฺ ก็มีเงื"อนไข(มุก็อยยัด) บางอายะฮฺ สามารถนํามาปฏิบตั ิตามความหมายที"มาจากถ้อยคําโดยไม่มีขอ้ สงสัย(มันฏูก) ในขณะที"บางอายะฮฺ สามารถนํามาปฏิบตั ิตามความหมายของอายะฮฺเป็ นที"เข้าใจกันแล้ว(มัฟฮูม) เป็ นต้น เหล่านี1 คือบริ บท ต่างๆที"มีความจําเป็ นจะต้องทําความเข้าใจให้รอบคอบ อันจะทําให้การอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการ จากอัลกุรฺอานมีความสมบูรณ์ ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของอัลกุรฺอาน 109 3.1.2.5 คําอรรถาธิ บาย คัมภีร์อลั กุรฺอานไม่เหมือนกับคัมภีร์เล่มอื"นที"เป็ นคําตรัสของอัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ที"ไม่ข1 ึนอยูก่ บั เวลาและไม่ใช่เป็ นสิ" งที"มนุษย์เขียนขึ1นมา ดังนั1นในการอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการ อิสลามจากอัลกุรฺอานย่อมต้องทําด้วยความระมัดระวังยิง" กว่าการอ้างอิงคําพูดของบุคคลผูใ้ ด การทําความเข้า ใจอายะฮฺ อลั กุ รฺอานย่อมเป็ นสิ" งที" สํา คัญที" จะต้องอาศัย การชี1 แนะจากคํา อรรถาธิ บ ายที" เรี ย กว่า “ตัฟ สี ร” เพราะเราย่อมไม่ ส ามารถแปลและตี ค วามอัล กุ รฺอานตามความ ต้องการและความคิ ดของตนเองได้ ถ้าหากบุ คคลใดจะทําความเข้าใจและค้นหาความหมายของ อัลกุรฺอานเพื"อใช้ในการอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการแต่กลับไม่คน้ หาและให้ความตระหนักต่อคํา อรรถาธิ บ ายแล้ว โดยแน่ แ ท้ก็ ย่ อ มทํา ให้ ไ ม่ บ รรลุ ถึ ง ความเข้า ใจตามเจตนารมณ์ ข องอัล ลอฮฺ สุ บหานะฮุ วะตะอาลา ได้อย่างแน่ นอน อันจะส่ ง ผลให้ก ารอ้างอิ งหลักฐานนั1นไม่ สอดคล้องกับ เกณฑ์การอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการอิสลาม อับดุ ลมุ ตะอาล มุ หัมมัด อัลญิ บรี ย,์ อันนาสิ ค วัลมันสู ค บัย นัล อิ ษบาตร วันนะฟี ย์, มักตะบะฮฺ วะฮฺ บะฮฺ , [ม.ป.ท.], 1407, หน้า : 20-22, ดร.มะหฺ มูด อัฏ-เฏาะหาน, อัลมันหะrุ ลหะดี ษ ฟี มุ ศเฏาะละหิ ลหะดี ษ, มักตะบะฮฺ อัล-มะอาริ ฟ, ริ ย าด, 1425, หน้า : 36, อิบนุเศาะลาหฺ , มุกอ็ ดดิมะฮฺ อิบนุเศาะลาหฺ ฟี อุลูมมิลกุรฺอาน, [ม.ป.พ.], [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], หน้า : 277-288. 109 ดร.ศุบหี ย ์ อัศ-ศอลิหฺ, มะบาหิ ษ ฟี อุลูมิลกุรฺอาน ดารุ ลอิลมฺ อัล-มะลายีน, เลบานอน, 1988, หน้า : 299-312, รศ.ดร.อิสมาแอ อาลี , อุศูลุลฟิ กฮฺ, โรงพิมพ์มิตรภาพ, ปัตตานี, 2552, หน้า : 130-183. 108


42

ท่ า นอิ บ นุ ต ัย มี ย ะฮฺ ไ ด้ ก ล่ า วว่ า “และเราทั" ง หลายได้ รั บ ทราบว่ า อั ล กุ รฺ อ านที บ รรดา เศาะหาบะฮฺ ตาบิอีน และผู้ทีเจริ ญรอยตามพวกเขาได้ อ่า นนั" น แท้ จริ งแล้ วพวกเขาเหล่ า นั" นเป็ น ผู้ทีมีความรู้ ในคําอรรถาธิ บายและความหมายของมันได้ ดีทีสุด ดังทีพวกเขาได้ รับรู้ ในสั จธรรม ทีอัลลอฮฺ ทรงประทานลงมายังเราะสู ลของพระองค์ ศ็ อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสั ลลัม ดังนั" นบุ คคลใด ก็ ต ามที เ ขาสวนทางกั บ คํ า พู ด ของพวกเขาเหล่ า นั" น และอรรถาธิ บ ายอั ล กุ รฺ อ านที ส วนทางกั บ การอรรถาธิบายของพวกเขา แน่ แท้ เขาต้ องประสบกับความผิดพลาดใน(ความเข้ าใจ)ต่ อหลักฐาน และการอ้ างอิงมันทั"งหมดอย่ างแน่ นอน” 110 ด้วยเหตุดงั กล่าวการที"จะเข้าใจในเจตนารมณ์ ของอัลกุรฺอานที" เที"ยงแท้ได้น1 นั ย่อมเป็ นสิ" ง ที"จาํ เป็ นอย่างยิง" ที"ตอ้ งกลับไปหาคําอรรถาธิ บายดังมีรายละเอียดดังต่อไปนี1 ก. คําอรรถาธิ บายอัลกุรฺอานด้วยอัลกุรฺอาน คํา อรรถาธิ บ ายอัล กุ รฺ อานด้ว ยอัล กุ รฺ อานย่ อ มเป็ นแนวทางที" ดี ที" สุ ด ที" จ ะนํา สู่ แ ก่ น แท้ ของความเข้าใจและเจตนารมณ์ของอัลกุรฺอาน ซึ" งอายะฮฺ อลั กุรฺอานที"ได้กล่าวโดยทัว" ไปก็จะมีอายะฮฺ ในตํา แหน่ ง อื" นที" จะมากล่ า วเฉพาะเจาะจง บางอายะฮฺ ที" ไ ด้ก ล่ า วโดยสรุ ป สั1 นๆก็ จะมี อายะฮฺ อื"น มาอธิ บายขยายความ เป็ นต้น 111 ข. คําอรรถาธิ บายอัลกุรฺอานด้วยสุ นนะฮฺ ท่ า นนบี มุ หัม มัด ศ็ อลลัล ลอฮุ อะลัย ฮิ ว ะสั ล ลัม เป็ นผูท้ ี" อรรถาธิ บ ายอัล กุ รฺอาน 112 ซึ" งถู ก ถ่ายทอดเป็ นสุ นนะฮฺ ดังนั1นคราใดที" ไม่มีความสามารถหรื อไม่พบคําอรรถาธิ บายอัลกุรฺอานด้วย อัลกุรฺอานก็ให้กลับไปยังสุ นนะฮฺ เพราะสุ นนะฮฺ เป็ นคําอรรถาธิ บายและเป็ นตัวชี1 แจงในแก่ นแท้ ของอัลกุรฺอานได้เป็ นอย่างดี 113 อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตาอาลา ตรัสว่า ِ ِ ‫ﲔ ﻟِﻠﻨ‬ ‫ﻜ ُﺮو َن‬ ‫ ُﻬ ْﻢ ﻳـَﺘَـ َﻔ‬‫ﺰَل إِﻟَْﻴ ِﻬ ْﻢ َوﻟَ َﻌﻠ‬ُ‫ﺎس َﻣﺎ ﻧـ‬ َ ‫َﻧﺰﻟْﻨَﺎ إِﻟَْﻴ‬ َ  ‫ﺬ ْﻛَﺮ ﻟﺘُﺒَـ‬ ‫ﻚ اﻟ‬ َ ‫َوأ‬ ความว่า “และเราได้ ให้ อัลกุรอานแก่ เจ้ าเพือเจ้ าจะได้ ชี%แจง (ให้ กระจ่ าง) แก่ มนุษย์ ซึงสิ งทีไ ด้ ถูกประทานมาแก่ พวกเขาและเพือ พวกเขาจะได้ ไตร่ ตรอง” 114

อิบนุตยั มียะฮฺ, ตัฟสี รอัลกะบีร, ดารุ ลกุตุบ อัล-อิลมียะฮฺ, เบรุ ต, [ม.ป.ป.], เล่ม 2 หน้า : 229. อิบนุตยั มียะฮฺ, แหล่งเดียวกัน, หน้า : 231, อัซ-ซะฮะบีย,์ อัต-ตัฟสี รวัลมุฟัสสิ รูน, มักตาบะฮฺ วะฮฺ บะฮฺ , อัลกอฮิเราะฮฺ , 1424, เล่ม 1 หน้า : 30, อิบนุกะษีร, ตัฟสี รอัลกุรฺอาน อัล-อะซีม, ดารุ ฏฏ็อยยิบะฮฺ, [ม.ป.ท.], 1420, เล่ม 1 หน้า : 7. 112 อิบนุตยั มียะฮฺ, แหล่งเดิม, หน้า : 231. 113 อัซ-ซะฮะบีย,์ อัต-ตัฟสี ร วัลมุฟัสสิ รูน, มักตาบะฮฺวะฮฺบะฮฺ, อัลกอฮิเราะฮฺ , 1424, เล่ม 1 หน้า : 36 , อิบนุ กะษีร, ตัฟสี รอัลกุรฺอาน อัล-อะซีม, ดารุ ฏฏ็อยยิบะฮฺ, [ม.ป.ท.], 1420, เล่ม 1 หน้า : 7. 114 สูเราะฮฺอนั นะหฺ ลฺ, 16 : 44. 110 111


43

ท่ า นอิ ห ม่ า มอั ช ชาฟิ อี ย ์ ไ ด้ ก ล่ า วว่ า “ในทุ ก ข้ อตั ด สิ น(หุ ก่ ุ ม)ที ท่ านเราะสู ลุ ล ลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสั ลลัม ได้ ให้ ไว้ น" ัน คือความเข้ าใจของท่ านทีม าจากอัลกุรฺอาน” 115 ค. คําอรรถาธิ บายอัลกุรฺอานด้วยคํากล่าวของบรรดาเศาะหาบะฮฺ ครั1นเมื"อไม่ปรากฏคําอรรถาธิ บายด้วยอัลกุรฺอานและสุ นนะฮฺ ในอายะฮฺ หนึ" งอายะฮฺ ใด ก็ให้ กลับไปค้นหาคํากล่าวของบรรดาเศาะหาบะฮฺ เนื" องจากพวกท่านเหล่านั1นมีความเข้าใจในเรื" องนี1ได้ เป็ นอย่างดี และพวกท่านเป็ นสักขีพยานในครั1นที"อลั กุรฺอานถูกประทานลงมา และทราบถึงสภาพที" เป็ นสาเหตุแห่งการประทานอายะฮฺน1 นั และเนื"องด้วยพวกท่านเหล่านั1นมีความเข้าใจที"สมบูรณ์ท1 งั ยัง มีความรู ้ที"ถูกต้องประกอบกับอามัลที"ถูกต้อง(ศอลิหฺ) โดยเฉพาะเหล่านักวิชาการ และผูอ้ าวุโสของ พวกท่านเหล่านั1น จากบรรดาคอลีฟะฮฺท1 งั สี" ท่านแรก และบรรดานักวิชาการผูท้ ี"ได้รับทางนําทั1งหลาย เช่น ท่านอับดุลลอฮฺอิบนุมสั อูดและท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุอบั บาส เป็ นต้น 116 ท่านอิ บนุ ญะรี รได้กล่าวว่า ท่านอับดุ ลลอฮฺ อิบนุ มสั อูดได้กล่าวว่า “ขอสาบานต่ ออัลลอฮฺ ผู้ซึงไม่ มีพระเจ้ าอืนใดนอกจากพระองค์ เท่ านั"น ไม่ มีอายะฮฺ ใดจากคัมภีร์ของอัลลอฮฺ ถูกประทาน ลงมา นอกเสี ยจากฉั น จะทราบว่ า ถู ก ประทานลงมายัง ใคร และถู ก ประทานลงมา ณ ที ใ ด และ ถ้ า หากว่ า มี ผ้ ู อืนรู้ ใ นเรื อ งคั ม ภี ร์ของอั ล ลอฮฺ ม ากกว่ า ฉั น ฉั นต้ อ งไปหาเขาอย่ า งแน่ นอน ถ้ า ไม่ มี อุปสรรคใดๆ ทีฉ ันจะไปให้ ถึงผู้น" ัน” 117 อบู นุ อ ั ย มฺ ได้ ร ายงานไว้ ว่ า จากท่ า นอิ บ นุ ม ั ส อู ด เราะฎิ ย ัล ลอฮุ อ ั น ฮฺ ได้ ก ล่ า วว่ า “แท้ จ ริ ง อั ล ลอฮทรงมองดู หั ว ใจของบ่ า ว แล้ ว ทรงเลื อ กมุ หั ม มั ด ศ็ อ ลลั ล ลอฮุ อ ะลั ย ฮิ ว ะสั ล ลั ม แล้ วทรงแต่ งตั"งให้ ประกาศศาสนา และพระองค์ ทรงเลือกท่ านด้ วยความรู้ ของพระองค์ หลังจากนั"น ก็ทรงมองดูหัวใจของมนุษย์ คนอืน ๆ แล้ วทรงเลือกบรรดาเศาะหาบะฮฺให้ ท่านนบี และทรงให้ พวกเขา เป็ นผู้ ช่วยเหลือในการปกปั กษ์ รักษาศาสนา และให้ เป็ นผู้ทําหน้ าทีช่ว ยเหลือในกิจ การต่ างๆของ ท่ านนบี ศ็ อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสั ลลัม ดังนั"นสิ งทีบรรดาผู้ศรั ทธาเห็นว่ าดี มันก็เป็ นสิ งดี และสิ งที บรรดาผู้ศรัทธาเห็นว่ าน่ าเกลียด มันก็เป็ นความน่ าเกลียด ณ ทีอ ลั ลอฮ” 118 อบูนุอยั มฺ ยงั ได้รายงานไว้อีกว่า จากท่านอับดุลลอฮ อิบนิ อุมรั เราะฎิยลั ลอฮุอนั ฮุมา กล่าวว่า “บุ ค คลใดที ต้ อ งการทํ า ตามแบบอย่ า งที ดี เขาก็ จ งทํ า ตามแบบอย่ า งที ดี ข องผู้ ที ไ ด้ ต ายไปแล้ ว อิบนุตยั มียะฮฺ, ตัฟสี รอัลกะบีร, ดารุ ลกุตุบ อัล-อิลมียะฮฺ, เบรุ ต, [ม.ป.ป.], เล่ม 2 หน้า : 231. อิบนุตยั มียะฮฺ, แหล่งเดิม, หน้า : 232, อิบนุกะษีร, แหล่งเดิม, หน้า : 7.. 117 อิบนุกะษีร, แหล่งเดิม, หน้า : 7-8. 118 “อัลฮุลยะฮฺ ”, เล่มทีA 1 หน้า:375, อ้างถึงใน ชะรี ดะฮฺ อับดุ ลลอฮฺ อัลมะอูชรั ญี, ท่องไปกับมุสลิมรุ่ นแรก, แปลโดย อ.อับดุ ลลอฮฺ แดงโกเมน, อัล-อัศฮาบ, กรุ งเทพ, 2532, หน้า : 6, “ญามิ อุน บะยานิ ลอิ ลมฺ วะฟั ฎลิ ฮิ”, เล่ม 2 หน้า : 947, อ้างถึ งใน ชัยคฺ อะหฺ มดั อิ บนุ อับดุรฺเราะหฺ มาน อัศ-ศุวยั ยาน, มันฮัจญ์ อัต-ตะลักกีย ์ วัล-อิสติดลาลฺ บัยนะอะฮฺลุสสุ นนะฮฺ วัล-มุบฺตะดิอะฮฺ, อัล-มุนตะดา อัล-อิสลามีย,์ [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], หน้า : 50. 115 116


44

เขาเหล่ านั"นคือเศาะหาบะฮฺ ของมุหัมมัด ศ็ อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสั ลลัม พวกเขาเป็ นประชาชาติทีดี ทีส ุ ด เป็ นผู้มีคุณธรรมมาก มีหัวใจทีบริ สุทธิC มีความรู้ อย่ างลึกซึ"ง และเป็ นผู้มีความลําบากน้ อยทีสุด ในการนั บ ถื อ ศาสนา เป็ นกลุ่ ม ชนที อั ล ลอฮฺ ไ ด้ ท รงเลื อ กให้ เ ป็ นสหายของท่ า นนบี มุ หั ม มั ด ศ็ อ ลลั ล ลอฮุ อ ะลั ย ฮิ ว ะสั ล ลั ม และทํ า การสื บ ทอดศาสนาของพระองค์ ดั ง นั" น ท่ า นทั" ง หลาย จงเจริ ญรอยตามความประพฤติอันดีงามของพวกเขาเถิด พวกเขาคือบรรดาเศาะหาบะฮฺ ของท่ าน นบีมุหัมมัด ศ็ อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสั ลลัม ซึ งเขาเหล่ านั"นดํารงอยู่บนทางนําทีเทียงธรรม ขอสาบาน ต่ ออัลลอฮฺและผู้เป็ นเจ้ าของอัล-กะอฺบะฮฺ”119 ง. คําอรรถาธิ บายอัลกุรฺอานด้วยคํากล่าวของบรรดาตาบิอีน ครั1 นเมื" อ ไม่ ป รากฏคํา อรรถาธิ บ ายด้ ว ยอัล กุ รฺ อาน สุ น นะฮฺ และคํา กล่ า วจากบรรดา เศาะหาบะฮฺ ก็ให้กลับไปยังคํากล่าวของบรรดานักวิชาการจากหมู่ชนยุคตาบิอีน เช่ นท่านมุญาฮิ ด อิ บนุ ญบั รฺ ท่า นสะอี ด อิ บนุ Oุบยั รฺ ท่านอิ กริ ม ะฮฺ เมาลาอิ บนุ อบั บาส ท่านอะฏออฺ อิ บนุ อบี รุบาหฺ ท่านอัลหะสัน อัลบัศรี ย ์ และท่านอื"นๆ จากบรรดาตาบิอีนและผูท้ ี"เจริ ญตามพวกเขาเหล่านั1น 120 เนื" อ งจากพวกเขาเหล่ า นั1นมี ชี วิ ตที" ใ กล้เคี ย งที" สุ ด กับ ช่ ว งเวลาแห่ ง การประทานอายะฮฺ เป็ นกลุ่มชนที"มีความเข้าใจในภาษาอาหรับและความรู ้ที"เกี"ยวข้องได้เป็ นอย่างดี เป็ นกลุ่มชนที"ท่องจํา เรื" อ งราวต่ า งๆจากอัล -หะดี ษ ที" ถู ก ถ่ า ยทอดจากท่ า นนบี มุ หัม มัด ศ็ อ ลลัล ลอฮุ อ ะลัย ฮิ ว ะสั ล ลัม สู่ เศาะหาบะฮฺ ของท่ าน เราะฎิ ยลั ลอฮุ อนั ฮุ ม ได้มากที" สุด และพวกท่านเหล่ านั1นคื อกลุ่ ม ชนที" ถู ก ขนานนามและได้รับการรับรองว่าเป็ นกลุ่มชนที"ดีที"สุด 121 ดังที"ท่านเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า ِ ِ ِ ‫ﻳﻦ ﻳـَﻠُﻮﻧـَ ُﻬ ْﻢ‬ َ ‫ اﻟﺬ‬ُ‫ﻳﻦ ﻳـَﻠُﻮﻧـَ ُﻬ ْﻢ ﰒ‬ َ ‫ اﻟﺬ‬ُ‫ﻣ ِﱵ ﻗَـ ْﺮﱐ ﰒ‬ُ‫َﺧْﻴـ ُﺮ أ‬ ความว่า “ทีดีทีสุดในหมู่ประชาชาติของฉั นคือยุคของฉั น หลังจากนั"นคือกลุ่มชน ทีเ จริญรอยตามพวกเขา หลังจากนั"นคือกลุ่มชนทีเ จริญรอยตามพวกเขา”122

“อัลฮุ ลยะฮฺ ”, อ้างถึ งใน ชะรี ดะฮฺ อับดุ ลลอฮฺ อัลมะอูชัรญี , ท่อ งไปกับมุ สลิ มรุ่ นแรก, แปลโดย อ.อับดุ ลลอฮฺ แดงโกเมน, อัล-อัศฮาบ, กรุ งเทพ, 2532, หน้า : 7. 120 อิบนุ กะษีร, ตัฟสี รอัลกุรฺอาน อัล-อะซี ม, ดารุ ฏฏ็อยยิบะฮฺ , [ม.ป.ท.], 1420, เล่ม 1 หน้า : 10, อิบนุ ตยั มี ยะฮฺ , ตัฟสี รอัลกะบีร, ดารุ ลกุตุบ อัล-อิลมียะฮฺ, เบรุ ต, [ม.ป.ป.], เล่ม 2 หน้า : 237-238. 121 อุ ษมาน อิ บนุ อลี หะสัน, มันฮัจญ์ อัล-อิ สติ ดลาล อะลามะสาอิ ล อัล-อิ อฺติกอด,มักตะบะฮฺ อัร-รุ ชดฺ , อัรริ ยาฎ,1418, เล่ม 1 หน้า : 77. 122 บุ ค อรี ย ์, อัล-ญามิ อฺ อัล-มุ สนัด อัศ -เศาะหี หฺ อัล-มุ ค ตะศ็ อ ร,หมวดฟะฎออิ ลิ อัศ หาบิ นนบี ศ็อ ลลัลลอฮุ อ ะลัย ฮิ ว ะสั ลลัม , บรรพฟะฎออิลิ อัศหาบินนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม..., หมายเลขหะดีษ : 3650. 119


45

3.1.3 ตําราอรรถาธิ บายอัลกุรฺอาน บรรดาตําราอรรถาธิ บายอัลกุ รฺอานที" ถูกเรี ยบเรี ยงขึ1 นมานั1น แบ่ งเป็ นประเภทต่า งๆดัง นี1 “ตัฟ สี ร บิ ล มะอฺ ษู ร ” หรื อ ที" เรี ย กว่า การอรรถาธิ บ ายอัล กุ รฺ อานด้ว ยกับ สิ" ง ที" สื บ สายรายงานมา “ตั ฟ สี ร บิ ร เราะอฺ ยิ ” หรื อที" เ รี ยกว่ า การอรรถาธิ บ ายอั ล กุ รฺ อานด้ ว ยกั บ การใช้ ส ติ ปั ญ ญา “ตัฟสี ร อัลมุอาศิร” หรื อทีเรี ยกว่า ตําราอรรถาธิ บายอัลกุรฺอานร่ วมสมัย และ “ตัฟสี รอัล-ฟุเกาะฮาอฺ ” หรื อที" เรี ย กว่า ตํา ราอรรถาธิ บ ายอัล กุ รฺอานของนัก นิ ติศ าสตร์ อิส ลาม เหล่ า นี1 คื อบรรดาตํา ราที" มี ชื"อเสี ยงและเป็ นแหล่งอ้างอิงที"สําคัญสําหรับนักวิชาการต่างๆ ด้วยเหตุน1 ี ในการอ้างอิงหลักฐานทาง วิชาการจากตําราอรรถาธิ บายอัลกุรฺอานนั1น ย่อมมีความจําเป็ นที"ตอ้ งศึกษาแนวทางในการเรี ยบเรี ยง ตํา ราดัง กล่ า วอย่า งละเอี ย ดและรอบคอบ ทั1ง นี1 เพื" อ การอ้า งอิ ง หลัก ฐานมี ป ระสิ ท ธิ ผ ลและเป็ น ที"ยอมรับตามหลักวิชาการ ซึ" งผูว้ จิ ยั ขอนําเสนอตําราต่างๆที"โด่งดังดังนี1 3.1.3.1 ตําราอรรถาธิ บายอัลกุรฺอานประเภท “ตัฟสี ร บิลมะอฺ ษูร” ตําราอรรถาธิ บายอัลกุรฺอานประเภท “ตัฟสี ร บิ ลมะอฺ ษู ร” ที" โด่ งดังมี ดังนี1 ตัฟสี รอิ บ นิ อับ บาส ตัฟ สี รอิ บ นุ อุย ยั นะฮฺ ตัฟ สี รอิ บ นุ อบี หาติ ม ตัฟ สี รอบี อชั -ชัย คฺ อิบ นุ หิบ บาน ตัฟ สี รอิ บ นุ อะฏิ ยะฮฺ (อัล-มุหัรรอรฺ อัล-วะญี ซ ฟี ตัฟสี ริลกิ ตาบ อัล-อะซี ซ) ตัฟสี รอบี ลลัยษฺ อัส-สะมัรก็อนดี ย ์ (บะหฺ รุ ล อุ ลู ม ) ตัฟ สี ร อบี อิ ส หาก(อัล -กัช ฟฺ วัล -บะยาน อัน ตัฟ สี ริ ล กุ รฺ อาน) ตัฟ สี ร อิ บ นุ ญ ะรี ร อัฏ -เฏาะบารี ย ์(ญามิ อุ ล บะยาน ฟี ตัฟ สี ริล กุ รฺ อาน) ตัฟ สี ร อิ บ นุ อบี ชัย บะฮฺ ตัฟ สี ร อัล -บะเฆาะวี ย ์ (มะอาลิม อัต-ตันซี ล) ตัฟสี รอิบนุ กะษีร(ตัฟสี ร อัลกุรฺอาน อัลอะซี ม) ตัฟสี รญะลาลุดดี น อัส-สุ ยฏู ี ย ์ (อัดดุรฺรุลมันษูร ฟี ตตัฟสี ร บิลมะอฺ ษูร) ตัฟสี รอัช-เชากานีย(์ ฟัตหุ ลเกาะดีร) เป็ นต้น ผูว้ จิ ยั ขอนําเสนอรายละเอียดของตําราดังกล่าวเพียงบางเล่มดังนี1 1. ตัฟสี รอิบนุอบั บาส ตํา รา “ตัฟ สี ร อิ บ นุ อ ับ บาส” หรื อ ที" เ รี ย กว่ า “ตัน วี ริ ล มิ ก ยาส มิ น ตัฟ สี ร อิ บ นิ อ ับ บาส” รวบรวมโดย อบู ฏ อฮิ ร มุ หั ม มัด อิ บ นุ ย ะอฺ กู บ อัล ฟั ย รู ซ อาบาดี ย ์ อัช ชาฟิ อี ย ์ เจ้า ของตํา รา “อัล กอมู ส อัล-มุ หีฏ ” อันโด่ งดัง ตัฟสี รอิ บ นิ อบั บาสเป็ นตําราที" ไ ด้รวบรวมคํา อรรถาธิ บายของ เศาะหาบะฮฺ อนั โด่งดังท่านหนึ" งนั1นคือ ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิ อบั บาส เราะฎิยลั ลอฮุอนั ฮุ แต่ส"ิ งที"ควร ให้ค วามตระหนัก นั1นคื อในตํา ราเล่ ม นี1 มีส ายรายงานอย่า งมากมายที" อ้า งอิ ง ถึ ง คํา กล่ า วของท่ า น อิ บ นุ อบั บาส เราะฎิ ย ลั ลอฮุ อ ันฮุ ซึ" ง มี ท1 งั สายรายงานที" เ ศาะหี หฺ และเฎาะอี ฟ ฉะนั1น การอ้า งอิ ง การอรรถาธิ บ ายอัล กุ รฺ อานจากตํา ราเล่ ม นี1 จึ ง ต้อ งมี ก ารตรวจสอบสายรายงานก่ อ นว่า มี ค วาม น่าเชื"อถือมากน้อยเพียงใด 123 123

มะนาอฺ อัล-ก็อฏฏอน, มะบาหิ ษ ฟี อุลูมิลกุรฺอาน, มักตะบะฮฺ วะฮฺบะฮฺ, ไคโร, [ม.ป.ป], หน้า : 350-352.


46

2. ญามิอุลบะยาน ฟี ตัฟสี ร อัลกุรฺอาน ตํารา “ญามิ อุลบะยาน ฟี ตัฟสี ร อัลกุรฺอาน” หรื อ “ตัฟสี ร อัฏ-เฏาะบารี ย”์ เรี ยบเรี ยงโดย อิ ห ม่ า มอิ บ นุ ญ ะรี ร อัฏ -เฏาะบารี ย ์ ถื อ ได้ ว่ า ตํา ราเล่ ม นี1 เป็ นแหล่ ง อ้า งอิ ง ลํา ดับ แรกที" บ รรดา นัก อรรถาธิ บายอัลกุ รฺอานจะกลับไปค้นหาคําอรรถาธิ บ ายของอายะฮฺ ต่า งๆด้วยกับสิ" งที" สืบ สาย รายงานมา 124 “ตัฟสี ร อัฏ-เฏาะบารี ย”์ ถือเป็ นตําราแม่บทที"บรรจุเรื" องราวทั1งหมดที"สืบสายรายงานมา จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บรรดาเศาะหาบะฮ เราะฎิยลั ลอฮุอนั ฮุม และบรรดา ตาบิ อีน เราะหิ มะฮุลลอฮฺ ที"เกี" ยวข้องกับการอรรถาธิ บายอัลกุรฺอาน กระนั1นก็ตามในบรรดา สาย รายงานต่า งๆ มี ท1 งั ที" เศาะหี หฺและเฎาะอี ฟ ซึ" ง ในบ้างครั1ง นั1นผูเ้ รี ย บเรี ย งก็ ไ ด้นํา เสนอข้อมูล ของ นักรายงานว่าเป็ นบุคคลที"มีความน่าเชื"อถือหรื อมีขอ้ บกพร่ อง รวมทั1งผูเ้ รี ยบเรี ยงได้นาํ เสนอทัศนะที" ถูกต้องในกรณี ที"มีคาํ กล่าวที"แตกต่างกัน ทั1งยังมีการวินิจฉัยในบทบัญญัติทางศาสนาพร้ อมกันอี ก ด้วย 3. อัล-มุหรั รอรฺ อัล-วะญีซ ฟี ตัฟสี ริลกิตาบ อัล-อะซี ซ ตํารา “อัล-มุ หัรรอรฺ อัล-วะญี ซ ฟี ตัฟสี ริลกิ ตาบ อัล-อะซี ซ” เรี ยบเรี ยงโดย อิบนิ อะฏิ ยะฮฺ เป็ นตําราที"ผูเ้ รี ยบเรี ยงได้สรุ ปคําอรรถาธิ บายที"มาจากสิ" งที" สืบสายรายงานมา พร้ อมทั1งได้อธิ บาย เติมเต็มเนื1อหาต่างๆด้วยกับความรู ้อนั มากมายของผูเ้ รี ยบเรี ยง 125 4. ตัฟสี รอัลกุรฺอาน อัล-อะซี ม ตํารา “ตัฟสี รอัลกุรฺอาน อัล-อะซี ม” เรี ยบเรี ยงโดย อิหม่ามอิบนุ กะษีร ถื อได้ว่าเป็ นตํารา ประเภทอรรถาธิ บายอัลกุรฺอานด้วยกับสิ" งที" สืบสายรายงานมาที" โด่ งดังและเป็ นแหล่ งอ้างอิ งรอง จากตัฟสี รของท่านอิหม่ามอัฏ-เฏาะบารี ย ์ ซึ" งแนวทางในการอรรถาธิ บายอัลกุรฺอานของผูเ้ รี ยบเรี ยง นั1น นอกจากจะอรรถาธิ บ ายด้ว ยกับ อัล -หะดี ษ หรื อ คํา กล่ า วต่ า งๆที" สื บ สายรายงานจากบรรดา เศาะหาบะฮฺ แล้ว ผูเ้ รี ย บเรี ย งยัง ได้นํา เสนอข้อมู ล ของนัก รายงานอี ก ด้วยว่า เป็ นบุ ค คลที" มี ค วาม น่ า เชื" อถื อหรื อมี ขอ้ บกพร่ อง ทั1ง ยังได้นําเสนอทัศ นะที" ถู ก ต้องในกรณี ที"มี ค าํ กล่ า วที" แตกต่า งกัน ประกอบกับได้ระบุวา่ สายรายงานใดบ้างที"เฎาะอีฟและสายรายงานใดบ้างที"เศาะหี หฺ นอกจากนี1 ใน ตํารายังได้นาํ เสนอพร้อมกับได้ช1 ีแจงความน่าเชื"อถือของเรื" องราวอิสรออีลิยาตหรื อเรื" องราวที"ปรากฏ อยูใ่ นคัมภีร์เล่มก่อนๆจากคัมภีร์เตารอฺ ฮฺและอินญีลที"เกี"ยวข้องกับการอรรถาธิ บายอัลกุรฺอานอีกด้วย และในบ้างครั1งผูเ้ รี ยบเรี ยงก็ได้นาํ เสนอคํากล่าวของบรรดานักวิชาการที"ให้การวินิจฉัยในบทบัญญัติ

124 125

เล่มเดียวกัน, หน้า.: 353. เล่มเดียวกัน, หน้า : 354.


47

ทางศาสนาในประเด็นต่ างๆ พร้ อมทั1งได้ประมวลทัศนะและหลักฐานต่ างๆของนัก วิชาการจาก สํานักคิดต่างๆได้ให้ไว้ 126 3.1.3.2 ตําราอรรถาธิ บายอัลกุรฺอานประเภท “ตัฟสี ร บิรเราะอฺ ย”ิ ตํา ราอรรถาธิ บ ายอัล กุ รฺ อานประเภท “ตัฟ สี ร บิ ร เราะอฺ ยิ ” ที" โ ด่ ง ดัง มี ดัง นี1 127 ตัฟ สี ร อับ ดุ ร เราะหฺ ม าน อิ บ นุ ก ัย สาน อัล -อะศ็ อ ม ตัฟ สี ร อบี อ ะลา อัล -ญิ บ าอี ย ์ ตัฟ สี ร อับ ดุ ล ญับ บารฺ ตัฟ สี ร อัซ -ซะมัค ชะรี ย์( อัล -กัช ชาฟ อัน หะกออิ ก เฆาะวามิ ฎ อัต ตัน ซี ล , อุ ยู น อัล -อะกอวี ล ฟี วุ Oู ฮิ ต ตะ อฺ วี ล ) ตั ฟ สี ร ฟั ค รุ ด ดี น อั ร -รอ ซี ย์ ( ม ะ ฟ า ตี หุ ล ฆ็ อ ย บฺ ) ตั ฟ สี ร อิ บ นุ ฟู ร็ อ ก ตัฟสี รอัน-นะสะฟี ย์(มะดาริ ก อัต-ตันซี ล วะหะกออิกฺ อัต-ตะอฺ วีล) ตัฟสี รอัลคอซิ น(ลุบาบิตตะอฺ วีล ฟี มะอานี ย ์ อัต-ตันซี ล) ตัฟสี รอบีหยั ยาน ตัฟสี รอัล-บัยฎอวีย(์ อันวาริ ต-ตันซี ล วะอัสรอริ ต-ตะอฺ วีล) ตัฟสี รอัลญะลาลัยนฺ (โดยญะลาลุดดี น อัล-มะหัลลี ย ์ กัลญะลาลุดดีน อัส-สุ ยูฏีย)์ ตัฟสี รอัล-กุรฺฏุบีย ์ (อั ล -ญามิ อฺ ลิ อ ะหฺ กามิ ล กุ รฺ อาน) ตั ฟ สี รอบี อ ั ส -สุ อู ด (อิ ร ชาดิ ล อัก ลิ ส สะลี ม อิ ล ามะซายา อัล-กิตาบิลกะรี ม) ตัฟสี รอัล-อาลูสีย(์ รู หุลมะอานี ย ์ ฟี ตัฟสี ริลกุรฺอานิ ลอะซี ม วัส-สะบะอุลมะษานี ย)์ เป็ นต้น

ผูว้ จิ ยั ขอนําเสนอรายละเอียดของตําราดังกล่าวเพียงบางเล่มดังนี1 1. มะฟาตีหุลฆ็อยบฺ ตํารา “มะฟาตีหุลฆ็อยบฺ ” เรี ยบเรี ยงโดย ท่านฟั ครุ ดดี น อัร-รอซี ย ์ ซึ" งในความเป็ นจริ งแล้ว ตําราเล่ มนี1 ท่านฟั ครุ ดดี น อัร-รอซี ย ์ ได้อรรถาธิ บายอัลกุรฺอานถึ งสู เราะฮฺ อลั -อัมบิยาอฺ เพียงเท่านั1น แต่ภายหลังจากท่านเสี ยชีวติ ท่านชิฮาบุดดีน อัล-คูบียม์ าเรี ยบเรี ยงเพิ"มเติมต่อ แต่ไม่ทนั สมบูรณ์ท่าน ก็เสี ย ชี วิตก่ อน ต่ อมาท่ านนัจOฺ มุดดี น อัล-เกาะมูลีย ์จึงได้เติ มเต็ม เนื1 อหาให้ส มบูรณ์ กระทัง" ครบ ทุกสู เราะฮฺ เนื1 อหาที" ปรากฏอยู่ในตํา ราเล่ ม นี1 น1 ัน ผูเ้ รี ย บเรี ยงได้มี ก ารอธิ บ ายความสั ม พันธ์ ระหว่า ง อายะฮฺและสู เราะฮฺต่างๆว่ามีความสัมพันธ์กนั อย่างไร ซึ" งเนื1 อหาส่ วนใหญ่น1 นั ค่อนข้างที"จะหันเหไป ในศาสตร์ ทางคณิ ตศาสตร์ ธรรมชาติ วิทยา ดาราศาสตร์ และปรั ช ญาเสี ยส่ วนใหญ่ ประกอบกับ ขอบข่ ายของการค้นคว้าเรื" องของความเป็ นพระเจ้า ของอัลลอฮฺ น1 นั จะใช้แนวทางในการอ้า งอิ ง 126 127

มะนาอฺ อัล-ก็อฏฏอน, มะบาหิ ษ ฟี อุลูมิลกุรฺอาน, มักตะบะฮฺ วะฮฺบะฮฺ, ไคโร, [ม.ป.ป], หน้า : 355. เล่มเดียวกัน, หน้า : 356.


48

ตามหลักปรัชญาที"ใช้สติปัญญาเป็ นหลัก เช่นเดียวกันในตําเราเล่มนี1ก็ได้นาํ เสนอทัศนะของสํานักคิด ต่ า งๆในประเด็ น ที" เ กี" ย วของกับ บทบัญ ญัติ ต่ า งๆของศาสนา ทั1ง ๆที" เ นื1 อ หาเหล่ า นั1น ไม่ ค่ อ ยมี ความสําคัญมากเท่าไหร่ กบั ศาสตร์ ทางด้านการอรรถาธิ บายอัลกุรฺอาน ดังนั1นโดยภาพรวมแล้วตํารา เล่มนี1 จดั ได้วา่ เป็ นแหล่งความรู ้ที"ได้รวบรวมศาสตร์ ทางวิชาตรรกวิทยาและศาสตร์ ทางดาราศาสตร์ และธรรมวิ ท ยาเป็ นหลัก ซึ" งผู ้เ รี ยบเรี ย งได้ ใ ห้ ค วามสํ า คัญ กับ เนื1 อ หาเหล่ า นั1น เหมื อ นกับ ได้ อรรถาธิ บายอัลกุรฺอาน จึงทําให้ตาํ ราเล่มนี1 ถูกขนานนามว่า “ในตําราเล่มนี1 มีขอ้ มูลที"ครอบคลุมทุก แขนงวิชา ยกเว้นการอรรถาธิ บายอัลกุรฺอาน” 128 2. อัล-บะหฺ รุลมุหีฏ ตํารา “อัล-บะหฺ รุลมุหีฏ” เรี ยบเรี ยงโดย อบูหยั ยาน อัล-อันดะลุสีย ์ อัล-ฆ็อรนาฏีย ์ เป็ นตํารา อีกเล่มหนึ" งที"ได้เรี ยบเรี ยงขึ1นมาที"ให้ความสําคัญกับการนําเสนอศาสตร์ ทางไวยากรณ์ภาษาอาหรับ เป็ นหลัก ซึ" งผูเ้ รี ยบเรี ยงได้นาํ เสนอความคิดเห็ นที"แตกต่างกันของนักภาษาศาสตร์ และยังได้แสดง ทัศนะของตนเองเพื"อให้น1 าํ หนักในเรื" องดังกล่าวอี กด้วย จนอาจจะกล่าวได้ว่าตําราเล่มนี1 เป็ นตํารา ทางศาสตร์ แห่งหลักไวยากรณ์ภาษาอาหรับมากกว่าตําราที"ได้อรรถาธิ บายเนื1อหาของอัลกุรฺอาน 3. ตัฟสี รอัซ-ซะมัคชะรี ย ์ ตํา รา “ตัฟ สี ร อัซ -ซะมัค ชะรี ย ์” หรื อ “อัล -กัช ชาฟ อัน หะกออิ ก เฆาะวามิ ฎ อัต ตันซี ล , อุ ยูน อัล -อะกอวีล ฟี วุOู ฮิตตะอฺ วีล ” เรี ยบเรี ย งโดย ท่ านอัซ-ซะมัคชะรี ย ์ ซึ" ง ท่า นเป็ นผูท้ ี" มีค วาม เลื" อมใสในแนวทางของมุอฺตะซี ละฮฺ 129 ในเรื" องของหลักการศรัทธา และได้ยึดแนวทางของมัซฮับ หะนาฟี ย์เป็ นหลัก ด้วยเหตุน1 ี จึงทําให้ตาํ ราเล่มนี1 ถูกเรี ยบเรี ยงขึ1นมาภายใต้แนวคิดในเรื" องหลักการ ศรัทธาและมัซฮับที"เขาได้ยึดมัน" ในส่ วนของเนื1 อหาส่ วนใหญ่น1 นั จะเกี" ยวข้องกับศาสตร์ ทางภาษา อาหรับ เช่นหลักไวยากรณ์ภาษาอาหรับ หลักการผันภาษาอาหรับ วรรณกรรม และอื"นๆอีกมายมาก ที"เกี"ยวข้องกับศาสตร์ ทางภาษาอาหรับเป็ นหลัก 130 3.1.3.3 ตําราอรรถาธิ บายอัลกุรฺอานประเภท “ตัฟสี ร อัลมุอาศิร” ตําราอรรถาธิ บายอัลกุรฺอานประเภท “ตัฟสี ร อัลมุอาศิร” ที"โด่งดังมีดงั นี1 ก. อัล-ญะวาฮิร ฟี ตัฟสี ริลกุรฺอาน

มะนาอฺ อัล-ก็อฏฏอน, มะบาหิ ษ ฟี อุลูมิลกุรฺอาน, มักตะบะฮฺ วะฮฺบะฮฺ, ไคโร, [ม.ป.ป], หน้า.: 357. แนวคิ ดทีAถือเหตุผลแบบสุ ดโต่ง กล่าวคือการยึดถือเอาเฉพาะภายนอกเป็ นหลัก หมายถึ งว่ากันไปตามเปลื อกนอกของเหตุผล เท่านั/น ไม่นิยมใช้เหตุผลทางสติปัญญา 130 มะนาอฺ อัล-ก็อฏฏอน, มะบาหิ ษ ฟี อุลูมิลกุรฺอาน, มักตะบะฮฺ วะฮฺบะฮฺ, ไคโร, [ม.ป.ป], หน้า.: 358-359. 128 129


49

ตํารา “อัล-ญะวาฮิร ฟี ตัฟสี ริลกุรฺอาน” เรี ยบเรี ยงโดย ชัยคฺ ฏ็อนฏอวีย ์ เญาฮิรีย ์ ถือเป็ นตํารา การอรรถาธิ บายอัลกุรฺอานร่ วมสมัยเล่มหนึ"งที"ได้เรี ยบเรี ยงขึ1นมาเพื"ออรรถาธิ บายอัลกุรฺอานในแง่มุม ที"เกี"ยวข้องกับหลักทางวิทยาศาสตร์ สมัยใหม่เป็ นหลัก เช่นเกี"ยวกับพืช สัตว์และสิ" งธรรมชาติต่างๆ กระนั1นก็ ตามตํา ราเล่ ม นี1 ถื อเป็ นตํา ราเล่ มหนึ" ง ที" มี ค วามผิดพลาดอย่า งมหันต์ใ นการนํา อายะฮฺ อลั กุรฺอานมาอรรถาธิ บาย ซึ" งเราจะพบว่านักวิชาการที"มีองค์ความรู ้ส่วนมากนั1นจะไม่ให้การ ยอมรั บ ในตํา ราเล่ ม นี1 เนื" อ งจากการอรรถาธิ บ ายอัล กุ รฺ อานที" ป รากฏในอยู่ใ นตํา ราเล่ ม นี1 ได้ใ ช้ อายะฮฺ อลั กุรฺอานไปในวิถีทางที"ไม่สอดคล้องกับแก่ นแท้ของความหมายของมัน ด้วยเหตุ น1 ี ตาํ รา เล่มนี1 ถูกขนานนามเหมือนกับตําราตัฟสี รของท่านฟั ครุ ดดีน อัร-รอซี ยว์ ่า “ในตําราเล่มนี1 มีขอ้ มูลที" ครอบคลุมทุกแขนงวิชา ยกเว้นการอรรถาธิ บายอัลกุรฺอาน” ข. ตัฟสี รอัล-มันนาร ตํารา “ตัฟสี ร อัล-มันนาร” เรี ยบเรี ยงโดย สัยยิด มุหัมมัด เราะชี ด ริ ฎอ เป็ นที"ทราบกันดี ว่า ผูเ้ รี ย บเรี ย งนั1นเป็ นบุ คคลผูห้ นึ" ง ที" มี อุดมการณ์ ที"พ ยายามจะเปลี" ย นแปลงและแก้ปัญหาสัง คมใน ยุคปั จจุบนั ท่านยังเป็ นบรรณาธิ การของวารสารอันโด่งดังที"มีชื"อว่า “อัล-มันนาร”อีกด้วย สําหรับ ตําราอรรถาธิ บายอัลกุรฺอานที"ท่านได้เรี ยบเรี ยงนั1น มี เนื1 อหาตั1งแต่สูเราะฮฺ อลั -ฟาติ หะฮฺ ถึงสู เราะฮฺ ยูสุฟ อายะฮฺที" 101 ซึ" งไม่ทนั จะเสร็ จสมบูรณ์ท่านก็ได้เสี ยชีวติ ไปก่อน ตําราเล่มนี1 ถือได้วา่ มีคุณค่าสําหรับประชาชาติอิสลามเป็ นอย่างมาก ท่านได้นาํ สิ" งที"สืบสาย รายงานมาจากบรรดาบรรพชนยุ ค แรกจากประชาชาติ น1 ี จากบรรดาเศาะหาบะฮฺ และตาบิ อี น มาอรรถาธิ บายอัลกุรฺอาน สํานวนที"ท่านได้ใช้ในการอรรถาธิ บายมีความซาบซึ1 งเป็ นอย่างมาก ท่าน ได้อธิ บายในความหมายของอายะฮฺต่างๆด้วยการใช้สาํ นวนที"ง่ายแก่การเข้าใจ ทั1งยังให้ความกระจ่าง ในปั ญ หาต่ า งๆ ประกอบกับ การนํา เสนอวิ ธี ก ารแก้ปั ญ หาสั ง คมด้ว ยกับ ทางนํา แห่ ง อัล กุ รฺอาน ดังที"ท่านได้ต1 งั ปณิ ธานในการเรี ยบเรี ยงตําราเล่มนี1 ของท่านว่า “การทําความเข้าใจในอัลกุรฺอาน เพื"อ เป็ นศาสนาที"ช1 ีนาํ มนุษย์สู่ ความสุ ขแห่งการมีชีวติ ในโลกนี1และโลกหน้า” 131 ค. ฟี ซิ ลาลิลกุรฺอาน ตํา รา “ฟี ซิ ล าลิ ล กุ รฺ อาน” เรี ย บเรี ย งโดย สั ย ยิ ด กุ ฏุ บฺ นัก เคลื" อ นไหวอิ ส ลามอัน โด่ ง ดัง สําหรับตําราเล่มนี1แล้วถือได้วา่ เป็ นตําราอีกเล่มหนึ"งที"ได้อรรถาธิ บายอัลกุรฺอานที"มีเนื1อหาครอบคลุม ชี วิตภายใต้แสงสว่างและทางนําของอัล-อิ สลาม ในส่ วนของวิธีการเรี ยบเรี ยงของสัยยิดกุฏุบฺ น1 ัน ท่านจะเริ" มต้นด้วยการเกริ" นนําภาพรวมของสู เราะฮฺ ภายหลังจากนั1นท่านก็จะนําเสนอความสัมพันธ์ ต่างๆ ของอายะฮฺ และสู เราะฮฺ พร้ อมทั1งได้ให้ความกระจ่างในเป้ าหมายและเจตนารมณ์ของอายะฮฺ และสู เราะฮฺเหล่านั1น การอรรถาธิ บายอัลกุรฺอานของท่านสัยยิดกุฏุบฺ น1 นั ท่านจะนําเสนอสิ" งที"สืบสาย 131

มะนาอฺ อัล-ก็อฏฏอน, มะบาหิ ษ ฟี อุลูมิลกุรฺอาน, มักตะบะฮฺ วะฮฺบะฮฺ, ไคโร, [ม.ป.ป], หน้า.: 361-362.


50

รายงานมาเฉพาะที"เศาะหี หฺเท่านั1น พร้ อมกันนั1นท่านจะกล่าวถึ งบทเรี ยนที"ได้จากการศึกษาอายะฮฺ ต่ า งๆ ด้วยเหตุ ดัง กล่ า วตํา ราเล่ ม นี1 ถื อเป็ นมรดกทางปั ญญาชิ1 นสํ า คัญที" ไ ด้ถ่ า ยทอดแนวคิ ดและ อุดมการณ์ต่างๆ ที"มุสลิมในยุคปั จจุบนั ควรที"จะกลับไปศึกษา 132 3.1.3.2 ตําราอรรถาธิ บายอัลกุรฺอานประเภท “ตัฟสี ร อัล-ฟุเกาะฮาอฺ ” ตํา ราอรรถาธิ บ ายอั ล กุ รฺ อานประเภท “ตั ฟ สี ร อัล -ฟุ เ กาะฮาอฺ ” ที" โ ด่ ง ดั ง มี ดั ง นี1 133 อะหฺ กามุ ลกุ รฺอาน เรี ย บเรี ยงโดย ญัศศ็อศ อะหฺ กามุ ลกุรฺอาน กิ ยาอัลหะรอส อะหฺ ก ามุ ลกุรฺอาน เรี ย บเรี ย งโดย อิ บ นุ อ ัล -อะเราะบี ย ์ อัล -ญามิ อฺ ลิ อ ะหฺ ก ามิ ล กุ รฺ อาน เรี ย บเรี ย งโดย อัล -กุ ร ฏุ บี ย ์ อัล -อิ ก ลี ล ฟี อิ ส ติ น บาฏ อัต -ตัน ซี ล เรี ย บเรี ย งโดย อัส -สุ ยูฏี ย ์ อัต -ตัฟ สี ร อต อัล -อะหฺ ม ะดี ย ะฮฺ ฟี บะยานิ ลอายาต อัช-ชัรอี ยะฮฺ เรี ยบเรี ยงโดย มะลาญิ ยูน ตัฟสี ร อายาติ ลอะหฺ กาม เรี ยบเรี ยงโดย มุ หัมมัด อัส -สายิส ตัฟสี ร อายาติ ล อะหฺ ก าม เรี ย บเรี ย งโดย มันนาอุ ลก็ อฏฏอน อัฎ วาอุ ล บะยาน เรี ยบเรี ยงโดย ชัยคฺ มุหมั มัด อัช-ชันกีฏีย ์ เป็ นต้น 3.2 เกณฑ์ การอ้ างอิงหลักฐานทางวิชาการอิสลามจากหะดีษ เนื" องจากอัล กุ รฺอานได้ป ระมวลหุ กุ่ม (ข้อตัดสิ น)ต่ า งๆ ทางด้า นศาสนาเอาไว้พ อสั ง เขป โดยมิได้ระบุรายละเอียดไว้มากมายนัก จึงต้องอาศัยหะดีษมาอธิ บายอัลกุรฺอาน มาจํากัดความ และ บรรยายถึ งรายละเอียดของหุ กุ่มและจุดมุ่งหมายของหุ กุ่ม หะดี ษยังได้ประมวลหุ กุ่มต่างๆที"ไม่ได้ ระบุไว้ในอัลกุรฺอานเอาไว้ ทั1งนี1 เพื"อเป็ นการยืนยันในเป้ าหมายอันเดี ยวกัน ดังนั1นหะดี ษจึงเป็ นสิ" ง ที"มายืนยัน มาสนับสนุ นสิ" งที"ปรากฏอยู่ในอัลกุรฺอาน ทั1งในด้านอะกีดะฮฺ (หลักศรัทธายึดมัน" ) ด้าน อิบาดาต(การกระทําที"เป็ นการภักดี ต่ออัลลอฮฺ ) ประวัติของประชาชาติในอดี ต มารยาทโดยทัว" ไป และจริ ยธรรมต่างๆ ดังนั1นการอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการจากหะดีษย่อมเป็ นวิถีทางที"จะนําสู่ ทางที" เที"ยงตรงยิง" เช่นเดียวกัน 3.2.1 ค้นหาเรื" องราวต่างๆจากหะดีษ อิ ส ลามเป็ นศาสนาที" มี ค วามสมบู ร ณ์ เพี ย บพร้ อ ม ซึ" งอัล ลอฮฺ สุ บ หานะฮุ ว ะตะอาลา ได้คดั สรรมาให้เป็ นของกํานัลแก่มวลมนุ ษยชาติ อิสลามเท่านั1นที"จะทําให้มนุ ษย์บรรลุ ความผาสุ ก 132 133

เล่มเดียวกัน, หน้า : 362-363. เล่มเดียวกัน, หน้า : 365-366.


51

ทั1งในโลกนี1 และในโลกอาคิเราะฮฺ นับเป็ นความเมตตาของอัลลอฮฺ สุ บหานะฮุ วะตะอาลา ที"ได้ส่ง ท่านนบี มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มายังมวลมนุ ษยชาติ ท1 งั มวล และทําให้อิสลามเป็ น ศาสนาที"สมบูรณ์ เพียบพร้อม อมตะนิรันดรกาล ครอบคลุมทุกอิริยาบถในการดําเนินชีวติ ของมนุษย์ อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตาอาลา ตรัสว่า ِ ِ ِِ ‫ﺎب‬ َ ‫ـﺬ ي ﺑَـ َﻌ‬‫ُﻫ َﻮ اﻟ‬ َ ‫ﻣﻴ‬ ‫ﺚ ِﰲـ اْﻷُـ‬ َ َ‫ ُﻤ ُﻬ ُﻢ اﻟْـﻜﺘ‬‫ﻛﻴ ِﻬ ْﻢ َوﻳُـ َﻌﻠ‬‫ﻣْﻨ ـ ُﻬ ْﻢ ﻳَـْﺘ ـﻠُﻮ َﻋـﻠَْﻴ ِﻬ ْﻢ آﻳَﺎﺗـﻪ َوﻳُـَﺰ‬ ‫ﲔ َر ُﺳﻮًﻻـ‬ ِ ِ ِْ ‫و‬ ٍ ِ‫ﻣﺒ‬ ‫ﺿ َﻼ ٍل‬ ‫ﲔ‬ َ ‫ْﻤﺔَ َوإِن َﻛﺎﻧُﻮا ﻣﻦ ﻗَـْﺒ ُﻞ ﻟَﻔﻲ‬ َ ‫اﳊﻜ‬ َ ความว่า “พระองค์ ทรงเป็ นผู้แต่ งตั"งเราะสู ลขึ"นคนหนึ งในหมู่ ผ้ ูไม่ ร้ ู จักตําราจาก พวกเขาเอง เพือ สาธยายบรรดาโองการต่ าง ๆ ของพระองค์ แก่ พวกเขา และ ทรงทํา ให้ พวกเขาผุดผ่ อง และทรงสอนคัมภีร์และความสุ ขุมคัมภีรภาพแก่ พวกเขา และ แม้ ว่าแต่ ก่อนนีพ" วกเขาอยู่ในการหลงผิดอย่ างชั ดแจ้ งก็ตาม” 134 ด้วยความความสมบูรณ์ เพียบพร้ อมของศาสนาอิ สลาม ชาวยิวคนหนึ" งได้กล่ าวแก่ ท่า น สัลมาน อัลฟาริ สีย ์ เราะฎิ ยลั ลอฮุอนั ฮุ ว่า “ท่ านนบี ศ็ อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสั ลลัมของพวกท่ านได้ สอนพวกท่ านในทุกเรื อง แม้ กระทังเรื องในห้ องนํ"ากระนั"นหรื อ ท่ าน(สั ลมาน)จึงได้ ตอบว่ า ใช่ แล้ ว (ท่ า นนบี )ได้ สังห้ า มพวกเราไม่ ใ ห้ ผินหน้ า ไปยังทิศกิบละฮฺ ใ นขณะทีอุ จ จาระหรื อปั ส สาวะ และ สั งห้ ามพวกเราชํ าระสิ งโสโครกด้ วยมือขวา และให้ ชําระด้ วยก้ อนหินไม่ น้อยกว่ า 3 ก้ อน และมิให้ เช็ ด ด้ วยสิ งทีใ ช้ เป็ นอาหารและด้ วยกระดูก” 135 ท่านอิ หม่ามบุ รบุ ฮารี ย ์ ได้กล่าวว่า “เมือท่ านได้ ยินบุคคลหนึ งตําหนิ ในอาษาร(หะดีษ) 136 หรือปฏิเสธในอาษาร หรือมีความประสงค์ อนื จากอาษาร(ของท่ านเราะสู ลุลลอฮฺ) (แน่ แท้ )เขาคือ ผู้ที ได้ กล่ าวร้ ายต่ ออิสลาม และไม่ เป็ นทีสงสั ยแม้ แต่ อย่ างใดว่ าเขาต้ องเป็ นผู้ทีปฏิบัติตามอารมณ์ ใฝ่ ตํา และเป็ นผู้ทชี อบทําสิ งทีอ ุตริกรรมอย่ างแน่ นอน” 137

สูเราะฮฺrุมอะฮฺ, 62 : 2. มุสลิม, เศาะหี หฺ, หมวดอัฏ-เฏาะฮาเราะฮฺ, บรรพอัล-อิสติฏอบะฮฺ, หมายเลขหะดีษ : 229. 136 อาษารเป็ นพหูพจน์ของคําว่า อะษัร แปลว่า ร่ องรอยมากมาย ซึA งนักวิชาการหะดี ษส่ วนใหญ่มีความเห็นว่าอาษารมีความหมาย เดียวกันกับหะดีษ 137 บุรบุฮารี ย,์ “ชัรหุ สสุ นนะฮฺ ,” หน้า : 51, อ้างถึงใน ชัยคฺ อะหฺ มดั อิบนุ อบั ดุ รฺเราะหฺ มาน อัศ-ศุวยั ยาน, มันฮัจญ์ อัต-ตะลักกี ย ์ วัล-อิสติดลาลฺ บัยนะอะฮฺลิสสุ นนะฮฺ วัล-มุบฺตะดิอะฮฺ, อัล-มุนตะดา อัล-อิสลามีย,์ [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], หน้า : 39, 134 135


52

โดยแน่ แท้หะดี ษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั1นเป็ นหลักยึดอันสําคัญของ ชาวอะฮฺ ลุสสุ นนะฮฺ รองลงมาจากอัลกุรฺอาน 138 ฉะนั1นการค้นหาเรื" องราวต่างๆเพื"อดู ว่าหะดี ษได้ วางตัว บท หรื อบทบัญ ญัติ ส นั บ สนุ น ประเด็ น ปั ญ หาต่ า งๆหรื อ ไม่ น1 ัน ย่ อ มเป็ นสิ" ง ที" ต้อ งให้ ความสําคัญเป็ นอย่างยิง" ในการอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการ 3.2.1.1 เนื1อหาหลักของหะดีษ หะดี ษ ประกอบไปด้ ว ยคํา พู ด การกระทํา การรั บ รองและคุ ณ ลัก ษณะของท่ า นนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม 139 บรรดานักวิชาการได้กล่าวว่า ที"มาของหะดี ษหรื อสุ นนะฮฺ นั1นก็คือ คําพูดของท่านนบี การกระทํา การนอน การตื"น การเคลื"อนไหว การหยุดนิ"ง การยืน ความใจบุญการ วินิจฉัย การประกอบอิบาดะฮฺ ชีวประวัติ การส่ งกองทัพออกไปสงคราม การทําสงคราม การล้อเล่น ความอุตสาหะ คําปราศรัย การกิน การดื"ม การเดิน การหยอกล้อกับครอบครัว การฝึ กม้า สาส์ นของ ท่า นที" ส่ ง ไปถึ งผูท้ ี" ไม่ ไ ด้เป็ นมุ ส ลิ ม และผูท้ ี" เป็ นมุ ส ลิ ม การทํา สนธิ สั ญญา เอกสาร และลักษณะ โดยทัว" ไปของท่าน 140

3.2.2 รวบรวมและตรวจสอบตัวบทและสายรายงานของหะดีษ เนื" องจากตลอดระยะเวลา 23 ปี ที" บ รรดาเศาะหาบะฮฺ เราะฎิ ยลั ลอฮุ อนั ฮุ ม ได้ใ ช้ชี วิตอยู่ ร่ วมกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในการนี1ได้มีบรรดาเศาะหาบะฮฺ ของท่านทั1งชายและ หญิ ง จํา นวนมากมายที" ไ ด้จดจํา และรายงานเรื" อ งราวต่ อๆกัน มา คื อ ในช่ วงที" ท่ า นพํา นัก อยู่ใ น นครมัก กะฮฺ ก่ อนอพยพ และที" นครมะดี นะฮฺ หลังอพยพ โดยที" พ วกเขาจดจํา เรื" องที" เกี" ยวกับ หุ กุ่ ม ทางศาสนา เรื" องที" เกี" ยวกับอิบาดะฮฺ สิ" งที" หะลาล สิ" งที"หะรอม แล้วพวกเขาได้นาํ มาปฏิ บตั ิ ใช้เป็ น ตัวบท เป็ นแบบอย่างในการตัดสิ นปั ญหาต่างๆ และได้รายงานในเรื" องราวต่างๆให้กบั บุคคลที"อยู่

ดร.หะสัน มุหมั มัด มักบูลีย ์ อัล-อะฮฺดลั , มุศเฏาะละหุ ลหะดีษ วะริ ญาลิฮิ, มักตะบะฮฺ อัล-ญัยลุลญะดีด, เยเมน, 1410, หน้า : 20. ดร.หะสัน มุหัมมัด มักบูลีย ์ อัล-อะฮฺ ดัล, เเหล่งเดิ ม, หน้า : 11, มุหัมมัด อิ บนุ ลุฏฟี ย์ อัศ-เศาะบาฆฺ , อัล-หะดี ษ อัน-นะบะวีย,์ อัลมักตับ อัลอิสลามีย,์ เบรุ ต, 1418, หน้า : 118. 140 ดร.อับดุลลอฮฺ มะหฺ มูด ชะฮาด๊ะฮฺ, อุลูมุลหะดีษ, แปลโดย อ.ชากิรีน บุญมาเลิศ, ศูนย์ภาษาอาหรับ, กรุ งเทพ, 2528, หน้า : 2. 138 139


53

ร่ วมสมัยกับท่าน เหตุการณ์ได้ดาํ เนินไปอย่างนั1นตลอดสมัยของพวกเขา และในสมัยตาบิอีนในเวลา ต่อมา จนกระทัง" ถึงสมัยที"เริ" มมีการบันทึกหะดีษ 141 ตัวบทหะดีษหรื อมะตันคือ สิ" งที"พาดพิงไปยังท่านนบีมุหมั มัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม หรื อบรรดาเศาะหาบะฮฺ เราะฎิ ยลั ลอฮุ อนั ฮุ ม ซึ" งในแต่ละประเด็นนั1นอาจจะมี การรายงานตัวบท หะดี ษ หลากหลายสํา นวน เช่ น เดี ย วกันสะนัดหรื ออิ ส นาดคื อสายรายงานของหะดี ษ 142 เป็ นคํา เฉพาะที"ใช้กบั อัล-หะดีษทุกประเภทเพื"อจุดประสงค์ของการตัดสิ นอัล-หะดีษในแง่ของการนําไปใช้ เป็ นหลักฐานสําหรั บการยืนยันต่อคําพูด และการกระทําตลอดจนการยอมรั บให้มีน1 าํ หนักเป็ นที" ยอมรับได้ อิสนาดมีความประเสริ ฐที"เด่นชัด เนื" องจากด้วยอิสนาดสามารถปกป้ องบทบัญญัติจาก การปะปน เบี"ยงเบน อุตริ กรรม และการโกหกของบุคคลหนึ" งบุคคลใดที"ไม่ประสงค์ดีต่ออิ สลาม หากไม่สามารถยืนยันในความถูกต้องของสะนัดก็จะไม่มีการรับฟั งหะดีษตลอดจนให้การยอมรับ หะดีษโดยเด็ดขาด ท่ า นอิ ห ม่ า มอะหฺ ม ัด อิ บ นุ หั ม บัล ได้ก ล่ า วในเรืA อ งนี/ ว่า “หะดี ษ หากไม่ มี ก ารรวบรวม สายรายงานของมันแล้ วย่ อมจะไม่ เกิดความเข้ าใจในความหมายของมันอย่ างแน่ นอน และหะดีษนั%น จะทําหน้ าทีอ ธิบาย (ขยายความและเติมเต็มความสมบูรณ์ ซึงกันและกัน)” 143 ในการตรวจสอบสายรายงานหะดี ษนั/น ท่านมุ หัมมัด อิ บนุ สีรีนได้กล่ าวไว้ว่า “พวกเขา (บรรดาเศาะหาบะฮฺ) ไม่ เคยสอบถามมาก่ อนเกีย วกับอิสนาดหะดีษ เมือฟิ ตนะฮฺเกิดขึน% พวกเขาก็เริ ม มีการตรวจสอบสถานะของนักรายงานโดยให้ บอกชื อของเขา ดังนั%น เมือหะดีษมาจากการรายงาน ของกลุ่มอะฮลุสสุ นนะฮฺพวกเขาจะยอมรับหะดีษ และเมือพบว่ าหะดีษมาจากกลุ่มบิดอะฮฺพวกเขาจะ ไม่ รับหะดีษ” 144 ท่านอิบนุ ตยั มียะฮฺ ได้กล่าวว่า “ย่ อมมีความจําเป็ น(วาญิบ)ทีจะต้ องแยกแยะว่ าหะดีษบทใด เศาะหีหฺและอุปโลกน์ ขึน% มา แท้ จริงหะดีษนั%นคือสั จธรรมไม่ ใช่ สิงทีมดเท็จ คือหะดีษทีเศาะหีหฺไม่ ใช่ หะดีษทีอุปโลกน์ (เมาฎูอฺ) นีคือรากฐานทีสําคัญสํ าหรั บมุสลิมโดยรวม และสํ าหรั บบุคคลทีต้องการ เรียกร้ องไปสู่ สุนนะฮฺโดยเฉพาะ” 145

141 142 143 144

ดร.อับดุลลอฮฺ มะหฺ มูด ชะฮาด๊ะฮฺ, อุลูมุลหะดีษ, แปลโดย อ.ชากิรีน บุญมาเลิศ, ศูนย์ภาษาอาหรับ, กรุ งเทพ, 2528, หน้า : 2. ดร.มุหมั มัด อบูล-ลัยษฺ อัล-คอยร์ อาบาดีย,์ อุลูมุลหะดีษ อะศีลุฮา วะมะอาศิรุฮา, ดารุ ชชากิร, มาเลเซีย, 1426, หน้า : 26. อัลเคาะฏีบ อัลบัฆดาดีย,์ อัลญามิอฺ ลิอคั ลาก อัร-รอวีย,์ มักตาบะฮฺ อัลมะอาริ ฟ, อัรริ ยาฎ, 1403, เล่ม 2 หน้า 212. มุสลิม, เศาะหี หฺ, หมวดมุกอ็ ดดิมะฮฺ อัล-อิหม่ามมุสลิม เราะหิ มะฮุลลอฮฺ, บรรพบะยานอันนัลอิสนาด มินดั ดีน, หมายเลขหะดี ษ :

27. อิ บนุ ตยั มี ยะฮฺ , “มัจrฺ มูอฺ อัลฟะตาวา,” หน้า 3/380, อ้างถึ งใน ชัยคฺ อะฮฺ มดั อิ บนุ อบั ดุ รฺเราะฮฺ มาน อัศ-ศุ วยั ยาน, มันฮัจญ์ อัต-ตะลักกีย ์ วัล-อิสติดลาลฺ บัยนะ อะฮฺลิสสุ นนะฮฺ วัล-มุบฺตะดิอะฮฺ, อัล-มุนตะดา อัล-อิสลามีย,์ [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], หน้า : 46. 145


54

ท่ า นได้ก ล่ า วอี ก ว่า “การอ้ า งอิง หลั ก ฐานโดยไม่ ร้ ู ถึ ง ความถู ก ต้ อ งหรื อ ไม่ น% ั น ไม่ เป็ นที อนุ ญ าตโดยมติ เ อกฉั น ท์ เนื อ งจากเป็ นคํ า กล่ า วที ป ราศจากความรู้ และเป็ นสิ ง ที ห ะรอมดั ง (มี หลัก ฐาน)ปรากฏในอัล กุรฺอ าน ในสุ นนะฮฺ และอิจ Mฺ มาอฺ (มติ เอกฉั นท์ )ของบรรดานั ก วิชาการ ทั%งหลาย” 146 ดังนั1น ในการอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการนั1น จึงมี ความจําเป็ นที"ตอ้ งรวบรวมตัวบทและ ตรวจสอบสายรายงานทั1งหมดที"เกี"ยวข้องกับประเด็น 147 ทั1งนี1 เพื"อสามารถบรรลุถึงแก่นแท้ของความ เข้าใจในรายละเอียดบริ บทต่างๆของหะดีษ อีกทั1งยังสามารถเป็ นสิ" งยืนยันถึงความถูกต้องและเป็ นที" ยอมรับในในการอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการอิสลามได้ 3.2.2.1 ระดับและหุ ก่มุ ต่างๆของหะดีษ ระดับและหุ ก่มุ ต่างๆของหะดีษแบ่งออกเป็ น 2 ประเภท

148

ก. หะดีษมักบูล คือหะดีษทีAครบเงืAอนไขต่าง ๆ ทีAสามารถให้การยอมรับและ นํามาใช้เป็ นหลักฐานได้ (1) เงืAอนไขของหะดีษมักบูล การทีAจะเรี ยกว่าเป็ นหะดีษมักบูลจะต้องประกอบด้วยเงืAอนไขดังนี/ 1. สายรายงานติดต่อกัน 2. ผูร้ ายงานมี คุณธรรม 3. ผูร้ ายงานมี ความจําทีAดีหรื อดี เยีAยม 4. ผูร้ ายงานไม่มีความบกพร่ อง 5. ผูร้ ายงานไม่มีการปกปิ ดทีAซ่อนเร้น 6. การรายงานไม่ขดั แย้งกับการรายงานของคนอืAน 7. ได้รับ การสนับสนุนจากสายรายงานอืAน (2) ระดับของหะดีษมักบูล หะดีษมักบูลพิจารณาเงืAอนไขต่าง ๆ นั/น แบ่งออกเป็ น 2 ระดับคือ หะดีษเศาะหี หฺและหะดีษ หะสัน (2.1) หะดีษเศาะหี หฺ คือหะดี ษที"มีสายรายงานต่อเนื" องกันโดยได้รายงานมาจากผูท้ ี"มีความจําดีสู่ ผูท้ ี"มีความจําดี ไปจนสุ ดสายรายงาน ไม่เป็ นหะดีษที"ขดั แย้งกับสายรายงานที"มีความน่าเชื" อถือมากกว่า และไม่เป็ น 146 147 148

อิบนุตยั มียะฮฺ, มินฮาrุส-สุ นนะฮฺ อัน-นะบะวีย,์ [ม.ป.ท.], 1406, เล่ม 7, หน้า : 168. ดร.วะลีด อิบนุหะสัน อัล-อานีย,์ มันหัจrฺ ดิรอสะฮฺ อัล-อะสานีด วัล-หุ กมุอะลัยฮา, ดารุ นนะฟาอิส, จอร์แดน, 1418, หน้า : 189. ผศ.ดร.อับดุลลอฮฺ การี นา, มุศเฏาะละหฺ อัลหะดีษ, วิทยาลัยอิสลามศึกษา, ปัตตานี, 2549, หน้า : 99.


55

หะดีษที"มีขอ้ บกพร่ องที"ซ่อนเร้น 149 หะดีษเศาะหี หฺเป็ นแหล่งที"มาของบทบัญญัติอิสลามในทุกๆด้าน รองจากอัล กุ รฺ อาน เนื" อ งจากเป็ นส่ ว นหนึ" งของวะหฺ ยูที" ถู ก ประทานลงมาแก่ ท่ า นนบี มุ หั ม มัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และบรรดานักวิชาการในทุ กมัซฮับมี ความเห็ นพ้องกันว่า วาญิ บที" จะต้องนําหะดีษเศาะหี หฺมาเป็ นหลักฐานในทุกๆเรื" องที"เกี"ยวกับศาสนาและวิชาการต่างๆ 150 (2.1.1) ประเภทของหะดีษเศาะหี หฺ บรรดานักวิชาการได้แบ่งหะดีษเศาะหี หฺออกเป็ น 2 ประเภท คือ (2.1.1.1) หะดีษเศาะหี หฺลิซาติฮฺ คือหะดีษที"มีสายรายงานติดต่อกัน ผูร้ ายงานที"มี คุ ณธรรม ผูร้ ายงานที" มีความจําดี เยี"ยมผูร้ ายงานไม่ ขดั แย้งกันกับ คนอื" น และผูร้ ายงานไม่มี ความ บกพร่ อง 151 (2.1.1.2) หะดีษเศาะหี หฺลิฆอยริ ฮฺ คือหะดีษหะสันลิซาติฮฺที"ได้รับการสนับสนุ น จากสายรายงานอื"นที"มีฐานะเดียวกันหรื อมีฐานะสู งกว่า 152 (2.2) หะดีษหะสัน คื อ หะดี ษ ที" มี ส ายรายงานต่ อ เนื" อ งกัน โดยได้รายงานมาจากผูท้ ี" มี ค วามจํา พอใช้สู่ ผูท้ ี" มี ความจําพอใช้ ไม่เป็ นหะดีษที"มีผรู ้ ายงานน้อย และไม่เป็ นหะดี ษที"มีขอ้ บกพร่ อง หะดีษหะสันนี1อยู่ ในตําแหน่งใกล้เคียงกับหะดีษเศาะหี หฺมากในการอ้างอิงหลักฐาน และนํามาปฏิบตั ิเพราะมีเงื"อนไข ที"เป็ นที"ยอมรับ แต่ที"ดอ้ ยกว่าก็เนื" องมาจากความจดจําของผูร้ ายงานด้อยกว่าผูร้ ายงานหะดีษเศาะหี หฺ ด้วยเหตุน1 ี นกั วิชาการบางกลุ่มจึงได้บรรจุหะดี ษประเภทนี1 ไว้ในหนังสื อเศาะหี หฺถึงแม้ว่าตําแหน่ ง ฐานะจะไม่ทดั เทียมกันก็ตาม153 (2.2.1) ประเภทของหะดี ษ หะสั น บรรดานั ก วิ ช าการได้แ บ่ ง หะดี ษ หะสั น ออกเป็ น 2 ประเภท คือ (2.2.1.1) หะดี ษ หะสั นลิ ซ าติ ฮฺ คื อหะดี ษ ที" มี ส ายรายงานติ ดต่ อกัน จากการ รายงานของผูร้ ายงานที"มีคุณธรรมและมีความจําดีจากบุคคลที"มีสถานภาพเดียวกันจนถึ งปลายสาย รายงาน การรายงานนั1นไม่ขดั แย้งกับการรายงานของคนอื"นและไม่มีความบกพร่ องด้วย 154 (2.2.1.2) หะดีษหะสันลิฆอยริ ฮฺ คือ หะดีษเฎาะอีฟที"ได้รับการสนับสนุ นจากสาย รายงานอื" น 155 หะดี ษหะสันลิ ฆอยริ ฮฺมีฐานะตํ"ากว่าหะดี ษหะสันลิ ซาติฮฺและมีฐานะสู งกว่าหะดี ษ 149 150 151 152 153 154 155

อิบนุศเศาะลาหฺ , อุลูมุลหะดีษ, ดารุ ลฟิ กรฺ , ดิมชั ก, 1406, หน้า : 12. ผศ.ดร.อับดุลลอฮฺ การี นา, มุศเฏาะละหฺ อัลหะดีษ, วิทยาลัยอิสลามศึกษา, ปัตตานี, 2549, หน้า : 104. “อิบนุศเศาะลาหฺ หน้า : 10,” อ้างถึงใน ผศ.ดร.อับดุลลอฮฺ การี นา, แหล่งเดิม หน้า : 104. ผศ.ดร.อับดุลลอฮฺ การี นา, แหล่งเดิม หน้า : 106. ดร.อับดุลลอฮฺ มะหฺ มูด ชะฮาด๊ะฮฺ, อุลูมุลหะดีษ, แปลโดย อ.ชากิรีน บุญมาเลิศ, ศูนย์ภาษาอาหรับ, กรุ งเทพ, 2528, หน้า : 40. ผศ.ดร.อับดุลลอฮฺ การี นา, มุศเฏาะละหฺ อัลหะดีษ, วิทยาลัยอิสลามศึกษา, ปัตตานี, 2549, หน้า : 109. เล่มเดียวกัน, หน้า : 112.


56

เฎาะอี ฟ หะดี ษ เฎาะอี ฟ ญิ ด ดัน และหะดี ษ เมาฎู อฺ ถึ ง แม้ว่า เดิ ม นั1น เป็ นหะดี ษ เฎาะอี ฟ ก็ ต าม 156 หะดี ษ หะสั นลิ ฆอยริ ฮฺเป็ นส่ วนหนึ" ง ของหะดี ษ มัก บู ล ดัง นั1นวาญิ บ นํา ไปใช้เป็ นหลัก ฐานและ สามารถปฏิบตั ิตามในทุกๆเรื" องเช่น อะกีดะฮฺ อิบาดะฮฺ หะลาลและหะรอม เป็ นต้น 157 ข. หะดีษมัรดูด 158 คือ หะดีษทีAขาดคุณสมบัติของหะดีษมักบูล (1) สาเหตุของหะดีษมัรดูดมี 3 ประการคือ 1.สาเหตุมาจากความบกพร่ องใน กระบวนการรายงาน 2. สาเหตุมาจากความบกพร่ องในแง่ความจําของผูร้ ายงาน 3. สาเหตุมาจาก ความบกพร่ องในแง่คุณธรรมของผูร้ ายงาน (2) ระดับของหะดีษมัรดูด เมืAอพิจารณาสาเหตุของหะดี ษมัรดูดทั/งสามประการข้างต้นแล้ว หะดี ษมัรดูดสามารถแบ่ง ออกเป็ น 3 ระดับ คือ หะดีษเฎาะอีฟ หะดีษเฎาะอีฟญิดดัน และหะดีษเมาฎูอฺ (2.1) หะดีษเฎาะอีฟ คือหะดีษที"สายรายงานไม่อยูใ่ นขอบข่ายของหะดีษเศาะหี หฺและหะดีษหะสัน 159 หะ ดี ษ ประเภทนี1 จะมี ประเภทและระดับที" แตกต่ างกันไป การนํา หะดี ษ เฎาะอี ฟ ไปใช้เป็ นหลัก ฐาน อ้างอิงและปฏิบตั ิตามเท่าที"ปรากฏในบรรดานักวิชาการนั1นอาจจําแนกออกเป็ น 3 กลุ่ม คือ (2.1.1) อนุญาตให้นาํ หะดีษเฎาะอีฟไปใช้เป็ นหลักฐานได้ในทุกๆเรื" องที"เกี"ยวกับ เรื" องศาสนา เช่น อะกีดะฮฺ อิบาดะฮฺ หุ กุ่มหะกัม เรื" องราวต่างๆ คุณค่าของอะมัล การสนับสนุ นให้ทาํ ความดี และห้ามปรามทําความชั"ว นักวิชาการกลุ่ มนี1 ได้แก่ อิ หม่า มอะหฺ มดั อิ บนุ หัมบัล อิ หม่า ม อับดุ รเราะหฺ มาน อิบนุ มะฮฺ ดีย ์ และท่านอื"นๆที"มีความเห็ นเหมือนกัน เหตุผลของนักวิชาการกลุ่มนี1 ได้แก่ หะดีษเฎาะอีฟมีฐานะดีกว่าการใช้หลักการกิยาส (อนุ มาน) และความคิดของบุคคลใดบุคคล หนึ"ง 160 (2.1.2) ไม่อนุญาตนําหะดีษเฎาะอีฟมาใช้เป็ นหลักฐานที"เกี"ยวกับทุก ๆ เรื" องของ ศาสนาโดยเด็ดขาด การปฏิบตั ิของนักวิชาการกลุ่มนี1 ตรงกันข้ามกับนักวิชาการกลุ่มแรกโดยสิ1 นเชิ ง นักวิชาการกลุ่ มนี1 ได้แก่ อิ หม่ามอัลบุ คอรี ย ์ อิหม่ามมุสลิ ม ท่านยะหฺ ยา อิ บนุ มะอี น ท่านอบูบกั รฺ อิบนุ อลั อะรอบีย ์ ท่านอิบนุ หซั มฺ ท่านอะบูชามมะฮฺ และท่านอัชเชาวกานี ย ์ เหตุผลของนักวิชาการ กลุ่มนี1 คือหะดีษเศาะหี หฺและหะดีษหะสันที"กล่าวถึงเรื" องที"เกี"ยวกับศาสนามีมากมายเพียงพอต่อการ

156 157 158 159 160

เล่มเดียวกัน, หน้า : 115. เล่มเดียวกัน, หน้า : 116. เล่มเดียวกัน, หน้า : 119-120. อิบนุศเศาะลาหฺ , อุลูมุลหะดีษ, ดารุ ลฟิ กรฺ , ดิมชั ก, 1406, หน้า : 41. ผศ.ดร.อับดุลลอฮฺ การี นา, แหล่งเดิม, หน้า : 124.


57

นําไปใช้เป็ นหลักฐานได้ และที"สําคัญ คือการยืนยันหุ กุ่ม ของแต่ละเรื" องที"เกี" ยวกับศาสนาก็ตอ้ งมา จากหะดีษเศาะหี หฺและหะดีษหะสัน ไม่ใช่มาจากหะดีษเฎาะอีฟ 161 (2.1.3) อนุ ญ าตให้ นํา หะดี ษ เฎาะอี ฟ เป็ นหลัก ฐานและปฏิ บ ัติ ต ามได้เ ฉพาะ หะดีษเฎาะอีฟที"เกี"ยวข้องกับคุณค่าของอะมัล การสนับสนุนให้ทาํ ความดีและห้ามปรามทําความชัว" และเกี"ยวกับเรื" องที"เป็ นหุ กุ่มสุ นตั กลุ่มนี1แบ่งออกเป็ น 2 ทัศนะ 162 (ก) มีความเห็นว่าอนุญาตให้นาํ หะดีษเฎาะอีฟใช้เป็ นหลักฐานและปฏิบตั ิตามได้ เฉพาะที" เ กี" ย วกั บ เรื" องดั ง กล่ า วเท่ า นั1 นโดยไม่ มี เ งื" อ นไขใด ๆ ทั ศ นะนี1 เป็ นทั ศ นะของ ท่ า นอิ บ นุ อ ัล มุ บ าร๊ อ ก ท่ า นสุ ฟ ยาน อัษ เษารี ย ์ ท่ า นสุ ฟ ยาน อิ บ นุ อุ ย ยั นะฮฺ และท่ า นอัล หาฟิ ซ อัส-สะคอวีย ์ ซึ" งอิหม่ามอันนะวะวียใ์ ห้การสนับสนุนทัศนะนี1โดยอธิ บายว่า “นักวิชาการหะดีษ ฟิ กฮฺ และนักวิชาการอื"น ๆ มีความเห็นว่า เป็ นหุ กุมญาอิซ 163 และหุ กุ่มสุ นตั 164 ในการนําหะดีษเฎาะอีฟไป เป็ นหลักฐานและปฏิบตั ิตามที"เกี"ยวข้องกับคุ ณค่าของอะมัล การสนับสนุ นให้ทาํ ความดีและ ห้าม ปรามการทําความชัว" ตราบใดที"หะดีษเฎาะอีฟนั1นไม่ถึงระดับหะดีษเมาฎูอฺ ส่ วนเรื" องหะลาลและหะ รอม การค้าขาย การแต่งงาน การหย่าและอื"นๆ ให้ใช้เฉพาะหะดีษเศาะหี หฺและหะดีษหะสันเท่านั1น เว้นแต่ในกรณี ที"มีแต่หะดี ษเฎาะอีฟเท่านั1นที"ระบุเกี"ยวกับเรื" องดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ทางที"ดีที"สุด ควรหลีกเลี"ยงจากการปฏิบตั ิตามหะดีษเฎาะอีฟ แต่ไม่ใช่เป็ นการบังคับหรื อวาญิบแต่อย่างใด” (ข) อนุ ญาตให้นาํ หะดีษเฎาะอีฟเป็ นหลักฐานและปฏิบตั ิตามที"เกี" ยวกับคุ ณค่า ของอะมัล การสนับสนุนให้ทาํ ความดีและห้ามปรามการทําความชัว" และสิ" งที"เป็ นหุ กุ่มสุ นตั เท่านั1น ซึ" งเป็ นทัศนะของท่านอิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานีย ์ ทั1งนี1โดยมีเงื"อนไข 3 ประการดังนี1 1. หะดีษนั1น ต้องไม่ใช่ เป็ นหะดี ษเฎาะอี ฟญิ ดดัน (อ่อนมาก) 2. เนื1 อหาของหะดี ษเฎาะอี ฟที" กล่ าวถึ งเรื" องที" เกี"ยวข้องนั1นต้องสอดคล้องกับหลักการทัว" ไปของศาสนา (อัลกุรฺอานและอัล-หะดีษ) 3. ไม่ยึดมัน" ว่า เป็ นหะดี ษที"มาจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมจริ ง แต่เป็ นการปฏิ บตั ิ ในลักษณะเผื"อไว้ เท่านั1น มีนกั วิชาการบางท่านได้เพิ"มเงื"อนไขอีกประการหนึ" ง คือ หะดีษเฎาะอีฟนั1นต้องไม่ขดั แย้ง กับหะดี ษเศาะหี หฺ หรื อหะดี ษหะสัน จากหลายๆทัศนะข้างต้น ทัศนะที"ควรแก่การนําไปปฏิ บตั ิ มากที"สุดคือ ทัศนะของท่านอิบนุ หะญัร อัลอัสเกาะลานี ย ์ เนื" องจากเป็ นการปฏิบตั ิอย่างระมัดระวัง ที"สุด โดยเฉพาะเรื" องที"เกี"ยวกับหุ กุ่มหะกัมและสิ" งที"เป็ นสุ นตั

161 162 163 164

ผศ.ดร.อับดุลลอฮฺ การี นา, มุศเฏาะละหฺ อัลหะดีษ, วิทยาลัยอิสลามศึกษา, ปัตตานี, 2549, หน้า : 125. เล่มเดียวกัน, หน้า : 125-127. หุ กุ่มญาอิซคือ อนุญาตให้กระทํา หุ กุ่มสุ นตั คือ ส่งเสริ มให้กระทํา


58

(2.2) หะดีษเฎาะอีฟญิดดัน หะดีษเฎาะอีฟญิดดัน คือหะดีษทีAรายงานโดยผูร้ ายงานทีAมีความจําอ่อนมาก เป็ นหะดีษทีAมี ฐานะสู งกว่าหะดีษเมาฎูอฺ และตํAากว่าหะดีษเฎาะอีฟ (หะดีษเฎาะอีฟธรรมดา) เนืA องจากผูร้ ายงานใน อิสนาดมีสถานภาพทีAตAาํ กว่า หะดีษเฎาะอีฟญิดดันไม่สามารถให้การสนับสนุ นหะดีษเฎาะอีฟทีAมา จากสาเหตุ ความบกพร่ องในกระบวนการรายงานและความบกพร่ องในแง่ ความจําของผูร้ ายงาน และยังไม่สามารถรับการสนับสนุนจากสายรายงานอืAนอีกด้วย แม้วา่ มีกระแสรายงานมากมายก็ตาม เนืA อ งจากความบกพร่ อ งของผู ้ร ายงานหะดี ษ นี/ เกีA ย วข้อ งกับ คุ ณ ธรรม ในส่ ว นการรายงาน หะดีษเฎาะอีฟญิดดัน ตามทัศนะของนักวิชาการหะดีษไม่อนุ ญาตให้รายงานหะดี ษเฎาะอีฟญิดดัน ทีAเกีAยวข้องกับเรืA องศาสนา เว้นแต่จะระบุระดับของหะดีษอย่างชัดเจนหลังจากกล่าวหะดีษ และตาม ทัศนะของบรรดานักวิชาการไม่อนุ ญาต (หะรอม) นําหะดี ษเฎาะอีฟญิดดันไปใช้เป็ นหลักฐานและ นํามาปฏิบตั ิตามในเรืA องต่าง ๆ ของศาสนาอิสลาม เช่น เรืA องอะกีดะฮฺ เรืA องอิบาดะฮฺ เรืA องอะฮฺ กาม เรืA องอี มาน เรืA องคุ ณค่าของอะมัล เรืA องการสนับสนุ นให้ทาํ ความดี และห้ามปรามการทําความชัAว เป็ นต้น 165 (2.3) หะดีษเมาฎูอฺ หะดี ษเมาฎูอฺ คื อ หะดี ษทีA ผูร้ ายงานได้อุป โลกน์ข/ ึนมาแล้วพาดพิ งไปยังท่านนบี มุหัมมัด ศ็ อ ลลั ล ลอฮุ อ ะลั ย ฮิ ว ะสั ล ลั ม ไม่ ว่ า ด้ ว ยความตั/ง ใจหรื อเกิ ด จากการผิ ด พลาด นั ก วิ ช าการ อะฮฺลุสสุ นนะฮฺบางท่านกล่าวว่า ควรแยกระหว่างการโกหกโดยตั/งใจกับการผิดพลาด กล่าวคือสิA งทีA อุ ปโลกน์ข/ ึ นมาโดยเจตนาโกหกแล้วพาดพิงไปยังท่านนบี มุหัม มัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เรี ยกว่าหะดี ษเมาฎูอฺ ส่ วนสิA งพาดพิงไปยังท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เนืA องจาก ไม่ได้ต/ งั ใจหรื อเกิ ดจากการผิดพลาดเรี ยกว่า หะดี ษบาฎิ ล และสิA งทีAพาดพิงไปยังท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม โดยไม่รู้สาเหตุจะเรี ยกว่า ลาอัศลาละฮฺ (ไม่มีแหล่งทีAมา) จากนิ ยามข้างต้นสามารถทราบได้ว่าทีA มาของอัล-หะดี ษเมาฎูอฺ มี 2 แหล่ งคือ ผูอ้ ุปโลกน์ หะดี ษได้แต่งสํานวนขึ/นมาจากตัวเขาเองแล้วพาดพิงไปยังท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม หรื อพาดพิ ง ไปยัง เศาะหาบะฮฺ ห รื อพาดพิ ง ไปยัง ตาบิ อี น และผูอ้ ุ ป โลกน์ ห ะดี ษ ลอกคํา พู ดของ เศาะหาบะฮฺ หรื อตาบิอีนบางท่าน คําพูดของนักแต่งเรืA อง(หุ กะมาอฺ ) นักศูฟีย์หรื อจากเรืA องราวของ ชาวอิสรออีล แล้วพาดพิงไปยังท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม โดยหวังได้รับการยอมรับจาก บุคคลทัวA ไป 166

165 166

ผศ.ดร.อับดุลลอฮฺ การี นา, มุศเฏาะละหฺ อัลหะดีษ, วิทยาลัยอิสลามศึกษา, ปัตตานี, 2549, หน้า : 181-182. ผศ.ดร.อับดุลลอฮฺ การี นา, มุศเฏาะละหฺ อัลหะดีษ, วิทยาลัยอิสลามศึกษา, ปัตตานี, 2549, หน้า : ห189-190.


59

3.2.3 มีความเข้าใจในหลักฐานที"ถูกต้อง ความเข้า ใจในหลัก ฐานที" ถู ก ต้อ ง เป็ นปั จ จัย สํ า คัญ อย่ า งหนึ" งในการอ้า งอิ ง หลัก ฐาน เนื" องจากหะดี ษนั1นมี หลายประเภท ในแต่ละประเภทจะมี หุกุ่มของการนําไปใช้เป็ นหลักฐานเป็ น การเฉพาะ บางหะดี ษจะมีการนาสิ คและมันสู ค และบางหะดี ษจะมีเรื" องอัสบาบุลวุรูดมาเกี" ยวข้อง ฉะนั1นการอ้างอิงหลักฐานจากหะดีษต่างๆ ย่อมมีความสําคัญเป็ นอย่างยิ"งในการตรวจสอบว่าหะดีษ ตัวบทนั1น มีรายละเอียดและบริ บทอย่างไรและสามารถนําไปใช้เป็ นหลักฐานได้หรื อไม่ ทั1งนี1 การยึด มัน" ในคําอธิ บายของบรรดานักวิชาการย่อมเป็ นวิถีทางที"ดีที"สุดที"จะนําสู่ การเข้าใจในแก่นแท้ของ หะดีษที"ถูกต้อง และย่อมเป็ นเกณฑ์ในการอ้างอิงหลักฐานเป็ นที"ยอมรับได้ตามหลักวิชาการ 3.2.3.1 มีความเข้าใจในศาสตร์ แห่งภาษาอาหรับ เพื" อที" จะเข้าใจในเรื" องราวต่า งๆหรื อหลัก ฐานที" มาจากหะดี ษได้อย่า งถ่ องแท้น1 ัน ย่อมมี ความสําคัญที" จะต้องเรี ย นรู ้ และทําความเข้าใจในภาษาอาหรั บ ดังมี รายละเอี ยดของความสําคัญ ตามที"ผวู ้ จิ ยั ได้อธิ บายไว้แล้วในหัวข้อที" 3.1.2.1 167 3.2.3.2 สาเหตุแห่งการมาของหะดีษ(อัสบาบุลวุรูด) สาเหตุแห่ งการมาของอัล-หะดี ษ ที"เรี ยกกันว่า “อัสบาบุลวุรูด” คือเหตุ การณ์ ที"เป็ นสาเหตุ แห่ งการมาของตัวบทหลักฐานที"เกี" ยวข้องกับหะดี ษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ" ง สาเหตุแห่งการมาของหะดีษอาจจะถูกระบุไว้ในหะดีษตัวบทนั1นไว้แล้ว หรื ออาจจะถูกระบุดว้ ยกับ ตัวบทหรื อสายรายงานอื"นๆ 168 “อัสบาบุลวุรูด” กับ “อัสบาบุนนุ ซูล” นั1นมีความใกล้เคียงกันมาก ซึ" งทั1งสองสิ" งนี1 เป็ นส่ วน ช่ วยสําคัญในการเข้าใจต่อตัวบทหลักฐานที"ถูกต้อง สมบูรณ์ ตามเจตนารมณ์ ของบทบัญญัติ และ เป็ นส่ วนสําคัญที"จะช่วยชี1ชดั เมื"อมีตวั บทหลักฐานที"ขดั แย้งกัน 169 ในส่ วนของประโยชน์และวิธีการทราบถึ ง “อัสบาบุลวุรูด” และรายละเอียดอื"นๆ มีความ ใกล้เคียงกับ “อัสบาบุนนุซูล” เป็ นอย่างมาก ซึ" งผูว้ จิ ยั ได้อธิ บายไว้แล้วในหัวข้อที" 3.1.2.2 170 167 168

ดูหน้า : 36-37. ดร.อิ มาดุ ดดี น มุ หัม มัด อัร-เราะชี ด, อัสบาบุ นนุ ซูล วะอะษารุ ฮา ฟี บะยาน อัน-นุ ศูศฺ , ดารุ ชชิ ฮาบ, [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.],

หน้า : 29-30. อัส-สะยูฏีย,์ อัสบาบุวุรูดิลหะดี ษ,ดารุ ลวิฟาอฺ , [ม.ป.ท.], 1408, หน้า : 47, ดร.ฏอริ ก อัล-อัสก็อร, อิลมุอสั บาบิ วุรูดิลหะดี ษ, ดารุ ลอิ บนุ หัซมฺ , [ม.ป.ท.], 1422, หน้า : 32-22, ดร.มุหัมมัด เราะอฺ ฟัต สะอี ด, อัสบาบุ วุรูดิลหะดี ษ ตะหฺ ลีล วะตะสี สฺ, [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], หน้า : 194. 170 ดูหน้า : 38. 169


60

3.2.3.3 นาสิ คและมันสู ค เพื"อที"จะเข้าใจในเรื" องราวต่างๆหรื อหลักฐานที"มาจากหะดีษได้อย่างถ่องแท้น1 นั ย่อมมีความ จําเป็ นที"ตอ้ งค้นหาว่ามีการนาสิ คและมันสู คฺในหะดีษนั1นหรื อไม่ ดัง ที" ท่ า นอิ บ นุ อชั ชะคี รและท่ า นอื" นๆได้ก ล่ า วว่า “แท้ จ ริ งหะดี ษ ของท่ า นเราะสู ลุ ล ลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสั ลลัม นั"นจะมีการนัสคฺ(ยกเลิก)ซึงกันและกัน เช่ นเดียวกันกับทีอัลกุรฺอานได้ มี การนัสคฺซึงกันและกัน” 171 ซึ" งรายละเอียดของการนาสิ คและมันสู ค ผูว้ จิ ยั ได้อธิ บายไว้แล้วในหัวข้อที" 3.1.2.3 172 3.2.3.4 บริ บทต่างๆของหะดีษ หะดี ษ ก็ เ ช่ น เดี ย วกัน ที" มี บ ริ บ ทของตัว บทที" ก ล่ า วโดยทั"ว ไป(อาม)และตัว บทที" ก ล่ า ว เฉพาะเจาะจง(คอศ) บางตัวบทก็เป็ นอิสระ(มุฏลัก)และบางตัวบทก็มีเงื"อนไข(มุก็อยยัด) บางตัวบท สามารถนํามาปฏิบตั ิตามความหมายที"มาจากถ้อยคําของบางตัวบทเอง(มันฏูก) ในขณะที"บางตัวบท สามารถนํามาปฏิบตั ิตามความหมายของอายะฮฺเป็ นที"เข้าใจกันแล้ว(มัฟฮูม) เป็ นต้น เหล่านี1 คือบริ บท ต่างๆที"มีความจําเป็ นจะต้องทําความเข้าใจให้รอบคอบ อันจะทําให้การอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการ จาก หะดีษนั1นมีความสมบูรณ์ ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของหะดีษ 173

3.2.3.5 คําอธิ บายของบรรดานักวิชาการ เพื"อที"จะหลี กเลี" ยงจากการหันเหออกจากความเข้าใจที" ถูกต้อง หรื อการนําไปปฏิ บตั ิ และ ใช้ใ นการอ้า งอิ ง ที" ไ ม่ ส อดคล้องกับ เจตนารมณ์ ที" ถู ก ต้องของตัวบทหลัก ฐานที" ม าจากหะดี ษ นั1น ย่อมมี ค วามจํา เป็ นที" ต้อ งกลับ ไปค้น หาคํา อธิ บ ายของนัก วิช าการที" ป รากฏในตํา ราแม่ บ ทต่ า งๆ ของการอธิ บายที"เรี ยกว่า “ชูรุหุลหะดีษ” หรื อตําราที"อธิ บายหะดี ษต่างๆที"ได้อธิ บายได้อย่างชัดเจน ถู กต้อง สมบูรณ์ ตามเจตนารมณ์ ของตัวบทหลักฐาน174 เช่ น “ตํา ราฟั ตหุ ลบารี ยท์ ี" ได้อธิ บายตํารา หะดี ษเศาะหี หฺบุคอรี ยโ์ ดยท่านอิบนุ หะญัร อัล-อัสกอลานี ย”์ “ตําราชัรหุ นมุสลิ ม ที"ได้อธิ บายตํารา 171

อุษมาน อิบนุ หาซิ ม, อัล-อิอฺติบารฺ ฟี บะยาน อันนาสิ ค วัลมันสู ค มินลั อะษารฺ , ดาอิเราะตุล มะอาริ ฟ, อัลอุษมานิ ยะฮฺ , [ม.ป.ท],

1359, หน้า : 23. 172 173 174

ดูหน้า : 39-40. รศ.ดร.อิสมาแอ อาลี, อุศูลุลฟิ กฮฺ, โรงพิมพ์มิตรภาพ, ปัตตานี, 2552, หน้า : 130-183. ดร.วะลีด อิบนุหะสัน อัล-อานีย,์ มันหัจrฺ ดิรอสะฮฺ อัล-อะสานีด วัล-หุ กมุอะลัยฮา, ดารุ นนะฟาอิส, จอร์แดน, 1418, หน้า : 189.


61

หะดี ษเศาะหี หฺมุสลิ ม โดยท่านอิหม่ามอัน-นะวาวีย”์ และ “ตําราตุหฟะตุล อะหฺ วะซี ย ์ ที"ได้อธิ บาย หนังสื อหนังสื อญามิอฺ อัตติรมีซีย ์ โดยท่านชัยคฺ อบั ดุรเราะหฺ มาน อัลมุบาร็ อกฟูรีย”์ เป็ นต้น 3.2.4 ตําราหะดีษ ในการรวบรวมหะดีษ นักวิชาการแต่ละท่านจะมีหลักเกณฑ์ในการรวบรวมที"แตกต่างกัน บางท่านรวบรวมทุ กหะดี ษเท่าที" พบแล้วบันทึ กลงในตําราของตน บางท่านกลัน" กรองเอาเฉพาะ หะดีษเศาะหี หฺเท่านั1น ซึ" งหะดีษใน “ตําราหลัก” นั1นจะประกอบไปด้วยรายชื" อผูร้ ายงานหะดีษว่าใคร ได้ยินมาจากใคร ใครเล่ า เรื" องนั1นต่ อๆกันมา และส่ วนที" เป็ นเนื1 อหาของหะดี ษ ทั1ง สองส่ วนนี1 มี ความสํา คัญสํา หรั บ การพิ จารณาหะดี ษ เป็ นอย่า งยิ"ง ในทางวิชาการหะดี ษ นัก วิช าการที" มี ค วาม เชี"ยวชาญในด้านนี1จะพยายามรวบรวมและบันทึกหะดีษเอาไว้ให้มากที"สุดเท่าที"จะรวบรวมกันมาได้ ซึ" งมีบนั ทึกปรากฏอยูใ่ นตํารามากมายหลายร้อยเล่ม ด้วยเหตุน1 ี ในการอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการหะดีษจากตําราที"มีการบันทึกหะดี ษนั1น จึงมี ความจําเป็ นที"ตอ้ งศึกษาหลักเกณฑ์ในการรวบรวมของตํารานั1นอย่างรอบคอบ ทั1งนี1 เพื"อการอ้างอิง หลักฐานมีประสิ ทธิ ผลและเป็ นที"ยอมรับตามหลักวิชาการอิสลาม 3.2.5.1 ตําราที"เป็ นแม่บทแห่งวิชาการหะดีษ คือ ก. ตําราอัล-มุวฏั เฏาะ 175 ตําราอัล -มุ วฏั เฏาะเรี ยบเรี ยงโดยอิ หม่า มมาลิ ก สิ1 นชี วิตในปี ฮ.ศ. 179 ซึ" งถื อว่าเป็ นตํารา หะดีษในยุคนั1นเพียงเล่มเดียวเท่านั1นที"ยงั คงตกทอดมาถึงพวกเราในปั จจุบนั นี1 ตําราอัลมุวฏั เฏาะนั1น ตามความจริ งแล้วมิ ได้เป็ นตําราทางด้านวิชาการหะดี ษเพียงอย่างเดี ยว แต่ยงั ได้ประมวลเรื" องราว ต่างๆที"เกี"ยวกับนิ ติศาสตร์ อิสลาม การวินิจฉัยปั ญหา ทัศนะของนักวิชาการต่างๆและแนวทางการ ปฏิ บตั ิของบรรดาเศาะหาบะฮฺ อีกทั1งยังได้ประมวลหะดี ษต่างๆเอาไว้ ซึ" งได้ให้แนวคิดที" ดีต่อเรา เกี" ยวกับความพยายามที" อิหม่ามมาลิ ก ได้เสี ยสละไปในการค้นหาหะดี ษที" เศาะหี หฺ ท่านจะไม่นํา หะดีษมารายงาน นอกเสี ยจากจะต้องได้รับมาจากบุคคลที"เป็ นที"ยอมรับและเชื"อถือได้ ท่านอิหม่ามมาลิกได้รวบรวมและคัดเลื อกหะดี ษไว้ในตําราของท่านจํานวน 1,000 หะดี ษ ท่านได้เรี ยบเรี ยงหนังสื อนี1เป็ นบทๆตามเนื1อหาของหะดีษ คือท่านจะนําเอาหะดีษของท่านเราะสู ลที" กล่าวถึงเรื" องนั1นๆไว้ก่อน หลังจากนั1นก็จะนําเอารายงานและทัศนะของบรรดาเศาะหาบะฮฺ ตลอดจน

175

ดร.อับดุลลอฮฺ มะหฺ มูด ชะฮาด๊ะฮฺ, อุลูมุลหะดีษ, แปลโดย อ.ชากิรีน บุญมาเลิศ, ศูนย์ภาษาอาหรับ, กรุ งเทพ, 2528, หน้า : 3-4.


62

ความเห็นของบรรดานักวิชาการสะลัฟฟุศศอลิหฺไว้ต่อๆกันมา ส่ วนในบทสุ ดท้ายท่าน จะบรรจุเรื" อง ทัว" ๆไปเอาไว้รวมกันเช่น เรื" องที"เกี"ยวกับจริ ยธรรมอิสลามและมารยาทต่างๆโดยทัว" ไป ข. เศาะหี หฺอลั บุคอรี ย ์ 176 เศาะหี หฺอลั บุคอรี ยห์ รื ออัลญามิอุศเศาะหี หฺ เรี ยบเรี ยงโดย อิหม่าม อบูอบั ดิ ลลาฮฺ มุหัมมัด อิบนุอิสมาอีล อัลบุคอรี ย ์ เสี ยชีวติ ในปี ฮ.ศ. 256 หนังสื อเศาะหี หฺอลั บุคอรี ยน์ 1 ี ถือเป็ นตําราเล่มแรกๆ ของโลกอิสลามที"ได้รวบรวมเอาเฉพาะแต่หะดีษเศาะหี หฺเอาไว้ อิหม่ามอัลบุคอรี ยไ์ ด้รวบรวมหะดีษ ไว้เป็ นจํานวน 9,082 หะดี ษ รวมทั1งที"ซ1 าํ ๆกันด้วย ในจํานวนดังกล่าวที"ได้รวบรวมเอาไว้น1 ี ท่านได้ คัดเลือกและกลัน" กรองมาจากจํานวน 300,000 หะดีษ ท่านได้ใช้ความพยายามอย่างที"สุด และใช้เวลา อันยาวนานถึง 16 ปี ที"ได้รวบรวมและเรี ยบเรี ยงขึ1นสําเร็ จดังที"เราได้เห็นอยู่ สํา หรั บ เงื" อ นไขของอิ ห ม่ า มอัล บุ ค อรี ย ์ใ นการรวบรวมหะดี ษ นัก วิช าการโดยทั"ว ไปมี ความเห็นว่า “ท่านอิหม่ามอัลบุคอรี ยไ์ ด้คดั เลือกเอาเฉพาะผูร้ ายงานที"มีชื"อเสี ยงในเรื" องความยุติธรรม ความจดจํา และความละเอียดถี"ถว้ น ซึ" งเป็ นที"ทราบกันดีแก่นกั วิชาการเหล่านั1น ตลอดจนแนวทางใน การรวบรวมของท่า นก็ แสดงให้เห็ นถึ ง ความเข้าใจ มี ความรู ้ อย่างกว้างขวาง มี ก ารวินิจฉัย และ กลัน" กรองเป็ นอย่างดี อิหม่ามอัลบุคอรี ยไ์ ด้กล่าวว่า “ฉันไม่ ได้ บรรจุไว้ ในตําราอัลญามิอฺ นอกจาก หะ ดีษทีเ ศาะหีหฺ(ถูกต้ อง)เท่ านั"น” ค. เศาะหี หฺมุสลิม 177 ตําราเศาะหี หฺมุสลิม ถูกเรี ยบเรี ยงโดย อิหม่ามอบี อัลหุ สัยน์ มุสลิม อิบนุ อลั หัจญาจ เสี ยชี วิต ในปี ฮ.ศ. 261 ท่า นอิ หม่า มมุ ส ลิ ม ได้รวบรวมหะดี ษ ที" ท่ านได้ยินได้ฟัง ไว้ในตําราของท่ านใน ช่ วงแรกถึ ง 3 แสนหะดี ษ ท่า นได้ใ ช้เวลาในการพิ นิจพิ จารณา ตรวจสอบ และแสวงหาถึ ง 15 ปี ท่านได้กล่าวว่า “ฉั นไม่ ได้ นําเอาสิ งหนึงสิ งใดมาบรรจุ ไว้ ในตําราเล่ มนี"นอกเสี ยจากต้ องมีหลักฐาน และฉันมิได้ คัดเอาสิ งหนึงสิ งใดออกไปนอกเสี ยจากต้ องมีหลักฐาน” จํานวนหะดีษที"ได้บนั ทึกอยูใ่ น ตําราเศาะหี หฺมุสลิมที"ไม่ซ1 าํ กันมีอยู่ 3030 หะดีษ ถ้านับทั1งหมดที"ได้บนั ทึกไว้รวมทั1งที"ซ1 าํ ๆกันด้วยก็ ประมาณ 1หมื"นหะดีษ สําหรับเงื"อนไขของอิหม่ามมุสลิมในการรวบรวมหะดีษนั1น ท่านได้กล่าวไว้ ในอารัมภบทของท่านว่า “ถือเป็ นการพอเพียงแล้ วในการทีคนหนึ งได้ รายงานจากอีกคนหนึงไม่ จําเป็ นต้ องวางเงือนไขว่ าต้ องพบกัน” ง. สุ นนั อบีดาวูด 178

176 177 178

ดร.อับดุลลอฮฺ มะหฺ มูด ชะฮาด๊ะฮฺ, อุลูมุลหะดีษ, แปลโดย อ.ชากิรีน บุญมาเลิศ, ศูนย์ภาษาอาหรับ, กรุ งเทพ, 2528, หน้า : 24-27. เล่มเดียวกัน, หน้า : 27-29. ดร.อับดุลลอฮฺ มะหฺ มูด ชะฮาด๊ะฮฺ, อุลูมุลหะดีษ, แปลโดย อ.ชากิรีน บุญมาเลิศ, ศูนย์ภาษาอาหรับ, กรุ งเทพ, 2528, หน้า : 32-33.


63

ตําราสุ นัน อบี ดาวูด ถู กเรี ยบเรี ย งโดย อิ หม่ามสุ ไ ลมาน อิ บนุ อลั -อัชอัษ อัส-สิ ญิสตานี ย ์ เสี ยชีวติ ในปี ฮ.ศ. 275 ท่านได้เรี ยบเรี ยงตําราเล่มนี1 ข1 ึนตามบทวิชาฟิ กฮฺ โดยได้จาํ กัดเอาเฉพาะที"เป็ น สุ นนะฮฺ และหุ กุ่มต่างๆ ท่านมิ ได้นาํ หะดี ษที" เกี" ยวกับเรื" องราว ข้อแนะนําตักเตือน ข่าวคราวต่างๆ การสํารวมตน กิ จการที"เป็ นความดี และอื"นๆ จากดังกล่าวบันทึกไว้ อิ หม่ามอบูดาวูดได้รวบรวม หะดีษไว้ในขั1นแรกถึง 5 แสนหะดีษแต่ได้คดั เลือกเอาไว้เพียง 4,800 หะดีษ ถ้ารวมทั1งหะดีษซํ1าๆกัน ด้วยก็ประมาณ 5274 หะดี ษ อิหม่ามอบีดาวูดได้อธิ บายถึงแนวทางในการเรี ยบเรี ยงตําราของเขาว่า “ฉั นได้ กล่ าวถึงหะดีษเศาะหีหฺ และหะดีษทีมีส่วนคล้ ายคลึงและใกล้ เคียงกัน และได้ รวมเอาหะดีษ เฎาะอีฟไว้ ด้วย ซึ งฉั นได้ อธิ บายสาเหตุของมันไว้ ” ด้วยเหตุ น1 ี ในตําราสุ นนั ของอบี ดาวูด จึงมีท1 งั หะดีษเศาะหี หฺ และไม่เศาะหี หฺ โดยท่านได้อธิ บายข้อบกพร่ อง หรื อเหตุที"เป็ นหะดีษเฎาะอีฟเอาไว้ ด้วย แต่อย่างไรก็ตามถือได้วา่ ตําราของท่านอยูใ่ นอันดับที" 3 ซึ" งรองลงมาจากเศาะหี หฺอลั บุคอรี ยแ์ ละ มุสลิมเลยทีเดียว จ. สุ นนั อัตติรมีซีย ์ 179 สุ นนั อัตติรมีซีย ์ เรี ยบเรี ยงโดย อิหม่ามอบูอีซา มุหัมมัด อิบนุ อีซา อัตติรมีซีย ์ เสี ยชี วิตในปี ฮ.ศ. 279 ท่านอิหม่ามอัตติรมีซียไ์ ด้รวบรวมหะดีษไว้ในตําราของท่าน ซึ" งมีท1 งั หะดีษเศาะหี หฺ หะสัน เฎาะอีฟ หะดีษเฆาะรี บ และหะดีษมุอลั ลัก แต่ท่านก็ได้แจ้งข้อบกพร่ องของหะดีษเหล่านั1นไว้อย่าง ละเอียด จึงทําให้ตาํ ราของท่านเป็ นที"ยอมรับกันโดยทัว" ไป ตลอดจนได้ประมวลเอาไว้ซ" ึ งวิชาการ ทางด้านฟิ กฮฺ ที"มี ตวั บทเป็ นหะดี ษ พร้ อมทั1ง ยัง ให้รายละเอี ย ดในส่ วนที" เกี" ยวกับ ผูร้ ายงานหะดี ษ และวิชาการที"เกี"ยวข้อง ซึ" งทั1งหมดนั1นได้บนั ทึกอยูใ่ นตําราสุ นนั ของเขา ฉ. สุ นนั อันนะสาอีย ์ 180 สุ นั น อัน นะสาอี ย ์ เรี ยบเรี ยงโดย อิ ห ม่ า มอบู อ ับ ดุ ร เราะหฺ มาน อะหฺ ม ัด อิ บ นุ ชุ อ ัย บฺ อัน นะสาอี ย ์ เสี ยชี วิ ต ในปี ฮ.ศ. 303 ท่ า นได้ ร วบรวมหะดี ษ ที" บ ัน ทึ ก ไว้ใ นสุ นั น ของท่ า น โดยผูร้ ายงานหะดีษแต่ละคนนั1นเป็ นที"รู้จกั กันดี ถึงแม้วา่ หะดีษที"ถูกบันทึกอยูใ่ นตําราของท่านจะมี ทั1ง หะดี ษ เศาะหี หฺ หะสั น เฎาะอี ฟ ก็ ตาม ท่ า นได้ใ ห้ชื" อเล่ ม นั1นว่า “อัส สุ นันอัล กุ บ รอ” ภายหลัง จากนั1นท่านจึ งได้ทาํ การคัดเลื อกและตรวจสอบใหม่ในตําราของท่านให้มีเฉพาะหะดี ษเศาะหี หฺ เท่านั1นและได้ถูกเรี ยบเรี ยงเป็ นเล่มเรี ยกว่า “อัสสุ นนั อัศศุฆรอ” แล้วได้ต1 งั ชื"อใหม่วา่ “อัลมุจOฺ ตะบียฺ” ตําราอัสสุ นนั อัศศุฆรอมีหะดีษที"เฎาะอีฟปะปนอยูบ่ า้ ง แต่เป็ นจํานวนน้อยมาก ช. สุ นนั อิบนุมาญะฮฺ 181 179 180 181

เล่มเดียวกัน, หน้า : 33-34. เล่มเดียวกัน, หน้า : 35-36. ดร.อับดุลลอฮฺ มะหฺ มูด ชะฮาด๊ะฮฺ, อุลูมุลหะดีษ, แปลโดย อ.ชากิรีน บุญมาเลิศ, ศูนย์ภาษาอาหรับ, กรุ งเทพ, 2528, หน้า : 36-37.


64

สุ นันอิ บนุ มาญะฮฺ เรี ยบเรี ยงโดย อิ หม่ามอบูอบั ดิ ลลาฮฺ มุหัมมัด อิ บนุ ยะซี ด อัลก็อซวีนีย ์ เสี ยชี วิตในปี ฮ.ศ. 273 การบันทึกหะดีษของท่านนั1นไม่เฉพาะแต่หะดีษเศาะหี หฺเท่านั1น ยังมีหะดี ษ หะสัน เฎาะอี ฟ และเฎาะอี ฟที" สุดอี กด้วย ท่านมุหัมมัดฟุ อาด อับดุ ลบากี ย ์ ได้เคยตรวจสอบตํารา สุ นนั ของอิหม่ามอิบนุมาญะฮฺ ท่านได้ตรวจสอบดูขอ้ เท็จจริ งของตัวบทหะดีษ ก็ปรากฏว่ามีหะดีษที" ถู ก รวบรวมและบันทึ กไว้ถึง 4,341 หะดี ษ ในจํา นวนนั1นมี อยู่ถึ ง 3,002 หะดี ษ ที" มีส่ วนคล้ายกับ หะดีษที"ถูกบันทึกอยูใ่ นตําราสุ นนั ทั1งห้า ส่ วนที"เหลืออีก 1,339 หะดีษ เป็ นหะดีษที"ไม่มีบนั ทึกอยูใ่ น ตําราสุ นนั ทั1งห้า แต่ท่านก็ได้อธิ บายถึ งระดับของบรรดาหะดี ษที" เกิ นมานั1นไว้อย่างละเอียดถี" ถว้ น จึงทําให้เกิดความสะดวกง่ายดายแก่ผูท้ ี"แสวงหาวิชาความรู ้ ที"จะค้นคว้า และหาความเข้าใจได้เป็ น อย่างดี ซ. มุสนัดอิหม่ามอะหฺ มดั 182 ตํารามุสนัดอิหม่ามอะหฺ มดั เรี ยบเรี ยงโดยอิหม่ามอะหฺ มดั อิบนุ ฮมั บัล อัชชัยบานี ย ์ สิ1 นชี วิต ในปี ฮ.ศ. 241 ตํา รามุ ส นัดนับ เป็ นตํา ราสํา คัญอี ก เล่ ม หนึ" ง ในด้า นสุ นนะฮฺ ที" ยงั คงอยู่ม าถึ ง เราใน ปั จจุ บ นั นี1 ท่า นอิ หม่ า มอะหฺ มดั ได้เรี ย บเรี ยงตํา ราเล่ ม นี1 แตกต่ างกับ ผูเ้ รี ยบเรี ย งท่ านอื" นๆ ท่ านได้ เรี ยบเรี ยงโดยพิจารณาตามสายรายงาน และจัดเอาไว้หมวดเดี ยวกัน ท่านได้พิจารณาดูรายชื" อของ เศาะหาบะฮฺ และจัดสายรายงานที"เศาะหาบะฮฺ คนนั1นๆ ได้รายงานเอาไว้มารวมไว้ในหมวดเดียวกัน ซึ" งบรรดาหะดีษที"มีอยูใ่ นมุสนัดนั1นมีท1 งั เศาะหี หฺ หะสัน และเฎาะอีฟ แต่ทว่าหะดีษเฎาะอีฟที"บนั ทึก อยูใ่ นตํารามุสนัดนั1น มีความใกล้เคียงกับหะดีษหะสันมาก 3.3 เกณฑ์ การอ้ างอิงหลักฐานทางวิชาการอิสลามจากเรืองราวทางประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ อิส ลามเป็ นส่ วนหนึ" ง ของประวัติศาสตร์ ของมนุ ษ ยชาติ ที"เริ" ม ต้นมาตั1งแต่ มีมนุษย์คนแรกบนโลก ตลอดระยะเวลาอันยาวนานนี1มีเหตุการณ์ต่างๆมากมายเกิดขึ1นซํ1าแล้วซํ1าเล่า จนเหตุการณ์ เหล่านั1นสามารถเป็ นบทเรี ยนอันทรงคุ ณค่าแก่มนุ ษย์ได้ในทุกยุคสมัย มนุ ษย์มีความ ได้ เ ปรี ยบเหนื อ สิ" งมี ชี วิ ต อื" น ๆอยู่ ป ระการหนึ" งก็ คื อ มนุ ษ ย์มี ค วามสามารถในการรู ้ จ ัก อดี ต และการรู ้ จกั อดี ตก็ทาํ ให้มนุ ษย์มีความได้เปรี ยบมนุ ษย์ดว้ ยกันเอง ดังนั1น การศึกษาประวัติศาสตร์ จึงเป็ นสิ" งจําเป็ นอย่างหนึ"งสําหรับมนุษย์ เพราะการศึกษาประวัติศาสตร์ ทาํ ให้มนุ ษย์ได้รู้ถึงที"มาของ ปั จจุ บนั ซึ" งพอที"จะทําให้เราได้รู้ถึงหนทางแห่ งอนาคต ทั1งนี1 เนื" องจาก “ประวัติศาสตร์ จะทบทวน

182

เล่มเดียวกัน, หน้า :46-47.


65

ตัวของมันเองอยู่เสมอ” นอกจากนี1 แล้ว การศึกษาประวัติศาสตร์ ยงั ทําให้เราได้เข้าใจภูมิหลังของ เพื"อนมนุษย์คนอื"นๆที"อยูร่ ่ วมโลกกับเราด้วย 183 ด้วยกับเรื" องราวต่างๆที" เกิ ดขึ1 นในประวัติศาสตร์ น1 นั มนุ ษย์เราสามารถนํามาเป็ นบทเรี ยน อั น ทรงคุ ณ ค่ า ให้ แ ก่ ชี วิ ต ได้ อ ย่ า งมากมาย เป็ นเหตุ ใ ห้ ก ารอ้ า งอิ ง หลั ก ฐานจากเรื" องราว ทางประวัติศาสตร์ น1 นั จึ งเป็ นวิธีการหนึ" งที" มนุ ษย์ได้ใช้เพื"อเป็ นการยืนยันถึ งข้อเท็จจริ งในข้อมูล ที"ได้บรรจุ ในงานเขียนทางวิชาการ ทั1งนี1 เพื"อทําให้ผูอ้ ่านนั1นได้เกิ ดความมัน" ใจและซึ มซับในเรื" อง ต่า งๆที" ไ ด้นํา เสนอจนกลายเป็ นบทเรี ย นที" ส่ ง ผลต่ อภาคปฏิ บ ตั ิ ข องผูอ้ ่ า น แต่ อย่างไรก็ ตามได้มี เรื" องราวอย่างมากมายที"มนุ ษย์พยายามปั1 นแต่งขึ1 นมาเพื"อใช้ในการยืนยันถึ งทัศนคติและความเชื" อ ของตนและเป็ นสื" อที"พยายามชักจูงให้ผอู ้ ื"นหลงเชื"อตามเขา ด้วยกับการแพร่ หลายของเรื" องราวต่า งๆที" เกิ ดขึ1 นในประวัติศ าสตร์ โดยเฉพาะเรื" องราว ที"เกี" ยวข้องกับบรรดาเศาะหาบะฮฺ ของท่านเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่วา่ จะเป็ น เรื" องราวที" ถู ก ต้ อ งหรื อที" ถู ก ปั1 นแต่ ง ขึ1 นมา ทั1 ง นี1 เพื" อ เป็ นเกณฑ์ ที" ท ํา จะให้ เ รื" องราวต่ า งๆ ทางประวัติ ศ าสตร์ ที" ถู ก เผยแพร่ แ ละรายงานมานั1น เป็ นที" ย อมรั บ ตามหลัก วิ ช าการอิ ส ลามแล้ว จึ ง มี ค วามจํา เป็ นที" ต้อ งมี เ กณฑ์ ใ นการอ้า งอิ ง หลัก ฐานทางวิ ช าการอิ ส ลามจากเรื" องราวทาง ประวัติศาสตร์ ที"ถูกต้อง ซึ" งจากการศึ กษาผูว้ ิจยั จึ งได้สรุ ปเกณฑ์การอ้างอิ งหลักฐานทางวิชาการ อิสลามจากเรื" องราวทางประวัติศาสตร์ โดยมีรายละเอียดดังนี1 3.3.1 ค้นหาเรื" องราวต่างๆทางประวัติศาสตร์ เรื" องราวต่างๆทางประวัติศาสตร์ ที"เริ" มต้นตั1งแต่มีมนุ ษย์คนแรกบนโลกจนถึงยุคสมัยต่างๆ มาอย่า งยาวนานจนถึ งปั จจุ บนั โดยเฉพาะเหตุ ก ารณ์ ท างประวัติศาสตร์ ที" เกิ ดขึ1 นในยุค สมัย ของ ท่านนบีมุหมั มัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และยุคสมัยการปกครองด้วยเคาะลี ฟะฮฺ และราชวงศ์ ต่างๆซึ" งอาณาจักรอิ สลามขยายดิ นแดนออกไปอย่างกว้างขวางนั1น นับเป็ นเรื" องราวที" ครอบคลุ ม เนื1อหาได้อย่างกว้างขวางมาก ฉะนั1 น การค้น หาเรื" องราวทางประวัติ ศ าสตร์ เ พื" อ ดู ว่ า มี เ รื" องราวใดบ้า งที" ส นั บ สนุ น ประเด็นในปั ญหาต่า งๆหรื อไม่น1 ัน ย่อมเป็ นสิ" งที" ต้องให้ค วามสําคัญในการอ้า งอิ ง หลัก ฐานทาง วิชาการ ทั1งนี1เพื"อให้เรื" องราวที"ถูกนํามาใช้ในการอ้างอิงนั1น สอดคล้องกับปั ญหา อันจะส่ งผลให้การ อ้างอิงเรื" องราวดังกล่าวนั1นถูกต้องตามเกณฑ์การอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการอิสลาม

183

ดร.อับดุรฺรออุฟ,ประวัติศาสตร์อิสลามและโลกมุสลิม, แปลโดย บรรจง บินกาซัน, อัล-อะมีน, กรุ งเทพ, 2544, หน้า : 4


66

3.4.2 รวบรวมและตรวจสอบเรื" องราวและสายรายงานให้รอบคอบ การรวบรวมเรื" อ งราวและสายรายงานต่ า งๆในประเด็ น ที" เ กี" ย วข้อ งนั1น นับ เป็ นวิธี ก าร ที"ถูกต้องและสําคัญประการหนึ" งที"จะได้มาซึ" งความเข้าใจในเรื" องราวที"เกิดขึ1นนั1นได้อย่างกระจ่าง ชัดแจ้ง 184 รวมถึ ง กระบวนการตรวจสอบถึ ง ข้อเท็จจริ ง ของเรื" องราวทางประวัติศ าสตร์ ด้วยกับ การพิ จารณาถึ ง สายรายงานของมัน โดยเฉพาะเรื" องราวที" เกี" ย วข้องกับ บรรดาเศาะหาบะฮฺ ข อง ท่านเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ" งการตรวจสอบถึ ง ข้ อ เท็ จ จริ งในเรื" องราวต่ า งๆนั1 นย่ อ มมี ค วามจํ า เป็ นที" ต้ อ ง ใช้ เ ก ณฑ์ เ ดี ยวกั น กั บ ก ารตรวจสอบถึ งข้ อ เท็ จ จริ งใ นหะ ดี ษ ของท่ า นเราะ สู ลุ ล ล อฮฺ ศ็อ ลลัล ลอฮุ อ ะลัย ฮิ ว ะสั ล ลัม กล่ า วคื อ เราไม่ ส ามารถที" จ ะตรวจสอบถึ ง ข้อ เท็ จ จริ ง ดัง กล่ า วได้ นอกเสี ย จากต้องกลับ ไปพิ จารณาถึ ง สายรายงานของตัวบทนั1นว่า บรรดานัก รายงานนั1นมี ค วาม น่าเชื" อถือมากน้อยเพียงใด ด้วยกระบวนการตรวจสอบนี1เองที"ทาํ ให้สามารถแยกแยะได้วา่ สถานะ ของตัวบทนั1นอยูใ่ นระดับที"เศาะหี หฺหรื อเฎาะอีฟ ทั1งยังเป็ นการป้ องกันไม่ให้ตวั บทต่างๆนั1นปะปน ไปกับเรื" องราวที"โกหก หรื อบิดเบือนต่างๆอีกด้วย ท่านมุ หัมมัด อิ บนุ สีรีนได้กล่ า วไว้ว่า “พวกเขา (บรรดาเศาะหาบะฮฺ ) ไม่ เคยสอบถาม มาก่ อ นเกี ย วกั บ อิ ส นาดหะดี ษ เมื อ ฟิ ตนะฮฺ เ กิ ด ขึ%น พวกเขาก็ เ ริ ม มี ก ารตรวจสอบสถานะของ นักรายงานโดยให้ บอกชื อของเขา ดังนั% น เมือหะดีษมาจากการรายงานของกลุ่มอะฮลุสสุ นนะฮฺ พวกเขาจะยอมรับหะดีษ และเมือพบว่ าหะดีษมาจากกลุ่มบิดอะฮฺพวกเขาจะไม่ รับหะดีษ” 185 สําหรับเรื" องราวทางประวัติศาสตร์ น1 นั มีขอ้ แตกต่างอยูบ่ างประการคือ จะพบว่ามีเรื" องราวที" ถู ก รายงานอย่า งมากมายโดยที" ไ ม่ มีส ายรายงานหรื ออิ ส นาดของเรื" องราวนั1นปรากฏอยู่ และใน บางครั1งจะพบอีกว่าในเรื" องราวนั1นมีสายรายงานปรากฏอยูแ่ ต่จะไม่พบนักรายงานในสายรายงานนั1น มีนักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์ ถึงสถานะของเขาว่ามีความน่ าเชื" อถื อหรื อให้ขอ้ ตําหนิ แม้แต่อย่างใด ด้วยเหตุดงั กล่าวจึงเป็ นความยากลําบากที"จะตัดสิ นว่าเรื" องราวที"ถูกรายงานด้วยสายรายงานดังกล่าว นั1นมีความน่าเชื"อถือมากน้อยเพียงใด เนื"องจากไม่ทราบถึงสถานะของนักรายงานที"ปรากฏอยูใ่ นสาย รายงานนั1นๆ แต่ทางออกสําหรั บประเด็นนี1 ก็คือ การกลับไปค้นหาเรื" องราวทางประวัติศาสตร์ ที"

มุ หัมมัด อิบนุ ศอมัด อัส-สุ ลละมี ย,์ มะสาอิล ฟี มันฮัจญ์ ดิ รอสะ อัส-สี เราะฮฺ อัน-นะบะวียะฮฺ , ดารุ ล-อิ บนุ เญาซี ย,์ [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], หน้า : 19. 185 มุ ส ลิ ม , เศาะหี หฺ , หมวดมุ ก็ อ ดดิ ม ะฮฺ อัล -อิ ห ม่ า มมุ ส ลิ ม เราะหิ ม ะฮุ ล ลอฮฺ , บรรพบะยานอัน นัล อิ ส นาด มิ นัด ดี น , หมายเลขหะดีษ : 27. 184


67

ปรากฏอยูใ่ นตําราบางเล่มที"มีวิธีการเรี ยบเรี ยงตําราด้วยกับสายรายงาน เช่นตําราประวัติศาสตร์ ของ อิหม่ามอัฏ-เฏาะบารี ย ์ เป็ นต้น 186 สิ" งที" ค วรเน้ น ยํ1า ณ ตรงนี1 คื อ คราใดก็ ต ามที" ท ํา การศึ ก ษาหรื อค้ น หาเรื" องราวทาง ประวัติศาสตร์ เพื"อใช้ในการอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการ ก็ให้พิจารณาถึงสายรายงานของคํากล่าวนั1น ว่ามีความน่าเชื"อถือมากน้อยเพียงใด โดยไม่ตอ้ งคํานึงถึงผูเ้ ขียนตําราเล่มนั1นว่าเป็ นบุคคลใด 187 กล่ า วได้ว่า นัก รายงานเรื" องราวทางประวัติศ าสตร์ ที" มี ชื" อเสี ย งและเป็ นบุ ค คลที" รายงาน เรื" องราวต่างๆมากที"สุดได้แก่ “อบูมิคนัฟ” ผูซ้ " ึ งอิหม่ามอัฏ-เฏาะบารี ย ์ ได้รายงานจากเขามากถึง 587 รายงาน ซึ" งครอบคลุ มเรื" องราวต่างๆมากมายตั1งแต่เหตุ การณ์ การเสี ยชี วิตของท่านเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จนกระทัง" การเป็ นเคาะลีฟะฮฺ ของท่านยะซี ด เช่น เหตุการณ์ที"สะกีฟะฮฺ บนี สาอิดะฮฺ เรื" องราวการชูรอตําแหน่งเคาะลีฟะฮฺ ท่านแรกของอิสลาม เหตุการณ์ที"เกี"ยวข้องกับการ สั ง หารท่ า นอุ ษ มาน อิ บ นุ อ ัฟ ฟาน เราะฎิ ย ัล ลอฮุ อ ัน ฮุ การขึ1 นเป็ นเคาะลี ฟ ะฮฺ ข องท่ า นอลี อิบนุอบีฏอลิบ เราะฎิยลั ลอฮุอนั ฮุ สงครามอัล-ญะมัล(อูฐ) สงครามซิ ฟฟี น สงครามอัน-นะฮฺ เราะวาน การขึ1 นเป็ นเคาะลี ฟ ะฮฺ ข องท่ า นมุ อ าวี ย ะฮฺ เราะฎิ ย ัล ลอฮุ อ ัน ฮุ การสั ง หารท่ า นอั ล หุ สั ย น์ เราะฎิ ย ลั ลอฮุ อ ันฮุ เป็ นต้น เรื" องราวที" ไ ด้ก ล่ า วมานั1น ล้ว นมี ก ารรายงานจากนัก รายงานที" ชื" อว่า “อบูมิคนัฟ” แทบทั1งสิ1 น ซึ" งบรรดานักวิชาการได้วพิ ากษ์วจิ ารณ์ต่อนักรายงานคนนี1ไว้วา่ ท่านยะหฺ ยา อิ บนุ มะอี น ได้ก ล่ า วถึ ง “อบูมิ คนัฟ” ไว้ว่า “เป็ นบุ คคลที" ไ ม่มีค วามน่ า เชื" อถื อ” ท่านอบู หาติ มได้ กล่าวว่า “หะดีษที"ถูกปฏิเสธ” และท่านดารุ น-กุฏนี ยไ์ ด้กล่าวว่า “เฎาะอีฟ” ท่านอิบนุ อดั ดียไ์ ด้กล่าว ว่า “เป็ นชีอะฮฺ ผูม้ ีไฟ(แห่งความอิจฉาและสร้างความเสี ยหาย)”เป็ นต้น 188 ทั1ง นี1 มิ ใ ช่ อ บู มิ ค นั ฟ เพี ย งผู ้เ ดี ย วที" มี ปั ญ หาในเรื" องของการรายงานเรื" องราวต่ า งๆ ทางประวัติ ศ าสตร์ แต่ ย งั มี นัก รายงานคนอื" น ๆอี ก เช่ น “อัล วากิ ดี ย ์” ผูซ้ " ึ งถู ก วิ พ ากษ์วิ จ ารณ์ ว่ า เป็ นบุคคลที"ถูกปฏิเสธ โกหกและไม่มีความน่าเชื" อถือ ถึงแม้วา่ เขาจะเป็ นนักประวัติศาสตร์ ผยู ้ "งิ ใหญ่ เป็ นนักท่องจํา เป็ นผูม้ ี ความรู ้ ในเรื" องประวัติศาสตร์ ก็ตามแต่ 189 บุ คคลต่อมาคื อ “สัยฟฺ อิ บนุ อุมรั อัต-ตะมีมีย”์ ซึ" งเป็ นนักประวัติศาสตร์ ที"เป็ นที"รู้จกั กันดี แต่ทว่าเขาถู กวิพากษ์วิจารณ์ ว่าเป็ นบุคคล

อุษมาน อัล-เคาะมีส, หิ กบะฮฺ มินตั -ตารี ค, [ม.ป.ท.], 1424, หน้า : 13-14. เล่มเดียวกัน หน้า : 15. 188 อัซซะฮะบีย,์ มิซานุล อิอฺติดาล, [ม.ป.พ.], [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], เล่ม 3 หน้า : 419-420, อัรรอซี ย,์ อัลญัรหฺ วัตตะดี ล, ดารุ ลอิหฺยาอุต ตุรอษอัลอะเราะบีย,์ เบรุ ต, 1271, เล่ม 7 หน้า :182, อิบนุ หะญัร, ลิสานุ ลมิซาน, มุอสั สะสะฮฺ อลั อัอฺละมีย,์ เบรุ ต, 1406, เล่ม 4 หน้า : 492, อุษมาน อัล-เคาะมีส. เล่มเดียวกัน, หน้า : 19. 189 อัซซะฮะบีย,์ แหล่งเดิ ม, หน้า : 662, อัรรอซี ย,์ แหล่งเดิ ม, เล่ม :8 หน้า : 20, อิบนุ หะญัร, ตะฮฺ ซีบ อัตตะฮฺ ซีบ, ดารุ ลฟิ กรฺ , เบรุ ต, 1404, เล่ม 9 หน้า :323-324, อุษมาน อัล-เคาะมีส, เล่มเดียวกัน, หน้า : 19. 186 187


68

ที"ถูกปฏิเสธเช่นเดียวกัน 190 และบุคคลต่อมาคือ “มุหมั มัด อิบนุ สสาอิบ อัลกัลบีย”์ ซึ" งเป็ นที"รู้จกั กันดี ว่าเป็ นบุคคลที"ชอบโกหก 191 เป็ นต้น ด้วยเหตุ น1 ี ย่อมมี ค วามจํา เป็ นอย่า งยิ"ง ที" ต้องมี ก ารตรวจสอบความน่ า เชื" อถื อในเรื" องราว ที"ถูกรายงานจากบุคคลเหล่านี1หรื อที"มีคุณลักษณะเหมือนกับพวกเขา 192 3.4.3 มีความเข้าใจในเรื" องราวที"ถูกต้อง ความเข้าใจในเรื" องราวต่างๆที"เกิดขึ1นทางประวัติศาสตร์ ที"ถูกต้องนั1น นับเป็ นแสงสว่างหนึ" ง ที"อลั ลอฮฺทรงประทานให้แก่หวั ใจบ่าวของพระองค์ ด้วยความเข้าใจดังกล่าวที"ทาํ ให้สามารถแยกแยะ ความถู กต้องออกจากความผิดพลาด สัจธรรมกับความเท็จ ทางนํากับทางที" หลงผิด และหนทาง ที"ปลอดภัยกับหนทางที"นาํ สู่ ความหายนะ และเช่นเดี ยวกันด้วยความเข้าใจในเรื" องราวต่างๆนั1นเอง เป็ นสิ" ง ที" ท าํ ให้เ กิ ดเจตนารมณ์ ที" ดี ง าม สามารถทํา ให้ สั จ ธรรมได้ป รากฏขึ1 น มา มี ค วามยํา เกรง ต่อพระผูอ้ ภิบาลทั1งที"ลบั และที"เปิ ดเผย เป็ นสิ" งที"ทาํ ให้สามารถตัดขาดจากโลกแห่ งวัตถุ ไม่วา่ จะเป็ น ความต้องการของอารมณ์ใคร่ การเชยชมจากบรรดาสิ" งที"ถูกสร้ าง และการละทิ1งจากการไม่มีความ ยําเกรง 193 แต่เมื"อเราศึกษาเรื" องราวทางประวัติศาสตร์ ต่างๆ เราจะพบว่ามีเรื" องราวมากมายที"ผคู ้ นมักจะ มีความเข้าใจที"ผิดพลาด พวกเขาได้นาํ เรื" องราวนั1นไปใช้โดยที"ไม่ใช่ส"ิ งที"ถูกต้องตามความเป็ นจริ ง และพวกเขาได้เข้าใจในเรื" องราวต่างๆนั1นทั1งๆที"ไม่ใช่เจตนารมณ์ของเรื" องราวนั1นแม้แต่อย่างใด ท่า นอิ บ นุ ตยั มี ย ะฮฺ ไ ด้ก ล่ า วว่า “มีนัก รายงานเรื อ งราวต่ า งๆอย่ า งมากมายทีตัว เขาไม่ ไ ด้ มีเจตนารมณ์ ทจี ะโกหก(ในเรืองราวทีเ ขาได้ รายงาน) แต่ การทราบถึงข้ อเท็จจริ งในคํากล่ าวของผู้คน โดยไม่ ได้ อ้า งอิงสํ า นวนต่ างๆของพวกเขา ประกอบกับการเข้ า ใจในเจตนารมณ์ ของคํากล่ าวนั" น ต่ างหาก ทีย งั เป็ นข้ อจํากัดและเป็ นอุปสรรคสํ าหรับบางคนในหมู่พวกเขา(นักรายงาน)” 194

190

อิบนุหะญัร, ตะฮฺซีบ อัตตะฮฺซีบ, ดารุ ลฟิ กรฺ , เบรุ ต, 1404, เล่ม 4 หน้า : 259, อุษมาน อัล-เคาะมีส, หิ กบะฮฺ มินตั ตารี ค, [ม.ป.ท.],

1424, หน้า : 19. 191

อัรรอซี ย,์ อัลญัรหฺ วัต ตะดี ล, ดารุ ลอิ หฺ ยาอุ ต ตุ รอษอัลอะเราะบี ย ์, เบรุ ต, 1271, เล่ ม 7 หน้า : 270, อุ ษมาน อัล-เคาะมี ส,

เล่มเดียวกัน. อุษมาน อัล-เคาะมีส, หิ กบะฮฺ มินตั -ตารี ค, [ม.ป.ท.], 1424, หน้า : 19. อะหฺ มดั อิบนุ อบั ดุ รเระหฺ มาน อัศ-ศุวยั ยาน, นะหฺ วุน มันฮัจญ์ ชัรอีย ์ ฟี ตะลักกีย ์ อัล-อัคบารฺ วะริ วายะติฮา, ดารุ ส-สะลีม, ริ ยาด, 1421, หน้า : 47-48. 194 อิบนุตยั มียะฮฺ, มินฮาrุสสุ นนะฮฺ อันนะบะวียะฮฺ, มุอสั สะสะฮฺ อัลกุรฏุบะฮฺ, [ม.ป.ท.] , 1406, เล่ม 6 หน้า : 303. 192 193


69

ด้วยเหตุน1 ี ในการอ้างอิงหลักฐานจากเรื" องราวประวัติศาสตร์ น1 นั ย่อมมีความจําเป็ นอย่างยิ"ง ที"จะต้องทําความเข้าใจให้รอบคอบ สมบูรณ์ ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของเรื" องราวนั1นๆ 195 ทั1งนี1 เพื"อ การอ้า งอิ ง หลัก ฐานจากเรื" องราวทางประวัติศ าสตร์ น1 ันสามารถเป็ นที" ย อมรั บ ตามหลัก วิช าการ อิสลาม 3.4.3.1 มีความเข้าใจในศาสตร์ แห่งภาษาอาหรับ เพื"อที"จะเข้าใจในเรื" องราวหรื อหลักฐานต่างๆที"มาจากเรื" องราวทางประวัติศาสตร์ ได้อย่าง ถ่องแท้น1 นั ย่อมมีความสําคัญที"จะต้องเรี ยนรู ้ และทําความเข้าใจในภาษาอาหรับ ดังมีรายละเอียด ของความสําคัญ ตามที"ผวู ้ จิ ยั ได้อธิ บายไว้แล้วในหัวข้อที" 3.1.2.1 196 3.4.3.2 มีทศั นคติที"ดีและจิตใจที"บริ สุทธิ:ต่อเรื" องราวทางประวัติศาสตร์ การมีทศั นคติที"ดีเป็ นปั จจัยที"สาํ คัญประการหนึ"งต่อการเข้าใจและมีจุดยืนต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที"เกิ ดขึ1นในหน้าประวัติศาสตร์ ที"มีการรายงานอย่างถูกต้อง โดยแน่ แท้ทศั นคติที"ไม่ดีของคนๆหนึ" ง นั1นย่อมทําให้มุมมองของเขาต่อเรื" องราวทางประวัติศาสตร์ น1 นั ไปในทิศทางที"ไม่ดีไปด้วย 197 ซึ" งเมื"อ เรื" องราวเหล่ า นั1นถู ก กล่ า วขานต่ อๆกันไปในหมู่ ผูค้ น หรื อนํา ไปใช้ใ นการอ้า งอิ ง หลัก ฐานทาง วิชาการโดยที"ไม่มีกระบวนการตรวจสอบถึงข้อเท็จจริ ง ก็จะส่ งผลให้ผคู ้ นที"ได้รับเรื" องราวเหล่านั1น มี ท ัศ นคติ ต่อ เรื" องราวทางประวัติ ศ าสตร์ ที" ไ ม่ ถู ก ต้องและไม่ ส อดคล้อ งกับ ข้อ เท็ จจริ ง ที" เ กิ ด ขึ1 น ตามไปด้วย อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตาอาลา ตรัสว่า ِ ِ ‫ ِﺬﻳﻦ آﻣﻨُﻮا‬‫ﻬﺎ اﻟ‬‫ﻳﺎ أَﻳـ‬ ٌ‫ﻦ إِ ْﰒ‬ ‫ﺾ اﻟﻈ‬ ْ َ َ َ ‫ن ﺑـَ ْﻌ‬ ِ‫ﻦ إ‬ ‫ﻣ َﻦ اﻟﻈ‬ ‫اﺟﺘَﻨﺒُﻮا َﻛﺜ ًﲑا‬ َ َ ความว่ า “โอ้ ศ รั ท ธาชนทั% ง หลาย!พวกเจ้ าจงปลี ก ตั ว ให้ พ้ น จากส่ วนใหญ่ ของการสงสั ย แท้ จริงการสงสั ยบางอย่ างนั%นเป็ นบาป” 198

มุ หัมมัด อิ บนุ ศอมัด อัส-สุ ลละมีย,์ มะสาอิ ล ฟี มันฮัจญ์ดิรอสะ อัส-สี เราะฮฺ อัน-นะบะวียะฮฺ , ดารุ ล-อิ บนุ เญาซี ย,์ [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], หน้า : 18. 196 ดูหน้า 36-37. 197 อะหฺ มดั อิบนุ อบั ดุ รเระหฺ มาน อัศ-ศุวยั ยาน, นะหฺ วุน มันฮัจญ์ ชัรอีย ์ ฟี ตะลักกีย ์ อัล-อัคบารฺ วะริ วายะติฮา, ดารุ ส-สะลีม, ริ ยาด, 1421, หน้า : 56. 198 สูเราะฮฺอลั หุ rุรอต, 49:12. 195


70

ท่านเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้กล่าวว่า ِ ‫اﳊ ِﺪ‬ ِ ِ ‫ﻳﺚ‬ ُ ‫ﻦ أَ ْﻛ َﺬ‬ ‫ن اﻟﻈ‬ ‫ﻦ ﻓَﺈ‬ ‫ﺎ ُﻛ ْﻢ َواﻟﻈ‬‫إﻳ‬ َْ ‫ب‬ ความว่า “พวกท่ านพึงระวัง การสงสั ย แท้ จริ งการสงสั ยนั%นเป็ นคําพูดทีโกหกยิง ” 199 เช่นเดียวกันการที"มุสลิมมีจิตใจที"บริ สุทธิ: ปราศจากความอิจฉาริ ษยาต่อพี"นอ้ งมุสลิมของเขา เองนั1น ถื อ ได้ว่ า เป็ นคุ ณ ลัก ษณะที" มี เ กี ย รติ ที" ส่ ง ผลต่ อ สภาพจิ ต ใจของเขานั1น มี ค วามสงบสุ ข และหลี กห่ างจากการตอบสนองอารมณ์ ใฝ่ ตํ"าและความอิ จฉาริ ษยาที" ได้ผูกมัดตัวของเขาไม่ให้มี ความบริ สุทธิ: ใจ 200 ความสุ ขที" ดีย"ิงสําหรับมนุ ษย์น1 นั คื อการที"เขาปรารถนาที"จะให้พี"น้องของเขา ได้รับ แต่ ส"ิ ง ที" ดีง าม วิง วอนขอดุ อาอฺ ใ ห้อลั ลอฮฺ ท รงอภัย ในความผิดพลาดของพวกเขาเหล่ า นั1น ให้ช1 ีนาํ พวกเขาสู่ แนวทางที"เที"ยงตรง 201 ครั1นเมื" อได้ทาํ การศึกษาหรื อค้นหาเรื" องราวทางประวัติศาสตร์ ที"กล่ าวถึ งข้อผิดพลาดของ บุคคลชั1นนําของอิสลาม ย่อมไม่เป็ นที"สมควรที"จะนํามากล่าวประณามในข้อผิดพลาดของพวกเขา เหล่านั1น เนื"องจากอัลลอฮฺตรัสถึงพวกท่านไว้วา่ ‫ﻤﺎ َﻛﺎﻧُﻮا ﻳـَ ْﻌ َﻤﻠُﻮ َن‬ ‫ﻣﺎ َﻛ َﺴْﺒﺘُ ْﻢ َوﻻَ ﺗُ ْﺴﺄَﻟُﻮ َن َﻋ‬ ‫ﺖ َوﻟَ ُﻜﻢ‬ َ ‫ﺗِْﻠ‬ ْ َ‫ﺖ َﳍَﺎ َﻣﺎ َﻛ َﺴﺒ‬ ْ َ‫ﻣﺔٌ ﻗَ ْﺪ َﺧﻠ‬ُ‫ﻚ أ‬ ความว่า “นั"นคือ หมู่ชนทีล ่ วงลับไปแล้ ว สิ งทีพ วกเขาขวนขวายไว้ ก็ย่อมได้ แก่ พวก เขา และสิ งทีพ วกเจ้ าขวนขวายไว้ กย็ ่ อมได้ แก่ พวกเจ้ า และ พวกเจ้ าจะไม่ ถูกไต่ สวน ถึงสิ งทีพ วกเขากระทํา” 202 สิ" งที"ควรเน้นยํ1า ณ ตรงนี1 คือคราใดก็ตามที"ได้ศึกษาหรื อค้นหาเรื" องราวทางประวัติศาสตร์ ที" เกี" ยวข้องกับบรรดาเศาะหาบะฮฺ เพื"อใช้ในการอ้างอิงหลักฐานสิ" งที"ตอ้ งคํานึ งและเชื" อมัน" คือ บรรดา เศาะหาบะฮฺของท่านเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม พวกท่านเหล่านั1นคือมนุ ษย์ชาติที"ดี ยิ"งภายหลังจากบรรดานบีท1 งั หลาย เนื" องจากพวกท่านเป็ นกลุ่มชนผูซ้ " ึ งได้รับการยืนยันจากอัลลอฮฺ 199

บุคอรี ย,์ อัลญามิอฺ อัล-มุสนัด อัล-มุคตะศ็อร, กิตาบอัล-อะดับ, บาบ ‫ ﻳﺎ أﻳﻬﺎ اﻟﺬﻳﻦ آﻣﻨﻮا اﺟﺘﻨﺒﻮا ﻛﺜﲑا ﻣﻦ اﻟﻈﻦ إن ﺑﻌﺾ اﻟﻈﻦ إﰒ‬,

หมายเลขหะดีษ : 6066. 200 อะหฺ มดั อิบนุ อบั ดุ รเระหฺ มาน อัศ-ศุวยั ยาน, นะหฺ วุน มันฮัจญ์ ชัรอีย ์ ฟี ตะลักกีย ์ อัล-อัคบารฺ วะริ วายะติฮา, ดารุ ส-สะลีม, ริ ยาด, 1421, หน้า : 65. 201 เล่มเดียวกัน หน้า : 67. 202 สูเราะฮฺอลั บะเกาะเราะฮฺ, 2 : 134


71

และเราะสู ลของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ถึงความประเสริ ฐของพวกท่านเหนื อมนุ ษย์ ชาติ อื"นๆซึ" ง อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุ วะตะอาลา ตรั ส ยกย่องบรรดาเศาะหาบะฮฺ เราะฎิ ย ลั ลอฮุ อนั ฮุ ม ในคัมภีร์ของพระองค์ไว้วา่ ِ  ِ  ُ ‫رﺳ‬ ‫ﻤ ٌﺪ‬ ‫ﳏ‬ ‫ﺠ ًﺪا ﻳَـْﺒﺘَـﻐُﻮ َن‬ ‫ﻛ ًﻌﺎ ُﺳ‬‫ﺎ ِرُر َﲪَﺎء ﺑَـْﻴـﻨَـ ُﻬ ْﻢ ﺗَـَﺮ ُاﻫ ْﻢ ُر‬‫اء َﻋﻠَﻰ اﻟْ ُﻜﻔ‬‫ﻳﻦ َﻣ َﻌﻪُ أ َِﺷﺪ‬ ُ َ َ ‫ﻮل اﻟﻠﻪ َواﻟﺬ‬ ِ ‫ ِﻪ وِرﺿﻮاﻧًﺎ ِﺳﻴﻤﺎﻫﻢ ِﰲ وﺟ‬‫ﻣﻦ اﻟﻠ‬ ‫ﻓَﻀ ًﻼ‬ ِ ‫ﺴﺠ‬ ‫ﻣﻦ أَﺛَ ِﺮ اﻟ‬ ‫ﻮﻫ ِﻬﻢ‬ ِ‫ﻮراة‬‫ﻮد َذﻟِﻚ ﻣﺜـﻠُﻬﻢ ِﰲ اﻟﺘـ‬ ُ ْ ُُ ُْ َ ْ ُ ََ َ َْ َ ْ َْ َ ِ ِِ ِ ِْ ‫وﻣﺜَـﻠُﻬﻢ ِﰲ‬ ‫اع‬ َ َ‫ﺎﺳﺘَـ ْﻐﻠ‬ َ َ‫َﺧَﺮ َج َﺷﻄْﺄَﻩُ ﻓ‬ ْ ‫اﻹﳒ ِﻴﻞ َﻛَﺰْرٍع أ‬ َ ‫ر‬‫ﺰ‬‫ﺐ اﻟ‬ ْ َ‫ﻆ ﻓ‬ ْ َ‫ﺂزَرﻩُ ﻓ‬ ْ ُ ََ ُ ‫ﺎﺳﺘَـ َﻮى َﻋﻠَﻰ ُﺳﻮﻗﻪ ﻳـُ ْﻌﺠ‬ ِ ِ ِ ِ ِ  ‫ ِﺬﻳﻦ آﻣﻨُﻮا وﻋ ِﻤﻠُﻮا اﻟ‬‫ﻪ اﻟ‬‫ﺎر وﻋ َﺪ اﻟﻠ‬‫ِِﻢ اﻟْ ُﻜﻔ‬ ‫ﻆ‬ ِِ ‫ﻴﻤﺎ‬ ََ َ َ ُ ََ َ ْ ‫ﻣ ْﻐﻔَﺮًة َوأ‬ ‫ﺼﺎﳊَﺎت ﻣْﻨـ ُﻬﻢ‬ ً ‫َﺟًﺮا َﻋﻈ‬ ُ َ ‫ﻟﻴَﻐﻴ‬ ความว่ า “มุ หั ม มั ด เป็ นเราะสู ลของอั ล ลอฮฺ แ ละบรรดาผู้ ที อ ยู่ ร่ วมกั บ เขา เป็ นผู้ เ ข้ ม แข็ ง กล้ า หาญต่ อ พวกปฏิ เ สธศรั ท ธา เป็ นผู้ เ มตตาสงสารระหว่ า ง พวกเขาเอง เจ้ าจะเห็นพวกเขาเป็ นผู้รูกูอฺ ผู้สุJู ด โดยแสวงหาคุ ณความดี จาก อัลลอฮฺและความโปรดปราน (ของพระองค์ ) เครืองหมายของพวกเขาอยู่บนใบหน้ า ของพวกเขาเนื องจากร่ องรอยแห่ งการสุ Jูด นันคืออุปมาของพวกเขาทีมีอยู่ใน อัตเตารอฮฺ และอุปมาของพวกเขาทีมีอยู่ในอัลอินญีล ประหนึงเมล็ดพืชทีงอกหน่ อ หรื อกิงก้ านของมั นออกมาแล้ วทํา ให้ มั นงอกงาม แล้ วมันก็เติ บโตแข็งแรงและ ทรงตัวอยู่ได้ บนลําต้ นของมัน นําความปลืม" ปิ ติมาให้ แก่ ผ้ ูหว่ าน เพือทีพระองค์ จะก่ อความโกรธแค้ นแก่ พวกปฏิเสธศรัทธา เนืองจากพวกเขา(มุสลิมีน)และอัลลอฮฺ ทรงสั ญญาบรรดาผู้ศรั ทธาและกระทําความดีท" ังหลายในหมู่ พวกเขาว่ าจะได้ รับ การอภัยโทษและรางวัลอันใหญ่ หลวง” 203 และท่านเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่ าวยกย่องบรรดาเศาะหาบะฮฺ เราะฎิยลั ลอฮุอนั ฮุม ว่า ِ ِ ‫ﺪ أ‬ ‫ن أَﺣ َﺪ ُﻛﻢ أَﻧْـ َﻔﻖ ِﻣﺜْﻞ أُﺣ ٍﺪ ذَﻫﺒﺎ ﻣﺎ ﺑـﻠَﻎ ﻣ‬ َ‫ﻮا أَﺻﺤ ِﺎﰊ ﻓَـﻠَﻮ أ‬‫َﻻ ﺗَﺴﺒ‬ ِ ُ‫َﺣﺪﻫ ْﻢ َوَﻻ ﻧَﺼﻴ َﻔﻪ‬ َ ُ َ َ َ ًَ ُ َ َ ْ َ َْ ُ ْ

203

สูเราะฮฺอลั ฟัตหฺ , 48 : 29


72

ความว่า “พวกท่ านจงอย่ าใส่ ร้ายป้ายสี เศาะหาบะฮฺ ของฉั น เพราะถ้ าพวกท่ าน คนหนึงบริจาคทองคําปริมาณเท่ ากับขนาดของภูเขาอุหุด พวกท่ านก็ยังไม่ ถึงระดับ ของพวกเขาแม้ เพียงครึงหนึงของอุ้มมือพวกเขา” 204 ชาวอะฮฺ ลุสสุ นนะฮฺ วลั ญะมาอะฮฺ มีความเชื" อมัน" ว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺ ท1 งั หมดนั1นมี ความ อะดาละฮฺ ภ ายในตัว อยู่ 205 แต่ พ วกท่ า นก็ ไ ม่ ใ ช่ เป็ นบุ ค คลที" ม ะอฺ ศู ม หรื อปราศจากข้อผิ ด พลาด พวกท่านก็เหมือนกับมนุ ษย์คนอื"นทัว" ไปที"ย่อมมีขอ้ ผิดพลาดบางประการอยู่ ซึ" งต่างจากความเป็ น มะอฺ ศูมของบรรดานบีและมลาอิกะฮฺของอัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา 206 ด้วยเหตุน1 ี ในการอ้างอิงหลักฐานจากเรื" องราวประวัติศาสตร์ น1 นั ย่อมมีความจําเป็ นอย่างยิ"ง ที"ตอ้ งมีทศั นคติที"ดีและจิตใจที"บริ สุทธิ: ต่อเรื" องราวต่างๆ ทั1งนี1 เพื"อการอ้างอิงหลักฐานจากเรื" องราว ทางประวัติศาสตร์ น1 นั สามารถเป็ นที"ยอมรับตามหลักวิชาการอิสลามได้ 3.4.4 ตําราทางประวัติศาสตร์ ในการเรี ยบเรี ยงและบันทึ กเหตุ การณ์ ทางประวัติศาสตร์ ของตําราต่า งๆนั1น นักวิชาการ แต่ละท่านจะมีเกณฑ์ในการรวบรวมที"แตกต่างกัน บางท่านรวบรวมทุกเรื" องราวเท่าที"พบแล้วบันทึก ลงในตําราของตน เช่น ตําราประวัติศาตร์ ที"เขียนโดยท่านอิบนุ ญะรี ร อัฏ-เฏาะบารี ย ์ ได้แก่ “ตารี ค อัล-อุ มมั วัล-มุ ลูก” หรื อเรี ยกสั1นๆว่า “ตารี ค อัฏ -เฏาะบารี ย”์ อย่างไรก็ตามนักวิชาการบางท่า น ก็ได้กลัน" กรองเอาเฉพาะเรื" องราวที"ถูกต้องเท่านั1นแล้วบันทึกลงในตําราของตน เช่ น “อัลบิดายะฮฺ วัน-นิฮายะฮฺ” ที"เขียนโดยท่านอิหม่ามอิบนุกะษีร” เป็ นต้น

บุ คอรี ย,์ อัลญามิอฺ อัล-มุ สนัด อัล-มุ คตะศ็อร, หมวดอัล-มะนากิบ, บรรพเกาว์ลินนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เลากุนตุ มุตตะคีซนั เคาะลีลา, หะดีษหมายเลขทีA : 3656. 205 ความอะดาละฮฺ ของเศาะหาบะฮฺ หมายถึง การทีAพวกเขามีความซืA อตรง เทีAยงธรรม และสัตย์จริ ง ไม่มีลกั ษณะของการหน้าไหว้ หลังหลอก(มุ นาฟิ ก) โกหก ลามก ผิด ศี ลธรรมและนอกรี ต เนืA องจากพวกเขาศรั ทธาต่ อพระองค์อัลลอฮฺ แ ละน้อมรั บโองการของพระองค์ อย่างลํ/าเลิศ และนําความรู ้มาประยุกต์ใช้ ทั/งในชีวิตของปัจเจกบุคคลและชีวิตในสังคม และศรัทธาต่อเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม สนับสนุนช่วยเหลือต่อสูด้ ิ/นร้นด้วยชีวิตและทรัพย์สิน พิทกั ษ์รักษาและถ่ายทอดศาสนามายังชนรุ่ นหลัง กระทําทุกอย่างตามกรอบเจตนารมณ์ของ ชะรี อะฮฺ ห่ างไกลจากความชัAว พวกเขาใส่ ใจกับการละหมาด และให้ความสําคัญกับโลกอาคี เราะฮฺ มากกว่าโลกนี/ เนืA องจากพวกเขาได้รับการ อบรมโดยตรงจากท่านเราะสูลุลลอฮฺ ดังนั/นการศรัทธา พฤติกรรมและการเสี ยสละของเศาะหาบะฮฺ ในหนทางของพระองค์อลั ลอฮฺ จึงเป็ นสิA งทีAมี คุณค่าเหนือกว่าความผิดอันอาจเกิดขึ/นได้ในฐานะเป็ นมนุษย์ทีAยอ่ มมีความผิดพลาด 206 อุษมาน อัล-เคาะมีส, หิ กบะฮฺ มินตั -ตารี ค, [ม.ป.ท.], 1424, หน้า : 15. 204


73

3.4.4.1 ตําราหลักทางประวัติศาสตร์ ที"มีความน่าเชื"อถือ ก. อัฏ-เฎาะบากอต อัล-กุบรอ “อัฏ-เฎาะบากอต อัล-กุบรอ” เรี ยบเรี ยงโดย ท่านอิบนุ สะอฺ ดฺ เสี ยชี วิตปี ฮ.ศ. 230 ถื อเป็ น ตําราในระดับต้นๆและสําคัญตําราหนึ" งที"มีวิธีการเรี ยบเรี ยงด้วยการระบุสายรายงานของเรื" องราว ต่า งๆโดยเฉพาะเรื" องราวที" เกี" ย วข้องกับ ชี วประวัติข องท่ า นนบี บรรดาเศาะหาบะฮฺ และตาบิ อีน เป็ นต้น กระนั1นก็ตามการตรวจสอบสายรายงานในเรื" องราวต่างๆให้รอบคอบนั1นก็ยอ่ มเป็ นสิ" งที"ควร ให้ความตระหนัก ทั1งนี1 เพื"อพิสูจน์ถึงความน่ าเชื" อถื อของเรื" องราวนั1นๆ และคุ ณลักษณะที" เด่ นอี ก ประการหนึ" งคือผูเ้ ขียนนั1นมีชีวิตอยู่ในช่ วงศตวรรษที"สองแห่ งการฮิจเราะฮฺ จึงทําให้ผูเ้ ขียนมีความ ระวังในการรายงานเรื" องราวจากนักรายงานที"ชื"อว่า “อัล-วากิดีย”์ และคนอื"นๆจากบรรดานักรายงาน ที"เฎาะอีฟ และถูกทิ1งทั1งหลายเป็ นอย่างมาก 207 ข. ตารี ค เคาะลีฟะฮฺ “ตารี ค เคาะลี ฟะฮฺ ” เรี ยบเรี ยงโดย อิ บนุ คิยาฏ แม้นว่าตําราเล่ มนี1 จะมี เนื1 อหาที" น้อยและ กระชับกว่าตํารา “อัฏ-เฎาะบากอต อัล-กุบรอ” แต่ในส่ วนเนื1 อหาหรื อตัวบทนั1นมีความปลอดภัยเป็ น อย่ า งยิ" ง จากฟิ ตนะฮฺ หรื อความวุ่ น วายต่ า งๆที" ไ ด้ เ กิ ด ขึ1 นในยุ ค ของบรรดาเศาะหาบะฮฺ เราะฎิยลั ลอฮุอนั ฮุม208 ค. ตารี คอัล-อุมมั วัล-มุลูก หรื อ ตารี ค อัฏ-เฏาะบารี ย ์ “ตารี ค อัฏ-เฏาะบารี ย”์ เรี ยบเรี ยงโดย ท่านอิหม่ามอิบนุ ญะรี ร อัฏ-เฏาะบารี ย ์ ถือเป็ นตําราที" ได้รวบรวมเรื" องราวต่างๆที"มีวิธีการเรี ยบเรี ยงโดยยึดปี ที" เกิ ดเหตุการณ์ แต่ไม่ได้เน้นที" หัวข้อหรื อ ประเด็น ในเรื" องราวเดี ยวกันท่านพยายามรวบรวมการรายงานเป็ นจํานวนมากและหลากลายซึ" ง บางครั1งอาจไม่ต่อเนื"องกัน หรื อขัดแย้งกัน สิ" งใดก็ตามที"ท่านได้ยินได้ฟังหรื อรับการรายงานท่านจะ รวบรวมบรรจุไว้ในตําราเล่มนี1 ท1 งั หมด โดยมิได้พิจารณา จําแนก วิพากษ์หรื อวิเคราะห์แต่อย่างใด ด้วยเหตุน1 ีผลงานของท่านถือว่าเป็ นคลังข้อมูลดิบที"สําคัญยิ"งในการอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการและ เป็ นแม่บทหลักของตําราทางประวัติศาสตร์ ปั จจัยที" สําคัญที" ทาํ ให้ตาํ รา “ตารี ค อัฏ-เฏาะบารี ย”์ เป็ นแหล่ งอ้างอิงและแม่บทหลักของ ตําราทางประวัติศาสตร์ ก็เนื"องจากว่า 209 1. ท่านอิหม่ามอัฏ-เฏาะบารี ยเ์ ป็ นบุคคลที"มีชีวติ อยูใ่ กล้กบั เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ มาก 2. ท่านอิหม่ามอัฏ-เฏาะบารี ยม์ ีวธิ ี การเขียนตําราด้วยการนําเสนอสายรายงาน(อิสนาด) 207

อับดุ ลกะรี ม อิ บนุ คอลิ ด อัลหัรบี ย,์ กัยฟะ นักเราะ ตารี ค็อลอาลิ วัล-อัศหาบฺ , มับเราะฮฺ อัล-อาลิ วัล-อัศหาบ, คู เวต, 2006,

หน้า : 67. 208 209

เล่มเดียวกัน, หน้า : 68. อุษมาน อัล-เคาะมีส, หิ กบะฮฺ มินตั -ตารี ค, [ม.ป.ท.], 1424, หน้า : 17.


74

3. ท่านอิหม่ามอัฏ-เฏาะบารี ยเ์ ป็ นบุคคลที"ได้รับการยอมรับในเรื" องของความรู ้ 4. เป็ นตําราที"บรรดานักประวัติศาสตร์ จาํ นวนมากมายได้ใช้ในการอ้างอิงเรื" องราวต่างๆใน ตําราของเขา อย่างไรก็ตาม ถึ งแม้วา่ อิหม่ามอิบนุ ญะรี ร อัฏ-เฏาะบารี ยจ์ ะเป็ นนักวิชาการที"เป็ นที"ยอมรับ ของผูค้ นต่างๆ แต่ดว้ ยกับวิธีการเรี ยบเรี ยงตําราของท่านที"มีลกั ษณะดังที"กล่าวมาข้างต้น จึงมีความ จําเป็ นที"การอ้างอิ งเนื1 อหาใดๆจากตําราเล่ มนี1 ต้องเป็ นไปด้วยความระมัดระวัง โดยให้พิจาณาถึ ง สายรายงานของเรื" องราวนั1นก่อนว่ามีความน่าเชื"อถือมากน้อยเพียงใด ง. อัล-บิดายะฮฺ วัน-นิฮายะฮฺ “อัล-บิดายะฮฺ วัน-นิฮายะฮฺ” เรี ยบเรี ยงโดย ท่านอิหม่ามอัล-หาฟิ ซ อิบนุ กะษีร ถือเป็ นตําราที" ได้มีการอ้างอิงเรื" องราวจากตํารา “ตารี ค อัฏ-เฏาะบารี ย”์ บ้าง แต่ประการสําคัญที"เป็ นคุณลักษณะที" เด่นของตําราเล่มนี1 คือผูเ้ ขียนได้รายงานเรื" องราวต่างๆพร้ อมกับการชี1 แจงถึ งความน่าเชื" อถื อหรื อไม่ เพียงใดของเรื" องราวนั1นๆ ซึ" งฉบับที" ดีที"สุด ณ ปั จจุ บนั คื อฉบับที" พิ มพ์จากสํานัก พิมพ์ดารุ นฮิ ญรฺ ภายใต้การดูแลของ ดร.อับดุลลอฮฺ อัต-ตุรกีย”์ 210 จ. ตารี ค ดิมชั กฺ “ตารี ค ดิมชั กฺ” เรี ยบเรี ยงโดย ท่านอิบนุอะสากิร เป็ นตําราที"เรี ยบเรี ยงเรื" องราวที"เกี"ยวข้องกับ บุ ค คลที" อ ยู่ ใ นเมื อ งดิ ม ัช กฺ จ ากบรรดาผู ้ที" มี ค วามรู ้ ท1 ัง หลายในหมู่ เ ศาะหาบะฮฺ แ ละบุ ค คลอื" น ๆ จนกระทัง" ถึ ง ยุค สมัย ที" ตาํ ราเล่ ม นี1 ถู ก เรี ย บเรี ย งขึ1 น คุ ณ ลัก ษณะที" เด่ นของตํา ราเล่ ม นี1 คื อจะมี ก าร รายงานด้วยอิสนาดในทุกเรื" องราวที"ปรากฏในตํารา 211 ฉ. ตารี คุลอิสลาม “ตารี คุลอิสลาม” เรี ยบเรี ยงโดย ท่านชัมชุ ดดีน อัซ-ซะฮะบีย ์ เราะฮิมะฮุลลอฮฺ ถือได้วา่ เป็ น ตํา ราที" มี ข นาดใหญ่ ที" เ ต็ ม ไปด้ ว ยคุ ณ ค่ า อย่ า งมากมาย ในตํา รานี1 ได้ เ ล่ า เรื" องราวต่ า งๆทาง ประวัติศาสตร์ อิสลามได้อย่างสมบูรณ์ ย"งิ คุณลักษณะที"เด่นประการหนึ" งที"ปรากฏในตําราเล่มนี1 คือ การที"ผูเ้ ขียนได้อธิ บายในเรื" องราวและเหตุการณ์ต่างๆได้ดีย"ิง ซึ" งฉบับที"ดีที"สุดคือฉบับที"ได้รับการ ตรวจทานจาก ดร.บัชชาร อิวาด “212 ช. สิ ยรั อะอฺ ลามินนุบะลาอฺ “สิ ยรั อะอฺ ลามิ นนุ บะลาอฺ ” เรี ยบเรี ยงโดยท่านอัล-หาฟิ ซ อัซ-ซะฮะบี ย ์ เราะหิ มะฮุ ลลอฮฺ เช่นเดียวกัน เป็ นตําราที"ได้เล่าถึงชีวประวัติของบุคคลสําคัญที"ประวัติศาสตร์ ได้รู้จกั เริ" มตั1งแต่บรรดา 210

อับดุ ลกะรี ม อิ บนุ ค อลิ ด อัลหัรบี ย,์ กัยฟะ นักเราะ ตารี ค็อลอาลิ วัล-อัศหาบฺ , มับเราะฮฺ อัล-อาลิ วัล-อัศหาบ, คู เวต, 2006,

หน้า : 69. 211 212

เล่มเดียวกัน. เล่มเดียวกัน.


75

เศาะหาบะฮฺ เราะฎิ ย ลั ลอฮุ อนั ฮุ ม จนถึ ง กลุ่ มชนต่ างๆก่ อนที" ผูเ้ ขี ย นจะเสี ย ชี วิต ในตํา ราเล่ มนี1 ไ ด้ มี ห มวดเฉพาะที" ไ ด้ก ล่ า วถึ ง ชี วประวัติข องท่ า นนบี มุ หัม มัด ศ็ อลลัล ลอฮุ อ ะลัย ฮิ ว ะสั ล ลัม และ เรื" องราวที"เกี"ยวข้องกับเคาะลีฟะฮฺท1 งั สี" ท่าน เราะฎิยลั ลอฮุอนั ฮุม ซึ" งฉบับที"ดีที"สุด ณ ปั จจุบนั คือฉบับ ที"พิมพ์จากสํานักพิมพ์ “มุอสั -สะสะฮฺ อัร-ริ สาละฮฺ” 213 ซ. ตารี ค อัล-มะดีนะฮฺ “ตารี ค อัล-มะดี นะฮฺ ” เรี ยบเรี ยงโดย อิบนุ ชัยบะฮฺ เป็ นตําราเล่ มหนึ" งที" มีความสําคัญและ เต็มไปด้วยคุณค่า ซึ" งผูเ้ รี ยบเรี ยงได้ระบุสายรายงานของเรื" องราวต่างๆที"เกิดขึ1นในหน้าประวัติศาสตร์ ในตําราเล่มนี1มีเรื" องราวมากมายที"กล่าวถึงเหตุการณ์สาํ คัญๆที"เกิดขึ1นในช่วงที"เกิดฟิ ตนะฮฺ และช่วงที" มีการฆาตกรรมท่านอุษมาน อิบนุ อฟั ฟาน เราะฎิยลั ลอฮุอนั ฮุ แต่ตาํ ราเล่มนี1 ได้มีเนื1 อหาบางส่ วนขาด หาดไปเนื"องจากต้นฉบับที"เขียนด้วยมือนั1นได้หายไป เช่นเรื" องราวที"กล่าวถึงการเป็ นเคาะลีฟะฮฺ ของ ท่าน อบูบกั รฺ อัศ-ศิดดีก เป็ นต้น 214 ฌ. อัล-อะวาศิม มินลั เกาะวาศิม “อัล -อะวาศิ ม มิ นัล เกาะวาศิ ม ” เรี ย บเรี ย งโดย ท่ า นอบู บ ัก รฺ อิ บ นุ ล อะเราะบี ย ์ ซึA งผู ้ทีA ตรวจทานและอธิ บ ายเพิA ม เติ ม ตํา ราเล่ ม นี/ คื อ ชัย คฺ มุ หิ บ บิ ด ดี น อัล -เคาะฏี บ เราะฮิ ม ะฮุ ล ลอฮฺ เป็ นตําราทีAได้รับการตีพิมพ์จากสํานักพิมพ์ต่างมากกว่า 10 สํานักพิมพ์ และถือเป็ นตําราทีAได้รับการ ตอบรั บ จากผู ้ค นทัAว ไปเป็ นอย่ า งมาก โดยเฉพาะสถานะของชัย คฺ มุ หิ บ บิ ด ดี น อัล -เคาะฏี บ เราะฮิมะฮุลลอฮฺ ทีAได้รับการยกย่องว่าเป็ นอิหม่ามของอิสลามท่านหนึA ง เนืA องจากในตํารามีการให้ ข้อโต้แย้งได้อย่างชัดเจนและครอบคลุมในทุกประเด็นปั ญหาทีAสําคัญต่างๆ ซึA งวิธีการเรี ยบเรี ยงตํารา เล่มนี/ เริA มด้วยการนําเสนอข้อสงสัยบางประเด็น หลังจากนั/นก็จะมีการให้คาํ อธิ บายด้วยกับหลักฐาน ทีAชดั เจน ซึA งคุณลักษณะทีAสําคัญทีAสุดคือเป็ นตําราทีAได้เรี ยบเรี ยงขึ/นมาเพืAอทําหน้าทีAปกป้ องเรืA องราว ทางประวัติศาสตร์ อิสลามจากการถูกบิดเบือนต่างๆ 215 3.4.4.1 ตําราอื"นๆทางประวัติศาสตร์ ที"มีความน่าเชื"อถือ ถึ งแม้ว่าบรรดาตําราหลักได้มีการเรี ยบเรี ยงและบันทึกเหตุการณ์ ทางประวัติศาสตร์ อย่าง มากมายแล้ว แต่ก็ยงั มีตาํ ราอื"นๆที"ได้นาํ เสนอเรื" องราวโดยแบ่งเป็ นหมวดหมู่ต่างๆ รวมทั1งหมวดหมู่ ที"เกี" ยวข้องกับเหตุการณ์ ที"สําคัญทางประวัติศาสตร์ อิสลามที"เกิ ดขึ1นในช่ วงแรกๆ เช่ น ตําราหะดี ษ

213

อับดุ ลกะรี ม อิ บนุ คอลิ ด อัลหัรบี ย,์ กัยฟะ นักเราะ ตารี ค็อลอาลิ วัล-อัศหาบฺ , มับเราะฮฺ อัล-อาลิ วัล-อัศหาบ, คู เวต, 2006,

หน้า : 70. 214 215

เล่มเดียวกัน, หน้า : 70. เล่มเดียวกัน, หน้า : 71.


76

ตําราอัล-มะสานีด ตําราอัล-มะอาญิม จากตําราต่างๆดังกล่าวที"สําคัญๆมีดงั นี1 216 “อัศ-เศาะหี หฺ” เรี ยบ เรี ยงโดยอิหม่ามอัลบุคอรี ย ์ “อัศ-เศาะหี หฺ” เรี ยบเรี ยงโดยอิหม่ามมุสลิม “อัส-สุ นนั อัล-อัรบะอะฮฺ ” เรี ยบเรี ย งโดยท่า นอิ หม่ามอบูดาวูด ท่า นอิ หม่ามอัน-นะสาอี ย ์ ท่านอิ หม่ ามอัต-ติ รมี ซีย ์ และท่า น อิ หม่า มอิ บนุ มาญะฮฺ “อัล-มุ สนัด” เรี ยบเรี ยงโดย อิ หม่า มอะหฺ มดั อิ บนุ หัมบัล “อัล-มุ ศ็อนนัฟ ” เรี ยบเรี ยงโดย ท่านอิบนุ อบีชยั บะฮ “อัล-มุสตัดร็ อก” เรี ยบเรี ยงโดย ท่านหากิม อัน-นัยสาบูรีย ์ นอกจากนี1 แล้ว ยัง มี บ รรดาตํา ราที" ไ ด้นํา เสนอชี ว ประวัติ ข องบรรดาเศาะหาบะฮฺ แ ละ อะฮฺลุลบัยตฺ เราะฎิยลั ลอฮุอนั ฮุม ที"สาํ คัญๆมีดงั นี1 217 “อัล-อิสตีอาบ ฟี มะอฺ ริฟะติลอัศ-หาบ” เรี ยบเรี ยง โดย อิบนุ อบั ดุลบัรฺ “อัสดุ ลฆอบะฮฺ ฟี มะอฺ ริฟะติศ-เศาะหาบะฮฺ ” เรี ยบเรี ยงโดย อิบนุ ล-อะษีร อัล-อิ ศอบะฮฺ ฟี ตัมยีซิศ-เศาะหาบะฮฺ” เรี ยบเรี ยงโดย อิบนุหะญัร อัล-อัสกอลานีย ์ ทั1งนี1 ก็ยงั มีบรรดาตําราร่ วมสมัยที" ได้เรี ยบเรี ยงเรื" องราวต่างๆขึ1 นมา โดยมี นักวิชาการได้ ทําการตรวจสอบในการรายงานต่ างๆเหล่ า นั1น พร้ อมกับชี1 แจงว่า เรื" องราวใดบ้า งที" เศาะหี หฺและ เรื" องราวใดบ้างที"เฎาะอีฟ ณ ที"น1 ีผวู ้ จิ ยั ขอนําเสนอตําราที"สาํ คัญๆบ้างเล่มที"เรี ยบเรี ยงโดย ดร.อลี อิบนุ มุหมั มัด อัศ-ศ็อลลาบีย ์ หะฟิ ซอฮุลลอฮฺ ดังนี1 218 “อัล-อินชิ รอฮฺ วะร็ อฟอุฎ-ฎ็อยยิก ฟี สี เราะฮฺ อบีบกั รฺ อัศ -ศิ ดดี ก ” “ฟั ศลุ ล คิ ฏอบ ฟี สี เราะฮฺ อมี รุล มุ อฺมินีน อุ ม รั อิ บ นุ ลค็อฏฏอบ ชัค ศิ ยะติ ฮิ วะอัศ ริ ฮิ” “ตัย สี ริ ลกะรี ม อัล -มัน นาน ฟี สี เ ราะฮฺ อุ ษ มาน อิ บ นุ อ ัฟ ฟาน” “อัส มัล -มะฏอลิ บ ฟี สี เ ราะฮฺ อะมี รรุ ลมุ อฺมิ นีน อลี อิ บนุ อบี ฏอลิ บ ” “อมี รุลมุ อฺมินีน อัล -หะสัน อิ บนุ อลี ชัค ศิ ย ะติ ฮิ วะอัศ ริ ฮิ” “มุ อ าวี ย ะฮฺ อิ บ นุ อ บี สุ ฟ ยาน” “อุ ม รั อิ บ นุ อบั ดุ ล อะซี ซ ” “อัด-เดาละฮฺ อัล -อะมาวี ย ะฮฺ อะวามิ ล อัล-อิซดิฮาร วะตุดาอิยาต อัล-อินฮิยาร” สําหรับตําราร่ วมสมัยที"บรรดานักวิชาการท่านอื"นๆได้เรี ยบเรี ยงขึ1น ที"สําคัญๆมีดงั นี1 219 “เมา สู อะฮฺ อัต-ตารี ค อัล-อิ สลามี ย”์ เรี ยบเรี ยงโดย มะหฺ มูด มุหัมมัด ชากิ ร “สิ ลสิ ละฮฺ กุตุบุน มะหฺ มูด มุหัมมัด ชากิ ร อะนิ ลชัคศิ ยาต อัล-อิ สลามี ยะฮฺ ” “สี เราะฮฺ อัส-สัยยิดะฮฺ อาอิ ชะฮฺ อุมมุ ลมุอฺมินีน” เรี ยบเรี ยงโดย อัน-นัดวีย ์ “อะหฺ ดาษ วัล-อะหาดี ษ ฟิ ตนะติลฮัรOฺ ” เรี ยบเรี ยงโดย ดร.อับดุ ลอะซี ซ ดุ ค อน “หิ ก บะฮฺ มิ นั ต -ตารี ค” เรี ยบเรี ยงโดย ชั ย คฺ อุ ษ มาน อั ล -เคาะมี ส “ตะหฺ กี ก เมากิ ฟ อัศ-เศาะหาบะฮฺ มินลั ฟิ ตัน” เรี ยบเรี ยงโดย ดร.มุ หัมมัด อัมหะซู น “อัศริ ล-คิลาฟะฮฺ อัร-รอชี ดะฮฺ ” เรี ยบเรี ยงโดย ดร.อักรอม ฎิยาอฺ อัล-อุมะรี ย,์ “อัคฏออฺ ยะญิบุ อันตุเศาะหฺ หิหฺ มินตั -ตารี ค” เขียนโดย ดร.ญะมาล อัลดุ ลฮาดี กับดร.วิฟาอฺ Oุ มอะฮฺ “ตารี ค อัล-อิสลามีย ์ มะวากิ ฟ วะอิบรฺ ” เรี ยบเรี ยงโดย 216

อับดุ ลกะรี ม อิ บนุ คอลิ ด อัลหัรบี ย,์ กัยฟะ นักเราะ ตารี ค็อลอาลิ วัล-อัศหาบฺ , มับเราะฮฺ อัล-อาลิ วัล-อัศหาบ, คู เวต, 2006,

หน้า : 71-72. 217 218 219

เล่มเดียวกัน หน้า : 72. เล่มเดียวกัน หน้า : 73. เล่มเดียวกัน หน้า : 73-76.


77

ดร.อับ ดุ ล อะซี ซ อัล -หุ ม ัย ดี ย ์ “อับ ดุ ล ลอฮฺ อิ บ นุ ส ะบะอฺ วะอะษะรุ ฮุ ฟี อะหฺ ด าษ อัล -ฟิ ตนะฮฺ ฟี ศ็ อ ดริ ลอิ ส ลาม” เรี ยบเรี ยงโดย ชั ย คฺ สุ ลั ย มาน อั ล -เอาดะฮฺ “ลิ ม าซา ยะซี ฟู น อั ต -ตารี คฺ วะยะอฺ บิ ษู นะ บิ ล หะกออิ กฺ ” เรี ย บเรี ย งโดย อิ ส มาอี ล อัล -กัย ลานี ย ์ “อะษะรุ ล หะดี ษ ฟี นัช อะตฺ อัต-ตารี ค อินดัลมุ สลิ มีน” เรี ยบเรี ยงโดย ดร.บัชชาร อิวาด มะอฺ รูฟ “มิ นฮัจOฺ กิ ตาบะฮฺ อัต-ตารี ค อัล -อิ ส ลามี ย ์” เรี ย บเรี ยงโดย มุ หั ม มัด ศอมิ ล อัส -สุ ล ละมี ย ์ “อบู มิ ค นั ฟ วะเดาริ ฮิ ฟี นัช อะฮฺ อัล -กิ ตาบะฮฺ อัต -ตารี คี ย ะฮฺ ” เรี ย บเรี ย งโดย อลี กามิ ล อัล -ก็ อ รอาน “อัล -มุ อรั ริ คู น อัล -อะร็ อ บ วัล-ฟิ ตนะฮฺ อัล-กุบรอ” เรี ยบเรี ยงโดย ดร.อัดนาน มุลหิ ม “มัรวิยาต อบีมิคนัฟ ฟี ตารี ค อัฏ-ฏอบารี ย”์ เรี ยบเรี ยงโดย ดร.ยะหฺ ยา อิ บรอฮี ม อัล -ยะหฺ ยา “อิ อฺล ามุ ลอะนาม บิ มา ยะญิ บุ นะหฺ วุลอะอฺ ลาม” เรี ยบเรี ยงโดย มุหมั มัด อับดุลหะมีด หุ สูนะฮฺ 3.4.4.1 ตําราหลักทางประวัติศาสตร์ ที"ควรให้ความระมัดระวังและหลีกเลี"ยง ก. อัล-อะฆอนีย ์ “อัล-อะฆอนี ย”์ เรี ยบเรี ยงโดย อบิลฟั รOฺ อัล-อัศฟะฮานี ย ์ ถื อเป็ นตําราทางประวัติศาสตร์ เล่มหนึ" งที"ผูเ้ ขียนได้นาํ เสนอเรื" องราวต่างๆด้วยกับการโกหกและล้อเล่น มีความเป็ นชาตินิยมและ เกลี ย ดชัง ด้ว ยเหตุ ดัง กล่ า วการใส่ ร้ า ยด่ า ทอบรรดาเคาะลี ฟ ะฮฺ ท1 งั 4 จึ ง เห็ น ได้อ ย่า งประจัก ษ์ นอกจากนี1 ได้ มี ก ารด่ า ทอถึ ง คุ ณ ลั ก ษณะบางประการของวงศ์ ว านของท่ า นนบี มุ หั ม มั ด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมไปในทางที"ไม่ดีและเสื" อมเสี ยอี กด้วย เช่ นการกล่ าวร้ ายต่อท่านหญิ ง สะกีนะฮฺ บินติ อัลหุ สัยนฺ เราะฎิยลั ลอฮุอนั ฮาว่าเป็ นผูท้ ี"ชอบร้องเพลง เป็ นต้น 220 ข. อัล-อิกฺดุลฟะรี ด “อัล -อิ กฺ ดุล ฟะรี ด” เรี ย บเรี ย งโดย อิ บ นุ อับ ดุ ร็อบบิ ฮฺ ถื อเป็ นตําราเล่ ม หนึ" ง ที" มี วิธี ก าร เรี ยบเรี ยงในรู ปแบบของวรรณกรรมที"เล่าเรื" องราวต่างๆทางประวัติศาสตร์ แต่ส"ิ งที"เป็ นปั ญหานั1นคือ เป็ นตํา ราที" ไ ด้ป ะปนระหว่ า งเรื" อ งราวที" เ ศาะหี หฺ ก ับ เฎาะอี ฟ โดยที" ผู ้เ รี ย บเรี ย งได้ต ัด บรรดา สายรายงานและนักรายงานทั1งหมดออก ทั1งยังได้มีการอ้างอิงเรื" องราวจากแหล่งอ้างอิงต่างๆที"ไม่เป็ น ที"อนุญาตให้อา้ งอิงถึงได้ 221 ค. อัล-อิมามะฮฺ วัส-สิ ยาสะฮฺ ตํารา “อัล-อิมามะฮฺ วัส-สิ ยาสะฮฺ หรื อ ตารี คคุลคุละฟาอฺ ” ถือเป็ นตําราที"อา้ งว่าเรี ยบเรี ยงโดย ท่า นอิ บ นุ กุตยั บะฮฺ แต่ ข ้อเท็จจริ งแล้วท่า นอิ บ นุ กุตยั บะฮฺ ไ ม่ไ ด้เป็ นผูเ้ รี ยบเรี ยงขึ1 นมาแต่ อย่า งใด 220

อับดุ ลกะรี ม อิ บนุ คอลิ ด อัลหัรบี ย,์ กัยฟะ นักเราะ ตารี ค็อลอาลิ วัล-อัศหาบฺ , มับเราะฮฺ อัล-อาลิ วัล-อัศหาบ, คู เวต, 2006,

หน้า : 80-81. 221

เล่มเดียวกัน หน้า : 83.


78

ข้อเท็จจริ งที"สามารถพิสูจน์ได้ชดั เจนที"สุดว่าตําราเล่มนี1 ท่านอิบนุ กุตยั บะฮฺ ไม่ใช่เป็ นผูเ้ รี ยบเรี ยงนั1น คือ ในตํารานี1มีการระบุวา่ ผูเ้ รี ยบเรี ยงได้มีการรายงานจากนักรายงานท่านหนึ"งในรู ปแบบ “ตะลักกีย”์ หรื อ ได้รั บ การรายงานด้ว ยตัว ของเขาเอง ที" ชื" อ ว่า “อิ บ นิ อบี ล ัย ลา” มี ชื" อ เต็ ม ว่า มุ หัม มัด อิ บ นุ อับดุรเราะหฺ มาน อิบนิอบีลยั ลา ซึ" งเป็ นนักนิ ติศาสตร์ และเป็ นผูพ้ ิพากษาแห่ งเมืองกูฟะฮฺ เสี ยชี วิตใน ปี ฮ.ศ.148 แต่เป็ นที" ทราบกันดี ว่าท่านอิ บนุ กุตยั บะฮฺ น1 นั เกิ ดในปี ฮ.ศ.213 ซึ" งภายหลังจากการ เสี ย ชี วิตของท่ า นอิ บ นิ อบี ล ัย ลาถึ ง 65 ปี ทั1ง นี1 ได้มี นัก วิช าการหลายท่ า นได้เรี ย บเรี ย งตํา ราเพื" อ นําเสนอข้อมูลที" เป็ นข้อโต้แย้ง และยืนยันว่าตํา ราเล่ ม นี1 น1 ันเป็ นตํา ราที" ได้อา้ งเท็จไปยัง ท่านอิ บ นุ กุตยั บะฮฺ เช่น อัล-อิมามะฮฺ วัส-สิ ยาสะฮฺ อัล-มันสู บ ลิอิบนิ กุตยั บะฮฺ มันฮุวะมุอลั ลิฟิฮิ เรี ยบเรี ยงโดย ดร.มุหมั มัด นัจOฺ ม์ เป็ นต้น222 ง. มุรูOุซ-ซะฮับ ตํา รา “มุ รู Oุ ซ -ซะฮับ ” เรี ย บเรี ย งโดย อัล -มัส อู ดี ย ์ เป็ นตํา ราอี ก เล่ ม หนึ" งที" ไ ม่ ป รากฏ สายรายงานของเรื" องราวต่างๆว่ามีมาอย่างไร ประกอบกับได้บรรจุเนื1 อหาที"เป็ นเรื" องราวปรัมปรา และคํา บอกเล่ า ที" แ ปลกประหลาดอย่ า งมากมาย ท่ า นอิ บ นุ ต ัย มี ย ะฮฺ ไ ด้ก ล่ า วว่ า “ในตํ า ราทาง ประวัติศาสตร์ ทเี ขียนโดยอัล-มัสอูดีย์น" ันมีเรืองราวทีถ ูกกุขึน" มาอย่ างมากมาย ซึ งไม่ สามารถทีจะนับ ได้ นอกจากอัลลอฮฺ ตะอาลา ดังนั"นเราจะเชื อมันในเรืองราวทีม ีสายรายงานทีข าดตอนได้ อย่ างไรเล่ า? และในตํารานีน" " ันเป็ นทีท ราบกันดีว่ามีเรืองราวมากมายทีถ ูกอุปโลกน์ ขึน" มา” 223 จ. ชะเราะฮฺ นะฮฺOุลบะลาเฆาะฮฺ ตํารา “ชะเราะฮฺ นะฮฺOุลบะลาเฆาะฮฺ” เรี ยบเรี ยงโดย อิบนุอบีลหะดีด อัล-มุอฺตะซิ ลีย ์ ถือเป็ น ตําราเล่ มหนึ" งที" มีการเรี ยบเรี ยงขึ1นเพื"อรั ฐมนตรี ที"ชื"อว่า อิ บนุ อลั -อัลเกาะมี ย ์ ผูเ้ ป็ นต้นเหตุที"ทาํ ให้ บรรดามุ สลิ มในเมื" องแบกแดดต้องถู กฆ่าตายด้วยนํ1ามื อของกองทัพตาตาร์ ในส่ วนของเนื1 อหาที" ปรากฏอยู่ก็เช่ นเดี ยวกันที" บรรดาอุ ละมาอฺ ได้ให้ขอ้ ตําหนิ และวิพากษ์วิจารณ์ ว่าเป็ นตําราที" ไร้ ซ" ึ ง คุณค่าแต่อย่างใด 224 ฉ. อัส-สะกีฟะฮฺ ตํารา “อัส-สะกี ฟะฮฺ ” เรี ย บเรี ยงโดย สะลี ม อิ บนุ ก็อยสฺ เป็ นอี ก ตําราเล่ มหนึ" งที" นาํ เสนอ เรื" องราวที"กุข1 ึนมาและเป็ นเท็จ โดยเฉพาะเรื" องราวที"เกี"ยวข้องกับบรรดาเครื อญาติของท่านนบีมุหัม

222

อับดุ ลกะรี ม อิ บนุ คอลิ ด อัลหัรบี ย,์ กัยฟะ นักเราะ ตารี ค็อลอาลิ วัล-อัศหาบฺ , มับเราะฮฺ อัล-อาลิ วัล-อัศหาบ, คู เวต, 2006,

หน้า : 83. 223 224

เล่มเดียวกัน, หน้า : 84. เล่มเดียวกัน, หน้า : 85.


79

มัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เช่นมีการรายงานว่าท่านอลี เราะฎิยลั ลอฮุอนั ฮุ นั1นเป็ นบุคคลที"มี ความ ขี1ขลาด เป็ นต้น ด้วยเหตุน1 ีตาํ ราเล่มนี1จึงถูกจัดเป็ นตําราที"ไม่มีความน่าเชื"อถือ 225 ช. อัส-สะกีฟะฮฺ ตํารา “อัส-สะกี ฟะฮฺ ” เรี ยบเรี ยงโดย อับดุลอะซี ซ อัล-เญาฮิรีย ์ นับเป็ นตําราเล่มหนึ" งที"ไม่มี คุ ณค่าใดๆเลย เนื" องจากผูเ้ ขี ยนนั1นไม่เป็ นที" รู้จกั และไม่มีนกั วิชาการที"มีความน่ าเชื" อถื อท่านใดที" วิพากษ์วจิ ารณ์สถานะของเขาเลยว่าเป็ นบุคคลที"มีความน่าเชื"อถือหรื อถูกตําหนิ ประกอบกับบุคคลที" ให้ ค วามน่ า เชื" อถื อต่ อ ผู ้ เ รี ยบเรี ยงนี1 นั1 นคื อ อิ บ นุ อบี ล หะดี ด เจ้ า ของตํ า รา“ชะเราะฮฺ นะฮฺOุลบะลาเฆาะฮฺ” ซึ" งเป็ นที"ทราบดีถึงสถานะของเขาว่าเป็ นบุคคลที"ไม่มีความน่าเชื" อถือ ประการ ต่อมาคือตําราเล่มนี1ได้มีการรายงานเรื" องราวต่างๆที"ขาดความน่าเชื" อถือเพราะเรื" องราวเหล่านั1นมีเขา เพียงผูเ้ ดียวที"ได้นาํ เสนอหรื ออ้างถึง และสายรายงานที"ผเู ้ ขียนได้อา้ งถึงนั1นก็ไม่มีความชัดเจนว่าเป็ น ใคร และนักรายงานบางคนก็มีสถานะที"เฎาะอีฟ 226 ซ. ตารี ค อัล-ยะอฺ กบู ีย ์ ตํารา “ตารี ค อัล-ยะอฺ กบู ีย”์ ถือเป็ นตําราที"ได้มีการรายงานเรื" องราวต่างๆจากนักรายงานที"ชื"อ ว่า “อัล-วากิดีย ์ และอบีมิคนัฟ ลูฏอิบนิ ยะหฺ ยา” เป็ นหลัก ซึ" งนักรายงานเหล่านี1 เป็ นที"ทราบกันดี ว่า เป็ นบุ คคลที" โกหก ฉะนั1นเรื" องราวต่างๆที" เขาได้รายงานมานั1นต้องถู กปฏิ เสธทั1งหมด อี กทั1งการ รายงานเรื" องราวต่างๆในตําราเล่ มนี1 น1 ันก็ไม่มีความชัดเจนว่ามี ใครรายงานบ้าง เช่ นกล่ าวว่า “มี ผู ้ กล่ า วว่ า ” หรื อ “บางส่ ว นของพวกเขาได้ร ายงานว่ า ” เป็ นต้น สํ า หรั บ เรื" อ งราวที" เ กี" ย วข้อ งกับ ประชาชาติยุคก่อนโดยเฉพาะบรรดานบีท1 งั หลายนั1น ผูเ้ ขียนได้นาํ เสนอเรื" องราวเหล่านั1นด้วยการ หยิบยกเรื" องราวที"ปรัมปราและเหลวไหลไว้อย่างมากมาย และส่ วนมากนั1นได้อา้ งอิงจากคัมภีร์อลั อินญีล และอัต-เตารอฮฺ โดยไม่กลับไปอ้างอิงจากคัมภีร์อลั กุรฺอานซึ" งเป็ นคัมภีร์ที"ไม่มีขอ้ สงสัยและ ความเคลือบแคลงใจ สําหรับเรื" องราวที"เกี"ยวข้องกับชี วประวัติของท่านนบีมุหมั มัด ศ็อลลัลลอฮุอะ ลัยฮิวะสัลลัม และบรรดาคอลีฟะฮฺ เราะฎิยลั ลอฮุอนั ฮุม นั1น ล้วนเป็ นเรื" องราวที"ขาดตอน มดเท็จ และ ไม่มีความน่าเชื"อถือใดๆเลย 227 ฌ. ฟะรออิด อัส-สัมฏีน

225 226

เล่มเดียวกัน, หน้า : 86. อับดุ ลกะรี ม อิ บนุ คอลิ ด อัลหัรบี ย,์ กัยฟะ นักเราะ ตารี ค็อลอาลิ วัล-อัศหาบฺ , มับเราะฮฺ อัล-อาลิ วัล-อัศหาบ, คู เวต, 2006,

หน้า : 89. 227

เล่มเดียวกัน, หน้า : 91.


80

ตํารา “ฟะรออิด อัส-สัมฏีน” เรี ยบเรี ยงโดย หุ มุวิตีย ์ ถือเป็ นตําราที"มีวิธีการเรี ยบเรี ยงที"คล้าย กับเล่มอื"นๆ ที"ผเู ้ รี ยบเรี ยงนั1นเป็ นบุคคลที"ชอบพูดใส่ ร้าย และมีการรายงานเรื" องราวด้วยสายรายงาน ที"มดเท็จและอุปโลกน์ข1 ึนมา 228

3.4 เกณฑ์ การอ้ างอิงหลักฐานทางวิชาการจากตําราวิชาการต่ างๆ 3.4.1 การคัดเลือกตําราและผูเ้ ขียน การอ้างอิ งหลักฐานทางวิชาการจากตําราวิชาการต่างๆ เช่ นตําราอรรถาธิ บายอัลกุรฺอาน ตําราหะดี ษประกอบคําอธิ บาย หรื อตําราทางประวัติศาสตร์ สิ" งสําคัญประการหนึ" งที"จะทําให้การ อ้างอิงหลักฐานนั1นเป็ นที"ยอมรับตามเกณฑ์ทางวิชาการได้คือการคัดเลือกตําราและผูเ้ ขียนที"มีความ น่าเชื"อถือในด้านความรู ้ความเข้าใจ และมีหลักศรัทธาที"ถูกต้อง และเนื1 อหาที"ปรากฏอยูใ่ นตํารานั1นก็ ต้องมีความสอดคล้องกับประเด็นที"ใช้ในการอ้างอิง 3.4.2 การอ้างอิงเนื1อหา 3.4.3.1 ไม่ปิดบังหลักฐานจากความจริ ง อัล ลอฮฺ ไ ด้ก ล่ าวถึ งคุ ณ ลัก ษณะประการของชาวคัม ภี ร์(ยิวและคริ ส เตี ย น) คื อการปิ ดบัง หลักฐานจากความจริ ง ซึA งพวกเขาจะไม่นาํ เสนอหลักฐานใดๆ นอกเสี ยจากจะเป็ นสิA งทีAตอบสนอง กับอารมณ์ใคร่ ของพวกเขา ซึA งกลุ่มชนทีAชอบทําสิA งอุตริ กรรมก็มีคุณลักษณะดังกล่าวนี/ เช่นเดียวกัน 229 อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ตรัสว่า ِ ِ ِ ِ ‫ﻖ ﺑِﺎﻟْﺒ‬ ‫اﳊ‬ ‫ﻖ َوأَﻧﺘُ ْﻢ ﺗَـ ْﻌﻠَ ُﻤﻮ َن‬ َ‫اﳊ‬ ْ ‫ﺎﻃ ِﻞ َوﺗَﻜْﺘُ ُﻤﻮ َن‬ َ َْ ‫ﻳَﺎ أ َْﻫ َﻞ اﻟْﻜﺘَﺎب ﱂَ ﺗَـ ْﻠﺒِ ُﺴﻮ َن‬

เล่มเดียวกัน, หน้า : 92. ชัยคฺ อะฮฺมดั อิบนุอบั ดุรฺเราะฮฺมาน อัศ-ศุวยั ยาน, มันฮัจญ์ อัต-ตะลักกีย ์ วัล-อิสติดลาลฺ บัยนะอะฮฺลิสสุ นนะฮฺ วัล-มุบฺตะดิอะฮฺ, อัล-มุนตะดา อัล-อิสลามีย,์ [ม.ป.ท.],[ม.ป.ป.]. หน้า : 76-77. 228 229


81

ความว่า “โอ้ บรรดาผู้ได้ รับคัมภีร์ท% ังหลาย! เพราะเหตุใดพวกเจ้ าจึงสวมความจริ ง ไว้ ด้วยความเท็จ และปกปิ ดความจริงไว้ (คือปกปิ ดลักษณะของท่ านนบีมุหัมมัดไว้ ) ทั%งทีพ วกเจ้ าก็ร้ ู ดีอยู่” 230 ท่านอิบนุ ตยั มียะฮฺ ได้กล่าวว่า “ท่ านจะไม่ พบสิ งใดเลยในบุคคลทีทําสิ งอุตริ กรรม นอกเสี ย จากเขาจะเป็ นบุคคลทีช อบปกปิ ดหลักฐานในสิ งทีส วนทางและไม่ เป็ นทีพ งึ พอใจของตัวเขา และเขา จะไม่ นําเสนอ หรื อรายงาน และกล่ าวถึงหลักฐานเหล่ านั%นแม้ แต่ อย่ างใด ทั%งยังไม่ พอใจต่ อบุคคลที ทําสิ งนั%นอีกด้ วย ดังทีช าวสะลัฟบางท่ านได้ กล่ าวว่ า จะไม่ มีบุคคลใดทีทําสิ งอุตริ กรรม นอกเสี ยจาก เขาได้ ปลดซึงความหอมหวานของอีหม่ านในหัวใจของเขาไปเสี ยแล้ ว” 231 3.4.3.2 ไม่บิดเบือนหลักฐาน การบิดเบือนหลักฐานถือได้วา่ เป็ นพฤติกรรมหนึA งทีAได้ปรากฏให้เห็นอย่างแพร่ หลายในหมู่ ชนผูท้ ีAทาํ สิA งอุตริ กรรม ซึA งกลุ่มชนก่อนหน้าพวกเขาทีAมีคุณลักษณะนี/น/ นั คือชาวยิวนั/นเอง 232 อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ตรัสถึงคุณลักษณะของพวกเขาไว้วา่ ِ ‫ﺮﻓُﻮﻧَﻪُ ِﻣﻦ ﺑَـ ْﻌ ِﺪ َﻣﺎ‬‫ َُﳛ‬ُ‫ﻣْﻨـ ُﻬ ْﻢ ﻳَ ْﺴ َﻤﻌُﻮ َن َﻛﻼَ َم اﻟﻠّ ِﻪ ﰒ‬ ‫ﻳﻖ‬ ٌ ‫أَﻓَـﺘَﻄْ َﻤﻌُﻮ َن أَن ﻳـُ ْﺆﻣﻨُﻮاْ ﻟَ ُﻜ ْﻢ َوﻗَ ْﺪ َﻛﺎ َن ﻓَ ِﺮ‬ ‫َﻋ َﻘﻠُﻮﻩُ َوُﻫ ْﻢ ﻳـَ ْﻌﻠَ ُﻤﻮ َن‬ ความว่า “(โอ้ มุสลิมทั%งหลาย)แล้ วสู เจ้ ายังจะหวังว่ าคนเหล่ านี%จะยอมรั บคําเชิ ญชวน ของสู เจ้ าและเป็ นผู้ศรั ทธากระนั%นหรื อ ในขณะทีในหมู่พวกเขามีบางคนทีได้ ยิน ถ้ อยคําของอัลลอฮฺแล้ วเข้ าใจมันดี แต่ กลับไปบิดเบือนมันเสี ยทั%งๆทีพ วกเขารู้ ดี” 233 และด้ ว ยการบิ ด เบื อ นหลัก ฐานนี/ เองทีA ท ํา ให้ ห มู่ ช นผู ้ทีA ท ํา สิA ง อุ ต ริ กรรมทั/ง หลายนั/ น ได้อุปโลกน์เรืA องราวต่างๆทางศาสนาของอัลลอฮฺข/ ึนมา โดยมีรูปแบบในการบิดเบือนหลักฐานดังนี/ ก. การบิดเบือนใน “ถ้อยคํา” สูเราะฮฺอาลิอิมรอน, 3 :71. “อัลฟะตะวา”, เล่ ม 20 หน้า : 161, อ้า งถึ ง ใน ชัย คฺ อ ะฮฺ ม ัด อิ บนุ อับดุ รฺเราะฮฺ ม าน อัศ -ศุ ว ยั ยาน, มันฮัจ ญ์ อัต -ตะลักกี ย ์ วัล-อิสติดลาลฺ บัยนะอะฮฺลิสสุ นนะฮฺ วัล-มุบฺตะดิอะฮฺ, อัล-มุนตะดา อัล-อิสลามีย,์ [ม.ป.ท.],[ม.ป.ป.], หน้า : 77. 232 ชัยคฺ อะฮฺมดั อิบนุอบั ดุรฺเราะฮฺมาน อัศ-ศุวยั ยาน, เล่มเดียวกัน, หน้า : 78. 233 สูเราะฮฺอลั บะเกาะเราะฮฺ, 2 : 75. 230 231


82

อัลลอฮฺตรัสถึงคุณลักษณะของชาวยิวทีAมกั จะยึดพฤติกรรมในการบิดเบือนใน “ถ้อยคํา” ว่า ِ ُ ‫وإِ ْذ ﻗُـ ْﻠﻨَﺎ ْادﺧﻠُﻮاْ ﻫ ِـﺬﻩِ اﻟْ َﻘﺮﻳﺔَ ﻓَ ُﻜﻠُﻮاْ ِﻣْﻨـﻬﺎ ﺣﻴ‬ ٌ‫ﺔ‬‫ﺠﺪاً َوﻗُﻮﻟُﻮاْ ِﺣﻄ‬ ‫ﺎب ُﺳ‬ َ ُ َْ َ َ َ‫ﺚ ﺷْﺌﺘُ ْﻢ َر َﻏﺪاً َو ْاد ُﺧﻠُﻮاْ اﻟْﺒ‬ َْ َ ِ ِ ِ ِ ِ ِ   َ ‫ﲔ * ﻓَـﺒَﺪ‬ ‫ﻴﻞ َﳍُ ْﻢ‬ ُ ‫ ْﻐﻔ ْﺮ ﻟَ ُﻜ ْﻢ َﺧﻄَﺎﻳَﺎ ُﻛ ْﻢ َو َﺳﻨَ ِﺰ‬‫ﻧـ‬ َ ‫ﻳﺪ اﻟْ ُﻤ ْﺤﺴﻨ‬ َ ‫ل اﻟﺬ‬ َ ‫ﻳﻦ ﻇَﻠَ ُﻤﻮاْ ﻗَـ ْﻮﻻً َﻏْﻴـَﺮ اﻟﺬي ﻗ‬ ِ ‫ﺴ َﻤﺎء ِﲟَﺎ َﻛﺎﻧُﻮاْ ﻳـَ ْﻔ ُﺴ ُﻘﻮ َن‬ ‫ﻣ َﻦ اﻟ‬ ً‫ﻳﻦ ﻇَﻠَ ُﻤﻮاْ ِر ْﺟﺰا‬ َ ‫ﻓَﺄ‬ َ ‫َﻧﺰﻟْﻨَﺎ َﻋﻠَﻰ اﻟﺬ‬ ความว่า “และจงนึ กถึง เมือตอนทีเราได้ กล่ าวว่ า จงเข้ าไปยังเมืองนี% และจงกิน จากสิ งทีมีอยู่ในเมือง ตามทีสูเจ้ าต้ องการ แต่ จงเข้ าประตูไปอย่ างนอบน้ อม และ จงกล่ าวคํา หิตเฏาะตุน แล้ วเราจะอภัยความผิดของสู เจ้ า และเราจะเพิมพูนรางวัล แก่ ผ้ ู ป ระกอบการดี แ ต่ บรรดาผู้ อ ธรรมได้ เปลี ย นถ้ อยคํ า ที ถู ก กล่ า วแก่ เ ขา ให้ เป็ นอย่ างอืน ดังนั% นเราจึ งได้ ส่งการลงโทษจากเบื%องบนมายังบรรดาผู้อธรรม ทั%งนีเ% นืองมาจากการทีพ วกเขาฝ่ าฝื น” 234` ข. การบิดเบือนใน “ความหมาย” คือการหันเหความหมายออกไปจากเจตนารมณ์ของตัวบทเพืAอตอบสนองแนวคิดทีAบิดเบือน ของตนเอง 235 อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ตรัสว่า ِ ِ ِْ ‫ﻧﺲ و‬ ِ ِ ِ ٍ ‫ﻀ ُﻬ ْﻢ إِ َﱃ ﺑَـ ْﻌ‬ ‫ف اﻟْ َﻘ ْﻮِل‬ َ ‫ﺾ ُز ْﺧ ُﺮ‬ َ ‫َوَﻛ َﺬﻟ‬ ُ ‫ﻦ ﻳُﻮﺣﻲ ﺑَـ ْﻌ‬ ‫اﳉ‬  ِ‫ﻞ ﻧ‬ ‫ﻚ َﺟ َﻌ ْﻠﻨَﺎ ﻟ ُﻜ‬ َ ‫وا َﺷﻴَﺎﻃ‬ ‫ﱯ َﻋ ُﺪ‬ َ ِ ‫ﲔ ا ِﻹ‬ ‫ﻚ َﻣﺎ ﻓَـ َﻌﻠُﻮﻩُ ﻓَ َﺬ ْرُﻫ ْﻢ َوَﻣﺎ ﻳـَ ْﻔﺘَـ ُﺮو َن‬ َ ‫ورا َوﻟَ ْﻮ َﺷﺎء َرﺑ‬ ً ‫ﻏُ ُﺮ‬ ความว่ า “และในทํ า นองนั% นแหละเราได้ ให้ มี ศั ต รู ขึ% น แก่ นบี ทุ ก คน คื อ บรรดาชั ยฏอนมนุ ษย์ และญินโดยทีบางส่ วนของพวกเขาจะกระซิ บกระซาบแก่ อีกบางส่ วนซึ งคําพูดทีตกแต่ งเป็ นการหลอกลวง และหากว่ าพระเจ้ าของเจ้ าทรง ประสงค์ แล้ วพวกเขาก็มิกระทํามันขึ%นได้ เจ้ าจงปล่ อยพวกเขาและสิ งทีพวกเขา อุปโลกน์ ขึน% เถิด” 236

สูเราะฮฺอลั บะเกาะเราะฮฺ, 2 : 58 : 59. ชัยคฺ อะฮฺ มดั อิ บนุ อบั ดุ รฺเราะฮฺ มาน อัศ-ศุวยั ยาน, มันฮัจญ์ อัต-ตะลักกีย ์ วัล-อิสติดลาลฺ บัยนะอะฮฺ ลิสสุ นนะฮฺ วัล-มุบฺตะดิ อะฮฺ , อัล-มุนตะดา อัล-อิสลามีย,์ [ม.ป.ท.],[ม.ป.ป.]. หน้า : 80. 236 สูเราะฮฺอลั อันอาม, 6 : 112. 234 235


83

ค. การบิดเบือนหลักฐานออกจากประเด็นทีAเกีAยวข้อง นับเป็ นรู ปแบบการบิดเบือนที"แพร่ หลายในหมู่ชนผูท้ ี"ตอ้ งการอ้างอิงหลักฐานโดยที"ตนเอง มีความบกพร่ องในความรู ้และความเข้าใจ จึงพยายามบิดเบือนหลักฐานออกจากประเด็นที"เกี"ยวข้อง เพื"อนําหลักฐานเหล่านั1นมาสนับสนุนแนวคิดและหลักความเชื"อของตน 237 เหล่ า นี1 คื อรู ปแบบการอ้างอิ ง หลักฐานที" ไ ม่ส อดคล้องกับ เกณฑ์การอ้างอิ ง หลักฐานทาง วิช าการอิ ส ลาม ที" ต้องให้ ค วามตระหนัก และหลี ก เลี" ย งจากพฤติ ก รรมดัง กล่ า ว เพื" อการอ้า งอิ ง หลักฐานทางวิชาการนั1นสอดคล้องและเป็ นที"ยอมรับได้ตามเกณฑ์การอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการ อิสลาม 3.4.3 ระบุรายละเอียดของตําราที"ใช้ในการอ้างอิง การอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการจากตําราวิชาการต่างๆ สิ" งที"ควรให้ความตระหนักประการ หนึ"งคือการระบุรายละเอียดของตําราที"ใช้ในการอ้างอิงว่าตําราที"ใช้น1 นั มีชื"ออะไร ผูแ้ ต่งคือใคร เล่ม และหมายเลขหน้าที"เท่าไหร่ ฉบับหรื อครั1งที"พิมพ์ สถานที"พิมพ์ สํานักพิมพ์ และปี ที"พิมพ์ เป็ นต้น และการเขียนรายละเอียดของตําราที"ใช้ในการอ้างอิงนั1น จะมีแบบแผนและหลักเกณฑ์ในการเขียน เมื" อ ใช้ แ บบใดแบบหนึ" งแล้ ว ควรเป็ นแบบเดี ย วกั น ตลอด ซึ" งแบ่ ง ได้ ต ามประเภทของ ทรัพยากรสารนิเทศดังนี1คือ ตําราบทความ วิทยานิพนธ์ จุลสาร การสัมภาษณ์ โสตทัศนวัสดุ และสื" อ อิเล็กทรอนิกส์ เป็ นต้น 238 วัตถุ ป ระสงค์ข องการระบุ รายละเอี ย ดของตํา ราที" ใ ช้ใ นการอ้า งอิ ง นั1นก็ เพื" อให้แน่ ใ จว่า เนื1 อหาในแหล่งข้อมูลแต่ละเรื" องนั1น เชื" อถื อได้และสามารถพิสูจน์ยืนยันได้ ทั1งเป็ นการให้เกี ยรติ ต่อผูเ้ ขียนแหล่งอ้างอิงนั1น และเพื"อให้ผอู ้ ่านสามารถค้นคว้าเพิ"มเติมจากแหล่งข้อมูลที"อา้ งถึงได้ดว้ ย 3.4.4 การอ้างอิงตัวบทจากตําราที"ผา่ นกระบวนการแปล การอ้างอิงจากตําราที"ผ่านกระบวนการแปลจะต้องกระทําด้วยความสํานึ กว่า ไม่มีสํานวน แปลใดจะสมบู ร ณ์ พ ร้ อ ม และสามารถถ่ า ยทอดจิ ต วิ ญ ญาณของตัว บทได้อ ย่า งลึ ก ซึ1 งตรงตาม เจตนารมณ์ของตัวบทได้อย่างแท้จริ ง อย่างไรก็ตาม เรามีหน้าที"จะต้องค้นหาสํานวนแปลที"น่าเชื" อถือ 237

ชัยคฺ อะฮฺมดั อิบนุอบั ดุรฺเราะฮฺมาน อัศ-ศุวยั ยาน, แหล่งเดิม, หน้า : 80.

รศ.ชลัยพร เหมะรัชตะ ผศ.จิ นดารัตน์ เบอร์ พนั ธุ ์ และอาจารย์อรุ นุช เศวตรัตนเสถียร, บรรณาธิ การ, การค้นคว้าและการเขียน รายงาน, โครงการเผยแพร่ ผลงานวิชาการ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรุ งเทพ, 2549, หน้า : 67-97. 238


84

และถื อว่าดี ที"สุดมาเป็ นบรรทัดฐานสําหรับใช้อา้ งอิง ซึ" งสํานวนแปลที"ดีน1 นั ผูแ้ ปลจะยึดตําราของ นักวิชาการเป็ นกรอบในการถ่ายทอดความหมายอย่างเคร่ งครัด ดังกล่ าวนี1 คือสิ" งที" ผูท้ ี" จะอ้างอิ งหลักฐานทางวิชาการจากแหล่ งอ้างอิ งต่างๆต้องให้ความ ตระหนัก เพื"อการอ้างอิ งหลักฐานทางวิชาการนั1นสอดคล้องและเป็ นที" ยอมรั บได้ตามเกณฑ์การ อ้างอิงหลักฐานทางวิชาการอิสลาม

บทที 4


85

วิธีการอ้ างอิงหลักฐานทางวิชาการของ ดร.มุหัมมัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี 4.1 ชี วประวัติของ ดร.มุหัมมัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี 4.1.1 ชื"อ ต้นตระกูล วันและสถานที"เกิด ผูเ้ รี ยบเรี ยงมีนามว่า มุหมั มัด อัต-ติญานี เป็ นที"รู้จกั ในนาม “อัต-ติญานี” ตระกูล อัส-สะมาวี ซึ" งมารดาของเขาเป็ นผูต้ 1 งั ชื"อให้ โดยมีความหมายเป็ นพิเศษในตระกูลอัส-สะมาวี เนื"องจากตระกูลนี1 ได้นาํ เอาแนวทางติญานี ซึ" งเป็ นแนวทางศูฟีย์เฏาะรี เกาะฮฺ มาปฏิบตั ิเป็ นแนวทาง 239 ผูเ้ รี ยบเรี ยงเกิด เมื"อปี ค.ศ. 1943 ในเมืองกอฟศอฮ์ ประเทศตูนิเซี ย 240 ซึ" งยังมีชีวติ อยูอ่ ีก ณ ปั จจุบนั 4.1.2 การศึกษา จบการศึกษาระดับปริ ญญาตรี จากมหาวิทยาลัยซัยตูนะฮฺ ประเทศตูนิเซี ย ปริ ญญาโทสาขา ศาสนาเปรี ยบเที ยบ เมื องปารี ส ประเทศฝรั"งเศส และปริ ญญาเอกสาขาปรัชญา มหาวิทยาลัยซอร์ บอน ประเทศฝรั"งเศส 241 4.1.3 แนวคิด ผูเ้ รี ย บเรี ย งได้ก ล่ าวอ้างว่ามี ความเชื" อและยึดมัน" ในแนวทางของอิ หม่ ามมาลิ กและศู ฟี ย์ ตีญานี ซึ" งเป็ นศูฟีย์ที"ตระกูลของเขานํามาปฏิ บตั ิ เป็ นแนวทางตั1งแต่บุตรชายของชัยคฺ ซิดี อะหฺ มดั อัต-ติญานี ออกจากประเทศอัลจิเรี ยมาเยี"ยมตระกูลนี1 และเป็ นศูฟีย์ที"ได้แพร่ หลายอยู่ในโมร็ อคโค อัล-จี เรี ย ตูนิเซี ย ลิ เบี ย ซู ดานและอี ยิปต์มาก เป็ นแนวทางที" ชัยคฺ อะหมัด อัต-ติ ญานี อ้างว่าได้รับ ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ A วิจยั เกียวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, หน้า : 14. 240 “นับฺซะฮฺ อันหะยาฮฺ ดร.มุหัมมัด อัส-สะมาวี”, [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก http://www.mrsawalyeh.com/vb/ showthread.php?t=4743 2552, สื บค้น วันทีA 03/04/2552. 241 “อัดดุ กตูร์ มุหัมมัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี อัต-ตูนิสี”, [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก http://www.14masom.com/ mostabsiron/f016.htm 2552, สื บค้น วันทีA 03/04/2552, ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, ชี อะฮ์คือซุ นนะฮ์ทีAแท้จริ ง, แปลโดย อับดุ ลลอฮ์ บินกอเซ็ม, สถาบันส่ งเสริ ม การศึกษาและวิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, หน้าปกหลัง. 239


86

ความรู ้มาจากท่านนบีมุหมั มัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมเองโดยตรง 242 และเมื"อผูเ้ รี ยบเรี ยงอายุ 18 ปี ก็ได้มีโอกาสเดิ นทางไปยังประเทศซาอุดีอารเบีย เพื"อเข้าร่ วมประชุ มลูกเสื ออาหรับและอิสลาม พร้อมกับไปประกอบพิธีฮจั ย์ ณ ที"น1 นั เองผูเ้ รี ยบเรี ยงได้มีโอกาสพบปะกับนักศึกษาและนักวิชาการ มุสลิมหลายท่าน โดยมีโอกาสเข้าร่ วมฟั งการบรรยายของพวกเขาจึงทําให้ได้รับอิทธิ พลการศรัทธา ของวะฮฺ ฮาบียต์ ามที"ผูเ้ รี ยบเรี ยงได้กล่าวอ้าง ภายหลังจากกลับไปยังประเทศตูนิเซี ยซึ" งเป็ นบ้านเกิ ด ของเขา จึงทําการเผยแพร่ แนวคิดของวะฮฺ ฮาบียใ์ ห้แก่ผคู ้ น และทําการปฏิ เสธในแนวทางศูฟีย์และ แนวทางอื"นๆ 243 ซึ" งผูเ้ รี ยบเรี ยงได้กล่าวอ้างอีกว่าได้เดินทางไปยังเมืองอเล็กซานเดรี ย เพื"อเดินทาง ต่ อ ไปยัง เบรุ ต เมื อ งหลวงของประเทศเลบานอน ณ ที" น1 ัน เองที" ไ ด้พ บปะกับ ชายผูห้ นึ" ง ที" เ ป็ น นักวิชาการชี อะฮฺ ชาวอิรัก จากมหาวิทยาลัยแบกแดด ที"มีชื"อว่า “มุนอิม” ซึ" งภายหลังจากผูเ้ รี ยบเรี ยง ได้มีการพูดคุ ยแลกเปลี"ยนความคิดเห็นกับมุนอิมบนเรื อเดินสมุทรแล้ว ทําให้เขาได้รับอิทธิ พลทาง แนวคิดจากชายคนนี1เป็ นอย่างมาก ครั1นเมื"อมุนอิมได้เชิ ญชวนเขาไปเยี"ยมอิรัก เขาก็รับคําเชิ ญชวน นั1น 244 และด้วยการเดิ นทางไปยังอิรักนี1 เองที"ทาํ ให้ผเู ้ รี ยบเรี ยงได้หันเหตัวเองไปสู่ แนวคิดและหลัก ความเชื"อของชีอะฮฺอิหม่าม 12 4.1.4 ตําราที"เรี ยบเรี ยง 245 4.1.4.1. “‫ﺖ‬ ُ ْ‫ ْاﻫﺘَ َﺪﻳ‬ُ‫ – ﰒ‬ษุมมะฮฺ ตะดัยตุ – ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา ” ดําเนิ นการ แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ ِ ِ  ‫ ِ◌ ﻷَ ُﻛﻮ َن ﻣﻊ اﻟ‬- ลิ อ ะกู น ะ มะอัศ -ศอดิ กี น - ขออยู่ก ับ ผูส้ ั ต ย์จ ริ ง ” 4.1.4.2 “ ‫ﲔ‬ َ ْ ‫ﺼﺎد ﻗ‬ ََ ْ ดําเนินการแปลโดย อัยยูบ ยอมใหญ่ 4.1.4.3 “ ‫ﺬ ْﻛـ ِﺮ‬ ‫ﺎﺳﺄَﻟُـ ْﻮاـ أـَ ْﻫـ َﻞ اـﻟـ‬ ْ ‫ – ﻓَـ‬ฟั ส อะลู อะฮฺ ล ั ซ ซิ ก รฺ – จงถามผู ้รู้ ” ดํ า เนิ น การ แปลโดย อัยยูบ ยอมใหญ่ 4.1.4.4 “‫ ِﺔ‬‫ﺴﻨ‬ ‫ﺸْﻴـ َﻌﺔُ ُﻫ ْﻢ أ َْﻫ ُﻞ اﻟ‬ ‫ – اﻟ‬อัช-ชี อะฮฺ ฮุมอะฮฺ ลุสสุ นนะฮฺ – ชี อะฮ์ คือซุ นนะฮ์ ทีAแท้จริ ง” ดําเนินการแปลโดย อับดุลลอฮ์ บิน กอเซ็ม 4.1.4.5 “ ‫ ُﻘ ْﻮ اﷲ‬‫” اﺗـ‬ ยังไม่ดาํ เนินการแปลเป็ นภาษาไทย ِ ‫ ”ﻓَ ِﺴْﻴـ ُﺮْوا ِ ْﰲ اﻻَْر‬ยังไม่ดาํ เนินการแปลเป็ นภาษาไทย 4.1.4.6 “‫ض ﻓَﺎﻧْﻈُُﺮْوا‬ ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ วิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, หน้า : 14. 243 เล่มเดียวกัน, หน้า 16-26. 244 เล่มเดียวกัน, หน้า 31-40. 245 “ตัรrุมะฮฺ อัดดุ กตูร์ มุหัมมัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี ”, [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก http://www.alkadhum.org/ other/mktba/ almostabseron/tarjmt/mohamad_altijani.htm 2552, สื บค้น วันทีA 03/04/2552. 242


87

4.1.4.7 “ ‫” اﻋﺮف اﳊﻖ‬ ยังไม่ดาํ เนินการแปลเป็ นภาษาไทย 4.1.4.8 “‫”ﻛﻞ اﳊﻠﻮل ﻋﻨﺪ آل اﻟﺮﺳﻮل‬ยังไม่ดาํ เนินการแปลเป็ นภาษาไทย 4.2 หนังสื อทีใ ช้ เป็ นกรณีศึกษา ผูว้ ิ จ ัย ได้ค ัด เลื อ กหนัง สื อ “ในที" สุ ด ข้า พเจ้า ได้รั บ ทางนํา ” เพื" อ ใช้เ ป็ นกรณี ศึ ก ษาทั1ง นี1 เพื"อวิเคราะห์และวิพากษ์วิธีการอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการของ ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี ว่ามี ความสอดคล้องกับเกณฑ์การอ้างอิ งหลักฐานทางวิชาการอิ สลามหรื อไม่ และเพื"อพิสูจน์ใน คํามัน" สัญญาที"เขาได้กล่าวว่า “ข้ าพเจ้ าสั ญญากับพระผู้เป็ นเจ้ าแล้ วว่ า ถ้ าพระองค์ ทรงนํ าข้ าพเจ้ า ออกจากความลําเอียงทางอารมณ์ ให้ ข้าพเจ้ าเป็ นกลางและมีจุดมุ่งหมายทีแ น่ นอน และขอให้ ข้าพเจ้ า ได้ ฟังสิ งทีท" ังสองฝ่ ายกล่ าวไว้ ข้ าพเจ้ าจะดําเนินตามแนวทางทีดีทีสุด โดยยึดพืน" ฐานการสรุ ปด้ วย หลักฐาน 2 ประการคือ 1. หลักฐานทีม ันคงและมีเหตุผล นันคือข้ าพเจ้ าจะอาศัยสิ งทีทุกคนเห็นพ้ อง ด้ วย เกียวกับคําบรรยายอัลกุรฺอาน และรายงานทีถูกต้ องจากแบบฉบับทีถูกต้ องของท่ านศาสดา มุหัมมัด(ศ็อลฯ) 2. สติปัญญา เพราะเป็ นของขวัญทีอ ลั ลอฮฺ(ซบ.) ทรงประทานให้ แก่ มวลมนุษย์ ....” 246 247

,

อัตติญานีได้กล่าวอีกว่า “ข้ าพเจ้ าได้ สัญญาต่ ออัลลอฮ์ (ซบ.)ว่ าจะดํารงไว้ ซึงความเป็ นธรรม และข้ าพเจ้ าจะไม่ มีอคติหรือลําเอียง อันเป็ นการเอือ" อํานวยต่ อนิกายของข้ าพเจ้ า” 248 หนังสื อ “ ‫ﺖ‬ ُ ْ‫ ْاﻫﺘَ َﺪﻳ‬ُ‫ ﰒ‬- ษุมมะฮฺ ตะดัยตุ” เรี ยบเรี ยงโดย ดร.มุหัมมัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี ดํ า เนิ นก ารแปลโดย บํ า รุ ง อาสาวิ ม ล กิ จ ซึ" งได้ จ ั ด พิ ม พ์ ค รั1 งแรก เป็ นภาษ าไทยโดย WORD AH-LILBAIT (A.S.) ISLAMIC LEAGUE เมื"อปี พ.ศ. 2534 ต่อมาทางสํานักพิมพ์ 14 พับลิเคชันA สถาบันส◌่งเสริ มการศึกษาและวิจยั เกี"ยวกับอิสลาม จึงได้ดาํ เนิ นการจัดพิมพ์หนังสื อ เล่มนี1ข1 ึนเป็ นครั1งที"สองในปี พ.ศ. 2547 โดยทําการแก้ไขปรับปรุ งเนื1 อหาบางส่ วนและจัดรู ปเล่มใหม่ เท่าที"จาํ เป็ นซึ" งคงเหลือจํานวน 278 หน้า จากต้นฉบับเดิม 249 หนัง สื อ “ในที" สุ ด ข้า พเจ้า ได้รั บ ทางนํา ” เป็ นหนัง สื อที" ผูเ้ ขี ย นได้ก ล่ า วถึ ง การเดิ น ทาง ด้านจิตวิญญาณของตนเอง เพื"อแสวงหาสัจธรรมและแนวทางที"เที"ยงตรง โดยเริ" มต้นที"เล่าถึงเกี"ยวกับ สติปัญญาไม่ใช่เป็ นแหล่งทีAมาของบทบัญญัติของชาวอะฮฺลุสสุ นนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ แต่เป็ นข้ออ้างของกลุ่มแนวคิดมุอฺตะซิ ละฮฺ และชีอะฮฺ อัรเราะฟี เฎาะฮฺ ดูบทวิพากษ์เพิAมเติมใน คอลิด อัล-อัสเกาะลานีย,์ บัลเฎาะลัลตะ..., ดารุ ลมุหดั ดิษีน, [ม.ป.ท], 1424, หน้า : 26. 247 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ วิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, หน้า : 110. 248 เล่มเดียวกัน, หน้า : 124. 249 เล่มเดียวกัน, หน้า : 6-7. 246


88

ชีวประวัติของผูเ้ ขียนเป็ นภาพโดยย่อ และต่อด้วยชี วิตแห่ งการเดินทางไปยังดินแดนต่างๆเพื"อค้นหา สัจธรรม โดยมีการพบปะกับบรรดาผูร้ ู ้ภายหลังจากนั1นผูเ้ ขียนก็ได้เริ" มการวิจยั ถึงรายละเอียดต่างๆ ของเนื1 อหาทางวิชาการ โดยทําการวิจยั ในประเด็นที"เกี" ยวข้องกับเศาะหาบะฮฺ เราะฎิ ยลั ลอฮุอนั ฮุม เป็ นหลัก เช่ น ทัศ นะของอัล กุ รฺ อานเกี" ย วกับ เศาะหาบะฮฺ ความเห็ น ของท่ า นเราะสู ลุ ล ลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เกี"ยวกับเศาะหาบะฮฺ ความเห็นของเศาะหาบะฮฺ ต่อกันและกัน และวิจยั ในประเด็นที"เกี" ยวข้องกับตัวบทหลักฐานต่างๆที"เป็ นเหตุผลเบื1องหลังทําให้ผูเ้ ขียนหันเหตัวเองไป เชื"อถือในลัทธิ ชีอะฮฺ อิหม่าม 12 หรื อ ชีอะฮฺ อิษนาอะชะริ ยะฮฺ ซึ" งได้รับการถ่ายทอดเป็ นภาษาต่างๆ ดังนี1 250 ภาษาอุรดู ใช้ชื"อว่า “‫ﺮﻣﲔ ﻫﺪاﻳﺖ ﭘﺎﮔﻴﺎ‬” ภาษาอังกฤษ ใช้ชื"อว่า “THEN. I WAS GUIDED” ภาษาฝรั"งเศส ใช้ชื"อว่า “Comment j'ai e'te' guide'” ภาษาอื"นๆ เช่น ตุรกี เปอร์ เซี ยและสวาฮิลี เป็ นต้น 4.3 วิธีการอ้ างอิงหลักฐานทางวิชาการของ ดร.มุหัมมัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี ผูว้ จิ ยั ได้ทาํ การศึกษาวิธีการอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการของหนังสื อ “ในที"สุดข้าพเจ้าได้รับ ทางนํา” เรี ยบเรี ยงโดย ดร.มุหัมมัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี หรื อ อัต-ติญานี ซึ" งผูว้ ิจยั สามารถสรุ ป และได้แบ่งเป็ นประเด็นตามหัวข้อต่างๆ ดังมีรายละเอียดดังนี1 4.3.1 การปฏิเสธต่อหลักฐานที"ชดั แจ้ง ถึงแม้วา่ สัจธรรมที"ท่านนบีมุหมั มัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้นาํ มานั1นมีความชัดแจ้ง อย่างปฏิ เสธไม่ได้ แต่เมื"อผูว้ ิจยั ได้ทาํ การศึกษาหนังสื อ “ในที"สุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา” ปรากฏได้ อย่างเด่นชัดว่าอัต-ติญานี ซึ" งเป็ นผูเ้ รี ยบเรี ยงนั1นได้มีพฤติกรรมการปฏิเสธต่อหลักฐานที"ชดั แจ้งอย่าง ปฏิเสธไม่ได้ อัต-ติญานีได้กล่าวว่า “ขอให้ เรามาพิจารณาวัจนะทางฝ่ ายซุ นนี ที กล่ าวไว้ เกี ยวกับท่ านอบูบักรว่ า ถ้ าหาก ข้ าพเจ้ าจะเลื อกผู้ทีใกล้ ชิดเป็ นเพื อนสั กคนหนึ งแล้ ว ข้ าพเจ้ าคงเลื อกท่ านอบูบักร ถ้ าคํากล่ าวเช่ นนั.นเป็ นคํากล่ าวของท่ านศาสดาจริ ง ฉะนั.นท่ านอบูบักรอยู่ทีไหนเล่ า ในวันความเป็ นพีน้องครั. งแรกที นครมักกะฮ์ ก่อนการอพยพ...” 251 “ตัรrุมะฮฺ อัดดุ กตูร์ มุหัมมัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี ”, [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก http://www.alkadhum.org/other/mktba/ almostabseron/tarjmt/mohamad_altijani.htm 2552, สื บค้น วันทีA 03/04/2552. 251 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ วิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 208. 250


89

“ท่ านศาสดา(ศ็ อ ลฯ)กล่ าวว่ าจงยึ ด แบบฉบั บ ของฉั น และแบบฉบั บ ของ คุลาฟาอุรรอชิ ดีน...หลังจากฉั นให้ มันคง...เราจึ งไม่ มีหลักฐานที สามารถเชื อถือได้ ในคํา กล่ า วของฝ่ ายซุ นนะฮ์ ที มี ว จนะกล่ า วว่ า ฉั นได้ ล ะทิ .ง แบบฉบั บ ไว้ แก่ พ วก เจ้ า”252 ซึ" ง อัต-ติ ญานี ไ ด้ก ล่ า วว่า “แต่ เขาอ้ า งถึ งหนั งสื อ ซอฮี ฮุซ ซุ นนะฮ์ ซึ งไม่ มี หนั งสื อ เล่ ม ใด ทัดเทียมได้ เราก็จําเป็ นต้ องเชื อ เพราะเป็ นหนังสื อทีม ีหลักฐานมันคงรองจาก อัลกุรฺอาน” 253 ดัง กล่ า วนี1 เป็ นสิ" งที" ยื น ยัน ว่ า อัต -ติ ญ านี น1 ั นได้ ย อมรั บ ในหลัก ฐานที" อ้ า งถึ ง หนั ง สื อ เศาะหี หุสสุ นนะฮฺ เนื" องจากเขามีความเชื" อว่าไม่มีหนังสื อเล่มใดที"สามารถมาทัดเทียมได้ ทั1งยังเป็ น หนังสื อที"มีหลักฐานที"มน"ั คงรองจากอัลกุรฺอาน แต่เมื"อผูว้ ิจยั ได้ทาํ การศึกษาถึงข้อเท็จจริ งในหนังสื อ “ในที"สุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา” แล้วนั1น ปรากฏอย่างประจักษ์ชดั ว่า หลักฐานทั1งสองบทข้างต้นที" อัต-ติญานีได้ปฏิเสธนั1น ล้วนได้รับการบันทึกจากตําราตัวบทหะดีษจากเศาะหี หุสสุ นนะฮฺ และตํารา ตัวบทหะดีษเล่มอื"นๆที"ได้รับการยืนยันถึงสถานะของหะดีษเหล่านั1นจากนักวิชาการที"เป็ นที"ยอมรับ ได้ของชาวอะฮฺลุสสุ นนะฮฺวลั ญะมาอะฮฺ ณ ที"น1 ี ผวู ้ ิจยั ขอกล่าวว่า แล้วด้วยเหตุผลอันใด อัต-ติญานี จึงได้ปฏิ เสธในหลักฐานที"ชดั แจ้ง ดังกล่าวและมีพฤติกรรมที"สวนทางกับคําพูดของตน ซึ" งหลักฐานทั1งสองบทที"อตั -ติญานี ได้ปฏิ เสธ ในข้างต้นนั1นได้มีรายละเอียดตามลําดับดังนี1 ท่านเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า ِ ‫ﲣَ ْﺬت أَﺑﺎ ﺑ ْﻜ ٍﺮ وﻟَ ِﻜﻦ أ َِﺧﻲ وﺻ‬ ‫ﻣ ِﱵ ﺧﻠِ ًﻴﻼ َﻻ‬ُ‫ﺨ ًﺬا ِﻣﻦ أ‬ ِ ‫ﻟَﻮ ُﻛْﻨﺖ ﻣﺘ‬ ‫ﺎﺣِﱯ‬ َ ََ ْ َ َ َ ُ ْ ُ ُ ْ ความว่า “ถ้ าฉั นเอาผู้ใดในประชาชาติของฉั นเป็ นมิตรแท้ แน่ นอนฉั นจะเอาท่ าน อบูบักรฺ แต่ เขาเป็ นพีน ้ องของฉันและสาวกของฉัน” 254 เล่มเดียวกัน, หน้า : 221. เล่มเดียวกัน, หน้า : 105. 254 บุคอรี ย,์ อัล-ญามิอฺ อัล-มุสนัด อัศ-เศาะหี หฺ อัล-มุคตะศ็อร, หมวดอัลมะนากิบ, บรรพเกาว์ลุนนบีศอ็ ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เลา กุนตุมุตตะคิซนั เคาะลีลา, หมายเลขหะดี ษ : 3656,3657,3658, อะหฺ มดั , มุสนัด, มุสนัดอัลมุกษั ษิรีน มินศั เศาะหาบะฮฺ , มุสนัดอับดุ ลลอฮฺ อิบนุ มัสอูด, หมายเลขหะดีษ : 4413, มาลิก, มุวฏั เฏาะ, หมวดอับวาบุลสิ ยรั วะฆ็อยริ ฮิ, บรรพฟะฎออิล อัศหาบุเราะสูลิลลาฮฺ, หมายเลขหะดีษ : 944. 252 253


90

และท่านเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า ِ ِ ِ ِ ِ ‫ﺶ ِﻣْﻨ ُﻜ ْﻢ ﻳـَـَﺮى‬ ْ ‫ﻪُ َﻣـ ْﻦ ﻳـَﻌ‬‫ﻰ ﻓَـِﺈ ﻧ‬ ‫ﺎ َﻋـﺔ َوإِـ ْنـ َﻋـْﺒ ٌﺪ َﺣﺒَﺸ‬‫ﺴ ْﻤ ِﻊ َوـاﻟـﻄ‬ ‫ﻪ َوـاـﻟ‬‫أُوـﺻﻴ ُﻜ ْﻢ ﺑِﺘَ ـ ْﻘ َﻮىـ اـﻟـﻠ‬ ِ ِ ِ ِ ‫ﱴ‬ِ ‫ﻚ ِﻣْﻨ ُﻜ ْﻢ ﻓَـ َﻌﻠَْﻴ ِﻪ ﺑِ ُﺴﻨ‬ َ ‫ﺿﻼَﻟَﺔٌ ﻓَ َﻤ ْﻦ أ َْد َرَك َذﻟ‬ َ ‫ﻬﺎ‬َ ‫ﺎ ُﻛ ْﻢ َوُْﳏ َﺪﺛَﺎت اﻷ ُُﻣﻮِر ﻓَِﺈﻧـ‬‫اﺧﺘﻼَﻓًﺎ َﻛﺜ ًﲑا َوإِﻳ‬ ْ ِ ِ‫ﻮ ِاﺟﺬ‬‫ﻀﻮا ﻋﻠَﻴـﻬﺎ ﺑِﺎﻟﻨـ‬ ِ ِ ِ ْ ‫ﺔ‬ِ ‫َو ُﺳﻨ‬ َ ‫ﻳﻦ اﻟْ َﻤ ْﻬﺪﻳ‬ َ ‫ﺮاﺷﺪ‬‫اﳋُﻠَ َﻔﺎء اﻟ‬ َ َ ْ َ  ‫ﲔ َﻋ‬ ความว่า “ฉั นขอสั งเสี ยพวกท่ านให้ ยําเกรงต่ อ อัลลอฮฺ พร้ อ มทั"งเชื อฟั งและภัก ดี แม้ ว่าผู้ทสี ั งใช้ พวกท่ านจะเป็ นบ่ าวแห่ งเอธิโอเปี ยก็ตาม เพราะผู้ใดในหมู่พวกท่ านที มีอยู่ต่อหลังจากนี" เขาจะได้ เห็นการขัดแย้ งอย่ างมากมาย และพวกท่ านพึงระวังสิ ง ใหม่ ใ นศาสนา เพราะมั นคื อ ความหลงผิด ดั งนั" น ผู้ ใ ดในหมู่ พ วกท่ า นทีพ บเหตุ ดั ง กล่ า ว ก็ จํ า เป็ นแก่ เ ขาจะต้ อ งยึ ด สุ น นะฮฺ ข องฉั น และสุ น นะฮฺ ข องบรรดา เคาะลีฟะฮฺทปี ราดเปรืองและได้ รับทางนํา พวกท่ านจงยึดมันด้ วยฟันกราม” 255 สําหรับหะดีษข้างต้น ชัยคฺ อลั -อัลบานี ย ์ 256 ได้กล่าวว่า “เป็ นหะดีษที"เศาะหี หฺ” 257 ท่านอิบนุ หะญัร อัล -อัสเกาะลานี ยไ์ ด้กล่ า วว่า “ท่า นอัตติ รมิ ซียไ์ ด้กล่ าวว่า เป็ นหะดี ษหะสันเศาะหี หฺ ท่า น อัลหากิม ได้กล่าวว่า เป็ นหะดีษเศาะหี หฺ และไม่เป็ นหะดีษที"มีขอ้ บกพร่ อง และท่านอัล-บะเฆาะวีย ์ ได้กล่าวว่า เป็ นหะดีษหะสัน” 258 4.3.2 การอ้างอิงหลักฐานที"สวนทางกับระเบียบวิธีการที"ผเู ้ รี ยบเรี ยงได้วางไว้ ดังที"อตั -ติญานี ได้กล่าวว่า

อัต-ติรมิซีย,์ สุ นนั , หมวดอัลอิลมฺ , บรรพอัล-อะเคาะซุบิสสุ นนะฮฺ..., หมายเลขหะดี ษ : 2676, อบีดาวุด, สุ นนั , หมวดอัสสุ นนะฮฺ , บรรพฟี ลุซูมิสสุ นนะฮฺ , หมายเลขหะดี ษ : 4607, อิบนุ มาญะฮฺ , สุ นนั , หมวดอิฟติตาหิ ลกิตาบ..., บรรพอิตติบาอฺ สุนนะติลคุ ละฟาอฺ ..., หมายเลข หะดีษ : 42, อัลบัยฮะกีย,์ สุ นนั อัลกุบรอ, หมวดอาดาบอัลกอฎี ย,์ บรรพมายุกฎี ยบ์ ิฮิลกอฎี ย.์ .., หมายเลขหะดี ษ : 20125, อัดดาริ มีย,์ สุ นนั , หมวด อัลมุกอ็ ดดิมะฮฺ, บรรพอิตติบาอุสสุ นนะฮฺ, หมายเลขหะดีษ : 95, อิบนุ หิบบาน, เศาะหี หฺ, หมวดอัลมุก็อดดิ มะฮฺ , บรรพอัลอิอฺติศอมบิสสุ นนะฮฺ ..., หมายเลขหะดีษ : 5. 256 ดู ชีวประวัติและคํากล่าวของบรรดานักวิชาการต่างๆทีA มีต่อชัยคฺ อลั -อัลบานี ยใ์ น http://www.alalbany.net/albany_serah.php , http://www.fityatulhaq.net/forum/index.php/topic,560.0.html. 257 อัล-อัลบานี ย,์ เศาะหี หฺอตั ตัรฆีบวัตตัรฮีบ, มักตะบะฮฺ อลั มะอาริ ฟ, ริ ยาด, [ม.ป.ป.], เล่ม 1 หน้า 10. อัล-อัลบานี ย,์ อัสสิ ลสิ ละฮฺ อัศ-เศาะหี หะฮฺ, มักตะบะฮฺอลั มะอาริ ฟ, ริ ยาด, [ม.ป.ป.], เล่ม 6 หน้า 238. 258 อิบนุหะญัร อัล-อัสเกาะลานีย,์ ตัลคีส อัลหุ บยั รฺ ..., หมวดเกาะฎออฺ , บรรพอะดะบุลเกาะฎออฺ , หมายเลขหะดีษ : 2097. 255


91

“เพราะข้ าพเจ้ าจะวิ จัยงานอันยากและยาวนานนี . ข้ าพเจ้ าจึ งสั ญญากับตัวเองว่ าจะ พึ ง พาอาศั ย วจนะ(ฮะดี ษ )ที ถู ก ต้ อ งเท่ า นั. น ซึ ง จะต้ อ งมี ค วามเห็ น สอดคล้ อ งกั น ระหว่ างทั.งฝ่ ายซุ นนะฮ์ และฝ่ ายชี อะฮ์ และข้ าพเจ้ าจะละทิ .งสิ งที กล่ าวโดยฝ่ ายหนึ ง ฝ่ ายใดแต่ ฝ่ายเดียว” 259 “วจนะของท่ า นศาสดามุ ฮั ม มั ด (ศ็ อ ลฯ) ที แ นะนํา เราให้ ดํา เนิ น รอยตามท่ า น อิ มามอะลี เป็ นวจนะที ข้าพเจ้ าอ่ านในหนังสื อซอเฮี ยะฮ์ ของฝ่ ายซุ นนี และฝ่ ายชี อะฮ์ ก็ยอมรั บซึ งมีจาํ นวนไม่ น้อยเลย แต่ กอ็ ย่ างที ข้าพเจ้ าเคยพูดแล้ ว ข้ าพเจ้ าเพี ยงอ้ างถึง วจนะที เห็นพ้ องต้ องกันโดยทั.งสองฝ่ ายเท่ านั.น” 260 แต่เมื"อผูว้ ิจยั ได้ทาํ การศึกษาหนังสื อ “ในที"สุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา” ปรากฏว่ามีหลักฐาน อย่างมากมายที"ถูกใช้ในการอ้างอิงมีสถานะที"เฎาะอีฟ(อ่อน) และเมาฎูอฺ (อุปโลกน์) ซึ" งเป็ นสถานะ ของหลักฐานที"ไม่เป็ นที"ยอมรับและไม่สามารถนํามาอ้างอิงเป็ นหลักฐานได้ 261 ดังมีรายละเอียดดังนี1 อัต-ติญานีได้กล่าวว่า ท่านเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า “ฉั นคื อนครแห่ งความรู้ และอะลีคือประตูแห่ งนครนั.น” 262 ผูว้ ิ จ ัย ได้ท าํ การศึ ก ษาและตรวจสอบหะดี ษ ตัว บทนี1 ปรากฏว่า ท่ า นอิ ห ม่ า มบุ ค อรี ย ์ 263 ได้ก ล่ า วว่า “มุ น กัร 264 และยัง กล่ า วเสริ ม อี ก ว่า ไม่ มี ท างที" จ ะถื อ ว่า เป็ นหะดี ษ เศาะหี หฺ ไ ด้เ ลย” ท่านอบูหาติม 265 ได้กล่าวว่า “ไม่มีที"มา” ท่านอิบนุ ตยั มียะฮฺ 266 และท่านอัล-อัลบานี ย ์ 267 ได้กล่าวว่า “เป็ นหะดี ษ ที" อุปโลกน์ ” ท่ านอิ บนุ ลเญาซี ยไ์ ด้ระบุ หะดี ษ บทนี1 ในหนังสื อที" ท่ านรวบรวมบรรดา หะดีษที"อุปโลกน์ 268 และท่านอื"นๆ 269 ดร.มุหัมมัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ วิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 105. 260 เล่มเดียวกัน, หน้า : 211. 261 ดูคาํ อธิ บายสถานะของหลักฐาน (หะดีษ) ทีAไม่เป็ นทีAยอมรับและไม่สามารถนํามาอ้างอิงเป็ นหลักฐานได้ในหน้า : 55-58. 262 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 211. 263 อัส-สะคอวีย,์ มะกอศิด อัล-หะสะนะฮฺ, ดารุ ลกิตาบ อัล-อะเราะบีย,์ [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], หน้า : 170. 264 คือตัวบทหะดีษไม่เป็ นทีAรู้กนั 265 อัลอัญลูนีย,์ กัชฟุลเคาะฟาอฺ , ดารุ ลอิหฺยาอุตตุรอษ อัล-อะเราะบีย,์ [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], หน้า : 204. 266 อิบนุตยั มียะฮฺ, มัจrฺ มูอฺ อัลฟะตาวา, ดารุ ลวิฟาอฺ , [ม.ป.ท.], 1426, เล่ม 18 หน้า : 377. 267 อัล-อัลบานีย,์ สิ ลสิ ละฮฺ อัล-อะหาดีษ อัฎ-เฎาะอีฟะฮฺ วัลเมาฎูอะฮฺ..., ดารุ ลมะอาริ ฟ, ริ ยาด, 1412, เล่ม 6 หน้า : 529. 268 อัซ-ซะฮะบีย,์ ตัลคีศกิตาบ อัลเมาฎูอาต ลิอิบนิลเญาซีย,์ มักตะบะฮฺ อัร-รุ ชดฺ , 1419, หน้า : 116 269 ดูบทวิพากษ์เพิAมเติมใน คอลิด อัล-อัสเกาะลานีย,์ บัลเฎาะลัลตะ..., ดารุ ลมุหดั ดิษีน, [ม.ป.ท], 1424, หน้า : 424-426,ดร.อิบรอฮีม อิบนุอามิร อัรรุ หยั ลีย,์ อัลอินติศอรฺ ลิศศุหฺบิวลั อาลิ มินอิฟติรออาต อัสสะมาวี อัฎฎอล, มักตะบะฮฺ อัลฆุเราะบาอฺ อัล-อะษะริ ยะฮฺ , มะดี นะฮฺ , 1418, 259


92

อัต-ติญานีได้กล่าวอีกว่า ท่านเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า “สมาชิ กของครอบครั วของข้ าพเจ้ าเปรี ยบเสมื อนเรื อของศาสดานุฮ์ ใครก็ตามที ขึ .น อยู่ บ นเรื อนั. น จะปลอดภั ย และใครก็ต ามที หั น เหออกไปจากมั น ก็จ ะจมนํ.า ตาย”270 ผูว้ ิจยั ได้ท าํ การศึ ก ษาและตรวจสอบหะดี ษ ตัวบทนี1 ป รากฏว่า ท่ า นอัซ ซะฮะบี ย ์ 271 ท่ า น อิบนุกะษีร 272 ท่านอัล-อัลบานีย ์ 273 และท่านอื"นๆได้กล่าวว่า “เป็ นหะดีษเฎาะอีฟ” เนื" องจากว่าในสาย รายงานของหะดีษดังกล่าวนั1นมีนกั รายงานที"ชื"อว่า มุฟัฎฎ็อล อิบนุ ศอลิหฺ ซึ" งท่านอิหม่าม อัล-บุ คอรี ยแ์ ละอบูหาติม ได้กล่ าวว่า “มุ นกะรุ ลหะดี ษ” 274 นอกจากนี1 ในหะดี ษดังกล่ าวยังปรากฏ นัก รายงานคนอื"นๆที"ปรากฏข้อบกพร่ องในตัวของเขาหรื อหะดีษที"เขาได้รายงานได้แก่ “สุ วยั ดฺ อิบนุ สะ อีด” “หะนัชฺ อัลกุนานีย”์ “อบูอิสหาก อัส-สะบีอีย”์ เป็ นต้น 275 การอ้างอิงหลักฐานที"สวนทางกับระเบียบวิธีการที"ผเู ้ รี ยบเรี ยงได้วางไว้ในหนังสื อ “ในที"สุด ข้าพเจ้าได้รับทางนํา” เรี ยบเรี ยงโดยอัต-ติญานี นั1นปรากฏในที"ต่างๆอีกมากมาย ซึ" งปรากฏดังนี1 “อุปมาอะฮ์ ลุลบัยต์ เปรี ยบเหมือนประตูแห่ งหิ ฏเฏาะฮ์ (การอภัยโทษ) ของลูกหลาน อิ สราเอล ใครก็ตามที เข้ าไปในประตูนั.นก็จะได้ รับการอภัยโทษ” 276, 277 หน้า : 512-515, ดร.อะลี มุ หัมมัด มุ หัมมัด อัศ-ศ็อลลาบีย,์ อัสมัล-มะฏอลิบ ฟี สี เราะฮฺ อะมี รรุ ลมุอฺมินีน อะลี อิ บนุ อบี ฏอลิ บ, ดารุ ลอี หม่าน, อิสกันดะรี ยะฮฺ, [ม.ป.ป.], หน้า : 775, อุษมาน อัล-เคาะมีส, กัชฟุลญานีย ์ มุหมั มัด อัต-ติญานี, ดารุ ลอีหม่าน, อิสกันดะรี ยะฮฺ, [ม.ป.ป.], หน้า : 109. 270 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ วิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 233. 271 อัซซะฮะบีย,์ มิซานุลอิอฺติดาล ฟี นักฺดิรริ ญาล, [ม.ป.พ.], [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], เล่ม 4 หน้า : 167, อะหฺ มดั อิบนุ หัมบัล, ฟะฎออิลุศ เศาะหาบะฮฺ, มุอสั -สะสะฮฺ อัร-ริ สาละฮฺ, ริ ยาด, 1414, เล่ม 2 หมายเลขทีA 1402. 272 อิบนุกะษีร, ตัฟสี ร อัลกุรฺอานอัล-อะซีม, ดารุ ฏฏ็อยยิบะฮฺ, [ม.ป.ท], 1420, เล่ม 7 หน้า : 204. 273 อัล-อัลบานี ย,์ อัสสิ ลสิ ละฮฺ อฎั -เฏาะอีฟะฮฺ , มักตะบะฮฺ อลั มะอาริ ฟ, ริ ยาด, [ม.ป.ป.], เล่ม 10 หน้า : 4, มุหัมมัด อิบนุ อบั ดุ ลลอฮฺ อัต-ตับรี ซีย(์ ตรวจทานโดย อัล-อัลบานีย)์ , มิชกาตุลมะศอบีหฺ, อัล-มักตับ อัล-อิสลามีย,์ เบรุ ต, 1411, หมายเลขหะดีษ : 6183. 274 ท่านบุคอรี ยไ์ ด้ช/ ีแจงถึงคํานิยามของเขาในคํานี/โดยได้กล่าวว่า ผูใ้ ดทีAฉนั กล่าวถึงเขาว่า มุนกะรุ ลหะดีษ ดังนั/นไม่อนุญาตรายงาน หะดีษจากเขา (“อัซซาฮะบีย ์ เล่ม 1 หน้า 6, อิบนุหะญัร เล่ม 1 หน้า 20,” ผศ.ดร.อับดุลเลาะ การี นาและเชาวน์ฤทธิ‹ เรื องปราชญ์, “ศัพท์บญ ั ญัติดา้ น อัตตะอฺ ดีลและอัลญัรหฺ ”, รายงานการวิจยั ,สายรายงานกับการยอมรับหะดีษในฐานะเป็ นคําสอนของอิสลาม, 2549, หน้า : 129). 275 ดูบทวิพากษ์เพิAมเติมใน อุษมาน อัล-เคาะมีส, กัชฟุลญานีย ์ มุหัมมัด อัต-ติญานี ,แหล่งเดิ ม, หน้า : 120, คอลิด อัล-อัสเกาะลานี ย,์ แหล่งเดิม, หน้า : 451-452, ดร.อิบรอฮีม อิบนุอามิร อัรรุ หยั ลีย,์ แหล่งเดิม, หน้า : 585-586. 276 ดร.มุหัมมัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ วิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 233-234. 277 หลักฐานมี สถานะเฎาะอี ฟ(อ่อน) ดูบทวิพากษ์เพิAมเติมใน อุ ษมาน อัล-เคาะมี ส, อุษมาน อัล-เคาะมี ส, กัชฟุลญานี ย ์ มุหัมมัด อัต-ติญานี, ดารุ ลอีหม่าน, อิสกันดารี ยะฮฺ, [ม.ป.ป.], หน้า : 120, ดร.อะลี อัสสาลูส, มะอัชชี อะฮฺ อัลอิษนัยอะชะริ ยะฮฺ ฟิ ลอุศูลวัลฟุรูอฺ, มักตะบะฮฺ ดารุ ลกุรฺอาน, อิยิปต์, 1424, เล่ม : 1 หน้า : 198-202, ดร.อิบรอฮีม อิบนุ อามิร อัรรุ หัยลีย,์ อัลอินติศอรฺ ลิศศุหฺบิวลั อาลิ มินอิฟติรออาต อัสสะมาวี


93

“บ้ านในวันประกาศศาสนาท่ านศาสดาแห่ งอั ล ลอฮ์ ได้ ก ล่ า ว อั นเป็ นการบ่ ง ถึ ง ท่ านอิ มามอะลี ว่า นี คือ น้ องของฉั น ตัวแทนของฉั น และผู้ช่วยของฉั นหลังจากฉั น จากไปแล้ ว ดังนั.น จงฟั งเขาและเชื อฟั งเขา” 278, 279 “ใครก็ตามที ต้องการมีชีวิตและตายอย่ างฉั น และต้ องการมีชีวิตอยู่ในสวนสวรรค์ อย่ า งอมตะหลั ง จากสิ . น ชี วิ ต ไปแล้ ว ควรยอมรั บ อะลี เ ป็ นผู้พิ ทั ก ษ์ และดํา เนิ น ตามอะฮ์ ลุลบัยต์ ของเขา หลังจากการจากไปของข้ าพเจ้ า ดังนั.นความวิบัติจงมีแด่ ผ้ ู ดําเนินตามข้ าพเจ้ าที ปฏิ เสธอะฮ์ ลุลบัยต์ และไม่ เอาใจใส่ ต่อความสั มพันธ์ และความ เป็ นพี น้ องกั น ของข้ า พเจ้ า ขออั ล ลอฮ์ อย่ า ทรงให้ พวกเขาได้ รั บชะฟาอะฮ์ (การช่ วยเหลือ)จากข้ าพเจ้ าเลย...” 280, 281 “อะลี นั. น เป็ นส่ วนหนึ ง ของฉั น และฉั น เป็ นส่ วนหนึ ง ของอะลี และไม่ มี ใ คร สามารถปฏิ บัติหน้ าที ของฉั นได้ เว้ นแต่ ฉันเองและอะลีเท่ านั.น” 282 283 ผูว้ จิ ยั ขอกล่าวว่า แล้วด้วยเหตุผลอันใด ? อัต-ติญานี จึงได้อา้ งอิงหลักฐานเหล่านี1 ทั1งๆที"เขา ได้กล่าวว่า “ข้ าพเจ้ าเพียงอ้ างถึงวจนะทีเ ห็นพ้ องต้ องกันโดยทั"งสองฝ่ ายเท่ านั"น” 284 และด้วยกับสิ" งที" ปรากฏถึ งความไม่ซื"อสัตย์และไม่มีจรรยาบรรณของการเป็ นนักเขียนที" ดีของอัต-ติญานี และการ พยายามโต้เถียงกับสัจธรรมด้วยความเท็จ ทั1งนี1 เพื"อที"จะลบล้างความจริ งให้สูญสิ1 นไป ดังนั1นเราจะ ยอมรั บในเนื1 อหาและหลักฐานต่ างๆที" เขาได้ใช้ใ นการอ้างอิ งได้อย่างไร? ซึ" งเมื" อเราพิ จารณาถึ ง พฤติ กรรมดังกล่าวของอัต-ติ ญานี แล้ว ปรากฏว่าไม่มีความแตกต่างใดๆกับพฤติกรรมของหมู่ชน และพลพรรคต่างๆก่อนหน้านี1 ดังที"อลั ลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ตรัสว่า อัฎฎอล, มักตะบะฮฺ อัลฆุเราะบาอฺ อัล-อะษะริ ยะฮฺ , มะดี นะฮฺ , 1418,หน้า : 587, คอลิด อัล-อัสเกาะลานี ย,์ บัลเฎาะลัลตะ..., ดารุ ลมุหัดดิ ษีน, [ม.ป.ท], 1424, หน้า : 452. 278 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 216. 279 หลักฐานมีสถานะเมาฎูอฺ (อุปโลกน์) ดูบทวิพากษ์เพิAมเติมใน อุษมาน อัล-เคาะมีส, แหล่งเดิม, หน้า : 116, ดร.อิบรอฮีม อิบนุ อามิร อัรรุ หยั ลีย,์ แหล่งเดิม, หน้า : 551-554, มุนตะดิยาต สะฟี นะฮฺ อันนะญาฮฺ, “ริ สาละฮฺ ญะวาบิยะฮฺ อะลามุซกั กิเราะฮฺ อุสตาซชี อีย ์ อิษนัยอะชะรี ย,์ ” เมาสูอะฮฺ อัรร็ อดฺ อะลัรฺรอฟิ เฎาะฮฺ, www.alnga.net, [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], ซีดีรอม, หน้า : 279, คอลิด อัล-อัสเกาะลานีย,์ แหล่งเดิม, หน้า : 435-440. 280 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 236. 281 หลักฐานมีสถานะเมาฎูอฺ (อุปโลกน์) ดูบทวิพากษ์เพิAมเติมใน อุษมาน อัล-เคาะมีส,แหล่งเดิ ม, หน้า : 120-123, ดร.อิบรอฮีม อิบนุ อามิร อัรรุ หยั ลีย,์ แหล่งเดิม, หน้า : 588-592, ดร.อะลี อัสสาลูส, แหล่งเดิม, หน้า : 209-211, คอลิด อัล-อัสเกาะลานีย,์ แหล่งเดิม, หน้า : 452-453. 282 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 215. 283 หลักฐานมีสถานะเฎาะอีฟ(อ่อน) ดูบทวิพากษ์ใน ดร.อิบรอฮีม อิบนุอามิร อัรรุ หยั ลีย,์ แหล่งเดิม, หน้า : 386-389. 284 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 211.


94

ِ ِِ ٍ ِ ِ ِ ‫ﻮح و ْاﻷَﺣﺰ‬ ‫وﻩ َو َﺟ َﺎدﻟُﻮا‬ ْ ‫اب ﻣﻦ ﺑَـ ْﻌﺪﻫ ْﻢ َوَﳘ‬ ْ َ‫ﺬﺑ‬ ‫َﻛ‬ ُ ‫ﻣﺔ ﺑَِﺮ ُﺳﻮﳍ ْﻢ ﻟﻴَﺄْ ُﺧ ُﺬ‬ُ‫ﻞ أ‬ ‫ﺖ ُﻛ‬ ُ َ ْ َ ٍ ُ‫ﺖ ﻗَـْﺒـﻠَ ُﻬ ْﻢ ﻗَـ ْﻮُم ﻧ‬ ِ ِ ِ ِ ‫ﻒ َﻛﺎ َن ِﻋ َﻘ‬ ‫ﺎب‬ ْ ‫ﻀﻮا ﺑِِﻪ‬ ُ ‫ﺑِﺎﻟْﺒَﺎﻃ ِﻞ ﻟﻴُ ْﺪﺣ‬ َ ‫َﺧ ْﺬﺗـُ ُﻬ ْﻢ ﻓَ َﻜْﻴ‬ َ ‫ﻖ ﻓَﺄ‬ َ‫اﳊ‬ ความว่า “(เพราะ)ก่ อนหน้ าพวกเขานั"นหมู่ชนของนูหฺ และพลพรรคต่ าง ๆ หลังจาก พวกเขาได้ ปฏิเสธมาก่ อนแล้ ว และทุกๆประชาชาติได้ ต" ังใจทีจะทําลายล้ างเราะสู ล ของพวกเขาและโต้ เถียงด้ วยความเท็จ เพือทีจะลบล้ างความจริ งให้ สู ญสิ" นไป ดังนั"นข้ าจึงได้ ลงโทษพวกเขา แล้ วเป็ นอย่ างไรบ้ างการลงโทษของข้ า” 285 4.3.3 การบิดเบือนหลักฐานให้ผดิ ไปจากเดิม ผูว้ ิจยั ได้ท าํ การศึ ก ษาหนัง สื อ “ในที" สุ ดข้า พเจ้า ได้รับ ทางนํา ” ปรากฏว่า มี การบิ ดเบื อน หลักฐานให้ผดิ ไปจากเดิมอย่างมากมาย ซึ" งปรากฏดังนี1 อัต-ติญานี ได้กล่าวถึงท่านอุมรั อิบนุลค็อฏฏอบ เราะฎิยลั ลอฮุอนั ฮุ ว่า “เมื อสาวกคนหนึ งของท่ านศาสดา ถามเขาวันหนึ ง ในระหว่ า งที อยู่ในตําแหน่ ง คอลีฟะฮ์ ว่า โอ้ ท่ านหั วหน้ าบรรดาผู้ศรั ทธา ข้ าพเจ้ ามียนุ ุบ(หลังอสุ จิ) แต่ ข้าพเจ้ าไม่ สามารถหานํา. เพื อทําความสะอาดได้ ข้ าพเจ้ าจะทําอย่ างไร ท่ านอุมัรตอบว่ า ก็ไม่ ต้ องละหมาดก็ไ ด้ หลั ง จากนั. นอั ม มาร อิ บ นิ ย าซิ ร ได้ ตั ก เตื อนเขาเกี ย วกั บ เรื อง ตะยัมมุม(การทําความสะอาดโดยใช้ ดินฝุ่ น) แต่ ท่านอุ มัรไม่ เชื อในเรื องนั.น และ บอกกั บ อั ม มารว่ า เจ้ าจงรั บผิ ด ชอบในหน้ าที ที ไ ด้ รั บมอบหมายให้ เท่ านั. น (ซอเฮี ยะฮ์ บุคอรี เล่ ม 1 หน้ า 52 )” 286 ผูว้ จิ ยั ได้ทาํ การศึกษาและตรวจสอบถึงข้อเท็จจริ งของหะดีษข้างต้น โดยทําการค้นหาตัวบท ดังกล่ าวตามที" ผูเ้ รี ยบเรี ยงได้กล่าวอ้างไว้ ปรากฏว่ามี การบิดเบือนหลักฐานให้ผิดไปจากเดิ มโดย สิ1 นเชิง ซึ" งตัวบทหะดีษที"ถูกต้องนั1นมีรายละเอียดดังนี1

สูเราะฮฺฆอฟิ รฺ , 40 : 5. ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ วิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 135, 156. 285 286


95

ِ ‫ﻤﺎر ﺑﻦ ﻳ‬ ‫ﺎل ﻋ‬ ِ ‫اﳋَﻄ‬ ِ ِ ‫ﺎﺳ ٍﺮ‬ ْ ‫ﺎء َر ُﺟ ٌﻞ إِ َﱃ ُﻋ َﻤَﺮ ﺑْ ِﻦ‬ َ ‫ﺎب ﻓَـ َﻘ‬ ُ ‫َﺟﻨَْﺒ‬ ْ ‫ﱐ أ‬ ِ‫ﺎل إ‬ َ ُ ْ ُ َ َ ‫ﺎء ﻓَـ َﻘ‬ َ ‫ﺖ ﻓَـﻠَ ْﻢ أُﺻﺐ اْﻟ َﻤ‬ َ ‫َﺟ‬ ِ ‫اﳋَﻄ‬ ‫ْﺖ‬ ْ ‫ﻟِﻌُ َﻤَﺮ ﺑْ ِﻦ‬ ُ ‫ﻌﻜ‬ ‫ﻣﺎ أَﻧَﺎ ﻓَـﺘَ َﻤ‬َ‫ﻞ َوأ‬ ‫ﺼ‬ َ ْ‫ﻣﺎ أَﻧ‬َ‫ﺖ ﻓَﺄ‬ َ ْ‫ﺎ ِﰲ َﺳ َﻔ ٍﺮ أَﻧَﺎ َوأَﻧ‬‫ﺎ ُﻛﻨ‬‫ﺎب أ ََﻣﺎ ﺗَ ْﺬ ُﻛ ُﺮ أَﻧ‬ َ ُ‫ﺖ ﻓَـﻠَ ْﻢ ﺗ‬ ِ ‫ﻴﺖ ﻓَ َﺬ َﻛﺮ‬‫ﻓَﺼﻠ‬ ‫ﳕَﺎ‬‫ »ِإ‬: ‫ َﻢ‬‫ﻬﻢ َﻋﻠَْﻴ ِﻪ َو َﺳﻠ‬‫ﻰ اﻟﻠ‬‫ﺻﻠ‬ َ ‫ َﻢ ﻓَـ َﻘ‬‫ﻬﻢ َﻋﻠَْﻴ ِﻪ َو َﺳﻠ‬‫ﻰ اﻟﻠ‬‫ﺻﻠ‬  ِ‫ﺎل اﻟﻨ‬  ِ‫ت ﻟﻠﻨ‬ ُ ْ ُ َْ َ ‫ﱯ‬ َ ‫ﱯ‬ ِ ِ ِ ُ‫ض َوﻧَـ َﻔ َﺦ ِﻓﻴ ِﻬ َﻤﺎ ﰒ‬ َ ‫َﻛﺎ َن ﻳَﻜْﻔ‬ َ َ‫ﻴﻚ َﻫ َﻜ َﺬ ا« ﻓ‬  ِ‫ب اﻟﻨ‬ َ ‫ﻴﻪ ْاﻷ َْر‬ْ‫ َﻢ ﺑِ َﻜﻔ‬‫ﻬﻢ َﻋﻠَْﻴﻪ َو َﺳﻠ‬‫ﻰ اﻟﻠ‬‫ﺻﻠ‬ َ ‫ﱯ‬ َ ‫ﻀَﺮ‬ ‫ﻴ ِﻪ‬ْ‫ِِ َﻤﺎ َو ْﺟ َﻬﻪُ َوَﻛﻔ‬ ‫َﻣ َﺴ َﺢ‬ ความว่ า “มี ช ายคนหนึ ง ไปหาท่ า นอุ มั รฺ อิ บ นุ ล ค็ อ ฏฏอบ เราะฎิ ยั ล ลอฮุ อั น ฮุ แล้ วกล่ าวว่ า ครั" งหนึงฉั นมีญะนาบะฮฺ และฉั นหานํ"าทีจะใช้ ชําระไม่ ได้ แล้ วอัมมารฺ อิบนุ ยาสิ รฺ ก็ได้ กล่ าวแก่ ท่านอุมัรฺ อิบนุ ค็อฏฏอบ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ ว่ าท่ านยังจํ า ได้ ม" ัยเมือตอนทีเราเดินทางไปด้ วยกัน ซึ งท่ านนั"นมิได้ ทําละหมาด ส่ วนฉั นใช้ วิธี เกลือ กกลิ"งร่ างกายกับพื"นดินแล้ วก็ทํา ละหมาด ฉั นได้ เล่ า พฤติก ารณ์ ดังกล่ าวให้ ท่ านนบี ศ็ อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสั ลลัม ฟั ง แล้ วท่ านก็บอกว่ า “ความจริ งแล้ วท่ าน เพียงแค่ ทําอย่ างนี"ก็เป็ นการพอแล้ ว (หลังจากนั"นท่ านนบีได้ สาธิตวิธีทําตะยัมมุ ม ให้ ดู) และท่ านนบี ได้ ใช้ ฝ่ามือทั"งสองตบลงบนพืน" ดิน แล้ วก็เป่ าฝุ่ นทีฝ่ามือทั"งสอง แล้ วจึงใช้ มือทั"งสองลูบใบหน้ าและมือทั"งสองข้ าง” 287 อัต-ติญานีได้กล่าวถึงท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยลั ลอฮุอนั ฮา ว่า “...ครั. งหนึ งท่ านศาสดา(ศ็อลฯ) เทศนาสั งสอน และท่ านได้ ชี.ให้ เห็นถึ งบ้ านที นาง -ท่ านหญิ งอาอี ชะฮฺ - อาศัยอยู่ ท่ านกล่ าวว่ า มีความยุ่งยาก...มีความยุ่งยาก...มีความ ยุ่งยาก จากที ซึงเขาของซั ยตอนโผล่ เข้ ามา..(จากบุคอรี เล่ ม 2 หน้ า 128)” 288 ซึ" งเมื"อผูว้ ิจยั ได้ทาํ การศึกษาและตรวจสอบถึงข้อเท็จจริ งของหะดีษข้างต้น ปรากฏว่ามีการ บิดเบือนหลักฐานให้ผดิ ไปจากเดิมเช่นเดียวกัน ซึ" งตัวบทหะดีษที"ถูกต้องนั1นมีรายละเอียดดังนี1 จากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิอุมรั เราะฎิยลั ลอฮุอนั ฮุมา ได้กล่าวว่า

บุคอรี ย,์ อัล-ญามิอฺ อัล-มุสนัด อัศ-เศาะหี หฺ อัล-มุคตะศ็อร, หมวดหี ฎ, บรรพอัลมุตะยัมมิม ฮัลยุนฟิ คุ ฟิฮิมา, หมายเลขหะดี ษ : 338, ดูบทวิพากษ์เพิAมเติมใน คอลิด อัล-อัสเกาะลานีย,์ บัลเฎาะลัลตะ..., ดารุ ลมุหัดดิ ษีน, [ม.ป.ท], 1424, หน้า : 305-307, ดร.อิบรอฮีม อิบนุ อามิร อัรรุ หัยลี ย,์ อัลอินติศอรฺ ลิศศุหฺบิวลั อาลิ มินอิ ฟติ รออาต อัสสะมาวี อัฎฎอล, มักตะบะฮฺ อัลฆุเราะบาอฺ อัล-อะษะริ ยะฮฺ , มะดี นะฮฺ , 1418,หน้า : 393-394. 288 ดร.มุหัมมัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ วิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 171. 287


96

‫ن‬ ِ‫ن اﻟْ ِﻔْﺘـﻨَﺔَ َﻫﺎ ُﻫﻨَﺎ إ‬ ِ‫ﻮل َﻫﺎ إ‬ ُ ‫ ِﻪ ﺻﻠﻰ اﷲ ﻋﻠﻴﻪ وﺳﻠﻢ ﻳُ ِﺸﲑُ إِ َﱃ اﻟْ َﻤ ْﺸ ِﺮِق َوﻳَـ ُﻘ‬‫ﻮل اﻟﻠ‬ َ ‫ﺖ َر ُﺳ‬ ُ ْ‫َرأَﻳ‬ ِ ِ ِ َ‫ﻴﻄ‬‫ﺚ ﻳﻄْﻠُﻊ ﻗَـﺮ ُن اﻟﺸ‬ ‫ﺎن‬ ْ ْ ُ َ ُ ‫اﻟْﻔْﺘـﻨَﺔَ َﻫﺎ ُﻫﻨَﺎ ﻣ ْﻦ َﺣْﻴ‬ ความว่า “ฉั นได้ เห็นท่ านเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็ อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสั ลลัม ชี" ไปทางทิศ ตะวันออก และกล่ าวว่ า ทีนีคือฟิ ตนะฮฺ(ความยุ่งยาก) ทีนีคือฟิ ตนะฮฺ สถานทีทีเขา ของชั ยฏอนโผล่ ขึน" มา” 289 การบิ ดเบื อ นหลัก ฐานให้ผิดไปจากเดิ ม ที" ป รากฏอยู่ใ นหนัง สื อ “ในที" สุ ดข้า พเจ้า ได้รั บ ทางนํา” ได้ปรากฏอยูใ่ นที"อื"นๆ อีกดังนี1 “มี วจนะกล่ าวว่ าในสมัยท่ านศาสนทู ตแห่ งอั ลลอฮ์ มี ชายคนหนึ งเข้ ามาในมัสยิ ด ของท่ า นศาสดา และยื น ถ่ า ยปั ส สาวะในมั ส ยิ ดต่ อ หน้ า ท่ า นศาสดามุ ฮัม มั ด เอง บรรดาสาวกของท่ านศาสดาจึ งชักดาบออกมาเพือฆ่ าเขา...” 290, 291 ณ ที" น1 ี ผูว้ ิจยั ขอกล่ าวดังที" อตั -ติ ญานี ได้กล่ าวว่า “นี เป็ นการโป้ปดทีไม่ ละอายและเป็ นการ หลอกหลวงที เ ห็ น ได้ ชั ด มหาบริ สุ ท ธิC จ งมี แ ด่ พ ระองค์ การสรรเสริ ญ ทั" ง มวลจงมี แ ด่ พ ระองค์ สิ ริมงคลจงมีแด่ พระองค์ และความสู งส่ งจงมีแด่ พระองค์ พระองค์ มิได้ สร้ างฟ้าและแผ่ นดินและ

บุคอรี ย,์ อัล-ญามิอฺ อัล-มุสนัด อัศ-เศาะหี หฺ อัล-มุคตะศ็อร, หมวดบะดะอุลค็อลกฺ, บรรพศิฟะฮฺอิบลีส วะrุนูดิฮิ, หมายเลขหะดีษ : 3279, ดูบทวิพากษ์เพิAมเติมใน คอลิด อัล-อัสเกาะลานีย,์ บัลเฎาะลัลตะ..., ดารุ ลมุหดั ดิษีน, [ม.ป.ท], 1424, หน้า : 372-373, ดร.อิบรอฮีม อิบนุ อามิร อัรรุ หัยลี ย,์ อัลอินติศอรฺ ลิศศุหฺบิวลั อาลิ มินอิ ฟติ รออาต อัสสะมาวี อัฎฎอล, มักตะบะฮฺ อัลฆุเราะบาอฺ อัล-อะษะริ ยะฮฺ , มะดี นะฮฺ , 1418,หน้า : 451-455, มุหมั มัด สาลิม อัลคิฎรฺ , ษุมมะอับศ็อรตุลหะกีเกาะฮฺ, ชับฺกะฮฺ อันศอร อะฮฺลุลบัยตฺ , คูเวต, 1428, หน้า : 399-341. 290 ดร.มุหัมมัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ วิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 98. 291 หะดี ษทีAสมบูรณ์มีรายละเอียดดังนี/ “ในขณะทีAพวกเราอยู่ในมัสญิดร่ วมอยู่กบั ท่านเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลอลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในมัสญิ ด ก็มีชายชาวชนบท(ชายชาวเบดู อิน)คนหนึA งได้เข้ามาในมัสญิ ด และได้ปัสสาวะ(ทีA มุมหนึA ง)ในมัสญิ ด บรรดาเศาะหาบะฮฺ ของท่าน เราะสูลุลลอฮฺกพ็ ากันกล่าว มะฮฺ มะฮฺ (เป็ นการกล่าวห้าม) ท่านนบีได้กล่าว(เป็ นการปรามบรรดาเศาะหาบะฮฺ )ว่า “พวกท่านอย่าได้ห้ามให้เขาหยุด จากการปั สสาวะ ปล่อยให้เขาทําภาระกิ จของเขาต่อไปให้เสร็ จ” บรรดาเศาะหาบะฮฺ จึงปล่อยให้ชายผูน้ / ันทําภารกิ จ(ปั สสาวะ)ต่อไปจนเสร็ จ หลังจากนั/นท่านนบีจึงได้เรี ยกชายผูน้ / นั แล้วจึงกล่าวแก่ชายผูน้ / นั ว่า “ในมัสญิดเช่นนี/เป็ นสถานทีAไม่สมควรอย่างยิAงสําหรับนํ/าปัสสาวะและอืAนใดทีA เป็ นสิA งสกปรก” หากแต่วา่ มัสญิดเป็ นสถานทีAสาํ หรับการกล่าวรําลึกถึงอัลลอฮฺ ตะอาลา การละหมาด การอ่านอัลกุรอาน” หรื อเช่นดังกล่าวนี/ ทีAท่าน เราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลอลลอฮุอะลัยฮิวะวัลลัม ได้กล่าวขึ/น ท่านอับบาส ได้กล่าวว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ได้สงAั ชายผูห้ นึA งในบรรดาเศาะหาบะฮฺ (ไปเอา นํ/า) ชายผูน้ / นั ได้นาํ ภาชนะทีAมีน/ าํ มา แล้วได้เทชําระล้างสถานทีA(ทีA ชายชาวชนบทได้ปัสสาวะให้หมดไป)” ดูใน บุ คอรี ย,์ อัล-ญามิอฺ อัล-มุ สนัด อัศ-เศาะหี หฺ อัล-มุคตะศ็อร, หมวดวูฎูอฺ , บรรพศ็อบบุลมาอฺ อะลัลเบาลฺ ฟิ ลมัสญิด, หมายเลขหะดีษ : 220 มุสลิม, เศาะหี หฺ, หมวดอัฏ-เฏาะฮาเราะฮฺ , บรรพวุ rูบเฆาะสะลิ ล เบาลฺ วะฆ็อ ยริ ฮิ . .., หมายเลขหะดี ษ : 687 สํา นวนหะดี ษ เป็ นของท่ า นมุ สลิ ม ดู บทวิ พ ากษ์เพิA ม เติ ม ใน คอลิ ด อัล-อัสเกาะลานีย,์ แหล่งเดิม, หน้า : 484-486. 289


97

สิ งทีอยู่ระหว่ างสิ งทั"งสองนั"นโดยปราศจากความยุติธรรม เหล่ านี"เป็ นทีสงสั ยของผู้ปฏิเสธ ดังนั" น ความวิบัติจงมีแด่ ผ้ ูปฏิเสธเถิด และเหวนรกนั"นจะเป็ นทีพ าํ นักของพวกเขา” 292 4.3.4 การปิ ดบังหลักฐานจากความเป็ นจริ ง อัต-ติญานี ได้กล่ าวถึ งหัวข้อ “หะดี ษของท่านเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่าแท้จริ งแล้วชี1 ให้เห็ นความจริ งที"ว่าจําเป็ นที"จะต้องดําเนิ นตามอะฮฺ ลุลบัยตฺ ” ในหนังสื อ “ในที"สุด ข้าพเจ้าได้รับทางนํา” ไว้วา่ ท่านเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า “ท่ านยังกล่ าวอี กว่ า ทูตแห่ งอัลลอฮ์ (มะลิ กัตมูต) กําลังจะมาหาฉั นและฉั นจะต้ อง ตอบรั บ ด้ ว ยเหตุ นี. ฉั น จึ ง ละสิ ง หนั ก สองสิ ง ไว้ ใ นหมู่พ วกเจ้ า สิ ง แรกคื อ คั ม ภี ร์ ของอัลลอฮ์ ซึ งในนั.นเจ้ าจะได้ รับทางนําและแสงสว่ างและอะฮฺ ลุลบัยต์ ...ฉั นขอ เตื อนเจ้ าถึ งอะฮ์ ลุลบัยต์ ของฉั น(จากซอเฮี ยะฮ์ มุสลิ ม บทเกี ยวกับความประเสริ ฐ ของอิ มามอะลี..)” 293 เมื"อผูว้ จิ ยั ได้ทาํ การศึกษาตัวบทหะดีษดังกล่าวนั1นปรากฏว่า มีการปกปิ ดหลักฐานจากความ เป็ นจริ ง โดยมี ก ารนํา เสนอเฉพาะเนื1 อ หาที" ส อดคล้องกับ ความต้องการของตนเท่ า นั1น สํ า หรั บ รายละเอียดที"สมบูรณ์ ของตัวบทดังกล่าวนั1นได้มีรายงานจากท่านซัยดฺ อิบนุ อรั ฺ กอม เราะฎิ ยลั ลอฮุ อันฮุ ได้กล่าวว่า ٍ ِ ِ ُ ‫ﻗَﺎم رﺳ‬ ، ‫ﻜﺔَ َواﻟْ َﻤ ِﺪﻳﻨَ ِﺔ‬ ‫ﲔ َﻣ‬ َ ْ ‫ﻢ ﺑَـ‬ ‫ َ ْﳜﻄُﺒُـﻨَﺎ ﲟَﺎء ﻳُ ْﺪ َﻋﻰ ُﺧ‬- ‫ ﺻﻠﻰ اﷲ ﻋﻠﻴﻪ وﺳﻠﻢ‬- ‫ﻪ‬‫ﻮل اﻟﻠ‬ َُ َ ‫ﳕَﺎ أَﻧَﺎ‬ِ‫ إ‬، ‫ﺎس‬ َ َ‫ ﻗ‬ُ‫ َوذَ َﻛَﺮ ﰒ‬، ‫ﻆ‬ َ ‫ َوَو َﻋ‬، ‫ﻪَ َوأَﺛْـ َﲎ َﻋﻠَْﻴ ِﻪ‬‫ﻓَ َﺤ ِﻤ َﺪ اﻟﻠ‬ ُ ‫ـ َﻬﺎ اﻟﻨ‬‫ أَﻻ أَﻳ‬، ‫ﻣﺎ ﺑَـ ْﻌ ُﺪ‬َ‫ أ‬: ‫ﺎل‬ ِ ِ ِ ‫ﺑ َﺸﺮ ﻳ‬ ِ ْ َ‫ـ َﻘﻠ‬‫ﱐ ﺗَﺎ ِرٌك ﻓِﻴ ُﻜﻢ اﻟﺜ‬ ِ‫ وإ‬، ُ‫ﰊ ﻓَﺄ ُِﺟﻴﺒَﻪ‬‫ﻮل ر‬ ‫ﺎب‬ ُ ‫ﻮﺷ‬ ُ َ‫ ﻛﺘ‬: ‫َﺣ ُﺪ ُﳘَﺎ‬ َ‫أ‬،‫ﲔ‬ ٌُ َ َ َ ُ ‫ﻚ أَ ْن ﻳَﺄْﺗﻴَِﲏ َر ُﺳ‬ ُ ِ َ‫ﻏﺐ ِﰲ ِﻛﺘ‬ ‫ ﻓَـﺮ‬، ‫ ِﻪ و ُﺧ ُﺬ وا ﺑِ ِﻪ‬‫ﺎب اﻟﻠ‬ ِ َ‫ﺴ ُﻜﻮا ﺑِ ِﻜﺘ‬ ‫ ﻓَـﺘَﻤ‬، ‫ﻮر‬‫ ِﻓ ِﻴﻪ ْاﳍَُﺪ ى واﻟﻨ‬، ‫ ِﻪ‬‫اﻟﻠ‬ ‫ ِﻪ‬‫ﺎب اﻟﻠ‬ َ َ ُ َ َ َ ٍ ‫ﺮ‬‫ث ﻣ‬ ‫ﺎل ﻟَﻪُ َزﻳْ ٌﺪ‬  ‫َو َﺣ‬ َ ‫ات ﻓَـ َﻘ‬ َ َ‫ ﻗ‬ُ‫ ﰒ‬، ‫ﺚ َﻋﻠَْﻴ ِﻪ‬ َ َ ‫ﻪَ ِﰲ أ َْﻫ ِﻞ ﺑَـْﻴ ِﱵ ﺛَﻼ‬‫ﻛ ُﺮُﻛ ُﻢ اﻟﻠ‬ َ‫ َوأ َْﻫ ُﻞ ﺑَـْﻴ ِﱵ أُذ‬: ‫ﺎل‬ ِ ِ ِِ ‫ﺎء ُﻩ ِﻣ ْﻦ أ َْﻫ ِﻞ‬ َ َ‫ﺲ ﻧِ َﺴ ُﺎؤﻩُ ِﻣ ْﻦ أ َْﻫ ِﻞ ﺑَـْﻴﺘِ ِﻪ ؟ ﻗ‬ ٌْ ‫ﺼ‬ َ ‫َو ُﺣ‬ َ ‫ن ﻧ َﺴ‬ ‫ ﺑَـﻠَﻰ إ‬: ‫ﺎل‬ َ ‫ َﻣ ْﻦ أ َْﻫ ُﻞ ﺑَـْﻴﺘﻪ ؟ أَﻟَْﻴ‬: ‫ﲔ‬ ดร.มุหัมมัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ วิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 230-231. 293 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 219. 292


98

ِ ‫آل اﻟْ َﻌﺒ‬ ، ‫ﺎس‬ ُ ‫ﻲ َو‬ ِ‫آل َﻋﻠ‬ ُ : ‫ﺎل‬ َ َ‫ َوَﻣ ْﻦ ُﻫ ْﻢ ؟ ﻗ‬: ‫ﺎل‬ َ َ‫ﺼ َﺪﻗَﺔَ ﻗ‬  ‫ﻦ أ َْﻫ َﻞ ﺑـَْﻴﺘِ ِﻪ َﻣ ْﻦ ُﺣ ِﺮَم اﻟ‬ ‫ َوﻟَ ِﻜ‬، ‫ﺑـَْﻴﺘِ ِﻪ‬ ِ ‫ ُﻛﻞ ﻫﺆ‬: ‫ﺎل‬ ‫ ﻧـَ َﻌ ْﻢ‬: ‫ﺎل‬ َ َ‫ ﻗ‬، َ‫ﺼ َﺪﻗَﺔ‬ َ َ‫ﻗ‬  ‫ﻻء ُﺣ ِﺮَم اﻟ‬ َُ  ความว่า “ภายหลั ง จากนั" น (ท่ า นซั ย ดฺ อิ บ นุ อั รฺ ก อม)ได้ ก ล่ า วว่ า มี วั น หนึ ง ท่ า น เราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสั ลลัม ยืนขึ"นอ่ านคุฏบะฮฺในหมู่พวกเราทีแอ่ ง นํ"าแห่ งหนึง ซึ งมีชือเรี ยกกันว่ า “คุม" อันเป็ นชื อสถานทีแห่ งหนึงทีต" ังอยู่ระหว่ าง นครมักกะฮฺกบั นครมะดีนะฮฺ (เรียกว่ า เฆาะดีรฺ คุม) ดังนั"น ท่ านก็กล่ าวคําสรรเสริ ญ อัลลอฮฺ และชมเชยต่ อพระองค์ สั งสอนและตักเตือน แล้ วกล่ าวว่ า "ต่ อไปนี"โปรด เข้ าใจเถิดว่ า โอ้ ท่านทั"งหลาย! ฉั นนี"ไม่ มีอืนใดนอกจากเป็ นมนุ ษย์ ธรรมดาคนหนึง ซึงทูตของพระเจ้ าของฉันใกล้ จะมาหา แล้ วฉันจะตอบว่ า ฉั นได้ ละทิง" ไว้ ในหมู่พวก ท่ านสิ งหนักสองอย่ าง หนึ งในสองคือ กิตาบุ ลลอฮฺ ในนั" นมีทางนํ าและแสงสว่ าง ดังนั"นท่ านทั"งหลายจงรั บเอาคัมภีร์ของอัลลอฮฺ" และท่ านได้ กระตุ้นให้ ยึดมันในสิ ง ทีม ีอยู่ในกิตาบุลลอฮฺ แล้ วท่ านก็กล่ าวอีกว่ า "และจงเอาใจใส่ ต่ออะฮฺลุลบัยตฺของฉั น ฉั นขอเตือนพวกท่ านให้ ยําเกรงต่ ออัลลอฮฺในเรื องอะฮฺลุลบัยตฺของฉั น ฉั นขอเตือน พวกท่ านทั"งหลายให้ ยําเกรงต่ ออัลลอฮฺในเรื องอะฮฺลุลบัยตฺของฉั น และฉั นขอเตือน พวกท่ านทั"งหลายให้ ยาํ เกรงต่ ออัลลอฮฺในเรืองอะฮฺลุลบัยตฺของฉั น แล้ วท่ านหุศ็อยนฺ ได้ กล่ าวแก่ ท่านซั ยดฺว่า “ใครคืออะฮฺ ลุลบัยตฺของท่ านนบี ปวงภรรยาของท่ านมิใช่ ส่ วนหนึงจากอะฮฺลุลบัยตฺของท่ านดอกหรื อ” ท่ านซั ยดฺตอบว่ า “ใช่ ปวงภรรยาของ ท่ านเป็ นส่ วนหนึงในอะฮฺลุลบัยตฺของท่ าน แต่ อะฮฺลุลบัยตฺของท่ าน(ยังมีอีก) คือผู้ที ถูกห้ ามกินซะกาตหลังจากท่ าน(นบีจากไป)” เขาถามต่ อไปว่ า “เขาเหล่ านั%นคือใคร” ท่ านซัยดฺตอบว่ า “พวกเขาคือวงศ์ วานของท่ านอลี วงศ์ วานของท่ านอะกีล วงศ์ วาน ของท่ านญะอฺฟัรฺ วงศ์ วานของท่ านอับบาส” และเขาถามต่ อไปว่ า “พวกเขาเหล่ านี% คือผู้ทถี ูกห้ ามกินซะกาตหรือ ?” ท่ านตอบว่ า “ใช่ แล้ ว” 294

อัต-ติญานีได้กล่าวอีกว่า

มุสลิม, เศาะหี หฺ, หมวดฟะฎออิลิศเศาะหาบะฮฺ, บรรพฟะฎออิลิ อลี อิบนุอบีฏอลิบ, หมายเลขหะดีษ : 6378, ดูบทวิพากษ์เพิAมเติม ใน คอลิด อัล-อัสเกาะลานีย,์ บัลเฎาะลัลตะ..., ดารุ ลมุหดั ดิษีน, [ม.ป.ท], 1424, หน้า : 442-450. 294


99

“ท่ า นศาสดา(ศ็อลฯ) สั ง เสี ย ให้ ท่ านอะลี สื บทอดตํา แหน่ งคอลี ฟะฮ์ ต่อหน้ า ท่ า น หญิ งอาอี ชะฮ์ ...(จากหนังสื อซอเฮี ยะฮ์ บุคอรี เล่ ม 3 หน้ า 68 และซอเฮี ยะฮ์ มุสลิ ม เล่ ม 2 หน้ า 14” 295 เมื"อผูว้ ิจยั ได้ทาํ การศึกษาตัวบทหะดี ษดังกล่ าวปรากฏว่า มีการปกปิ ดหลักฐานจากความ เป็ นจริ งเช่นเดียวกัน ซึ" งรายละเอียดที"สมบูรณ์ของตัวบทดังกล่าวนั1นได้มีรายงานจากท่านอัล-อัสวัด ได้กล่าวว่า ِ ِ ِ ِ ‫ﺻﻰ إِﻟَْﻴ ِﻪ َوﻗَ ْﺪ‬ ْ َ‫ ﻓَـ َﻘﺎﻟ‬.‫ﺎ‬‫ﺎ رﺿﻰ اﷲ ﻋﻨﻬﻤﺎ َﻛﺎ َن َوﺻﻴ‬‫ن َﻋﻠﻴ‬ َ‫ذَ َﻛ ُﺮوا ﻋْﻨ َﺪ َﻋﺎﺋ َﺸﺔَ أ‬ َ ‫ﺖ َﻣ َﱴ أ َْو‬ ِ ِ ‫ﺴ‬‫ُﻛْﻨﺖ ﻣﺴﻨِ َﺪﺗَﻪ إِ َﱃ ﺻ ْﺪ ِري أَو ﻗَﺎﻟَﺖ ﺣﺠ ِﺮي ﻓَ َﺪﻋﺎ ﺑِﺎﻟﻄ‬ ،‫ﺚ ِﰲ َﺣ ْﺠ ِﺮي‬ َ َ‫ ﻓَـﻠَ َﻘﺪ ْاﳔَﻨ‬،‫ﺖ‬ َ َْ ْ ْ ُ ُْ ُ َ ْ ‫ﺻﻰ إِﻟَْﻴ ِﻪ‬ َ ‫ﻪُ ﻗَ ْﺪ َﻣ‬‫ت أَﻧ‬ ُ ‫ﻓَ َﻤﺎ َﺷ َﻌ ْﺮ‬ َ ‫ ﻓَ َﻤ َﱴ أ َْو‬،‫ﺎت‬ ความว่า “มีคนกล่ าวแก่ ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฏิยัลลอฮุ อันฮาว่ า แท้ จริ งท่ านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสั ลลัม ได้ แต่ งตั%งให้ ท่านอะลีเป็ นผู้สืบทอดตําแหน่ ง ท่ านหญิง จึงกล่ าวตอบว่ า (ท่ านเราะสู ลุลลอฮฺ) ได้ สังเสี ยให้ เขาเมือไหร่ เล่ า ? แน่ นอนทีสุดตัว ฉันได้ โน้ มตัวท่ านนบีมาสู่ อ้อมอกของฉัน ท่ านต้ องการความชุ่ มชื นซึ งได้ ทําให้ ท่าน รู้ สึกสบาย แล้ วท่ านก็ได้ เสี ยชี วติ ไป ฉันไม่ ร้ ู เลยว่ าท่ านได้ สังเสี ยให้ เขา(อะลี)เมือไหร่ กัน? ” 296

4.3.6 การบิดเบือนในความหมายของหลักฐาน ดร.มุหัมมัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ วิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 240. 296 บุคอรี ย,์ อัล-ญามิอฺ อัล-มุสนัด อัศ-เศาะหี หฺ อัล-มุคตะศ็อร, หมวดอัล-วะศอยา, บรรพอัล-วะศอยา, หมายเลขหะดีษ : 2741 มุสลิม, เศาะหี หฺ, หมวดอัฏ-เฏาะฮาเราะฮฺ,บรรพตัรกุลวะศียะฮฺ ลิมนั ลัยสะละฮูชยั อฺ ..., หมายเลขหะดีษ : 4318, ดูบทวิพากษ์เพิAมเติมใน อุษมาน อัล-เคาะมีส , กัชฟุลญานีย ์ มุหมั มัด อัต-ติญานี, ดารุ ลอีหม่าน, อิสกันดะรี ยะฮฺ, [ม.ป.ป.], หน้า : 126, คอลิด อัล-อัสเกาะลานีย,์ บัลเฎาะลัลตะ..., ดารุ ลมุหัดดิ ษีน , [ม.ป.ท], 1424, หน้า : 384. 286


100

อัต-ติญานีได้กล่าวว่า “อะลีเป็ นผู้ปกครองของบุคคลทั.งหลายที ฉันเป็ นผู้ปกครองพวกเขาโอ้ อัลลอฮ์ โปรด รั กผู้ทีรักเขา ทรงเกลี ยดชั งผู้ทีเกลี ยดชั งเขา โปรดช่ วยเหลื อผู้ทีช่วยเหลื อเขา โปรด ละทิ ง. ผู้ทีละทิ ง. เขา และโปรดให้ ความยุติธรรมแก่ เขาในทุกแห่ งที เขาหั นไป” 297 “ใครก็ตามที ยอมรั บว่ าฉั นเป็ นนายเหนื อเขา เขาก็ควรยอมรั บอะลี เป็ นนายของเขา ด้ วย โอ้ อัลลอฮ์ จงเป็ นมิตรที ดีกับมิตรของอะลี และจงเป็ นศัตรู กับศัตรู ของอะลี” 298 ผูว้ จิ ยั ได้ทาํ การศึกษาตัวบทหลักฐานนี1ปรากฏว่าความหมายของหะดีษตัวบทมีการตีความ ในความหมายอย่างหลากหลาย ซึ" งมีรายละเอียดดังนี1 299 4.3.6.1 “เมาลา” ในความหมายของ “ทีAเคารพนับถือหรื อเจ้านาย” ถ้าคําว่า “เมาลา” ในความหมายของ “ทีAเคารพนับถือหรื อเจ้านายเจ้านาย” จะมีความหมาย ดังนี/ “ผู้ใดเอาฉั นเป็ นทีเคารพนับถือของเขา ก็ขอให้ เขาเอาอะลีเป็ นทีเคารพนับถือของเขาด้ วย โอ้ อลั ลอฮฺ ถ้ าผู้ใดเอาเขา (อะลี) เป็ นทีเคารพนับถือของเขา ก็ขอให้ พระองค์ เอาเขาผู้น% ันเป็ นทีเคารพ นับถือของพระองค์ ด้วย ผู้ใดเอาเขา (อะลี) เป็ นศั ตรู ของเขา ก็ขอให้ พระองค์ เอาเขาผู้น% ันเป็ นศั ตรู ของพระองค์ ด้ ว ย” แน่ แท้ก ารให้ ค วามหมายดัง ข้า งต้น เขาผูน้ / ันก็ พ น้ จากสภาพการเป็ นมุ ส ลิ ม โดยทันที เพราะความหมายนี/ได้ทาํ ลายหลักศรัทธาขั/นพื/นฐานของเขาลงอย่างสิ/ นเชิง “ถ้ าใครเคารพนับถือฉั น (คือเอาฉั นเป็ นเจ้ านายของเขา) ก็ขอให้ เขาเคารพนับถืออะลีด้วย โอ้ อัลลอฮฺ ถ้ าผู้ใดเคารพนับถือเขา (อะลี) (คือเอาอะลีเป็ นเจ้ านายของเขา) ก็ขอให้ เขาเคารพนับถือ พระองค์ ด้ ว ย และถ้ าผู้ ใ ดเป็ นศั ต รู ต่ อ เขา(อะลี) ก็ขอให้ เขาเป็ นศั ตรู ต่ อ พระองค์ ด้ว ย” การให้ ความหมายเช่ นนี/ เป็ นการให้ความหมายกันแบบพยายามให้กลมกลืนกันอย่างทีAสุด เพืAอไม่ให้เกิ ด ความขัดแย้งกับหลักศรัทธาขั/นพื/นฐาน แต่กระนั/นก็ตาม ถ้ามองกลับมาอีกด้านหนึA งก็จะหมายถึงว่า ถ้าใครไม่นบั ถือท่านอะลีก็ไม่ตอ้ งไปนับถืออัลลอฮฺ (หมายถึ งว่าจะนับถือไปก็ไม่มีประโยชน์) และ ดร.มุหัมมัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ A วิจยั เกียวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 214. 298 เล่มเดียวกัน, หน้า : 154. 299 “ภาวะผูน้ าํ หะดี ษเมาลา”, [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก http://www.sunnahcyber.com/truepath/ modules/ news/article.php?storyid=65 2552, สื บค้น วันทีA 03/04/2552, ดูบทวิพากษ์เพิAมเติมใน คอลิด อัล-อัสเกาะลานี ย,์ บัลเฎาะลัลตะ..., ดารุ ลมุหัดดิ ษีน, [ม.ป.ท], 1424, หน้า : 429432, ดร.อิบรอฮีม อิบนุ อามิร อัรรุ หัยลีย,์ อัลอินติศอรฺ ลิศศุหฺบิวลั อาลิ มินอิฟติรออาต อัสสะมาวี อัฎฎอล, มักตะบะฮฺ อัลฆุเราะบาอฺ อัล-อะษะริ ยะฮฺ, มะดีนะฮฺ, 1418, หน้า : 542-545. 297


101

ถ้าใครจะนับถื อท่านอะลี แล้ว ก็ตอ้ งนับถื ออัลลอฮฺ ด้วย ซึA งประโยคนี/ เหมื อนกับว่าท่านอะลี น/ ันมี ฐานะเท่าเทียมกับอัลลอฮฺ “ถ้ า ฉั น เป็ นที เ คารพนั บ ถื อ ของผู้ ใ ด ก็ ข อให้ อ ะลี เ ป็ นที เ คารพนั บ ถื อ ของเขาผู้ น% ั น ด้ ว ย โอ้ อัลลอฮฺ ถ้ าเขา (อะลี) เป็ นทีเคารพนับถือของผู้ใด ก็ขอให้ พระองค์ เป็ นทีเคารพนั บถือของผู้น% ั น ด้ ว ย ถ้ า ผู้ ใ ดเป็ นศั ต รู ต่ อ เขา (อะลี ) ก็ ข อให้ พ ระองค์ เป็ นศั ต รู ต่ อ เขาผู้ น% ั นด้ ว ย” ประโยคนี/ ก็ เช่ นเดี ยวกันมีฐานะลักษณะคล้าย ๆ กับประโยคทีA 2 แต่ประโยคนี/ ดูเหมือนอัลลอฮฺ จะมี ฐานะด้อย กว่าท่านอะลีดว้ ยซํ/าไป ด้วยเหตุน/ ีผวู ้ จิ ยั สามารถสรุ ปได้วา่ ถ้าคําว่า “เมาลา” หมายถึง “การเคารพนับถือ” แล้ว ก็จะ ทําให้ขดั กับหลักอะกีดะฮฺ หรื อหลักการศรัทธาของเราทีAมีต่ออัลลอฮฺได้ 4.3.6.2 “เมาลา” ในความหมายของ “เจ้านาย” ถ้าคําว่า “เมาลา” แปลว่า “เจ้านาย” จะมีความหมายดังนี/ ซึA งเบื/องต้นนั/นผูว้ ิจยั ได้เทียบกับคํา ว่า “ทีAรัก” ก่อน “ถ้ า ฉั น เป็ นที รั ก ของผู้ ใ ด ก็ ข อให้ อ ะลี เ ป็ นที รั ก ของผู้ น% ั น ด้ ว ย โอ้ อั ล ลอฮฺ ก็ ข อให้ เ ขารั ก พระองค์ ด้วย” “โอ้ อลั ลอฮฺ ผู้ใดรักเขา (อะลี) ก็ขอให้ พระองค์ รักเขาด้ วย” “โอ้ อัลลอฮฺ ผู้ใดรั กเขา (อะลี) ก็ขอให้ พระองค์ เป็ นทีรักของผู้น% ันด้ วย” การให้ความหมาย ด้วยสํานวนดังกล่าวนี/ไม่ถูกต้อง เนืAองจากเท่ากับเชืAอมันA ว่าท่านอะลีน/ นั มีฐานะสู งกว่าอัลลอฮฺ หรื อ “โอ้ อัลลอฮฺ ถ้ าเขา (อะลี)เป็ นทีรักของผู้ใด ก็ขอให้ ผ้ ูน% ั นเป็ นทีรักของพระองค์ ด้วย” ซึA งเป็ นการให้ความหมายทีAใช้สาํ นวนได้อย่างถูกต้อง “ถ้ าฉั นเป็ นนายของผู้ใด ก็ขอให้ อะลีเป็ นนายของผู้น% ันด้ วย โอ้ อัลลอฮฺ ถ้ าผู้ใดเป็ นนายของ เขา (อะลี) ก็ขอให้ เขาผู้น% ันเป็ นนายของพระองค์ ด้วย” หรื อ “ก็ขอให้ พระองค์ เป็ นนายของเขาผู้น% ัน ด้ วย” เพียงแค่เริA มต้นการให้ความหมายด้วยสํานวนดังกล่าวนี/ก็ไม่ถูกต้องแล้ว “โอ้ อัลลอฮฺ ถ้ าเขา(อะลี) เป็ นนายของผู้ใด ขอให้ เขา(อะลี)เป็ นนายของพระองค์ ด้วย” หรื อ “โอ้ อัล ลอฮฺ ถ้ า เขา(อะลี) เป็ นนายของผู้ใ ดก็ขอให้ พระองค์ เป็ นนายของเขาผู้น% ั นด้ ว ย” (คื อให้ พระองค์เป็ นนายเหนื อ (เฉพาะ) คนทีAยึดถื อเอาท่านอะลี เป็ นเจ้านายเท่านั/น ถ้าใครไม่เอาท่านอะลี เป็ นนาย พระองค์ก็ไม่ตอ้ งเป็ นนายเหนื อเขา) ซึA งการให้ความหมายโดยใช้สํานวนดังกล่าวนี/ น/ นั ไม่ ถูกต้องเช่นกัน


102

ณ ทีAน/ ี มาพิจารณาการแปลอีกรู ปแบบหนึAงคือ “ถ้ าใครเอาฉันเป็ นทีร ักของเขา ก็ขอให้ เขาเอา อะลีเป็ นทีรักของเขาด้ วย” เป็ นการบ่งชี/ ให้เห็ นว่า ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลอลฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มีฐานะสู งกว่าท่านอะลี “โอ้ อัล ลอฮฺ ถ้ า ใครเอาเขา(อะลี) เป็ นทีรั ก ของเขา ก็ข อให้ พ ระองค์ เ อาเขาเป็ นทีรั ก ของ พระองค์ ด้วย” (การให้ความหมายโดยใช้สาํ นวนนี/น/ นั ถูกต้อง ตรงกับความมุ่งหมายของหะดีษนี/ ซึA ง ท่านนบี มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ปรารถนาให้อลั ลอฮฺ เมตตารั ก ใคร่ ต่อคนทีA รักใคร่ ท่านอะลี) แต่ถา้ แปลว่า “โอ้ อลั ลอฮฺ ถ้ าใครเอาเขา(อะลี) เป็ นทีรักของเขา ก็ขอให้ เขาเอาพระองค์ เป็ นที รั กของเขาด้ วย” การให้ความหมายในรู ปแบบนี/ ทาํ ให้เนื/ อหาของมันเบีAยงเบนไปจากเป้ าหมายเดิ ม ของหะดี ษนี/อย่างสิ/ นเชิ ง เนืA องจากได้มุ่งหมายทีAจะให้ทุกคนนั/นนอกจากจะให้ความรักต่อท่านนบี มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมและท่านอะลี แล้ว ก็ขอได้ให้ความรั กต่ออัลลอฮฺ ด้วย เช่ นนี/ หมายความว่า ทั/งท่านนบีมุหมั มัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมและอะลีต่างมีฐานะสู งกว่าอัลลอฮฺ หรื อถ้าแปลว่า “ถ้ าใครเอาเขา(อะลี) เป็ นศัตรู ของเขา ก็ขอให้ พระองค์ เอาเขาผู้น% ันเป็ นศัตรู ของพระองค์ ด้วย” การให้ความหมายโดยใช้สาํ นวนนี/น/ นั ถูกต้อง แต่การแปลว่า “ถ้ าใครเอาเขา(อะลี) เป็ นศั ตรู ของเขา ก็ขอให้ เขาเอาพระองค์ เป็ นศั ตรู ของ เขาด้ วย” การให้ความหมายโดยการใช้สํานวนนี/ สามารถตัดทิ/งไปได้ เนืA องจากคงไม่มีใครกล้า ให้ความหมายด้วยสํานวนนี/อย่างแน่นอน “ถ้ า ใครเอาฉั นเป็ นนายของเขา ก็ขอให้ เขาเอาอะลีเป็ นนายของเขาด้ ว ย” (ประโยคนี/ หมายความว่า ท่านนบีมุหมั มัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมมีฐานะสู งส่ งกว่าท่านอะลี) “โอ้ อัลลอฮฺ ถ้ าใครเอาเขา(อะลี) เป็ นนายของเขา ก็ขอให้ พระองค์ เอาเขาเป็ นนายพระองค์ ด้ วย” (เช่นเดียวกันถ้าตั/งใจให้ความหมายด้วยสํานวนนี/สิ/นสภาพจากการเป็ นมุสลิมอย่างแน่นอน) หรื อ “โอ้ อัลลอฮฺ ถ้ าใครเอาเขา(อะลี) เป็ นนายของเขา ก็ขอให้ เขาเอาพระองค์ เป็ นนายของ เขาด้ วย” (ประโยคนี/หมายความว่า ท่านอะลีมีฐานะสู งกว่าอัลลอฮฺ) อีกประการหนึA งการตีความว่า “โอ้ อัลลอฮฺ ถ้ าผู้ใดเอาเขา (อะลี) เป็ นเมาลา (มิตร) ก็ขอให้ พระองค์ เอาเขาผู้น% ันเป็ นเมาลา (มิตร) ของพระองค์ ด้วย ถ้ าผู้ใดเอาเขาเป็ นศัตรู ก็ขอให้ พระองค์ เอา เขาผู้น% ันเป็ นศั ตรู ของพระองค์ ด้วย” ย่อมมี ความหมายสอดคล้องกว่า เพราะมิตร–ศัตรู ย่อมเป็ น ความหมายแบบตรงข้าม และเข้ากันได้แน่นอน สรุ ป แล้วไม่มี ทางจะให้ความหมายคําว่า “เมาลา” นี/ ไปในลักษณะของ “ความเคารพ นับถือ” ได้อย่างแน่นอน ไม่วา่ จะให้ความหมายไปในรู ปแบบใดก็ตาม ก็ไม่อาจจะให้ความหมายใน รู ปแบบดังกล่าวได้ท/ งั สิ/ น นอกจากจะให้ความหมายไปในลักษณะ “ความรัก” หรื อ “มิตร” แต่เพียง


103

อย่างเดี ยวเท่านั/น ด้วยเหตุ น/ ี คําสัAงท่านเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในหะดี ษนี/ จึง ไม่ได้หมายถึงให้เราเคารพนับถือท่านอะลีดว้ ยการเอาท่านอะลีมาเป็ นเจ้านายของเรา หรื อเอามาเป็ น เคาะลี ฟะฮฺ ของเราหลังจากทีA ท่านเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้เสี ยชี วิตไปแล้ว แต่อย่างใด หากแต่ท่านสัAงกําชับให้เราให้ความรักหรื อความเป็ นมิตรทีAซืAอสัตย์ต่อท่านอะลี เท่านั/น ดังนั/นความหมายในหะดีษนี/จึงไม่ใช่เป็ นเรืA องของการแต่งตั/ง ท่านอะลีให้เป็ นเคาะลีฟะฮฺ แต่อย่างใด อย่ า งไรก็ ต าม แม้น ว่ า ท่ า นอะลี จ ะได้รั บ การแต่ ง ตั/ง หรื อ ไม่ น/ ัน แต่ ใ นทีA สุ ด ท่ า นอะลี ก็ ไ ด้เ ป็ น เคาะลีฟะฮฺ และย่อมไม่มีบุคคลใดทีAจะคัดค้านว่าท่านอะลีน/ นั ไม่ได้เป็ นเคาะลีฟะฮฺอย่างแน่นอน ณ ทีAน/ ี ผูว้ ิจยั ขอกล่าว ดังทีAอตั -ติญานี ได้กล่าวไว้ว่า “ความจริ งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ชี"ให้ เห็นอย่ างชั ดเจนว่ า ผู้ทีแปลความหมายผิดๆ เกียวกับวจนะข้ างต้ นนั"นเป็ นผู้โกหกมดเท็จ ดังนั"น ความพินาศจงมีแด่ ผ้ ูเขียนสิ งนั"นด้ วยมือของเขาเอง และความพินาศจงมีแด่ พวกเขาในสิ งทีพวกเขา กําลังเขียนอยู่” 300 อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา กล่าวว่า ِ ِ ‫ﻖ َوُﻫ ْﻢ‬ َ‫اﳊ‬ ْ ‫ﻣْﻨـ ُﻬ ْﻢ ﻟَﻴَﻜْﺘُ ُﻤﻮ َن‬ ً‫ن ﻓَ ِﺮﻳﻘﺎ‬ ِ‫ﺎءﻫ ْﻢ َوإ‬ ُ َ‫ﺎب ﻳَـ ْﻌ ِﺮﻓُﻮﻧَﻪُ َﻛ َﻤﺎ ﻳَـ ْﻌ ِﺮﻓُﻮ َن أَﺑْـﻨ‬ ُ َ‫ﻳﻦ آﺗَـْﻴـﻨ‬ َ َ‫ﺎﻫ ُﻢ اﻟْﻜﺘ‬ َ ‫اﻟﺬ‬ ‫ﻳـَ ْﻌﻠَ ُﻤﻮ َن‬ ความว่า “ บรรดาผู้ทเี ราได้ ให้ คัมภีร์แก่ พวกเขานั"น พวกเขาย่ อมรู้ จักเขาดีเหมือนกับ ทีพ วกเขารู้ จักลูกๆของเขาเอง และแท้ จริ งกลุ่มหนึงจากพวกเขานั"นปิ ดบังความจริ ง ไว้ ทั"งๆทีพ วกเขารู้ กนั อยู่” 301 4.3.7 มีความขัดแย้งในคํากล่าวของตนเอง ผูว้ ิ จ ัย ได้ท าํ การศึ ก ษาหนัง สื อ “ในที" สุ ด ข้า พเจ้า ได้รั บ ทางนํา ” ปรากฏว่า อัต -ติ ญ านี ไ ด้ นําเสนอข้อมูลที"มีความขัดแย้งในคํากล่าวของตนเอง ซึ" งมีรายละเอียดดังนี1 อัต-ติญานีได้กล่าวว่า “ความจริ งแล้ วสิ ง ที ข้ า พเจ้ า รู้ เกี ย วกับ ประวัติศ าสตร์ อิ ส ลามนั. นน้ อยเหลื อเกิ น เพราะว่ าครู ของเราห้ ามมิให้ เรี ยนมัน เขาอ้ างว่ ามันเป็ นประวัติศาสตร์ อันมืดทึ บไม่ ควรแก่ การศึกษา” 302 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ วิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 215. 301 สูเราะฮฺอลั บะเกาะเราะฮฺ, 2: 146. 302 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 43. 300


104

ผูว้ ิจยั ได้ทาํ การศึกษาในคํากล่าวข้างต้นพบความขัดแย้งกับคํากล่าวอื"นของผูเ้ รี ยบเรี ยงเอง ดังปรากฏในหนังสื อ “ในที"สุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา” คือ “ผมทราบเรื องนั.นมาจากหนังสื อประวัติศาสตร์ ที มีชือเสี ยงหลายเล่ ม... แต่ ขอให้ คุณบอกผมว่ า หนังสื ออะไรบ้ างที คุณอ่ าน ข้ าพเจ้ าจึ งบอกเขาถึ งหนังสื อสองสาม เล่ ม เช่ น หนังสื อที แต่ งโดย อะฮ์ มัด อามี น ชื อ ฟั จรุ ลอิ สลาม ฎุฮาอั ลอิ สลาม และ ซุ ฮูรุลอิ สลาม และหนังสื ออื นๆอี ก” 303 อัต-ติญานีได้กล่าวอีกว่า “นาง –อาอิ ชะฮฺ - พยายามอย่ างยิงที จะสนับสนุนบิดาของนางแม้ โดยการยกเมฆก็ตาม” 304 หากท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยลั ลอฮุอนั ฮา เป็ นนักรายงานเรื" องราวที"อุปโลกน์ข1 ึนมาตามที" ได้กล่ าวอ้างโดยแท้จริ ง แล้วด้วยเหตุผลอันใด? อัต-ติ ญานี จึงได้มีการอ้างอิงการรายงานจากท่าน หญิงอาอีชะฮฺ เราะฏิยลั ลอฮุอนั ฮา เพื"อมาสนับสนุ นแนวคิดของตน ดังที"ปรากฏในหนังสื อ “ในที"สุด ข้าพเจ้าได้รับทางนํา” คือ “ในบทเรื อง การโจมตี คอยบัร เขาเขียนว่ า ตามรายงานของอาอิ ชะฮ์ ฟาฏิ มะฮ์ บุตรี ของท่ านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้ ส่งสารไปยังท่ านอบูบักร ขอร้ องให้ นางมีส่วนในมรดก ของท่ านศาสดา (ศ็อลฯ)...” 305 “นอกจากนั.นโองการอันบริ สุทธิG ของอัลกุรฺอาน-อายะฮฺ อัต-ตัฏฮี ร- ก็เป็ นเครื องชี . อันชั ดแจ้ งอี กประการหนึ งเกี ยวกับความไม่ ผิดพลาดของนาง เป็ นการเปิ ดเผยถึ ง เกี ยรติ ของนาง ของสามี นางและบุตรของนางด้ วย อย่ างที ท่านหญิ งอาอิ ชะฮฺ เองก็ ยอมรั บแล้ ว (จากซอเฮี ยะฮ์ มสุ ลิม เล่ ม 7 หน้ า 121 และ 130)” 306 ณ ที"น1 ี ผวู ้ ิจยั ขอกล่าว ดังที"อตั -ติญานี ได้กล่าวไว้วา่ “จงดูเถิดว่ าอัลลอฮ์ ทรงแสดงความสว่ าง ของพระองค์ ให้ ประจักษ์ แม้ ว่าผู้กดขีจะพยายามปิ ดบังก็ตาม” 307 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ วิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 33, ดูบทวิพากษ์ใน อุษมาน อัล-เคาะมีส, กัชฟุลญานี ย ์ มุหัมมัด อัต-ติญานี , ดารุ ลอีหม่าน, อิสกันดารี ยะฮฺ, [ม.ป.ป.], หน้า : 49. 304 เล่มเดียวกัน, หน้า : 205. 305 เล่มเดียวกัน, หน้า : 164. 306 เล่มเดียวกัน, หน้า : 166. 307 เล่มเดี ยวกัน, หน้า : 240, ดูบทวิพากษ์เพิAมเติมใน คอลิด อัล-อัสเกาะลานี ย,์ บัลเฎาะลัลตะ..., ดารุ ลมุหัดดิ ษีน, [ม.ป.ท], 1424, หน้า : 383. 303


105

4.3.8 การอ้างอิงเรื" องราวที"ไม่มีที"มาของแหล่งอ้างอิง ผูว้ ิจยั ได้ท าํ การศึ ก ษาหนัง สื อ “ในที" สุ ด ข้า พเจ้า ได้รับ ทางนํา ” ปรากฏว่า ได้มี ก ารอ้า งอิ ง เรื" องราวต่างๆที"ไม่มีที"มาของแหล่งอ้างอิงอย่างมากมาย ซึ" งปรากฏดังนี1 “พระองค์ มีได้ ทรงกล่ าวหรอกหรื อว่ า บ่ าวของข้ าฯ จงเชื อฟั งข้ าฯ แล้ วเจ้ าจะเป็ น อย่ างข้ า เจ้ ากล่ าวสิ งใดว่ าจงเป็ น แล้ วมันก็จะเป็ น” 308 309 “ท่ า นศาสนทู ต แห่ งอั ล ลอฮฺ ไ ด้ ก ล่ า วว่ า จงศึ ก ษาศาสนาของท่ า นจนกระทั ง ถู ก กล่ าวหาว่ าบ้ า” 310 311 “นอกจากนั.นพวกเขายังเล่ าเรื องราวต่ างๆผิดอี กด้ วย ดังเช่ นการกล่ าวดังต่ อไปนี . ซึ ง อ้ างไปถึงประชาชนที กล่ าวว่ า “หากอัลลออ์ (ซ.บ.) ทรงต้ องการที จะให้ ภยันตรายเกิ ด แก่ เราแล้ ว ก็ไม่ มีผ้ ูใดที จะหลี กหนี มันได้ เว้ นแต่ อุมัรอิ บนุค็อตต็อบเท่ านั.น หรื ออี ก นัยหนึ ง เท่ ากั บพวกเขากล่ าวว่ า ถ้ า ไม่ เพราะท่ า นอุ มัรแล้ ว ท่ านศาสดามุฮัมมัดคง พินาศไปแล้ ว” 312 313 “อิ บนุอับบาสได้ กล่ าว...ว่ า นางได้ ขีล่อ นางได้ ขีอูฐ หากนางมีชีวิตยืนยาว นางอาจ ได้ ขีช้าง นางเป็ นภรรยาคนที เก้ าของจํานวนแปดคน และนางกระทําทุกอย่ างตามที นางปราถนา” 314 315 “เรายังทราบอี กว่ า ตอลฮะฮ์ ซุ เบร มุฮัมมัด อิ บนิ อบี บักร และสาวกที มีชือเสี ยงของ ท่ านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) ได้ ล้อมบ้ านท่ านอุศมานให้ เขาอยู่ในบ้ านโดยมิให้ ดืมนํา. เพือบังคับให้ เขาลาออกจากตําแหน่ ง” 316 317 “และการเป็ นคอลีฟะฮ์ ของท่ านอุศมานก็เป็ นละครเบาสมองทางประวัติศาสตร์ คื อ ท่ านอุมัรได้ เสนอชื อบุคคล 6 คนขึ น. เป็ นคณะผู้คัดเลื อก และบอกให้ พวกเขาคนใด ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ วิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า :, หน้า :30. 309 ดูบทวิพากษ์ใน อุษมาน อัล-เคาะมีส, กัชฟุลญานีย ์ มุหมั มัด อัต-ติญานี, ดารุ ลอีหม่าน, อิสกันดารี ยะฮฺ, [ม.ป.ป.], หน้า : 45. 310 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 88. 311 ดูบทวิพากษ์ใน อุษมาน อัล-เคาะมีส, แหล่งเดิม, หน้า : 70. 312 ดูบทวิพากษ์ใน อุษมาน อัล-เคาะมีส, แหล่งเดิม, หน้า : 131. 313 ดูบทวิพากษ์ใน คอลิด อัล-อัสเกาะลานีย,์ บัลเฎาะลัลตะ..., ดารุ ลมุหดั ดิษีน, [ม.ป.ท], 1424, หน้า : 301. 314 ดร.มุหมั มัด อัตติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 202. 315 ดูบทวิพากษ์ใน ดร.อิบรอฮีม อิบนุอามิร อัรรุ หยั ลีย,์ อัลอินติศอรฺ ลิศศุหฺบิวลั อาลิ มินอิฟติรออาต อัสสะมาวี อัฎฎอล, มักตะบะฮฺ อัลฆุเราะบาอฺ อัล-อะษะริ ยะฮฺ, มะดีนะฮฺ, 1418, หน้า : 381-382. 316 ดร.มุหมั มัด อัตติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 167. 317 ดูบทวิพากษ์ใน อุษมาน อัล-เคาะมีส, แหล่งเดิม, หน้า : 92, ดร.อิบรอฮีม อิบนุอามิร อัรรุ หยั ลีย,์ แหล่งเดิม, หน้า : 350-352. 308


106

คนหนึงในจํานวนนั.นเป็ นคอลี ฟะฮ์ และกล่ าวว่ า ถ้ าสี คนเห็นพ้ องด้ วย และสองคน ไม่ เห็นพ้ องด้ วย สองคนที ไม่ เห็นพ้ องจะต้ องถูกฆ่ า” 318 319 “ท่ านอุ มัรไม่ เคยตําหนิ หรื อประณามเขา-มุอาวี ยะฮ์ -เลย ทั. งๆที ความจริ งมี อยู่ว่า ประชาชนต่ า งพรํ า บ่ น และติ เ ตี ย นเกี ย วกั บ ความสุ ร่ ุ ยสุ ร่ายของมุอ าวี ย ะฮ์ โดยมี รายงานว่ าเขาสวมใส่ เสื .อผ้ าไหมและใส่ ทอง ... ท่ านอุมัรเคยตอบข้ อร้ องเรี ยนของ ประชาชนว่ า “ปล่ อยเขาเถิ ด เพราะเขาเป็ นกษั ตริ ย์ ข องชาวอาหรั บ ” มุอาวิ ย ะฮ์ ปกครองนครดามัสกัสมาเป็ นเวลา 20 กว่ าปี โดยปราศจากการแตะต้ องหรื อวิจารณ์ เลย” 320 321 ดังกล่ าวนี1 คือเรื" องราวที" อตั -ติญานี ได้ระบุ ในหนังสื อของเขา ซึ" งล้วนไม่มีที"มาของแหล่ ง อ้างอิงแต่อย่างใด ซึ" งพฤติกรรมดังกล่าวนี1เป็ นสิ" งที"บ่งชี1 ถึงการขาดคุณธรรมที"ดี และความบริ สุทธิ: ใจ ทั1งยังไม่มีความรับผิดชอบในการนําเสนอเรื" องราวต่างๆทางวิชาการของอัต-ติญานี อย่างสิ1 นเชิ ง ทั1งนี1 เพียงเพื"อต้องการสนองในแนวคิดและความเชื" อของตน จึงทําการอุปโลกน์เรื" องราวต่างๆเพื"อโน้ม น้าวผูค้ นให้คล้อยตามและหลงเชื"อในสิ" งที"ตนนําเสนอ อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ตรัสว่า ِ ِ ِ ِ ِ ‫ن اﻟﻠّﻪَ ﻻَ ﻳَـ ْﻬ ِﺪي اﻟْ َﻘ ْﻮَم‬ ِ‫ﺎس ﺑِﻐَ ِْﲑ ِﻋ ْﻠ ٍﻢ إ‬ َ ‫ﻞ اﻟﻨ‬ ‫ ِﻦ اﻓْـﺘَـَﺮى َﻋﻠَﻰ اﻟﻠّﻪ َﻛﺬﺑًﺎ ﻟﻴُﻀ‬‫ﻓَ َﻤ ْﻦ أَﻇْﻠَ ُﻢ ﳑ‬ ِِ ‫ﲔ‬ َ ‫ﺎﻟﻤ‬‫اﻟﻈ‬ “ก็ใครเล่ าคือผู้ทีอธรรมยิงกว่ าผู้ทีได้ อุปโลกน์ ความเท็จให้ แก่ อัลลอฮ์ เพือจะทําให้ มนุ ษ ย์ หลงผิด โดยไม่ มีค วามรู้ แท้ จ ริ งอัล ลอฮ์ น% ั นจะไม่ ทรงแนะนํ า กลุ่ม ชนที อธรรม” 322

ดร.มุหัมมัด อัตติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ A วิจยั เกียวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 210. 319 ดูบทวิพากษ์ใน อุษมาน อัล-เคาะมีส, กัชฟุลญานีย ์ มุหมั มัด อัต-ติญานี, ดารุ ลอีหม่าน, อิสกันดารี ยะฮฺ, [ม.ป.ป.], หน้า : 107-109. 320 ดร.มุหมั มัด อัตติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 133. 321 ดูบทวิพากษ์ใน ดร.อิบรอฮีม อิบนุอามิร อัรรุ หยั ลีย,์ อัลอินติศอรฺ ลิศศุหฺบิวลั อาลิ มินอิฟติรออาต อัสสะมาวี อัฎฎอล, มักตะบะฮฺ อัลฆุเราะบาอฺ อัล-อะษะริ ยะฮฺ, มะดีนะฮฺ, 1418, หน้า : 388-393. 322 สูเราะฮฺอลั อันอาม, 6 : 144. 318


107

4.3.9 การอ้างอิงเรื" องราวโดยระบุแหล่งที"มาด้วยความเท็จ ผูว้ จิ ยั ได้ทาํ การศึกษาหนังสื อ “ในที"สุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา” ปรากฏว่ามีการอ้างอิงเรื" องราว โดยระบุแหล่งที"มา ซึ" งเมื"อผูว้ ิจยั ตรวจสอบไปยังแหล่งอ้างอิงดังกล่าว ไม่ปรากฏเรื" องราวเหล่านั1น แม้แต่อย่างใด สําหรับเรื" องราวที"ระบุแหล่งที"มาด้วยความเท็จนั1นปรากฏดังนี1 อัต-ติญานีได้กล่าวว่า “แต่ ตอลฮะฮ์ และซุ เบร ได้ นาํ ชาย 50 คนที ให้ สินบนพวกนั.นแล้ ว โดยให้ พวกเขา ปฏิ ญาณว่ า แหล่ งนํา. นั.นมิ ใ ช่ แหล่ ง นํา. เฮาอั บ นาง-ท่ า นหญิ ง อาอี ชะฮฺ -จึ งเดิ นทาง ต่ อไปจนกระทังถึงเมืองบัศเราะฮ์ นักประวัติศาสตร์ ส่วนมากเชื อว่ าชาย 50 คนนั.น เป็ นผู้ให้ การเท็จครั. งแรกในประวัติศาสตร์ อิ สลาม (ดูประวัติศาสตร์ ฮิ จเราะฮ์ ที 36 และฏอบารี )” 323 324 “… ถ้ าผู้ร้ ู ว่าคุณเป็ นชี อะฮ์ ผมคงไม่ พูดกับคุณ เขาถามว่ า ทําไมหรื อ ข้ าพเจ้ าตอบว่ า เพราะว่ าคุณมิ ใช่ มุสลิ ม คุณเคารพสั กการะอะลี อิ บนิ อบี ฏอลิ บ ส่ วนมากของพวก คุณสั กการะอัลลอฮ์ แต่ ไม่ ศรั ทธาต่ อรายงานของท่ านศาสาดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) คุณ สาปแช่ งญิบรออี ลที ทรยศต่ อสิ งที มอบหมายให้ คื อแทนที จะส่ งสารให้ แก่ อะลี กลับ ส่ งสารให้ ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) (หลังจากนั.นผู้เรี ยบเรี ยงจึ งกล่ าวต่ อว่ าได้ รับ ข้ อมูลเหล่ านั.นจาก) หนังสื อสองสามเล่ ม เช่ น หนังสื อที แต่ งโดย อะฮ์ มัด อามีน ชื อ ฟั จรุ ลอิ สลาม ฎุฮาอัลอิ สลาม และซุ ฮูรุลอิ สลาม และหนังสื ออื นๆอี ก” 325 326 ““-อบูบักร- ...ข้ าพเจ้ าอยากเป็ นต้ นไม้ ข้างถนนเหลื อเกิ น ซึ งอูฐจะได้ มากิ นข้ าพเจ้ า แล้ วถ่ ายข้ าพเจ้ าออกมา ...ข้ าพเจ้ าอยากเป็ นเช่ นนั.นยิงกว่ ามนุษย์ เสี ยอี ก (จากตารี ค อัฏฏอบารี หน้ า 41 และกันซุ ลอุมมาล หน้ า 361 และมินฮาHุซซุ นนะฮฺ โดยอิ บนิ ตัย มียะฮ์ เล่ ม 3 หน้ า 120”...)” 327 328

ดร.มุหัมมัด อัตติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ วิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 170. 324 ดูบทวิพากษ์ใน อุษมาน อัล-เคาะมีส, กัชฟุลญานี ย ์ มุหัมมัด อัต-ติญานี , ดารุ ลอีหม่าน, อิสกันดารี ยะฮฺ , [ม.ป.ป.], หน้า : 94, คอ ลิด อัล-อัสเกาะลานีย,์ บัลเฎาะลัลตะ..., ดารุ ลมุหดั ดิษีน, [ม.ป.ท], 1424, หน้า : 385-387. 325 ดร.มุหมั มัด อัตติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 32-33. 326 ดูบทวิพากษ์ใน อุษมาน อัล-เคาะมีส, แหล่งเดิม, หน้า : 45-46, คอลิด อัล-อัสเกาะลานีย,์ แหล่งเดิม, หน้า : 361-367. 327 ดร.มุหมั มัด อัตติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 159. 328 ดูบทวิพากษ์ใน คอลิด อัล-อัสเกาะลานีย,์ แหล่งเดิม, หน้า : 146-150. 323


108

4.3.10 การกล่าวอ้างเรื" องราวที"ขดั กับข้อเท็จจริ ง อัต-ติญานีได้กล่าวว่า “กลุ่มอิ สลามทั.งหมดนั.นไม่ ว่าเขาจะอยู่แนวทางใด ก็เห็นพ้ องต้ องกันเกี ยวกับคัมภี ร์ อัลกุรฺอานทั.งสิ .น เพราะว่ าอัลกุรฺอานของเราก็เหมือนกับของท่ านนันแหละ” 329 ณ ที"น1 ี ผูว้ ิจยั ขอกล่าวว่า ถือเป็ นการโกหกและอุปโลกน์เรื" องราวที"ขดั กับข้อเท็จจริ ง อย่างเห็ นได้ชัดเจน เพราะกลุ่ มชี อะฮฺ อิหม่าม 12 มีความเชื" อมัน" โดยมีการอ้างจากบรรดา อิหม่ามต่างๆว่ามีการเปลี"ยนแปลงตัดทอนเพิ"มเติมในอัล-กุรฺอานมากกว่า 2,000 รายงาน 330 อัต-ติญานีได้กล่าวอีกว่า “มิฉะนั.นมุสลิ มจะรวมตัวกันเนื องจากเป็ นพี น้องกันอยู่แล้ ว ไม่ ว่าพวกเขาจะเป็ น ฝ่ ายชี อะฮ์ หรื อฝ่ ายซุ นนี เพราะทั.งหมดเคารพสั กการะอัลลอฮ์ องค์ เดี ยวกัน และไม่ เอาสิ งหนึ งสิ งใดมาคู่เคี ยงกับพระองค์ พวกเขายึ ดถื ออัลกุรฺอานเล่ มเดี ยวกัน มีท่าน ศาสดามุฮัม มัดท่ านเดี ยวกัน มี กิ บละฮ์ (ทิ ศทางที มุส ลิ ม หั นไปสู่ เวลานมาซ)แห่ ง เดี ยวกัน ชี อะฮ์ และซุ นนี นั.นแตกต่ างกันเพี ยงปั ญหาต่ างๆ เกี ยวกับบทบัญญัติทาง ศาสนาเท่ านั.น” 331 ผูว้ ิจยั ได้ทาํ การศึกษา ปรากฏว่าคํากล่าวดังกล่าวเป็ นการกล่าวอ้างเรื" องราวที"ขดั กับ ข้อเท็จจริ งเป็ นอย่างยิ"งเนื" องจาก เนี ยะมะตุลลอฮฺ อัล-ญะซาอิรีย ์ นักวิชาการชีอะฮฺ อนั โด่งดัง ได้กล่ าวว่า “แท้ จริ งเราไม่ ได้ มีส่วนร่ วมกับชาวสุ นนะฮฺ ในเรื องพระเจ้ า นบี และอิหม่ าม เพราะแท้ จริ งพระผู้อภิบาลทีมีนบีคือมุหัมมัด และมีเคาะลีฟะฮฺ คืออบูบักรฺ นันไม่ ใช่ พระผู้

ดร.มุหัมมัด อัตติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ วิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 64. 330 ดูรายละเอียดและบทวิพากษ์เพิAมเติมใน มุหัมมัด มันศูร นุ มานี ย,์ การปฏิวตั ิของอีหร่ านท่านอิมามโคมัยนี ยแ์ ละนิ กายชี อะฮฺ , แปลโดยดิเรก กุลสิ ริสวัสดิ‹, ฟันนีAพบั บลิชชิA ง, กรุ งเทพ, 2531, หน้า : 158-178, ดร.อะหฺ มดั อับดุ ลลอฮฺ สะลามะฮฺ , ปั ญหาซุ นนี ย-์ ชี อะฮ์ ในมุมมอง ของอิสลาม, แปลโดยฟาติมะฮ์ บิ นติ อิบรอฮีม อัล-อันซอรี ย,์ สํานักพิมพ์อิสลามิคอะเคเดมี, กทม, 2543, หน้า : 89-116, มุ หัมมัด มาลิ ลลาฮฺ , อัชชี อะฮฺ วัตตะหฺ รีฟิลกุรฺอาน, ดารุ สสู อีย ์ อัลอิสลามีย,์ เบรุ ต, 1402, หน้า : 61-119, มุหัมมัด อับดุ รฺเราะหฺ มาน อัสสัยฟฺ, อัลกุรฺอานวัตตะหฺ รีฟ, ดารุ ลอี หม่า น, อิ สกันดารี ยะฮฺ , 1425, หน้า : 10-83, ดร.นาศิ ร อิ บนุ อบั ดุ ลลอฮฺ อิ บนุ อะลี อลั เกาะฟารี ย,์ “อุ ศูลมัซฮับ อัชชี อะฮฺ อ ัลอิ มามิ ยะฮฺ อัลอิษนัยอัลอะชะริ ยะฮฺ ...”, วิทยานิ พนธ์ปริ ญญาดุ ษฎี บณ ั ฑิต มหาวิทยาลัยอัลอิหม่าม มุหัมมัด อิบนุ สุอูด อัลอิสลามียะฮฺ , [ม.ป.ป.], : 125-303, มัรกัซ อิหฺยาอฺ ตุรอษ อาลุลบัยตฺ , อุละมาอฺ อัช-ชีอะฮฺ ยะกูลูน, [ม.ป.พ.], [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], หน้า : 20. 331 ดร.มุหมั มัด อัตติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 65. 329


109

อภิบาลของพวกเรา และนันไม่ ใช่ นบีทีเป็ นนบีของพวกเรา” 332 และอัต-ติญานี เองเคยกล่าว ในการบรรยายของเขา ณ เมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ" งมีหลักฐานเป็ นเทปวิดีโอว่า “แท้ จริงอัลลอฮฺทีพึงพอพระทัยในการเป็ นเคาะลีฟะฮฺของท่ านอบูบักรฺ ภายหลังจากท่ านนบี เสี ยชี วติ เราไม่ ต้องการพระผู้อภิบาลเยีย งนี”" 333 นอกจากนี1 ผวู ้ ิจยั พบว่ามีการกล่าวอ้างเรื" องราวที"ขดั กับข้อเท็จจริ ง ซึ" งปรากฏอยูใ่ นหนังสื อ “ในที"สุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา” ณ ที"อื"นๆอีกดังนี1 “มุนอิ มได้ กล่ าวว่ า อะฮ์ มดั อามีนเอง ไปเยียมอิ รักมาแล้ ว และผมก็เป็ นครู คนหนึ งที เขาพบในนะญัฟ และเมือเราได้ ตาํ หนิ เกี ยวกับเรื องที เขาเขียนเรื องชี อะฮ์ เขาบอกว่ า เขาเสี ยใจที เขียนไปโดยที ไม่ ร้ ู เรื องเกี ยวกับชี อะฮ์ เลย และครั. งนั.นเป็ นครั. งแรกที เขา พบกับชี อะฮ์ เราจึ งบอกเขาว่ า การลงโทษของเขานั.นร้ ายแรงยิ งกว่ าความผิ ดที เขา กระทํา เสี ย อี ก เขาจะสามารถเขี ย นเกี ย วกั บ เราได้ อ ย่ า งไร ในเมื อ เขาไม่ ร้ ู เรื อง เกียวกับเรามาก่ อนเลย” 334 335 “สาวกประเภทที สาม คื อพวกหน้ าไหวหลังหลอก(มุนาฟิ ก)...” 336 337

ดูบทวิพากษ์ใน อุษมาน อัล-เคาะมีส, กัชฟุลญานีย ์ มุหมั มัด อัต-ติญานี, ดารุ ลอีหม่าน, อิสกันดารี ยะฮฺ, [ม.ป.ป.], หน้า : 62. เล่มเดียวกัน. 334 ดร.มุหัมมัด อัตติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ วิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 33. 335 ถือเป็ นคํากล่าวทีAโกหกและใส่ ไคล้ท่านอะหฺ มดั อามีน อย่างประจักษ์ชัด เนืA องจากสิA งทีAพบในหนังสื อของท่านในประเด็นทีA เกีAยวข้องกับเรืA องราวของชีอะฮฺทีAท่านได้นาํ เสนอนั/น ล้วนมีการอ้างอิงเนื/อหาจากหนังสื อของชีอะฮฺทีAเป็ นทีAยอมรับได้ของพวกเขา เช่น อุศูลุลกาฟี ย์ นะฮฺ rุลบะลาเฆาะฮฺ และบิหารุ ลอันวาร เป็ นต้น ด้วยเหตุ น/ ี เป็ นไปได้อย่างไร ? ผูท้ ีAได้อ่านหนังสื อเหล่านั/นและใช้ในการอ้างอิงในงานเขี ยน แล้วเขากลับกล่าวว่า “เขาเสี ยใจทีAเขียนไปโดยทีAไม่รู้เรืA องเกีAยวกับชีอะฮฺเลย” ? ดูบทวิพากษ์เพิAมเติมใน อุษมาน อัล-เคาะมีส, กัชฟุลญานี ย ์ มุหัมมัด อัต-ติญานี, แหล่งเดิม, หน้า : 46. 336 ดร.มุหมั มัด อัตติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 108. 337 ถื อเป็ นการกล่าวอ้างทีA ขดั กับข้อเท็จจริ ง เนืA องจากคํานิ ยามของเศาะหาบะฮฺ กบั มุ นาฟิ กีน(กลับกลอก) นั/นมี ความหมายและ ข้อเท็จจริ งทีA แตกต่างกันอย่างสิ/ นเชิ ง ดังทีA ท่านอิ บนุ หะญัร อัลอัสกอลานี ได้กล่าวว่า “เศาะหาบะฮฺ คือผูท้ ีA ได้พบเจอท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัย ฮิวะสัลลัม ซึAงเขาเป็ นผูท้ ีAศรัทธา และเสี ยชีวิตในอิสลาม ครอบคลุมถึงผูท้ ีAพบเจอท่านและอยู่กบั ท่านเป็ นเวลานานหรื อเพียงช่วงเวลาสั/นๆ เป็ นผูท้ ีA ได้รายงาน(หะดีษ)จากท่านหรื อไม่ได้รายงาน เป็ นผูท้ ีAเข้าร่ วมในสมรภูมิรบพร้อมกับท่านหรื ออาจไม่ได้เข้าร่ วม และเป็ นผูท้ ีAเห็นท่านแต่ไม่ได้อยู่ กับท่าน และเป็ นผูท้ ีAไม่เห็นท่านเนืA องด้วยมีอุปสรรคเช่นคนทีAตาบอด” (ดูใน อะหฺ มดั , ฟะฎออิลุศเศาะหาบะฮฺ , ดารอิบนุ ลเญาซี ย,์ ซาอุดีอารเบีย, 1420, เล่ม : 1 หน้า : 11) ส่ วนมุนาฟิ กี นนั/นคื อ “กลุ่มคนทีAแสดงออก (เสแสร้ง) ว่ามี ศรั ทธาในอิสลามและเจริ ญรอยตามท่านเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม แต่ได้ซ่อนเร้นอําพรางการปฏิเสธเอาไว้ภายใน ทั/งยังเป็ นปรปักษ์กบั อัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์” (อิบนุกอ็ ยยิม, เฏาะรี กุลฮิจrฺ เราะตัยน์ วะบาบุ สสะอาดะตัยนฺ , ดารอิบนุ ลก็อยยิม, อัดดะมาม, หน้า : 662) ดู บทวิพากษ์เพิAมเติ มใน คอลิ ด อัล-อัสเกาะลานี ย,์ บัลเฎาะลัลตะ..., ดารุ ลมุหดั ดิษีน, [ม.ป.ท], 1424, หน้า : 9-25. 332 333


110

“โดยที สาวกบางคนของท่ านศาสดามูซา วางแผนต่ อต้ านท่ า นศาสดาฮารู นและ พยายามที ฆ่าท่ าน สาวกบางคนของท่ านศาสดามุฮัมมัดก็ได้ ฆ่าบุคคลคล้ ายฮารู น –ท่ านอลี อิ บนุอบีฏอลิบ เราะฎิยลั ลอฮุ อันฮุ - ...” 338 339 “หากว่ าเราละเรื องคุณธรรมออกไป และมุ่งในเรื องความผิ ดพลาดอย่ างเดี ยวแล้ ว เราจะไม่ พบความผิดพลาดแต่ อย่ างใดเลย ที ท่านอิ มามอะลีกระทํา ตามที กล่ าวไว้ ใน หนังสื อประวัติศาสตร์ ทั.งฝ่ ายชี อะฮ์ และฝ่ ายซุ นนี...” 340 341 “นับจากการเริ มต้ นศักราชอิ สลามจนกระทังถึ งสมัยเคมาล อะตาเตอร์ ก ผู้ยกเลิ ก ตํา แหน่ ง คอลิ ฟ ะฮ์ ไม่ มี ก ารเลื อ กคอลิ ฟ ะฮ์ ที ถูก ต้ องเลย เว้ นแต่ ก ารแต่ ง ตั. ง ท่ า น อิ มามอะลีท่านเดียวเท่ านั.น” 342 343 “อิ บนุอับบาสได้ กล่ าวว่ า ความรู้ ของข้ าพเจ้ า และความรู้ ของสาวกของท่ านศาสดา (ศ็ อ ลฯ)ทั. ง หลายนั. น เปรี ยบเหมื อ นนํ.า หยดหนึ ง แห่ งนํ.า เจ็ ด คาบสมุ ท ร เมื อ

ดร.มุหัมมัด อัตติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ วิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 153. 339 ถือเป็ นคํากล่าวอ้างที"โกหกและขัดกับข้อเท็จจริ ง เนื" องจากประวัติศาสตร์ ที"เกิดขึ1นเป็ นสิ" งที"ยืนยันว่าท่านอลี อิบนุ อบีฏอลิบนั1น ถูกฆ่าโดยพวกเคาะวาริ จOฺ โดยนํ1ามือของอิบนุมุลญัม ดังกล่าวนี1 อัต-ติญานี ถือว่าพวกเคาะวาริ จญ์น1 นั เป็ นกลุ่มชนที"จดั อยู่ในประเภทเศาะหาบะฮฺ กระนั1นหรื อ ? สําหรั บข้อ เท็จจริ ง ของเหตุ การณ์น1 ี ไ ด้มีการบันทึ กในหนังสื อประวัติศาสตร์ ต่างๆดังนี1 (อิ บนุ กะษี ร, อัลบิ ด ายะฮฺ วนั นิ ฮายะฮฺ , มักตะบะฮฺ อลั มะอาริ ฟ, เบรุ ต, [ม.ป.ป.] เล่ม : 7 หน้า : 326-331, อัฏ-เฏาะบะรี ย,์ ตารี คอัลอุมมั วัลมุลูก, ดารุ ลกุฎุบอัลอิลมียะฮฺ , เบรุ ต, เล่ม : 3 หน้า : 159, อิบนุ ลอะษีร, อัลกามิ ลฟิ ตตารี ค,ดารุ ลกุตุบอัลอิ ลมี ยะฮฺ , เบรุ ต, 1407, เล่ม : 3 หน้า : 254-255) ดู บทวิพากษ์เพิ"มเติ มใน คอลิ ด อัล-อัสเกาะลานีย,์ แหล่งเดิม, หน้า : 493. 340 ดร.มุหมั มัด อัตติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 209. 341 ถือเป็ นคํากล่าวอ้างที"โกหกและขัดกับข้อเท็จจริ ง เนื"องจากผูว้ ิจยั พบว่า ท่านอลี อิบนุอบีฏอลิบ เราะฎิยลั ลอฮุอนั ฮุ ก็ดง"ั มนุษย์และ บรรดาเศาะหาบะฮฺ ท1 งั มวลที" ย่อมมี ขอ้ ผิดพลาด แต่ความผิดพลาดของท่านๆเหล่านั1นชาวอะฮฺ ลุสสุ นนะฮฺ วลั ญะมาอะฮฺ ก็ไม่ได้นาํ มาเป็ นข้ออ้าง เพื"อที"จะตําหนิ ติเตียนหรื อประณามแม้แต่อย่างใด ในทางกลับกันต่างพากันวิงวอนต่ออัลลอฮฺ ให้ทรงอภัยโทษและพึงพอใจต่อท่านๆเหล่านั1น สําหรับความผิดพลาดที"ท่านอลี อิบนุอบีฏอลิบ เราะฎิยลั ลอฮุอนั ฮุ เคยทํานั1นก็มีมากมายเช่น ท่านเคยลงโทษชนกลุ่มหนึ"งด้วยกับการเผาไฟ ทั1งๆที" ท่านนบีได้หา้ มลงโทษด้วยกับสิ" งที"อลั ลอฮฺใช้ในการลงโทษ(ด้วยกับไฟ) (ดูในบุคอรี ย,์ อัล-ญามิอฺ อัล-มุสนัด อัศ-เศาะหี หฺ อัล-มุคตะศ็อร, หมวด ญิฮาดวัสสิ ยรั , บรรพลายุอซั ซิ บุบิอะซาบิลลาฮฺ , หมายเลขหะดี ษ : 3017) ผูว้ ิจยั ยังพบอีกว่าท่านอลี อิบนุ อบีฏอลิบเคย ขัดคําสั"งของท่านนบีใน เหตุการณ์ที"ท่านนบีจะทําสนธิ สัญญาหุ ดยั บียะฮฺ ท่านได้มีคาํ สั"งให้ท่านอลีลบคําว่า “มุหัมมัดเราะสู ลุลลอฮฺ ” ในใบสนธิ สัญญาแล้วให้เขียนคําว่า “มุหมั มัด อิบนุอบั ดุลลอฮฺ” แทน แต่ท่านอลีไม่ยอบทําตามโดยท่านได้กล่าวว่า “ฉันจะไม่ลบมันอย่างเด็ดขาด” จึ งทําให้ท่านนบีตอ้ งลบประโยค นั1นด้วยมื อของท่านเอง (ดู ใน บุ คอรี ย,์ อัล-ญามิอฺ อัล-มุสนัด อัศ-เศาะหี หฺ อัล-มุ คตะศ็อร, หมวดอัศศุ ลหฺ , บรรพกัยฟายักตุ บฮะซามาศอลิ หุน ฟุลานอิบนุฟุลาน..., หมายเลขหะดีษ : 3017, อัลหะกะมีย,์ มัรวียาต ฆ็อซวะฮฺ อลั หุ ดยั บียะฮฺ ..., มุฏอบะอะฮฺ อลั ญามิอะฮฺ อลั อิสลามียะฮฺ , มะดี นะฮฺ , 1406, หน้า : 169) ดูบทวิพากษ์เพิ"มเติมใน อุษมาน อัล-เคาะมี ส, กัชฟุลญานี ย ์ มุหัมมัด อัต-ติญานี , ดารุ ลอีหม่าน, อิสกันดารี ยะฮฺ , [ม.ป.ป.], หน้า : 100. 342 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 210. 343 ถ้าหากคํากล่าวอ้างนี/ เป็ นความจริ ง แล้วด้วยเหตุใดท่านอลี อิ บนุ อบีฏอลิบ รวมทั/งบรรดาเศาะหาบะฮฺ เราะฎิ ยลั ลอฮุ อนั ฮุ ม ทั/งมวลถึงให้การบัยอะฮฺแก่การเป็ นเคาะลีฟะฮฺของท่านอบูบกั ร อัศศิดดีก ท่านอุมรั อิบนุ ลค็อฏฏอบ และท่านอุษมาน อิบนุ อฟั ฟาน เราะฎิ ยลั ลอฮุ อันฮุม ซึA งแสดงถึ งการยอมรั บในการเป็ นเคาะลี ฟะฮฺ ของท่านทั/งสาม ? ดู บทวิพากษ์เพิAมเติ มใน อุษมาน อัล-เคาะมีส, แหล่งเดิ ม, หน้า : 109, สุ ลยั มาน อิบนุศอลิหฺ อัลคุรอชีย,์ อัสอิละฮฺ กอดัตชะบาบุชชีอะฮฺ อิลลั ฮัก, [ม.ป.พ.], [ม.ป.ท.], 1428, หมายเลขคําถาม : 19,78,82. 338


111

เปรี ยบเที ยบกับความรู้ ของท่ านอิ มามอะลี...” 344 345 “โดยที สาวกบางคนของท่ านศาสดามูซา วางแผนต่ อต้ านท่ า นศาสดาฮารู นและ พยายามที ฆ่าท่ าน สาวกบางคนของท่ านศาสดามุฮัมมัดก็ได้ ฆ่าบุคคลคล้ ายฮารู น –ท่ านอลี อิ บนุอบีฏอลิบ เราะฎิยลั ลอฮุ อันฮุ - ...” 346 347 “อับดุลลอฮ์ อิ บนิ อุมัร ซึ งมิ ได้ ใกล้ ชิดกับท่ านอิ มามอะลี เป็ นคนหนึ งที ปฏิ เสธการ ให้ สัตยาบันต่ อท่ านอิ มามอะลี ...อั บดุลลอฮ์ จะไม่ ได้ ยินถึ งคุ ณธรรมของท่ านอะลี เลยหรื อ แน่ นอนละเขาคงได้ ยินและเข้ าใจดี แต่ เลห์ เหลียมทางการเมืองได้ บิดเบือน ความจริ งนั.นเสี ยสิ .น” 348 349 “ใครเป็ นคนแรกที ใ ช้ ค ํา ว่ า อะห์ ลิ ซ ซุ นนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์ ข้ า พเจ้ าได้ ค้นคว้ า ใน หนังสื อประวัติศาสตร์ และพบว่ าพวกเขาตกลงกันเรี ยกปี ที มุอาวิยะฮ์ ยึดอํานาจเป็ น

ดร.มุหมั มัด อัตติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่งเสริ มการศึกษาและวิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 212. 345 ถือเป็ นคํากล่าวอ้างทีA โกหกและใส่ ไคล้ท่านอิบนุ อบั บาส เราะฎิ ยลั ลอฮุ และเป็ นคํากล่าวทีAขดั แย้งกับนักวิชาการทั/งมวลอย่าง ประจักษ์ชดั เนืAองจากนักวิชาการชาวอะฮฺลุสสุ นนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ ได้มีมติเอกฉันท์และมีหลักฐานอย่างมากมายทีAบ่งชี/ ว่าท่านอบูบกั ร อัศศิดดี ก เราะฎิยลั ลลอฮุ เป็ นผูท้ ีAมีความรู ้มากทีAสุดในหมู่เศาะหาบะฮฺ ดูบทวิพากษ์เพิAมเติมใน อัส-สุ ยฎู ีย,์ ตารี คอัลคุละฟาอฺ , มัฏบะอะฮฺอสั สะอาดะฮฺ, อิยิปต์, 1371, หน้า : 42, อิบนุกะษีร, อัลบิดายะฮฺวนั นิฮายะฮฺ, มักตะบะฮฺอลั มะอาริ ฟ, เบรุ ต, [ม.ป.ป.] เล่ม : 5 หน้า : 236,อุษมาน อัล-เคาะมีส, กัชฟุลญานี ย ์ มุหมั มัด อัต-ติญานี, ดารุ ลอีหม่าน, อิสกันดารี ยะฮฺ, [ม.ป.ป.], หน้า : 110-112. 346 ดร.มุหมั มัด อัตติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 153. 347 ถือเป็ นคํากล่าวอ้างที"โกหกและขัดกับข้อเท็จจริ ง เนื" องจากประวัติศาสตร์ ที"เกิดขึ1นเป็ นสิ" งที"ยืนยันว่าท่านอลี อิบนุ อบีฏอลิบนั1น ถูกฆ่าโดยพวกเคาะวาริ จOฺ โดยนํ1ามือของอิบนุมุลญัม ดังกล่าวนี1 อัต-ติญานี ถือว่าพวกเคาะวาริ จญ์น1 นั เป็ นกลุ่มชนที"จดั อยู่ในประเภทเศาะหาบะฮฺ กระนั1นหรื อ ? สํา หรั บข้อ เท็จ จริ ง ของเหตุ การณ์ น1 ี ได้มี การบันทึ กในหนัง สื อ ประวัติ ศ าสตร์ ต่ า งๆดัง นี1 (อิ บนุ กะษี ร, แหล่ ง เดิ ม , เล่ ม : 7 หน้า : 326-331, อัฏ-เฏาะบะรี ย,์ ตารี คอัลอุมมั วัลมุลูก, ดารุ ลกุฎุบอัลอิลมียะฮฺ , เบรุ ต, เล่ม : 3 หน้า : 159, อิบนุ ลอะษีร, อัลกามิลฟิ ตตารี ค,ดารุ ล กุตุบอัลอิลมี ยะฮฺ , เบรุ ต, 1407, เล่ม : 3 หน้า : 254-255, ดูบทวิพากษ์เพิ"มเติ มใน คอลิด อัล-อัสเกาะลานี ย,์ บัลเฎาะลัลตะ..., ดารุ ลมุหัดดิ ษีน, [ม.ป.ท], 1424, หน้า : 493. 348 ดร.มุหมั มัด อัตติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 205. 349 ถื อเป็ นคํากล่าวอ้างที"โกหกและขัดกับข้อเท็จจริ ง เนื" องจากประวัติศาสตร์ ที"เกิดขึ1นเป็ นสิ" งยืนยันว่าท่านอับดุ ลลอฮฺ อิบนุ อุมรั เราะฏิยลั ลอฮุอนั ฮุ ได้ให้สัตยาบันและยอมรับในการเป็ นเคาะลีฟะฮฺ ของท่านอลี อิบนุ อบีฏอลิบ เราะฏิยลั ลอฮุอยั ฮุ (ดูใน อิบนุ กะษีร, แหล่งเดิ ม, เล่ม : 7 หน้า : 227) และผูว้ ิจยั ยังพบอีกว่าท่านอับดุลอฮฺ อิบนุ อุมรั ได้รายงานหะดี ษที"เกี"ยวกับคุ ณธรรมของท่านอลี อิบนุ อบีฏอลิบ เราะฏิยลั ลอฮุ อันฮุ ดังกล่าวนี1 บ่งชี1 ว่าไม่ได้เป็ นอย่างที" อตั -ติญานี ได้ใส่ ไคล้แต่อย่างใด ดังที"มีรายงานจากท่านสะอฺ ด อิบนุ อุบยั ดะฮฺ ว่า “มีชายผูห้ นึ" ง(ชื" อนาฟิ อฺ เป็ นพวกเคาะวาริ จญ์) มาหาท่านอิบนุอุมรั และถามเขาเกี"ยวกับท่านอุษมาน เขา(อิบนุอุมรั ) ก็กล่าวถึงการงานที"ดีของท่าน(อุษมาน)และพูดว่า บาง ทีนน"ั (เรื" องที"บอกนี1)ระคายเคืองแก่เจ้า เขา(ชายคนนั1น)กล่าวว่า ใช่แล้ว เขา(อิบนุอุมรั )พูดว่า ขออัลลอฮฺ ให้จมูกของเจ้าติดฝุ่น(คือให้มีความอับอาย ขายหน้า) แล้วเขาก็ถามเกี" ยวกับท่านอลี เขา(อิบนุ อุมรั )ก็กล่าวถึ งการงานที" ดีของท่าน(อลี ) เขา(อิ บนุ อุมรั )บอกว่า นั"นคื อบ้านของเขา อยู่ตรง กลางบ้านหลายหลังของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วเขา(อิบนุ อุมรั )กล่าวว่า บางทีนน"ั ก็ระคายเคืองแก่เจ้า เขา(ชายคนนั1น)บอกว่า ใช่แล้ว เขา(อิบนุอุมรั )จึงพูดว่า ขออัลลอฮฺ ให้จมูกของแกติดฝุ่น ไป ไปได้ จะมีแรงทําอะไรต่อต้านฉัน เจ้าก็จงทําเถิด” (ดูใน บุคอรี ย,์ อัล-ญามิอฺ อัล-มุสนัด อัศ-เศาะหี หฺ อัล-มุคตะศ็อร, หมวดอัลมะนากิบ, บรรพมะนากิบอลี อิบนุ อบีฏอลิบ..., หมายเลขหะดี ษ : 3704) ดูบทวิพากษ์เพิ"มเติมใน คอลิด อัล-อัสเกาะลานีย,์ แหล่งเดิม, หน้า : 486-488. 344


112

ปี แห่ งอัลญะมาอะฮ์ ที เรี ยกเช่ นนั.นเพราะว่ าประชาชาติถกู แบ่ งแยกออกเป็ นสองฝ่ าย หลังจากที ท่านอุศมานถูกสั งหาร...” 350 351 “หรื อเพราะว่ านาง -ท่ านหญิ งอาอี ชะฮฺ -ต่ อสู้ กับท่ านอะลี และบุตรของท่ านอย่ าง เต็มที และขัดขวางขบวนแห่ การฝั งศพของอิ มามฮะซั น ผู้เป็ นหั วหน้ าชายหนุ่มแห่ ง สวรรค์ รวมทั.งห้ ามฝั งท่ านอิ มามฮาซั นใกล้ ตาของท่ าน คื อท่ านศาสดา(ศ็อลฯ) ซึ ง นางกล่ าวว่ า “อย่ าให้ ผ้ หู นึงผู้ใดที ฉันไม่ ชอบเข้ ามาในบ้ านของฉั น)” 352 353 “...เรื องราวเกี ยวกับคอลิ ด อิ บนิ วะลี ด ซึ งฆ่ ามาลิ ก อิ บนิ นุวัยรอฮ์ และยึดเอาภรรยา เขาไป โดยกระทําการข่ มขืมนาง...ข้ าพเจ้ าจะสามารถพูดเกียวกับสาวกที เลวร้ ายของ ท่ านศาสดาได้ อย่ างไร ใครเล่ าที ฆ่าท่ านมาลิ ก อิ บนุนุวัยรอฮ์ ซึ งเป็ นสาวกที มีเกี ยรติ คนหนึงของท่ าน...” 354 355 ดร.มุหัมมัด อัตติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ วิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 251. 351 “อะฮฺ ลุสสุ นะฮฺ วลั ญะมาอะฮฺ ” เป็ นสมญาทีAถูกเรี ยกขานต่อชาวมุ สลิ มทีAยืนหยัดอยู่บนสัจธรรมแห่ งอิสลามหรื อสุ นนะฮฺ เราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นับตั/งแต่สมัยบรรดาเศาะหาบะฮฺ เราะฎิ ยลั ลอฮุอนั ฮุม เป็ นต้นมา และได้กลายเป็ นคํากล่าวขานทีA โจ่งครึA มในหมู่พีAนอ้ งมุสลิมทีA ใฝ่ ฝั นต่อหลักการอิ สลามทีAมาจากอัลลอฮฺ และเราะสู ลของพระองค์อย่างแท้จริ งในสมัยหลังนี/ ดังกล่าวนี/ สมญา “อะฮฺลุสสุ นะฮฺวลั ญะมาอะฮฺ” ไม่ใช่เป็ นสมญาทีAเรี ยกปี ทีAท่านมุอาวียะฮฺได้ยึดอํานาจ ดังทีAอตั -ติญานีได้กล่าวอ้างแต่อย่างใด ดูบทวิพากษ์เพิ"มเติม ใน คอลิด อัล-อัสเกาะลานีย,์ บัลเฎาะลัลตะ..., ดารุ ลมุหดั ดิษีน, [ม.ป.ท], 1424, หน้า : 489-490, อัลอะษะรี ย,์ หลักการยึดมัน" ของอัส-สะละฟุศ ศอและห์, แปลโดยนัศรุ ลลอฮฺ ต็อยยิบ, สํานักพิมพ์อรั ริ สาละฮฺ, หาดใหญ่, 2548, หน้า : 36-45. 352 ดร.มุหมั มัด อัตติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 172 . 353 ถือเป็ นคํากล่าวอ้างทีAโกหกและใส่ ไคล้ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิ ยลั ลอฮุอนั ฮา เนืA องจากผูว้ ิจยั พบว่า บรรดานักประวัติศาสตร์ ทีA โด่งดังและเป็ นทีAยอมรับได้เช่น ท่านอิบนุ ลอะษีร ท่านอิบนุ อบั ดิ ลบิรและท่านอิบนุ กะษีร ต่างก็รายงานว่า ครั/นเมืAอท่านอัลหุ สัยนฺ เราะฎิ ยลั ลอฮุ อันฮุ ได้มาขออนุญาตท่านหญิงเพืAอฝัAงศพพีAชายของท่านคือ ท่านอัลหะสัน เราะฎิยลั ลอฮุอนั ฮุ ปรากฏว่าท่านหญิงก็อนุญาต ทั/งยังให้เกียรติต่อท่าน ดูบทวิพากษ์เพิAมเติมใน อิบนุ ลอะษีร, อัสดุ ลฆอบะฮฺ , ดารุ ลกุตุบอัลอิลมียะฮฺ , เบรุ ต, เล่ม : 2 หน้า : 20, อิบนุ อบั ดิ ลบัร, อัลอิสตีอาบ, ดารุ ลญัยลฺ , เบรุ ต, 1412, หน้า : 392, อิบนุ กะษีร, อัลบิดายะฮฺ วนั นิ ฮายะฮฺ , มักตะบะฮฺ อลั มะอาริ ฟ, เบรุ ต, [ม.ป.ป.] เล่ม : 8 หน้า : 44, อุษมาน อัล-เคาะมีส, กัชฟุลญานีย ์ มุหมั มัด อัต-ติญานี, ดารุ ลอีหม่าน, อิสกันดารี ยะฮฺ, [ม.ป.ป.], หน้า : 95. 354 ดร.มุหมั มัด อัตติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 226-227. 355 ถือเป็ นคํากล่าวอ้างทีAโกหกและใส่ ไคล้ท่านคอลิด อิบนุ ลวะลีด ซึA งเหตุผลทีAท่านฆ่ามาลิก อิบนุ นุวยั เราะฮฺ น/ นั เนืA องจากเขาได้ ปฏิ เสธและสัAงให้ผูค้ นไม่ให้ออกซะกาตภายหลังจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัมได้เสี ยชี วิต ทั/งๆทีAเป็ นรุ กุนหนีA งของอิสลาม และมี รายงานว่าเขามีความสัมพันธ์กบั สัจญาหฺ ซA ึงอ้างว่าตนเป็ นนบีอีกด้วย ด้วยเหตุน/ ี ท่านคอลิดจึ งตัดสิ นมาลิกด้วยกับหุ กุ่มของผูท้ ีAมุรตัด(ผินหลังออก จากศาสนาอิสลาม) ไม่ใช่เพืAอทีAจะยึดนางลัยลาซึAงเป็ นภรรยาของมาลิก มาเป็ นภรรยาและเพืAอสนองอารมณ์ใคร่ ของตน ดังA ทีAอตั -ติญานีได้กล่าวอ้าง แม้แต่อย่างใด และท่านคอลิดอาจจะมีความผิดในโทษฐานทีA ท่านตัดสิ นมาลิ กอย่างรี บด่ วน โดยทีA ไม่ได้ปรึ กษาบรรดาเศาะหาบะฮฺ อวุโสและ พิจารณาอย่างรอบคอบเสี ยก่อน ด้วยเหตุน/ ี จึงทําให้ท่านอุมรั อิบนุ ลค็อฏฏอบ ท่านอิบนุ อุมรั และท่านอบูเกาะตาดะฮฺ อัลอันศอรี ย ์ เราะฎิ ยลั ลอฮุ อันฮุม จึงไม่เห็นด้วยในการกระทําของท่านคอลิด แต่อย่างไรก็ตามความผิดพลาดดังกล่าวนั/นก็ไม่ใช่เป็ นข้ออ้างทีAจะนํามาประณามและด่าทอท่าน คอลิด เพราะด้วยความเป็ นมนุษย์แล้วก็ยอ่ มเป็ นเรืA องปรกติธรรมดาทีAยอ่ มต้องมีขอ้ ผิดพลาด ดังA ทีAบรรดาเศาะหาบะฮฺท่านอืAนๆและมนุ ษย์ทวAั ไปก็มี เช่นเดียวกัน ดูบทวิพากษ์ใน อิบนุกะษีร, แหล่งเดิ ม, เล่ม : 6 หน้า : 321-322, เคาะลีฟะฮฺ อิบนุ คิยาฏ, ตารี ค, มุอสั สะสะฮฺ อรั ริ สาละฮฺ , เบรุ ต, 1397, หน้า : 17, อิบนุ หะญัร, อัลอิศอบะฮฺ , ดารุ ลญัยลฺ , เบรุ ต, 1412, เล่ม : 5 หน้า : 755, อิบนุ ตยั มียะฮฺ , มินฮาrุสสุ นนะฮฺ อันนะบะวียะฮฺ , มุอสั สะสะฮฺ อัลกุรฏุบะฮฺ, [ม.ป.ท.] , 1406, เล่ม : 5 หน้า 518-519, อิบนุหะญัร อัลฮัยตะมีย,์ อัศ-เศาะวาอิกอัลมุหฺริเกาะฮฺ, มุอสั สะสะฮฺอรั ริ สาละฮฺ , เบรุ ต, เล่ม : 1 หน้า : 91, 350


113

4.3.11 ขาดความรู ้และความรอบคอบในข้อมูล อัตติญานีได้กล่าวว่า “ความเห็นของบรรดาสาวก -เศาะหาบะฮฺ - ต่ อกันและกัน...อบูสะอี ด อัลคุดรี กล่ าว ว่ า ในวันแรกแห่ งวันอี ดิลฟิ ตร์ และอี ดิลอั ฎฮา...สิ งแรกที ท่านศาสดากระทําก็คือ การนมาซในมัสยิดหลังจากนั.น..ท่ านจะเริ มให้ การแนะนํา...สภาพการณ์ ดาํ เนิ นไป เช่ นนั.น จนกระทังวันหนึ งในวันอิ ดิลฟิ ตร์ หรื ออัฎฮา ข้ าพเจ้ าไปกับมัรวาน ซึ งเป็ น เจ้ าเมืองมะดีนะฮ์ เมื%อเราไปถึงมัสยิด...มัรวานก็ไปยังมิมบัรนั0นก่ อนการนมาซ..” 356 ผูว้ ิจยั ได้ทาํ การศึ กษาถึ งเรืA องราวดังกล่ าวปรากฏว่าอัต-ติ ญานี น/ นั เป็ นผูท้ ีA ขาดความรู ้ และ ความรอบคอบในข้อมูลอย่างยิAง ดังจะเห็นจากข้อมูลทีAเขานําเสนอว่า ท่านมัรวานนั/นคือเศาะหาบะฮฺ ท่านหนึA ง ของท่านเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัล ลัม ซึA งข้อเท็จจริ งนั/นท่า นมัรวานเป็ น ตาบิอีนรุ่ นอวุโสท่านหนึAงเท่านั/น ดังทีAท่านอัซ-ซะฮะบียไ์ ด้ระบุไว้ในตําราของท่าน 357 อัต-ติญานีได้กล่าวอีกว่า “ในหมู่หนัง สื อเหล่ านั.นมี หนังสื อ อะสะดุล ฆอบะฮฺ ฟิตั มยี ซิ ศซอฮาบะฮ์ อั ลอะ ศอบะฮฺ ฟีมะอ์ รีฟะติ ศซอฮาบะฮ์ และหนังสื อมัยซานุลเอี ยะติ ดาล และหนังสื ออื นๆ ซึ ง ดู เ หมื อนเป็ นหนั ง สื อเชิ ง วิ จ ารณ์ และวิ เคราะห์ ชี วิต บรรดาสาวก ซึ ง หนั ง สื อ ทั.งหมดนั.นเป็ นทัศนะความเห็นของฝ่ ายซุ นนีทั.งสิ .น” 358 นับ เป็ นข้อ ผิ ด พลาดที" บ่ ง ชี1 ถึ ง การขาดความรู ้ แ ละความรอบคอบในข้อ มู ล เป็ นอย่า งยิ" ง เมื" อผูว้ ิจยั พบว่า หนัง สื อที" เขากล่ า วถึ ง นั1นข้อเท็จจริ ง แล้วนั1นมี ชื" อว่า อัสดุ ล ฆอบะฮฺ ฟี มัอฺริฟ ะติ ศ เศาะหาบะฮฺ 359 ไม่ใช่ “อะสะดุลฆอบะฮฺฟิตัมยีซิศซอฮาบะฮ์” และ “อัลอิศอบะฮฺฟิตัมยีซิศ เศาะ หาบะฮฺ ” 360 ไม่ใช่ “อัลอะศอบะฮฺ ฟีมะอ์รีฟะติศซอฮาบะฮ์” เช่ นเดี ยวกันตํารามิซานุ ลอิอฺติดาล ซึ" งผู ้ เรี ยบเรี ยงคือท่านอัซ-ซะฮะบียไ์ ด้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในบทนําของตําราเล่มดังกล่าวว่าไม่ได้มีการ

ดร.มุหัมมัด อัตติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ วิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 150-151. 357 อัซ-ซะฮะบีย,์ สิ ยรั อัอฺลามินนุบะลาอฺ , [ม.ป.พ.], [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], เล่ม 3 หน้า 476. 358 ดร.มุหมั มัด อัตติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 106. 359 อิบนุล-อะษีร, อัสดุลฆอบะฮฺ ฟี มัอฺริฟะติศเศาะหาบะฮฺ, ดารุ ลกุตุบอัลอิลมฺ , เลบานอน, [ม.ป.ป.]. 360 อิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานีย,์ อัลอิศอบะฮฺ ฟี ตัมยีซิศเศาะหาบะฮฺ, อัลมัฏบะอะฮฺ อัชชัรฟิ ยะฮฺ, ไคโร, 1327. 356


114

วิพ ากษ์วิจ ารณ์ ชี วิต ของเศาะหาบะฮฺ เราะฎิ ย ลั ลอฮุ อนั ฮุ ม ท่ า นใดในตํา ราของท่ า น 361 สํ า หรั บ เรื" องราวอื"นๆที"บ่งชี1ถึงอัต-ติญานีน1 นั เป็ นผูท้ ี"ขาดความรู ้และความรอบคอบในข้อมูลนั1น ปรากฏดังนี1 “ความจริ งเราฉลองวันอาชู รอ ซึ งเป็ นวันรื นเริ งวัน-อี ด-หนึ งของอิ สลาม โดยมีการ แจกทานและมีการหุ งอาหารเลี ย. งกัน เด็กๆจะไปหาผู้ใหญ่ ซึงท่ านจะแจกเงิ นให้ ไป ซื .อของกินและของเล่ นตามใจชอบ” 362 363 “เรายังทราบอี กว่ า ตอลฮะฮ์ ซุ เบร มุฮัมมัด อิ บนิ อบี บักร และสาวกที มีชือเสี ยงชั.นอวุโส-ของท่ านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) 364 365 4.3.12 ขาดการตรวจสอบรายละเอียดในสายรายงานและข้อมูลอย่างรอบคอบ ผูว้ ิจยั ได้ทาํ การศึกษาหนังสื อ “ในที"สุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา” ปรากฏว่าอัต-ติญานี เป็ นผูท้ ี" ขาดการตรวจสอบรายละเอียดในสายรายงานและข้อมูลอย่างรอบคอบ อัตติญานีได้กล่าวว่า “อบู ฮาซั น อั ล บัศ รี กล่ าวว่ า มุอาวิ ย ะฮ์ นั. นมี ลัก ษณะ 4 ประการ แต่ ถ้า เขามี เพี ย ง ลักษณะเดี ยวเท่ านั.น ก็คือบาปอันฉกรรจ์ แล้ ว 4 ประการนั.นคื อ 1. ทําการตัดสิ นใจ โดยมิได้ ปรึ กษาหารื อบรรดาสาวกของท่ านศาสดา ... 2. ตั.งลูกชายของตนเองเป็ นผู้ สื บตําแหน่ งหน้ าที ... 3. เขาอ้ างว่ าซิ ยาด ซึ งเกิ ดจากหญิงแพศยาเป็ นลูกของเขา...4. เขาสั งหารฮิ จร์ และพวกพ้ องของเขา..”366

อัซซะฮะบีย,์ มิซานุลอิอฺติดาล, [ม.ป.พ.], [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], เล่ม 1 หน้า 2. ดร.มุหมั มัด อัตติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่งเสริ มการศึกษาและวิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 85. 363 ผูว้ ิจยั ไม่พบว่านักวิชาการชาวอะฮฺลุสสุ นนะฮฺวลั ญะมาอะฮฺ ท่านใดทีAมีทศั นะว่าวันอาชูรออฺ น/ นั คือ หนึA งในวันอีดของอิสลาม ทั/ง ยังพบว่าแบบฉบับทีAท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้สอนไว้สาํ หรับภารกิจทีAส่งเสริ มให้กระทําในวันดังกล่าวนั/นคือการถือศีลอด ไม่ ใ ช่ ดัง ทีA อัต -ติ ญ านี ไ ด้กล่ า วแต่ อ ย่า งใด ดู บทวิ พ ากษ์เพิA ม เติ ม ใน อุ ษ มาน อัล-เคาะมี ส, กัชฟุ ล ญานี ย ์ มุ หั ม มัด อัต -ติ ญ านี , ดารุ ลอี ห ม่ า น, อิสกันดารี ยะฮฺ, [ม.ป.ป.], หน้า : 68. 364 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 167. 365 ผูว้ ิจยั พบว่าแท้ทีAจริ งแล้วท่านมุหัมมัด อิบนิ อบีบกั ร ไม่ใช่เป็ นเศาะหาบะฮฺ ทีAมีชืAอเสี ยงหรื อชั/นอวุโสดังทีAอตั -ติญานี ได้กล่าวอ้าง แต่อย่างใด เนืAองจากท่านเกิดในช่วงหัจญ์อาํ ลา(หัจญะตุลวะดาอฺ ) ก่อนทีAท่านนบีจะเสี ยชีวิตเพียง 3 เดื อนเท่านั/น และครั/นทีAท่านอบูบกั ร อัศศิดดี ก เราะฎิ ยลั ลอฮุ อนั ฮุ ได้เสี ยชี วิตท่านมี อายุเพียง 3 ปี เท่านั/น ดู บทวิพากษ์เพิAมเติ มใน อุ ษมาน อัล-เคาะมี ส, แหล่งเดิ ม, หน้า : 92, อัลอิ ลาอี ย,์ ญามิอุตตะหฺ ศีล..., อาลิมุลกุตุบ, เบรุ ต, 1407, หน้า : 253. 366 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 152. 361 362


115

กระบวนการตรวจสอบถึงข้อเท็จจริ งของเรื" องราวทางประวัติศาสตร์ ดว้ ยกับการพิจารณาถึง สายรายงานของมัน มี ส่วนที" จะทราบถึ งข้อเท็จจริ งของเรื" องราวต่างๆได้ดีย"ิง ด้วยเหตุ น1 ี ผูว้ ิจยั ได้ ทําการศึกษาและตรวจสอบเรื" องราวดังกล่าวปรากฏว่า เนื1อหาที"ปรากฏอยูใ่ นตําราที"อตั -ติญานี ได้อา้ ง ไว้น1 ันมาจากการรายงานของนัก รายงานคนหนึ" ง ที" มี ชื" อเสี ย งที" บ รรดานัก วิช าการหลายท่ า นได้ วิพากษ์วิจารณ์วา่ เป็ นบุคคลที"ไม่มีความน่าเชื" อถือ โกหก และอุปโลกน์เรื" องราวต่างๆขึ1นมาเอง นั1น คือ “อบูมิคนัฟ” ดังมีรายละเอียดดังนี1 ท่านยะหฺ ยา อิบนุ มะอีน ได้กล่าวถึ ง “อบูมิคนัฟ” ไว้วา่ “เป็ น บุคคลที"ไม่มีความน่าเชื"อถือ” ท่านอบูหาติม ได้กล่าวว่า “หะดีษที"ถูกปฏิเสธ” และท่านดารุ น-กุฏนี ย ์ ได้กล่าวว่า “เฎาะอีฟ” ท่านอิบนุอะดียไ์ ด้กล่าวว่า “เป็ นชี อะฮฺ ผูม้ ีไฟ(แห่ งความอิจฉาและสร้างความ เสี ยหาย)” เป็ นต้น 367 อัต-ติญานีได้กล่าวอีกว่า “เมื อข้ าพเจ้ ามี โอกาสปฏิ บัติก ารศึ กษาวิ จัย เกี ยวกับประวัติศาสตร์ ทํา ให้ ข้าพเจ้ า พบว่ า บุคคลสําคัญที อยู่เบื อ. งหลังการสั งหารท่ านอุศมานคื อสาวกของท่ านศาสดา นั นเอง และท่ า นหญิ ง อาอี ช ะฮ์ เป็ นผู้นาํ การเรี ยกร้ องให้ กระทํา การสั ง หารในที สาธารณะโดยกล่ า วว่ า “จงฆ่ า นะซั ล (คนโง่ แก่ นั.น) เพราะว่ า เขาเป็ นกาฟิ ร(ไม่ ศรั ทธา) “ยิงไปกว่ านั.น นักประวัติศาสตร์ ยังบอกเราอี กว่ า พวกเขายังไม่ ยอมให้ ศพ ของท่ านอุศมานถูกฝั งในสุ สานมุสลิ มอี กด้ วย และว่ าในที สุดเขาก็ถูกฝั งที “ฮั ชเกา กับ” โดยมิได้ มีการอาบนําศพและห่ อศพเลย” (จากตารี คฏอบารี เล่ ม 4 หน้ า 407 และตารี ค อิ บนิอะษีร เล่ ม 3 หน้ า 206 และลิซานุลอาหรั บ เล่ ม 14 หน้ า 193)” 368 ผูว้ จิ ยั ได้ทาํ การศึกษาและตรวจสอบเรื" องราวดังกล่าว ปรากฏว่าในสายรายงานของ เรื" องราวดัง กล่ า วนั1นมี นัก รายงานคนหนึ" ง ที" มี ชื" อ ว่า “สั ย ฟฺ อิ บ นุ อุม ัร อัต-ตะมี มี ย ์” เป็ น นักประวัติศาสตร์ ที"เป็ นที"รู้จกั กันดี แต่ทว่าเขาถูกวิพากษ์วิจารณ์ ว่าเป็ นบุ คคลที"ถูกปฏิ เสธ เช่ นเดี ยวกัน และเป็ นที"รู้จกั ว่าเป็ นจอมโกหก ดังที" ท่านอัน-นะสาอียไ์ ด้กล่าวว่า “เป็ นจอม

อัซซะฮะบีย,์ มิซานุล อิอฺติดาล, [ม.ป.พ.], [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], เล่ม 3 หน้า : 419-420, อัรรอซี ย,์ อัลญัรหฺ วัตตะดี ล, ดารุ ลอิหฺยาอุต ตุรอษอัลอะเราะบีย,์ เบรุ ต, 1271, เล่ม 7 หน้า :182, อิบนุ หะญัร, ลิสานุ ลมิซาน, มุอสั สะสะฮฺ อลั อัอฺละมีย,์ เบรุ ต, 1406, เล่ม 4 หน้า : 492, อุษมาน อัล-เคาะมีส, หิ กบะฮฺ มินตั ตารี ค, [ม.ป.ท.], 1424, หน้า : 19. 368 ดร.มุหมั มัด อัตติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่งเสริ มการศึกษาและวิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 167. 367


116

โกหก” ท่านอิบนุ หิบบานได้กล่าวว่า “รายงานเรื" องราวที"อุปโลกน์ข1 ึนมาเอง และเป็ นผูท้ ี"ถูก กล่าวหาว่าเป็ นพวกซิ นดิเกาะฮฺ(ผูป้ ฏิเสธศรัทธา) 369 สําหรั บ เรื" องราวอื" นๆที" เป็ นข้อพิ สูจน์ว่าอัต-ติ ญานี น1 นั เป็ นผูท้ ี" ขาดการตรวจสอบ รายละเอียดในสายรายงานและข้อมูลอย่างรอบคอบ มีปรากฏดังนี1 “จงถามข้ าพเจ้ าเถิด(ท่ านอะลี) ถามได้ ทุกสิ งทุกอย่ าง เพราะท่ านศาสดาแห่ งอัลลอฮ์ ได้ สอนข้ าพเจ้ าประมาณ 1,000 ประตูแห่ งความรู้ แต่ ละประตูจะเปิ ดไปสู่ ประตูแห่ ง ความรู้ อีก 1,000 ประตู (จากตารี คดิมชั ก์ โดยอิ บนิอะซากิร เล่ ม 2 หน้ า 484 )” 370 371 “...(บทที 57 โองการที 16) ในหนั ง สื ออั ด ดู รุ ล มั น ซู ร เขี ย นโดยยะลาลุ ด ดี น อัซซะญีตี ผู้เขียนได้ กล่ าวว่ า เมื อบรรดาสาวกของท่ านศาสดา มายังเมืองมะดี นะฮ์ และประสบมาตรฐานการครองชี พที สูงกว่ าเดิ ม หลังจากได้ รับความลําบากมานาน พวกเขาดูเหมื อนว่ ามีศรั ทธาลดลง ดังนั.นพวกเขาจึ งได้ รับการลงโทษเพราะความ ศรั ท ธาที ล ดลงนั. น ดั ง นั. นอั ล กุ รฺ อานจึ ง ลงโองการมาว่ า ยัง ไม่ ถึง เวลาอี ก หรื อที บรรดาผู้ศรั ทธา...ดังที ได้ กล่ าวมา” 372 373 “ประวัติศาสตร์ ได้ บันทึ กทัศนคติ อันก้ าวร้ าวของนาง-อาอี ชะฮฺ - ที มีต่อท่ านอะลี ไว้ อย่ างที ไม่ สามารถอธิ บายได้ ..นางทราบว่ า ท่ านอุ ศมานถูกสั งหารทําให้ นางดี ใจ มาก แต่ เมื อนางทราบว่ าประชาชนเลื อกท่ านอิ หม่ ามอะลี เป็ นคอลี ฟะฮ์ แทน นาง รู้ สึกโกรธเคื องมากและกล่ าวว่ า “ฉั นอยากให้ ท้องฟ้ าพังลงมายังพืน. โลก ก่ อนที อะลี จะได้ รับเลื อกเป็ นคอลี ฟะฮ์ เหลื อเกิ น..และเมือนางทราบข่ าวการตายของท่ านอะลี

อิบนุหะญัร, ตะฮฺซีบ อัตตะฮฺซีบ, ดารุ ลฟิ กรฺ , เบรุ ต, 1404, เล่ม 4 หน้า : 259, อุษมาน อัล-เคาะมีส, หิ กบะฮฺ มินตั ตารี ค, [ม.ป.ท.], 1424, หน้า : 19, อุษมาน อัล-เคาะมีส, กัชฟุลญานีย ์ มุหมั มัด อัต-ติญานี, ดารุ ลอีหม่าน, อิสกันดารี ยะฮฺ, [ม.ป.ป.], หน้า : 91. 370 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่งเสริ มการศึกษาและวิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 249. 371 ท่านอิบนุอะดียไ์ ด้กล่าวว่า เป็ นหลักฐานทีAมีสถานะมุนกัร(คือ หลักฐานซึAงผูร้ ายงานทีAขาดความน่าเชืA อถือได้รายงานมาตามลําพัง โดยไม่มีผใู ้ ดได้รายงานหะดีษบทนั/นมาให้สอดคล้องกับเขาเลย) เนืAองจากในสายรายงานมีนกั รายงานทีAชืAอว่า “อับดุ ลลอฮฺ อิบนุ ละฮีอะฮฺ ” ซึA งเป็ น บุคคลทีAถูกนักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักและจัดอยู่บุคคลทีAเฎาะอีฟ ดูบทวิพากษ์ใน อัล-อัลบานี ย,์ สิ ลสิ ละฮฺ อัล-อะหาดี ษ อัฎ-เฎาะอีฟะฮฺ วัลเมาฎูอะฮฺ..., ดารุ ลมะอาริ ฟ, ริ ยาด, 1412, เล่ม : 14 หน้า :304 หมายเลขหะดีษ : 6627. 372 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 146. 373 ในสายรายงานของเรืA องราวมีนกั รายงานทีAชืAอ “อัลอัอฺมชั ” ซึA งเป็ นทีAทราบดี ว่าเป็ นบุคคลทีA “ตัดลีส คือเป็ นนักรายงานทีAปกปิ ด ข้อบกพร่ องของสายรายงานเพืAอให้ดูผิวเผินว่าดีข/ ึน” ส่วนอีกสายรายงานหนึAงทีAรายงานโดยท่านมัรดะวัยฮฺ จากท่านอนัส ก็ไม่พบรายงานดังกล่าว ในตําราตัฟสี รเล่มอืA นๆทีA ถูกยอมรั บได้ ทั/งยังเป็ นรายงานทีA ขดั แย้งกับหะดี ษทีA เศาะหี หฺทีAท่านอิ หม่ามมุ สลิ มบันทึ กไว้อีกด้วย ดู บทวิพากษ์ใน คอลิด อัล-อัสเกาะลานีย,์ บัลเฎาะลัลตะ..., ดารุ ลมุหดั ดิษีน, [ม.ป.ท], 1424, หน้า : 107-110, ดร.อิบรอฮีม อิบนุอามิร อัรรุ หยั ลีย,์ อัลอินติศอรฺ ลิศศุหฺ บิวลั อาลิ มินอิฟติรออาต อัสสะมาวี อัฎฎอล, มักตะบะฮฺ อัลฆุเราะบาอฺ อัล-อะษะริ ยะฮฺ, มะดีนะฮฺ, 1418, หน้า : 331-341. 369


117

นางได้ สุ หHู ด(กราบ)ขอบคุ ณ อั ล ลอฮ์ (ซบ.)ทั นที (ฏอบารี และอิ บนิ อะซี ร และ นักประวัติศาสตร์ ทีบันทึ กเหตุการณ์ ในปี ฮ.ศ.40) 374 375 “ท่ านศาสดา(ศ็อลฯ) เคยกล่ าวไว้ ในโอกาสอื น เพื อเป็ นเกี ยรติ แก่ ท่านอิ มามอะลี ว่า โอ้ อะลี เจ้ า จะต้ องชี .แจ้ งทางที ถูก ต้ องแก่ พ วกเขา เมื อพวกเขามี ก ารแตกแยกกั น หลังจากฉั นจากไป (จากกันซุ ลอุมมาน เล่ ม 5 หน้ า 33 และตารี ค ดิ มัชก์ เล่ ม 2 หน้ า 488)” 376 377 “ ท่ านศาสดากล่ าวว่ า ท่ านทั.งหลายอย่ าได้ อยู่ข้างหน้ าของพวกเขา-อะฮฺ ลุลบัยตฺ เพราะว่ าพวกท่ านจะได้ รับอันตราย ท่ านทั.งหลายอย่ าห่ างเหิ นจากพวกเขา เพราะว่ า พวกท่ า นจะได้ รับ อั นตราย และพวกท่ า นอย่ า สอนพวกเขา เพราะพวกเขานั. น รู้ มากกว่ า พวกท่ า น(จากหนั ง สื อ อั ด ดุ ร รุ ล มั น ซู ร โดยอั ซ ซะHู ฏี เล่ ม 2 หน้ า 60 และกันซุ ล อุมมาน เล่ ม 1 หน้ า 168)” 378 379 “พวกเขาตั ด สิ น ว่ า มุ อ าวิ ย ะฮ์ เป็ นสาวกที ท รงคุ ณ ธรรมได้ อ ย่ า งไร ในเมื อ เขา สั งหารอิ มามฮาซั น ผู้เป็ นผู้นาํ แห่ งคนหนุ่มชาวสวรรค์ ด้ วยการวางยาพิ ษ 380 พวก เขาเหล่ านั.นตัดสิ นว่ า เขาเป็ นนักวิ นิจฉั ยได้ อย่ างไร ในเมือเขาเป็ นผู้วางยาพิ ษท่ าน อิ มามฮาซั น อิ บนิอะลี หั วหน้ าชายหนุ่มชาวสวรรค์ ” 381 382 ดร.มุหัมมัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ วิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 169. 375 ในสายรายงานของเรืA องราวมีนกั รายงานทีAชืAอ “สัยฟฺ อิบนุอุมรั อัต-ตะมีมีย”์ ซึAงเป็ นบุคคลทีAถูกปฏิเสธ ดูบทวิพากษ์นกั รายงานคน นี/ ในหน้า : 66-67,113-114 และดูบทวิพากษ์เพิAมเติมใน อุษมาน อัล-เคาะมีส, กัชฟุลญานี ย ์ มุหัมมัด อัต-ติ ญานี , ดารุ ลอีหม่าน, อิสกันดารี ยะฮฺ , [ม.ป.ป.], หน้า : 93-94, คอลิด อัล-อัสเกาะลานีย,์ บัลเฎาะลัลตะ..., ดารุ ลมุหดั ดิษีน, [ม.ป.ท], 1424, หน้า : 367-370. 376 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ วิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 216. 377 ในสายรายงานของหลักฐานมีนกั รายงานทีAชืAอว่า “ฎิ รอรฺ อิบนุ ศุร็อดฺ ” ซึA งเป็ นจอมโกหกและถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการ อย่างหนักว่าเป็ นบุคคลทีAไม่มีความน่าเชืAอถือ (ดูใน อิบนุ อะสากิร, ตารี คดิ มชั กฺ, [ม.ป.พ.], [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], เล่ม : 42 หน้า : 387, อัซ-ซะฮะบีย,์ มีซานุลอิอฺติดาล, [ม.ป.พ.], [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], เล่ม : 2 หน้า : 328 หมายเลขทีA : 3951) ดูบทวิพากษ์เพิAมเติมใน อุษมาน อัล-เคาะมีส, กัชฟุลญานี ย ์ มุหมั มัด อัต-ติญานี, ดารุ ลอีหม่าน, อิสกันดารี ยะฮฺ, [ม.ป.ป.], หน้า : 115-116. 378 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 253. 379 ในสายรายงานของหลักฐานมีนกั รายงานทีAชืAอว่า “หะกีม อิบนุ rุบยั รฺ ” ซึA งเป็ นบุคคลทีAถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการอย่าง หนักว่าเป็ นบุคคลทีAไม่มีความน่าเชืA อถือ (ดูใน อัฏฏ็อบรอนี ย,์ อัลมุอฺญมั อัลกะบีร, มักตะบะฮฺ อลั อุลูมวัลหิ กมั , อัลมูศุล, 1404, เล่ม : 3 หน้า : 66 หมายเลขทีA : 2681, อิบนุ หิบบาน, อัลมัจrฺ รูหีน, ดารุ ลวะอีย,์ หัลบฺ , [ม.ป.ป.], เล่ม : 1 หน้า : 246, อัซซะฮะบีย,์ มิซานุ ล อิอฺติดาล, [ม.ป.พ.], [ม. ป.ท.], [ม.ป.ป.], เล่ม 1 หน้า : 583, อิบนุหะญัร, ลิสานุลมิซาน, มุอสั สะสะฮฺอลั อัอฺละมีย,์ เบรุ ต, 1406, เล่ม 3 หน้า : 278) ดูบทวิพากษ์เพิAมเติมใน อุ ษมาน อัล-เคาะมีส, แหล่งเดิม, หน้า : 127. 380 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 175. 381 ดร.มุหมั มัด อัตติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 249. 382 ถือเป็ นคํากล่าวอ้างทีAโกหกและใส่ ไคล้ท่านมุอาวียะฮฺ เราะฎิ ยลั ลอฮุอนั ฮุ เนืA องจากรายงานทีAเชืA อมโยงท่านมุอาวิยะฮฺ เข้ากับการ วางยาพิษเป็ นเรืA องทีAเล่าโดย อัล-วากิดีย ์ ซึAงเป็ นผูเ้ ล่าหะดีษทีAเชืAอถือไม่ได้เป็ นอย่างยิAง (ดูหน้า 66 ) ทั/งยังเป็ นเรืA องราวทีAไม่ทราบสายผูร้ ายงานแม้แต่ น้อย ส่วนรายงานทีAเชืAอมโยงท่านยะซี ดและนางญัอฺดะฮ บินติอลั อัชอัษ(เป็ นภรรยาของท่านอัลหะสัน) ก็เป็ นเรืA องทีAเล่าโดยอิบนฺ rุดูบะฮ ซึA งเป็ น 374


118

4.3.13 ขาดการคัดกรองตําราและผูเ้ รี ยบเรี ยงที"นาํ มาใช้ในการอ้างอิง ผูว้ ิจยั ได้ทาํ การศึกษาหนังสื อ “ในที"สุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา” ปรากฏว่าอัต-ติญานี เป็ นผูท้ ี" ขาดการคัดกรองตํา ราและผูเ้ รี ย บเรี ย งที" นํา มาใช้ใ นการอ้า งอิ ง เนื" องจากผูว้ ิจ ัย พบว่า มี เรื" อ งราว มากมายที"อตั -ติญานีได้ใช้หนังสื อ ตารี คุลคุละฟาอฺ หรื อ อัลอิมามะฮฺ วัสสิ ยาสะฮฺ โดยอิบนุ กุตยั บะฮฺ มุ รูOุ ซ -ซะฮับ โดยอัล -มัส อู ดี ย ์ และอื" นๆ เป็ นต้น 383 ซึ" งตํา ราเหล่ า นี1 ล้ว นเป็ นตํา ราที" ไ ม่ มี ค วาม น่าเชื" อถื อทั1งสิ1 นเนื" องจากเป็ นตําราที"ถูกเรี ยบเรี ยงโดยการนําสายรายงานของเรื" องราวต่างๆจากนัก รายงานที"ถูกนักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์วา่ เป็ นบุคคลที"ไม่มีความน่าเชื" อถือ โกหก และบางเรื" องราวก็ เป็ นสิ" งที"ผูเ้ รี ยบเรี ยงอุปโลกน์ข1 ึนมาเอง สําหรับเรื" องราวที"อตั -ติญานี ได้อา้ งอิงจากตําราที"ไม่มีความ น่าเชื"อถือนั1น มีปรากฏดังนี1 อัต-ติญานีได้กล่าวว่า “... ท่ านอบูบักรมีเจตนาทําร้ ายจิ ตใจท่ านหญิงฟาฏิ มะฮ์ และปฏิ เสธการโต้ แย้ งของ นาง เพื อนางจะได้ ไม่ สามารถคั ดค้ านเขาเกี ยวกับสิ ทธิ อันชอบธรรมตามหลักการ ศาสนาของสามีของนางในการรั บตําแหน่ งคอลี ฟะฮ์ ณ แผ่ นดินฆอดี รคุม มีเครื องชี . วัดอยู่หลายประการ ซึ งนักประวัติศาสตร์ ได้ กล่ าวไว้ ... ท่ านหญิงฟาฏิ มะฮ์ ได้ เวียน ไปพอปะกับที ชุมนุมของชาวอันศอร เพือขอความร่ วมมือให้ พวกเขาสนับสนุนสามี ของนาง...(ตารี คคุลคุลาฟาอ์ โดยอิ บนิกุตัยบะฮ์ เล่ ม 1 หน้ า 19)” 384 “อย่ า งไรก็ดีป ระวัติศ าสตร์ อั นแท้ จริ ง ได้ แจ้ ง ให้ เราทราบว่ า เมื อท่ า นอุ มัรสั ง ว่ า จะต้ องจ่ ายเงิ นช่ วยเหลื อแก่ ประชาชนในปี ฮิ จเราะฮ์ ที 20 เขามิ ได้ ปฏิ บัติตามแบบ บุคคลทีAโกหกเป็ นทีAรู้กนั และเป็ นบุคคลทีAเกิดหลังเหตุการณ์ผา่ นไปเกือบ 50 ปี ทั/งยังไม่ได้ระบุแหล่งทีAมาของการรายงานด้วยว่าได้มาจากใคร อีก ทั/งยังเป็ นรายงานทีAเป็ นเรืA องทีAโจษจันกันในสมัยต้นๆ ของราชวงศ์อบั บาสิ ยะฮฺ ซึAงมีอารมณ์และความรู ้สึกต่อต้านราชวงศ์อุมยั ยะฮฺ แพร่ กระจายอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิAงความรู ้ สึกต่อต้านท่านยะซี ด และส่ วนรายงานทีA มาจากอุ มมุ มูสา ซึA งพาดพิงถึ งนางญัอฺดะฮ ดูเหมื อนจะเป็ นการระเบิ ดทาง อารมณ์ของผูห้ ญิงทีAหมดสิ/นทุกสิA งทุกอย่าง ไม่ใช่ขอ้ กล่าวหาทีAเกิดจากความรู ้อย่างแท้จริ ง แม้นว่ารายงานดังกล่าวได้มีนกั วิชาการบางท่านให้การ รับรอง เช่นท่านเกาะตาดะฮฺ ท่านอบีบกั รฺ อิบนุหฟั ศฺ และท่านอืAนๆก็ตาม แต่ท่านอิบนุกะษีรได้กล่าวว่า รายงานทีAเกีAยวกับเรืA องนี/ ไม่มีแม้แต่รายงาน เดียวทีAถูกต้องน่าเชืAอถือ(เศาะหี หฺ) เนืAองจากมีรายงานจากท่านอัลหะสันเองทีAได้ปฏิเสธทีAจะเปิ ดเผยรู ปพรรณของบุคคลทีAท่านสงสัย ท่านยังกําชับ ไม่ให้ท่านอัลหุ สัยนฺ น้องชายของท่านดําเนิ นการใดๆทั/งสิ/ น และประการสุ ดท้ายภายหลังมรณกรรมของอัลหะสัน บรรดาอะหลุ ลบัยตก็ยงั คง รักษาความสัมพันธ์อนั ดี กบั มุอาวะยะฮฺ ในเมื องดามัสกัส ดูรายละเอียดเพิAมเติมใน อิ บนุ กะษีร, อัลบิดายะฮฺ วนั นิ ฮายะฮฺ , มักตะบะฮฺ อลั มะอาริ ฟ, เบรุ ต, เล่ม : 8 หน้า : 43, อิ บนุ หะญัร อัลฮัยตะมีย,์ อัศ-เศาะวาอิก อัลมุหฺริเกาะฮฺ , มุอสั สะสะฮฺ อรั ริ สาละฮฺ , เบรุ ต, 1997, เล่ม : 2 หน้า : 413, อิบนุ ลอะษี ร, อัสดุ ลฆอบะฮฺ , ดารุ ลกุตุบอัลอิลมียะฮฺ , เบรุ ต, เล่ม : 2 หน้า : 20, อัซซะฮะบีย,์ ร็ อดดุ ลบุฮฺตาน อันมุอาวียะฮฺ อิบนุ อบีสุฟยาน, [ม.ป.พ.], [ม.ป.ท.], [ม.ป.ป.], หน้า : 67-72, คอลิด อัล-อัสเกาะลานี ย,์ บัลเฎาะลัลตะ..., ดารุ ลมุหัดดิ ษีน, [ม.ป.ท], 1424,หน้า : 409-410, และดูใน “ความขัดแย้ง:มุอาวิยะฮฺวางยาพิษสังหารท่านหะซันจริ งหรื อไม่ ?”, [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก http://www.sunnahcyber.com/truepath/modules/news/article.php?storyid=32 2553, สื บค้น วันทีA 04/07/2553. 383 ดูบทวิพากษ์หนังสื อข้างต้นในหน้า : 76-78. 384 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ วิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 200.


119

ฉบับของท่ านศาสดาเลย... แต่ ท่านอุมัรนําระเบี ยบมาใช้ ใหม่ เขารั กพวกมุฮาญิรีนที เป็ นชาวกุเรชมากกว่ าชาวมุฮาญิรีนอื นๆ...เพราะว่ าเขาให้ เงินช่ วยเหลื อพวกแรก 300 ดิรฮั ม แต่ ให้ พวกหลัง 200 ดิรฮั มเท่ านั.น (ตารี คอัลยะอ์ กูบีย์ เล่ ม 2 หน้ า 106)” 385 “ทํา ไมเขาจึ ง ไม่ ก ลั ว อั ล ลอฮ์ (ซบ.) เมื อ เขาขู่ ที จ ะเผาบ้ า นท่ า นหญิ ง ฟาฏิ ม ะฮ์ อั ซ ซะฮ์ รอ และกล่ า วว่ า ถ้ า ผู้ใ ดไม่ ย อมให้ สั ตยาบั นและเข้ า ร่ วมสนั บ สนุ นท่ า น อบูบักร ในการเข้ ารั บตําแหน่ งคอลี ฟะฮ์ ทีได้ รับเลื อกมา และไม่ ออกจากบ้ านแล้ ว เขาก็จะเผาบ้ านเสี ย(จากหนังสื ออัลอิ มามะฮ์ วัซซิ ยาซะฮ์ โดยอิ บนุกุตัยบะฮ์ )” 386 “นักประวัติศาสตร์ เช่ นมัสอูดี กล่ าวไว้ ในหนังสื อ “มูรูซซะฮั บ”...ว่ า ทรั พย์ สมบัติ ของซุ เบรมีถึง 50,000 ดินาร ม้ าจํานวน 5,000 ตัว ทาสจํานวน 5,000 คน นอกจากนี . ยั ง มี ที ดิ น ในเมื อ งบั ศ เราะฮ์ กู ฟ ะฮ์ อี ยิ ป ต์ แ ละที อื น ๆอี ก มากมาย ผลิ ต ผลทาง การเกษตรจากประเทศอิ รักอย่ างเดี ยว ก็ทาํ รายได้ ให้ แก่ ตอลฮะฮ์ 1,000 ดี นารทุกปี และบางที กก็ ว่ านั.นอี ก...” 387 “...เพราะฉะนั.นข้ า พเจ้ า ขอปฏิ ญาณต่ ออั ล ลอฮ์ และมะลาอิ กะฮ์ ว่ า ท่ านได้ ทาํ ให้ ข้ า พเจ้ า โกรธและไม่ ท ํา ให้ ข้ า พเจ้ า พอใจเลย และถ้ า ข้ า พเจ้ า พบกั บ ท่ า นศาสดา ข้ าพเจ้ า ก็จะแจ้ งให้ ท่ านทราบเกี ยวกับท่ านทั. งสอง(จากอัลอิ มามะฮ์ วัซ ซิ ยาซะฮ์ โดยอิ บนุกุตัยบะฮ์ เล่ ม 1 หน้ า 20 และหนังสื อฟะดัก ฟิ ตตารี ค หน้ า 92)” 388 “ด้ วยเหตุนีท. ่ านอบูบักรจึ งกล่ าวว่ า ขออัลลอฮ์ ทรงป้ องกันข้ าพเจ้ าให้ พ้นจากความ โกรธของพระองค์ และความโกรธของฟาฏิ มะฮ์ ด้วยเถิด แล้ วท่ านก็ร้องไห้ อย่ างขม ขืนเมื อนางพูดว่ า ขอสาบานด้ วยอัลลอฮ์ ข้ าพเจ้ าจะสาปแช่ งท่ านทุกครั. งที ข้าพเจ้ า นมาซ...(จากหนังสื อตารี คุล คุลาฟาอ์ โดยอิ บนุกุตัยบะฮ์ เล่ ม 1 หน้ า 20” 389 “หลังจากชาวอันศอรให้ สัตยาบันต่ อท่ านอบูบักรแล้ ว สะอัดกล่ าวว่ า ขอสาบาน ต่ ออั ล ลอฮ์ ข้ า พเจ้ า จะไม่ ย อมให้ สั ตยาบั นต่ อท่ า น จนกว่ า ข้ า พเจ้ า จะยิ ง ธนู ดอก สุ ดท้ ายไปยังท่ าน และแทงท่ านด้ วยหลาวของข้ าพเจ้ าและโจมตี ท่านด้ วยดาบของ ข้ าพเจ้ า...ทัศนคติ ของเขายังเป็ นเช่ นนั.นตลอดมาจนกระทังถึ งแก่ กรรมในประเทศ ซี เรี ยในสมัยคอลีฟะฮ์ อุมรั (จากตารี คคุลาฟาอ์ เล่ ม 1 หน้ า 17)” 390 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ A วิจยั เกียวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 134. 386 เล่มเดียวกัน, หน้า : 137. 387 เล่มเดียวกัน, หน้า : 149-150. 388 เล่มเดียวกัน, หน้า : 162. 389 เล่มเดียวกัน, หน้า : 165. 390 เล่มเดียวกัน, หน้า : 198-199. 385


120

4.3.14 ไม่มีการรวบรวมตัวบทหลักฐานและสายรายงานในประเด็นที"เกี"ยวข้อง การรวบรวมเรื" องราวและสายรายงานต่ า งๆในประเด็ นที" เกี" ย วข้องนั1น ถื อเป็ นวิธี ก ารที" ถูกต้องและสําคัญประการหนึ" งที"จะได้มาซึ" งความเข้าใจในเรื" องราวที"เกิดขึ1นนั1นได้อย่างกระจ่างชัด แจ้ง 391 แลแเมื"อผูว้ จิ ยั ได้ทาํ การศึกษาหนังสื อ “ในที"สุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา” ปรากฏว่าอัต-ติญานี ไม่ มีการรวบรวมตัวบทหลักฐานและสายรายงานในประเด็นที"เกี"ยวข้องเพื"อประกอบการทําความเข้าใจ และนําไปใช้ในการอ้างอิงแม้แต่อย่างใด ดังตัวอย่างต่อไปนี1 อัต-ติญานีได้กล่าวว่า “...ท่ านคอลี ฟะฮ์ อุ ศมานที เปลี ยนแปลงวจนะเป็ นครั. ง แรกเกี ย วกับการนมาซ... ท่ านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) ทํานมาซสองรอกะอัต โดยมีท่านอบูบักรอยู่เบื อ. งหลัง จากนั.นก็เป็ นท่ านอุมัรและท่ านอุศมาน ซึ งในเวลาต่ อมาได้ กระทํานมาซสี รอกะอัต (ซอเฮี ย ะฮ์ บุ ค อรี ..มุ ส ลิ ม ...)อั ซ ซุ ฮรี ถามอุ รวะฮ์ ว่ า ทํา ไมอาอี ช ะฮ์ จึ ง นมาซเต็ม (ไม่ ย่อ) ในระหว่ างเดิ นทาง เขาตอบว่ า นางดัดแปลงการนมาซทํานองเดี ยวกับท่ าน อุศมานกระทํา(ซอเฮี ยะฮ์ มสุ ลิม) 392 ผูว้ ิจยั ได้ทาํ การศึ กษาปรากฏว่าตัวบทที" เกี" ย วข้องกับประเด็นดังกล่ าวนั1นมี มากมาย ดัง มี รายละเอียดดังนี1 มีรายงานจากท่านอิบนุอุมรั เราะฎิยลั ลอฮุอนั ฮุมา ได้กล่าวว่า ِ ْ ‫ﻢ ﲟِِ ًﲎ رْﻛ َﻌﺘَـ‬‫ﻪُ َﻋﻠَْﻴ ِﻪ و َﺳﻠ‬‫ﻰ اﻟﻠ‬‫ﺻﻠ‬ ‫ﺻ ْﺪ ًرا‬  ِ‫ﺖ َﻣ َﻊ اﻟﻨ‬ ُ ‫ْﻴ‬‫ﺻﻠ‬ َ ‫ﲔ َوأَِﰊ ﺑَ ْﻜ ٍﺮ َوﻋُ َﻤَﺮ َوَﻣ َﻊ ﻋُﺜْ َﻤﺎ َن‬ َ ‫ﱯ‬ َ َ َ َ ِ ِ ‫َﻬﺎ‬‫ أََﲤ‬ُ‫ِﻣ ْﻦ إِ َﻣ َﺎرﺗﻪ ﰒ‬

391

มุหัมมัด อิ บนุ ศอมัด อัส-สุ ลละมีย,์ มะสาอิ ล ฟี มันฮัจญ์ ดิ รอสะอัส-สี เราะฮฺ อนั -นะบะวียะฮฺ , ดารุ ล-อิ บนุ เญาซี ย,์ [ม.ป.ท.],

[ม.ป.ป.], หน้า : 19. 392 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ วิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 156.


121

ความว่า “ฉันได้ ละหมาดกับท่ านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสั ลลัม 2 เราะกะอะฮฺ ทีม ิ นา และท่ านอบูบักรฺ ท่ านอุมัรและท่ านอุษมานก็ทาํ เช่ นนีใ% นตอนแรกของคิลาฟะฮฺ แล้ วต่ อมาท่ านก็ละหมาดเต็ม” 393 มีรายงานจากท่านจากท่านอุรวะฮฺ จากท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยลั ลอฮุอนั ฮา ได้กล่าวว่า ِ ِ ِ ‫َو ُل ﻣﺎ ﻓُ ِﺮﺿﺖ رْﻛﻌﺘـ‬ ‫ﺼ َﻼ ُة أ‬ ‫ي‬ ْ ‫ﺻ َﻼ ُة‬ َ َ‫ﻀ ِﺮ ﻗ‬  ‫اﻟ‬  ‫ﺰْﻫ ِﺮ‬‫ﺎل اﻟ‬ ْ ‫ﺮ‬‫ﲔ ﻓَﺄُﻗ‬ َ َ‫اﳊ‬ ْ ‫ﺴ َﻔ ِﺮ َوأُﲤ‬ ‫ﺻ َﻼ ُة اﻟ‬ ْ ََ َ ْ َ َ َ ‫ﺖ‬ َ ‫ت‬ ‫و َل ﻋُﺜْ َﻤﺎ ُن‬َ‫ﺖ َﻣﺎ ﺗَﺄ‬ َ َ‫ﻢ ﻗ‬ ِ‫ﺎل َﻋﺎﺋِ َﺸﺔَ ﺗُﺘ‬ ُ َ‫ﺖ ﻟِﻌُ ْﺮَوةَ َﻣﺎ ﺑ‬ ْ َ‫وﻟ‬َ‫ﺎل ﺗَﺄ‬ ُ ‫ﻓَـ ُﻘ ْﻠ‬ ความว่า “แต่ เดิมนั% นการละหมาดได้ ถูกกําหนดเพียง 2 เราะกะอะฮฺ เท่ านั%น การ ละหมาดเดินทางจึงคงเป็ นอยู่เช่ นนั%น แต่ การละหมาดทีบ้านนั%นให้ ทําเต็ม (4 เราะ กะอะฮฺ) ท่ านซุ ฮฺรีย์จึงกล่ าวว่ า ฉั นได้ ถามท่ านอุรวะฮฺว่า ทําไมท่ านหญิงอาอิชะฮฺจึง ละหมาดเวลาเดินทางจนครบ เขาพูดว่ า เพราะเธอได้ ตีความหมายเรื องนี%อย่ างที ท่ านอุษมานได้ ตีความหมายไว้ ” 394 มีรายงานจากท่านอัซซุ ฮฺรีย ์ ได้กล่าวว่า ٍِ ِ ِِ  ‫ اﻟ‬‫ﺎ َن أ ََﰎ‬‫ن ﻋﺜْﻤﺎ َن ﺑﻦ ﻋﻔ‬ َ‫أ‬ ِ ْ ‫َﺟ ِﻞ اﻷ‬ ‫ﻰ‬‫ﺼﻠ‬ َ َْ َ ُ ْ ‫ﺼﻼَةَ ﲟ ًﲎ ﻣ ْﻦ أ‬ َ َ‫ﻬ ْﻢ َﻛﺜـُ ُﺮوا َﻋ َﺎﻣﺌﺬ ﻓ‬ُ ‫َﻋَﺮاب ﻷَﻧـ‬ ِ ‫ﺑِﺎﻟﻨ‬ ‫ﺼﻼَةَ أ َْرﺑَ ٌﻊ‬  ‫ن اﻟ‬ َ‫ﺎس أ َْرﺑـَ ًﻌﺎ ﻟِﻴُـ ْﻌﻠِ َﻤ ُﻬ ْﻢ أ‬ ความว่า “แท้ จริ งท่ านอุษมาน อิบนุอัฟฟาน ได้ ทําการละหมาดเต็ม(ไม่ ได้ ย่อ) ณ ที แผ่ นดินมิ นา ให้ ช าวอาหรั บชนบท(ได้ รับรู้ ) เนื องจากในปี นั% นพวกเขามี จํ านวน มากมาย ดั ง นั% น (ท่ า นอุ ษ มาน)จึ ง ละหมาดนํ า ผู้ ค นด้ ว ย 4 เราะกะอะฮฺ ทั% ง นี% เพือ ทีจ ะให้ พวกเขาได้ รับรู้ ว่าการละหมาดนั%นมี 4 เราะกะอะฮฺ” 395

บุคอรี ย,์ อัล-ญามิอฺ อัล-มุสนัด อัศ-เศาะหี หฺ อัล-มุคตะศ็อร, หมวดอับวาบุตตักศีร, บรรพอัศเศาะลาหฺ บิมินา, หมายเลขหะดี ษ : 1082, มุสลิม, เศาะหี หฺ, หมวดเศาะลาติลมุสาฟิ รี น วะก็อศริ ฮา, บรรพก็อศริ ศเศาะลาหฺ บิมินา, หมายเลขหะดีษ : 694. 394 บุคอรี ย,์ อัล-ญามิอฺ อัล-มุสนัด อัศ-เศาะหี หฺ อัล-มุคตะศ็อร, หมวดอับวาบุตตักศีร, บรรพยุก็อศศิรุอิซาเคาะเราะญะมินเมาฎิ อิฮิ, หมายเลขหะดีษ : 1090. 395 อบีดาวูด, สุ นนั , หมวดอัลมะนาสิ ก, บรรพอัศเศาะลาฮฺ บิมินา, หมายเลขหะดี ษ : 1964, อัลบัยฮะกีย,์ สุ นนั อัลกุบรอ, หมวดหี ฎ, บรรพ, มันตัรกุลก็อศรฺ ฟิ สสะฟัร, หมายเลขหะดี ษ : 5222, ชัยคฺ อลั -อัลบานี ยไ์ ด้กล่าวว่าเป็ นหะดี ษทีAหะสัน ดูใน อัล-อัลบานี ย,์ เศาะหี หฺอบีดาวูด, มุอสั สะสะฮฺเฆาะรอสฺ , คูเวต, 1423, เล่ม 6 หน้า 206. 393


122

และมี รายงานท่ า นฮิ ช าม อิ บ นุ อุรวะฮฺ จากบิ ดาของท่ า น จากท่ า นหญิ ง อาอี ช ะฮฺ เราะฎิยลั ลฮุอนั ฮา ِ  ‫ﺴ َﻔ ِﺮ أَرﺑـﻌﺎ ﻓَـ ُﻘ ْﻠﺖ َﳍﺎ ﻟَﻮ‬ ‫ﻰ ِﰱ اﻟ‬‫ﻬﺎ َﻛﺎﻧَﺖ ﺗُﺼﻠ‬‫أَﻧـ‬ ِ ْ ‫ﺖ رْﻛ َﻌﺘَـ‬ ْ َ‫ﲔ ﻓَـ َﻘﺎﻟ‬ ْ ‫ﺖ ﻳَﺎ اﺑْ َﻦ أ‬ ُ‫ﻪ‬‫ُﺧ ِﱴ إِﻧ‬ َ ْ َ ُ ً َْ َ ْ َ َ ‫ﺻﻠْﻴ‬ ‫ﻰ‬ َ‫ﻖ َﻋﻠ‬ ‫ﻻَ ﻳَ ُﺸ‬ ความว่า “ปรากฏว่ าท่ านหญิงได้ ละหมาดในเวลาเดินทาง 4 เราะกะอะฮฺ ฉั นจึงได้ กล่ าวแก่ ท่านหญิงว่ า หากว่ าท่ านหญิงได้ ละหมาด 2 เราะกะอะฮฺล่ะ ? ท่ านหญิงจึง กล่ าวว่ า โอ้ ลูกของน้ องสาวของฉั น แท้ จริ งมัน(การละหมาดด้ วย 4 เราะกะอะฮฺ ) ไม่ ได้ เป็ นภาระแก่ ฉันเลย” 396 หลักฐานข้างต้นนี1มีผลต่อความเข้าใจในแก่แท้ของประเด็นดังกล่าวเป็ นอย่างยิง" ซึ" งหากไม่มี การรวบรวมตัวบทที"เกี" ยวข้องแล้ว ก็จะทําให้มีความเข้าใจว่าท่านอุ ษมาน อิ บนุ อฟั ฟานและท่าน หญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิ ยลั ลอฮุอนั ฮุมา นั1นเป็ นผูท้ ี"เปลี"ยนแปลงวจนะเกี"ยวกับการละหมาด ซึ" งจากการ รวบรวมตัวบทหลักฐานแล้วนั1นปรากฏข้อเท็จจริ งว่า การที"ท่านอุษมาน อิบนุ อฟั ฟานได้ละหมาด 4 เราะกะอะฮฺน1 นั ก็เพื"อให้ผคู ้ นโดยเฉพาะชาวอาหรับชนบทได้รับรู ้วา่ การละหมาดนั1นมี 4 เราะกะอะฮฺ และอีกเหตุผลหนึA งคือท่านได้มาแต่งงานทีAนครมักกะฮฺ และมาอยู่ทีAนนAั ส่ วนท่านหญิงอาอีชะฮฺ น/ นั ท่านหญิงเห็นว่าการละหมาดเต็มนั/นไม่ได้เป็ นอุปสรรคอะไรต่อท่านและท่านหญิงได้เดิ นทางมาทีA นครมัก กะฮฺ จริ ง แต่เป็ นบ้านเดิ มของท่านหญิ ง ซึA ง ท่านหญิ งไม่ถื อว่าเมืA อถึ ง นครมัก กะฮฺ ย งั เป็ นผู ้ เดินทางอยู่ และประเด็นสุ ดท้ายคือ การละหมาดย่อในขณะทีAเดินทางนั/น ก็เป็ นข้ออนุ ญาตทีAสามารถ เลือกทีAจะทําได้เพียงเท่านั/น ไม่ใช่เป็ นข้อบังคับแม้แต่อย่างใด 397 4.3.15 ใช้ความคิดและความเข้าใจของตนเป็ นหลักในการวิเคราะห์โดยไม่ยึดมัน" ในคําอธิ บาย ของบรรดานักวิชาการที"เป็ นที"ยอมรับได้

อัลบัยฮะกีย,์ สุ นนั อัลกุบรอ, หมวดหี ฎ, บรรพมันตัรกุลก็อศรฺ ฟิสสะฟัร, หมายเลขหะดีษ :5215, ชัยคฺ อลั -อัลบานียไ์ ด้กล่าวว่าเป็ น หะดีษทีAเศาะหี หฺ ดูใน อัล-อัลบานีย,์ สิ ลสิ ละฮฺ อัล-อะหาดีษ อัฎ-เฎาะอีฟะฮฺ วัลเมาฎูอะฮฺ..., ดารุ ลมะอาริ ฟ, ริ ยาด, 1412, เล่ม 9 หน้า : 158. 397 ดิเรก กุลสิ ริสวัสดิ‹, การนมาซตามสุ นนะฮฺ, โรงพิมพ์อกั ษรสมัย, กรุ งเทพฯ, 2518, เล่ม หน้า : 430-434, คอลิด อัล-อัสเกาะลานี ย,์ บัลเฎาะลัลตะ..., ดารุ ลมุหดั ดิษีน, [ม.ป.ท], 1424,หน้า : 138-141, อิบนุหะญัร, ฟัตหุ ลบารี ย,์ ดารุ ลมัอฺริฟะฮฺ, เบรุ ต, 1379, เล่ม : 2 หน้า : 570-572. 396


123

ผูว้ ิจยั ได้ทาํ การศึกษาหนังสื อ “ในที"สุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา” ปรากฏว่า อัต-ติ ญานี ได้ใช้ ความคิ ดและความเข้า ใจของตนเป็ นหลักในการวิเคราะห์ โดยไม่ ยึดมัน" ในคําอธิ บายของบรรดา นักวิชาการที"เป็ นที"ยอมรับได้เพื"อตอบสนองกับแนวคิดของตนเอง ซึ" งมีรายละเอียดดังนี1 “...(บทที 9 โองการที 38-39) โองการแห่ งอัลกุรฺอานนี . เป็ นที ชัดแจ้ งเกี ยวกับการไม่ อยากออกไปทําสงครามของบรรดาสาวกของท่ านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) และพวก เขาพอใจที จะเลือกเอาความพอใจในโลกนี .. ..ทําให้ เกิ ดการตําหนิ ติเตี ยนจากอัลลอฮ์ (ซบ.) ...มี หลายตอนในอัลกุรฺอานซึ งชี .ให้ เห็นอย่ างชั ดเจนว่ า พวกเขาอิ ดเอื อ. นที จะ ออกไปต่ อสู้ ในหนทางของอัลลอฮ์ (ซบ.) มากกว่ าครั. งหนึ ง อัลลอฮ์ (ซบ.)ทรงกล่ าว ว่ า...(บทที 47 โองการที 38) อัลลอฮฺ ทรงตรั สอี กว่ า...(บทที 5 โองการที 54) 398 ผูว้ ิจยั ได้ทาํ การศึ กษาปรากฏว่า อายะฮฺ ขา้ งต้นนั1นเป็ นการกระตุ น้ ให้บรรดาผูศ้ รั ทธาจาก บรรดาเศาะหาบะฮฺ ของท่านนบีมุหมั มัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ทําสงครามตะบูกเพื"อสู ้รบกับ อาณาจักรโรมัน 399 และแม้นว่าอายะฮฺน1 ีเป็ นการติเตียนสําหรับบรรดาผูท้ ี"อิดเอื1อนที"จะออกไปสู ้รบใน หนทางของอัลลอฮฺดว้ ยการทําสงครามตะบูก แต่อย่างไรก็ตามไม่ได้บ่งชี1 วา่ บรรดาเศาะหาบะฮฺ น1 นั มี สภาพที"อิดเอื1อนในคําเรี ยกร้องดังกล่าวทั1งหมด เพราะเป็ นที"ทราบกันดีวา่ ผูท้ ี"ไม่ได้เข้าร่ วมสงคราม ในครั1งนั1นมี เพียงแค่ 3 ท่านเท่านั1นคือ ท่านกะอฺ บฺ อิบนุ มาลิ ก ท่านฮิ ลาล อิ บนุ อุมยั ยะฮฺ และท่าน มุรอเราะฮฺ อิบนุอรั เราะบีอฺ ซึ" งภายหลังจากนั1นอัลลอฮฺก็ทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขาแล้ว 400 และเมื" อ ผูว้ ิ จ ัย ได้ท าํ การศึ ก ษาหนัง สื อ “ในที" สุ ด ข้า พเจ้า ได้รั บ ทางนํา ” เรี ย บเรี ย งโดย อัต-ติ ญานี ปรากฏว่ามี เรื" องราวมากมายที" เขาใช้ความคิ ดและความเข้าใจของตนเป็ นหลักในการ วิเคราะห์โดยไม่ยดึ มัน" ในคําอธิ บายของบรรดานักวิชาการที"เป็ นที"ยอมรับได้ ซึ"งมีระบุดงั นี1 “โองการเกียวกับการหั นหลังกลับ(การละทิ ง. ศาสนา) อัลลอฮ์ ผ้ ูทรงสู งส่ ง ทรงกล่ าว ไว้ ในอัลกุรฺอานว่ า...(บทที 34 โองการที 144) โองการแห่ งอัลกุรฺอานนี เ. ป็ นที ชัดแจ้ ง เกี ยวกับบรรดาสาวกของท่ านศาสดาที จะหั นส้ นเท้ าของเขากลับ(ละทิ .งศาสนา) และมีส่วนน้ อยที จะยืนหยัด(ยืดถือศาสนา)ต่ อไป” 401,402 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ วิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 144. 399 อัฏเฏาะบารี ย,์ ญามิอุลบะยาน ฟิ ตะวีลิลกุรฺอาน, มุอสั สะสะฮฺอรั ริ สาละฮฺ, [ม.ป.ท.], 1420, เล่ม 14 หน้า : 251. 400 เล่มเดียวกัน, หน้า : 539. 401 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 141. 398


124

“นอกจากนั.นโองการอันบริ สุทธิG ของอัลกุรฺอาน-อายะฮฺ อัตตัฏฮี ร- ก็เป็ นเครื องชี . อันชั ดแจ้ งอี กประการหนึ งเกี ยวกับความไม่ ผิดพลาดของนาง เป็ นการเปิ ดเผยถึ ง เกี ยรติ ของนาง ของสามี นางและบุตรของนางด้ วย...(จากซอเฮี ยะฮ์ มุสลิ ม เล่ ม 7 หน้ า 121 และ 130)” 403, 404 “วจนะเกี ยวกับบ่ อนํา. ท่ านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ)กล่ าวว่ า ขณะที ฉันกําลังยืนอยู่... พวกเขาทําผิ ดอะไรเล่ า เขาตอบว่ า พวกเขาหั นหลังกลับ(ตกศาสนา)หลังจากท่ าน สิ .นชี วิตแล้ ว...ท่ านศาสดากล่ าวอี กว่ า ฉั นจะไปถึงบ่ อนํา. ก่ อนพวกท่ าน...บุคคลที ฉัน รู้ จักเขาและเขารู้ จักฉั น จะมาหาฉั น แต่ เราจะแยกจากกัน แล้ วฉั นจะพูดว่ า โอ้ สาวก –อัศหาบ- ของฉั นทั.งหลาย จะมี คาํ ตอบมาว่ า ท่ านไม่ ร้ ู หรอกว่ าอะไรเกิ ดหลังจาก ท่ านสิ .นชี วิตแล้ ว ฉั นจะกล่ าวตอบว่ า ผู้ใดที เปลียนแปลงหลังจากฉั นสิ .นชี วิตไปแล้ ว ขอให้ พินาศเถิด” 405,406 ท่านอัฏเฏาะบะรี ย ์ ท่านสัยยิดกุฏุบ และท่านอิ บนุ ลก็อยยิม ได้อธิ บายอายะฮฺ น/ ี ว่า เป็ นกล่าวสําทับความรู ้ สึกของบรรดา เศาะหาบะฮฺทีAเกิดขึ/นในจิตใจในการทําสงครามอุหุด ขณะมีผูร้ ้องตะโกนออกมาว่าท่านนบีมุหัมมัดถูกสังหารแล้ว ทําให้มุสลิมบางคนรู ้สึกหมด หวังไม่อยากทีA จะต่อสู ้กบั พวกมุชริ กีนอีกต่อไป โดยเข้าใจว่าเมืA อท่านนบีมุหัมมัดเสี ยชี วิตลงก็เป็ นอันว่าสิ/ นสุ ดศาสนานี/ จากเหตุ การณ์ดังกล่าว อัลลอฮฺประสงค์ทีAจะผูกโยงมุสลิมเข้ากับอิสลามโดยตรง คล้ายกับว่าเป็ นการทําสัญญาระหว่างพวกเขากับอัลลอฮฺโดยตรง พระองค์ทรงประสงค์ทีA จะให้มุสลิมรั บผิดชอบต่อสัญญาทีA ให้ไว้ต่ออัลลอฮฺ โดยตรงโดยไม่ตอ้ งผ่านสืA อ จนกระทังA พวกเขาเองรู ้สึกว่าการตามของพวกเขาเป็ นการตาม โดยตรง การอยูห่ รื อการถูกฆ่าของท่านเราะสูลุลลอฮฺ จะไม่มีผลใดๆต่อพวกเขา แต่การปฏิญาณตนเข้ารับอิสลามของพวกเขาเป็ นการปฏิญาณตน ต่ออัลลอฮฺโดยตรง ซึA งพวกเขาจะรับผิดชอบสัญญาทั/งหมดต่ออัลลอฮฺ ดังกล่าวนี/ บ่งชี/ ว่าไม่ใช่เป็ นโองการเกีAยวกับบรรดาสาวกของท่านนบีทีAจะ หันส้นเท้าของเขากลับไปละทิ/งศาสนา ซึAงมีส่วนน้อยทีAจะยืนหยัดในศาสนาต่อไป ดังทีAอตั -ติญานี ได้กล่าวอ้างและเข้าใจแม้แต่อย่างใด ดูบทใน สัยยิดกุฏุบ, ฟิ ซิ ลาลิลกุรฺอาน, แปลไทยโดยสุ นทร มาลาตี, โรงพิมพ์เบนฮาลาบี เพรส, ปั ตตานี , 2550, เล่ม : 4 หน้า : 190-199, อัฏเฏาะบะรี ย,์ ญามิอุลบะยาน ฟี ตะวีลิลกุรฺอาน, มุอสั -สะสะฮฺอรั ริ สาละฮฺ, [ม.ป.ท.], 1420, เล่ม : 7 หน้า : 251, อิบนุลก็อยยิม, บะดาอิอุตตัฟสี ร,ดารุ ลอิบนุ เญาซี ย,์ ดิมชั กฺ, 1414, เล่ม : 1 หน้า : 515, ดูบทวิพากษ์เพิAมเติมใน คอลิด อัล-อัสเกาะลานีย,์ บัลเฎาะลัลตะ..., ดารุ ลมุหดั ดิ ษีน, [ม.ป.ท], 1424,หน้า :75-82, ดร.อิบรอฮีม อิบนุ อามิร อัรรุ หัยลีย,์ อัลอินติศอรฺ ลิศศุหฺบิวลั อาลิ มินอิฟติรออาต อัสสะมาวี อัฎฎอล, มักตะบะฮฺ อัลฆุ เราะบาอฺ อัล-อะษะริ ยะฮฺ , มะดีนะฮฺ, 1418, หน้า : 320-322. 403 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ A วิจยั เกียวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 166. 404 “อายะฮฺอตั ตัฏฮีร”ไม่ได้เป็ นสิA งทีAบ่งชี/ถึงสภาพของความไร้บาป(มะอฺ ศูม) ตามทีAอตั -ติญานี เข้าใจแม้แต่อย่างใด เนืA องจากเป็ นคํา กล่าวทีAอลั ลอฮฺประสงค์ทีAจะขจัดความไม่ดีงามออกและขัดเกลาพวกเขาให้บริ สุทธิ‹ เท่านั/น ซึAงหากอายะฮฺ ดงั กล่าวบ่งชี/ ถึงสภาพความไร้บาปตามทีA กล่าวอ้างจริ งๆก็จะเกิดข้อขัดแย้งกับความเป็ นจริ งทีAเกิดขึ/น เนืA องจากผูว้ ิจยั พบว่าท่านอลี อิบนุ อบีฏอลิบ เราะฎิ ยลั ลอฮุ อนั ฮุ ก็ดงAั มนุ ษย์ธรรมดา ทัวA ไปทีAย่อมมีขอ้ ผิดพลาด (ดูในหน้า : 108) ประการต่อมา “อายะฮฺ อตั ตัฏฮี ร” ไม่ได้จาํ กัดเฉพาะบุ คคลทั/งสีA เท่านั/นแต่ยงั หมายรวมถึ งบรรดา ภรรยานบีทุกท่านอีกด้วย เนืAองจากอายะฮฺ ดงั กล่าวเป็ นส่ วนหนึA งของสู เราะฮฺ อลั อะฮฺ ซาบ อายะฮฺ ทีA 33 ทั/งยังมีอายะฮฺ อืAนๆทีAเกีAยวข้องและรวมเป็ น กลุ่มเดียวกันนับจากอายะฮฺทีA 28 จนถึง 34 ดูบทวิพากษ์ใน อุษมาน อัล-เคาะมีส, กัชฟุลญานี ย ์ มุหัมมัด อัต-ติญานี , ดารุ ลอีหม่าน, อิสกันดารี ยะฮฺ , [ม.ป.ป.], หน้า : 88, คอลิด อัล-อัสเกาะลานีย,์ แหล่งเดิม, หน้า : 180-184, อับดุลฮาดี อัลหุ สัยนี ย,์ อายะตุตตัฏฮีร..., ดารุ ลอีหม่าน, อิสกันดะรี ยะฮฺ , 1423, ดร.อะหฺ มดั อับดุ ลลอฮฺ สะลามะฮฺ , ปั ญหาซุ นนี ย-์ ชี อะฮ์..., แปลโดยฟาฏิ มะฮฺ บินติ อิบรอฮีม อัลอันศอรี ย,์ สํานักพิมพ์อิสลามิคอะเคเดมี , กรุ งเทพฯ, 2543, หน้า : 22-33, ฟารี ด เฟ็ นดี/, รู ้ทนั ชีอะฮ์, ศูนย์หนังสื อนัฟฟาซีA, [ม.ป.ท.], 2550, หน้า : 99-112. 405 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 148. 406 หะดีษดังกล่าวไม่ได้หมายถึงบรรดาเศาะหาบะฮฺ เราะฎิยลั ลอฮุอนั ฮุม ตามทีAกล่าวอ้างแม้แต่อย่างใด เนืAองจากคําว่า “อัศหาบ” นั/น มีหลายความหมาย เช่น เพืAอน เจ้าของ ผูท้ ีAคู่ควร ผูท้ ีAเหมาะสม ประชาชน ประชาชาติ ฯลฯ ดังนั/นคําว่า “อัศหาบ” ตามทีAปรากฏในตัวบทหะดี ษนั/น 402


125

“-ท่ า นอุ มัร ได้ ก ล่ า วว่ า - หากว่ า ข้ า พเจ้ า มี ท องคํา จํา นวนมากบนพื .น โลกนี .แ ล้ ว ข้ าพเจ้ าคงใช้ มันไปในการไถ่ ตัวของข้ าพเจ้ าให้ พ้นจากความทรมานของอัลลอฮ์ ก่ อ นที ข้ า พเจ้ า ไปพบพระองค์ . ..ข้ า พเจ้ า อยากให้ ตั ว ของข้ า พเจ้ า เป็ นแพะของ ครอบครั วของข้ าพเจ้ าเหลือเกิน... ข้ าพเจ้ าอยากเป็ นเช่ นนั.น ยิงกว่ าเป็ นมนุษย์ เสี ยอี ก ...อะไรเล่ าที ท่านอุมัรอยากเป็ นสิ งที ไม่ ใช่ มนุษย์ ...หากบรรดามะลาอิ กะฮ์ ได้ แจ้ ง ข่ าวดีแก่ พวกเขาว่ า พวกเขาจะได้ เข้ าสวรรค์ แล้ ว พวกเขาคงไม่ อยากให้ มีทองคํามา ไถ่ ตัวเขาให้ พ้นจากการทรมานก่ อนที เขาจะได้ พบกับอัลลอฮ์ เป็ นแน่ ” 407,408 “บรรดาสาวกของท่ านศาสดากล่ าวคําให้ การขัดแย้ งกันเอง ...ข้ าพเจ้ าพบกับอัลบะ รออ์ อิ บนิ อาซิ บ และได้ พูดกับเขาว่ า นับเป็ นโชคดี ของท่ านที ท่านได้ ร่วมเดิ นทาง ไปกับท่ านศาสดาและท่ านได้ ปฏิ ญาณตนต่ อท่ านใต้ ต้นไม้ เขากล่ าวว่ า โอ้ ลูกรั ก เจ้ า ไม่ ร้ ู หรอกว่ า เราได้ กระทําอะไรบ้ างหลังจากที ท่านจากไปแล้ ว... เขาเป็ นพยานต่ อ ตัวเขาเองและต่ อบรรดาสาวกว่ าพวกเขาไม่ รักษาวจนะของท่ านศาสดา คําให้ การนี . เป็ นการยืนยันถึงสิ งที ท่านศาสดาได้ กล่ าวไว้ และทํานายไว้ ว่าสาวกนั.น จะไม่ ปฏิ บัติ ตามวจนะของท่ านและหั นหลังกลับ...” 409, 410 “หะดีษอิ ฟติรอกุลอุมมะฮฺ (ประชาชาติต่างๆจะถูกแบ่ งแยก)...มีกลุ่มหรื อพวกใดบ้ าง เล่ าที ไม่ ได้ ยึดถื อคั มภี ร์อั ล กุรอานและแบบฉบับของท่ านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) และมี มุสลิ มกลุ่มใดบ้ างที อ้างเป็ นอย่ างอื น ถ้ าท่ านอิ มามมาลิ กหรื ออบูหะนี ฟะฮ์

เมืAอไปผนวกกับหะดีษเกีAยวข้อง (ดูใน บุคอรี ย,์ อัล-ญามิอฺ อัล-มุสนัด อัศ-เศาะหี หฺ อัล-มุคตะศ็อร, หมวดตัฟสี รุลกุรฺอาน, บรรพวะกุนตุอะลัยฮิม ชะฮีดา...,หมายเลขหะดีษ : 3692 ) ก็จะมีความหมายว่า “อุมมะตี” คืออุมมะฮฺ หรื อประชาชาติของท่านนบีท/ งั หมดจนกระทังA ถึงวันกิยามะฮฺ ดูบท วิพากษ์เพิAมเติมใน คอลิด อัล-อัสเกาะลานีย,์ แหล่งเดิม, หน้า : 111-125, ฟารี ด เฟ็ นดี/, แหล่งเดิม, หน้า : 229-236. 407 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ วิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 159. 408 ไม่เป็ นทีAสงสัยเลยว่าคํากล่าวดังกล่าวเป็ นสิA งทีAบ่งชี/ถึงความยําเกรงและอีหม่านทีAหนักแน่นมันA คงของท่านอุมรั อิบนุ ลค็อฏฏอบ ไม่ใช่เป็ นดังทีAอตั -ติญานีได้กล่าวอ้างแม่แต่อย่างใด และเป็ นสิA งทีAน่าแปลกใจเป็ นอย่างยิAงเมืAอผูว้ ิจยั พบว่าหะดี ษทีAอตั -ติญานี ได้กล่าวอ้างเพืAอมาใส่ ใคล้ใ ห้กบั ท่านอุ มรั นั/น ท่ านอิ หม่า มบุ ค อรี ย ์ได้บรรจุ ห ะดี ษ ดังกล่าวในหมวดว่าด้ว ยคุ ณ ธรรมของท่านอุ มรั อิ บนุ ลค็อฏฏอบ (ดู ใน บุ ค อรี ย ์, อัล-ญามิ อฺ อัล-มุ สนัด อัศ -เศาะหี หฺ อัล-มุ ค ตะศ็อ ร, หมวดอัลมะนากิ บ, บรรพมะนากิ บอุ ม ัร อิ บนุ ลค็อ ฏฏอบ...,หมายเลขหะดี ษ : 3692) ดูบทวิพากษ์เพิAมเติมใน อุษมาน อัล-เคาะมีส, กัชฟุลญานี ย ์ มุหัมมัด อัต-ติ ญานี , ดารุ ลอีหม่าน, อิสกันดารี ยะฮฺ , [ม.ป.ป.], หน้า : 87-88, คอลิ ด อัล-อัสเกาะลานีย,์ บัลเฎาะลัลตะ..., ดารุ ลมุหดั ดิษีน, [ม.ป.ท], 1424, หน้า : 330-331. 409 ดร.มุหมั มัด อัตติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 157-158. 410 คํากล่าวของท่านอัลบะรออฺ อิบนุ อาซิ บ นั/นเป็ นคํากล่าวทีAบ่งชี/ ถึงสิA งทีAเกิดขึ/นภายหลังจากทีAท่านนบีได้เสี ยชี วิต นั/นคือการเกิด สงครามระหว่างบรรดาเศาะหาบะฮฺกนั เองและอืAนๆไม่ใช่ดงั ทีAอตั -ติญานีได้กล่าวอ้างแม้แต่อย่างใด ซึA งเป็ นทีAทราบกันดี ว่าท่านอลี อิบนุ อบีฏอลิบ เราะฎิยลั ลอฮุอนั ฮุ นั/นก็เป็ นหนึAงในผูท้ ีAเข้าร่ วมในสงครามดังกล่าว ดังนั/นหากอัต-ติญานีเข้าใจว่าตัวบททีAกล่าวอ้างนั/นเป็ นสิA งทีAบ่งชี/ ถึงการหันหลัง ออกจากศาสนา โดยแน่นอนท่านอลี ก็อยูใ่ นกลุ่มนั/นเช่นเดียวกัน ดูบทวิพากษ์เพิAมเติมใน คอลิด อัล-อัสเกาะลานีย,์ แหล่งเดิม, หน้า : 141-144.


126

หรื อชาฟิ อี หรื ออะฮ์ มัดอิ บนิ ฮัมบัล ถูกถามอย่ างนี . แต่ ละท่ านนั.นจะไม่ ตอบหรื อว่ า เขายึดมัน อยู่ในอัลกุรฺอานและซุ นนะฮ์ ทั.งนั.น” 411,412

4.3.16 การกล่าวเท็จและให้ร้ายแก่นกั วิชาการและชาวอะฮฺลุสสุ นนะฮฺวลั ญะมาอะฮฺ อัต-ติญานีได้กล่าวว่า “...คุ ณเคยอ่ านตัฟซี ร(คําอรรถาธิ บาย) อั ลกุรฺอานโองการต่ อไปนี .บ้างหรื อยัง... (บทที 33:โองการที 56) นักอรรถาธิ บายอัลกุรฺอานทั.งหลายทั.งฝ่ ายชี อะฮ์ และฝ่ าย ซุ นนีเห็นพ้ องต้ องกันว่ า บรรดาสาวกได้ มาหาท่ านศาสดามุฮัมมัดและกล่ าวว่ า “โอ้ ท่ านศาสนทูตแห่ งอัลลอฮ์ เรารู้ วิธีการขอความสั นติ ให้ แก่ ท่าน แต่ เราไม่ ร้ ู วิธีการขอ พรให้ แก่ ท่าน” ท่ านศาสดามุฮัมมัดตอบว่ า “จงกล่ าวว่ า ขออัลลอฮ์ ทรงประทานพร ให้ มุ ฮั ม มั ด และลู ก หลานของท่ า น อย่ า งที พ ระองค์ ท รงประทานพรให้ ศาสดา อิ บรอฮี มและลูกหลานของอิ บรอฮี มในโลกนี . เพราะพระองค์ นั.นทรงถูกยกย่ องและ ทรงถูกสรรเสริ ญ และอย่ าขอความสั นติ ให้ แก่ ข้าพเจ้ าด้ วย การอํานวยพรแบบด้ วน (ซอลาตุลบัตรอฮ์ )” บรรดาสาวกจึ งถามว่ า “โอ้ ท่ านศาสดามุฮัมมัด การอํานวยพร แบบด้ ว นคื อ อะไร ท่ า นตอบว่ า “คื อ การที พ วกท่ า นกล่ า วว่ า โอ้ อั ล ลอฮ์ โปรด ประทานพรให้ มุฮัมมัดเท่ านั.น แล้ วหยุดเสี ยโดยไม่ ขอพรให้ ลูกหลานท่ านศาสดา มุ ฮั ม มั ด ด้ ว ย เพราะพระองค์ ท รงสมบู ร ณ์ พร้ อมและทรงรั บ แต่ ค วามสมบู ร ณ์ เท่ านั.น” 413 อัลลอฮุอกั บัร ถือเป็ นคํากล่าวที"น่าเกลี ยดยิ"งที"ออกจากปากของอัต-ติญานี โดยที"เขามิได้ กล่าวอันใดนอกจากความเท็จเลย นักอรรถาธิ บายอัลกุรฺอานทั1งหลายเห็นพ้องต้องกันกระนั1นหรื อ ? ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 86-87. ความคิดเห็นทีAแตกต่างกันในมัซฮับทั/งสีA ในการวินิจฉัยปั ญหาศาสนานั/น ไม่ได้เกิดขึ/นในประเด็นของเรืA องรากฐานทางศาสนา (อะกี ดะฮฺ ) แม้แต่อย่างใด ซึA งในเรืA องนี/ พวกเขาเหล่านั/นเห็ นพ้องกันทั/งหมด แต่สAิ งทีA มซั ฮับทั/งสีA มีความคิดเห็ นทีAแตกต่างกันนั/น เป็ นประเด็น เกีAยวกับรายละเอียดปลีกย่อย(อัลฟุ รูอฺ) เช่นเรืA องของฟิ กฮฺ เป็ นต้น ดังกล่าวนี/ เป็ นสิA งบ่งชี/ ว่าพวกเขาไม่ได้แยกตัวออกเป็ นเอกเทศจากสายเชื อก ของอัลกุรฺอานและอัสสุ นนะฮฺ หรื อตามแนวทางของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะสัลลัม และบรรดาเศาะหาบะฮฺ เราะฎิ ยลั ลอฮุอนั ฮุ ม อี กทั/ง กลุ่ มชนเหล่ านั/นก็ไม่ ได้กล่ าวอ้า งว่ามัซฮับของตนมัซฮับเดี ยวเท่า นั/นทีA เป็ นกลุ่ มชนทีA จะได้รับความปลอดภัย ดู บทวิพ ากษ์ใ น คอลิ ด อัล-อัสเกาะลานีย,์ แหล่งเดิม, หน้า : 483-484. 413 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ วิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 52. 411 412


127

ในหะดี ษ ที" ถู ก อุ ป โลกน์ ข1 ึ น มา ผูว้ ิ จ ัย ได้ท าํ การศึ ก ษาและค้น หาหะดี ษ ตัว บทนี1 ในบรรดาตํา รา อรรถาธิ บาย ซึ" งไม่ปรากฏว่ามี นกั อรรถาธิ บายอัลกุรฺอานชาวอะฮฺ ลุสสุ นนะฮฺ วลั ญะมาอะฮฺ แม้แต่ ท่ า นเดี ย วที" ระบุ หะดี ษ ด้วยสํา นวนที" อตั -ติ ญานี ไ ด้ก ล่ า วไว้เลย เช่ น ตัฟ สี ร อัฏ เฏาะบะรี ย ์ ตัฟ สี ร อิบนุ กะษีร ตัฟสี รมะอาลิ มอัต-ตันซี ล เป็ นต้น 414 ในทางกลับกันปรากฏว่าหะดีษที"เศาะหี หฺน1 นั เริ" ม ตั1งแต่ “โอ้ ท่านศาสนทูตแห่ งอัลลอฮฺ เรารู ้ วิธีการขอความสันติให้แก่ท่าน” ถึง “เพราะพระองค์น1 นั ทรงถู ก ยกย่ อ งและทรงถู ก สรรเสริ ญ” เท่ า นั1 น 415 ซึ" งสํ า นวนของการอํา นวยพรแบบด้ ว น (ซอลาตุลบัตรอฮฺ) นั1นมาจากการอุปโลกน์ของอัต-ติญานี โดยสิ1 นเชิ ง ด้วยเหตุน1 ี อตั -ติญานี ได้กล่าวว่า นักอรรถาธิ บายอัลกุรฺอานทั1งหลายเห็ นพ้องต้องกันได้อย่างไร ในเมื" อความเป็ นจริ งแล้ว สํานวน ดังกล่าวมาจากการอุปโลกน์ของเขาเอง อัต-ติญานีกล่าวถึงท่านอิหม่ามอะลี อิบนุอบีฏอลิบ เราะฎิยลั ลอฮุอนั ฮุ ว่า “ท่ านอิ มามอะลี เป็ นผู้ทีมีความรู้ มากที สุด และเป็ นผู้ทีกล้ าหาญที สุดซึ งประชาชาติ ทั.งมวลยอมรั บแล้ ว” 416 ผูว้ จิ ยั ขอกล่าว ณ ที"น1 ีวา่ ถ้าอัต-ติญานีหมายถึงประชาชาติของชีอะฮฺท1 งั มวลได้ยอมรับแล้วว่า ท่านอิหม่ามอลีเป็ นผูท้ ี"มีความรู ้มากที"สุด และเป็ นผูท้ ี"กล้าหาญที"สุด นี1 คือเป็ นกิจการงานของพวกเขา ซึ" งเราอะฮฺ ลุสสุ นนะฮฺ ไม่มีขอ้ เกี" ยวพันใดๆทั1งสิ1 น แต่ถ้าอัต-ติ ญานี หมายถึ งประชาชาติ มุสลิ มชาว อะฮฺลุสสุ นะฮฺวลั ญะมาอะฮฺดว้ ยนั1น ย่อมเป็ นคํากล่าวที"เป็ นความเท็จโดยสิ1 นเชิ ง เนื" องจากมีหลักฐาน บทใดบ้างที"บ่งชี1วา่ ชาวอะฮฺลุสสุ นนะฮฺวลั ญะมาอะฮฺท1 งั มวลนั1นได้ยอมรับแล้ว และมีนกั วิชาการท่าน ใดบ้างที"กล่าวถึงเรื" องนี1 417 และเมื" อ ผูว้ ิ จ ัย ได้ท าํ การศึ ก ษาหนัง สื อ “ในที" สุ ด ข้า พเจ้า ได้รั บ ทางนํา ” เรี ย บเรี ย งโดย อัต-ติ ญานี ปรากฏว่ามี เรื" องราวมากมายที" เขาได้กล่ าวเท็จและให้ร้ายแก่ นักวิช าการและชาวอะฮฺ ลุสสุ นนะฮฺวลั ญะมาอะฮฺ ที"อื"นๆอีก ซึ" งมีระละเอียดดังนี1

อัฏเฏาะบะรี ย,์ ญามิอุลบะยาน ฟี ตะวีลิลกุรฺอาน, มุอสั สะสะฮฺ อรั ริ สาละฮฺ , [ม.ป.ท.], 1420, เล่ม 20 หน้า 320-322, อิบนุ กะษีร, ตัฟสี รอัลกุรฺอาน อัลอะซี ม, ดารุ ฏ-ฏ็อยยิบะฮฺ , [ม.ป.ท.], 1420, เล่ม 6 หน้า 458-459, อัล-บะเฆาะวีย,์ มะอาลิ มอัตตันซี ล, ดารุ ฏ-ฏ็อยยิบะฮฺ , [ม.ป.ท.], 1417, เล่ม 6 หน้า 373, 415 มุสลิม, เศาะหี หฺมุสลิม, หมวดอัศ-เศาะลาฮฺ, บรรพอัศ-เศาะลาฮฺ อะลันนบี บะอฺ ดตั -ตัชฮุด, หมายเลขหะดีษทีA : 935. 416 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ วิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 192. 417 อุษมาน อัล-เคาะมีส, กัชฟุลญานีย ์ มุหมั มัด อัต-ติญานีย,์ ดารุ ลอีหม่าน, อิสกันดารี ยะฮฺ, [ม.ป.ป.], หน้า : 96. 414


128

“คุ ณ ไม่ ร้ ู หรื อว่ า ท่ านอิ ม ามอบู ฮะนี ฟ ะฮ์ นั.น เรี ยนหนัง สื อกับ ท่ า นอิ ม ามญะอ์ ฟั ร อัซซอดิก และท่ านได้ กล่ าวไว้ ว่า ถ้ ามาตรแม้ นไม่ มีสองปี นั.นแล้ ว อันนุอ์มาน(คื อคํา หน้ าท่ านอบูฮะนีฟะฮ์ ) คงสู ญสลายไปแล้ ว” 418,419 “แต่ ก ารเรี ยกร้ องต่ อวะลี ย์ หรื อบรรดาอิ ม ามด้ วยความเข้ า ใจว่ า พวกเขาจะเป็ น สื อกลางไปยังอัลลอฮ์ (ซบ.)นั.น มิได้ เป็ นการตั.งภาคี แต่ ประการใด มุสลิมทั.งหลาย ทั. ง ซุ น นี แ ละชี อ ะฮ์ เห็ น ชอบในแง่ นี. มาตั. ง แต่ ส มั ย ท่ า นศาสาดามุ ฮั ม มั ด มาแล้ ว จนกระทังทุกวันนี”. 420,421 “ไม่ เหมือนผู้นาํ ศาสนาของพวกเรา ซึ งพวกเราจะไม่ ทาํ หรื อพูดอะไรเลย ถ้ ารั ฐบาล ไม่ เห็นชอบและยอมรั บรองก่ อน เพราะรั ฐบาลเหล่ านั.นจ่ ายเงิ นเดื อนให้ เขา แต่ งตั.ง และถอดถอนเขาตามที เขาต้ องการ” 422,423 “ในขณะที เราชาวซุ นนีเชื อถือในความไม่ ผิดพลาดของท่ าน-นบี มุหัมมัด- เฉพาะใน การรั บวิงวรณ์ โองการอัลกุรอานเท่ านั.น” 424,425 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 60. ถื อเป็ นการกล่าวเท็จและให้ร้ายแก่ท่านอิหม่ามอบูหะนี ฟะฮฺ เนืA องจากข้อเท็จจริ งนั/นท่านได้เรี ยนรู ้ กบั ท่าน “อิสมาอีล อิบนุ หัมมาด อิบนุอบีสุลยั มานอัลกูฟีย์” “อิบรอฮีม อิบนุมุหมั มัด อัลมุนตะชิร” “อิบรอฮีม อิบนุซยั ดฺ อันนัคอีย”์ และท่านอืAนๆ ซึA งไม่ปรากฏว่าท่านเคย เรี ย นรู ้ กับท่า นญะอฺ ฟั ร อัศ ศอดิ ก ตามทีA กล่า วอ้า งแม้แต่ อ ย่า งใด ดู บทวิ พ ากษ์ใ น อุ ษมาน อัล-เคาะมี ส, กัชฟุ ลญานี ย ์ มุ หัม มัด อัต -ติ ญ านี ย ,์ ดารุ ลอีหม่าน, อิสกันดารี ยะฮฺ, [ม.ป.ป.], หน้า : 59, คอลิด อัล-อัสเกาะลานีย,์ บัลเฎาะลัลตะ..., ดารุ ลมุหดั ดิษีน, [ม.ป.ท], 1424, หน้า : 459-461. 420 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา, แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ, สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและ วิจยั เกีAยวกับอิสลาม, กรุ งเทพ, 2547, หน้า : 79. 421 ถือเป็ นการกล่าวเท็จและให้ร้ายแก่ชาวอะฮฺ ลุสสุ นนะฮฺ วลั ญะมาอะฮฺ เนืA องจากเราไม่ได้เห็นชอบต่อคํากล่าวอ้างดังกล่าวแม้แต่ อย่างใด นอกจากนี/ ผูว้ ิจัยยังพบว่า คํากล่าวอ้างดังกล่าวบรรดามุ ชริ กีนก่อนหน้านี/ ก็เคยกล่าวอ้างมาแล้วเช่ นเดี ยวกัน ดังทีA อลั ลอฮฺ สุ บหานะฮุ วะตะอาลา ตรัสว่า ความว่า “พึงทราบเถิด การอิบาดะฮฺโดยบริ สุทธิ‹ ใจนั/นเป็ นของอัลลอฮฺ องค์เดี ยว ส่ วนบรรดาผูท้ ีAยึดถือเอาบรรดาผูค้ ุ ม้ ครองอืAน จากอัลลอฮฺ โดยกล่าวว่าเรามิได้เคารพภักดีพวกเขา เว้นแต่เพืAอทําให้เราเข้าใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺ แท้จริ งอัลลอฮฺจะทรงตัดสิ นระหว่างพวกเขาในสิA งทีA พวกเขาขัดแย้งกันในเรืA องนั/นแท้จริ งอัลลอฮฺ จะไม่ทรงชี/ นาํ ทางแก่ผูก้ ล่าวเท็จ ผูไ้ ม่สาํ นึ กบุญคุ ณ” สู เราะฮฺ อซั ซุ มรั , 39:3 ดูบทวิพากษ์ใน อุษมาน อัล-เคาะมีส, แหล่งเดิม, หน้า : 64, คอลิด อัล-อัสเกาะลานีย,์ แหล่งเดิม, หน้า : 480-483. 422 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 86. 423 ถื อเป็ นการกล่าวเท็จและให้ร้ายแก่บรรดานักวิชาการชาวอะฮฺ ลุสสุ นนะฮฺ วลั ญะมาอะฮฺ เนืA องจากประวัติศาสตร์ ได้บนั ทึกว่า บรรดาพวกเขาเหล่านั/นไม่เคยทีAจะอ่อนข้อหรื อทําตามในสิA งทีAผปู ้ กครองได้สงAั ใช้ให้ฝืนคําสังA ของอัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลาเลย ดังตัวอย่างการ ยืนหยัดในสัจธรรมและต่อสู ้กบั บรรดาผูป้ กครองทีA อธรรมของ “อิ หม่ามอัซซุ ฮฺรียก์ บั ฮิ ชาม อิบนุ อบั ดุ ลมาลิ ก” “อิ หม่ามมาลิ กกับอบี ญะอฺ ฟัร อัลมันศูร” “อัลอิ ซ อิ บนุ อบั ดิ สสลามกับอัลมะมาลีก” “อิ บนุ ตยั มียะฮฺ กบั อันนาศิ ร เกาะลาวูน” “อะหฺ มดั อิ บนุ หัมบัลกับอัลมุ อฺตะศิ ม” เป็ นต้น ดูบทวิพากษ์เพิAมเติมใน อุษมาน อัล-เคาะมีส, แหล่งเดิม, หน้า : 69. 424 ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี, แหล่งเดิม, หน้า : 50. 425 ถือเป็ นการกล่าวเท็จและให้ร้ายแก่ชาวอะฮฺลุสสุ นนะฮฺวลั ญะมาอะฮฺ เนืAองจากว่าเมืAอพวกเขากล่าวถึงความมะอฺ ศูม(สภาพการไร้ บาปหรื อข้อผิดพลาด) ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมแล้ว จะไม่จาํ กัดเฉพาะในเรืA องของการเผยแพร่ ศาสนา(ตับลีฆ) เท่านั/น แต่ยงั หมาย รวมถึงการทําบาปใหญ่ หรื อสิA งทีAไม่ดีงามทั/งหลายอีกด้วย อย่างไรก็ตามได้มีนกั วิชาการบางท่านทีAมีทศั นะว่าท่านนบีก็อาจจะทําผิดเช่นเดี ยวกัน แต่เป็ นความผิดทีAเล็กน้อย(บาปเล็ก) ดังทีAอลั ลอฮฺได้เตือนสําทับและให้อภัยในการกระทําของท่านซึA งปรากฏในอัลกุรฺอาน เช่น สู เราะฮฺ อะบะสะ, 80 : 1-2 สูเราะฮฺอตั ตะหฺ รีม 66 : 1 เป็ นต้น ดูบทวิพากษ์ใน อุษมาน อัล-เคาะมีส, แหล่งเดิม, หน้า : 54. 418 419


129

บทที 5 สรุ ปผล อภิปรายผล และข้ อเสนอแนะ สรุ ปผลของการศึกษา จากการศึ ก ษาวิเคราะห์ และวิพากษ์วิธี การอ้า งอิ ง หลัก ฐานทางวิช าการของดร.มุ หัม มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี ผูว้ จิ ยั สามารถสรุ ปตามประเด็นดังนี/ 1. เกณฑ์ การอ้ างอิงหลักฐานทางวิชาการอิสลามจากอัลกุรฺอาน 1.1 ค้นหาและรวบรวมเรื" องราวต่างๆจากอัลกุรฺอาน เนื" องจากอัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ทรงทยอยประทานอัลกุรฺอานลงมาตามวาระต่างๆ ขึ1 นอยู่กบั เหตุ การณ์ และสภาพที" มี ความจําเป็ น ซึ" งอัลกุรฺอานในแต่ล ะอายะฮฺ น1 ันเป็ นสิ" ง ที" จะช่ วย ในการอธิ บาย ขยายความ และเติมเต็มความสมบูรณ์ ซ" ึ งกันและกัน ดังนั1นการค้นหาและรวบรวม ตัวบทในเรื" องราวต่างๆจากอัลกุรฺอานที"มีความเกี"ยวข้องในประเด็นหนึ" งนั1น ย่อมจะทําให้บรรลุ ถึง แก่นแท้ของความเข้าใจในหลักฐานที"ใช้ในการอ้างอิงได้ดียง"ิ 1.2 มีความเข้าใจในหลักฐานที"ถูกต้อง 1.2.1 มีความเข้าใจในศาสตร์ แห่งภาษาอาหรับ ภาษาอาหรั บเป็ นภาษาที" อลั กุ รฺอานถู กประทานลงมา และด้วยภาษาอาหรั บเช่ นเดี ยวกัน ที" เ รื" อ งราวต่ า งๆถู ก ถ่ า ยทอดโดยท่ า นนบี ศ็ อ ลลัล ลอฮุ อ ะลัย ฮิ ว ะสั ล ลัม แก่ เ หล่ า เศาะหาบะฮฺ เราะฎิ ยลั ลอฮุอนั ฮุม ด้วยเหตุดงั กล่าวบรรดานักวิชาการจึงได้กาํ ชับและให้ความสําคัญเป็ นอย่างยิ"ง ในการเรี ยนรู ้ และทําความเข้าใจในศาสตร์ แห่ งภาษาอาหรับ กระทัง" ได้กาํ หนดเป็ นเงื" อนไขสําคัญ ที"จะนําสู่ ความเข้าใจในหลักฐานได้ถูกต้อง สมบูรณ์ ตามเจตนารมณ์ ของศาสนาอิสลาม อย่างไรก็ ตาม สําหรับบุคคลใดที"ไม่มีความเชี" ยวชาญในภาษาอาหรั บ โดยที"เขามีความประสงค์ที"จะอ้างอิ ง ในหลักฐานนั1น ก็ยอ่ มมีความจําเป็ นสําหรับเขาที"ตอ้ งมีผทู ้ ี"ให้คาํ ปรึ กษา คอยชี1 แนะและมายืนยันใน ความเข้าใจในหลักฐานต่างๆที"เขาใช้ในการอ้างอิง 1.2.2 อัสบาบุน-นุซูล(สาเหตุแห่งการประทานอายะฮฺ) การกลับไปค้นหาคําบอกเล่าของบรรดาผูท้ ี"อยูใ่ นเหตุการณ์เมื"อครั1งที"อลั กุรฺอานถูกประทาน ลงมาถึงสาเหตุแห่งการประทานอายะฮฺ นัน" คือ บรรดาเศาะหาบะฮฺ เราะฎิยลั ลอฮุอนั ฮุม เป็ นหลักให้ เกิดความเข้าใจในแก่นแท้และเนื1อหาสาระของมัน โดยแน่แท้การละทิ1งในการค้นหาสาเหตุแห่ งการ ประทานอายะฮฺยอ่ มจะทําให้ไม่เข้าใจในเจตนารมณ์ที"แท้จริ งของอัลกุรฺอานได้อย่างแน่นอน


130

1.2.3 นาสิ คและมันสู ค(การทดแทนและการยกเลิก) รายละเอี ย ดของบทบัญญัติจ ากอัล กุ รฺอานนั1นอาจจะมี ค วามแตกต่ า งตามกาลเวลาและ กลุ่มคน สิ" งที"ดีงามเหมาะสมสําหรับกลุ่มหนึ" งอาจจะไม่เหมาะสมสําหรับอีกกลุ่มหนึ" งก็เป็ นไปได้ และบทบัญญัติบางอย่างนั1นถู กบัญญัติข1 ึ นมาเฉพาะกาล เมื" อเหตุ ผลที" ตอ้ งบัญญัติเช่ นนั1นหมดไป ก็ไม่มีความหมายที" จะให้บญ ั ญัติน1 นั ยังคงมี ผลบังคับอีกต่อไป ด้วยเหตุน1 ี ไม่เป็ นที"อนุ ญาตสําหรั บ บุ คคลใดที" จะอรรถาธิ บายอัลกุ รฺอาน นอกเสี ยจากเขาจะต้องทราบถึ งการนาสิ ค และมันสู คของ อายะฮฺน1 นั ก่อน 1.2.4 บริ บทต่างๆของอัลกุรฺอาน กฎหมายอิสลามสามารถทําความเข้าใจหรื อตีความได้ดว้ ยกับการพิจารณาในบริ บทต่างๆ หรื อเจตนารมณ์ของตัวบท ฉะนั1นการรู ้ วิธีการตีความตัวบทนั1น ย่อมมีความสําคัญมาก ทั1งนี1 เพราะ หากไม่ รู้ วิ ธี ก ารตี ค วามแล้ ว จะทํา ให้ ก ารตี ค วามตัว บทต่ า งๆนั1 นมี ค วามหมายที" ผิ ด พลาด อย่า งหลี ก เลี" ย งไม่ ไ ด้ เนื" อ งจากตัว บทส่ ว นใหญ่ เ ป็ นภาษาอาหรั บ จึ ง จํา เป็ นจะต้อ งปฏิ บ ัติ ต าม ความหมายซึ" งเป็ นที" เข้า ใจโดยผูใ้ ช้ภาษาหรื อเจ้า ของภาษาว่า คํา ประโยค หรื อสํา นวนที" ใ ช้น1 ัน มีความหมายเป็ นอย่างไร 1.2.5 คําอรรถาธิ บาย การทําความเข้าใจอายะฮฺ ต่างๆของอัลกุรฺอานจะต้องอาศัยการชี1 แนะจากคําอรรถาธิ บายที" เรี ยกว่า “ตัฟสี ร” เพราะเราไม่สามารถแปลและตีความอัลกุรฺอานตามความต้องการและความคิดของ เราเองได้ ถ้าหากบุคคลใดจะทําความเข้าใจและค้นหาความหมายของอัลกุรฺอานเพื"อใช้ในการอ้างอิง หลัก ฐานทางวิ ช าการแต่ เขาไม่ ไ ด้ก ลับ ไปค้น หาและให้ค วามตระหนัก ต่ อ คํา อรรถาธิ บ ายแล้ว โดยแน่ แท้ก็จะทําให้เขามี ความเข้าใจที" ผิดไปจากเจตนารมณ์ ข องอัลลอฮฺ สุ บหานะฮุ วะตะอาลา อย่างแน่นอน อันจะส่ งผลให้การอ้างอิงหลักฐานนั1นไม่สอดคล้องกับเกณฑ์การอ้างอิงหลักฐานทาง วิชาการอิสลาม 1.3 ตําราอรรถาธิ บายอัลกุรฺอาน บรรดาตําราอรรถาธิ บายอัลกุ รฺอานที" ถูกเรี ยบเรี ยงขึ1 นมานั1น แบ่ งเป็ นประเภทต่า งๆดัง นี1 “ตัฟ สี ร บิ ล มะอฺ ษู ร ” หรื อ ที" เรี ย กว่า การอรรถาธิ บ ายอัล กุ รฺ อานด้ว ยกับ สิ" ง ที" สื บ สายรายงานมา “ตั ฟ สี ร บิ ร เราะอฺ ยิ ” หรื อที" เ รี ยกว่ า การอรรถาธิ บ ายอั ล กุ รฺ อานด้ ว ยกั บ การใช้ ส ติ ปั ญ ญา “ตัฟสี ร อัลมุอาศิร” หรื อทีเรี ยกว่า ตําราอรรถาธิ บายอัลกุรฺอานร่ วมสมัย และ “ตัฟสี รอัล-ฟุเกาะฮาอฺ ” หรื อที" เรี ย กว่า ตํา ราอรรถาธิ บ ายอัล กุ รฺอานของนัก นิ ติศ าสตร์ อิส ลาม เหล่ า นี1 คื อบรรดาตํา ราที" มี ชื" อเสี ยงและเป็ นแหล่ งอ้างอิ งที" สําคัญสําหรั บนักวิชาการต่างๆ ด้วยเหตุ น1 ี ในการอ้างอิ งหลักฐาน ทางวิช าการจากตํา ราอรรถาธิ บ ายอัล กุรฺอานนั1น ย่อมมี ความจํา เป็ นที" ต้องศึ ก ษาแนวทางในการ


131

เรี ยบเรี ยงตําราดังกล่าวอย่างละเอียดและรอบคอบ ทั1งนี1 เพื"อการอ้างอิงหลักฐานมีประสิ ทธิ ผลและ เป็ นที"ยอมรับตามหลักวิชาการ 2. เกณฑ์ การอ้ างอิงหลักฐานทางวิชาการอิสลามจากหะดีษ 2.1 ค้นหาเรื" องราวต่างๆจากหะดีษ โดยแน่นอนหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั1นเป็ นหลักยึดอันสําคัญของ ชาวอะฮฺ ลุสสุ นนะฮฺ รองลงมาจากอัลกุรฺอาน ฉะนั1นการค้นหาเรื" องราวต่างๆเพื"อดูวา่ หะดี ษได้วาง ตัวบท หรื อบทบัญญัติสนับสนุ นประเด็นปั ญหาต่างๆหรื อไม่น1 นั ย่อมเป็ นสิ" งที"ตอ้ งให้ความสําคัญ เป็ นอย่างยิง" ในการอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการ 2.2 รวบรวมและตรวจสอบตัวบทและสายรายงานของหะดีษ เนื" องจากตลอดระยะเวลา 23 ปี ที" บ รรดาเศาะหาบะฮฺ เราะฎิ ยลั ลอฮุ อนั ฮุ ม ได้ใ ช้ชี วิตอยู่ ร่ วมกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในการนี1ได้มีบรรดาเศาะหาบะฮฺ ของท่านทั1งชายและ หญิ ง จํานวนมากมายที" ไ ด้จดจําและรายงานเรื" องราวต่ า งๆต่ อๆกันมาให้ก ับ บุ ค คลที" อยู่ร่วมสมัย กับท่าน เหตุการณ์ ได้ดาํ เนิ นไปอย่างนั1นตลอดสมัยของพวกเขา และในสมัยตาบิอีนในเวลาต่อมา จนกระทัง" ถึ งสมัยที"เริ" มมีการบันทึกหะดีษ ดังนั1นในการอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการนั1น จึงมีความ จําเป็ นที"ตอ้ งรวบรวมตัวบทและตรวจสอบสายรายงานทั1งหมดที"เกี"ยวข้องกับประเด็นนั1น ทั1งนี1 เพื"อ สามารถบรรลุถึงแก่นแท้ของความเข้าใจในรายละเอียดบริ บทต่างๆของหะดีษ อีกทั1งยังสามารถเป็ น สิ" งยืนยันถึงความถูกต้องและเป็ นที"ยอมรับในในการอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการอิสลามได้ 2.3 มีความเข้าใจในหลักฐานที"ถูกต้อง 2.3.1 มีความเข้าใจในศาสตร์ แห่งภาษาอาหรับ เพื" อที" จะเข้าใจในเรื" องราวต่า งๆหรื อหลัก ฐานที" มาจากหะดี ษได้อย่า งถ่ องแท้น1 ัน ย่อมมี ความสําคัญที"จะต้องเรี ยนรู ้และทําความเข้าใจในภาษาอาหรับ 2.3.2 สาเหตุแห่งการมาของหะดีษ(อัสบาบุลวุรูด) “อัสบาบุ ลวุรูด” คือเหตุการณ์ ที"เป็ นสาเหตุแห่ งการมาของตัวบทหลักฐานที" เกี" ยวข้องกับ หะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ" งสาเหตุแห่งการมาของหะดีษอาจจะถูกระบุไว้ใน หะดีษตัวบทนั1นไว้แล้ว หรื ออาจจะถูกระบุดว้ ยกับตัวบทหรื อสายรายงานอื"นๆ 2.3.3 นาสิ คและมันสู ค เพื"อที"จะเข้าใจในเรื" องราวต่างๆหรื อหลักฐานที"มาจากหะดี ษได้อย่างถ่องแท้น1 นั ย่อมต้อง ค้น หาว่ า หะดี ษ นั1 นมี ก ารนาสิ คและมัน สู คฺ ห รื อไม่ เนื" อ งจากหะดี ษ ของท่ า นเราะสู ลุ ล ลอฮฺ


132

ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั1นจะมีการนัสคฺ (ยกเลิ ก)ซึ" งกันและกัน เช่ นเดี ยวกันกับที" อลั กุรฺอาน ได้มีการนัสคฺ ซ" ึ งกันและกัน 2.3.4 บริ บทต่างๆของหะดีษ หะดี ษก็เช่ นเดี ยวกันที" มีบริ บทต่างๆเช่ นเดี ยวกันกับอัลกุรฺอาน ซึ" งบริ บทต่างๆนั1นมี ความ จําเป็ นจะต้องทําความเข้าใจให้รอบคอบ อันจะทําให้การอ้างอิ งหลักฐานทางวิชาการจากหะดี ษ มีความสมบูรณ์ ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของตัวบท 2.3.5 คําอธิ บายของบรรดานักวิชาการ เพื"อที"จะหลี กเลี" ยงจากการหันเหออกจากความเข้าใจที" ถูกต้อง หรื อการนําไปปฏิ บตั ิ และ ใช้ในการอ้างอิงที"ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ที"ถูกต้องของตัวบทหลักฐานที"มาจากหะดีษนั1น ย่อมมี ความจําเป็ นที"ตอ้ งกลับไปค้นหาคําอธิ บายของนักวิชาการที"ปรากฏในหนังสื อแม่บทต่างๆของการ อธิ บายที"เรี ยกว่า “ชูรุหุลหะดีษ” หรื อหนังสื อที"อธิ บายหะดีษต่างๆที"ได้อธิ บายได้อย่างชัดเจน ถูกต้อง สมบูรณ์ตามเจตนารมณ์ของตัวบทหลักฐาน 2.4 ตําราหะดีษ ในการรวบรวมหะดีษ อุละมาอฺ แต่ละท่านจะมีหลักเกณฑ์ในการรวบรวมที"แตกต่างกัน บาง ท่านรวบรวมทุกหะดี ษเท่าที"พบแล้วบันทึกลงในตําราของตน บางท่านกลัน" กรองเอาเฉพาะหะดี ษ เศาะหี หฺเท่านั1น ซึ" งหะดีษใน “ตําราหลัก” นั1นจะประกอบไปด้วยรายชื"อผูร้ ายงานหะดีษ ว่าใครได้ยิน มาจากใคร ใครเล่ า เรื" อ งนั1น ๆกัน ต่ อ ๆมา และส่ ว นที" เป็ นเนื1 อหาของหะดี ษ ซึ" ง ทั1ง สองส่ ว นนี1 มี ความสําคัญสําหรับการพิจารณาหะดี ษเป็ นอย่างยิ"ง ด้วยเหตุ น1 ี ในการอ้างอิ งหลักฐานทางวิชาการ หะดีษจากตําราที"มีการบันทึกหะดีษนั1น จึงมีความจําเป็ นที"ตอ้ งศึกษาหลักเกณฑ์ในการรวบรวมของ ตํา รานั1น อย่า งรอบคอบ ทั1ง นี1 เ พื" อการอ้า งอิ ง หลัก ฐานมี ป ระสิ ท ธิ ผ ลและเป็ นที" ย อมรั บ ตามหลัก วิชาการ 3. เกณฑ์ การอ้ างอิงหลักฐานทางวิชาการอิสลามจากเรืองราวทางประวัติศาสตร์ 3.1 ค้นหาเรื" องราวต่างๆทางประวัติศาสตร์ เรื" องราวต่างๆทางประวัติศาสตร์ ที"เริ" มต้นตั1งแต่มีมนุ ษย์คนแรกบนโลกจนถึงยุคสมัยต่างๆ มาอย่า งยาวนานจนถึ งปั จจุ บนั โดยเฉพาะเหตุ ก ารณ์ ท างประวัติศาสตร์ ที" เกิ ดขึ1 นในยุค สมัย ของ ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และยุคสมัยการปกครองด้วยคอลี ฟะฮฺ และราชวงศ์ ต่างๆซึ" งอาณาจักรอิ สลามขยายดิ นแดนออกไปอย่างกว้างขวางนั1น นับเป็ นเรื" องราวที" ครอบคลุ ม เนื1อหาได้อย่างกว้างขวางมาก ฉะนั1นการค้นหาเรื" องราวทางประวัติศาสตร์ เพื"อดูวา่ มีเรื" องราวใดบ้าง ที"สนับสนุ นประเด็นในปั ญหาต่างๆหรื อไม่น1 ัน ย่อมเป็ นสิ" งที"เราต้องให้ความสําคัญในการอ้างอิ ง


133

หลัก ฐานทางวิช าการ ทั1ง นี1 เพื" อให้เรื" องราวที" ถู ก นํา มาใช้ใ นการอ้า งอิ ง นั1น สอดคล้องกับ ปั ญหา อันจะส่ งผลให้การอ้างอิ งเรื" องราวดังกล่ าวนั1นถู กต้องตามเกณฑ์การอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการ อิสลาม 3.2 รวบรวมและตรวจสอบเรื" องราวและสายรายงานให้รอบคอบ การรวบรวมเรื" อ งราวและสายรายงานต่ า งๆในประเด็ น ที" เ กี" ย วข้อ งนั1น นับ เป็ นวิธี ก าร ที"ถูกต้องและสําคัญประการหนึ" งที"จะได้มาซึ" งความเข้าใจในเรื" องราวที"เกิดขึ1นนั1นได้อย่างกระจ่าง ชัด แจ้ง รวมถึ ง กระบวนการตรวจสอบถึ ง ข้อ เท็ จ จริ ง ของเรื" อ งราวทางประวัติ ศ าสตร์ ด้ว ยกับ การพิ จารณาถึ ง สายรายงานของมัน โดยเฉพาะเรื" องราวที" เกี" ย วข้องกับ บรรดาเศาะหาบะฮฺ ข อง ท่านเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม สําหรับเรื" องราวทางประวัติศาสตร์ น1 นั มีขอ้ แตกต่าง อยู่บ างประการคื อ เราจะพบว่ามี เรื" องราวที" ถู กรายงานอย่างมากมายโดยที" ไ ม่มีส ายรายงานหรื อ อิ ส นาดของเรื" องราวนั1นปรากฏอยู่ และในบางครั1 งเราจะพบอี กว่า ในเรื" องราวนั1นมี ส ายรายงาน ปรากฏอยูแ่ ต่เราจะไม่พบนักรายงานในสายรายงานนั1นมีนกั วิชาการวิพากษ์วจิ ารณ์ถึงสถานะของเขา ว่ามีความน่าเชื" อถือหรื อให้ขอ้ ตําหนิ แม้แต่อย่างใด ด้วยเหตุดงั กล่าวจึงเป็ นความยากลําบากสําหรับ เราที"จะตัดสิ นว่าเรื" องราวที"ถูกรายงานด้วยสายรายงานดังกล่าวนั1นมีความน่าเชื" อถือมากน้อยเพียงใด เนื" องจากเราไม่ทราบถึ งสถานะของนักรายงานที"ปรากฏอยู่ในสายรายงานนั1น แต่ทางออกสําหรับ ประเด็นนี1 ก็ คือ การกลับไปค้นหาเรื" องราวทางประวัติศาสตร์ ที" ปรากฏอยู่ในหนังสื อบางเล่ มที" มี วิธีการเรี ยบเรี ยงหนังสื อด้วยกับสายรายงาน เช่นหนังสื อประวัติศาสตร์ ของอิหม่ามอัฏ-เฏาะบารี ย ์ เป็ นต้น และการศึ ก ษาหรื อค้นหาเรื" องราวทางประวัติศ าสตร์ เพื" อใช้ใ นการอ้า งอิ งหลัก ฐานทาง วิช าการนั1นให้เราพิ จารณาถึ ง สายรายงานของคํา กล่ า วนั1นว่า มี ค วามน่ า เชื" อถื อมากน้อยเพี ย งใด โดยไม่ตอ้ งคํานึงถึงผูเ้ ขียนหนังสื อเล่มนั1นว่าเป็ นบุคคลใด 3.3 มีความเข้าใจในเรื" องราวที"ถูกต้อง 3.3.1 มีความเข้าใจในศาสตร์ แห่งภาษาอาหรับ เช่ น เดี ย วกั น เพื" อ ที" จ ะเข้ า ใจในเรื" องราวหรื อหลั ก ฐานต่ า งๆที" ม าจากเรื" องราวทาง ประวัติศาสตร์ ได้อย่างถ่ องแท้น1 ัน ย่อมมี ค วามสําคัญที" จะต้องเรี ยนรู ้ และทําความเข้าใจในภาษา อาหรับ 3.3.2 มีทศั นคติที"ดีและจิตใจที"บริ สุทธิ:ต่อเรื" องราวทางประวัติศาสตร์ การมีทศั นคติที"ดีเป็ นปั จจัยที"สาํ คัญประการหนึ"งต่อการเข้าใจและมีจุดยืนต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที"เกิดขึ1นในหน้าประวัติศาสตร์ ที"มีการรายงานอย่างถูกต้อง เช่นเดียวกันการที"มุสลิมมีจิตใจที"บริ สุทธิ: ปราศจากความอิจฉาริ ษยาต่อพี"นอ้ งมุสลิมของเขาเองนั1น ถือได้วา่ เป็ นคุณลักษณะที"มีเกียรติที"ส่งผล ต่ อ สภาพจิ ต ใจของเขานั1น มี ค วามสงบสุ ข และหลี ก ห่ า งจากการตอบสนองอารมณ์ ใ ฝ่ ตํ"า และ


134

ความอิจฉาริ ษยาที"ได้ผกู มัดตัวของเขาไม่ให้มีความบริ สุทธิ: ใจ ด้วยเหตุน1 ี ในการอ้างอิงหลักฐานจาก เรื" องราวประวัติศาสตร์ น1 นั ย่อมมีความจําเป็ นอย่างยิ"งที"ตอ้ งมีทศั นคติและหัวใจที"ดีและบริ สุทธิ: ต่อ เรื" องราวต่างๆ ทั1งนี1เพื"อการอ้างอิงหลักฐานจากเรื" องราวทางประวัติศาสตร์ น1 นั สามารถเป็ นที"ยอมรับ ตามหลักวิชาการอิสลามได้ 3.4 ตําราทางประวัติศาสตร์ ในการเรี ยบเรี ยงและบันทึ กเหตุ การณ์ ทางประวัติศาสตร์ ของตําราต่า งๆนั1น นักวิชาการ แต่ละท่านจะมีเกณฑ์ในการรวบรวมที"แตกต่างกัน บางท่านรวบรวมทุกเรื" องราวเท่าที"พบแล้วบันทึก ลงในตําราของตน เช่ น ตําราประวัติศาตร์ ที"เขียนโดยท่านอิบนุ ญะรี ร อัฏเฏาะบารี ย ์ ได้แก่ “ตารี ค อัลอุ มมั วัลมุ ลูก” หรื อเรี ยกสั1นๆว่า “ตารี ค อัฏเฏาะบารี ย”์ อย่างไรก็ตามนักวิชาการบางท่านก็ได้ กลั"น กรองเอาเฉพาะเรื" องราวที" ถู ก ต้องเท่ า นั1นแล้วบันทึ ก ลงในตํา ราของตน เช่ น “อัล บิ ดายะฮฺ วันนิฮายะฮฺ” ที"เขียนโดยท่านอิหม่ามอิบนุกะษีร” เป็ นต้น 4 เกณฑ์ การอ้ างอิงหลักฐานทางวิชาการจากตําราวิชาการต่ างๆ 4.1 การคัดเลือกตําราและผูเ้ ขียน การอ้างอิ งหลักฐานทางวิชาการจากตําราวิชาการต่างๆ เช่ นตําราอรรถาธิ บายอัลกุรฺอาน ตําราหะดี ษประกอบคําอธิ บาย หรื อตําราทางประวัติศาสตร์ สิ" งสําคัญประการหนึ" งที"จะทําให้การ อ้างอิงหลักฐานนั1นเป็ นที"ยอมรับตามเกณฑ์ทางวิชาการได้คือการคัดเลือกตําราและผูเ้ ขียนที"มีความ น่าเชื"อถือในด้านความรู ้ความเข้าใจ และมีหลักศรัทธาที"ถูกต้อง และเนื1 อหาที"ปรากฏอยูใ่ นตํารานั1นก็ ต้องมีความสอดคล้องกับประเด็นที"ใช้ในการอ้างอิง 4.2 การอ้างอิงเนื1อหา 4.2.1 ไม่ปิดบังหลักฐานจากความจริ ง การปิ ดบังหลักฐานจากความจริ ง คือการไม่นาํ เสนอหลักฐานใดๆนอกเสี ยจากจะเป็ นสิA งทีA ตอบสนองกับอารมณ์ ใคร่ ของพวกตน ซึA งกลุ่มชนทีAชอบทําสิA งอุตริ กรรมก็มีคุณลักษณะดังกล่าวนี/ เช่ นเดี ยวกัน ฉะนั/นการไม่ปิดบังหลักฐานจากความจริ ง จึงเป็ นเกณฑ์ประการหนึA งของการอ้างอิง หลักฐานทางวิชาการอิสลาม 4.2.2 ไม่บิดเบือนหลักฐาน การบิ ดเบื อนหลักฐานนับได้ว่าเป็ นพฤติกรรมหนึA งทีA ได้ปรากฏให้เห็ นอย่างแพร่ หลายใน หมู่ชนผูท้ ีAทาํ สิA งอุตริ กรรม และด้วยการบิ ดเบื อนหลักฐานนี/ เองทีA ทาํ ให้หมู่ชนผูท้ ีAทาํ สิA งอุตริ กรรม ทั/งหลายนั/นได้อุปโลกน์เรืA องราวต่างๆทางศาสนาของอัลลอฮฺ ข/ ึนมาโดยมีรูปแบบในการบิดเบือน หลักฐานคือ การบิดเบือนใน “ถ้อยคํา” การบิดเบือนใน “ความหมาย” และการบิดเบือนหลักฐาน


135

ออกจากประเด็ น ทีA เ กีA ย วข้อ ง เหล่ า นี1 คื อ รู ป แบบการอ้า งอิ ง หลัก ฐานที" ไ ม่ ส อดคล้อ งกับ เกณฑ์ การอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการอิสลามที"ตอ้ งให้ความตระหนักและหลีกเลี"ยงจากพฤติกรรมดังกล่าว 4.2.3 ระบุรายละเอียดของตําราที"ใช้ในการอ้างอิง การอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการจากตําราวิชาการต่างๆ สิ" งที"ควรตระหนักประการหนึ" งคือ การระบุ รายละเอียดของตําราที" ใช้ในการอ้างอิงว่าตําราที" ใช้น1 นั มี ชื"ออะไร ผูแ้ ต่งคื อใคร เล่ มและ หมายเลขหน้า ที" เท่ า ไหร่ ฉบับ หรื อ ครั1 งที" พิ ม พ์ สถานที" พิ ม พ์ สํ า นัก พิ ม พ์ และปี ที" พิ ม พ์ เป็ นต้น ซึ" งวัตถุ ประสงค์ของการระบุรายละเอียดของตําราที"ใช้ในการอ้างอิงนั1นก็เพื"อให้แน่ใจว่าเนื1 อหาใน แหล่ งข้อมูลแต่ละเรื" องนั1น เชื" อถื อได้และสามารถพิสูจน์ยืนยันได้ ทั1งเป็ นการให้เกี ยรติ ต่อผูเ้ ขียน แหล่งอ้างอิงนั1น และเพื"อให้ผอู ้ ่านสามารถค้นคว้าเพิ"มเติมจากแหล่งข้อมูลที"อา้ งถึงได้ดว้ ย 4.3 การอ้างอิงตัวบทจากตําราที"ผา่ นกระบวนการแปล การอ้างอิงจากตําราที"ผ่านกระบวนการแปลจะต้องกระทําด้วยความสํานึ กว่า ไม่มีสํานวน แปลใดจะสมบู ร ณ์ พ ร้ อ ม และสามารถถ่ า ยทอดจิ ต วิ ญ ญาณของตัว บทได้อ ย่า งลึ ก ซึ1 งตรงตาม เจตนารมณ์ของตัวบทได้อย่างแท้จริ ง อย่างไรก็ตาม เรามีหน้าที"จะต้องค้นหาสํานวนแปลที"น่าเชื" อถือ และถื อว่าดี ที"สุดมาเป็ นบรรทัดฐานสําหรับใช้อา้ งอิง ซึ" งสํานวนแปลที"ดีน1 นั ผูแ้ ปลจะต้องยึดตํารา ของอุละมาอฺ เป็ นกรอบในการถ่ายทอดความหมายอย่างเคร่ งครัด ดังกล่าวนี1 คือสิ" งที"ผูท้ ี"จะอ้างอิ ง หลัก ฐานทางวิ ช าการจากแหล่ ง อ้า งอิ ง ต่ า งๆต้อ งให้ ค วามตระหนัก เพื" อ การอ้า งอิ ง หลัก ฐาน ทางวิชาการนั1นสอดคล้องและเป็ นที"ยอมรับได้ตามเกณฑ์การอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการอิสลาม 5. วิธีการอ้ างอิงหลักฐานทางวิชาการของ ดร.มุหัมมัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี ผูว้ จิ ยั ได้ทาํ การศึกษาวิธีการอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการของหนังสื อ “ในที"สุดข้าพเจ้าได้รับ ทางนํา” เรี ยบเรี ยงโดย ดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี หรื อ อัต-ติญานี ซึ" งผูว้ จิ ยั สามารถสรุ ปและ ได้แบ่งเป็ นประเด็นตามหัวข้อต่างๆ ดังมีรายละเอียดดังนี1 5.1 การปฏิเสธต่อหลักฐานที"ชดั แจ้ง ผูว้ ิจยั ได้ทาํ การศึ กษาหนังสื อ “ในที" สุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา” ปรากฏว่ามี การปฏิ เสธต่ อ หลัก ฐานที" ชัดแจ้ง แม้ว่า หลักฐานเหล่ า นั1นจะถู ก ระบุ ใ นหนัง สื อเศาะหี หุสสุ นนะฮฺ และหนังสื อ ตัวบทหะดี ษต่างๆที" มีนักวิช าการชาวอะฮฺ ลุ สสุ นนะฮฺ วลั ญะมาอะฮฺ มายืนยันถึ ง ความถู ก ต้องของ หะดีษเหล่านั1นก็ตาม


136

5.2 การอ้างอิงหลักฐานที"สวนทางกับระเบียบวิธีการที"ผเู ้ รี ยบเรี ยงได้วางไว้ ผูว้ ิ จ ัย ได้ท ํา การศึ ก ษาหนัง สื อ “ในที" สุ ด ข้า พเจ้า ได้รั บ ทางนํา ” ปรากฏว่ า มี ก ารอ้า งอิ ง หลักฐานที"สวนทางกับระเบียบวิธีการที"เขาได้วางไว้วา่ จะอ้างอิงหลักฐานเฉพาะที"เห็นพ้องต้องกัน โดยทั1ง สองฝ่ ายและต้อ งเป็ นหลัก ฐานที" ถู ก ต้อ งเป็ นที" ย อมรั บ ได้เ ท่ า นั1น เนื" อ งจากผูว้ ิ จ ัย ได้พ บ หลักฐานมากมายที"มีสถานะที"อ่อนและอุปโลกน์ในหนังสื อเล่มดังกล่าว 5.3 การบิดเบือนหลักฐานให้ผดิ ไปจากเดิม ผูว้ ิจยั ได้ท าํ การศึ ก ษาหนัง สื อ “ในที" สุ ดข้า พเจ้า ได้รับ ทางนํา ” ปรากฏว่า มี การบิ ดเบื อน หลักฐานให้ผดิ ไปจากเดิมอย่างมากมาย ทั1งนี1เพื"อตอบสนองในแนวคิดและหลักความเชื"อของตนเอง 5.4 การปิ ดบังหลักฐานจากความเป็ นจริ ง ผูว้ ิ จ ัย ได้ท าํ การศึ ก ษาหนัง สื อ “ในที" สุ ด ข้า พเจ้า ได้รั บ ทางนํา ” ปรากฏว่า มี ก ารปกปิ ด หลักฐานจากความเป็ นจริ ง โดยได้นาํ เสนอเฉพาะเนื1 อหาที"สอดคล้องกับความต้องการและแนวคิด หลักความเชื"อของตนเองเพียงเท่านั1น 5.6 การบิดเบือนในความหมายของหลักฐาน ผูว้ จิ ยั ได้ทาํ การศึกษาหนังสื อ “ในที"สุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา” ปรากฏว่ามีการบิดเบือนในความหมาย ของหลักฐาน โดยได้นาํ เสนอความหมายที"สอดคล้องกับความต้องการและแนวคิด หลักความเชื" อ ของตนเองเพียงเท่านั1น 5.7 มีความขัดแย้งในคํากล่าวของตนเอง ผูว้ ิจยั ได้ทาํ การศึกษาหนังสื อ “ในที"สุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา” ปรากฏว่าเนื1 อหาที"อตั -ติญานี ได้นาํ เสนอนั1นมีความขัดแย้งกับคํากล่าวของเขาเองที"มีระบุในหนังสื อเล่มเดียวกัน 5.8 การอ้างอิงเรื" องราวที"ไม่มีที"มาของแหล่งอ้างอิง ผูว้ ิจยั ได้ทาํ การศึ กษาหนัง สื อ “ในที" สุดข้า พเจ้า ได้รับ ทางนํา ” ปรากฏว่าได้มี การอ้างอิ ง เรื" องราวต่างๆที"ไม่มีที"มาของแหล่งอ้างอิงอย่างมากมาย อันบ่งชี1 ถึงพฤติกรรมที"ไม่มีความรับผิดชอบ ในสิ" งที"ตนได้นาํ เสนอ ทั1งยังเป็ นพฤติกรรมที"บ่งชี1 ถึงความมดเท็จ อุปโลกน์ของผูเ้ รี ยบเรี ยงในการ นําเสนอเรื" องราวต่างๆในหนังสื อของเขา 5.9 การอ้างอิงเรื" องราวโดยระบุแหล่งที"มาด้วยความเท็จ ผูว้ จิ ยั ได้ทาํ การศึกษาหนังสื อ “ในที"สุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา” ปรากฏว่ามีการอ้างอิงเรื" องราว โดยระบุแหล่งที"มา ซึ" งเมื"อผูว้ ิจยั ตรวจสอบไปยังแหล่งอ้างอิงดังกล่าว ไม่ปรากฏเรื" องราวเหล่านั1น แม้แต่อย่างใด และถือเป็ นพฤติกรรมที"บ่งชี1 ถึงความมดเท็จ อุปโลกน์ของผูเ้ รี ยบเรี ยงในการนําเสนอ เรื" องราวต่างๆในหนังสื อของเขาเช่นเดียวกัน


137

5.10 การกล่าวอ้างเรื" องราวที"ขดั กับข้อเท็จจริ ง ผูว้ ิจยั ได้ทาํ การศึ ก ษาหนัง สื อ “ในที" สุ ดข้า พเจ้า ได้รับทางนํา ” ปรากฏว่า มี ก ารกล่ า วอ้า ง เรื" องราวที"ขดั กับข้อเท็จจริ งของข้อมูลที"ปรากฏอย่างชัดแจ้งในหมู่นกั วิชาการและตําราต่างๆ 5.11 ขาดความรู ้และความรอบคอบในข้อมูล ผูว้ จิ ยั ได้ทาํ การศึกษาหนังสื อ “ในที"สุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา” ปรากฏว่าอัต-ติญานีน/ นั เป็ นผูท้ ีA ขาดความรู ้และความรอบคอบในข้อมูลอย่างยิงA ดังจะเห็นจากข้อมูลทีAได้นาํ เสนอในหนังสื อของเขาทีA มีความผิดพลาด ซึA งปรากฏให้เห็นได้เด่นชัด 5.12 ขาดการตรวจสอบรายละเอียดในสายรายงานและข้อมูลอย่างรอบคอบ กระบวนการตรวจสอบถึ งข้อเท็จจริ งของเรื" องราวทางประวัติศาสตร์ ดว้ ยกับการพิจารณา ถึงสายรายงานของมัน มีส่วนที"จะทราบถึ งข้อเท็จจริ งของเรื" องราวต่างๆได้ดีย"ิง ด้วยเหตุน1 ี ผวู ้ ิจยั ได้ ทําการศึกษาหนังสื อ “ในที"สุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา” ปรากฏว่าเนื1อหาที"ปรากฏนั1นมาจากการรายงาน ของนักรายงานที"มีชื"อเสี ยงที"บรรดานักวิชาการหลายท่านได้วิพากษ์วิจารณ์วา่ เป็ นบุคคลที"ไม่มีความ น่าเชื"อถือ โกหก และอุปโลกน์เรื" องราวต่างๆขึ1นมาเอง ซึ" งเป็ นข้อพิสูจน์วา่ อัต-ติญานี น1 นั เป็ นผูท้ ี"ขาด การตรวจสอบรายละเอียดในสายรายงานและข้อมูลอย่างรอบคอบ 5.13 ขาดการคัดกรองตําราและผูเ้ รี ยบเรี ยงที"นาํ มาใช้ในการอ้างอิง ผูว้ ิจยั ได้ทาํ การศึกษาหนังสื อ “ในที"สุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา” ปรากฏว่าอัต-ติญานี เป็ นผูท้ ี" ขาดการคัดกรองตํา ราและผูเ้ รี ย บเรี ย งที" นํา มาใช้ใ นการอ้า งอิ ง เนื" องจากผูว้ ิจ ัย พบว่า มี เรื" อ งราว มากมายที"อตั -ติญานีได้ใช้หนังสื อ ตารี คุลคุละฟาอฺ หรื อ อัลอิมามะฮฺ วัสสิ ยาสะฮฺ โดยอิบนุ กุตยั บะฮฺ มุรูOุซ-ซะฮับ โดยอัล-มัสอูดีย ์ และอื"นๆ เป็ นต้น ซึ" งตําราเหล่านี1 ลว้ นเป็ นตําราที"ไม่มีความน่าเชื" อถือ ทั1ง สิ1 น เนื" อ งจากถู ก เรี ย บเรี ย งโดยการนํา สายรายงานของเรื" อ งราวต่ า งๆจากนัก รายงานที" ถู ก นักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์ ว่าเป็ นบุคคลที"ไม่มีความน่ าเชื" อถื อ โกหก และบางเรื" องราวก็เป็ นสิ" งที" ผู ้ เรี ยบเรี ยงอุปโลกน์ข1 ึนมาเอง 5.14 ไม่มีการรวบรวมตัวบทหลักฐานและสายรายงานในประเด็นที"เกี"ยวข้อง การรวบรวมเรื" อ งราวและสายรายงานต่ า งๆในประเด็ น ที" เ กี" ย วข้อ งนั1น นับ เป็ นวิธี ก าร ที"ถูกต้องและสําคัญประการหนึ" งที"จะได้มาซึ" งความเข้าใจในเรื" องราวที"เกิดขึ1นนั1นได้อย่างกระจ่าง ชัดแจ้ง ซึ" งเมื"อผูว้ จิ ยั ได้ทาํ การศึกษาหนังสื อ “ในที"สุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา” เรี ยบเรี ยงโดยอัต-ติญานี ปรากฏว่าอัต-ติ ญานี ไม่มีการรวบรวมตัวบทหลักฐานและสายรายงานในประเด็นที"เกี" ยวข้องเพื"อ ประกอบการทําความเข้าใจและนําไปใช้ในการอ้างอิงแม้แต่อย่างใด


138

5.15 ใช้ความคิดและความเข้าใจของตนเป็ นหลักในการวิเคราะห์โดยไม่ยดึ มัน" ในคําอธิ บาย ของบรรดานักวิชาการที"เป็ นที"ยอมรับได้ ผูว้ ิจยั ได้ทาํ การศึ กษาหนังสื อ “ในที" สุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา” ปรากฏว่าอัต-ติ ญานี ได้ใ ช้ ความคิ ดและความเข้า ใจของตนเป็ นหลักในการวิเคราะห์ โดยไม่ ยึดมัน" ในคําอธิ บายของบรรดา นักวิชาการที"เป็ นที"ยอมรับได้เพียงเพื"อตอบสนองกับแนวคิดและหลักความเชื"อของตนเองเท่านั1น 5.16 การกล่าวเท็จและให้ร้ายแก่นกั วิชาการและชาวอะฮฺลุสสุ นนะฮฺวลั ญะมาอะฮฺ ผูว้ ิจยั ได้ทาํ การศึกษาหนังสื อ “ในที"สุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา” ปรากฏว่ามีเรื" องราวมากมาย ที" อตั -ติ ญานี ไ ด้กล่ า วเท็จและให้ร้า ยแก่ นัก วิชาการและชาวอะฮฺ ลุส สุ นนะฮฺ วลั ญะมาอะฮฺ ทั1ง ๆที" เรื" องราวดังกล่าวไม่ได้เป็ นข้อเท็จจริ งแม้แต่อย่างใด อภิปรายผล จากการศึ ก ษาหนั ง สื อ “ในที" สุ ด ข้า พเจ้า ได้ รั บ ทางนํา ” ของดร.มุ หั ม มัด อัต -ติ ญ านี อัส-สะมาวี มีประเด็นที"น่าสนใจ และควรนํามาอภิปรายดังนี1 1. การอ้างอิงหลักฐานเป็ นการพยายามแสดงถึงหลักฐานเพื"อให้เกิดความเชื" อมัน" แก่ผอู ้ ่าน ว่าผูเ้ ขี ยนนั1นได้ศึ กษาค้นคว้ามาเป็ นอย่า งดี จากแหล่ งความรู ้ ที"เชื" อถื อได้และสามารถบอกระดับ ความน่าเชื" อถือของข้อมูล รวมทั1งเป็ นการให้ขอ้ มูลแก่ผอู ้ ่านที"ตอ้ งการตรวจสอบหรื อศึกษาค้นคว้า แหล่ ง ข้อมู ล เดิ ม ซึ" ง เกณฑ์ก ารอ้า งอิ งหลัก ฐานทางวิช าการอิ ส ลามนั1นได้มีระเบี ยบวิธี ก ารต่ า งๆ ทั1ง นี1 เพื" อ นํา มาซึ" ง ความถู ก ต้อง สมบู รณ์ ข องข้อมู ล และเพื" อ ทํา ให้เกิ ดความมั"นใจในการยึดมั"น และศรัทธาในประเด็นต่างๆที"อยูบ่ นพื1นฐานของศาสนาอันบริ สุทธิ: ทางนําอันเที"ยงตรงและแท้จริ ง ของอัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอะลา 2. หนังสื อ “ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา” ของดร.มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี นั/นเป็ น หนัง สื อ ทีA มี วิ ธี ก ารอ้า งอิ ง หลัก ฐานทางวิ ช าการทีA ไ ม่ ส อดคล้อ งกับ เกณฑ์ ก ารอ้า งอิ ง หลัก ฐาน ทางวิชาการอิ สลามอย่างมากมาย จึ งสมควรอย่างยิAงทีAจะต้องหลี กเลีA ยงจากการศึกษาและบริ โภค ข้อมูลต่างๆทีAปรากฏในหนังสื อเล่มดังกล่าว 3. ประเด็นและหลักฐานต่างๆทีAอตั -ติญานี ได้นาํ เสนอในหนังสื อ “ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับ ทางนํา” เพืAอเป็ นสิA งทีAนาํ มายืนยันถึงสัจธรรมทีAเขาและชีอะฮฺ อิหม่าม 12 ได้ยึดถืออยูน่ / นั เป็ นประเด็น และหลัก ฐานเดี ย วกันกับทีA ชาวชี อะฮฺ อิหม่า ม 12 ไม่ ว่าจะเป็ นนักวิช าการหรื อชี อะฮฺ โดยทัวA ไป มักนํามาใช้ใ นการสนับสนุ นแนวคิ ดและหลัก ความเชืA อของตน ทั/ง ยัง เป็ นสิA ง ทีA นํามาเผยแพร่ ใ น รู ป แบบของการบรรยาย การพู ด คุ ย และงานเขี ย นต่ า งๆ เป็ นต้น ทั/ง นี/ เพืA อ จรรโลงใจให้ ผูค้ น โดยเฉพาะพีA น้องมุ ส ลิ ม ผูท้ ีA มี จิ ตใจงดงามได้ห ลงใหลในแนวคิ ด และหลัก ความเชืA อ ของชี อ ะฮฺ


139

อิหม่าม 12 และทําให้รู้สึกประทับใจกับกิจกรรมต่างๆและความจริ งใจทีAแสดงให้ปรากฏภายนอก เพราะฉะนั/นการชี/ แจงถึงข้อเท็จจริ งอันไม่น่ารืA นรมย์บางประการนี/จึงกลายเป็ นความจําเป็ นสําหรับ การปกป้ องคุม้ ครองทั/งปั จเจกบุคคลและประชาชาติโดยทัวA ไป และเพืAอนําเราไปสู่ ทางอันเทีAยงตรง ของศาสนาอันบริ สุทธิ‹ และแท้จริ งของอัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา และหวังต่อพระองค์ทีAจะทรง ประทานให้แก่เราเป็ นผูท้ ีAคู่ควรแก่รางวัลและความพึงพอพระทัยของพระองค์ อัลลอฮฺ สุ บหานะฮุวะตะอาลา ทรงตรัสว่า ِ ِ ِ ِ ‫ﺌُـ ُﻬﻢ ِﲟَﺎ‬‫ ﻳـُﻨَﺒ‬ُ‫ﳕَﺎ أ َْﻣ ُﺮُﻫ ْﻢ إِ َﱃ اﻟﻠّ ِﻪ ﰒ‬ِ‫ﺖ ِﻣْﻨـ ُﻬ ْﻢ ِﰲ َﺷ ْﻲ ٍء إ‬ َ ‫ ْﺴ‬‫ﺮﻗُﻮاْ دﻳﻨَـ ُﻬ ْﻢ َوَﻛﺎﻧُﻮاْ ﺷﻴَـ ًﻌﺎ ﻟ‬‫ﻳﻦ ﻓَـ‬ َ ‫ن اﻟﺬ‬ ‫إ‬ ‫َﻛﺎﻧُﻮاْ ﻳـَ ْﻔ َﻌﻠُﻮ َن‬ ความว่า “แท้ จริ งบรรดาผู้ทีแบ่ งแยกศาสนาของพวกเขา และพวกเขาได้ กลายเป็ น นิกายต่ าง ๆ นั%นเจ้ า (มุหัมมัด) หาใช่ อยู่ในพวกเขาแต่ อย่ างใดไม่ แท้ จริ งเรื องราวของ พวกเขานั%น ย่ อมไปสู่ อัลลอฮฺ แล้ วพระองค์ จะทรงแจ้ งแก่ พวกเขาในสิ งทีพวกเขา กระทํากัน” 426 ข้ อเสนอแนะ จากการศึกษาเรืA องการศึ กษาวิเคราะห์และวิพากษ์วิธีการอ้างอิ งหลักฐานทางวิชาการของ ดร. มุ หัมมัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี ผูว้ ิจยั มี ความเห็ นว่าสมควรทีA จะทําการวิจยั ในประเด็นหัวข้อ ต่อไปนี/ 1. ศึ ก ษาวิ เ คราะห์ แ ละวิ พ ากษ์ วิ ธี ก ารอ้า งอิ ง หลัก ฐานทางวิ ช าการของดร. มุ หั ม มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี ทีAได้รับการแปลเป็ นภาษาไทยในหนังสื อ ِ ِ  ‫ – ِ◌ﻷَ ُﻛﻮ َن ﻣﻊ اﻟ‬ลิอะกูนะ มะอัศ–ศอดิกีน– ขออยูก่ บั ผูส้ ัตย์จริ ง” ก. “ ‫ﲔ‬ َ ْ ‫ﺼﺎدﻗ‬ ََ ْ ข. “‫ﺬ ْﻛ ِﺮ‬ ‫ – ﻓَﺎ ْﺳﺄَﻟُْﻮا أَ ْﻫ َﻞ اﻟ‬ฟัสอะลู อะฮฺลซั ซิ กรฺ – จงถามผูร้ ู ้” ค. “‫ ِﺔ‬‫ﺴﻨ‬ ‫ﺸْﻴـ َﻌﺔُ ُﻫ ْﻢ أَ ْﻫ ُﻞ اﻟ‬ ْ‫ – اﻟ‬อัช-ชีอะฮฺ ฮุมอะฮฺลุสสุ นนะฮฺ – ชีอะฮ์ คือซุ นนะฮ์ที"แท้จริ ง” 2. ศึกษาวิเคราะห์และวิพากษ์วิธีการอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการของนักวิชาการทีAเลืAอมใส ในลัทธิ ชีอะฮฺอิหม่าม 12 ที"ปรากฏในหนังสื อเล่มต่างๆ

426

สูเราะฮฺอลั อันอาม, 6: 159.


140

บรรณานุกรม พระมหาคัมภีร์อลั กุรฺอาน หนังสื อภาษาไทย ชลัยพร เหมะรัชตะ จินดารัตน์ เบอร์ พนั ธุ์ และอรุ นุช เศวตรัตนเสถียร. 2549. บรรณาธิ การ. การค้นคว้าและการเขียนรายงาน. กรุ งเทพ : โครงการเผยแพร่ ผลงานวิชาการ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ชะรี ดะฮฺ อับดุลลอฮฺ อัลมะอูชรั ญี. 2532. ท่องไปกับมุสลิมรุ่ นแรก. แปลโดยอับดุลลอฮฺ แดงโกเมน. กรุ งเทพ : อัลอัศฮาบ. ดิเรก กุลสิ ริสวัสดิ‹. 2518. การนมาซตามสุ นนะฮฺ. กรุ งเทพ : โรงพิมพ์อกั ษรสมัย. ฟารี ด เฟ็ นดี/. 2550. รู ้ทนั ชีอะฮ์. [ม.ป.ท.] : ศูนย์หนังสื อนัฟฟาซีA . มุสเฏาะฟา อะชูร, 2548, ญิณ ชีวติ ทีAเร้นลับ, แปลโดย บรรจง บินกาซัน, กรุ งเทพ : ศูนย์หนังสื อ อิสลาม. มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี. 2547. ในทีAสุดข้าพเจ้าได้รับทางนํา. แปลโดย บํารุ ง อาสาวิมลกิจ. พิมครั/งทีA 2. กรุ งเทพ : สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและวิจยั เกีAยวกับอิสลาม. มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี. 2541. ชีอะฮ์คือซุ นนะฮ์ทีAแท้จริ ง. แปลโดย อับดุลลอฮ์ บินกอเซ็ม. กทม : สถาบันส่ งเสริ มการศึกษาและวิจยั เกีAยวกับอิสลาม. มุหมั มัด มันศูร นุมานีย,์ 2531. การปฏิวตั ิของอีหร่ านท่านอิมามโคมัยนียแ์ ละนิกายชีอะฮฺ. แปลโดย ดิเรก กุลสิ ริสวัสดิ‹. กรุ งเทพ : ฟันนีAพบั บลิชชิAง. สัยยิดกุฏุบ. 2550. ฟิ ซิ ลาลิลกุรฺอาน. แปลไทยโดยสุ นทร มาลาตี. ปั ตตานี :โรงพิมพ์เบนฮาลาบีเพรส. อับดุรฺ รออุฟ. 2544. ประวัติศาสตร์ อิสลามและโลกมุสลิม. แปลโดย บรรจง บินกาซัน. กรุ งเทพ : อัล-อะมีน. อับดุลเลาะ การี นาและเชาวน์ฤทธิ‹ เรื องปราชญ์. 2549 . “ศัพท์บญั ญัติดา้ นอัตตะอฺ ดีลและอัลญัรหฺ ”. รายงานการวิจยั ,สายรายงานกับการยอมรับหะดีษในฐานะเป็ นคําสอนของอิสลาม. อับดุลลอฮฺ การี นา. 2551. ศาสตร์ แห่งอัลกุรฺอานและอัส-สุ นนะฮฺ. สงขลา : โรงพิมพ์หาดใหญ่ กราฟฟิ ก อับดุลลอฮฺ มะหฺ มูด ชะฮาด๊ะฮฺ. 2528. อุลูมุลหะดีษ. แปลโดย อ.ชากิรีน บุญมาเลิศ. กรุ งเทพ : ศูนย์ภาษาอาหรับ.


141

อัลอะษะรี ย.์ 2548. หลักการยึดมันA ของอัส-สะละฟุศ ศอและห์. แปลโดยนัศรุ ลลอฮฺ ต็อยยิบ. หาดใหญ่ : สํานักพิมพ์อรั ริ สาละฮฺ. อะหฺ มดั อับดุลลอฮฺสะลามะฮฺ. 2543. ปั ญหาซุ นนีย-์ ชีอะฮ์ในมุมมองของอิสลาม. แปลโดยฟาฏิมะฮฺ บินติอิบรอฮีม อัลอันศอรี ย.์ กรุ งเทพ : สํานักพิมพ์อิสลามิคอะเคเดมี. อิสมาแอ อาลี. 2552. อุศูลุลฟิ กฮฺ. พิมครั/งทีA 2. ปั ตตานี : โรงพิมพ์มิตรภาพ. หนังสื อภาษาอาหรับ คอลิด อัล-อัสเกาะลานีย.์ 1424. บัลเฎาะลัลตะ... [ม.ป.ท] : ดารุ ลมุหดั ดิษีน. เคาะลีฟะฮฺ อิบนุคิยาฏ. 1397. ตารี คเคาะลีฟะฮฺ อิบนุคิยาฏ. เบรุ ต : มุอสั สะสะฮฺอรั ริ สาละฮฺ. ญะวาด อะลี. 1413. อัล-มุฟัศศอล ฟี ตารี ค อัล-อะร็ อบ ก็อบลัลอิสลาม. แบกแดด : [ม.ป.พ.]. ฏอริ ก อัล-อัสก็อร. 1422. อิลมุอสั บาบิ วุรูดิลหะดีษ. [ม.ป.ท.] : ดารุ ลอิบนุหซั มฺ . นาศิร อิบนุอบั ดุลลอฮฺ อิบนุอะลีอลั เกาะฟารี ย.์ [ม.ป.ป.]. “อุศูลมัซฮับ อัชชีอะฮฺอลั อิมามิยะฮฺ อัลอิษนัย อัลอะชะริ ยะฮฺ...”. วิทยานิพนธ์ปริ ญญาดุษฎีบณั ฑิต มหาวิทยาลัยอัลอิหม่าม มุหมั มัด อิบนุสุอูด อัลอิสลามียะฮฺ. [ม.ป.ท.] : [ม.ป.พ.]. นูรุดดีน อิตรฺ . 1416. อุลูมิลกุรฺอานิลกะรี ม. ดิมชั กฺ : มัฏบะอะฮฺ อัศ-เศาะบาหฺ . บักรฺ อิบนุอบั ดุลลอฮฺ อบูซยั ดฺ . 1418. อัต-ตะอาลิม วะอะษารุ ฮุ อะลัลฟิ กรฺ วัลกิตาบ. ซาอุดีอารเบีย : ดารุ ลอาศิมะฮฺ. บุคอรี ย.์ 1419. อัลญามิอฺ อัล-มุสนัด อัศ-เศาะหี หฺ อัล-มุคตะศ็อร มินอุมูรเราะสู ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม วะสุ นะนิฮิ วะอัยยามิฮิ, ริ ยาด : ดารุ สสลาม. มะนาอุลก็อฏฏอน. 1421. มะบาหิ ษ ฟี อุลูมิลกุรฺอาน. ริ ยาด : มักตะบะฮฺ อัลมะอาริ ฟ. มะหฺ มูด อัฏ-เฏาะหาน. 1425. อัลมันฮะrุลหะดีษ ฟี มุศเฏาะละหิ ลหะดีษ. ริ ยาด : มักตะบะฮฺ อัล-มะอาริ ฟ. มาลิก อิบนุอะนัส. 1413. มุวฏั เฎาะมาลิก ริ วายะฮฺ มุหมั มัด อิบนุลหะสัน. จํานวน 3 เล่ม. ดิมชั กฺ : ดารุ ลเกาะลัม. มุสลิม. [ม.ป.ป.]. อัลญามิอฺอศั -เศาะหี หฺ อัลมุสัมมะ เศาะหี หฺมุสลิม. จํานวน 8 เล่ม เบรุ ต : ดารุ ลญัยลฺ . มุหมั มัด สาลิม อัลคิฎรฺ . 1428. ษุมมะอับศ็อรตุลหะกีเกาะฮฺ. คูเวต : ชับฺกะฮฺ อันศอร อะฮฺลุลบัยตฺ . มุหมั มัด อิบนุอบั ดุลวะฮฺฮาบ. 1347. มะสาอิล อัล-ญาฮิลียะฮฺ. ไคโร : อัส-สะละฟี ยะฮฺ. มุหมั มัด เราะอฺ ฟัต สะอีด. [ม.ป.ป.]. อัสบาบุวรุ ู ดิลหะดีษ ตะหฺ ลีล วะตะสี สฺ.[ม.ป.ท.] : [ม.ป.พ.].


142

มุหมั มัด อบูล-ลัยษฺ อัล-คอยร์ อาบาดีย.์ 1426. อุลูมุลหะดีษ อะศีลุฮา วะมะอาศิรุฮา. มาเลเซี ย : ดารุ ชชากิร. มุหมั มัด กุฏุบ. 1412, กัยฟะนักฺตุบ อัต-ตารี คฺ อัล-อิสลาม. เบรุ ต : ดารุ ชฺชุรูก. มุหมั มัด อัล-บัฆดาดีย.์ [ม.ป.ป]. อันนาสิ ค วัลมันสู ค. จอร์ แดน: ดารุ ลอัดวีย.์ มุหมั มัด อิบนุลุฏฟี ย์ อัศ-เศาะบาฆฺ . 1418. อัล-หะดีษ อัน-นะบะวีย.์ เบรุ ต : อัลมักตับ อัลอิสลามีย.์ มุหมั มัด อิบนุศอลิหฺ อัล-อุษยั มีน. 1420. กิตาบ อัล-อิลมฺ . ซาอุดีอารเบีย : ดารุ ษษุรยา. มุหมั มัด อิบนุศอมัด อัส-สุ ลละมีย.์ [ม.ป.ป.]. มะสาอิล ฟี มันฮัจญ์ ดิรอสะ อัส-สี เราะฮฺ อัน-นะบะวียะฮฺ. [ม.ป.ท.] : ดารุ ล-อิบนุเญาซี ย.์ มุหมั มัด มาลิลลาฮฺ. 1402. อัชชีอะฮฺวตั ตะหฺ รีฟิลกุรฺอาน. เบรุ ต : ดารุ สสู อีย ์ อัลอิสลามีย.์ มุหมั มัด อับดุรฺเราะหฺ มาน อัสสัยฟฺ. [ม.ป.ป.]. อัลกุรฺอานวัตตะหฺ รีฟ. [ม.ป.ท.] : [ม.ป.พ.]. ยูสุฟ อัลเกาะเราะฎอวีย.์ 1421. กัยฟะนะตะอามัลมะอัลกุรฺอาน. เลบานอน : มุอสั สะสะฮฺ อัรริ สาละฮฺ. วะลีด อิบนุหะสัน อัล-อานีย.์ 1418. มันฮัจrฺ ดิรอสะฮฺ อัล-อะสานีด วัล-หุ กมุอะลัยฮา. จอร์ แดน : ดารุ นนะฟาอิส. ศุบหี ย ์ อัศ-ศอลิหฺ. 1988. มะบาหิ ษ ฟี อุลูมิลกุรฺอาน. เลบานอน : ดารุ ลอิลมฺ อัล-มะลายีน. หะสัน มุหมั มัด มักบูลีย ์ อัล-อะฮฺดลั . 1410. มุศเฏาะละหุ ลหะดีษ วะริ ญาลิฮิ. เยเมน : มักตะบะฮฺ อัล-ญัยลุลญะดีด. อบูหาติม อัรรอซี ย.์ 1271. อัลญัรหุ วตั ตัอฺดีล. จํานวน 9 เล่ม. เบรุ ต : ดารุ ลอิหฺยาอุตตุรอษ อัลอะเราะบีย.์ อบีดาวุด. [ม.ป.ป.]. สุ นนั อบีดาวุด. จํานวน 4 เล่ม. เบรุ ต : ดารุ ลกิตาบ อัลอะเราะบีย.์ อะหฺ มดั อิบนุหมั บัล. 1420. ฟะฎออิลุศเศาะหาบะฮฺ. ซาอุดีอารเบีย : ดารอิบนุลเญาซี ย.์ อะหฺ มดั อิบนุหมั บัล. [ม.ป.ป.]. มุสนัดอะหฺ มดั อิบนุหมั บัล. จํานวน 6 เล่ม. ไคโร : มุอสั สะสะฮฺ กุรฏุบะฮฺ. อะลี มุหมั มัด มุหมั มัด อัศ-ศ็อลลาบีย.์ [ม.ป.ป.]. อัสมัล-มะฏอลิบ ฟี สี เราะฮฺ อะมีรรุ ลมุอฺมินีน อะลี อิบนุอบีฏอลิบ. อิสกันดะรี ยะฮฺ : ดารุ ลอีหม่าน. อะลี อัสสาลูส. 1424. มะอัชชีอะฮฺ อัลอิษนัยอะชะริ ยะฮฺ ฟิ ลอุศูลวัลฟุรูอฺ. อิยปิ ต์ : มักตะบะฮฺ ดารุ ลกุรฺอาน. อะฮฺมดั อิบนุอบั ดุรฺเราะฮฺมาน อัศ-ศุวยั ยาน. [ม.ป.ป.]. มันฮัจญ์ อัต-ตะลักกีย ์ วัล-อิสติดลาลฺ บัยนะอะฮฺลุสสุ นนะฮฺ วัล-มุบฺตะดิอะฮฺ. อัล-มุนตะดา อัล-อิสลามีย.์ [ม.ป.ท.] : [ม.ป.พ.]. _________________1421. นะหฺ วนุ มันฮัจญ์ ชัรอีย ์ ฟี ตะลักกีย ์ อัล-อัคบารฺ


143

วะริ วายะติฮา. ริ ยาด : ดารุ ส-สะลีม. อิบรอฮีม อิบนุอามิร อัรรุ หยั ลีย.์ 1423. อัลอินติศอร ลิศศุหฺบิวลั อาลิ มินอิฟติรออาติสะมาวี อัฎฎอล อัรร็ อดดุอะลัยฮฺ ฟี กิตาบิฮิษุมมะฮฺตะดัยตุ. [ม.ป.ท.] มักตะบะฮฺอลั อุลูมวัลหิ กมั . อิบนุกะษีร. [ม.ป.ป.]. อัลบิดายะฮฺวนั นิฮายะฮฺ. จํานวน 14 เล่ม. เบรุ ต : มักตะบะฮฺอลั มะอาริ ฟ. _________________ 1420. ตัฟซี ร อัล-กุรฺอาน อัล-อะซี ม. [ม.ป.ท.] : ดารุ ล ฎ็อยยิบะฮฺ. อิบนุก็อยยิม. [ม.ป.ป.]. เฏาะรี กุลฮิจrฺ เราะตัยน์ วะบาบุสสะอาดะตัยนฺ . อัดดะมาม : ดารอิบนุล ก็อยยิม. อิบนุหิบบาน. [ม.ป.ป.]. อัลมัจrฺ รูหีน. จํานวน 3 เล่ม. หัลบฺ. ดารุ ลวะอีย.์ อิบนุมาญะฮฺ. [ม.ป.ป.]. สุ นนั อิบนุมาญะฮฺ. จํานวน 2 เล่ม. เบรุ ต : ดารุ ลฟิ กร. อิบนุหิบบาน. 1414. เศาะหี หฺอิบนุหิบบาน. จํานวน 18 เล่ม. เบรุ ต : มุอสั สะสะฮฺอรั ริ สาละฮฺ. อิบนุลอะษีร. 1407. อัลกามิลฟิ ตตารี ค. เบรุ ต : ดารุ ลกุฏุบอัลอิลมียะฮฺ. อิบนุอะสากิร. [ม.ป.ป.]. ตารี คดิมชั กฺ. [ม.ป.ท.] : [ม.ป.พ.]. อิบนุอบั ดิลบัร 1412. อัลอิสตีอาบ. เบรุ ต : ดารุ ลญัยลฺ . อิบนุชาฮีน. 1412. อันนาสิ ค วัลมันสู ค มินลั หะดีษ. เลบานอน : ดารุ ลกุตุบ อัลอิลมียะฮฺ. อิบนุเศาะลาหฺ . [ม.ป.ป.]. มุก็อดดิมะฮฺ อิบนุเศาะลาหฺ ฟี อุลูมมิลกุรฺอาน. [ม.ป.ท.] : [ม.ป.พ.]. อิบนุตยั มียะฮฺ. [ม.ป.ป.]. ตัฟสี รอัลกะบีร. เบรุ ต : ดารุ ลกุตุบ อัล-อิลมียะฮฺ. _________________1406. มินฮาจrุสสุ นนะฮฺอนั นะบะวียะฮฺ. จํานวน 8 เล่ม. [ม.ป.ท.] : มุอสั สะสะฮฺกุรฎุบะฮฺ _________________ 1426. มัจrฺ มูอฺ อัลฟะตาวา. [ม.ป.ท.] : ดารุ ลวิฟาอฺ . อิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานีย.์ 1419. ตัลคีศ อัลหะบีรฺ ฟี ตัครี จrฺ อะหาดีษอัรรอฟิ อียอ์ ลั กะบีร. [ม.ป.ท.]. ดารุ ลกุตุบอัลอิลมียะฮฺ. _________________ 1412. อัลอิศอบะฮฺฟีตัมยีซิศเศาะหาบะฮฺ. จํานวน 8 เล่ม. เบรุ ต : ดารุ ลญัยลฺ . _______________1406. ลิสานุลมีซาน. จํานวน 7 เล่ม. อินเดีย : ดาอิเราะฮฺอลั มัอฺริฟะฮฺอนั นิซอมะฮฺ. _________________ 1379. ฟัตหุ ลบารี ย.์ จํานวน 13 เล่ม. เบรุ ต : ดารุ ลมัอฺริฟะฮฺ. _________________ 1404. ตะฮฺซีบุตตะฮฺซีบ. จํานวน 14 เล่ม. เบรุ ต : ดารุ ลฟิ กรฺ . อิบนุหะญัร อัลฮัยตะมีย.์ 1997. อัศเศาะวาอิกอัลมุหฺริเกาะฮฺ อะลาอะฮฺลุรร็ อฟฎิวฎั เฎาะลาล วัซซิ นดิเกาะฮฺ. จํานวน 2 เล่ม. เบรุ ต : มุอสั สะสะฮฺอรั ริ สาละฮฺ อิมาดุดดีน มุหมั มัด อัร-เราะชีด. [ม.ป.ป.]. อัสบาบุนนุซูล วะอะษารุ ฮา ฟี บะยาน อันนุศูศฺ. [ม.ป.ท.] : ดารุ ชชิฮาบ. อุษมาน อิบนุหาชิม. 1359. อัล-อิอฺติบารฺ ฟีบะยาน อันนาสิ ควัลมันสู ค มินลั อะษารฺ . [ม.ป.ท] :


144

ดาอิเราะตุลมะอาริ ฟ. อัลอุษมานียะฮฺ. อุษมาน อิบนุมุหมั มัด อัลเคาะมีส (อบูมุหมั มัด อัต-ตะมีมีย)์ , [ม.ป.ป.กัชฟุล ญานีย ์ มุหมั มัด อัต-ตีญานี. อิสกันดารี ยะฮฺ : ดารุ ล-อีหม่าน. _________________ 1424. หิ กบะฮฺ มินตั -ตารี ค. [ม.ป.ท.] : [ม.ป.พ.]. อุษมาน อิบนุอลี หะสัน. 1418. มันฮัจญ์ อัล-อิสติดลาล อะลามะสาอิล อัล-อิอฺติกอด. อัรริ ยาฎ : มักตะบะฮฺ อัร-รุ ชดฺ . อัซซุ ฮรี ย.์ 1429. อันนาสิ คฺ วัลมันสู ค ฟิ ลกุรฺอาน อัล-กะรี ม. ริ ยาด : ดารอิบนุก็อยยิม. อัซซะฮะบีย.์ 1424. อัต-ตัฟสี รวัลมุฟัสสิ รูน. อัลกอฮิเราะฮฺ : มักตาบะฮฺวะฮฺบะฮฺ. _________________ [ม.ป.ป.]. มิซานุลอิอฺติดาล ฟี นักฺดิรริ ญาล. [ม.ป.ท.] : [ม.ป.พ.]. _________________ [ม.ป.ป.]. ร็ อดดุลบุฮฺตาน อันมุอาวียะฮฺ อิบนุอบีสุฟยาน. [ม.ป.ท.] : [ม.ป.พ.]. _________________1419. ตัลคีศกิตาบ อัลเมาฎูอาต ลิอิบนิลเญาซี ย.์ [ม.ป.ท.] : มักตะบะฮฺ อัร-รุ ชดฺ . อัฏเฏาะบะรี ย.์ 1420. ญามิอิลบะยาน ฟี ตะวีลิลกุรฺอาน. [ม.ป.ท.] : อัรริ สาละฮฺ. _________________ 1407. ตารี คอัลอุมมั วัลมุลูก. จํานวน 5 เล่ม. เบรุ ต : ดารุ ลกุตุบอัลอิลมียะฮฺ. อัฏฏ็อบรอนีย.์ 1404. อัลมุอฺญมั อัลกะบีร. จํานวน 20 เล่ม. อัลมูศุล. มักตะบะฮฺอลั อุลูมวัลหิ กมั . อัดดาริ มีย.์ 1407. สุ นนั อัดดาริ มีย.์ จํานวน 2 เล่ม. เบรุ ต : ดารุ ลกิตาบอัลอะเราะบีย.์ อัตติรมิซีย.์ [ม.ป.ป.]. อัลญามิอฺอศั -เศาะหี หฺ สุ นนั อัตติรมีซีย.์ จํานวน 4 เล่ม. เบรุ ต : ดารุ ล อิหฺยาอุตตุรอษ อัลอะเราะบีย.์ อับดุลอะซี ซ มุหมั มัดนูรวะลีย.์ 1417. อะษะรุ ตตะชัยยุอฺ อะลัรริ วายาตฺ อัต-ตารี คียะฮฺ ฟี ลก็อรนิล เอาวัล อัล-ฮิจrฺ รีย.์ มะดีนะฮฺ. ดารุ ลคุฎ็อยรี ย.์ อับดุลกะรี ม อิบนุคอลิด อัลหัรบีย.์ 2006. กัยฟะนักเราะ ตารี คอ็ ลอาลิวลั อัศหาบฺ. มับเราะฮฺ อัลอาลิ วัลอัศหาบ. คูเวต. อับดุลมุตะอาล มุหมั มัด อัลญิบรี ย.์ 1407. อันนาสิ ค วัลมันสู ค บัยนัล อิษบาตรวันนะฟี ย์. [ม.ป.ท.] : มักตะบะฮฺวะฮฺบะฮฺ. อับดุลฮาดี อัลหุ สัยนีย.์ 1423. อายะตุตตัฏฮีร... อิสกันดะรี ยะฮฺ. ดารุ ลอีหม่าน. อับดุลลอฮฺ อัลหะกะมีย.์ 1406. มัรวียาต ฆ็อซวะฮฺ อัลหุ ดยั บิยะฮฺ ญัมอุนวะตัครี จrุนวะดิรอสะตุน. มะดีนะฮฺ : มุฏอบะอะฮฺอลั ญามิอะฮฺอลั อิสลามียะฮฺ. อันนะวะวีย.์ 1392. อัลมินฮาจrฺ ชะเราะฮฺเศาะหี หฺมุสลิม... จํานวน 18 เล่ม. เบรุ ต : ดารุ ลอิหฺยาอุต ตุรอษอัลอะเราะบีย.์ อัลบัยฮะกีย.์ 1414. สุ นนั อัลบัยฮะกีย ์ อัลกุบรอ. จํานวน 10 เล่ม. มักกะฮฺ : มักตะบะฮฺ ดารุ ลบาซ.


145

อัลเคาะฏี บ อัลบัฆดาดี ย.์ 1403. อัลญามิอฺ ลิ อคั ลาก อัร-รอวีย.์ มักตาบะฮฺ อัรริ ยาด : อัลมะอาริ ฟ. อัลบะเฆาะวีย.์ 1417. มะอาลิมอัตตันซี ล. [ม.ป.ท.] : ดารุ ฏ-ฏ็อยยิบะฮฺ. อัลวาหิ ดีย.์ 1417. อัสบาบุน-นุซูล. ดารุ ล-อิบนุกะษีร. เบรุ ต : [ม.ป.พ.]. อัลอัจญ์ลูนีย.์ [ม.ป.ป.]. กัชฟุลเคาะฟาอฺ . [ม.ป.ท.] : ดารุ ลอิหฺยาอุตตุรอษ อัล-อะเราะบีย.์ อัล-อัลบานีย.์ [ม.ป.ป.]. เศาะหี หฺอตั ตัรฆีบ วัตตัรฮีบ. ริ ยาด : มักตะบะฮฺอลั มะอาริ ฟ. _________________ [ม.ป.ป.]. อัสสิ ลสิ ละฮฺอศั -เศาะหี หะฮฺ. ริ ยาด : มักตะบะฮฺอลั มะอาริ ฟ. _______________1412. สิ ลสิ ละฮฺ อัล-อะหาดีษ อัฎ-เฎาะอีฟะฮฺ วัลเมาฎูอะฮฺ. ริ ยาด : ดารุ ลมะอาริ ฟ. _________________ 1423. เศาะหี หฺอบีดาวูด. คูเวต : มุอสั สะสะฮฺเฆาะรอสฺ . อัลอิลาอีย.์ 1407. ญามิอุตตะหฺ ศีล ฟี อะหฺ กามิลมะรอสี ล. เบรุ ต : อาลิมุลกุตุบ. อัสสะยูฏีย.์ 1408. อัสบาบุวรุ ู ดิลหะดีษ. [ม.ป.ท.] : ดารุ ลวิฟาอฺ . _________________ 1371. ตารี คอัลคุละฟาอฺ . อิยปิ ต์ : มัฏบะอะฮฺอสั สะอาดะฮฺ. อัสสะคอวีย.์ [ม.ป.ป.]. มะกอศิด อัล-หะสะนะฮฺ. [ม.ป.ท.] : ดารุ ลกิตาบ อัล-อะเราะบีย.์ ซีดีรอม มุนตะดิยาต สะฟี นะฮฺ อันนะญาฮฺ [ม.ป.ป.]. “ริ สาละฮฺ ญะวาบิยะฮฺ อะลามุซักกิเราะฮฺ อุสตาซชี อีย ์ อิษนัยอะชะรี ย,์ ” เมาสู อะฮฺ อัรร็ อดฺ อะลัรฺรอฟิ เฎาะฮฺ. ซี ดีรอม. [ม.ป.ท.] : www.alnga.net. เวบไซต์ “ภาวะผูน้ าํ หะดีษเมาลา”. 2552 .[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.sunnahcyber.com/truepath/ modules/ news/article.php?storyid=65 2552. [03 เมษายน 2552] “นับฺซะฮฺ อันหะยาฮฺ ดร.มุหมั มัด อัส-สะมาวี”. 2552. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.mrsawal yeh.com/vb/ showthread.php?t=4743. [03 เมษายน 2552] “อัดดุกตูร์ มุหมั มัด อัต-ติญานี อัส-สะมาวี อัต-ตูนิสี”. 2552 . [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.14masom.com/ mostabsiron/f016.htm. [03 เมษายน 2552]. อับดุรเราะหฺ มาน อิบนุศอลิหฺ อัล-มะหฺ มูด. 2552. [ออนไลน์] “มันฮัจญ์ ตะลักกีย ์ อัล-อะกีดะฮฺ อินดัสสะลัฟวะมันฮะญิฮิม ฟี ลอิสติดลาล,”. เข้าถึงได้จาก: http://www.arab-eng.org/ vb/t140089.html [8 พฤศจิกายน 2552].

Paper--Abu ibanah@fityatulhafq  
Paper--Abu ibanah@fityatulhafq  

"" วิพากษ์หนังสือ : ในที่สุดข้าพเจ้าได้รับทางนำ(ชีอะฮฺ อัรเราะฟีเฎาะฮฺ) - ثُمَّ اهْتَدَيْتُ "" จากสารนิพนธ์เรื่อง : "การศึกษาวิเคราะห์แ...

Advertisement