Page 1


DemoCrazy สถาปนา เมษายน 2551

อานวารสารฉบับดิจิตอลไดที่ issuu.com/demo-crazy ebooks.in.th/democrazy และแอปพลิเคชั่น ebooks.in.th ใน App Store และ Google Play

EDITORIAL บก.บอกกลาว

บรรณาธิการ แสงธรรม ชุนชฎาธาร ผู้ช่วยบรรณาธิการ กิตตินันท์ นาคทอง กองบรรณาธิการ ยุรชัฎ ชาติสุทธิชัย วรภัทร วีรพัฒนคุปต์ กฤติน ดิ่งแก้ว ชเนษฎ์ ศรีสุโข

โครงการนิตยสาร DemoCrazy

90/43 หมู่บ้านอยู่เจริญ ซอยทรงสะอาด ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

สนับสนุนวารสาร โทรศัพท 08-1813-7877 กองบรรณาธิการ DemoCrazy โทรศัพท์ 02-277-6413 โทรสาร 02-691-4609 อีเมล democrazy@live.com democrazymag.wordpress.com facebook.com/democrazymag

รวมสมทบทุนเพื่อผลิตวารสาร

ชื่อบัญชี สํานักพิมพ์เพื่อนชีวิต ธนาคารกรุงเทพ สาขาถนนวิภาวดีรังสิต บัญชีสะสมทรัพย์ เลขที่บัญชี 196-0-71142-0 • วารสารเดโมเครซี่ (DemoCrazy) โดย โครงการนิตยสารเดโมเครซี่ อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สั ญ ญาอนุ ญ าตของครี เ อที ฟ คอมมอนส์ แ บบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ต้นฉบับ.

• เนื้อหาในส่วนของข้อความใช้แบบอักษร TH SarabunPSK ของสํานักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์ แ วร์ แ ห่ ง ชาติ (สอซช.) หรื อ SIPA เพื่อสนับสนุนนโยบายฟอนท์แห่งชาติของภาครัฐ ส่ ว นพาดหั ว ชื่ อ คอลั ม น์ ใ ช้ แ บบอั ก ษร Quark ของ typomancer.com ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

หายไปนานชาติสําหรับวารสารคนรุ่นใหม่อย่าง DemoCrazy ‘ปฏิวัติความคิด ติดอาวุธปัญญา’ ของเรา ท่ามกลางเสียงบ่น ก่น ด่า ผรุสวาทของเหล่าผู้อ่านทั้งขาประจํา ทั้งขาจร และ สมาชิกอันน่ารักของเรา... และแล้วเมื่อเวลาถึงที่ควร ในที่สุดเราก็กลับมาอยู่ในมือของพวกท่านอีกครั้ง! อย่าว่าแต่ท่านเลยที่คิดถึงเรา พวกเราก็คิดถึงการเรียงร้อยตัวอักษรออกมาเป็น ถ้อยความแสบๆคับๆแบบฝุดๆ เหมือนกัลล์!!! ผ่านมาคราวนี้ก็ยังเหมือนเดิม กับเรื่องเจ็บ เสียด คัน ปนขมขื่น กับการเมืองไทย อันอยู่ในวังวนอันสับสนหาหนทางไม่เจอ ต้องบอกว่าจากกันไปคราวนั้น ห่างเหินมานานเหลือเกิน ด้วยเหตุผลเรื่องเวลา การงานการเรียน ของเหล่ากองบรรณาธิการ และปัจจัยในการพิมพ์ ที่ต้องขึ้นอยู่กับการจัด งานต่างๆ ที่ทําให้เราได้รับการสนับสนุนค่าจัดพิมพ์ในแต่ละครั้งด้วย การจากไปคราวนี้ จึงแลดูเอ้อระเหยลอยชาย จนกว่าเราจะได้ลอยละล่องมาพบ กันในครั้งนี้ แต่ไม่ต้องห่วงสําหรับท่านที่เป็นสมาชิกของเรา แม้ว่าเราจะออกช้า นานๆออกที แต่ก็ตามสัญญา ท่านที่สมัครสมาชิก 500 บาท จะได้รับ DemoCrazy ไปอิงแอบ 12 เล่ม เหมือนเดิม มิต้องกลัว และสําหรับท่านที่เพิ่งเริ่มติดตาม DemoCrazy แบบสดๆร้อนๆ จะรอช้าอยูไ่ ย รีบ สมัครเข้ามาเป็นสมาชิก ร่วมหอลงโรงไปกับเรา 12 เล่ม 500 บาท ถ้าเราออกปีละเล่ม เท่ากับท่านจะได้เป็นสมาชิกกับวารสารของเราไปนานถึง 12 ปีเต็ม!!! มีที่ไหน 500 บาท ได้เป็นสมาชิกครบรอบ 12 ปี นักษัตริย์ ที่นี่ที่เดียวเท่านั้น (สนใจสมัครสมาชิกวารสาร DemoCrazy โทร 081-8137877, 02-2755692, 02-2776413) และเราก็ยังยืนยั นว่าจะทําตามอุ ดมการณ์ ค้นหามุมมองของบ้านเมือง มา นําเสนอในแง่มุมต่างๆที่น่าสนใจ ในแบบรายสะดวกเหมือนเดิม รักไม่มีเปลี่ยนแปลงฉัน ใด DemoCrazy ก็จะแรงไม่มีเปลี่ยนผันฉันนั้น เชิญตะลุยอ่านได้โดยพลัน!!! แสงธรรม ชุนชฎาธาร บรรณาธิการ มาๆ ไปๆ

DemoCrazy .2.


เดินถึงทางตัน พักดูหมูเมฆ แสงธรรม ชุนชฎาธาร การประกาศยุติบทบาทของแกนนําพันธมิตร เป็นเรื่องที่หลาย คนคงสงสัย หลายคนเสียใจ บางคนอาจจะสะใจ แต่ขณะเดียวกันผม เชื่ อ ว่ า มี ห ลายคนที่ อ าจจะเสี ย น้ํ า ตา ผมก็ อ าจจะเป็ น คนหนึ่ ง ในนั้ น เช่นกัน... แม้ว่าหนึ่งในแกนนํารุ่นสองจะมีศักดิ์เป็นมารดาของผม แต่ผมก็ มิได้ทราบหรือมีเค้าลางมาก่อนล่วงหน้าเลยว่าแกนนําพันธมิตรจะประกาศ ยุติบทบาท (คงต้องชื่นชมแม่ของผมในฐานะที่รักษาความลับได้ดีเยี่ยม จริงๆ ^^) เพราะฉะนั้นความรู้สึกของผมก็ไม่ได้แตกต่างจากพวกท่านที่เป็น พันธมิตรในสายเลือด ความใจหาย รู้สึกราวโลกได้แตกดับไปแล้ว และคิด ว่า โอ้มายก็อด!!! สิ้นสุดแล้วหรือนี่!!! การชุมนุม การเสียสละที่ต่อเนื่อง ยาวนานร่วมแปดปี จะสลายกลายเป็นอากาศธาตุภายในพริบตาหรือนี!่ !! ก็ เกิดขึ้นกับผมเช่นกัน แต่หลังจากที่ได้ติ ดตามข้ อมูลประกอบ และได้ประมวลผล ด้วยรอยหยักในซีกสมองแล้ว สิ่งสําคัญสิ่งหนึ่งที่เราต้องขีดเส้นใต้เอาไว้ เลยก็คือว่า เป็นการยุติบทบาทแกนนําของแกนนําพันธมิตร หาใช่การยุติบทบาทของพันธมิตรไม่ เพราะฉะนั้นท่านที่เคยเป็นพันธมิตร เป็นพันธมิตรอยู่ และกําลัง จะเป็นพันธมิตรในอนาคต ท่านยังคงได้รับสิทธิ์นั้น! อุดมการณ์และจิต วิญญาณความเป็นพันธมิตรที่หล่อหลอมยังคงอยู่ในรูขุมขนของคนที่รักใน ความยุติธรรม และคํานึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม ไม่ได้จางหายไป สิ่งที่พันธมิตรได้ทํามาทั้งหมดยังคงอยู่ในประวัติศาสตร์ ความ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการมีพันธมิตรแม้จะเล็กน้อยก็ได้สร้างสิ่งใหม่ขึ้น ในสังคมและเป็นเชื้ อของการเริ่มต้นการปฏิรูปประเทศไทยของเราทั้ ง ระบบให้สวยงามกว่าเดิม ลองนั่งนิ่งๆและคิดดูครับ ว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร และประเมินด้วยใจที่เที่ยงธรรม เราอยู่ในวงจรของการเลือกตั้ง … ... โกง

... ปฏิวัติ ... โกง ... ยุบสภา ... เลือกตั้ง ... โกง ... เป็นอย่างนี้กันมากี่ยุค กี่สมัย กี่ปี กี่ชาติแล้วครับ สิ่งที่พันธมิตรทํา อาจจะขับไล่คนหนึ่งไป แต่ก็อีกคนหนึ่งที่ผุด ขึ้ น มาแทน เหมื อ นเห็ บ หมาที่ ยิ่ ง ฆ่ า ยิ่ ง หา ก็ ยิ่ ง เจอ มี ค นพร้ อ มรอรั บ กรรมสิทธิ์ของวงจรอุบาทว์นี้ตลอด และระบบคิดที่เอาแต่ดีเข้าหาตัวโดย ไม่เลือกวิธีแบบนี้ก็มีอยู่ในทุกอณูของสังคม ทั้งในทําเนียบรัฐบาล สภา หน่วยงานราชการ บริษัทเอกชน โรงเรียน บ้าน หรือแม้กระทั่งวัด! สิ่ ง ที่ แ กนนํ า พั น ธมิ ต รนํ า มวลมหาประชาชนสร้ า งความ เปลี่ยนแปลงได้เขย่าจนกิ่งก้านสาขาของต้นไม้แห่งความโลภนี้ได้กระเทือน ก็จริง แต่ยังไม่อาจจะตัดรากถอนโคนให้มันแห้งเหี่ยวตายหายไปจากสยาม ประเทศ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังสนับสนุนระบบวิธีคิดแบบนี้หากตนเอง ได้ประโยชน์ แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรในการต่อสู้ในรูปแบบเดิมๆ เพียง แค่การเปลี่ยนผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาสู่วังวนเดิมๆ เพราะฉะนั้น การยุติบทบาทแกนนําของแกนนําพันธมิตร จึง เป็นการเปลี่ยนกลยุทธ์ รูปแบบการต่อสู้ เป็นการรับเพื่อรอการรุก เป็น การถอยหนึ่งก้าวเพื่อก้าวไปอีกสิบก้าว วัดใจคนในสังคมว่าคุณอยากที่จะ ให้ลูกหลานของคุณเติบโตในสภาพสังคมแบบนี้จริงๆ หรือ ประเทศเป็นของทุกคนไม่ใช่แค่ของพันธมิตร หรือของระบอบ ทักษิณ และเป็นการปลดพันธนาการของเหล่าพันธมิตร ที่เวลาจะก้าวเดิน ไปทางไหน ก็จะรอแต่มติของแกนนํา (ยอมรับตรงๆเลยว่าผมก็เป็นหนึง่ คน ในนั้น ที่รอดูท่าทีว่าแกนนําจะมีท่าทีอย่างไรต่อปัญหารายประเด็นของ ประเทศ แล้วก็นํามาขบคิดและร่วมเดินทางไปด้วยกัน) การยุติบทบาทแกนนําครั้งนี้ก็ทําให้คนที่มีจิตวิญญาณพันธมิตร สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างไม่ยึดติดกับรูปแบบ เห็นกลุ่มไหนเคลื่อนไหวได้ อย่างน่าสนใจก็สามารถที่จะเข้าร่วมได้ เคลื่อนขบวนทางการติดอาวุธทาง ปัญญาให้มีคนที่คิดเพื่อส่วนรวมมากขึ้นก็ได้ ใช้บทบาทของตัวเองในการ สร้างประโยชน์แก่สังคมเท่าที่จะทําได้ก็ได้ ถ้าเป็นนิยายจีนกําลังภายในก็ เข้าทํานองไร้กระบวนท่า เหนือกว่ามีกระบวนท่า และไม่ต้องห่วงหรอกครับว่าท่านจะเหงา เอเอสทีวีก็ยังคงมีอยู่ (ถ้าจอไม่ดับไปเสียก่อน) คนที่คิดแบบเดียวกับท่านก็ยังคงมีเส้นด้ายบางๆ ร้อยเรียงด้วยกันอยู่ แกนนําก็ไม่ได้หนีหายตายจากไปไหน ลุงสนธิ ลิ้ม ทองกุล ก็คงยังทํางานสื่อสารมวลชนจุดเทียนแห่งปัญญาให้สังคมอยู่ ลุง จํา ลอง ศรี เ มือ ง ก็ น่ าจะมุ่ง มั่น อบรมผู้นํ า และพัฒ นาด้ า น การเกษตร ลุง พิภพ ธงไชย ก็ น่าจะยัง ดูเ รื่องการศึกษาทางเลือกและ พัฒนาเยาวชนอนาคตของชาติ อาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ก็น่าจะ เดินสายให้ความรู้เรื่องการเมืองอย่างเต็มที่ ขณะที่รุ่นสองอย่าง พี่ศิริชัย ไม้งาม ก็ทํางานเรื่องรัฐวิสาหกิจ และแรงงาน พี่ตั๊ว-ศรัณ ยู วงศ์กระจ่าง ก็ใช้ศิ ลปวัฒนธรรมและความ บันเทิงเป็นสื่อในการปลุกฝังความคิดให้สังคม อาจารย์ปานเทพก็มุ่งหน้า เรื่ อ งการปฏิ วั ติ สุ ข ภาพทํ า ให้ ค นมี ร่ า งกายที่ แ ข็ง แรงชี วิ ต ที่ ยื น ยาวเป็ น ประโยชน์แก่สังคม แม่ของผม (คุณมาลีรัตน์ แก้วก่า) ก็คงจะได้ทํางาน การเมื อ งอย่ า งที่ ถ นั ด และเดิ น หน้ า เป็ น วิ ท ยากรเรื่ อ งกระบวนการ ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมต่อไป ทุกคนยังคงอยู่ ยังคงต่อสู้กับต้นไม้แห่งความโลภ ในบทบาท และหน้าที่ของตัวเอง เพียงแค่ถอดหมวกแห่งการเป็นพันธมิตร ใช่ว่าจะ ถอดหั ว ใจแห่ ง การต่ อ สู้ เ พื่ อ ส่ ว นรวมออกไปจากชี วิ ต และจิ ต วิ ญ ญาณ ออกไป ถึ ง ตอนนี้ ทุ ก คนก็ ทํ า หน้ า ที่ ข องตั ว เอง และเมื่ อ เวลา จั ง หวะ โอกาส พร้อม พวกเราทุกคนก็พร้อมอยู่ดีใช่ไหมครับ? การเดินทางทุกครั้งย่อมมีจุดสิ้นสุด แต่บางครั้งจุดสิ้นสุดก็เป็น จุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งต่อไป ผมคิดถึงประโยคหนึ่งที่น่าจะบรรยายสถาการณ์ตอนนี้ได้ดีที่สุด เป็นประโยคที่อ่านมาจากนิยายจีนเรื่อง “เจาะมิติพิชิตบัลลังก์” ประพันธ์ โดยถงหัว แปลและเรียบเรียงโดยอรจิรา .... ในนิยายเรื่องนี้เขาบอกไว้ว่า... ‘เดินถึงทางตัน พักดูหมู่เมฆ’ 

DemoCrazy .3.


แถลงการณ์ฉบับที่ 5/2556 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรื่อง แถลงการณ์ฉบับสุดท้าย ตามที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 4/2556 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะยังไม่นํามวลชนเคลื่อนไหวในช่วงเวลานี้ สืบเนื่องจากแกนนําพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย ผู้ปราศรัย พิธีกร ศิลปิน และประชาชน ได้ถูกกลั่นแกล้งโดยยัดเยียดข้อหาร้ายแรงอันเป็นเท็จ และเพิ่ม ผู้ต้องหาจํานวนถึง 96 คน อย่างอยุติธรรมในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งนําโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ต้องการ สร้างพันธนาการให้กับการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แม้ว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยพร้อม ที่จะพิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการยุติธรรมเพื่อรักษาหลักนิติรั ฐ นิติธรรม แต่ศาลอาญาก็ได้มีคําสั่งในคดีหมายเลขดําที่ อ. 973/2556 ให้ประกันตัวโดยมีเงื่อนไขตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2556 ว่า “ห้ามมิให้จําเลยกระทําการใดๆ อันมีลักษณะเป็นการยั่วยุ ปลุกปั่น ปลุกระดม เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง หรืออาจก่อให้เกิดภัยอันตรายต่อความเสียหายหรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือกระทําการใดๆ เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน และห้ามจําเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจาก ศาล” และศาลอาญาได้แถลงย้ําคําสั่งดังกล่าวอีกเป็นครั้งที่สองเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ย่อมแสดงให้เห็นว่า แกน นําพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้ปราศรัย พิธีกร ศิลปิน และประชาชนอีกจํานวนมากได้ถูกลิดรอนสิทธิจากคําสั่ง ดังกล่าวอย่างชัดเจน หากแกนนําพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมโดยทําตามเงื่อนไขภายใต้คําสั่งศาลอย่างครบถ้วนก็จะเป็นเรื่อง ยากที่จะกําหนดยุทธวิธีในการชุมนุมให้ได้รับชัยชนะได้ ในทางตรงกันข้ามหากแกนนําพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะฝ่า ฝืนคําสั่งศาลในช่วงเวลานี้เพื่อให้ได้รับชัยชนะทางยุทธวิธีในการชุมนุม ก็จําเป็นที่การเสียสละนั้นจะต้องได้รับผลลัพธ์ที่คุ้มค่าที่จะ สามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้อย่างแท้จริงเท่านั้น และการเสียสละของแกนนําก็ไม่ได้มีไว้เพื่อเป็นมาตรการส่งเสริมการขาย ภาพลั ก ษณ์ ห รื อ สร้ า งคะแนนนิ ย มให้ กั บ พรรคการเมื อ งฝ่ า ยค้ า นในสภาผู้ แ ทนราษฎรที่ จ ะพ่ า ยแพ้ ด้ ว ยจํ า นวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้กับฝ่ายรัฐบาลในทุกกรณี เมื่อวิเคราะห์แล้วเห็นว่าหากแกนนําพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนําการชุมนุมคัดค้านปัญหาของประเทศราย ประเด็นให้ได้ผลสําเร็จ ก็อาจคัดค้านได้อีกเพียงเรื่องเดียว ภายหลังจากนั้นเมื่อศาลมีคําสั่งให้ถอนการประกันตัว ก็จะมีปัญหาชาติ ในเรื่องอื่นๆ ที่สําคัญตามมาอีกไม่สิ้นสุด ดังนั้นการเสียสละของแกนนําพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโดยการชุมนุมใน ปัญหารายประเด็นจึงย่อมไม่คุ้มค่ากับผลประโยชน์ของประเทศชาติที่จะได้รับในขณะนี้ ในทํานองเดียวกันหากแกนนําพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนําการชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยโดย เคลื่อนไหวให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในระหว่างการชุมนุมก็อาจถูกถอนประกันตัวจนไม่สามารถนําชุมนุมให้ได้รับชัยชนะได้ แม้ ต่อให้การชุมนุมขับไล่รัฐบาลไปได้สําเร็จ ก็อาจจบลงด้วยการยุบสภาที่พรรคเพื่อไทยก็จะกลับมาเป็นรัฐบาลอีก หรือแม้หากมี การสลับขั้วทางการเมือง หรือ การรัฐประหาร โดยปราศจากเป้าหมายในการปฏิรูปประเทศไทย หลังจากนั้นปัญหาวิกฤติ ของชาติก็ยังอยู่เหมือนเดิมไม่ว่าจะเป็นการทุจริตคอร์รัปชัน การแก้ไขกฎหมายเพื่อประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง และหากมี การเลือกตั้งใหม่พรรคเพื่อไทยและระบอบทักษิณก็จะได้รับชัยชนะกลับมาเป็นรัฐบาลยิ่งกว่าเดิม ดังนั้นการชุมนุมเพื่อขับไล่ รัฐบาลโดยปราศจากความมุ่งมั่นของผู้ที่หวังจะเข้าสู่อํานาจในอนาคตที่จะปฏิรูปประเทศไทย ปราศจากการเสียสละอํานาจ และผลประโยชน์ ส่วนตนเพื่อ ผลประโยชน์ของประเทศชาติแ ละประชาชนแล้ว ย่อมไม่คุ้ มค่าต่ อประเทศชาติที่แ กนนํ า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะนําการชุมนุม

DemoCrazy .4.


ดังนั้นท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองที่มีความสลับซับซ้อนพัฒนาไปมากขึ้น ที่ไม่สามารถยุติปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการ คัดค้านปัญหารายประเด็น และการแก้ไขปัญหาระบอบทักษิณก็มีการเปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น ปัญหาของประเทศชาติจึงถูก ยกระดั บ ไปเป็ น ระบอบเผด็ จ การที่ ม าจากการเลื อ กตั้ ง ที่ ทํ า ให้ ก ารเมื อ งล้ ม เหลว ดั ง นั้ น แกนนํ า พั น ธมิ ต รประชาชนเพื่ อ ประชาธิ ปไตยจึ ง เห็น ว่ า หากมี ค วามจํ าเป็ น ก็ พ ร้อ มจะเสี ยสละนํ า การชุ ม นุ ม แต่ ก ารชุ ม นุม นั้ น จะต้อ งได้ รั บ ผลคุ้ ม ค่ า ต่ อ ประเทศชาติ เ ท่ า นั้ น จึ ง กํ า หนดความคุ้ ม ค่ า ของการชุ ม นุ ม ที่ จ ะเป็ น ประโยชน์ ต่ อ ประเทศชาติ อ ยู่ ที่ “การชุ ม นุ ม เพื่ อ เปลี่ยนแปลงระบบการเมืองที่ล้มเหลวในปัจจุบัน และปฏิรูปประเทศไทยเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ เท่านั้น” อย่างไรก็ตามนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลในระบอบทักษิณก็มุ่งเน้นที่จะแก้ไขกฎหมายเพื่อนิรโทษกรรมให้กับตัวเองและพวก พ้อง แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้สมาชิกวุฒิสภาอยู่ภายใต้อิทธิพลของนักการเมืองส่วนใหญ่ฝ่ายรัฐบาล โดยมีเป้าหมายในการที่จะ ครอบงําในการคัดสรรผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญมิให้สามารถตรวจสอบตัวเองได้เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้น มาแล้วในระหว่างช่วงปี พ.ศ. 2544 - พ.ศ. 2548 อันเป็นต้นเหตุของวิกฤตชาติมาจนถึงวันนี้ เราขอประณามนักการเมืองพรรค เพื่อไทยที่กระทําตัวเป็นทาสในระบอบทักษิณไม่มีสํานึกประโยชน์ของชาติ และสร้างวิกฤตให้แก่ประเทศชาติไม่มีวันจบสิ้น ดังนั้นนายสนธิ ลิ้มทองกุล ในนามตัวแทนแกนนําพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงได้แสวงหาแนวร่วมเพื่อ แก้ไขวิกฤตชาติให้ได้อย่างคุ้มค่าต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ โดยได้เสนอทางออกให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรค ประชาธิปัตย์เสียสละลาออกมาเพื่อหยุดความชอบธรรมในจํานวนคณิตศาสตร์ของจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบอบ เผด็จการรัฐสภา และสร้างกระแสเดิมพันหมดหน้าตักนํามวลมหาประชาชนทั่วประเทศเคลื่อนไหวเพื่อหยุดระบบการเมืองที่ ล้มเหลว เรียกร้องการเปลี่ยนแปลง และการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน 65 ล้านคน โดยไม่เข้าร่วมกับการเมืองในระบบนี้อีกไม่ว่าจะมีการยุบสภาหรือไม่ก็ตามจนกว่าจะได้รับผลสําเร็จตามเป้าหมายการ ปฏิรูปประเทศไทย หากเป็นเช่นนั้นแกนนําพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็พร้อมเสียสละ และจะร่วมมือกับพรรค ประชาธิปัตย์ในการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองครั้งนี้ เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่าความเสี่ยงเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ของ ประเทศชาติที่จะได้รับ เพราะหากการชุมนุมของมวลมหาประชาชนเกิดขึ้นเมื่อใดโอกาสที่จะมีการปฏิรูปการเมืองครั้งนี้ สําเร็จก็ย่อมมีสูง ซึ่งผลที่ได้คือมีโอกาสหยุดปัญหารายประเด็นในปัจจุบันได้ และมีโอกาสหยุดการเมืองระบอบทักษิณใน ภาวะวิกฤตเช่นนี้ได้ด้วย ทั้งนี้ในยามที่ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ยังไม่ตื่นรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง ยังหลงอยู่ในวังวนของสงครามขั้ว อํานาจของพรรคการเมืองต่างๆ ลําพังการนําของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยย่อมไม่มีพลังพอที่จะนําการชุมนุมเพื่อ การปฏิรูปประเทศไทยได้ในเวลานี้ คงเหลือแต่พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่มีศักยภาพพร้อมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นมวลชนที่มี ฐานคะแนนถึง 12 ล้านเสียง นักปราศรัย นักกฎหมาย ฐานะการเงิน สถานีโทรทัศน์ ฯลฯ อีกทั้งผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ มิได้มีพันธนาการด้วยคําสั่งศาลเหมือนกับแกนนําพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พรรคประชาธิปัตย์จึงย่อมอยู่ใน ฐานะที่จะนําการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้หากยอมเสียสละเพื่อเอาชาติเป็นตัวตั้ง แต่เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสธไม่เสียสละลาออกจากระบบการเมืองล้มเหลวเพื่อออกมาร่วมสู้กับประชาชน ก็ แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังคงหวังเพียงแค่ทําลายความน่าเชื่อถือฝ่ายรัฐบาล หรือ หวังสลับขั้วทางการเมืองในวัน ข้างหน้า หรือหวังโค่นล้มรัฐบาลโดยสนับสนุนมวลชนกลุ่มอื่นให้เสียสละแทนตัวเอง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือพรรคการเมืองทุก พรรคในสภาผู้แทนราษฎรกําลังสมรู้ร่วมคิดรู้เห็นเป็นใจกันเพื่อรักษาระบอบเผด็จการที่มาจากการเลือกตั้งแบบนี้เอาไว้เพียง เพื่อรออํานาจและผลประโยชน์ของตัวเองในปัจจุบันหรือในวันข้างหน้าเท่านั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะทําให้เชื่อได้ว่ามีการปฏิรูป ประเทศไทยภายใต้ทิศทางการนําของพรรคประชาธิปัตย์ เราได้วิเคราะห์เห็นแล้วว่าแนวทางดังกล่าวที่พรรคการเมืองทุกพรรค กําลังเดินหน้าอยู่นั้นจะนําไปสู่ความชอบธรรมของระบอบทักษิณที่จะได้รับชัยชนะในระบบรัฐสภามากขึ้น และจะกระชับอํานาจ อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจนยากที่จะเยียวยาได้ การที่แกนนําพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะเสียสละในการนําชุมนุมย่อมไม่คุ้มค่าต่อประเทศหากมุ่งแต่เพียง คัดค้านปัญหารายประเด็น หรือโค่นล้มระบอบทักษิณโดยปราศจากการปฏิรูปประเทศ ในขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ เสียสละที่จะนําการชุมนุมเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศอันเป็นประเด็นซึ่งคุ้มค่าที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะ ร่วมมือด้วย ดังนั้นจึงย่อมเป็นไปไม่ได้ที่แกนนําพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะมีฐานะการนํามวลชนได้จริงใน สถานการณ์และเงื่อนไขในปัจจุบันนี้ อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบัน มีกลุ่มประชาชนจํานวนหนึ่งที่มีความห่วงใยบ้านเมืองซึ่งสนใจแต่เฉพาะการชุมนุม คัดค้านปัญหาบ้านเมืองรายประเด็น หรือบางกลุ่มอาจสนใจที่จะเคลื่อนไหวเพื่อโค่นล้มระบอบทักษิณแต่เพียงอย่างเดียวที่พรรค ประชาธิปัตย์สนับสนุนอยู่ ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวทางของแกนนําพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตามที่กล่าวมาข้างต้น ในขณะแกนนําพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็มิอาจสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนอื่นใดโดยปราศจากความ รับผิดชอบในความคาดหวังต่อทั้งชัยชนะต่อประเทศชาติและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้เข้าร่วมชุมนุมได้ ดังนั้นการดํารงอยู่ของ แกนนําพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็อาจเป็นอุปสรรคในการเคลื่อนไหวของมวลชนกลุ่มอื่นที่อาจไม่เห็นด้วยกับ แนวทางของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้

DemoCrazy .5.


ดังนั้นแกนนําพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้งรุ่น 1 และ รุ่น 2 จึงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ยุติบทบาทจาก ฐานะแกนนํา เพื่อเปิดโอกาสให้ แกนนํา นักปราศรัย ศิลปิน พิธีกร ประชาชน ฯลฯ ได้ตัดสินใจด้วยตัวเองที่จะเข้าร่วมหรือไม่ เข้าร่วมกับกลุ่มใดก็ได้อย่างอิสระเสรี และเปิดโอกาสให้เกิดขบวนการใหม่ในสังคมไทย โดยไม่ต้องรอแถลงการณ์หรือมติใดๆ จากแกนนําพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอีก การยุติบทบาทครั้งนี้ถือเป็นยุทธวิธีเดียวเท่านั้น ที่จะเปิดโอกาสให้ผมู้ ีอํานาจในปัจจุบัน หรือผู้ที่มีโอกาสจะมีอํานาจ ในอนาคต รวมถึง ทหารภายใต้จอมทัพไทยและศาลที่กระทําการภายใต้พระปรมาภิไธย ตลอดจนผู้ที่มีบทบาทในบ้านเมือง รวมถึงประชาชนทั่วไป ได้ตัดสินใจที่จะทําหน้าที่ของตนเองและเลือกเดินทางของตัวเอง มากกว่าที่จะคาดหวังหรือรอมติการ นํามวลชนโดยแกนนําพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยให้เป็นตัวแปรหรือเป็นเครื่องมือที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายที่ แท้จริงของแกนนําพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะเป็นอดีตรัฐบาลที่สร้างเงื่อนไขให้กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจน เป็นเหตุอันสําคัญยิ่งที่ทําให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่สามารถนํามวลชนได้เหมือนเช่นเดิม และในฐานะพรรค การเมืองฝ่ายค้านในปัจจุบันไม่เสียสละลาออกมานําการต่อสู้แบบหมดหน้าตักร่วมกับประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองทั้งๆ ที่ แกนนําพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ประกาศไปแล้วว่าพร้อมที่จะเสียสละเข้าร่วมการในการปฏิรูปประเทศไทยครั้งนี้ ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์จึงยังคงเป็นปัญหาส่วนหนึ่งของประเทศและเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปประเทศไทยด้วย พรรค ประชาธิปัตย์จึงต้องรับผิดชอบในผลที่กําลังจะเกิดขึ้นต่อบ้านเมืองต่อไปด้วยเช่นกัน เราขอย้ํ า อี ก ครั้ ง หนึ่ ง ว่ า แม้ แ กนนํ า จะได้ ยุ ติ บ ทบาทไปแล้ ว แต่ ทุ ก คนก็ ยั ง คงเป็ น พั น ธมิ ต รประชาชนเพื่ อ ประชาธิปไตยอยู่เหมือนเดิม และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ยังคงอยู่เช่นเดิม อุดมการณ์ความเป็นพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ยังอยู่ในสายเลือดและจิตใจของทุกคนเหมือนเดิม และเรายังคงมีภาระหน้าที่ในการต่อสู้คดี ความ เรียกร้อ งความเป็นธรรมให้ กับผู้ ที่สูญ เสี ย บาดเจ็บ และเสี ยชีวิ ต ตลอดจนแสวงหาความเป็นธรรมให้ กับผู้ ที่ถู ก ดําเนินคดีในระหว่างการชุมนุมต่อไป โดยในระหว่างนี้เราได้ขอให้สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เอเอสทีวี เว็บไซต์แมเนเจอร์ สื่อสิ่งพิมพ์และวิทยุในเครือ เอเอสทีว-ี ผู้จัดการ ยังคงเป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมเพื่อนําไปสู่การให้ปัญญากับประชาชน และการปฏิรูปประเทศ โดยแกนนําที่ยุติบทบาทไปก็จะยังคงทําหน้าที่ให้ปัญญากับประชาชนตามหน้าที่และบทบาทของแต่ ละคนเพื่อเป้าหมายในการนําไปสู่การปฏิรูปประเทศไทยอย่างแท้จริงเท่านั้น จนกว่าสถานการณ์จะถึงพร้อมที่ประชาชนทุกกลุ่มได้ตื่นรู้และตั้งสติได้ว่าต้องการการเปลี่ยนแปลงเพื่อการปฏิรูป ประเทศไทยครั้งใหญ่ หรือเมื่อสถานการณ์ที่ผู้มีอํานาจหรือผู้ที่มีโอกาสจะเข้าสู่อํานาจในกาลข้างหน้า เสียสละอํานาจและ ผลประโยชน์ในปัจจุบันหรือในอนาคตเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยเพื่อผลประโยชน์ของคนไทย 65 ล้านคน เมื่อถึงเวลา ดังกล่าวแกนนําพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่แม้จะยุติบทบาทไปแล้ว ก็พร้อมจะกลับมารวมตัวกันใหม่เพื่อทบทวน บทบาทของตัวเองในการเคลื่อนไหวมวลชนอีกครั้งหากในเวลานั้นพี่น้องประชาชนยังคงต้องการพวกเรา แกนนําพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 พร้อมผู้ประสานงาน และมีการแต่งตั้งแกนนํารุ่นที่ 2 ต่อมาวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2551 อีกทั้งยังมีการแต่งตั้งแกนนํารุ่นที่ 2 เพิ่มเติมในวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 และวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555 เราขอกราบขอบพระคุณพี่น้องประชาชนที่ไว้วางใจพวกเราตลอด ระยะเวลาเกือบ 8 ปีที่ผ่านมา และขอกราบขอบพระคุณพี่น้องประชาชนที่ได้เข้าร่วมชุมนุมแบบต่อเนื่องปักหลักพักค้าง 3 ช่วงเวลา เป็นจํานวนเวลาถึง 384 วัน 384 คืน จนได้รับผลสําเร็จตามวัตถุประสงค์ของการชุมนุมทุกครั้ง จึงนับเป็นการชุมนุมโดย สงบ อหิงสา และปราศจากอาวุธของภาคประชาชนครั้งประวัติศาสตร์ที่ยาวนานที่สุดในโลก เราขอยืนยันว่าจะยังคงแน่วแน่ยึดมั่นในอุดมการณ์ของวีรชนและพี่น้องประชาชนที่เสียสละไม่เคยเปลี่ยน และ ขอให้มั่นใจว่าการตัด สินใจครั้งนี้ เป็นยุทธวิ ธีที่จะได้รั บการพิสูจน์ ว่าเป็นประโยชน์ต่อ ประเทศชาติและประชาชนในวั น ข้างหน้าอย่างแน่นอน ด้วยจิตคารวะ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2556 ณ ห้องส่งสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เอเอสทีวี

DemoCrazy .6.


สัมภาษณพิเศษ แสงธรรม ชุนชฎาธาร

“การที่เรายุติบทบาท ก็มีความคาดหวังวา ประชาชนจะไดสติเร็วขึ้น”

ปานเทพ พัวพงษพันธ การออกแถลงการณ์ ฉ บั บ สุ ด ท้ า ยของพั น ธมิ ต ร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2556 ถือ เป็นการปิดฉากการนําของแกนนํากลุ่มการเมืองภาคประชาชน ผู้ ส ร้ า งประวั ติ ศ าสตร์ ด้ ว ยการชุ ม นุ ม โดยสงบ อหิ ง สา และ ปราศจากอาวุธ ยาวนานกว่า 384 วัน 384 คืน ไม่นับรวมกับ ความเคลื่ อ นไหวอย่ า งต่ อ เนื่ อ งอี ก เกื อ บ 8 ปี ไ ปโดยปริ ย าย นับตั้งแต่การก่อตั้งองค์กรในการชุมนุมกู้ชาติ เมื่อปี 2549 การยุติบทบาทของแกนนําในครั้งนี้ นํามาซึ่งข้อสงสัย ของสั ง คม โดยเฉพาะมวลชนที่ เ ป็ น ผู้ ส นั บ สนุ น อุ ด มการณ์ พั น ธมิ ต รฯ ถึ ง แม้ แ กนนํ า จะให้ แ นวร่ ว มและประชาชนได้ ตัดสินใจด้วยตัวเองที่จะเข้าร่วมกลุ่มใดก็ได้อย่างอิสระเสรี และ เปิดโอกาสให้เกิดขบวนการใหม่ในสังคมไทย โดยไม่ต้องรอมติ ใดๆ จากแกนนําอีกก็ตาม แต่ ใ นเมื่ อ ไร้ เ งาแกนนํ า ที่ จ ะแนะนํ า ทิ ศ ทางในการ เคลื่อนไหวแล้ว ก็เกิดความสงสัยว่า พวกเขาจะทําอย่างไรต่อไป จะเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีแนวคิดเดียวกันร่วมกับกลุ่มอื่น หรือจะนั่งบนภูดูความวุ่นวายทางการเมืองกันต่อไป เดโมโครซี่ ฉ บั บ นี้ จึ ง พู ด คุ ย กั บ “ปานเทพ พั ว พงษ์ พันธ์” อดีตแกนนํารุ่น 2 และโฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย ซึ่งในวันนี้เขายังมาทํางานที่บ้านพระอาทิตย์ ใน ฐานะหนึ่งในผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี แม้ ตําแหน่งที่เกี่ยวข้องกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะสิ้นสุดลงตามแถลงการณ์ที่ระบุออกมาแล้วก็ตาม

การยุติบทบาทที่ผานมาของแกนนําพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ถือวาพันธมิตรยังมีอยูหรือเปลา

มี อ ยู่ เพราะพั น ธมิ ต รฯ ไม่ มี ก ารลงทะเบี ย น ทุ ก คนก็ เ ป็ น พันธมิตรอยู่แล้ว แล้วก็พันธมิตรฯ ขึ้นอยู่กับความเชื่อในอุดมการณ์ของคน แต่ละปัจเจกบุคคล ตราบใดที่เขามีความคิดเหมือนกันหมด ก็คือต่อสู้เพื่อ แสวงหาความถู กต้อ ง เพื่ อต่ อต้ านความอยุติ ธรรม คนเหล่า นี้ก็ ยัง เป็ น พันธมิตรฯ อยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นความเป็นพันธมิตรฯ ไม่ได้สูญสลาย เพียงแต่แกน นําตัดสินใจยุติบทบาท เพื่อเป็นยุทธวิธีในการต่อสู้วิธีหนึ่ง

แกนนํายุติบทบาทแลว แตวาความเคลื่อนไหวของ พันธมิตรฯ จะยังมีอยูหรือไม

ในฐานะประชาชนโดยทั่วไป ผมคิดว่าคนที่เป็นพันธมิตรฯ ที่ได้มี ข้อมูลข่าวสาร และมีอุดมการณ์นั้นเขาจะตัดสินใจเองว่าเขาควรจะเคลื่อน หรือไม่เคลื่อน โดยที่ไม่ต้องมีมติแกนนํา เพราะฉะนั้นความเป็นพันธมิตรฯ เมื่อไม่มีมติแกนนํา แต่ละคนก็เป็นเสรีชนที่สามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้ ด้ ว ยการหล่ อ หลอมความคิ ด อุ ด มการณ์ ใ นรอบหลายปี ที่ ผ่ า นมา เพราะฉะนั้นการเคลื่อนไหวไม่จําเป็นต้องริเริ่มจากมติแกนนํา แต่ว่าคน เหล่านี้เขาจะตัดสินใจด้วยตัวเองในท้ายที่สุด ว่าเขาควรจะเคลื่อนหรือไม่ เคลื่อน เพราะว่าเมื่อพันธมิตรฯ ยุติบทบาท ต้องเข้าใจว่ามันมี คําว่ายุทธิ วิธี หลายคนอาจจะยังงงมันแปลว่าอะไร แล้วมันคืออะไร ข้อแรกก่อนเลยก็คือว่า เมื่อยุติบาทก็เท่ากับว่า พันธมิตรฯ ใน ฐานะแกนนํา ถือว่าในการต่อสู้รายประเด็นก็ดี สองก็คือการต่อสู้เพื่อล้ม ขั้วอํานาจหนึ่งและเปลี่ยนอีกขั้วอํานาจหนึ่ง สองอันนี้ ในสถานการณ์นี้ ไม่

DemoCrazy .7.


คุ้ ม ค่ า อี ก ต่ อ ไปแล้ ว เมื่ อ ไม่ คุ้ ม ค่ า การยุ ติ บ ทบาทก็ ห มายความว่ า ถ้ า พันธมิตรฯ ไม่ยุติบทบาท รอการปฏิรูปในสถานการณ์ที่สังคมยังไม่พร้อมก็ ดี ในสถานการณ์ ที่ พ รรคประชาธิ ปั ต ย์ ยั ง ไม่ เ อาด้ ว ยกั บ การปฏิ รู ป ก็ ดี สถานการณ์แบบนี้ถ้าพันธมิตรฯ ไม่เห็นด้วยกับการต่อสู้รายประเด็น กับ การต่อสู้ในเชิงล้มขั้วอํานาจ และเปลี่ยนขั้วอํานาจ เราจะกลายเป็นผูส้ ะสม มวลชนเอาไว้โดยที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในการเคลื่อนของคนกลุ่มอื่นๆ ซึ่งการต่อสู้รายประเด็นเป็นประโยชน์ต่อประเทศ การต่อสู้กับรัฐบาลที่ไม่ ดี ก็เป็นประโยชน์ต่อประเทศ เพียงแต่ว่า เราเห็นว่ามันไม่คุ้มค่า เมื่อเป็นอย่างนั้น ก็ต้องยุติบทบาทเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจใน การที่จะถือว่า เขาจะเข้าร่วมหรือไม่ เมื่อปราศจากมติแกนนํา ถ้าเกิดคน เข้าร่วมเยอะ เขาก็อาจชนะรายประเด็นได้โดยที่ไม่ต้องรอแกนนํา เขา อาจจะชนะล้มขั้วอํานาจได้โดยที่ไม่ต้องมีแกนนําอีกต่อไป หรือถ้าเกิด มวลชนรอการปฏิรูปเยอะจริงๆ คนที่สู้รายประเด็น กับคนที่สู้ล้มขัว้ อํานาจ อาจจะไม่ประสบความสําเร็จเลย เมื่อไม่ประสบความสําเร็จเขาอาจจะได้ คิดขึ้นมาที่หลังว่า ถ้าอย่างนั้นต้องกลับมาเดินธงเดียวกันใหม่ คือธงปฏิรูป คือ สามัคคีกับความเป็นแกนนําของพันธมิตรฯ ตามความคิดเดิม จึงจะมี โอกาสได้รับชัยชนะ ถึงเวลาตอนนั้นแกนนําค่อยกลับมาทบทวนกันใหม่ นี่ เค้าเรียกว่า ยุทธวิธี ที นี้ ประการสํ า คั ญ ถั ด ไปก็ คื อ ว่ า ถ้ า เกิ ด แกนนํ า พั น ธมิ ต รฯ ตัดสินใจ แน่นอนบางคนตัดสินใจไปเข้าร่วมบางขบวนการ บางคนก็ยังไม่ เข้ า ร่ ว ม ถื อ เป็ น การตั ด สิ น ใจแต่ ล ะปั จ เจกบุ ค คล เฉกเช่ น เดี ย วกั บ ประชาชนคนทั่วไป ไม่ใช่ในฐานะแกนนําอีกต่อไป แต่สําหรับผมเองก็ดี คุณสนธิ (ลิ้มทองกุล) ก็ดี มองเรื่องว่าการเคลื่อนครั้งนี้ ตราบใดที่เรายังไม่ เคลื่อน มันจะมีโอกาสทําให้เกิดการเกิดเคลื่อนตัวของคนได้โดยปราศจาก การครอบหรื อ การนํ า จากแกนนํ า ซึ่ ง หลายคนบอกว่ า แล้ ว มั น ดี ยั ง ไง อาจจะมีคําถามว่าดีตรงไหน คําตอบที่จะบอกได้ว่าดี ก็คือตรงที่ว่า ถ้าธง การต่อสู้รายประเด็นนั้นเป็นการต่อสู้เพื่อคนหมู่มาก เช่น ประชาชนคนทั้ง ประเทศ มันจะไม่ถูกหวาดระแวงเลยว่าเป็นการล้มขั้วอํานาจ เพราะฉะนัน้ แนวร่วมจะเกิดขึ้นหลากหลายมากขึ้น ตัวอย่างที่ชัดที่สุดเลยก็คือ กรณีการเคลื่อนไหวกรณี ปตท. ของ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค แกนนําพันธมิตรฯ ผมที่เคลื่อนไหวเรื่องนี้โดยตรง ยัง ไม่ขึ้นเวทีเลย แต่พวกเราให้การสนับสนุนในการถ่ายทอด ให้การสนับสนุน ในการประชาสัมพันธ์ ให้ข้อมูลข่าวสารให้มากที่สุด แต่ไม่ขึ้นเวที ทําให้ เกิดแนวร่วมใหม่ๆ เกิดขึ้นมาบนเวทีนี้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจอีกต่อไป ไม่วา่ จะเป็นการ์ดคนเสื้อแดง มวลชนคนเสื้อแดง เข้าร่วมด้วยในการต่อสู้ราย ประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชาติทั้งมวล อย่างนี้ จะเห็นได้ว่าการยุติ บทบาทมีประโยชน์ การไม่เข้าร่วมก็เกิดประโยชน์มากกว่า ในแง่ของการ ขยายแนวร่วม บางคนอาจจะคิดไม่ออกว่าการไม่มีแกนนํามีประโยชน์ อย่างไร ผมยกตัวอย่างเช่น วันนี้เราอาจจะมองมุมนี้ว่า เกิดคําถามว่า ทําไมอย่างผมไม่ขึ้นเวที ลองกลับกัน สมมติว่ามีตู่ จตุพร พรหมพันธุ์ ขึ้น เวที จะมี ค วามรู้ สึ ก อย่ า งไรกั บ คนที่ เ ป็ น พั น ธมิ ต รประชาชนเพื่ อ ประชาธิปไตย ที่เข้าร่วมขบวนการในการต่อต้านความไม่เป็นธรรมเรื่อง พลังงาน จะรู้สึกทันทีเลย (มีอคติ) ทันทีเลย เช่นเดียวกัน ฉันใดฉันนั้น ถ้า ผมขึ้น ก็จะมีคนเสื้อแดงมองอย่างนั้นเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการยุติ บทบาท คือ การยุ ติ ในเรื่ องของการมองมุ ม มองที่ ยึด ติ ดในเรื่อ งของขั้ ว อํ า นาจ ให้ เ ป็ น การต่ อ สู้ เ ชิ ง ประเด็ น แบบไร้ สี เ สื้ อ อั น นี้ ก็ จ ะเป็ น คุณประโยชน์ในประการแรกเลย ประการที่สองก็คือ ขบวนการปฏิรูปการเมือง เช่นเดียวกัน ผม คุณสนธิ และพลตรีจําลอง (ศรีเมือง) ก็ไม่ได้เข้าร่วมกับขบวนการปฏิรูป การเมืองที่ไหน เพราะรู้ว่า ถ้าชูธงการปฏิรูปการเมืองแล้ว มันจะสําเร็จได้ ต้องคนทั้งประเทศเห็นด้วย ไม่ใช่คน 12 ล้านคนที่เป็นฝ่ายต่อต้านทักษิณ เห็นด้วย อย่างนั้นเป็นสงครามประชาชน ดังนั้นจะทํายังไงให้รู้สึกอย่างนั้น ได้ ก็ต้องยุติความรู้สึก ขั้วสี สีขั้ว สีขั้วพรรค หรือว่า ขั้วสี หรือว่าขั้วพรรค หลุดออกมาให้ได้ก่อน การยุติบทบาทก็ทําให้เกิดกระบวนการการปฏิรูป นั้น เกิดขึ้นทันที หลายหน่วย หลายองค์กร ก็เพื่อวัตถุประสงค์เดียว ก็คือ ว่า ให้ปลอดจากความรู้สึกการล้มขั้วอํานาจ และขั้วสี ให้เป็นเรื่องของคน ไทยทั้งประเทศ เพื่อการเปลี่ยนแปลงเอาคน 65 ล้านคนเป็นตัวตั้ง นี่ก็คือ คุณประโยชน์ในการกําหนดเป็นยุทธวิธี ถ้าถึงจุดหนึ่ง แล้วแต่คนเห็นพ้องต้องกันหมดว่า ต้องการการ ปฏิรูป เรายังเขียนในมติแกนนําเลยว่า ถึงเวลาตอนนั้นถ้าคนยังต้องการ

แกนนําที่เป็นชุดเดิม เราก็พร้อมจะกลับมา จะเห็นได้ว่าเราวางเงื่อนไข เป็นขั้นเป็นตอน ให้คนที่ต้องการสู้ตามความเชื่อของตัวเองก็ไม่เสียโอกาส ได้ทดลอง ซึง่ เราทดลองมาแล้ว ไม่ว่าการต่อสู้รายประเด็น การต่อสู้ล้มขั้ว อํานาจ ได้ทดลองจนกระทั่ง ทั้งสําเร็จและไม่สําเร็จ ถ้าเขาตั้งสติได้ในการ ปฏิรูป โอกาสในการปฏิรูปจะเร็วขึ้น แต่ถ้าเราไม่เคลื่อนทุกคนจะรอเรา โอกาสปฏิรูปก็จะช้าลง

ขณะที่พันธมิตรฯ กําลังพยายามที่จะสลายสีขั้ว แตวา อยางมวลชนอื่นเขาพยายามจะทําสีเสื้อใหชัดเจนขึน้ อยางเสื้อแดงหรือวาอยางประชาธิปตยก็พยายามที่จะ สรางกลุมมวลชน กลุมสีของตัวเองขึ้นมา มันจะดู ขัดกันหรือเปลา

มันเป็นวิวัฒนาการ ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว เพราะว่าฝ่ายขั้วอํานาจ แท้ ที่จ ริง แล้ วโดยเฉพาะชนชั้ นนํ าของแต่ ละขั้ว อํา นาจ ไม่ ต้อ งการการ ปฏิรูป เนื้อแท้แล้ว เพราะฉะนั้น ให้เขาชูธงการปฏิรูป ก็คือการลดอํานาจ พวกเขา ไปมอบอํานาจให้กับประชาชน คน 65 ล้านคน เพราะฉะนั้น แน่นอน มันอาจจะมีการสลับขั้วตามความเชื่อของคนแต่ละกลุ่มว่า ขั้ว อํานาจนี้ดีกว่าขั้วอํานาจนั้น ซึ่งคิดแบบนี้ทั้งสองฝั่ง เพียงแต่ฝั่งหนึ่งมีคน อยู่ 15 ล้านคน อีกฝั่งมีคนอยู่ 12 ล้านคน ดังนั้นการแยกสีแบบนี้ก็จะเป็น วิวัฒนาการให้พวกเขาทดลองดําเนินการไป ถ้าเขาไม่ประสบความสําเร็จ เขาก็ จ ะรู้ ว่ า เขาต้ อ งทบทวนบทบาทตั ว เองใหม่ ถ้ า เป็ น ฝ่ า ยรั ฐ บาลมี ความรู้สึกว่าการสู้ขั้วอํานาจนี้ทําให้เสถียรภาพรัฐบาลไม่มั่นคง เขาก็ต้อง คิดในเชิงการปฏิรูป ถึงจะมีโอกาสลดความขัดแย้งลง ในขณะเดียวกันถ้า ฝ่ายค้านเห็นว่าตัวเองล้มเขาไม่ได้ เพราะสุดท้ายก็ต้องให้กระบวนการยุบ สภา แล้ ว ก็ มี ก ารเลื อ กตั้ ง ใหม่ แล้ ว ก็ จ ะแพ้ อี ก เขาก็ ต้ อ งคิ ด ทบทวน บทบาทตัวเองในการปฏิรปู ตัวเอง หรือว่าปฏิรูปประเทศในท้ายที่สุด เพราะฉะนั้น ไม่ว่าทางไหน เมื่อเข้าสู่สองขั้วอํานาจชัดเจน มันก็ จะทําให้ประชาชนในกลุ่มแต่ละขั้วอํานาจได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันเอง ฝั่งคน เสื้อแดงจะได้รับการเรียนรู้เมื่อรัฐบาลมีเสถียรภาพนั้น เขาอยู่ดีกินดีขึ้น จริงหรือเปล่า เขาจะได้รับบทเรียนที่มากขึ้นว่าเขามีหนี้สินเพิ่มขึ้นไหม ข้าวที่เขาจํานําได้หมื่นห้ามันมีผลกระทบ มีอะไรกลับมา ราคาของแพงขึ้น จริงไหม ราคาน้ํามันแพงขึ้นจริงไหม โดยรัฐบาลที่ไม่มีใครมาล้ม ในกลุ่ม พันธมิตรอย่างน้อยก็กลุ่มหนึ่ง เขายังอยู่สุขสบายดีหรือเปล่า อันนี้ก็เป็นจุด ประกายให้คนได้มีโอกาสคิดว่า เขาต้องการอย่างนี้จริงๆ หรือไม่ เช่นเดียวกับฝ่ายตรงกันข้าม ถ้าไร้พลังซึ่งมีจากแกนนําพันธมิตร ฯ จะสําเร็จอยู่ไหมในการล้มขั้วอํานาจ ถ้าเขาทําสําเร็จ ประชาชนก็จะได้รู้ ว่า มันใช่คําตอบที่เขาต้องการจริงหรือเปล่า เมื่อมีขั้วอํานาจหนึ่งคอยล้ม เขาเช่นเดียวกัน หรือทําไม่สําเร็จ เขาต้องคิดว่า ถ้าเดินในเชิงขั้วอํานาจ ต่อไปไม่สําเร็จ ก็ต้องเดินแนวทางการปฏิรูปจะสําเร็จมากกว่าไหม ทั้งหมด มันเป็นวิวัฒนาการจากการถอยมาหนึ่งกระดานของแกนนําพันธมิตรฯ

ในชวงเวลาอันสั้นจะมีโอกาสไดเห็นความเคลื่อนไหวจาก พั น ธมิ ต รฯ ส ว นกลางหรื อ ไม อย า งเช น การออก แถลงการณ การจั ด ชุ ม นุ ม ย อ ย หรื อ การสั ม มนาใน ตางจังหวัด ไม่เห็น จะไม่เห็น ในนามมติแกนนําฯ จะไม่ได้เห็น จะเห็นเป็น การเคลื่อนไหวในนามปัจเจกบุคคล อาจจะเป็นไปได้ ขึ้นอยู่กับความรู้สึก ของแต่ละคน อยากจะเคลื่อนหรือไม่เคลื่อน แต่ไม่มีมติแกนนําจนกว่า เรา ย้ําในแถลงการณ์ชัดเจนว่า จนกว่าจะมี คนตั้งสติได้ หรื อเรียกร้องการ ปฏิรูปพร้อมๆ กัน ถึงจะมีโอกาสกลับมา

แลวถาเกิดวามีการกระทําอะไรที่เปนการขัดกับเงื่อนไข ของพัน ธมิ ตรฯ ที่ เคยออกแถลงการณ มา อาทิ การ นิ ร โทษกรรมทั กษิ ณ เรื่ อ งเกี่ ยวกั บ เขตแดนอธิ ปไตย และสถาบันพระมหากษัตริย ก็จะยังไมเคลื่อนไหว

DemoCrazy .8.


ข้อแรกก่อนก็คือว่า ต้องรับว่า หัวข้อที่หยิบยกมา 3 กรณียังคง อยู่ ใ นบริ บ ทของการต่อ สู้ ร ายประเด็ น อยู่ เหมื อ นเดิ ม เมื่ อ ก่ อ นแกนนํ า พันธมิตรฯ ไม่มี คํา สั่งศาล เราเคลื่อ นสามกรณีไ ด้ และมากกว่ านี้เ ราก็ เคลื่อนได้ ไม่มีข้อจํากัด แต่เมื่อมีคําสั่งศาลหมายความว่า ถ้าเราจะเคลื่อน ตามคําสั่งศาล แม้การต่อสู้รายประเด็นเหล่านี้ก็ไม่มีทางสําเร็จ เพราะเขาก็ ยังเดินหน้าในสภาอยู่เหมือนเดิม แต่ถ้าสมมติว่า การต่อสู้เหล่านี้มีคําสั่ง ศาลขึ้นมา เมื่อเราทําตามคําสั่งศาลครบ ปิดอะไรก็ไม่ได้ เคลื่อนไหวไม่ได้ ทุกอย่างเดินหน้าต่อ นอกจากไม่ประสบความสําเร็จแล้ว คิดในกรณีที่สอง ก็ คื อ ถ้ า เราเคลื่ อ นแบบที่ เ ราเคยเคลื่ อ นที่ ผ่ า นมาจนสํ า เร็ จ แกนนํ า ก็ จะต้องถูกถอนประกัน การถูกถอนประกันก็แปลว่าจะต้องยุติบทบาทกลางคันระหว่าง การชุมนุม การชุมนุมรายประเด็นก็อาจจะไม่สําเร็จอีก และถึงแม้สําเร็จ ในการรบในยกนั้นเราก็ต้องถูกถอนประกันในท้ายที่สุด เช่น ปิดล้อมสภา ปิดถนนห้ามเข้าไม่ให้ทําหน้าที่ อย่างที่เราเคยทําจนได้รับผลสําเร็จมาแล้ว เมื่อถูกถอนประกันมาแล้ว เขาก็จะเอาเข้าใหม่ได้อยู่ดี ฉะนั้นการต่อสู้ราย ประเด็นแบบนี้ บนเงื่อนไขที่มีอยู่ไม่สามารถได้รับชัยชนะได้ในทางปฏิบัติ เพราะฉะนั้ น เมื่ อ ไม่ ส ามารถได้ รั บ ชั ย ชนะได้ ก็ ต้ อ งถามว่ า พรรค ประชาธิปัตย์ซึ่งไม่มีชนักติดหลังเลย พร้อมที่จะเคลื่อนรายประเด็นเหล่านี้ ไหม เขาก็ต้องมีหน้าที่เคลื่อน ถ้าเขายังเคลื่อนได้ไม่ดีพอ แล้วเขาคิดว่าเขา กําลังไม่พอ เขาต้องยกระดับเป็นการปฏิรูป ไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนขั้ว อํานาจด้วย ถึงจะมีโอกาส อย่ า งนั้ น พั น ธมิ ต รฯ เห็ น ว่ า ถ้ า มี ก ารปฏิ รู ป เมื่ อ ไหร่ เ ราก็ คุ้ ม พร้อมที่จะเดินหน้า พร้อมที่จะเสี่ยงเพราะมันคุ้มค่า เพราะฉะนั้นถ้าพรรค ประชาธิปัตย์มีความคิดว่า การต่อสู้รายประเด็นเหล่านี้โดยมีกําลังพอที่จะ ทําได้ เขาก็ไม่ต้องพึ่งการปฏิรูป เพราะเขาสนใจแค่พลิกขั้วอํานาจ แต่ถ้า เขาคิดว่าทําไม่สําเร็จ และเขาต้องการกําลังเสริมมากกว่านั้น เขาก็ต้อง ยกระดั บ เป็ น การปฏิ รู ป ประเทศแทน ซึ่ ง หมายถึ ง ว่ า จะต้ อ งแสดง สัญลักษณ์อะไรบางอย่า งว่า จะไม่ยอมไปสู่การพลิกขั้วอํานาจ ต้องรื้ อ ระบบใหม่ให้ได้ อย่างนั้นก็จะเป็นอีกสถานการณ์หนึ่ง

ถาสมมติวาเงื่อนไขมันหมดไป เรื่องของคําสั่งศาล และอื่นๆ จะมีการทบทวนไหม

ยังไม่ถึงเวลา เพราว่าตอนนั้นเรา ณ ถึงเวลาตอนนั้นคําว่าเรามัน ไม่มีมติแกนนําอะไรแล้ว เพราะว่าแกนนําได้ถูกยุติบทบาททุกคน การจะ กลั บ คื น มาเราเขี ย นไว้ ใ นแถลงการณ์ ชั ด เจนว่ า เราจะกลั บ มาใน สถานการณ์เมื่อการปฏิรูปเกิดขึ้นเท่านั้น หรือทุกอย่างพร้อมถึงสําหรับ การปฏิรูปการเมืองแล้ว เมื่อไม่มีมติแกนนําแล้ว เพราะฉะนั้นจะไม่มสี ทิ ธิท์ ี่ จะมาประชุมกันอีก จนกว่าแถลงการณ์ฉบับนั้นจะบรรลุผลตามที่เราได้ ประกาศเอาไว้

แกนนําตางจังหวัด แกนนําภูมิภาค ตองยุติบทบาทไป ดวยหรือไม แลวจะสามารถจัดเวที หรือเคลื่อนไหวใน นามพันธมิตรฯ ไดหรือไม

ไม่จําเป็น เขาอยากเคลื่อนไหวอะไร เขาอยากจัดอะไรก็จัด เป็น สิ่งที่เขาสามารถจะทําได้ ซึ่งจริงๆ คําถามนี้ไม่ควรเกิดเมื่อเรายุติบทบาท แล้ ว ใครอยากทํา อะไรก็ ทํา ได้เ ต็ม ที่ เพราะถือ เป็น เอกสิ ท ธิ์ข องแต่ ล ะ บุคคล ซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มีสิทธิ์ทําอะไรก็ได้

ครบรอบ 5 ป เหตุการณ 7 ตุลา 51 มองอยางไร

เป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่สุด ที่มีคนเสียชีวิตในการชุมนุม แม้ว่าจะ เป็นการชุมนุมที่ไม่มีอาวุธ และเน้นการเคลื่อนไหวโดยที่ไม่มีการทําลาย ทรัพย์สิน แต่ว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์เสียชีวิต ก็เป็นสิ่งที่สูญเสียไปโดยที่ไม่ สามารถจะเรียกคืนกลับมาได้ และแน่นอนว่าการสูญเสียตรงนั้น ผมเชื่อว่า คนที่สูญเสียไป และครอบครัวที่สูญเสียไปเสียใจที่สุด และการเสียใจที่สุด เราก็อยากทําในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เพื่อให้การสูญเสียครั้งนั้นได้ถูกเยียวยาด้วย ผลลัพธ์ที่มีค่าที่สุด ซึ่งเราก็หวังว่าการปฏิรูปการเมืองน่าจะเป็นคําตอบ ถ้าลําพังเพียงแค่ไล่รัฐบาลชุดหนึ่ง และรัฐบาลอีกชุดหนึ่งซึ่งก็ เลวร้ า ยไม่ แ ตกต่ า งกั น มาช่ ว งชิ ง อํ า นาจแทน อย่ า งนั้ น ผมก็ คิ ด ว่ า การ สูญเสียครั้งนั้นยังไม่คุ้มค่าพอ ไม่มีอะไรมาทดแทนเยียวยาได้พอกับการ

สูญเสียเหล่านั้น ดังนั้นถ้าเราจะผลักดันอะไรได้ในอนาคต เพื่อการสูญเสีย เหล่านี้ได้รับการเยียวยาให้ได้เกิดคุณ เกิดผลประโยชน์ที่สุด ต้องช่วยกัน ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

มองสภาพการเมืองไทยในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวจะเปนไปในทิศทางใด

ระยะสั้นจะเป็นช่วงที่ประชาชนจะได้ทดลองตามความเชื่อของ ตัวเองจนหมดหนทางเลือก ในทุกวิถีทางที่ตัวเองเป็น ถ้าประชาชนยังคง อยู่ในวังวนสงครามขั้วอํานาจอยู่ เราจะมีสงครามระหว่างประชาชนแบบ ขั้วอํานาจอีกหลายสิบปี ไม่จบ แล้วก็ยิ่งเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อล้มรัฐบาล ที่มาจากเสียงข้างมาก โดยที่ไม่คิดในเชิงการปฏิรูป จะยิ่งทําให้ฝ่ายต่อต้าน ระบอบทั ก ษิ ณ อ่ อ นแอลงไปเรื่ อ ยๆ แล้ ว ก็ ทํ า ให้ ฝ่ า ยระบอบทั ก ษิ ณ เจริญเติบโต งอกงามมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนเหตุการณ์หลังรัฐประหาร เหมือนเหตุการณ์รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) คือ ถ้าฝ่ายผู้มีอํานาจ ไม่ คิ ด การปฏิ รู ป การเมื อ ง หรื อ ฝ่ า ยต่ อ ต้ า นไม่ มี ค วามคิ ด ในการ เปลี่ยนแปลงทางการเมืองอยู่ในความคิดเลย การยิ่งต่อต้าน จะยิ่งทําให้ ระบอบทักษิณเจริญเติบโตขึ้นแน่นอน เพราะฉะนั้ น การที่ เ รายุ ติ บ ทบาท ก็ มี ค วามคาดหวั ง ว่ า ประชาชนจะได้สติเร็วขึ้น การที่ประชาชนจะได้คืนสติกลับมาเร็วที่สุดไม่มี อะไรที่รุนแรงไปกว่าความรู้สึกเดือดร้อนจากภาวะที่ฝ่ายการเมืองเป็นฝ่าย ที่ล้มเหลว เดือดร้อนที่ไม่ได้เดือดร้อนจากแค่ความรู้สึกจากความเลวร้าย ทางการเมือง ทุจริตคอร์รัปชั่น คนไทยบอกว่ารับได้ถ้าฉันได้ด้วย คนไทย รู้สึกเฉยๆ กับการออกกฎหมายล้างความผิด อย่างนี้เป็นต้น มันเป็นเรื่องที่ ประชาชนรู้สึกว่า เรื่องการเมืองเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับฉัน สิ่งเหล่านี้มันจะต้อง มีวันหนึ่งที่ประชาชนจะรับรู้ถึงความรู้สึกว่า ตัวเองจะได้รับผลกระทบ อย่างรุนแรงแค่ไหนจากการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป ดัง นั้ น เมื่ อเป็ น เช่ น นั้น ก็ ห มายความว่ า ถ้ า สมมติ เกิ ด กรณี ที่ มี ภาวะที่เศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง ซึ่งวันนี้เริ่มเกิด ข้าวของราคาแพงขึ้น และยอดขายแทบทุกที่ตกลงชัดเจนมาก ประชาชนเดือดร้อน เมื่อก้าว ถัดไปคนเดือดร้อนมากขึ้นไปอีก จะเริ่มมีคนตกงาน คนตกงานก็จะเริ่ม มี คนเดือดร้อน มีหนี้สินเพิ่มมากขึ้น ถึงจุดนั้นอาชญากรรมก็จะเพิ่มมากขึ้น ถึงจุดนั้นคนจะเริ่มคิดว่า ใช่หรือเปล่าที่การเมืองอย่างนี้เกิด แต่ถ้าเราไปล้มรัฐบาลที่กําลังล้มเหลวกลางคัน โดยที่ประชาชน ยังไม่เรียนรู้จากความเจ็บปวด รัฐบาลที่เข้ามาใหม่แทนจะเป็นแพะรับบาป ว่าเป็นผู้ก่อเหตุทําให้เขาเดือดร้อนแทน ดังนั้นผมก็เลยมีความคิดว่า วิธีดี ที่สุดในเวลาตอนนี้คือการให้ความรู้ และข้อมูลกับประชาชนให้มากที่สุด อย่าไปกังวลเรื่องสื่อกระแสหลัก อย่าไปกังวลเรื่องสื่อฟรีทีวี อยู่ภายใต้ทุน และฝ่ายการเมือง สื่อโซเชียลเน็ตเวิร์คไปไกลมากขึ้นกว่าเดิมเยอะ สื่อที่ ประชาชนเคลื่อนไหวแบบไม่มีแกนนํา และสู้รายประเด็นที่เป็นประเด็น สาธารณะ มีการรับรู้กันทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าเราเดินหน้าอย่างนี้ต่อไป ต้นทุนที่ต้องจ่าย ในการเปลี่ยนแปลงคือความเจ็บปวด มันจะเสียหายน้อยลง แต่ถ้าเราทํา ให้ประชาชนมีข้อมูลช้า ไปไม่ถึง ช้า หรือไปถึงแต่ว่าช้ากว่า หรือช้ามาก หรือไปไม่ถึงเลย ต้นทุนที่ต้องจ่ายก็จะแพงขึ้นเรื่อยๆ คนจะเจ็บปวดมาก ขึ้น จะเดือดร้อนหนักมากขึ้น จนเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่มีใครรู้ว่า ถึงจุดไหนที่ประชาชนทนไม่ได้ วันนี้น้ํามัน 50 บาทต่อลิตร คนก็ยังอึดอัด แต่ก็ยังก้มหน้าก้มตารับ คืออดทนสูงมากคนไทย เพราะฉะนั้น ต้องให้ถึง จุดที่ประชาชนทนไม่ไหว ถึงจะมีโอกาสเห็นการเปลี่ยนแปลง หรือ ถ้าไม่ ต้องถึงจุดทนไม่ไหว คือ ตื่นรู้เร็ว และกว้าง อย่างนี้ก็มีโอกาส ถ้าพ้นจากสองวิธีนี้แ ล้ว ที่ ทําให้เ กิดการเปลี่ย นแปลง ก็จ ะ เหลืออีกแค่ 2 วิธี คือหนึ่ง รัฐประหาร มีทหารเข้ามาล้มรัฐบาลแล้วเป็น ผู้นําการเปลี่ยนแปลง แน่นอนข้อเสียคือฝ่ายต่อต้านลุกขึ้นสู้ มีการนอง เลือดแน่นอน นี่แบบที่หนึ่ง แบบที่สอง คือ พรรคประชาธิปัตย์ถอนตัว ออกจากระบบรั ฐสภา แล้ วมาสู้ กับ ประชาชน แล้ว ก็ ทํ าให้ แ นวร่ ว ม ตัวเอง 12 ล้านคนตื่นเร็วที่สุด เพื่อไปขยายผลต่อว่า ฉันจะไม่ได้เข้าสู่ อํา นาจเพื่ อ ล้ ม ขั้ วอํ า นาจ แต่ จ ะมาเรี ย กร้อ งการเปลี่ ย นแปลงให้ กั บ ประชาชน คน 65 ล้ า นคน อย่ า งนี้ ก็ จ ะเป็ น การเปลี่ย นแปลงที่ จ ะมี โอกาสเกิดขึ้นเร็วกว่าที่จะทําให้ถึงการเจ็บปวดที่รุนแรง ที่เป็นต้นทุน การเปลี่ยนแปลง 

DemoCrazy .9.


สํานักขาวหัวเกรียน

ม็อบยางพารา ไมใชแกสโซฮอล

‘เสม็ด’เสร็จน้ํามัน

วิตถารผูทรงเกียรติ

คํากล่าวที่ว่า “ไปเสม็ดเสร็จทุกราย” ที่ถูกพูดถึงในสังคม แบบตลกขบขัน แม้จะเป็นประโยคสองแม่สองง่ามที่ชวนให้คิดลึกว่า ที่เสร็จทุกรายน่ะเสร็จอะไร แต่ใครจะเชื่อว่า เกาะเสม็ดเป็นสวรรค์ ของนักท่องเที่ยว ด้วยความงดงามของหาดทรายที่ใกล้กรุงเทพฯ มาคราวนี้เกาะเสม็ดเจอวิกฤตครั้งใหญ่ เมื่อเกิดเหตุน้ํามั น รั่วไหลเข้าเกาะเสม็ดบริเวณอ่าวพร้าว ซึ่งเกิดจากท่อรับน้ํามันดิบของบ มจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอลรั่วไหลลงทะเลกว่า 5 หมื่นลิตร กระแสคลื่น ลมทะเลได้พัดคราบน้ํามันเข้ามายังชายหาด ทําเอาภาพความสวยงามของหาดทรายขาว ถูกกลบไปด้วย คราบน้ํามันสีดําเต็มหาด การท่องเที่ยวเสียหายย่อยยับ นักท่องเที่ยวไม่ กล้าลงเล่นน้ํา กังวลสภาพธรรมชาติ รีสอร์ทบางแห่งต้องปิดตัวลง แต่ดูเหมือน ปตท. ที่ใช้งบซีเอสอาร์มหาศาลแลกกับการขูด รีดราคาน้ํามัน มาคราวนี้ก็ยอ่ มหนีไม่พ้นการสร้างภาพ ตั้งแต่จัดอีเวนต์ สร้างภาพลักษณ์ฟื้นฟูการท่องเที่ยว ไม่รวมนักการเมืองบางคนดรามา กินอาหารทะเลโชว์ ลงเล่นน้ําที่อ่าวพร้าว นํามาซึ่งข้อสงสัยว่า ปตท. และหน่วยงานภาครัฐ ยังไม่ แสดงความรับผิดชอบแบบชนิดที่ว่า “สมน้ําสมเนื้อ” กับบริษัทที่รีด เลือดกับประชาชนด้วยกําไรเข้ากระเป๋าผู้ถิอหุ้นหลายแสนล้านบาท ในต่างประเทศ เวลาเกิดเหตุน้ํามันรั่ว รัฐบาลต้องฟ้องบริษัท น้ํามันเรียกค่าเสียหายจํานวนมากเพราะเกิดผลกระทบมหาศาล ทั้งใน สหรัฐอเมริกาและจีน แต่ก็รู้กันอยู่ว่า นักการเมืองจํานวนมากถือหุ้นใน ปตท. จึงไม่มีใครกล้าออกมาเอาจริงเอาจัง ล่าสุด ปตท. ออกสปอตโฆษณาทํานองว่า เกาะเสม็ดวันนี้ดี ขึ้นแล้ว ยังมีหลายอ่าวที่ไม่ได้รับผลกระทบ อยากเชิญชวนคนไทยให้ไป เที่ยวเกาะเสม็ดอีกครั้ง เพื่อช่วยให้วิถีชีวิตของผู้คนและธุรกิจต่างๆ บน เกาะเสม็ดกลับมามีชีวิตชีวาเหมือนเดิม แต่ก็มีเสียงสะท้อนว่า ความเห็นจากพื้นที่ไม่เห็นครอบคลุม ถึงระบบนิเวศน์ในทะเล และแผนการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ ไม่เห็นมีพูด เลยว่า ปตท. หรือหน่วยงานรัฐจะเดินต่อไปทิศทางไหน ส่วนเรื่องการดําเนินคดีกับ ปตท. น่ะเหรอ... สั้นๆ ว่า “งาช้างย่อมไม่ออกจากปากสุนัข”!!! 

หากไม่นับพฤติกรรมเมาเหล้า โห่ฮา ขว้างแฟ้ม เขวี้ยงเก้าอี้ ชู รองเท้า แจกกล้วย เท้าถีบแล้ว ระหว่างการประชุมสภาฯ ที่เต็มไปด้วย ความตึงเครียด สมาชิกผู้ทรงเกียรติมักจะมีอะไรเสื่อมๆ ให้เห็นอยู่เรื่อย โดยเฉพาะกรณี “ภาพหวิว” ตั้งแต่ชุดว่ายน้ํายันโป๊เปลือย ลองไล่เรียงดูแล้ว เหตุการณ์ภาพหวิวกลางสภาฯ เริ่มตั้งแต่ 18 เม.ย. 2555 จอทีวีพลาสมาแอลจี 65 นิ้ว ที่ติดตั้งภายในห้องประชุม รัฐสภาเกิดภาพโป๊ขึ้นบนจอ ทําเอาฮือฮาทั้งสภาฯ ตรวจสอบพบว่าภาพถูก ยิงแบบ DLNA จากมือถือซัมซุงตระกูลกาแลคซี่ แต่จับมือใครดมไม่ได้ ค่ําวันเดียวกัน สื่อมวลชนจับภาพ ส.ส.รายหนึ่งกําลังดูภาพหวิว บนมือถือ พอเป็นข่าวดังวันต่อมา “ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน” ส.ส.กทม. พรรค ประชาธิปัตย์ ลูกชาย “บัญญัติ บรรทัดฐาน” รับว่าเป็นคนดูภาพหวิวเอง แต่ก็อ้างว่าเป็นการกระเซ้าเย้าแหย่หลังเกิดภาพหวิวขึ้นจอ กลางสภาฯ ส่งรูปมาให้ดู ถือเป็นเหตุความผิดพลาด ปีต่อมา รัฐสภาควักงบ 14 ล้านบาท ซื้อไอแพด 4 แจก ส.ส. 500 เครื่องพร้อมซิมทรูมูฟ เอช ปรากฏว่า ส.ส.บางคนใช้ไอแพดที่สภา แจกเล่นเกมส์กลางห้องประชุมอย่างเพลิดเพลิน เคสภาพหวิวกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อกลางดึกวันที่ 16 ส.ค. 2556 เมื่อ ส.ส.พรรคเพือ่ ไทยรายหนึ่งนําไอแพดนั่งดูภาพหญิงสาวแต่งตัว วาบหวิว ถูกช่างภาพ ASTV ผู้จัดการบันทึกภาพเอาไว้ได้ แต่ ส.ส.รู้ตัวว่า ถูกแอบถ่ายภาพจึงเดินมาพร้อมกับตํารวจสภาข่มขู่คุกคาม ภายหลัง ว่าที่ ร.ต.พงศ์พันธ์ สุนทรชัย ส.ส.หนองคาย พรรค เพื่อไทย ก็ยอมรับว่าเป็นบุคคลในภาพจริง แต่อ้างว่าจะหาข้อมูลเรื่อง ค่าขนส่งข้าว แต่มือไปโดนรูปนางแบบจึงเลื่อนดูต่อ ส่วนเรื่องข่มขู่ ช่างภาพนั้นอ้างว่าขอร้องดีๆ ว่าไม่ให้แพร่ภาพ ส.ส. นั่งหลับ อีกเคสหนึ่งเมื่อ 6 ก.ย. 2556 ระหว่างวุฒิสภาประชุมนัดพิเศษ ถอดถอน อดีต รมว.ไอซีที ช่างภาพแนวหน้าถ่ายภาพ ส.ว.รายหนึ่งกําลัง เล่ นโทรศั พ ท์มื อ ถือ พร้ อ มดู ภ าพหญิง สาวถ่ ายเปลื อ ย เห็น อวัย วะเพศ ชัดเจน ซึ่งคนที่ดูภาพคือ ภิญโญ สายนุ้ย ส.ว.กระบี่ แต่เจ้าตัวก็บอกปัด อ้างว่าดูรูปหลานสาวของตนเอง ไม่ใช่รูป โป๊อย่างที่เป็นข่าว และใช้เวลาดูรูปภาพเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น เห็นแบบนี้บอกได้คําเดียว “เสียดายภาษี” จริงๆ ... 

ปตท.สร้างภาพล้างผิดน้ํามันรั่ว พักสมองส่องสยิวกลางสภาฯ

DemoCrazy .10.


“หากไมมีสติปญญาในการแกปญหา ก็อยาใชพื้นความคิดที่ไมฉลาด เอะอะก็โยนวาการเมืองอยูเบื้องหลังทัง้ ที่ไมจริง” ชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ (19 ก.ย. 2556)

‘ใบเตย’อาแดนไกล

ทบ.เขตปลอดกะเพรา

ไม่ มีใครไม่รู้ จัก “ใบเตย อาร์ สยาม” นั ก ร้อ งลู กทุ่ ง เจ้ าของ ฉายา “สั้นเสมอหู” ที่เคยสร้างชื่อตั้งแต่เพลงเช็กเรตติ้ง สกัดดาวยั่ว มาถึงผลงานล่าสุด “แน่นอก” (หรือชื่อเพลงจริงๆ คือ รักต้อง เปิด) ร่วมฟีทเจอริ่งกับวงทรีทูวัน กับท่าเต้นสับนมที่เด้งกันทั้งบ้านทั้งเมือง แต่ที่ดังกว่าเพลง คือเธอมักจะเป็นข่าวเกี่ยวกับภาพลักษณ์เซ็กซี่ ประกอบกับการนุ่งน้อยห่มน้อย จึงมักจะมีข่าวฉาวแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ ไล่ตั้งแต่ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งว่า เธอได้รับเลือก เป็นทูตวัฒนธรรม จนกระทรวงวัฒนธรรมถูกด่าจากสังคม แต่ตอนหลัง กลายเป็นเรื่องโอละพ่อ เพราะเธอบอกว่าเข้าใจผิด หรือจะเป็นเรื่องหลุดๆ ที่มาจากการแต่งตัวแบบหวาบหวิว ไล่ ตั้งแต่กระโปรงเปิดยัน “จุกหลุด” แม้แต่เรื่องความรักยังมีภาพสวีทวี๊ดวิ้ว กับ “ดีเจแมน” พัฒนพล กุญชร ณ อยุธยา ตามอินสตาแกรม แต่ ที่ ฮื อ ฮาที่ สุ ด คื อ ออกมายอมรั บ ว่ า บิ น ไปรั บ จ้ า งร้ อ งเพลง พร้อมกินข้าวกับผู้ต้องหาหนีคดี “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ฮ่องกงและสิงคโปร์ พร้อมออกปากสงสารทีท่ ักษิณอยากกลับบ้านเกิด ได้รั บค่ าจ้ างมื้ อละ 5 แสน สองมื้ อ 1 ล้าน พร้อ มกระเป๋า แบรนด์เนม ส่วนลดซื้อบ้านหรูราคากว่า 20 ล้านของเอสซี แอสเสท หลังใบเตยออกมาให้ข่าว มีทั้งแฟนคลับให้กําลังใจ และสังคม ออกมาจวกเละ ร้อนถึง “ลูกโอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายหัว แก้วหัวแหวนออกมาตําหนิว่า “ถ้าแน่นอกก็ยกออก อย่าทิ้งบอมบ์ใส่ พ่อ” พร้อมออกปากไม่รู้เรื่องว่าใครออกเงิน ใครพาไปเที่ยว ภายหลังใบเตยออกอาการสะอื้น พูดด้วยน้ําตาคลอเบ้าว่า ขอ โทษที่พูดไม่คิดและทําให้ทุกฝ่ายเดือดร้อน ไล่ตั้งแต่ทักษิณและครอบครัว ยัน “เฮียฮ้อ” สุรชัย เชษฐ์โชติศักดิ์ เจ้าของค่ายที่ถูกหางเลขไปด้วย ก่อนหน้าที่ใบเตยจะออกมาขอโทษทุกฝ่าย เธอถูก “เฮียฮ้อ” เรียกเข้าห้องเย็นพร้อมกับผู้จัดการค่ายเพลงอาร์สยาม ตําหนิเกี่ยวกับเรื่อง การให้สัมภาษณ์ เพราะกระแส “ใบเตยกะทักษิณ” ถูกพูดถึงอย่างมาก อันที่จริงก่อนหน้านี้ทักษิณเคยมีข่าวว่ามีเพื่อนซี้ต่างวัยนามว่า “ลีเดีย” ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา นักร้องค่ายอาร์เอส จากการติดต่อของ “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล แต่ถึงตอนนี้ก็เงียบหายไป ไม่มีอะไร... ทักษิ ณก็แค่อ ยากร้ องเพลงดังในอดีตท่ อนที่ว่ า “เป็นคนขี้เงา เข้าใจบ้างสิ มีใครบ้างเป็นห่วงเป็นใย” คริคริคริ 

นับวันกองทัพบกยุค “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. มักจะมีอะไรงี่เง่าให้เราเห็นอยู่เรื่อย ไล่ตั้งแต่เอ่ยวาจาดุดันต่อหน้านักข่าว หลุดปากออกมาว่า “ไอ้ ผู้จัดการห่วย” กระทั่งฝั่ง “บ้านพระอาทิตย์” ต้องตอบโต้เต็มอัตราศึก ขณะที่ลูกน้องทนเห็นนายด่าไม่ได้ ขนกําลังพลตบเท้าถึงสองหน หรือ จะเป็นวี ดีโอล้อเลียน “สองเรา ปู กะตู่ ” สะท้อนภาพ ความสัมพันธ์หวานชื่นระหว่างบิ๊กตู่กับ “นายกฯ ปู” ยิ่งลักษณ์ ชิน วัตร ลูกน้องก็ข่มขู่จะฟ้อง ทั้งๆ ทีผ่ ู้ชมส่วนใหญ่กม็ องว่าเป็นเรื่องขบขัน คราวนี้ เ ป็ น “เรื่ อ งไม่ เ ป็ น เรื่ อ ง” ในกองบั ญ ชาการ กองทัพบก เพราะต้นเหตุมาจาก “ผัดกะเพรา” เมนูสิ้นคิดทีร่ ู้จักกันดี เรื่องของเรื่อ งก็คื อ โรงอาหารอาคารสํา นักงานเลขานุการ กองทัพบก (สลก.ทบ.) มีการติดป้ายประกาศตัวใหญ่บริเวณด้านหน้า ร้านอาหารทุกร้านว่า “ลูกค้าโปรดทราบ ห้าม!!สั่งผัดกะเพรา” ทําเอาทั้งลูกค้า กําลังพล บุคคลภายนอกงงเป็นไก่ตาแตก แม่ค้าก็ชี้แจงไปสิว่า เวลาผัดทีกลิ่นฉุนไปไกลถึงห้องผู้ใหญ่ รบกวนจิตใจ แม้จะติดเครื่องดูดควันไว้ทุกร้าน แต่ก็แก้ปัญหาไม่ได้ เลย สั่งห้ามเด็ดขาด ยกเว้นผัดมาจากบ้านแล้วตักใส่ถาดขายเป็นข้าวแกง พอข่าวนี้แพร่สะพัดออกมา “บิ๊กตู”่ ก็ออกอาการยั่วโมโห บ่น ว่าถ้าอยากทานกะเพราร้อนๆ ผัดสดๆ ก็ให้ไปกินข้างนอก เพราะข้างใน กองทัพบกเป็นอาคารปิด อยู่ร่วมกันต้องนึกถึงคนอื่น ไม่ใช่ทุกคนเอาแต่ ความสุขสบาย ถ้าเป็นแบบนั้นก็ไปอยู่ที่อื่น พอถามถึ ง เครื่ อ งดู ด ควั น ก็ ยั๊ ว ะว่ า “เดี๋ ย วพรุ่ ง นี้ จ ะไปถอด เครื่องดูดควันออกให้หมด ทั้งนี้พอล่ะ อยากอยู่ก็อยู่ ไม่อยากอยู่ก็ไป ทํา ให้ก็ยังบ่น ทําไมต้องมีเหตุมีผล เครื่องดูดควันมีไว้เพื่อดูดควัน ถ้ามีไว้ไม่ ดีกว่าหรอ ไม่อย่างนั้นก็ถอดออกให้หมด หรือไม่ก็ปิดร้านอาหาร” ก่อนทิ้งทวนแบบโชว์ป๋าว่า “ถ้าอยากทานมากนักมาเอา เงินที่ผมแล้วไปทานข้างนอกจะได้ร้อนๆ” แต่ ที นี้ แหล่ ง ข่ า วในกองทั พ บกก็ บ อกว่ า ที่ เ กิ ด เรื่ อ งเพราะ เครื่องดูดควันไร้ประสิทธิภาพ แม้จะใช้งบประมาณซื้อมาแสนแพง แต่ คุณภาพเครื่องต่ํา เสียงดังรบกวนมาก แม้จะซ่อมถึงสองครั้งแต่ก็ไม่หาย สงสั ย ว่ า ที่ คํ า รามเพราะหวั ง จะกลบเกลื่ อ น “เครื่ อ งดู ด ควันห่วย” ที่ซื้อมาแสนแพงแต่คุณภาพต่ําหรือเปล่าจ๊ะ

ดินเนอร์‘ทักษิณ’มื้อละ5แสน!

‘บิ๊กตู่’ควักตังค์ไล่ไปกินข้างนอก

DemoCrazy .11.


TAKE A BREAK “เวลาเห็นเด็กหนุมสาวไฟแรง มองยอนกลับไป เหมือนเราทําอะไรตกหลนไว ในระหวางทางของกาลเวลา” - พงษ์พิพัฒน์ บัญชานนท์ (จากเฟซบุ๊ก Whee Mati) -

นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยมหาสารคามคุกเข่ายกมือไหว้เจ้าหน้าที่ตํารวจ อย่าใช้ความรุนแรงสลายกลุ่มผูช้ มุ นุมที่มาร่วมรับฟังความคิดเห็นในโครงการเหมืองแร่ทองคําซึ่งจะมี การขยายสัมปทานเพิ่มที่ ต.นาโป่ง อ.เมือง จ.เลย ท่ามกลางฝนที่กระหน่ําลงมาอย่างไม่ขาดสาย (ไทยโพสต์, 10 กันยายน 2556)

DemoCrazy .12.


PEOPLE’S ALLIANCE FOR DEMOCRACY

RECORDER บันทึกการตอสูข องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กิตตินันท นาคทอง เรียบเรียง


PREFACE ปฐมบท

นับตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2544 เมื่อพรรคไทยรักไทย ที่ก่อตั้งโดยนักธุรกิจ สื่อสารโทรคมนาคมนามว่า “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” เจ้าของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) ได้รับเสียงข้างมากในสภา กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 เขาได้ซื้อใจประชาชนกลุ่มคนรากหญ้า ด้วยนโยบายประชานิยม ไม่ว่าจะเป็น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค, กองทุนหมู่บ้าน 1 ล้านบาท, นโยบายการทําสงครามกับยาเสพติด กระทั่งในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2548 พรรคไทยรักไทยได้รับเสียงข้างมาก พ.ต.ท. ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง แต่ในการบริห ารประเทศของรัฐบาล พ.ต.ท.ทั กษิณ ได้เกิด ปัญหาวิ กฤตเศรษฐกิ จ สังคม การเมือง และจริยธรรม อันเนื่องมาจากการใช้อํานาจโดยมิชอบ โดยเฉพาะการเอื้ อ ประโยชน์ให้กับธุรกิจของตระกูลชินวัตร การทุจริตคอรัปชั่นทั้งโครงการกล้ายาง การก่อสร้าง สนามบินสุวรรณภูมิ การจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด ซีทีเอ็กซ์ 9000 และการดูดพรรค การเมืองอื่นมารวมกันในพรรคไทยรักไทย ครองเสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จ รวมทั้ ง การแปรรู ป รั ฐ วิ ส าหกิ จ โดยการนํ า สาธารณู ป โภค การไฟฟ้ า ฝ่ า ยผลิ ต แห่ ง ประเทศไทยเข้าตลาดหลักทรัพย์ ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากวาทกรรม “โจรกระจอก” การละเมิดสิทธิประชาชนทั้งกรณีฆ่าตัดตอนยาเสพติด คดีตากใบ คดีอุ้มทนาย สมชาย นีละไพจิตร การลอบสังหารผู้นําการต่อสู้ภาคประชาชนกว่า 20 คน การคุกคามและ แทรกแซงสื่อมวลชนที่วิจารณ์รัฐบาล ถึงขนาดมีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สิน รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ออกอากาศครั้งแรก เมื่อวันที่ 4 กรกฏาคม 2546 ทาง ช่อง 9 อสมท.ซึ่งดําเนินรายการโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และ นางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์ ที่ผ่านมาได้กล่าวถึงความไม่ชอบมาพากลในยุครัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ อย่างตรงไปตรงมา ทั้งการแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติงานแทนสมเด็จพระสังฆราช การสรรหา ผู้ว่า การตรวจเงิน แผ่ นดิ น การทุ จริ ตกล้า ยางที่ พบว่า กล้ ายางที่นํ ามาแจกแก่ เกษตรกรไม่ไ ด้ คุณภาพ รวมทั้งเรื่องพระราชอํานาจ ที่นายประมวล รุจนเสรี เขียนหนังสือเพื่อเตือนสติรัฐบาล ออกอากาศเป็นครั้งสุดท้ายทาง ช่อง 9 อสมท. ในวันที่ 9 กันยายน 2548 ซึ่งในวันนั้น นายสนธิ ได้นําเอาบทความที่มีชื่อว่า “พ่อของแผ่นดิน” มาอ่านออกอากาศ อันเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทําให้ อสมท.ได้มีคําสั่งให้ระงับการออกอากาศเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2548 นายสนธิ และนางสาวสโรชา ได้ จัด รายการเมื องไทยรายสั ปดาห์ สัญ จรครั้ งแรกที่ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2548 พร้อม ถ่ายทอดสดทางเอเอสทีวี กระทั่งย้ายสถานที่เป็นหอประชุมใหญ่ มธ. และเวทีลีลาศ สวมลุมพินี รวม 13 ครั้ง มีการรวบรวมประเด็นความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ในหัวข้อ “40 คําถามที่ยังไม่มีคําตอบ” และประกาศถวายคืนพระราชอํานาจแด่พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว เพื่อขอพระราชทานผู้นําปฏิรูปการเมือง จัดโครงสร้างองค์กรการเมืองใหม่โดยสันติวิธี วันที่ 23 มกราคม 2549 ครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์ขายหุ้นชินคอร์ปฯ ให้กับ กองทุนเทมาเส็ก โฮลดิ้ง ของสิงคโปร์ ได้รับกําไรกว่า 73,271 ล้านบาท โดยไม่เสียภาษีแม้แต่ บาทเดียว นํ ามาซึ่งข้อสงสัยทั้งการขายสมบัติชาติ โดยเฉพาะสั มปทานดาวเทียมและมือถื อ เจตนาจงใจหลีกเลี่ยงภาษี ใช้ชื่อลูกถ่ายโอนหุ้นเพื่อหนีการตรวจสอบ ซุกหุ้นไว้ในต่างประเทศ จด ทะเบียนจัดตั้งบริษัทแอมเพิลริช ไว้ที่หมู่เกาะบริติชเวอร์จิ้น ดินแดนแห่งการฟอกเงิน กระทั่งวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 นายสนธิ ได้นัดชุมนุมใหญ่ประกาศเจตนารมณ์ ของประชาชน ปฏิเสธรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ภายใต้ชื่อ “ภารกิจกู้ ชาติ 4 กุมภาพันธ์ 2549” นําไปสู่ฟางเส้นสุดท้าย มีประชาชนเรือนแสนออกมาขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ส่งเสียง ร้อง “ทักษิณ...ออกไป” เพราะไม่สามารถไขข้อข้องใจที่เกิดขึ้นให้กับสังคมได้ การชุมนุมกู้ชาติ 4 กุมภาพันธ์ 2549 มีการชุมนุมยืดเยื้อข้ามคืน มีการถวายฎีการ้อง ทุกข์แผ่นดิน ถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผ่านทางพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ โดย มี พล.ร.ท. พะจุณณ์ ตามประทีป เป็นตัวแทนรับ โดยมีเนื้อหาแสดงความทุกข์ของบ้านเมืองจาก การบริหารงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้แก่ 1. วิกฤตการณ์ทางการเมืองและการบิดเบือนระบอบ ประชาธิปไตย 2. การฉ้อราษฎร์บังหลวง กอบโกยผลประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้องผ่านโยบาย สาธารณะ มีผลประโยชน์ทับซ้อนจากการใช้อํานาจบริหาร 3. ขายทรัพยากรและสิทธิประโยชน์ ของชาติ มุ่งประโยชน์ตัวโดยขาดจริยธรรรม 4. วิกฤตการณ์ศาสนาและจริยธรรม และ 5. ขาด ความรู้ความเข้าใจ ทําให้ปัญหาวิกฤตสามจังหวัดภาคใต้ลุกลามบานปลาย อีกด้านหนึ่งได้ยื่นถวายฎีกาผ่านสํานักราชเลขาธิการ และยื่นหนังสือเรียกร้องให้ ทหารแสดงจุดยืนต่อ พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทองทัพบก (ในขณะนั้น) ก่อนที่ จะสลายตัวไปในเช้าวันรุ่งขึ้น 

DemoCrazy

บรรณาธิการ แสงธรรม ชุนชฎาธาร

สถาปนา เมษายน 2551

เรียบเรียง กิตตินันท์ นาคทอง

โครงการนิตยสาร DemoCrazy 90/43 หมู่บ้านอยู่เจริญ ซอยทรงสะอาด ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทรศัพท์ 0-2277-6413 โทรสาร 0-2691-4609 สนับสนุนวารสาร โทร. 08-1813-7877

PAD. RECORDER .2.


THAKSIN GET OUT เอา ประเทศไทย ของเราคืนมา

พั น ธมิ ต รประชาชนเพื่ อ ประชาธิ ป ไตย ก่ อ ตั้ ง ขึ้ น อย่ า งเป็ น ทางการเมื่ อ วั น ที่ 9 กุม ภาพั น ธ์ 2549 ที่อ นุ สรณ์ สถาน 14 ตุ ล า ภายใต้ ชื่อ “องค์ กรพั นธมิ ต รประชาชนเพื่ อ ประชาธิปไตย” เพื่อขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่หมดความชอบ ธรรมในการบริหารประเทศ เกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และจริยธรรม 9 กุมภาพันธ์ 2549 ทีอ่ นุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถนนราชดําเนินกลาง ได้มี การเปิด ตัวองค์ก รพันธมิต รประชาชนเพื่อ ประชาธิ ปไตย โดย นายสนธิ ลิ้ มทองกุล ผู้ก่อตั้ ง หนั ง สื อ พิ ม พ์ ผู้ จั ด การ ได้ เ ปิ ด โอกาสให้ ภ าคประชาชน นํ า โดยคณะกรรมการรณรงค์ เ พื่ อ ประชาธิปไตย (ครป.) นักวิชาการ นักธุรกิจภาคเอกชน ผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร คนจนในเมือง องค์กรพัฒนาเอกชน นิสิตนักศึกษา ร่วมเคลื่อนไหว 11 กุ ม ภาพั น ธ์ 2549 เครื อ ข่ า ยภาคประชาชนในนาม พั น ธมิ ต รประชาชนเพื่ อ ประชาธิปไตย พร้อมกับประชาชนจํานวนนับแสนคน เข้าร่วมชุมนุมใหญ่ที่ลานพระบรมรูปทรง ม้า ใช้ชื่อการชุมนุมว่า “ปิดบัญชีทักษิณ” พร้อมกับแถลงการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 1/2549 เรื่องการ นัดหมายชุมนุมใหญ่ ณ ท้องสนามหลวง ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2549 ประกาศเป้าหมายเป็นสัจ วาจาว่า “จนกว่าจะได้รับชัยชนะ”หรือ “ไม่ชนะไม่เลิก” ระหว่างนั้น พลตรีจําลอง ศรีเมือง ประธานกองทัพธรรมมูลนิธิ อดีตหัวหน้าพรรคพลัง ธรรม ซึ่งเป็นผู้นําพา พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าสู่วงการเมือง ได้แถลงข่าวที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา เมื่อ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2549 เรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ลาออกจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อม ประกาศนํากองทัพธรรมมูลนิธิเข้าร่วมชุมนุมที่ท้องสนามหลวงพร้อมกับประชาชนทั่วประเทศ กระทั่งพลตรีจําลองได้เข้าร่วมการประชุมหารือของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 24 กุมภาพันธ์ 2549 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์อีกครัง้ มีมติร่วมกันให้มีการแต่งตั้งคณะผู้ตัดสินใจสูงสุด เพื่อร่วมกันกําหนดและตัดสินใจการเคลื่อนไหว ใดๆ ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจํานวน 5 คน พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมกัน ชุมนุมใหญ่ ตามแนวทาง สงบ ศานติ อหิงสา ที่ท้องสนามหลวง ประกอบด้วย • พลตรีจําลอง ศรีเมือง อดีตหัวหน้าพรรคพลังธรรม อดีตผู้นําประชาชนในเหตุการณ์ พฤษภาประชาธรรม ปี 2535 • นายพิภพ ธงไชย อดีตประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) • นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี • นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา และนายสมศักดิ์ โกศัยสุข อดีตเลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) อย่างไรก็ตาม ในคืนวันเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ประกาศยุบสภา และกําหนดวัน เลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 เมษายน 2549 โดยให้เหตุผลเพื่อคืนอํานาจทางการเมืองกลับไปให้ ประชาชน ซึ่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการยุบสภาเพื่อหนีปัญหาและลดกระแสการชุมนุม อย่างไรก็ตาม ภายหลังพรรคประชาธิปัตย์ พรรคมหาชน และพรรคชาติไทย มีมติ ร่วมกันไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง เพราะปัญหาเกิดขึ้นจากตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณเพียงคนเดียว และ การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเท่ากับรับรองหรือฟอกตัวให้กับนายกรัฐมนตรี 26 กุมภาพันธ์ 2549 การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ท้อง สนามหลวงเริ่มต้นขึ้น ภายใต้หัวข้อ "เอาประเทศไทยของเราคืนมา" ท่ามกลางการเข้มแข็งเติม โตขึ้นของภาคประชาสังคม ซึ่งมีองค์กรหลากหลายประกาศเข้าร่วมเป็นจํานวนมาก การปักหลักพักค้างที่ท้องสนามหลวงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับกําหนดเส้นตายให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้พ้นจากนายกรัฐมนตรีโดยไม่มีเงื่อนไข ก่อนที่จะเคลื่อนขบวนครั้งใหญ่ไปยังเชิง สะพานมัฆวานรังสรรค์ ด้านข้างทําเนียบรัฐบาล และสร้างประวัติศาสตร์การชุมนุมใจกลางย่าน การค้า หน้าศูนย์การค้าสยามพารากอน ซึ่งมีเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม ก่อนที่จะสลายการชุมนุมที่ หน้าสํานั กงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ขณะนั้ น ตั้งอยู่บนอาคารศรีจุลทรัพย์ ถนนพระราม 1) รวมระยะเวลา 33 วัน เพื่อให้ประชาชนไปใช้ สิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งได้มีการรณรงค์ “โนโหวต” ลงคะแนนในช่อง “ไม่ประสงค์จะลงคะแนน” ผลการเลือกตั้งในขณะนั้น มีบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนนและบัตรเสียรวมกันถึง 10 ล้าน คน พรรคไทยรักไทยที่ลงสมัครแบบไม่มีผู้สมัครคู่แข่ง 281 เขต พ่ายแพ้หลายพื้นที่ รวมทั้งมีการ ฉีกบัตรเลือกตั้งที่นําโดย รศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร เพื่อใช้สิทธิต่อต้านการเลือกตั้งโดยสันติวิธี ขณะเดียวกัน การจัดการเลือกตั้งของ กกต. ในยุคที่ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ เป็น ประธานขณะนั้น พบว่ากําหนดวันเลือกตั้งไม่เหมาะสมและเที่ยงธรรม การจัดคูหาเลือกตั้งไม่เป็น การลงคะแนนโดยลั บ เพราะผู้ เ ลื อ กตั้ ง หั น หลั ง ให้ ก รรมการประจํ า หน่ ว ยเลื อ กตั้ ง และ บุคคลภายนอกสังเกตเห็น รวมทั้งมีการว่าจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง นํามาสู่การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะ และต่อมา กกต. ยุค พล.ต.อ.วาสนา ถูกศาลอาญาพิพากษาจําคุก 4 ปี ตัดสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี คดีที่จัดการเลือกตั้งเอื้อประโยชน์ให้พรรคไทยรักไทย การเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหยุดลงชั่วคราว จากเดิมที่ จะนัดชุมนุมใหญ่วันที่ 20 กันยายน 2549 เนื่องจากเหตุการณ์ที่คณะปฏิรูปการปกครองใน ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นําโดย พล.อ.สนธิ พร้อมกับผู้ บัญชาการเหล่าทัพ ยึดอํานาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 

PAD. RECORDER .3.


FINAL SHOWDOWN

สงคราม ครั้งสุดทาย

รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช แห่งพรรคพลังประชาชน นอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ มี ความพยายามที่จะแก้รัฐธรรมนูญปี 2550 โดยไม่บริสุทธิ์ใจ ทั้งมาตรา 237 การยุบพรรค การเมือง และมาตรา 309 ทีล่ ้างความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งถูกตุลาการรัฐธรรมนูญตัด สิทธิ์ท างการเมือง 5 ปี พร้อมกับคณะกรรมการบริหารพรรคไทยรั กไทย 111 คน อีกทั้ ง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทําที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เช็กบิลคดีทุจริต พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงได้เคลื่อนไหวทั้งการออกแถลงการณ์เตือน รัฐบาล การจัดสัมมนาทางวิชาการ “รายการยามเฝ้าแผ่นดิน ภาคพิเศษ” ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กระทั่งได้จัดการชุมนุมคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมือ่ วันที่ 25 พฤษภาคม 2551 ก่อนที่จะเดินขบวนเพื่อประท้วงรัฐบาลที่ หน้าทําเนียบรัฐบาล แต่ถูกตํารวจนับพันนายขัดขวาง จึงปักหลักพักค้างที่หน้าสํานักงานองค์การ สหประชาชาติ (ยูเอ็น) เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดําเนินนอก การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยครั้งนี้ มีอุปสรรคมาตั้งแต่วันแรก จากการที่กลุ่มคนเสื้อแดงเข้ามาก่อกวน ขว้างปาสิ่งของ ทําร้ายผู้ชุมนุม โดยที่กําลังตํารวจนิ่งเฉย อี ก ทั้ ง ในช่ ว งเวลาดั ง กล่ า วเข้ า สู่ ฤ ดู ฝ น ผู้ ชุ ม นุ ม ต้ อ งปั ก หลั ก พั ก ค้ า งด้ ว ยความยากลํ า บาก ขณะเดีย วกัน รัฐ บาลนายสมัค รพยายามสลายการชุ มนุม โดยใช้กํ าลัง ตํารวจตลอดเวลา ทํ า สงครามจิตวิทยา และสกัดกั้นไม่ให้เข้าพื้นที่ชุมนุม แต่ก็ไม่ทําให้มวลชนย่อท้อ หลังการชุมนุมยืดเยื้อโดยที่นายสมัครยังคงนิ่งเฉยต่อข้อเรียกร้อง พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย จึงประกาศสงครามเก้าทัพ เคลื่อนขบวนปิดล้อมทําเนียบรัฐบาล โดยตั้งเวที บนสะพานชมัยมรุเชษฐ์ ถนนพิษณุโลก แต่ต่อมารัฐบาลได้ฟ้องศาลเพื่อกดดัน จึงย้ายไปตั้งหลักที่ สะพานมัฆวานรังสรรค์ ฝั่งกระทรวงศึกษาธิการ อย่างไรก็ตาม การจัดเวทีคู่ขนานตามต่างจังหวัด ก็มีอุปสรรค เนื่องจากมีกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งนักการเมืองให้การสนับสนุนส่งคนไปก่อกวน หนักที่สุดคือที่มหาสารคาม กลุ่มคนเสื้อแดงป่วนการจัดตั้งเวทีพันธมิตร ขว้างขวดน้ําใส่ มวลชน ใช้รถ 6 ล้อฝ่าแนวต้านเจ้าหน้าที่ตํารวจ ปิดล้อมเวทีกันไม่ให้เข้าไปร่วมเวทีได้ ส่วนที่ อุดรธานี นายขวัญชัย สาราคํา (ไพรพนา) ประธานชมรมคนรักอุดร และนายธีระชัย แสนแก้ว นํากลุ่มคนเสื้อแดงทําร้ายร่างกายผู้ชุมนุมในสวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม บาดเจ็บ หลายราย บางรายอาการสาหัส แต่ตํารวจอุดรธานีกลับเอาผิดแบบเหมารวม ซ้ําเติมเข้าไปอีก ครั้งหนึ่ง นางดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล ปราศรัยจาบจ้วงสถาบันที่สนามหลวง แต่ตาํ รวจ และทหารยั งนิ่งเฉย นายสนธิท นเห็นพฤติ กรรมไม่ไ ด้ จึงต้องเปิดเผยคํ าปราศรัย บนเวทีเพื่ อ เรียกร้องให้ตํารวจและทหารจัดการ แต่ตํารวจใช้วิชามารออกหมายจับนายสนธิ ในข้อหาหมิ่น พระบรมเดชานุภาพ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2551 หวังที่จะให้การชุมนุมยุติลง แต่นายสนธิเข้า มอบตัวสู้คดีโดยมีประชาชนให้กําลังใจจํานวนมาก ตํารวจจึงยอมให้ประกันตัว เมื่อรัฐบาลนายสมัครยังเหลิงแก่อํานาจ ที่ผ่านมามีทั้งการโยกย้ายข้าราชการอย่างไม่ เป็ น ธรรม ปั ญ หาปากท้อ งของประชาชนไม่ เหลี ย วแล ตกลงกั บ รั ฐบาลกั ม พู ช าขึ้ น ทะเบี ย น ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งทําให้ไทยสูญเสียพื้นที่อธิปไตยบริเวณ โดยรอบปราสาท โดยไม่สนใจเสียงเรียกร้อง จึงยกระดับขับไล่รัฐบาล แต่เมื่อนายสมัครยังคงดื้อ ด้าน อีกทั้งมีการปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อสืบทอดอํานาจ จึงเป่านกหวีดระดมพลครั้งใหญ่เผด็จศึกรัฐบาล 26 สิงหาคม 2551 ช่วงเช้าแบ่งกําลัง ชุมนุมหน้าสถานที่สําคัญ ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กระบอกเสียงรัฐบาล เพื่อประท้วงการ นําเสนอข่าวที่บิดเบือนใส่ร้ายผู้ชุมนุม ช่วงเย็นบุกเข้าทําเนียบรัฐบาล ตั้งเป็นฐานที่มั่นใช้ชื่อว่า “ทําเนียบประชาชน” เพื่อไม่ให้รัฐบาลนายสมัครบริหารประเทศอย่างลุแก่อํานาจได้อีกต่อไป รัฐบาลนายสมัครพยายามใช้กําลังเพื่อยึดทําเนียบรัฐบาลคืน พร้อมกับการตั้งข้อหา “กบฏ” แก่แกนนําและแนวร่วมคนสําคัญรวม 9 คน ซึ่งมีโทษประหารชีวิตหรือจําคุกตลอดชีวิต กระทั่งวันที่ 29 สิงหาคม 2551 ตํารวจหลายร้อยนายบุกเข้าพื้นที่ชุมนุม ด้านสะพานมัฆวาน รังสรรค์ มีการยิงแก๊สน้ําตา ไล่ทุบตีผู้ชุมนุมอย่างป่าเถื่อน รื้อเต็นท์ที่พัก ทําลายทรัพย์สิน และ

PAD. RECORDER .4.


ขโมยของมีค่าของผู้ชุมนุม กระทั่งศาลมีคําสั่งคุม้ ครองห้ามสลายการชุมนุมทันที จากนั้น คืนวันที่ 2 กันยายน 2551 นักการเมืองฝั่งรัฐบาลนํามวลชนกลุ่มคนเสื้อแดง นับพันคนบุกเข้าเวทีการชุมนุมด้านสะพานมัฆวานรังสรรค์ เกิดการปะทะกับอาสาสมัครรักษา ความปลอดภัย (การ์ด) ทําให้มีมวลชนเสื้อแดงเสียชีวิ ต 1 คน รัฐบาลนายสมัครฉวยโอกาส ประกาศพระราชกําหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน เข้าดําเนินการกับผู้ชุมนุมอย่างเด็ดขาด เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ทางการเมืองเกิดขึ้นอีกครั้ง วันที่ 9 กันยายน 2551 ศาล รัฐธรรมนูญมีคําพิพากษาให้นายสมัครพ้นจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีความผิดฐาน เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ รับจ้างจัดรายการโทรทัศน์ “ชิมไป บ่นไป” และ “ยกโขยง 6 โมงเช้า” อันเป็น ข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 269 ที่ห้ามหาประโยชน์ส่วนตัวไม่ใช่ประโยชน์แห่งรัฐ ตามที่นาย เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา (ในขณะนั้น) ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ปลี่ยนนอมินีคนใหม่เป็นนายกรัฐมนตรี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขย เพื่อสืบทอดอํานาจ ขณะเดียวกัน ตํารวจจับกุมตัวนายไชยวัฒน์ สินสุวงษ์ หนึ่งในแนวร่วมขณะ ขับรถกลับบ้านพัก และฉวยโอกาสที่พลตรีจําลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนําไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่า ราชการกรุงเทพมหานคร จับกุมที่หน่วยเลือกตั้ง โดยทั้งสองตํารวจไม่ให้ประกันตัว จึงตัดสินใจ ชุมนุมใหญ่ที่หน้ารัฐสภาช่วงที่นายสมชายจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในคืนวันที่ 6 ตุลาคม 2551 เช้าตรู่วันที่ 7 ตุลาคม 2551 กําลังตํารวจนับพันนายบุกเข้าสลายการชุมนุม ระดม ยิงระเบิดแก๊สน้ําตาและอาวุธอย่างโหดเหี้ยม ที่หน้าประตูรัฐสภาด้านถนนราชวิถี ผู้ชุมนุม ได้รับบาดเจ็บจํานวนมาก บางรายขาขาด ต่อมาเกิดเหตุระเบิดรถยนต์ที่จอดหน้าที่ทําการ พรรคชาติไทย ทําให้ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี ตํารวจนอกราชการเสียชีวิต การปะทะกันเกิดขึ้น อย่ างต่อ เนื่ องตั้ งแต่เ ช้า จรดค่ํา กระทั่ง ผู้ชุ ม นุม ได้ รวมตั ว กัน ที่ห น้า กองบั ญ ชาการตํ ารวจ นครบาล เพื่อเรียกร้องให้ตํารวจหยุดการกระทํา แต่กําลังตํารวจกลับปะทะกับผู้ชุมนุมโดยใช้ ระเบิดแก๊สน้ําตาตอบโต้ผู้ชุมนุมอีกครั้ง ทําให้ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ ผู้ชุมนุมวัย 27 ปีเสียชีวิตเพราะแรงอัดจากระเบิดแก๊สน้ําตา ฝ่ายรัฐบาลนายสมชายและตํารวจพยายามบิดเบือนเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 เพื่อ กลบเกลื่อนการสลายการชุมนุมโดยไร้มนุษยธรรม มีการกล่าวหาผู้เสียชีวิตโดยไม่มีมูลความจริง เพื่ อ ให้ สั ง คมภายนอกที่ ไ ม่ รู้ เ หตุ ก ารณ์ เ กิ ด ความไขว้ เ ขว อี ก ด้ า นหนึ่ ง กลั บ หนุ น ส่ ง อั น ธพาล การเมือง โดยเฉพาะ พลตรีขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ก่อตั้งกองกําลังนักรบพระเจ้าตากที่ ท้องสนามหลวงเพื่อเตรียมบุกทําเนียบรัฐบาล จากนั้นเกิดเหตุการณ์ที่ชุมนุมบริเวณเวทีปราศรัย ในทําเนียบรัฐบาลถูกยิงด้วยระเบิดเอ็ม 79 อย่างต่อเนื่อง มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจํานวนมาก ในที่สุดจึงประกาศระดมพลเคลื่อนไหวแบบม้วนเดียวจบ ด้วยการเผด็จศึกรัฐบาลในชื่อ “สงครามครั้งสุดท้าย” โดยวันที่ 24 พฤศจิกายน 2551 ประท้วงรัฐบาล 3 จุด ได้แก่ รัฐสภา เพื่อ คัดค้านญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ นปช. อีกด้านหนึ่งไปที่กองบัญชาการตํารวจนครบาล และ ที่กระทรวงการคลัง เพื่อเรียกร้องไม่ให้นํางบประมาณกลางปีไปใช้อย่างสรุ่ยสุร่าย จากนั้นในช่วง บ่ายได้เคลื่อนไปชุมนุมที่หน้าอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งใช้เป็น ทําเนียบรัฐบาลชั่วคราว เพื่อขัดขวางไม่ให้มีการประชุมคณะรัฐมนตรี ปรากฎว่าเช้ามืดของทุก วันที่ชุมนุมถูกยิงด้วยระเบิด เอ็ม 79 อีกครั้ง ทําให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคน วันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 ผู้ชุมนุมได้นัดเคลื่อนขบวนปิดล้อมกองบัญชาการกองทัพ ไทย หลังทราบว่ามีคณะรัฐมนตรี หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับคณะรัฐมนตรีอยู่ในพื้นที่ เพื่อเตรียมจัดการ ประชุมคณะรัฐมนตรี กระทั่งทราบข่าวว่านายสมชายจะเดินทางกลับจากภารกิจที่ประเทศคูเวต จึงไปชุมนุมที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพื่อรอทวงถามความรับผิดชอบต่อนายสมชาย กระทั่งเมื่อ มีผู้ชุมนุมจํานวนมหาศาล ขณะเดียวกัน นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ กรรมการผู้อํานวยการใหญ่ บริ ษัท ท่า อากาศยานไทย จํ า กัด (มหาชน) ประกาศสั่ งปิ ด ท่า อากาศยานสุว รรณภูมิ ทํา ให้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกลายเป็นจําเลยสังคมด้วยข้อกล่าวหายึดสนามบิน อีกด้านหนึ่ง เมื่อมีข่าวว่านายสมชายเปลี่ยนแผนโดยเครื่องบินจะลงที่ท่าอากาศยาน ดอนเมื อ ง จึ ง เคลื่ อ นย้ า ยมาชุ ม นุ ม ที่ ห น้ า อาคารผู้ โ ดยสารในประเทศ ซึ่ ง อยู่ ด้ า นทิ ศ ใต้ ข อง สนามบิน อย่างไรก็ตาม เครื่องบินของนายสมชายและคณะตัดสินใจลงจอดที่ท่าอากาศยาน เชียงใหม่ ก่อนที่จะเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีฉุกเฉินที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ประกาศพระ ราชกําหนดในสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อใช้กําลังตํารวจและทหารเข้าปราบปราม ขณะเดียวกัน ยังมี การยิ ง ระเบิ ด เอ็ ม 79 ไปยั ง ผู้ ชุ มนุ ม ที่ ทํ า เนี ยบรั ฐ บาลและท่ า อากาศยานดอนเมือ ง ทํ า ให้ มี ผู้เสียชีวิต 2 ราย และแกนนําตัดสินใจละทิ้งที่ชุมนุมทําเนียบรัฐบาล เนื่องจากไม่มีความปลอดภัย เช้าวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ศาลรัฐธรรมนูญมีคําพิพากษายุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ในคดีกรรมการบริหารพรรคซื้อเสียงเลือกตั้ง และ ตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค 109 คนเป็นเวลา 5 ปี ทําให้นายสมชายสิ้นสุดความเป็น นายกรั ฐมนตรีพร้ อมกับ คณะรัฐ มนตรี ที่พ้ นสภาพไปโดยปริยาย พัน ธมิ ตรประชาชนเพื่ อ ประชาธิปไตยตัดสินใจยุติการชุมนุมที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในเวลา 10.00 น. ของวันที่ 3 ธันวาคม 2556 รวมระยะเวลาในการชุมนุม 193 วัน อนึ่ง การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ นอกจากจะมีผู้เสียชีวิต ในระหว่างการชุมนุม 6 ราย บาดเจ็บ 737 รายแล้ว แกนนําพันธมิตรฯ พร้อมแนวร่วม วิทยากร พิธีกร และผู้ชุมนุม จํานวน 96 คน ถูกเจ้าหน้าที่ตํารวจดําเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม ในความผิดฐานร่วมกันก่อการ ร้าย มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กําลังประทุษร้าย หรือกระทําการเพื่อให้เกิดความวุ่นวายใน บ้านเมือง ขณะนี้กําลังอยู่ในระหว่างการสูค้ ดี 

PAD. RECORDER .5.

ผูเสียชีวิตชวงการชุมนุม ของพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย

1. พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หรือ สารวัตรจ๊าบ อายุ 39 ปี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 จากการถูกสังหารด้วย ระเบิดในรถยนต์ บริเวณที่ทําการ พรรคชาติไทย ระหว่างการสลายการชุมนุม ของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยเจ้าหน้าทีต่ ํารวจ 2. นางสาวอังคณา ระดับ ปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์ อายุ 27 ปี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 จาก ระเบิดแก๊สน้ําตาทะลุทรวงอก ระหว่าง เจ้าหน้าที่ตํารวจทําการสลายการชุมนุมของ กลุ่มพันธมิตรฯ 3. นายสมเลิศ เกษมสุขประการ อายุ 66 ปี ผู้ประสานงานแท็กซีพ่ ันธมิตรฯ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2551 ด้วย อาการหัวใจวายเฉียบพลัน โดยก่อนหน้านี้ เป็นลมล้มหมดสติลง ระหว่างที่รอรับการ ตรวจรักษาจากแพทย์ประจําเต็นท์พยาบาล ของกลุ่มพันธมิตรฯ 4. นายเจนกิจ กลัดสาคร อายุ 48 ปี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 ถูกสะเก็ดระเบิดชนิดเอ็ม 79 บริเวณ ลําคอ ขณะนอนหลับหน้าเวทีปราศรัย ภายในทําเนียบรัฐบาล 5. นายยุทธพงษ์ เสมอภาค อายุ 22 ปี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2551 ถูกสะเก็ดระเบิดชนิดเอ็ม 79 เจาะ หน้าผาก ขณะทําหน้าที่การ์ดบริเวณแยกมิ สกวัน หลังนําอาหารไปแจกให้ทหารที่มา ดูแลความปลอดภัย 6. นายเศรษฐา เจียมกิจวัฒนา อายุ 60 ปี บิดาของนายเทิดศักดิ์ เจียมกิจ วัฒนา แกนนํากลุ่มทหารเสือพระราชา เจ้าของสถานีวิทยุวิหคเรดิโอ เสียชีวิตเมื่อ วันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 ที่บริเวณ หมู่บ้านระมิงนิเวศน์ ต.หายยา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เพราะถูกฆาตกรรมจากผู้ชุมนุม กลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 ด้วยการทําร้าย ร่างกาย ใช้อาวุธปืนสังหาร ก่อนที่จะใช้มีด ฟันแขนเกือบขาด 7. นางสาวกมลพรรณ หมื่นหนู หรือน้องโบว์ อายุ 27 ปี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ถูกสะเก็ดระเบิดชนิดเอ็ม 79 ฝังสมอง ระหว่างที่กําลังนั่งชุมนุม บริเวณหน้าเวทีปราศรัย ภายในทําเนียบ รัฐบาล เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2551 8. นายรณชัย ไชยศรี อายุ 29 ปี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 เพราะถูกสะเก็ดระเบิดชนิดเอ็ม 79 ทะลุ ช่องท้อง ระหว่างที่กําลังนั่งชุมนุมบริเวณท่า อากาศยานดอนเมือง 9. นางสาวศศิธร เชยโสภณ อายุ 32 ปี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2551 ประสบอุบัติเหตุตกจากรถปิ๊กอัพ ขณะเคลียร์พื้นที่ชุมนุม ออกจากทําเนียบ รัฐบาลเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 


DEFENCE OUR COUNTRY รวมพลัง ปกปอง แผนดิน

การขึ้ น ทะเบี ย นปราสาทพระวิ ห ารเป็ น มรดกโลกแต่ เ พี ย งฝ่ า ยเดี ย ว นอกจาก คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช จะเห็นชอบคําแถลงการณ์ร่วมไทย - กัมพูชา เพื่อสนับสนุนกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ซึ่งนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่ า งประเทศเป็ น ผู้ ล งนามกั บ นายซก อั น รองนายกรั ฐ มนตรี กั ม พู ช า กระทั่ ง ศาล รัฐธรรมนูญชี้ขาดว่า เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรค 2 แล้ว รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังได้เสนอบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทยกั ม พู ช า (เจบี ซี ) รวม 3 ฉบั บ เพื่ อ ลงมติ ให้ ค วามเห็ น ชอบ และรายงานผลการประชุ ม คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซ)ี ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2553 ก่อนหน้านี้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ ยกเลิก ข้อผูกพันทั้งปวง โดยเฉพาะ “บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนทางบก พ.ศ. 2543” (เอ็มโอยู 43) ซึ่งจัดทําในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย จากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมี ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร เป็น รมว.ต่างประเทศ ที่มีการอ้างอิงแผนที่แสดงเส้นเขตแดนระหว่าง ไทยกับกัมพูชา มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งจัดทําขึ้นโดยประเทศฝรั่งเศสแต่ เพียงฝ่ายเดียว ที่รุกล้ําดินแดนไทยเป็นจํานวนมาก และได้เรียกร้องให้ผลักดันทหารและชาว กัมพูชาออกจากดินแดนไทยโดยไม่มีเงื่อนไข 27 กรกฎาคม 2553 ภาคประชาชนได้จัดชุมนุมที่หน้าองค์การยูเนสโก ประจําประเทศ ไทย เพื่อสร้างแรงกดดัน คณะกรรมการมรดกโลกต้องเลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการ มรดกโลกปราสาทพระวิหารออกไปอีก 1 ปี ต่อมาวันที่ 7 สิงหาคม 2553 เครือข่ายคนไทยหัวใจ รักชาติได้ชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการแก้ปัญหาปราสาทพระวิหาร กระทั่งนายอภิสิทธิ์ ต้องชี้แจงผู้ชุมนุมด้วยตัวเอง นํามาสู่การดีเบตทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีท)ี พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2553 กระทั่งการลงมติให้ความเห็นชอบบันทึกการประชุมเจบีซีต้องถูกเลื่อนออกไป แล้วใช้วิธีตั้ง คณะกรรมาธิ ก ารพิ จ ารณาเพื่ อ ศึ ก ษาบั น ทึ ก ผลการประชุ ม และเมื่ อ จะมี ก ารประชุ ม คณะกรรมการมรดกโลกในช่ว งกลางปี 2554 จึ งได้ นัด ชุม นุ มปั กหลั กพั กค้ า งตั้ งแต่ วัน ที่ 25 มกราคม 2554 ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ ให้รัฐบาลยกเลิกเอ็มโอยู 43, ถอนตัวออกจากภาคีอนุสัญญามรดกโลก เพื่อเป็นการประท้วงการขึ้นทะเบียนปราสาทพระ วิหารของกัมพูชา และดําเนินการผลักดันทหาร ชุมชนกัมพูชาที่รุกล้ําและยึดครองดินแดนไทย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องดังกล่าวมาโดย ตลอด หนําซ้ําได้นําพระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรมาใช้เพื่อสกัดกั้นการ ชุมนุม อีกทั้งยังมีคนไทย 7 คนเข้าไปสํารวจชาวกัมพูชาเข้ามายึดครองแย่งที่ดินทํากินของราษฎร ถูกทหารกัมพูชาจับกุม และนําตัวขึ้นสู่ศาลกัมพูชา พิพากษาตัดสินลงโทษคนไทยทั้ง 7 โดยที่ รัฐบาลไทยมิได้ให้ความช่วยเหลือ หรือแสดงอํานาจอธิปไตย โดยเฉพาะกรณีของนายวีระ สม ความคิด ที่ถูกศาลกัมพูชาตัดสินจําคุก 8 ปี และนางสาวราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ถูกจําคุก 6 ปี เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2554 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ขอฉันทานุมัติ จากประชาชนเพื่อให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตําแหน่ง ต่อมามีการตั้งคณะกรรมการรวมพลังปกป้องแผ่นดิน ประกอบด้วย ผศ.จํารูญ ณ ระนอง, พลตรี จําลอง ศรีเมือง, นายเทพมนตรี ลิมปพะยอม, พล.อ.อ.เทอดศักดิ์ สัจจรักษ์, นายเทิดภูมิ ใจดี, นายประพันธ์ คูณมี, พล.ร.ท.ประทีป ชื่นอารมณ์, นายประยูร อัครบวร, นายปราโมทย์ หอยมุกข์ พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ, ผศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, นางไพลิน คําศิริ, นายวีรพันธุ์ มา ไลยพันธุ,์ ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์, นายศรัณยู วงษ์กระจ่าง, พล.ต.ท.สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ และ นายอัมรินทร์ คอมันตร์ ก่อนที่ภายหลังจะเปลี่ยนเป็นคณะกรรมการป้องกันราชอาณาจักรไทย การเคลื่ อ นไหวในช่ ว งที่ ผ่ า นมา มี ก ารยื่ น ค้ํ า ร้ อ งต่ อ คณะกรรมการป้ อ งกั น และ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อด้วยยื่นจดหมายถึง ส.ส. - ส.ว. เป็นผลทําให้ขัดขวาง การประชุมรัฐสภาพิจารณาบันทึกผลการประชุมเจบีซีทั้ง 3 ฉบับ ระหว่างวันที่ 25-29 เมษายน 2554 ได้เป็นผลสําเร็จ รัฐบาลต้องตัดสินใจถอนวาระดังกล่าวออกจากที่ประชุมรัฐสภา กระทั่ง เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2554 ตัวแทนประเทศไทยตัดสินใจลาออกจากภาคีอนุสัญญามรดกโลก รัฐบาลนายอภิสิทธิต์ ัดสินใจยุบสภาเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2554 และให้มีการเลือกตั้ง ใหม่ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงได้มีมติในการรณรงค์ให้ ประชาชนลงคะแนนในช่องไม่ประสงค์จะเลือกใคร หรือ โหวตโน และออกป้ายหาเสียง “อย่า ปล่อยสัตว์เข้าสภา” เป็นสโลแกนการรณรงค์ เพื่อชี้ให้เห็นว่าระบอบการเมืองปัจจุบัน พรรค การเมืองทุกพรรคล้วนแล้วแต่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมือง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยุติการชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ เมื่อ วันที่ 2 กรกฎาคม 2554 รวมระยะเวลา 158 วัน ต่อมาได้มีแถลงการณ์ฉบับที่ 3/2554 ระบุ ว่า ภาคประชาชนได้ต่อสู้เรื่องอธิปไตยและดินแดนอย่างเต็มที่สุดความสามารถแล้ว ในตอนท้ายของแถลงการณ์ระบุว่า “วิกฤตของชาติในส่วนที่เหลือเพื่อปกป้องชาติ รักษาแผ่นดิน จึงอยู่ที่การตัดสินใจของรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ศาลในพระ ปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ กองทัพของจอมทัพไทย ที่จะต้องออกมา ทําหน้าที่ของตัวเองในการรักษาดินแดนและอธิปไตยของชาติต่อไป” อนึ่ง ผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 พรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนําใน การจัดตั้งรัฐบาล ส่วนผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนนอยู่ที่ 1.4 ล้านคน และบัตรเสีย 2 ล้านคน 

PAD. RECORDER .6.


TERMINATION MOVEMENT ยุติบทบาท

วีดีโอคลิป

แถลงการณ์พันธมิตรฯ ฉบับที่ 5/2556 เรื่อง แถลงการณ์ฉบับสุดท้าย

สแกน QR Code เพื่อชมวีดีโอคลิป

ในช่วงรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากพรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศ แม้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะยังไม่มีการเคลื่อนไหวใหญ่ แต่ก็ยังเคลื่อนไหวเพื่อ ประชาชนและประเทศชาติ เช่น การให้ปัญญากับประชาชนผ่านสื่อของเอเอสทีวี การเสวนา ปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปพลังงาน ทวงคืน ปตท. เป็นสมบัติของประชาชน การยื่นจดหมายเปิด ผนึกถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อปฏิเสธอํานาจศาลโลกเกี่ยวกับคดีปราสาทพระวิหาร รวมทั้งการที่ นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยดําเนินคดี ส.ส. และ ส.ว. รวม 314 คนที่ร่วมกันลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นต้น เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2555 ได้มีการประชุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั่ว ประเทศ ณ สวนลุมพินี โดยมีฉันทานุมัติเห็นชอบปรากฏเป็นแถลงการณ์ของพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาชนเพื่ อประชาธิป ไตยฉบับที่ 2/2555 โดยพร้อมจั ดให้มี การชุ มนุมใหญ่โดยทัน ที ภายใต้เงื่อนไข 3 ประการ คือ 1. มีการดําเนินการใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือออกกฎหมายอื่นใดที่มี ความชัดเจนว่าจะนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือลดพระราช อํานาจของพระมหากษัตริย์ 2. มีการดําเนินการใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือออกกฎหมายอื่นใด ที่ มีความชัดเจนว่าจะนําไปสู่การนิรโทษกรรมให้กับนักโทษชายทักษิณ ชินวัตร และพวก 3. เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองเข้าสู่สถานการณ์ความเหมาะสมที่ประชาชนต้องการการ เปลี่ยนแปลงประเทศไทยครั้งใหญ่

แถลงการณ์ ฉ บั บ ที่ 5/2556 ของพั น ธมิ ต รประชาชนเพื่ อ ประชาธิ ป ไตย เรื่ อ ง แถลงการณ์ ฉ บั บ สุ ด ท้ า ยในวั น ศุ ก ร์ ที่ 23 สิ ง หาคม 2556 ณ ห้ อ งส่ ง สถานี โทรทั ศ น์ ผ่ า น ดาวเที ย มเอเอสที วี ถื อ เป็ น การปิ ด ฉากการนํ า ของแกนนํ า พั น ธมิ ต รประชาชนเพื่ อ ประชาธิปไตย กลุ่มการเมืองภาคประชาชนผู้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการชุมนุมโดยสงบ อหิงสา และปราศจากอาวุธของภาคประชาชนที่ถือว่ายาวนานที่สุดในโลกกว่า 384 วัน 384 คืน ไม่นับรวมกับความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องอีกเกือบ 8 ปีไปโดยปริยาย เนื่องจากข้อพันธนาการที่แกนนําพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้ปราศรัย พิธีกร ศิลปิน และประชาชน ซึ่งถูกยัดเยียดข้อหาร้ายแรงอันเป็นเท็จ โดยมีอัตราโทษสูงถึงขั้น ประหารชี วิ ต และเพิ่ ม ผู้ ต้ อ งหาจํ า นวนถึ ง 96 คน อย่ า งอยุ ติ ธ รรมในสมั ย รั ฐ บาลพรรค ประชาธิปัตย์ ซึ่งนําโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ต้องการสร้างพันธนาการให้กับการเคลื่อนไหว ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แม้ว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยพร้อมที่จะพิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการ ยุติธรรมเพื่อรักษาหลักนิติรัฐ นิติธรรมก็ตาม แต่ศาลอาญาก็ได้มีคําสั่งในคดีหมายเลขดําที่ อ. 973/2556 ให้ประกันตัวโดยมีเงื่อนไขตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2556 ระบุว่า "ห้ามมิให้จําเลย กระทํ า การใดๆ อั น มี ลั ก ษณะเป็ น การยั่ ว ยุ ปลุ ก ปั่ น ปลุ ก ระดม เพื่ อ ให้ เ กิ ด ความวุ่ น วายใน บ้านเมือง หรืออาจก่อให้เกิดภัยอันตรายต่อความเสียหายหรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรม อันดีของประชาชน หรือกระทําการใดๆ เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน และห้าม จําเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล" เมื่อวิเคราะห์แล้วเห็นว่าหากนําการชุมนุมคัดค้านปัญหาของประเทศรายประเด็นให้ ได้ผลสําเร็จ ก็อาจคัดค้ านได้อีกเพียงเรื่องเดี ยว ภายหลังจากนั้นเมื่ อศาลมีคําสั่งให้ถอนการ ประกันตัว ก็จะมีปัญหาชาติในเรื่องอื่นๆ ที่สําคัญตามมาอีกไม่สิ้นสุด ดังนั้นการเสียสละของแกน นําจึงย่อมไม่คุ้มค่ากับผลประโยชน์ของประเทศชาติที่จะได้รับในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม ภายใต้เงื่อนไขที่แถลงการณ์ฉบับสุดท้ายของพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย ระบุว่า "ขอยืนยันว่าจะยังคงแน่วแน่ยึดมั่นในอุดมการณ์ของวีรชนและพี่น้อง ประชาชนที่เสียสละไม่เคยเปลี่ยน และขอให้มั่นใจว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นยุทธวิธีที่จะได้รับ การพิสูจน์ว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน" 

PAD. RECORDER .7.


ตราสัญลักษณ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ความเป็น เอกภาพมี ค วามสํ า คั ญ ที่ สุด ในการ เคลื่อนไหวกู้ชาติให้พ้นมือทรราชที่โกงกินชาติ บ้านเมือง การรวมกําลังของเครือข่ายองค์กร ต่ า งๆ ในนาม 'พั น ธมิ ต รประชาชนเพื่ อ ประชาธิปไตย' จึงต้องมีโลโก้เป็นแกนกลางใน การขับเคลื่อนเพื่อให้เป็นที่จดจํา วสันต์ สิทธิเขตต์ ผู้ออกแบบได้กล่าวถึงที่มาที่ไป ของโลโก้ ว่ า ภาพกํ า ปั้ น ทั้ ง 4 ที่ เ กี่ ย วต่ อ เป็ น กําแพง 4 ด้า นหมายถึง พลังของประชาชนใน ชาติไทยทุกศาสนาคือ พุทธ, คริสต์, อิสลาม, พราหมณ์ -ฮิ น ดู และซิ ก ซ์ ที่ ผ นึ ก กํ า ลั ง เพื่ อ ปก ป้ อ งน กพิ รา บที่ อ ยู่ ต รงกล าง อั นเ ป็ น สัญลักษณ์ของสันติภาพและเสรีภาพ “ความหมายก็คือ ประชาชนต้องร่วมมือกันให้ หลุดรอดพ้นจากการตกเป็นเหยื่อของรัฐฉ้อฉล และอํานาจธรรมทั้งปวง ดวงดาวทั้ง 3 ดวงที่อยู่ บนท้องฟ้า ดวงที่ 1 หมายถึงความดีชนะความ ชั่ ว ดวงที่ 2 ความจริ ง หรื อ สั จ จะชนะความ มดเท็ จ ฉ้ อ ฉล ดวงที่ 3 ความงามที่ ช นะความ อัปลัก ษณ์ ละโมบ กักขฬะ หยาบช้า ป่า เถื่อ น ส่วนดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ แทนค่ากลางวัน และกลางคืน หรือวันเวลาในยุคสมัยของเรา” เมื่อสรุปสัญลักษณ์ในภาพโดยรวมทั้งหมด วสันต์ แจกแจงว่า หมายถึงประชาชนต้องผนึกกําลังทุก ศาสนาเพื่อที่จะปกป้องต่อสู้และสร้างเสรีภาพสันติภาพให้เกิดขึ้นในยุคสมัยปัจจุบัน นอกจากนี้ วสั น ต์ ยั ง เขี ย น 'ยั น ต์ โ ค่ น ทรราช 2549' โดยนําหลักของพุทธศาสนาคือ อริยสัจ 4 มาเรียงร้อยเป็นผืนยันต์ ทุกข์-เพราะทุนโลภ ร้าย ก่อทุกข์, สมุทัย-การลุกตื่นรู้, นิโรธ-มั่น สันติสุข มนุษยชาติ, มรรค-มรรคแห่งธรรมร่วม สู้ โค่นล้มรัฐโจร  ที่มา : http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9490000019620


วิพากษสื่อ

ดิจิตอลทีวี...มันไมหมู การแพร่ภาพสัญญาณโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล หรือที่เรียกกันว่า ดิจิตอลทีวี กําลังเป็นที่พูดถึงกันในแวดวงธุรกิจสื่อ เมื่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เตรียมที่จะมีการประมูลคลื่นความถี่ เพื่ อ ให้ บ ริ ก ารโทรทั ศ น์ ใ นระบบดิ จิ ต อล ประเภทบริ ก ารทางธุ ร กิ จ ระดับชาติ ท่ามกลางผู้ที่สนใจเข้าร่วมประมูลรวม 33 บริษัท หากไม่ มี อ ะไรเปลี่ ย นแปลง การประมู ล คลื่ น ความถี่ เ พื่ อ ให้ บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ จะ ยื่นซองประมูลในวันที่ 28-29 ตุลาคม 2556 ก่อนที่จะประกาศรายชื่อผู้ ประมูลใน 45 วัน ประมาณกลางเดือนธันวาคม 2556 และทดลองประมูล ปลายเดือนธันวาคม 2556 และเริ่มการประมูลกลางเดือนมกราคม 2557 ก่อนที่จะประกาศรับรองผลประมูล ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2557 และจะเริ่มออกอากาศกลางเดือนมีนาคม 2557 การประมูลทีวีดิจิตอลในครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ หมวดหมู่เด็ก เยาวชน และครอบครัว (ช่อง 13-15) ราคาประมูลเริ่มต้นที่ 140 ล้านบาท, หมวดหมู่ข่าวสารและสาระ (ช่อง 16-22) เริ่มต้นที่ 220 ล้านบาท, หมวดหมู่ทั่วไปแบบความคมชัดปกติ (ช่อง 23-29) เริ่มต้นที่ 380 ล้านบาท และหมวดหมู่ทั่วไปแบบความคมชัดสูง หรือ เอชดี (ช่อง 30-36) เริ่มต้นที่ 1,510 ล้านบาท ซึ่งผู้ชนะการประมูลจะได้รับใบอนุญาต ให้ใช้คลื่นความถี่ (ไลเซนส์) มีอายุ 15 ปี สํ า หรั บ ช่ อ ง 1-12 เป็ น ประเภทบริ ก ารสาธารณะ ซึ่ ง ขณะนี้ กสทช. มอบไลเซนส์ แ ล้ ว 4 ช่ อ ง ประกอบด้ ว ย สถานี วิ ท ยุ โ ทรทั ศ น์ กองทัพบก (ช่อง 5) ได้ช่อง 1, สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบี ที) กรมประชาสัมพันธ์ ได้ช่อง 2, สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ได้ช่อง 3 และช่อง 4 (รายการเด็ก เยาวชน และครอบครัว ตามเอ็มโอยูทื่ทําไว้กับ กสทช.) และในเดื อ นตุ ล าคมนี้ ก็ จ ะมอบไลเซนส์ ใ ห้ กั บ สถานี โ ทรทั ศ น์ รัฐสภา ช่อง 10 ความเข้าใจระหว่างรัฐบาล รัฐสภากับประชาชน ส่วนอีก 6 ช่องที่เหลือ ได้แก่ ช่อง 5 การศึกษา ความรู้, ช่อง 6 ศิลปะ ศาสนา และวัฒนธรรม, ช่อง 7 สุขภาพ กีฬา คุณภาพชีวิต, ช่อง 8 ความมั่นคงของรัฐ, ช่อง 9 ความปลอดภัยสาธารณะ, ช่อง 11 ส่งเสริม การปกครองระบอบประชาธิปไตย และช่อง 12 เด็กและคนด้อยโอกาส ซึ่งทั้ง 12 ช่อง กสทช. จะให้ใบอนุญาตครั้งแรกมีอายุ 4 ปี จากนั้นเมื่อ ครบ 4 ปีจะพิจารณาต่อใบอนุญาตไม่เกิน 15 ปี เป็นที่น่าสังเกตว่า มีหน่วยงานภาครัฐ ทําทีวีดาวเทียมเพื่อเป็น สื่อกลางโฆษณาผลงานของกระทรวง และหน่วยงานประมาณ 8 ช่อง ซึ่ง คาดว่าจะมีการขอรับไลเซนส์จาก กสทช. ตามหมวดหมู่ที่วางเอาไว้ เช่น ช่อง 5 คาดว่าจะเป็นของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีสถานีวิทยุโทรทัศน์ เพื่อการศึกษา และโทรทัศน์ครู, ช่อง 7 คาดว่าจะเป็นของกระทรวงการ ท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งมีสถานีโทรทัศน์ทีสปอตแชนแนล ที่ก่อตั้งร่วมกับ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) กับบริษัท อาดามัส เวิลด์ จํากัด และ ช่ อ ง 9 คาดว่ า จะเป็ น สํ า นั ก งานตํ า รวจแห่ ง ชาติ ซึ่ ง มี ส ถานี โ ทรทั ศ น์ สํานักงานตํารวจแห่งชาติเพื่อประชาชน หรือ โปลิศทีวี ขณะที่ ก ารประมู ล ดิ จิ ต อลที วี ภ าคธุ ร กิ จ นั้ น เมื่ อ วั น ที่ 10-12 กันยายน 2556 สํานักงาน กสทช. ได้จัดการจําหน่ายเอกสารการประมูล ในราคาชุดละ 1.07 ล้านบาท พบว่าตลอด 3 วันที่ผ่านมา มีบริษัทที่เข้า ซื้อซองประมูลรวม 33 บริษัท จํานวน 49 ชุด โดยพบว่าหมวดหมู่ทั่วไป แบบความคมชัดปกติ (ช่องวาไรตี้ เอสดี) มีผู้เข้าซื้อซองประมูลมากทีส่ ดุ ถึง 17 ราย จากที่ กสทช. จะมอบใบอนุ ญาตแก่ ผู้ชนะการประมูล 7 ราย เนื่องจากไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัวเกี่ยวกับสัดส่วนเนื้อหารายการ อีกทั้งเป็น ช่องที่สามารถทําธุรกิจได้เป็นกอบเป็นกําอีกด้วย โดยส่วนใหญ่จะมาจาก ผู้ประกอบการฟรีทีวีเดิม และผู้ประกอบการช่องทีวีดาวเทียม

ขณะทีห่ มวดหมู่ข่าวสารและสาระ หรือสถานีโทรทัศน์ข่าวนั้น มี ผู้เข้าซื้อซองประมูล 12 ราย จากที่ กสทช. จะมอบใบอนุญาตแก่ผู้ชนะ การประมูล 7 ราย โดยมีหลักเกณฑ์ต้องมีสัดส่วนรายการข่าวหรือสาระที่ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ซึ่งแก้ไขจากของเดิม ร้อยละ 75 และบริษัทที่ประมูลช่องข่าวห้ามประมูลช่องเอชดี ตามข้อ 8.5 ของประกาศ กสทช. ซึ่งอ้างว่าเพื่อป้องกันการเป็นนอมินี แม้มองผิวเผิน อาจจะไม่ได้ทําเงินเป็นกอบเป็นกําเมื่อเทียบกับช่องวาไรตี้ แต่จุดขายคือ “ความน่าเชื่อถือ” ที่สามารถสั่งสมบารมีขึ้นมาได้ ซึ่งบริษัทที่เข้าร่วม ประมูลส่วนใหญ่เป็นเจ้าของธุรกิจสื่ออยู่แล้ว ส่วนหมวดหมู่เด็ก เยาวชน และครอบครัว จากที่ กสทช. จะ มอบใบอนุญาตแก่ผู้ชนะการประมูล 3 รายนั้น ได้รับความสนใจน้อย โดย มีผู้เข้าซื้อซองประมูลเพียง 8 ราย แม้ช่องรายการเด็กราคาเริ่มต้นจะถูก ที่สุด แต่ก็มีข้อจํากัดในเรื่องเนื้อหา โดยเฉพาะข้อห้ามด้านความรุนแรง ศีลธรรม กฎหมาย และการใช้ภาษา ขณะทีห่ มวดหมู่ทั่วไปแบบความคมชัดสูง (ช่องวาไรตี้ เอชดี) มีผู้ เข้าซื้อซองประมูล 12 ราย จากที่ กสทช. จะมอบใบอนุญาตแก่ผู้ชนะการ ประมูล 7 ราย อาจเป็นเพราะราคาประมูลเริ่มต้นแพงที่สุด และเอกชนไม่ มั่นใจว่ าหากออกอากาศไปแล้ วจะสามารถทํา กําไรเป็น กอบเป็ นกํ าได้ เหมือนช่องวาไรตี้เอสดีหรือไม่ อีกทั้งโทรทัศน์ที่รองรับความละเอียดแบบ เอชดีมีใช้กันเฉพาะครัวเรือนในหัวเมือง จึงเหมาะสําหรับผู้สนใจทําช่อง กีฬา ภาพยนตร์ หรือรายการที่ซื้อลิขสิทธิ์จากต่างประเทศเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตามองหลังจากการประมูลทีวีดิจิตอล นั้นเสร็จสิ้นลง และได้ผู้ประกอบการทั้ง 24 รายแล้วก็คือ จะทําให้เกิดการ แข่งขันกันรุนแรง โดยบริษัทสื่อที่มีอยู่ในไทย ทั้งเป็นเจ้าของช่องรายการ และผู้ผลิตรายการ เมื่อมีผู้แข่งขันมากขึ้น การแข่งขันทั้งด้านงบลงทุน การ ผลิตเนื้อหาป้อนช่องรายการ การส่งเสริมงานด้านบริการ หรือ อีเวนต์ ต่างๆ การฝึกอบรมบุคลากร หรือ ให้เช่าอุปกรณ์ถ่ายทํารายการก็จะเกิด มากขึ้น แต่เมื่อออกอากาศไปนานๆ อาจจะเกิดทางตันในเรื่องของการ แข่งขันด้านเนื้อหา เพราะทีวีดาวเทียมปัจจุบันประสบปัญหาช่องรายการ มีมากกว่าคุณภาพของเนื้อหา ขณะเดียวกันการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบทีวีดิจิตอลจะทําให้ ผู้บริโภคจะต้องหาเครื่องแปลงสัญญาณ ที่รับระบบดิจิตอลได้เท่านั้น ซึ่ ง ส่ ว นใหญ่ ไ ม่ ท ราบว่ า มี โ ทรทั ศ น์ เ พี ย งน้ อ ยรุ่ น เท่ า นั้ น ที่ รั บ ชมที วี ดิจิตอลระบบ DVB - T2 ได้โดยตรง ซึ่งส่วนใหญ่มีราคาแพง ในขณะที่ โทรทั ศ น์ ส่ ว นใหญ่ ไ ม่ ร องรั บ ต้ อ งซื้ อ เครื่ อ งรั บ สั ญ ญาณโทรทั ศ น์ ใ น มาตรฐาน DVB-T2 หรือที่เรียกกันว่า เซต ท็อป บ็อกซ์ มาเชื่อมต่อ ซึ่ง อาจกลายเป็นการผลักภาระให้กับผูบ้ ริโภค 

DemoCrazy .21.


เวทีทัศนะ

จากไทยเขมแข็ง 2555 ถึง..ไทยเขมแข็ง 2020 • พัสณช เหาตะวานิช • หลับตานึกภาพย้อนกลับไปปี 2551 รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ สภาพบ้านเมืองเต็มไปด้วย ความขัดแย้ง เหตุการณ์รุนแรงต่อผู้ชุมนุมโดยตํารวจยังคงปะทุคุกรุ่น อยู่ในกระแสข่าว รั ฐ บาลสมชายเข้ า ทํ า เนี ย บรั ฐ บาลไม่ ไ ด้ ต ลอดสมั ย และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจรุมเร้า ซ้ําเติมปัญหาของประเทศ ปี 2551 ทั้งปิดมุดหัวดิ่งลงเสมือนใกล้จะกลายเป็นวิกฤตต้มยํากุ้ง ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางการเมืองก็เกิดขึ้น การจับขั้วครั้ง ใหม่ ส่ ง ผลให้ พ รรคประชาธิ ปั ต ย์ ไ ด้ รั บ เลื อ กโหวตโดย ส.ส. ในสภา ผู้แทนราษฎร ตามระบบรัฐสภาปกติ เป็นผู้นํารัฐบาลที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี โจทย์ แ รกที่ เ ข้ า มาแก้ ปั ญ หาแน่ น อน ปั ญ หาทางการเมื อ ง คลี่คลายลงอย่างชัดเจน ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลระบอบทักษิณกลับมาสู่จุด สงบอี ก ครั้ ง แต่ ปั ญ หาเศรษฐกิ จ จากภายนอกที่ รุ ม เร้ า อยู่ ก็ ต้ อ งการ มาตรการแก้ไขเร่งด่วนเพื่อพยุงประเด็นให้อยู่รอดไปได้ ผมในฐานะทีมงานของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กรณ์ จาติกวณิช จําภาพนั้นได้ดี จากข้อมูลอ้างอิงในหนังสือ Mission Possible สรุปผลงาน และวิถีชีวิตคุณกรณ์ในช่วงดํารงตําแหน่งไว้อย่างละเอียดว่า พอเข้ามาใน คลังปุ๊บ วันแรกๆ เลย ข้าราชการหลังจากทําพิธีต้อนรับตามธรรมเนียม แล้ว ก็เร่งกรูเข้ามารายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ยิ่งกว่าถดถอย แต่เป็นตัวเลขวิกฤต เช่นเศรษฐกิจจะติดลบต่อเนื่องไปอีกหลายปี เพราะประเทศคู่ ค้าส่งออกของเราเดี้ยงทั้งหมด การว่างงานจะเกิดขึ้นตามมาสูงกว่า 2 ล้าน คน จากปกติ 3 แสนล้าน เพราะเมื่อส่งออกไม่ได้โรงงานก็ไม่รู้จะจ้างงาน ไปทําไม เศรษฐกิจภายในประเทศจะฝืดเคือง การบริโภคหดตัวเป็นลําดับ เมื่อประชาชนไม่มีกําลังซื้อมาใช้จ่าย และแย่ที่สุดคือ ดุลงบประมาณที่ทํา ขาดดุลไว้จํานวนหนึ่งตั้งแต่รัฐบาลสมชาย ประกอบกับการประมาณการ รายได้รัฐบาลในปีถัดไปเรียกได้เลยว่า ดิ่งนรก เหตุการณ์ทั้งหมดนี้รวมกันทําให้ได้ผลสรุปออกมาโดยปลัด กระทรวงการคลัง เป็นภาษาชาวบ้านได้ว่า "ปิดหีบเงินคงคลังไม่ได้" ผลของมั น คื อ ระบบการเบิ ก จ่ า ยงบประมาณ ปี 2552 จะ หยุ ด ชะงั ก ข้ า ราชการจะไม่ มี เ งิ น เดื อ น ค่ า น้ํ า ค่ า ไฟ สถานที่ ร าชการ จะต้องค้างจ่าย ฯลฯ ผลร้ายที่สุดที่ทางเราได้รับรายงานคือ หากเปรียบประเทศเป็น เครื่องยนต์ นั่นคือ มันกําลังจะดับ หากรัฐบาลไม่เร่งทําอะไรสักอย่าง แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ถือกําเนิดขึ้นมาจากการนี้ โดยอั น ดั บ แรกต้ อ งเร่ง หาเงิ น มาปิ ด หี บ เงิน คงคลั ง ให้ ไ ด้ เพื่ อไม่ ใ ห้ ก าร เบิกจ่ายงบประมาณในระบบสะดุดทั้งหมด นอกจากนี้ก็ต้องมีเงินลงทุนเร่งด่วนให้ถึงมือประชาชนเร็วที่สุด กระตุ้นเอสเอ็มอีมาช่วยกันหมุนเศรษฐกิจ คุณกรณ์ รมว.คลัง (ในขณะนั้น) เร่งเอาเรื่องทั้งหมดไปรายงาน คุณอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี พร้อมแจ้งตัวเลขที่ประเมินกันในกระทรวง พบว่ า จํ า เป็ น ต้ อ งใช้ เ งิ น กระตุ้ น เศรษฐกิ จ 1 ล้ า นล้ า นบาท (จากการ คํานวณโดยกระทรวงการคลัง) คุณกรณ์ตรวจไปตรวจมา เห็นว่า 8 แสนล้านบาทก็เพียงพอ จึง เตรียมจะไปนําเสนอแผนเพื่อขอออกพระราชกําหนด เพราะเข้าเกณฑ์ ตามกฎหมายว่า จําเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และจะเป็นผลอัน กระทบต่อเศรษฐกิจจนสร้างความเดือดร้อนให้ประเทศ

คราวนี้พอไปถึงมือนายกฯ อภิสิทธิ์ คําถามแรกที่มีคือ ด่วนจริง เท่าไหร่ ไม่ด่วนจริงเท่าไหร่ คุณกรณ์ก็กลับไปทําการบ้านมาพบว่า ด่วน จริงๆ เลยคือ 4 แสนล้านบาท ไม่ด่วนอีก 4 แสนล้านบาท คุณอภิสิทธิ์ เคาะให้ว่าออก "พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็ง 4 แสนล้าน" เพื่อพยุงประเทศ แก้วิกฤตชาติก่อน แล้วหากผลสําเร็จได้ดี อีกส่วนที่เป็น 4 แสนล้านบาทหลัง ก็ไม่ต้องใช้ และสุดท้ายก็เป็นผลสําเร็จได้ดจี นไม่ต้องใช้จริงๆ นี่คือตัวอย่างหนึ่งของการรักษาวินัยการคลังที่รัฐบาลปัจจุบัน ควรเอาไว้เป็นเยี่ยงอย่างที่สุด ด้วยระบบการใช้จ่ายเงินในประเทศฝืดเคือง ประชาชนเริ่มกังวล ต่อภาวะการว่างงาน การปิดกิจการของธุรกิจ และประเทศเริ่มเกิดภาวะ เงินฝื ด ดั งนั้น ก่อ นที่ พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็ง 4 แสนล้ านบาทจะผ่า นสภา ประเทศต้องการการปั๊มหัวใจก่อนที่จะตาย นั่นคือ เช็คช่วยชาติ 2,000 บาท โดยใช้งบประมาณ 2 หมื่นล้าน บาทจากงบกลาง และประกันรายได้เกษตรกรทันที งบประมาณ 6 หมื่น ล้า นบาท ซึ่ งเป็น วงเงิ นต่ อปี ผ่ านธนาคารเพื่ อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร (ธ.ก.ส.) เงิ น 2 ก้ อ นนี้ ให้ ป ระชาชนโดยตรงถึ ง มื อ โดยมี ห ลั ก การว่ า ประชาชน 2 กลุ่มที่จะได้รับเงินก้อนนี้เป็นกลุ่มประชากรวัยแรงงานใน ระบบที่มีรายได้ต่ําที่สุดในประเทศ ย้ําว่าในระบบ เพราะเราไม่ต้องการ หว่านออกไปในฐานข้อมูลที่ตรวจสอบไม่ได้ เช็คช่วยชาติใช้ฐานรายได้ทรี่ ะบุในประกันสังคมว่าต้องรายได้ต่ํา กว่า 15,000 บาท เท่านั้น เมื่อเขาได้คูปองเช็คช่วยชาติ ก็จะยิ่งต้องเร่งเอา ไปใช้ เพราะทุกวันรายจ่ายเขาเยอะกว่ารายได้อยู่แล้ว ผลทําให้ตัวทวีคูณในการหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจมาก ขึ้นไปอีก เพราะภาคธุรกิจค้าปลีกปรับตัวแข่งกันแย่งวงเงิน 2,000 บาท คูณ 10 ล้านคน เท่ากับก้อนเงิน 2 หมื่นล้านบาทในระบบกันอย่างคึกคัก บางเจ้าบางรายบอกว่า เอาเช็ค 2,000 บาทมาซื้อที่ร้านของเรา เราจะให้ของมูลค่า 6,000 บาทก็มีทีเดียว พนักงานห้างร้านก็ได้ประโยชน์ เพราะลูกค้าคึกคักขึ้น โรงงานที่ผลิตสินค้าบริโภคอุปโภคก็ไม่ต้องโดนปลด จากงาน ผลทําให้หัวใจของประเทศกลับมาเต้นต่อ จากนั้นภาคเกษตร เราให้ประกันรายได้เป็นตัวหมุนเงินเข้าบัญชี เกษตรกรโดยตรงผ่าน ธ.ก.ส. โดยยึดหลักว่า ไม่ขอวุ่นวายกับกลไกตลาด ใครปลู ก ข้ า วคุ ณ ภาพดี ขายแพงได้ เราเพิ่ ม ส่ ว นต่ า งให้ ใครปลู ก ข้ า ว คุณภาพไม่ดี ขายถูกๆ เราก็เพิ่มส่วนต่างให้ เพราะเรามองว่า เกษตรกรรายได้น้อย ปัจจัยการผลิตแพง ขาย ข้าวไปไม่เท่าทุนก็ขาดทุน เราขอเพิ่มตรงส่วนต่างตรงนั้นให้ชีวิตเขาดีขึ้น ดีกว่าเราไปแทรกแซงกลไกตลาด เช่นจํานําข้าว ที่แท้จริงคือการ

DemoCrazy .22.


ประกันราคา แต่ที่โง่ที่สุดของโครงการนี้คือดันไปเรียกการรับซื้อขาดว่า จํานําที่ราคาประกันที่สูงกว่ากลไกตลาด ทั้งหมดนี้สุดท้ายระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนกลับมาเป็นปกติ แต่ การลงทุนระยะสั้นกระตุ้นภาคการลงทุน ภาคอุตสาหกรรมก็ต้องดําเนิน ต่อไป จากภาคการบริโภค ไทยเข้มแข็ง 2555 บุกหนักเร่งจ่ายเงินลงทุนให้ทกุ กระทรวง ทุก จังหวัดทั่วไทย โดยเน้นย้ําไปที่ภาคการศึกษาเป็นหลัก โรงเรียนไหนจะปรับปรุงอะไร แต่กระทรวงศึกษาธิการงบไปกอง อยู่กับงบประจํามานานจนไม่ได้ลงทุนเพิ่มครั้งนี้ก็ได้ลงทุน อาคารเรียน ใหม่ อุปกรณ์ใหม่ หรือแม้แต่โรงเรียนใหม่ๆ ในที่กันดารก็ได้สร้างจนสําเร็จ ด้วยโครงการนี้ ถั ด มาคื อ ภาคการสาธารณสุ ข โรงพยาบาลใหม่ อุ ป กรณ์ การแพทย์ใหม่ และการดูแลประชาชนขั้นพื้นฐานในถิ่นทุรกันดาร ยากไร้ ก็ดีขึ้น ชาวบ้านไม่ต้องนอนพื้นรอหมอกันในต่างจังหวัด ถัดมาก็ทุกหน่วยงานที่เราย้ําว่า ต้องมีแผนลงทุนชัดเจน พร้อม สร้าง ศึกษาแล้วทุกอย่างถึงมาเอาเงินไปสร้างได้ ทั้งนี้เพื่อจุดประสงค์เดียว คือ สร้างความเข้มแข็งให้ไทยหลังเผชิญวิกฤต ปัญหาก็มีบ้างเพราะก็มีบางหน่วยงาน เช่น สํานักงานตํารวจ แห่งชาติ ขอเงินเราไปบอกว่าพร้อมสร้าง แต่สุดท้ายก็สร้างได้แค่เสา จุดนี้ ตรรกะไม่ยากคือ เมื่อมีการส่อทุจริตเกิดขึ้นความผิดควรตกอยู่ที่คนทํา สัญญาจ้าง หน่วยงานที่จะสร้าง หรือว่าหน่วยงานที่ให้เงิน ทั้งหมดนี้ จากเศรษฐกิจดิ่งลบที่ 4% กลายเป็นบวก 7.8% ในปี 2553 หลังไทยเข้มแข็ง 2555 เดินหน้าเต็มสูบ นิตยสารเศรษฐกิจการเงิน ต่างประเทศบอกว่าเราเป็นประเทศที่สองของโลกรองจากไต้หวันที่ฟื้นตัว จากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ได้ ในช่วงเวลาเดียวกัน คุณกรณ์ ก็รับตําแหน่ง รมว.คลังโลก โดย เหตุผลที่เขาให้นั้น ก็รวบรวมจากแผนปฎิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 นี่ แหละครับ และผลแห่งความเข้มแข็งที่ชัดเจนที่สุดที่เป็นประโยชน์มาแก่ รัฐบาลรุ่นหลังนี้ก็คือ การที่รัฐบาลถัดมา คือ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากพรรคเพื่อไทย สามารถมีเครดิตประเทศที่ดีไปขอกู้เงินนอกระบบอีก 2 ล้านล้านบาทได้ (ทั้งนี้ หากกฎหมายผ่านศาลรัฐธรรมนูญ) พอลื ม ตาอี ก ครั้ ง ก็ โ ผล่ ม าปี นี้ แ ล้ ว ครั บ 2556 ปี แ ห่ ง การกู้ มหาศาล หนี้บานจนลูกโต 30 มิ ถุ น ายน 2556 คื อ วัน ที่ พระราชกํ า หนด (พ.ร.ก.) ให้ อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ําและสร้าง อนาคตของประเทศ หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท หมดอายุการกู้ พ.ร.ก.นี้เลียนแบบไทยเข้มแข็งมาเต็มๆ ไทยเข้มแข็งเจอวิกฤต แฮมเบอร์เกอร์ ส่วนของคุณปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี เจอ น้ําท่วม ก็เลยลอกกฎหมายเรามาทั้งดุ้น แต่ที่ต่างกันคือ เราเห็นว่าปัญหาประเทศจําเป็นเร่งด่วนจริง และใช้เงินจริงหมดไปภายในปีครึ่ง ผลก็ตามตัวเลขเศรษฐกิจทุกสํานัก ในปี 2553 ส่วน พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อบริหารจัดการน้ํา 3.5 แสนล้านบาทของ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยรองนายกรัฐมนตรีปลอดประสพ เบิกมาแค่ประมาณ 1 หมืน่ ล้าน ที่เหลือดองไว้รอวันศาลเชือดอีกครั้งหากกล้าเอาเงินออกมาใช้ และสุดท้ายก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า วันนั้นก็โกหกศาลเอาไว้ชัดที่ บอกว่า แผนน้ําจําเป็นเร่งด่วน ขอเอาเงินกู้มาหน่อย ประชาชนจะน้ําท่วม อีกถ้าเงินไม่ผ่าน วันนี้เงินผ่านแล้วน้ําก็ท่วมแล้ว ที่แย่คือเงินที่เบิกออกมา บางส่วน แล้วก็ไม่ได้เอามาช่วยประชาชนน้ําท่วมตอนนี้ด้วยซ้ํา มาถึง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อ การพั ฒ นาโครงสร้ า งพื้ นฐานด้ า นคมนาคมขนส่ ง ของประเทศ หรื อ พ.ร.บ.กู้ เ งิ น 2 ล้ า นล้ า นบาท ซึ่ ง เป็ น พ.ร.บ.พิ เ ศษ กู้ เ งิ น นอกระบบ งบประมาณ โดยมีผลภาระหนี้ 5 ล้านล้าน หนี้บาน 50 ปี ฝ่ายค้านย้ําจุดยืนว่า การลงทุนตามยุทธศาสตร์ และแผนงาน

ทั้งหมดนั้นจําเป็นต้องสร้าง ไม่เคยขวางความเจริญชาติ จะขวางก็แต่คนที่ เอาความเจริญชาติมาเป็นข้ออ้าง ทั้งที่แท้จริงจ้องจะงาบเงินรั่วไหล จาก เหตุที่ออก พ.ร.บ.พิเศษนี่ต่างหากครับ ฝ่ า ยรั ฐ บาลไม่ เ คยตอบคํ า ถามได้ เ ลยว่ า ทํ า ไมถึ ง ต้ อ งลงทุ น ทั้งหมดด้วยการกู้ ทําไมหากต้องกู้แล้วไม่กู้ในระบบงบประมาณทั้งที่ทําได้ และทําไมลงทุนแต่ระบบคมนาคม ไม่มีการศึกษาและสาธารณสุขเลย สุดท้ายคือ อนาคตชาติคือการที่เรามีรถไฟวิ่งเร็วขึ้น หรือคน ฉลาดขึ้น สุขภาพดีขึ้นกันแน่ พอที มเศรษฐกิ จ และทีมกฎหมายพรรคประชาธิ ปัต ย์ไปล้ว ง ข้อมูลเอาแผนลงทุนมาดูอย่างละเอียดแล้วในชั้นกรรมาธิการพบว่า เกือบ ทั้งหมดคือแผนลงทุนตั้งแต่สมัยเรา และที่แ ย่ที่สุด คือเราบรรจุการลงทุน เหล่า นี้หลายเรื่อ งพร้อ ม สร้างแล้วด้วยเงินในระบบงบประมาณปีถัดไป แต่รัฐบาลนี้ก็ทะลึ่งไปล้วง มันออกมาโปะแพกเกจใหม่ว่า “โครงการสร้างอนาคตไทย 2020” แบบนี้จะไม่ให้พูดว่า "เขาต่างหากที่ลอกเรา" ได้ยังไงล่ะครับ หลั ง จากเหตุ ก ารณ์ นี้ ก ารนํ า เสนอแผน “อนาคตที่ เ ลื อ กได้ อนาคตไทยเข้มแข็ง 2020” จึงได้เปิดตัวขึ้นโดยมีเจตนาใช้ตัวเลข 2020 แบบเดียวกัน เพื่อสะท้อนบริบทในการเปรียบเทียบว่า ที่แผนการลงทุน 7 ปีสิ้น สุด ที่ปี 2020 ด้ว ยจํ านวนเงิน 2 ล้า นล้า นบาทเท่า กัน นั้น ผลที่ไ ด้ แตกต่างกันอย่างไร โดยสรุ ป คื อ ของรั ฐบาลยิ่ ง ลั ก ษณ์ มี แ ต่ ด้า นคมนาคมที่ 80% ยังคงศึกษาไม่เสร็จ พร้อมสร้างจริงแค่ 4 แสนล้านบาท จาก 2 ล้านล้าน บาทเท่านั้น ส่วนของรัฐบาลอภิสิทธิ์ จะใช้เงินทั้งหมดในระบบ โครงการไหน ศึกษาแล้วมาเอางบไปสร้างเลย ได้แก่ รถไฟทางคู่ที่แผน 1.7 แสนล้าน บาท พร้อมสร้างตั้งแต่สมัยเราเป็นรัฐบาล และผ่าน ครม. เรียบร้อย และก็ เป็นโครงการทั้งหมดที่รัฐบาลนี้ไปล้วงออกมาโปะไว้ใช้กับเงินนอกระบบ ส่วนรถไฟความเร็วสูงเราบอกว่า ไปศึกษามาให้เสร็จแล้วค่อยมา เอาเงินไปสร้างตอนนั้น จึงได้ตัดลดเงินจาก รถไฟความเร็วสูงออกมา 8 แสนล้านบาท แบ่ ง ให้ ก ารศึ ก ษา 4 แสนล้ า น สํ า หรั บ สร้ า ง โรงเรี ย น วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิจัย พัฒนาคุณภาพครู และปรับปรุงอุปกรณ์ และสถานการศึกษาพื้นฐานต่อเนื่องจากที่ ไทยเข้มแข็ง 2555 เคยทําไว้ แบ่งให้สาธารณสุข 2 แสนล้าน สําหรับสร้าง ศูนย์สาธารณสุข โรงพยาบาลกว่า 12,000 แห่งทั้งประเทศ และปรับปรุงอุปกรณ์ และ สถานศึกษาทางการแพทย์ ต่อเนื่องจากที่ ไทยเข้มแข็ง 2555 เคยทําไว้ แบ่ ง ให้ ก ารชลประทานเพื่ อ การเกษตร 2 แสนล้ า นบาท ที่ ปัจจุบัน พื้นที่เกษตรกรรมในไทยกว่า 120 ล้านไร่ มีระบบชลประทานแค่ 30 ล้านไร่เท่านั้น เราเสียโอกาสในการพัฒนาคุณภาพการผลิตทางการเกษตรมา ตลอด ผลผลิตต่อไร่เราต่ํา รายได้เกษตรกรเราน้อยเพราะปัญหาเรื่องนี้ เรามัวแต่ให้เกษตรกรกว่า 30 ล้านคนทั่วไทยของเรา ไปปลูกพืชในพื้นที่ที่ ปลูกไม่ได้ ดันทุรังปลูก หากเราจริงใจต่อเขาหันมาดูแลสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ ดีกว่าครับ ทั้ ง หมดนี้ คื อ ทางเลื อ ก ที่ ใ ห้ ป ระชาชนเลื อ กว่ า แบบไหนที่ อนาคตที่ดีกว่า อนาคตที่เลือกได้ทั้งหมดนี้ อันไหนตอบโจทย์ของคนไทย ทั้งชาติมากกว่า อันไหนสร้างอนาคตชาติได้ดีกว่า พรรคประชาธิปัตย์ แต่ ต้องการนําเสนอเปรียบเทียบให้ดูครับ แผนทั้งหมดเราคิดมาอยู่แล้วตั้งแต่เราเป็นรัฐบาล เราแค่ทําแพก เกจจิ้งให้สวยเท่าเขาไม่ได้ เราขอโทษและจะปรับปรุงในจุดนั้นต่อไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นครับ หากประชาชนต้องการแผน “อนาคตที่ เลือกได้ อนาคตไทยเข้มแข็ง 2020” จริงๆ แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ ยิ น ดี ส่ ง มอบให้ รั ฐ บาลนํ า ไปใช้ ต่ อ เช่ น กั น ครั บ หากรั ฐ บาลเห็ น แก่ ประชาชนอย่างแท้จริง 

พัส ณช เหาตะวานิช เป็น ชาว จ.สงขลา จบการศึ กษาปริญ ญาบัญ ชีบั ณฑิ ต คณะบริ หารธุ รกิ จ มหาวิ ท ยาลัย เกษตรศาสตร์ ผ่ า น ประสบการณ์ทํางานเป็นผู้ช่วยผู้ตรวจสอบบัญชี สํานักภาษี เคพีเอ็มจี ภูมิไชย ปัจจุบันเป็นหนึ่งในผู้ช่วยดําเนินงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งเป็นคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์แนวหน้า และเป็นผู้ดําเนินรายการทาง สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมบลูสกาย แชนแนล

DemoCrazy .23.


โลกทัศนแบบตอง ต้อง ไม่เต็มบาท

ดรามากระแส ชุดนักศึกษา กับ “อั๊ม เนโกะ” เช้า วันหนึ่ง ที่ก็เ หมือ นทุ กๆ วัน ระหว่า งรถติด มัน ก็คงไม่ มี อะไรดีกว่าการหยิบไอแพดคู่ใจมาเล่นโซเชี่ย เอ้ย!! โซเชียลมีเดีย โพสต์ ความเห็นเรื่องที่ไม่มีใครมาขอสัมภาษณ์บ้าง บ่นพล่ามอะไรไปเรื่อยบ้าง โพสต์รูปบ้าง ส่องเรื่องชาวบ้านบ้างก็ว่ากันไป ทุกๆ วันบนโลกสังคมออนไลน์ ผมจะได้ส่องดูเรื่องชาวบ้านเขา โพสต์แสดงจุดยืนทางการเมืองบ้าง บ่นรถติดบ้าง บ่นง่วงนอนบ้าง หรือถ้า เป็นพวกพริตตี้ นางแบบคนสวยทั้งหลายของผม นางๆ ก็อาจจะโพสต์เช็ค อินว่าไปทํางานที่นั่นที่นี่บ้าง บ่นเรื่องตัวเองอ้วนขึ้นพร้อมกับโพสต์รูปโชว์ หน้าท้องแบนราบดุจพอลลาบ้าง (แล้วแฟนขับก็จะคอมเมนท์ทํานอง “ไม่ เห็นด้วยเลย ออกจะสวย” งุงิๆ) ฯลฯ บ้างไรบ้างก็ว่ากันไปตามรสนิยม แต่ไอ้เช้าวันหนึ่งที่ว่านั่น มันไม่เหมือนทุกๆ วันตรงที่ว่า มีเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง ร่วมสถาบันลูกแม่โดม พร้อมใจกันออกมาแสดงความไม่ พอใจต่อกระแสของกระทาชาย เอ้ย ! กระเทยนางหนึ่ง นาม “อั๊ม เน โกะ” ที่ได้แสดงจุดยืนในการต่อต้านการบังคับให้นักศึกษาลูกแม่โดมต้อง แต่งชุดนักศึกษา (แบบถูกระเบียบด้วยนะ) ไปเข้าชั้นเรียน ที่จริงไอ้เรื่องกระแสไม่ยอมถูกบังคับแต่งชุดนักศึกษามันก็ไม่ใช่ เรื่องใหม่เลยในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ตลอดช่วง 4 ปีที่ผมเรียนที่นี่ แม้มีชุด นักศึกษา แต่มหาวิทยาลัยก็ไม่ได้มีระเบียบ ข้อบังคับใดๆ ที่จะมาบังคับ นักศึกษาเรื่องการแต่งชุดนักศึกษา จะมีบังคับมากสุดก็เพียงวันสอบ หรือ เมื่อต้อ งเข้างานพิธีท างการ หรือติ ดต่อหน่ วยงานภายในในบางโอกาส เท่านั้น นอกนั้นที่เหลือคือนักศึกษาไม่จําเป็นต้องแต่งชุดนักศึกษามาเรียน ก็แค่ว่าอาจจะมีบางวิชา ที่อาจารย์ผู้สอนอาจจะขอความร่วมมือบ้าง ก็ว่า กันไป ความเห็นของนักศึกษา ศิษย์เก่า ก็อาจแตกต่างกันบ้างก็ว่ากัน ไป อย่ า งตั ว ผมเอง ในทุ ก ครั้ ง ที่ ต้ อ งทํ า หน้ า ที่ ผู้ แ ทนสภานั ก ศึ ก ษาใน คณะกรรมการกิจการศึกษา หรือคณะกรรมการวินัยนักศึกษา ผมมักแสดง ความเห็นค้านหัวชนฝาอยู่เสมอ เมื่อมีการบรรจุวาระพิจารณาเรื่องการ รณรงค์ หรือบังคับแต่งชุดนักศึกษา แต่ในทางกลับกัน ทุกครั้งที่ผมต้องทํา หน้าที่ผู้แทนมหาวิทยาลัยในงานพิธีของมหาวิทยาลัย หรืองานทางการ ต่างๆนอกรั้วสถาบัน ผมจะแต่งชุดนักศึกษาแบบเนี๊ยบเป๊ะ (ต่างกับเวลาไป เรียนปกติ ที่จะนุ่งกางเกงสี่ส่วนบ้าง ขาก๊วยบ้าง แล้วก็ลากรองเท้าแตะ) แต่ ครั้ งนี้ ที่ มัน ดัน กลายเป็น เรื่อ งมาม่ า เอ้ย !! ดราม่ า ขึ้น มา ก็ เพราะนังหนู อั๊มดัน ทะลึ่งทํ าโปสเตอร์ ออกมาเป็นภาพนัก ศึกษาชายใน เครื่องแบบ กับนักศึกษาหญิงในเครื่องแบบ(แต่มาแบบสั้นเสมอหู)กําลัง ทํา ท่ า featuringกัน มี ถึง 4 ลี ล า แม้ ท่ า ไม่ ย าก แต่ ก็ส ร้ า งความกระอั ก กระอ่วมใจไปถ้วนหน้าตั้งแต่ศิษย์ปัจจุบัน ยันศิษย์เก่าไม่มาก ไปจนถึงศิษย์ เก๊าเก่า รุ่นสมัยตั้งแต่มหาวิทยาลัยนี้ยังไม่โดนท่านจอมพลนายกฯมาลานํา ไทยสั่งตัดชื่อให้สั้นลง ขณะที่หลายคนดราม่า ตําหนิด่าทอล่อบรรพบุรุษนังหนูอั๊มกัน เสียไม่มีชิ้นดี โดยใจความสรุปคือจะบอกว่า “แค่ให้แต่งชุดนักศึกษา มัน จะตายเลยหรือไงกัน!!!” แน่นอนว่าสําหรับผม เรื่องที่ผมเล่าเกี่ยวกับตัวเอง เมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษาที่นี่ ก็คงตอบได้ชัดเจนแล้วว่า ผมต้องเลือกข้าง คัดค้านการบังคับแต่งชุดนักศึกษาแน่นอน ทั้งนี้เท่าที่ทราบคือ กรณีดังกล่าวนี้มันเกิดจากการมีกระแส จากทางบางคณะ หรื อ อาจารย์ บ างท่ า น ที่ พ ยายามจะบั ง คั บ ให้ นักศึกษาแต่งชุดนักศึกษา

และแน่นอน ผมย่อมไม่เข้าใจลอว์จิคถ้าใครจะบอกว่า “ควร แต่งชุดนักศึกษา เพราะมันคือความภาคภูมิใจในเกียรติแห่งความเป็น นักศึกษาของสถาบันแห่งนี”้ เพราะคําถามที่ตามมาสําหรับผมคือ “แล้วถ้ากูจะบอกว่ากู ภูมิใจในความเป็นคนไทย กูจําเป็นต้องแต่งชุดไทยด้วยหรือเปล่า !? ” ผมคงไม่พูดเรื่องเสรีภาพแล้ว พูดไปเดี๋ยวก็โดนหาว่าเอาสิทธิ เสรีภาพมาอ้างอีก แต่ก็อยากให้ทําความเข้าใจกันอยู่ 2 เรือ่ ง เรื่องแรก เราควรต้องทําความเข้าใจกับรากของมหาวิทยาลัย แห่งนี้ ที่ท่านผู้ประศาสน์การได้ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นมหาวิทยาลัยเปิด คือ มหาวิทยาลัยที่ราษฎรทุกคนมีสิทธิเข้าเรียนได้ (เหมือนมหาวิทยาลัยย่าน หัวหมากน่ะแหละ) ฉะนั้นไม่ว่ายากดีมีจน เป็นลูกเจ้าพระยา หรือเป็นลูกชาวนา ต่างคนต่างก็แต่งตัวตามฐานะ ตามสไตล์มาเข้าเรียน (ต่างกับปัจจุบันที่ เป็ นมหาวิ ท ยาลั ยปิ ด และต้ อ งแข่ งกั นทํ า คะแนนสอบระดั บ ชาติ ให้ อ ยู่ ลําดับต้นๆ ถึงจะเลือกเข้ามาเรียนได้) และท่านผู้ประศาสน์การก็มีเจตนารมณ์ชัดเจนว่าเกียรติของการ เป็นนักศึกษาที่นี่ คือ “การรับใช้ประชาชน” ไม่ได้พูดเรื่องเครื่องแบบอะไร กันเลย นี่คือรากที่เหมือนจะไม่ค่อยมีใครทําความเข้าใจกันสักเท่าไหร่ เรื่องที่สอง ถ้ามองในมุมสังคมวิทยา มานุษยวิทยา เราควรต้อง เข้าใจว่า มนุษย์คนหนึ่ง มีสถานภาพในสังคมได้ร้อยแปดพันเก้า ตั้งแต่การ เป็นสมาชิกของรัฐชาติ ชนชาติ ศาสนา ความเชื่อ ความสนใจ ไปจนถึง การเป็นสมาชิกของครอบครัว และสําคัญสุดคือ สถานการณ์เป็น “ตัวของตัวเอง” ดังนั้นคง น่าจะเป็นการดีกว่า ถ้าหากว่ามหาวิทยาลัยจะทําให้ผู้เรียนสามารถพบกัน ได้ ครึ่ งทางระหว่า ง “การให้ เกี ย รติ สถาบั น” กับ “การให้เ กีย รติ แ ด่ identity ของตัวเอง” แต่เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ผมก็ยังมีเรื่องที่จะต้องมี “แต่….” ให้กับ คุณน้องอั๊มบ้างล่ะ เพราะมีสิ่งนังหนูอั๊มสอบตกอย่างแรงส์ในสายตาผม ทั้งๆที่ความรู้สึกไม่น่าจะต่างกันเลย

DemoCrazy .24.


เรื่องโปสเตอร์ ผมขอวิจ ารณ์ในมุมของการประชาสัมพัน ธ์ (Public Relation) ล้วนๆ มันคือการสื่อสารสังคมที่สอบตกอย่างแรง ไม่ พู ด เรื่ อ งการแคร์ ค วามรู้ สึ ก เพื่ อ นร่ ว มสถาบั น หรื อ ความ เหมาะสมใดๆ นะ แต่โปสเตอร์ชุดนี้ดูแล้วมันเป็นการสื่อสารที่หาเป้าไม่ เจอว่าจะสื่ออะไรกับสังคม (เจอแต่เป้าคุณน้องสั้นเสมอหูในภาพ) และเป็น การสื่อที่แรง แต่ไม่มีความคม ชัด ลึก เอาเสียเลย และสิ่งที่อั๊มได้ถ่ายทอด อธิบายกับสังคม ผ่านการตอบคําถาม บน facebook หรือใดๆ ก็ตามแต่ แม้ว่ามันจะมีเหตุผลมากๆ มีตรรกะ ทางวิชาการ มุมมองเชิงสังคมวิทยา มานุษยวิทยา และสะท้อนความเป็น Post Modernism ที่ต้องการฉีกกรอบ ตั้งคําถามกับความเป็นสังคม ทะลายกําแพงวาทกรรมเพื่อเสรีภาพแห่งการคิด วิพากษ์ แต่โดยรวมแล้ว นังหนูอั๊มสอบตกอย่างสุดๆ กับการพยายาม แหกคอก โดยไม่ทําความรู้จักคอกให้ดีเสียก่อน...

นังหนูอั๊มยังเหมือนคนที่ไม่เคยทําความเข้าใจเหตุผลว่าทําไม สัง คมจึง เป็ นแบบที่ เป็ นอยู่ ณ ปัจ จุ บัน นั งหนูอั๊ มจะแอนตี้ ทุก สิ่ง ที่เ ป็ น ความคิดเชิงอํานาจแนวดิ่ง (ความไม่เสมอภาค) ต่อต้านทุกสิ่งที่เป็นการ อนุรักษ์นิยมเต่าล้านปี โดยที่ นังหนูอั๊มยังไม่พยายามเข้าใจเลยว่า ทําไมความคิด ความ เชื่อ ค่านิยมที่ตรงกันข้าม มันถึงดํารงอยู่ได้ และมีคนที่ยอมรับตั้งแต่ระดับ คนที่อยู่ส่วนบน จนถึงส่วนล่างของความสัมพันธ์แนวดิ่ง นั ง หนู อั๊ ม ยื น กระต่ า ยขาเดี ย วเรื่ อ งเสรี ภ าพที่ จ ะไม่ แ ต่ ง ชุ ด นักศึกษา โดยยังไม่พยายามทําความเข้าใจกับความคิดของฝ่ายที่สนับสนุน การแต่งชุดนักศึกษา ไม่มองถึงข้อดีของมันที่ก็มีอยู่เหมือนกัน และไม่มองกลับไปหา ผลเสียของการที่นักศึกษาจะไม่มีเครื่องแบบบ้างเช่นกัน สรุปแล้ว ศึกดราม่าชุดนักศึกษาครั้งนี้ อาจเป็นภาพสะท้อนได้ดี ของสังคมไทยปัจจุบัน ที่แต่ละคน แต่ละฝ่ายต่างก็อยู่ในโลกของความเห็น เรามีชุดความเห็นอยู่มากมาย แต่สิ่งที่ขาดคือ “ความรู้” ที่จะเข้าใจในราก ของความเห็น ว่าวิธีคิด ลอว์จิคต่างๆ มันมีที่มา ที่ไปอย่างไร ทําไมมันถึง เกิด ทําไมมันถึงมี ทําไมมันถึงดํารงอยู่ได้ พูดไปแล้วก็นึกถึงประโยคทองจากหนังดังเรื่องหนึ่ง ที่ผมไม่ได้ ไปดูหรอก แต่มีคนมาบอกแล้วผมชอบ เขาบอกว่า “ก่อนคิดจะแหก คอก ก็ควรรู้จักคอกให้ดีเสียก่อน” !!! สุ ด ท้ า ยวั น นี้ ต่ า งคนต่ า งก็ ต้ อ งใช้ ชี วิ ต ดิ้ น รนกั น บนแดน สนธยาแห่งความคิดเห็นที่ชื่อ “ประเทศไทย” กันต่อไป 

ทัศนะ

ทางที่เลือก โดย... เจเค เมื่อเด็กผู้หญิงอายุสิบหกคนหนึ่งบ่นอยากไปโรงเรียน ... เธอป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวขั้นวิกฤต อาจเสียชีวิตได้ ทุกนาที หลังจากเธอได้ยาเคมีบําบัดจนผมร่วง กินข้าวไม่ได้มาเป็น เดือน เธอก็ยังคงยิ้มแย้มให้กับทุกคน จนวันหนึ่งการรักษาเดินมา จนถึงจุดพลิกผัน โรคที่เธอเป็นรุนแรงขึ้น แพทย์ยื่นข้อเสนอให้กับเธอและครอบครัวระหว่างไปต่อ กับการให้ยาเคมีบําบัดเพื่อรอความหวังการปลูกถ่ายไขกระดูกซึ่งก็ไม่ สามารถคาดเดาได้ว่าจะมีวันนั้นหรือไม่ หรือหยุดทุกอย่าง กลับบ้าน และรอคอยวันที่เธอจะต้องจากโลกนี้ไป หลังจากการพูดคุย เด็กสาวสงบนิ่งและยอมรับกับความ เป็นจริงที่ต้องเจอ จนเมื่อคุณหมอถามเธอว่า ถ้าเลือกได้ เธอจะเลือก ทางไหน เธอคิ ด และตอบกลั บ มาว่ า “หนู แ ล้ ว แต่ คุ ณ พ่ อ คุ ณ แม่ ตัดสินใจค่ะ แต่จริง ๆ แล้วหนูอยากกลับบ้าน อยากกลับไปโรงเรียน ค่ะ แค่วันเดียวก็ยังดี” เมื่อหมอได้คุยกับญาติจึงได้เล่าถึงความต้องการสุดท้าย ของคนไข้ให้คุณพ่อคุณแม่รับรู้ หลังจากฟังเรื่องราวและทางเลือก ทั้งหมด คุณพ่อน้ําตาคลอเบ้าและตอบกลับมาด้วยเสียงสั่นเครือว่า ถ้าอย่างนั้นเขาขอเลือกที่จะไม่ทิ้งความหวังไปและเชื่อว่าลูกสาวจะยัง มีโอกาสหายขาดจากโรค ขอให้แพทย์ทําการรักษาต่อ แม้ว่านั่นจะหมายถึงการละเลยต่อความต้องการที่อาจจะ เป็นครั้งสุดท้ายของลูกสาวก็ตาม เมื่อทุกฝ่ายตัดสินใจตรงกัน การ รักษาจึงดําเนินต่อ แม้ว่าผลที่ออกมาจะจบแบบที่ทําลายความหวัง ทุกฝ่าย หลังได้รับยาเคมีครั้งสุดท้าย เมื่อภูมิต้านทานลดต่ําลง มีการ ติดเชื้อแทรกซ้อนในกระแสเลือด เด็ ก คนนี้ จ ากไปโดยที่ ไ ม่ ไ ด้ ทํ า ตามความต้ อ งการความ สุดท้ายของตัวเอง นั่นคือการได้ใช้ชีวิตเหมือนปกติแม้เพียงหนึ่งวัน นอกจากการสูญเสียครั้งนี้จะนํามาซึ่งความเศร้าอย่างสุดซึ้ง แล้ว คุณพ่อ ในฐานะผู้ตัดสินใจให้แพทย์ดําเนินการรักษาต่อ สิ่งที่ หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยคือความรู้สึกผิดต่อการตัดสินใจครั้งนั้นที่เหมือน เร่งเวลาการตายของบุคคลอันเป็นที่รักให้เร็วขึ้น และไม่สามารถอภัย ให้กับตนเองได้แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมากว่าห้าปีแล้วก็ตาม ชีวิตของเราทุกคนมีเรื่องที่ต้องตัดสินใจเกิดขึ้นทุกวัน ไม่ว่า จะสํ า คั ญ ขนาดตั ด สิ น ความเป็ น ความตายหรื อ อาจเป็ น แค่ เ รื่ อ ง เล็กน้อย ในช่วงขณะนั้นเราคงเลือกทางที่ดีที่สุด แต่หากในท้ายที่สุดสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุดในขณะนั้นมันกลับ ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสําหรับวันนี้ หากทําได้ เราทุกคนคงอยากกลับไป แก้ไขการตัดสินใจครั้งก่อน เพื่อให้ได้ผลที่เป็นไปตามต้องการในวันนี้ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง เราไม่สามารถกําหนดทุกอย่าง ที่เกิดขึ้นให้เป็นไปตามความต้องการของเราได้ ก่อนการตัดสินใจในทุกครั้ง หากเราคิดและไตร่ตรองเป็น อย่างดีแล้ว สิ่งเดียวที่เราทําได้คือเตรียมใจยอมรับผลที่จะเกิดขึ้นด้วย ความเข้าใจ เพราะยังมีปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้และคาดไม่ถึงเข้ามา เกี่ยวข้อง หากผลที่ออกมาไม่เป็นไปตามที่หวัง ประโยชน์อะไรที่เรา จะโทษตัวเองและจมอยู่กับความรู้สึกผิด อย่าลืมว่าไม่ว่าจะร้ายหรือดีก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นทําให้เรา เป็ น เราในวั น นี้ ขอให้ เ รี ย นรู้ ที่ จ ะเก็ บ มั น มาเป็ น ประสบการณ์ สํ า หรั บ วั น นี้ แ ละก้ า วเดิ น ต่ อ ไปด้ ว ยความเชื่ อ ที่ ว่ า ทุ ก อย่ า งที่ เกิดขึ้นย่อมมีเหตุผลของวันข้างหน้าเสมอ 

DemoCrazy .25.


มองมุมหมอ

ชเนษฎ์ ศรีสโุ ข • www.bloggla.com

นิทานรําลึกการตอสูของพอ (ภาคแรก) อุทิศเนื่องในโอกาสเดือนตุลาคม เดือนที่ปัญญาชนชาวไทย รําลึกถึงความเสียสละเพื่อประเทศชาติ ครั้นสมัยนักศึกษาเดือนตุลา มาจนถึง “7 ตุลา ต้องไม่สูญเปล่า” ของพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย อนึ่ ง เป็ น เดื อ นที่ ทํ า ให้ เ รารํ า ลึ ก ถึ ง เสด็ จ พ่ อ ฯ ร.5 ผู้ ท รง สร้างความเจริญนานัปการ และยังเป็นเดือนเกิดของคุณพ่อแท้ๆของ ผมเองด้ ว ย เป็ น การดี ที่ จะแต่ งนิ ท านเล่ า กล่า วขอบคุ ณ คุณ พ่ อ ถึ ง ความเสียสละที่มีตลอดมา ส่วนนิทานสําหรับคุณแม่ รอไปก่อนละกันนะครับ (เรื่องนี้เป็นนิทาน เป็นเรื่องแต่ง ไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลจริงใดใด) อาจารย์หมอหลายคน เป็นตัวอย่างการดํารงชีวิตที่ดีให้กับ ผม โดยเฉพาะคุณพ่อและคุณแม่ของผมเอง... คุณพ่อ เป็นแรงบันดาลใจและเบื้องหลังความสําเร็จของทุก คนในครอบครั ว พ่ อ โตมาจากชนชั้ น รากหญ้ า จากปู ม หลั ง ที่ ติ ด ลบ ครอบครั ว แตกแยก ลู ก กํ า พร้ า ที่ ไ ม่ มี ใ ครดู แ ล วั ย เด็ ก ความเป็ น อยู่ แร้นแค้น เคยกลิ้งตกจากบ้านไม้ของย่าในสลัมสมัยก่อน จนมีคนสงสาร ขอเอาไปเลี้ยง

พ่อโตในบ้านของเตี่ยบุญธรรมโดยทําตนเป็นคนรับใช้ ดูแลทํา ความสะอาดบ้าน กระนั้น พ่ออุตสาหะ คอยเตือนตนเองให้หมั่นเพียร เสมอ พ่อบอกเสมอว่าความขี้เกียจคือศัตรูตัวฉกาจ พ่อสามารถบากบั่น จนสอบเข้าเรียนเตรียมอุดมฯได้ สอบเข้าแพทย์ศิริราชฯได้ เรียนจบไป ทํางานใช้ทุน และเรียนต่อเป็นศัลยแพทย์ (หมอผ่าตัด) แม้ ว่ า พ่ อ จะมี ต้ น ทุ น ชี วิ ต น้ อ ยและทางเลื อ กที่ ไ ม่ ม ากนั ก กระนั้นพ่อยังมุ่งมั่นกระทําตามอุดมการณ์ของหมอสมัยก่อน ที่มักแข่ง กันอุทิศตนไปอยู่ในพื้นที่กันดาร ใครกันดารกว่า เท่ห์กว่า พ่อเปี่ยมด้วยความรับผิดชอบ พ่อเคยรับราชการจนเกษียณ และเคยเป็นหมอผ่าตัดคนเดียวในโรงพยาบาลจังหวัด พ่อสามารถอยู่ เวรดึ ก ผ่ า ตั ด ทั้ ง คื น ติ ด ต่ อ กั น ทุ ก คื น เป็ น เดื อ นๆ และตอนเช้ า ก็ ปฏิบัติงานตรวจผู้ป่วยต่อได้ ดุจเครื่องจักร พ่อเป็นหมอผ่าตัดรุ่นเก่า ที่ไม่เกี่ยงงานหนัก ไม่เคยปฏิเสธ และทอดทิ้งคนไข้ พ่อบอกว่านี่คือจิตวิญญาณหมอศัลย์ พี่พยาบาลเล่า แซวอยู่บ่อยว่า ด้วยความที่พ่องานหนัก บางครั้งตอนเช้าหลังลงเวร พ่อ เดินไปราวน์(ตรวจ)คนไข้ที่นอนในแผนกต่างๆทั่วทั้งโรงพยาบาล ได้สั่ง ให้การรักษาเป็นอย่างดี และ กลับบ้านไปแอบงีบ พอพ่อตืน่ มาตกใจรีบวิ่งไปที่ตึก ไปราวน์อีก พยาบาลเลยบอก ว่าหมอมาไปแล้วค่า (คงเพราะว่าเหนื่อยจัด พ่อเลยลืม) ในสมัยเด็กๆ

DemoCrazy .26.


กลางดึก โทรศัพท์ที่บ้านมักดังบ่อย มีพยาบาลโทรตามพ่อไปดูแลคนไข้ นั่นเอง และพ่อไม่เคยดึงสายโทรศัพท์ แกล้งทําโทรศัพท์เสียแต่อย่างไร มัก ไปดูคนไข้ทันที พ่อยังมีความนอบน้อม จิตใจเปิดกว้าง รับฟัง และให้เกียรติผู้อื่น อยู่เสมอ เป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ลูกๆ เวลาพ่อเข้าร้านอาหารไม่ว่าจะมีระดับ แค่ไหน (ส่วนใหญ่เข้าร้านราคาไม่แพงเพื่อเป็นตัวอย่างให้ลูกเสมอ) พ่อจะ พูดคุยกับบริกรอย่างสุภาพมากๆ (จนผมติดนิสัย เวลาไปคุยกับคนล้างรถ บทสนทนาจะเหมือนคนล้างรถเป็นผู้บังคับบัญชาของเรา) พ่อชอบบอกบริกรว่า “ไม่เป็นไรครับ” ผงกหัว ยิ้มให้บริกร แล้ว บริการตัวเองทุกอย่าง คีบน้ําแข็ง เทน้ําดื่มเอง ตักข้าวเอง ตักกับเอง เป็น เช่นนี้ทุกครั้ง (แต่เวลาอยู่บ้านก็จะใช้งานแม่ ให้เตรียมอาหาร และทํางาน แทนบริกรบ้าง) ทุกวันนี้พ่อเปิดสถานพยาบาลเล็กๆ ในจังหวัดพิจิตร ประชาชน แวะเวียนมาหาอยู่เสมอ เพราะพ่อรักษาเก่ง รักษาได้ทั้งเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ใหญ่ คนชรา รักษาตั้งแต่โรคทั่วไป เบาหวานความดัน โรคผิวหนัง โรค ทางลําไส้ ผ่าตัด ผ่าคลอด ฯลฯ ไปจนถึงปัญหานกเขาไม่ขัน ประชาชนบางคนมาเพื่อมาเล่าเรื่อ งราวต่ างๆให้ พ่อฟั ง พ่อ ก็ มักจะพยักหน้า พูด อืมอืม ไม่ว่าเรื่องราวเหล่านั้นจะรับฟังซ้ํามากี่สิบรอบ ก็ตาม พ่อมักจะยิ้มแย้มเสมอ (หลายคนก็มาชวนคุยเกี่ยวกับเรื่องการเมือง พ่อเองในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เคยเขียนจดหมายส่งถึงคุณอภิสิทธิ์สมัย เป็นนายกฯ หลายฉบับ ตอนหลังรู้สึกปลงอนิจจังกับอภิสิทธิ์ ก็เลยเลิก เขียนไป) พ่อมีระเบียบวินัย ละเอียดละออ ตรงต่อเวลา ขยัน ตื่นตีห้าทุก วัน ทํางานเช้าจรดดึก การดํารงชีวิตอย่างมีสติทุกขั้นตอนของชีวิต พ่อ สอนว่า “การทํางานคือการปฏิบัติธรรม” บางครั้งผมเคยคิดว่าถ้าชาติที่ แล้วมีจริง คุณพ่อคงเป็นคนญี่ปุ่นที่บ้างาน และได้อุปนิสัยที่ดีเหล่านี้ ข้าม ภพข้ามชาติมา เป็นคนที่มีความสุขในการทํางานอย่างยิ่ง ด้วยความเป็นสุดยอดคุณพ่อ ท่านเป็นคนน่ารัก และมีคนรั ก มาก เพราะเป็นคนรักลูกน้อง ปกป้องผู้ร่วมงาน และทําเพื่อส่วนรวม ใน ชีวิตของท่านผ่านความเป็นความตาย การต่อสู้กับอํานาจอยุติธรรมใน ระบบราชการ มามาก เคยทะเลาะกับผู้อํานวยการโรงพยาบาลขี้ฉ้อ (ฉล) ที่เคยคอรัปชั่นเงินหลวงในโครงการก่อสร้างหลายร้อยล้านบาท พ่อปฏิเสธการกินตามน้ํา หลายครั้งเวลาผู้อํานวยการกินเสร็จ อิ่มอร่อย ได้ซื้อคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่แจกหมอระดับผู้บริหารทุกคน พ่อเป็น คนเดียวที่กล้าปฏิเสธ (ส่วนแม่กลับไปรับมา เพราะอยากได้ แล้วก็ใช้ไม่ เป็น สุดท้ายก็เลยส่งคืน) พ่อไม่สังคายนากับการประชุมเพื่อโกงเงินหลวง ทุกประการ ความแข็งข้อของพ่อทําให้ถูกสั่งทุบบ้านพักในโรงพยาบาลทิ้ง จนพวกผมและน้องๆต้องอพยพมาอยู่บ้า นพัก ข้างนอกโรงพยาบาลมา จนถึงทุกวันนี้ (และบริเวณที่ถูกทุบทิ้งก็ไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมาใหม่จนถึงทุก วันนี้ – เรียกได้ว่า ทุบเฉยๆ) เป็นเรื่องน่าภูมิใจว่าพ่อสู้เพื่อความถูกต้อง เสมอ (จนไม่มีบ้านอยู)่ ในภายหลัง ผู้อํานวยการขี้ฉ้อได้เกษียณไปและมีแต่คนเจริญพร สาปส่ง ผู้อํานวยการโรงพยาบาลรัฐในปัจจุบัน จบจากเชียงใหม่ เป็นอดีต คนเดือนตุลาฯ มีความกล้าหาญ ได้พยายามจัดการแก้ไขเรื่องผิดพลาดใน อดีต ให้ถูกต้องมากขึ้น พ่อยังเคยถูกลอบยิง... ระหว่างช่วงพ่อเป็นหัวหน้าแผนกฉุกเฉิน ควบกับหัวหน้าแผนกผ่าตัดไปด้วยนั้น มีภรรยาของสื่อมวลชนขาใหญ่คน หนึ่งในจังหวัด ป่วย (ถ้าจําไม่ผิดคือแมวข่วน แผลติดเชื้อ) มานอนห้อง พิเศษ สื่อมวลชนท้องถิ่น ท่า นนี้ ชอบเรื่ องมากกับ พยาบาล เบ่ ง อ้า ง นักการเมืองใหญ่ บุกเข้าเยี่ยมภรรยาในยามวิกาลหลายครั้ง ต่อว่าและ เรียกใช้พยาบาลขนาดหนัก เรียกร้องเยอะ ไม่ปฏิบัติตามกฏระเบียบทั่วไป ของโรงพยาบาล คุณพ่อในฐานะหัวหน้าแผนก ไม่ได้ทําแบบที่ข้าราชการรับใช้ นักการเมืองกระทํากัน และ ไม่ได้หาเสียงข้างมากโหวตเพื่อพยายามแก้ กฎระเบียบของโรงพยาบาลเพื่อใคร เมื่อพ่อทราบเรื่อง ท่านได้เข้าไปคุย กับสื่อมวลชนท่านนั้น ว่าการทําเช่นนั้นไม่ถูกระเบียบ ขอให้เลิกกระทําเสีย สื่อโกรธมากเอาพ่ อไปเขีย นด่าในหนั งสือ พิมพ์ ท้องถิ่น หลาย เดือน มีการประชุมสืบสวนเรื่องโดยกรรมการ เกิดดราม่า มีการด่าว่าสาด เสียเทเสียพ่อเป็นชั่วโมงๆ จบการประชุม กรรมการเข้าใจและเห็นใจพ่อ

เป็นส่วนใหญ่ การพิจารณาพ่อจึงไม่ผิด หลังจากนั้นไม่กี่เดือน ระหว่างที่พ่อปฏิบัติงานในแผนกฉุกเฉิน พยาบาลทํางานแข็งขันเป็นปกติ ได้มีห่าลูกกระสุน ยิงถล่มแผนกฉุกเฉิน โรงพยาบาล หลายสิบนัด เสียงดังลั่นไปทั่ว คนวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องใหญ่ในสมัยนั้น ตํารวจจากพิษณุโลก จาก กําแพงเพชร ต้องประชุมสืบสวนเครียด เพราะเป็นการยิงโดยมือปืนไม่ ทราบสังกัด ขณะที่ผู้อํานวยการโรงพยาบาลซึ่งเป็นผู้ชายในสมัยนั้น กลัว มาก สั่นงึกๆ และอยากให้พ่อย้ายไปอยู่จังหวัดอื่นสักพัก (แต่พ่อไม่ไป) แม่ (ปั จ จุ บั นเป็ น กรรมการแพทยสภาจากการเลื อ กตั้ ง และ โฆษกแพทยสภา แม่บ่นว่าทํางานเพื่อส่วนรวม แต่ยังถูกด่า เงินเดือนก็ ไม่ได้ จนเหมือนคนใกล้บ้า) คุณแม่สมัยนั้น เครียดมาก เพราะพ่อเขียน ตัวหนังสือใหญ่ไว้ที่กระดานในบ้าน ว่า “ถ้าผมมีอันเป็นไป ให้รู้ว่า บุคคล ต่อ ไปนี้ .... [มี รายชื่ อแนบท้ า ย 3-4 รายชื่ อ ] เป็ นผู้ ต้ องสงสัย ให้ บ อก ตํารวจด้วย” แม่กลัวจัด ตัวสั่นงันงก ตอนหลังมา เรื่องราวเหล่านี้จบไปได้ สืบเบื้องหลังจากปากคํา อดีตผู้อํานวยการในสมัยนั้น (คนละคนกับผู้อํานวยการขี้ฉ้อ) ประมวลได้ ว่า เพราะ พ่อไปติดต่อผู้มีบารมีในจังหวัด รวมทั้งผู้มีบารมีแถวพิษณุโลก ว่าถ้าพ่อเป็นอะไรไป ให้ตอบแทนอีกฝ่ายอย่างสมเกียรติและศักดิ์ศรีด้วย เรื่องเลยจบ พ่อยังเป็นคนมีความเมตตา กรุณา และ กตัญญู กตเวทิตา อย่าง สูง สมัยที่พ่อถูกรับเลี้ยงในสมัยเด็ก เวลาพ่อได้เงินจากเตี่ยบุญธรรม พ่อจะ เก็บเอาไปให้ย่า (คุณแม่ของตนเอง) เสมอ แม้ว่าย่าจะไม่ได้เลี้ยงพ่อก็ตาม ตลอดทั้งชีวิตพ่อ พ่อยังดูแลญาติพี่น้องและอุปถัมภ์ทุกคน ใคร ติดหนี้ ใครขาดแคลน พ่อช่วยหมด พ่อให้รถ และให้ที่ดิน แก่ญาติ โดยไม่ คิดเงินแม้แต่บาทเดียวก็มี ไม่นับยาและการรักษาที่ไม่คิดค่าตอบแทนใดใด กับหมู่มิตรสหาย และเมตตาธรรมของพ่ อ นั้ น ยั ง เผื่ อ แผ่ น อกจากญาติ ผู้ ป่ ว ย ประชาชนทั่วไป ไปจนถึงแม้กระทั่งคนคิดโกงพ่อ ล่าสุดไม่กี่ปีมานี้ พ่อเอารถไปซ่อมใหญ่ที่อู่ (เหตุจากที่ผมขับรถ ไปชนต้นไม้ รถพัง) พ่อถูกลูกชายอู่รถเรียกเงินซ้ําซ้อนหลายครั้ง เจ้าของอู่ มาสารภาพภายหลัง ว่าพ่อถูกโกงเงินไปห้าแสนบาท ส่วนลูกชายอู่รถตัวดี ก็หอบเงินหนีหายเข้ากลีบเมฆไป พ่อก็ถือว่าแผ่เมตตา ทําบุญให้เขาไป ส่วนแม่กับผมและน้องๆ ก็ได้แต่บ่นอุบ (ตอนหลังมาพ่อเลยบอกว่าถือว่า เขวี้ยงหัวสุนัขไปละกัน) อีกเรื่องหนึ่ง คือเมื่อไม่นานมานี้ มีปีที่รัฐบาลออกนโยบายเพื่อ กําจัดSME โดยขึ้นค่าแรง (พ่วงการขึ้นค่าครองชีพ อาหาร แก๊ส ไฟฟ้า น้ํามันไปด้วย) ทําให้พ่อเสียเงินค่าจ้างพนักงานหลายสิบคนเพิ่มอีกเป็น จํานวน สี่แสนกว่าบาทต่อเดือน อีกทั้งพ่อยังมีภาระหนี้สินธนาคารจาก การก่อสร้างสถานพยาบาลหลักสิบล้าน แต่พ่อไม่ปรับพนักงานออกเลยแม้แต่คนเดียว และแบกรับภาระ ขาดทุนไป พ่อบอกว่าคนเหล่านั้นเขาก็มีครอบครัว พ่อยั งสมถะ ทุ กวัน นี้ท่ านเป็น หมอวัย เกษี ยณที่ดูใ จดี แต่ งตั ว สุภาพ ใส่เสื้อผ้าดูมีอายุ รองเท้าเก่า นาฬิกา CASIO เรือนละ 400 บาท (และถ้าตามไปดูถึงห้องนอนจะพบว่า ท่านนอนบนเสื่อแค่ผืนเดียว กินง่าย อยู่ง่าย) จริงๆ ในบ้าน พวกเราจะเรียกพ่อว่า “Godfather” เป็นฉายาที่ ผมตั้งไว้ หมายถึงเจ้าพ่อ ไม่ใช่เพราะว่าพ่อเป็นผู้มีอิทธิพลผิดกฎหมายอะไร แต่เพราะ พ่อมีจิตใจดีงาม และมีแต่ให้แก่สังคมโดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน แม่บอก ว่าพ่อทําบุญได้ถูกต้อง อย่างน้อย ลูกๆทุกคนก็ได้ดีกันจนถึงทุกวันนี้ พ่อยังเป็นเบื้องหลังคอยค้ํายันพวกเรา (พ่อ คือ ตีนที่มองไม่เห็น นั่นเอง – พ่อบอก) 

DemoCrazy .27.


จาก 40 ป 14 ตุลา 16 ถึง 5 ป 7 ตุลา 51 ภารกิจประชาธิปไตยยังไมสิ้น

ธัญญา ชุนชฎาธาร เดือนตุลาคมของแต่ละปี จะมีวันสําคัญที่ประชาชนผู้รักความเป็นธรรม และรัก ประชาธิปไตย จะจัดงานรําลึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่ตนเองได้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์นั้นๆ ในด้านหนึ่งก็เพื่อแสดงความรําลึกคารวะผู้สูญเสียในเหตุการณ์นั้น และอีกด้านหนึ่งก็ เพื่อสรุปบทเรียนของเหตุการณ์ เพื่อก้าวเดินต่อไปในอนาคต ปีนี้ก็เช่นกัน แต่จะพิเศษออกไปคือ วาระครบรอบ 40 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เหตุการณ์โดยละเอียดผู้คนในสังคมรับรู้บ้างพอสมควร เมื่อกล่าวถึงรําลึก 40 ปี 14 ตุลา ก็ต้องพูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ซึ่งจะว่าไปแล้ว เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องตามมา เรียกว่าวันคู่ หรือวันแฝด ที่ผู้ผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 จะมี ส่วนร่วมในเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ด้วย มีคําสรุปสั้นๆ ถึงเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 ว่าวัน “มหาปีติ” และวันที่ 6 ตุลา 19 ว่าวัน “มหาวิปโยค” เพราะ 14 ตุลา 16 ขบวนการประชาธิปไตยของนักศึกษา ประชาชน เคลื่อนไหว ต่อสู้เอาชนะระบอบเผด็จการทหารได้ อีก 3 ปีต่อมาทหารก็กลับมาทวงอํานาจคืน ล้อมปราบและเข่นฆ่าอย่างโหดเหี้ยม เป็น ระบอบเผด็จการ จนนักศึกษาและประชาชนต้องเข้าป่าจับปืนต่อสู้กับรัฐบาล ผมผ่านเหตุการณ์ทั้งสองมา และไม่คาดคิดว่า จะต้องผ่านเหตุการณ์เดือนตุลาอีก ครั้ง ในวันที่ 7 ตุลา 2551

DemoCrazy .28.


จากการผ่านเหตุการณ์เดือนตุลาทั้ง 3 เหตุการณ์ ต่างกรรมต่างวาระ สิ่งที่สัมผัสเห็นก็ คือ จิตใจที่กล้าหาญต่อสู้ กล้าเสียสละ ไม่กลัวเจ็บไม่กลัวตายของประชาชน เป็นจิตใจที่สูงส่งและยิ่งใหญ่ เป็นจิตใจปฏิบัติที่มุ่งประโยชน์ผู้อื่น มุ่งประโยชน์ชาติ บ้านเมือง เป็นจิตใจอันบริสุทธิ์งดงาม และผู้ที่อุทิศตัว เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเหล่านี้ สมควรเป็น “วีรชน” สถิตในหัวใจ ประชาชน และอยู่ในหอเกียรติยศประวัติศาสตร์แห่งชาติไปตลอดกาล ประการต่อมา พิสูจน์สัจธรรมข้อหนึ่งว่า “ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นย่อมมีการต่อสู”้ ทุกสังคมเมื่อมีความอยุติธรรมเกิดขึ้น ผู้ปกครองกดขี่ข่มเหง เอารัดเอาเปรียบ สังคมนัน้ ผู้คนไม่ยอมถูกกดหัว การลุกขึ้นสู้มีตลอดมาในแต่ละก้าวของการพัฒนาสังคม การยอมจํานนจะมี บ้าง ก็เป็นเรื่องชั่วคราว ประชาชนไม่ยอมจํานนตลอดไป ประการสําคัญที่สุด “การต่อสู้ไม่สูญเปล่า เกิดสิ่งใหม่ตามมาไม่หยุดยั้ง ” ไม่ว่าใคร ประเมินอย่างไรแต่ 40 ปี 14 ตุลา เป็นพั ฒนาการอี กก้าวหนึ่งต่ อจากการเปลี่ย นแปลงการปกครอง ปี 2475 จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช สู่ระบอบประชาธิปไตย นับเป็นก้าวแรกและหมุดหมายที่ สําคัญ แต่เจตนารมณ์ 2475 ยังไม่บรรลุ อํานาจที่เปลี่ยนแปลงไปตกอยู่กับขุนนาง อํามาตย์ และเผด็จการทหารในเวลาต่อมา การเกิด 14 ตุลา 16 เป็นอีกก้าวและอีกหมุดหมาย ที่โค่นล้มอํานาจเผด็จการทหาร มา สู่ฝ่ายพลเรือนได้สําเร็จ จะเห็นได้ว่า แม้ทหารจะปฏิวัติรัฐประหาร ยึดอํานาจ แต่ก็ไม่สามารถครองอํานาจ ยาวนานต่อเนื่องเหมือนเดิมต่อไปได้ เข้ามาแล้วก็ออกไป ไม่ครองอํานาจรากงอกแบบอดีต ระบอบรัฐสภาเข้ามาแทนระบอบทหาร ทหารออกไป พลเรือนและประชาชนเข้ามา แทน แต่ก็ยังไม่เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เพราะพลเรื อนที่เข้ ามา กลับเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี นายทุน ใหญ่เข้ ามามี บทบาท อํานาจรัฐเดิม “เกิดจากปากกระบอกปืน (ทหาร)” อํานาจรัฐใหม่เกิดจาก “ปากกระบอกเงิน (ทุน)” เกิดการซื้อสิทธิ์ขายเสียง คอร์รัปชั่น โกงกินมโหฬาร และเลวร้ายเมื่อ “ทุนสมานย์ทักษิณ” ใช้เสียงของประชาชนบังหน้า ถ้าเป็นระบอบ เผด็จการทุนสามานย์ เต็มรูปแบบ และปริมณฑลสังคม 7 ตุ ลา 2551 จึง เกิ ด ขึ้น และอี กหมุ ดหมายอี กก้ าวของการพั ฒนาประชาธิ ปไตย เกิดขึ้นเพื่อหยุดยั้งประชาธิปไตยแบบทุนสามานย์ที่ดํารงอยู่ เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยของ ประชาชนอย่างแท้จริง

80 ปี 2475, 40 ปี 14 ตุลา 16, 37 ปี 6 ตุลา 19 และ 7 ตุลา 51 เป็นเหตุการณ์ สําคัญทางประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ เพื่อก้าวไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์และแท้จริง สายธารการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ส่งทอดกันต่อๆ มาเป็นระยะๆ วีรชนผู้กล้าในแต่ละ เหตุการณ์ ส่งมอบภารกิจให้คนรุ่นต่อๆ มา แม้จะหลั่งเลือดพลีชีพ แต่ละร่างและแต่ละเลือดเนื้อทับถมเป็นทาง ให้ประชาชนได้ ก้าวเดินไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ สู่ดินแดนอารยะแห่งความผาสุกสันติที่แท้จริง คารวะ “วีรชนประชาธิปไตย” ... เราจัดต่อสู้ และก้าวเดินต่ อไป เพื่อบรรลุ อุดมการณ์อันสูงส่ง ที่ท่านเสียสละล่วงหน้าไปแล้ว... 

DemoCrazy .28.

ธัญญา ชุนชฎาธาร

1 ใน 13 กบฏรัฐธรรมนูญ

จบชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนวัด สุทธิ-วราราม แล้วเข้าเรียนที่ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ในปี 2511 สําเร็จเป็นรัฐศาสตรบัณฑิต ภาควิชา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ปี 2518 ช่วงเป็นนักศึกษาทํากิจกรรม นักศึกษาหลายแขนง ตั้งแต่การเขียน หนังสือ การจัดทําหนังสือ การ สังเกตการณ์การเลือกตั้ง ออกค่ายอาสา พัฒนา ไปจนถึงทํากิจกรรมกลุ่มอิสระ ร่วมเคลื่อนไหวประท้วงรัฐบาลในกรณี ต่างๆ จนกระทั่งรวมกลุ่มก่อตั้งกลุม่ เรียกร้องรัฐธรรมนูญ และถูกจับเป็น 1 ใน 13 ในข้อหากบฏภายใน ราชอาณาจักร หรือ “กบฏรัฐธรรมนูญ” อันเป็นเหตุการณ์สําคัญที่นํามาสู่การ เคลื่อนไหว 14 ตุลา 16 ภายหลัง 14 ตุลา 16 ได้ร่วมก่อตั้ง กลุ่มประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (ปช.ปช.) และพรรคสังคมนิยมแห่ง ประเทศไทย จนกระทั่งเกิดกรณีสงั หาร โหด 6 ตุลาคม 2519 จึงได้เข้าป่าร่วมกับ ขบวนนักศึกษาประชาชนเพื่อทําสงคราม ประชาชนกับรัฐบาลเผด็จการ เมื่อกลับคืนเมือง ได้ทําหนังสือใน นาม “สํานักพิมพ์เพื่อนชีวิต” และเป็น อาสาสมัครรณรงค์เลือกตั้งให้พรรค การเมือง และทํางานเป็นคณะทํางาน ของพลเอกหาญ ลีนานนท์ และ คณะทํางานของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัน ตามลําดับ ส่วนกิจกรรมทาง สังคมเป็นกรรมการกองทุนศรีบูรพา และ กรรมการมูลนิธิ รพีพรฯ ปัจจุบันประกอบอาชีพอิสระ ชีวิต ครอบครัวสมรสกับ นางมาลีรัตน์ แก้วก่า อดีต ส.ว.สกลนคร และอดีตแกน นําพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่น 2 มีบุตรชาย 1 คนคือ นายแสงธรรม ชุนชฎาธาร พิธีกรรายการโทรทัศน์ และ บรรณาธิการวารสารเดโมเครซี่ มีผลงานเขียนรวมเล่มชื่อ “ชีวิตเขา เป็นโมฆะ” รวมความเรียงและเรือ่ งสั้น ก่อนยุค 14 ตุลา 16 ตีพิมพ์โดย ฝ่าย เอกสารและสิ่งพิมพ์ ศูนย์กลางนิสติ นักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ในปี 2517 


Backoffice กิตตินันท์ นาคทอง • Twitter @Kittinunn

3 ปที่บานพระอาทิตย 21 มิถุนายน 2553 ... ย้อนกลั บไปเมื่อ 3 ปี ก่อ นถื อเป็ นวั นที่ ผมกลายมาเป็ นมนุษ ย์ เงินเดือนที่บ้านพระอาทิตย์อย่างเต็มตัว อันที่จริงผมเริ่มงานที่นี่วันแรกเมือ่ 17 มิถุนายน 2553 เพราะ คุณวริษฐ์ ลิ้มทองกุล ผู้อํานวยการเว็บไซต์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ เรียกผมเข้ามาช่วยงาน ก่อนที่ฝ่ายบุคคลจะเรียก ให้ ไ ปเซ็ น สั ญ ญาประมาณ 4 วั น หลั ง ได้ รั บ ผลการตรวจสุ ข ภาพจาก โรงพยาบาล และแจ้งว่าสุขภาพปกติ แรกๆ ก็ เ ข้า มาดูแ ลโซเชี ย ลมี เ ดี ยขององค์ ก ร (เฉพาะเซ็ ก ชั่ น การเมือง) เป็นหลัก โดยไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับข่าวรูทีน ออกภาคสนามก็ นานๆ ครั้ง ช่วงนั้นก็รู้สึกหวั่นไหวอยู่บ้าง เพราะเหมือนตัวเองไม่ค่อยมี บทบาทอะไร คิดแต่เพียงว่าเหมือนตัวเองถูกบอนไซเพราะงานที่ทําแทบ ไม่ได้ใช้ความคิดตัวเองเลย มองนักข่าวอีกค่ายหนึ่งที่เค้าแอคทีฟตัวเอง ออกสื่อก็นึกน้อยใจบ้าง ต่อมานักข่าวภาคสนามที่ออฟฟิศขาด เพราะคนหนึ่งเกิดประสบ อุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติหน้าที่ จึงได้รับมอบหมายให้ออกไปทําข่าวข้าง นอก โดยประจําที่ชุมนุมพันธมิตรฯ เมื่อปี 2554 แม้จะรู้สึกว่าตัวเองมี บทบาทขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยอมรับว่าร่างกายปรับตัวไม่ทัน ผลก็คือทําไปได้ไม่ นานนักเกิดอาการไข้ขึ้น เพราะทํางานกลางแดด ต้องนอนซมอยู่กับบ้าน อีก 3-4 วัน อีกงานหนึ่งที่ผมได้รั บมอบหมายก็คือ ในช่วงวิกฤตอุทกภัย ปี 2554 ได้รับมอบหมายจาก คุณนิรันดร์ เยาวภาว์ เว็บมาสเตอร์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์ ให้ไปช่วยงานเป็นผู้สื่อข่าว กองบรรณาธิการร่วมสู้วิกฤต น้ํา ท่ว ม ของชมรมผู้ผ ลิต ข่า วออนไลน์ (ปั จจุ บัน เป็ นสมาคมผู้ ผลิ ตข่ า ว ออนไลน์) แม้การทํางานจะดูติดขัดเพราะต้องทํางานอยู่กับบ้านแต่ก็ผ่าน ตรงนี้มาได้ เวลาผ่านไปเกือบ 2 ปี รีไรท์เตอร์การเมืองท่านหนึ่งต้องย้ายสาย งานไปรับผิดชอบอีกโต๊ะหนึ่ง ผมจึงเข้ามาทําหน้าที่รีไรท์เตอร์ข่าวเพิ่ม ขึ้นมาอีกตําแหน่งหนึ่ง โดยรับผิดชอบงานช่วงเที่ยงถึงสองทุ่ม แม้ตอนนั้น ตัวเองจะมีความรู้สึกว่าเริ่มมีบทบาทขึ้นมาอย่างที่ใจต้องการ แต่พบว่าข่าว การเมืองที่เข้ามาในแต่ละวันทําให้ผมเกิดความรู้สึกเบื่อกันไปข้าง กระทั่ง กลายเป็นความเคยชิน โดยธรรมชาติวันที่มีข่าวการเมืองหนาแน่นที่สุดคือวันอังคาร เพราะจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และการประชุม ส.ส. ของ พรรคการเมืองสองพรรคใหญ่เป็นประจํา ในทางกลับกัน วันอาทิตย์มักไม่ ค่อยมีประเด็นข่าวทางการเมือง ถือเป็นโอกาสทองของฝ่ายการเมืองจะให้

ข่าวเพื่อเปิดประเด็นแย่งชิงพื้นที่ข่าว กระทั่งเกิดข่าวปิงปองที่น่าเบื่อหน่าย ถึงทุกวันนี้ พูดถึงออฟฟิศผมแล้ว อาจมีบางคนที่รู้สึกแอนตี้องค์กรอยู่บ้าง โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ว่า “สื่อเลือกข้าง” แต่สําหรับผมกลับมองว่าหาก ได้มาสัมผัสกับบรรยากาศทางการเมืองโดยตรง ผมยืนยันได้ว่าสําหรับที่นี่ ข่าวต้องเป็นข่าว แม้จะถูกมองว่าเลือกข้าง แต่สิ่งที่เรานําเสนอนั้นผ่านการ กลั่นกรอง ตรวจสอบ และพิสูจน์มาแล้วในระดับหนึ่ง ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งกล่าวในที่อบรมนักข่าวใหม่ว่า “ข่าวที่ดีไม่ จําเป็นต้องให้คนอ่านชอบ แต่ต้องให้คนอ่านเชื่อ” แม้การทํางานที่นี่จะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองค่อยๆ มีบทบาทขึ้นมาบ้าง แต่เมื่อมองย้อนไปดูศักยภาพของตัวเองจะพบว่า บางสิ่งบางอย่างเหมือน มาไกลแต่ไปไม่ถึงไหน ซึ่งมีอยู่สองอย่าง คือ ภาษาอังกฤษ กับความกลัว และอายเวลาที่จะต้องคุยหรือสอบถามแหล่งข่าว ซึ่งอาจเป็นเพราะนิสัย พูด ตะกุ ก ตะกั ก เรี ยบเรี ยงไม่ถู ก แต่ ที่ ผ่า นมาเวลาได้รั บ มอบหมายให้ สัมภาษณ์แหล่งข่าวก็พยายามทําภารกิจให้ลุล่วง แต่ถึงกระนั้น ที่นี่ให้โอกาสทําในสิ่งที่อยากทํา โดยเฉพาะงาน ข่าว รวมทั้งค่าตอบแทนที่ผมได้รับซึ่งมากกว่าตอนทําฟรีแลนซ์ นอกจาก ส่วนใหญ่จะนําไปเลี้ยงดูทางบ้านแล้ว ส่วนหนึ่งก็เป็นค่าเทอมส่งตัวเอง เรียนปริญญาตรีที่รามคําแหงด้วย รวมทั้งอีกส่วนหนึ่งยังให้รางวัลกับชีวิต เช่น ไปเยี่ยมญาติต่างจังหวัด ซึ่งหากไม่มีหน้าที่การงานมั่นคง ผมคงไม่ได้ เจอญาติที่หายหน้าไปนาน 8-9 ปีเลยก็ได้ สิ่งที่ผมคิดอยู่ตลอดเวลาก็คือ ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน บางครั้งก็ห่วงอนาคตตัวเอง ในยามที่งานข่าวมีการแข่งขันกันสูง และมี เด็กจบใหม่เข้ามาทํางานด้านนี้อีกมาก ซึ่งอาจจะเก่งกว่าผมก็ได้ ผมไม่รู้ว่า จะอยู่ออฟฟิศนี้ไปอีกนานแค่ไหน แต่ก็ต้องขอบคุณพระเจ้าที่บันดาลให้ผม ได้เข้ามาทํางานข่าว ขอบคุณผู้ใหญ่ของที่นี่ พี่ๆ และเพื่อนร่วมงานที่ให้ โอกาสตลอดมา วันนี้คงเป็นอีกวันหนึ่งที่ผมยังคงเข้าออฟฟิศมาทํางานตามปกติ แต่ก็เป็นวันครบรอบอีกวันหนึ่งที่ผมลืมไม่ได้ เพราะอย่างน้อยเวลาเขียน ใบลาป่วยหรือลากิจส่งให้ฝ่ายบุคคล ก็ต้องระบุวันที่เริ่มเข้าทํางานแล้ว (ฮา) แต่สิ่งหนึ่งที่คนที่ผมรักคนหนึ่งซึ่งอาจจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วบอกกับ ผมไว้ ก็ คือ เวลามี สิ่ ง ดี ๆ ที่ เ ข้ ามาในชี วิต อย่ า งไร ก็ ใ ห้ซึ ม ซั บ และจดจํ า เฉพาะช่วงเวลาดีๆ เหล่านั้นให้มากๆ ก่อนที่เราจะมาคิดเสียดายในวันที่ไม่มีโอกาสได้เห็นช่วงเวลา ดีๆ หวนกลับคืนมาอีก... 

DemoCrazy .30.


DemoCrazy • Volume 28  

DemoCrazy Magazine Volime28 October 2013 นิตยสาร DemoCrazy ฉบับที่ 28 เดือนตุลาคม 2556 สำหรับฉบับอ่านในไอโฟน ไอแพด แทบเล็ตพีซี และสมาร์ทโฟนร...

DemoCrazy • Volume 28  

DemoCrazy Magazine Volime28 October 2013 นิตยสาร DemoCrazy ฉบับที่ 28 เดือนตุลาคม 2556 สำหรับฉบับอ่านในไอโฟน ไอแพด แทบเล็ตพีซี และสมาร์ทโฟนร...

Advertisement