Page 1


    



ธนาคารกรุงเทพ สาขาถนนวิภาวดีรังสิต บัญชีสะสมทรัพย์ เลขที่บัญชี 196-0-71142-0 ชื่อบัญชี สํานักพิมพ์เพื่อนชีวิต

EDITORIAL .

  

บก.บอกกล่ า วฉบั บ นี้ อ าจจะแปลกไปจากที่ ผ่ า นมา เนื่ อ งจากช่ ว งที่ กํ า ลั ง ปิ ด ต้นฉบับอยู่นั้น พี่อาร์ต-แสงธรรม บรรณาธิการของเราอยู่ในระหว่างติดภารกิจที่ภาคเหนือ จึงขออนุญาตเว้นวรรคกับคุณผูอ้ ่านหนึ่งฉบับ แต่ถึงกระนั้นพี่อาร์ตได้ฝากบทความที่ชื่อว่า “อุดมการณ์ของคนรุ่นพ่อ ขายได้ราคาดีไหม” หวังว่าคุณผู้อ่านคงจะได้หายคิดถึงกันบ้าง เดโมเครซี่ของเราล้มลุกคลุกคลานมาถึงฉบับที่ 26 ผ่านร้อนผ่านหนาวมาถึงขวบที่ 4 แล้ว แม้วารสารของเราจะขลุกขลักไปบ้าง แต่ตราบใดที่ยังมีคุณผู้อ่านที่ยังรักและคิดถึงเรา ก็ ทําให้พวกเรามีกําลังใจที่จะทําวารสารเล่มเล็กๆ เล่มนี้ต่อไป และคาดหวังว่าสักวันเดโมเครซี่ ของเราจะเติบโตกว่านี้ แม้เส้นทางน้ําหมึกและแท่นพิมพ์จะดูหนักหนาสาหัสไปบ้างก็ตาม ปัจ จุบั นนอกจากเดโมเครซี่จ ะจัด พิม พ์เ ป็ นรู ปเล่ม แล้ว เรายั งได้อั พโหลดขึ้น บน อินเตอร์เน็ตเป็นประจํา สามารถหาอ่านฉบับย้อนหลังได้ที่ http://issuu.com/demo-crazy หากใช้ไอแพด แท็บเล็ต ก็ดาวน์โหลดได้ที่ http://www.ebooks.in.th/demo-crazy หรือจะ ติดตามข่าวสารผ่านทางเฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/democrazymagazine ขอ เชิญกด Like เพื่ออัพเดทความเคลื่อนไหวหรือพูดคุยกับพวกเราได้ตลอดเวลาครับ สําหรับฉบับนี้ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศการปรองดองที่ไม่ปรองดองเอาเสียเลย เรา จึงพาดปกด้วยคําว่า “ปรองดองหาพ่อเธอหรือ” ซึ่งนํามาจากเพลง “ร้องไห้หาพ่อเธอหรือ” ของ เท่ง เถิดเทิง อันโด่งดัง แต่เนื้อหาสาระในฉบับยังเข้มข้น หนักแน่น และแข็งแรง (เหมือน ป้าม้า-อรนภาเคยชมชมน้องฮั่น บนเวทีเดอะสตาร์ยังไงยังงั้น) ตั้งแต่น้องดรีม-กฤติน ที่ใช้ทักษะทางกฎหมายมาวิเคราะห์ ตั้งคําถาม และชําแหละ ร่าง พ.ร.บ.ปรองดองของบิ๊กบังเป็นฉากๆ หรือจะเป็นเจ้าต้อง-วรภัทรที่เขียนถึงเรื่อง พ.ร.บ. ปรองดองในมุมมองนักเคลื่อนไหว นอกจากนี้ยังมีเนื้อหาสาระอีกมากมายที่จะเปิดสมองคุณ ผู้อ่าน และเปิดกว้างทางความคิด ให้เราได้รู้ว่าโลกนี้ไม่ได้มีแค่โลกสวยเพียงอย่างเดียว พูดถึง พ.ร.บ.ปรองดองฉบับบิ๊กบัง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด แต่การแก้ไขสิ่งผิดของบิ๊กบังนั้นผิดวิธีไปมาก และสุ่มเสี่ยงต่อความวุ่นวายในบ้านเมืองที่จะ กลับมาอีกครั้ง แต่ถึงกระนั้นเมื่ออดีตนายทหาร ที่หลังเกษียณกลายสภาพเป็นนักการเมือง ฝึกหัด เมื่อเล่นบทปรองดองเรียกความเห็นใจจากสังคมแบบนี้ ก็ต้องมีคําถามตามมาว่า แล้ว การยึดอํานาจ การตั้ง คตส.เช็คบิลคุณทักษิณ การเพิ่มโทษคดียุบพรรค ที่ผ่านมามันคืออะไร? โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าเป็นการโยนหินถามทาง ซึ่งเรื่องการสร้างความปรองดอง แบบ ฉบับเอาทักษิณกลับบ้านนั้น มีหมากเกมส์อยู่ 2 อย่าง คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้าง มาตรา 309 ที่เป็นยันต์กันคุณทักษิณอาละวาด หากนักการเมืองสารพัดสัตว์แก้ไขได้สําเร็จ พ.ร.บ.ปรองดองก็จะตามมาที่หลัง คุณทักษิณก็จะได้กลับบ้านไปกอบโกยแผ่นดินแบบเท่ๆ อย่างไรก็ตาม ของแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทํา ตราบใดที่เราเห็นประชาชนที่รักชาติ บ้านเมืองออกมาเคลื่อนไหว เพียงแต่หากเป็นการต่อสู้เที่ยวนี้ก็คงจะลําบากมากกว่าเดิม อัน เนื่องมาจากเราผ่านจุดอิ่มตัวในช่วงวิกฤตการเมืองมาแล้ว เมื่อสังคมอ่อนล้าจากการชุมนุมทาง การเมือง และใจพวกเราเองก็มองว่าสู้ไปก็ได้นักการเมืองหน้าเดิม เป็นใครก็ท้อล่ะครับ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม จิตวิญญาณที่ปลูกฝังเราให้ยึดมั่นความถูกต้อง มากกว่า ยึดติดตัวบุคคล ผมเชื่อว่านักการเมืองสารพัดสัตว์คงหน้าด้านไม่ได้ตลอดไปหรอกครับ

กิตตินันท์ นาคทอง

ผู้ช่วยบรรณาธิการหัวฟู ปฏิบัติการแทนบรรณาธิการบินเดี่ยว

DemoCrazy สถาปนา เมษายน 2551 http://democrazymag.wordpress.com/

บรรณาธิการ แสงธรรม ชุนชฎาธาร • ผู้ช่วยบรรณาธิการ กิตตินันท์ นาคทอง กองบรรณาธิการ ยุรชัฎ ชาติสุทธิชัย, วรภัทร วีรพัฒนคุปต์, กฤติน ดิ่งแก้ว, ชเนษฎ์ ศรีสุโข โครงการนิตยสาร DemoCrazy 90/43 หมู่บ้านอยู่เจริญ ซอยทรงสะอาด ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 • สนับสนุนวารสาร โทร. 08-1813-7877 • โทรศัพท์ 02-277-6413 • โทรสาร 02-691-4609 • อีเมล democrazy@live.com

• วารสารเดโมเครซี่ (DemoCrazy) โดย โครงการนิตยสารเดโมเครซี่ อนุญาตให้ใช้ได้ตามสัญญาอนุญาตของครีเอ ทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ต้นฉบับ. • เพื่อสนับสนุนนโยบายฟอนท์แห่งชาติของภาครัฐ เนื้อหาในส่วนของข้อความจะใช้แบบอักษร TH Sarabun PSK ของสํานักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (สอซช.) หรือ SIPA

DemoCrazy .2.


.



...

  ..     

 อํานาจอันหอมหวานของการเมืองย่อมเปลี่ยนนิสัยมนุษย์ได้ เฉกเช่ น อดี ต นายทหารที่ ก้ า วเข้ า สู่ ผู้ บั ญ ชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พล.อ.สนธิ บุ ญ ยรั ต กลิ น ผู้ ซึ่ ง เคยมี บ ทบาทเป็ น ถึ ง หั ว หน้ า คณะ รัฐประหาร ยึดอํานาจจากอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อ 19 ก.ย. 2549 มาวันนี้เมื่อสวมบทบาทเป็น ส.ส.พรรคมาตุภู มิ และนั่งหัวโต๊ะประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการ สร้ า งความปรองดองแห่ ง ชาติ สภาผู้ แ ทนราษฎร จุ ด ยื น ของเขาก็ เปลี่ยนไปแบบชนิดที่ว่าเป็นคนละคน ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมีนาคม 2555 หลังจากผ่านพ้นรัฐบาลยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตรได้ไม่นาน พล.อ.สนธิได้เสนอรายงานของ กมธ.ปรองดอง ต่อที่ประชุมร่วมของรัฐสภา กระทั่งมีมติ 346 ต่อ 17 เสียงให้พิจารณา รายงานของ กมธ.ปรองดองฯ ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากฝั่งของพรรค ประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภา เรียกร้องให้ทบทวน รายงานฉบับดังกล่าว เพราะเชื่อว่าจะเป็นชนวนความขัดแย้งและเห็นว่า รวบรั ด แนวทางสร้ า งความปรองดอง ซึ่ ง ไม่ เ กิ ด ความยั่ ง ยื น พร้ อ มตั้ ง ข้อสังเกตต่อข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าว่า ไม่ครอบคลุม โดยเฉพาะ ประเด็นการนิรโทษกรรม ซึ่งเกรงอาจก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรม กระทั่งวันที่ 24 พฤษภาคม 2555 ส.ส.จํานวน 35 คน นําโดย พล.อ.สนธิ ก็ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.การปรองดองแห่งชาติ พ.ศ.... เข้าสู่ของ สภาผู้แทนราษฎรในวาระเรื่องด่วนที่ 27 วันที่ 30-31 พฤษภาคม 2555 นี้ อย่างเงียบๆ เมื่อเรื่องนี้ถูกเปิดเผยขึ้นก็สร้างความตื่นตะลึงไปทั้งสังคม เพราะเป็ น การตั ด สิ น ใจผลั ก ดั น กฎหมายแบบสายฟ้ า แลบ รวมทั้ ง มี กระบวนการอําพรางเสมือนเป็นการช่วย “นักโทษชายทักษิณ” ที่หนีคดี อยู่ในต่างประเทศ ให้กลับมาเมืองไทยอย่างเท่ๆ ตามที่ได้ประกาศเอาไว้ แน่ น อนว่ า ผลจากการผ่ า นร่ า ง พ.ร.บ.ปรองดองผ่ า น กระบวนการพิ จ ารณาอนุ ม ติ ข องรั ฐ สภาและกระบวนการลงพระ ปรมาภิไธยประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษามีผลใช้บังคับ ก็ย่อมมีผลทํา ให้ “นักโทษชายทักษิณ” ได้ประโยชน์ 3 ต่อ • ไม่ต้องติดคุก จากการที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารง ตําแหน่งนักการเมือง ตัดสินเมื่อ 21 ตุลาคม 2551 ให้จําคุก 2 ปี ในคดี การจัดซื้อที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก อันเนื่องมาจากการการกระทําขัดกัน ระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ตาม พ.ร.บ.ประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ มาตรา 100 ซึ่ง หลัง จากวั นนั้ นอดี ตนายกฯ ทัก ษิณ กลายสภาพเป็น นัก โทษชายหนีคุ ก ไม่ได้เหยียบแผ่นดินไทยจนถึงทุกวันนี้ • ได้เงินที่ถู กยึดคืน จากการที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ ดํ า รงตํ า แหน่ ง ทางการเมื อ ง ตั ด สิ น เมื่ อ 26 กุ ม ภาพั น ธ์ 2553 ให้ ยึ ด ทรัพย์สินของนักโทษชายทักษิณ 46,373,687,454.74 ล้านบาท ที่ได้จาก เงิ นค่ า ขายหุ้ น และเงิ นปั น ผลซึ่ง เป็น ทรัพ ย์สิ น ที่ไ ด้ม าโดยไม่ สมควรสื บ

เนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ตกเป็นของแผ่นดิน โดยศาลระบุชัดเจนว่า นักโทษชายทักษิณใช้อํานาจหน้าที่ระหว่างดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี เอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทชินคอร์ป เอไอเอส และชินแซทฯ โดยตรง • ไม่มีคดีคดีความใดติดตัวอยู่อีก จากเดิมที่นักโทษชายทักษิณ ยังมีคดีค้างอยู่ในกระบวนการยุติธรรมเป็นจํานวนมาก ส่วนใหญ่เกิดขึ้น จากความไม่ชอบมาพากลในการปฏิบัติหน้าที่ อาทิ คดีทุจริตโครงการออก สลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว หรือคดีหวยบนดิน คดีธนาคาร เพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ปล่อยเงินกู้ ให้กับรัฐบาลพม่า คดีทุจริตออกกฎหมายแก้ไขค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือ - ดาวเทียม เป็นภาษีสรรพสามิต เอื้อประโยชน์ธุรกิจบริษัทชินคอร์ป ฯลฯ ไม่นับรวมการที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหมายจับในคดีก่อ การร้าย ในเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 ซึ่งคดีอยู่ในชั้นอัยการ นอกจากนี้ เป้าหมายที่แท้จริงของการออก พ.ร.บ.ปรองดอง ก็ คือบรรดานักการเมื องลายคราม โดยเฉพาะสมาชิกบ้า นเลขที่ 109 ที่ ประกอบด้วย พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิป ไตย ที่ ศ าลฎี ก าแผนกคดี เ ลื อ กตั้ ง ตั ด สิ น ยุ บ พรรค และตั ด สิ ท ธิ์ กรรมการบริหารพรรค 5 ปี เมื่อ 2 ธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ร่าง พ.ร.บ.ปรองดองฉบับนี้ นอกจาก พล.อ.สนธิแล้ว ยังมี 34 ส.ส.ที่ส่วน ใหญ่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล คือ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังชล พรรคมาตุภูมิ และพรรคมหาชน จึงมีข้อครหาว่า ที่ใช้ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลเพราะนายบรรหาร ศิลปะอาชา ได้ประโยชน์เต็มๆ ที่สําคัญ การเสนอร่าง พ.ร.บ.ปรองดองครั้งนี้ ยังมีกระบวนการ นําสถาบันแอบอ้างเพื่อสร้างความปรองดอง เพราะมี ส.ส.พรรคเพื่อไทย ลงชื่อแค่คนเดียว คือ พ.ต.อาณันย์ วัชโรทัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งเป็นที่ ทราบกันดีว่ามีศักดิ์เป็นหลานนายแก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการสํานั ก พระราชวัง และที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยได้นําชื่อ พ.ต.อาณันย์เป็นปาร์ตี้ ลิสต์อันดับต้นๆ ก็ถูกมองว่าเพื่อลบข้อครหาในเรื่องความไม่จงรักภักดี ซึ่ง เกิดขึ้นกับแกนนําพรรคหลายคน ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ที่มีการสร้างภาพ ความจงรักภักดีเพื่อแอบแฝงการออกกฎหมายเพื่อปล่อยผีนักการเมือง ไม่ ต่างอะไรกับการวีดีโอลิงก์ครั้งสุดท้ายของนักโทษชายทักษิณ บนเวทีกลุ่ม คนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา ประกาศว่า วันนี้ถ้า เลิกทิฐิ หันหน้าเข้าหากัน รักษาสถาบันไว้ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ คือศูนย์รวมดวงใจคนไทยทั้งชาติ มั่นใจว่าบ้านเมืองจะไปได้ดี ประเทศ ต้องเข้าสู่การปรองดอง เพื่อที่จะให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ หรือจะเป็นท่าทีของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทูลเกล้าฯ ถวายที่ดินแปลงนาเนื้อที่ 7 ไร่ในทุ่งมะขามหย่อง จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ ทรงเกี่ยวข้าวเมื่อวั นที่ 14 พฤษภาคม 2539 ซึ่ง พบว่าได้ใ ห้นายอําพน กิตติอําพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซื้อที่ดินจากตระกูลเตชะศิริวรรณใน ราคา 20 ล้านบาท ทั้งๆ ที่สํานักพระราชวังกําลังหาเจ้าของเพื่อซื้อที่ดิน

DemoCrazy .3.


.

  ...  - ! "#$%$& 109

 

เหตุผลในการทํารัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยคณะปฏิรูป การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข 1. มีการทุจริตคอร์รัปชั่นกันอย่างมโหฬาร 2. เกิดความแตกแยกขึ้นในหมู่ประชาชน 3. มีการแทรกแซงองค์กรอิสระ และ 4. เกิดการล่วงละเมิดสถาบัน ผืนดังกล่าวอยู่แล้ว หรือแม้กระทั่งการที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์เข้ารดน้ําอวยพร พลเอกเปรม ติ ณ สู ล านนท์ ประธานองคมนตรี แ ละรั ฐ บุ รุษ และเชิ ญ ร่ ว มงานแสดงดนตรี แ สงสี เ สี ย งในงานเลี้ ย งเดิ น หน้ า ประเทศไทย ซึ่ ง เปรี ย บเสมื อ นเป็ น การเข้ า หาอํ า มาตย์ เ พื่ อ ให้ เ กิ ด ความราบรื่ น ก่ อ น ดําเนินการพาทักษิณกลับบ้านโดยใช้แผนปรองดองนําหน้า ลักลั่นย้อนแย้งกันไปใหญ่ ที่ พล.อ.สนธิ ยืนวันว่าการยึดอํานาจ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั่นถูกต้องชอบธรรมแล้ว แต่ในทางกลับกัน หลั ก การและเหตุ ผ ลที่ เ ขี ย นขึ้ น มากลั บ ระบุ ว่ า “กระบวนการต่ า งๆ ที่ เกิ ด ขึ้น ตามประกาศหรื อคํ า สั่ง ของคณะปฏิ รูป การปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือคําสั่งของหัวหน้า หรือคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขที่มิได้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติและขัดต่อ หลักนิติธรรม อันเป็นการผดุงรักษาไว้ซึ่งระบบนิติธรรมและกระบวนการ ยุติธรรมของประเทศที่สากลให้การยอมรับ รวมทั้งการคืนสิทธิทางการ เมืองให้กับกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่มิได้มีส่วนรู้เห็นกับการกระทํา ความผิดอันเป็นเหตุให้มีการยุบพรรคการเมืองนั้น เพื่อให้โอกาสแก่ทุก ฝ่ายได้เข้ามาใช้ความรู้ความสามารถของตนร่วมกันแก้ไขปัญหาและนําพา ประเทศให้ ก้ า วข้ า มความขั ด แย้ ง ครั้ ง นี้ ไ ปสู่ สั น ติ ภ าพและความมั่ น คง สืบไป” เท่ากับว่าเป็นการทําลายกระบวนการยุติธรรมที่ศาลฎีกาพิพากษา ถึงที่สุดแล้ว ทั้งคดียุบพรรค คดีที่ดินรัชดา และคดียึดทรัพย์ ยิ่งเท่ากับว่า นอกจาก พล.อ.สนธิ กําลังทําลายประชาธิปไตย แล้ว สิ่งสําคัญที่สุดเขากําลังทําลายความเป็นคนของตัวเอง พล.อ.สนธิคงจะจําได้ดีว่า ก่อนหน้าจะลงมือทํารัฐประหารก็อ้าง การทุจริตคดโกงของอดีตผู้นําประเทศ เป็นเหตุให้มีการยึดอํานาจ และ แต่งตั้ง “คณะกรรมการตรวจสอบการกระทําที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อรัฐ หรือ คตส.” ขึ้นมาตรวจสอบการกระทําในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร กระทั่งนําไปสู่การดําเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม แต่มาวันนี้ คดี ความต่างๆ ที่ คตส. ทุ่มเททํางานหามรุ่งหามค่ํา กลับกลายเป็นสิ่งไร้ค่าไร้ ความหมายด้ ว ยข้ อ อ้ า ง “เพื่ อ ความปรองดอง” และยั ง ทํ า ลายไปถึ ง กระบวนการยุติธรรมในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีคําพิพากษาที่ระบุหลักฐานจน นําไปสู่การดําเนินคดี ทั้งจําคุกและยึดทรัพย์ได้อย่างเด่นชัด ท่าทีที่สอดรับประสานกันขนาดนี้ ก็คงจะบอกได้ไม่ยากว่า การ ออก พ.ร.บ.ปรองดองครั้ ง นี้ พล.อ.สนธิ เ สนอกฎหมายเพื่ อ รั บ ใช้ ใ คร กระทั่งสังคมได้ตั้งคําถามถึงจุดยืนของอดีตนายทหารระดับบิ๊กผู้นี้ว่า ตกลง จะเอายังไงกันแน่ ถึงได้ยอมละทิ้งสิ่งที่เคยเดินหน้าในอดีต มาวันนี้กําลังจะ ถูกลบล้างด้วยข้ออ้างเพื่อความปรองดอง จากน้ํามือของนายทหารที่ผันตัว ใส่สูทเข้าไปอยู่ในวังวนนักการเมือง เขียนด้วยมือ ลบด้วยฝ่าเท้า คําๆ นี้คงเปรียบเทียบกับความ เป็นคนของ พล.อ.สนธิเวลานี้ได้อย่างเต็มปากเต็มคํา

มาตรา ๓ ให้บรรดาการกระทําใด ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุ มุม ทางการเมื อง หรือ การแสดงออกทางการเมื องตั้ง แต่ วัน ที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ จนถึงวนที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ หาก มีการกระทําใดที่เป็นความผิดตามกฎมาย ให้การกระทํานั้นไม่เป็น ความผิ ด ต่ อ ไป และให้ ผู้ ก ระทํ า การนั้ น พ้ น จากการเป็ น ผู้ ก ระทํ า ความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง การกระทําตามวรรคหนึ่งให้หมายความถึงการกระทําของ บุคคล ดังต่อไปนี้ (๑) การกระทําทั้งหลายของบุคคลที่เกิดจากการชุมนุมทาง การเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการฝ่าฝืน กฎหมายที่ห้ามการชุมนุม กรกล่าววาจาหรือโฆษณาด้วยวิธีใดเพื่อ เรียกร้อง หรือให้มีการต่อต้านรัฐ การต่อสู้ขัดขืนการดําเนินการของ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือการประท้วงด้วยวิธีใด ๆ อันเป็นการกระทบต่อ ร่างกายหรือทรัพย์สินของบุคคลอื่นซึ่งเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการ ชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมือง (๒) การกระทําทั้งหลายของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลใด ๆ อันเกี่ยวเนื่องกับการป้องกัน ระงับหรือปราบปราม ในเหตุการณ์ การชุมนุมทางการเมือง การแสงออกทางการเมือง หรือการกระทําใด ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทําดังกล่าว มาตรา ๔ เมื่ อ พระราชบั ญ ญั ติ นี้ มี ผ ลใช้ บั ง คั บ แล้ ว ถ้ า ผู้กระทําการตามมาตรา ๓ อยู่ในระหว่างการอบสวนให้ผู้มีอํานาจอบ สวนระงับการสอบสวนผู้นั้น ถ้าอยู่ในระหว่างการฟ้องร้องให้พนักงาน อัยการหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องระงับการฟ้องหรือให้ถอนฟ้อง ถ้าผู้นั้น อยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีให้ศาลมีคําสั่งจําหน่ายคดี ถ้าได้มีคํา พิ พ ากษาถึ ง ที่ สุ ด แล้ ว ให้ ถื อ ว่ า ผู้ นั้ น ไม่ เ คยต้ อ งคํ า พิ พ ากษาว่ า ได้ กระทําความผิด ถ้าผู้นั้นรับโทษอยู่ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงและ ปล่อยตัวผู้นั้น มาตรา ๕ ให้ ถื อ ว่ า บุ ค คลที่ ไ ด้ รั บ ผลระทบจากการ ดําเนินการหรือการปฏิบัติทั้งหลายขององค์กรหรือคณะบุคคลที่ได้รับ การแต่ งตั้งโดยประกาศหรือคํา สั่งของคณะปฏิรูปการปกครองใน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้ เป็นไปตามประกาศหรือคําสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือคําสั่งของ หั ว หน้ า คณะปฏิ รู ป การปกครองในระบอบประชาธิ ป ไตย อั น มี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งได้ยึดอํานาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ หรือการดําเนินการหรือการ ปฏิบัติทั้งหลายขององค์กร หรือหน่วยงานอื่นใดอันเป็นผลสืบเนื่อง จากการดําเนินการหรือการปฏิบัติขององค์กรหรือของคณะบุคคล ดังกล่าว มิได้เป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือเป็นผู้กระทําความผิด โดยให้นํา ความในมาตรา ๔ มาใช้ บั ง คั บ โดยอนุ โ ลม และให้ อ งค์ ก รหรื อ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติต่อบุคคลที่ได้รับผลกระทบนั้นให้เป็นไป ตามหลักนิติธรรมต่อไป มาตรา ๖ เพื่อให้ บุคคลได้มีส่วนรวมในการแก้ไขปัญหา และการพัฒนาประเทศซึ่งเป็นการสร้างความปรองดองในสังคม ให้ การเพิ กถอนสิ ทธิเ ลือ กตั้ง ของบุ คคลผู้เ ป็นกรรมการบริหารพรรค การเมืองเพราะเหตุมีคําวินิจฉัยให้ยุบพรรคการเมืองเป็นอันสิ้นสุดลง และให้ถือว่าบุคคลผู้นั้นไม่เป็นผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนับแต่วันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา ๗ การดําเนินการใด ๆ ตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ เป็นการตัดสิทธิของบุคคลซึ่งมิใช่องค์กรหรือหน่วยงานของรัฐที่จะ เรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งจากการกระทําของบุคคลใดซึ่งพ้นจาก ความรั บ ผิ ด ตามพระราชบั ญ ญั ติ นี้ แ ละทํ า ให้ ต นต้ อ งได้ รั บ ความ เสียหาย 

DemoCrazy .4.


 กฤติน ดิ่งแก้ว • Twitter @gryffindreamt

...    ? “การทํากฎหมายจะเรียกว่าเป็นศิลปะอย่าง หนึ่งก็ได้ เพราการทํากฎหมายให้ดีไม่ใช่ของง่าย มี ผู้เข้าใจไปว่าการทํากฎหมายนั้นผู้ออกกฎหมายจะ บัญญัติสิ่งใด ๆ ก็ได้สุดแล้วแต่ว่าจะต้องการ ความ เข้าใจเช่นนี้เป็นความเข้าใจที่แคบเกินไป เพราะ เหตุว่าการทํากฎหมายนัน้ ผู้ทําไม่อาจวาง บทบัญญัติต่าง ๆ ได้ตามอําเภอใจ จะต้องปฏิบัติ ตามหลักเกณฑ์หลายประการเพื่อให้กฎหมายนั้น เหมาะสม เป็นธรรมแก่สังคม และเป็นประโยชน์แก่ การปกครองประเทศ” ศ.ดร.เสริม วินิจฉัยกุล

ทันทีที่มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดอง แห่งชาติ พ.ศ. ... นําโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตนกลิน ส.ส.พรรคมาตุภูมิ หลายฝ่ายต่างให้ความสนใจเนื้อหาของร่างกฎหมายฉบับนี้ ว่าจะมีการ ให้ประโยชน์ให้โทษฝ่ายใดบ้างหรือไม่อย่างไร แต่ ห ากว่ า กั น ในแง่ มุ ม ของกฎหมาย ร่ า งกฎหมายฉบั บ นี้ มี ประเด็นที่ต้องพิจารณาในเรื่องของการร่างกฎหมายให้มีความแน่นอน ชัดเจน รัดกุม และใช้ได้จริงตามความประสงค์ของผู้ร่างกฎหมายด้วย ต่อไปนี้จะเป็นการตั้งคําถามแบบสั้น ๆ ถึงร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยตั้งสมมติฐานไว้ว่า หากร่างกฎหมายนี้ผ่านความเห็นชอบ จากรั ฐสภาไปแบบไม่มี การแก้ไขใด ๆ เลย การนํ าไปบังคั บใช้ หรื อ แม้แต่การตีความกฎหมาย จะเกิดคําถามอะไรขึ้นบ้าง

ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ...

สาระสําคัญ และข้อสังเกต

มาตรา ๓ ให้บรรดาการกระทําใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุม ทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมืองตั้งแต่วันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ จนถึงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ หาก มีการกระทําใดเป็นความผิดตามกฎหมาย ให้การกระทํานั้นไม่เป็น ความผิดต่อไป และให้ผู้กระทําการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทํา ความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง การกระทําตามวรรคหนึ่งให้หมายความถึงการกระทําของ บุคคลดังต่อไปนี้ (๑) การกระทําทั้งหลายของบุคคลที่เกิดจากการชุมนุมทาง การเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการฝ่าฝืน กฎหมายที่ห้ามการชุมนุม การกล่าววาจาหรือโฆษณาด้วยวิธีใดเพื่อ เรียกร้องหรือให้มีการต่อต้านรัฐ การต่อสู้ขัดขืนการดําเนินการของ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือการประท้วงด้วยวิธีใดๆอันเป็นการกระทบต่อ ร่างกายหรือทรัพย์สินของบุคคลอืน่ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการ ชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมือง (๒) การกระทําทั้งหลายของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลใดๆ อันเกี่ยวเนื่องกับการป้องกันระงับหรือปราบปรามในเหตุการณ์ชุมนุม ทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือการกระทําใดที่ เกี่ยวเนื่องกับการกระทําดังกล่าว

- อะไรคือบ้างคือ “การแสดงออกทางการเมืองที่เป็นความผิดตาม กฎหมาย” กรณีนี้ อ.กิตติศักดิ์ ปรกติ ตั้งคําถามว่า จะรวมการ แสดงออกที่มีความผิดตามมาตรา ๑๑๒ หรือไม่ ? - วันที่ ๑๕ ก.ย. ๔๘ – ๑๐ พ.ค. ๕๔ มีฐานคิดจากเหตุการณ์ใด และ เหตุใดระยะเวลาสิ้นสุดจึงเป็นวันที่ ๑๐ พ.ค. ๕๔ มีเหตุการณ์อื่นใดที่ ต้องมีการนิรโทษกรรมหลังจากการสลายการชุมนุมหรือไม่ ? - มาตรานี้รวมทั้งบุคคลทั่วไป และเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย

มาตรา ๔ เมื่อ พ.ร.บ. นี้มีผลใช้บังคับแล้ว ถ้าผู้กระทําการ ตามมาตรา ๓ อยู่ในระหว่างการสอบสวนให้ผู้มีอํานาจสอบสวนระงับ การสอบสวนผู้นั้น ถ้าอยู่ในระหว่างการฟ้องร้องให้พนักงานอัยการหรือ องค์กรที่เกี่ยวข้องระงับการฟ้องหรือให้ถอนฟ้อง ถ้าผู้นั้นอยู่ในระหว่าง การพิจารณาคดีให้ศาลมีคําสัง่ จําหน่ายคดี ถ้าได้มีคําพิพากษาถึงที่สดุ แล้ว ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคําพิพากษาว่าได้กระทําความผิด ถ้าผูน้ ั้น รับโทษอยู่ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงและปล่อยตัวผู้นั้น

- มาตรานี้อธิบายกระบวนการนิรโทษกรรม ทั้งในชั้นสอบสวน การสัง่ ฟ้อง การพิจารณาคดี และขณะรับโทษ แต่ไม่รวมถึงกรณีที่ยังไม่มีการ ฟ้อง ซึ่งหากมีการร้องทุกข์กล่าวโทษในภายหลัง ก็อาจมีปัญหาว่า พนักงานสอบสวนมีอํานาจสอบสวนหรือไม่ ตนเองมีอํานาจตีความ หรือไม่ว่ากรณีนั้นจะอยู่ในข่ายของ พ.ร.บ.ฉบับนี้

- ฝ่ายที่เห็นว่า พ.ร.บ.ฉบับนีไ้ ม่รวมการกระทําผิดตาม ม.๑๑๒ กฎหมายอาญา ก็อาจตีความข้อความส่วนนี้เพื่อให้เห็นว่ากรณี ม.๑๑๒ นั้นไม่เข้าข่ายที่จะนิรโทษกรรมนั่นเอง - อะไรคือความแตกต่างระหว่าง “การชุมนุม” “กาประท้วง” และ “การแสดงออกทางการเมือง” - ใครจะเป็นผู้วินิจฉัยตีความ ว่าการกระทําใดเป็นการกระทําที่ เกี่ยวข้องกับการชุมนุม / แสดงออกทางการเมือง หรือจะถือว่าแต่ละ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีอํานาจตีความได้เอง ?

DemoCrazy .5.


ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ...

สาระสําคัญ และข้อสังเกต

มาตรา ๕ ให้ถือว่าบุคคลทีไ่ ด้รับผลระทบจากการดําเนินการ หรือการปฏิบัติทั้งหลายขององค์กรหรือคณะบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้ง โดยประกาศหรือคําสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (คปค.) หรือคําสั่ง ของหัวหน้า คปค. ซึ่งได้ยึดอํานาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ หรือการดําเนินการหรือการปฏิบตั ิทั้งหลายของ องค์กร หรือหน่วยงานอื่นใดอันเป็นผลสืบเนื่องจากการดําเนินการหรือ การปฏิบัติขององค์กรหรือของคณะบุคคลดังกล่าว มิได้เป็นผู้ถูก กล่าวหาหรือเป็นผู้กระทําความผิด โดยให้นําความในมาตรา 4 มาใช้ บังคับโดยอนุโลม และให้องค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติต่อ บุคคลที่ได้รับผลกระทบนั้นให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมต่อไป

- แม้จะสังเกตกันว่ามาตรานี้เป็นการล้างผลทางกฎหมาย ของการใช้ อํานาจโดย คปค. เช่นลบล้างผลการทําคดีของ คตส. และอาจเลยไปถึง คําพิพากษาของศาลด้วย (หากดูมาตรา ๔ ประกอบกัน) และอาจรวม ไปถึงการกระทําขององค์กรต่าง ๆ ที่แต่งตั้งโดย คปค.ซึ่งหลายองค์กรยัง ทําหน้าที่จนถึงปัจจุบันด้วย

มาตรา ๖ เพื่อให้บุคคลได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและ การพัฒนาประเทศซึ่งเป็นการสร้างความปรองดองในสังคม ให้การเพิก ถอนสิทธิการเลือกตั้งของบุคคลผู้เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง เพราะเหตุมีคําวินิจฉัยให้ยุบพรรคการเมืองเป็นอันสิน้ สุดลง และให้ ถือว่าบุคคลผู้นั้นไม่เป็นผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นับแต่วันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

- มีข้อสังเกตว่าหมายรวมถึงกรรมการบริหารพรรคการเมือง “ทุก พรรค” ที่ศาลมีคําวินิจฉัยให้ยุบพรรคลงใช่หรือไม่ รวมถึงพรรคที่ถูกยุบ และตัดสิทธิเพราะเหตุอื่นด้วยหรือไม่ อนึ่ง มาตรา ๖ เป็นมาตรา เฉพาะที่ไม่ต้องไปพิจารณาร่วมกับมาตรา ๓ ในส่วนของวันเดือนปี

- มีการกระทําใดบ้างที่เกิดจากการใช้อํานาจของ คปค. หรือหัวหน้า คปค. กรณีนี้จะรวมไปถึงงานทั่วไปในราชการหรือไม่ เช่นการแต่งตัง้ โยกย้ายผู้บริหารระดับสูงเป็นต้น - การระบุว่าให้ปฏิบัติตามหลักนิตธิ รรม มีความหมายครอบคลุม กว้างขวางเพียงใด จะเกิดการปฏิบัติในส่วนนี้จริงหรือไม่

มาตรา ๗ การดําเนินการใดๆ ตามพระราชบัญญัตินี้ไม่เป็น การตัดสิทธิของบุคคลซึ่งมิใช่องค์กรหรือหน่วยงานของรัฐที่จะเรียกร้อง ค่าเสียหายทางแพ่งจากการกระทําของบุคคลใดซึ่งพ้นจากความรับผิด ตามพระราชบัญญัตินี้และทําให้ตนต้องได้รับความเสียหาย จะเห็นว่าหากต้องบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ ก็อาจเกิดปัญหา หลายประการที่ต้องอาศัยการตีความ ซึ่งหากการตีความเกิดขึ้นอย่างไม่ เป็นเอกภาพ ผลเสียก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่นอกจากประเด็นที่ได้ ตั้งข้อสังเกตแล้ว ยังมีบางประเด็นที่สําคัญมากสําหรับรัฐที่หวังจะสร้าง ประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน คือการตั้งคําถามของ อ.กิตติศักดิ์ ปรกติ เกี่ยวกับการนิรโทษกรรมความผิดเกี่ยวกับชีวิตร่างกาย ซึ่งจะขอ ยกเอาบทความที่อาจารย์ได้เขียนในหนังสือรวมบทความอนุสรณ์แด่ ศ. โพโรจน์ ชัยนาม เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๘ มาให้ได้พิจารณากันครับ “...หลักเสรีภาพในชีวิตร่างกายทําให้รัฐมีหน้าที่งดเว้นไม่ล่วง ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคล และมีหน้าที่ได้รับความคุ้มครองบุคคล จากการละเมิ ด ไม่ ว่ า จะเป็ น การละเมิ ด โดยรั ฐ หรื โ ดยเอกชนก็ ต าม ดังนั้นการที่มีผู้คิดไปทํานองที่ว่า รัฐมีอํานาจนิรโทษกรรมความผิดต่อ ชีวิตร่า งกายของบุค คลจึงเป็นความเข้า ใจหลัก กฎหมายรัฐธรรมนู ญ คลาดเคลื่อนไปในข้อสําคัญ” “...พิจารณากันในแง่เหตุผลสามัญสํานึก ซึ่งเป็นหลักเดียวกัน

กับหลั กที่ก ฎหมายรั ฐธรรมนู ญรับ รองไว้ใ นเรื่ องที่ ว่าด้ วยเสรีภ าพใน ร่างกาย ก็จ ะได้ข้ อสรุปว่ าเนื้อ ตัว ร่า งกายของบุค คลใดย่อ มเป็น ของ บุคคลนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ตกอยู่ใต้อํานาจสิทธิ์ขาดของรัฐ ด้วยเหตุนี้ถ้ามีผู้ใด มาทํ าร้า ยชีวิ ตก็ดี เนื้ อตัว ร่างกายของบุคคลก็ดี ไม่ มีทางที่รั ฐซึ่ง ไม่ มี อํานาจสิทธิขาดเหนือชีวิตหรือร่างกายของบุคคล จะมีอํานาจยกเว้น โทษให้ ไ ด้ รั ฐ มี ห น้ า ที่ ต้ อ งให้ ค วามคุ้ ม ครองและติ ด ตามตั ว ผู้ ก ระทํ า ความผิดมาดําเนินคดี อย่างดี รัฐก็อาจมีทางที่จะบรรเทาผลร้ายที่จะ เกิดแก่ผู้กระทําความผิดได้โดยวิธีลดหย่อนหรือให้ “อภัยโทษ” เท่านั้น เพราะการลงโทษเป็นเรื่องที่อยู่ในอํานาจรัฐ แต่การจะให้ไม่มีโทษเลย นั้นย่อมเป็นไม่ได้...” การเขียนกฎหมายให้ชัดเจนพอที่จะตีความได้นั้น ถือเป็น เรื่องสําคัญมากในทางปฏิบัติ หากไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ก็จะกลายเป็น ร่ า งพระราชบั ญ ญั ติ ฉ บั บ นี้ ที่ จ นป่ า นนี้ ก็ ยั ง ตอบไม่ ไ ด้ ว่ า ความ พยายามในการปรองดองโดยใช้กฎหมายออกแบบด่วน ๆ นั้น ทําไป เพื่อประโยชน์ของผู้ใดกันแน่ 

DemoCrazy .6.


 วรภัทร วีรพัฒนคุปต์ • http://www.facebook.com/vorapatv

 ...

  ? น่าจะเรียกว่า Thailand Only จริงๆ ไม่ใช่ประเทศไทย คง ไม่มีใครมีปัญญาคิดอะไรแบบนี้กันได้ กับเรื่องการ “ปรองดอง” ที่คงมี แต่ ป ระเทศนี้ แ หละที่ ต้ อ งเขี ย นกฎหมายออกมาบั ง คั บ ใช้ ใ ห้ ค นใน ประเทศปรองดองกัน ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาตินี้ก็กําลังจะถูก บรรจุเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรแล้วในวันที่ 30 พ.ค.ที่จะถึงนี้ คาดว่าคง เอาไปดองค้างไว้ก่อน รอให้ตั้ง ส.ส.ร. แก้รัฐธรรมนูญเสร็จแล้วก็มาผ่าน ร่างกฎหมายปรองดองต่อ เพื่อให้ไม่ติดขัดกับข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญ 2550 ที่มันต้องบังคับเป็นกฎหมาย ก็เพราะว่ามันเป็นหนทางเดียวที่ จะปลดล็อคความผิดทางกฎหมายที่นักการเมืองและแกนนําขบวนการ ทางการเมืองได้ก่อกันไว้อย่างแนบเนียนที่สุด เพราะจะให้ใช้วิธีอื่นเช่น ทํา การปฏิวัติรัฐบาลตัวเองแล้วฉีกรัฐธรรมนูญเหมือนยุคเผด็จการถนอม – ประภาส – ณรงค์ หรือให้เผด็จการเบ็ดเสร็จแบบดื้อๆ หน้าด้านๆ อย่าง พม่าในยุคมืด มาทํากันตอนนี้ประชาชนในประเทศก็คงไม่ยอมรับ นานา อารยะประเทศก็คงไม่ปลื้ม เลยต้องใช้วิธีการตีมึนแบบนี้แหละ คนเสนอ พ.ร.บ.ก็มึนแท้ 19 ก.ย. 2549 พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ส.ส.และหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ทํา อะไรไว้ในวันนั้น วันนี้ก็จําตัวเองไม่ได้ มึนถึงขนาดกล้าดันกฎหมายที่ล้ม ล้างทุกอย่างที่ตัวเองทําไว้ เมื่อ 10 พ.ค. ที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรบรรยายใน โครงการอบรมเปลี่ยนแปลงความขัดแย้ง ซึ่ง รศ.ดร.โคทม อารียา ได้จัด ขึ้นในนามของสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล โดยผมบรรยายคู่กับพี่ ศิโรฒม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการจากกลุ่มสันติ ประชาธรรม เป็นการบรรยายวิเคราะห์รายงานของคณะกรรมการอิสระ ตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดอง (คอป.) กับรายงานวิจัย ของสถาบันพระปกเกล้า(ที่มี ร.ศ.วุฒิสาร ตันไชย เป็นหัวหน้าโครงการ) รวมทั้งมีรายงานของดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ เพิ่มเข้ามาในเวทีวันนั้น รายละเอียดต่างๆ ผมกับพี่ศิโรฒม์ก็อาจเห็นต่างกันบ้าง ตรงกัน บ้างตามประสา (แต่ส่วนมากก็เห็นต่างกัน) แต่มีเรื่องหนึ่งที่ผมชูขึ้นมาใน เวที นั่ น คื อ เนื้ อ หาตอนหนึ่ ง ในรายงานฉบั บ ที่ 2 ของ คอป. ที่ ผ มให้ ความเห็ น ว่ า น่ า สนใจ คื อ การพู ด ถึ ง จุ ด เริ่ ม ต้ น ของความขั ด แย้ ง ทาง การเมือง อันสืบเนื่องมาจากความขัดแย้ง กังขาในเรื่องหลักนิติรัฐ ในกรณี การตัดสินคดีซุกหุ้นของนักโทษชายทักษิณ ชินวัตร ซึ่ง ศ.ดร.คณิต ณ นคร ประธาน คอป. ได้เขียนไว้ในรายงานฉบับที่ 2 รวมถึงนําบทความ “การบิดเบือนหรือหักดิบกฎหมาย” ที่ตนเขียนไว้มาอ้างอิงเป็นภาคผนวก แนบท้ายรายงาน โดยได้นําเสนอถึงเรื่องการนับคะแนนมติของคณะตุลา การศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้ลงมติว่านายทักษิณ ผิดจริง จํานวน ๗ เสียง แต่ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญ ได้นําเอาเสียงขององค์คณะตุลาการ ๖ เสียง ที่ตัดสินว่านายทักษิณไม่ได้กระทําผิด ไปรวมกับเสียงขององค์คณะอีก ๒ เสียงที่เคยลงมติว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญและไม่มาร่วม ลงมติวินิจฉัยคดี จนกลายเป็น ๘ เสียงที่ทําให้นายทักษิณชนะคดี สรุป ง่ายๆคือ ออกมาเป็นมติ 6 (ตัดสินว่าไม่ผิด) + 2 (ไม่ร่วมวินิจฉัยคดี) ต่อ 7 (ตัดสินว่าผิด) ในส่วนนี้ผมได้เสริมว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทําให้สังคมไทยเกิดความ ขัดแย้ง กังขาในเรื่องหลักนิติรัฐ และความกังขาก็ได้ดําเนินต่อมาเรื่อยๆไม่ ว่าจะเป็นกรณีสงครามยาเสพติดกับปัญหา๓จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิด การเสียชีวิตนอกกระบวนการยุติธรรมจํานวนมาก ปัญหาการคุกคาม รังแกนักสิทธิมนุษยชน สื่อมวลชน การเผาทําลายหมู่บ้านแม่มูนมั่นยืนที่ ต่อสู้เรียกร้องให้เปิดประตูเขื่อนปากมูน รวมถึงการใช้อํานาจในลักษณะ

เป็นเผด็จการรัฐสภาเสียงข้างมาก ผมอธิบายในส่วนนี้ว่าความขัดแย้งของสังคมเกิดขึ้นจากความ ผิดเพี้ยนของหลักนิติรัฐ นิติธรรม กลไกการตรวจสอบถ่วงดุลที่พิกลพิการ ดังนั้นหากจะให้แก้ไขความขัดแย้งด้วยวิธีการตามที่รายงานของสถาบัน พระปกเกล้ า เสนอ นั่ น คื อ การยกเลิ ก ความผิ ด ของนายทั ก ษิ ณ ตามที่ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบการกระทําที่ทําให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) อันเป็นคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นโดยคณะปฏิรูปการปกครองใน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) หรือ คณะผู้ก่อการรัฐประหาร ทั้งๆที่มติ คตส. ก็ได้รักษาไว้ซึ่งหลักนิติรัฐ และ มีค วามสํ าคั ญในการทวงคื นทรัพ ย์ สิน ของแผ่น ดิน ปกป้ องการสู ญเสี ย ผลประโยชน์ ข องชาติ จ ากการใช้ อํ า นาจการเมื อ งโดยมิ ช อบเพื่ อ ผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ผมจึงสรุปไว้ในเวทีว่า เรามองเห็นรากเหง้าของปัญหาแล้ว เรายังจะคิดแก้ปัญหารากเหง้าความขัดแย้ง ด้วยการทําสิ่งที่เป็นต้นเหตุ ความขั ด แย้ ง มาใช้ แ ก้ ค วามขั ด แย้ ง กั น ได้ อ ย่ า งไร ประเทศมี ปั ญ หา เพราะกระบวนการยุติธรรมถูกบิดเบือนหักดิบ ลิดรอน แล้วเรายังจะ แก้ปัญหากันด้วยการบิดเบือน หักดิบ ลิดรอนกระบวนการยุติธรรมกัน อีกหรือ ? และคิ ด ในอี ก มุ ม หนึ่ ง ถ้ า หากการที่ นิ ร โทษกรรมผู้ ที่ เ ป็ น จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง มันคือหนทางแห่งการปรองดอง ผมก็คงอด คิ ด ไม่ ไ ด้ ว่ า มั น สะท้ อ นได้ ว่ า ที่ ผ่ า นมามวลชนคนเสื้ อ แดงถู ก ใช้ เ ป็ น เครื่องมือเพื่อส่งใครถึงฝั่งจริงๆ สรุปแล้วการได้ประชาธิปไตยเป็นของ ประชาชน มันก็คงไม่ได้มีความสําคัญเท่ากับการที่ใครบางคน คนบางพวก จะได้ พ้ น ผิ ด ได้ ท รั พ ย์ สิ น ที่ โ กงแผ่ น ดิ น กลั บ เข้ า กระเป๋ า และเหยี ย บ แผ่นดินไทยได้อย่างสบายใจไร้คดีติดตัวใช่หรือไม่ใช่ ??? ถ้าใช่อย่างที่ผมว่า ก็ควรพูดความจริงกับมวลชนเสียเถิด ว่าพวก คุณกําลังจะได้สิ่งที่ต้องการแล้ว และเลิกหากินกับความเจ็บปวด ความ สูญเสียของมวลชนเสียทีเถอะ ในความเป็ น จริ ง นอกจากความพยายามปรองดองแบบ จอมปลอมอย่างการเข็นกฎหมายปรองดองของพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน การเสียจริตทางวิชาการอย่างงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า(มีคนวงใน ยอมรับกับผมว่า ทีมวิจัยส่วนมากเป็นคนเสื้อแดง งานวิจัยเลยออกทาง แดง) และข้อเสนองงๆของกลุ่มนิติราษฎร์แล้ว ที่ผ่านมาก็มีความพยายาม

DemoCrazy .7.




...  

-.    “เรามองเห็นรากเหง้าของปัญหาแล้ว เรายังจะ คิดแก้ปัญหารากเหง้าความขัดแย้ง ด้วยการทํา สิ่งที่เป็นต้นเหตุความขัดแย้งมาใช้แก้ความ ขัดแย้งกันได้อย่างไร ประเทศมีปัญหาเพราะ กระบวนการยุติธรรมถูกบิดเบือนหักดิบ ลิดรอน แล้วเรายังจะแก้ปัญหากันด้วยการบิดเบือน หัก ดิบ ลิดรอนกระบวนการยุติธรรมกันอีกหรือ ?” ปรองดองเพื่อการปรองดองอย่างแท้จริงในระดับปัญญาชน นักกิจกรรมใน ขบวนการมวลชนมาตลอด อย่ า งเช่ น การจั ด เวที ส านเสวนา เวที ประชาธิ ป ไตย โดย รศ.โคทม อารี ย า รวมถึ ง ความพยายามจาก สถานีโทรทัศน์ทีวีไทย และองค์กรประชาสังคมหลายองค์กร ที่ได้ทํากันมา โดยตลอดในการมีเวทีการพูดคุย ระดมสมองหาทางออกให้ประเทศ หาจุด ร่วมของคําว่าประชาธิปไตยและความเป็นธรรมร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีการพยายามพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการกันมา โดยตลอดมานานแล้ว บางทีก็โทรศัพท์คุยกันบ้าง นัดกันทานข้าว กิน เหล้ า บ้ า งตามประสาเพื่ อ นฝู ง นอกจากร้ า นตามโอกาสแล้ ว ยั ง มี ร้ า น ประจําบางร้านที่เป็นที่รู้กันดีในวงการ ที่แทบจะเรียกได้ว่า ทั้งนักการเมือง แกนนํามวลชน เอ็นจีโอ ชอบมานัดพบปะสังสรรค์กัน ต่างพรรค ต่างขั้วก็ มานั่งทานเหล้าด้วยกัน (เจ้าของร้านก็เป็นคนในแวดวงนักต่อสู้ยุคพฤษภา’ 35 และตั้งใจเปิดร้านเพื่อวัตถุประสงค์นี้ เมื่อไม่กี่วันก่อนผมกับเพื่อนๆ พีๆ่ น้องๆ ที่เป็นนักกิจกรรมทั้งสาย YPD, สนนท. นักกิจกรรมเสือ้ สีต่างๆ ก็มา นั่งดื่มเหล้ากันที่น)ี่ ผมจึงคิดว่าที่จริง ความพยายามปรองดองของภาคประชาชนมัน มีของมันอยู่แล้ว แม้แต่ระดับปัญญาชน แกนนํา นักกิจกรรมก็พยายาม ปรองดองกันมาตลอด เพราะนอกจากไม่อยากเห็นการนองเลือด ขัดแย้ง สูญเสี ยที่รุ นแรงเหมื อนที่ เคยเกิด ในรวั นดาร์แล้ ว ก็ ต้องไม่ลืม ว่า อย่า ง น้อยๆแกนนํา ปัญญาชนในขบวนการมวลชนทั้งพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยและแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แท้จริงหลายคนก็เป็นเพื่อนกันมา เคยร่วมกันต่อสู้มาตั้งแต่ยุค 14 ตุลา บ้ า ง 6 ตุ ล าบ้ า ง พฤษภา’35 บ้ า ง แค่ ว่ า มาวั น นี้ อ าจนิ ย ามคํ า ว่ า “ประชาธิปไตย” ไม่เหมือนกันเพราะบริบาทสังคมวันนี้มันซับซ้อนกว่ายุค เผด็จการรัฐบาลทหารเยอะ ผมเลยรู้สึกเฉยๆ ตอนที่พี่ยะใส (สุริยะใส กตะ ศิลา อดีตผู้ประสานงานพันธมิตรฯ) มาจับมือออกทีวีกับตู่ (จตุพร พรหม พันธ์ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยและแกนนํา นปช. แดงทั้งแผ่นดิน) แต่ไอ้ที่มันจะปรองดองกันไม่ได้ ก็เพราะไอ้เรื่องผลประโยชน์ ทั บ ซ้ อ น และการทํ า ลายกระบวนการยุ ติ ธ รรมที่ พึ ง มี ต ามครรลอง ประชาธิปไตยนี่แหละ !!! ปล. ผมพูดปิดการบรรยายที่ ม.มหิดล ว่า ผมอยากให้ประเทศ ไทยแบ่งสีแบ่งข้างกันต่อไป ผมไม่ซีเรียส เอาแค่ว่าขอให้ไม่ใช้ความรุนแรง ก้าวข้ามวัฒนธรรมความรุนแรงในจิตใจกันให้ได้ มุ่งประโยชน์ส่วนรวม มากกว่าส่วนตน และหลุดพ้นจากผลประโยชน์ของนักการเมืองที่หวังผล ในการเลือกตั้งกันให้ได้ก็พอแล้ว อ.โคทม ก็บอกว่า “ผมชอบที่คุณพูดนะ แต่ตอนสุดท้ายนี่รู้สึกว่าจะอคติกับนักการเมืองไปหน่อยนะ” (ฮา) 

ปฏิบัติการปรองดองแบบฉบับ “ลับ-ลวง-พราง” โดยพลเอก สนธิ บุญยรัตกลินในครั้งนี้ ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้กับฝ่ายตรงข้าม รัฐบาลยิ่งลักษณ์ และนักโทษชายทักษิณ ผู้ซึ่งมองว่าจะเป็นฝ่ายที่ได้ ประโยชน์เต็มๆ จาก พ.ร.บ.ปรองดองฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็น แกนนําพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ ออกแถลงการณ์ ในตอนหนึ่งเห็นว่า พ.ร.บ.ปรองดองนั้น มีเนื้อหาในการ ล้างผลความผิดให้กับนักโทษชายทักษิณและพวก ทั้งๆ ที่ศาลฎีกาแผนก คดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองได้ตัดสินให้นักโทษชายทักษิณมี โทษต้องจําคุกไปแล้ว อันเป็นการทําลายหลักนิติรัฐ และนิติธรรม อีกทั้ง ยังละเมิดหลักการที่พันธมิตรฯ ได้ประกาศแล้วว่าการกระทําดังกล่าวจะ เป็นเงื่อนไขทีพ่ ันธมิตรฯ จะเคลื่อนไหวชุมนุมอีกประการหนึ่งด้วย ในการประชุมวาระที่ 1 ที่กําลังจะเกิดขึ้น แกนนําพันธมิตรฯ จึง มีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ยื่นหนังสือต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร (นาย สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์) คัดค้านการดําเนินการดังกล่าว และขอให้ผู้ที่ เสนอวาระดังกล่าวถอนวาระดังกล่าวออกจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยจะนัดหมายให้มีการตั้งขบวนในวันพุธที่ 30 พฤษภาคม 2555 ณ ลาน พระบรมรูปทรงม้า ในเวลา 09.00 น. เพื่อเดินทางไปที่หน้ารัฐสภาต่อไป พลตรีจําลอง ศรีเมือง แกนนําพันธมิตรฯ กล่าวว่า การชุมนุม ครั้งนี้แล้วแต่สถานการณ์ว่าจะชั่วคราวหรือยืดเยื้อ ซึ่งการเสนอร่าง พ.ร.บ. ปรองดองถือเป็นเรื่องร้ายแรงสําหรับบ้านเมือง เพราะไม่เคยมีกฎหมาย ฉบับไหนทําลายชาติ กฎหมายปรองดองที่แท้จริงคือการนิรโทษกรรม ขืน ปล่ อ ยให้ เ ป็ น แบบนี้ ต่ อ ไปแล้ ว เราไม่ อ อกมาช่ ว ยกั น หยุ ด ยั้ ง จะเป็ น แบบอย่างที่ไม่ดี อันตรายร้ายแรงต่อประเทศชาติ เพราะฉะนั้นพันธมิตรฯ จําเป็นต้องออกมาต่อต้านคัดค้านถึงที่สุด “กฎหมายฉบับนี้ แม้พันธมิตรฯ จะได้ประโยชน์ด้วย แต่ก็ไม่ได้ ถือประโยชน์เราเป็นส่วนใหญ่ เราถือประเทศชาติใหญ่สุด แม้เราจะได้ ประโยชน์ด้วยเราก็ไม่ต้องการ เนื่องจากเราถือว่าที่เราทํามาแล้ว รวมการ ชุมนุม 3 ช่วงเวลา 384 วัน เราไม่ได้ทําผิด แต่ถ้าพิจารณาว่าเราผิด เราก็ ยอมรับโทษ ไม่เห็นมีปัญหาอะไร เราไม่ต้องการที่จะเอาเราบวกเข้าไปด้วย

DemoCrazy .8.


ว่านิรโทษกรรมให้พันธมิตรฯ ด้วย เราไม่ต้องการ ขอให้ยืนหยัดยืนยัน กระบวนการยุติธรรมไว้ ถ้าเอาตัวเองพรรคพวกเป็นหลัก บ้านเมืองมันไป ไม่ได้” พลตรีจําลอง กล่าวระหว่างแถลงข่าวที่สวนลุมพินี ด้ า น พิ ภ พ ธงไชย แกนนํ า พั น ธมิ ต รฯ กล่ า วว่ า การทํ า รัฐประหารยึดอํานาจของ พล.อ.สนธิ หัวหน้าคณะปฏิวัติ ที่มีเหตุผลและ หลักการ 4 ข้อ วันนี้หลักการและเหตุผลไปไหนแล้ว และเห็นว่า พล.อ. สนธิมองอนาคตเพื่อตําแหน่งของตัวเอง นี่คือผลประโยชน์ที่รออยู่ข้างหน้า ของ พล.อ.สนธิ หรื อ เปล่ า พล.อ.สนธิ ต้ อ งตอบ เพราะถ้ า ดู ก ฎหมาย ปรองดองในแต่ละมาตรา จะเห็นว่าได้แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมที่ ศาลตัดสินไปแล้ว ในกรณีของทักษิณ ชินวัตร ฉะนั้นศาลจะปรองดองได้ อย่างไร ในเมื่อเป็นการทําลายกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ “แล้ ว เหตุ ผ ลที่ ทํ า รั ฐ ประหาร กล่ า วหาว่ า นั ก การเมื อ งมี ก าร ทุจริตคอรัปชั่น ถามว่า พล.อ.สนธิลืมไปแล้วเหรอ แล้ว พล.อ.สนธิก็รู้ว่า การทุจริตคอรัปชั่นยังดํารงอยู่ในรัฐบาล แม้แต่รัฐบาลที่แล้ว ผมจึงอยาก กล่าวว่า พล.อ.สนธิไม่มีหลักการและมีความกลัว ถ้า พล.อ.สนธิไม่กลัวก็ ตอบมาว่าไม่กลัว แต่ทําไมต้องทําอย่างนี”้ พิภพกล่าว ขณะที่ฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ สุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ ธานี พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ยืนยันว่า เคยพูดชัดเจนไปแล้วว่าไม่รับผลการนิรโทษกรรม ตนไม่เห็นด้วย และ กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย การที่จะนิรโทษกรรมให้ ก็จะไม่รับ ไม่เอาด้วย ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายนี้ เพราะว่าตนไม่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ กลับจะ เป็นโทษที่ทําให้หลักนิติธรรมของบ้านเมืองต้องเสียหายไป ซึ่งความถูกต้องที่สุดของประเทศคือ ต้องช่วยกันรักษากฎหมาย ให้ศักดิ์สิทธิ์ บ้านเมืองจึงจะมีความสงบเรียบร้อย ประชาชนจึงจะมีความ ปลอดภัย แต่ถ้าเมื่อใดเราปล่อยให้มีการละเมิดกฎหมาย ละเมิดหลักนิติ ธรรม หรื อ รุ น แรงจนถึ ง การออกกฎหมายลบล้ า งความผิ ด ที่ ไ ด้ ผ่ า น กระบวนการยุติธรรมจนถึงที่สุด ศาลพิพากษาแล้ว อย่างนี้ก็จะทําให้เกิด ความเสียหายกับประเทศโดยส่วนรวมในวันข้างหน้า จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ และประธานวิป ฝ่ายค้าน ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุว่า ขณะนี้มีข้อมูลชัดเจนแล้วว่า พล.อ.สนธิ และ ส.ส.พรรครัฐบาล ได้ร่วมกันเสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแต่ ใช้ชื่อว่า พ.ร.บ.ปรองดองเข้าสู่สภา และรองประธานสภาได้สั่งบรรจุเป็น เรื่องด่วนเข้าสู่ระเบียบวาระแล้ว เหมือนเป็นการลักไก่แบบเงียบเชียบ เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลบอกว่ายังไม่มีความคิดเรื่องการเสนอกฎหมาย ดังกล่าว แต่จะมีการจัดสานเสวนาฟังความเห็นประชาชนทั่วประเทศก่อน การกระทํานี้จึงสะท้อนข้อเท็จจริงอย่างน้อย 3 ข้อ คือ การอ้าง จัดสานเสวนาก่อน ตามข้อเสนอสถาบันพระปกเกล้าเป็นแค่กลวิธีแบบลับ ลวง พราง หลอกประชาชน ขณะทีก่ ารขยายสมัยประชุมสภา เป้าหมายที่ แท้จริงไม่ใช่การเร่งรัดออกกฎหมายเพื่อประชาชน แต่ทําเพื่อคนๆ เดียว คือแก้รัฐธรรมนูญกับออกกฎหมายนิรโทษกรรม และที่มีคนบอกว่า เสื้อ แดงมาส่ ง ถึ งฝั่ ง แล้ว ต่ อไปก็ จะหาพาหนะใหม่ ขึ้น เขาไปเองนั้ น วั น นี้ ก็ ชัดเจนขึ้นว่าพาหนะใหม่ก็คือคนที่ช่วยเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมให้ คาด ว่าถัดจากนี้ไป บ้านเมืองก็จะตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความปั่นป่วน มากขึ้น เพราะรัฐบาลชุดนี้ไม่เคยก้าวพ้นเรื่องผลประโยชน์ของคนๆ เดียว สอดคล้องกับ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ โพสต์ข้อความในทวิตเตอร์ ระบุว่า กรณีที่มีการเสนอร่างพ.ร.บ.ปรองดอง เป็นเพียงแค่การปรองดองเทียม เพราะหากไม่ได้เงินคืน และต้องติดคุก เพราะโกง หรื อ เผาบ้ า นเผาเมื อ ง หรื อ หมิ่ น สถาบั น ฯ ก็ อ ย่ า หวั ง ว่ า บ้ า นเมื อ งจะสงบได้ โดยมองว่ า กรณี นี้ คื อ การแบล็ ก เมล์ ไม่ ใ ช่ ก าร ปรองดอง เพราะไม่มีใครจะยอมโจรที่ลักตัวเด็กแล้วเรียกค่าไถ่ หรือพวก หรือพวกข่มขู่ เพื่อประโยชน์ของตน ขณะที่ สุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน กล่าวถึงการ เสนอร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ของ พล.อ.สนธิ และพรรคเพี่อไทยครั้งนี้ ตอก ย้ําชัดเจนว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาเพื่อวาระทักษิณเท่านั้น เพราะ การบริหารงานของรัฐบาลโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจหรือปัญหาปากท้อง ล้มเหลว แต่รัฐบาลกลับมุ่งแต่จะช่วยฟอกผิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรการ สร้างความแตกแยกกลายเป็นผลงานที่โดดเด่นของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไปแล้ว ทั้ ง นี้ ร่ า ง พ.ร.บ.ปรองดอง นอกจากเป็ น การซ้ํ า เติ ม ความ แตกแยกที่มีอยู่แล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงจิตใจที่แท้จริงของ น.ส.ยิ่งลักษณ์

ที่พยายามสร้างความสวยมาบดบัง แต่วันนี้คงปิดตัวตนที่แท้จริงไม่ได้อีก ต่อไป แม้จะพยายามอ้างว่าเป็นเรื่องของสภา แต่วันนี้ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ เห็นด้วยกับร่างกฎหมายฉบับนี้ก็ไม่มีทางผ่านสภาไปได้ ขณะทีน่ ายบรรหาร ศิลปอาชา ผู้มีบารมีในพรรคชาติไทยพัฒนา และ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ที่ปรึกษาพรรค ที่สนับสนุนร่างกฎหมายนี้ โดยเฉพาะ พล.ต.สนั่น ก็เคยพูดว่าไม่เห็นด้วยกับวิธีนิรโทษกรรมแบบเหมา รวม แต่วันนี้ทั้ง 2 คนกําลังจะทําให้การเมืองไทยเป็นชนวนให้เกิดสงคราม กลางเมือง ทั้งๆ ที่อยู่ในวัยที่ควรประคับประคองให้บ้านเมืองเดินหน้าก้าว พ้นความแตกแยกไปได้ อย่างไรก็ตาม พล.อ.สนธิ กําลังจะเป็นผู้นําในการทํารัฐประหาร อีกรอบ คือยึดอํานาจที่เคยยึดไปกลับคืนให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่ รัฐประหารรอบนี้รุนแรงกว่าเพราะไปไกลถึงขั้นยกเลิกระบบยุติธรรม และ สถาปนาอํานาจนักการเมืองให้อยู่เหนืออํานาจตุลาการ ซึ่งจะนําไปสู่การ ทําลายโครงสร้างการเมืองทั้งองคาพยพรุนแรงกว่าการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 หลายเท่า “ร่ า ง พ.ร.บ.ปรองดองฉบั บ นี้ จึ ง ไม่ ใ ช่ ก ฎหมายเพื่ อ การ ปรองดองและสมานฉันท์คนในชาติ แต่สถานะของร่างกฎหมายฉบับนี้ เปรียบเสมือนคําประกาศของคณะรัฐประหาร ที่นําโดยบิ๊กบังเพื่อทักษิณ สําหรับบทบาทของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบค้นหาความจริงเพื่อ ความปรองดองแห่งชาติ (คอป) เมื่อมี พ.ร.บ.ฟอกผิดคุณทักษิณ ก็เท่ากับ เป็นการยุบทิ้ง คอป.โดยปริยาย อยากเรียกร้องให้นายคณิต ณ นคร ใน ฐานะประธานและกรรมการลาออก เพราะกรรมการชุดนี้กําลังถูกหลอก ใช้และรัฐบาลไม่ได้รับฟังข้อเสนอของ คอป.แต่อย่างใด” สุริยะใส กล่าว ส่วนนักวิชาการจาก กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ อย่าง รศ.ดร. พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองคณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบั น บัณ ฑิ ต พั ฒนบริ ห ารศาสตร์ (นิ ด้า ) โพสต์ ข้ อ ความผ่ านเฟซบุ๊ ก ส่วนตัวระบุว่า พลเอกสนธิ อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่ขจัดรัฐบาล ทักษิณพ้นจากอํานาจในปี 2549 การรัฐประหารครั้งนั้นนับได้ว่าเป็นความ ผิดพลาดครั้งแรกของพลเอกสนธิ เพราะเป็นการขัดขวางพัฒนาการทาง การเมื องแบบประชาธิป ไตย. โดยที่ต นเองก็ ป ราศจากเจตจํ านงค์ท าง การเมื อ งใดๆในการเปลี่ ย นแปลงการเมื อ งไทยให้ ดี ขึ้ น . จึ ง เป็ น การ รัฐประหารแบบลวกๆ ดิบๆ สุกๆ หรือ สุกเอาเผากิน เหตุผลที่อ้างในการ ทํารัฐประหาร ไม่มีเรือ่ งใดเลยที่ได้รับการดําเนินการต่อเนื่องและจริงจัง อีกด้านหนึ่ง ยังเป็นต้นเหตุในการสร้างขบวนการทางการเมือง แบบอนาอุปถัมภ์ธิปไตย ขึ้นมาของ กลุ่มคนเสื้อแดง และทําให้บ้านเมือง ต้องประสบกับความวุ่นวายสับสน เกิดจลาจลนองเลือด เผาบ้านเผาเมือง หลายครั้งหลายหน เจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนจํานวนไม่น้อยต้องตาย พิการและบาดเจ็บ ทั้งยังทําให้สถาบันหลักของบ้านเมืองถูกคุกคามอย่าง หนักหน่วง อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน รวมทั้งเกิดความเสียหายในกระบวน การยุติธรรมอย่างรุนแรง ความเสียหายที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 7 ปี ที่ผ่านมาพลเอก สนธิ เป็นผู้มีส่วนร่วมที่สําคัญมากผู้หนึ่งในเวทีประวัติศาสตร์ไทย แต่ดู เหมือนพลเอกสนธิ จะยังไม่ยอมหยุด และกําลังเดินเกมทางการเมืองที่ นําไปสู่การสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่ประเทศไทยอีกรอบหนึ่ง อันเป็นความผิดมหันต์ซ้ําซาก นั่นคือ การเป็นหัวหอกในการเสนอนิรโทษ กรรมให้ทักษิณ พลเอกสนธิ อาจเข้าใจไปเองอย่างผิดๆ และแก้ตัวกั บ สังคมว่า การทําเช่นนั้นเป็นการสร้างความปรองดองในสังคม แต่คนเขา มองเห็นไส้พุงของพลเอกสนธิว่ามีอยู่กี่ขด เพราะแท้จริงแล้วพลเอกสนธิ เสนอเรื่ อ งปรองดองนี้ เ ป็ น การทํ า เพื่ อ ไถ่ บ าปของตนเองที่ ไ ด้ ก ระชาก ทักษิณลงจากอํานาจ พูดง่ายๆ ก็คือ ทําเพื่อให้ทักษิณ กลับคืนสู่สภาพเดิม ก่อนการรัฐประหาร หรือ คืนอํานาจและสถานภาพเดิมให้ทักษิณนั่นเอง การกระทําของพลเอกสนธิป็นความผิดซ้ําสอง ที่จะสร้างความ เสียหายแก่สังคมไทยยิ่งกว่าการรัฐประหารในครั้งแรก เพราะเป็นการ ทําลายกระบวนการยุติธรรมอย่างยับเยิน เป็นผู้ทําลายอํานาจอธิปไตยที่ สามคื อ อํ า นาจตุ ล าการ เขาจึ ง เป็ น บุ รุ ษ ไทยผู้ เ ดี ย วที่ ทํ า ลายอํ า นาจ อธิปไตยทั้งสามลงไปอย่างครบครัน ซึ่งไม่เคยมีผู้นําทางการเมืองคนใดใน ประวัติศาสตร์ร่วมสมัยที่ทําได้แบบเขามาก่อน พลเอกสนธิย่อมไม่อาจปัด ความรับผิดชอบในการสร้างความเสียหายแก่สังคมไทยในช่วงที่ผ่านมา หลายปีนี้ได้ รวมทั้งความเสียหายที่กําลังเกิดขึ้นในอนาคตด้วย 

DemoCrazy .9.


 วรภัทร วีรพัฒนคุปต์ • http://www.facebook.com/vorapatv

...   

การเลื อ กตั้ ง ก็ เ หมื อ นการแข่ ง ขั น เกมกี ฬ า มี แ พ้ มี ช นะ เหมื อนการเล่น หุ้ น มี ขึ้น มี ลง เหมื อนการเล่น ไฮโล มี สู ง มี ต่ํา (หรื อ อาจจะว่าเหมือนการเล่นโคเคนก็ได้ มีเอาอยู่ มีเอาไม่อยู)่ แต่ที่มันน่าแสลงใจสําหรับพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ปทุมธานี เขต 5 และการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ปทุมธานี ก็คือการที่มาแพ้ในเขตที่ไม่ควรจะแพ้ และเป็นการเลือกตั้ง ไฟต์ที่ไม่ควรจะแพ้ เพราะทางหนึ่ง พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองที่มี ส.ส.ใน สภามากที่สุดเวลานี้ โดยหนึ่งในฐานทางการเมืองของพรรคก็คือจังหวัด ปทุมธานี และพื้นที่ปทุมธานีเขต 5 นี้ ก็เป็นหนึ่งในฐานที่มั่นของพรรคอัน นําสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งรวมทั้งประเทศ และที่สําคัญคือ การที่พรรคเพื่อไทยมีขบวนการมวลชนที่ต่อสู้ ทางการเมื อ งนอกสภาอย่ า ง แนวร่ ว มประชาธิ ป ไตยขั บ ไล่ เ ผด็ จ การ แห่งชาติ หรือ นปช. เป็นฐานที่เกื้อหนุนต่อพรรคเพื่อไทยที่สู้ในสภา ก็มี มวลชนจัดตั้งขนาดใหญ่อยู่ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีด้วย จนแทบจะเรียก ได้ว่าเป็นจังหวัดเสื้อแดงเลยทีเดียว และการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ส.ส.ทั้ง จังหวัดก็เป็นของพรรคเพื่อไทย (ครั้งก่อน ยังพอมีแบ่งให้พรรคประชาราช พรรคชาติไทย บ้าง) ทําให้ทั้งนายใหญ่ นายน้อย ลูกกะเป๋ง ทั้งหลายในพรรคดา หน้ากันออกมาไล่ตะเพิด อดีต ส.ส.สุเมธ ฤทธาคนี ผู้สมัครนายก อบจ. ของพรรคชนิดที่เรียกว่า “เสียหมา” คงยังน้อยไป (26 เม.ย. ที่ผ่านมา ขณะที่คนเสื้อแดงจัดงานวันเกิดครบรอบ 27 ปีให้ “น้องเกด” อาสาพยาบาลที่เสียชีวิตในเหตุสลายการชุมนุมที่วัด ปทุมวนาราม ส.ส.สุนัย จุลพงศธร ก็ยังปราศรัยกระแนะกระแหนนาย สุเมธ ผมนั่งฟังการปราศรัยอยู่ติดขอบเวที ก่อนเดินไปสวัสดี ส.ส.จารุ พรรณ กุลดิลก, อ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, อ.สุดสงวน สุธีสร ที่หลังเวที) ซึ่งก็ไม่รู้จะสงสารหรือสมน้ําหน้าดี เพราะประชาชนเลือกมาเป็น ส.ส. ยังไม่ทันถึง 8 เดือน ยังไม่ได้พิสูจน์ความสามารถให้ชาวบ้านเห็นถึง สามัญสํานึกในการทําหน้าที่ในสภาให้คุ้มกับเงินภาษีประชาชนที่จ่ายเป็น

เงินเดือนนายสุเมธ รวมถึงที่หมดไปกับการจัดเลือกตั้งให้นายสุเมธมานั่ง กินเงินเดือนเรือนแสน แต่ภาพการทําหน้าที่ ส.ส. ชุดนี้ที่เห็นกันทุกวันนี้ ก็มีแต่อะไรที่ ทําให้แสลงใจกันได้ทุกวัน ทั้งประชุมล่ม มาประชุมไม่ครบองค์ ลงมติไม่ได้ เกมป่วนตีรวมกันกลางสภา ด่าสัตว์หมากันกลางสภาให้เป็นแบบอย่างที่ ไม่ดีแก่เด็กเยาวชน รวมถึ ง การออกกฎหมาย ลงมติ ทํ า นโยบายที่ เ ป็ น ไปตาม เจตจํานงพรรคพวกตัวเอง หรือแปลเป็นภาษาไทยง่ายๆ ก็เข้าใจได้ว่า “กูไม่สนพ่อมึงหรอก กูเป็น ส.ส. นายกูเป็นนายกฯ โอเคป่ะ” แถมตอนที่น้ํ าท่ วมใหญ่ รอบที่ ผ่านมา ก็ ได้ยิ นมาว่ านายสุ เมธ ไม่ได้ใส่ใจลงพื้นที่ ไม่มาดูแลประชาชนฐานเสียงตัวเองเลย ขณะเดียวกัน ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย หรือ ศปภ. ที่รัฐบาล (นําโดย พรรคเพื่อไทย) จัดตั้งขึ้น ก็ทํางานได้เรียกว่ายอดแย่อย่างสุดๆ ผมกล้าพูด ได้อย่างเต็มปากว่า ทํางานได้ชั้นเลวสุดๆ ผมทํางานเรื่องการจัดการภัยพิบัติโดยภาคประชาชนในเหตุน้ํา ท่วมปี 2553 แม้ผมไม่ค่อยพอใจรัฐบาล และคณะกรรมการ คอช. ที่ตั้ง โดยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สักเท่าไหร่ แต่โดยรวมผมก็ถือว่ายัง ทํางานได้ดีกว่า ศปภ.ของนางยิ่งลักษณ์มากๆ และอย่ า งน้ อ ยๆ ที่ สุ ด ช่ ว งที่ ผ มดู แ ลงานด้ า นการข่ า วและ ประสานงานพื้นที่ประสบภัย คุณสาธร วงศ์หนองเตย น้องชายคุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจํานักนายกรัฐมนตรีเวลานั้น ที่ปรึกษาด้าน ระบบราชการของรัฐมนตรีฯ สาทิตย์ ก็ยังใส่ใจโทรสายตรงหาผมเพื่อคุย แนวทางความร่วมมือ มีอะไรก็บีบีหากัน และไม่เคยมาแทรกแซง ข่มขู่การ นําเสนอข้อมูลใดๆ ของผมเลย ไม่เหมือนกับที่ ศปภ. ทํากับคุณปรเมศวร์ มินศิริ แห่ง ThaiFlood อนึ่ง กลับมาที่การทําหน้าที่ ส.ส.ของนายสุเมธช่วงน้ําท่วม ผม อาจคิดต่างกับคนทั่วไป ตรงที่ผมให้ความสําคัญกับการทําหน้าที่ ส.ส. ใน สภา มากกว่าการลงพื้นที่เพื่อเอาใจคนในพื้นที่ (ก็กึ่งๆ หาเสียงล่วงหน้าใน ตัวนั่นะแหละ) ซึ่งถ้าการที่นายสุเมธได้พิสูจน์การทําหน้าที่ปากเสียงแทน

DemoCrazy .10.


คนพื้นที่ในสภาได้ดีแล้ว ผมก็ยังว่าน่ายกย่องกว่าพวก ส.ส.ที่ชอบลงพื้นที่ ไปแทรกแซงการทํ า งานของส่ ว นราชการท้ อ งถิ่ น แทรกแซงองค์ ก ร ปกครองส่ วนท้ องถิ่ น หรื อ ไปยุ่ม ย่ ามกั บงานของรัฐ บาลซึ่ งถื อเป็ นฝ่ า ย บริหารด้วยซ้ํา เพราะ ส.ส.คือฝ่ายนิติบัญญัติ ควรแยกบทบาทตัวเองให้ชัด ถ้าคุณสุเมธจะต้องสอบตกเพราะการมุ่งมั่นทําหน้าที่ ส.ส. ใน สภาแบบปิดทองหลังพระ ไม่มาเอาหน้ากับคนพื้นที่ฐานเสียง ผมยังว่า น่าเห็นใจและควรยกย่องด้วยซ้ํา แต่นี่เปล่าเลย ลาออกจาก ส.ส.ทั้งที่ยังทําหน้าที่ไม่ครบปี ยังไม่มี ผลงานให้เ ห็น ก็ แส่หาเรื่องไปลงนายก อบจ.ก็ค งเพราะว่า หวังอํ านาจ เบ็ดเสร็จ กุมงบประมาณท้องถิ่นก้อนโต แถมไปเอาสามีของ ส.ส.พื้นที่ใกล้เคียง (นายสมชาย รังสิวัฒน ศักดิ์ สามีนางพรพิมล ธรรมสาร อดีตนักร้องดังค่ายนิธิทัศน์ที่ผมชื่นชอบ เมื่อตอนยังเด็กๆ) มาลงสมัคร อารมณ์ประมาณว่า ส.ส.เขตนี้ไงก็ไม่หนีคน พรรคกู และเขตที่กูได้ ส.ส.มาหลายสมัยแล้ว (เคยแพ้นายเอกพจน์ ปาน แย้ม จากพรรคชาติไทยสมัยนึง) ไงรอบนี้กูเปลี่ยนใจอยากเป็นนายก อบจ. กูก็ต้องได้เป็น ผลเลยจบไม่สวย แถมโดนคนในพรรคออกมารุมด่าประณามขับ ไล่ กล่าวหาว่าดันทุรังอยากไปสมัคร พรรคไม่ให้ไปก็ยังเสือกอยากจะไป ทั้ ง ที่ จ ริ ง ๆ ก่ อ นจะลงก็ ผ่ า นการสนั บ สนุ น จากที่ ป ระชุ ม ในพรรค ตอน เลือกตั้งทั้งนายกฯ ยิ่งลักษณ์ และตัวพ่อตัวแม่ในพรรคก็แห่กันมาช่วยหา เสียงให้แท้ๆ คือถ้าพรรคเพื่อไทยจะแก้ตัวว่าไม่ได้เห็นด้วย พรรคก็ไม่ควรให้ นายคนนี้ได้ไปลงสมัครนายก อบจ.ในนามพรรคเพื่อไทยแต่แรก และไม่ ควรมีใครในพรรคไปช่วยหาเสียงด้วย หรือการจะแก้ตัวว่า ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งกันน้อย ก็ ฟังไม่ขึ้น เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็คงแปลว่าคนที่จะออกมาเลือกนาย สุเมธหรือพรรคเพื่อไทยมีน้อย หรื อ ยิ่ ง ถ้ า ว่ า มวลชนเสื้ อ แดง มวลชนพรรคเพื่ อ ไทยออกมา เลือกตั้งกันน้อย ก็ยิ่งทุเรศหนัก เพราะมันสะท้อนว่ามวลชนเขามองพวก คุณ ไม่ดีแล้ว หรืออาจมองได้ว่า มวลชนจัดตั้งของพวกคุณ ไม่มีคุณภาพ (คนที่จริงจังกับการเมืองขนาดเป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือเป็นมวลชน ในขบวนการทางการเมือง ไม่ตื่นตัวใช้สิทธิเลือกตั้ง มันฟังดูตลกสิ้นดี) และหลังการเลือกตั้งแพ้สองไฟต์ติดต่อกันรวด ทั้งเลือกตั้งซ่อม ส.ส. และเลือกตั้งนายก อบจ. วันถัดมา ผมเห็นในเฟซบุ๊กนักกิจกรรมรุ่น น้องของผมคนหนึ่งที่เป็นเสื้อแดงสุดลิ่มทิ่มประตู และมีสิทธิเลือกตั้งใน ปทุ ม ธานี (ย้ า ยชื่ อ ในทะเบี ย นบ้ า นเข้ า มาเนื่ อ งจากเป็ น นั ก ศึ ก ษา ม. ธรรมศาสตร์ ที่ ศู น ย์ รั ง สิ ต และอยู่ ห อพั ก นั ก ศึ ก ษา) ออกมาเปิ ด ใจว่ า เลือกตั้งครั้งนี้เขาไม่เลือกพรรคเพื่อไทย และเข้าใจว่าทําไมคนปทุมธานีถึง ไม่เลือก ก็เพราะว่าไม่ชอบการทําอะไรที่ดูถูกประชาชน ที่จริงนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักการเมืองทําอะไรดูถูกประชาชน ที่ผา่ น มาทั้งในเรื่องการทํานโยบายสาธารณะ การแต่งตั้งผู้ดํารงตําแหน่งทาง การเมืองในคณะรัฐบาล การตั้งข้าราชการการเมือง การตั้งข้าราชการ ระดับสูง รวมถึงการทําหน้าที่ในสภาของคนที่เป็น ส.ส. นักการเมืองยุคนี้ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ชอบทําเหมือนกับว่าประชาชนไม่มี สมอง ทําเหมือนกับว่ากูจะทําอะไรก็ได้ แต่เวลาเลือกตั้งนี่ พยายามชูกัน เหลือเกินเรื่องว่าต้องมาเลือกตั้งเพื่อความเป็นประชาธิปไตย แต่พอได้เข้า สภา ผมก็เห็นมีแต่ทําตัวเป็นคณาธิปไตยกันทั้งนั้น แต่กระนั้น พรรคประชาธิปัตย์เองก็อย่าเพิ่งดีใจ เพราะในการ เป็นรัฐบาลครั้งก่อน การดําเนินนโยบายที่ดีแต่พูด รวมถึงการที่พวกคุณไม่ สามารถคลี่คลายความจริงทั้งเรื่องกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา และเรื่อง การสั่งปราบประชาชน มันก็ยังเป็นคดีบาปติดตัวพวกคุณอยู่ อย่างน้อยๆ ก็ทําให้พวกคุณแพ้ไม่เป็นท่าในการเลือกตั้งทั่วไป จนทําให้ผู้ก่อการร้ายได้ตั้งรัฐบาลอีกครั้ง ผมยั ง เชื่ อ มั่ น ว่ า ประชาชนยุ ค นี้ เข้ า ถึ ง ข้ อ มู ล ข่ า วสารความรู้ ได้มากขึ้น เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารช่วยให้ประชาชนเข้าถึง ความจริงได้มากขึ้น ฉะนั้นแม้นักการเมืองจะกุมมวลชน กุมพื้นที่ หรือกุม สื่ อ ได้ แต่ ถ้ า ยั ง ไม่ ป รั บ เปลี่ ย นวิ ธี คิ ด ไม่ แ ก้ ไ ขวั ฒ นธรรมเลวๆ ในทาง การเมืองของตนเอง ผมก็ยังเชื่อมั่นว่าสักวันประชาชนจะทนไม่ไหว อย่างน้อยๆ ผมก็ขอเป็นคนนึงที่จะบอกว่า “กูเป็นประชาชน นะโว้ย...ไม่ใช่ควาย!!!”

อาน Democrazy บนแท็บเล็ตและสมารทโฟนไดแลว

รองรับทัง้ iPad, iPhone และ Android ทุกรุน ที่...

คลิก http://www.ebooks.in.th/demo-crazy

DemoCrazy  ! กองบรรณาธิการเดโมเครซี่ ขอแจ้งให้ผู้อ่านทุกท่านทราบว่า บัดนี้ เราได้เปลี่ยนแปลงเว็บไซต์หลักเป็น http://democrazymag.wordpress.com

DemoCrazy .11.

สําหรับชาวเฟซบุ๊ก ติดตามข่าวสารได้ที่

DemoCrazy

facebook.com/demicrazymagazine

ส่วนท่านที่ต้องการอ่านฉบับย้อนหลัง สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ดังกล่าวข้างต้น แล้วเข้าไปที่เมนู “ฉบับย้อนหลัง” ใหม่! สําหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต อ่านได้ที่ ebooks.in.th/demo-crazy (ให้บริการย้อนหลังตั้งแต่ฉบับที่ 25 เป็นต้นไป)


  

  HARDCORE

 ...   

   - ! ! "

ภาพฉาวทหารเกณฑ์ 6 นาย ในชุดเครื่องแบบกําลังเล่น เซ็กซ์หมู่กันอย่างโจ่งครึ่ม ในสถานที่คล้ายกับค่ายทหาร ถูกส่งต่อใน เครื อ ข่ า ยเฟซบุ๊ ก ของเครื อ ข่า ยกลุ่ ม คนเสื้ อ แดง ได้ ใส่ ลายน้ํ า และ ตกแต่งข้อความระบุว่า “สถานที่ราชการ ใช่ หรือ ไม่ ผบ.ทบ.ต้อง ตอบ” โดยมีนัยยะเพื่อดิสเครดิตกองทัพบกจนกลายเป็นข่าวโด่งดัง ขึ้นมา แน่นอนว่าฝ่ายกองทัพย่อมรู้สึกปวดหัว แต่ใครจะรู้ว่า เจตนา ที่แท้จริงกลับกลายเป็นเรื่องรสนิยมทางเพศที่เรียกว่า “สวิงกิ้ง” เมื่อภายหลังได้มีการส่งต่อภาพที่เกิดขึ้นกับทหารในลักษณะนี้ มากถึง 31 ภาพ ซึ่งกลายเป็นว่ามีสามีภรรยาคู่หนึ่ง เสนอให้ภรรยาเอา ตัวเข้าแลกกับบรรดาทหารทั้งหลาย โดยผู้เป็นสามีทําหน้าที่ตากล้อง จากคําให้การของพลทหารสังกัด ม.พัน 26 อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ รับ สารภาพว่า ได้มีเพศสัมพันธ์กับหญิงสาวตามรูปดังกล่าวจริง แต่กระทํา ในบ้ า นพั ก ไม่ ไ ด้ ก ระทํ า ในหน่ ว ยทหาร และร่ ว มเพศกั บ หญิ ง สาว ดังกล่าวเพียงคนเดียว ไม่มีทหารเกณฑ์คนอื่นร่วมด้วย ซึ่งไม่ได้รู้จักกับ หญิ ง สาวว่ า เป็ น ใคร มาจากไหน เพี ย งแต่ ไ ด้ รั บ การชั ก ชวนมามี เพศสัมพันธ์ด้วยเท่านั้น ไม่รู้จักทหารในภาพชุดเซ็กซ์หมู่เลย ภายหลังพลทหารอีก 2 นายซึ่งไม่เปิดเผยสังกัดได้ให้การว่า ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน และไม่รู้ว่าหญิงสาวคนนั้นเป็นใคร มาจากไหน เพียงแต่ได้รับการชักชวนจากหญิงสาวให้มีเพศสัมพันธ์ด้วย และไม่ได้มี การร่วมเพศในหน่วยทหาร ซึ่งขณะนี้ทางคณะกรรมการสอบสวนได้ตัว พลทหารในชุดภาพดังกล่าวรวม 3 นายจาก 3 ภาพ ซึ่งทั้ง 3 นายมา จากคนละหน่วยทหาร และไม่มีความรู้จัก หรือ เชื่อมโยงกันแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เพื่อความชัดเจนเราจึงแกะรอยลายน้ําจากภาพ ซึ่งมาจากเว็บไซต์ลามกแห่งหนึ่ง มีการจดโดเมนเนมภาษาไทยด้วยคําว่า “สวิงกิ้ง” โดยตรง ปรากฏว่าต้องเสียเงินค่าสมาชิกหลักร้อยบาทขึ้นไป ที่นั่นเป็นที่รวมประกาศหาคู่สวิงกิ้ง รวมภาพถ่ายและคลิปวีดีโอ เราได้ สะดุดตากับยูสเซอร์เนมรายหนึ่งที่ชื่อว่า “boylomsak” (บอย หล่ม สัก) ซึ่งสมัครสมาชิกที่เว็บไซต์ดังกล่าว เมื่อเราลองเสิร์ชชื่อยูสเซอร์เนม “boylomsak” จากกูเกิ้ล ปรากฏว่าเขาได้โพสต์กระทู้ที่เกี่ยวข้องกับ กิจกรรมสวิงกิ้งมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ทหารเกณฑ์ซึ่งมีอยู่หลายครั้ง พนักงานขายชาย คนงานพม่า แม้แต่ชายแปลกหน้ายังให้ภรรยาตัวเอง มีเพศสัมพันธ์ที่ศาลาริมทางยังเคยมีมาแล้ว

จากการสืบค้นเบอร์โทรศัพท์ของ “บอย หล่มสัก” ที่ให้ไว้แก่ ผู้ที่สนใจในเว็บไซต์ พบว่าเขาไม่ได้เป็นนักสวิงกิ้งหน้าใหม่แต่อย่างใด เว็บไซต์ที่เป็นศูนย์รวมสวิงกิ้งเก่าแก่อีกแห่งหนึ่ง ยังพบภาพของชายราย หนึ่งที่นอนจับของสงวนอย่างมีอารมณ์ ตัวเลขจากกล้องดิจิตอลบ่งบอก ว่าบันทึกเมื่อปี 2004 (พ.ศ.2547) อีกภาพยังมีชายอีกคนหนึ่งมีชื่อว่า “โก้-ทหารหล่มสัก” ระบุคุณสมบัติว่าชอบช่วยคู่สวิงกิ้ง สามารถถ่ายรูป และวีดีโอได้ ซึ่งได้ระบุหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อเป็นหมายเลขเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น จากการสืบค้นต่อไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าเจ้าของ เบอร์โทรศัพท์รายนี้เป็นถึงอาจารย์ในโรงเรียนมัธยมศึกษาชื่อดังในพื้นที่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ วัย 46 ปี โดยเป็นครูชํานาญการพิเศษ หัวหน้า กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย นอกจากใช้โทรศัพท์มือถือเบอร์เดียวกับ “บอย หล่มสัก” แล้ว ยังอาศัยอยู่ในพื้นที่ อ.หล่มสักโดยบังเอิญอีกด้วย แต่การค้นหาดังกล่าวใช่ว่าจะฟันธงได้ว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน เพราะ หมายเลขโทรศัพท์มือถือ (หรือซิมการ์ด) อาจมีการเปลี่ยนมือกันได้ ความรู้สึกอยากรู้อยากลองต่อความต้องการทางเพศของ มนุษย์ถือเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่นับวันมักมีค่านิยมที่ไม่ปกติถูกทําให้ กลายเป็นเรื่องปกติทุกที เอาเป็นว่าเรื่องนี้ดูแบบพลิน แต่อย่าทําตาม ละกันนะ ความเป็นหญิง ความเป็นเพศแม่เป็นสิ่งมีค่าที่มากกว่าที่จะ ถูกใช้เป็นเครื่องสนองอารมณ์ความต้องการอย่างไร้ค่าไปวันๆ 

DemoCrazy .12.


            ! "              $$%      & '   () *+   &$    !"

โชกุน คอลัมนิสต์ หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน 28 มี.ค.55

    M “... ฉันก็แค่กลัวว่าจะมองไม่ชัด ที่เธอพูดอาจจะดูไม่ดีนัก ได้โปรดขยับขาให้เป็นรูปตัว M อ้าออกช้าๆ ให้เป็นรูปตัว M เริ่มจากข้างขวาและขยับข้างซ้าย นั่งตรงนั้นเธอไม่ต้องไปไหน ได้โปรดขยับขาให้เป็นรูปตัว M อ้าออกช้าๆ ให้เป็นรูปตัว M...” ขึ้นต้นหัวข้อนี้ก็เป็นเพลงสองแง่สองง่ามที่ชื่อ “M-LEG” ของ ศิลปินฮิพฮอพที่ชื่อว่า อิลสลิก (ILLSLICK) ซึ่งมีเนื้อหาชักชวนให้ผู้หญิงโพ สขาเป็นรูปตัวอักษรภาษาอังกฤษเป็นรูปตัวเอ็ม หรือ M และในเอ็ม.วี.ยังมี ผู้หญิงหลายคน แต่งกายยั่วยวนในชุดบิกินี่สุดวาบหวิว และถ่างขาตามเนือ้ ร้องในเพลงอีก ร้อนถึง “เจ๊เบียบ-ระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช” อดีตรองประธาน คณะกรรมาธิการกิจการสตรี เยาวชนและผู้สูงอายุ ถึงกับจวกยับคนแต่ง เพลงนี้ว่า ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่เสรี เสรีจนเรียกว่าไม่รู้จักคําว่า รับ ผิ ดชอบต่ อ สัง คม ไม่ว่ า จะเป็น เพลง มิ ว สิค วิ ดีโ อ หรื อการถ่ า ยแบบ แฟชั่นที่ออกมาในขณะนี้ ล้วนแต่โน้มน้าวให้เด็กและเยาวชนเดินทางไปสู่ ความเสื่อม มีแต่เรื่องยั่วยุ ปลุกเร้าทางเพศ ตนก็พูดมาเยอะแล้ว แต่ก็ไม่มี หน่วยงานไหนจะเข้ามาดูแลเรื่องแบบนี้สักที แต่ช้าแต่... อย่ามัวแต่คิดว่าเรื่องเลวทรามต่ําช้าจะเกิดขึ้นใน เอ็ม.วี.เพลงนี้เสมอไป แต่ในรัฐสภาที่มีบรรดานักการเมืองผู้ทรงเกลียด เอ๊ย! ผู้ทรงเกียรติ ก็มีเรื่องอุจาดตา ไปพร้อมๆ กับการทําหน้าที่ในสภา แบบ “อุจาดใจคนไทย” โผล่เข้ามาไม่แพ้กัน การประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวันที่ 18 เม.ย.หลังสงกรานต์ ผ่านไปในไม่นานนัก ซึ่งกําลังพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที.่ ..) ในวันนั้นมี ส.ส. และ ส.ว.เข้าร่วมประชุมกัน บางตา เปลืองภาษีประชาชนยิ่งนัก แต่ขณะประชุมอยู่ดีๆ ปรากฏว่า เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันใน ห้องประชุม ภาพของหญิงสาวใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว เปลือยท่อนล่าง นั่งชันเข่า อ้ า ขาโชว์ อ วั ย วะเพศขึ้ น โชว์ บ นจอมอนิ เ ตอร์ บ ริ เ วณด้ า นซ้ า ยมื อ ของ ประธานในที่ประชุม โดยมีการปล่อยภาพโป๊ดังกล่าวออกมาเป็นช่วงๆ ช่วง ละ 5 วินาที ประมาณ 3 รอบ สลับกับภาพภายในห้องประชุม เมื่ อ เจ้ า หน้ า ที่ เ ห็ น ภาพดั ง กล่ า วก็ ไ ด้ แ ก้ ปั ญ หาด้ ว ยการปิ ด จอมอนิ เ ตอร์ ทั้ ง 2 จอทั น ที สร้ า งความตื่ น ตกใจให้ กั บ บรรดาสมาชิ ก รัฐสภาที่อยู่ในห้องประชุม โดยมี ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย นามว่า สนอง เทพอักษรณรงค์ ลุกขึ้นขัดจังหวะ เอ๊ย! ทักท้วงกลางที่ประชุม เกรงว่าหากภาพหลุดออกไปจะเสื่อมเสียต่อสภา อยากให้ประธานสภาฯ ช่วยตรวจสอบด้วย (ปรบมือ...) จากการตรวจสอบปรากฏว่ า ที่ รั ฐ สภาใช้ โ ทรทั ศ น์ แ อลจี รุ่ น LW6000 Series ซึ่งติดตั้งในที่ประชุมรัฐสภา 4 เครื่อง รองรับระบบส่ง ข้อมูลข้ามกันระหว่างอุปกรณ์ผ่านอินเตอร์เน็ตไร้สายที่ชื่อว่า DNLA หรือ Digital Living Network Alliance ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะถูกส่งมาจากมือ ถือหรือแท็บเลตพีซที ี่เชื่อมต่อเครือข่ายเดียวกับโทรทัศน์ และใช้ DLNA ได้ โดยเฉพาะยี่ห้องซัมซุงที่มีโปรแกรม All Share หรือแอลจี ความวัวไม่ทันหาย ความควายก็เข้าแทรก เมื่อมีช่างภาพตาไว ถ่ายภาพ ส.ส.กําลังดูภาพหญิงสาวโชว์หวิวกันกลางสภาได้ ปรากฏว่าคนที่ ดูภาพหวิวเป็น ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ "ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน" ลูกชาย

น้าญัติ โดยเจ้าตัวยืดอกยอมรับว่าดูรูปจริง แต่ไม่ได้เจตนา อ้างว่าตามปกติ จะมีกลุ่มเพื่อนและคณะทํางานส่งข้อความและรูปภาพผ่านทางเฟซบุ๊ก และวอซแอพเป็นระยะ แต่บังเอิญช่วงนั้นเป็นภาพที่ปรากฏเป็นข่าว จึง ออกมาแสดงจุดยืนพูดให้ชัดและเชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจ หากใครจะนํา ภาพไปโจมตีทางการเมืองก็ไม่เป็นไร เพราะเชื่อว่าทุกคนจะเข้าใจดี แม้ทั้งสองกรณีจะเป็นเพียงแค่สีสันเปลือกนอก แต่กระบวนการ แก้รัฐธรรมนูญก็อุบาทว์ไม่แพ้กัน เพราะเป็นการแก้ไขมาตรา 291 เพื่อ นําไปสู่การ “โค่นล้มรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ” เพื่อหาช่องช่วย “นักโทษชาย ทักษิณ ชินวัตร” กลับบ้านอย่างเท่ๆ โดยเฉพาะการยกเลิกมาตรา 309 ที่ ทําให้นั กโทษชายทัก ษิณ ไม่ ต้องติด คุกคดี ซื้อที่ดิน รัชดา ได้เงิ น 46,000 ล้านบาทคืนมา และกลับเข้ามามีอํานาจกอบโกยประเทศอีกครั้ง กระบวนการอุบาทว์ด้วยการสร้างพิธีกรรม ทั้งการใช้เสียงข้าง มากจากการปลุกระดมกลุ่มคนเสื้อแดง ผลักดันร่างรัฐธรรมนูญผ่านสภาให้ ได้ รวมทั้งการจัดปาหี่เลือกตั้ง ส.ส.ร. 3 ที่เชื่อแน่ว่านักการเมืองฝั่งพรรค เพื่อไทยหรือกลุ่มคนเสื้อแดงจะต้องส่งคนของตัวเองลงสมัครเพื่อผลักดัน กระบวนการปาหีแ่ ก้รัฐธรรมนูญประสบความสําเร็จให้จงได้ รัฐ ธรรมนู ญ ที่จ ะเกิด ขึ้ น ในอี ก ไม่ช้ า มัน ก็ คื อ “รั ฐ ธรรมนู ญ ฉบับรูปตัว M” ที่มีหญิงสาวถ่างขาเร้าอารมณ์ และมีนักการเมืองหื่น กระหายร่วมกันชําเรารัฐธรรมนูญจนสําเร็จความใคร่นั่นเอง 

DemoCrazy .13.


   วรภัทร วีรพัฒนคุปต์ • http://www.facebook.com/vorapatv

  

  

   ภายหลังการวีดีโอลิงก์ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นโอกาสครอบรอบ 20 ปี พฤษภา 35 และ 2 ปี พฤษภา 53 ที่ราชประสงค์ ก็ได้เป็นที่วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง เพราะมันเหมือน เริ่มสะท้อนตัวตนของคนชื่อทักษิณออกมาแล้วว่า การที่เขาพยายามชู วาทกรรม “ไพร่-อํามาตย์” มาตลอดเกือบ 5 ปี ที่แท้มันก็เรื่องไม่มีจริง ท้ า ยที่ สุ ด ไม่ ว่ า จะที่ เ คยบอกว่ า “วั น ใดที่ เ สี ย งปื น แตก ผม พร้อมจะกลับมา” แต่สุดท้าย เสียงปืนแตกไปไม่รู้กี่นัดแล้ว (จากรายงาน ของ ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ ให้ข้อมูลว่ามีการเบิกกระสุนปืนสไนเปอร์ จากคลังแสง ๓,๖๐๐ นัด แต่ส่งกลับคืนมาแค่ ๓๐๐ กว่านัด ยังไม่นับปืน ชนิดอืน่ ๆ นะ !!!!) ก็ไม่เห็นนายทักษิณจะกลับมาสู้ร่วมกับพี่น้องเสื้อแดง ดี แต่แหกปากเรียกร้องให้คนอื่นออกมาสู้แต่ตัวเองไม่มา เรียกร้องให้เยาวชน นักศึกษาออกมาต่อสู้ แต่ลูกโอ๊ค ลูกอิง๊ ล่ะไม่เห็นจะให้ออกมาสู้บ้าง และมันก็ยิ่งชัดเจนขึ้น กับการโฟนอินวันที่ 19 พ.ค.ที่แม้ทักษิณ จะพยายามพูดถึงกระบวนการยุติธรรมที่ผิดเพี้ยน พูดถึงการใช้ประมวล กฎหมายอาญามาตรา 112 รังแกประชาชนจากกรณีตัวอย่างเรื่องอากง การชื่นชมการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง พร้อมกับสัญญาว่า “นี่จะเป็นการโฟนอินครั้งสุดท้าย จากนี้จะกลับมาพบพี่น้องเสื้อแดงด้วย ตัวเอง” แต่ไอ้ที่น่าข้องใจ คือการบอกว่า “ประเทศไทยวันนี้ต้องการการ ปรองดองเพื่อเดินต่อไปข้างหน้า ที่ผ่านมาให้เลิกแล้วต่อกัน” คือเป็นการ สอดรั บกั บร่ างกฎหมายปรองดองที่ พลเอกสนธิ บุ ญยรัต กลิ น และพล พรรค ส.ส.พรรคเพื่อไทยเดินหน้าเข็นกันเต็มที่เพื่อมุ่งหวังให้ทุกอย่างกลับ ไปสู่สภาวะเหมือนไม่เคยมีการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เกิดขึ้น กระแสวิพากษ์หลายสาย ทั้งจากสายที่ต่อต้านระบอบทักษิณ รวมถึงสายแดงหัวก้าวหน้าอย่างสายอาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์, สมศักดิ์ เจียม ธีรสกุล หรือแม้แต่นายจักรภพ เพ็ญแข (ผมก็ยังงงๆ กับพี่เอกของผมมา จนถึงวันนี้ว่า อะไรทําให้แกเป็นเอาได้ถึงขนาดนี)้ หลายคนให้ความเห็นว่า นี่คือการถีบหัวส่งมวลชนอย่างเป็นทางการ ก็ถึงขนาดที่พวก อ.ใจ อ.สมศักดิ์ โกรธทักษิณขั้นรุนแรงด่าสาด เสียเทเสียหลังการโฟนอิน โดยมองว่า เหมือนเป็นการหลอกให้มวลชน ออกมาต่อสู้เพื่อให้ทักษิณได้กลับบ้านอย่างไม่มีความผิด ซึ่งก็หมายถึงการ ที่จะไม่มีใครเป็นคนผิดด้วย แม้แต่คนที่รัฐประหาร หรือคนที่สั่งสลายการ ชุมนุมคนเสื้อแดงจนมีคนตาย ก็ไม่แปลกที่คนเสื้อแดงสายนี้จะโกรธ เพราะพวกเขาคาดหวัง เต็มที่ในการต่อสู้กับสิ่งที่พวกเขานิยามว่าเป็น “อํามาตย์” ซึ่งก็เป็นสิ่ง เดี ย วกั บ ที่ ทั ก ษิ ณ นํ า มาใช้ เ รี ย กมวลชนออกมาสู้ เ พื่ อ ตนมาโดยตลอด รวมทั้งยังคาดหวังเต็มที่ที่จะเห็นผู้ก่อการรัฐประหาร ผู้ที่สลายการชุมนุม คนเสื้อแดงปี 2553 ถูกลงโทษ แต่ในมุมผม อาจมองต่างนิดนึง ผมมองว่าทักษิณเองคงยังไม่ กล้าขนาดจะถีบส่งมวลชนแดง คนรักประชาธิปไตย แล้วจะให้เหลือแต่ มวลชนคนรักทักษิณ หลงประชานิยม ไปเสียทีเดียว เพราะอย่างน้อยๆ ทักษิณก็ยังพยายามชูเรื่องอํานาจมืดนอกรัฐธรรมนูญ การรัฐประหาร และ การใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประเด็นทําลายล้างฝ่ายพวกตน และในการปราศรัยของแกนนําเสื้อแดงอย่าง จตุพร พรหมพันธ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, ธิดา ถาวรเศรษฐ์ และคนอื่นๆ ก็ยังคงโจมตีด่าอํามาตย์ พู ด เรื่ อ งสองมาตรฐานกั น ไม่ ห ยุ ด รวมถึ ง ที่ ชั ด ๆ อี ก อั น ก็ ค งเป็ น วั น ที่ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปรดน้ําขอพรป๋าเปรม ขณะที่คนเสื้อแดงส่วน หนึ่งมาจัดงานครบรอบวันเกิดของ “เกด” อาสาพยาบาลที่ถูกยิงเสียชีวิต ในวัดปทุมวนาราม ผมก็ยังได้ฟังการปราศรัยของ ส.ส.สุนัย จุลพงศธร อยู่

ในวัดปทุมวนาราม ผมก็ยังได้ฟังการปราศรัยของ ส.ส.สุนัย จุลพงศธร อยู่ ติดขอบเวที (ก่อนผมจะเดินไปทักทาย ส.ส. นักวิชาการท่านอื่นๆ ที่หลัง เวที) ซึ่งก็พูดถึงการที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์พยายามปรองดองกับป๋าเปรม ผู้ที่ คนเสื้อแดงรวมถึงทักษิณกล่าวหามาตลอดว่าเป็นหัวหน้าอํามาตย์ผู้ชักใย การรั ฐประหาร เป็ นไปเพื่อ ให้ อํา มาตย์ ไม่ มาหาเรื่ อง ทํ าดี กับ อํา มาตย์ เพื่อให้อํามาตย์หาเหตุที่จะออกมาขัดขวางประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง พูด ง่ า ยๆ ก็ คื อ เหมื อ นกั บจะบอกกั บ คนเสื้อ แดงว่า ทั ก ษิ ณ ไม่ได้จะทิ้งคนเสื้อแดง แล้วไปซูเอี๋ยอํามาตย์อย่างที่ใครหลายคนรู้สึกกัน แต่ สํ า หรั บ ผม ทั ก ษิ ณ จะทิ้ ง คนเสื้ อ แดง จะจู บ ปากอํ า มาตย์ หรือไม่ มันยังไม่ใช่ประเด็นสําคัญเท่ากับการที่ผมยังคาใจที่ทักษิณบอกว่า “ที่ผ่านมาให้เลิกแล้วต่อกัน” ตกลงคื อ ที่ ป ระชาชนบาดเจ็ บ ล้ ม ตาย พิ ก าร ถู ก ดํ า เนิ น คดี ต้องโทษขังจํานวนมาก อันเป็นผลจากการต่อสู้กับสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็น “อํามาตย์” ที่ทําลายประชาธิปไตย พวกเขาสูญเสียเพราะการต่อสู้มา เท่าไหร่ วันนี้คุณทักษิณจะบอกให้เลิกแล้วต่อกัน... พูดง่ายไปไหม!!! ผมคิดว่ามันเป็นการพูดที่ชุ่ยมากๆ แม้ผมจะไม่ใช่คนเสื้อแดง แม้ ผมจะยัง เจ็ บปวดที่ยั งไม่ไ ด้รั บความเป็น ธรรมจากการถูก ทํา ร้า ยใน สงครามตํารวจฆ่าประชาชนวันที่ 7 ตุลาคม 2551 แต่ผมก็รู้สึกเจ็บปวด กับความสูญเสียของคนเสื้อแดง ไม่น้อยกว่าคนที่เป็นเสื้อแดงแท้ๆ (รวมถึง คุณแม่ของผมด้วย) และสิ่งที่ตอกย้ําถึงความชุ่ย ความมักง่ายต่อคุณค่าชีวิต เลือด เนื้ อ การต่ อ สู้ ข องคนเสื้ อ แดง มั น ก็ ค งชั ด เจนอยู่ แ ล้ ว ในร่ า ง พ.ร.บ. ปรองดองแห่งชาติ ที่แม้จะพูดให้ดูดีเพียงใดแม้จะบอกทุกฝ่ายได้ประโยชน์ แต่ท้ายที่สุด ก็คงไม่มีใครได้ประโยชน์เท่ากับ “ทักษิณ” ที่จะได้ กลับประเทศไทยอย่างคนที่ไม่มีคดีติดตัว และมีสิทธิที่จะได้ทรัพย์สินที่ถูก ยึดด้วยเหตุแห่งการได้มาโดยมิชอบ กลับคืนกระเป๋าตัวเอง ซึ่งนี่คือสิ่งที่ ทักษิณเรียกมันว่าเป็นการปรองดองแล้ว ส่ ว นคนเจ็ บ คนตายเพราะการต่ อ สู้ คนในสั ง คม คนใน ครอบครัวที่ขัดแย้ง แตกแยกกันเพราะการปลุกปั่นทางการเมืองอันเป็น ผลจากระบอบทักษิณ จะเป็นจะตายอย่างไร ใครจะได้รับความเป็ น ธรรมหรือไม่ คนที่เขาแตกแยกกันอยู่จะปรองดองกันได้หรือไม่นั้น คําตอบในใจทักษิณก็คงจะเป็น “ช่างแม่ง...”

DemoCrazy .14.


   

 ?

ไม่แปลกเลยครับ ที่ทําไมคนรุ่นใหม่ถึงได้ไกลห่างจากการเมือง นัก จนดูเ หมื อ นไม่ ส นใจการเมื อ ง สมมุ ติฐ านของผมที่ ตั้ ง ไว้ ค ร่ า วๆ น่าจะเป็นเพราะความสับสน... ความสับสนที่นําพาให้คนหนุ่มสาวใน ปัจจุบัน ตกอยู่ในความมืดบอด ไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหนดี เส้นทางสาย ใดกันที่ถูกต้อง หนึง่ ในความสับสนที่ค่อนข้างจะคลาสสิกนั่นก็คือความสับสน เกี่ยวกับขบวนการนักศึกษาในอดีตว่ามีจุดยืนเช่นไร ครั้ ง หนึ่ ง นั ก ศึ ก ษาสมั ย 14 ตุ ล า 2516 ถู ก หยิ บ ยกให้ เ ป็ น ตัวแทนของพลังแห่งความถูกต้องของยุคสมัย หรือจะเรียกแบบค่อนข้าง จะยกยอหน่อย จะเรียกว่าเป็นวีรบุรุษประชาธิปไตย ก็พอจะว่าได้ เพราะ นักศึกษาสมัยนั้นต่อสู้ด้วยความเชื่ออันบริสุทธิ์ว่าจะสามารถสร้างสรรค์ สังคมอันดีงามขึ้นมาได้ มีอุดมการณ์ความคิดที่มั่นคง และไม่หวั่นเกรงต่อ อํานาจใดใด แม้ก ระทั่งอํ านาจที่ มาจากปลายกระบอกปืน ...พวกเขาก็ พร้อมลุกขึ้นสู้ แต่เมื่อเข็มนาฬิกาหมุนผ่านไปเรื่อยๆ นักศึกษากลุ่มนั้นก็ต่าง เติบโตขึ้นตามแนวทางของตัวเอง และต่างแยกย้ายสายงาน สายความคิด จนหลากหลาย จนคนยุคใหม่ในปัจจุบันที่เคยมองพวกเขาประหนึ่งวีรบุรุษ ประชาธิปไตย ต้องพบกับความสับสนว่าอุดมการณ์อันแท้จริง นั้นมันมีสี อะไรกันแน่ ? บางคนของนักศึกษากลุ่มนั้นเลือกเดินบนทางสายการเมือง บ้าง ก็เดินบนเส้นทางของนักวิชาการและสื่อสารมวลชน บ้างก็ยังเดินบนถนน สายการเมืองภาคประชาชน และบ้างก็เลือกสร้างเส้นทางสายธุรกิจ ผมเองก็ขอยอมรับตามตรงว่าแม้จะมีทั้งพ่อและแม่ผ่านยุคสมัย ของคนเดือนตุ ลาฯ และเลือ กเดินบนเส้นทางสีเหลืองอย่ างชัดเจน แต่ ความสับสนก็ไม่แพ้ใครเหมือนกัน หากจะยกเอาเรื่ องการเอา หรือ ไม่ เ อากษั ต ริย์ ขึ้น มาพู ดคุ ย ก็ พอจะเข้าใจได้ว่า นี่คืออุดมการณ์ แม้ว่าอุดมการณ์เหล่านี้อาจจะยังไม่ เหมาะกับบริบทของสังคมไทยในปัจจุบัน แต่ก็ถือว่าเป็นอุดมการณ์ เป็น แนวความคิดหนึ่ง ซึ่งในความคิดของผมก็ยังพอรับได้ที่นักศึกษาในอดีต กลุ่มนั้นจะมีวิธีการเลือกเส้นทางการเดินโดยมีปัจจัยทางอุดมการณ์เป็น สํ า คั ญ แม้ ว่ า จะไม่ ค่ อ ยเห็ น ด้ ว ยนั ก ก็ ต าม แต่ ก็ ถื อ เป็ น ความเห็ น ที่ หลากหลาย แต่ ห ากนั บ เอาอุ ด มการณ์ ใ นด้ า นนี้ ขึ้ น มาเป็ น ปั จ จั ย สํ า คั ญ ก็ น่าสนใจไม่น้อยว่า หากเป็นการต่อสู้ทางความคิดที่ไม่เห็นด้วยกับการมี สถาบันกษัตริย์ ทําไมถึงได้ยกย่องคนบางคนราวกับเป็นกษัตริย์อีกองค์ และเมื่ อ ผมได้ ม า เห็ น คลิ ป ๆ หนึ่ ง ที่ เผยแพร่ ผ่ า นทา ง www.youtube.com ก็ทําให้ความสับสนของผมยิ่งทวีคูณขึ้นมา

คนบางคนที่เคยเป็นอดีตนักศึกษาหัวก้าวหน้า เป็นศิลปินเพื่อ ชีวิต กลับมาแต่งเพลงเพื่อสรรเสริญเยินยอ ผู้นําของประเทศเพื่อนบ้าน ว่าเป็นวีรบุรุษของชาติ (ของเขา) โดยหยิบยกเอาวีรกรรมการต่อสู้กับ ศัตรูต่างชาติขึ้นมา ซึ่งศัตรูของชาติเขานั้นน่าจะหมายความถึงประเทศ ไทยเรานี่เอง! นี่มันคืออุดมการณ์ที่ออกมาจากสมองก้อนเดียวกันของนักศึกษา ในยุคที่เคยเดินขบวนต้านภัยขาว ต้านการรุกรานจากสินค้าต่างชาติทั้ง อเมริกาทั้งญี่ปุ่นหรือนี่?!? นี่มันคืออุดมการณ์ที่ออกมาจากสมองก้อน เดี ย วกั น ของนั ก ศึ ก ษาในยุ ค ที่ เ คยต่ อ ต้ า นความรุ น แรงอั น โหดร้ า ยไร้ มนุษยธรรมในสงครามเขมรหรือนี?่ !? หลายสิ่งที่เกิดขึ้นก็ทําให้ผมก็นึกสงสัยว่าอะไรกันที่ไปดลจิตดล ใจให้คนรุ่นพ่อบางคนมีความคิดเช่นนั้น เป็นเพราะเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า ประเทศของเราไม่มีความเสรี ควรจะถูกทําลายทิ้ง หรือเป็นเพราะว่ากลิ่น ของเงินตราและอํานาจ มันยวนใจให้คิดเช่นนั้น ทําให้ผมต้องตั้งคําถามกับตัวเองว่า “อุดมการณ์ของคนรุ่น พ่อ ขายได้ราคาดีไหม?” ••• ป.ล. สําหรับคนที่อาจจะตั้งคําถามเกี่ยวกับครอบครัวของผม 1. พ่อและแม่ของผมแม้ว่าจะมีอิทธิพลกับความคิดของผมอยู่ มาก แต่ไม่เคยโน้มน้าวใจ หรือบังคับใจ ให้ผมเชื่อ หรือไม่เชื่ออะไร โดยที่ ผมไม่ได้พิสูจน์ด้วยตัวเอง 2. ทั้งพ่อและแม่ของผม ไม่เคยเห็นด้วยกับระบอบเผด็จการทุก รูปแบบ ทั้งที่มาจากปลายกระบอกปืน และเผด็จรัฐสภา 3. ทั้งพ่อและแม่ของผม มองสถาบั นกษัตริย์ ในลักษณะของ สถาบันทางสังคม การคงอยู่และไม่คงอยู่ของสถาบันกษัตริย์ ขึ้นอยู่กับ บริบททางสังคม และความรู้สึกนึกคิด-การยอมรับของคนในสังคม 4. ผมไม่ได้ตั้งใจจะโจมตีคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ แต่ด้วยวัยสามสิบปี คง จะมีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะวิพากษ์ความเป็นไปต่างๆได้ และคงจะตรงกับ ความต้องการของคนรุ่นพ่อในอดีตที่เรียกร้องเรื่องเสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็น 5. ผมยังคงเคารพกับภาพในอดีตของคนรุ่นพ่อบางคน แต่จะให้ ผมลืมๆ มันไปกับภาพที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็คงจะลําบาก

DemoCrazy .15.

ด้วยความสงสัย แสงธรรม ชุนชฎาธาร


กิจกรรมคอนเสิร์ตเมืองไทยรายสัปดาห์ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่าน มา ณ ลุ ม พิ นี ส ถาน เวที ลี ล าศ สวน ลุมพิ นี ได้ มีก ารจัด ให้ มีผู้ ประกาศข่า ว นักวิชาการ ผู้ปราศรัยตลอดจนศิลปิน จากพันธมิตรฯ ร่วมร้องเพลงและแสดง ด น ต รี ใ น กิ จ ก ร ร ม ภ า ย ใ ต้ ชื่ อ “ปฏิบัติการก่อการดีด้วยเสียงดนตรี”

DemoCrazy .16.


DemoCrazy .17.


ช่ ว งเวลา 16.30 น. แกนนํ า พั น ธมิ ต รประชาชนเพื่ อ ประชาธิ ป ไตย ประกอบด้วย พลตรีจําลอง ศรีเมือง, นายพิภพ ธงไชย, นายสมเกียรติ พงษ์ ไพบูลย์ พร้อมด้วย นายปานเทพ พัวพงษืพันธ์ โฆษกพันธมิตรฯ และนาย ประพั น ธ์ คู ณ มี ร่ ว มกั น แถลงข่ า วภายในสวนลุ ม พิ นี โดยมี ก ารอ่ า น แถลงการณ์ พั น ธมิ ต รฯ ฉบั บ ที่ 3 เรื่ อ ง “การปฏิ รู ป ประเทศไทย และ กําหนดการเคลื่อนไหวต่อไป” โดยในส่วนของการคัดค้าน พ.ร.บ.ปรองดอง ได้นัดหมายให้มีการตั้งขบวนในวันพุธที่ 30 พฤษภาคม 2555 ณ ลานพระ บรมรูปทรงม้า ในเวลา 09.00 น. เพื่อเดินทางไปที่หน้ารัฐสภาต่อไป

DemoCrazy .18.


DemoCrazy

THE PEOPLE

TRENDTRACE

   ...   ...



 ( )

  !"# !$#

คงมีหลายคนได้รู้จักเพลงที่ชื่อว่า “ลูกอม” ซึ่งเป็นเพลงช้าที่บ่งบอกถึงความรักได้อย่าง ไพเราะ และมีหลายคนนําไปใช้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นเพลงสามัญประจํางานแต่งงาน แต่สําหรับวงวัช ราวลีนั้น นอกจากเพลงลูกอมจะเป็นการสร้างชื่อให้กับพวกเขาแล้ว อีกด้านหนึ่งในทางธุรกิจยังเป็น ช่องทางทําเงินให้กับพวกเขา ในฐานะที่พวกเขาได้เปิดบริษัทที่ชื่อว่า ทินนามู (Tinnamou) ทําหน้าที่ รับผลิตเพลงโฆษณา เพลงองค์กร และเพลงอีเวนท์อื่นๆ แบบเป็นกันเอง วัชราวลี เป็นการรวมตัวของสมาชิก 3 คน ที่อยู่เบื้องหลังวงการเพลง และวงการโฆษณา นํา โดย ป๋ํา-มนต์ชัย สัต ยเทพ เป็ นนักแต่ง เพลง ผลิ ตเพลงโฆษณา และเบื้องหลั งศิลปิน ปั จจุบันเป็ น เจ้าของบริษัท ทินนามู มิวสิค สกอร์ จํากัด ร่วมด้วย มิลค์-สัญชัย กาญจนรัตน์ ทําหน้าที่มือกีตาร์ ปัจจุบันสอนกีต้าร์อยู่ที่โรงเรียนดนตรีมีฟ้า เล่นดนตรีกลางคืน กําลังศึกษาปริญญาโท รวมทั้งเปิด โรงเรียนสอนดนตรี ขณะที่ จุ๊บ-ศราวุฒิ วุฒิกุล ทําหน้าที่มือกลอง สอนดนตรีที่โรงเรียนดนตรีกิตติกีต้าร์ ปืนและที่อื่นๆ เล่นดนตรีอาชีพ และ เป็นแบ็คอัพ หรือทําดนตรีเบื้องหลังให้กับศิลปินต่างๆ โดยทั้งสาม จบการศึกษาด้านดนตรีจากมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทาเหมือนกัน อีกคนหนึ่งคือ นิว-ธัชกร คงเขา ม่วง เป็นมือเบส ซึ่งเคยช่วยเขียนเนื้อเพลงลูกอมอีกด้วย ก่อนหน้านี้เขาเคยเปิดเผยถึงที่มาที่ไปของเพลงลูกอม เริ่มจากเพื่อนชื่อตั้มจะแต่งงาน จึงมา ให้ป่ําช่วยเขียนเพลง เพื่อเซอร์ไพรส์เจ้าสาวในวันแต่งงาน ป่ําจึงเขียนเนื้อร้อง ทํานอง เรียบเรียง และ อ่านต่อหน้า 20

DemoCrazy .19.

ชื่อของ “ปลื้ม-สุรบถ หลีกภัย” ก่อน หน้ า นี้ เ ป็ น ที่ รู้ จั ก ในฐานะบุ ต รชายคน เดี ย วของนายกรั ฐ มนตรี ค นที่ 20 ของ ไทยนามว่า “ชวน หลีกภัย” แต่คราวนี้ เขามาในมาดใหม่กับพิธีกรรายการวีอาร์ โซ (VRZO) ทางช่องทรู 85 และทาง อินเตอร์เน็ตที่กําลังโด่งดัง ปลื้ ม เกิ ด เมื่ อ 8 ธ.ค.2530 เรี ย นชั้ น ประถมศึ ก ษาโรงเรี ย นสาธิ ต มศว. ประสานมิตร ต่อด้วยระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนสาธิต มศว.ปทุมวัน จากนั้นไป เป็น หนุ่ม เชีย งใหม่ ศึ กษาต่อที่ โรงเรีย น พร้าววิทยา เป็นประธานนักเรียน และตั้ง วงดนตรี "หมากเหนือ" เป็นมือคีย์บอร์ด ก่อนจะศึกษาต่อและคว้าปริญญาตรีจาก คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง ในรัฐ บาลอภิสิ ทธิ์ เวชชาชีว ะ ปลื้ มเคย ทํางานเป็นรองโฆษกกระทรวงวัฒนธรรม จากนั้นเขาได้ร่วมกับเพื่อนทํารายการทีวี ออนไลน์ ใ นชื่ อ “วี อ าร์ โ ซ” ซึ่ ง เป็ น ใน ลัก ษณะของการตั้ งหั ว ข้อ ขึ้น มาเหมื อ น เป็นโพลแล้วไปสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย เพื่อหาคะแนนโหวต 100 คน โดยมีปลื้ม เป็นพิ ธีกรร่ วมกับ “ทับทิ ม-มัลลิ กา จง วัฒนา” แฟนสาว กระทั่งติดอันดับผู้เข้า ชมในยูทิวบ์สูงเป็นอันดับที่ 28 ของโลก ปลื้มเคยกล่าวว่า เขาส่งเสริมให้วัยรุ่น คิ ด และทํ า อะไรก็ ไ ด้ ที่ อ ยากคิ ด และ อยากทํา หากไม่เป็นการทําร้ายตนเอง หรือผู้อื่น และถ้าเราจะสื่อสารกับวัยรุ่น เราต้องทํารายการที่วัยรุ่นสนใจเสียก่อน เพราะถ้าเนื้อหาสาระดี ทุกอย่างเพอร์ เฟกต์หมด แต่วัยรุ่นไม่ดูก็ไร้ค่า


17

ล้านคน

เป็นผู้ที่ดื่มสุราในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งพบว่ากลุ่มวัยทํางาน (25-59 ปี) มีอัตราการดื่มร้อยละ 37.3 ขณะที่อายุที่เริ่มดื่ม สุราโดยรวมจะเริ่มที่อายุเฉลี่ย 20.3 ปี ผู้ชายจะเริ่มดื่มอายุ เฉลี่ย 19.4 ปี เร็วกว่าผู้หญิงจะเริ่มดื่มเมื่ออายุเฉลี่ย 24.9 ปี ที่มา : สํานักงานสถิติแห่งชาติ

มีตังค์ก(็ จ้าง)ผลิตได้ | ต่อจากหน้า 19

ให้นิวช่วยเขียนเนื้อเพิ่มเติม แล้วส่งเดโมมาให้กับอาร์ต ตั้ม จุ๊บ และมิลค์ ซึ่ง ทุก คนเป็ นเพื่อ นที่เ รีย นมาด้ วยกั นที่ สวนสุ นัน ทา ทุก คนทํา งานด้ า น ดนตรี แต่ไม่ได้ทําด้วยกัน และไม่เจอกันมาร่วม 10 ปี ก่ อ นวั น แต่ ง งานไม่ กี่ วั น วั น นั้ น ทุ ก คนสละเวลามา และทํ า การบ้านส่วนตัวมา เพื่อมาอัดเพลง ทั้งร้อง ทั้งภาคดนตรี เสร็จภายใน1 วัน ตั้งแต่ประมาณเที่ยงๆจนถึงเช้ามืดของอีกวัน พอถึงวันแต่งงาน เพลงนี้ นําไปเปิดวันแต่งงาน และเจ้าบ่าวได้กระซิบบอกกับเจ้าสาวว่า "เพลงนี้ เพื่อเธอ มันเป็นของเธอรู้ไหม สัญญาจะดูแลเธอจากนี้ ตลอดไป" หลังจากงานแต่งงานเสร็จสิ้น เพลงนี้ได้ถูกนํามาเผยแพร่ทาง อินเตอร์เน็ต และมีกระแสมาพอสมควร มีการถามไถ่ถึงเจ้าของเพลง ป่ํา จึงเรียกเพื่อนๆ มาประชุมกันว่า เราคงจะต้องตั้งชื่อเพลง ชื่อวงแล้ว ซึ่งก็มี ชื่อมากมายที่ถกเถียงกัน สรุปมาจบทีเ่ พลงนี้เกิดจากงานแต่งงานนี้ เพลงนี้ มอบให้เจ้าสาวคนนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องให้เกียรติกับอะไรที่ทําให้เพลงนี้ เกิดขึ้น จึงมาสรุปด้วยชื่อของเจ้าสาว เจ้าสาวมีชื่อว่า ""ลูกอม" และชื่อ จริง "วัชราวลี" นอกจากเพลงลูกอมแล้ว เพลงแต่งงานที่วงนี้ถูกกล่าวถึงอีกเพลง คือเพลง Jeep (จี๊บ) ซึ่งเริ่มจากเพื่อนเก่าป่ําตั้งแต่สมัยเด็กๆ จะแต่งงาน รู้ ว่าป่ําทํางานเขียนเพลงอยู่แล้ว และจากเครดิตเพลงลูกอม จึงมาหาป่ํา และอยากให้เขียนเพลงให้กับเจ้าสาว เพื่อเป็นเซอร์ไพร้ส์ในวันแต่งงาน ซึ่ง เหลือเวลาอีกไม่กี่วันเช่นกัน ป่ําจึงให้เพื่อนเค้าเล่าถึงความเป็นมาของทั้งคู่ มาเจอกันอย่างไร เวลาทุกข์ใจ คุณทั้งสองผ่านอุปสรรคมาได้อย่างไร แล้วป่ําก็นําคําบอกเล่าของเจ้าบ่าว มากลั่นกรองเพื่อเขียนเนื้อ ร้อง ทํานอง เรียบเรียง ซึ่งเพื่อนคนที่จะแต่งงานนี้เป็นเพื่อนรักป่ํา จึงลงมา อัดร้องด้วยตัวเอง หลังจากที่อยู่เบื้องหลังมานาน ซึ่งเพื่อนๆ ในวงก็เต็มใจ ที่จะมาอัดดนตรีกัน โดยที่ไม่เคยรู้จักกับเพื่อนป่ําคนนี้ด้วย โดยเพลงนี้ได้ นําคําพูดของเจ้าบ่าว ที่บอกกับเจ้าสาว เวลาที่ท้อแท้กับปัญหาต่างๆ ว่า ...." ให้เธอ โปรดเข้มแข็ง เมื่อเธอทุกข์ใจให้ลองเอาเท้าจุ่มน้ํา ปล่อยความ ทุกข์ลอยไปกับทะเล และฟ้าสีคราม "... ล่าสุดกับเพลง “ทราย” ซึ่งเปิดตัวผ่านอินเตอร์เน็ตเมื่อปลาย เดือนเมษายน 2555 ที่ผ่านมา แม้ทางวงวัชราวลีจะยังไม่ได้กล่าวถึงที่มา แต่ในเว็บไซต์พันทิป ห้องสยาม ได้มีการพูดถึงเพลงทราย พบว่าที่มาคือ เจ้าสาวมีนามว่า “ทราย” เป็นสัตวแพทย์ ส่วนเจ้าบ่าวคือทีมบริหารคลื่น ซี๊ด เรดิโอ (Seed Radio) วันนั้นเจ้าบ่าวก็ประกาศว่า เป็นคนขอให้วงวัช ราวลีแต่งให้ และเจ้าบ่าวเป็นคนร้องเพลงนี้เองในงานแต่งด้วย อย่างไรก็ ตาม ซิงเกิ้ล “ทราย” ที่ปล่อยบนอินเตอร์เน็ตนั้น เป็นเวอร์ชั่นที่ใช้เสียง ร้องของป่ํา และเผยแพร่บนคลื่นวิทยุครั้งแรกที่ซี๊ด เรดิโอเช่นกัน .

มีเงินหมื่นก็จ้างทําเพลงได้

ปัจจุบันวงวัชราวลีแม้จะไม่สังกัดค่ายเพลงใด แต่เพลงของพวก เขาก็มีให้ดาวน์โหลดผ่าน *123 โดยค่ายแกรมมี่ ขณะเดียวกันพวกเขายัง รับงานแสดงดนตรีกลางคืนเช่นเดียวกับศิลปินนักร้องทั่วไป ส่วนมากจะ เป็นสถานบันเทิง และตามงานอีเวนท์ต่างๆ อีกด้านหนึ่ง หากมองกันที่กิจการบริษัทรับแต่งเพลงของหัวหน้า วงอย่างป่ํา-มนต์ชัย พบว่าที่ทินนามูเป็นบริษัทรับแต่งเพลง รับทําเพลง ผลิตเพลง ทุกรูปแบบ ทุกการนําไปใช้ ไม่ว่าจะเป็น เพลงองค์กร เพลง ประจําบริษัท สถาบัน โรงเรียน หรือจะเป็นเพลงโฆษณา ประชาสัมพันธ์ Jingle เพลงรอสาย เพลงประจํา Website ไปถึงเพลงประกอบภาพยนตร์ ละคร การ์ตูน Game สารคดี รวมทั้งเพลงประกอบรายการโทรทัศน์ วิทยุ เพลงเปิดตัวแนะนําสินค้า อีเวนท์ต่างๆ อีกด้วย เพลงที่รับจ้างแต่งเพลงส่วนใหญ่มีความยาว 2-4 นาทีเทียบเท่า

เพลงในค่ายเพลงทั่วไป เมื่อมองมาที่ค่าใช้จ่ายต่อเพลงจะพบว่ามีแพ็คเกจ แตกต่างกันไป โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 29,000 บาท ซึ่งจะเป็นไปในลักษณะมี เนื้อร้อง ทํานอง เรียบเรียงดนตรี ใช้ห้องบันทึกเสียง แต่ไม่ผ่านการแต่ง เสียงขั้นสุดท้าย (Mix & Mastering) ซึ่งถ้าหากจะเพิ่มการแต่งเสียงขั้น สุดท้ายให้เทียบเท่ามาตรฐานค่ายเพลงจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก 1 หมิ่นบาท เป็น 39,000 บาท ซึ่งชิ้นงานที่สําเร็จจะมีซีดีมาสเตอร์ 1 แผ่นแก่ลูกค้า แต่สําหรับแพ็คเกจที่ขายดีที่สุด คือการใช้นักดนตรี และเครื่อง ดนตรีสด รวมทั้งนักร้องประสานเสียง (Chorus) ซึ่งบันทึกเสียงในสตูดีโอ ระดับดีเยี่ยม เทียบเท่าค่ายเพลงชั้นนํา ซึ่งราคาจะอยู่ที่ 69,000 บาท อย่า งไรก็ตาม สํ าหรั บลู กค้า กระเป๋า หนัก ที่ต้อ งการงานระดับ พรีเ มี่ย ม ราคาจะอยู่ที่ 99,000 บาท ซึ่งจะเน้นเครื่องดนตรีสด ทําให้เพลงดูมีชีวิต และมีคุณภาพดีที่สุดเท่าที่ทําได้ โดยจะให้ซีดีมาสเตอร์ 2 แผ่นแก่ลูกค้า

“อีเวนท์” ช่องทางทําเงินของศิลปิน

จากการสํารวจ ยังพบว่ามีอีกหลายบริษัทที่รับแต่งเพลงประจํา บริษัทและองค์กร อาทิ ไอฟีลฟายน์มิวสิค ของสุรักษ์ สุขเสวี นักแต่งเพลง อาชีพที่เคยสร้างผลงานแต่งเพลงไว้มากมาย อาทิ หัวใจขอมา วิมานดิน หมากเกมนี้ แทนคํานั้น นาทีที่ยิ่งใหญ่ ฯลฯ ก่อนจะลาออกจากแกรมมี่ เปิดบริษัทเล็กๆ ของตัวเอง ซึ่งพบว่าที่ผ่านมาเขาแต่งเพลงให้กับบริษัท องค์กร งานโฆษณา และวาระพิเศษต่างๆ อาทิ เพลงเรือใบสุดขอบฟ้า ของเบน-ชลาทิศ ตันติวุฒิ ซึ่งใช้ในงานกีฬาแห่งชาติครั้งที่ 39 ชลบุรีเกมส์ หรือเพลงพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีพิชัยยุทธ จันทร์กลับ เป็นผู้ขับร้อง หรือจะเป็น อมอร์ สตูดิโอ ที่เคยทํางานเบื้องหลัง ให้กับศิลปิน ค่ายต่างๆ เช่น ปราโมทย์ วิเลปานะ, บีม-จารุวรรณ บุญญารักษ์, แอน-ธิติ มา ปทุมทิพย์ ฯลฯ พบว่ามีแพ็คเกจให้เลือก หากต้องการใช้เพลงที่แต่ง ใหม่ ราคาเริ่มต้นที่ 8,000 ถึง 35,000 บาท ขึ้นอยู่กับการแก้ไขเสียงร้อง การอัดดนตรีสด บันทึกเสียง แต่งเสียงขั้นสุดท้าย ซึ่งหากต้องการงาน เพลงที่ต้องการความละเอียดสูงสุด อัดสดทุกชิน้ ราคาจะยิ่งสูงขึ้น นอกจากนี้ ศิลปินหรือนักแต่งเพลงก็มักจะผันตัวเองเป็นคนผลิต เพลงโฆษณาต่า งๆ ซึ่งหากเป็ นองค์กรขนาดใหญ่ร าคาก็จะสู งขึ้น อาทิ เพลง “ฝากให้เราช่วยดูแล” ของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งได้ “โตน-จักรธร ขจรไชยกูล” อดีตนักร้องนําวงโซฟาเป็นผู้แต่งเพลงและร้องนํา ส่วนเพลง “Soft touch with your love” ประกอบโฆษณาครีมอาบน้ําลักส์ ซึ่งมี ชมพู-่ อารยา เอฮาร์เก็ต ร้องนํา ก็มีวง ETC เป็นผู้ผลิตและร่วมร้องเพลงนี้ อย่างไรก็ตาม แม้การผลิตงานเพลงส่วนตัว ดูผิวเผินเหมือน จะมีราคาแพงก็ตาม แต่หากมองในแง่ของงานศิลปะ เพลงก็เหมือนกับ งานศิลปะทั่วไปที่ต้องใช้ศิลป์มากกว่าศาสตร์ เนื่องจากมีอารมณ์และ ความสุนทรีย์เข้ามาเกี่ยวข้อง หากเพลงมีความไพเราะเป็นที่ชื่นชอบ ลูกค้าก็ยินดีที่จะจ่ายไม่ว่าจะแพงขนาดไหนก็ตาม 

DemoCrazy .20.


DemoCrazy

TRENDTRACE

EXCITE

แท็กบาดใจ เกยทั้งแผนดิน VS ชะนีไทยไรที่ยืน! ฉ 20 Production

GTH

ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ เฉกเช่นทวิตเตอร์ ได้มีการพูดคุยกันโดยใช้แฮชแท็ก (HashTag) คําว่า #เกย์ทั้งแผ่นดิน และ #ชะนีไทยไร้ที่ยืน สร้างความครึกครื้นเฮฮาแก่ ผู้ใช้งาน ทั้งโสดและไม่โสดเป็นจํานวนมาก เพราะกลายเป็นพื้นที่บอก เล่าถึงความทุกข์ของหญิงไทยในยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ค ที่มาที่ไปของทั้งสองคําก็คือ เทศกาลสงกรานต์ที่เกิดขึ้นทุกปีนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้หญิงจะต้องเป็นฝ่ายถูกลวนลาม หรือคุกคามทางเพศ ระหว่างเดินสาดน้ํา แต่สําหรับที่ถนนสีลม ซึ่งเต็มไปด้วยสถานบันเทิงของ กลุ่มชายรักชาย เมื่อกลายเป็นสถานที่เล่นสงกรานต์ยอดฮิตอีกแห่งหนึ่งใน กรุงเทพฯ ปรากฏว่านักท่องเที่ยวชายก็ถูกคุกคามทางเพศไม่แพ้กัน แทบจะเรี ย กได้ ว่ า ถนนสี ล มทั้ ง เส้ น เป็ น อาณาจั ก ร “เกย์ ทั้ ง แผ่นดิน” จนชายแท้บางคนถึงกับบ่นอุบว่า “อย่าว่าแต่คุณผู้หญิงเลย คุณ ผู้ชายก็มีความเสี่ยงไม่แพ้กัน” พร้อมกับถามหากางเกงในเหล็กไปพลาง นอกจากนี้ เทศกาลสงกรานต์ ที่ จ.บุ รี รั ม ย์ ปี นี้ ภายใต้ ชื่ อ “สงกรานต์หลากสี บุรีรัมย์หรรษา” ประธานสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด “เน วิน ชิดชอบ” ก็จัดเต็มสาวเอวีอย่าง “โซระ อาโออิ” ทําเอาบรรดาชาย โสดหลายคนตีตั๋วรถทัวร์มุ่งหน้าสู่ปาร์ตี้โฟมในถิ่นเซาะกราวอย่างคึกคัก ถึงกั บมี เสี ยงบ่นมาว่ า “สงกรานต์ นี้ที่ สีล มมีเ กย์ ทั้ง แผ่ นดิ น บุรีรัมย์มีอาโออิ วู้ดดีย้ ังมีมิยาบิอีก ชัดเจนแล้วนะว่าชะนีไทยไร้ที่ยืน…” ประเด็นพูดคุยที่เกี่ยวเนื่องกับแฮชแท็ก “เกย์ทั้งแผ่นดิน” จาก การสํารวจมักจะมีอิทธิพลมาจากสื่อเป็นหลัก อาทิ การ์ตูนญี่ปุ่น ซึ่งทําให้ เกิดพฤติกรรมที่เรียกว่า “วาย” กับสุภาพสตรีที่เรียกว่า “สาววาย” คือ ผู้หญิงที่ชอบยาโอย (Yaoi) หมายถึงความรักของชายกับชาย มักจะอ่านใน การ์ตูนวาย หรือถ้าเป็นคนจริงๆ ก็แล้วแต่คน ส่วนมากมักจะนิยมจับคู่ตัว ละครชายในการ์ตูน อนิเมะต่างๆ เรียกว่า “จิ้น” ซึ่งมาจากคําว่าอิมเมจิ้น (Imagine) หมายถึงจินตนาการ ผู้หญิงประเภทนี้เวลาเห็นผู้ชายรักกันจะ รู้สึกมีความสุข แม้ชีวิตจะปกติเหมือนผู้หญิงทั่วไปซึ่งไม่มีพิษมีภัยก็ตาม ในการ์ตูนวายยังมีศัพท์ที่เรียกว่า “เคะ” กับ “เมะ” ซึ่งเคะมา จากคําว่าอุเคะ (Uke) หมายถึงฝ่ายรับหรือผู้ถูกกระทํา ส่วนเมะมาจากคํา ว่าเซเมะ (Seme) หมายถึงฝ่ายรุกหรือผู้กระทํา ทั้งสองคํานี้ใช้ในนิยายที่ ตัวเอกเป็นเพศเดียวกัน คือนิยายยาโอยและยูริ (หญิงรักหญิง) นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่พูดถึงบุคคลที่มีเพศวิถีแตกต่างกันใน ชีวิตประจําวัน บางคนมีความเชื่อว่าผู้ชายหน้าตาดี หล่อ รวย เรียนเก่ง ถ้า ไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตน หรือเป็นคนเจ้าชู้เพลย์บอยแล้ว ก็มักจะมองว่า เป็นเกย์ไปโดยปริยาย เช่น RT @Supazzii: ผูช้ ายบนไทม์ไลน์กูนี่หน้าตาดีๆกันทั้งนั้นนะ .. แต่เต๊าะไม่ได้สักคน แม่งมีคู่จิ้นกันเองหมดแล้ว!! #ชะนีไทยไร้ที่ยืน # เกย์ทั้งแผ่นดิน

RT @itakza: ดิฉันสัมผัสได้ว่า... มีพลังงานเกย์ซ่อนอยู่ใน ประเทศเยอะมาก แทบจะหาผู้ชายแมนๆไม่มีเลย ต้องบอกเลยนะคะ ว่า... #เกย์ทั้งแผ่นดิน RT @minTwoen: ผู้ชายบ้านเมืองไหนเค้าจับมือกันแบบนั้น กูถามจริง อ่อ มีดิ่ เมืองไทยไง #เกย์ทั้งแผ่นดิน RT @newreery: ผู้ชายอย่าเต๊าะกันเองสิ่ค่ะ เหลือให้ชะนีได้ เต๊าะบ้าง เกย์ทั้งแผ่นดินไทย #ชะนีไทยไร้ที่ยืน. RT @iWannwann: นอกจาก #เกย์ทั้งแผ่นดิน แล้วยังมี ผู้ ช าย(?)หน้ า สวยอย่ า งซิ น ซิ ง กุ ล่ า กั บ กระเทยโคดสวยอย่ า งปอย ตรีชฏาอีก เตรียมเป็นเจนเนอเรชันที่ตกค้างได้ RT@DiWine_iMink ชะนีไทยยังไม่สิ้นหนทาง จุดยืนของ พวกท่านคือ สาววาย #ชะนีไทยไร้ที่ยืน ... ฯลฯ แม้ในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์คจะเป็นเรื่องตลกขบขัน แต่ในความ เป็นจริงก็มีเรื่องที่สาวไทยต้องเกิดอาการประหวั่นพรั่งพรึง เพราะเคยมีผล สํารวจที่เคยเป็นข่าวว่าในปี 2563 ประเทศไทยจะมีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ถึง 1.5 ล้านคน โดยเฉพาะ "ผู้หญิงตัวคนเดียว" จะมีเพิ่มมากขึ้น จากผลการสํารวจของ U.S. Census Bureau, International Data Base ผ่านการวิเคราะห์โดยบริษัท MeetNLunch บริษัทจัดหาคู่มอื อาชีพ ถึงการคาดการณ์ด้านจํานวนประชากรในอีก 10 ปีข้างหน้า สาเหตุ มาจากการที่ผู้ชายมีแนวโน้มเสียชีวิตเร็วกว่า แต่งงานใหม่มากกว่าผู้หญิง จึงทําให้มีผู้ชายที่ผ่านการหย่าร้างและพ่อม่ายน้อยกว่า ส่วนวิถีชีวิตคนไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มแต่งงานช้าลง 45% และมีสถิติการหย่าเพิ่มขึ้น และยังพบแนวโน้มคนรุ่นใหม่หันมาใช้ บริการบริษัทจัดหาคู่มืออาชีพ และสถาบันเสริมความงาม รวมทั้งการ ทําศัลยกรรมมากขึ้น เพื่อให้ได้รูปลักษณ์ที่ดึงดูดเพศตรงข้าม อย่างไรก็ตาม การที่หญิงไทยในอนาคตอันใกล้มีแนวโน้มที่จะใช้ ชีวิตตัวคนเดียว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาพของแม่ศรีเรือน ทําหน้าที่อยู่กับ เหย้าเฝ้ากับ เรือน ถูกแทนที่ด้ว ยภาพของผู้ หญิงคนทํางานหรือ สาวมั่ น สามารถรับผิดชอบอะไรเอง ยอมที่จะโดดเดี่ยวเพื่อให้ได้ชายในฝันที่ดีกว่า อี ก ด้ า นหนึ่ ง ไม่ แ น่ เ สมอไปที่ ค วามสนิ ท สนมระหว่ า งผู้ ช าย ด้วยกันจะเบีย่ งเบนทางเพศ เพราะเอาเข้าจริงอาจไม่ได้มีอะไรเกินเลยก็ได้ หรือหากมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งก็เป็นไปในลักษณะอยากรู้อยากลอง หรือถูก ร้องขอจากคนที่มีรสนิยมเพศเดียวกันอย่างถึงที่สุด ประโยคที่ว่า “เกย์ทั้งแผ่นดิน” หรือ “ชะนีไทยไร้ที่ยืน” คง เป็นความบันเทิงทางภาษาอย่างหนึ่ง สิ่งสําคัญที่ฝ่ายหญิงจะสามารถ ชนะใจชาย หวังที่อยากจะเห็นครอบครัวอยู่ดีมีสุข นอกจากหน้าตาเป็น สิ่ ง สํ า คั ญ แล้ ว การสร้ า งคุ ณ ค่ า ให้ ตั ว เองจะกลายเป็ น จุ ด สนใจให้ ผู้ หญิงไทยมีที่ยืนโดยไม่ต้องขึ้นคานอีกต่อไป

DemoCrazy .21.


DemoCrazy

TRENDTRACE

SMART LIFE ขอมูลจําเพาะ • แรบบิ ท มาตรฐานแบ่ ง ออกเป็ น บุคคลทั่วไป และนักเรียน-นักศึกษา • สามารถเติ ม เงิ น เพื่ อ ใช้ โ ดยสาร รถไฟฟ้ า บี ที เ อส หรื อ ระบบขนส่ ง มวลชนอื่ น ๆ ที่ จ ะตามมา รวมทั้ ง ชําระสินค้าและบริการแทนเงินสด ตามร้านค้าที่รับบัตรในกรุงเทพฯ • สามารถเติ ม เที่ ย วการเดิ น ทาง รถไฟฟ้าบีทีเอสประเภท 30 วันได้ ในบัตรเดียวกันโดยไม่ต้องแยกบัตร • ค่าใช้จ่ายออกบัตรกรณีไม่นําบัตร บีทีเอส สมาร์ทพาสมาเปลี่ยน ช่วง แนะนําค่าออกบัตร 50 บาท (ปกติ 150 บาท) ค่ ามั ดจํ าบั ตร 50 บาท และเติมเงินขั้นต่ํา 100 บาทขึ้นไป

บัตรแรบบิทประเภทนักเรียน-นักศึกษา และบุคคลทั่วไป

แรบบิท บัตรกระตาย หมาย(ไปให)ทัน หลังสงกรานต์ที่ผ่านมา บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จํากัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ประกาศหยุดจําหน่ายบัตร โดยสารบีทีเอส สมาร์ทพาสทุกประเภท และนําบัตรแรบบิท ซึ่งเป็น ระบบตั๋วร่วมที่จัดทําโดย บริษัท บางกอก สมาร์ทการ์ด ซิสเทม จํากัด หรือบีเอสเอส บริษัทในเครือของบีทีเอสกรุ๊ปฯ มาใช้ในระบบแทน ระบบตั๋ ว ร่ ว มแรบบิ ท นี้ เป็ น ความร่ ว มมื อ ระหว่ า งกระทรวง คมนาคม กรุงเทพมหานคร สํานักงานนโยบายและแผนการขนส่งและ จราจร การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย การรถไฟแห่งประเทศ ไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จํากัด (มหาชน) หรือบีเอ็มซีแอล (รถไฟใต้ดิน) และบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จํากัด (มหาชน) หรือบีทีเอส โดยลงนามบันทึกความร่วมมือเมื่อปี 2550 แรบบิทจะนํามาใช้ทดแทนบัตรโดยสารของบีทีเอสที่ใช้อยู่ใน ปัจจุบัน และจะใช้กับรถไฟใต้ดินเอ็มอาร์ที และรถเมล์ด่วนพิเศษบีอาร์ที ภายในปีนี้ รวมถึงสามารถใช้ชําระค่าสินค้าหรือบริการกับร้านค้าชั้นนํา ซึ่ง มีร้านค้าให้บริการแล้วราว 20 แบรนด์ รวมกว่า 600 สาขา อาทิ เช่น แมคโดนั ล ด์ สตาร์ บั ค ส์ แบล็ ค แคนยอน โอ บอง แปง เบอร์ เ กอร์ คิ ง มิสเตอร์ โดนัท โออิ ชิ กรุ๊ ป ร้า นค้ าที่ ร่ว มให้บ ริก ารในสยามพารากอน และดิ เอ็มโพเรียม ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในย่านที่มีรถไฟฟ้าบีทีเอสวิ่งผ่าน นอกจากนี้ ผู้ถือบัตรแรบบิทสามารถสมัครสมาชิก “แครอท รี วอร์ดส (Carrot Rewards)” โปรแกรมสะสมคะแนนและสิทธิพิเศษ โดย ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.55 จะเริ่มสะสมคะแนนจากการโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอส การเติมเงิน หรือใช้ชําระค่าสินค้าที่แมคโดนัลด์ คะแนนสะสมสามารถ นําไปแลกเป็นบัตรกํานัลจากร้านค้าต่างๆ ได้อีกด้วย สํ า หรั บ แรบบิ ท แบ่ ง ออกเป็ น 4 ประเภท ได้ แ ก่ แรบบิ ท มาตรฐาน แบ่งออกเป็นบุคคลทั่วไป (บัตรสีส้ม) และนักเรียน-นักศึกษา (บัตรสีเขียว) แรบบิทพิเศษที่ออกจําหน่ายเป็นของที่ระลึกหรือของสะสม เนื่องในโอกาสพิเศษต่างๆ จํานวนจํากัดโดยบีเอสเอส ส่วนแรบบิทธุรกิจซึง่ เป็นรูปแบบเฉพาะ สําหรับองค์กรต่างๆ ที่ต้องการออกแบบแรบบิทของ ตั ว เอง เพื่ อ จั ด แพคเกจส่ ง เสริ ม การขาย และแรบบิ ท ร่ ว ม ที่ อ อกโดย สถาบันการเงินหรือองค์กรต่างๆ ร่วมกับบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต ก่อนหน้านีบ้ ีเอสเอส ได้เปิดให้พนักงาน 5 บริษัท ได้แก่ ธนาคาร

กรุงเทพ, บีเอ็มซีแอล, บีทีเอส กรุ๊ป, บีเอสเอส และบริษัท วีจีไอ โกลบอล มีเดีย จํากัด ลงทะเบียนเพื่อรับบัตรแรบบิท พร้อมมูลค่าเงินเติมและเที่ยว การเดินทางฟรี โดยเปิดให้ลงทะเบียนเป็นการภายใน และได้จัดส่งบัตร ผ่านทางฝ่ายบุคคลของบริษัททั้ง 5 แห่ง จากนั้นจึงได้จําหน่ายและเปลี่ยน บัตรแก่ลูกค้าผู้ถือบัตรบีทีเอส สมาร์ทพาสเดิม ซึ่งสมาชิกรอยัลตี้โปรแกรม ที่ชื่อว่า “หนูด่วน พลัส” จะได้บัตรโดยสารรุ่นลิมิเต็ด อีดีชั่น แรบบิทใช้พื้นฐานจากสมาร์ทการ์ดและเงินสดอีเล็คทรอนิกส์ เพื่ อ ที่ จ ะขยายเครื อ ข่ า ยจากระบบขนส่ ง มวลชนไปยัง ส่ ว นของร้ า นค้ า ธุรกิจบริการ และการท่องเที่ยว โดยมีธนาคารกรุงเทพ จํากัด (มหาชน) ให้การสนับสนุนในด้านการเป็นเคลียริ่งเฮ้าส์ รวมถึงการเป็น Settlement Bank (ระบบชําระเงิน) และผู้จัดหาร้านค้าปลีกเข้ามาใช้ระบบของ บีเอส เอส อย่างไรก็ตาม การดําเนินงานของบีเอสเอส จะอยู่ภายในการกํากับ ดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง สํ า หรั บ คู่ แ ข่ ง ขั น ทางธุ ร กิ จ นั้ น มี สมาร์ ท เพิ ร์ ส (SMART PURSE) บัตรเงินสดของ บริษัท ไทยสมาร์ทคาร์ด จํากัด ในเครือเจริญ โภคภัณฑ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้จับมือกับ บริษัท พรีเมียร์ เมโทรบัส จํากัด ติดตั้งเครื่องอ่านบัตรสมาร์ทเพิร์สบนรถประจําทางเมโทรบัสทุกเส้นทาง และออกบัตรเงินสดอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้ชื่อ เมโทรพาส (Metropass) รวมทั้งใช้เครือข่ายร้านเซเว่นอีเลฟเว่นให้บริการซื้อแพ็คเกจตั๋วรถเมโทร บัสผ่านบัตร 7-Eleven Value Card และบัตรสมาร์ทเพิร์สรุ่นอื่นๆ นอกจากนี้ยังเพิ่มช่องทางการใช้บัตร ที่ท่าเรือโดยสารข้ามฟาก ศิริราช ท่า พระจันทร์ ท่าช้างและอัษฎางค์อีกด้วย แม้การเปิดตัวแรบบิทนั้น สมาร์ทเพิร์สจะได้ผลกระทบเพราะ ระบบขนส่งมวลชนที่มีอยู่ในมือไม่ครอบคลุมเท่า แต่ในเรื่องการแข่งขัน ร้า นค้า รั บ บัต รถื อว่ า ชนะขาด ด้ ว ยจุ ด รั บบั ต รมากกว่า 10,000 จุ ด ทั่ ว ประเทศ มีลูกค้าจากร้านค้า สถานประกอบการ ธนาคาร และสถานศึกษา รวมทั้งเซเว่นอีเลฟเว่นซึ่งมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ อย่างน้อยแรบบิทที่ผนึกกําลังกันระหว่างรถไฟฟ้าบีทีเอส กับ รถไฟใต้ ดิ น และร้ า นค้ า ในเส้ น ทางรถไฟฟ้ า หากได้ พั ฒ นาไปถึ ง รถ ประจําทาง ขสมก. ที่จะใช้ร ะบบอีทิค เก็ต ในอนาคต น่ าจะยกระดั บ คุณภาพชีวิตและความสะดวกสบายมากขึ้นด้วยบัตรเพียงใบเดียว

DemoCrazy .22.




 

กิตติวัฒน์ ปังประเสริฐกุล – Twitter @Poptrait

สหายเมื่อย

GMMZ  ! ?

Always 3     

  เมื่อเราเติบใหญ่ใช้ชีวิตจนมาถึงจุดๆ หนึ่ง จะมีจุดที่เรามักตั้ง คําถามกับตัวเองเสมอว่า ต่อไปชีวิตเราจะเป็นยังไง? จะเดินไปทางไหนต่อ? ตอนนี้อายุเท่าไหร่แล้วได้ทําสิ่งที่อยากทําหรือยัง? ระหว่างความฝันกับความมั่นคงในชีวิตเราควรอยู่กับสิ่งไหน กันแน่? ... คําถามที่กล่าวมานั้น ล้วนเป็นสัญญาณแห่งการตัดสินใจ ในเส้นทางชีวิตของเราเองทั้งสิ้น หนังเรื่อง Always เดินทางมาถึงภาค 3 แล้ว โดยครั้งนี้มีชื่อเต็ม ว่า Always 3: Sunset on Third Street '64 หนังญี่ปุ่นที่ดัดแปลงมา จากมังงะของ เรียวเฮ ไซงัง เรื่อง ซังโจเมะโนะยูฮิ เล่าถึงการดําเนินชีวิต ของผู้คนในชุมชนตรอกเล็กๆกลางเมืองโตเกียวในช่วงยุค 60 กํากับโดย ทะกะชิ ยะมะซะกิ นําแสดงโดย มะกิ โฮะริกิตะ, ฮิเดะตะกะ โยะชิโอะกะ, ชินอิจิ สึสึมิ, โคะยุกิ, ฮิโระโกะ ยะกุชิมะรุ, คะซุกิ โคะชิมิสุ และเค็นตะ ซุ งะ เป็ น ภาพยนตร์ ที่ ฉ ายในไทยแบบจํ า กั ด โรง สามารถชมได้ ที่ โ รง ภาพยนตร์ในเครือ APEX ภาคนี้ตัวละครที่เราคุ้นเคยต่างก็พาเหรดมาให้พบหน้ากันครบ ครันเหมือนเดิม และหลังจากที่ 2 ภาคที่แล้วหนังได้พูดถึงเรื่อง ”ความ ฝัน” และ “การเติมเต็มของชีวิต” แล้ว ภาคนี้เหมือนเป็นบทสรุปที่ ค่อนข้างจะกลมกล่อมด้วยการพูดถึง ”การเลือกเส้นทางชีวิตที่เป็นตัวเอง” โรขุ หญิงสาวผู้เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นต้องเลือกระหว่างการสาน ฝันการทํางานของตัวเองกับความรักของตัวเอง จุนโนะสุเกะ ต้องเลือก ระหว่างอนาคตที่ดีสําหรับตัวเองกับสิ่งที่ตัวเองอยากจะเป็น ริวโนะสุเกะ ต้องเลือกระหว่างการมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองหรือการมีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่น และเมื่อเราดูหนังจบแม้เราจะไม่สามารถบอกได้ว่าการเลือก เส้นทางชีวิตของแต่ละคนนั้นมันดีหรือไม่ดีอย่างไร มีสิ่งสําคัญที่สุดอย่าง หนึ่งที่หนังเรื่องนี้ได้บอกกับเราไว้ คือหากเราได้มีโอกาส “เลือก” ที่จะเดิน ไปในทางที่ใจตัวเองต้องการแล้ว ไม่ว่าผลลัพธ์มันจะออกมาเป็นแบบไหนก็ ตาม “ความสุข” คือสิ่งแรกที่เราจะได้รับกลับมาอย่างแน่นอน ซึ่งสุดท้าย แล้วเมื่อถึงเวลา เราต่างคนต่างก็ต้องแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตในแบบของ ตัวเอง ขอเพียงแค่ไม่ลืมวันที่เราเคยดูพระอาทิตย์ตกดินด้วยกัน แค่ นั้นก็มากพอที่จะทําให้เราคิดถึงกันได้อย่างมีความสุข 

สงครามที วี ด าวเที ย มที่ ก่ อ นหน้ า นี้ แ ข่ ง ขั น เฉพาะช่ อ ง รายการและจานดาวเทียม เมื่อถึงจุดอิ่มตัวและเป็นที่รจู้ ักแก่ชาวบ้าน ร้านตลาดแล้ ว ก็ถึง เวลาที่จะแข่งขันในด้านระบบบอกรับ สมาชิ ก โดยเฉพาะการขายกล่องรับสัญญาณของผู้ให้บริการโดยตรง แทนที่ จะเป็นจานสีซึ่งมีทั้งจานโปร่งและจานทึบ จีเอ็มเอ็ม แซท (GMM Z) เป็นชื่อเครื่องหมายการค้ากล่อง ทีวีดาวเทียมของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ซึ่งเปลี่ยนชื่อจากเดิม “วันสกาย” (1 Sky) หลังจาก อากู-๋ ไพบูลย์ ดํารงชัยธรรม ประธานใหญ่กลุ่มบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ถูกเจ้าของชื่อดั้งเดิมฟ้องเรียกค่าเสียหายไปหลาย ร้อยล้าน จึงได้ฤกษ์เปลี่ยนชื่อพร้อมเปิดตัวไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จีเอ็มเอ็ม แซท เปิดเผยว่า คุณสมบัติพิเศษของกล่องทีวีดาวเทียมเจ้านี้ คือ สามารถ ติดตั้งได้กับจานดาวเทียมทุกสี ทุกรุ่น ทําให้รับชมทีวีมากกว่า 220 ช่อง พร้อมทั้งรับชมเพิ่มฟรีอีก 3 ช่อง ได้แก่ ช่อง 0 ชื่อจีเอ็มเอ็ม แซด ฮิตส์ รวมวาไรตี้ความบันเทิงทัง้ หมดจากแกรมมี่ ช่อง 399 ชื่อจีเอ็มเอ็ม แซด จีเนียส กับสารคดีดังจากทั่วมุมโลก และช่อง 400 ชื่อจีเอ็มเอ็ม แซด เธียเตอร์ ช่องหนังดี ซีรีส์ดัง ที่สําคัญยังรับชมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2012 (ยูโร 2012) ครั้งที่ 14 ที่ประเทศโปแลนด์และยูเครน ระหว่าง วันที่ 8 มิ.ย. ถึง 1 ก.ค.นี้ ซึ่งแกรมมี่ได้ซื้อลิขสิทธิ์รอไว้แล้ว ผู้ที่ติดกล่อง จีเอ็มเอ็ม แซทยังได้ดูฟรีแน่นอน และหลังจากนี้จะมีลีกเอิง บอลบราซิล เจลี ก แชมเปี้ ย นส์ ชิ พ คาลิ่ ง คั พ บุ น เดสลี ก า เอ็ ม เอฟแอล เทนนิ ส แบดมิ นตัน กอล์ ฟ ฯลฯ รวมทั้ง วอนเนอร์ ทีวี นิ คจูเนี ยร์ ฟอกซ์ เข้ า มาแล้วขายเป็นแพ็กเกจ ใช้วิธีชําระแบบบัตรเติมเงินอีกด้วย แต่ที่น่าสังเกตยิ่งกว่า คือ กลยุทธ์การขายกล่องทีวีดาวเทียม พบว่าจีเอ็มเอ็ม แซท บุกตลาดโดยจับมือร่วมกับเซเว่น อีเลฟเว่น, เทส โก้ โลตัส, บิ๊กซี และโมเดิร์นเทรดต่างๆ วางจําหน่ายแบบชนิดที่ว่า เวลา จ่ายเงินที่แคชเชียร์ดึกๆ ยังมีกล่องจีเอ็มเอ็มแซทวางขายอยู่ แน่นอน ว่าทรูวิชั่นส์เห็นแบบนี้ยอมไม่ได้ ถึงกับส่งขายกล่องรับสัญญาณแบบ ขายขาด ดัมพ์ราคาเหลือ 999 บาทหวังสกัดดาวรุ่ง สงครามกล่องรับสัญญาณดาวเทียมกําลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรื่อยๆ พร้อมกับคอนเทนต์ช่องรายการที่มีผู้ผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อกลายสภาพเป็นตลาดใครตลาดมัน (Niche Market) แล้ว การ แข่งขันเพื่อช่วงชิงคนดูก็จะเกิดขึ้นตามมา ใครจะเชื่อว่าค่ายบันเทิงทุก วันนี้จะต้องแข่งขันชิงลิขสิทธิ์กีฬา โดยเฉพาะการแข่งขันฟุตบอลระดับ โลก อย่างพรีเมียร์ลีก, บุนเดสลีกา, กัลโช่ ซีรีส์ อา หรือลาลีกา ถึงตอนนั้นจีเอ็ มเอ็ม แซทจะแซ่บได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ อากู๋คงต้อง “ใจถึง” ที่จะลงทุนชิงลิขสิทธิ์เท่านั้น

DemoCrazy .23.


In Campus กองบรรณาธิการ

-    เหตุ ก ารณ์ ที่ นิ สิ ต ชั้ น ปี ที่ 1 คณะนิ เ ทศศาสตร์ จุ ฬ าลงกรณ์ มหาวิทยาลัย “บัดรียะฮ์ อู่งามสิน” วัย 18 ปี ถูกขบวนรถไฟโดยสาร สายตะวันออกชนเสียชีวิตอันเนื่องมาจากใส่หูฟังทําให้ไม่ได้ยินเสียง เป็นอุบัติเหตุที่สร้างความสลดใจให้แก่ผู้พบเห็น รวมทั้งยังได้สะท้อนถึง ความประมาทอันเนื่องมาจากอุปกรณ์สื่อสารฉบับนี้ เช้าวันที่ 21 พ.ค. 2555 รถไฟขบวนที่ 283 ออกจากสถานีหัว ลําโพงเวลา 06.50 น. มุ่งหน้าสู่สถานีบ้านพลูตาหลวง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ขบวนนี้ โดยปกติในช่ วงเช้ าจะมี ผู้โดยสารทั้ง บรรดาพ่อค้า แม่ขาย และ นักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่จะ เข้าเรียนมักจะใช้รถไฟในการเดินทาง เนื่องจากประหยัดและตรงเวลา รถไฟได้ ผ่ า นที่ ห ยุ ด รถพญาไท ที่ ห ยุ ด รถราชปรารภ สถานี มักกะสันเรื่อยมา เมื่อมาถึงจุดตัดทางรถไฟสายตะวันออก กับถนนอโศกดินแดง เวลาประมาณ 07.30 น. พนักงานขับรถไฟสังเกตเห็นนิสิตคน ดังกล่าวลงจากสถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต ลิงก์ มักกะสัน เดินเลียบมาตาม รางรถไฟ แม้จะเปิดหวูดเตือนประมาณ 2-3 ครั้งก็ไม่เป็นผล ม้าเหล็กได้ไหลไปตามราง เกี่ยวกับกระเป๋าสะพายของเธอ แล้ว ลากร่ า งครู ด ไปประมาณ 5 เมตร จนดึ ง ร่ า งเข้ า ไปใต้ ร ถไฟจนโดนทั บ เสียชีวิต ในสภาพมีบาดแผลบริเวณใบหน้าซีกขวาเป็นรอยช้ําคล้ายถูก กระแทกอย่างแรง ตามลําตัวมีรอยครูดเหมือนร่างถูกลากไปกับพื้น ช่วง เอวมีรอยถูกล้อรถไฟทับจนกระดูกสันหลังหัก หน้าท้องมีรอยปริเกือบแตก ใกล้กันพบกระเป๋าสะพายสีดําแบบผู้หญิง โดยมีหูฟังที่พ่วงอยู่ กับโทรศัพท์มือถือไอโฟน 3 จี สีขาวในกระเป๋า ขณะเดียวกันหลังเกิดเหตุ รถไฟได้หยุดลงเพื่อรอให้เจ้าหน้าที่ตํารวจเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ ก่อนที่ ภายหลังได้นํารถไฟกลับเข้าสถานี เพื่อเปิดการจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก พ.ต.ต.ศุภชัย หาญคํากล้า พงส. (สบ 2) สน.มักกะสัน เปิดเผย ว่า จากการสอบสวนสาเหตุน่าจะมาจากผู้ตายอาจใช้หูฟังขณะเดินอยู่ข้าง รางรถไฟตอนเกิดเหตุ จึงไม่ได้ยินเสียงหวูดรถไฟที่พนักงานขับรถไฟกด เตือน เนื่องจากพบหูฟังที่ต่อกับโทรศัพท์ของผู้ตายยังตกอยู่ใกล้ศพ จาก การตรวจสอบการใช้ โทรศัพท์พบว่า ครั้งสุดท้ายผู้ตายโทร.ไปบอกเพื่อนที่ มหาวิทยาลัยว่ากําลังรีบไป น่าจะเป็นความรีบร้อนกลัวไปไม่ทันนัดหมาย จึงทําให้ขาดการระวังตัวก่อนถูกรถไฟเฉี่ยวชนจนเสียชีวิต ขณะที่ป้ า ของผู้เ สี ยชี วิ ต นิ ต ยา ศิริ กิ จ วั ย 54 ปี เมื่ อ เห็ น ศพ หลานถึงกับร้องไห้โฮ เปิดเผยทั้งน้ําตาว่า หลานเป็นเด็กดี ขยันเรียน เพิ่ง สอบเอ็นทรานซ์ติดได้เป็นนิสิตใหม่อย่างที่ตั้งใจไว้ ก่อนเกิดเหตุเดินทาง ออกจากบ้านย่านถนนกรุงเทพกรีฑา เขตสะพานสูง ไปขึ้นรถไฟฟ้าแอร์ พอร์ต ลิงก์เพื่อมาลงที่สถานีพญาไท เพื่อต่อรถไปเรียนที่มหาวิทยาลัยอีก ทอด แต่คาดว่าผู้ตายไม่ชํานาญเส้นทางเลยลงผิดสถานี ประกอบกับใกล้ ถึงเวลาที่รุ่นพี่นัด 08.00 น. จึงรีบร้อนจนเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว แม้จะเป็นครั้งแรกกับอุบัติเหตุทางรถไฟที่เกิดขึ้นมาจากการใช้ โทรศัพท์ แต่โดยปกติเราจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับอุบัติเหตุในลักษณะคล้ายกัน กับรถโดยสารประจําทาง คดีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือกรณีรถประจําทาง ร่วมบริการสาย 207 มหาวิทยาลัยรามคําแหง 1-รามคําแหง2 มีนักศึกษา พลัดตกจากรถเมล์ ขณะรถแล่นถึงบริเวณแยกลําสาลีเพื่อเลี้ยวขวาเข้า ถนนศรีนครินทร์ด้วยความเร็ว เมื่อเวลากลางคืนของวันที่ 14 ก.ย.2547 เหตุดังกล่าทําให้ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะบริหารการเงินระหว่าง ประเทศ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ “น้องหุย-ปิยะธิดา โชติมนัส” ถูกแรง เหวี่ยงรถเมล์ตกกระแทกพื้นถนนได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ขณะรักษาตัวอยู่ รพ.รามคําแหง เนื่องจากสมองฟกช้ําบวม พนักงานขับ รถซึ่งเป็นจําเลยให้การว่า เห็น น.ส.ปิยะธิดา ยืนอยู่ตรงประตู กําลังใช้

โทรศัพท์มือถือพูดคุยอยู่ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งถือหนังสือเรียน อย่างไรก็ตาม คดีนี้เป็นผลมาจากประตูอัตโนมัติไม่สามารถใช้การได้ จึงนําเชือกผูกมัดไว้ บิดาของน้องหุยจึงตัดสินใจฟ้องดําเนินคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่ง ภายหลังเมื่อวันที่ 14 ก.ย.2549 ศาลอาญามีคําพิพากษาจําคุก พนักงานขับรถคนดังกล่าว 3 ปี แต่ลดโทษเหลือ 1 ปี 6 เดือน โดยไม่รอลง อาญา และล่าสุดเมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2555 ศาลฎีกาพิพากษาให้พนักงานขับ รถ เจ้าของรถ บริษัท 207 เดินรถ จํากัด เจ้าของสัมปทานเดินรถ และ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ร่วมกันจ่ายเงิน 9,856,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้กับบิดามารดา อย่างไรก็ตาม จากกรณี ที่เกิดขึ้น ทําให้ ขสมก. และผู้ประกอบการรถร่วมบริการต่างพิมพ์สติก เกอร์ด้วยข้อความ “โปรดงดใช้โทรศัพท์มือถือขณะขึ้น-ลงรถ” ติดไว้ บริเวณประตูขึ้น-ลงรถเมล์เพื่อเตือนผู้โดยสารอีกทาง ปัจจุบันในบรรดาหูฟังที่วางจําหน่ายตามท้องตลาด จะพบว่าหู ฟังแบบเสียบเข้าไปในรู (In-Ear) กําลังเป็นที่นิยม เนื่องจากช่วยกลบเสียง จากภายนอกได้ และหากเป็นแบบเน้นเสียงเบสจะทําให้การฟังเพลงจาก โทรศัพท์มือถือหรือเครื่องเล่นเพลงไพเราะมากขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งก็ยังแฝง ไปด้วยอัน ตราย จากการที่หูฟั งอุดรูหูทํา ให้ไม่ได้ยิ นเสียงจากภายนอก วิธีการใช้หูฟังอย่างปลอดภัยควรใช้หูฟังแบบเก่าเพื่อให้ได้ยินเสียง หรือ ไม่เช่นนั้นไม่ควรเปิดระดับเสียงเกิน 80 เดซิเบล (ระดับปานกลาง พอให้ ได้ยินเสียงภายนอก เช่น แตรรถยนต์ได้บ้าง) และหากไม่จําเป็นควรหยุด ใช้ หู ฟั ง ขณะเดิ น ชั่ ว คราว เพราะถื อ ว่ า กํ า ลั ง ล่ อ ตาล่ อ ใจมิ จ ฉาชี พ ขณะเดียวกันการฟังเพลงระดับเสียงดังเกินไปจะทําให้หูตึงและหูเสื่อม ยิ่ง ฟังดังฟังนาน ยิ่งตึงยิ่งเสื่อมเร็วมากขึ้น นอกจากนี้ การใช้ โ ทรศั พ ท์ มื อ ถื อ ขณะขึ้ น ลงระบบขนส่ ง สาธารณะมีความเสี่ยงทําให้เกิดอุบัติเหตุในลักษณะไม่คาดคิด เพราะจะ ทําให้เหลือมือเพียงข้างเดียวในการยึดจับยานพาหนะ หากผู้ขับขี่เบรก อย่างกะหันทันอาจเสียหลักและพลัดตกจากยานพาหนะได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต แม้จะมีอุปกรณ์เสริมอย่างแฮนด์ฟรี หรือบลูทธู ก็ตาม แต่ก็ ยังถือว่ามีความเสี่ยงได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นไม่ควรใช้โทรศัพท์มือถือ ขณะยืนและขึ้น-ลงยานพาหนะอย่างเด็ดขาด และระหว่างลงจากรถ โดยสาร ก็ ควรมองซ้า ยก่อนว่ามีร ถวิ่งตามมาหรือไม่ รอจังหวะที่ร ถ โดยสารจอดสนิทก่อนแล้วจึงก้าวลง เพื่อความปลอดภัย

DemoCrazy .24.




ชเนษฎ์ ศรีสโุ ข MWIT รุ่น 12 • chanesd@gmail.com

ได้ รั บ เชิ ญ จากโรงเรี ย นมหิ ด ลวิ ท ยานุ ส รณ์ ให้ พู ด เกี่ ย วกั บ จุด อ่ อนของการเรี ยนหมอ และชี วิต หมอ พูด ให้น้ อ งๆ เด็ก นั กเรี ย น อัจฉริยะมากที่มาจากการสอบคัดเลือกทั่วประเทศ เป็นนักเรียนทุนรุ่น ละ 240 คน เปี่ยมอุดมการณ์สืบทอดมาตั้งแต่สมัยบอร์ดบริหาร ชื่อ ศ.ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร และ ดร.ธงชัย ชิวปรีชา นั ก เรี ย นเหล่ า นี้ มี ค วามสามารถหลากหลายด้ า น พิ สู จ น์ จ าก รางวัล ในเวทีโอลิมปิกวิชาการโลก และเวทีการสอบคัดเลือกต่างๆของ ประเทศไทย นอกจากนี้ โรงเรียน ไม่ได้ส่งเสริมให้น้องๆแค่เอาแต่เรียน อย่างเดียว มีการส่งเสริมการทํากิจกรรมเพื่อสังคม การบําเพ็ญประโยชน์ กีฬา ดนตรี ฯลฯ ทําให้ น้องๆมีจิตสํานึกในการทดแทนคุณแผ่นดินไทย จบออกมาหลายคนก็เป็นผู้นําทํากิจกรรมดีดีในสังคมที่เขาอยู่ เด็กโรงเรียนนี้ หลายคนถูกผู้ปกครองโน้มน้าวให้เรียนหมอโดยที่ อาจไม่ได้ชอบ ผมเลยอยากเล่าอะไรให้ฟัง ผมเป็นลูกหมอ พ่อแม่เป็นหมอ อดีตท่านทั้งสองเป็นเด็กกําพร้า ที่ถูกทิ้ง คุณแม่ยากจนมาก ถึงขั้นตอนเด็กต้องเก็บขยะขายประทังชีวิต บางครั้งก็เข็นรถขายกล้วยปิ้ง ขายผัก เรียกได้ว่าเป็นชนชั้นล่างโดยแท้ แต่ มีจิตสํานึกดี ฝักใฝ่เล่าเรียน สอบหาทุนเรียน จนสุดท้ายจากเด็กยากจนใน สมัยนั้น คุณพ่อคุณแม่ก็สอบเข้าเรียนหมอได้ เรียนจนจบ เรียนต่อเฉพาะ ทาง และทํางานเป็นหมอในชนบทมาสามสิบปี ดูแลประชาชนผู้ยากไร้ รวมๆกันหลายแสนราย การเป็นหมอในสังคมไทยโดยเฉพาะในยุคนั้น หมอจํานวนมากมี อุดมการณ์ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในต่างจังหวัด ท่ามกลางการทํางานหนัก ทุกวัน ตั้งแต่เช้าจรดค่ํา และอยู่เวรบ่อย รายได้ที่ใครคิดว่ามาก คุณแม่เก็บ เงินได้เพีย งเฉลี่ยแค่ปี ละหนึ่งแสนบาทเท่านั้น จากการเป็นหมอตลอด สามสิบปี ในแง่สุขภาพคุณแม่ติดเชื้อจากโรงพยาบาล ท้องเสียบ่อยๆ และ ทํางานหนักจนล้มป่วย เคยเป็นมะเร็งลําไส้ใหญ่ รักษาประคับประคองมา เรื่อยๆ สมัยผมเป็นเด็กเห็นหมออาวุโสหลายคนต้องมีปัญหาครอบครัว เพราะ วันวันขลุกอยู่แต่กับในโรงพยาบาล การเข้าใจและปฏิสัมพันธ์กับ ผู้อื่นลดลง และผมจําได้ว่าตอนกลางคืน พ่อแม่มักถูกโรงพยาบาลตามตัว ออกจากบ้านกลางดึกตลอด จวบจนปัจจุบัน หมอเองยังเสี่ยงต่อการถูก ฟ้องร้อง และถูกมองเป็นแค่ “ผู้ให้บริการ” รับใช้ประชาชนจํานวนมากที่ ไม่ได้เรียนหมอแต่ความต้องการความคาดหวังสูง หมอต้องคอยรักษาโรค โรคที่เราไม่ได้ก่อขึ้นด้วยซ้ําไป ผมเองสมั ย จบมั ธ ยมปลาย ตอนแรกสอบเตรี ย มไปเรี ย น

ต่างประเทศ แต่คุณแม่บังคับให้เรียนหมอเพราะคิดว่าทางเลือกที่ดีที่สุดใน สมัยตนเองนั้น ก็คือทางเลือกที่ดีที่สุดในสมัยลูกเช่นกัน สําหรั บเด็ กทั่ว ไปที่ อยากเรี ยนหมอเพื่อยกระดับชนชั้น และมี รายได้ปานกลางอย่างมั่นคง ผมจะให้คําแนะนําอีกแบบหนึ่ง แต่เมื่อถาม ว่า เด็กที่ “อัจฉริยะมากๆ” ควรเรียนหมอหรือไม่ ผมมีคําแนะนําถึงน้องๆ และผู้ปกครอง ดังนี้ 1. หมอเป็นอาชีพที่ต่อไปผลิตปีละไม่ต่ํากว่าสามพันคน คนเรียน ดีระดับหนึ่งสามารถสอบเป็นหมอได้ และจบมาเป็นลูกจ้างซะส่วนใหญ่ อยู่เอกชนเงินเดือนดีกว่าอยู่รัฐบาล 2. หมอเป็นอาชีพที่จบมาแล้วทํางานบริการ ขายบริการผู้ป่วย ได้ครั้งละคน งานหนัก เหนื่อยมาก แก่เร็ว ป่วยง่าย การทํางานเพื่อแก้ไข โรค แต่ไม่ได้เพิ่มปัญญาหรือเพิ่มคุณภาพประชาชนให้ดีขึ้น มีงานดี มีเงิน มากขึ้นได้เท่าไร 3. หมอเป็นอาชีพที่เรียนนาน เผลอๆไม่ต่ํากว่า 12-15 ปี กว่าจะ ทํางานได้ และกว่าจะมีทักษะคงต้องทํางานจนอายุประมาณ 40 ปี และยัง ต้องศึกษาต่อเนื่องอีกตลอดชีวิตในวิชาการแพทย์ ถ้ายังทําอาชีพนี้ต่อไป 4. การเรียนตามระบบทั่วไป คนรวยเขียนปริญญา คนจนมา เรียนเอาปริญญาเพื่อเป็นลูกจ้างของคนรวย หมอหาเงินได้รายวันไม่มาก เกินหลักพันหลักหมื่น ถ้าจะมากกว่านั้นจะเป็นเรื่องเชิงธุรกิจ การเป็น ตัวแทนขายยา หรือวัสดุไปด้วย และการทํางานหนักเป็นอย่างมากๆ กว่า ปกติ อนึ่ง ถ้าน้องอยากรวยด้วยการเป็นหมอ ลองไปเปิดผลกําไร รพ. เอกชน ในตลาดหลักทรัพย์ ต่อปีดู แล้วจะพบว่า วิชาชีพที่ระบบระเบียบ มาก ควบคุมกันมาก กลับกําไรน้อยกว่ากิจการทั่วๆไป หลายอย่างมาก 5. ถ้าคนที่มีอุดมการณ์ของมหิดลวิทย์ กล่าวคือ ต้องการสร้าง งานวิจัย-นวัตกรรม ที่จะสร้างประโยชน์ให้โลก และสร้างรายได้ด้วย น้อง จําเป็นต้องรู้จักสามเหลี่ยมในการพัฒนาประเทศ (เหมือนของยุโรป) การ พัฒนาชาติ หรือองค์กร-กิจการของตนเอง จะต้องประกอบด้วยการ พัฒ นา 3 ด้ าน คื อ 1.เศรษฐศาสตร์ (รู้ วิธี หาเงิน ) + 2.การเมือ ง (รู้ วิธีการบริหาร) + 3.วิทยาศาสตร์ (รู้จักการสร้างนวัตกรรม การวิจัย อย่าง ipad, iphone, facebook, โปรแกรม, เกม, สินค้า, ผลิตภัณฑ์, ของกิน , ยา ฯลฯ) จากที่กล่าวมานี้ และน้องมีความอัจฉริยะมาก น้อง สามารถสร้างกิจการ/งาน ของน้อง ได้เอง สร้างองค์ความรู้หรือนวัตกรรม ของตนเอง อย่างมีความสุข มีรายได้ดี มีเวลาว่างมากกว่าหมอ มีเครือข่าย สังคมที่ดี และสามารถต่อยอดได้ หรือไม่? ควรพิจารณา 6. ลองถามตัวเอง น้องรู้จักหมอที่มีชื่อเสียงดังระดับโลก หรือ ผู้ช่วยเหลือ-เปลี่ยนแปลงโลก อยู่สักกี่คน และ ลองพิจารณา แบบอย่าง พวกอัจฉริยะมากๆ ที่เปลี่ยนแปลงสังคม หรือรวย หรือมีความสุขมาก เขา เรียนจบอะไรกัน 7. การเรี ย นหมอไทย ระบบไม่ ส นั บ สนุ น การวิ จั ย และสร้ า ง นวัตกรรมเท่าที่ควร ผมเองเคยสมัครทุนวิจัยเยาวชนระดับประเทศบาง รายการ แข่งขันจนเข้ารอบสุดท้าย เหตุผลที่ไม่ได้ทุน เพราะอยู่ในคณะที่ ชื่อเสียงน้อย, ส่วนโครงการดีดีในวงการแพทย์ อย่าง MD-Phd (เรียนจบ ดร. และเป็นหมอ) ก็ยงั มีเปิดน้อย วงแคบๆครับ 8. วงการแพทย์ไทย ยังเดินตามก้นฝรั่งอยู่มาก ปฏิวัติวงการยาก ต้อ งเรี ย นนาน จบแพทย์ เ ฉพาะทางของเฉพาะทางแล้ วไปตามฝรั่ ง ใน ต่างประเทศ จึงจะมีงานวิจัยที่พวกเหล่านั้นรับรองออกมาได้ งานวิจัยหมอ ทั่วไปในปัจจุบันเอาไว้ขอตําแหน่งวิชาการ แต่การเอาไปใช้สร้างประโยชน์ หรือรายได้มหาศาล ยังไม่เห็นชัด 9. วงการแพทย์มีลักษณะชนชั้นทางสังคม มีการกีดกัน แบ่งแยก สถาบัน เส้นสาย การเติบโตในระบบไม่ได้วัดที่ฝีมือ แต่วัดทักษะในการ วิ่งเต้น และปัจจัยอื่นๆ ต่างจากมหิดลวิทย์ที่สอบแข่งขันความสามารถ ล้วนๆไม่มีเส้นปน 10. วิสัยทัศน์ที่ควรเป็นสําหรับวงการแพทย์คือ ”แพทย์ไทย จะร่วมมือกันอย่างไร เพื่อพัฒนาวงการแพทย์ไทย ยาไทย ผลิตภัณฑ์ ไทย ให้ไประดับโลกได้” (ดร.ธงชัย ชิวปรีชา พูดกับผมโดยตรง เรื่องนี้) หากพิ จ ารณาตั ว อย่ า งบริ ษั ท ระดั บ โลกที่ ป ระสบความสํ า เร็ จ เช่ น apple ในสมัยก่อน ที่ไม่ว่าจะมีวิกฤตการเงินเท่าไร ก็ไม่ตัดงบการวิจัย กลับเพิ่มงบในการคิดค้นสร้างผลิตภัณฑ์ จนได้นวัตกรรมเปลี่ยนแปลง โลกจํานวนมาก สร้างรายได้ ความสุขแก่คนในองค์กรทุกระดับ และ ตอบโจทย์อุดมการณ์ในการใช้ชีวิตอีกด้วย 

DemoCrazy .25.






วรภัทร วีรพัฒนคุปต์ • http://www.facebook.com/vorapatv

“บนเส้นทางสายธารที่พานพบ คือทํานบเหี้ยมโหดบนโขดหิน คือตํานานแห่งประชาน้ําตาริน จึงอยากเดินบนดินจนสิ้นใจ” เป็นบทกวีที่กินใจจนทําให้คนสมองปลาทองอย่างผมจําได้จน ขึ้นใจ เป็นบทกลอนสั้นๆ ที่สะท้อนได้ถึงจิตวิญญาณ ตัวตนของคนจริง ที่ชื่อ “สุวิทย์ วัดหนู” ได้เป็นอย่างดี ผมต้องออกตัวก่อนเลยว่า ที่จริงผมกับพี่สุวิทย์ไม่เคยรู้จักกัน ไม่ เคยเจอหน้ากัน ไม่เคยมีความเกี่ยวข้องใดๆ กันมาก่อนเลย ผมได้เข้ามาใน แวดวงขบวนการภาคประชาชนก็หลังจากที่พี่สุวิทย์ได้จากไปแล้ว อันที่จริง ถ้าไม่ใช่เพราะได้เห็นข่าวการตายของพี่สุวิทย์ ผมก็ไม่ รู้จักด้วยซ้ําว่าเขาคือใคร หรือในทางกลับกัน ถ้าผมรู้จักพี่สุวิทย์เร็วกว่านั้น แกก็คงได้รับการเหยียดหยามจากผมอย่างเดียวกับที่ผมเคยทําไว้กับบุคคล อีกหลายคน ที่วันนี้ผมให้ความเคารพนับถือเป็นพี่น้องครูบาอาจารย์ ด้วย เหตุผลควายๆ ว่า ในอดีต ที่ผมรู้สึกว่า “NGO” แปลว่า “โง่” คําสบถที่ผมมักใช้แสดงถึงความรู้สึกรังเกียจที่มีต่อเอ็นจีโอคือ “ไอ้เอ็นจีโอห่าพวกนี้ นอกจากรับจ้างประท้วงแล้ว มันเคยทําประโยชน์ อะไรให้ประเทศบ้างวะ” จนกระทั่งการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งได้เปลี่ยนชีวิต ของผม จากการที่ยอมรับแต่การทํากิจกรรมแนวผู้นําเยาวชนในระบบของ สภานักศึกษาในมหาวิทยาลัย สภาเยาวชน หรือกิจกรรมแนวจิตอาสา อย่างการสอนหนังสือเด็ก ทํากิจกรรมกับเด็กพิการ ผู้สูงอายุ อะไรทํานอง นี้ มาสู่ ก ารเดิ น เข้ า หาในสิ่ ง ที่ ผ มเคยรั ง เกี ย จสุ ด ลิ่ ม ทิ่ ม ประตู อย่ า ง ขบวนการประชาธิปไตยภาคประชาชน (ที่ภาพแรกที่มักผุดในหัวก่อนเลย คือการชุมนุมประท้วง แหกปากจับผิดนักการเมือง) ด้วยเหตุที่ว่า ผมเริ่มรู้สึกว่า “ประชาธิปไตย” ในความหมายของ ผมที่เคยคิดเพียงว่า ต้องเคารพการเลือกตั้งและวิถีทางรัฐสภา (เพราะผม เป็นยุวชนประชาธิปไตยของรัฐสภาด้วย) มันเริ่ม “ไม่ใช่แล้ว(ว่ะ)!!!” และบังเอิญว่าช่วงรอบปี 2550 ก็ดันเป็นช่วงปีที่เราได้สูญเสีย นักรบประชาชนคนสําคัญไปถึง 3 ท่านรวด หนึ่งในนั้นก็คือพี่สุวิทย์ (อีก 2 ท่านคือ วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ และ นันทโชติ ชัยรัตน์) แม้ว่าผมจะเริ่มเข้าสู่กิจกรรมการเมืองภาคประชาชน และการ เคลื่อนไหวเรื่องสิทธิมนุษยชน จากจุดที่ผมยอมรับไม่ได้กับการรัฐประหาร และได้ ก ล่ าวโทษ “พั นธมิ ตรประชาชนเพื่ อประชาธิ ปไตย” ว่า เป็ น ขบวนการ “เอ็นจีโอสายอํามาตย์” ที่สนับสนุนการรัฐประหาร แต่นั่นก็คือ จุดเริ่มต้นของยุค “ฉันจึงมาหาความหมาย” สําหรับผม การเดินทางตามหาความหมาย ได้ทําให้ผมเจอผู้คนในแวดวง นั ก รบประชาชนมากมาย ที่ ไ ด้ มี ส่ ว นหล่ อ หลอม เคี่ ย วกรํ า ความคิ ด อุดมการณ์ จิตวิญญาณของผมมากมาย ทั้ง เมธา มาสขาว, บุญแทน ตัน สุเทพวีรวงศ์, ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์, อาจารย์ภัทรมน สุวพันธุ์ (ทีผ่ ม มักเรียกว่า “เจ๊”), นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์, บํารุง คะโยธา, มาลีรัตน์ แก้วก่า, สุริยะใส กตะศิลา, ประสาร มฤคพิทักษ์, สุนี ไชยรส, กานต์ ธงไชย (ลูกชายของ “พิภพ ธงไชย”), ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ฯลฯ ที่ ผมไม่สามารถเอ่ยชื่อได้ทั้งหมด บุคคลดังที่กล่าวมานี้ เป็นบุคคลที่อาจมีความเกี่ยวข้อง ผูกพัน คุ้นเคย สนิทสนมมากน้อยแตกต่างกันออกไป บางท่านอาจเคยร่วมงานกัน มา บางท่านอาจได้พบเจอกันตามเวทีต่างๆ หรือกินเหล้าด้วยกันบ่อยบ้าง ไม่บ่อยบ้าง แต่ก็ได้ให้ข้อคิดดีๆ แก่ผมเสมอทุกครั้งที่เจอกัน หรือแม้แต่ บางท่านอย่าง “หัวหน้าโย” (บํารุง คะโยธา) ผมก็เคยเจอเพียงครั้งเดียว ด้วยซ้ํา จากการไปกิจกรรมค่ายสิทธิมนุษยชน ลงพื้นบ้านกุดนาไก้ แต่ กระนั้นบุคคลเหล่านี้ก็นับได้ว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อ “จุดเหวี่ยง” ทาง ความคิด จิตวิญญาณของผมอย่างมาก (คนที่ส นิท กับ ผมจะรู้ดี ว่า ในเส้ นทางนี้ ผมมีจุ ดเหวี่ ยง ผกผั น เยอะมาก กว่าจะมาเป็นตัวผมในวันนี้ จนหลายคนก็ตามไม่ค่อยทัน บางที ก็ทําให้เพื่อนพี่น้องหลายคนปรับตัวหรือทําใจกับผมไม่ได้ - ฮา)

5    

  

แต่สิ่งที่เป็นจุดร่วมเดียวกันที่ทําให้ผมต้องพูดถึงและเอ่ยชื่อ บุคคลเหล่านี้ เพราะพวกเขาเหล่านี้ ล้วนเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้องที่ เคยร่วมงานกับ “สุวิทย์ วัดหนู” มาทั้งสิ้น เพราะว่าพี่สุวิทย์ คือหนึ่งในนักศึกษาที่ร่วมการต่อสู้เคลื่อนไหว เรียกร้องประชาธิปไตย ขับไล่เผด็จการในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เป็น แกนนํา “แนวร่วมอาชีวะเพื่อประชาธิปไตย” ในช่วงยุคแตกแยกรุนแรง ระหว่างอุดมการณ์ซ้ายขวา จนในที่สุดเมื่อเกิดเหตุ 6 ตุลาคม 2519 พี่สุวิทย์ได้เดินหน้าตาม อุ ด มการณ์ มุ่ ง สู่ ป่ า ไปเข้ า ร่ ว มกั บ พรรคคอมมิ ว นิ ส ต์ แ ห่ ง ประเทศไทย (พคท.) ในเขตงาน 508 ช่องช้าง สุราษฎร์ธานี ต่อมาก็ได้รับมอบหมาย จากพรรคให้ไปขยายงานในพื้นที่ชุมพร รวมแล้วพี่สุวิทย์ใช้ชีวิตจับปืนอยู่ ในป่ายาวนานถึง 8 ปี หลังออกจากป่า พี่สุวิทย์ก็ได้กลับมาเริ่มกลับมาสู่งานภาคการ พัฒนากับทางมูลนิธิดวงประทีป (ซึ่งเริ่มจากโรงเรียนวันละบาทในชุมชน แออัดคลองเตยของ “ครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ”) จากการทํางาน เพื่ อ สร้ า งอนาคตและสั ง คมที่ พึ ง ประสงค์ ใ ห้ เ ด็ ก ด้ อ ยโอกาสในสลั ม คลองเตย ก็ได้ยกระดับมาสู่การทํางานแบบเกาะติดประเด็นคนยากจนใน เมือง สิทธิชุมชน ความมั่นคงในที่อยู่อาศัย ในนามของมูลนิธิพัฒนาที่อยู่ อาศั ย ซึ่ งต่อ มาพี่ สุวิท ย์ไ ด้เป็ นเลขาธิ การและกรรมการของมู ลนิธิ นี้ม า ตลอด (จนภายหลังได้ล าออกมาเพื่ อเดินหน้างานสร้างพรรคการเมือ ง ทางเลือกของภาคประชาชน) นอกจากนี้พี่สุวิทย์ยังเคยเป็นทั้งที่ปรึกษาสมัชชาคนจน, เป็นผู้ ร่วมก่อตั้งและที่ปรึกษาเครือข่ายสลัม 4 ภาค, เลขาธิการคณะกรรมการ รณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และได้สนับสนุนการต่อสู้ของสมัชชา เกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน (สกยอ.) อันที่จริงการต่อสู้ของพี่สุวิทย์เพื่อผู้ยากไร้ แกก็ทํามานานแล้ว ตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษา อย่างการต่อสู้คัดค้านการสร้างอ่างเก็บน้ํามาบ ประชัน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ปี 2517 หลังจากที่แกนนําในพื้นที่ถูกยิง เสี ย ชี วิ ต ซึ่ ง อ่ า งเก็ บ น้ํ า นี้ ส ร้ า งเพื่ อ เอื้ อ บรรดาโรงแรม มิ ใ ช่ เ พื่ อ การ ชลประทาน มีคนพื้นที่เดือดร้อนกว่า 2,000 ครอบครัว พี่สุวิทย์ต่อสู้จน โครงการก่อสร้างนี้ชะงัก ถูกบรรดานายทุนโกรธแค้น ส่งมือปืนมาลอบฆ่า แต่เคราะห์ดีที่รอดมาได้ (และผมเข้ า ใจว่ า จุ ด นี้ เ อง ก็ เ ป็ น ส่ ว นหนึ่ ง ที่ ทํ า ให้ “สุ ท ธิ อัชฌาศัย” กลายเป็นนักสู้เพื่อประชาชนภาคตะวันออก เพราะพี่สุทธิก็ เคยพูดไว้ว่าพี่สุวิทย์คือคนหนึ่งที่เป็นรุ่นพี่ผู้สร้างแรงบันดาลใจให้พี่สุทธิ)

DemoCrazy .26.


พี่ สุ วิ ท ย์ เป็ น คนที่ ใ ห้ ม รดกทางความคิ ด ในการยกระดั บ ประชาชน โดยได้ทําให้พวกเราเห็นถึงความสําคัญ ของการที่ต้องทํางาน ขับเคลื่อนภาคการพัฒนาที่ทําต่อประชาชน (บุคคล) ชุมชน ไปพร้อมกับ การขับเคลื่อนภาคการเมือง การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน โดยพี่ สุ วิ ท ย์ ไ ด้ เ ป็ น ผู้ ผ ลั ก ดั น พระราชบั ญ ญั ติ ชุ ม ชนแออั ด ฉบั บ ภาค ประชาชนอีกด้วย และพี่สุวิทย์ก็ไม่ได้ละทิ้งบทการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ท้าทาย อํานาจเผด็จการ โดยในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 พี่สุวิทย์ก็เป็นหนึ่ง ในคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ที่เป็นองค์กรร่วมสู้ใน เหตุการณ์นี้ และทําหน้าที่โฆษกบนเวทีในระหว่างการต่อสู้นี้ด้วย

การต่อสู้ของพีส่ ุวิทย์เพื่อผู้ยากไร้ แกก็ทํามานานแล้วตั้งแต่สมัยยังเป็น นักศึกษา อย่างการต่อสู้คัดค้านการสร้าง อ่างเก็บน้ํามาบประชัน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ปี 2517 หลังจากที่แกนนํา ในพื้นที่ถูกยิงเสียชีวิต ต่อมาในปี 2549 เมื่อการใช้อํานาจอย่างไม่เป็น ธรรมรัฐบาล ทักษิ ณ ชิ นวัต ร มาถึง จุด ของการลุอํา นาจอย่า งที่ สุด จนทํ าให้ เอ็น จีโ อ นักวิชาการ เครือข่ายประชาชนมากมายต้องรวมขบวนกันเป็น “พันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” พี่สุวิทย์ก็ยังทําหน้าที่โฆษกบนเวที และต้อง ยอมรับว่าการก่อตั้งขบวนการพันธมิตรฯ ในยุคนั้น ได้สร้างปรากฎการณ์ น่าสนใจคือ การที่ประชาชนที่เป็น ชนชั้นกลาง ชนชั้นผู้มีอั นจะกิน กั บ ขบวนการคนจนสลัม ชาวนา แรงงาน มาอยู่ในการชุมนุมประท้วงเดียวกัน เรียนรู้ความเป็นพลเมืองผู้ไม่ยอมจํานนต่อเผด็จการรัฐสภาด้วยกัน (วั น นี้ ตั ว ผมยั ง บ่ น บ่ อ ยครั้ ง กั บ บรรดาพี่ ๆ ที่ เ คารพทั้ ง หลาย รวมทั้งเพื่อนฝูงนักกิจกรรม ลูกหลานคนเดือนตุลา ลูกหลานแกนนําใน พันธมิตรฯ ว่าจะทํายังไงให้เรารักษาขบวนการประชาชนให้มันได้อย่าง ตอนเริ่มก่อตั้งพันธมิตรฯ เพราะวันนี้มันแตกกระจายจนสมานกลับได้ยาก และเหมือนจะเริ่มหลงทางมาหักล้าง ทําลายกันเอง) ผมเข้ามาในแวดวงขบวนการภาคประชาชนหลังพี่สุวิทย์จากไป แล้ ว แต่ อ ย่ า งน้ อ ยๆ การที่ ผ มได้ เ ข้ า ร่ ว มกลุ่ ม ศึ ก ษาพรรคการเมื อ ง ทางเลือก มาเจอหัวหน้าไผ่ (นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์) เจ๊เอ๋ (อ.ภัทรมน สุว พันธ์) และพี่ๆ เอ็นจีโอ ผู้นํากรรมกร ผู้นําเกษตรกร นักสู้เพื่อคนสลัม คน ไร้ที่ คนไร้บ้านอีกหลายท่าน ก็ได้ทําให้ผมรู้ว่าพี่สุวิทย์ฝากมรดกไว้ก่อน หมดลมหายใจอี ก อย่ า งคื อ ภาพฝั น อนาคตการมี “พรรคการเมื อ ง ทางเลือก”ของภาคประชาชน พรรคที่สมาชิกคือผู้มีอํานาจสําคัญสูงสุด มี อุดมการณ์และปฏิบัติการเพื่อสนองความหลากหลายของกลุ่มประเด็น สังคม มีทั้งชาวนา กรรมกร สตรี เด็กเยาวชน เป็นปีกของพรรค ภารกิ จ นี้ พี่ สุ วิ ท ย์ ยั ง ทํ า ได้ ไ ม่ ทั น จบก็ สิ้ น ลมจากพวกเราไป เสีย ก่อน เพราะแกไม่ไ ด้ต้อ งการสร้างพรรคเพื่ อให้ ตัว เองได้ไ ปสู่ก ารมี ตําแหน่งทางการเมือง (ที่จริงถ้าแกอยากมี แกยอมขายตัวตามข้อเสนอที่ พวกนักการเมืองพยายามยื่นให้แกมาตลอดยังง่ายกว่าเยอะ) แต่แกอยาก สร้ า งพรรคที่ เ ป็ น ของประชาชน พรรคที่ ส ามารถเคลื่ อ นอุ ด มการณ์ สาธารณะของชนทุกทุกชั้นทุกกลุ่ม เพื่อยกระดับการเมืองภาคประชาชน หลุดพ้นการผูกขาดจากการเมืองที่รับใช้ทุนเอาเปรียบประชาชน ในโอกาสที่กําลังจะครบรอบ 5 ปี แห่งการจากไปของพี่สุวิทย์ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2555 ที่ผ่านมา ผมจึงขออุทิศบทความนี้เพื่อแทน ความศรัทธา คาราวะ และรําลึกถึงพี่สุวิทย์ที่ได้ทําให้คนรุ่นหลังอย่างผมยัง มีแรงบันดาลใจ ไม่อยากเดินหนีออกไปจากเส้นทางการต่อสู้เพื่อความเป็น ธรรมของปวงประชา และเปลี่ยนจากความเบื่อหน่าย อ่อนล้า มาเป็น ความภาคภูมิและศรัทธากับหนทางการต่อสู้ที่ “ยิ่งสู้ ยิ่งจน แต่อิ่มใจ” (พี่น้องหลายคนที่รู้จัก สู้ร่วมกันมากับพี่สุวิทย์ วันนี้กลายเป็น อํามาตย์บ้าง นายทุนบ้าง เขาไปตามแนวทางการเมืองแบบที่เขาเชื่อว่าใช่ หรือเพราะไปรับงานใคร ถูกใครจ้างให้มาทําลายพี่น้องภาคประชาชน ด้วยกัน อันนี้ผมขอไม่พูดถึงแล้วกัน) อย่ า งน้ อ ยวั น นี้ พี่ สุ วิ ท ย์ ก็ จ ะยั ง มี ชี วิ ต อยู่ ใ นความคิ ด จิ ต วิญญาณของผมและเพื่อนพี่น้องอีกหลายคน ผมเชื่อว่าคนดีคนนี้... จะ ไม่มีวันตายไปจากใจพวกเรานะครับ

        ...     

! "# $##% &'( &  " "$&) * )   #$ " & + ' ',+# ' ', ! $ #- 

*-"#  )-!  )

.-* '*, 1"- ' 2 *-33$45 &*"%1 "-  %67,1

+& 8*%' 9 ')#)1-6'1 11.00-12.00 .  ASTV  -   *- &&$!*) $ http://www.manager.co.th/vdo  %!+& %1 N $ "$& $   4850770 ()*- 6 ) *-"%" $Y5 '$ facebook.com/news1online !Y5 '$ 41 Y*1 8*%'  *%' 9 %""1 @news1online *- news1online@gmail.com

DemoCrazy .27.


Backoffice

มวลชนเรียกว่า สายล่อฟ้าจังหวัดนั้น บลูจังหวัดนี้ ไม่ ต่ า งอะไรกั บ ที่ น ายหั ว สุ ร าษฎร์ พู ด จา กิตตินันท์ นาคทอง • http://www.facebook.com/kittinun.nakthong ปราศรัยที่บ้านเกิดตัวเอง ตอนที่พรรคประชาธิปัตย์ยัง เป็ น รั ฐ บาล ก็ ก ล่ า วหาเสื้ อ เหลื อ ง-เสื้ อ แดงก่ อ ความ วุ่นวายขัดขวางการพัฒนาประเทศ แล้วตอนนี้ใช้ทีวีเพื่อ ปลุกระดมเสียเองนี่มันต่างกันตรงไหน? มาวั น นี้ ผ มเห็ น พรรคการเมื อ งบางพรรคใช้ พรรคพวกจัดการชุมนุม ชนิดที่ว่าก็อปปี้กันเห็นๆ แล้ว ผมเห็ น คนของพรรคการเมื อ งพรรคนั้ น หั ด เป็ น นั ก ไฮด์ปาร์กแล้วรู้สึกสมเพชเวทนายิ่งนัก ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายคนอาจได้เห็นความเปลี่ยนแปลง พอจุ ด ม็ อ บไม่ ติ ด คนกลุ่ ม นั้ น ก็ ค าดคั้ น จะให้ พ วกเราออกมา ในหลายสิ่งหลายอย่าง หนึ่งในนั้นก็คือสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “คน” วลี ชุมนุมเร็วๆ พอบอกยังไม่ถึงเวลาก็ด่าทอ หาว่านิ่งเฉยกับบ้านเมือง บางคน ที่ว่า “เวลาเปลี่ยนใจคนเปลี่ยน” นั้นยังคงใช้ได้ดีไม่มเี สื่อมคลาย เรียกร้องว่าคนไทยต้องสามัคคีกัน บางคนก็กล่าวหาว่าเกี๊ยะเซี้ยะกันแล้ว แม้คนเราจะมองเห็นความเปลี่ยนแปลง และสามารถอธิบายได้ ยังไม่พ้นสันดานเดิมที่เคยทําร้ายทําลายพวกเรา เพียงเพราะ ตราบเท่าที่เรามองเห็นและเข้าใจ แต่บ่อยครั้งเราก็รู้สึกอึดอัดที่จะพูดอะไร พวกเราไม่ออกมาเคลื่อนไหว โดยเฉพาะข้อกล่าวหาเกี๊ยะเซี๊ยะเพื่อดิส ออกไป เพราะมีบางสิ่งบางอย่างที่ทําให้เอ่ยอะไรออกมาไม่ได้ เครดิตคนอื่น เป็นเช่นนั้นก็คงเหมือนชาวนากับหูเห่าชัดๆ ในช่วงที่ผ่านมา ผมได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่าง นึกจะบอกว่า คนเราต่อให้ต้องร่วมเป็นร่วมตายด้วยกัน ถ้าไม่ เกี่ยวกับ “คน” ซึ่งแน่นอน ความเปลี่ยนแปลงคือสัจธรรมที่แท้จริง แต่สิ่ง เชื่อใจกัน ลับหลังก็นินทาแทงข้างหลัง ค่อนแคะคนอื่นเขา เอาแต่ใจตัวเอง ที่ตามมาภายหลังคือ ความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปด้วยดีหรือไม่ ห้ามคิดต่างพวกตัวเอง แล้วอย่างนี้ใครจะอยู่ร่วมกันได้ รบให้ตายก็ไม่ชนะ ในเชิงอุดมการณ์ ผมเคยมีบทบาทเล็กๆ จากการเคลื่อนไหวทาง ในเมื่อพวกคุณเชื่อว่าสถานการณ์สุกงอมแล้ว บางคนก็ค่อนแคะ การเมือง แต่เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นครั้งใด ผมกลับมองเห็นคนที่ ว่าพวกเรามีไม่เท่าไหร่ ส่วนใหญ่เป็นมวลชนของคนกลุ่มนั้น ถ้าแน่จริงก็ ร่วมเคลื่อนไหวกันมาต่างก็แยกย้ายกันไปตามอุดมการณ์ของตัวเอง จัดการชุมนุมไปเลยสิครับ มีฐานเสียงเท่าไหร่ขนใส่รถบัสให้หมด ที่ชัดเจนที่สุดคือ เมือ่ พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ต่างคนต่าง จะให้พวกเราตายฟรีเพื่อให้คนพวกนั้นกลับมาเสวยอํานาจ แยกย้ายกันไปแสวงหาอํานาจ รับใช้อุดมการณ์และจุดยืนของตัวเอง เริ่ม ทางการเมืองอีกครัง้ หนึ่งหรือ... มันสายเกินไปแล้วครับ จากไม่กี่คน มาปัจจุบันถึงกับแยกสีออกมาได้ราวกับแยกน้ําออกจากน้ํามัน ••• ผมพยายามใจเย็นกับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งการที่ใครคนหนึ่ง ความเปลี่ ย นแปลงที่ เ กิ ด ขึ้ น ในยุ ค ที่ เ รี ย กว่ า พวกใครพวกมั น แยกย้ายออกไป ถือเป็นเสรีภาพและเอกสิทธิ์แต่ละคนที่ไม่มีใครห้าม แต่ ภายใต้นักการเมืองระบอบทุนนิยมสามานย์ หลายคนคงเสียดายกับภาพ บางครั้งผมกลับไม่สบายใจกับท่าทีคนกันเองที่เปลี่ยนไปราวกับเป็นอีกคน ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวของพวกเราตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา คนที่ เ คยร่ ว มเคลื่ อ นไหวก่ อ นหน้ า นี้ เมื่ อ แยกย้ า ยไปอยู่ กั บ หลายคนเสียดายคนนั้นคนนี้ที่เคยต่อสู้ หลายคนก็ฟังคนที่เคย การเมืองอีกขั้วหนึง่ ก็ใช้หัวโขนเหล่านั้นกล่าวโจมตีราวจะให้ล้มกันไปข้าง ต่อสู้ออกมาพูดนินทาลับหลัง จริงบ้างไม่จริงบ้างตามแต่ใจตัวเอง หลาย บางคนถึงกับแสร้งยอมรับเป็นการใส่ร้ายกลายๆ เพื่อให้เอาดีเข้าตัวเอง คนก็วิงวอนว่าอยากให้สามัคคีกันเคลื่อนไหวในแนวทางเดียวกัน โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าสิ่งที่อดีตผู้ร่วมอุดมการณ์เดียวกันถูกปรุง ผมเคยสัมภาษณ์ คุณรุ่งมณี เมฆโสภณ ในช่วงที่เปิดตัวหนังสือ แต่งออกมาไม่น้อย เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศนีชมาร์เก็ต หรือ “ตลาดใคร ประชาธิปไตยเปื้อนเลือดเมื่อปี 2553 ตอนหนึ่งกล่าวถึงพลตรีจําลอง ศรี ตลาดมัน” ถึงกระนั้นคําว่า “กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา” ก็ยังใช้ได้ดีเสมอ เมือง เคลื่อนไหวร่วมกับนายแพทย์เหวง ในนามสมาพันธ์ประชาธิปไตย ••• คุณรุ่งมณีกล่าวว่า ตอนที่อยู่ร่วมกันไม่มีบุญคุณอะไรกัน มันก็ลง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก่อนที่ผมจะเข้ามาทํางานที่นี่ ที่ออฟฟิศ ขัน แล้วพอต่างคนต่างไป ต่างคนต่างก็มีอุดมการณ์ใหม่ของตัวเองก็ว่ากัน ก็ผ่านอะไรมาเยอะ เจออะไรมาก็มาก ก็เป็นเรื่องธรรมดามากที่ธุรกิจสื่อ ไป คือตอนที่อยู่ร่วมกันก็ร่วม ตอนที่เผชิญหน้าก็เผชิญหน้ากัน คู่แข่งจะหยิบฉวยเปิดเวทีให้คนเหล่านั้นโจมตีเพื่อหวังผลทางการตลาด แต่ สิ่ ง หนึ่ ง ที่ ผ มจํ า ได้ ขึ้ น ใจก็ คื อ ประโยคที่ ว่ า “มนุ ษ ย์ มั น นอกจากนี้ เมื่อร่วมเคลื่อนไหวการเมืองภาคประชาชน ขับไล่ เปลี่ยนแปลงได้ อย่าไปฟูมฟายกับมัน เมื่อมันเปลี่ยนก็เปลี่ยน แต่ต้อง นักการเมืองที่ทุจริตคอรัปชั่น พวกเรากลายเป็นจําเลยจากนักการเมืองที่ ยอมรับว่ามันเป็นอย่างนี้ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง” เสียผลประโยชน์ ถูกโจมตีด้วยข้อกล่าวหาที่เกินไปจากความเป็นจริง โดยส่วนตัวคําพูดนี้เปรียบเสมือนเป็นเครื่องเตือนสติอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะข้อหา “ก่อการร้ายสากล” ที่ นายแพทย์เหวง โตจิ หลังจากวันนั้น ผมมักจะนึกถึงประโยคนี้เสมอเวลาเกิดความเปลี่ยนแปลง ราการ แกนนํา นปช.ฟ้องร้องด้วยข้อหานี้ ซึ่งเกินเหตุไปจากความเป็นจริง บางอย่างที่เกี่ยวกับคน ไม่ว่าใครจะจากไป หรือใครจะออกห่างก็ตาม เนื่องจากการชุมนุมที่สนามบินสุวรรณภูมิมีแต่ชาวบ้านกับคนแก่ ทุกวันนี้มีความรู้สึกไม่อยากเชื่อใจใครมากกว่าเชื่อในวิจารณที่สําคัญคือเราไม่มีอาวุธใดๆ ที่จะเทียบเท่าขบวนการก่อการร้าย ญาณของตัวเอง อาจจะว่าเป็นเพราะต้องการเผื่อใจรับกับความผิดหวังใน สากลตามที่ ถูกตั้ งข้ อหา เมื่ อเทียบกับ อีกฝ่ ายที่ยิง ระเบิด เอ็ ม 79 ใส่ ผู้ วันข้างหน้า แต่ผมก็เคารพความคิด การตัดสินใจในสิ่งที่เห็นและเป็นไป ชุมนุมบาดเจ็บล้มตายนับสิบคน ถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรับผิดชอบ ทุกคนคงมีความหลังดีๆ มีวันที่สวยงาม มีประวัติศาสตร์ที่ตรา ผมได้ยินเสียงระเบิด เอ็ม 79 เป็นประจําทุกวัน ครั้งหนึ่งห่าง ตรึงอยู่ในความทรงจํา แต่ไม่มีประโยชน์ที่จะไปเรียกร้องอดีตที่เป็นไปไม่ได้ จากหลังเวทีมานิดเดียว เห็นคนเจ็บต่อหน้าต่อตา เรียกได้ว่าเกือบเอาชีวิต กลับคืนมา เมื่อเวลาเปลี่ยนใจคนเปลี่ยน กลับไปก็คงไม่เป็นเหมือนเดิม ไม่รอดมาแล้ว นับประสาอะไรการที่พวกเราถูกนักการเมืองชื่อเหวงใส่ร้าย ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมักมีตอนจบ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือ มันเจ็บปวดขนาดไหน พวกเราน่าจะรู้กันดี การยอมรั บ กั บ ปั จ จุ บั น อย่ า มั ว ยึ ด ติ ด อดี ต จนลื ม ความเป็ น จริ ง ว่ า เป็ น แต่ที่น่าเจ็บใจมากที่สุด ก็ไม่เท่ากับสิ่งที่เราเจอกับคนกันเอง อย่างไร ไม่เช่นนั้นอาจกลายเป็นการหลอกตัวเอง ข้อกล่าวหาที่ว่า “สนธิรับเงินทักษิณ” ที่ปรากฏออกมาในช่วงที่ ท้ายที่สุดเมื่อไม่เป็นอย่างที่หวังก็จะเป็นคนยอมรับความเป็นจริง รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์กําลังจะทําให้ราชอาณาจักรไทยเสียดินแดน ไม่ได้ ก็จะรู้สึกว่าโลกนี้โหดร้าย ใจเราเหมือนถูกทําร้าย และพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลให้กับกัมพูชา เป็นสิ่งที่ผมเจ็บใจมากทีส่ ุด เหมือนกับเพื่อนรุ่นน้องผมเคยกล่าวว่า “มองโลกอย่างที่โลก ไม่ใช่เพราะผมเป็นสาวกคุณสนธิ ลิ้มทองกุล หรือเป็นเพราะผม จะเป็น ไม่ใช่มองโลกอย่างทีเ่ ราอยากให้เป็น” ครับ  ทํางานที่บ้านพระอาทิตย์ แต่หากใครได้ตามข่าวในช่วงนั้น มันเป็นวิธีการ สร้างข่าวที่ไม่ต่างไปจากกรณีที่มีคนตะโกนใส่ร้ายนายปรีดี พนมยงค์เลย ป.ล. บทความนี้เขียนขึ้นเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2555 ก่อนจะมีการ แล้วยังไง... ตอนหลังกระแสโหวตโนทําให้พรรคประชาธิปัตย์ เสนอร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง และพันธมิตรฯ ได้เคลื่อนไหวต่อต้าน ไม่ ไ ด้ ก ลั บ มาเป็ น รั ฐ บาล นายหั ว สุ ร าษฎร์ก็ ใ ห้ ค นใกล้ ชิด ทํ า ที วี แ ล้ ว ดึ ง

    

DemoCrazy .28.


.

       

หมายเหตุ : นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนําพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย ได้กล่าวปราศรัยในการจัดคอนเสิร์ต เมืองไทยราย สัปดาห์ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา โดยในช่วงสุดท้าย นายสนธิได้เปิดเผยความในใจในช่วงที่ผ่านมา เห็นว่าชาติบ้านเมือง กําลังตกต่ํา นับตั้งแต่ปี 2548 ถึงปัจจุบัน 7 ปี ยังยืนอยู่ที่เดิม ตน อายุ 65 ปีแล้ว สู้ให้ชาติบ้านเมืองมาถึงวันนี้ ก็ถือว่าทํามามากเกิน พอแล้ว การออกครั้งนี้จ ะออกเป็ นครั้งสุด ท้าย ถ้ าแพ้ ต้อ งตายคา ลูกปืนก็จะตาย แต่ถ้าชนะเมื่อไหร่จะล้างมือในอ่างทองคํา และจะ ลาออกจากแกนนําไปใช้ชีวิตเงียบๆ ไม่ต้องให้ใครมาหลอกใช้อีก “... พี่น้องครับ มาถึงช่วงสุดท้ายของรายการนี้ ผมอยากจะพูด เรื่องความในใจกับพี่น้อง อยากให้พี่น้องตั้งใจฟังสักนิดหนึ่ง พี่น้องจะได้ รู้สึกว่าความรู้สึกผมเป็นยังไง ผมไม่ได้หายไปไหน ผมเป็นเพียงแต่เบื่อเรือ่ ง ชาติ เรื่องบ้านเรื่องเมือง ผมปฏิบัติธรรมทุกวัน ผมสวดมนต์วันละ 2 ครั้ง ผมไม่ใช่อะระหังสัมมา อิติปิโสภควา กราบเสร็จแล้วพาหุงอีกบทแล้วจบ ผมเริ่มด้วยชุมนุมเทวดา ต่อด้วยสัมพุทเธ อัญเชิญพระพุทธเจ้า นะโมการะ อัฏฐะกะ สรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า แล้วก็อิติปิโสภควา อะระหังสัมมา แล้วก็เริ่มด้วยอาฏานาฏิยะปริตร รัตนปริตร ขันธปริตร โมรปริตร พาหุง ชัยปริตร เมตตปริตร นักขัตตะ ภวตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะ ตา สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต แล้วก็จบลงด้วยมงคล จักรวาลใหญ่ ผมมีความรู้สึกว่าผมมีความเย็นสบาย เมื่อผมสวดมนต์ คาถา พระปริต เป็นคาถาโลโซของพระพุทธเจ้า ทําไมโลโซ เพราะเป็นคาถา พื้นฐาน แต่เป็นคาถาที่ลึกล้ํา อุปมาอุปไมยเหมือนคนที่เรียน ก.ไก่ ข.ไข่ คนที่เรียนด็อกเตอร์ ก็จะบอกว่า ก.ไก่ ข.ไข่ มันกระจอก แต่คําถามมันมี อยู่ ว่ า ก่ อ นคุ ณ จะเรี ย นด็ อ กเตอร์ ไ ด้ คุ ณ ต้ อ งเรี ย น ก.ไก่ ข.ไข่ ก่ อ น เพราะฉะนั้นแล้วคาถาเมตตปริตร คาถาพระปริตร จึงเป็นการที่สําคัญ ที่สุดในการสวด เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังทําไมผมมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง แล้วผม ทํ า น้ํ า มนต์ ข องผมเอง พี่ น้ อ ง อย่ า หั ว เราะ ผมเอาสายสิ ญ จน์ พั น พระพุทธรูป พระห้อยคอ พันเอาไว้ พันบาตรน้ํามนต์ จุดเทียน แล้วผมตั้ง จิตอธิษฐาน พี่น้องครับ ผมก็มองดูชาติบ้านเมือง ผมท้อ ผมชักจะหมดหวัง พี่น้องเคยคิดไหมมันเป็นไปได้ยังไง คนปลัดกระทรวงคมนาคม มันถูกจับ โกงชาติ โกงบ้านโกงเมือง หน้าตาเฉย ชาติบ้านเมืองมันตกต่ํามากนะ มัน เป็นไปได้ยังไง พันตํารวจเอก ผู้กํากับโรงพัก ปล้นแบงก์ เพื่อจะเอาเงินไป วิ่งเต้นตําแหน่ง ก็แสดงว่าไอ้ตําแหน่งที่มันได้มากันมันซื้อกันทั้งนั้น ใช่/ ไม่ใช่ พี่น้อง (ใช่) แล้วเราจะไปพึ่งพาตํารวจได้ยังไง พวกเยสโนโอเคโคคา โคล่า บอกไม่มีการซื้อขายตําแหน่ง ซื้อขายตําแหน่งเยอะที่สุด ทุกยุคทุก สมัย ตํารวจก็ไปแล้ว ข้าราชการระดับปลัดกระทรวงก็ไปแล้ว คนอย่าง นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ก็ไปแล้ว อธิบดีดีเอสไอ อัยการสูงสุดก็ไป ผู้พิพากษา

บางคนก็ไปแล้ว พี่น้องแม้กระทั่งพระสงฆ์องค์เจ้า บอกว่าธุดงค์ในกรุงไม่ ผิดพระไตรปิฏก ก็ไปแล้ว บ้านเมืองไม่เหลืออะไรแล้ว พี่น้อง 2548 จนถึงวันนี้ 7 ปีเต็มๆ ที่ผมไม่รู้ว่าไปทําอะไรผิดกับ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ถึงลงโทษผมให้มายืนตรงนี้ตั้ง 7-8 ปี ให้มาชดใช้ เวรชดใช้กรรม ผมทําอะไรผิดพ่อแม่ครูอาจารย์ 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน ครุฑ นาค พรหม ยักษ์ ผมทําอะไรผิด แต่ผมมีศรัทธาในการทํางาน ผมมีศรัทธา และความเชื่อมั่นที่ผมจะต้องทําให้ส่วนรวม ให้ชาติบ้านเมืองบ พี่น้องครับ แต่ว่าสําหรับคนๆ หนึ่ง เดินทางมา 7-8 ปีแบบนี้ โดนคดีความ โดนคดีที่ผู้ พิพากษาท่านมีความสุขมากกับการที่ผมผิด 1 เจตนา ท่านเปลี่ยนไปเป็น 8 เจตนา แล้วจําคุกผม 85 ปี ท่านมีความสุขปล่อยให้ท่านมีความสุขไป ผมไม่ ว่า แล้ว ยัง ผ่า นลู กปื นอี ก 200 นัด ยั งขึ้ นศาล แล้ว วัน ที่ 30 นี้ ยั ง จะต้องออกถนนอีกแล้ว พี่น้องครับ สําหรับคนคนหนึ่ง อายุ 65 ปี สู้ให้ชาติบ้านเมือง จนถึงวันนี้ สิ่งที่ผมทํามากเกินกว่าพอแล้วพี่น้อง พี่น้องครับ ออกครั้งนี้ผม จะออกครั้งสุดท้ายแล้ว ถ้าแพ้จะต้องตายคาลูกปืนผมจะตาย ถ้าชนะ ชนะ เมื่อไหร่ผมจะล้างมือ แล้วผมจะขอลาออกจากแกนนําพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ไปใช้ชีวิตที่เงียบๆ ไม่ต้องให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาหลอก ใช้ผมอีกต่อไป ความขมขื่นของผมมันมีมากกว่าที่ผมจะพูดบนเวทีนี้ มัน ลึกซึ้งกว่าอะไรก็ตามที่มันลึกไปหมด มันเจ็บช้ําน้ําใจมากกว่าโดนกระบอง ตี มันเสียดใจ แสบทรวงมากกว่าทุกอย่าง ผมสวดมนต์ภาวนา ทุกวันผมมี ชีวิตอยู่ได้เพราะผมสวดมนต์ภาวนา ผมถามตัวเองว่า ผมทําให้ชาติมากพอ หรือยัง ผมบอกว่ายัง ต้อง 30 นี้ก่อน พี่น้องครับ ผมขอบอกพี่น้องก่อน พ้น 30 นี้แล้ว จะแพ้หรือจะ ชนะ จบอย่างไรก็ตาม ผมต้องปล่อยให้ผู้มีอํานาจในบ้านเมือง ให้อํามาตย์ ให้หลายคน ที่หลอกใช้ผมอยู่ พรรคการเมืองบางพรรคที่เคยหลอกใช้ ให้ รับแผ่นดินนี้เอาไปดูแลต่อไป พี่น้องครับ อย่าโกรธผม ให้เข้าใจผม พี่น้อง ผมสู้ตั้งแต่ 58, 57 ผม 65 แล้วพี่น้อง ผมไม่ได้มีชีวิตอย่างเหมือนมนุษย์เลยแม้แต่นิดเดียว ผม จะสู้ครั้งสุดท้ายครั้งนี้ อะไรจะเกิดให้มันเกิดไป พี่น้อง แต่ถ้าชนะแล้ว ผม จะยกประเทศให้เขาดูแลกันต่อไป แต่ถ้าเขาดูแลไม่ดี ไม่ต้องมาเรียกผมอีก

DemoCrazy .30.


.

แล้ว ไม่ต้องมาเรียกผมอีกแล้ว ผมจะขออยู่ ในใจพ่อแม่พี่น้องทุกคน ผมจะขอเป็นนักสู้ผู้ ไม่ยอมแพ้ให้พี่น้องได้ระลึกถึง และพี่น้อง ค รั บ วั น นี้ พั น ธ มิ ต ร ป ร ะ ช า ช น เ พื่ อ ประชาธิปไตยได้พิสูจน์ให้พี่น้องเห็นชัดเจน แล้วว่าทองคําแท้อย่างพวกเราย่อมไม่กลัว ไฟ ผมจําเป็นต้องพูดเรื่องนี้ เพราะว่า มันไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา แต่ 30 นี้ จะ เป็ น งานเลี้ ย งที่ สํ า คั ญ พี่ น้ อ งที่ รู้ เ รื่ อ ง ประวัติศาสตร์ดี 30 นี้ คืองานเลี้ยงประตูหง เหมิน ใครไม่รู้เรื่องยกมือ ซีฉู่ป้าอ๋อง ชือช้อ ป่ า อ๋ อ ง เรี ย กหลิ ว ปั ง ต้ น ปฐมกษั ต ริ ย์ ฮั่ น โปโจ ราชวงศ์ฮั่น มาเลี้ยงที่หงเหมิน เพื่อฆ่า หลิ ว ปั ง เขาเรี ย กว่ า งานเลี้ ย งมรณะ เพราะฉะนั้นแล้ว 30 นี้ พี่น้องไม่ต้องกังวล ผมอยู่ เ คี ย งข้ า งพี่ น้ อ งตลอดไป จนกว่ า เรื่องราวนี้จะจบ แต่ผมไม่ต้องการให้พี่น้อง ถามผมเมื่ อ เรื่ อ งราวจบแล้ ว แล้ ว ถ้ า บ้านเมืองเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องการให้พี่น้อง ถามว่า คุณสนธิหายไปไหน ไม่ต้องการ ผม ต้อ งการให้ พี่ น้ อ งเดิ น หน้า ต่ อ ไป เพราะพี่ น้องแต่ละคนมีภูมิคุ้มกันมากพอแล้ว 7-8 ปี ที่ผ่านมา พี่น้องมีองค์ความรู้มากพอแล้ว พี่ น้องเป็นคนที่มีคุณภาพ เหตุผลหนึ่งที่ผมยังยืนหยัดอยู่ทุก วันนี้ก็เพราะว่ ามีคนอย่างพี่ น้อง ที่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ผมขอให้พี่น้องยึด มั่ น ในศรั ท ธานี้ ทุ ก วั น นี้ ผ มมี ชี วิ ต อยู่ ไ ด้ เพราะศรัทธา ความเชื่อมั่น นี่คือความในใจ ที่ผมต้องบอกกับพี่น้อง อย่าเสียใจ ถ้าหมอ ตุลย์เขาอยากเป็นแกนนํา ให้เขาขึ้นมานําพี่ น้องต่อ หรือถ้าอยากให้เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ก็ ได้ หรืออยากให้อัญชะลี ไพรีรัก ก็ได้ พี่น้ อ งครั บ เอาชาติ ไ ว้ใ นใจ เอา ศาสนาทูนไว้บนศีรษะ เอาพระมหากษัตริย์ อยู่ ร ะหว่ า งที่ เ ราประนมมื อ ชาติ ศาสนา พระมหากษั ต ริ ย์ พี่ น้ อ งจํ า ไว้ ว่ า ชาติ ถ้ า ศาสนาไม่ แ ข็ ง แรงพระมหากษั ต ริ ย์ ก็ ไ ม่ แข็ ง แรง ถ้ า พระมหากษั ต ริ ย์ ไ ม่ แ ข็ ง แรง ศาสนาก็ ไม่ แข็ง แรง ถ้ าศาสนาไม่ แข็ง แรง พระมหากษัตริย์ไม่แข็งแรง เราจะมีชาติอยู่ ไหม เราต้องทําเพื่อส่วนรวม ตั้งจิตอธิษฐาน แล้วตั้งสัจจะธิษฐานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่เคย ตั้ ง จิ ต อธิ ษ ฐานกั บ ตั ว เองเลยแม้ แ ต่ นิ ด ว่ า ขอให้ตัวเองรวย ไม่เคย ขอโอกาสอาสาเข้า มาทํางานให้แผ่นดิน ให้สัจจธิษฐานว่าจะทํา ให้แผ่นดินนี้สงบ จะทําให้แผ่นดินนี้ปกครอง โดยธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ เจ้า จะจรรโลง ทํานุบํารุงและเผยแพร่พุทธ ศาสนาออกไปในภู มิ ภ าคนี้ ในโลกนี้ ใน จักรวาลนี้ จะปกป้องให้ความบริสุทธิ์ของ พุทธศาสนายังคงอยู่ ไม่ให้ใครมาบิดเบือน เ จ ต น า ร ม ณ์ ข อ ง พุ ท ธ ศ า ส น า เ พื่ อ ผลประโยชน์ ข องตัว เองและพวกพ้ อ ง จะ ปกป้อง รักษา สร้างความมั่นคงให้สถาบัน กษัต ริย์ เพื่ อให้เป็ นเสาหลัก อยู่ เคีย งคู่ เสา หลั ก พระพุ ท ธศาสนา เพื่ อ ค้ํ า จุ น ชาติ บ้านเมืองต่อไป ขอบคุณมากครับ

            หมายเหตุ : แกนนําพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ออกแถลงการณ์เรื่อง “การ ปฏิรูปประเทศไทย และกําหนดการเคลื่อนไหวต่อไป” เมื่อ 26 พฤษภาคม 2555 โดย ประกาศ “ร่างหลักการปกครองประเทศไทย” เพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ในแนวทางของ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และให้นําร่างหลักการปกครองประเทศดังกล่าวไป ระดมความคิดเห็น ทําประชาพิจารณ์ และปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อความสมบูรณ์ต่อไป 1. หลักการปกครองประเทศต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารง อยู่ในฐานะอันที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ 2. หลักการปกครองประเทศต่อความมั่นคงแห่งรัฐ กองทัพมีหน้าที่ในการพิทักษ์รักษา ไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตยและบูรณภาพ แห่งเขตอํานาจรัฐ ความมั่นคงของรัฐ และผลประโยชน์แห่งชาติ ตลอดจนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข 3. หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อํานาจการปกครองเป็นของประชาชน และเพื่อประโยชน์ของประชาชนในทุกวันเวลา ไม่ใช่เฉพาะวันหย่อนบัตรเลือกตั้งผู้แทนประชาชน ดังนั้นประชาชนจึงมีอํานาจในการตัดสินใจ มีอํานาจในการตรวจสอบ และมีอํานาจเข้าถึงข้อมูลของ รัฐ 4. หลักการถ่วงดุลและตรวจสอบ ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ มีหน้าที่และ ความรับผิดชอบต่ออํานาจอธิปไตยที่ต้องสามารถตรวจสอบถ่วงดุลกันได้จริง โดยให้มีที่มาจากเบ้า หลอมที่แตกต่างกัน และผู้แทนของประชาชนมีความหลากหลายทั้งในมิติทางพื้นที่ มิติทางวิชาชีพ และมิติทางสังคม 5. หลั ก การปกครองประเทศต่ อ ระบบพรรคการเมื อ ง ขจั ด เผด็ จ การที่ ม าจากการ เลือกตั้งโดยทุนสามานย์ที่เข้ามาครอบงําประเทศในทุกรูปแบบ และผู้แทนประชาชนไม่จําเป็นต้อง สังกัดพรรคการเมือง 6. หลักการปกครองประเทศในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฉ้อราษฎร์บัง หลวง การทุจริตต้องไม่มีอายุความ ผู้เสียหายคือประชาชนที่ฟ้องร้องได้ในทุกคดี และการทุจริตให้ มีบทลงโทษสถานหนักสูงสุดคือประหารชีวิต 7. หลักการปกครองประเทศเพื่อปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ประชาชนสามารถเข้าถึง และพึ่งพิงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง ปฏิรูปอัยการให้ปลอดจากอํานาจ และผลประโยชน์ทางการเมือง ปฏิรูปตํารวจให้ขึ้นกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และบุคคลและ กระบวนการยุติธรรมต้องถูกตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน 8. หลักการปกครองส่วนท้องถิ่น กระจายการบริหาร กระจายระบบข้าราชการ กระจาย การจัดการและรับผิดชอบประเทศ กระจายงบประมาณสู้ท้องถิ่นโดยตรงอย่างเป็นรูปธรรมโดย ปราศจากการสกั ดกั้ น หรือ ครอบงํ า จากกรมส่ ง เสริ ม การปกครองส่ วนท้ อ งถิ่ น หรือ จากรั ฐ บาล ส่วนกลาง 9. หลักการอยู่ร่วมกันของคนในชาติ ประชาชนในประเทศอยู่ด้วยกันอย่างมีภราดรภาพ มีความเป็นพี่น้องกัน มีความเท่าเทียมกันทั้งในศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ 10. หลั ก การระบบเศรษฐกิ จ ใช้ ป รั ช ญาเศรษฐกิ จ พอเพี ย งเป็ น หลั ก ในการดํ า เนิ น นโยบายเศรษฐกิจและงบประมาณของประเทศ 11. หลั กการปกครองในโอกาสของระบบเศรษฐกิจ ให้ประชาชนทุกระดั บและทุ ก ท้องถิ่นต้องมีโอกาสและที่ยืนในระบบเศรษฐกิจตามความสามารถและศักยภาพของตนเอง 12. หลักการปกครองเพื่อสร้างความเป็นธรรมในการใช้ทรัพยากรของประเทศ ผู้ที่ได้ ใช้ท รัพ ยากรมากทํ าลายสิ่ง แวดล้ อมและวั ฒนธรรมมาก จํา เป็ นต้ องจ่า ยภาษี คืน กลั บประเทศ มากกว่าผู้ที่ใช้ทรัพยากรน้อยกว่าหรือทําลายสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมน้อยกว่า 13. หลักการปกครองประเทศในทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติรวมถึงน้ํามัน และก๊ าซธรรมชาติ ถื อ เป็ นสมบั ติข องประชาชนคนไทยทั้ง ประเทศ ต้ องมีไ ว้เ พื่อ ประโยชน์ กั บ ประชาชนคนไทยทั้งประเทศอย่างคุ้มค่าสูงสุด และสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้กับประเทศอย่าง โปร่งใส ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเพียงไม่กี่คน 14. หลักการปกครองประเทศในด้านการศึกษา ปฏิรูปการศึกษาให้ชุมชนและท้องถิ่นมี ส่วนร่วมในการตัดสินหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับการปฏิรูปประเทศ เพื่อพัฒนาคุณภาพ การศึกษานักเรียนให้ได้สูงสุดตามศักยภาพของเด็กโดยให้ควบคู่ไปกับคุณธรรม และรัฐมีหน้าที่สร้าง มาตรฐานกลางและวัดผลมาตรฐานของทุกโรงเรียนในประเทศ 15. หลักการปกครองประเทศในด้านสื่อสารมวลชน ดําเนินการขจัดความเท็จออกจาก สั ง คม สร้ า งความจริ ง ให้ เ กิ ด ขึ้ น สร้ า งพื้ น ที่ แ ละสนั บ สนุ น ทั้ ง นโยบายและงบประมาณให้ กั บ สื่อมวลชนที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศอย่างแท้จริง 

DemoCrazy .30.


Profile for DemoCrazy Magazine

DemoCrazy • Volume 26  

DemoCrazy Magazine Volime26 June 2012 นิตยสาร DemoCrazy ฉบับที่ 26 เดือนมิถุนายน 2555 สำหรับฉบับอ่านในไอโฟน ไอแพด แทบเล็ตพีซี และสมาร์ทโฟนระ...

DemoCrazy • Volume 26  

DemoCrazy Magazine Volime26 June 2012 นิตยสาร DemoCrazy ฉบับที่ 26 เดือนมิถุนายน 2555 สำหรับฉบับอ่านในไอโฟน ไอแพด แทบเล็ตพีซี และสมาร์ทโฟนระ...

Advertisement