Issuu on Google+

ป ฏิ วั ติ ค ว า ม คิ ด ติ ด อ า วุ ธ ป ญ ญ า • http://www.demo-crazy.com

DemoCrazy

VOLUME

23 ก.พ.-เม.ย. 2554

ชองไมประสงคลงคะแนน

INSIDE

.PAGE 6.

ม็อบ 3G .PAGE 4.

ประมวลภาพ การตอสูของประชาชน ที่กาวขามนักเลือกตั้ง รวมพลัง ปกปองแผนดิน .PAGE 12. สะพานมัฆวาน สาธารณสุขกับคนรุนใหม .PAGE 10.

.PAGE 24.


.2. DemoCrazy

Volume 23 | February-April 2011

รวมสมทบทุนเพื่อผลิตวารสาร ธนาคารกรุงเทพ สาขาถนนวิภาวดีรังสิต บัญชีสะสมทรัพย์ เลขที่บัญชี 196-0-71142-0 ชื่อบัญชี สํานักพิมพ์เพื่อนชีวิต

DemoCrazy สถาปนา เมษายน พ.ศ.2551 บรรณาธิการ • แสงธรรม ชุนชฎาธาร ผู้ช่วยบรรณาธิการ • กิตตินันท์ นาคทอง กองบรรณาธิการ • กฤช วีรกุล • ภรณ์ศมน จรีเวรุไวโรจน์ • แบ๊งค์ งามอรุณโชติ • ยุรชัฎ ชาติสุทธิชัย • ชเนษฎ์ ศรีสุโข • วรภัทร วีรพัฒนคุปต์ • กฤติน ดิ่งแก้ว • ศตวรรษ อินทรายุธ • ธนิก วิไลลักษณ์ • ชฎาพร แย้มรู้การ • สิริกร ลิ้มสุวรรณ • บรรณกร จันทรทิณ ศิลปกรรม • กิตตินันท์ นาคทอง Webmaster • กิตตินันท์ นาคทอง Facebook Administrator • วรภัทร วีรพัฒนคุปต์

โครงการนิตยสาร DemoCrazy สํานักงานเลขที่ 90/43 หมู่บ้านอยู่เจริญ ซอยทรงสะอาด ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 กองบรรณาธิการ DemoCrazy โทรศัพท์ 02-277-6413 โทรสาร 02-691-4609 สมัครสมาชิก โทรสาร 02-691-4609 สนับสนุนวารสาร โทร. 081-813-7877 อีเมล democrazy@live.com

EDITORIAL บก.บอกกลาว

เหนื่อยหน่อยนะ

ประเทศไทย หนักหน่อยนะ

การเมืองไทย แสงธรรม ชุนชฎาธาร เป็น “คนไทย” มันเหนื่อย

ON THE WEB:

www.demo-crazy.com • วารสารเดโมเครซี่ (DemoCrazy) โดย โครงการนิตยสารเดโมเครซี่ อนุญาตให้ใช้ได้ตามสัญญาอนุญาตของ ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ต้นฉบับ. • เพื่อสนับสนุนนโยบายฟอนท์แห่งชาติของภาครัฐ เนื้อหาในส่วนของข้อความจะใช้แบบอักษร TH Sarabun PSK ของสํานักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (สอซช.) หรือ SIPA


DemoCrazy .3.

Volume 23 | February-April 2011

ถาม-ตอบ

• บ า ง บ ท ก วี •

อะไรเนี่ย โดย … Do-i-ha (อานวา โดอิฮะ หรือ ดอยฮา ~)

ฝากคําถามไดที่ โทรสาร 02-691-4609 หรืออีเมล democrazy@live.com และ http://www.facebook.com/democrazymagazine

เห็นหมี“กินตับ”ชิมิๆ คิดยังไงที่เนื้อร้องเพลงลูกทุ่งเดี๋ยวนี้มีเนื้อหาผิดๆ เพี้ยนๆ เต็ ม ไปด้ วยภาษาวิบัติ แถมบางเพลงใช้คํ าสองแง่ส องง่ามแบบ โจ่งแจ้ง ไล่ตั้งแต่เห็นหมีหนูไหม ชิมิชิมิ รักนะฉึกฉึก และที่อนาถใจ ที่สุดคือกินตับ ยิ่งถ้าไปเปิดในงานวัด งานบุญงานกุศลต่างๆ เสื่อม ได้อีก ถึงจะอ้างว่าฟังเพื่อความบันเทิงก็ตาม อยากให้หน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะกระทรวงวัฒนธรรมเข้ามาดูแลบ้าง / เบส ถามโดยส่วนตัวพี่ ชิมิชิมิ กับ รักนะฉึกฉึก ไม่เท่าไหร่เพราะ เป็นคําแสลง ไม่มีพิษมีภัยอะไร แต่ถ้าเป็นกินตับ กับเห็นหมีหนูไหม พี่เห็นด้วยว่าน่าตําหนิอย่างแรง โดยเฉพาะเพลงอย่างหลังถ้าได้อ่าน เนื้อร้องแล้วหยาบคายสุดๆ เหมือนคนแต่งเพลงต้องการจะสื่อให้เห็น ถึงอวัยวะเบื้องต่ําแบบโจ่งแจ้ง โดยเฉพาะการผวนคําว่า “เห็นหมี” ฟังดูไม่น่ารักเหมือนเพลงหมีแพนด้าเลย ส่วนอีกเพลง “กินตับ” ประกอบภาพยนตร์เท่ง-โหน่งจีวร บิน อันที่จริงพี่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ากินตับหมายถึงอะไร กระทั่งวันหนึ่ง พี่ไปถามเพื่อนแบบเล่นๆ พอเพื่อนตอบกลับก็เป็นที่เข้าใจได้ว่ามันคือ อะไร แต่ไม่ขอตอบเพราะมันติดเรทไปนิด เมื่อดูที่เนื้อเพลงก็พยายาม อธิบายว่ามันเป็นอาหารอีสาน ทั้งตับหวาน ตําไทย ตับเหล็ก แต่ท่อน กลางๆ ก็พูดถึงการชักชวนไปบวชพระนิดหน่อย แต่คนฟังจะไม่สนใจ เท่าท่อนแรกที่กลายเป็นจุดเด่นของเพลง ถึงอย่างไรก็ตาม ในชีวิตประจําวันเรื่องลามกกลายเป็น เรื่องเล่าที่ถูกพูดถึงอย่างสนุกสนาน ขณะเดียวกันคนที่แต่งเพลงก็ มุ่งหวังที่จะให้เพลงนี้ออกมาดูตลกเฉยๆ ไม่ได้ยั่วยุให้เด็กมีอารมณ์ ทางเพศ ซึ่งต้องไปตําหนิฉากเลิฟซีน อีโรติก หนังเอ็กซ์หรือวีดีโอ คลิปมากกว่า คิดมากฉี่เหลืองน่า อุคริ จุ๊บุ๊ หุหุ...

PHOTO: GETTY IMAGES (via DAYLIFE.COM)

ศึกพระวิหาร ประกาศก้าวร้าวรานรุกล้าํ ถิ่น ผืนแผ่นดินแดนไทยใช่ของเขา หากต้องเสียแดนดินถิ่นฐานเรา คงขลาดเขลาขื่นขมตรมใจตาย ขอประณามคนขายเขตประเทศชาติ ขอส่งสาปสิน้ สูญตระกูลหาย ขอปกป้องดินแดนจนตัวตาย ขอถวายพลีชีพเพื่อขวานทอง เมื่อสัมพันธ์ฉันท์เฉกเช่นน้องพี่ คือย่ํายียักยอกอย่าผยอง จะรบราฤาหันหน้ามาปรองดอง ฤาพี่น้องต้องฟันฟาดตัดขาดกัน

กาสะลอง

ประกาศขออภัย

เนื่ อ งจากบทความของคุ ณ กฤติ น ดิ่ ง แก้ ว เรื่ อ ง ‘อายุ ความ’ เทคนิคเค้าละสิ? ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารเดโมเครซี่ฉบับที่ 22 (ประจําเดือนธันวาคม 2553-มกราคม 2554) เกิดความผิดพลาด ทางเทคนิ ค กองบรรณาธิการขออภัยในความผิดพลาด และได้ ตีพิมพ์บทความนี้ซ้ําอีกครั้งในฉบับที่ 23 (ฉบับนี้) หน้า 27 เป็น การชดเชย

PHOTO: ASTVผู้จัดการออนไลน์


.4. DemoCrazy

Volume 23 | February-April 2011

Human Interest

พันธมิตรฯ’54…‘ม็อบ3G’ จากเสียงเรียกเขา...ถึงโซเชียลมีเดีย กิตตินันท นาคทอง วิวัฒนาการของการเมืองไทย ภายใต้การปกครองระบอบ ประชาธิปไตยจะยังไปไม่ถึงไหน ปัญหาสําคัญจากนักการเมือง นํามา ซึ่งการชุมนุมทางการเมืองเพื่อเรียกร้องสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากผู้มีอํานาจ สิ่งหนึ่งที่ทั้งผู้จัดการชุมนุม รวมถึงมวลชนเลือกที่จะใช้ประโยชน์เพื่อ การติดต่อสื่อสาร หรือการแสดงสัญลักษณ์ก็คือ เทคโนโลยี นับตั้งแต่การชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ลาออกจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2535 นํามาซึ่งเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ ก็มีชื่อเป็นที่เรียกขานกันว่า “ม็อบมือถือ” เพราะช่วงนั้นผู้ ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางถึงกลุ่มไฮโซ ประกอบกับเทคโนโลยี โทรศัพท์มือถือ ที่ตัวเครื่องเท่ากระติกน้ําแต่ราคาเป็นแสน เพิ่งเข้ามาใน ประเทศไทย มาถึงยุคโลกาภิวัตน์ โทรศัพท์มือถือถูกพัฒนาในด้านการใช้ งานมากขึ้น รวมทั้งการขยายตัวของเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง แน่ น อนว่ า การเคลื่ อ นไหวทางการเมื อ งในยุ ค นี้ เทคโนโลยี ก็ เ ป็ น สิ่ ง สํ า คั ญ ที่ ข าดไม่ ไ ด้ โดยเฉพาะผู้ จั ด การชุ ม นุ ม เฉกเช่ น พั น ธมิ ต ร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีทั้งทีวีดาวเทียมและเว็บไซต์ผู้จัดการ ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาในการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ในแง่ การตอบสนองต่อมวลชนที่เข้าร่วมเคลื่อนไหว ปฏิกิริยาที่น่าสนใจต่อ การนําเทคโนโลยีมาใช้เคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชนโดยตรง หากได้มีการศึกษาอย่างละเอียดจะพบว่า เมื่อเทคโนโลยีตัวใดล้ําสมัย และเป็นที่นิยม ก็มักจะถูกนํามาประยุกต์ใช้ในช่วงระยะเวลานั้นเสมอ

2549 : เสียงเรียกเขา “ทักษิณออกไป”

หลังจากที่รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ถูกถอดออกจากผัง รายการของสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี (ช่อง 9 อ.ส.ม.ท.) ผู้ดําเนิน รายการเฉกเช่น “สนธิ ลิ้มทองกุล” และ “สโรชา พรอุดมศักดิ์” ก็ใช้ วิธีจัดรายการสัญจรนอกสถานที่โดยใช้ทีวีดาวเทียมชื่อ “เอเอสทีวี” ผ่านช่องรายการสถานีข่าวที่ชื่อ “นิวส์วัน” (NEWS1) ซึ่งผู้รับชมมีทั้ง เคเบิ้ลทีวีท้องถิ่น และติดตั้งจานดาวเทียมแบบ KU BAND เมืองไทยรายสัปดาห์ สัญจร จัดครั้งแรกที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2548 ก่อนจะย้ายไปยังหอประชุมใหญ่ และไปยังเวทีลีลาศ สวนลุมพีนีใน ภายหลั ง โดยมี ส โลแกน “ความจริ ง ที่ รั ฐ บาลไม่ อ ยากฟั ง คํ า ถามที่ รัฐบาลไม่กล้าตอบ แต่ประชาชนมีสิทธิ์จะรับรู้” 4 โมงเย็นของวันที่ 9 ���ันยายน 2548 นายสนธิแถลงข่าวที่ บ้านพระอาทิตย์ พร้อมกับการสวมใส่เสื้อสีเหลือง สกรีนคําว่า “เราจะ สู้เพื่อในหลวง” ทันใดนั้น เว็บไซต์ผู้จัดการ (www.manager.co.th) ซึ่ ง เป็ น เว็ บ ไซต์ ข่ า วอั น ดั บ หนึ่ ง และมี ผู้ เ ข้ า ชมเป็ น อั น ดั บ ต้ น ๆ ของ ประเทศไทย ก็ได้ทําหน้าที่เผยแพร่เสียงการแถลงข่าวแบบสดๆ พร้อมกัน นั้น เว็บไซต์ผู้จัดการยัง ได้ทําหน้าที่แ พร่ ภาพการ ออกอากาศของช่องนิวส์วัน ด้วยความเร็วเริ่มต้นที่ 56 Kbps ให้กับผู้ชม

ดวลไอแพด • นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย และนายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้าน ประวัติศาสตร์ กําลังใช้ไอแพดในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างรอการ แถลงข่าวประจําวันของพันธมิตร ที่ถนนราชดําเนินนอก หน้ากระทรวง ศึกษาธิการ (ภาพ: พรพัฒน์ ชุนชฎาธาร Twitter @pornpat_mgr) ทางอินเตอร์เน็ตทั่วประเทศ ซึ่ง นอกจากนั้นยัง มีเว็บ ไซต์ค ลื่น สามัญ ประจําบ้าน ถ่ายทอดเสียงจากคลื่นวิทยุชุมชนเจ้าฟ้า FM 97.75 MHz. เช่นกัน ซึ่งทั้งสองเว็บไซต์ได้ทําหน้าที่ถ่ายทอดรายการเมืองไทยราย สัปดาห์ในทุกวันศุกร์ กระทั่งการชุมนุมกู้ชาติ 4 กุมภาพันธ์ 2549 และ การรวมตัวในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2549 พร้อมทั้งบันทึกเหตุการณ์ในรูปแบบคลิปเสียง คลิป วีดีโอ สําหรับผู้ชมเว็บไซต์ให้ได้ติดตามรายการย้อนหลังอีกด้วย ในช่วงการชุมนุมกู้ชาตินี้เอง เว็บไซต์ผู้จัดการได้จัดทําหน้า พิเ ศษเพื่ อรั บ กั บ การชุ มนุ มก่ อนเข้ า สู่ ห น้า เว็ บ ไซต์ ห ลัก โดยได้ มีก าร นํา เสนอข่า วการชุมนุมเป็นพาดหั วใหญ่รวมทั้ง ข่า วล่าสุด (Breaking News) ภาพเหตุการณ์ เว็บบอร์ด โพลล์ และลิ้งค์สําหรับถ่ายทอดสด แต่ที่น่าสนใจที่สุดก็คงจะเป็น เสียงเรียกเข้าที่ชื่อ “ทักษิณ... ออกไป” จากน้ําเสียงของนายสนธิ ซึ่งต้นตอของคําว่าทักษิณ ออกไป คาดว่ามาจากการจัดรายการครั้งที่ 13 เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2549 ก่อนที่จะเดินขบวนจากสวนลุมพินี ไปขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้นที่ทําเนียบรัฐบาล ก่อนที่จะมีการชุมนุมกู้ชาติ เสียงเรียกเข้า “ทักษิณ...ออกไป” เริ่มต้นด้วยการแจกจ่ายให้ ผู้ชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้าผ่านทางบลูธูร (Bluetooth) ซึ่งช่วง นั้นโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ NOKIA จอสีและเสียงเรียกเข้าแบบทรูโทน (Truetone) กําลังได้รับความนิยม ในเวลาต่อมาเสียงเรียกเข้าดังกล่าว ได้รับความนิยมมากขึ้น กระทั่งเกิดปรากฏการณ์แม่ค้าที่ชื่อ “เจ๊ไก่” ใน ซอยละลายทรัพย์ ถนนสีลม ถึงกับขับไล่แบบตัวต่อตัวเลยทีเดียว


Volume 23 | February-April 2011

DemoCrazy .5.

เช็คอินหรือยัง...พี่น้องเอ๊ย!!! Foursquare สื่อสังคมออนไลน์ประเภทหนึ่งที่ใช้สําหรับอ้างอิง สถานที่เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ทางสังคม ในการชุมนุมพันธมิตรฯ ครั้งนี้ผู้ที่มีมือถือสมาร์ทโฟน สามารถเข้าไปเช็คอินได้ที่ “พื้นที่ชุมนุม พันธมิตรฯรวมพลังปกป้องแผ่นดินราชอาณาจักรไทย Join forces to protect the Kingdom of Thailand” และ “สะพานมัฆวานรังสรรค์”

2551 : ไฮไฟว “ทักษิณ เก็ต เอาท”

หลังจากที่ นายสมัคร สุนทรเวช นอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกยึดอํานาจเมื่อปี 2549 มาบริหารประเทศ เมื่อมีแนวโน้มที่ จะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อฟอกความผิดให้กับพรรคการเมืองของตนที่ซื้อ เสียงเลือกตั้ง พันธมิตรฯ ก็ออกมาชุมนุมเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2551 โดยรวมตัวกันที่หน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก่อนจะปักหลักพักค้างที่ สะพานมัฆวานรังสรรค์ ทําเนียบรัฐบาล สนามบินดอนเมืองและสุวรรณ ภูมิ ถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2551 เป็นเวลากว่า 193 วัน ในช่วงเวลานั้น นอกจากจะมีเอเอสทีวี และเว็บไซต์ผู้จัดการ ออนไลน์ ซึ่ ง เป็ น กระบอกเสี ย งอั น ทรงพลั ง แล้ ว ก็ มี ก ลุ่ ม ผู้ ส นั บ สนุ น พันธมิตรฯ รวมตัวกันผ่านทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ชื่อ “ไฮไฟว์” สําหรับกระจายข่าวและเป็นที่รวมตัวของนักรบหน้าจอ จนมีกลุ่มจาก การรวมตัวในไฮไฟว์ที่เคลื่อนไหวจริงจังได้แก่ กลุ่ม TGO หรือ Thaksin Get Out นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายเยาวชนพันธมิตรฯ อย่าง “เครือข่ายเยาวชนกู้ชาติ” หรือ Young PAD และกลุ่ม “สาธิต มัฆวาน” ก็ใช้ไฮไฟว์ติดต่อสื่อสารกันอีกด้วย ขณะที่เทคโนโลยีของโทรศัพท์มือถือจอสียังจํากัดอยู่ที่การส่ง MMS เข้าหากัน ก็มีบางคนนําคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้คมาใช้งานในที่ชุมนุม ทั้ ง การใช้ ในนามส่ว นตั ว รวมทั้ง ใช้ ใ นการเคลื่ อนไหว ซึ่ ง ในช่ว งการ ชุ ม นุ ม วั น แรกๆ ยั ง มี สั ญ ญาณอิ น เตอร์ เ น็ ต ไร้ ส ายจากอาคาร สหประชาชาติ แต่ภายหลังได้ล็อกสัญญาณ อดีตคณะทํางาน Young PAD. คนหนึ่งเปิดเผยกับเราว่าใน ช่วงเวลานั้นก็ใช้เทคโนโลยีอย่างเต็มความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นการ สร้างไฮไฟว์ของกลุ่มเพื่อเป็นช่องทางติดต่อสื่อสาร การส่ง SMS ใน คราวละมากๆ เพื่อเชิญชวนเยาวชนมาร่วมชุมนุม การทําเว็บไซต์ของ กลุ่มเพื่อเผยแพร่ข่าวสารและกระจายข้อมูล ซึ่งในสมัยนั้นแม้จะมี อินเตอร์เน็ตไร้สายที่เรียกว่า Wi-fi แต่ที่ทําเนียบรัฐบาลไม่มีสัญญาณ จึง ใช้สัญญาณจากแอร์การ์ดของเครือข่าย Hutch เป็นต้น

2554 : ไอแพด+เฟซบุค = FacePAD?

หลังจากที่ รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามาบริหารประเทศ เป็นระยะเวลากว่า 2 ปี ปัญหาสําคัญของรัฐบาลที่ไม่คิดจะปกป้องคือ การเสี ย อธิ ป ไตยเหนื อ ดิ น แดนแก่ กั ม พู ช า พั น ธมิ ต รฯ จึ ง ออกมา เคลื่ อ นไหวด้ ว ยการชุ ม นุ ม ใหญ่ เ มื่ อ วั น ที่ 25 มกราคม 2554 และ ยกระดับการชุมนุมเป็นการขับไล่ให้พ้นจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรี ในการชุมนุมครั้งนี้ กระแสเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network) ยังแรงไม่หยุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เฟซบุ้ค” และ “ทวิต เตอร์” ซึ่ง ในทางการเมืองนอกจากบรรดานักการเมือ งนํา มาใช้เป็น เครื่องมือติดต่อสื่อสาร และแสดงความคิดเห็นส่วนตัวแล้ว การรณรงค์ ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนเสื้อแดง หรือกลุ่มเสื้อหลากสีต่างก็ใช้เป็น เครื่องมือระดมพลบนหน้าจอเพื่อแสดงออกถึงแรงกดดันไปยังฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง เช่น กลุ่มมั่นใจคนไทยเกิน 1 ล้านคนต่อต้านการยุบสภา ฯลฯ การชุ ม นุ ม ของพั น ธมิ ต รฯ คราวนี้ ช่ อ งทางติ ด ต่ อ สื่ อ สาร

เช่นกลุ่มที่ชื่อ “เฟซแพด” (facebook.com/facepad.th) ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดย มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารระหว่างเวที กับนักรบ หน้าจอ รวมทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเพื่อทําความเข้าใจในประเด็นที่ พันธมิตรฯ ได้เคลื่อนไหว นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมภายนอกเพื่อรณรงค์ให้ สังคมตื่นตัวกับการเสียดินแดนที่กําลังจะเกิดขึ้น เช่น การแจกหนังสือ 33 ประเด็น ถาม-ตอบ ราชอาณาจักรไทยกําลังจะเสียดินแดนที่สีลม นอกจากนี้สื่อภาคพลเมืองอย่างเช่นเว็บไซต์ “ฟิฟทีนมูฟ” (www. 15thmove.net) แม้จะไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับเอเอสทีวีและเว็บไซต์ ผู้จัดการ แต่ผลงานในการนําเสนอความเคลื่อนไหวของฝั่งกัมพูชา รวมทั้ง วิเคราะห์จุดอ่อนและข้อบกพร่องของรัฐบาลอภิสิทธิ์ฯ ต่อการเสียดินแดน ก็ ยังสร้างความฮือฮากระทั่งนักการเมืองนายทหารที่ถูกพาดพิงควันออกหู อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า นักวิชาการ ผู้ปราศรัย แม้กระทั่ง โฆษกบนเวที นอกจากจะใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ้คเป็นเครื่องมือติดต่อสื่อสาร แล้ ว ยั ง มี “ไอแพด” ซึ่ ง เป็ น แท็ บ เล็ ต พี ซี ข นาดย่ อ มของค่ า ยแอปเปิ้ ล นักวิชาการอย่าง อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ หรือ อ.เทพมนตรี ลิมปพะยอม ก็ใช้ไอแพดในการนําเสนอข้อมูล ขณะเดียวกันมือถือสมาร์ทโฟนอื่นๆ อย่าง แบล็คเบอร์รี่ หรือไอโฟน ก็มีผู้ชุมนุมหลายคนนํามาใช้สําหรับติดตามข่าวสาร ผ่านบีบีเอ็ม เฟซบุ้คและทวิตเตอร์ รวมทั้งแบ่งปันภาพบรรยากาศแบบสดๆ ผ่านระบบ 3G ซึ่งที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์มีสัญญาณ 3G ของ เครือข่ายทรูมูฟ และ TOT3G อีกด้วย ไม่ ว่ า วิ วั ฒ นาการของเทคโนโลยี จ ะก้ า วหน้ า เพี ย งใด เมื่ อ สิ่ ง เหล่ า นี้ มี ป ระโยชน์ ต่ อ การใช้ ง านด้ า นต่ า งๆ ในยุ ค ข้ อ มู ล ข่ า วสารและ สถานการณ์ทางการเมืองอันแหลมคม เครื่องมือเหล่านี้ก็หนีไม่พ้นที่จะถูก ใช้ให้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ข้อคิดประการหนึ่งก็คือ หากใช้เครื่องมือ เหล่านี้อย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความละเอียดอ่อน แล้ว เมื่อนั้นเราก็จะได้รับผลดีจากเครื่องมือเหล่านี้กันถ้วนหน้า


.6. DemoCrazy

Volume 23 | February-April 2011

เรื่องจากปก กองบรรณาธิการ

“โหวตโน” แลวไปไหน? การเมืองไทยถึงเปลี่ยนแปลง การออกมารณรงค์โหวตโน (VOTE NO) หรือการทํา เครื่องหมายใน "ช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน" บนบัตรเลือกตั้ง ของกลุ่ม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นกลยุทธ์ต่อจากการชุมนุม ยืดเยื้อที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดําเนินนอก โดยคาดหวังที่จะ ปลุกพลังเงียบที่กําลังลังเลว่าจะเลือกใครเป็น ส.ส.ในการเลือกตั้งที่คาด ว่าจะมีขึ้น หลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา กระแสโหวตโนในประวั ติ ศ าสตร์ ก ารเมื อ งไทย ก็ เ คยสร้ า ง ปรากฏการณ์เกิดขึ้นมาแล้ว ในช่วงวิกฤตการเมืองระหว่างปี 2549 เป็น ต้ น มา ในการเลื อ กตั้ ง ทั่ ว ไปเมื่ อ วั น ที่ 2 เมษายน 2549 ผลจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้นตัดสินใจยุบสภา เพื่อหนี ปัญหาการชุมนุมขับไล่จากกรณีขายหุ้นชินคอร์ปให้กองทุนเทมาเส็กของ สิงคโปร์ ที่นอกจากมีข้อครหาว่าไม่เสียภาษีแม้แต่บาทเดียวแล้ว ยังถูกมอง ด้วยข้อหา “ขายชาติ” เป็นคนแรกๆ จากการขายหุ้นที่ยกสัมปทาน ดาวเทียมไทยคมให้ต่างชาติไปในตัว การเลือกตั้งในช่วงเวลานั้น พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน ตัดสินใจไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง เพราะมองว่าการยุบ สภาของ พ.ต.ท.ทักษิณเพื่อ “ฟอกความผิด” ให้ตัวเองคนเดียว เป็นเหตุ ทําให้ผู้สมัครจากพรรคไทยรักไทยต้องแข่งขันกับจํานวนผู้มาใช้สิทธิ์เกิน ร้อยละ 20 แต่เพียงคนเดียว ซึ่งผลปรากฏว่าในคราวนั้น แม้พรรคไทยรัก ไทยจะได้ ค ะแนน 14 ล้ า นเสี ย ง แต่ ค ะแนนโหวตโนก็ มี จํ า นวนสู ง เป็ น ประวัติการณ์ถึง 10 ล้านเสียง ไม่นับรวมความวุ่นวายทั้งการที่ กกต.ยุคนั้นจัดคูหาเลือกตั้งแบบ “หันหลังออกนอกคูหา” ง่ายที่จะสังเกตว่าใครเลือกพรรคไหน ซึ่งผิด กฎหมายเลื อ กตั้ ง หรื อ จะเป็ น รศ.ไชยยั น ต์ ไชยพร อาจารย์ ค ณะ รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ตัดสินใจฉีกบัตรเลือกตั้ง เป็นที่ฮือฮามาแล้ว บางเขตมี คะแนนไม่ถึงร้อยละ 20 ก็ถือว่าไม่ผ่านการเลือกตั้ง ต้องจัดการเลือกตั้ง ใหม่ และจากการจั ด การเลือ กตั้ง แบบไม่ โ ปร่ ง ใสนี่เอง กกต.ชุด ที่มีพ ล ตํารวจเอกวาสนา เพิ่มลาภ เป็นประธานถูกจําคุ กกต.ถูกจําคุก รวมทั้งใน ภายหลังพรรคไทยรักไทยที่ไปจ้างพรรคเล็กลงสมัครแข่ง ก็ถูกยุบพรรค ตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคไปห้าปี การรณรงค์โหวตโนในครั้งนี้มีชนวนเหตุมาจากความตกต่ําของ อํานาจรัฐ เมื่อสังคมเคยฝากความหวังให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว ปรากฏว่ า กลั บ พบการทุ ก จริ ต คอรั ป ชั่ น แทรกแซงองค์ ก รอิ ส ระ มี ผลประโยชน์ทับซ้อนและขาดจริยธรรม กระทั่งได้ฝากความหวังกับรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อีกครั้ง จากภาพลักษณ์น่าจะนําพาบ้านเมืองไปสู่ ความเจริ ญ รุ่ ง เรื อ ง แต่ ก ลั บ พบว่ า นอกจากรั ฐ บาลจะบริ ห ารประเทศ ล้มเหลวแล้ว ยังพบการทุจริตคอรัปชั่น ใช้อํานาจไม่เป็นธรรม ข้าวยาก หมากแพง และนักการเมืองแห่แหนแสวงหาผลประโยชน์อีกด้วย

นอกจากนี้ ความตกต่ําของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจาก การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 พบว่าในหมู่สมาชิกรัฐสภาเต็มไป ด้วยความแตกแยกอย่างหนักระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล มีการใช้ความ รุนแรง เปิดศึกหวิดวางมวยกลางสภากันหลายครั้ง โต้เถียงท้าทายการนับ องค์ป ระชุมกั น ดุเดื อด ด่า กัน ด้ว ยถ้ อ ยคํา ที่ไ ม่เหมาะสมเหมือ นคนไม่ มี การศึ ก ษา บางครั้ ง ถึ ง ขั้น แสดงกิ ริ ย าหยาบคาย ทั้ ง การชู นิ้ว กลางเป็ น สัญลักษณ์ การให้อวัยวะเพศชาย การหยิบรองเท้าเตรียมจะขว้าง การด่า พ่อด่าแม่ แม้แต่การทําร้ายร่างกาย ส.ส.ด้วยกันเองก็เกิดขึ้นมาแล้ว มิหนําซ้ํา ยังมีปัญหาสภาล่มบ่อยครั้งเพราะองค์ประชุมไม่ครบ บางคนบินไปหา พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อขอรับการสนับสนุนการเคลื่อนไหว ทางการเมืองที่ประเทศดูไบ ฮ่องกง หรือกัมพูชา เรียกได้ว่าทิ้งหน้าที่แต่ยัง กล้ารับเงินเดือนที่มาจากภาษีประชาชน บางคนใช้เอกสิทธิ์ส.ส.เคลื่อนไหว ปลุกระดมมวลชน เกิดการจลาจลเผาบ้านเผาเมืองให้เป็นทะเลเพลิงแบบ ทฤษฎีเสียงปืนแตก แล้วใช้เอกสิทธิ์ส.ส.คุ้มครองตัวเองไม่ให้ถูกจําคุก เจ็บ ช้ําที่สุดคือการพร้อมใจสนับสนุนขึ้นเงินเดือน ส.ส.ที่มาจากเงินภาษีอากร ของประชาชน ทั้ ง ๆ ที่ ผ่ า นมาทํ า งานยั ง ไม่ คุ้ ม ค่ า กั บ ภาษี ป ระชาชน ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากสังคมอย่างหนัก ก่ อ นหน้ า นี้ ใ นช่ ว งที่ ก ลุ่ ม พั น ธมิ ต รฯ ชุ ม นุ ม เคลื่ อ นไหวขั บ ไล่ รั ฐ บาลอภิ สิ ท ธิ์ กรณี ปั ญ หาชายแดนไทย-กั ม พู ช า ก็ มี ทั้ ง มวลชนและ นักวิชาการออกมาให้ความเห็นในวงแคบๆ ว่าน่าจะใช้โอกาสที่นายกฯ อภิสิทธิ์ยุบสภา ร่วมกันแสดงพลังด้วยการลงคะแนนในช่องไม่ประสงค์ ลงคะแนน กระทั่งแกนนํากลุ่มพันธมิตรฯ คนสําคัญคือ “สนธิ ลิ้มทอง กุล” ออกมาประกาศว่า แกนนํากลุ่มพันธมิตรฯ ได้มีมติว่า ถ้ามีการ เลือกตั้งเกิดขึ้นจะเชิญชวนประชาชนทุกคนให้โหวตโนทั่วประเทศ สิ่งที่ถูกตั้งข้อสงสัยตามมาหลังกลุ่มพันธมิตรฯ จุดกระแสโหวต โนก็ คื อ พรรคการเมื อ งใหม่ ซึ่ ง มี แ กนนํ า พั น ธมิ ต รฯ คนสํ า คั ญ อย่ า ง “สมศักดิ์ โกศัยสุข” หัวหน้าพรรค และผู้ประสานงาน “สุริยะใส กตะ ศิลา” เลขาธิการพรรคออกอาการงงกับท่าทีดังกล่าว เพราะก่อนหน้านี้ ทางพรรคประกาศว่าพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง ถึงขนาดจัดงานระดมทุนและ ระดมสมาชิกพรรคเป็นเรื่องเป็นราวไปแล้ว ซึ่งในวันที่ 24 เมษายนนี้จะมี การประชุมใหญ่สมาชิกพรรคจะให้คําตอบว่าพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งหรือไม่ อย่างไรก็ดี การชุมนุมที่เกิดขึ้นในเวลานี้ไม่ได้เคลื่อนไหวในนาม กลุ่มพันธมิตรฯ โดยตรง แต่ได้มีการตั้งคณะทํางานขึ้นมาใหม่สําหรับการ ชุมนุมครั้งนี้ก็คือ “คณะกรรมการป้องกันราชอาณาจักรไทย” โดยมีแกน นําคนสําคัญคือ พล.ต.จําลอง ศรีเมือง, อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์, ประพันธ์ คูณมี ฯลฯ ซึ่งมีทั้งสายบ้านพระอาทิตย์ สายกองทัพธรรม อดีต นายทหาร นายตํารวจ และนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์รวม 17 คน


DemoCrazy .7.

Volume 23 | February-April 2011

อยาปลอยให ‘โหวตโน’ เปนแคบัตรเสียที่ไรคา

X ภาพจาก iannnnn.com

ถ้าไม่ประสงค์ลงคะแนนให้แก่พรรคการเมืองใด ให้ทําเครื่องหมายกากบาท X ในช่องสี่เหลี่ยมนี้

สิ่งที่ถูกตั้งข้อสงสัยอีกประการหนึ่งก็คือ การจุดกระแสของฝั่ง พรรคประชาธิปัตย์ บรรดาผู้สนับสนุนต่างรณรงค์โดยใช้คําว่า “ไม่เลือก เราเขามาแน่” เพื่อให้เห็นภาพว่าหากปล่อยให้นายอภิสิทธิ์ถูกตัดแต้ม อย่างโดดเดี่ยว และเสียงส่วนใหญ่เลือก พ.ต.ท.ทักษิณ ความขัดแย้งจะ กลับมาอีกครั้ง รวมทั้งพิมพ์หนังสือ “ประเทศไทยของเรา อย่าให้ใครเผา อีก” ตอกย้ําเหตุการณ์จลาจลหลังกลุ่ม นปช.สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ขณะที่ พรรคเพื่อไทย ออกมาโจมตีว่า การโหวตโนของ กลุ่มพันธมิตรฯ เปิดช่องให้เกิดการปฏิวัติเงียบ ทั้งๆ ที่เป็นความประสงค์ ของกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งเป็นภาคประชาชนโดยไม่เกี่ยวกับกองทัพ ที่สร้างความสับสนมากที่สุดก็คงจะเป็นแนวคิดของฝ่ายที่ออกมา รณรงค์ โหวตโนบนเวทีป ราศรัยของกลุ่มพันธมิ ตรฯ โดยเฉพาะการจุด ประเด็นถวายคืนพระราชอํานาจ เพื่อหยุดการเมืองที่มีการเลือกตั้งเพื่อ นํ า ไปสู่ สิ่ ง ที่ อ าจจะเรี ย กกั น ว่ า “รั ฐ บาลพระราชทาน” หรื อ รั ฐ สภา พระราชทาน หรือกลไกแก้ปัญหาการเมืองภายในประเทศเฉพาะกาลที่ ได้รับแต่งตั้งจากสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 7 แต่ถึง กระนั้นก็มีเสียงจากผู้ไม่เห็นด้วยกับการใช้ทางลัดเช่นนี้ เนื่องจากผิดกติกา และยังไม่เชื่อมั่นว่าคนที่เข้ามาบริหารประเทศแทนรัฐบาลที่มาจากการ เลือกตั้ง จะไม่ใช้อํานาจนั้นในทางที่ผิดเพื่อประโยชน์ของพวกเขาเอง อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอทั้งการขอรัฐบาลพระราชทาน รวมทั้ง การปิ ด เทอมประเทศเพื่ อ สะสางการเมื อ งให้ ส ะอาด ยั ง เป็ น เพี ย งแค่ “ความคิดเห็นส่วนบุคคล” ซึ่งต้องนํามาตกผลึกเช่นเดียวกับแนวคิดเรื่อง การเมืองใหม่ในช่วงการชุมนุม 193 วันเมื่อปี 2551 ที่อาจจะไม่ใช่คําตอบ แบบมีมติอย่างเป็นทางการก็เป็นได้ สิ่งสําคัญคือการปลุกกระแสความ ตกต่ําของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง โดยคาดหวังให้คะแนนโหวต โนนําไปสู่ “การปฏิรูปการเมือง” รอบใหม่ โดยต้องประคับประคองไม่ให้ เสียแนวร่วมที่เป็นพลังเงียบ ซึ่งเป็นเป้าหมายสําคัญของกลุ่มพันธมิตรฯ การเคลื่อนไหวโหวตโนด้วยความคาดหวังว่าเป็นการสั่งสอน นักการเมืองให้รู้ว่ามีประชาชนจํานวนมากรังเกียจนักการเมืองในระบบ นี้ และถ้าคะแนนโหวตโนมีมากเกินคาด ก็สามารถจุดประกายในการ ปฏิรูปการเมืองโดยประชาชนแล้วก็จะเป็นแรงผลักดันให้นักการเมือง ต้องถูกแรงกดดันจากประชาชนบังคับให้ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง ผลวิ จั ย เชิ ง สํ า รวจของ สํ า นั ก วิจั ย เอแบคโพลล์ มหาวิ ท ยาลัยอัสสัมชัญ ซึ่งได้สํารวจในหัวข้อ การตัดสินใจของคนไทยเมื่อถึงเวลาที่ จะต้องเลือก พบว่าเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ตั้งใจจะเลือกหากวันนี้เป็น วันเลือกตั้ง ร้อยละ 58.6 ระบุว่า “ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคการเมือง ใด” ขณะที่ร้อยละ 17.5 จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 16.2 จะ เลือกพรรคเพื่อไทย และร้อยละ 7.7 จะเลือกพรรคการเมืองอื่นๆ เทียบ กับผลสํารวจเมื่อเดือนกันยายน 2553 ด้วยคําถามเดียวกัน ประชาชนร้อย ละ 50.7 จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 33 จะเลือกพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 16.3 จะเลือกพรรคการเมืองอื่นๆ นอกจากนี้ หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลล่าสุด ศูนย์วิจัย กรุงเทพโพลล์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก็มีผลสํารวจว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ไว้วางใจต่อนักการเมืองทุกคน ที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะ “สุ เทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ร้อยละ 70.9 รองลงมาคือ “พรทิวา นาคาศัย” รมว.พาณิชย์ ร้อยละ 70.3 สวนทางกับ ที่ ส.ส.ในสภาลงมติไว้วางใจนางพรทิวาสูงที่สุดในบรรดารัฐมนตรีทั้งหมด นับเป็นความล้มเหลวของรัฐสภานี้ กระแสโหวตโน เป็นความรู้สึกอย่างบริสุทธิ์ของประชาชนที่ เบื่อหน่ายกับนักการเมืองในสภา และในสภาพแวดล้อมอย่างที่เป็นอยู่ อย่างน้อยคะแนนไม่ประสงค์ลงคะแนนที่เพิ่มขึ้น น่าจะจุดประกายให้ สังคมได้ฉุกคิด มากกว่าการเลือกนักการเมืองที่เลวน้อยที่สุด เท่ากับ เป็นการเปิดโอกาสให้นักการเมืองเหล่านั้น 

ในการเลือกตั้งนอกจากจะมีคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตามหมายเลขผู้สมัครแล้ว ก็ยังมีคะแนนโหวตโน ที่ทําเครื่องหมาย ในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน ซึ่งแยกออกมาจากบัตรเสียต่างหาก ปั ญ หาบั ต รเสี ย นอกจากมี ก ารทํ า เครื่ อ งหมายที่ ไ ม่ ใ ช่ กากบาท (X) หรือบัตรที่ไม่ได้ทําเครื่องหมายลงคะแนนใดๆ แล้ว ยังพบว่าในแต่ละปี บัตรเลือกตั้งถูกนํามาใช้ระบายอารมณ์ด้วย การเขียนด่าลงในบัตรเลือกตั้งรวมอยู่ด้วย ถ้าตั้งใจจะโหวตโนจริงๆ นอกจากกากบาทในช่อง “ไม่ ประสงค์ลงคะแนน” แล้ว ห้ามเขียนอะไรในบัตรเลือกตั้งเด็ดขาด


.8. DemoCrazy

Volume 23 | February-April 2011

จากกัลยาณมิตร ถึง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” การชุ ม นุ ม ของพั น ธมิ ต รประชาชนเพื่ อ ประชาธิ ป ไตยในปี 2554 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคัดค้านไม่ให้ประเทศไทยเสียดินแดนจาก ข้อผูกพันแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ที่ไทยทํากับกัมพูชา การขึ้น ทะเบี ย นปราสาทพระวิ ห ารเป็ น มรดกโลก และการรุ ก ล้ํ า ยึ ด ครอง ดินแดนไทยโดยกัมพูชา ผลที่สุดก็ได้ยกระดับเป็นการเรียกร้องให้ นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีชุดนี้พิจารณา ตัวเอง “ลาออก” ทั้งคณะ ต้ อ งยอมรั บ ว่ า การชุ ม นุ ม ของพั น ธมิ ต รฯ ที่ ส ะพานมั ฆ วาน รั ง สรรค์ ใ นครั้ ง นี้ กระแสตอบรั บ จากสั ง คมภายนอกออกมาไม่ สู้ ดี นั ก เนื่องจากประเด็นในการเคลื่อนไหวมีความสลับซับซ้อน เพราะเป็นกรณี พิพาทระหว่างประเทศ รวมทั้งยังมีศึกนอก-ศึกใน แตกต่างจากการขับไล่ ระบอบทักษิณเมื่อปี 2549 และปี 2551 ที่มีประเด็นเด่นชัดแทบจะรู้กัน ไปเลยว่าต้องเลือกเข้าข้างหรือไม่เข้าข้างฝ่ายไหน สิ่งที่ต้องยอมรับความจริงอีกอย่างหนึ่งก็คือ กัลยาณมิตรที่เคยมี ส่ว นร่ ว มในการเคลื่ อ นไหวขั บ ไล่ร ะบอบทัก ษิณ มาคราวนี้ เมื่ อถู ก แบ่ ง ออกเป็ น ฝ่ า ยสนั บ สนุ น คุ ณ อภิ สิ ท ธิ์ กั บ ฝ่ า ยที่ ผิ ด หวั ง กั บ การบริ ห าร บ้านเมืองในรัฐบาลอภิสิทธิ์ มวลชนที่ออกมาเคลื่อนไหวบนท้องถนนก็ย่อม ลดน้อยลงเมื่อเทียบกับการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาเป็นธรรมดา ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ผมรู้จักและเคารพกันเป็นอย่างดี และเคยร่วม เคลื่อนไหวกับพันธมิตรฯ ขับไล่ระบอบทักษิณด้วยกัน วันนี้ท่านกลับไม่ เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวรอบนี้ และมองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะ ทั้งพันธมิตรฯ และรัฐบาลประชาธิปัตย์ต่างก็มีทิฐิในเรื่องนี้ด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีใครรักชาติมากกว่าใครหรอก สติปัญญาและความ ร่วมมือกันเท่านั้นถึงจะผ่านพ้นไปได้ เมื่อเขากล่าวเช่นนี้ผมก็ได้แต่ยินดีรับฟัง และอันที่จริงผมก็ใช้ ความอดทนในการฟังความจากฝ่าย “แม่ยกอภิสิทธิ์” ซึ่งมีทั้งเสียงอ้อน วอนให้โอกาสรัฐบาลทํางาน และเสียงก่นด่าประณามทั้งแกนนําพันธมิตร ฯ อาทิ พลตรีจําลอง ศรีเมือง, คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ฯลฯ โดยมองว่าการ เคลื่ อ นไหวครั้ ง นี้ ก็ เ พื่ อ หวั ง ผลทางการเมื อ ง โจมตี พ รรคประชาธิ ปั ต ย์ อยากให้พรรคการเมืองใหม่แจ้งเกิด ฯลฯ ไม่นับรวมคําถามประเภทที่ว่า “ไม่เอาอภิสิทธิ์แล้วจะเอาใคร” หรือ “มีใครที่ดีกว่าคุณอภิสิทธิ์” ซึ่งอันที่จริงตัวคุณอภิสิทธิ์แม้ไม่ใช่คนที่ ดีที่สุด แต่เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสําหรับช่วงการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลในขณะนั้น แต่การเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ก็ไม่ได้แปลว่าคนๆ ���ั้นจะเป็นคนดีเสมอไป ตัวเลือกที่ดีที่สุดก็สามารถเป็นคนไม่ดีได้เช่นกัน ถึ ง อย่ า งไรก็ ต าม แม้ จ ะไม่ มี ใ ครชื่ น ชอบการเคลื่ อ นไหวของ พันธมิตรฯ ในรอบนี้ แต่อีกด้านหนึ่งเมื่อได้ลองวัดปรอททางสังคม หากตัด เฉพาะผู้สนับสนุนคุณอภิสิทธิ์ฯ ออกไป คนที่มีแนวคิดทางการเมืองแบบ กลางๆ ก็ไม่ได้ชื่นชอบคุณอภิสิทธิ์สักเท่าไหร่ กลับมองว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ ไม่ได้บริหารประเทศได้ดีตามที่สังคมคาดหวัง จากปัญหาความขัดแย้งที่ไม่ มีทีท่าว่าจะบานปลาย ปัญหาข้าวยากหมากแพง การทุจริตคอรัปชั่น และ การใช้อํานาจไม่เป็นธรรม สวนทางกับจริยธรรมและกฎเหล็ก 9 ข้อที่เคย ให้สัญญาเอาไว้ นี่ ก ระมั ง ที่ ทํ า ให้ ผ มค้ น พบว่ า รั ฐ บาลอภิ สิ ท ธิ์ ไ ม่ ไ ด้ ถู ก มองว่ า ย่ําแย่เฉพาะ “เสื้อเหลือง-เสื้อแดง” แค่นั้น แต่สังคมไทยก็รับรู้ว่าอะไร

เกิดขึ้นกับรัฐบาลชุดนี้ เพียงแต่พวกเขายังมีความรู้สึกบอบช้ํากับวิกฤต การเมือง ซึ่งมีต้นตอที่แท้จริงมาจากนักการเมืองในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา กระทั่งกลายเป็นความเคยชิน และเห็นว่าหากเอาหูเอานา เอาตาไปไร่ เห็นว่าธุระไม่ใช่แล้วจะทําให้ตนเองสบายใจ ไม่ นั บ รวมคนที่ มี อ คติ กั บ พั น ธมิ ต รฯ มาโดยตลอด ไม่ ว่ า จะ ชุมนุมหรือไม่ก็ตาม ที่ใกล้ตัวที่สุดก็คงเป็นสื่อมวลชนทุกแขนง บทบาทของ สื่อมวลชนบ้านเราทุกวันนี้ มีหน้าที่แค่ทําข่าวปิงปอง เราแทบไม่เคยเห็น บรรดานักข่าว หรือคอลัมนิสต์วิเคราะห์เจาะลึก เนื้อหาเกี่ยวกับ MOU43 หรือ ปัญหาไทย-กัมพูชาเลย เห็นบ่นกันแต่เรื่องม็อบปิดถนน หรือกล่าวหา เรื่องคลั่งชาติ ต้องการสงคราม ฯลฯ ผู้ใหญ่ในวงการสื่อท่านหนึ่งถึงกับท้าอย่างมั่นใจว่า หากลองไป ถามบรรดานักข่าว หัวหน้าข่าว หรือบรรณาธิการข่าวส่วนใหญ่ เพื่อขอให้ เล่าที่มาที่ไปของปัญหาไทย-กัมพูชา และจุดยืนของพันธมิตรฯ ในเรื่องนี้ นอกจากไม่มีใครตอบได้ถูกต้องแล้ว ยังไปทึกทักเอาเองว่า พันธมิตรฯ ต้องการหวังผลทางการเมือง ซึ่งผิดประเด็นอย่างสิ้นเชิง ในช่วงเหตุการณ์พฤษภาเลือด ปี 2553 มีคนเคยกล่าวกับผม เอาไว้ว่า คนอย่างคุณอภิสิทธิ์ อย่าปล่อยให้เขา “มือเปื้อนเลือด” เป็นอัน ขาด เพราะไม่เช่นนั้นนอกจากจะเป็นตราบาปติดตัวคุณอภิสิทธิ์ไปตลอด ชีวิตแล้ว อาจทําให้คุณอภิสิทธิ์มีความกล้าที่จะทําอะไรก็ได้ ที่เป็นการฝืน กระแสทางจริยธรรมเพื่อให้ตัวเองเอาตัวรอดทางการเมือง ปรากฏว่าหลังเหตุการณ์พฤษภาเลือด ปี 2553 ผ่านพ้นไป กลับ ไม่มีคําขอโทษอย่างเป็นทางการจากคุณอภิสิทธิ์ ที่ทําให้เกิดการสูญเสียทั้ง ชีวิตและทรัพย์สินในบ้านเมืองอย่างมหาศาล คุณอภิสิทธิ์ทําได้แค่แสดง ความเสียใจ แล้วรับผิดชอบด้วยการเอาเงินภาษีประชาชนมาจ่า ยเพื่อ เยียวยา แล้วปรากฏว่าการจ่ายเงินเยียวยาก็ไม่ได้มีความเป็นธรรมเท่าไหร่ เลย ชาวบ้านต่างจังหวัดที่เป็นผู้ชุมนุมเสื้อแดงเสียชีวิตได้ศพละ 4 แสนบาท แทบจะเรียกได้ว่ามั่งคั่ง คุ้มกําไร ทั้งที่ชอบเรียกตนเองว่าไพร่กัน นัก แต่ทหารที่ไปปฏิบัติหน้าที่ตามคําบัญชาของรัฐบาล ด้วยอาวุธเพียงแค่ โล่และกระบอง เกิดการปะทะกันที่สี่แยกคอกวัว รวมทั้งที่ราชประสงค์ เสียชีวิตรัฐบาลกลับให้เพียงศพละไม่กี่หมื่นบาทเท่านั้น ไม่นับรวมเจ้าของ กิจการทั้งย่านสยามสแควร์ ราชประสงค์ อนุสาวรีย์ชัย สามเหลี่ยมดินแดง เงินที่รัฐมอบให้เป็นเพียงแค่เศษเงินไว้ประทังชีวิต ต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อตั้ง ตัวกิจการตนเองกันใหม่ การแสดงท่าทีขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นคนละเรื่องกับ การแสดงความรั บ ผิ ด ชอบทางการเมื อ ง คุ ณ อภิ สิ ท ธิ์ มี สิ ท ธิ์ ที่ จ ะอยู่ ใ น ตําแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป ด้วยเหตุผลที่ว่าในสถานการณ์ขณะนั้น ถ้า ลาออกก็เท่ากับยอมรับผิด อย่างน้อยช่วงเวลาที่เหลืออยู่น่าจะได้ทําอะไร เพื่อเรียกคะแนนนิยม ทั้งๆ ที่บางครั้งหากมองในมุมกลับกัน คุณอภิสิทธิ์ จะอยู่ ต่ อ หรื อ ลาออกก็ มี ค่ า เท่ า กั น คื อ ไม่ ย อมแสดงออกซึ่ ง ความ รับผิดชอบจากจิตใต้สํานึกของตนเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมก็ต้องย้อนไปถึงหลังเหตุการณ์เมษาเลือดปี 2552 ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการรวบรวมเหตุการณ์ที่เมืองพัทยาและ ภูมิภาค ในคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์การชุมนุม ผมจํา ได้ว่าในรายงานของคณะอนุกรรมการชุดนี้ มีข้อเสนอแนะไปถึง


Volume 23 | February-April 2011

นายกรัฐมนตรีโดยสรุปว่า ทุกสิ่งที่กระทําไปในนามของนายกรัฐมนตรีนั้น ล้ ว นเป็ น การส่ ง สั ญ ญาณให้ แ ก่ สั ง คมทั้ ง สิ้ น ไม่ ว่ า สั ญ ญาณนั้ น จะเป็ น สัญญาณทางบวกหรือสัญญาณทางลบ การกระทํ า ทุ ก อย่ า ง การปฏิ บั ติ ภ ารกิ จ ทุ ก อย่ า ง และการ ตัดสินใจทุกอย่างของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ต้องอยู่บนพื้นฐานของ ประโยชน์ แ ละความสงบสุ ข ของสั ง คมและความวั ฒ นาถาวรของ ประเทศชาติ แม้ว่าสิ่งนั้นจะขัดแย้งกับความมีเมตตาของตนที่จะให้อภัย ใคร หรืออโหสิกรรมให้แก่ใคร แต่เพื่อธํารงไว้ซึ่งสัญญาณทางบวกที่ถูกต้อง รัฐบาลอาจต้องมีความเด็ดขาดเมื่อต้องเด็ดขาด ถ้ า กา ร ตั ด สิ น ใ จ แ ล ะ ก า ร ดํ า เ นิ น ก า รใ น ทุ ก เรื่ อ ง ข อ ง นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลอยู่บนพื้นฐานของประโยชน์ที่จะเกิดแก่สังคม และประโยชน์ที่จะเกิดแก่ประเทศชาติแล้ว ประชาชนและคนในสังคมซึ่ง ได้รับอานิสงส์จากความกล้าในการตัดสินใจและความกล้าในการกระทํา ของนายกรัฐ มนตรีแ ละรัฐ บาล จะเป็ น “ผนัง ทองแดงกํ า แพงเหล็ ก ” ให้แก่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลในที่สุด ปรากฏว่าปี-สองปีที่ผ่านมา “ผนังทองแดงกําแพงเหล็ก” ตี จากคุณอภิสิทธิ์ทีละคน-สองคน ไม่ใช่เพราะเรื่องความไม่สมประโยชน์ ทางการเมื อ ง แต่ เ พราะความผิ ด หวั ง ที่ รั ฐ บาลไม่ เ ด็ ด ขาดในเรื่ อ งที่ สมควรจะเด็ดขาด กลับไปเด็ดขาดในเรื่องไม่เป็นเรื่องแทน เมื่อเป็น เช่นนี้คนที่เมื่อก่อนสนับสนุน เอาใจช่วย และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ กับท่าน ก็เริ่มเคลือบแคลงสงสัย สุดท้ายก็ไม่ไว้วางใจที่จะให้รัฐบาล อภิสิทธิ์ปกครองบ้านเมืองอีกต่อไป กรณี ปั ญ หาชายแดนไทย-กั ม พู ช า การยื่ น คํ า ขาดของกลุ่ ม พั น ธมิ ต รฯ ไม่ ไ ด้ ห มายความว่ า ที่ ผ่ า นมาเราไม่ เ คยเรี ย กร้ อ งใดๆ เลย นับ ตั้ง แต่ก ารที่รัฐ บาลสมัค ร สุนทรเวช โดยรัฐมนตรีต่า งประเทศที่ชื่อ “นพดล ปัทมะ” สนับสนุนให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดก โลกแก่ กัม พูช าแต่เ พีย งฝ่า ยเดีย วเมื่อ ปี 2551 ซึ่ ง เป็ น ผลทํ า ให้ไ ทยต้อ ง สูญเสียดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตรเพื่อใช้เป็นพื้นที่กันชน กลุ่มพันธมิตรฯ ก็เคลื่อนไหวกรณีเขาพระวิหารมาโดยตลอด ไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มพันธมิตรฯ เพียงฝ่ายเดียวที่เรียกร้องเช่นนั้น ยังมีภาคประชาชน และนักวิชาการอีกจํานวนมากที่เคลื่อนไหวในเรื่องนี้ ยกตั ว อย่ า งพอสั ง เขปมี ทั้ ง หม่ อ มหลวงวั ล ย์ วิ ภ า จรู ญ โรจน์ นั ก วิ จั ย ผู้เชี่ยวชาญ สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ ศ.ดร. สมปอง สุจริตกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีต ทนายผู้ประสานงานคณะทนายฝ่ายไทยในคดี ปราสาทพระวิหาร ศาล ยุติธรรมระหว่างประเทศ ปี 2502-2505 ไม่นับรวมนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ ด้านประวัติศาสตร์ ทั้ง รศ.ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม และ รศ.วีรพันธุ์ มาไลย พันธุ์ ที่เป็นอดีตคณบดี คณะโ���ราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร นักวิชาการเหล่านี้ได้กล่าวถึงจุดอ่อนของรัฐบาลไทย ในกรณี ปั ญ หาเขตแดนไทย-กั ม พู ช ามาโดยตลอด โดยเฉพาะข้ อ ผู ก มั ด แผนที่ มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 ของฝรั่งเศส เฉกเช่น MOU43 ที่เป็นชนวนทํา ให้ กั ม พู ช ารุ ก รานจนกระทั่ ง ประเทศไทยเสี ย ดิ น แดน จากการละเมิ ด MOU43 โดยมีชุมชนและทหารกัมพูชารุกล้ําเข้ามาในดินแดนไทย กระทั่ง เกิดกรณี 7 คนไทยถูกทหารกัมพูชาจับกุม แล้วตั้งข้อหาเข้าเมืองโดยผิด กฎหมายรวมทั้งจารกรรมข้อมูลอย่างไม่เป็นธรรม แต่รัฐบาลประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ กลับ มิได้นําพาในเสียงสะท้อนต่อนักวิชาการเหล่านั้น นํามาซึ่งการเคลื่อนไหว ครั้งใหญ่ของพันธมิตรฯ และกองทัพธรรมอีกครั้งตั้งแต่ปี 2553 ทั้งการ ชุมนุมเพื่อทวงถามรัฐบาลกรณีเขาพระวิหารที่อาคารกีฬาเวศม์ 2 ศูนย์ กีฬาไทย-ญี่ปุ่นดินแดง, คัดค้านแผนบริหารจัดการรอบปราสาทพระวิหาร ที่เ สนอโดยกั มพูช า ที่ ห น้ า สํา นัก งานยูเนสโกประจํา ประเทศไทย หรื อ คัดค้านการนําบันทึกผลการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม

DemoCrazy .9. ไทย-กัมพูชา หรือเจบีซีที่หน้ารัฐสภา จากวัน นั้ น ถึง วัน นี้ คํ า พูด ที่คุณ อภิสิ ทธิ์เ คยประกาศต่อ หน้า ผู้ ชุมนุมเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2553 ว่า “ผมยืนยัน ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะ เอาแผ่นดินไทยไปแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์อื่น ถ้าทําเช่นนั้น ไม่ใช่แค่ว่า ผมไม่ควรเป็นนายกรัฐมนตรี ผมไม่ควรจะอยู่บนแผ่นดินนี้ด้วยซ้ํา” อาจจะ ไม่มีความหมายอะไรเลย เมื่อเทียบกับความเคลื่อนไหวในช่วงที่ผ่านมา กรณี 7 คนไทยถูกจับในพื้นที่ จ.สระแก้ว ซึ่งชาวบ้านร้องเรียน ว่าถูกทหารและชาวกัมพูชารุกราน แม้กลุ่มพันธมิตรฯ ยืนยันมาโดยตลอด ว่าถูกจับในดินแดนประเทศไทย แต่รัฐบาลรวมทั้งกองทัพก็ตราหน้าว่ารุก ล้ําเข้าไปในดินแดนกัมพูชาแบบหน้าตาเฉย โดยมี ส.ส.ปักษ์ใต้ที่ชื่อ นาย ศิ ริ โ ชค โสภา และ นายเทพไท เสนพงศ์ ลิ่ ว ล้ อ ของท่ า นแก้ ต่ า งและ บิดเบือนข้อมูลเพื่อให้พ้นข้อกล่าวหา กระทั่งเป็นการทําร้ายจิตใจ และไม่ สนใจใยดี ค นแก่ ค นเฒ่ า ชาว จ.สระแก้ ว ที่ ต้ อ งการที่ ดิ น ทํ า กิ น ในสมั ย บรรพบุรุษกลับคืนมา ท่าทีและน้ําเสียงของนายกรัฐมนตรีที่ออกมาเหวี่ยงแบบประชด ประชันไปยังกลุ่มพันธมิตรฯ โดยเฉพาะคําพูดเหน็บแนมทํานองว่าไหน ปากบอกว่ารักชาติ ทําไมเสียดินแดน 2 ช่องจราจรบนถนนราชดําเนินเพื่อ ส่ ว นรวมไม่ ไ ด้ ทั้ ง ๆ ที่ ก่ อ นหน้ า นี้ คุ ณ อภิ สิ ท ธิ์ ไ ม่ เ คยพู ด ถึ ง ถนน 2 ช่ อ ง จราจรเสี ย ด้ ว ยซ้ํ า มี แ ต่ จ ะขอคื น พื้ น ที่ ซึ่ ง ก็ มี นั ย ยะถึ ง การล้ อ มปราบ ประชาชน เช่นเดียวกับกลุ่มคนเสื้อแดง ในฐานะที่ต้องติดตามข่าวการเมืองทุกวัน จากคนที่ผมให้ความ เกรงใจและไม่อยากจะประณาม ก็เริ่มที่จะเอือมระอากับพฤติกรรมของ ท่าน สะท้อนให้เห็นว่าคนอย่างคุณอภิสิทธิ์ เป็นคนที่ยอมจะหักหลังใครก็ ได้ เพื่อให้ตนเองมีที่ยืนทางการเมือง ไม่ต่างไปจากนักการเมืองไดโนเสาร์ ทั่วไป เป็นสันดานปกติของคนที่เสพติดอํานาจ ซึ่งมักจะทําตัวราวกับเผด็จ การเช่นนั้นเหมือนกันหมด ที่ น่ า เจ็ บ ใจที่ สุ ด ก็ คื อ นั ก การเมื อ งและกองทั พ กลั บ พบว่ า มี ผลประโยชน์ตามแนวชายแดน ทั้งการค้าของเถื่อน บ่อนการพนัน น้ํามัน เชื้ อ เพลิ ง ไม้ เ ถื่ อ น และรั บ เหมาก่ อ สร้ า ง รวมทั้ ง แรงงานต่ า งด้ า วชาว กัมพูช า ทําให้กองทัพตามแนวชายแดน ทั้ง กองกํา ลังสุรนารี และกอง กําลังบูรพา อ่อนแอผิดปกติ ไม่สมกับเกียรติภูมิของกองทัพ และไม่สมกับ ที่เป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในยามที่บ้านเมืองกําลังจะเกิดสงครามครั้งใหม่ การสร้างภาพ ด้วยการใช้กลไกทวิภาคีทั้ง MOU43 และเจบีซี ไม่อาจหยุดตัณหาของ นายกรัฐมนตรีกัมพูชา “สมเด็จฯ ฮุน เซน” ที่ยืนกรานด้วยแผนที่ 1 ต่อ 200,000 ว่า ไทยคือผู้รุกราน อีกทั้งการรุกล้ําดินแดนไทยโดยทหารและ ประชาชนกัมพูชาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเป็นที่ยุติ โดยที่รัฐบาลไทยแม้จะย้ําแต่ ปากว่ายึดหลักสันปันน้ํา แต่ไม่ยืนยันความเป็นเจ้าของพื้นที่ กระทั่งบาน ปลายกลายเป็นการปะทะกันนํามาซึ่งการสูญเสีย โดยที่กัมพูชาเป็นฝ่าย เริ่มหาเรื่องก่อน สิ่งที่ตัวคุณอภิสิทธิ์ต้องเริ่มด้วยตัวเองก่อนก็คือ หยุดใส่ร้ายป้าย สี ค นไทยด้ ว ยกั น ประดิ ษ ฐ์ เ หตุ ผ ลข้ อ อ้ า งใหม่ ๆ มากลบเกลื่ อ นความ ผิดพลาดของตน ควรหันหน้าพูดความจริงอย่างลูกผู้ชายว่าไทยเสียเปรียบ ตรงจุดไหน แล้วค่อยแก้ปัญหา อย่าดื้อกระต่ายขาเดียว และความผยองที่ มีอยู่ในตัวต้องละทิ้ง ขณะเดียวกันหากกองทัพ โดยเฉพาะแม่ทัพภาคที่อยู่ ตามแนวชายแดน ไม่อยากให้ถูกกล่าวหาว่ามีผลประโยชน์กับกัมพูชา ต้อง แสดงอธิปไตยเหนือพื้นที่ และผลักดันทหารและชาวกัมพูชาออกไปอย่าง จริงจัง นอกจากถ้ารู้ตัวว่าแก้ปัญหาไม่ได้ ทางออกสุดท้ายที่สง่างาม ที่สุด... ลาออกเถอะครับ!

• กิตตินันท นาคทอง • (ตีพิมพ์ครั้งแรก http://www.facebook.com/kittinun.nakthong)


.10. DemoCrazy

Volume 23 | February-April 2011

รวมพลังปกป้องแผ่นดิน ณ มัฆวานรังสรรค์


Volume 23 | February-April 2011

DemoCrazy .11.

เสาร์ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ | ภาพโดย รวมชัย ตันจันทร์พงศ์ | www.facebook.com/ruamchai.tanchanpong


.12. DemoCrazy

Volume 23 | February-April 2011

โลกทัศนแบบวรภัทร

วรภัทร วีรพัฒนคุปต์ • อดีตเลขาธิการสภานักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การตอสูของประชาชน ที่กาวขาม ‘นักเลือกตั้ง’ 13 / 2 / 2554 เมื่ อ คื น ผมเพิ่ ง กลั บ จากเวที ส านเสวนา “บทบาทและศักยภาพของภาคประชาชนในการตรวจสอบและทํางาน ร่วมกับภาครัฐ” ซึ่งจัดโดยศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัย มหิ ด ล ร่ ว มกั บ คณะกรรมการประสานงานองค์ ก รพั ฒ นาเอกชน (กป.อพช.) และโครงการสะพาน ซึ่งในช่วงระหว่างการสัมมนานี้ ได้มีข่าว ที่น่ายินดีและน่าหดหู่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน เรื่องแรก พวกเรายินดีกับข่าวชัยชนะก้าวแรกของประชาชนชาว อียิปต์ ที่สามารถเอาชนะประธานาธิบดี ฮอสนี่ มูบารัค ได้สําเร็จ หลังการ ต่อสู้ที่ยืดเยื้อกว่า 3 อาทิตย์และมีผู้คนบาดเจ็บล้มตายเป็นจํานวนมาก แม้วันนี้ปัจจัยหลายอย่างทั้งในประเทศและในเวทีโลกอาจยังดูไม่เอื้อต่อ การที่ชาวอียิปต์จะได้ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงนัก แต่ก็ต้องถือว่าเป็น ก้าวแรกที่น่าสนใจสําหรับอียิปต์ซึ่งอยู่ภายใต้เผด็จการทหารมาช้านาน แค่สมัยของมูบารัคก็ปาเข้าไป 30 กว่าปีผ่านมาแล้ว ผมได้ ยิ น ข่ า วนี้ ต อนประมาณ 5 ทุ่ ม ของวั น ที่ 11 กุ ม ภาพั น ธ์ ขณะกําลังเตรียมจะอาบน้ํานอนหลังจบการสานเสวนาคืนแรก เช้าตื่นมา นั่ง รับ ประทานอาหารเช้า อยู่กั บ อาจารย์ โคทม อารีย า (ผมคงไม่ต้อ ง อธิบายใช่ไหมว่าเป็นใคร) ก็นั่งคุยกันเรื่องนี้ แล้วในช่วงก่อนปิดการสานเสวนา อาจารย์โคทมก็พูดกลางเวที เรียกปรากฏการณ์ครั้งนี้ว่า “ไคโร ไชโย” แต่ขณะเดียวกัน ข่าวน่าเศร้าก็เกิดขึ้น เมื่ออาจารย์จุ๊ นฤมล ทับ จุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งตามมาร่วมเวทีกับพวกเราทีหลัง ได้แจ้ง ข่าวแก่พวกเราว่า ที่อาจารย์มาช้า เพราะติดภารกิจวุ่นเรื่องคดีของ “พ่อ สมเกียรติ เจือจาน” พ่อครัวใหญ่สมัชชาคนจน แกนนําคัดค้านโครงการ

เขื่อนราศีไศล ที่เพิ่งถูกศาลฎีกาตัดสินจําคุก 1 ปี ฐานทําให้เสียทรัพย์จาก การชุมนุมที่บริเวณเขื่อนราศีไศล มูลค่า 800 บาท !!?? ผมเลยเกิดความสงสัยว่า แล้วถ้าอย่างนั้น คนที่ทํา���ห้เสียมูลค่า รายได้ที่รัฐควรจะได้นับหมื่นล้านบาท รวมถึงคนที่ทําประเทศไทยเสีย ดินแดน มันควรจะให้ติดคุกสักกี่ปี??? ก็ถือว่าเป็นข่าวบอกเล่าเก้าสิบกันไปแล้วกันครับ กลับมาที่เรื่องในประเด็น กับตอนนี้ที่ในที่สุด นักการเมืองหนุ่ม น้อยในวันวานอย่าง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก็ได้พิสูจน์ตนเองแล้วว่า เขา คือผู้พลิกโฉมประเทศไทยอย่างแท้จริง... ด้ว ยการทํ า ให้ป ระชาชนได้ตาสว่างกันเสีย ทีว่า ประชาชน อย่างเราไม่ควรหลงลมคําหวานของพวกนักเลือกตั้งอีกแล้ว อันที่จริงผมว่า คนที่ทํางานการเมืองภาคประชาชน หรือคนที่ สนใจติดตามข่าวสารบ้านเมืองมานานและมีวิจารณญาณพอ ก็คงไม่คิด อยากจะเชื่อพวกนักเลือกตั้งมานานพอสมควรแล้ว ในครั้ ง หนึ่ ง ที่ส นามเลื อ กตั้ ง มี พ รรคการเมื องชื่ อ “ความหวั ง ใหม่” อาจารย์ปานเทพ พัวพงศ์พันธ์ ก็เคยร่วมงานกับพรรคนี้ในฐานะ รองเลขาธิการพรรค และได้รับตําแหน่งเป็นผู้อํานวยการองค์การฟอกหนัง แห่งประเทศไทย ในเวลาต่อมา แต่สุดท้าย พรรคนี้ก็ทําให้สังคมไทยหมดหวัง โดยเฉพาะกับ ผู้นําพรรคอย่าง “จิ๋ว อัลไซเมอร์” ที่วันนี้ทําตัวไร้ราคาอย่างสุดๆ ต่อมาเมื่อ เกิด พรรคไทยรั กไทย กั บ ภาพลัก ษณ์ ข องผู้นํา ที่ดู มี วิสัยทัศน์ “คิดใหม่ ทําใหม่” ของ “ทรราชย์ทักษิณ” ซึ่งมีภาพลักษณ์ ของความเป็นนักธุรกิจหัวคิดใหม่ ที่ดูมีความตั้งใจพลิกโฉมประเทศไทย


DemoCrazy .13.

Volume 23 | February-April 2011

หลายคนยังจดจําภาพที่ทักษิณไปนั่งกินข้าวกับสมัชชาคนจน อีกทั้งยังขายความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยจนทําให้ คนดีๆ หลายคน ทั้ง อาจารย์คณิต ณ นคร, น.พ.สงวน นิตยารัมพงศ์ ฯลฯ เข้ามาร่วมเป็น Think Tank ในการทํานโยบายของพรรค หรือแม้แต่ คนอย่าง น.พ.ประเวศ วะสี, อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ก็ยังเคยฝาก ความหวังไว้กับนายหน้าเหลี่ยมคนนี้ด้วยซ้ํา กระทั่งในช่วงปรากฏการณ์ขับไล่ทักษิณ, สมัคร และฆาตรกรสม ชาย เราก็ต้องยอมรับความจริงว่า มวลชนที่ร่วมในการต่อสู้ของพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นอกจากจะมีทั้งกลุ่มคนในขบวนการภาค ประชาชน นักวิชาการ และประชาชนผู้ตื่นตัวแล้ว มวลชนอีกส่วนก็มาจาก พวกนักเลือกตั้ง พวก ส.ส.ในสภาด้วย อย่างปี 2549 ก็มีแนวร่วมทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์, ชาติไทย, ประชาราช หรืออย่างในปี 2551 เราก็ยังเหลือพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยัง เป็นแนวร่วมในการต่อสู้ทั้งในสภา (ม.ล.วัลวิภา จรูญโรจน์ ยังเล่าให้ฟังว่า ตอนอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้นําฝ่ายค้านในสภายุครัฐบาลสมัคร-สมชาย สิ่งที่เอาไปอภิปรายในสภาเรื่องเขาพระวิหาร ก็มาจากการที่ทีมอาจารย์ หม่อม และ อาจารย์เทพมนตรี ลิมปะพยอม ช่วยกันให้ข้อมูลทั้งนั้น) นอกจากนี้ยังมี ส.ส. ของพรรคหลายคนทั้ง อาจารย์โต้ง-ไกร ศักดิ์ ชุณหะวัน, น้าแจ๊ค-วัชระ เพชรทอง (อดีตผู้นํานักศึกษารามฯ คู่หู “คางคกตู่” ตอนพฤษภา’35) รวมถึง อ.รัชดาภรณ์ แก้วสนิท หรือ “พี่ ปุ๊” ที่เคารพของผม(ตอนเหตุการณ์ 7 ตุลา 51 พี่ปุ๊ยังโทรกลับมาตอบ SMS ของผมว่า มติของวิปฝ่ายค้านตัดสินใจไม่เข้าร่วมฟังการแถลง นโยบายต่อสภาของรัฐบาลที่ข้ามกองเลือดประชาชนเข้าสภา) กระโดดขึ้น เวทีกันไม่ขาดสาย และก็คงไม่แปลกถ้าหากว่ามวลชนส่วนหนึ่งที่มาชุมนุม ก็เป็นสมาชิก หรือผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ จริ ง ๆ มั น ก็ ค งไม่ แ ปลก และไม่ ผิ ด ถ้ า หากในการต่ อ สู้ ข อง ขบวนการประชาชน จะมีคนของพรรคการเมืองร่วมสนับสนุน หากย้อนดู ประวัติศาสตร์อย่างตอนพฤษภา 2535 ในบันทึก “ร่วมกันสู้” ของลุงหนู (ถ้าเรียก “พลตรีจําลอง ศรีเมือง” น่าจะคุ้นเคยกันกว่ามั้ง) ที่เขียนเล่า เรื่องราวการต่อสู้ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 (ตอนนี้หนังสือเล่มนี้อยู่ ซอกไหนของบ้านผมแล้วก็ไม่รู้) ลุงจําลองยังเขียนชื่นชมสปิริตของ ส.ส. ผู้ นํ า พรรคฝ่ า ยค้ า นหลายคนที่ ม าร่ ว มขึ้ น เวที ก ารต่ อ สู้ ข องขบวนการ “สมาพันธ์ประชาธิปไตย” ด้วยซ้ํา ซึ่งรวมถึง “ชวน หลีกภัย” ที่ตอน หลังก็กลับมาแทงหลังลุงจําลองด้วยข้อกล่าวหา “พาคนไปตาย”

แต่สําหรับการต่อสู้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยใน ปี 2554 นี้ ผมกล้าพูดได้เลยว่า เป็นการต่อสู้ของมวลชนบริสุทธิ์ที่ตื่นรู้ อย่างแท้จริง ไม่มีมวลชนหรือสาวกพรรคการเมืองในสภาที่ฉวยโอกาสจาก ความขัดแย้งเข้ามาร่วมด้วย อย่างน้อยคนที่เห็นด้วยกับผมก็มี “ชัยพันธ์ ประภาสวัตร” ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน (คนนี้เคยถูกลูกน้องของ “ปลอด ประสพ สุรัสวดี” ต่อยหน้ากลางรายการถึงลูกถึงคน) ผมคุยเรื่องนี้กับพี่ ชัยพันธ์ ระหว่างรอเพื่อนในที่ชุมนุมตรงแยกมิสกวัน และจากเวทีสานเสวนาที่มหิดลที่ผมพูดถึงตอนต้นนั้น ก็ได้มีการ เปิดเผยความจริงที่เลวร้ายที่สุดสําหรับประเทศไทย ว่าโครงการขนาดใหญ่ ของรัฐหลายโครงการที่วันนี้พี่น้องประชาชนหลายภูมิภาคกําลังต้องต่อสู้ คัดค้านไม่ว่าจะเป็นมาบตาพุด, โรงเหล็กต้นน้ําจันทบุรี, โครงการอมตะ นคร 2, เซาท์เทิร์นซีบอร์ด ฯลฯ ที่ละเมิดสิทธิชุมชน ล้วนเป็นขั้นบันได ส่วนหนึ่งของ “ผังประเทศไทย พ.ศ.2600” ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2545 เป็ น ต้ น มา ในรั ฐ บาลทั ก ษิ ณ แต่ ป รากฏว่ า แม้ วั น นี้ ก ารเมื อ งเปลี่ ย นขั้ ว หลายอย่างเปลี่ยนไป แต่นโยบายเลวๆ เหล่านี้ก็ยังดําเนินการมาอย่าง ต่อเนื่อ งทุก รั ฐ บาลหลั ง จากนั้น จนถึง ปั จ จุบัน โดยที่ ป ระชาชนไม่เ คยมี โอกาสรู้ถึงการมีอยู่ของนโยบายการพัฒนาที่ชั่วร้ายอันเกิดจากการจับมือ ระหว่างขั้วการเมืองกับกลุ่มทุนชั่วๆ เลย นี่ก็คงเป็นสิ่งที่น่าจะเพียงพอให้เราต้องตื่นรู้แล้วว่าในวันข้างหน้า ไม่ว่าเราจะสามารถมี “พรรคการเมืองทางเลือก” ของภาคประชาชน ตามที่ “สุวิทย์ วัดหนู” ตั้งความหวังไว้ก่อนสิ้นลมได้หรือไม่? แต่วันนี้ก็คง ถึ ง เวลาแล้ ว ที่ ก ารต่ อ สู้ เ พื่ อ สั ง คมอุ ด มธรรมของภาคประชาชนจะต้ อ ง “ก้าวข้าม” พวกนักเลือกตั้งจอมฉวยโอกาสเหล่านี้ไปให้ได้ ผมจึงขอเป็นกําลังใจให้กับการต่อสู้ครั้งนี้ต่อไป ว่านี่ไม่เพียงแต่ เป็นการเกิดขึ้นของการต่อสู้แนวใหม่ หรือ Neo – Protest โดยกองทัพ ธรรมแล้ ว ยั ง เป็ น การต่ อ สู้ โ ดยพี่ น้ อ งประชาชนที่ รั ก บ้ า นเมื อ งด้ ว ยใจ บริสุทธิ์และก้าวข้ามความเป็นพรรค เป็นพวก ความรัก ความเกลียดได้ อย่างสิ้นเชิง อันเป็นสิ่งประเสริฐที่พึงได้กระทําให้สมกับการได้เกิดเป็น มนุษย์ในชาตินี้ และขอปิดท้ายวันนี้ด้วยพุทธศาสนสภาษิต “กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิ ลาโภ” ความได้เกิดเป็นมนุษย์เป็นการยาก… ดังนั้นจงพึงทําสิ่งที่ ประเสริฐอันสมกับคุณค่าของชีวิตที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้ ธรรรมสวัสดี

DemoCrazy ตองการอาสาสมัคร

ผูชวยศิลปกรรม

ดวน!

• มีอุดมการณยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยเปนประมุข • มีความสนใจขาวสารเหตุบานการเมือง (เพราะแตละฉบับตองรวมกันออกไอเดีย) • สามารถประยุกตใชโปรแกรม Microsoft Word 2003 ควบคูไปกับโปรแกรม Photoshop เพื่อจัดหนาหนังสือ รวมทั้งสามารถรองรับการทํางานดวยโปรแกรม In Design ในอนาคต • สามารถทํางานที่บาน ติดตอสื่อสาร สงงานผานอินเตอรเน็ตและชองทางอื่นๆ ได (สําหรับคนมาทํางานที่สํานักงานกองบรรณาธิการ ถนนวิภาวดีรังสิต จะมีคาเดินทางให) • มีความคิดสรางสรรคเปนเลิศ มีปฏิภาณไหวพริบ รูจักกา���แกปญหาเฉพาะหนาไดดี มีความอดทนสูง ขยัน สูงาน อัธยาศัยดี • อาสาสมัครตองมีเวลาวางสม่ําเสมอ นอกเวลางานหรือเวลาเรียน ตองการใชเวลาวางเพื่อ รวมกันสรางสรรคผลงาน และผลิตวารสารเดโมเครซี่ออกมาในแตละเดือน

สนใจรวมอาสาสมัคร ติดตอไดที่

อีเมล democrazy@live.com โทรสาร 02-691-4609

กองบรรณาธิการเดโมเครซี่ ยังเปดรับอาสาสมัคร ในตําแหนงอื่นๆ ดูรายละเอียด เพิ่มเติมที่

www.demo-crazy.com


.14. DemoCrazy

Volume 23 | February-April 2011

เลือกขางอยางเปนกลาง

เรื่อง : บรรณกร จันทรทิณ • นิสิตคณะสังคมศาตร์ ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ชาติคืออะไร? (สิ่งจําเปนที่คนรักชาติตองรู) PHOTO: GETTY IMAGES (via DAYLIFE.COM)

เคยเจอคําถามแบบนี้ไหมครับ??? รศ.ดร.โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ อาจารย์ประจําภาควิชารัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ท่านได้เคยตั้งคําถามแบบนี้ไว้ในตําราเรียนหลักรัฐศาสตร์ของท่าน โดย ท่านเล่าว่าเมื่อถามใครบางคนว่าคุณรักชาติไหม คนก็มักจะตอบว่ารักชาติ แต่ถ้าถามต่อไปว่าชาติคืออะไร? คนๆนั้นก็คงจะงงว่าจะตอบอย่างไรดี ถ้าเป็นผมสมัยก่อนหรือคนที่ไม่รู้ก็อาจจะตอบว่าชาติคือประเทศ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วทําไมจึงใช้คําไม่เหมือนกันเลยทั้งในภาษาไทยและ ภาษาอังกฤษ (ชาติ = Nation ประเทศ = Country) ท่ า นจึ ง อธิ บ ายคํ า นิ ย ามความหมายของคํ า ว่ า ชาติ ไ ว้ ว่ า "ความรู้ สึ ก ว่ า เป็ น พวกพ้ อ งเดี ย วกั น " โดยเน้ น ที่ เ รื่ อ งประชากรว่ า มี ความรู้สึก เป็น พวกเดียวกั น เช่น มีก ารใช้ภ าษาเดี ยวกัน มีวั ฒ นธรรมที่ คล้ายคลึงกัน หรือมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน ยกตัวอย่างความเป็นชาติ ของคนไทยได้ว่ามีความเป็นชาติอย่างมั่นคงเป็นปึกแผ่น เพราะไม่ว่าจะ เกิดในท้องถิ่นใดในประเทศไทยก็มีความรู้สึกในเรื่องของความเป็นชาติที่ เราทุกคนเป็นคนชาติเดียวกันคือ ชาติไทย ไม่ว่าอยู่ที่ไหนความรู้สึกนี้ก็จะ ติดตามไปเสมอ ชาตินั้นมีที่มาจากสองสิ่งใหญ่ๆ ด้วยกันดังนี้ 1.การสร้างสัญลักษณ์ร่วมกัน คือการสร้างสัญลักษณ์ที่ทําให้เกิด ความรู้สึกว่าเป็นพวกพ้องเดียวกันในประเทศนั้นๆ เช่น ธงชาติ ตราประจํา แผ่นดิน สัตว์ประจําชาติ เป็นต้น 2.การสร้างประวัติศาสตร์ร่วมกัน คือการมีประวัติศาสตร์ที่มี จุดเริ่มต้นและสามารถนับไล่มาจนถึงปัจจุบันได้ ทําให้เปรียบเสมือนการมี บรรพบุรุษร่วมกันของคนที่อยู่ในชาติเดียวกัน เช่นประวัติศาสตร์ไทยจะ เริ่ ม นับ ตั้ ง แต่ อ าณาจัก รสุโ ขทั ย โดยมี พ่ อ ขุ น รามคํา แหงมหาราชเป็ น ผู้ ประดิ ษ ฐ์ ล ายสื อ ไทยอั น สื บ เนื่ อ งเป็ น อั ก ษรไทยในปั จ จุ บั น จนมาถึ ง อาณาจักรสยามแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จากความหมายและที่มาของคําว่าชาติตรงนี้แล้วเราจะเห็นได้ว่า คําว่าชาตินั้นก็มีความสําคัญมากทีเดียว เพราะถ้าไม่มีสัญลักษณ์ร่วมกันไม่ มีประวัติศ าสตร์ค วามเป็ น มาของชาติภ ายในประเทศเลย ก็ จ ะมีค วาม แตกแยกอย่างมากเพราะต่างคนต่างเห็นว่าเป็นคนละชาติคนละเผ่าต่อกัน และไม่สามารถจับจุดหาความเป็นมาของประเทศได้เลย ที น้ี จึ ง มี อุ ด มการณ์ อี ก อย่ า งหนึ่ ง ที่ ม าจากคํ า ว่ า "ชาติ " คื อ อุดมการณ์ "ชาตินิยม" เป็นอุดมการณ์ความรักชาติอย่างแรงกล้า รักใน เอกลักษณ์วัฒนธรรมความเป็นชาติของตน รักประเทศของตนไม่ต้องการ ให้ใครมาย่ํายีรุกรานและพร้อมจะต่อสู้ปกป้องประเทศของตน มีความ ปรารถนาที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป ชาตินิยมถือว่าอยู่ในระดับเดียวกันกับสังคมนิยม เพราะเป็นคํา กลางๆไม่ได้สุดโต่งไปเลย หลักของสังคมนิยมเบื้องต้นก็เน้นให้มนุษย์มี ความเท่ า เที ยมกั น เสมอภาค ไม่ มีช นชั้น มาเบีย ดเบียนกดขี่ ต่อกัน อยู่ ด้วยกันอย่างสันติเป็นธรรม ผมคิดว่าทั้งสองอุดมการณ์ควรต้องไปด้วยกัน เพราะต่างมีข้อดีที่ สามารถนํา มาเลือกใช้ได้ด้วยกัน สัง คมนิ ยมก็ใช้ ในการสร้า งสัง คมให้มี ความเป็นธรรมยิ่งขึ้น ชาตินิยมก็ใช้เพื่อให้เกิดความสามัคคีรักใคร่กลม

เกลียวกัน รักษาสิ่งที่ดีงามเอาไว้ ไม่ปล่อยให้ศัตรูที่ปองร้ายต่อประเทศมา รุ ก ราน จะรวมเรี ย กกั น ได้ ว่ า "ชาติ สั ง คมนิ ย ม" ก็ ค งดี น ะครั บ เป็ น การ เดินทางสายกลางตามคําสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่าง หนึ่งจนเกินไป เช่นสังคมนิยมอย่างเดียวจนไม่รักชาติไม่เอาวัฒนธรรม อะไรสักอย่าง พอมีศัตรูมารุกรานก็นิ่งเฉย วัฒนธรรมดีๆก็ไม่ช่วยกันรักษา ปล่อยให้สูญหายหรือทําลายเสีย หรือชาติ นิยมอย่างเดียวจนไร้เหตุผ ล ต้อ งทํ า ร้า ยเข่น ฆ่า ผู้ อื่น ที่ไ ม่ใช่ ผู้ร่ ว มชาติ หรือ ไม่รัก ชาติ ถ้า เช่น นั้ น ก็จ ะ กลายเป็นพวก "สังคมนิยมสุดโต่ง" หรือ "ชาตินิยมสุดโต่ง" ไปกันหมด การที่พ่อแม่พี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมา เคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อปกป้องประเทศไทยไม่ให้เสียดินแดนก็ถือได้ว่าพ่อแม่พี่ น้องนั้นมีอุดมการณ์ชาตินิยมที่น่ายกย่องสรรเสริญเป็นอย่างยิ่ง เพราะมี หลักฐานต่างๆและเหตุผลที่ชัดเจนในการต่อสู้ ไม่หวั่นไหวต่อข้อกล่าวหา ว่า "คลั่งชาติ" ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่เป็นเท็จ เพราะความคลั่งชาติคือการคิด ว่าชาติตนนั้นดีที่สุด ไร้เหตุผล ดังเช่นคําว่าคลั่งที่หมายถึงการขาดสติ เมื่อ ขาดสติก็ไร้เหตุผล เป็น "ชาตินิยมสุดโต่ง" ดังเช่นพรรคนาซีของฮิตเลอร์ที่ เข่นฆ่าชาวยิวเพราะเชื่อว่าชาวยิวเป็นชนชาติที่เลว การต่อสู้ของพันธมิตร ฯเป็นไปเพื่อปกป้องดินแดนไทยไม่ให้ต้องสูญเสีย เพื่อทวงคืนดินแดนไทย ที่กัมพูชาเอาไปอย่างไม่ชอบธรรม ถ้าคิดในแง่สังคมนิยมก็ได้ว่าต้องทําให้ เกิดความเป็นธรรมต่อชาวบ้านชายแดนที่ถูกชาวกัมพูชาเข้ามายึดดินแดน ไปจนไม่สามารถเข้าไปใช้ทํากินได้ให้กลับคืนมา เราไม่ได้เกลียดชังและ ต้องการทําร้ายทําลายชนชาติกัมพูชาแต่อย่างใด ภารกิ จ ปกป้ อ งแผ่ น ดิ น ไทยเป็ น สิ่ ง ที่ บ รรพบุ รุ ษ ไทยรวมถึ ง พระมหากษั ต ริ ย์ ไ ทยได้ ก ระทํ า มาตลอดจนเป็ น ประเทศไทยวั น นี้ ไ ด้ ประชาชนในนามพันธมิตรฯก็ออกมาทําภารกิจปกป้องแผ่นดินไทยสาน ต่อจากท่านทั้งหลายเหล่านั้น เราคือผู้รัก"ชาติ"หรือชาตินิยม เรารักใน" ความรู้สึกว่าเป็นพวกพ้องเดียวกัน"ในฐานะประชาชนชาวไทยที่ต้อง ร่ว มมือ กั น ปกป้อ งประเทศไทย ไม่ใ ช่ ผู้ค ลั่ งชาติดั งที่ เ ขากล่ าวหาแต่ อย่างใด!!! 


Volume 23 | February-April 2011

ทัศนะ

สิริกร ลิ้มสุวรรณ • นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

DemoCrazy .15. PHOTO: GETTY IMAGES (via DAYLIFE.COM)

การระงับ ขอพิพาท โดยวิธีที่ไมถงึ กับ การทําสงคราม จากกรณีการปะทะกันระหว่างทหารไทยและกัมพูชา เมื่อช่วง บ่ า ยของวั น ศุ ก ร์ ที่ 4 กุ ม ภาพั น ธ์ 2554 (หลั ง จากนายกษิ ต ภิ ร มย์ ขึ้ น เครื่องบินกลับจากการการหารือกับนายฮอร์ นัมฮง เพียงชั่วอึดใจ) ทําให้ เกิดความวิตกกังวลกับสถานการณ์ที่ยังคละคลุ้งไปด้วยฝุ่นผง และเศษดิน ระเบิด ซึ่งมีหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นออกมาต่างๆนานา ไม่ว่า จะเรียกร้องความรับผิดชอบจากรัฐบาล หรือให้กําลังใจทหารหาญในแนว หน้า แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ควรจะต้องถูกนํามายัดในสมการความขัดแย้ง ก็คือชาวบ้านของทั้ง 2 ประเทศล้วนแล้วแต่เป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งสิ้น หากจะมีพิจ ารณากัน ในข้อกฎหมายระหว่ างประเทศนั้น ก็มี ทางเ���ือกอยู่บ้าง “การระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐ” เป็นหนึ่งในทางเลือก แต่การระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐก็มีการแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. พิพาทกันในด้านกฎหมาย หมายถึง ข้อขัดแย้งซึ่งคู่กรณีไม่ สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย ( MOU43 ก็อยู่ในกรณี นี้ ด้ ว ย) การระงั บ ข้ อ พิ พ าทในด้ า นกฎหมายนี้ มั ก จะทํ า ในรู ป อนุญาโตตุลาการหรือศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ พูดง่ายๆว่าไปศาลโลก 2. พิพาทกันในด้านการเมือง หมายถึง ข้อพิพาทซึ่งคู่กรณีฝ่าย ใดฝ่ายหนึ่งขอแก้ไขกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ เช่น การเรียกร้องดินแดนคือ การระงับข้อพิพาทในด้านการเมือง โดยปกติจะพยายามเจรจาตกลงกัน โดยวิธที างการทูต เมื่ อ พิ จ ารณาจากกรณี ข องประเทศไทยและกั ม พู ช านั้ น ไม่ สามารถที่จะระงับข้อพิพาทกันได้โดยง่าย เนื่องจากต่างฝ่ายต่างถือแผนที่ กันคนละฉบับ ไทยยึดเส้นสันปันน้ําไว้ในมือ กัมพูชาถือแผนที่ 1:200,000 ไว้ในมือ แต่เมื่อมีบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยและกัมพูชาว่าด้วยการ สํารวจและจัดทําหลักเขตแดนทางบก 14 มิถุนายน 2543 (MOU43) ทํา ให้เกิด “พื้นที่ทับซ้อน” ขึ้นมาทันที และต่างฝ่ายต่างไม่สามารถอ้างสิทธิ เหนือพื้นที่ดังกล่าวได้ แต่กัมพูชามิได้เห็นความศักดิ์สิทธิ์ของบันทึกความ เข้าใจฉบับดังกล่าวแม้แต่น้อย ทําให้ปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไขได้ แต่กลับ เป็นเรื่องคาราคาซังมานานและจะเป็นปัญหาต่อไปอีกยาวนาน “การระงับข้อพิพาทโดยวิธีที่ไม่ถึงกับการทําสงคราม” เป็นอีก หนึ่ง วิถีทางที่อาจจะแก้ไ ขปัญหาดัง กล่ าวให้บางเบาลงได้ บ้า ง โดยการ ระงับข้อพิพาทในกรณีนี้จะต้องกระทําเป็นลําดับขั้น ดังนี้ 1. การตัดสัมพันธ์ทางการทูต เพื่อเป็นการเตือนรัฐอื่นว่าตนไม่ พอใจในการกระทํ า ของรั ฐ นั้ น จนกระทั่ ง ถึ ง ขั้ น ที่ ก ารมี ค วามสั ม พั น ธ์ ทางการทูตไม่มีประโยชน์อีกต่อไปแล้ว การตัดสัมพันธ์ทางการทูตเป็น

PHOTO: REUTERS PICTURE (via DAYLIFE.COM)

วิธีการบังคับทางอ้อมที่ได้ผลโดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสิทธิของรัฐ ที่กระทําได้ ไม่เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศแต่อย่างใด 2. รีทอร์ชั่น (Retorsion) เป็นการกระทําที่รัฐหนึ่งกระทําตอบ แทนการกระทําของอีกรัฐหนึ่งที่ไม่เป็นมิตร และก่อให้เกิดความเสียหาย แก่รัฐอื่น ส่วนใหญ่มักจะเป็นมาตรการเกี่ยวกับภาษีศุลกากร เช่น ขึ้น อัตราอากรขาเข้า หรือตัดโควตาปริมาณสินค้าเข้าของประเทศที่กระทํา ต่อตน หรือลดค่าเงินตรา ไม่ให้เรือของรัฐนั้นเข้ามาในท่าเรือ แต่เมื่อข้อ พิพาทสิ้นสุดลงฝ่ายที่ทํารีทอร์ชั่นควรหยุดการกระทําด้วย 3. รีไพรซัล (Reprisals) เป็นมาตรการบังคับที่รัฐหนึ่งกระทํา การตอบโต้การกระทําอันละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศของอีกรัฐ หนึ่ ง เพื่ อ ให้ รั ฐ นั้ น เคารพสิ ท ธิ ข องตน แต่ ก่ อ นจะใช้ ม าตรการนี้ ต้ อ ง พยายามกั บ รั ฐ ที่ ล ะเมิ ด กฎหมายระหว่ า งประเทศก่ อ น ถ้ า ไม่ ป ระสบ ผลสําเร็จจึงจะใช้มาตรการนี้ได้ รูปแบบการรีไพรซัล เช่น การกักเรือ คือการกักเรือของชาติที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศไม่ให้เข้ามายัง ท่าเรือของรัฐ หรือการปิดอ่าวโดยสงบ คือการห้ามเรือของรัฐที่ถูกปิด อ่าวเข้าไปในท่าเรือหรือชายฝั่งของรัฐที่ถูกปิดอ่าว การปิดอ่าวในยามสงบ ไม่ก่อให้เกิดภาวะสงคราม 4. การแทรกแซง หมายถึ ง การที่ รั ฐ หนึ่ ง เข้ า ไปยุ่ ง เกี่ ย วใน กิจการภายในของรัฐอื่นเพื่อบังคับให้รัฐนั้นกระทําหรืองดเว้นการกระทํา อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ในกรณีของไทย-กัมพูชา คงไม่สามารถรับได้หากจะ มีการยินยอมให้ชาวชาติเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของไทย แต่ถึงอย่างไรก็อยู่ที่ความอดทนของรัฐบาลว่าจะอดทนผู้นํา ประเทศเพื่อนบ้านที่ช่ือ “ฮุน เซน” ได้ยาวนานเพียงใด แต่เท่าที่ฟัง เสียงของประชาชนไทย เขาหมดความอดทนไปนานแล้วนะครับท่าน นายกฯ…


.16. DemoCrazy

Volume 23 | February-April 2011

ฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ ๖๗


Volume 23 | February-April 2011

DemoCrazy .17.

ผ่านพ้นไปแล้วสําหรับฟุตบอลประเพณี จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 67 ณ สยามศุภชลาศัย สีสันในงานทั้งกองเชียร์ แปรอักษร รวมทั้งขบวนล้อ การเมืองยังคงเรียกความสนใจทั้งศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน และประชาชนทั่วไปที่เข้ามาสัมผัสความตื่นตาตื่นใจ โดยฝีมือของนิสิต-นักศึกษาของทั้ง สองสถาบัน ผลการแข่งขันจบลงที่จุฬาฯ เอาชนะธรรมศาสตร์ 3 ประตูต่อ 1 คว้าแชมป์ครั้งที่ 14 ไปครอง (ภาพ : รวมชัย ตันจันทร์พงศ์) 


.18. DemoCrazy

DemoCrazy in Campus

Volume 23 | February-April 2011

หลังจากตนจะหมดวาระในเดือนมิถุนายนนี้ จึงกลัวว่าหากตนอยู่จนครบ กิตตินันท์ นาคทอง • นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง วาระ แล้วลงสมัครใหม่ ก็จะไม่มีใครแข่งขันได้ จึงต้องสกัดด้วยวิธีนี้ อีกด้านหนึ่ง ที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยรามคําแหง ซึ่งมี นาย ประจวบ ไชยศาสน์ เป็นประธาน ได้มีมติแต่งตั้ง ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญ ทรัพย์ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ รักษาการอธิการบดีแทน รศ.คิม เพื่อเร่ง พิจ ารณาแต่ ง ตั้ง รั ก ษาการอธิ ก ารบดี โดยรัก ษาการอธิก ารบดี ไ ด้เสนอ แต่ ง ตั้ ง รองอธิ ก ารบดี 42 คนเพื่ อ บริ ห ารงานมหาวิ ท ยาลั ย รวมทั้ ง เตรียมการสรรหาอธิการบดีต่อไป ข่าวคราวการออกคําสั่งปลด 3 ผู้บริหาร ม.รามฯ ในครั้งนี้เป็นที่ สนใจในหมู่ ป ระชาคมรามคํ า แหง ไม่ ว่ า จะเป็ น อาจารย์ ข้ า ราชการ มหาวิ ท ยาลั ย และนั ก ศึ ก ษา และยั ง มี อี ก ส่ ว นหนึ่ ง ที่ ไ ม่ พ อใจในคํ า สั่ ง ดังกล่าว มีการเคลื่อนไหวทั้งล่ารายชื่อเพื่อเสนอให้ ป.ป.ช.พิจารณาความ เป็นธรรมไต่สวนข้อเท็จจริงใหม่ รวมทั้งมีการนัดแต่งชุดดํากันในวันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่ง ตรงกับวันวาเลนไทน์ เพื่อแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วย และมองว่าไม่ได้ รับความเป็นธรรมจากการตัดสินลงโทษไล่ออกอธิการบดีดังกล่าว นอกจากนี้ คําสั่งดังกล่าวนั้น ใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่จะมีการ เลือกตั้งนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคําแหง (อ.ศ.ม.ร.) และ สภานักศึกษามหาวิทยาลัยรามคําแหง (ส.ม.ร.) ประจําปี 2554 ที่จะมีการ จั ด การเลื อ กตั้ ง ที่ วิ ท ยาเขตหั ว หมาก วิ ท ยาเขตบางนา และสาขาวิ ท ย บริการทุกแห่ง จึงถูกมองว่า อาจมี “การเมืองระดับชาติ” เข้ามาเกี่ยวข้อง กับการเลือกตั้งองค์การนักศึกษาหรือไม่? แต่เมื่อสอบถามแหล่งข่าวจากแกนนําพรรคนักศึกษาในรามฯ พรรคหนึ่ง และอดีตสมาชิกสภานักศึกษารายหนึ่ง ต่างก็ยืนยันเป็นเสียง เดียวกันว่า การออกคําสั่งปลด 3 ผู้บริหาร ม.รามฯ ไม่น่าจะมีผลต่อการ รศ.รังสรรค์ แสงสุข และ รศ.คิม ไชยแสนสุข เลือกตั้งของนักศึกษารามฯ มากนัก เนื่องจากการจัดการเลือกตั้งนักศึกษา อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคําแหง จะดูแลกันเอง โดยปราศจากการครอบงําจากผู้บริหาร สําหรับการเลือกตั้ง อ.ศ.ม.ร. และ ส.ม.ร.เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ เป็นที่ฮือฮาทั้งประชาคมรามคําแหง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 สํ า นั ก งานคณะกรรมการการอุ ด มศึ ก ษา (สกอ.) ลงนามใน 2554 ที่ผ่า นมา เป็น การวัดดวงระหว่า ง พรรคตะวัน ใหม่ ที่ค ว้า เก้า อี้ หนังสือคําสั่งให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยรามคําแหง 3 ราย ไล่ออกจาก นายกฯ อ.ศ.ม.ร. มา 3 สมัยติดต่อกัน กับ พรรคสานแสนทอง ที่จากเดิม ข้ า ราชการด้ ว ยข้ อ หาผิ ด วิ นั ย ร้ า ยแรง ได้ แ ก่ รศ.คิ ม ไชยแสนสุ ข ปี ที่ แ ล้ ว เป็ น พั น ธมิ ต รร่ ว มกั น และได้ เ ก้ า อี้ ส.ม.ร. ก็ แ ยกตั ว เป็ น ���ู่ ต่ อ สู้ อธิการบดี ม.รามฯ, รศ.รังสรรค์ แสงสุข อดีตอธิการบดี ม.รามฯ นอกจากนี้ ยั ง มี พ รรคเทอดรามซึ่ ง เป็ น พรรคการเมื อ งในรามฯ อั น ดั บ ปัจจุบันเป็นรักษาการคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ และนายเฉลิมพล รองลงมาร่วมลงแข่งขัน ส่วน พรรคศรัทธาธรรม ซึ่งมีนายจตุพร พรหมพันธุ์ หรือ “ตู่ ศรีหงส์ อดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย ทั้ง 3 รายมีความผิดวินัยร้ายแรงตามที่คณะกรรมการป้องกัน ศรัทธาธรรม” ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เป็นอดีตแกนนําพรรคสมัยที่ยัง และปราบปรามการทุ จ ริต แห่ง ชาติ (ป.ป.ช.) มี มติชี้มู ล ความผิด กรณี เป็นนักศึกษานั้น ปรากฏว่าปีนี้ไม่ได้ให้การสนับสนุน ทําให้พรรคมีเงินทุน ความผิดวินัยร้ายแรงทุจริตต่อหน้าที่ขยายอายุราชการให้แก่ รศ.รังสรรค์ ไม่พอที่จะใช้สู้ศึกเลือกตั้ง จึงไม่ส่งลงสมัค รในปีนี้ ซึ่งในปีที่แ ล้ว พรรค ซึ่ง ดร.สุเมธได้ส่งเรื่องถึงคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ตีความว่ามีอํานาจ ศรัทธาธรรมแพ้พรรคตะวันใหม่ด้วยคะแนนที่ห่างกันเพียง 763 คะแนน เท่านั้น หรือไม่ และกฤษฎีกาตีความกลับมาว่าเป็นอํานาจของ สกอ. ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการปรากฏว่า พรรคตะวันใหม่ ในภายหลัง รศ.คิม ไชยแสนสุข ก็ออกมาแถลงข่าวในวันรุ่งขึ้น ว่า ตนได้ยุติไ ด้ยุติบ ทบาทในตําแหน่งอธิการบดี มร.แล้ว ตั้ง แต่วันที่ 9 ได้ เข้ า มาบริ หาร อ.ศ.ม.ร. เป็ น สมัย ที่ 4 ติ ด ต่อ กัน โดยนายกองค์ก าร กุมภาพันธ์ 2554 ตามคําสั่งของ สกอ.โดยขณะนี้กําลังรอหนังสือคําสั่ง นั ก ศึ ก ษาที่ ไ ด้ รั บ การเลื อ กตั้ ง คื อ นายชั ย ชนะ ศิ ริ หั ส นั ก ศึ ก ษาคณะ สกอ.เพื่ อ ดู ร ายละเอี ย ดในการเขี ย นคํ า อุ ท ธรณ์ ต่ อ คณะกรรมการ นิติ ศ าสตร์ รหั ส 48 ซึ่ง มี ผู้ ม าใช้ สิ ท ธิ์เ ลื อ กตั้ง จํ า นวน 8,302 คน โดย พรรคตะวันใหม่ ได้ 5,469 คะแนน ขณะที่ พรรคสานแสงทอง ได้ 2,262 ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (กพอ.) ภายใน 30 วัน อย่างไรก็ตาม กรณีความผิดที่ชี้มูลในเรื่องการออกคําสั่งขยาย คะแนน และ พรรคเทอดราม ได้ 324 คะแนน ว่ากันด้วยกรณี รศ.คิม เสียงจาก “ตนัย หนูชู” นายกองค์การ ระยะเวลาราชการให้ นายรังสรรค์ แสงสุข อดีตอธิการบดี และนางรําไพ สิ ริ ม นกุ ล รองอธิ ก ารบดี ที่ เ กษี ย ณอายุ ร าชการในปี 2547 ยื น ยั น ว่ า นัก ศึ ก ษา ม.รามฯ ให้สัม ภาษณ์กับ สื่อฉบับ หนึ่ง โดยมองว่า เหตุก ารณ์ ดําเนินการถูกต้องเพราะหากทําผิดมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่ขยายระยะเวลา ดังกล่าว ต้องไปพิสูจน์ในกระบวนการของการอุทธรณ์ ต้องยอมรับว่าการ ไล่ออกอธิการบดีครั้งนี้กระทบกับชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย ซึ่งในส่วนของ ราชการก็คงผิดกันหมด นอกจากนี้ รศ.คิมได้ตั้งข้อสังเกตว่า การออกคําสั่งปลดผู้บริหาร นักศึกษามีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง และเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง จากการสอบถามแหล่งข่าวจากแกนนําพรรคนักศึกษาในรามฯ ทั้ ง 3 รายเป็ น เรื่ อ งการเมื อ งเพราะจะมี ก ารสรรหาอธิ ก ารบดี ค นใหม่

การเมืองเรือ่ งวุนๆ เชือด 3 ผูบริหาร ม.รามคําแหง


Volume 23 | February-April 2011

มองว่าการออกคําสั่งปลด 3 ผู้บริหาร โดยเฉพาะ รศ.คิม ซึ่งเป็นอธิการบดี คนปัจจุบัน ไม่เชื่อว่าจะมีความผิดร้ายแรงเช่นนั้น เนื่องจากเป็นที่เคารพนับ ถือในหมู่นักศึกษา และเชื่อว่าดําเนินการอย่างถูกต้อง แต่ถึงกระนั้นเขาเห็น ว่าอาจเป็นเรื่อง “การเมืองในอนาคต” โดยเฉพาะการสรรหาอธิการบดีที่จะ มาแทน รศ.คิม ซึ่งจะหมดวาระในเดือนมิถุนายนนี้ อีกด้านหนึ่ง เราได้แหล่งข่าวจากอดีตสมาชิกสภานักศึกษา ม.ราม ฯ ก็ ม องว่ า 3 ผู้ บ ริ ห ารมี ค วามผิ ด จริ ง เนื่ อ งจากการดํ า เนิ น การต่ อ อายุ ราชการ โดยเฉพาะกรณีของ รศ.รังสรรค์ แม้จะอ้างได้ว่าดําเนินการถูกต้องที่ ดําเนินการก่อนจะมีระเบียบคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนอุดมศึกษา (กพอ.) แต่ ก็ ถื อ ว่ า ผิ ด ระเบี ย บ พ.ร.บ.ระเบี ย บข้ า ราชการพลเรื อ นใน สถาบันอุดมศึกษา พ.ร.บ.ดังกล่าวในมาตรา 18-19 ระบุว่า การต่ออายุราชการ 5 ปี จะทําได้เฉพาะข้าราชการในตําแหน่งวิชาการเท่านั้น แต่ รศ.รังสรรค์อยู่ใน ตําแหน่งอธิการบดี ซึ่งเป็นตําแหน่งบริหาร โดยที่คณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิดไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ หลักฐานมีไม่เพียงพอ และเพิ่งจะมีมติชี้มูลความผิดเมื่อเดือนเมษายน 2553 ที่ผ่านมา อาจจะเรี ย กได้ ว่ า พฤติ ก รรมดั ง กล่ า วเป็ น การ “ฮั้ ว ตํ า แหน่ ง กันเอง” ในมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ แหล่ ง ข่ า วยั ง เห็ น ว่ า รศ.รั ง สรรค์ ยั ง มี พ ฤติ ก รรม แทรกแซงการบริหารงานในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะการก่อสร้างอาคาร 25 ปีมหาวิทยาลัยรามคําแหง วงเงิน 500 ล้านบาท หรือการเข้าไปมีส่วนร่วมใน โครงการบริ ห ารธุ ร กิ จ บั ณ ฑิ ต สาขาวิ ช าการบริ ห ารจั ด การกอล์ ฟ คณะ บริ ห ารธุ ร กิ จ หรื อ ที่ เ รี ย กกั น ว่ า โครงการกอล์ ฟ ทั้ ง ๆ ที่ รศ.รั ง สรรค์ เกษียณอายุราชการไปแล้ว และไม่มีสิทธิ์จะไปยุ่มย่ามกิจการมหาวิทยาลัย เสมือนเป็นผู้บริหารโดยตรงอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการเมืองระดับชาติ แหล่งข่าวกล่าวว่าไม่ น่าจะเกี่ยวข้องกัน เพราะถึงแม้ รศ.รังสรรค์จะมีแนวคิดสนับสนุน พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่กับ รศ.คิมซึ่งถูกมองว่าเป็นคนที่สืบ ทอดอํ า นาจต่ อ จาก รศ.รั ง สรรค์ ก็ ไ ม่ ไ ด้ เ อาการเมื อ งระดั บ ชาติ เ ข้ า มา เกี่ยวข้อง โดยเน้นว่าไม่ต้องการให้มหาวิทยาลัยเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด นอกจากนี้ ในส่ ว นของการเมื อ งในมหาวิ ท ยาลั ย ที่ ผ่ า นมา อธิการบดีก็ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวการเลือกตั้ง พรรคนักศึกษาโดยเฉพาะพรรค ตะวันใหม่ พรรคสานแสงทอง พรรคเทอดราม ส่วนใหญ่ฐานเสียงมาจาก นักศึกษาที่มีภูมิลําเนาภาคใต้ ซึ่งแกนนําพรรคประชาธิปัตย์หลายคนก็เคย เกี่ยวข้อง ทั้ง ทางอ้ อ มในฐานะนัก ศึก ษา หรือทางตรงในฐานะผู้ส มัค รรับ เลือกตั้งองค์การนักศึกษา ม.รามฯ ไม่ ว่ า จะเป็ น นายชิ น วรณ์ บุ ณ ยเกี ย รติ รมว.ศึ ก ษาธิ ก าร ชาว นครศรีธรรมราช จบนิติศาสตร์ รามคําแหงปี 2525 หรือจะเป็น นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช และโฆษกส่วนตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็จบนิติศาสตร์ รามคําแหง และเคยเล่นการเมืองในนามพรรคนักศึกษา 7 คณะ ส่ ว น นายถาวร เสนเนี ย ม รมช.มหาดไทย ชาวสงขลา แม้ จ ะจบ ธรรมศาสตร์แต่เมื่อก่อนก็เป็นสายตรงให้กับน้องๆ ในพรรคสานแสนทองได้ ขอคําปรึกษาอีกด้วย จากที่ได้พูดคุยกับแหล่งข่าวในรามฯ แม้การสั่งปลดผู้บริหาร ม. รามฯ ทั้ง 3 คนจะไม่กระทบกับการเมืองในระดับนักศึกษา แต่สิ่งที่ รศ.คิม ออกมาเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า จะมีการสรรหาอธิการบดีคนใหม่ หลังจาก ตนจะหมดวาระในเดื อ นมิ ถุ น ายนนี้ มี ค วามเป็ น ไปได้ ว่ า อาจเป็ น เกม การเมืองของพรรคการเมืองบางพรรคที่ต้องการสร้างฐานอํานาจลามไป ถึงสถาบันการศึกษา ซึ่งก็ต้องดูกันว่า “ไอ้โม่ง” คนไหนจะส่งนอมินีคนใดมาท้าชิง อธิการบดี! 

DemoCrazy .19.

รายชื่อนายกองคการนักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคําแหง (อ.ศ.ม.ร.) ตั้งแตป พ.ศ. 2514 ถึงปจจุบัน • พ.ศ.2514 นายไพรัช สร้างถิ่น กลุ่มลายสือไทย • พ.ศ.2515 นายพินิจ จารุสมบัติ กลุ่มพระร่วง • พ.ศ.2516 นายราชันย์ วีระพันธ์ กลุ่มพลังงาน • พ.ศ.2517 นายสมพงษ์ สระกวี กลุ่มแนวร่วมราม • พ.ศ.2518 นายไพฑูรย์ จิตตรา พรรครามธรรม • พ.ศ.2519 นายวิบูลย์ คุณพงษ์ลิขิต พรรคสัจธรรม • พ.ศ.2520 นายมหินทร์ ตันบุญเ���ิ่ม พรรคสัจธรรม • พ.ศ.2521 งดกิจกรรม ตามคําสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน (ปร.42) 2520 • พ.ศ.2522 นายโชค น้อยศิริ พรรคนักศึกษา 7 คณะ • พ.ศ.2523 นายอวิรุทธิ์ สุดมากศรี พรรคนักศึกษา 7 คณะ • พ.ศ.2524 นายวิสูตร สุจิระกุล พรรคนักศึกษา 7 คณะ • พ.ศ.2525 นายเจษฎา วิสุทธิศักดิ์ชัย พรรคนักศึกษา 7 คณะ • พ.ศ.2526 นายวีระพงศ์ นุ่มวงศ์ พรรคกระแสธรรม • พ.ศ.2527 นายเทพไท เสนพงศ์ พรรคนักศึกษา 7 คณะ • พ.ศ.2528 นายวันเลิศ กิติธรกุล พรรคนักศึกษา 7 คณะ • พ.ศ.2529 นายบุญทวี พรรณราย พรรคนักศึกษา 7 คณะ • พ.ศ.2530 นายบัญชา แซ่ชอ (ไชยสัตยารักษ์) พรรคเทิดราม • พ.ศ.2531 นายสมบูรณ์ เชาวนา พรรคอธิปัตย์ • พ.ศ.2532 นายจักรพันธุ์ แย้มวงษ์ศรี พรรคอธิปัตย์ • พ.ศ.2533 นายสมศักดิ์ วิเชียรฉาย พรรคพิทักษ์ธรรม • พ.ศ.2534 นายสิริวัฒน์ ไกรสินธ์ พรรคสานแสงทอง • พ.ศ.2535 นายไพศาล เชาวนะ พรรคพิทักษ์ธรรม • พ.ศ.2536 นายสถาพร อ่อนสง พรรคพิทักษ์ธรรม • พ.ศ.2537 นายธํามรงค์ บ่อถ้ํา พรรคศรัทธาธรรม • พ.ศ.2538 นายเด่น เทพกล่ํา พรรคพิทักษ์ธรรม • พ.ศ.2539 นายเตชาติ์ มีชัย พรรคสานแสงทอง • พ.ศ.2540 นายสมควร พรหมทอง พรรคศรัทธาธรรม • พ.ศ.2541 นายอภิชาติ สังขาชาติ พรรคตะวันใหม่ • พ.ศ.2542 นายอภิชาติ สังขาชาติ พรรคตะวันใหม่ • พ.ศ.2543 นายรณชัย จันทร์เล็ก พรรคตะวันใหม่ • พ.ศ.2544 นายชาญณรงค์ ละอองเพชร พรรคตะวันใหม่ • พ.ศ.2545 นายอนุชิต สกุลบุญมา พรรคสานแสงทอง • พ.ศ.2546 นายชนินทร์ หวันกะมา พรรคศรัทธาธรรม • พ.ศ.2547 นายสุนทร คิรีเดช พรรคสานแสงทอง • พ.ศ.2548 นายสุรศักดิ์ เนืองพันธุ์ พรรคตะวันใหม่ • พ.ศ.2549 นายสมโชค มีชนะ พรรคสานแสงทอง • พ.ศ.2550 นายสิกขนันต์ หนูเล็ก พรรคสานแสงทอง • พ.ศ.2551 นายจุมพล แพรกม่วง พรรคตะวันใหม่ • พ.ศ.2552 นายกุลรัตน์ สุขธาร พรรคตะวันใหม่ • พ.ศ.2553 นายตนัย หนูชู พรรคตะวันใหม่ • พ.ศ.2554 นายชัยชนะ ศิริหัส พรรคตะวันใหม่ ที่มา : เว็บไซต์ 36 ปี รามคําแหง http://www.ru.ac.th/36years/ teacherTostudent/president.html (ยกเว้นปี พ.ศ.2551 ถึง 2554 เดโมเครซี่รวบรวม)


.20. DemoCrazy

Volume 23 | February-April 2011

In Campus Recorder

วรภัทร วีรพัฒนคุปต์ • บัณฑิตธรรมศาสตร์ 4905680551 อดีตเลขาธิการสภานักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2551

วิกฤตความเชื่อมั่นตอ กระบวนการยุติธรรม จากกรณีสาวไฮโซ ซิ่งเกงชนรถตู ม.ธ. คื น วั น จั น ทร์ ที่ 27 ธั น วาคม ขณะที่ ผ มล้ ม ตั ว ลงนอนเตรี ย ม พักผ่อนเอาแรงไว้สําหรับทํางานในวันทําการอีก 3 วันสุดท้ายของปี 2553 แต่ก่อนนอนผมก็หยิบ BB ขึ้นมาเล่นสักเล็กน้อยก่อนที่จะหลับ คืนนี้ก็เหมือนปกติ ที่ในโลกสังคมสมาร์ทโฟน BB มักจะมีการ โพสท์ข้อความลูกโซ่ส่งต่อๆ กันหรือที่เรียกว่าการบรอดแคสต์ข้อความ ซึ่งก็มีทั้งเรื่องที่เชื่อได้บ้าง เชื่อไม่ได้บ้าง บางทีก็ส่งข้อความมุขตลกน้ําเน่า บ้าง ข่าวลือบ้างไรบ้าง แต่คืนนี้ต่างจากทุกคืน เพราะข้อความที่บรอดแคสต์ต่อๆ กัน ดู เหมือนจะทําให้ผมและใครหลายคนรู้สึกสนใจเป็นพิเศษที่จะต้องตามเช็ค ข่าวจากสื่อต่างๆ แชทถามต่อๆ กันเกี่ยวกับข่าวนี้ เพราะครั้งนี้ข่าวอ้างถึง เรื่องรถตู้โดยสาร มธ.ศูนย์รังสิต–หมอชิต พลิกคว่ํา ผู้โดยสารกระเด็นตก ทางด่วน ทันทีที่ผมได้ยินผมรู้สึกได้ว่าข่าวนี้ต้องเป็นเรื่องจริงแน่ๆ และผม ก็รู้สึกตกใจมากๆ เพราะนี่ก็เป็นรถโดยสารสายหนึ่งที่ผมใช้บริการเป็น ประจําตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มาจนวันนี ผมก็ยังใช้บริการรถตู้สายดังกล่าวเวลาที่ผมจะกลับมามหาวิทยาลัยเพื่อมา ทานข้าวเย็นกับน้องสาวผมซึ่งยังเรียนอยู่ เมื่อได้ยินอย่างนี้ผมก็ย่อมต้อง รู้สึกช็อคไม่น้อย ในระหว่างที่ข่าวสารข้อมูลต่างๆ มากันหลากหลายกระแส ผม เห็นเฟซบุ้คของเพื่อนศิษย์เก่าร่วมคณะคนหนึ่ง ซึ่งอัพ status ว่า “ดู นามสกุลคนขับซีวิคแล้ว คดีนี้คนตายคงตายฟรี” แล้วผมจึงดูในลิ้งค์ข่าวที่เพื่อนให้มา จนพบว่าตีนผีซิ่งรถฮอนด้า ซี วิ ค ที่ ทํ า ให้ ศิ ษ ย์ รุ่ น น้ อ งสถาบั น เดี ย วกั บ ผม อาจารย์ ม หาวิ ท ยาลั ย ผม บุคลากรของ สวทช. ซึ่งเป็นกําลังสําคัญของชาติ รวมทั้งคนหาเช้ากินค่ํา อย่างคนขับรถตู้ เสียชีวิตรวม 9 ศพ บาดเจ็บอีก 5 ราย เธอผู้นั้นเป็นสาว น้อยลูกหลานตระกูล “เทพหัสดิน ณ อยุธยา” ซึ่งมีบรรพบุรุษคนสําคัญ ของตระกู ล ผู้ ก ระทํ า คุ โ ณปการต่ อ วงการการศึ ก ษาของไทยคื อ “เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา)” ทันทีที่นามสกุลของตีนผีวัยทีนผู้น้ีปรากฏต่อสาธารณะ โดยยัง ไม่ทันทราบชื่อกันด้วยซ้ํา แทบทุกคนฟันธงว่าคดีนี้คนผิดต้องลอยนวล แน่ๆ แต่ผมก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นการไม่ยุติธรรมที่จะตัดสินคนเพียงเพราะ นามสกุลของเขา หรือแม้แต่ประเด็นแรกที่ถูกเปิดขึ้นมาถกเถียงเรื่องอายุ ของ “น้องแพรวา 9 ศพ” ที่ยังไม่ถึงตามที่กฎหมายอนุญาตให้ทําใบขับขี่ ผมก็ให้ความเห็นเพียงว่า ถ้าผิดในข้อนี้จริงก็ว่ากันไป แต่ควรแยกให้ออก กับ เรื่ องสาเหตุที่เกิดอุบัติเหตุ เพราะอายุทําใบขับ ขี่ตามกฎหมายมัน ก็ เปลี่ยนกันได้ตลอด

หรือแม้กระทั่ง เมื่อภาพสะเทือนใจที่สาวตีนผีผู้นี้ยืนเล่น BB อยู่ ริมทางด่วน หลังจากที่เธอซิ่งเก๋งเสยรถตู้จนมีคนกระเด็กตกทางด่วนลงไป เสียชีวิต และมีอีกส่วนหนึ่งที่กระเด็นออกมานอนเจ็บอยู่บนทางด่วน ดู เหมือนเธอไม่สะทกสะท้านกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนเป็นที่ประณามกันไป ทั่ว ผมก็ยังให้ความเป็นธรรมกับเธอว่า เธออาจจะกําลังบีบีบอกพ่อแม่ บอกเพื่อน แม้ดูภาพแล้วจะรู้สึกว่าดูไม่ค่อยเหมือนอย่างนั้นสักเท่าไหร่ แต่สุดท้ายเมื่อดูบริบทต่างๆ รวมถึงแหล่งข่าวจากสํานักข่าว ที่ยืนยันถึงข้อความที่เธอโพสต์ลงในเฟซบุ๊ค รวมถึงจากการดูบริบท แวดล้อมในภาพ รวมถึงท่าทีที่ไม่ปรากฏการแสดงความรับผิดชอบใดๆ จากครอบครัว ผมจึงมั่นใจได้ว่า... เด็กคนนี้ไร้ซึ่งสํานึกจริงๆ เป็นผล จากการเลี้ยงดูแบบเลวๆ ของพ่อแม่ที่ไร้ความคิด และสิ่งนี้กําลังจะทํา ให้คุณงามความดีของตระกูลนี้ที่บรรพบุรุษสร้างไว้จักต้องย่อยยับเพียง ข้ามคืน และแม้กระทั่งผ่านมาจนวันที่ผมได้มีโอกาสไปทั้งงานศพของ น้องปรัชญา คันธา น้องนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ รุ่นน้องโต๊ะเดียวกับ เพื่อนผมที่เคยเป็นสมาชิกสภานักศึกษาของมหาวิทยาลัยด้วยกันสมัยอยู่ปี 2 และร่ว มงานในคณะกรรมาธิก ารส่ง เสริมประชาธิป ไตยชุ ดที่ผมเป็ น ประธานในเวลานั้น ผมเดินดูจนทั่วงาน ไม่พบว่ามีพวงหรีดจากครอบครัว น้องแพรวาส่งมาเลย นอกจากนี้เมื่อวันแรกของปี 2554 ผมได้ไปเยี่ยมรุ่นน้องที่ได้รับ บาดเจ็ บ ที่ โ รงพยาบาลวิ ภ าวดี เพื่ อ นํ า การ์ ด อวยพรปี ใ หม่ พร้ อ มแนบ รายชื่อผู้ให้กําลังใจเกือบ 50 รายชื่อที่ผมได้มาจากในเฟซบุ๊คและกลุ่ม BB ของผมไปให้ (ซึ่งนอกจากคนธรรมศาสตร์ทั้งอาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่า แล้ว ยังมีประชาชนทั่วไป รวมถึงรองประธานสภาเขตวัฒนาด้วย) จากที่ ผมได้พูดคุยกับทั้งสามีคนขับรถตู้ซึ่งบาดเจ็บอยู่ (ส่วนศพภรรยาซึ่งเป็น คนขับรถตู้ได้ทําการฌาปณกิจไปแล้ว) ผู้บาดเจ็บที่เป็นรุ่นน้องคณะผม และคุณแม่ของรุ่นน้องคนที่อยู่คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ผมไม่ได้


Volume 23 | February-April 2011

คุยกับคนเจ็บที่เป็นชาวมัลดีฟมากนัก เพราะภาษาอังกฤษผมไม่ค่อยแข็ง) ผมถามถึงตอนที่น้องแพรวากับคุณแม่ของเขามาเยี่ยมคนเจ็บเหล่านี้ สิ่งที่ พวกเขาได้มีแค่กระเช้ากับคําขอโทษสั้นๆ จากน้องแพรวา แต่ไม่ได้มีการ คุยกันแต่อย่างใดถึงการชดเชย รับผิดชอบความเสียหาย ตอนนี้เงินต่างๆ ที่มีการสมทบช่วยทั้งคนตายและคนเจ็บมาจากสหกรณ์รถตู้บริการ(เงิน ประกัน) และเงินบริจาคจากที่ต่างๆ แต่ไม่มีเลยสักบาทที่มาจากครอบครัว เทพหัสดิน ณ อยุธยา อย่างไรก็ดีจากเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่วันเกิดเหตุมาจนถึงวันนี้ ผมรู้สึกได้ว่าเหตุการณ์น่าเศร้าครั้งนี้ ได้มีส่วนในการยกระดับความคิดของ สังคมขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง อย่างน้อยที่สุด เสียงกระแสสังคมที่เรียกหาความ เป็นธรรมเวลานี้ ตอนแรกผมคิดว่าน่าจะมีแต่เสียงของคนธรรมศาสตร์ เพราะมันเกิดกับรถตู้ของมหาวิทยาลัยนี้และคนของสถาบันนี้ แต่ตอนนี้ กลายเป็นว่าเรื่องนี้ดูจะไม่ใช่แค่เรื่องของของคนธรรมศาสตร์แล้ว แต่กลับ กลายเป็นเรื่องของสังคมไปแล้ว และตั้ ง แต่ คื น วั น แรกจนวั น นี้ ที่ ค นทั่ ว ไปในสั ง คมมี ก าร วิพากษ์วิจารณ์กันหนาแน่น จนแทบจะเป็นเสียงเดียวกันชนิดที่ว่าแทบจะ ลืมความแตกต่างของสีของข้างทางการเมืองกันไปเลย อารมณ์สังคมเวลา นี้รู้สึกไม่เชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะในชั้นพนักงานสืบสวน ซึ่ง ใครหลายคนอาจรู้สึกว่าเป็นการด่วนตัดสินกันเกินไป เพราะกระบวนการ ทางคดีเพิ่งจะเริ่มต้น แต่มันก็เป็นสิ่งที่สังคมมีสิทธิที่จะรู้สึกได้ และควร ต้องยอมรับความจริงว่า มันเป็นผลพวงมาจากการที่สังคมไทยมีปัญหา เรื่องความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมมาตลอดจนเรื้อรัง จนวันนี้คนทั่วไปแทบจะเข้าใจคําว่า “กระบวนการยุติธรรม” = กระบวนการ “ยุติ” ความเป็นธรรม และปฏิเสธไม่ได้ว่า กระแสการตื่นตัวของสังคม จนกลายเป็น ความแตกแยกร้าวลึกตั้งแต่ระดับฐานราก แล้วกลายมาเป็นความขัดแย้ง ระดับชาติตลอดช่วง 3-4 ปีมานี้ ก็เป็นผลพวงมาจากความล้มเหลวของ กระบวนการยุติธรรมที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น ของสังคมที่สั่งสมมานาน จนถึงวันที่เสียงต่างๆในสังคมสะท้อนว่า ความเชื่อมั่นที่มีต่อกระบวนการ ยุติธรรมของไทยไม่มีเหลือแล้ว คดีนี้สังคมจึงหมดความเชื่อถือและมั่นใจ ว่าความเป็นธรรมจะเกิดขึ้นตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้นกระบวนการตามกฎหมาย ด้วยซ้ํา ผมจึงหวังจะให้บทความนี้ได้ให้สติ เตือนทั้งคนธรรมศาสตร์และ คนไทยอีกหลายท่านที่รู้สึกโกรธแค้น และหวังความเป็นธรรมจากคดีนี้ว่า แม้ตัวผมเองก็รู้สึกเคียดแค้นไม่แพ้กัน แต่สังคมไทยจะเปลี่ยนแปลงในทาง ที่ดีกว่าด้วยความเคียดแค้น เกลียดชังไม่ได้ เราต้องเปลี่ยนความรู้สึกโกรธ แค้น อาฆาตผู้กระทําผิด ให้เป็นพลังบวก ที่จะเรียกหา เดินหน้า และรวม พลังร่วมมือในทุกวิถีทางที่จะเรียกหาความเป็นธรรมจากคดีนี้ เพื่อเป็น จุดเริ่มต้นของกระบวนการปฏิรูปความเป็นธรรมทางสังคมของไทยทั้ ง ระบบ โดยที่พวกเราทุกคนก็ต้องมีความเป็นธรรมในจิตใจของพวกเราด้วย หากแม้กระบวนการยุติธรรมเดินมาถึงที่สุดแล้ว สิ่งที่ผู้กระทําผิดต้องชดใช้ ยังรู้สึกขัดใจ ไม่เพียงพอที่เราคิด แต่ถ้ามันมาถึงที่สุดของโดยหลักการที่พึง ปฏิบัติต่อเด็ก เยาวชนที่เป็นผู้ต้องหาแล้ว แม้ขัดใจก็ต้องยอมรับให้ได้ และผมหวังว่านายกฯอภิสิทธิ์ผู้ซ่ึงประกาศการปฏิรูปประเทศ ไทยบนกองเลือด จะได้ใช้โอกาสที่กระแสสังคมเวลานี้ที่ต้องการเห็นความ เป็นธรรมเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม กระแสที่สังคมหมดความอดทนกับ ความไม่เป็นธรรมของกระบวนการยุติธรรมอย่างถึงที่สุดแล้ว ในการพิสูจน์ น้ํายาและความจริงใจของรัฐบาล ก่อนที่ยุครัฐบาลของท่าน จะกลายเป็นการเริ่มสังคมไทยแบบ ยุคคาวบอย หรือยุคซามูไร ที่คนในสังคมจะต้องตัดสินปัญหากันเอง ด้ ว ยอาวุ ธ และความรุ น แรง เพราะหวั ง อะไรกั บ กระบวนการทาง กฎหมายไม่ได้

DemoCrazy .21.

ปฏิวัตคิ วามคิด

ติดอาวุธปญญา สมัครสมาชิกรายป DemoCrazy เพื่อสมทบทุน คาจัดพิมพเผยแพร และดําเนินงาน

เพียง 500 บาทตอป • โอนเงินเขาบัญชีสะสมทรัพย ธนาคารกรุงเทพ สาขาถนนวิภาวดีรังสิต เลขที่บัญชี 196-0-71142-0 ชื่อบัญชี สํานักพิมพเพื่อนชีวิต

สงหลักฐานการโอนเงิน พรอมชื่อ-ที่อยูสําหรับจัดสงวารสาร มาที่โทรสาร 02-691-4609 หรืออีเมล democrazy@live.com

• หรือ ธนาณัติ/ตั๋วแลกเงิน สั่งจาย นายแสงธรรม ชุนชฎาธาร ไปรษณียสามแยกลาดพราว 10901

สงธนาณัติ/ตั๋วแลกเงิน พรอมชื่อ-ที่อยูสําหรับจัดสงวารสารมาที่ โครงการนิตยสารเดโมเครซี่ 90/43 หมูบานอยูเจริญ ซอยทรงสะอาด ถนนวิภาวดีรงั สิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

สมัครสมาชิก หรือสอบถามเพิ่มเติม

โทร.081-813-7877

โทรสาร 02-691-4609 / democrazy@live.com


.22. DemoCrazy

Volume 23 | February-April 2011

แถลงการณ์ฉบับที่ 1 สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต “เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่” ข้าพเจ้า นายธีระวัฒน์ หวานแก้ว นายกสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะตัวแทนนักศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต ขอออกแถลงการณ์ดังต่อไปนี้ ตามที่ศาลกัมพูชาได้มีคําพิพากษาจําคุก 2 คนไทย เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 นั้น สโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ติดตามกรณีของ 2 คนไทย ซึ่งถูกจับกุมโดยประเทศกัมพูชา ในพื้นที่ที่ยังมีปัญหาเรื่อง ของเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชามาโดยตลอด ซึ่งศาลกัมพูชามีคําพิพากษาสั่งจําคุก นายวีระ สมความคิด เป็นเวลา 8 ปี ปรับ 1,800,000 เรียล และนางสาวราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ จําคุก 6 ปี ปรับ 1,200,000 เรียล โดยไม่รอลงอาญา ใน 3 ข้อหา คือ รุกล้ําชายแดน เข้าไปในเขตทหาร และโจรกรรมข้อมูลทางทหาร โดย เจ้าหน้าที่ทหารของกัมพูชาใช้แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 มาแสดงต่อศาล และนายวีระ สมความคิด ได้ลุก ขึ้นแย้งว่า ประชาชนไทยไม่เคยยอมรับแผนที่ดังกล่าว ศาลกัมพูชาจึงให้อัยการและทนายแถลงปิดคดีทันที ทั้ง ที่เขตแดนดังกล่าวยังเป็นเรื่องขัดแย้งระหว่างสองประเทศในเรื่องของมาตราส่วนที่ใช้ในแผนที่ ดังนั้นศาล กัมพูชาย่อมไม่มีความชัดเจนในเขตอํานาจศาล สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิตจึงขอแสดงเจตนารมณ์ ดังต่อไปนี้ 1. ขอสรรเสริญและให้กําลังใจกับการต่อสู้ของคนไทยทั้ง 2 คน ที่พยายามทุกวิถีทางในการปกป้อง อธิปไตยและศักดิ์ศรีของคนไทยทั้งชาติ แม้ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดทั้งกายและใจ นี่คือการสํานึกในหน้าที่ ของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง 2. สโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิตมีความรู้สึกสลดหดหู่กับการทําหน้าที่ของรัฐบาลไทย ภายใต้ การนําของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการช่วยเหลือคนไทยทั้ง 2 คนเป็นอย่างยิ่ง ไม่เคยมีครั้งใดที่เกียรติภูมิ ของชาติไทยถูกหยามเหยียดถึงขนาดนี้ รัฐบาลจะต้องมีมาตรการตอบโต้อย่างเป็นรูปธรรมที่มิใช่แผ่นกระดาษ 3. การกระทําของประเทศกัมพูชาภายใต้การนําของสมเด็จฮุน เซน ถือว่าเป็นการดูถูกเกียรติภูมิแห่ง ชนชาติไทยอย่างรุนแรง และขอเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบกับการกระทําโดยด่วนที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามระหว่าง 2 ประเทศ 4. จากการที่ เ ฝ้ า ดู รั ฐ บาลไทยมาอย่ า งต่ อ เนื่ อ ง ก็ ไ ด้ พ บว่ า รั ฐ บาลมี ค วามพยายามในการปกป้ อ ง MOU43 มากกว่าดินแดนไทยและคนไทย สโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิตได้ศึกษาข้อมูลทั้งจากสื่อมวลชน นักวิชาการ และจากการฟังเสียงของประชาชนชาวไทยในขณะนี้ เห็นว่ารัฐบาลควรยกเลิก MOU43 โดยเร็ว ที่สุด เนื่องจากประเทศไทยไม่สามารถหาประโยชน์ใดๆ ได้อีกแล้ว เนื่องจากประเทศไทยไม่เคยมี “ที่พิพาท” ดังที่รัฐบาลกล่าวอ้างแต่อย่างใด เนื่องจากทั่วโลกนั้นล้วนยึดเส้น “สันปันน้ํา” เป็นเขตแดน “นักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิตไม่ยอมรับเขตอํานาจศาลกัมพูชา” 2 กุมภาพันธ์ 2554


Volume 23 | February-April 2011

ทัศนะ

กฤติน ดิ่งแก้ว • นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ความหลากหลาย แหงเอกภาพ : การบานของ ประเทศไทย หลายบทความใน DemoCrazy ที่ผมได้มีโอกาสเขียน มีทั้ง เรื่ อ งที่ผ มเขี ย นในมุม มองของประชาชน ในมุ ม มองของผู้ใ ช้บ ริก าร (เช่นเรื่องรถไฟ) ในมุมมองของอดีตเด็กมีธยม (อย่างเรื่องแอดมิชชั่น) หรือในมุมมองของนักศึกษากฎหมาย แต่วันนี้ผมขอเขียนบทความเรื่องนี้ ในฐานะ "ตัวผมเอง" บ้าง นะครับ เพราะในฐานะที่ก้าวเข้าสู่แวดวงผู้ติดตามการเมืองอย่างเป็น ทางการมาตั้งแต่สี่ปีที่แล้ว ก็เกิดอะไรมากมายเข้ามาในชีวิต ซึ่งแน่นอนว่า มีทั้งที่อยากเจอและไม่คิดว่าจะเจอ ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ประชาชนจํานวนไม่น้อย "เลือกข้าง" ผมก็อยู่ในประชาชนกลุ่มนั้นครับ ผลการเลื อ กข้ า งของผมทํ า ให้ ชี วิ ต ผมเปลี่ ย นไปไม่ น้ อ ย ตาม ทัศนคติของคนที่เป็นห่วงเป็นใย ว่าเรื่องการเมืองนั้น ถ้าไม่จําเป็นก็อย่า เอาตัวไปข้องเกี่ยว ทุกคนพยายามเตือนผม ซึ่งผมก็เลือกที่จะไม่เอาตัวออกไปเสียทีเดียว ด้วยคิดว่าเป้นเรื่อง ของพลเมืองที่ต้องสนใจความเป็นไปของบ้านเมือง ตามแนวทางที่เราเห็น ว่าเหมาะสม แต่ถึงกระนั้นก็ต้องให้สติกับตัวเองว่าเรากําลังทําอะไรอยู่ และ ตระหนักรู้ว่าสิ่งที่เรากําลังทําอยู่นั้น เป็นไปเพื่อส่วนรวมจริง ๆ ไม่ได้ทําไป เพื่อสนองผลประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง ตลอดเวลาสี่ปีมีเรื่องสนุกๆ เยอะครับ โดยเฉพาะช่วงที่การเมือง ถึงขั้น "จัดหนัก" ท่ามกลางวงเสวนาการเมืองที่เพื่อนผมมักจุดประเด็น ขึ้นมาระหว่างมื้อกลางวัน ทําให้เราทุกคนในฐานะนักศึกษากฎหมาย ต้อง พยายามหาคําตอบมาสนับสนุนความคิดของตัวเองเสมอๆ คําตอบเหล่านั้นมีมิติทางสังคม มิติวัฒนธรรม มิติทางจริยธรรม ซึ่งเรื่องพวกนี้ก็เป็นเรื่องเดียวกับที่ประชาชนในพื้นที่ชุมนุมเขาถกเถียงกัน แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้ในวงเสวนามื้อกลางวันของผม คือ "มิติในทางกฎหมาย" ครับ สี่ปีที่ได้ชื่อว่าเป็นนักศึกษากฎหมาย เป็นเหตุผลเพียงพอที่ทุก การวิพากษ์วิจารณ์สังคม (โดยเฉพาะการเมือง) จะต้องหยิบเอาเรื่องของ กฎหมาย การใช้การตีความกฎหมาย ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายมาพูด ถึงอยู่เสมอ เดาออกใช่ไหมครับว่าผมจะพูดอะไรต่อ ? กฎหมายแม้จะเป็นกติกาสังคมก็จริง แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็น ด้ ว ยกั บ กฎหมาย แต่ แ ม้ จ ะไม่ เ ห็ น ด้ ว ย ก็ ไ ม่ ใ ช่ เ หตุ ผ ลที่ จ ะ "ละเมิ ด " กฎหมายอยู่ดี ดังนั้นมันออกจะดูเสียชาติเกิดไปหน่อยถ้าคนอย่างผมจะเชื่อ

DemoCrazy .23. อะไรก็ตามโดยที่หลีกหนีเรื่องความถูกต้องตามกฎหมายออกไป ในเมื่อ เรื่องนี้จําเป็นและต้องเคียงคู่กับความถูกต้องทางจริยธรรมเลยด้วยซ้ํา ทุกครั้งที่ผมแสดงความคิดเห็นในประเด็นกฎหมาย ซึ่งอย่างที่ บอกว่าอาจจะไม่ถูกใจฝ่ายที่อาจเสียประโยชน์เพราะกฎหมาย ผมก็จะ กลายเป็นคน "ขวางหูขวางตา" สําหรับคนเหล่านั้นไป หนักกว่านั้นคือแม้กระทั่งเพื่อนร่วมงานของผมก็ตัดสินผมจาก ข้อความสั้นๆ ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ เพื่อนที่รู้จักกันมาพร้อมกับการเดินอยู่บนเส้นทางการเมือง มี ความคิด มีความเห็นทางการเมืองที่พอจะไปด้วยกันได้ เห็นต่างกันบ้าง แต่ก็ไม่ตรงข้ามกัน มาวันนี้เขาตัดสินใจที่จะไม่รับฟังอะไรจากผมอีก เป็นอีกหนึ่งบทเรียนสําคัญที่ไม่ใช่เฉพาะผม แต่เป็นบทเรียนของ สังคมไทย เพราะสั ง คมไทยยั ง อาจต้ อ งเรี ย นรู้ แ ละถอดบทเรี ย นว่ า ด้ ว ย "ความหลากหลายแห่ ง เอกภาพ" อยู่ อี ก มาก กล่ า วคื อ ในความเป็ น เอกภาพ ก็ ยั ง เห็ น ความแตกต่ า งทางความคิ ด อยู่ กาแล็ ก ซี่ มี ด าวอยู่ มากมายหลายแบบ เทหวัตถุต่างๆ เต็มไปหมด แต่ระบบก็เดินไปพร้อมกัน ได้ ประเทศไทยก็เช่นกัน เพราะแม้กระทั่งในที่ชุมนุมเดียวกัน ไม่ว่าจะสีอะไร ก็ไม่ใช่ทุก คนที่คิดเหมือนกันในรายละเอียด บางเรื่องที่ถกกัน ก็อาจมีความเห็นได้ คนละแบบ แต่ ที่ยัง สามารถนั่ ง ฟัง เวที ป ราศรัย ด้วยกั น ได้ ก็เ พราะว่า มี จุดยืนหลักๆเหมือนกัน หรื อ แม้ ก ระทั่ ง บนเวที ป ราศรั ย ก็ ไ ม่ ใ ช่ ทุ ก คนที่ จ ะเห็ น ด้ ว ย ทั้งหมดในรายละเอียด คนฟังก็อาจไม่เห็นด้วยกับผู้ปราศรัยบางคน แต่เขา ก็รับฟังแล้วผ่านไป นี่แหละครับ...คือความหลากหลายในความเป็นเอกภาพ นี่คือสิ่ง ที่สังคมไทยต้องเรียนรู้เพราะเรากลับไปสู่ยุคที่ทุกคนเห็นเหมือนกันหมดได้ อีกแล้ว จะว่าไปแล้วเราไม่เคยมีสังคมแบบนั้นเสียด้วยซ้ํา ! ถ้าเรามัวแต่เลือกที่จะรับฟังความเห็นของคนอื่นที่คิดเหมือนเรา เท่ากับว่าเราอยู่ในสังคมจอมปลอม ใช้ความคิดชุดเดียวในการกล่อมตัวเอง และตัดสินเอาเองว่าสิ่งที่ตัวเองทํานั่นถูกต้องที่สุด แต่ ถ้ า เราเลื อ กที่ จ ะอยู่ ใ นสั ง คมที่ ห ลากหลาย มี ค วามเห็ น แตกต่ า งกั น เต็ ม ไปหมด เราก็ จ ะรู้ ว่ า คนอื่ น คิ ด กั บ เราอย่ า งไร คนอื่ น เสนอแนะอะไรมาบ้าง ก็เป็นการเปิดโลกทัศน์ให้เราในการรับสารและปรบ ปรุงตัวเองไปพร้อมๆ กัน ไม่แปลกหรอกครับที่คนเราจะหาความสุขด้วยการฟังอะไรที่ไม่ ขวางหูขวางตา แต่เรื่องการบ้านการเมืองไม่ใช่เรื่องที่หาความสุขให้ตัวเอง อย่างเดียวครับ เพราะเรื่ อ งนี้ คื อ "ความสุ ข สาธารณะ" ที่ ต้ อ งช่ ว ยกั น จั ด การ ช่วยกันสร้างขึ้นมา ถ้าเรารู้จักเปิดใจรับฟังคนอื่น แม้เขาจะคิดต่างจากเรา แต่นั่นก็คือบททดสอบที่ดีในการสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดให้เรา ต้องขอบคุณความคิดเหล่านั้นด้วยซ้ําครับที่จะทําให้เราได้คิดได้ ทบทวนอุดมการณ์ของเรา ถ้าถึงที่สุดแล้ว คิดดีแล้ว ความคิดของคนอื่นยัง ไม่ถูก สํา หรับ เรา สิ่ ง ที่ค วรทํา คือยิ้มแล้ว ปล่อยผ่า นไป ไม่ใช่ เอามาเป็ น อารมณ์ซึ่งเป็นการถืออัตตาเป็นใหญ่ แค่ถืออัตตาก็เรียกได้ว่าไม่ได้ทําเพื่อส่วนรวมแล้วครับ เขียนมาเสียยืดยาว ผมแค่ฝันน่ะครับว่าเมื่อผมอายุมากขึ้น ผม จะได้อยู่ในสังคมที่หลากหลายทางความคิด เปิดใจกว้าง วางอคติเพื่อรับ ฟังทุกเสียงในสังคม เคารพกฎหมาย และเคารพสิทธิเสรีภาพของกันและ กัน ทุกคนทําหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ คํานึงถึงประโยชน์สาธารณะให้ มากกว่าประโยชน์ของตัวเอง มาฝึกยอมรับในความหลากหลายด้วยกันนะครับ ปล่อยให้ ผู้ใหญ่เขาปิดตัวเองกันต่อไป :) 


.24. DemoCrazy

Volume 23 | February-April 2011

มองมุมหมอ

ชเนษฎ์ ศรีสุโข • http://www.bloggla.com

สาธารณสุข กับคนรุนใหม (1) เดือนก่อนได้รับเชิญให้พูด ออกรายการ “คิดนอกกรอบกับคน รุ่นใหม่” ทางช่อง NBT ครับ (http://www.youtube.com/watch?v=VNteNqQc0YU) ทีมงานถามเกี่ยวกับเรื่องปัญหาในระบบสาธารณสุขไทย ว่ามี อะไรบ้าง? เป็นคําถามที่ยากเหมือนกันครับ เพราะคนรู้ปัญหา คนเห็น ปัญหามีเยอะ แต่คนที่จะแก้ไข-มีแรงแก้ไข-ยอมต่อสู้ตรากตรําแก้ไข มี จํานวนน้อยกว่า อาชีพแพทย์ พยาบาล และบุคลากรในแวดวงสาธารณสุข ก็คง ไม่ ต่ า งกั บ คนที่ ทํ า งานในระบบราชการอื่ น ๆ ตรงที่ เ ราเห็ น ปั ญ หาเชิ ง โครงสร้าง แต่หลายคนคิดได้เพียงว่าเราเป็นคนตัวเล็กๆ หรือกลุ่มคนตัว เล็กๆที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ผู้มีคุณธรรมระดับหนึ่งบอกว่า ขอ ปฏิบัติหน้าที่ชอบเพียงส่วนของตน ช่วยเหลือคนอื่นได้บ้าง ก็เพียงพอแล้ว แต่นั่นก็เท่ากับยอมรับระบบที่มีปัญหา และไม่ได้แก้ไขปัญหาเชิง ระบบใดใด ธรรมชาติของระบบราชการไทย ...ยังเป็นเรื่องระบบอุปถัมภ์ค้ํา จุน ระบบศั ก ดิน าตํา แหน่ ง อุ้ ม กัน อยู่ม าก ซึ่ ง จะไม่ เ สีย หายอะไร (คุ ณ อภิสิทธิ์เองยังเคยพูดเช่นเดียวกันนี้ครับ) ไม่เสียหายอะไรถ้าเป็นการอุ้มชู คนทํางาน อุ้มชูคนหัวก้าวหน้าที่ต้องการพัฒนาระบบ ต้องการพัฒนา ประเทศชาติ แต่ ธ รรมชาติ ข องคนในระบบราชการทุ ก วั น นี้ โดยเฉพาะ ระดับสูงๆแต่ไม่ใช่ระดับสูงสุด คือ ขอแค่อยู่ในตําแหน่งให้ได้นานที่สุด โดย ที่คิดถึงผลประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง อุ้มชูเฉพาะพวกพ้องที่ทําให้ตนเองได้ ประโยชน์สูงสุดนั้นต่อไป ระบบจึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ปัญหาเชิง ระบบจึงยังคงอยู่เสมอให้คนได้บ่นกันไปเรื่อยๆเป็นธรรมชาติ คนที่บ่น มากๆส่วนใหญ่ก็คือระดับปฏิบัติงาน ระดับล่าง แต่ก็ทําต่อไป จริงๆก็อาจเป็นธรรมชาติของมนุษย์เราก็ได้นะครับ ที่ล้วนมอง ประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้งก่อน ลาภ ยศ สรรเสริญ เงินทอง เรื่องความดี อาจนับทีหลัง เพราะวัดค่าไม่ได้-คนลืมง่าย

(2)

การพัฒนาระบบสาธารณสุขไทย ถ้านับตั้งแต่ยุคคุณทักษิณมา ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรากฐานไปมาก ด้วยนโยบายประชา นิยม ทําให้คนเข้าถึงการรักษามากขึ้น แต่ก็คุณภาพการรักษาต่ําลงเช่นกัน จนแพทย์กับผู้ป่วยมีปัญหากันมากขึ้น นักการเมือง-คนมีเงินหนีไปเอกชน คนยากจนอยู่รัฐบาล รักษาตามอัตตภาพ ยุ ค ทั ก ษิ ณ นั บ เป็ น ความสํ า เร็ จ ในการเปลี่ ย นแปลงระบบ สาธารณสุ ขที่ มี ทั้ง คุ ณ และโทษอนั น ต์ ซึ่ง เกิด จากการผลัก ดั น ของกลุ่ ม ผลประโยชน์การเมือง ร่วมกับแพทย์สายอุดมการณ์ ผู้กําหนดนโยบาย

(อาจารย์สงวน นิตยรัมภ์พงษ์-เสียชีวิต และอีกสี่เสือแพทย์ชนบท) มีการ ก่อตั้งองค์กรเพิ่มเติมขึ้นมากมายซึ่งบริหารงานคล้ายมหาชนและเอกชน เป็นทางเลือกในยุคหลังสําหรับการเปลี่ยนแปลงระบบราชการ เรื่องนี้นักพัฒนาหลายๆคนเห็นพ้องต้องการว่าการบริหารงานใน ระบบมหาชนนั้ น คื อ ทางเลื อ กในการปฏิ รู ป ประเทศต่ อ ไป โดยไม่ จําเป็นต้องรอกลไกแบบราชการไทยเองที่เชื่องช้าและขาดประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม หากถามบุคลากรในวงการสาธารณสุข โดยเฉพาะ ผู้ปฏิบัติงาน จะรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงในสมัยทักษิณ ทําให้ภาระงานมาก ขึ้น ในขณะที่การเห็นใจ การเข้าใจ ผู้ปฏิบัติงานลดลง คงเป็ น การดีห ากผู้ บ ริห าร ผู้กํา หนดนโยบาย จะลงมาสัมผั ส และคํานึงถึงวิถีชีวิตของผู้ป ฏิบัติงานให้มากขึ้น การทํา งานบนหอคอย งาช้างหรือทํางานด้วยปาก ไม่สามารถพัฒนาระบบได้อย่างยั่งยืนครับ

(3)

โรงพยาบาลรัฐบาล ประสบปัญหาจํานวนผู้ป่วยมาก ขาดแคลน ทรัพยากรบุคคลอยู่มาก อุปกรณ์ก็ขาดแคลน(เอางบประมาณไปทุ่มผิด ส่วนหรือคอรัปชั่น ) ท่ามกลางความต้องการของประชาชนที่เปลี่ยนไป ความต้องการที่มากขึ้น เหมือนอยากได้ทานอาหารญี่ปุ่นสุดหรูในขณะที่มี เงินให้ทานได้เพียงข้าวแกง30บาท ประชาชนไม่เข้าใจว่ารัฐบาลออกเงิน เหมารวมรายหัวจ่ายประชาชนต่อปีในราคาที่ต่ํากว่าค่ามือถือที่เคยเสียให้ คุณทักษิณในเวลาเท่ากัน นโยบายประชานิยมที่ว่าจึงขาดซึ่งคุณภาพ แพทย์ลาออกจากระบบราชการไปมาก ไปอยู่เอกชนที่สบายใจ กว่า รายได้ดี สิทธิและระบบคุ้มครองดีกว่า... มองแล้ว ปัจจุบัน แพทย์ไทยจํานวนมาก ก็เป็นลูกจ้าง ขึ้นอยู่กับ ว่า รับใช้นายทุนคนไหน นายทุนข้ามชาติเจ้าของโรงพยาบาลเครือใด ส่วน แพทย์อุดมการณ์ที่ยังทํางานให้รัฐบาลให้ประชาชน ก็กล้ํากลืนฝืนทนกับ ระบบต่อ อาจารย์แพทย์ส่วนหนึ่งเมื่ออาวุโสขึ้น สบายตัวขึ้น ก็ทํางานเช้า ชามเย็นชามติดนิสัยข้าราชการไทย ให้แพทย์ประจําบ้าน(แพทย์ท่ีเรียนต่อ เฉพาะทาง) และชนชั้นแรงงานทํางานกันหนักกันต่อไป ประชาชนได้รับ การรักษากับแพทย์ที่ประสบการณ์น้อยกว่า แต่เลือกไม่ได้ เพราะเป็น ปัญหาเชิงระบบ แพทยสภา องค์กรเพื่อผลประโยชน์เพื่อนแพทย์และประชาชน


DemoCrazy .25.

Volume 23 | February-April 2011

พักคุยกันหนอย

กิตตินันท์ นาคทอง • ผู้ช่วยบรรณาธิการ / ฝ่ายศิลปกรรม http://www.facebook.com/kittinun.nakthong

ทํางานกันมายาวนาน เลือกตั้งหลายครั้งก็ได้กรรมการบริหารชุดเดิมๆ นายกคนเดิมๆ เปลี่ยนกันบริหารในองค์กร เวลาเลือกตั้งแพทย์ใช้สิทธิ เลือกกันไม่ถึง 20% สะท้อนปัญหาแพทย์จํานวนมากในประเทศ ไม่ได้ใส่ ใจหรื อ ให้ ค วามร่ ว มมื อ กั บ แพทยสภาในการผลั ก ดั น เรื่ อ งราวต่ า งๆ เท่าที่ควร ซึ่งเป็นที่เข้าใจว่าแพทย์ส่วนใหญ่ก็คงเอาแต่ทํางานไปวันวัน ระยะยาวจะเกิดปัญหาขึ้นอีกมาก และไม่ใช่เฉพาะสังคมแพทย์ เท่านั้น หากประชาชนในแวดวงหรือสังคมใด วิพากษ์วิจารณ์มาก แต่ไม่ คิดร่วมมือกันทําอะไรเลยสักอย่าง ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เรากําลังรอคนรุ่นใหม่ และรุ่นเก่าที่รวมพลังกัน ใส่ใจสภาพสังคมที่เป็นอยู่มากกว่าผลประโยชน์ ตนเองให้มากขึ้น และมีแนวทางปฏิรูประบบที่ดีร่วมกันครับ

(4)

การเจ็ บ ป่ ว ยของมนุ ษ ย์ ผู้ ป่ ว ยควรเป็ น ผู้ ดู แ ลและพยายาม ป้องกันไม่ให้เจ็บป่วยอีก การดูแลรักษาสุขภาพตนเองเป็นหน้าที่ของทุก คน นะครับ ผู้ป่วยจํานวนหนึ่งที่ผมพบเห็น ป่วยเพราะพฤติกรรมของตนเอง พฤติกรรมการรับประทานอาหาร การอ้วน การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ การมี โรคประจําตัวมาก เช่นเบาหวาน ความดันฯลฯ แล้วรับประทานยาไม่ครบ การไม่มาติดตามการรักษาตามนัดแพทย์ การไม่ปฏิบัติตามคําแนะนําใน การรักษาโรค ไม่ นั บ ธรรมชาติ ข องโรค หลายโรครั ก ษาแล้ว หาย หลายโรค รักษาแล้วไม่หายสนิท หลายโรครักษาไม่ได้... แพทย์จึงชื่นชมผู้ป่วยที่ปฏิบัติตามคําแนะนําเป็นอย่างดี อีกทั้ง พยายามหาความรู้เรื่องโรคที่เป็น เข้าใจโรคที่เกิดขึ้น และมีการดูแลรักษา ตัวเองเพิ่มเติมที่ดีอีกด้วย ปัญหาความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ เกิดการจากสื่อสารกันที่ น้อย เวลาไม่มาก ดังนั้น คงอาศัยการพูดคุยกันที่มากขึ้น ความเข้าใจก็จะ เพิ่มขึ้นครับ

(5)

สุดท้ายนี้ พูดถึงงานทางด้านสาธารณสุขไทย ยังมีหลายส่วนให้ ผู้คนร่วมกันพัฒนานอกเหนือจากการรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาล มีคนใน แวดวงสาธารณสุข ที่ลงไปทํางานใกล้ชิดชาวบ้านเพื่อรณรงค์ ให้ความรู้ หรือมีการพัฒนาเชิงสาธารณสุขตั้งแต่ระดับชุมชน โดยอาศัยการสนับสนุน จากหน่วยงานในสังคมต่างๆ เรื่องที่ประสบความสําเร็จเป็นตัวอย่างระดับ โลก เช่น เรื่องเหล้า เรื่องบุหรี่ เรื่องเอดส์ เรื่องลดความเครียด เชื่อว่ายังมีคนดี คนมีจิตอาสาที่ใส่ใจเรื่องราวเหล่านี้อยู่ หาก รวมตัวกันได้ จะสร้างประโยชน์ให้วงการสาธารณสุขไทยอีกมากครับ 

ทีเอช สารบรรณ คุณผู้อ่านท่านใดที่ติดตามเดโมเครซี่เป็นประจํา ทั้งจากการ เป็นสมาชิก การบริจ าค หรือแม้กระทั่งการอ่านในรูปแบบดิจิตอล ผ่านทางเว็บไซต์ www.demo-crazy.com นอกเหนือไปจากเนื้อหา ตลอด 32 หน้าที่เราสรรหาเรื่องราวมานําเสนออย่างเต็มอิ่ม จะสังเกต ได้ว่า ในฉบับนี้มีบางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างตามกาลเวลา กระทั่งผู้อ่านบางคนรู้สึกแปลกๆ ไปบ้าง เพราะนับตั้งแต่ฉบับนี้เป็นต้นไป เราได้ตัดสินใจเปลี่ยนแบบ อักษร หรือ Font ในส่วนของเนื���อหาในฉบับนั่นเอง ส่วนเหตุผลจะ เป็นอย่างไรนั้น ขออธิบายกันยาวๆ เพื่อจะได้รับรู้เบื้องหลังของเรา แรกเริ่มเดิมที คุณผู้อ่านบางท่านอาจไม่เคยทราบมาก่อนว่า นับตั้งแต่ฉบับแรกที่ตีพิมพ์เมื่อเดือนเมษายน 2551 กระทั่งฉบับปัจจุบัน เราไม่เคยใช้โปรแกรมจัดหน้าราคาแพงเข้ามาช่วย แต่เราใช้โปรแกรม พิมพ์งานธรรมดาที่เรียกว่า “Microsoft Word” เข้ามาช่วยนั่นเอง เคล็ดลับในการจัดหน้าหนังสือนั้น ก็อาศัยครูพักลักจํามาบ้าง คนที่ ใ ห้ วิ ช านี้ แ ก่ ผ มก็ คือ “พี่ แ อน-ปรั ช ญา สิ งโต” เจ้ า ของบล็ อ กใน เว็บไซต์ที่ชื่อ “ไอ้แอนนนนนด็อทคอม” เขาเคยทําหนังสือทํามือที่ชื่อว่า “บล็อกหยาบคาย” วางจําหน่ายในงาน Fat Festival 5 ที่แดนเนรมิต เมื่อปี 2548 เขาเคยกล่าวกับผมถึงวิธีการทําที่แสนง่ายดาย กระทั่งผม นํามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจําวัน โดยเฉพาะการพิมพ์เอกสาร วิ ธี ก ารทํ า ที่ ว่ า นี้ ก็ คื อ เวลาใช้ โ ปรแกรมเวิ ร์ ด เมื่ อ เราพิ ม พ์ ข้อความหลายบรรทัด หากเรามีความรู้สึกว่ามันห่างไป แล้วต้องการ ประหยัดหน้ากระดาษ เราก็ใช้วิธีลากสีดําให้หมด แล้วคลิกขวาตรงคําว่า “Paragraph” (หรือ “ย่อหน้า”) แล้วเลือกที่ระยะห่างบรรทัดไปที่ “หลายบรรทั ด ” ซึ่ ง ปกติ ต้ั ง ค่ า ไว้ ที่ 1 ให้ ใ ส่ 0.8 หรื อ 0.75 ก็ จ ะได้


.26. DemoCrazy ระยะห่างบรรทัดตามที่เราต้องการ (วิธีการนี้สามารถนํามาประยุกต์ใช้ใน การทํ า เอกสารทั่ ว ไป เวลาที่ เ ราต้ อ งการประหยั ด กระดาษ เพราะยิ่ ง ระยะห่างบรรทัดมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งกินกระดาษเรามากเท่านั้น) สําหรับเดโมเครซี่ โดยปกติเราจะใช้แบบอักษรธรรมดาอย่าง น้อย 3 ตัว คือ Cordia New สําหรับตัวหนา, Browallia New สําหรับตัว ธรรมดา ส่วนพาดหัวเราใช้ FreesiaUPC สลับกับ Cordia New ตัวหนา ส่วน Angsana New, Dillenia New และ Tahoma จะใช้นานๆ ครั้ง (และอันที่จริง ฟอนท์ที่ชื่อ Tahoma ซึ่งแพร่ระบาดมาจากเนื้อหาใน เว็บไซต์ต่างๆ ก็ไม่ได้เป็นฟอนท์ที่สวย และไม่ใช่ฟอนท์ที่อ่านง่ายด้วย) แบบอั ก ษรเหล่ า นี้ คุ ณ ผู้ อ่ า นที่ ใ ช้ ร ะบบปฏิ บั ติ ก ารวิ น โดวส์ (Windows) ทุกรุ่นอาจจะใช้ด้วยความเคยชิน เวลาพิมพ์งานส่งอาจารย์ หรือทําเอกสารส่งไปยังหน่วยงานต่างๆ แต่สิ่งหนึ่งที่คุณผู้อ่านอาจมองข้าม ก็คือ แบบอักษรหรือฟอนท์เหล่านี้ เป็นของบริษัทเอกชนที่ผูกขาดลิขสิทธิ์ ระบบปฏิบัติการ ในส่วนของหน่วยงานราชการ นอกจากส่วนราชการ จํา นวนมากมีก ารใช้ ฟ อนต์ที่ ห ลากหลายไม่ มีม าตรฐานในเอกสารทาง ราชการ แบบอักษรเหล่านี้ทําให้จํากัดสิทธิ์ต่างๆ ที่จะมีมาตรฐานเอกสาร เป็น เสรี ไม่ขึ้น กั บ ระบบปฏิบัติก ารใดๆ อาจมีปัญหาเรื่อ งการฟ้อ งร้อ ง ละเมิดลิขสิทธิ์ได้ แม้ในปัจจุบันบริษัทเอกชนเจ้าของระบบปฏิบัติการจะ ยังไม่ไล่บี้กันถึงผู้ใช้ตามบ้าน (Home User) ก็ตาม จึงเป็นที่มาของโครงการเผยแพร่ฟอนต์ลิขสิทธิ์จากสํานักงาน ส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (SIPA) กระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “ฟอนท์แห่งชาติ” โดยได้มีการพัฒนาและมีการประกวดแข่งขันฟอนต์ ซึ่งเป็นการส่งเสริม ให้เกิดการใช้ Open Source Software ที่เป็นซอฟต์แวร์เสรีให้ส่วน ราชการไทยประกาศมาตรฐานเอกสารดิจิตอลและรูปแบบของฟอนต์ที่ ไม่ ขึ้ น กั บ ระบบปฏิ บั ติ ก ารและลิ ข สิ ท ธิ์ ข องบริ ษั ท ใดๆ เพื่ อ ความ ภาคภูมิใจในความเป็นชาติและเอกลักษณ์ของความเป็นชาติไทย กระทั่งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เสนอให้หน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยดําเนินการติดตั้งฟอนต์สารบรรณและ ฟอนต์อื่นๆ ทั้งหมด จํานวน 13 ฟอนต์เพิ่มเข้าไปในระบบปฏิบัติการ Thai OS (Thai Operating System) และใช้ฟอนต์ดังกล่าวแทนฟอนต์เดิม กระทั่ง ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2553 ให้ หน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยดําเนินการติดตั้งฟอนต์สารบรรณและฟอนต์ อื่นๆ ให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2553 เพื่อให้เอกสารต่างๆ ของ ภาครัฐ เป็นไปอย่างมีมาตรฐานปราศจากปัญหาลิขสิทธิ์และเพื่อเป็นการ เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา เพราะฉะนั้นในช่วงเวลานี้ เวลาใครได้รับหนังสือหรือคําสั่งจาก ทางราชการ เราก็จะได้เห็นลักษณะของเอกสารที่หน้าตาดูเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะส่วนราชการที่นิยมใช้แบบอักษร Angsana New ก็กลายมา เป็น TH SarabunPSK ไปโดยปริยาย ซึ่งการจัดทําหนังสือราชการก็มี คําสั่งให้ใช้แบบอักษรนี้ขนาด 16 พอยท์ เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน สําหรับเดโมเครซี่ของเรา ก็มีแนวคิดที่จะสร้างเอกลักษณ์ของ ตนเองออกมา ทั้ง เนื้อหา รูปแบบ รวมทั้ง แบบอักษร จึง มีแนวคิดที่จ ะ เปลี่ยนแปลงรูปโฉมใหม่ของวารสารการเมืองฉบับนี้ เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดี ในการสนับสนุนนโยบายฟอนท์แห่งชาติของภาครัฐ และเพื่อให้คนไทย นิยมใช้แบบอักษรที่มีความเป็นเสรีและเป็นมาตรฐานกันมากขึ้น โดยเริ่ม จากฉบับนี้ที่ใช้แบบอักษร “ทีเอช สารบรรณ” และต่อไปจะทยอยเปลี่ยน ทั้งหัวคอลัมน์และพาดหัว ซึ่งกําลังพิจารณาแบบอักษรความเหมาะสม และนี่ก็คือเบื้องหลัง ความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ จากเรา เพื่อให้เดโมเครซี่เป็นวารสารการเมืองที่มีมาตรฐานทั้งรูปเล่มและเนื้อหา คุณผู้อ่านท่านใดที่มีข้อเสนอแนะ ติชม หรือสนใจเข้าร่วมอุดมการณ์เป็น

Volume 23 | February 2011

อาสาสมั ค รในกองบรรณาธิ ก ารของเรา เขี ย นมาพู ด คุ ย กั น ได้ ที่ อี เ มล democrazy@live.com หรือทางเฟซบุ้ค http://www.facebook.com /democrazymagazine และโทรสาร 0-2691-4609 ครับ เตรียมพบกับ ความเปลี่ย นแปลงที่จ ะทยอยนําเสนอต่ อ คุณ ผู้อ่านในวารสารเดโมเครซี่แห่งนี้ในโอกาสต่อไปครับ

คุณรู้หรือไม่? “ทีเอช สารบรรณ พีเอสเค” หรือ TH SarabunPSK ออกแบบโดย คุณศุภกิจ เฉลิมลาภ นักออกแบบตัวอักษรของ บริษัท คัดสรรดีมาก ดิสทริบิวชั่น จํากัด ผู้แทนจําหน่ายสิทธิ์ใน การใช้ฟอนท์ภาษาไทยของนักออกแบบตัวอักษรชั้นนํา สําหรับแนวความคิดในการออกแบบ ทีเอช สารบรรณ พี เ อสเค เป็ น แบบตั ว พิ ม พ์ ที่ มี แ นวคิ ด หลั ก ในการออกแบบ คื อ ต้องการให้เป็นแบบตัวพิมพ์ที่เรียบร้อย อ่านง่าย โปร่งสบายตา ด้วยโครงสร้างเส้นลายที่โค้งมน จึงช่วยลดความกระด้างของแบบ ตัวพิมพ์ มีความเป็นตัวเนื้อความสูง บุคลิกไม่โดดเด่น แต่ยังคงไว้ ซึ่ ง เอกลั ก ษณ์ ใ นแบบฉบั บ เฉพาะตั ว เหมาะแก่ ก ารใช้ เ ป็ น ตั ว เนื้อความได้อย่างดี ปัจจุบัน ทีเอช สารบรรณ พีเอสเค นอกจากจะนํามาใช้ ในหนังสือราชการแล้ว ก่อนหน้านี้ยังเคยนํามาใช้กับเนื้อหาข่าวใน หนังสือพิมพ์คมชัดลึกอีกด้วย


Volume 23 | February 2011

DemoCrazy .27.

ทัศนะ

กฤติน ดิ่งแก้ว • นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

‘อายุความ’ เทคนิคเคาละสิ? เดือนที่ผ่านมา มีสองเรื่องที่พบจุดจบคล้ายๆ กันครับ ทั้งคดี ยุ บ พรรคประชาธิ ปั ต ย์ ที่ ศ าลรั ฐ ธรรมนู ญ ยกคํ า ร้ อ ง เพราะปั ญ หา เกี่ยวกับการนําคดีขึ้นสู่ศาล ไม่ว่าจะเรื่องอายุความ หรือปัญหาการทํา ความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง กับอีกเรื่องคือกรณีสนาม กอล์ฟอัลไพน์ ที่หมดอายุความไปแล้ว ทั้งสองเรื่องนี้ทําให้หลายคนสงสัยนะครับว่า อ้าว แล้วเมื่ออายุ ความหมดไปแล้ว จะเสียเวลาสืบพยานกันไปทําไมตั้งนาน ไม่บอกไปที แรกเลยล่ะว่ายื่นฟ้องไม่ได้เพราะหมดอายุความ จะไม่ต้องมานั่งลุ้นกันให้ เมื่อยตุ้ม จริงๆ แล้วอยากให้เข้าใจถึงกระบวนการพิจาร���าของศาลกัน ก่อนครับ ถ้าใครติดตามการอ่านคําพิพากษาทางโทรทัศน์ (ซึ่งพักนี้จะมี บ่อยเป็นพิเศษ) ก็คงจะพอลําดับได้ว่า แรกเลยศาลจะเริ่มบรรยายฟ้อง และบรรยายคํ า ให้ก าร จากนั้ น จะเริ่ม วิ นิจ ฉั ยที ล ะประเด็ น ปกติ แ ล้ ว ประเด็นแรกที่จะวินิจฉัยก็คือ “ศาลมีอาํ นาจพิจารณาคดีนี้หรือไม่” โดยดู ว่าศาลนั้นมีเขตอํานาจหรือเปล่า เช่น โจทก์ยื่นฟ้องถูกศาลหรือไม่ (แต่ ประเด็นนี้มักจะผ่านการตรวจสอบตั้งแต่ตอนฟ้องคดีแล้วครับ) ที่สําคัญ คือ คดีขาดอายุความหรือไม่ ทําไมกฎหมาย หรือศาล จึงให้ความสําคัญกับอายุความล่ะ ครับ? เหตุ ผ ลของการมี อ ายุ ค วามเป็ น เรื่ อ งที่ เ ข้ า ใจได้ ค รั บ เพราะ สาระสําคัญอยู่ที่ “ความสะดวกในการหาพยานหลักฐาน” ครับ บางคดี ถ้าเวลาผ่านไปนาน การหาพยานหลักฐานก็จะยากขึ้น เพราะอาจถูก ทําลายหรือสูญหายไปได้ ถ้าโจทก์นําคดีมาฟ้องช้าเกินไป ความคลาด เคลื่อนในการพิจารณาของศาลก็อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้นเพื่อให้เกิดความ ยุติธรรมสูงสุด กฎหมายจึงกําหนดระยะเวลาที่พอสมควรไว้สําหรับการ มาฟ้องคดี ถ้าเกินจากนี้ก็ฟ้องไม่ได้ กฎหมายที่กําหนดเรื่องพวกนี้ไว้ เรา เรียกว่า ”กฎหมายวิธีสบัญญัติ” ครับ จะว่าไปก็คล้าย ๆระเบียบของศาล นั่นแหละ ถ้าไม่ทําตาม ศาลก็มีสิทธิไม่รับฟ้องได้ แต่การที่คดีหมดอายุความแล้วฟ้องไม่ได้ เป็นคนละเรื่องกับ ปัญหาที่ว่าจําเลย/ผู้ถูกร้อง ได้กระทําความผิดหรือไม่นะครับ การที่คดี มักจะหลุดไปเพราะเรื่องทางเทคนิค (Technicality) ทําให้หลาย ๆคน บ่นว่าแบบนี้ก็ไม่รู้เลยสิว่าใครถูกใครผิด มาติดอยู่กับแค่เรื่องทางเทคนิค แบบนี้ บางคนมองไกลไปถึ ง ว่ า นี่ มั น ช่ อ งทางของผู้ มี อํ า นาจที่ ต้องการจะชนะคดีชัด ๆ ซึ่งไปกันใหญ่แล้วครับ ใจเย็นๆ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็น คดีแบบไหน และคดีของใคร ไม่เกี่ยวกับว่าเป็นคดีพรรคการเมืองแล้วจะ เกิดเรื่องแบบนี้ได้เท่านั้น เพียงแต่คดีนี้ เรา ‘ลุ้น’ กันเยอะแค่นั้นเอง เมื่อ ไม่รู้ว่าตกลงพรรคประชาธิปัตย์ผิดจริงหรือไม่ ความรู้สึกแบบนี้ก็เกิดขึ้น เป็นธรรมดาครับ แบบนี้ถึงพรรคประชาธิปัตย์ไม่โดนยุบ แต่สังคมก็ยัง

VS เคลื อ บแคลงอยู่ ดี แ หละ (อั น ที่ จ ริ ง ข้ อ ต่ อ สู้ ข องประชาธิ ปั ต ย์ ก็ พู ด ถึ ง ประเด็นทางกฎหมายเหมือนกันนะครับ แต่เป็นคนละประเด็นกับที่ศาล ยกคําร้อง) ส่วนคําถามที่ว่า แล้วศาลจะสืบพยานทําไมตั้งนาน ในเมื่อ เห็นๆ กันแต่แรกว่าหมดอายุความ ? ค้ น ไปค้ น มาอาจจะเป็ น เพราะว่ า ศาลท่ า นเพิ่ ง มาเห็ น ว่ า มี ปัญหาเรื่องนี้หลังจากที่รับคําร้องเข้ามานานพอสมควรแล้วน่ะครับ ซึ่ง จริงๆผมว่าเรื่องทํานองนี้ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะนอกจากคู่ความจะรอเก้อ แล้ว ศาลเองก็เสียเวลาทํางานหนักกับคดีที่หมดอายุความไปแล้ว แบบนี้ เหนื่อยทั้งคู่ครับ ทางออกของปัญหาแบบนี้ ก็น่าจะทําได้ตั้งแต่การตรวจสอบ ก่อ นการรับ ฟ้อ ง / รับ คํ าร้อ ง ว่ า ศาลสามารถรับ คดีม าพิจ ารณาได้ หรือไม่ แบบนี้ศาลจะเหนื่อยแค่ช่วงแรก แต่จะไม่เสียแรงอ่านสํานวน และมีเวลาในการ “ให้ความยุติธรรม” แก่ทุกๆ คดีอย่างทั่วถึงและเท่า เทียมด้วยครับ! (ตีพิมพ์ครั้งแรก ฉบับที่ 22, ธันวาคม 2553-มกราคม 2554)


.28. DemoCrazy

Volume 23 | February 2011

Backoffice

กิตตินันท์ นาคทอง • http://www.facebook.com/kittinun.nakthong

หมาเฝาบานรําพัน เป็นเวลากว่า 9 เดือนแล้วที่ผมใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ชายคาบ้าน พระอาทิตย์ แม้อาจจะไม่ได้เป็นคนข่าวที่นั่นแบบเต็มตัว เพราะอีกด้าน หนึ่งยังมีภาระเกี่ยวกับการเรียน แต่ประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้มาก็สอน อะไรหลายอย่างที่มากกว่าแค่ในตําราวิชาการสื่อสารมวลชนเล่มใดๆ ชีวิตผมคงไม่ต่างไปจากนักข่าวการเมืองทั่วไป ตรงที่สิ่งที่เสียไป อย่างหนึ่งจนยากจะย้อนกลับคืนก็คือ วันหยุดที่มีเวลาน้อยลง เราอยากจะ ทํ า อะไรตามใจในเวลาแค่ ห นึ่ ง วั น หั ก ชั่ ว โมงนอนที่ ตื่ น สายไป ไม่ ทั น ตะวันตกดินก็หมดแล้ว แต่ที่สุดก็ต้องยอมรับกับสิ่งที่เสียไป โดยทั่วไปนักข่า วการเมืองส่วนใหญ่ทํางาน 6 วัน หยุด 1 วัน แล้วแต่ว่าใครจะเลือกวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ แต่ถ้าเป็นนักข่าวที่ต้องวิ่ง ข่าวข้างนอกอาจจะไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป ในบางสํานักหากเกิดกรณีขาด คนประจํา กองบรรณาธิการอาจจะขอร้องให้ไปทําในสายที่ขาดแทนก็ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับนักข่าวการเมือง อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่นํามาซึ่ง การถูกตั้งคําถามจากสังคมว่า ทําไมนักข่าวเดี๋ยวนี้ขาดความรู้ความเข้าใจ ในประเด็นที่เกิดขึ้น ข่าวที่เผยแพร่ออกไปมีเนื้อหาอ่อน นําเสนอผิวเผิน แยกแยะไม่ได้ ลามไปถึงถูกมองว่าไม่ทําการบ้าน ไม่รู้ศัพท์เฉพาะทาง ซึ่ง อย่างหลังเป็นความผิดพลาดที่เกินวิสัยไปหน่อย จุ ล สารราชดํ า เนิ น ของสมาคมนั ก ข่ า วนั ก หนั ง สื อ พิ ม พ์ แ ห่ ง ประเทศไทย ฉบับเดือนมกราคม 2554 คุณเสถียร วิริยะพรรณพงศา ผู้สื่อข่าวสํานักข่าวเนชั่น ได้เขียนบทความเรื่อง หมาล่าเนื้อ ยุคดิจิตอล ซึ่งถือว่าเป็นอีกแง่มุมหนึ่งจากนักข่าวโดยตรง พยายามอธิบายแก่สังคมถึง ปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างการทําหน้าที่สื่อมวลชน คุณ เสถียรกล่า วว่า สื่ อจํ า นวนไม่น้อยที่นํา เสนอข่า วไปตามที่ ตัวเองเข้าใจ แต่สุดท้ายกลายเป็นการบิดเบือน หรือพูดความจริงไม่หมด จุดนี้ไม่ได้เกิดจากเจตนาชั่วร้าย แต่เพราะความไม่รู้ หรือถึงรู้ก็รู้ไม่หมด จึง เสนอข่าวได้เท่าที่สติปัญญาจะนําพา เหตุที่ว่าทําไมคําวิจารณ์โดยเฉพาะข้อที่ว่า นักข่าวขาดความรู้ที่ ลึกซึ้งเพียงพอที่จะให้ปัญญากับสังคมได้มันหนักข้อขึ้นทุกวัน เพราะความ จริงวันนี้คืออย่าว่าแต่นักข่าวจะให้ปัญญากับใครต่อใครเลย แม้แต่สร้าง ปัญญาให้กับตัวเอง ฝึกฝนตัวเองให้มองประเด็นข่าวอย่างแตกฉาน กระทั่ง สังเคราะห์ออกมาเป็นชุดความคิดเพื่อคาดการณ์ล่วงหน้ายังทําได้ไม่ดีพอ คุณเสถียรเห็นว่า ข้อจํากัด หรือวิถีการทํางานที่ไม่เอื้ออํานวยให้ นักข่าวสามารถแสวงหาความรู้เพิ่มเติมอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เริ่มจาก “วันหยุด” ที่มีเพียงหนึ่งวัน และต้องอุทิศเวลาให้กับตัวเองและครอบครัว ส่วนวันทํางาน ตารางชีวิตเหมือนจะไม่เปิดช่องให้มีเวลาแสวงหาความรู้ เพิ่มเติมนอกเวลางาน ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ําวนเวียนอยู่กับการตามประเด็นที่ ได้รับมอบหมายจากกองบรรณาธิการ นักข่าวรายวันมีชีวิตคล้ายๆ กับ “หมาล่าเนื้อ” หรือ “หนูถีบ จักร” ที่ต้องวิ่งไล่ตามกระแสอย่างบ้าคลั่ง ทั้งแข่ง กับเวลาและแข่งกับ ประเด็นที่เปลี่ยนแปลงแทบจะทุกชั่วโมง นักข่าวต้องวิ่งไปตามกระแส นอกจากไม่สามารถตัดสินใจเองได้ว่าจะหยุดวิ่งเมื่อไหร่ ก็ยังต้องหลับหู หลับตาวิ่งให้เร็วขึ้น ขณะที่ค่าตอบแทนไม่ได้เร่งสปีดตามไปด้วย ทําให้เกิด ปรากฏการณ์นักข่าวจํานวนไม่น้อยทิ้งอุดมการณ์หมาเฝ้าบ้าน ไปเรียนต่อ ต่างประเทศเพื่อไปตายเอาดาบหน้า หรือเปลี่ยนอาชีพให้รู้แล้วรู้รอด

นอกจากนี้ ความต้องการข่าวในปริมาณที่มากเพื่อป้อนให้กับ ช่องทางที่มากขึ้น นักข่าวต่างต้องแข่งกันรายงานข่าวทั้งเว็บไซต์ เอสเอ็ม เอส ทวิ ต เตอร์ และหนัง สื อพิ ม พ์ ผสมเข้า ไปทุก ช่ อ งทาง บีบ บั ง คั บ ให้ นัก ข่ า วต้ องอยู่ ในสภาพหนู ถีบ จัก รโดยไม่ มีท างเลือ ก หรือ ไม่ก็ มีส ภา��� ใกล้เคียงกับหนุ่มสาวโรงงานที่ผลิตข่าวป้อนโรงงานนายวันเข้าจนลืมที่จะ คิดว่ามีเวลาหาความรู้ใส่ตัวบ้างหรือไม่ คุ ณ เสถี ย รได้ ทิ้ ง ท้ า ยว่ า ผู้ บ ริ ห ารองค์ ก รสื่ อ ทั้ ง หลายควรจะ เริ่มต้นคิดถึงหนทางในการพัฒนาศักยภาพ ติดอาวุธทางปัญญาให้ผู้สื่อข่าว ในสั ง กั ด เพื่ อ ให้ พ วกเขามี ค วามรู้ เ ท่ า ทั น สถานการณ์ บ้ า นเมื อ งที่ สลับซับซ้อนมากขึ้น เมื่อนักข่าวมีคุณภาพข่าวสารก็จะมีคุณภาพไปด้วย ให้คิดว่านักข่าวเป็นหุ้นส่วนขององค์กร ไม่ใช่หมาล่าเนื้อประจําโรงพิมพ์ ผมอ่านจากที่คุณเสถียรเขียนในบทความดังกล่าวแล้ว แม้จะเห็น ด้วยส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งผมก็รู้สึกแปลกใจ เพราะปัญหาที่กล่าวมา ทั้งหมดเป็นเรื่องในเชิงเทคนิคมากกว่าโครงสร้าง จริงอยู่ที่นักข่าวแต่ละคน ต่างก็มีวันหยุดน้อยกว่าคนที่ทําอาชีพอื่น แต่ก็มีวิธีการอื่นๆ ที่จะสามารถ เพิ่มเติมสติปัญญาท่ามกลางสถานการณ์ที่สลับซับซ้อนได้ ผมเห็นว่าเราสามารถสร้างบรรยากาศให้เกิดการเรียนรู้ทดแทน ช่วงเวลาในระหว่างปฏิบัติภารกิจได้หลากหลายวิธี ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ เครื่องมือที่เรียกว่าสื่อสังคมออนไลน์ หรือ Social Media มันสามารถวัด ปรอททางสังคมได้ว่า กระแสสังคมในขณะนี้กําลังจับตามองเรื่องอะไร เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย อีกประการหนึ่งก็คือ การวิพากษ์วิจารณ์ผ่านสื่อ ของบุค คลต่า งๆ ไม่ว่า จะเป็น นัก การเมือง นัก วิช าการ สื่อสารมวลชน แม้แต่จากประชาชนธรรมดา เราสามารถเรียนรู้จากเสียงสะท้อนเหล่านี้ แล้วค่อยๆ ใช้เหตุผลชั่งน้ําหนักเพื่อค้นหาตัวเองให้เจอ ผลที่ได้รับนอกจาก จะค้นพบจุดยืนของตัวเองต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้แล้ว ยังเป็นการเรียนรู้ ความหลากหลายท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองอันแหลมคม การจะรอคอยให้องค์กรหยิบยื่นเวลาและโอกาสเพื่อให้นักข่าว ได้แสวงหาความรู้เพิ่มเติม จะมีสิ่งใดที่เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า หากได้ทํา เช่นนี้แล้วผลสัมฤทธิ์ต่อนักข่าวจะตอบรับคุ้มกับเวลางานที่เสียไป หาก ความรู้บางอย่างที่หยิบยื่นให้ไม่ใช่สิ่งที่นักข่าวเต็มใจ ต้องถามตัวนักข่าวที่ จะเข้ารับการฝึกว่า เต็มใจที่จะใฝ่รู้ในสิ่งที่องค์กรได้หยิบยื่นให้หรือไม่ เสียงสะท้อนจากองค์กรสื่อ ยกตัวอย่างเช่น คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ก็มองว่าเดี๋ยวนี้นักข่าวภาคสนามคุณภาพการทําข่าวค่อนข้างต่ํา เวลาจะ สัมภาษณ์อะไรถ้าไม่มีความรู้พื้นฐานในประเด็นนั้นๆ คําถามที่ถามออกไป คนที่ดูข่าวก็รู้ว่าไม่ได้ทําการบ้านมา กระทั่งเปรียบเปรยไปว่า สื่อไม่ได้ทํา หน้าที่สื่อ เป็นเพียงแค่คนถือไมค์แล้วจ่อปากเท่านั้นเอง ในเมื่อนักข่าวเรียกร้องไปทาง องค์กรสื่อมองศักยภาพและ ความคุ้มค่าไปทาง สวนทางกันอย่างนี้สื่อไทยถึงดูจะไม่พัฒนาเสียที


.30. DemoCrazy

Volume 23 | February-April 2011

คําพูด‘อภิสิทธิ์’ กลิ้งบนใบบอน คําเตือน: โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน “ก่ อ นพู ด เราเป็ น นายคํ า พู ด แต่ เ มื่ อ พู ด ไปแล้ ว คํ า พู ด เป็ น นายเรา” ประโยคนี้ อ าจจะใช้ ไ ด้ กั บ คนทุ ก คน ไม่ เ ว้ น แม้ แ ต่ น ายกรั ฐ มนตรี ซึ่ ง ถื อ เป็ น ตําแหน่งสูงสุดที่ต้องดูแลประชาชนทั้งประเทศ บนเส้นทางสายการเมืองของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ชื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน จุดเด่นที่สําคัญนอกจากหน้าตาดี มีชาติ ตระกูล การศึกษาดี เป็นถึงนักเรียนนอกแล้ว ศิลปะการพูดที่โน้มน้าวจิตใจ และ บุคลิกภาพที่ดี ทําให้นายอภิสิทธิ์มีภาพลักษณ์ที่สง่างามทันตาเห็น แต่ในทางกลับกัน จะมีประโยชน์อะไรถ้าคําพูดที่สวยหรูปราศจากการ ปฏิบัติอย่างจริงจัง มิหนําซ้ําเมื่อก้าวเข้ามามีอํานาจกลับเปลี่ยนแปลงคําพูดของ ตัวเอง จากที่เคยกล่าวอะไรไว้กับประชาชน เดโมเครซี่ ฉบั บ นี้ข อนํา เสนอ “คํ าต่ อ คํา ” ของนายกฯ อภิสิ ทธิ์ เพื่ อ เตือนใจว่าในวันนี้ นายกฯ อภิสิทธิ์กลับไม่เป็นไปอย่างที่พูด ซึ่งจะนําไปสู่ความ เสื่อมทั้งภาพลักษณ์และคะแนนนิยมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

“จะหนึ่งคน หรือจะแสนคน “หนาที่เบื้องตน ยุติการเมือง รัฐบาลก็ตองฟง?” ที่ลมเหลว รับใชผลประโยชน สวนตัวเทานั้น?”

“ในทุกประเทศที่เป็นประชาธิปไตย เสียงข้างมากไม่ได้หมายความว่า ท่านทําได้ทุกสิ่ง และการที่จะมีประชาชน จะหนึ่งคน หรือจะแสนคน ลุกขึ้นมา เรีย กร้ อ งให้รั ฐ บาลแสดงความรับ ผิ ดชอบ ทบทวนตัว เอง พิ จ ารณาตัวเอง ไม่ได้ขัดกับหลักประชาธิปไตยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีข้อสงสัยว่า การ บริ ห ารราชการแผ่ น ดิ น ของรั ฐ บาลนั้ น อาจจะแค่ บ กพร่ อ ง ผิ ด พลาด ถ้ า ร้ายแรงกว่านั้นก็คือละเมิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิของประชาชน หรือเลวร้ายอีก เรื่องหนึ่งก็คือการทุจริตคอร์รัปชั่น จริงครับ ปัญหาเหล่านี้มีกระบวนการทาง กฎหมาย แต่ท่านดูเถอะครับ ทุกประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเนี่ย ส่วนใหญ่เขา ไม่รอให้กฎหมายจัดการครับ มันจะมีสิ่งที่เรียกว่า สํานึกหรือความรับผิดชอบ ของนักการเมือง ที่เขาบอกว่า มันต้องสูงกว่าคนธรรมดา มีเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่ง ท่านยกตัวอย่างกรณีของเกาหลี นั่น แค่คิดนโยบายนะครับ ว่าจะต้องเปิดการค้าเสรี เอาเนื้อวัวจากอีกประเทศหนึ่ง เข้ามานะครับ คนลุกฮือขึ้นมาเป็นแสน เขาลาออกทั้งคณะ ผมว่าอายุรัฐบาล เขาก็ สั้ น กว่ า รั ฐ บาลนี้ น ะครั บ ตอนที่ เ ขาตั ด สิ น ใจอย่ า งนั้ น ใครเคยอยู่ ใ น ประเทศประชาธิปไตยในยุโรป ในสหรัฐฯ จะทราบอย่าว่าแต่รัฐมนตรีเลยครับ ส.ส. ส.ว.บางทีมีเรื่องอื้อฉาวส่วนตัว ลาออกครับ” อภิ ป รายในฐานะผู้ นํ า ฝ่ า ยค้ า นในสภาผู้ แ ทนราษฎร ในการประชุ ม ร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันที่ 31 สิงหาคม 2551 ยุค รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช

“หน้าที่เบื้องต้นของผม คือการยุติการเมืองที่ ล้มเหลว การเมืองที่ล้มเหลวคือต้นเหตุของความขัดแย้ง การแบ่ ง ฝั ก แบ่ ง ฝ่ า ย แบ่ ง ภาค แบ่ ง สี ที่ เ กิ ด ขึ้ น อยู่ ใ น ประเทศของเราในขณะนี้ พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ ในฐานะนักการเมืองอาชีพ ผมถือว่าวันนี้ผมได้รับโอกาส สูงสุด จากพี่น้องประชาชนตามวิถีทางประชาธิปไตย ผม อยู่ในการเมืองมา 16 ปี เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็ น ผู้ แ ทนของพี่ น้ อ งประชาชนมา 7 สมั ย เคยเป็ น รัฐ มนตรี เป็น ผู้ นํ าฝ่ า ยค้า นในสภาผู้แ ทนราษฎร และ ปัจจุบันเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง บรรดาประสบการณ์ ความรู้ ทั้ ง หมด ผมจะนํ า มาใช้ บ นพื้ น ฐานของความ ซื่อสัตย์สุจริตเพื่อรับใช้ผลประโยชน์ส่วนรวมเท่านั้น” ปราศรัยหลังรับตําแหน่งนายกรัฐมนตรี วันที่ 17 ธันวาคม 2551


Volume 23 | February-April 2011

DemoCrazy .31.

“ไมใชแควาผม “แกรัฐธรรมนูญสมานฉันท ไมควรเปนนายกฯ มีประชาชนลงประชามติ?” ...ผมไมควรจะอยู แผนดินนี้ดวยซ้ํา?” “สิ่งแรกที่ผมอยากทําความเข้าใจกันก่อนก็คือ ว่า เราไม่ ไ ด้ คิด ต่า งกั น เราไม่ไ ด้มี เจตนาที่ ต่า งกั น ผม ยื น ยั น ว่ า รั ฐ บาลชุ ด นี้ ไ ม่ มี ผ ลประโยชน์ อื่ น ใดนอกจาก ผลประโยชน์ของชาติ และผมยืนยันว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่ ผมจะเอาแผ่นดินไทยไปแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์อื่น ถ้าทําเช่นนั้น ไม่ใช่แค่ว่าผมไม่ควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี ผมไม่ควรจะอยู่ในแผ่นดินนี้ด้วยซ้ํา และขอยืนยันว่านาย อภิ สิ ท ธิ์ เวชชาชี ว ะ วั น ที่ เ ป็ น ผู้ นํ า ���่ า ยค้ า นในสภา ผู้แทนราษฎร เคยอภิป รายไว้อ ย่า งไร จุดยืน วัน นี้ข อง นายอภิ สิ ท ธิ์ ในฐานะนายกรั ฐ มนตรี เ หมื อ นเดิ ม ทุ ก ประการ” ปราศรัยกับเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ วันที่ 7 สิงหาคม 2553 ณ อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนไทยญี่ปุ่น ดินแดง

“ความจริงมีช่วงหนึ่งที่ผมก็บอกว่า ยินดีถ้าเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของ การแก้ในภาพรวม แล้วนําไปสู่ความสมานฉันท์ โดยมีประชาชนลงประชามติ เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรที่ผิดสัญญาหรอกครับ ผมเนี่ยเป็นคนที่ถือเรื่องนี้ แล้วก็ ถึงได้ระมัดระวังทุกครั้งเวลาที่จะพูดคุยตกลงอะไรกับใคร ว่าเราจะต้องมีความ เข้าใจที่ชัดเจน” ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันที่ 26 มกราคม 2553

“ทําประชามติ จะถูกตอวาถวงเวลา?” “การทําประชามติเนี่ย ก็ตอนที่ผมจะทําก็มีฝ่ายที่มาคัดค้านก็มีนะ ครับ แล้วเสร็จแล้วก็ มันก็ใช้เวลานานมาก ผมก็จะถูกต่อว่าอีกว่าเป็นเรื่องของ การถ่วงเวลาไปเรื่อยครับ เพราะเราก็ใช้วิธีหลายวิธีในการที่จะสอดทาน แล้ว ประเด็นขณะนี้ที่จะแก้ไขสองประเด็นที่รัฐบาลเสนอเนี่ย ไม่ได้เป็นประเด็นที่มี ปั ญ หา ที่ ห ยิ บ ยกกั น ขึ้ น มาก่ อ นหน้ า นี้ เ ลยนะครั บ มั น เป็ น เพี ย งเรื่ อ งระบบ เลือกตั้ง กับเรื่องของการปฏิบัติตามมาตรา 190 ครับ” ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2553

“ตองการปลอยตัว 7 คนไทยออกมาทันที?” “เรื่อง JBC ผมยินดี เปดเวทีทกุ ฝาย?” “ผมเพียงแต่บอกกับพวกเราที่เป็นห่วงว่า หนึ่ง ปี 43 ไปยอมรับแผนที่ ผมได้ชี้ แจงแล้วว่าเราไม่ได้รับ สอง ผมชี้ให้เห็นประโยชน์ในขณะนี้เราสามารถใช้ MOU 43 ได้ 2 เรื่ อ ง เรื่องที่ หนึ่ง คือ สกัดกั้นไม่ใ ห้มีก ารยื่น แผนที่ต่อมรดกโลก และสอง สามารถที่จะทําให้หากเรา มีความจําเป็นในการใช้กําลัง หรือ อะไรผลักดันออกไป ก็เป็นไปตาม MOU ซึ่งทางกัมพูชาตกลงด้วยเท่านั้นเอง ส่วนการดําเนินการต่อ เรื่อง JBC เรื่องอะไรเนี่ย ผมยินดี ที่จะเปิดเวที เพื่อที่จะให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมอยู่แล้ว” รายการพิเศษเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกรณีเขาพระ วิหารและเขตแดนไทย-กัมพูชา วันที่ 8 สิงหาคม 2553 ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT)

“การจับ กุมที่เกิดขึ้น ถ้าจับ กุมอยู่ใ นเขตแดนของเรา เป็น สิ่งที่ เรา ยอมรับไม่ได้แน่นอน เด็ดขาด แต่การจับกุมครั้งนี้ฝ่ายกัมพูชาอ้างว่า เป็นการ จับกุมเลยหลักเขตแดนของฝ่ายไทยไปแล้ว ผมย้ําว่าหลังเขตแดนของไทยนะ ครับ ไม่ใช่หลักเขตแดนของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งขณะนี้กําลังมีการตรวจสอบโดย กระทรวงการต่ า งประเทศกํ า ลั ง มอบหมายให้ มี ก ารส่ ง บุ ค ลากรไปลงพื้ น ที่ พร้อมกับทางหน่วยงานในพื้นที่เพื่อไปดูจุดต่างๆ แต่ไม่ว่ากรณีการจับกุมจะเกิดขึ้นที่ฝั่งใดก็ตาม เราเห็นว่าบุคคลทั้ง 7 ควรจะได้รับการปล่อยตัวทันที ด้วยเหตุผลที่ว่า ทางฝ่ายนโยบายหรือรัฐบาล ทั้งสองฝ่ายได้เคยคุยกันว่า กรณีปัญหาที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนในลักษณะนี้ โดยเฉพาะไม่มีอะไรที่บ่งบอกว่าบุคคลทั้ง 7 มีอาวุธ ไม่ควรที่จะมีการจับกุม และเข้าสู่กระบวนการของศาล เพราะว่าจะทําให้ปัญหามีความยุ่งยากซับซ้อน มากยิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านเคยเกิดกรณีกับนายวีระ สม ความคิด มาแล้วครั้งหนึ่งในบริเวณนี้ ก็ใช้วิธีการประสานงานแล้วก็มีการส่งตัว นายวีระกลับมา ฉะนั้น ในชั้นนี้ถือว่าเรากําลังตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าการ จับกุมเกิดขึ้นที่บริเวณใด แต่จะเป็นกรณีใดก็ตาม เราต้องการให้มีการปล่อยตัว บุคคลทั้ง 7 ออกมาทันที เราก็ประสานไปยังรัฐบาลกัมพูชาเช่นนั้น อันนี้คือ แนวทางที่เราดําเนินการอยู่” แถลงจุดยืนของรัฐบาลไทยในการให้ความช่วยเหลือ 7 คนไทยที่ถูก จับกุมอยู่ที่ประเทศกัมพูชา 30 ธันวาคม 2554 ณ ทําเนียบรัฐบาล


ป ฏิ วั ติ ค ว า ม คิ ด ติ ด อ า วุ ธ ป ญ ญ า • http://www.demo-crazy.com

DemoCrazy

VOLUME

23 ก.พ.-เม.ย. 2554

คําพูด

กลิ้งบนใบบอน .PAGE 30.

ประมวลภาพ ฟุตบอลประเพณี จุฬาฯ-ธรรมศาสตร ครั้งที่ 67 .PAGE 16.

PHOTO: http://flpbd.it/vmFY

“อภิสิทธิ์”


DemoCrazy • Volume 23