Issuu on Google+


จับเข่าคุย O-NET วิชาศิลปศึกษา อันดับ 1 ของประเทศ สวัสดีครับ อีกไฮไลทหนึ่งของวารสารฉบับนี้ก็คงตองยกใหกับนักเรียนเทพศิรินทรที่สอบ O-NET หรือการทดสอบระดับชาติ ขั้นพื้นฐาน ระดับชั้น ม.6 วิชาศิลปศึกษา ไดอันดับที่ 1 ของประเทศ “นายภัทรชนน ศักดิ์ศิริสัมพันธ” หลายคนอาจจะมองวา วิชานี้ถาเทียบกับวิชาหลักอื่นๆ แลวอาจจะมีความสำคัญนอยกวาในแงของการเขาศึกษาตอในมหาวิทยาลัย แตสำหรับเขาคนนี้แลว มันคือความภูมิใจ และเปนการคนพบตัวเองครั้งสำคัญ แมวาคะแนนจะไมมีผลตอการเขามหาวิทยาลัยสำหรับเขา เพราะเขาไดเปน “นิสิตรั้วสีชมพู” แลวก็ตาม และตอนนี้เรามาพบกับ “ภัทรชนน” กับ แงคิด ชีวิตในโรงเรียนเทพศิรินทรของเขากันเลยครับ Q : กอนอื่นอยากให “นน” ชวยแนะนำตัวกับนองๆ ลูกแมรำเพย หนอยนะครับ

นน : ครับ ผมชื่อ “ภัทรชนน ศักดิ์ศิริสัมพันธ์” เทพศิรินทร์ รุ่น 127 เรียกง่ายๆ ว่า “นน” ก็แล้วกันครับ 555+ Q : “นน” อยูในโรงเรียนมาตั้งแต ม.1 คงผานกิจกรรมมาเยอะ พอเลาใหเราฟงหนอยไดไหมครับ วาทำอะไรมาบาง

นน : จริงๆ แล้วถ้าจะให้เริ่มกิจกรรมกับทางโรงเรียนก็ช่วง ม.3 ครับ ไปช่วยงานดนตรีไทย ตำแหน่งมือซออู้ อันนั้นเป็นกิจกรรมแรกๆ ที่ได้ ช่วยทางโรงเรียนแล้วก็อยู่ยาวจนจบ ม.6 เลย เวลามีงานต่างๆ เช่น งานในวัดเทพฯ งานโรงเรียน งานถวายพระพรที่ช่อง 9 ก็ไปช่วยเล่น (อันนี้ต้องขอบพระคุณครูอาทร ธนวัฒน์ ด้วยนะครับที่เป็นจุดเริ่มต้น การทำกิจกรรมกับทางโรงเรียน) พอขึ้นมา ม.6 เท่านั้นแหละ ก็เริ่ม มาทำงานกับเพื่อนๆ “คณะกรรมการบริหารนักเรียน” หรือ กนร. เรียกได้ว่างานงอก... เป็นมหกรรมงานที่กระหน่ำมาให้ทำมากมาย สนุกสนานกันเลยทีเดียว แหะๆ ^_^ Q : ไดขาววาปนี้ “นน” มีสว นรวมหลายอยางในกิจกรรมหลักๆ ของโรงเรียนมีอะไรบางหรอครับ แลวภูมิใจอันไหนที่สุด

นน : ใช่เลยชาวไทยเจ้าเอ๋ย 55+ เป็นปีที่มีวีรกรรมเยอะที่สุดของชีวิต นักเรียนเทพศิรินทร์เลย (แหม่!! ปีสุดท้ายแล้ว ก็อยากมีผลงานทิ้งไว้ บ้างนี้ครับ >_<) โดยเฉพาะยิ่งตอนเทอม 2 ด้วยแล้ว ช่วงนั้น มีกิจกรรมเยอะมากๆ งานหลักๆ เลยก็มีงานพาเหรดเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในงานฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี ครั้งที่ 26 ช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งปีนี้โรงเรียนเทพศิรินทร์ของเรา เป็นเจ้าภาพด้วย ดังนั้นจะทำเสียหน้าไม่ได้ โถ...ชีวิต T_T ต้องบอกว่า ภูมิใจงานนี้ที่สุด และงานก็หนักมาก ทำอยู่เกือบเดือน มีประชุมงาน (ที่จริงก็แค่จับกลุ่มนั่งคุยนะแหละ...หุหุ) ต้องไปซื้อของกับเพื่อนๆ พอซื้อแล้วก็ต้องมานั่งทำงานกัน ทั้งตัดกระดาษหนังสือพิมพ์ โปสเตอร์ ตัดไม้ ทาสี(อันนี้งานผมเลย...นั่งวาดรูปต้นโพธิ์บนไม้อัด 2 เมตรกว่า มีเพื่อนช่วยทำด้วย ทำจนคอหงายไปข้างหลังเลยทีเดียว 55+) แล้วก็มี ผสมกาว ผสมสี และทุกอย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ทำ เป็นที่สุดของชีวิต จริงๆ ครับ...เข้าใจเลยว่าทำงานแล้วมีอุปสรรคยังไง - -“ แต่ถึงอย่างไร ก็มีเพื่อนๆ ที่มาก็สามัคคีชุมนุมกันโดยทั้งที่นัดหมายและไม่ได้นัดหมาย มากมาย ทำงานกันไม่ได้หลับได้นอนเลย อย่างวันเรียนธรรมดาก็มาทำ ตอนเลิกเรียนถึงดึก (ยิ่งใกล้ๆ วันงานทำถึงตีสามตีสี่ นอนบ้านเพื่อน ก็มี) วันที่มีเรียน ร.ด. เลิกก็ 5 โมงเย็นแล้วก็ยังหอบสังขารกับเพื่อน กลับมาทำงานอีกจนได้ พอมาถึงช่วงสองอาทิตย์สุดท้ายก่อนงานเปิด เป็นช่วงมรสุมชีวิตเลยก็ว่าได้ เพราะรู้สึกเหมือนงานจะทำไม่ทัน

หลายคนถึงกับต้องสละเวลาเรียน (ไม่ได้โดดเรียนนะคร๊าบ!!... พวกเรา ขอเวลาเรียนไว้แล้ว เพราะงานไม่ทันของจริง 555+) นั่งหัวดำหัวแดง ตากแดดทำงาน พอทำไปครึ่งวัน อ้าว!!..หัวเปียก ฝนตก ต้องวิ่งไป เก็บงานเข้าที่ร่ม แต่เก็บของเสร็จไม่ถึง 15 นาทีเท่านั้นแหละ... ฟ้าเปิด อากาศจะดีไปไหนนะเออ... เพลียชีวิต 555+ เรียกได้ว่ากว่าจะสำเร็จ ลุ้นระทึกจริงๆ ถึงกับหมดแรงเลยครับ ส่วนอีกงานก็เป็น ซุ้มประตูสำหรับเปิดงาน “นิทรรศการ : โครงงานบูรณาการ ครั้งที่ 10” งานนี้อาจจะดูโหดน้อยกว่าจตุรมิตรฯ เพราะเป็นแค่งานใน ร.ร. และงานดูง่ายกว่า (เหรอ?...) แต่ระยะเวลา ทำงานน้อยมาก ไม่ถึงสัปดาห์เลย ต้องปั่นให้ไว...ใส่เกียร์ไม่ยั้งเลยครับ การทำงานก็ไม่ค่อยต่างกับงานจตุฯ เท่าไหร่ก็คือ ซื้อของ... ของหมด... วิ่งออกไปซื้อใหม่... ฮู่เล่!! (นี่เลยวงจรชีวิตตอนนั้น) ราว 2 - 3 วันกว่าๆ งานก็เสร็จในคืนก่อนวันงานจริง แต่ทั้งหมดก็ผ่านไปได้ด้วยดี สรุปเลยแล้วกัน...ชีวิตพวกเราทุกคนทุลักทุเลมาก แต่พี่ก็ดีใจ ที่ได้เ ป็น ส่วนหนึ ่งในการทำวีรกรรมในปีส ุด ท้า ยของชีวิต นักเรียน เทพศิรินทร์นี้ร่วมอยู่หลายเดือนเลย ได้ร่วมทุกข์สุขกับเพื่อน ได้เข้าใจ การทำงานมากขึ้น รู้จักทำงานเป็นหมู่คณะ พอวันงานจริงหลายคน ก็บอกว่าแสดงออกมาได้ดีมาก ทั้งงานจตุรมิตร และงานบูรณาการ พี่กับเพื่อนๆ ภูมิใจกันจริงๆ... อู๊ย!! น้ำตาจะไหล 555 Q : แลวเปนอยางไรบางครับกับการสอบ O-NET ถึงขั้นไดที่ 1 ของประเทศในวิชาศิลปะเลยนะเนี่ย

นน : ไม่รู้เหมือนกันนะ ตอนแรกที่รู้ปุ๊บพี่ก็มีหลายอารมณ์เลย สะดุ้ง งงๆ ดีใจ เอ๊ะ ..ยังไง (เข้าใจที่พูดนะ 555+) ประมาณว่า เฮ้ย!! ใช่เราหรอวะ? บ่องตงเลยว่าตอนนั้นนั่งกินข้าวกับเพื่อนอยู่แล้วคุยกัน เรื่องนี้แหละว่าคะแนนเป็นไงบ้าง ก็คุยกันว่าคะแนนสูงสุดแต่ละวิชา มันเท่าไหร่ ...วิชานี้เท่าไร ...วิชานั้นเท่าไรไปๆ มาๆ พอถึงศิลปะ เพื่อนก็บอกว่า “เนี่ยคะแนนสูงสุดอยู่ที่ 73 คะแนนนะ” เท่านั้นแหละ ..ตาโพลงเลย..บอกเพื่อนไปว่า “เฮ้ย!! ..วิชาศิลปะเหมือนเราจะได้ 73” (คือตอนนั้นก็ไม่ค่อยแน่ใจคะแนน แค่ดูผ่านๆ ไม่ได้สนใจ เพราะ ตอนนั้นสอบติดไปแล้ว แต่รู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่า “ใช่” 555+) พอกลับไปเช็คดูที่บ้านก็บรรลุเลยว่าเรื่องจริงผ่านจอ! ใช่นิหว่า... ก็ดีใจ แบบงงๆ อย่างที่บอกแหละครับ แหะๆ ก็ถือว่าดีใจ และภูมิใจในระดับนึงเลยที่ได้ที่ 1 ประเทศ เพราะว่าโอเนตมีครั้งเดียวในชีวิต แล้วจะไม่ได้สอบอีก แต่ยังไงผมก็จะ พยายามหาความรู้ศิลปะต่อไปเรื่อยๆ น้ำแก้วนี้ยังไงก็ไม่เต็มครับ ทั้งนี้ ต้องขอขอบพระคุณครูนันทพร ผ่องพุฒิที่ให้ความรู้ด้านศิลปะไทย และครูอาทร ธนวัฒน์ที่ได้ให้ความรู้ด้านดนตรีไทยจนมีความรู้สามารถ นำไปทำข้อสอบได้คะแนนที่ดีในระดับประเทศได้นะครับ


“¤×ÍàÃÒäÁ‹ãª‹à·Ç´Ò äÁ‹µŒÍ§¾ÃŒÍÁ·Ø¡Í‹ҧ¡çä´Œ àÃÒÁÕ´ÕºŒÒ§àÊÕºŒÒ§àËÁ×͹¡Ñº¤¹àÃÒÁÕÊØ¢ÁÕ·Ø¡¢ »¹¡Ñ¹áËÅÐ à¾Õ§ᵋàÃÒ»ÃФͧÇÔªÒ·ÕèäÁ‹¶¹Ñ´ ãËŒ ÍÂÙ‹ã¹à¡³±·Õè¾Í¼‹Ò¹ä´Œ¡ç¾ÍáŌǔ

Q : โอโห กิจกรรมก็ดี วิชาการก็เดนแบบนี้ “นน” แบงเวลายังไงครับ ขนาดติดสอบตรงคณะศิลปกรรมศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เลยทีเดียว

นน : โอ้โห.. อะ พูดกันตรงๆ เลยแล้วกัน... ผมก็ไม่ได้แบ่ง 55 คือแค่ว่า กิจกรรมถ้ามีก็ทำเถอะ โอกาสบางอย่างไม่ได้มีมาให้บ่อยๆ นะ ชีวิตวัยรุ่น มัธยมก็เป็นช่วงกำลังคึก (เอ๊ะ... คึก 55+) มีแรงทำกิจกรรม มีเวลาค่อนข้าง เยอะอยู่ (เข้ามหาวิทยาลัยแล้วบางครั้งบางคณะเราอาจจะไม่ได้ทำอะไร แบบนี้อีกแล้วนะ) และทำกิจกรรมกับเพื่อนก็แน่นอนว่าเราก็ได้เพื่อนดีๆ เยอะขึ้น เราจะได้ทั้งเพื่อนร่วมงานและร่วมทางไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมห้องเรียน ที่สำคัญเราจะได้รู้จักการทำงานมากขึ้น ได้เรียนรู้วิธีทำงาน อุปสรรคต่างๆ ที่ต้องเจอ ความสำเร็จที่ได้มาก็มาจากฝีมือเราเอง เราก็ภูมิใจ แล้วเราจะ เป็นคนที่เก่งมากขึ้น เก่งการใช้ชีวิตการทำงานและชีวิตที่อยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคมได้ ส่วนเรียนก็เรียนไปมันเป็นหน้าที่เรา วิชาอะไรที่ดีก็ทำต่อไป (คิดว่าดีก็ทำต่อไป) วิชาอะไรที่ดูไปไม่ไหวก็พยายามให้พอผ่านเอาก็ได้ คือ ผู้ใหญ่บางคนนะก็ชอบบอกว่าต้องดีให้ได้ทุกวิชา...จริงหรอ? สำหรับผมแล้ว ผมว่าไม่ใช่นะ คือเราไม่ใช่เทวดา ไม่ต้องพร้อมทุกอย่างก็ได้ เรามีดีบ้าง เสียบ้างเหมือนกับคนเรามีสุขมีทุกข์ปนกันแหละ เพียงแต่เราประคองวิชา ที่ไม่ถนัดให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอผ่านได้ก็พอแล้ว (เอาอะไรกับชีวิตมาก โตมา บางวิชาก็ไม่ได้ใช้ จริงไหมครับ 555+) อ้อ..อยากบอกด้วยนะว่า เผลอๆ เราเก่งทุกวิชายิ่งทำให้เราไม่รู้ว่าตัวเราเองว่าชอบอะไร แล้วรักวิชาชีพอะไร ที่สุด สุดท้ายเราจะค้นหาตัวตนของเราได้ยากขึ้นด้วย ส่วนเรื่องที่แบ่งเวลากิจกรรมกับเรียนถ้าจะให้ผมมาแบ่งให้มัน พอดีเป๊ะๆ ก็ยากนะ เพราะว่าการทำงานกิจกรรมใหญ่ๆ ต้องใช้เวลามากๆ จนบางทีต้องกินเวลาเรียนไปส่วนหนึ่งเลย แล้วก็ต้องมาตามงาน(บางงานก็ ไม่ได้ตามด้วย) หรือบางทีเรียนแล้วมีงานมีการบ้านทำก็เยอะจนต้อง ทำให้เสร็จจึงจะมาร่วมกิจกรรมได้ หรือบางครั้งทำกิจกรรมไปทำงานไป ก็มีมาแล้ว 555 ก็แบ่งกะแบ่งหน้าที่ให้เพื่อนมาช่วยทำกิจกรรมแทนบ้าง แต่ยังไงพี่ว่าเรียนกับกิจกรรมมันไปด้วยกันได้นะ ไม่ใช่ว่าเรียนกับกิจกรรม อะไรจะสำคัญไปกว่ากัน เพราะเรียนคือได้ความรู้ กิจกรรมคือทำงาน คอยเติมเต็มกันอยู่แล้ว

Q : สุดทายกอยากให “นน” ฝากอะไรกับนองๆ ทัง้ หลาย ที่กำลังจะลงสนามสอบในอีกไมนานนี้หนอยครับเผื่อเปน แนวทางใหพวกเขาตอไป

นน : ก็อยากให้น้องขวนขวายบ่อยๆ นะ ในสาขาวิชาที่ตัวเอง ต้องการ อยากได้อะไรต้องคว้ามาจริงไหม 555 แล้วก็ถ้ามี สอบตรงก็สอบซะนะน้อง 55 มันสอบเร็วรู้ผลเร็วกว่าใคร ถ้าติดก็ชิลปลิวลม ไม่ต้องสนแอดมิชชั่น ไม่ต้องรอให้เครียดด้วย พี่เองก็สอบตรง รู้ผลประมาณเดือนธันวาฯ ก็สบายๆ เลย แต่ถ้าต้องแอดมิชชั่น ก็พยายามเยอะๆ อ่านหนังสือ ทำแกท แพทให้มันดีๆ ให้มันได้ตั้งแต่รอบแรก ให้มันพ้นๆ ไปจากชีวิต 555+ คิดอันดับคณะ สาขา วิชาที่ชอบ เรียนได้ดี ไม่หลอกตัวเองก็พอแล้ว อย่าเพิ่งฟังคนอื่นพูด ฟังตัวเองก่อน ฟังให้มากๆ ด้วย เขาไม่ได้มาเรียนกับน้อง เขาคงไม่ได้รู้อะไรดี ไปกว่าน้อง และให้คิดว่าทางของน้องที่เป็นตัวน้องนั่นแหละดี ถึงจะไม่ได้ดีที่สุดแต่ต้องเดินให้ดีที่สุด เพื่อตอบสนองจิตใจ ร่างกาย สังคม และจิตวิญญาณของตัวเองให้มากที่สุด สิ่งที่สำคัญอีกอย่างก็คือ เวลาสอบไม่ได้ อย่าเพิ่งท้อนะเฮ้ย ท้อแล้วชีวิตพังแต่แรกไม่รู้ด้วยนะ เริ่มต้นใหม่ แล้วพยายาม ต่อไป 555+ สุดท้ายพี่ก็ขอให้น้องทุกคนโชคดี มีกำลังกายและใจ ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยคณะที่อยากได้ คณะที่ฝันไว้ น้องทุกคนจะได้มีความสุขกับชีวิต แล้วอย่ามัวเอาแต่เรียนหล่ะ ออกไปหาประสบการณ์ชีวิตบ้าง เพราะเราเกิดมาเพื่อใช้ชีวิต ไม่ได้เกิดมาเพื่อเรียน มหาวิทยาลัยที่แท้จริงของเราทุกคนก็คือ สังคมที่อยู่ร่วมกัน คือธรรมชาติ คือสิ่งแวดล้อมบนโลกใบนี้ ไม่ใช่สถาบัน ไม่ใช่โรงเรียนเพียงอย่างเดียว แล้วน้องจะรู้ว่า ชีวิตน้องใช้ได้คุ้มมากๆ ในชาตินี้ 555 ไปละ..สวัสดีครับ^^



Lan ram poei - ลานรำเพย