Issuu on Google+

1

อารัมภบท ถ้าชีวิตเป็นเกมต่อภาพจิกซอว์ เจ็ดพันล้านคนบนโลกย่อมมีภาพ เฉพาะของตนที่แตกต่างกันไป ภาพสวยหรูในแบบของเรา อาจดูไร้สาระ ในสายตาเขา ภาพตื่นเต้นฉูดฉาดสําหรับเขา อาจดูวุ่นวายเกินพอดีสําหรับ เรา หลายคนพอใจภาพของตน ขณะบางคนอยากโยนทิ้งให้ไกลตา นับแต่เริ่มจําความจวบถึงวันนี้ ไม่ว่าเราจะพยายามจิตนาการภาพ จิกซอว์ชีวิตให้ออกมาถูกใจตัวเองสักแค่ไหน ในเสี้ยวหนึ่งของภาพใบใหญ่ (ที่ยังต่อไม่เสร็จ) ย่อมมีสักมุมที่เราเกลียดกลัวที่สุด บีบคั้นที่สุด สับสน ที่สุด ทุกข์ทรมานที่สุด กว่าเราจะต่อภาพมุมนั้นให้เป็นรูปเป็นร่าง ถูกต้อง สมใจ มันช่างยากเย็นแสนเข็ญ อึดอัด กระอักกระอ่วน คล้ายถูกกลืนกิน พลังงานและเวลาของชีวิตอย่างสิ้นเปลืองที่สุด แต่จะชอบหรือไม่ เต็มใจ ต่อภาพมุมนั้นหรือไม่ เราทุกคนจําเป็นต้องต่อมันให้สําเร็จ ก้าวผ่านวันคืน ตรงนั้นมาให้ได้ เพื่อต่อเติมภาพใหญ่ให้ออกมาเป็นภาพที่สมบูรณ์ (อย่าง น้อยก็เว้าแหว่งน้อยที่สุด) คงไม่ต่างจากเสี้ยวหนึ่งในภาพจิกซอว์ความรักของพวกเขาเหล่านี้ น้ํา ปรัชญ์ บุ๋ม และซีซี่ พวกเขาทั้งสี่กําลังพยายามเลือกรื้อหาจิกซอว์ชิ้นเล็กๆ ที่กระจัด กระจายบนพื้น หยิบขึ้นมาต่อภาพของตนทีละชิ้น...ทีละชิ้น ให้เป็นภาพใน แบบที่ตนมองเห็นในความใฝ่ฝัน ซึ่งต่างเผชิญกับอุปสรรค สถานการณ์ เงื่อนไข แรงผลัก แรงฉุด และเรื่องราวหวาน ขม เค็ม เปรี้ยว แตกต่างกัน ไป


2

ต่ อ จากนี้ คื อ ภาพจิ ก ซอว์ ใ นห้ ว งเวลาสั้ น ๆ ที่ พ วกเขาทั้ ง สี่ ค น พยายามค้นหาภาพต่อของความรัก หรือเข้าใจว่าน่าจะเป็นความรัก ใน ความกล้า ในความกลัว ในความคลางแคลง บ้างหลบซ่อน บ้างเปิดเผย และบ้างไม่ล่วงรู้หัวใจตัวเอง ตราบใดชิ้นจิกซอว์ยังเหลือกองอยู่ ภาพที่พวกเขาทั้งสี่เพียรเรียงต่อ อย่างเอาจริงเอาจังนั้น จะเป็นภาพ “ความรัก” หรือแค่ “ความใคร่” เป็น ปรารถนาจากหัวใจรักอันบริสุทธิ์และยั่งยืน หรือเพี ยงต้องการสนุกใน อารมณ์ใคร่ชั่วคราวเท่านั้น ...ไม่มีใครตอบได้

1


3

น้ํา ผ่านไปร่วมครึ่งปี ทุกอย่างมันจบแล้ว มันพังไม่เหลือชิ้นดีแล้ว และ ฉันก็คิดว่าตัวเองทําใจได้แล้วนี่นา เอาเข้าจริง พอต้องหิ้วกระเป๋าระเห็จ ออกจากบ้าน จากออฟฟิศเก่า จากสิ่งแวดล้อมคุ้นชิน อาการจิตตกก็พลัน จู่โจมฉันอีก ฉันอยากต๊าย ฉันอยากตาย! ถ้า เรื่อ งบ้าๆ นั่น ไม่เ กิดขึ้น นาทีนี้ฉันควรเบิกบานอยู่ ใ นห้องครัว บิลท์-อิน ที่รายล้อมด้วยเครื่องครัวทันสมัย สวย เริด เคาน์เตอร์กว้างขวาง ปิดด้วยแผ่นท็อปกันรอยขีดข่วนและความชื้นได้เป็นอย่างดี เหนือไหล่ฉัน คือตู้แขวนสําหรับเก็บจาน ชาม แก้ว อาหารกระป๋อง และขวดกระปุก เครื่องปรุงนานาชนิด ฉันควรกําลังยืนอยู่ข้างเตาแม่เหล็กไฟฟ้าเก๋เก้ ระบบสัมผัสหน้าจอ LED แบบที่เห็นในรายการทําอาหารทางโทรทัศน์ บนเตามีกระทะเคลือบ ชั้นดีขนาด 16 นิ้ว ด้ามจับกระชับมือ ใบละพันสอง ฉันตั้งอุณหภูมิไว้ตรง High ใต้เครื่องดูดควันที่ทํางานเงียบกริบพอๆ กับเครื่องปรับอากาศระบบ Inverter แล้วฉันก็ใช้ทัพพีพลิกผักสีเขียวสด ที่กําลังเริงร่าคลุกเคล้ากับกุ้ง สีชมพูอ่อน เสียงดังฉ่าๆ ปะทุกลิ่นหอมให้อบอวลยวนเย้า ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ฉันกับครอบครัวจะนั่งล้อมโต๊ะอาหาร เพียง ปุ่มรับรสบนลิ้นสัมผัสกับรสชาติคําแรก สามีผู้หล่อเหลาก็พลันส่งสายตา หวานฉ่ํามาทางฉัน ชมเปาะถึงเสน่ห์ปลายจวักที่ทําให้เขาหลงใหลหัวปัก หัวปํา ลูกๆ แสนน่ารักน่าชังของฉันก็ชูจานสลอน ขอข้าวสวยร้อนๆ เพิ่ม


4

ฉันในฐานะเมียและแม่ผู้เฉลียวฉลาด ไฮโซฯ และเซ็กซี่ ต้องนั่งหลัง ตรง สง่ า ผ่ า เผย เหมื อ นนางงามตอนให้ สั ม ภาษณ์ อ อกที วี ฉั น ควรตั ก ผัดบร็อคโคลี่พร้อมข้าวพอดีขอบช้อน ใส่ปากสวยสีชมพูสตรอว์เบอร์รี่ เคี้ยวไปยิ้มไปแบบไม่เห็นฟัน นัยน์ตาของฉันควรเปล่งประกายความสุข ปานพลุ เ ฉลิ ม ฉลองวั น ชาติ และควรเป็ น เช่ น นั้ น ตราบนานเท่ า นาน เช่นเดียวกับตอนจบของนิทานฝันดีทุกเรื่องควรจบ ‘…แล้วเจ้าชายเจ้า หญิงก็ครองคู่กันอย่างมีความสุขชั่วนิจนิรันดร์’ โอ้...โน! ไม่ใช่ฉันตอนนี้...คนนี้ คนที่กําลังเขมือบช็อกโกแลตแท่งที่ สาม นั่งจมอืดอยู่ในเก้าอี้บนเครื่องบิน เป็นอีอ้วนเบ๊อะบ๊ะน่าเวทนาอย่างนี้ ไม่...ไม่ ฉันอยากต๊าย...ฉันอยากตาย ทําไมมันต้องเกิดขึ้นกับฉัน กับผู้หญิงที่ชีวิตกําลังไปได้สวย อีกไม่เกินสองเดือนหรือกว่านั้นนิดหน่อย ฉันจะถูกโปรโมตขึ้นรับ ตําแหน่งผู้จัดการสาขา เงินเดือนแจ่มๆ พร้อมรถประจําตําแหน่ง (เติม น้ํามันฟรีอีกต่างหาก) ฉันเฝ้ารอเวลานี้มาชั่วชีวิตของการเป็นสาวแบงก์ รอ เวลาก้ า วเข้ า ออฟฟิ ศ อย่ า งเริ ด ไม่ต้ อ งใส่ ชุด ฟอร์ ม ซ้ํา ซาก (แม่ สีแ จ๋ น ๆ คัตติ้งไร้รสนิยมพวกนั้น) โธ่...อีกไม่กี่วันฉันจะได้รื้อชุดเก๋ไก๋ไฮโซฯ ที่ซื้อเก็บ ไว้ตอนมิดไนท์เซลส์ออกมาสวมเสียที สวรรค์แกล้งชัดๆ ไม่...ไม่จริ๊ง ฉันไม่ควรต้องระเหเร่ร่อน เพื่อไปซุก ก้นกับเก้าอี้ตําแหน่งเดิม กับชุดฟอร์มโหลๆ เดิมๆ ฉันอยากต๊าย...ฉันอยาก ตาย “คุณครับ...คุณ”


5

ถ้ า เทวดาที่ บั น ทึ ก แต้ ม บุ ญ ไม่ บ กพร่ อ งในหน้ า ที่ ก็ ต้ อ งโทษ คณะกรรมการสวรรค์ตาถั่ว ไม่อย่างนั้นคงไม่ลงทัณฑ์หญิงสาวแสนดีอย่าง ฉันได้มั่วซั่วขนาดนี้ คอยดู๊...ถ้าขึ้นไปได้ แม่จะเหวี่ยงให้สวรรค์กระเจิงเชียว ฮือ...ฮือ ฉันอยากตาย “คุณ...คุณ” ใคร? ใครเรียกใครอยู่ได้? หนวกหู! อ่า...หรือเรียกฉัน? อยู่ บ นเครื่ อ งบิ น กลางท้ อ งฟ้ า สู ง เป็ น พั น ๆ ฟุ ต ขนาดนี้ หน้ า ไหน กระแดะมารู้จักมักจี่ฉันอีก ฉันไม่อยากเสวนาวิสาสะกับใครทั้งสิ้น ไม่เกิน 20 นาทีก็ถึงเชียงใหม่แล้ว อย่ามายุ่งกับฉัน ปล่อยฉันเดินทางโดยวิเวก เถอะ “คุณครับ เป็นอะไรมากรึเปล่า” ฉันหันขวับหาชายหนุ่มในที่นั่งข้างๆ ตั้งแต่ขึ้นเครื่อง ฉันไม่สนใจว่า ตัวเองนั่งส่วนใดของเครื่อง นั่งกับใคร หน้าตาเป็นยังไง จนนาทีนี้แหละ หมอนี่เป็นใคร ฉันพลิกแฟ้มความทรงจําอย่างลวกๆ แล้วเทียบเคียง ไม่ พบว่าใกล้เคียงกับเค้าหน้าของบุคคลใดที่พอรู้จักเลย กรอบหน้าเรียว ผิวขาว คิ้วเข้ม จมูกเป็นสันโด่ง ริมฝีปากสีชมพู อย่างคนสุขภาพดี ถ้ายืนขึ้นน่าจะมีส่วนสูงสัก 180 เซนติเมตร สรุปคือ... หล่อแซ่บ! แต่ขอโทษ...ฉันไม่มีอารมณ์เล่นเกม 108 คําถาม หรือต่อปากต่อคํา กับใครในตอนนี้ อย่ามายุ่งกับฉัน ฉันอยากอยู่ลําพังในที่นั่งของฉัน กิน ช็อกโกแลต แล้วก็ร้องไห้เงียบๆ คนเดียว “รับไปซีครับ”


6

“ไม่! ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน” ฉันแหว “หน้าตาคุณเลอะหมดแล้ว” เขายังยื่นผ้าเช็ดหน้าด้วยกิริยาสุภาพ ฉันรีบใช้ฝ่ามือป้ายๆ ลูบๆ คราบน้ําตาและเศษช็อกโกแลตที่เปื้อน แก้ม “เลอะใหญ่แล้ว ใช้ผ้าดีกว่าครับ” เขายังเอ่ยอย่างใจเย็น ยิ่งเช็ดคงยิ่งเละเป็นกระทะหอยทอด เพราะมือฉันเยิ้มยางเหนียวๆ สีน้ําตาลไปหมด แต่ฉันไม่จําเป็นต้องสนใจคําแนะนําของใครหน้าไหน ทั้งสิ้น นี่มันตัวฉัน...ชีวิตฉัน! มือเลอะๆ ของฉันจึงปาดๆ ถูๆ บริเวณมุมปากและแก้ม ยิ่งเช็ดยิ่ง เหนียวหนึบหนับ ฮือ...อือ ฉันอยากต๊าย...ฉันอยากตาย! ปรัชญ์ ปกติผมตื่นนอนตอนตีสี่ ไม่เคยฝากชีวิตไว้กับนาฬิกาปลุก ไม่เคยตื่น สายกว่านั้น แม้วันอาทิตย์ที่ปิดร้าน หรือวันหยุดเนื่องด้วยวาระ���ดก็ตาม นาฬิกาชีวภาพของผมไม่เคยรวน เพิ่งสามสี่เดือนให้หลังนี้เองที่ผมหลับ ยาก ตื่นเร็วผิดปกติ ที่จริงผมเริ่มระแคะระคายถึงความแปรปรวนมาร่วมปี แล้ว เพียงไม่คาดคิดว่ามันจะฝังราก เบียดเบียนผมหนักหน่วงขนาดนี้ หลายเช้าแล้ว ที่ผมพยายามให้ทุกนาทีภายหลังสะดุ้งตื่นผิดเวลามัน มีคุณค่าขึ้น ด้วยการถือถ้วยชาร้อนมานั่งลงหลังโต๊ะทํางาน พลิกสมุดบัญชี ร้านอาหาร สต็อกคุมของสด รายรับ-รายจ่าย หรือแม้แต่ใบความคิดเห็น ของลูกค้า หากยังพอมีเวลาเหลือ ผมอาจหยิบนวนิยายที่อ่านค้างมาเปิด


7

อ่านต่อ หรือกางหนังสือพิมพ์ฉบับลงวันที่วันนี้ ซึ่งร้านหนังสือเอามาส่ง ตั้งแต่สายๆ วานแล้ว คิดๆ ก็อดตั้งคําถามไม่ได้... ทุกวันนี้เราอ่านหนังสือพิมพ์ ดูทีวี เปิด อินเทอร์เน็ต กระเหี้ยนกระหือรือข่าวสารของอนาคต ด้วยรอบตัวเราเนือง แน่นด้วยสื่อหลากหลาย ผู้คนในสังคมต่างเบียดเสียดกันด้วยการแข่งขันไม่ รู้จบ ขณะเส้นชัยที่คล้ายถูกผลักให้ห่างออกไปทุกที ความรู้แค่ ‘ปัจจุบัน’ จึงกลายเป็นความไม่ทันการณ์ ‘พรุ่งนี้’ เป็นสิ่งที่เราต้องรู้ล่วงหน้า รู้ก่อน รู้กว่า เพื่อให้ก้าวเร็วขึ้น แซงหน้าเกินใครๆ แต่บ่อยไป ข่าวสารที่เรารับรู้ จากสารพัดสื่อ ไม่ได้ช่วยให้เราอุ่นใจ สุขใจ รู้เท่าทันอย่างถ่องแท้ เพราะ มันยิ่งบีบเร่งเราให้รีบรน หดหู่ หวาดระแวง หลงเชื่ออย่างผิดๆ บางที...นวนิยายดีดีสักเรื่อง ซึ่งเราตระหนักดีว่าเป็น ‘เรื่องแต่ง’ อาจเปิดหูเปิดตา เปิดหน้าต่างจินตนาการ พร้อมๆ กับจรรโลงจิตใจให้ สู ง ขึ้ น ยิ่ ง กว่ า ข่ า วสารที่ เ ป่ า หู เ รา หลอนตาเราให้ ไ ขว้ เ ขว ว่ า มั น คื อ ‘ข้อเท็จจริง’ เสียด้วยซ้ํา เช้านี้เช่นกัน ภายหลังสะดุ้งตื่น นอนจ้องเพดานห้องสลัวๆ มองเงา กิ่งใบจําปีจากนอกหน้าต่างที่ทอดทาบ ไม่นานผมก็กระเด้งลุกจากเตียง พร้อมกับตัวเลขบนหน้าปัดนาฬิกา 4.04 น. ชงชาบัวมานั่งโต๊ะทํางาน ตรวจบัญชีและเอกสารต่างๆ เสร็จ ก็เอี้ยวตัวหยิบนวนิยายจากชั้นหนังสือ มาอ่านต่อในหน้าที่คั่นไว้ อากาศเย็นสบายของปลายฝนต้นหนาวแต่งตัวให้เช้านี้สดชื่น เอื้อให้ เกิดสมาธิ กว่าผมจะเงยหน้าจากเรื่องราวในอักษร ฟ้าก็เริ่มสาง ผมพับปิด หนังสือ เก็บคืนชั้น ลุกไปผลัดเสื้อผ้าเป็นกางเกงยีนส์ เชิ้ตแขนยาว รองเท้าผ้าใบคู่เก่ง กับหมวกตอกไผ่สานปีกกว้าง…ได้เวลาไปสวนแล้วล่ะ


8

สวนผมอยู่ อํา เภอแม่ ริม ห่ า งจากตัว เมือ งเชีย งใหม่ร าวยี่สิ บ นาที ภายในพื้นที่ 5 ไร่ ที่แยกจากทางหลวงเข้าไปอีก 3 กิโลเมตร ผมปลูกไม้ ดอกหลากชนิด มีทั้งลั่นทม พวงชมพู เข็ม ชบา ขจร อัญชัน กุหลาบ ไม้ผล ก็มีส้มโอ มะนาว ฝรั่ง มะละกอ ประเภทพืชผักก็หลากหลาย เช่น ชะพลู สะระแหน่ ผักชีฝรั่ง ต้นหอม แค โสน ผมกับคนงานจะเก็บผักและดอกไม้ สดๆ ทุกเช้า เพื่อนํามาเป็นส่วนประกอบหลักในการปรุงอาหารของร้าน ส่วนพวกกะหล่ําม่วง ผักกาดแก้ว และผักอื่นๆ อีกสองสามชนิด ผมซื้อจาก สวนของเพื่อนซึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน ก่อนออกบ้าน ผมแวะห้องนอนเก่าของย่าที่อยู่ติดกัน กราบรูปท่าน อย่างเคยปฏิบัติ แล้วคว้ากุญแจรถกระบะจากชามกระเบื้องบนเคาน์เตอร์ เข้าไปสตาร์ทอุ่นเครื่องยนต์ในโรงรถหลังร้าน สักครู่ก็ขับผ่านประตูรั้ว ระแนงโปร่งตา มีป้ายไม้แผ่นใหญ่แขวนไว้ ‘เฮือนดอกไม้’ น้ํา “อย่าทําอย่างงั้นเลยคุณ ใจเย็นๆ นะครับ” ชายแปลกหน้าคนนั้นยังไม่ลดละความพยายาม เป็นความหวังดีที่ เข้าข่ายยุ่งเรื่องชาวบ้าน ส่วนฉันก็ถือคติ ‘ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ’ จึงแปลงร่าง เป็นเด็กหญิงขี้แย เอาแต่ใจ ใช้มือเช็ดหน้าตาไม่หยุด สุดท้ายเลยปล่อยโฮ ออกมาเสียงดัง ขณะชายคนนั้นรีบยื้อข้อมือฉันเอาไว้ ผู้โดยสารทั้งลําคง หันมามองเป็นตาเดียวแน่ๆ “คุณครับ หยุดเถอะ ร้องไห้ทําไม อย่าร้องเลย...นิ่งเถอะครับ” “เขาหลอกฉัน คุณรู้มั้ย...เขาหลอกฉัน”


9

ถ้าไม่เพราะองค์ลง ก็ผีเครื่องบินเข้าสิง ฉันถึงปากสว่างกับคนแปลก หน้าอย่างนั้น “ครั บ ... ครั บ ” เขาเออออ เพี ย รใช้ ผ้ า เช็ ด หน้ า ซั บ แก้ ม ฉั น เบาๆ เหมือนคนสนิทสนมกัน ทั้งๆ ที่ฉันอุตสาหะแสดงบทโศกาอาดูรต่อไป “เราเป็นแฟนกันตั้งแต่มหา’ลัย เขาทํากับฉันอย่างงี้ได้ไง? ทําได้ไง! หัวใจเขาทําด้วยอะไร?!” “ครับ... ครับ” เขาถูหลังมือฉันเป็นเชิงปลอบ ฉันคลั่งและร้องไห้ออกมาอีก...อีก...และอีก ไม่อายสายตาใคร แอร์ โ ฮสเตสหน้ า ฉ่ํ า โบ๊ ะ นางหนึ่ ง นวยนาดเข้ า มาถามให้ ค วาม ช่วยเหลือ ฉันเห็นนะ หล่อนพูดกับฉัน แต่ตาระยิบระยับของหล่อนชํา เหลืองไปที่ใบหน้าหล่อๆ ของผู้ชายที่กําลังกุมมือฉันอยู่ “มีอะไรให้ช่วยรึเปล่าคะ” หล่อนดัดเสียงหวาน หูหาเรื่องของฉันคล้ายได้ยินว่า ‘อีอ้วนคนนี้มันรบกวนอะไรคุณรึ เปล่าคะ’ ไป๊...ไปให้พ้นนะนังหน้าสวย อย่ามายุ่งกับช้านนนน! ฉันร้องกรี๊ดๆ ในใจ แล้วอะไรบางอย่าง ก็ดลให้ฉันผวาซบอกผู้ชายแปลกหน้า “เขาหลอกฉันมาตลอด! หลอกฉัน...เขาหลอกช้าน” ฉันฟูมฟาย ซุกหน้าเละๆ กับอกเสื้อแจ๊คเก้ตสีครีมของเขา แล้วคร่ํา ครวญต่ออีกชุดใหญ่ นานแค่ไหนไม่ทราบได้ กว่าอาการฟูมฟายของฉันจะบรรเทาสู่ภาวะ ปกติ เผยอหน้าจากอกเขาด้วยยิ้มแห้งๆ เขาไม่วายพลิกด้านสะอาดของ ผ้าเช็ดหน้าผืนเดิม ซับแก้มฉันอย่างบรรจง แต่พอสายตาฉันสบกับคราบ น้ําลาย น้ําตา และช็อกโกแลตที่เปื้อนเสื้อเขา ใจก็หล่นตุ้บ


10

ตายแล้ ว ! นอกจากชีวิ ตพัง งานพั ง ความรั ก พัง ฉั นยัง ทํา แจ๊ ค เก้ ตของใครก็ไม่รู้พังอีก...ตาย ตาย ตาย! ผ้าเนื้อดี ตัดเย็บประณีต ดูปราด เดียวก็รู้ว่าแบรนด์เนม นี่ฉันทําอะไรลงไป ฮือ ฮือ...อยากต๊าย ฉันอยากตาย!


11

2 ปรัชญ์ คนงานที่จ้างไว้ประจําสวน ช่วยกันขนตะกร้าบรรจุดอกไม้และผัก สดใส่ท้ายกระบะเรียบร้อย จึงหมดงานเร่งด่วนประจําวัน ผมเคลื่อนรถออกจากสวน ราวสองร้อยเมตรก็แวะรับผักจากสวน ใกล้ๆ กัน ซึ่งคนงานบรรจุลงตะกร้าไว้รอเหมือนเช่นทุกเช้าแล้ว “กะว่าเที่ยงๆ จะไปฝากท้องที่ร้านแก” อธิคม เจ้าของสวนทักทาย “ไปสิ พาเพ็ญไปด้วย” “พาไปทําไม” เจ้าคมว่าเสียงดัง “เกะกะ” “เดี๋ยวได้ยิน ก็งานเข้าหรอก” “คุณเธออยู่บ้าน ฉันไม่เคยพามาสวนด้วยซะหน่อย” “จะที่ไหนก็เถอะ กําแพงมีหูประตูมีตา เมียแกอาจมีกองสอดแนม อยู่ในกลุ่มคนงานก็ได้” ผมไซโค เจ้าคมเหลียววอกแวก “จริงสิ แกพูดถูก มิน่า...ฉันคุยโทรศัพท์กับ ใคร เรื่องอะไร แม่งเสือกรู้หมด อย่าให้กูจับได้นะโว้ย!” เพื่อนของผมหัน ไปตะโกนใส่คนงานที่กําลังขนผัก “ใครเป็นไส้ศึกให้เมียกู กูเตะโด่งออก สวนแน่!”


12

“เฮ้ย...ไอ้หอกทู่ แทนที่จะพิจารณาตัวเอง กลับพาลใส่ลูกน้อง ถ้า แกไม่เสือกตะกุยตะกายหากิ๊ก เพ็ญเขาก็ไม่วุ่นวายกับแกหรอก” “แกยังไม่แต่งงาน ไม่ซึ้งหรอกคําว่า เบื่อแบบโคตรๆ มันเป็นไง” “ยื่นมือให้เขาใส่กุญแจเอง แกจะโทษใคร” “ขืนไม่แต่งสิ พ่อตาได้ยิงหัวฉันกระจุย แต่รู้งี้น่าจะเสี่ยงดู ทุกวันนี้ไม่ ตายก็เหมือนตายทั้งเป็น” เจ้าคมทําหน้าเพลีย “สมน้ําหน้า กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมคืนสนอง” “เอ๊อ...ไอ้โสด! ทําปากดีไปเถอะแก เผลอคะมําตกหลุมใครเข้า ฉัน จะหัวเราะให้ตับปลิ้น” ผมหัวเราะให้กับน้ําเสียงใส่อารมณ์เต็มที่ของเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ เจ้ า คมกั บ ผมคบกั น ตั้ ง แต่ ตั ว กะเปี๊ ย ก ด้ ว ยมี ส วนใกล้ กั น เ���ี ย น โรงเรียนเดียวกัน แต่มันแก่แดดกว่าผมเยอะ จึงได้เมียตั้งแต่ไม่พ้นกางเกง ขาสั้น เมียมันชื่อเพ็ญพร มีลูกด้วยกันสองคน คนโตเรียนมหาวิทยาลัย คน เล็กเพิ่งประถม เจ้าคมมักอ้างเสมอ ได้เมียเพราะเมา ถึงอย่างนั้นมันก็ยัง ทํามึน แผลงฤทธิ์เจ้าชู้ไม่เลิก ทุกวันนี้แอบเลี้ยงผู้หญิงไว้คนหนึ่ง เคยพามา กินข้าวที่ร้านผมสองหน แถมยังแนะนําอย่างภูมิอกภูมิใจเหลือเกิน ผักขึ้นรถเสร็จ ผมนั่งประจําที่คนขับ “เที่ยงนี้ไปแน่ใช่มั้ย ฉันจะได้สํารองโต๊ะไว้ให้” ผมถาม “ชัวร์เพื่อน” อธิคมตะโกน “กินข้าวเสร็จก็ไปกินตับ ฮะฮ่าฮ่า...” ผมโบกมือให้ความทะลึ่งของมัน ก่อนเร่งเครื่องออกจากสวน ขับไป ตามเส้ น ทางเดิ ม ๆ บรรยากาศเดิ ม ๆ เพื่ อ กลั บ ไปสาละวนกั บ กิ จ วั ต ร วนเวียนเช่นเดิม มิใช่เบื่อหน่ายจนต้องก่นครวญหรอก บางทีผมก็อยาก หลุ ด พ้ น จากความวุ่ น วายที่ ใ ครๆ คอยสรรหามาให้รั บ รู้ แก้ ไ ข แล้ ว ยั ง


13

ปัญหารายวันภายในร้านอีก ผมแค่อยากทําอะไรตามใจตัวเอง ใช้เหตุผล น้อยลงบ้าง...ก็เท่านั้น ถึ ง อย่ า งนั้ น ผมก็ ไ ม่ ส ามารถแจกแจงหั ว ใจได้ . ..สิ่ ง ใดคื อ สิ่ ง ที่ ผ ม ปรารถนาที่สุด? น้ํา เข็นกระเป๋ามายืนรอนายดินตรงประตูผู้โดยสารขาเข้าร่วมสิบห้า นาทีแล้ว ยังไม่เห็นแม้กระผีกเงาของน้องชายตัวดี เมื่อวานก็โทรศัพท์บอก แล้ว ไอคิวไม่ติดลบ น่าจะมีสมองส่วนของความจํา และคะเนเวลาเครื่อง ลงได้ แล้วดูมันทํา ปล่อยพี่สาวแสนสวยอย่างฉันให้ยืนแกร่วได้ไง...อย่างงี้ มันต้องจัดการ! ฉันกดโทรศัพท์ทันที ท่อนฮุคเพลงดังบรรเลงให้รอสาย ดังวนสอง รอบจึงมีเสียงตอบรับ “ว่าไงเจ๊” “แกอยู่ไหนนายดิน?” “แม่แตงฮะ” “แม่แตง! ไปไถนาที่นั่นรึไง” “แหม...เจ๊ ผมไม่ใช่เจ้าทุยนะ” “ส่องกระจกบ้างจะได้รู้ว่าเขาแกยาวแค่ไหน” “โหย...แรง ว่าแต่โทร.หาเนี่ย มีไรปะเจ๊” “นี่แกแกล้งโง่ หรือโง่จริงๆ ฉันยืนขาแข็งอยู่แอร์พอร์ตตั้งชาตินึง แล้วนะ” “เจ๊ไปทําอะไรที่นั่นล่ะ นัดกิ๊กไว้เหรอ”


14

“ฉันมาถึงเชียงใหม่แล้ว แล้วแกก็ต้องมารับฉันเดี๋ยวนี้” ฉันตะคอก “ชิบโหง! ลืมสนิท” “สั่งอะไรไม่เคยใส่ใจ โอ๊ย...จะบ้าตาย ฉันให้เวลาแกสิบนาที” “โธ่...เจ๊ เหยียบสองร้อยยั งไม่พ้นเขตอําเภอแม่แตงด้วยซ้ํา ครึ่ง ชั่วโมงนะเจ๊” “ความรับผิดชอบน่ะมีมั้ย!” “มี แต่ของมันลืมกันได้ เจ๊นั่งจิบคาปูชิโนเย็นๆ รอนะจ๊ะ หมดแก้วก็ พอดีได้เห็นหน้าหล่อๆ ของน้องชายเจ๊แน่นอน” เสียงหนุ่มสาวโหวกเหวกดังแทรกในสาย “แกทําอะไรอยู่น่ะ” “ดริ๊งค์กับเพื่อนๆ ฮะ เรามาเที่ยวเขื่อนแม่งัดกัน บรรยากาศสุดยอด เลยเจ๊ มีเรือหางยาวพาเที่ยว หรือจะค้างแรมก็ได้นะ เขามีแพเป็นหลังๆ ให้เช่า แล้วยัง...” “พอๆ ไม่ต้องสาธยาย” ฉันตัดบท “สตาร์ทรถขับออกมาเลย ให้ไว ฉันอยากฆ่าแกจริงๆ” ฉันวางสายฉับ ผลักรถเข็นไปข้างหน้า หมายหาที่นั่งในร้านกาแฟ แถวๆ นั้น แต่ผู้ชายคนหนึ่งยืนยิ้มขวางทางเอาไว้เสียก่อน “รอคนที่บ้านมารับเหรอครับ” “เอ่อ...ค่ะ” ฉันยิ้มแหยให้เขา ก็เขาคนเดียวกับที่ฉันซุกหน้าร้องห่ม ร้องไห้ขี้มูกโป่งใส่แจ๊คเก้ตแสนแพงนั่นแหละ ดูสิ...คราบช็อกโกแลตยังแห้ง กรังติดเสื้ออยู่เลย จะซักออกไหมนั่น “ขอโทษครับที่เสียมารยาท เมื่อครู่บังเอิญได้ยินว่าคนที่จะมารับยัง อยู่แม่แตง” “อ๋อ...ค่ะ น้องชายดิฉันเอง”


15

“ห่างจากตัวเมืองเกือบๆ 40 กิโลเมตรเชียวนะครับ” “ค่ะ เขากําลังรีบมา” “บ้านคุณอยู่แถวไหนครับ” “หมู่ บ้า นเจ็ ด ยอดค่ ะ” บอกไปแล้ ว ถึ ง รู้ตัว ว่า ไม่ ควร ถ้า เขาเป็ น ฆาตกรโรคจิตละก็ ไทยรัฐได้ลงข่าวฉันแน่ “ทางผ่านบ้านผมพอดี” เขายิ้มกว้าง เหมือนได้โอกาสทอง “เอางี้ ไหมครับ ให้ผมไปส่งคุณ” เอาไงดีล่ะ คิดสิคิด คิดๆๆๆ “เอ่อ...อย่าเลยค่ะ เกรงใจ ฉันไม่ควรรบกวนคุณอีก แค่นี้ก็ขายหน้า จะแย่แล้ว” “อย่าคิดมากเลย ผมเต็มใจ” “แต่...” ฉันอิดออด ทั้งที่ใจอ่อนตั้งแต่เห็นรอยยิ้มเขาแล้ว “เรายังไม่ รู้จักกันด้วยซ้ํา” เขายิ้มโชว์เขี้ยวเสน่ห์ละลายใจหญิง “ผมสุดเขตครับ แล้วคุณ…” สุดเขตเหรอ...ชื่อคุ้นๆ นะ แต่ไม่ว่าเขาจะชื่อสุดเขต สุดขอบฟ้า หรือ สุดหัวใจ เขาก็สมาร์ทสุดสุด ...กรี๊ด!! ฉันยิ้มตอบ ปั้นท่าให้ดูสวยใสไร้เดียงสา แล้วแนะนําตัวบ้าง “น้ํา ค่ะ” “ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณน้ํา” เขาส่งมือมาให้ฉันเช็คแฮนด์ “เห็นมั้ย... เรารู้จักกันแล้ว” เราหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ขณะมือเรายังจับกันแช่อยู่นานเกือบสิบ วินาที ว้าว...มือนุ่ม สะอาด ดูเถอะ มืออวบอูมของฉันดูเรียวเล็กลงไปถนัด


16

“ไปครับ รถผมจอดทางนี้” เขาเอ่ย ช่วยเข็นกระเป๋าให้ สุภาพบุรุษมาก....กดไลค์ให้ร้อยครั้งค่ะ ฉันเดินตามเขาต้อยๆ เหมือนต้องมนตรา และตลอดระยะทางจาก สนามบินถึงบ้าน เขาก็ชวนคุยอย่างคนอัธยาศัยดี ซึ่งตอนฉันบอกว่าทํางาน ธนาคารสยาม เพิ่งขอย้ายมาประจําสาขาประตูท่าแพ สีหน้าเขาดูตื่นเต้น มาก “จริงเหรอฮะ” เขาเลิกคิ้ว “ค่ะ ดิฉันขอย้ายมาเอง” “ทําไมครับ ย้ายข้ามจังหวัดแบบนี้ ต้องมีเหตุไม่ปกติแน่ๆ สาขาเดิม มีเรื่องอะไรให้ชวนอึดอัดรึเปล่า” “ก็...ไม่เชิงค่ะ ไม่เกี่ยวกับงาน” “งั้นก็เป็นเรื่องส่วนตัว เอ่อ...ขอโทษครับที่ละลาบละล้วง” “ไม่ค่ะ...ไม่เป็นไร ที่เห็นอาการผีเข้าบนเครื่อง คุณคงเดาได้แล้วล่ะ ดิฉันย้ายหนีใครบางคนมา หึๆๆ” ฉันบอกความจริง แสร้งหัวเราะกลบ เกลื่อนความยุ่งยากใจ “ทําอะไรโง่ๆ เหมือนเด็กเลยนะ...คุณว่ามั้ย?” “เหตุผลของคนเรามีที่มาที่ไปต่างกัน อาจดูกระจิริดในสายตาบาง คน แต่สําหรับอีกคนอาจหนักอึ้ง เสียจนรับไม่ไหว” ฉันสบตาเขาตรงๆ นับแต่บนเครื่องจนถึงนาทีนี้ ผู้ชายคนนี้เพียร สร้างความประทับใจให้ฉันหลายดอกแล้ว คนอะไร...สุภาพ อบอุ่น พูดจา เป็นหลักการ แถมยังหล่อซะ ฝันกลางวันแน่ๆ เฮ้อ...ตื่นเถอะยายน้ํา ตื่นๆๆ ความสมบูรณ์แบบไม่มีในโลก คุณสมบัติครบเครื่องขนาดนี้ ถ้าไม่มี เมียน่ารักๆ กับลูกอีกสอง ก็มีแฟนสวยระดับมีสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส แล้วคง


17

มีสาวน้อยสาวใหญ่เข้าแถวรอสมัครเป็นกิ๊ก ด้วยความเต็มอกเต็มใจอีกสาม แถวครึ่ง “ดิฉันหนีมาเหมือนคนขี้ขลาด ไม่กล้าเผชิญปัญหา” ฉันพยายามฉุดใจให้อยู่กับเนื้อกับตัว “การเผชิญหน้าไม่ใช่หนทางเดียวที่แก้ปัญหาได้หรอกครับ หรือถ้า แสร้งแสดงให้ใครเห็นว่าเรากล้าหาญ ยิ่งไม่เข้าท่า เดินออกมาแล้วนิ่งๆ กับ สิ่งแวดล้อมใหม่ๆ อาจทําให้เราลุกได้เร็วขึ้น เข้มแข็งขึ้นก็ได้” ฉันมองเขาอย่างชื่นชม พร้อมๆ กับพยายามควบคุมความตื่นเต้น เอาไว้ เย็นไว้ยายน้ํา ยังไงเจ็บแล้วต้องจํา ไอ้ที่ระเห็จมาถึงนี่เพราะอะไร... ไม่ใช่เพราะผู้ชายที่เปลือกดูดีเลิศหรอกหรือ สิ่งที่เห็นอาจซับซ้อนกว่าที่คิด เขาอาจเป็นผู้ชายที่เที่ยวทําดีกับใคร ต่ อ ใครไปทั่ ว ตามนิ สั ย ที่ ถู ก ปลู ก ฝั ง มาดี ที่ จ ริ ง มั น ไม่ มี ค วามหมายใดๆ สําหรับเขาเกินกว่ามารยาท แล้วบางทีเขาอาจไม่ ‘แมน’ อยากที่ตาเห็นก็ ย่อมได้ ต่อให้ฉันสวยหยาดฟ้ามาดิน หุ่นเอ๊กซ์พอๆ กับอั้ม-พัชราภา เขาคง ไม่รู้สึกรู้สาอะไร ศตวรรษที่ 21 เห็นผู้ชายอกสามศอกเดินอาดๆ เกลื่อนถนน บ่อยไป ที่เ ป็นแค่ ‘ร่างทรง’ ของเก้งกวางนางแอบ ที่ชอบเล่นซ่อนหาในไม้ป่า เดียวกัน ยี้...ขอสาปส่ง!


18

3


19

บุ๋ม กระแสสุขฉ่ําในหัวใจทันที เมื่อรู้ว่าจะได้พ���กับยายน้ํา ได้พร้อมหน้า พร้อมตาสามเพื่อนซี้ กินข้าว เม้าท์มอย หยอกเย้า เหมือนเราได้ย้อนกลับ ไปวันวาน วันที่เราเคยเป็นหนุ่มสาวหน้าใส วันนี้เราต่างเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ไม่ต่างจากผีเสื้อออกจากเปลือกดักแด้ เราต้องบินเผชิญโลกกว้าง ต้องหาอาหารประทังชีวิต ต้องสืบเผ่าพันธุ์ มี ภาระหน้าที่ร้อยแปด กิจกรรมภาคบังคับเหล่านี้เอง ที่ชักพาเราให้ผจญกับ เรื่องราวร้ายดีนับไม่ถ้วน แต่งแต้มสีสันและลวดลายปีกที่เคยไร้เดียงสา ของเรา ให้กลายเป็นตัวเราในปัจจุบัน วันนี้ฉันกลายเป็นแม่ม่ายลูกติด ใช้ชีวิตสุดเหวี่ยง ไม่แคร์หน้าอินทร์ หน้าพรหม ทั้งการงานและเรื่องส่วนตัว แน่ละ...ฉันเคยเป็นสาวน้อยใสซื่อ เคยเชื่อในอานุภาพของความรักและปาฏิหาริย์ แต่นาทีนี้ฉันไม่เชื่ออะไร มากไปกว่าความคิดของตัวเอง และสัญชาตญาณ ฉันก้าวเท้าออกจากห้องน้ํา เดชยังเอกเขนกสูบบุหรี่อยู่บนเตียง ผ้า ห่มแพรผืนบางเลื่อนลุ่ยคลุมเพียงท่อนล่างเปลือยเปล่าของเขาเอาไว้ “ลุกแต่งตัวเถอะ ฉันมีนัด” ฉันบอกเขาด้วยน้ําเสียงแกมสั่ง “นัดใครไว้” “เพื่อน” “เพื่อน...หรือผู้ชาย?” ฉันหันขวับ ขณะสอดสองแขนเข้ากับสายบรา “ผู้หญิงหนึ่ง กะเทย หนึ่ง” “ผมรู้จักมั้ย”


20

“เหตุผลอะไรที่คุณต้องรู้จัก” “ไปด้วยสิ” “ไม่ได้” “ทําไม” “ไม่ได้ก็แปลว่า...ไม่ได้ เราไปกันแต่เพื่อนสนิท” “ผมก็สนิทกับบุ๋ม” ฉันชะงักมือที่กําลังรื้อหาชุดในตู้เสื้อผ้าแบบฝังในผนัง “คุณไม่ใช่ เพื่อน แต่เป็นผู้ชายที่ฉันนอนด้วย” “ผมมีค่ากับบุ๋มแค่นี้เองเหรอ” เขาแหว “แค่นี้ก็มากพอแล้ว” ฉัน โต้ ก ลั บ เฉยเมย หยิ บ เดรสสั้ น สี เ ลื อ ดนกออกมาสวมจากด้ า น ศีรษะ ปล่อยให้เนื้อผ้าพลิ้วนุ่มไหลลู่ลงตามสรีระที่ได้รับการประทินดูแล อย่างดีเยี่ยม ทั้งด้วยวิธีการควบคุมอาหาร เครื่องสําอางราคาแพง ด้วยคม มีดและปลายเข็มของวิทยาการศัลยกรรม ทั้งหมดทําให้ฉันเพริศพริ้งอย่าง มั่นใจ ผยองในอํานาจความงามที่ผู้หญิงน้อยคนจะมีเสมอ ด้วยอํานาจนี้เอง ที่ฉันใช้สยบผู้ชายมากหน้าให้หมอบราบแทบเท้า... ไม่ต่างจากสุนัขเชื่องๆ “เราคบหากันมาเป็นปีแล้วนะ” เดชขยี้ก้นบุหรี่ “แล้วคุณต้องการอะไร” “เราไม่เคยไปไหนด้วยกันสองต่อสองเลย” “หนก่อนก็ไปฮ่องกง” “ผมต้องประชุมทั้งวัน บุ๋มก็ไปเรื่องธุรกิจ”


21

“แต่ เ ราก็ เ จอกั น ” ฉั น เอี ย งหน้ า หากระจกโต๊ ะ เครื่ อ งแป้ ง แต้ ม ลิปสติก ปัดขนตาอย่างเชี่ยวชาญ “อยู่แต่บนเตียงในโรงแรม” เดชยังไม่ยอมจบเรื่องที่ฉันรําคาญที่สุด ใครก็ตามที่ต้องการคบหากับฉัน อยากพบกันในครั้งต่อไป จะต้อง ไม่เซ้าซี้ให้ฉันอยู่หรือไป หรือพบกันในเวลาและสถานที่ที่ฉันไม่มีความ ปรารถนาจะไป ฉันต้องเป็นคนกําหนด คุมเกม และต้องเป็นเกมที่ฉัน อยากเล่นเท่านั้น “ก็ บ นเตี ย งนั่ น แหละเหมาะที่ สุ ด ที่ เ ราควรเจอกั น ” ฉั น โพล่ ง หงุดหงิด “รีบลุกแต่งตัวซะที จะได้ลงไปพร้อมกัน” “หัวใจคุณทําด้วยอะไร?” เดชกระแทกเสียง ก้าวลงจากเตียง คว้า กางเกงชั้นในที่ม้วนกองบนพื้นมาคลี่สวม ฉันเปิดตู้เก็บรองเท้า หยิบสีดําแบบมีสายรัดข้อเท้าโยนลงบนพื้น สอดปลายเท้าที่ทาสีเคลือบเล็บอย่างประณีต โน้มกายผูกสาย แล้วหันไป สํารวจความเรียบร้อยตรงหน้ากระจกเงายาวเต็มตัว ฉันปรายตาผ่านกระจก มองผู้ชายที่เพิ่งร่วมรักกันเมื่อครู่ เขากําลัง ติดตะขอกางเกงสแล็คส์ คาดสายเข็มขัด ท่าทีฉุนเฉียว หน้าตาแดงก่ํา เห็นแล้วอดขําไม่ได้ ผู้ชาย!...จะอายุเท่าไหร่ ตําแหน่งการงานสูงแค่ ไหน เวลาอยู่ลับตาผู้คนและบริวาร กิริยา สันดานก็ไม่ต่างจากเด็กชายห้า ขวบ ถูกใครขัดใจ หรือโดนดุว่านิดๆ หน่อยๆ ก็กระฟัดกระเฟียด เขาฉวยเสื้อกล้ามที่พาดกับพนักเก้าอี้มาสวม ก่อนทับด้วยเชิ้ตแขน ยาวสีขาว รูปร่างเขายังดีพอใช้ สมวัยสี่สิบต้นๆ ผิวขาวสะอาด มีพุงนิดๆ ลีลาบนเตียงก็อยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ ไม่ถึงกับ A ก็พอหลิ่วตาให้ B+ ไหว แต่ฉัน


22

มันคนประเภทเบื่อง่าย ยังไงเขาก็จัดอยู่ในสต๊อคของเก่าเตรียมโละ คบกัน มากี่เดือนแล้วล่ะ แตะๆ ปีแล้วมั้ง จําได้ว่าฉันพบเดชโดยบังเอิญในงานมอเตอร์โชว์ ขณะยืนพิจารณา รถคันเดียวกัน ฉันเงยหน้าขึ้นก็เห็นชายร่างสูงคนหนึ่ง สวมสูทเรียบกริบ ผมตัดสั้นสุภาพแบบผู้บริหารทั่วไป แว่นตากรอบทองไม่อาจบดบังดวงตา คมๆ ฉายแววเจ้ า ชู้ ก รุ้ ม กริ่ ม ของเขาได้ ฉั น ยิ้ ม ให้ เ ขา เขายิ้ ม ตอบ บท สนทนาง่ายๆ จึงเริ่มต้น แนะนําตัวกัน ต่อด้วยคําถามทั่วไป...งานสนุกไหม รถรุ่นใดที่หมายตา จากนี้จะไปไหนต่อ กระทั่งชวนกันหาที่นั่งจิบกาแฟ แล้วคนสองคนคุยกัน ถูกคอกัน สบตากัน และจบลงที่คอนโนมิเนียมของ ฉัน ไม่มีเหนียมอาย ไม่มีพิธีรีตอง ไม่ต้องเปลืองสมองให้ศีลธรรมข้อไหน แค่ปล่อยมันให้เป็นไปตามสัญชาตญาณเรียกร้อง แค่ผู้หญิงกับผู้ชายแปลกหน้าคู่หนึ่งที่ขึ้นเตียงด้วยกันอย่างยินยอม พร้อมใจ...ก็แค่นั้น หลายเดือนเต็มทีที่นิยายพิศวาสระหว่างฉันกับเดชยังอ้อยอิ่ง ไม่ถึง ตอนอวสานเสียที ฉันไม่คิดพิรี้พิไร แต่เป็นเขาที่ไม่ยอมให้มันจบ ซ้ํายังร่ํา ร้องให้เพิ่มฉากตอนระหว่างเรา เปลี่ยนบท ‘ชู้รัก’ ให้พัฒนาเป็น ‘คนรัก’ แม้รู้ทั้งรู้ ฉันไม่ได้มีเขาเพียงคนเดียว ผู้ชายทุกคนที่ฉันพัวพันล้วนมีอายุ ความสัมพันธ์แสนสั้น หมดความตื่นเต้นก็เลิกรา จะให้ฉันเลิกกับคนอื่นๆ แล้วหยุดอยู่กับเขา ในฐานะเมียน้อยผู้จงรักภักดีเหมือนหมาเฝ้าบ้านงั้น เหรอ ฝันกลางวันไปเถอะ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ไม่ใช่แนวทางของฉันแน่ ผู้หญิงรักสนุกอย่างฉัน มีปรารถนาตื้นๆ แค่เกมกามบนเตียง ฉันไม่ พิสมัยเป็นทั้งฝ่ายถูกรุกล้ํา หรือฝ่ายระรานยื้อแย่งคนของใครมาผูกขาด เป็นของตัว ลูกผัวใครก็ดแู ลกันไปสิ ฉันไม่คิดก้าวก่าย


23

หิวก็กิน สุขก็อยู่ ทุกข์ก็เดินออกมา...นั่นแหละฉัน จะไม่ยอมกลับไป เป็นสาวน้อยงมงายแบบเดิมอีก ฉันโง่กับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ มามากพอแล้ว! แต่งตัวเสร็จ ออกห้องมายืนรอลิฟต์ ต่างคนต่างเงียบ เดชคงมีเรื่อง อยากพูดกับฉันมากมาย คงเดือดพล่านในอกราวภูเขาไฟที่เร่าๆ จะปะทุ ส่วนฉันไม่มีอะไรพูด ฉันเบื่อการพูดซ้ําพูดซาก เรื่องนี้เราเคยทําความ เข้าใจกันแล้วแต่ต้น ขืนรบเร้าไม่ฟังกัน เขาอาจไม่ได้พบฉันอีกเลย ประตูลิฟต์เลื่อนเปิด ฉันก้าวเข้าไป เขาตามมายืนข้างๆ หน้าตาบอกบุญไม่รับ ภายในห้องลิฟต์ มีครอบครัวชาวญี่ปุ่นใช้อยู่ก่อน ชายวัยกลางคน ตัว เตี้ย ค้อ มศี ร ษะทัก ทาย ผู้ ห ญิ ง ที่ ยิ้ม ให้ฉั น คงเป็ น ภรรยาเขา รูป ร่ า ง หล่อนผอมแห้ง ผิวขาวซีดอย่างกับกระดาษ ลูกชายสองคนหน้าตาโขกจาก พ่อเป๊ะ ประตูลิฟต์เปิดอีกครั้งตรงชั้น G ฉัน ค้ อ มศี ร ษะอํ า ลาครอบครั ว ชาวญี่ ปุ่ น มองพวกเขาผลั ก ประตู กระจก ตรงไปยังรถ เด็กๆ กระโดดโลดเต้น เบิกบาน “เราจะพบกันอีกเมื่อไหร่” เดชถามห้วนๆ ฉันก้าวเท้าเรื่อยๆ กระทั่งถึงรถที่จอด “แล้วฉันจะโทร.หาคุณเอง” “ผมเป็นลําดับที่เท่าไหร่” เกลียดน้ําเสียงแบบนี้ที่สุด เรียกร้องความสนใจ ต่อว่ากรายๆ ... สุภาพบุรุษเขาไม่ทํา! ฉันแลมองเขาเพียงหางตา ขณะมือกระชากประตูรถ “ฉันไม่เคยจัดลําดับ ไม่เคยนับ เพราะมันมาก และเข้ามาใหม่แทบ ทุกวัน” ฉันเอ่ยช้าๆ ชัดๆ


24

สีหน้าเขาสลดลงอย่างเห็นได้ชัด “บุ๋ม...” “อะไรอีกล่ะ ฉันต้องเซ็นเอกสารที่ออฟฟิศก่อน เดี๋ยวไม่ทันนัด” “ผมขอโทษ ผมแค่...” “ถ้ายังอยากพบกัน ก็อย่าถามอะไรไม่เข้าท่าอีก” ฉันรวบรัด ก้าวขึน้ นั่งในห้องโดยสาร ขับจากไปทันที ในกระจกมองหลั ง ฉั น เห็ น เดชยั ง ยื น ซึ ม กะทื อ อยู่ ที่ เ ดิ ม พ้ น จาก คอนโดมิเนียมไม่ถึงห้านาที โทรศัพท์มือถือก็ส่งสัญญาณข้อความเข้า ฉัน กดอ่าน ‘ผมขอโทษ ให้อภัยผมนะครับ’ ฉันเหยียดยิ้ม แค่นี้แหละผู้ชาย! บางคนอาจตื่นเต้นกับผู้หญิงประเภทที่ชอบเสแสร้งอ่อนแอ ใสซื่อ แบบนี้ ไ ม่ เ คย แบบนั้ น ไม่ เ ป็ น แต่ ง มารยาสาไถยให้ ดู ไ ร้ เ ดี ย งสาเข้ า ไว้ เพื่อให้ผู้ชายหลงคิดว่าความแข็งแกร่งที่เขามีช่างยิ่งใหญ่ และทําให้โลก หมุน ทว่าผู้ชายบางคนกลับลุ่มหลงความเร่าร้อน ดิบดาด การแสดงออก อย่างตรงไปตรงมาเยี่ยงสัตว์โลกตัวหนึ่งที่ซื่อสัตย์ต่อสัญชาตญาณ...ฉันคือ ผู้หญิงประเภทหลัง น้ํา แล้วผู้ชายที่เพิ่งรู้จักกันไม่กี่นาทีก็มาส่งฉันถึงบ้านจนได้ เขาชะลอรถ จอดตรงหน้าประตูรั้วเหล็กสีขาว เถาพวงชมพูผลิดอกพันเกี่ยว อ่อนหวาน “ขอบคุณมากนะคะคุณสุดเขต” “บอกแล้วไง ให้เรียกเขต”


25

“ค่ะคุณเขต” ฉันปรายตามองเขา ขัดเขินต่อความสนิทสนมที่ก่อ ตัวอย่างรวดเร็ว แม้ ค วามเป็ น เพศหญิ ง จะสั่ ง ให้ ร ะแวงระวั ง แต่ บุ ค ลิ ก นุ่ ม นวล ดู น่าเชื่อถือของเขา ทําให้ฉันกล้าเปิดใจรับมิตรภาพจากเขาง่ายดาย “ถ้าคุณเขตไม่รีบ เชิญเข้าไปดื่มกาแฟ หรือชาสักถ้วยนะคะ” ฉัน เชิญตามมารยาท ไม่ได้คิด ‘อ่อย’ เลย...จริงๆ นะ “แหม...ไม่อยากปฏิเสธเลย แต่พอดีผมมีนัดพบลูกค้า ตอนสิบเอ็ด โมงตรงครับ ต้องเตรียมเอกสารก่อนด้วยสิ” “เหรอคะ น่าเสียดาย” พอเขาปฏิเสธ ใจฉันก็แฟบ “จริงสิ...น้ํายัง ไม่ทราบเลยว่าคุณเขตทําธุรกิจอะไร” “เอาไว้ผมแนะนําตัวกับคุณน้ําอย่างเป็นทางการอีกครั้งนะครับ” “อย่างเป็นทางการเลยเหรอ” ฉันย่นคิ้ว “เอางั้นก็ได้ค่ะ” หมดปัญญาฉุดรั้งเขาไว้แล้ว ฉันจึงผลักประตู ก้าวลงจากรถ สารถี สุดหล่อช่วยยกกระเป๋าเดินทางให้ “แล้วพบกันนะครับ” เขาเอ่ยเมื่อกลับขึ้นนั่งหลังพวงมาลัย “ค่ะ” ฉันยิ้มเหงาๆ รู้สึกใจหายพิกล ความวิตกจริตที่ไม่เคยบังเกิดกับสาวมั่นแบบฉันมานานแสนนาน กําลังออกฤทธิ์อีกแล้ว เพราะฉันอาจไม่ได้พบเขาอีกชาตินี้ ก็ใครหนอช่างพูดกันจัง โอกาส กับพรหมลิขิตมักไม่เกิดซ้ําสอง แล้วเวลานี้ฉันกําลังปล่อยโอกาสให้หลุด ลอย โบกมือลาพรหมลิขิตอยู่หย็อยๆ “สดชื่นหน่อยซีครับ” เขาเยี่ยมหน้าหล่อๆ ผ่านหน้าต่าง “เชื่อผม แล้วทุกอย่างจะผ่านพ้นด้วยดี”


26

เขาตีความสีหน้าของฉันไปอีกทาง ที่เขาพูดก็ไม่ผิด...แล้วทุกอย่าง ทุกคนก็ผ่านเลยฉันไป เหมือนสาย ลมที่พัดโชยให้แช่มชื่นเพียงวูบ ไร้รูป ไร้เงา วันเวลาที่เคยใช้ร่วมกันไม่ เหลือค้างในความทรงจํา เช่นเดียวกับห้วงเวลาสั้นๆ ระหว่างฉันกับชาย แปลกหน้าคนนี้ พอเขาเลี้ยวรถตรงมุมถนน ฉันก็คงถูกลืม “ถ้ า ไม่ มี ง านเร่ ง ด่ ว น เย็ น พรุ่ ง นี้ ผ มอยากเชิ ญ คุ ณ น้ํ า ทานอาหาร ด้วยกัน รับสายผมด้วยนะครับ ผมยึดเบอร์โทร.คุณไว้เป็นตัวประกันแล้ว” ฉั น เผลอยิ้ ม ร่ า ออกมาโดยไม่ รู้ ตั ว จริ ง สิ . ..อย่ า งน้ อ ยเราก็ มี เ บอร์ โทรศัพท์ของกันและกัน สายป่านเล็กๆ เส้นนี้อาจพัฒนาเป็นความสัมพันธ์ อันแนบแน่นในอนาคต ก็เป็นได้ ใครจะรู้เนอะ “สายๆ พรุ่งนี้ผมโทร.หานะครับ” นี่เขากําลังขอเดตฉันรึเปล่า...กรี๊ดดดดด! “ค่ะ...ค่ะ ดิฉันจะรอ” ฉันโพล่งตอบออกไป สีหน้าคงปิดความรู้สึก ไม่มิด เขาโบกมือลา ท้ายรถเคลื่อนลับไปตามมุมถนนของหมู่บ้าน ฉันยืน ยิ้มค้าง ฝันกลางวันอยู่อย่างนั้นเป็นนาที ก่อนตกใจเสียงเรียกจากโทรศัพท์ “เจ๊อยู่ไหน? ผมเดินหาจนทั่วแอร์พอร์ตแล้ว” นายดินเอะอะสวนขึ้นทันทีที่ฉันรับสาย “ฉันอยู่บ้าน” “บ้าน! บ้านไหนเจ๊?” “เจ็ดยอด” “อ้าว...จะเรียกแท็กซี่ทําไมไม่โทร.บอกกัน”


27

“ไม่ ใ ช่ แ ท็ ก ซี่ แต่ บั ง เอิ ญ เจอคนรู้ จั ก เลยติ ด รถเขามา” ฉั น บอก น้องชายด้วยความสะใจ “ก็น่าโทรบอกกันหน่อย จะได้ไม่เสียเวลา” “อุ๊ย...ดิฉันลืมไปเจ้าค่ะ ขอโทษนะคะคุณธรณิน ดิฉันผิดเองที่ลืม” ฉันยั่ว “นี่เจ๊เอาคืนผมเหรอ” “ฮิฮิ...ช่าย จําไว้ วันหลังหัดมีความรับผิดชอบซะบ้าง ฮิฮิ...ฮะฮ่า” กําลังหัวเราะอร่อยเหาะอย่างผู้มีชัย สัญญาณสายเรียกซ้อนก็ดัง แทรก ฉันแหงะดูหน้าปัด “แค่นี้นะแก เพื่อนฉันโทร.มา” พอทราบว่าเป็น ใครก็ตัดบทจากน้องชายตัวดีทันที “ฮัลโหล...มายเฟรนด์” ฉันกรีดเสียงใส่ อีกสายด้วยความปีติ “แกมาถึงแล้วใช่มั้ย” “อื้อ...เพิ่งถึง แล้วก็มีเรื่องตื่นเต้นจะเล่าให้ฟังด้วยล่ะ” “เรื่องอะไร?” “เอาไว้เจอกันตัวเป็นๆ ดีกว่า” “อุ๊ย...ต้องเป็นเรื่องผู้ชายแหงๆ” “ฉลาดนะยะ...มีลูกขอตัวนึง” “อ๊าย...นังบ้า!” ยายบุ๋มเพื่อนรักของฉันร้องอย่างดัดจริต “ฉันขอ แวะเซ็นเอกสารที่ออฟฟิศก่อนนะ เสร็จปุ๊บจะแวะรับนังซีซี่ แล้วเลยไปรับ แก” “โอ.เค.เพื่อน”


28

“งั้นแกพักผ่อนก่อนเถอะ เพิ่งมาถึงเหนื่อยๆ สักสิบเอ็ดครึ่งฉันไปรับ แก อ้อ...แต่งตัวให้เริดนะยะ บ๊ายบาย” “ย่ะ...บาย” ฉันวางสาย เงยหน้าขึ้นสบตากับท้องฟ้าเชียงใหม่ จริงอย่างที่คุณสุดเขตพูด ‘สิ่งแวดล้อมใหม่ๆ อาจทําให้เราลุกได้เร็ว ขึ้น เข้มแข็งขึ้น’ เพราะนาที นี้ ฉั น รู้ สึ ก ได้ ว่ า เรื่ อ งดี ๆ กํ า ลั ง ทยอยเกิ ด ขึ้ น กั บ ฉั น ประเดิมด้วยการได้พบกับสุภาพบุรุษหนุ่มหล่อนามสุดเขต ลําดับถัดมาก็ จะได้พบกับเพื่อนรักทั้งสอง เม้าท์มอยกันให้หายคิดถึง ฉันใช้ลูกกุญแจสํารองไขประตูรั้ว ลากกระเป๋าเข้าไป เชียงใหม่ไม่ใช่เมืองแปลกหน้าสําหรับฉัน เพราะเคยใช้ชีวิตนักศึกษา อยู่ที่นี่ถึง 4 ปีเต็ม นอกจากคุ้นเคยกับถนนหนทางเป็นอย่างดี ฉันยังมี เพื่อนฝูงเป็นคนพื้นถิ่นหลายคน ซี้ปึ้กที่สุดก็คือยายบุ๋มกับนังซีซี่นี่แหละ ยายบุ๋มหรือพบู เป็นแม่ม่ายไฮโซฯ รับปริญญาปุ๊บมันก็แรดแต่งงาน ปั๊บ อีกปีก็หย่า แล้วชั่วระยะเวลาเพียงห้าปีถัดมา มันก็แต่งๆ หย่าๆ อีก สองครั้งรวด หล่อนร่ํารวยจากทรัพย์สินสามี รวมทั้งทรัพย์ศฤงคารของพ่อ แม่ ที่ ทิ้ ง ไว้ ใ ห้ เ ป็ น ทุ น ชี วิ ต อี ก เพี ย บ ทุ ก วั น นี้ ห ล่ อ นทํ า ธุ ร กิ จ ลิ ส ซิ่ ง จั ด ไฟแนนซ์รถ ให้เช่าอาคาร สํานักงาน บ้าน ห้องชุด นายหน้าที่ดิน และ ตลาดสดอีกสองแห่ง ถ้าวันหนึ่งหล่อนคิดจะนั่งนอนอยู่กับบ้านเฉยๆ เงินก็ คงงอกให้เก็บกินไม่หมด ส่วนนังซีซี่ ที่บ้านเรียกมันว่า ‘สี่’ ค่าที่มันเป็นลูกสาว เอ๊ย...ลูกชาย คนที่สี่ ชื่อตามบัตรประชาชนคือ นายอภิวัฒน์ ทํางานแบงก์ยี่ห้อเดียวกับ ฉัน ตําแหน่งหัวหน้าสายลูกค้าสัมพันธ์และการตลาด สาขาประตูท่าแพ ซึ่ง ก็คือสาขาที่ฉันกําลังย้ายมาประจํานั่นเอง นังนี่ใช้ผู้ชายเปลืองพอกัน หรือ


29

พูดให้ถูก -ผู้ชายใช้มันเปลืองมากกว่า เพราะเจอแต่ละคน ‘เลวตัวพ่อ’ ทั้งนั้น ไม่รู้นังซีซี่ทําบาปกรรมอะไรไว้นักหนา ถึงได้เจอแต่ผู้ชายพันธุ์เกาะ กัด ดูด แล้วมันเองก็แอ่นอก เอียงคอให้พวกนั้นฝังเขี้ยวซะเพลิน ลากกระเป๋ามาถึงประตูบ้าน ฉันไขลูกบิด ผลักบานไม้ให้เปิดกว้าง หน้าพูนสุขของฉันคลี่บาน ผลิยิ้มกว้างอย่างนางเอกในซีรี่ส์เกาหลี แต่ครั้นสูดหายใจ หมายสัมผัสกลิ่นอายบ้านที่ฉันเคยพํานักสมัยเฟร็ชชี่ ก็ แทบปิด���มูกปากตัวเองไม่ทัน เพราะกลิ่นอับชื้น กลิ่นอาหารบูด และกลิ่น ไม่พึงประสงค์นานาที่ทิ่มแทงเข้ารูจมูก เหม็นฉุนเหมือนมีหนูเน่าสักสอง โหลอยู่ในบ้าน เบิกตาสํารวจภายในบ้านอย่างรวดเร็ว จึงประจักษ์ต้นเหตุของกลิ่น น่าสะอิดสะเอียนพวกนั้น พระเจ้า! นี่มันบ้านหรือร้านรับซื้อของเก่ากันแน่? เสื้อผ้าไม่ได้ซัก ถุงเท้า รองเท้า นิตยสาร ถุงพลาสติก เศษกระดาษ กล่องพิซซ่า กล่องโฟม แล้วยังจานชามเขลอะเศษอาหารถูกวางทิ้งเกลื่อน แมลงวันบินตอมหึ่งๆ แหวะ! นายดินมุดหัวอยู่ได้ไง ทั้งรกทั้งสกปรกขนาดนี้ ฉันปล่อยกระเป๋าหลุดมือ หุนหันวิ่งออกมาตั้งหลักนอกประตูบ้าน สูดหายใจเฮือกๆ อย่างคนไข้โคม่าที่ต้องการออกซิเจนโดยด่วน พลางลูบ อกตัวเองป้อยๆ โชคดีเหลือเกินที่คุณสุดเขตไม่เข้ามาดื่มกาแฟ ไม่งั้นฉันได้ อับอายขายหน้าสิบแปดตลบ นายดินนะนายดิน ฉันจะหั่นแกเป็นชิ้นๆ ! ซีซี่


30

“ตกลงป๊าจะให้สี่ถอนเงินให้เฮียหนึ่งจนได้ใช่มั้ย?!” ฉันโพล่งอย่าง เหลืออด กี่ ค รั้ ง กี่ ค ราแล้ ว ที่ ฉั น ถู ก ลากเข้ า ไปร่ ว มรั บ ผิ ด ชอบสิ่ ง ที่ ไ ม่ ไ ด้ ก่ อ คราวนี้เ งิ น เกื อ บสองแสนที่ ฉันอุ ตส่ าห์เ ก็บ หอมรอมริ บ ต้อ งมาหายวั บ เพราะสันดานระยําของพี่ชาย “แล้วเอ็งจะให้พี่เอ็งบากหน้าไปหยิบยืมใคร จะยืนมองมันติดตาราง รึไง เป็นพี่น้องกันต้องรักกัน ช่วยเหลือกันสิ” ป๊าชักสีหน้าใส่ฉัน “รักกัน...ช่วยเหลือกัน? เฮอะ...แล้วที่ผ่านมาสี่ไม่เคยช่วยเหลือเลย งั้นเหรอ” “ก็พี่เอ็งกําลังเดือดร้อนจริงๆ !” ป๊าตะคอกกลับทันควัน “ก่อนทําทําไมไม่คิด!” ฉันเองก็ไม่ลดละ “คราวก่อนก็ก่อเรื่องจน ผู้หญิงท้อง ก็อีสี่นี่แหละที่ต้องหาเงินไปยัดปากนังแม่มัน คราวนี้ก็เมาแล้ว ขับ ชนคนปางตายอีก สี่นั่งไปด้วยมั้ย มีส่วนรู้เห็นมั้ย ไม่เลย ตอนกินเหล้า เคล้านารี สี่ก็ไม่ได้ไปมีความสุขด้วย พอเกิดเรื่องกลับเป็นสี่ที่ถูกลากไป เปื้อนเลือด มันยุติธรรมแล้วเหรอป๊า?” “เอ็งมันเกิดมาวิปริตผิดเพศ แล้วยังแล้งน้ําใจ ไม่รักพี่รักน้อง!” “แล้วกี่หนต่อกี่หนที่ช่วยเหลือพวกมัน!” ฉันกรีดเสียง หมดความ อดทน บาปก็บาปเถอะ “ค่าใช้จ่ายทุกสตางค์ในบ้าน ใครเป็นคนจ่าย ค่า น้ํา ค่าไฟ ค่าโรงพยาบาลของป๊ากับแม่ เฮียหนึ่งก็อ้างลูกมาก เมียมาก เจ๊ สอง เจ๊สามก็อ้างภาระครอบครัว ทุกคนเอาเหตุผลส่วนตัวมาอ้าง แล้วโยน ภาระให้สี่หมด เพราะอะไร เพราะสี่ไม่มีลูก ไม่มีผัว แถมยังเป็นกะเทย ใช่มั้ย? ป๊าเข้าข้างเฮียกับเจ๊ตลอด แต่จงเกลียดจงชังสี่”


31

“สี่อย่าพูดกับพ่ออย่างงั้นสิลูก ไม่เอา...ไม่เอาลูก” แม่ผวามากอด แขนฉัน มือแม่สั่นและเย็นเฉียบ ป๊าหน้าแดงก่ํา แล้วแผดเสียงกลับไม่แพ้ฉัน “เอ็งไม่ใช่ลูกฉัน! อีผีบ้าชิงหมาเกิด!” “ใช่ซี้! สี่มันเกิดข้างถนน ไหนมันจะวิเศษวิโสเหมือนเฮียกับเจ๊ แล้ว ถ้าทั้งหมดนี้ มันเป็นกรรมของสี่ สี่ก็จะก้มหน้ารับกรรม แต่อย่าให้สี่หมด ความอดทนนะ แล้ววันนั้นจะได้เห็นว่าสี่ก็มีชีวิตของสี่ อยากทําอะไรเพื่อ ตัวเองบ้างเหมือนกัน” ฉันสะบัดหน้า กระแทกเท้าตึงๆ ขึ้นชั้นสาม เข้าห้อง กระชากประตู ปิดโครม หัวใจเต้นแรง ราวน้ําเดือดพล่านในกา มือสั่น ปากคอสั่นไปหมด วั น นี้ ฉั น อุ ต ส่ า ห์ อ ารมณ์ ดี แต่ ง ตั ว จะไปสั ง สรรค์ กั บ เพื่ อ นแท้ ๆ ต้ อ งมา หงุดหงิดเพราะสันดานเห็นแก่ตัวของคนที่ชอบทําผิดซ้ําซาก ขณะกระชากลิ้ น ชั ก หยิ บ สมุ ด เงิ น ฝากธนาคารและใบถอนเงิ น ออกมา เสียงเรียกจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น ฉันรับสายเมื่อชื่อบนหน้าปัด คือยายบุ๋ม “มาถึงแล้วเหรอแก” “ถึงแล้ว...จอดเลยบ้านแกมาหน่อย แต่งตัวเสร็จยัง” เสียงนังเพื่อน สาวใสแจ๋ว ไม่รู้ทุกข์รู้ร้อนกับฉันเลย “อีกสามนาทีฉันออกไปหา” ฉันบอกแล้ววางสาย หยิบปากกามากรอกตัวเลข ลงชื่อตรงเจ้าของ บัญชีและผู้มอบฉันทะ ถือลงมาวางบนโต๊ะตรงหน้าป๊า


32

“สี่เซ็นให้แล้ว โทร.บอกเฮียให้เอาไปถอนที่แบงก์เอง วันนี้สี่มีนัดกับ เพื่อน ไม่มีเวลาไปบริการให้ถึงใจพระเดชพระคุณ” ฉันผละจากป๊า มากระซิบบอกแม่ “สี่ไปกินข้าวกับเพื่อนนะแม่ เย็นๆ ถึงกลับ” แม่ลูบแขนฉัน พยักหน้าน้อยๆ หน่วยตาแม่เอ่อคลอ แววตาบ่งบอก ถึงความห่วงใยและเห็นใจฉัน สบตาท่านแล้วใจแป้ว ใครจะตายโหงตายห่า หรือลงไปชักดิ้นชักงอ ต่อหน้า ฉันไม่สนเลย แต่ต้องไม่ใช่แม่ คนที่เข้าใจและทําให้ฉันยังอดทนต่อ แรงบีบคั้นต่างๆ อยู่ได้ เฮ่อ...แม่เป็นฝ่ายฉันก็จริง แต่จะทําอะไรได้ ในเมื่อบ้านนี้ ป๊าเป็น ใหญ่แต่ไหนแต่ไรมา และคนที่อยู่ในฐานะต่ําสุดในบ้านก็คือ...ฉัน คําว่า น้องคนเล็ก ลูกคนสุดท้อง ไม่มีความหมายใดๆ เลย เพียงเพราะฉันเกิดมา อ้อนแอ้น กายชาย ใจหญิง นรก! มันเป็นความผิดของฉันงั้นเหรอ? นี่ พ.ศ. ไหนแล้ว? ทอม เกย์ ตุ๊ด ดี้ควรเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมเสียที เหมือนมีข้างขึ้น ต้องมีข้างแรม ยี่สิบกว่าคืนที่เดือนลอยเด่นฟ้า ก็ต้องมีสักคืนที่ฟ้ามืดมิด ปันเวลาให้หิ่งห้อยได้อวดแสงสวยบ้างสิ ป๊าคงเป็นคนเดียวในโลกมั้งที่ยัง รัง เกี ย จคืน เดื อ นมืด และมองหิ่ ง ห้ อ ยอย่า งฉั น เป็น สิ่ง ไม่ มีชี วิต ไม่ มี ล ม หายใจ ไม่มีเลือดเนื้อที่ปรารถนาที่ทางเล็กๆ ของตัวเองบ้าง ฉันเดินแน่วออกจากบ้านซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์สามชั้น ด้านล่างเปิด เป็นร้านขายขนมจีบซาลาเปา รถราแล่นพลุกพล่านตลอดทั้งวัน เพราะ เป็นถนนใหญ่สายหลัก เชื่อมต่อย่านสําคัญๆ ของตัวเมืองเชียงใหม่


33

พอก้าวขึ้นนั่งในห้องโดยสารเบนซ์สีดํามันวาว ซีรี่ส์ล่าสุดของพบู ยายเพื่อนสาวก็ดี๊ด๊า “ชุดเริดนะยะ” “อื้อ” ฉันครางในคอแล้วเงียบ อารมณ์ยังไม่ตกตะกอนสู่ภาวะปกติ “แล้วแกจะไม่ชมฉันบ้างเหรอ” “ก็...สวยดี” “เฮ้ ย ...” พบู ยื่ น หน้ า หาทั น ที คงจั บ กระแสคลื่ น ลมของฉั น ได้ “หล่อนเป็นอะไร มีเรื่องกับพ่ออีกละสิ” ฉันถอนใจ “ฉันพยายามแล้วนะบุ๋ม แต่ป๊าไม่เคยเห็นใจฉันเลย มี เรื่องทีไร ฉันผิดตลอด” “คราวนี้อะไรอีกล่ะ” “เฮียหนึ่งขับรถชนคน” “อุ๊ย...ถึงตายมั้ยแก” “หยอดน้ําเกลือในไอซียู ญาติๆ เขาเรียกเงินค่าทําขวัญ ไม่งั้นเขาจะ ดําเนินคดี” “เท่าไหร่ล่ะ” “สองแสน” ฉั น อยากร้ อ งไห้ ที่ เ อ่ ย ถึ ง ตั ว เลขนั้ น “นี่ ยั ง ไม่ ร วมค่ า รักษาพยาบาลนะ” “โห...ทริปอเมริกาของเราเลยนะนั่น” “อื้อ... ฉันเลยจะบอกว่าคงไปทริปนี้กับแกไม่ได้แล้ว” “เสียดาย อุตส่าห์แพลนกันดิบดี เอางี้สิแก...” พบูตีแขนฉันเบาๆ พลางเหยียบคันเร่งรถ “ฉันออกให้แกก่อน มีเมื่อไหร่แกค่อยใช้คืน”


34

“ขอบใจย่ ะ คุ ณ นาย แต่ อ ย่ า ดี ก ว่ า ฉั น ไม่ ช อบเที่ ย วแบบผ่ อ นส่ ง อ๊าย!...ซวยๆๆๆ !” ฉันกรี๊ดลั่นรถ สะบัดหัวสะบัดไหล่ไล่ความซวย แต่มันคงติดหนึบยิ่งกว่าปลิงเสียแล้วชาตินี้


35

4 ซีซี่ ยายบุ๋มทําหน้าที่พลขับ จุดหมายคือไปรับยายน้ําในหมู่บ้านจัดสรร แถวเจ็ดยอด ส่วนฉันพออารมณ์เย็นลง ก็เริ่มเม้าท์มอยได้ พู ด ถึ ง ยายน้ํ า แล้ ว ดี ใ จที่ จ ะได้ พ บกั น ด้ ว ยการงานที่ รุ ม เร้ า และ ระยะทาง พักหลังฉันเลยไม่ได้เห็นหน้าซาลาเปาของมัน ยิ่งเกิดเรื่องกับ นายโตมร มันยิ่งเก็บตัวเงียบเหมือนหมีขั้วโลก กว่าฉันกับยายบุ๋มจะทราบ เรื่อง มันก็โทร.มาบอก ว่าขอย้ายสาขามาประจําที่เชียงใหม่ คําสั่งอนุมัติ จากแบงก์ใหญ่ตกมาเรียบร้อยแล้ว “ไม่รู้ยายน้ําจะผอ���ลงกี่โลเนอะ สักห้าหกโลคงเริด ครั้งสุดท้ายที่ เจอมัน กลมเป็นพี่สาวหลินปิงเชียว” ยายบุ๋มขําคิกๆ “ผอมเพราะไดเอตไม่ว่า เสียอกเสียใจจนกินข้าวกินน้ําไม่ลงนี่สิแย่” ฉันเคยมาแล้ว ผอมเพราะอกหักรักคุดน่ะ ทั้งซีดทั้งโทรม ดูไม่จืด “เสียงมันก็ไม่ทุกข์ไม่โศกอะไรนักหนานะยะ”


36

“คนเรามีสัญชาตญาณปกป้องตัวเอง ภายนอกยังไงก็ปกปิดได้ แต่ ใจมันสิ เรื่องถูกผู้ชายแทงข้างหลังทะลุถึงหัวใจเนี่ย...ฉันซึ้งถึงแก่นพระ ธรรม” “กูรูมาเอง” “ใครว่า...หลังกูเป็นรูพรุนน่ะสิ” ยายบุ๋มหัวเราะใส่หน้าฉันอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ แถมยังหลอกด่า เสร็จสรรพ “ฉันก็เคย วันนี้ถึงฉลาดไง แต่แกน่ะรู้ทั้งรู้ ยังยอมให้พวกมัน สวมมงกุฎเขาควาย” “ก็มันรักไปแล้ว ทําไงได้” “วุ้ย! รักเริ้กอะไรกัน เขาไม่พูดกันแล้ว” พบูท้วง “ศตวรรษนี้เขามี แต่ one night stand แบบไม่รู้จักกูไม่รู้จักมึง ก็ตะลิดติ๊ดชึ่งกันได้ทั้งคืน จากนั้นก็บ้านใครบ้านมัน” “ย่ ะ ! ฉั น ไม่ เ ครื่ อ งทองเหลื อ ง หั ว ใจอลู มิ เ นี ย มเหมื อ นหล่ อ นนี่ ตะไคร่ไม่เกาะ สนิมไม่กัด” ฉันหลอกด่าบ้าง “สักวันแกโดนเข้าจังๆ บ้าง ฉันจะเปิดแชมเปญสมน้ําหน้า” ที่ยายบุ๋มจิกกัดนั้นไม่ผิดหรอก ฉันจิตหลุดปางตายเพราะผู้ชายมา นักต่อนัก แต่ไม่เข็ดหลาบ คนแรกคบกันตอนมหาวิทยาลัย เขาชื่อ ยศ เรา ‘ได้กัน’ เพราะฤทธิ์ สุราพาไป ฉันเป็นฝ่ายลักหลับเขาเอง หลังจากนั้นเมาทีไร เขาก็โซเซมาให้ ฉันลักหลับทุกที ครั้นเจอกันตอนสติดีๆ กลับเชิดใส่ฉันซะงั้น พฤติกรรม เขาทําให้ฉันรู้สึกไม่ต่างจากส้วม มีค่าเฉพาะตอนอยากปลดทุกข์ กระทั่ง เขาต่อโทต่างประเทศ เราก็ไม่ได้พบกันอีกเลย


37

คนถัดมาเจอกันในออฟฟิศแบงก์ เราลอบคบหากันทั้งที่เขามีลูกเมีย เป็นตัวเป็นตน จู่ๆ วันหนึ่งเขาก็บอกว่ากลัวเมียจับได้ เวรน่ะสิ! ย่องมา นอนใต้ ผ้ า ห่ ม ผื น เดี ย วกั บ ฉั น เป็ น ปี ๆ แถมยั ง ลงทุ น เปิ ด ร้ า นเสริ ม สวย ด้วยกันเป็นล้าน แล้วฉันยังใจดีให้นังเมียของเขาเป็นคนดูแล เสือกดัดจริต มากลัวอะไรเอาป่านนี้ เบื่อกูจะชิ่งหนีก็บอกกันตรงๆ แมนๆ สิ...ไอ้ทุเรศ! ฉันแทบเชือดข้อมือตัวเอง เพราะผู้ชายคนนี้ ทั้งรู้ว่ามีสิทธิ์แค่ ‘ชู้’ ฉันเองก็ไม่เคยสักครั้งที่เข้าไปวุ่นวายครอบครัวเขา ขอเพียงมีเวลาให้ฉัน บ้าง กินข้าว หรือไปเที่ยวด้วยกันบ้าง ฉันก็พอใจ พอโดนถีบหัวส่งเหมือน หมาขี้เรื้อน ฉันรับไม่ได้จริงๆ ฉันต้องทนเหม็นขี้หน้าไอ้นรกนั่นร่วมครึ่งปี กว่ามันจะย้ายสาขา พ้น หูพ้นตา และฉันก็ใช้เวลาแตะๆ ปีหลังจากนั้น เพื่อกอบกู้หัวใจให้แข็งแรง แต่พระเจ้าคงสาปแช่งคนอย่างฉันเอาไว้แล้ว-ชาตินี้อย่าได้เจอ ‘รักแท้’ เลย...เพี้ยง ฉันขอยกยอดสองสามคนรายทาง เอาไว้ประจานความฉลาดน้อย ของตัวเองในโอกาสต่อไป เพื่อกล่าวถึงคนล่าสุดที่ฉันกําลังพัวพันอยู่ ณ ปัจจุบัน เอ็ม เป็นเทรนเนอร์ฟิตเนส ชาวพิษณุโลก อายุ 23 ร่างสูง ผิวแทน คิ้วเข้ม ฟันสวย ซิกแพ็คเรียงเป็นตับ เป็นผู้ชายครบสูตรของคําจํากัดความ ‘หล่อ-เลว’ ฟังไม่ผิดหรอก...ฉันหมายความตามนั้นจริงๆ แค่เขายืนคีบบุหรี่เต๊ะจุ๊ยหน้าผับ แล้วหันมาทําตาหรี่ ยักมุมปากยิ้ม น้ อ ยๆ ก็ ทํ า ให้ ผู้ ห ญิ ง อ้ า งว้ า งและกะเทยขี้ เ หงาดิ้ น ตายตรงนั้ น ได้ ทั น ที ตํานานรักดอกเหมยระหว่างฉันกับเอ็มไม่มีอะไรสลับซับซ้อน มันเกิดขึ้น หลังจากตามนังบุ๋มไปเล่นฟิตเนสได้แค่อาทิตย์เดียว เบ็ดของเอ็มก็เกี่ยวติด


38

มุมปากฉัน และภายในเวลาไม่ถึงปีที่คบหากัน เอ็มก็สร้างวีรกรรมให้ฉัน ร้องไห้เสียอกเสียใจ คอยตามจิกจากพวกชะนีเก้งกวางนับครั้งไม่ถ้วน แล้ว ไหนต้องบํารุงบําเรอพ่อเจ้าประคุณเดือนละหลายเงินอีกเล่า กระนั้นเวลา คลื่นลมสงบ เราก็อี๋อ๋อออเซาะกันเต็มที่ เอ็มเป็นคนช่างเอาใจ พูดจาฉลาด เขารู้ว่าจุดอ่อนของฉันคือคําพูดเพราะๆ ฉันหลับหูหลับตาให้อภัยเขามาตลอด ยายบุ๋มเลยกระแนะกระแหน เสมอ ว่าฉันเป็นพวก ‘มาโซคิสม์’ (Masochism) เสพติดความรุนแรง ถูก ทําให้เจ็บปวด ทุกข์ทรมานแค่ไหนก็ไม่ปริปาก พอๆ กับ ‘อีเย็น’ ละคร เรื่อง นางทาส ที่ยายบุ๋มวิเคราะห์จะจริงหรือไม่ ฉันไม่รู้ แต่ฉันรู้เต็มอก ว่าเอ็มไม่ได้ไยดีอะไรฉันนักหรอก เขาอยู่ก็เพราะเงิน และที่ฉันยังทนถูก เอาเปรียบอยู่ได้ก็เพราะ...รัก ฟังไม่ผิดหรอก...ฉันรักเขา งี่เง่าไหมล่ะ? รักทั้งรู้ว่าถูกปอกลอก “กว่าฉันจะแกร่งจนด้าน เพราะฉันได้วัคซีนมาเยอะ ยายน้ํายังอ่อน หัด หวังว่ามันคงไม่โทรมจนบักโกรกนะแก” พบูเปรย “เดี๋ยวเจอกันก็รู้ สรุปเราไปกินกันร้านไหนเนี่ย” “เฮือนดอกไม้” “ดีๆ ฉันชอบรสมือร้านนี้” ฉันสนับสนุน “แล้วเจ้าของร้านล่ะ” “อุ๊ย... ถ้าได้นั่งจ้องตาสักคืนจะเป็นพระคุณ” “แค่จ้องตาเหรอยะ?” “ถ้ า เขาให้ ฉั น จ้ อ งอย่ า งอื่ น ทํ า อะไรๆ อย่ า งอื่ น ด้ ว ยก็ ดี สิ จะ ปรนเปรอสุดฤทธิ์สุดเดช เอาให้ลืมชะนีไปทั้งชาตินี้ชาติหน้าเลยเชียว”


39

“หล่อนก็เก่งแต่ปาก” “ก็ปากนี่แหละที่ฉันใช้เก่งที่สุด” “ว้าย!” ยายบุ๋มร้องอย่างกระแดะ แสร้งยกมือทาบอก “นังลามก” “แกนั่นแหละลามก ฉันยังไม่ได้พูดอะไรเลย” น้ํา หลังแวะรับฉัน พวกเราสามเพื่อนสาวก็เม้าท์กันสนั่น รถแทบระเบิด ไม่เกินสามสิบนาทีจากนั้น พบูก็เลี้ยวรถเข้าจอดในลานซึ่งทางร้านเช่าไว้ บริการลูกค้า พอเดินพ้นลานจอดรถจะเข้าใกล้บริเวณร้าน ฉันถึงกับตะลึงในความ งามร่มรื่น การตกแต่งเป็นธรรมชาติ คล้ายบ้านของคนที่รักต้นไม้ใบหญ้า “สวยจังแก” ฉันเอ่ย “หา...” พบูหันขวับ “แกเรียกฉันทําไม” “ฉันพูดว่าร้านสวยจัง” “อ๋อ...ใช่ สวยทั้งรูป เลิศทั้งรสชาติ” พบูเสริม “แต่คําที่แกใช้รําพึง รําพันชื่นชมร้านนั่นเป็นชื่อฉัน” “ชื่อแก?” ฉันจ้องหน้าแม่ม่ายสาว “สวยจังแก...เป็นชื่อเกาหลีของฉัน” พบูทําหน้าจริงจังราวเป็นเรื่อง ซีเรียสระดับชาติ “สวยจังแก...เนี่ยนะ” ฉันหัวเราะร่วน “แล้วนังซีซี่ล่ะ” “นังนี่ชื่อ...โง่จังมึง” พบูเน้นคําว่า ‘โง่’ ชัดถ้อยชัดคํา “ย่ะ นังฉลาด นังไอคิว 300” ซีซี่ค้อนขวับๆ “จริงๆ สิแก” ฉันท้วง “ตกลงนังซีซี่มันมีชื่อเกาหลีว่าไง”


40

พบูเฉลยทันที “คอยทุกคืน” “โน...” ซีซี่แย้งเสียงแหลม “ตอนนี้ฉันจะใช้ชื่อ...ผัวมึงเมียกู” “ยี้ . ..ทุ เ รศ!” ฉั น หั ว เราะ น้ํ า หู น้ํ า ตาเล็ ด ขณะก้ า วผ่ า นเครื อ กระเทียมเถาที่อวดช่อพันเกี่ยวรั้วระแนง แย้มพราวพร่างตลอดแนว “ไม่ต้องหัวเราะเลยยายน้ํา อย่างแกต้องชื่อ...พุงนํานม” ฉันฟาดแขนซีซี่ดังเพียะ “ไม่เอา! น้ําหนักฉันลดตั้ง 3 โล แหกเนตรดู สิ ฉันสเลนเดอร์ขนาดไหน” ฉันบิดสะโพกซ้ายทีขวาที ซีซี่ท้าวสะเอวพิจารณา “งั้นก็...นมยัง ยาน” “นังบ้า! ให้ไกลๆ จากนมเนิมไม่ได้เหรอยะ” ฉันโวย “นี่ๆ แก ฉันว่ายายน้ําต้องชื่อนี้” พบูกางมือ “จองคานทอง” “ว้าย! ไปเอาซันไลต์ล้างปากเดี๋ยวนี้” ฉันกรี๊ด “ถึงดวงฉันจะจู๋ ต้อง เสียของรัก แต่ก็เพิ่งเจอสัตว์สองเท้าสดๆ ร้อนๆ แถมเขายังไปส่งฉันที่บ้าน ด้วยนะแก หล่อ สุภาพ ฉลาด อุ๊ย...เพอร์เฟ็กต์” พวกเราชักแถวลอดผ่านซุ้มประตูที่งดงามด้วยเถาพวงคราม แผ่นไม้ แกะสลักชื่อร้านแขวนไว้ ‘เฮือนดอกไม้’ “เจอที่ไหน บนเครื่องเหรอแก?” ท่าทางพบูสอดรู้สอดเห็น “อื้อ” ฉันพยักหน้า “ไวไฟจริง หวังว่าคงไม่ใช่นักกีฬาฟันดาบนะยะ” ซีซี่ตั้งข้อสังเกต ข���ะมองหาโต๊ะว่าง “ถ้าเขานิยมกีฬาประเภทเดียวกับฉันก็ส่งต่อมาได้เลย ฉันไม่ถือ” “ปากไม่สร้างสรรค์ นังเซ็กซ์ขึ้นสมอง เขาเป็นชายแท้ย่ะ” ฉันรีบ ปกป้อง


41

“แกสรุปเองไม่ได้หรอก ต้องพามาให้พวกฉันวิเคราะห์เชิงลึก” พบู ท้วงบ้าง ซีซี่รีบเสนอตัว “ใช่...ถ้าให้ดี ก็ให้ฉันลองพิสูจน์สักคืนสองคืน จะได้ ชัวร์” “ไอคิ ว ฉั น ไม่ ต่ํ า ขนาดฝากปลาย่ า งไว้ กั บ แมวร่ า นสวาทอย่ า งแก หรอก” ฉันย้อน “สามท่านใช่ไหมคะ” บริก รเข้ า มาสอบถาม เราจึง จํ า เป็ นต้ อ งยุติ บ ทสนทนาติด เรทลง ชั่วขณะ “ใช่” พบูชี้นิ้วไปทางโต๊ะหัวมุมติดรั้ว “ตรงโน้นได้มั้ย” “โต๊ะนั้นจองไว้ค่ะ เชิญทางนี้ดีกว่านะคะ โต๊ะใหญ่นั่งสบายกว่า” พนักงานนําพวกเราไปอีกฟากร้าน ซึ่งจริงๆ แล้ว มุมไหนก็สวยน่า นั่งเสียหมด เพราะละลานด้วยไม้ดอกไม้ใบหลากสีสัน รูปทรง เจ้าของร้าน คงเป็นพวกนิยมธรรมชาติจัด จึงช่างสรรหาดอกไม้แปลกตามาประดับร้าน ได้อย่างลงตัว ไม่รก ไม่ดูประดิดประดอยจนเกินไป แปลกใจที่ฉันก็มาๆ ไปๆ เชียงใหม่ออกบ่อย ทําไมถึงไม่เคยมานั่งร้านนี้สักครั้ง นังเพื่อนก็ไม่ เคยชวน ผ่านซุ้มพวงครามตรงทางเข้าจะเป็นบันไดเตี้ยๆ สามขั้น เพื่อก้าวขึ้น สู่เทอเรสไม้เล่นระดับ ภายใต้หลังคาโปร่งแสง กรองความสว่างไว้อีกชั้น ด้ ว ยแขนงไผ่ ลํ า เล็ ก ๆ สี เ หลื อ งทอง กระถางเที ย นนิ ว กิ นี พิ ทู เ นี ย แพงพวยฝรั่ง มาลัยทองถูกแขวนไว้ได้ระยะ สลับกับเฟินชายฟ้าสีดาและ เฟินนาคราชห้อยย้อยจากกาบมะพร้าวทั้งลูก


42

ปลายชายคาแลเห็นใบคล้า ปักษาสวรรค์ และปลีกล้วยสีชมพูต้อง สายลมธรรมชาติไหวๆ สูงขึ้นไปคือกิ่งก้านโปร่งๆ ของหางนกยูงไทย ผลิ ดอกสีแสดอมเหลืองสะพรั่ง ถ้าย้ายโต๊ะ เก้าอี้ออกไปให้หมด ที่นี่มันมุม หนึ่งของบ้านในฝันชัดๆ ...บ้านที่ฉันตื่นเช้าลงบันไดมา จะพบดอกไม้นานา ชนิด กรุ่นกลิ่นเกสรหอมชื่นใจ ชื่นตา ฉันคงเอกเขนก จิบกาแฟ ในโซฟา เบดนุ่มๆ ข้างกายฉันคือชายหนุ่มผู้เป็นที่รัก คลอเคลีย กํานัลถ้อยหวานหู อยู่ไม่ห่าง เฮ้อ...ฝัน...ฝันไปเถอะ มันพังไม่เหลือซากแล้วยายน้ําเอ๊ย... ปรัชญ์ ลูกค้าเต็มทุกโต๊ะ ตั้งแต่เปิดร้านตอนสิบเอ็ดโมงตรง เป็นภาพชินตา ของวันเสาร์เสียแล้ว ลูกค้ากลุ่มใหม่ทยอยเข้ามา กลุ่มเก่าลุกจากไป สลับ สับเปลี่ยนเหมือนเล่นเก้าอี้ดนตรี เห็นแล้วชื่นใจ และยิ่งมีความสุขทวีคูณ เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าพึงพอใจของลูกค้า ยามพวกเขาอิ่มหนําสําราญกับ อาหาร สัมผัสถึงรสชาติ และคุณค่าของเครื่องปรุงที่คัดสรรอย่างดีเพื่อ สุขภาพ คุ้มราคาที่จ่าย ชีวิตผมส่ วนใหญ่ว นเวียนในครัวและร้าน ที่ นี่เ ป็นแหล่งความสุข สู ง สุ ด ของผม อาหารทุ ก จานที่ ลํ า เลี ย งออกจากครั ว จึ ง เป็ น จานแห่ ง ความสุขและความปรารถนาดี คลุกเคล้าในกลีบดอกไม้หลากสีพันธุ์ ผัก สดๆ สะอาด เนื้อสัตว์จากแหล่งที่ไว้ใจ ขั้นตอนการปรุงถูกสุขอนามัย ทั้ง อาหารคาว หวาน ของทานเล่น และเครื่องดื่ม ทั้งหมดล้วนมีดอกไม้ที่ผม ปลูกเอง ตัดเอง ปรุงเอง เป็นหัวใจสําคัญ


43

ถูกแล้วครับ ดอกไม้ที่เราต่างคุ้นรูป คุ้นกลิ่นกันนั่นละ เพียงแต่เป็น ชนิดที่ศึกษาแล้วว่าสามารถกินได้ ปลูกไว้เฉพาะสําหรับปรุงอาหาร มิใช่หา ซื้ อ ตามท้ อ งตลาดทั่ ว ไป ซึ่ ง ควรทราบไว้ เ ลยว่ า ดอกไม้ ส วยๆ ตาม ท้องตลาดเหล่านั้น ไม่ได้บริสุทธิ์จากสารพิษตกค้าง เช่นกลีบบอบบางที่ ออดอ้อนสายตาเรา ดอกไม้ที่เพาะเลี้ยงด้วยกรรมวิธีหนึ่ง ก็เพื่อ วัตถุประสงค์หนึ่ง อาจไม่เหมาะแก่การใช้ประโยชน์บางอย่าง อาหารจานดอกไม้ทุกจานของ ‘เฮือนดอกไม้’ เป็นผลิตผลที่ผลิช่อ ต่ อ กลี บ ภายในสวนผมเอง เพาะเลี้ ย งด้ ว ยวิ ถี เ กษตรอิ น ทรี ย์ ใน สภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อคนและสัตว์ แต่ถ้าย้อนกลับไป เมื่อครั้งผมยัง ไม่ได้เปิดร้านอาหาร ยังเพาะไม้ดอกบรรจุกระถางและถุงขายส่ง สวนของ ผมใช้สารเคมีเป็นบ้าเป็นหลัง ความไม่รู้อาจไม่ผิด แต่เราไม่สามารถหลบลี้ จากผลร้ายของมันได้ เช่นที่ย่าผมต้องผจญมาแล้ว ระยะแรกนั้น ย่าบังเอิญได้ช่องทางธุรกิจค้าส่งดอกไม้ จากคําชี้แนะ ของลูกค้ารายหนึ่ง ซึ่งเคยสั่งอาหารหม้อของย่าประจํา ท่านลงทุนซื้อกล้า มาทดลองเพาะ ไม่กี่ร้อยต้น เจียดเวลาจากครัว อาศัยแรงงานของหลานๆ ช่วยกันตามมีตามเกิด ขอความรู้เรื่องปุ๋ยและยากําจัดศัตรูพืชจากสวนผัก ใกล้เคียง ดอกไม้ล็อตแรกมีแม่ค้ามารับซื้อถึงสวน ได้เงินก้อนไม่โตนัก แต่ คุ้มเหนื่อย พอแบ่งลงทุนซื้อกล้าใหม่ เมื่อเห็นว่าไปได้ดี ย่าจึงเอาจริงเอาจัง ค่อยๆ ลดการรับทําอาหารลง จนเลิกในที่สุด ความหลงใหลดอกไม้และการทําอาหาร ได้มาเพราะผมชอบขลุกอยู่ ในสวนกับย่า พอๆ กับวนเวียนเป็นลูกมือท่านในครัว สนุกที่ได้โขลกพริก แกง หั่นเนื้อ ไม่ต่างจากได้เล่นคลุกดินคลุกฝุ่น เห็นการเจริญเติบโตของต้น กล้าคล้ายเศษหญ้าไร้ค่า กระทั่งผลิสะพรั่งด้วยตุ่มดอก


44

อาจเพราะซึมซับวิธีคิดของย่า หลงรักความอ่อนหวานของดอกไม้ จนถอนใจไม่ขึ้น จบ ม.6 ผมจึงตัดสินใจเรียนเกษตร นําความรู้มาพัฒนา สวน และการใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง กระทั่งมีเงินขยับขยายพื้นที่สวน แล้ววันหนึ่ง ความรู้ที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติ ส่งให้ผมได้เป็นเจ้าของ ร้านอาหารที่ปรุงด้วยดอกไม้แห่งนี้ มองย้อนกลับไป เห็นเส้นทางชีวิตที่ขีดลาก ทุกเรื่องราวที่อุบัติ ขึ้นกับเราล้วนมีเหตุผล โยงสัมพันธ์ อาจกระทบเราโดยตรง หรือต้องใช้ เวลาสักระยะ จึงรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจากมัน เช่นเดียวกับ อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ผมไม่รู้เลยว่าจะได้พบใครคน หนึ่ง ซึ่งใครคนนั้นจะเข้ามากระทบ และเปลี่ยนแปลงชีวิตผม...โดยไม่รู้ตัว


45

5 ปรัชญ์ ร้าน ‘เฮือนดอกไม้’ เป็นกล่องความทรงจําล้ําค่าของผม โดยเฉพาะ ห้ ว งเวลาที่ มี ร่ ว มกั บ ย่ า สู ต รอาหารแทบทุ ก จานล้ ว นเป็ น ความคิ ด สร้ า งสรรค์ ข องท่ า น บั ญ ชาการและจ้ํ า จี้ จ้ํ า ไชอยู่ ใ นครั ว ดุ จ ราชิ นี โ หด เพื่อให้ผมกับพี่สาวปรุงอาหารออกมาไม่ผิดเพี้ยนจากจานแรกที่ถูกลิ้น ลูกค้า เช่นจานที่พนักงานเพิ่งลําเลียงออกไป เป็นของว่างยอดฮิต ชื่อ ‘บัว ซ่ อ นชู้ ’ ย่ า เป็ น คนตั้ ง ให้ รั ง สรรค์ จ ากบั ว หลวงที่ เ ก็ บ สดๆ วั น ต่ อ วั น เครื่องปรุงไส้เหมือนเกี๊ยวทอด มีหมูติดมันบด กุ้งสดสับหยาบ กับรากผักชี กระเทียมและพริกไทยตําละเอียด เหยาะซีอิ๊วขาวเสริมรส คลุกให้เข้ากัน แล้วตักใส่กลีบบัวหลวงที่เด็ดเป็นกลีบๆ ล้างผึ่งจนสะเด็ดน้ํา พับปิดไส้ให้


46

มิดชิด เสียบด้วยไม้จิ้มฟันแล้วชุบแป้งทอดกรอบบางๆ โรยงาขาว นําลง ทอดไฟปานกลางให้ได้สีเหลืองทอง แต่งจานด้วยผักกาดหอม มะเขือเทศ แตงกวาและขิงอ่อน เสิร์ฟพร้อมน้ําจิ้มบ๊วยเจี่ย ส่วนอีกจานที่พี่ปาน-พี่สาวแม่เดียวกับผมกําลังปรุง คือ ‘เกสรหน่าย แมลง’ เครื่องปรุงมีเกสรบัวหลวงที่กันไว้จากเมนูก่อนหน้า แกะเอาเฉพาะ เส้นเกสร กับฝักอ่อนบิเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย กุ้งสดลวก หมูสับต้มสุก เม็ด มะม่วงหิมพานต์ทอด น้ําปลา มะนาว น้ําตาลปี๊บ พริกขี้หนูบุบ หอมแดง ซอยหยาบ เคล้าให้เข้ากัน จานนี้ต้องทานทันที ทิ้งไว้นานจะเซ็ง บัวมีสรรพคุณทางยาหลายประการ ใช้ประโยชน์ได้แทบทุกส่วน รากบัวแก้กระหาย ร้อนใน กลีบดอกมีไฟเบอร์สูง บํารุงโลหิต บํารุงค���รภ์ เกสรมี ฤ ทธิ์ ส มานแผล บํ า รุ ง หั ว ใจ บํ า รุ ง ประสาท แก้ อ่ อ นเพลี ย ขั บ ปั ส สาวะ ฝั ก และเม็ ด ช่ ว ยเจริ ญ อาหาร ส่ ว นดี บั ว (ใจของเม็ ด บั ว ) มี สรรพคุณขยายหลอดเลือด บรรเทาโรคความดันโลหิตสูง แม้แต่ใบบัว คน โบราณยั ง ใช้ ม วนยาสมุ น ไพรสู บ หรื อ นํ า มาห่ อ อาหาร ให้ ก ลิ่ น และ รูปลักษณ์ที่น่ารับประทาน ผมทานบัวหลวงครั้งแรกเมื่อราวสามสิบปีก่อน จากฝีมือเข้าครัวของ ย่ า นั่ น เอง ท่ า นใส่ ใ นแกงส้ ม นึ ก ถึ ง ท่ า นคราใดก็ มี ค วามสุ ข ชื่ น ชมใน ความคิดทันสมัยและหัวใจนักสู้ของท่าน และผมก็เกิดมาเพื่อเป็นหลานย่า อย่างแท้จริง ผมติดย่าที่สุดในบรรดาสามคนพี่น้อง เพราะอยู่กับท่านแล้ว ท้องอิ่ม นอกจากนั้นยังได้ฟังเรื่องเล่าสารพัดสารพันเป็นของแถม “พี่ ป รั ช ญ์ พี่ ค มมาแล้ ว ครั บ ” เด็ ก หนุ่ ม ชื่ อ เต๋ อ เยี่ ย มหน้ า ในช่ อ ง ลําเลียงอาหาร “เขาสั่งอาหารรึยัง”


47

“ครับ” พนักงานหนุ่มเสียบใบรายการอาหารใส่หลักเหล็กแล้วผละ ไป “พี่ทําเองได้ เหลือออร์เดอร์ไม่กี่อย่าง ปรัชญ์ออกไปต้อนรับเพื่อน เถอะ” พี่ปานรุนหลังผม “ไม่ต้องถึงขนาดต้อนรกต้อนรับอะไรมันหรอก ไอ้คมน่ะ” “ไม่ได้... อย่างน้อยก็ออกไปทักทายลูกค้าบ้าง น่าจะรู้ว่าจุดขายของ ร้านเรา นอกจากอาหารกับบรรยากาศ ก็คือน้องชายสุดหล่อของพี่” “พูดซะผมเขิน” ผมลูบศีรษะที่สวมหมวกคลุมสีขาวมิดชิด “สาวๆ รออยู่...ไปได้แล้ว ขอให้พี่เป็นราชินีห้องครัวบ้างสิ” พี่ปาน บอกอย่างอารมณ์ดี ดวงตาที่ใช้การได้แค่ข้างซ้ายข้างเดียวของเธอเปล่ง ประกายความร่าเริง ผมยิ้ม มองเธออย่างชื่นชม เพราะกว่าจะถึงวันนี้ ผมรู้ว่าพี่ปานต้อง กอบกู้ ส ติ และพลั ง ใจแรงกล้ า เพี ย งใด จึ ง สามารถปลุ ก ประโลมใจให้ ยอมรับความอัปลักษณ์และความพิกลพิการของตนได้สําเร็จ ไม่น่าเชื่อ...คนเคยรักกันจะทําร้ายกันเหี้ยมโหดขนาดนี้ “ไปๆ อย่าเกะกะ” พี่ปานปัดมือไล่ ผมยิ้มให้อย่างยอมจํานน ถอดหมวกและผ้ากันเปื้อนแขวนไว้ ล้าง มือก่อนออกจากครัว เดิ นผ่ านเฉลี ย งร้ านที่ดารดาษด้ว ยดอกไม้ห ลากสีสัน ทั้ง หมดผม เพาะกล่อมเกลี้ยงเองกับมือเหมือนลูก ตั้งแต่ถาดอนุบาล ย้ายลงกระถาง ดูแลจนพร้อมออกมาอวดโฉมที่เบ่งบานเต็มเนื้อสาว ผมกลายเป็นพ่อลูก ดก มีลูกสาวสวยๆ ทุกนางเสียด้วยสิ


48

ลูกค้าบางรายขอซื้อกลับบ้าน บางต้นผมคิดเงินเฉพาะค่ากระถาง กระเบื้องที่ใช้ปลูก แต่ส่วนใหญ่ผมให้โดยไม่คิดมูลค่า เพราะเชื่อว่าการให้ ดอกไม้ คือให้ความรัก ความปรารถนาดี ยิ่งให้ก็ยิ่งได้รับคืน ยกเว้นบางต้นที่เป็นพันธุ์หายาก หรือปีหนึ่งออกดอกสักครั้ง ผมจะ ปฏิเสธ อยากเก็บไว้ประดับร้าน ให้ทุกคนได้ชื่นชมด้วยกันนานๆ มากกว่า เช่น กล้วยไม้ หวาย ว่าน ผมก้าวช้าๆ เรื่อยๆ กวาดสายตาสํารวจความเรียบร้อยภายในร้าน ตามความเคยชิน โดยเฉพาะดอกไม้ นอกจากฝากความหวังไว้กับจิตสํานึก ก็มีแผ่นป้ายเล็กๆ รูปกากบาทสีแดงทับรูปมือเด็ดดอกไม้ ติดไว้ตามจุด ต่างๆ เพื่อเตือนสติก่อนเผลอมือเด็ด หรือให้ผู้ใหญ่คอยระวังลูกหลานที่พา มาด้วย จากมุมเล็กๆ หน้าครัว ผมเดินมาถึงซุ้มชิงช้า ทุกอย่างเรียบร้อยดี กํ า ลั ง จะผ่ า นเฉลี ย งเชื่ อ มระหว่ า งร้ า นกั บ ตั ว บ้ า น พลั น เหลื อ บเห็ น สิ่ ง ผิดปกติจากผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างกระถางเอื้องคํา ซึ่งแขวนไว้เหนือชุดเก้าอี้ หวาย เธอทําอะไรลงไป...รู้ตัวมั้ย? ทําแบบนั้นได้ไง โตๆ กันแล้ว ผมสับเท้าปรี่หาเธอ “คุณครับ...คุณ” เธอหันมา ทําตาแป๋ว ผิดกับสรีระที่สูงใหญ่เกินมาตรฐานหญิงไทย “คุณไม่ควรทําอย่างนั้นนะครับ” ผมเอ่ยอย่างใจเย็น “อะไร? ฉันทําอะไรไม่ทราบ?” เธอตกใจเหลอหลา เหมือนเด็กถูก จับได้เวลาทําผิด ต่างกันที่เวลานี้เป็นอาการของหญิงสาวร่างอวบจัดคน หนึ่ง


49

เห็นสีหน้าท่าทางของเธอแล้ว ทั้งน่าขันและอดตําหนิไม่ได้ ยังมีหน้า มาถาม หลักฐานอยู่ในมือโทนโท่ เธอทราบหรือไม่ กว่าเอื้องคําจะผลิดอก ให้ชื่นชม มันต้องบ่มฟักตัวเองนานแรมปี ไม่ควรถูกบั่นทําลายอย่างไม่สม คุณค่าแบบนี้ “คุณเด็ดดอกไม้” ผมประกาศความผิดของเธอด้วยน้ําเสียงสุภาพ หากชัดถ้อยชัดคํา เธอเหลือบมองช่อดอกเอื้องสีเหลืองทองในมือ พลันเถียงคอเป็นเอ็น “ฉันไม่ได้เด็ด!” “กล้วยไม้อยู่ในมือคุณ” “ใช่...ไม่ เปล่า! ฉันเปล่านะ” “คุ ณ ทราบมั้ ย เอื้ อ งคํ า เป็ น กล้ ว ยไม้ ส กุ ล หวายที่ ใ ห้ ด อกตาม ธรรมชาติแค่ปีละครั้งเท่านั้น ถ้าเขาอยู่ในที่มีแสง และอุณหภูมิที่เหมาะสม จะบานทน ส่งกลิ่นหอมนานเป็นเดือนเลยทีเดียว” ผมจ้องเธอไม่ลดละ อรรถาธิบายช้าๆ เผื่อเธออาจไม่รู้ จะได้รู้ ทั้งที่ ผมตระหนั ก ดี ว่า ...คนหั ว ใจหยาบบางประเภท คงไม่ รู้ สึก รู้ส าอะไรกั บ ดอกไม้ใบหญ้า “คุณเด็ดมาก็เท่ากับฆ่าเขาก่อนเวลาอันควร ตัดโอกาสคนอื่นที่จะได้ ชื่นชมบ้าง” “ฉันไม่ได้เด็ด อย่ามาใส่ความฉันนะ!” เธอทําเสียงดังเข้าสู้ “แล้วดอกไม้ที่คุณถืออยู่ล่ะ” ผมชักหมดความอดทน เด็กดื้อนั้นพอ หาความน่ารักได้หรอก แต่ผู้ใหญ่ดื้อนี่สิ...ไม่น่ามองเอาเสียเลย “มันหล่น ใส่มือคุณงั้นสิ” เธอถลึงตาใส่ผม ลุกลี้ลกุ ลน


50

ทําผิดก็ควรยอมรับผิด ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรเลย แค่สํานึก ผิด กล่าวคําขอโทษ มันยากเย็นตรงไหน “นี่คุณ คุณเป็นใคร? จะบ้ารึไง จู่ๆ ก็มาปรักปรําคนอื่นปาวๆ อย่างงี้ เสียมารยาท” “ผมพูดจาอย่างสุภาพชน คุณต่างหากที่ทําตัวแบบที่กําลังกล่าวหา ผม” “ไอ้ คุณ...บ้า!” ร่างอวบเทิ้มสั่น พวงแก้มอิ่มเอิบซ่านแดงด้วยความ โกรธ “ทางร้านติดป้ายขอความร่วมมือไว้แล้ว” “ฉันเห็น ตาไม่บอด แล้วฉันก็ไม่ได้เด็ดไอ้ดอกไม้เฮงซวยนี่” เธอหันรีหันขวาง แล้วยัดช่อ ‘ดอกไม้เฮงซวย’ ไว้กับพุ่มกระเทียม เถาที่พันเกี่ยวราวระแนง ทําท่าจะหลบหนีไปหน้าตาเฉย “จะไปไหนครับ” ผมคว้าแขนนุ่มนิ่มของเธอไว้หมับ “เรายังคุยกัน ไม่จบ” “ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย!” เธอกรีดเสียง สะบัดแขนสุดแรง แล้วขยับส้นสูงจากไปเร็วรี่ น้ํา ผู้ชายอะไรปากร้าย...นิสัยแย่ แย่ๆ ๆ ๆ ! กล้วยไม้เฮงซวยนั่นมันอยู่ในมือฉันก็จริง แต่ฉันไม่ได้เด็ด มันหล่นอยู่ บนพื้นแต่แรกแล้ว ฉันเห็นเข้า นึกเสียดาย เลยหยิบขึ้นมา ให้ไปจุดธูป สาบานเจ็ดวัดเจ็ดวาก็ได้ ฉันไม่ได้เด็ดจริงๆ แล้วถามทีเถอะ...ฉันจะเด็ดมา


51

ทําซากอะไร ทัดหูเป็นนางในวรรณคดีรึไง งี่เง่าน่ะ! ฉันไม่ได้เสียสติ หรือ มืออยู่ไม่สุขขนาดนั้น แล้วหมอนั่นเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรมาตําหนิติเตียนคนอื่น เฮอะ...ก็ได้ ถ้าฉันเด็ดจริง คงเอาไปทําพวงหรีดงานศพนายนั่นแหละ ไอ้ยักษ์ดําปาก มอม อ๊าย...ยย เจ็บใจนัก! “แกเป็นอะไร เมื่อกี้ยังดีๆ อยู่เลย” ยายบุ๋มถาม ขณะเสียบบัตร เครดิตเก็บใส่กระเป๋าเงิน หลังจากชําระค่าอาหารเสร็จ “เปล่า” ฉันตอบห้วนๆ “เปล่าอะไร ไปห้องน้ํากลับมา หน้าแกก็งอยังกะทัพพีหัก” ยายบุ๋ม ตั้งข้อสังเกต “โดนทอมลวนลามในห้องน้ําเหรอยะ” นังซีซี่สอด “ไหน...คนไหน? เดี๋ยวฉันไปจัดการให้ จะตบให้กลับใจเลยเชียว” ฉันไม่ต่อคํา และไม่อยากอยู่ในร้านนี้อีกแม้นาทีเดียว “จ่ายค่าอาหารแล้วนี่ ไปกันเหอะ” ฉันเดินกระแทกส้นตึงๆ ไม่รอใคร สองเพื่อนสาวคว้ากระเป๋าถือถลา ตามด้วยอาการงงงวย จนถึงซุ้มทางเข้า จู่ๆ พนักงานของร้านคนหนึ่งก็หิ้ว กระถางกล้วยไม้กระหืดกระหอบมาดักหน้า แล้วยื่นมันให้ฉัน “มีคนฝากมาให้ครับ” ฉันจ้องกระถางดอกไม้ตาถลน ก็มันเป็นกระถางใบเดียวกับที่ทําให้ ฉันอารมณ์บ่จอยอยู่นี่ล่ะสิ “ใคร?” ฉันตะคอก “ไม่ทราบครับ” “อ้าว... แล้วใครใช้นายเอามาให้ฉันล่ะ!”


52

พนักงานหนุ่มลุกลี้ลุกลน ก่อนผลีผลามยัดกระถางใส่มือฉัน แล้ว วิ่งแจ้นเข้าร้านไปเลย “เก๋นะยะ มีหนุ่มเอาดอกไม้มาให้ด้วย” ยายบุ๋มเลิกคิ้ว ตาวาว “ให้ เป็นกระถางเลยเชียว” “เก๋เก๋ออะไร ใครให้มาก็ไม่รู้” ฉันหันรีหันขวาง “ฉันจะเอาไปคืน” ซีซี่คว้าแขนฉันไว้ “จะบ้าเหรอ กล้วยไม้พันธุ์นี้สวยแล้วก็ราคาแพง คนให้เขาต้องมีน้ําใจมากๆ แล้วก็คงแอบปลื้มแกเอาเรื่องด้วย” “ฉันไม่อยากได้!” ฉันกรี๊ด “แต่แกรับมาแล้ว” ยายบุ๋มรวมหัวอีกคน “ยังไงก็ต้องเอากลับบ้าน” ฉันถูกสองเพื่อนสาวดันหลังให้ไปยังรถ ผลักให้นั่งในเบาะข้างคนขับ นังซีซี่รับกระถางกล้วยไม้ไปวางไว้ข้างกาย ในที่นั่งตอนหลัง “เขาแนบจดหมายรักมาด้วยรึเปล่าเนี่ย” นังซีซี่ก้มๆ เงยๆ สักพัก มันก็ร้องลั่นเหมือนใครเหยียบหัวแม่เท้า “แก๊! เขาเขียนมาด้วยแหละ แถม มีขวดอะไรไม่รู้สอดมาด้วย” ยายบุ๋มกําลังสตาร์ทรถถึงกับชะงัก หันหาเพื่อนสาวทันควัน “อ่านๆ อ่านเดี๋ยวนี้แก” ฉันเองทําเป็นคอแข็ง แต่หูผึ่งยิ่งกว่าหูช้าง นังซีซี่กระแอมสองที กรีดนิ้วคลี่กระดาษในมือ น่าหมั่นไส้ ก่อนอ่าน ออกเสียงให้ฟังโดยทั่วถึง “เขาเขียนว่า ‘แขวนไว้ในที่แสงรําไร สเปรย์น้ําตอนเช้า วันเว้นวัน ผมแนบปุ๋ยน้ํามาให้แล้ว วิธีใช้ตามสลากข้างขวด ดูแลให้ดีๆ นะครับ เขา ฝากชีวิตไว้กับคุณแล้ว’ ว้าว...โรแมนติคจัง ผู้ชายคนนี้เป็นใคร? ทํางาน อะไร? บ้านอยู่ไหน? บอกฉันมาเลยยายน้ํา...บอกมาบัดนาว”


53

“ใช่ ใครกันเหรอแก?” ยายบุ๋มเร่งเร้าอีกคน “รู้จักกันได้ไง? ตอน ไหน? คนบนเครื่องที่ว่ารึเปล่า หรือว่าตอนแกเข้าห้องน้ําเมื่อกี้?” “ชาตินักข่าวพวกแกยังไม่หมดเหรอยะ” ฉันย้อน “พ่นคําถามเป็น ปืนกล” “Who is he?” สองเพื่อนสาวประสานเสียง ตาโต หูกางรอฟังคํา ชี้แจงท่าเดียว “ฉันไม่รู้จัก” ฉันบอกตามความเป็นจริง “ไม่รู้ด้วยซ้ําว่าใครพิเรนทร์ ซื้อดอกไม้ให้ผู้หญิงทั้งกระถาง ...ประสาท” “อ้าว...” นังสองเพื่อนเปล่งเสียงแห่งความผิดหวังพร้อมๆ กัน “แต่ตอนฉันออกจากห้องน้ํา มีเหตุการณ์ซวยเล็กๆ เกิดขึ้นกับฉัน นะ เกี่ยวกับกล้วยไม้กระถางนี้แหละ” ฉันเองก็เพิ่งปะติดปะต่อได้นาทีนี้ เช่นกัน “เล่าๆ ๆ ...เล่ามาเดี๋ยวนี้” ยายบุ๋มสั่ง นังซีซี่กระชากไหล่ฉันจนหัวคลอน “เร็วเข้าสิ อมพะนําอยู่ได้” ฉันยักท่าถ่วงเวลา ยั่วความกระหายของเพื่อนสาวพอเป็นพิธี แล้ว จึงปริปากเล่าถึงเหตุการณ์ตรงทางเดินเชื่อมระหว่างห้องน้ํากับร้านอาหาร กล้วยไม้ช่อหนึ่งที่หักหล่นบนพื้น กับผู้ชายร่างยักษ์ปากเสียคนหนึ่ง “เดี๋ยวๆ แกบอกว่าผู้ชายคนนั้นผิวสีแทน ตัวสูงๆ หุ่นแมนๆ ใช่มั้ย” นังซีซี่ทบทวนลิ้นรัว “ไว้ผมเซอร์ๆ ด้วยรึเปล่า” พอฉันพยักหน้าหงึก นังซีซี่กับยายบุ๋มก็กรี๊ดสนั่น กระจกรถแทบ ระเบิด “แกสองคนกินอาหารผิดสําแดงรึไง” ฉันทําหน้างง


54

“ยายบุ๋ ม แกคิ ด เหมื อ นที่ ฉั น คิ ด มั้ ย ” กะเทยสาวกั บ แม่ ม่ า ย ทรงเครื่องผวาจับมือกันเขย่า “ต้องใช่แน่ๆ ใช่แน่ๆ” ฉันยังหน้าเด๋อ ต่อเมื่อสองเพื่อนแย่งกันเฉลยเนื้อเต้น ฉันก็ยังไม่ บรรลุ “เขาต้องเป็นคุณปรัชญ์ คุณปรัชญ์แน่ๆ รู้มั้ยยายน้ํา...เขาเป็นชายใน ฝันของพวกฉัน อ๊าย...แต่เขาให้ดอกไม้แก ‘ดูแลให้ดีๆ นะครับ เขาฝาก ชีวิตไว้กับคุณแล้ว’ อ๊าย...คุณปรัชญ์เชียวนะแก คุณปรัชญ์!!” จะกรี๊ดอะไรกันนักหนา กะอีแค่ผู้ชายตัวโตๆ ผิวดําๆ หน้าตาไม่เป็น มิตร แถมยังปากมอมขนาดนั้น เชอะ! เทียบคุณสุดเขตสุดหล่อก็ไม่ได้


55

6 บุ๋ม หลังมื้อเที่ยง ส่งยายน้ํากับนังซีซี่ที่บ้าน ฉันขับรถกลับเส้นทางเดิมที่ จะไปออฟฟิศ ขณะจอดรถรอสัญญาณไฟจราจรตรงสี่แยกกลางเมือง ก็นึก ขึ้นได้ มีผู้เช่าบ้านรายหนึ่งย่านนี้ติดค้างค่าเช่าหลายเดือนแล้ว พนักงานไป ทวงหลายครั้งหลายครา แม่ค้าส้มตํานางนั้นก็ผัดวันประกันพรุ่ง


56

ฉันเหม็นเบื่อที่สุด คนที่ชอบใช้ข้ออ้างเพื่อหลบเลี่ยงความรับผิดชอบ บนโลกนี้มีใครบ้างไม่มีปัญหา เมื่อมีต้องรีบสะสาง ไม่ใช่ทิ้งคาราคาซังให้ คนอื่ น พลอยเดือ ดร้อ น ใจฉั น ไม่ ดํา เป็น อี ก า ผ่อ นผัน ได้ก็พูด จากั น เป็ น เรื่องๆ รายๆ ไป อย่างมากอะลุ้มอล่วยได้แค่สองเดือน เกินกว่านั้นต้อง ดําเนินการตามสัญญาที่ตกลงกันไว้แต่ต้น คิดดอกเบี้ย ค่าติดตาม และ ค่าปรับ สุดท้ายคือย้ายออกไปหรือยึดหลักทรัพย์ ผู้เช่าบ้านรายนี้ชื่อมาลี หล่อนเล่นค้างจ่ายสามเดือนติดกัน ส่อเค้า ว่าฉันอาจสูญรายได้ทั้งหมด เพราะเคสแบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้ว ดินพอกหาง หมูจนลุกไม่ไหว ตกดึกก็ขนของย้ายหนีเข้ากลีบเมฆ ค่าเช่าก็ไม่ได้ แถมยัง ทิ้งบ้านสกปรกให้ฉันต้องส่งคนไปทําความสะอาด ในโลกของธุรกิจไม่มีของฟรี ทุกอย่างมีต้นทุน มีค่าใช้จ่าย ต้องหวัง ผลกําไร เช่าอยู่บ้านเขาก็ต้องจ่ายค่าเช่า เมื่อปฏิบัติไม่ได้ก็ต้องพิจารณา ตัวเอง อ้างโน่นอ้างนี่พร่ําเพรื่อ มันขาดความน่าเชื่อถือไปแล้ว ใครจะใจ เย็นเสวนาต่อความด้วยอีกเล่า สัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนสี ฉันหมุนพวงมาลัยผ่านหน้าอนุสาวรีย์ สามกษัตริย์ เลี้ยวอีกสองซอยก็ถึงบ้านเช่า จอดรถเยื้องกําแพงปูน ลงไป กดกริ่งหน้าบ้าน ครู่หนึ่ง หญิงกลางคนก็เดินกระย่องกระแย่งออกมา หยุด ยืนหลังประตูรั้วเหล็กโปร่งๆ “มาหาใครคะ” หล่อนถาม น้ําเสียงอิดโรย “มาลีใช่มั้ย” “ค่ะ” หล่อนพยักหน้าซูบเซียว ผมเผ้ากระเซิงถูกรวบลวกๆ ด้วย ยางรัด “ฉันเป็นเจ้าของบ้านที่คุณเช่า”


57

“อ้อ...คุณบุ๋ม” หล่อนทําหน้าตกใจ รีบเปิดประตูรั้ว เงอะๆ งะๆ “เชิญค่ะ เชิญเข้าบ้านก่อน” “ไม่ล่ะ ฉันมีธุระต้องรีบไป” ฉันยืนกอดอก มองเลยเข้าไปในบริเวณบ้านที่ซื้อไว้เก็งกําไร ระหว่าง ที่ราคายังไม่น่าพอใจ ฉันจึงเปิดให้เช่า ละแวกนี้ฉันมีอยู่สามหลัง รวมถึง หอพักสามชั้นที่อยู่ถัดไปอีกซอยนั้นด้วย ประเมินด้วยสายตา สภาพบ้านชั้นเดียวหลังนี้น่าอยู่ขึ้นกว่าตอนที่ ฉันซื้อมาเสียอีก มีม้านั่งปูนล้อมโต๊ะกลมตั้งอยู่ใต้ต้นจําปากลางสนามหญ้า เล็กๆ โมบายกระเบื้องที่แขวนปลายกิ่งต้องสายลมดังกรุ๊งกริ๊ง ที่ว่างริมรั้ว และบริเวณอื่นถูกแซมด้วยดอกไม้ และผักสวนครัว สวยงาม สบายตา ใช้ ประโยชน์จากทุกตารางนิ้วของแผ่นดิน 32 ตารางวา อย่างเต็มพื้นที่ ผิด กับคนเช่ารายอื่น นอกจากไม่ดูแล ยังปล่อยให้รกรุงรัง ผุผังเล็กน้อยก็ไม่ คิดซ่อมแซม “ที่แวะมา ก็แค่จะเตือนให้คุณรีบจัดการค่าเช่าที่ค้างทั้งหมดซะ ไม่ เกินสิ้นเดือนนี้นะ ส่วนของเดือนหน้าก็ควรจ่ายตามกําหนด อย่าลืม” “แต่ เ หลื อ ไม่ ถึ ง อาทิ ต ย์ ก็ สิ้ น เดื อ นแล้ ว นะคะคุ ณ ” หล่ อ น กระสับกระส่าย "ฉัน...ฉันหาเงินไม่ทันหรอก” “นั่นเป็นปัญหาของคุณ ฉันแค่ต้องการค่าเช่าของฉัน ถ้าไม่มีก็ย้าย ออกไป ฉั น ผั ด ผ่ อ นให้ คุ ณ มาพอแล้ ว ” ฉั น บอกอย่ า งไม่ อ้ อ มค้ อ ม หน้ า หล่อนยิ่งซีด ยังไม่ทันคุยต่อ เสียงมอเตอร์ไซค์ก็ดังแทรก ขับมาจอดชิดรั้ว


58

ฉั น เหลี ย วมอง เห็ น เด็ ก หนุ่ ม คนหนึ่ ง เป็ น คนขี่ เด็ ก หญิ ง หน้ า ตา ละม้ายกันซ้อนท้าย หอบหิ้วถุงบรรจุผักบุ้ง กะหล่ํา มะละกอ และของสด อื่นๆ พะรุงพะรัง “มีอะไรแม่” เด็กหนุ่มหิ้วของเข้าบ้าน เอ่ยถามนางมาลี “ไม่มีอะไร เข้าบ้านเถอะ” “เขาเป็นเจ้าของบ้านใช่มั้ยแม่” เด็กหนุ่มไม่ลดละ “บอกว่าไม่มีอะไร พาน้องเข้าบ้าน ไปเตรียมของขาย” เด็ ก หนุ่ ม ไม่ ฟั ง เสี ย ง เขาวางถุ ง ของลงกั บ พื้ น ตรงมาหา แล้ ว ยื่ น ธนบัตรที่ม้วนเป็นแท่งรัดด้วยยางให้ฉัน “ตุลย์...นั่นมันค่าเทอมของลูกนี่นา” ผู้เป็นแม่ทักท้วงเบาๆ “ไม่เป็นไรแม่ ให้เขาไปก่อน” เด็กหนุ่มบอกผู้เป็นแม่ แล้วหันมาพูด กับฉัน “ค่าเช่าครับ” ฉันรับมา คลี่นับรวดเร็ว “ห้าพัน?” “ครับ ผมมีอยู่แค่นี้ อย่าเพิ่งให้เราย้ายออกไปเลยนะครับ” “แต่พวกเธอติดค่าเช่าตั้งสามเดือน” “ผมทราบครับ ผมขอโทษ” เด็กหนุ่มค้อมศีรษะไหว้ อากัปกิริยานอบน้อม หากผึ่งผายอย่างถือตัว เป็นการแสดงออก อย่างคนสํานึกในความผิด มิใช่อ้อนวอนให้เวทนา “ตอนนี้ ผ มมี แ ค่ นี้ จ ริ ง ๆ เอาไว้ สิ้ น เดื อ นผมจะจ่ า ยคุ ณ อี ก อาจไม่ ทั้งหมด แต่ผมสัญญาว่าจะพยายามอย่างเต็มที่” ฉันจ้องเด็กหนุ่มร่างสูงที่ยืนอยู่เบื้องหน้า สดับวาจาชัดถ้อยชัดคํา ตรงไปตรงมา นัยน์ตาของเขาฉายฉาน แน่วแน่ ภายในนั้นปราศจากความ หวาดเกรง ไม่ว่าใครหน้าไหนหรืออุปสรรคใดๆ กระนั้น เขาก็ไม่อาจปกปิด


59

รอยหม่นเศร้าได้มิดชิด ความหม่นเศร้าซึ่งไม่ควรอยู่ในแววตาของวัยรุ่นที่ ความเพ้อฝันและจินตนาการยังอยู่ในกํามือ ฉันมองเลยไปถึงน้องสาวของเขาที่ยืนตัวลีบ กอดแขนแม่ หน่วยตา เธอรื้นระริก บางสิ่งบางอย่างภายในสั่งให้ฉันส่งเงินจํานวนนั้นคืน “ถ้าเธอมีแค่นี้ก็อย่าเพิ่ง” ฉันบอกห้วนๆ ยัดเงินคืนใส่มือเด็กหนุ่ม “เอาไปจัดการที่จําเป็นเร่งด่วนก่อน” “แต่...” เขาอึกอัก ฉันสบตาเด็กหนุ่ม “สิ้นเดือนฉันจะให้พนักงานมาเก็บ จ่ายเท่าที่เธอ จะจ่ายไหวก็แล้วกัน” จบความฉันก็สะบัดส้นสูงกลับไปยังรถ สตาร์ทเครื่อง ขับจากมาด้วย ความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หรือ...อาจจะเคยเกิด! ใช่...มันเคยเกิดขึน้ ฉันเคยมีความรู้สึกเช่นนี้ แต่คงนานมาแล้ว ...นานมากจนลืมเลือน และไม่ คิดว่ามันจะหลงเหลืออยู่อีก แล้วทําไมถึงได้เกิดขึ้นกับฉันเวลานี้? น้ํา ตัดใจโยนจานชามที่น้องชายตัวดีกองสุมไว้ใส่ถุงดํา กลิ่นอาหารบูด เน่าและหนอนตัวอ้วนพีที่ไตยั้วเยี้ย มันชวนขนลุก ฉันกล้ํากลืนใช้ต่อไม่ลง จริงๆ จัดการมัดปากถุง ลากตุปัดตุเป๋ไปทิ้งถังขยะข้างเสาไฟฟ้า ก่อนที่ถุง ดําอีกนับสิบใบจะทยอยตามออกไปจนพะเนิน ต่อจากนั้นก็ปัดฝุ่น จัดข้าวของที่เกลื่อนเขะขะให้อยู่ในที่ที่มันควรอยู่ กวาดบ้าน ถูพื้น ซึ่งฉันต้องเปลี่ยนน้ําซักผ้าขี้ริ้วที่ดําปี๋เหมือนโอเลี้ยง ไม่รู้กี่


60

หน น้ํายาถูพื้นขนาด 800 ซีซี. เหลือติดก้นขวด ขนาดนี้แล้ว ฉันยังรู้สึก ขยะแขยงฝ่าเท้าทุกครั้งที่เดินไปเดินมา แม้เคยใฝ่ฝันอยากมีครอบครัวเป็นของตัวเอง สามีหล่อๆ กับลูก หญิงชายน่ารักสักสอง ใช้ชีวิตหรูหราในคฤหาสน์เริดๆ มีสระว่ายน้ําแบบรี สอร์ ท ครบครั น ด้ ว ยเฟอร์ นิ เ จอร์ เครื่ อ งใช้ ไ ฟฟ้ า เครื่ อ งครั ว ทั น สมั ย กระนั้นฉันก็ฝันเผื่อไปถึงสาวใช้กับคนสวนที่ไว้ใจได้ด้วย ไม่เคยจินตนาการ ให้ตัวเองต้องลงมือปัดกวาด เช็ด ถูเอง จนเนื้อตัวมอมแมมสภาพนี้ นายดินนะนายดิน ไอ้น้องเลว! ดูซิ...ป่านนี้ยังไม่โผล่หัว พี่สาวมาถึงบ้านทั้งคน น่าจะอยู่ต้อนรับขับ สู้ ดู๊ดู... ดูมันทิ้งบ้านสกปรกเลอะเทอะยังกะเล้าหมูไว้ต้อนรับแทน ผ่านไป สองชั่วโมงเศษ ฉันยังทําความสะอาดได้แค่ชั้นล่าง ชั้นสองกับสนามหญ้า ยังกระจัดกระจาย เหมือนเศษซากเมืองหลังสงครามสงบ แค่นึกก็ไม่เหลือ เรี่ยวแรงยกขาแล้ว...อ๋อยยยย ฉันทิ้งร่างลงกับโซฟาอย่างอ่อนอกอ่อนใจ เหลียวดูนาฬิกาข้างผนัง ตายจริง...หกโมงสิบห้าแล้วเหรอ ฉันนัดยายบุ๋มกับนังซีซี่ไว้ทุ่มตรง กินข้าวเย็นแล้วเราจะไปนั่งผับแถวนิมมานเหมินทร์กัน โอ๋ยยย...ดูสภาพฉันสิ เหงื่อซก หน้าซีดเป็นเกี๊ยวอืดน้ําซุปอยู่เลย พอๆ ...พอแค่นี้เถอะ หมดแรงแล้ว ฉันขนอุปกรณ์ทําความสะอาดไปล้างเก็บ ขณะเดินผ่านห้องครัว หางตาก็สบกับกล้วยไม้ในกระถางที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะเตรียมอาหาร กล้วยไม้เฮงซวย! ฉันต้องถูกด่าฟรี แถมต้องหอบหิ้วแกไปๆ มาๆ ให้ อายคน ...ไอ้กล้วยไม้บ้า!


61

ออกจากร้านเฮือนดอกไม้เมื่อตอนเที่ยง ยายบุ๋มนําขบวนไปแวะเติม คาเฟอี น คนละแก้ ว ที่ ร้ า นกาแฟกิ๊ บ เก๋ แ ถวริ ม ฝั่ ง แม่ น้ํ า ปิ ง รสชาติ ย อด บรรยากาศเยี่ยม เสียอย่างเดียวที่ฉันต้องกระเตงไอ้กล้วยไม้เฮงซวยนี่ไป ด้วยเหมือนแม่ลูกอ่อน ก็นังซีซี่นั่นแหละตัวดี พอจอดรถหน้าร้านกาแฟ ผลักประตูก้าวลงจากรถ มันก็โวยวายใส่ฉันยังกะทํางานให้กรีนพีซ เมื่อ เห็นฉันทิ้งกระถางกล้วยไม้ไว้ในรถที่จอดกลางแดดเปรี้ยง ‘ช่างมัน ทิ้งไว้ในนั้นแหละ’ ฉันบอกอย่างไม่แคร์สื่อ ‘ไม่ด๊าย...ไม่ได้ นังใจร้าย’ ซีซี่กระวีกระวาดยกกระถางยัดใส่มือฉัน ‘แกจะทิ้งเขาไว้เหมือนเป็นสิ่งไม่มีชีวิตไม่ได้ ร้อนตับแลบขนาดนี้ ก็พอดีสุก ทั้งรากทั้งดอก’ ‘เกะกะ’ ฉันเถียง พยายามจะซุกไว้ตรงที่วางเท้า นังซีซี่ดันไว้ขึงขัง แถมตวาดใส่ฉันลั่นถนน ‘แกไม่พอใจใครก็ช่าง แต่ดอกไม้ไม่มีความผิด เขาไม่ใช่ที่รองรับ อารมณ์ของแกนะ’ ต๊าย...นังนี่ควรลาออกจากแบงก์ ไปทํางานให้องค์กรอนุรักษ์ไม้ป่า เดียวกันซะจริง ฉันจํานนด้วยเหตุผล เลยต้องหอบกระถางกล้วยไม้เข้าร้านไปด้วย สายตาคนในร้านมองมาเป็นตาเดียว คงแอบตั้งคําถามในใจละสิ...อีบ้านั่น คงรักต้นไม้เข้ากระดูก ถึงขนาดหอบไปหอบมายังกะคนเสียสติ วุ้ย...มันน่า โมโห ได้ที่นั่ง ฉันก็กระแทกกระถางดอกเจ้ากรรมลงกับโต๊ะ ผลักมันให้ ห่างตาที่สุด แต่ใบเขียวอวบสมบูรณ์ และช่อดอกโง้งยาวสีเหลืองทอง บ่ง บอกถึงการบํารุงดูแลเป็นอย่างดีก็ชี้โด่เด่มาทางฉัน ช่อหนึ่งในนั้นหักด้วน


62

อย่างน่าเสียดาย แต่เสียดายแค่ไหน ฉันก็ปรายตามองมันด้วยความชิงชัง มันสวยอยู่หรอก ถ้าฉันไม่มั่นใจว่า ไอ้ยักษ์ดําตนนั้นน่าจะเป็นคนขอซื้อ จากทางร้าน แล้วสั่งให้พนักงานหิ้วมาให้ฉัน เพื่ออะไร? ให้ฉันทําไม? ฝากคําแช่งใส่กระถางมาด้วยหรือไง? ไอ้ดอกไม้บ้า! เพราะแกเชียว ฉันถึงโดนหมอนั่นจวกเอา อย่าทําเป็น หงอยเหงา ใบอ่อนใบซบเลย ใครเป็นคนเด็ดแก...หา? แกรู้ดีว่าไม่ใช่ฉัน ฉันไม่ใช่เด็กสามขวบ เที่ยวมือบอนเป็นลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน ฉันเก็บช่อดอก ด้วนๆ ของแกขึ้นมาก็เพราะเสียดาย กลัวจะโดนใครเหยียบเข้า แล้วไง... ทําคุณบูชาโทษโปรดดอกได้บาป รู้งี้ฉันปล่อยให้รองเท้าสกปรกๆ ขยี้แก เละติดพื้นไปเลยคงดี แล้วตกลงไอ้ยักษ์ดําที่ตั้งตนเป็นเดือดเป็นแค้นแทนแกคือใคร? ยุ่ง อะไรด้วย? หรือว่า...เขาเป็นเจ้าของร้านเฮือนดอกไม้อย่างที่นังบุ๋มกับนังซี ซี่สันนิษฐาน ชื่ออะไรนะ...ปาดๆ ปัดๆ โน...โน ไม่น่าจะใช่ คนเราอาจละม้ายกันได้ แต่หมอนั่นหน้าตาออก จะงี่เง่า สูงล่ํายังกะยักษ์ปักหลั่น ตัวดําเกรียมเป็นกุลีออกขนาดนั้น อย่างดี ก็แค่คนขับให้เจ้านายที่มากินข้าว ไม่ก็คนส่งแก๊ส เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น คนอะไรคิดเองเออเอง ไม่เว้นช่องไฟให้คน อื่นได้ชี้แจงสักคํา คอยดู...เจอกันคราวหน้าแม่จะเหวี่ยงให้รู้ฤทธิ์ซะบ���าง! เล่นกับใครไม่เล่น...คิดลองดีกับฉันเรอะ?! ไอ้บ้า! ไอ้ยักษ์ดํา! ปรัชญ์


63

ครัวหยุดรับออร์เดอร์ตอนสองทุ่ม ร้านปิดให้บริการหลังจากนั้นอีก หนึ่งชั่วโมง ระหว่างเช็คสต็อกของสด พนักงานทั้งหมดจะช่วยกันทําความ สะอาดครัว ล้างจานชามชุดสุดท้าย เก็บโต๊ะเก้าอี้ ทิ้งขยะ กว่าร้านจะอยู่ ในสภาพเรียบร้อย ก็พอดีพนักงานบัญชีและการเงินสรุปบัญชีประจําวัน เสร็จ จวนสามทุ่มครึ่งแบ่งทิปประจําสัปดาห์ ซึ่งจะเปิดกล่องทุกวันเสาร์ ชื่นมื่นถ้วนหน้าแล้ว พนักงานจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน ผมมักเดินดูนั่นดูนี่ สํารวจดอกไม้ใบหญ้า ตรวจห้องน้ําที่เจ้าต่อ-ลูก คนเล็กของน้องชายต่างแม่เป็นคนทําความสะอาด ตามกิจวัตรประจําวันที่ ผมมอบหมาย ซึ่งที่จริงเจ้าต้นผู้เป็นพี่ต้องอยู่ช่วยน้อง หมอนี่กลับหายหัว ตั้งแต่หลังเที่ยง ทิ้งหน้าที่ที่ต้องช่วยงานร้านทุกวันเสาร์เต็มวัน นิสัยไม่ต่าง กับเจ้าปิ่น-ลูกสาวพี่ปาน แม่คนนี้นับวันยิ่งเหลือร้าย ออกไปกับเพื่อนตั้งแต่ เย็นวาน ถึงตอนนี้ยังไม่โผล่หน้า ขนาดอายุแค่ 14 ถ้าโตขึ้นจะแผลงฤทธิ์ แผลงเดชขนาดไหน สงสารแต่พี่ปาน เอาลูกไม่อยู่จริงๆ พร่ําสอนไปเถอะ ทั้งไม้แข็งไม้นวม ส่วนผมจะดุด่าหรือลงโทษรุนแรงก็ใช่ที่ มากสุดแค่เรียก มาตักเตือน ตัดค่าขนม ยังไงซะ...ผมก็ได้ชื่อว่าน้าและลุง ให้ที่อยู่อาศัย ให้ การศึกษา ให้เสื้อผ้าอาหารได้ แต่มิใช่...ผู้ให้กําเนิด เด็กยุคนี้เลี้ยงยากยิ่งกว่าดอกไม้พันธุ์หายากเสียอีก ปล่อยมากก็ เตลิด บีบมากก็ต่อต้าน คิดๆ แล้วโล่งใจที่ไม่ตะเกียกตะกายหาเหาใส่หัว อาจรู้สึกเหมือนตัวประหลาดบ้าง ที่ยังครองโสด ในท่ามกลางเพื่อนฝูงที่ แต่งงานแต่งการกันไปหมด แต่ผมเชื่อว่าพวกเขาคงยิ้มได้แค่ครึ่งปาก เมื่อ มีครอบครัว เวลาจะถูกแบ่ง ชีวิตถูกหาร อิสรภาพถูกลิดรอน ยกเว้นพวก ชอบเล่นกับไฟอย่างเจ้าอธิคม ระริกระเริงไม่กลัวมือพุพองเพราะไฟราคะ


64

ลวก เมื่อกลางวันมันก็พากิ๊กมากินข้าว ทําหวานโอ้อวด ผมได้แต่มองอย่าง หมั่นไส้ อธิษฐานให้มันรักษาเงาหัวเอาไว้ได้ยืนนานเถอะ ปิดไฟในจุดที่ไม่จําเป็นเสร็จ ผมขึ้นไปอาบน้ํา ผลัดเสื้อผ้า แล้วเอน หลังในเก้าอี้ยาวตรงระเบียงห้อง พร้อมกับชาบัวอุ่นๆ มือผมไม่วายหยิบสมุดบัญชี ใบสรุปค่าอาหารและเครื่องดื่มมาด้วย สุ่ม พลิ ก ตรวจคร่ า วๆ เพื่อ ป้ อ งกั น ความผิด พลาดและการทุ จ ริต ไม่ คิ ด จับผิดหรอก แต่การหละหลวม ไม่ใส่ใจ ความเสียหายใหญ่อาจเกิดขึ้นได้ ในวันหน้า ผมยกถ้วยชาบัวขึ้นจิบ สายลมเย็นชื่นโชยชาย หอบกลิ่นลั่นทมที่ ปลู ก ไว้ ต รงมุ ม รั้ ว กํ า จายละไม มาลั ย ทองในกระถางที่ แ ขวนไว้ ไ หวลม เช่นเดียวกับกล้วยไม้สายพันธุ์หวายสีม่วงขาวที่แขวนใกล้ๆ กัน ช่อดอก เป็นพวงสะพรั่งสะท้านลม ดุจสาวน้อยเริงร่าและขี้อาย จู่ ๆ ความคิ ด ก็ ว าบถึ ง ผู้ ห ญิ ง คนหนึ่ ง เจ้ า ของร่ า งสู ง อวบอิ่ ม เกิ น มาตรฐานหญิงไทย ระลึกถึงหน่วยตาที่เบิกกว้าง เหลอหลา เงอะงะ...แล้ว อดขําไม่ได้ แม่คุณเอ๊ย...ผิดเต็มประตูยังจะเถียงคอเป็นเอ็น เอาเอื้องคําไปเลี้ยง ทั้งกระถางนั่นแหละดี จะได้ซึ้งคุณค่าความงามของดอกไม้ ในเสี ย งกระทบกั น เบาๆ ของใบไม้ เ พราะแรงลม ผมได้ ยิ น เสี ย ง ตัวเองเผลอหัวเราะออกมาเบาๆ รู้สึกสบายอกสบายใจอย่างประหลาด


65

7 ซีซี่ เรานัดกันตั้งแต่มื้อเที่ยงแล้วล่ะ หลังจากดินเนอร์สไตล์สาวโสดที่ ร้านอาหารสุดเก๋ริมฝั่งแม่น้ําปิง ยายบุ๋ม ยายน้ํากับฉันจะย้ายสะโพกมานั่ง


66

ดื่มในผับแห่งนี้ ด้วยเห็นพ้องต้องกันว่าที่นี่เหมาะแก่การสนทนา และร่ํา สําราญเครื่องดื่มแบบชิวชิว ภายใต้การตกแต่งที่เน้นเฟอร์นิเจอร์เรียบโก้ บรรยากาศหรรษาแบบคนวัยทํางาน พูดง่ายๆ คือครบครันด้วยแสง สี เสียง แต่ไม่เบียดเสียดครึกโครม ที่สําคัญ...ผับนี้มี ‘วิวแจ่มๆ’ ประเภทดูดีมีชาติตระกูล ส่วนจะโสด สดๆ หรือ ‘ซากโสด’ ก็ขึ้นอยู่กับดวงและสายตาของใครของมัน พวกผู้หญิงกับกะเทยอย่างฉันก็ไม่ต่างจากผู้ชายนักหรอก เวลายกก๊ วนมานั่งดริ๊งค์ พวกเราย่อมต้องการอาหารตาให้บันเทิงอารมณ์ ผู้ชายชอบ มองสาวขายาวๆ ขาวสวยหมวยอึ๋ม พวกฉันก็ชอบเหล่หนุ่มแมนๆ แต่งกาย ดีเช่นกัน Mono เป็นผับเล็กๆ ในซอย 7 ของถนนนิมมานเหมินทร์ ย่านสุด หรูฟู่ฟ่าที่สุดของอําเภอเมืองเชียงใหม่ ตัวผับแบ่งออกเป็นสองโซน ด้านใน เป็นห้องปรับอากาศ เล่นเพลงจากแผ่นมีจังหวะนิดๆ ด้านนอกเป็นเทอเรส โปร่งสบาย ห้อมล้อมด้วยสวนน่ารัก เล่นดนตรีสดสไตล์ Easy Listening คืนนี้ เราสามสาวจิบไวน์ เม้าท์กระจายกันในโซฟาบนเทอเรส ขวด ที่สามถูกเปิด หน้าเราก็แดงซ่านด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ บนเวที นั ก ดนตรี ว งแรกลงจากเวที ไ ปแล้ ว อี ก คนหิ้ ว กี ต าร์ โ ปร่ ง ขึ้น มารั บ หน้ า ที่ ต่ อ เขาเสี ย บแจ๊ ค ปรับ ระดั บ ไมโครโฟน ทดสอบเสี ย ง ท่าทางเก้กังกับอุปกรณ์ สงสัยจะมาใหม่ หน้าตายังดูเด็ก แถมรูปหล่อซะ ฉันจิบไวน์ ตาชําเลืองนักร้องหนุ่มหน้าใหม่เป็นระยะ “แกคงช็อคซีนีม่าไปเลย” ยายบุ๋มสัมภาษณ์ยายน้ําเรื่องนายโตมร “ตอนนั้นฉันพูดอะไรไม่ออก สมองมันตื้อไปหมด มัน...คิดไม่ถึง” ยายน้ําเล่า เสียงสั่น


67

“เป็นฉัน จะชกให้ดั้งหักไปเลย” ยายบุ๋มใส่อารมณ์ “มาสารภาพทํา ซากอะไรป่านนี้” “พวกฉันนานๆ เจอเขา เขาคงระมัดระวังตัว เก๊กแมน” ฉันแสดง ความเห็น “แต่แกอยู่กับเขาแทบตลอดเวลา เขาไม่เผลอหลุดสาว ไม่ส่อ อาการให้แกสังเกตบ้างเหรอ” ยายน้ําสั่นหัว “ไม่รู้สิ...อาจจะ แต่ฉันไม่สังเกตเอง” “กลายเป็นความผิดของแกงั้นเหอะ” ฉันสรุป ยายน้ําพยักหน้า ตาลอยๆ “คงงั้น” “สมัยเรียนมอ เฮไหนเฮนั่นด้วยกัน นายโตมรก็ดูปกติดี” ยายบุ๋มยัง ไม่เลิกวิเคราะห์ “หรือเพิ่งรู้ตัว” “โอ๊ ย ! ไม่ ใ ช่ ไ ข้ ห วั ด 2009 นะแก ถึ ง จะเพิ่ ง ติ ด เชื้ อ เพิ่ ง สํ า แดง อาการ” ฉันแย้ง “มันต้องรู้ตัว ตั้งแต่ยังไม่ได้ขลิบจําปีโน่นแล้ว นี่คงตั้งใจ เล่นซ่อนแอบกับยายน้ํามากกว่า ฉันเกลียดอีพวกนี้พอๆ กับเกลียดผู้ชาย เจ้าชู้กะล่อนจัดเลยเชียว จะเป็นอะไรก็เป็นมักสักอย่างเถอะ” “เวรกรรมจริงๆ” ยายบุ๋มกระดกไวน์ “มาถึงเชียงใหม่เนี่ย เขาโทร. หาแกบ้างมั้ย” ยายน้ําสั่นหัวอีก ทําหน้าเบี้ยวเหมือนไส้ติ่งอักเสบกําลังจะแตก “ไอ้นรก! ทําคนอื่นเสียเวลาไม่รู้เท่าไหร่” ฉันสบถ “อย่าเสียใจเลย แก สักวันเวรกรรมจะตามสนองมัน” “จบๆ กันวันนี้ ดีกว่าไปรู้ตอนร่วมหอลงโรง หรือตอนลูกโตเป็นหนุ่ม เป็นสาวโน่น แกคงไม่อยากได้ผัวแบบอาจารย์ยิ่งยศ หรืออีชลัมน์ ดารา กะเทยแก่นั่นหรอกนะ ลูกโตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว พวกหล่อนเพิ่งได้ฤกษ์ แกรนด์โอเพ่นนิ่ง มีผัวแบบนี้ สู้เป็นสาวทึนทึกคงเพลินกว่า น่านะแก...นึก


68

ว่าทําบุญทําทานมันไป เดี๋ยวก็ลืม” ยายบุ๋มกุมมือยายน้ํา แล้วเปลี่ยนเรื่อง “ต้นร้าย ปลายมักดี วันนี้แกก็เจอเทพบุตรผู้จะมาเยียวยาแผลใจแล้วนี่นา เขาชื่ออะไรนะแก บอกอีกทีเถอะ” “คุณสุดเขต” ยายน้ําตอบเนือยๆ ไม่กระดี๊กระด๊าเหมือนตอนเล่าถึง เมื่อกลางวัน “พูดแล้วก็ขอรีเพลย์อีกรอบเถอะ อย่าตีความว่าฉันบั่นทอนกําลังใจ เพื่อนนะยะ เขาชื่อ เดียวกับคนที่ฉันรู้จักเลยแก แต่คนนั้นเขามี ลูกเมีย แล้ว” ฉันหมายถึง คุณสุดเขต ผู้จัดการธนาคารสยาม จํากัด สาขาประตู ท่าแพ บอสของฉันเอง “เขาไม่ได้บอกแกเหรอว่าทํางานอะไร” ยายน้ําสั่นหัวแทนคําตอบ “หรือจะเป็นคนคนเดียวกัน ถ้าอย่างงั้นแกก็ซวยซ้ําซวยซ้อนแน่ๆ ยายน้ํา” ฉันสรุป “นังซีซี่!” ยายบุ๋มตีแขนฉันเป็นเชิงปราม “อ๊ า ว...ก็ มั น จริ ง นี่ แ ก ที่ ย ายน้ํ า บรรยายสรรพคุ ณ ให้ ฟั ง มั น คลับคล้ายคลับคลาจะเป็นคนเดียวกันซะด้วย” “ถึงเวลาก็รู้เอง” ยายบุ๋มพยายามคิดบวก “ก็จริง แต่เผื่อใจไว้บ้างก็ดีนะแก” “อะไรยังไม่เกิด จะแตกตื่นไปก่อนทําไม แล้วถึงเขาจะมีหรือไม่มี เมีย ก็ไม่เห็นแปลก เราไม่ได้เอาเมียเขานี่นา” “ย่ะ ยายน้ําไม่สะเทิ้นน้ําสะเทิ้นบกเหมือนหล่อนนี่ จะได้รับได้ทุก สายพันธุ์” “นี่แกหลอกด่าฉันเรอะ!” ยายบุ๋มตวาดแว้ด ฉันเลยยั่วมันต่อทันที “แล้วแต่จะคิดซียะ...แม่คาสโนวี่”


69

“ฉันแค่ควบคุมเกมได้ ต่างฝ่ายต่างไม่ล้ําเส้นกัน” “เอ๊อ...ให้มันคุมได้ทุกเกมเถอะ เจอของแข็งปั๋งเข้าเมื่อไหร่ หล่อน จะสะอึก” “ไม่มีวันซะหรอก ฉันมืออาชีพ แกเองเอาตัวให้รอดก่อนเหอะ นาย เอ็มหยามหน้าแกกี่หนแล้ว ยังให้อภัยมันซ้ําซากอยู่ได้ เห็นแล้วรําคาญลูก ตา” โดนเข้าดอกนี้ ฉันถึงกับหน้าหงาย โต้ยายบุ๋มทันควัน “ก็ฉันรักของ ฉัน” “รั ก ควายๆ น่ ะ สิ ยอมให้ มั นแทงข้ า งหลั ง ปอกลอกจน ถลอกปอกเปิกไปทั้งตัวขนาดนี้” “นังปากปิรันย่า!” ฉันกรี๊ดใส่ “แต่ในกะโหลกมีสมองย่ะ ไม่เหมือนแก...กลวง!” “อ๊าย! แกมัน...” “นี่พวกแก จะดื่ม หรือจะฆ่ากันตาย ฉันยิ่งกลุ้มๆ พวกแกดันมา ทะเลาะกันเอง” ยายน้ําสั่นระฆังหมดยก แล้วจู่ๆ มันก็ปากเบะทําท่าจะร้องไห้ ฉัน กับยายบุ๋มผวาตะครุบปากมันเอาไว้แทบไม่ทัน ขืนร้องไห้โฮกลางร้าน ได้ อายเขาตาย “พวกฉันขอโทษ...ขอโทษ อย่าร้องนะแก” ยายบุ๋มปลอบ ฉันลูบแขนอุดมไขมันของยายน้ํา เห็นหน่วยตาเอ่อคลอของมันแล้ว ชวนเวทนา


70

พิษรักนี่รุนแรงโหดร้าย ไม่เลือกหน้าอินทร์หน้าพรหม ทําคนให้เจ็บ ปางตาย ยิ่งกว่าโดนมีดกะซวกสักร้อยแผล ทําให้ชีวิตคนคนหนึ่งพลิกโครม จากหน้ามือเป็นหลังเท้าโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว เฮ่อ...ยายน้ําเพื่อนรัก แกอาจหนีมาไกลถึงเชียงใหม่ แต่ดูสภาพของ แกตอนนี้สิ กี่ร้อยกี่พันกิโลเมตร นายโตมรก็ตามมาหลอกหลอนแกถึงนี่จน ได้ ที่จริง ยายน้ําก็ไม่ต่างจากฉันสักกี่มากน้อยหรอก เพียงแต่ฉัน ‘อึด กว่า’ เลยไม่คิดหนีหน้า ถึงเขาจะเอาเปรียบ ตลบตะแลง ข่มเหงจิตใจฉัน สักแค่ไหน มีปัญญาทําได้ก็ทําไปสิ ฉันยังเจ็บได้อีก ทนได้อีก อึดได้อีก... เพราะอะไรรู้มั้ย? เพราะ...รักคําเดียว รักควายๆ เหมือนยายบุ๋มปรามาส นั่นแหละ นังซีซี่เอ๊ย...อีกะเทยโง่! ดูซิ ป่านนี้เขาอยู่ไหน รับปากว่าเลิกจากฟิตเนสจะตามมาทันที นี่ จวนห้าทุ่มแล้ว ยังไม่เห็นแม้เงารองเท้า ฉันน้อยใจนะ ทั้งที่พยายามเตือนตัวเอง-อย่าคาดหวัง ได้แค่ไหนก็ แค่นั้น แต่ฉันยังไม่บรรลุอรหันต์ ละโลก ตัดกิเลสสําเร็จ ลึกๆ จึงโหยหา ความเอาใจใส่จากเขา แคร์กันบ้าง เห็นความสําคัญบ้าง แล้วไงล่ะ นับวัน เรายิ่งห่างเหิน คุยกันน้อยลง ใช้เวลาร่วมกันน้อยลง ฉันกับเขาจึงคล้ายผัว เมียที่อยู่กินกันเกิน 20 ปี ลูกเต้าออกเรือนหมดแล้ว เราเลยอยู่กันด้วย หน้าที่ แห้งแล้ง ซังกะตาย อย่าว่า ‘มีอะไรกัน’ อย่างหนุ่มสาวควรมีเลย แค่หอมแก้ม โอบกอดกันบ้าง ยังแทบนับครั้งได้ ถ้าฉันไม่บุกถึงคอนโดฯ (ที่ฉันซื้อไว้ ให้เขาพัก) ก็อย่าหวังจะได้พบหน้าค่าตาเขา เฮ่อ...แล้วจะมีผัวทําซากอะไร?


71

บุ๋ม พอเห็นเด็กหนุ่มคนนั้นหิ้วกีตาร์ขึ้นเวที ฉันถึงกับสะดุ้ง ขนลุกซู่ แม้ กํา ลั ง สนทนาหั ว ข้ อ ซี เ รี ย สกั บ ยายน้ํ า สายตาฉั น ไม่ ว ายเหลี ย วมองเขา พิจารณาอย่างฉงนสนเท่ห์ ร่างสูง ก้มๆ เงยๆ ปรับระดับไมโครโฟน ทดสอบเสียง ดูเขาไม่ค่อย คุ้นกับอุปกรณ์บนเวทีนัก กระนั้นแววตามุ่งมั่นของเขาก็ไม่ได้แสดงความ ประหม่าให้เห็น ฉันกับนังซีซี่มานั่งดื่มที่ Mono ประจํา จึงเดาไม่ยากว่าเขาต้องเป็น นักร้องหน้าใหม่ และการแสดงคืนนี้อาจเป็นคืนแรกของเขาก็เป็นได้ เพียงครู่ เขาก็นั่งโดดเด่นบนเก้าอี้สตูล ช่วงขายาวข้างซ้ายปล่อยสบาย ข้างขวาชันขึ้นเล็กน้อยเพื่อรองรับ ตัวกีตาร์ ไมโครโฟนจ่ออยู่ระดับริมฝีปากที่ปรากฏขอบหยักชัดเจน เหนือ ขึ้ น ไปคื อ จมู ก เป็ น สั น เรี ย ว รั บ นั ย น์ ต าคมกริ บ คิ้ ว เข้ ม หนาพาดเฉี ย งดู จองหอง เขาเริ่มพรมปลายนิ้วลงบนสายกีตาร์ ก่อนเสียงนุ่มทุ้มจะสอดรับ “ความรักเอย...เจ้าลอยลมมาหรือไร มาดลจิต มาดลใจ...เสน่หา รักนี้จริงจากใจหรือเปล่า หรือเย้าเราให้เฝ้าร่ําหา หรือแกล้งเพียงแต่แลตา ยั่วอุราให้หลงลําพอง...” 1 เด็กหนุ่มคนนั้นกับเพลงนั้นทําให้ใจฉันหวิว สะท้านเยือกไปทั้งร่าง 1

เพลง เสนหา ขับรองโดย ศรีไสล สุชาติวุฒิ


72

8 บุ๋ม รูปร่างหน้าตาและเสียงร้องของเด็กหนุ่มบนเวทีสะกดฉันให้ล่องลอย กลบกลืนเสียงนังซีซี่ที่กําลังปลอบประโลมยายน้ําให้พลันเลือนจางจากหู ราวว่าเหลือเพียงฉันกับบทเพลงเก่าๆ เพลงนั้น ภาษาเพลงอั น งดงามพั ด พาความคิ ด ของฉั น ปลิ ด ปลิ ว ดุ จ ขนนก ย้อนกลับไปสู่ห้วงเวลาหนึ่ง เมื่อราวสิบกว่าปีก่อน ...ตอนนั้นฉันยังเป็นนักศึกษาปี 2 ฉันลากนังซีซี่ ยายน้ํา และนายโตมรไปออกค่ายอาสาร่วมกับชมรม ที่บ้านเมืองคอง อําเภอเชียงดาว ตลอดสามวันสองคืนที่เราช่วยกันสร้าง ศาลาอ่านหนังสือชุมชน เป็นช่วงเวลาที่ฉันมีความสุข สนุก และเหนื่อย ได้ มองเห็นชีวิตผู้คนและโลกอีกด้านที่ไม่เคยสัมผัส คืนสุดท้ายหลังเสร็จสิ้น ภารกิจ ชาวบ้านจัดอาหารค่ําง่ายๆ เลี้ยงขอบคุณพวกเรา ผู้ใหญ่บ้านนํา เหล้าข้าวเหนียวหมักมาสมทบหลายไห พวกเราดื่มกินกันเต็มคราบ ทุกคนเมาแอ๋ แต่ฉันยังมีสติพอที่จะซาบซึ้งในเสียงเพลงที่พี่กริชขับ ขาน คลอกีตาร์โปร่ง คืนนั้น...พี่กริชร้องเพลงเดียวกันนี้เป็นเพลงสุดท้าย ข้างกองไฟที่ค่อยๆ มอดดับ “สงสารใจฉันบ้าง วานอย่าสร้างรอยช้ํา ซ้ําเป็นรอยสอง รักแรกช้ํา น้ําตานอง


73

ถ้าเป็นสอง ฉันคงต้องขาดใจตาย...”1 พี่กริชเป็นนักบาสเก้ตบอลล์ของคณะ ร่างสูง ผิวขาว คิ้วเข้มพาด เฉียงอย่างจองหองของเขา ติดตาตรึงใจตั้งแต่วันแรกที่ฉันย่างเท้าเข้าสู่รั้ว มหาวิทยาลัยในฐานะเฟรชชี่ ตลอดระยะเวลาสองปีที่ฉันแอบมอง แอบ ปลื้มพี่กริช นังซีซี่กับยายน้ําส่ายหน้าเอือมระอา แต่พวกมันก็ยินยอมเป็น แมซเซนเจอร์ ช่วยส่ง ส.ค.ส. กุหลาบ และของขวัญให้เขา ฉันทราบมาว่า อีกไม่กี่เดือนพี่กริชจะไปศึกษาต่อที่ออสเตรเลีย ออกค่ายอาสาครั้งนั้นอาจ เป็นโอกาสสุดท้ายที่ฉันจะได้อยู่ใกล้ๆ เขา ดึ ก สงั ด คื น นั้ น หลั ง จากทุ ก คนเข้ า นอนด้ ว ยสภาพเมามาย ฉั น รวบรวมความกล้าออกไปหาพี่กริช เขากําลังเก็บข้าวของ สํารวจฟืนไฟอยู่ ลําพังด้านนอก ‘อ้าว...บุ๋ม ยังไม่นอนเหรอ’ เขายิ้มให้ฉันในความมืดสลัว สําหรับ หญิงสาวอ่อนต่อโลกแต่ทําเป็นก๋ากั่นคนหนึ่งในเวลานั้น ช่างเป็นรอยยิ้มที่ กระจ่างงดงามเหลือเกิน ‘ไม่ค่อยง่วงค่ะ’ ฉันเฉไฉ หัวใจเขินอาย เขายืนล้วงกระเป๋าอยู่ข้างกองไฟที่เหลือเพียงเศษถ่านแดงๆ สอง สามก้อน ควันสีเทาลอยอ้อยอิ่ง ‘พี่จะไปต่อโทที่ออสเตรเลีย บุ๋มคงรู้แล้ว’ ฉันพยักหน้าน้อยๆ สบตาเขาอย่างตื่นเต้นระคนอาลัยอาวรณ์ พลาง คิดว่าต้องคุยกับพ่อเรื่องไปเรียนเมืองนอกอย่างจริงๆ จังๆ เสีย���ล้ว และ ประเทศที่ฉันอยากไปที่สุดคือออสเตรเลีย ‘ขอบใจนะที่ส่งนั่นส่งนี่ให้พี่เสมอ’ 1

เพลง เสนหา ขับรองโดย ศรีไสล


74

หน้าฉันร้อนวูบวาบ ปลื้มใจที่พี่กริชรู้มาโดยตลอด แต่แล้วก็พลัน สะท้านเยียบเย็น เมื่อได้ยินคําพูดถัดมา ‘พี่รู้ว่าบุ๋มคิดยังไงกับพี่ แต่พี่มีแฟนแล้ว เราจะไปออสเตรเลียต่อ ด้วยกัน พี่ไม่อยากให้บุ๋มต้องเสียใจ เสียเวลาเพราะพี่’ หลังจากนั้น พี่กริชพูดอะไรอีกบ้าง หูฉันอื้อไปหมด ฉันเดินมึนเบลอ กลับเข้าที่พัก นัยน์ตาพร่ามัวด้วยหยาดน้ํา ฉันนอนร้องไห้เงียบๆ ในความ มืดมิด และแม้ตอนเดินทางกลับบ้านวันรุ่งขึ้น ดูเหมือนฉันยังร้องไห้ไม่หยุด เพียงแต่น้ําตามันรินไหลอยู่ข้างในหัวใจเท่านั้น เด็กหนุ่มบนเวที ณ เวลานี้ ช่างละม้ายพี่กริชเหลือเกิน ดุจวันคืน หมุนย้อน ดูดดึงฉันกลับไปเป็นสาวน้อยไร้เดียงสาคนเดิมอีกครั้ง ฉันมองเขาด้วยหัวใจหวั่นไหว ...จ้องมองเด็กหนุ่มที่ฉันเพิ่งรู้จักเขาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า และ บังเอิญพบกันอีกครั้งในตอนนี้ ถ้าฟังไม่ผิด นางมาลีเรียกเขาว่า...ตุลย์ น้ํา ไวน์สามขวดที่นั่งดริ๊งค์กับเพื่อนๆ จนถึงเที่ยงคืนเศษ เล่นเอาฉันตื่น สาย ปวดหัวตุบๆ พอเข้าห้องน้ํา เห็นสภาพตัวเองในกระจก ยิ่งชวนสยอง ฉันพบอีอ้วนหัวฟู เป็นชะนีหลงป่า ปากซีด ขอบตาบวมช้ําเหมือน โดนจิ๊กโก๋ปากซอยชกเอา นี่ไม่ใช่ผลจากการดื่มเพียงอย่างเดียวแน่ เมื่อคืน ฉันคงร้องไห้หนักอีกแล้ว พอได้อยู่วงเพื่อนซี้ ไม่มีความลับใดๆ ต่อกัน ฉันจึงดื่มเต็มที่ หัวเราะ ร้องไห้อย่างปลดปล่อย แต่อารมณ์โศกาของฉันมันคงอัดระอุอยู่ในอก


75

ระบายออกมาแค่ไหนก็ดูจะคั่งค้าง ส่งกลิ่นบูดเน่าให้ฉันรําคาญ กระอัก กระอ่วนทุกครั้งที่อยู่คนเดียว ไม่...ไม่ พอได้แล้ว ฉันเชิดหน้าให้ตัวเองในกระจก ต้องผ่านมันไปให้ได้สิ แล้วต้องผ่านไปอย่างสง่างามด้วย คอยดู...ฉัน ไม่จนตรอกขนาดนั้นหรอก ฉันล้างหน้า แปรงฟัน เสร็จธุระในห้องน้ําก็เติมคาเฟอีนร้อนๆ ให้ ตัวเองถ้วยหนึ่ง แล้วหยิบอุปกรณ์ทําความสะอาด ลงมือปัดกวาดเช็ดถูชั้น สองของบ้าน ซึ่งประกอบด้วยห้องนอน 2 ห้อง ห้องน้ํา 2 ห้อง ไม่ค่อย สกปรกเท่าชั้นล่าง แต่ใช่ว่าจะเอี่ยมอ่องได้ง่ายๆ โดยเฉพาะแจ๋วมือใหม่ แบบฉัน เคยแค่พับผ้าห่ม หรือใช้ไม้ขนไก่ปัดฝุ่นโต๊ะทํางานนิดๆ หน่อยๆ บ้านที่กรุงเทพฯ แม่ก็เป็นคนทําความสะอาดทั้งหมด ฉันเลยสํานึกบาป ตอนนี้เอง งานบ้านไม่ใช่งานจิ๊บๆ เลย กี่ปีผ่านมาแล้วที่บ้านสะอาดสะอ้าน ด้วยสองมืออ่อนนุ่มของแม่ ชั่วโมงเศษ กว่าห้องของฉันทางปีกขวาบ้านจะสะอาด เคลียร์พื้นที่ รอของใช้ หนังสือ และเสื้อผ้าอีกห้ากล่องที่จะมาถึงในตอนบ่าย คนขับรถ ของพ่อจะบรรทุกมาพร้อมกับเอารถยนต์มาส่ง ให้ฉันไว้ใช้ ย้ายอุปกรณ์ทําความสะอาดมายังห้องของน้องชายตัวดี ไม่รู้กลับ หรือยัง เมื่อคืนฉันถึงบ้านก็ดึกแล้ว ไม่เห็นรถยนต์ของเขา คงเที่ยวเพลิน แล้วนอนค้างกับเพื่อนแถวในเมืองละมั้ง ฉันวางอุปกรณ์ หมุนลูกบิด ผลักประตู ในห้องมืดสนิท เย็นฉ่ําด้วยเครื่องปรับอากาศ


76

ฉันคลําหาสวิตช์บนผนัง ทันทีที่ไฟถูกเปิด ภาพตรงหน้าก็ทําให้ฉัน ตะลึงจังงังหลายวินาที กว่าจะรีบกระชากประตูปิดดังเดิม อุจาดตาที่สุด เสื้อ กางเกง กระโปรง ชั้นในทิ้งเรี่ยราด และที่ทําให้ตาฉันต้องเป็น กุ้งยิงแน่ๆ คือร่างเปลือยเปล่าของนายดิน นอนก่ายเกยกับเด็กสาวคนหนึ่ง บนเตียง ดีนะที่มีผ้าห่มคลุมปิดส่วนล่างเอาไว้ ยี้...ไอ้น้องอุบาทว์! หลังจากนี้ต้องคุยกันแล้ว เรื่องพาใครมานอนค้างอ้างแรม มาทํา บัดสีบัดเถลิงในบ้าน ถ้าแม่รู้เข้าแกมีหวังโดนบิดหูขาดแน่ๆ นายดิน แล้วยายเด็กนั่นเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ถึงกล้าหาญชาญชัยมานอนค้าง บ้านผู้ชาย หน้าตายังเด๊กเด็กอยู่เลย ไอ้น้องโง่ รู้ตัวหรือเปล่า กําลังแกว่ง เท้าอยู่หน้าคุกตะราง ฮึ่ม...มันน่านัก! ฉันหอบอุปกรณ์ทําความสะอาดลงมาชั้นล่าง ทั้งเหนื่อย ทั้งหงุดหงิด ตอนกระแทกถังน้ําลงบนพื้น เสียงเรียกจากโทรศัพท์มือถือที่ซุกในกระเป๋า กางเกงก็ดังขึ้น ชื่อที่ปรากฏบนหน้าปัดทําให้ฉันลังเล กระสับกระส่าย โตมร...เขาโทร.มาทําไม?! เสียงเรียกยังกรีดร้อง ฉันกําโทรศัพท์ ลุกหมุนไปหมุนมา กระทั่งมัน เงียบไป พอฉันถอนหายใจโล่งอกได้ครึ่งเฮือก มันก็ดังอีก ดังสนั่นหวั่นไหว อย่างไม่ยอมแพ้ ราวทารกตะเบ็งเสียงร้องโหยหวนเพราะหิวนม ฉันนับ 1 2 3 ในใจ ก่อนกัดฟันกดปุ่มรับสายด้วยมือสั่นๆ “ฮะ...ฮัล โหล” “ตัวเองเป็นไงบ้าง อยู่บ้านที่เชียงใหม่แล้วใช่มั้ย เดินทางปลอดภัย นะ” เสียงของเขาแจ่มใส ผิดกับฉันที่กําลังอึ้งกิมกี่


77

“มีอะไรให้เค้าช่วยก็บอกนะ” “ทุกอย่างเรียบร้อยดี เค้า...ช่วยเหลือตัวเองได้” ฉันหาปากตัวเอง เจอในที่สุด “น้ํา... เค้ายังรู้สึกผิด เค้าไม่ควรปิดบังตัวเอง ปล่อยให้คาราคาซัง” “ช่างมันเถอะ ไม่วันใดวันหนึ่งมันต้องถึงวันนี้จนได้” “แต่เค้าทําให้ตัวเองเดือดร้อน เสียเวลาเพราะเค้า แล้วยังกระทบถึง เรื่องงานอีก เค้าขอโทษ...เค้ามันคนเห็นแก่ตัว” “พอเถอะโต อย่าพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย” ฉันพยายามกลืนก้อนแข็งที่ จุกตรงคอ “แต่เค้า...” “ช่างมัน มันผ่านไปแล้ว” “เค้าขอโทษ เค้าไม่น่าทําแบบนี้เลย” “บอกว่าอย่าพูด!” ฉันตะคอก “ถ้าไม่จําเป็นก็ไม่ต้องโทร.มาอีก แค่ นี้นะ” ฉันกดปุ่มวางสาย ทรุดนั่งในเก้าอี้บนเฉลียงหน้าบ้าน น้ําตาพรั่งพรู อย่างไม่อาจควบคุม กล่องความทรงจําก็ถูกกระชากเปิด อดีตที่พยายาม เก็บข่มพุ่งทะลักออกมา ถ้าวันนั้น...ฉันไม่อุตริลุกขึ้นเรียกร้อง เขาคงไม่สารภาพความจริงที่ ปิดเร้นมานานแสนนาน เราคงเป็นคู่รักแสนรู้อกรู้ใจกัน เหมือนวันเก่าๆ ต่อไป ความจริงจากปากเขา ฉีกทึ้งความเชื่อใจ ความเอื้ออาทร ความ ผูกพัน ทําลายวันคืนดีดีที่มีร่วมกันลงอย่างราบคาบ ความจริงนั้นแผดเผา ความหวัง ความฝัน ภาพรื่นรมย์ของอนาคตจนมอดไหม้เป็นจุณ เขาปล้น


78

เอาชีวิตล้ําค่ากว่าสิบปีของฉันไปอย่างเห็นแก่ตัว ทิ้งไว้เพียงซากผู้หญิงวัย เลยพ้นสาวน้อย งานพัง! ชีวิตพัง! อนาคตพัง! ยืนงงงวยอยู่บนรอยต่อของ อดีตที่อยากลืม กับวันใหม่ที่ความมั่นอกมั่นใจเดิมๆ สูญสลายไม่เหลือหลอ เขาทําได้ไง? ทําได้ยังไง! ฉันปาดน้ําตา แต่ทํานบนัยน์ตาพังทลายเสียแล้ว เช่นเดียวกับกล่อง ความทรงจําที่เปิดอ้า อดีตจึงฟุ้งกระจาย ...หลังงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของฉัน วันนั้นโตมรส่งฉันกลับบ้าน ใช้ เส้นทางเดิมที่คอยเทียวรับเทียวส่งฉันบ่อยๆ คืนนั้นพระจันทร์อาจเต็มดวง และคงโคจรใกล้โลกกว่าปกติ เลยดลใจให้ฉันเอ่ยประโยคนั้นขึ้นมา ‘เราแต่งงานกันเถอะ’ สิ้นคําจากปากฉัน โตมรก็เหยียบเบรกดังเอี๊ยด หักรถเข้าจอดริมทาง ในท่ามกลางแสงสีของมหานครยามราตรี ‘ตัวเองพูดเล่นใช่มั้ย’ เขาถามลิ้นรัว ฉันส่ายหน้า ยิ้มแก้มตุ่ย ‘เรื่องแบบนี้เขาไม่พูดกันเล่นๆ หรอก’ หน้าเขาซีด แววตาวอกแวก ฉันคิดว่าเป็นอาการตื่นเต้นของเขา... แต่เปล่าเลย ‘เราคบกันมานาน...นานมากๆ เราเข้ากันได้ดี รสนิยมเดียวกัน คลั่ง หนังเกาหลี ฟังเพลงค่ายเลิฟอีส ชอบแต่งตัวเริดๆ เสพติดช็อปปิ้ง เราทํา อะไรตั้งเยอะตั้งแยะด้วยกันตลอด เราต้องเป็นคู่แต่งงานที่มีแต่คนอิจฉา แน่ๆ ตัวเองว่ามั้ย’ ฉันพูดจ้อยๆ แต่เขากลับหน้าเจื่อน จ๋อย และจ๋องๆ ‘เค้าภูมิใจที่มีตัวเองอยู่เคียงข้างนะ แต่...แต่เราไม่จําเป็นต้องรีบ แต่งงานกัน คบกันไปอย่างนี้ดีจะตาย’ เสียงของเขาแหบต่ํา


79

‘ก็ดี...เค้าไม่ได้ว่าไม่ดี แต่เค้าเป็นผู้หญิงนะ เค้าอยากมีลูกน่ารักๆ สร้างครอบครัวอบอุ่นเหมือนคุณพ่อคุณแม่’ ‘แต่...’ ‘ตัวเองคิดว่าตัวเองยังไม่พร้อมใช่ป่ะล่ะ เชื่อเค้า...ตัวเองพร้อมแล้ว อย่าคิดมากเลย เรือนหอก็ไม่ต้องสร้างใหม่หรอก เก็บเงินสดไว้เผื่อฉุกเฉิน หรือลงทุนทําธุรกิจดีกว่า อยู่บ้านเค้าก็ได้ คุณพ่อคุณแม่ไม่มีปัญหาหรอก จะดีใจด้วยซ้ําไป ที่เค้าไม่ออกเรือนไปอยู่ไกลตาท่าน แค่ปรับปรุง ทาสีใหม่ เสียหน่อย เปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์สักชิ้นสองชิ้น เท่านี้ก็เริดแล้วล่ะ’ ‘นั่นไม่ใช่ปัญหาหรอกน้ํา’ ‘แล้วอะไรล่ะ สินสอดทองหมั้นเหรอ เราก็ลงขันช่วยกันได้ ใครๆ ก็ ทํากันแบบนี้ งานแต่งก็ไม่ต้องจัดหรูหราฟู่ฟ่าหรอก แค่ให้สมน้ําสมเนื้อ ถูกต้องตามประเพณี อ้อ...อีกข้อ ต้องมีโยนช่อดอกไม้ด้วยนะ เค้าเห็นใน หนังแล้วอยากโยนมั่ง นังซีซี่กับยายบุ๋มคงแย่งกันหัวแตก’ ‘แต่เค้า... เค้ายังไม่พร้อมจริงๆ’ ‘พร้อมสิ ผู้ชายไม่เห็นต้องเตรียมตัวอะไรนักหนา เราคุยกันเสร็จ ใช่ จะแต่งกันพรุ่งนี้ซะเมื่อไหร่ กว่าจะปรับปรุงบ้าน เตรียมงาน แจกการ์ด เชิ ญ คงพอดี กั บ คํ า สั่ ง แต่ ง ตั้ ง เค้ า จากแบงก์ ใ หญ่ ดี ซ ะอี ก จะได้ ฉ ลอง ตําแหน่งใหม่ในงานเดียวกันไปเลย’ ‘น้ํา...ตัวเองฟังเค้าก่อน’ ‘ไม่แน่นะ ตัวเองก็รั้งเก้าอี้ผู้ช่วยฯ สินเชื่อมาตั้งสองปีแล้ว อาจมี คําสั่งสายฟ้าแลบให้ขึ้นเป็นผู้จัดการสาขาก็ได้ แว่วๆ ข่าวอยู่นา อุ๊ย...เฮงๆ ๆ สองเด้งสามเด้ง’ ‘น้ํา...’


80

‘ดูเถอะ พอเค้าส่งข่าวยายบุ๋มกับนังซีซี่นะ สองนางนั่นได้กระโดด โลดเต้น กรี๊ดสนั่นเมืองเชียงใหม่’ ‘น้ํา! ฟังเค้าก่อน!’ เขาตะคอกเสียงดัง จนฉันตกใจ จ้องเขาอย่างงง งัน 9 น้ํา นาทีนั้น ฉันจ้องหน้าโตมร ใจคอชักไม่ดี เกรงว่าจะเป็นเรื่องร้ายแรง เกินรับไหว ‘มันไม่ใช่แค่นั้น เค้า...เค้าแต่งงานกับตัวเองไม่ได้จริงๆ’ ถ้อยคํานั้นบังคับฉันไม่ให้กะพริบตา ‘ทะ...ทําไมล่ะ หรือว่า...ตัวเอง มีคนอื่น’ โตมรสั่นหัว ‘เปล่า’ ‘ตัวเองไม่ได้รักเค้า...ใช่มั้ย’ ‘เปล่า เค้าก็...รักตัวเองนะ...แต่’ ‘แต่อะไร? บอกมา...บอกมาเดี๋ยวนี้’ แววตาเขาเต็มไปด้วยริ้วรอยความยุ่งยากใจ ดั่งว่าสิ่งที่เขากําลังจะ เปล่งออกมา คือคําสั่งปล่อยจรวดนิวเคลียร์ ฉันพยายามสะกดตัวเองให้ สงบนิ่ง ย้ําเขาด้วยน้ําเสียงปกติที่สุด ‘โต...ตัวเองมีอะไรจะบอกเค้าก็บอกมาเถอะ อ้ําๆ อึ้งๆ แบบนี้เค้ายิ่ง ใจคอไม่ดี’ ‘คือ...คือ น้ําเป็นผู้หญิงที่ดีที่สุดในชีวิตเค้า เป็นยิ่งกว่าเพื่อน ยิ่งกว่า ญาติสนิท เค้าสาบานได้ เค้าไม่เคยคิดปิดบัง หรือคิดทําร้ายจิตใจตัวเอง


81

เลย เค้า...เค้าตั้งใจไว้ว่าสักวัน จะสารภาพความจริงทั้งหมด บอกตัวเอง เป็นคนแรก จริงๆ นะ...น้ําต้องเชื่อเค้านะ’ ฉันกุมมือโตมรที่เย็นเฉียบ เทิ้มสั่น เขาไม่เคยมีอาการเช่นนี้มาก่อน ‘โต...บอกมาเถอะ ตัวเองมีปัญหาอะไร เค้าพร้อมรับฟัง สัญญาว่า จะเชื่อในทุกคําพูด แล้วจะไม่มีวันทอดทิ้งตัวเองเด็ดขาด...เค้าสัญญา’ อาจเป็นคําสัญญาที่ฟังเป็นจริงเป็นจังที่สุดในชีวิต แต่สุดท้ายฉันก็ รักษามันไม่ได้ หายตายเถอะ...ใครรับเรื่องแบบนี้ได้ก็เป็นแม่พระแล้วล่ะ ‘น้ํา...เค้าแต่งงานไม่ได้จริงๆ ที่ผ่านมาเค้าทําร้ายตัวเองเกินไปแล้ว เค้า...เค้าต้องหยุดเสียที’ ‘เค้าไม่เข้าใจ ทําไมโต...ทําไมเราถึงแต่งงานกันไม่ได้’ ‘เค้าเป็น...เป็น...’ ‘เป็นหมันเหรอ’ เขาส่ายหน้า ‘แล้วตัวเองเป็นอะไรล่ะ’ ฉันยื่นหน้าหาอย่างคาดคั้น เขาสูดหายใจแรงๆ หน่วยตาที่เอ่อคลอกลอกไปมาด้วยความสับสน แล้วก็พลันรินไหลเป็นทางเมื่อเขาสารภาพออกมา ‘เค้าเป็น...เป็น...เกย์’ ‘อย่าอํากันสิ’ ฉันคราง อ้าปากหวอ จ้องหน้าเขาอย่างวิงวอนให้ ทั้งหมดที่ได้ยินเป็นแค่มุขขําๆ แต่เขากลับปล่อยโฮออกมา กิริยาร้องห่ม ร้ อ งไห้ โ หยหวนของเขาช่ า งปวกเปี ย ก ฟู ม ฟาย มาดแมนที่ เ คยเห็ น อันตรธานสิ้น


82

ฉันอ้าปากค้าง อยากร้องไห้ แต่มันร้องไม่ออก อยากด่า อยากข่วน อยากถีบ แต่แขนขากลับอ่อนเปลี้ย ฉันทิ้งแผ่นหลังกับพนัก เหมือนจําเลย หน้าบัลลังก์ ถูกศาลตัดสินประหารชีวิต ทําไมเขาทํากับฉันได้...ทําไม? สิบกว่าปีที่ผ่านมาฉันคือ ‘ตัวตลก’ ที่ หลงคิดไปว่าเป็น ‘นางเอก’ พฤติกรรมเก่าๆ ของเขาที่ฉันไม่เคยระแคะระคาย ไม่เคยจ้องจับผิด ผุดขึ้นหลอกหลอน ...เวลาเราไปช็อปปิ้งด้วยกัน เขามักช่วยฉันเลือกนั่นนี่ ประสาหญิงอย่างชํานิชํานาญ เวลาไปดริ๊งค์กันเขามักส่งสายตาให้หนุ่ม หล่อโต๊ะข้างๆ พอฉันถาม เขาจะอ้างว่าหน้าคล้ายเพื่อนเก่าสมัยประถม เวลาฉันแต่งหน้าไปงานเลี้ยง เขาจะนั่งจ้องฉันอย่างตั้งอกตั้งใจ แล้วขอให้ ฉั น ผั ด แป้ ง เติ ม ลิ ป ต์ ใ ห้ เ ขาบ้ า ง เรายั ง เคยไปนวดหน้ า นวดตั ว ขั ด ผิ ว ด้วยกันบ่อยๆ ไปฉีดโบท็อกซ์ ยิงเลเซอร์กําจัดกระ เคลือบผม ทําเล็บ และ อีกจิปาถะที่เราจูงมือกันไปโฉบฉาย ที่สําคัญ...สําคัญมาก เขาไม่เคยแตะต้องเนื้อตัวฉันอย่างพิศวาสคลั่ง ไคล้เลยสักครั้ง ไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่โรแมนติกแค่ไหน ลับตายังไง ใน อาภรณ์ยั่วยวนล่อแหลมปานใด มากสุดก็แค่จุ๊บแก้มแผ่วๆ เฉียดๆ จับมือ ประคองไหล่ โอบเอว ซึ่งฉันเองก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้น เตลิดเพริศไปกับสัมผัส ของเขาเลย ที่ผ่านมา ฉันตีความว่ามันคือการแสดงออกอย่างให้เกียรติ ตามลักษณะของสุภาพบุรุษ นึกไม่ถึงเลยว่า...เขาจะเป็น...เป็น!! ฉันอยากต๊าย...ฉันอยากตาย ทําไมต้องเกิดขึ้นกับฉัน? ...ทําไม? หลังจากวันนั้น ฉันพยายามปลอบขวัญตัวเอง ถ้าเขาไม่สารภาพ ความจริ ง ฉั น ต้ อ งเป็ น ตั ว ตลกหน้ า โง่ ต่ อ ไปอี ก นาน อี ก นานแค่ ไ หนล่ ะ


83

จนกว่าอายุจะ 35 40 หรือ 50 ถึงตอนนั้นฉันคงเหนียงยาน เกินกว่าจะ เริ่มต้นชีวิตใหม่ ดีแล้วที่รู้...ดีแล้วที่ไม่เสียเวลาไปกว่านี้ โอ...ไม่ แต่มันเป็น ความจริ ง ที่ โ หดร้ า ยเหลื อ เกิ น ไม่ มี วั น ที่ ฉั น จะให้ อ ภั ย เขา ไม่ มี วั น หวน กลับไปคืนดีกัน แม้ฐานะเพื่อนก็ตาม เสียงเรียกจากโทรศัพท์ดังขึ้น แผดดังขึ้น และดังขึ้นอย่างไม่ยอม เลิกรา ต้องเป็นนายโตมรแน่ๆ โทร.มาทําไม...บอกแล้วไงว่าไม่ต้องโทร.มา อีก! ฉันผลีผลามกดปุ่มรับสาย “อะไรอีก! บอกว่าอย่าโทร.มา พูดไม่รู้ เรื่องรึไง” “ลูก...น้ํา นี่พ่อเอง เป็นอะไรรึเปล่าลูก” “อุ๊ย...ตายจริง คุณพ่อเหรอคะ ขอโทษค่ะ” ฉันรีบประคองโทรศัพท์ กลัวมันหลุดมือ พลางยักไหล่ขึ้นเช็ดน้ําตาที่เปรอะแก้ม “คือ...หนูคิดว่าเป็นยายบุ๋ม พอดีกําลังแกล้งยั่วมันเล่นน่ะค่ะ” “อ๋อ...เหรอ พ่อก็นึกว่าลูกยังไม่สบายใจเรื่องนั้น ดีแล้ว เข้มแข็งไว้ นะลูก ถึงชีวิตนี้จะไม่ยืนยาวถึงร้อยปี แต่ก็มากพอสําหรับการเริ่มต้นใหม่ ได้เสมอ พ่อกับแม่จะเป็นกําลังใจให้นะ” “ค่ะคุณพ่อ...ขอบพระคุณค่ะ” ฉันยิ้มทั้งน้ําตา หลังได้ฟังคําสารภาพจากปากโตมรคืนนั้น ฉันก็นอนซมขาดงานถึง สองวันเต็ม คุณพ่อคุณแม่เป็นห่วง จึงซักไซ้ไล่เลียงถึงต้นสายปลายเหตุ ฉัน พูดความจริงอะไรมากไม่ได้ นอกจากบอกท่านเพียงว่า ฉันกับโตมรเพิ่งเลิก กัน ท่านปลอบใจฉัน แต่ไม่คาดคั้นสาเหตุลึกๆ ไปกว่านั้น ท่านคงคิดว่ายิ่ง ซักถามอาจเป็นการซ้ําเติมลูก “สักบ่ายสาม คนขับรถคงไปถึงเชียงใหม่ ลูกรอรับรถด้วยล่ะ”


84

“ค่ะ ตอนนี้หนูกําลังทําความสะอาดบ้านอยู่เลย กว่าจะเสร็จคงพอดี กัน” “สภาพบ้านเป็นไงบ้าง เจ้าดินคงทําไว้รกน่าดูล่ะสิ” “รกมาก...กกกก มหารกเลยค่ะคุณพ่อ” ฉันรีบฟ้อง เสียงคุณพ่อหัวเราะร่วน “ดูแลน้องด้วยละกัน” “หนูจะไปควบคุมดูแลอะไรเขาได้คะ ตอนหนูมาถึง เขาก็ไปเที่ยวแม่ แตงกับเพื่อน ปล่อยหนูยืนรอที่แอร์พอร์ตจนขาแข็ง พอมาถึงบ้านแทนที่ จะได้พักผ่อน กลับต้องมาทําความสะอาดบ้าน สงสัยคุณพ่อต้องขึ้นมา อบรมบ่มนิสัยเจ้าดินบ้างแล้วล่ะ” “จําเป็นขนาดนั้นเลยเหรอ” “ค่ะ จําเป็นมากที่สุด อ้อ...มีอีกเรื่องนะคะ” ฉันลดระดับเสียงลง “ไม่รู้เจ้าดินพาผู้หญิงที่ไหนมานอนค้างด้วยค่ะคุณพ่อ” “เพื่อนกันมั้ง” “เพื่อนเพิ่นอะไรคะ ถึงได้ล่อนจ้อนกอดเกยกันอย่างนั้น” “ลูกรู้ได้ไง แอบดูน้องละสิ” “อุ๊ย...หนูไม่ได้แอบดูนะ บังเอิญจะเข้าไปทําความสะอาดห้องน่ะ ค่ะ” “งั้นเอาไว้กลางเดือนหน้า ถ้าไม่ติดงานสําคัญ พ่อจะขึ้นเชียงใหม่กับ แม่” “ดีค่ะดี จัดหนักเลยนะคะ” ฉันสนทนาสัพเพเหระกับคุณพ่ออีกกว่าสิบนาทีจึงวางสาย พอเงย หน้าจากโทรศัพท์ ก็เกือบชนเข้ากับกระถางกล้วยไม้ที่ฉันย้ายจากห้องครัว


85

เอามาแขวนไว้ที่เฉลียง ช่อดอกกว่าสิบช่อชูสะพรั่ง อิ่มเอิบ คงเพราะได้ อากาศปลอดโปร่ง ถ่ายเท ช่ อ หนึ่ ง ชี้ ม าทางฉั น เหมื อ นจงใจ ฉั น เขม้ น มองมั น อย่ า งเอาเรื่ อ ง เช่นกัน ไอ้กล้วยไม้บ้า! มองอะไรยะ? สอดฟังคนอื่นคุยกันเขาเรียกว่าเสีย มารยาท ไม่รู้รึไง ปรัชญ์ ห้องนอนเก่าของย่าเป็นสถานที่ผมใช้หลบลี้จากโลกจริง บางครั้งก็ เป็นสถานที่สําหรับสงบนิ่ง ค้นหาความจริงของชีวิต วันอาทิตย์ร้านปิด ถ้าไม่ไปสวน ผมจะหมกตัวอยู่ในห้องย่า วันนี้ก็ เช่นกัน ผมนั่งเก้าอี้ข้างเตียง มองดูข้าวของเครื่องใช้ของย่าด้วยความระลึก ถึงท่าน เตียงไม้สักยังตั้งไว้ชิดหน้าต่าง ฟูกที่ย่าเย็บเองคลุมทับด้วยผ้าปูที่ นอนลายดอกชบาเรียบตึง หมอนยัดนุ่นที่เก็บจากต้นท้ายสวนยังพองฟูน่า หนุน เช่นเดียวกับผ้าห่มผืนเก่า ซีดหมองแต่ยังอุ่นนุ่ม หอมกลิ่นจําปีที่ย่า ชอบวางไว้ข้างหมอน เคล้ากลิ่นยาลม ยาหอม และกลิ่นน้ํามันไพรสําหรับ นวดแก้ปวดเมื่อย บนหีบไม้ข้างหัวนอนมีตะกร้าหวายทรงสี่เหลียมใบเขื่องวางอยู่ ใน นั้นบรรจุยาแทบทุกขนานเท่าที่ใครสักคนจะนึกชื่อออก ทั้งยาเม็ด ยาน้ํา ยาทา ยาดม ทั้งแผนปัจจุบันและพวกสมุนไพร เรียกว่าโรคไหนๆ ก็รักษา ได้ด้วยตะกร้ามหัศจรรย์ใบเดียวนั้นของย่า


86

แต่ก่อนผมต้องคอยหยิบมาสํารวจวันหมดอายุ ดูวันเดือนปีบนซอง ยา ถ้าเป็นพวกยาแผนโบราณก็ดูสีและกลิ่นที่เปลี่ยนไป หรืออาจขึ้นรา เพราะความชื้น ย่ามักทําหน้ารําคาญ ทุกครั้งที่ผมหยิบตะกร้าสารพัดนึก ของท่านไปรื้อคุ้ย ‘ฉันกิน ฉันทาของฉันทุกวัน ยังไม่เห็นกลัว เอ็งจะยุ่งอะไรกับตะกร้า ยาของฉันนักหนา’ ย่าจะบ่นให้ได้ยินเบาๆ แต่ก็ไม่ขัด ไม่ห้าม และผมก็ทํา เป็นประจําจนท่านชินไปเอง “ปรัชญ์...อยู่ในห้องย่าใช่มั้ย” เสียงเคาะประตู “ครับ เข้ามาสิพี่” ผมเหลียวหา พบพี่ปานยืนอยู่ในกรอบประตูที่ ค่อยๆ แง้มเปิด แววตาเธอเต็มไปด้วยความวิตกกังวล “เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า หน้าเครียดเชียว” ผมถาม “ปิ่นยังไม่กลับเลยปรัชญ์ โทร.หาก็ปิดเครื่อง” ดวงหน้าที่ขรุขระ ด้วยริ้วแผลเป็นซ่อนในผ้าคลุมสีเทาดูซีดเซียว “ตั้งแต่เย็นวันศุกร์แล้วนี่” ผมเปรย พี่ปานพยักหน้า กระสับกระส่าย “พี่โทร.ถามเพื่อนๆ เขาแล้วยังครับ” “โทร.แล้ว คนหนึ่งบอกว่าพอแยกกันหลังผับเลิกคืนวันศุกร์ ก็ไม่เจอ กันอีก” “แล้วบอกมั้ยว่ายายปิ่นไปกับใคร” พี่ปานหลบตา เม้มริมฝีปาก ท่าทางลําบากใจ “กับ...แฟน” “แฟน? นี่ยายปิ่นมีแฟนแล้วเหรอ” “พี่ก็เพิ่งรู้” ผมส่ายหน้า “พี่ลองโทร.หาหมอนั่นแล้วยัง”


87

“โทร.แล้ว ปิดเครื่องเหมือนกัน” “รู้ชื่อ ที่อยู่รึเปล่าครับ” พี่ปานพยักหน้า “งั้นก็ไปตามที่บ้านผู้ชายกัน” ผมสรุป พลางลุกขึ้น “จู่ๆ เราจะเข้าไปเอะอะบ้านเขาคงไม่เหมาะ แล้วเราก็ไม่รู้จริงๆ ด้วยซ้ําว่าปิ่นอยู่ที่ไหนกันแน่” “แค่ถาม ไม่อยู่ก็แล้วไป แต่ถ้าส่อพิรุธจะปกปิด เราก็ต้องแจ้งความ ยายปิ่นหายออกจากบ้านเกินยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้วนะพี่” พี่ปานผวาจับแขนผม “อย่าให้ถึงกับเป็นเรื่องเป็นคดีเลย” “เอาลูกเราไปนอนค้าง ข้ามวันข้ามคืนอย่างงี้ จะเลยเถิดกันแค่ไหน ก็ไม่รู้” “คงเล่นเกม ไม่ก็คุยกันเพลิน” “อย่ามองโลกขาวสะอาดไปหน่อยเลยพี่ปาน ผมรู้...ที่พี่เป็นกังวลอยู่ ตอนนี้ ก็เพราะพี่หวั่นใจเหมือนที่ผมกําลังนึกหวั่น” พี่ปานสั่นหัว “ปิ่นยังเด็ก...คงไม่...” “มันสิบสี่ย่างสิบห้าแล้วนะ ไม่ใช่เด็กอมมือ” ผมชักหงุดหงิด ไม่เข้าใจคนเป็นแม่เลยจริงๆ ห่วง-แต่กลับปลดสาย ป่านให้หย่อนยานจนได้ใจ ย่ามใจ ตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดเรื่องไม่ ดีไม่งาม แต่ไม่กล้าลงมือจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เด็ดขาด อาจเพราะผมไม่อยู่ในบทบาทของพ่อแม่คน จึงไม่เข้าใจขอบเขต ความรักและการให้อภัยของพ่อแม่ ทว่าผมเคยอยู่ในฐานะลูกและหลาน ผมซาบซึ้งดีว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไร แค่ไหน ถึงเหมาะสม เป็นผลดีต่อ ตัวเองและบุพการี


88

“พี่ไม่อยากทําอะไรรุนแรงกับลูก เดี๋ยวจะเตลิดไปใหญ่” พี่ปานบอก เหตุผลเสียงแผ่ว ผมได้แต่ ส่ายหน้ า บางทีก็ระอาใจกั บความอ่อนเปียกของพี่ปาน ด้วยความคิดแบบนี้เอง ทําให้ลูกรักของพ่อแม่หลายๆ คนกลายเป็นเด็กน่า รังเกียจของคนรอบข้าง “เราแค่ไปตามยายปิ่นกลับบ้าน...แค่นั้น ผมก็ไม่อยากให้เรื่องมัน บานปลายหรอกครับ” “ถ้างั้น คงแล้วแต่ปรัชญ์” พี่ปานทําตาแดงๆ “พี่ลงไปรอข้างล่าง นะ” เธอกระชับผ้าคลุมศีรษะ หันหลังจากไป ผมมองตามด้วยความรู้สึก ระคนทั้งเวทนาและเบื่อหน่าย ที่ ว่ า เบื่ อ หน่ า ย ผมหมายถึ ง พฤติ ก รรมของยายปิ่ น มั น ทํ า ตั ว เหลวไหลแบบนี้กี่ครั้งกี่หนแล้ว โดดเรียน หนีเที่ยว วิวาท ล่าสุดผมถูก โรงเรียนเรียกพบในฐานะผู้ปกครอง เพราะมันไปมีเรื่องกับอาจารย์จนถูก ทัณฑ์บน แทนที่จะสํานึก ปรับปรุงตัว กลับเถียงคําไม่ตกฟาก ก้าวร้าว หนักขึ้น ฝ่ายพี่ปานก็ให้อภัยซ้ําซาก อย่างนั้นก็เถอะ ยายปิ่น นายต่อ และนายต้น ล้วนได้ชื่อว่าหลาน ผมรักพวกเขาไม่น้อยไปกว่าผู้ให้กําเนิด เลี้ยงดู ส่งเสียทุกอย่าง เพราะ อยากเห็นอนาคตสวยงามของพวกเขา แต่ผมไม่ใช่คนใจเย็นกับเด็กดื้อรั้น ได้นาน แต่ ง ตั ว เสร็ จ ผมลงไปคว้ า กุ ญ แจรถ ยั ง ไม่ ทั น ก้ า วพ้ น ชายคา ก็ เหลือบเห็นรถเก๋งคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดหน้าร้าน ยายปิ่นผลักประตูลงมา ยืนบนฟุตบาท โน้มกายล่ําลาเด็กหนุ่มในรถอ้อยอิ่ง


89

“ปิ่น...เป็นอะไรรึเปล่าลูก” พี่ปานโผเข้าไปหาลูกสาว เจ้าปิ่นหันขวับ ตวาดใส่แม่ “จะให้เป็นอะไร!” “แม่เป็นห่วงปิ่น ติดต่อก็ไม่ได้ ปิดมือถือทําไม” “จะวุ่นวายอะไรกับหนูนักหนา น่ารําคาญ!” “ก็ลูกหายไปตั้งสองคืน จะให้แม่กับน้าใจเย็นอยู่ได้ไง” “ก็กลับมาแล้วนี่ไง” เสียงเจ้าปิ่นแปร๋นๆ กิริยาจองหอง “อะไรกัน นักหนาวะ!” ผมปราดไปหา “ให้มันน้ อ ยๆ หน่ อ ยยายปิ่น บอกเพื่อ นให้ล งมา ด้วย” ผมสั่���ทันที ไม่ปล่อยให้ยายปิ่นแผลงฤทธิ์ “ทําไม?” หลานสาวตัวดีชักสีหน้า “ไม่ต้องถาม บอกเขาให้ลงมา” “ไม่!” เจ้าปิ่นแผดเสียง “น้าไม่มีสิทธิ์มาสั่งหนู หรือแฟนหนู” ผมสับเท้าอ้อมหน้ารถ กระชากประตูด้านคนขับ สั่งเด็กหนุ่มที่นั่ง หน้าเหลอ “ลงมาคุยกันก่อน” “ผมมีธุระ ต้องรีบไป” นัยน์ตาเด็กหนุ่มวอกแวก “จะธุระอะไรก็ช่างนาย ฉันบอกให้ลงมาก็ลงมา” “น้าไม่สิทธิ์ทําแบบนี้กับแฟนหนูนะ” เจ้าปิ่นวิ่งเข้ามาขวาง “แล้วแกจะรู้ว่าฉันมีสิทธิ์อะไรบ้าง ไปรอฉันในบ้าน” ผมตบหลังคา รถแรงๆ ทีหนึ่ง “เฮ้ย! ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องรึไง บอกให้ลงมา” “ใจเย็นๆ ปรัชญ์ ค่อยพูดค่อยจากัน” พี่ปานยืนหน้าซีดอยู่อีกฟาก รถ รีๆ รอๆ ไม่นาน เด็กหนุ่มคนนั้นก็ลงจากรถ หน้าตาไม่พอใจ พี่ปาน เดินนําทั้งสองไปยังห้องรับแขกของบ้าน แล้วนั่งลงข้างๆ ลูกสาว ชี้ให้เด็ก


90

หนุ่มนั่งในโซฟาเดี่ยวอีกตัว “ไปไหนกันมา” ผมถามทันทีที่นั่งประจันหน้าพวกเขา “เที่ยว” ปิ่นชิงตอบห้วนๆ ปราศจากหางเสียงเช่นเคย “รู้ว่าเที่ยว เที่ยวถึงไหนกัน ถึงกลับเอาป่านนี้” “น้าจะรู้ไปทําไม” “ทําไมฉันจะอยากรู้ไม่ได้” “น้าไม่ใช่พ่อหนู” ผมจ้องหน้ายายหลานสาวด้วยอาการคันไม้คันมือเต็มที นี่หรือ...หลานที่เคยอุ้มโอบ ป้อนข้าวป้อนน้ํา เปลี่ยนผ้าอ้อมให้ ไม่ สบายก็อดหลับอดนอนเฝ้าไข้ ดูแลเหมือนลูก ตั้งแต่พูดได้แค่อ้อแอ้จน เดี๋ยวนี้ปากกล้า เถียงฉอดๆ ไม่เห็นหัวใคร แม้แต่แม่ของมันเอง “ก็เพราะแกไม่มีพ่อไงล่ะ ฉันถึงต้องถาม” ผมลงเสียงหนัก ชัดถ้อย ชัดคํา “ไปเที่ยวกันถึงไหน...หา?” ยายปิ่นสะบัดหน้า ผมเหลี ย วไปทางเด็ ก หนุ่ ม ร่ า งผอมสู ง ซึ่ ง น่ า จะเรี ย นระดั บ มหาวิทยาลัยแล้ว “นายล่ะ พอจะบอกฉันได้มั้ย” “เอ่อ...เรา เราไปเที่ยวเขื่อนแม่งัดกันครับ” เด็กหนุ่มก้มหน้า “ทําไมไม่ส่งน้องกลับบ้านก่อน” “พอดี มัน...มันค่ําเสียก่อนครับ เราเลยนอนกันในแพ” “ทั้งสองคืนเลยเหรอ” “เอ่อ...ครับ” “น้องยังเด็ก แล้ วก็เป็นผู้ห ญิง พาน้องไปค้างแรมอย่างนั้นมันไม่


91

เหมาะ” “เราไปกันหลายคนครับ” “จะกี่คนก็ช่าง ถ้านายเป็นพ่อแม่คนนายจะรู้ ไม่มีพ่อแม่คนไหน พอใจ ที่มีไอ้หนุ่มไม่รู้จักหัวนอนปลายตีน พาลูกสาวของตัวเองไปนอนค้าง อ้างแรม” เจ้าปิ่นผุดลุก ผมโพล่งตวาด “จะไปไหน!” “จะเข้าห้อง ง่วง” “นั่งลง ฉันยังพูดไม่จบ” “จะพูดอะไรกันนักหนา น่าเบื่อ” “ถึงจะน่าเบื่อจนแกอ้วกแตก ก็ต้องฟังฉันพูดให้จบ นั่งลง” เจ้ า ปิ่ น กระแทกกายลงนั่ ง หน้ า งอ ตาขวาง ส่ ว นแฟนหนุ่ ม เริ่ ม ลุกลี้ลุกลน “นายชื่ออะไร” ผมถาม “ดิ...ดินครับ” “ชื่อจริง” “ธรณิน...ครับ” “รู้มั้ยนายธรณิน การที่นายพาลูกสาวเขาหายไปเป็นคืนๆ แบบนี้มัน ไม่ถูกต้อง ไม่ว่ายายปิ่นจะเต็มใจไปกับนายหรือไม่ก็ตาม รู้มั้ยน้องอายุ เท่าไหร่...สิบสี่ไม่เต็มสิบห้า น้องยังเป็นผู้เยาว์” พี่ปานนั่งตัวสั่น น้ําตาไหลเป็นทาง ยายปิ่นเชิดหน้า ไม่ยี่หระ “นอนด้วยกันแล้วใช่มั้ย” ผมซักตรงๆ เด็กหนุ่มก้มหน้าเงียบ ผมจึง ย้ําเสียงกร้าว “ฉันถามว่าพวกแกนอนด้วยกันแล้วใช่มั้ย?” เด็กหนุ่มพยักหน้าน้อยๆ ยายปิ่นเบะปาก


92

“นานแค่ไหนแล้ว” ผมถามต่อ “เพิ่งครับ...เราเพิ่งคบกันครับ” “นั่นแหละ กี่วัน กี่เดือน” “สามสี่เดือนได้ครับ” “แล้วป้องกันมั้ย” “อะไรนะครับ” เด็กหนุ่มเลิกคิ้ว “เวลานอนด้วยกันสวมถุงยางอนามัยรึเปล่า” เด็ ก หนุ่ ม วอกแวก สบตาผมแวบหนึ่ ง แล้ ว ก้ ม หน้ า งุ ด ดั ง เดิ ม “ใส่ ครับ” “ทุกครั้ง?” “ก็...” “ก็อะไร” “บางครั้ง ก็ไม่ได้ใส่ครับ” “โทร.หาที่บ้านนายซิ” ผมสั่งเฉียบขาด “โทร.หาใครนะครับ” “พ่อแม่ของนาย” “โทร...โทร.ทําไมครับ” “บอกให้โทร.ก็โทร.” “คุณพ่อคุณแม่ของผมท่านอยู่กรุงเทพฯ ครับ” “แล้วบ้านที่เชียงใหม่นายอยู่กับใคร” “พี่สาว เอ่อ...อยู่คนเดียว” “เอาให้แน่ อย่าโกหก” ผมตวัดเสียง “พี่สาวครับ”


93

“โทร.บอกพี่สาวนายให้ไปพบฉันที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ราม” “โรงพยาบาล? ไปทําอะไรที่นั่นครับ” หน้าผากของเด็กหนุ่มพราว ไปด้วยเม็ดเหงื่อ เจ้ า ปิ่ น จ้ อ งผมเขม็ ง พี่ ป านเหลื อ บมองคนนั้ น ที ค นนี้ ที กระวน กระวาย เลยเถิดกันถึงขั้นนี้แล้ว ผมไม่ควรปล่อยเฉยให้เรื่องมันลุกลามจน กลายเป็นปัญหาที่ยากเกินแก้ ถ้าผมไม่จัดการเสียเอง ลําพังพี่ปานคงเอา เจ้าปิ่นไม่อยู่ กู่ไม่กลับ “พวกแกทําอะไรไม่รู้จักคิด ก็จะได้รู้ว่าผลของการไม่คิดก่อนทํา... มันเป็นยังไง เอ๊า...เร็วสิ โทร.บอกพี่สาวนายเดี๋ยวนี้เลย” ผมตะคอก แฟนหนุ่ ม ของเจ้ า ปิ่ น ละล้ า ละลั ง เหงื่ อ แตกพลั่ ก ก่ อ นล้ ว งเอา โทรศัพท์มือถือจากกระเป๋ากางเกง


94

10 น้ํา แล้วลางสังหรณ์เกี่ยวกับน้องชายตัวดีก็กลายเป็นจริง ตอนฉันรับโทรศัพท์จากนายดิน เสียงในสายเต็มไปด้วยความวิตก ร้อนรน เขาขอร้องฉันให้ไปพบที่โรงพยาบาลโดยด่วน ติดปัญหาที่ฉันไม่มี รถนี่สิ ขืนรอน้ายนต์ คนขับรถของคุณพ่อก็คงไม่ทันการณ์ เดินออกไป เรียกรถสองแถวก็ไม่ไหวแน่ กว่าจะถึงถนนหน้าหมู่บ้านคงขาลาก ฉันตัดสินใจยกโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากยายบุ๋ม ปรากฏว่า หล่อนยังดูที่ดินแถวอําเภอจอมทอง ห่างจากตัวเมืองตั้งหกสิบกิโลเมตร กว่ า จะเจรจาธุ ร กิ จ เสร็ จ คงใช้ เ วลาร่ ว มชั่ ว โมง กระนั้ น หล่ อ นก็ มี น้ํ า ใจ ติดต่อนังซีซี่ให้ และเพียงอึดใจ เพื่อนสาวร่างชายก็มารับฉันที่บ้าน เราดิ่ง ไปยังโรงพยาบาลทันที “ไหนแกบอกฉันอีกทีซิ น้องชายแกไปก่อเรื่องอะไร” นังซีซี่ถาม พลางชะลอรถจอดรอสัญญาณไฟจราจร “มันพาลูกสาวเขาเที่ยว” “อ้าว...จะเป็นไรไป ไม่เห็น...” เม้าท์ไม่ทันจบประโยค นังซีซี่ก็ผวา กระชากกระดาษทิชชูจากกล่องข้างกระปุกเกียร์ขึ้นปิดปาก มันจามติดกัน ถี่ยิบ ท่าทางเหมือนคนเป็นหวัดงอมแงม ทั้งที่เมื่อวานยังปกติดีอยู่เลย “อัดยากันไว้บ้างก็ดีนะแก เชื้อหวัดเดี๋ยวนี้หัวดื้อกว่าเมื่อก่อน” ฉัน


95

เตือนเพื่อนด้วยความห่วงใย “กินแล้ว แต่ฉันเป็นๆ หายๆ มาไม่รู้กี่เดือนแล้วแก ช่างมัน...ก็แค่ หวัด ว่าเรื่องน้องชายสุดหล่อของแกเหอะ แค่ชวนกันเที่ยว ไม่เห็นแปลก วัยรุ่นไม่ว่าสมัยไหนก็ขยันเที่ยวมากกว่าเข้าห้องเรียนอยู่แล้ว” “เที่ยวเฉยๆ คงไม่เป็นไรหรอก แต่ดันพาลูกสาวเขามานอนค้างที่ บ้านด้วยน่ะสิ เพิ่งจูงมือกันออกห้องเมื่อหลังเที่ยงนี้เอง พ่อแม่ของผู้หญิง คงไม่พอใจ” “โตๆ กันแล้ว จะหวงห้ามอะไรนักหนา...โอเวอร์ เรื่องโจ๊ะพรึมๆ กันก่อนวัยอันควรน่ะ ธรรมดาจะตาย เห็นนักเรียนนักศึกษาอยู่กันเป็นคู่ๆ ตามหอพัก คอนโดฯ ไหมล่ะ...ถมถืด ยิ่งยุคหาผัวหาเมียทาง Facebook ด้วยแล้ว อะไรก็ห้ามฮอร์โมนวัยรุ่นไม่ได้ แล้วใช่ว่าดีกรีความแรดของเด็ก สมัยนี้จะเกินหน้าเกินตารุ่นพ่อรุ่นแม่ซะเมื่อไหร่ ดูสมัยเราเอ๊าะๆ ก็ใ ช่ ย่อย” “แกคนเดียวแหละ ฉันไม่เคยแรด” นังซีซี่หัวเราะก๊าก “นี่อย่าบอกนะ แกกับนายโตไม่เคยโจ๊ะพรึมๆ กัน” ฉันฟาดแขนนังซีซี่ “ไป! ออกรถ ไฟเขียวแล้ว” “จริงรึเปล่าแก” หูรูดปากนังซีซี่ชํารุดเสียแล้ว “บอกมาเหอะ จะ อายทําไมยะ” “ถ้าแกไม่รู้สักเรื่องจะดิ้นตายมั้ย” “ไม่ ต าย...แต่ อ ยากรู้ ตกลงนายโตเป็ น เพื่ อ นสาวของแท้ พั น เปอร์เซ็นต์ใช่มั้ย เฮ้อ...งั้นแกก็เวอร์จิ้นคนสุดท้ายของจักรวาลน่ะสิ ตาย แล้ว...นังชะนีมีกรรม”


96

“หุบปากไปเลย��� ฉันส่งค้อนวงใหญ่ นังเพื่อนสาวหัวเราะร่วน เหมือนเห็นฉันเป็นหม่ํา จ๊กมก สมควรอยู่หรอกที่ถูกเพื่อนหัวเราะเยาะ อายุฉันไม่ใช่น้อยแล้ว ยัง รักษาพรหมจรรย์เอาไว้มิดเม้น เหมือนตู้เซฟลืมรหัสเปิด ก็เถอะ...การที่ฉัน จะเคยต้องมือชายหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็น แต่ที่ฉันถูกนายโตมรต้มเปื่อยข้าม ปีข้ามชาตินี่สิ มันเจ็บกระดองใจ “หวังว่าที่บอกเราให้ไปพบที่โรงพยาบาล คงไม่เกี่ยวกับเรื่องตรวจ การมีเพศสัมพันธ์ ตรวจครรภ์ของยายเด็กแรดนั่นหรอกนะ” นังซีซี่วกกลับ มาเรื่องนายดิน “ฉั น ว่ า เรื่ อ งนี้ แ หละ คื อ ข้ อ ใหญ่ ใ จความ ไม่ งั้ น จะนั ด เราที่ โรงพยาบาลทําไม” พอเหความคิดมาที่น้องชายร่วมสายเลือด ฉันอดกระวนกระวายใจ ไม่ ไ ด้ นายดิ น นะนายดิ น ...ทํ า ไมถึ ง ชอบแส่ ห าเรื่ อ ง ให้ ค นอื่ น พลอย เดือดร้อนนักนะ “ถ้าตรวจแล้วพบยายเด็กนั่นไม่ซิง แถมตั้งท้องแล้ว...จะทําไม จับ พวกเขาแต่งงานกันงั้นเหรอ โลกหมุนไปถึงไหนแล้ว พ่อแม่สมัยนี้ควร ปรับตัว ปรับความคิดตามให้ทัน หญิงกับหญิง ชายกับชายโจ๊ะกัน ยังเป็น เรื่องธรรมดา แล้วถ้าหนุ่มสาววัยเจริญพันธุ์จะแก้ผ้ากระโดดขึ้นเตียงบ้าง มันพิสดารตรงไหนเชียว ท้องได้...ก็ทําแท้งได้ ต่อไปก็หาซื้อยาคุมยัดใส่ กระเป๋าให้มันซะ ส่วนน้องชายแกควรสร้างนิสัยยืดอกพกถุง จะได้ไม่ซวย อีก” “แกก็พูดง่าย” ฉันค้าน “แล้วจะพูดให้มันยากทําไมเล่า”


97

“ลูกสาวเขายังเด็กอยู่เลยนะแก ดูจากหน้าตาน่าจะซักสิบสามสิบสี่ ด้วยซ้ํา” “ไม่เด็กแล้ว” “ไม่มีพ่อแม่คนไหนคิดอย่างแกหรอก” “วุ้ย...จะให้คิดแง่ไหนล่ะ” นังซีซี่ทําเสียงสูง “ตบมือข้างเดียวไม่ดัง หรอกย่ะ ถ้ายายเด็กนั่นไม่ยินยอมพร้อมใจ คงไม่แรดถึงบ้านผู้ชาย ไอ้พ่อ แม่เองก็คงรู้เช่นเห็นชาติลูกสาว ว่ากล้าหาญชาญชัยขนาดไหน พอดี๊... พอดี น้องชายแกเสือกเป็นไอ้โง่คนสุดท้ายที่โดนจับได้ ความซวยเลยเข้า สิง” ฉันฟังคําวิเคราะห์ของเพื่อนด้วยหัวอกระรัว รู้สึกกลัวใจเด็กวัยรุ่น สมัย นี้ขึ้น มาอย่า งปัจ จุบั นทันด่ว น หรือ เพราะฉั น เริ่มแก่ เลยมองเรื่อ ง พรรค์นี้ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป “ถ้าเด็กคนนั้นท้อง นายดินแย่แน่ๆ” ฉันขนลุกซู่ “นั่นแหละปัญหา เรื่องมันจะไม่จบง่ายๆ ถ้าฝ่ายโน้นหัวหมอ หิว เงิน” “ถ้าเขาเอาเรื่อง นายดินไม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเหรอแก อนาคตดับ กันพอดี” “มันมีสองทาง หนึ่งคือยอมจ่ายเงินให้เรื่องมันจบ เหมือนพี่ชายฉัน เคยสร้างวีรกรรม พอได้เงินอุดปาก อีกฝ่ายก็เงียบสนิท ไม่มายุ่งเกี่ยวอีก หรือสอง...แกกลับบ้านไปจัดห้อง เตรียมต้อนรับน้องสะใภ้กับหลานมาอยู่ ร่วมชายคาได้เลย” “ไม่เอ๊า...ไม่เอา!” ฉันโวยวาย “นายดินยังเรียนไม่จบ อนาคตต้อง ไปอีกไกล แล้วคุณพ่อคุณแม่ล่ะ ท่านจะเสียใจแค่ไหน”


98

“ฉะนั้นแกก็ต้องทําใจเย็น เป็นขั้วโลกเหนือเข้าไว้ พยายามเจรจาหา ข้อยุติให้ได้ อย่าให้เรื่องเป็นคดี ถ้ายายเด็กนั่นท้องขึ้นมาจริงๆ ก็ช่วยเหลือ เต็มที่ไปเลย แต่อย่าเอามารหัวขนไว้เด็ดขาด เพราะฝ่ายโน้นจะยกมา เรียกร้องค่าดูแล ค่านั่นโน่นนี่ไม่จบสิ้น” “แกพูดเหมือนคนใจยักษ์ใจมาร ไม่กลัวบาปกรรม” ฉันตําหนิ “ก็เพราะกลัวน่ะสิ” นังซีซี่หักพวงมาลัยเลี้ยวซ้าย ผ่านสี่แยกใหญ่ “ยังไงซะต้องหารกรรมกันไป คนละกําสองกําแน่ๆ แต่คิดให้ยาว แกจะให้ เวรกรรมไปตกที่ทารกตัวแดงๆ ตาดําๆ งั้นเหรอ เกิดมามีพ่อแม่ไม่เอาไหน มักง่าย ทํางานหาเงินไม่เป็น ความรับผิดชอบต่ํา เล่นกับเวรกรรมแบบนี้ เอามั้ยแก” “โอ๊ย...กลุ้ม!” ฉันสะบัดหัว กระสับกระส่ายอยู่ในสายเข็มขัดนิรภัย “อีกเดี๋ยวก็รู้ แกจะได้กลุ้มน้อย หรือกลุ้มมากกว่านี้” ถึงโรงพยาบาลย่านใจกลางเมือง ฉันกับนังซีซี่ย่างเท้าเร็วๆ เข้าสู่โถง กลางที่เรียงสลอนด้วยเก้าอี้สําหรับให้ญาตินั่งรอ “เจ๊...เจ๊ต้องช่วยผมนะ ผมแย่แล้ว” นายดินหน้าตื่นถลามาหา ฉั น มองหน้าน้อ งชายอย่า งหงุดหงิด อยากบิดหูใ ห้ขาดคามื อ เสี ย เดี๋ยวนี้ “ตอนพาลูกเขาเที่ยวสนุก ไม่เห็นแกนึกถึงใคร แล้วตอนนี้หน้าเริด ทําไม” “โธ่ ...เจ๊ ไม่ใ ช่เวลามาทับถมกันนะ ถ้าเจ๊ไ ด้เ ห็นน้าของปิ่ น เจ๊ จ ะ สยอง เขาเอาจริง ไม่ปล่อยผมง่ายๆ แน่” “อยู่ไหนกันล่ะ” “รออยู่หน้าห้องตรวจ บนชั้น 3”


99

“ตรวจครรภ์ใช่มั้ย” “ฮะ” “นี่แสดงว่าแกทําลูกเขาท้องจริงๆ !” “ยังไม่ทราบผล แต่ถึงจะท้อง ก็ไม่ใช่ลูกผมหรอก” “หมายความว่าไง?” “ในกลุ่มเรา เรามีอะไรกับใครก็ได้ สวิงกิ้ง เจ๊รู้จักมั้ย” “มั่วกันยังกะหมา! โอย...ฉันอยากตาย” ใจคอฉันชักหวิวๆ “เมนส์ เขาไม่มากี่เดือนแล้ว” “สามสี่เดือนได้ฮะ” “ทําไมไม่ป้องกัน” “โธ่...เจ๊ เขานอนกับใครบ้างก็ไม่รู้ กับผมก็มีพลั้งเผลอกันบ้าง” “พลั้งเผลองั้นเหรอ!” ฉันเงื้อมือฟาดต้นแขนนายดินเต็มเหนี่ยว “โอ๊ย! เจ็บนะ” “แกไม่กลัวติดโรคเรอะ?” “กลัว แต่เวลานั้นใครจะมัวนั่งคิดนั่งกลัว” “ฉันอยากเอาไม้ตีหัวแก ให้หมอเย็บสักร้อยเข็ม” “ผมขอเจ๊ให้ช่วย ไม่ได้ขอให้มาทําตัวเป็นแม่นะ” “แกว่าไงนะ ทําตัวเป็นแม่งั้นเหรอ?” ฉันเหวี่ยงกระเป๋าถือใส่หน้า นายดินสุดแรง น้องชายตัวดีปัดป้องพัลวัน “ฉันไม่อยากยุ่งเรื่องของแก หรอก ถ้าแกไม่คลานตามท้องแม่เดียวกับฉัน แกทําอะไรลงไปรู้ตัวมั้ย ลูก สาวเขายังเด็ก ข้อหาอุกฉกรรจ์ทั้งนั้นเลยรู้มั้ย ทําอะไรทําไมไม่ใช้สมอง ถ้า ไม่คิดถึงตัวเอง ก็น่าจะคิดถึงคุณพ่อคุณแม่บ้าง” ฉันฟาดกระเป๋าซ้ําอีก หลายที “ไอ้น้องเลว!!”


100

นังซีซี่กระโดดเข้าห้าม คนบริเวณนั้นหันมองเป็นตาเดียว “จะให้ผมทํายังไงเล่า” นายดินทําปากขมุบขมิบ “สํานึกสิ...สํานึกเงาหัวตัวเอง” ฉันด่าไป เหนื่อยหอบไป “ไม่ใช่ ลอยหน้าเถียงฉันอย่างงี้” “ก็ได้” นายดินก้มหน้า “ผมขอโทษ” “ขอโทษฉันไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก เพราะยังไงฉันต้องหาทางช่วย แก แต่ฝ่ายโน้ นสิ เขาต้องเอาเรื่องแกจนถึง ที่สุด แล้ว คุณพ่ อคุณแม่ล่ะ ท่านจะรู้สึกยังไง?” “เจ๊อย่าบอกพ่อกับแม่นะ ผมขอร้อง” “ฉันต้องบอกท่านแน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้” “แก...ขึ้นไปข้างบนเถอะ” นังซีซี่เตือน “ยืนเถียงกันอยู่ได้ ไม่อาย ชาวบ้านชาวช่องรึไง” “นําไปสิ!” ฉันตวาดใส่น้องชาย เราขึ้นลิฟต์ไปชั้น 3 ลดเลี้ยวตามทางเดินไปยังห้องตรวจ พบหญิง วัยกลางคนคลุมหน้าคลุมตาด้วยผ้าแพรสีเทาคล้ ายสตรี มุสลิม เด็กสาวคนนั้นคงชื่อปิ่น และผู้ชายอีกคนคงเป็นน้าเธอ เขาลุกขึ้น หน้าตาถมึงทึงทันทีที่เห็นฉัน “คุณ!” “คุณ!!” เขากับฉันร้องออกมาด้วยความแปลกใจ นายดินกระซิบว่านี่แหละน้าของฝ่ายหญิง นังซีซี่เองก็กระแซะบอก ข้างหูฉันเสียงรัว “แก...นี่มันคุณปรัชญ์ เจ้าของร้านเฮือนดอกไม้นี่นา” ฉั น จ้ อ งหน้ า เขา ไม่ คิ ด ไม่ ฝั น จะได้ พ บกั น อี ก ครั้ ง ในสถานที่ และ


101

สถานการณ์แบบนี้ ตกลงหมอนี่เป็นทั้งเจ้าของร้านอาหาร เป็นคนที่ต่อว่า ฉันเรื่องเด็ดดอกไม้ และอาจเป็นคนเดียวกับที่ส่งกล้วยไม้ให้ฉัน ที่สําคัญ... เขาคือผู้ปกครองของคู่กรณีอย่างไม่ต้องสงสัย...อะไรจะบังเอิญซวยซ้ําซ้อน ขนาดนี้! “คุณเป็นพี่สาวเขาใช่มั้ย” เขาเหยียดมองนายดิน แล้วเขม้นตาใส่ฉัน ฉันได้แต่พยักหน้า ยังหาปากตัวเองไม่เจอ “ผมจําเป็นต้องแจ้งความ ดําเนินคดีกับน้องชายคุณ” “อ่า...เรา” ฉันรวบรวมสติ พยายามคิดหาถ้อยคําที่เหมาะสม “���รา น่าจะตกลงกันได้นะคะ” “คงยากแล้ ว คุ ณ พวกเขามี อ ะไรกั น หลายครั้ ง พาหลานสาวผม หายไปจากบ้านถึงสองคืน แล้วผลตรวจออกมาเมื่อครู่ หลานผมท้องได้ สามเดือนแล้ว” “ทางเราจะรับผิดชอบทุกอย่าง” “รับผิดชอบอะไรล่ะ?” เขาขยับหาฉันอีกก้าว “ค่าทําแท้ง หรือค่า เลี้ยงดูบุตร” ฉันถอยฉากก้าวหนึ่ง กลืนน้ําลายอย่างแสนยากเย็น “ก็...ทุกอย่าง ทุกอย่างที่คุณต้องการให้เราทํา เรายินดี” “ยินดีงั้นเหรอ? คุณกําลังบอกว่า คุณสามารถทําทุกอย่างเพื่อให้ เรื่องมันจบง่ายๆ ด้วยเงิน” “แล้วคุณจะให้เราทํายังไง ในเมื่อหลานคุณท้องโย้อย่างนี้” “ใครทําอะไรไว้ ก็ต้องรับผลกรรมนั้น รักสนุกก็ต้องทุกข์ถนัดละ” “นี่คุณคิดอะไรอยู่ คุณคิดจะแบล๊คเมล์ฉันกับน้องใช่มั้ย?” ฉันเชิด หน้า จ้องตาตอบไม่ลดละ “ถ้าอย่างนั้นก็บอกมาเลย คุณต้องการเท่าไหร่


102

ฉันจ่ายให้คุณทุกสตางค์แน่” “นั่นไง...แล้วคุณก็แสดงเจตนาแท้ออกมาจนได้ คุณกําลังจะเอาเงิน ถมปัญหา เพื่อให้เรื่องมันจบๆ แล้วปล่อยไอ้น้องเลวๆ ของคุณลอยนวล ต่อไป พาลูกสาวของใครๆ ไปทําระยําตําบอนอีก” “น้องชายฉันอาจผิดจริง แต่เขาไม่ใช่คนเลว” ฉันแก้ต่างให้น้องชาย “ปกป้องกันเข้าไปสิ” ท่าทางยักไหล่ของเขากวนบาทาที่สุด “แล้วหลานคุณล่ะ ดีเด่มาจากไหน” “มันก็เลวพอๆ กันนั่นแหละ ผมถึงอยากจัดการมันทั้งคู่” ฉันมองหน้าเขาอย่างไม่เชื่อหู ตกลงเขาคิดจัดการเด็กทั้งสองด้วยวิธี ใด...ต้องการอะไรกันแน่? “คุณคิดจะทําอะไร?” สายตาของฉันไม่อาจละจากผู้ชายผิวคล้ํา ร่างยักษ์ “บอกแล้วไง รักสนุกก็ต้องทุกข์ถนัด” “คุณจะลงโทษเด็กให้ได้อะไรขึ้นมา เรายังมีทางออก พูดจากันได้” ฉันพยายามอ่อนลงอีกครั้ง ทั้งที่ผ่านมาฉันไม่เคยยอมลงให้ใครง่ายๆ ยิ่งกับ คนไม่มีเหตุผลด้วยแล้ว “สิ่งที่ผมจะตกลงกับคุณคือ ผมต้องการให้น้องชายคุณได้รับผลจาก การกระทํา และให้หลานสาวของผมได้สํานึกถึงความไม่รักดีของตัวเอง” “หมายความว่า...” ฉันขนลุกซู่ “แต่อนาคตของเด็กต้องพังนะคุณ” “ก็ให้มันพังสิ พวกเขาเลือกที่จะทําร้ายตัวเองแล้วแต่ต้น ใครผลัก หลังพวกเขาให้กระโจนเข้ากองไฟ พวกเขาเลือกเอง...ก็ต้องรับผลของมัน ด้วยตัวเอง”


103

ปากฉันสั่นไปหมด “นี่คุณเป็นน้าประสาอะไร?!” “คุณล่ะ เป็นพี่ประสาอะไร ปล่อยน้ องชายให้พาลูกคนอื่นไปทํา ระยําตําบอน รู้แล้วทําไมไม่ตักเตือน” “ถ้าฉันรู้ ฉันคงไม่ปล่อยให้เรื่องมันลุกลาม” แล้วความอดทนเส้น บางๆ ของฉันก็ขาดผึง “คุณล่ะ ทําไมไม่ดูแลหลานตัวเอง ปล่อยให้ตะลอน ไปกับผู้ชายข้ามวันข้ามคืน พอเกิดเรื่องก็โยนความผิดให้คนอื่น!” “ผู้ชาย...ถ้าหวังฟันหญิง มันพูดจาหว่านล้อมได้สารพัดละ” “ถ้าหลานคุณไม่ใจง่าย ก็คงไม่หลงคารมน้องชายฉันหรอก” “นี่คุณ!” เขาตะคอกเสียงลั่น ฉันตกใจ แต่ก็เชิดหน้าสู่ยิบตา “ทําไม! คุณจะทําไม?” ขณะเราตีหน้ายักษ์ใส่กันนั่นเอง เด็กสาวปิ่นก็ผุดลุก วิ่งพรวดลง บันไดอาคารไป นายดินไล่กวดตามทันที เช่นเดียวผู้หญิงที่คลุมหน้ามิดชิด คนนั้น ร้องเรียกลูกๆ เสียงหลง วิ่งตามไปอีกคน “คุณปรัชญ์ฮะ” นังซีซี่เข้ามาขวาง “แกด้วยยายน้ํา พูดจากันดีๆ เถอะ เราผู้ใหญ่ด้วยกันทั้งคู่” “แกก็ได้ยินนี่ จะให้ฉันพูดดีกับเขาได้ไง” ฉันเถียง หูอื้อ ตัวพอง “ผมก็ไม่อยากเปลืองน้ําลายกับคุณหรอก เอาไว้พบกันตอนน้องชาย คุณได้รับหมายศาลก็แล้วกัน” พูดจบชายร่างสูงใหญ่ก็ค้อมศีรษะให้นังซีซี่นิดหนึ่ง แล้วหุนหันจาก ไปทันที ใจฉันหวิวๆ แข้งขาไร้เรี่ยวแรงเสียดื้อๆ จนต้องทรุดนั่งในเก้าอี้ “ทํายังไงดีแก...ทําไงดี” ฉันคราง “ถ้าเขาแจ้งความดําเนินคดี เราไม่ มีทางสู้เขาได้แน่ นายดินไม่ต้องติดคุก หมดอนาคตเหรอ แล้วคุณพ่อคุณ


104

แม่จะเสียใจแค่ไหน แก...ฉันจะทําไงดี” “ตอนนี้คุณปรัชญ์ยังโกรธ เดี๋ยวค่ําๆ เราไปหาเขาที่บ้าน ไปคุยกับ เขาอีกครั้ง” นังซีซี่แนะนํา “ฉันไปเป็นเพื่อนแกเอง” ฉันได้แต่กระวนกระวาย น้ําตาแห่งความอัดอั้นขุ่นเคืองรินไหล

11 ปรัชญ์ หลานสาวจอมอวดดีของผม เดินกระแทกเท้าตึงๆ เข้าห้องไปแล้ว พี่ ปานนั่งซึมในโซฟาห้องรับแขก ผมตามไปนั่งข้างๆ “ปรัชญ์จะแจ้งความจริงๆ เหรอ” พี่ปานถาม “ถ้าจําเป็น” “อนาคตของพวกเขาล่ะ เราทําแบบนี้ก็เท่ากับทําลายชีวิตเด็กๆ” “ชี วิ ต ของพวกเขาถู ก ทํ า ลายด้ ว ยน้ํ า มื อ ของพวกเขาเองไปแล้ ว กฎหมายจะช่วยให้รู้รสชาติของความรับผิดชอบต่อตัวเองและผู้อื่น ทํา อะไรตามใจ ตามเยี่ยงผิดๆ ไม่คิดหน้าคิดหลัง ผลของมันไม่หวานหอม เหมือนที่ฝันเพ้อเจ้อ” “ปรัชญ์...จะทํายังไงกับปิ่น”


105

“ลาออกมาทํ า งานเต็ ม ตั ว ผมจะไม่ ส่ ง มั น เรี ย นอี ก แล้ ว ในเมื่ อ กระเหี้ยนกระหือรืออยากทําตัวเหมือนผู้ใหญ่ดีนัก ก็ต้องหาเลี้ยงตัวเองให้ เป็น” “แล้วเด็กในท้องล่ะ” “ทําแท้งซะ” “ไม่นะปรัชญ์!” พี่ปานผวาบีบแขนผม “มันจะเป็นตราบาปติดตัว หลานไปจนวันตาย” “แต่ถ้าปล่อยให้เด็กเกิดมามีพ่อแม่ไร้ความรับผิดชอบ ก็เหมือนโยน บาปให้เด็กบริสุทธิ์” “พี่เลี้ยงเอง...พี่เลี้ยงหลานได้” “เพื่ออะไรครับ เพื่อให้เขาเติบโตอย่างขาดพ่อไร้แม่ เหมือนเจ้าปิ่น เจ้าต้น เจ้าต่องั้นเหรอ พ่อไปทาง แม่ไปทาง ทิ้งพวกมันไว้เหมือนลูกหมูลูก หมา อย่างที่พ่อแม่เราก็เคยทํากับเรา งั้นเหรอพี่ พวกเขาเคยคิดย้อนมาดู ดําดูดีเรามั้ย เคยมารับรู้ความยากลําบากของเรารึเปล่า ถ้าไม่มีย่า เราจะมี ชีวิตรอดเป็นผู้เป็นคนอยู่มั้ย ทุกวันนี้เราอาจรู้สึกเหมือนไม่ขาดอะไร เพราะเราผ่านพ้นมันมาแล้ว เป็นผู้ใหญ่ที่หนักแน่นด้วยเหตุผลแล้ว แต่เรา รู้แก่ใจ...ว่าข้างในเรามีหลุมลึกที่ย่าก็เติมไม่เต็ม เราขาด...พี่ปาน เราขาด มาตลอด เราขาดพ่อ ขาดแม่ ขาดความอบอุ่น” พี่ปานปากคอสั่น “เรา...เราคงเลี้ยงหลานให้ดีได้ ไม่ต่างจากย่า” “เราอาจมีความรัก มีกําลังเลี้ยงดู ซื้อนม ซื้อเสื้อผ้า จ่ายค่าเล่าเรียน แต่เด็กต้องการความอบอุ่นจากพ่อแม่นะครับ เขาต้องการความรักเอาใจ ใส่ ซึ่งเราไม่มีวันทดแทนให้เขาได้เหมือน” “ปิ่นก็ยังอยู่กับเรา เขาต้องรัก ต้องดูแลลูกของเขา”


106

“แน่ใจเหรอฮะ พี่น่าจะรู้จักนิสัยใจคอยายปิ่นดีกว่าใคร” น้ําตาพี่ปานไหลพราก “ปิ่นกับเด็กหนุ่มนั่นอาจรักกันจริงก็ได้นะ ให้ ปิ่นดร็อปเรียน คลอดลูกแล้วค่อยกลับไปเรียน พอจบก็ให้ทั้งคู่จดทะเบียน กัน ทํางานเลี้ยงลูกช่วยกัน” “นิยายเล่มสิบบาทแล้วพี่ปาน นิสัยมักง่าย เบื่อง่าย รักสนุก เห็นแก่ ตัวอย่างพวกมัน ไม่มีวันจะอยู่กันยืด พอทนความลําบากไม่ไหวคงเลิกกัน ไปพบคนใหม่ มีลูกใหม่ ทิ้งปัญหาไว้ข้างหลัง เชื่อผมเถอะ...นี่เป็นทางออก เป็นวิธีดัดนิสัยยายปิ่น แต่ถ้ายังเอามันไม่อยู่ ยังทําตัวเหลวไหลซ้ําซาก ผม จะไล่มั นออกจากบ้าน จะไปเป็นโสเภณี หรือเมีย น้อยใครก็ช่าง ผมไม่ สนใจอีกแล้ว” “ปรัชญ์... พี่สงสารลูก” เสียงพี่ปานสั่นเครือ ผมโอบไหล่เธอ “แล้วยายปิ่นเคยสงสารพี่ เห็นหัวผมบ้างมั้ย กี่ครั้งกี่หนแล้ว ผมไม่ เกลียดมันนะ ผมเลี้ยงมาแต่อ้อนแต่ออก ไม่ใช่พ่อก็เหมือนพ่อ แต่สัมมา คารวะ ความเคารพยําเกรงมันเคยมีรึเปล่า ที่สุดแล้วความรักอย่างเดียว เลี้ยงคนให้เป็นคนดี มีคุณภาพไม่ได้หรอก ชีวิตจะสอนชีวิต ให้พวกเขาอยู่ ในโลกจริ��� ที่คนนอกครอบครัวไม่ได้มอบโอกาส และคําว่าให้อภัยกับพวก เขาพร่ําเพรื่อ ให้พวกเขาได้เรียนรู้คุณค่าของสิ่งที่พวกเขาเคยมี แต่โยนมัน ทิ้งเองกับมือ จะดีกว่า” พี่ปานยกมือขึ้นปิดหน้า ร้องไห้ฟูมฟายเยี่ยงแม่ผู้หัวใจแตกสลาย น้ํา “ผมขอโทษ ที่ไม่ได้โทร.หาคุณน้ําเลย”


107

“ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันเองก็ยุ่งๆ กับเรื่องจัดบ้านอยู่เหมือนกัน” แล้วก็ ยุ่งวายป่วงกับเรื่องของนายดิน...ฉันต่อเติมคําพูดในใจ “เรียบร้อยแล้วยังครับ” น้ําเสียงนุ่มๆ สุภาพของคุณสุดเขตช่วยให้ฉันรู้สึกผ่อนคลายขึ้น “ก็พอเข้าที่เข้าทางบ้างแล้วค่ะ น้องชายตัวดีของดิฉันทําไว้รกซะ” “งั้น...เย็นนี้ก็ไปทานข้าวกับผมได้ซีครับ” “เอ... ดิฉันขอดูสมุดนัดหมายก่อนนะคะ พอดีคิวแน่นเอี้ยดเสียด้วย สิ” ฉันพูดในเสียงขํา เสี ย งหั ว เราะเบาๆ ดั ง ในสาย ฉั น เลยหั ว เราะผสมโรง แปลกดี เหมือนกันที่รู้สึกเป็นกันเองกับเขาง่ายดายเพียงนี้ ทั้งที่เพิ่งพบกันแค่เพียง วันเดียว หรือว่าเป็น...บุพเพสันนิวาส ต้องใช่แน่ๆ “คุณน้ํารับนัดผมแล้วนะครับ” ฉันยิ้มให้โทรศัพท์ “ก็...ถ้าคุณเขตชวน ดิฉันคงไม่เล่นตัวหรอกค่ะ” “เล่นสักหน่อยก็ได้ ผมไม่ถือ” “อุ๊ย... อย่าทําให้ดิฉันไขว่เขวเลย ขืนเล่นตัวแล้วคุณเขตเกิดไม่ง้อ มี หวังดิฉันได้ทานข้าวกับแห้วซีคะ” ทีนี้เขาหัวเราะร่วน “คุณน้ําอารมณ์ดีอย่างนี้ตลอดเลยรึเปล่า” “เกือบๆ ค่ะ ยกเว้นตอนร้องไห้ขี้มูกโป่งแบบบนเครื่อง น่าขายหน้า ชะมัด คิดแล้วยังอายคุณเขตไม่หาย” “ไม่เห็นจะต้องอาย เพราะทําให้เราได้รู้จักกัน” “พูดซะโรแมนติก”


108

“ก็โรแมนติกจริงๆ นี่ครับ เหตุการณ์บนเครื่องสร้างความประทับใจ ให้ผมมากเลยรู้มั้ย” “แจ๊คเก้ตของคุณก็คงประทับใจคราบช็อกโกแลตด้วยเช่นกัน ขอ โทษนะคะ หวังว่าคงซักออก” “แค่เสื้อตัวเดียว ไม่เป็นไรหรอก ว่าแต่...คุณน้ําไม่รู้สึกเหมือนที่ผม รู้สึกเหรอครับ” “รู้สึก? รู้สึกอะไรคะ” “เปล่าครับ...ไม่มีอะไร” “ถ้าซักไม่ออกจริงๆ ดิฉันขอซื้อตัวใหม่ชดใช้นะคะ ไม่งั้นคงรู้สึกผิด ไปจนตาย” ฉันเข้าใจว่าเขาหมายถึงเสื้อแจ๊คเก้ต “เฮ่อ...สัญญากับตัวเอง เลยเชียว จะไม่ทําตัวเฟอะฟะแบบนั้นอีกเด็ดขาด” “ดีแล้ว เดี๋ยวมีใครตกหลุมรักคุณเข้าอีก” ฉันรีบแนบโทรศัพท์ให้ติดหู ไม่แน่ใจว่าได้ยินถ้อยคําใดผิดเพี้ยนหรือ เปล่า “อะไรนะคะ?” “เปล่า...ไม่มีอะไรครับ ผมแค่จะย้ํากับคุณน้ําว่าหกโมงเย็นผมไปรับ ที่บ้านนะครับ” “อ๋อ...ค่ะ” ล่ําลากันแล้ว ฉันวางสายด้วยความอิ่มใจ ยิ้มอยู่คนเดียวดั่งโลกใบนี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อฉัน แต่ครั้นเหลือบเห็นนายดินแต่งตัวเรี่ยมเร้ลงบันไดมา อารมณ์เบิกบานก็หุบเหี่ยว เหมือนดอกไม้โดนน้ําร้อนลวก “แกจะไปไหน?” ฉันลุกพรวดจากโซฟา ไปยืนขวาง “ผมไม่ใช่นักโทษนะเจ๊” “อีกไม่นานแกได้คํานําหน้าชื่อ ‘นักโทษชาย’ สมใจแน่ เงาหัวไม่มี


109

ยังไม่สํานึก” “ให้ผมหมกอยู่แต่ในบ้าน ปวดหัวแย่” “แล้วแกจะแรดไปไหน” “หาเพื่อน” นายดินทําหน้ารําคาญใส่ฉัน “ไปกินเหล้าเมาแอ๋อีกละสิ ตกลงไอ้มหาวิทยาลัยเดี๋ยวนี้มันสอน นักศึกษาให้จบออกมาเป็นสิงห์สุรารึไง” “โธ่...เจ๊” “ไม่ต้องมาโธ่มาเธ่อ แกก็ได้ยินเต็มสองรูหูแล้วนี่ ทางโน้นเขาจะแจ้ง ความดําเนินคดีกับแก แล้วคดีล่วงละเมิดทางเพศ พรากผู้เยาว์อย่างเนี่ย ศาลมักเข้าข้างฝ่ายหญิง แกได้เข้าซังเตหัวโตแน่ๆ” “อย่าขู่สิเจ๊” “ไม่ได้ขู่ แล้วฉันก็กําลังจะออกไปเจรจากับน้าของแฟนแก” “เขาไม่ใช่แฟนผม” “แล้วพวกแกเป็นอะไรกันล่ะ? นอนด้วยกันจนท้องป่องสภาพนี้” “เขาเต็มใจไปกับผมเอง ผมมีแฟนอยู่แล้ว” “แกไปให้ความหวังเขาสิ เขาถึงตามก้นแกต้อยๆ” “ไม่รู้ ผมไม่เคยพิเศษกับใคร นอกจากเก๋แฟนผม” “ฉันเกลียดผู้ชายสันดานแบบแกจริงๆ เจ้าชู้ มักมาก เห็นผู้หญิงเป็น ของเล่น” “ผู้หญิงก็ชอบเล่นสนุกกับผู้ชายแบบผมเหมือนกันแหละ” ฉันฟาดแรงๆ ที่แขนเขา “เพราะสันดานรักสนุกนี่แหละจะพาแกพบ หายนะ เป็นคนมีประวัติ อนาคตจบเห่!” นายดินทรุดนั่งในโซฟา หน้าตาอมทุกข์


110

“ฉันกําลังพยายามช่วยเหลือแกอยู่นะ แกเองก็ต้องช่วยเหลือตัวเอง ด้วย อย่าก่อเรื่องอีก” ฉันปรับเสียงให้นุ่มนวลขึ้น “ทําไมต้องเป็นผมด้วย ยายปิ่นน่ะแรงจะตาย กับเพื่อนผมก็เอาครบ ทุกคนแล้วมั้ง” “แกไม่ขยะแขยงบ้างเหรอ ใครเป็นใครมั่วกันไปหมด” ฉันขนลุกขน พอง “อึ๋ย...วิตถาร” “เมาๆ อารมณ์มาแล้ว มันก็หลุดโลก ไม่มีใครหัวเก่าอย่างเจ๊หรอก” ฉันเบิ๊ดกะโหลกไอ้น้องชายตัวดีฉาดหนึ่ง “เจ็บนะ!” นายดินโวยวาย “ซาดิสม์” “ฉันอยากฆ่าแกด้วยซ้ํา ตั้งแต่รู้ว่าแกทําลูกสาวเขาท้อง” “ปิ่นไม่ได้ท้องกับผมหรอก” “ใช่หรือไม่ มันไม่สําคัญแล้ว ยังไงแกก็นอนกับเขา พาเขามาค้าง มันเป็นคดีความได้ทั้งนั้น น้ากับแม่ของเขาไม่ปล่อยแกแน่” “คงอยากได้เงิน” “ถ้าแค่นั้นเรื่องก็ง่ายสิ แต่ท่าทางเขากะเล่นแกแรงกว่าที่คิด ฉันเลย ปวดหัว วางแผนจะไปเจรจากับพวกเขาอีกครั้งอยู่นี่” นายดินนั่งคอตก ไม่เหลือมาดหนุ่มเจ้าสําราญ “ระยะนี้แกช่วยเก็บเนื้อเก็บตัวหน่อยเถอะ...เชื่อพี่” ฉันวิงวอน ตบ หัวไหล่เขา “พี่ไม่ทอดทิ้งแกหรอก ถ้าแกฟังพี่บ้าง” สุดท้ายเจ้าน้องชายตัวดีก็พยักหน้า นั่งซึม ฉันมองเขาด้วยอารมณ์คละเคล้า ทั้งเวทนาและสมน้ําหน้า


111


112

12 ซีซี่ e-Art เป็นร้านทําผมขนาด 5 เก้าอี้ หรูเริด ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า ใหญ่ ย่านแอร์พอร์ตเชียงใหม่ เจ้าของคือ อีอาร์ต ชื่อร้านก็ได้จากนามกรที่ พวกเราเหล่ากะเทยเรียกจิกมันติดปากนั่นแหละ อี อ าร์ ต เป็ น ตั ว แม่ เ รื่ อ งแฟชั่ น ตั้ ง แต่ ส มั ย เรี ย นมหาวิ ท ยาลั ย แล้ ว เสื้อผ้าหน้าผมของหล่อนต้อง ‘ล้ํา’ แม้แต่ชุดนักศึกษาธรรมด๊าธรรมดา มัน ยังสร้างสรรค์จนอยากลงขันเปิดแคทวอร์คให้มันจัดแฟชั่นโชว์ ...เช้านี้ผูก ริบบิ้นยาวเฟื้อยที่ต้นแขน อีกวันคาดดอกไม้ผ้าดอกโตๆ ไว้บนหัว ถึงปีใหม่ หล่อนก็หาผ้าพันคอขนฟูๆ สีเจ็บๆ มาคล้องไหล่ กระเด้งตูดไปทางไหนคน ก็เหลียวมอง มันไม่อายหรอก นังนี่ผิวหนังชั้นกําพร้าคงหนา ไอ้เราว่าแรด ดีกรีแรงแล้ว ยังอยากเดินให้ห่างมันสักสิบเมตร “คนนี้เสร็จก็ถึงตาแกแล้ว” อีอาร์ตปลีกร่างผอมเพรียวจากหัวลูกค้า มากระซิบบอก “ฉันรอได้ ไม่รีบ” “ถึงรีบ ฉันก็ไม่ลัดคิวให้หรอกย่ะ” “เออ...รู้ ไม่ต้องย้ํา แกเจออีจงบ้างมั้ย ฉันกดโทร.หาจนมือหงิก มัน ไม่ ย อมรั บ สาย” ฉั น ถามหาอี ก หนึ่ ง นางในก๊ ว นกะเทยล้ ว นของเรา ซึ่ ง ประกอบด้วยอีอาร์ต อีจง อีแวน และฉัน กิจกรรมร่วมของพวกเราเน้น ความบันเทิงเริงโลกีย์เป็นหลัก ถ้าไม่นัดกันเริดแถวนิมมานเหมินทร์ แรด เกี่ยวเด็กแถวคําเที่ยง ไม่ก็ระเริงบาร์เกย์แถวช้างเผือก


113

“มันกําลังติดสัด” อีอาร์ตเน้นคําหลังชัดเจน “คราวนี้นําเข้าจาก เยอรมันเชียวแก” “จากเว็บไซต์หาคู่เหรอ” “เปล่า เหมือนว่าเจอกันในผับแถวถนนลอยเคราะห์” “ฝรั่งขี้นกละสิ คบคนเรื่อยเปื่อย ไม่กลัวถูกฆ่ายัดส้วมหรือไง” “ถ้ามันกลัว มันคงไม่ทําลายสถิติสามคนต่อคืนหรอก โอวมายก้อด ...ฝรั่งตัวบ๊ะฮึ่มทั้งนั้น ไม่รู้ห้องเครื่องมันแหกถึงรู้หูรึยัง” อีอาร์ตใช้มือป้อง ปาก หัวเราะคิกคัก “อ้อ...เตือนแกก่อนเดี๋ยวลืม พุธนี้พวกเรานัดกันที่ เซอร์เคิลนะยะ” “ทําไมไม่���ัดกันวันศุกร์-เสาร์นะ รู้อยู่ว่างานฉันจะท่วมหัวตายอยู่ แล้ว” “เขามีวันเกิดไว้ประดับปฏิทินกันเหรอยะ อีแวนเกิดวันไหนก็ต้อง เลี้ยงวันนั้นสิ อีนี่พูดแปลก แล้วไอ้ธนาคารนะไม่ใช่ของแกคนเดียว กลับไว ไปสายหน่อย คงไม่เจ๊งหรอก” อีอาร์ตใส่ฉันไฟแลบ “อุ๊ย...มัวเม้าท์ ฉันตัด ผมให้ลูกค้าก่อนนะ แป๊บเดียวเสร็จ รายนี้ไม่ทําสี” ฉันได้แต่พยักหน้า พลิกนิตยสารก๊อสซิปดาราต่อ ที่จริงเย็นนี้ฉันกะ ไปช่วยยายน้ําเจรจากับคุณปรัชญ์ แต่นังเพื่อนอ้างว่าไม่อยากรบกวน แล้ว ก็มีรถใช้แล้ว ฉันเลยไม่รู้จะรบเร้าเสนอหน้าไปทําไม ถึงห่วงมันแค่ไหนก็ เถอะ กับเรื่องภายในครอบครัว ย่อมมีขอบเขต เข้ าไปยุ่ งเกิน หากเกิ ด ปัญหาทีหลังจะกินใจกันเปล่าๆ เพราะท่าทางคุณปรัชญ์เขาเอาจริง และ ไม่ใช่คนที่จะยอมก้มหัวให้เงิน ทบทวนถึงเหตุการณ์ที่โรงพยาบาลแล้ว ฉันอยากบอกคุณปรัชญ์ เหลือเกิน เราจะโทษเด็กฝ่ายเดียวคงไม่ถูก หรือกล่าวหาตัวเราในฐานะ


114

ผู้ปกครองก็ใช่ที่ บางทีอาจต้องคิดในแง่ ‘กฎแห่งกรรม’ บุญกรรมทําแต่ง พวกเขาเอาไว้แล้ว ฝืนไม่ได้หรอก ใครบ้างที่ต่อรองกับเบื้องบนสําเร็จ คิดถึงคุณปรัชญ์แล้ว ขอต่ออีกนิดเถอะ วันนี้เขาบิดเบี้ยวจากภาพ จําเดิมๆ ที่เคยเห็น ดูดิบๆ โผงผาง ไม่ใช่ผู้ชายสุขุมนุ่มนวลอย่างที่ฉันกับนัง บุ๋มเคยละเมอเพ้อพก แต่ก็ไม่ประหลาดพิลึกอะไรหรอก กับสถานการณ์ แบบนั้น เป็นใครคงใจเย็นเป็นพระเจ้าไม่ไหว เพียงแค่ฉันคิดว่าคุณปรัชญ์ น่าจะควบคุมอารมณ์ได้ดีกว่านี้ เฮ่อ...แม้แต่เทพบุตรในฝันอย่างคุณปรัชญ์ ยังแปลงร่างเป็นยอยักษ์ เขี้ยวใหญ่ได้เลย นับประสาอะไรกับผัวของฉันล่ะ ดู เ ถอะ...วั น นี้ เ รานั ด กิ น ข้ า วเที่ ย งกั น พอจวนเวลาเขาก็ โ ทร.มา ยกเลิกแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย อ้างต้องไปกับลูกค้าฟิตเนส ขอเลื่อนเป็นมื้อเย็น แทน ยังไม่นับรวมที่เขาผิดนัดฉันเมื่อคืนนะ ฉันพยายามข่มอาการปรี๊ด เอาไว้สุดกําลัง เปลี่ยนแผนมาร้านอีอาร์ตซะ เพราะเดือดดาลไปก็เท่านั้น ยังไงเขาต้องแถไปอยู่ดี “คุณตัดผมที่นี่ประจําเหรอครับ” เสียงนุ่มๆ ของใครคนหนึ่งฉุดฉัน ให้เหลียวหา ผู้ชายหน้าตาธรรมดาคนนี้นั่งอยู่ข้างๆ ฉันตั้งแต่ตอนไหนเนี่ย “หา... อะไรนะ” “ดูคุณสนิทสนมกับคุณอาร์ต” “อ๋อ...ค่ะ เอ๊ย...ครับ เราเป็นเพื่อนกัน” “แต่ผมไม่เคยเห็นคุณเลย”


115

“ปกติไม่ค่อยมาวันหยุด ขี้เกียจรอคิวยาวๆ” ฉันตอบพลางทําเป็น สนอกสนใจนิตยสารในมือ หวังให้เขาเลิกทําตัวเป็นพวกมนุษยสัมพันธ์ดี เลิศเสียที แต่เปล่าเลย เขายังชวนฉันคุยต่อ “เหมือนกันเลยฮะ ผมชอบมาหลังเลิกงานวันพุธ ไม่ก็พฤหัสฯ ตัด ผมเสร็จก็ดูหนังสักเรื่อง” “เหรอครับ” ฉันเออออ แล้วก้มหน้าก้มตากับนิตยสารต่อ “ปกติคุณชอบดูหนังมั้ย” “ก็...บางครั้ง ว่างๆ จริงๆ” “แสดงว่าไม่เสพติดเหมือนผม ผมเข้าโรงหนังแทบทุกอาทิตย์ แถม ยังสะสมดีวีดีไว้เป็นตั้ง” ฉันเงยหน้า ยิ้มๆ ไม่รู้จะพูดอะไรกับเขา ไม่ได้มีสันดานขี้ดูถูกคนหรือปิดกั้นหรอกนะ โดยพื้นนิสัยและเนื้อ งานของฉันแล้ว ทําให้ฉันต้องตื่นตัวกับบุคลิกภาพด้านนี้เสมอ ในเวลางาน ฉันอาจแคล่วคล่อง จ๊ะจ๋ากับใครต่อใครไปทั่ว แต่พอถึงเวลาส่วนตัว ฉันมัก ไม่อยากขยับเขยื้อน ขี้เกียจพูด และกลายเป็นพวกสมองตีบตัน คิดหัวเรือ่ ง คุยกับคนแปลกหน้าไม่ออก “ผมอังคารครับ” เขาแนะนําตัว ส่งมือมา “ฉัน...เอ่อ ผมสี่” ฉันจับมือเขาเขย่าเบาๆ สองที “คุณอังคารคะ เชิญเก้าอี้ 2 ค่ะ” เสียงลูกน้องสาวประเภทสองของอีอาร์ตจีบปากเรียกลูกค้าที่ถึงคิว ตัดผม “ขอตัวก่อนนะครับ ยินดีที่ได้รู้จัก” “เช่นกันครับ”


116

ฉันมองตามร่างสูงราว 165 เซนติเมตร ซึ่งถือว่าเตี้ยในยุคพ่อแม่ เลี้ยงลูกด้วยนมวัว อดแปลกใจไม่ได้ที่เขาเข้ามาตีสนิทฉัน เพราะรู้ตัวดี ฉันไม่ใช่คนมี เสน่ห์ดึงดูดนักหรอก เลยเดาอย่างคนคิดในแง่ลบ เขาคงหวังผลอะไรสัก อย่ า ง ไม่ เ รื่อ งเซ็ก ซ์ ก็คงคาดหวังเกี่ ย วกั บธุ รกิ จขายตรงสั ก ตัว เทื อ กนี้ แหละ ฉันแอบมองเขาผ่านกระจกเคาน์เตอร์ตัดผม เขาเป็ น คนผิ ว ขาว ดู ส ะอาด สํ า อาง แต่ ง ตั ว ใช้ ไ ด้ ผนวกเข้ า กั บ บุคลิกภาพและน้ําเสียงนุ่มนวลแล้ว เป็นผู้ชายน่าสนใจคนหนึ่ง กําลังลอบมองเพลินๆ ก็สะดุดเข้ากับสายตาและรอยยิ้มสว่างๆ ของ เขา ฉันรีบหลบตาแทบไม่ทัน น้ํา ฉันไขกระจกรถลง ขณะนายดินลากประตูรั้วปิด “พี่ซื้อสปาเก็ตตี้ซอสไก่แช่ไว้ในช่องฟรีซ หิวก็อุ่นไมโคเวฟกินนะ” นายดินพยักหน้าหงึก เดินจ๋องเข้าบ้านไป ฉันมองตาม นึกสงสารอยู่ หรอกนะ แต่มันทําตัวของมันเองแท้ๆ ฉั น เหยี ย บคั น เร่ ง รถที่ ค นขั บ ของพ่ อ เพิ่ ง นํ า มาส่ ง เมื่ อ ตอนบ่ า ย เครื่องยนต์ยังร้อนๆ อยู่เลย ร้อนเหมือนใจฉัน และตุ๊มๆ ต้อมๆ อย่างไม่รู้ จะไปพูดอีท่าไหนกับฝ่ายโน้นดี โดยเฉพาะกับผู้ชายชื่อ ปรัชญ์ ท่าทางเขา หัวดื้อหัวแข็งพอๆ กับวัวบ้า ก็ฟังแต่ละคําที่เขาตะคอกใส่หน้าฉันสิ ไม่ยอม ให้ใครมีทางเลือก ไม่เปิดโอกาสให้ใครแสดงความคิดเห็นที่อาจดีกว่า เขา กะลงโทษหลานตัวเอง และทําลายอนาคตของนายดินอย่างโหดร้าย ไม่


117

เผื่อใจสักนิด ว่าวัยรุ่นวิจารณญาณต่ํา เรื่องก้าวผิดเดินพลาดมันต้องมีบ้าง ผู้ใหญ่เราควรให้อภัย ให้โอกาสพวกเขาได้แก้ไข ปรับปรุงตัว...นี่อะไร? ไอ้ยักษ์ดํา! ฉันจะจัดการนายยังไงดีนะ? เหมือนตอนใกล้สอบ ยิ่งอ่านหนังสือไม่ทัน เวลาก็ยิ่งหดสั้นอย่าง รวดเร็ว ระยะทางจากบ้านมาถึงร้านเฮือนดอกไม้ก็เช่นกัน เรียบเรียงคํา พูดยังไม่เสร็จ ฉันก็มายืนกดกริ่งตรงข้างรั้วระแนงที่เต็มไปด้วยเถาดอกไม้ เสียแล้ว เพียงครู่ ผู้หญิงที่พบที่โรงพยาบาลก็ออกมา “สวัสดีค่ะ ดิฉันน้ํา เป็นพี่สาวของนายดินค่ะ คุณคงจําได้” ฉันพนม มือไหว้ “อ๋อ...ค่ะ สวัสดีค่ะ” เธอรับไหว้ด้วยมือที่ปรากฏแผลเป็นคล้ายถูก น้ําร้อนลวก “ขอดิฉันเข้าไปได้มั้ยคะ อยากรบกวนคุยเรื่องของนายดินกับน้อง ปิ่นค่ะ” เธอลังเลนิดหนึ่ง แต่ก็ไขประตูรั้ว พาฉันเข้าบ้าน “คุณเป็นคุณแม่น้องปิ่นใช่ไหมคะ” ฉันถามเมื่อทรุดนั่งในโซฟา “ค่ะ เรียกดิฉันปานก็ได้” เธอเอ่ยพลางวางแก้วน้ําบนโต๊ะกลาง แล้ว นั่งลงฟากตรงข้าม “เมื่อกลางวันมัวแต่เอะอะกัน เลยไม่ได้แนะนําตัว” ฉันสบตาเธอ ผ่านผ้าคลุมสีน้ําตาลที่แง้มเพียงบริเวณดวงตาและดั้งจมูก “ไม่เป็นไรค่ะ ทุกคนกําลังเครียดกับเรื่องที่เกิดขึ้น”


118

ในรอยแหวกของผ้าคลุมศีรษะ ฉันมองเห็นผิวเนื้อที่ยับย่นเป็นริ้วๆ สี ช มพู แ ละแดงน่ า กลั ว คล้ า ยถู ก น้ํ า ร้ อ นหรื อ ไฟลวกอย่ า งรุ น แรง เช่นเดียวกับมือและแขนทั้งสองข้าง “ดิฉันขอโทษคุณปานด้วยนะคะที่ใช้อารมณ์ เสียมารยาทมากๆ” “ดิฉันก็ขอโทษแทนน้องชายด้วย” “เขาอยู่ไหมคะ” ฉันแลปลายตาสํารวจ “ไปสั่งของที่ตลาดค่ะ สักพักคงกลับ” “คุณน้ําคงตั้งใจมาคุยกับปรัชญ์เรื่องของปิ่น” “ค่ะ แต่ได้เจอคุณปานก็ดีเหมือนกัน เรื่องของนายดินกับน้องปิ่น ดิ ฉั น ไม่ อ ยากให้ ลุ ก ลามเลย เสี ย ดายอนาคตเด็ ก ดิ ฉั น กั บ น้ อ งพร้ อ ม รับผิดชอบทุกอย่าง” ฉันไตร่ตรองอย่างดีแล้ว แม้ยังไม่ทราบว่าทารกใน ครรภ์เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของน้องชายหรือไม่ หากฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการ ทําแท้ง “อยากขอร้องคุณปานอย่าแจ้งความเลย เราน่าจะหาทางออกที่ดี ใ���้กับเด็กๆ ได้ และที่สําคัญ ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการทําแท้ง” “ดิฉันก็คิดอย่างนั้น แต่...” ฉันจ้องนัยน์ตาไหวระริกของเธอ “แต่อะไรคะ?” ดวงหน้าในผ้าคลุมแสดงอาการกระสับกระส่าย เธอบีบมือตัวเองจน ซีดขาว “คุณปาน...อะไรคะ?” ฉันย้ําคําถาม โน้มกายหาคู่สนทนา “ปรัชญ์...เขาไม่เห็นด้วย เขายืนกรานจะแจ้งความ แล้วให้ปิ่นทํา แท้ง”


119

ความเครียดแล่นปรี๊ดขึ้นขมับฉันทันใด “ในเมื่อมีทางออกที่ดีกว่า ทําไมเขาถึงยังคิดแบบนั้น ทําลายอนาคตเด็กชัดๆ” “ดิฉันก็พยายามพูดแล้ว แต่เขาไม่ฟัง” “คุณปานเป็นแม่นะคะ เขาเป็นน้า คุณปานควรเป็นคนตัดสินใจ เรื่องนี้” “ปรัชญ์เลี้ยงปิ่นตั้งแต่เล็ก ไม่ใช่พ่อก็เหมือนพ่อ เขาดูแลปิ่นทุกอย่าง ทุกอย่างจริงๆ ยิ่งตอนที่ดิฉันป่วยหนัก ต้องพักรักษาตัวเป็นปี เขาดูแลทั้ง ดิฉัน ทั้งปิ่นอย่างดี พอเกิดเรื่องนี้ขึ้น ดิฉันเลยไม่กล้าแย้ง แล้วก็เชื่อว่าป รัชญ์ทําไปเพราะรัก เพราะห่วงใยปิ่นจริงๆ” “ก็เถอะ ยังไงเขาก็เป็นแค่น้า แต่คุณปานคือแม่” ฉันแย้ง “คนเป็นแม่น่ะ...ต่อให้ลูกทําผิดกี่ครั้งกี่หน หนักหนาแค่ไหนก็ให้ อภัยได้เสมอ ให้เจ็บ ให้ตายแทนลูกก็ยังได้ แต่ความผิดของปิ่นคราวนี้ ร้ายแรง ดิฉันพูดอะไรไม่ออกจริงๆ ค่ะ” ฉันชักหงุดหงิด เมื่อทราบว่าอุปสรรคใหญ่เกิดจากผู้ชายคนนั้น “เขา ไม่มีสิทธิ์เจ้ากี้เจ้าการชีวิตหลานขนาดนั้น” “มีสิ! ทําไมจะไม่มี” เสียงนั้นดังกร้าวมาจากโถงที่เชื่อมต่อห้องรับแขก


Jigsaw