Issuu on Google+

1

อ.ยุทธพล ทับลา

……………………………………………………………………… คาอธิบายรายวิชา ศึกษาความหมายของคอมพิวเตอร์ และระบบคอมพิวเตอร์ ส่ วนประกอบสําคัญของคอมพิวเตอร์ ภาษาคอมพิวเตอร์ การใช้ โปรแกรมระบบปฏิบตั ิการเช่นการใช้งาน โปรแกรมระบบปฏิบตั ิการวินโดวส์ 95/98 การใช้สื่อบันทึกข้อมูลต่างๆ รวมทั้งการใช้ งานอินเตอร์ เน็ต การค้นหาข้อมูลบนระบบอินเตอร์เน็ต การส่ ง จดหมายอิเล็กทรอนิกส์( E-mail ) เพื่อให้นกั เรี ยนได้มีความรู้ความเข้าใจและสามารถใช้งานคอมพิวเตอร์ใน ชีวติ ประจําวันได้ เนือ้ หารายวิชา

สัปดาห์ที่ สัปดาห์ที่ 1

เนื้อหา     

สัปดาห์ที่ 2

  

สัปดาห์ที่ 3

   

สัปดาห์ที่ 4

   

สัปดาห์ที่ 5

ความหมายของคอมพิวเตอร์ ลักษณะที่สาํ คัญของคอมพิวเตอร์ ประเภทของคอมพิวเตอร์ ระบบการทํางานของคอมพิวเตอร์ Computer Language Hardware Software Peopleware ความหมายของระบบปฏิบตั ิการ วิวฒั นาการของระบบปฏิบตั ิการ หน้าที่ของระบบปฏิบตั ิการ การใช้เม้าส์ / แป้ นพิมพ์ ความหมายของระบบปฏิบตั ิการ Windows XP การเข้าสู่ โปรแกรม Windows XP ส่ วนประกอบของ Windows XP การออกจากโปรแกรม Windows XP การจัดการ File Folder และ Disk ด้วย Window Explorer เช่น - Format


อ.ยุทธพล ทับลา

………………………………………………………………………

- Copy - Delete - Rename - การสร้าง Folder สัปดาห์ที่ 6

สัปดาห์ที่ 7-8

 

ความรู ้ทวั่ ไปเกี่ยวกับ Internet - ความหมายของ Internet - TCP/IP - IP Address - Domain name - ISP - การเชื่อมต่อ Internet - บริ การใน Internet - ความหมายของ World Wide Web - ความหมายของ Web Site , Web Sever , Web Browser , Web Page , Home Page - ตําแหน่งที่อยูข่ อง Web และ URL Web Browser - การเรี ยกใช้โปรแกรม Internet Explorer (IE) - ส่ วนประกอบและการใช้งานโปรแกรม Internet Explorer E-Mail และการใช้ประโยชน์ ทดสอบ

2


อ.ยุทธพล ทับลา

……………………………………………………………………… ความรู้ เบือ้ งต้ นเกีย่ วกับคอมพิวเตอร์ ความหมายของคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ซ่ ึงประกอบด้วยชิ้นส่ วนอิเล็กทรอนิกส์ ทําหน้าที่รับข้อมูลหรื อชุดคําสัง่ ( Program ) แล้วทําการ ประมวลผล ( Process ) ข้อมูลตามชุดคําสั่งจนได้ผลลัพธ์แล้วแสดงผลออกมาตามที่ผใู ้ ช้ตอ้ งการได้ ลักษณะที่สาํ คัญของคอมพิวเตอร์ 1. ความเร็ ว ( Speed ) เครื่ องคอมพิวเตอร์สามารถทํางานด้วยความเร็ วมาก 2. มีหน่วยความจําภายใน ( Memory ) เครื่ องคอมพิวเตอร์ มีหน่วยความจําซึ่ งสามารถบันทึกข้อมูล (Data ) และ คําสัง่ ต่าง ๆ ได้ 3. ทํางานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ จึงสามารถทํางานได้โดยอัติโนมัติ 4. มีความถูกต้องแม่นยํา ( Accuracy ) คอมพิวเตอร์สามารถทํางานได้ดว้ ยความถูกต้องแม่นยําเสมอ เนื่องจาก เครื่ องคอมพิวเตอร์ มีระบบการทํางานที่แน่นอน 5. ความสามารถในการเปรี ยบเทียบ ( Comparability ) เครื่ องคอมพิวเตอร์ มีหน่วยคํานวณและตรรกะ ซึ่ งนอกจาก จะคํานวณได้แล้วยังสามารถทําการเปรี ยบเทียบข้อมูลได้ดี ประเภทของคอมพิวเตอร์ เครื่ องคอมพิวเตอร์ แบ่งได้หลายประเภทตามหลักดังนี้ 1. แบ่งตามลักษณะการประมวลผลข้อมูล แบ่งได้เป็ น 3 ประเภทคือ 1.1 Analog Computer เป็ นคอมพิวเตอร์ ที่อาศัยหลักการวัด ปริ มาณ ที่มีค่าต่อเนื่องกัน 1.2 Digital Computer เป็ นคอมพิวเตอร์ที่อาศัยหลักการนับลักษณะของตัวเลข 1.3 Hybridge Computer เป็ นคอมพิวเตอร์ ที่รวมทั้งสองข้อด้านบน 2. แบ่งตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน แบ่งได้เป็ น 2 ประเภทคือ 2.1 คอมพิวเตอร์ ทวั่ ไป ใช้ได้กบั งานหลายๆ ประเภทเช่น งานวิจยั งานงบประมาณ งานทะเบียน ฯลฯ 2.2 คอมพิวเตอร์ เฉพาะกิจ ใช้ได้กบั งานเฉพาะอย่างประเภทใดประเภทหนึ่งเท่านั้น เช่น โรงพยาบาล,อวกาศ, อุตุนิยมวิทยา 3. แบ่งตามขนาดและราคาของเครื่ อง แบ่งได้เป็ น 3 ประเภทคือ 3.1 เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ 3.2 มินิคอมพิวเตอร์ 3.3 ไมโครคอมพิวเตอร์ ข้อดี-ข้อเสี ยของคอมพิวเตอร์ ข้อดี มีดงั นี้ 1. ความเร็ วสู ง 2.ความถูกต้องแม่นยําและน่าเชื่อถือ 3. ความสามารถในการจําหรื อรักษา 4. การประหยัด 5. การใช้งานได้อีกหลายๆด้าน

3


อ.ยุทธพล ทับลา

……………………………………………………………………… ข้อเสี ย 1. การทํางานยังต้องขึ้นอยูก่ บั มนุษย์ 2. การวางระบบงานคอมพิวเตอร์ตอ้ งใช้เวลานาน 3. การรบกวนระบบงานปกติ ลักษณะงานที่เหมาะสมกับคอมพิวเตอร์ ลักษณะงานที่เหมาะสมกับคอมพิวเตอร์ ควรมีลกั ษณะกว้างๆ 4 ประการ คือ 1. เป็ นงานที่มีปริ มาณมากๆ 2. มีข้ นั ตอนการประมวลผลซํ้าๆ กัน 3. ต้องการผลลัพธ์ที่ถูกต้องแม่นยําในเวลาสั้นๆ 4. เป็ นงานที่ยากหรื อต้องการความละเอียดในการคํานวณ บทบาทของคอมพิวเตอร์ ในงานด้านต่างๆ 1. บทบาทของคอมพิวเตอร์ ในงานด้านธุ รกิจ 2. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานธนาคาร 3. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในสถานศึกษา 4. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานวิทยาศาสตร์ 5. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในวงการแพทย์ 6. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในห้างสรรพสิ นค้า/ร้านค้า 7. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในการคมนาคมและการสื่ อสาร 8. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานด้านอุตสาหกรรม 9. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานด้านความบันเทิง 10. บทบาทของคอมพิวเตอร์ ในหน่วยงานของรัฐ ความหมายและความเป็ นมา เมื่อพิจารณาศัพท์คาํ ว่า คอมพิวเตอร์ ถ้าแปลกันตรงตัวตามคําภาษาอังกฤษ จะหมายถึงเครื่ องคํานวณ ดังนั้นถ้ากล่าวอย่างกว้าง ๆ เครื่ องคํานวณที่มีส่วนประกอบเป็ นเครื่ องกลไกหรื อเครื่ องไฟฟ้ า ต่างก็จดั เป็ น คอมพิวเตอร์ ได้ท้ งั สิ้ น ลูกคิดที่เคยใช้กนั ในร้านค้า ไม้บรรทัด คํานวณ (slide rule) ซึ่งถือเป็ นเครื่ องมือประจําตัว วิศวกรในยุคยีส่ ิ บปี ก่อน หรื อเครื่ องคิดเลข ล้วนเป็ นคอมพิวเตอร์ ได้ท้ งั หมด ในปั จจุบนั ความหมายของ คอมพิวเตอร์จะระบุเฉพาะเจาะจง หมายถึงเครื่ องคํานวณอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถทํางานคํานวณผลและ เปรี ยบเทียบค่าตามชุ ดคําสั่งด้วยความเร็ วสู งอย่างต่อเนื่ องและอัตโนมัติ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้คาํ จํากัดความของคอมพิวเตอร์ ไว้ค่อนข้างกะทัดรัดว่า เครื่ องอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติ ทําหน้าที่ เสมือนสมองกล ใช้สาํ หรับแก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้งที่ง่ายและซับซ้อน โดยวิธีทางคณิ ตศาสตร์ การจําแนกคอมพิวเตอร์ ตามลักษณะวิธีการทํางานภายในเครื่ องคอมพิวเตอร์ อาจแบ่งได้เป็ นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ

4


อ.ยุทธพล ทับลา

5

……………………………………………………………………… แอนะล็อกคอมพิวเตอร์ (analog computer) เป็ นเครื่ องคํานวณอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้ใช้ค่าตัวเลขเป็ น หลักของการคํานวณ แต่จะใช้ค่าระดับแรงดันไฟฟ้ าแทน ไม้บรรทัดคํานวณ อาจถือเป็ นตัวอย่างหนึ่งของแอนะล็ อกคอมพิวเตอร์ ที่ใช้ค่าตัวเลขตามแนวความยาวไม้บรรทัดเป็ นหลักของการคํานวณ โดยไม้บรรทัดคํานวณจะมีขีด ตัวเลขกํากับอยู่ เมื่อไม้บรรทัดหลายอันมรประกบรวมกัน การคํานวณผล เช่น การคูณ จะเป็ นการเลื่อนไม้บรรทัด หนึ่งไปตรงตามตัวเลขของตัวตั้งและตัวคูณของขีดตัวเลขชุดหนึ่ง แล้วไปอ่านผลคูณของขีดตัวเลขอีกชุดหนึ่งแอ นะล็อกคอมพิวเตอร์แบบอิเล็กทรอนิกส์จะใช้หลักการทํานองเดียวกัน โดยแรงดันไฟฟ้ าจะแทนขีดตัวเลขตามแนว ยาวของไม้บรรทัด แอนะล็อกคอมพิวเตอร์ จะมีลกั ษณะเป็ นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่แยกส่ วนทําหน้าที่เป็ นตัวกระทําและเป็ นฟังก์ชนั ทาง คณิ ตศาสตร์ จึงเหมาะสําหรับงานคํานวณทางวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมที่อยูใ่ นรู ปของสมการคณิ ตศาสตร์ เช่น การจําลองการบิน การศึกษาการสั่งสะเทือนของตึกเนื่ องจากแผ่นดินไหว ข้อมูลตัวแปรนําเข้าอาจเป็ นอุณหภูมิ ความเร็ วหรื อความดันอากาศ ซึ่ งจะต้องแปลงให้เป็ นค่าแรงดันไฟฟ้ า เพื่อนํ���เข้าแอนะล็อกคอมพิวเตอร์ ผลลัพธ์ที่ ได้ออกมาเป็ นแรงดันไฟฟ้ าแปรกับเวลาซึ่ งต้องแปลงกลับไปเป็ นค่าของตัวแปรที่กาํ ลังศึกษา ในปั จจุบนั ไม่ค่อยพบเห็นแอนะล็อกคอมพิวเตอร์ เท่าไรนักเพราะผลการคํานวณมีความละเอียดน้อย ทําให้มี ขีดจํากัดใช้ได้กบั งานเฉพาะบางอย่างเท่านั้น ดิจิทลั คอมพิวเตอร์ (digital computer) คอมพิวเตอร์ ที่พบเห็นทัว่ ไปในปั จจุบนั จัดเป็ นดิจิทลั คอมพิวเตอร์ แทบทั้งหมด ดิจิทลั คอมพิวเตอร์ เป็ นเครื่ องคํานวณอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้งานเกี่ยวกับตัวเลข มีหลักการ คํานวณที่ไม่ใช่แบบไม้บรรทัดคํานวณ แต่เป็ นแบบลูกคิด โดยแต่และหลักของลูกคิดคือ หลักหน่วย หลักร้อย และ สู งขึ้นไปเรื่ อย ๆ เป็ นระบบเลขฐานสิ นที่แทนตัวเลขจากศูนย์ถา้ เก้าไปสิ บตัวตามระบบตัวเลขที่ใช้ใน ชีวติ ประจําวัน ค่าตัวเลขของการคํานวณในดิจิทลั คอมพิวเตอร์ จะแสดงเป็ นหลักเช่นเดียวกัน แต่จะเป็ นระบบเลขฐานสองที่มี สัญลักษณ์ตวั เลขเพียงสองตัว คือเลขศูนย์กบั เลขหนึ่งเท่านั้น โดยสัญลักษณ์ตวั เลขทั้งสองตัวนี้ จะแทนลักษณะการ ทํางานภายในซึ่ งเป็ นสัญญาณไฟฟ้ าที่ต่างกัน การคํานวณภายในดิจิทลั คอมพิวเตอร์ จะเป็ นการประมวลผลด้วย ระบบเลขฐานสองทั้งหมด ดังนั้นเลขฐานสิ บที่เราใช้และคุน้ เคยจะถูกแปลงไปเป็ นระบบเลขฐานสองเพื่อการ คํานวณภายในคอมพิวเตอร์ ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยงั เป็ นเลขฐานสองอยู่ ซึ่ งคอมพิวเตอร์ จะแปลงเป็ นเลขฐานสิ บเพื่อ แสดงผลให้ผใู ้ ช้เข้าใจได้ง่าย ระบบคอมพิวเตอร์ ( Computer System )

ลักษณะที่สาํ คัญของคอมพิวเตอร์ มีดงั นี้ 1. ทํางานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์และอัตโนมัติ 2. มีความเร็ วในการประมวลผลสู ง


อ.ยุทธพล ทับลา

6

……………………………………………………………………… 3. มีความถูกต้องแม่นยําและเชื่อถือได้ 4. มีหน่วยความจําภายในขนาดใหญ่ อยูร่ ะหว่างปี พ.ศ. 2488 ถึง พ.ศ. 2501 เป็ นคอมพิวเตอร์ ที่ใช้หลอดสุ ญญากาศซึ่ งใช้กาํ ลังไฟฟ้ าสู ง จึงมีปัญหาเรื่ องความ ร้อนและไส้หลอดขาดบ่อย ถึงแม้จะมีระบบระบายความร้อนที่ดีมาก การสัง่ งานใช้ภาษาเครื่ องซึ่ งเป็ นรหัสตัวเลขที่ ยุง่ ยาก ซับซ้อน เครื่ องคอมพิวเตอร์ ของยุคนี้มีขนาดใหญ่โต เช่น มาร์ ค วัน (MARK I), อีนิแอค (ENIAC), ยูนิแวค (UNIVAC)

มาร์ค วัน

อีนิแอค

ยูนิแวค คอมพิวเตอร์ ยคุ ที่สอง อยูร่ ะหว่างปี พ.ศ. 2502 ถึง พ.ศ. 2506 เป็ นคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทรานซิสเตอร์ โดยมีแกนเฟอร์ไรท์ เป็ นหน่วยความจํา มีอุปกรณ์เก็บข้อมูลสํารองในรู ปของสื่ อบันทึกแม่เหล็ก เช่น จานแม่เหล็ก ส่ วนทางด้านซอฟต์แวร์ ก็


อ.ยุทธพล ทับลา

7

……………………………………………………………………… มีการพัฒนาดีข้ ึน โดยสามารถเขียนโปรแกรมด้วยภาษาระดับสู งซึ่งเป็ นภาษาที่เขียนเป็ นประโยคที่คนสามารถเข้าใจได้ เช่น ภาษาฟอร์ แทน ภาษาโคบอล เป็ นต้น ภาษาระดับสู งนี้ได้มีการพัฒนาและใช้งานมาจนถึงปั จจุบนั คอมพิวเตอร์ ยคุ ที่สาม อยูร่ ะหย่างปี พ.ศ. 2507 ถึง พ.ศ. 2512 เป็ นคอมพิวเตอร์ที่ใช้วงจรรวม (Integrated Circuit : IC) โดยวงจรรวมแต่ละตัวจะมีทรานซิ สเตอร์ บรรจุอยูภ่ ายในมากมายทําให้เครื่ องคอมพิวเตอร์ จะออกแบบซับซ้อนมากขึ้น และสามารถสร้างเป็ นโปรแกรมย่อย ๆ ในการกําหนดชุดคําสั่งต่าง ๆ ทางด้านซอฟต์แวร์ ก็มีระบบควบคุมที่มี ความสามารถสู งทั้งในรู ประบบแบ่งเวลาการทํางานให้กบั งานหลาย ๆ อย่าง

คอมพิวเตอร์ ยคุ ที่สี่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 จนถึงปัจจุบนั เป็ นยุคของคอมพิวเตอร์ที่ใช้วงจรรวมความจุสูงมาก(Very Large Scale Integration : VLSI) เช่น ไมโครโพรเซสเซอร์ ที่บรรจุทรานซิ สเตอร์ นบั หมื่นนับแสนตัว ทําให้ขนาดเครื่ อง คอมพิวเตอร์ มีขนาดเล็กลงสามารถตั้งบนโต๊ะในสํานักงานหรื อพกพาเหมือนกระเป๋ าหิ้ วไปในที่ต่าง ๆ ได้ ขณะเดียวกัน ระบบซอฟต์แวร์ ก็ได้พฒั นาขีดความสามารถสู งขึ้นมาก มีโปรแกรมสําเร็ จให้เลือกใช้กนั มากทําให้เกิดความสะดวกใน การใช้งานอย่างกว้างขวาง


อ.ยุทธพล ทับลา

8

………………………………………………………………………

คอมพิวเตอร์ ยคุ ที่หา้ เป็ นคอมพิวเตอร์ ที่มนุษย์พยายามนํามาเพื่อช่วยในการตัดสิ นใจและแก้ปัญหาให้ดียงิ่ ขึ้น โดยจะมี การเก็บความรอบรู ้ต่าง ๆ เข้าไว้ในเครื่ อง สามารถเรี ยกค้นและดึงความรู ้ที่สะสมไว้มาใช้งานให้เป็ นประโยชน์ คอมพิวเตอร์ ยคุ นี้เป็ นผลจากวิชาการด้านปั ญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ประเทศต่างๆ ทัว่ โลกไม่วา่ จะ เป็ นสหรัฐอเมริ กา ญี่ปุ่น และประเทศในทวีปยุโรปกําลังสนใจค้นคว้าและพัฒนาทางด้านนี้กนั อย่างจริ งจัง

จากอดีตสู่ ปัจจุบนั

พัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีในช่วง 100 ปี ที่ผา่ นมาได้พฒั นาไปอย่าง รวดเร็ ว โดยเฉพาะอย่างยิง่ เทคโนโลยีทางด้าน คอมพิวเตอร์ เมื่อ 50 ปี ที่แล้วมา มีคอมพิวเตอร์ ข้ ึนใช้งาน ต่อมาเกิด ระบบสื่ อสารโทรคมนาคมสมัยใหม่เกิดขึ้นมากมาย และมีแนวโน้มการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เราสามารถแบ่งพัฒนาการ คอมพิวเตอร์ จากอดีตสู่ ปัจจุบนั สามารถแบ่งเป็ นยุคก่อนการใช้ไฟฟ้ าอิเล็กทรอนิคส์ และยุคที่เครื่ องคอมพิวเตอร์ เป็ น อุปกรณ์ไฟฟ้ าอิเล็กทรอนิคส์


9

อ.ยุทธพล ทับลา

……………………………………………………………………… 2. เครื่ องคํานวณในยุคประวัติศาสตร์

เครื่ องคํานวณเครื่ องแรกของโลก ได้แก่ ลูกคิด มีการใช้ลูกคิดในหมู่ชาวจีนมากกว่า 7000 ปี และใช้ในอียปิ ต์โบราณ มากกว่า 2500 ปี ลูกคิดของชาวจีนประกอบด้วยลูกปั ดร้อยอยูใ่ นราวเป็ นแถวตามแนวตั้ง โดยแต่ละแถวแบ่งเป็ น ครึ่ งบนและล่าง ครึ่ งบนมีลูกปั ด 2 ลูก ครึ่ งล่างมีลูกปั ด 5 ลูก แต่ละแถวแทนหลักของตัวเลข เครื่ องคํานวณกลไกที่รู้จกั กันดี ได้แก่ เครื่ องคํานวณของปาสคาลเป็ นเครื่ องที่บวกลบด้วยกลไกเฟื องที่ขบต่อกัน เบลส ปาสคาล (Blaise Pascal) นักคณิ ตศาสาตร์ ชาวฝรั่งเศส ได้ ประดิษฐ์ข้ ึนในปี พ.ศ. 2185 ต่อมาในปี พ.ศ. 2337 กอดฟริ ด ฟอนไลบ์นิช (Gottfried von Leibniz) ชาวเยอรมันได้ประดิษฐ์เครื่ องคํานวณที่มีขีด ความสามารถสู งสามารถคูณและหารได้

บุคคลผูห้ นึ่งที่มีบทบาทสําคัญต่อการผลิต คํานวณคือ ชาร์ลส์ แบบเบจ (Charles Babbage) พ.ศ. 2343 เขาประสบความสําเร็ จสร้างเครื่ อง Difference engine

เครื่ องจักร ชาวอังกฤษ ในปี คํานวณ ที่เรี ยกว่า

ต่อมาในปี พ.ศ. 2439 ฮอลเลอริ ชได้จดทะเบียนก่อตั้งบริ ษทั เพื่อผลิตจําหน่ายเครื่ องจักรช่วยในการคํานวณ ชื่ อ บริ ษทั คอมพิวติง เทบบูลาติง เรดคอสดิง หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2467 ได้เปลี่ยนมาเป็ นชื่อบริ ษทั ไอบีเอ็ม (International Business Machine : IBM) คอมพิวเตอร์ยคุ หลอดสู ญญากาศ (พ.ศ. 2488-2501) ในปี พ.ศ. 2486 วิศวกรสองคน คือ จอห์น มอชลี (John Mouchly) และ เจ เพรสเปอร์ เอ็ดเคิร์ท (J.Presper Eckert) ได้พฒั นาเครื่ องคอมพิวเตอร์ และจัด ได้วา่ เป็ นเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่ใช้งานทัว่ ไปเครื่ องแรกของโลก ชื่อว่า อินิแอค (Electronic Numerical Intergrator And Calculator : ENIAC) ในปี พ.ศ. 2488 จอห์น วอน นอยแมน (John Von Neumann)


อ.ยุทธพล ทับลา

10

……………………………………………………………………… ได้เสนอแนวคิดในการสร้างเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่มีหน่วยความจํา เพื่อใช้เก็บข้อมูลและโปรแกรมการทํางานหรื อ ชุดคําสั่งคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ จะทํางานโดยเรี ยกชุดคําสั่งที่เก็บไว้ในหน่วยความจํามาทํางาน หลักการนี้ เป็ น หลักการที่ใช้มาจนถึงปัจจุบนั

คอมพิวเตอร์ยคุ ทรานซิสเตอร์ (พ.ศ.2500-2507) นักวิทยาศาสตร์ ของห้องปฏิบตั ิการเบลแห่งสหรัฐอเมริ กา ได้ประดิษฐ์ทรานซิ สเตอร์ สาํ เร็ จ ซึ่ งมีผลทําให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงในการสร้างคอมพิวเตอร์ เพราะทรานซิสเตอร์มีขนาดเล็กใช้กระแสไฟฟ้ าน้อย มีความคงทนและเชื่อถือ ได้สูง และราคาถูก ได้มีการผลิตคอมพิวเตอร์ เรี ยกว่า เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ สําหรับประเทศไทยมีการนําเครื่ องคอมพิวเตอร์ มาใช้ในยุคนี้ พ.ศ. 2507 โดยจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยนําเข้ามาใช้ใน การศึกษา ในระยะเวลาเดียวกันสํานักงานสถิติแห่งชาติก็นาํ มาเพื่อใช้ในการคํานวณสํามะโนประชากร นับเป็ นเครื่ อง คอมพิวเตอร์ รุ่นแรกที่ใช้ในประเทศไทย คอมพิวเตอร์ยคุ วงจรรวม (พ.ศ.2508-2512) ประมาณปี พ.ศ. 2508 ได้มีการพัฒนาสร้างทรานซิ สเตอร์ จาํ นวนมากลงบนแผ่นซิ ลิกอนขนาดเล็ก และเกิดวงจรรวม บนแผ่นซิ ลิกอนที่เรี ยกว่า ไอซี การใช้ไอซี เป็ นส่ วนประกอบทําให้คอมพิวเตอร์ มีขนาดเล็กลง ราคาถูกลง จึงมีบริ ษทั ผลิตคอมพิวเตอร์ กนั มากขึ้น คอมพิวเตอร์ ขนาดเล็กลง เรี ยกว่า "มินิคอมพิวเตอร์ " คอมพิวเตอร์ยคุ วีแอลเอสไอ (พ.ศ.2513-2532) เทคโนโลยีทางด้านการผลิตวงจรอิเล็กทรอนิคส์ยงั คงพัฒนาอย่างต่อเนื่ อง มีการสร้างวงจรรวมที่มีขนาดใหญ่มารวมใน แผ่นซิ ลิกอน เรี ยกว่า วีแอลเอสไอ (Very Large Scale Intergrated circuit : VLSI) เป็ นวงจรรวมที่รวมเอาทรานซิสเตอร์ จํานวนล้านตัวมารวมอยูใ่ นแผ่นซิ ลิกอนขนาดเล็ก และผลิตเป็ นหน่วยประมวลผลของคอมพิวเตอร์ ที่ซบั ซ้อน เรี ยกว่า ไมโครโปรเซสเซอร์ (microprocessor) การใช้ VLSI เป็ นวงจรภายในเครื่ องคอมพิวเตอร์ ทําให้ประสิ ทธิภาพของเครื่ องคอมพิวเตอร์ สูงขึ้น เรี ยกว่า ไมโครคอมพิวเตอร์ ซึ่ งเป็ นเครื่ องที่แพร่ หลายและมีผใู ้ ช้งานกันทัว่ โลก การที่คอมพิวเตอร์มีขีดความสามารถสู ง เพราะ VLSI เพียงชิพเดียวสามารถสร้างเป็ นหน่วยประมวลผลของเครื่ องทั้ง ระบบหรื อเป็ นหน่วยความจําที่มีความจุสูงหรื อเป็ นอุปกรณ์ควบคุมการทํางานต่าง ๆ ขณะเดียวกันพัฒนาของฮาร์ ดดิสก์ ก็มีขนาดเล็กลงแต่ราคาถูกลง เครื่ องไมโครคอมพิวเตอร์ จึงมีขนาดเล็กลงปาล์มทอป (palm top) โน็ตบุค๊ (Notebook) คอมพิวเตอร์ ยคุ เครื อข่าย (พ.ศ.2533-ปัจจุบนั ) เมื่อไมโครคอมพิวเตอร์ มีขีดความสามารถสู งขึ้น ทํางานได้เร็ ว การแสดงผล การจัดการข้อมูล สามารถประมวลได้ครั้ง ละมาก ๆ จึงทําให้คอมพิวเตอร์ สามารถทํางานหลายงานพร้อมกัน (multitasking) ขณะเดียวกันก็มีการเชื่ อมโยง


อ.ยุทธพล ทับลา

11

……………………………………………………………………… เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ในองค์การโดยใช้เครื อข่ายท้องถิ่นที่เรี ยกว่า Local Area Network : LAN เมื่อเชื่อมหลายๆ กลุ่ม ขององค์การเข้าด้วยกันเกิดเป็ นเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ขององค์การ เรี ยกว่า อินทราเน็ต และหากนําเครื อข่ายขององค์การ เชื่อมต่อเข้าสู่ เครื อข่ายสากลที่ต่อเชื่ อมกันทัว่ โลก เรี ยกว่า อินเตอร์ เน็ต (internet) คอมพิวเตอร์ ในยุคปั จจุบนั จึงเป็ นคอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมต่อกัน ทํางานร่ วมกัน ส่ งเอกสารข้อความระหว่างกัน สามารถ ประมวลผลรู ปภาพ เสี ยง และวิดีทศั น์ ไมโครคอมพิวเตอร์ ในยุคนี้จึงทํางานกับสื่ อหลายชนิดที่เรี ยกว่าสื่ อประสม (Multimedia) ข้ อดี-ข้ อจากัด ของคอมพิวเตอร์ 1. ความเร็ วสู ง 2. ความถูกต้องแม่นยําและน่าเชื่อถือ 3. ความสามารถในการจําและรักษาข้อมูล 4. การประหยัด 5. การใช้งานได้หลาย ๆ ด้าน ข้อจํากัด 1. การทํางานยังต้องขึ้นอยูก่ บั มนุษย์ 2. การวางระบบงานคอมพิวเตอร์ตอ้ งใช้เวลานาน 3. การรบกวนระบบงานปกติ ระบบคอมพิวเตอร์ ( Computer System ) ระบบคอมพิวเตอร์มี 3 ส่ วน 1. ฮาร์ดแวร์ ( HARDWARE ) 2. ซอฟต์แวร์ ( SOFTWARE ) 3. บุคลากรทางคอมพิวเตอร์ ( PEOPLEWARE ) ฮาร์ ดแวร์ ( HARDWARE ) ฮาร์ ดแวร์ หมายถึง อุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบเป็ นตัวเครื่ องคอมพิวเตอร์ รวมทั้งอุปกรณ์ที่ต่อพ่วงต่างๆ แบ่งออกเป็ น หน่วยการทํางานต่างๆได้ดงั นี้ 1. หน่วยรับข้อมูล ( Input Unit ) 2. หน่วยประมวลผลกลาง ( Central Processing Unit ) 3. หน่วยความจํา ( Memory Unit ) 4. หน่วยแสดงผล ( Output Unit ) องค์ประกอบขั้นพื้นฐานของระบบคอมพิวเตอร์ มีดงั นี้ 1. ฮาร์ดแวร์ ( Hardware ) 2. ซอฟต์แวร์ ( Software ) 3. บุคคลากรทางคอมพิวเตอร์ ( Peopleware ) ส่ วนประกอบคอมพิวเตอร์


12

อ.ยุทธพล ทับลา

………………………………………………………………………

คอมพิวเตอร์ เป็ นอุปกรณ์ที่มนุษย์ได้คิดประดิษฐ์ข้ ึน เพื่อนํามาเสริ มความสามารถของมนุษย์ในด้านการับรู ้ การจํา การ คํานวณ การเปรี ยบเทียบตัดสิ นใจ และการแสดงออก ดังนั้นคอมพิวเตอร์ จึงมีโครงสร้างที่ประกอบด้วยส่ วนต่าง ๆ ให้ สามารถทํางานเป็ นระบบสนองความต้องการของมนุษย์ การประมวลผลข้อมูลของคอมพิวเตอร์จะประกอบด้วยอุปกรณ์รับเข้า (input device) เพื่อรับข้อมูลและคําสัง่ จากผูใ้ ช้ ภายนอกเข้าไปเก็บอยูใ่ นอุปกรณ์เก็บข้อมูลหรื อหน่วยความจําหลัก (main memory) คําสั่งที่เก็บในส่ วนความจําหลักจะ ถูกนําไปตีความ และสั่งทํางานที่หน่วยประมวลผลกลาง ที่เรี ยกว่า ซี พียู ซึ่ งเป็ นหัวใจของการทํางานในคอมพิวเตอร์ ทาํ หน้าที่คาํ นวณและเปรี ยบเทียบข้อมูลที่เก็บในหน่วยความจําหลัก ผลจากการคํานวณหรื อประมวลผลจะนํากลับไปเก็บ ยังหน่วยความจําหลัก และพร้อมที่จะนําออกแสดงที่อุปกรณี ส่งออก (output device) กลับไปสู่ ผใู ้ ช้งานคอมพิวเตอร์ ต่อไป ดังนั้นระบบคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วย ซี พียู หน่วยความจํา อุปกรณ์รับเข้า และอุปกรณ์ส่งออก ส่ วนรับข้อมูล (Input)

คียบ์ อร์ด


อ.ยุทธพล ทับลา

13

……………………………………………………………………… เป็ นอุปกรณ์รับเข้าพื้นฐานที่ตอ้ งมีในคอมพิวเตอร์ ทุกเครื่ องจะรับข้อมูลจากการกดแป้ นแล้วทําการเปลี่ยนเป็ นรหัสเพื่อ ส่ งต่อไปให้กบั คอมพิวเตอร์ แป้ นพิมพ์ที่ใช้ในการป้ อนข้อมูลจะมีจาํ นวนตั้งแต่ 50 แป้ นขึ้นไป แผงแป้ นอักขระส่ วน ใหญ่มีแป้ นตัวเลขแยกไว้ต่างหาก เพื่อทําให้การป้ อนข้อมูลตัวเลขทําได้ง่ายและสะดวกขึ้น การวางตําแหน่งแป้ น อักขระ จะเป็ นไปตามมาตรฐานของระบบพิมพ์สัมผัสของเครื่ องพิมพ์ดีด ที่มีการใช้แป้ นยกแคร่ (shift) เพื่อทําให้ สามารถใช้พิมพ์ได้ท้ งั ตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์เล็ก ซึ่ งระบบรับรหัสตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ใช้ ในทางคอมพิวเตอร์ ส่วนใหญ่จะเป็ นรหัส 7 หรื อ 8 บิต กล่าวคือ เมื่อมีการกดแป้ นพิมพ์ แผงแป้ นอักขระจะส่ งรหัส ขนาด 7 หรื อ 8 บิต นี้เข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ เมื่อนําเครื่ องคอมพิวเตอร์ มาใช้งานพิมพ์ภาษาไทยจึงต้องมีการ ดัดแปลงแผงแป้ นอักขระให้สามารถใช้งานได้ท้ งั ภาษาอังกฤษและภาษาไทย กลุ่มแป้ นที่ใช้พิมพ์ตวั อักษรภาษาไทยจะ เป็ นกลุ่มแป้ นเดียวกับภาษาอังกฤษ แต่จะใช้แป้ นพิเศษแป้ นหนึ่งทําหน้าที่สลับเปลี่ยนการพิมพ์ภาษาไทย หรื อ ภาษาอังกฤษภายใต้การควบคุมของซอฟต์แวร์ อีกชั้นหนึ่ง แผงแป้ นอักขระสําหรับเครื่ องไมโครคอมพิวเตอร์ ตระกูล ไอบีเอ็มที่ผลิตออามารุ่ นแรก ๆ ตั้งแต่ พ.ศ. 2524 จะเป็ นแป้ นรวมทั้งหมด 83 แป้ น ซึ่ งเรี ยกว่า แผงแป้ นอักขระพีซีเอ็กซ์ ที ต่อมาในปี พ.ศ. 2527 บริ ษทั ไอบีเอ็มได้ปรับปรุ งแผงแป้ นอักขระ กําหนดสัญญาณทางไฟฟ้ าของแป้ นขึ้นใหม่ จัด ตําแหน่งและขนาดแป้ นให้เหมาะสมดียงิ่ ขึ้น โดยมีจาํ นวนแป้ นรวม 84 แป้ น เรี ยกว่า แผงแป้ นอักขระพีซีเอที และใน เวลาต่อมาก็ได้ปรับปรุ งแผงแป้ นอักขระขึ้นพร้อม ๆ กับการออกเครื่ องรุ่ น PS/2 โดยใช้สัญญาณทางไฟฟ้ า เช่นเดียวกับ แผงแป้ นอักขระรุ่ นเอทีเดิม และเพิ่มจํานวนแป้ นอีก 17 แป้ น รวมเป็ น 101 แป้ น การเลือกซื้ อแผงแป้ นอักขระควรพิจารณารุ่ นใหม่ที่เป็ นมาตรฐานและสามารถใช้ได้���บั เครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่มีอยู่ สําหรับเครื่ องขนาดกระเป๋ าหิ้ วไม่วา่ จะเป็ นแล็ปท็อปหรื อโน้ตบุค๊ ขนาดของแผงแป้ นอักขระยังไม่มีการกําหนด มาตรฐาน เพราะผูผ้ ลิตต้องการพัฒนาให้เครื่ องมีขนาดเล็กลงโดยลดจํานวนแป้ นลง แล้วใช้แป้ นหลายแป้ นพร้อมกัน เพื่อทํางานได้เหมือนแป้ นเดียว

เมาส์

ซอฟต์แวร์ รุ่นใหม่ที่พฒั นาในระยะหลัง ๆ นี้ สามารถติดต่อกับผูใ้ ช้โดย การใช้รูปกราฟิ กแทนคําสั่ง มีการใช้งานเป็ นช่วงหน้าต่าง และเลือกรายการหรื อคําสั่ง ด้วยภาพ หรื อสัญรู ป (icon) อุปกรณ์รับเข้าที่นิยมใช้จึงเป็ นอุปกรณ์ประเภทตัวชี้ที่ เรี ยกว่า เมาส์เมาส์เป็ นอุปกรณ์ที่ให้ความรู ้สึกที่ดีต่อการใช้งาน ช่วยให้การใช้งานง่าย ขึ้นด้วยการใช้เมาส์เลื่อนตัวชี้ ไปยังตําแหน่งต่าง ๆ บนจอภาพ ในขณะที่สายตาจับอยูท่ ี่จอภาพก็สามารถใช้มือลาก เมาส์ไปมาได้ ระยะทางและทิศทางของตัวชี้ จะสัมพันธ์และเป็ นไปในแนวทางเดียวกับการเลื่อนเมาส์ เมาส์แบ่งได้เป็ นสองแบบคือ แบบทางกลและแบบใช้เแสง แบบทางกลเป็ นแบบที่ใช้ลูกกลิ้งกลม ที่มีน้ าํ หนักและ แรงเสี ยดทานพอดี เมื่อเลื่อนเมาส์ไปในทิศทางใดจะทําให้ลูกกลิ้งเคลื่อนไปมาในทิศทางนั้น ลูกกลิ้งจะทําให้กลไก ซึ่งทําหน้าที่ปรับแกนหมุนในแกน X และแกน Y แล้วส่ งผลไปเลื่อนตําแหน่งตัวชี้บนจอภาพ เมาส์แบบทางกลนี้มี โครงสร้างที่ออกแบบได้ง่าย มีรูปร่ างพอเหมาะมือ ส่ วนลูกกลิ้งจะต้องออกแบบให้กลิ้งได้ง่ายและไม่ลื่นไถล สามารถควบคุมความเร็ วได้อย่างต่อเนื่ องสัมพันธ์ระหว่างทางเดินของเมาส์และจอภาพ เมาส์แบบใช้แสงอาศัย หลักการส่ งแสงจากเมาส์ลงไปบนแผ่นรองเมาส์ (mouse pad)

แผ่นรองเมาส์ ซึ่งเป็ นตาราง (grid) ตามแนวแกน X และ Y เมื่อเลื่อนตัว เมาส์เคลื่อนไปบนแผ่นตารางรองเมาส์ก็จะมีแสงตัดผ่านตารางและสะท้อน


อ.ยุทธพล ทับลา

14

……………………………………………………………………… ขึ้นมาทําให้ทราบตําแหน่งที่ลากไปเมาส์แบบนี้ไม่ตอ้ งใช้ลูกกลิ้งกลม แต่ตอ้ งใช้แผ่นตารางรองเมาส์พิเศษ การใช้ เมาส์จะเป็ นการเลื่อนเมาส์เพื่อควบคุมตัวชี้บนจอภาพไปยังตําแหน่งที่ตอ้ งการแล้วทําการยืนยันด้วยการกดปุ่ มเมาส์ ปุ่ มกดบนเมาส์มีความแตกต่างกัน สําหรับเครื่ องแมคอินทอช ปุ่ มกดเมาส์จะมีปุ่มเดียว แต่เมาส์ที่ใช้กบั เครื่ อง ไมโครคอมพิวเตอร์ ตระกูลไอบีเอ็มส่ วนใหญ่จะมี 2 ปุ่ ม โดยทัว่ ไปปุ่ มทางซ้ายใช้เพื่อยืนยันการเลือกรายการและ ปุ่ มทางขวาเป็ นการยกเลิกรายการ เมาส์บางยี้หอ้ อาจเป็ นแบบ 3 ปุ่ ม ซึ่ งเราไม่ค่อยพบในเครื่ องระดับพีซี ส่ วนใหญ่ จะเป็ นเมาส์ของเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่เป็ นสถานีงานวิศวกรรม การเลือกซื้ อเมาส์ควรพิจาณาจํานวนปุ่ มให้ตรงกับ ความต้องการของซอฟต์แวร์ ในระดับเครื่ องพีซีแนะนําให้ใช้เมาส์แบบสองปุ่ มเพราะซอฟต์แวร์ เกือบทั้งหมด สนับสนุนใช้งานเมาส์ประเภทนี้

สแกนเนอร์ (Scanner) สแกนเนอร์ คืออุปกรณ์ซ่ ึงจับภาพและเปลี่ยนแปลงภาพจากรู ปแบบของแอนาลอกเป็ นดิจิตอลซึ่งคอมพิวเตอร์ สามารถแสดง, เรี ยบเรี ยง, เก็บรักษาและผลิตออกมาได้ ภาพนั้นอาจจะเป็ นรู ปถ่าย, ข้อความ, ภาพวาด หรื อแม้แต่วตั ถุ สามมิติ สามารถใช้สแกนเนอร์ ทาํ งานต่างๆได้ดงั นี้ - ในงานเกี่ยวกับงานศิลปะหรื อภาพถ่ายในเอกสาร - บันทึกข้อมูลลงในเวิร์ดโปรเซสเซอร์ - แฟ็ กเอกสาร ภายใต้ดาต้าเบส และ เวิร์ดโปรเซสเซอร์ - เพิ่มเติมภาพและจินตนาการต่าง ๆ ลงไปในผลิตภัณฑ์สื่อโฆษณาต่าง ๆ โดยพื้นฐานการทํางานของสแกนเนอร์ , ชนิดของสแกนเนอร์ และความสามารถในการทํางานของสแกนเนอร์ แบ่งออกได้ดงั ต่อไปนี้ ชนิดของเครื่ องสแกนเนอร์ สแกนเนอร์ สามารถจัดแบ่งตามลักษณะทัว่ ๆ ไป ได้ 2 ชนิด คือ Flatbed scanners, ซึ่ งใช้สแกนภาพถ่ายหรื อภาพพิมพ์ต่าง ๆ สแกนเนอร์ ชนิ ดนี้ มีพ้นื ผิวแก้วบนโลหะที่เป็ นตัว สแกน เช่น ScanMaker III Transparency and slide scanners, ซึ่ งถูกใช้สแกนโลหะโปร่ ง เช่น ฟิ ล์มและ สไลด์ การทางานของสแกนเนอร์ การจับภาพของสแกนเนอร์ ทําโดยฉายแสงบนเอกสารที่จะสแกน แสงจะผ่านกลับไปมาและภาพ จะถูกจับ โดยเซลล์ที่ไวต่อแสง เรี ยกว่า charge-couple device หรื อ CCD ซึ่ งโดยปกติพ้นื ที่มืดบน กระดาษจะสะท้อนแสงได้ น้อยและพื้นที่ที่สว่างบนกระดาษจะสะท้อนแสงได้มากกว่า CCD จะสื บหาปริ มาณแสงที่สะท้อนกลับ จากแต่ละพื้นที่ของภาพนั้น และเปลี่ยนคลื่นของแสงที่สะท้อน กลับมาเป็ นข้อมูลดิจิตอล หลังจากนั้นซอฟต์แวร์ ที่ใช้ สําหรับการสแกนภาพก็จะแปลงเอาสัญญาณเหล่านั้นกลับมาเป็ นภาพ บนคอมพิวเตอร์ อีกทีหนึ่ง


อ.ยุทธพล ทับลา

15

……………………………………………………………………… สิ่ งทีจ่ าเป็ นสาหรับการสแกนภาพมีดังนี้ - สแกนเนอร์ - สาย SCSI สําหรับต่อจากสแกนเนอร์ ไปยังเครื่ องคอมพิวเตอร์ - ซอฟต์แวร์ สาํ หรับการสแกนภาพ ซึ่ งทําหน้าที่ควบคุมการทํางานของสแกนเนอร์ ให้ สแกนภาพตามที่กาํ หนด - สแกนเอกสารเก็บไว้เป็ นไฟล์ที่นาํ กลับมาแก้ไขได้อาจต้องมีซอฟต์แวร์ ที่สนับสนุนด้าน OCR - จอภาพที่เหมาะสมสําหรับการแสดงภาพที่สแกนมาจากสแกนเนอร์ - เครื่ องมือสําหรับแสดงพิมพ์ภาพที่สแกน เช่น เครื่ องพิมพ์แบบเลเซอร์ หรื อสไลด์โปรเจคเตอร์ ประเภทของภาพที่เกิดจากการสแกน แบ่งเป็ นประเภทดังนี้ 1. ภาพ Single Bit ภาพ Single Bit เป็ นภาพที่มีความหยาบมากที่สุดใช้พ้นื ที่ในการเก็บข้อมูล น้อยที่สุดและ นํามาใช้ประโยชน์ อะไรไม่ค่อยได้ แต่ขอ้ ดีของภาพประเภทนี้คือ ใช้ทรัพยากรของเครื่ องน้อยที่สุดใช้พ้นื ที่ ในการเก็บข้อมูลน้อยที่สุด ใช้ ระยะเวลาในการสแกนภาพน้อยที่สุด Single-bit แบ่งออกได้สองประเภทคือ - Line Art ได้แก่ภาพที่มีส่วนประกอบเป็ นภาพขาวดํา ตัวอย่างของภาพพวกนี้ ได้แก่ ภาพที่ได้จากการสเก็ต - Halftone ภาพพวกนี้จะให้สีที่เป็ นโทนสี เทามากกว่า แต่โดยทัว่ ไปยังถูกจัดว่าเป็ นภาพประเภท Single-bit เนื่องจากเป็ นภาพหยาบๆ 2. ภาพ Gray Scale ภาพพวกนี้จะมีส่วนประกอบมากกว่าภาพขาวดํา โดยจะประกอบด้วยเฉดสี เทาเป็ นลําดับขั้น ทําให้เห็น รายละเอียดด้านแสง-เงา ความชัดลึกมากขึ้นกว่าเดิมภาพพวกนี้แต่ละพิกเซลหรื อแต่ละจุดของภาพอาจประกอบด้วย จํานวนบิตมากกว่า ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลมากขึ้น 3. ภาพสี หนึ่งพิกเซลของภาพสี น้ นั ประกอบด้วยจํานวนบิตมหาศาล และใช้พ้นื ที่เก็บข้อมูลมาก ควาามสามารถในการ สแกนภาพออกมาได้ละเอียดขนาดไหนนั้นขึ้นอยูก่ บั ว่าใช้สแกนเนอร์ ขนาดความละเอียดเท่าไร 4. ตัวหนังสื อ ตัวหนังสื อในที่น้ ี ได้แก่ เอกสารต่างๆ เช่น ต้องการเก็บเอกสารโดยไม่ตอ้ ง พิมพ์ลงในแฟ้ มเอกสารของ เวิร์ดโปรเซสเซอร์ ก็สามารถใช้สแกนเนอร์ สแกนเอกสาร ดังกล่าว และเก็บไว้เป็ นแฟ้ มเอกสารได้ นอก จากนี้ดว้ ย เทคโนโลยีปัจจุบนั สามารถใช้ โปรแกรมที่สนับสนุน OCR (Optical Characters Reconize) มาแปลงแฟ้ มภาพเป็ น เอกสารดังกล่าวออกมาเป็ นแฟ้ มข้อมูลที่สามารถแก้ไขได้ ส่ วนควบคุมกลางหรื อ ซี พีย(ู central processing unit; CPU) ของระบบคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วยส่ วนใหญ่ ๆ 2 ส่ วน คือ หน่วยคํานวณ หน่วยควบคุม


อ.ยุทธพล ทับลา

16

………………………………………………………………………

(control unit) ทําหน้าที่ควบคุมการทํางาน ควบคุมการเขียนอ่านข้อมูลระหว่างหน่วยความจําของซี พียู ควบคุมกลไก การทํางานทั้งหมดของระบบ ควบคุมจังหวะเวลา โดยมีสัญญาณนาฬิกาเป็ นตัวกําหนดจังห���ะการทํางาน (arithmetic and logic unit) เป็ นหน่วยที่มีหน้าที่นาํ ส่ วนความจํารอง (secondary memory) ใช้เป็ นส่ วนเพิม่ ความจําให้มีขนาดใหญ่มากขึ้น ทํางานติดต่อ ยูก่ บั ส่ วนความจําหลัก ส่ วนความจํารองมีความจุมากและมีราคาถูก แต่เรี ยกหาข้อมูลได้ชา้ กว่าส่ วน ความจําหลัก คือ ทํางานได้ในเวลาเศษหนึ่งส่ วนพันวินาที ข่าวสารหรื อข้อมูลที่จะเก็บไว้ในส่ วนความจํานั้นเป็ นรหัสแทนเลขฐานสอง (binary) คือ ๐ กับ ๑ ซึ่ งต้องเก็บไว้เป็ น กลุ่ม ๆ และมีแอดเดรสตามที่กาํ หนด เพื่อความสะดอกขอนิยามไว้ดงั นี้ บิต (bit) เป็ นชื่อที่เขียนย่อจาก binary digit ซึ่งหมายถึงตัวเลขฐานสองคือ ๐ กับ ๑ ซึ่ งเป็ นส่ วนประกอบที่เล็กที่สุดของ หน่วยความจํา ไบต์ (byte) เป็ นชื่ อที่ใช้เรี ยกกลุ่มของบิต ซึ่ งขึ้นอยูก่ บั การเลือกใช้ เช่น ๖ บิต ๘ บิต…….ก็ได้ ซึ่ งเรี ยกว่า ๖ บิตไบต์ ๘ บิตไบต์ ๑๖ บิตไบต์……..ตามลําดับ เป็ นต้น ตัวอักษร (character) หมายถึงสัญลักษณ์ที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ คือตัวเลข 0-9 ตัวอักษร A-Z และเครื่ องหมายพิเศษ บางอย่างที่จาํ เป็ น เช่น ( ), < , +, = ,………. ฯลฯ เป็ นต้น ซึ่งเราจะต้องแทนตัวอักษรหนึ่ง ๆ ด้วยรหัสของกลุ่ม เลขฐานสอง 1 ไบต์ (ซึ่งอาจเป็ น 7 หรื อ 8 บิตไบต์) คํา (word) หมายถึงกลุ่มของเลขฐานสองตั้งแต่ 1 ไบต์ข้ ึนไป ที่สามารถเก็บไว้ในส่ วนความจําเพียง 1 แอดเดรส ขนาด ของคําขึ้นอยูก่ บั การเลือกใช้เครื่ องคอมพิวเตอร์ บางเครื่ องใช้คาํ หนึ่งประกอบขึ้นจาก 2 ไบต์ แต่ละไบต์เป็ นชนิด 8 บิต ดังนั้นคําหนึ่งจึงมี 16 บิต บางเครื่ องใช้คาํ หนึ่งประกอบขึ้นจาก 4 ไบต์ แต่ละไบต์เป็ นชนิด 8 บิต ดังนั้นคําหนึ่งจึงมี 32 บิต เครื่ องคอมพิวเตอร์ บางเครื่ องใช้คาํ หนึ่งประกอบขึ้นจาก 48 หรื อ 64 บิตก็มี


อ.ยุทธพล ทับลา

17

……………………………………………………………………… ขนาดของส่ วนความจําบอกเป็ นจํานวน K คํา ซึ่ง K ย่อมาจากคําว่า kilo อันหมายถึง 1,000 แต่ค่าที่แท้จริ งคือ 2 10 = 1,024 หน่วยของส่ วนความจําหน่วยหนึ่งอาจจะมีจาํ นวนตํ่าสุ ด 4K จึงถึงใหญ่สุด 128K (ชนิดของแกนแม่เหล็ก) หรื อ ใหญ่สุด 4,000K (ชนิดของวงจรเบ็ดเสร็ จชนิดใหญ่) ในยุคสังคมสารสนเทศทุกวันนี้ ข้อมูลและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จะมีจาํ นวนหรื อขนาดใหญ่มาก ตามความ เจริ ญก้าวหน้าของเทคโนโลยีและความซับซ้อนของปั ญหาที่พบในงานต่างๆ หน่วยความจําหลักที่ใช้เก็บข้อ มูลใน คอมพิวเตอร์จึงต้องมีขนาดใหญ่ตามไปด้วย โดยทัว่ ไปหน่วยความจําหลักจะมีขนาดจํากัด ทําให้ไม่พอเพียงสําหรับการ เก็บข้อมูลจํานวนมาก ในระบบคอมพิวเตอร์ จึงมักติดตั้งหน่วยความจํารอง เพื่อนํามาใช้ เก็บข้อมูลจํานวนมาก เป็ นการ เพิ่มขีดความสามารถด้านจดจําของคอมพิวเตอร์ ให้มากยิง่ ขึ้น นอกจากนี้ถา้ มีการปิ ดเครื่ องคอมพิวเตอร์ในขณะทํางาน ข้อมูลและโปรแกรมที่เก็บไว้ในหน่วยความจําหลักหรื อแรมจะสู ญหายไปหมด หากมีขอ้ มูลส่ วนใดที่ตอ้ งการเก็บไว้ใช้ งานในภายหลังก็สามารถเก็บไว้ในหน่วยความจํารอง หน่วยความจํารองที่ นิยมใช้กนั มากจะเป็ นจานแม่เหล็กซึ่ งจะมี ทั้งแผ่นบันทึกและฮาร์ ดดิสก์

ฮาร์ดดิสค์ (Hard disk)

ลักษณะทัว่ ไป ระบบฮาร์ ดดิสค์แตกต่างกับแผ่นดิสเกตต์ ซึ่ งโดยทัว่ ไปแล้วจะมีจาํ นวนหน้าสําหรับเก็บบันทึกข้อมูลมากกว่าสอง หน้า นอกจากระบบฮาร์ ดดิสค์จะเก็บบันทึกข้อมูลเหมือนแผ่นดิสเกตต์ยงั เป็ นส่ วนที่ใช้ในการอ่านหรื อเขียนบันทึก ข้อมูลเหมือนช่องดิสค์ไดรฟ์ แผ่นจานแม่เหล็กของฮาร์ ดดิสค์ จะมีความหนาแน่นของการจุขอ้ มูลบนผิวหน้าได้สูงกว่าแผ่นดิสเกตต์มาก เช่น แผ่นดิสเกตต์มาตราฐานขนาด 5.25 นิ้ว ความจุ 360 กิโลไบต์ จะมีจาํ นวนวงรอบบันทึกข้อมูลหรื อเรี ยกว่า แทร็ ก(track) อยู่ 40 แทร็ ก กรณี ของฮาร์ ดดิสค์ขนาดเดียวกันจะมีจาํ นวนวงรอบสู งมากกว่า 1000 แทร็ กขึ้นไป ขณะเดียวกันความจุ ในแต่ละแทร็ กของฮาร์ ดดิสค์ก็จะสู งกว่า ซึ่ งประมาณได้ถึง 5 เท่าของความจุในแต่ละแทร็ กของแผ่นดิสเกตต์ เนื่องจากความหนาแน่นของการบันทึกข้อมูลบนผิวแผ่นจานแม่เหล็กของฮาร์ ดดิสค์สูงมาก ๆ ทําให้หวั อ่านและ เขียนบันทึกมีขนาดเล็ก ตําแหน่งของหัวอ่านและเขียนบันทึกก็ตอ้ งอยูใ่ นตําแหน่งที่ใกล้ชิดกับผิวหน้าจานมาก โอกาส ที่ผวิ หน้าและหัวอ่านเขียนอาจกระทบกันได้ ดังนั้นแผ่นจานแม่เหล็กจึงควรเป็ นแผ่นอะลูมิเนียมแข็ง แล้วฉาบด้วยสาร แม่เหล็ก ฮาร์ ดดิสค์จะบรรจุอยูใ่ นกล่องโลหะปิ ดสนิท เพื่อป้ องสิ่ งสกปรกหลุดเข้าไปภายใน ซึ่ งถ้าต้องการเปิ ดออก จะต้องเปิ ดในห้องเรี ยก clean room ที่มีการกรองฝุ่ นละออกจากอากาศเข้าไปในห้องออกแล้ว ฮาร์ดดิสค์ที่นิยมใช้ใน


อ.ยุทธพล ทับลา

18

……………………………………………………………………… ปั จจุบนั เป็ นแบบติดภายในเครื่ องไม่เคลื่อนย้ายเหมือนแผ่นดิสเกตต์ ดิสค์ประเภทนี้อาจเรี ยกว่า ดิสค์วินเชสเตอร์ (Winchester Disk)

ฮาร์ ดดิสค์ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยแผ่นจานแม่เหล็ก(platters) สองแผ่นหรื อมากกว่ามาจัดเรี ยงอยูบ่ นแกน เดียวกันเรี ยก Spindle ทําให้แผ่นแม่เหล็กหมุนไปพร้อม ๆ กัน จากการขับเคลื่อนของมอเตอร์ ดว้ ยความเร็ ว 3600 รอบ ต่อนาที แต่ละหน้าของแผ่นจานจะมีหวั อ่านเขียนประจําเฉพาะ โดยหัวอ่านเขียนทุกหัวจะเชื่อมติดกันคล้ายหวี สามารถ เคลื่อนเข้าออกระหว่างแทร็ กต่าง ๆ อย่างรวดเร็ ว

จากรู ปเป็ นภาพตัดขวางของฮาร์ ดดิสค์แสดงแผ่นจาน แกนหมุน Spindle หัวอ่านเขียน และก้านหัวอ่านเขียน


อ.ยุทธพล ทับลา

19

……………………………………………………………………… จากรู ปแสดงฮาร์ ดดิสค์ที่มีแผ่นจาน 2 แผ่น พร้อมการกํากับชื่อแผ่นและหน้าของดิสค์ ผิวของแผ่นจานกับ หัวอ่านเขียนจะอยูเ่ กือบชิดติดกัน คือห่างกันเพียงหนึ่งในแสนของนิ้ว และระยะห่างนี้ ในระหว่างแทร็ กต่าง ๆ ควร สมํ่าเสมอเท่ากัน ซึ่ งกลไกของเครื่ องและการประกอบฮาร์ ดดิสค์ตอ้ งละเอียดแม่นยํามาก การหมุนอย่างรวดเร็ วของ แผ่นจาน ทําให้หวั อ่านเขียนแยกห่างจากผิวจาน ด้วยแรงลมหมุนของจาน แต่ถา้ แผ่นจานไม่ได้หมุนหรื อปิ ดเครื่ อง หัวอ่านเขียนจะเลื่อนลงชิดกับแผ่นจาน ดังนั้นเวลาเลิกจากการใช้งานเรานิยมเลื่อนหัวอ่านเขียนไปยังบริ เวณที่ไม่ได้ใช้ เก็บข้อมูลที่เรี ยกว่า Landing Zone เพื่อว่าถ้าเกิดการกระแทรกของหัวอ่านเขียนและผิวหน้าแผ่นจานก็จะไม่มีผลต่อ ข้อมูลที่เก็บไว้ การโอนย้ ายข้ อมูลระหว่ างฮาร์ ดดิสค์ กบั หน่ วยความจา ฮาร์ ดดิสค์ที่ใช้งานประกอบเครื่ องไมโครคอมพิวเตอร์ จะต้องมีการ์ ดควบคุมฮาร์ ดดิสค์มาทํางานร่ วม โดยจะ เสี ยบเข้ากับสล้อตที่ยงั ว่างอยูข่ องเครื่ องคอมพิวเตอร์ ในการอ่านข้อมูลจากดิสค์ หัวอ่านเขียนจะนําข้อมูลที่อ่านได้ ส่ งผ่านวงจรอิเล็กทรอนิกส์ของไดรฟ์ ไปยังการ์ ดควบคุมดิสค์ โดยจะเก็บอยูใ่ นเนื้อที่ความจําชัว่ คราวเพื่อเก็บข้อมูล เรี ยกบัฟเฟอร์ขอ้ มูล (Data buffer) ขณะเดียวกันวงจรบนการ์ ดควบคุมจะส่ งสัญญาณไปยังหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) ซึ่ งก็คือไมโครโปรเซสเซอร์ เบอร์ 8088, 80286 หรื อ 80386 เป็ นต้น เพื่อให้ตวั ซีพียโู อนย้ายข้อมูลจากบัฟเฟอร์ ข้อมูลไปยังหน่วยความจําหลักของคอมพิวเตอร์

จากรู ปแสดงการโอนย้ายข้อมูลระหว่างฮาร์ ดดิสค์กบั หน่วยความจํา การโอนย้ายข้อมูลข้างต้นอาจทําได้ 2 วิธี คือ ถ้าเป็ นเครื่ องรุ่ น AT และ PS/2 ตัวซี พียจู ะทํางานนั้นโดยตรงผ่านตัวมันไปหน่วยความจํา แต่ถา้ เป็ นเครื่ องรุ่ นเ���่าคือ PC และ XT การโอนย้ายข้อมูลจะกระทําผ่านชิพดีเอ็มเอ (DMA) ที่ยอ่ มาจาก Direct Memory Access โดยจะโอนย้าย ข้อมูลจากบัฟเฟอร์ ขอ้ มูลไปหน่วยความจําหลักไม่ตอ้ งผ่านตัวซี พียทู ้ งั นี้เพราะตัวซี พียเู บอร์ 8088 ของเครื่ องรุ่ น XT หรื อ PC ทํางานช้า ไม่ทนั ต่ออัตราความเร็ วของการโอนย้ายข้อมูลของฮาร์ ดดิสค์ ข้อมูลที่โอนย้ายไปยังหน่วยความจํา แรม จะเก็บในพื้นที่เรี ยกบัฟเฟอร์ ของดอส ซึ่ งหนึ่งบัฟเฟอร์ จะเก็บข้อมูลจากดิสค์ได้ 1 เซกเตอร์ จํานวนบัฟเฟอร์ น้ ี ผูใ้ ช้งานควรจะเป็ นผูก้ าํ หนดขึ้นเองจากคําสั่ง BUFFERS บรรจุในไฟล์ราว 20 บัฟเฟอร์ เมื่อเราอ่านข้อมูลไฟล์จากดิสค์ ไปเก็บในบัฟเฟอร์ ของดอส และบรรจุในบัฟเฟอร์ จนเต็มครบหมด การโอนย้ายเซกเตอร์ ต่อไปจะยึดตามหลักว่า บัฟเฟอร์ ใดถูกเรี ยกใช้จากโปรแกรมใช้งานล่าสุ ดน้อยที่สุด (least recently accessed) ก็จะถูกแทนที่เขียนทับใหม่ ข้อมูล ที่อยูใ่ นบัฟเฟอร์ ดอสจะโอนย้ายไปยังหน่วยความจําอื่นตามความต้องการของโปรแกรมประยุกต์ใช้งาน


อ.ยุทธพล ทับลา

20

……………………………………………………………………… การบันทึกข้อมูลบนดิสค์ ก็กระทําในลักษณะตรงกันข้ามกับการอ่านข้อมูล โดยโปรแกรมประยุกต์ใข้งาน จะแจ้งตําแหน่งข้อมูลที่ตอ้ งการเขียนไปยังดอส ดอสก็จะโอนย้ายข้อมูลไปยังบัฟเฟอร์ และส่ งผ่านไปยังบัฟเฟอร์ ขอ้ มูล บนการ์ ดควบคุมดิสค์ วงจรบนการ์ ดควบคุมดิสค์จะกําหนดแทร็ กเซกเตอร์ และหน้าของดิสค์ที่ใช้บนั ทึก ส่ งสัญญาณ เพื่อเลื่อนหัวอ่านเขียนไปยังตําแหน่งที่ตอ้ งการ และโอนย้ายข้อมูลจากบัฟเฟอร์ ไปเก็บบันทึกในดิสค์ การ์ดควบคุมฮาร์ดดิสค์ เนื่องจากฮาร์ ดดิสค์ไม่สามารถทํางานเก็บข้อมูลเองได้ เราจําเป็ นต้องมีการ์ ดควบคุมมาบอกการทํางาน ประกอบด้วย ตามปกติการ์ ดนี้จะใช้เสี ยบเข้าช่องสล้อตสําหรับการเพิ่มขยาย สัญญาณที่เข้าหรื อออกจากฮาร์ ดดิสค์ จะต้องผ่านการ์ ดควบคุมนี้ก่อนเสมอ การ์ ดควบคุมแต่ละชุดจะมีวธิ ี การเข้ารหัสเฉพาะสําหรับช่องไดรฟ์ เราไม่สามารถ นําการ์ ดควบคุมอื่นที่ใช้วธิ ี การเข้ารหัสที่แตกต่างกันมาอ่านข้อมูลในฮาร์ ดดิสค์ ฮาร์ ดดิสค์น้ นั จะต้องทําการฟอร์ แมต ใหม่จึงจะใช้งานกับการ์ ดควบคุมนั้น ชนิดของการ์ ดควบคุมที่นิยมใช้ในปั จจุบนั ขึ้นกับอินเตอร์ รัฟต์ที่มีอยู่ 4 ชนิด คือ 1. ชนิด ST-506/41L เป็ นระบบควบคุมมาตราฐานเริ่ มแรกที่ใช้กบั เครื่ องพีซี มีวธิ ีการเข้ารหัสแบบ MFM แล้วภายหลังจึงได้ขยาย เป็ นแบบ RLL และ ARLL ตามเทคโนโลยีของวัสดุที่ใช้ ข้อสังเกตประการหนึ่งที่บอกข้อแตกต่างของการเข้ารหัสแบบ MFM และ RLL คือการแบ่งเซกเตอร์ ในแทร็ ก ช่องไดรฟ์ แบบ MFM จะใช้ 17 คลัสเตอร์ ต่อแทร็ ค และ ไดรฟ์ แบบ RLL จะใช้ 26 คลัสเตอร์ ต่อแทร็ ค โดยแบบ RLL จะมีความจุได้มากกว่าราว 30% จะตรงกับฮาร์ ดดิสค์ช่องไดรฟ์ ขนาด 20 เมกะไบต์ของแบบ MFM 2. ชนิด ESDI (enhanced small device interfaues) เป็ นระบบที่สูงขึ้นกว่าระบบมาตราฐาน ST-506 สําหรับไดรฟ์ ความจุมากขึ้นและความเร็ วสู งขึ้น นับเป็ น ระบบที่ออกแบบมาเพื่อใ่่ชก้ บั เครื่ องที่มีไมโครโปรเซสเซอร์ 80286 และ 80386 ที่มีความเร็ วสัญญาณนาฬิกาสู งกว่า อัตราการโอนย้ายข้อมูลหรื อการอ่านข้อมูลจากดิสค์จะเร็ วกว่าดิสค์แบบ ST-506 ราว 4 เท่า โดยดิสค์แบบ ST-506 จะ ใช้กบั เครื่ องที่ชา้ กว่า ใช้ไมโครโปรเซสเซอร์ 8088 การ์ดควบคุมแบบ ESDI สามารถต่อฮาร์ ดดิสค์ได้สองตัว 3. ชนิด SCSI (Small Computer System Interface) อ่านว่า "SCUZZY" เป็ นการ์ ดรุ่ นใหม่ที่นิยมใช้กนั มากขึ้น เพราะระบบนี้ไม่เพียงเป็ นการ์ ดควบคุมฮาร์ ดดิสค์ ยังเป็ นการเชื่อมโยงบัสที่ชาญฉลาด(intelligent) ที่มีโปรเซสเซอร์ อยูใ่ นตัวเองทําให้เป็ นส่ วนเพิ่มขยายกับแผงวงจรใหม่ ขนาดและอัตราการอ่านข้อมูลเทียบได้ใกล้เคียงกับ ESDI ระบบ SCSI นอกจากจะใช้เพื่อควบคุมฮาร์ ดดิสค์ เรายังใช้เพื่อการควบคุมอุปกรณ์ต่อเสริ มอื่น ๆ ได้ดว้ ยเช่น โมเด็ม, ซีดีรอม, สแกนเนอร์ และเครื่ องพิมพ์ ระบบ SCSI ในหนึ่งการ์ ดสนับสนุ นการต่ออุปกรณ์ถึง 8 ตัว โดย คอมพิวเตอร์ ที่ใช้จะถือเป็ นอุปกรณ์ดว้ ย ดังนั้นจึงเหลือให้เราต่ออุปกรณ์ได้เพิ่มอีก 7 ตัว ภายใต้ดอส ระบบ SCSI จะให้เราใช้ฮาร์ดดิสค์ได้เพียง 2 ตัว(ตามการอ้างแอดเดรสของไบออส) ถ้าต้องการ ต่ออุปกรณ์อื่น ๆ เราต้องใช้ดีไวซ์ไดรเวอร์ จากบริ ษทั อื่นมาทําการติดตั้งเสี ยก่อน 4. ระบบ IDE (Integrated Drive Electronics) ระบบนี้จดั เป็ นระบบใหม่ที่มีขนาดความจุใกล้เคียงกับสองแบบที่กล่าวมาแล้วคือ ESDI และ SCSI แต่มีราคา ตํ่ากว่า ตัวควบคุม IDE ปั จจุบนั นิยมใช้บรรจุรวมอยูใ่ นแผงตัวควบคุม และเหลือสล้อตว่างให้ใช้งานอื่น ๆ ในระบบเก่า ก็สามารถใช้ไดรฟ์ แบบ IDE นี้ แต่เราต้องเพิ่มการ์ ดการเชื่ อมโยงเสี ยบสล้อต


อ.ยุทธพล ทับลา

21

……………………………………………………………………… ส่ วนแสดงผล (Output)

เป็ นอุปกรณ์ส่งออก (output device) ทําหน้าที่แสดงผลจากการประมวลผล โดยนําผลที่ได้ออกจากหน่วยความจําหลัก แสดง ให้ผใู ้ ช้ได้เห็นทางอุปกรณ์ส่งออก อุปกรณ์ส่งออกที่นิยมใช้ส่วนใหญ่คือ จอภาพ และเครื่ องพิมพ์ จอภาพ (Moniter) การแสดงผลบนจอภาพเป็ นเรื่ องที่จาํ เป็ นสําหรับการใช้ ไมโครคอมพิวเตอร์ วิวฒั นาการของการแสดงผลได้พฒั นา ก้าวหน้าขึ้น มาตรฐานการแสดงผลที่ใช้กบั ไมโครคอมพิวเตอร์ มีพ้นื ฐานมาจากการพัฒนาของบริ ษทั ไอบีเอ็ม ในยุคต้นความ ต้องการของการแสดงผลส่ วนใหญ่ยงั เป็ นแบบตัวอักษรโดยมี ภาวะการทํางาน (mode) แยกจากการแสดง กราฟิ ก แต่ใน ปัจจุบนั ซอฟต์แวร์จาํ นวนมากสามารถแสดงผลในภาวะกราฟิ ก เช่น ระบบปฎิบตั ิงานวินโดวส์ ต้องใช้ภาวะการแสดงผลในรู ป กราฟิ กล้วน ๆ ผูใ้ ช้สามารถกําหนดขนาดช่องหน้าต่าง หรื อการ แสดงผลได้ตามที่ตอ้ งการ จอภาพจึงเป็ นส่ วนสําคัญมากส่ วน หนึ่งสําหรับผูใ้ ช้งานในยุคปัจจุบนั


อ.ยุทธพล ทับลา

22

……………………………………………………………………… ในยุคแรกตั้งแต่ พ.ศ. 2524 บริ ษทั ไอบีเอ็มได้พฒั นาระบบการแสดงผลที่ใช้กบั จอภาพสี เดียวที่เรี ยกว่าโมโนโครม หรื อ เอ็มดีเอ (Monochrome Display Adapter : MDA) และแสดงผลได้เฉพาะภาวะตัวอักษรแต่เพียงอย่างเดียวแต่ให้ความ ละเอียดสู ง หากต้องการแสดงผลในภาวะกราฟิ กก็ตอ้ งเลือกภาวะการแสดงผลอีกแบบหนึ่งที่เรี ยกว่า ซี จีเอ (Color Graphic Adapter : CGA) ที่สามารถแสดงสี และกราฟิ กได้แต่ความละเอียดน้อย เมื่อมีผผู ้ ลิตไมโครคอมพิวเตอร์ ยหี่ ้อ ต่าง ๆ ที่มีระบบการทํางานแบบเดียวกับคอมพิวเตอร์ ของไอบีเอ็ม (IBM compatible) ไอบีเอ็มจึงต้องกําหนดมาตรฐาน การแสดงผลไว้ ต่อมาบริ ษทั เฮอร์ คิวลีส ซึ่ งเห็นปั ญหาของระบบการแสดงผลทั้งสองนี้ จึงออกแบบแผลวงจรแสดงผล เรี ยกกันติดปากว่าแผงวงจรเฮอร์ คิวลิส (herculis card) หรื อ เอชจีเอ (Herculis Graphic Adapter : HGA) บางครั้งเรี ยกว่า โมโนโครกราฟิ กอะแดปเตอร์หรื อเอ็มจีเอ (Monochrome Graphic Adapter : MGA) การแสดงผลแบบนี้เป็ นที่แพร่ หลายและนิยมใช้กนั ต่อเนื่องมาและมีผลิตขึ้นมาใช้กนั มากมาย ต่อมาบริ ษทั ไอบีเอ็มเห็นว่า ความต้องการทางด้านกราฟิ กสู งขึ้น การแสดงสี ควรจะมีรายละเอียด และจํานวนสี มากขึ้น จึงได้พฒั นามาตรฐานการแสดงผลบนจอภาพ ขึ้นอีกโดยปรับปรุ งจากเดิมเรี ยกว่า อีจีเอ (Enhance Graphic Adapter : EAG) การเพิม่ เติมจํานวนสี ยงั ไม่พอเพียงกับซอฟต์แวร์ ที่ได้รับการ พัฒนาให้ใช้กบั ระบบปฎิบตั ิการวินโดวส์และโอเอสทูไอบีเอ็มจึง สร้างมาตรฐานการแสดงผลที่มีความละเอียดและสี เพิ่มยิง่ ขึ้นเรี ยกว่า เอ็กซ์วจี ีเอ (eXtra Video Graphic Array : XVGA) การเลือกซื้ อ จอภาพจะตัองพิจารณาความสัมพันธ์ของจอภาพกับตัวปรับต่อซึ่ งเป็ นแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตั้งอยูบ่ น แผงวงจรหลัก (main board) และต่อสัญญาณมายังจอภาพ แผงวงจรนี้จะเป็ นตัวแสดงผลตามมาตรฐานที่ตอ้ งการ มี ภาวะการแสดงผลหลายแบบ เช่น ก. แผงวงจรโมโนโครมหรื อแผงวงจรเอ็มดีเอ เป็ นแผงวงจรที่ไม่ค่อยนิยมใช้แล้วแสดงผลได้เฉพาะตัวอักษรจํานวน 25 บรรทัด บรรทัดละ 80 ตัวอักษร ขนาดความละเอียดของตัวอักษรเป็ น 9x14 ชุด ข. แผงวงจรเฮอร์คิวลิสหรื อแผงวงจรเอชจีเอ แสดงผลเป็ นตัวอักษรขนาด 25 บรรทัด บรรทัดละ 80 ตัวอักษร เหมือน แผงวงจรเอ็มดีเอ แต่สามารถแสดงกราฟิ กแบบสี เดียวด้วยความละเอียด 720x348 จุด ค. แผงวงจรอีจีเอ เป็ นแผงวงจรที่แสดงด้วยความละเอียดของตัวอักษรขนาด 9x14 จุดแสดงสี ได้ 16 สี ความละเอียด ของการแสดงกราฟิ ก 640x350 จุด ง. แผงวงจรวีจีเอ เป็ นแผงวงจรที่แสดงด้วย ความละเอียดของตัวอักษร 9x16 จุด แสดงสี ได้ 16 สี แสดงกราฟิ กด้วย ความละเอียด 640x480 จุด และแสดงสี ได้สูงถึง 256 สี จ. แผงวงจรเอ็กซ์วจี ีเอ เป็ นแผงวงจรที่ปรับปรุ งจากแผงวงจรวีจีเอ แสดงกราฟิ กด้วยความละเอียดสู งขึ้นเป็ น 1,024x768 จุด และแสดงสี ได้มากกว่า 256 สี เมื่อได้ทราบว่าตัวปรับต่อมีกี่แบบแล้ว คราวนี้มาดูมาตรฐานตัวเชื่ อมต่อ (connector) ของตัวปรับต่อกับจอภาพบ้าง ตัวเชื่ อมต่อมาตรฐานที่ใช้มีแบบ 9 ขา ตัวเชื่ อมต่อสําหรับแผงวงจรแบบ วีจีเอ และ เอสวีจีเอ เป็ นแบบ 15 ขา การที่ หัวต่อไม่เหมือนกันจึงทําให้ใช้จอภาพพร่ วมกันไม่ได้


อ.ยุทธพล ทับลา

23

……………………………………………………………………… นอกจากตัวเชื่อมต่อและตัวปรับต่อแล้ว คุณภาพของจอภาพก็จะต้องได้รับการพิจารณาอย่างมาก สัญญาณที่ส่งมายัง จอภาพมีรูปแบบไม่เหมือนกัน สัญญาณของแผงวงจรแบบวีจีเอเป็ นแบบแอนะล็อก สัญญาณของแผงวงจรแบบ เอ็มดี เอ ซี จีเอ เอชจีเอ อีจีเอ เป็ นแบบดิจิทลั ข้อพิจารณาที่จะตรวจสอบด้วยตาเปล่าได้ คือ การแสดงผลจะต้องเป็ นจุดเล็ก ละเอียดคมชัด ไม่เป็ นภาพพร่ าหรื อเสมือนปรับโฟกัสไม่ชดั เจน ภาพที่ได้จะต้องมีลกั ษณะของการกราดตามแนวตั้ง คงที่ สังเกตได้จากขนาดตัวหนังสื อแถวบน กับแถวกลางหรื อแถวล่างต้องมีขนาดเท่ากันและคมชัดเหมือนกัน ภาพที่ ปรากฎจะต้องไม่กระพริ บถึงแม้จะปรับความเข้มของแสงเต็มี่ ภาพไม่สั่งไหวหรื อพลิ้ว การแสดงของสี ตอ้ งไม่เพี้ยน จากสี ที่ควรจะเป็ น พิจารณารายละเอียดทางเทคนิคของจอภาพ เช่น ขนาดของจอภาพซึ่ งจะวัดตามแนวเส้นทะแยงมุมของจอ ว่าเป็ นขนาด กี่นิ้ว โดยทัว่ ไปจะมีขนาด 14 นิ้ว จอภาพที่แสดงผลงานกราฟิ กบางแบบอาจต้องใช้ขนาดใหญ่ถึง 20 นิ้ว ความละเอียด ของจุดซึ่ งสามารถสังเกตได้จากสัญญาณแถบความถี่ของจอภาพ จอภาพแบบวีจีเอควรมีสัญญาณแถบความถี่สูงกว่า 25 เมกะเฮิรตซ์ สัญญาณแถบความถี่ยงิ่ สู งยิง่ ดี จอภาพแบบเอ็กซ์วจี ีเอแสดงผลแบบมัลติซิงค์ (multisync) ใช้สัญญาณแถบ ความถี่สูงกว่า 60 เมกะเฮิรตซ์ ขนาดของจุดยิง่ เล็กยิง่ มีความคมชัด เช่น ขนาดจุด .28 มิลลิเมตร ภาพที่ได้จะคมชัดกว่า ขนาดจุด .33 มิลลิเมตร ค่าของสัญญาณแถบความถี่จึงเป็ นข้อที่จะต้องพิจารณาด้วย เป็ นเทคโนโลยีที่เริ่ มพัฒนาประมาณสิ บกว่าปี นี้เอง เริ่ มจากการพัฒนามาใช้กบั นาฬิกา และเครื่ องคิดเลข เป็ นจอแสดงผลตัวเลขขนาดเล็ก ใช้หลักการปรับเปลี่ยนโมเลกุลของ ผลึกเหลว เพื่อปิ ดกั้นแสงเมื่อมีสนามไฟฟ้ าเหนี่ยวนํา แอลซี ดีจึงใช้กาํ ลังไฟฟ้ าตํ่า เหมาะ กับภาคแสดงผลที่ใช้กบั แบตเตอรี่ หรื อถ่านไฟฉายก้อนเล็ก ๆ แอลซี ดีในยุคแรก ตอบสนองต่อสัญญาณไฟฟ้ าช้า จึงเหมาะกับงานแสดงผลตัวเลขยังไม่เหมาะที่จะนํามา ทําเป็ นจอภาพ เมื่อเทคโนโลยีกา้ วหน้าขึ้น ผูผ้ ลิตแอลซี ดีสามารถผลิตแผงแสดงผลที่มีขนาดใหญ่ข้ ึนจน สามารถเป็ นจอแสดงผลของคอมพิวเตอร์ ประเภทแล็ปท็อป โน้ตบุค๊ และยังสามารถทําให้แสดงผลเป็ นสี อย่างไรก็ตาม จอภาพแอลซี ดียงั เป็ นจอภาพที่มีขนาดเล็กแต่มีแนวโน้มที่จะพัฒนาให้มีขนาดใหญ่ข้ ึน จอภาพแอลซีดีที่แสดงผลเป็ นสี ตอ้ งใช้เทคโนโลยีสูง มีการสร้างทรานซิสเตอร์ เป็ นล้านตัวเพื่ อให้ควบคุมจุดสี บน แผ่นฟิ ล์มบาง ๆ ให้จุดสี เป็ นตารางสี่ เหลี่ยมเล็ก ๆ การแสดงผลจึงเป็ นการแสดงจุดสี เล็ก ๆ ที่ผสมกันเป็ นสี ต่าง ๆ ได้ มากมาย การวางตัวของจุดสี ดาํ เล็ก ๆ เรี ยกว่าแมทริ กซ์ (matrix) จอภาพแอลซีดีจึงเป็ นจอแสดงผลแบบตารางสี่ เหลี่ยม เล็ก ๆ ที่มีจุดสี จาํ นวนมาก จอภาพแอลซี ดีเริ่ มพัฒนามาจากเทคโนโลยีแบบพาสซี ฟแมทริ กซ์ที่ใช้เพียงแรงดันไฟฟ้ าควบคุมการปิ ดเปิ ดแสงให้ สะท้อนจุดสี มาเป็ นแบบแอกตีฟแมทริ กซ์ที่ใช้ทรานซิ สเตอร์ ตวั เล็ก ๆ เท่าจํานวนจุดสี ควบคุมการปิ ดเปิ ดจุดสี เพื่อให้ แสงสะท้อนออกมาตามจุดที่ตอ้ งการ ข้อเด่นของแอกตีฟแมทริ กซ์คือมีมุมมองที่ กว้างกว่าเดิมมาก การมองด้านข้างก็ยงั เห็นภาพอย่างชัดเจน จอภาพแอลซี ดีแบบ แอกตีฟแมทริ กซ์มีแนวโน้มที่เข้ามาแข่งขันกับจอภาพแบบซี อาร์ ทีได้ จอภาพแบบแอลซีดีซ่ ึงมีลกั ษณะแบนราบจะมีขนาดเล็กและบาง เมื่อเปรี ยบเทียบ กับจอภาพแบบซี แอลที หากจอภาพแบบแอกตีฟแมทริ กซ์สามารถพัฒนาให้มี ขนาดใหญ่กว่า 15 นิ้วได้ การนํามาใช้แทนจอภาพซี อาร์ ที ก็จะมีหนทางมากขึ้น


อ.ยุทธพล ทับลา

24

……………………………………………………………………… ความสําเร็ จของจอภาพแอลซี ดีที่จะเข้ามาแข่งขันกับจอภาพแบบซี อาร์ ที่อยูใ่ นเงื่อนไขสองประการ คือ จอภาพแอลดีซี มีราคาแพงกว่าจอภาพซี อาร์ ที และมีขนาดจํากัด ในอนาคตแนวโน้มด้านราคาของจอภาพแอลซีดีจะลดลงได้อีกมาก และเทคโนโลยีสาํ หรับอนาคตมีโอกาสเป็ นไปได้สูงมากที่จะทําให้จอภาพแอลซี ดีขนาดใหญ่เครื่ องพิมพ์แบบจุด คุณภาพของงานพิมพ์เอกสารโดยใช้เครื่ องคอมพิวเตอร์ ส่วนหนึ่งขึ้นกับประสิ ทธิ ภาพของเครื่ องพิมพ์ เครื่ องพิมพ์เป็ น อุปกรณ์ที่สาํ คัญสําหรับนําข้อมูลที่ประมวลผลแล้วพิมพ์ลงบนกระดาษตามที่ตอ้ งการ เครื่ องพิมพ์ที่ใช้กนั ในปั จจุบนั มี หลายแบบ หลายยีห่ อ้ เครื่ องพิมพ์ที่มีผนู้ ิยมใช้งานสู งชนิดหนึ่งคือเครื่ องพิมพ์แบบจุด (dot matrix printer) เครื่ องพิมพ์แบบจุดเป็ นเครื่ องพิมพ์ขนาดเล็ก มีราคาถูก คุณภาพอยูใ่ นเกณฑ์ดี ใช้งานได้ทวั่ ไป การที่เรี ยกว่าเครื่ องพิมพ์แบบจุด เพราะรู ปลักษณะตัวอักษรที่พิมพ์ออกมาจะเป็ น จุดเล็ก ๆ อยูใ่ นกรอบ เช่น ตัวอักษรที่มีความละเอียดในแนวทางสู งของตัวอักษร 24 จุด และความกว้างแต่ละตัวอักษร 12 จุด ขนาดแมทริ กซ์ของตัวอักษรจะมี ขนาด 24x12 จุด การพิจารณาซื้อเครื่องพิมพ์ แบบจุด ควรพิจารณาคุณลักษณะที่ สาคัญของเครื่องพิมพ์ดังต่ อไปนี้ 1. จานวนเข็มของหัวพิมพ์ เครื่ องพิมพ์ที่ใช้ทวั่ ไปหัวพิมพ์มีเข็มเล็ก ๆ จํานวน 9 เข็ม แต่ถา้ ต้องการให้งานพิมพ์มีรายละเอียดมากหรื อมีรูปแบบตัวหนังสื อสวยขึ้น หัวพิมพ์ควรมีจาํ นวนเข็ม 24 เข็ม การ พิมพ์ตวั หนังสื อในภาวะความสวยงามนี้เรี ยกว่า เอ็นแอลคิว (News Letter Quality : NLQ) ดังนั้นเครื่ องพิมพ์ที่หวั พิมพ์ มีเข็มจํานวน 24 เข็ม จะพิมพ์ได้สวยงามกว่าเครื่ องพิมพ์ที่หวั พิมพ์มีเข็มจํานวน 9 เข็ม 2. คุณภาพของหัวเข็มกับงานพิมพ์ หัวเข็มเป็ นลวดทีม่ ีกลไกขับเคลือ่ น ใช้หลักการเหนี่ยวนําแม่เหล็กไฟฟ้ า หัวเข็มที่ มีคุณภาพดีตอ้ งแข็ง สามารถพิมพ์สาํ เนากระดาษหนาได้สูงสุ ดถึง 5 สําเนา คุณสมบัติการพิมพ์สาํ เนานี้เครื่ องพิมพ์แต่ ละเครื่ องจะพิมพ์ได้ไม่เท่ากันเพราะมีคุณภาพแรงกดไม่เท่ากัน ทําให้ความชัดเจนของกระดาษสําเนาสุ ดท้ายต่างกัน 3. ความละเอียดของจุดในงานพิมพ์ ความละเอียดของจุดในงานพิมพ์จะขึ้นอยูก่ บั ขนาดของหัวเข็มและกลไกการ ขับเคลื่อนของเครื่ องพิมพ์แต่ละรุ่ น เช่น 360x360 จุดต่อนิ้ว 360x180 จุดต่อนิ้ว คุณภาพการพิมพ์ภาพกราฟิ กขึ้นอยูก่ บั คุณลักษณะนี้ 4. อุปกรณ์ ตรวจสอบหัวพิมพ์ เครื่องพิมพ์ แบบจุดบางรุ่ นจะมีอุปกรณ์ ตรวจสอบหัวพิมพ์ เช่น การตรวจสอบความร้อนของหัวพิมพ์ เพราะเมื่อใช้พิมพ์ไปนาน ๆ หัวพิมพ์จะเกิดความร้อนสู งมาก แม้มีครี บระบาย ความร้อนแล้ว ก็อาจไม่พอเพียง ถ้าความร้อนมาก อุปกรณ์ตรวจความร้อนจะส่ งสัญญาณให้เครื่ องพิมพ์ลดความเร็ ว ของการพิมพ์ลง ครั้งเมื่ออุณหภูมิลดลงก็จะเพิ่มความเร็ วของการพิมพ์ไปเต็มพิกดั อีก การตรวจสอบความหนาของกระดาษ เครื่ องพิมพ์ส่วนใหญ่จะมีอุปกรณ์ตรวจสอบกระดาษ ถ้าป้ อนกระดาษหนาไป จะทําให้หวั พิมพ์เสี ยหายได้ง่าย ตัวตรวจสอบความหนาจะหยุดการทํางานของเครื่ องพิมพ์ เมื่อตรวจพบว่ากระดาษหนา เกินไป เพื่อป้ องกันความเสี ยหายของหัวพิมพ์ นอกจากนี้ยงั สามารถสอบว่ากระดาษหมดหรื อไม่อีกด้วย 5. ความเร็วของการพิมพ์ ความเร็วของการพิมพ์ มีหน่ วยวัดเป็ นจานวนตัวอักษรต่ อวินาที การวัดความเร็ วของ เครื่ องพิมพ์ตอ้ งมีคุณลักษณะการพิมพ์เป็ นจุดอ้างอิง เช่น พิมพ์ได้ 300 ตัวอักษรต่อวินาที ในภาวะการพิมพ์แบบปกติ และที่ขนาดตัวอักษร 10 ตัวอักษรต่อนิ้วแต่หากพิมพ์แบบเอ็นแอลคิว (NLQ) โดยทัว่ ไปแล้วจะลดความเร็ วเหลือเพียง หนึ่งในสามเท่านั้น การทดสอบความเร็ วในการพิมพ์น้ ีอาจไม่ได้เท่ากับคุณลักษณะที่บอกไว้ ทั้งนี้เพราะขณะพิมพ์จริ ง


อ.ยุทธพล ทับลา

25

……………………………………………………………………… เครื่ องพิมพ์มีการเลื่อนหัวพิมพ์ข้ ึนบรรทัดใหม่ ขึ้นหน้าใหม่ การเลื่อนหัวพิมพ์ไปมาจะทําให้เสี ยเวลาพอสมควร ความเร็ วของเครื่ องพิมพ์แบบจุดในปั จจุบนั มีต้ งั แต่ 200-500 ตัวอักษรต่อวินาที 6. ขนาดแค่ พมิ พ์ เครื่องพิมพ์ ทใี่ ช้ งานกันอยู่ในขณะนีม้ ีขนาดแคร่ 2 ขนาด คือใช้กบั กระดาษกว้าง 9 นิ้ว และ 15 นิ้ว หรื อพิมพ์ได้ 80 ตัวอักษร และ 132 ตัวอักษรในภาวะ 10 ตัวอักษรต่อนิ้ว 7. ทีพ่ กั ข้ อมูล คุณลักษณะในเรื่องทีพ่ กั ข้ อมูล (buffer) ก็เป็ นเรื่ องสําคัญ เพราะการพิมพ์งานนั้นเครื่ องคอมพิวเตอร์ จะ ส่ งข้อมูลลงไปเก็บในที่พกั ข้อมูล ถ้าที่พกั ข้อมูลมีขนาดใหญ่ก็จะลดภาระการส่ งงานของคอมพิวเเตอร์ ไปยังเครื่ องพิมพ์ ได้มาก ขนาดของที่พกั ข้อมูลที่ใช้มีต้ งั แต่ 8 กิโลไบต์ข้ ึนไป อย่างไรก็ตาม เครื่ องพิมพ์บางรุ่ นสามารถเพิ่มเติมขนาดของ ที่พกั ข้อมูลได้ โดยการใส่ หน่วยความจําลงไป ซึ่ งต้องซื้ อแยกต่างหาก 8. ลักษณะการป้อนกระดาษ การป้อนกระดาษเป็ นสิ่ งอานวยความสะดวกในการใช้งานเครื่ องพิมพ์ คุณลักษณะที่ กําหนดจะต้องชัดเจน การป้ อนกระดาษมีต้ งั แต่การใช้หนามเตย ซึ่ งจะใช้กบั กระดาษต่อเนื่องที่มีรูดา้ นข้างทั้งสองด้าน เครื่ องพิมพ์ส่วนใหญ่มีหนามเตยอยูแ่ ล้ว การป้ อนกระดาษอีกแบบหนึ่ง คือ การใช้ลูกกลิ้งกระดาษโดยอาศัยแรงเสี ยด ทานซึ่ งเป็ นคุณลักษณะของเครื่ องพิมพ์ทวั่ ไ ป เครื่ องพิมพ์บางรุ่ นมีการป้ อนกระดาษแบบอัตโนมัติ เพียงแต่ใส่ กระดาษ แล้วกดปุ่ ม Autoload กระดาษจะป้ อนเข้าไปในตําแหน่งที่พร้อมจะเริ่ มพิมพ์ได้ทนั ที การป้ อนกระดาษเป็ นแผ่น ส่ วน ใหญ่จะป้ อนด้วยมือได้ แต่หากต้องการทําแบบอัตโนมัติจะต้องมีอุปกรณ์เพิ่มเพื่อทําหน้าที่ดงั กล่าว อุปกรณ์น้ ี จะมี ลักษณะเป็ นถาดใส่ กระดาษอยูภ่ ายนอกและป้ อนกระดาษไปทีละใบเหมือนเครื่ องถ่ายเอกสาร เครื่ องพิมพ์บางเครื่ อง สามารถป้ อนกระดาษเข้าเครื่ องได้หลายทาง ทั้งจากด้านหน้า ด้านหลัก ด้านใต้ทอ้ งเครื่ อง หรื อป้ อนทีละแผ่น การป้ อง กระดาษหลายทางทําให้สะดวกต่อการใช้งาน 9. ภาวะเก็บเสี ยง เครื่องพิมพ์ แบบจุดเป็ นเครื่องพิมพ์ ทมี่ ีเสี ยงดัง ดังนั้นบางบริ ษทั ได้พฒั นาภาวะการพิมพ์ที่เสี ยงเบา เป็ นปกติ เพื่อลดภาวะทางเสี ยง 10. จานวนชุ ดแบบอักษร เครื่องพิมพ์ ส่วนใหญ่ จะมีจานนชุ ดแบบอักษร (font) ภาษาอังกฤษ ที่ติดมากับเครื่ องจํานวน 4 ถึง 9 ชุด ขึ้นกับเครื่ องพิมพ์แต่ละรุ่ นชุดแบบอักษรนี้สามารถเพิ่มได้โดยใช้ตลับชุดแบบอักษรภาษาไทย ก็เป็ นสิ่ ง สําคัญ เครื่ องพิมพ์ส่วนใหญ่ที่ขายในเมืองไทยได้รับการดัดแปลงใส่ ชุดแบบอักษรภาษาไทยไว้แล้ว 11. การเชื่อมต่ อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ การเชื่อมต่ อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ตามมาตรฐานสากลมีสองแบบ คือแบบ อนุกรมและแบบขนาน เครื่ องพิมพ์ส่วนใหญ่มกั ต่อกับคอมพิวเตอร์ โดยมีสายนําสัญญาณแบบ DB25 คือมีขนาด จํานวน 25 สาย การต่อกับเครื่ องพิมพ์จะต้องมีสายเชื่อมโยงนี้ดว้ ย หากต้องการต่อแบอนุกรม จะต้องกําหนดลงไปใน เงื่อนไข เพราะเครื่ องพิมพ์ส่วนใหญ่จะมีตวั เชื่ อมต่ออนุกรมเป็ นเงื่อนไขพิเศษ 12. มาตรฐานคาสั่ งการพิมพ์ เนื่องจากเครื่องพิมพ์ Epson ได้รับความนิยมมานาน ดังนั้น มาตรฐานคําสั่งการพิมพ์ของ เครื่ องพิมพ์ Epson จึงเป็ นมาตรฐานที่เครื่ องพิมพ์เกือบทุกยีห่ อ้ ใช้ อย่างไรก็ตามเครื่ องพิมพ์ไอบีเอ็มก็มีมาตรฐานของ ตนเองและเครื่ องพิมพ์บางยีห่ อ้ ก็ใช้ตาม หากจะต่อเครื่ องพิมพ์เข้ากับเครื่ องคอมพิวเตอร์ แมคอินทอช เครื่ องพิมพ์จะต้องมีคุณลักษณะในเรื่ องภาวะการพิมพ์ แตกต่างออกไป คือเป็ นแบบโพสท์สคริ ปต์ (postscript) การพิมพ์สี เครื่ องพิมพ์บางรุ่ น มีภาวะการพิมพ์แบบสี ได้ การพิมพ์แบบสี จะทําให้งานพิมพ์ชา้ ลง และต้องใช้ริบบอน พิเศษ หรื อ ริ บบอนที่มีสี


อ.ยุทธพล ทับลา

……………………………………………………………………… การสั่งงานที่แป้ นสั่งงานบนเครื่ อง ปั จจุบนั เครื่ องพิมพ์ส่วนใหญ่จะมีปุ่มควบคุมการสั่งงานอยูบ่ นเครื่ องและมีจอภาพ แอลซีดีขนาดเล็กเพื่อแสดงภาวะการทํางาน

ซอฟแวร์ ( SOFTWARE ) ซอฟแวร์ หมายถึง คําสั่งหรื อชุดของคําสั่งที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ ทาํ งานอย่างใดอย่างหนึ่งตามต้องการ หรื อโปรแกรม คอมพิวเตอร์ นนั่ เอง สามารถแบ่งออกเป็ น 2 ประเภทคือ 1. ซอฟแวร์ ระบบ (System Software) 2. ซอฟแวร์ประยุกต์ (Application Software) ซอฟแวร์ ระบบ (System Software)

ซอฟแวร์ ระบบ เป็ นชุ ดคําสั่งที่ใช้ในการควบคุมระบบการทํางานของเครื่ องคอมพิวเตอร์ ถือว่าเป็ นชุดคําสั่งแรกที่ สําคัญที่สุด และยังแปลชุดคําสั่งต่าง ๆ ให้เป็ นภาษาเครื่ องอีกด้วย และ Software ระบบแบ่งออกได้ดงั นี้ 1. โปรแกรมระบบปฏิบตั ิการ (Operating system :OS) 2. โปรแกรมอรรถประโยชน์ (Utlity Program) 3. โปแกรมแปลภาษา (Compiler, translator) ซอฟแวร์ประยุกต์ (Application Software) เป็ นโปรแกรมที่ถูกเขียนขึ้นด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ ภาษาหนึ่งและเหมาะกับงานด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ ได้แก่ 1. Package Program เป็ นโปรแกรมสําเร็ จรู ปที่เขียนไว้พร้อมนําไปใช้งานได้เลย เช่น - งานด้านเอกสาร (Word Processing) - งานด้านตัวเลข (Speed Sheets) - ฐานข้อมูล (Database) -งานภาพ (Graphics) 2. User Program เป็ นโปรแกรมที่ผใุ ้ ช้คอมพิวเตอร์ เขียนเองเพื่อใช้งาน

บุคลากรทางคอมพิวเตอร์ (PEOPLEWARE) บุคลากรทางคอมพิวเ���อร์ หมายถึง คนที่มีความรู้ความสามารถในการใช้หรื อควบคุมให้การใช้คอมพิวเตอร์ เป็ นไป อย่างราบรื่ น อาจจะประกอบด้วยคนเพียงคนเดียวหรื อหลายคนช่วยกันรับผิดชอบ โครงสร้างของหน่วยงาน คอมพิวเตอร์ 1. ฝ่ ายวิเคราะห์และออกแบบระบบงาน

26


อ.ยุทธพล ทับลา

27

……………………………………………………………………… 2. ฝ่ ายเกี่ยวกับโปรแกรม 3. ฝ่ ายปฏิบตั ิงานเครื่ องและบริ การ บุคลากรในหน่วยงานคอมพิวเตอร์ 1. หัวหน้าหน่วยงานคอมพิวเตอร์ (EDP Manager) 2. หัวหน้าฝ่ ายวิเคราะห์และวางแผนระบบงาน (System Analyst หรื อ SA) 3. โปรแกรมเมอร์ (Programmer) 4. ผูค้ วบคุมเครื่ องคอมพิวเตอร์ (Computer Operator) 5. พนักงานจัดเตรี ยมข้อมูล (Data Entry Operator) ซอฟต์แวร์ คืออะไร ?

ความจําเป็ นของการใช้ซอฟต์แวร์ ซอฟต์ แวร์ (software) หมายถึงชุดคําสั่งหรื อโปรแกรมที่ใช้สั่งงานให้คอมพิวเตอร์ ทาํ งาน ซอฟต์แวร์ จึง หมายถึงลําดับขั้นตอนการทํางานที่เขียนขึ้นด้วยคําสั่งของคอมพิวเตอร์ คําสั่งเหล่านี้เรี ยงกันเป็ นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จากที่ทราบมาแล้วว่าคอมพิวเตอร์ ทาํ งานตามคําสั่ง การทํางานพื้นฐานเป็ นเพียงการกระทํากับข้อมูลที่เป็ นตัว เลขฐานสอง ซึ่งใช้แทนข้อมูลที่เป็ นตัวเลข ตัวอักษร รู ปภาพ หรื อแม้แต่เป็ นเสี ยงพูดก็ได้ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ใช้สั่งงานคอมพิวเตอร์ จึงเป็ นซอฟต์แวร์ เพราะเป็ นลําดับขั้นตอนการทํางานของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ เครื่ องหนึ่งทํางานแตกต่างกันได้มากมายด้วยซอฟต์แวร์ ที่แตกต่างกัน ซอฟต์แวร์ จึงหมายรวมถึงโปรแกรม คอมพิวเตอร์ทุกประเภทที่ทาํ ให้คอมพิวเตอร์ ทาํ งานได้ การที่เราเห็นคอมพิวเตอร์ ทาํ งานให้กบั เราได้มากมาย เพราะว่า มีผพู ้ ฒั นาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ มาให้เราสั่งงานคอมพิวเตอร์ ร้านค้าอาจใช้คอมพิวเตอร์ ทาํ บัญชีที่ยงุ่ ยากซับซ้อน บริ ษทั ขายตัว๋ ใช้คอมพิวเตอร์ ช่วยในระบบการจองตัว๋ คอมพิวเตอร์ ช่วยในเรื่ องกิจการงานธนาคารที่มีขอ้ มูลต่าง ๆ มากมาย คอมพิวเตอร์ ช่วยงานพิมพ์เอกสารให้สวยงาม เป็ นต้น การที่คอมพิวเตอร์ ดาํ เนิ นการให้ประโยชน์ได้มากมาย มหาศาลจะอยูท่ ี่ซอฟต์แวร์ ซอฟต์แวร์ จึงเป็ นส่ วนสําคัญของระบบคอมพิวเตอร์ หากขาดซอฟต์แวร์ คอมพิวเตอร์ ก็ไม่ สามารถทํางานได้ ซอฟต์แวร์ จึงเป็ นสิ่ งที่จาํ เป็ น และมีความสําคัญมาก และเป็ นส่ วนประกอบหนึ่งที่ทาํ ให้ระบบ สารสนเทศเป็ นไปได้ตามที่ตอ้ งการ


อ.ยุทธพล ทับลา

28

……………………………………………………………………… ซอฟท์แวร์และภาษาคอมพิวเตอร์ เมื่อมนุษย์ตอ้ งการใช้คอมพิวเตอร์ ช่วยในการทํางาน มนุษย์จะต้องบอกขั้นตอนวิธีการให้คอมพิวเตอร์ ทราบ การที่บอก สิ่ งที่มนุษย์เข้าใจให้คอมพิวเตอร์ รับรู ้ และทํางานได้อย่างถูกต้อง จําเป็ นต้องมีสื่อกลาง ถ้าเปรี ยบเทียบกับ ชีวติ ประจําวันแล้ว เรามีภาษาที่ใช้ในการติดต่อซึ่ งกันและกัน เช่นเดียวกันถ้ามนุษย์ตอ้ งการจะถ่ายทอดความต้องการ ให้คอมพิวเตอร์ รับรู ้และปฏิบตั ิตาม จะต้องมีสื่อกลางสําหรับการติดต่อเพื่อให้คอมพิวเตอร์ รับรู ้ เราเรี ยกสื่ อกลางนี้วา่ ภาษาคอมพิวเตอร์ เนื่องจากคอมพิวเตอร์ทาํ งานด้วยสัญญาณทางไฟฟ้ า ใช้แทนด้วยตัวเลข 0 และ 1 ได้ ผูอ้ อกแบบ คอมพิวเตอร์ใช้ตวั เลข 0 และ 1 นี้เป็ นรหัสแทนคําสั่งในการสั่งงานคอมพิวเตอร์ รหัสแทนข้อมูลและคําสั่งโดยใช้ระบบ เลขฐานสองนี้ คอมพิวเตอร์ สามารถเข้าใจได้ เราเรี ยกเลขฐานสองที่ประกอบกันเป็ นชุดคําสั่งและใช้สั่งงาน คอมพิวเตอร์ วา่ ภาษาเครื่ อง การใช้ภาษาเครื่ องนี้ถึงแม้คอมพิวเตอร์ จะเข้าใจได้ทนั ที แต่มนุษย์ผใู ้ ช้จะมีขอ้ ยุง่ ยากมาก เพราะเข้าใจและจดจําได้ยาก จึงมีผสู้ ร้างภาษาคอมพิวเตอร์ ในรู ปแบบที่เป็ นตัวอักษร เป็ นประโยคข้อความ ภาษาใน ลักษณะดังกล่าวนี้เรี ยกว่า ภาษาคอมพิวเตอร์ ระดับสู ง ภาษาระดับสู งมีอยูม่ ากมาย บางภาษามีความเหมาะสมกับการใช้ สั่งงานการคํานวณทางคณิ ตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ บางภาษามีความเหมาะสมไว้ใช้สั่งงานทางด้านการจัดการข้อมูล ในการทํางานของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ จะแปลภาษาระดับสู งให้เป็ นภาษาเครื่ อง ดังนั้นจึงมีผพู ้ ฒั นาโปรแกรม คอมพิวเตอร์สาํ หรับแปลภาษาคอมพิวเตอร์ ระดับสู งให้เป็ นภาษาเครื่ อง โปรแกรมที่ใช้แปลภาษาคอมพิวเตอร์ระดับสู ง ให้เป็ นภาษาเครื่ องเรี ยกว่า คอมไพเลอร์ (compiler) หรื ออินเทอร์พรี เตอร์ (interpreter) คอมไพเลอร์จะทําการแปล โปรแกรมที่เขียนเป็ นภาษาระดับสู งทั้งโปรแกรมให้เป็ นภาษาเครื่ องก่อน แล้วจึงให้คอมพิวเตอร์ ทาํ งานตามภาษาเครื่ อง นั้น ส่ วนอินเทอร์ พรี เตอร์ จะทําการแปลทีละคําสั่ง แล้วให้คอมพิวเตอร์ ทาํ ตามคําสั่งนั้น เมื่อทําเสร็ จแล้วจึงมาทําการ แปลคําสั่งลําดับต่อไป ข้อแตกต่างระหว่างคอมไพเลอร์ กบั อินเทอร์ พรี เตอร์ จึงอยูท่ ี่การแปลทั้งโปรแกรมหรื อแปลทีละ คําสั่ง ตัวแปลภาษาที่รู้จกั กันดี เช่น ตัวแปลภาษาเบสิ ก ตัวแปลภาษาโคบอล ซอฟต์แวร์ หรื อโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จึง เป็ นส่ วนสําคัญที่ควบคุมการทํางานของคอมพิวเตอร์ ให้ดาํ เนินการตามแนวความคิดที่ได้กาํ หนดไว้ล่วงหน้าแล้ว คอมพิวเตอร์ ตอ้ งทํางานตามโปรแกรมเท่านั้น ไม่สามารถทํางานที่นอกเหนื อจากที่กาํ หนดไว้ในโปรแกรม ชนิดของซอฟต์ แวร์ ในบรรดาซอฟต์แวร์ หรื อโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่มีผพู ้ ฒั นาขึ้นเพื่อใช้งานกับคอมพิวเตอร์ มีมากมาย ซอฟต์แวร์ เหล่านี้ อาจได้รับการพัฒนาโดยผูใ้ ช้งานเอง หรื อผูพ้ ฒั นาระบบ หรื อผูผ้ ลิตจําหน่าย หากแบ่งแยกชนิดของซอฟต์แวร์ ตาม สภาพการทํางาน พอแบ่งแยกซอฟต์แวร์ ได้เป็ นสองประเภท คือ ซอฟต์แวร์ ระบบ (system software) และซอฟต์แวร์ ประยุกต์ (application software) ซอฟต์ แวร์ ระบบ คือซอฟต์แวร์ที่บริ ษทั ผูผ้ ลิตสร้างขึ้นมาเพื่อใช้จดั การกับระบบ หน้าที่การทํางานของซอฟต์แวร์ ระบบ คือดําเนินงานพื้นฐานต่าง ๆ ของระบบคอมพิวเตอร์ เช่น รับข้อมูลจากแผงแป้ นอักขระแล้วแปลความหมายให้ คอมพิวเตอร์เข้าใจ นําข้อมูลไปแสดงผลบนจอภาพหรื อนําออกไปยังเครื่ องพิมพ์ จัดการข้อมูลในระบบแฟ้ มข้อมูลบน หน่วยความจํารอง เมื่อเราเปิ ดเครื่ องคอมพิวเตอร์ ทันทีที่มีการจ่ายกระแสไฟฟ้ าให้กบั คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ จะ ทํางานตามโปรแกรมทันที โปรแกรมแรกที่สั่งคอมพิวเตอร์ ทาํ งานนี้ เป็ นซอฟต์แวร์ ระบบ ซอฟต์แวร์ ระบบอาจเก็บไว้ ในรอม หรื อในแผ่นจานแม่เหล็ก หากไม่มีซอฟต์แวร์ ระบบ คอมพิวเตอร์ จะทํางานไม่ได้ ซอฟต์แวร์ ระบบยังใช้เป็ น เครื่ องมือในการพัฒนาซอฟต์แวร์ อื่น ๆ และยังรวมไปถึงซอฟต์แวร์ ที่ใช้ในการแปลภาษาต่าง ๆ ซอฟต์แวร์ ประยุกต์ เป็ นซอฟต์แวร์ ที่ใช้กบั งานด้านต่าง ๆ ตามความต้องการของผูใ้ ช้ ที่สามารถนํามาใช้ประโยชน์ได้โดยตรง ปั จจุบนั มี


อ.ยุทธพล ทับลา

29

……………………………………………………………………… ผูพ้ ฒั นาซอฟต์แวร์ ใช้งานทางด้านต่าง ๆ ออกจําหน่ายมาก การประยุกต์งานคอมพิวเตอร์ จึงกว้างขวางและแพร่ หลาย เราอาจแบ่งซอฟต์แวร์ ประยุกต์ออกเป็ นสองกลุ่มคือ ซอฟต์แวร์ สาํ เร็ จ และซอฟต์แวร์ ที่พฒั นาขึ้นใช้งานเฉพาะ ซอฟต์แวร์ สาํ เร็ จในปั จจุบนั มีมากมาย เช่น ซอฟต์แวร์ ประมวลคํา ซอฟต์แวร์ตารางทํางาน ฯลฯ

ซอฟท์แวร์ ระบบ คอมพิวเตอร์ ประกอบด้วย หน่วยรับเข้า หน่วยส่ งออก หน่วยความจํา และหน่วยประมวลผล ในการทํางานของ คอมพิวเตอร์จาํ เป็ นต้องมีการดําเนินงานกับอุปกรณ์พ้นื ฐานที่จาํ เป็ น ดังนั้นจึงต้องมีซอฟต์แวร์ ระบบเพื่อใช้ในการ จัดการระบบ หน้าที่หลักของซอฟต์แวร์ระบบประกอบด้วย ใช้ในการจัดการหน่วยรับเข้าและหน่วยส่ งออก เช่น รับการกดแป้ นต่าง ๆ บนแผงแป้ นอักขระ ส่ งรหัสตัวอักษรออก ทางจอภาพหรื อเครื่ องพิมพ์ ติดต่อกับอุปกรณ์รับเข้า และส่ งออกอื่น ๆ เช่น เมาส์ อุปกรณ์สังเคราะห์เสี ยง ใช้ในการจัดการหน่วยความจํา เพื่อนําข้อมูลจากแผ่นบันทึกมาบรรจุยงั หน่วยความจําหลัก หรื อในทํานองกลับกัน คือ นําข้อมูลจากหน่วยความจําหลักมาเก็บไว้ในแผ่นบันทึก ใช้เป็ นตัวเชื่อมต่อระหว่างผูใ้ ช้งานกับคอมพิวเตอร์ สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น เช่น การขอดูรายการสารบบในแผ่น บันทึก การทําสําเนาแฟ้ มข้อมูล ซอฟต์แวร์ ระบบพื้นฐานที่เห็นกันทัว่ ไป แบ่งออกเป็ นระบบปฏิบตั ิการ และตัว แปลภาษา ซอฟต์แวร์ ทงั่ สองประเภทนี้ทาํ ให้เกิดพัฒนาการประยุกต์ใช้งานได้ง่ายขึ้น ระบบปฏิบัติการ ระบบปฏิบตั ิการ หรื อที่เรี ยกย่อ ๆ ว่า โอเอส (Operating System : OS) เป็ นซอฟต์แวร์ใช้ในการดูแลระบบคอมพิวเตอร์ เครื่ องคอมพิวเตอร์ ทุกเครื่ องจะต้องมีซอฟต์แวร์ ระบบปฏิบตั ิการนี้ ระบบปฏิบตั ิการที่นิยมใช้กนั มากและเป็ นที่รู้จกั กัน ดีเช่นดอส (Disk Operating System : DOS) วินโดวส์ (Windows) โอเอสทู (OS/2) ยูนิกซ์ (UNIX) 1) ดอส เป็ นซอฟต์แวร์ จดั ระบบงานที่พฒั นามานานแล้ว การใช้งานจึงใช้คาํ สั่งเป็ นตัวอักษร ดอสเป็ น ซอฟต์แวร์ ที่รู้จกั กันดีในหมู่ผใู ้ ช้ไมโครคอมพิวเตอร์ 2) วินโดวส์ เป็ นระบบปฏิบตั ิการที่พฒั นาต่อจากดอส เพื่อเน้นการใช้งานที่ง่ายขึ้น สามารถทํางานหลาย งานพร้อมกันได้ โดยงานแต่ละงานจะอยูใ่ นกรอบช่องหน้าต่างที่แสดงผลบนจอภาพ การใช้งานเน้นรู ปแบบกราฟิ ก ผูใ้ ช้งานสามารถใช้เมาส์เลื่อนตัวชี้ตาํ แหน่งเพื่อเลือกตําแหน่งที่ปรากฏบนจอภาพ ทําให้ใช้งานคอมพิวเตอร์ ได้ง่าย วินโดวส์จึงได้รับความนิยมในปัจจุบนั


อ.ยุทธพล ทับลา

30

……………………………………………………………………… 3) โอเอสทู เป็ นระบบปฏิบตั ิการแบบเดียวกับวินโดว์ส แต่บริ ษทั ผูพ้ ฒั นาคือ บริ ษทั ไอบีเอ็ม เป็ น ระบบปฏิบตั ิการที่ให้ผใู ้ ช้สามารถใช้ทาํ งานได้หลายงานพร้อมกัน และการใช้งานก็เป็ นแบบกราฟิ กเช่นเดียวกับ วินโดวส์ 4) ยูนิกซ์ เป็ นระบบปฏิบตั ิการที่พฒั นามาตั้งแต่ครั้งใช้กบั เครื่ องมินิคอมพิวเตอร์ ระบบปฎิบตั ิการยูนิกซ์ เป็ นระบบปฏิบตั ิการที่สามารถใช้งานได้หลายงานพร้อมกัน และทํางานได้หลาย ๆ งานในเวลาเดียวกัน ยูนิกซ์จึงใช้ได้ กับเครื่ องที่เชื่อมโยงและต่อกับเครื่ อปลายทางได้หลายเครื่ องพร้อมกัน ระบบปฏิบตั ิการยังมีอีกมาก โดยเฉพาะ ระบบปฏิบตั ิการที่ใช้ในเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อให้คอมพิวเตอร์ ทาํ งานร่ วมกันเป็ นระบบ เช่น ระบบปฏิบตั ิการ เน็ตแวร์ วินโดว์สเอ็นที ตัวแปลภาษา ในการพัฒนาซอฟต์แวร์จาํ เป็ นต้องมีซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการแปลภาษาระดับสู ง เพื่อแปลภาษาระดับสู งให้เป็ น ภาษาเครื่ อง ภาษาระดับสู งมีหลายภาษา ภาษาระดับสู งเหล่านี้สร้างขึ้นเพื่อให้ผเู ้ ขียนโปรแกรมเขียนชุดคําสัง่ ได้ง่าย เข้าใจได้ ตลอดจนถึงสามารถปรับปรุ งแก้ไขซอฟต์แวร์ ในภายหลังได้ ภาษาระดับสู งที่พฒั นาขึ้นมาทุกภาษาจะต้องมีตวั แปลภาษาสําหรับแปลภาษา ภาษาระดับสู งซึ่ งเป็ นที่รู้จกั และนิยมกัน มากในปั จจุบนั เช่น ภาษาปาสคาล ภาษาเบสิ ก ภาษาซี และภาษาโลโก 1) ภาษาปาสคาล เป็ นภาษาสั่งงานคอมพิวเตอร์ ที่มีรูปแบบเป็ นโครงสร้าง เขียนสั่งงานคอมพิวเตอร์ เป็ น กระบวนความ ผูเ้ ขียนสามารถแบ่งแยกงานออกเป็ นชิ้นเล็ก ๆ แล้วมารวมกันเป็ นโปรแกรมขนาดใหญ่ได้ 2) ภาษาเบสิ ก เป็ นภาษาที่มีรูปแบบคําสั่งไม่ยงุ่ ยาก สามารถเรี ยนรู ้และเข้าใจได้ง่าย มีรูปแบบคําสั่งพื้นฐาน ที่สามารถนํามาเขียนเรี ยงต่อกันเป็ นโปรแกรมได้ 3) ภาษาซี เป็ นภาษาที่เหมาะสําหรับใช้ในการพัฒนาซอฟต์แวร์อื่น ๆ ภาษาซีเป็ นภาษาที่มีโครงสร้าง คล่องตัวสําหรับการเขียนโปรแกรมหรื อให้คอมพิวเตอร์ ติดต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ 4) ภาษาโลโก เป็ นภาษาที่เหมาะสําหรับการเรี ยนรู้และเข้าใจหลักการโปรแกรมภาษาโลโกได้รับการ พัฒนาสําหรับเด็ก นอกจากภาษาที่กล่าวถึงแล้ว ยังมีภาษาคอมพิวเตอร์ ที่ใช้กนั อยูใ่ นปั จจุบนั อีกมากมายหลายภาษา เช่น ภาษาฟอร์แทรน ภาษาโคบอล ภาษาอาร์พีจี ซอฟท์ แวร์ ประยุกต์ การที่เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ได้พฒั นาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ ว โดยเฉพาะการที่มีคอมพิวเตอร์ ขนาดเล็ก ทําให้มีการใช้งานคล่องตัวขึ้น จนในปั จจุบนั สามารถนําคอมพิวเตอร์ ขนาดเล็ก ติดตัวไปใช้งานในที่ต่าง ๆ ได้สะดวก การใช้งานคอมพิวเตอร์ ตอ้ งมีซอฟตืแวร์ ประยุกต์ ซึ่ งอาจเป็ นซอฟต์แวร์ สาํ เร็ จที่มีผพู ้ ฒั นาเพื่อใช้งานทัว่ ไป ทําให้ทาํ งานได้สะดวกขึ้น หรื ออาจเป็ นซอฟต์แวร์ ใช้งานเฉพาะ ซึ่ งผูใ้ ช้เป็ นผูพ้ ฒั นาขึ้นเองเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพ การทํางานของตน ซอฟต์ แวร์ สาเร็จ ในบรรดาซอฟต์แวร์ ประยุกต์ที่มีใช้กนั ทัว่ ไป ซอฟต์แวร์สาํ เร็ จ (package) เป็ นซอฟต์แวร์ที่มีความ นิยมใช้กนั สู งมาก ซอฟต์แวร์ สาํ เร็ จเป็ นซอฟต์แวร์ ที่บริ ษทั พัฒนาขึ้น แล้วนําออกมาจําหน่าย เพื่อให้ผใู ้ ช้งานซื้ อไป ใช้ได้โดยตรง ไม่ตอ้ งเสี ยเวลาในการพัฒนาซอฟต์แวร์ อีก ซอฟต์แวร์ สาํ เร็ จที่มีจาํ หน่ายในท้องตลาดทัว่ ไป และเป็ นที่ นิยมของผูใ้ ช้มี 5 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ซอฟต์แวร์ ประมวลคํา (word processing software) ซอฟต์แวร์ตารางทํางาน (spread sheet software) ซอฟต์แวร์จดั การฐานข้อมูล (data base management software) ซอฟต์แวร์นาํ เสนอ (presentation software) และซอฟต์แวร์สื่อสารข้อมูล (data communication software)


อ.ยุทธพล ทับลา

31

……………………………………………………………………… 1) ซอฟต์แวร์ ประมวลคํา เป็ นซอฟต์แวร์ ประยุกต์ใช้สาํ หรับการพิมพ์เอกสาร สามารถแก้ไข เพิ่ม แทรก ลบ และจัดรู ปแบบเอกสารได้อย่างดี เอกสารที่พิมพ์ไว้จดั เป็ นแฟ้ มข้อมูล เรี ยกมาพิมพ์หรื อแก้ไขใหม่ได้ การพิมพ์ออก ทางเครื่ องพิมพ์ก็มีรูปแบบตัวอักษรให้เลือกหลายรู ปแบบ เอกสารจึงดูเรี ยบร้อยสวยงาม ปั จจุบนั มีการเพิ่มขีด ความสามารถของซอฟต์แวร์ ประมวลคําอีกมากมาย ซอฟต์แวร์ ประมวลคําที่นิยมอยูใ่ นปั จจุบนั เช่น วินส์เวิร์ดจุฬา จารึ กโลตัสเอมิโปร 2) ซอฟต์แวร์ ตารางทํางาน เป็ นซอฟต์แวร์ ที่ช่วยในการคิดคํานวณ การทํางานของซอฟต์แวร์ ตารางทํางาน ใช้หลักการเสมือนมีโต๊ะทํางานที่มีกระดาษขนาดใหญ่วางไว้ มีเครื่ องมือคล้ายปากกา ยางลบ และเครื่ องคํานวณเตรี ยม ไว้ให้เสร็ จ บนกระดาษมีช่องให้ใส่ ตวั เลข ข้อความหรื อสู ตร สามารถสั่งให้คาํ นวณตามสู ตรหรื อเงื่อนไขที่กาํ หนด ผูใ้ ช้ ซอฟต์แวร์ตารางทํางานสามารถประยุกต์ใช้งานประมวลผลตัวเลขอื่น ๆ ได้กว้างขวาง ซอฟต์แวร์ตารางทํางานที่นิยม ใช้ เช่น เอกเซล โลตัส 3) ซอฟต์แวร์ จดั การฐานข้อมูล การใช้คอมพิวเตอร์ อย่างหนึ่งคือการใช้เก็บข้อมูล และจัดการกับข้อมูลที่ จัดเก็บในคอมพิวเตอร์ จึงจําเป็ นต้องมีซอฟต์แวร์ จดั การข้อมูล การรวบรวมข้อมูลหลาย ๆ เรื่ องที่เกี่ยวข้องกันไว้ใน คอมพิวเตอร์ เราก็เรี ยกว่าฐานข้อมูล ซอฟต์แวร์ จดั การฐานข้อมูลจึงหมายถึงซอฟต์แวร์ ที่ช่วยในการเก็บ การเรี ยกค้นมา ใช้งาน การทํารายงาน การสรุ ปผลจากข้อมูล ซอฟต์แวร์ จดั การฐานข้อมูลที่นิยมใช้ เช่น เอกเซส ดีเบส พาราด็อก ฟ๊ อก เบส 4) ซอฟต์แวร์นาํ เสนอ เป็ นซอฟต์แวร์ที่ใช้สาํ หรับนําเสนอข้อมูล การแสดงผลต้องสามารถดึงดูดความ สนใจ ซอฟต์แวร์ เหล่านี้ จึงเป็ นซอฟต์แวร์ ที่นอกจากสามารถแสดงข้อความในลักษณะที่จะสื่ อความหมายได้ง่ายแล้ว จะต้องสร้างแผนภูมิ กราฟ และรู ปภาพได้ ตัวอย่างของซอฟต์แวร์ นาํ เสนอ เช่น เพาเวอร์พอยต์ โลตัสฟรี แลนซ์ ฮาร์ วาร์ ดกราฟิ ก 5) ซอฟต์แวร์ สื่อสารข้อมูล ซอฟต์แวร์ สื่อสารข้อมูลนี้หมายถึงซอฟต์แวร์ ที่จะช่วยให้ไมโครคอมพิวเตอร์ ติดต่อสื่ อสารกับเครื่ องคอมพิวเตอร์ อื่นในที่ห่างไกล โดยผ่านทางสายโทรศัพท์ ซอฟต์แวร์ สื่อสารใช้เชื่ อมโยงต่อเข้ากับ ระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ เช่น อินเทอร์ เน็ต ทําให้สามารถใช้บริ การอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ สามารถใช้รับส่ งไปรษณี ย ์ อิเล็กทรอนิกส์ ใช้โอนย้ายแฟ้ มข้อมูล ใช้แลกเปลี่ยนข้อมูล อ่านข่าวสาร นอกจากนี้ยงั ใช้ในการเชื่อมเข้าหา มินิคอมพิวเตอร์หรื อเมนเฟรม เพื่อเรี ยกใช้งานจากเครื่ องเหล่านั้นได้ ซอฟต์แวร์ สื่อสารข้อมูลที่นิยมมีมากมายหลาย ซอฟต์แวร์ เช่น โปรคอม ครอสทอล์ค เทลิก ซอฟต์ แวร์ ใช้ งานเฉพาะ การประยุกต์ใช้งานด้วยซอฟต์แวร์ สาํ เร็ จมักจะเน้นการใช้งานทัว่ ไป แต่อาจจะนํามาประยุกต์โดยตรงกับงานทางธุ รกิจ บางอย่างไม่ได้ เช่นในกิจการธนาคาร มีการฝากถอนเงิน งานทางด้านบัญชี หรื อในห้างสรรพสิ นค้าก็มีงานการขาย สิ นค้า การออกใบเสร็ จรับเงิน การควบคุมสิ นค้าคงคลัง ดังนั้นจึงต้องมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ ใช้งานเฉพาะสําหรับงาน แต่ละประเภทให้ตรงกับความต้องการของผูใ้ ช้แต่ละราย ซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะมักเป็ นซอฟต์แวร์ที่ผพู้ ฒั นาต้องเข้าไปศึกษารู ปแบบการทํางานหรื อความต้องการของธุ รกิจนั้น ๆ แล้วจัดทําขึ้น โดยทัว่ ไปจะเป็ นซอฟต์แวร์ ที่มีหลายส่ วนรวมกันเพื่อร่ วมกันทํางาน ซอฟต์แวร์ ใช้งานเฉพาะที่ใช้กนั ในทางธุ รกิจ เช่น ระบบงานทางด้านบัญชี ระบบงานจัด จําหน่าย ระบบงานในโรงงานอุตสาหกรรม บริ หารการเงิน และการเช่าซื้ อ ความ


อ.ยุทธพล ทับลา

32

……………………………………………………………………… ต้องการของการใช้คอมพิวเตอร์ ในงานทางธุ รกิจยังมีอีกมาก ดังนั้นจึงต้องมีความต้องการผูพ้ ฒั นาซอฟต์แวร์ เพื่อพัฒนา ซอฟต์แวร์ ใช้งานเฉพาะต่าง ๆ อีกมากมาย บุคลากรทางคอมพิวเตอร์ ( Peopleware )บุคลากรทางคอมพิวเตอร์ หมายถึง คนที่มีความรู้ความสามารถในการใช้งาน หรื อควบคุมการทํางานของคอมพิวเตอร์ เป็ นไปอย่างราบรื่ น อาจจะประกอบไปด้วยคนเพียงคนเดียวหรื อหลายคน ช่วยกันรับผิดชอบ ทั้งนี้ข้ ึนอยูก่ บั ขนาดและโครงสร้างของหน่วยงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ น้ นั ๆ ตัวอย่างบุคลากรทาง คอมพิวเตอร์ มีดงั นี้ นักวิเคราะห์และออกแบบระบบ นักพัฒนาโปรแกรม วิศวกร อื่นๆ ผูป้ ฏิบตั ิหน้าที่เกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ ระบบปฏิบัติการ (Operating System ) ความหมายของ ระบบปฏิบัติการ ระบบปฏิบตั ิการ หมายถึง โปรแกรมหรื อชุดคําสั่งที่ใช้ควบคุมการทํางานของเตรื่ องคอมพิวเตอร์ เช่น โปรแกรม Windows 95 , 98,XP หน้ าที่ของระบบปฏิบัติการ 1. จัดการเกี่ยวกับไฟล์ 2. การจัดการเกี่ยวกับอุปกรณ์ INPUT/OUTPUT 3. การจัดการหน่วยความจํา 4. การจัดการเกี่ยวกับโปรแกรมประยุกต์ 5 . การจัดลําดับความสําคัญก่อนหลังในการทํางานของผูใ้ ช้เครื่ องคอมพิวเตอร์ ทําความรู้จกั DOS และ Windows รุ่ นต่าง ๆ ในเบื้องต้น Windows ต่าง ๆ ที่มีใช้งานกันอยู่ ทั้งในอดีตและปั จจุบนั โดยจะเขียนเพื่อเป็ นข้อมูลคร่ าว ๆ สําหรับทําความรู ้จกั กับ Windows รุ่ นต่าง ๆ ที่เรา ๆ ใช้งานกันอยู่ DOS ระบบปฏิบตั ิการรุ่ นแรก ๆ สมัยแรกเริ่ ม การใช้งานเครื่ องคอมพิวเตอร์ จะมีการทํางานบนระบบปฏิบตั ิการที่เรี ยกว่า DOS (Disk Operation System) ซึ่ งการทํางานส่ วนใหญ่ จะเป็ นการทํางานโดยการใช้คาํ สั่งทีละบรรทัดผ่านระบบ Commanf Line เช่นเมื่อ ต้องการ copy ไฟล์ ก็ตอ้ งสั่งว่า copy file1.txt file2 txt เป็ นต้น ในส่ วนของการใช้งาน DOS จะมีการพัฒนามาเรื่ อย ๆ จนสุ ดท้ายที่เห็นคือ DOS Version 6.xx โดยที่ได้ทาํ การปรับปรุ ง เปลี่ยนแปลงการทํางานมาตลอดเวลา ในด้านการเพิม่ ความสามารถต่าง ๆ เช่น การรองรับกับการจัดการหน่วยความจําที่มากขึ้น การรองรับฮาร์ ดดิสก์ที่มีความจุมากขึ้น และ อื่น ๆ Windows 3.1 ระบบปฏิบัติการแบบ 16 bit ต่อมา ก็มีการพัฒนาโปรแกรมสําเร็ จรู ป เพื่อให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น เรี ยกว่า Windows ซึ่งใน Windows รุ่ นแรก ๆ จะเป็ น การทํางานแบบ 16 bit มีการพัฒนาต่อมาเรื่ อย ๆ โดยรุ่ นสุ ดท้ายมีชื่อเรี ยกว่า Windows 3.1 ซึ่งจะยังมีการทํางานใน ลักษณะที่ตอ้ งใช้ DOS เป็ นระบบปฏิบตั ิการอยู่ แต่การใช้งานต่าง ๆ ก็จะดูง่ายขึ้น และสามารถรองรับการทํางานแบบ Multitasking ได้ (เป็ นการทํางานหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน) Windows 3.1 นี้เป็ นที่นิยมใช้งานกันมากในสมัยนั้น เพราะเป็ นครั้งแรก ที่มีการใช้งานระบบปฏิบตั ิการแบบ Graphic User Interface คือทํางานกับรู ปภาพ ใช้เมาส์คลิกเลือก การทํางานตามต้องการ ไม่ตอ้ งมาพิมพ์คาํ สั่งทีละคําสั่งนัน่ เอง


อ.ยุทธพล ทับลา

33

……………………………………………………………………… Windows95 ระบบปฏิบัติการแบบ 32 bit Windows95 ได้มีการออกมาให้ใช้งานกันในเวลาต่อมา โดยทําการปรับปรุ งรู ปแบบหน้าตาของ Windows ใหม่ ทั้งหมด เป็ นที่ฮือฮา ในวงการนักเล่นคอมพิวเตอร์ อยูพ่ กั หนึ่ง ระบบปฏิบตั ิการ จะใช้ตวั Windows แทน DOS ตัวเก่า แต่ยงั สามารถใช้งาน DOS ได้ปกติ โดยจะเป็ นการทํางานแบบ 32 bit สามารถรองรับกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้มากขึ้น รู ปแบบกราฟฟิ ค ที่สวยงามขึ้น แต่ก็พบปั ญหาในการใช้งานค่อนข้างมาก หลาย ๆ คนไม่ยอมใช้ Windows 95 ตัวนี้ แต่ ยังคงใช้งาน Windows 3.1 กันต่อไป Windows 95 ที่ออกมาครั้งแรก ๆ จึงยังไม่เป็ นที่นิยมกันมากนัก โดยที่ต่อมาก็มี การออก Windows 95 OSR2 เพื่อแก้ไขปั ญหาต่าง ๆ ที่พบในรุ่ นเดิม และเพิ่มเติมความสามารถการใช้งาน FAT32 เพื่อให้ใช้งานฮาร์ดดิสก์ที่มีขนาดใหญ่ ๆ ได้ดว้ ย Windows98 กับการใช้งานที่ดีข้ ึน Windows98 เป็ นรุ่ นต่อมาของ Windows ที่ออกมาให้ได้ใช้กนั มีการปรับปรุ งหน้าตา และการทํางานให้สวยงาม และ น่าใช้งานมากขึ้น โดยจะมีการนําเอาโปรแกรมเล่นอินเตอร์ เน็ต IE4 (Internet Explorer 4.0) แถมมาให้ดว้ ย สามารถ รองรับการทํางานของอุปกรณ์ใหม่ ๆ ของคอมพิวเตอร์ ได้มากขึ้น แต่หลาย ๆ คนก็ยงั บอกว่า มักจะมีปัญหาบ่อย ๆ ใน การใช้งาน IE4 ที่มีแถมมาให้ใน Windows รุ่ นนี้ โดยรวมก็เรี ยกได้วา่ เป็ นระบบปฏิบตั ิการที่มีผใู ้ ช้งานมากทีเดียว ต่อมาก็มีการออก Windows 98 SE (Second Editor) โดยทําการปรับปรุ งและแก้ไขปั ญหาต่าง ๆ ที่พบใน Windows 98 รุ่ นแรก ๆ (หลายคนบอกว่า ยิ่งเป็ นปั ญหามากกว่ารุ่ นเก่าเสี ยอีก) และมีการแถม IE5.0 มาให้แทน IE4.0 ด้วย WindowsMe ของใหม่ที่เพิ่งออกมา WindowsMe (Millenium Edition) เป็ นภาคต่อมาของ Windows 98 ซึ่ งเพิ่มจะออกมาแบบสด ๆ ร้อน ๆ มีการ เปลี่ยนแปลงหน้าตาไปค่อนข้างมาก และเท่าที่ทราบ รุ่ นภาษาไทย เพิ่งจะมีออกมา (ก.ย. 2543) รายละเอียดต่าง ๆ เท่าที่ ทราบคือ มีการติดตั้ง DirectX และ Windows Media Player รุ่ นใหม่ ๆ มาให้เลย เน้นการใช้งานแบบ Multimedia มาก ขึ้น นับว่าเป็ น Windows รุ่ นใหม่สุดที่มีใช้งานกันขณะนี้ แต่คงจะยังมีผใู ้ ช้งานกันไม่มากนัก Windows2000 ที่หลายคนเข้าใจผิด ในส่ วนของระบบปฏิบตั ิการ อีกระบบหนึ่ง คือ Windows NT ซึ่ งส่ วนใหญ่จะเป็ นการใช้งานกันในส่ วนของ Server ก็ มีการพัฒนากันไปเรื่ อย ๆ โดยที่ไม่นานนี้ ก็มีการออก Windows 2000 ซึ่ งหลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าเป็ น Windows รุ่ น ใหม่ต่อจาก Windows 98 แต่ไม่ใช่ Windows 2000 เป็ นรุ่ นใหม่ของ Windows NT โดยที่ระบบการทํางานต่าง ๆ ก็จะ เน้นไปทางด้านของ Server เหมือนเดิม ระบบปฏิบัติการ Windows 95 , 98,XP จุดเด่นของโปรแกรม Windows 95 , 98,XP คือลักษณะการใช้งานง่าย มีการติดต่อกับผูใ้ ช้งานแบบกราฟิ ก

เม้ าส์ ( Mouse ) เมาส์ คือ อุปกรณ์ช่วยในการชี้ตาํ แหน่งบนจอภาพ มีลกั ษณะเป็ น แต่ตวั ชี้เมาส์อาจมีรูปแบบ ที่แตกต่างไปจากเดิม ซึ่ ง ขึ้นอยูก่ บั สภาวะในการใช้งานต่าง บนระบบปฏบัติการ Windows การใช้ งานเมาส์ ปุ่ มบนเมาส์อาจมี 2 หรื อ 3 ปุ่ ม ซึ่ งขึ้นอยูก่ บั รุ่ น และยีห่ อ้ ของเมาส์ แต่การใช้งาน Windows ทัว่ ไป เราใช้เพียง 2 ปุ่ ม วิธีการใช้ เมาส์


อ.ยุทธพล ทับลา

34

………………………………………………………………………

การใช้เม้าส์ 1. การคลิก ( Click หรื อ Left Click ) กดปุ่ มเม้าส์ดา้ นซ้าย 1 ครั้ง ตรงวัตถุ หรื อรู ปภาพ หรื อ เริ่ มต้นพิมพ์เอกสาร แล้วปล่อยเม้าส์ 2. การดับเบิ้ลคลิก (Double Click ) เป็ นการกดปุ่ มเม้าส์ปุ่มซ้ายติดกันเร็ วๆ 2 ครั้ง ที่จุดเลือก เหมือนเป็ นการสั่งให้จุดนั้นทํางาน 3. การคลิกปุ่ มขวา ( Right Click ) เป็ นการคลิกเม้าส์ที่ปุ่มขวา เพื่อแสดงเมนุของจุดที่เลือก เพื่อเลืกใช้คาํ สั่งในการทํางาน 4. การลากแล้วปล่อย ( Drag & Drop ) คลิกเม้าส์ที่รูปภาพ หรื อ วัตถุ แล้วกดค้างไว้เลื่อนเม้าส์ไปยังตําแหน่งอื่น แล้ว ปล่อยเม้าส์ จุดที่เลือกนั้นจะตามมาอยูต่ าํ แหน่งนั้นๆ ทันที

การใช้ งานปุ่ มบนคีย์บอร์ ด


อ.ยุทธพล ทับลา

35

……………………………………………………………………… ใช้ในการสลับภาษา เมื่อกดปุ่ มนี้จะเปลี่ยนโหมดการพิมพ์จาก ไทยเป็ นอังกฤษ หรื อ อังกฤษเป็ นไทย ตัวอย่างคีย ์ สภาวะปกติเมื่อพิมพ์ขอ้ มูลจะได้ตวั อักษรอังกฤษ ตัวพิมพ์เล็ก ถ้าต้องการเป็ นตัวพิมพ์ใหญ่ตอ้ งกดปุ่ ม Shift ร่ วมด้วย ต้องการพิมพ์อกั ษรไทย ต้องกดคียส์ ลับภาษาก่อน 1 ครั้ง เมื่อกดคีย ์ เดิมจะได้ตวั อักษรไทยด้านล่างออกมา เมื่อต้องการพิมพ์ตวั อักษรไทยด้านบน ต้องกดปุ่ ม Shift ร่ วมด้วย ใช้ในการยกแป้ นหรื อยกแคร่ เหมือนกับเครื่ องพิมพ์ดีด ใช้ร่วมกับ คียป์ กติในการพิมพ์ อักษร หรื อใช้ร่วมกับโปรแกรมต่าง ๆ ใช้เป็ น การเลือกจุดต่าง ๆ คียค์ วบคุม ใช้ในการควบคุมการทํางานอย่างใดอย่างหนึ่งของแต่ ละโปรแกรม คียใ์ ช้สาํ หรับล็อกคีย ์ Shift ให้คา้ งไว้ หรื อล็อกแคร่ นนั่ เอง คียใ์ ช้สาํ หรับ ลบข้อมูลต่าง ๆ เช่น ตัวอักษร วัตถุที่เลือก ด้านหลัง จุดกระพริ บของเมาส์ คียใ์ ช้สาํ หรับ ลบข้อมูลต่าง ๆ เช่น ตัวอักษร วัตถุที่เลือก ด้านหน้า จุดกระพริ บของเมาส์ คียล์ ็อกตัวเลข ถ้าพิมพ์ชุดคียต์ วั เลขด้านขวามือ แล้วไม่มีตวั เลขใด ขึ้นให้กดคียน์ ้ ี 1 ครั้ง เพื่อให้มีไฟสี เขียวติดที่ Num lock คีย ์ Space Bar หรื อคานเคาะมีใช้คียเ์ มื่อต้องการเว้นวรรค

Windows Windows95 ระบบปฏิบตั ิการแบบ 32 bit Windows95 ได้มีการออกมาให้ใช้งานกันในเวลาต่อมา โดยทําการปรับปรุ งรู ปแบบหน้าตาของ Windows ใหม่ ทั้งหมด เป็ นที่ฮือฮา ในวงการนักเล่นคอมพิวเตอร์ อยูพ่ กั หนึ่ง ระบบปฏิบตั ิการ จะใช้ตวั Windows แทน DOS ตัวเก่า แต่ยงั สามารถใช้งาน DOS ได้ปกติ โดยจะเป็ นการทํางานแบบ 32 bit สามารถรองรับกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้มากขึ้น รู ปแบบกราฟฟิ ค ที่สวยงามขึ้น แต่ก็พบปั ญหาในการใช้งานค่อนข้างมาก หลาย ๆ คนไม่ยอมใช้ Windows 95 ตัวนี้ แต่ ยังคงใช้งาน Windows 3.1 กันต่อไป Windows 95 ที่ออกมาครั้งแรก ๆ จึงยังไม่เป็ นที่นิยมกันมากนัก โดยที่ต่อมาก็มี


อ.ยุทธพล ทับลา

36

……………………………………………………………………… การออก Windows 95 OSR2 เพื่อแก้ไขปั ญหาต่าง ๆ ที่พบในรุ่ นเดิม และเพิ่มเติมความสามารถการใช้งาน FAT32 เพื่อให้ใช้งานฮาร์ ดดิสก์ที่มีขนาดใหญ่ ๆ ได้ดว้ ย Windows98 กับการใช้งานที่ดีข้ ึน Windows98 เป็ นรุ่ นต่อมาของ Windows ที่ออกมาให้ได้ใช้กนั มีการปรับปรุ งหน้าตา และการทํางานให้สวยงาม และ น่าใช้งานมากขึ้น โดยจะมีการนําเอาโปรแกรมเล่นอินเตอร์ เน็ต IE4 (Internet Explorer 4.0) แถมมาให้ดว้ ย สามารถ รองรับการทํางานของอุปกรณ์ใหม่ ๆ ของคอมพิวเตอร์ ได้มากขึ้น แต่หลาย ๆ คนก็ยงั บอกว่า มักจะมีปัญหาบ่อย ๆ ใน การใช้งาน IE4 ที่มีแถมมาให้ใน Windows รุ่ นนี้ โดยรวมก็เรี ยกได้วา่ เป็ นระบบปฏิบตั ิการที่มีผใู้ ช้งานมากทีเดียว ต่อมาก็มีการออก Windows 98 SE (Second Editor) โดยทําการปรับปรุ งและแก้ไขปั ญหาต่าง ๆ ที่พบใน Windows 98 รุ่ นแรก ๆ (หลายคนบอกว่า ยิง่ เป็ นปั ญหามากกว่ารุ่ นเก่าเสี ยอีก) และมีการแถม IE5.0 มาให้แทน IE4.0 ด้วย

รู ปส่ วนประกอบ การ Shutdown และหลักของการปิ ดเครื่ องคอมพิวเตอร์ อย่างถูกวิธ ในการใช้งานระบบปฏิบตั ิการที่เป็ น Windows ต่าง ๆ เช่น Windows95/98 หรื อ WindowsMe จะเป็ นการใช้งาน โดย การเรี ยกอ่านข้อมูลต่าง ๆ จากฮาร์ ดดิสก์ และนํามาประมวลผลเพื่อใช้งาน และจะมีขอ้ มูลบางส่ วน ที่ตอ้ งทําการเขียน กลับลงไปใน ฮาร์ ดดิสก์ดว้ ย ในตลอดระยะเวลาที่เราใช้งาน Windows อยูน่ ้ นั ดังนั้น เมื่อสิ้ นสุ ดการใช้งานแล้ว ควรที่ จะสัง่ Shutdown ก่อนที่จะปิ ดเครื่ องเสมอ เพื่อให้ระบบทําการเคลียร์ พ้นื ที่ต่าง ๆ ของฮาร์ ดดิสก์ให้เรี ยบร้อยเสี ยก่อน ที่ จะมีการปิ ดไฟเข้าเครื่ องจริ ง ๆ และนอกจากนั้น การที่เราสั่ง Shutdown จะเป็ นการบอกให้ฮาร์ ดดิสก์ เตรี ยมพร้อม สําหรับการ หยุดทํางานต่าง ๆ อีกด้วย หากสังเกตุให้ดี เมื่อเราทําการสั่ง Shutdown จะมีเสี ยงฮาร์ ดดิสก์ดงั ติ๊ก เบา ๆ และมอเตอร์ ของฮาร์ ดดิสก์ ก็จะหยุดทํางานทันที เหมือนกับการปิ ดฮาร์ ดดิสก์ แต่ถา้ หากเมื่อไรก็ตามที่เรากดปุ่ มสวิทช์ เพื่อปิ ดเครื่ อง โดยไม่ได้มีการสั่ง Shutdown จะได้ยนิ เสี ยง ของฮาร์ ดดิสก์หมุนค้างต่อเนื่ องไปดัง ติ้ววววว แล้วค่อย ๆ


อ.ยุทธพล ทับลา

37

……………………………………………………………………… เงียบ นัน่ คือ วิธีการที่ไม่ถูกต้อง คือเหมือนกับว่า ฮาร์ ดดิสก์น้ นั ยังทํางานต่อเนื่ อง แต่อยู่ ๆ ก็ไปปิ ดไฟที่จะจ่ายให้กบั ฮาร์ ดดิสก์เฉย ๆ อาจจะเป็ นสาเหตุให้ อายุการใช้งานของฮาร์ ดดิสก์น้ นั ลดลงหรื อเกิดการเสี ยหายได้ง่ายขึ้น การสั่ง Shutdown ปิ ดเครื่ องให้ถูกวิธี เมนูของการสัง่ Shutdown จะอยูท่ ี่ Start Menu และเลือกที่ Shutdown ตามตัวอย่างดังรู ป

==>

เมื่อสั่ง Shutdown จะมีเมนูเลือกว่าจะทําการ Shutdown แบบไหน หากต้องการปิ ดเครื่ องไปเลยก็เลือกที่ Shut down แต่ถา้ หากต้องการบูทเครื่ องใหม่ก็เลือกที่ Restart หรื อหากต้องการเข้าไปสู่ DOS ก็เลือกที่ Restart in MS-DOS mode สําหรับเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่มีระบบจ่ายไฟแบบ ATX เมื่อสัง่ Shutdown แล้วเครื่ องจะสามารถทําการ ปิ ดสวิทช์ไฟ ของเครื่ องคอมพิวเตอร์ ได้โดยอัตโนมัติทนั ที แต่ถา้ หากเป็ นระบบจ่ายไฟแบบ AT หรื อเครื่ องรุ่ นเก่า ๆ หลังจากที่สั่ง Shutdown ไปแล้วจะต้องรอสักครู่ ให้ข้ ึนข้อความว่า It's now your safe to turn off your computer ก่อนจึงค่อยปิ ด สวิทช์ไฟของเครื่ องคอมพิวเตอร์ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าปิ ดเครื่ องโดยไม่ Shutdown หากเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ขึ้นมา ทําให้เครื่ องคอมพิวเตอร์ ปิดลงโดยที่ไม่ได้มีการสัง่ Shutdown อย่างถูกต้อง เมื่อเปิ ด เครื่ องคอมพิวเตอร์ ขึ้นมาใช้งานในครั้งต่อไป เครื่ องจะมีการตรวจสอบความเสี ยหายของฮาร์ ดดิสก์ก่อน โดยการสั่งทํา Scandisk เพื่อตรวจสอบฮาร์ ดดิสก์ต่าง ๆ หลังจากนั้นจึงจะเรี ยกระบบ Windows ขึ้นมาใช้งานตามปกติ

วิธีการเข้าสู่ โปรแกรมโดยการดับเบิ้ลคลิกที่รูปด���งต่อไปนี้


อ.ยุทธพล ทับลา

38

……………………………………………………………………… ส่ วนประกอบหลักของโปรแกรม My Computer 1 คือ Control Menu ใช้ควบคุมหน้าต่างโปรแกรมได้ 2 คือ Title bar แถบชื่อของโปรแกรม 3 คือ ปุ่ มควบคุมหน้าต่างโปรแกรม 4 คือ Menu bar แถบเมนูของโปรแกรม 5 คือ พื้นที่วาง รู ป Icon และ Folder แหล่งเก็บข้อมูลต่าง ๆ

Icon / File / Folder ไอคอน คือสัญลักษณ์รูปภาพที่เป็ นแหล่งเก็บ/อ่านข้อมูล หรื อไดรว์ของข้อมูล ไฟล์ คือข้อมูลต่าง ๆอาจอยูใ่ นรู ปของข้อมูล ภาพ เสี ยง เอกสาร อื่น ๆ โฟลเดอร์ คือห้องหรื อแฟ้ มเก็บข้อมูลหรื ออาจจะเป็ น แฟ้ มรวบรวมเกี่ยวกับการเซ็ทค่าของระบบด้วย

Open Icon / File / Folder การเปิ ด Icon , File , Folder วัตถุประสงค์เพื่อเข้าไปดูขอ้ มูลในจุดหรื อแหล่งที่เราเลือกมีวธิ ี การง่าย ๆ คือเมื่อต้องการจะ ดูอะไรที่ไหนก็ให้นาํ เม้าส์ไปดับเบิ้ลคลิกที่จุดนั้น ๆ แค่น้ ีก็เป็ นการเข้าไปดูขอ้ มูลแล้ว ในการดูไฟล์ต่าง ๆเมื่อเราทําการ ดับเบิล้ คลิกที่ไฟล์น้ นั ไฟล์ก็จะเปิ ดตัวให้เรารู ้วา่ เป็ นข้อมูลอะไร เช่น ข้อมูลภาพก็จะแสดงภาพ ข้อมูลเสี ยงก็จะเป็ นเสี ยง หรื อถ้าเป็ นข้อมูลเอกสารก็จะเป็ นข้อความตัวอักษรต่าง ๆ เป็ นต้น

Floppy Disk


อ.ยุทธพล ทับลา

……………………………………………………………………… Floppy Disk คือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อย่างหนึ่งจัดอยูใ่ นประเภทอุปกรณ์หน่วยความจําสํารองปั จจุบนั เรานิยมใช้ แผ่นฟล็อปปี้ ดิสก์ขนาด 3.5 " มีความจุเท่ากับ 1.44 MB หรื อสามารถเก็บข้อมูลได้ประมาณ 1,440,000 ตัวอักษร

ด้านหน้าของ Floppy Disk 1 Jacket คือ พลาสติกหุ ม้ ดิสก์ 2 Shutter คือ หน้าต่างปิ ดช่องอ่านดิสก์ 3 Label คือ ป้ ายชื่อเป็ นกระดาษสติกเกอร์

ด้านหลังของ Floppy Disk 4 Write Protect ตัวเลื่อนป้ องกันการลบและการบันทึกข้อมูลกับดิสก์ จากรู ป เลื่อนขึ้น = ล็อคแผ่น เลื่อนลง = ปลดล็อค

วิธีการ Format คลิกขวาที่ 3.5 Floppy A: + คลิกซ้ายเมนู Format จากรู ปเลือกหัวข้อต่าง ๆ ที่ตอ้ งการ 1 เลือกความจุของแผ่นดิสก์

39


อ.ยุทธพล ทับลา

40

……………………………………………………………………… 2 เลือกชนิดของการ Format 3 ตั้งชื่อแผ่นดิสก์ 4 Start คลิกเพื่อสั่งให้ Format 5 สถานะการ Format

รายงานหลังการ Format ควรสังเกตุบรรทัดที่ 3 ต้องเป็ น 0 Bytes in bad sectors เพราะเป็ นจุดที่แสดงให้เห็น ว่าไม่มีจุดเสี ยบนเนื้อที่ของดิสก์ Copy Disk Copy Disk คือ การคัดลอกข้อมูลระหว่างดิสก์โดยผลลัพธ์ที่ได้น้ นั ดิสก์ท้ งั 2 จะมี ข้อมูลเหมือนกันทุกประการวิธีการ Copy Disk คลิกขวาที่ 3.5 Floppy A: + คลิกซ้ายเมนู Copy Disk จากรู ป ทําการคลิกปุ่ ม Start และรอจนกว่าจะขึ้นรู ปถัดไป

จากรู ป นําแผ่นต้นฉบับออกและใส่ แผ่นที่ตอ้ งการคัดลอกเข้าไปแทนแล้วคลิกที่ปุ่ม OK


อ.ยุทธพล ทับลา

41

……………………………………………………………………… จากรู ป รอจนสถานะการคัดลอกเต็มช่องเป็ นอันเสร็ จสิ้ นการคัดลอก ข้อมูล

บทที่ 5 My Computer & Windows Explorer การใช้งาน Windows Explorer เพื่อจัดการกับไฟล์และโฟลเดอร์ การจัดการกับไฟล์และโฟลเดอร์ น้ ี คิดว่าส่ วนใหญ่ผทู ้ ี่ใช้เครื่ อง คอมพิวเตอร์ ที่ใช้งานกันมานาน ๆ แล้วก็คงจะพอทําเป็ นกัน อยูแ่ ล้ว ในที่น้ ีจะขอนํามาอธิ บายอีกครั้ง เพื่อเป็ นแนวทาง สําหรับผูท้ ี่เพิ่งเริ่ มต้นใช้งานคอมพิวเตอร์ ซึ่ งหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่ทราบวิธีการต่าง ๆ ในการจัดการไฟล์เหล่านี้ หรื อ ว่าจะก็อปปี้ อย่างไร จะลบอย่างไร จะเคลื่อนย้ายอย่างไร มาทําการสํารวจเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่ใช้งานกัน ว่ามีไฟล์หรื อโฟลเดอร์ อะไรอยูบ่ า้ ง และจะจัดการย้าย ลบ หรื อก็อปปี้ ข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง แต่ก่อนที่จะเข้าเรื่ องของไฟล์ต่าง ๆ มาดูก่อนว่า เครื่ องคอมพิวเตอร์ ของเรานั้นมีอะไรบ้าง ที่ใช้สาํ หรับเก็บข้อมูล เริ่ มต้นจากการกดดับเบิลคลิกที่ My Computer เพื่อดูท้ งั หมดโดยรวมก่อน

จากรู ป จะเห็นว่าใน My Computer จะประกอบด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังนี้ 1. 3.5 Floppy (A:) คือ Floppy Disk Drive สําหรับใช้งานกับแผ่น Floppy Disk 2. Partition 1 (C:) คือฮาร์ ดดิสก์พาร์ ติชนั แรก จะมีชื่อเรี ยกว่าเป็ น Drive C: 3. Partition 2 (C:) คือฮาร์ ดดิสก์พาร์ ติชนั ที่สอง จะมีชื่อเรี ยกว่าเป็ น Drive D: (E:) คือ ไดรฟ์ ของ ซี ดีรอม นัน่ เอง 5. ส่ วนประกอบ อื่น ๆ จะยังไม่สนใจนะครับ เอาแต่เฉพาะพวกไดรฟ์ ที่ ใช้เก็บข้อมูลต่าง ๆ ก่อน หากต้องการดู ข้อมูลของแต่ละไดรฟ์ ว่ามีขนาดจํานวนเท่าไร ใช้งาน ไปแล้วเท่าไร ก็ สามารถทําได้โดยเลือกที่เมนู File และ Properties เพื่อดู


อ.ยุทธพล ทับลา

42

……………………………………………………………………… รายละเอียด

จากตัวอย่างตามรู ป จะเห็นว่าเป็ นฮาร์ ดดิสก์ Drive C ขนาด 1.49GB ใช้งานไปแล้ว 1.29GB เหลือพื้นที่วา่ งอยู่ 205MB มีชื่อ Volume Label เป็ น "PARTITION 1" และใช้ระบบ FAT32 หากต้องการที่จะดูรายละเอียดของไฟล์หรื อโฟลเดอร์ ที่มีอยูใ่ นไดรฟ์ ต่าง ๆ ก็สามารถทําได้ โดยการกดดับเบิลคลิก เข้าไปในไดรฟ์ ที่ตอ้ งการ เช่นที่ Drive C:

จะเห็นรายละเอียดของไฟล์และโฟล์เดอร์ ต่าง ๆ (ข้อมูลที่เห็นอาจจะมีรูปร่ างไม่เหมือนกับตัวอย่างนี้ แต่สามารถเลือก รู ปแบบ การแสดงไฟล์ ให้เป็ นแบบต่าง ๆ ได้โดยการเลือกที่เมนู Views เพื่อเลือกรู ปแบบต่าง ๆ ได้) ก่อนอื่นมาทํา ความรู ้จกั กับ ไฟล์ และโฟลเดอร์ กันก่อน ไฟล์ (File) คือส่ วนที่ใช้สาํ หรับเก็บข้อมูลต่าง ๆ เป็ นไฟล์ ซึ่ งจะมีหลายชนิดเช่น ไฟล์เก็บตัวอักษรก็จะเป็ น Text Document หรื อไฟล์ของโปรแกรมก็จะเป็ น Application และไฟล์อื่น ๆ อีกมากมายตามชนิดของข้อมูลนั้น ๆ จาก ตัวอย่างตามรู ป เช่น Autoexec, Command, Frontpg.log ฯลฯ โฟลเดอร์ (Folder) คือส่ วนที่ทาํ การสร้างขึ้นมาพิเศษ สําหรับแยกเก็บไฟล์ต่าง ๆ เพื่อความเป็ นระเบียบ โฟลเดอร์ ไม่ใช่ ไฟล์นะครับ แต่มองภาพง่าย ๆ คล้ายกับกล่องที่ใช้เก็บไฟล์ เพื่อให้สามารถแยกสัดส่ วนการเก็บให้เป็ นระเบียบได้มาก ขึ้น เช่นโฟลเดอร์ ของ Windows ก็จะเก็บไฟล์ต่าง ๆ ที่เป็ นระบบของ Windows นอกจากนี้ภายในโฟลเดอร์ ก็ยงั


อ.ยุทธพล ทับลา

43

……………………………………………………………………… สามารถสร้างโฟลเดอร์ ยอ่ ย ลึกลงไปอีกหลาย ๆ ชั้นลงไปได้อีกด้วย ลองดับเบิลคลิกที่โฟลเดอร์ Program Files ดูจะ เห็นลักษณะโครงสร้างด้านในของโฟลเดอร์ น้ นั ๆ

จะเห็นว่า ด้านในของ C:\Program Files ลึกเข้าไปก็จะ ประกอบด้วยโฟลเดอร์ ต่าง ๆ ย่อยลงไปอีก ที่ใช้สาํ หรับแบ่ง การเก็บไฟล์ต่าง ๆ ให้แยกกันออกไป พอเข้าใจนะครับ อย่า ลืมนึกภาพง่าย ๆ ว่าโฟลเดอร์ ก็คือกล่องต่าง ๆ สําหรับใส่ ไฟล์นนั่ เองการสร้างโฟลเดอร์ ข้ ึนมาใหม่ ทําได้โดยการเลือก ที่เมนู File เลือกที่ New และ Folder ซึ่ งครั้งแรกจะมีการตั้ง ชื่อเป็ น New Folder เสมอ เราสามารถทําการเปลี่ยนชื่ อได้ โดยการกดปุ่ ม F2 บนคียบ์ อร์ ดและเปลี่ยนชื่อได้ตามต้องการ ส่ วนการลบ ก็ทาํ ได้โดยใช้เมาส์กดเลือกที่ Folder นั้นและ เลือกที่เมนู Delete หรื อกดปุ่ ม DEL บนคียบ์ อร์ ดก็ได้ ทดลองสร้าง โฟลเดอร์ ข้ ึนมาใหม่ และทดลองลบกันดู เพื่อ ความเข้าใจยิง่ ขึ้น การดูรายละเอียดต่าง ๆ ของไฟล์หรื อโฟลเดอร์ ก็สามารถทํา ได้โดยการเลือกที่ไฟล์น้ นั ๆ และเลือกเมนู Properties ได้ เช่นเดียวกัน ซึ่ งจะเห็นรายละเอียดต่าง ๆ ของไฟล์หรื อ โฟลเดอร์ น้ นั ๆ เช่นการดูรายละเอียดของ C:\Program Files จะเห็นขนาดของไฟล์ท้ งั หมด จํานวนไฟล์ที่เก็บอยูใ่ นโฟลเดอร์ น้ ี นอกจากนั้นยังมีส่วนของ Attributes อีกด้วย ซึ่ งมีความหมายดังนี้ Read-only คือไฟล์หรื อโฟล์เดอร์ ที่สามารถอ่านได้อย่างเดียว จะเขียนหรื อลบไม่ได้ Hidden คือไฟล์หรื อโฟลเดอร์ ที่มีการซ่อนไว้ โดยปกติจะมองไม่เห็น นอกจากจะกําหนดให้แสดง Hidden File ด้วย Archive คือไฟล์หรื อโฟลเดอร์ สาํ หรับแสดงว่าเป็ นไฟล์ธรรมดาทัว่ ๆ ไป System คือไฟล์หรื อโฟลเดอร์ ที่แสดงว่าเป็ นไฟล์ของระบบ


อ.ยุทธพล ทับลา

……………………………………………………………………… หากต้องการที่จะเปลี่ยน Attributes เหล่านี้ก็ใช้เมาส์กดเลือกหรื อยกเลิกได้ตามต้องการเลยครับ การใช้เมนู Cut, Copy และ Paste วิธีการที่จะทําการก็อปปี้ หรื อย้ายไฟล์หรื อโฟลเดอร์ ต่าง ๆ ให้ไปอยูใ่ นที่ ที่ตอ้ งการแบบง่าย ๆ ที่สุดก็คือ การใช้เมนู เหล่านี้ มาดูความหมายของเมนูต่าง ๆ กันก่อน Cut คือการตัดหรื อย้ายไฟล์ที่ทาํ การเลือกไว้ ให้ไปเก็บในหน่วยความจําเพื่อเตรี ยมสําหรับกรณี ที่ตอ้ งการย้ายไฟล์ไป เก็บไว้ที่อื่น Copy คือการก็อปปี้ ไฟล์ที่ทาํ การเลือกไว้ ให้ไปเก็บในหน่วยความจําเพื่อเตรี ยมสําหรับกรณี ที่ตอ้ งการก็อปปี้ ไฟล์ไป เก็บไว้ที่อื่น Paste คือการนําเอาไฟล์ ที่ได้ทาํ การ Cut หรื อ Copy เก็บไว้ในหน่วยความจํานั้น มาวางบนโฟลเดอร์ หรื อไดรฟ์ ที่ ต้องการ มาดูตวั อย่าง

สมมติวา่ ต้องการที่จะทําการก็อปปี้ ไฟล์ Command ไปเก็บไว้ที่อื่น ก็ใช้เมาส์กดเลือกให้เป็ นแถบดํา ๆ ที่ไฟล์ Command (หากต้องการทําทีละหลาย ๆ ไฟล์ ก็เลือกได้โดยการกดปุ่ ม Ctrl หรื อ Shift ค้างไว้ดว้ ยพร้อม ๆ กับการกด เมาส์เพื่อเลือกทีละหลาย ๆ ไฟล์) และกดที่เมนู Copy ด้านบน เพื่อทําการก็อปปี้ ไฟล์น้ ีไปเก็บไว้ในหน่วยความจํา หลังจากนั้น ก็เปลี่ยนโฟลเดอร์ เข้าไปยังที่ ที่ตอ้ งการจะนําไฟล์ที่ได้ก็อปปี้ แล้วนี้ไปวางไว้ เช่นที่ My Document

44


อ.ยุทธพล ทับลา

45

………………………………………………………………………

หลังจากนั้น ก็กดที่ Paste เพื่อทําการวางไฟล์ที่ก็อปปี้ ไว้ มาวางไว้ในตําแหน่งที่ตอ้ งการ เท่านี้ก็เรี ยบร้อยแล้ว ในส่ วนของการ Cut ก็จะมีวธิ ี การใช้งานเหมือนกับการ Copy แต่การ Cut นั้นจะมีการลบไฟล์ตน้ ฉบับนั้นทิ้งไปด้วย หรื อเรี ยกว่าเป็ นลักษณะของการย้ายไฟล์นนั่ เอง ระวังและเลือกการทํางานหรื อใช้งานให้ถูก นอกจากนี้ หากมีการลบไฟล์หรื อโฟลเดอร์ ต่าง ๆ ไปแล้วเกิดการเปลี่ยนใจ จะเรี ยกไฟล์น้ นั คืนมา ก็สามารถทําได้โดย การเปิ ดจาก Recycled Bin จากหน้า Desk Top นะครับ ซึ่ งหากเป็ นการเพิ่งลบไม่นานนัก และยังไม่ถูกล้างออกไป ก็จะ ยังสามารถทําการกูไ้ ฟล์ที่ลบไปนั้นกลับคืนมาได้ โดยการเลือกที่ไฟล์น้ นั และเลือกที่ Restore โดยปกติแล้วไม่ควรจําไปยุง่ หรื อไปทําการ Empty Recycled Bin นะครับ เพราะว่า Windows มีการตั้งขนาดของ Recycled Bin และทําการ Empty โดยอัตโนมัติอยูแ่ ล้ว เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลของเราเอง และจะได้ไม่ตอ้ งมาตั้ง คําถามว่า "จะกูไ้ ฟล์ที่ลบและ Empty Recycled Bin ไปแล้วได้อย่างไร" ยกเว้นว่าต้องการพื้นที่ของฮาร์ ดดิสก์น้ นั มาใช้ งานจริ ง ๆ เท่านั้น ก็พอเป็ นแนวทางสําหรับผูท้ ี่เริ่ มต้นใช้เครื่ องคอมพิวเตอร์ ทดลอง ทําด้วยตัวเองดู แล้วจะเข้าใจมากขึ้น รู ้จกั กับโปรแกรม เอ็กซ์พรอเรอร์ ( Windows Explorer ) โปรแกรม วินโดวส์ เอ็กซ์พรอเรอร์ ( Windows Explorer ) หรื อที่เรี ยกว่า เอ็กซ์พรอเรอร์ ( Explorer ) คือ โปรแกรมที่ช่วยในการจัดการไฟล์ สําหรับวินโดวส์ 95/98/Me ซึ่ งช่วยให้คุณสามารถก๊อปปี้ , ย้ายและ ลบ ไฟล์และโฟลเดอร์ ได้ง่าย ขั้นตอนการเปิ ดโปรแกรม Windows Explorer 1. คลิกซ้ายที่ปุ่ม


อ.ยุทธพล ทับลา

46

……………………………………………………………………… 2. เลื่อนเม้าส์ไปที่เมนู Programs ตามรู ป 3. คลิกซ้ายที่เมนูชื่อ Windows Explorer ซึ่งเป็ นตัวโปรแกรม วนประกอบของ

ส่ วนประกอบของโปรแกรม

หมายเลข 1 คือ ไตเติ้ลบาร์ ( Title bar ) เป็ นแถบแสดงชื่อของหน้าต่างโปรแกรมนั้น ๆ หมายเลข 2 คือ คอนโทรลเมนู ( Control Menu ) เป็ นสัญลักษณ์รูปภาพที่ใช้ในการควบคุมหน้าต่างโปรแกรม หมายเลข 3 คือ เมนูบาร์ ( Menu bar ) เป็ นแถบรวบรวมคําสั่งการทํางานของโปรแกรมทั้งหมด หมายเลข 4 คือ ทูลบาร์ ( Tool bar ) เป็ นแถบแสดงรู ปเครื่ องมือที่จาํ เป็ นและใช้งานบ่อยของโปรแกรม หมายเลข 5 คือ แอดเดรสบาร์ ( Address bar ) เป็ นแถบที่ใช้สาํ หรับป้ อนที่อยูข่ องไฟล์ของข้อมูล หรื อ ป้ อน URL ของ เว็บไซต์ได้ ( ที่อยูข่ องเว็บไซต์ ) หมายเลข 6 คือ คอนโทรลบัททัน ( Control button ) เป็ นชุดปุ่ มสําหรับควบคุมหน้าต่างโปรแกรม หมายเลข 7 คือสเตตัสบาร์ ( Status bar ) เป็ นแถบสถานะบอกรายละเอียดต่างๆภายในหน้าต่างนั้น ๆ หมายเลข 8 แสดงชุดแหล่งข้อมูลต่าง ๆอาจเป็ นไอคอน ( Icon ) หรื อโฟลเดอร์ ( Folder ) ที่มีอยูภ่ ายในเครื่ อง คอมพิวเตอร์ เครื่ องนั้น หมายเลข 9 แสดงแฟ้ มข้อมูล ( Folder ) และข้อมูล( File )ที่มีอยูใ่ นแหล่งข้อมูลทางด้านซ้ายมือ ในหมายเลข 8 การเปิ ดโฟลเดอร์และไฟล์ใน เอ็กซ์พรอเรอร์ ( Windows Explorer ) ไอคอน ( Icon )


อ.ยุทธพล ทับลา

47

………………………………………………………………………

ไอคอน ( Icon ) ในโปรแกรมหมายถึงรู ปสัญลักษณ์รูปแหล่งเก็บข้อมูล ต่าง ๆ เช่น 3.5 Floppy [A:] คือแหล่งข้อมูลในแผ่นดิสก์ [C:] หรื อ [D:] คือฮาร์ ดดิสก์ แหล่งเก็บข้อมูลที่อยูใ่ นเครื่ อง รู ปซี ดีรอม เป็ นแหล่งอ่านข้อมูลจากแผ่นซี ดีรอม

โฟลเดอร์ ( Folder ) โฟลเดอร์ ( Folder ) หมายถึงแฟ้ มเก็บข้อมูลต่าง ๆมีลกั ษณะเป็ นแฟ้ มสี เหลืองภายในอาจมีแฟ้ มข้อมูลอีกก็ได้หรื อไม่ ก็มีแต่ไฟล์อย่างเดียว รู ปโฟลเดอร์ ก่อนเปิ ด รู ปโฟลเดอร์ เมื่อถูกเปิ ด โดยการดับเบิ้ลคลิกเม้าส์

ไฟล์ ( File )

ไฟล์ ( File ) คือข้อมูลต่าง ๆ ที่อยูใ่ นแหล่งเก็บข้อมูล เช่น รู ปภาพ ข้อความ เสี ยง เป็ นต้น การเปิ ดไฟล์โดยการดับเบิล้ คลิกที่ไฟล์ที่เราต้องการเปิ ด การสร้าง Folder การสร้าง โฟลเดอร์ นั้น ถ้าต้องการสรั้างโฟลเดอร์ ไว้ที่ไหนนั้นต้องทําการดับเบิ้ลคลิกที่จุดนั้นก่อนแล้วทําตามขั้นตอน ต่อไปนี้ ขั้นตอนที่ 1 คลิกที่เมนู File เลื่อนเม้าส์ไปที่เมนู New คลิกที่เมนูชื่อ Folder

ขั้นตอนที่ 2 จะเกิดรู ปต่อไปนี้ข้ ึน


อ.ยุทธพล ทับลา

……………………………………………………………………… จากรู ปแรกให้ทาํ การพิมพ์ชื่อโฟลเดอร์ ที่เราต้องการ (ตั้งเอง) เมื่อตั้งชื่ อจะได้ดงั ตัวอย่างรู ปที่ 2 ทําการกดปุ่ ม Enter เป็ นการตอบรับและเสร็ จสิ้ นการสร้างโฟลเดอร์ การเปลี่ยนชื่อ File / Folder ขั้นตอน การเปลี่ยนชื่อ File / Folder

คลิกเลือก File หรื อ Folder คลิกที่เมนู File ในเมนูบาร์ เลื่อนเม้าส์มาคลิกที่เมนู Rename ทําการเปลี่ยนชื่อ File หรื อ Folder ใหม่แล้วกด Enter

คลิกเลือก File หรื อ Folder

คลิกที่เมนู Edit ในเมนูบาร์ เลื่อนเม้าส์มาคลิกที่เมนู Cut เมื่อทําการคลิก Cut แล้ว โปรแกรมจะทําการจําสิ่ งที่เราเลือกไว้ ขั้นตอนต่อไปคือ ดับเบิ้ลคลิกเลือกจุที่จะเอาข้อมูล

48


อ.ยุทธพล ทับลา

49

……………………………………………………………………… ไปเก็บ คลิกที่เมนู Edit ในเมนูบาร์ จะมีคาํ สั่ง Paste เพิ่มขึ้นมา เลื่อนเม้าส์มาคลิกที่เมนู Paste เป็ นการสั่งเคลื่อนย้ายข้อมูล

จากรู ปแสดงการเคลื่อนย้ายข้อมูลไปยังอีกที่หนึ่งจนกว่า จะครบแล้วหน้าต่างนี้ จะหายไปเอง การคัดลอก File / Folder ขั้นตอน การคัดลอก File / Folder

คลิกเลือก File หรื อ Folder

คลิกที่เมนู Edit ในเมนูบาร์ เลื่อนเม้าส์มาคลิกที่เมนู Copy เมื่อทําการคลิก Copy แล้ว โปรแกรมจะทําการจําสิ่ งที่เราเลือกไว้ ขั้นตอนต่อไปคือ ดับเบิ้ลคลิกเลือกจุที่จะเอา ข้อมูลไปเก็บ ขั้นตอน การนําข้อมูลไปเก็บ หรื อ วาง ในแหล่งที่ ต้องการ


อ.ยุทธพล ทับลา

50

……………………………………………………………………… คลิกที่เมนู Edit ในเมนูบาร์ จะมีคาํ สั่ง Paste เพิ่ม ขึ้นมา เลื่อนเม้าส์มาคลิกที่เมนู Paste เป็ นการสั่งโอนย้าย ข้อมูล

จากรู ปแสดงการคัดลอกข้อมูลไปยังอีกที่หนึ่งจนกว่า จะครบแล้วหน้าต่างนี้ จะหายไปเอง การคัดลอก File / Folder ขั้นตอน การลบ File / Folder

คลิกเลือก File หรื อ Folder เหมือนกับการคัดลอก ข้อมูล

กดปุ่ มลบ ( Delete ) ที่แป้ นพิมพ์ 1 ครั้ง จะ���กิดภาพดังรู ปซ้ายมือ คลิกที่ปุ่มหมายเลข 1 Yes เพื่อสั่งยืนยันการลบข้อมูล ที่เลือก คลิกที่ปุ่มหมายเลข 2 NO เพื่อสั่งยกเลิกการลบข้อมูล ที่เลือก

บทที่ 6 Internet และ Web Browser


อ.ยุทธพล ทับลา

51

……………………………………………………………………… ความหมายของคาว่า อินเตอร์ เน็ต (Internet) อินเตอร์ เน็ตเป็ นเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ขนาดใหญ่ที่เชื่ อมต่อกันทัว่ โลก โดยมีมาตรฐานการรับส่ งข้อมูลระหว่าง กันเป็ นหนึ่งเดียวซึ่ งคอมพิวเตอร์ แต่ละเครื่ องจะสามารถรับส่ งข้อมูลในรู ปแบบต่าง ๆ เช่น ตัวอักษร , ภาพและ เสี ยงได้ รวมทั้งสามารถค้นหาข้อมูลจากที่ต่าง ๆ ได้รวดเร็ ว อินเตอร์ เน็ตประกอบด้วยองค์ประกอบ 2 ส่ วนที่เป็ นเครื อข่ายที่เชื่อมคอมพิวเตอร์ เข้าด้วยกัน และส่ วนที่ที่เป็ น ข้อมูลที่คอมพิวเตอร์ แต่ละเครื่ องเก็บรวบรวมไว้ พร้อมกับมีความสามารถที่ช่วยใเราค้นหาข้อมูลได้ในเวลาอันสั้น อินเตอร์ เน็ตเป็ นสิ่ งที่ปฏิวตั ิความเป็ นอยูข่ องมนุษยชาติ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุ ษย์ ช่วยให้เรามีอิสระเสรี ใน การเรี ยนรู ้และการทํางานมากขึ้น พบว่ามีประชากรโลกกว่า 500 ล้านคน ใช้อินเตอร์ เน็ตในปั จจุบนั (ค.ศ.2000) ดังนั้น คนไทยในยุคนีควรเรี ยนรู ้การใช้อินเตอร์ เน็ตเพราะเป็ นสิ่ งที่จาํ เป็ น อินเตอร์เน็ตมีมาตรฐานการรับส่ งข้อมูลที่ชดั เจนและเป็ นหนึ่งเดียวทําให้การเชื่ อมต่อคอมพิวเตอร์ คนละประเภท เป็ นไปได้อย่างง่ายดาย ไม่วา่ จะเป็ น พีซี , แมคอินทอช หรื อ เครื่ องประเภทใด ๆ ก็ตาม โดยทัว่ ไปแล้วคอมพิวเตอร์ ที่ประกอบกันเข้าเป็ นเครื อข่ายหลักของอินเตอร์ เน็ตมักจะเป็ นระบบเครื อข่ายเมนเฟรมของมินิคอมพิวเตอร์หรื อ ระบบเครื อข่ายท้องถิ่น(Local Area Network หรื อ LAN) และเครื อข่ายเมนเฟรม คอมพิวเตอร์ บางคนจึงเรี ยก อินเตอร์ เน็ตว่าเป็ น"เครื อข่ายของเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ "(Network of Network) ส่ วนคอมพิวเตอร์ ส่วนบุคคล ทั้งหลายมักจะไม่ได้ต่ออยูก่ บั อินเตอร์ เน็ตตลอดเวลา เพียงแต่เชื่ อต่อเข้าไปเป็ นครั้งคราวตามความต้องการในการ ใช้งานเท่านั้น ความเป็ นมาของระบบ Internet ในปัจจุบนั ก่อนที่อินเตอร์ เน็ตจะก่อตัวเป็ นรู ปเป็ นร่ างจนกระทัง่ ถึงวันนี้ มีประวัติความเป็ นมาและมีการพัฒนาการมาอย่าง ต่อเนื่อง นับตั้งแต่การกําเนิดของ อาร์พาเน็ต ในปี พ.ศ.2512 อาร์พาเน็ต (ARPAnet) อินเตอร์ เน็ตเป็ นเครื อข่ายที่มีการพัฒนาการมาจากอาร์ พาเน็ต ซึ่ งเป็ นเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ภายใต้ความรับผิดชอบ ของหน่วยงานโครงการวิจยั ชั้นสู ง(Advanced Research Projects Agency) หรื อเรี ยกชื่อย่อว่า ARPA ในวังกัดของ กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริ กา เริ่ มต้นเป็ นเพียงเครื อข่ายทดลองที่ต้ งั ขึ้นเพื่อสนับสนุนงานวิจยั ด้านการทหาร และโดยเนื้ อแท้แล้ว อาร์ พาเน็ตเป็ นผลพวงมาจากความตึงเครี ยดทางการเมืองของโลกในยุคสงครามเย็นระหว่าง ค่ายคอมมิวนิสต์และค่ายประชาธิ ปไตย หากย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2500 เมื่อสหภาพโซเวียตได้ส่งดาวเทียมสปุ ตนิกขึ้นสู่ วงโคจรรอบโลกทางด้านสหรัฐก็ได้ก่อตั้งหน่วยงานอาร์ ข้ ึน เพื่อพยายามผลักดันให้เทคโนโลยีดา้ น การทหารสหรัฐลํ้าหน้าเหนื อสหภาพโซเวียต กระทรวงกลาโหมสหรัฐ ได้วางโครงการสร้างโครงข่ายคอมพิวเตอร์ ที่คงความสามารถในการติดดต่อถึงกันอยู่ ถึงแม้วา่ บางส่ วนของเครื อข่ายอาจถูกตัดออกจากกัน เนื่องจากการโจมตี อย่างกระทันหันด้วยอาวุธนิ วเคลียร์ ก็ตาม สาเหตุดงั กล่าวนี้เป็ นจุดที่กาํ เนิ ดและที่มาของอาร์ พาเน็ต พัฒนาการของอาร์ พาเน็ต ได้ดาํ เนินการมาเป็ นลําดับ จนกระทัง่ ในปี พ.ศ.2512 ทดลองติดคอมพิวเตอร์ เชื่อมต่อเข้า หากันครั้งแรก โดยมีโฮสต์หลักเป็ นมินิคอมพิวเตอร์ รุ่ น 316 ของฮันนี่เวลล์ คอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมโยงเข้าหากันนี้ต่าง เป็ นเครื่ องคนละชนิดที่ใช้ระบบปฏิบตั ิการที่ไม่เหมือนกันและตั้งอยูใ่ นที่ต่าง ๆ กัน 4 แห่ง คือ 1. มหาวิทยาลัย แคลิฟอร์เนีย ที่ลอสแองเจลิส ใช้เครื่ อง SDS Sigma 7ภายใต้ระบบปฏิบตั ิการ SEX (Sigma Exicutive)


อ.ยุทธพล ทับลา

52

……………………………………………………………………… 2. สถาบันวิจยั สแตนฟอร์ด ใช้เครื่ องSDS 940 และระบบปฏิบตั ิการ Genie 3. มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ ซานตา บาร์บารา มีเครื่ อง IBM 360/75 ภายใต้ระบบปฏิบตั ิการ OS/MVT 4. มหาวิทยาลัย ยูทาห์ ใช้เครื่ อง DEC POP-10 ภายใต้ระบบปฏิบตั ิการ Tenex 5. อาร์ พาเน็ตเป็ นเครื อข่ายทดลองที่ประสบความสําเร็ จเป็ นอย่างมาก และมีหน่วยงานอีกหลายแห่ง เชื่ อมต่อเข้ามา เพิ่มมากขึ้น จากสภาพเครื อข่ายเชิงทดลองของอาร์ พาเน็ต ก็กลายเป็ นเครื อข่ายที่ปฏิบตั ิงานจริ ง จาก อาร์ พาเน็ต สู่ อินเตอร์ เน็ต อินเตอร์ เน็ตประเทศไทยมีพฒั นาการมาจากเครื อข่ายมหาวิทยาลัยภายใต้ชื่อ เครื่ องข่ายไทยสาร(thaisarn:TheThai Socail.Scientific, Academic andResearch Network) โดยการดําเนินการ ของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็คทรอนิกส์และ คอมพิวเตอร์ แห่งชาติ (NECTEC)เครื อข่ายไทยสาร ซึ่ งส่ วนใหญ่ประกอบไปด้วย สถาบันการศึกษาและหน่วยงาน ราชการได้ต่อเชื่อมเข้าสู่ อินเตอร์ เน็ตอย่างสมบูรณ์ ในเดือนกันยายน 2535 จุดแรกของ การเชื่อมโยงได้แก่เครื่ อง chulkn.chula.ac.th ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในปี ถัดมาได้เชื่อมเครื่ อง nwg.nectec.or.th ของเน็ตเทคเป็ นจุดที่ สอง คอมพิวเตอร์ อื่นภายในไทยสาร สามารถติดต่อกับเครื อข่ายต่างประเทศได้ โดยใช้ข่องทางใด ช่องทางหนึ่ง หรื ออาจใช้ได้ท้ งั 2 ช่องทาง การเชื่อมต่อสู่ อินเตอร์ เน็ตของประเทศไทยมีจุดกําเนิ ดมาจากเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ระหว่างมหาวิทยาลัย หรื อที่เรี ยกว่า อินเตอร์ แคมปั สเน็ตเวิร์ค(Intercampus Network) เครื อข่ายดังกล่าวได้รับการ สนับสนุนจาก ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ แห่งชาติ(NECTEC) ตั้งแต่ พ.ศ. 2532 โดยขั้นแรกมี จุดประสงค์ เพื่อเชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ ของหน่วยงานต่าง ๆ เข้าด้วยกันคือ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่ งแวดล้อม กับเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ การพัฒนาระบบอินเตอร์ เน็ตในประเทศไทย การใช้อินเตอร์ เน็ตในประเทศไทย เริ่ มเป็ นแห่งแรกที่มหาวิทยาลัยสงขลานคริ นทร์ (หาดใหญ่) โดยกลุ่มของ นักวิทยาศาสตร์ ชาวออสเตรเลียที่เข้ามาช่วยเหลือในการจัดตั้งคณะวิทยาศาสตร์ ที่นนั่ มีความคิดถึงบ้านตลอดจน ความ ไม่สะดวกในการสื่ อสาร โทรคมนาคมจึงได้นดั หมายในการสื่ องสารกับออสเตรเลียเป็ นประจําโดยใช้ คอมพิวเตอร์ ติดต่อ ผ่านโมเดมและโทรศัพท์ทางไกลและแลกเปลี่ยนข้อมูลสารสนเทศ ทาง E- mail สิ่ งนี้คือการ เริ่ มต้นใช้อินเตอร์ เน็ต โดยชาวต่างชาติในประเทศไทย การดําเนินงานในระยะแรกของไทย เริ่ มเป็ นการเชื่ อมโยง คอมพิวเตอร์ ของ 4หน่วยงาน คือ 1. กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่ งแวดล้อม (MOSTE) 2. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย(CU) 3. สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซี ย(AIT) 4. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(KMITL) โดยใช้ โปรโตคอล X.25 พร้อมกับใช้ดาต้าเน็ตแทนการเช่าสาย กิจกรรมในช่วงแรกคือ โครงการสารสนเทศ ห้องสมุด 13 มหาวิทยาลัย และบริ การจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) และได้รับความร่ วมมือจากมหาวิทยาลัย และ บริ ษทั เอกชนหลายแห่ง อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจาก ARRnet ของประเทศออสเตรเลีย ในการ แลกเปลี่ยน จดหมายอิเล็กกับต่างประเทศ ในระยะต่อมามีการเชื่อมโยงจากหน่วยงานและสถาบันต่าง ๆ อีก มากมายและในช่วงนี้ได้มีแนวความคิดที่ จะสร้างเครื อข่ายที่เป็ นสากลมากยิง่ ขึ้น ตลอดจนจัดหาอุปกรณ์ได้สะดวก ดูแลได้ง่ายและเรี ยนรู ้ได้รวดเร็ ว จึงมีการ ปรับเปลี่ยนจากเดิม ที่ใช้ระบบ X.25 มาเป็ นโปรโตคอล TPC/IP โดยใช้ ระบบปฏิบตั ิการยูนิกซ์(UNIC) ซึ่ งมี โปรโตคอลนี้อยูภ่ ายใน ต่อมาเครื อข่ายได้ขยายตัวอย่างกว้างขวางจนกระทัง่ มี


อ.ยุทธพล ทับลา

53

……………………………………………………………………… การให้บริ การอินเตอร์ เน็ตเชิ งพาณิ ชย์แห่งแรก โดยมหาวิทยาลัยอัญสัมชัญได้ต้ งั บริ ษทั KSC ขึ้น โดยศาสตราจารย์ ดร.ศรี ศกั ดิ์ จามร เป็ นผูร้ ิ เริ่ ม และได้มีการให้ บริ การจากภาครัฐในเวลาใหล้เคียงกัน โดยศูนย์เทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ แห่งชาติ(NECTEC) คาศัพท์ ต่างๆ ทีค่ วรรู้ เกีย่ วกับอินเตอร์ เน็ต @ World Wide Web (WWW) World Wide Web (WWW) หรื อเรี ยกสั้นๆ ว่า Web เป็ นบริ การหนึ่งในอินเตอร์เน็ตให้บริ การข้อมูล ที่ ประกอบด้วย ภาพ ตัวอักษร และเสี ยง ถือได้วา่ World Wide Web เป็ นแหล่งบริ การข้อมูลขนาดใหญ่ เหมือน เครื อข่ายใยแมงมุม @ เว็บไซต์ (Web Site) คือ แหล่งที่เก็บรวบรวมข้อมูลเอกสารและสื่ อประสมต่างๆ (รู ปภาพ,เสี ยง,ข้อความ) ของแต่ละบริ ษทั หน่วยงาน หรื อบุคคลโดยเรี ยกเอกสารต่างๆ เหล่านั้นว่า Web Page และเรี ยก WebPage หน้าแรกของแต่ละ Web site ว่า Home Page ซึ่งเจ้าของจะเป็ นผูด้ ูแลรักษาและปรับปรุ งข้อมูลเองโดยเจ้าของเว็บไซต์ดงั กล่าวอาจจะเป็ นองค์กรของ รัฐหรื อเอกชน หรื อเว็บไซต์ส่วนบุคคลก็ได้ @ เว็บเพจ (Web Page) คือ เอกสารแต่ละหน้าที่เราเปิ ดดูใน Web Page ซึ่ งถูกสร้างขึ้นมาจากภาษา HTML ซึ่ งเป็ นภาษาที่กาํ หนดรู ปแบบ และหน้าตาของเว็บเพจ โดยเว็บเพจจะมีการเชื่อมโยงไปยังเว็บเพจอื่นได้ ทําให้การค้นหาข้อมูลทําได้โดยง่าย และ ยังสามารถเผยแพร่ ขอ้ มูลไปทั้วโลกได้ทนั ทีในราคาถูกและรวดเร็ ว @ โฮมเพจ (Home Page) คือ หน้าหลักของเว็บเพจทั้งหมดซึ่ งส่ วนใหญ่จะเป็ นหน้าแรกของเว็บไซต์น้ นั ๆ เพื่อให้ผเู ้ ข้ามาเยีย่ มชมได้พบเห็น ก่อนหน้าอื่นๆ ตัวอย่างเช่น หน้าโฮมเพจของบริ ษทั ซอฟต์แวร์ ปาร์ ค จํากัด เป็ นต้น @ ลิงค์ (Link) เอกสารของทุกเว็บเพจจะเป็ นเอกสารแบบไฮเปอร์ เท็กซ์ หมายความว่าภายในเอกสารแบบไฮเปอร์ เท็กซ์ (hypertext) นี้จะเป็ นข้อความที่สามารถเชื่อมโยงไปยังรายละเอียดของข้อมูลนั้น โดยข้อมูลที่เชื่อมโยงไปอาจจะอยู่ ในเว็บเพจหน้าเดียวกันหรื อ ต่างหน้าก็ได้หรื ออาจจะอยูภ่ ายในคอมพิวเตอร์ เครื่ องเดียวกัน หรื ออยูก่ นั คนละเครื่ อง แต่อยูภ่ านในเครื อข่ายเดียวกันก็ได้ โดยไม่คาํ นึงถึงว่าจะอยูไ่ กลกันคนละจังหวัดหรื ออยูก่ นั คนละประเทศ ข้อความ ที่เป็ นส่ วนของการเชื่ อมโยง (link) จะเป็ นข้อความที่ถูกเน้นภายในเว็บไซต์น้ นั (ซึ่ งโดยมากจะเป็ ฯการขีดเส้นใต้) จะให้คุณสามารถท่องไปยังเว็บเพจหน้าต่างๆบนอินเตอร์ เน็ตได้อย่างง่ายดาย เพียงแต่คลิกเมาส์ที่ขอ้ ความดังกล่าว นั้น การเชื่ อมโยง (link) อาจอยูใ่ นรู ปของปุ่ ม ภาพหรื อข้อความ โดยเมื่อเราเลื่อนเมาส์ไปเหนื อลิงค์ (link) รู ปเมาส์ จะเปลี่ยนจากรู ปลูกศรเป็ นรู ปมือ @ HyperText Markup Language (HTML) เป็ นภาษามาตราฐานที่ใช้ในการสร้างเว็บเพจ (Web Page) ซึ่ งสามารถ กําหนดการเชื่ อมต่อไปยังเว็บเพจ (Web Page) ต่างๆ ได้ โดยใช้ Hyper Text Links นัน่ เอง


อ.ยุทธพล ทับลา

54

……………………………………………………………………… @ เว็บเบราเซอร์ (Web Browser)เป็ นโปรแกรมทีใช้ในการท่องโลก World Wide Web เพื่อดูขอ้ มูลข่าวสารต่างๆ บนอินเตอร์ เน็ต หรื อกล่าวได้วา่ เบราเซอร์ เป็ นโปรแกรมใช้เปิ ดดูเว็บเพจนัน่ เอง มีหลายโปรแกรมที่นิยมใช้ใน ปั จจุบนั ได้แก่ Microsoft Internet Explorer,Netscape Navigator @ โปรโตคอล (Protocol)คือ ระเบียบ วิธีการหรื อภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่ อสารระหว่าง เครื่ องคอมพิวเตอร์ ต่างๆ ที่อยูใ่ นระบบ ซึ่ งในอินเตอร์ เน็ตนนั้นมีอยูด่ ว้ ยกันหลายโปรโตคอล (Protocol) ได้แก่ 1. Transmission Control Protocol / Internet Protocol (TCP/IP)TC/IP ประกอบด้วย 2 โปรโตคอล คือ TCP และ IP โดยที่ 1.1 TCP ทําหน้าที่ส่งข้อมูลจากเครื่ องของเราไปยังอินเตอร์ เน็ต 1.2 IP เป็ นโปรโตคอลที่ใช้สื่อสารกันบนอินเตอร์ เน็ต TCP/IP เป็ นโปรโตคอลมาตราฐานที่ใช้ติดต่อกันบน อินเตอร์เน็ต HyperText Transfer Protocol (HTTP) ใช้สาํ หรับการส่ งเอกสารHyperText ที่ถูกเขียนด้วยภาษา HTML จากเครื่ อง หนึ่งไปแสดงบนเว็บเบราเซอร์ในคอมพิวเตอร์ อีกเครื่ องหนึ่ง 2. File Transfer Protocol (FTP)โปรโตคอลนี้จะใช้สาํ หรับการถ่ายโอนไฟล์ระหว่างเครื่ องคอมพิวเตอร์ เท่านั้น 3. Post Office Protocol (POP3)โปรโตคอล สําหรับสื่ อสารกับ Mail Server เพื่อรับข้อมูลหรื อรับ E-mail จาก Mail Server 4. Simple Mail Transfer Protocol (SMTP)โปรโตคอล สําหรับสื่ อสารกับ Mail Server เพื่อส่ งข้อมูลหรื อส่ ง EMail จาก Mail Server ให้แก่ผรู ้ ับ @ Uniform Resource Locator (URL) เป็ นรู ปแบบการระบุตาํ แหน่งหรื อที่อยูข่ อง Resource ต่างๆ บนอินเตอร์เน็ตซึ่ง Resource ในที่น้ ีหมายถึงไฟล์หรื อ เอกสารต่างๆ โดย URL แบ่งได้เป็ น 3 ส่ วนย่อยๆ ดังนี้ Protocol สําหรับระบุถึงโปรโตคอลที่ใช้ในการสื่ อสารของเว็บไซต์ Domain Name ชื่อของเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่เก็บไฟล์ File Locate ส่ วนนี้สาํ หรับระบุตาํ แหน่งของไฟล์ที่อยูใ่ นเว็บไซต์แบ่งได้เป็ น 2 ส่ วนคือ 3.1 Path ระบุถึง Directory ที่เก็บไฟล์ที่ใช้ในเว็บไซต์ของเรา 3.2 File Name ชื่อของไฟล์ที่อา้ งถึง @ Domain Name เป็ นชื่อเรี ยกที่ใช้เรี ยกแทน IP Address ต่างๆ ที่เว็บไซต์น้ นั ๆ เก็บอยูเ่ พื่อให้ง่ายต่อการจดและเรี ยกใช้งาน หน่วยงานที่รับผิดชอบจัดเตรี ยมข้อมูลเกี่ยวกับการเชื่อมโยง และการใช้อินเตอร์ เน็ต คือ Inter NIC (InternetNetwork Information Center) ผูจ้ ดั การบริ การ Domain ได้ทาํ การจัดตั้ง DNS (Domain Name System)เป็ น ฐานข้อมูลที่เก็บ และระบบจัดการชื่อลงบนเครื่ องคอมพิวเตอร์ เรี ยกว่า Domain Name Server โดยที่ Serverนี้ทาํ หน้าที่เป็ นดัชนีในการเปิ ดดูบญั ชีหมายเลข IP Address (Lookup) จาก Domain Name ที่รับเข้ามาหรื อสรุ ป ง่ายๆ ก็คือทําการเปลี่ยนชื่อ Domain ให้เป็ น IP Addressนัน่ เองส่ วนของ Domain Name ประกอบด้วยส่ วนที่เป็ น การกําหนดประเภทขององค์กรเจ้าของเครื อข่ายนอกจากนั้น Inter NIC ยังอนุ ญาตให้เพิ่มการระบุวา่ เครื อข่ายหรื อ


อ.ยุทธพล ทับลา

55

……………………………………………………………………… องค์กรเจ้าของเครื อข่ายอยูใ่ นประเทศใด และผูส้ ร้างเครื อข่าย สามารถกําหนดชื่อเครื อข่ายย่อยที่มีอยูล่ งไว้ใน Domain Name ได้ดว้ ย ส่ วนประกอบย่อยของ Domain Name แยกกันด้วยจุดเช่นเดียวกับ IP Address ตัวอย่างของ Domain Name Domain Name เจ้าของ www.microsoft.com บริ ษทั ไมโครซอฟต์ www.amazon.com ร้านขายหนังสื อ Amazon www.nontri.ac.th มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ Domain Name ประกอบด้วย 3 ส่ วน แต่ละส่ วนเรี ยกว่า "subdomains" ซึ่ งมีความหมายดังนี้ ส่ วนแรก บอกถึงชนิ ดของ Server ว่าเป็ น WWW server หรื อเป็ น FTP server ส่ วนสอง เป็ นชื่ อของ Domain ซึ่ งมักจะตั้งตามชื่อของบริ ษทั หรื อองค์กรที่เป็ นเจ้าของ ส่ วนสาม เป็ นส่ วนที่ระบุถึงชนิดและสัญชาติของ Domain นั้นๆ เช่น นามสกุลของ Domain Name คาย่อ คาอธิบาย .com Commercial Enterprise : บริ ษทั ทัว่ ๆ ไป .edu หรื อ .ac Education : สถาบันการศึกษา .org Organization : หน่วยงาน หรื อ องค์กร .gov Government : องค์กรทางราชการ .mil Military : องค์กรทางการทหาร .net Network Company / Service Provider : บริ ษทั หรื อ หน่วยงานที่ให้บริ การเกี่ยวกับเรื่ อง Network ตัวอย่างคําย่อของประเทศ คาย่อ ประเทศ .th ประเทศไทย .jp ประเทศญี่ปุ่น .uk ประเทศอังกฤษ .au ประเทศออสเตรเลีย .sg ประเทศสิ งคโปร์ .fr ประเทศฝรั่งเศส ดังนั้นเมื่อเห็นชื่อของ Domain ที่อยูใ่ นอินเตอร์ เน็ตก็จะทราบถึงประเภทและสัญชาติของ Domain นั้นๆ ตัวอย่างชื่อของ Domain www.softwarepark.co.th บริ ษทั ซอฟต์แวร์ ปาร์ ค จํากัด www.ksc.co.th บริ ษทั Internet KSC จํากัด www.cnbc.com สํานักข่าว CNBC@ IP Address เครื อข่ายอินเตอร์ เน็ตใช้รหัสหมายเลขมากําหนดให้แต่ละเครื อข่ายและเครื่ องคอมพิวเตอร์ ภานในเครื อข่ายที่ เชื่อมโยง เรี ยกหมายเลขเหล่านั้นว่า IP Address หรื อ Internet Address ซึ่ งการติดต่อสื่ อสารบนอินเตอร์ เน็ตจะอาศัย หมายเลข IP Address นี้ในการระบุเครื่ องคอมพิวเตอร์ ปลายทางโดย IP Addressประกอบด้วยเลขฐานสองจํานวน 32บิต แบ่งออกเป็ น 4 ส่ วน ส่ วนละ 8 บิตเท่าๆ กัน เวลาเขียนก็ทาํ การแปลงให้เป็ นเลขฐานสิ บ ก่อนเพื่อความง่าย


อ.ยุทธพล ทับลา

56

……………………………………………………………………… แล้วเขียนคัน่ ด้วยจุด ดังนั้น หมายเลขทั้งหมดที่เป็ นไปได้ โดยค่าไม่ซ้ าํ กันคือ 2 หรื อเท่ากับ4,294,967,296 จํานวน มีค่าหมายเลขตั้งแต่ 000.000.000.000 จนถึง 255.255.255.255 หมายเลขนี้เองที่อินเตอร์ เน็ตใช้กาํ หนดให้กบั เครื อข่ายและเครื่ องคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้อา้ งอิง IP Address บางหมายเลขสงวนไว้ใช้ดว้ ยจุดมุ่งหมายกรณี พิเศษทํา ให้ IP Address ที่ใช้งานทัว่ ไปลดลงจากจํานวนที่เป็ นไปได้ ความหมายของ IP Address จะแบ่งได้เป็ น 2 กลุ่ม ดังนี้ 1. กลุ่มที่ใช้เป็ นรหัสประจําเครื อข่าย (Network Number) 2. กลุ่มที่ใช้เป็ นรหัสประจําเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่อยูภ่ ายในเครื อข่าย (Host Number) IP Address ในกลุ่มรหัสประจําเครื่ องคอมพิวเตอร์ สามารถซํ้ากันได้แต่กลุ่มรหัสประจําเครื อข่ายจะซํ้ากันไม่ได้ ดังนั้นรหัสเครื่ องที่ซ้ าํ กันจึงไม่มีผลต่อการอ้างอิงถึง นอกจากนี้เพื่อความเหมาะสมในการกําหนด IP Address ให้กบั ผูข้ อ ทางผูบ้ ริ หารของอินเตอร์ เน็ตแบ่ง คลาสของผูข้ อ IP Address ตามขนาดของเครื อข่าย เพื่อให้ ทรัพยากรส่ วนนี้ถูก ใช้อย่าง คุม้ ค่าที่สุด องค์กรขนาดใหญ่ก็จะจัดให้อยูใ่ นคลาสที่สามารถกําหนด IP Address ให้กบั เครื่ องคอมพิวเตอร์ ใน เครื อข่ายได้ มาก การแบ่งคลาส จะแบ่งได้ 5 ระดับ (Class) คือ Class A, Class B, Class C, Class D, Class E แต่ที่ใช้งานในทัว่ ไปจะมีเพียง 3 ระดับคือ Class A, Class B, Class C ซึ่ งแบ่งตามขนาดของเครื อข่ายนัน่ เอง ในปั จจุบนั IP ที่อยูใ่ น Class A ถูกใช้ในเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริ กา ส่ วน Class B จะใช้กบั องค์กรใหญ่ เช่น Nectec ส่ วน บริ ษทั หรื อ บุคคลทัว่ ไป จะใช้ IP ที่อยูใ่ น Class C หมายเลข IP ของ Class A มีตวั แรกเป็ น 0 หมายเลขของเครื อข่าย (Network number) มีขนาด 7 บิต และมี หมายเลขของเครื่ องคอมพิวเตอร์ (Host number) ขนาด 24 บิต ทําให้ในหนึ่งเครื อข่ายของ Class A สามารถมี คอมพิวเตอร์ เชื่อมต่ออยูใ่ นเครื อข่ายได้ถึง ล้านเครื่ องได้ เหมาะสําหรับองค์กรหรื อบริ ษทั ยักษ์ใหญ่ แต่ใน Class A นี้จะมี หมายเลข เครื อข่ายได้ 128 ตัวเท่านั้นทัว่ โลก ซึ่ งหมายความว่าจะมีเครื อข่ายยักษ์ใหญ่ได้เพียง 128 เครื อข่ายเท่านั้น สําหรับ Class B จะมีหมายเลขเครื อข่ายแบบ 14 บิต และหมายเลขเครื่ องคอมพิวเตอร์ แบบ 16 บิต ส่ วน 2 บิต แรกบังคับว่าต้องเป็ น 102 ดังนั้นจึงสามารถมีจาํ นวนเครื อข่ายที่อยูใ่ น Class B ได้ถึง เครื อข่ายซึ่ งมากกว่า Class A และสามารถมีเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมต่อกันในเครื อข่าย Class B แต่ละเครื อข่ายได้ถึง หรื อมากกว่า 65,000 เครื่ อง สําหรับ ClassC จะมีหมายเลขเครื อข่ายแบบบ 21 บิต และหมายเลขเครื่ องคอมพิวเตอร์ แบบ 8 บิต ส่ วน 3 บิตแรก บังคับว่าต้องเป็ น 1102 ดังนั้นในเครื อข่าย Class C จะมีจาํ นวนเครื่ องต่อเชื่อมได้เพียงไม่เกิน 254 เครื่ องในแต่ละ เครื อข่าย ( แต่หมายเลข 0 และ 255 จะไม่ถูกใช้งาน จึงเหลือเพียง 254) ดังนั้นวิธีสังเกตได้ง่ายๆ ว่าเราเชื่อมต่ออยูท่ ี่เคตรื อข่าย Class ใดก็สามารถดูได้จาก IP Address ในส่ วนหน้า (เช่น Class C สองบิตแรก เป็ น 102 เสมอ ) โดย Class A จะมี Network Address ตั้งแต่ 0 ถึง 127 (จากรู ป จะเห็นว่าบิตแรกเป็ น 0 เสมอ)


อ.ยุทธพล ทับลา

57

……………………………………………………………………… Class B จะมี Network Address ตั้งแต่ 128 ถึง 191 (เพราะสองบิตแรก เป็ น 102 เสมอ) Class C จะมี Network Address ตั้งแต่ 192 ถึง 223 (เพราะสามบิตแรก เป็ น 1102 เสมอ) การกําหนดหมายเลขของเครื อข่ายและเครื่ องคอมพิวเตอร์ นอกจากจะแบ่ง IP Address เป็ นคลาสทั้ง 5 ประเภท แล้ว ยังมีขอ้ กําหนดปลีกย่อยอีกหลายประการที่ผวู ้ างระบบต้องรู ้ไว้ เพื่อที่จะกําหนดแอดเดรสใช้งานได้อย่างถูกต้องไม่ ผิดพลาด ได้แก่ 1. IP Address ที่เป็ น " 0 " ทุกบิต จะไม่ใช้งานทัว่ ไป แต่นาํ ไปใช้กบั อุปกรณ์หาเส้นทาง (Router) เพื่อกําหนด " Default Route " 2. IP Address ในแต่ละส่ วนคือ ส่ วนหมายเลขเครื อข่ายและส่ วนหมายเลขประจําเครื่ องคอมพิวเตอร์ จะเป็ น " 0 " หรื อ " 1 " ทุกบิตไม่ได้ 2.1 ถ้าส่ วนของหมายเลขประจําเครื่ องคอมพิวเตอร์ เป็ น " 0 " ทุกบิตหมายถึง หมายเลขเครื อข่ายนั้นใช้ร่วมงานกับ อุปกรณ์หาเส้นทางหรื อเพื่อบอกให้เครื่ องคอมพิวเตอร์ รู้วา่ ตัวเองอยูใ่ นเครื อข่ายใด 2.2 ส่ วนของหมายเลขประจําเครื่ องคอมพิวเตอร์ เป็ น " 1 " ทุกชนิด หมายถึง หมายเลขเครื อข่ายนั้นใช้สาํ หรับ กระจายข่าวภายในเครื อข่าย (Broadcast Address) 2.3 ถ้า IP Address ทั้งสองส่ วนเป็ น " 1 " ทุกบิต หมายถึง แอดเดรสที่ใช้กระจายข่าวหรื อเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่ส่ง แอดเดรสนี้ เข้าสู่ ระบบไม่วา่ ตนเองอยูใ่ นเครื อข่ายใด 3. IP Address ของคลาส A หมายเลข 127.0.0.0 จะสงวนไว้ใช้งานเฉพาะอย่าง เช่น IPC (Inter-Process Communication) ตัวอย่าง เช่น IP Address เป็ น 147.14.87.23 หมายถึง เครื อข่ายนี้จดั อยูใ่ น Class B มีหมายเลขประจําเครื อข่ายเป็ น 147.14 และมีหมายเลขเครื่ องคอมพิวเตอร์ บนเครื อข่ายเป็ น 87.23 ซึ่ งเครื่ องคอมพิวเตอร์ บนเครื อข่าย 147.14 จะมี หมายเลขเครื่ อง คอมพิวเตอร์ 87.23 ได้เพียงเครื่ องเดียวเท่านั้น @ Internet Service Provider (ISP) ผูใ้ ห้บริ การอินเตอร์ เน็ต (ISP) คือบริ ษทั หรื อหน่วยงานที่ต้ งั ขี้นมาเพื่อให้บริ การติดต่อเชื่ อมโยงกับเครื อข่าย อินเตอร์ เน็ตโดยอาจจะคิดค่าบริ การหรื อไม่ก็แล้วแต่บริ ษทั หรื อหน่วยงานนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น ผูใ้ ห้บริ การ อินเตอร์เน็ต (ISP) ในเมืองไทย loxinfo,KSC Internet Thailand เป็ นต้น @ Electronic Mail (E-Mail) อีเมล์คือ จดหมายที่ส่งผ่านทางอินเตอร์ เน็ต ซึ่ งมีประสิ ทธิ ภาพในการรับส่ ง หรื อตอบกลับข้อมูลข่าวสารระหว่าง กันได้ภายใน ระยะเวลาอันสั้น ไม่วา่ คุณจะอยูต่ าํ แหน่งใดในโลกก็ตาม นอกจากนี้คุณยังสามารถแนบเอกสารโปรแกรม ไมโคร ซอฟเวิร์ดภาพต่างๆ และสิ่ ง อื่นๆ ที่จาํ เป็ นไปด้วยได้ ตัวอย่างเช่น การส่ งจดหมายไปต่างประเทศ ตามปกติตอ้ งเสี ยค่าใช้จ่ายตามนํ้าหนักของ จดหมายฉบับนั้นๆ ซึ่ งเป็ น


อ.ยุทธพล ทับลา

58

……………………………………………………………………… ราคาที่สูงพอสมควร แต่การส่ งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) นั้น สามารถแนบไฟล์เอกสารต่างๆ โดยไม่มี ค่าใช้จ่ายเพิ่ม เพราะข้อความที่ ส่ งไปจะถูกแปลงเป็ นรหัสสําหรับคอมพิวเตอร์ แล้วส่ งผ่านไปยังสายโทรศัพท์ ผ่านอินเตอร์ เน็ตไปเข้าโมเด็มของ เครื่ องรับ ซึ่งจะแปลงรหัส ดังกล่าวเป็ นข้อความตามที่เราต้องการส่ งข้อความให้ ทั้งนี้ ในการส่ งข้อความต้องระบุที่อยูข่ องผูร้ ับให้ชดั เจน ซึ่ ง เรี ยกว่า E-mail Addressมีรูปแบบดังนี้ wpongsuwan@hotmail.com โปรแกรมเว็บเบราเซอร์ (Web Bowser) โปรแกรมเว็บเบราเซอร์เป็ นโปรแกรมที่ใช้งานในระบบอินเตอร์ เน็ต เพื่อเปิ ดดูเว็บเพจ ทําให้ส ามารถ ติดต่อสื่ อสารรับ - ส่ งข้อมูลระหว่าเครื่ องคอมพิวเตอร์ กบั เครื่ องคอมพิวเตอร์ ได้ เนื่องจากสามาถรแปลงโปรโตคอล ที่มีชื่อว่า HTTP (Hypertext Tranfer Protocal) และภาษา HTML (Hypertext markup Language) ให้แสดงผลเป็ น รู ปภาพ เสี ยง และสื่ อผสมอื่น ๆ รวมทั้งสามารถรันโปรแกรมภาษา Java , Javascript และ VBScript ได้อีกด้วย ถ้า ไม่มีโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ เราก็ไม่สามารถท่องเที่ยวในอินเตอร์ เน็ตได้ ซึ่ งโปรแกรมเว็บเบราเซอร��� ที่จะกล่าวมี อยู่ 2 โปรแกรม คือ Internet Explorer(IE) และ Netscape Navigator ซึ่ งในปั จจุบนั นี้ โปรแกรมเว็บเบรเซอร์ได้ พัฒนาขึ้นมาให้ตอบสนองกับผูใ้ ช้และเทคโนโลยีของโลกอินเตอร์ เน็ตโดยที่ Internet Explorer พัฒนาถึงเวอร์ ชนั่ 5.0 ในส่ วนของ Netscape Navigator พัฒนาถึงเวอร์ ชนั่ 4.73 ซึ่ งได้รับความนิยมอยูใ่ นขณะนี้Internet Explorer(IE 5)สําหรับโปรแกรม Internet Explorer 5 จะมีพร้อมกับระบบปฏิบตั ิการ Microsoft Windows ซึ่ งเมื่อท่านได้ทาํ การ ติดตั้งระบบ Microsoft Windows เสร็ จเรี ยบร้อยท่านจะเห็นไอคอน (IE 5) บน Desktop สําหรับท่านที่ไม่แน่ใจว่า มีโปรแกรม Internet Explorer อยูใ่ นเครื่ องหรื อไม่สามารถค้นหาโปรแกรมได้ มีข้ นั ตอน ดังนี้ ขั้นตอนการเรียกใช้ โปรแกรม Internet Explorer 1. ดับเบิล้ คลิกที่ไอคอนของโปรแกรม Internet Explorer 2. เมื่อโปรแกรมโหลดขึ้นมาก็สามารถท่องเที่ยวในอินเตอร์ เน็ตได้ โดยพิมพ์ชื่อเว็บไซต์ที่ตอ้ งการลงใน Address Bar ส่ วนประกอบของ IE @ Title : แสดงชื่อเว็บที่กาํ ลังใช้งานอยูใ่ นขณะนั้น @ Manu Bar : แสดงเมนูคาํ สั่งต่าง ๆ สําหรับควบคุมโปรแกรม เช่น การ Save , Copy File , Print File รวมถึงการ ปรับตั้งค่าต่าง ๆ @ Toolbar : ประกอบไปด้วยปุ่ มสําคัญต่าง ๆ โดยปุ่ มต่าง ๆ เหล่านี้ใช้แทนคําสั่งที่ใช้บ่อย ๆ ทําให้เราไม่จาํ เป็ นที่ จะต้องเข้าไปในเมนู เพียงแต่คลิกที่ปุ่มเหล่านั้นแทนและเราสามารถเพิ่มหรื อลบปุ่ มได้ @ Address : ส่ วนนี้ให้กรอกชื่อ Address หรื อ URL ของเว็บไซต์ที่เราต้องการจะติดต่อ เช่น http:\\www.wutt.com , http:\\www.softwarepark.co.th @ Status Bar : ส่ วนนี้แสดงสถานะการทํางานได้แก่ URL ที่กาํ ลังใช้งานอยูห่ รื อคําอธิ บายการทํางาน เป็ นต้น หลักการใช้งาน Internet Explorer สําหรับท่องเน็ตเบื้องต้น


อ.ยุทธพล ทับลา

59

……………………………………………………………………… ที่ควรจะทราบไว้ IE หรื อ Internet Explorer เป็ นซอฟต์แวร์ สําหรับใช้งานระบบอินเตอร์ เน็ต หรื อมักจะนิยม เรี ยกว่า Browser ที่มีแถมมากับ Windows98 ทุกรุ่ น โดยที่หากเป็ น Windows98 Thai ก็จะมี IE4.0 แถมมาด้วย หาก เป็ น Windows98 SE ก็จะเป็ น IE5.0 และถ้าเป็ น WindowsMe ก็จะมี IE5.5 แถมมาให้ ดังนั้น หากคิดจะเล่น อินเตอร์เน็ตด้วย IE แล้วละก็ มาดูเทคนิค พื้นฐานเบื้องต้น ที่ควรจะรู ้ไว้ ในการใช้ IE ให้เต็มความสามารถกันดีกว่า เมนู ปุ่ ม และคําสั่งในเบื้องต้น การใช้งาน IE ในเบื้องต้นก็คงจะไม่มีอะไรมากนัก คิดว่าหลาย ๆ คนคงจะพอรู ้กนั อยูบ่ า้ งแล้ว เอาเป็ นว่าผมจะ ทบทวนหลัก ๆ อีกครั้ง จากหน้าตาของ IE ที่คุน้ เคยกันดังนี้

หน้ าที่ของปุ่ มต่ าง ๆ

ปุ่ ม Back ใช้สาํ หรับย้อนกลับไปหน้าที่ผา่ นมาแล้ว ปุ่ ม Forward ใช้สาํ หรับเปลี่ยนไปหน้าต่อไป (หลังจากที่ยอ้ นกลับมา) ปุ่ ม Stop ใช้สาํ หรับหยุดการโหลดข้อมูลในหน้าเว็บเพจนั้น ปุ่ ม Refresh ใช้สาํ หรับการเรี ยกโหลดข้อมูลหน้าเว็บเพจใหม่อีกครั้ง


อ.ยุทธพล ทับลา

60

……………………………………………………………………… ปุ่ ม Home ใช้สาํ หรับกลับไปหน้าแรกหรื อกลับไปที่ URL ที่ต้ งั ไว้ให้เป็ นหน้าแรก ปุ่ ม Search ใช้สาํ หรับค้นหาเว็บไซต์ ปุ่ ม Favorites ใช้สาํ หรับเลือกเว็บไซต์จาก Favorites หรื อ Book Mark ปุ่ ม History ใช้สาํ หรับการย้อนกลับไปดูเว็บไซต์ที่เคยเข้าไปดูมาแล้ว ปุ่ ม Mail ใช้สาํ หรับการ รับ-ส่ ง อีเมล์ ปุ่ ม Print ใช้สาํ หรับการพิมพ์หน้าเว็บออกเครื่ องพิมพ์ ปุ่ ม Edit ใช้สาํ หรับการแก้ไขหน้าเว็บเพจนั้น ๆ การกาหนด Text Size และ Encode ของตัวอักษร จากเมนู View จะมีให้เลือก Text Size และ Encoding ซึ่ งเป็ นการกําหนดขนาดของตัวอักษรและการเข้ารหัส ภาษา ที่แสดงในแต่ละหน้าของเว็บเพจ ซึ่ งในบางครั้ง เราสามารถทําการปรับแต่งขนาด และการกําหนดภาษา นี้ได้ หากเข้าไปในเว็บบางที่ แล้วไม่สามารถอ่านภาษาไทยได้ ก็ลองเปลี่ยน Encoding ช่องนี้ให้เป็ น Thai Search Engine หลักการทางานของ Search Engine เราสามารถแบ่งลักษณะการทํางานของ Search Engine ได้เป็ น 2 ประเภทตามลักษณะ ของการค้นหา ข้อมูล ได้á¡è Search Engine และ Search Durectories Search Engine : เป็ นการค้นหาข้อมูลที่ใช้โปรแกรมช่วยในการค้นหา โปรแกรมจะรวบ รวมข้อมูล เกี่ยวกับเว็บไซต์บนเครื อข่ายอินเตอร์ เน็ตโดยอัตโนมัติ ผลลัพธ์ที่ได้จะครอบคลุมทุก เว็บไซต์ มากกว่า แบบ Search /Directories ตัวอย่างเว็บไซต์ ที่เป็ น Search Engine เช่น @ www.altaviata.com @ www.lycos.com @ www.hotbot.com @ www.excite.com


อ.ยุทธพล ทับลา

……………………………………………………………………… Search Directories : เป็ นการค้นหาข้อมูลโดยการเข้าสู่ ฐานข้อมูล โดยแต่ละเว็บไซต์ จะถูกรวบรวม และถูกจัดให้เป็ นหมวดหมู่ ผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่ครอบคลุมทุกเว็บไซต์ที่มีบนเครื อ ข่ายอินเตอร์ เน็ต แต่ จะตรงกับความต้องการของผูใ้ ช้มากกว่าแบบ Search Engine ตัวอย่างเว็บไซต์ที่เป็ น Search Directories ที่นิยมใช้กนั มากคือ yahoo (www.yahoo. com) การค้นหาข้อมูลโดย Search Engine การกําหนดรายการ การค้นหาข้อมูลสามารถทําได้โดยการ พิมพ์คาํ ที่ตอ้ งการใช้ในการค้นหา หลังจากนั้น Search Engine ก็จะค้นหาข้อมูลของเว็บไซต์ ที่มีเนื้อหา สอดคล้องกับคําที่เราต้อง การ การค้นหาข้อมูลแบบนี้เราเรี ยกว่าการค้นหาโดยใช้ Keyword การใช้ Operator เพื่อช่วยในการค้นหาข้อมูล การค้นหาข้อมูล ที่ตอ้ งการผลลัพธ์ ที่มีความ เฉพาะเจาะจง ของข้อมูลมากขึ้น โดยใช้ตวั Operator เชื่อมคําที่ตอ้ งการค้นหา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ ถูกต้อง และละเอียดมากขึ้น ตัวอย่าง Operator ที่ใช้ เช่น AND ค้นหาข้อมูลที่มีเนื้ อหาสอดคล้องกับคําทั้ง 2 คํา เช่น INTERNET AND THAILAND ผลลัพธ์ที่ ได้จะแสดงข้อมูลของอินเตอร์เน็ตในประเทศไทยเท่านั้น OR ค้นหาข้อมูลที่สอดคล้องกับคําที่ใช้ในการค้นหาอย่างน้อย 1 คํา ตัวอย่างเช่น Internet or Thailand NOT ค้นหาข้อมูลที่ไม่มีคาํ ที่ใช้ในการค้นหาอยู่ Thai Foods Not RestaurantsAND NOT ค้นหาข้อมูลที่ สอดคล้องกับคําที่ใช้ในการค้นหาคําแรก แต่จะต้องไม่มีคาํ หลัง เช่น INTERNET AND NOT THAILAND จะค้นหาข้อมูลของอินเตอร์ เน็ตทุกประเทศ ที่มีอยูบ่ นเครื อข่าย ยกเว้นประเทศไทย ( * ) ใช้ในการค้นหาข้อมูลที่ใกล้เคียงกับคําที่ใช้ในการค้นหา "....." ค้นหาเฉพาะเว็บไซต์ที่มีประโยคที่อยูใ่ น "....." วิธีใช้ Sanook Search เว็บไดเร็ คทอรี่ (web directory) ของSanook.com เป็ น Search Engine ที่ให้บริ การค้นหาเว็บไซต์ไทย ๆ รวมทั้งเว็บไซต์ทวั่ โลกซึ่ งจัดการฐานข้อมูลโดย FAST::: โดยทั้งหมดนี้มีเป้ าหมายเพื่อเป็ นศูนย์กลาง ในการค้นหาข้อมูลสําหรับคนไทย และเผยแพร่ เว็บไซต์ของคนไทย ซึ่ งเว็บไซต์ที่มีอยูใ่ นฐานข้อมูล ของ Sanook นั้น ได้รับความร่ วมมือจากท่านเจ้าของโฮมเพจ และนักท่องเว็บที่ ได้แนะนําให้กบั ทาง ทีมงาน Sanook.com สําหรับการค้นหาเว็บไซต์ในฐานข้อมูลของSanook.com นั้นคุณสามารถค้นหาได้จากชื่อโฮมเพจ, คํา ค้น,คําอธิบายเว็บไซต์ และ URL ซึ่ งวิธีการค้นหาก็ง่ายมาก เพียงพิมพ์คาํ ที่ตอ้ งการค้นลงไป จากนั้น คลิกเพื่อค้นหาเว็บไซต์ รอสักครู่ Browser จะแสดงผลการค้นหาเว็บไซต์ตามคําค้นของคุณ

61


อ.ยุทธพล ทับลา

………………………………………………………………………

ผลการค้ นหาทีไ่ ด้

ค้ นหาแบบกาหนดเงื่อนไข การค้นหาแบบการกําหนดเงื่อนไข เป็ นการจํากัดการค้นหาเว็บของผูใ้ ช้ เพื่อให้ผลค้นที่ออกมานั้นมี ความละเอียดและครอบคลุมในเรื่ องที่ตนต้องการหา

62


อ.ยุทธพล ทับลา

………………………………………………………………………

คาเชื่อมต่ าง ๆ ทีใ่ ช้ มีความหมายดังต่ อไปนี้ 

และ หมายถึง การค้นหาเว็บที่มีคาํ สองคํารวมอยูด่ ว้ ยกัน เช่น สุ นัข และ แมว ก็เป็ นการค้นหา คําว่า สุ นัข และ แมว ที่มีเนื้อหาอยูใ่ นเว็บเดียวกัน หรือ หมายถึง การค้นหาเว็บที่มีคาํ ใดคําหนึ่งอยูด่ ว้ ย หรื อมีท้ งั สองคําก็เป็ นได้ เช่น แมว หรื อ ปลา ก็จะค้นหา ทุกเว็บไซต์ที่มี แมว หรื อ ปลา ซึ่ งอาจจะอยูใ่ นเว็บเดียวกัน หรื อคน���ะเว็บก็ได้ และไม่ มี หมายถึง การค้นหาเว็บไซต์ที่ไม่มีคาํ ที่เรากําหนดรวมอยูด่ ว้ ย เช่น มือถือ และไม่มี คอมพิวเตอร์ หมายความว่า ค้นหาเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับ มือถือ และไม่มีเนื้อหาที่เกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ เลย เท่านั้น เป็ นการกําหนดสิ้ นสุ ดการค้นหา เช่น สุ นัข และ แมว หรื อ ปลา เท่านั้น ในการค้นหาเว็บแต่ละครั้งนั้น คุณสามารถจํากัดการค้นได้มากตามความต้องการ หาเว็บทีต่ ้ องการไม่ เจอ ทาอย่ างไรดี คงจะมีบ่อยครั้ง ที่คุณค้นหาเว็บไซต์แล้ว แต่คน้ เท่าไหร่ ก็ไม่พบเว็บที่ตรงกับความต้องการ ของคุณเลย แนะนําว่าให้คุณลองปฏิบตั ิการค้นหาเว็บตามขั้นตอนต่อไปนี้ 1. ใช้คาํ ค้น(Keyword) ที่ความหมายเฉพาะเจาะจง ในสิ่ งที่คุณต้องการหา เช่น คุณ ต้องการเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับสุ นัข หรื อ หมา สัตว์เลี้ยงที่แสนจะน่ารัก คุณสามารถใช้ คําค้นได้ท้ งั หมา หรื อ สุ นัข แต่ลองพิจารณาคําสองคําแล้ว คุณควรเลือกใช้คาํ ค้น สุ นัข มากกว่า หมา เพราะว่า ผลการค้นคํา สุ นัข ให้ผลค้นที่ครอบคลุมกว่า หมา เพราะ หมาในที่น้ ีอาจไม่ได้แปลว่าสุ นัข อย่างเดียว แต่รวมไปถึงทุกเว็บที่มีคาํ ว่า หมา รวมอยูด่ ว้ ย เช่น หมายเหตุ จดหมาย หมากล้อม เป็ นต้น

63


อ.ยุทธพล ทับลา

……………………………………………………………………… 2. พิมพ์ชื่อโฮมเพจ หรื อชื่อเว็บไซต์ ที่คุณทราบลงไปได้ส้ ันๆ แต่ตอ้ งได้ใจความ เช่น ต้องการค้นหาเว็บไซต์ท่องเที่ยว ที่ชื่อสบายดอทคอม ก็ไม่ตอ้ งเสี ยเวลาพิมพ์ http://www.sabuy.com/ ให้ยดื ยาว พิมพ์ลงไปแค่ sabuy เท่านี้คุณก็สามารถค้นหาชื่ อ เว็บไซต์ที่ตอ้ งการเจอแน่นอน

64


อ.ยุทธพล ทับลา

65

……………………………………………………………………… บทที่ 7 E-mail จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ( Electronic Mail : E-mail ) การขอจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail : E-mail) ฟรี ในอินเตอร์ เน็ต ในปั จจุบนั การติดต่อสื่ อสารมีการ พัฒนามากขึ้นเรื่ อยๆ เนื่องจากโทรคมนาคม และระบบคอม พิวเตอร์ มีประสิ ทธิ ภาพมากขึ้น การส่ งจดหมาย เป็ นการติดต่อสื่ อสารที่มีมานานแล้ว จนถึงปั จจุบนั ได้มีการ พัฒนาให้สามารถส่ งจดหมายข้ามทวีปโดยใช้เวลา ไม่ถึงนาที ค่าใช้จ่ายตํ่า, รวดเร็ ว จดหมายชนิดนี้ เรี ยกว่า จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail) โดยใช้ เครื อข่ายอินเตอร์ เน็ต เป็ นเส้นทางในการส่ งข้อมูล ทั้งนี้ การที่จะส่ ง จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ได้น้ นั ต้องมี ที่อยู่ ของจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail Address) โดย อาจเป็ นสมาชิก ของผูใ้ ห้บริ การอินเตอร์ เน็ต แต่กระนั้นก็ดี ยังมีคนอีกจํานวนมากที่ไม่ได้เป็ นสมาชิก ของผู ้ ให้บริ การอินเตอร์ เน็ต แต่สามารถใช้อินเตอร์ เน็ตได้ ดังนั้น จึง มีผคู้ ิดให้บริ การจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ฟรี โดยผูส้ มัครต้องกรอกข้อมูล และอ่านข้อตกลง ของผูใ้ ห้บริ การให้ดี ก่อนเพื่อกันการเกิดปั ญหาภายหลังหาก เรายอมรับ ก็สมัครเป็ นสมาชิกได้ นอกจากบริ การฟรี แล้วผูใ้ ห้บริ การ บางแห่ง จะช่วยในการรักษาความปลอด ภัยให้เราด้วย เช่น มีฟังก์ชนั ในการไม่รับ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ขยะ มีการตรวจเช็ค หรื อ Scan Virus และ ให้บริ การแนบไฟล์ไปกับจดหมายเป็ นต้น รู ปแบบของ Email Address   

vanida@chaiyo.com piti_nat@yahoo.com narak2001@hotmail.com


อ.ยุทธพล ทับลา

66

……………………………………………………………………… ส่ วนประกอบของ Email Address ตัวอย่าง vanida@chaiyo.com vanida คือ ชื่อผูใ้ ช้ ( User name หรื อ Login name ) @ คือ ตัวขั้นระหว่างชื่อผูใ้ ช้กบั ผูใ้ ห้บริ การ อีเมล์ อ่านว่า แอท chaiyo.com คือ โดเมนเนม ( Domain name ) หรื อผูใ้ ห้บริ การเมล์มีอีกมากมายเช่น hotmailcom , yahoo.com , thaimail.com เป็ นต้น มารยาทในการใช้ งานจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ( Email )     

เนื้อหาที่ใช้จะต้องเหมาะสม ระมัดระวังในเรื่ องของชื่อและคํานําหน้า ไม่ตอบจดหมายกลับแบบส่ งต้นเรื่ องทั้งหมด ไม่ควรแนบไฟล์ที่มีขนาดใหญ่มากนัก การขอสมัคร Email

วิธีการสมัคร ขอ Email Address ของ Chaiyo.com 

คลิกทีน่ ี่ เพื่อสมัครขอ Email Address chaiyo.com บทที่ 8

วิธีการใช้ งานไชโยเมล์ 

กล่องจดหมาย กล่องนี้จะมีจดหมาย เรี ยงตามลําดับ มาก่อนหลัง โดยจดหมายที่มีไฟล์แนบมาด้วยจะมีเครื่ องหมาย @ ตรงคอลัมน์ "@" การเรียงจดหมาย ถ้าต้องการให้เรี ยงตาม ชื่ อผูส้ ่ ง, หัวเรื่ อง, วันที่ หรื อ ขนาด ให้คลิกที่ หัวของคอลัมน์ นั้น การอ่านจดหมาย ทําได้โดย คลิกหัวเรื่ องของจดหมาย


อ.ยุทธพล ทับลา

………………………………………………………………………

เขียนจดหมายใหม่ - กรอก อีเมล์ของผูร้ ับในช่อง "ถึง" ถ้ามีหลายคนให้ใส่ จุลภาค "," ระหว่างอีเมล์ - ถ้าผูร้ ับใช้บริ การของ chaiyomail.com สามารถกรอก เฉพาะชื่อได้ เช่น jonix@chaiyomail.com สามารถกรอกเพียง jonix ได้ - ผูร้ ับสําเนา ให้ใส่ อีเมล์ที่ช่อง "สําเนา" ในลักษณะเดียวกับผูร้ ับ ถ้าไม่มีไม่ตอ้ งใส่ ก็ได้ - ถ้ามีผรู้ ับสําเนาอื่นๆ แต่ไม่ตอ้ งการให้ผรู ้ ับโดยตรงทราบ ให้ใส่ อีเมล์ที่ช่อง "สําเนาซ่ อน" ในลักษณะ เดียวกัน - ถ้าต้องการเลือกผูร้ ับจากสมุดรายชื่อ ให้คลิกที่ชื่อในช่องของ สมุดรายชื่อ แล้วกดปุ่ ม "<<" ข้างๆ ช่องสําหรับกรอกอีเมล์ผรู ้ ับ - กรอกชื่ อเรื่ องของจดหมายที่ตอ้ งการส่ ง และ ข้อความของจดหมาย จากนั้นกดปุ่ ม "ส่ งจดหมาย"

67


68

อ.ยุทธพล ทับลา

………………………………………………………………………

- ถ้าต้องการแนบไฟล์ไปพร้อมจดหมายให้ ติ๊กที่กล่องแนบไฟล์ก่อน กดปุ่ ม "ส่ งจดหมาย"

การส่ งจดหมายแนบไฟล์

รู ปที่ 1 เมื่อ ต้องการเขียน จดหมาย คลิกที่ เขียนจดหมาย จะได้หน้าต่าง ดังนี้ อันดับแรก ตรง ถึงให้ใส่ อีเมล์ แอดเดรสของ ผูร้ ับ อันดับสอง ตรงหัวเรื่ อง ใส่


อ.ยุทธพล ทับลา

69

……………………………………………………………………… ชื่อเรื่ องจดหมาย อันดับสาม ในช่องที่ใหญ่ ที่สุด พิมพ์เนื้อ เรื่ องจดหมาย

รู ปที่ 2 เมื่อพิมพ์ ข้อความ จดหมายเสร็ จ แล้วเมื่อ ต้องการจะส่ ง จดหมาย ให้คลิก ที่ปุ่ม ส่ ง จดหมาย *** ในกรณี ที่ ต้องการส่ ง ไฟล์ขอ้ มูล ไป พร้อมกับ จดหมาย ให้คลิก ที่ปุ่ม ส่ งแนบ ไฟล์ แล้วจะได้ ตามรู ปที่ 3


70

อ.ยุทธพล ทับลา

………………………………………………………………………

รู ปที่ 3 เมื่อ ต้องการแนบ ไฟล์ คลิกที่ปุ่ม Browse ปุ่ มแรก จะได้ ผลลัพธ์ดงั รู ปที่ 4

รู ปที่ 4 จุดที่ 1 Look in: เลือกแหล่งเก็บ ไฟล์ เป็ น 3.5 Floppy A: จุดที่ 2 คลิกชื่อ ไฟล์ที่ตอ้ งการ ส่ ง จุดที่ 3 คลิกปุ่ ม Open จากนั้นจะ ได้ผลลัพธ์ ดังรู ปที่ 5


71

อ.ยุทธพล ทับลา

……………………………………………………………………… รู ปที่ 5 จากรู ปที่ 4 เมื่อคลิกปุ่ ม Open แล้วไฟล์ที่ ถูกเลือกจะถูก ดึงมาลงในช่อง Browse ดังรู ป เสร็ จแล้วให้ทาํ การคลิกที่ปุ่ม ส่ งจดหมายได้ ทันที ในขณะที่ส่งเมล์ ข้อมูลในดิสก์จะ ถูกดึงไปด้วย เพราะฉะนั้น ระหว่างการส่ ง ไฟล์หา้ มนําแผ่น ดิสก ่์ออกเด็ดขาด


Computer1