Issuu on Google+

 

วารสารวิจัยสังคม

Journal of Social Research  

ฉบับชาวเลอูรักลาโวย     

ปที่ 34 ฉบับที่ 2, 2554     

บรรณาธิการ  นฤมล อรุโณทัย   

ผูเขียน  ศิริรตั น กตัญชลีกุล เมธิรา ไกรนที  อาภรณ อุกฤษณ นันทกา เครืออินทร  ปยนุช แกวหนู  ศักดิ์อนันต ปลาทอง  จีระวรรณ บรรเทาทุกข


วารสารวิจัยสังคม Journal of Social Research ISSN 0857-9180 สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย อาคารวิศิษฐ ประจวบเหมาะ ชั้น 5 ถนนพญาไท กรุงเทพฯ 10330 Chulalongkorn University Social Research Institute Phayathai Road, Bangkok 10330 Thailand Tel. 0-2218-7394, 0-2218-7401 Fax 0-2215-5523, 0-2255-2353 E-mail: cusri@chula.ac.th, sripub06@yahoo.com http://www.cusri.chula.ac.th วารสารวิจัยสังคม เปนวารสารวิจัยรายป มีวัตถุประสงคเพื่อเผยแพรผลงานวิจัย วิทยานิพนธ งานวิจัย หรือบทความที่เกี่ยวของกับสาขาวิชาดานสังคมศาสตร และรายงานขาวจากสถาบันฯ ทั้งนี้เพื่อเปนการเผยแพรความรูแกคณาจารย นักวิชาการ นิสิตนักศึกษา หรือผูที่มีความสนใจ เกี่ยวกับการวิจัย ทานที่สนใจวารสารวิจัยสังคม ติดตอสั่งซื้อไดที่ ศูนยหนังสือจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ถนนพญาไท แขวงวังใหม เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 ศาลาพระเกี้ยว โทร. 0-2218-7000-3 โทรสาร 0-2251-7021 สยามสแควร โทร. 0-2218-9881 โทรสาร 0-2254-9495 มหาวิทยาลัยนเรศวร พิษณุโลก โทร. 0-5526-0162 – 5 โทรสาร 0-5526-0165 มทส (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี) นครราชสีมา โทร. 0-4421-6131-2 ราคาเลมละ 100 บาท ภาพปกโดย พลาเดช ณ ปอมเพชร

 


บทบรรณาธิการ วารสารวิ จั ย สั ง คมฉบั บ “อู รั ก ลาโว ย ” นี้ เ ป น การรวบรวมบทความ จํานวน 7 บทที่นําเสนอขอคนพบจากงานวิจัยเรื่องชุมชนชาวเลในมิติตางๆ หาก อานบทความเหลานี้เรียงไปตามลําดับ จะเทียบไดกับการดูภาพสไลดที่ฉายให เห็นภาพเคลื่อนไหวที่มีชีวิตชีวาของชนพื้นเมืองกลุมนี้ บทความแรกบรรยายใหเห็นภาพตั้งแตสมัยประวัตศิ าสตรราชอาณาจักร คาบสมุทรมลายู ที่ชาวเล ออรัง ลาอุต มีบทบาทในการกอรางสรางอาณาจักร รวมทั้งสรางฐานอํานาจ ความมั่งคั่ง และปกปองอํานาจนั้นในชวงคริสตศตวรรษ ที่ 15 แตเมื่อถึงยุคอาณานิคมตะวันตก ราชอาณาจักรตางๆ เริ่มเสื่อมถอยลง จึงมีการเลือกสรรที่จะตอกย้ําหรือที่จะลบเลือนบทบาทของ ออรัง ลาอุต บทความ “ภาพลักษณที่เลื่อนไหลของกลุมชาติพันธุชาวเลในคาบสมุทรมลายู” โดย ศิริรัตน กตัญชลีกุล ชี้ใหเห็นวาการมองผานพื้นที่ของรัฐชาติสมัยใหม ทําให มองไม เ ห็ น ตั ว ตนและบทบาทที่ สํ า คั ญ ของกลุ ม ชาติ พั นธุ ช าวเลบนพื้ น ที่ ท าง ประวัติศาสตรของคาบสมุทรมลายู การเปลี่ยนวิถีชีวิตที่เคยเรรอนใหมาเปนการ ตั้งถิ่นฐานถาวร การสงเสริมการนับถือศาสนาหลักหรือศาสนาประจําชาติ และ การใหการศึกษาในระบบโรงเรียน เปนความพยายามสวนหนึ่งที่จะกลืนกลาย ความแตกตางและสรางความเหมือน แตดวยอคติทางชาติพันธุที่ยังฝงรากลึก ทําใหชาวเล อูรักลาโวย ในไทย ออรัง ลาอุต ในมาเลเซีย และ ออรัง สุกุ ลาอุต ใน อินโดนีเซียยังเผชิญกับความยากลําบากในชีวิต ทั้งเรื่องการทํามาหากิน การอยูอาศัย ในพื้ นที่ ซึ่ งกํ าลั งเปลี่ ยนแปลงไปสู แหล งท องเที่ ยว แหล งการค า แหล งเกษตรกรรม


เชิงเดี่ยว และแหลงอุตสาหกรรม รวมทั้งการดํารงศักดิ์ศรีชาติพันธุที่ผูกพันกับพื้นที่ ชายฝงทะเล   ภาพตอมาคือการมีวิถีกึ่งเรรอน ซึ่งไมใชเรรอนแบบไรจุดหมาย แตมี จุ ด ที่ พั ก พิ ง มี ก ารตั้ ง ชุ ม ชนและการเลื อ กที่ ตั้ ง ถิ่ น ฐานโดยใช ค วามรู แ ละ ความคุ น เคยกับ สภาพธรรมชาติ ริม ฝ ง ทะเล รวมทั้ ง มี ปจจั ยด า นสั ง คมและ จิตวิญญาณที่มีอิทธิพลตอการเลือกที่ตั้งถิ่นฐานนี้ดวย บทความเรื่อง “การ ตั้ ง ถิ่ น ฐานของชุ ม ชนอู รั กลาโว ยบริ เ วณชายฝ ง ทะเลภู เ ก็ ต และข อ ควร พิจารณาเพื่อการสรางความมั่นคงดานที่อยูอาศัย” โดยเมธิรา ไกรนที ได วิเคราะหปจจัยในการเลือกสถานที่ตั้งถิ่นฐานของชาวอูรักลาโวยในพื้นที่จังหวัด ภู เ ก็ ต แสดงให เ ห็ น ว า มี ร ายละเอี ย ดหลายอย า ง ทั้ ง ป จ จั ย ย อ ยด า นสภาพ ภูมิศาสตร คือการมีพื้นที่ราบสําหรับอยูอาศัยและทํากิจกรรมประจําวัน พื้นที่ บริ เ วณนั้ น ต อ งเป น แหล ง หลบคลื่ น ลมได ไ ม เ ป ด รั บ อั น ตรายจากคลื่ น ลมแรง นอกจากนั้น ชายหาดจะตองมีความลาดชันพอดี เหมาะกับการเขาออกของเรือ ไม ว า จะเป น น้ํ า ขึ้ น หรื อ ลง หรื อ มี ร อ งน้ํ า เดิ น เรื อ และมี ค วามปลอดภั ย จาก สัตวรายและอันตรายอื่นๆ นอกจากการมีพื้นที่อยูอาศัยที่ปลอดภัยแลว ยังตอง มีปจจัยที่เชื่อมโยงกับการดํารงชีพและการทํามาหากิน คือ การมีแหลงน้ําจืด มี ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ มีเครือขายของระบบนิเวศยอยที่มีทรัพยากร หลากหลาย ยิ่งไปกวานั้น ปจจัยดานสังคมและจิตวิญญาณก็มีอิทธิพลอยาง มากต อ ชุ ม ชน คื อ การตั ด สิ น ใจโดยผู นํ า ทางจิ ต วิ ญ ญาณ ความรู สึ ก และ สัญชาตญาณในการอยูอาศัยของคนในชุมชน และปจจัยยอยดานการเดินทาง และการติดตอสัมพันธทั้งในระหวางกลุมและการแลกเปลี่ยนคาขายกับกลุมอื่นๆ

 


บทความของเมธิรายังบรรยายใหเห็นวาในขณะที่ชาวอูรักลาโวยมีการเปลี่ยน จากวิถีชีวิตแบบกึ่งเรรอนมาสูการตั้งถิ่นฐานอยางถาวรมากขึ้น แตทวาชุมชน อูรักลาโวยทุกชุมชนในจังหวัดภูเก็ต กลับกลายเปนชุมชนที่เผชิญกับปญหาเรื่อง สิทธิพื้นฐานและปญหาความมั่นคงดานที่อยูอาศัยทั้งสิ้น โดยทั่วไป มักจะเขาใจผิดกันวาชนกลุมที่มีชีวิตเรรอนหรือกึ่งเรรอนมักจะอยู โดดเดี่ยว หางไกล ไมมีการติดตอสัมพันธกับชนกลุมอื่นๆ แตอันที่จริงแลว วิถีของ ชาวเลมิใชเชนนั้น การแลกเปลี่ยนทรัพยากรมีคาทางทะเลกับเสื้อผาและของใชตางๆ เปนสิ่งที่มีมานานควบคูกับวิถีเรรอนหรือกึ่งเรรอน ยิ่งเมื่อตั้งถิ่นฐานถาวรมากขึ้น ก็ยิ่ง มีการติดตอปฏิสัมพันธมากขึ้น เกาะลันตาเปนกรณีศึกษาที่ดีมากในการทําความ เขาใจเรื่องความสัมพันธระหวางกลุมตางๆ บทความเรื่อง “พลวัตการปฏิสัมพันธ และชาติพันธุธํารงของชาวเลอูรักลาโวยและกลุมชาติพันธุอื่นๆ ในเกาะ ลันตา จังหวัดกระบี่” โดยอาภรณ อุกฤษณ  สืบสาวประวัติศาสตรเกาะ ลันตาที่มีสีสันจากปฏิสัมพันธของคนกลุมตางๆ ตั้งแตชาวเลที่พักอาศัยบริเวณนี้ มายาวนาน จนกระทั่งถึงยุคของการตั้งถิ่นฐานของชาวมุสลิมสยาม ชาวจีน ซึ่ง เริ่มประมาณ 200 ปที่แลว โดยเขามาจับจองพื้นที่สรางที่พักอาศัย เมื่อเกาะ ลั น ตากลายเป น เมื อ งท า ของเส น ทางเดิ น ทางและการค า ทางทะเลที่ สํ า คั ญ แหงหนึ่งในภาคใตก็มีคนเขามาอยูกันมากขึ้น จนถึงยุคการขยายตัวของการ ปกครองของรัฐไทยในป พ.ศ. 2444 มีการกอตั้งอําเภอ จึงมีขาราชการไทยและ กลุมคนไทย เขามามีบทบาทในการปฏิสัมพันธนี้มากขึ้นดวย ความสัมพันธ ระหว า งชาติ พั น ธุ ถู ก ทํ า ให แ น น แฟ นขึ้ น ด ว ยการแต งงานข ามกลุ มวั ฒนธรรม การยกลูกใหเปนลูกบุญธรรม การใหลูกเปนเกลอกัน การพึ่งพาหมอตําแยรวมกัน

 


แลกเปลี่ยนแบงปน ฯลฯ ทําใหเรื่องราวของชาวเกาะลันตาเปนวิถีแหงการอยู รวมกันทางวัฒนธรรม (cultural life) และมีคํากลาววา “หากตองการทํางานใหญ ให สําเร็จจะต องอาศัยความรวมมือจากคน 4 คน หมายถึง ชาวมุสลิ ม ชาวเล ชาวไทยและช���วจีน ซึ่งจําเปนตองพึ่งพาอาศัยกันและแบงงานกันทําตามความ ถนัด” จนกระทั่งมีการปรับเปลี่ยนเสนทางการคาไปใชทางบก ประกอบกับปจจัย อื่นๆ ทําใหเกาะลันตาหันเขาสูยุคแหงความซบเซา คนหนุมสาวออกไปเรียน หนังสือและหากินตางถิ่น ยุคทองเที่ยวของเกาะลันตาเริ่มตนประมาณ ป พ.ศ. 2535 ฝงตะวันออกของเกาะปรับเปลี่ยนไปทําธุรกิจทองเที่ยว ที่มีวัฒนธรรม แปลกใหม เขามาซอนทับและมีผลตอระบบสังคมวัฒนธรรมดั้งเดิม บทความ ของอาภรณยังชี้ใหเห็นถึงความพยายามในการฟนฟูวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน และการจัดระบบนิเวศที่ยั่งยืนหลังภัยพิบัติสึนามิ ซึ่งไดกระตุนใหเกิด สํานึก ความเปนชาวเกาะลันตาซึ่งขามพนความเปนชาติพันธุอีกครั้ง ในแงของความรูและวิถีการดํารงชีพทางทะเล บทความเรื่อง “อานน้ํา จํ าลม อ านฟ าจํ าดาว” ภู มิ ป ญญาท องถิ่ นด านนิ เวศทางทะเลของชาว อูรักลาโวย: รูปแบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกละเลย” โดยนันทกา เครื อ อิ น ทร ได ส ะท อ นให เ ห็ น ถึ ง ความเป น นามธรรมและความเป น อันเดียวกันของความรูและความผูกพันกับทะเล ความสัมพันธระหวางคนใน ชุมชน ระหวางชุมชน และแมแตความสัมพันธกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ซึ่งทําให การศึกษาเรื่องภูมิปญญาไมสามารถจะแยกสวนหรือเลือกเฉพาะสิ่งที่ปรากฏได ในเชิงประจักษเทานั้น อยางไรก็ดี นันทกาไดพยายามแสดงใหเห็นหลักฐานที่ เปนสิ่งบงบอกถึงความรูและความผูกพันเหลานี้ เชน ระบบการกําหนดหนวย

 


เรียกชื่อตางๆ ที่เชื่อมโยงไปถึงการใชประโยชนทรัพยากรธรรมชาติที่เปนธรรม (Equitable Use) เนนการใชประโยชนรวมกัน มิใหทรัพยากรสําคัญๆ บางอยาง ตกไปอยูใตสิทธิของปจเจกบุคคลผูหนึ่งผูใด การวิเคราะหภูมิปญญาทองถิ่น โดยแยกองคประกอบเปน 3 สวนคือ ภูมิปญญาเชิงเทคนิคหรือปรากฏการณ ภู มิ ป ญ ญาท อ งถิ่ น เชิ ง ความสั ม พั น ธ และภู มิ ป ญ ญาท อ งถิ่ น เชิ ง อุ ด มการณ อํ า นาจ ยิ่ ง ทํ า ให เห็ น ชั ด ว า ความรู แนวปฏิ บั ติ บรรทั ด ฐานในชุ ม ชน รวมทั้ ง ความสัมพันธของคนในชุมชนสะทอนใหเห็นถึงระบบจริยธรรมและคุณธรรมที่ฝง รากลึกอยูในองคประกอบเหลานี้ เมื่ออานบทความของนันทกาแลว จะเขาใจ จากกรณีศึกษาการ “อานน้ําจําลม อานฟาจําดาว” ของชาวอูรักลาโวยที่บาน ราไวย จังหวัด ภูเก็ต วาเมื่อบทบาทและความสําคัญของความรู นี้ลดถอยลง ไม ว า จะเป น ความรู เ ชิ ง เทคนิ ค ซึ่ ง เกิ ด จากการเรี ย นรู เฝ า สั ง เกตและแยกแยะ ลั ก ษณะทางธรรมชาติ เ พื่ อ กํ า หนดรู ป แบบการทํ า มาหากิ น หรื อ ความรู เ ชิ ง ความสัมพันธและความรูเชิงอุดมการณอํานาจ จึงไมแปลกเลยที่ระบบจริยธรรม และคุณธรรมที่ฝงลึกอยูในฐานความรูนี้จะถูกสั่นคลอนลงไปดวย เรียกไดวา ความรู ที่ เ ป น เงื่ อ นไขสํ า คั ญ ในการจั ด การทรั พ ยากรธรรมชาติ ค อ ยๆ ถู ก แปรเปลี่ ย นเป น “การละเลย” และ ”ความไม รู ” ซึ่ ง จะมี ผ ลต อ ทั้ ง ชุ ม ชน ทรัพยากรธรรมชาติ และตอสังคมใหญโดยรวมในที่สุด ในขณะที่นันทกาเนนเรื่องความรูเกี่ยวกับสภาพแวดลอมทางทะเลของ ชาวอูรักลาโวย บทความถัดมานี้ใหภาพที่เจาะจงลงไปอีกในเรื่องวิถีอาชีพทาง ทะเล กลาวคือพาผูอานดําดิ่งลงไปรูจักกับปญหาที่เกี่ยวกับการประมงไซดักปลา ใตทะเล บทความนี้ศึกษาความขัดแยงระหวางชาวเล (ที่ทําประมงโดยการใชไซ

 


ดักปลา) กับนักทองเที่ยวดําน้ํา ความขัดแยงนี้ไมใชการเผชิญหนาโดยตรง แต เปนการที่ชาวเลมักจะพบวาประตูไซดักปลาใตน้ําถูกเปดออกหรือตัวไซถูกตัด ทําลาย และผูที่นาจะเปนคนลงมือก็คือนักทองเที่ยวที่มาดําน้ําในบริเวณดังกลาว บทความเรื่อง “ชาวประมงไซดักปลาและนักทองเที่ยวดําน้ํา: กรณีศึกษา ความขัดแยงอันเกิดจากความไมเขาใจในวิถีชุมชนชาวเลอูรักลาโวย บาน หาดราไวย ภูเก็ต”  โดยปยนุช แกวหนู อธิบายวาชาวเลไดประกอบอาชีพ ประมงอยางสุจริตเพื่อเลี้ยงครอบครัวโดยใชเครื่องมือประมงพื้นบานมาชานาน แตในชวง 15 ปที่ผานมาพบวาไซถูกตัดทําลาย นอกจากนั้น ตนทุนการทําไซ สูงขึ้น พื้นที่วางไซก็จํากัดลงอยางมาก สวนนักดําน้ําก็เชื่อวาการปลอยปลาจาก ไซหรือการตัดไซเปนการชวยอนุรักษทรัพยากรทางทะเล หรือบางก็คิดวาไซเปน ของเกาที่ทิ้งแลว ปยนุชชี้ใหเห็นวาความเขาใจผิดเกิดขึ้นและทําใหเกิดการมอง ภาพลบโดยทั้งสองฝาย แตฝายที่ไดรับผลกระทบมากคือชาวเล เพราะอาชีพ ประมงนั้นไมแนนอนและมักจะเสี่ยงตออันตราย ธุรกิจทองเที่ยวดําน้ําตองการ รักษาทรัพยากรสัตวน้ําเหลานั้นไวในทะเล ในขณะที่ชาวเลใชประโยชนจาก ทรั พ ยากรทางทะเลเพื่ อ เลี้ ย งชี พ ในขณะที่ ภ าครั ฐ เองก็ ใ ห ค วามสํ า คั ญ และ สนับสนุนดานการทองเที่ยวเปนอยางมาก การพัฒนาการทองเที่ยวเองก็ได กอให เกิ ด ผลด า นลบต อ ทรัพ ยากรธรรมชาติ แ ละต อชุ ม ชน ยิ่ ง การท อ งเที่ ย ว เติ บ โตขึ้ น ชุ ม ชนท อ งถิ่ น ยิ่ ง ถู ก ป ด ล อ ม หมู บ า นชาวอู รั ก ลาโว ย ที่ ร าไวย ไ ม มี กรรมสิ ท ธิ์ ใ นที่ ดิ น จึ ง ต อ งเผชิ ญ กั บ ความแออั ด ป ญ หาสุ ข อนามั ย ป ญ หา สาธารณูปโภค ปญหาความยากจน ทามกลางความเจริญของเมืองทองเที่ยวที่ มีชื่อเสียงระดับโลก  ในขณะที่วิถีดั้งเดิมของชาวเลนั้นอยูบนหลักการแหงความ

 


พอเพียงและการแบงปน วิถีแบบใหมนี้จึงจะคอยๆ ผลักใหชาวเลกลายเปน ชุมชนชายขอบ โดยเฉพาะเมื่อรายไดไมพอเลี้ยงครอบครัวและเกิดความไมมั่นคง ดานตางๆ ของชีวิต บทความที่เปนภาษาอังกฤษคือ “Fishery Resource Uses and Management Intervention at Adang-Rawi-Lipe Islands, Tarutao National Park, and Bulhon Islands, Mu Ko Phetra National Park” หรือแปลเปน ภาษาไทยไดวา “การใชทรัพยากรประมง และแนวทางการจัดการที่หมูเกาะ อาดั ง-ราวี -หลี เ ป ะ อุ ทยานแห งชาติ ตะรุ เตา และเกาะบุ โหลน อุ ท ยาน แหงชาติหมูเกาะเภตรา” โดยศักดิ์อนันต ปลาทอง มาจากการศึกษาเรื่อง การใชทรัพยากรของชาวเลที่เกาะหลีเปะ และชาวประมงทองถิ่นที่เกาะบุโหลน ซึ่งทั้งสองพื้นที่เปนบริเวณอุทยานแหงชาติ ดังนั้น จึงเปนกรณีระหวางหนวยงาน รัฐกับชาวประมง ศักดิ์อนันตชี้ใหเห็นวาชาวประมงพื้นบาน แตเดิมนั้นจับปลา พอกินพอขาย และมีการแบงปนกันในชุมชน ดังนั้น ทรัพยากรทางทะเลจึงมี การใช ป ระโยชน อ ย า งยั่ ง ยื น แต ก ารพั ฒ นาที่ ผ า นมาในช ว ง 30 ป ทํา ให ก าร ทองเที่ยวขยายตัวมากขึ้นบนเกาะเล็กๆ เชนหลีเปะ เกิดผูประกอบการธุรกิจ ท อ งเที่ ย ว การเพิ่ ม จํ า นวนของนั กท อ งเที่ ยว และนํ า พาเอาวั ฒ นธรรมใหม ๆ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงที่สงผลตอแบบแผนการใชทรัพยากรชายฝงทะเลเปน อยางมาก ทั้งยังมีการรุกของประมงพาณิชยขนาดใหญโดยรอบพื้นที่สงวน ซึ่ง ทําใหทรัพยากรเสื่อมโทรมลงอยางเห็นไดชัด จนกระทั่งบางครั้ง คนในทองถิ่น ตองบริโภคปลากระปองและอาหารอื่นๆ ที่ขนสงและซื้อหามาจากฝง เพราะ นอกจากจะหาสัตวทะเลไดยากขึ้นแลว อาหารบนเกาะยังมีราคาแพงขึ้นจากการ

 


พัฒนาการทองเที่ยว ศักดิ์อนันตไดวิเคราะหถึงสาเหตุเหลานี้อยางละเอียด ไมวาจะเปนความตองการปลาและสัตวน้ําที่เพิ่มขึ้น วิธีการประมงที่พัฒนาไป มากขึ้น เทคนิคการจับปลาที่ทําลายลาง การเพิ่มขึ้นของประมงพาณิชย การ อนุรักษแบบดั้งเดิมเสื่อมถอย แหลงอาศัยของปลาลดลง มลพิษทางน้ําเพิ่มขึ้น การจัดการอุทยานฯ ที่ไมมีประสิทธิผล และสิ่งแวดลอมที่ถูกรบกวน ทายที่สุด ไดมีการนําเสนอแนวทางการจัดการเพื่อแกไขปญหาตางๆ เหลานี้คือ 1) สงเสริม การมีสวนรวมและการรวมกลุมในการจัดการของทองถิ่น 2) สนับสนุนแผนงาน วิ จัย อย า งบู ร ณาการ 3) ให ค วามรู แนวทางจั ด การ และส ง เสริ ม สํ า นึ ก ด า น สิ่งแวดลอมและนิเวศ 4) ใหมีการบังคับใชมาตรการทางกฎหมายและแผนการ แบ ง เขตใช ป ระโยชน พื้ นที่ 5) ฟ นฟู ร ะบบนิ เ วศชายฝ ง ที่ เสื่ อมโทรม และ 6) สงเสริมอาชีพทางเลือก บทความสุดทายมิไดเปนบทความวิชาการหรือมาจากการศึกษาวิจัย โดยตรง แตเปนการรวบรวมขอมูลจากเอกสารและเพิ่มเติมขอมูลจากความคิด และประสบการณในฐานะผูที่เคยทําวิจัยเชิงปฏิบัติการกับชุมชนชาวเล จึงถือวา เป น “บทความพิ เ ศษ” ที่ เ พิ่ ม เติ ม ขึ้ น มาเพื่ อ ให ภ าพป จ จุ บั น ของชุ ม ชนชาวเล สมบูรณยิ่งขึ้น “มติ ครม.ฟนฟูวิถีชีวิตชาวเล: สิ่งทาทายบนเสนดายแหง ความเขาใจ” โดย จีระวรรณ บรรเทาทุกข บรรยายถึงความเปนมาสั้นๆ ของมติ ค ณะรั ฐ มนตรี ที่ สํ า คั ญ และถื อ เป น ความก า วหน า ในระดั บ นโยบายที่ คํานึงถึงกลุมคนที่มีวัฒนธรรมที่มีความเปราะบางกวากลุมอื่นๆ มติครม.นี้เนน “การฟนฟูวิถีชีวิตชาวเล” แตเมื่อพิจารณาถึงผลดําเนินการในปแรกแลว พบวา การทํ า งานเป น ไปได ช า และยั ง ขาดความเข า ใจเรื่ อ งวิ ถี วั ฒ นธรรมของ

 


ชนเผาพื้นเมือง ปญหาที่รุนแรงและเรื้อรังหลายๆ เรื่องยังไมไดรับการแกไข และในบางพื้ น ที่ ป ญ หากลั บ หนั ก หน ว งยิ่ ง ขึ้ น จี ร ะวรรณ ไ ด ตั้ ง ข อ สั ง เกต และวิเคราะหปญหาอุปสรรคตางๆ ของการดําเนินการ ทบทวนบทเรียนตางๆ และใหความเห็นวาการดําเนินงานในชวงปแรกนี้ “เสมือนตกอยูในสถานการณ ของเส น ด า ยแห ง ความเข า ใจ ซึ่ ง บอบบางและอาจขาดสะบั้ น ลง ยั ง ขาด การมีสวนรวมคิดและตัดสินใจของชุมชนอยางที่ควรจะเปน”   ในสวนทายของ บทความ มีขอเสนอใหทบทวนการดําเนินการที่ผานมาแลวสรางวิถีทางใหม โดย มองแนวทางการขั บ เคลื่ อ นให พ น จากกรอบคิ ด เดิ ม มี ก ารยกตั ว อย า งจาก ปฏิบัติการและนวัตกรรมใหมๆ ในการขับเคลื่อนงานฟนฟูชาวเล ซึ่งสะทอนให เห็นการเปลี่ยนแปลงในระดับทัศนคติ ระดับนโยบาย และระดับปฏิบัติการ อันจะ ทําใหกาวขามปญหาตางๆ ที่เกิดขึ้น และสงผลใหงานฟนฟูวิถีชีวิตชาวเลประสบ ความสําเร็จมากขึ้นกวาเดิม   นอกจากบทความเหลานี้แลว ยังมีปริทัศนหนังสือ  “อีกัด ลาโวจ” โดยอุ ษ า โคตรศรี เ พชร และพลาเดช ณ ป อ มเพชร หนั ง สื อ เล ม นี้ พิ ม พ สี่ สี สวยงาม มีรู ปภาพปลาที่ มีชื่อเรีย กในภาษาอูรั กลาโวย รวมทั้ง ขอ มูล ที่ทํ าให เข า ใจเรื่ อ ง “นิ เ วศวั ฒ นธรรม” หรื อ การที่ ก ลุ ม คนใช ชี วิ ต ร ว มกั น ภายใต สภาพแวดลอมหนึ่งและดํารงชีพโดยการพึ่งพิงแหลงทรัพยากร จนกระทั่งเกิด ความรูและการปฏิบัติที่เกื้อกูลกับทั้งสังคมและสิ่งแวดลอม หนังสือเลมนี้นาจะ เปนเสียงสะทอนประเด็นรวมของหลายบทความขางตน โดยเฉพาะเรื่องความรู และการทํามาหากินทางทะเล รวมทั้งประเด็นที่ชาวอูรักลาโวยถูกตีตราวาเปน ผูบุก รุก ผูทําลาย ขาดความรูความเข าใจในการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ

 


บอยครั้งที่ถูกตรวจคนและจับกุมในคดีลักลอบจับสัตวน้ําสวยงาม หนังสือเลมนี้ แสดงใหเห็นอยางชัดเจนวาชาวเลรูจักพื้นที่และทรัพยากรชายฝงทะเลดีเพียงใด และไดเรียนรูที่จะอยูรวมกับธรรมชาติดวยเทคโนโลยีพื้นบานที่ถายทอดจากรุน สูรุนไดอยางไร และเมื่ออานปริทัศนหนังสือ รวมทั้งอานหนังสือเลมนี้แลว ผูอาน คงจะไดเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดลอม และ เขาใจถึงบริบทที่ทําใหชาวอูรักลาโวยมีภาพลักษณที่เลื่อนไหลระหวางผูอนุรักษ/ ผูทําลาย และผูบุกเบิก/ผูบุกรุกไดอยางชัดเจนยิ่งขึ้น วารสารนี้ ป ด ท า ยด ว ยบทสั ม ภาษณ ดร.สุ พิ ณ วงศ บุ ษ ราคั ม ผูที่ศึกษาดานภูมิศาสตรมนุษย (human geography) และสนใจเรื่องชุมชน อู รั ก ลาโว ย กั บ การจั ด การทรั พ ยากรชายฝ ง ทะเล ดร.สุ พิ ณ ทํ า งานวิ จั ย เชิงคุณภาพ ศึกษาผานวิธีการสังเกตอยางมีสวนรวม และปจจุบันไดทํางาน กับองคกรอนุรักษธรรมชาติ (The Nature Conservancy) ซึ่งเนนดานงานวิจัย วิทยาศาสตรเกี่ยวกับสิ่งแวดลอม แมองคกรดานสิ่งแวดลอมขนาดใหญยังตอง เริ่มใหความสําคัญกับสังคมศาสตรและมุงทําความเขาใจเรื่องชุมชนและการ มีสวนรวมกับการอนุรักษทรัพยากร ดร.สุพิณมีคําตอบที่นาสนใจตอคําถาม ตางๆ เชน “ทําไมจึงสนใจชุมชนอูรักลาโวย?” “ขอคนพบหลักจากงานวิจัยคือ อะไร?” “ปญหาอุปสรรคในการอนุรักษมีอะไรบาง? ทิศทางในการอนุรักษ ทรัพยากรควรเปนอยางไร?” “ปจจุบันชาวอูรักลาโวยหลายชุมชนมีปญหาเรื่อง กรรมสิทธิ์ที่ดิน เผชิญกับสภาพทรัพยากรที่ลดนอยลง เผชิญกับการพัฒนาการ ทองเที่ยวที่ไมเห็นความสําคัญของชนพื้นเมือง คิดวาอนาคตของชุมชนจะเปน อยางไร และเราควรมีนโยบายตอชุมชนพื้นเมืองอยางไร?” “สิ่งที่ไดเรียนรู

 


ประสบการณหรือบทเรียนจากงานวิจัยเกี่ยวกับชุมชนอูรักลาโวยเปนประโยชน ในการทํางานปจจุบันอยางไร?” จากการสัมภาษณ ดร.สุพิณ ทําใหเห็นไดชัดวา ในชวงเวลา 10-15 ปที่ผานมาเปนชวงแหงการเปลี่ยนแปลงที่สังเกตไดชัดเจน เปนรอยตอหรือชวงเปลี่ยนผานของสังคมชาวอูรักลาโวยโดยเฉพาะที่เกาะหลีเปะ เมื่อไดอานบทสัมภาษณแลว ผูอานคงจะอยากยอนกลับไปอานบทความขางตน ทั้งหมดอีกครั้ง เพราะสิ่งที่ ดร.สุพิณกลาวถึงลวนสะทอนใหเห็นถึงประเด็นที่ ผูกโยงตอกันมาจนกระทั่งการทําความเขาใจสังคมและวัฒนธรรมอูรักลาโวย ไมสามารถจะปฏิเสธความสําคัญของประวัติศาสตร นิเวศวัฒนธรรมที่เผยให เห็ น ถึ ง ภู มิ ป ญ ญาเรื่ อ งพื้ น ที่ ช ายฝ ง ทะเล ปฏิ สั ม พั น ธ ทั้ ง ระหว า งมนุ ษ ย กั บ ธรรมชาติ แ ละกั บ มนุ ษ ย ด ว ยกั น ในเชิ ง ชาติ พั น ธุ แ ละวั ฒ นธรรม การพั ฒ นา เศรษฐกิจ การสงเสริมการทองเที่ยว รวมทั้งความพยายามในการอนุรักษพื้นที่ ชายฝงทะเล ไปจนกระทั่งถึงวิถีที่กําลังถูกคุกคามจนขาดความมั่นคงในอนาคต และความพยายามที่จะสรางคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นผานนโยบายที่กาวหนาเชน มติครม. ที่กลาวถึงแลว แมวาเนื้อหาทั้งหมดในวารสารนี้จะพยายามใหภาพของชาวอูรักลาโวย ผานประเด็นที่เชื่อมรอยกัน แตความรูเกี่ยวกับชุมชนชาวเลเหลานี้ยังมีคอนขาง นอย เมื่อเทียบกันงานในอนาคตที่จะตองอาศัยความรู ความเขาใจกอนที่จ ะ เข า ไปพั ฒ นาหรื อ สร า งความมั่ น คงในชี วิ ต และวั ฒ นธรรมให กั บ ชนพื้ น เมื อ ง ชายฝ ง ทะเลกลุ ม นี้ ดั ง นั้ น บรรณาธิ ก ารหวั ง ว า จะได มี โ อกาสได ร วบรวม บทความอื่ น ๆ ที่ เ กี่ ย วกั บ ชุ ม ชนชาวเล แ���ะนํ า เสนอในวารสารวิ จั ย สั ง คมใน

 


อนาคต อันจะสงเสริมใหเกิดการเรียนรู คนควา และถกเถียงกันมากขึ้น เพื่อที่ เราจะไดเปดพรมแดนความรูในเรื่องนี้ใหกวางและลึกกวาที่เปนอยูในปจจุบัน     บรรณาธิการ          HULALONGKORN NIVERSITY OCIAL ESEARCH NSTITUTE

   

                   

 

     


วารสารวิจัยสังคม

Journal of Social Research ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

Vol. 34 No.2 2011

สารบัญ หนา บทบรรณาธิการ กลุมชาติพันธุชาวเลบนคาบสมุทรมาเลย ศิริรตั น กตัญชลีกุล

1

การตั้งถิ่นฐานของชุมชนอูรักลาโวยบริเวณชายฝงทะเลภูเก็ต และขอควรพิจารณาเพื่อการสรางความมั่นคงดานที่อยูอาศัย เมธิรา ไกรนที

37

พลวัตการปฏิสัมพันธและชาติพันธุธํารงของชาวเลและ กลุมชาติพันธุอนื่ ๆ ในเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ดร.อาภรณ อุกฤษณ

62

ภูมิปญญาทองถิ่นดานนิเวศทางทะเล “อานน้ําจําลม อานฟาจําดาว”: 93 รูปแบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกละเลย นันทกา เครืออินทร

 


ชาวประมงไซดักปลาและนักทองเที่ยวดําน้ํา : กรณีศึกษาความขัดแยงอันเกิดจากความไมเขาใจ ในวิถีชุมชนชาวเลอูรักลาโวย บานหาดราไวย ภูเก็ต ปยนุช แกวหนู

121

Fishery Resources and management intervention of Adang-Rawi-Lipe islands, Tarutao National Park, and Bulhon islands, Mu Ko Phetra National Park, Thailand Sakanan Plathong

151

บทความพิเศษ เรื่อง “มติครม.ฟนฟูวิถีชีวิตชาวเล: สิ่งทาทายบนเสนดายแหงความเขาใจ จีระวรรณ บรรเทาทุกข

196

ปริทศั นหนังสือ “อีกัด ลาโวจ” อุษา โคตรศรีเพชร พลาเดช ณ ปอมเพชร

220

บทสัมภาษณ ดร.สุพิณ วงศบุษราคัม นักภูมิศาสตรที่ทําวิจัยเชิงลึก ในกลุมชาวอูรักลาโวยที่เกาะหลีเปะ จังหวัดสตูล

225

 


ภาพลักษณที่เลื่อนไหล ของกลุมชาติพันธุช าวเล ในคาบสมุทรมลายู1 THE SHIFTED IDENTITY OF CHAO LAY ETHNIC GROUP IN THE MALAY PENINSULA

ศิริรัตน กตัญชลีกุล2

Sirirat Katanchaleekul

                                                             1

บทความนี้ แ ปลและปรั บ ปรุ ง จากบทความภาษาอั ง กฤษ ซึ่ ง นํา ข อ มู ล มาจากงานวิจัยเกี่ยวกับ สถานการณของกลุมชาติพันธุชาวเลในคาบสมุทรมลายู เรื่อง Rethinking Chao Le Identity in Thailand in the Context of the History of the Malay Peninsula ภายใตโครงการปญญาชน สาธารณะ (เอพีไอ หรือ Asian Public Intellectuals) สนับสนุนเงินทุนโดยมูลนิธินิปปอน 2 นักวิชาการอิสระ, sirirat.katan@gmail.com

 


วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

2  

บทคัดยอ บทความนี้ ต อ งการแสดงให เ ห็ น ว า ภาพลั ก ษณ ใ นด า นลบของกลุ ม ชาติพันธุชาวเลในปจจุบัน เปนผลมาจากควันหลงในประวัติศาสตรที่บางตอน ถูก นํามาตอกย้ํา และบางตอนถูกทําใหลืมหายไปโดยกลุม ชนชั้นปกครองใน กระบวนการประกอบสรางประวัติศาสตรในคาบสมุทรมลายู ตอนที่สูญหายไป นี้เองไดสงผลใหเกิด อคติทางชาติพันธุกับกลุมชาวเล ปจจุบันถึงแมวากลุม ชาติ พั น ธุ ช าวเลได ก ลายเป น พลเมื อ งของประเทศ ได รั บ การศึ ก ษาในระบบ โรงเรี ย น นั บ ถื อศาสนาและละทิ้ ง วิ ถี ชี วิ ต แบบเดิ ม ไปแล ว ก็ ต าม แต อ คติ ท าง ชาติ พั น ธุ นั้ น ยั ง คงอยู เป น ผลให ก ลุ ม ชาวเลไม เ ป น ที่ ย อมรั บ ด ว ยเหตุ นี้ ก ลุ ม ชาติพันธุชาวเลจึงตองตกอยูในสภาวะที่ยากลําบากมาโดยตลอด คําสําคัญ: ชาวเล, ออรัง ลาอุต, รัฐชาติ, ชนพื้นเมือง

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

3

Abstract The article aims to demonstrate the cause of ethnic prejudice on Chao Lay ethnic group. It argues that this has been the consequence of selective representations in the history. Some parts of the history have been emphasized while some have been ignored by the rulers in the era of history-building in the Malay Peninsula. The ignored history results in present day discrimination. Although Chao Lay today have become citizens of the nation states, received education in formal systems, accepted mainstream religions, and discarded their traditional way of life, but the negative perception towards them still persists. Thus, they are generally not accepted in a wider society and have been struggling to these days. Keywords: Chao Lay, Orang Laut, nation state, indigenous peoples

 


4  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

1. บทนํา “ชาวเล” เปนคําทั่วไปใชเรียกคนที่อาศัยทะเลเปนแหลงพักพิง หรือเปน แหลงทํามาหากิน ในทางภาคใตฝงทะเลอาวไทย “ชาวเล” มักหมายความถึง ชาวประมง แตบริเวณฝงทะเลอันดามันนอกจากจะหมายถึงชาวประมงแลว ยัง หมายรวมไปถึงกลุมชาติพันธุพื้นเมืองที่พูดภาษาตระกูลออสโตรนีเชียน ซึ่งคน กลุมนี้ในประวัติศาสตรมีวิถีชีวิตแบบเรรอนและกึ่งเรรอนในแถบคาบสมุทรมลายู อยางไรก็ตาม ความรูเกี่ยวกับกลุมชาติพันธุชาวเลในประเทศไทยมีอยูคอนขาง จํากัด เนื่องจากเปนการมองผานพื้นที่ของรัฐชาติสมัยใหม จึงทําใหมองไมเห็น ตัวตนและบทบาทที่สําคัญของกลุมชาติพันธุชาวเลบนพื้นที่ทางประวัติศาสตร ของคาบสมุทรมลายู ซึ่งครอบคลุมสวนหนึ่งของประเทศไทย มาเลเซีย และ อิ น โดนี เ ซี ย ในป จ จุ บั น ผลที่ ต ามมาก็ คื อ อคติ ท างชาติ พั น ธุ ที่ ทํ า ให ช าวเล กลายเปนกลุมที่มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่แตกตางไปจากคนสวนใหญในสังคม และถูกมองวาเปนกลุมชนที่ลาหลังและสกปรก ในทางกลับกัน หากมีการพิจารณายอนกลับไปตั้งแตชวงเริ่มมีการคา บนคาบสมุทรในศตวรรษที่ 5 จะพบวาในยุคนี้กลุมชาวเลมีบทบาทที่สําคัญ อยางมากในดานการเปนผูจัดหาสินคาทางทะเลใหกับพอคาจากจีน เนื่องจาก สัตวน้ําบางชนิดตองอาศัยทักษะเฉพาะตัวของคนกลุมนี้เทานั้น และเมื่อเขาสู ชวงศตวรรษที่ 15 ซึ่งเปนยุคตนของการกอตั้งราชอาณาจักรมาเลยรวมไปถึงเปน ยุคแหงความเจริญรุงเรืองของการคาทางทะเลในแถบชองแคบมะละกา กลุม ชาวเลก็เปนกองกําลังทางทะเลในการดูแลความสงบเรียบรอยใหกับเจาผูครอง ราชอาณาจักรมาเลย ในยุคนี้ชนชั้นปกครองของกลุมชาวเลไดถูกเลื่อนสถานะ

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

5

เปนกษัตริยองคที่สองแหงมะละกา แตเมื่อเขาสูยุคอาณานิคม ชนชั้นปกครองที่ เคยพึ่ ง พิ ง ฐานอํ า นาจการปกครองจากกลุ ม ชาติ พั น ธุ ก ลั บ หั น เหไปรั บ ความ ชวยเหลือจากชาติตะวันตก แลวละทิ้งฐานอํานาจเดิม เมื่อเปนเชนนี้กลุมชาติพันธุ ชาวเลจึงถูกใหคํานิยามใหมวาเปนอุปสรรคตอความเจริญของภูมิภาคนี้ 2. กลุมชาติพนั ธุชาวเลในคาบสมุทรมลายู กลุมชาติพันธุชาวเลในบทความนี้หมายถึง กลุมชาติพันธุพื้นเมืองที่ ในอดีตมีวิถีชีวิตแบบเรรอนและกึ่งเรรอนทางทะเลบนคาบสมุทรมลายู เมื่อ หนึ่งรอยกวาปที่แลว ออรัง ลาอุต3 (orang laut) หรือบางครั้งก็ถูกเรียกวา “sea nomads” หรือ “sea gypsies” เปนกลุมที่อาศัยเรือเปนบาน อาศัยกระจายใน แถบพื้ น ที่ เส น ทางเดิ น เรื อในภู มิ ภาคเอเชี ย ตะวั น ออกเฉี ย งใต และมี ชื่ อ เรี ย ก แตกตางกันไปในแตละพื้นที่ (แผนผังที่ 1) ครั้งหนึ่งคนกลุมนี้เคยยึดครองพื้นที่ การเดิ น เรื อ รอบช อ งแคบมะละกา รวมไปถึ ง บางส ว นของชายฝ ง สุ ม าตรา ตะวั น ออก มลายาตะวั น ออกเฉี ย งใต และหมู เ กาะเรี ย ว-ลิ ง กา และเกาะตู จู (Sather 1999: 2) ออรัง ลาอุต ดํารงชีวิตดวยการหาประโยชนจากทรัพยากรทาง ทะเล หาเก็บสัตวน้ําตามชายฝง และบริเวณปาชายเลนหรือเขตปาที่มีน้ําทวมถึง นอกจากนี้ยังเขาปาเพื่อหาเก็บของปา เชน หัวมันปา ผลไม หาเก็บเศษไมเพื่อ นํามาทําเปนฟน รวมไปถึงการหาเก็บสมุนไพรเพื่อนํามาทํายาพื้นบาน อีกทั้งยัง มีการลาหมูปาเพื่อมาทําเปนอาหารอีกดวย โดยทั่วไปคนกลุมนี้มักอาศัยเรือ                                                              3

ออรัง ลาอุต เปนคําในภาษามาเลยใชเรียกกลุมชาติพันธุชาวเล “ออรัง” แปลวา คน และ “ลาอุต” แปลวา ทะเล

 


6  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

ลํ า เล็ ก ๆ เป น บ า นสํ า หรั บ หนึ่ ง ครอบคร��� ว แล ว เดิ น ทางไปในพื้ น ที่ ที่ มี ก ลุ ม เครือญาติอยู รวมไปถึงการเดินทางตามความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ (ภาพที่ 1)

ภาพที่ 1: ผูหญิงชาวเลเก็บหาหอยนางรมตามโขดหินชายฝง ภาพโดยผูเขียน เอกสารเกาที่บันทึกโดยชาวอังกฤษระบุวากลุมชาติพันธุหลักของเกาะ ภูเก็ตในคริสตศตวรรษที่ 17 ก็คือ คนไทยที่เปน “natural Syamers” อยูปะปน กับชาวมาเลย (Malays) และชาวเล (sea-gypsies) และอีกกลุมหนึ่งที่อาศัยอยู บนเกาะนี้คือกลุม saletters หรือ saleeters ซึ่งเปนกลุมที่แตกตางไปจากคนที่ อาศัยอยูบนแผนดิน บางสวนอาศัยอยูในเรือและเปนนักเดินทางที่เชี่ยวชาญใน ทะเลแถบนี้ รวมทั้ง เปนกลุม หนึ่งของ ออรัง ลาอุต ซึ่ งเร รอนอยูแถบหมู เกาะ มาเลย (Na Pombejra, 2002: 94-95)

 


เกาะตูจู  เกาะอันนัมบัส  หมูเกาะนาทูนา  ออรัง เซเลตตา/  คัลลาง 

ยะโฮร ใต  สิงคโปร 

ออรัง กัวลา/  ดัวโน 

เซอกาห 

สุมาตรา ตอ.  บังกา  ยะโฮร เบอลิตุง ตต. 

แผนผังที่ 1: แสดงกลุม ออรัง ลาอุต จําแนกตามภูมิภาค

ออรัง สุกุ ลาอุต 

เรียว-ลิงกา 

ออรัง ลาอุต 

อูรัก ลาโวย 

ประเทศไทย  ภาคใต

Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011   7


8  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

งานศึกษาเกี่ยวกับกลุมชาติพันธุชาวเลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต ทั้งที่เปนงานวิจัยในเชิงวิชาการและบันทึกทางประวัติศาสตร ไดกลาวถึงบทบาท ของกลุ ม ชาติ พั น ธุ ช าวเลในคาบสมุ ท รมลายู ใ นด า นต า งๆ ไว อ ย า งน า สนใจ ในงานประวัติศาสตรมาเลเซีย (อันดายาและอันดายา 2549: 22-23) กลาวไววา บัญชีรายชื่อสินคาทะเลที่มีอยูอยางมากมายในตลาดการคาของจีนในยุคการคา เฟองฟูของภูมิภาคนี้ เชน ปะการังที่แผกิ่งกานสวยงามสีดําและหายาก ภาษา มลายูเรียกวา อาการ บาฮาร และต-รีปง หรือปลิงทะเล รวมทั้งไขมุก สาหราย และรังนก ที่ใชเปนสวนประกอบในการทําอาหารและสวนผสมในการทํายาจีน มีเพียง ออรัง ลาอุต เทานั้นที่ชํานาญในการดําน้ําและสามารถงมปะการังและ สัตวทะเลเหลานี้ขึ้นมาจากพื้นทะเลเพื่อมาขายใหกับพอคาจีนได (อันดายาและ อันดายา 2549: 25) อาณาจั ก รศรี วิ ชั ย ในอดี ต มี ป จ จั ย พื้ น ฐานของความเข ม แข็ ง อยู ที่ สัมพันธภาพแบบพึ่งพาอาศัยกันระหวางผูปกครองกับกลุม ออรัง ลาอุต ซึ่งเปน ประชาชนชาวเลที่อาศัยอยูในแถบแมน้ําและพรอมที่จะรวมตัวกันปลนเมื่อมีเรือ ผานเขามาในนานน้ํา ดังนั้น ศรีวิชัยจึงตองเขาไปควบคุม ออรัง ลาอุต เพื่อให มาเปนกองกําลังควบคุมความปลอดภัยในชองทางเดินเรือทางทะเลจากผูเขามา จูโจมภายนอก (อันดายาและอันดายา 2549: 42-43) บทบาทของ ออรั ง ลาอุ ต ที่ โ ดดเด น ที่ สุ ด ในประวั ติ ศ าสตร ม าเลย ดูเหมือนวาจะเปนการเขาไปมีบทบาทตอโครงสรางทางสังคมและวัฒนธรรม ของราชอาณาจักรมาเลยโบราณ ทั้งนี้ สายสัมพันธระหวางศักดินามาเลยกับ ออรั ง ลาอุ ต ในคริ ส ต ศ ตวรรษที่ 14 นั้ น มี ค วามสนิ ท ชิ ด เชื้ อ และมี นั ย สํ า คั ญ

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

9

อยางยิ่งในประวัติศาสตรมาเลย โดย ออรัง ลาอุต เปนผูภักดีที่สืบทอดบทบาท มาตั้งแตสมัยผูปกครองศรีวิชัย-ปาเล็มบัง ซึ่งตอมาไดมาสรางราชอาณาจักร มาเลยโดยมีศูนยกลางอยูที่มะละกาและยะโฮร (Chuleeporn 2002: 143) บทบาท ออรัง ลาอุต ที่มีตอรัฐคือการเปนกองกําลังทางน้ําที่เฝาคอย ตรวจตราการเดินเรือเขาออกบริเวณชองแคบ ในยามศึกสงคราม ออรัง ลาอุต ก็ เปนกองกําลังตอสูใหกับราชอาณาจักร แตในยามสงบ ออรัง ลาอุต มีบทบาท หลักในการดูแลและใหบริการความสะดวกในดานเศรษฐกิจของเมืองทา เมื่อเขา ฤดูมรสุมซึ่งเปนชวงที่เรือหรือพอคาตางๆ ไมสามารถออกเดินทางได ออรัง ลาอุต ก็เปดตลาดเปนที่แลกเปลี่ยนสินคาระหวางของที่หาไดจากทองทะเลกับสินคา จากพอคาตางๆ (Chuleeporn 2002: 149) เมื่อเขาสูชวงตนราชวงศมาเลย เนื่องจากบริเวณชองแคบมะละกามี จํานวน ออรัง ลาอุต มากกวาพวกชนกลุมอื่น กษัตริยปวรเมศวรจึงไดอภิเษก สมรสกับบุตรสาวของหัวหนา ออรัง ลาอุต จากสิงคโปรเพื่อใหเกิดความมั่นคง ของราชอาณาจักร และโอรสที่ประสูติจากการอภิเษกสมรสนี้ไดสืบทอดตําแหนง ประมุของคที่สองของมะละกา การรักษาสัมพันธภาพกับกลุม ออรัง ลาอุต ทําใหราชวงศสามารถครอง ความเปนใหญทางการเมืองในชองแคบไวได ยิ่งไปกวานั้นดวยความสามารถ ทางทะเลของ ออรัง ลาอุต ก็ไดดึงดูดเรือบรรทุกสินคาที่เปนสินคาทะเลและ พ อ ค า ต า งหลั่ ง ไหลเข า มาค า ขายในแถบนี้ จนเป น ที่ ม าแห ง ความมั่ ง คั่ ง ของ มะละกา ดังนั้น ความจงรักภักดีของกลุม ออรัง ลาอุต นับเปนปจจัยสําคัญใน

 


10  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

การรั ก ษาราชอาณาจั ก รและความมั่ น ใจในความเจริ ญ รุ ง เรื อ งของมะละกา (อันดายาและอันดายา 2549: 77-78) อยางไรก็ตาม ในชวงคริสตศตวรรษที่ 16 เปนตนมา ความสําคัญของ ออรัง ลาอุต ในภูมิภาคนี้เริ่มเสื่อมถอยอันเนื่องมาจากสาเหตุประการแรกคือ การเปลี่ยนขั้วอํานาจทางการเมืองของชนชั้นปกครองในราชอาณาจักรยะโฮร กลาวคือมีการยึดอํานาจจากสุลตานองคเกาดวยการใชกองกําลังที่เปนชาวบูกิส ผลจากการลอบปลงพระชนม สุล ต า นองคเ ก า ทํ าให ลํ าดั บ ชั้น ทางสั ง คมของ ออรั ง ลาอุ ต เกิ ด ความสั่ น คลอน กษั ต ริ ย อ งค ใ หม ก็ ดู จ ะวางใจในชาวบู กิ ส มากกวา ออรัง ลาอุต ในชวงนี้เอง ออรัง ลาอุต ก็เริ่มกระจัดกระจายหายไป จากบริเวณชองแคบ อันดายาไดระบุวานี่เปนจุดเปลี่ยนที่มีนัยในประวัติศาสตร ของกลุม ออรัง ลาอุต ทําใหคนกลุมนี้กลับกลายมาเปนคนมีนิสัยขี้อาย เก็บตัว และหันไปมีวิถีชีวิตแบบเรรอนที่ไมมีอะไรโดดเดน (Trocki 2007: 26 อางใน Andaya 1975: 323 ) อีกทั้งความภาคภูมิใจและสถานะเดิมก็หายไปดวย สาเหตุของความเสื่อมสลายประการถัด มาก็คือ การเขามาของชาติ ตะวันตกที่ตองการยึดครองการคาไมเพียงในชองแคบ แตยังตลอดทั่วทั้งภูมิภาค ชาติตะวันตกตางตระหนักดีวา อุปสรรคที่ขัดขวางการแผอิทธิพลของตนเองนั้น คือ กลุมกองกําลัง ออรัง ลาอุต ซึ่งเปนกองกําลังหลักของราชสํานักมาเลยใน ขณะนั้น ขออางหนึ่งที่อังกฤษไดนําขึ้นมาเปนประเด็นคือเรื่องปญหาโจรสลัดใน ชองแคบที่เปนอุปสรรคตอการเจริญเติบโตของการคาในบริเวณนี้ โจรสลัดใน ความหมายนี้ก็คือกลุม ออรัง ลาอุต นั่นเอง

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

11

อยางไรก็ตาม มุมมองเรื่องโจรสลัดหรือชนกลุมผูลักขโมยของมาเลยใน สายตาชาวอังกฤษนั้น ดานหนึ่งก็มีที่มาจาก Tome Pires นักเขียนชาวโปรตุเกส ที่บันทึกเหตุการณชวงโปรตุเกสครอบครองมะละกา โดยกลาวถึง ออรัง ลาอุต วาเปน เซลัตเตส (Celates) “ผูซึ่งทําการปลนสะดมโดยใชเรือปราฮูลําเล็กๆ เดินทางทองไปในทะเล และคอยดักปลนเมื่อมีโอกาส” นอกจากนี้ ในบันทึก ดังกลาวยังไดระบุถึงพฤติกรรมโจรสลัดเหลานี้วาไดรับการยินยอมจากมะละกา และ เซลัตเตส เหลานี้ก็เปนที่ชื่นชมยิ่งของราชาแหงลิงกา (Sopher 1944: 321 อางใน Shahrom 2002/2003: 25) ดวยเหตุนี้ ชาติตะวันตกจึงไดออกมาตรการในการตอตานและกําจัด ออรัง ลาอุต ซึ่งถูกเรียกวา “โจรสลัด” เพื่อใหชาวยุโรปสามารถทําการคาใน บริเวณนี้ไดอยางสะดวกและปลอดภัย ในค���ิสตศตวรรษที่ 16 ออรัง ลาอุต ก็ถูก ขับไลออกไปจากบริเวณเมืองทาการคาที่สําคัญ และเมื่อเขาสูคริสตศตวรรษที่ 19 บทบาทของ ออรัง ลาอุต ในประวัติศาสตรมาเลยเริ่มสูญหายไป สถาบัน สุลต านของมาเลยก็ไ ดเปลี่ย นระบบการเมืองที่พึ่ง พิงชนพื้นเมืองมาเปน การ พึ่งพิงการเมืองแบบอาณานิคมโดยมีอังกฤษเปนประเทศเจาอาณานิคม ตั้งแตคริสตศตวรรษที่ 19 เปนตนมา กลุมชาติพันธุชาวเลก็ถูกอธิบาย อยางคลาดเคลื่อน เชน ในประเทศมาเลเซียอธิบายกลุม ออรัง ลาอุต วาเปนพวก โสมม นารังเกียจ และดีกวาสัตวเพียงเล็กนอย (อันดายาและอันดายา 2549: 142) และอินโดนีเซียอธิบายวาเปนกลุมคนที่ฝกฝนมนตดํา เพื่อใชทํารายคน ที่ตัวเองไมพอใจ เปนคนอันตราย สกปรก และไมเจริญ (Chou 2003: 2) ใน ประเทศไทยคนบางทองถิ่นภาคใตมักใชคําวา “ชาวเล” สําหรับเรียกคนที่ละเลย

 


12  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

เรื่องความสะอาด ไมเอาใจใสการเรียน หรือคนที่จับจายใชสอยจนไมมีเหลือเก็บ เชน ดําเหมือนชาวเล สกปรกเหมือนลูกชาวเล เปนตน 3. จาก “ออรังลาอุต” หรือ “ชาวเล” มาเปนชนพื้นเมือง ในคริสตศตวรรษที่ 20 ประเทศตางๆ บนคาบสมุทรมลายูตางพัฒนา ตัวเองเขาสูยุครัฐชาติสมัยใหม ออรัง ลาอุต กลายเปนพลเมืองของประเทศอิสระ ในประเทศมาเลเซี ย ออรั ง ลาอุ ต หรื อ ชาวเลถู ก จั ด อยู ใ นกลุ ม “ออรั ง อั ส ลี ” (orang asli) แปลวา ชนพื้นเมือง ในประเทศอินโดนีเซีย กลุมชาติพันธุนี้ถูกจัดใหอยูในกลุม “มาสยารากัต อาดัต เตอรัสซิง (masyarakat adat terasing)” แปลวา สังคมจารีตประเพณีที่ ยังโดดเดี่ยว (isolated society) และตอมาไดเปลี่ยนชื่อเปน “คอมมูนิตัส อาดัต เตอรเพินชิล (communitus adat terpencil)” แปลวา ชุมชนจารีตประเพณีที่อยู หางไกล (DPKAT 2001: 1) ประเทศไทยไดจัดใหชาวเลเปนกลุมชาติพันธุ โดยเรียกคนกลุมนี้วา “ชาวเล” แตตอมาไดหันมาใชชื่อ “ชาวไทยใหม” เนื่องจากคําวา “ชาวเล” ถูกให ความหมายในเชิงลบดวยอคติทางชาติพันธุ อยางไรก็ตาม ความแตกตางดาน สังคมและวัฒนธรรมของกลุมชาติพันธุชาวเลเมื่อเปรียบเทียบกับสังคมใหญหรือ สังคมกระแสหลัก ทําใหรัฐบาลรวมไปถึงงานศึกษาเกี่ยวกลุมชาติพันธุในอดีต ลงความเห็นวาคนกลุมนี้ยังเปนพวกลาหลังและยังไมพัฒนา ในสั ง คมชาวมุ ส ลิ ม พฤติ ก รรมบางอย า งของ ออรั ง ลาอุ ต เป น สิ่ ง ที่ ไมบริสุทธิ์และรับไมได เชน การอาศัยเรือเปนบาน การอยูรวมกันกับสุนัขและ สัตวอื่นๆ แลวเดินทางทั่วไปในคาบสมุทรโดยไมมีจุดหมาย การลาและบริโภค

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

13

เนื้อหมูปาและเตา การที่ไมคอยอาบน้ําและไมมีศาสนา (Suara Pembaruan 1995) เชนเดียวกับในสังคมไทยที่อธิบายประเพณีรับบุญของอูรักลาโวยวาเปน การขอทาน เพราะถูกสาปแชงไวเมื่อครั้นบรรพบุรุษ หนังสือเรื่องชาวน้ํา (ชาว ทะเล) ในเมืองไทย ไดเขียนไวตอนหนึ่งวา บรรพบุ รุ ษ ของชาวน้ํ า คนแรกตามที่ เ ล า คื อ “ดะโตะอาดั๊บ” แตไมมีใครบอกเลานอกจาก จะสนิ ท สนมกั น จริ ง ๆ เท า นั้ น คงจะมี ค วาม สํานึกในเรื่องชาตินิยมหรือรูสึกละอายก็เปนได เนื่องจาก ดะโตะอาดั๊บเปนคนไมเอาเรื่องราว อะไรเลย เปนคนดื้อรั้น ชอบเที่ยวเตร การงาน ไม ทํา หามื้ อ กิ น มื้ อ ไปที่ ไ หนก็ พั ก ที่ นั่ น ชี วิ ต ชาวน้ําเหมือนถูกสาปแชง (ประเทือง 2539: 9) ดวยเหตุนี้รั ฐบาลจึงคิ ด โครงการพัฒนากลุ มชาติพันธุ ชาวเล เพื่อให สามารถอยูรวมกับสังคมกระแสหลักไดอยางไมแปลกแยก กระบวนการหลักๆ ที่ หนวยงานภาครัฐนําเขามาใชก็คือ หนึ่ง การเปลี่ยนวิถีชีวิตที่เคยเรรอนใหมาเปน การตั้ ง ถิ่ น ฐานถาวร สอง การให มี ก ารนั บ ถื อ ศาสนา และสาม คื อ การให การศึกษาในระบบโรงเรียน

 


14  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

3.1 การเปลี่ยนวิถีชีวิตทีเ่ คยเรรอนใหมาเปนการตั้งถิ่นฐานถาวร กลุมชาติพันธุชาวเลในประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียถูกกระตุนให ตั้งถิ่นฐานถาวรในพื้นที่ที่รัฐจัดให รวมไปถึงการใหรับเอาวัฒนธรรมบนบกเขามา ปรับใชในชีวิตประจําวัน ทั้งนี้ ในพื้นที่จัดสรรดังกลาว รัฐไดสรางบาน มัสยิด สถานีอนามัย และโครงสรางพื้นฐานอื่นๆ เชน ถนนเขาออกหมูบาน น้ําประปา และน้ําบาดาล เปนตน แตพื้นที่เหลานั้นก็มักตั้งอยูหางไกลออกไปจากเมืองมาก อีกทั้งระบบสาธารณูปโภคก็ไมคอยมีประสิทธิภาพมากนัก นอกจากนี้ รัฐบาลยัง สงเสริมใหรูจักการปลูกผลไมเพื่อเปนรายไดเสริมใหกับครอบครัว (ภาพที่ 2)

ภาพที่ 2: หมูบานออรัง เซลัตตา ในรัฐยะโฮร บารู ตอนเหนือ ภาพโดยผูเขียน

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

15

ระบบการปกครองภายในหมูบาน จะมีผูนําที่มาจากการเลือกตั้งและ ไดรับการแตงตั้งอยางเปนทางการจากรัฐบาลกลาง มีหนาที่รับผิดชอบเกี่ยวกับ กิจกรรมทั้งหมดของหมูบาน รวมไปถึงการรับ เอานโยบายจากภาครัฐเขามา ปฏิบัติ ทั้งนี้ รูปแบบการปกครองในปจจุบันมีความแตกตางไปจากธรรมเนียม ปฏิบัติของกลุมชาติพันธุชาวเลในอดีต กลาวคือ โดยปกติสมาชิกผูชายที่มีความ อาวุ โ สที่ สุ ด ของกลุ ม จะได รั บ เลื อ กเป น ผู นํ า ของชุ ม ชน และผู นํ า จะเป น ผู ที่ มี อํ า นาจมากที่ สุ ด แต อํ า นาจนั้ น ก็ ไ ม ไ ด เ ป น อํ า นาจแบบเบ็ ด เสร็ จ เด็ ด ขาดใน หมูบาน (Chou 2003: 20) อยางไรก็ตาม ในปจจุบัน มีหลายครั้งที่ผูนําชุมชนก็ ไมไดมาจากกลุมชาติพันธุชาวเล เนื่องจากในพื้นที่จัดสรรนั้นไมไดมีเพียงกลุม ชาติ พั น ธุช าวเลอาศั ย อยู เพี ย งกลุม เดี ย ว แต ยั งมี กลุ ม ชาติพั นธุ อื่ น อาศั ย รวม อยูดวย ดวยเหตุนี้ผูนําจะเปนใครก็ไดที่ไดรับการเลือกตั้งจากสมาชิกในหมูบาน และตองไดรับการแตงตั้งอยางเปนทางการจากรัฐบาลกลาง จึงจะถือวาเปนผูนํา โดยสมบูรณ ภายหลั ง จากการตั้ ง ถิ่ น ฐานถาวร กลุ ม ชาติ พั น ธุ ช าวเลมี ก าร ปรับเปลี่ยนทัศนคติและรูปแบบการดําเนินชีวิตที่หลากหลายมากขึ้น เนื่องจาก ตองอาศัยอยูรวมกันกับคนทองถิ่นและกลุมชาติพันธุอื่น สวนลูกหลานก็เริ่มมีการ แตงงานกับคนตางชาติพันธุหรือคนจากนอกพื้นที่ และนี่ก็เปนอีกเหตุผลหนึ่งที่ ทํ า ให ก ลุ ม ชาติ พั น ธุ ช าวเลมี ก ารตั้ ง ถิ่ น ฐานนอกเหนื อ ไปจากพื้ น ที่ ที่ รั ฐ จั ด ให โดยทั่วไปหลังจากแตงงานแลวการเลือกทําเลตั้งถิ่นฐานนั้นจะขึ้นอยูกับความ เหมาะสมในการทํางาน เชน ใกลแหลงทําประมง หรือบานของคูสมรส เปนตน

 


16  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

3.2 การใหมีการนับถือศาสนาประจําชาติ นอกจากรัฐบาลจะพัฒนาเพื่อใหเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและ เศรษฐกิจในกลุมชาติพันธุชาวเลแลว รัฐยังสงเสริมใหมีการเปลี่ยนแปลงในทาง วัฒนธรรมอีกดวย (Lenhart 2003: 304-305) กลุมชาติพันธุชาวเลในประเทศ มาเลเซียและอินโดนีเซี ยยังต องนับ ถือศาสนา ซึ่งจะระบุไ วในบั ตรประชาชน โดยทั่วไปแลว รัฐบาลจะสนับสนุนใหนับถือศาสนาประจําชาติ ซึ่งก็คือศาสนา อิสลาม แตในบางพื้นที่ รัฐไดระบุศาสนาลงไปในบัตรประชาชนโดยเจาของบัตร ไมไดรับรู ทั้งนี้ เนื่องจากรัฐเกรงวากลุมชาติพันธุชาวเลจะหันไปนับถือศาสนา คริสต รัฐบาลมาเลเซียไดรณร���คใหหันมานับถือศาสนาอิสลามดวยวิธีการให พื้นที่เพาะปลูก การใหเงินอุดหนุนในการซอมแซมบานหรือเรือ หรือการแจกเงิน ในชวงวันหยุดทางศาสนา เปนตน การหั นมานั บถื อ ศาสนาอิส ลามของกลุ ม ชาติ พั น ธุชาวเลในปจจุ บั น ทําใหวิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แนวคิด เรื่องความสะอาดเริ่มเขามามี อิทธิพลในชีวิตประจําวัน เชน การลางเทากอนเขาบาน การสวมรองเทา การซัก ทําความสะอาดเสื้อผา และการอาบน้ํา รวมไปถึงความเชื่อในเรื่องชีวิต หลัง ความตายก็เปลี่ยนแปลงไปดวยจากเดิมที่เชื่อวาเมื่อตายไปแลววิญญาณจะไป รอญาติ อ ยู ที่ โ ลกหน า ในส ว นพิ ธี ก รรมและการสร า งกุ โ บร ก็ จ ะกระทํ า กั นเอง ภายในกลุม แตเมื่ออยูภายใตเงื่อนไขของศาสนา “โตะอิหมาม” หรือผูนําทาง ศาสนาได เข า มามี อิ ทธิ พ ลต อ ชี วิ ต หลั ง ความตาย กล า วคื อ เกิ ด ความเชื่ อ ว า ศาสนาจะสามารถนําพาดวงวิญญาณไปสูความดีและเปนการตายที่สมบูรณ แบบ โต ะ อิ ห ม า มจะทํ า หน า ที่ เ ป น ตั ว แทนของคุ ณ ธรรมความดี ใ นการจั ด ทํ า

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

17

พิธีกรรมนี้โดยชวยทําความสะอาดและชําระลางรางกายของศพเพื่อเตรียมพรอม ที่จะไปพบกับพระผูเปนเจาในโลกหนา ยิ่งไปกวานั้น การนับถือศาสนาเดียวกัน ภายในครอบครัวจะทําใหไดพบกันอีกเมื่อมีการกลับมาเกิดใหมอีกครั้ง (ภาพที่ 3)

ภาพที่ 3: เด็กๆ กําลังเรียนศาสนากับโตะอิหมามในวันหยุดสุดสัปดาห ภาพโดยผูเขียน อยางไรก็ตาม การนับถือศาสนาที่แตกตางกันของกลุมชาติพันธุชาวเล ก็ไมไดทําใหระบบความสัมพันธภายในกลุมเจือจางลงไป ทั้งนี้ เนื่องจากสาย สัมพันธของกลุมชาติพันธุชาวเลดั้งเดิมนั้นผูกติดอยูกับความเปนเครือญาติที่มี การนับรวมกันทั้งทางสายเลือดและการแตงงานของทั้งฝายหญิงและฝายชาย (ภาพที่ 4) ดั ง นั้ น ไม ว า จะนั บ ถื อ ศาสนาใดก็ ยั ง คงนั บ ถื อ เป น เครื อ ญาติ เหมือนเดิม เชนเดียวกับความสัมพันธกับคนภายนอกที่นับถือศาสนาตางกับ

 


วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

18  

กลุ ม ชาวเล ซึ่ ง ก็ ไ ม ไ ด รั บ ผลกระทบเช น กั น เนื่ อ งจากส ว นใหญ เ ป น ระบบ ความสัมพันธแบบผูอุปถัมภและผูพึ่งพา (Patron-client relationship) กลุม ชาวเลมักจะติดตอคาขายกับคนจีนหรือที่เรียกวา “เถาแก” ซึ่งเปนผูที่ใหความ ชวยเหลือดานการเงินและอุปกรณหาปลา เชน น้ํามัน เครื่องยนตเรือ เปนตน ในทางกลับกันสัตวน้ําที่หามาไดจะตองขายใหกับ พอคาผูใหความชวยเหลือ นอกจากนี้ ในวันสําคัญๆ เชน วันตรุษจีน วันฮารีรายอของศาสนาอิสลาม หรือ วันคริสตมาส กลุมชาติพันธุชาวเลทั้งที่เปนมุสลิมและไมเปนมุสลิมตางมารวมตัว กันสังสรรครวมกับญาติมิตรและเถาแก (ภาพที่ 5)

4

5

ภาพที่ 4: พิธีแตงงานของ ออรัง สุกุ มลายู ลาอุต จังหวัดเรียว ประเทศอินโดนีเซีย ภาพโดยผูเขียน ภาพที่ 5: ออรัง เซลัตตา กําลังรวมเฉลิมฉลองเทศการตรุษจีนที่จัดขึ้นโดยเถาแก ภาพโดยผูเขียน

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

19

3.3 การรับการศึกษาผานระบบโรงเรียน ในประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย เด็กๆ ตองไปโรงเรียนเนื่องจากรัฐ ไมตองการใหเด็กเหลานี้ติดตามพอแมไปออกทะเล เชนเดียวกับประเทศไทยที่มี การศึกษาภาคบังคับใหกับเด็ก ทั้งนี้ โรงเรียนของเด็กๆ เหลานี้สวนใหญจะอยู ไมไกลจากหมูบาน ในบางพื้นที่รัฐบาลไดจัดรถรับสงระหวางหมูบานกับโรงเรียน โรงเรี ย นและครู มี บ ทบาทที่ สํ า คั ญ ในการทํ า ให ก ลุ ม ชาติ พั นธุ ช าวเล ละทิ้ ง วิ ถี ชี วิ ต แบบดั้ ง เดิ ม ครู จ ะสอนเรื่ อ งวั ฒ นธรรมของชาติ ร วมไปถึ ง การ ปรับเปลี่ยนนิสัยบางอย าง โดยเฉพาะเรื่องความสะอาด เมื่อกอนเด็กชาวเล ไมนิยมอาบน้ํา ดังนั้น ทุกเชาครูจะพาเด็กเหลานี้ไปอาบน้ําที่โรงเรียนจนกระทั่ง เด็ ก รู สึ ก อั บ อาย แล ว เด็ ก ก็ จ ะอาบน้ํ า มาโรงเรี ย นด ว ยตั ว เอง โดยทั่ ว ไปแล ว ครอบครัวจะสนับสนุนใหเด็กไปโรงเรียน เนื่องจากเชื่อวาวุฒิการศึกษาจะชวยให เด็กมีโอกาสที่ดีในการหางานทําในเมือง และยังมองอีกวาเด็กๆ จะไดไมตอง ลําบากเหมือนที่พอแมกําลังเปนอยูในขณะนี้ 4. ชะตากรรมของกลุมชาติพันธุชาวเลในปจจุบัน ในปจจุบัน ไมมีกลุมชาติพันธุชาวเลกลุมใดที่ยังคงวิถีชีวิตแบบเรรอน ทั้ ง ที่ อ าศั ย อยู ใ นเขตประเทศไทย มาเลเซี ย และอิ น โดนี เ ซี ย ทุ ก กลุ ม ต า ง ตั้งถิ่นฐานถาวรตามพื้นที่ตางๆ ที่รัฐจัดให หรือบริเวณที่มีกลุมเครือญาติอาศัยอยู ซึ่งสวนใหญจะอยูบริเวณชายฝงทะเล ตามเกาะตางๆ รวมไปถึงบริเวณปากแมน้ํา

 


20  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

ชาวเลในประเทศอินโดนีเซีย -- ออรัง สุกุ ลาอุต (Orang Suku Laut) ออรัง สุกุ ลาอุต4 เปนคําทั่วไปที่คนนอกใชเรียกกลุมชาติพนั ธุชาวเลใน ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งประกอบดวยกลุมยอยมากมาย แตละกลุมก็มีภาษาและ วัฒนธรรมที่แตกตางกัน กอนที่กลุมชาติพันธุช าวเลจะมีการตั้งถิ่นฐานถาวร การ เรียกตัวเองจะเรียกตามรูปแบบวิถีการดําเนินชีวิต เชน ออรัง เปอรกะจัง (orang perkajang) หมายถึงคนที่อาศัยหลังคาใบจาก หรือ ออรัง สําปน (orang sampan) หมายถึงคนที่อาศัยอยูในเรือสําปน แตภายหลังจากที่มีการตั้งถิน่ ฐาน ถาวร คนกลุมนี้กลับเรียกตัวเองไปตามพื้นที่ที่อาศัยอยู เชน ในบริเวณหมูเกาะ เรียว มีกลุมที่เรียกตัวเองวา ออรัง สุกุ มันตัง (orang suku Mantang) หมายถึง คนมันตัง หรือ ออรัง สุกุ มาปอร (orang suku Mapor) หมายถึง คนมาปอร หรือ ออรัง สุกุ บารอก (orang suku Barok) หมายถึง คนบารอก นอกจากนี้ยังมี กลุมที่เรียกตัวเองวา ออรัง มลายู สุกุ ลาอุต (orang Melayu suku laut) หมายถึง คนมลายูทะเล ในความหมายนี้แสดงใหเห็นวายังคงมีการรักษาวิถีชีวิต แบบจารีตตามวิถีมลายู (Melayu adat) นั่นคือการนับถือศาสนาอิสลาม สวนคําวา ออรัง สุกุ ลาอุต ถูกใชในการอธิบายภูมิหลังของตัวเอง ซึ่งเปนคําๆ เดียวกับ คําวา อัสลี สุกุ ลาอุต (asli suku laut) หมายถึง ชนเผาทะเลดั้งเดิม หรือคําวา สุกุ คิตา หมายถึง ชนเผาพวกเรา สวนกลุมที่ยังคงอาศัยเรือเปนบานก็จะถูก กลุมอื่นเรียกวา ออรัง สําปน

                                                             4

ออรัง สุกุ ลาอุต เปนภาษาอินโดนีเซีย มาจาก “ออรัง” แปลวา คน “สุกุ” แปลวา เผาพันธุ และ “ลาอุต” แปลวา ทะเล รวมแลวแปลวา คนเผาพันธุทะเล

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

21

ชาวเลในประเทศมาเลเซีย -- ออรัง เซลัตตา (orang seletar) ออรัง เซลัตตา เปนภาษามาเลยที่ใชเรียกกลุมชาติพันธุชาวเลที่อาศัย บริเวณชองแคบมะละกา แตในปจจุบันไดตั้งถิ่นฐานบริเวณริมแมน้ําในรัฐยะโฮร บารูตอนใต คําวา ออรัง เซลัตตา มาจากคําวา ออรัง เซลัต หมายถึง คนจาก ชองแคบ ซึ่งชองแคบที่วานี้คือชองแคบสิงคโปร และชองทางน้ําเล็กๆ หลาย สายในบริเวณหมูเกาะบาตัมในประเทศอินโดนีเซีย ในคริสตศตวรรษที่ 17 ชวง ที่ดัทชเขายึดครองมะละกาจากโปรตุเกส ชาวดัทชไดเปลี่ยนคําจาก เซลัต มาเปน เซลัต ตา ดวยการเติม “-er” ที่ทายของคํา เพื่อระบุเจาะจงถึงสถานที่ที่เปน ที่ ดั้งเดิมของคน ดังนั้น ออรัง เซลัตตา สามารถแปลแบบเต็มๆ ไดวา “คนจาก ชองแคบสิงคโปรและบาตัม” (Nopiah 1979: 2-3) อยางไรก็ตาม ออรัง เซลัตตา หาได เรี ย กตั ว เองเหมื อ นดั งที่ ค นอื่ น เรี ย กขานไม หากแต เรี ย กขานตั ว เองว า กอน (kon) โดยใหคํานิยามวา “กอนเปนคนที่อาศัยบริเวณริมแมน้ําและบริเวณที่ น้ําไหลมาบรรจบกัน ซึ่งเปนที่ที่สามารถนําเรือออกสูทะเลได และอาศัยอยูรวม กับสุนัข” ชาวเลในประเทศไทย -- ชาวเล “ชาวเล” เป นภาษาถิ่ นทางภาคใตของไทยที่ ใช เรี ยกผูค นที่ อาศัย อยู ริมทะเล ประกอบอาชีพประมง แตในแถบจังหวัดฝงทะเลอันดามัน “ชาวเล” มี ความหมายรวมไปถึ ง กลุ ม ชาติ พั น ธุ ที่ พู ด ภาษาออสโตรนี เ ชี ย น และมี ประวัติศ าสตรการอพยพเรรอนในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต กลุม ชาติพันธุชาวเลในประเทศไทยมี 3 กลุมตามความแตกตางของภาษาพูด คือ

 


22  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

กลุมมอแกน กลุมมอแกลน และกลุมอูรักลาโวย ในสมัยกอน คนภายนอกมักจะ เรียกชาวเลวา “ชาวน้ํา” ซึ่งเปนคําที่กลุมชาติพันธุชาวเลไมใหการยอมรับ สวนใน แถบจั ง หวั ด พั ง งา ภู เ ก็ ต กระบี่ และสตู ล คนกลุ ม นี้ จ ะถู ก เรี ย กว า “ชาวเล” “ชาวเกาะ” หรือ “ชาวไทยใหม” แมวาในปจจุบันกลุมชาติพันธุชาวเลจะไดรับการพัฒนาจากโครงการ ต า งๆ ของรั ฐ มี ก ารปรั บ เปลี่ ย นวิ ถี ชี วิ ต ให ส อดคล อ งกั บ คนส ว นใหญ ข อง ประเทศแลวก็ตาม แตก็ไมไดทําใหสถานภาพทางสังคมของกลุมชาติพันธุดีขึ้น สักเทาใด หากแตยิ่งทําใหกลุมชาติพันธุถูกเบียดออกไปจากสังคมมากยิ่งขึ้น 4.1 ความคลุมเครือทางดานอัตลักษณทางชาติพันธุของชาวเล กลุมชาติพันธุชาวเลในปจจุบันยอมรับการพัฒนาจากหนวยงานตางๆ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน เนื่องจากถือวาตัวเองเปนสวนหนึ่งของสังคมชาติ ชาวเลในประเทศไทยยอมรับคําเรียกวา ชาวไทยใหม เนื่องจากเกิดความรูสึก ภาคภูมิใจและรูสึกถึงความเสมอภาคเทาเทียมกับคนไทยสวนใหญ อีกทั้งยัง ไดรับสิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง แตไดรับการยกเวนการเขารับการเกณฑทหาร (ไมทราบผูบันทึกขอมูล 2536: 6) และจากการสัมภาษณกลุมชาติพันธุชาวเลใน ประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย (2007) มีคําพูดหลายคําที่แสดงใหเห็นวิธีคิด ดังกลาวเชนกัน “เดี๋ยวนี้เราไมโงแลว เด็กๆ ไปโรงเรียน มีบางคน ไดเปนหมอ เปนคุณครู...” “เดี๋ยวนี้เรานับถือศาสนาแลวเราจึงทิ้งเรื่องมนตดํา...”

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

23

อย างไรก็ต าม โครงการพัฒนาต างๆ เหล านั้ นไมไ ดทํ า ให อคติทาง ชาติพันธุที่เกิดกับกลุมชาติพันธุชาวเลลดนอยลงแตอยางใด สาเหตุหลักของ ความลมเหลวของโครงการเหลานี้ก็คือการพัฒนาเหลานั้นไมไดตั้งอยูบนพื้นฐาน ความเป น จริ ง ทางด า นเศรษฐกิ จ วั ฒ นธรรมและสั ง คมของกลุ ม ชาติ พั น ธุ ด ว ยเหตุ นี้ ส ถานภาพของกลุ ม ชาติ พั น ธุ ช าวเลจึ ง ยั ง คงไม แ ตกต า งไปจาก อดีตมากนัก กลุมชาวเลเกิดความสับสนและคลุมเครือในอัตลักษณของตนเองวา “เราเปนใครกันแนในประเทศนี้?” เนื่องจากดานหนึ่งภาครัฐพยายามรณรงคให ละทิ้งวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ใหหันมารับวิถีชีวิตในกระแสหลัก แลวบอกวาหากทํา เชนนี้แลวจะสามารถอยูรวมกับสังคมกระแสหลักไดอยางภาคภูมิใจ อีกทั้ง โครงการพัฒนาตางๆ ที่ภาครัฐจัดใหนั้นก็เปนนโยบายในระดับชาติ ซึ่งแสดงถึง ความจริงจังของรัฐในการแกปญหาดังกลาว แตอีกดานหนึ่งเมื่อเขาสูในทาง ปฏิ บั ติ ช าวเลยั ง คงถู ก กี ด กั น ออกไปจากสั ง คมกระแสหลั ก เช น เดิ ม รั ฐ บาล อินโดนีเซียไดออกแบบโครงการพัฒนาโดยมีเปาหมายเพื่อเพิ่มความเจริญใหกับ สั ง คมชาวเลและเพื่ อ สามารถดํ า เนิ น ชี วิ ต คู ข นานไปกั บ สั ง คมหลั ก (DPKAT 2001) สวนในประเทศไทย กลุมชาติพันธุชาวเลไดเขาไปเปนสวนหนึ่งของการ ทองเที่ยวทองถิ่น แตก็เปนไดเพียงแควัตถุทางการทองเที่ยว รัฐบาลมาเลเซียก็ ต อ งการบู ร ณาการเศรษฐกิ จ และสั ง คมของชนพื้ น เมื อ งให เข า กั บ สั ง คมชาติ (JHEOA 2008) แตผลลัพธที่ออกมาคือ ความสัมพันธของกลุมชาติพันธุชาวเล กับคนนอกนั้นหลักๆ จะจํากัดอยูเพียงแคการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจเทานั้น สวนความสัมพันธทางสังคมกับกลุมอื่น เชน คนทองถิ่นหรือคนมาเลเซียที่นับถือ

 


24  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

ศาสนาอิสลามนั้น กลับไมมีหรือมีนอยมาก เนื่องมาจากพวกเขายังคงมองวา ชาวเลเปนคนที่ไมมีศาสนาและวัฒนธรรม คนทองถิ่นยังกลัวที่จะติดตอสื่อสาร กับชาวเล โดยยังคงมีความเชื่อฝงใจในเรื่องมนตดําที่จะเกิดขึ้นกับคนที่วากลาว ดูถูก อีกทั้งยังเชื่อกันวาหากชายชาวเลชอบผูหญิงคนใด เขาก็จะทํามนตดําใส ดังนั้น ผูหญิงจากนอกกลุมที่มาแตงงานกับชาวเลก็จะเชื่อกันไปวาตองมนตดํา เชนกัน ในประเทศมาเลเซีย กลุมชาติพันธุชาวเลถูกจัดใหอยูในกลุมชนพื้นเมือง ของประเทศ แต พ วกเขาก็ ไ ด ก ล า วตั ด พ อ รั ฐ บาลมาเลเซี ยที่ เลื อ กปฏิ บั ติ กั บ ชนพื้นเมือง “ พวกเราถูกขนานนามจากรัฐวา “ออรัง อัสลี” แต เราไมมีสิทธิที่จะอยูที่นี่ พวกเราถูกขนานนามวา “อะนัก ยะโฮร บารู (ลูกแหงยะโฮร บารู)” แตเรา กลับไมไดอะไรจากการขนานนามนั้นเลย” “...รัฐบาลใชงบประมาณจํานวนมากสําหรับการ พั ฒ นาประเทศ แต ทํ า ไมไม จั ด สรรให เ ราบ า ง ทุ ก ๆ ที่ รั ฐ บ า ล ก ล า ว ย ก ย อ ง อ อ รั ง อั ส ลี (ชนพื้ น เมื อ ง) แต ไ หนล ะ งบประมาณสนั บ สนุ น ทุ ก พื้ น ที่ ไ ด รั บ การพั ฒ นาแต ออรั ง อั ส ลี ยั ง คง ยากจน เราเห็ นสวนสาธารณะ เห็ นรีส อรท และ การทองเที่ยวในทุกๆ ที่ ขอถามวาพื้นที่เหลานั้น รั ฐ บาลเอามาจากที่ ไ หน? เอามาจากพวกเรา  


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

25

มันเปนเรื่องงายสําหรับรัฐบาลที่จะเอาผืนแผนดิน ของเราไป แต ค นที่ ต อ งทนทุ ก ข คื อ ออรั ง อั ส ลี เ ดี๋ ย ว นี้ ทุ ก อ ย า ง ต อ ง ใ ช เ งิ น แ ม แ ต ค า รั ก ษาพยาบาลเรายั ง ต อ งจ า ย แล ว ไหนล ะ สิ ท ธิ ของ ออรัง อัสลี5!!” 4.2 ตัวตนที่สูญหายในคาบสมุทรมลายู ภูมิหลังอันยิ่งใหญของกลุมชาติพันธุชาวเลในประวัติศาสตรมาเลเซียได ถูกทําใหสูญหายไปอันเนื่องมาจากความคลุมเครือของอัตลักษณที่รัฐประกอบ สร า งให กั บ กลุ ม ชาติ พั น ธุ กล า วคื อ รั ฐ บาลเล็ ง เห็ น ถึ ง ป ญ หาเรื่ อ งอคติ ท าง ชาติพันธุที่เกิดขึ้นกับกลุมชาติพันธุชาวเลภายใตคําวา “ออรัง ลาอุต” ดังนั้น รัฐ จึงไดสรางคําเรียกใหมขึ้นมาเพื่อลบลางอคติเหลานั้นออกไป รัฐบาลมาเลเซีย ได นํ า คํ า ว า “ออรั ง อั ส ลี ” ซึ่ ง เป น คํ า เรี ย กกลุ ม ชาติ พั น ธุ พื้ น เมื อ งทุ ก กลุ ม ใน ประเทศมาเลเซียโดยรวม ประกอบไปดวยกลุมชาติพันธุตางๆ อยางนอย 19 กลุมที่มีความแตกตางกันทั้งดานภาษา องคกรทางสังคม เศรษฐกิจ ศาสนา และ บุ ค ลิ ก ลั ก ษณะทางกายภาพ โดยนํ า มาใช แ ทนที่ คํ า ว า “ออรั ง ลาอุ ต ” และ “ออรัง เซลัตตา” สวนรัฐบาลอินโดนีเซียไดใชคําวา “คอมมิวนิตัส อะดัต เตอรเพินชิล” ที่ ป ระกอบไปด ว ยกลุ ม ชาติ พั น ธุ ที่ มี ค วามแตกต า งกั น ถึ ง 191 กลุ ม จาก 23 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งคําเรียกใหมนี้จะมาแทนคําวา “มาสยารากัต เตอรัสซิง”                                                              5

 

จากการประชุม “Perhimpunan Orang Asli Seletan” วันที่ 3 ธันวาคม 2550


26  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

(masyerakat terasing) “สุกุ เตอบาลักกัง” (suku terbalakang) หมายถึง ชนเผาที่ลาหลัง และ “สุกุ เตอรัสซิง” (suku terasing) หมายถึง ชนเผาที่อยู หางไกล สวนในประเทศไทยคําวา “ไทยใหม” ถูกนํามาใชแทนที่คําวา “ชาวเล” หรือ “ชาวน้ํา” อยางไรก็ตาม วิธีการสรางอัตลักษณใหมใหกับกลุมชาติพันธุดวยการ รวมหลายกลุ ม ชาติ พั น ธุ ใ ห อ ยู ภ ายใต ชื่ อ เดี ย วนั้ น เป น ผลให อั ต ลั ก ษณ ท าง ชาติพันธุของกลุมชาติพันธุชาวเลที่ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญในราชอาณาจักรมาเลย สาบสูญไป หรือแมแตภาพของ ออรัง เซลัตตา ที่เคยชวยสุลตานแหงรัฐยะโฮร สรางเมืองยะโฮรขึ้นมาก็สาบสูญไปดวยเชนกัน ดวยวิธีการนี้ความรูเกี่ยวกับ กลุมชาติพันธุชาวเลจึงถูกลดทอนลงเหลือแคเปนชนเผาพื้นเมืองที่อาศัยอยูใน พื้นที่อันหางไกลทุรกันดาร ซึ่งเปนพื้นที่ที่ความเจริญทางเศรษฐกิจ สังคมและ การเมืองยังเขาไมถึง (DPKAT 2001) สวนรัฐบาลมาเลเซียก็มองวาชนพื้นเมือง เปนอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาและเปนสิ่งที่นาอับอายทางการเมือง ในปจจุบัน คนในมาเลเซียแทบจะไมรูจัก ออรัง ลาอุต เลย 4.3 ชาวเล: “คนอื่น” ในดินแดนของตัวเอง ในปจจุบันกลุมชาติพันธุต องตกอยูในสถานะของ “คนอื่น” ในดินแดน ของตัวเอง รัฐบาลไมใหความสําคัญกับสิทธิของผูมาอยูกอนในคาบสมุทรมลายู ดร.มหาเธร มูฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศมาเลเซียหลายสมัย ไดกลาว เรื่องสิทธิและความเปนเจาของดินแดนมลายาไวโดยสรุปวา  

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

“ขอสรุปแรกจากการศึกษาในประเทศอื่นๆ คือการ มีชนพื้นเมือง (aborigines)  อยูอ าศัยมาตั้งแต กอนที่จะมีเชื้อชาติอื่นๆ เขามาตั้งถิ่นฐานก็ไมได หมายความวาประเทศนั้นๆ จะไดรับการรับรองใน ระดั บ นานาชาติ วาเปนประเทศของชนพื้นเมือ ง ชนพื้นเมืองมีอยูในประเทศออสเตรเลีย ไตหวัน แ ล ะ ญี่ ปุ น เ ป น อ า ทิ แ ต ไ ม มี ที่ ใ ด ที่ ถื อ ว า ชนพื้นเมืองเปนผูที่ไดรับ การยืนยัน การชี้ขาดใน เชิงอํานาจแหงประเทศนั้นๆ (definitive people of the country) ผูที่ไดรับการยืนยันการชี้ขาดใน เชิงอํานาจคือผูที่จัดตั้งรัฐบาลแรก และรัฐบาล เหลานี้เปนหนวยที่ประเทศอื่นรวมทําธุรกิจอยาง เป นทางการ รวมไปถึ ง การมี ค วามสั ม พั น ธ ทาง การทูตดวย”  

“ในมลายา คนมาเลยเปนผูที่จัดตั้งรัฐบาลแรกโดย ไมมีขอกังขาใด... คนมลายูหรือคนมาเลยนั้นเปน ผูที่ชี้ขาดในเชิงอํานาจเสมอมาในคาบสมุทรมลายู สว นชนพื้ นเมืองไมเ คยไดรั บ การยอมรั บ เชน นั้ น และก็ไมเคยเรียกรองใหมีการยอมรับในเรื่องนั้น ไมเคยมีรัฐบาลชนพื้นเมืองหรือรัฐชนพื้นเมือง…” (Dentan 1997) 

 

27


28  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

อย า งไรก็ ต าม ป ญ หาสํ า คั ญ ที่ ก ลุ ม ชาติ พั น ธุ ช าวเลทั้ ง ในประเทศ มาเลเซียและประเทศไทยกําลังเผชิญอยูในขณะนี้ก็คือ ปญหาเรื่องการแยงชิง ทรัพยากรธรรมชาติที่พึ่งพาในชีวิตประจําวัน ซึ่งสวนใหญเปนทรัพยากรทางทะเล เชน พื้นที่ทําประมงในทะเล ชายหาดที่ใชหาเก็บจําพวกหอย ปาชายเลนที่ใช หาเก็บหอยและจับปู เปนตน นอกจากนี้ ยังมีปญหาเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดิน อยูอาศัย อูรักลาโวยแถบจังหวัดภูเก็ตและพังงาตองเผชิญกับปญหาการขาด กรรมสิทธิ์ในที่ดินอยูอาศัย การขาดแคลนสาธารณูปโภคพื้นฐาน การจํากัดให กลุมชาติพันธุชาวเลอาศัยอยูในพื้นที่ที่กําหนดไว จากการพูดคุยกับชาวเลที่หาด ราไวย จังหวัดภูเก็ต ในป พ.ศ. 2547 เรื่องความมั่นคงดานที่อยูอาศัย ผูสัมภาษณ: “บานเกาแบบนีแ้ ลว เราไมคดิ สรางใหมกันหรือ?” ชาวเล: “...อยาวาแตใหสรางใหมเลย แคจะเปลี่ยนหลังคา เขา (ผูที่อางกรรมสิทธิ์ในที่ดิน) ยังไมยอมเลย” นอกจากนี้ พื้ นที่ ท างทะเลที่ ช าวเลใช เ ป นที่ ว างไซดั ก ปลา พื้ นที่ ง ม หาเก็บสัตวน้ํา หรือพื้นที่สําหรับจอดพักเรือบริเวณหมูบานและรอบเกาะตางๆ ก็ ถูกกีดกันออก เชน ถูกหามวางไซดักปลาเนื่องจากเปนพื้นที่ที่จัดไวสําหรับให นั ก ท อ งเที่ ย วดํ า น้ํ า บางครั้ ง ไซก็ ไ ม ไ ด ถู ก วางในพื้ น ที่ ดั ง กล า ว แต ห ากมี นักทองเที่ยวดําน้ําไปพบเห็นก็จะเขาไปทําลายไซ เพื่อปลอยปลาเหลานั้นออกมา เปนตน สวน ออรัง เซลัตตา ในประเทศมาเลเซีย ปจจุบันอาศัยอยูในหมูบาน ที่รัฐจัดให ซึ่งมีสิทธิแคเพียงอยูอาศัยแตไมมีสิทธิครอบครองในทางกฎหมาย รัฐ

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

29

ยังคงถือวาที่ดินที่จัดสรรใหยังคงเปนของรัฐ ดังนั้น หากมีการจัดกิจกรรมใดหรือ ตองการกอสรางสิ่งใดใหมในพื้นที่นั้น ตองไดรับการเห็นชอบจากรัฐบาลทองถิ่น และหนวยงานที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องชนพื้นเมืองประจําทองถิ่นนั้น ครั้งหนึ่งรัฐได เข า ไปทํ า ลายโบสถ ข อง ออรั ง เซลั ต ตา ที่ ห มู บ า นกั ว ลามาไซในรั ฐ ยะโฮร โดยอ า งว า สิ่ ง ก อ สร า งนี้ ไ ม ไ ด รั บ การอนุ ญ าตจากรั ฐ บาล แต ต อ มาเมื่ อ ออรัง เซลัตตา รวมกับองคกรพัฒนาเอกชนในทองถิ่นสงเรื่องขึ้นฟองศาล ศาล ก็ตัดสินใหรัฐบาลทองถิ่นตองจายเงินคาชดเชยให เนื่องจาก ออรัง เซลัตตา มักจะไมมีสิทธิครอบครองที่ดินที่ตัวเองอาศัย อยู เมื่อรัฐตองการที่ดินเพื่อนําไปเปนพื้นที่ปลูกสวนยางพาราหรือสวนปาลม หรือนําพื้นที่ไปทําเปนโครงการพัฒนาตางๆ รัฐจะดําเนินการอพยพโยกยาย ชุมชน ออรัง เซลัตตา ไปอยูในพื้นที่ใหม โดยไมมีการจายคาอพยพโยกยายให เชน หมูบานซิมปงอารัง หมูบานกัวลามาไซ เปนตน ที่ถูกอพยพมากกวาหนึ่งครั้ง ส ว นพื้ น ที่ เ ดิ ม ถู ก นํ า ไปสร า งเป น ท า เรื อ สํ า หรั บ โครงการพั ฒ นาอี ส กานดา มาเลเซีย6 (Iskandar Malaysia Project) นอกจากนี้โครงการยอยของอีสกานดา มาเลเซีย ที่เรียกวา ดังกาเบย (Danga Bay) ก็ไดสรางผลกระทบใหกับหมูบาน ออรัง เซลัตตา อยางมาก พื้นที่ปาชายเลนกวา 1,000 เอเคอรบริเวณปากแมน้ํา สกูได (Sungai Skudai) และแมน้ําดังกา (Sungai Danga) ในรัฐยะโฮร บารู ตอนใต ซึ่งเดิมเปนพื้นที่ที่ ออรัง เซลัตตา เขาไปหาเก็บหอยชนิดตางๆ และจับปู                                                              6

โครงการอี ส กานดา เป น เมกะโปรเจคที่ ถู ก ออกแบบมาเพื่ อ รองรั บ โครงการความรวมมือทาง เศรษฐกิจระหวางประเทศมาเลเซีย สิงคโปร และอินโดนีเซีย ชื่อโครงการวา SIJORI Growth Triangle

 


30  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

เปนประจําทุกวัน ก็ไมสามารถทําไดดังเดิม ผลที่ตามมาก็คือ ออรัง เซลัตตา ตอง ออกทะเลบอยขึ้นและไกลขึ้นเพื่อใหมีสัตวน้ําเพียงพอสําหรับขายเพื่อเปนรายได ใชจายในชีวิตประจําวัน แตขอเท็จจริงคือสัตวน้ําที่หามาไดมักจะไมเพียงพอกับ ตนทุนและคาใชจายที่เกิดขึ้นจากคําบอกเลาของ ออรัง เซลัตตา ที่วา “เมื่อกอน เคยหาปู ไ ด วั น ละ 2-3 กิ โ ล ขายคนจี น กิ โ ลละสามสี่ ร อ ยบาทก็ อ ยู ไ ด แ ล ว แตเดี๋ยวนี้จะหาสักกิโลเดียวยังไมมีเลย..” (สัมภาษณ 2549) เชนเดียวกับ ออรัง สุกุ ลาอุต ในประเทศอินโดนีเซีย หมูบานที่ตั้งอยู ใกลกับเขตเศรษฐกิจ เชน ที่เกาะบาตัม (Pulau Batam) หรือบริเวณบาลักกัง ปาดัง ซึ่งอยูไมไกลจากประเทศสิงคโปร และรัฐยะ���ฮร บารู มาเลเซียก็ประสบ ปญหาไมตางไปจากประเทศไทยและมาเลเซีย พื้นที่ดังกลาวไดรับการพัฒนาให เปนเขตเศรษฐกิจรวมระหวางรัฐยะโฮร บารูของมาเลเซีย สิงคโปร และจังหวัด เรียวของอินโดนีเซีย ภายใตโครงการ SIJORI (Singapore-Johor-Riau) Growth Triangle ซึ่งเปนเมกะโปรเจคที่ประกาศจัดตั้งขึ้นเมื่อป พ.ศ. 2532 และไดสง ผลกระทบกับวิถีชีวิตของ ออรัง สุกุ ลาอุต เปนอยางมาก (ภาพที่ 6) ทรัพยากรทางทะเลจํานวนมากถูกนําไปขายใหกับ สิงคโปร ทรายจาก ทะเลลึกจากจังหวัดเรียวถูกดูดไปเพื่อไปขายสงใหกับสิงคโปรเพื่อสรางสนามบิน ชางฮี แ ละคอนโดมิ เ นี ย ม น้ํ า จื ด ที่ มี อ ยู ไ ม ม ากจากเรี ย วก็ ถู ก ส ง ไปขายให กั บ สิงคโปรเชนกัน โดยมีทอสงน้ําที่วางพาดผานหมูบานของ ออรัง สุกุ ลาอุต ใน บริเวณนั้น แตในขณะเดียวกัน ออรัง สุกุ ลาอุต ตองเอาถังน้ําใสเรือเพื่อไป ขนน้ําจากอีกเกาะหนึ่งมาใชอุปโภคบริโภค

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

31

ภาพที่ 6: โรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งอยูใกลกับหมูบานออรัง เซลัตตา ภาพโดยผูเขียน นอกจากนี้ ในบริเวณนั้นยังเปนเขตโรงงานอุตสาหกรรม ผลกระทบ ทางด า นสิ่ ง แวดล อ มที่ เ กิ ด ขึ้ น ทํ า ให ออรั ง สุ กุ ลาอุ ต ต อ งประสบกั บ ป ญ หา ปริมาณสัตวน้ําลดนอยลงจากมลพิษและจากการที่ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงไป เพราะการดูดทราย ผลที่ตามมาคือ ออรัง สุกุ ลาอุต ไมสามารถจับปลาดวยวิธี พื้นบานหรือที่เรียกวา “ตอมบัก” ซึ่งเปนการจับปลาเวลากลางคืนโดยใชฉมวก เปนเครื่องมือ รวมไปถึงปญหาน้ําเนาเสียที่เปนสาเหตุใหปลาสูญพันธุ จาก คํ า บอกเล า ว า “เดี๋ ย วนี้ ในบริ เ วณนี้ ไ ม มี ป ลาตั ว ใหญ เพราะน้ํ า เสี ย หรื อ แม จับปลาได พวกเราก็ไมกลากิน แตบางครั้งก็เลือกไมไดเพราะเราไมมีเงินไป ซื้อปลา...” (สัมภาษณ 2549)

 


32  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

จากที่กลาวมาทั้งหมด จะเห็นวาความรูที่เกี่ยวกับกลุมชาติพันธุชาวเล ในพื้นที่เชิงประวัติศาสตร จะทําใหเกิดความเขาใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงทาง อัตลักษณของกลุมชาติพันธุชาวเล ซึ่งเปนผลมาจากการปรับตัวที่มีตอปจจัย ภายนอก นอกจากนี้ จะเห็นวาปญหามากมายที่กลุมชาติพันธุชาวเลตองเผชิญ มาอยางยาวนานและดูเหมือนวาเปนปญหาซ้ําซากที่แกไขไมไดนั้น ลึกๆ แลว เกิดมาจากอคติทางชาติพันธุที่ถูกผูกติดอยูกับคนที่ถูกเรียกวา “ชาวเล” ผู เ ขี ย นคาดหวั ง ว า ข อ มู ล ในบทความนี้ จ ะสร า งให เ กิ ด ความเข า ใจ เกี่ยวกับภาพลักษณที่เลื่อนไหลของกลุมชาติพันธุชาวเล และหวังวาโครงการ พั ฒ นาต า งๆ ที่ กํ า ลั ง จะเกิ ด ขึ้ น ไม ว า จากหน ว ยงานใดหรื อ ใครก็ ต าม จะนํ า ความรูความเขาใจเหลานี้ไปเปนรากฐานทางความคิดในกระบวนการพัฒนา กลุมชาติพันธุ ซึ่งจะทําใหเกิดแนวทางการพัฒนาที่ปราศจากอคติและมีความ สอดคลองกับวิถีชีวิตของกลุมชาติพันธุชาวเล

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

33

กิตติกรรมประกาศ บทความนี้แปลและปรับปรุงจากบทความภาษาอังกฤษ ซึ่งนําขอมูลมา จากงานวิจัยเกี่ยวกับสถานการณของกลุมชาติพันธุชาวเลในคาบสมุทรมลายู ภายใตโครงการปญญาชนสาธารณะ (เอพีไอหรือ Asian Public Intellectuals) สนั บ สนุนเงิ น ทุน โดยมูล นิ ธิ นิป ปอน เริ่ ม กระบวนการเก็บ ข อ มู ล กลางป พ.ศ. 2549 จนถึงกลางป พ.ศ. 2550 พื้นที่ศึกษาหลักเปนหมูบาน ออรัง เซลัตตา ใน รั ฐ ยะโฮร บารู ประเทศมาเลเซี ย ซึ่ ง ส ว นใหญ ตั้ ง อยู บ ริ เ วณปากแม น้ํ า และ หมู บ า น ออรั ง สุ กุ ลาอุ ต บริ เ วณหมู เ กาะเรี ย ว ประเทศอิ น โดนี เ ซี ย หมู บ า น สวนใหญตั้งกระจายอยูตามชายฝงทะเลของเกาะเล็กๆ ซึ่งตองใชเรือเปนพาหนะ เดินทางเขาไปเก็บขอมูล งานวิ จั ย มี ค วามยากลํ า บากอยู ห ลายขั้ น ตอน ตั้ ง แต ก ระบวนการ วางแนวคิดในการทํางาน ภาษาถิ่น และที่ยากที่สุดคือการเขาถึงกลุมชาติพันธุ ชาวเล อยางไรก็ตาม ดวยการสนับสนุนจาก Dr. Patrick Jory ซึ่งเปนทั้งผูให กําลังใจและชวยตั้งคําถามจนเกิดเปนโครงรางงานวิจัยชิ้นนี้ขึ้นมา ขอขอบคุณ กลุมชาติพันธุชาวเลทั้งที่อยูในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ ออรัง เซลัตตา ที่ หมูบานซิมปงอารังและหมูบานอื่นๆ รวมไปถึง ออรัง สุกุ ลาอุต ที่ใหที่อาศัย หลับนอน ใหความอดทนที่จะพูดคุยกับคนตางถิ่นที่สื่อสารดวยยาก อีกทั้งยังเอา เรือหาปลาพาผูเขียนลองเรือออกเดินทางไปยังพื้นที่ตางๆ ที่มี ออรัง สุกุ ลาอุต อาศัยอยูถึงสี่วันสามคืน และสุดทายผูสนับสนุนที่สําคัญที่สุดคือมูลนิธินิปปอน ที่ใหการสนับสนุนดานเงินทุนจนทําใหงานที่ยากลําบากสามารถลุลวงผานไปได ดวยดี

 


34  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

เอกสารอางอิง ภาษาไทย ประเทือง เครือหงส. (2539) ชาวน้ํา (ชาวทะเล) ในเมืองไทย. กรุงเทพฯ: องคการคาของคุรุสภา. อันดายา, บารบารา วัตสัน และ ลีโอนารต วาย. อันดายา. (2549) ประวัติศาสตร มาเลเซีย. มนัส เกียรติธารัย (บรรณาธิการ). พรรณี ฉัตรพลรักษ (ผูแปล). กรุงเทพฯ: มูลนิธิโตโยตา. ภาษาตางประเทศ Chou, Cynthia. (2003) “Tribality and Globalization: The Orang Suku Laut and the “Growth Triangle” in a Contested Environment.” Tribal Communities in the Malay World: Historical, Cultural and Social Perspectives. Geoffrey Benjamin and Cynthia Chou (Eds.). Singapore: Institute of Southeast Asian Studies. Chou, Cynthia. (2003) Indonesian Sea Nomads: Money, Magic, and Fear of the Orang Suku Laut. London and New York: Routledge Curzon. Dentan, Robert Knox, et al. (1997) Malaysia and the ‘Original People’: A Case Study of the Impact of Development on Indigenous People. Sylvia Shepard (ed.). Boston: Ally and Bacon.

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

35

Direktorat Pemberdayaan Komunitas Adat Terpencil. (2001) Pedoman Umum Pelaksanaan Pemataan Sosial Komunitas Adat Terpencil. Jakarta: Departement Sosial RI. Lenhart, Lioba. “Orang Suku Laut Identity: the Construction of Ethnic Realities.” Tribal Communities in the Malay World: Historical, Cultural and Social Perspectives. Geoffrey Benjamin and Cynthia Chou (eds.). Singapore: ISEAS (2003): 293-318. Na Pombejra, Dhiravat. (2002) “Towards a History of Seventeenthcentury Phuket.” Recalling Local Pasts and Autonomous History in Southeast Asia. Sunait Chutintaranond and Chris Baker (eds.). Bangkok: O.S. Printing House : 89-126. Nopiah, Ariffin. (1979) A Brief Introduction to the Orang Seletar of the Johor Coast with Special Reference to Kampong Simpang Arang. Anthony R. Walker. Provisional Research Report (ed.). University Sains Malaysia. Sather, Clifford. (1999) The Bajau Laut. Oxford: Oxford University Press. Shahrom Bin Mohamed Taha, Mohamed. (2002/2003) The Orang Laut: 19th Century British Perceptions of a Changing Community. B.A. Honours Thesis. Department of History. National University of Singapore.

 


36  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

Virunha, Chuleeporn. (2002) “Power Relations between the Orang Laut and the Malay Kingdoms of Melaka and Johor during the Fifteenth to Seventeenth Centuries.” Recalling Local Pasts and Autonomous History in Southeast Asia. Sunait Chutintaranond and Chris Baker (eds.). Bangkok: O.S. Printing House: 143-166. สิ่งพิมพ “Anjing, Burung Dan Ayam Mepunyai Arti Khusus.” Suara Pembaruan 14 January 1995: 8. สื่ออีเลคโทรนิค “Visi Jabatan.” JHEOA Homepage. JHEOA. 10 August 2008. <http://www.johordt.gov.my/ joajhr/jheoa/home.php>.

 


การตัง้ ถิ่นฐานของชุมชน อูรักลาโวยบริเวณชายฝงทะเล ภูเก็ตและขอควรพิจารณา เพื่อการสรางความมั่นคง 1 ดานที่อยูอ าศัย URAK LAWOI COASTAL SETTLEMENTS AROUND PHUKET AND POINTS TO CONSIDER IN BUILDING LAND TENURE SECURITY เมธิรา ไกรนที2 Maytira Krainatee                                                              1

บทความนี้เปนสวนหนึ่งของวิทยานิพนธเรื่อง พัฒนาการของการตั้งถิ่นฐานชุมชนอูรักลาโวยใน พื้น ที่ภูเก็ตจากมุ มมองนิเวศวัฒนธรรม ปริญ ญาศิลปศาสตรมหาบั ณฑิ ต (ศศ.ม.) สหสาขาวิ ชา พัฒนามนุษยและสังคม บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยโดยไดรับทุนอุดหนุนการทํา วิทยานิพนธจากบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย 2 อาจารยประจําสาขาวิชาการจัดการนวัตกรรมสังคม ภาควิชาสังคมศาสตร คณะมนุษยศาสตรและ สังคมศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, ying_may8@hotmail.com

 


วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

38  

บทคัดยอ บทความนี้ วิ เ คราะห ป จ จั ย ในการเลื อ กสถานที่ ตั้ ง ถิ่ น ฐานของชาว อูรักลาโวยในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งจะทําใหเห็นภาพของชุมช���กึ่งเรรอนทางทะเล ในอดี ต ป จ จั ยดั ง กล า วประกอบด ว ย ป จ จั ยด า นกายภาพ มี ป จจั ยย อ ยด า น สภาพภูมิศาสตร คือ การมีพื้นที่ราบ พื้นที่สามารถหลบคลื่นลมได ชายหาดมี ความลาดชันพอดีหรือมีรองน้ํา และมีความปลอดภัยจากสัตวรายและอันตราย อื่ น ๆ และป จ จั ย ย อ ยด า นแหล ง ทรั พ ยากรธรรมชาติ คื อ การมี แ หล ง น้ํ า จื ด มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ มีเครือขายของระบบนิเวศยอยที่มีทรัพยากร หลากหลาย และปจจัยหลัก ดานปจจัยดานสังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ มี ป จ จั ย ย อ ยด า นความเชื่ อ และความสั ม พั นธ กั บ สิ่ ง เหนื อ ธรรมชาติ คื อ การ ตัดสินใจโดยผูนําทางจิตวิญญาณ ความรูสึกและสัญชาตญาณในการอยูอาศัย ของคนในชุมชน และปจจัยยอยดานการเดินทางและการติดตอคาขายกับชุมชน อื่น คือ การเยี่ยมเยียนญาติพี่นองตางชุมชนและติดตอคาขายแลกเปลี่ยน ในปจจุบัน ชาวอูรักลาโวยมีการเปลี่ยนจากวิถีชีวิตแบบกึ่งเรรอนมาสู การตั้งถิ่นฐานอยางถาวรมากขึ้นและชุมชนอูรักลาโวยในจังหวัดภูเก็ต ลวนเปน ชุมชนที่เผชิญกับปญหาเรื่องสิทธิพื้นฐานและปญหาความมั่นคงดานที่อยูอาศัย อันมีสาเหตุมาจากทั้งปจจัยภายนอก คือกระบวนการพัฒนาที่เนนนโยบายการ พัฒนาเศรษฐกิจเปนหลัก โดยเฉพาะการสงเสริมการทองเที่ยว และการพัฒนา ระบบกรรมสิทธิ์ที่ดินที่รับรองโดยใชหลักฐานเอกสาร และปจจัยภายในที่เกิดจาก การเพิ่มขึ้นของจํานวนประชากรและความจํากัดของพื้นที่ ปญหาความยากจน และหนี้สิน ความเกรงกลัวบุคคลภายนอก และการขาดการรวมตัวกันเพื่อแกไข

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

39

ปญหา จากประเด็นปญหาตางๆ ที่สั่งสมมานานสงผลใหชาวอูรักลาโวยตองมี การเคลื่อนไหวเรียกรองสิทธิดานการอยูอาศัยและการทํามาหากิน แนวทางในการดําเนินงานพัฒนาสงเสริมความมั่นคงในการอยูอาศัย ของชาวอู รั ก ลาโว ย ควรมี ก ารยึ ด หลั ก สิ ท ธิ ชุ ม ชน ซึ่ ง ต อ งเป ด โอกาสให ช าว อูรักลาโวยมีสวนรวมในการจัดการทรัพยากร และตองมีการประสานความ รวมมือทั้งจากชาวอูรักลาโวย หนวยงานรัฐและองคกรพัฒนาเอกชน โดยเฉพาะ การจัด ตั้งเปนพื้ นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษเพื่อสงผลใหชาวอูรัก ลาโวยสามารถ ดํารงชีวิตอยูไดตอไปในขณะที่คงศักดิ์ศรีของกลุมชาติพันธุทางทะเล คําสําคัญ: ชาวเล, อูรักลาโวย, ชุมชนราไวย, การตั้งถิ่นฐาน

 


วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

40  

Abstract This article analyzes factors that the Urak Lawoi used in selecting their settlement sites in Phuket, which give us a glimpse of their marine semi-nomadic way of life. The principle factors consist of physical factor and socio-cultural factor. Physical factor can be divided into geographical factors and natural resource factors. Geographical factors consist of features like having enough flat land area, having sheltered bay, having enough beach gradient or navigation channel, and providing a safe place from poisonous animals and other dangers. Natural resource factors include fresh water sources, abundant natural resources, and having network of eco-niches with diverse resources. Socio-cultural factor can be divided into beliefs and relations with the supernatural and contacts. Beliefs and relations with the supernatural factor can be divided into decision making by spiritual leaders and community instinct on settlement site. Contacts factor can be divided into convenience in visiting relatives in other communities and in trade or visiting markets. Today, the Urak Lawoi have changed from semi-nomadic life to living in permanent settlement. All the Urak Lawoi communities in Phuket are facing problems regarding basic rights and land tenure security. These are from external factors–development process

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

41

accentuating economic growth especially through tourism promotion, and development of land rights using title paper; internal factors include increasing number of Urak Lawoi population and limited space, poverty and debt, fear of outsiders, and lack of self-organization. These cumulative problems push the Urak Lawoi to move for their land tenure rights and rights to livelihoods. Community rights principle should be used to promote land tenure security for the Urak Lawoi. They need to participate in natural resource management, and coordination effort is necessary from the Urak Lawoi themselves, from governmental agencies and nongovernmental organizations especially in developing special cultural zone. Only through these can the Urak Lawoi continue their livelihood while maintaining their ethnic identity and dignity of marine population. Keywords: Chao Lay, Urak Lawoi, Rawai Community, Settlement

 


42  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

1. บทนํา “ชาวอูรักลาโวย” เปนหนึ่งในกลุมชาติพันธุชาวเลที่มีถิ่นพํานักอยูทางฝง ทะเลอันดามัน ภาคใตของประเทศไทย รวมทั้งในจังหวัดภูเก็ตที่ซึ่งไดรับการ ยอมรับในระดับนานาชาติดานการเปนสถานที่ทองเที่ยวอันเลื่องชื่อ เปนไขมุก แหงอันดามัน สงผลใหพ้ืนที่ดังกลาวถูกมองในมิติคุณคาทางดานเศรษฐกิจ ซึ่ง นํารายได เขา สูประเทศอย างมหาศาล มีการพัฒนาทางกายภาพ และระบบ โครงสรางพื้นฐานตางๆ รวมถึงโครงการพัฒนาตางๆ โดยภาครัฐและเอกชน อยางรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน เมื่อหันกลับมาพิจารณากลุมคนที่อาศัยอยูในพื้นที่ เกาะภูเก็ตมาชานาน พบวา ชาวอูรักลาโวย ยังขาดความมั่นคงดานที่อยูอาศัย ตองอาศัยอยูกันอยางหนาแนน เปนประเด็นชวนใหขบคิดถึงสิทธิในการอยูอาศัย ของกลุมคนดั้งเดิมเหลานี้ และปจจัยที่เคยเอื้อตอการตั้งถิ่นฐานของชุมชนใน อดีต รวมถึงความมั่นคงในการอยูอาศัยในปจจุบัน ในจังหวัดภูเก็ต มีชาวอูรักลาโวยอาศัยอยูใน 3 หมูบาน คือ 1) แหลมตุกแก ตั้งอยูหมูที่ 4 เกาะสิเหร ตําบลรัษฎา อําเภอเมือง จังหวัด ภูเก็ต มีเนื้อที่ประมาณ 43 ไร มีประชากรทั้งหมดประมาณ 2,000 คน 2) หาดราไวย ตั้ ง อยู ห มู ที่ 2 ตํ า บลราไวย อํ า เภอเมื อ ง จั ง หวั ด ภู เ ก็ ต มีเนื้อที่ 19 ไร 2 งาน มีประชากรทั้งหมดประมาณ 2,050 คน 3) บานสะปา ตั้งอยูหมูที่ 3 ตําบลเกาะแกว อําเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต มี เนื้อที่ประมาณ 3 ไร มีประชากรทั้งหมดประมาณ 221 คน

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

43

2. พัฒนาการการตั้งถิ่นฐานของชาวอูรกั ลาโวย วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวอูรักลาโวยเปนวิถีชีวิตแบบกึ่งเรรอน อาศัยอยูบน ชายหาดและสรางที่พักดวยวัสดุที่หาไดงายในทองถิ่น ในฤดูแลงชาวอูรักลาโวย เดินทางเรรอนไปตามเกาะตางๆ เพื่อทําประมงและเก็บหาอาหาร หรือที่เรียกวา “บากั ด ” โดยอาจใช เ วลาเพี ย งไม กี่ วั น ไปจนถึ ง หลายเดื อ น ทั้ ง นี้ ขึ้ น อยู กั บ ระยะทางจากแหลงที่อยูอาศัย สภาพอากาศและอาหารที่หาได โดยปกติแลว สมาชิ ก ในครอบครั ว จะเดิ น ทางไปด ว ยกั น ทั้ ง หมด ซึ่ ง แหล ง บากั ด ในอดี ต สามารถพบไดทั่วไปในหมูเกาะ โดยเฉพาะตามหาดทรายหรืออาวที่เปนจุดหลบ ลมไดดี และเปนพื้นที่ที่สามารถหาน้ําจืดไดงาย สวนในฤดูฝนชาวอูรักลาโวยจะ ตั้งหลักแหลงรวมกันอยูเปนชุมชนที่ใหญขึ้น และในชวงที่ทะเลมีคลื่นและลมพายุ คอนขางแรงก็จะมีการใชประโยชนจากทรัพยากรชายฝงทะเลและในปามากขึ้น เช น การตั ด ไม เพื่ อ นํา มาสร า งหรือ ซ อมแซมเรือ การหาพื ชผั ก จากปา มาเป น อาหาร (นฤมล อรุโณทัยและคณะ 2549: 57) ซึ่งที่ตั้งถิ่นฐานนี้มาจากภูมิปญญา ทองถิ่นหรือความรูพื้นบานเกี่ยวกับการเลือกสรรพื้นที่ที่เหมาะสมในการตั้งชุมชน และการใชชีวิตอยูกับทะเล การเดิ น ทางและการอพยพโยกย า ยบ อ ยครั้ ง ถื อ เป น การปรั บ ตั ว ที่ เหมาะสมในชวงเวลาหลายรอยปมาแลว เนื่องจากเปนการทํามาหากินทางทะเล ที่สามารถเขา ถึงแหลงอาหารและแหลงทรั พยากรทางทะเลที่ หลากหลายใน ระบบนิเวศยอยๆ ที่ตางกัน นอกจากนี้ ยังเปนการเดินทางเพื่อคาขายแลกเปลี่ยน สินคาทางทะเล และการหลบหลีกการปลนสะดมหมูบานของโจรสลัดที่ออกปลน หมูบานตามชายฝงทะเล และยังเปนการโยกยายเมื่อเกิดโรคภัยไขเจ็บและการ

 


วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

44  

ทะเลาะเบาะแวงอีกดวย (นฤมล อรุโณทัย 2548: 85) ในระยะหลังเมื่อมีกระแส การพั ฒ นาสมั ย ใหม ทํ า ให ส ภาพทางด า นการเมื อ ง เศรษฐกิ จ สั ง คม และ วัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งมีผลกระทบตอวิถีชีวิตเ���ิมของชาวอูรักลาโวยและ ทําใหเกิดการตั้งถิ่นฐานที่ถาวรมากขึ้น (ภาพที่ 1-4 และ แผนที่ 1-2)

  

     

  

     

1

2

3

4

ภาพที่ 1-4: สภาพหมูบา นและการดํารงชีวิตของชาวอูรักลาโวย จังหวัดภูเก็ต ภาพโดยผูเขียน

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

ที่มา: ปรับปรุงจากแผนที่จากภาพถายดาวเทียม www.googleearth.com

แผนที่ 1: แสดงที่ตั้งถิ่นฐานของชุมชนอูรักลาโวย จังหวัดภูเก็ต

 

45


วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

46  

1 2

เกาะยาว

2

2

2

2

1

2

2

2

เกาะยาวใหญ

2 2

2

2

2 4

2

2

1

1

2

2 3

เกาะไขนอก

4

2 2

23 23

2 4 2 3

3 2

1 24 12

4

เกาะไมทอน

2 4 1

1 23

พื้นที่ใชสอยในอดีต 1 เพิงพักชั่วคราว 2 แหลงตั้งบากัด 3 ไรขาว 4 ชุมชนกึ่งถาวร

เกาะราชาใหญ

1 เกาะราชานอย

แผนที่ 2: สถานที่ทํามาหากินของชุมชนอูรักลาโวยในจังหวัดภูเก็ตในอดีต

 

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

47

3. ปจจัยในการเลือกสถานที่ตั้งถิ่นฐานของชาวอูรักลาโวย ปจจัยในการเลือกสถานที่ตั้งถิ่นฐานของชาวอูรักลาโวยในจังหวัดภูเก็ต ประกอบดวย ปจจัยดานกายภาพและปจจัยดานสังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ความผูกพันทางสังคมในฐานะของญาติมิตร โดยมีวิถีชีวิตในการอยูอาศัยและ การทํามาหากินในรูปแบบเดียวกัน รวมทั้งเดินทางเคลื่อนยายไปหากินยังสถานที่ แหงใหมเปนกลุมกอนและจะกลับมาอาศัยอยูรวมกันในหมูบานหลักของตน ซึ่ง สามารถวิเคราะหถึงปจจัยที่มีอิทธิพลตอการตั้งถิ่นฐานดังตารางขางลางนี้ ปจจัยหลัก ปจจัยยอย ปจจัยดาน ภูมิศาสตรและ กายภาพ ภูมิอากาศ

ปจจัยดาน สังคม วัฒนธรรม และ เศรษฐกิจ

 

รายละเอียด

มีพื้นที่ราบ มีพื้นที่ที่สามารถหลบคลื่นลมได ชายหาดมีความลาดชันพอดีและมีรองน้ํา มีความปลอดภัยจากสัตวรายและอันตรายอื่นๆ แหลงทรัพยากร มีแหลงน้ําจืด ธรรมชาติ มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ มีเครือขายของระบบนิเวศยอยๆ ที่มีทรัพยากร หลากหลาย ความเชื่อและ การตัดสินใจโดยผูนําทางจิตวิญญาณ ความสัมพันธกับ สิ่ง ความรูสึกและสัญชาตญาณในการอยูอาศัยของคน เหนือธรรมชาติ ในชุมชน การเดินทางและการ การเยี่ยมเยียนญาติพี่นองตางชุมชน ติดตอคาขายกับ การติดตอคาขายแลกเปลี่ยน ชุมชนอื่น


48  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

3.1 ปจจัยดานกายภาพในการเลือกสถานที่ตั้งถิ่นฐาน ประกอบดวย 3.1.1 ปจจัยดานภูมิศาสตรและภูมิอากาศ การตัดสินใจตั้งถิ่นฐาน ของชาวอูรักลาโวยในแตละพื้นที่ มีการคํานึงถึงปจจัยดานตางๆ ที่เอื้อตอการ อยูอาศัยดังนี้ 1) มีพื้นที่ราบ ในการพิจารณาสถานที่ในการตั้งแหลงที่พักอาศัยหรือ ที่ตั้งชุมชน ชาวอูรักลาโวยจะคํานึงถึงความเหมาะสมของพื้นที่ ซึ่งตองมีพื้นที่ ราบบริเวณริมชายหาดเพียงพอ เพราะชุมชนใชพื้นที่โลงริมชายหาดทํากิจกรรม อยางหลากหลาย ทั้งในดานการเปนพื้นที่เพื่อการนันทนาการ การพบปะพูดคุย การประกอบพิธีกรรมของชุมชน การทําและวางเครื่องมือที่ใชในการทํามาหากิน รวมถึงการใชพื้นที่ตอเนื่องบริเวณชายหาดและในทะเลเพื่อการทํามาหากินและ การจอดเรือ 2) มีพื้นที่ที่หลบคลื่นลมได ชาวอูรักลาโวยมักจะเลือกที่อยูอาศัยใน อาวที่หลบลมไดดี ซึ่งชาวอูรักลาโวยจะรูวาชวงใดลมจะพัดมาจากทางทิศใด ชุมชนถาวรมักจะอยูดานตะวันออกของเกาะเพื่อหลบคลื่นลมมรสุมตะวันตก เฉียงใตที่มีความรุนแรง สําหรับพื้นที่หาดราไวยนั้น แมจะอยูดานทิศใต แตก็เปน ที่หลบลมไดดีเนื่องจากมีเกาะตั้งอยูบริเวณดานหนา ชาวอูรักลาโวยหาดราไวย ยั ง สามารถเดิ น ทางไปหากิ น ได ทั้ ง ฝ ง ตะวั น ตกและตะวั น ออก ส ว นบริ เ วณ แหลมตุกแกก็เปนที่กําบังลมพายุไดเปนอยางดีเชนเดียวกัน การเลือกตั้งถิ่นฐาน ดานตะวันออกของเกาะยังทําใหสังเกตเรือที่เดินทางมาจากฝงไดงาย (นฤมล อรุโณทัยและคณะ 2552: 47)

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

49

3) ชายหาดมีความลาดชันพอดีและมีรองน้ํา หลักการสําคัญขอหนึ่ง ในการพิจารณาสถานที่ตั้งหมูบาน คือ สถานที่นั้นตองเปนพื้นที่ที่มีชายหาดที่ ลาดชันพอดี ไมตื้นหรือลึกเกินไป กรณีของหมูบานแหลมตุกแกและหาดราไวย สามารถนํ า เรื อ เข า จอดบริ เ วณชายหาดหน า หมู บ า น และกรณี ห าดสะป า สามารถจอดเรือบริเวณคลองดานหลังหมูบาน ซึ่งมีความสะดวกในการนําเรือ เขา–ออกและการดูแลเรือ การขึ้นลงเรือและขนยายขาวของ โดยชาวอูรักลาโวย กลาววา “เวลาน้ําแหงก็สามารถออกเรือได มีหลักวาตองอยูใหน้ําถึงบาน ตอง เปนหาดหรืออาวที่สามารถนําเรือเขาออกไดสะดวก” นอกจากนี้ ยังตองคํานึงถึงพื้นที่ที่มีรองน้ํา โดยเฉพาะพื้นที่หาดราไวยที่ มีชายหาดค อนขางลาดและตื้ น แต บ ริเ วณอาวหน า หาดมี รองน้ํา ทําให ช าว อูรักลาโวยสามารถจะนําเรือเขาออกไดตามรองน้ํานี้แมในชวงน้ําลง และกรณี ของหาดสะปา แมวาจะอยูในชวงเวลาที่น้ําลงหรือชวงฤดูแลง ก็ยังสามารถออก เรือหากินบริเวณใกลบานไดอยางสะดวกโดยอาศัยรองน้ําที่ตอออกจากคลอง ปาชายเลน 4) มีความปลอดภัยจากสัตวรายและอันตรายอื่นๆ เงื่อนไขดาน ความปลอดภัยจากสัตวรายและอันตรายอื่นๆ ของแหลงพักอาศัยนับเปนสาเหตุ สําคัญอีกประการในการเลือกสถานที่เพื่อตั้งถิ่นฐานในอดีต แมวาบางพื้นที่จะมี ความอุดมสมบูรณ เชน เกาะบอน แตเมื่อพบวาเปนสถานที่ที่มีสัตวราย เชน งู สัตวปา เชน เสือ หมูปา ชาวอูรักลาโวยจึงไมเลือกที่จะอยูอาศัยประจํา

 


50  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

3.1.2 ปจจัยดานแหลงทรัพยากรธรรมชาติ ประกอบดวย 1) มี แ หล งน้ํ า จื ด พื้ น ที่ พั ก อาศั ย ที่ ช าวอู รั ก ลาโว ย เลื อ กตั้ ง ถิ่ น ฐาน จําเปนตองอยูใกลกับแหลงน้ําจืด เพื่อความสะดวกที่จะนําน้ําจืดมาใชดื่มกิน และ ชําระลาง ซึ่งบางแหงเปนน้ําจากลําธารเล็กๆ ที่ไหลมาจากปาเขาหรือเปน น้ํ า ซั บ เป น ตาน้ํ า ที่ เ มื่ อ ขุ ด เป น บ อ ก็ จ ะมี น้ํ า ผุ ด ขึ้ น มา บางพื้ น ที่ แ ม ว า จะมี ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณแตหากมีน้ําจืดจํากัด ก็ไมสามารถจะเปนแหลง พักพิงอาศัยไดนานนัก หรือไมสามารถจะขยายเปนชุมชนขนาดใหญขึ้น เชน เกาะราชา (Engelhardt และ Rogers 1997: 25) การตั้งถิ่นฐานในพื้นที่เกาะราง แหลมตุกแก หาดราไวยและหาดสะปา ของชาวอูรักลาโวยในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตทุกพื้นที่ พบวามีบอน้ําตั้งอยูไมไกลจาก หมู บ า นมากนั ก การเป น พื้ น ที่ ที่ มี แ หล ง น้ํ า จื ด เป น เหตุ ผ ลประการสํ า คั ญ ที่ บรรพบุรุษชาวอูรักลาโวยนํามาใชในการพิจารณาเลือกสถานที่ตั้งถิ่นฐาน และใน แตละพื้นที่จะมีจํานวนบอน้ํามากกวา 1 บอ เนื่องจากมีการพิจารณาถึงการ ขยายตัวของหมูบาน 2) มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ พื้นที่ที่ตั้งถิ่นฐานจะตองมี ความอุดมสมบูรณ หากินไดคลอง ชาวอูรักลาโวยกลาววา “การเลือกที่พักอาศัย นั้นดูจากความอุดมสมบูรณของสัตวน้ํา ซึ่งหากพบวาสถานที่บริเวณนั้นมีสัตว น้ําอุดมสมบูรณ ก็จะถางพื้นที่ตรงนั้นเพื่ออยูอาศัยและทํามาหากินบริเวณใกลๆ” (นิรันดร หยังปาน, สัมภาษณ, 21 ธันวาคม 2550) ชาวเลมักจะปลูกมะพราวใน พื้นที่ที่ทรัพยากรคอนขางอุดมสมบูรณ เนื่องจากมะพราวเปนพืชหลักที���ชาวเลใช

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

51

ประกอบอาหาร เพื่อใหมีตนไมใชสอยรวมกันและเพื่อเปนหมายวาพื้นที่นั้น เหมาะสมกับการอาศัย (Engelhardt และ Rogers 1997: 26) 3) มีเครือขายของระบบนิเวศยอยๆ ที่มีทรัพยากรหลากหลาย การมีทรัพยากรอุดมสมบูรณนั้นมักจะไมเพียงพอสําหรับชาวอูรักลาโวย แต จะตองมีทรัพยากรธรรมชาติในระบบนิเวศยอยๆ ที่หลากหลายดวย ชาวเลทุก กลุมมักจะเลือกสถานที่พักอาศัยที่มีเขตนิเวศยอยๆ เชน มีหาดทราย ชายทะเล และมีพื้นที่ดานหลังเปนคลองหรืออาวปดของปาชายเลน มีหาดเลน ปาโกงกาง สวนบริเวณใกลๆ มักจะมีโขดหินที่เปนแหลงหอยติบ ซึ่งเปนแหลงยังชีพที่สําคัญ ของชาวเล แตหากพื้นที่นั้นมีความหลากหลายนอย ชาวเลก็มักจะปรับเปลี่ยน พื้นที่เพื่อที่จะกระตุนใหเกิดระบบนิเวศยอยๆ ขึ้นใหม หรือขยายพื้นที่ระบบนิเวศ ยอยเดิมออกไป (Engelhardt และ Rogers 1997: 19) ชาวอูรักลาโวยมักจะพักอาศัยและทํามาหากินในแหลงที่อยูภายใน เครือขายของระบบนิเวศยอยๆ (network of sea-linked econiches) ที่สามารถ จะเดินทางทางทะเลไดอยางสะดวก และมีระยะทางหางกันไมมากนัก ดังนั้น แหลงที่ชาวอูรักลาโวยเลือกตั้งถิ่นฐานมักจะอยูในพื้นที่ “ศูนยกลาง” ที่แวดลอม ไปดวยแหลงทํามาหากินและพักอาศัยใกลเคียง โดยชาวอูรักลาโวยจะสรางบาน ไว บ นบกสํ า หรั บ การอยู อ าศั ย ในช ว งฤดู ม รสุ ม และจะออกไปหากิ น ในพื้ น ที่ ชายฝงและทะเลในชวงฤดูที่สามารถหากินทางทะเลได ซึ่งการออกไปหากิน ชาวอูรักลาโวยจะเดินทางและหากินเปนวัฏจักร โดยจะหากินอยูในสถานที่ใด สถานที่หนึ่งไปจนกวาสถานที่แหงนั้นจะลดความอุดมสมบูรณลง ชาวอูรักลาโวย

 


52  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

จึงจะเดินทางกลับบาน เพื่อนําของที่หามาไดมาเก็บหรือเดินทางไปหากินยัง สถานที่อื่นไปเรื่อยๆ จนกวาสถานที่ที่เคยหากินจะกลับมาอุดมสมบูรณอีกครั้ง 3.2 ปจจัยดานสังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ปจจัยดานสังคมวัฒนธรรม โดยเฉพาะอยางยิ่งความเชื่อในสิ่งเหนือ ธรรมชาติและความรูสึกหรือสัญชาตญาณในการอยูอาศัยของคนในชุมชนมีสวน กํ า หนดการตั้ ง ถิ่ น ฐาน เพราะความเชื่ อ นั้ น ไม ใช เ พี ย งแต เป น ความสั ม พั น ธ ระหวางมนุษยกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือสิ่งเหนือธรรมชาติเทานั้น แตยังเปนสวนสําคัญ ของความสั ม พั น ธ ร ะหว า งมนุ ษ ย กั บ มนุ ษ ย และการก อ ร า งสร า งชุ ม ชนด ว ย นอกจากนี้ ยังมีปจจัยดานผูนํา ดานแรงกดดันในพื้นที่อื่น และในสมัยตอมา ปจจัยดานการติดตอสื่อสาร การคาขายแลกเปลี่ยน และการคมนาคมก็เขามามี อิทธิพลในการเลือกสถานที่ตั้งถิ่นฐานดวย โดยสามารถพิจารณาปจจัยดาน สังคม วัฒนธรรม ไดดังนี้ 3.2.1 ความเชื่อและความสัมพันธกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ประกอบดวย 1) การตัดสินใจโดยผูนําทางจิตวิญญาณ การตัดสินใจเลือกพื้นที่ใน การพักอาศัยของชาวอูรักลาโวย จะเชื่อถือตามคําบอกของคนเฒาคนแก ซึ่ง อาจจะเปนหัวหนาหมูบาน ผูอาวุโส หรือโตะหมอ ผูซึ่งเรียนวิชาทางดานนี้ กอน การตัดสินใจเลือกพักอาศัย ณ สถานที่ใดนั้น หลักการสําคัญ คือ โตะหมอจะทํา พิธีจุดเทียนเพื่อขอเจาที่เจาทางที่ถือวามีความสําคัญตอชีวิตความเปนอยูของ ชาวอูรักลาโวย

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

53

การตั ด สิ น ใจโดยผู นํ า ด า นจิ ต วิ ญ ญาณ ยั ง เกิ ด ขึ้ น จากการที่ ผู นํ า พิจารณาเห็นถึงความเหมาะสมกวาพื้นที่อื่นๆ จึงตองเปลี่ยนสถานที่ตั้งถิ่นฐาน หรือเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนสถานที่ทํามาหากิน และกรณีของการเกิดปญหาการ ถูกเบียดขับจากกลุมคนภายนอก การประสบกับปญหาโรคระบาด ภัยอันตราย จากสัตวราย ซึ่งผูนําดานจิตวิญญาณ เชน โตะหมอหรือผูอาวุโสของหมูบานจะ เปนผูชักนําใหยายไปตั้งถิ่นฐานยังสถานที่แหงใหม 2) ความรูสึกและสัญชาตญาณในการอยูอาศัยของคนในชุมชน ชาวอูรักลาโวยจะใหความสําคัญและนับถือเจาที่เจาทาง ซึ่งในการเลือกสถานที่ ตั้งถิ่นฐานนั้น ชาวอูรักลาโวยจะตองดูวาสถานที่เหลานั้นอยูไดหรือไม ดีหรือไม โดยทําพิธีขอจากเจาที่เจาทาง ใชวิธีการจุดเทียนเพื่อดูวาเจาที่เจาทางรับหรือไม สําหรับการเดินทางไปยังสถานที่ตางๆ นั้น ชาวอูรักลาโวยมีความเชื่อวา ทุกสถานที่มีเจาที่เจาทางสิงสถิตอยู เชน เวลาลงทะเล ในทะเลก็มีเจาที่เจาทาง โดยเวลาลงเรือกอนกินขาวหรือการไปคางที่เกาะ พอหุงขาวเสร็จกอนกินขาวก็ ตองตักขาวทัพพีแรก หรือตักหัวขาวและตักอาหารทุกอยางเล็กนอยไปวาง โดย เชิญใหเจาที่เจาทางมากินกอน และมีความเชื่อวาหากเดินทางไปสถานที่แหงใด ก็ตองใหความเคารพกับสถานที่แหงนั้น หามพูดไมดี หามพูดจาในทางลบหลู หากทําผิดก็อาจจะถูกลงโทษได ชาวอูรักลาโวยมีภูมิปญญาทองถิ่นที่แสดงออกมาในรูปของพิธีกรรม ซึ่ง กระทําขึ้น เพื่อขอพื้นที่จากเจาที่เจาทาง เพื่อสรางความเชื่อมั่นใหสมาชิกใน ครอบครัวหรือชุมชนวาจะอยูเย็นเปนสุข ชาวอูรักลาโวยจะมีพิธีกรรมเกี่ยวกับ ที่ดินที่จะตั้งถิ่นฐาน เชน การตั้งถิ่นฐานจะตองมีการตั้งเจาที่เจาทาง ตั้งหลา ทํา

 


54  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

พิธีกรรม เพื่อใหสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไดปกปองคุมครองชาวอูรักลาโวยมีความปลอดภัย เนื่องจากชาวอูรักลาโวยเปนกลุมบุคคลที่ใหความเคารพนับถือบรรพบุรุษ โดย บางครอบครัวจะมีการตั้งหลาพอแมตายาย โดยทําเปนบานหลังเล็กวางไวใน บานของตนเพื่อเคารพบูชา และเพื่อปกปองดูแลบุคคลในบาน (นิรันดร หยังปาน, สัมภาษณ, 21 ธันวาคม 2550) สัญชาตญาณในการอยูอาศัยของคนในชุมชนจึงเปนปจจัยหนึ่งในการ เลือกสถานที่อยูอาศัย หากสถานที่นั้นอยูสบาย ทํามาหากินคลอง ไมมีโรคภัย ไข เ จ็ บ ชาวอู รั ก ลาโว ย ก็ มั ก จะเลื อ กสถานที่ นั้ น เป น ที่ อ ยู อ าศั ย ถาวร แต ห าก สถานที่นั้นมีผูเจ็บไขไมสบายจํานวนมาก แสดงวาสถานที่นั้นไมเหมาะสมตอการ ตั้ ง ถิ่ น ฐาน เนื่ อ งจากมี ค วามเชื่ อ ว า มี วิ ญ ญาณหรื อ เคราะห ร า ยคอยทํ า ให เดือดรอน และหากมีโรคระบาดหรือโรคติดตอรายแรง ก็มักจะยายไปทั้งหมูบาน เมื่อโรคระบาดหมดลงก็อาจจะกลับมาอยูที่เดิม กรณีของการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ ตางๆ เชน แหลมตุกแก เกาะราง เกาะเฮ ฯลฯ ชาวอูรักลาโวยกลาววา เคยมีการ ระบาดของอหิวาตกโรค สงผลใหมีคนเสียชีวิตเปนจํานวนมาก ชาวอูรักลาโวยจึง ตองยายออกจากสถานที่เหลานั้น ไปหาสถานที่แหงใหมตั้งถิ่นฐาน และมีการ กลับมาอาศัยอยูอีกครั้งเมื่อโรคระบาดหายไป 3.2.2 การเดินทางและการติดตอคาขายกับชุมชนอื่น 1) การเยี่ยมเยียนญาติพี่นองตางชุมชน สถานที่ตั้งถิ่นฐานถาวรนั้น มักจะเปนบริเวณที่สามารถจะเดินทางไปเยี่ยมเยียนญาติพี่นองตางชุมชนได อยางสะดวก ในสมัยกอนชาวเลทั้งมอแกนและอูรักลาโวยเดินทางไปมาบอยครั้ง และมักจะพักอาศัยกับญาติพี่นองในระหวางเดินทาง นอกจากนั้น หากมีความ

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

55

ขัดแยงหรือทะเลาะเบาะแวงกับคนในชุมชน ก็มักจะยายไปอยูหมูบานหรือชุมชน อื่นเพื่อลดการเผชิญหนา อาจจะเปนการโยกยายถาวร หรือจนกวาปญหาจะ คลี่คลายลง แลวยายกลับมายังชุมชนเดิม (นฤมล อรุโณทัยและคณะ 2549: 7-9) การเดินทางเยี่ยมเยียนญาติพี่นองยังเปนการกระชับความสัมพันธและสราง เครือขายที่สําคัญในการชวยเหลือเกื้อกูลกันในยามที่ตองการ 2) การติดตอคาขายแลกเปลี่ยน ปจจัยในการเลือกตั้งถิ่นฐานขอนี้มี อิทธิพลมากขึ้นในระยะหลัง เมื่อชาวอูรักลาโวยเริ่มพึ่งพาเถาแกมากขึ้น และมี การคาขายแลกเปลี่ยนมากขึ้น ดังนั้น สถานที่ตั้งชุมชนถาวรมักจะอยูไมไกล จากแหลงซื้อขายแลกเปลี่ยนขาวปลาอาหารหรือตลาดชายฝงเพื่อจับจายใชสอย และซื้อหาขาวของที่จําเปน โดยทั้ง 3 หมูบานของชาวอูรักลาโวย สถานที่ตั้ง หมู บ า นอยู ใ กล ต ลาดหรื อ ที่ ช าวอู รั ก ลาโว ย เรี ย กว า “ติ๊ ด ยาโหวะ เต า ะข า ” หมายถึง อยูไมไกลจากตลาดหรือตัวเมืองภูเก็ต ซึ่งชาวอูรักลาโวยสามารถนํา ของที่หามาไดไปขายหรือแลกเปลี่ยนในตลาดไดอยางสะดวก ปจจัยทั้งทางดานกายภาพและดานสังคมวัฒนธรรมจึงมีอิทธิพลตอการ เลือกสถานที่ตั้งถิ่นฐานที่มีลักษณะถาวรหรือกึ่งถาวรของชาวอูรักลาโวย และ ที่ ตั้ ง ถิ่ น ฐานนั้ น ยั ง มี ค วามเชื่ อ มโยงต อ วิ ถี ก ารทํ า มาหากิ น กั บ ทะเลของชาว อูรักลาโวยดวย เพราะฉะนั้น เมื่อพิจารณาความสําคัญของปจจัยตางๆ ที่ชาว อูรักลาโวยนํามาใชในการตัดสินใจเลือกสถานที่สําหรับการตั้งถิ่นฐานนั้น พบวา ทุ ก ป จ จั ย ต า งมี ค วามสํ า คั ญ ทั้ ง ป จ จั ย ด า นกายภาพ และป จ จั ย ด า นสั ง คม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ซึ่งในการพิจารณาสถานที่นั้น ปจจัยลําดับแรกที่ชาว อู รั ก ลาโว ย จะต อ งให ค วามสํ า คั ญ คื อ ป จ จั ย ด า นกายภาพที่ ต อ งมี ค วาม

 


56  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

เอื้ออํานวยตอลักษณะการดํารงชีวิต การทํามาหากิน และตอมา คือ การให ความสําคัญกับปจจัยดานสังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ คือ ตองเปนสถานที่ที่ ผูอาวุโสของหมูบานพิจารณาเปนอยางดี ทั้งดานความเหมาะสมเชิงความเชื่อ โดยเฉพาะในระยะหลั ง ที่ ต อ งมี ก ารให ค วามสํ า คั ญ กั บ ป จ จั ย ที่ อํ า นวยความ สะดวกตอการเดินทางและติดตอคาขายกับชุมชนอื่น หากดวยสภาพการพัฒนาในปจจุบันที่กอใหเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้ง จากภายนอกและภายในชุมชนอูรักลาโวย การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ การ เข า มาของกลุ ม ทุ น การส ง เสริ ม การท อ งเที่ ยว การเปลี่ ย นแปลงรู ป แบบการ ดํารงชีวิต การเปลี่ยนแปลงอาชีพ เปนตน ลวนสงผลตอความเปนอยูของชาว อู รั ก ลาโว ย และแม ว า ชาวอู รั ก ลาโว ย จะมี ภู มิ ป ญ ญาและวิ ธี คิ ด เกี่ ย วกั บ การ อยูอาศัยรวมกับทรัพยากรธรรมชาติ แตภูมิปญญาและวิธีคิดนี้กลับไมไดรับการ ยอมรับและสงเสริม การปฏิบัติเชิงดูถูกตอกลุมชาวเลกอใหเกิดการละทิ้งความรู หรือภูมิปญญาทองถิ่นที่มีคุณคา เมื่อการพัฒนาแบบใหมเขาไปในเขตถิ่นที่อยู ของชาวเล คนกลุมนี้จึงไมสามารถเขาไปมีสวนรวมกับการเปลี่ยนแปลงใหมๆ ได เ ลย ในทางตรงกั น ข า มกลั บ ถู ก ผลั ก ดั น ให เ หลื อ ขอบเขตการทํ า มาหากิ น ในทะเลนอยลง (นพดล กิตติกุล 2546: 263) 4. ผลกระทบจากการพัฒนา: การเปลี่ยนแปลงจากวิถีชีวิตแบบกึ่งเรรอน มาสูการตั้งถิ่นฐานถาวร ปจจัยที่ทําใหชาวอูรักลาโวยตั้งหลักแหลงอยางถาวรมากขึ้นคือการ ปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการเดินทางทางทะเลและการทํามาหากิน การรับอิทธิพล ทางสังคมวัฒนธรรมจากสังคมใหญ และพื้นที่ทํามาหากินและอยูอาศัยจํากัดลง

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

57

หรือมีการเปลี่ยนแปลงไป และในชวงเวลาที่สังคมกาวเขาสูสภาวะของความ ทันสมัยมากขึ้น การมีแนวคิดเรื่องเอกสารสิทธิ์ทําใหเกิดการจับจองพื้นที่เพื่อ กรรมสิทธิ์สวนบุคคล การกระตุนเศรษฐกิจโดยการทองเที่ยวเปนหลักทําใหภูเก็ตเปนสถานที่ที่ เปนจุดดึงดูดนักทองเที่ยวทั้งชาวไทยและตางประเทศใหเขามาในพื้นที่ และได สงผลกระทบตอชาวอูรักลาโวย โดยเฉพาะดานที่อยูอาศัยที่ไมสามารถมีเอกสาร สิทธิ์เปนของตนเอง ไมมีพื้นที่ใหอพยพโยกยาย ไมสามารถขยายบานเรือนได จึง เกิดการเปลี่ยนแปลงจากวิถีชีวิตแบบกึ่งเรรอนมาสูการตั้งถิ่นฐานแบบถาวรมากขึ้น หมูบานชาวอูรักลาโวยในจังหวัดภูเก็ตมีการเปลี่ยนแปลงในดานตางๆ เชน ดาน วัตถุ มีการเพิ่มขึ้นของจํานวนหลังคาเรือนและมีความเปนอยูที่แออัด สวนในดาน เศรษฐกิจ ชาวอูรั กลาโว ยบางคนตองเปลี่ยนมาประกอบอาชีพรับจาง ทํางาน กอสราง เนื่องจากหากินในทะเลไดยากขึ้น (นันทกา เครืออินทร 2553: 163–164 และธนู แนบเนียร, สัมภาษณ, 22 มีนาคม 2552) กลาวโดยสรุป ผลกระทบจากกระบวนการพัฒนา ที่กลาวขางตน ลวน เปนการดําเนินงานการพัฒนาที่ปราศจากการคํานึงถึงนิเวศวัฒนธรรม ละเลย วิถีชีวิตและเอกลักษณที่มีคุณคาของกลุมชาติพันธุ อันเปนสาเหตุหลักที่ทําให ชาวอู รั ก ลาโว ย ต อ งปรั บ เปลี่ ย นวิ ถี ชี วิ ต และการหากิ น จากกึ่ ง เร ร อ นมาสู ก าร อยูอาศัยแบบถาวร และตองประสบกับความลําบากในการอยูอาศัยและการ หากินมากขึ้น ในแงของสังคมแลว สิ่งนี้เปนการทําลายอัตลักษณ จิตวิญญาณ ในการอยูอาศัยรวมกันระหวางบุคคลกลุมเดียวกันและระหวางชาวอูรักลาโวยกับ ทรัพยากรธรรมชาติ

 


58  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

แนวทางในการสรางความมั่นคงดานที่อยูอาศัยใหกับชาวอูรักลาโวย ตองดําเนินการโดยทั้งชาวอูรักลาโวย หนวยงานรัฐและหนวยงานเอกชนที่เขามา มีสวนรวมในกระบวนการพัฒนาในพื้นที่ ตั้งแตประมาณ ป พ.ศ. 2534–2535 ชุมชนเริ่มมีการเรียกรองเคลื่อนไหวรวมตัวกัน โดยการสงเอกสารไปยังหนวยงาน ราชการที่เกี่ยวของ แตก็ยงั ไมมีความคืบหนาของผลการดําเนินงานมากนัก ที่ผานมา มีหนวยงานรัฐและองคกรพัฒนาเอกชนไดเขามาใหความ ชวยเหลือมากขึ้น โดยเฉพาะภายหลังจากการเกิดเหตุการณคลื่นยักษสึนามิใน ป พ.ศ. 2547 โดยในระยะแรก เปนการเขามาใหความชวยเหลือดานอาหาร การกิน การซอมแซมและมอบอุปกรณในการทํามาหากิน การซอมแซมบานและ การสรางบานหลังใหมใหกับชาวอูรักลาโวย เปนตน และในระยะหลังก็มีบาง องคกรที่เขามาชวยเหลือ พยายามเขามาใหความรู แนะนําวิธีการใหชุมชนมี ความเขมแข็ง สามารถจัดการตนเองไดมากขึ้น หลังจากที่มีมติคณะรัฐมนตรีเดือนมิถุนายน 2553 เพื่อการฟนฟูวิถีชีวิต ชาวเล กระทรวงวัฒนธรรมก็ไดจัดตั้งคณะกรรมการอํานวยการบูรณาการเพื่อ ฟ นฟู วิ ถี ชีวิ ต ทั้ ง ในระดั บ ชาติ และระดั บ จั ง หวั ด ซึ่ ง มี ผูว า ราชการจั ง หวั ด เป น ประธาน และมี เจ า หน า ที่ข องรั ฐ ผูแทนองคกร และตั วแทนเครือ ข ายชาวเล จังหวัดภูเก็ต เขามารวมเปนคณะทํางาน แตปญหาเรื่องที่ดินที่อยูอาศัยในพื้นที่ กรรมสิทธิ์ที่กลายเปนของเอกชนเปนเรื่องที่คางคามานานจนกระทั่งยากที่จะ แกไข ถาเปรียบเทียบใน 3 ชุมชนอูรักลาโวยในภูเก็ต ชุมชนสะปานาจะมีปญหา เรื่ อ งที่ ดิ น อยู อ าศั ย น อ ยที่ สุ ด เพราะพื้ น ที่ ดั ง กล า วอยู ใ นความรั บ ผิ ด ชอบ ของหนวยงานรัฐและทองถิ่น คื���เชน กรมเจาทา กรมทรัพยากรทางทะเลและ

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

59

ชายฝง องคกรปกครองสวนทองถิ่น โดยเจาหนาที่ของสํานักขนสงทางน้ําที่ 5 สาขาภูเก็ตใหขอมูลวากรณีการตั้งถิ่นฐานของชาวอูรักลาโวยในพื้นที่หาดสะปามี การอาศั ย อยู ก อ น พ.ศ. 2515 ซึ่ ง ขณะนั้ น ยั ง ไม มี ก ฎข อ ห า มเกี่ ย วกั บ การ ตั้งถิ่นฐานอยูในพื้นที่บริเวณริมทะเล แมวาจะมีการกลาวถึงการดําเนินงานของรัฐและองคกรพัฒนาเอกชน ในพื้นที่ที่ชาวอูรักลาโวยอาศัยอยู แตทั้งนี้ก็ยังไมประสบความสําเร็จมากนัก เนื่ อ งจากป ญ หาซั บ ซ อ น ไม ส ามารถจะแก ไ ขอย า งรวดเร็ ว ด ว ยกลไกหรื อ โครงสรางเดิมๆ ที่มีอยู นอกจากนั้น ยังมีการประสานความรวมมือคอนขาง นอย การดําเนินงานสงเสริมความมั่นคงในการอยูอาศัยของชาวอูรักลาโวยใน จังหวัดภูเก็ต จะเกิดขึ้นอยางมีประสิทธิภาพไดนั้น ควรจะมีการนําเอาแนวคิด สิทธิชุมชนมาใช ซึ่งตองเปดโอกาสใหชาวอูรักลาโวยมีสวนรวมในการจัดการ ทรั พ ยากร เนื่ อ งจาก ชาวอู รั ก ลาโว ย มี วิ ถี ก ารดํ า รงชี วิ ต ที่ อ ยู ร ว มกั บ ฐาน ทรัพยากร สามารถหากินและดูแลทรัพยากรในฐานะของเจาของฐานทรัพยากรที่ มีภูมิปญญาที่ความเชื่อ พิธีกรรมตางๆ และในการดําเนินงานพัฒนาจะตอง ไดรับความรวมมือทั้งจากชาวอูรักลาโวย หนวยงานรัฐและองคกรพัฒนาเอกชน ที่จะตองทํางานแบบประสานความรวมมือกัน โดยเฉพาะการจัดตั้งเปนพื้นที่เขต วัฒนธรรมพิเศษเพื่อสงผลใหชาวอูรักลาโวยสามารถดํารงชีวิตอยูไดดวยการมี เอกลักษณ วัฒนธรรมที่มีความพิเศษและโดดเดนทามกลางความเจริญและ ความเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคม เศรษฐกิจในปจจุบัน และเปนการพัฒนาที่ ส ง เสริ ม ให ช าวอู รั ก ลาโว ย ได ขั บ เคลื่ อ นด ว ยตั ว เองและไม เป น การทํ า ลายวิ ถี วัฒนธรรมเดิม

 


60  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

เอกสารอางอิง ภาษาไทย นพดล กิตติกุล. (2546) ชาวเลหาดราไวยกับอนาคตของลูกทะเล. ใน สิทธิ ชุมชนทองถิ่นภาคใต, หนา 245-265. กรุงเทพฯ: แซทโฟร พริ้นติ้ง. นฤมล อรุโณทัยและคณะ. (2546) คนพื้นเมืองกับพื้นที่อนุรักษ โครงการ นํารองอันดามัน หมูเกาะสุรินทร. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. นฤมล อรุโณทัย. (2548) ความรูพื้นบานของมอแกน: รูปแบบการจัดการและ อนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ. วารสารวิจัยสภาวะแวดลอม 22, 1: 85. นฤมล อรุโณทัยและคณะ. (2549) ชุมชนมอแกนและอูรักลาโวยกับพื้นที่ คุมครอง. กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ. นฤมล อรุโณทัย. (2552) ความเปลี่ยนแปลงของบานและหมูบานมอแกนที่ หมูเกาะสุรินทร จังหวัดพังงา ภายหลังเหตุการณสึนามิ. ใน พลวัตชาติพันธุ ภาคใต: ผูคนและชุมชนบริเวณเกาะและชายฝงอันดามัน, หนา 58. 28 พฤศจิกายน 2551 ณ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร. นันทกา เครืออินทร. (2553) รายงานวิจัย เรื่อง ภูมิปญญาทองถิ่นกับการจัดการ ทรัพยากรระดับชุมชน: การพัฒนาที่มีผลกระทบตอการสืบทอด ภูมิปญญาทองถิ่นดานนิเวศทางทะเลของชาวอูรักลาโวย จังหวัด ภูเก็ต. กรุงเทพฯ: สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

61

เมธิรา ไกรนที. (2552) พัฒนาการของการตั้งถิ่นฐานชุมชนอูรักลาโวยใน พื้ น ที่ ภู เ ก็ ต จากมุ ม มองนิ เ วศวั ฒ นธรรม. วิ ท ยานิ พ นธ ป ริ ญ ญา มหาบั ณ ฑิ ต , สาขาวิ ช าพั ฒ นามนุ ษ ย แ ละสั ง คม บั ณ ฑิ ต วิ ท ยาลั ย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ภาษาตางประเทศ Engelhardt, Richard and Pamela Rumball Rogers. (1997) “The Phuket Project Revisited: The Ethno-Archaeology Through Time of Maritime Adapted Communities in Southeast Asia”. The Journal of the Siam Society 85: 25-26.

 


พลวัตการปฏิสัมพันธและชาติพนั ธุ ธํารงของชาวเลและกลุมชาติพันธุ อื่นๆ ในเกาะลันตา จังหวัดกระบี่1 THE DYNAMICS OF INTERACTIONS AND ETHNIC MAINTENANCE OF CHAO LAY AND OTHER LANTA ISLANDERS IN KRABI PROVINCE  

ผูชวยศาสตราจารย ดร.อาภรณ อุกฤษณ2 Assistant Professor Dr. Aporn U-krit                                                              1

บทความนี้เปนสวนหนึ่งของดุษฎีนิพนธเรื่อง พลวัตการปฏิสัมพันธและชาติพันธุธํารงของชาวเกาะ ลันตา จังหวัดกระบี่ ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ ซึ่งไดรับทุนสนับสนุนจากกรมสงเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และมหาวิทยาลัยทักษิณ 2 ผูชวยศาสตราจารย ประจําสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตกระบี่ อําเภอเมือง จังหวัดกระบี่, ap.ukrit@hotmail.com

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

63

บทคัดยอ บทความนี้ มีจุดมุงหมายที่จะศึกษาพลวัตการปฏิสัมพันธและการธํารง ชาติ พั นธุ ของชาวเกาะลั นตา จั งหวั ดกระบี่ ทางภาคใต ของไทย ภายใต ค วาม หลากหลายทางชาติพันธุ อันประกอบดวย ชาวเล ชาวมุสลิม ชาวจีน และชาวไทย ผานยุคสมัยของประวัติศาสตรทองถิ่น ตั้งแตยุคการตั้งถิ่นฐาน จนกระทั่งถึงยุค แหงการทองเที่ยวและหลังภัยพิบัติสึนามิ โดยใชระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ และเทคนิควิธีทางมานุษยวิทยา ดวยการศึกษาคนควาขอมูลจากเอกสารและ การเขาไปพักอาศัยในชุมชน  เพื่อสังเกตอยางมีสวนรวม และสัมภาษณอยาง ไมเปนทางการ ผลการวิจัยพบวา เกาะลันตาเปนที่อพยพหลบภัยของผูคนหลาย กลุมชาติพันธุหลายยุคสมัย แมเอกสารเกาของทางราชการจะบันทึกเรื่องราว ความโกลาหล ที่เกิดจากการเขามาพักอาศัยของผูคนหลากหลายวัฒนธรรม จําเปนตองใชกฎหมายในการจัดระเบียบสังคม แตขณะเดียวกันประวัติศาสตร ทองถิ่ นจากคํา บอกเล า ก็ แ สดงถึ ง ปฏิสั ม พั นธ ในลัก ษณะพิ เศษที่ ส ร า งความ สมานฉันทใหกับชาวเกาะลันตา ความรวมมือทางเศรษฐกิจ เปนจุดเริ่มตนของ การปฏิสัมพันธขามกลุมชาติพันธุ มีการสรางความสัมพันธดวยการแตงงานขาม กลุ ม วั ฒ นธรรม การยกลู ก ให เป น ลู ก บุ ญ ธรรมแก กั น การให ลู กเป นเกลอกั น การพึ่ ง พาหมอตํ า แยร ว มกั น การแลกเปลี่ ย น แบ ง ป น เสื้ อ ผ า อาหาร ของใช จําเปน มีลักษณะการแสดงพื้นบานคลายคลึงกัน นอกจากนั้น ปจจัยที่เกิดจาก นโยบายของรัฐชาติ เกี่ยวกับระบบการปกครองทองถิ่น การจัดการศึกษาใน โรงเรียน ตลอดจนสํานึกรวมในเหตุการณทางประวัติศาสตรทองถิ่น สงผลตอ การผสมผสานความคิ ด ที่ เ ป น พื้ น ฐานในการสร า งอั ต ลั ก ษณ ร ว มของชาว

 


64  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

เกาะลันตา ขณะที่อีกดานหนึ่ง  นโยบายรวมชาติใหเปนหนึ่งเดียวสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ทําใหวัฒนธรรมจากสวนกลางเขามาครอบงําวัฒนธรรมดั้งเดิม เกิดชนชั้นทางสังคม ทามกลางความแตกตางทางวัฒนธรรมที่แตละกลุมตาง พยายามธํารงอัตลักษณและพรมแดนทางชาติพันธุของตนตลอดมา ดวยสํานึก วาเปนชาวเล ชาวจีน ชาวมุสลิม และชาวไทย แตงานวิจัยนี้พบหลักฐานวา มีการรับวัฒนธรรมตางกลุมเขามาผสมผสานกับวัฒนธรรมดั้งเดิม และมีการรวม ปฏิสัมพันธทางวัฒนธรรมดวย อยางไรก็ต าม พลวัตการปฏิสัมพันธและการ ธํารงอัต ลักษณทางชาติพั นธุยังคงปรับ ปรนตอไป ทั้งดวยเหตุปจจัยจากการ เปลี่ ย นแปลงทางสั ง คมวั ฒ นธรรม ความแตกต า งด า นการศึ ก ษา ฐานะทาง เศรษฐกิจ จํานวนประชากร อยางไรก็ตาม การเขามาของธุรกิจทองเที่ยวและ โครงการฟ น ฟู วิ ถี ชี วิ ต ดั้ ง เดิ ม ของชุ ม ชนและการจั ด ระบบนิ เ วศที่ ยั่ ง ยื น หลั ง ภัยพิบัติสึนามิ ไดกระตุนใหเกิดความสําน���กรักบานเกิดและการฟนฟูวิถีชีวิต ดั้งเดิ ม แต เป น ปรากฏการณ ช ว งสั้ น ในทางปฏิ บั ติมี หลายป จ จั ยที่ ทํ า ให ก าร ปฏิสัมพันธและการธํารงชาติพันธุเปลี่ยนไปสูบริบทใหมที่มีลักษณะเปนปจเจก และใหความสําคัญกับวัตถุมากกวาตองการความอบอุนทางใจเยี่ยงในอดีต   คําสําคัญ: ชาวเกาะลันตา  พลวัตการปฏิสัมพันธ ชาติพันธุธํารง   

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

65

Abstract This paper aims to describe the dynamics of ethnic interactions, relations and maintenance of Lanta Islanders in Krabi Province, southern Thailand. These ethnic relations of the Chao Lay (Sea People), Muslim-Thai, Chinese Thai, and Thai exist amidst cultural diversity and can be traced back since the early historical settlement on the Island up until the tourism period and post-tsunami period. The author used qualitative research and anthropological participant observation methods with unstructured interviews to obtain the data, from doing literature review to living in the community. The research findings show that Lanta Island has been a safe haven for several ethnic groups through ages. Governmental documents recorded calamities resulted from the co-existence of several cultural groups, and confirmed the necessity of using regulation and laws to bring social order. However, local oral histories reflected special types of interactions and relations that brought about harmony among Lanta Islanders. Economic cooperation was the beginning point of ethnic relations, then intermarriage strengthens ties between cultural groups. Ethnic relations were encouraged through intergroup child adoption; creating sworn brotherhood-sisterhood or friendship; depending on same midwives; exchanges and sharing of clothes, food, and other necessities; sharing  


66  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

similar cultural expressions. On one hand, nationalism policy created factors in local administration, educational system, and collective consciousness on local history, that resulted in integrating fundamental thinking about common identity as Lanta Islanders. On the other hand, the Pibunsongkhram policy on building a common nation allowed central culture to dominate traditional cultures and create stratified society amidst cultural diversity. Each group tries to maintain their ethnic identity and boundaries with the strong sense of being the Chao Lay, Chinese Thai, Muslim Thai, and Thai. The research found the evidence of integrating foreign cultures into one’s owns and engaging in ethnic interactions and relations. The dynamics of ethnic interactions, relations, and maintenances remain active due to the factors of socio-cultural change, differences in educational levels, differences in economic status, and demographic change. Development in tourism businesses and the Project on Rehabilitation of Traditional Communities and Sustainable Ecological System Management after tsunami instigated the sense of appreciation of the Island Community and the revival of traditional ways of life. This all lasts only a short while. There are several factors in terms of practicality that carry out ethnic interactions, relations, and maintenance in to a new context based on

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

67

individualism and materialism. This is quite different from the social and spiritual emphasis that they once were in earlier days. Keywords: Lanta Islanders, interaction dynamics, ethnic maintenance

 


68  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

1. บทนํา   เกาะลันตา เปนอําเภอหนึ่งที่ตั้งอยูบริเวณหมูเกาะชายฝงทะเลอันดามัน เขตจังหวัดกระบี่ มีกลุมชาติพันธุหลากหลายเขามาตั้งถิ่นฐาน ประกอบดวย ชาวเล (อูรักลาโวย) ชาวมลายู-สยาม (ชาวไทยมุสลิม) ชาวจีน (ชาวไทยเชื้อสาย จีน) และชาวสยาม (ชาวไทยพุทธ) มีการปฏิสัมพันธทางสังคมและวัฒนธรรม ความรวมมือกันทางธุรกิจ และสามารถอยูรวมกันทามกลางความแตกตา ง (ภาพที่ 1-2) ประมาณ 100 ปที่ผานมา เกาะลันตาไดรับการยกฐานะเปนอําเภอ มี การก อ ตั้ ง โรงเรี ย น ที่ ว า การอํ า เภอและสถานที่ ร าชการต า งๆ พลวั ต การ ปฏิสัมพันธของชาวเกาะลันตาตามหลักฐานทางประวัติศาสตรทองถิ่น จึงเกิดขึ้น ทามกลางการพึ่งพาอาศัยระหวางกลุมชาติพันธุดวยกันเองทางหนึ่ง และการ บริ ห ารจั ด การของข า ราชการตามนโยบายของรั ฐ สยามอี ก ทางหนึ่ ง   ขณะเดียวกันแตละกลุมตางมีพื้นที่และพรมแดนทางวัฒนธรรมที่เปนอัตลักษณ ของตนเอง มี ป ระเด็ น คํ า ถามว า ท า มกลางความหลากหลายทางวั ฒ นธรรม ชาวเกาะลันตามีพลวัตการปฏิสัมพันธ และการธํารงอัตลักษณทางชาติพันธุ อยางไร มีปจจัยอะไรเปนสื่อผสานเชื่อมโยงใหสังคมชาวเกาะลันตาดํารงอยูได อยางสั น ติ ธุ ร กิ จ ท อ งเที่ ย วและภั ย พิ บั ติ สึ น ามิ มี ผ ลกระทบต อ พลวัตการ ปฏิ สั ม พั น ธ และการธํ า รงชาติ พั น ธุ ข องชาวเกาะลั น ตาหรื อ ไม อย า งไร   ผลการดํ า เนิ น งานโครงการฟ น ฟู วิ ถี ชี วิ ต ดั้ ง เดิ ม ของชุ ม ชนและการจั ด ระบบ  นิเวศที่ยั่ง ยื น หลั ง ภั ย พิ บั ติ สึ น ามิ ภายใต ค วามร ว มมื อ ของ United Nations

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

69

Development Programme (UNDP) มูลนิธิชุมชนไท และนักวิชาการทองถิ่น สงผลใหการปฏิสัมพันธระหวางกลุมชาติพันธุเหนียวแนนขึ้นและสรางความรูสึก “รวมกัน” ไดหรือไม อยางไร   วั ต ถุ ป ระสงค ข องงานวิ จั ย ประการแรก ต อ งการศึ ก ษาพลวั ตการ ปฏิสัมพันธและเหตุปจจัยที่เปนสื่อประสานเชื่อมโยงใหชาวเกาะลันตามีปฏิสัมพันธ กั นภายใต วั ฒนธรรมที ่ห ลากหลาย ผ า นยุ ค สมั ย ของประวั ติ ศาสตร ท องถิ่ น ประการที่สอง เพื่อศึกษาอัตลักษณ พรมแดนทางชาติพันธุ และพลวัตการธํารง ชาติ พั นธุ ข องชาวเกาะลั นตา ประการที่ ส าม เพื่ อ ศึ ก ษาผลกระทบของธุ ร กิ จ ทองเที่ยวและภัยพิบัติสึนามิ ที่มีผลตอการปฏิสัมพันธและการธํารงชาติพันธุของ ชาวเกาะลันตา  และประการสุดทายเพื่อศึกษาผลการดําเนินงานโครงการฟนฟู วิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนและการจัดการระบบนิเวศที่ยั่งยืนหลังภัยพิบัติสึนามิ  

1

2

ภาพที่ 1: ชุมชนบานหัวแหลม ที่พักอาศัยของชาวมุสลิมและชาวเล (ถายเมื่อ 2549) ภาพโดยผูเขียน ภาพที่ 2: ชุมชนบานสังกาอู ที่พักอาศัยของชาวเลอูรักลาโวย (ถายเมื่อ 2549) ภาพโดยผูเขียน

 


70  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

งานวิจัยนี้ใชระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ และเทคนิควิธีการวิจัยเชิง มานุษยวิ ทยาวัฒนธรรมในการศึกษาชาติ พันธุวรรณนาและระบบทางสังคม วัฒนธรรม เพื่อทําความเขาใจแบบแผนพฤติกรรมทางสังคม ในประเด็นเกี่ยวกับ ประวัติศาสตรทองถิ่น ศาสนาความเชื่อ ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี ระบบ นิเวศวัฒนธรรม ตลอดจนระบบเครือญาติ ที่รวมเปนอัตลักษณทางวัฒนธรรมและ วิถีชีวิตของชาวเกาะลันตา อันเปนสื่อผสานเชื่อมโยงใหเกิดพลวัตดังกลาว ทั้งนี้ เพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคและสามารถคนหาคําตอบที่ตองการ ผูวิจัยแบงวิธี การศึ ก ษาเป น 2 ส ว น ส ว นแรก ศึ ก ษาค น คว า จากเอกสาร (documentary research)  ภาพถาย เอกสารเกาของทางราชการ แผนที่โบราณ  และงานวิจัยที่ เกี่ยวของ สวนที่สอง ศึกษาขอมูลภาคสนาม (field research) โดยเขาไปอาศัย ในชุ ม ชนและเก็ บ ข อ มู ล ด ว ยการสั ม ภาษณ อ ย า งไม เ ป น ทางการ (Informal interview) สัมภาษณแบบเจาะลึก (in-depth interview) การสังเกตแบบมีสวนรวมใน เหตุการณ (participant observation) ในฐานะที่เปนทั้งคนในและคนนอกในบาง สถานการณ การเสวนาประวัติศาสตรทองถิ่นอยางไมเปนทางการ และตรวจสอบ ขอมูลขามพรมแดนในรัฐเกดะห (ไทรบุรี) และรัฐปนัง ในเขตประเทศสหพันธรัฐ มาเลเซีย และประเทศอินโดนีเซีย ขอบเขตดานประวัติศาสตรทองถิ่น ศึกษาถึงการอพยพโยกยายและ การตั้งถิ่นฐานของแตละกลุมชาติพันธุบนเกาะลันตา พัฒนาการดานการปกครอง ของรั ฐ สยาม ระบบเศรษฐกิ จ การศึ ก ษา สั ง คมวั ฒ นธรรม และพั ฒ นาการ ทางความคิดของกลุมชาติพันธุที่ทําการศึกษา ตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบันเทาที่จะ สืบยอนได

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

71

ขอบเขตดานการปฏิสัมพันธของกลุมชาติพันธุ ศึกษาทั้งในระดับปจเจก และกลุมสังคม สืบยอนกลับไปประมาณ 150-200 ปที่ผานมาจนถึงปจจุบัน โดย เจาะจงเฉพาะฝงตะวันตกของเกาะลันตาใหญ ตั้งแตบานทุงหยีเพ็ง เลียบชายฝงทะเล ไปทางทิศใต เขตบานเจะหลี บานศรีรายา บานหัวแหลม จนถึงบานสังกะอู และ เกาะปอ ซึ่งมีตลาดศรีรายาเปนศูนยกลางเปนหลัก แตอาจจะเชื่อมโยงถึงกลุม ที่อาศัยบริ เวณฝงตะวันออกของเกาะลันตาใหญ เกาะลัน ตานอ ย และบริ เวณ ใกลเคียง ควบคูกับการศึกษาการธํารงชาติพันธุอยางเปนพลวัต โดยเนนเฉพาะ การธํารงอัตลักษณและพรมแดนทางชาติพันธุ   3. ผลการวิจัย 3.1 ประวัติศาสตรทองถิ่น “ประวัติศาสตรทองถิ่น คือการศึกษาประวัติศาสตรของผูคนในทองถิ่น โดยมองการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ของคนภายใน เปนสําคัญ” (ศรีศักร วัลลิโภดม 2552: 8) จากการสืบยอนอดีตพบวา ดินแดนที่ เรียกวา “เกาะลันตา” มีประวัติศาสตรอันยาวนาน เคยปรากฏในแผนที่โบราณ และบันทึกของนักเดินเรือชาวอาหรับ เมื่อประมาณ 600 ปที่ผานมา ระบุวามี ถึง 3 แหง แตละแหงตางเปนที่พักพิงของชาวเลทั้งกลุมมอแกนและอูรักลาโวย (Wheatley 1966: 240-259) แตที่ยังคงปรากฏชื่อเดิมในแผนที่ปจจุบันเพียง แหงเดียว ไดแก ลันตาใต (Janub Lanta) หรือหมูเกาะลันตา ในเขตจังหวัดกระบี่ ซึ่งเปนกรณีศึกษาในครั้งนี้ นอกจากนั้น หลักฐานจากแผนที่ราชสํานักสยาม ที่จัดทําขึ้นสมัยตนรัตนโกสินทร เมื่อประมาณ 200 ปที่แลว ก็ไดระบุชื่อ เกาะ

 


72  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

ลันตาใหญ เกาะลันตานอย (Santanee และ Philip 2004) เกาะลันตาใหญ แหลงที่ตั้งชุมชนเริ่มแรก มีภูเขาสูงยาวขนานไปกับตัวเกาะทําใหพื้นที่ของเกาะ ถูกแบงเปนสองสวน คือ ดานหลังเกาะหรือที่ราบฝงตะวันตกของเกาะ ซึ่งในอดีตเปน ถิ่นกันดารไมมีที่กําบังลมในฤดูมรสุมจึงไมคอยมีผูคนพักอาศัย ปจจุบันเปนแหลง ทองเที่ยวที่มีชื่อเสียง สวนดานหนาเกาะหรือที่ราบขนาดเล็กทางฝงตะวันออกของ เกาะเปนที่ตั้งชุมชนดั้งเดิม และชุมชนเมืองเกาศรีรายา ดวยเหตุที่พื้นที่เปนอาว ดานในมีภูเขาอยูตรงกลาง ทําหนาที่เปนกําแพงธรรมชาติคอยกั้นลมมรสุมจาก มหาสมุ ท รอิ น เดี ย เรื อ ที่ เ ดิ น ทางไปมาระหว า งอิ น เดี ย กั บ จี น ผ า นช อ งแคบ มะละกาจึงใชเปนจุดแวะพักเพื่อหลบพายุ ลันตายุคโบราณมีรองรอยคนพื้นเมืองกลุม “ชาวเลโอรังลอนตา” เรรอน พักพิง จนเมื่อประมาณ 500 ปที่ผานมา เปนยุคของการตั้งถิ่นฐานใหมยุคแรก มี กลุม“ชาวเลอูรักลาโวย” ผานชองแคบมะละกาเขามาเรรอนทํามาหากิน และ พักอาศัยชั่วคราวตามชายฝงทะเลและหมูเกาะ จนกลืนเขากับโอรังลอนตา ลวง มาถึง ประมาณ 150-200 ปที่แลว เขาสูยุคของการตั้งถิ่นฐานใหมครั้งที่ 2 เมื่อ ชาวมุสลิมและชาวจีนเขามาจับจองพื้นที่สรางที่พักอาศัย นับเปนยุคเริ่มตนของ การปฏิสัมพันธ หลังจากนั้นเกาะลันตากลายเปนเสนทางการคาทางทะเล ผูคน เขามาอยูกันหนาแนนขึ้น ในป พ.ศ. 2444 หรือประมาณ 100 ปเศษ จึงเขาสูยุคของการกอตั้ง อําเภอ กอนหนานี้ นอกจากชาวไทยจะเขาไปในฐานะพอคาแลว ในยุคนี้มีชาว ไทยเขาไปพักอาศัยในฐานะขาราชการและมีบทบาทในการปฏิสัมพันธกับทุก กลุ ม ชาติ พั น ธุ บ นเกาะลั น ตาด ว ย จากเอกสารเก า ของทางราชการในช ว ง

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

73

ประมาณป พ.ศ. 2452-2480 (เอกสารเกา 2452–2480, 2468-2480) กลาวถึง ปญหานานาประการที่เกิดจากการเขามาอยูอาศัยของผูคนตางถิ่นตางชาติพันธุ ตองใชกฎหมายบานเมืองในการจัดระเบียบ ชวง 40-100 ป เปนยุคแหงความ รุงเรือง เปนแหลงประมงที่อุดมสมบูรณ เปนทาเรือแวะพัก บนเสนทาง สิงคโปร ปนัง สตูล กันตัง ลันตา กระบี่ พังงา ภูเก็ต ระนอง มีเรือสําเภาจีนแลนใบขนสง สินค าจากลันตาโดยตรง และมี ดานศุลกากรเก็ บภาษี ยุค นี้จึง มีเรื่องราวทาง ประวัติศาสตรมากที่สุด คาบเกี่ยวจนถึงยุคเปลี่ยนแปลงการปกครองป พ.ศ. 2475 และตองฟนฝาอุปสรรคผานความทุกขยากระหวางสงครามโลกครั้งที่ 2 ชวงป พ.ศ. 2482-2488 และการเกิดอัคคีภัยในตลาดศรีรายาถึง 2 ครั้ง ในป พ.ศ. 2472 และป พ.ศ. 2496 หลังจากเหตุการณดังกลาวเกาะลันตากลับมารุงเรืองอีกครั้ง การเขามา ตั้งถิ่นฐานของคนตางถิ่นยังคงดําเนินตอไป ธุรกิจการประมงเฟองฟู เรือสําเภา จีนเปลี่ยนมาใชเครื่องยนต นําสินคาที่จําเปนจากเกาะปนังและสิงคโปรเขามา ขาย และรั บ ซื้ อถ า นไม โ กงกาง เปลื อ กไม แ สมสํ า หรั บ ย อ มใบเรื อ และสิ น ค า พื้ น เมื อ งโดยใช เ งิ น เหรี ย ญมาเลเซี ย เป น สื่ อ กลางสํ า หรั บ แลกเปลี่ ย นสิ น ค า จนกระทั่งมีการปรับเปลี่ยนเสนทางการคาไปใชทางบก เริ่มมีถนนสายกระบี่-ตรัง และมีเรืออวนลากเขามาทําการประมงชายฝง ประกอบกับอีกหลายปจจัย เกาะลันตา เขาสูยุคแหงความซบเซา คนหนุมสาวชาวจีน ชาวมุสลิมออกไปหากินตางถิ่น ชาวจีน ชาวไทย นิยมสงลูกไปเรียนหนังสือในตัวจังหวัด และเมืองหลวง ตลาด ศรีรายามีแตคนชราและเด็กๆ เฝาบานคาขายเล็กๆ นอยๆ

 


74  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

ยุคทองเที่ยวของเกาะลันตาเริ่มตนประมาณป พ.ศ. 2535 ฝงตะวันออก ของเกาะปรับเปลี่ยนไปทําธุรกิจทองเที่ยว วัฒนธรรมแปลกใหม เขามาซอนทับ และทําลายระบบสังคมวัฒนธรรมดั้งเดิม พรอมกับการเขามาของ นักธุรกิจและ นั ก ท อ งเที่ ย วหลายชาติ ห ลายภาษา ช ว งแรกทางฝ ง ตะวั น ตกบริ เ วณตลาด ศรีรายาที่เคยรุงเรืองยังคงเงียบเหงา โดยเฉพาะหลังจากป พ.ศ. 2544 มีการยาย ที่ว าการอํ าเภอเกาะลันตาจากตลาดศรี รายา ไปตั ้ง ที ่ตํ า บลเกาะลัน ตานอ ย ตลาดศรีรายาไรผูคนสัญจร มีเพียงนักทองเที่ยวที่พลัดหลงเขาไปบาง จนกระทั่ง ถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง หลังภัยพิบัติ “สึนามิ” ปลายป พ.ศ. 2547 เนื่องจากมีกลุม บุคคลและหนว ยงาน ทั้ง ภาครัฐ และเอกชน เขา ไปใหค วามชว ยเหลือ มีทั้ง โครงการเรงดวนและโครงการฟน ฟูชุม ชนอยา งยั่ง ยืน มีก ารปรับ ปรุงบานไม ริมน้ํา อาคารที่วาการอําเภอเกากลายเปนพิพิธภัณฑชุมชนชาวเกาะลันตา ตลาด ศรีรายาเปนที่สนใจในฐานะเมืองเกา (Lanta old town) มีชาวตางชาติเขาไปเชา บานริมน้ําปรับปรุงเปนรานอาหาร รานเครื่องดื่ม หองเชา พลิกฟนใหเกาะลันตา มีชีวิตชีวา มีผูคนผานเขาไปเที่ยวมากขึ้น 3.2 การปฏิสัมพันธของชาวเกาะลันตา ในยุ ค แรกของการปฏิ สั ม พั น ธ เ ป น การพึ่ ง พาด า นป จ จั ย สี่ เ พื่ อ ยั ง ชี พ ชาวเลหาปลามาแลกขาวสารเสื้อผา เบ็ดตกปลา สิ่งของจําเปนจากชาวจีน ชาวเล ตองการเรือไมกระดานที่แข็งแรงกวาเรือไมระกําจากชาวมุสลิม ชาวจีนตองการ พืชผัก และเรือไมขนาดเล็กจากชาวมุสลิม ตองการสินคาพื้นเมืองจากทั้งชาวเล ชาวมุสลิม และพอคาชาวไทย ชาวมุสลิมตองการอาหารทะเลจากชาวเล ตองการ ขาวของเครื่องใช เครื่องมือชางจากชาวจีน ตอมาชาวจีนริเริ่มทําเตาเผาถานไม

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

75

โกงกางสงออก ทําประมง และตอเรือสําเภาขนาดใหญเพื่อบรรทุกสินคาไปขายที่ ปนัง สิงคโปรและอินโดนีเซีย โดยไดรับความรวมมือดานแรงงานจากชาวเลและ ชาวมุสลิม ในยุคนั้นกลาวกันวา หากตองการทํางานใหญใหสําเร็จจะตองอาศัย ความรวมมือจากคน 4 คน หมายถึง ชาวมุสลิม ชาวเล ชาวไทยและชาวจีน ซึ่ง จําเปนตองพึ่งพาอาศัยกันและแบงงานกันทําตามความถนัด การศึกษาปฏิสัมพันธทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ของชาวเกาะ ลันตา ที่เกิดจากการสังสรรคกันเพื่อรวมพลังกันปรับตัวใหเขากับสภาพแวดลอม ธรรมชาติ และสรางภูมิปญญาในการทํามาหากิน จําเปนตองทําความเขาใจ ความสัมพันธในการอยูรวมใน ”พื้นที่ทางวัฒนธรรม” เดียวกันในฐานะคนใน ดังที่ ศรีศักร วัลลิโภดม (2552: 7-8) อธิบายวา ระดับที่มีขอบเขตกวาง เรียกวา ภูมิวัฒนธรรม (cultural Landscape) ระดับกลาง เปนระดับทองถิ่นที่ผูคนหลาย กลุม หลายชาติพันธุเขามาตั้งถิ่นฐานเปนบานเปนเมือง เรียกวา นิเวศวัฒนธรรม (cultural ecology) และระดับเล็ก เปนระดับชุมชนบานเดียวกันที่ทําใหแลเห็น คนและวิถีชีวิตในการอยูรวมกันในชุมชน เรียกวา ชีวิตวัฒนธรรม (cultural life) สภาพที่ตั้งของเกาะลันตา ซึ่งเปนสวนหนึ่งของคาบสมุทรมลายู ไดรับ อิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต หรือ “ลมพลัด” และมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ “ลมออก” สงผลใหระบบนิเวศ ชายฝงทะเลแถบนี้มีสารอาหารของสัตวน้ําตัว อ อนที่ อุ ดมสมบู รณ จึ งเป นแหล งกํ าเนิ ดของพื ชและสั ตว นานาชนิ ด มี ความ หลากหลายทางชีวภาพ ปลาเค็ม กุงแหง และกะป จึงเปนสินคาที่มีชื่อเสียงของ เกาะลันตามาตั้งแตอดีต (ภาพที่ 3-7)

 


วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

76  

    

      

 

3 5

4 6

7

ภาพที่ 3-7: อาหารหลักของชาวลันตาทุกกลุมชาติพันธุ คือ อาหารทะเล ประเภท กุง หอย ปู ปลา (ถายเมื่อ 2550) ภาพโดยผูเขียน ยกเวน ภาพ 5 เปนภาพเกาอนุเคราะหจากชาวเกาะลันตา

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

77

ชายฝง ดา นตะวัน ออกของเกาะเปน ปา ชายเลนที่คอ นขา งสมบูร ณ เปน แหลง ผลิต ฟน และถา นไมโ กงกางสง ออก เปลือ กไมโ กงกางใชสํา หรับ ยอมใบเรือสําเภา ชัน และน้ํามันยาง ก็เปนสินคาหลักที่มีมูลคาทางเศรษฐกิจ ในอดีตเชนกัน นอกจากนั้น บริเวณหมูเกาะลันตา ยังเปนแหลงไมใหญ ที่สามารถ นํ า มาต อ เรื อ ประมง เรื อ หั ว โทง เรื อ สํ า เภาจี น ขนาดใหญ และเป น แหล ง ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมไปดวยสัตวปาและสัตวน้ํา ที่สงผลตอการดํารงอยูของ ชาวเกาะลันตาดวย การปฏิสัมพันธทางเศรษฐกิจดังกลาว นําไปสูการแตงงานขามกลุม ชาติพันธุ การยกลูกใหเปนลูกบุญธรรม และใหลูกเปนเกลอกัน อันเปนภูมิปญญา ในการสรางสายสัมพันธทางเครือญาติ และสรางมิตรภาพตางกลุมชาติพันธุ สวนใหญชาวมุสลิม ชาวเล ชาวไทย และชาวจีน รูจักสนิทสนมกันสามารถเดิน เขาออกกินขาวบานคนจีนในตลาดศรีรายาไดทุกหลัง ชาวจีนเดินทางไปเยี่ยม ชาวเลและชาวมุสลิมก็ไดปลา ไดพืชผักติดมือกลับบาน เคยมีชาวมุสลิมเขาพิธี อุปสมบทรวมกับเพื่อนชาวจีนและชาวไทย เพื่อเรียนรูคําสอนทางพุทธศาสนา ชาว มุสลิมบางคนก็เปนลูกศิษยวัด ชาวเลรวมไปวัดทําบุญในวันสําคัญทางศาสนา พุทธ ชาวจีนมักจะเรียกชาวเลวา “พี่นองเรา” ชาวจีนคนหนึ่ง เลาวาสมัยกอน เคยไปรวมงานแตงงานชาวเล พอไปถึงชาวเลจะกรูกันมาแบกเรือขึ้นฝง สวนชาว มุสลิมหากชาวจีนที่นับถือกันไปรวมงานจะนําเสลี่ยงมารับและลางเทาใหกอน เขางานเปนการใหเกียรติกัน ชาวจีนจะใหเงินชวยงาน ที่นาสนใจ การที่แมบานชาวจีนตองพึ่งพาหมอตําแยชาวมุสลิมและ ชาวเล เปนการสรางความผูกพันใหเด็กตั้งแตแรกเกิด ลูกๆ ชาวจีนจะตองเรียก

 


78  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

หมอที่ทําคลอดวา มะ (แม) และหากเลี้ยงยากตองยกใหเปนลูกบุญธรรม หรือ ฝากหมอตําแยเลี้ยงไวกอน หมอตําแยสามารถเดินเขาออกและกินขาวบาน คนจี น ได แ ทบทุ ก หลั ง เช น กั น นั บ เป น การสร า งความสั ม พั น ธ พิ เ ศษระหว า ง ครอบครัวตางชาติพันธุ โดยเฉพาะเปนบทบาทหนาที่ของฝายผูหญิง ในการสราง ไมตรีดวยของฝาก ของขวัญ เสื้อผา ขาว ปลา อาหาร เครื่องใชจําเปน ดูแลทุกขสุข และแลกเปลี่ยนเรียนรูกัน แมบานชาวจีนจะฝกสานเสื่อ ทําเครื่องจักสานจาก ชาวมุสลิมและชาวเล สวนชาวมุสลิมเรียนตัดเย็บเสื้อผากับชาวจีน และชวย เลี้ยงลูกทํางานบานตอบแทน นอกจากนั้น นโยบายของรัฐก็มีผลตอพลวัตการปฏิสัมพันธของชาวเกาะ ลันตา ในชวงแรกของการกอตั้งอําเภอ รัฐสยามปกครองแบบเทศาภิบาล กระบี่ขึ้นอยู กับมณฑลภูเก็ต มีพระยารัษฎานุประดิษฐ (คอซิมบี้ ณ ระนอง) เปนสมุหเทศาภิบาลที่ มีบทบาทในการพัฒนาดานการศึกษา การเกษตร สาธารณสุข การคมนาคม และการปราบปรามโจรผู ร า ย (คณะกรรมการฝ า ยประมวลผลเอกสารและ จดหมายเหตุ 2542: 57-58) เด็กทุกกลุมชาติพันธุมีโอกาสเรียนรวมกัน พอแม ชาวมุสลิมที่อยูไกลออกไปจะฝากลูกใหอยูบานชาวจีนในตลาดศรีรายาเพื่อเขา โรงเรียน อีกทั้งมีการสงเสริมวัฒนธรรมพื้นบาน เชน ลิเกปา มะโยง รองแง็ง ดวย ขณะเดียวกันนโยบายชาตินิยม ยุ ครัฐ บาลจอมพล ป.พิบู ลสงคราม ก็สงผลใหวัฒนธรรมจากสวนกลางเขามาครอบงําและทําลายวัฒนธรรมหลากหลาย ในทองถิ่น เกิดชนชั้นทางสังคม จากนโยบายที่บังคับใหสวมเสื้อ รัดเข็มขัด สวม หมวก และห า มกิ น หมาก ชาวจี น ชาวไทย และชาวมุ ส ลิ ม ที่ ม าจากสั ง คมที่ เจริญกวา สามารถปรับตัวเขากับสังคมสมัยใหมได แตชาวเลรักอิสระใชชีวิต

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

79

กลางทะเล ตองหลบซอนไมกลาเดินเขาตลาด เพราะกลัวตํารวจจับ ในยุคนี้มี การเปลี่ยนชื่อ ประเทศ ประชาชน และสัญชาติจากสยามเปน “ไทย” อย า งไรก็ ต าม เมื่ อ สั ง คมวั ฒ นธรรมเริ่ ม เปลี่ ย นไป การพึ่ ง พาทาง เศรษฐกิจก็เริ่มปรับเปลี่ยนไปดวย ในยุคที่เกาะลันตาซบเซา ชาวเลยังคงพึ่งพา นายทุนชาวจีน โดยเชาซื้อเรือและอวน เพื่อจับกุงมาสงขายและหักหนี้ไวบางสวน ส ว นชาวมุ ส ลิ ม ทํ า สวนยางพารา ปลู ก พื ช ผั ก สวนครั ว ทํ า ไร ชาวจี น ทํ า อุตสาหกรรมถานไมโกงกาง คาขาย ชาวไทยที่ตั้งถิ่นฐานบนเกาะจะแตงงาน กลมกลืนกับชาวจีนและชาวมุสลิม ทั้งชาวไทยและชาวจีนนิยมสงลูกไปเรียนใน ตัวจังหวัดและเมืองหลวง เมื่อจบการศึกษาจะทํางานตางถิ่นและแตงงานกับคน ตางถิ่น ชาวมุสลิมใหลูกเรียนระดับมัธยมในทองถิ่น และระดับอุดมศึกษาบาง แตชาวเลสวนใหญจบชั้นประถมศึกษาภาคบังคับก็จะออกทํางาน ปฏิสัมพันธ ระหวางชาวมุสลิม ชาวเล ชาวจีน ในรุนหลังจึงหางเหินกันไป ประกอบกับการ ปกครองของรัฐชาติเขมแข็งขึ้น มีการพึ่งพารัฐชาติมากกวาพึ่งพากันเอง เจ็บไข ไมสบาย หรือคลอดลูกจะพึ่งพาหมออนามัยมากกวาหมอพื้นบานและหมอตําแย เมื่อถึงยุคการทองเที่ยว ชาวเลที่มีเรือของตนเองจะวางไซจับปลาขาย ใหรีสอรท หรือรับจางขับเรือนําชมธรรมชาติ ดําน้ําดูปะการัง การพึ่งพาอาศัย ลดนอยลง แตผูคนดั้งเดิมในชุมชนยังคงซื้อขายผูกพันกัน จนกระทั่ง ยุคหลัง ภัยพิบัติสึนามิ มีหนวยงานตางๆ เขามาใหความชวยเหลือทั้งโครงการเรงดวน เขาไป การแจกสิ่งของยังชีพ เรือ อวน และบานพรอมที่ดิน ฯลฯ ความพรอม ทางด า นที่ อ ยู อ าศั ย เครื่ อ งมื อ หากิ น ทํ า ให ไ ม จํ า เป น ต อ งพึ่ ง พานายทุ น แม โครงการฟนฟูวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนและการจัดระบบนิเวศที่ยั่งยืน ภายใต

 


80  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

ความรวมมือของ UNDP มูลนิธิชุมชนไท และนักวิชาการทองถิ่น จะเขาไปทํากิจกรรม รวมกับสมาชิกในชุมชนเพื่อฟนฟูวิถีชีวิตดั้งเดิม สงเสริมอาชีพ สรางพิพิธภัณฑชาว เกาะลันตา ฯลฯ ดูเหมือนวา ผูคนชาวเกาะลันตาจะมีสํานึกรักบานเกิด และใหความ ร วมมื ออย างดี ในช วงแรก แต เมื่ อโครงการจบลง แกนนํ าจากไป ในระดั บป จเจก คนเกาแกยังคงนับถือกัน คิดถึงก็ไปเยี่ยมเยียนกัน แตดวยภาระหนาที่ ซึ่งตางตอง ทํามาหากินเลี้ยงครอบครัว การปฏิบัติตอกัน ตลอดจนการใหความชวยเหลือ และ การแบงปนที่ไมเทาเทียมกันก็กอใหเกิดความขัดแยงกันบาง ดังที่ชาวมุสลิมทาน หนึ่ งเปรยว า “สมั ยก อนคนไทย แขก จี น ชาวเล แต งงานกั น สามั คคี กัน มี ไม กระดานสักแผนก็ชวยกันยก ชวยกันหามแตทุกวันนี้ตางคนตางทํา หนวยงานของ รัฐไมยุติธรรมทําใหเกิดการแตกแยก คนจนหัวใจจะเจ็บกวาคนมีเงิน เวลาไปติดตอ ราชการ ปฏิบัติไมเหมือนกัน แบงพรรคแบงพวก ไมสรางความเปนธรรม ทําใหคน แตกแยกกัน” 3.3 อัตลักษณ พรมแดนทางชาติพันธุและการธํารงทางชาติพันธุ ทามกลางการปฏิสัมพันธของกลุมชาติพันธุในฐานะชาวเกาะลันตา ด ว ยกั น แต ล ะกลุ ม ต า งมี พื้ น ที่ ท างวั ฒ นธรรมที่ เ ป น อั ต ลั ก ษณ ข องตนเอง อันสืบทอดจากถิ่นฐานดั้งเดิมที่จากมา มีการแบงพรมแดนทางวัฒนธรรมตาม สํานึกทางชาติพันธุวาเปนชาวเล ชาวจีน ชาวมุสลิมและชาวไทย ซึ่งตางพยายาม ธํารงอัตลักษณทางชาติพันธุของตน ขณะเดียวกันมีการรับวัฒนธรรมตางกลุม เขาไปผสมผสานกับวัฒนธรรมดั้งเดิมดวย และแมตางดํารงชีพดวยการพึ่งพา ระบบนิเวศในพื้นที่เดียวกัน แตมีวิถีทางในการทํามาหากินที่แตกตางกัน จึงเอื้อตอ

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

81

การพึ่งพาอาศัยกันมากกวาการแยงชิงกัน ดังคํากลาวที่สืบทอดกันมาวา “ชาวเล เรรอน หาปลา แขกจองที่ทํานา ทําสวน ตอเรือ คนจีนคาขาย คนไทยเปนนาย” “ชาวเลเรรอนหาปลา” ชาวเล เรียกตนเองวา “อูรักลาโวย” มีสมญาวา ยิปซีทะเล หรือยิปซี น้ํา เพราะเรรอนหากินในทะเล ใช ภาษาอูรักลาโวย ตระกู ล ออสโตรนีเชียน เปนภาษาพูด ไมมีภาษาเขียน ชอบรองรําทําเพลง เปนกลุมชาติพันธุ แรกที่เขามาพักพิงบริเวณหมูเกาะลันตา แตเปนกลุมสุดทายที่ขึ้นตั้งถิ่นฐานถาวร บนแผนดิน เนื่องจากไมมีวัฒนธรรมในการจับจอง เพียงอาศัยเรือเรรอนหากิน เพื่อยังชีพเทานั้น ดังคํากลาววา “ชาวเลเราเสาเรือนอยูในพาย (หอผา) นาอยูในเล (ทะเล)” ประมาณช ว ง 70 ป ที่ แ ล ว บั ล ค ลี ย บั น ทึ ก เกี่ยวกับเรือของชาวเลเกาะ ลันตาวา “เห็นเรือหนาตาแปลกๆ ที่ทําดวยไมคอรก (ไมระกํา) ลํายาว ๆ ลําหนึ่ง มาจอดเกยตรงหน า หาด เรื อ ลํ า นั้ น หนั ก เพี ย บเสี ย จนกระทั่ ง มองออกไปแล ว ดู เหมื อนพวกยิ ปซี น้ํ าและหั วหน าของเขากํ าลั งนั่ งอยู ในทะเลอย างไรอย างนั้ น” (สแตนตัน 2550: 314-316) ระยะหลังเมื่อหวนกลับมาที่เดิม มักพบวามีกลุมอื่นเขา มาจับจองแลว เมื่อไมมีพื้นที่วางใหเรรอนพักพิงตอไป จําตองขึ้นมาสรางเพิงพัก หลังเล็กๆ อยูเปนกลุมเพื่อความปลอดภัย ชาวเลนับถือผีบรรพบุรุษและสิ่งเหนือ ธรรมชาติ มี ศ าลโต ะ อาโฆะบาตั ย เป น ศู น ย ก ลางสํ า หรั บ ประกอบพิ ธี ก รรม ประเพณี ที่ ใ ห ค วามสํ า คั ญ ที่ สุ ด คื อ ประเพณี ล อยเรื อ (ภาพที่ 8-9) มี ก ารรั บ วัฒนธรรมจากกลุมที่ตั้งถิ่นฐานมากอน เชน ประเพณีขึ้นบานใหม สวนประเพณี ตกแตงหลุมฝงศพ ไดแบบอยางจากพิธีเช็งเมงของชาวจีนและพิธีเยี่ยม กุโบรของ ชาวไทยมุสลิม

 


วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

82  

ป จ จุ บั น มั ก จะเรี ย กชาวเลว า ชาวไทยใหม ผู สู ง อายุ ยั งคงพู ด ภาษา อูรักลาโวย สวนเด็กชาวเลรุนใหมนิยมพูดภาษาไทยถิ่นใต แมเปลี่ยนวิถีชีวิตมา ตั้ ง ถิ่ น ฐานถาวร มี ก ารรั บ วั ฒ นธรรมต า งกลุ ม ชาติ พั น ธุ เ ข า มาผสมผสานกั บ วัฒนธรรมดั้งเดิม บางก็ ไปวัดทําบุญทางพุทธศาสนารวมกับชาวไทยพุทธ แต ยังคงหากินทางทะเล ชอบรองรําทําเพลง และรักษาพรมแดนทางชาติพันธุ ดวย การรวมสืบสานประเพณีลอยเรือตลอดมา และมีแนวโนมจะธํารงตอไปจนกวาจะ ไมมีผูนําที่จะสืบทอดประเพณีและพิธีกรรมลอยเรือ อยางไรก็ตาม หลังจาก ภัยพิบัติสึนามิ ชาวเลเกือบรอยละหาสิบ เปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต ตามคํา ชักชวนของกลุ มคริ สต จักรที่ เข ามาแจกของยั งชี พ จนกระทั่ งเกิ ดความขั ดแย ง ครั้งใหญในกลุมชาวเลสืบเนื่องมาจนถึงปจจุบัน

8

9

ภาพที่ 8-9: ภาพเรือปลาจั๊กของชาวเลบานหัวแหลมและสังกาอู (ถายเมื่อ 2549) เปรียบเทียบกับเรือใบของชวาที่มีรูปแบบใกลเคียงกับเรือใบของทาง ตะวันตก (ภาพที่ 9 ที่มา: Kemp. 2002: 68) ภาพโดยผูเขียน

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

83

“แขกจองที่ ทํ านา ทํา สวน ต อ เรื อ ” แขก เปน คํ า ที่ช าวบ า นเรี ย ก กันเองในชุมชน หมายถึง ชาวมุสลิมหรือชาวไทยมุสลิม ในอดีต คือ กลุมชาว สยาม-มลายู ที่อพยพหลบภัยมาจากบริเวณดินแดนสยามทางภาคใต ตั้งแตเขต จังหวัดสตูลไปจนถึงรัฐ กลัน ตัน ปะลิส และรัฐ เกดะห (ไทรบุรี) หลายกลุม ใน ชวงเวลาตางกัน เดิมพูดภาษาไทยบาง (กลุมมลายู-สยาม) ภาษามลายู ตระกูล ออสโตรนีเชียน เชนเดียวกับภาษาอูรักลาโวยบาง นิยมทําสวนปลูกผัก ทํานา ทําไร เมื่อเริ่มเขามาตั้งถิ่นฐาน จึงตั้งบานเรือนหางๆ เพื่อจับจองพื้นที่ และปลูก ตนไผ ตนหวาย เปนเขตแดน ตนไผจะออกหนอกระจายกวางออกไปเรื่อยๆ มี ความเชี่ยวชาญในการตอเรือขาย และใชเรือแจวเปนพาหนะ มีมัสยิดศรีรายา เป น ศู น ย ก ลางในการประกอบพิ ธี ท างศาสนา วิ ถี ชี วิ ต ของชาวมุ สลิ ม ขึ้ นกั บ หลักการทางศาสนาอิสลาม 2 ประการ คือ หลักศรัทธา (รุกนอีมาน) และหลักปฏิบัติ (รุ กนิ สลาม) ประเพณี ที่ สํ า คั ญ เช น ประเพณี ถื อ ศี ล อด เข า สุ ห นั ต และการ ทํานมาซ (ละหมาด) ฯลฯ ป จ จุ บั น ชาวไทยมุ ส ลิ ม ใช ภ าษาไทยในการสื่ อ สาร กลุ ม ที่ อ ยู ด า น หนาเกาะ ยังคงทําสวนยางพารา ปลูกพืชผัก สวนดานหลังเกาะทําธุรกิจทองเที่ยว หรือขายที่ดินใหนายทุน แตอัตลักษณและพรมแดนทางชาติพันธุ ดานความเชื่อ และประเพณีพิธีกรรมทางศาสนาเขมขนกวาในอดีต เชน การแตงกายของสตรี การปฏิบัติตนตามหลักการของมุสลิมอยางเครงครัด และหลีกเลี่ยงกิจกรรมทาง สั ง คมที่ เคยร ว มกั บ กลุ ม ชาติ พั น ธุ อื่น แต ขั ด กั บ หลั ก ศาสนา บางชุ ม ชนมี ก าร กําหนดหลักการปฏิบัติสําหรับนักทองเที่ยวที่เขาไปในชุมชนดวย

 


84  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

“คนจี น ค า ขาย” คนจี น หรื อ ชาวจี น ที่ เ ข า มาอาศั ย บนเกาะลั น ตา ส ว นใหญ เ ป น ผู ช าย หลบภั ย การเมื อ งจากประเทศจี น แผ น ดิ น ใหญ ยุ ค เปลี่ยนแปลงการปกครอง มาอยูแถบปนัง สิงคโปร แลวเดินทางเขามาตกปลาทํา ปลาเค็มกลับไปขาย ตอมารับซื้อของพื้นเมืองจากชาวมุสลิมและชาวเล สรางโกดัง เก็บของขณะรอลมมรสุม และสรางบานเรือนตั้งถิ่นฐานถาวรทํามาหากินบริเวณ ตลาดศรีรายา มีการแตงงานกับชาวเล ชาวไทยมุสลิม และชาวไทยพุทธบนเกาะ ลูกครึ่งที่เกิดจากชาวจีนกับกลุมชาติพันธุอื่น เรียกวา บาบา ในชวงที่ลูกหลาน เขาเรียนในระบบของรัฐไดเปลี่ยนจากแซมาใชนามสกุลและตั้งชื่อแบบไทย สวน ใหญชาวจีนไหหลําเขามาประกอบอาชีพ ทําโปะ ทําทอง ตัดผม เปดรานขาย กาแฟ สวนชาวจีนฮกเกี้ยนตอเรือสําเภา ทําเตาถาน คาขาย ในชวงแรกคนจีนใช เรือเปด ตอมาใชเรือสําเภา หรือเรือใบสามหลักบรรทุกถานไมโกงกาง เดินทาง ค า ขายระหว า งป นั ง สิ ง คโปร และเกาะลั น ตา ชาวจี น สื บ ทอดความเชื่ อ ใน พุทธศาสนาลัทธิมหายานมาจากบานเกิด มีหิ้งบูชาพระ และหิ้งบรรพบุรุษประจํา บ า น มี ศ าลเจ า “ซํ า ต อ งอ อ ง” เป นศู น ย ก ลางสํ า หรั บ ประกอบพิ ธี ก รรมทาง ศาสนา ขณะเดียวกันก็รวมกันสรางวัด และไปวัดฟงธรรมรวมกับชาวไทยพุทธใน วันสําคัญทางศาสนาของไทยดวย ลูกหลานชาวจีนปจจุบันกลายเปนชาวไทยเชื้อสายจีน พูดภาษาไทย เปนหลัก ลูกหลานชาวจีนที่ยังอาศัยในตลาดศรีรายา สวนใหญประกอบอาชีพ คาขาย ไปวัดฟงธรรมรวมกับชาวไทยพุทธ แตยังคงรักษาพรมแดนทางชาติพันธุ และปฏิบัติตนตามความเชื่อทางศาสนาที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ยังคงถือศีล

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

85

กินเจ และไหวบรรพบุรุษตามประเพณี ทําพิธีศพและฝงศพแบบจีน แตลูกหลาน ชาวจีนที่ไปอยูตางถิ่น จะกลืนกลายไปกับคนไทยพุทธ “คนไทยเปนนาย” คนไทย หรือชาวไทย เดิมเรียกกันวา ชาวสยาม นับถือศาสนาพุทธ ปจจุบันหมายถึง ชาวไทยพุทธ สวนใหญเปนขาราชการที่ เดินทางมาจากที่อื่น อาศัยตามบานพักขาราชการรอบๆ ที่วาการอําเภอและดาน ศุลกากร หรือเปนชาวบานจากแผนดินใหญ เขามาคาขาย อาศัยปะปนอยูกับ ชาวจีน และชาวมุสลิมบาง มีการนับญาติ และสรางความสัมพันธทางเครือญาติ ดวยการแตงงาน ผูกมิตร ผูกเกลอ กับกลุมอื่นๆ แตสวนใหญจะสนิทสนม และรับ วัฒนธรรมจากชาวจีนมากกวา มีการรวมมือกันสรางวัดและทําบุญในวันสําคัญ ทางศาสนา ในฐานะที่เปนชาวพุทธดวยกัน มีประเพณีพิธีกรรมเกี่ยวกับชีวิต และ วั น สํ าคั ญ พุ ทธศาสนาที่ สื บทอดจากถิ่ นฐานเดิ ม เช น ประเพณี แห (กระ)จาด สารทเดือนสิบ ประเพณีการอุปสมบทภิกษุและสามเณร ฯลฯ (ภาพที่ 10-14) ปจจุบันชาวไทยพุทธ ที่ยังคงตั้งถิ่นฐานบนเกาะลันตา อาศัยปะปนอยู กับชาวจีน และชาวมุสลิม แตสวนใหญจะกลมกลืนไปกับชาวจีนจนแยกไมออก ไมวาจะเปนภาษาพูด การแตงกายและวิถีชีวิต และยังคงไปทําบุญที่วัดเกาะ ลันตา และถือศีลกินเจรวมกับชาวไทยเชื้อสายจีน

 


วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

86  

10 11

12

ภาพที่ 10: ขาราชการชาวไทย ชาวจีนและชาวเล บนเกาะลันตาเขารวประเพณี แหจาดของชาวไทย ภาพโดยผูเขียน ภาพที่ 11-12: ชาวเลรวมขบวนแหนําประเพณีการบวชนาคของชาวไทยและชาวจีน จากตลาดศรีรายาไปวัดเกาะลันตา ภาพโดยผูเขียน

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

13

87

14

ภาพที่ 13-14: ประเพณีการแหเรือและการรํารอบไมกันผีของชาวเลอูรักลาโวย จากบานสังกาอูมาสมทบกับชาวเลบานหัวแหลมชุมชนดั้งเดิม แหงหนึ่งของชาวเลเกาะลันตา ภาพโดยผูเขียน 4. สรุปและอภิปรายผล ผลการวิ เ คราะห ในภาพรวมผู วิ จั ย พบลั ก ษณะพิ เ ศษของพื้ น ที่ ท าง ประวัติศาสตรวา เกาะลันตาเปนที่หลบภัย (shelter) ของกลุมชาติพันธุตางๆ ที่ อพยพเขามาตั้งถิ่นฐานหลายยุคสมัย จากนั้นความตองการพื้นฐานเพื่อยังชีพ เปนปจจัยเบื้องตนที่สงผลใหมีการปฏิสัมพันธระหวาง 4 กลุมชาติพันธุที่เขามา อยู ร ว มกั น แล วก าวไปสู การแต งงานข ามกลุ มวั ฒนธรรม การยกลู กให เป น ลูกบุญธรรม เพื่อสรางความสัมพันธทางเครือญาติ และกระชับมิตร ดวยการใหลูก เป น เกลอกั น สอดคล อ งกั บ แนวคิ ด ของนั ก วิ ช าการหลายท า น เช น ฮิ ค ค ส และเลส (Hicks and Leis 1977: 7) ที่วาเงื่อนไขดานผลประโยชนทาง เศรษฐกิจที่แตละกลุมชาติพันธุมีศักยภาพแตกตางกัน จําเปนตองพึ่งพาซึ่งกัน

 


88  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

และกัน เปนเหตุจูงใจใหผูคนตองการผูกสัมพันธทางเครือญาติและเปนมิตรไมตรี ที่ดีตอกัน เพื่อรวมเปนกลุมชุมชนชาติพันธุที่เขมแข็ง ขณะเดียวกันแตละกลุม ชาติพันธุชาวเกาะลันตายังตองการธํารงอัตลักษณและพรมแดนชาติพันธุของตน ไว ดังทัศนะของโคเฮน และชวารซ (Cohen 1974: xi, Schwartz 1975: 107-108)   ที่มองวาความแตกตางทางสังคมวัฒนธรรมในระหวางกลุมชนที่อาศัยอยูรวมกัน ในระบบสังคมเดียวกัน ทําใหแตละกลุมชาติพันธุแตกตางไปจากกลุมอื่น เปน ตัวกระตุนใหเกิดสํานึกในการธํารงชาติพันธุดั้งเดิมที่เปนมรดกสืบทอดมาจาก อดีตของกลุม ผูวิจัยใหความสําคัญกับการสืบคนเรื่องราวของชาวเกาะลันตาในอดีตที่ ผ า นมาซึ่ ง ทํ า ให ส ามารถบั น ทึ ก ประวั ติ ศ าสตร ท อ งถิ่ น เกาะลั น ตาขึ้ น เป น องค ค วามรู ใ หม เพื่ อ จั ด ตั้ ง พิ พิ ธ ภั ณ ฑ ชุ ม ชนชาวเกาะลั น ตา ผลการศึ ก ษา ประวัติศาสตรท อ งถิ่ น นี้ ยั ง สอดคล อ งกั บ แนวคิ ด ของ ธิ ด า สาระยา (2539: 114-178) ที่วา ทําใหรูถึงสภาพแวดลอมทางดานเศรษฐกิจ สังคม การเมือ ง วัฒนธรรม ทัศนคติ ความคิดของคน และสืบยอนเรื่องราวและวิถีชีวิต ตลอดจน พัฒนาการทางความคิดของกลุมคนที่เกิดขึ้นสืบเนื่องกันมาตั้งแตอดีต ดังขอมูล ที่ไดจากคําบอกเลาของชาวเกาะลันตา หลักฐานจากเอกสารเกา รองรอยจาก วั ต ถุ และสถานที่ ในลั ก ษณะที่ เ ป น ประวั ติ ศ าสตร ที่ มี ชี วิ ต เคลื่ อ นไหวผ า น กลุ ม คนภายในชุม ชนที่ มี สํา นึ ก รว มในเหตุ ก ารณ ท างประวั ติ ศ าสตร ที่ เกิ ด ขึ้ น จนกระทั่ งมีก ารผสมผสานความคิด ที่เป นพื้นฐานในการสรางอัตลั กษณ ของ สังคมชาวเกาะลันตาในปจจุบัน

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

89

ส ว นการศึ ก ษาปฏิ สั ม พั น ธ ท างเศรษฐกิ จ ผ า นระบบนิ เ วศวิ ท ยา วัฒนธรรม (cultural ecology) สอดคลองกับแนวคิดของบารท  (Barth 1969) ที่ มองวา นิเวศวัฒนธรรม ซึ่งมีโครงสรางการพึ่งพาสภาพแวดลอมในสังคมที่มีกลุม ชาติ พั น ธุ ม ากกว า หนึ่ ง อาศั ย อยู ร ว มกั น ในพื้ น ที่ เ ดี ย วกั น มี ก ารครอบครอง ธรรมชาติรวมกัน อาจจะสัมพันธกันเรื่องพรมแดน หรือเรื่องอื่นๆ อาจจะมีการ จัดหาสินคาสําคัญที่แตกตางกันมาบริการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน สวนใหญจะ สัมพันธกันดานการคา อาจจะมีการรวมพิธีกรรมกันดวย กิจกรรมตางๆ เปน ชองทางเชื่อมโยงคนตางกลุมวัฒนธรรมใหตองปรับตัว เพื่อผลประโยชนรวมกัน ดังที่ปรากฏวาระบบนิเวศวัฒนธรรมของชาวเกาะลันตา ซึ่งเปนสังคมที่มีกลุม ชาติพันธุถึง 4 กลุม อาศัยอยูรวมกันในพื้นที่เดียวกัน มีการครอบครองธรรมชาติ รวมกัน มีโครงสรางการพึ่งพาสภาพแวดลอม ที่นําไปสูการปฏิสัมพันธขามกลุม ชาติพันธุเพื่อรวมมือกันสรางพลังในการแกปญหาและสรางภูมิปญญาในการ ทํ า มาหากิ น มี ก ารแลกเปลี่ ย นสิ น ค า ที่ แ ตกต า งกั น และความสั ม พั น ธ ท าง เศรษฐกิจ ไดนําไปสูการแตงงาน สรางปฏิสัมพันธทางเครือญาติ มีการรวม พิธีกรรมและกิจกรรมตางๆ สงผลใหชาวเกาะลันตาไดปรับตัวเขาหากันและ สามารถอยูรวมกันได อยางไรก็ตาม แมจะเห็นดวยกับทัศนะของประเวศ วะสี (2546: 22, 39) ที่ ใ ห ค วามสํ า คั ญ กั บ ความหลากหลายทางวั ฒ นธรรมว า “ทํ า ให เ กิ ด ความ สอดคลอง เกิด ความงาม ทําใหอยูรอด และการแลกเปลี่ยนเรียนรู ระหวาง วัฒนธรรมที่ไมเหมือนกันจะทําใหเกิดนวัตกรรมทางวัฒนธรรม ความสัมพันธทาง วั ฒ นธรรมระหว า งประชาชนจะนํ า ไปสู มิ ต รภาพระหว า งคนต า งเผ า พั น ธุ

 


90  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

จะสงเสริมสันติภาพ เพราะประชาชนมีความโนมเอียงที่จะเปนมิตรกันอยูแลว” แตในความเปนจริงก็ตองมีความขัดแยงกันบาง สอดคลองกับทัศนะของ อมรา พงศาพิชญ (2534: 130) ที่วา การที่มนุษยตางชาติพันธุ สามารถพึ่งพาอาศัยกัน เพื่อความอยูรอดนั้น จะหลีกเลี่ยงความขัดแยงไมได และการปรับตัวเพื่อลดความ ขัดแยง สงผลใหบางกลุมมีอํานาจตอรองเพิ่มมากขึ้น บางกลุมมีอํานาจลดลง ความสัมพันธระหวางกลุมที่อาศัยในชุมชนเดียวกันจึงมีการเปลี่ยนแปลงตาม กาลเวลา ขึ้นอยูกับอํานาจทางการเมืองการปกครอง และผูนําของแตละกลุมดวย ดังจะเห็นวาเมื่อเวลาผานไป ความเจริญทางวัตถุและเทคโนโลยีเขามา มีบทบาท ความจําเปนในการพึ่งพากันเองลดนอยลง โดยเฉพาะในยุคของการ ทองเที่ยว ผูคนตองการแสวงหาวัตถุมากกวาความตองการความอบอุนทางใจ อยางในอดีต ประกอบกับความแตกตางดานฐานะการเงิน การศึกษา และความ ขัดแยงทางความคิดทําใหเกิดชองวางทางสังคมและวัฒนธรรมระหวางกลุม ชาติพันธุ ปฏิสัมพันธของชาวเกาะลันตาจึงไมเหนียวแนนอยางในอดีต ปจจุบัน ชาวไทยมุ ส ลิ ม มี ป ระชากรมากที่ สุ ด บนเกาะลั นตา เพราะมี ข อ ห า มเรื่ อ งการ คุมกําเนิด จึงไดรับเลือกเปนผูนําเกือบทุกชุมชน อํานาจการตอรองที่เคยขึ้นอยู กับชาวจีนจึงเปลี่ยนมาอยูในมือของชาวไทยมุสลิม ขณะเดียวกันการธํารงอัตลักษณและพรมแดนทางชาติพันธุก็ออนแอลง ด วยการถู กกระทํ าให เป นป จเจกชนมากขึ้ น การเข ามาของสื่ อวั ฒนธรรมจาก ภายนอกในยุคทองเที่ยวและความหวังดีขององคกรตางๆ ในยุคหลังภัยพิบัติสึนามิ ก็สงผลตอการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณและพรมแดนทางชาติพันธุเชนกัน ชาว เกาะลันตาจึงตองตั้งมั่น และปรับตัวใหรูเทาทันกระแสวัฒนธรรมเหลานี้ใหได

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

91

เอกสารอางอิง ภาษาไทย คณะกรรมการฝายประมวลผลเอกสารและจดหมายเหตุ. (2542) วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร เอกลักษณและภูมิปญญาจังหวัด กระบี่. กรุงเทพฯ: กระทรวงมหาดไทย. ธิดา สาระยา. (2529) ประวัติศาสตรทองถิ่น. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: เมืองโบราณ. ประเวศ วะสี. (2546) การพัฒนาตองเอาวัฒนธรรมเปนตัวตั้ง. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: หมอชาวบาน. ศรีศักร วัลลิโภดม. (2552) เรือนไทย บานไทย. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ. สแตนตัน, แมรี่ บัลคลีย (เรียบเรียง). (2550) สยามคือบานของเรา. เด็กวัฒฯ รุน 100 ผูแปล. กรุงเทพฯ: คณะบุคคลวัฒนา รุน 100. อมรา พงศาพิชญ. (2534) วัฒนธรรม ศาสนา และชาติพันธุ: วิเคราะห สังคมไทยแนวมานุษยวิทยา. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ แหงจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. เอกสารเกา. (2452-2480) บันทึกการประชุม ของอําเภอเกาะลันตา สําหรับป 2452-2480. เอกสารเกา. (2468-2480) สมุดบัญชี รับจดหมาย (คําสั่ง รายงาน) สําหรับ ป 2468-2480.

 


92  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

ภาษาตางประเทศ Barth, Fredrik (ed.). (1969) Ethnic Groups and Boundaries. Boston: Little Brown and Company. Cohen, Abner. (1974) “Introduction: the Lesson of Ethnicity,” in Urban Ethnicity, Cohen, Abner (ed.). London: Tavistock. Hicks, George L. and Leis, Philip E. (1977) Ethnic Encounters: Identities and Contexts. North Scituate, Mass.: Duxbury Press. Mead, George H. (1964) On Social Psychology. Anselm Strauss (ed.). Chicago: University of Chicago Press. Phasuk, Santanee and Stott, Philip. (2004) Royal Siamese Maps: War and Trade in Nineteenth Century Thailand. Bangkok: River Books Co., Ltd. Schwartz, Theodore. (1975) Cultural Totemism: Ethnic Identity Primitive and Modern. In Ethnic Identity : Cultural Continuities and change. George De Vos and Lola Romanucci-Ross (eds.). Palo Alto, Cal., Mayfield Publishing Company. Wheatley, Paul. (1966) The Golden Khersonese. Reprinted 2th edition. Kuala Lumpur: University of Malaya Press.

 


“อานน้าํ จําลม อานฟาจําดาว” ภูมิปญญาทองถิ่นเกี่ยวกับทะเล ของชาวอูรักลาโวย: รูปแบบ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ที่ถูกละเลย1 READING THE SEA, MEMORIZING THE WINDS: READING THE SKY, MEMORIZING THE STARS:   MARINE LOCAL WISDOM OF THE URAK LAWOI— DEPRECIATED FORMS OF NATURAL RESOURCE MANAGEMENT นันทกา เครืออินทร2 Nantaka Khua-in                                                              1

บทความนี้เปนสวนหนึ่งของวิทยานิพนธเรื่อง Indigenous Knowledge and Natural Resource Management: Development Impacts on the Transfer of Knowledge of the Urak Lawoi in Southern Thailand ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (วท.ม. การวางแผนสิ่งแวดลอมที่ยั่งยืน) บัณฑิตวิ ทยาลั ย มหาวิทยาลัย มหิดล โดยไดรับทุนวิ จัย จากสํานักงานกองทุนสนับสนุ นการวิจัย (สกว.) 2 อาสาพัฒนาชุมชน สํานักงานพัฒนาชุมชน อําเภอถลาง กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย, biplu_biplu@hotmail.com

 


วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

94  

บทคัดยอ บทความนี้นําเสนอวิถีชีวิตที่ตองพึ่งพาทรัพยากรทางทะเลของกลุมชาติ พันธุชาวอูรักลาโวย แหงบานราไวย จังหวัดภูเก็ต ซึ่งไดสั่งสมองคความรูที่เกิด จากการสังเกตธรรมชาติของทะเล ผานการอยูรวมกับระบบนิเวศทางทะเลมา เปนเวลายาวนาน จนกอเกิดเปนภูมิปญญาทองถิ่นอันประกอบดวยความรูเชิง เทคนิคหรือปรากฏการณที่ชาวอูรักลาโวยใชในการนิยามหรือแยกแยะลักษณะ ของธรรมชาติทั้งลักษณะของน้ํา คลื่น กอนเมฆ ทิศทางลม การโคจรของดวง จันทรและดวงดาว อีกทั้งยังมีความชํานาญในการใชเรือเดินทางไปตามสถานที่ ตางๆ ในระยะไกลได วิถีการทํามาหากินของชาวอูรักลาโวยตั้งอยูบนพื้นฐาน ของการชวยเหลือเกื้อกูลกันของหนวยทางสังคมที่เปดโอกาสใหสามารถเขาถึง ทรัพยากรสวนรวมได จึงเปนความรูเชิงการจัดการความสัมพันธทางสังคมดวย ยิ่งไปกวานั้น ชาวอูรักลาโวยยังไดสรางความรูที่มีลักษณะเปนนามธรรมขึ้นมา ควบคุ ม พฤติ ก รรมการใช ท รั พ ยากรเพื่ อ ให เ กิ ด ความยั่ ง ยื น เป น ความรู เ ชิ ง อุด มการณอํานาจอันเปนที่มาของระเบียบ กฎเกณฑ ความสัมพันธและการ จัดการทรัพยากร เพื่อใหมีโอกาสไดใชทรัพยากรอยางรูคุณคา รูจักหวงแหนและ เฝาดูแลรักษาทรัพยากรที่มีอยูเปนอยางดี สะทอนใหเห็นระบบจริยธรรม ระบบ คุ ณ ธรรม แสดงถึ ง ความเคารพที่ มี ต อ ธรรมชาติ แ ละมี วิ ถี ชี วิ ต ที่ อ ยู ร ว มกั บ ธรรมชาติแบบถอยทีถอยอาศัยกัน โดยผูอาวุโสอูรักลาโวยไดเล็งเห็นความสําคัญ ของภูมิปญญาทองถิ่นดังกลาวจึงรวมสืบทอดภูมิปญญาทองถิ่นตลอดมา เพื่อให ลูกหลานไดสานตอความรูและนําไปใชในการดํารงชีวิตเพื่อความอยูรอดและ สามารถดํารงเผาพันธุไดสืบไป  


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

95

ปจจุบันการสืบทอดภูมิปญญาทองถิ่นเริ่มหยุดชะงัก เพราะผลกระทบ จากการพัฒนาที่ทําใหพื้นที่อยูอาศัยและพื้นที่ทํากินทางทะเลของชาวอูรักลาโวย หดแคบลง กลุมคนรุนใหมมีการปรับตัวใหเขากับโลกใหมรูจักเรียนรูวิถีบกเพื่อ ความอยู ร อดเพราะคิ ด ว าเป น ทางออกที่ ดี ในขณะที่ ก ารเปลี่ ย นแปลงในเชิ ง คุณภาพยังเปนปญหาและมีขอจํากัดอยูมาก เชน ความยากจน การมีหนี้สิน การ ขาดสิทธิในที่อยูอาศัย และอื่นๆ ดังนั้นการฟนฟูและการสรางเสริมภูมิปญญา ทองถิ่นดานนิเวศทางทะเลของอูรักลาโวยใหแข็งแกรงขึ้นเปนสิ่งจําเปนยิ่ง ทั้งนี้ เปนเพราะวาภูมิปญญาทองถิ่นเปรียบเสมือนรากแกวที่สําคัญที่บงบอกถึงความ เปนตัวตนของกลุมชาติพันธุที่อุดมไปดวยพลังทางปญญาและสามารถสราง อํ า นาจทางสั งค ม ให กั บ ก ลุ ม เป นชุ ม ช น ที่ เข ม แ ข็ ง ส า ม า ร ถ จั ด ก า ร ทรัพยากรธรรมชาติใหเกิดความยั่งยืน คําสําคัญ: กลุมชาติพันธุชาวเล, ชาวอูรักลาโวย, ภูมิปญญาทองถิ่นดานนิเวศทาง ทะเล, การสืบทอด, การพัฒนา

 


วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

96  

Abstract This article presents marine resource based way of life of the Urak Lawoi at Ban Rawai, Phuket Province. These people have accumulated marine knowledge from close observation and close ties to the sea. Local knowledge consists of technical knowledge for categorizing natural features like sea, waves, clouds, winds, moon and stars. They also possess navigational skills and able to travel a long distance. Their way of life is also based on helping one another through social unit(s) that also allows open access to common resources. Therefore, it is also the knowledge about social relations. Moreover, the Urak Lawoi have developed an abstract knowledge for regulating resource use behaviors. It is the knowledge about power ideology which gives rise to traditions, relations and regulations. This also reflects respect to nature and becomes conservation ethics. Urak Lawoi elderly see the importance of this knowledge so they try to pass it down to younger generations for the cultural survival of their group. Nowadays, learning local knowledge is disrupted by development impact. Urak Lawoi’s land and marine areas have becoming limited. Younger generations have adapted to the new world surrounding them because they see better chances out of poverty, debt and the lack of land rights. The revival of traditional knowledge is  


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

97

becoming very important because it serves as a root that affirms ethnic identity and indigenous wisdom. Therefore, it legitimizes and empowers the community and eventually will serve as a strength to make the community manage natural resources through sustainable means. Keywords: Chao Lay, Urak Lawoi, marine ecological knowledge, passing down of traditional knowledge, development.

 


98  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

1. บทนํา บทความนี้ จ ะสื่ อ ความหมายให เ ห็ น คุ ณ ค า ของชนเผ า พื้ น เมื อ งที่ สามารถปรับตัวใหอยูรวมกับระบบนิเวศไดอยางยั่งยืนโดยอาศัยระบบความรู และภูมิปญญาทองถิ่นนําวิถีชีวิตสูการผสมกลมกลืนกับระบบนิเวศทางทะเลได อยางดี ชนเผาพื้นเมืองที่กลาวถึงคือกลุมชาติพันธุอูรักลาโวย บริเวณนานน้ําและชายฝงทะเลอันดามัน ทางภาคใตของประเทศไทย เปนที่อยูอาศัยและพื้นที่ทํามาหากินของชนพื้นเมืองกลุมหนึ่งที่รูจักกันในนาม “ชาวเล” อันเปนคําที่ใชเรียกขานกลุมชาติพันธุที่พูดภาษาตระกูลออสโตรนีเชียน ประกอบดวยสามกลุม ไดแก กลุมมอแกน กลุมมอแกลน และกลุมอูรักลาโวย ซึ่ง ได ตั้ ง ถิ่ น ฐานกระจั ด กระจายอยู บ ริ เ วณเกาะต า งๆ และชายฝ ง ทะเลของ สาธารณรัฐแหงสหภาพเมียนมารเรื่อยมาจนถึงนานน้ําของจังหวัดระนอง จังหวัด พังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ และจังหวัดสตูล ไปจนถึงหมูเกาะนอยใหญใน ประเทศมาเลเซีย กลุมชาติพันธุชาวเลที่มีการตั้งถิ่นฐานและมีจํานวนประชากรมากที่สุด ในประเทศไทยคือ กลุมอูรักลาโวยซึ่งมีจํานวนประชากรประมาณ 7,000 คน (ในป พ.ศ.2546 อาภรณ อุกฤษณระบุวามีชาวเลอูรักลาโวยทั้งสิ้น 5,062 คน) เฉพาะในจังหวัดภูเก็ตมีหมูบานอูรักลาโวยตั้งถิ่นฐานอยางถาวรรวมทั้งสิ้น 3 หมูบาน และที่หาดราไวย อําเภอเมือง เปนหมูบานอูรักลาโวยกลุมใหญที่มีการ ตั้งถิ่นฐานมายาวนานเกือบ 200 ป เหตุที่เลือกพื้นที่แหงนี้เปนที่อยูอาศัยเพราะ พื้นที่หาดราไวยมีลักษณะเปนอาวเหมาะแกการหลบคลื่นลมในชวงฤดูมรสุม และมีชายหาดยาวสามารถใชเปนที่จอดเรือได อีกทั้งการทํามาหากินในทะเล

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

99

สะดวก เพราะหางจากหาดราไวยไปไมไกลมากนักจะมีเกาะนอยใหญที่พวกเขา สามารถไปทํามาหากินได และยังมีเสนทางคมนาคมบนบกที่สะดวกตอการ เดินทางนําทรัพยากรที่หาไดไปขายเพื่อนําเงินมาซื้อของใชที่จําเปน ชาวอูรักลาโวยไดลงหลักปกฐานอาศัยอยู โดยมีทองทะเลที่กวางใหญ เป น แหล ง อาหารที่ สํ า คั ญ วิ ถี ชี วิ ต ที่ ต อ งพึ่ ง พาทรั พ ยากรทางทะเลทํ า ให ชาว อูรักลาโวยมีการปรับตัวเรียนรูและเฝาสังเกตธรรมชาติรอบตัว จนกอเกิดเปน ภูมิปญญาทองถิ่นดานนิเวศทางทะเล ที่สะทอนใหเห็นทักษะและความสามารถ ในการ “อ า น” ธรรมชาติ ว า ด ว ยเรื่ อ งลั ก ษณะของน้ํ า คลื่ น ลม ท อ งฟ า และ ดวงดาว ที่สะสมและถายทอดความรูสูบุคคลในครอบครัว เครือญาติ และชุมชน จากรุนสูรุนเพื่อใหเปนแบบแผนในการดํารงชีวิต กอนเกิดการพัฒนาชายฝงอยาง ขนานใหญในปจจุบันที่มีผลทําใหภูมิปญญาทองถิ่นเสื่อมสลายลง เพราะไดรับ ผลกระทบจากระบบโลกาภิวัตนทางดานเศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ดวยการ ส ง เสริ ม อุ ต สาหกรรมการท อ งเที่ ย วและการบริ ก าร การทํา ประมงพาณิ ช ย ประกอบกับกฎระเบียบที่เครงครัดในการใชประโยชนจากทรัพยากรทางทะเล สงผลใหการพึ่งพาทรัพยากรในระบบนิเวศทางทะเลไดอยางกลมกลืนกับวิถีชีวิต เชนในอดีตทําไดยากขึ้น จําเปนตองปรับวิถีชีวิตที่ตองพึ่งพิงระบบเศรษฐกิจและ สังคมบนบกมากขึ้น โอภาส ป ญ ญา (2552) กล า วว า ปรากฏการณ ก ารหดหายและ ลดความสําคัญดังกลาวลง เปนปรากฏการณอันหนึ่งของภูมิปญญาทองถิ่นที่ เกิดขึ้นทั่วไปในประเทศที่ “ยังไมพัฒนา” โดยเฉพาะอยางยิ่งในภูมิภาคเอเชีย และไดสรุปถึงสถานภาพของความรูและภูมิปญญาทองถิ่น วามีสภาพดังนี้คือ

 


100  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

ƒ ภูมิปญญาทองถิ่นมีการสูญสลายอยางรวดเร็ว ƒ คุณคาของภูมิปญญาทองถิ่น ไมไดรับการยอมรับและบูรณาการ เขากับการพัฒนากระแสหลัก ƒ ภูมิปญญาทองถิ่นถูกนํามาใชประโยชนและตอยอดใหเปนความรู ที่เหมาะสมกับโลกสมัยใหมนอยมาก ƒ ภูมิปญญาทองถิ่นถูก ทําใหเปน “ความรูชายขอบ” ไมรวมอยูใน ความรูกระแสหลักสมัยใหม ƒ ขาดสถาบันหลักที่ศึกษาและปกปองความรูภูมิปญญาทองถิ่น ผูวิจัยในฐานะที่เปนผูถอดรหัสภูมิปญญาทองถิ่นดานนิเวศทางทะเล “อานน้ําจําลม อานฟาจําดาว” ซึ่งไดเฝาสังเกตและติดตามชาวอูรักลาโวยออก ทะเลไปทํ า มาหากิ น ยิ่ ง ทํ า ให ผู วิ จั ย ตระหนั ก ถึ ง ความสํ า คั ญ ในการศึ ก ษา ภูมิปญญาทองถิ่นดานนิเวศทางทะเลที่เปนเงื่อนไขสําคัญในการกําหนดแบบ แผนการทํามาหากินและวิถีชีวิต จึงเกิดแนวคิดที่จะรวบรวมภูมิปญญาทองถิ่น ด า นนิ เ วศทางทะเล “อ า นน้ํ า จํ า ลม อ า นฟ า จํ า ดาว” และระบบการสื บ ทอด ภู มิ ป ญ ญาท อ งถิ่ น ตลอดจนผลกระทบของการพั ฒ นาที่ มี ต อ การสื บ ทอด ภูมิปญญาทองถิ่น เพื่อนําเสนอใหกับบุคคลทั่วไปไดรับรู เปนการเพิ่มคุณคา ใหกับภูมิปญญา เพื่อมิใหความรูเหลานี้สูญหายไปกับกาลเวลา และเพื่อใหชาว อู รั ก ลาโว ย รุ น ลู ก รุ น หลานรวมถึ ง บุ ค คลทั่ ว ไปสามารถนํ า ภู มิ ปญ ญาท องถิ่ น ดังกลาวไปประยุกตใชในการดําเนินชีวิตสืบไป

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

101

2. ขอถกเถียงวาดวยเรื่องภูมิปญญาทองถิ่น ภูมิปญญาทองถิ่นเกิดจากประสบการณในการดําเนินชีวิต การลองผิด ลองถูก การสังเกต ที่ทําใหมนุษยสามารถดํารงชีวิตอยูรวมกับระบบนิเวศใน สภาพภู มิ ป ระเทศที่ แ ตกต า งกั น ได และก อ เกิ ด เป น องค ค วามรู ที่ ม าจาก กระบวนการคิดวิเคราะหและสังเคราะหของบุคคล กลุม และชุมชน ภูมิปญญา ทองถิ่นจึงเปนองคความรูที่กอใหเกิดผลผลิตของภูมิปญญาทั้งที่เปนนามธรรม และรูปธรรม องคความรูเหลานี้ไดมีการถายทอดใหกับลูกหลานและกลุมชนรุน ตอรุนอยางตอเนื่อง เพื่อใหมนุษยสามารถดํารงชีวิตอยูในระบบนิเวศนั้นๆ ได โดยไมทําลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม เพื่อความยั่งยืนของกลุ ม ชาติ พั น ธุ แ ละความยั่ ง ยื น ของระบบนิ เ วศ โดยมี นั ก วิ ช าการหลายท า นให ความสําคัญและขอถกเถียงวาดวยเรื่องภูมิปญญาทองถิ่น โอภาส ปญญา (2552) ไดใหแนวคิดในการศึกษาภูมิปญญาทองถิ่นวา ในประเทศไทยเมื่อพูดถึงภูมิปญญาทองถิ่นก็มักจะถือเอาคําจํากัดความที่ให ความหมายในเชิงประจักษ เปนกอนความรู เปนยวง เปนแทง แยกแยะออกมา ศึกษาถกเถียงได โดยมิไดจํากัดบริบท (Context) ที่ชัดเจน อีกทั้งกระบวนการที่ เกี่ยวของพัวพันกับเรื่องความรูและภูมิปญญายังผลใหงานดานนี้ถูกมองวามี คุณคาในทางวิชาการนอย จากบรรดานักศึกษาวิจัยสมัยใหมทั้งหลาย เนื่องจาก มิไดมีการสรางใหมีลักษณะเปน “วาทกรรม” (Discourse) ที่มีคําอธิบายโตแยง ถกเถียงกอนที่จะขึ้นแทนวาเปนของจริงและของแท คูมือ เพื่อ การวิจัย เกี่ย วกับ ภูมิปญ ญาทอ งถิ่น ของ Louise Grenier (1998) ไดเสนอประเด็นในการวิจั���ที่หลากหลายซึ่งแสดงใหเห็นวาความรูและ

 


102  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

ภูมิปญญาทองถิ่น มิไดเปนตัวหรือแทงความรูที่ดํารงอยูอยางเอกเทศและเห็นใน เชิงประจักษไดเทานั้น ในทางตรงกันขาม ความรูและภูมิปญญาทองถิ่นมัก บูรณาการอยูในระบบความเปนอยูของชุมชนทองถิ่น เชนในเรื่องตอไปนี้ 2.1 ระบบการจําแนกแยกแยะพืช-สัตว ลักษณะภูมินิเวศทองถิ่น และการ ตั้งระบบการแจงนับ (Local Classification and Quantification) ระบบนี้เปนเรื่องการกําหนดหนวยเรียกชื่อ เริ่มตั้งแตการตั้งชื่อจุดตางๆ สถานที่ บาน เมือง ชุมชน แหลงทํามาหากิน รวมทั้งการกําหนดหนวยในการนับ เชน ในภาคกลางของประเทศไทยกําหนดชื่อเรียกแหลงในธรรมชาติและหนวยใน การนับวา หวย หนอง คลอง บึง เปนตน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแหลงที่ เรียกกันวาทาม เหลา บวก โคก เปนตน เมื่อศึกษาอยางลึกซึ้งแลวจะพบวา เรา มักกําหนดเอาลักษณะตามธรรมชาติหรือระบบนิเวศของทองถิ่นมาเปนหนวย แจกแจงแยกแยะ ในระบบนิเวศเขตรอน (Tropical Ecosystem) นั้น มีความ หลากหลายในทุ ก ๆ กรณี ตั้ ง แต ด า นกายภาพ ภู มิ ทั ศ น ส ว นประกอบที่ เ ป น องครวม และที่เปนลักษณะพิเศษ ดังนั้น การเขาใจความรูภูมิปญญาทองถิ่นในชั้นนี้ จะทําใหเห็นหลักคิด ในการจัดความสัมพันธของผูคนตอธรรมชาติและโลกภายนอก เปนการสรางวิถี ชีวิตที่อยูบนฐานทรัพยากรธรรมชาติหรือระบบนิเวศทองถิ่น และระบบคุณธรรม บางเรื่อง

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

103

2.2 รูปแบบองคกรการจัดการชีวิตและทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนการ กําหนดกฎระเบียบขอบังคับทางสังคม (Local Organizations, Controls and Enforcement) มนุษยเปนสัตวสังคมที่ตองอยูกันเปนหมูคณะ เปนกลุมและเครือขาย จําเปนตองมีการจัดการองคกร (โครงสรางการทํางานในระดับครัวเรือน หมูบาน และชุ ม ชน) มี กฎเกณฑ ระเบี ยบแบบแผนทางสั ง คม และจารีต ที่ต องปฏิ บั ติ รวมกัน เพื่อการดําเนินชีวิตอยางมีความหมาย มีจิตสํานึกทางชุมชน ทางชาติ พันธุของตนเอง ซึ่งจะถูกสืบทอดและสงตอไปยังสมาชิกชุมชนทองถิ่นรุนหลังๆ สืบไป การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ยิ่งเปนสิ่งสําคัญที่ตองมีรูปแบบ แบบแผน ที่กําหนดรวมกัน เพื่ออยูรวมกับธรรมชาติอยางปลอดภัยและการปรับตัวใหเขา กับวิถีธรรมชาติ รูป แบบการจั ด การองค กรที่โ ดดเดนและถู กอ า งอิ งมาก คือ “องค กร เหมื อ งฝาย” ในภาคเหนื อ องค ก รเหมื อ งฝายมี ผู นํ า ที่ เ รี ย กว า “แก เ หมื อ ง” “แก ฝาย” อยา งชั ด เจน มี ก ารเลื อกตั้ งอยา งเป นประชาธิ ป ไตย มี ส มาชิ ก ที่ มี บทบาทหนาที่ที่ชัดเจน และยังมีความเปนจิตอาสาอยูในองคกรดวย โดยทั้งหมด นี้เปนแบบแผนจารีตที่ปฏิบัติสืบตอกันมาโดยที่ไมมีคนนอกหรือหนวยงานของรัฐ เขามาจัดการใหเลยแมแตนอย กฎเกณฑขอหามสวนใหญอยูในรูปพิธีกรรม ที่ สรางความเกรงกลัวบาป-กรรม ทั้งนี้เพื่อเนนการใชประโยชนทรัพยากรธรรมชาติ ที่เปนธรรม อาจเรียกวาเปนการพัฒนาที่เปนธรรม (Equitable Development) โดยเนนการใชประโยชนรวมกัน มิใหทรัพยากรสําคัญๆ บางอยางตกไปอยูใต สิทธิของปจเจกบุคคลผูหนึ่งผูใด

 


104  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

2.3 ระบบการเรียนรูและสืบทอดความรูและภูมิปญญา (Learning and Transfer of Knowledge) ในเมื่อความรูและภูมิปญญาทองถิ่น เปนเรื่องของการดําเนินชีวิตซึ่ง ตองมีการจัดการความสัมพันธ ทาที ความหมายและคุณคาของระบบนิเวศที่ เปนสายโยงใยของระบบ “ชีวิตใหญ” หรือ หนวยแหงความเปนหนึ่ง (องครวม) คือระบบธรรมชาติองคใหญแหงการดํารงอยูของชีวิตทั้งมวล จําเปนตองมีมิติใน ดานการเรียนรู การสืบทอดความรูและภูมิปญญาจากคนกลุมวัยหนึ่งไปสูกลุม วัยหลังๆ ซึ่งการจัดการใหความรูและภูมิปญญาเหลานี้ เปลี่ยนผานซึมซับจาก แม-พอ ปู-ยา ตา-ยาย ไปสูคน รุนลูกรุนหลานกันอยางไร ตัวอยางของ “หมองู” หลายคนในภาคใตของประเทศไทย เขาเหลานั้นถายทอด “วิชา” ใหกับใคร ดวย วิธีใด และดวยผลประโยชนอันใดหรือไม อยางไร คําตอบตอคําถามหลักๆ อยาง นี้ หากไดมีการศึกษาเขาใจอยางกวางขวาง จะเปนประโยชนตอความเขาใจ ภู มิ ป ญ ญาท อ งถิ่ น อย า งมี คุ ณ ค า หากจะมี ก ารนํ า มาใช ป ระโยชน สื บ ต อ ไป นอกจากนี้แลวยังสามารถเห็นการสืบทอดหรือการละทิ้งความรูและภูมิปญญา บางอยางบางเรื่องอยางมีเหตุมีผล 2.4 สุขภาวะของมนุษย (Human Health) ทั้งอดีตและปจจุบัน ชุดความรูและความเขาใจเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพของ มนุษยมักถูกจํากัดอยูกับกายภาพของมนุษย คือ ความสุขสมบูรณทางรูปกาย ของมนุษย อันถือวาวิทยาศาสตรการแพทยสมัยใหม เปนผูกําหนด “วาทกรรม” ที่ตรึงวิธีคิดของผูคนสวนใหญใหไปสนใจที่ปลายเหตุ คือการรักษาสุขภาพทาง กายเมื่อเจ็บปวย มากกวาการปองกันระบบสุขภาวะพื้นฐาน (Primary Health

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

105

Care) ซึ่งหมายรวมไปถึง สภาวะทางดานอารมณและจิตใจ ที่มีผลอันดับแรกที่ จะนําไปสูความเจ็บไขไดปวยทางรูปกายในที่สุด เชน ความเครียด การกินอยู อยาง “สุขสําราญ” ตามอยางความตองการความทันสมัย นําไปสูการเกิดโรค สมัยใหมขึ้น โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคอวน และอื่นๆ หลังยุค พัฒนา ปรากฏใหเ ห็นขึ้ นเรื่อยๆ วา สั งคมทั่ วโลกเริ่ม เปลี่ย น พฤติ ก รรมมาบริ โ ภค “อาหารธรรมชาติ ” ได แ ก อาหารและยาสมุ น ไพร และ อาหารปลอดสารพิษมากขึ้น รวมทั้งการผดุงรักษาสุขภาพและความงามดวย สมุนไพรเปนตน ดวยเหตุนี้เอง ความรูและภูมิปญญาทองถิ่นที่เกี่ยวกับอาหาร ธรรมชาติ สมุนไพรธรรมชาติที่มีประโยชนในการปองกัน บํารุง รักษา สุขภาพ จึง มี ค วามสํ า คั ญ จนมี ก ารนํ า ความรู ไ ปพั ฒ นาต อ เป น ธุ ร กิ จ กระแสหลั ก และ อุต สาหกรรม เช นอุ ต สาหกรรมผลิต ยารั ก ษาโรค (เช น เปล า น อ ย พื ช ในวงศ EUPHORBIACEAE ที่ใชรักษาโรคมะเร็ง) การนําความรูเรื่องการนวด การอบ สมุนไพรเขาสูอุตสาหกรรมการบริการและการทองเที่ยว เปนตน 2.5 ระบบวนเกษตรและเกษตรหมุนเวียนตามระบบนิเวศ (Agro-forestry and Swidden Agriculture) เมื่อเห็นปาบนภูเขาโลงเตียน คนทั่วไปรวมทั้งนักวิชาการหลายศาสตร ตางมีความเชื่อวา ชาวเขาชาวดอยที่อยูในพื้นที่นั้นๆ เปนผูทําลายปาดวยระบบ เกษตรแบบไรเลื่อนลอย คือถางแลวเผาปาเพื่อปลูกพืช ครั้นทําไดสองถึงสามปก็ จะยายไปถางแลวเผาในพื้นที่อื่นๆ เรื่อยไปจนครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดบนภูเขา อยางไรก็ตาม เมื่อมีการศึกษาวิจัยกันอยางจริงจังจึงไดพบวาเปนวิถีเกษตรพื้นที่ สูงที่เรียกวาระบบไรหมุนเวียน (Swidden Agriculture) โดยการทําไรหมุนเวียน

 


106  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

ไปตามพื้นที่ตางๆ และเมื่อครบวงรอบก็กลับมาทําในพื้นที่เดิม วิถีเชนนี้เปนการ ทิ้งใหไรเกา หรือ “ไรซาก” ที่ลดความอุดมสมบูรณลง ไดฟนตัวตามกระบวนการ ธรรมชาติ (เมื่อปาถูกปล อยไวโดยไมมีการรบกวน ดินและปาจะฟนตัวไดใ น ระยะเวลาประมาณ 7-12 ป) โดยไมตองเรงเราโดยการใสปุยอื่นๆ ลงไป เพียงใช ความรู ภูมิปญญา และใหคุณคากับระบบธรรมชาติ กับการเลือกพื้นที่สําหรับ การหมุนเวียน ที่ตองอาศัยความรูเรื่องความอุดมสมบูรณของดินและปา ตั ว อย า งดั ง กล า วแสดงให เ ห็ นถึ ง ความรู แ ละภู มิ ป ญ ญาของชาวเขา โดยเฉพาะของชนเผากะเหรี่ยงอยางเปน “ระบบ” ซึ่งตองการการศึกษาวิจัยลง ลึกอยางยาวนาน เพราะการที่จะทําความเขาใจเชนนี้จําเปนตองใช วิธีการรู หรือ ญาณวิทยา (Epistemology) โดยการสรางโลกทัศนหรือ “เพดานความคิด” ที่ เ ป น ทางเลื อ กอย า งใหม เช น การวิ เ คราะห เ ชิ ง กระบวนระบบ (Systems Approach) หรือ การมองเชิงองครวม (Holistic Approach) จึงจะสามารถเขาใจ อย า งถ อ งแท ไ ด นอกจากระบบย อ ย ๆ ภายใต หั ว ข อ ความรู แ ละภู มิ ป ญ ญา ทองถิ่น ที่ไดยกมาอภิปรายนี้ ยังมีระบบยอยอยางอื่น ที่สามารถคนพบระบบ ความรูและภูมิปญญาทองถิ่น อาทิ การจัดการแหลงทรัพยากรน้ํา คุณลักษณะ และความสมบูรณของดินการเกษตรทั่วไป ระบบอาหารการกิน 3. การศึกษาวิจัยเรื่องกลุมชาติพันธุอูรักลาโวย ผูวิจัยเริ่มศึกษาเรื่องภูมิปญญาทองถิ่นดานนิเวศทางทะเล “อานน้ําจํา ลม อานฟาจําดาว” ของชาวอูรักลาโวยเมื่อครั้งเปนนักศึกษาและทําวิทยานิพนธ เรื่อง ภูมิปญญาทองถิ่นกับการจัดการทรัพยากรระดับชุมชน: การพัฒนาที่มี ผลกระทบต อ การสื บ ทอดภู มิ ป ญ ญาท อ งถิ่ น ด า นนิ เ วศทางทะเล ของชาว

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

107

อูรักลาโวย จังหวัดภูเก็ต3 โดยมีกรณีศึกษาที่ชุมชนกลุมชาติพันธุอูรักลาโวย บาน ราไวย อําเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต การศึ ก ษาภู มิ ป ญ ญาท อ งถิ่ น เพื่ อ ให ไ ด ค วามรู ที่ ลึ ก ซึ้ ง จากคนในนั้ น ผูวิจัยตองเขาไปฝงตัวอยูกับชุมชนอยางจริงจัง ประกอบกับผูวิจัยเกิดที่จังหวัด ภูเก็ต จึงสามารถสื่อสารกับชาวอูรักลาโวยโดยใชภาษาทองถิ่นภาคใตไดซึ่งถือ เปนขอไดเปรียบในการเก็บขอมูล ทําใหไดรับการตอบรับที่ดีจากชาวอูรักลาโวย ในชุมชน การเก็บขอมูลในครั้งนั้นผูวิจัยใชเทคนิคการเก็บขอมูลหลายแบบ เชน วิธีการสังเกต เปนการเฝาสังเกตวิถีชีวิตทั่วไป และมีสวนรวมในการออกทะเลหา ปลา เพื่อจะไดมีสวนรวมรับรูในการนําภูมิปญญาทองถิ่นดานนิเวศทางทะเลมา ใชในการหาปลา และเรียนรูวิธีการสังเกตธรรมชาติ การสัมภาษณเชิงลึก ทั้งการ สัมภาษณกลุม สัมภาษณบุคคล และการสนทนากลุมยอยแบบไมเปนทางการ โดยผูวิจัยอาศัยชวงเวลาที่ชาวอูรักลาโวยวางเวนจากการออกทะเล ชวงเวลาที่รอ จังหวะน้ํา และชวงเวลาที่กําลังประกอบเครื่องมือทํามาหากินในการพูดคุยเพื่อ เก็บขอมูล โดยผูเฒาผูแก ตลอดจนคนวัยกลางคนและกลุมคนรุนใหม ตางพรอม ที่ จ ะบอกเล า เรื่ อ งราวการดํ า รงชี วิ ต อยู ร ว มกั บ ทะเลสะท อ นให เ ห็ น ทั ก ษะ ความสามารถ ในการ “อาน” ธรรมชาติวาดวยเรื่องลักษณะของทองฟา เมฆ ดวงดาว น้ํ า คลื่ น และลม และระบบวั ฒ นธรรม คุ ณ ธรรมในการอยู ร ว มกั บ ธรรมชาติไดเปนอยางดี (ภาพที่ 1-2)                                                              3

งานวิจัยไดรับทุนสนับสนุนจากสํานักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย ฝายวิจัยเพื่อทองถิ่น ภายใต โครงการทุนวิจัยมหาบัณฑิต สกว. และการศึกษาและพัฒนากลุมชาติพันธุภาษาในภาวะวิกฤต

 


วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

108  

1

2

ภาพที่ 1: ชาวอูรักลาโวยมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับทองทะเล มีทะเลเปนแหลงอาหาร ที่อยูอาศัยและพื้นที่ทํามาหากิน ภาพโดยผูเขียน 4. ภูมิปญญาทองถิ่นเกี่ยวกับทะเล “อานน้ําจําลม อานฟาจําดาว” เพื่ อ ที่ จ ะได เ ข า ใจถึ ง แบบแผนการทํ า มาหากิ น วิ ถี ชี วิ ต ความเชื่ อ วัฒนธรรม ของชาวอูรักลาโวย จําเปนตองทําความเขาใจเรื่องภูมิปญญาทองถิ่น ที่เกิดขึ้นจากการปรับตัวตามเงื่อนไขของธรรมชาติ โดยเฉพาะภูมิปญญาทองถิ่น เกี่ยวกับทะเลของชาวอูรักลาโวยที่เกิดจากปฏิสัมพันธระหวางชาวอูรักลาโวยกับ ธรรมชาติ ทําใหภูมิปญญาทองถิ่นทั้ง 3 ประเภท คือ ภูมิปญญาทองถิ่นเชิง เทคนิคหรือปรากฏการณ ภูมิปญญาทองถิ่นเชิงความสัมพันธ และภูมิปญญา ทองถิ่นเชิงอุดมการณอํานาจ เปนไปในแนวทางเดียวกัน ดังตอไปนี้ 4.1 ภูมิปญญาทองถิ่นเชิงเทคนิคหรือปรากฏการณ ภูมิปญญาทองถิ่นเชิงเทคนิคหรือปรากฏการณ ชวยใหชาวอูรักลาโวย รูจักการนิยามหรือจําแนกแยกแยะ ทําใหเขาใจการแปรเปลี่ยนของธรรมชาติ จน

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

109

สามารถอธิบายหรือบอกเลารายละเอียดได ซึ่งความรูเชิงเทคนิคเปนเงื่อนไข สําคัญในการกําหนดแบบแผนการทํามาหากินใหสอดคลองกับธรรมชาติในเรื่อง ตางๆ ดังนี้ 4.1.1 น้ํา ผูกําหนดชวงเวลาและกิจกรรมในอาชีพ ชาวอู รั ก ลาโว ย ออกทะเลทุ ก ครั้ ง ต อ งรู จั ก การสั ง เกตน้ํ า เพื่ อ นํ า มา กําหนดชวงเวลา สถานที่ และกิจกรรมในการทํามาหากิน อาศัยประสบการณใน การอยูรวมกับทองทะเลทําใหชาวอูรักลาโวยสามารถจําแนกลักษณะของน้ํา และได นิ ย ามชื่ อ ที่ ใ ช เ รี ย กปรากฏการณ ท างธรรมชาติ เ กี่ ย วกั บ น้ํ า ได อ ย า ง สอดคลองและเขาใจงาย อาทิ น้ําใหญ น้ําตาย น้ําทุน น้ําเชี่ยวบา เปนตน โดย น้ํามีบทบาทสําคัญในการวางแผนการทํามาหากิน เชน ชวงน้ําตาย “อะเยมาตี” เปนชวงที่ร ะดับน้ําจะคงที่มีปริมาณน้ําขึ้น-น้ําลงไมมาก และในชวงนี้จะไมมี กระแสน้ําไหลเชี่ยว ชาวอูรักลาโวยจะรูดีวาในชวงนี้การออกทะเลไปวางลอบหรือ กูลอบทําไดสะดวกเพราะกระแสน้ํานิ่ง ชาวอูรักลาโวยบางคนจะไปตกปลา ลากปลา ยังบริเวณที่ตนไดทําเครื่องหมายไว นอกจากนี้ การสังเกตน้ําทําใหรับรู ถึงภัยทางธรรมชาติที่บงบอกไดวาจะเกิดพายุหรือมีฝนตกหนักในไมชา ความรู เกี่ยวกับน้ําจึงเปนองคประกอบสําคัญในวิถีชีวิตของชาวอูรักลาโวย (ภาพที่ 3-4)

 


วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

110  

 

     

 

3

4

ภาพที่ 3-4: ลักษณะน้ําขึ้น-น้ําลง บริเวณชายหาดราไวยในชวงน้ําใหญ ซึ่งเปน ช ว งที่ มี ก ระแสน้ํ า ไหลแรงหรื อ ไหลเชี่ ย วและน้ํ า จะมี ลั ก ษณะข น ในชวงนี้ระดับน้ําขึ้นน้ําลงจะมีปริมาณมาก จนสามารถมองเห็นกอง หิ น บริ เ วณชายหาด และในช ว งนี้ ช าวอู รั ก ลาโว ย ส ว นใหญ จ ะไป ตกปลา และลากปลาหางแข็งบริเวณขางเกาะ ภาพโดยผูเขียน 4.1.2 ระบบลมประจําถิ่น ผูกําหนดฤดูกาลและพื้นที่ทํามาหากิน ลมประจํ า ถิ่ น ที่ พั ด มาจากทิ ศ ต า งๆ หรื อ พั ด มาจากสถานที่ ที่ ช าว อูรักลาโวยใชเรียกแทนชื่อทิศจะมีชวงเวลาในการพัดแตกตางกัน การเปลี่ยนทิศ ของลมทําใหชาวอูรักลาโวยทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล โดยลมที่พัดใน แตละฤดูกาลจะมีระดับความรุนแรงและชวงเวลาในการพัดตางกันไปในหนึ่งวัน ซึ่งลมมีบทบาทสําคัญที่ทําใหชาวอูรักลาโวยตองปรับตัวในการกําหนดพื้นที่ ทํามาหากิน กําหนดรูปแบบของการทํามาหากิน อาทิ ในอดีตชวง “ลมวาว” พัด

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

111

ชาวอู รั ก ลาโว ย จะเดิ น ทางไปเก็ บ หาทรั พ ยากรตามสถานที่ ต า งๆ ทั่ ว ทะเล อันดามัน เมื่อถึงชวง “ลมพลัด” พัด ก็จะกลับมาอยูรวมกันที่หาดราไวย และ อาศัยทรัพยากรบริเวณหนาบานเปนแหลงอาหาร และลมสามารถบงบอกถึง ความชุกชุมและแหลงที่อยูอาศัยของปลาบางสายพันธุ รวมถึงรสชาติของปลา ที่มีความอรอยเพราะมีอาหารที่อุดมสมบูรณ 4.1.3 คลื่น ผูกําหนดขอบเขตของกิจกรรม คลื่นเปนปจจัยหนึ่งที่มีความสําคัญในการกําหนดวิถีการทํามาหากิน ของชาวอูรักลาโวย การทําความเขาใจถึงลักษณะของคลื่นชวยใหชาวอูรักลาโวย สามารถกํ า หนดขอบเขตของพื้ น ที่ ทํ า มาหากิ น ทั้ ง ยั ง รั บ รู ถึ ง พฤติ ก รรมของ สัตวทะเลแตละสายพันธุ และมีความปลอดภัยทุกครั้งที่ออกไปทํามาหากินอยูใน ทะเล การอานคลื่นเปนทําใหรับรูวาอาจจะมีฝนตกหนักหรือมีพายุเขา ดังนั้น ความรูเรื่องคลื่นจึงเปนสิ่งสําคัญอีกประการหนึ่งที่ทําใหชาวอูรักลาโวยมีชีวิต อยูรอดทามกลางการทํามาหากินในทะเลที่กวางใหญ 4.1.4 เมฆ-ฝน สัญญาณเตือนภัยทางธรรมชาติ การอยูรว มกับธรรมชาติ ทําใหชาวอูรักลาโวยรูจักการสังเกต และจดจํา ลักษณะของเมฆแตละแบบอยาง เพื่อใชทํานายเหตุการณทางธรรมชาติที่จะ เกิดขึ้นลวงหนาไดอยางแมนยํา ชวยใหมีการเตรียมความพรอมรับมือกับภัยทาง ธรรมชาติไดเปนอยางดี เนื่องจากลักษณะของเมฆแบบตางๆ ไดบงบอกถึ ง ระดั บ ความรุ น แรงของพายุ ฝ นที่ จ ะเกิ ด ขึ้ น หรื อ บ ง บอกถึ ง ช ว งเวลาที่ ช าว อูรักลาโวยสามารถทํามาหากินทางทะเลไดอยางสะดวกปลอดภัยจากพายุฝน เกิดเปนภูมิปญญาที่สืบทอดตอกันมาใหลูกหลานไดเรียนรู (ภาพที่ 5-6)

 


วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

112  

 

  

     

5

   

6

ภาพที่ 5-6: ลักษณะของการกอตัวของกอนเมฆที่ชาวอูรักลาโวยเรียกวาเมฆ ตั้งหัว ปาลาปูโฮด หรือ ปาลาอาเง็น เกิดจากการกอตัวของกลุม เมฆหลายกอนกลายเปนกอนเมฆที่มีขนาดใหญและหนาเปนชั้นๆ สวนขางใตของกอนเมฆจะเปนสีเทาถึงเทาดําหมายถึงกลุมฝน สวน ขางบนขาวใสจนถึงสีสมแดงเรียกวา หัวลม เวลาที่ปาลาปูโฮดกอ ตัวหนาขึ้นแลวมีลมจากทิศใดทิศหนึ่งพัดเขาไปปะทะทําใหมีกําลัง มากขึ้นแสดงวาฝนจะตกหรือมีลมพัดแรง ภาพโดยผูเขียน 4.1.5 ดวงดาว แสงสวางในการนําทาง ในการเดินทางทางทะเลที่กวางใหญยามค่ําคืนชาวอูรักลาโวยจะอาศัย ดวงดาวบนทองฟาเปนแผนที่ในการนําทาง เมื่อพระอาทิตยลับขอบฟา ชาว อูรักลาโวยจะตองเริ่มสังเกตดวงดาว โดยเลือกอานดวงดาวที่อยูในทิศเดียวกับ สถานที่ที่จะไปทํามาหากินแลวออกเดินทางไปอยางมั่นใจ

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

113

4.2 ภูมิปญญาทองถิ่นเชิงความสัมพันธ ภูมิปญญาทองถิ่นเชิงความสัมพันธ อยูเบื้องหลังของความรูเชิงเทคนิค ที่ทําใหชาวอูรักลาโวยเขาไปสัมพันธกับธรรมชาติ และเสริมสรางความสัมพันธ ของคนในชุมชนใหเปนปกแผน สะทอนใหเห็นถึงระบบจริยธรรมและคุณธรรม โดยศึกษาผานระบบการสรางความสัมพันธ ระหวางบุคคล ครอบครัวในชุมชน และระหวางบุคคล ชุมชน กับระบบนิเวศในแตละทองถิ่น โดยเริ่มจากการออก ทะเลไปทํามาหากิน จะมีแรงงานที่ประกอบดวยเครือญาติและเพื่อนบานที่ไมมี เรืออาศัยออกทะเลรวมกัน เปนแบบแผนการทํามาหากินรวมกันมาตั้งแตอดีต จวบจนปจจุบัน เมื่อกลับจากการทํามาหากินจะมีระบบการแบงปนผลผลิตที่ไดใหกับ ทุ ก คนตามสั ด ส ว น ทํ า ให ทุ ก คนมี อ าหาร มี ร ายได จ ากการทํ า งานร ว มกั น ยิ่ง ไปกว า นั้ น ชาวอู รั ก ลาโว ยยั ง รู จั กการแบ ง ป นพื้ นที่ ทํา มาหากิ นให ทุ ก คนมี โอกาสใชรวมกันได โดยไมมีใครจับจองเปนเจาของ และที่สําคัญรูปแบบการ ทํามาหากินไดสะทอนภาพของนักจัดการทรัพยากรที่คํานึงถึงความยั่งยืน โดย การประดิษฐเครื่องมือทํามาหากินที่เฉพาะเจาะจงสัตวทะเลที่ตองการ มีการ กํ า หนดขนาดและปริ ม าณสั ต ว ท ะเลที่ จั บ เช น การทํ า ประมงไซมี ก ารจํ า กั ด ความกวางของลวดแตละชองไมใหมีขนาดเล็กเกิน 3 นิ้วมือ เพื่อใหปลาตัวเล็ก สามารถหลุดรอดออกมาได และมีการแบงขนาดของไซใหขึ้นอยูกับ ประเภท ปลาที่จับ เปนตน

 


114  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

4.3 ภูมิปญญาทองถิ่นเชิงอุดมการณอํานาจ ชาวอู รั ก ลาโว ย มี แ หล ง อุ ด มการณ อํ า นาจ อั น เป น ที่ ม าของระเบี ย บ กฎเกณฑตางๆ คือ ความเชื่อ ประเพณี และพิธีกรรม ที่เกี่ยวของกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งอูรักลาโวยเชื่อวาเปนเจาของสถานที่ที่พวกเขาเดินทางไปทํามาหากิน และ ทุกครั้งที่ออกทะเล อูรักลาโวยจะใหความเกรงกลัวและเคารพตออํานาจของ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยการบอกกลาวใหสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไดรับรู เพื่อขออนุญาตในการใช พื้นที่เพื่อเก็บหาทรัพยากรที่ตองการ และขอใหตนทํางานไดสะดวกไมมีอุปสรรค ติดขัด อูรักลาโวยรุนพอจะบอกตอสูรุนลูกวาตองไมกระทําการสิ่งใดที่เปนการ ลวงเกินใหสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไมพอใจ มิเชนนั้นจะถูกลงโทษใหมีอาการเจ็บไขไดปวย โดยไม ท ราบสาเหตุ หรื อ มี เ หตุ ร า ยเกิ ด ขึ้ น กั บ ตนหรื อ หมู บ า น นอกจาก สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายแลวพวกเขายังใหความเคารพตอวิญญาณบรรพบุรุษที่คอย ดูแลคุมครอง ดังนั้นในชวงเดือน 4 เดือน 6 เดือน 8 เดือน 11 ชาวอูรักลาโวยจะ จั ด งานตามประเพณี ที่ถื อ ปฏิ บั ติ ม า เป น การประกอบพิ ธี ก รรมขอบพระคุ ณ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชวยดูแลทองทะเล ชวยใหมีที่อยูอาศัย มีอาหาร มีรายได จากการ เก็ บ หาทรั พ ยากรในทะเล และช ว ยให ป ลอดภั ย ทุ ก ครั้ ง เมื่ อ ออกทะเลไป ทํามาหากิน และเพื่อขอขมาตอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเขาไดกระทําลวงเกินตลอด ระยะเวลาหนึ่ ง ป ที่ ผ า นมา นอกจากนี้ ยั ง ถื อ โอกาสในช ว งดั งกล า วเป น การ ทํ า บุ ญ ให กั บ วิ ญ ญาณบรรพบุ รุ ษ และเป น การสะเดาะเคราะห ก รรมให กั บ อูรักลาโวยในหมูบานดวย

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

115

5. ระบบการเรียนรูและการสืบทอดภูมิปญญาทองถิ่นของชาวอูรักลาโวย บรรพบุรุษของชาวอูรักลาโวยไดปลูกฝงและสืบทอดสงผานภูมิปญญา ทองถิ่นดานนิเวศทางทะเลไปยังรุนหลังๆ โดยการบอกเลาผานประสบการณจริง ในหองเรียนธรรมชาติระหวางการทํามาหากินรวมกัน ดังนี้ 1) การสืบทอดภูมิปญญาในระดับครอบครัวและเครือญาติ แบงเปน การสืบทอดผานการใชชีวิตประจําวันรวมกัน เชน การติดตามพอแมไปออกทะเล ซึ่งเปนการเรียนรูดานนิเวศทางทะเล และเรียนรูที่จะแบงปนสิ่งที่มีอยูรวมกัน เชน การแบ งป นอาหารและพื้ นที่ ทํา มาหากิน รว มกั น และการสืบ ทอดภู มิป ญญา ทองถิ่นผานพิธีกรรม ความเชื่อในระดับครัวเรือน ไดแก การตั้งอาหารเซนไหว วิ ญ ญาณบรรพบุ รุ ษ และผู ที่ ล ว งลั บ ไปแล ว หรื อ การตั้ ง อาหารเซ น ไหว สิ่งศักดิ์สิทธิ์ (ดาโตะ) เจาของสถานที่ที่ตนไดติดตามพอหรือญาติไปทํามาหากิน เด็ ก ทุ ก คนได มี ส ว นร ว มในพิ ธี ก รรมและได รั บ ฟ ง คํ า บอกเล า จากพ อ แม ห รื อ เครือญาติแลวนํามาปฏิบัติตาม 2) การสื บ ทอดภู มิ ป ญ ญาท อ งถิ่ น ในระดั บ ชุ ม ชน เป น การสื บ ทอด ความรูผานการทํามาหากินทางทะเลรวมกันเปนกลุม โดยมีผูอาวุโสหรือผูที่มี ความรูประสบการณทําหนาที่ถายทอดความรูดานนิเวศทางทะเลใหกับทุกคน ยิ่งไปกวานั้นการทํามาหากินรวมกันยังเปนการถายทอดความรูเกี่ยวกับระบบ การผลิต ระบบการแบงปน และระบบการจัดการทร���พยากร ที่เปนความรูเชิง ความสัมพันธ รวมถึงการถายทอดความรูเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ คอยดูแลสถานที่ และการสืบทอดภูมิปญญาทองถิ่นผานประเพณี พิธีกรรม และ ความเชื่อ เกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เปนเจาของและคอยดูแลสถานที่ตางๆ ทําให

 


116  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

ชาวอูรักลาโวยมีความรู ความเขาใจ ในสิ่งที่บรรพบุรุษไดรวมกันสืบทอด แลวนํา ความรู ที่ ไ ด ม าปรั บ ใช ใ นการกํ า หนดแบบแผนในการดํ า รงชี วิ ต ให ร อ ยรั ด กั บ ธรรมชาติ 6. การพัฒนา: ผลกระทบตอการสืบทอดภูมิปญญาทองถิ่นเกี่ยวกับทะเล ป จ จุ บั น การสื บ ทอดภู มิ ป ญ ญาท อ งถิ่ น ในชุ ม ชนชาวอู รั ก ลาโว ย บ า นราไวย กํ า ลั งเผชิ ญ ป ญ หาจากผลกระทบที่ เ กิ ด จากการพั ฒ นาด า นการ สงเสริมการทองเที่ยว การประกาศใหพื้นที่ทํามาหากินเปนเขตพื้นที่อนุรักษ พื้นที่ รักษาพืชพันธุ และการพัฒนาดานอุตสาหกรรมประมงพาณิชย นอกจากนี้ ยังมี กฎระเบียบในการเก็บหาสัตวทะเล การจํากัดเครื่องมือประมง ซึ่งเปนการพัฒนา ที่ ไ ม ไ ด คํ า นึ ง ถึ ง สิ ท ธิ แ ละภู มิ ป ญ ญาของชาวอู รั ก ลาโว ย แต ก ลั บ ทํ า ให ช าว อูรักลาโวยตองกลายเปนผูบุกรุกในที่ดินที่อยูอาศัยและทํามาหากินมาตั้งแต บรรพบุรุษ พื้นที่ทํามาหากินของชาวอูรักลาโวยจึงหดแคบลง วิถีบกทําใหเกิดการปรับตัวใหม หมูบานกลายเปนหมูบานเปดที่พรอม ตอนรับนักทองเที่ยวและซึมซับวัฒนธรรมและระบบเศรษฐกิจใหมจากภายนอก กลุมคนรุนใหมและกลุมวัยกลางคนมีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนใหสอดคลอง กับความเจริญที่เขามาในหมูบาน เด็กในหมูบานมีโอกาสไดเรียนหนังสือ แตละ ครัวเรือนมีความเปนอยูในแงของรายไดดีขึ้น มีการประกอบอาชีพที่หลากหลาย สวนใหญเกี่ยวของกับการทองเที่ยว เชน งานขับเรือหัวโทงพาเที่ยว พนักงาน โรงแรม รีสอรท พนักงานสปา พนักงานเรือเร็ว (Speed Boat) พนักงานนํา นักทองเที่ยวดําน้ําแบบ ซีวอลกเกอร (Sea Walker) ลูกจางรานอาหาร ลูกจาง รานขายของที่ระลึก ลูกจางเทศบาลงานเก็บกวาดขยะ และงานรับจางทั่วไป

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

117

อื่ น ๆ นอกจากนี้ ความเจริ ญ ที่ เ ข า มาทํ า ให ช าวอู รั ก ลาโว ย หั น มาใช เ สื้ อ ผ า เครื่องนุงหมที่ทันสมัย ครัวเรือนสวนใหญมีสิ่งอํานวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน ชาวอูรักลาโวยมีพฤติกรรมการบริโภคและมีแหลงอาหารที่เปลี่ยนไป เปนที่มาของโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ฟนผุ เปนตน วิถีการทํามาหากิน แบบยังชีพเปลี่ยนไปเปนวิถีการทํามาหากินที่ตองการพึ่งพาระบบตลาด วิถีชีวิต ของชาวอู รั ก ลาโว ย ในป จจุ บั น ได นํ า ไปสู ก ารเป น ปจ เจกบุค คลมากขึ้ น ทํ า ให ความสัมพันธของคนในชุมชน ความสนใจในการเรียนรู และสืบทอดภูมิปญญา ทองถิ่น วัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม ความเชื่อ และการพูดคุยภาษาอูรักลาโวย ถูกลดบทบาทและความสําคัญลงกลายเปนสิ่งไมจําเปนสําหรับกลุมคนที่ทํางาน บนบก เพราะตองพบปะกับบุคคลภายนอกมากขึ้น โอกาสในการใชภูมิปญญา ทองถิ่นและภาษาอูรักลาโวยลดนอยลง ทําใหเกิดการสูญเสียอัตลักษณ 7. บทสรุป ในการศึกษาภูมิปญญาทองถิ่นเกี่ยวกับทะเล “อานน้ําจําลม อานฟาจํา ดาว” ของชาวอูรักลาโวย ทําใหไดสัมผัสกับวิธีคิดของอูรักลาโวยที่ไดแสดงถึง กระบวนการปรับตัวไปตามเงื่อนไขของธรรมชาติทางทะเล เพื่อใหอูรักลาโวย สามารถมี ชี วิ ต อยู ร อดและอยู ร ว มกั บ ธรรมชาติ ร อบตั ว ได แต น า เสี ย ดายที่ ภูมิปญญาทองถิ่น “อานน้ําจําลม อานฟาจําดาว” ของชาวอูรักลาโวยแหงบาน ราไวย กําลังถูกลดบทบาทความสําคัญลง โดยเฉพาะความรูเชิงเทคนิคที่เกิด จากการเรียนรูเฝาสังเกตและแยกแยะลักษณะทางธรรมชาติเพื่อกําหนดรูปแบบ การทํ า มาหากิ น ส ง ผลให ก ารสื บ ทอดภู มิ ป ญ ญาสู ค นรุ น หลั ง ลดน อ ยลง ตามลําดับ ในขณะที่ภูมิปญญาทองถิ่นเชิงความสัมพันธและภูมิปญญาทองถิ่น

 


118  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

เชิงอุดมการณอํานาจที่อยูระดับลึกซึ่งสะทอนใหเห็นในเรื่องระบบจริยธรรมและ คุ ณ ธรรมในการทํ า มาหากิ น ร ว มกั น บนฐานทรั พ ยากรส ว นรวมยั ง สามารถ มองเห็นและจับตองไดแมจะลดลงอยางชาๆ ป จ จั ย สํ า คั ญ ที่ ส ง ผลกระทบให ภู มิ ป ญ ญาท อ งถิ่ น ถู ก ลดบทบาท ความสํ า คั ญ ลงคื อ การพั ฒ นาที่ เ ชื่ อ มโยงอยู ใ นระบบโลกาภิ วั ต น ท างด า น เศรษฐกิจและวัฒนธรรม ถือเปนจุดเริ่มตนของ “การโอบลอม” ที่บีบคั้นใหวิถีชีวิต ดั้งเดิมคือ “วิถีหากินทางทะเล” ตีบตันลง ชาวอูรักลาโวยรุนใหมมีการปรับตัว มองหาโอกาสและชองทางทํามาหากินใหมเพื่อวิถีชีวิตที่ดีของครอบครัว และ แนนอนวาการปรับตัวอยูในโลกใบใหมที่ถูกรายลอมดวยความเจริญนั้น ชาว อูรักลาโวยจําเปนตองมีสติในการใชชีวิต พรอมทั้งตองรับรูถึงปญหาที่เกิดขึ้น รวมกัน มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความแนวคิดรวมกัน เพื่อหาทางออกของปญหา อยางสันติ ซึ่งเปนทางออกที่อูรักลาโวยสามารถทําไดจริง และมีรากฐานเดิมเปน เรื่ องที่ ไ มไ กลตัว คือ การผสมผสานการเรี ยนรู จ ากวั ฒนธรรมและภู มิป ญ ญา ทองถิ่นดั้งเดิมกับความรูที่ไดจากโลกใหม เปนการเรียนรูที่ชวยใหอูรักลาโวย รั บ มื อ กั บ การเปลี่ ย นแปลงอย า งมี ห ลั ก การ และช ว ยยกระดั บ จิ ต ใจให ช าว อูรักลาโวยรุนใหมเกิดความภาคภูมิใจในถิ่นกําเนิดในขณะที่เตรียมพรอมที่จะ ปรับตัวเพื่อความมั่นคงในอนาคต

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

119

เอกสารอางอิง ภาษาไทย กุลวดี บุญภินนท. (2536) วิถีชีวิตกะเหรี่ยง: วิถีแหงความผูกพันกับธรรมชาติ. วารสารนิเวศวิทยา 20,3 เดือนกันยายน–ธันวาคม 2536. หนา 43-56. พลาเดช ณ ปอมเพชร. (2546) โลกของชาวมอแกน: มองจากความรูพื้นบาน เกี่ ย วกั บ ทะเลและพื้ น ที่ ช ายฝ ง . วิ ท ยานิ พ นธ ม านุ ษ ยวิ ท ยา มหาบัณฑิต , สาขาวิชามานุษยวิ ทยา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย. ยศ สั น ตสมบั ติ . (2542) ความหลากหลายทางชี ว ภาพและภู มิ ป ญ ญา ทองถิ่นเพื่อการพัฒนาอยางยั่งยืน. เชียงใหม: นพบุรีการพิมพ. เลิศชาย ศิริชัย และคณะ. (2547) ภูมิปญญาทองถิ่น: จากขอเท็จจริงยกระดับ สูกระบวนทัศนความเขมแข็งชุมชน. นครศรีธรรมราช: สํานักวิชา ศิลปศาสตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ อาภรณ อุกฤษณ. (2546) ชาวเล: แหลงอาศัยและวิถีชีวิต. รายงานสรุปโครงการ “แผนที่ภูมินิทัศนภาคใต: ฐานเศรษฐกิจและทุนวัฒนธรรม”. กรุงเทพฯ: สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. โอภาส ปญญา. (2552) บทสังเคราะหงานวิจัย ระดับมหาบัณฑิต. ภูมิปญญา ทอ งถิ่น กับ การจัด การทรัพ ยากรระดับ ชุม ชน: การพัฒ นาที่มี ผลกระทบตอการสืบทอดภูมิปญญาทองถิ่นดานนิเวศทางทะเล ของชาวอู รั ก ลาโว ย จั ง หวั ด ภู เ ก็ ต . สํ า นั ก งานกองทุ น สนั บ สนุ น การวิจัย.

 


120  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

ภาษาตางประเทศ Grenier, Louise. (1998) Working with Indigenous Knowledge, A GUIDE FOR RESEARCHERS. Ottawa, ON, Canada: International Development Research Centre. Nantaka Khuain. (2009) Indigenous knowledge and natural resource management : Development impacts on the transfer of the Urak Lawoi in southern Thailand. The Degree of Master of Science, Sustainable Environment Planning, Graduate Studies, Mahidol University. Opart Panya. (2005) “Local/Indigenous Knowledge-based Sustainable Management of Natural Resources: Values, Challenges, and Innovative Policy Options” Discussion paper submitted to Global Environment Strategies (IGES), Japan as part of the two research programs for Asia-Pacific Environmental Innovation Strategies (APEIS) and Research on Innovative and Strategic Policy Options (RISPO). Opart Panya. “Bioprospecting/Biopiracy : A Thai Perspective,” Lecture note presented at the Inter-University Short Executive Programme, “Environmental Security and Natural Resource Conflicts: New Vulnerability and New Vigilance” supported by the United Nations University and held at Mahidol University, Nakhon Pathom, 14–18 July 2003.

 


ชาวประมงไซดักปลาและนักทองเที่ยวดําน้ํา :  กรณีศึกษาความขัดแยงอันเกิดจาก  ความไมเขาใจในวิถีชุมชนชาวเลอูรักลาโวย   บานหาดราไวย ภูเก็ต1 FISH TRAPPERS AND TOURIST DIVERS; A CASE STUDY OF CONFLICT FROM MISUNDERSTANDING THE URAK LAWOI’S WAY OF LIFE IN RAWAI BEACH, PHUKET  

ปยนุช แกวหนู2 Piyanuch Kaewnoo                                                              1

บทความนี้เปนสวนหนึ่งของสารนิพนธเรื่อง ผลกระทบของธุรกิจการทองเที่ยวตอเครื่องมือประมง พื้นบาน: กรณีศึกษา เครื่องมือประมงไซของชาวประมงอูรักลาโวยบานหาดราไวย ภูเก็ต ปริญญา ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ศศ.ม.) สาขาวิชาพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร 2 นักวิชาการอุดมศึกษา ฝายวิชาการ สํานักงานอธิการบดีวิทยาเขตภูเก็ต มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร วิทยาเขตภูเก็ต, piyanuch@phuket.psu.ac.th

 


วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

122  

บทคัดยอ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ภาวะที่รายไดหรือผลผลิตของคนทั้งประเทศ เพิ่มขึ้นอยางตอเนื่อง มีการจางงานอยางตอเนื่อง เปนผลดีตอภาพลักษณของ ประเทศ การลงทุนในอุตสาหกรรมทองเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต สงผลใหผูคนจาก หลายสารทิศเขามาประกอบอาชีพ สรางรายไดใหกับตนเอง ใหกับครอบครัว ใหกับประเทศชาติ มีนักทองเที่ยวจํานวนมากเดินทางเขามาทองเที่ยวในจังหวัด ภูเก็ต ในขณะที่คนกลุมเล็กๆ กลุมหนึ่งที่อาศัยอยูริมทะเลในเมืองทองเที่ยวที่มี ชื่อเสียงระดับโลกเชนภูเก็ต ประกอบอาชีพประมงอยางสุจริตโดยใชเครื่องมือ ประมงพื้นบาน ใชเรือประมงขนาดเล็ก เพียงเพื่อมีรายไดพอเลี้ยงตนเองและ ครอบครัวมาตั้งแตอดีต ที่บานหาดราไวยในจังหวัดภูเก็ต ชายชาวอูรักลาโวย 61 คนทําการประมงดวยไซดักปลา เมื่อคนสองกลุม คือนักทองเที่ยวดําน้ํา กับ กลุมชาวประมงไซดักปลาอูรักลาโวย ใชพื้นที่ในบริเวณเดียวกัน ก็เกิดปญหาคือ การที่ไซดักปลาถูกตัดหรือทําใหเสียหายโดยนักดําน้ํา ชาวประมงที่ทําประมง ดวยไซยังมีปญหาอื่นๆ อีก คือ ตนทุนการทําไซที่สูงขึ้น การที่พื้นที่วางไซจํากัดลง อยางมาก บทความนี้นําเสนอการวิเคราะหปญหาดังกลาวโดยเนนที่ 2 ประเด็น หลัก คือการทองเที่ยวทางทะเลและการอนุรักษทรัพยากรทางทะเล กับเรื่อง ความตระหนั กเรื่องทรั พ ยากรทางทะเลกับ การมีส วนรว มในการอนุ รักษข อง ชุมชน    คําสําคัญ: ชุมชนราไวย, ชาวประมงอูรักลาโวย, เครื่องมือประมงไซ, ผลกระทบ จากธุรกิจทองเที่ยวดําน้ํา

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

123

Abstract  

Economic security, continuous growth of domestic income or production, and regular employment are factors of good national image. Tourism industry investment in Phuket results in people from all over the country coming to make a living and earn income for the families, and for the country as well. A large number of tourists come to world-class destination of Phuket while historically small groups of sea people make a living honestly by using simple tools. These sea people or “Urak Lawoi” use small boats to earn their daily income, and 61 Urak Lawoi in Rawai use fishtraps. When tourist divers come to experience underwater beauty and share the use of Urak Lawoi’s traditional fishing grounds, the result is these fish traps were often open or damaged. These fishers also face other problems like increasing cost of making fish traps and decreasing areas to deploy and place their traps. This article makes the analysis of such problem by putting the emphasis on 2 points–marine tourism and marine conservation, and nature resources conservation awareness and community participatory conservation. Keywords: Rawai Community, Urak Lawoi Fishermen, Fish Traps, Impact from Diving Business  

 


124  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

1. บทนํา หาดราไวย เ ป น ชายหาดที่ อ ยู ท างตอนใต ข องเกาะภู เ ก็ ต มี เ กาะ ใกลเคียงจํานวน 9 เกาะ คือ เกาะโหลน เกาะเฮ เกาะราชาใหญ (รายาใหญ) เกาะราชาเล็ก (รายาเล็ก) เกาะบอน เกาะแอว เกาะมัน เกาะนอก และเกาะแกว เมื่ อ กระแสการท อ งเที่ ย วเริ่ ม เข า มาในจั ง หวั ด ภู เ ก็ ต นั บ ตั้ ง แต ป พ.ศ. 2520 หาดราไวย เ ป น สถานที่ แ ห ง แรกๆ ที่ มี นั ก ท อ งเที่ ย วทั้ ง ชาวไทยและชาว ตางประเทศ เขามาทองเที่ยวเนื่องจากอยูใกลกับศูนยกลางเมืองภูเก็ต และการ คมนาคมสะดวกกวาการเดินทางไปยังหาดอื่นๆ รอบเกาะภูเก็ต เดิมชายหาด แหงนี้ไดรับการพัฒนาเพื่อรองรับนักทองเที่ยวในดานที่พัก โรงแรม รานอาหาร แตในปจจุบันนักทองเที่ยวมักนิยมไปพักแถบหาดปาตองซึ่งมีความเจริญและ สะดวกสบายมากกว า หาดราไวย จึ ง กลายเป น ชายหาดสํ า หรั บ คนท อ งถิ่ น ที่ ต อ งการพั ก ผ อ นหย อ นใจ หรื อ สํ า หรั บ นั ก ท อ งเที่ ย วที่ ช อบความสงบ ไมพลุกพลาน   หมู 2 ของตําบลราไวยมีกลุมชนดั้งเดิมของเกาะภูเก็ตที่เรียกกันวา “ชาวเล” หรือ “ชาวไทยใหม” ซึ่งสวนใหญเปนชนเผาอูรักลาโวยและประมาณ รอยกวาคนเปนชนเผามอแกน “ชาวเล” มีประวัติศาสตรการอยูอาศัยในจังหวัด ภูเก็ตมายาวนาน ชาวอูรักลาโวยเชื่อกันวาบรรพบุรุษโยกยายมาจากหมูเกาะแถบ ประเทศมาเลเซียมาอาศัยตามเกาะตางๆ คือ เกาะเฮ เกาะบอน ตอมาเพื่อความ สะดวกในการติดตอกับพอคาบนเกาะภูเก็ต จึงยายมาอยูที่หาดราไวย เมื่อกวา 100 ปมาแลว ขณะที่ชาวมอแกนเชื่อกันวาเคยอยูบริเวณหมูเกาะมะริดและอพยพ

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

125

มาตั้งบานเรือนอยูที่หาดราไวยชวงสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่อยมา การศึกษาเอกสาร เกาก็พบวามีกลุมคนที่เก็บหาทรัพยากรสําคัญเพื่อสงไปยังเมืองหลักในสมัยนั้น ภูเก็ตในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช (พ.ศ. 2199-2231) มีประชากรมากถึง 6,000 คน อาชีพของชาวภูเก็ต คือ การขุดหาแรดีบุก ภู เ ก็ ต มี อํ า พั น ซึ่ ง เป น ของ หายากและเป น ที่ ปร ะ สงค ข องม หา กษั ต ริ ย จึ ง โ ป ร ด ให มี เจาพนักงานคอยเก็บอําพันสงไปกรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้ ภูเก็ต ยังมีไขมุกแทจากหอยมุกที่ อาศัยอยูตามฝงทะเลเกาะภูเก็ต ชาวภูเก็ต ส า ม า ร ถ ดํ า น้ํ า ห า ห อ ย มุ ก ไ ด ( สุ นั ย ราชภัณฑารักษ 2527: 62-64) หากชาวเลอยูอาศัยในภูเก็ตตั้งแตสมัยพระนารายณมหาราชก็แสดงวา จนถึงปจจุบันชาวอูรักลาโวยและชนเผามอแกนอยูในจังหวัดภูเก็ตมานานถึง 300 กวา ปม าแลว ตั้ง แตอ ดีต ในภูเ ก็ต มีเ ฉพาะชาวอูรัก ลาโวย และมอแกน เทานั้นที่มีความสามารถพิเศษในการดําน้ําลึกตั้งแต 10 เมตรขึ้น ไป โดยไมตอง ใชอปุ กรณอื่นใดนอกจากแวนดําน้ํา และชาวเลสองกลุมนี้ยังคงเลี้ยงชีพโดยการ ดําน้ําหาหอยหาปลาอยูจนถึงปจจุบัน การพัฒนาภูเก็ตในระยะหลังทําใหที่ดินในภูเก็ตมีราคาสูงขึ้น และเปนที่ ตองการมากขึ้น ชาวเลที่ไมยึดติดกับการครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ดินใดๆ กลับ พบวา ผืนดินที่เคยอยูอาศัย เคยทํามาหากิน และเคยเดินทางผานไปมานับ

 


126  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

ร อ ยๆ ป ตั้ ง แต ส มั ย บรรพบุ รุ ษ ได ถู ก จั บ จองครอบครองไปเสี ย หมดสิ้ น แล ว ทําใหขาดความมั่นคงในการอยูอาศัย ชาวเลทํามาหากินไปวันๆ เทานั้น ไมมีการสะสมทรัพยและอาหาร เมื่อ อาหารหมดก็จะออกหาอาหารกันอีกคราหนึ่ง บานชาวเลมักจะสรางอยูกันเปน ชุมชน อันที่จริงแลวชาวเลบางกลุมนั้นเขาไปตั้งรกรากอยูตามพื้นที่หรือเกาะ ตางๆ กอนคนในทองถิ่นเสียอีก แตเนื่องจากชาวเลไมรูหนังสือและไมไดมีหลักคิด ในกรรมสิทธิ์ที่ดิน ในที่สุดชาวเลก็กลายเปนกลุมชนที่อาศัยอยูในที่ดินคนอื่นๆ ไป (มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย 2542: 2032-2045) ชาวเลสวนมากจะประกอบอาชีพทางดานการประมง โดยแบงออกเปน สองลักษณะ คือ พวกที่ดําเนินการเอง โดยการใชเรือและเครื่องมือจับปลาของ ตั ว เอง แต ลั ก ษณะการดํ า เนิ น การเช น นี้ มี ไ ม ค อ ยมากนั ก ส ว นใหญ จ ะเป น ลักษณะรับจาง โดยเชาเรือและเครื่องมือหาปลามาจากผูออกทุนให ซึ่งเมื่อจับ สัตวน้ํามาแลวจะตองสงขายใหผูออกทุนหรือพอคาคนกลางเทานั้น นอกจากนั้น ยังมีบางสวนที่ทํางานรับจางรายวันและรายเดือน ชาวประมงอูรักลาโวยที่บานหาดราไวยทําการประมงดวยเครื่องมือ หลายชนิด เชน เหล็กยิงปลา เบ็ด เบ็ดราว อวนลอย และไซ ซึ่งเปนเครื่องมือ ดักปลาที่วางไวบนพื้นทรายในทะเล มีชาวประมงอูรักลาโวยที่ใชเครื่องมือชนิด นี้ไมนอยกวา 50 ราย แตเดิมนั้น ไซของชาวประมงที่บานหาดราไวยสานดวย ไม ไ ผ มี ข นาดประมาณ 70x60x30 เซนติ เ มตร มีอายุใชงานประมาณ 2–3 เดื อ น แต ป จจุ บั น เป น ไซลวดขนาดใหญ มี ข นาดไซกว า งประมาณ 2.00-3.50

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

127

เมตร ยาว 3.00-4.00 เมตร สูง 1.50-1.75 เมตร ซึ่งใชตนทุนสูงในการทํา แตมี อายุการใชงานที่ยาวนานกวาไซไมไผ คือ ตั้งแต 3–6 เดือน (ภาพที่ 1-4)

1 3

2 4

ภาพที่ 1: ไซไมไผ สานโดยนายมะจิม หลักเกาะ ภาพโดยผูเขียน ภาพที่ 2: นายมะจิม หลักเกาะ กําลังถักไซลวดขนาดเล็ก ภาพโดยผูเขียน ภาพที่ 3: โครงไซ ทําดวยไมและหวาย ภาพโดยผูเขียน ภาพที่ 4: “ชุน” อุปกรณสําหรับถักตาขายลวด ภาพโดยผูเขียน

 


128  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

ในชวงประมาณ 15 ปที่ผานมาชาวประมงอูรักลาโวยที่บานหาดราไวย ประสบปญหาในการทําประมงดวยเครื่องมือไซ ดวยตนทุนการผลิตไซที่เพิ่มขึ้น เพราะวัสดุจากธรรมชาติ คือไมชนิดตางๆ หายาก และลวดซึ่งเปนสวนประกอบ ของไซมี ร าคาแพงขึ้ น นอกจากนั้ น ยั ง ประสบป ญ หาไซถู ก ตั ด ทํ า ลายโดย นั ก ดํ า น้ํ า ที่ ม องว า การจั บ ปลาด ว ยไซของชาวประมงเป น การทํ า ลาย ทรัพยากรธรรมชาติ ในขณะที่ชาวประมงอูรักลาโวยตองประกอบอาชีพดังกลาว เพื่อเลี้ยงครอบครัว ปจจัยตางๆ เหลานี้ลวนแลวแตทําใหการทําประมงดวยไซ อยูในภาวะถดถอย ซึ่งมีผลกระทบกับครอบครัวของชาวประมงอูรักลาโวย เพราะ การทําประมงดวยเครื่องมือประมงไซเปนแหลงรายไดที่สําคัญของครอบครัว วิถีการใชไซทําการประมงของชาวอูรักลาโวยที่บานหาดราไวย ไมได แตกตางไปจากที่ชุมชนอูรักลาโวยเกาะสิเหร อําเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต เพียงแต พื้นที่การวางไซในทะเลของชาวอูรักลาโวยที่บานหาดราไวยเปนบริเวณใกลเคียง กับพื้นที่ประกอบธุรกิจทองเที่ยวดําน้ําของบริษัทเอกชน จึงประสบปญหาปลาใน ไซถูกปลอยออกไป หรือไซถูกตัดทําลายจนไมสามารถดักปลาไดอีกตอไป 2. ชาวอูรักลาโวยและเครือ่ งมือประมงไซ เครื่องมือประมงไซที่ใชกันในภาคใตมักจะใชวางดักสัตวน้ําในน้ําจืด หรื อ น้ํ า กร อ ยตามแม น้ํ า ลํ า คลองเป น ส ว นใหญ แต ไ ซของชาวประมง อูรักลาโวยจะวางดักปลาทะเลในระดับน้ําทะเลลึกประมาณ 5-40 เมตร และ เปนเครื่องมือประมงชนิดวางยึดติดกับพื้นที่ทําการประมง “...ไมใชวาปลาจะ วายเขามาในลอบใหจับงายๆ สภาพแวดลอมตาง ๆ รวมถึงคลื่นลม กระแสน้ํา ความเย็นของน้ํา ลวนมีผลตอการดักปลาทั้งนั้น ตัวอยางเชน เมื่อน้ํานิ่ง น้ําเย็น

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

129

จั ด ปลาจะไม เ ข า ลอบ พวกเรามี ค วามรู พื้ น บ า นทางทะเลที่ ต อ งอาศั ย ประสบการณ แ ละการเรี ย นรู เ พื่ อ ใช ชี วิ ต อยู ท า มกลางธรรมชาติ เ หล า นี้ ” (จากการสัมภาษณชายชาวอูรักลาโวย ใน นฤมล อรุโณทัย, พลาเดช ณ ปอมเพชร และจีระวรรณ บรรเทาทุกข 2549: 21-22) บริเวณที่วางไซปลาจะอยูรอบเกาะตางๆ ใกลกับหาดราไวย เชน เกาะ แกว เกาะบอน เกาะราชา เกาะแอว ฯลฯ ซึ่งเกาะเหลานี้ไดกลายมาเปนแหลง ทองเที่ยวทางทะเลในปจจุบัน สวนหนึ่งเพื่อรองรับการใหบริการแกนักทองเที่ยว ดําน้ําลงดูแหลงปะการังและสัตวทะเลอื่นๆ เมื่อเกิดการทับซอนของการใชพื้นที่ ทํามาหากินโดยมีเปาหมายเดียวกันคือรายได กลาวคือ ชาวประมงอูรักลาโวย ตองการปลาเพื่อนําไปเปนอาหาร เพื่อขายเลี้ยงชีพ ธุรกิจการทองเที่ยวดําน้ําก็ ตองการปลาไวในทะเลเพื่อแสดงถึงความอุดมสมบูรณของทะเล เพื่อเปนจุดขาย ทํ า รายได ใ ห ธุ ร กิ จ ทํ า ให เ กิ ด กรณี ที่ ช าวอู รั ก ลาโว ย ไปวางไซไว ใ นทะเล เมื่ อ กลั บ มาดู อี ก ครั้ ง ใน 3-7 วั น ต อ มา ก็ยังไมมีปลาในไซ หรือไซถูกเปดเพื่อปลอย ปลา หรื อ ไซถู ก ตั ด ทํ า ลายเสี ย หายจนไม ส ามารถซ อ มแซมได เหตุ ก ารณ ดังกลาวจะเกิดขึ้นในบริเวณที่มีการทองเที่ยวดําน้ําเปนสวนใหญ กอใหเกิดความ เสีย หายแกเครื่ องมือประมงไซซึ่ งส งผลถึ งการสูญเสี ยรายได ของชาวประมง อูรักลาโวยดวย เมื่อไมมีปลาในไซใหขาย หรือไซถูกตัดทําลายไป ก็เทากับเปน การลงทุน ลงแรงที่สูญเปลา ทําใหชาวอูรักลาโวยเกิดความรูสึกทอถอยหมด กําลังใจ การเก็บขอมูลที่บานหาดราไวยนี้เลือกสัมภาษณชาวประมงอูรักลาโวย เพศชายอายุระหวาง 24-70 ป ที่เปนเจาของเรือวางไซจํานวน 12 คน และผูที่

 


130  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

รวมทําการประมง (ไมมีเรือเปนของตนเอง) จํานวน 10 คน กอนอื่นผูเขียนไดลง ชุมชนบานราไวยทําความรูจักกับพื้นที่ พูดคุยเพื่อสรางความคุนเคยกับชาวบาน ทั้งในบริเวณที่มีการทําไซ บริเวณแผงขายปลา และบริเวณตางๆ ในชุมชนที่มี ชาวบานนั่งรวมกลุมพักผอนพูดคุยกัน การเก็บขอมูลพบวาเรือที่ทําประมงดวย ไซมีทั้งหมด 12 ลํา ผูที่ทําประมงดวยไซในชุมชนบานหาดราไวยมีจํานวนทั้งหมด 61 คน ผูที่สัมภาษณประกอบอาชีพประมงมานานเฉลี่ย 25 ป ทําประมงดวย เครื่องมือประมงไซเฉลี่ย 18 ป สวนใหญไดรับการศึกษาไมเกินชั้นประถมศึกษา ปที่ 6 สวนใหญเกิดที่บานหาดราไวย แตมีบางสวนยายถิ่นมาจากหมูบานอื่นๆ ในจังหวัดภูเก็ต เชน เกาะสิเหร ทาฉัตรไชย หรือ ตางจังหวัด เชน สตูล พังงา กระบี่ ชาวประมงที่สัมภาษณมีสมาชิกในบานตั้งแต 3–9 คน มีสมาชิกเฉลี่ย ที่ตองรับผิดชอบจํานวน 5.4 คน โดยการประมงเปนงานหลักเพื่อเลี้ยงครอบครัว ครั ว เรื อ นมี ร ายจ า ยหลั ก คื อ ค า ไฟฟ า น้ํ า ประปา ค า ใช จ า ยลู ก ไปโรงเรี ย น คาอาหาร เฉลี่ยเดือนละ 8,746 บาท ชาวประมงที่สัมภาษณจํานวน 10 คน มี หนี้สินระหวาง 3,000-100,000 บาท ขึ้นไป ในอดีตชาวประมงที่บานหาดราไวยสานไซดวยไมไผ แตปจจุบันทําไซ ดวยลวดและอวน ตนทุนในการทําไซประมาณ ลูกละ 3,000–5,000 บาท ใช เวลาตัดไมประมาณ 1 วัน (แตปจจุบันพื้นที่ในการตัดไมเพื่อทําโครงไซมีนอยลง เนื่องจากที่ดินสาธารณะถูกจับจองเปนเจาของหรือถูกใชเปนพื้นที่สําหรับรองรับ ธุรกิจทองเที่ยว) ใชเวลาขึ้นโครงไม 1 วัน ถักตาขายลวด 1 วัน รวมใชเวลา ประมาณ 3 วัน ชาวประมงอูรักลาโวยจะนําไซลงไปวางบนพื้นทรายในทะเลซึ่ง

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

131

มีระดับความลึกตั้งแต 5-40 เมตร และกลับไปทําการกูไซขนาดใหญประมาณ 3-7 วันตอครั้ง (ขึ้นอยูกับขนาดของไซ) เรือประมงที่ออกไปกูไซจะตองมีอุปกรณ ชวยในการดําน้ํา เชน เครื่องปมลม หนากากดําน้ํา สายทออากาศ ตะกั่วถวงตัว และชุดดําน้ํา ซึ่งบางคนใชเสื้อผาธรรมด���เปนกางเกงขายาว เสื้อแขนยาว แต บางคนมีงบประมาณพอที่จะซื้อชุดดําน้ํามือสองมาใช เพราะจะชวยใหรางกาย อบอุนกวาการสวมเสื้อผาธรรมดาในขณะดําน้ํา โดยเรือดังกลาวจะออกไปกูไซ ตั้งแตเชาตรูประมาณ 5.00 นาฬิกา หรือสายกวานั้นแลวแตชวงเวลาการขึ้น-ลง ของน้ําทะเล และจะกลับมาในเวลาประมาณ 14.00 นาฬิกา เปนตนไป เพื่อนํา ปลาที่ไดมาขายใหทันภายในหนึ่งวัน (ภาพที่ 5-6)

5

6

ภาพที่ 5: รองเทายาง และสายลมสงอากาศจากเครื่องปมลม ภาพโดยผูเขียน ภาพที่ 6: ชาวประมงอูรักลาโวยออกเรือไปวางไซ ภาพโดยผูเขียน

 


132  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

เรือ แตล ะลํา จะกูไ ซตั้งแต 3–13 ลูก ในรอบหนึ่งเที่ยวของการออกเรือ แตละครั้งมีรายไดไมแนนอน โดยอาจไดปลาตั้งแต 20–30 กรัมไปจนถึงหลาย รอยกิโลกรัม ดังตัวอยางรายไดของกลุมตัวอยางรายหนึ่ง ในวันที่ 16 กุมภาพันธ 2551 ขึ้น 10 ค่ํา เดือน 3 กูไซที่บริเวณเกาะราชา จํานวน 7 ลูก ถูกตัด 1 ลูก ไซที่กูได 6 ลูกในวันนั้นไดปลาดังนี้ (ชื่อปลาเรียกตามภาษาทองถิ่นที่ใชเรียกกัน ในชุมชนบานหาดราไวย) ปลาหมอหลี 2.2 กิ โ ลกรั ม ปลาหั ว ม ว ง 21 กิโลกรัม ปลาหัวเสี้ยม 15.6 กิโลกรัม ปลาหัวทิ่ม 4 กิโลกรัม ปลาขี้ตัง 25 กิโลกรัม ปลา กลวยญี่ปุน 8 กิโลกรัม และปลาอื่นๆ 17 กิโลกรัมรวมน้ําหนักปลา 92 กิโลกรัม รวมขายได 4,262 บาท โดยขายในราคาตั้งแตกิโลกรัมละ 10 บาท จนอาจจะสูง ถึงกิโลกรัมละ 230 บาท แลวแตชนิดของปลา มีการหักคาใชจายของเรือและ ลวดทําไซประมาณร อ ยละ 20 มี ก ารแบ ง เงิ น ส ว นหนึ่ ง ไวใหคนลงดําน้ําดวย และเงินคงเหลือนํามาแบงหุนคนละ 1 หุนใหทีมลูกเรือผูทําไซรวมกันจํานวน 7 คนไดคนละประมาณ 350 บาท สรุปวาในวันนั้นชาวประมงที่ออกเรือลํานี้จะมี รายไดค นละ 350 บาท/วัน หรือ ตัว อยา งของการกูไ ซสว นตัว ตอ ครั้ง กูไซ 3 ลูก ไดปลาดังนี้ ปลากลวยญี่ปุน 26 กิโลกรัม ปลาดอกแดง 1 กิโลกรัม ปลา จวดแดง 3 กิ โ ลกรั ม ปลาอื่ น ๆ 8.5 กิ โ ลกรั ม รวมแลวขายไดเงินทั้งสิ้น 1,295 บาท หั ก ร อ ยละ 20 ให เ จ า ของเรื อ คงเหลื อ ประมาณ 1,095 บาท แสดงวา รายไดของชาวประมงคนนี้จะไดถึง 1,095 บาท/วัน ในวันที่กูไซ (ภาพที่ 7-10)

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

7 9

8 10

ภาพที่ 7: ชาวประมงอูรักลาโวยชวยกันวางไซ ภาพโดยผูเขียน ภาพที่ 8: สัตวน้ําที่ไดจากไซ ภาพโดยผูเขียน ภาพที่ 9-10: แผงขายปลาจากไซ ที่ชุมชนบานหาดราไวย ภาพโดยผูเขียน

 

133


134  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

ปญหาสําคัญของการทําประมงดวยเครื่องมือประมงไซ คือ ไซถูกเปด เพื่อปลอยสัตวน้ําและไซถูกตัดทําลายจนไมสามารถใชงานตอไปได ไซมักจะถูก เปดหรือถูกตัดทําลายในบริเวณที่มีกิจกรรมการทองเที่ยวดําน้ํารวมในการใช พื้นที่ แตในพื้นที่อื่นๆ เชน บริเวณเกาะแกวจะไมไดรับผลกระทบในเรื่องนี้เพราะ ไมใชบริเวณที่มีกิจกรรมการทองเที่ยวดําน้ํา นอกจากนี้ยังพบปญหาอื่นๆ เชน ไซสูญหาย ซึ่งคาดวามาจากเรืออวน ลาก อวนรุน เรือไดหมึก ปญหาสําคัญอีกปญหาหนึ่งคือ ราคาอุปกรณที่นับวันก็ จะมีราคาสู ง ขึ้ น เช น ประมาณป พ.ศ. 2547 ราคาลวดเบอร 14 ประมาณ มัดละ 900 บาท แตในปจจุบันราคาสูงถึง 1,900 บาท ราคาลวดเพิ่มสูงขึ้นถึง รอยละ 90 ภายในระยะเวลาประมาณ 3 ป ในบางพื้นที่ชาวประมงถูกหาม จากผูประกอบทองเที่ยวไมใหไปวางไซบริเวณทะเลหนาชายหาด 3. ธุรกิจการทองเที่ยวดําน้ําในจังหวัดภูเก็ต การทองเที่ยวเริ่มเขามามีอิทธิพลกับการทํามาหากินของประชาชนใน เมืองทองเที่ยวเชนจังหวัดภูเก็ตในชวงป พ.ศ. 2530 การประกอบอาชีพสวนหนึ่ง มั ก จะหั น ไปพึ่ ง พิ ง รายได จากการท อ งเที่ ย ว เพราะเป น อาชี พ ที่ ทํ า รายได สู ง เนื่องจากกําลังซื้อของผูใชบริการอยางนักทองเที่ยวมีอยูสูง ธุรกิจการทองเที่ยว ประเภทหนึ่งที่ไดรับความนิยมจากนักทองเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวตางประเทศ คือการดําน้ํา ประมาณป พ.ศ. 2526 ประเทศไทยเริ่มเปนที่รูจักในฐานะแหลง ดําน้ําที่ดีที่สุดแหงหนึ่งในโลก ในระหวางป 1990–2000 (พ.ศ. 2533–2543 ) ในแตละปมีนักดําน้ําชาวไทยและชาวตางประเทศไมนอยกวา 60,000 คน ใน แหลงดําน้ําทุกจุดของประเทศไทย (ชมรมรักษฉลามวาฬเพื่อการอนุรักษทะเล

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

135

ไทย 2550) แต ห ากมองให ลึ ก ลงไปในธุ ร กิ จ ท อ งเที่ ย วดํ า น้ํ า ของประเทศ ไทยแลว จะเห็ น ได ว า ธุ ร กิ จ ดํา น้ํา ส ว นหนึ่ ง จะเป น ของชาวต า งชาติ ที่เปน ผูประกอบการ รวมไปถึงผูฝกสอนดําน้ําก็เปนชาวตางชาติ สํ า นั ก งานทะเบี ย นธุ ร กิ จ นํ า เที่ ย วและมั ค คุ เ ทศก ภ าคใต เขต 2 รายงานว า ในช ว งป พ.ศ. 2550 บริ ษั ท ดํ า น้ํ า ที่ ยื่ น หลั ก ฐานขออนุ ญ าตอย า ง ถู ก ต อ งในจั ง หวั ด ภู เ ก็ ต มี 100 บริ ษั ท ในสวนของสํานักงานจัดหางานจังหวัด ภูเก็ตไดออกใบอนุญาตทํางานใหแกชาวตางชาติในธุรกิจดําน้ํา จํานวน 123 คน ซึ่งในการออกใบอนุญาตทํางานนั้นก็จะตองมีหนังสือรับรองจากสมาคมดําน้ํา (TDA ประเทศไทย) และใบอนุ ญ าตประกอบธุ ร กิ จ นํา เที่ ย วจากสํานักงาน ทะเบียนธุรกิจนําเที่ยวและมัคคุเทศกมาประกอบการพิจารณา และในการตอ ใบอนุญาตซึ่งตองดําเนินการทุก 6 เดือน ก็จะตองมีการแสดงหลักฐานการเสีย ภาษีดวย ตามบัญชีของสํานักงานสรรพากรพื้นที่ภูเก็ต มีจํานวนผูประกอบการ เกี่ยวกับธุรกิจดําน้ําซึ่งจะเรียกวา “ผูใหบริการกีฬาและนันทนาการ” จํานวน 276 ราย ในจํานวนดังกลาวมีผูจดทะเบียนเพื่อจายภาษีมูลคาเพิ่มรอยละ 7 จํานวน ประมาณ 76 ราย และไม จ ดทะเบี ย นจ า ยภาษี มู ล ค า เพิ่ ม จํานวนประมาณ 151 ราย ในจํา นวนดั ง กล า วประมาณร อ ยละ 90 ผูมีอํานาจลงนามจะเปน ชาวตางประเทศ โดยปญหาที่ประสบคือบางบริษัทมีการแจงที่อยูไวที่สํานักงาน บัญชีเปนที่ตั้งทําการ การตรวจสอบเพื่อจัดเก็บภาษีทําไดลําบาก บางรายตองใช เวลา 4–5 เดือน โดยหากรายใดไมมีการจายภาษีก็จะขอระงับการเดินทางออก นอกประเทศ (“การเสนอปญหาเรงแกไขธุรกิจดําน้ํา” 2550: 1-2)

 


136  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

แหล ง ดํ า น้ํ า ที่ นั ก ท อ งเที่ ย วนิ ย มในจั ง หวั ด ภู เ ก็ ต คื อ บริ เ วณเกาะ ราชาใหญ และเกาะราชาเล็ก ซึ่งอยูหางจากหาดราไวยประมาณ 20 กิโลเมตร และ บริเวณดังกลาวเปนพื้นที่ที่ชาวประมงอูรักลาโวยใชเปนที่วางไซมาตั้งแตในอดีต ผูเขียนไดสัมภาษณนักดําน้ําสมัครเลนซึ่งทํางานอยูในสาขาวิชาชีพ ต า งๆ ในจั ง หวั ด ภู เ ก็ ต จํา นวน 5 คน นั ก ดํา น้ํา ยอมรั บ ว า มีการตัดไซของ ชาวประมงเพื่อปลอยปลา สวนใหญกระทําโดยนักดําน้ําชาวตางชาติ เพราะ เชื่อวาเปนการอนุรักษทรัพยากรทางทะเลและเปนความพึงพอใจสวนตัวที่ไดชวย ปลาใหพนจากที่กักขัง นักดําน้ําสวนหนึ่งคิดวาการวางไซจะวางบนแนวปะการัง ซึ่งจะสงผลเสียหายตอปะการัง โดยในความเปนจริงการวางไซไมสามารถวางบน แนวปะการังได เนื่องจากปะการังจะเกี่ยวอวนซึ่งรองพื้นอยูดานลางของไซขาด กอนการทิ้งไซจากเรือลงในทะเลนั้น ชาวประมงอูรักลาโวยจะตองดําน้ํา ลงไปดูพื้นที่ดานลางกอนวามีความเหมาะสมในการวางไซหรือไม มีไซของผูอื่น วางไวบริเวณนั้นแลวหรือไม มีกระแสน้ําพัดผานดา���ไหน อยูใกลแนวหิน แนว ปะการั ง หรื อ ไม แล ว จึ ง ส ง สั ญ ญาณให ค นบนเรื อ ทิ้ ง ไซลงไปในทะเล โดยมี ชาวประมงอูรักลาโวยซึ่งดําน้ําอยูดานลางรอรับไซเพื่อวางและผูกยึดไซในพื้นที่ที่ เหมาะสม ดังนั้นประเด็นที่วาชาวประมงอูรักลาโวยวางไซบนปะการังอยางจงใจ และเปนการทําลายปะการังนั้น เปนการเขาใจผิด นักดําน้ําสวนหนึ่งตัดไซเพื่อ ปลอยปลาเพราะสังเกตเห็นวาไซที่พบเห็นเปนไซเกาที่ไมนาจะมีเจาของมาเก็บกู แตโดยสภาพของไซซึ่งอยูในน้ําทะเลในระยะเวลาหนึ่งยอมมีตะไครน้ํา หอย ตางๆ เกาะตามไมและเนื้ออวน จนอาจจะดูเกาเหมือนถูกทิ้งไวโดยไมมีเจาของ ก็เปนได

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

137

4. วิเคราะหความขัดแยงระหวางการประมงไซดักปลากับการทองเที่ยว ดําน้ํา ความขั ด แย ง ของชาวประมงอู รั ก ลาโว ย บ า นหาดราไวย กั บ ธุ ร กิ จ ทองเที่ยวดําน้ําเปนลักษณะของความขัดแยงระหวางชาวประมงกับนักทองเที่ยว ดําน้ํา ซึ่งเปนความซับซอนของปญหาการใชทรัพยากรชายฝงรวมกันของคน ตางกลุม ที่ผานมา ชาวประมงอูรักลาโวยพยายามหลีกเลี่ยงการเกิดเหตุการณ ที่บานปลายขึ้น โดยจะเปลี่ยนบริเวณที่วางไซใหอยูในพื้นที่ที่ลึกกวาเดิม เพื่อหนี จากนักทองเที่ยวดําน้ํา แตการทําเชนนั้นทําใหชาวประมงอูรักลาโวยตองเสี่ยง อันตรายจากความลึกของน้ําทะเลมากขึ้น หรือไมก็ไปวางไซในบริเวณที่ไมมีการ ใช พื้ น ที่ ทํ า กิ จ กรรมด า นการดํ า น้ํ า ซึ่ ง เท า กั บ ว า ต อ งไปแบ ง พื้ น ที่ ทํ า กิ น กั บ ชาวประมงคนอื่ นๆ ที่ วางไซอยู เดิ ม แลว เปน การจํา กัด บริ เวณพื้ นที่ วางไซให แคบลงกวาเดิม อาชีพ ประมงนั้ นเป นอาชี พ ที่ไ ม แน นอน และมั กจะเสี่ ยงต อ อั น ตราย ตางๆ ยิ่งตองดําน้ําลึกดวยแลว งานจึงเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีก ในชุมชนราไวย มีชาย ชาวอูรักลาโวยที่เสียชีวิตและพิการจากโรคน้ําหนีบ (decompression sickness) แมวาบางคนจะไมพิการ แตก็มีผลกระทบตอรางกาย มีอาการตางๆ เชน แขนขา หนัก เคลื่อนไหวไมคลองแคลว (นฤมล อรุโณทัย, พลาเดช ณ ปอมเพชร และ จีระวรรณ บรรเทาทุกข 2550: 25) ซึ่งมีผลกระทบอยางมากตอการทํามาหากิน ในขณะที่ ช าวประมงอู รั ก ลาโว ย ต อ งการใช ท รั พ ยากรสั ต ว น้ํ า เพื่ อ เลี้ยงชีพ ซึ่งเปนอาชีพดั้งเดิมที่ทําสืบ ตอ กันมาโดยความรูและทักษะพื้นบา น รวมทั้งตองเสี่ยงดําน้ําลึกในระดับ 20–40 เมตร โดยมีเพียงหนากากดําน้ํา และ

 


138  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

สายยางสงอากาศสําหรับหายใจเทานั้น ธุรกิจทองเที่ยวดําน้ําก็ตองการรักษา ทรัพยากรสัตวน้ําเหลานั้นไวในทะเล เพื่อใหนักทองเที่ยวไดดําน้ําลงไปชมความ งามใตทะเล เปนความตองการใชประโยชนจากทรัพยากรทางทะเลของคน สองกลุมที่มีเปาหมายตางกัน ฝายหนึ่งตองการใชประโยชนจากทรัพยากรทาง ทะเลจําหนายเพื่อเลี้ยงชีพ อีกฝายหนึ่งก็ตองการเก็บทรัพยากรไวในทะเลเพื่อ ขายความสมบู ร ณ ข องท อ งทะเล ในขณะที่ ภ าครั ฐ เองก็ ใ ห ค วามสํ า คั ญ และ สนับสนุนดานการทองเที่ยวเปนอยางมาก ผูเขียนวิเคราะหสถานการณนี้ โดยมุงความสนใจใน 2 ประเด็นหลักคือ เรื่องการทองเที่ยวและการอนุรักษทรัพยากรทางทะเล กับเรื่องความตระหนักถึง ทรัพยากรทางทะเลกับการมีสวนรวมในการอนุรักษของชุมชน 1) ประเด็นการทองเที่ยวทางทะเลและการอนุรักษทรัพยากรทาง ทะเลนั้น ธุรกิจทองเที่ยวดําน้ําทําใหเกิดภาพการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและ ความอุดมสมบูรณของทองทะเล อันเปนตนทุนสําคัญทางธรรมชาติที่ไมตอง ลงทุนแต “ขายได” แตในอีกมุมหนึ่งของธุรกิจทองเที่ยวดังกลาวนั้น อาจจะกอให ผลกระทบอื่นๆ เชน การทิ้งสมอเรือบริเวณแนวปะการัง การทิ้งขยะลงสูทะเล กอใหเกิดมลภาวะ การเติบโตของธุรกิจคาของที่ระลึก เชน ธุรกิจคาเปลือกหอย เครื่องประดับ จัดไดวาเปนธุรกิจที่สงเสริมการทําลายธรรมชาติ (การทองเที่ยว แหงประเทศไทย [ททท] 2533: 64) การไมจํากัดจํานวนนักทองเที่ยว การรั่วซึม ของน้ํามันเรือ น้ําเสียจากเรือ หรือแมกระทั่งความขัดแยงในเชิงธุรกิจ ปญหา เหลานี้ลวนส ง ผลกระทบเชิ ง ลบได ใ นระยะยาว โดยเฉพาะเปาหมายการ ครอบครองทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลของทองถิ่นเพื่อเนนเฉพาะการทองเที่ยว

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

139

จากรายงานการวิ จัยเรื่องผลกระทบของการทองเที่ยวตอประชาชน ทองถิ่นจังหวัดภูเก็ต (ททท 2526: 78-82) ผลดีของการทองเที่ยวในจังหวัด ภูเก็ตคือการสรางงานสรางอาชีพและกอใหเกิดรายไดแกประชาชนในทองถิ่น อยางไรก็ดี ในกรณีของชาวประมงไซดักปลาชาวอูรักลาโวย สถานการณกลับ ไมเปนเชนนั้น สวนผลดีที่วาการทองเที่ยวนําความเจริญสูทองถิ่น กลาวคือ คนมีงานทํา การคมนาคมสะดวก มีไฟฟา มีน้ําประปา และมีสิ่งอํานวยความ สะดวกอื่นๆ ตามมา ปรากฏวาชาวเลที่ราไวยก็ไดรับผลประโยชนดานนั้นไม เทาเทียมกับผูอื่น นับจากอดีตเปนตนมา ชุมชนชาวเลราไวยคอยๆ ถูกโอบลอมไปดวย ความเปนเมืองทองเที่ยวที่มีชื่อเสียง โดยในพื้นที่ที่หางจากชุมชนในรัศมีไมเกิน 15 กิโลเมตรมีโรงแรมราคานับรอยลานบาท มีบานจัดสรรราคาหลังละหลาย สิบลานบาท แตชาวเลสวนใหญที่ราไวยกลับไมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน สภาพความ เป น อยู ใ นชุ ม ชนบ า นหาดราไวย แ ออั ด มี ป ญ หาสุ ข อนามั ย ป ญ หาการด อ ย การศึกษาของคนในชุมชน ปญหาสาธารณูปโภค การดิ้นรนประกอบอาชีพ ฯลฯ ปญหาความยากจนที่ปรากฏลวนแลวแตสะทอนใหเห็นถึงความดอย โอกาสของคนในชุมชนทองถิ่นแหงนี้ ในขณะที่ความเจริญทางดานวัตถุรุกล้ําเขา มาสูชุมชนในหลายทิศทาง แตความเสมอภาคของความเปนมนุษยคนหนึ่งใน สังคมกลับมีใหเห็นนอยมาก ทามกลางความเจริญของเมืองทองเที่ยวที่มีชื่อเสียง ระดับโลก กลับมีบางมุมของความยากแคน ทั้งที่เปนชุมชนคนทองถิ่นดั้งเดิมของ ภูเก็ต สะทอนภาพความเปนชุมชนคนชายขอบ ที่ถูกซอนเรน ปกปดอยูในความ สวยหรูของเมืองทองเที่ยวไดอยางชัดเจน

 


140  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

รายงานการวิจัยเรื่องผลกระทบของการทองเที่ยวตอประชาชนทองถิ่น จังหวัดภูเก็ตยังเสนอวาการทองเที่ยวทําใหเกิดการอนุรักษ ทําใหประชาชนชาว ภู เ ก็ ต ได ต ระหนั ก ถึ ง ความสํ า คั ญ ของการท อ งเที่ ย วและสถานที่ ต ลอดจน ศิลปวัฒนธรรมตางๆ ที่ดึงดูดใจนักทองเที่ยวใหมาภูเก็ต ดังนั้น จึงควรที่จะตอง รักษาธรรมชาติสภาพแวดลอมและอนุรักษศิลปวัฒนธรรมและประเพณีไวเพื่อ ประโยชนของอุตสาหกรรมทองเที่ยว ในกรณีของชาวอูรักลาโวย วิถีการประมง โดยใชไซดักปลาเปนการประมงที่ไมไดทําลายลางหรือสรางผลกระทบอยาง มากมายต อ ทรั พ ยากร เป น ที่ ท ราบกั น ดี ว า วิ ถี ดั้ ง เดิ ม ของชาวเลนั้ น อยู บ น หลั ก การแห ง ความพอเพี ย งและการแบ ง ป น ดั ง นั้ น ความตระหนั ก ใน ความสําคัญของทรัพยากรทางทะเลนั้นมีอยูแลว แตวิถีแบบใหมที่ผลักใหชาวเล กลายเป น ชุ ม ชนชายขอบนั้ น กลั บ ยิ่ ง ทํ า ให ห า งไกลจากการอนุ รั ก ษ ม ากขึ้ น โดยเฉพาะเมื่อรายได���มพอเลี้ยงครอบครัวและเกิดความไมมั่นคงดานตางๆ ของชีวิต การพัฒนาการทองเที่ยวจังหวัดภูเก็ตจึงไมไดกอใหเกิดการอนุรักษเพียง อย า งเดี ย ว ในภาพรวมแล ว การท อ งเที่ ย วยั ง ส ง ผลกระทบในแง ล บหลาย ประการ (ททท 2526: 78-82) คือ ก) ค า ครองชี พ สู ง เนื่ อ งจากพ อ ค า มั ก จะถื อ โอกาสขายสินคาแก นักทองเที่ยวในราคาที่สูงกวาปกติ เพราะเห็นวานักทองเที่ยวจําเปนตองซื้อ ซึ่งเปนผลกระทบใหประชาชนทั่วไปที่ไมใชนักทองเที่ยวตองซื้อสินคาในราคา เดียวกับนักทองเที่ยวไปดวย ประชาชนทั่วไปจึงมีความเห็นวาการทองเที่ยวมีผล ใหคาครองชีพสูงขึ้น

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

141

ข) การทองเที่ยวทําใหเกิดปญหาโจรผูราย นักทองเที่ยวตองเสียชีวิตและ หรือเสียทรัพยสิน ซึ่งนอกจากเปนการทําลายอุตสาหกรรมการทองเที่ยวแลว ยัง ทําลายความสงบสุขของทองถิ่นโดยสวนรวมดวย ค) การทองเที่ยวทําใหเกิดการทําลายสภาพแวดลอม กลาวคือ เกิดความ สกปรกอั นเนื่องจากความมั กง ายของทั้ งนักทองเที่ยวและผู ประกอบการ เช น รานอาหาร ง) การทองเที่ยวทําใหวัฒนธรรมทองถิ่นเสื่อมโทรม ประชาชนในทองถิ่น ซึ่ ง เป น ผู สู ง อายุ แ ละผู ใ หญ มี ค วามเห็ น ว า นั ก ท อ งเที่ ย วที่ ม าเที่ ย วภู เ ก็ ต โดยเฉพาะชาวต า งประเทศได นํ า เอาวั ฒ นธรรมตะวั น ตกเข า มา เช น การ เปลื อ ยกายอาบแดด ความประพฤติ ใ นที่ ส าธารณะของนั ก ท อ งเที่ ย วเป น ผลกระทบทางลบตอวัฒนธรรมทองถิ่น เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต คานิยมใน สังคม เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบวัฒนธรรมอยางรวดเร็ว จ) การทองเที่ย วทําใหเ กิด การอพยพผูค นรวมทั้ง แรงงานจากที่อื่น ๆ เขามาทํางาน มีการแกงแยงผลประโยชนชุมชนทองถิ่น รายงานการวิ จั ย เรื่ อ งผลกระทบของการท อ งเที่ ย วฯ ยั ง ได ก ล า วว า ทุกฝายตางตระหนักถึงผลกระทบเชิงลบของการทองเที่ยวตอทองถิ่นตอชุมชน ทําใหมีขอกําหนด กฎหมาย มาตรการแกไขปองกันเกิดขึ้นมากมาย แตยังไมอาจ ปองกันหรือแกไขปญหาไดอยางเต็มที่ ดังนั้นการพัฒนาการทองเที่ยวจึงไมได เปนสิ่งที่กอใหเกิดผลดีเสมอไป และการที่นักทองเที่ยวดําน้ําปลอยปลาออกจาก ไซ หรือตัดลวดทําลายไซ ก็ไมใชการแกปญหาการทําลายลางทรัพยากรทาง

 


142  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

ทะเลและไมใชการกระทําเพื่อการอนุรักษสัตวทะเลอยางแทจริง แตกลับเปนการ สรางผลกระทบในอีกดานหนึ่งแทน ในขณะที่การทองเที่ยวพัฒนาไปอยางรวดเร็ว ก็ควรจะตองมีการพัฒนา หลักการควบคุมหรือการสรางใหการทองเที่ยวเปนไปอยางมีจริยธรรม ปจจุบันมี หลักจรรยาบรรณการทองเที่ยวซึ่งควรจะไดรับการยอมรับและปฏิบัติตาม เชน หลักที่ 1 วาดวย การทองเที่ยวสรางความเขาใจและความนับถือรวมกันระหวาง คนและสังคม ก) ความเขาใจและการสงเสริมคานิยมทางจริยธรรมซึ่งเปนที่ยอมรับกัน ทั่วไปตอมนุษยชาติดวยเจตคติของความใจกวางและยอมรับกันทั่วไปตอความ หลากหลายทางศาสนา ปรัชญาและความเชื่อทางศีลธรรม ทั้งสองประการจะ เปนพื้นฐานและผลสืบเนื่องของการทองเที่ยวที่มีความรับผิดชอบ ผูมีสวนได สวนเสียในการพัฒนาการทองเที่ยวและตัวนักทองเที่ยวเองควรจะปฏิบัติตาม ประเพณีทางสังคมและวัฒนธรรมและปฏิบัติตอทุกคน รวมทั้งคนกลุมนอยและ คนพื้นเมือง และการใหการยอมรับคุณคาของคนเหลานั้น ข) กิจกรรมทางการทองเที่ยวควรจะดําเนินไปในลักษณะที่กลมกลืนกับ คุณลักษณะและประเพณี เคารพตอกฎหมายและธรรมเนียมการปฏิบัติของ ภูมิภาคและประเทศเจาของบาน หลักที่ 5 ว า ด ว ยการท อ งเที่ ย วคื อ กิ จ กรรมที่เปนประโยชนตอประเทศ และชุมชนเจาของบาน

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

143

ก) ประชาชนท อ งถิ่ น ควรจะได รั บ ผลประโยชน จ ากกิ จ กรรมการ ทองเที่ยว ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมที่เขาสรางขึ้นอยางเปนธรรม จากแรงงานของเขาไมวาจะเปนทางตรงและทางออม ข) ควรใช น โยบายการท อ งเที่ ย วในลั ก ษณะที่ ช ว ยยกมาตรฐานการ ครองชีพของประชากรในภูมิภาคที่ไดรับการเยี่ยมเยือนและสนองตอบตอความ จํ า เป น และความต อ งการของเขา การวางแผนและการออกแบบทาง สถาปตยกรรม การดําเนินงานของที่พักและสถานที่พักผอนเพื่อการทองเที่ยว ควรมีความมุงหมายที่จะผสมผสานใหเขากับสังคมและเศรษฐกิจของทองถิ่น ให ม ากที่ สุ ด เท า ที่ ทํ า ได ให โ อกาสแรงงานท อ งถิ่ น ก อ นหากแรงงานมี ทั ก ษะ เทาเทียมกัน ค) ควรใหความสนใจเปนพิเศษตอปญหาเฉพาะเขตพื้นที่ชายฝง พื้นที่ เกาะ และชนบท หรื อ เขตพื้ น ที่ ภู เ ขา พื้ น ที่ เ หล า นี้ กํ า ลั ง เผชิ ญ ป ญ หาในการ ทํามาหากินแบบดั้งเดิมมีโอกาสนอยกวาแหลงอื่นในการพัฒนา หนวยงานราชการควรจะเขามารวมรณรงคและขอความรวมมือจาก ธุรกิจการทองเที่ยวดําน้ําเพื่อทําความเขาใจกับนักทองเที่ยวดําน้ําใหทราบถึง ความสําคัญและความจําเปนของไซซึ่งเปนเครื่องมือประมงที่ใชเลี้ยงชีพของ ชาวประมงอูรักลาโวยในทองถิ่น ซึ่งมักจะขาดโอกาสเรียกรองสิทธิตางๆ ใหเทา เทียมคนเมือง การใหขอมูลและสรางความเขาใจนี้อาจจะชวยใหนักดําน้ําเกิด ความเขาใจวิถีชีวิตชุมชนมากขึ้น และไมทําลายไซเพื่อปลอยปลา นอกจากนั้น ควรจะมีการบริหารจัดการใหชุมชนไดประโยชนจากการ ทองเที่ยว ขอเสนอหนึ่งคือการจัดนําเที่ยวดําน้ําเพื่อศึกษาวิถีชีวิตชาวประมง

 


144  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

อูรักลาโวย โดยจัดเปนธุรกิจที่ดําเนินการโดยชาวประมงอูรักลาโวยในชุมชนบาน หาดราไวยเอง คือ การนํากลุมนักทองเที่ยวดําน้ําชมวิธีการทิ้งไซลงในทะเลเพื่อ ดักจับปลา และวิธีการกูไซ ซึ่งหากนักดําน้ําตองการจะชวยปลาในไซ ก็อาจใชวิธี อาทิ การบริจาคเงินเขากลุมในชุมชน เพื่อเจาของไซจะไดมีรายไดเลี้ยงชีพ เลี้ยง ครอบครัว และปลาก็ถูกปลอยใหอยูในทะเลเพื่อรักษาสภาพสิ่งแวดลอมใตทะเล ใหสวยงามและคงอยูตอไป กิจกรรมการทองเที่ยวดําน้ําจะมีผลในทางบวกตอเมื่อชุมชนทองถิ่น ไดรับประโยชน ทรัพยากรในทองถิ่นสามารถเพิ่มคุณคาทางเศรษฐกิจมากขึ้น กวาเดิม การรวมมือกันของคนในทองถิ่นที่จะธํารงรักษาทรัพยากรธรรมชาติไว จะมีเพิ่มมากขึ้น แตถาชุมชนตองชวยกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติในทองถิ่น เพื่อใหผูอื่นเขามาครอบครองใชประโยชนอยางเต็มที่ ชุมชนยอมขาดแรงจูงใจที่ จะใหความรวมมือในการรักษาทรัพยากรเหลานั้นไว ดังนั้น จึงนํามาสูประเด็น ตอไปคือความตระหนักถึงทรัพยากรทางทะเลกับการมีสวนรวมในการอนุรักษ ของชุมชน 2) ประเด็ น ความตระหนั ก เรื่ อ งทรั พ ยากรทางทะเลกับการ มี ส ว นร ว มในการอนุ รั ก ษ ข องชุ ม ชน การศึ ก ษาของ กั ง วาลย จั น ทรโชติ (2541) เรื่อง สถานการณประมงขนาดเล็กและรูปแบบการจัดการทรัพยากร ประมงโดยชุ ม ชนพบว า ป ญ หาการจั ด การทรั พ ยากรของประมงขนาดเล็ ก ที่ เกิดขึ้นในหลายประเทศสวนใหญเกิดจากการขาดสิทธิการมีสวนรวมและอํานาจ ตอรองในการจัดการประมงของชุมชน ประกอบกับปญหาคว���มเสื่อมโทรมของ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝงที่เพิ่มมากขึ้น ประเทศญี่ปุนเปนหนึ่งในประเทศที่

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

145

ประสบกับปญหานี้เชนกันจึงไดศึกษาประสบการณปญหาและพัฒนาระบบการ จัดการมากกวาสองทศวรรษจนไดรูปแบบที่สามารถนําไปประยุกตใชไดผลกับ หลายประเทศ คือ การใชระบบสิทธิการทําประมง (Fishing right system) และ การกระจายอํานาจการจัดการจากรัฐบาลกลางไปยังทองถิ่นและสหกรณประมง อยางสมบูรณ ทําใหชุมชนมีบทบาทในการจัดการ และมีสิทธิในการควบคุมและ ใชประโยชนทรัพยากรประมงที่อยูในเขตชุมชนอยางเต็มที่ สําหรับประเทศไทย ไดมีการทําโครงการนํารองในบางชุมชน พรอมทั้งการศึกษากฎหมายที่เกี่ยวของ เพื่ อ การสนั บ สนุ น การจั ด การประมงโดยชุ ม ชนได ค รอบคุ ล มและชั ด เจน อยางไรก็ดี ในการนําระบบการจัด การดังกลาวนี้หรือระบบการจัด การอื่นใด ก็ตามมาใช ควรศึกษาสถานการณปญหาและปจจัยแวดลอมของชุมชนทองถิ่น ซึ่งอาจมีลักษณะเฉพาะที่แตกตางกันไปในแตละชุมชนและพื้นที่ โดยอยูบ น พื้น ฐานของสิทธิชุม ชนและการดํ าเนินการอย า งมีส วนรวมของทั้งรัฐ องค ก ร พัฒนาเอกชน และชุมชนอยางแทจริง หากคํานึงถึงหลักการเรื่องสิทธิชุมชน ชุมชนทองถิ่นดั้งเดิม เชน ชุมชน ประมงอู รั ก ลาโว ย บ า นหาดราไวย ย อ มมี สิ ท ธิ ใ นการใช ป ระโยชน จ าก ทรัพ ยากรธรรมชาติ สิ่งแวดลอม รวมทั้ งความหลากหลายทางชีว ภาพอยา ง สมดุลและยั่ ง ยื น โดยการทํา การประมงด ว ยเครื่ อ งมื อ ประมงไซซึ่งอยูภายใต ระเบียบบังคับของกฎหมาย เชน ไมวางไซใกลแนวปะการัง ไมวางไซในบริเวณที่ กั น ไว เ ป น เขตอนุ รั ก ษ พั น ธุ สั ต ว น้ํ า แต ก็ ไ ม ใ ช ก ารจํ า กั ด สิ ท ธิ ก ารทํ า กิ น ด ว ย เครื่องมือประมงไซโดยนักทองเที่ยวหรือผูประกอบการทองเที่ยว สิทธิชุมชนตอง มีการแบงปนการใชประโยชนจากทรัพยากรทางทะเลในทองถิ่นเหลานั้นอยาง

 


146  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

เปนธรรม ไมใชกีดกันการใชประโยชนจากทรัพยากรทางทะเลของทองถิ่นไวเพื่อ ประโยชนของฝายหนึ่งฝายใดเพียงฝายเดียว คํากลาวของชาวประมงอูรักลาโวยที่วา “บางทีปลาสวยงามติดมาใน ลอบ (ไซ) ของเราดวย ซึ่ งหลายคนจะนําปลาเหล านั้น ออกมาปลอย เพราะ จังหวัดภูเก็ตมีกิจกรรมดําน้ําเปนธุร กิจสําคัญ พวกเราชาวอูรักลาโวยจึงตอง รวมกันอนุรักษเพื่อชุมชนและเพื่อจังหวัดของเรา” (จากการสัมภาษณชายชาว อู รั ก ลาโว ย ใน นฤมล อรุ โ ณทั ย , พลาเดช ณ ป อ มเพชร และจี ร ะวรรณ บรรเทาทุกข 2549: 13) แสดงใหเห็นวาชาวประมงก็เห็นความสําคัญของการ อนุรักษ อยางไรก็ดี ตองมีการคํานึงถึงวากลุมตัวอยางชาวประมงอูรักลาโวยที่ ผูเขียนสัมภาษณมีรายจายกวา 8,000 บาทตอเดือน แตมีรายไดไมแนนอน เมื่อ ไซถู ก ทํ า ลาย ถู ก เป ด หรื อ จั บ สั ต ว น้ํ า ได น อ ยลง สุ ด ท า ยชาวประมงก็ จ ะไม สามารถทําประมงดวยไซไดอีกตอไป ทั้งยังไมสามารถหันไปประกอบอาชีพอยาง อื่นไดดวย เนื่องจากไมมีความถนัด เมื่อเกิดความกดดันหรือถูกบีบคั้นมากขึ้น จากสถานการณแวดลอมทุกดาน เชน การถูกจํากัดพื้นที่ทําการประมง การถูก จํากัดชนิดเครื่องมือประมง การถูกหามเขาไปในบริเวณแหลงทองเที่ยวซึ่งเคย เปนพื้นที่ที่เรือใชหลบลมพายุหนามรสุม หรือไมสามารถขึ้นเกาะไปตัดไมได เพราะกลายเปนที่ดินสวนบุคคลหรือหนาหาดกลายเปนบริเวณที่กันไวใหบริการ แกนักทองเที่ยวเทานั้น ชาวประมงก็ตองดิ้นรนดวยวิธีอื่นๆ ใหมีรายไดใชเลี้ยง ชีพไดวันตอวัน การสนับสนุนใหชาวประมงอูรักลาโวยมีอาชีพเสริมโดยการใหบริการ ทองเที่ยวทางเรือแกนัก ทองเที่ยว เชน การเชาเรือของนักทองเที่ยว การเปน

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

147

มัคคุเทศกทองถิ่นเพื่อนําเที่ยวตามเกาะแกงตางๆ เนื่องจากรูจักสภาพพื้นที่เปน อยางดี ก็เปนการผลักดันใหชาวประมงอูรักลาโวยหันไปประกอบอาชีพอื่นแทน การทําการประมงดวยไซ แตคงตองอาศัยการสนับสนุนจากหนวยงานราชการ ตางๆ ทั้งกระทรวงการทองเที่ยวและการกีฬา กรมประมง กรมเจาทา เพราะ จะตองมีการใหความรูความเขาใจและทักษะใหมๆ เชน หลักการอนุรักษที่เปน ทางการสําหรับเรือทองเที่ยว การใหบริการลูกคา การใชภาษาตางประเทศ ฯลฯ เนื่องจากสภาพใตทะเลที่นักดําน้ําหรือแมกระทั่งชาวประมงอูรักลาโวย พบเห็นคือ การมีซากไซซึ่งผุพังอยูใตทองทะเลจํานวนหนึ่ง ซึ่งอาจจกลายเปนที่ กักขังปลาโดยบังเอิญ ในสวนนี้ควรจัดวันทําความสะอาดทะเลโดยความรวมมือ กันของชาวประมงอูรักลาโวย หนวยงานราชการ กลุมธุรกิจทองเที่ยวดําน้ํา เพื่อ จัดการเก็บกวาดไซที่ไมใชแลวขึ้นจากทะเล หรืออาจนําไปผูกรวมไวที่ใดที่หนึ่ง ใตทะเลปรับเปลี่ยนสภาพไซที่ผุพงั เปนปะการังเทียมสําหรับอนุรักษปลาตอไป สรุปวา ปญหาระหวางชาวประมงไซดักปลาและนักทองเที่ยวดําน้ํานั้น มีความซับซอนมากกวาเปนเพียงความขัดแยงของการที่ฝายหนึ่งปลอยปลาเพื่อ รักษาทรัพยากรทางทะเล ในขณะที่อีกฝายหนึ่งจับสัตวน้ํามาเพื่อรายไดและการ ยังชีพ หากพิจารณาในแงของการทองเที่ยวทางทะเลและการอนุรักษทรัพยากร ทางทะเล กับเรื่องความตระหนักถึงทรัพยากรทางทะเลกับการมีสวนรวมในการ อนุรักษของชุมชนแลว ก็จะเห็นไดวาเรื่องนี้มีทั้งมิติของการพัฒนาที่ขาดการ กระจายประโยชนอ ยา งเปน ธรรม มิ ติข องการขาดความรูค วามเขา ใจในวิ ถี ประมงของชนกลุมดั้งเดิม มิติของการมุงสงเสริมการทองเที่ยวโดยไมไดคํานึงถึง ผลกระทบที่รอบดาน มิติของการเปนกลุมชายขอบทําใหปญหานี้ไมไดรับการ

 


148  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

เอาใจใสดูแล ฯลฯ การชวยกันสงเสริมสนับสนุนใหชาวประมงกลุมนี้ไดทํามาหากิน แบบพึ่งพาตนเองดวยภูมิปญญาทองถิ่น มีการพัฒนารูปแบบเครื่องมือประมงไซ ไมใหทําลายสัตวน้ําวัยออน มีการถายทอดภูมิปญญาดังกลาวสูรุนลูกรุนหลาน ยอมเปนการชวยใหเกิดการพัฒนาตนเอง การพัฒนากลุมอยางยั่งยืน และชวย ใหมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจไดไมนอยไปกวาการสงเสริมการทองเที่ยว

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

149

เอกสารอางอิง กังวาลย จันทรโชติ. (2541) สถานการณประมงขนาดเล็กและรูปแบบการ  จัดการทรัพยากร. สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.).  การทองเที่ยวแห ง ประเทศไทย. (2526) ผลกระทบของการทองเที่ยวตอ ประชาชนทองถิ่นจังหวัดภูเก็ต. กรุงเทพฯ. ช ม ร ม รั ก ษ ฉ ล า ม ว า ฬ เ พื่ อ ก า ร อ นุ รั ก ษ ท ะ เ ล ไ ท ย . ( อ อ น ไ ล น ) . http://www.whalesharkthai.com/ สืบคนเมื่อ 6 ตุลาคม 2550  นฤมล อรุโณทัย พลาเดช ณ ปอมเพชร และจีระวรรณ บรรเทาทุกข. (2549) ชีวิ ต พวกเราชาวอู รั ก ลาโว ย แหลมตุ กแก เกาะสิ เ หร ภู เ ก็ ต . กรุงเทพฯ: จรัลสนิทวงศการพิมพ. นฤมล อรุโณทัย พลาเดช ณ ปอมเพชร และจีระวรรณ บรรเทาทุกข. (2550) อาชีพเสริมและอาชีพทางเลือ กของชาวอูรักลาโวยในจังหวัด ภูเก็ต. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย Coral Reef Degradation in the Indian Ocean (CORDIO) และ สถาบั น วิ จั ย และพั ฒ นาทรั พ ยากรทางทะเล ชายฝ ง ทะเล และป า ชายเลน ภูเก็ต มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย. (2542) สารานุกรม วัฒนธรรมไทย ภาคกลาง เลม 5. กรุงเทพฯ: สยามเพรส แมเนจเมนท จํากัด.

 


150  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย. (2542) สารานุกรม วัฒนธรรมไทย ภาคใต เลม 12. กรุงเทพฯ: สยามเพรส แมเนจเมนท จํากัด. สุนัย ราชภัณฑารักษ. (2527) ภูเก็ต. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: แสงการพิมพ. ส ม ห ม า ย ป น พุ ท ธ ศิ ล ป . ( ม ป ป ) น า ม ส ถ า น ใ น จั ง ห วั ด ภู เ ก็ ต . (ออนไลน). http://culture.pkru.ac.th/~culture/search/detail.php?i d=10358 สืบคนเมื่อ 6 ตุลาคม 2550 “........................”. (2550) “การเสนอปญหาเรงแกไขธุรกิจดําน้ํา” ใน เสียงใต รายวัน ฉบับที่ 7271. 8 สิงหาคม 2550.

 


การใชทรัพยากรประมง และ แนวทางการจัดการที่หมูเกาะอาดังราวี-หลีเปะ อุทยานแหงชาติตะรุเตา และเกาะบุโหลน อุทยานแหงชาติ หมูเกาะเภตรา1 FISHERY RESOURCE USES AND MANAGEMENT INTERVENTION AT ADANG-RAWI-LIPE ISLANDS, TARUTAO NATIONAL PARK , AND BULHON ISLANDS, MU KO PHETRA NATIONAL PARK  

ศักดิ์อนันต ปลาทอง2

Sakanan Plathong

                                                             1

บทความนี้ปรับปรุงจากงานวิจัยเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพและการจัดการทรัพยากรทาง ทะเล สนับสนุนเงินทุนโดย Coral Reef degradation in the Indian Ocean (CORDIO) และ สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝงทะเล และปาชายเลน ภูเก็ต 2 อาจารยประจําภาควิชาชีววิทยา, สถานวิจัยความเปนเลิศความหลากหลายทางชีวภาพแหงคาบสมุทรไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร, sakanan2004@yahoo.com

 


วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

152  

บทคัดยอ อุ ท ยานแห ง ชาติ ต ะรุ เ ตาและอุ ท ยานแห ง ชาติ ห มู เ กาะเภตราถู ก กําหนดใหเปนเขตสงวนสภาพธรรมชาติเนื่องจากพื้นที่บริเวณดังกลาวมีความ หลากหลายทางชีวภาพสูงและมีระบบนิเวศของแนวปะการังที่กวางใหญ ทําให อุทยานแหงชาติทั้งสองแหงนี้ไดรับการคุมครองตามพระราชบัญญัติอุทยาน แหงชาติซึ่งหามกระทําการที่เปนอันตราย การลา และการเก็บหาพืชและสัตว ภายในพื้นที่ อยางไรก็ตาม ไมไดมีการบังคับใชกฎหมายในการประกอบอาชีพ ประมงพื้นบานขนาดเล็กของชนพื้นเมืองที่พึ่งพิงทรัพยากรแถบแนวปะการัง การศึกษานี้ใชวิธีการเก็บขอมูล 3 วิธี ไดแก 1. การทําแบบสอบถามครัวเรือน 2. การพูดคุยอยางไมเปนทางการกับผูใหขอมูลหลัก และ 3. การสังเกตโดยตรง จากการเก็บขอมูลพบวาครัวเรือนสวนใหญในชุมชนอาศัยการประมงเปนหลักใน การดํารงชีพ แตเมื่อตลาดมีความตองการผลผลิตทางทะเลในปริมาณที่สูงขึ้น ประกอบกั บ คนในท อ งถิ่ น มี ก ารติ ด ต อ กั บ แผ น ดิ น ใหญ ม ากขึ้ น นํ า มาสู ค วาม ตองการสิ่งอํานวยความสะดวกในชีวิตประจําวัน ตลอดจนการมีมาตรฐานใน การดํารงชีวิตที่สูงขึ้นทําใหมีคาใชจายมากขึ้นตามมาดวย นอกจากนั้นแลว อุทยานแหงชาติถือไดวามีความสําคัญทางเศรษฐกิจและสังคมในแงของการเปน จุดหมายของนักทองเที่ยวและเปนแหลงของกิจกรรมนันทนาการที่เกี่ยวของกับ ธรรมชาติ ซึ่งดึงดูดนักทองเที่ยวจากทั่วโลก สงผลใหเกิดความเสื่อมโทรมของ ของทรัพยากรแนวปะการังอันเนื่องมาจาการพัฒนาการทองเที่ยว ดังนั้น มีความ จํ า เป น ที่ จ ะต อ งวางแผนกลยุ ท ธ ใ นการจั ด การที่ ดี ขึ้ น เพื่ อ สร า งความสมดุ ล ระหวางความจําเปนในการอนุรักษและปกปองคุมครองทรัพยากรธรรมชาติกับ

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

153

การทํ า ประมงอย า งยั่ ง ยื น ของชาวเลที่ เ กาะหลี เ ป ะ และคนในท อ งถิ่ น ที่ เ กาะ บุ โ หลน การปรั บ ปรุ ง การบริ ห ารจั ด การควรจะมุ ง ไปที่ ส าเหตุ ที่ เ ป น รากของ ปญหาเพื่อการบริหารจัดการอุทยานแหงชาติในระยะยาว    คําสําคัญ:    การจัดการอุทยานแหงชาติ, ชุมชนพื้นเมืองชายฝงทะเล, ประมง พื้นบาน, เกาะหลีเปะ, เกาะบุโหลน

 


วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

154  

Abstract Tarutao National Park and Mu Ko Phetra National Park are designated conservation areas due to their high biodiversity and extensive coral reef ecosystems. They are protected by the National Park Act which bans the harming, hunting or harvesting of flora and fauna. However, its provisions have never been enforced on the smallscale artisan type fishing activities of the indigenous population, who depend on reef resources. Data collection was based on three main techniques; household questionnaires survey, informal discussion with key informants, and direct observation. The majority households in these communities depend greatly on fishing as their essential livelihood. Market demand for fresh marine produce has increased and greater contact with the mainland has led to a demand for modern conveniences and a rise in living standards requiring more money. In addition, national parks are considered economically and socially important in terms of being tourist destinations and providing naturerelated recreational activities, which attract tourists from all over the world. This has resulted in an over exploitation of coral reef resources and the deterioration of coral reef from tourism development. Better planning and management strategies are needed where the requirements of the sea gypsies on Lipe island and the local villagers on  


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

155

Bulhon islands to sustainable harvest fish is balanced with the need to conserve and protect these important natural resources. The intervention will target to the rooted causes of the problem for the long term management of these national parks. Keywords: marine park management, coastal indigenous communities,

indigenous fisheries, Lipe island, Bulhon islands

 


156  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

1. Introduction Thailand has two major coastlines, the 1,870 km long coastline bordering the Gulf of Thailand and the 800 km long Andaman coastline in the Indian Ocean. Both are rich in natural resources supporting many small local fishing communities and the rapidly expanding tourism industry. The Andaman coast of Thailand has extensive coral reefs along its length and is home to numerous communities operating smallscale fisheries on the reefs as well as large fishery operators. Coral reefs are recognized as highly diverse ecosystems of utmost importance both environmentally and economically. The reefs of Thailand are among the most diverse in the world but are under threat and have been seriously degraded by human activity and natural causes. Over-fishing, destructive fishing practices (notably explosive blast fishing), coastal development, tourism, crown of thorns starfish infestations, strong storms, a mass bleaching event in 1997 and the tsunami in 2004 have all taken their toll on the health of coral reefs along Thailand’s Andaman coast. At present more than 50% of Thailand’s coral reefs are protected but illegal fishing is common and natural disasters cannot be prevented. Research studies have shown that many reef species have become depleted over the last few decades due to increasing fishing pressure and habitat loss. However, it is unclear to what extent small-

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

157

scale fisheries have a responsibility for this and there has been little effort to monitor, manage and regulate them. At present there is very little data on small-scale fisheries, their effects on coral reefs and the dependence of indigenous fishing communities on these fisheries. Often there is a conflict of interest between the fishers and the need to preserve certain areas rich in diversity and marine life. One such instance is the Chao Lay community inhabiting Lipe Island, and local villagers of Bulhon islands, Satun province, Southern Thailand. Adang-Rawi and Lipe Islands are part of the Tarutao National Park which covers a total area of 1,490 km2 of which 1,264 km2 is sea and encompasses 51 islands. This area is typical of Thailandâ&#x20AC;&#x2122;s island marine habitats with extensive coral reefs, high biodiversity and clear waters. It is a popular tourist destination, providing visitors with clean beaches and high quality snorkeling and diving. The majority of the local population depend on income from the tourist industry and fishing, and therefore are highly reliant on the sea. Meanwhile, Bulhon islands are a group of islands located within Mu Ko Phetra National Park, which has 22 islands with an area of 494.38 km2 of which 468.38 km2 is marine. These islands are located close to the mainland. The islands are not popular tourist destination compared to Lipe island. The majority of local population is dependent on income from fishing. These two national

 


158  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

parks were set up in recognition of the unique and high biodiversity contained within and that there was distinct threat to this biodiversity from fishing and coastal development. For many years, life on Lipe Island has revolved around the coral reefs of Lipe, Adang and Rawi Islands while the life on Bulhon islands are around the coral reefs, mangrove and pinnacles within Mu Ko Petra National Park. Traditionally, women and children collect shellfish from the intertidal reef flats, while men and older boys fish and dive in the deeper reef slope areas. Through their experience, the Chao Lay have acquired extensive knowledge about marine life, from which they have developed a variety of methods for harvesting the abundant natural resources in the area. They have a deep and broad understanding of the behavioral patterns of different fish species and found the best time and methods to catch them. They have learnt to read the environment to provide clues to the best places to catch fish (Map 1). Fish and other marine organisms comprise the majority of the Chao Lay’s diet and are their primary source of protein and vitamins. Relatively more sea food is consumed by the Chao Lay than in any other part of Thailand. They have also found many other uses for marine life,

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

159

for example sea cucumbers are used for medicinal purposes, and shells as water containers, trumpets and ornaments. The Chao Lay at Lipe Island and the local fishermen on Bulhon islands excel at reading nature and their observations enable them to find signs of fish and search the sky for signs of changing weather. Experience tells them where to fish, what fish are present, and which baits and methods to use. They learned to navigate by using ‘natural signposts’ in the sea, such as the direction of waves and currents, water temperature and color, and the positions of stars. This knowledge was traditionally passed from generations to generations. At present there is a lack of quantitative data on the effects the growing fishing industry is having on the reef system and especially on the population and abundance of target species and the community structure of reef fishes. This article presents the results from collecting fishery data to identify target fishery species, surveying and monitoring these target species and examining the dependence of the local communities on the reef fisheries. The data will show the extent of the fishing pressure being placed on the reef and the importance of the reefs’ resources to the Chao Lay. It will enable better planning and management strategies to be implemented where the requirements of

 


160  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

the Chao Lay to harvest fish in a sustainable fashion is balanced with the need to conserve and protect these important resources.

Mu Ko Phetra National Park

Tarutao National Park

Map 1: Mu Ko Phetra National Park and Tarutao National Park. 2. Methodology Data collection in the study was based on three main techniques; household questionnaires survey, informal discussion with key informants, and direct observation. A household questionnaires survey was employed for investigating socio-economic characteristics of members of the village community, bio-physical conditions of

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

161

fisheries resources and their changes occurring overtime, based on perceptions of community members. The informal discussion with key informants is used mainly for investigating historical, socio-cultural and technical perspectives. The application of direct observation was used as a supporting technique in making qualitative inquiries with respect to both physical and social attributes of the community. Informal discussions with key informant and direct observation were undertaken by the staff of Coral Reef and Benthos Research Unit and the staff of Mu Ko Phetra National Park. During April 2006, the household questionnaires were used to investigate the general information about the reef fish fisheries in Adang Rawi islands and Bulhon islands. The income, type of fishing gears, fishing boat, fishing sites, target fish, by-catches, and tourism involvement were asked. A total of 116 samples were obtained from Li Pe island, the major fishing communities in Adang-Rawi islands, Tarutao National Park, and another 75 samples were obtained from Bulhon islands (Bulhon Lay island and Bulhon Don island) in Mu Ko Phetra National Park (Map 2).

 


162  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

Map 2: Adang-Rawi and Lipe Islands -- part of the Tarutao National Park. 3. Results 3.1 Socioeconomic data The data are derived from 116 households and 75 households sampled from Lipe island and Bulhon islands respectively. Lipe island All interviewees are men. The average age of those interviewees was 35 years old. The age range was 16-70 years old. The education background of the interviewees was at primary school level 1-4 (42%) followed by junior high school level 1-3 (3%), and high school level 4-6  


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

163

(1 %). The illiterate group composed of 16% of the sampling group. About 67 percent are fishermen as their main occupation. Thirty-nine percent of the population has only one occupation which is fishery. The others have at least two main occupations. Other occupations were resort owners, tour boats, commerce, boat drivers, resort and restaurant’s employees. The average yearly income was Baht 41,000, ranging from Baht 12,000-120,000, yearly. (Figure 1) Bulhon islands (Bulhon Don and Bulhon Lay) Most of interviewees were the head of each household. The average age of the interviewees was 39 years old, ranging from 21-78 year old. Eighty-seven percent of the interviewees are men. The education background of most people interviewed was at primary level grade 1-4 (44%), grade 5-6 (27%), junior high school level 1-3 (1%). The illiterate group is very high composed of 28% of the samplers. About 83% of the interviews have the fishery as their main occupation. Sixtytwo percent have only fishery as their solely occupation. Other occupations are related to tourism which are resort owner, tour boat, merchant, tour guide, and resort and restaurant’s employees. The average yearly income was Baht 40,000, ranging from Baht 10,000120,000, yearly. (Figure 1)

 


วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

164  

17 %

33 %

28 %

39 % Lipe island

62 %

21 % Bulhon islands

Fishery is the only occupation Fishery as a main occupation with other additional occupations Other occupation is the main income

Figure 1: Occupation of the Lipe island and Bulhon islands communities. In general, the overall educational attainment of household members in these two communities is very low. However, there has been much improvement among young members. Fishing is not the only occupation available for members of these two communities. Some households have their members engaged in other occupations including trading, rubber production, wage work and hired labor in commercial fishery, resort and restaurant. Among these secondary occupations, resort and restaurant employee was the most important. However, the majority households which were involved in fishing regard fishing as their most important occupation. Other types of occupations are less significant.

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

165

Overall, it is clear that the majority households in these communities depend greatly on fishing as their important livelihood. The scarcity of other economically productive resources makes fishery resources crucially important to them, both as the main source of cash income and as food for household consumption, particularly as the main source of protein in their daily diet. 3.2 Fisheries characteristics Many different species of marine organisms are taken by the Chao Lay community on Lipe island and local community on Bulhon islands. Daily activities include women and children gleaning shellfish along the seashore. Baited hand-lines or spears are used to catch small fish. Men often go fishing from boats on the coral reef or submerged rocks at a favorite or secret place. Sometimes the community will fish cooperatively in groups. Hundreds of men, women and children use bamboo sticks to herd fish into the surrounding nets. Many different methods are used in artisan fishing. Some methods are very simple, such as gleaning shellfish from rocks at low tide. Some are complicated and require skill and many people, for example the group fish drives involving the whole village. Different kinds of fishing boat are used depending on the distance to be traveled, the sea conditions and local seafaring traditions. Small boats are often used

 


166  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

for inshore fishing on coral reefs when seas are calm. In general, the length of fishing boat in Lipe island (11-12 meters) is longer than those in Bulhon islands (9-10 meters). Sometimes sails are used to travel to more distant fishing grounds. (Figure 2)

Figure 2: Local fishing boats. (photo by author) The majority of fishing boats today are powered by long-tail motors. They are comparatively expensive and require fuel supplies from the mainland. More intensive commercial fisheries have replaced the traditional artisan fisheries. These may involve small-scale, family

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

167

operations or be a part of a large-scale company-owned operation employing many ships and hundreds of workers. Commercial fishers use more efficient fishing gears and methods than artisan fishers taking much larger catches. The anchovies, groupers, tunas, mackerel, squids, prawns and crabs are the main target for these commercial fisheries. Like other fishing communities in southern Thailand the Chao Lay at Lipe Island and local communities on Bulhon islands have small-scale fisheries based on long tail motor boats operating near the coral reefs. They are faster and can go further and carry more than the small traditional boats. Fishers commonly used line fishing, gill nets and fish traps, which catch many fish including many non-target species (Table 1). The fish is then kept fresh in an ice box to be sold at market. Large carnivore fish species like sea bass and grouper are in high demand on the mainland and Langkawi Island in Malaysia, and are sold in local markets and at restaurants on the islands during the tourist season. Some of the invertebrates found on coral reefs are also valuable. Giant clams, lobsters and sea cucumbers are much sought after by local restaurants and overseas markets. (Figure 3-6) Most of the catch for selling in these communities is food fish and sold as fresh fish at the local market or to fish dealers who live in the community. There is no food processing activities undertaken for

 


วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

168  

commercial purposes. However, sea cucumber processing activities are found on Bulhon islands and some remote bays in Rawi island. (Table 1)

 

     

 

  3

4

5

6

Figure 3-6: Gill net target species. (photos by author)

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

169

   

  

   

  7

8

9

10

Figure 7-10: Hand line fishing and fish trap. (photos by author)

 

 


วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

170  

Table 1: The primary fishery target for main fishing gears.    

Line fishing

Fish trap

Lipe island Target species Fishing duration* squid, barracuda, grouper, king mackerel, longtailtuna, eastern little tuna, two-spot red snapper, trevally fusiliers, rabbit fish, trevally, grouper, emperor

1 day

Bulhon island Target species Fishing duration* squid, grouper, two-spot red snapper, trevally, emperor, swordfish, King mackerel,

1-5 days

7-15 days** Squid, blue 1 days** swimming crab, trevally, rabbit fish, grouper, rock cod Gill net trevelly, queenfish, 1 day*** Blue swimming crab, 1–7 days*** tuna, rabbit fish, shrimp, king fusiliers, emperor, mackerel, indoblack banded pacific mackerel, kingfish trevally * Fishing duration counts from setting out to sea to coming back to shore with marine catch. ** For fish trapping, fishers usually go out to sea to deploy their traps, then come back home and go out again in a few days to check their traps and bring back the catch. *** For gill netting, fishers can either deploy their net and wait on the spot, or leave their net and return to fetch their catch.  

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

171

  

     

 

11

12

13                                  

 

Figure 11-13: Marine life are sold to the collector on the island and sent to mainland market. (photos by author)                             

 


วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

172  

There is no significant price variation offered by different fish dealers. However, some kinds of bond do exist between fishers and each fish dealer. The most common arrangement is that fishers who are provided with credits, either in kind or catch, rice, can food, fishing gears, and boat will sell their fish to the credit providing dealer. By doing so, the dealer can deduct his loans from the value of catch each fisher has with him (Figure 14).                               

5%

39 %

18 %

47 %

35 %

56 % Lipe island

Bulhon islands

Sell to fish dealers Sell to resorts and restaurant Sell at local market

Figure 14: Percentage of surplus fish and other marine fauna sold to middle man, resorts and restaurants, and local market.    

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

173

4. Discussion The primary aims of the Thailandâ&#x20AC;&#x2122;s marine parks are to conserve and protect these areas from human exploitation and activity, conduct research and monitoring programs to gain knowledge about the natural processes, and recreation. This type of protected area plays significant roles in maintaining ecological stability and preserving biological diversity (Sethapun, 2000). They also aim to educate the local people about safe and sustainable marine use. National Parks provide members of the local community with employment, especially with the increase in tourism requiring boat operators and guides. Revenue is generated by charging tourists and stakeholders to use the area, this money is used to pay staff, maintain the park, fund research and 5% is invested back into local community projects. National Parks are protected by National Park Act 1961 prohibiting the harming, harvesting or hunting of all organisms, yet at present unregulated and unmonitored fishing occurs daily within both national parks. When Tarutao national park was set up, it contained small populations of Chao Lay, an ethnic group whose life style and culture is closely linked to the sea. These indigenous populations are traditionally nomadic but for political reasons were given the islands of Ko Lipe to permanently inhabit early last century. Rather than relocate these people

 


174  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

outside of the national park as in normal circumstances, they were allowed to stay and continue their traditional way of life which involves non-destructive small-scale subsistence fisheries. Traditional fishing methods include hand lines, trolling, fish traps, spears and small nets and have minimal detrimental impacts on the reefs. In the past, the coral reef fishery could be described as sustainable. This was particularly important in a small community such as at Lipe Island where land and coral reef resources were limited. Fishing communities developed special ways of managing the fish stocks and learned to value and conserve these resources. For example, it was customary to return undersized fish and other by-catch to the sea. Traditionally, local fishermen did not catch more fish than they needed or could consume. In general, sharing is fundamental to their culture and usually the catch of fish is distributed among the villagers. This was a reminder that the seas should not be overused and a balance was maintained for many generations. Due to lack of refrigeration in many areas, the catch was generally eaten the day it was caught. Sometimes surplus fish were sundried, smoked or salted and stored. This was then eaten when rough seas prevent fishing. Sometimes a family member will take part of the catch to market and the proceeds are used to buy rice, sugar, tinned food and other produce

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

175

not available on the island. These products are cheap and easy to store but are not as nutritious as the traditional fresh food. Prior to the rapid development in the last 30 years, the demands on marine resources were not excessive. The Chao Lay communities were much smaller than they are today as they grew rapidly as a result of modern welfare and the tourism industry. The arrival of urbanization, tourism and commercialism has had a massive impact on their culture and customs. During the tourism season (November to May) the extra people staying on the island requiring additional natural resources greatly increases the pressure placed on the limited land and coral reef fish resources. Rapid population growth, limited resources and space, and development pressures are issues commonly encountered in most fishing community villages in Thailand where tourism has been introduced. Often the land and marine resources surrounding the village cannot support large populations forcing the young and the educated to migrate to the mainland. The local community has grown rapidly from a small fishing village into a famous tourism destination attracting many investors. Some women and children work in the resorts as cooks and cleaners or displaying their cultural heritage to the tourists and many of the men ferry tourists around the islands. (Figure 15-18)  

 


วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

176  

  

  

  15

16

17

18

Figure 15-18: Tourism development on Lipe island. (photos by author) Fishing pressure has increased in recent decades due to a number of reasons placing greater strain on the reef ecosystem. Even though many Chao Lay families have diversified there incomes, the majority catering for the growing tourist industry, there is evidence of over-fishing on the reefs. The island is closed for half the year due to the

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

177

monsoon so the only source of income at this time is through fishing. Local fishermen have commented on a decrease in catches and a smaller average size of fishes and previous research studies. Satapoomin (2002) and Nootmorn et al., (2002) have shown a decrease in the abundance of fishes, in particular species targeted by the fishery, with reductions in both yield and catch per unit effort (CPUE). Both papers conclude a change in management strategy and regulation is required to prevent fish stocks becoming depleted and avoid further deterioration of the reef. Much of the land, fishing gear and boats on Lipe Island have been bought by a few Thai businessmen who now control the fishery and use the Chao Lay to collect reef resources. Only then did they start to use destructive fishing methods to catch more fish. Destructive fishing which includes not only dynamite and cyanide fishing, but also illegal trawling at some sites, though these activities are becoming less of a threat as tourism becomes heavier. In addition, collection of other marine resources (particularly seashells) as tourist souvenirs and for export, sea cucumbers, giant clam, and aquarium fish are still occurred. Market demand for fresh marine produce has increased and greater contact with the mainland has led to a demand for modern conveniences and a rise in standards of living that require more money.

 


178  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

This has resulted in a change of lifestyle moving away from their traditional culture towards a more urbanized style. A sustainable fishery where fish are consumed and traded locally no longer exists, but has become a profit driven industry with the majority of fish caught being exported to Langkawi Island in Malaysia (Satapoomin, 2002). The Chao Lay also traditionally collect endangered species such as turtles to eat and cut down trees for houses and boats creating conflicts between the Chao Lay and the park rangers who are trying to protect the reefs and other park resources. Over-exploitation of some coral reefs around Adang-Rawi islands and Bulhon islands has depleted many important reef fish and invertebrates and the villagers now have to import large quantities of cheap canned fish, meat, vegetables and rice from the mainland. Locally caught fish and invertebrates are often too expensive for local inhabitants and are sold to restaurants providing for the tourists. The rapid development of the tourism industry has led to a decline in water quality and increased pollution with un-treated sewage seeping into the sea. Catches of reef fish and invertebrates are declining and as a result they are becoming more expensive at local markets.

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

179

The main reasons for the declines in coral reef fisheries are summarized here: 1) Increased demand for fish Limited coral reef resources have had to support increasing tourism and market demands. A sustainable fishery where fish are consumed and traded locally no longer exists, but has grown to become a profit driven industry with the majority of landings sold to local restaurants or exported to the mainland and Langkawi Island, Malaysia. Some marine species which have supported the Chao Lay for hundreds of years are now in serious decline. Coral reef resources can be viewed as a renewable resource that will recover over time. However, if exploitation levels are too great, natural recruitment cannot produce enough young to replace those caught and the system declines. 2) Improved fishing methods More efficient technology and improved fishing gear have increased catch size to unsustainable levels. For example, modern nylon fishing lines, fish traps, nylon gill nets, underwater breathing apparatus, bigger boats, depth sounders and freezers have all resulted in higher landings.

 


180  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

3) Destructive fishing techniques In the past, dynamite fishing was commonly used on coral reefs. These methods are indiscriminate and kill target and non-target species. In addition dynamite causes massive damage to the coral reef habitat resulting in low diversity, unproductive environments. Nowadays, dynamite fishing is much less common due to improved education and better enforcement. Previously impacted areas may take decades to recover to pre-exploitation levels. 4) Increased commercial fisheries The traditional artisan fishery at Lipe Island has become a commercial enterprise. The prospect of wealth and a high demand for fresh fish to support tourism has driven fishers to fully exploit the local natural resources. Improved transport to the mainland and the use of storage freezers by local fish collectors has led to greater efficiency and fishing capacity. Much of the fishing gear and boats on Lipe Island are controlled by a few Thai businessmen who employ the Chao Lay to harvest reef resources, consequently if they don’t catch fish they won’t get paid. Only when pressures to exploit reef resources grew did the Chao Lay start to use destructive and higher technology fishing methods. Greater contact with the mainland has led to a demand for modern conveniences and a raise in living standards resulting in a

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

181

lifestyle change away from their traditional culture towards a more urbanized style. 5) Decline in traditional conservation Traditional methods of conserving fish stocks, such as resource ownership, have been lost as the fishery resources became common property of the nation allowing access to all. Other traditions have declined under pressure from commercial fisheries. Conflict between artisan and commercial fishers has increased as they often fish the same species. 6) Loss of fisheries habitat Large areas of coral reef in the area have been degraded from natural and anthropogenic3 disturbances. Intact habitat is essential for species to complete their lifecycles. Many environmental problems arose from unplanned and illegal tourism developments (Figure 19-20). Some of the effects have been summarized here: i) The number of resorts on the island is growing rapidly, ii) Poor land management has caused severe erosion of hill slopes and increased sea turbidity and sedimentation on the reefs, iii) The commercial fishing boats anchor within the protected area and wash their fishing gear, iv) Discarded                                                              3

 

Caused by human activities.


วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

182  

fishes are thrown on to the reef, v) Unmanaged and inappropriate behavior of visitors to the coral reefs. The coral reef degradation has led to declines in fish abundance affecting the local fishery.

19 20

Figure 19-20: Examples of possible environmental damages from tourism development. (photos by author)

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

183

7) Water Pollution Tourism is possibly the biggest culprit in causing water pollution. The majority of tourism developments were poorly planned and none of the resorts have sufficient waste water treatment. Sewage and other waste waters are discharged into swamps or underground where they seep out into the surrounding sea and may harm the coral reef ecosystem through eutrophication4. Piers are essential for marine transport and the tourism industry but pollution surrounding piers can be very high due to human activity and they cause coastal erosion. Oil is often spilt from ships when they load or unload fuel. The phytoplankton is always blooming during the summer season. 8) Ineffective national park management The national park has little control over the Chao Lay fishery inside the park boundaries. Tarutao National Park and Mu Ko Phetra Naional Park are designated conservation areas due to their high biodiversity and extensive coral reefs. They are protected by the National Park Act which banning the harming, hunting or harvesting of marine organisms. However, small-scale artisan fishing by the Chao Lay has been allowed. The Chao Lay rightly view the natural resources as                                                              4

 

Over enrichment of nutrients in the water which may cause problems like algae bloom.


184  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

their property, culture and heritage. In addition, there is no appropriate management plan for tourist development. A compromise between resource exploitation and conservation is urgently required where fishing is allowed in a controlled manner through the implementation of an effective fishery management strategy of the area both inside and outside the park boundaries. Environmental friendly tourism activities should be encouraged. 9) Environmental perturbations Although somewhat protected by the Sumatran peninsula, the islands of Adang and Rawi were greatly impacted by the recent tsunami of the year 2004. Initial observations indicated that some areas had experienced greater destruction than others; damage to reefs varied from normal everyday expected levels to whole coral beds totally destroyed leaving masses of coral rubble in the shallow water. Having surveyed a variety of sites around the Adang-Rawi islands, it appears that most damage occurred in the sandy, shallow bay areas as opposed to deeper rocky shores where the coral is more robust. Several large coral bleaching events have occurred during El Nino years at Ko Lipe and the surrounding reefs causing widespread coral mortality. A combination of 2004 tsunami and the 1997 El Nino Southern Oscillation has decimated some areas resulting in a reduce of

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

185

coral cover. This loss of habitat through natural events combined with chronic anthropogenic activity has greatly impacted the local environment. 5. Management interventions The causal chain analysis (Figure 21) was used in the identification of the rooted cause of change in environmental state, the level or scale of threats at a particular site, and the alternative points of intervention, along the chain of cause. The analysis was based on several visits during December 2004–December 2006. The loss of coral reef and associated animals is the primary problem. The five main immediate causes or direct threats were identified as heavy tramping damage, an increasing of sedimentation from the islands’ development, waste water discharge from tourism development, fishing boats and tourism boats, deteriorated fishing activities and over-fishing, and natural phenomena. Under each direct threat, the root causes were describe as: lacking knowledge on coral reef ecology and its importance, ignoring attention-grabbing of stakeholders according to the first threat, lacking of public participation in development projects, weakness of law enforcement and fishery pressure (small scale and large scale).

 


186  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

Carefully thought out management strategies are required to balance the needs of the Chao Lay and tourism business for the protection and conservation of the reefs biodiversity. Given the root causes for coral reef degradation, the proposed interventions for management of coral reef in Adang-Rawi and Bulhon islands can be summarized into 6 categories as follows (Figure 22): 1) Promote local self-organization and improve the ability of the government sector to properly manage the coral reef ecosystems. 2) Support integrated research programs pertaining to the management of the coral reef. 3) Provide knowledge, guidelines and promote awareness pertaining to the values and importance of the coral reef ecosystem to the local communities, visitors and government personnel. 4) Enforce legal measures and zoning plan for the protection of coral reef and the environment. 5) Rehabilitate the degraded coastal ecosystems. 6) Encourage alternate occupation and sources of income to reduce fishery activities on coral reefs. Furthermore, a compromise between fishing pressure and conservation of the reef is needed where fishing is allowed in a controlled manner either through the use of licenses or the implementation of

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

187

protected ‘no-take’ areas. This strategy has previously been employed in other areas and has been shown to increase yield and CPUE. Satapoomin (2002) suggests several sites in the Adang-Rawi area that could be set up as reserves based on their high diversity of fishes and corals encompassing the greatest range of fish and coral species present in the area and their ease of regulation being sited near the park head quarters. However, reserves or ‘no-take’ areas frequently require strong regulations focused on prohibiting harvest of marine life. On the other hand, such restrictions may be support through the voluntary support and cooperation of stakeholders. Proper zoning can also help to minimize conflict between uses of the coral reefs, such as recreation, tourism, and fishing. No-take or no-intrusion areas may represent possible zone types, as well as recreational areas or resource harvest locations.  

 

 


วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

188  

4

3

Apply proper zoning plan for conservation and sustainable uses

Inappropriate site plan for tourism activities

Provide proper knowledge, awareness and guidelines to tourists and related personnel

Lack of correct understanding, awareness and guidelines

2

Support integrated researches, biodiversity, monitoring, socioeconomic, management

1

Promote integrated involvement among related parties

4

Apply legal measures, in addition to modifications of related rules and regulations, to protect, rehabilitate coral reef, and establish terms and conditions for the utilization of coral reef and its related areas

6

Support alternate occupations in replacement of fishery on coral reef

3 5

Increase coral reef resilience and rehabilitate the degraded coastal ecosystem and other marine life

Stakeholders are not involved in voicing their opinions, decisionmaking processes, and inspections Laws related to environmental protection and impact assessment are

Incomes for families Increase in demands for natural resources from tourism business and inland market

Figure 21: Causal Chain Analysis and management intervention for protecting coral reef of Adang-Rawi islands and Bulhon islands.  


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

Promote inappropriate activities in fragile area Crowding in famous spots

189

= Management

interventions

Tramping damage

Inappropriate visitor behavior

1. Government sectors and project owners do not understand the effects of the effects of various projects on the environment and communities. 2. lack of proper management plan and laws enforcement.

Channel dredging and pier  construction Deforestation Resort development Land erosions Lack of treatment system

Fishery activities, which are detrimental to the ecosystem, i.e. anchovy fisheries, trawls, purse seines, live fish fisheries, aquarium fish. Over-fishing beyond the natural carrying capacity

Bleaching, Storm, COT, Tsunami

 

Increased sedimentatio Wastewater from tourism industry, village, fishing boats and tourism boats Fishery and occupational activities

Natural phenomena

Loss of coral reef and marine fauna


190  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

1. Promote local self-organizations and improve the ability of the government sector to properly manage the coral reef ecosystem. 1. Local Committee comprised of NGOs, government organizations, local administration organizations, community organization, and administrators of academic institutes. Organize public hearings and build strength for all related organizations for the management of coral reef. 2. Coordinating office serve as a center for communications, collaborations, budget monitoring, progress monitoring, and provide essential supports. 3. Provide knowledge and promote awareness concerning the values and importance of the coral reef ecosystem as well as the guidelines to the local communities, visitors and government personnel 1. Universities, National Parks, and NGOs provide proper knowledge pertaining to the coral reef ecosystem. 2. National Parks and NGOs promote awareness concerning the values of the coral reef ecosystem.

5. Increase reef resilience and rehabilitate the coastal ecosystems. 1. Department of Marine and Coastal Resources, Department of National Park, Wildlife and Plant conservation, NGOs, and community rehabilitate the degraded coastal ecosystem. 2. Department of Fisheries and community rehabilitate marine fishery resources.

Figure 22: Protocols to achieve the desired outcomes regarding the management of coral reef in Adang-Rawi and Bulhon islands.

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

“The coral reef of Adang-Rawi and Bulhon islands are protected and rehabilitated to maintain ecological abundance alongside traditional utilization and  sustainable development through the involvement of all related parties.”

191

2. Conduct integrated research programs for the management of the coral reef. 1. Universities and Department of Marine and Coastal Resources conduct research pertaining and leading to the management of coral reef. 2. Department of Marine and Coastal Resources, Pollution Control Department and community monitor problems related to environmental quality 3. National Parks develop database for decision support system 4. Apply legal measures and zoning plan for the protection of coral reef and the environment. 1. National Parks declare zoning and modifies laws, policies, rules, and regulations for the utilization of the areas. 2. Provincial Natural Resources and Environment, NGOs, and Local Administration Organization prevent and eradicate all activities deemed detrimental to the environment.

6. Support alternate occupations and sources of incomes to local fishermen in order to compensate fishery activities. 1. Department of Fisheries promotes sustainable fisheries. 2. Office of Tourism Development, NGOs, and Local Administration Organization promotes ecotourism. 3. Department of Non-Formal Education and NGOs promotes alternate professions among women and domestic housewives.

 


192  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

6. Recommendations for further studies Further studies are need to assess the impacts of indigenous reef fisheries on coral reefs at two sites situated within the boundaries of these two national parks, Bulhon islands in Mu Ko Phetra National Park and Adang-Rawi Islands in Tarutao National Park. The study should collect data on the fishing methods used, species targeted for fishing, the dependence of the local populations on the coral reefs and the status of coral and fish populations within the marine parks. It will provide baseline data and crucial information on the effects of smallscale reef fisheries enabling marine park managers to formulate and implement better strategies taking into account the needs of the Chao Lay and the protection of the reef resources. It is of utmost importance that the local community is involved and the aim of the research is clearly explained to them as without their cooperation catch data will be impossible to obtain. 7. Summary Today, many of the traditional methods utilized by the Chao Lay to conserve their natural resources are no longer in use. The social responsibility to look after the sea and protect its resources has been replaced by the prospect of wealth and a belief that it should be exploited for money. Traditional knowledge of the sea held by the

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

193

Chao Lay is in danger of disappearing altogether as it is not passed on to the next generation. Interest from the younger generations in their heritage is declining as they adopt a more westernized lifestyle accelerated by their exposure to tourists and Thais. Traditional knowledge has accumulated over hundreds of generations and is very valuable. There is a need to record the oral histories of older community members, it is important to do this before it is lost forever. Nowadays, tourism rights are guaranteed, but the traditional ownership of the sea is not accepted. Marine resources are ‘the common property of nation’ allowing commercial fishers to catch as much fish as they want. The demand for fresh fish is increasing as is the price. Many commercial fishers believe that if they do not catch the fish, somebody else will, causing a race to exploit the limited resources. These two marine parks contain extensive highly diverse coral reef systems hosting a multitude of rare and unique species. Coral reefs act as a nursery and a refuge for many species, including economically important fishing species and many small communities depend on coral reefs to provide income through fishing or tourism. However, National Park regulations are poorly regulated and enforced. Reefs in these national parks are currently under threat from over-fishing and destructive fishing practices, tourism, coral bleaching and

 


194  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

sedimentation from coastal development. New and more efficient fishing practices have been introduced increasing the rate of exploitation and tourism has increased the demand for fresh fish. Electricity, freezers and better marine transport allow the excess catch to be preserved and transported to mainland for sale in the markets. The protection, understanding of natural processes and management of these coral reefs is essential in the conservation of this important ecosystem and resource. Several meeting with key stakeholders should be organized to discuss on the draft version of causal chain analysis and its management interventions. The details of each management intervention will be obtained.

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

195

References Bunce, L. & Pomeroy. B. (2003) Socioeconomic monitoring guidelines for coastal managers in Southeast Asia. World Commission on Protected Areas and Australian Institute of Marine Science. Nootmorn, P., Hoimuk, S., & Kaewkaew, D. (2002) Marine fish resources of the Adang-Rawi Archipelago and adjacent Andaman Sea area, Thailand. Phuket Marine Biological Centre Research Bulletin, 64: 1-24. Satapoomin, U. (2002). Patterns of fish assemblages on coral reefs of the Adang-Rawi Islands, the Andaman Sea, with comments on management implications for coral reef reserves. Natural History Bulletin of Siam Society, 50 (1): 25-55. Sethaphan, T., (2000) Marine National Parks in Thailand. Marine National Park Division, Royal Forestry Department. (unpublished report).

 


บทความพิเศษ: มติ ครม.ฟนฟูวิถีชีวิตชาวเล: สิ่งทาทายบน เสนดายแหงความเขาใจ จีระวรรณ บรรเทาทุกข1 1. กลุมชาติพนั ธุชาวเล: ทําความรูจัก สรางความเขาใจ กลุมชาติพันธุชาวเลในประเทศไทย แบงออกไดเปน 3 กลุม ตามการ เรียกชื่อเฉพาะของแตละกลุม ไดแก “มอแกน” คือชาวเลที่อาศัยอยูบริเวณเกาะ เหลา เกาะพยาม และเกาะชางในจังหวัดระนอง หมูเกาะสุรินทร ในจังหวัดพังงา และหาดราไวยใ นจั ง หวั ด ภู เ ก็ ต “มอแกลน” คื อ ชาวเลที่ อ าศั ย อยูบริเวณเกาะ พระทอง และหมูบานชายฝงทะเลกวายี่สิบหมูบานในจังหวัดพังงา และภูเก็ต และ “อูรักลาโวย” คือชาวเลที่อาศัยอยูบนเกาะและริมชายฝงทะเล ในจังหวัด ภูเก็ต กระบี่ ตรังและสตูล (นฤมล อรุโณทัย 2549) กลุมชาติพันธุชาวเล ถือเปน กลุมคนพื้นเมืองที่อาศัยและทํามาหากินในบริเวณภาคใตฝงทะเลอันดามันของ ประเทศไทยมานานหลายร อ ยป มี ภ าษาวั ฒ นธรรม วิ ถี ชี วิ ต ภู มิ ป ญ ญา ขนบธรรมเนียมประเพณีที่เปนเอกลักษณ และมีภูมิปญญาอันชาญฉลาดในการ                                                              1

นักวิชาการศูนยมานุษยวิทยาสิรินธร (องคการมหาชน) ปฏิบัติงานตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 2 มิถุนายน 2553 เรื่องแนวนโยบายในการฟนฟูวิถีชีวิตชาวเล ในสวนของฝายเลขานุการคณะกรรมการ อํานวยการบูรณาการเพื่อฟนฟูวิถีชีวิตชาวเล

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

197

ดํารงชีวิตกับทองทะเล ดํารงอยูอยางเรียบงายและสมดุลกับธรรมชาติ จากการ สํารวจพบวาปจจุบันมีชาวเลกวา 40 ชุมชน มีประชากรประมาณ 12,000 คน ภายหลังเหตุการณสึนามิ เรื่องราวของชาวเลเปนที่รับรูมากขึ้น ดวยการ นําเสนอของสื่อมวลชน และองคกร หนวยงาน มูลนิธิตางๆ ไดเขาไปชวยเหลือ โดยมีขอมูลงานศึกษาวิจัยจากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เปน พื้นฐานในการทําความเขาใจวัฒนธรรมของคนกลุมนี้ไดเปนอยางดี สาธารณชน ไดใหความสนใจชาวเล ในฐานะผูมีองคความรูในการรับมือกับพิบัติภัยสึนามิ เมื่อป 2547 ทําใหมีภาพลักษณที่ดีขึ้น แตในขณะเดียวกันปญหาที่สะสมมานาน ไดแก ปญหาที่ดินและที่ทํามาหากิน กลับมีความรุนแรงและเขมขนขึ้น ทั้งที่เปน ผูอยูอาศัยและทํามาหากินในบริเวณเกาะและชายฝงทะเลอันดามันมายาวนาน ที่ดินดังกลาวกลายเปนกรรมสิทธิ์ของเอกชน และหลายพื้นที่ถูกประกาศเปน พื้นที่คุมครอง ชาวเลจึงกลายเปนผูกระทําผิดกฎหมายบนแผนดินและผืนน้ําที่ บรรพชนเคยดํารงวิถีแบบพอเพียง ณ ทองทะเลอันดามันแหงนี้ 2. จุดเริ่มตนแนวนโยบายในการฟนฟูวิถีชีวิตชาวเล จากสภาพปญหาความทุกขยากของพี่นองกลุมชาติพันธุชาวเล ไมวาจะ เปนปญหาการขาดความมั่นคงในที่อยูอาศัย การถูกกีดกันออกจากสิทธิในการ ใช แ ละเข า ถึ ง ทรั พ ยากรธรรมชาติ การไร สั ญ ชาติ ป ญ หาการไม ไ ด รั บ ความ คุมครองทางกฎหมายและไมไดรับบริการพื้นฐาน เชน สิทธิในการรักษาพยาบาล สิทธิในการเดินทางออกนอกพื้นที่ การขาดความมั่นคงและภูมิใจในวิถีวัฒนธรรม ดั้งเดิม ปญหาการศึกษา การขาดการสืบทอดความรูพื้นบานและปญหาอคติทาง ชาติพันธุอันเนื่องมาจากความไมเขาใจในวิถีวัฒนธรรมชาวเล จึงเปนเหตุผล

 


198  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

สําคัญใหเครือขายนักวิชาการ องคกรพัฒนาเอกชนและผูแทนชาวเล ไดรวม สะทอนปญหาและเสนอแนวทางตอกระทรวงวัฒนธรรม จนกระทั่งไดรับความ เห็ นชอบเปน มติ ค ณะรัฐ มนตรี (ครม.) เรื่ อ งแนวนโยบายในการฟ น ฟูวิ ถีชีวิ ต ชาวเล เมื่ อ วั น ที่ 2 มิ ถุ น ายน 2553 ซึ่ ง มี ม าตรการฟ น ฟู ร ะยะสั้ น เป น เวลา 6-12 เดือน ประเด็นขอเสนอตามกรอบนโยบายไดแก การสรางความมั่นคงดาน ที่ดินที่อยูอาศัยและที่ทํากิน การสรางความมั่นคงในอาชีพประมงแบบดั้งเดิม และการผอนปรนพิเศษ การชวยเหลือดานสาธารณสุข การแกปญหาสัญชาติ การสงเสริมดานการศึกษา การแกปญหาอคติทางชาติพันธุ การสงเสริมดาน ภาษาและวัฒนธรรมทองถิ่น การสรางความเขมแข็งใหชุมชน การสนับสนุน งบประมาณ���พื่อสงเสริมการทํางานของเครือขายชาวเล และมีมาตรการฟนฟู ระยะยาว 1-3 ป ในการพิจารณากําหนดเขตพื้นที่สังคมและวัฒนธรรมพิเศษแก ชาวเล ทั้ ง นี้ มี ห น ว ยงานที่ รั บ ผิ ด ชอบ 7 กระทรวง อั น ได แ ก กระทรวง ทรั พ ยากรธรรมชาติ แ ละสิ่ ง แวดล อ ม กระทรวงเกษตรและสหกรณ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย และกระทรวงวัฒนธรรม ในการวัดผลสัมฤทธิ์จากแนวนโยบายนั้น ผูที่จะไดรับประโยชนสูงสุดก็ คือกลุมชาติพันธุชาวเล โดยมีเปาหมายรวมกันวามติคณะรัฐมนตรีนี้จะทําให ชาวเลมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถดํารงอยูและทํามาหากินตามวิถีดั้งเดิมได อยางปกติสุข ไดรับการปฏิบัติจากทุกภาคสวน ทั้งภาครัฐ และเอกชนดวยการ คํานึงถึงศักดิ์ศรีความเปนมนุษยและเคารพในความแตกตางหลากหลายทาง

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

199

สัง คมและวั ฒ นธรรมมากยิ่ง ขึ้ น ทวา ด ว ยการดํ า เนิน การที่ ผา นมายั ง ประสบ ป ญ หาที่ ทุ ก ฝ า ยต อ งร ว มคิ ด ร ว มหาทางออกไปพร อ มกั น ทั้ ง นี้ จึ ง จํ า เป นต อ ง ทบทวนผลการดําเนินการและทําความเขาใจถึงวงจรแหงปญหาเพื่อขับเคลื่อน แนวนโยบายใหบรรลุตามวัตถุประสงคใหจงได 3. ผลการดําเนินการฟนฟูวิถีชาวเล : บทเรียนที่ตองทบทวน ณ ป จ จุ บั น หน ว ยงานผู รั บ ผิ ด ชอบได ดํ า เนิ น การสนองตอบมติ คณะรั ฐ มนตรี ตามมาตรการฟ น ฟู ร ะยะสั้ น 1-12 เดื อ นไปแล ว ทว า การ ดําเนินการในชวงกวา 1 ปที่ผานมา กลับขับเคลื่อนลาชาไมทันตอปญหา ขาด แผนปฏิ บั ติ การที่ เป น รู ป ธรรมและการจั ด การที่ เ ป น ระบบในระยะยาวอย า ง ตอเนื่องจริงจัง เปนที่รับทราบกันโดยทั่ววาแนวนโยบายในการฟนฟูวิถีชีวิต ชาวเลซึ่งมีเวทีประชุม สัมมนาและดําเนินกิจกรรมรูปแบบตางๆ ทั้งในระดับ ภูมิภาคและระดับชาติ โดยใชงบประมาณไปคอนขางสูง แตกลับมิไดแกปญหา ความมั่นคงในชีวิตของกลุมชาติพันธุชาวเลเทาที่ควร ดังมีขอสังเกตและปญหา อุปสรรคตอไปนี้ การสรางความมั่นคงดานที่ดินที่อยูอาศัยและที่ทํากิน มาตรการ นี้ยังไมสามารถชวยแกปญหาใหชาวเลในหลายพื้นที่ ดังเชนที่หาดราไวย จังหวัด ภูเก็ต ปจจุบันยังคงประสบปญหาเรื่องที่ดินและที่สุสาน ทําใหมีความเปนอยูที่ คับแคบแออัด ขาดแคลนสาธารณูปโภค มีปญหาการใชน้ําและไฟฟาชั่วคราว ของเอกชนและระบบไฟฟาแบบพวง ซึ่งตองเหมาจายหลังละ 500-1,000 บาท ใชน้ํายูนิตละ 20 บาท และสวนหนึ่งยังไมมีหองน้ําหองสวมจึงตองใชวิธีขับถาย บริเวณชายหาด การแกปญหาดังกลาวยังหาจุดจบไมได ดวยปญหาที่ดินมีความ

 


200  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

ซับซอนรุนแรง แมที่ผานมาจะไดมีความพยายามโดยคณะอนุกรรมการแกไข ปญหาของเครือขายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมืองแลว แตชาวบานก็ ยังไมมีความมั่นคงดานที่ดินอยูอาศัย การสรา งความมั่นคงในอาชีพประมงแบบดั้งเดิมและการผอน ปรนพิเศษ การดําเนินการดังกลาวเนนการสนับสนุนและจัดซื้ออุปกรณประมง การสรางปะการังเทียม การพยายามสรางการมีสวนรวมในกิจกรรมดานการ จัดการและอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝง การจัดกิจกรรมให ชาวเลเปนอาสาสมัครพิทักษทรัพยากรธรรมชาติ และแมจะมีความกาวหนาใน เรื่องการเสนอแตงตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาสิทธิพิเศษ บัตรพิเศษเพื่อ ประกอบอาชีพประมงของชาวเลจังหวัดภูเก็ต ตามขอเสนอของคณะกรรมการ อํานวยการบูรณาการเพื่อฟนฟูวิถีชีวิตชาวเลจังหวัดภูเก็ต แตทวายังไมมีความ คืบหนาที่เปนรูปธรรมมากนัก รวมทั้งยังมิไดแกปญหาการเขาถึงทรัพยากรตาม มาตรการผอนปรนพิเศษ ดังกรณีปญหาของชาวเลบานแหลมตุกแก จังหวัด ภูเก็ต 17 คน ซึ่งถูกเจาหนาที่อุทยานแหงชาติหาดเจาไหม แจงจับดําเนินคดี เมื่อ วันที่ 26 ธันวาคม 2553 ขณะที่กําลังทําประมงบริเวณทะเลหนานอก เขตจังหวัด สตูล ดวยขอหานําเครื่องมือลาสัตว/อาวุธ เขาไปในเขตอุทยานและนําสัตวนํ้า ออกมาโดยไมไดรับอนุญาต แมปจจุบันคดีความสิ้นสุดลงแลว ทวาชีวิตชาวเล กลับเดือดรอนรุนแรงขึ้นอีก ดวยเรือและเครื่องมือทํามาหากินที่ถูกเจาหนาที่ยึด ไปนานนับปเกิดการพังเสียหาย สงผลใหชาวเลกลุมนี้ไมมีงานทําและขาดรายได เปนผลใหตองกูเงินนอกระบบและเปนหนี้สิน กลาวไดวามาตรการฟนฟูระยะสั้น

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

201

ดังกลาวยังไมบรรลุผลเทาที่ควรดวยติดขัดในระเบียบกฎหมายของกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม การชวยเหลื อด านสาธารณสุ ข พบวา การดํ าเนินการระดับ พื้น ที่ มุงเนนการออกหนวยตรวจเยี่ยมชุมชน ติดตามปญหาดานสุขอนามัยของชาวเล ซอมแซมสุขาสาธารณะ ออกบัตรทอง เฝาระวังโรคที่เปนอันตรายและใหความรู เรื่องการดําน้ําลึก แตทั้งนี้พบปญหาอุปสรรควาการออกหนวยดังกลาวไมอาจทํา ไดบอยครั้งในชุมชนที่อยูบนเกาะหางไกล โดยเฉพาะในชวงฤดูฝน จึงเปนสาเหตุ ใหชาวเลเสียชีวิตจากอาการเจ็บปวยหลายราย เพราะไมสามารถเดินทางออกมา รักษาบนฝงได และปญหาที่สําคัญคือ ยังไมมีการดําเนินการระดับนโยบายที่เปน รูปธรรมจากกระทรวงสาธารณสุขในการจัดสรรงบประมาณและบุคลากรเพื่อ ดู แ ลกลุ ม ชาวเลที่ เข า ไม ถึ งสิ ท ธิ ก ารรั ก ษาพยาบาล รวมถึ งกลุ ม ที่ มี ป ญ หาไร สัญชาติ ตลอดจนยังไมพบนโยบายที่สรางความเขาใจในวิถีวัฒนธรรมชาวเล ใหแกบุคลากรสาธารณสุข จากสภาพปญหาความแตกตางของระบบความคิด ความเชื่อ และภาษา การแกปญหาสัญชาติ กรมการปกครองไดดําเนินการแกไขปญหา สั ญ ชาติ ข องชาวเล โดยมี ก ารสํ า รวจและให บั ต รผู ไ ม มี ส ถานะทางทะเบี ย น ทั้งหมด 632 คน และในป 2549 ไดเพิ่มชื่อและจัดทําบัตรประชาชนใหมอแกน เกาะสุรินทร จ.พังงา จํานวน 93 ราย ที่เหลืออีก 500 กวาราย อยูระหวางการ ดําเนินการของอําเภอและจังหวัด และมีอีก 18 ราย กําลังเสนอรัฐมนตรีวาการ กระทรวงมหาดไทยเห็นชอบใหสัญชาติ อยางไรก็ตาม เครือขายชาวเลใหขอมูล วายังมีประชากรชาวเลที่ตกสํารวจ ซึ่งตัวเลขผูไมมีสัญชาติไมตรงกันกับของ

 


202  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

กรมการปกครอง พรอมกับไดตั้งคําถามเรื่องสิทธิของการถือบัตรไรสถานะทาง ทะเบี ย น รวมถึ ง ขั้ น ตอน ระยะเวลาที่ จ ะได รั บ สั ญ ชาติ ไ ทย นอกจากนี้ ยั ง มี ประเด็ น ข อ สั ง เกตอี ก ว า กรมการปกครอง เครื อข า ยชาวเล สถาบั น วิ ช าการ องคกรพัฒนาเอกชน และหนวยงานที่เกี่ยวของ ยังไมไดประสานงานดานขอมูล ประชากรที่ตกสํารวจและสรางความเขาใจเรื่องสิทธิและหนาที่ของการมีบัตร ดังกลาวกันเทาที่ควร การสง เสริม ดา นการศึก ษา คณะกรรมการจั งหวัด สตู ลไดจั ดทํ า โครงการพัฒนาหลักสูตรใหสอดคลองกับสภาพทองถิ่น ภายใตโครงการสืบสาน วิ ถี บ รรพชนโดยใช ห ลั ก ความรู ท อ งถิ่ น ของชาวอู รั ก ลาโว ย จ.สตู ล ซึ่ ง ถื อ เป น ตัวอย างที่ ดีของการสรา งความภูมิ ใจในภูมิ ปญญาทองถิ่นผ า นการศึก ษาใน ชุมชนทองถิ่น ทวาในสวนของสํานักงานคณะกรรมการการศึ���ษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รายงานวาไดดําเนินการชวยเหลือนักเรียนในโรงเรียนรัฐบาลทุกคนตาม นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เชน โครงการเรียนฟรี โครงการจัดสรรเงิน อุดหนุนคาอาหารกลางวัน คาอาหารเสริม และไดใหทุนการศึกษาแกเด็กนักเรียน ในภาพรวมตามที่โรงเรียนแจงขอทุนการศึกษา แตไมสามารถระบุจํานวนเด็ก ชาวเลที่ รั บ ทุ น ได รายงานดั ง กล า วสะท อ นถึ ง การไม ป ฏิ บั ติ ด า นการส ง เสริ ม การศึกษาใหแกนักเรียนชาวเลเปนการเฉพาะตามเจตนารมณของ มติ ครม.ซึ่ง ควรจัดทํารายละเอียดขอมูลพื้นฐานจํานวนนักเรียนชาวเลที่กําลังศึกษาอยูและ ควรระบุทุนการศึกษาที่มอบใหไดอยางชัดเจน สวนสํานักงานสงเสริมการศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ไดจัดทําหลักสูตรทองถิ่นซึ่งเปน หลั กสูต รการศึ กษาขั้น พื้ น ฐานสํา หรับ ผู ไ มรู ห นังสื อชาวมอแกน เกาะสุริ น ทร

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

203

จ.พั ง งา ทว า การดํา เนิ น การที่ ผ า นมายังไมไดใหความสําคัญการสอดแทรก ภูมิปญญาพื้นบานมอแกนและพัฒนาศักยภาพจากความรูความถนัด ที่มีอยู เพื่อใหนักเรียนมอแกนรูสึกภูมิใจในวัฒนธรรมของตน ทั้งยังพบปญหาวาเด็ก เรียนไมจบตามหลักสูตร โดยตองออกมาเปนแรงงานรับจางอุทยานฯ และบริษัท ทองเที่ยวในการขับเรือ ทําความสะอาดหองน้ํา ลางจาน และเก็บขยะ เปนตน ทั้งๆที่เด็กเหลานี้มีศักยภาพในการเรียนรูและพัฒนาเพื่อประกอบอาชีพทางเลือก อื่นๆ หากไดรับโอกาส นอกจากนี้ยังพบปญหาการศึกษาในอีกหลายพื้นที่ เชน นักเรียนมอแกลน บานทุงหวา มีปญหาการออกจากโรงเรียนกลางคันเพราะ ติ ด เกม สารเสพติ ด และมี ค รอบครั ว ก อ นวั ย อั น ควร เหล า นี้ จึ ง เป น ป ญ หาที่ ผูบริหารระดับนโยบายตองใสใจและรวมหาทางออกไปพรอมกัน การแกปญหาอคติทางชาติพันธุและการสรางความเขมแข็งให ชุมชน แมวากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย ไดจัดทํา ยุทธศาสตรการพัฒนาชาติพันธุและชนเผาพื้นเมือง และการดําเนินการในพื้นที่ ไดเนนการสงเสริมดานภาษาและวัฒนธรรมชาวเลผานการจัดทําหนังสือและทํา แผนพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวเล อยางไรก็ตามพบวากระบวนการลดปญหาอคติ ทางชาติพันธุยังเห็นไมชัดและไมลึกซึ้งเพียงพอที่จะทําใหชาวเลมีความสามารถ ดํารงอยูอยางภูมิใจในวัฒนธรรมของตน หลายพื้นที่จัดกิจกรรมโดยขาดการมี สวนรวมคิดและตัดสินใจจากชุมชน ดังนั้น การสนับสนุนกิจกรรมที่ชุมชนคิด และเปนเจาของเองจึงเปนเรื่องที่สําคัญมาก การสรางศูนยวัฒนธรรมชาวเลใน หลายพื้นที่ข าดการมีส วนรว มและชาวเลยัง ไมรูสึ กถึงความเปนเจาของศูน ย วัฒนธรรมดังกลาว

 


204  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

การสงเสริมดานภาษาและวัฒนธรรมทองถิ่น ในระดับพื้นที่มีการ ฟ น ฟู แ ละส ง เสริ ม ศิ ล ปะพื้ น บ า นชาวเลในหลายชุ ม ชน แต พ บว า ยั ง ไม มี ก าร สนับสนุนกิจกรรมอยางตอเนื่อง และสวนใหญเปนการเนนสรางถาวรวัตถุ เชน ศูนยวัฒนธรรม มากกวากระบวนการทํางานทางความคิดกับชุมชนเพื่อใหรูเทา ทันการเปลี่ยนแปลงและสรางความภูมิใจในวัฒนธรรมของตน ฉะนั้นจึงควรตอง มีแผนการจัดการใหศูนยวัฒนธรรมชุมชนเปนศูนยที่มีชีวิต รวมทั้งทําใหชาวเล รูสึกวาจะตองเปนผูดําเนินงาน การสนับสนุนงบประมาณเพื่อสงเสริมการทํางานของชุมชนและ เครือขายชาวเล ไดมีการจัดประชุมผูนําชาวเล สงเสริมการจัดงานวันรวมญาติ ชาติ พั น ธุ ช าวเล มี ก ารส ง เสริ ม ให ส มาชิ ก รวมกลุ ม ออมทรั พ ย เ พื่ อ ที่ อ ยู อ าศั ย ส ง เสริ ม จั ด สวั ส ดิ ก ารชุ ม ชนโดยให ส มาชิ ก ออมเงิ น วั น ละ 1 บาท ส ง เสริ ม ให สมาชิกรวมกลุมออมทรัพยเพื่อทํางานเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน และออมทรัพยเพื่อ แกไขปญหาหนี้นอกระบบ มีการจดทะเบียนคนพิการ สนับสนุนกองทุนเงินกู กองทุนคนพิการและผูสูงอายุโดยไมมีดอกเบี้ย ทั้งนี้กิจกรรมดังกลาวไดเนนการมี ส ว นร ว มและริ เ ริ่ ม โดยชุ ม ชนชาวเลเอง จึ ง มี ก ารดํ า เนิ น การที่ ต อ เนื่ อ ง อยางไรก็ตาม เครือขายชาวเลมีความตองการการสนับสนุนงบประมาณเพื่อ ดําเนินการจัดกิจกรรมตางๆ โดยชุมชนเปนเจาของงาน ดําเนินกิจกรรม รวมถึง กําหนดทิศทางการขับเคลื่อนงานของเครือขายดวยตนเอง จากผลการดําเนินการตามมาตรการฟนฟูวิถีชีวิตชาวเลระยะสั้นขางตน แม จ ะมี ก ารขั บ เคลื่ อ นทั้ ง ในระดั บ พื้ น ที่ แ ละระดั บ นโยบายจากกระทรวง ที่ เ กี่ ย วข อ ง แต ท ว า ก็ ยั ง มี ข อ ติ ด ขั ด อยู ม ากและที่ สํ า คั ญ ยั ง ไม ส ามารถนํ า

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

205

แนวนโยบายในการฟนฟูวิถีชีวิตชาวเลออกมาเปนแผนปฏิบัติการเพื่อใหเกิดการ บังคับใชใหครอบคลุมทุกประเด็น สงผลใหคุณภาพชีวิตของกลุมชาติพันธุชาวเล ไมตางจากกอนประกาศมติคณะรัฐมนตรีเทาใดนัก การปรับกระบวนคิดและการ คนหาตนแบบที่ดีของดําเนินการในชวงที่ผานมา นาจะเปนแนวทางหนึ่งในการ ฟนฟูวิถีชีวิตกลุมชาติพันธุชาวเลได 4. ปฏิบัติการฟนฟูวิถีชาวเล: ตนแบบใหมที่ตองรวมคิดรวมสราง ภาพสะทอนความเปนจริงของงานฟนฟูวิถีชีวิตชาวเลในหลายพื้นที่สวน ใหญ เปนปฏิบัติการที่สนองตอบมติ ครม. โดยอยูบนพื้นฐานของความตองการ อยากใหชาวเลเปน เสมือนตกอยูในสถานการณของเสนดายแหงความเขาใจ ซึ่ง บอบบางและอาจขาดสะบั้นลง ทั้งยังขาดการมีสวนรวมคิดและตัดสินใจของ ชุมชนอยางที่ควรจะเปน หนวยงานรัฐหลายหนวยจึงถูกตั้งคําถามจากชาวเลมา โดยตลอดวา ดําเนินกิจกรรมเพียงเฉพาะหนา เนนการสรางถาวรวัตถุ ไมมีความ ตอเนื่องยั่งยืน ที่สําคัญคือ ยังไมมีความเขาใจถึงรากเหงาวัฒนธรรมและความ ตองการที่แทจริ งของชาวเล การแกปญหาอคติทางชาติพันธุ ยังไมลึกซึ้งและ เยียวยาปญหาการถูกกดทับชาวเลได เหลานี้จึงเปนสาเหตุหนึ่งที่ทําใหงานฟนฟู วิถีชีวิตชาวเล ไมเปนไปตามเจตนารมณของแนวนโยบาย และเกิดวิกฤตศรัทธา จากชาวเล แนวทางที่ควรกาวไปสูการรวมคิดรวมหาทางออกไปพรอมกันนั้น ทุก ฝ า ยไม ว า จะเป น ภาครั ฐ เอกชน องค ก รพั ฒ นาเอกชนและชาวเล ต อ งให ความสําคัญกับการติดตามการดําเนินการ มติ ครม.ฟนฟูวิถีชีวิตชาวเล ดวยการ เคารพองคความรูและวัฒนธรรมของกันและกัน การคิดใหมดวยการทบทวนการ

 


206  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

ดําเนินการที่ผานมาแลวสรางวิถีทางใหม โดยมองแนวทางการขับเคลื่อนใหพน จากกรอบคิดเดิม สรางความเชื่อมั่นวาทุกอยางสามารถทําไดดวยความเขาใจ และเรียนรูวิถีของกันและกัน ทุกภาคสวนที่เกี่ยวของตองเริ่มตนจากการทบทวน ตนเอง ทั้ ง นี้ ที่ ผ า นมาได พ บวิ ถี ก ารทํ า งานใหม ข องเครื อ ข า ยชาวเล และ คณะกรรมการระดับจังหวัด ที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบและมีปฏิบัติการใหมๆ จึงขอ นํา มาเสนอเพื่ อ สร า งการเรี ย นรู แ ละปรั บ เปลี่ ย นวิ ธี คิ ด ในการทํ า งานฟ น ฟู วิ ถี ชาวเลตอไป เครื อ ข า ยชาวเล พบว า พี่ น อ งชาวเลยั ง ประสบป ญ หาและเผชิ ญ ชะตากรรม ขาดที่อยูอาศัยที่ทํากินที่มั่นคง เขาไมถึ���ทรัพยากรในทะเล ไรตัวตน และการยอมรับจากสังคม มีปญหาไมตางจากชวงกอนการมีมติคณะรัฐมนตรี เครือขายชาวเลโดยการสนับสนุนจากองคกรพัฒนาเอกชนและภาครัฐ ที่มีความเขาใจวิถีชาวเล ไดรวมพลังเปนเครือขายและสรางปฏิกิริยาสะทอนกลับ ใหสังคมรับรูและเขาใจปญหา โดยการเปนผูลงมือปฏิบัติในกิจกรรมตางๆ ดวย ตนเอง ไดจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรูปญหาของพี่นองชาวเลใน 5 จังหวัด ชายฝงอันดามัน ทบทวนและถอดบทเรียนกระบวนการตอสูกับปญหาในชวงที่ ผานมา ทํา ความเข า ใจเพื่ อ ให รู เ ท า ทั น มติ ค ณะรั ฐ มนตรี พรอมกับมองไป ข า งหน า ว า จะมี พื้ น ที่ ยื น ในสั ง คมอย า งไร เพื่ อ การรู จั ก ตั ว เองและกระชั บ ความสั ม พัน ธ เ ครื อ ขา ยชาวเลให เ ข ม แข็ ง มากขึ้น มี ก ารจั ด ทํ า ข อมู ล พื้ น ฐาน สภาพปญหาและขอเสนอแนะตอผูกําหนดนโยบาย และพยายามปรับตัว เรียนรู เรื่องกฎหมายที่เกี่ยวของ สิทธิชุมชน และรวมจัดงานวันรวมญาติชาติพันธุชาวเล ครั้งที่ 2 ในเดือนกันยายน 2554 รวมถึงมาชุมนุมหนาทําเนียบรัฐบาลรวมกับ

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

207

ขบวนการประชาชนเพื่ อสั ง คมที่เปน ธรรม (ขปส.) เพื่ อเสนอข อเรียกร องต อ รัฐบาล คือ ใหมีมาตรการคุมครองสิทธิทางวัฒนธรรมและสิทธิชนเผาพื้นเมืองใน ประเทศไทย โดยการออกกฎหมายและมาตรการมารับรองสิทธิชนเผาพื้นเมือง ในประเทศไทยอยางชัดเจน และประกาศรับรองใหวันที่ 9 สิงหาคม ของทุกปเปน “วันชนเผาพื้นเมืองในประเทศไทย” รวมถึงผลักดันมติ ครม. เขตพื้นที่สังคมและ วัฒนธรรมพิเศษชาวเล/ชาวเขาใหเปนรูปธรรม ทั้งหลายเหล านี้ เปน ไปเพื่อการสื่อสารกั บสั ง คมวาพวกเขามีศักดิ์ศ รี ความเปนมนุษย มีสิทธิทางวัฒนธรรม มีตัวตน มีความรูสึกนึกคิด และไมใช ผูรอรับการชวยเหลือฝายเดียวอีกตอไป นอกจากนี้ เครือขายชาวเลมีขอเสนอให คณะกรรมการอํานวยการบูรณาการเพื่อฟนฟูวิถีชีวิตชาวเล เขามาพิจารณาเรื่อง ที่อยูอาศัยและที่ทํากินอยางจริงจัง ดังเชน ปญหาที่ดินชุมชนราไวย จ.ภูเก็ ต ชุมชนหลีเปะ จ.สตูล ชุมชนแหลมตง จ.กระบี่ เปนตน และขอใหมีการพิสูจนสิทธิ ในที่อยูอาศัยของชุมชนผานภาพถายทางอากาศและดวยวิธีเชิงมานุษยวิทยาที่ ไมใชเอกสารสิทธิแตเพียงอยางเดียว และขอใหสรางความมั่นคงดานที่อยูอาศัย โดยใช โ ฉนดชุ ม ชน เนื่ อ งด ว ยการดํา เนิ น การตลอดระยะเวลากวา 1 ป ที่ผานมายังไมมีความคืบหนาเทาที่ควร ฉะนั้นแลวการเริ่มตนงานฟนฟูวิถีชีวิต ชาวเลโดยหนุนเสริมและสรางความเขมแข็งผานเครือขายชาวเลนี้ จะเปนอีก วิถีทางหนึ่งในการทํางานตามแนวนโยบายฟนฟูวิถีชาวเลโดยที่ชุมชนชาวเลเปน เจาของและสามารถเขาถึงกลุมพี่นองชาวเลไดทั่วถึงมากยิ่งขึ้นดวย คณะกรรมการอํานวยการเพื่อฟนฟูวิถีชีวิตชาวเลระดับจังหวัด มี ตัวอยางที่ดีและเปนตนแบบของการแลกเปลี่ยนเรียนรูงานฟนฟูชาวเลในหลาย

 


208  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

พื้ น ที่ ดั ง เช น แผนปฏิ บั ติ ก ารของคณะกรรมการจั ง หวั ด ภู เ ก็ ต ซึ่ ง ได จั ด ทํ า ยุทธศาสตรพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวเล โดยมีวิสัยทัศนวา “ชุมชนชาวเลเขมแข็ง คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีเอกลักษณวัฒนธรรมที่ยั่งยืน” และกําหนดเปาประสงค เป นไปเพื่ อ ให ชาวเลมี คุ ณภาพชี วิ ตที่ ดี มีบ า นพั ก อาศั ยที่ มั่ น คงถาวร มีก าร พัฒนาการศึกษา มีรายไดเพิ่มขึ้น มีการสรางคานิยมที่ถูกตอง มีสวนรวมใน กิจกรรมของชุมชน มีการอนุรักษประเพณีลอยเรือ มีการสืบทอดวัฒนธรรมของ ชุมชน สงเสริมบทบาทขององคกรภาคประชาชนในการสงเสริมการเพิ่มคุณภาพ ชีวิต และสรางกระบวนการเรียนรูสูค วามเขมแข็งของชุมชน รวมถึงมีการจัด กิ จ กรรมให ช าวเลเป น อาสาสมั ค รพิ ทั ก ษ ท รั พ ยากรธรรมชาติ มี ก ารแต ง ตั้ ง คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาสิทธิพิเศษบัตรพิเศษเพื่อประกอบอาชีพประมง ของชาวเลจังหวัด ภูเก็ต ซึ่งถือวาเปนการริเริ่มผานวิสัยทัศนที่ตองการพัฒนา คุณภาพชีวิตชาวเลอยางจริงจัง และที่ผานมาพบวาผูปฏิบัติงานวัฒนธรรมของ จังหวัดภูเก็ตมีความใสใจ สนใจในการทํางานฟนฟูอยางตอเนื่อง ทวายังติดขัด ด ว ยกรอบนโยบายระดั บ บริ หารจั ด การและการเชื่ อ มโยงกั บ ภาคเอกชนที่ มี ผลประโยชนทางเศรษฐกิจ ฉะนั้นหากมีการรวมถอดบทเรียนการทํางานดังกลาว แลว จะทําใหงานฟนฟูวิถีชาวเลจังหวัดภูเก็ตมีความกาวหนามากกวานี้เปนแน นอกจากนี้ ยัง พบการทํ า งานของคณะกรรมการจั ง หวั ด สตู ล ที่ ไ ด ใ ห ความสําคัญกับปญหาเรื่องที่ดินที่อยูอาศัยโดยไดแตงตั้งคณะทํางานเพื่อสํารวจ ขอมูลเกี่ยวกับปญหาที่อยูอาศัยและที่ทํากินของชาวเลจังหวัดสตูล ดําเนินการ จัดทําโครงการพัฒนาหลักสูตรใหสอดคลองกับสภาพทองถิ่น สงเสริมอัตลักษณ ชาวเลผานหลักสูตรทองถิ่น โดยจัดสอนสาระเพิ่มเติมเรื่องอัตลักษณชาวเลใน

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

209

หลักสูตรของโรงเรียน จัดการเรียนรูเพื่อถายทอดภูมิปญญาทองถิ่นไปสูลูกหลาน โดยเชิญวิทยากรทองถิ่นมาสอนนักเรียน เพื่อเรียนรูศิลปวัฒนธรรมทองถิ่น และ มีการสอนใหนักเรียนประกอบอาชีพเสริม เชน การรํารองเง็ง เปนตน เหลานี้ถือ เปนตัวอยางที่ดีของการริเริ่มขับเคลื่อนงานฟนฟูดวยการสรางแนวทางทํางาน โดยการมีสวนรวมจากชุมชนชาวเลและหนวยงานที่เกี่ยวของ พรอมกับการลงมือ ปฏิบัติอยางจริงจัง จากกรณีปฏิบัติการตัวอยางที่ดีของเครือขายชาวเลและคณะกรรมการ ระดับจังหวัดขางตน เปนเพียงสวนหนึ่งของการทํางานที่ไดพยายามปรับเปลี่ยน รูปแบบเพื่อใหเทาทันกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรมในปจจุบัน และหากแตละหนวยงาน/จังหวัดไดรวมทบทวนถอด บทเรียนการทํางานในชวงที่ผานมา พรอมกับจัดทําแผนปฏิบัติการโดยคํานึงถึง ความสมดุลระหวางสวนตางๆ แลว ยอมสงผลใหงานฟนฟูวิถีชีวิตชาวเลประสบ ผลสําเร็จตามที่เปาหมายเปนแน ในที่นี้จึงขอจัดทําขอเสนอแนะเบื้องตนเพื่อการ ขับเคลื่อนงานฟนฟูวิถีชีวิตชาวเลตอไป 5. ขอเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนงานฟนฟูวิถีชีวิตชาวเล การปรับกระบวนการคิด ทัศนคติและมองมุมใหมเชิงสรางสรรค จะทํา ใหทุกภาคสวนที่เกี่ยวของซึ่งไดรับการแตงตั้งเปนคณะกรรมการ/อนุกรรมการใน ระดับตางๆ สามารถเปดใจและรวมกันพิจารณาทางออกรวมกัน โดยยอมรับการ ทํ า งานในหลายระดั บ เพื่ อ ขั บ เคลื่ อ นงานให เ กิ ด รู ป ธรรมอย า งแท จ ริ ง มี ขอเสนอแนะในการทํางานดังนี้

 


210  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

ระดับทัศนคติ 1. กระบวนการฟนฟูควรเกิดจากการมีสวนรวมของชาวเลอยางแทจริง มี ก ารเรี ย นรู เข า ใจ เข า ถึ ง และขยายผลสู ก ารปฏิ บั ติ ใ นพื้ น ที่ อื่ น ๆ และควร ดําเนินการอยางตอเนื่อง พรอมทั้งทบทวนและถอดบทเรียนรวมกัน 2. ทุก ภาคส ว นต องทํ า ความเข า ใจ ยอมรั บ และเคารพคนที่ มีภ าษา วัฒนธรรมและความคิดที่แตกตาง ผูปฏิบัติการวัฒนธรรมควรทําใหชาวเลรูสึก ภูมิใจในรากเหงาภาษาและวัฒนธรรมของตน เพื่อใหเกิดความไววางใจและที่ สํ า คั ญ ควรมองส ว นดี ที่ ช าวเลมี ดั ง เช น เป น ผู มี วิ ถี ชี วิ ต ที่ เ รี ย บง า ยตามแนว เศรษฐกิจพอเพียง มีภาษาพูดและวัฒนธรรมที่เปนเอกลักษณเฉพาะของตนเอง และมีความเชี่ยวชาญเรื่องทะเลและชายฝงเปนพิเศษ เปนตน 3. ชาวเลต อ งพยายามพั ฒ นา ปรั บ ปรุ ง ตนเองเพื่ อ ให รู เ ท า ทั น การ เปลี่ยนแปลงของสังคมและวัฒนธรรม ตองไมใหใครดูถูกไดวาเปนคนเฝารอการ ชวยเหลือ รูจักวางแผนอนาคตและสรางความภาคภูมิใจในภูมิปญญาและวิถี วัฒนธรรมของบรรพบุรุษที่สั่งสมมา ที่สําคัญคือการรวมพลังเปนเครือขายที่ เขมแข็งอยางตอเนื่อง ระดับนโยบาย 1. ควรมีมาตรการคุมครองสิทธิทางวัฒนธรรมและสิทธิชนเผาพื้นเมือง ในประเทศไทย และใหรัฐบาลไทยประกาศรับรองใหวันที่ 9 สิงหาคม ของทุกป เปน “วันชนเผาพื้นเมืองในประเทศไทย” รวมทั้งผลักดันมติ ครม. เขตพื้นที่สังคม และวัฒนธรรมพิเศษชาวเลใหเปนรูปธรรม โดยมอบหมายใหคณะอนุกรรมการ หรือคณะทํางาน ทบทวนกฎหมายใหสอดคลองกับวิถีวัฒนธรรมชาวเล พรอมกับ  


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

211

จัดทําแผนดําเนินการและมีระยะเวลาดําเนินการอยางชัดเจน ระดับปฏิบัติการ 1. ควรมีกระบวนการสงเสริมความเขาใจดวยมิติทางวัฒนธรรม โดย การจั ด กิ จ กรรมเชิ ง ปฏิ บั ติ ก ารเพื่ อ สร า งความรู ค วามเข า ใจทั้ ง หน ว ยงานรั ฐ โดยเฉพาะผู ปฏิบั ติงานดา นวัฒ นธรรม องค กรพั ฒนาเอกชนที่ ม าสรา งสรรค กิจกรรมกับชุมชนชาวเล ชุมชนภายนอกที่สัมพันธกับชาวเล และที่สําคัญกับ ชุมชนชาวเลเอง โดยเนนกิจกรรมพัฒนาความคิดที่ตอเนื่องทั้งในและนอกชุมชน 2. ควรจั ด ทํ า กลไก มาตรการติ ด ตาม และแผนปฏิ บั ติ ก ารเพื่ อ ดํ า เนิ น งานตามนโยบายในการฟ น ฟู วิ ถี ชี วิ ต ชาวเลอย า งเป น ระบบ โดย มอบหมายใหคณะทํางานยกรางกลไก มาตรการติดตามและแผนปฏิบัติการ ดั ง กล า ว เพื่ อ ให เกิ ด การขั บ เคลื่ อ นงาน พร อมกั บ รายงานผลการดํ า เนิ น การ ทบทวน ประเมินผลและถอดบทเรียนการทํางานทุกหนึ่งป โดยมีการปฏิบัติตาม กรอบและเงื่อนไขเวลาของแผนปฏิบัติการอยางจริงจัง 3. ควรนํากลไกของกระทรวงที่เกี่ยวของซึ่งมีผูตรวจราชการ เพื่อทํา หนาที่เปนผู ป ระสานงานกั บ ส ว นราชการระดั บ พื้ น ที่ ให ส ามารถติดตามการ ดําเนินงานในระดับจังหวัดไดอยางตอเนื่อง 4. ควรมีคณะอนุกรรมการฯ หรือคณะทํางานยอยตามมาตรการฟนฟู เพื่อใหสามารถดําเนินงานไดคลองตัวมากขึ้น โดยเนนการลงพื้นที่รับฟงปญหา และจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อใหไดรับทราบสถานการณในพื้นที่ และนําเสนอ แนวทางการแกปญหาสูคณะกรรมการระดับชาติตอไป

 


212  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

5. ควรจัดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการในหลายระดับ ทั้งสวนกลางและ ภูมิภาค เพื่อใหผูปฏิบัติงานตามมติคณะรัฐมนตรีมีความเขาใจในวิถีวัฒนธรรม ชาวเล และชาวเลสามารถนํ าเสนอปญ หาของตนได อ ย างทั่ ว ถึ ง รวมทั้ ง ร ว ม ปรึกษาหารือเกี่ยวกับกฎระเบียบ กติกาและการดําเนินงานเกี่ยวกับหนวยงานที่ เกี่ยวของ 6. ควรมี ก ารจั ด ทํ า แผนประชาสั ม พั น ธ ม ติ ค ณะรั ฐมนตรี และสร า ง ความเขาใจในวิถีวัฒนธรรมกลุมชาติพันธุชาวเลใหเกิดความเขาใจในทุกระดับ ของสังคม 7. ควรจัดกิจกรรมเรียนรูวัฒนธรรมของกันและกัน ทั้งภาครัฐ เอกชน องคกรพัฒนาเอกชน และชาวเล เพื่อใหเห็นชีวิตและวิธีคิดที่หลากหลาย การ ดําเนินงานเพื่อสรางความเขาใจในมิติวัฒนธรรม อาจเริ่มตนจากประเพณีที่ชาว ไทยและชาวเลปฏิบัติรวมกัน เชนงานบุญเดือนสิบ ประเพณีลอยเรือ เปนตน 8. ควรตั้งคณะทํางานเพื่อรวมหารือและแกปญหารายประเด็นและ กรณี ไดแก 8.1 เรื่ อ งการสร า งความมั่ น คงด า นที่ ดิ น ที่ อ ยู อ าศั ย และที่ทํากินของ ชาวเลที่มีปญหา กับหนวยงานรัฐและเอกชนที่เกี่ยวของ ไดแก กรมที่ดิน กรมปา ไม กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝง กรมอุทยานแหงชาติ สัตวปาและพันธุพืช กรมธนารักษ รวมถึงเอกชนเจาของที่ดิน 8.2 การสรางความมั่นคงในอาชีพประมงแบบดั้งเดิมและการผอนปรน พิเศษ กับหนวยงานรัฐและเอกชนที่เกี่ยวของ เชน กรมประมง กรมทรัพยากรทาง

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

213

ทะเลและชายฝง กรมอุทยานแหงชาติ สัตวปาและพันธุพืช ผูประกอบการธุรกิจ ทองเที่ยว โดยพิจารณาถึงระเบียบและขอกฎหมายที่ติดขัดของหนวยงานตางๆ 9. การช ว ยเหลื อ ด า นสาธารณสุ ข โดยความรวมมือระหวางกระทรวง สาธารณสุข และองคกรพัฒนาเอกชนในพื้นที่เพื่อใหเกิดนโยบายที่เปนรูปธรรม ในการดู แ ลกลุ ม ชาวเลที่ อ ยู พื้ น ที่ เ กาะห า งไกล และเข า ไม ถึ ง สิ ท ธิ ก าร รั ก ษาพยาบาลจากป ญ หาไร สั ญ ชาติ รวมถึ ง การสร า งความเข า ใจในวิ ถี วัฒนธรรมชาวเลใหแกบุคลากรสาธารณสุข 10. ด า นการส ง เสริ ม การศึ ก ษา โดยความร ว มมื อ จากหน ว ยงานที่ เกี่ยวของ ไดแกกระทรวงศึกษาธิการ และองคกรพัฒนาเอกชนที่ปฏิบัติงานใน พื้นที่ เพื่อแกปญหาอคติทางชาติพันธุ การถูกเปนแรงงานเด็ก ปญหาการออก โรงเรียนกลางคัน ติดเกมและมีครอบครัวกอนวัยอันควร 11. ด า นสั ญ ชาติ โดยความร ว มมื อ จากหน ว ยงานที่ เกี่ ย วข อง ได แ ก กรมการปกครอง เครือขายชาวเล สถาบันวิชาการ องคกรพัฒนาเอกชน และ หนวยงานที่เกี่ยวของ เนื่องดวยยังมีปญหาจํานวนขอมูลประชากรที่ตกสํารวจไม ตรงกัน รวมทั้งตองดําเนินการสรางความเขาใจเรื่องสิทธิและหนาที่ของการมี บัตรดังกลาวแกชาวเลใหชัดเจน 12. ด า นการแก ป ญ หาอคติ ท างชาติ พั น ธุ ส ง เสริ ม ดานภาษาและ วัฒนธรรมทองถิ่น โดยมีกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กระทรวงศึกษาธิการ และ กระทรวงวั ฒ นธรรม ร ว มรั บ ผิ ด ชอบหลั ก ในกระบวนการลดป ญ หาอคติ ท าง ชาติพันธุ สนับสนุนและสงเสริมการจัดทําหลักสูตรทองถิ่นเพื่อทําใหชาวเลดํารง อยูอยางภูมิใจในวัฒนธรรมของตน

 


214  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

ทั้งหลายเหลานี้เปนขอเสนอแนะเบื้องตนตอแนวทางที่นําไปสูเสนดาย แหงความเขาใจ และเปนปฏิบัติการที่จะกาวขามปญหาตางๆ ที่เกิดขึ้น อันจะ สงผลให งานฟน ฟู วิ ถีชี วิ ต ชาวเลสํ าเร็ จลุ ล วง เกิด การปฏิบั ติ ใชอ ย า งต อเนื่ อ ง จริงจัง พี่นองกลุมชาติพันธุชาวเลมีคุณภาพชีวิตที่ดี และสังคมมีความสงบสุข นั่นเอง

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

215

เอกสารอางอิง กรมประมง. (2554) รายงานผลการดําเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง แนวนโยบายฟนฟูวิถีชีวิตชาวเล “สรุปผลการดําเนินงานโครงการ เสริมสรางการจัดการชุมชนประมงตนแบบ ประจําป 2554” วันที่ 4 พฤษภาคม 2554. กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ มนุษย. (2554) หนังสือรายงานผลการดําเนินการ เลขที่ พม 0326/10425 วันที่ 23 มิถุนายน 2554 เรื่องการดําเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง แนวนโยบายฟนฟูวิถีชีวิตชาวเล. กรมสงเสริมการปกครองท อ งถิ่ น . (2554) รายงานผลการดําเนินงานตาม แนวนโยบายฟนฟูวิถีชีวิตชาวเล 5 เมษายน 2554. กลุมยุทธศาสตรและแผน สํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดระนอง. (2552) สรุปขอมูล โดยสังเขป การปฏิบัติงานคณะกรรมการระดับจังหวัดเพื่อฟ���นฟู วิถีชีวิตชาวเลจังหวัดระนอง ประจําป 2552. กลุมยุทธศาสตรและแผนงาน สํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต. (2553) เอกสาร ประกอบการประชุม “ปญหาของกลุมชาติพันธุในจังหวัดภูเก็ต” การประชุมคณะกรรมการอํานวยการบูรณาการเพื่อฟนฟูวิถีชีวิตชาวเล. วั น จั นทร ที่ 11 ตุ ล าคม 2553 ณ ห อ งประชุ ม 1 ชั้ น 19 กระทรวง วัฒนธรรม.

 


216  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

กะวิ สารณาคมน กุ ล ประมงจั ง หวั ด ภู เ ก็ ต สํ า นั ก งานประมงจั ง หวั ด ภู เ ก็ ต . (2553) รายงานผลการดําเนินงานตามแนวนโยบายฟนฟูวิถีชีวิต ชาวเล จังหวัดภูเก็ต วันที่ 2 พฤศจิกายน 2553. การประชุมคณะกรรมการอํานวยการบูรณาการเพื่อฟนฟูวิถีชีวิตชาวเล ครั้งที่ 3/2553 วันจันทรที่ 11 ตุลาคม 2553. (2553) เอกสารประกอบการ วาระที่ 1.1 ณ หองประชุม 1 กระทรวงวัฒนธรรม. กิตติ อินทรกุล นักวิชาการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยชํานาญการ พิเศษ. (2553) รายงานผลการดําเนินงานตามแนวนโยบายฟนฟู วิถีชีวิตชาวเล จังหวัดภูเก็ต วันที่ 2 พฤศจิกายน 2553. คณะกรรมการอํานวยการบูรณาการเพื่อฟนฟูวิถีชีวิตชาวเล. (2554) รายงานผล การดําเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 2 มิถุนายน 2553 เรื่อง แนวนโยบายในการฟนฟูวิถีชีวิตชาวเล พฤศจิกายน 2554. คณะอนุกรรมการฟนฟูวิถีชีวิตชาวเลจังหวัดกระบี่. (2553) รายงานผลการ ดํ า เนิ น งานตามแนวนโยบายฟ น ฟู วิ ถี ชี วิ ต ชาวเล ตามมติ คณะรัฐมนตรีวันที่ 2 มิถุนายน 2553 วันที่ 17 พฤศจิกายน 2553. คณะอนุ ก รรมการอํ า นวยการเพื่ อ ติ ด ตามงานฟ น ฟู วิ ถี ชี วิ ต ชาวเล. (2554) รายงานการประชุมคณะอนุกรรมการอํานวยการเพื่อติดตามงาน ฟนฟูวิถีชีวิตชาวเล ครั้งที่ 1/2554 วันที่ 13 กรกฎาคม 2554 ณ หอง ประชุม 307 ศูนยมานุษยวิทยาสิรินธร (องคการมหาชน). นฤมล อรุโณทัย. (2546) “เพื่ อ ความเข า ใจในมอแกน ความรูและมายาคติ เกี่ ย วกั บ กลุ ม ชาติ พั น ธุ “ชาวเล” ใน ชาติ พั น ธุ แ ละมายาคติ . กรุงเทพฯ: สํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติ.  


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

217

นฤมล อรุโณทัย.(2549) “กลุมชาติพันธุทางทะเลชายแดนและชายขอบ: การ สรางความมั่นใจและความมั่นคง” ใน ประเทศไทยกับความมั่นคง ของมนุ ษ ย จากป ญ หาสู พ ลั ง ภาคี เอกสารประกอบการสั ม มนา ระดับชาติ เรื่อง ประเทศไทยกับความมั่นคงของมนุษย จุดยืนและกาว ตอไป 8-9 พฤษภาคม 2549 โรงแรมปรินซพาเลซ กรุงเทพฯ. นัติ เพ็งสถาน นักวิชาการที่ดินชํานาญการพิเศษ สํานักงานที่ดินจังหวัดสตูล. (2553) แบบรายงานผลการดําเนินงานตามแนวนโยบายฟนฟูวิถี ชีวิตชาวเล วันที่ 25 พฤศจิกายน 2553. ประยูร หนูสุก วัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต. (2553) รายงานผลการดําเนินงานตาม แนวนโยบายฟนฟูวิถีชีวิตชาวเล จังหวัดภูเก็ต วันที่ 11 มกราคม 2553. พู น ภั ท ร สถิ ต ย วั ฒ น นั ก วิ ช าการวั ฒ นธรรมชํ า นาญการพิ เ ศษ สํ า นั ก งาน วัฒนธรรมจังหวัดพังงา. (2554) แบบรายงานผลการดําเนินงานตาม แนวนโยบายฟนฟูวิถีชีวิตชาวเลจังหวัดพังงา วันที่ 10 มกราคม 2554. ไพทู ล แพนชั ย ภู มิ กรมทรั พ ยากรทางทะเลและชายฝ ง กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม. (2553) แบบรายงานผลการ ดํ า เนิ น งานตามนโยบายการฟ น ฟู วิ ถี ชี วิ ต ชาวเล ตามมติ คณะรัฐมนตรี วันที่ 2 มิถุนายน 2553 วันที่ 17 ธันวาคม 2553. มูลนิธิชุมชนไท. (2554) เอกสารประกอบงานวันรวมญาติชาติพันธุชาวเล ครั้งที่ 2.

 


218  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

รายงานการประชุมคณะกรรมการแกไขปญหาของเครือขายชุมชนเพื่อ การปฏิรูปสังคมและการเมืองครั้งที่ 2/2553. (2553) วันพุธที่ 14 กรกฎาคม 2553 ณ ตึกสันติไมตรีหลังใน ทําเนียบรัฐบาล. น. 26-27. รายงานการประชุมคณะกรรมการอํานวยการบูรณาการเพื่อฟนฟูวิถีชีวิต ชาวเล ครั้งที่ 1/2554. (2554) วันจันทรที่ 21 มีนาคม 2554 ณ หอง ประชุม 1 ชั้น 19 กระทวงวัฒนธรรม. รายงานการประชุ ม และการลงพื้ น ที่ ติ ด ตามผลการดํ า เนิ น งานตาม มติ ครม. ฟนฟูวิถีชีวิตชาวเล จังหวัดภูเก็ต ของปลัดกระทรวง วัฒนธรรมและคณะ. (2554) วันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ 2554 ณ เทศบาลตําบลราไวย และชุมชนชาวเล จ.ภูเก็ต. สักวรุณ เตชะจิตอาภรณ รองผูวาราชการจังหวัดสตูล. (2554) รายงานผลการ ดําเนินงานตามแนวนโยบายฟนฟูวิถีชีวิตชาวเลจังหวัดสตูล วันที่ 14 มกราคม 2554. สํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดพังงา. (2554) รายงานการประชุมคณะกรรมการ ปฏิบั ติง านระดับ จังหวัด เพื่ อฟน ฟูวิ ถีชีวิ ตชาวเล ครั้ง ที่ 1/2554 วันที่ 7 เมษายน 2554 เวลา 13.03 น. ณ หองประชุมศาลากลางจังหวัด พังงา. น.16-17. สํา นั ก งานวั ฒ นธรรมจั ง หวั ด สตู ล . (2553) เอกสารประกอบการประชุม คณะกรรมการอํานวยการบูรณาการเพื่อฟนฟูวิถีชีวิตชาวเล ครั้ง ที่ 3/2553 วันจันทรที่ 11 ตุลาคม 2553 ณ หองประชุม 1 กระทรวง วัฒนธรรม.

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

219

สํา นั ก งานวั ฒ นธรรมจั ง หวั ด สตู ล . (2552) รายงานความกาวหนาในการ ดําเนินการตามนโยบายฟนฟูวิถีชีวิตชาวเลจังหวัดสตูล. สํานัก จัดการที่ดินของรัฐ กรมที่ดิน. หนั งสือที่ มท.0511.4/7108 ลงวันที่ 18 มีนาคม 2554. (2554) เรื่องการดําเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่องแนวนโยบายฟนฟูวิถีชีวิตชาวเล. อดิศักดิ์ ภูสิทธิ์วงศานุยุต.กรมทรัพยากรธรรมชาติ สัตวปาและพันธุพืช กระทรวง ทรัพ ยากรธรรมชาติแ ละสิ่ง แวดลอ ม. (2554) แบบรายงานผลการ ดําเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ตามแนวนโยบายฟนฟูวิถีชีวิต ชาวเล วันที่ 24 มีนาคม 2554.

 


ปริทัศนหนังสือ: อีกัดลาโวจ

 

โดยอุษา โคตรศรีเพชร และ พลาเดช ณ ปอมเพชร  

อีกัดลาโวจ  (Marine Fish, Urak Lawoi Rawai Village) บรรณาธิการและบรรณาธิการภาพ:   กรองแกว สูอาํ พัน และ เสาวภา อาศนศิลารัตน  ภาพถาย(สวนใหญ)โดยชาวอูรักลาโวยหาดราไวย จังหวัดภูเก็ต จัดพิมพโดย กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมและ บริษัท ปตท.สํารวจและผลิตปโตรเลียม จํากัด (มหาชน)   พิมพทโี่ รงพิมพชุมนุมสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย จํากัด, กรุงเทพฯ พิมพสี่สี กระดาษมัน หนา 208 หนา   พิมพครั้งที่ 1 กันยายน 2552 (1,000 เลม)

อี กั ด ลาโวจ เป น ภาษาอู รั ก ลาโว ย แปลวา ปลาทะเล งานเขียนนี้เปนผลงานภายใต ความร ว มมื อ ของกรมทรั พ ยากรทางทะเลและ ชายฝ ง กระทรวงทรั พ ยากรธรรมชาติ แ ละ สิ่งแวดลอ ม และบริ ษัท ปตท. สํ ารวจและผลิ ต ป โ ตรเลี ย ม จํ า กั ด (มหาชน) ในชุ ด ภู มิ ป ญ ญา ทองถิ่น เลมที่ 1 “อีกดั ลาโวจ”    

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

221

ผูจัดทําไดรวบรวมความรูเกี่ยวกับปลาและปะการังที่เกี่ยวของกับการ ดํารงชีวิตและใชประโยชนทรัพยากรทะเลของชุมชนชาวเลหาดราไวย อําเภอ เมือง จังหวัดภูเก็ต คํานําในหนังสือ (หนา 2) ไดเกริ่นวา “ความผูกพันกับทอง ทะเลและหาดทรายตั้งแตวัยเด็กสั่งสมใหเกิดสิ่งสําคัญ คือ ความรู ความเขาใจ ในธรรมชาติ จนกระทั่งบมเพาะเปนภูมิปญญา... แตในปจจุบันความรูเหลานี้ มักจะถูกมองขาม และไมไดมีการรวบรวมหรือบันทึกไวเปนลายลักษณอักษร อยางเปนทางการซึ่งหากเวลาผานเลยไปอาจทําใหองคความรูที่มีคุณคาเหลานี้ สูญหายไปกับกาลเวลา” เนื้อหาของหนังสือแบงเปน 4 สวน โดยสวนที่ 1 เปนเรื่อง “อูรักลาโวจ”1 หมู บ า นไทยใหม หาดราไวย ส ว นที่ 2 เป น เรื่ อ ง “ความรู โ ลกใต ทะเล ผ า น เกร็ดปลาอูรักลาโวจ” สวนที่ 3 เปนเรื่อง “หินปะการัง” สวนที่ 4 นําเสนอ “แผนที่ ใตทะเล”  กอนถึงสวนที่ 1 ผูจัดทําไดใหขอมูลวิธีการอานตารา���ภายในเลม เพราะ ในแตละตารางมีการนําเสนอชื่อ 4 ประเภท คือชื่อสามัญ ชื่อพื้นบาน ชื่อภาษา    อูรักลาโวจ และชื่อวิทยาศาสตร นอกจากนั้นยังแนะนําสัญลักษณตางๆ ที่พบใน เล ม เช น สั ญ ลั ก ษณ ว า ปลาหรื อ สั ต ว ท ะเลต า งๆ พบเห็ น ได ย ากง า ยเพี ย งใด พฤติกรรมการดํารงชีวิตแบบใด ชาวเลพึ่งพาอาศัยปลาทะเลเหลานี้ในลักษณะ ใด เพื่ อ นํ า มาเป น อาหาร หรื อ นํ า มาสู ร ายได เ พื่ อ การดํ า รงชี พ ของครั ว เรื อ น                                                              1

ผูจัดทําใชคํา “อูรักลาโวจ” แทน “อูรักลาโวย” เพราะเปนการสะกดคําที่แสดงเสียงที่ไมมีในเสียง ภาษาไทย จึงเลือกใชอักษร “จ” เปนตัวแทนเสียงนั้น ถือเปนการสะกดที่ไดรับการยอมรับระหวาง นักภาษาศาสตรและประชากรในกลุม

 


222  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

นอกจากนี้ ยั ง มี สั ญ ลั ก ษณ อื่ น ๆ ที่ ค วรรู ภ ายในเล ม เช น ประเภทของหาด ประเภทของปะการัง ฯลฯ ที่มีประโยชนตอการทําความเขาใจถึงแหลงนิเวศ ชายฝงทะเล  สวนที่ 1 ของหนั ง สื อ นํา เสนอข อ มู ล สั้ น ๆ เกี่ ย วกั บ ชาวเล เช น การ ตั้งถิ่นฐานอยูอาศัยและวิถีความผูกพันกับทองทะเล (8 หนา) ส ว นที่ 2 พาผู อ า นไปรู จั ก ปลาทะเลชนิ ด ต า งๆ โดยให ข อ มู ล สั้ น ๆ เกี่ยวกับการแพรกระจาย การใชประโยชน ลักษณะที่อยูอาศัย และพฤติกรรม รวมทั้งหมายเหตุวาพบไดในชวงใดของป และมีจํานวนมากหรือนอย (118 หนา) สวนที่ 3 อธิบายถึงลักษณะของหินใตทะเลและปะการังชนิดตางๆ (8 หนา) ในสวนที่ 4 แผนที่ใตทะเล ที่มีการนําเสนอแผนที่ที่แสดงขอมูลลักษณะ ภูมิประเทศ เกาะ หาด อาว ฯลฯ ของเกาะบอน เกาะเฮ เกาะแอว เกาะโหลน เกาะแก ว ใน เกาะแก ว นอก เกาะราชาใหญ และเกาะราชาเล็ ก ในภาษา อู รั ก ลาโวจ และภาษาไทย ทํ า ให ท ราบข อ มู ล สภาพภู มิ ป ระเทศและแหล ง ทรัพยากรของเกาะ (14 หนา) ส ว นสุ ด ท า ยของเล ม (ซึ่ ง น า จะใส ชื่ อ ว า เป น ภาคผนวก) เป น ตาราง รายการปลา แสดงชื่อวิทยาศาสตร ชื่อสามัญ/พื้นบาน ภาษาอูรักลาโวจ การ แพรกระจาย ประโยชน สถานภาพ และหมายเหตุ (48 หนา) หนังสือเรื่อง “อีกัดลาโวจ” มีจุดเดนหลายประการ ประการแรกคือรูปเลมกะทัดรัดและภาพสี่สีที่สวยงาม การสื่อสารดวย ภาพและสัญลักษณที่มีสีสันนั้นทําใหขอมูลมีความนาสนใจและสื่อสารความ เขาใจสูผูอานไดดียิ่งขึ้น

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

223

ประการที่สอง ผูจัดทําไดวางกรอบการนําเสนอในภาพรวมโดยการปู เรื่ อ งราวและตั ว ตนของชาวเลที่ มี วิ ถี ชี วิ ต ผู ก พั น กั บ ทะเลและนํ า มาสู ค วามรู เกี่ยวกับอนุกรมวิธานปลาทะเล ผสานกับขอมูลจากความรูพื้นถิ่น แลวจึงนําไป เชื่อมโยงกับเรื่องของระบบนิเวศของหินใตทะเล ปะการัง และแผนที่ใตทะเล ประการที่สาม ในขณะที่มีการพูดถึงการเรียนรูเรื่องราวของทองถิ่นและ การพัฒนาหลักสูตรทองถิ่น หนังสือในรูปแบบนี้สามารถจะนํามาใชเปนสวน หนึ่งของการเรียนการสอน ทั้งที่เปนทางการในโรงเรียน และที่เปนการเรียนรูใน ชุมชน ผูอานที่เปน “คนนอก” ก็จะไดรับทราบถึงความสําคัญของระบบนิเวศ ชายฝง รวมทั้งความสัมพันธระหวางวิถีชีวิตของชาวเลกับสิ่งแวดลอม ประการที่สี่ หนังสือเลมนี้เปดประเด็นที่นาสนใจนาศึกษาตอไปเกี่ยวกับ ความรูเรื่อง “นิเวศวัฒนธรรม” หรือวิถีชีวิตและภูมิปญญาของชาวเลที่เกี่ยวของ กับความรูความเขาใจในระบบนิเวศ และสถานการณความสําคัญและการพึ่งพา อาศัยระหวางชาวเลและทรัพยากรชายฝง หนังสือเลมนี้จะมีความสมบูรณยิ่งขึ้นหากเพิ่มเนื้อหาที่อธิบายวาชื่อ สัตวทะเลตางๆ คําเรียกหาด อาว โขดหิน ฯลฯ รวมทั้งความรูที่แฝงในชื่อหรือคํา เหลานี้เปนตัวแทนของความรูของชาวเล(อูรักลาโวจ)ในชุมชนอื่นๆ ดวยหรือไม อยางไร โลกทัศนของ “นิเวศวัฒนธรรม” ของชุมชนชาวเลในแตละพื้นที่หรือ แตละเกาะมีเหมือนหรือตางกันอยางไร สิ่งที่อาจจะปรับปรุงไดในการตีพิมพครั้งตอไปคือการจัดหัวเรื่อง การจัด เลขหน า ซึ่ ง ยั ง ไม ค อ ยชั ด เจนและสม่ํ า เสมอ ส ว นภาคผนวกก็ ไ ม ป รากฏใน สารบัญทั้งที่เปนสวนสําคัญสําหรับการอางอิงชื่อปลา พื้นหลังของหนากระดาษ

 


224  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

ที่เปนสีดําประกอบกับตัวอักษรสีขาว ทําใหอานคอนขางยาก นอกจากนั้น หาก มี ก ารเชื่ อ มร อ ยเนื้ อ หาระหว า งหั ว เรื่ อ งที่ สํ า คั ญ ๆ และน า สนใจ เช น เรื่ อ ง “ปรากฏการณ น้ําเย็น” “ชั้นน้ําบอกตัวปลา” และ “ปลาบอกเหตุ ‘น้ําเย็นแลว‘” จะทําใหเห็นภาพของนิเวศวัฒนธรรมชัดเจนยิ่งขึ้น กลาวโดยสรุป หนังสืออีกัดลาโวจเปนหนังสือที่นาอานเพื่อทําความ เขาใจเรื่องนิเวศวัฒนธรรมของชาวเล และนัยยะการอนุรักษทรัพยากรชายฝง ทะเล หากมีการสงเสริมความรูเชนนี้ทั้งในกลุมชาวเล สาธารณชน หนวยงาน จัดการดานสิ่งแวดลอม องคกรทองถิ่น รวมทั้งนักทองเที่ยวนักดําน้ํา ก็นาจะทํา ใหเกิดสัมพันธภาพที่ดีขึ้นระหวางมนุษยกับสิ่งแวดลอมและมนุษยดวยกันเอง

 


บทสัมภาษณ:   

ดร.สุพิณ วงศบุษราคัม   นักภูมิศาสตรที่ทําวิจัยเชิงลึก  ในกลุมชาวอูรักลาโวยที่เกาะหลีเปะ   จังหวัดสตูล ด ร . สุ พิ ณ ว ง ศ บุ ษ ร า คั ม เ ป น นั ก ภู มิ ศ า ส ต ร ม นุ ษ ย ( human geographer) ผูที่สนใจเรื่องการจัดการทรัพยากรชายฝงทะเลและใชกรณีศึกษา ของชาวอูรักลาโวยเพื่อสรางความเขาใจเรื่องชุมชน ระบบนิเวศ ความรูทองถิ่น การใชประโยชนทรัพยากร และการอนุรักษ หัวขอของวิทยานิพนธปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยฮาวาย สหรัฐอเมริกาคือ “The Urak Lawoi and the complexity of sustainable resource use: the political ecology of change in the Adang Archipelago, Andaman Sea, Thailand” (2002) ในระหวางที่ ศึกษาวิ จัย ดร.สุ พิณ ใช เวลาอยูในหมูบ า นอูรั กลาโว ยที่ เกาะหลีเปะเป นเวลา 9 เดื อน (ในช ว งป พ.ศ. 2540-2541) ป จ จุ บั น ดร.สุพิณเปนนักสังคมศาสตร อาวุโสประจําองคกร The Nature Conservancy คําถาม: ทําไมจึงสนใจชุมชนอูรักลาโวย? ดร.สุพิณ: ตอนที่หาพื้นที่ทําวิจัย ก็มุงไปที่ชุมชนบนเกาะหรือชายฝงทะเล และได สํารวจชุมชนที่นาสนใจทั้งบริเวณอาวไทยและอันดามัน หลังจากที่สํารวจที่เกาะ ตะรุเตา อาดัง ราวี และหลีเปะ (แผนที่ 1) พบวามีหลายมิติที่ซับซอน ทั้งเรื่องการ ประมง การเปนพื้นที่อุทยานแหงชาติ การมีชุมชนพื้นเมือง นอกจากนี้ หลาย

 


แผนที่ 1: หมูบานเกาและแหลงพักแรมดั้งเดิมของชาวอูรักลาโวยในหมูเกาะอาดัง-ราวี

226  

 

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

227

แหงที่ไปสํารวจมีพัฒนาการทองเที่ยวเยอะมาก แตที่อาดัง ราวี นั้นธรรมชาติยัง คอนขางสมบูรณ จึงเชื่อวาการจัดการที่ดีจะทําใหเกิดการพัฒนาอยางยั่งยืนได ตอนที่ลงไปสํารวจที่เกาะหลีเปะนั้น มีบังกะโลอยูไมกี่แหงและไมใหญโตมากนัก ดานหลังเกาะ บริเวณหาดพัทยาก็มียังไมไดพัฒนา ทั้งเกาะยังไมมีถนน ไมมี รถจักรยานยนต รถจักรยานยนตคันแรกมาในป พ.ศ. 2541 เปนของเจาหนาที่ หนวยประมง เครื่องปนไฟมีแบงกันใชหลายๆ ครอบครัว แตก็ไมไดปนมากนัก เพราะไม ค อยมี น้ํา มั น และก็ไ ม ได มี ไ ฟฟา ใชกั น ทุก บ าน บ า นส ว นใหญไ ม มี ห อ งน้ํ า บางครอบครั ว มี ที วี ตอนที่ ไ ปเก็ บ ข อ มู ล ยั ง เห็ น ชาวบ า นมานอนริ ม ชายหาดคืนเดือนหงายเลนรํามะนา เอารมมากางกันน้ําคาง การเดินทางดวยเรือก็คอนขางลําบาก มีเรือออกสัปดาหละ 3 วัน และ หมดหนาทองเที่ยวก็ไมมีเรือ ตองติดเรือชาวบานไปมา ยังไมมีสปดโบทเหมือน ในปจจุบัน ถาเปนการเดินทางหนาฝน บางทีออกเดินทางแตเชาก็ถึงเกาะหลีเปะ เย็นมาก เดินทางไปไดชาประมาณ 10 กิโลเมตรตอชั่วโมง คําถาม: ทําไมเลือกใชวิธีวิจัยที่ตองอาศัยอยูในชุมชนเปนระยะเวลานาน ทั้งๆ ที่ สาขาที่ศึกษาคือภูมิศาสตร ไมใชมานุษยวิทยา ดร.สุพิณ: เพราะเปนวิธีที่จะทําใหเขาใจความขัดแยงในการใชทรัพยากรชายฝง ได อ ย า งแท จ ริ ง ช ว งเวลาเกื อ บหนึ่ ง ป ทํ า ให เ ห็ น ชั ด ถึ ง การทํ า มาหากิ น ที่ เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล ระหวางนั้น ออกมานอกพื้นที่ 2-3 สัปดาหเทานั้น ที่ เ หลื อ อยู บ นเกาะตลอด โดยส ว นตั ว ไม เ ห็ น ด ว ยกั บ การสํ า รวจโดยใช แบบสอบถาม (questionnaire) ในการศึ ก ษาชุ ม ชนเช น ชาวอู รั ก ลาโว ย ช ว ง 2 เดือนแรกมีความรูสึกวาไมสามารถจะคุยกับผูคนไดอยางสนิทสนม เพราะยัง

 


228  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

ไมเกิด ความคุนเคยและไวเนื้อเชื่อใจกันพอ เมื่อ คุยกับชาวบา นแลวกลับมา จดบันทึกสนามในตอนเย็น รูสึกวาที่ถามไปแลวยังไมไดคําตอบที่แทจริง หลาย เรื่ อ งเป น เรื่ อ งละเอี ย ดอ อ นเช น เรื่ อ งการใช ท รั พ ยากรในพื้ น ที่ อุ ท ยานฯ คนแปลกหนาอยางเราเขาไมถึงขอมูลพวกนี้เมื่อเขาไปแลวซักถามเก็บขอมูลเลย ทันที ขอมูลที่ไดในชวงแรกกับชวงหลังมีความแตกตางกัน เพราะชวงหลังๆ การเก็บขอมูลไมใชแคถามตอบ แตคุยกันตามธรรมดา เมื่อชาวบานสบายใจ แลวจะเลาใหฟงเองโดยที่ไมไดถาม เราก็จะไดยินไดฟงสิ่งที่ชาวบานอยากจะ เล า ระหว า งที่ อ ยู ใ นพื้ น ที่ นั้ น ตั ว เองก็ ถู ก ผู มี อิ ท ธิ พ ลในท อ งถิ่ น ทํ า ร า ย เจอ ประสบการณ ที่ ไ ม ดี ซึ่ ง เป น จุ ด หั ก เหสํ า คั ญ ชาวบ า นรู สึ ก เห็ น ใจว า เราก็ เหมือนกับเขา เห็นไดชัดวาชาวบานเปดใจและคุยใหขอมูลมากขึ้น ชวงแรกไดขอมูลมาวาเกาะหลีเปะไมมีปญหา ชุมชนอยูกับอุทยานฯ ไดดี มีความสุขกับเถาแก แตเมื่อไดขอมูลลึกขึ้นก็ทําใหโจทยวิจัยเปลี่ยนไปดวย เดิ ม โจทย คื อ การเก็ บ ข อ มู ล พื้ น ฐานเพื่ อ ที่ จ ะเสนอแนะแนวทางการจั ด การ ทรัพยากร แตพอเขาใจชาวบานมากขึ้น ก็รูวาวิธีการจัดการที่ตั้งใจจะเสนอนั้น ไมเหมาะเพราะชาวบานขาดความมั่นคงในชีวิต มีทั้งปญหาเรื่องที่ดิน มีปญหา กับอุทยานฯ จนไมสามารถจะดํารงชีวิตอยางที่เคยได คําถาม: ขอคนพบหลักจากงานวิจัยคืออะไร? ดร.สุพิณ: ขอคนพบหลักคือเรื่องวิธีวิทยา การเลือกวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบ ฝ ง ตั ว อยู ใ นพื้ น ที่ แม ว า จะใช เ วลานานและเก็ บ ข อ มู ล ยาก แต ก็ ทํ า ให เ ข า ใจ สถานการณไดดีขึ้นมาก อีกประการหนึ่ง การลงพื้นที่โดยมีสมมุติฐานอยูแลว

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

229

ทําใหมุงมองหาคําตอบ ทําใหไมไดมองวามีสิ่งสําคัญอื่นๆ นอกเหนือไปจากนี้ เดิ ม มองว า ชนพื้ นเมื อ งมี จ ริ ย ธรรมคุ ณ ธรรมเรื่ อ งการอนุ รั ก ษ (conservation ethics) แตเมื่อเก็บขอมูลก็พบวาจริงๆ แลวไมมีอยางชัดเจน แตมีวิถีชีวิตหรือ ปฏิ บั ติ ก ารในเชิ ง อนุ รั ก ษ (conservation practices) ที่นําไปสูจริยธรรม อันเดียวกันนี้ ไมวาจะเปนการไมสะสมอาหาร การโยกยายพื้นที่ทํากิน ทุกอยาง สงเสริมใหธรรมชาติไดฟนฟู แตชาวอูรักลาโวยไมไดทําเพื่อการอนุรักษโดยตรง ในฐานะนั ก วิ จั ย เรี ย กได ว า ตั ว เอง “ตาบอด” กั บ สิ่ ง ที่ ตั้ ง ใจจะหา ทายสุดไดขอคนพบวาการจัดตั้งอุทยานฯ ไมไดคํานึงถึงมิติของมนุษย เหมือนกับ สรางอุทยานฯ บนกระดาษ และสรางพื้นที่อนุรักษโดยไมไดศึกษาวาคนอยูกันมา อยางไร ใชธรรมชาติแบบใด สิ่งนี้จึงกอใหเกิดความขัดแยงซึ่งเปนผลเสียแกทั้ง สองฝ า ย ชาวเลต อ งเปลี่ ย นวิ ถี ชี วิ ต ต อ งพากั น โยกย า ยมารวมกั น ที่ ห ลี เ ป ะ ในขณะที่กอนหนานั้นยังมีการเดินทางไปบากัด1 (ภาพที่ 1-2) ตามที่ตางๆ ทั่วทั้ง หมูเกาะในชวงฤดูแลง รวมทั้งมีชุมชนขนาดเล็กที่เกาะหลีเปะ อาดัง และราวี จึงกลับกลายเปนวาอุทยานฯ เขามาสงเสริมสิ่งที่มีผลกระทบกับทั้งวิถีวัฒนธรรม และรู ป แบบการใช ท รั พ ยากร หลี เ ป ะ เป น พื้ น ที่ แ คบมี ท รั พ ยากรจํ า กั ด โดยเฉพาะอยางยิ่งน้ําจืดมีจํากัด ชาวบานตองไปหาน้ําดื่มจากเกาะอื่นและใช น้ําบอบนเกาะหลีเปะในการซักลาง เมื่อคนพึ่งพาธรรมชาติไมไดก็หาทางอื่น หัน ไปหาวิถีแหงเศรษฐกิจเงินตรา (cash economy) ที่มาพรอมกับความทันสมัย (modernization) จนกระทั่งสูญเสียวัฒนธรรมดั้งเดิมไป อุทยานฯ เองก็ไมได                                                              1

บากัด คือการเดินทางไปจับสัตวทะเลและเก็บหาทรัพยากรชายฝง โดยไปสรางที่พักชั่วคราวตาม ริมหาดบริเวณนั้น

 


วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

230  

สิ่ ง ที่ ต อ งการ และยิ่ ง เกิ ด ความขั ด แย ง กั น ขึ้ น คนในพื้ น ที่ ก็ เ ลยไม ไ ด มี ส ว น ชวยเหลือเอื้อตอการอนุรักษ

1 2

ภาพที่ 1: เกาะหลีเปะ ภาพโดย Brendan Carroll ภาพที่ 2: บากัด-แหลงพักแรมชัว่ คราวทีป่ าตัย ปาญัก ภาพโดย สุพิณ วงศบษุ ราคัม

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

231

คําถาม: ปญ หาอุป สรรคในการอนุรักษมีอะไรบาง? ทิศทางในการอนุรักษ ทรัพยากรควรเปนอยางไร? ดร.สุพิณ: ความเขาใจผิดเปนอุปสรรคสําคัญ อุทยานฯ เขาใจผิดหลายอยาง คิดวาชาวบานบุกรุก ทั้งๆ ที่ชาวบานอยูอาศัยและทํามาหากินบริเวณนี้มานาน และใชพื้นที่ที่แตกตางกันในบริเวณนี้ตามฤดูกาล (seasonal) ในสมัยนั้นยัง ไมมีแผนแมบทในการจัดการ การขาดแผนเชนนี้ทําใหทุกอยางลวนขึ้นอยูกับ หั ว หน า อุ ท ยานฯ ซึ่ ง แล ว แต ว า จะเข า ใจบริ บ ทของพื้ น ที่ ห รื อ ไม การจั ด การ เปลี่ยนแปลงไปมา ไมมีทิศทางที่ชัดเจน ชวงที่ไปทําวิจัยนั้นหัวหนาอุทยานฯ เปลี่ยนบอยมาก และบางคนเทานั้นที่สนใจในมิติของมนุษยและใสใจที่จะเรียนรู เกี่ยวกับเรื่องพื้นที่และชุมชน และปจจุบันแมวาบางอุทยานฯ จะมีแผนแมบท แลว แตแผนมักจะไมไดคํานึงถึงมิติของคุณภาพชีวิตมนุษย และการพัฒนาที่ ยั่งยืน นอกจากการวางแผนจะขาดความเขาใจในบริบทของพื้นที่แลว ยังขาด กําลัง ขาดทรัพยากรในการทํางาน ปญหามีอยูทั่วไปไมเฉพาะที่เกาะหลีเปะ แต ขอสําคัญคือหลีเปะมีสวนที่เปนพื้นที่คุมครองคือมีที่ดินของอุทยานฯ และที่ดิน ของเอกชนจึงตองมีการจัดการที่เขาใจในพื้นที่มากกวานี้ ที่ผานมากลายเปนวา พวกที่ไดรับผลกระทบคือชาวบานซึ่งเปนผูที่ถูกเลนงานไดงายที่สุด บริ เ วณอุ ท ยานฯ ก็ ก ว า งขวางมากเมื่ อ เที ย บกั บ ศั ก ยภาพและสิ่ ง ที่ อุ ท ยานฯ มี อ ยู ใ นการจั ด การ หั ว หน า อุ ท ยานฯ มั ก จะไม ไ ด อ ยู ติ ด พื้ น ที่ เจ า หน า ที่ ตั ว เล็ ก ตั ว น อ ยต อ งพึ่ งพาชาวประมง น้ํ า แข็ ง อาหารแห ง และการ สื่อสาร นอกจากนั้น เจาหนาที่ก็ไมใชคนในพื้นที่ จากที่ไปเก็บขอมูลเห็น

 


232  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

เรือประมงขนาดใหญออกหาปลาในพื้นที่อุทยานฯ ใกลๆ ชายฝงของเกาะ เห็น เรือปนไฟ เรือที่ใชอวนตาถี่กวาที่กําหนด เห็นเรือที่มีหญิงบริการ เห็นการลักลอบ ขนของหนีภาษีโดย การคาน้ํามันเถื่อน การคายาเสพติด เพราะพื้นที่นั้นเปน บริเวณชายแดน เรื่องพวกนี้แทบจะเขียนไวในวิทยานิพนธไมได เหลานี้เปน ปญหาใหญทั้งนั้น และก็ตองอาศัยความรวมมือจากหลายฝายในการจัดการ ปญหา คําถาม: จากที่ลงไปเยี่ยมพื้นที่ครั้งลาสุด (เมื่อ 5 ปที่แลว) สถานการณมีการ เปลี่ยนแปลงบางหรือไม อยางไร? ดร.สุพิณ: เปลี่ยนไปมาก ตอนที่ทําวิจัย ชาวบานไมมีสิทธิในที่ดิน แตตอนที่ไป ลาสุดชาวบานไดเปนเจาของที่ดินบาง ชาวบานมีโอกาสที่จะรวมกับการทําธุรกิจ และอยากทํ า รี ส อร ท บริ เ วณนั้ น กํ า ลั ง เติ บ โตอย า งมาก ช ว งที่ ไ ปทํ า วิ จั ย นั้ น ชาวบานกําลังเลิกวิถีเรรอน เด็กและผูหญิงไมไปบากัดอีกแลว ยิ่งเมื่อกลับไป ครั้งลาสุดก็เห็นการตั้งหลักแหลงอยางถาวร ภูมิปญญาทองถิ่นสูญหายไป เด็ก และวั ย รุ น ไม ค อ ยมี โ อกาสเดิ น ทางและใช ชี วิ ต ที่ ใ กล ชิ ด กั บ ธรรมชาติ เ หมื อ น เมื่อกอน เพราะตองเขาสูระบบการศึกษามากขึ้นในขณะที่หลักสูตรในโรงเรียน (ขณะนั้น) ยังไมไดใหคุณคาภูมิปญญาทองถิ่น ผูที่รูเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติมี นอยลง แมแตผูชายก็ไมคอยไดดําน้ําเหมือนเดิม คนรุนหลังๆ ก็ปรับเปลี่ยนชีวิต หันมาหาอาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการทองเที่ยวมากขึ้น ดังนั้นความรูเหลานี้อาจจะ หายไปในชั่วอายุคน เพราะทักษะอยางอื่นกลับสําคัญกวาทักษะทางทะเล ชาว อูรักลาโวยสัมพันธกับธรรมชาตินอยลง และมีทางเลือกอื่นๆ มากขึ้น ทายสุด ภูมิปญญาเกี่ยวกับการอยูปาและอยูทะเลก็จะหายไปโดยอัตโนมัติ เพราะไมมี

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

233

การถายทอดเหมือนเมื่อกอน การเรียนรูผานประสบการณนั้นสําคัญมากสําหรับ ภูมิปญญาดั้งเดิม การขาดโอกาสในการเรียนรูและลงมือจริงจะทําใหภูมิปญญา เหลานี้สูญหายไปอยางแนนอน (ภาพที่ 3-5)

3

4 5

ภาพที่ 3: ชายอูรักลาโวยกําลังตากปลิงทะเล ภาพโดย สุพิณ วงศบุษราคัม ภาพที่ 4: การเตรียมวางลอบดักปลา ภาพโดย สุพิณ วงศบุษราคัม ภาพที่ 5: ความชํานาญในการวางลอบดักปลาใตน้ํา ภาพโดย ZDF (Zweites Deutsches Fernsehen)

 


234  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

คําถาม: ปจจุบันชาวอูรักลาโวยหลายชุมชนมีปญหาเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน เผชิญ กับสภาพทรัพยากรที่เสื่อมโทรมลง เผชิญกับการพัฒนาการทองเที่ยวที่ไมเห็น ความสําคัญของชนพื้นเมือง คิดวาอนาคตของชุมชนจะเปนอยางไร และเรา ควรมีนโยบายตอชุมชนพื้นเมืองอยางไร? ดร.สุพิณ: ชาวเลเปนกลุมที่ปรับเปลี่ยนตัวเองไดตามโอกาส (opportunists) ดังนั้น กอนจะรางนโยบาย นาจะเริ่มที่การเคารพใสใจในวัฒนธรรมเปนพื้นฐาน กอน จะตองสนใจที่จะเขาใจและรูจักวัฒนธรรม สรางใหเกิดการมีสวนรวม ให โอกาสในการปรึกษาหารือวานโยบายจะสอดคลองกับวิถีวัฒนธรรมอยางไร การ พัฒนาแผนการบริหารจัดการและนโยบายตางๆ จะตองนําขอมูลและความเห็น ของชาวบานมาพิจารณาดวย จะตองมีกลยุทธและกิจกรรมที่ทําใหชาวบาน เขามารวมไดจริง ใหโอกาสในการรวมตัดสินใจ และตองมีนโยบายที่ทําให ชาวบานสามารถดํารงชีวิตตอไปได รวมทั้งใหความสําคัญกับคานิยมทางสังคมวัฒนธรรม-จิต วิญ ญาณ ถาจะอนุรั กษ ทรั พ ยากร จะต องเรี ยนรูวิ ถีชี วิต และ ความเปนอยูของชุมชน รวมทั้งพัฒนาการทางวัฒนธรรมวามีความสัมพันธกับ ทรัพยากรอยางไร สิ่งที่สําคัญที่สุดของวัฒนธรรมชาวเลคือสายใยความสัมพันธ ที่มีตอทะเลและทรัพยากรชายฝงทะเล เราตองสนใจเรื่องนี้กอน จึงจะวางแผน อนุรักษไดถูกตอง นอกจากนั้น ยังตองใชความรูทางวิทยาศาสตร ความรูใหมๆ รวมทั้งความรูเทาทันในสิ่งใหมๆ มาชวยในเรื่องการศึกษา การสรางคานิยมใหม และการสรางความตระหนัก (ภาพที่ 6-8)

 


Journal of Social Research Vol.34 No.2 2011  

235

6

8

7

ภาพที่ 6: ชาวอู รั ก ลาโว ย เตรี ย มไม ไ ผ สํา หรั บ ทํา ฝาบ า น ภาพโดย Geertjan Preyde ภาพที่ 7-8: ชาวอูรักลาโวยชวยกันทําเรือจําลองสําหรับพิธีลอยเรือ ภาพโดย สุพิณ วงศบุษราคัม คําถาม: สิ่งที่ไดเรียนรู ประสบการณ หรือบทเรียนจากงานวิจัยเกี่ยวกับชุมชน อูรักลาโวยเปนประโยชนในการทํางานปจจุบันอยางไร? ดร.สุพิณ: ปจจุบันทํางานที่องคกร The Nature Conservancy และถือไดวาเปน นักสังคมศาสตรอาวุโสคนแรกในสวนงานของ Central Science เพราะงานวิจัย

 


236  

วารสารวิจัยสังคม ปที่ 34 ฉบับที่ 2 2554

วิทยาศาสตรใชวิธีเชิงปริมาณทั้งนั้น เนนเรื่องการตรวจวัดผลกระทบตางๆ แตประสบการณที่ผานมาทําใหพยายามที่จะนําความเขาใจเรื่องเชิงคุณภาพ เขามา เพราะงานวิจัยเชิงปริมาณตอบคําถามหลายอยางในมิติที่เกี่ยวกับมนุษย และสังคมไมไดแทจริง ไมเห็นภาพที่ชัดเจนลึกซึ้ง องคกรนี้เนนดานวิทยาศาสตร (natural science-based) ซึ่งทํางาน วิจัยไดดีมากในเรื่องสิ่งแวดลอมและธรรมชาติ แตเมื่อองคกรหันมาสนใจเรื่อง คน ก็ เ ลยมี ค วามท า ทายมากขึ้ น และเป น โอกาสที่ จ ะใช ป ระสบการณ ที่เคยมีมาทํางานทามกลางนักวิทยาศาสตรธรรมชาติ (natural scientists) และ นั ก นิเวศวิทยา (ecologists) ปจจุบันแทบจะเลี่ยงไมไดที่พูดถึงอนุรักษโดยไม พูดถึงเรื่องคน เพราะประชากรโลกเพิ่มมากขึ้นเปน 7,000 ลานคนแลว อีก 20 ป อาจจะถึง 9,000 พันลานคน แมบริเวณที่ไมมีคนอยูก็ไดรับผลกระทบจากสังคม และคน องคกรอื่นๆ ที่ทํางานเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดลอมก็หันมาสนใจเรื่อง คนเชนกันหลายโครงการลมเหลวไปเพราะไมไดเอามิติเรื่องคนมาคิดตั้งแตตน การอนุรักษธรรมชาติจะสําเร็จไดก็ตองมาจากคนในพื้นที่ องคกรขางนอกชวยได เพียงชวงเวลาเดียว ถาคนไมไดเห็นประโยชนอันนี้โครงการก็จะมีความเสี่ยงสูง งานวิจัยเชิงคุณภาพเปนงานที่ตองใชเวลา ตองใชประสบการณในการวิเคราะห เพราะไมมีโปรแกรมพิเศษหรือสําเร็จรูปที่ทําไดอยางสมบูรณ จึงนับวาเปนความ ทาทาย  

 


หลักเกณฑการเสนอบทความเพื่อตีพิมพในวารสารวิจัยสังคม หลักเกณฑวารสารวิจัยสังคม (ฉบับปรับปรุง พฤษภาคม 2555) วัตถุประสงค วารสารวิจัยสังคม เปนวารสารวิชาการของสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย มีวัตถุประสงคเพื่อการเปนเวทีวิชาการในการเผยแพร แลกเปลี่ยนความรูและผลงาน ทางวิชาการดานสังคมศาสตร สังคมวิทยา และมานุษยวิทยา การพิจารณารับบทความ วารสารวิ จั ย สั ง คม มี น โนยายรั บ พิ จ ารณาบทความวิ จั ย บทความวิ ช าการของ นักวิชาการ นักวิจัย นิสิต นักศึกษาและบุคคลทั่วไป ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่ เกี่ยวของและไดมาตรฐานตามที่วารสารวิจัยสังคมไดกําหนดไว ทั้งนี้โดยไมคํานึงถึง หนวยงานตนสังกัด พื้นฐานทางการศึกษา แหลงถิ่นที่พํานัก หรือศาสนาของผูเขียน ขอกําหนดในการสงและพิจารณาตนฉบับ 1. ตนฉบับพิมพดวย Microsoft Word for Windows ความยาว 10-20 หนา กระดาษ A4 2. ใชแบบตั ว อั ก ษร Browallia New รายละเอี ย ดขนาดตั ว อั ก ษรและการ จัดรูปแบบตามเอกสารคําแนะนําการเตรียมตนฉบับ (สามา���ถดูรายละเอียด ไดที่ http://www.cusri.chula.ac.th) 3. ระบุ ชื่อของผูเขียน หนวยงานที่สังกัด ตําแหนงทางวิชาการ / ประวัติผูเขียน โดยยอ (ถามี) 4. มีบทคัดยอภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ไมควรเกิน 1 หนากระดาษ A4 5. ผลงานวิชาการที่สงมาตองไมไดรับการเผยแพรที่ใดมากอน

 


6. การสงตนฉบับใหจัดสงแบบเสนอแบบฟอรมสงบทความเพื่อพิจารณานําลง วารสารวิจัยสังคม รวมทั้งเอกสารบทความพรอมไฟลตนฉบับที่บันทึกลงแผน ซีดี หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส สงถึง กองบรรณาธิการ “วารสารวิจัยสังคม” สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย อาคารวิศิษฐ ประจวบเหมาะ ชั้น 5 ถนนพญาไท กรุงเทพฯ 10330 email: sripub06@yahoo.com 7. กองบรรณาธิการจะพิจารณาบทความที่ส ง มาและเสนอตอ ผูท รงคุณ วุ ฒิ คัดกรองบทความ เพื่อพิจารณาคุณภาพความเหมาะสมของบทความกอน การจัดพิมพ 7.1 ในกรณี ที่ผ ลการพิ จารณาใหจัดพิมพไ ด หรื อต องมี การปรับปรุ ง แกไขกอ น กองบรรณาธิ ก ารจะแจ ง ให ท ราบ โดยผูเ ขี ย นจะตอง ดําเนินการปรับแกใหแลวเสร็จภายในระยะเวลาที่กําหนด และกอง บรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการตกแตงตนฉบับความถูกตองตาม หลักภาษาไทย และภาษาอังกฤษ 7.2 ในกรณีที่ผลการพิจารณาไมสามารถจัดพิมพได กองบรรณาธิการ จะแจงและสงตนฉบับผลงานคืนแกผูเขียน 8. ลิขสิทธของผลงาน ทัศนะและขอคิดเห็นในวารสารวิ จั ย สั ง คมเป น ของผู เ ขี ย นแต ล ะท า น มิใช ทัศนะและขอเขียนของกองบรรณาธิการ หรือสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย ผู ประสงค จะนํา ข อ ความใดๆ ไปผลิ ต /เผยแพรซ้ําตองไดรับ อนุญาตจากผูเขียนและกองบรรณาธิการวารสารวิจัยสังคมวาดวยกฎหมาย ลิขสิทธิ์

 


แนวทางในการพิจารณาบทความ 1. กองบรรณาธิการ สงบทความไปยังผูทรงคุณวุฒิเพื่อพิจารณาคัดกรองบทความ ตามความสนใจ และความเชี่ยวชาญของผูทรงคุณวุฒิจํานวน 1 บทความ/2 ทาน 2. ผูทรงคุณวุฒิจะใหขอคิดเห็น/ขอเสนอแนะ ตามที่เห็นสมควร ลงในแบบฟอรม ขอคิดเห็นเกี่ยวกับบทความ และสงคืนกลับยังกองบรรณาธิการ 3. กองบรรณาธิการสงตนฉบับและขอคิดเห็นของผูท รงคุณวุฒิใหผูเขียนปรับแกไข (ถามี) ภายในระยะเวลา 2 เดือน และสงตนฉบับ(ฉบับแกไข) กลับมายังกอง บรรณาธิการเพื่อพิจารณาวาไดปรับแกหรือไมอยางไร

 


ติดตอหรือสงบทความลงตีพิมพไดที่ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย อาคารวิศิษฐ ประจวบเหมาะ ชั้น 5 ถนนพญาไท กรุงเทพฯ 10330 Chulalongkorn University Social Research Institute Phayathai Road, Bangkok 10330 Thailand Tel. 0-2218-7394, 0-2218-7401 Fax 0-2215-5523, 0-2255-2353 E-mail: cusri@chula.ac.th, sripub06@yahoo.com http://www.cusri.chula.ac.th

 


Journal of Social Research