Page 1

โครงการการพัฒนาโครงการ

“”ศึกษาผลกระทบจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ตอสุ ่ ขภาวะชุมชนทองถิ ้ ่น

แผนงานคุม้ ครองผูบ้ ริโภคดานสุ ้ ขภาพ พ.ศ. 2552-2555

เสนอ

แผนงานคุ้มครองผู้ บริโภคดานสุ คคส. ้ ขภาพ (คคส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริ มสุขภาพ (สสส.) ้

สสส

สำนักงานกองทุนสนับสนุน

การสรางเสริ ้ มสุขภาพ

โดย

จัยส

ั นวิ

ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

าลัย

HULALONGKORN NIVERSITY OCIAL ESEARCH NSTITUTE

วิทย

สถาบ

ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแยง้ และ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ังค ม จ ุ ฬ ล งก ร ณ์ มหา า


ผลกระทบจากเหมืองแรตอสุขภาวะชุมชนทองถิ่น : การทบทวนเอกสารและองคความรู

รวบรวมโดย

ศูนยศึกษาสันติภาพและความขัดแยง และสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย

ไดรับทุนสนับสนุนจาก

แผนงานคุม ครองผูบริโภคดานสุขภาพ (คคส.) สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ (สสส.)

กุมภาพันธ 2554


คํานํา “การพั ฒ นาโครงการศึ ก ษาผลกระทบจากอุ ต สาหกรรมเหมื อ งแร ต อ สุ ข ภาวะชุ ม ชนท อ งถิ่ น ” เกิดขึ้นจากการที่นักวิจัยจากหลายสาขาวิชา หลายสถาบันการศึกษาทั้งในจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยและใน มหาวิทยาลัยอื่นๆ ไดลงมือศึกษาวิจัยเรื่องเกี่ยวกับเหมืองแร หรือชุมชนโดยรอบเหมือง แตเมื่อผลิตรายงาน วิจัยออกมา ผลงานที่ไดมักจะเนนมุมมองของแตละสาขาวิชา เชน สายสาธารณสุขก็มักจะเนนเรื่องสุขภาพ สายวิศวกรรมศาสตร วิทยาศาสตร (ธรณีวิทยา) ก็มักจะศึกษาศักยภาพของแหลงแร สวนวิทยาศาสตร (สิ่งแวดลอม) ก็จะเนนเรื่องผลกระทบของสิ่งแวดลอมและการวัดคาตางๆ สายสังคมศาสตรมักจะศึกษา เรื่องผลกระทบทางสังคมจากเหมือง การมองแยกสวนทําใหการแกปญหาทําไดยาก เพราะมักจะใชศาสตร ที่นักวิชาการคุนชินเปนตัวตั้ง อั น ที่ จ ริ ง แล ว เหมื อ งแร นั้ น เชื่ อ มโยงกั บ เรื่ อ งเทคโนโลยี เศรษฐกิ จ วิ ถี ก ารบริ โ ภค การเมื อ ง กฎหมายนโยบาย แนวทางการพัฒนาประเทศ และยังเกี่ยวของกับความสัมพันธเชิงอํานาจ ทั้งในแงของ อํานาจของ “ความรู” และอํานาจของภาคสวนตางๆ ที่เหลื่อมล้ําและบางครั้งก็มองขามซึ่งกันและกัน “การ พัฒนาโครงการศึกษาผลกระทบจากอุตสาหกรรมเหมืองแรตอสุขภาวะชุมชนทองถิ่น” จึงเปนจุดเริ่มตนที่ รวมเอานั กวิชาการหลายสาขามารว มพู ดคุยแลกเปลี่ยนขอมูลในเวทีเ ดียวกับผูแทนจากภาครัฐ ผู แทน ชาวบาน และผูแทนองคกรพัฒนาเอกชน เพื่อที่จะคนหาประเด็นหรือโจทยวิจัยในอนาคตที่จะนําไปสูความ รวมมือกันศึกษาวิจัยผลกระทบของเหมืองแรตอสุขภาวะของชุมชนทองถิ่น และหาแนวทางทําความเขาใจ ฐานความรูและระบบคิดของกันและกัน รวมทั้งวิเคราะหวาฐานคิดดั งกล าวทําใหเกิดการคิดตางหรือ บางครั้งทําใหเกิดความขัดแยงในความคิดอยางไรบาง ผลงานของโครงการเล็กๆ นี้มีสองสวนคือ 1) ขอเสนอโครงการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการ “ผลกระทบ จากอุตสาหกรรมเหมืองแรตอสุขภาวะชุมชนทองถิ่น” และ 2) รายงานผลกระทบจากเหมืองแรตอสุขภาวะ ชุมชนทองถิ่น: การทบทวนเอกสารและองคความรู ผูจัดทําโครงการขอขอบคุณภาคีเครือขายที่รวมคิดริเริ่ม งานดวยกันคือคุณสุรพงษ กองจันทึก รศ.นพ.สุนทร ศุภพงษ ดร.มาลี สิทธิเกรียงไกร ผศ.ภก.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี คุณสุภาภรณ มาลัยลอย คุณเกื้อเมธา ฤกษพรพิพัฒน และผูที่รวมวางแผนจัดประชุมคือ คุณบําเพ็ญ ไชยรักษ ขอขอบพระคุณผูที่รวมใหความรูและแลกเปลี่ยนขอมูลในเวทีสัมมนา คือ รศ.ดร. ดาวัลย วิวรรธนะเดช ดร.กฤษฎา บุญชัย และคุณเลิศศักดิ์ คําคงศักดิ์ รวมทั้งผูแทนจากชุมชนและองคกร ภาคีเครือขายซึ่งมีชื่อปรากฏอยูในภาคผนวกของรายงานผลกระทบจากเหมืองแรฯ คณะผูจัดทํา : สุริชัย หวันแกว นฤมล อรุโณทัย สุดธิดา วงศสถาพรรัตน ศยามล เจริญรัตน ภาสนันท อัศวรักษ ปกรณ เลิศเสถียรชัย อุษา โคตรศรีเพชร กิ่งแกว บัวเพชร พลาเดช ณ ปอมเพชร รัศมี เอกศิริ ชณิกา สุพัฒนะกรกิจ กุณฑี สวางวงศธรรม สโรชา แสงสัจจา


สารบัญ หนา คํานํา 1 สารบัญ 2 สวนที่ 1: ผลกระทบจากเหมืองแรตอสุขภาวะชุมชนทองถิ่น: การทบทวนเอกสารและองคความรู 4 1.1 การทบทวนองคความรูเรื่องเหมืองแรกับผลกระทบตอชุมชน 5 1.2 ชองโหวของความรู ขอมูลและระบบรองรับสุขภาวะของชุมชนบริเวณเหมืองแร 9 1.3 การวิเคราะหและวิพากษกฎหมายที่เกี่ยวของกับเหมืองแรและชุมชน 11 1.4 การวิเคราะหนโยบายที่เกี่ยวกับเหมืองแรและชุมชนและการคาดการณความเสี่ยงในอนาคต 13 1.5 การวิเคราะหวิพากษฐานคิดหรือมุมมองเกี่ยวกับเหมืองแรและผลกระทบตอชุมชน 16 1.6 สถานการณผลกระทบจากเหมืองแรและการขุดแรตอชุมชนรอนพิบูลย จังหวัดนครศรีธรรมราช 18 1.7 สถานการณผลกระทบจากเหมืองแรตอชุมชนกะเหรี่ยงบานคลิตี้ลาง 20 อําเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี 1.8 สถานการณผลกระทบจากเหมืองแรตอชุมชนแมตาว อําเภอแมสอด จังหวัดตาก 23 1.9 สถานการณผลกระทบจากเหมืองแรตอชุมชนบานเขาหมอ-ทับคลอ อําเภอทับคลอ จังหวัดพิจิตร 26 1.10 การทบทวนเอกสารตางประเทศเกี่ยวกับเหมืองแรและชุมชน 29 1.11 เสียงเรียกรองจากผูไดรับผลกระทบจากการทําเหมืองแรในประเทศไทย 38 42 1.12 มองมุมเหมือง 1.13 สงทาย 43 สวนที่ 2: -ขอเสนอโครงการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการ “ผลกระทบจากอุตสาหกรรมเหมืองแร 46 ตอสุขภาวะชุมชน 2.1 ความสําคัญและที่มาของปญหาการวิจยั 46 2.2 การทบทวนวรรณกรรม 47 2.3 รายละเอียดงานในขอเสนอการศึกษาวิจัย 51 2.4 งานสวนแรก --การวิเคราะหความทุกข ความเสี่ยง และการจัดการความเสี่ยง 52 กรณีผลกระทบตอสุขภาวะชุมชนจากอุตสาหกรรมเหมืองแร 2.5 งานสวนที่สอง --การศึกษาเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนที่ดิน 53 และสุขภาวะชุมชน 2.6 แผนงานศึกษาวิจัย 56 2.7 ผลงานวิจยั ที่เกีย่ วของและเอกสารอางอิง 56

2


สารบัญ (ตอ) หนา ภาคผนวก ก. สรุปการสัมมนาเรื่อง “ผลกระทบจากอุตสาหกรรมเหมืองแรตอสุขภาวะชุมชนทองถิ่น” ข. บรรณานุกรมเกี่ยวกับเหมืองแรและผลกระทบตอชุมชน ค. บรรณนิทัศนเกี่ยวกับเหมืองแรและผลกระทบตอชุมชน ง. ตารางสรุปขอมูลชุมชนทองถิ่นที่ไดรับผลกระทบดานตางๆ จากเหมืองแร จ. เกริ่นนําโครงการเหมืองแร (แฟมเอกสารการนําเสนอ Powerpoint) ฉ. เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง “ผลกระทบจากอุตสาหกรรมเหมืองแร ตอสุขภาวะชุมชนทองถิ่น”

3

ก-1 ข-1 ค-1 ง-1 จ-1 ฉ-1


สวนที่ 1: ผลกระทบจากเหมืองแรตอสุขภาวะชุมชนทองถิ่น: การทบทวนเอกสารและ องคความรู แมวาอุตสาหกรรมเหมืองแรจะทําใหประเทศไทยมีความมั่นคงและมั่งคั่งทางเศรษฐกิจจากการนํา ทรัพยากรวัตถุดิบมาใชในอุตสาหกรรมการผลิต และการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานซึ่งตองใช วัตถุดิบจากแร แตจากมุมมองของสุขภาวะชุมชนทองถิ่น ปรากฏวามีบทเรียนซ้ําแลวซ้ําเลาที่ผลกระทบ ดานลบนั้นตกอยูกับชุมชน อาทิเชน กรณีสารหนูปนเปอนจากเหมืองดีบุกที่อําเภอรอนพิบูลย จังหวัด นครศรีธรรมราช สารแคดเมียมจากเหมืองสังกะสี อําเภอแมสอด จังหวัดตาก สารตะกั่วจากเหมืองที่บาน คลิตี้ อําเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี หลายกรณีที่กลาวถึงขางตนนี้เกิดขึ้นมานานแลว แตอยางไรก็ดี การรับรูในสาธารณะก็ยังไมมาก เทาที่ควร การแกไขปญหาก็คอนขางลาชา ทั้งปญหาสุขภาพ และปญหาการฟนฟูสิ่งแวดลอม บอยครั้งที่ อุตสาหกรรมเหมืองแรไดสงผลกระทบตอพื้นที่ทํากินและที่อยูอาศัยของพี่นองกลุมชาติพันธุที่ไรอํานาจใน การตอรองและดูเหมือนไมมีตัวตนในสังคมไทย ในกรณีของบานคลิตี้ลาง แมวาจะมีชาวบานกะเหรี่ยงที่ชนะการฟองรองในศาลอุทธรณเพื่อการ ชดเชยคาเสียหาย และชนะการฟองรองในศาลปกครองกลาง เพื่อใหกรมควบคุมมลพิษเขามารับผิดชอบ แต กระนั้น ปญหาก็ยังไมสามารถแกไขได อาการเจ็บปวยนั้นหลากหลายจนเกิดขอถกเถียงวาดวยการวินิจฉัย ทางการแพทยที่ยังหาขอยุติไมได สวนรูปแบบการฟนฟูสิ่งแวดลอมนั้นก็ยังเปนหัวขอที่ถกเถียงไมสิ้นสุดใน เชิงวิชาการดวยเชนกัน สิ่งนี้แสดงใหเห็นวา การแกปญหาจากความเสี่ยงในรูปแบบนี้ไมอาจจะทําไดโดย สาขาวิชาใด วิชาหนึ่งเทานั้น ปญหานี้เกี่ยวของโดยตรงกับการศึกษาทางผลกระทบดานสุขภาวะ ดานสังคม ดา นการวินิ จ ฉัย ทางการแพทย ด า นสิ่ง แวดลอม และยัง เชื่อ มโยงไปยัง การจัด ทํา นโยบายสุ ข ภาวะและ มาตรการทางกฎหมายอีกดวย กรณีเชนนี้จึงไมสามารถแกไขดวยการพึ่งพิงหนวยงานใดหนวยงานหนึ่ง หรือผูเชี่ยวชาญกลุมใดกลุมหนึ่ง เทาที่ผานมา การหาคําตอบใหกับปญหาผลกระทบตอสุขภาวะจากการปนเปอนมีขอจํากัดและความ ไมแนนอนสูง และปจจัยในการสรางคําตอบที่กระจางชัดยิ่งขึ้นมาจาก 2 ปจจัยหลักคือ 1) การขั บ เคลื่ อ นผู รั บ เคราะห ใ ห ไ ด ร ว มผลิ ต สร า งความรู แ ละหลั ก ฐานทางวิ ท ยาศาสตร กั บ ผูเชี่ยวชาญหลายสาขาวิชา เพื่อเขาถึงกระบวนการยุติธรรมและสื่อสารกับสาธารณะ 2) การสื่อสารเสียงแหงการทนทุกขใหไดกลายเปนประสบการณรวมกันในสังคม จนเกิดกระแส กดดัน และเรงการพัฒนาความรวมมือและการเรียนรูรวมกันระหวางองคกรในภาคสวนตางๆ อยางเปนระบบ ซึ่งจะเปนสวนสําคัญในการแกไขปญหาตอไป

4


จากประสบการณการขับเคลื่อนเพื่อความเปนธรรมและการพัฒนาสุขภาวะชุมชนในตางประเทศ ปจจัยทั้งสองอยางนี้ จะเกิดขึ้นไดไมใชจากผูเชี่ยวชาญแตเพียงดานเดียว และไมไดจํากัดวาความรูเปนเรื่อง ทางภววิสัยเทานั้น แตตองเปนกระบวนการทางสังคมที่ใหผูทนทุกขไดผลิตสรางความรูและความรูสึกได ดวยตนเอง โครงการนี้จะเปนแกนกลางในการสื่อสารสาขาวิชาที่แตกตางกันเพื่อสรางองคความรูเพื่อให ไดมาซึ่งความเปนธรรม และยังมุงวิเคราะหและขับเคลื่อนการแกไขปญหาอยางเปนระบบ โดยเปรียบเทียบ กั บ ประสบการณ ก ารแก ไ ขป ญ หาทั้ ง ในและต า งประเทศ อั น จะนํ า ไปสู ก ารแก ป ญ หาร ว มกั น โดยใช ฐานความรูในเชิงสหสาขาวิชา นอกจากความพยายามในการแกไขปญหาแลว ภาควิชาการตองตั้งคําถามเพื่อทําความเขาใจและ สรางความชัดเจนถึงแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแรในอนาคต แมจะมีการระบุวา “การใช ประโยชนทรัพยากรแหลงแรจะตองสอดคลองกับดุลยภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดลอมเพื่อประโยชน ทางดานเศรษฐกิจและสังคมของทองถิ่น และจะตองคํานึงถึงการมีสวนรวมขององคกรปกครองสวนทองถิ่นใน การใชทรัพยากรธรรมชาติและการจัดการสิ่งแวดลอมอยางสมดุลและยั่งยืน” แตกรณีตางๆ ในทองถิ่นที่เกิดขึ้น และเปนขาวขึ้นนั้นแสดงใหเห็นวาหลักการนี้ยังไมไดนําไปสูการปฏิบัติอยางแทจริง เนื่องจากการทบทวน ความรูเบื้องตนในดานผลกระทบจากอุตสาหกรรมเหมืองแรตอสุขภาวะชุมชนทองถิ่นยังมีจํากัด งานชิ้นนี้ จึงมุงทบทวนองคความรู รวมทั้งรวบรวมบรรณานุกรม จัดทําบรรณนิทัศนเอกสารผลกระทบจาก อุตสาหกรรมเหมืองแรตอสุขภาวะชุมชน และแนวทางในการจัดการปญหาจากกรณีตัวอยางในอดีต

1.1 การทบทวนองคความรูเรื่องเหมืองแรกับผลกระทบตอชุมชน การศึกษาวิจัยเรื่องเหมืองแรกับผลกระทบตอชุมชนนั้นมีในรูปแบบของงานวิจัย งานวิทยานิพนธ และบทความ ดังที่ปรากฏในบรรณานุกรมและบรรณนิทัศนในสวนของภาคผนวก งานสวนใหญที่เกี่ยวกับ ผลกระทบของเหมืองแรนั้นเนนที่ดานสิ่งแวดลอมกายภาพ เชน ฝุนละออง การปนเปอนในน้ํา การใชระเบิด และผลกระทบตอทัศนียภาพ รองลงมาเปนงานที่ศึกษาถึงผลกระทบดานสุขภาพ ไดแก โรคตางๆ หรือ สภาวะการเจ็บปวยที่มาจากมลพิษของเหมือง การเกิดอุบัติเหตุและการไดรับบาดเจ็บจากการทําเหมือง การทําเหมืองแรมักจะทําใหเกิดผลกระทบดานสิ่งแวดลอม ซึ่งจะมีผลถึงสุขภาพดวย เพราะ ตามปกติธรรมชาติของสายแรนั้นมักจะมีแรหลายชนิดเกิดขึ้นควบคูกันอยู แตหากแหลงนั้นไมถูกรบกวน ก็ จะไมกอผลกระทบ เมื่อไปทํากิจกรรมขุดหรือทําเหมือง ก็เทากับวาเราไปรบกวนแหลงนี้ “เพื่อนแร” ทั้งหลายที่เปนอันตรายก็จะกลายเปนผลพลอยได เชน สายแรทองคําและดีบุกมักจะมีสารหนูตนเหตุของ โรคมะเร็ง สายแรสังกะสีมีสารแคดเมียมตนเหตุของโรคอิไต-อิไต หรือแมแตถานหินซึ่งเปนเชื้อเพลิงก็มี

5


ผลกระทบตอระบบทางเดินหายใจ เพราะเมื่อถานหินถูกเผาก็จะปลอยกาซกํามะถันออกมา เมื่อไปสัมผัสกับ น้ําจะรวมตัวกลายเปนกรดซัลฟูริกหรือฝนกรดที่มีผลกระทบในการกัดกรอน1 การนําแรมาผลิตวัตถุดิบสําหรับพลังงานและวัสดุตางๆนั้น จําเปนตองผานกระบวนการแตงแร (Mineral Processing) ซึ่งจะมีทั้งการแตงแรดวยกระบวนการทางกายภาพ (Physical Processing) และการแตง แรดวยกระบวนการทางเคมี (Chemical Processing) ซึ่งจะตองมีสารเคมีเขามาเกี่ยวของและอาจมีการ ปนเปอนสูสิ่งแวดลอม หากขาดการจัดการอยางเหมาะสม ตัวอยางเชน อุตสาหกรรมทองคํา สวนใหญมีการ ใชสารไซยาไนด หากจัดการไมดีก็อาจสงผลกระทบรุนแรง ผลกระทบจากการทําเหมืองแรตอสุขภาพและสังคมไดรับความสนใจและปรากฏใหเห็นเดนชัดเมื่อ ประมาณ 20 ปที่แลว จากกรณีการรั่วไหลของกาซซัลเฟอรไดออกไซดจากเหมืองแมเมาะตั้งแตป พ.ศ. 2535 โดยสภาพภูมิประเทศของอําเภอแมเมาะมีภูเขาลอมรอบสามทิศและมักเกิดภาวะอุณหภูมิผกผันทําใหมลพิษ ที่เกิดจากการเผาไหมถานหินและควันพิษตลอดจนเสียงดังที่เกิดจากการระเบิดภูเขาไมสามารถถายเทไปที่ อื่นได ตั้งแตป พ.ศ. 2535 เกิดเหตุการณฝนกรดซึ่งเปนน้ําฝนที่ผสมสารซัลเฟอรไดออกไซด สวนในวันที่ ฝนไมตกก็จะมีฝุนละอองผสมสารซัลเฟอรไดออกไซดตกลงมาสูชุมชน นอกจากนี้ยังมีฝุนจากการทําเหมือง ทุกกระบวนการ ทํ าใหชาวบ านเกิดอาการหายใจไมออก คั นตามตัว เป นผดผื่นและแพ เคื องตา เจ็บคอ ชาวบานจึงเกิดการรวมตัวกันของผูไดรับผลกระทบในนามของ เครือขายสิทธิผูปวยแมเมาะ กรณีถัดมาคือกรณีสารหนูจากการทําเหมืองแรดีบุกที่อําเภอรอนพิบูลย จังหวัดนครศรีธรรมราช ภูเขารองนา-สรวงจันทรบริเวณนี้เปนทางพาดผานของสายแรดีบุก จึงเกิดการบุกเบิกทําเหมืองโดยกิจการของ ชาวตะวันตก ตอมาก็เปนของชาวมาเลเซียและของไทยในที่สุด หลังจากที่บริษัทเอกชนไดประทานบัตรใน การทําเหมืองแลว ชาวบานทั่วๆ ไปตางก็ขุดและรอนแรกันทั่วบริเวณ โดยไมมีใครคาดคิดวากากขี้แรซึ่งถูก ทิ้งใหกระจายอยูทั่วไปจะทําใหเกิดพิษสารหนูในพื้นดินและชะลางลงในแหลงน้ํา หรือแมแตซึมไปในชั้น ดินและเขาสูน้ําบาดาล แมเหมืองดีบุกจะปดตัวอยางเปนทางการมานานแลว แตจํานวนชาวบานที่เจ็บปวย กลับมีมากขึ้น จากการสะสมสารพิษมาอยางยาวนานโดยไมรูตัวนั่นเอง โรคที่นากลัวสําหรับการสะสมสาร หนูในรางกายคือโรคมะเร็ง ในราวป พ.ศ. 2540 กรมทรัพยากรธรณีเขาไปจัดเก็บกากขี้แรและทําหลุมฝง กลบ แตจากผลการศึกษาของกรมควบคุมมลพิษ และกรมสงเสริมคุณภาพสิ่งแวดลอมยังพบสารหนูปนเปอน อยูในระดับสูงและชาวบานมีความเสี่ยงเปนโรคมะเร็ง ระดับการขยายตัวของสารหนูก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ “กรณี

1

สันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย จากเวทีเครือขายประชาชนผูไดรับผลกระทบจากการทําเหมืองแรในประเทศไทย รายงาน โดยโสธิดา นุราช ในขาวสิ่งแวดลอม ทิศทางอนาคต "เหมืองแรไทย" ควรเดินหนาอยางไร จาก http://www.greenworld.or.th/greenworld/population/1169 สืบคนเมื่อ 5 มกราคม 2554

6


สารหนูรอนพิบูลยเปนอีกหนึ่งบทเรียนสําคัญของการเรงแสวงหาผลประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติโดย ไมมีความพรอมหรือความรูอยางเพียงพอ จนกลายเปนบทเรียนที่มีราคาคางวดแสนแพง”2 ในชวงเวลา 5-10 ปที่ผานมามีการรองเรียนกรณีผลกระทบจากเหมือง โดยคณะกรรมการสิทธิ มนุษยชนแหงชาติ มีรายงานผลการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการสิทธิในทรัพยากรน้ําและแรอยูหลาย กรณี (ในรายงานป พ.ศ. 2549 และ 2550) เชน • กรณีการปนเปอนของสารแคดเมียมในลําน้ําแมตาว และพื้นที่เกษตรกรรมในพื้นที่บางสวน ของตําบลแมตาว ตําบลแมกุ และตําบลพระธาตุผาแดง อําเภอแมสอด จังหวัดตาก จากการ ประกอบกิจการเหมืองแรสังกะสีขนาดใหญ 2 แหง คือบริษัทผาแดง อินดัสทรี จํากัด (มหาชน) และบริษัทตากไมนิ่ง สงผลกระทบตอสุขภาพของประชาชนในชุมชน พื้นดิน แหลงน้ําและ พืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะขาวที่มีการปนเปอนทําใหราคาตกต่ํา นอกจากนี้ประชาชนยัง ไมกลาบริโภคน้ําจากลําน้ําแมตาวทําใหตองซื้อน้ําดื่ม • กรณีผลกระทบจากโรงโมหิน พี.วี.ศิลาทิพย จํากัด ที่ตําบลแมลานอย อําเภอแมลานอย จังหวัด แม ฮองสอน โดยการระเบิดและยอ ยหิน กอใหเ กิด แรงสั่ น สะเทือ นที่ รุน แรง มีฝุนละออง กระทบต อ ระบบทางเดิ น หายใจ สถิ ติ ผู ป ว ยสู ง ขึ้ น ฝุ น ยั ง ส ง ผลต อ แหล ง น้ํ า ประปาทํ า ให ชาวบานไมมีน้ําใช และคาดวาการระเบิดหินทําใหทิศทางการไหลของน้ําใตดินเปลี่ยนแปลง ดวย ถนนของหมูบานไดรับความเสียหายจากการขนสงหิน และมีปญหาเกี่ยวกับแรงงานตาง ดาวที่เขามาเปนแรงงานและอาศัยในพื้นที่ • กรณีการระเบิดหินเพื่อการผลิตปูนซีเมนตของ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จํากัด (มหาชน) ในตําบล ทับกวาง อําเภอแกงคอย จังหวัดสระบุรี กอใหเกิดเสียงรบกวน ฝุนละออง แรงสั่นสะเทือน และอันตรายจากกอนหินหลนทับบานเรือน ฝุนยังทําใหพืชสวนผลไมของเกษตรกรมีผลผลิต นอยลง • กรณีเหมืองหินและโรงโมหินของโรงโมหินศิลาสมบูรณทรัพยในพื้นที่เขาคันหอก ตําบลบาง พรุ อําเภอทามวง จังหวัดกาญจนบุรี ทําใหชาวบานปวยดวยโรคผิวหนัง โรคทางเดินหายใจ เชน หืด หอบและการแพฝุนละออง รวมทั้งมีเสียงดังจากการระเบิดหิน แรงสั่นละเทือนจาก การระเบิดหินทําใหบานเรือนและสิ่งกอสรางของราษฎรไดรับความเสียหาย นอกจากนี้โรงโม หินยังทําลายถ้ําตางๆ ทําใหลิงที่เคยอาศัยในถ้ําลงมาหากินในชุมชนและทําลายไรนาและพืชผล ของชาวบาน

2

“สารหนูรอนพิบูลย บาดแผลจากยุคดีบุกบูม” โดย สมพงค พรมสะอาด นิตยสารโลกสีเขียว ฉบับมีนาคม – เมษายน 2545

7


• กรณีการระเบิดและยอยหินบริเวณเทือกเขาแรด อําเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่ง เดิมไดมีการอนุญาตใหทําเหมืองแรโดโลไมท ตอมาไดมีการเพิ่มชนิดแรโดยมีการระเบิดและ ยอยหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมเพิ่มอีก • กรณีการทําเหมืองแรยิปซั่มในพื้นที่ตําบลพรุพี อําเภอนาสาร จังหวัดสุราษฎรธานี ทําใหลําน้ํา สาธารณะเสื่ อมโทรม พืช ผลการเกษตรนั้น ก็มี ฝุนละอองเกาะจั บทําใหผ ลผลิต ไม ไ ดต าม ตองการ จากความขัดแยงและการประทวงของชาวบานทําใหมีชาวบานถูกยิงเสียชีวิต • กรณีขุมเหมืองขนาดใหญซึ่งเกิดจากการทําเหมืองดีบุกในพื้นที่ตําบลรอนพิบูลย อําเภอรอน พิบูลย จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งทางกรมอนามัยเคยทําการสํารวจพบวามีสารหนูในปริมาณ ที่เปนอันตรายตอสิ่งมีชีวิตปนเปอนอยูเปนจํานวนมาก ซึ่งชาวบานยังคงตองใชน้ําจากบอดีบุก เหลานี้เนื่องจากระบบน้ําประปาภูเขาไมเพียงพอตอความตองการของประชาชน จากกรณีที่ไดมีการตรวจสอบ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนมีขอเสนอตางๆ เชน ในสวนของบริษัท ธุรกิจ ก็ เ สนอให บ างรายหยุ ด ประกอบกิ จ การชั่ว คราวจนกว า จะฟน ฟูส ภาพแวดลอมได ใหรับผิ ด ชอบ คาใชจายในการตรวจและรักษาประชาชนและชดใชคาเสียหายตอประชาชนในพื้นที่ ฯลฯ ในสวนของภาค ราชการก็ใหมีบทบาทและความรับผิดชอบเชน กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแรพัฒนามาตรการ ลงโทษบุคคลและธุรกิจที่ประกอบการที่สงผลกระทบตอชุมชน กรมควบคุมมลพิษดําเนินการตรวจสอบ การประกอบการใหอยูในเกณฑมาตรฐาน สํานักนโยบายและแผนสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ ประกาศพื้นที่เปนเขตคุมครองสิ่งแวดลอม กระทรวงมหาดไทยดูแลและคุมครองความปลอดภัยในชีวิตและ ทรัพยสินของประชาชนใหปลอดจากอิทธิพล ฯลฯ และในสวนของชุมชนเองก็ใหมีบทบาทหรือตั้ง คณะกรรมการชุมชนเฝาระวังตรวจสอบและแกไขผลกระทบตางๆ เปนตน การตรวจสอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติทําใหเห็นวาชุมชนไดรับผลกระทบ แต มาตรการและความพยายามของสวนตางๆ นั้นเนนที่การแกหรือบรรเทาปญหาที่เกิดขึ้นในดานตางๆ โดย บริษัทธุรกิจและหนวยราชการที่เกี่ยวของ แตก็มักจะพบวาปญหาจากเหมืองแรและโครงการอุตสาหกรรม ขนาดใหญนั้นไมใชจะแกไขไดงายๆ และชุมชนก็มักจะตองเปนฝายที่อยูรวมกับผลกระทบนั้นๆ ระหวางรอ การดําเนินงานเพื่อแกไขปญหา บทเรียนและประสบการณในระดับชุมชนที่เกิดการสื่อสาร ถายทอด และแลกเปลี่ยนกันระหวาง ชุมชนตอชุมชนนั้นไดทําใหเกิดกระแสการตอตานอุตสาหกรรมเหมืองแรในหลายพื้นที่ อาทิ ประชาชนใน พื้นที่บริเวณอุดรธานีเคลื่อนไหวคัดคานการเตรียมสรางเหมืองกอนเปดดําเนินการเหมืองแรโปแตชเสียอีก อาจกลาวไดวาอุตสาหกรรมเหมืองแรมีภาพติดลบมาโดยตลอด แลกระแสคัดคานตอตานเหลานี้ไมใชการ ไมยอมรับใหเหมืองแรเขามาดําเนินการอยูบริเวณชุมชนหรือใกลเคียงชุมชนเพียงอยางเดียว แตยังสะทอนให เห็นถึงวิกฤตความไมไววางใจ การขาดความเชื่อมั่นในโครงการพัฒนาที่อาจสงผลกระทบตอสิ่งแวดลอม และชุมชนและความไมเชื่อมั่นในการบริหารจัดการในดานสิ่งแวดลอม รวมทั้งไมไวใจในความโปรงใส 8


ของการจัดการ การเปดเผยขอมูล กระบวนการแกไขปญหา และกระบวนการยุติธรรมที่สะทอนใหเห็นใน กรณีที่ผานมา ดวยสาเหตุหลักดังกลาว สงผลใหเกิดกระแสการตอตานรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และทําใหเกิด การไมไวใจผูประกอบการไมวาจะเปนรายใด เมื่อกลาวถึงอุตสาหกรรมเหมืองแรแลว ก็มักจะเปนภาพลบไป หมด ทั้ ง ๆ ที่ ช าวบ า นหรื อ สาธารณชนอาจจะยั ง ไม รั บ ทราบข อ เท็ จ จริ ง อย า งรอบด า น อั น ที่ จ ริ ง แล ว ผูประกอบการหรือธุรกิจบางรายที่ไมรับผิดชอบตอสิ่งแวดลอมและสังคมเปนผูที่บอนทําลายความเชื่อมั่น และทําลายภาพลักษณของกิจการเหมืองแร3 นับตั้งแตกรณีแมเมาะเปนตนมา ก็มีการบันทึกประสบการณผลกระทบจากเหมืองแรของชุมชน หลายแห ง รวมทั้ ง วิ เ คราะห ถึ ง ต น ตอของป ญ หาและมี ข อ เสนอแนะในระดั บ ต า งๆ ในช ว งที่ ผ า นมา สถานการณผลกระทบที่มีการติดตามและรายงานอยางใกลชิดคือสถานการณจังหวัดเลย ศูนยประสานงาน การพัฒนาระบบและกลไกการประเมินผลกระทบดานสุขภาพ สํานักงานคณะกรรมการสุขภาพแหงชาติได ใหความสําคัญกับเรื่องผลกระทบจากเหมืองตอชุมชนเปนพิเศษ เนื่องจากสารเคมีที่ใชในอุตสาหกรรมเปน ภัยคุกคามที่สําคัญสําหรับสุขภาพ สํานักงานคณะกรรมการสุขภาพแหงชาติไดรวมกับมูลนิธินโยบายสุขภาวะและชุมชนอาสาสมัคร จัดพิมพเอกสารที่สะทอนใหเห็นระดับคุณภาพชีวิตที่ลดลง ผูคนเจ็บปวยเปนโรคระบบทางเดินหายใจและ ผิวหนัง ศักยภาพแหงการเปนเมืองทองเที่ยวลดลงอยางมากภายหลังจากที่มีกิจกรรมจากอุตสาหกรรมเหมือง แร นอกจากนั้น ภาคีดังกลาวยังไดพัฒนาแนวทางการประเมินผลกระทบทางสุขภาพในระดับชุมชน (Community Health Impact Assessment หรือ CHIA) ซึ่งชวยใหชุมชนมีเครื่องมืองายๆ ที่จะบันทึกและ ติดตามสถานการณผลกระทบไดโดยไมตองรอคอยพึ่งพาหนวยงานภายนอกอยางเดียว

1.2 ชองโหวของความรู ขอมูลและระบบรองรับสุขภาวะของชุมชนบริเวณเหมืองแร การรับรูเรื่องราวผลกระทบจากเหมืองแรตอชุมชนทําใหเกิดการตระหนักวาความรูและระบบในการ รองรับสุขภาวะชุมชนในกรณีดังกลาวมีจํากัดและมีชองโหวอยูมาก เชน ในดานสาธารณสุขนั้น ระบบเฝา ระวังดานสุขภาพที่มีอยูเปนแบบเชิงรับ (passive surveillance) ทําใหไดขอมูลที่ลาชาไมทันตอเหตุการณ ซึ่ง จริงๆ แลวระบบเชนนี้เหมาะกับการเฝาระวังโรคติดตอ หรือโรคที่ไมซับซอน แตสําหรับโรคที่เกิดจาก สิ่งแวดลอมนั้นตองใหแพทยผูเชี่ยวชาญวินิจฉัย (ชัชวาลย จันทรวิจิตร 2552) นอกจากนั้น การเฝาระวังโรค

3

ปกรณ สุขุม กรรมการผูจัดการบริษัทอัครา ไมนิ่ง กลาววา “ประเด็นสําคัญในการทําธุรกิจเหมืองคือการดําเนินการให ถูกตองตามที่กฎหมายกําหนด เพราะถามีบริษัทใดดําเนินการไมถูกตอง จะสงผลกระทบกับอุตสาหกรรมเหมืองทั้งหมด หากบริษัทเหมืองชวยกันแกไขปญหาขอขัดแยงตางๆ ที่เกิดขึ้น เชื่อวาธุรกิจเหมืองยังคงเติบโตตอไปได” จาก “Akara plans Q4 listing, Environmental delay dims capacity outlook”, โดย Nanchanok Wongsamuth. Bangkok Post. Saturday, January 29, 2011. และ 'อัคราไมนิ่ง' ผวาการเมือง ปจจัยเสี่ยงฉุดแผนระดมทุน จาก http://www.bangkokbiznews.com/2011/02/19/news_32477563.php?news_id=32477563 สืบคนเมื่อ 5 มกราคม 2554

9


หรืออาการเจ็บปวยนั้นนับไดวาเปนเหตุการณ “ปลายน้ํา” ซึ่งมักจะใชเวลานานหลายปในกรณีของมลพิษ สะสม และมลพิษบางอยางก็ไมสามารถจะตรวจวัดไดอยางชัดเจน แมวาจะเปนกรณีที่ไมไดเกี่ยวกับเหมืองแร แตผลกระทบตอสุขภาวะชุมชนจากนิคมอุตสาหกรรม มาบตาพุดก็เปนบทเรียนที่สําคัญในหลายประเด็น การขาดการเฝาระวังผลกระทบตอสุขภาพประชาชนที่ เกี่ยวเนื่องกับมลพิษอยางเปนระบบ ทําใหไมสามารถตรวจพบความผิดปกติและ "เตือนภัย" ดานสุขภาพ ใหแกประชาชนไดทันทวงที แมวาพนักงานแตละโรงงานจะไดรับการตรวจสุขภาพประจําปแตเมื่อไมมีการ รวบรวมสรุปขอมูลในภาพรวม ก็ไมสามารถจะวิเคราะหไดวากิจการหรืออุตสาหกรรมในลักษณะใดที่มีผล ต อ สุ ข ภาพพนั ก งานและอาจจะมี ผ ลต อ ชุ ม ชนโดยรอบ นอกจากนั้ น การเฝ า ระวั ง สุ ข ภาพต อ งอาศั ย หองปฏิบัติการทางการแพทยที่มีศักยภาพสูงและระบบฐานขอมูลที่จะรองรับขอมูลสุขภาพจํานวนมาก (ฉันทนา ผดุงทศ 2547) การคาดการณผลกระทบทางสุขภาพจึงยังมีขอจํากัดอยูมาก และแพทยที่เชี่ยวชาญ ทางอาชีวเวชศาสตรที่จะติดตามสถานการณดานโรคภัยและอาการเจ็บปวยในระดับชุมชนอยางตอเนื่องก็มี จํานวนนอย กรณีของเหมืองโปแตช พบวาขาดขอมูลพื้นฐานภาวะสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ ขอบเขตที่จะ ไดรับผลกระทบทางสุข ภาพ กลุ ม เสี่ย งต างๆ มาตรการลดผลกระทบทางสุ ขภาพ ตลอดจนการติ ด ตาม ตรวจสอบและการรั บ มื อ กั บ ป ญ หาสุ ข ภาพที่ จ ะเกิ ด กั บ ประชาชนจากโครงการ นอกจากนั้ น ในการ ประเมินผลกระทบสิ่งแวดลอม ขอบเขตและพื้นที่โครงการไมชัดเจน เชน ไมระบุผลกระทบจากไอเกลือที่ อาจมีผลตอพื้นที่ใกลเคียง ไมมีมาตรการปองกันการฟุงกระจายของหางแรและการปนเปอนในแหลงน้ํา ไมมี การศึกษาการทรุดของดิน ขาดการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะผลกระทบของ โครงการต อ การเปลี่ ย นแปลงทางเศรษฐกิ จ และสั ง คมของพื้ น ที่ เช น วิ ถี ชี วิ ต การเปลี่ ย นแปลงอาชี พ (สันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย 2546 สมพร เพ็งค่ําและคณะ 2549) ในสวนของสุขภาพที่ระบุไวก็เปนสวนของ แรงงานไมครอบคลุมประชาชนในพื้นที่ การกําหนดปจจัยสี่ยงที่อาจกระทบตอสุขภาพก็ไมครอบคลุมทุก ดาน ไมมีการกําหนดกลไกหรือองคกรที่ดูแลดานการลดผลกระทบตอสุขภาพอยางชัดเจน และขาดการมี สวนรวมของสาธารณะในการประเมินผลกระทบ (ปตพงษ เกษสมบูรณ เดชรัต สุขกําเนิด และนุศราพร เกษสมบูรณ 2546) การพัฒนาเครื่องมือประเมินผลกระทบดานสุขภาพเปนความพยายามหนึ่งที่จะเติมเต็มชองโหว เหลานี้ การประเมินผลกระทบทางสุขภาพหรือ HIA ถือเปนเครื่องมือทางสังคมเพื่อการเรียนรูและ ประเมินผลกระทบทั้งกอน ระหว าง และหลังการดําเนิน การโครงการหรือนโยบาย ซึ่งในการทํา HIA แบงเปน 4 ชองทาง คือ 1.โครงการรุนแรงทั้งดานคุณภาพ สิ่งแวดลอม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ 2. ใชเปนกระบวนการสรางการมีสวนรวมทางสังคมในการกําหนดนโยบายที่เอื้อตอสุขภาพ 3. ประชาชน สามารถรองใหมีการทํา HIA เมื่อเห็นวานโยบายหรือโครงการมีผลกระทบตอสุขภาพ 4. เปนสวนริเริ่มให ชุมชนเรียนรูในการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายทางสุขภาพ (ปตพงษ เกษสมบูรณ เดชรัต สุขกําเนิด และ นุศราพร เกษสมบูรณ 2546) 10


ความสําคัญของการประเมินผลกระทบไมใชเพียงใหไดรายงานฉบับหนึ่งเทานั้น แตเปนการสราง กระบวนการเรียนรู และการมีสวนรวมของภาคประชาสังคม ภาควิชาการและภาคการเมือง โดยการ “ชวน กันคิด ชวนกันคุย ชวนกันคน รวมกันสรุป สนับสนุนใหเกิดการตัดสินใจที่เปนธรรมและติดตามผลที่เกิดขึ้น จากการตัดสินใจ” นอกจากการเปดโอกาสใหเกิดการมีสวนรวมในการตรวจสอบ แลวยังจะตองเนนเรื่อง การเปดเผยขอมูลติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดลอม และประเด็นในระดับนโยบายเชน การทบทวน นโยบายของจังหวัดและประเทศ การพัฒนาฐานขอมูลสิ่งแวดลอม การวางผังเมืองและกําหนดขอบเขต พื้นที่แนวกันชนระหวางเหมืองและพื้นที่ชุมชน ชองโหวของความรูโดยเฉพาะในเรื่องของการจัดการอีกประการหนึ่งคือการที่ชาวบานอยูอาศัยหรือ ทํามาหากินในพื้นที่เสี่ยงตอการปนเปอนโดยธรรมชาติอยูแลวและบางครั้งมีการเรงการปนเปอนหรือทําให การปนเปอนขยายตัวออกไปอีก โลหะหนักที่ปะปนอยู อาจแทรกซึมไปในธรรมชาติ สงผลตอดินและ แหลงน้ําบริเวณใกลเคียง ดังนั้นกอนที่จะทําเหมือง ควรทําการสํารวจพื้นที่กอน หากมีสารปนเปอนอยูกอน แลว ก็ไมควรไปรบกวน ทั้งนี้เนื่องจากกิจกรรมการทําเหมืองอาจไปเรงการปนเปอนสูสิ่งแวดลอมมากยิ่งขึ้น ซึ่งผูประกอบการมักจะอางวามีตะกั่วอยูในดิน ในน้ําอยูแลว สาเหตุไมไดมาจากเหมืองแรอยางเดียว หาก จําเปนตองทําเหมืองจริงๆ ก็ควรมีการตรวจวัดสารปนเปอนในดินและน้ํา ตั้งแตกอนทําเหมือง ระหวางทํา เหมือง และหลังทําเหมืองอยางสม่ําเสมอ ในกรณีของเขาพนมพาในอําเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร ชาวบานขุดหาแรทองคําในพื้นที่เอกชน ที่อยูใกลเคียงเหมืองแร ทําใหเกิดผลกระทบคือ 1. การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน ที่ดินถูกขุดจนกลายเปนแอง ขนาดใหญทําใหเสี่ยงตอการถลมทับผูที่ขุดแร และกองดินที่เกิดจากการคัดเลือกแรทับถมหนาดินเดิมจน สูญเสียความอุดมสมบูรณ 2. การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตจากสังคมเกษตรเปนการขุดแรทองคําและทํางาน รับจาง 3. ปญหาดานสุขภาพ เกิดจากสารปรอทที่ใชในกระบวนการแยกแรซึ่งประชาชนไมตระหนักถึง อันตรายและไมมีการปองกันทําใหเกิดการเจ็บปวย ไดแก ความดันโลหิตสูง หอบ นอกจากนี้ยังเกิดโรคอื่นๆ ที่เกิดจากการทํางาน เชน โรคผิวหนังจากการแชน้ํานาน และโรคจากการทํางานอยางหักโหมโดยไมพักผอน และดูแลสุขภาพอยางไมถูกตอง เชน เมื่อเจ็บปวยไมไปพบแพทยแตซื้อยากินเองหรือดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่ม บํารุงกําลัง นอกจากนี้ยังพบวาผูปกครองจํานวนมากพาบุตรหลานไปที่เหมืองซึ่งอาจสงผลกระทบตอสุขภาพ ของเด็กอีกดวย (อาวีระ ภัคมาตร และคณะ 2553)

1.3 การวิเคราะหและวิพากษกฎหมายที่เกี่ยวของกับเหมืองแรและชุมชน จากการทบทวนเอกสาร พบวามีงานหลายชิ้นที่วิเคราะหถึงชองโหวของกฎหมายที่เกี่ยวของกับ เหมืองแรและชุมชน ตั้งแตมาตรการสําหรับการไมปฏิบัติตามรายงานรายงานการวิเคราะหผลกระทบ สิ่งแวดลอมหรือ EIA นั้นคอนขางหละหลวม ไมชัดเจน ซึ่งอาจทําใหผูประกอบการบางรายอาศัยชองวาง เปนขออางไมปฏิบัติตาม เชน อางวายังเหลือเวลากวากําหนดอายุประทานบัตรจะหมด หรือ บอเหมืองที่ทิ้ง รางนั้นเปนเพียงการหยุดขุดชั่วคราวเทานั้นเปนตน (โสธิดา นุราช 2553) 11


สิ่งที่มักจะเปนปญหาที่ตอเนื่องคือบอเหมืองรางและการฟนฟูเหมือง ซึ่งตามกฎหมายแรกําหนดให ถมกลบใหกลับสภาพเดิมใหมากที่สุด อยางไรก็ตาม มักจะมีปจจัยหลายประการที่ทําใหฟนฟูไมประสบ ความสําเร็จในทางปฏิบัติ ของเสียจากเหมือง ผลกระทบของเสียและการปนเปอนอาจจะสรางความเสียหาย ในหลายดาน แตความรับผิดของผูประกอบการก็มีเพียงแตจายคาปรับ ซึ่งอาจจะไมเพียงพอและไมสามารถ จะเยียวยาความเสียหายไดอยางครอบคลุม หรือไมสามารถจะบําบัดสภาพที่เสียหายได นอกจากนั้นเจตนา ของกฎหมายใหไปฟองรองเรียกคาเสียหายกันในภายหลัง (โสธิดา นุราช 2553) จึงเปนที่นาสังเกตวาเมื่อเลิก ทําเหมืองแรแลว ผูประกอบการสวนใหญจะไมทําการฟนฟูพื้นที่ เนื่องจากกฎหมายที่ควบคุมไมเหมาะสม ขาดความชัดเจน และการบังคับใชไมมีประสิทธิภาพเทาที่ควร มีงานอีกชิ้นหนึ่งซึ่งผูวิจัยไดเสนอใหมีการ บัญญัติกฎหมายโดยใหผูถือประทานบัตรตองจัดทําแผนฟนฟูพื้นที่เหมืองแรรวมทั้งรับผิดชอบคาใชจายใน การดําเนินการ (ธวัชชัย เทพรัตน 2540) งานอีกชิ้นหนึ่งไดทบทวนกฎหมายเกี่ยวกับเหมืองแร และเสนอ ใหมีการปรับปรุงขอบัญญัติกฎหมายโดยใหมีการผนวกแผนผังโครงการทําเหมืองและรายงานผลกระทบ สิ่งแวดลอมเขาไปในแผนแมบทโครงการทําเหมืองและการจัดการสิ่งแวดลอม จัดทําแผนฟนฟูและจัดการ สิ่ ง แวดล อ มเป น ระยะๆ เพื่ อ ความชั ด เจนในทางปฏิ บั ติ ยกเลิ ก อํ า นาจของรั ฐ มนตรี ว า การกระทรวง อุตสาหกรรมที่อนุญาตใหปลอยน้ําขุนขนและมูลดินทรายลงแหลงน้ําสาธารณะได กําหนดใหผูถือประทาน บัตรที่กอใหกับผลกระทบตอสิ่งแวดลอมและชุมชนตองรับผิดชอบคาเสียหายโดยมีการทําสัญญาวางเงิน ประกัน กําหนดภาระการพิสูจนความเสียหายที่เกิดขึ้น กําหนดโทษทางอาญาผูฝาฝนระเบียบหรือคําสั่งใน การควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรธรณีกําหนดมาตรการและควบคุมดูแลผูขอประทานบัตรเหมืองแรอยาง จริงจัง ควรมีการยกเวนหรือลดภาษีเครื่องมือที่ใชในการกําจัดมลพิษในเหมืองแร และควรใหประชาชนหรือ ชุมชนที่อยูในพื้นที่มีสวนรวมในการรับขอมูลและแสดงความคิดเห็นในโครงการเหมืองแรในพื้นที่ (สมชาย อัศวลิขิตเพชร 2542) งานอีกชิ้นหนึ่งไดวิเคราะหถึงความขัดกันของกฎหมาย โดยเฉพาะในกรณีเหมืองแรใตดิน ซึ่งใน พระราชบัญญัติแร พ.ศ. 2510 มาตรา 88/3 ระบุวา ‘การทําเหมืองใตดินของที่ดินใดที่มิใชที่วาง หากอยูใน ระดับความลึกจากผิวดินไมเกินหนึ่งรอยเมตร ผูยื่นคําขอประทานบัตรตองแสดงหลักฐานตอพนักงาน เจาหนาที่วาผูขอจะมีสิทธิทําเหมืองในเขตที่ดินนั้นได’ คือสามารถทําเหมืองใตดินไดหากเหมืองนั้นมีความ ลึ ก กว า 100 เมตรจากผิ ว ดิ น การอนุ ญ าตให ทํ า เหมื อ งใต ดิ น แบบนี้ ถ า กลั บ มามองในมุ ม ของสิ ท ธิ นั้ น ดู เหมือนวาจะขัดกับสิทธิตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 1335 ที่ระบุวา ‘ภายในบังคับแหง บทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ทานวาแดนกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นกินทั้งเหนือพื้นดินและใต พื้นดินดวย’ (โสธิดา นุราช 2553) นอกจากนั้ น ยั ง มี ข อ เสนอให ดํ า เนิ น การตามมาตราต า งๆ ในรั ฐ ธรรมนู ญ และการปรั บ ปรุ ง พระราชบัญญัติแรหรือกฎหมายอื่น ซึ่งครอบคลุมไปถึงการปรับปรุงกระบวนการขออาชญาบัตร การจัดตั้ง กองทุนประกันความเสี่ยง พัฒนาระบบรับรองมาตรฐานในการดําเนินการ ฯลฯ

12


1.4 การวิเคราะหนโยบายที่เกี่ยวกับเหมืองแรและชุมชนและการคาดการณความเสี่ยงในอนาคต ในแงของเศรษฐศาสตร เริ่มมีงานวิจัยจํานวนมากขึ้นเกี่ยวกับกลไกดานเศรษฐศาสตรเพื่อปองกัน และแกไขปญหาเหมืองแรและผลกระทบตอสิ่งแวดลอมและชุมชน สําหรับเรื่องคาภาคหลวง ซึ่งเปน ผลตอบแทนในแง ของเงิน ตราที่รัฐไดจากเหมืองแร นั้น ในแงของการปฏิ บัติ รัฐบาลเริ่มมีก ารจั ดสรร คาภาคหลวงแรใหแกองคการบริหารสวนตําบล (อบต.) เพื่อนําไปใชประโยชนโดยตรงตั้งแตป พ.ศ. 2539 มีขอสังเกตวาเหมืองในทุกพื้นที่จะตองเสียคาภาคหลวงใหแกรัฐสวนกลางและสวนทองที่เทานั้น สวนประชาชนเจาของที่ดินไดเพียงแคคาที่ดินและคารื้อถอนเทานั้น ทั้งที่แรก็เปน ‘สวนควบในที่ดิน’ เปน ดอกผลที่ไดจากที่ดิน ตามความในประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 144 ‘สวนควบของทรัพย หมายความวา สวนซึ่งโดยสภาพแหงทรัพยหรือจารีตประเพณีแหงทองถิ่นเปนสาระสําคัญในความเปนอยู ของทรั พ ย นั้ น และไม อ าจแยกออกจากกั น ได น อกจากจะทํ า ลาย ทํ า ให บุ บ สลายหรื อ ทํ า ให ท รั พ ย นั้ น เปลี่ ย นแปลงรู ป ทรงหรื อ สภาพไป จึ ง มี ก ารสนั บ สนุ น ให ท บทวนเรื่ อ งการสร า งกฎเกณฑ ใ หม ใ ห คาภาคหลวงที่องคกรปกครองสวนทองถิ่นไดรับ เพื่อนําไปพัฒนาใน ‘ทองที่การทําเหมือง’ เพราะพื้นที่ เหล า นี้ ไ ด รั บ การกระทบกระเทื อ นเสี ย หายต อ งได รั บ การเยี ย วยารั ก ษา เมื่ อ เหลื อ จากส ว นนี้ เ ท า ไหร ก็ เห็นสมควรที่จะนําไปเฉลี่ยแจกจายในพื้นที่อื่นๆ ตอไป (โสธิดา นุราช 2553) เกี่ยวเนื่องกับการทําสัมปทาน ขอตกลง การจัดเก็บคาภาคหลวงนั้น ประเด็นที่สําคัญที่ยังขาดหายไป คือการตรวจสอบการเปดเผยขอมูลและความโปรงใสในการใหสัมปทาน การใหใบอนุญาต การจัดเก็บ รายได (revenue transparency หรือ RT) ในปจจุบันมีสถาบัน Revenue Watch Institute ซึ่งเปนองคกรไม แสวงกําไรที่มีพันธะกิจในการสงเสริมการจัดการน้ํามัน กาซ และแรเพื่อประโยชนสาธารณะ สถาบันนี้ได สรางตัวชี้วัดเกี่ยวกับความโปรงใสและการเปดเผยขอมูลของรัฐบาลในอุตสาหกรรมเหลานั้น และพัฒนาเปน Revenue Watch Index หรือ RWI สถาบันนี้ไดจัดทํา RWI ใน 41 ประเทศในป พ.ศ. 2553 (ซึ่งยังไมรวม ประเทศไทย) และผลการศึกษาไดแบงกลุมประเทศเปน 3 กลุมใหญคือ 1) กลุมที่มี RT อยางรอบดาน (คือมี การเป ด เผยข อ มู ล รอบด า น ซึ่ ง มั ก จะมี ก ารนํ า สั ญ ญาแบ ง ป น ผลผลิ ต สั ญ ญาสั ม ปทานลงเว็ บ ไซต ข อง หนวยงาน) 2) กลุมที่มี RT บางสวน (เปดเผยขอมูลบาง) และ 3) กลุมที่มี RT อยูนอย (เปดเผยขอมูลนอย และไมรอบดาน เชน มีแคปริมาณการผลิต ปริมาณสํารอง ฯลฯ)4 หากประเทศไทยมีการศึกษาเกี่ยวกับการ เปดเผยขอมูลดังกลาวก็จะทําใหการตรวจสอบโดยการมีสวนรวมของประชาชนเปนไปไดงายขึ้น ซึ่งก็จะเปน ผลดีกับบริษัทเองดวย โดยเฉพาะในชวงเวลาที่มีความไมไววางใจกันสูง สํ า หรั บ เอกสารที่ วิ เ คราะห น โยบายเกี่ ย วกั บ เหมื อ งแร แ ละชุ ม ชนนั้ น พบว า มี เ ป น จํ า นวนน อ ย โดยเฉพาะอยางยิ่งความสัมพันธอันสลับซับซอนของฝายตางๆในกระบวนการกําหนดและตัดสินใจ เชนใน กรณีของการแกไขปญหาสารพิษตะกั่วในพื้นที่คลิตี้ลาง จังหวัดกาญจนบุรี ผลการศึกษาพบวาการตัดสินใจ นโยบายในกระบวนการแกไขปญหาสวนหนึ่งขึ้นอยูกับกระแสการเมืองและการตอรองอํานาจของฝายตางๆ 4

“Revenue Watch Index” ในอุตสาหกรรมน้ํามัน กาซ และเหมืองแร โดยภูรี สิรสุนทร ในโพสตทูเดย ศุกรที่ 5 พฤศจิกายน 2553

13


ภายในจังหวะเวลานั้น กลไกการขับเคลื่อนกระบวนการนโยบายสาธารณะก็ยังไมเขมแข็ง การตัดสินใจ นโยบายจึงมีลักษณะกลับไปกลับมามิไดมุงเพื่อการแกไขปญหาอยางแทจริง และเมื่อมีการตัดสินใจนโยบาย แลว ปรากฏวานโยบายดังกลาวกลับไมไดรับการนําไปปฏิบัติใชอยางจริงจัง ซึ่งเปนสาเหตุสําคัญอีกสาเหตุ หนึ่งที่ทําใหปญหาไมไดรับการแกไข (เกื้อเมธา ฤกษพรพิพัฒน 2007) การวิเคราะหประเด็นผลกระทบของเหมืองแรตอชุมชนทองถิ่นนั้นคงจะมองแยกสวนในแตละธุรกิจ เหมือง ในแตละพื้นที่ไมได เพราะวานโยบายการพัฒนานั้นเปนภาพใหญในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ อันที่จริงแลว ในแงของนโยบายภาพรวมเกี่ยวกับทรัพยากร ไดมีหลายองคกรที่นําเสนอ หลักการที่สําคัญๆ โดยอางอิงจากรัฐธรรมนูญ 2550 เชน ในมาตราที่ 85 “รัฐตองดําเนินการตามแนวนโยบายดานที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดลอม ดังตอไปนี้ (๑) กําหนดหลักเกณฑการใชที่ดินใหครอบคลุมทั่วประเทศ โดยใหคํานึงถึง ความสอดคลองกับสภาพแวดลอมทางธรรมชาติ ทั้งผืนดิน ผืนน้ํา วิถีชีวิต ของชุมชน ท อ งถิ่ น และการดู แ ลรั ก ษาทรั พ ยากรธรรมชาติ อ ย า งมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ และกํ า หนด มาตรฐานการใชที่ดินอยางยั่งยืน โดยตองใหประชาชนในพื้นที่ที่ไดรับผลกระทบจาก หลักเกณฑการใชที่ดินนั้นมีสวนรวมในการตัดสินใจดวย...” หลักการที่สําคัญนี้จะนํามาสูการปฏิบัติไดโดยกระบวนการประเมินสิ่งแวดลอมระดับยุทธศาสตร หรือ Strategic Environmental Assessment (SEA) ซึ่งเปนการประเมินทางเลือกที่หลากหลายในการพัฒนา โดยวิเคราะหขอดีขอเสียของแตละทางเลือกอยางละเอียดถี่ถวน แลวคอยมาผสมผสานจนไดทางเลือกที่ดี ที่สุดที่จะกอใหเกิดการพัฒนาอยางยั่งยืนมากที่สุด ซึ่งในการทํา SEA นั้นหมายถึงวาจะตองนํานโยบายพัฒนา ทั้งหมดของทุกกรมทุกกระทรวงทุกทองถิ่น มาวิเคราะหรวมกันโดยที่หลายภาคสวนมีสวนรวมในการ วิเคราะหและระบุขอบเขตของผลกระทบทั้งในแงของประเด็นและในแงของพื้นที่ หลังจากนั้นจึงคอยใช กระบวนการมีสวนรวมจากผูที่มีสวนไดสวนเสียนําทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดมาพัฒนาเปนโครงการ ในขอบเขตที่แคบลงมากวานโยบายการพัฒนาระดับชาติ กรณีมลพิษจากอุตสาหกรรมที่มาบตาพุด ไดทําใหเกิดการตื่นตัวในเรื่องการประเมินผลกระทบสิ่งแวดลอมจากโครงการหรือกิจกรรมตางๆ และจาก การประชุมเครือขายสิ่งแวดลอมจากอุตสาหกรรมทั่วประเทศ รวมกับสํานักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แหงชาติ ไดมีขอเสนอแนะ5 เชน

5

จากเวทีรับฟงความคิดเห็น “รางรายงานขอเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ ตอกรณีขอรองเรียนของเครือขาย ประชาชนภาคตะวันออก” วันที่ 8 เมษายน 2554 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด จัดโดยสํานักสงเสริมและประสานงานเครือขาย สํานักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ (www.nrct.or.th)

14


1) รัฐตองทบทวนประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมเรื่องกําหนดประเภท ขนาด และวิธีปฏิบัติสําหรับโครงการหรือกิจกรรมที่อาจกอใหเกิดผลกระทบตอชุมชน 2) กระบวนการจัดทําประกาศ ควรใหองคการอิสระดานสิ่งแวดลอม และสุขภาพ ตามมาตรา 67 วรรคสอง ทําหนาที่กําหนด เพราะมีความเปนกลาง ไมมีผลประโยชนขัดกัน 3) รัฐตองปรับปรุงระบบ กลไก และกระบวนการทํา EIA / HIA และกระบวนการในการติดตาม ตรวจสอบ กําหนดมาตรการลงโทษสําหรับอุตสาหกรรมที่ไมปฏิบัติตามเงื่อนไข รวมทั้งการ ชดเชยและเยียวยา นอกจากขอเสนอเชิงนโยบายเหลานี้ แล ว สิ่งที่จําเปนอยางยิ่งยวดที่ขาดหายไปคือนโยบายเพื่อ สนับสนุนการคาดการณและการเตรียมการเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต ซึ่งควรจะมีการศึกษาวิจัยและ วิเคราะหเชิงอนาคตในประเด็นของความเสี่ยงใหมๆ ที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานกันของหลายปจจัย และ ความเสี่ ย งเหล า นี้ จ ะส ง ผลกระทบอย า งรุ น แรงต อ ความปลอดภั ย และคุ ณ ภาพชี วิ ต ของชุ ม ชนรวมทั้ ง สิ่งแวดลอมในบริเวณนั้นดวย เชน ปจจัยเรื่องฝนและความชื้น ลักษณะทางธรณีวิทยาที่เปนภูเขา หนาผา หิน เนื้ อ แน น ที่ เ กิ ด การผุ ก ร อ น ผนวกกั บ การเปลี่ ย นแปลงการใช ป ระโยชน ที่ ดิ น และการเปลี่ ย นแปลง สิ่งแวดลอมโดยฝมือมนุษย (เชนการทําเหมืองแร การขยายพื้นที่ยางพาราและสวนผลไม) อาจทําใหเกิด พื้นที่เสี่ยงดินโคลนถลม ดังที่ปรากฏในจังหวัดสุราษฎรธานี กระบี่ และนครศรีธรรมราช เมื่อปลายเดือน มีนาคม-ตนเดือนเมษายน 2554 สงผลใหเกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพยสินอยางกวางขวาง เหตุการณน้ําปาไหลหลาก น้ําทวมพื้นที่ และดินหินถลมในภาคใต โดยเฉพาะอยางยิ่งในจังหวัด นครศรี ธ รรมราชนั้ น มี ผู ใ ห ค วามเห็ น ว า มาจากการให สั ม ปทานแร กั บ บริ ษั ท เอกชนเพื่ อ ทํ า แร แ บไรต และเฟลสปาร ซึ่งนอกจากจะทําใหเกิดภัยดานกายภาพแลว หลังจากที่มีการวิเคราะหดังกลาว จึงมีขอเสนอ ใหยกเลิกหรือยุติการตอสัญญาสัมปทานเหมืองแรในพื้นที่ สวนหนวยงานรัฐก็ใหขอมูลวาไมมีเหมืองถลม สรางความเสีย หายตอพื้น ที่ แ มว า เหมื องขั้น บัน ไดตามไหลเขาจะมีก ารชะลา งหน าดิน และหิน เพราะวา สวนประกอบของเหมืองคือแกรนิตซึ่งมีความแข็ง และเหมืองเฟลสปารไมตองใชน้ําเปนองคประกอบ แตถา ประชาชนตองการพิสูจนวาเหมืองถลมหรือไม สามารถประสานมายัง กพร.เพื่อตรวจสอบพื้นที่ได6 อยางไรก็ตาม การทําเหมืองแรนับเปนการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใชที่ดินที่อาจจะสงผลใหเกิดความ เสี่ยงตอภัยพิบัติไดงายขึ้น หรือทําใหภัยพิบัติที่เกิดตามธรรมชาตินั้นรุนแรงขึ้น จะเห็นไดวาหลังจากอุบัติภัย ที่สุราษฎรธานี กระบี่ และนครศรีธรรมราช กรมทรัพยากรธรณีไดเตรียมหารือกับสํานักนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม รวมทั้งกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร เพื่อกําหนดปจจัย ดานการเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศไวในเกณฑของรายงานวิเคราะหผลกระทบดานสิ่งแวดลอมดวย

6

ขอมูล “เปดสัมปทานเหมืองแรใต ตนตอ “ดิน-หิน” ถลม..?” จากหนังสือพิมพมติชนรายวัน 5 เมษายน 2554 หนา 2 สัมภาษณอธิบดี และหัวหนาฝายของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร (กพร.)

15


1.5 การวิเคราะหวิพากษฐานคิดหรือมุมมองเกี่ยวกับเหมืองแรและผลกระทบตอชุมชน จากกรณีตัวอยางที่กลาวถึงในการทบทวนเอกสารครั้งนี้ จะเห็นไดวามุมมองเรื่องเหมืองแรและ ผลกระทบตอชุมชนนั้นมีหลากหลาย หนวยงานรัฐ เชน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข ก็มีมุมมองที่แตกตางกัน นักวิชาการสาขาตางๆ ที่ลงไปทําวิจัยก็มักจะมีสมมุติฐานและ มุมมองที่แตกตางกัน ชาวบานเองก็มีทั้งผูที่ไดรับผลกระทบซึ่งคัดคานเหมือง และมีทั้งผูที่หาประโยชนตางๆ ซึ่งอาจจะคัดคานหรือสนับสนุนเหมือง บอยครั้งที่มุมมองเหลานี้ถูกลดทอนเปนแคความขัดแยงของคูตรง ขาม ซึ่งเปนอุปสรรคตอการแกไขปญหา เพราะหนทางตีบตันเมื่อเหลือคูตอสูที่ยืนอยูคนละมุม เอกสารที่วิเคราะหฐานคิดเกี่ยวกับเหมืองแรและผลกระทบตอชุมชนมีจํานวนนอยมาก ทั้งๆ ที่การ วิเ คราะห เ ชิ ง ปรั ช ญา อํ า นาจของความรู ความสํ า คั ญ ของการตี ค า ความหมาย เป น สิ่ งที่ จ ะทํ า ให เ ข า ใจ ปรากฏการณเกี่ยวกับเหมืองแรและผลกระทบตอชุมชนไดลึกซึ้งขึ้น และคนหาแนวทางในการจัดการปญหา ไดอยางแจมชัดยิ่งขึ้น เชน การที่ชาวบานอางวาอาการปวยเกิดจากผลกระทบจากเหมืองแรตะกั่วที่ปนเปอน ในลําหวยคลิตี้ และการที่แพทยผูเชี่ยวชาญเปนผูวินิจฉัยอาการตางๆ วาเกิดจากสารตะกั่วหรือไม ซึ่งทั้งสอง ฝายตางใหความหมายและตีความเกี่ยวกับอาการของโรคแตกตางกัน และนําไปสูการรับรูและองคความรูที่ ขัดแยงกัน ยิ่งไปกวานั้น ความรูและความเปนจริงเชิงระบาดวิทยานั้นไดรับการสถาปนาจนกระทั่งจํากัดวง อยูในกลุมผูเชี่ยวชาญ ในขณะที่ประสบการณและความทุกขยากของชาวกะเหรี่ยงนั้นแปรสภาพเปนสิ่งที่ไร ความหมาย ไรอํานาจในการตอรอง (Lertsatienchai, Pakorn (ปกรณ เลิศเสถียรชัย) 2006, Sitthikriengkrai, Malee (มาลี สิทธิเกรียงไกร) 2007) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติไดวิเคราะหถึงปจจัยหลายประการที่เปนตนเหตุของปญหา การละเมิดสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะสิทธิชุมชนและสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในทองถิ่น หนึ่งในปจจัยนั้นคือฐานคิดของรัฐ เชน “ที่ดินเปนสินคา” (ในกรณีธุรกิจเหมืองแร อาจเรียกไดวา “สินแรใน ดินเปนสินคา”) และ ฐานคิดวา “สิทธิชุมชนในการจัดการฐานทรัพยากรขัดขวางการพัฒนา” ฐานคิดเชนนี้ ทําใหเกิดความขัดแยงในการใชพื้นที่ นอกจากนั้น ยังมีปญหาที่เกิดจากกลไกการแกไขปญหาของรัฐ และ การใชอํานาจหรือการเลือกปฏิบัติของเจาหนาที่รัฐในการแกไขปญหาความขัดแยง ซึ่งก็มักจะมาจากฐานคิด อํานาจนิยมในระบบราชการ หรือฐานคิดที่มีการแบงสวนงานจนกระทั่งแข็งตึงตายตัว จนกระทั่ง “เหมือน ขาราชการไมไดทําหนาที่ของมนุษย แตทําหนาที่ของราชการ7”

7

สัมภาษณศศิน เฉลิมลาภ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร พุธที่ 11 พฤศจิกายน 2009 (สืบคนจาก www.seub.or.th เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2554) “ผมเคยเจอเจาหนาที่จากกรมทรัพยากรธรณีคนหนึ่งที่มีขอมูลอยูในมือวาตรงไหนมีสารพิษ มาก กลาง นอย จะเอามาพูดกับชาวบานหรือเอามาเสนอแนะก็ไมได เพราะวาไมใชหนาที่ความรับผิดชอบโดยตรงของกรมเขา ดังนั้นถาเกิด ใหลูกนองประกาศออกไปก็เปนการทําเกินหนาที่ คือทุกคนยึดติดกับหนาที่ มันเหมือนขาราชการไมไดทําหนาที่ของมนุษย นะ แตทําหนาที่ของราชการหนาที่ของลูกนองอยางเดียว ดังนั้นมันเปนกรรมของประชาชน”

16


สําหรับการแกไขปญหาความขัดแยงกรณีโปแตช ก็มีขอเสนอแนะเพื่อการสรางความเปนธรรมใน การจัดการทรัพยากรแร (มกราคม 2554) โดยเนนที่การปรับเปลี่ยนฐานคิด โดย 1) ใหยึดหลักความเปน เจาของทรัพยากรแรรวมกันระหวางรัฐ ชุมชนทองถิ่นและสาธารณะ 2) ใหนําเอาตนทุนทางธรรมชาติเขา มารวมในการประเมินความเหมาะสมและความคุมคาในการทําเหมืองแรทุกชนิด และ3) การพิจารณา ทางเลือกในการจัดการทรัพยากรแร และแนวทางการจัดเก็บรายไดใหเหมาะสมกับประโยชนที่ประเทศ ชุมชนและสาธารณะจะไดรับ งานวิจัยที่จะสืบสาวเพื่อถอดรื้อฐานคิดเหลานี้ยังมีอยูนอยมาก และจริงๆ แลว เปนชองโหวที่วิชาการ มนุษยศาสตรสาขาปรัชญา หรือสังคมศาสตรเชนสังคมวิทยา สามารถจะเขามาเติมเต็มไดเปนอยางดี ที่ผาน มามักจะมีการอางอิงถึงประเด็นนี้อยูบอยครั้ง อาทิ • รั ฐ มุ ง เน น ความเติ บ โตและผลกํ า ไรด า นเศรษฐกิ จ เป น สํ า คั ญ จนกระทั่ ง มองข า มคุ ณ ค า ความสั ม พั น ธ และจิ ต วิ ญ ญาณความเป น ชุ ม ชน การมี เ หมื อ งแร ทํ า ให ส ภาพเศรษฐกิ จ เปลี่ยนไป ตอไปนี้คนในชุมชนตองหากินและใชชีวิตประจําวันโดยการหาซื้อ มิใชหาตาม แหลงธรรมชาติตอไป • เรามักจะยึดติดกับวิธีคิดวาทรัพยากรเปนของรัฐ แทจริงควรยึดหลักทรัพยากรรวม การคิด แบบทรัพยากรรวมนั้นสังคมตองมีสวนรวมในการตัดสินใจ ไดประโยชนและรับผิดชอบ รวมกัน รับความเสี่ยงรวมกัน • เหมืองทําลายความสัมพันธในชุมชน ทําใหเกิดความขัดแยงในพื้นที่ มีการแบงแยกกันเปน กลุมที่เห็นวาเหมืองแรสงผลกระทบตอสังคมและชุมชน กับ กลุมที่สนับสนุนเหมืองแรเพราะ เปนแหลงงานซึ่งสะทอนผานภาพของผูชูปาย “ชุมชนไมเอาเหมือง” กับ ผูชูปาย “เหมืองเปน บานของเรา” • “จากมุมมองตอสภาพ “แหลงน้ํา” ที่ตางกันระหวางชาวบานและเจาของโครงการ กลายเปน ชนวนเหตุสําคัญตอปญหาการปนเปอนโลหะหนักในแหลงน้ํา ภายหลังจากมีเหมืองทอง เกิดขึ้น”8 • “การมีเหมืองทําใหคุณคาความเปนมนุษยและคุณคาทางทรัพยากรเปลี่ยนไป คุณคาทาง ประวัติศาสตรก็สูญหาย เชน ในพื้นที่เหมืองถานหินแมเมาะ มีการขุดเจอซากดึกดําบรรพของ หอยขมน้ําจืดแหลงใหญหลายสิบไร แตก็ไมสามารถที่จะหยุดยั้งการขุดนําถานหินมาใชตอได จากพื้นที่โซน C (culture) แหลงวัฒนธรรมแหลงประวัติศาสตร ก็สามารถเปลี่ยนไปเปนโซน

8

จาก “เปลี่ยนไปเลย” จัดพิมพโดยสํานักงานคณะกรรมการสุขภาพแหงชาติ (2553) หนา 18

17


E (economic) แหลงเศรษฐกิจไดอยางงายดาย อีกทั้งกรณีพื้นที่ลุมน้ํา 1A สามารถกลายเปน พื้นที่ลุมน้ํา 1B ได” 9 คํากลาวที่ยกขึ้นมาขางตนแสดงใหเห็นถึงฐานคิดหรือมุมมองที่แตกตางกัน และแสดงวามีการให คุณคากับสิ่งหนึ่งเหนือกวาอีกสิ่งหนึ่ง มีการสรางและยอมรับความสัมพันธเชิงอํานาจที่แตกตางกัน ปกติ พื้นที่ “เสี่ยงภัย” (เสี่ยงตอโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ) มักจะเปนบริเวณของผูคนชายขอบและผู ที่ไรอํานาจ ปรากฏการณนี้อาจเรียกไดวาเปน “environmental racism” หากมองแบบนักคิดเรื่องความเปนธรรมหรือมองแบบ Rawlsian หรือ Distributive justice แลว การทําเหมืองแรนั้นไมเปนธรรมตอชุมชนโดยรอบ เพราะสงผลกระทบตางๆ และนําสิ่งที่ไมตองการออกสู ชุมชน (Externalities) ผลเสียและผลกระทบตางๆ ที่ชุมชนตองแบกรับเหลานี้ถือวาไมตองนับเขามาเปน ตนทุน ที่ผานมา ฐานคิดหลักของผูมีอํานาจเนนที่การมองเหมืองแรแบบ “อรรถประโยชนนิยม” หรือ Utilitarianism เชน “เหมืองแรเพื่อการพัฒนาของชาติ” เปนการมองประโยชนโดยรวมและมองขามผูคนที่ ทุกขรอน และฐานคิดเชนนี้เปนการสรางความไมเปนธรรมใหเกิดขึ้นในสังคม สวนฐานคิดแบบ “trade off” นั้นมักจะไมพิจารณาวาใครไดใครเสีย ชดเชยไดหรือไม จะเห็นไดวามีฐานคิดที่หลากหลาย ซึ่งหาก วิเคราะหแลว ความไมเขาใจกันและความขัดแยงตางๆ ก็ลวนมาจากฐานคิดที่ตางกันนี่เอง

1.6 สถานการณผลกระทบจากเหมืองแรและการขุดแรตอชุมชนรอนพิบูลย จังหวัดนครศรีธรรมราช10 การทําเหมืองแรนอกจากจะไดแรหลักแลว ก็จะมี“เพื่อนแร” หรือ “หางแร” เชน สังกะสีจะมีเพื่อน แร เ ป น แคดเมี ย ม ซึ่ ง สั ง กะสี เ ป น แร ที่ ใ ช ป ระโยชน ท างเศรษฐกิ จ แต ไ ด เ พื่ อ นแร ที่ ไ ม พึ ง ปรารถนาคื อ แคดเมียมมาดวยเสมอ จึงเกิดการปนเปอนแคดเมียมในสิ่งแวดลอม ในกรณีของรอนพิบูลยในอดีต มีการทํา เหมืองแรดีบุก มีทั้งเหมืองเรือ ขุดอยูกลางชุมชน “ชุมชนทายเรือ” และการขุดแรบนภูเขาที่อยูใกลชุมชน ซึ่ง มีสายแร และนําแรดีบุกไปใชประโยชน สวนกากแรที่มีสารหนูไมมีคุณคาทางเศรษฐกิจก็ถูกทิ้งกระจัด กระจายอยูมากมายบนเขาหลวง น้ําในบอน้ําของชาวบานจึงมีสารหนูปนเปอนทั้งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและ มีกิจกรรมการทําแรเปนตัวเรง มีเหตุการณหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นบนเขาหลวง อ.รอนพิบูลย เกิดฝนตกหนัก มี 9

สันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย จากเวทีเครือขายประชาชนผูไดรับผลกระทบจากการทําเหมืองแรในประเทศไทย รายงาน โดยโสธิดา นุราช ในขาวสิ่งแวดลอม ทิศทางอนาคต "เหมืองแรไทย" ควรเดินหนาอยางไร จาก http://www.greenworld.or.th/greenworld/population/1169 สืบคนเมื่อ 5 มกราคม 2554

10

จาก “ผลกระทบดานสุขภาพจากเหมืองแร โดย รศ.นพ.สุนทร ศุภพงษ คณะแพทยศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ใน “สรุปการสัมมนา“ผลกระทบจากอุตสาหกรรมเหมืองแรตอสุขภาวะชุมชน” วันที่ 8 กุมภาพันธ 2554 สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย

18


กากแรที่มีสารหนูในบอเก็บน้ําเสียของโรงแตงแรไหลลงมาจากเชิงเขาสูชุมชนดานลาง ทําใหเกิดสารหนู ปนเปอนในชุมชนมากขึ้น เหตุการณแบบนี้ก็เคยเกิดขึ้นกับบริษัทผาแดง อ.แมสอด กลาวคือ มีการพังทลาย ของบอเก็บน้ําเสียเมื่อฝนตกหนักทําใหแคดเมียมไหลลงมาปนเปอนนาขาวของชาวบาน ที่ไหนก็ตามที่มีแร หากมาตรการควบคุมดูแลของรัฐไมดี ก็จะสงผลกระทบสูง อยางรอนพิบูลยไม เพียงบริษัทเอกชนที่ไดรับสัมปทานเหมืองเทานั้น ชาวบานก็ไปขุดแรดวย การทําเหมืองแรแบบชาวบานคือ การเก็บหาแรกันเอง ไมใชในรูปของอุตสาหกรรมหรือบริษัท หากเจอสายแรก็จะมีรายไดดี กระบวนการ รอนแร ใชวิธีตามมีตามเกิด ทําในลําธาร และเกิดการทิ้งกากแรตามลําธารเชนเดียวกัน การแตงแรใน รอนพิบูลยทํากันในชุมชน การปนเปอนของสารหนูจึงกระจายไปตามบานเรือนทั่วทั้งหมูบาน การแกปญหา จึงทําไดยาก ตามปกติมนุษยตองดื่มน้ําวันละ 2 ลิตร ดังนั้นเมื่อสารหนูปนเปอนในน้ําดื่ม ก็จะไดรับผลกระทบตอ สุขภาพที่ชัดเจน เพราะมนุษยตองทานอาหารและดื่มน้ําทุกวัน ในทางตรงกันขาม ถาเปนการปนเปอนในสิ่ง ที่มนุษยไมไดบริโภคทุกวัน ก็จะเห็นผลชากวา สําหรับที่รอนพิบูลยมีทั้งการทําเหมืองในชุมชนเองและบนเขาหลวง สําหรับบนเขานั้นชาวบาน บอกวาทํากันมาตั้งแตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แลว ชาวออสเตรเลียไดเห็นลักษณะการทําเชนนั้นก็เตือน เรื่องการปนเปอนของสารหนู เพราะเมื่อมีการทําแรก็จะมีการทิ้งกากแร (arsenopyrite) กระจัดกระจายเปน วงกวางอยูเต็มพื้นที่เขาหลวงและชุมชน จึงเกิดการปนเปอนของสารหนู โดยเฉพาะในบอน้ําตื้นที่ใชอุปโภค บริ โ ภค เมื่ อ ได รั บ สารหนู เ ข า ไป ชาวบ า นก็ เ กิ ด เป น โรค “ไข ดํ า ” ฝ า มื อ ฝ า เท า ก็ จ ะหนา เรี ย กว า hyperkeratosis ผิวหนังเมื่อถูกกระตุน melanocyte มากๆ ก็จะเกิด hyperpigmentation หรือมีจุดดําๆ ที่ ชาวบานเรียกกันวา “ตัวลาย” แตผลกระทบที่รายแรงกวา “ตัวลาย” คือการพัฒนาเปนมะเร็ง squamous cell carcinoma และชวงหลังมีรายงานวามีการตรวจพบมะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะปสสาวะดวย เพราะสาร หนูเปนสารกอมะเร็ง (carcinogen type 1 ) และขอมูลจากสํานักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช รายงานถึงกลุมเสี่ยงที่อําเภอรอนพิบูลยในป พ.ศ. 2530 วาจากประชากรทั้งหมด 15,988 คน พบกลุมเสี่ยง 1,049 คน คิดเปนอัตราความชุก 6.56 % ในกรณีของรอนพิบูลยนั้น มีการอางถึงกรอบแนวคิดที่ รศ.ดร.นพ.พงศเทพ วิวรรธนะเดช เสนอวา การเกิดโรคอันเนื่องจากสิ่งแวดลอมประกอบดวย 2 ปจจัย ปจจัยแรกคือ สิ่งคุกคามตามธรรมชาติ เหตุการณ ตามธรรมชาติ และปจจัยที่สองคือ สิ่งคุกคามจากความทันสมัย นั้นคือการพัฒนาของมนุษย เมื่อสิ่งคุกคาม เหลานี้ถูกปลดปลอยสูสิ่งแวดลอม สูอากาศ น้ํา อาหาร ดิน และมนุษยรับเขาสูรางกายกอใหเกิดผลกระทบ ทางสุขภาพ กรณีรอนพิบูลย ชุมชนจึงไดรับผลกระทบมาก เพราะมีการปนเปอนสูน้ํา และขาว ซึ่งเปน สิ่งจําเปนที่มนุษยจะตองบริโภค การแกไขปญหาคือแนะนําใหชาวบานหยุดดื่มน้ําบอ ใหดื่มน้ําประปา หรือ น้ําฝน หรือน้ําบรรจุขวด แตการฟนฟูพื้นที่ทั้งหมดนั้นตองใชงบประมาณมาก ปญหานั้นยังคงมีอยูอีกนาน จากการที่ นพ. สุน ทร ศุภ พงษ สรุปความเปนมาของผลกระทบจากเหมือ งแรและการขุด แร ตอ สุขภาพของชาวบานรอนพิบูลยนั้น ผูทบทวนเอกสารพบวามีบทเรียนหลายประการคือ 19


1) ความรู เ รื่ อ งเกี่ ย วกั บ เหมื อ งแรแ ละการขุด แร โ ดยชาวบ า นซึ่ ง เป น การแพร ก ระจายของการ ปนเปอนนั้นมีนอยมาก จนกระทั่งไมไดมีการควบคุมหรือเฝาระวัง ทําใหสารหนูกระจายตัว ออกไปอยางกวางขวางและสะสมอยูในสิ่งแวดลอม 2) เมื่อเกิดผลกระทบแลว ความรูเกี่ยวกับการจัดการ ฟนฟู และบําบัดการปนเปอนก็มีนอยมาก เชนกัน รวมทั้งไมมีหนวยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ดังนั้น ชาวบานยังตองเจ็บปวยและทุกข ทรมานจากพิษสารหนูตอไป 3) ชาวบานที่รอนพิบูลยพยายามปรับตัวตอสถานการณที่เกิดขึ้น มีการรณรงคใหชาวบานใช แหลงน้ําแหลงอื่นที่ปลอดภัยมากกวา แตคนที่ไมรู เชนชาวบานที่อพยพเขามาใหมก็อาจจะ ไดรับผลกระทบจากสารหนูที่ปนเปอน 4) ชาวบานสวนใหญไมมีทางเลือกอื่นนอกจากอยูอาศัยในพื้นที่ตอไป แตในขณะเดียวกันก็ไม อยากใหหนวยงานรัฐประกาศใหเปนพื้นที่มีปญหา เนื่องจากชาวบานจะรูสึกวาถูกรังเกียจจาก สังคม และอาจจะสงผลกระทบกับผลิตผลจากทองถิ่นดวย

1.7 สถานการณผลกระทบจากเหมืองแรตอชุมชนกะเหรี่ยงบานคลิตี้ลาง อําเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ในป พ.ศ. 2510 มีการทําเหมืองแรบองามและโรงแตงแรคลิตี้ของบริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส (ประเทศไทย) จํากัด ในพื้นที่ตําบลชะแล อําเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ตอมาไดเกิดการรั่วไหลของ ตะกอนแรจากบอกั กเก็บตะกอนลงสู ลําหวยคลิตี้ สรางความเดือดรอนใหแกหมูบานคลิตี้ที่มีประชากร จํานวน 46 หลังคาเรือน เพราะลําหวยคลิตี้เปนแหลงน้ําหลักของชาวบานและยังจับสัตวน้ํา หากินพืชผัก บริเวณริมลําหวย ผลกระทบจากการปนเปอนนี้ชัดเจนขึ้นในป พ.ศ. 2536-2537 เมื่อชาวบานมีอาการเจ็บปวยและ เสียชีวิต เด็กแรกเกิดปวย มีพัฒนาการชา จากการตรวจสอบพบวาปริมาณสารตะกั่วในเลือดชองประชาชน โดยสวนใหญอยูระหวาง 30-50 มิลลิกรัมตอเดซิลิตร ชาวบานตองหลีกเลี่ยงไปใชน้ําจากประปาภูเขาที่มี หินปูนปนเปอนมากทําใหเสี่ยงตอการเปนนิ่ว สัตวเลี้ยงของชาวบานก็ลมตายเนื่องจากดื่มน้ําที่ลําหวยคลิตี้ที่ มีสารตะกั่ว จากการสํารวจโดยกรมควบคุมมลพิษพบวาบริเวณลําหวยชุมชนคลิตี้ลางมีการปนเปอนของสาร ตะกั่วในปริมาณสูง ซึ่งตะกอนตะกั่วที่ปนเปอนสงผลกระทบตอระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิต คือ เมื่อสัตวน้ํามา กินตะกอนดินที่มีสารตะกั่วปนเปอน ก็จะไปสะสมในตัว และเขาไปอยูในหวงโซอาหาร เมื่อมีการรองเรียน ทางกรมทรัพยากรธรณีและสํานักงานอุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรีไดเขามาตรวจสอบพื้นที่และสั่งการให โรงแตงแรหยุดดําเนินงานและปรับเปนเงิน 2,000 บาท ตามที่บัญญัติไวในพระราชบัญญัติแร พ.ศ. 2510 จากการตรวจสอบพื้ น ที่ ข องคณะอนุ ก รรมการฯ ของสํ า นั ก งานคณะกรรมการสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชน แหงชาติพบวาโรงแตงแรไมมีระบบการบําบัดน้ําเสียจากกระบวนการผลิต สภาพบอเก็บตะกอนไมมีการปู 20


ลาดดวยวัสดุกันซึมทําใหสารพิษอาจไหลลงสูน้ําใตดิน รวมถึงพบวามีการตอทอน้ําทิ้งจากบอเก็บกักตะกอน ลงสูหวยคลิตี้โดยตรงมาเปนเวลานาน นอกจากจะกระทบตอสุขภาพของชุมชนหมูบานคลิตี้แลวแหลงน้ําที่ ปนเปอนยังมีโอกาสไหลลงสูอางเก็บน้ําเขื่อนศรีนครินทรได แมวาปจจุบันโรงแตงแรไดหยุดดําเนินการและ สภาพน้ําเริ่มมีสารตะกั่วเจือจางลง แตก็ยังคงมีอยูในสัตวน้ําและพืชผักที่ชาวบานเก็บมาบริโภคเพื่อการ ดํารงชีวิต และชาวบานคลิตี้หลายรายยังมีอาการเจ็บปวยจากพิษตะกั่วที่สะสมมายาวนานในรางกาย สําหรับเรื่องคดีความที่มีการฟองรองนั้น เริ่มจากในป พ.ศ. 2541 ชาวบานรองเรียนสถานการณตอ สื่อมวลชน แตก็ไดรับการแกไขเยียวยาจากภาครัฐนอยมาก ในป พ.ศ. 2546 ชาวบาน 8 คนจึงยื่นฟองบริษัท ในขอหาละเมิด พ.ร.บ.สงเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอม พ.ศ.2535 และปรากฏวาชาวบานชนะคดีใน ศาลชั้นตน โดยศาลสั่งใหบริษัทฯ จาย 4.26 ลานบาท ตอมาบริษัทยื่นอุทธรณ และศาลอุทธรณพิพากษาให บริษัทใชเงินแกชาวบานทั้ง 8 รวมเปนเงินทั้งสิ้น 29,551,000 บาท พรอมดอกเบี้ยรอยละ 7.5 ตอป จากเงินตน ดังกลาว เพราะเห็นวาศาลชั้นตนกําหนดคาชดเชยความรายแรงแหงการรั่วไหลหรือแพรกระจายของสาร ตะกั่วดังกลาวยังไมเหมาะสม ปจจุบันคดีอยูในชั้นศาลฎีกา นอกจากนี้ ในป พ.ศ. 2547 ชาวคลิตี้ลางยื่นฟองกรมควบคุมมลพิษตอศาลปกครอง ในฐานละเลย การปฏิบัติหนาที่หรือปฏิบัติหนาที่ลาชาตอการแกไขปญหาฟนฟูลําหวยคลิตี้ลาง และเรียกรองคาเสียหายจาก การเสียโอกาสในการไมสามารถดํารงชีพไดตามปกติ จนในป พ.ศ. 2551 ศาลปกครองกลางพิพากษาวากรม ควบคุมมลพิษปฏิบัติหนาที่ดังกลาวลาชาจริง ใหชดใชเงินแกชาวบาน 743,226 บาท ปจจุบันคดีอยูในขั้นการ พิจารณาของศาลปกครองสูงสุด ตอมาในป พ.ศ. 2550 ชาวบาน 151 คนไดยื่นฟองรองบริษัทฯ เรียกคาเสียหายทั้งสิ้น 1,041,952,000 บาท ศาลไดตัดสินใหบริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส ชดใชคาเสียหายใหเปนเงินรวมกันทั้งสิ้น 35,800,000 บาท และศาลชั้นตนจังหวัดกาญจนบุรียังไดอานคําพิพากษาตัดสินใหบริษัทดําเนินการฟนฟูลํา หวยที่มีสารตะกั่วปนเปอนใหกลับมาใสสะอาดดังเดิม ในเชิงทฤษฎีแลว กรณีของผลกระทบตอสุขภาพจากการปนเปอนแรตะกั่ว มาตรการแกไขปญหา สามารถแบงเปน 2 ระยะคือ ระยะสั้น และระยะยาว สําหรับระยะสั้น ควรจะมีการควบคุมความเสี่ยง เพื่อ ไมใหการปนเปอนแพรกระจายออกไป การลดความเสี่ยง โดยการลดการสัมผัสสิ่งแวดลอมที่มีการปนเปอน แรตะกั่ว การใหการรักษาแกผูไดรับตะกั่วปนเปอนในเลือด ในระดับที่เสี่ยงตอการเกิดปญหาสุขภาพ และ การประชาสัมพันธใหขอมูลถึงความเสี่ยง เพื่อใหประชาชนเขาใจสภาพปญหาและระดับความเสี่ยงอยาง ถูกตอง สวนในระยะยาวนั้น ควรจะมีการประเมินผลกระทบตอสุขภาพเพื่อทราบขนาดของผลกระทบ การ เฝาระวัง โดยการเก็บตัวอยางในบริเวณเสี่ยงมาวิเคราะหการปนเปอนตะกั่วอยางตอเนื่อง การตรวจสุขภาพ ของประชาชนที่อาศัยในบริเวณพื้นที่เสี่ยงอยางตอเนื่อง และการประชาสัมพันธใหขอมูลถึงความเสี่ยง เพื่อ สรางความเขาใจแกประชาชนในการรับรูความเสี่ยง และนําไปสูการปรับพฤติกรรมใหเหมาะสมในการ จัดการความเสี่ยง 21


ในทางปฏิบัติแลว มาตรการเหลานี้ไมสามารถจะลดผลกระทบไดอยางสิ้นเชิง แนวทางแกปญหา สําคัญคือ จิตสํานึกในการรวมกันแกไขและรับผิดชอบ และตองเขาไปรับฟงความตองการที่แทจริงของ ชาวบานวามีปญหาอะไร อยางไร (ดาวัลย วิวรรธนะเดช จากการสัมมนา 2554) หมูบานคลิตี้ลางเปนพื้นที่ ที่มีการศึกษาวิจัยอยูมาก ทั้งในรูปของโครงการวิจัยและวิทยานิพนธระดับตางๆ กรณีของคลิตี้ถือวาเปน บทเรียนที่สําคัญในประเด็นตอไปนี้ 1) ชุมชนบริเวณนั้นเปนกลุมชาติพันธุกะเหรี่ยงกลุมโปว หรือ โผลว ซึ่งถือไดวาเปนกลุมชายขอบ ที่มีภาษาและวัฒนธรรมแตกตางจากกลุมหลักในสังคม ทําใหการเรียกรองสิทธิและการสื่อสาร สภาพความเจ็บปวย ความเดือดรอนตางๆ มีจํากัด ที่ผานมาจึงตองอาศัยกลุมองคกร บุคคล และ หนวยงานจากภายนอกเขามาเปนแกนหลักให 2) พื้นที่หมูบานอยูหางไกลจากบริการสาธารณะตางๆ ชาวบานตองเดินทางมาที่หมูบานใกลเคียง เพื่อใชบริการของโรงเรียนและสถานีอนามัย เมื่อเกิดอาการเจ็บปวยตองเดินทางไกลและ ยากลําบากมายังโรงพยาบาลในตัวเมืองกาญจนบุรี หรือกรุงเทพฯ และเมื่อเกิดการฟองคดี ความ ก็ตองเดินทางไกลมาขึ้นศาล 3) แมวาจะมีบุคคล องคกร หนวยงานที่ใหความสนใจเกี่ยวกับกรณีของคลิตี้เปนจํานวนมาก แตก็ พบวาความพยายามเหลานี้ไมสามารถจะแกไขปญหาไดอยางสิ้นเชิง ความรูเกี่ยวกับการเยียวยา บําบัดแกไขสภาพที่ปนเปอนนั้นมีอยูอยางจํากัดมาก และการลงทุนเพื่อบําบัดน้ําในลําหวยนั้น ใช ง บประมาณมาก การตั้ ง คณะกรรมการแก ไขป ญหาก็เ ปน การทํา หน าที่ ต ามบทบาทของ หนวยงานเปนสวนใหญ ตางมีลักษณะการปกปองการทํางานของหนวยงานของตนเองโดยขาด ลักษณะการประสานงานเพื่อแกไขปญหาอยางจริงใจและจริงจัง11 นอกจากนั้น ขาราชการก็มี การปรับเปลี่ยนโยกยายซึ่งเปนอุปสรรคตอการดําเนินงานอยางตอเนื่อง 4) บริเวณพื้นที่ปญหา เปนสวนหนึ่งของผืนปาตะวันตกที่อยูติดตอกับเขตรักษาพันธุสัตวปาทุง ใหญ น เรศวรและห ว ยขาแข ง ซึ่ ง ได รั บ การประกาศเป น มรดกโลก และเคยมี ม ติ จ าก คณะกรรมการแหงชาติวาดวยอนุสัญญาคุมครองมรดกโลก (2541) ซึ่งที่ประชุมมีมติใหยกเลิก การทํากิจกรรมเหมืองแรทั้งหมดในบริเวณโดยรอบเขตฯ แตก็ยังไมไดรับการปฎิบัติตามอยาง จริงจัง เนื่องจากแตละหนวยงานที่เกี่ยวของมีลักษณะงานที่แตกตางกันและมีหลายสวนที่ขัดแยง กัน อาทิ กรมปาไมตองการพื้นที่คืนเพื่อเปนพื้นที่ปาอนุรักษ แตกรมทรัพยากรธรณีตองการใหมี การทําเหมืองแรตอไป โดยไมมีนโยบายระดับสูงใหถือปฏิบัติรวมกัน12

11

จากแนวทางแกไขปญหา Klity Deadly River โดยสุรพงษ กองจันทึก จาก http://www.karencenter.com/kitty-deadlyriver6.htm สืบคนเมื่อ 16 ธันวาคม 2554 12 เพิ่งอาง

22


5) ที่ผานมา ศาลไดพิจารณาถึงการชดเชยที่เปน “คาที่ตองเสียความสามารถและโอกาสในการ ทํางานอยางสิ้นเชิงหรือบางสวนทั้งในปจจุบันและอนาคต คาเสื่อมสุขภาพอนามัยไดรับ ทุกขเวทนาทางดานจิตใจและสูญเสียอวัยวะ คุณภาพชีวิต โอกาสที่จะพัฒนาตนอยางมีศักดิ์ศรี และความสามารถที่จะสืบตอชาติพันธุได และคาขาดประโยชนในการใชน้ําอุปโภคบริโภค ขาด แหลงอาหารขาดประโยชนในการใชทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมจากหวยคลิตี้” ซึ่ง นับวาเปนการคิดคํานวณที่ใหความสําคัญกับหลายๆ มิติของชุมชนและเปนการสรางมาตรฐาน ใหม ข องการชดเชยการสู ญ เสี ย ที่ ผ า นมา อย า งไรก็ ดี หากมองอย า งสุ ด โต ง แล ว ชุ ม ชนไม สามารถจะซื้อความเปนชุมชนและสุขภาพอนามัยกลับคืนมาไดอีก กรณีนี้จึงเปนบทเรีย น สําหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่อื่นๆ และการทบทวนแนวคิดเกี่ยวกับความเปนธรรม ดานสิ่งแวดลอมที่ดียิ่ง

1.8 สถานการณผลกระทบจากเหมืองแรตอชุมชนแมตาว อําเภอแมสอด จังหวัดตาก พื้นที่ตําบลแมตาว ตําบลแมกุ อําเภอแมสอด จังหวัดตาก ไดรับผลกระทบจากการประกอบกิจการ เหมืองแรสังกะสีขนาดใหญ 2 แหง คือบริษัทผาแดง อินดัสทรี จํากัด (มหาชน) มีโครงการเหมืองแรสังกะสี ที่บริเวณดอยผาแดง ตําบลพระธาตุผาแดง ไดประทานบัตรในป พ.ศ. 2525 เริ่มทําเหมืองแรป 2527 และ บริษัทตากไมนิ่ง มีโครงการเหมืองแรสังกะสี ที่บริเวณผาเดะ ตําบลพระธาตุผาแดง ในป พ.ศ. 2536 ใน ระหวางป พ.ศ. 2541–2546 มีการตรวจวัดระดับสารแคดเมียมในดินและขาวบริเวณนั้น พบวามีการปนเปอน ในลําน้ําแมตาว พื้นดิน และพืชผลทางการเกษตร รวมทั้งสงผลกระทบตอสุขภาพของประชาชนกวา 6,000 คน ในชุมชนตนเหตุของสารแคดเมียมที่ อ.แมสอด จ.ตาก คือธรรมชาติมีอยูแลว และยิ่งมีการทําเหมือง สังกะสี ก็ยิ่งทําใหแคดเมียมแพรกระจายมากขึ้น จนปนเปอนในดิน ในนาขาว จึงมีการระบุวาการทําเหมือง หรือการเปดหนาดินใหโลง ไมมีพืชปกคลุม คือสาเหตุที่ทําใหเกิดการกัดเซาะหนาดินอยางรวดเร็ว และเปน เหตุใหแคดเมียมกระจายตัวปนเปอนในสิ่งแวดลอมมากขึ้น ในป พ.ศ. 2547 สถาบันจัดการทรัพยากรน้ํา นานาชาติหรือ International Water Management Institute : IWMI) กับกรมวิชาการการเกษตรไดเปดเผย ผลการวิจัยการปนเปอนสารแคดเมียมปริมาณสูงมากในพื้นที่นาขาวบริเวณลุมน้ําแมตาวและลุมน้ําแมกุ ในดานสุขภาพและความปลอดภัยนั้น สารแคดเมียมปนเปอนทั้งในดิน พืชผลการเกษตร ตะกอนใน ท อ งน้ํ า และในร า งกายของประชาชน ทํ า ให เ กิ ด การเจ็ บ ป ว ย โรคอิ ไ ต-อิ ไ ต มี อ าการปวด บริ เ วณข อ ปสสาวะขัดและมีสีขาวขุน มีอาการวิงเวียนศีรษะ บางรายมีภาวะไตเสื่อม นิ่วในกระเพาะปสสาวะและภาวะ กระดูกพรุน ยิ่งชาวบานกินขาวที่มีแคดเมียม อาการปวยก็รุนแรงยิ่งขึ้น ไตเสื่อม ปวดกระดูก (กระดูกบางลง) ที่เรียกวาโรคอิไต-อิไต จากขอมูลของหนวยราชการ อาจมีผูไดรับผลกระทบจากการที่รางกายไดรับสาร แคดเมียมจํานวนกวา 6,000 ราย นอกจากนี้จากการตรวจสอบของกรมทรัพยากรธรณีพบวาแมวาการทํา เหมืองแรจะมีการควบคุมไมใหมีการทิ้งน้ําเสียและกากแรลงในแหลงน้ําธรรมชาติ แตหากเกิดน้ําทวมหรือ น้ําปาไหลหลาก หรือเกิดการยอหยอนในการปฏิบัติงาน ก็จะมีสวนเกิดการปนเปอนในแหลงน้ําธรรมชาติ 23


ขึ้นได ซึ่งในการสํารวจในพื้นที่พบวามีความเปนไปไดสูง โดยเฉพาะทางกรมทรัพยากรธรณีไดเก็บตัวอยาง จากหวยบริเวณใกลกองกากแรพบมีคาสูงถึง 560 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม ในดานเศรษฐกิจ ผลผลิตสําคัญ คือ ขาว เปนขาวหอมมะลิที่มีชื่อเสียง แตหลังจากที่มีการปนเปอน ทําใหราคาตกต่ํา นอกจากนี้ชาวบานยังไมกลาบริโภคน้ําจากลําน้ําแมตาวทําใหตองซื้อน้ําดื่ม รวมทั้งไม สามารถนําพืชผักที่ขึ้นตามลําน้ําหรือพื้นดินมาบริโภคได ตองซื้อหามาประกอบอาหารเปนการเพิ่มตนทุนใน การครองชีพ และชาวบานตองรับผิดชอบคารักษาพยาบาลที่เกิดจากปนเปอนดังกลาว การแกไขปญหาของ รัฐ คือ การรั บซื้ อข าวและนํ าข า วที่มีแ คดเมีย มไปทําลาย และแนะนํา ใหชาวบานปลูก พืชชนิดอื่ น เชน ยางพารา ปาลมน้ํามัน ออย ฯลฯ ทดแทนการปลูกพืชที่ใชบริโภค เชน ขาวหอมมะลิ แตอาชีพทํานาถือเปน อาชีพที่สืบทอดจากบรรพบุรุษและสั่งสมจนกระทั่งเปนภูมิปญญาทองถิ่น และหลายพื้นที่เปนที่ลุม ผลผลิต จากพืชอื่นๆ จึงไมคอยดีนัก หลังจากเกิดผลกระทบตอชุมชนแลว บริษัทเหมืองแรจะตองจัดสงรายงานผลการดําเนินการตาม มาตรการปองกันแกไขผลกระทบสิ่งแวดลอมและรายงานผลการติดตามตรวจสอบตอสํานักนโยบายและ แผนทรั พ ยากรธรรมชาติ แ ละสิ่ ง แวดล อ มและกรมอุ ต สาหกรรมพื้ น ฐานและเหมื อ งแร รวมทั้ ง มี ก าร ตรวจสอบคุณภาพของน้ําที่ระบายกลับสูธรรมชาติ ตอมาบริษัทไดตั้งคณะกรรมการมวลชนสัมพันธ ใหทุน ศูนยวิจัยแหงชาติดานการจัดการสิ่งแวดลอมและของเสียอันตราย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยในการทําวิจัยเพื่อ แกไขปญหาเรื่องสารเคมีปนเปอน วิเคราะหหาคาแคดเมียมในขาวใหเกษตรกรโดยใชหองปฏิบัติงานของ บริษัทฯ รับซื้อขาวที่ปนเปอนสารแคดเมียม จัดหารถบรรทุกน้ําและขุดเจาะบอบาดาลรวมทั้งสนับสนุนให สรางฝายกั้นน้ําเพื่อบรรเทาการขาดแคลนน้ําของชุมชน สวนกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแรให คณะสิ่งแวดลอมและทรัพยากรศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล ศึกษาโครงการกําหนดมาตรฐานมลพิษและการ จัดการสิ่งแวดลอมอุตสาหกรรมเหมืองแรและโลหกรรม ชนิดแรสังกะสี เพื่อศึกษาติดตามตรวจสอบและเฝา ระวังเพื่อใหบรรลุมาตรฐานการระบายมลพิษที่กําหนด เปนการเพิ่มประสิทธิภาพในการกํากับดูแลการ ประกอบอุตสาหกรรมเหมืองแรและโลหะการใหปลอดภัยตอชีวิตและสิ่งแวดลอม กรมควบคุมโรคไดทํา การตรวจวัดระดับสารแคดเมียมในดินและขาวบริเวณอําเภอแมสอด พบปริมาณสารแคดเมียมในดินสูงกวา คามาตรฐานยุ โรปถึ ง 1,800 เทา และการปนเปอนสารแคดเมีย มในเมล็ ด ข า วร อยละ 95 ของตั ว อย างมี แคดเมียมปนเปอน และจากที่คณะกรรมการเฉพาะกิจของกรมควบคุมมลพิษไดเขาสํารวจระหวางวันที่ 2-6 กุมภาพันธ 2547 ไดขอสรุปวา การปนเปอนนาจะเกิดจากกิจการเหมืองแรสังกะสีในพื้นที่ เกินกวาที่จะพบ จากการชะหนาดินตามธรรมชาติ หลังจากการตรวจสอบกรณีนี้แลว คณะอนุกรรมการสิทธิในทรัพยากรน้ําและแรในคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแหงชาติมีขอเสนอใหบริษัทผาแดงฯ หยุดประกอบกิจการชั่วคราวจนกวาจะฟนฟูสภาพดิน จนสามารถใชประโยชนไดตามปกติ รับผิดชอบคาใชจายในการตรวจและรักษาประชาชนที่ไดรับสารพิษ โลหะหนักปนเปอนในรางกายและชดใชคาเสียหายตอประชาชนในพื้นที่ และใหบริษัทตากไมนิ่ง จํากัด นํา กองหางแรที่บริเวณเหมืองที่เลิกกิจการไปแลวไปเก็บในอุโมงค นอกจากนั้นยังมีขอสังเกตวาแนวทางการ 24


แกไขปญหาของหนวยงานรัฐไมมีความแนนอน ทําใหชาวบานในพื้นที่ไมสามารถกําหนดอนาคตในการทํา การเกษตรได ทั้งที่วิถีชีวิตและภูมิปญญาทองถิ่นคือการปลูกขาวเปนหลัก แตหนวยงานของรัฐไมไดประกาศ ใหชัดเจนกอนฤดูเพาะปลูกวาจะจัดการอยางไรกับผลผลิตเหลานั้น ผลกระทบจากการปนเปอนที่แมตาว ทําใหไดบทเรียนดังนี้ 1) เชนเดียวกับกรณีของหมูบานคลิตี้ลาง หลายหมูบานในพื้นที่แมตาวเปนพื้นที่ของกลุมชาติพันธุ เชนที่พะเดะ ประชากรสวนหนึ่งเปนชาวกะเหรี่ยงปกากะญอ ผลกระทบจากการปนเปอน นอกจากจะทําใหวิถีการเกษตรแบบดั้งเดิมตองเปลี่ยนไปแลว เมื่อเผชิญกับปญหากับความ เจ็ บ ป ว ยต า งๆ ก็ เ ป น เรื่ อ งยากลํ า บากที่ จ ะเดิ น ทางไปรั ก ษาพยาบาลและตรวจร า งกาย นอกจากนั้น ครอบครัวยังตองแบกรับภาระผูเจ็บปวย ทําใหเกิดภาวะการณพึ่งพาที่สูงกวาปกติ อยางไรก็ดี บทเรียนที่ดีอยางหนึ่งในการแกปญหาคือโรงพยาบาลแมสอดมีความพยายามที่จะ ชวยเหลือชาวบานที่มีรายไดนอยโดยการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการสําหรับผูปวยไตวายและออก “บัตรแคดเมียม” ให13 2) พื้นดินที่มีความเหมาะสมและอุดมสมบูรณในการทําเกษตรกรรมตองเปลี่ยนไป ขาวที่ไดจาก การทํานา เปนขาวหอมมะลิที่มีชื่อเสียงและเคยไดรับรางวัลระดับประเทศ14 ตองถูกปรับเปลี่ยน เปนพืชชนิดอื่น โดยเฉพาะอยางยิ่งออยเพื่อสงโรงงานอุตสาหกรรมเอธานอล ผลกระทบที่ เกิ ด ขึ้ น ไม ไ ด มี ก ารตี ค า เป น ความสู ญ เสี ย ศั ก ยภาพของพื้ น ที่ ใ นการผลิ ต ข า วหอมมะลิ เชนเดียวกับที่จังหวัดเลยไมไดประเมินเปรียบเทียบถึงศักยภาพความเปนเมืองที่นาทองเที่ยวกับ ศักยภาพความเปนเมืองแหงเหมืองแร การประเมินถึงศักยภาพดังกลาว นอกจากจะตองมอง อยางมีวิสัยทัศน สามารถจะมองการณไกลในระยะยาวไดแลว ยังเปนประเด็นเรื่องเกี่ยวกับการตี “คุณคา” เหนือ “มูลคา” และการมองในเชิงความเปนธรรมทางสิ่งแวดลอมเหนือการมองแบบ อางอิงประโยชนสวนรวมอีกดวย (ดังที่กลาวแลวขางตน) 3) พื้นที่แมตาวเปนอีกกรณีหนึ่งที่แสดงใหเห็นถึงความไมไววางใจกัน การแบงพรรคแบงพวกและ ความขัดแย งแตกแยกทางด านความคิด และหลายฝา ยก็ก ลาวอ างวาอีก ฝายหนึ่งจองจะเอา ผลประโยชนใสตัว เชน มีการกลาววาที่เจาของที่ดินเรียกรองเรื่องการปนเปอนเพราะอยากใหมี การจายคาชดเชยเพิ่มเติม หรือกลาววาชาวบานใหทนายฟองรองเพื่อที่จะไดคาชดเชยเพิ่มขึ้น เปนการมองอีกฝายดวยแงมุมลบ ทายที่สุดตางฝายตางก็ตกหลุมพรางและติดกับดักเรื่องคูตรง ขามจนกระทั่งมองไมเห็นหนทางอื่นในการแกไขปญหา ความสัมพันธภายในชุมชนนั้นเปน 13

“แคดเมียมที่แมตาว หนังมวนเดิมที่ยังไมไดแกไข” โดย เกื้อเมธา ฤกษพรพิพัฒน, กรวิกา วีระพันธเทพา 12 พฤศจิกายน 2554 จาก http://www.greenworld.or.th/greenworld/local/993 สืบคนวันที่ 7 ธันวาคม 2553 14 “กรณีศึกษา ปญหาการปนเปอนแคดเมียม อําเภอแมสอด” จาก http://www.anamai.moph.go.th/download/download/HIA/020309/11%20HIA.doc สืบคนวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553

25


คุณคาสําคัญ เปน “ทุนทางสังคม” ที่มักจะถูกสั่นคลอนโดยการเกิดขึ้นของโครงการพัฒนาขนาด ใหญ ความขัดแยงและมุมมองดานลบที่เกิดขึ้นนั้นไม เคยถูกตีคาในเชิงลบ ทั้ งๆ ที่เป นสิ่งที่ บั่นทอนความสัมพันธ และเปนสิ่งที่คอยๆ สะสมมากขึ้นเชนเดียวกับมลพิษในเชิงกายภาพที่ สะสมจนกระทั่งกอใหเกิดอาการเจ็บปวย

1.9 สถานการณผลกระทบจากเหมืองแรตอชุมชนบานเขาหมอ-ทับคลอ อําเภอทับคลอ จังหวัดพิจิตร เหมืองทองชาตรี ที่ตําบลเขาเจ็ดลูก อําเภอทับคลอ จังหวัดพิจิตร ติดกับจังหวัดเพชรบูรณ ดําเนินการ โดยบริษัทอัคราไมนิ่ง โดยมีบริษัทออสเตรเลียเปนผูถือหุนใหญ ไดรับประทานบัตรตั้งแตป พ.ศ. 2544 เหมืองนี้ไดรับใบรับรองมาตรฐาน ISO 14001 เนนการควบคุมผลกระทบสิ่งแวดลอมและยังมีกลไกในการ ตรวจสอบและประเมินประสิทธิภาพการจัดการสิ่งแวดลอม บริษัทฯ ยังไดจัดตั้งกองทุนฟนฟูสิ่งแวดลอม เปนคาใชจายในการตรวจวัดและแกไขผลกระทบจากกิจกรรมการทําเหมืองทั้งในชวงระหวางการทําเหมือง และหลังจากการทําเหมือง บริษัทยังมีแผนจะสํารวจแรทองคําในประเทศเพื่อนบานเชนลาวและพมาดวย ชวงที่บริษัทอัครา ไมนิ่ง ไดประทานบัตรทําเหมืองทองที่บานเขาหมอในป พ.ศ. 2544 ไดซื้อที่ดิน ของชาวบานที่ครอบคลุมเนื้อที่โครงการกวา 1,166 ไร ชาวบานประมาณ 100 หลังคาเรือนจึงทยอยขายที่ดิน ใหกับบริษัท15 และรับคาชดเชยการโยกยายบานเรือน ขอมูลชุมชนสะทอนใหเห็นถึงสภาพที่แทจริงวา ชาวบานมีสถานะที่แตกตางกันและผูที่ไดรับผลกระทบจากการโยกยายมากที่สุดนั้นเปนผูที่มีฐานะยากจน และตองพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติบริเวณเขาหมอ หากพิจารณาถึงสถานะของครอบครัวแลว ในชุมชนมี ครอบครัวอยู 4 กลุมคือ16 1) กลุมยากจน ประมาณ 20 ครอบครัว ไมมีที่ดินเปนของตนเอง กลุมนี้ตองอาศัยพึ่งพา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมบริเวณเขาหมอมากที่สุด 2) กลุมที่มีที่ดินอยูบาง ประมาณกวา 10 ครอบครัว มีอาชีพรับจางทั่วไปและเก็บผัก หาฟนและ อาหารตามธรรมชาติรอบๆ เขาหมอ 3) กลุ ม ครอบครั ว ส ว นใหญ ข องหมู บ า นที่ มี ที่ ดิ น พอทํ า กิ น มี อ าชี พ รั บ จ า งและหาอยู ห ากิ น กั บ ทรัพยากรธรรมชาติรอบเขาหมอเชนเดียวกับ 2 กลุมแรก 4) กลุมถือครองที่ดินมากที่สุด มี 2-3 ครอบครัวๆ ละกวา 100 ไร

15

“ทองคํา : ขุมทรัพยใตผืนดินเขาหมอ” โดย อาทิตย ธรรมประชา 26 ตุลาคม 2009 จาก http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26352 สืบคนเมื่อ 5 มกราคม 2554 16 “เขาหมอ เขตภัยพิบัติเหมืองทองคํา” โดย เลิศศักดิ์ คําคงศักดิ์ กลุมนิเวศวัฒนธรรมศึกษา 5 กันยายน 2553 ในไทยโพสต จาก http://www.thaipost.net/tabloid/050910/27009 สืบคนเมื่อ 5 มกราคม 2554

26


ในปจจุบัน 3 กลุมแรกมีสภาวะการเปนหนี้สินสูงขึ้นจากการที่ไมมีพื้นที่สาธารณะประโยชนหรือ พื้นที่สวนรวมใหเขาไปหาอาหารตามธรรมชาติ สวนกลุมที่ 4 นั้นมีบทบาทมากที่สุดในหมูบานในการ ชักชวนคนในหมูบานใหขายที่ดินใหบริษัท กลุมนี้ทําใหเกิดกระบวนการนายหนาและการซื้อขายที่ดินที่ สลับซับซอน จึงมีการชักชวนใหผูคนกอสรางบานเรือนในที่ดินของตัวเองในสวนที่ยังไมไดขายใหกับบริษัท เพื่อเรียกรองเอาคาโยกยายบานเรือนรอบใหม17 ในป พ.ศ. 2550 ชาวบ านเริ่มประทว งที่หน าเหมืองเพราะน้ําฝน น้ําประปา น้ําบาดาลเริ่มมีการ ปนเปอน ไมสามารถใชดื่มกินได ตองซื้อน้ําดื่มและน้ําใชในการประกอบอาหารและในครัวเรือน ชาวบาน บางรายเกิดผื่นคันจากน้ําที่อาบและจากฝุนละอองของการระเบิด สวนดานน้ําเพื่อเกษตรกรรมเริ่มขาดแคลน มากขึ้น เสียงจากเครื่องจักรก็ดังรบกวนแมในเวลากลางคืน ตอมาในป พ.ศ. 2551 ชาวบานในเขตรอยตอ 3 จังหวัดระหวางพื้นที่รอยตอจังหวัดพิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ เคลื่อนไหวคัดคานการอนุมัติใบประทานบัตรเหมืองแรเฟส 2 และกังวลวาอาชญาบัตรพิเศษ เพื่อการสํารวจแรทองคําจะสงผลกระทบตอทรัพยากรสิ่งแวดลอมและเพิ่มความเจ็บปวยในพื้นที่18 เพราะ บางพื้นที่ไดรับผลกระทบเรื่องเสียงดัง ฝุนละออง นอกจากนี้พื้นที่เหมืองก็มาตั้งอยูใกลโรงเรียนและวัด ตอมาโรงเรียนก็รางไป ทําใหเด็กนักเรียนตองเดินทางไกลไปเรียนที่อื่น ชาวบานรอบเหมืองไดรับผลกระทบ เรื่ อ งเสี ย งและฝุ น หิ น จากการระเบิ ด เหมื อ งและเคลื่ อ นย า ยหิ น จนกระทั่ ง รั ฐ มนตรี ว า การกระทรวง อุตสาหกรรมมีคําสั่งใหบริษัทหยุดดําเนินการทําเหมืองในบางแปลงในชวงเวลากลางคืน แตก็มีการฝาฝน คําสั่ง ชาวบานไดรับผลกระทบจากเสียงของเครื่องยนตเครื่องจักร ผลกระทบที่รุนแรงคือสงผลใหชาวบานมี อาการเจ็บปวย โดยเฉพาะโรคผิวหนังผื่นคันและมีสารแมงกานีสในเลือดสูงเกินคาปกติ การแกปญหา เปนไปที่ปลายเหตุเชน ปญหาเรื่องการปนเปอนในน้ํา ทางองคการบริหารสวนตําบลก็จัดหาน้ําดื่มให ในป พ.ศ. 2553 มีการฟองรองศาลปกครองโดย น.ส.สื่อกัญญา ธีระชาติดํารง ฟองรัฐมนตรีวาการ กระทรวงอุตสาหกรรม และหนวยงานอีก 4 แหง คือคณะกรรมการเหมืองแร อธิบดีกรมอุตสาหกรรม พื้นฐานและการเหมืองแร อธิบดีกรมปาไม และ อบต. เขาเจ็ดลูก เนื่องจากพบวาชาวบานที่อาศัยอยูโดยรอบ เหมืองมีปญหาดานสุขภาพจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆ เชน แผลพุพอง ผื่นคัน รวมถึงดานมลพิษทางเสียงจากการ ทํางานของเครื่องจักรซึ่งดังกวามาตรฐาน และผูประกอบการยังไมสามารถแกไขปรับปรุงได ขณะที่ผลการ ตรวจสอบคุณภาพน้ํานั้นชาวบานเห็นวาเปนเพียงการตรวจหาคาความเปนกรดดางและแบคทีเรียเทานั้น ไมไดเปนการตรวจหาสารโลหะหนักซึ่งมีผลตอสุขภาพรางกาย 17

“เขาหมอ เขตภัยพิบัติเหมืองทองคํา” (เพิ่งอาง) 18 ความจริงที่เหมืองทองพิจิตรกับการละเมิดสิทธิชุมชน โดย ศรีสุวรรณ จรรยา 20 มกราคม 2552 จาก http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=1062 สืบคนเมื่อ 12 ธันวาคม 2553

27


ในอีกดานหนึ่ง การปดเหมืองในชวงกลางคืนก็มีผลกระทบตอคนงานเหมืองซึ่งสวนหนึ่งก็เปนคน จากชุมชนบริเวณนี้ ดังนั้น พนักงานและครอบครัว รวมทั้งชาวบานจํานวนกวาพันคนชุมนุมที่ศาลากลาง จังหวัดพิจิตรเพื่อขอใหเปดดําเนินการตอ โดยเฉพาะพนักงานที่ทํางานภาคกลางคืนเพราะไดรับผลกระทบ จากการปดเหมือง ทําใหขาดรายได และเห็นวาจะสงผลกระทบตอเศรษฐกิจทั้งระดับทองถิ่นและระดับชาติ นอกจากนั้น กลุมสนับสนุนเหมืองยังกลาววาบริษัทไดใหทุนพัฒนาสิ่งแวดลอมตําบลปละ 10 ลานบาท ผูสนับสนุนเหมืองแรใหความเห็นวาการคัดคานเหมืองแรมาจาก เรื่องผลประโยชนสวนตัว มีกลุมนายทุน สรางสถานการณเพราะตองการขายที่ดินรอบเหมืองในราคาที่สูง ในฝายของผูประกอบการ มีความพยายามจัดกิจกรรมสงเสริมชุมชนหลายอยาง เชน การสงเสริม อาชีพ การใหทุนการศึกษาเด็กและเยาวชน การสนับสนุนกิจกรรมและประเพณีทองถิ่น รวมทั้งเปดบานให คณะผู ส นใจได เ ข า สั ง เกตกระบวนการทํ า งานของเหมื อ งแร บริ ษั ท ยั ง ได จั ด ทํ า “รายงานสั ง คมและ สิ่งแวดลอม” ประจําป เพื่ออธิบายการดําเนินกิจการที่เนนเรื่องความรับผิดชอบตอสังคมและการบริหาร จัดการสิ่งที่อาจทําใหเกิดความเสี่ยงภัยตอสังคม อยางไรก็ดี จดหมายขาวหรือการประชาสัมพันธใน รูปแบบตางๆ ของบริษัทไดใหภาพเฉพาะในแงบวกเทานั้นในขณะที่ชาวบานบางกลุมยังไดรับผลกระทบจาก เหมืองในรูปของเสียงและฝุนละออง บริษัทยังไดระบุถึงความพยายามในการแกไขปญหา (เชนการทํามาน ดวยพลาสติกขนาดใหญบริเวณภูเขา การเพิ่มรถน้ําฉีดพนขณะที่มีการระเบิดทําเหมืองและการบรรทุกขนสง ฯลฯ)19 แตแทบจะไมไดกลาวถึงปญหาที่เกิดขึ้น ผลกระทบจากเหมืองแรตอชุมชนบานเขาหมอ-ทับคลอ ทําใหไดบทเรียนดังนี้ 1) สถานการณ ใ นชุ ม ชนบา นเขาหม อ-ทับ คล อมีค วามซับ ซ อนสู ง ทั้ ง ในเรื่ อ งผลกระทบจาก โครงการเหมืองแรตอสิ่งแวดลอมและสังคม และจากกระบวนการนายหนาซื้อขายที่ดินใน ทองถิ่น “ที่เห็นแตชองทางกอบโกยผลประโยชนจากบริษัทเจาของเหมืองทองคํา”20 ดังนั้น ความพยายามแกปญหาจึงถูกบั่นทอนดวยประเด็นที่ซับซอน นอกจากนั้น ยังอาจจะทําใหเกิด การมองแบบดานเดียวและเหมารวมวาชาวบานเขาหมอทั้งหมดเปนผูที่จองจะเอาผลประโยชน จากคาชดเชย ทั้งๆ ที่มีกลุมชาวบานยากจนไรที่ดิน ที่เปนผูที่เสียประโยชนมากที่สุดและกําลัง อยูในภาวะยากลําบากจากการที่สภาวะแวดลอมบริเวณชุมชนเปลี่ยนไป 2) สถานการณทําใหเกิดความขัดแยงระหวางคนในชุมชนเอง เพราะมีผูที่เปนคนงานของเหมือง และตองพึ่งพาการจางงานจากธุรกิจเหมือง มีผูที่ไดรับผลกระทบจากเหมือง และมีผูที่จองจะ รับผลประโยชนจากเหมือง ความสัมพันธภายในชุมชนนั้นเปนคุณคาสําคัญ เปน “ทุนทาง

19

“เหมืองทองเปดใหสื่อชําแหละเสียง, ฝุน, น้ํา” 20 กุมภาพันธ 2554 จาก http://www.innnews.co.th/local.php?nid=270832 สืบคน เมื่อ 12 มีนาคม 2554 20 “เขาหมอ เขตภัยพิบัติเหมืองทองคํา” (เพิ่งอาง)

28


สังคม” ที่มัก จะถูกสั่ นคลอนโดยการเกิด ขึ้นของโครงการพัฒนาขนาดใหญ ดังที่ กล า วแล ว ขางตน 3) การจางงานและความชวยเหลือจากบริษัทอาจจะสรางระบบอุปถัมภและทําใหเกิดความเกรงใจ กันขึ้นจนกระทั่งองคกรและผูคนในทองถิ่นไมกลาที่จะทักทวงเมื่อการดําเนินงานของเหมือง สงผลกระทบตอสิ่งแวดลอมและชุมชน ในบริบทของไทยแลว การสนับสนุนในรูปของ เงินทุนตางๆ โครงการ กิจกรรม จากบริษัทมักจะถูกมองวาเปน “การให” ไมใชเปน “หนาที่” หรือ “ความรับผิดชอบที่ตองทํา” เรื่องการสนับสนุนชุมชนจึงเปนเหรียญสองดาน บริษัทและ ชุมชนจึงควรจะสรางระบบความสัมพันธแนวระนาบ เพื่อที่จะทําใหการทํางานของบริษัท โปรงใสและไดรับการตรวจสอบหรือวิจารณไดอยางแทจริง21

1.10 การทบทวนเอกสารตางประเทศเกี่ยวกับเหมืองแรและชุมชน ดังที่กลาวแล ววาอุตสาหกรรมเหมืองแรนั้นสรางความมั่นคงทางเศรษฐกิจใหแ กประเทศอยาง มหาศาล ไมวาจะเปนเรื่องการลงทุนจากตางชาติ การสงออก การสรางสาธารณูปโภคหลักของประเทศ และการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม เปนตน ทั้งนี้ในประเทศที่การพัฒนาถูกขับเคลื่อนดวยมิติทางเศรษฐกิจเปน กระแสหลักนั้นบางครั้งก็ละเลย เพิกเฉย ตอผลกระทบของอุตสาหกรรมเหมืองแรที่มีตอชุมชน โดยเฉพาะ ชนพื้นเมือง และสิ่งแวดลอม การพัฒนาที่สรางปญหามลพิษหรือทําลายชีวิตชุมชนจึงกลายเปนปญหาที่ถูก ซอนไวใ ตพรมของการพัฒนาเรื่อยมา ปญหาดังกล าวกลายเปน ปญหาสาธารณะ มีก ารวิ พากษวิจารณ ถกเถียงกันอยางกวางขวางเมื่อไมนานนัก เนื่องจากแนวโนมวาทกรรมการพัฒนานั้นเปลี่ยนไป มีการ กลาวถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable development) และเปาหมายการพัฒนาแหงสหัสวรรษ (The Millennium Development Goals - MDGs) ที่ตองใหความสําคัญกับสิ่งแวดลอม เศรษฐกิจ และสังคมควบคู ไปดวยกัน กิจการเหมืองแรสงผลกระทบตอสุขภาวะชุมชนไมแตในประเทศไทยเทานั้น แตประเทศที่กําลัง พัฒนาหลายประเทศก็ประสบกับปญหาเหลานี้ จึงเกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณและขอมูลเพื่อการเรียนรู ระหวางกัน ยกตัวอยางเชน ในป พ.ศ. 2549 The Asia Pacific Forum on Woman, Law and Development (APWLD) องคกรที่มีบทบาทในการหนุนเสริม และแลกเปลี่ยนกระบวนการเพื่อพัฒนาศักยภาพของกลุม สตรี ใ นทวี ป เอเชี ย และมู ล นิ ธิ เ พื่ อ การพั ฒ นาที่ ยั่ ง ยื น จั ด การดู ง านในประเทศไทยและแลกเปลี่ ย น ประสบการณผลกระทบจากเหมืองแรในฟลิปปนสและอินโดนีเซีย กรณีศึกษาในประเทศฟลิปปนสพบวา เขื่อนเก็บกักกากแรรับน้ําปาและน้ําฝนไมไหว ทําใหพังทลายไหลลงมาสูหมูบานทําใหเกิดการปนเปอนสาร ไซยาไนด หลายครอบครัวตองอพยพหนีไปอยูที่อื่นหรือตองออกไปทํางานตางถิ่น สวนกรณีของ 21

โปรดดูประเด็นนี้ในสวนถัดไป กรณีของงานวิจัยในออสเตรเลียที่พูดถึงความสัมพันธของบริษัทกับกลุมชนพื้นเมือง (Ciaran O’ Faircheallaigh, 2004)

29


อินโดนีเซีย บนเกาะสุลาเวสีก็พบวาเหมืองแรทองคําของบริษัทเอกชนปลอยน้ําที่เหลือจากการแยกแรทองคํา ที่เต็มไปดวยสารไซยาไนดลงไปในทะเล ชาวบานเริ่มจับปลาไมได เงินที่ไดมาจากการขายปลาก็ลดลงไป ดวย ประสบการณที่ผานมาพบวาบริษัทไมเคยเปดเผยขอมูลใหชาวบานไดรับรู หนวยงานราชการก็อยูขาง บริษัทตลอดเวลา22 งานวิจัยของตางประเทศ Carolyn Stephens and Mike Ahern 2001 สรุปในตอนทายของบทนําวาคง อีกยาวไกลกวาจะเชื่อมโยงเหมืองแรกับผลกระทบตอสุขภาพได งานชิ้นนี้ยังชี้วาเหมืองแรเปนอาชีพที่ อันตรายที่สุดในโลก เหมืองถานหิน เหมืองหิน ยูเรเนียม ฯลฯ สงผลเสียตอสุขภาพมากที่สุด และการทํา เหมืองทุกประเภทสงผลใหเกิดโรคทางเดินหายใจ สําหรับขนาดของเหมืองนั้น หากเปนเหมืองขนาดเล็กมี โอกาสบาดเจ็บไดมากกวาเหมืองขนาดใหญ ซึ่งอาจเปนดวยปจจัยทางเทคโนโลยี และบางประเทศพบวาใช แรงงานเด็กในการทํางานเหมืองแร ในเรื่องของผลกระทบตอชุมชนนั้นยังมีรายงานการศึกษาวิจัยนอยอยู งานวิจัยสวนใหญใหความสําคัญกับประเด็นของความเจ็บปวยหรือโรคที่เปนผลกระทบจากเหมือง ประเด็น พิษวิทยา การปนเปอนเขาสูสิ่งแวดลอมและสูคน แตการใหความสําคัญกับประเด็นมิติชุมชนโดยรวมยังนอย มาก23 งานวิจัยจากตางประเทศนั้นก็ไดแสดงใหเห็นวา แมแตประเทศที่พัฒนาแลวก็ตางไดรับบทเรียน ความเจ็บปวดจากอุตสาหกรรมเหมืองแรเชนกัน การทบทวนเอกสารนี้จะวิเคราะหและแบงประเภทของ ผลกระทบจากเหมืองแรตอชุมชนใน 4 ดาน คือ ดานผลกระทบตอสุขภาพของเด็ก ดานการปนเปอนใน สิ่งแวดลอม ดานการพัฒนาที่ยั่งยืนและเหมืองแรยั่งยืน ดานผลกระทบตอชนพื้นเมือง (indigenous peoples) เพื่อแสดงและเชื่อมโยงประเด็นเหมืองแรไดชัดเจนขึ้น 1. ดานผลกระทบตอสุขภาพของเด็ก ปรอทจากการสกัดทองคําในเหมืองทองคํานั้นเปนอันตรายตอชุมชนที่อยูใกลเคียง โดยเฉพาะใน เด็กอายุต่ํากวา 7 ป มีงานวิจัยที่เก็บขอมูลจากการตรวจเลือดเด็กอเมริกันผิวขาว (white children) และเด็ก พื้นเมืองอเมริกัน (Native American children) ที่อยูอาศัยบริเวณเหมือง พบวามีสารตะกั่วปนเปอนในเลือด ซึ่งสารตะกั่วนี้มาจากการปลอยของเสียและขยะจากเหมือง สารตะกั่วนี้สงผลโดยตรงตอสุขภาพของเด็ก อีก ทั้งยังพบวาเด็กที่มีฐานะยากจนนั้นยิ่งมีความเปราะบางตอสารตะกั่ว (vulnerable to lead exposure) (Lorraine Halinka Malcoe et al, 2002) สวนงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่เก็บขอมูลในประเทศอินโดนีเซียและซิมบับเว พบวา เด็กที่อยูบริเวณใกลเหมืองทองคํานั้นมีปรอทในเลือด ปสสาวะ และในเสนผมสูง สงผลใหเกิดปญหาทาง 22

“เหยื่อเหมืองทองทั่วเอเชียสรุป “เหมืองทองเลย” อันตราย” จาก http://www.dmr.go.th/ewt_news.php?nid=3652&filename=res ผูจัดการออนไลน วันที่ 24 พ.ย. 2549 สืบคนเมื่อ 5 มกราคม 2554 23 จาก “ผลกระทบดานสุขภาพจากเหมืองแร โดย สมพร เพ็งค่ํา สํานักงานคณะกรรมการสุขภาพแหงชาติ ใน “สรุปการสัมมนา“ผลกระทบจากอุตสาหกรรมเหมืองแรตอสุขภาวะชุมชน” วันที่ 8 กุมภาพันธ 2554 สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย

30


สุขภาพและการสะสมของสารพิษในเด็ก (Stephan Bose-O’Reilly et al, 2008) งานวิจัยที่ศึกษาในประเทศ บราซิล พบวาเด็กที่อาศัยอยูบริเวณเหมืองที่ปดไปแลวประมาณ 3 ปครึ่งนั้น ในปจจุบันยังพบตะกั่วและ แคดเมียมในเลือด โดยเฉพาะเด็กที่บานอยูใกลเหมืองเทาไหรก็ยิ่งมีระดับตะกั่วและแคดเมียมในเลือดสูง มากกวาเด็กที่มีบานอยูไกลจากเหมือง (Monica Marie Bastos Paoliello et al, 2002) ชุมชน Broken Hill ในออสเตรเลียเปนชุมชนหนึ่งที่ไดรับผลกระทบจากเหมือง โดยเด็กในชุมชนมี ตะกั่วในเลือดสูงกวาคามาตรฐาน รัฐบาลจึงไดจัดตั้งแผนงานการฟนฟูและเยียวยาเด็กที่มีสารตะกั่วในเลือด สูง จากการประเมินแผนงานพบวา สารตะกั่วในเลือดลดลงเพียงเล็กนอยเทานั้น ดังนั้นการประเมินแหลง แพรของตะกั่วและวิธีที่เด็กจะไดรับสารตะกั่วจึงเปนสิ่งที่ตองศึกษารวมกับการพัฒนามาตรการลดการสะสม ของสารตะกั่วในเด็ก (F. Boreland, 2009) งานวิจัยชิ้นนี้คลายกับงานวิจัยของมารธา ที่ศึกษาผลกระทบจากเหมืองดานสุขภาพในกลุมเด็ก ใน สหรัฐอเมริกามีเด็กที่มีตะกั่วในเลือดสูงจํานวนมาก ดังนั้นการลดตะกั่วในเลือดอยางมีประสิทธิภาพนั้นตอง พิจารณาถึง แหลงแพรของตะกั่วและเสนทางการแพร โดยมารธาศึกษาความสัมพันธระหวางดินกับความ เขมขนของตะกั่วในเลือด การสํารวจพบวา เด็กที่อยูในพื้นที่เหมืองนั้นมีตะกั่วในเลือดต่ํากวาที่คาดไว ซึ่ง อาจเปนเพราะตะกั่วจากเหมืองมีอนุภาคใหญการแพรทางอากาศจึงนอย นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่ชี้ใหเห็นวาบานของคนที่ทํางานในเหมืองนั้นสามารถปนเปอนสารพิษได แมวาบานจะไมไดอยูในบริเวณเหมือง ซึ่งสารพิษนั้นติดมาจากเสื้อ รองเทา ผม ผิวหนัง แมกระทั่งรถที่ขับ ไปที่ทํางาน จากการตรวจเลือดเด็กที่ในบานมีคนทํางานเหมืองนั้น พบวาเด็กเหลานี้มีสารตะกั่วในเลือด แต ยังมีคาตะกั่วอยูในระดับคาความปลอดภัยของสถาบันสุขภาพของออสเตรเลียและคณะกรรมการวิจัยทางการ แพทยออสเตรเลีย (Australian National Health and Medical Research Council) (Massimo Chiaradia et al, 1997) ในประเทศสวีเดน เคยมีการตรวจสารตะกั่วในเลือดของเด็กที่อยูบริเวณเหมืองและเปรียบเทียบกับเด็ก ที่อยูในเมือง พบวา เด็กที่อยูในเมืองมีระดับตะกั่วในเลือดสูงกวาเด็กที่อยูบริเวณเหมือง เนื่องจากตะกั่วจาก ฝุนในสถานรับเลี้ยงเด็กกับการสูบบุหรี่ของพอแมมีผลโดยตรงตอตะกั่วในเลือดของเด็ก (Marika Berglund et al, 2000) งานวิจัยที่ศึกษาในประเทศอังกฤษพบวาตะกั่วนั้นเขาสูเด็กเล็กไดมากนอยขึ้นอยูกับพฤติกรรมการ จับตองสิ่งของของเด็กเอง (D.J.A. Davies et al, 1990) งานอีกชิ้นหนึ่งไดเก็บขอมูลดินจากสนามหญาและ ฝุนในบานบริเวณที่เคยมีเหมือง พบวามีสารตะกั่วปนเปอนและสามารถเขาสูเด็กไดจากการสัมผัสโดยตรง จากมือและปาก (Janet Cotter-Howells and Iain Thornton, 1991) อยางไรก็ตามงานวิจัยเสนอวา งานวิจัยเกี่ยวกับการหาความสัมพันธระหวางระดับตะกั่วในเลือด และของเสียจากเหมืองยังตองมีการทําวิจัยตอไปเพื่อลดความเสี่ยงจากการสะสมของตะกั่วในเด็ก (Martha J. Steele et al, 1990) อีกงานหนึ่งที่ศึกษาระดับตะกั่วในเลือดบริเวณเหมืองในรัสเซียพบวา เด็กกอนวัยเรียนมี ความเสี่ยงตอพิษตะกั่วมากที่สุด การศึกษาครั้งนี้จึงเสนอวาเหมืองควรมีการปรับปรุงระบบการควบคุมและ

31


ปลอยของเสีย อีกทั้งการฟนฟูและเยียวยาตองคํานึงถึงหลักตรรกวิทยา มิติทางสังคมและเศรษฐกิจควบคูไป ดวย (Margrit C.von Braun et al, 2002) งานวิจัยที่ศึกษาเรื่องปรอทที่เจือปนในน้ํานมมารดานั้นพบวามีผลโดยตรงตอทารก จากการเก็บ ขอมูลบริเวณเหมืองทองคําในประเทศอินโดนีเซีย ทานซาเนีย และซิมบับเว พบวามารดาที่บริโภคปลาจาก แหลงน้ําใกลเหมืองนั้นมีความเสี่ยงตอการไดรับสารปรอทเขาสูรางกาย เนื่องจากปลาบางชนิดไดรับสาร ปรอทจากเหมือง เมื่อมารดารับประทานปลาเขาไปในชวงที่ใหนมลูก ลูกจะไดรับสารปรอทผานทางน้ํานม จากการตรวจสอบน้ํานมมารดาจากกลุมตัวอยาง แสดงใหเห็นวา น้ํานมมีสารปรอทสูงกวาคามาตรฐานซึ่ง เปนอันตรายตอเด็กทารก (Stephan Bose-O’Reilly et al, 2008) ในขณะที่งานวิจัยเกี่ยวกับสารหนูและตะกั่ว ในเลือดนั้นก็ถูกบงชี้วาเปนอันตรายตอเซลล DNA ในเด็ก จากการศึกษาในพื้นที่เหมือง ประเทศเม็กซิโก พบวา เด็กที่มีสารหนูและตะกั่วในเลือดสูงนั้นเสี่ยง ตอการเกิดความเสียหายของเซลล DNA ซึ่งนําไปสูโรคมะเร็งและการตายของเซลล (apoptosis) (Leticia Yanez, 2003) และงานวิจัยในเมือง Aggeneys ในประเทศแอฟริกาใต เปดเผยถึงความสัมพันธของระดับ ตะกั่วกับผลการเรียนของเด็ก โดยศึกษาเด็กที่บานอยูใกลและเด็กที่บานอยูไกลจากเหมือง พบวาเด็กที่บาน อยูใกลเหมืองมีสารตะกั่วในเลือดสูงกวาและมีผลการเรียนต่ํากวาเด็กที่บานอยูไกลจากเหมือง (Yasmin von Schirnging et al, 2003) ในประเด็นการเยียวยา มีการศึกษามาตรการการเยียวยาของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในชุมชน Hunker Hill โดยไดสรุปวา การเยียวยาเด็กที่มีสารตะกั่วในเลือดสูงนั้นยังคงไมทั่วถึง เนื่องจากรัฐเนนที่ครอบครัว ของผูมีรายไดต่ําเทานั้น ผูวิจัยเสนอวาควรพิจารณาตัวแปรอื่นดวย เชน ประวัติและระยะเวลาการอยูอาศัย และควรมีการตรวจเลือดลูกคนแรกประกอบดวย อีกทั้งควรมีมาตรการเกี่ยวกับการสื่อสารและการทําความ เขาใจเกี่ยวกับสุขภาพใหมากขึ้น (S.M. Moodie et al, 2010) 2. ดานการปนเปอนในสิ่งแวดลอม มีงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงใหเห็นวาเหมืองแรเปนตนเหตุของการปนเปอนในสิ่งแวดลอมในหลาย พื้ น ที่ เชน ในรั ฐ มิสซู รี่ สหรั ฐ อเมริ ก า แหล งน้ํ า บริ เ วณเหมื องนั้ น พบโลหะหนัก เชน นิก เกิ ล สั ง กะสี แคดเมียม และตะกั่ว ในปริมาณที่เปนพิษในบางพื้นที่ (John M. Besser et al, 2009) ในโปรตุเกส เหมือง ทองในแคสโทรมิล (Castromil) ที่ปดไปตั้งแตป ค.ศ. 1940 พบวาพื้นดินในพื้นที่ยังคงมีตะกั่วและสารหนูใน ปริมาณสูง งานวิจัยชิ้นนี้เสนอใหเรงดําเนินการฟนฟูสิ่งแวดลอมเพื่อปองกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับ มนุษยและระบบนิเวศตอไป (Eduardo Ferreira da Silva et al, 2004) งานวิจัยชิ้นนี้สอดคลองกับงานที่ศึกษา เหมืองที่ในหุบเขาริเบียรา (Ribeira) ประเทศบราซิล ซึ่งปดกิจการตั้งแตป ค.ศ. 1995 และอีก 3 ปตอมา นักวิจัยไดไปเก็บขอมูลผลเลือดในหมูบานบริเวณเหมืองแร พบวาเลือดมีตะกั่วปนเปอนในระดับสูง ในป ค.ศ. 2004 และ 2005 มีการศึกษาการปนเปอนในอาหารและดิน พบวา ในอาหารและดินยังคงมีตะกั่ว

32


ปนเปอนสูงกวาระดับมาตรฐาน ดังนั้นการลดการปนเปอนของตะกั่วจึงควรเปนสิ่งแรกที่ตองดําเนินการเพื่อ ปองกันมิใหตะกั่วแพรเขาไปสูคนในชุมชนเพิ่มมากขึ้น (Talita Lammoglia et al, 2006) ในดานการปนเปอนไปถึงสิ่งมีชีวิต ไมวาจะเปนพืชหรือสัตวนั้น งานวิจัยที่ศึกษาระดับการปนเปอน โลหะหนักในพืชและสัตวพบวาที่รัฐมิสซูรี่ ระดับการปนเปอนตะกั่ว สังกะสี และแคดเมียมในแหลงน้ําทาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นแตกตางกันและชนิดการปนเปอนนั้นก็แตกตางกันไปเชนกัน ดังนั้นการจะ ฟนฟูแหลงน้ําในแตละพื้นที่จึงควรพิจารณาถึงปจจัยระดับการปนเปอนและชนิดของโลหะหนักที่ปนเปอน ดวย (John M. Besser et al, 2007) งานวิจัยชิ้นนี้สอดคลองกับงานวิจัยของคริสโตเฟอรและคณะ ที่ศึกษา เกี่ยวกับการปนเปอนของโลหะหนักจากเหมืองแรสูแหลงน้ําในรัฐมิสซูรี่ จากการทดสอบเลือดและตับของ ปลา 3 สายพันธุ พบวา แหลงน้ําแตละที่มีโลหะหนักเจือปนแตกตางกัน (Christopher J. Schmitt, 2007) มีอีกกรณีในตางประเทศคือ ป ค.ศ. 2000 เหมืองทองคําของบริษัท Aurul ซึ่งเปนการรวมทุนระหวาง Australian-Romanian ทางตะวันตกเฉียงเหนือของโรมาเนียเกิดการพังของคันเขื่อนที่กักเก็บหางแรทําให ไซยาไนดไหลลงสูแมน้ําเปนปริมาณมากและทําใหปลาตายทันที มีการปนเปอนของโลหะหนัก ซึ่งน้ําใน แมน้ํานั้นเปนแหลงน้ําดิบสําหรับการผลิตประปาดวย จึงสงผลกระทบตอคนนับลานทันที เพราะตองหาม ไมใหมีการใชน้ําในแมน้ํานั้น ชาวบานตองดื่มน้ําจากบอบาดาลและน้ําบรรจุขวดพลาสติก ในแอฟริกา เองก็มีรายงานเชนเดียวกันวามีฝนตกหนักทําใหเขื่อนกักเก็บหางแรพังลงมาและสงผลกระทบกับชุมชนที่อยู ปลายเหมือง พิษไซยาไนดตอมนุษยทั้งในรูปของของเหลว กาซ เกลือ จะเกิดขึ้นเฉียบพลันเมื่อเขาสูรางกาย ทั้งโดยการกิน การหายใจ และซึมสูรางกายไดหลากหลายทางแตก็ขึ้นอยูกับปริมาณที่ไดรับ เพียงแตยังไมพบ หลักฐานวาการสะสมของไซยาไนดกอใหเกิดความปกติทางพันธุกรรม และการปวยเปนโรคมะเร็งหรือไม24 การที่เหมืองปลอยโลหะหนักลงสูแหลงน้ําไดสรางอันตรายใหแกมนุษยอยางยากที่จะหลีกเลี่ยง อีก ทั้งยังเปนอุปสรรคตอการพัฒนาที่ยั่งยืนอีกดวย เนื่องจากโลหะหนักจะอยูในดิน พืช และสัตวอีกยาวนาน ดังนั้นการจัดการการปนเปอนของน้ําจึงเปนเรื่องเรงดวน และการศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางธรณีและอุทก วิทยาตองเปนสวนหนึ่งในแผนงานการจัดการแหลงน้ํา รวมทั้งตองบูรณาการศาสตรและเทคนิคตางๆ เพื่อ การจัดการที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น (M.G. Macklin et al, 2006) การศึกษาการปนเปอนของตะกั่วและสังกะสีจากแหลงน้ําในรัฐแคนซัส มิสซูรี่ และโอกลาโฮมา ในสหรัฐอเมริกา เปนการศึกษาการปนเปอนโลหะหนักในหอย พบวาหอยมีการปนเปอนโลหะหนักใน ปริมาณมาก โดยเฉพาะในบริเวณใกลพื้นที่ที่เคยเปนเหมือง (Robert T. Angelo, 2007) สอดคลองกับงานวิจัย ของเจมสที่ศึกษาในป 1985 พบการปนเปอนของตะกั่วในปลาใกลพื้นที่เหมืองแร (Jame M. Czarneki, 1985)

24

จาก “ผลกระทบดานสุขภาพจากเหมืองแร โดย สมพร เพ็งค่ํา (เพิ่งอาง)

33


3. ดานการพัฒนาที่ยั่งยืนและเหมืองแรยั่งยืน จากแรงกดดันจากภาคประชาสังคมสงผลใหอุตสาหกรรมเหมืองตองเริ่มสรางความสัมพันธกับ ชุมชน NGOs

และองคการบริหารสวนทองถิ่นใหมากขึ้น เนื่องจากเหมืองตองไดรับการยอมรับจาก

ชาวบานมิใชเหมือนในอดีตที่ใชแตกลไกทางกฎหมายก็สามารถดําเนินกิจการเหมืองได อีกทั้งเจาของกิจการ เหมืองแรตองสรางการรับรูแนวใหมคือ การสรางความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดลอมและการสรางกําไร นั้นสามารถกระทําควบคูกันได (D. Humphreys, 2001) แนวทางหนึ่งในการสรางความยั่งยืนคือ การใชเทคโนโลยีสะอาด (cleaner technologies) หากแตใน ปจจุบันการพยายามนําเทคโนโลยีสะอาดมาใชในสหรัฐอเมริกานั้นตองเผชิญกับอุปสรรคดังตอไปนี้ 1. ดานกฎหมาย เชน ขาดความเขมงวดในการบังคับใช ไมมีนโยบายที่ชัดเจนและตอเนื่องในการ สนับสนุนเทคโนโลยีสะอาด 2. ดานเทคโนโลยีและชองวางของขอมูล เชน ไมมีองคความรูและการถายทอดองคความรูเกี่ยวกับ เทคโนโลยีสะอาดที่เพียงพอ โดยเฉพาะในประเทศละตินอเมริกาและอเมริกาใต 3. ดานอุปสรรคทางเศรษฐกิจ กลาวคือ ไมมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ การลงทุนและการวิจัยเกี่ยวกับ เทคโนโลยีสะอาดยังมีจํากัด ดังนั้นงานวิจัยชิ้นนี้จึงเสนอใหรัฐบาลจริงจังตอเรื่องสิ่งแวดลอมและตั้งใหเทคโนโลยีสะอาดเปน หนึ่งในเปาหมายของชาติ (G. Hilson, 2000) การพัฒนากรอบความคิดและกรอบการทํางานเกี่ยวกับเหมืองกับการสรางความยั่งยืนนั้นมีความ จําเปนอยางยิ่ง ในประเด็นที่ “ความยั่งยืน” นั้นตองวัดและประเมินไดอยางเปนรูปธรรม งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่ง ไดพัฒนาตัวชี้วัดเกี่ยวกับเหมืองและความยั่งยืน โดยนําเอามิติทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดลอม และสังคมมา บูรณาการเขาดวยกัน เชน การใหความรูและการเตรียมความพรอมใหแกคนงาน การกระจายการลงทุนและ รายไดสูชุมชน จํานวนการปลูกตนไมทดแทน เปนตน (Adisa Azapagic, 2004) ในประเทศออสเตรเลีย การจัดการพื้นที่ที่เคยเปนเหมืองนั้นเปนความทาทายอยางหนึ่ง เนื่องจาก การวิจัยหาตัวชี้วัดเกี่ยวกับการสรางความยั่งยืนในพื้นที่เหมืองเกานั้นยังคงมีจํานวนนอย เพราะสวนใหญ มุงเนนที่การสรางความยั่งยืนของเหมืองในปจจุบันและการวางตัวชี้วัดสําหรับการสรางเหมืองในอนาคต งานวิจัยชิ้นนี้ไดพัฒนาเกณฑและตัวชี้วัดในการสรางความยั่งยืนของพื้นที่ที่เคยเปนเหมือง โดยมองในมิติ การวางแผนการใชที่ดินที่สัมพันธกับการพัฒนาที่ยั่งยืน เกณฑและตัวชี้วัดเชน การมีสวนรวมของประชาชน ความปลอดภัยของชุมชน และผลกระทบทางสิ่งแวดลอม เปนตน (Rhys, 2009)

34


เครื่องมืออีกชนิดหนึ่งในการสรางการพัฒนาที่ยั่งยืนควบคูกับการสรางผลตอบแทนที่ดีใหกับเหมือง คือ การพัฒนาเครื่องมือการวิเคราะหการตัดสินใจลงทุนทางสังคม (Social Investment Decision Analysis Tool)

เครื่องมือนี้เปนการบูรณาการระหวางแผนธุรกิจกับการประเมินผลกระทบทางสังคม ซึ่งจะมี

ประโยชนในการคิดกาวขามความคิดที่เนนผลประโยชนทางธุรกิจเพียงอยางเดียว หากแตเปนการมุงไปที่ เปาหมายทางธุรกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืนพรอมกัน (A.M. Esteves, 2008) บทบาทของเหมืองแรตอการสรางการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นสามารถกระทําไดโดยการปรับปรุงการ วางแผน การประยุกตใช และการจัดการที่ตองมีประสิทธิภาพและใชเทคโนโลยีที่เปนมิตรตอสิ่งแวดลอม มีความรับผิดชอบตอสังคม รวมสรางเครือขายความยั่งยืนกับหุนสวนตางๆ ของบริษัท รวมทั้งตองมีการ ฝกอบรมพนักงานอยางตอเนื่อง (Gavin Hilson and Barbara Murck, 2000) ในดานความทาทายและโอกาส ของบริ ษั ท กั บ ความรั บ ผิด ชอบทางสัง คมของเหมื อ งในแอฟริ ก าใต การที่ ทั่ ว โลกคาดหวั งให เ หมื อ งมี ปฏิสัมพันธทางสังคมใหมากขึ้นและสามารถตอบโจทยการพัฒนาที่ยั่งยืนไดจึงเปนการสรางโอกาสที่เหมือง จะไดดําเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบตอสังคม เปนการสรางการทํางานรวมกันของภาคสวนตางๆ ทั้งธุรกิจ รัฐบาล และภาคประชาสังคม อีกทั้งยังเปนการสนับสนุนใหเกิดการเคารพในสิทธิมนุษยชนและเคารพใน วัฒนธรรมทองถิ่นอีกดวย ในทางตรงขามหากเหมืองไมสนใจหรือเพิกเฉยที่จะแสดงความรับผิดชอบตอ สังคมก็จะเสี่ยงตอการเสียใบอนุญาตประกอบกิจการได (Ralph Hamann, 2003) ในประเด็นอุปสรรคตอการพัฒนาเหมืองแรยั่งยืนนั้น มีขอคนพบวาปจจัยสําคัญคือ สภาพเศรษฐกิจ และสังคม รวมถึงสภาพความยากจน โดยพื้นที่ศึกษาครั้งนี้คือประเทศโมแซมบิค (Mozambique) และ ประเทศทานซาเนีย (Tanzania) ซึ่งเปนพื้นที่ที่องคการสหประชาชาติใชเปนโครงการนํารองในการอบรมเพื่อ การพั ฒ นาเทคโนโลยี แ ละการบรรเทาความเสี่ ย งจากเหมื อ ง การจะข า มพ น ป ญ หาเหล า นี้ ไ ด คื อ ต อ ง พัฒนาการจัดการเกี่ยวกับสิ่งแวดลอม การสรางความเขาใจใหแกคนงานและชุมชน (Samuel J. Spiegel, 2009)

ดานความซับซอนในมิติทางสังคมของการดําเนินกิจการเหมืองแรในออสเตรเลียนั้นยังตองการ

งานวิจัย วิธีการปฏิบัติ ซึ่งสองอยางนี้ตองเกิดการบูรณาการและมีลักษณะสหสาขาวิชา การฟงเสียงกลุม ตางๆ เชน นายจาง ลูกจาง ชนพื้นเมือง และชุมชนทองถิ่น นั้นชวยสรางความเขาใจระหวางกลุมตางๆ ซึ่ง งานวิ จัยประเภทนี้ ยังคงเปน ที่ ตองการมากเพื่อคนหาความเหมือนและความแตกตางของแต ละกลุ ม ใน สถานการณตางๆ อีกทั้งการใหความคิดเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนแกอุตสาหกรรมเหมืองนั้นยังชวยสงเสริม และสรางความเขาใจในมิติทางสังคมไดอีกดวย (Fiona Solomon et al, 2007) ดานภาพรวมของนโยบายแร กรณีประเทศปาปวนิวกินี แรเปนทรัพยากรที่สําคัญของประเทศและ อาจกลาวไดวาปาปวนิวกินีเปนประเทศที่มีการดําเนินกิจการเหมืองแรเปนกลุมประเทศแรกๆ นโยบายแร 35


ของประเทศนั้นเปนที่ยอมรับ เนื่องจากมีการตระหนักในผลกระทบทางสังคมของการพัฒนาเหมืองแร อยางไรก็ตามความไมเทาเทียมกันนั้นยังมีใหเห็นอยู สงผลใหการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงนโยบายแรใน ปจจุบันตองคํานึงถึงการแบงปนผลประโยชนอยางเทาเทียมและเปนธรรมมากยิ่งขึ้น (Nellie James, 1997) 4. ผลกระทบตอชนพื้นเมือง (indigenous peoples) ยุคทองของการทําเหมืองแรนั้นเริ่มตั้งแตป ค.ศ. 1980 โดยเริ่มมีการรุกเขาไปทําเหมืองในพื้นที่ปา ซึ่งสวนใหญเปนที่ตั้งของชุมชนพื้นเมือง ทําใหเกิดความขัดแยงในหลายพื้นที่ เกิดการเผชิญหนาระหวางชน พื้นเมืองและอุตสาหกรรมเหมืองหลายตอหลายครั้ง สงผลใหชนพื้นเมืองสูญเสียที่ดิน เกิดความเสี่ยงทาง สุขภาวะ ไมสามารถเขาถึงทรัพยากรได ไรที่อยู ไรที่ดินทํากิน ไมมีความมั่นคงทางอาหาร ถูกละเมิดสิทธิ มนุษยชนและจิตวิญญาณ ประการแรกตองเขาใจกอนวา “ความมั่งคั่ง” ในบริบทของชนพื้นเมืองนั้นมิใชตัวเงิน หากแตเปน สังคมและสิ่งแวดลอมที่อยูรอบตัวพวกเขา การเพิกเฉยตอชนพื้นเมืองและสิ่งที่จําเปนสําหรับพวกเขานั้นจะ นํามาสูการเผชิ ญหนา ดั งนั้นความยั่งยืน ของทั้งชุมชนและเหมืองแรนั้น ธุรกิจเหมืองตองไมพรากชน พื้นเมืองออกจากพื้นที่ทางกายภาพและสังคม อีกทั้งตองชวยใหพวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (Throdore E. Downing et al, 2002) ในประเทศออสเตรเลีย ธุรกิจเหมืองแรถูกเรียกรองใหมีปฏิสัมพันธกับชนพื้นเมืองมากขึ้น และให ปฏิบัติตอพวกเขาเปนหนึ่งในผูมีสวนไดสวนเสีย (stakeholders) ของโครงการเหมือง อีกทั้งในหลายกิจการ เหมืองในออสเตรเลียนั้นไดมีแผนงานที่เกี่ยวของกับการสรางปฏิสัมพันธระหวางชนพื้นเมืองและเหมืองมาก ขึ้น ทั้งนี้ขอสังเกตที่เกิดขึ้นคือ การจัดการและการประเมินงานในรูปแบบตางๆ นั้นมักจะใชเกณฑของธุรกิจ เหมือ งแรห รือ เกณฑก ลางมากกวา เกณฑแ ละมุมมองของชนพื้น เมื อง ดังนั้นการสร างความเขา ใจขาม วัฒนธรรม (cross-cultural) และการสรางรูปแบบการจัดการ การประเมินควรตองมีมิติของชนพื้นเมือง (two way adaption model) รวมดวย (Amanda Crawley and Amanda Sinclair, 2003) ในประเด็นดานความขัดแยงในที่ดินนั้น การสรางยุทธศาสตรเพื่อการลดความขัดแยงในที่ดิน ระหวางคนพื้นเมืองและธุรกิจเหมืองแรในปาปวนิวกินีนั้นเปนสิ่งจําเปน ซึ่งยุทธศาสตรแรกคือ การพัฒนา รูปแบบการสื่อสารใหมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อสรางความเขาใจและลดความขัดแยง เชน การพัฒนาเวที สาธารณะ ยุ ท ธศาสตร ต อ มาคื อ รั ฐ บาลต อ งมี น โยบายการใช ที่ ดิ น อย า งมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพและเป น ธรรม ยุทธศาสตรสุดทายคือธุรกิจเหมืองแรควรสรางประโยชนคืนสูชุมชน เชน ใหทุนการศึกษาแกเด็กในพื้นที่ เปนตน (Gavin Hilson, 2002) อยางไรก็ดี มีงานวิจัยที่มองตางมุมวาการที่ธุรกิจเหมืองแรใหเงินเพื่อ สนับสนุนสวัสดิการตางๆ ของชนพื้นเมืองของออสเตรเลีย เชน ดานการศึกษาและที่อยูอาศัยนั้นอาจมิใชสิ่ง ที่ดีสําหรับชนพื้นเมือง เนื่องจากชนพื้นเมืองอาจไมสามารถหรือไมกลาเรียกรองหากธุรกิจเหมืองแรสราง ผลกระทบทางสิ่งแวดลอมและสังคม อีกทั้งยังเปนการสนับสนุนใหมีเหมืองแรเกิดขึ้นในหลายพื้นที่อีกดวย 36


ดังนั้นการใหเงินสนับสนุนสวัสดิการตางๆ ควรเปนหนาที่ของรัฐบาล เพื่อลดความเสี่ยงของชนพื้นเมืองใน ดานตางๆ ใหนอยที่สุดและสรางผลประโยชนใหมากและทั่วถึงที่สุด (Ciaran O’ Faircheallaigh, 2004) สถานการณธุรกิจเหมืองแรกับชนพื้นเมืองใน New Caledonia นั้นแตกตางจากที่อื่น กลาวคือ New Caledonia นั้นอยูในเขตปกครองของประเทศฝรั่งเศส มีชนพื้นเมืองคือ ชาวคานัค (Kanak) สิ่งที่แตกตางจาก ชนพื้นเมืองในหลายที่ทั่วโลกคือ พวกเขาตองการธุรกิจเหมืองแร สาเหตุมาจากความตองการเปนเอกราช จากฝรั่งเศส โดยสิ่งแรกคือตองไมพึ่งพาทางเศรษฐกิจ การมีธุรกิจเหมืองแรจะทําใหเกิดการจางงานชน พื้นเมื องมากขึ้ น และหุนสวนใหญของเหมืองนั้น ก็คือ ชาวคานัค โดยมีผูรวมทุนเปนบรรษัทขามชาติ ประเทศแคนาดา ประการที่ 2 คือ ชาวคานัคจะไดรวมทุนและรวมทํางานกับแหลงทุนที่ไมใชของฝรั่งเศส ซึ่งเปนเสมือนการประกาศเอกราชทางเศรษฐกิจ ประการสุดทายคือ เปนการประกาศสิทธิในทรัพยากรอยาง ชัดเจน ซึ่งกลาวเปนนัยไดวา ทรัพยากรนั้นเปนของ New Caledonia มิใชของฝรั่งเศส แตการเปน “เอกราช ทางเศรษฐกิ จ ” นั้ น ก็ ไ ด เ กิ ด คํ า ถามตามมาว า เป น “เอกราช” จริ ง หรื อ ไม แ ละชนพื้ น เมื อ งนั้ น ได รั บ ผลประโยชนอยางเทาเทียมและเปนธรรมหรือไม (Horowitz and Leah S., 2004) ในอีกดานหนึ่ง ธุรกิจเหมืองแรอาจจะเปนตนเหตุของการสิ้นสลายของชุมชนพื้นเมือง ในกรณี ของประเทศฟลิปปนส ประธานาธิบดีกลอเรีย มากาปากาล อโรโยไดรื้อฟนธุรกิจเหมืองทั่วประเทศในป ค.ศ. 2006 รวมทั้งในพื้นที่ของเกาะปาลาวัน ซึ่งถือวาเปน “ดินแดนธรรมชาติแหงสุดทาย” พื้นที่นี้ไดรับการ เสนอใหเปนพื้นที่สงวนชีวมณฑลโดยองคกร UNESCO ดังนั้น จึงถือวาเปนพื้นที่คุมครอง และเปนที่อยู อาศั ย ของชาวบ า นกว า 40,000 คน ส ว นใหญ มี วิ ถี ทํ า ไร ห มุ น เวี ย นและพึ่ ง พาฐานทรั พ ยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะปาอันอุดมสมบูรณ เมื่อมีการสรางถนนในป ค.ศ. 2000 ชาวบานจากที่อื่นๆ ในฟลิปปนสจึงเริ่ม ยายเขามาทํามาหากินในพื้นที่นี้ และหลังจากที่มีการสงเสริมธุรกิจเหมือง พื้นที่นี้จึงถูกรุกล้ําทั้งจากบริษัท ทําเหมืองและมีคนงานตางถิ่นเขามาเปนจํานวนมาก และจะสงผลกระทบตอชุมชนทองถิ่นอยางรุนแรง ส ว นในกรณี ข องประเทศเม็ ก ซิ โ ก เหมื อ งแร เ งิ น กํ า ลั ง รุ ก คื บ เข า ไปในดิ น แดนอั น ศั ก ดิ์ สิ ท ธิ ข องชนเผ า Wixárika ทั้ ง ๆ ที่ พื้ น ที่ ใ กล เ คี ย งมี ป ระสบการณ จ ากการเปลี่ ย นป า อุ ด มสมบู ร ณ เ ป น พื้ น ที่ แ ห ง แล ง และ ปนเปอนในไมกี่ชั่วอายุคน ความหลากหลายทางชีวภาพกําลังถูกคุกคาม จากการทบทวนวรรณกรรมตางประเทศพบวา ปญหาเกี่ยวกับเหมืองแรและชุมชนนั้นมีประวัติมา ยาวนานหลายสิบปและยังคงดํารงอยูถึงปจจุบัน โดยปญหาที่พบมากคือการควบคุมและการจัดการของเสีย จากเหมืองนั้นยังไมมีประสิทธิภาพเพียงพอ สงผลใหเกิดการปลอยของเสียลงสูพื้นที่สาธารณะ กอใหเกิด ปญหาดานมลพิษในสิ่งแวดลอมและระบบนิเวศ ในขณะเดียวกันก็เกิดปญหาทางสุขภาพแกชุมชนใกลเคียง โดยเฉพาะในเด็ก สําหรับประเด็นดานนโยบายเหมืองแรที่นําไปสูการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นมีความพยายามที่จะ สรางเกณฑและตัวชี้วัดที่เปนรูปธรรมมากขึ้น ทวาในทางปฏิบัตินั้นยังคงมีขอจํากัดหลายประการ เชน องค ความรู และการถายทอดองค ความรูยังมีนอย ตองใชงบประมาณมากและใชเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเปน อุปสรรคอยางยิ่งโดยเฉพาะประเทศกําลังพัฒนา นอกจากนี้ประเด็นเกี่ยวกับชนพื้นเมืองนั้นพบวามีการฟง เสียงของชนพื้นเมืองมากขึ้น หากแตอํานาจทางสังคมและการตอรองนั้นยังไมเทาเทียมกับธุรกิจเหมืองแร 37


และรัฐบาล แตดวยแรงกดดันเรื่องสิทธิมนุษยชนจากองคการสากลตางๆ สงผลใหชนพื้นเมืองเริ่มมีพื้นที่ทาง สังคมมากขึ้น งานวิจัยเกี่ยวกับชนพื้นเมืองนั้นสวนใหญเปนชุมชนในประเทศพัฒนาแลว เชน ออสเตรเลีย ซึ่งแสดงใหเห็นถึงอํานาจตอรองและอํานาจทางสังคมที่มีมากขึ้นของชนพื้นเมือง นอกจากนั้น นักวิชาการสวนหนึ่งเรียกรองใหใชแนวทางบูรณาการโดยใชวิชาการทางธรณีวิทยา เศรษฐศาสตร สังคมศาสตร และศาสตรดานวัฒนธรรมมาประกอบเพื่อสรางความเขาใจและองคความรูใน การแกปญหา “สงครามทรัพยากร” ที่เกิดขึ้นในกรณีธุรกิจเหมืองแรและชุมชน (Chris Ballard and Glenn Banks, 2003) อยางไรก็ตามจากการทบทวนวรรณกรรมพบวางานวิจัยเชิงบูรณาการมีนอยมาก รูปแบบ งานวิจัยสวนใหญจะบูรณาการทางวิทยาศาสตรกับการแพทย หรือ ทางสังคมกับเศรษฐกิจ แยกสวนจากกัน ดังนั้นงานวิจัยแบบบูรณาการขามศาสตรจึงแทบไมมีเลย ธุรกิจเหมืองแรในมุมที่เกี่ยวกับการพัฒนาประเทศนั้นมีงานศึกษาและวิจัยในทางวิชาการเปนจํานวน มาก แตในมุมเมื่อเกิดปญหาหรือผลกระทบปะทุขึ้นมานั้น องคกร ประชาคม นักวิชาการ และหนวยงานตาง ก็หั นมามองในลั ก ษณะตางกรรมต า งวาระกั น วิชาการดา นเหมือ งแรถือไดวามีความกา วหนา ในระดับ มหาวิทยาลัย เชน มีสาขาวิชาวิศวกรรมเหมืองแร ธรณีวิทยา แตก็ยังไมมีการระดมความคิดเห็นรวมกันกับ วิชาการที่เกี่ยวกับสังคม และชุมชน ซึ่งวิชาการทางดานสังคมที่ผานมาจะตองเกิดปญหากอนถึงจะมาตาม แกปญหากัน และก็เปนเชนนี้มาอยางตอเนื่อง

1.11 เสียงเรียกรองจากผูไดรับผลกระทบจากการทําเหมืองแรในประเทศไทย ในขณะที่ความตองการวัตถุดิบสินแรเพิ่มมากขึ้นจากการเจริญเติบโตทางดานเศรษฐกิจและการ สงเสริมการบริโภค ธุรกิจเหมืองแรก็ขยายออกไปมากขึ้น รวมทั้งกระจายตัวไปตามพื้นที่ตางๆ ทั้งที่เปน พื้นที่ธรรมชาติเชนปาเขา และที่เปนพื้นที่ชุมชนตั้งถิ่นฐานมากอน ในปจจุบัน ชุมชนที่เคยไดรับผลกระทบ จากธุรกิจเหมืองแรไดถายทอดบทเรียนและประสบการณไปยังชุมชนอื่นๆ ทําใหเกิดการตื่นตัวเรื่องสิทธิ ชุมชนมากขึ้น การเรียกรองสิทธิชุมชนในปจจุบันมีความเขมแข็งขึ้นมาก เนื่องจากชาวบานมีการสราง เครือขายระหวางพื้นที่ตางๆ และแลกเปลี่ยนประสบการณกันในฐานะ “เครือขายประชาชนผูไดรับ ผลกระทบจากการทําเหมืองแร ประเทศไทย” ในระยะเวลา 2-3 ปที่ผานมา เสียงเรียกรองจากผูไดรับผลกระทบจากธุรกิจเหมืองแรไดรับความ สนใจมากขึ้น และมีการจัดเวที รวมทั้งออกแถลงการณหลายครั้ง รวมทั้งรวมรางขอเสนอในนามของ คณะกรรมการปฏิรูป (โปรดดูเอกสารแนบ “ขอเสนอเพื่อการสรางความเปนธรรมในการจัดการทรัพยากรแร และการแกไขปญหาความขัดแยงกรณีเหมืองแรโปแตชอีสาน” โดยคณะกรรมการปฏิรูป 17 มกราคม 2554 ในภาคผนวก) ในวันที่ 5 กันยายน 2553 เครือขายไดจัดสัมมนาและออกแถลงการณ ณ โรงแรมเทพนคร จังหวัด พิษณุโลก โดยมีการสรุปบทเรียนและนําเสนอปญหาของผูไดรับผลกระทบจากการทําเหมืองแร 15 พื้นที่และ

38


ไดปดทายวาภาครัฐคาดหวังถึงผลประโยชนทางเศรษฐกิจจากการทําอุตสาหกรรมเหมืองแรแตเพียงดานเดียว โดยละเลยผลกระทบตอสิ่งแวดลอม ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ สังคม และสุขภาพในหลายมิติ การสัมมนาครั้งนี้ไดเสนอขอสรุปดังนี25้ 1. ประชาชนใน 15 พื้นที่ของการสํารวจและทําเหมืองแรชนิดตาง ๆ ไดรวมตัวกันกอเกิดเปน ‘เครือขายประชาชนผูไดรับผลกระทบจากการทําเหมืองแร ประเทศไทย’ ทําหนาที่ในการหนุน เสริมเพื่อสรางความเขมแข็งใหกับประชาชนในพื้นที่ตาง ๆ เพื่อตอสูคัดคานการทําเหมืองแรอยาง ถึงที่สุด ดวยหัวใจที่มุงมั่นเด็ดเดี่ยว 2. คั ด ค า นร า งพระราชบั ญ ญั ติ ว า ด ว ยแร เพราะเป น กฎหมายที่ ไ ม ส อดคล อ งกั บ บทบั ญ ญั ติ ข อง รัฐธรรมนูญ และละเมิดสิทธิประชาชน โดยนิยามวา ‘แรเปนของรัฐ’ ไมมีเนื้อหาในเรื่องการขยาย สิทธิในดานการกระจายอํานาจใหแกชุมชนทองถิ่น และไมมีการเพิ่มขั้นตอนการประเมินผล กระทบตอสุขภาพ ตามบทบัญญัติใหมของรัฐธรรมนูญ 3. คัดคานรางพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ที่มองเห็นประชาชนที่ออกมาตอตานคัดคาน โครงการพัฒนาตาง ๆ วาเปน ‘ศัตรูของรัฐ’ รวมทั้งการใหเจาหนาที่สามารถใชกําลังและอาวุธเขา สลาย ปราบปราม จับขัง ตั้งขอหาประชาชนหากออกมาคัดคานตอตานโครงการพัฒนาตางๆ 4. คัดคานมติคณะกรรมการสิ่งแวดลอมแหงชาติ และประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดลอมในเรื่องการกําหนด ประเภท ขนาด และวิธีปฏิบัติ สําหรับโครงการหรือกิจการที่อาจ กอใหเกิดผลกระทบตอชุมชนอยางรุนแรง ทั้งทางดานคุณภาพสิ่งแวดลอม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ที่กําหนดประเภทโครงการรุนแรงเอาไวเพียง 11 ประเภท เทานั้น เนื่องจากมติและ ประกาศดังกลาวไมเปนไปตาม 18 ประเภทโครงการรุนแรงที่คณะกรรมการ 4 ฝาย สงเรื่องใหกับ นายกรัฐมนตรี ตอมาในวันที่ 15 กุมภาพันธ ป พ.ศ. 2554 เครือขายชุมชน 18 แหงที่ไดรับผลกระทบเหมืองแรจัด แถลงขาวขอเสนอเชิงนโยบายเพื่อการปฏิรูปทรัพยากรแรภาคประชาชนตอรัฐบาล ณ สํานักงานกลาง นักเรียนคริสเตียน เพื่อผลักดันใหเกิดการแกไขปญหาและผลกระทบตางๆ ที่เกิดจากการสํารวจและทํา เหมืองแรในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย โดยขอเสนอ ไดแก26

25

จากแถลงการณเครือขายประชาชนผูไดรับผลกระทบจากการทําเหมืองแร ประเทศไทย” จาก http://www.reform.or.th/news/53 สืบคนวันที่ 5 มกราคม 2554 26 “18 เครือขายชุมชน รอง รบ.แกนโยบายแร-เรงเยียวยาชาวบานแมเมาะ”โดย รตินันท เหลาอารักษพิบูล 15 กุมภาพันธ 2554 จาก http://community.isranews.org/resource-the-environment/1101-18-.html สืบคนเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2554

39


1. ใหรัฐแกไขนโยบายบริหารจัดการแรใหมโดยเรงดวน ยึดหลักความเปนเจาของทรัพยากรรวมกัน ระหวางรัฐ-ชุมชนทองถิ่น-สาธารณะ ทั้งนี้ใหประชาชนเปนคณะกรรมการรวมดวย 2. กําหนดการทําเหมืองแรทุกชนิดเปนโครงการที่สงผลกระทบตอสิ่งแวดลอมและสุขภาพอยาง รุนแรง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง 3. รัฐตองชดเชยผลกระทบจากโครงการเหมืองแรที่มีตอสิ่งแวดลอมและวิถีชุมชน 4. กรณีเหมืองแรและโรงไฟฟาถานหินแมเมาะ จ.ลําปาง ขอใหเรงรัดดําเนินการตามมติ คณะรัฐมนตรี 15 ม.ค. 2551 ในการฟนฟูเยียวยาผูไดรับผลกระทบ 5. ยกเลิกการสูบน้ําเกลือใตดินในภาคอีสานอยางเด็ดขาด และใหมีการเรงรัดการฟนฟู 6. รัฐตองเปดเผยขอมูลการใหสัมปทานสํารวจและทําเหมืองแรทุกชนิด รวมถึงรายชื่อผูไดรับ สัมปทาน 7. ใหมีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดลอมและสุขภาพเชิงยุทธศาสตรแร โดยเครือขายชุมชนมีดังนี้ 1) พื้นที่สํารวจและทําเหมืองแรลุมน้ําแมแจม จ.เชียงใหม 2) พื้นที่สํารวจและทําเหมืองแรลุมน้ําแมสรอย อ.วังชิ้น จ.แพร 3) พื้นที่โครงการเหมืองแรถานหินแองงาว อ.งาว จ.ลําปาง 4) พื้นที่โครงการเหมืองแรและโรงไฟฟาถานหินลิกไนตแมเมาะ อ.แมเมาะ จ.ลําปาง 5) พื้นที่ทําเหมืองแรสังกะสี อ.แมสอด จ.ตาก 6) พื้นที่สํารวจและทําเหมืองแรทองคํา 3 จังหวัด พิจิตร เพชรบูรณและพิษณุโลก 7) พื้นที่ทําเหมืองแรทองคํา อ.วังสะพุง จ.เลย 8) พื้นที่สํารวจแรทองแดง อ.เมือง จ.เลย 9) พื้นที่โครงการเหมืองแรโปแตช จ.อุดรธานี 10) พื้นที่โครงการเหมืองแรโปแตช จ.มหาสารคาม 11)พื้นที่โครงการเหมืองแรโปแตช จ.ขอนแกน 12) พื้นที่สูบน้ําเกลือใตดินและเหมืองแรเกลือหิน จ.นครราชสีมา 13) พื้นที่โครงการเหมืองแรโปแตช จ.สกลนคร 14) พื้นที่ขออนุญาตดูดทรายแมน้ําตะกั่วปา อ.ตะกั่วปา จ.พังงา 15) พื้นที่ทําเหมืองหินเขาคูหา อ.รัตภูมิ จ.สงขลา 16) พื้นที่ลําเลียงถานหินและลานกองแรจากพมา จ.เชียงราย 17) พื้นที่โครงการเหมืองแรเหล็กแมถอด อ.เถิน จ.ลําปาง 18) โครงการสํารวจแรพลวง อ.ขุนยวม จ.แมฮองสอน

40


8. ทํายุทธศาสตรแรแหงชาติ ที่มีมิติเชื่อมโยงดานนิเวศ สังคม สุขภาพ โดยใหประชาชนมีสวนรวม อยางกวางขวางทุกระดับ 9. เพิ่มบทลงโทษผูที่ละเมิดกฎหมายแร กฎหมายสิ่งแวดลอม กฎหมายที่เกี่ยวของใหรุนแรง 10. ใหหนวยสืบสวนคดีพิเศษสืบสวนกรณีผูประกอบการเหมืองแรและผูมีอิทธิพลทองถิ่นขมขู คุกคามชาวบานที่คัดคานการทําเหมืองแร ในขณะที่มีการผลักดันขอเสนอในดานนโยบายตางๆ เหลานี้ ความเดือดรอนและความขัดแยงใน หลายพื้นที่ก็ดําเนินตอไป หากไมมี “ผูประสาน” ใหเกิดการสื่อสารพูดคุยกันและแบงปนขอมูลขาวสารอยาง เปดเผยและโปรงใสแลว กระแสการคัดคานก็จะรุนแรงยิ่งขึ้นและทําใหเกิดขั้วตรงขามที่สรางความขัดแยง สูงขึ้น เชน • การคัดคานเหมืองแรโปแตชของกลุมอนุรักษสิ่งแวดลอมอุดรธานีมีมากขึ้น จนกระทั่งธุรกิจ เหมืองไมสามารถจะเขาปกหมุดขอบเขตเหมืองแรได การต อ ต า นเหมื อ งแร โ ปแตชที่ อุดรธานีจึงไมไดหยุดอยูแคขอบเขตจังหวัดอุดรธานี แตไดเกิดแรงเคลื่อนไหวดานการกําหนด นโยบายสาธารณะในการทําเหมืองแรโปแตชในประเทศไทย • ในกรณีของการจัดเวที Public Scoping โดยบริษัทผาแดง-ภูเทพในจังหวัดเลย ซึ่งเครือขาย อนุรักษภูหินเหล็กไฟไมเห็นดวยกับการจัดเวทีรับฟงความคิดเห็นของประชาชนตอการกําหนด ขอบเขตและแนวทางการประเมินผลในวันที่ 7 เมษายน 2554 และมีจดหมายไปยังผูวาราชการ จังหวัดเลยคัดคานการเปดเวทีดังกลาวเพราะถือวาเปนการสรางความชอบธรรมใหบริษทั และให มีการศึกษาความคุมคาของทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ปาภูหินเหล็กไฟกอนที่จะเปดสัมปทาน เหมืองแร สิ่งที่สําคัญอีกประการหนึ่งคือเมื่อชุมชนหันมาใสใจในปญหาที่ตนกําลังเผชิญอยู นอกจากจะเปน โอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู และสรางความเขมแข็งใหกับชุมชนในแงการรักษาสภาพแวดลอมทั้งทาง กายภาพและสังคมของทองถิ่นแลว ยังเปนโอกาสในการสรางเครือขายเรียนรูกับชุมชนอื่น และควรจะมีการ สนับสนุนใหมีงานวิจัยทองถิ่น เปนการเปดโอกาสและชองทางใหคนในชุมชนนําเสนอสถานการณและ ประสบการณของตนเองผานการตั้งโจทย คนควาหาขอมูลความรูตางๆ และรวมมือกันแกไขปญหาผาน งานวิจัยทองถิ่น

41


1.12 มองมุมเหมือง หากมองในแงของผูประกอบการเหมืองแร ธุรกิจเหมืองแรเปนสวนหนึ่งในการเพิ่มรายไดของ ประเทศ สินแรเปนวัตถุดิบพื้นฐานสําหรับพลังงานและวัสดุเกือบทุกชนิดที่จําเปนตอการดํารงชีวิตของ มนุษย ดังนั้น อุตสาหกรรมเหมืองแรจึงมีความสําคัญตอมนุษยอยางหลีกเลี่ยงไมได ธุรกิจเหมืองแรที่ใสใจ เรื่องสิ่งแวดลอมและสังคมจะมองถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแรที่สงผลกระทบนอยที่สุด แนวคิดเรื่อง “เหมืองแรที่ยั่งยืน” มีมากวา 20 ปแลว แตบางคนก็เห็นวาไมควรจะใชคําวา “ยั่งยืน” กับ เหมืองแร ในสายตาของผูประกอบการเหมืองแรนั้น “ยั่งยืน” อาจจะหมายถึงการทําธุรกิจใหยั่งยืน ได ประโยชนไปอยางนานๆ ไมผลาญหรือทําลายลางทรัพยากร ทั้งทรัพยากรแร พลังงาน น้ํา ดิน รวมทั้งไม สงผลรายตอคนและสิ่งแวดลอม ฯลฯ ที่ผานมา มีความพยายามพัฒนาแนวทางเพื่อการทําเหมืองแรอยาง ยั่งยืน (Sustainable Mining Practices) แตที่สําคัญคือจะนําทฤษฎีลงไปสูการปฏิบัติไดจริงหรือไม และจะมี กลไกใดที่จะบังคับใชหรือสนับสนุนใหเกิดการดําเนินงานจริง ธนาคารโลกเองก็พบวาการสงเสริมการทําเหมืองนั้นทําใหเกิดการพัฒนาโครงสรางพื้นฐาน การจาง งาน การบริการพัฒนาทักษะและเทคโนโลยี แตปญหาที่หนักหนวงคือเรื่องธรรมาภิบาล เพราะมักจะมีกรณี ขัดแยงกัน มีการคอรัปชั่น ตัวอยางเชนกรณีของเพชรเลือดและสงครามน้ํามัน การทําเหมืองแรจึงมีภาพที่ ลบมาก และมักจะทําใหเกิดกระแสการตอตานรุนแรง ดังนั้น ตองมีการออกแบบและการจัดการที่ดีมีการ วางแผนปองกันผลกระทบตางๆ จากการทําเหมือง การวางแผนการฟนฟู และทําตัวอยางดีๆ ใหเกิดขึ้นจริง โดยไมไดมุงแตการสรางภาพหรือนําเสนอภาพบวกเพียงอยางเดียว เชน การประเมินผลกระทบทางดาน สุขภาพก็จําเปนตองมีการเก็บขอมูลพื้นฐาน baseline study เพื่อที่จะไดเปรียบเทียบและติดตามการ เปลี่ยนแปลง สวนการติดตามดานสิ่งแวดลอมและสังคมก็เปนเรื่องที่สําคัญ หลายๆ เรื่องไมไดเปนเรื่องของ เทคโนโลยีเทานั้นแตเปนเรื่องการจัดการ ดังนั้น ผูประกอบการ บริษัทที่ปรึกษา ฯลฯ ตองสรางเรื่องความ โปรงใสใหเปนที่ประจักษ ควรมีมาตรการตรวจสอบที่เขมขนตอบริษัทที่กอผลกระทบตอสิ่งแวดลอมและไม สนับสนุนบริษัทที่มีประวัติไมดี อีกทั้งจะตองมีการนํากรณีศึกษาที่มีอยูไปสูการปองกันและติดตาม ลวงหนา มิใชรอคอยตามแกปญหาเมื่อเกิดผลกระทบ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร (กพร.) ของไทยก็มีความพยายามที่จะพัฒนาหลักเกณท ในการพิจารณาใหรางวั ล “เหมืองแรสีเขียว”27 แกผูประกอบการต างๆ ที่ดํ าเนินธุ รกิจอยางเปน มิตรกับ สิ่งแวดลอมและเปดโอกาสใหชุมชนและสังคมมีสวนรวมมากที่สุด โดยมีตัวชี้วัดหรือเกณฑที่พยายาม ออกแบบใหครอบคลุมและรอบดาน เชน มีการดูแลความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยของคนงานและชุมชน ผูอยูอาศัย โปรงใสตรวจสอบได เผยแพรขอมูลที่เกี่ยวของกับการทําเหมืองใหสาธารณชนรับทราบ พรอม 27

คําวา “เหมืองแรสีเขียว” (green mining) และ “เหมืองแรที่ยั่งยืน” (sustainable mining) ก็ยังเปนคําที่หลายฝายยังไม ยอมรับ โปรดดู “Is Green Mining Possible?” ใน “http://www.buy-environmental.co.za/index.php/Raw-Materials/-IsGreen-Mining-Possible.html

42


รับการตรวจสอบจากบุคคลภายนอก มีการปรับปรุง แกไข และฟนฟูสภาพแวดลอมที่เสียหายใหอยูในสภาพ ดีโดยเร็ว มีระบบตรวจสอบสุขภาพอนามัยของชุมชนที่อาศัยขางเคียง มีการฟนฟูพื้นที่ควบคูไปกับการทํา เหมือง มีระบบการจัดการดานความปลอดภัยในการทํางานทั่วไป ใชแรอยางคุมคา ถูกตองตามมูลคาแร ศึกษาหาวิธีนําของเสียจากกระบวนการผลิตมาใชประโยชนอยางคุมคา28 ฯลฯ

1.13 สงทาย ประเด็นผลกระทบของเหมืองแรตอชุมชนนั้นมีความสําคัญมากในประเทศไทย เพราะในบริบทของ ไทยนั้น การทําเหมืองเกี่ยวของกับพื้นที่ชุมชนหรือพื้นที่ฐานทรัพยากรธรรมชาติที่ชุมชนพึ่งพาโดยตรง ซึ่ง ตางกับประเทศที่ มีห ลายอาณาบริเ วณที่ เ วิ้งวา งกวา งใหญแ ละวางเปล า ไม มีชุมชนเข ามาเกี่ย วของ เชน ประเทศแคนาดาและประเทศออสเตรเลีย ดังที่กลาวแลวขางตนวายังมีชองวางของความรูความเขาใจอีกมากในเรื่องผลกระทบจากเหมืองแร ตอชุมชน ปญหาตางๆ ที่เกิดขึ้นไมสามารถจะแกดวย “เทคโนโลยี” และ “ธรรมาภิบาล” เทานั้น ไมใช เพียงแตเปนเรื่องการจัดการดานสิ่งแวดลอมและสวัสดิภาพ-สวัสดิการสําหรับชุมชนหรือสังคมเทานั้น แตยัง ตองพิจารณาถึงมิติของการบริหารการเมืองทองถิ่น การสรางความเขมแข็งและการมีสวนรวม การสื่อสาร ถายทอดและแลกเปลี่ยนขอมูล การสรางความเขาใจ ความไวเนื้อเชื่อใจ ความสัมพันธเชิงอํานาจ การให คุณคาและความหมาย ความสําคัญและอํานาจของความรู ฯลฯ นอกจากนั้นยังตองมีมิติเชิงอนาคตดวย ดังที่กลาวแลววาควรจะมีการคาดการณและการเตรียมการเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นจาก การผสมผสานกันของหลายปจจัย และความเสี่ยงเหลานี้จะสงผลกระทบอยางรุนแรงตอความปลอดภัยและ คุณภาพชีวิตของชุมชนรวมทั้งสิ่งแวดลอม ประเด็นและมิติที่กลาวถึงขางตนไมสามารถจะหาคําตอบสําเร็จรูปไดดวยวิชาการสาขาใดสาขาหนึ่ง เท า นั้ น ภาควิ ช าการที่ เ กี่ ย วข อ งมี ห ลากหลายสาขา ทั้ ง วิ ศ วกรรมเหมื อ งแร สาธารณสุ ข วิ ท ยาศาสตร สิ่งแวดลอม แพทยศาสตร เภสัชศาสตร ธรณีวิทยา รัฐศาสตร นิติศาสตร การบริหารจัดการ ฯลฯ การมุงสู มหาวิทยาลัยวิจัยและความเปนเลิศดานวิชาการควรจะตอบรับกับความทาทายของงานวิจัยแบบขามสาขาวิชา ในประเด็นเชนนี้ดวย การมองทบทวนสถานการณ ผลกระทบที่ผานมา แนวทางแกไข ทิศทางนโยบาย การ คนหา รวบรวม วิเคราะห วิพากษ องคความรูที่มีอยูลวนมีความสําคัญในแงวิชาการ นอกจากภาควิชาการแลวยังตองอาศัยภาคราชการ ภาคชุมชน ภาคการเมือง ภาคธุรกิจเอกชน รวมทั้งองคกรเอกชนที่ไมแสวงกําไร อีกสวนที่สําคัญมากคือภาคผูบริโภคที่อาจจะมองวาอยูไกลกวาที่จะดึง เขามารวมในขณะนี้ แตปญหาเหลานี้กลับไมไดไกลตัวผูบริโภคอยางที่คิด การคุมครองผูบริโภคเปนเรื่อง 28

“หลักเกณฑในการพิจารณาใหรางวัลเหมืองแรสีเขียว” กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร กระทรวงอุตสาหกรรม จากhttp://greenmining.dpim.go.th/nal/natitle.php?tid=000001259294935 สืบคนเมื่อ 5 มกราคม 2554

43


สําคัญและเรงดวนในขณะนี้ (และเปนสิ่งที่แผนงานคุมครองผูบริโภคมุงเนน) แตการกระตุนใหผูบริโภคได เรียนรูและตระหนักถึงรูปแบบและผลกระทบของการบริโภค (consumption) จากสิ่งที่ผลิต (production) ออกมานั้นเปนเรื่องที่เกี่ยวโยงกับปญหาที่เราพูดมาทั้งหมด เพราะการที่เรามีวัตถุสิ่งของเครื่องอุปโภค บริโภคและโครงสรางพื้นฐานสําหรับชีวิตประจําวันที่สะดวกสบายและซื้อหามาในราคาที่ถูกนั้น สวนหนึ่ง มาจากกิจการอุตสาหกรรมที่มักจะสงผลกระทบตอสิ่งแวดลอมและชุมชนเชนเหมืองแร สําหรับภาคประชาชนสวนที่จะตองอยูอาศัยคูกับเหมืองแรนั้น ก็ยังมีชองวางของความรูอีกมากมาย มีคําถามที่ยังไมไดรับคําตอบ (และอาจจะไมงายที่จะไดคําตอบ) เชน พื้นที่ชุมชนใดบางที่มีการปนเปอน โลหะหนักหรือสารพิษตามธรรมชาติที่อาจจะสงผลกระทบตอสุขภาวะ ผลกระทบจะเปนไปในรูปแบบใด จะมีมาตรการเชิงปองกันอยางไร เมื่อมีเหมืองแรแลวจะตองเฝาระวังอะไรอยางไร จะมีการปนเปอนหรือ ความเสี่ยงรูปแบบใดบาง แลวจะปองกันตัวเองและครอบครัวอยางไร อีกประเด็นที่มีความสําคัญมากคือภาคประชาชนหรือชาวบานที่ไดรับผลกระทบจากเหมืองแรเริ่มไม แนใจในขอมูลและประเด็นตางๆ ที่หนวยงานตางๆ หรือแมแตนักวิชาการพูดถึง แตดวยความสัมพันธเชิง อํานาจที่ไมเทากันและอํานาจของความรูแตละชุดที่ไมเทากัน ชาวบานไมสามารถจะโตแยงอยางมีน้ําหนัก และเหตุผลใหฝายอื่นยอมรับได ในการสัมมนาที่โครงการนี้จัดขึ้น ตัวแทนชาวบานจากพื้นที่เหมืองแร ทองคํากลาวถึงการที่นักวิชาการมาจัดเวทีรับฟงความคิดเห็นและการเปดโอกาสใหชาวบานเสนอปญหา แต ชาวบานยังกังวลวาเวทีดังกลาวเปนการเปดทางใหมีการสรางความชอบธรรมใหผูประกอบการ มีขอเสนอวานักวิชาการไมควรรับจางจากบริษัท เชนเดียวกับกรณีของการจัดทํารายงานประเมินผล กระทบสิ่งแวดลอม ในประเทศที่พัฒนาแลวเชน สหรัฐอเมริกา หนวยงานที่เปนอิสระซึ่งมีศักดิ์ศรี ไมถูกบีบ จากผลประโยชนและอํานาจจะเปนผูจัดการ ประสาน จัดใหมีการศึกษาวิจัย ซึ่งจะลดขอกังขาเรื่องอคติและ ความเปนกลาง ในกรณีของความขัดแยงระหวางบริษัทขนาดใหญกับชาวบานกลุมเล็กๆ นั้น อํานาจและ พลังตอรองของบริษัทมักจะมีเหนือกวาของชาวบานอยูแลว มินามาตะเปนกรณีตัวอยางที่มีผูวิเคราะหถึง ความสัมพันธเชิงอํานาจนี29้ ในทายที่สุด โครงการนี้ไดทบทวนเอกสารและสถานการณเกี่ยวกับผลกระทบของอุตสาหกรรม เหมืองแรตอสุขภาวะชุมชนในประเทศไทย รวมทั้งไดสรุปประเด็นใหมีการขบคิด หาแนวทางในการสราง ความรู เพื่อทําความเขาใจและคนหาแนวทางในการขับเคลื่อนการแกไขปญหาอยางเปนระบบ ชองวางของ ความรูหรือโจทยวิจัยในเบื้องตนนาจะมีดังตอไปนี้ • พัฒนาการของ “ปญหาเหมืองแรและผลกระทบตอชุมชน” การวิเคราะหบทเรียนจากกรณีศึกษา และป ญ หาที่ ผ า นๆ มา การเยี ย วยาผู ไ ด รั บ ผลกระทบจากเหมื อ งแร การปนเป อ นเข า สู สิ่งแวดลอมและหวงโซอาหาร การฟนฟูชุมชนที่ไดรับผลกระทบ 29

“The Minamata Disaster and the True Cost of Japanese Modernization” โดย Andrew Jenks ใน Perils of Progress: Environmental Disasters in the 20th Century (2011)

44


• การปฏิรูประบบการประเมินผลกระทบ (เชน ทําการวิจัยเพื่อใหไดขอเสนอเพื่อปฏิรูประบบฯ เชน ใหมีกองทุนกลางที่ใหนักวิชาการทํางานโดยอิสระ ไมตองรับงานมาจากผูมีสวนไดสวนเสีย) • นโยบายเหมืองแรกับการพัฒนา การพัฒนาโดยดูศักยภาพพื้นที่ใหรอบดาน มองภาพรวม เนน อนาคตที่ยั่งยืน ไมยึดติดกับการมองแรเปนองคประกอบเดียว เชน กรณีเมืองเลยมีศักยภาพเปน แหลงเกษตรเมืองหนาว มีเรื่องการทองเที่ยว ฯลฯ • การเปรียบเทียบนโยบายพัฒนาเหมืองแรของประเทศตางๆ และเรียนรูชองโหว จุดบอดของ กฎหมายและนโยบาย จากบทเรียนของพื้นที่ที่มีปญหา เชน มินามาตะ รวมทั้งพยายามที่จะ เชื่อมโยงกับกลุมที่ไดรับความทุกขรอนที่อื่น • การวิจัยที่เปดเผยใหเห็นถึงปมดานผลประโยชนและการเมือง ความรับผิดชอบของธุรกิจ บริษัท มหาชน การที่ผูประกอบการใชผลงานวิชาการเปนตราประทับและสรางความชอบธรรม • การวิจัยทางการแพทย สาธารณสุข และมานุษยวิทยาการแพทยเกี่ยวกับผูคนและชุมชนที่ไดรับ ผลกระทบจากเหมืองแร

45


สวนที่ 2: ขอเสนอโครงการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการ “ผลกระทบจากอุตสาหกรรม เหมืองแรตอสุขภาวะชุมชนทองถิ่น” 2.1 ความสําคัญและที่มาของปญหาการวิจัย อุตสาหกรรมเหมืองแรมีความสําคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจและประเทศโดยรวม นําไปสูการพัฒนา ความรูวิชาการ วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีในดานตางๆ มากมาย แตในขณะเดียวกันก็ไมอาจปฏิเสธเสียง บอกเลาความรูสึกของชุมชนทองถิ่นที่ไดรับผลกระทบโดยตรงจากการพัฒนาเหมืองแร ทั้งผลกระทบตอ ธรรมชาติและสิ่งแวดลอม หวงโซอาหาร และเชื่อมโยงสูผลกระทบตอสุขภาวะของชุมชนในระยะยาว การ ทําเหมืองแรไมเพียงแตสรางปญหาดานสุขภาพในระดับตางๆ ทั้งทางรางกายและสภาพจิตใจแกประชาชน รอบขางพื้นที่เหมืองแร แตยังสงผลทําใหเกิดสถานการณความขัดแยงอีกดวย เสียงที่สะทอนออกมาจากชุมชนยังไมไดรับความสนใจมากนัก เนื่องดวยผลกระทบที่เกิดขึ้นถูกมอง วาเปนผลกระทบตอกลุมคนหรือชุมชนทองถิ่นเล็กๆ ไมใชผลกระทบตอสาธารณะที่กวางขวาง ความเสี่ยง จากการพัฒนาจึงยังคงเปนปญหาที่เกิดขึ้นซ้ําๆ ชุมชนทองถิ่นเองยังคงขาดขอมูลและชุดความรูเพื่อที่จะเทา ทันผลกระทบของการพัฒนา จึงควรจะมีการรวบรวมเหตุการณผลกระทบที่ผานมา วิเคราะหบทเรียนและ หามาตรการปองกันลวงหนา เพื่อนําไปสูการสรางความรับผิดชอบตอชุมชนและสังคม นโยบายเหมืองแรในประเทศไทยที่ผานมา มีการอนุมัติใหพัฒนาหรือใหประทานบัตรโดยภาครัฐ โดยการพิจารณาความคุมจากตนทุนทางเศรษฐศาสตรเปนหลัก แตไมไดคํานึงถึงตนทุนทางสิ่งแวดลอมและ สังคมมาประกอบ ผลก็คือมุมมองที่เห็นวาพื้นที่ปา ภูเขา และทองทุงที่แวดลอมชุมชนคือทรัพยากรที่ควร ไดรับการพัฒนาใหเต็มศักยภาพ เพื่อประโยชนของสังคมใหญ ในขณะเดียวกัน พื้นที่นั้นเปนแหลงอยูอาศัย แหลงทรัพยากรที่มีความอุดมสมบูรณเชื่อมโยงสูหวงโซอาหารของชุมชน การพัฒนาเหมืองแรในปจจุบัน ขยับเขาหาชุมชนมากขึ้น สิ่งแวดลอมรอบบานถูกกระตุนจากนโยบายการพัฒนาใหกลายเปนแรงเบียดขับวิถี สังคมและวัฒนธรรม สิ่งแวดลอมและเปนภัยคุกคามตอสุขภาวะของชุมชน การพัฒนาโดยตั้งอยูบนฐานคิดเชิงเดี่ยวเชนนี้ มีบทเรียนที่สะทอนใหเห็นถึงความมั่นคงและมั่งคั่งที่ ตั้งอยูบนฐานความเสี่ยงของชุมชนอยางมากมาย แตขอพิสูจนและเกณฑที่ยอมรับกันในทางวิทยาศาสตร การแพทยปจจุบันนั้น ทําใหเสนทางการเชื่อมโยงผลกระทบจากการทําเหมืองแรตอสุขภาวะชุมชนเพื่อสราง ความชอบธรรมในสิทธิที่พึงจะไดรับการชดเชยจากการเปนผูถูกกระทําไดนั้นอีกยาวไกล นักมานุษยวิทยา Stella Capek อธิบายปรากฏการณนี้วาพื้นที่ที่มีการรวมตัวกันทางสังคมของผูคน ต่ํา กลับเปนพื้นที่ที่มีการพัฒนาโครงการขนาดใหญที่สงผลตอสังคมสูง นักสังคมวิทยา Ulrick Beck เห็น วา “ภาวะการขาดความรับผิดชอบอยางเปนระบบ” (organized irresponsibility) ภายใตโลกาภิวัตนทาง เศรษฐกิจที่มีการโยกยายกระบวนการผลิตปจจัยสงเสริมมีสวนทําใหเกิดภาวการณเชนนี้ และจะเขมขน กวางขวางขึ้น ผูประกอบการหรือนักธุรกิจในยุคปจจุบันตระหนักถึงปญหาเหลานี้จึงสรางมาตรการปองกัน และจั ด การผลกระทบทางลบต อ องค ก ร เรี ย กว า “ความรั บ ผิ ด ชอบต อ สั ง คม” Corporate Social 46


Responsibility (CSR) และมีขอมูลเปดเผยสูสาธารณะวาในแตละปองคกรหรือธุรกิจของตนไดแสดงความ รับผิดชอบตอสังคมและผูมีสวนไดสวนเสียอยางไร แตขอมูลหรือรายงานที่ออกมาเปนเพียงการสราง ภาพลักษณที่ดีใหกับองคกรมากกวาความโปรงใส ภาครัฐเองก็ไดมีกฎระเบียบเกี่ยวกับการประเมินผล กระทบสิ่งแวดลอมหรือ Environmental Impact Assessment (EIA) และ Health Impact Assessment (HIA) แตการประเมินที่เขียนขึ้นนั้นไมไดมาจากสถานการณและขอเท็จจริงทั้งหมด จึงไมไดชวยในการปองกัน และติดตามแกไขปญหาได กอปรกับภาครัฐไมมีการควบคุมติดตามตอเนื่องจริงจัง ผูประกอบการจึงละเลย และมีหลายหนวยงานที่เกี่ยวของแตก็ขาดการบูรณาการรวมกัน ในยุคโลกาภิวัตน ชุมชนทองถิ่นจะทําแตเพียงตั้งรับความเสี่ยงและผลกระทบที่เกิดขึ้นแลวจึงคอย เรียกรองเหมือนกับบทเรียนที่ผานมานั้นคงไมได ชุมชนจะตองมีความตื่นตัวและกําหนดแผนในเชิงรุกของ ชุมชนเองเพื่อรับมือกับผลกระทบอุตสาหกรรมเหมืองแร การรูและเขาใจในบานและชุมชนของตนเองจึง เปนคูมือที่ดีที่สุดในการรูเทาทันการพัฒนา หากนักวิชาการที่มีชุดความรูที่หลากหลายสรางความรวมมือกับ ชุมชนในการบันทึก รวบรวมขอมูล และการจัดการกับองคความรูทองถิ่น เชน บทเรียนที่รอนพิบูลย ที่เกิด ฝนตกหนัก มีกากแรเต็มไปดวยสารหนู (arsenopyrite)ไหลลงมาสูพื้นที่ชุมชนที่อยูอาศัยดานลาง ซึ่งเปนการ บอกเลา ของชุม ชน แต ไ มไ ด ถูก บัน ทึก ในเอกสาร นอกจากนั้น การสร า งเครื่อ งมื อ ในการติด ตามและ ตรวจสอบ (monitoring) โดยระดับนักวิชาการและชุมชน แตนํามาใชสนับสนุนและสงเสริมกันได การ รวบรวมชุดขอมูลเชิงพื้นที่โดยใชระบบสารสนเทศภูมิศาสตร (GIS)ในระดับนักวิชาการและการทําแผนที่ สิ่งแวดลอม สังคมและวัฒนธรรมในระดับทองถิ่น จะนําไปสูรายงานนําเสนอขอมูลเชิงประจักษที่ตีพิมพ และเผยแพรสูสาธารณชนได การจัดการกับผลกระทบก็จะไมรุนแรงจนอยูเหนือการควบคุมหรือแกไขได

2.2 การทบทวนวรรณกรรม ในการพัฒนาขอเสนอโครงการครั้งนี้ไดทบทวนเอกสารการศึกษาปญหาเรื่องเหมืองแรที่พัฒนาขึ้น ในประเทศและนอกประเทศ การศึกษาปญหาเรื่องเหมืองแรและผลกระทบตอชุมชน และแนวคิดเรื่อง ความเสี่ยง โดยเฉพาะความเสี่ยงดานสุขภาพ (Health Risk) การศึกษากระบวนการและปญหาที่เกิดจากการทําเหมืองแรในประเทศและนอกประเทศ ในการศึกษาเรื่องเมืองแรในประเทศไทยที่ผานมา มีการศึกษาในประเด็นรูปแบบของการทําเหมือง วิ ธี ก ารทํ า เหมื อ งในรู ป แบบต า งๆ ลั ก ษณะทางธรณี วิ ท ยาของพื้ น ที่ ใ นประเทศในการเลื อ กทํ า เหมื อ ง ผลกระทบที่เกิดจากการทําเหมือง ผานทางสภาพแวดลอม และผลกระทบเชิงประจักษจากการตรวจวัด สุขภาพของประชาชนในพื้นที่ใกลเหมือง เปนตน การศึกษาประเด็นหนึ่งที่พบมากคือการประเมินผลกระทบสุขภาพจากเหมืองแรชนิดตางๆ เชน เหมืองแรโพแทช จังหวัดอุดรธานี (สมพร เพ็งค่ํา 2549) เหมืองถานหินเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม (ชัชวาลย จันทรวิจิตรและคณะ, 2546) เหมืองแรทองคําจากเขาพนมพา อําเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร (อาวีระ 47


ภัคมาตร และคณะ, 2547) ซึ่งงานแตละชิ้นตางชี้ใหเห็นวากระบวนการเหมืองแรกอใหเกิดปญหาสุขภาพ ตางๆ ตามลักษณะของการทํ าเหมือ งแร ชนิดตางๆ ซึ่งจะได ก ลาวในรายละเอี ย ดในส วนของการศึ ก ษา ผลกระทบดานสุขภาพในตางประเทศ ที่มีผลกระทบไมแตกตางจากที่พบในประเทศไทย นอกจากนี้ ในประเด็นมูลคาความเสียหายที่เกิดตอสุขภาพจากการทําเหมืองแรนั้น มีการประเมิน มูลคาจากการวัดความเต็มใจจะจายในการรักษาพยาบาลของประชาชน หรือที่เรียกวา Contingent Valuation Method (CVM) วิธีการนี้เปนการคํานวณมูลคาความเสียหายโดยการสัมภาษณผูที่ไดรับผลกระทบโดยตรงวา มีทัศนคติอยางไรหลังจากที่ไดทราบวาเกิดปญหาตะกั่วในสภาพแวดลอม เพื่อศึกษามูลคาความเสียหายนั้น มักมีการตั้งคําถามในรูปของ “ความเต็มใจที่จะจาย” (Willingness-To-Pay) นั้น ที่คลิตี้นั้น มีการคิดคํานวณ ออกมาเปนมูลคาดังกลาววาเกิดจากปญหาสุขภาพจากการรั่วไหลของสารตะกั่วสูลําหวยจํานวนกวา 13.01 ลานบาท และอีก 48.80 ลานบาทเปนคาใชจายอื่น (กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร, 2546) อย า งไรก็ ต ามในด า นค า ทดแทนที่ เ กิ ด อาจจะไม เ ป น เพี ย งในรู ป ของเงิ น แต อ าจจะต อ งมองต อ ไปถึ ง กระบวนการสงเสริมใหเกิดความรับผิดชอบสังคมจากบริษัท (CSR) ของบริษัทเหมืองแรในแตละพื้นที่ดวย คณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาและตรวจสอบกรณีปญหาเหมืองแร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ (2547) ศึกษาเรื่อง “รายงานการศึกษาขอมูลเชิงวิชาการกรณีปญหาเหมืองแรเพื่อกําหนดขอเสนอเชิงนโยบาย” กลาวถึง เหมืองแรในประเทศไทย วาปจจุบันการสํารวจและการทําเหมืองมีความสลับซับซอนและตองใช เทคนิคและความรูวิชาการเพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ตองพึ่งพาวิธีการผลิตที่ซับซอน ใชเงินทุนมากและ ขยายตัวเปนอุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญเพื่อใหคุมคาการลงทุน และบางครั้งมีผลกระทบตอสภาพแวดลอม และชุมชนในดานตางๆ ดวย ผลกระทบเชิงลบจากการทําเหมืองแร ที่มีการรองเรียนในกรณีของปญหาจากการพัฒนาทรัพยากร จํานวนมากจากทุกภูมิภาคของประเทศไทย เชน กรณีมลพิษจากเหมืองตะกั่วคลิตี้-เคมโก จังหวัดกาญจนบุรี กรณีเหมืองแรโพแทช จังหวัดอุดรธานี ที่เกี่ยวเนื่องถึงปญหาพระราชบัญญัติแรฉบับใหมอันเอื้อประโยชน ตอกลุมทุนขามชาติและกลุมทุนขนาดใหญ หรือกรณีการพัฒนาแหลงหินที่เปนกรณีในระดับชุมชนทองถิ่น แตมีความรุนแรงในการขมขู คุกคามตอประชาชนที่คัดคาน จนถึงขั้นการลอบสังหารแกนนํา ประเด็นดานกฎหมายพบวา มีการศึกษากฎหมายเพื่อปองกันและลดผลกระทบสิ่งแวดลอมจากการทํา เหมือง (สมชาย อัศวลิขติ เพชร 2542) งานวิจัยเสนอใหมีการปรับปรุงกฏหมาย เชนการกําหนดผนวกแผนผัง โครงการทําเหมืองและรายงานการวิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอมเขาดวยกันเปนแผนแมบทการทําเหมือง และการจัดการดานสิ่งแวดลอม รวมถึ งการยกเลิกอํานาจของรั ฐมนตรีวาการกระทรวงอุตสาหกรรมที่ อนุญาตใหปลอยน้ําขุนขนหรือมูลดินทรายลงทางน้ําสาธารณะบางแหงได เปนตน เนื่องจาก การทําเหมืองมี ผลกระทบตอทรัพยากรธรรมชาติประเภทอื่นที่มีอยูรวมกันอยางหลีกเลี่ยงไมไดในสวนของปาไม การดํารง ชีพของสัตวปาแหลงน้ําธรรมชาติ ดิน รวมทั้งความปลอดภัยและสุขภาพอนามัย ในการศึ กษาเรื่องเหมืองแร ใ นต างประเทศนั้ น นอกจากปญหาเรื่องผลกระทบสุขภาพจากการ ดําเนินการถลุงแรแลวยังพบวามีปญหาในเรื่องความปลอดภัยจากระบบความปลอดภัย (Safety) ของเหมือง 48


ผลกระทบทางสุขภาพที่เกิดขึ้นมีความหลากหลายและซับซอนเปนอยางยิ่ง ทั้งนี้ ขึ้นอยูกับวิธีการทําเหมือง สถานที่ ตั้ ง สารต า งๆ ที่ ป นอยู ใ นก อ นแร ที่ ขุ ด ขึ้ น มา รวมถึ ง กากหางแร ที่ เ ป น ของเสี ย ที่ เ กิ ด ขึ้ น จาก กระบวนการผลิตและแตงแร ซึ่งแรบางชนิดมีพิษในตัว ไมสามารถปองกันผลกระทบที่แตกตางกันไป เชน กระบวนการผลิตโดยวิธีหลอมละลายแรซึ่งตองใชความรอนในอุณหภูมิที่สูงมากจะทําใหเกิดกาซพิษ และมี ผลต อ มลภาวะทางอากาศ เช น ไซยาไนด หรื อกรดซั ลฟูริ ค ส ง ผลใหสารพิ ษ เหลานี้ ป นเปอ นในแมน้ํ า ทะเลสาบหรือแหลงน้ําดื่ม และจากการศึกษายังพบวา การทําเหมืองแร จัดเปนอาชีพที่อันตรายมากที่สุดใน โลก เพราะมีผลกระทบตอสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว (Carolyn and Mike, 2001) ซึ่งปจจุบัน การศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบทางสุขภาพจากเหมืองแร ประกอบดวย 1. การเกิดโรคและการเจ็บปวย ที่เกิดจากพิษของสินแร เชน ตะกั่ว หรือแคดเมียม สารเคมีที่ใชใน กระบวนการแตงแร เชน ไซยาไนดในการแยกแรทองคําและแรเงิน และการกอใหเกิดโรคใน ระบบทางเดินหายใจจากฝุนในการทําเหมืองแร เชน ฝุนหิน แรใยหิน เปนตน 2. การปนเปอนในสิ่งแวดลอม เปนการปนเปอนของสารเคมีและแรในแหลงน้ํา และเกิดการสะสม ในหวงโซอาหาร เชน สารตะกั่วในลําหวยคลิตี้ จังหวัดกาญจนบุรี หรือการปนเปอนในดิน เชน กรณีแคดเมียมที่แมตาว และพระธาตุผาแดง จังหวัดตาก นอกจากนี้การปนเปอนในอากาศที่ กอใหเกิดเปนฝนกรดจากกาซและกาซที่มีโลหะหนักปะปนตางๆ เชน ซัลเฟอรไดออกไซดที่มัก ปะปนดวยกํามะถัน ซึ่งจะกลายเปนฝนกรดเมื่อฝนตก หรือกาซคารบอนมอนนอกไซด ที่เกิดจาก การเผาไหมที่ไมสมบูรณ ซึ่งจะจับกับฮีโมโกลบินทําใหเลือดรับออกซิเจนไดนอยลง หรือการมี อนุภาคสารในรูปของแข็งจําพวกละอองไอกรด หรือสารเคมีตางๆที่ ปะปนมาจากการเผาไหม เปนตน การศึกษาเหมืองแรทองคํา และเหมืองแรประเภทอื่นในจังหวัดเลยและในภูมิภาคตะวันออกฉียงเหนือ ในกลุมที่วาดวยเรื่องการศึกษาเหมืองแรในจังหวัดเลยนั้น พบวา สวนมากเปนการศึกษาผลกระทบ ทางธรณี วิ ท ยาว า ด ว ยการพิ สู จ น พิ ษ ทางน้ํ า ว า มี ป ริ ม าณสารพิ ษ ในแหล ง น้ํ า อยู ใ นระดั บ เกิ น กว า ระดั บ มาตรฐานปกติ จากการสํารวจ 2 ครั้งในพื้นที่จังหวัดเลย (อนุ กัลลประวิทย 2538 และ รัศมี นนทีและคณะ 2553) ในป 2538 และ 2553 จากการสํารวจครั้งลาสุดในป 2553 ที่ผานมา นั้นไดสํารวจในบริเวณใกลพื้นที่ เหมืองทองคํา สรุปวา คุณภาพน้ําผิวดินและน้ําบาดาลในชุมชนรอบเหมืองทองคําไมอยูในเกณฑมาตรฐาน ดังนั้น กอนจะนําน้ํามาใชสําหรับอุปโภคบริโภคควรผานกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ําใหไดมาตรฐาน กอน แมวาผลการสํารวจเมื่อป พ.ศ. 2538 ที่ศึกษาใน 6 อําเภอของจังหวัดเลย ระบุวา คุณภาพของน้ําใน บริเวณนี้สวนใหญมีคุณภาพดี แตสวนใหญมีคาความเปนกรด-ดางต่ํา ทั้งนี้เนื่องจากหินแกรนิตที่มีอยูทั่วไปเมื่อ น้ําไหลผานจะใหน้ําที่มีคุณภาพเปนกรดเล็กนอย แตทั้งนี้คุณภาพของน้ําในแงของกความเปนกรด-ดางจะทําให น้ําผิวดินและน้ําใตดินสวนใหญไมเหมาะสมที่ใชบริโภคโดยปราศจากการบําบัดเสียกอน อีกทั้งยังมีขอเสนอ

49


ใหครอบคลุมการสํารวจเฉพาะเจาะจงในพื้นที่ใกลเหมืองทองคํา แสดงใหเห็นวาสภาพพิษวิทยาของน้ําผิวดิน และน้ําบาดาลในสวนพื้นที่ใกลเหมืองแรทองคําเปนปญหาสูงกวาในพื้นที่อําเภออื่น ปญหาที่เกี่ยวกับเหมืองแรทองคํานั้นพบวา มีเหมืองทองคําในพื้นที่จังหวัดพิจิตร 2 พื้นที่ ของ องคการ บริหารสวนจังหวัดพิจิตรและเหมืองเอกชน (อาวีระ ภัคมาตรและคณะ 2547) และพบวาพื้นที่ที่เอกชนเขาไป ดําเนินการมีปญหาและมีอันตรายที่เสี่ยงตอการเกิดอุบัติเหตุ เชนบอที่ถูกขุดขนาดใหญขึ้นเรื่อยๆ มีโอกาสที่จะ ถลมทับคนงาน และอาจะทะลายกินแนวที่ดินขางเคียงที่อาจนําไปสูขอพิพาทดานเขตที่ดินได นอกจากนี้การ เกิดเหมืองนําไปสูการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตชาวบานในพื้นที่ เชนการเปลี่ยนอาชีพจากเกษตรกรรมาทํา เหมือง และขาดการเอาใจใสดานสุขภาพจากอาชีพที่อาจจะเกิดขึ้น แนวคิดเรื่องความเสี่ยงตอสุขภาพ (The concept of health risk) แนวคิดเรื่องความเสี่ยงที่เกี่ยวของกับสุขภาพนั้นไดเริ่มปรากฏอยางแพรหลายในชวงทศวรรษที่ผาน มา ในวารสารทางการแพทยไดมีการใช คําวา “ความเสี่ยง” (risk) เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะระหวางป ค.ศ. 1967-1991 ที่ผานมา พบวามีคําวา “ความเสี่ยง” ในวารสารการแพทยจํานวนมาก (Skolbekken, 1995) ความหมายของ “ความเสี่ยง” ถูกกระจายออกไป และลดระดับความเขมขนลงใหกลายเปนโอกาส หรือความ นาจะเปนของเหตุการณที่ไมตองการในเชิงลบจะสามารถเกิดขึ้นได ดังนั้นในปจจุบัน ความเสี่ยงใดๆ จึงให ความหมายในแงลบของเหตุการณที่อาจจะเกิดขึ้น (Lupton, 1993) การศึกษายังพบอีกวาคนสวนมากมักมอง วาความเสี่ยงบางอยางเปนความเสี่ยงทั่วๆ ไป เปนเรื่องที่ไมรุนแรง เชนโรคหัวใจ หรือโรคเบาหวาน แตจะ ใหคากับความเสี่ยงที่ไมปรกติ เชนการฆาตกรรม หรือการตายจากฟาผามากกวา (Stewart, Shields & Hwang, 2004) อยางไรก็ตามความรูเกี่ยวกับอันตรายที่จะเกิดขึ้นจึงมีความเกี่ยวของอยางมากกับประเด็นความเสี่ยง ที่จะเกิดขึ้น เพราะเมื่อไมมีขอมูลหรือความรูก็จะไมสามารถประเมินไดวาอยูในภาวะความเสี่ยงหรือไม ไม วาความเสี่ยงนั้นจะเกิดจากพฤติกรรมของตน หรือเกิดจากภาวะแวดลอม ดังนั้นพฤติกรรมของคนที่จะให คุณคา หรือตระหนักตอความเสี่ยงจึงไมเทากันขึ้นอยูกับความรู หรือขอมูลที่มีและไดรับ ป ญ หาความเสี่ ย งด า นสุ ข ภาพจึ ง ประกอบด ว ยป จ จั ย หลายประการ ซึ่ ง นอกจากความรู แ ล ว ยั ง ประกอบดวยมาตรการของหนวยงานในที่ทํางาน ซึ่งในประเด็นปญหาสุขภาพที่เกี่ยวของกับเหมืองแรนั้น The Health Working Party (HWP) ไดพิจารณาขอเรียกรองเกี่ยวกับปญหาสุขภาพที่เกิดจากการทําเหมือง แลวสรุปปญหาตางๆ ที่มีความเสี่ยง 9 รายการซึ่ง MSACไดตกลงวาความเสี่ยงที่มีความสําคัญดานสุขภาพ มี ดังนี้ (Tim, 2007) • การกอใหเกิดเสียงรบกวนทําใหเกิดการสูญเสียการไดยิน • ความสั่นสะเทือนที่ทําใหเกิดความผิดปกติของกลามเนื้อและกระดูก • ดีเซลควันไอเสียที่นําไปสูโรคทางเดินหายใจ • การสัมผัสวัตถุอันตรายกอใหเกิดโรคผิวหนังตางๆ 50


• • • • •

ทําใหเกิดความเครียดตามหลักสรีรศาสตรที่ทําใหเกิดสภาพกลามเนื้อและกระดูก ทําใหเกิดความเครียดตามหลักสรีรศาสตรทําใหเกิดความผิดปกติที่หลัง ทําใหเกิดความเครียดกอใหเกิดความผิดปกติของการยศาสตรที่เกี่ยวของกับความเมื่อยลา อันตรายกอใหเกิดความผิดปกติทางจิตสังคม รังสีอัลตราไวโอเลตและโรคผิวหนังตางๆ

ปญหาตางๆ ขางตนสามารถสรุปไดวามีความเกี่ยวของกับปญหาสุขภาพ แตทั้งนี้ในตางประเทศมี การวัดในระดับของปจจัยที่สงผลกระทบตอสุขภาพที่ไดมาตรฐานและมีกฎเกณฑที่ชัดเจนในการบังคับใช รวมกับบางประเทศยังมีการสรางมาตรฐานในกระบวนการทําเหมืองแรที่มีความปลอดภัยสูงกวาในประเทศ ไทย ดังนั้นการสรางความเชื่อมโยงระหวางปจจัยที่สงผลกระทบตอสุขภาพกับการทําเหมืองแรจึงเปนโจทย ที่สําคัญในขอเสนอนี้

2.3 รายละเอียดงานในขอเสนอการศึกษาวิจัย การศึกษาวิจัยนี้จะประกอบดวยงาน 2 สวน คือสวนแรก เปนงานที่เนนการสื่อสารเสียงแหงการทน ทุกขใหไดกลายเปนประสบการณรวมกันในสังคม เพื่อใหเกิดกระแสกดดัน และเรงการพัฒนาความรวมมือ และการเรียนรูรวมกันกันระหวางองคกรในภาคสวนตางๆ อยางเปนระบบ รวมทั้งเปนการขับเคลื่อนผูรับ เคราะหใ ห ไ ด รวมผลิ ตสร า งความรูแ ละหลัก ฐานกับนัก วิ ชาการหลายสาขาวิชา เพื่ อเขาถึ งมุม มองและ ความหมายของความเสี่ยงและการจัดการความเสี่ยง งานสวนแรกนี้จะใชพื้นที่ชุมชนกะเหรี่ยงบานคลิตี้ลาง เปนกรณีศึกษา ส ว นที่ ส อง เน น เรื่ อ งการเปรี ย บเที ย บเหตุ ป จ จั ย ที่ เ ป น ป ญ หาจากการทํ า เหมื อ งแร ท องคํ า โดย การศึกษาเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนที่ดินดวยภาพถายทางอากาศ/ภาพถายดาวเทียม โดยใชระบบสารสนเทศภูมิศาสตร (GIS) เขามารวมในการวิเคราะหขอมูล ขอมูลเกี่ยวกับการใชประโยชน ที่ดินในปจจุบันจะนํามาซอนทับกับขอมูลดานภาวะสุขภาพของผูคนในพื้นที่ศึกษาวิจัย งานสวนที่สองนี้จะ ใชพื้นที่ชุมชนบริเวณเหมืองแรทองคํา ตําบลวังสะพุง จังหวัดเลย ระยะเวลาและคณะวิจัย การศึกษาวิจัยนี้จะมีระยะเวลา 2 ป (2555-2556) โดยมีคณะวิจัยคือ ศยามล เจริญรัตน สถาบันวิจัยสังคม ปกรณ เลิศเสถียรชัย สถาบันวิจัยสังคม ภาสนันทน อัศวรักษ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกลาธนบุรี รัศมี เอกศิริ สถาบันวิจัยสังคม

51


2.4 งานสวนแรก --การวิเคราะหความทุกข ความเสี่ยง และการจัดการความเสี่ยงกรณีผลกระทบตอสุข ภาวะชุมชนจากอุตสาหกรรมเหมืองแร ในป พ.ศ. 2541 เกิดปญหาการรั่วไหลของหางแรตะกั่วจากบอกักเก็บตะกอนกากแรของโรงแตง แรคลิตี้ ของบริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส จํากัด (ประเทศไทย) ลงสูลําหวยคลิตี้ อําเภอทองผาภูมิ จังหวัด กาญจนบุรี และกลายเปนประเด็นที่ตอสูระหวางเอกชน และประชาชนมายาวนาน สภาพดังกลาวไดสง ผลกระทบอยางมหาศาลตอระบบนิเวศ วิถีชีวิตและสุขภาพของชุมชน นอกจากปญหาตางๆ ที่กลาวมาแลว นั้นชาวบานคลิตี้ยังตองประสบกับปญหาดานความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากแหลงอาหารในลําหว ย ปนเปอนดวยสารตะกั่ว การหาซื้ออาหารจากนอกหมูบานนั้นก็เปนเรื่องยากลําบาก เนื่องจากชุมชนอยูไกล จากตลาดในเมือง อีก ทั้ งค าใชจ ายในการซื้ออาหารนั้น สูง กวารายไดของชุมชน ดังนั้ นชาวบ านหลาย ครัวเรือนจึงตองเลือกระหวางอาหารที่ปนเปอนตะกั่วในลําหวยกับการไมมีอาหารยังชีพเลย ในดานสุขภาพนั้นชาวบานหลายคนเกิดอาการเจ็บปวย พิการทางรางกายและสติปญญา ทั้งนี้ไดมี หนวยงานภาครัฐเขามาชวยเหลือทั้งการตรวจเลือดหาสารตะกั่วและการจายยา แตการเขามาของภาครัฐนั้น เปนการเขามาชวยครั้งคราว ไมตอเนื่อง ดังนั้นชาวบานคลิตี้จึงยังเผชิญกับความเจ็บปวยและความตายจาก สิ่ ง ที่ พ วกเขามิ ไ ด ก อ ขึ้ น ในด า นการเรี ย กร อ งทางคดี นั้ น แม ว า ชาวบ า นจะชนะคดี ทั้ ง ต อ บริ ษั ท ตะกั่ ว คอนเซนเตรทส (ประเทศไทย) จํากัด และกรมควบคุมมลพิษ แตปจจุบันชาวบานก็ยังมิไดคาชดเชย เนื่องจากคดีอยูระหวางการอุทธรณและฎีกา ประเด็นการจัดการความเสี่ยงทางกายภาพไดแกการสรางเขื่อน หินดักตะกอนของภาครัฐนั้นไมสามารถแกไขปญหาสารตะกั่วปนเปอนในลําหวยได คําถามที่ควรพิจารณา คือ ความคิด มุมมอง และการดําเนินการในการจัดการความเสี่ยงและแนวทางแกไขปญหาจากเหมืองแร ของชุมชน หนวยงานภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมนั้นมีอะไรบาง วัตถุประสงค 1. รวบรวมและวิเคราะหแนวความคิด มุมมอง และสภาพเกี่ยวกับความเสี่ยงดานสุขภาวะในกรณี ของผลกระทบของเหมืองแรตอชุมชน และถอดบทเรียนการดําเนินการจัดการหรือบรรเทา ความเสี่ยงโดยชุมชน หนวยงานภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม 2. สร า งความเข า ใจเกี่ ย วกั บ ฐานคิ ด หรื อ มุ ม มองที่ แ ตกต า งกั น วิ เ คราะห ก ารตี ค วามและให ความหมายกับเรื่องความเสี่ยงและการจัดการความเสี่ยง รวมทั้งขบวนการประกอบสรางและ ยอมรับความสัมพันธเชิงอํานาจเกี่ยวกับการนิยามความเสี่ยง 3. สื่อสารเสียงแหงความทุกขและความเสี่ยง รวมทั้งความพยายามที่จะจัดการหรือบรรเทาความ เสี่ยงเพื่อใหสาธารณะไดรับรูและกลายเปนประสบการณรวมกันในสังคม

52


วิธีดําเนินการวิจัย 1. การศึกษาวรรณกรรม แนวคิดพื้นฐาน ตลอดจนขอถกเถียงในทางวิชาการระหวางประเทศ และ ในประเทศเพื่อทบทวนกระบวนทัศนและแนวคิดเกี่ยวกับความเสี่ยงและการจัดการความเสี่ยง กรณีผลกระทบของโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยเฉพาะเหมืองแร 2. ทบทวนกรณี ผ ลกระทบจากเหมื อ งแร ต อ ชุ ม ชนคลิ ตี้ ล า ง เพื่ อ สร า งมโนทั ศ น ที่ ยึ ด โยงกั บ ประสบการณจริง รวบรวมขอมูลทุติยภูมิจากเอกสาร คําพิพากษา หนังสือราชการ บทความ วิชาการและเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวของ รวมทั้งการเก็บขอมูลปฐมภูมิโดยการสัมภาษณชาวบาน ในพื้นที่เพื่อทําความเขาใจมุมมองและวิธีคิดเกี่ยวกับผลกระทบของเหมืองแรตอสุขภาวะชุมชน รวมทั้งวิเคราะหการตีความหมายเรื่องความเสี่ยงและการจัดการความเสี่ยงที่มาจากเหมืองแร 3. จัดเวทีสัมมนาหรือจัดการประชุมกลุมยอย เพื่อถอดบทเรียนการดําเนินการจัดการหรือบรรเทา ความเสี่ยงที่มาจากเหมืองแรโดยชุมชน หนวยงานภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ทั้งที่เปน การจัดการจริงและเปนแผนปฏิบัติการ รวมทั้งการคาดการณความเสี่ยงใหมๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ในอนาคต เชน การเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนที่ดิน และการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดลอมโดย ฝมือมนุษย (เชน การขยายพื้นที่ปลูกขาวโพด ยางพารา การใชสารเคมีการเกษตร ฯลฯ)

2.5 งานสวนที่สอง --การศึกษาเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนที่ดินและสุขภาวะชุมชน “โครงการทําเหมืองแรทองคํา” เกิดขึ้นหลังจากกระทรวงอุตสาหกรรมประกาศนโยบายวาดวยการ สํารวจและพัฒนาแรทองคํา เมื่อ 23 กุมภาพันธ 2530 หลังจากนั้นไดมีการกําหนดพื้นที่เพื่อการพัฒนาเหมือง แรทองคําเปนโครงการใหญหลายบริเวณ เพื่อเปดใหเอกชนเขามาสํารวจ กรณีเหมืองแรทองคํา ที่วังสะพุง จังหวัดเลย พบวาจากผลการตรวจสอบคุณภาพน้ําใตดิน คุณภาพ น้ําผิวดิน ตางไดรับการยืนยันจากหนวยงานราชการที่ตรวจพบวาในน้ํามีโลหะหนัก อาทิ สารหนู เหล็ก แคดเมียม ตะกั่ว แมงกานีส ไซยาไนด ในปริมาณที่สูงกวาคามาตรฐาน (รัศมี นนทีและคณะ 2553) และเมื่อ วันที่ 4 กุมภาพันธ 2552 สาธารณสุขจังหวัดเลย ออกประกาศโดยอางผลการตรวจวัดคุณภาพน้ําของกรม ควบคุมมลพิษ เมื่อวันที่ 24-25 มิถุนายน 2551 ที่ตรวจพบสารหนูในหวยเหล็ก แมงกานีสในหวยผุก และ แคดเมียมในระบบประปาบาดาล บานนาหนองบง เพื่อเตือนใหประชาชนไมใหนําน้ําจากแหลงดังกลาวมา ดื่มกินโดยตรง และไมควรนํามาใชปรุงอาหารจากปญหาการปนเปอนของโลหะหนัก จากการสุมตรวจหาสารไซยาไนดในเลือดของประชาชนในพื้นที่ 6 หมูบานรอบเหมืองทองคํา จํานวน 279 คน เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2551 ของโรงพยาบาลอําเภอวังสะพุง ปรากฏวาตรวจพบสาร ไซยาไนดในเลือดจํานวน 54 คน ซึ่งในจํานวนนี้พบสารไซยาไนดเกินคามาตรฐาน 20 คน ตอมาในเดือน เมษายน 2551 ไดมีการตรวจเลือดหาสารไซยาไนดซ้ําในประชาชนที่มีคาไซยาไนดเกินมาตรฐาน ทั้ง 20 คน และประชาชนในกลุมควบคุมที่ไมไดอาศัยอยูใน 6 หมูบาน จํานวน 30 คน จากผลการตรวจสอบครั้งนั้นได สรุปวา สารไซยาไนดที่ตรวจพบนาจะมีความสัมพันธกับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ มากกวาจะมีสาเหตุจากการ 53


ไดรับสัมผัสไซยาไนดจากเหมืองทองที่อาจปนเปอนในแหลงน้ํา ผลจากการศึกษาไมสามารถพิสูจนได ชัดเจนวาเหมืองแรทองคําเปนสาเหตุของการเพิ่มขึ้นของปริมาณไซยาไนดในเลือดแบบที่เคยพิสูจนไดกับ การตรวจเลือดเพื่อหาปริมาณสารตะกั่วในกรณีบานคลิตี้ แมวาชาวบานจะมีอาการของโรคผิวหนังที่ยังไมทราบสาเหตุแตดวยประเด็นที่เกี่ยวของกับสุขภาพ หนวยงานสาธารณสุขในพื้นที่ไดมีมาตรการสําหรับปองกันและเฝาระวังสุขภาพของประชาชน โดยให ความรูกับประชาชนที่อยูรอบเหมืองในการปองกันตนเอง แนะนําไมใหใชน้ําจากแหลงน้ําโดยตรงทั้งแหลง ใต ดิ นและบนดิน ผลสํารวจและการประกาศเตื อนต างๆ เปน เครื่องชี้ใ หเห็น ไดวา ภาวะสุขภาพของ ประชาชนในพื้นที่รอบเหมืองแรทองคําที่วังสะพุงอยูในภาวะเสี่ยงดานสุขภาพมากขึ้น การพิสูจนขางตนแสดงใหเห็นถึงปจจัยตางๆ ที่การทําเหมืองแรทองคําที่วังสะพุงจะสงผลตอวิถีชีวิต ของประชาชนที่อาศัยอยูบริเวณใกลเคียง แตทวาปจจัยดังกลาวยังขาดความชัดเจน จึงเปนประเด็นที่ตอง ศึกษาคนควาตอไป การศึกษาจะชี้ใหเห็นถึงภาวะความเสี่ยงดานสุขภาพที่ประชาชนกําลังเผชิญอยูนั้นวา สัมพันธอยางไรกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใชที่ดินในพื้นที่ วัตถุประสงค 1. เพื่อทราบและเขาใจสภาพปญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นในพื้นที่อันเนื่องมาจากการผลกระทบของการ เกิดเหมือง รวมถึงระดับของปญหาในเชิงกายภาพและจิตใจของชาวชุมชน 2. เพื่อทราบถึงปจจัยของปญหาที่เกิดขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ควบคุมแลวนั้น มีปจจัยใดบางที่ มีอิทธิพลหลักในการสรางปญหา โดยอาศัยการเปรียบเทียบสภาพแวดลอมระหวางพื้นที่ที่ไดรับ ผลกระทบจากเหมืองกับพื้นที่ใกลเคียง 3. เพื่อสรางกระบวนการมีสวนรวมใหเกิดขึ้นในพื้นที่ และเปนแบบอยางใหกับพื้นที่อื่นในการ แกไขปญหาอันเกิดจากผลกระทบจากการพัฒนา และเพื่อคนหาแนวทางเชิงนโยบายในการ แกไขปญหา รวมถึงสามารถมีแนวทางในการแกไขปญหารวมกันในระดับพื้นที่ วิธีดําเนินการวิจัย การศึกษาสภาพพื้นที่ ดวยการศึกษาเอกสาร (Documentary Research) และการสํารวจพื้นที่ (Survey Research) โดยเครื่องมือภูมิศาสตรสารสนเทศ หรือ GIS เขามามีบทบาทในการรวบรวมขอมูลภาพถายทาง อากาศ หรือภาพถายดาวเทียมในพื้นที่ที่ตองการศึกษาในชวงเวลาตางๆ โดยการนําขอมูลมาปรับปรุงใหมี ความถูกตองเชิงพื้นที่ (Spatial Geo-referencing) เพื่อใหขอมูลตางชวงเวลากันสามารถนํามาซอนทับ (Overlay) เพื่อเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลง สามารถหาสัดสวนการเปลี่ยนแปลง และนําขอมูลทางสถิติเขา มาประกอบในการวิเคราะหหาสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง โดยมีขั้นตอนในการศึกษาดังนี้ 1. รวบรวมขอมูลภาพถายทางอากาศหรือภาพถายดาวเทียม ยอนหลังจนถึงปจจุบัน 2. กําหนดชวงเวลาที่จะทําการเปรียบเทียบจากขอมูลที่มีอยู

54


3. ปรับแกขอมูลเชิงพื้นที่ของแตละชวงเวลาใหตําแหนงทางภูมิศาสตรตรงกัน (เพื่อความถูกตอง ในการศึกษาความเปลี่ยนแปลง) 4. จําแนกการใชประโยชนที่ดินในแตละชวงป 5. ทําการซอนทับขอมูลตามชวงเวลาที่กําหนด เพื่อหาสัดสวนการเปลี่ยนแปลง รวบรวม ขอมูลภาพ ถาย

กําหนด ชวงเวลา

ปรับแก ขอมูล เชิงพื้นที่

Overlay สัดสวนพื้นที่ที่มีการ เปลี่ยนแปลง

ขอมูลหา ความ เปลี่ยนแปลง

จําแนกการใช ประโยชนที่ดิน

ภาพชวงเวลาที่ 1 ภาพชวงเวลาที่ 2 ภาพชวงเวลาที่ 3 ภาพชวงเวลาที่ n

  หลังจากนั้นจะทําการกําหนดขอบเขตผลกระทบของปญหา และกําหนดจุดที่มีระดับของปญหาใน ระดับตางๆ กัน ดวย (GIS) นอกจากนั้นจะวิเคราะหสภาพจากพื้นที่ศึกษาดวยการสัมภาษณผูใหขอมูลสําคัญ และการสนทนากลุมชาวชุมชน สัมภาษณผูเชี่ยวชาญดานธรณีวิทยา การสรางกระบวนการมีสวนรวมของ ประชาชนในการแกปญหาที่เกิดในพื้นที่ ดวยการสรางเวที ชุมชน และการสรางแกนนําชาวบานในการ ขับเคลื่อนกิจกรรมตางๆ ที่นําไปสูการแกปญหาที่เกิดขึ้น จัดเวทีเพื่อเปนพื้นที่ในการแสวงหาทางออกที่ สามารถแกไขปญหาในพื้นที่ เพื่อนําไปสูการแกปญหาเชิงนโยบาย สรางกระบวนการถายทอดความรูสู ชาวบานในรูปแบบที่เขาใจงายและใชเทคโนโลยีที่เขาถึงงาย เพื่อใหชาวบานสามารถจะติดตามตรวจสอบ การเปลี่ยนแปลงไดเอง

55


2.6 แผนงานศึกษาวิจัย กิจกรรม

เดือน 1-2

3-4

5-6

7-8

9-10 11-12 13-14 15-16 17-18 19-20 21-22 23-24

ประชุมแผนงาน ทบทวนเอกสาร ลงพื้นที่สํารวจเบื้องตน สรางการมี สวนรวมจากพื้นที่ กําหนดพื้นที่และสรางแผนที่ GIS ปรับแกขอมูลบนแผนที่ เก็บขอมูลโดยการสัมภาษณ วิเคราะหภาพรวมของโครงการยอย จัดเวทีรับฟงผลเบื้องตน สังเคราะหงานโดยการระดมสมองคน ในพื้นที่ ทํากระบวนการมีสวนรวมในการ แกปญหา ถายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสม เขียนรายงานฉบับราง จัดเวทีรับฟงผลรายงาน เขียนรายงานฉบับสมบูรณ

2.7 ผลงานวิจัยที่เกี่ยวของและเอกสารอางอิง กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร. “บทสรุปสําหรับผูบริหาร” การจัดทําแผนแมบททางดาน เศรษฐศาสตร สิ่ง แวดล อ มและการฟน ฟูพื้น ที่ทําเหมือ งเพื่ อ การพั ฒ นาทรั พยากรธรณี ใ นเขต เศรษฐกิจแรตะกั่ว จังหวัดกาญจนบุรี. กระทรวงอุตสาหกรรม. 2546. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ. คณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาและตรวจสอบกรณีปญหาเหมืองแร. โครงการศึกษาขอมูลเชิงวิชาการกรณีปญหาเหมืองแรเพื่อกําหนดขอเสนอเชิงนโยบาย กรุงเทพฯ : คณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาและตรวจสอบกรณีปญหาเหมืองแร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แหงชาติ. 2547 จีระวรรณ บรรเทาทุกข. การรับมือกับปญหาการเปลี่ยนแปลงดานสิ่งแวดลอมที่มีผลตอสุขภาพในมิติหญิงชาย: ศึกษากรณีหมูบานกระเหรี่ยงคลิตี้ลาง จังหวัดกาญจนบุรี. วิทยานิพนธหลักสูตรปริญญา

56


มานุษยวิทยามหาบัณฑิต สาขาวิชามานุษยวิทยา ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะ รัฐศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. 2547. ชัชวาลย จันทรวิจิตร และคณะ. ระบบเฝาระวังผลกระทบทางสุขภาพของประชาชนที่อาศัยในพื้นที่บริเวณ โรงไฟฟาแมเมาะ จังหวัดลําปาง. (รายงานวิจัย), สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. 2552. ชัชวาลย จันทรวิจิตร และคณะ. การทบทวนสถานการณผลกระทบทางสุขภาพจากการทําเหมืองถานหิน, (รายงานวิจัย), สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. 2546. ชัชวาลย จันทรวิจิตร และคณะ. การกําหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบทางสุขภาพจาก โครงการพัฒนาเหมืองถานหินเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม. (รายงานวิจัย), สถาบันวิจัยระบบ สาธารณสุข. 2546. ฉันทนา ผดุงทศ. แดนสนธยา. อาชีวเวชศาสตรปริทัศน: หมอชาวบาน, ฉบับที่ 237, กันยายน 2547 ธัญญาภรณ สุรภักดี. เปลี่ยนไป “เลย”: ชะตากรรมของเมืองเลยภายหลังจากการเขามาของเหมืองทองคํา. นนทบุรี: สํานักงานคณะกรรมการสุขภาพแหงชาติ. 2553. รัศมี นนที, จันทรแจม ดวงอุปะ และสิงหโต สุกลเขมฤทัย. การวิเคราะหคุณภาพน้ําในชุมชนรอบเหมือง ทองคํา ตําบลเขาหลวง อําเภอวังสะพุง จังหวัดเลย. วารสารวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ราชภัฎ เลย. ปที่ 2 ฉบับที่ 2. 2553. สมพร เพ็งค่ํา และคณะ. การประเมินผลกระทบทางสุขภาพ กรณีโครงการเหมืองแรโพแทช จังหวัดอุดรธานี, (รายงานวิจัย), สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. สมชาย อัศวลิขิตเพชร. กฎหมายเพื่อปองกันและลดผลกระทบสิ่งแวดลอมจากการทําเหมือง. วิทยานิพนธ หลั ก สู ต รปริ ญ ญานิ ติ ศ าสตร ม หาบั ณ ฑิ ต , สาขานิ ติ ศ าสตร คณะนิ ติ ศ าสตร จุ ฬ าลงกรณ มหาวิทยาลัย. 2542. สุริชัย หวันแกว. กระบวนการกลายเปนคนชายขอบ (Marginalization), คณะกรรมการสภาวิจัยแหงชาติ สาขาสังคมวิทยา, สํานักงานคณะกรรมการวิจัยแหงชาติ. 2546. สุ ริ ชั ย หวั น แก ว . โลกกว า ง-จิ ต แคบ สู ท างเลื อ กทางวั ฒ นธรรมและความเป น ไทยในยุ ค โลกาภิ วั ต น . กรุงเทพฯ: เรือนแกวการพิมพ. 2545. อานันท กาญจนพันธุ. เสนผมบังภูเขา: ความคิดสามัญเชิงวิพากษ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพเดือนตุลา. 2545. อนุ กัลลประวิทย, นัยนา กัลลประวิทย และศิริพงษ พรพัฒน . การศึกษาคุณภาพน้ําบริเวณแหลงแรทองคํา จังหวัดเลยและใกลเคียง. กองสิ่งแวดลอมทรัพยากรธรณี. กระทรวงอุตสาหกรรม. 2538. อาวีระ ภัคมาตร และคณะ, รายงานการศึกษาโครงการการกําหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผล กระทบทางสุขภาพจากการแยก ลาง คัดเลือกแรทองคํา จากเขาพนมพา อําเภอวังทรายพูน จังหวัด พิจิตร, (รายงานวิจัย), สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. 2553

57


ประชาชาติธุรกิจ. เหมืองทองคํา ชะตากรรมเมืองเลย (2) ทํา "เลย" เสียแลวเสีย "เลย" จริงหรือ !!. 8 เมษายน พ.ศ. 2553 ปที่ 33 ฉบับที่ 4199 Beck, Urich (1992). World Risk Society. Cambridge: Polity Press. Stephens, Carolyn and Mike Ahern. Worker and Community Health Impacts Related to Mining Operations Internationally. A Rapid Review of the Literature, November 2001. Crawford, Robert. You are dangerous to your health: the ideology and politics of victim blaming. International Journal of Health Services, 1977:7:663-680. Collingridge, D. and C. Reeve (1986). Science Speaks to Power: The Role of Expert in Policy, London: Pinter. Cornwall, Andrea. (2002). Making Spaces, Changing Places: Situating Participation in Development. Institute of Development Studies Working Paper 170. Brighton: Institute of Development Studies. Jasanoff, S. (ed.) (2004). States of Knowledge: The Co-production of Science and Social Order, London: Routledge. Leach, M., I. Scoones and B. Wynne (eds.) (2005). Science and Citizens: Globalization and the Challenges of Engagement. London: Orient Longman. Lupton, Deborah. Risk as moral danger: the social and political functions of risk discourse in public health. International Journal of Health Services, 1993: 23: 425-435. Fischer, F. (2003). Reframing Public Policy, Oxford: Oxford University Press. Gaventa, John. (2005). Reflections on the Uses of the ‘Power Cube’ Approach for Analyzing the Spaces, Places and Dynamics of Civil Society Participation and Engagement. Sussex: Institute of Development Studies, University of Sussex. Pakorn Lertsatienchai (2006). Shaping Certain Etiology of Lead Poisoning Symptoms: Klity Creek as a Place of Contamination. M.A. Thesis, Lund: Lund University. Skolbekken, John-Arne. The Risk Epidemic in Medical Journal. Social Science and Medicine, 1995:40:291-305. Surichai Wun’Gaeo (ed.) (2004). Human Security Now: Strengthening Policy Networks in Southeast Asia. Bangkok: Chulalongkorn University. Surichai Wun’Gaeo (ed.) (2007). Asian Rural Sociological Congress in Bejing 2007: Globalization, Competitiveness and Human Security in Rural Asia. Vol. 1: Policy and Impacts, Bangkok: Chulalongkorn University

58


Surichai Wun’Gaeo (ed.) (2007). Asian Rural Sociological Congress in Bejing 2007: Globalization, Competitiveness and Human Security in Rural Asia. Vol. 2: Risks and Response, Bangkok: Chulalongkorn University Tim Driscoll (2007). Summary literature review of health issues related to NSW mining. Report for the Mines Safety Performance Branch NSW Department of Primary Industries. UNESCO (2005). Towards Knowledge Societies. UNESCO World Report. Zinn, Jens O. (2008). Social Theories of Risk and Uncertainty: An Introduction, Oxford: Blackwell.

59


ภาคผนวก ก สรุปการสัมมนาเรื่อง “ผลกระทบจากอุตสาหกรรมเหมืองแรตอสุขภาวะชุมชน”

ก -1


สรุปการสัมมนาเรือ่ ง “ผลกระทบจากอุตสาหกรรมเหมืองแร ตอสุขภาวะชุมชน” วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ 2554 เวลา 13.00-16.30 น. ณ หองประชุมสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย แมวาอุตสาหกรรมเหมืองแรจะทําใหประเทศไทยมีความมั่นคงและมั่งคั่งทางเศรษฐกิจจากการนํา ทรัพยากรวัตถุดิบมาใชในอุตสาหกรรมการผลิต แตจากมุมมองของสุขภาวะชุมชนทองถิ่น ปรากฏวามี บทเรียนซ้ําแลวซ้ําเลาที่ผลกระทบดานลบนั้นตกอยูกับชุมชน อาทิเชน กรณีสารหนูปนเปอนจากเหมืองที่ อําเภอรอนพิบูลย จังหวัดนครศรีธรรมราช สารแคดเมียมจากเหมืองสังกะสี อําเภอแมสอด จังหวัดตาก สาร ตะกั่วจากเหมืองที่บานคลิตี้ลาง อําเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี บอยครั้งที่อุตสาหกรรมเหมืองแรไดสงผลกระทบตอพื้นที่ทํากินและที่อยูอาศัยของกลุมชาติพันธุ ในกรณีของชาวบานกะเหรี่ยงคลิตี้ลาง แมวาจะชนะคดีฟองรองในศาลอุทธรณที่ตัดสินใหมีการชดเชย คาเสียหาย และชนะคดีฟองรองในศาลปกครองกลาง ที่ใหกรมควบคุมมลพิษเขามารับผิดชอบ แตปญหา หลายอยา งก็ ยั ง ไม ส ามารถแก ไ ขได ทั้ ง อาการเจ็บป ว ยของผูค นและการฟ น ฟู สิ่ง แวดลอ ม แนวทาง แกปญหาจึงตองมาจากความพยายามของหลายภาคสวน รวมทั้งภาควิชาการที่ไมอาจจะดําเนินงานไดโดย สาขาวิชาใดวิชาหนึ่งเทานั้น เนื่องจากปญหานี้เกี่ยวของโดยตรงกับการศึกษาผลกระทบดานสุขภาวะ ดาน สังคมวัฒนธรรม ดานการวินิจฉัยทางการแพทย ดานสิ่งแวดลอม อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับการจัดทํานโยบายสุข ภาวะและมาตรการทางกฎหมายอีกดวย งานสัมมนานี้มีเปาหมายเพื่อจะทบทวนขอมูลและสถานการณเกี่ยวกับผลกระทบของอุตสาหกรรม เหมืองแรตอสุขภาวะชุมชนจากฐานความรูในมุมมองสหวิทยาการ ทั้งในแงวิทยาศาสตรและสังคมศาสตร รวมทั้งตั้งคําถามเพื่อใหมีการขบคิด การสรางความรู เพื่อทําความเขาใจและคนหาแนวทางในการขับเคลื่อน การแกไขปญหาอยางเปนระบบ ผูเขารวมสัมมนามีจํานวน 30 คน เปนนักนโยบายและปฏิบัติการจากภาค ราชการ นักวิชาการ นักวิจัย เจาหนาที่องคกรพัฒนาเอกชน ตัวแทนภาคประชาสังคมที่ติดตามสถานการณ เหมืองแรและผลกระทบตอสุขภาวะชุมชน

กลาวเปดการประชุม โดย ผศ.ภก.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผูอํานวยการสถาบันวิจัยสังคม หากมองในภาพรวมของการพัฒนาประเทศแลว เหมืองแรเปนสวนหนึ่งในการเพิ่มรายไดของ ประเทศ แตในขณะเดียวกันไดกอใหเกิดผลกระทบระยะยาวตอชุมชนทองถิ่น จึงควรจะตองชั่งน้ําหนักถึงจุด สมดุลของการพัฒนาวาควรอยู ณ จุดไหน และนํากรณีศึกษาที่มีอยูไปสูการปองกันและติดตามลวงหนา

ก-2


ไมใชรอคอยตามแกปญหาเมื่อเกิดผลกระทบ หวังวาการสัมมนาครั้งนี้จะเปนการรวมกันคนหาคําตอบ หา แนวนโยบายเพื่อบอกกลาวใหผูมีอํานาจตัดสินใจไดรับทราบและนําไปสูการปฏิบัติ

เกริ่นนําความเปนมาของการสัมมนา โดย ศ. สุริชัย หวันแกว ผูอํานวยการศูนยศึกษาสันติภาพและความขัดแยง เหมืองแรในมุมที่เกี่ยวกับการพัฒนาประเทศนั้นมีงานศึกษาและวิจัยในทางวิชาการเปนจํานวนมาก แตในมุมเมื่อเกิดปญหาหรือผลกระทบปะทุขึ้นมานั้น องคกร ประชาคม นักวิชาการ และหนวยงานตางก็หัน มามองในลักษณะตางกรรมตางวาระกัน วิชาการดานเหมืองแรถือไดวามีความกาวหนาในระดับมหาวิทยาลัย เชน มีสาขาวิชาวิศวกรรมเหมืองแร ธรณีวิทยา แตก็ยังไมมีการระดมความคิดเห็นรวมกันกับวิชาการที่ เกี่ยวกับสังคม และชุมชน ซึ่งวิชาการทางดานสังคมที่ผานมาจะตองเกิดปญหากอนถึงจะมาตามแกปญหากัน และก็เปนเชนนี้มาอยางตอเนื่อง การประชุมระดมความคิดเห็นครั้งนี้จึงเปนโอกาสในการรวมกันทบทวน และคนหาแนวทางที่เหมาะสมตอไป

ชี้แจงวัตถุประสงคของการสัมมนา โดย ดร.นฤมล อรุโณทัย สถาบันวิจัยสังคม เหมืองแรนํามาซึ่งความมั่นคงและมั่งคั่ง แตสิ่งที่สะทอนกลับมาตลอดเวลาคือ ชุมชนทองถิ่นไดรับ ผลกระทบหรือเกิดความขัดแยง ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นตางๆ เหลานี้ไมสามารถจัดการหรือแกไขไดดวยวิชาการใด วิชาการหนึ่ง แตจําเปนตองพึ่งพาทุกภาคสวน ทั้งภาครัฐและเอกชน ภาควิชาการที่เกี่ยวของหลากหลายสาขา ทั้งวิศวกรรมเหมืองแร สาธารณสุข วิทยาศาสตรสิ่งแวดลอม แพทยศาสตร ธรณีวิทยา ภาคชุมชน ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม รวมถึงภาคผูบริโภคที่อาจจะมองวาอยูไกลกวาที่จะดึงเขามารวมในขณะนี้ แตปญหาเหลานี้ กลับไม ไ ดไกลตัว ภาคผูบริ โภคอยางที่ คิด การมองทิศทางนโยบาย ผลกระทบที่ผานมา แนวทางแกไ ข ทบทวนสถานการณ รวบรวมองคความรูที่มีอยูจึงมีความสําคัญ

เหมืองแร ผลกระทบและแนวทางแกไข โดย รศ.ดร.ดาวัลย วิวรรธนะเดช คณะวิศวกรรมศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย

แร เปนวัตถุดิบพื้นฐานสําหรับพลังงานและวัสดุเกือบทุกชนิดที่จําเปนตอการดํารงชีวิตของมนุษย กลาวคือ ถานหินซึ่งเปนแหลงพลังงานสําคัญสําหรับการผลิตไฟฟา ก็ไดมาจากการทําเหมือง วัสดุกอสราง แกว และเซรามิก ก็ไดมาจากการทําเหมือง ดังนั้น อุตสาหกรรมเหมืองแร จึงมีความสําคัญตอมนุษยอยาง หลีกเลี่ยงไมได ถาเชนนั้นทางออกที่ดีที่สุด ก็คือ จะทําอยางไรใหการพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแรสงผล กระทบนอยที่สุด

ก -3


การนําทรัพยากรแรออกมาจากแหลงธรรมชาติ จะตองผานกระบวนการทําเหมือง ซึ่งจะตองมีการ ระเบิดหนาเหมือง (กรณีทําเหมืองเปด หรือ Surface Mining) สงผลกระทบทั้งดานเสียง แรงสั่นสะเทือน และ ฝุนละออง หากแตผลกระทบเหลานี้เปนเพียงผลกระทบระยะสั้น หากผูประกอบการมีความรับผิดชอบ มี การศึกษาขอมูลเชิงวิชาการเพียงพอ และเลือกใชเทคโนโลยีที่เหมาะสม ก็จะสามารถลดหรือควบคุม ผลกระทบเหลานี้ได สวนการทําเหมืองใตดิน (Underground Mining) ที่ตองใชเทคโนโลยีขั้นสูง หากขาด ขอมูลเชิงวิชาการและไมมีการจัดการที่ดีพอ อาจเกิดผลกระทบเหมืองถลมได อยางไรก็ตามแรในธรรมชาติ มักไมใชสารบริสุทธิ์ อาจมีมลทินจําพวกโลหะหนักปะปนอยู และอาจ แทรกซึมไปในธรรมชาติ สงผลใหในดินและแหลงน้ําบริเวณใกลเคียง ปนเปอนไปดวยโลหะหนักตาม ธรรมชาติอยูแลว แมจะไมไดทําเหมือง ดังนั้นกอนที่จะทําเหมือง ควรทําการสํารวจพื้นที่กอน หากมีสาร ปนเปอนอยูกอนแลว ก็ไมควรไปรบกวน ทั้งนี้เนื่องจากกิจกรรมการทําเหมืองอาจไปเรงการปนเปอนสู สิ่งแวดลอมมากยิ่งขึ้น ซึ่งผูประกอบการมักจะอางวามีตะกั่วอยูในดิน ในน้ําอยูแลว สาเหตุไมไดมาจาก เหมืองแรอยางเดียว หากจําเปนตองทําเหมืองจริงๆก็ควรมีการตรวจวัดสารเปอนในดินและน้ํา ตั้งแตกอนทํา เหมือง ระหวางทําเหมือง และหลังทําเหมืองอยางสม่ําเสมอ นอกจากนี้การนําแรมาผลิตวัตถุดิบสําหรับพลังงานและวัสดุตางๆนั้น จําเปนตองผานกระบวนการ แตงแร (Mineral Processing) ซึ่งจะมีทั้งการแตงแรดวยกระบวนการทางกายภาพ (Physical Processing) และ การแตงแรดวยกระบวนการทางเคมี (Chemical Processing) ซึ่งจะตองมีสารเคมีเขามาเกี่ยวของและอาจมีการ ปนเปอนสูสิ่งแวดลอม หากขาดการจัดการอยางเหมาะสม ตัวอยางเชน อุตสาหกรรมทองคํา สวนใหญมีการ ใชสารไซยาไนด หากจัดการไมดีก็อาจสงผลกระทบรุนแรง สวนอุตสาหกรรมเหมืองหิน โรงโมหิน แมจะไมสงผลกระทบดานสารปนเปอน แตมักกอใหเกิด ฝุนฟุงกระจาย ตัวอยางเชน สระบุรี ซึ่งเคยไดชื่อวาเปนเมืองในหมอก เนื่องจากขาดการจัดการอยางเหมาะสม ในชวงประมาณ ป 2539-2542 กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร (กพร.) จึงมอบหมายใหคณะ วิศวกรรมศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ทําการศึกษาและออกแบบติดตั้งระบบบําบัดและปองกันการเกิด ฝุนจากโรงโมหิน ซึ่งพบวาปญหาฝุนละอองลดลงมาก จนลืมฉายาเมืองในหมอก ไปไดระยะหนึ่ง แตตอมา พบวาผูประกอบการ (บางราย) เริ่มขาดจิตสํานึก ไมเดินเครื่องระบบ เพื่อประหยัดคาใชจาย สงผลใหบาง ชวงเวลาประชาชนไดรับผลกระทบฝุนจากโรงโมหิน เกิดโรคทางเดินหายใจและโรคผิวหนัง ซึ่งจะตองมีการ ติดตามตรวจสอบโดยหนวยงานรับผิดชอบอยางสม่ําเสมอ กลาวโดยสรุป สาเหตุของปญหาจากอุตสาหกรรมเหมืองแร อาจจะแบงเปน 3 กลุมหลัก ดังนี้ 1. ผูประกอบ (บางราย) ขาดจิตสํานึก ความรับผิดชอบ หรือ ผูประกอบการรายยอย ทําไปโดยขาด ความรูทางวิชาการ ทําไปโดยไมรูถึงผลเสีย กรณีหลังนี้ผูประกอบการเองก็ไดรับผลกระทบดวย 2. ภาคประชาชนผูไดรับผลกระทบที่ออกมาเรียกรองเพราะไดรับผลกระทบจริง กับอีกสวนหนึ่งที่ ไดรับขอมูลที่คลาดเคลื่อน ไมตรงตามความเปนจริง ทําใหประชาชนไมไวใจผูประกอบการ ทั้งที่ ยังไมรับทราบขอเท็จจริงของขอมูลก็ตอตานแลว ก-4


3. ภาครั ฐ ขาดการทํ า งานเชิ งบูร ณาการระหวา งหนว ยงานที่เ กี่ ย วข อ ง ขาดการควบคุ มติ ด ตาม ต อ เนื่ อ งอย า งจริ ง จั ง นอกจากนี้ บ างมาตรการที่ นํ า เสนอในรายงานการประเมิ น ผลกระทบ สิ่งแวดลอมหรือ EIA ไมสามารถปฏิบัติไดจริง เนื่องจากผูประเมินหรือจัดทํารายงานไมไดลง พื้นที่เหมืองจริง มาตรการที่เขียนขึ้นจึงไมไดชวยในการปองกันและติดตามแกไขปญหาได ดวยสาเหตุหลักดังกลาว สงผลใหอุตสาหกรรมเหมืองแร มีภาพติดลบมาโดยตลอด จึงเกิดกระแส การตอตานรุนแรง ดังนั้น ตองมีการวางแผนฟนฟู ผลกระทบตางๆ จากการทําเหมือง และสรางภาพบวกให เกิดขึ้น โดยการออกแบบและการจัดการที่ดี ตัวอยางเชน การทําเหมืองหิน ก็ควรออกแบบหนาเหมืองใหลด ผลกระทบดานทัศนียภาพ สามารถฟนฟูเปนแหลงน้ําหรือแหลงพักผอนหยอนใจสําหรับชุมชน หลังสิ้นสุด กิจกรรมเหมือง สวนกิจกรรมในโรงโมหิน ก็ควรติดตั้งระบบคัดแยกดินออกจากหินกอนปอนเขาสูปากโม ทําระบบปดบริเวณที่มีการเปลี่ยนระดับ ติดตั้งระบบดักจับฝุนบริเวณที่มีฝุนฟุงกระจายมาก ใชระบบสายพาน ลําเลียงแทนการเทกองแลวใชรถตัก รวมถึงการกําหนดเสนทางจราจรที่แนนอนและทําผิวถาวร จัดใหมีลาน ลางลอรถบรรทุกกอนออกจากโรงโม สรางโครงตาขายหรือปลูกตนไมโดยรอบเพื่อลดการฟุงกระจายของ ฝุน เปนตน ในกรณีของผลกระทบตอสุขภาพจากการปนเปอนแรตะกั่ว มาตรการแกไขปญหาสามารถแบงเปน 2 ระยะคือ ระยะสั้น และระยะยาว ควรจะมีการควบคุมความเสี่ยง เพื่อไมใหการปนเปอนแพรกระจาย ออกไป การลดความเสี่ยง โดยการลดการสัมผัสสิ่งแวดลอมที่มีการปนเปอนแรตะกั่ว การใหการรักษาแกผู ไดรับตะกั่วปนเปอนในเลือด ในระดับที่เสี่ยงตอการเกิดปญหาสุขภาพ และการประชาสัมพันธใหขอมูลถึง ความเสี่ยง เพื่อใหประชาชนเขาใจสภาพปญหาและระดับความเสี่ยงอยางถูกตอง สวนในระยะยาวนั้น ควรจะมีการประเมินผลกระทบตอสุขภาพเพื่อทราบขนาดของผลกระทบ การ เฝาระวัง โดยการเก็บตัวอยางในบริเวณเสี่ยงมาวิเคราะหการปนเปอนตะกั่วอยางตอเนื่อง การตรวจสุขภาพ ของประชาชนที่อาศัยในบริเวณพื้นที่เสี่ยงอยางตอเนื่อง และการประชาสัมพันธใหขอมูลถึงความเสี่ยง เพื่อ สรางความเขาใจแกประชาชนในการรับรูความเสี่ยง และนําไปสูการปรับพฤติกรรมใหเหมาะสมในการ จัดการความเสี่ยง มาตรการเหลานี้ไมสามารถจะลดผลกระทบไดอยางสิ้นเชิง แนวทางแกปญหาสําคัญคือ จิตสํานึก ในการรวมกันแกไขและรับผิดชอบ และตองเขาไปรับฟงความตองการที่แทจริงของชาวบานวามีปญหาอะไร อยางไร

ผลกระทบดานสุขภาพจากเหมืองแร โดย รศ.นพ.สุนทร ศุภพงษ คณะแพทยศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย การทําเหมืองแรนอกจากจะไดแรหลักแลว ก็จะมี“เพื่อนแร” หรือ “หางแร” เชน สังกะสีจะมีเพื่อน แร เ ป น แคดเมี ย ม ซึ่ ง สั ง กะสี เ ป น แร ที่ ใ ช ป ระโยชน ท างเศรษฐกิ จ แต ไ ด เ พื่ อ นแร ที่ ไ ม พึ ง ปรารถนาคื อ ก -5


แคดเมียมมาดวยเสมอ จึงเกิดการปนเปอนแคดเมียมในสิ่งแวดลอม ในกรณีของรอนพิบูลยในอดีต มีการทํา เหมืองแรดีบุก มีทั้งเหมืองเรือ ขุดอยูกลางชุมชน “ชุมชนทายเรือ” และการขุดแรบนภูเขาที่อยูใกลชุมชน ซึ่ง มีสายแร และนําแรดีบุกไปใชประโยชน สวนกากแรที่มีสารหนูไมมีคุณคาทางเศรษฐกิจก็ถูกทิ้งกระจัด กระจายอยูมากมายบนเขาหลวง น้ําในบอน้ําของชาวบานจึงมีสารหนูปนเปอนทั้งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและ มีกิจกรรมการทําแรเปนตัวเรง มีเหตุการณหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นบนเขาหลวง อ.รอนพิบูลย เกิดฝนตกหนัก มี กากแรที่มีสารหนูในบอเก็บน้ําเสียของโรงแตงแรไหลลงมาจากเชิงเขาสูชุมชนดานลาง ทําใหเกิดสารหนู ปนเปอนในชุมชนมากขึ้น เหตุการณแบบนี้ก็เคยเกิดขึ้นกับบริษัทผาแดง อ.แมสอด กลาวคือ มีการพังทลาย ของบอเก็บน้ําเสียเมื่อฝนตกหนักทําใหแคดเมียมไหลลงมาปนเปอนนาขาวของชาวบาน ที่ไหนก็ตามที่มีแร หากมาตรการควบคุมดูแลของรัฐไมดี ก็จะสงผลกระทบสูง อยางรอนพิบูลยไม เพียงบริษัทเอกชนที่ไดรับสัมปทานเหมืองเทานั้น ชาวบานก็ไปขุดแรดวย การทําเหมืองแรแบบชาวบานคือ การเก็บหาแรกันเอง ไมใชในรูปของอุตสาหกรรมหรือบริษัท หากเจอสายแรก็จะมีรายไดดี กระบวนการ รอนแร ใชวิธีตามมีตามเกิด ทําในลําธาร และเกิดการทิ้งกากแรตามลําธารเชนเดียวกัน การแตงแรในรอน พิบูลยทํากันในชุมชน การปนเปอนของสารหนูจึงกระจายไปตามบานเรือนทั่วทั้งหมูบาน การแกปญหาจึง ทําไดยาก ตามปกติมนุษยตองดื่มน้ําวันละ 2 ลิตร ดังนั้นเมื่อสารหนูปนเปอนในน้ําดื่ม ก็จะไดรับผลกระทบตอ สุขภาพที่ชัดเจน เพราะมนุษยตองทานอาหารและดื่มน้ําทุกวัน ในทางตรงกันขาม ถาเปนการปนเปอนในสิ่ง ที่มนุษยไมไดบริโภคทุกวัน ก็จะเห็นผลชากวา สําหรับที่รอนพิบูลยมีทั้งการทําเหมืองในชุมชนเองและบนเขาหลวง สําหรับบนเขานั้นชาวบาน บอกวาทํากันมาตั้งแตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แลว ชาวออสเตรเลียไดเห็นลักษณะการทําแรเชนนั้นก็เตือน เรื่องการปนเปอนของสารหนู เพราะเมื่อมีการทําแรก็จะมีการทิ้งกากแร (arsenopyrite) กระจัดกระจายเปน วงกวางอยูเต็มพื้นที่เขาหลวงและชุมชน จึงเกิดการปนเปอนของสารหนู โดยพฤติกรรมการบริโภคของคนใต นั้นจะดื่มน้ําจากบอตื้น คือขุดลึกลงไป 5-10 เมตร ก็จะมีน้ําใสๆ เมื่อไดรับสารหนูเขาไป ชาวบานก็เกิดเปนโรค “ไขดํา” ฝามือฝาเทาก็จะหนา เรียกวา hyperkeratosis เซลลผิวหนังเมื่อถูกกระตุนมากๆ ก็จะเกิด hyperpigmentation หรือมีจุดดําๆ ที่ชาวบานคุนเคยเรียกกันวา “ตัว ลาย” ซึ่งตัวลายกับผิวหนังที่หนาขึ้นอาจดูไมนากลัว แตสิ่งที่นากลัวของสารหนูคือการพัฒนาเปนมะเร็ง (squamous cell carcinoma) และชวงหลังมีรายงานวามีการตรวจพบมะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะปสสาวะ ดวย ในวงการวิชาการ อาจารยธาดา เปยมพงศานต จะเปนกังวลมากเกี่ยวกับอันตรายของสารหนู เพราะ เปนสารกอมะเร็ง (carcinogen type 1 ) และขอมูลจากสํานักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราชรายงาน ถึงกลุมเสี่ยงที่อําเภอรอนพิบูลยในป 2530 วาจากประชากรทั้งหมด 15,988 คน พบผูปวยที่มีอาการทาง ผิวหนัง 1,049 คน คิดเปนอัตราความชุก 6.56 % อาจารยธาดา เปยมพงศานตจะใชขอมูลรายงานที่ผิวหนัง

ก-6


เปนหลักในการวินิจฉัย โดยมีการแยกเปนระยะที่ 1-4 ตั้งแตตุมแข็งเล็กๆ เทาเมล็ดขาวสารขึ้นไป ถึงขนาดตุม ที่ใหญขึ้นจนเปน มะเร็งผิวหนัง อางถึง รศ.ดร.นพ.พงศเทพ วิวรรธนะเดช ที่ไดใหกรอบแนวคิดเกี่ยวกับการเกิดโรคอันเนื่องจาก สิ่งแวดลอมวา จะประกอบดวย 2 ปจจัย ปจจัยแรกคือ สิ่งคุกคามตามธรรมชาติ และปจจัยที่สองคือ สิ่ง คุ ก คามจากความทั น สมั ย นั้ น คื อ กิ จ กรรมการพั ฒ นาของมนุ ษ ย เมื่ อ สิ่ ง คุ ก คามเหล า นี้ ถู ก ปลดปล อ ยสู สิ่งแวดลอม สูอากาศ น้ํา อาหาร ดิน เมื่อมนุษยรับเขาสูรางกายจะกอใหเกิดผลกระทบทางสุขภาพ กรณีรอน พิบูลย ชุมชนจึงไดรับผลกระทบมาก เพราะมีการปนเปอนสูน้ํา ซึ่งเปนสิ่งจําเปนที่มนุษยจะตองบริโภค ทุกวัน การแกไขปญหาในตอนนั้นคือ หามทําเหมืองแร แนะนําใหชาวบานหยุดดื่มน้ําบอ ใหดื่มน้ําประปา หรือน้ําฝน หรือน้ําบรรจุขวด การแกไขที่สิ่งแวดลอมคือ clean up ซึ่งมีราคาแพง ยังไมสามารถทําได และ ปญหานั้นยังคงมีอยูอีกนาน สําหรับการฟนฟูตองใชงบประมาณมาก ยังทําไมสําเร็จ แมวาจะฝงกลบกากแร บางสวนไปแลว แตก็ยังไมสามารถแกไขใหสารหนูน้ําบอของชาวบานลดลง ในกรณีของแมสอด ตนเหตุของสารแคดเมียมที่ อ.แมสอด จ.ตาก คือธรรมชาติมีอยูแลว และยิ่งมี การทํ า เหมื องสั ง กะสี ก็ ยิ่ งทํ า ให แ คดเมี ย มแพร ก ระจายมากขึ้น จนปนเปอ นในดิ น ในนาข าว ผลก็คื อ ชาวบานตองกินขาวที่มีแคดเมียม จึงเกิดอาการปวย ไตเสื่อม ปวดกระดูก (กระดูกบางลง) ที่เรียกวาโรคอิ ไตอิไต โรงพยาบาลแมสอด มีการตรวจระดับแคดเมียมในปสสาวะของชาวบาน 7,730 ราย ตรวจพบระดับ แคดเมียมในปสสาวะสูง 190 ราย คอนขางสูง 654 ราย ตรวจการทํางานของไตก็พบวามีปญหาไตเสื่อม 40 ราย และไตเริ่มเสื่อม 219 ราย การแกไขปญหาของรัฐคือ การรับซื้อขาวและนําขาวที่มีแคดเมียมไปทําลาย และแนะนําใหชาวบานปลูกพืชอื่นที่ไมใชขาว เชน ออย แตปหลังๆ ก็ไมมีงบประมาณ ชาวบานจึงกลับไป ปลูกขาวบริโภคเองเชนเดิม ในกรณีของคลิตี้ ตนเหตุคือโรงแตงแรปลอยน้ําทิ้ง ชาวบานดื่มน้ํา กินสัตวน้ํา จึงปวยดวยพิษตะกั่ว ป 2541 สัญญาณการเจ็บปวยของชาวบานเริ่มชัดเจนขึ้น การตรวจสุขภาพในป 2542 พบวามีสารตะกั่วใน เลือดคอนขางสูง ปญหาคือ ลักษณะอาการอยางไรจึงจะเรียกวาปวย นอกจากมีความผิดปกติ และตะกั่วใน เลือดสูง แลวยังตองพิจารณาประเด็นวาหากปริมาณตะกั่วในเลือดไมสูง แตเกิดความผิดปกติ จะพิจารณา อยางไร การแกไขที่คลิตี้คือ การแนะนําใหชาวบานหาแหลงน้ําใหม งดบริโภคสัตวน้ํา บทเรียน คือนักวิชาการอยากให clean up แตเกิดคาใชจายสูงมาก ในตางประเทศ ที่มินามะตะตอง ใชวิธีฝงกลบหรือวิธีตางๆ แตไมสามารถ clean up ได ตองใชเวลานาน สิ่งที่ทําไดคือชาวบานตองปรับตัว ชาวบานที่รอนพิบูลยก็ปรับตัว มีการรณรงคใหชาวบานใชแหลงน้ําอื่น แตคนที่ไมรูก็ยังไดรับผลกระทบ เพิ่มขึ้น เพราะพบชาวบานหลายคนที่ยายเขามาอยูใหมก็ไมรูผลกระทบที่เกิดขึ้น ไมมีการใหขอมูลแกคน ที่มาอยูใหม นอกจากนี้ชาวบานไมอยากใหหนวยงานรัฐประกาศใหเปนพื้นที่มีปญหามลพิษเนื่องจากสงผล กระทบกับการขายผลิตผล ทางการเกษตรของชุมชนและชวงที่มีขาวมาก ชาวบานรูสึกวาถูกรังเกียจ ก -7


จากสามกรณีที่กลาวมาแลว สามารถจะสรุปบทเรียนไดวา กรณีเหมืองแรนี้มีมุมมองที่แตกตาง หลากหลาย หนวยงานรัฐ เชน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข ก็มี มุมมองที่แตกตางกัน นักวิชาการสาขาตางๆ ที่ลงไปทําวิจัยก็อาจจะมีสมมุติฐานและมุมมองที่แตกตางกันดวย ดังนั้น ชาวบานและคนในชุมชนเองจะตองมีบทบาทรวบรวมประเด็นตางๆ เพื่อหาแนวทางแกไขที่เหมาะสม ชาวบานอาจจะไมแนใจในขอมูลและประเด็นตางๆ ที่นักวิชาการหรือหนวยงานตางๆ พูดถึง หากไมมีขอมูล ที่เปนขอเท็จจริงในการชี้แจงก็ไมสามารถที่จะโตแยงอยางมีน้ําหนักและเหตุผลใหยอมรับได นอกจากนั้น รัฐและหนวยงานตองใหน้ําหนักกับการดูแลผลกระทบดวย

ยุทธศาสตรและนโยบายเหมืองแร โดย คุณพิทักษ รัตนจารุรักษ สํานักทรัพยากรแร กรมทรัพยากรธรณี ความขัดแยงเรื่องเหมืองแรเปนเรื่องใหญ กรมทรัพยากรธรณีรายงานวามนุษยใชทรัพยากรแรคนละ กวา 2,000,000 กิโลกรัมหรือสองพันตัน แทบทุกอยางรอบตัวใชทรัพยากรแร ทําอยางไรจึงจะใชอยางชาญ ฉลาด เมื่อ 40 ปที่แลว ดีบุก ขาว ยางพาราเปนผลผลิตสําคัญของประเทศไทย แตปจจุบันเมื่อใชอุตสาหกรรม นําหนา ไดสรางมลพิษใหกับชุมชนในหลายพื้นที่ ขาว ยางพาราที่ปลูกก็ทําลายพื้นที่ปา เมื่อใชพื้นที่ไปแลวก็ ตองเติมปุยเพิ่มความอุดมสมบูรณใหดินอีก ปุยเคมีก็มาจากแร ถนนที่ตัดไปใหเดินทางสะดวกสบายก็มา จากแร ปจจุบัน ประเทศไทยขาดดุลเพราะมีการนําเขาสินแร พื้นที่ทําเหมืองแรประเทศไทยมี 0.001 % ของเนื้อที่ทั้งหมด เรื่องแรทองคํานั้น รัฐบาลชวง 10 ปที่แลวมีนโยบายใหเหมืองแรถายโอน know how มา สูประเทศไทย ซึ่งชาวตางชาติที่เขามาก็พัฒนากิจการเหมืองแรขนาดใหญ โดยมีมาตรการการควบคุมที่ เขมงวดมาก ขณะนี้ศาลมีคําสั่งคุมครองบริษัทอัคราไมนิ่ง และอีกกรณีกรณีที่พนมพา ชาวบานรอนทองโดย ใชตะกั่วเพื่อดูดฝุนทองคํา และใชวิธีแยกตะกั่วออกจากทองคําคือใชไฟเผา ไอตะกั่วก็จะเขาสูรางกายชาวบาน ซึ่งเปนอันตรายอยางมาก แตกรมทรัพยากรธรณีก็ไมสามารถทําอะไรได เพราะถาหามหรือควบคุม ก็คงจะ เกิดกระแสตอตาน นโยบายแร ข องกรมทรัพ ยากรธรณีคื อ สร า งความสมดุล กรณีร อนพิบู ลย เ กิ ด การปนเปอ นจาก กิจกรรมเหมืองแรเกา ชาวบานตองกินน้ําขวด เพราะใชยาฆาหญาปริมาณมากเพื่อสวนยางพารา ไมกินน้ํา บ อ น้ํ า ห ว ย ฯลฯ พื้ น ที่ ท างน้ํ า ก อ นและหลั ง ทํ า เหมื อ งของบริ ษั ท ผาแดงที่ แ ม ส อด มี ก ารปนเป อ นของ แคดเมียม ซึ่งจะมาในรูปของตะกอนแขวนลอย ทําใหขาวดูดสารละลายเหลานี้ แตชาวบานก็ยังยืนยันที่จะ ปลูกขาว เพราะเปนวิถีชีวิต ในขณะที่การปนเปอนทําลายการสงออกขาว บริษัทผาแดงแกปญหาโดยการ สงเสริมการปลูกออยแทนขาว เพื่อทําแอลกอฮอล แตราคาออยที่แมสอดราคาถูกกวาที่อื่น และราคาน้ําตาลก็ ขึ้นลงสูง นอกจากที่แมสอดก็มีที่อื่นที่มีการปนเปอนแคดเมียม และบางที่ก็มีการปนเปอนฟลูออไรด กรม ทรัพยากรธรณีพยายามหาคา background ของการปนเปอนและพยายามจําแนกวาสวนไหนเกิดจากการทํา เหมือง ก-8


ผลกระทบดานสุขภาพจากเหมืองแร โดย คุณสมพร เพ็งค่ํา ศูนยประสานงานการพัฒนาระบบและกลไกการประเมินผลกระทบดานสุขภาพ สํานักงานคณะกรรมการสุขภาพแหงชาติ ทุกภาคสวนตองตั้งคําถามวาเปาหมายสูงสุดของการพัฒนาประเทศคืออะไร กิจการเหมืองแรมี ผลกระทบตอสุขภาพและฐานทรัพยากร แลวจุดสมดุลอยูตรงไหน และจะเลือกอะไรระหวางจุดหมายการ พัฒนากับคุณภาพชีวิต บทเรียนกรณีเหมืองทองคํา จังหวัดเลย มีขอมูลประจักษวาชุมชนทุกขรอนจากเหมือง กฎหมาย และนโยบายที่มีอยูเพียงพอหรือไมที่จะคุมครองผูคนและชุมชน งานวิจัยของตางประเทศ Carolyn Stephens and Mike Ahern 2001 สรุปในตอนทายของบทนําวาคงอีกยาวไกลกวาจะเชื่อมโยงเหมืองแรกับผลกระทบ ต อ สุ ข ภาพได งานชิ้ น นี้ ยั ง ชี้ ว า เหมื อ งแร เ ป น อาชี พ ที่ อั น ตรายที่ สุ ด ในโลก เหมื อ งถ า นหิ น เหมื อ งหิ น ยูเรเนียม ฯลฯ สงผลเสียตอสุขภาพมากที่สุด และการทําเหมืองทุกประเภทสงผลใหเกิดโรคทางเดินหายใจ สําหรับขนาดของเหมืองนั้น หากเปนเหมืองขนาดเล็กมีโอกาสบาดเจ็บไดมากกวาเหมืองขนาดใหญ ซึ่งอาจ เปนดวยปจจัยทางเทคโนโลยี และบางประเทศพบวาใชแรงงานเด็กในการทํางานเหมืองแร ในเรื่ อ งของผลกระทบต อ ชุ ม ชนนั้ น ยั ง มี ร ายงานการศึ ก ษาวิ จั ย น อ ยอยู งานวิ จั ย ส ว นใหญ ใ ห ความสํา คั ญ กั บ ประเด็ น ของความเจ็บ ป ว ยหรื อ โรคที่ เ ป น ผลกระทบจากเหมือ ง ประเด็ น พิ ษ วิท ยา การ ปนเปอนเขาสูสิ่งแวดลอมและสูคน แตการใหความสําคัญกับประเด็นมิติชุมชนโดยรวมยังนอยมาก บทเรียนกรณีเหมืองแรทองคําจากตางประเทศที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปที่แลว คือการทําเหมืองทองคําที่ใช ไซยาไนดในการแยกแร และมีการเก็บหางแรที่บอกักเก็บขนาดใหญ เขาใจกันวาไซยาไนตจะสลายไปโดย แสงแดด (photosynthesis) อยางไรก็ตาม ยังมีการสะสมของไซยาไนดในบอนี้อยู มีรายงานวา Romanian gold mine ใน Nevada นั้น พิษจากบอไซยาไนตทําใหนกอพยพตายปละเปนพันตัวเพราะนกมากินน้ํา บริเวณนนั้น ทางบริษัทจึงใชตาขายคลุมบอหางแร ในประเทศออสเตรเลียบางจุดมีนกตายเปนหมื่นตัว มีอีกกรณีในตางประเทศคือ ป ค.ศ. 2000 เหมืองทองคําของบริษัท Aurul ซึ่งเปนการรวมทุนระหวาง Australian-Romanian ทางตะวันตกเฉียงเหนือของโรมาเนียเกิดการพังของคันเขื่อนที่กักเก็บหางแรทําให ไซยาไนดไหลลงสูแมน้ําเปนปริมาณมากและทําใหปลาตายทันที มีการปนเปอนของโลหะหนัก ซึ่งน้ําใน แมน้ํานั้นเปนแหลงน้ําดิบสําหรับการผลิตประปาดวย จึงสงผลกระทบตอคนนับลานทันที เพราะตองหาม ไมใหมีการใชน้ําในแมน้ํานั้น ชาวบานตองดื่มน้ําจากบอบาดาลและน้ําบรรจุขวดพลาสติก ในแอฟริกาเองก็มีรายงานเชนเดียวกันวามีฝนตกหนักทําใหเขื่อนกักเก็บหางแรพังลงมาและสง ผลกระทบกับชุมชนที่อยูปลายเหมือง พิษไซยาไนดตอมนุษยทั้งในรูปของของเหลว กาซ เกลือ จะเกิดขึ้น เฉียบพลันเมื่อเขาสูรางกายทั้งโดยการกิน การหายใจ และซึมสูรางกายไดหลากหลายทางแตก็ขึ้นอยูกับ ปริมาณที่ไดรับ แตก็ยังไมพบหลักฐานวาการสะสมของไซยาไนดกอใหเกิดความปกติทางพันธุกรรม และ การปวยเปนโรคมะเร็ง

ก-9


หากกลับมามองในประเทศไทยเองก็มีบอไซยาไนดเชนนี้ตั้งอยูบนภูเขาที่จังหวัดเลยที่มีการพบแร ทองคําจํานวนมาก แหลงที่มีการดําเนินการเหมืองแลวคือที่ วังสะพุง จังหวัดเลย มีการเปดปา สรางโรงแตง แร มีการเจ็บปวยของชาวบานหลังจาก 5 ปที่มีเหมืองเกิดขึ้น ชาวบานเกิดผื่นคันทั้งเด็กและผูใหญ และ ล า สุ ด ตรวจพบโลหะหนั ก ในเลื อ ดของประชาชนที่ อ าศั ย อยู บ ริ เ วณใกล เ หมื อ ง สิ่ ง ที่ น า สนใจและยั ง คลางแคลงใจกันคือ การพบไซยาไนดในเลือดเปนสิ่งที่เราทราบโดยปกติวิสัยเพราะเหมืองแรทองคําตองใช ไซยาไนดในการแตงแร แตสิ่งพบมากกวานั้นคือ ปรอท ซึ่งจากการสุมตรวจเลือดทั้ง 6 หมูบาน พบวามี 2 หมูบาน ที่ทั้งเด็กและผู ใหญ มีคาปรอทในเลื อดที่สูง เกิน กวาค ามาตรฐาน คือ จากจํานวนคนที่สุมตรวจ ทั้งหมด 758 คน พบวา 50 คน มีปรอทในเลือดที่เกินคามาตรฐาน แตยังมีอีกมากที่พบปรอทในเลือดแตไม เกินคามาตรฐาน ซึ่งนาประหลาดใจวาปรอทมาจากไหน และปรอทไมควรจะอยูในเลือด กรณีนี้สะทอนให เห็นถึงความผิดปกติ เครื่องมือวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทีมวิจัยนําไปทําขอมูลระบาดวิทยากับชาวบานคือแผนที่ โดยดูการตั้งถิ่นฐาน บานเรือนชาวบานวากระจุกตัวตรงไหน และผูที่ตรวจพบความผิดปกติอยูตรงไหนบาง พบวาชาวบานที่มี ผลเลือดผิดปกติกระจายอยูทั่วหมูบาน ชาวบานที่เลี้ยงไกริมลําหวยพบวามีไกตาย หมูบานที่ตั้งอยูใกล เหมืองก็พบผูที่มีปรอทในเลือดกระจายตัวอยูเชนกัน จากผลของการตรวจเฝาระวังน้ํา พบวาบอน้ําบาดาลมี โลหะหนัก ปรอท สารหนู แคดเมียม แตอาจจะไมเกินคามาตรฐาน ซึ่งยังไมไดสรุปวามาจากไหน แตอยาง นอยก็แสดงใหเห็นถึงความผิดปกติ ชาวบานอีกหมูบานหนึ่งพึ่งพาฐานทรัพยากรธรรมชาติ เก็บอาหารในปาและริมลําหวย เมื่อมีการทํา เหมือง ทําใหแหลงธรรมชาติลดลง พบวามีตนขาวเริ่มตายลง ผลผลิตลดลง ปลาตายไมทราบสาเหตุในฤดู ฝน 5 ปผานไป ชีวิตชาวบานเริ่มเปลี่ยนไป มีคาใชจายมากขึ้น ตองซื้อน้ําเพื่อบริโภค มีภาระมากขึ้น จึงมี คําถามเรื่องการพัฒนาในแนวนี้วา อุตสาหกรรมเหมืองแรทําใหรวยกระจุก ในขณะที่ชาวบานจนกระจาย ทรัพยากรธรรมชาติเสียหาย เปนเสนทางสูสุขภาวะจริงหรือไม การประเมินผลกระทบดานสุขภาพ หากนิยามในความหมายที่แคบคือ “โรคและการเจ็บปวย” แต ความหมายที่กวาง คือ “ผลกระทบตอสุขภาวะหรือการมีชีวิตที่สมบูรณ” ดังนั้น การประเมินผลกระทบดาน สุขภาพจึงตองมองกวาง จากหลายกรณีที่เกิดขึ้น พบวา เหมืองแรจะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ เหมืองแรคงไมไดทําในเมือง หากแตไปทําในพื้นที่ปา หรือชนบท ซึ่งกลุมชาวบานเหลานั้นตองพึ่งพาฐาน ทรั พยากรธรรมชาติ หากสิ่ งเหลานี้เ สื่อมโทรมไป จะกระทบตอการมีชีวิตที่สมบูรณ ของชาวบานเปน อยางมาก การประเมินผลกระทบทางดานสุขภาพของประเทศไทยไดเขียนไวในกฎหมายสําคัญ 2 ฉบับคือ กําหนดไวในรัฐธรรมนูญ มาตรา 17 วรรค 2 วาโครงการหรือกิจการที่จะสงผลกระทบรุนแรงจะทําไมไดเลย ถาไมมีกระบวนการ EIA และ HIA กอน และในเรื่องของเหมืองแรบางประเภทเทานั้น ที่นิยามวาสงผล กระทบอยางรุนแรง

ก - 10


โครงการเหมืองแรโปแตช ซึ่งเปนเหมืองแรใตดินก็ไมเขาขายมาตรา 17 วรรค 2 เหมืองใตดินจะเขา ขายก็ตอเมื่อมีเสาค้ํายัน หรือเหมืองทองคําก็เชนกัน จะเขาขายเมื่อมีการใชไซยาไนด กฎหมายจึงมีชองวาง ในการดูแลผลกระทบ กระบวนการ EIA ยังมีจุดออนมากมาย แมวาจะพยายามเพิ่มเติมกระบวนการมีสวน รวมในการประเมินผลกระทบก็ตาม เชนเหมืองทองคําจังหวัดเลย จึงเปนคําถามวาในการมองผลกระทบ ของเหมืองแรตอสุขภาพนั้นจะตองพิจารณาถึงผลดีของการพัฒนาเหมืองแร นโยบายเหมืองแร ทิศทางการ พัฒนา จุดสมดุลของการพัฒนา เหมืองแรมีอายุและระยะเวลาของตัวเอง เมื่อแรหมดแลว จะทิ้งอะไรไวกับ ลูกหลานบางและตองมองใหไกลกวาเหมืองแรทําใหเกิดโรคและการเจ็บปวยตางๆ เทานั้น

แนวคิดความเปนธรรมกับผลกระทบตอชุมชนจากกรณีการทําเหมืองแร โดยคุณปกรณ เลิศเสถียรชัย สถาบันวิจัยสังคม กรอบความเปนธรรมทางสิ่งแวดลอม ไมไดยึดติดกับกรอบคําพิพากษาในการตัดสินคดีตางๆ ที่ เกี่ยวกับสิ่งแวดลอม แตวิเคราะหจากหลากหลายมุมมอง ความเปนธรรมขึ้นอยูกับสิทธิและความถูกตอง ดังนั้น ขอมูลที่ชัดเจนแจมแจงเกี่ยวกับสถานการณเปนเรื่องสําคัญ แตวาเรื่องนี้ซับซอน ขอมูลตัวเลขเชนคา ของสารพิษในเลือด การปนเปอน ควรทําใหชัดเจน เพราะปจจุบันคอนขางยากที่จะวินิจฉัยสาหตุของการ เกิดโรค เมื่อขอมูลไมชัดเจน ก็ยังไมสามารถกลาวอางในทางสถิติได เหตุและผลไมสามารถพิสูจนไดงายๆ ในกรณีของคลิตี้ควรจะมี “Democratic participation in deciding the future of the contaminated community” ซึ่งเดิมคิดวาจะปลอยใหลําหวยฟนฟูตัวเองโดยกระบวนการธรรมชาติ แตปจจุบันมีแนวทางในการจัดการ ตะกอนแรถึง 4 แนวทาง นอกจากนั้นยังตองใหมีการชดเชยอยางสมควร แมวาชาวบานสวนใหญไมไดใสใจ เรื่องเงินทองมากนัก แตทุกคนตองการใหมีการบําบัดรักษาผูที่เจ็บปวยหรือไดรับผลกระทบจากเหมืองแร ปกติพื้นที่เสี่ยงภัยมักจะเปนบริเวณของผูคนชายขอบ ดังนั้น จึงควรจะมีการกําจัด environmental racism พยายามที่จะเชื่อมโยงกับกลุมที่ไดรับความทุกขรอนที่อื่น เชนที่มาบตาพุด มินามาตะ ฯลฯ เรื่องความยุติธรรมตองโยงกับความเปนจริง เรื่องตลาด เรื่องการบริโภค คาเสียหายที่ชาวบานคลิตี้ อาจจะไดรับนั้น เพียงพอต อการใช จายในการบริก ารทางการแพทยห รือไม คา ใชจายในการซื้ออาหาร ทดแทนอาหารที่เคยมีอยูในสิ่งแวดลอมตามธรรมชาติ ในอัตรารายละ 350 บาทตอเดือนนั้นเปนสูตรการ ชดเชยที่เปนธรรมหรือไม หรือหลักการคิดคือ “เพราะเปนคนปาคนดอยหากินหาอยู จึงไดรับคาชดเชยใน ระดับที่ต่ํา” ราคาตะกั่วในตลาดโลกมีมูลคามหาศาล แตเมื่อเกิดคดีฟองรองผูไดรับผลกระทบกลับไดคาชดเชย นอยมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ไดรับผลกระทบ และเมื่อเชื่อมโยงกับคดีโลกรอน ก็พบวาชาวบานถูกฟองวาตอง จาย 45,000 บาท/ไร/ป เพราะการทําไรนั้นสงผลใหอากาศรอนขึ้น ซึ่งเปนสิ่งที่นาสนใจวากรณีดังกลาวใช สูตรใดในการคํานวณ หากมองแบบนักคิดเรื่องความเปนธรรมหรือมองแบบ Rawlsian หรือ Distributive justice แลว การทําเหมืองแรนั้นไมเปนธรรมตอชุมชนโดยรอบ เพราะสงผลกระทบตางๆ และนําสิ่งที่ไมตองการออกสู ก - 11


ชุมชน (Externalities) แตที่ผานมาเปนการมองเหมืองแรแบบ Utilitarianism “เหมืองแรเพื่อการพัฒนาของ ชาติ” เปนการมองประโยชนโดยรวมและมองขามผูคนที่ทุกขรอน ซึ่งหากวิเคราะหแลว เปนการสรางความ ไมเปนธรรมใหเกิดขึ้นในสังคม

องคความรูเรื่องเหมืองแรและผลกระทบตอชุมชน โดย คุณเลิศศักดิ์ คําคงศักดิ์ กลุมนิเวศวัฒนธรรมศึกษา ประเทศไทยโชคดีกวาญี่ปุน เพราะอุตสาหกรรมเหมืองแรมีมาไมนาน คือเริ่มตั้งแต ป พ.ศ. 2500 เปนตนมา มลพิษจากการทําอุตสาหกรรมเหมืองแรในระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญมี 7-8 กรณี แต ผลกระทบไม ใ หญ เ ท า ของญี่ ปุ น กรณี แ รกที่ พู ด ไปแล ว คื อ ที่ ร อ นพิ บู ล ย ความเสี ย หายเกิ ด กั บ สุ ข ภาวะ ประชาชนอยางมาก กรณีที่สอง การสงเสริมเหมืองแรทางทะเล การสูบดูดดีบุกในทะเลทําใหเกิดผลกระทบ ตอแนวปะการังชายฝง ตลอดแนวตั้งแตจังหวัดระนองถึงจังหวัดภูเก็ต ที่ผานมายังไมมีการประเมินคา ผลกระทบของเหมืองแรเหลานี้ นอกจากการระเบิดหิน กรณีที่สาม คือ การทําเกลือในอีสาน การสงเสริมการ ทําเกลื อระดั บอุ ตสาหกรรมทํา ใหเ กิดการลมสลายทางวั ฒนธรรมของลุ มน้ําเสีย ว เปนระยะทางถึ ง 200 กิโลเมตร ระบบปลาแลกขาว ขาวแลกเกลือพังทลายไปหมด นาขาวเสียหายไปทั้งลุมน้ํา กรณีที่สี่เรื่องคลิตี้ กรณีที่หาเรื่องแมเมาะ เปนกรณีใหญมาก ไมรูจะเยียวยาอยางไร กรณีที่หก เรื่องแมตาว กรณีที่เจ็ดเรื่อง เหมืองทองที่พิจิตร และกรณีที่แปด เรื่องเหมืองทองที่จังหวัดเลย กรณีที่กลาวถึงทั้งหมดไดกอใหเกิด ผลกระทบมากมายแตในขณะนี้ก็ยังไมมีแนวทางการประเมินผลกระทบที่ชัดเจน ผลกระทบของเหมื อ งแร ต อ ชุ ม ชนที่ ผ า นมาสะท อ นให เ ห็ น ว า กฎระเบี ย บข อ บั ง คั บ ที่ ใ ช อ ยู มี ขอบกพรอง ดังนี้ 1. กฎหมายแร ป พ.ศ. 2466 จนถึง พ.ศ. 2510 ระบุวาแรเปนของรัฐ ทําใหตัดสิทธิชาวบาน ที่ดินที่มี แรตองขอสัมปทานจากรัฐ รัฐเก็บคาภาคหลวงแร แตคนเจ็บไขไดปวย คนที่ไดรับผลกระทบ ไมไดรับสวนแบงหรือคาชดเชยเพราะเงินถูกนําไปใชในสวนอื่น นอกจากนั้น คาภาคหลวงแรก็ ไมเพียงพอ ดังนั้น จึงควรจะมีการประเมินคาภาคหลวงแรใหม 2. รัฐกับผูประกอบการเหมืองมีความสัมพันธกับแนบแนน คณะกรรมการแร มีวิศวกรเหมืองแร ขาราชการเกษียณ รับเปนที่ปรึกษา มีบทบาทในการนําเสนอ เขียนนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรม แร คนกําหนดนโยบายก็มีกลุมทุนเหมืองแรดวย 3. บทลงโทษทั้งหมดถูกยกเวน เชน การทําเหมืองแรขางทางน้ําสาธารณะจากกึ่งกลางไป 50 เมตร สองฝงซาย-ขวาทําไมได เวนแตอธิบดี กพร.จะอนุมัติใหทําได หามระบายน้ําขุนขนจากการแตง แร เวนแตอธิบดี กพร.จะอนุมัติใหทําได ขอบัญญัติเหลานี้สําคัญมาก แตยกเวนไดหมด

ก - 12


4. กฎหมายแรมีสัมปทานสองชั้น เชน เหมืองเลยใหสัมปทานแลว แต บริษัททุงคํามีสิทธิจับจองผู เดียว สัญญาคลายเหมืองโปแตช จังหวัดอุดรธานี เปนสัมปทานแบบผูกขาด ไมมีวันหมดอายุ ไม มีเงื่อนไข 5. พื้นที่ปาไมที่เหลืออยูมีศักยภาพดานแร หากนโยบายกับแนวทางในการปฏิบัติของภาครัฐดูเหมือน จะเปนไปในทางตรงกันขาม ยกตัวอยางการปราบปรามเรื่องแรเถื่อนที่เลย ที่มีการปราบปราม อยางเขมงวดจนนาแปลกใจวาเพราะสาเหตุใด พื้นที่ที่มีปญหานั้นเปนพื้นที่ปาสงวนแหงชาติ เสื่อมโทรม และพื้นที่ดานในเขาไปก็เปนพื้นที่ปาสงวนแหงชาติ 1B 1C เปนพื้นที่คาบเกี่ยว การเกษตร ซึ่งกรมปาไมยังถือสิทธิ์ครอบครองอยู หนวยงานพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแรจึงไม สามารถใหระบบสัมปทานตามกฎหมายได แตก็ตองการหาพื้นที่ใหเกิดการทําเหมืองแรใหได จึง ปลอยปะละเลยใหมีการทําเหมืองแรเถื่อน ซึ่งไมวาจะมองปญหาที่เกิดขึ้นเปนการปะทะและตอสู เชิ ง นโยบายระหว า งหนว ยงานรั ฐ ด ว ยกั น เอง หรื อ อาจมี ภ าคประชาชนเข า มาเกี่ ย วข อ งด ว ย อยางไรก็ตาม ภาครัฐมีสวนทําใหเกิดแรเถื่อน หลักการ “ผูกอมลพิษเปนผูจาย” ตองยกระดับขึ้นไปอีกในเรื่องของเหมืองแร เพราะเกณฑนี้ไม เพียงพอ ตองกาวไปถึงขั้น “ผูกอมลพิษเปนผูกออาชญากรรม” เรื่องเหมืองแรตองมีการปรับปรุงหลักการ ใหมหมด เพราะในไทยนั้น การทําเหมืองเกี่ยวของกับบริบทของพื้นที่ชุมชนโดยตรง ไมเหมือนกับประเทศ แคนาดาที่มีพื้นที่กวางใหญและวางเปลา ไมมีชุมชนเขามาเกี่ยวของ เงื่อนไขในกฎหมายมักจะถูกยกเวน เชน เขตเหมืองแรหางจากชุมชน 50 เมตรก็ทําได แตตัวอยางเหมืองหินพิจิตร นั้นสงผลกระทบไกลถึง 2-3 กม. นอกจากนี้ยังมีประเด็นทัศนคติของภาครัฐ ซึ่งยังเปนปญหาอยูมาก โดยเฉพาะอยางยิ่งประเด็นของ การปนเปอน ขาราชการและนักวิชาการมักจะเนนที่สาเหตุสภาพผุพัง เกษตรกรรมที่ตองเปดหนาดิน แต มักจะไมเนนเรื่องการปนเปอนจากเหมืองแร และไมคอยมีขอมูลวิชาการในการเปรียบเทียบวาผลกระทบ จากสาเหตุใดมากกวากัน สัดสวนเปนอยางไรและควรจะมีการชดใชเยียวยาจากการปนเปอนโดยเหมืองแร อยางไร กฎหมายแรเขียนไววาผูถืออาชญาบัตรหรือประทานบัตรตองรับผิดชอบตอความเสียหายหรือบุคคล อันเกิดขึ้นแกทรัพยสินหรือสิ่งแวดลอม ใหสันนิษฐานไวกอนวาเปนการกระทําของผูถืออาชญาบัตร แต หนวยราชการไมสนใจกับประเด็นนี้ ประเด็นเหลานี้เกิดขึ้นกับการทําเหมืองทุกแหง หลังจากที่กระบวนการ ทํารายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดลอมผาน กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร (กพร.) ก็มักจะ ใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นดําเนินการกระบวนการตรวจสอบติดตาม ซึ่งทําให กพร. ลอยตัว และทําให การติดตามวัดคาตางๆ ไมคอยไดผล

ก - 13


ชุมชนในบริบทอุตสาหกรรมเหมืองแร ประสบการณภาคสนามจากฟลิปปนสและญี่ปุน คุณบําเพ็ญ ไชยรักษ นักวิจัยโครงการปญญาชนสาธารณะแหงเอเชีย จากการศึกษาประสบการณของประเทศฟลิปปนสและญี่ปุนนั้น พบวาชุมชนไดรับผลกระทบจาก เหมืองแรในหลายพื้นที่ ดังกรณีตวั อยางตอไปนี้ กรณีที่ 1 เหมืองทองคําในจังหวัดเบนเกต ประเทศฟลิปปนส บริเวณพื้นที่บอแรไซยาไนดของเหมืองที่ถูกสรางขึ้นเมื่อป 1903 รอบๆ จะเปนพื้นที่อยูอาศัยของ ชุมชนพื้นเมืองหลายชุมชนในพื้นที่เขตทางเหนือซึ่งมีลักษณะเปนภูเขา เดิมทีจะเปนพื้นที่เขตรอนทองตาม แมน้ําเพื่อใชเปนของแลกเปลี่ยนกับคนพื้นเมืองในพื้นที่ราบดานลาง เปนพวกเกลือ ขาว เนื่องจากคนภูเขาจะ มีความรูเรื่องการทําแรแตไมมีอาหารมาก เมื่อเกิดเสียงเลาลือวาฟลิปปนสมีทองคํามาก จึงเปนเปาหมายที่ สเปนอยากเขามาแสวงหาผลประโยชนในพื้นที่นี้ แตสเปนไมสามารถมีอํานาจเหนือชุมชนแถบทางเหนือ เนื่องจากชุมชนพื้นเมืองเหลานั้นมีความเขมแข็ง มีความเปนนักสู แตในชวงศตวรรษที่ 18 ที่อเมริกาเขามา เพื่อชวยปลดปลอยประเทศฟลิปปนสออกจากการปกครองภายใตของสเปน กลุมคนพื้นเมืองทางเหนือจึง รวมมือกับอเมริกา ทําใหอเมริกาสามารถควบคุมพื้นที่เหมืองไดสําเร็จ จนเกิดเหมืองทองคําเบนเกตที่มีขนาด ใหญและเกาแกที่สุดแหงหนึ่งในฟลิปปนส จากนั้ น อเมริก าได ดํา เนิน การ 2 อย า งด ว ยกั น คื อ การออกกฎหมายปกครองฟ ลิป ป น ส แ ละใน กฎหมายนั้นระบุวาคนอเมริกันมีสิทธิ์ในที่ดินเหมือนคนฟลิปปนสและออกกฎหมายแรในปตอๆมาวา ที่ดิน วางเปลาสามารถครอบครองเพื่อทําเหมืองแรในพื้นที่ได พื้นที่ดินในแถบเบนเกตจึงตกอยูภายใตบริษัทเบน เกตคอรเปอรเรชั่นของอเมริกา ซึ่งเปนบริษัทเหมืองทองที่ใหญในฟลิปปนส และมีเหมืองแรมากมาย กรณีตัวอยางชุมชนแหงหนึ่งซึ่งเปนชุมชนเดียวที่ไมไดทําเหมือง ชุมชนนี้รวมกันตอสูเพื่อรักษาภูเขา ลูกเดียวที่อยูทามกลางเหมืองเปดรอบๆนั้นได พรอมทั้งยกตัวอยางภาพชุมชนซึ่งมีแมน้ําบาราตอกไหลผาน เหมือง กลายเปนแมน้ําพิษเนื่องจากมีตะกอนแรไหลผาน ในชวงนั้นนําโดยนายโนเป อกิกิด ผูนําชนเผา กันกานาอีกับชาวบานไดรวมตัวกันในนามของพันธมิตรบารังไกยแหงอิโตกอน รวมตอสูเพื่อปกปองพื้นที่ ไมใหดินแดนบรรพบุรุษถูกรุกรานและขยายพื้นที่เหมืองแรเพิ่มเติม ผูนําชนเผากานาอี ไดกลาววา ความคิด ของคนชนเผาไมมีใครสามารถเปนเจาของที่ดินได แตประเทศอาณานิคมนําแนวคิดกรรมสิทธิ์มาเปนเกณฑ หลักเมื่อ 200 กวาปที่แลว ทําใหชุมชนตองสูญเสียที่ดินผืนใหญทั้งหมด ซึ่งขัดกับความเชื่อดั้งเดิมของชุมชน ที่มองวาผีเทานั้นที่สามารถครอบครองที่ดินได ชุมชนจึงกลายเปนเหยื่อของเหมืองแร คนที่เคยรอนทอง อยางอิสระตามแมน้ําก็กลายเปนคนงานของเหมือง ซึ่งกลายเปนคนที่ไมมีทางเลือกในดานอาชีพ การต อสู ของชุม ชนเพื่อ ปกป องพื้น ที่ 38 เฮกตารนั้น ตอสูกัน อยา งยาวนานจนในที่ สุด สามารถ ปองกันภูเขาเพียงลูกเดียวไดสําเร็จแตบริษัทก็ไมไดเลิกทําเหมือง ยายที่ไปเปดพื้นที่เหมืองทําในพื้นที่อื่นที่ไม มีการปองกันแทน

ก - 14


กรณีที่ 2 โครงการเหมืองแรนิกเกิลฮอลลมารค ประเทศฟลิปปนส มีขนาดใหญเปนอันดับที่หา ของโลก โดยรัฐบาลปจจุบันของฟลิปปนสมีกฎหมายและรัฐธรรมนูญไดบรรจุไววา เหมืองแรเปนหัวใจ สําคัญของการพัฒนาประเทศ และเปนโครงการ 1 ใน 23 ของโครงการปฏิบัติการเหมืองแรที่จะมุงสูการเพิ่ม GDP ของประเทศวาจะมีเหมืองแรกี่เหมือง โดยรวมศูนยกลางการตัดสินใจที่ประธานาธิบดี ซึ่งสามารถ ตัดสินใจอนุมัติได (รวมศูนยการตัดสินใจที่การเมือง) ตัวอยางของเหมืองใหญที่อยูริมชายฝงทะเลภูฮาดาเม ซึ่งเปนอาวที่อยูทางฝงมหาสมุทรแปซิฟก โดย ไดมีคนประเมินวาชุมชนที่อยูรอบๆ อาจไดรับผลกระทบกวา 65,000 คน เพราะเปนแหลงเขตรักษาพันธุ สัตวปา แหลงพันธปลา ทรัพยากรประมงที่สําคัญ เมื่อสเปนและอเมริกาเขามา ทําใหชุมชนแถบนี้ขาดสิทธิ ในที่ดิน สิทธิในที่ดินตกอยูในกํามือของนายทุนรายใหญ เมื่อเหมืองสรางแลวบริษัทจะอพยพคนไปอยูอีก ที่ แตทางกฎหมายชาวบานก็ไม มีสิทธิในที่ ดิน แมวากฎหมายชนพื้นเมืองจะมี เรื่อง “สิทธิในที่ดิน ของ บรรพชน” ซึ่งชนพื้นเมืองสามารถจะเรียกรองขอสิทธิที่ดินในเขตนั้นได โดยสภาชนเผาแหงชาติเปนผู รับรอง มีเพียง 24 กลุมเทานั้นที่ประสบความสําเร็จในการขอประกาศใหเปนเขตพื้นที่ของชนพื้นเมือง แตใน หลายกรณีการเรียกรองไมประสบความสําเร็จ เพราะคณะกรรมการชนพื้นเมืองแหงชาติ (NCIP)มักอนุมัติให เหมืองแรเขาไปทําเหมืองแรในเขตที่ดินชนพื้นเมือง เหมืองนิกเกิลก็เชนเดียวกัน หลังจากที่เหมืองแรไดอาชญาบัตรสํารวจแลว คาดวาจะดําเนินการสราง ภายในป 2014 และจากการเขาไปสํารวจในชุมชน เกิดความเห็นของชาวบานวาชุมชนนั้นยากจน ไมมีสิทธิ ในที่ดิน หากมีเหมืองก็จะมีงานทํา ทําใหองคกรชนเผาที่ถูกจัดตั้งโดยบริษัทเหมืองหรือนักการเมืองจัดตั้ง องคกรชนเผาของตน เพื่อรับรององคกรชนเผาของตนเองในชุมชนนั้น และมีอีกฝายที่เปนชุมชนพื้นเมืองที่มี ผูนําทางประเพณี มีความเห็นวาจะเกิดปญหาการทําลายชนเผาและทําใหเกิดความขัดแยงในชุมชน เกิดการ แบงแยกชนพื้นเมืองที่เคยมีวัฒนธรรมที่เขมแข็ง กรณีที่ 3 เหมืองแรทองแดงอชิโอะ ประเทศญี่ปุน เหมืองอชิโอะเปนเหมืองแรทองแดง ดําเนินงาน มากวา 400 ปแลว ทองแดงเปนแรยุทธศาสตรในการพัฒนาญี่ปุนในยุคแรก เหมืองอชิโอะ สามารถผลิตแร ได 26 % ของจํ า นวนทองแดงในญี่ ปุ น ในยุ ค นั้ น ซึ่ ง วั ต ถุ ดิ บ เหล า นี้ ทํ า ให ญี่ ปุ น มี ทุ น ตั้ ง ต น เพื่ อ พั ฒ นา อุตสาหกรรมอื่นๆ กลุมธุรกิจที่มีอํานาจเหนือเหมืองทองแดง คือ กลุมธุรกิจไซบะสึ ซึ่งกอนยุคปฏิรูปเมจิ กลุมนี้เปนกลุมธุรกิจที่กุมอํานาจทางธุรกิจการเงิน ธุรกิจเหมืองแรและธุรกิจคาขายอื่นๆ กรณีตัวอยางเหมืองทองแดงในยุคแรก ซึ่งมีอายุ 400 ป กอนการปฏิรูปเมจิเปนการทําเหมืองแรที่ยัง ไมมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากนัก แตหลังจากนั้นก็รับเอาเทคโนโลยีจากตะวันตกเขามาใชมีการเผาถลุงแร ทําใหภูเขาที่ลอมรอบเทือกเขาอชิโอะไดรับผลกระทบจากการถลุงแรทองแดง ทําใหเกิดฝนกรด ตนไม บริเวณนั้นตาย นอกจากนี้ยังเกิดพิษสารหนูจากแรกวา 40 ชนิด ซึ่งเปนแรที่ทําใหเกิดโลหะหนักบริเวณนั้น เนื่องจากมีภูเขาลอมรอบ มีชุมชนเล็กๆ ชุมชนเดียวที่อยูตรงกลาง ซึ่งพิษจากแรไหลลงสูแมน้ําวาตาราเซะ ไหลสูแมน้ําโทเนะ สูอาวโตเกียว บริเวณพื้นที่ที่บรรจบของแมน้ํา 2 สายซึ่งเปนพื้นที่ชุมน้ําและมักเกิดน้ํา ทวมเสมอนั้น มีการกระจายของพิษทองแดงในที่ราบคันโตอยางกวางขวาง ที่ราบคันโตเปนที่ราบที่ใหญ ก - 15


ที่สุดของญี่ปุน มีความอุดมสมบูรณเปนพื้นที่ปลูกขาว ทั้งพิษทองแดงและแคดเมียมจึงปนเปอนอยูในนาขาว ซึ่งเปนเวลาที่เกิดปญหาโทยามาและอิไต-อิไต แตอิไต-อิไตมีคนเสียชีวิตและปวยที่ไดเห็นอาการมากกวา สวนที่แหงนี้พิษจากแรจะปนเปอนในน้ํา มีคนปวย คนตายแตขาดการพิสูจน อีกทั้งเสนทางการคนหาขอ พิสูจนก็เปนไปอยางยาวนาน และยังเกิดองคความรูที่ขัดแยงกันระหวางกลุมตางๆ ทั้งผูที่มีความรูดานเหมือง แร ดานประชาชน เนื่องจากขาดชองทางในการเขาถึงความรู ขอมูล แตเดิมพื้นที่อชิโอะเปนแหลงผลิตขาวที่สําคัญในชวงสงคราม แตชวงที่เกิดสงครามญี่ปุนกับรัสเซีย ญี่ปุนกับจีน ผลผลิตขาวลดต่ําลงมากเนื่องจากพิษทองแดงและโลหะหนัก ตอมาเกิดขบวนการประชาชน แต ในชวงสงคราม รัฐหาวาเปนกบฏเลยเคลื่อนไหวไดยาก ภายหลังเหมืองคอยๆ ปดตัวลงอยางเปนทางการเมื่อ 25 ที่ผานมา ตอมาก็มีการสรางอางเก็บน้ํายานากะ เพื่อปองกันไมใหน้ําพิษจากอชิโอะปนเปอนไหลลงใน แหลงน้ําที่อาวโตเกียวและอื่นๆ อางนี้มีการปูพื้นดวยซีเมนต พื้นที่บางแหง รัฐบาลก็จัดการเอาดินเกาไปถม กลบแลวเอาดินใหมมาใสเพื่อใหเกษตรกรสามารถทําการเกษตรได แตก็จัดการไดไมทั้งหมด แรทองแดงทําใหญี่ปุนสามารถสรางอาวุธไดจนชนะสงครามกับรัสเซีย เปนเรื่องของความยิ่งใหญ ในประวัติศาสตรกับความทุกขยากของผูคน ซึ่งตองการสํานึกรับผิดชอบรวมกันมาก เพราะเมื่อพื้นที่ถูก ปนเปอนถูกทําลายแลว ก็สรางขึ้นใหมไดลําบาก ตอมาชุมชนที่เคยอยูบริเวณนี้ก็ถูกยายออกไป สภาพพื้นที่ เปลี่ยนไป ไมมีพืชเจริญเติบโต ตอมามีการฟนฟูพื้นที่ ทําขั้นบันไดปองกันดินทลาย ใชหุนยนตในการปลูก ตนไม มีระบบบําบัดน้ํา มีความพยายามจัดการหลายทางตลอด 25 ป แตก็ไมคอยไดผลมากนัก โดยเฉพาะ การจัดการอางเก็บกากแร เกิดขอเสนอมากมายของ 3 กลุม โดยบริษัทเสนอใหเปนพื้นที่ฝงกลบขยะและกาก ของเสีย ขยะกากพิษ สวนเขตปกครองทองถิ่นโทชิจิ เสนอใหเปนมรดกโลกอุตสาหกรรมเปนการสงเสริม การทองเที่ยว สวนผูไดรับผลกระทบเสนอวา หากเปนมรดกโลกทางอุตสาหกรรมตองเปนมรดกโลกดาน มลพิษอุตสาหกรรม เพื่อใหคนทั้งโลกไดมาศึกษาอชิโอะและตระหนักวามนุษยไมมีศักยภาพในการควบคุม มลพิษได ซึ่งทั้งหมดเปนเพียงขอเสนอที่ตอสูกันอยู กรณีที่ 4 เหมืองแรอโตโรกุ ประเทศญี่ปุน โตโรกุเปนหมูบานเล็กๆ มีคนเพียง 250 คนทามกลาง หุบเขา ไดรับควันอาซิโนไพไรตปวยเปนโรคระบบทางเดินหายใจ ระบบยอยอาหาร ระบบทางเดินปสสาวะ และระบบประสาท ทําใหชาวบานลมตายจํานวนมาก แตใชเวลากวา 40 ป จึงจะพิสูจนได การเขามาพิสูจน หลังจากเหมืองปดไป 9 ปทําไดยากมาก แตก็พยายามระดมสรรพกําลังของทุกฝายเขามาพิสูจน จนสามารถ พิสูจนไดวามีสาเหตุจากกรดสารหนู และคนที่ปวยและตายเปนโรคพิษไขดําจริง ซึ่งกวาจะพิสูจนได เหลือผู ที่ไดรับพิษอยูเพียง 55 คน นอกนั้นเสียชีวิตหมดแลว การสํารวจเบื้องตนซึ่งไมไดรับการยอมรับในชวงแรก โดยครูในพื้นที่ ไดเขาไปทําแผนที่วาเหมือง เกาอยูตรงไหน มีคนเสียชีวิตจํานวนกี่คน และมีการสํารวจและตรวจสุขภาพชาวบาน ซึ่งพบวาชวงป 19131917 มีคนตายมากถึง 92 คน ผูปวยไดรับการรับรองวาปวยจากโรคพิษสารหนูเมื่อป 2006 ในจํานวนที่ ไดรับการรับรองมี 173 คน เสียชีวิตไปแลว 118 คน หลังจากที่ไดรับคาชดเชย ซึ่งอาจมีความเปนไปไดวาที่ เลยและที่อื่นๆจะเปนแบบนี้ และไดอางถึงความเห็นของคุณปกรณเรื่อง ความยุติธรรมทางดานสิ่งแวดลอม ก - 16


มีประเด็นที่นาสนใจวาจะทําอยางไรจึงจะพิสูจนไดและไมทําใหคนเสียชีวิตหมดกอนที่จะไดรับการชดเชย อยางเปนธรรม ตอมาขอมูลนี้ไดถูกนําเสนอในการสัมมนาการวิจัยของสมาคมครูและเพิ่งจะมีการรับรองจํานวน ผูเสียชีวิตที่เกิดจากพิษสารหนูเมื่อ 5 ปที่แลว ทายที่สุดจึงมีการประกาศตัวเลขผูปวยอยางเปนทางการ ซึ่งก็ ทําใหพิษสารหนูเริ่มเปนที่รับรูกันในสังคมญี่ปุน

ขอเสนอเพื่อการสร างความเปนธรรมในการจัดการทรัพยากรแรและการแก ไขปญหาความ ขัดแยงกรณีเหมืองแรโปแตชอีสาน โดย ดร.กฤษฎา บุญชัย นักวิชาการอิสระ ดร.กฤษฎามีประสบการณศึกษาเกี่ยวกับนโยบายทรัพยากรเรื่องปาไมเปนหลัก แตในฐานะที่เปน เลขานุการคณะอนุกรรมการปฏิรูปดานทรัพยากร ไดใหบทสรุปเบื้องตนของอนุกรรมการเรื่องแร โดยเริ่ม ประเด็นจากปมแรที่อีสาน ซึ่งเปนกรณีสําคัญที่ชี้ใหเห็นถึงปญหาความไมเปนธรรม นํามาสูความเหลื่อมล้ํา ทางสังคมและเศรษฐกิจ ตั้งแตกรณีโปแตชและเชื่อมโยงไปถึงผูทุกขรอนจากเหมืองแรและอุตสาหกรรมอีก หลายแหง ปญหาเหลานี้เกิดจากปจจัยดังตอไปนี้ --ทิศทางนโยบายเรื่องแร มีการประเมินมูลคาทางเศรษฐกิจของแรเพียงดานเดียว คือ ดานประโยชน ตอทั้งประเทศ มองเพียงเฉพาะตัวแรแตละประเภท แตไ มมองความคุมคาในภาพรวมของทรัพยากรที่ เกี่ยวของหรือศักยภาพอื่นๆ ประกอบ เชน ศักยภาพดานการทองเที่ยว การเกษตร ฯลฯ --ไม คํา นึง ถึง ต น ทุ น ทางธรรมชาติ แ ละต น ทุน ทางสั ง คมมาประกอบ มั ก เนน เรื่ อ งการประเมิ น ศักยภาพทางการเงิน โดยขาดการพิจารณาตนทุนที่สูญเสียไปหรือเรื่องการฟนฟูและตนทุนของการฟนฟูให กลับมา --รัฐบาลตัดสินใจอนุมัติใหสัมปทานเหมืองแร และมักคิดวาเปนสิทธิผูกขาดกับเพียงบริษัทใดบริษัท หนึ่ง กีดกั นไมใหผูอื่นมาเกี่ยวของ เปน exclusive rights แมวาจะตองมีเงื่อนไขประเมิน ผลกระทบ สิ่งแวดลอมและสุขภาพก็ตาม เรื่องนี้ทําใหขาดการมีสวนรวมจากภาคสวนตางๆ --เรื่องการศึกษาและประเมินผลกระทบขาดความชอบธรรม นาเชื่อถือ เพราะผูมีสวนไดมีบทบาท โดดเดนกวา วิธีคิดที่คุณปกรณพูดถึงกอนหนานี้ “อรรถประโยชนนยิ ม” หรือ “Utilitarianism” เปนวิธีคิดแบบ หนึ่ง เทานัน้ แตในการอยูรว มกันตองใชวธิ ีคิดที่หลากหลาย วิธีคิดเรือ่ ง “trade off” นั้นมักจะไมพิจารณาวา ใครไดใครเสีย ชดเชยไดหรือไม สวนวิธีคิด “externalities” นั้น ผลเสียและผลกระทบตางๆ ที่ชุมชนตอง แบกรับไมตองนับเขามาเปนตนทุน ดังนั้น ควรจะมีแนวคิดที่ครอบคลุมโดยการประเมินความคุมคารอบดาน ดูทรัพยากรที่เกี่ยวของมา ประเมินความคุมไดคุมเสีย และจําเปนตองคํานึงถึงตนทุนทางธรรมชาติ คาเสียโอกาสตางๆ ซึ่งการประเมิน คาเสียโอกาส คือ การคํานึงถึงประโยชนในอนาคต เชนหากเก็บทรัพยากรไวจะมีประโยชนดานอื่นหรือไม หรือหากรอเวลาเพื่อใชประโยชนในอนาคต อาจจะคุมคามากวาที่จะใชประโยชนในปจจุบัน รัฐไมควรคิด ก - 17


เรื่องคาภาคหลวงอยางเดียว เพราะรัฐไดรับรายไดจากคาภาคหลวงต่ํามาก ตองแสวงหาวิธีเพิ่มคาภาคหลวง การคิดคํานวณสวนแบงผลผลิตและรายได และจะทําอยางไรใหเกิดความรับผิดชอบรวมกัน เชนรูปของภาษี สิ่งแวดลอม สวนรายไดจากการทําแร อาจจะเก็บเปนเงินออมระยะยาวเพื่อการฟนฟู เยียวยา อีกสวนอาจ ลงทุนเพื่อการพัฒนามนุษยและประชาชนในอนาคต นอกจากนี้ เรามักจะยึดติดกับวิธีคิดวาทรัพยากรเปนของรัฐ แทจริงควรยึดหลักทรัพยากรรวม การ คิดแบบทรัพยากรรวมนั้นสังคมตองมีสวนรวมในการตัดสินใจ ไดประโยชนและรับผิดชอบรวมกัน รับความ เสี่ยงรวมกัน หากคิดแบบนี้แลวประชาชนตองเขามามีสวนรวม จากหลักคิดดังกลาว ขอเสนอที่สําคัญคือ ควรมีการเปดเผยขอมูล การรับฟง การประเมินผลกระทบทางยุทธศาสตรและใหภาคสวนตางๆ มีสวนรวม ในแงของกฎหมาย ควรจะตองแกไขกฎหมายแรและปรับปรุงกระบวนการอาชญาบัตร ตองคิดถึงการเปน เจาของรวม ขอความเห็นรวม มีกระบวนการมีสวนรวม นอกจากนั้น ควรจะผลักดันใหเกิดกองทุนประกัน ความเสี่ยง ภาครัฐอาจจะเขามาสมทบกองทุนเพื่อชดเชย ฟนฟู เยียวยา เปนการจัดการระยะยาว ดูแลให เกิดผลประโยชนรวมและรับความเสี่ยงรวม สําหรับการจัดทํารายงานประเมินผลกระทบนั้น อยากเห็น การศึกษาและประเมินผลกระทบที่จัดทําโดยองคกรอิสระซึ่งไมไดเปนผูมีสวนไดสวนเสียกับเรื่องนี้ และไม วาจะเปนเหมืองแรแบบใด ควรตองประเมินผลกระทบดานสิ่งแวดลอมและดานสุขภาพตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรค 2 ในแงขององคกรปกครองสวนทองถิ่น เชน อบต. เทศบาลนั้น ตองเขามามีบทบาทเกี่ยวของมาก ขึ้นกับการจัดการทรัพยากร การออกความคิดเห็น การทําประชามติ ฯลฯ สวนในแงของผูประกอบการ บริษัทที่ปรึกษา ฯลฯ ตองสรางเรื่องความโปรงใสใหเปนที่ประจักษ ควรมีมาตรการตรวจสอบที่เขมขนตอ บริษัทที่กอผลกระทบตอสิ่งแวดลอมและไมสนับสนุนบริษัทที่มีประวัติไมดี

การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผศ.ดร.นิยดา เกียรติยงิ่ อังศุล-ี -- อยากตั้งโจทยเกีย่ วกับองคความรู วาขณะนี้มีชองวางอะไรบาง ตองมีความรู อะไรแบบใดเพื่อการวางแผนในอนาคตขางหนา เรื่องเหมืองแรและผลกระทบตอชุมชนควรจะคิดตอ อยางไร คุณพิทักษ รัตนจารุรักษ--- ขอแสดงความคิดเห็นเรื่องการให อบต. รับผิดชอบนั้น อาจจะเปนปญหา เพราะ นอกจากจะเปนปญหาจากการเปลี่ยนชุดผูบริหารแลว ยังมีผลประโยชนของผูมีอิทธิพลทองถิ่น นักการเมือง ทองถิ่นอีกดวย คุณสุภาภรณ มาลัยลอย---การพิจารณาขอมูล “คาเฉลี่ย” นั้น อาจจะไมเพียงพอ ตองมองที่รายละเอียดเรื่อง “ความเปนธรรม” แมแตเรื่องพลังงานก็ตาม มาตรการควบคุม จัดการ ใชประโยชน ฯลฯ ยังไมสอดคลอง กับความยั่งยืนอยางแทจริง ก - 18


อีกประเด็น คือ เรื่องเหมืองสังกะสี ที่กลาววา “แมไมมีเหมืองก็มีแคดเมียม” หรือที่คลิตี้ “แมไมมี เหมืองก็มีตะกั่ว ” ซึ่งชี้ใหเห็นวาเปนการปนเปอนในธรรมชาติ อยากเรียนถามวาเมื่อกรมทรัพยากรธรณี ทราบขอมูลแลววาพื้นที่ไหนมีแรอะไร และพอคาดเดาไดวาจะเกิดผลกระทบตอสุขภาพอยางไรนั้น จะมี มาตรการเชิงปองกันอยางไรไดบาง เชน เรื่องการสรางความเขาใจ หรือเรื่องการรับรูเพื่อไมใหกระทบวิถี ชีวิตของประชาชน สุขภาพ สิ่งแวดลอม และควรเนนที่มาตรการเชิงปองกันมากกวาการเยียวยาไดหรือไม การอนุญาตใหทําเหมืองควรครอบคลุมมาตรการปองกัน แกไข ฟนฟู เพราะที่ผานมาในประเทศ ไทยยังไมมีที่ใดเลยที่เมื่อเกิดปญหาแลวจะสามารถฟนฟูไดสําเร็จ มาตรการการประเมินผลกระทบดาน สิ่งแวดลอม (EIA) นี้สําคัญมาก ที่ผานมา พบวาไมมีการตรวจสอบผลกระทบเนื่องจากบุคลากรและ งบประมาณไม เ พี ย งพอ จริ ง ๆ แล ว หากปฏิ บั ติ ต ามเกณฑ ป อ งกั น อย า งเคร ง ครั ด ก็ ไ ม น า จะก อ ให เ กิ ด ผลกระทบ สําหรับเหมืองคลิตี้นั้น พบวาเปนการจงใจปลอยน้ําปนเปอนลงลําหวย ดังนั้นจึงตั้งขอสังเกตวา มาตรการปองกันกอน ระหวางและหลังการอนุมัติประทานบัตร จะมีการปรับเปลี่ยนทั้งระบบไดอยางไร คุณสื่อกัญญา ธีระชาติดํารง---ตัวแทนจากพื้นที่เหมืองแรทองคํา ใหความเห็นวาภารกิจที่ถายโอนจาก กพร. มาที่ อบต. หลายอยางมีกระบวนการที่ถูกตองตามกฎหมายแตไมชอบดวยกฎหมาย หนวยงานที่เกี่ยวของ รับทราบมีการรวมกระบวนการกัน นอกจากนั้นเรื่องบทลงโทษทางกฎหมายระหวางผูประกอบการกับ หนวยงานราชการที่อนุมัติอนุญาต ยังไมชัดเจนและไมรุนแรงพอ ซึ่งนับเปนปญหาสําคัญ คาปรับที่ไดและ การลงโทษนั้นไมคุมคากับการลมสลายของชุมชน รศ.นพ.สุนทร ศุภพงษ ---จากการลงพื้นที่ทําใหไดขอคิดเรื่องการมองตางมุม วิชาชีพเดียวกันก็มองตางกัน ได หมอบางคนกลัววา “สารหนูทําใหเกิดมะเร็ง” แตหมอบางคนก็ไมไดกลัวมากขนาดนั้น คนที่เรียนมา ทางธรณีวิทยา ก็มักจะตองหาประโยชนจากแร นําแรมาใช เพราะเปนภารกิจของหนวยงาน ของอาชีพ เรื่อง ของเหมืองเกลือก็มีการเปลี่ยนมุมมอง แตกอนการผลิตเกลือแบบพื้นบานที่ทําโดยชาวบานถือเปนกิจการ รายแรงที่อยูในประกาศที่ตองทํารายงานผลกระทบสิ่งแวดลอม แตภายหลังก็ถอนออกจากประกาศเพราะ เกรงวาจะสรางความเดือดรอนใหชาวบานซึ่งทําเกลือกันมาเนิ่นนานแลว คุณสมพร เพ็งค่ํา---สวนผลกระทบจากเหมืองที่รอนพิบูลย ชาวบานยังประสบปญหามาถึงปจจุบัน แลว ชาวบานดูแลตัวเองอยางไร? พรบ.สุขภาพแหงชาติ จะมีกระบวนการเยียวยาตออยางไร? เห็นดวยกับการ ทบทวนองคความรูของพัฒนาการของปญหาเหมืองแร ทั้งรอนพิบูลย เหมืองเกลือในอีสาน คลิตี้ แมเมาะ แม ตาว เหมือ งทอง ถ า จะทํ าวิ จั ย จะต อ งไปดูว า จะต อ งทํ า อะไรต อ เมื่ อ ผูมี อํ า นาจกับ ชาวบ า นขั ด แย ง กั น ชาวบานไมมีชองทางไมมีเสียงที่จะพูด เชน ชาวบานที่คลิตี้ ดังนั้น ชาวบานควรจะมีชองทางที่จะนําเสนอ สถานการณปญหาของตนเอง

ก - 19


ดร. มาลี สิทธิเกรียงไกร---รูสึกสงสารชาวบานที่รอนพิบูลยเพราะปญหามีมานานแลว แตก็ยังแกไมได เรามี คนเรียนแพทย มีคนเรียนเทคโนโลยีขั้นสูง แตก็ยังทําอะไรไมไดมาก ที่สําคัญคือตอนนี้คนรอนพิบูลยอยูกัน อยางไร ดูแลตัวเองอยางไร ปญหาที่อื่นๆ นั้นยังพอจะปรากฏเปนขาวบาง แตเรื่องรอนพิบูลยหายไปจากสื่อ หนังสือพิมพเลย เห็นดวยกับคุณเลิศศักดิ์ที่วามีพัฒนาการของปญหาตั้งแตรอนพิบูลย แมเมาะ คลิตี้ แมตาว ฯลฯ เราควรจะศึกษาจากกรณีปญหาที่ผานมา เพราะกรณีปญหาเหลานี้ผูที่ไรอํานาจมักจะไมมีเสียง เชน ที่คลิตี้ชาวบานมีกระบวนการตอสูกับเหมืองมานาน แตก็เพิ่งมารับรูกันจากสื่อ ถาไมมีคนนอกเขาไปก็ไมมี ชองทางสงเสียง ถึงอยางนั้นก็เปนกระบวนการที่ยากลําบากมาก ควรจะมีชองทางใหชาวบานไดนําเสนอ ปญหาตนเอง อาจจะผานงานวิชาการ สวนการพัฒนาเหมืองแร การออกประทานบัตรควรมองหลายมิติ หลายปจจัย ไมใชคิดแตในมุมของการดึงทรัพยากรแรมาใชประโยชนเทานั้น คุณจีระวรรณ บรรเทาทุกข ควรจะมีการวิจัยเพื่อองคความรู แตก็ตองคํานึงถึงการพัฒนางานวิจัยที่จะ นําไปใชในแงปฏิบัติการในเชิงพื้นที่หรือเปนงานวิจัยเพื่อชุมชน นอกจากนั้น ควรจะมีการวิจัยที่เปดเผยให เห็นถึงปมดานผลประโยชนและการเมืองในการทําเหมืองแร และหาความเปนไปไดเรื่องการตั้งกองทุน สุขภาพที่จะชวยเยียวยาชาวบาน คุณนําพร ศรีสุข ตัวแทนจากพื้นที่เหมืองแรทองคํา กลาวถึงการที่นักวิชาการมาจัดเวทีรับฟงความคิดเห็น ซึ่งเปนการเปดโอกาสใหชาวบานเสนอปญหา แตอีกดานหนึ่งก็สนับสนุนใหกับบริษัทหรือหนวยงานพัฒนา พื้นที่เพิ่ม เพื่อขยายเขตสัมปทานบัตร ที่แมตาวก็จะมีการจัดเวทีเพื่อขยายเขตพื้นที่เพิ่มเชนกัน อยากเรียน ปรึกษาวาจะมองหาแนวทางตัดวงจรของนักวิชาการที่ชวยเปดทางใหผูประกอบการไดอยางไร และจะมี วิธีการแกไขปญหาใหกับชาวบานอยางไร คุณปกรณ เลิศเสถียรชัย---กระบวนการที่มีปญหาเกิดจากการแบงหนาที่ที่ไมชัดเจน บางครั้งนักวิชาการไม ควรของเกี่ยวกับบริษัท ในประเทศที่พัฒนาแลวเชน สหรัฐฯ จะมีหนวยงานที่เปนอิสระ ซึ่งมีศักดิ์ศรี ไมถูก บีบจากผลประโยชนและอํานาจ ปญหาเชิงวัฒนธรรมของไทยคือ ยังพึ่งพิงและใหเครดิตกับนักวิชาการมาก ทั้งที่จริงแลวตางสาขาวิชาตางมีมุมมองตอขอเท็จจริงแตกตางกันไป สิ่งที่ควรจะทําก็คือ เอาเสียงแหงความ กังวลมาแปลเปนโจทยทางวิชาการแลวคนหาความจริงอยางที่ควรจะเปน หลายกรณีของตางประเทศที่ ชาวบานกับนักวิชาการสามารถเชื่อมโยงกันได ในระยะยาวควรทําใหเกิดระบบตรวจสอบอยางรอบดาน รศ.นพ.สุนทร ศุภพงษ--- ใหขอสังเกตวาอุตสาหกรรมกระจุกตัวอยูที่ระยองและไมขยายไปจันทบุรี เพราะ ชาวบานรวมตัวกันแนนแฟน มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ มีสวนมีเกษตรกรรม ดังนั้น การรวมตัวและความ เขมแข็งของชุมชนเปนเรื่องสําคัญ สําหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรูระหวางกันนั้น คงตองพิจารณาวาชุมชนที่ ได รั บ ผลกระทบจากเหมื อ งแร ใ นแต ล ะที่ ไ ม เ หมื อ นกั น ป ญ หาของร อ นพิ บู ล ย ไม เ หมื อ นกั บ คลิ ตี้

ก - 20


ที่รอนพิบูลยชาวบานคานไมใหประกาศเปนเขตควบคุมมลพิษ เพราะชาวบานกลัววาถาประกาศจะทําอะไร ไมได จะเปนขอจํากัด ดร.นฤมล อรุโณทัย---สรุปวาชองวางของความรูหรือโจทยวิจยั นาจะมีดังตอไปนี้ • การเยียวยาผูไดรับผลกระทบจากเหมืองแร การปนเปอนเขาสูสิ่งแวดลอมและหวงโซอาหาร การ ฟนฟูชุมชนที่ไดรับผลกระทบ • การปฏิรูประบบการประเมินผลกระทบ (เชน ทําการวิจัยเพื่อใหไดขอเสนอเพื่อปฏิรูประบบฯ เชน ใหมีกองทุนกลางที่ใหนักวิชาการทํางานโดยอิสระ ไมตองรับงานมาจากผูมีสวนไดสวนเสีย) • นโยบายเหมืองแรกับการพัฒนา การพัฒนาโดยดูศักยภาพพื้นที่ใหรอบดาน มองภาพรวม เนน อนาคตที่ยั่งยืน ไมยึดติดกับการมองแรเปนองคประกอบเดียว เชน กรณีเมืองเลยมีศักยภาพเปนแหลง เกษตรเมืองหนาว มีเรื่องการทองเที่ยว ฯลฯ • การเปรี ย บเที ย บนโยบายพั ฒ นาเหมื อ งแร ข องประเทศต า งๆ และเรี ย นรู ช อ งโหว จุ ด บอดของ กฎหมายและนโยบาย จากบทเรียนของพื้นที่ที่มีปญหา เชน มินามาตะ • การวิจัยที่เปดเผยใหเห็นถึงปมดานผลประโยชนและการเมือง ความรับผิดชอบของธุรกิจ บริษัท มหาชน การที่ผูประกอบการใชผลงานวิชาการเปนตราประทับและสรางความชอบธรรม • การวิจัยทางการแพทย สาธารณสุข และมานุษยวิทยาการแพทยเกี่ยวกับผูคนและชุมชนที่ไดรับ ผลกระทบจากเหมืองแร • การเปดโอกาสและชองทางใหคนในชุมชนนําเสนอสถานการณและประสบการณของตนเองผาน งานวิจัยทองถิ่น

ก - 21


ภาคผนวก ข บรรณานุกรมเกี่ยวกับเหมืองแรและผลกระทบตอชุมชน

ข -1


หนังสือ ชื่อเรื่อง ผูแตง พายพิษ บันทึก 9 กรณีวิกฤตยุคสังคมเสี่ยงภัย อภิญญา ตันทวีวงศ บก. (สารตะกั่วปนเปอนในหวยคลิตี้ ภัสนวจี ศรีสุวรรณ)

ที่มา กลุมศึกษาและรณรงคมลภาวะอุตสาหกรรม

ป ประเด็น 2544 การปนเปอนตะกั่ว/แนวทางการแกปญหาสารตะกั่ว/ สุขภาพ

พายพิษ บันทึก 9 กรณีวิกฤตยุคสังคมเสี่ยงภัย อภิญญา ตันทวีวงศ บก. (เยือนถิ่น"มนุษยตะกั่ว" ณาตยา แวววีรคุปต)

กลุมศึกษาและรณรงคมลภาวะอุตสาหกรรม

2544 สภาพทั่วไปของคลิตี้หลังไดรับสารตะกั่ว

สถานการณปนเปอนของสารตะกั่วใน สิ่งแวดลอมบริเวณเหมืองแรและโรงแตงแร ตะกั่ว อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

อนงค ไพจิตรประภาภรณ

กองสิ่งแวดลอม กรมทรัพยากรธรณี

2546 รายงานสถานการณการปนเปอนของตะกั่ว

ระบาดวิทยากับความเจ็บปวยและความทุกข ของชาวคลิตี้

มาลี สิทธิเกรียงไกร

ศูนยมานุษยวิทยาสิรินธร

2548 สุขภาพ/ความรูเชิงระบาดวิทยา

คลิตี้ สายน้ํา ชุมชน และพิษตะกั่ว

เกื้อเมธา ฤกษพรพิพัฒน เขียน สุกรานต โรจนไพรวงศ บก.

กลุมศึกษาและรณรงคมลภาวะอุตสาหกรรม

2550 ประวัติการทําเหมือง/สุขภาพ/สภาพพื้นที่เหมือง/การ เคลื่อนไหวจากภาคประชาชน

กอนภาคประชาชนลมสลาย

ประภาส ปนตบแตง สิทธิชุมชนของบานคลิตี้

สํานักพิมพ way of book

2551 สิทธิชุมชน/ปญหาเชิงโครงสราง/ปฏิรูปกฎหมาย

นิติธรรมชาติ ความเรียงและบทสัมภาษณวา ดวยคดีสิ่งแวดลอม เลม 2 (วิถีกะเหรี่ยง วิถี การตอสูและกระบวนการเขาสูศาลยุติธรรม ของชาวคลิตี้ลาง จังหวัดกาญจนบุรี จีระวรรณ บรรเทาทุกข, เมื่อคลิตี้เขาสูศาล ปกครอง จักรพันธุ กังวาฬ)

ดรุณี ไพศาลพาณิชยกุล บก.

โครงการนิติธรรมสิ่งแวดลอม

2551 อาการปวย/กระบวนการยุติธรรม/อุปสรรคในการตอสู

ข- 2


ชื่อเรื่อง รายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิ มนุษยชน ประจําป 2549 (เลม 2 สิทธิชุมชน)

ผูแตง สุนี ไชยรส, เกศริน เตียวสกุล บก.

ที่มา กรุงเทพฯ : สํานักงานคณะกรรมการสิทธิ มนุษยชนแหงชาติ พิมพครั้งที่1

ป ประเด็น 2551 ขอคิดเห็นและมติของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แหงชาติกรณีการรองเรียนผลกระทบจากเหมืองแร

รายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิ มนุษยชนประจําป 2550 (เลม 2 สิทธิชุมชน ฐานทรัพยากร สิทธิในการจัดการทรัพยากร น้ํา ชายฝง และแร)

สํานักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ

กรุงเทพฯ : สํานักงานคณะกรรมการสิทธิ มนุษยชนแหงชาติ

2552 ขอคิดเห็นและมติของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แหงชาติกรณีการรองเรียนผลกระทบจากเหมืองแร

เปลี่ยนไป “เลย”: ชะตากรรมของเมืองเลย ภายหลังจากการเขามาของเหมืองทองคํา

ธัญญาภรณ สุรภักดี

นนทบุรี: สํานักงานคณะกรรมการสุขภาพ แหงชาติ

2553 ผลกระทบตอประชาชนตอการทําเหมืองทองคํา ใน จังหวัดเลย

คูมือการจัดการดานสิ่งแวดลอมเพื่อการฟนฟู สํานักบริหารและฟนฟูสิ่งแวดลอม กรม พื้นที่เหมืองแร อุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร

สํานักบริหารและฟนฟูสิ่งแวดลอม กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร

2548 การจัดการดานสิ่งแวดลอมเพื่อการฟนฟูพื้นที่ทํา เหมืองแร

Moving Mountains Communities Confront Mining and Globalization

Geoff Evans, James Goodman and Nina Lansbury (Editor)

Zed Book

2002 บทความเกี่ยวกับเหมืองแรในเชิงประวัติศาสตรและ การเมือง/ผลกระทบ/ระเบียบนานาชาติ/ความทาทาย และยุทธศาสตรการเปลี่ยนแปลง

Mineral Statistic of Thailand 2004-2008

Statistics Group, Information Technology and Communication Center, Department of Primary Industries and Mines

2009 สถิติเกี่ยวกับแรตางๆ รายงานสถิติ Department of Primary Industries and Mines, 2009, Statistics Report No.ITcc1/2552

ข-3


รายงานการวิจัย ชื่อเรื่อง การทบทวนสถานการณผลกระทบทาง สุขภาพจากการทําเหมืองถานหิน

ผูแตง ชัชวาลย จันทรวิจิตร

ที่มา รายงานการวิจัย สถาบันวิจัยระบบ สาธารณสุข

ป ประเด็น 2546 ศึกษาโครงการพัฒนาเหมืองถานหินเวียงแหง จังหวัด เชียงใหม ในดานขอบเขตและแนวทางในการ ประเมินผลกระทบทางสุขภาพ 2549 ผลกระทบทางสุขภาพและขอเสนอแนะแนวทาง โครงการเหมืองแรโพแทช จังหวัดอุดรธานี

การประเมินผลกระทบทางสุขภาพ กรณี โครงการเหมืองแรโพแทช จังหวัดอุดรธานี

สมพร เพ็งค่ํา และคณะ

รายงานการวิจัย สถาบันวิจัยระบบ สาธารณสุข

ระบบเฝาระวังผลกระทบทางสุขภาพของ ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่บริเวณโรงไฟฟา แมเมาะ จังหวัดลําปาง

ชัชวาลย จันทรวิจิตร และคณะ

รายงานการวิจัย สถาบันวิจัยระบบ สาธารณสุข

2552 ผลกระทบทางสุขภาพจากการทําเหมืองถานหิน/ ขอจํากัดดานการเฝาระวังของกระทรวงสาธารณสุข/ ขอเสนอะแนะเชิงนโยบาย

รายงานการศึกษาโครงการการกําหนด ขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบ ทางสุขภาพจากการแยก ลาง คัดเลือกแร ทองคํา จากเขาพนมพา อําเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร A Chronic Technical Disaster and the Irrelevance of Religious Meaning: the Case of Centralia Pennsylvania

อาวีระ ภัคมาตร และคณะ

รายงานการวิจัย สถาบันวิจัยระบบ สาธารณสุข

2553 ผลกระทบจากการขุดคนและการหาแรทองคําของ ประชาชนที่เขาพนมพา อําเภอวังทรายพูน จังหวัด พิจิตร

J.Stephen Kroll-Smith and Stephen Robert Couch

Blackwell Publishing

1987 การตีความขยะจากเหมืองแรผานความเชื่อทางศาสนา

Centre for International Economics Canberra & Sydney

รายงานการวิจัย Centre for International Economics

2010 แร: มูลคาและคุณคาสูสังคม

Akara Mining: Precious Metals and Value for Thailand

ข-4


วิทยานิพนธ ชื่อเรื่อง กฎหมายเพื่อปองกันและลดผลกระทบ สิ่งแวดลอมจากการทําเหมือง

ผูแตง สมชาย อัศวลิขิตเพชร

ข-

ที่มา วิทยานิพนธนิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย

ป ประเด็น 2542 กลไกทางกฎหมายของรัฐในการปองกัน สภาพแวดลอมจากการทําเหมือง/ขอเสนอแนะในการ ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวของ

ภัทราวุธ มุณีรัตน การประเมินผลมาตรการการแกไขปญหา มลพิษตะกั่วของภาครัฐ กรณีศึกษา: โครงการ แกไขปญหามลพิษตะกั่วจากเหมืองแรตะกั่ว อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

วิทยานิพนธ รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต 2546 ประเมินผลมาตรการการแกไขปญหามลพิษตะกั่วของ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ภาครัฐ

จีระวรรณ บรรเทาทุกข การรับมือกับปญหาการเปลี่ยนแปลง สิ่งแวดลอมที่มีผลตอสุขภาพในมิติชาย-หญิง: กรณีศึกษาหมูบานกะเหรี่ยงคลิตี้ลาง จังหวัด กาญจนบุรี

วิทยนิพนธมานุษยวิทยามหาบัณฑิต คณะ รัฐศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย

2547 ความเปนมาของเหมือง วัฒนธรรม สุขภาพ วาทกรรมการพัฒนา

Shaping Certain Etiology of Lead Poisoning Pakorn Lertsatienchai Symptoms: Klity Creek as a Contaminated Place

Master’s Programme in Science, Technology and Society Social Perspective on Technological Risks: Discourses, Risk Analysis, Risk Management and Politics of Risk Lund University/Linköping University

2006 ความสัมพันธระหวางผูปวยและแพทยผูเชี่ยวชาญที่ ขัดแยงกันในองคความรูเรื่องพิษตะกั่วและประเด็น สังคมเสี่ยงภัย

ข-5


วารสาร ชื่อเรื่อง การพัฒนาที่ยั่งยืนกับการทําเหมืองแร (กฤตยา ศักดิ์อมรสงวน) ทําไมประเทศที่มี ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณไมสามารถ พัฒนาประเทศได (จรินทร ชลไพศาล) ธรรมาภิบาลสิ่งแวดลอมอุตสาหกรรมเหมือง แรและอุตสาหกรรมพื้นฐาน (กลุมกํากับและ เฝาระวังสิ่งแวดลอม 2 สํานักบริหาร สิ่งแวดลอม) ขอเท็จจริงและหลักปฏิบัติใน การทําเหมืองแร (ไพรัตน เจริญกิจ) บทลงโทษของกฎหมายแร

ผูแตง กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร

ที่มา จุลสารกพร.ปท่ี 7 ฉบับที่ 2 ฉบับเดือน เมษายน-มิถุนายน 2552

โสธิดา นุราช

สัมปทาน วารสารอิเล็คโทรนิค ปที่1 ฉบับที1่ กรกฎาคม-กันยายน 2553 น.2-25 สิทธิในที่ดิน สิทธิในแร โสธิดา นุราช สัมปทาน วารสารอิเล็คโทรนิค ปที่ 1 ฉบับที่ 2 ตุลาคม-ธันวาคม 2553 น.2-7 Accumulation of Lead in Fish from Missouri James M.Czarnezki Environmental Contamination and Streams Impacted by Lead Mining Toxicology. Vol.34 (1985), pp. 736-745 Assessing the Contribution from Lead in Matha J. Steele, Barbara D. Beck, Brian L. Murphy Regulatory Toxicology and Pharmacology. Mining Wastes to Blood Lead and Herlee S. Strauss Vol.11 (1990), pp. 158-190 Lead Intake and Blood Lead in Two-Year- D.JA. Davies , I.Thornton , J.M.Watt, E.B.Culbard , The Science of the Total Environment. Old UK. Urban Children P.G.Harvey, H.T.Delves, J.C. Sherlock, G.A. Smart, Vol.90 (1990), pp. 13-29 J.F.A. Thomas and M.J.Quinn

ข- 6

ป ประเด็น 2552 การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ/เหมืองแรยั่งยืน/ ธรรมาภิบาลสิ่งแวดลอม/หลักการทําเหมืองแร

2553 กฎหมายแรตั้งแตอดีตถึงปจจุบัน/วิเคราะห กรณีศึกษาเหมืองทองคําของบริษัท อัคราไมนิ่ง 2553 สิทธิในที่ดินในเชิงกฎหมาย 1985 การปนเปอนตะกั่วในปลา 1990 สุขภาพ 1990 สุขภาพ/ปจจัยที่มีผลตอตะกั่วในเลือด


ชื่อเรื่อง ผูแตง Sources and Pathways of Environmental Lead to Janet Cotter-Howells and Ian Thornton Children in a Derbyshire Mining Village Who Manages Risk? An Empirical Examination of Risk Management Practices in the Gold Mining Industry An Overview of Papua New Guinea's Mineral Policy Contamination of Houses by Worker Occupationally Exposed in a Lead-Zinc-Copper Mine and Impact on Blood Lead Concentrations in the Families Determination of Lead and Other Metals in a Residential Area of Greater Calcutta Impact of Soil and Dust Lead on Children's Blood Lead in Contaminated Areas of Sweden

ที่มา Environmental Geochemistry and Health. Vol.13(2) (1991), pp. 127-135

ป ประเด็น 1991 การปนเปอนตะกั่วในสิ่งแวดลอม

Peter Tufano

Journal of Finance (1996)

1996 การจัดการความเสี่ยงทั้งตอผูไดรับผลกระทบ และบริษัท risk management

Neillie James

Resources Policy. Vol.23 (1/2) (1997), pp.97-101 Occupational and Environmental Medicine. Vol.54 (1997), pp. 117-124

1997 นโยบายเกี่ยวกับทรัพยากรแร

Massimo Chiaradia, Brian L Gulson, Kerrie MacDonald

Amit Chatterjee, R.N.Banerjee

1997 สุขภาพ

The Science of the Total Environment. Vol. 227 (2-3) (1999), pp. 175-185 Marika Berglund, Birger Lind, Stefan Sörensen, Environmental Health: An International Marie Vahter Journal. Vol. 55(2) (2000), pp. 93-97

1999 การปนเปอนของสารพิษในสิ่งแวดลอมใกล โรงงานตะกั่ว 2000 สุขภาพ

Sustainable Development in the Mining Industry: Clarifying the Corporate Perspective

Gavin Hilson, barbara Murck

Resources Policy. Vol.26 (2000), pp. 227238

2000 มุมมองของผูประกอบการตอเหมืองแรยั่งยืน/ แนวคิดเหมืองแรยั่งยืน

Barriers to Implementing Cleaner Technologies and Cleaner Production (cp) Practices in the Mining Industry: A Case Study of the Americas

G. Hilton

Minerals Engineering. Vol.13 (7) (2000), pp.699-717

2000 เทคโนโลยีสะอาด (Cleaner technologies, cleaner production) อุปสรรคของการพัฒนา เทคโนโลยีสะอาด

ข- 7


ชื่อเรื่อง Viewpoint Sustainable Development: Can the Mining of Industry Afford It? Exposure of Children to Lead and Cadmium from a Mining Area of Brazil

An Overview of Land Use Conflicts in Mining Communities Environmental Lead Contamination in the Rudnaya Pristan-Dalnegorsk Mining and smelter District, Russian Far East Environmental Fluxes of Arsenic from Lignite Mining and Power Generation in Northern Thailand Indigenous People and Minig Encounter: Strategies and Tactics Lead Sources, Behaviors and Socio-economic Factors in Relation to Blood Lead of Native American and White Children: A CommunityBased Assessment of a Former mining Area

ผูแตง D.Humphreys Monica Maria Bastos Paoliello, Eduardo Mello De Capitani, Fernando Gonçalves da Cunha, Tiemi Matsuo, Maria de fátima Carvalo, Alive Sakuma, and Bernardino Ribeiri Figueiredo Gavin Hilson

ที่มา Resources Policy (2001), pp. 1-7

ป ประเด็น 2001 แนวคิดและการปฏิบัติเหมืองแรยั่งยืน

Environmental Research Section A. Vol. 88 (2001), pp. 120-128

2001 ตะกั่ว แคดเมียมในเลือดของเด็กในพื้นที่เหมือง

Land Use Policy. Vol. 19 (2002), pp. 65-73

2002 ความขัดแยงเกี่ยวกับการใชที่ดิน

Enviromental Research Section A. Vol. 88 2002 การตรวจหาสารตะกั่วในสิ่งแวดลอมและเลือด Margrit C.von Braun, Ian H. von Lindern, Nadezhda K. Kristoforova, Anatoli H. Kachur, (2002), pp.164-173 Paval V. Yelpatyevsky, Vera P. Elpatyevskyaya and Susan M. Spalinger Vladimir N. Bashkin, Kanitta Wonhyai Environmental Geology. Vol. 41 (2002), pp. 2002 การปนเปอนสารหนูในแหงน้ํา 883-888 Theodore E.Downing, Jerry Moles, Ian McIntosh, Carmen Garcia-downing Lorraine Halinka Malcoe, Robert A.Lynch, Michelle Crozier Kegler and Valerie J.Skaggs

Word Business Council for Sustainable Development No.57 Environmental Health Perspectives. Vol. 110 (2002)

ข- 8

2002 การรับมือของชนพื้นเมืองตอการทําเหมืองและ การทําเหมืองอยางปลอดภัย 2002 สุขภาพ/สิ่งแวดลอม(ดิน ฝุนละอองพืช น้ํา)


ชื่อเรื่อง DNA Damage in Blood Cells from Children Expose to Arsenic and Lead in a Mining Area Mining Companies' Role in Sustainable Development: The"Way" and "How" of Corporate Social Responsibility from a Business Perspective Indigenous Human Resource Practice in Australian Mining Companies: Towards an Ethical Model Hazard assessment on arsenic and lead in soils of Castromil gold mining area, Portugal Denying Citizens Their Rights? Indigenous People, Mining Payments and Service Provision A Study of Pediatric Blood Lead Levels in a Lead Mining Area in South Africa Developing a Framework for Sustainable Development Indicators for the Mining and Minerals Industry

ผูแตง leticia Yanez, Edelmira Garcia-nieto, Emilio Rojas, Leticua Carrizales, Jesus Mejia, Jaqueline Calderon, Israel razo and Fernando Dias-barriga Ralph Hamann

Amanda Crawley, Amanda Sinclair

ที่มา Environmental Research. Vol. 93 (2003), pp. 231-240

ป 2003 สุขภาพ

ประเด็น

Development Southern Africa. Vol. 20 (2) (2003)

2003 การรับผิดชอบตอสังคมของผูประกอบการ

Journal of Business Ethics. Vol. 45 (2003), pp. 361-373

2003 การสรางความสัมพันธระหวางคนพื้นเมืองกับ บริษัทเหมืองโดยใชกรณีศึกษา 5 บริษัทเหมือง

Eduardo Ferreira da silva, Chaosheng Zhang, Luis Applied Geochemistry. Vol. 19 (2004), 2004 ศึกษาพื้นที่เหมืองแรทองคํามีความเสี่ยงตอมนุษย Serrano Pinto, Carla Patinha, Paula Reis pp. 887-898 และระบบนิเวศ(ศึกษาดิน)/และการฟนฟู Ciaran o'faircheallaigh Australian Journal of Public Administration. 2004 สิทธิพลเรือน/คนพื้นเมือง Vol. 63(2) (2004), pp. 42-50 Yamin von Schirnding, Angela Mathree, Maurice Kibel, Priscilla Robertson, Nicolene Strauss , Reinette Blignaut Asisa Azapagie

Environmental Research. Vol. 93, pp.259263

2004 สุขภาพ

Journal of Cleaner Production. Vol. 12 (2004), pp.639-662

2004 สรางตัวชี้วัดเพื่อการพัฒนาอยางยั่งยืนของเหมือง และอุตสาหกรรมเหมืองแร

ข- 9


ชื่อเรื่อง Lead in Saliva and Its Relationship to Blood in the Residents of Klity Village in Thailand A Geomorphological Approach to the Management of Rivers Contaminated by Metal Mining Lead in Food and Soil from a Mining Area in Brazil and Human Exposure Uptake and Accumulation of Lead by Plants from the Bo Ngam Lead Mine Area in Thailand Section 2: Mining and Sustainable Development Bio-monitoring of Lead-Zinc and Cadmium in Streams Draining Lead-Mining and Non Mining Areas , Southeast Missouri, USA Health Risk Assessment of Villagers Who Live near Lead Mining Area: a Case Study of Klity Village, Kanchanaburi Province, Thailand Accumulation of Metals in Fish from LeadZinc Mining Areas of Southeastern Missouri,USA

ผูแตง Thaweboom S., Thaweboon B., Veerapradist W. M.G. Macklin, P.A. Brewer, K.A. Hudson-Edwards, G. Bird,T.J. Couthard, I.A. Dennis, P.J. Lechler, J.R. miller, J.N. Turner Talita Lammoglia, Bernardino R Figueiredo, Alice M. Sakuma, M.L.Buzzo, I.A.Okada, C.S. Kira P. Rotkittikhun, M. Kruatrachue, R. Chaiyarat, C. Ngernsansaruay, P. Pokethitiyook, A. Paijitprapaporn, A.J.M. Baker Leah Horowitz John M. Besser, William G. Brumbaugh, Thomas W.May, Chistopher J. Schmitt Pusapukdepob J, Sawangwong P, Pulket c,Satraphat D, Saowakontha S, Panutrakul S.

ที่มา Southeast Asian J.Trop Med Public Health. Vol. 36 (6), pp. 1576-1579 Geomorphology. Vol. 79, pp. 423-447

ประเด็น

2006 การจัดการแมน้ําที่ปนเปอนโลหะหนัก

Chinese Journal of Geochemistry. Vol. 25 2006 ผลกระทบตอสุขภาพ/สิ่งแวดลอม เชน พืชมี (Suppl.) (2006) สารตะกั่ว, Local Food Consumption Environmental Pollution. Vol. 144, pp. 681- 2006 การปนเปอ นตะกั่วในดินและพืช 688 Journal of Cleaner Production. Vol. 14 2006 อุตสาหกรรมเหมืองแรกับความยั่งยืน (2006), pp. 307-308 Environmental Monitoring and Assessment. 2007 ตรวจสอบการปนเปอนของโลหะหนักใน Vol. 129, pp. 227-241 สัตวน้ําและพืชบริเวณเหมืองและพื้นที่ไมมี เหมือง Southeast Asian J. Trop Med Public Health. 2007 สุขภาพ Vol. 38 (1), pp. 168-177

Chistopher J.Schmitt, William G.Brumbaugh, Thomas Ecotoxicology and Environmental Safety. W.may Vol. 67, pp. 14-30

ข - 10

ป 2005 สุขภาพ

2007 สารปนเปอนในปลา(โลหะหนัก)


ชื่อเรื่อง Residual Effects of Lead and Zinc Mining on Freshwater Mussels in the Spring River Basin (Kansas, Missouri and Oklahoma, USA) Social Dimensions of Mining: Research, Policy and Practice Challenges for the Minerals Industry in Australia Mining and Social Development: Refocusing Community Investment Using Multi-Criteria Decision Analysis Mercury as a Serious Health Hazard for Children in Gold Mining Areas

ผูแตง Robert T Angelo, M. Steve Cringan, Diana L. Chamberlain, Antony J. Stahl, Stephen G. Haslouer, Clint A. Goodrich Fiona Solomon, Evie Katz, Roy Lovel

A.M. Esteves

Stephen Baose-O'Reilly, Beate Lettmeier, Raffaella Matteucci Gothe, Christian Beinhoff, Uwe Siebert, Gustav Drasch Mercury in Breast Milk - A Health Hazard for Stephen Baose-O'Reilly, Beate Lettmeier, Gabriele Infants in Gold Mining Areas? Roider, Uwe Siebert, Gustav Drasch Samuel J.Spiegel Socio-economic Dimensions of Mercury Pollution Batement: Engaging Artisanal Mining Communities in Sub-Saharan Africa Ecological Impacts of Lead Mining on Ozark John M. Besser, William G. Brumbaugh, Ann Streams: Toxicity of Sediment and Pure Water L.Allert, Barry C.Poulton, Chistopher J. Schmitt, Chistopher G.Ingersoll

ข - 11

ที่มา Science of the Total Environmental. Vol. 384 (2007), pp. 467-496

ป ประเด็น 2007 การปนเปอนโลหะหนักจากเหมืองแรใน แมน้ําและหอยแมลงภู

Resources Policy. Vol. 33 (2008), pp. 142149

2008 นโยบาย/มุมมองตออุตสาหกรรมเหมืองแร

Resources Policy. Vol. 3 (2008), pp. 39-47

2008 เครื่องมือในการวิเคราะหการตัดสินใจการ พัฒนาและการลงทุนทางสังคม

Environmental Research. Vol. 107 (2008), pp. 89-97

2008 สุขภาพ

International Journal of Hygiene and Environmental Health (2008) Ecological Economics. Vol. 68 (2009), pp. 3072-3083

2008 สุขภาพ

Ecotoxicology and Environmental Safety. Vol. 72 (2009), pp. 516-526

2009 สภาพเศรษฐกิจและสังคมที่ยากจนและความ ทาทายในการปรับปรุงเทคโนโลยีของเหมือง 2009 การปนเปอนโลหะหนักในน้ําและตะกอน


ชื่อเรื่อง Evaluation of Home Lead Remediation in an Australian Mining Community

ผูแตง F. Boreland, M. Lesjak, D. Lyle

ที่มา Science of the Total Environmental. Vol. 408 (2009), pp. 202-208

ป ประเด็น 2009 สุขภาพ/นโยบายการเยียวยาเด็กที่มีตะกั่วใน เลือด

Toward a Sustainability Criteria and Indicators Framework for Legacy Mine Land

Rhys Worrall, David Neil, David Brereton, David Mulligan

Journal of Cleaner Production. Vol. 17 (2009), pp. 1426-1434

2009 แผนการพัฒนาการใชที่ดิน/ตัวชี้วัดความ ยั่งยืนของพื้นที่เหมืองเดิม

Environmental Research. Vol. 110 (2010), pp. 484-496

2010 สุขภาพ

S.M. Moodies, E.K. Tsui, E.K. Silbergeld Community-and Family-Level Factors Influence Care -Giver Choice to Screen Blood Lead of Children in a Mining Community

ข - 12


บทความ ชื่อเรื่อง

ผูแตง ปจจัยเสี่ยง และขนาดของความเสี่ยงตอสุขภาพ ชัชวาล จันทรวิจิตรและคณะ ของชาวบานในตําบลรอนพิบูลย จากการรับ สัมผัสสารหนู แดนสนธยา ฉันทนา ผดุงทศ

ที่มา วารสารการสงเสริมสุขภาพ และอนามัย สิ่งแวดลอม ปที่ 23 ฉบับที่ 1 มกราคมมีนาคม 2543

ป ประเด็น 2543 คนหาปจจัยเสี่ยง และวิเคราะหขนาดของ ความเสี่ยง เพื่อใชเปนขอมูลในการวางแผน แกปญหา

หมอชาวบานฉบับที่ 237

2547 การแพรกระจายของสารหนูในอําเภอ รอนพิบูลย จังหวัดนครศรีธรรมราช

โปแตช...เจาเอย

ฉันทนา ผดุงทศ

หมอชาวบาน ฉบับที่ 238

2547 ผลกระทบตอประชาชนตอการทําเหมืองแร โปแตช ในจังหวัดอุดรธานี

จากคลองดานถึงเชียงดาว ความจริงที่หายไป

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ

สํานักพิมพสารคดี น.39-73

Industrial Pollution and Social Movement in Thailand

Tim Forsyth

2548 ความเปนมาของเหมือง โรคจากตะกั่วและ ลําดับการแกปญหาสุขภาพ 2541-2547 2004 Social movement/ประชาสังคม/กรณีศึกษา ตางๆ ที่กอใหเกิดปญหามลพิษในประเทศ ไทย

Toward a Viable Independence? The Koniambo Project and the Political Economy of Mining in New Caledonia

Leah S Horowitz

Originally Publishsd in: Peet, Richard and Watts, Micheal (eds), Liberation Ecologies: Environment, Development, Social Movement (Second Edition), London and New York: Routledge 2004, pp.422/438 2004 ผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองของ The Contemporary Pacific. Vol. 15 (2) เหมืองตอประเทศและชุมชน (2004), pp.287-319 by University of Hawaii press

ข - 13


หนังสือพิมพ ชื่อเรื่อง กาญจน' กําหนดโซนนิ่งอันตราย อพยพคลิตี้ ลางหนีสารตะกั่ว รมต.บุก "คลิตี้บน" รับสารตะกั่วสูงกวาลาง

ผูแตง

ไมระบุ

แมน้ําสายอันตราย "คลิตี้ลาง" กาญจนบุรี

ไพบูลย จงเจริญ

ที่มา มติชนรายวัน น.15 ฉบับวันที่ 12 กันยายน 2543 มติชนรายวัน น.27 ฉบับวันที่ 9 พฤศจิกายน 2544 มติชน น.25 ฉบับวันที่ 10 พฤศจิกายน 2543

ไมระบุ

ป ประเด็น 2543 กําหนดโซนนิ่ง 2544 ตะกั่วในเลือด 2543 ปญหาสุขภาพจากตะกั่ว

เอกสารประกอบการสัมนา/แถลงการณ/คําพิพากษาศาล/แผนแมบท ชื่อเรื่อง ผลกระทบทางสุขภาพ: ประเด็นปญหาและ แนวทางการประเมิน กรณีโครงการเหมืองแร โพแทชจังหวัดอุดรธานี

ผูแตง สมพร เพ็งค่ํา

เหมืองแรโพแทชอุดรธานี ความเปนมา ความ เคลื่อนไหว และประเด็นปญหา

สันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย

แรตะกั่วที่หวยคลิตี้ จังหวัดกาญจนบุรี

อดิศร อิศรางกูร ณ อยุธยา จักรพันธ สุทธิรัตน ยุวดี คาดการณไกล พญ.ฉันทนา ผดุงทศ

ข - 14

ที่มา ป ประเด็น 2546 “ การประเมินผลกระทบทางสุขภาพ ” เอกสารประกอบการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Health Impact Assessment : HIA) ในมิติ เรื่อง ผลกระทบทางสุขภาพโครงการเหมือง ทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางจิต แรโพแทช: แนวทางประยุกตใชในสังคมไทย วิญญาณ ระหวางวันที่ 17-18 พฤษภาคม 2546 ที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี. 2546 สรุปสถานการณ ประโยชนและกระบวนการ เอกสารประกอบการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ทําเหมืองแรโพแทชในพื้นทีจ่ ังหวัดอุดรธานี เรื่อง ผลกระทบทางสุขภาพโครงการเหมือง แรโพแทช: แนวทางประยุกตใชในสังคมไทย ระหวางวันที่ 17-18 พฤษภาคม 2546 ที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี. 2546 สุขภาพ/วิเคราะหตนทุนและผลตอบแทนการ เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการ 2546 ใชประโยชนจากแรตะกั่ว/การจัดการ เรื่องความมั่นคงของมนุษย สถาบันวิจัยเพื่อ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม การพัฒนาประเทศไทย


ชื่อเรื่อง เรื่องความจําเปนและแนวทางในการ ประเมินผลกระทบทางสุขภาพกรณีโครงการ เหมืองแรโพแทชจังหวัดอุดรธานี

ผูแตง ผศ.นพ.ปตพงษ เกษสมบูรณ อ.เดชรัต สุขกําเนิด และภก.ดร.นุศราพร เกษสมบูรณ

สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย การจัดทําแผนแมบทดานเศรษฐศาสตร สิ่งแวดลอมและการฟนฟูการทําเหมืองเพื่อการ พัฒนาทรัพยากรธรณีในเขตเศรษฐกิจแรตะกั่ว จ.กาญจนบุรี คําพิพากษาศาลปกครองเชียงใหม กรณี โรงไฟฟาแมเมาะและสนามกอลฟ

ศาลปกครอง

รายงานสังคมและสิ่งแวดลอม

บริษัท อัครา ไมนิ่ง จํากัด

แถลงการณ เครือขายประชาชนผูไดรับ ผลกระทบจากการทําเหมืองแร ประเทศไทย วันที่ 5 กันยายน 2553 ณ โรงแรมเทพนคร จ.พิษณุโลก Resource Wars: The Anthropology of Mining

เครือขายประชาชนผูไดรับผลกระทบจาการทําเหมือง แรประเทศไทย

Chis Ballard and Glenn Banks

ข - 15

ที่มา ป ประเด็น 2546 ความสําคัญและความจําเปนของการ เอกสารประกอบการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ประเมินผลกระทบทางสุขภาพในการทํา เรื่อง ผลกระทบทางสุขภาพโครงการเหมือง แรโพแทช: แนวทางประยุกตใชในสังคมไทย เหมืองแรโพแทช ระหวางวันที่ 17-18 พฤษภาคม 2546 ที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี. แผนแมบท สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา 2546 รูปแบบการทําเหมืองที่มีผลกระทบตอ ประเทศไทย สิ่งแวดลอมนอยที่สุด/แนวมาตรการปองกัน และแกไข/ประเมินการสูญเสียทางเศรษฐกิจ จากผลกระทบการทําเหมืองตอสิ่งแวดลอม และสุขภาพ 2552 คําพิพากษาศาลปกครองกรณีสารพิษจาก คําพิพากษาศาลปกครองเชียงใหม คดี โรงไฟฟาแมเมาะ/การไมปฏิบัติตามสัญญา หมายเลขดําที่ 44/2547 คดีหมายเลขแดงที่ สิ่งแวดลอม 44/2552 วันที่ 5 มีนาคม 2552 รายงานประจําป บริษัท อัครา ไมนิ่ง จํากัด 2552 ภาพรวมของบริษัท/ความรับผิดชอบตอ สังคมและสิ่งแวดลอมของบริษัท สืบคนจาก http://www.reform.or.th/news/53 2553 ขอเรียกรองของเครือขายประชาชนผูไดรับ ผลกระทบจากการทําเหมืองแร/รายละเอียด เมื่อ 11 เมษายน 2554 พื้นที่ไดรับผลกระทบ และอาจจะไดรับ ผลกระทบจากการทําเหมืองแร 15 แหง Annual Review of Anthropology, Vol. 32 2003 mining discourses วาทกรรมเกี่ยวกับเหมือง/ (2003), pp.287-313 สิทธิมนุษยชน


ขอมูลจากเวบไซต ชื่อเรื่อง สถานการณเหมืองแรในประเทศไทย

ผูแตง เสียงคนอีสาน: รายงาน เรียบเรียงจากเอกสาร ประกอบการสัมมนา เวทีเครือขายประชาชนผูไดรับ ผลกระทบจากการทําเหมืองแร ประเทศไทย 3–5 กันยายน 2553 ณ โรงแรมเทพนคร อ.เมือง จ.พิษณุโลก

ป ประเด็น สืบคนจาก 2009 พื้นที่แหลงแรในประเทศไทย/การทําเหมือง http://www.esaanvoice.net/esanvoice/know/sh และการเคลื่อนไหวของชุมชนในพื้นที่/แผน ที่ทรัพยากรแรในประเทศไทย/ขั้นตอนการ ow.php?Category=topreport&No=12793 เมื่อ ขออนุญาตทําเหมืองแร 8 เมษายน 2554

เหยื่อเหมืองทองทั่วเอเชียสรุป “เหมืองทอง เลย” อันตราย

ไมระบุ

สืบคนจาก ผูจัดการออนไลน วันที่ 24 พ.ย. 2549 เมื่อ 8 เมษายน 2554

2549 การแลกเปลี่ยนประสบการณผลกระทบจาก เหมืองในฟลิปปนสและอินโดนีเซีย

พอเมืองอุดรฯ จับมือกลุมอนุรักษ เสนอทํา ยุทธศาสตรโปแตช (SEA) ระดับจังหวัด

แสงอรุณ สุขนา

สืบคนจาก มูลนิธิโลกสีเขียว บทความ (http://greenworld.or.th) เมื่อ 8 เมษายน 2554

2553 ยุทธศาสตรเหมืองแรโปแตช

ศาลพิพากษา บ.ตะกั่วฯชดใชกะเหรี่ยงบาน คลิตี้ 35 ล.

ไมระบุ

อุดชองโหวกฎหมายอุตสาหกรรมทําเกลือ เพื่อ ทํารายคนโคราช?

โสธิดา นุราช

แคดเมียมที่แมตาว หนังมวนเดิมที่ยังไมได แกไข

เกื้อเมธา ฤกษพรพิพัฒน กรวิกา วีระพันธเทพา

2553 คําพิพากษาศาลขั้นตั้นกาญจนบุรีกรณีสารพิษ สืบคนจาก ขาวสดออนไลน ตะกั่วปนเปอนที่ลําหวยคลิตี้ (http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.p hp?newsid=TVRJNU1qZ3pOVEEwTUE9PQ ==) วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553 เมื่อ 8 เมษายน 2554 สืบคนจาก แผนงานความมั่นคงอาหาร 2553 คําพิพากษาศาลปกครองกาญจนบุรีกรณี (http://www.foodผลกระทบจากเหมืองเกลือที่จังหวัด resources.org/news/21/01/10/1569) วันที่ 21 กาญจนบุรี มกราคม 2553 เมื่อ 8 เมษายน 2554 สืบคนจาก มูลนิธิโลกสีเขียว บทความ 2553 ผลกระทบตอประชาชนตอการทําเหมือง (http://greenworld.or.th) เมื่อ 8 เมษายน 2554 แคดเมียม ในจังหวัดตาก

ข - 16

ที่มา


ชื่อเรื่อง สงครามชาวบาน - รัฐทาสนายทุน ความรุนแรง บําเพ็ญ ไชยรักษ รอบใหมบนพื้นที่เหมืองแรโปแตช อุดรธานี เหมืองอัคราฯ ‘รุกหนัก’ เตรียมขยายโรงงาน โสธิดา นุราช กลุมอนุรักษอุดรฯ เตือนภัยเหมืองโปแตช มหาสารคาม เหมืองทองและชาวบานพิจิตรยังขัดแยงระอุ

ผูแตง

ที่มา สืบคนจาก มูลนิธิโลกสีเขียว บทความ (http://greenworld.or.th) เมื่อ 8 เมษายน 2554 สืบคนจาก มูลนิธิโลกสีเขียว บทความ (http://greenworld.or.th) เมื่อ 8 เมษายน 2554 สืบคนจาก มูลนิธิโลกสีเขียว บทความ (http://greenworld.or.th) เมื่อ 8 เมษายน 2554 สืบคนจาก มูลนิธิโลกสีเขียว บทความ (http://greenworld.or.th) เมื่อ 8 เมษายน 2554

แสงอรุณ สุขนา โสธิดา นุราช

ข - 17

ป ประเด็น 2553 ผลกระทบ/ความขัดแยงเหมืองแรโปแตช จังหวัดอุดรธานี 2553 การทํา EIA เหมือง 2553 ความขัดแยงระหวางชุมชนและเหมือง 2553 ความขัดแยงระหวางชุมชนและเหมือง


ภาคผนวก ค บรรณนิทัศนเกี่ยวกับเหมืองแรและผลกระทบตอชุมชน

ค-1


บรรณนิทัศน หนังสือ ธัญญาภรณ สุรภักดี. 2553. เปลี่ยนไป “เลย”: ชะตากรรมของเมืองเลยภายหลังจากการเขามาของเหมืองทองคํา , นนทบุรี: สํานักงานคณะกรรมการสุขภาพแหงชาติ. จังหวัดเลย เมืองแหงคําขวัญที่วา “เมืองแหงทะเลภูเขา สุดหนาวในสยาม ดอกไมงามสามฤดู” ปจจุบัน ไดกลับกลายเปน “เมืองแหงซากภูเขา สุดหนาวไซยาไนด โรคภัยไขเจ็บ ฝุนละอองและสารพิษ คุณภาพชีวิตที่ เสื่อมโทรม” หนังสือเลมนี้อธิบายถึงเหตุและผลกระทบทั้งตอทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพของคนในชุมชนที่ เจ็บปวยเปนโรคระบบทางเดินหายใจและผิวหนัง สภาพสังคมและวัฒนธรรมที่ขัดแยงราวลึกจนเกิดความไม ไววางใจกัน และสภาพเศรษฐกิจของคนในชุมชนตองหากินโดยการหาซื้อ มิใชหาตามแหลงธรรมชาติอีกตอไป เหมื อ งทองคํ า แห งนี้ เริ่ ม จากกระทรวงอุต สาหกรรมออกอาชญาบั ต รพิ เ ศษสํา รวจแร เมื่ อวั น ที่ 23 กุมภาพันธ 2530 ใหบริษัท ทุงคํา จํากัด (เปนบริษัทในเครือของบริษัท ทุงคา ฮาเบอร จํากัด (มหาชน) ของ ออสเตรเลีย) ดําเนินการไดเปนเวลา 25 ป (ถึงป 2555) บริษัทไดออกเอกสารขอมูลการทําเหมือง การฟนฟู และ ประโยชนที่ไดรับ ใหชาวบานไดทราบ แตในวันนี้ตองถามกลับวา คนเลย จะสูญเสียอะไรจากการทําเหมือง ภูเขาที่ถูกระเบิดเพื่อกลายเปนเพียงกองมูลดินหินจํานวน 1 ลานกวาตันหรือ? สารพิษอันไดแก ไซยาไนด สาร หนู ตะกั่ว แมงกานีส แคดเมียม อยางนั้นหรือ? อันเปนผลจากโครงการไดใชพื้นที่บริเวณตนน้ําเปนสระกักเก็บ กากแร สวนปลายน้ําใชเปนพื้นที่เก็บกักมูลดินทราย บอบําบัดน้ําเสีย และพื้นที่รับสภาพน้ําโดยวิธีธรรมชาติ ทุกวันนี้ชาวบานบริเวณโครงการไดอานิสงค เพียงเปนแรงงานเหมืองและคาภาคหลวงที่รัฐบาลจากการ ผ า นอบต. ซึ่ ง นั บ ว า น อ ยนิ ด จนเที ย บไม ไ ด กั บ สิ่ ง ที่ เ สี ย ไป ทั้ ง สภาพแวดล อ ม สุ ข ภาพ การหากิ น และใช ชีวิตประจําวัน รวมไปถึงความสามัคคีที่เคยมีมา จนทําให “เปลี่ยนไป “เลย” จริงๆ” อยางไรก็ตาม หนังสือเลมนี้ เปนเพียงมุมหนึ่งเทานั้น ในจํานวนเหมืองตางๆ อีกจํานวนมาก ที่กระจายอยูทั่วทั้งจังหวัด ไมวาจะเปนเหมืองแร ทองแดง เหล็ก แบไรต และทองคํา สํ า นั ก งานคณะกรรมการสุ ข ภาพแห ง ชาติ . 2554. คนกั บ เหมื อ ง: อนาคตเมื อ งเลย, นนทบุ รี : สํ า นั ก งาน คณะกรรมการสุขภาพแหงชาติ. จังหวัดเลยอุดมดวยสินแรตางๆ หากก็สรางอันตรายตอสุขภาพเปนอยางมาก ทางกฎหมายใหสิทธิ ชุมชนในการรวมตัดสินใจในการใหสัมปทานอนุญาตเหมืองแรแตในทางปฏิบัติกลับไมสามารถทําไดอยางที่ ระบุไว ในหนังสือเลมนี้มีรายละเอียดและแหลงแรที่มีในจังหวัดเลย รวมทั้งสถานการณแรในปจจุบัน เชน อําเภอเชียงคานเปนแหลงแรเหล็ก และพบปญหาการลักลอบขุดแรเถื่อน อําเภอเมืองที่กําลังจะมีโครงการเหมือง แรทองแดงขนาดใหญ ซึ่งอาจสงผลกระทบตอแหลงน้ําของชุมชน เหมืองทองคําที่อําเภอวังสะพุงที่ตรวจพบ โลหะหนักและสารไซยาไนดในเลือดของชาวบาน ซึ่งชาวบานในพื้นที่ไดรวมตัวกันคัดคานและรวบรวมขอมูล ผลกระทบเสนอตอหนวยงานราชการ ค-2


รายงานจากการวิจัย หรือการตรวจสอบ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ. 2549. รายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนประจําป 2549: สิทธิชุมชน รายงานผลการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการสิทธิในทรัพยากรน้ําและแรที่ 28/2549 กรณีการปนเปอนของสารแคดเมียมในลําน้ําแมตาว และพื้นที่เกษตรกรรมในพื้นที่บางสวนของตําบล แมตาว ตําบลแมกุ และตําบลพระธาตุผาแดง อําเภอแมสอด จังหวัดตากนั้น พบวาพื้นที่ไดรับผลกระทบจากการ ประกอบกิจการเหมืองแรสังกะสีขนาดใหญ 2 แหง (บริษัทผาแดง อินดัสทรี จํากัด (มหาชน) เริ่มทําเหมืองแร ป 2527 และบริษัทตากไมนิ่ง มีโครงการเหมืองแรสังกะสี ที่บริเวณผาเดะ ตําบลพระธาตุผาแดง ซึ่งตั้งอยูบริเวณ ตนลําน้ําตาว ในเรื่องการปนเปอนสารเคมีในลําน้ําแมตาว พื้นดิน และพืชผลทางการเกษตร รวมทั้งสงผล กระทบตอสุขภาพของประชาชนในชุมชน ทําใหเกิดการเจ็บปวย โรคอิไต-อิไต มีอาการปวดตามบริเวณขอ ปสสาวะขัดและมีสีขาวขุน มีอาการวิงเวียนศีรษะ สวนผลผลิตสําคัญในพื้นที่คือ ขาว มีการปนเปอนทําใหราคา ตกต่ํา นอกจากนี้ประชาชนยังไมกลาบริโภคน้ําจากลําน้ําแมตาวทําใหตองซื้อน้ําดื่มมาบริโภคแทน รวมทั้งไม สามารถนําพืชผักที่ขึ้นตามลําน้ําหรือพื้นดินมาบริโภคได สําหรับการแกไขหรือบรรเทาปญหานั้น บริษัทเหมืองแรสนับสนุนภาคราชการในดานตางๆ เชน พา ประชาชนไปตรวจรางกาย ตั้งคณะกรรมการมวลชนสัมพันธ มอบทุนใหศูนยวิจัยแหงชาติดานการจัดการ สิ่งแวดลอมและของเสียอันตราย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ในการทําวิจัยเพื่อแกไขปญหาเรื่องสารเคมีปนเปอน รับซื้อขาวที่ปนเปอนสารแคดเมียม จัดหารถบรรทุกน้ําและขุดเจาะบอบาดาล รวมทั้งสนับสนุนใหสรางฝายกั้น น้ําเพื่อบรรเทาการขาดแคลนน้ําของชุมชน สวนกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแรใหคณะสิ่งแวดลอม และทรัพยากรศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล ศึกษาโครงการกําหนดมาตรฐานมลพิษและการจัดการสิ่งแวดลอม อุตสาหกรรมเหมืองแรและโลหกรรม ชนิดแรสังกะสี เพื่อศึกษาติดตามตรวจสอบและเฝาระวังเพื่อใหบรรลุ มาตรฐานการระบายมลพิษที่กําหนด กรมควบคุมโรคไดทําการตรวจวัดระดับสารแคดเมียมในดินและขาว บริเวณอําเภอแมสอด พบปริมาณสารแคดเมียมในดินสูงกวาคามาตรฐานยุโรปถึง 1,800 เทา และการปนเปอน สารแคดเมียมในเมล็ดขาวรอยละ 95 ของตัวอยางมีแคดเมียมปนเปอน และจากที่คณะกรรมการเฉพาะกิจของ กรมควบคุมมลพิษไดเขาสํารวจระหวางวันที่ 2-6 กุมภาพันธ 2547 ไดขอสรุปวา การปนเปอนนาจะเกิดจาก กิจการเหมืองแรสังกะสีในพื้นที่ เกินกวาที่จะพบจากการชะหนาดินตามธรรมชาติ คณะอนุกรรมการสิทธิในทรัพยากรน้ําและแรมีขอเสนอ ใหบริษัทผาแดงอินดัสทรี จํากัด หยุดประกอบ กิจการชั่วคราวจนกวาจะฟนฟูสภาพความเปนกรด-ดางของดินจนสามารถใชประโยชนไดตามปกติ และชดใช คาเสียหายตอประชาชนในพื้นที่ ใหรับผิดชอบคาใชจายในการตรวจและรักษาประชาชนที่ไดรับสารพิษโลหะ หนักปนเปอนในรางกาย สวนบริษัทตากไมนิ่ง จํากัด นั้นใหนํากองหางแรที่บริเวณเหมืองที่เลิกกิจการไปแลว ไปเก็บในอุโมงค ในขณะเดียวกันกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแรตองรับผิดชอบและลงโทษบุคคลที่ รวมกันปลอยปละละเลยกฎหมายจนเกิดผลกระทบตอราษฎร นอกจากนั้น ใหประกาศพื้นที่บริเวณเหมืองแร ของบริษัทตากไมนิ่ง จํากัดและบริเวณใกลเคียงเปนเขตคุมครองสิ่งแวดลอม ค-3


คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ. 2549. รายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนประจําป 2549: สิทธิชุมชน รายงานผลการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการสิทธิในทรัพยากรน้ําและแรที่ 64/2549 พื้นที่ตําบลแมลานอย อําเภอแมลานอย จังหวัดแมฮองสอน ไดรับผลกระทบจากการทํางานของบริษัท โรงโมหิน พี.วี.ศิลาทิพย จํากัด ซึ่งแตเดิมไดประกอบกิจการเหมืองแรฟลูออไรดแบบเหมืองขุดที่ไมกอใหเกิด ผลกระทบตอชุมชน แตตอมาทาง บริษัท โรงโมหิน พี.วี.ศิลาทิพย จํากัด ไดเปลี่ยนมาทําเหมืองแรหินปูน อุตสาหกรรมเพื่อการกอสราง ทําใหประชาชนไดรับผลกระทบตอการระเบิดและยอยหิน ไดแก แรงสั่นสะเทือน ที่รุนแรง เศษหินกระเด็นตกใสบานเรือน ฝุนละอองจากการระเบิดหิน ลําหวยแมลานอยขุนและตื้นเนื่องจาก ตะกอนจากกองหินและหนาเหมืองซึ่งกระทบตอแหลงน้ําประปาภูเขาของชุมชน ทําใหชาวบานไมมีน้ําใช และ คาดวาการระเบิดหินทําใหทิศทางการไหลของน้ําใตดินเปลี่ยนแปลงดวย และถนนของหมูบานไดรับความ เสียหายจากการขนสงหิน ขอมูลของโรงพยาบาลแมลานอยระบุวา ตลอด 5 ปที่ผานมา สถิติผูปวยโรคเกี่ยวกับระบบทางเดิน หายใจสูงขึ้นทุกป ซึ่งเปนผลกระทบมาจากฝุนละอองจากโรงโมหิน และที่เกิดจากรถขนหินโดยเฉพาะใน หนาแลง ซึ่งผูประกอบการไมมีการฉีดพรมน้ําบนถนนเลย นอกจากนี้ยังไดรับผลกระทบจากเสียงดังรบกวนจาก การระเบิดหินอีกดวย สะเก็ดหินและฝุนละอองปลิวตกมายังที่นา สงผลใหผลิตผลการเกษตรลดลง รวมทั้งเมื่อ เกิดความเสียหายก็ไมสามารถเรียกรองคาชดเชยได บานเรือนประชาชนไดรับแรงสั่นสะเทือน หลังคาและตัว บานแตกราว นอกจากนี้ยังมีปญหาเกี่ยวกับแรงานตางดาวที่เขามาเปนแรงงานและอาศัยในพื้นที่ จนมีการตั้งเปน ชุมชนขนาดยอมที่กอปญหาการลักขโมย ยาเสพติด การพนัน และโรคระบาด รวมทั้งปญหาสิ่งแวดลอมเสื่อม โทรม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ ไดเสนอใหกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร และกรม อุ ท ยานแห ง ชาติ สั ต ว ป า และพั น ธุ พื ช ให ก รมอุ ต สาหกรรมพื้ น ฐานและการเหมื อ งแร พิ จ ารณาไม ต อ อายุ ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงโมหิน เวนแตจะมีการทํารายงานการศึกษาวิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอมที่ ได รั บ ความเห็ น ชอบจากสํ า นั ก งานนโยบายและแผนทรั พ ยากรธรรมชาติ แ ละสิ่ ง แวดล อ มแล ว ให ก รม อุตสาหกรรมพื้ นฐานและการเหมืองแรแ กไ ขพระราชบั ญญั ติแ ร พ.ศ. 2510 โดยใหมีการศึกษาผลกระทบ สิ่งแวดลอมในกรณีที่มีการเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงชนิดการทําเหมืองแร และใหกรมอุทยานแหงชาติสัตวปา และพันธุพืชเรียกคืนพื้นที่ดินและฟนฟูบริเวณดังกลาวใหกลับคืนสูสภาพเดิมดวยคาใชจายของบริษัทโรงโมหิน พี.วี.ศิลาทิพย จํากัด คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ. 2549. รายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนประจําป 2549: สิทธิชุมชน รายงานผลการตรวจสอบที่ 66/2549 พื้นที่หมูที่ 10 ตําบลทับกวาง อําเภอแกงคอย จังหวัดสระบุรี ไดรับผลกระทบจากการระเบิดหินเพื่อการ ผลิตปูนซีเมนตของ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จํากัด(มหาชน) ตั้งแตป พ.ศ. 2535 โดยประชาชนไดรับความเดือดรอน ค-4


ในเรื่องเสียงรบกวน ฝุนละออง แรงสั่นสะเทือน และอันตรายจากกอนหินหลนทับบานเรือน จึงไดรองเรียนไป ถึงผูวาราชการจังหวัดสระบุรีวาไดรับความเดือดรอนจากฝุนปูนจากโรงโมหิน ฝุนCFBK และ TELSMITH และ กลิ่นควันจากการเผายางรถยนตของโรงปูนทีพีไอ ทําใหเปนพิษตอระบบทางเดินหายใจ นอกจากนั้นฝุนยังทํา ใหพืชสวน ผลไมของเกษตรกรมีผลผลิตนอยลง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ. 2549. รายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนประจําป 2549: สิทธิชุมชน รายงานผลการตรวจสอบที่ 102/2549 การดําเนินการทําเหมืองหินและโรงโมหินของโรงโมหินศิลาสมบูรณทรัพย ในพื้นที่เขาคันหอก ตําบล บางพรุ อําเภอทามวง จังหวัดกาญจนบุรี ทําใหประชาชนบานเขาคันหอก หมูที่ 7 และหมูที่ 9 ตําบลบางพรุ อําเภอทามวง จังหวัดกาญจนบุรี ไดรับความเดือดรอน คือ ปวยดวยโรคผิวหนัง โรคทางเดินหายใจ เชน หืด หอบและการแพฝุนละออง รวมทั้งมีเสียงดังจากการระเบิดหิน แรงสั่นละเทือนจากการระเบิดหินทําให บานเรือนและสิ่งกอสรางของราษฎรไดรับความเสียหาย นอกจากนี้โรงโมหินยังทําลายถ้ําตางๆ บนเขาคันหอก ทําใหลิงที่เคยอาศัยในถ้ําลงมาหากินในชุมชนและทําลายไรนาและพืชผลของชาวบาน จากความเห็ น ของคณะกรรมการสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชน ได ร ะบุ ว า แม ก ารประกอบการทํ า เหมื อ งหิ น อุตสาหกรรมกอสรางและฟอสเฟตจากโรงโมหินทําความเดือดรอนแกชุมชน แตในการแกไขปญหาในพื้นที่นี้ ควรจัดตั้งคณะกรรมการชุมชนเฝาระวังตรวจสอบและแกไขผลกระทบตางๆ ซึ่งเปนการสงเสริมใหประชาชนมี สว นร ว ม และให ห น ว ยงานที่ รับ ผิ ด ชอบเข า มาดู แ ลอย า งใกล ชิ ด รวมถึ ง ให ก รมควบคุ ม มลพิ ษ ดํ า เนิ น การ ตรวจสอบการประกอบการใหอยูในเกณฑมาตรฐานทุกๆ 3 เดือน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ. 2549. รายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนประจําป 2549: สิทธิชุมชน รายงานผลการตรวจสอบที่ 104/2549 ประชาชนในเขตอําเภอทามวงและอําเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ไดรับความเดือดรอนจาก การระเบิดและยอยหินบริเวณเทือกเขาแรด ซึ่งเดิมไดมีการอนุญาตใหทําเหมืองแรโดโลไมท ตอมาไดมีการเพิ่ม ชนิดแรโดยมีการระเบิดและยอยหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมเพิ่มอีก ผลกระทบทําใหเกิดแรงสั่นสะเทือน เสียงดัง และฝุนละอองกระจายไปทั่วบริเวณและลงสูแมน้ําแควใหญ สําหรับบริเวณที่มีการระเบิดมี 3 จุด ซึ่งจุดที่สําคัญ ไดแก จุดบานวังหีบซึ่งอยูหางจากศาลากลางจังหวัดประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แหงชาติไดมีความเห็นวาการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มชนิดของแรอาจสงผลกระทบตอทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดลอมแตกตางจากเดิม จึงตองมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดลอมใหม และใหกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและ การเหมื อ งแร ดํ า เนิ น การให มี ก ารแก ไ ขประราชบั ญ ญั ติ แ ร พ.ศ. 2510 โดยการเพิ่ ม เติ ม ชนิ ด ของแร หรื อ เปลี่ยนแปลงวิธีการทําเหมืองแรตองมีการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดลอมใหม

ค-5


คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ. 2549. รายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนประจําป 2549: สิทธิชุมชน รายงานผลการตรวจสอบที่ 105/2549 ในพื้นที่ตําบลพรุพี อําเภอนาสาร จังหวัดสุราษฎรธานี ไดมีการทําเหมืองแร 3 เหมืองที่มีอาณาเขตติดตอ กับชุมชน ซึ่งการทําเหมืองแรไดกอใหเกิดผลกระทบตอชุมชน ซึ่งประชาชนในชุมชนทําอาชีพเกษตรกรม เชน สวนยางพารา สวนปาลม ไมผล และเลี้ยงสัตว การทําเหมืองแรยิปซัมทําใหลําน้ําสาธารณะเสียโดยน้ําสวนบน ใส แตน้ํ าสว นล างมีสีดํ า ขุ นมัว มีก ลิ่ นเหม็น ทํา ใหคัน จากการสํา รวจพื้น ที่ของคณะอนุ กรรมการสิทธิใ น ทรัพยากรน้ําและแรเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2547 พบวา รองน้ําที่ระบายจากเหมืองลงสูคลองธรรมชาติมีสภาพขุน แดงไมสามารถนําไปใชได ขณะที่สภาพน้ํากอนไหลเขาเหมืองมีสภาพใส สะอาด สามารถนําไปใชบริโภคได และจากการตรวจสอบคาความเปนกรดดางพบวามีคา pH ประมาณ 5 ซึ่งควรมีการบําบัดน้ํา สวนพืชผล การเกษตรนั้นก็มีฝุนละอองเกาะจับทําใหผลผลิตไมไดตามตองการ โรงโมหินอยูใกลโรงเรียนเพียง 1 กิโลเมตร และไมมีแนวกันชนหรือสิ่งปกคลุมที่มิดชิดเพียงพอทําใหเสียงดังรบกวนการเรียนการสอน และจากความขัดแยง และการประทวงของชาวบานทําใหมีชาวบานถูกยิงเสียชีวิต 1 ราย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติมีขอเสนอใหกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแรบังคับใหมี การสรางบอบําบัดน้ําเสียบริเวณประทานบัตรทุกแปลง ใหกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแรบังคับใหมี การแกไขปญหาเรื่องฝุนและเสียงจากโรงโมเปนการถาวร เชน ใหจัดทําในระบบปด หรือยายโรงโมไกลจาก โรงเรียน ใหกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแรติดตามตรวจสอบใหมีการปฏิบัติตามมาตรการปองกัน และแกไขผลกระทบตอสิ่งแวดลอมอยางเขมงวด ใหกระทรวงมหาดไทยดูแลและคุมครองความปลอดภัยใน ชีวิตและทรัพยสินของประชาชนใหปลอดจากอิทธิพล คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ. 2550. รายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนประจําป 2550: สิทธิชุมชน รายงานผลการตรวจสอบที่ 5/2550 ในพื้นที่บริเวณปาสงวนแหงชาติ ตําบลชะแล อําเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี มีการประกอบกิจการ เหมืองแร 2 แหง ไดแก การทําเหมืองแรของบริษัท กาญจนบุรี เอ็คซโพลเรชั่น แอนด ไมนิ่ง จํากัด หรือ เค็มโก ตั้งแตป พ.ศ. 2520 และ การทําเหมืองแรบองามและโรงแตงแรคลิตี้ของบริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส (ประเทศ ไทย) จํากัด ตั้งแตป พ.ศ. 2510 ตอมา ไดเกิดการรั่วไหลของตะกอนแรจากบอกักเก็บตะกอนและน้ําขุนขนของโรงแตงแรคลิตี้ลงสู ลําหวยคลิตี้ สรางความเดือดรอนใหแกราษฎรหมูบานคลิตี้ที่มีจํานวน 46 หลังคาเรือน มีลําหวยคลิตี้เปนแหลง น้ําหลัก มีชีวิตอยูกับธรรมชาติ ทําการเกษตรเพื่อการยังชีพปลูกขาวทําไรกินเอง รวมถึงใชสัตวน้ําในลําหวยเปน แหลงอาหารหลัก ซึ่งผลกระทบเริ่มแสดงออกตั้งแตป พ.ศ. 2536-2537 เมื่อประชาชนเริ่มมีอาการเจ็บปวย บวม และเสียชีวิต เด็กแรกเกิดปวย มีพัฒนาการชา จากการตรวจสอบพบวาปริมาณสารตะกั่วในเลือดชองประชาชน โดยสวนใหญอยูระหวาง 30-50 มิลลิกรัมตอเดซิลิตร ชาวบานตองหลีกเลี่ยงไปใชน้ําจากประปาภูเขาที่มีหินปูน ปนเปอนมากทําใหเสี่ยงตอการเปนนิ่ว สัตวเลี้ยงของชาวบานก็ลมตายเนื่องจากกินน้ําที่ลําหวยคลิตี้ที่มีสาร ค-6


ตะกั่ว ซึ่งเมื่อมีการรองเรียน ทางกรมทรัพยากรธรณีและสํานักงานอุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรีไดเขามา ตรวจสอบพื้นที่ และสั่งการให โรงแตง แรห ยุด ดําเนิ นงานและปรับเป นเงิ น 2,000 บาท ตามที่ บัญญัติไวใ น พระราชบัญญัติแร พ.ศ. 2510 จากการสํารวจของกรมควบคุมมลพิษเปรียบเทียบปริมาณตะกั่วระหวางจุดเหนือโรงแตงแรซึ่งแทบจะ ไมมีการปนเปอนของสารตะกั่ว พบวาบริเวณลําหวยชุมชนคลิตี้ลางมีการปนเปอนของสารตะกั่วในปริมาณสูง ซึ่งตะกอนตะกั่วที่ปนเปอนสงผลกระทบตอระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิต คือ เมื่อสัตวน้ํามากินตะกอนดินที่มีสาร ตะกั่วปนเปอน ก็จะไปสะสมในตัว และเขาไปอยูในหวงโซอาหาร ซึ่งขัดแยงกับขอมูลของกรมทรัพยากรธรณีที่ ระบุวาไมมีผลกระทบตอสิ่งแวดลอม จากการตรวจสอบพื้นที่ของคณะอนุกรรมการฯ ยังพบวาโรงแตงแรไมมีระบบการบําบัดน้ําเสียจาก กระบวนการผลิต สภาพบอเก็บตะกอนไมมีการปูลาดดวยวัสดุกันซึมทําใหสารพิษอาจไหลลงสูน้ําใตดิน รวมถึง พบวามีการตอทอน้ําทิ้งจากบอเก็บกักตะกอนลงสูหวยคลิตี้โดยตรงมาเปนเวลานาน นอกจากจะกระทบตอ สุขภาพของชุมชนหมูบานคลิตี้แลว แหลงน้ําที่ปนเปอนยังมีโอกาสไหลลงสูอางเก็บน้ําเขื่อนศรีนครินทรได คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติเสนอวา แมปจจุบันโรงแตงแรไดหยุดดําเนินการและสภาพน้ํา เริ่มมีสารตะกั่วเจือจางลง แตชาวบานคลิตี้ยังคงทุกขทรมานจากพิษตะกั่วที่สะสมในรางกาย ซึ่งยังไมไดรับความ ชวยเหลือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ. 2550. รายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนประจําป 2550: สิทธิชุมชน รายงานผลการตรวจสอบที่ 137/2550 พื้นที่ตําบลรอนพิบูลย อําเภอรอนพิบูลย จังหวัดนครศรีธรรมราชเคยมีการทําเหมืองดีบุกแตเลิกกิจการ ไปแลว แตในพื้นที่ไดมีขุมเหมืองขนาดใหญซึ่งเกิดจากการทําเหมืองแลวไมมีการกลบ ตอมาจึงกลายเปนบอน้ํา ขนาดกวางประมาณ 30-50 ไรจํานวนหลายบอ ซึ่งทางกรมอนามัยเคยทําการสํารวจพบวา มีสารหนูในปริมาณที่ เปนอันตรายตอสิ่งมีชีวิตปนเปอนอยูเปนจํานวนมาก ซึ่งชาวบานยังคงตองใชน้ําจากบอดีบุกเหลานี้เนื่องจาก ระบบน้ําประปาภูเขาไมเพียงพอตอความตองการของประชาชน อีกกรณีหนึ่ง คือ การประกอบกิจการระเบิดและยอยหิน โรงงานเผายางมะตอยที่สงผลกระทบตอชุมชน คือ มลพิษทางเสียงที่เหมืองหิน 3 แหงจะทําการระเบิดพรอมกัน ปญหาฝุนละออง และเขมาควันจากโรงงานยาง มะตอยที่มีการเผาตั้งแตเชาถึงเย็น และบางครั้งมีการเผาทั้งคืน ทําใหประชาชนปวยเปนโรคภูมิแพและตองเสีย คาใชจายในการรักษาเดือนละประมาณ 2,000 บาท และฝุนละอองยังปนเปอนในน้ํากินน้ําใชทําใหชาวบานตอง ซื้อน้ําเพื่ออุปโภคบริโภค

ค -7


คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ. 2550. รายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนประจําป 2550: สิทธิชุมชน รายงานผลการตรวจสอบที่ 338/2550 โครงการเหมืองแรถานหินลิกไนตและโรงไฟฟาพลังความรอนจากถานหินในพื้นที่อําเภอแมเมาะ จังหวัดลําปาง เริ่มผลิตกระแสไฟฟาตั้งแตป พ.ศ. 2503 และมีการขยายโรงไฟฟาเพิ่มจนปจจุบันมีเครื่องผลิต กระแสไฟฟาจํานวน 13 เครื่อง ไดสงผลกระทบตอสุขภาพของชาวบานและสภาพแวดลอมของชุมชนในพื้นที่ ตําบลบา นดง ตํ าบลสบปาด และตํ าบลนาสัก อยางรุ นแรง โดยสภาพภูมิประเทศของอํ าเภอแมเมาะมีภูเขา ลอมรอบสามทิศและมักเกิดภาวะอุณหภูมิผกผันทําใหมลพิษที่เกิดจากการเผาไหมถานหินและควันพิษตลอดจน เสียงดังที่เกิดจากการระเบิดภูเขาไมสามารถถายเทไปที่อื่นได นอกจากนี้การไฟฟาฝายผลิตแหงประเทศไทยยังมี แผนที่จะเปดเหมืองแมเมาะเฟสที่ 6 โดยมีระยะการดําเนินงานในป 2551-2559 ตั้งแตป พ.ศ. 2535 เกิดเหตุการณฝนกรดซึ่งเปนน้ําฝนที่ผสมสารซัลเฟอรไดออกไซด สวนในวันที่ฝน ไมตกก็จะมีฝุนละอองผสมสารซัลเฟอรไดออกไซดตกลงมาสูชุมชน นอกจากนี้ยังมีฝุนจากการทําเหมืองทุก กระบวนการ ทําใหประชาชนเกิดอาการหายใจไมออก คันตามตัว เปนผดผื่นและแพ เคืองตา เจ็บคอ ซึ่งคนปวย ที่ไดรับสารพิษจากฝุนหินและซัลเฟอรไดออกไซดในพื้นที่นั้นแพทยไดยืนยันวาเปนโรคปอดอักเสบนิวโมโคนิ โอซิส และโรคพิษซัลเฟอรไดออกไซด นอกจากนี้ยังไดรับผลกระทบจากเสียงดังอยางรุนแรงจากการระเบิดหิน พืชผลทางการเกษตรไดรับความเสียหาย ที่ดินทํากินถูกการไฟฟาฝายผลิตแหงประเทศไทยเวนคืนไป ทําเหมือง ซึ่งทางการไฟฟาฝายผลิตแหงประเทศไทยจายคาชดเชยใหราษฎรนอยมาก คือ หากถูกเวนคืน 1,000 ไรก็จะได คาชดเชยประมาณ 300 ไรเทานั้น หรือที่ดินที่เหลืออยูก็ไมมีคุณภาพเพราะปนเปอนมลพิษ แหลง อาหารที่เคยเปนที่พึ่งของชุมชนไมสามารถนํามากินไดเนื่องจากชาวบานกลัวการปนเปอน จากการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการสิทธิในทรัพยากรน้ํา ชายฝง และแรพบวาการไฟฟาฝายผลิตยัง ไมดําเนินการชวยเหลือประชาชนที่ไดรับผลกระทบตามที่ระบุไวทายประทานบัตร มติคณะรัฐมนตรี หรือ บันทึกขอตกลงระหวางการไฟฟาฝายผลิตแหงประเทศไทยกับประชาชนผูไดรับผลกระทบ จึงเสนอใหรัฐบาล กํากับดูแลการไฟฟาฝายผลิตใหดําเนินการดังกลาว นอกจากนั้น เสนอใหรัฐบาลสรุปบทเรียนและปญหาที่ เกิดขึ้นของกรณีโรงไฟฟาถานหินแมเมาะ เพื่อปองกันไมใหเกิดปญหาขึ้นซ้ําอีก และใหกรมอุตสาหกรรม พื้นฐานและการเหมืองแร รวมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมควบคุมมลพิษ ควบคุมและตรวจสอบการ ไฟฟาฝายผลิตแหงประเทศไทยไมใหกอใหเกิดผลกระทบตอประชาชน และสิ่งแวดลอมอีก ชัชวาลย จันทรวิจิตร. 2546. การทบทวนสถานการณผลกระทบทางสุขภาพจากการทําเหมืองถานหิน สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข การวิจัยชิ้นนี้ไดศึกษาโครงการพัฒนาเหมืองถานหินเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม ที่ทางการไฟฟาฝายผลิต แห ง ประเทศไทยจะทํ า การขุ ด และขนถ า นหิ น เพื่อ ใชใ นการผลิ ต กระแสไฟฟ า ที่โ รงไฟฟ าแม เ มาะในด า น ผลกระทบที่ อ าจเกิด ขึ้ น ต อสุ ข ภาวะของชุม ชน โดยมี วัต ถุ ป ระสงค เ พื่ อจั ด ทํ า ขอบเขตและแนวทางในการ ค- 8


ประเมิ น ผลกระทบทางสุ ข ภาพ โดยใช วิ ธี ก ารรวบรวมเอกสารทางวิ ช าการและประสบการณ ทั้ ง ในและ ตางประเทศ ไดแ ก ความรูทั่วไปเกี่ยวกับการทําเหมือง แหล งถ านหิ นในประเทศไทย และผลการทบทวน ผลกระทบตอสุขภาพและสิ่งแวดลอม ซึ่งผลการศึกษาสรุปผลกระทบเปน 2 ประเด็น คือ 1. ผลกระทบดาน สิ่งแวดลอม ไดแก ปญหาจากกองเศษดิน ปญหาฝุนละออง ปญหาไฟไหมในเหมือง มลพิษทางน้ํา การพัดพา ตะกอนดิน ปญหาแรธาตุ รองรอยมลพิษกัมมันตภาพรังสี ปญหาการใชระเบิด ปญหาการขนสงถานหิน และ ผลกระทบตอทัศนียภาพ 2. ผลกระทบดานสุขภาพ ไดแก โรคติดตอ เชื้อโรคไมติดตอ ภาวะขาดสารอาหาร และการเกิดอุบัติเหตุและการไดรับบาดเจ็บจากการทําเหมืองและการขนสงถานหิน นอกจากนี้ยังไดศึกษาผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดลอมจากการทําเหมืองเปดในประเทศไทยแหลง อื่นๆ ไดแก เหมืองถานหินอําเภอแมเมาะ จังหวัดลําปาง เหมืองถานหินอําเภอลี้ จังหวัดลําพูน ชัชวาลย จันทรวิจิตร. 2552. ระบบเฝาระวังผลกระทบทางสุขภาพของประชาชนที่อาศัยในพื้นที่บริเวณ โรงไฟฟาแมเมาะ จังหวัดลําปาง. สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข งานวิจัยชิ้นนี้ ไดทําการศึกษาผลกระทบทางสุขภาพและระบบการเฝาระวังผลกระทบทางสุขภาพของ ประชาชนที่ไดรับผลกระทบจากเหมืองแรถานหินที่อําเภอแมเมาะ จังหวัดลําปาง เพื่อจัดทําขอเสนอแนะ และ เพื่อเปนขอมูลใหหนวยงานที่เกี่ยวของ ใชในการวางแผนการจัดการที่เหมาะสม วิธีการรวบรวมขอมูลโดยการ ทบทวนขอมูลทุติยภูมิ การสัมภาษณและการจัดประชุม ซึ่งจากผลการศึกษาพบวาเหมืองถานหินและโรงไฟฟา อาจสรางผลกระทบตอชุมชนไดหลายอยาง ไดแก 1. เพิ่มความชุกของโรคระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะโรค ปอดและหอบหืด 2. ทําใหสมรรถภาพปอดลดลง 3. ทําใหเกิดภาวะหูตึงหรือการสูญเสียการไดยิน 4. เกิด โรคผิวหนัง ลมพิษ และผื่นคัน 5. เพิ่มความเสี่ยงตอการเกิดอุบัติเหตุ 6. สงผลกระทบตอพัฒนาการของเด็ก และ 7. ความเดือดรอนจากกลิ่นและการสั่นสะเทือน การเฝ า ระวั ง ด า นสาธารณสุ ข พบว า มี ข อ จํ า กั ด หลายประการ ได แ ก ระบบเฝ า ระวั ง ของกระทรวง สาธารณสุขทําเปนภาพรวมในระดับประเทศ แสดงใหเห็นถึงขนาดของปญหาและการกระจายของโรค แตไม สามารถแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับโอกาสในการสัมผัสสารพิษจากการทํางานจากโรงไฟฟาและไมสามารถระบุ สาเหตุที่ทําใหเกิดโรคได และไมมีขอมูลในระดับพื้นที่ อีกทั้งระบบเฝาระวังของกระทรวงสาธารณสุขเปนแบบ การระวังเชิงรับ (passive surveillance) ทําใหไดขอมูลที่ลาชาไมทันตอเหตุการณ และระบบเฝาระวังเหมาะกับ โรคติดตอ หรือโรคที่ไมซับซอน แตสําหรับโรคจากสิ่งแวดลอมตองใหแพทยผูเชี่ยวชาญวินิจฉัย ทายสุดคณะทํางานไดมีขอเสนอแนะเชิงนโยบายในการแกไขปญหา ดังนี้ 1. ตองมีการผลักดันใหเกิด นโยบายเฝาระวังผลกระทบทางสุขภาพจากโครงการขนาดใหญที่มีแนวโนมจะกอใหเกิดผลกระทบตอสุขภาพ 2. ใหมีการแกไขเพิ่มเติมกฎหมายหรือระเบียบปฏิบัติดานสิ่งแวดลอม เชน การประเมินผลกระทบสิ่งแวดลอม (EIA) ตองมีการวิเคราะหผลกระทบทางสุขภาพ และมีแผนการเฝาระวังผลกระทบทางสุขภาพ 3. เพื่อให โครงการมี ค วามต อ เนื่ อ ง ต อ งมี แ ผนการจั ด สรรงบประมาณ เช น ตั้ ง กองทุ น เพื่ อ สิ่ ง แวดล อ ม 4. ควรตั้ ง คณะกรรมการที่ประกอบดวยทุกฝายที่เกี่ยวของเพื่อดูแลในเรื่องนี้ ค-9


สมพร เพ็งค่ํา และคณะ. การประเมินผลกระทบทางสุขภาพ กรณีโครงการเหมืองแรโพแทช จังหวัดอุดรธานี, (รายงานวิจัย), สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข การวิจัยนี้เพื่อคาดการณผลกระทบทางสุขภาพแบบสมบูรณ และเพื่อเสนอแนะแนวทางและทิศทางของ โครงการเหมืองแรโพแทช จังหวัดอุดรธานี โดยใชวิธีวิจัยแบบปริมาณและคุณภาพ ที่ประยุกตจากแนวทาง ประเมินผลกระทบทางสุขภาพประเทศแคนาดา ผลการศึกษาพบวา ขอดีของโครงการคือ สรางรายไดใหกับ ประเทศและคนในทองถิ่น มีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน การถายทอดเทคโนโลยีทําเหมืองใหคน ไทย ลดการนําเขาปุย และเกิดการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพของภาคประชาสังคม ขอเสีย มี 4 มิติ ทั้งการเจ็บปวย ความเครียด ชุมชนแตกแยกและความเชื่อ คานิยม วัฒนธรรมทองถิ่นที่ เปลี่ยนแปลงไป ผลกระทบตอสิ่งแวดลอม ทําใหเกิดการทรุดตัวของแผนดิน ดินเค็ม น้ําเค็ม น้ําเสีย ถนนเสีย มลพิษทางอากาศ การแยงชิงน้ํากับภาคเกษตร และมลภาวะที่จะตามมาจากการเกิดอุตสาหกรรมตอเนื่อง สวน ผลกระทบทางเศรษฐกิจพบวามีผลกระทบตอผูประกอบการเกลือรายยอย และที่สําคัญไมสอดคลองกับปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง อาวีระ ภัคมาตร และคณะ. 2553. รายงานการศึกษาโครงการการกําหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผล กระทบทางสุขภาพจากการแยก ลาง คัดเลือกแรทองคํา จากเขาพนมพา อําเภอวังทรายพูน จังหวัด พิจิตร. รายงานวิจัย. สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. งานวิจัยชิ้นนี้ ศึกษาผลกระทบจากการขุดหาแรและแยกลางแรทองคํา จากเขาพนมพาของประชาชนใน อําเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร ซึ่งพื้นที่เขาพนมพาไดมีการสํารวจพบสายแรทองคําในป พ.ศ.2542 และอบจ. พิจิตรไดรับประทานบัตรขุดหาแรทองคําและเปดใหประชาชนทําการขุดหาแรแตนอกจากพื้นที่ประทานบัตร ของอบจ.พิจิตรแลว ประชาชนยังทําการขุดหาแรทองคําในพื้นที่เอกชนที่อยูใกลเคียงอีกดวย ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการขุดหาแรทองคําของประชาชนกอใหเกิดผลกระทบหลายประการ ไดแก 1. การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน ที่ดินถูกขุดจนกลายเปนแองขนาดใหญทําใหเสี่ยงตอการถลมทับผูที่ขุดแร และกองดิน ที่เกิดจากการคัดเลือกแรทับถมหนาดินเดิมจนสูญเสียความอุดมสมบูรณ 2. การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตจากสังคม เกษตรเปนการขุดแรทองคําและทํางานรับจาง 3. ปญหาดานสุขภาพ เกิดจากสารปรอทที่ใชในกระบวนการแยก แรซึ่งประชาชนไมตระหนักถึงอันตรายและไมมีการปองกันทําใหเกิดการเจ็บปวย ไดแก ความดันโลหิตสูง หอบ นอกจากนี้ยังมีโรคอื่นๆ ที่เกิดจากการทํางาน เชน โรคผิวหนังจากการแชน้ํานาน และโรคจากการทํางาน อยางหักโหมโดยไมพักผอนและดูแลสุขภาพอยางไมถูกตอง เชน เมื่อเจ็บปวยไมไปพบแพทยแตซื้อยากินเอง หรือดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มบํารุงกําลัง นอกจากนี้ยังพบวาผูปกครองจํานวนมากพาบุตรหลานไปที่เหมือง และ การทํางานหนักของผูปกครองสงผลใหลืมพาลูกหลานไปรับวัคซีนตามกําหนดซึ่งผลกระทบตอสุขภาพของเด็ก อีกดวย

ค -10


วารสาร เกื้อเมธา ฤกษพรพิพัฒน, การวิเคราะหกระบวนการนโยบายสาธารณะในการแกไขปญหามลพิษจากกิจกรรม เหมื อ งแร : กรณี ศึ ก ษาการปนเป อ นของสารตะกั่ ว บริ เ วณหมู บ า นคลิ ตี้ ล า ง จั ง หวั ด กาญจนบุ รี , Environment and Natural Resources Journal. Vol. 5, No. 2, Dec 2007. การศึกษานี้มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาความขัดแยงและความสัมพันธอันสลับซับซอนของฝายตางๆใน กระบวนการกําหนดและตัดสินใจนโยบายสาธารณะในการแกไขปญหาสารพิษตะกั่วในพื้นที่คลิตี้ลาง จังหวัด กาญจนบุรี รวมไปถึงกลไกการขับเคลื่อนกระบวนการนโยบายสาธารณะ ชวงเวลาในการศึกษาตั้งแตเมษายน 2541 ถึงสิงหาคม 2549 โดยใชวิธีการวิจัยทางเอกสาร การสัมภาษณเชิงลึก และการสังเกตอยางมีสวนรวม โดย ใชทฤษฎีหลายกระแสที่มองวากระบวนการตัดสินใจทางนโยบายใดๆ มักเกิดขึ้นจากอิทธิพลของกระแส 3 กระแสคือ กระแสปญหา กระแสนโยบาย และกระแสการเมืองในการวิเคราะห ผลการศึกษาพบวาการตัดสินใจ นโยบายในกระบวนการแกไขปญหาขึ้นอยูกับองคประกอบตางๆ โดยเฉพาะอยางยิ่งกระแสการเมืองและการ ตอรองอํานาจของฝายตางๆ ภายในจังหวะเวลานั้นเปนสําคัญ จึงทําใหการตัดสินใจในนโยบายมีลักษณะกลับไป กลับมามิไดมุงเพื่อการแกไขปญหาอยางแทจริง นอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบดวยวาเมื่อมีการตัดสินใจนโยบาย หนึ่งๆ นโยบายดังกลาวกลับไมไดรับการนําไปปฏิบัติใชอยางจริงจัง ซึ่งเปนสาเหตุสําคัญอีกสาเหตุหนึ่งที่ทําให ปญหาไมไดรับการแกไข ฉันทนา ผดุงทศ, แดนสนธยา, อาชีวเวชศาสตรปริทัศน: หมอชาวบาน, ฉบับที่ 237, กันยายน 2547 กลาวถึงการแพรกระจายของสารหนูในอําเภอรอนพิบูลย จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ 20 ปที่แลว ที่พบ ผูปวยรายหนึ่งมีอาการผูไดรับพิษจากสารหนู ทําใหมีการตรวจพบสารหนูปนเปอนในน้ําและดินบริเวณดังกลาว ตอมา ปญหาเกิดจากขาดความรูในการแยกแรดีบุกที่มาพรอมสารหนู แมจะมีการจัดการความเสี่ยงโดยกรม ทรัพยากรธรณี ทั้งดานหยุดการปนเปอนในน้ําและจัดหาน้ําที่ไมปนเปอนใหชาวบาน แตยังพบปริมาณสารหนู ในแหลงน้ําตางๆ สูงกวามาตรฐาน 10-100 เทา อันสงผลตอสุขภาพทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง เชน โรคมะเร็ง ซึ่ง สุ ด ท า ยมีก ารแก ป ญหาโดยร ว มมื อ ระหวา งทีม นั ก วิช าการร ว มกั บ สาธารณสุ ขจั ง หวั ด ได แ ก การจั ด หา น้ําประปา เพิ่มเจาหนาที่ตรวจสารพิษในคนและสิ่งแวดลอม และใหประชาชนมีสวนรวมแกปญหา ฉันทนา ผดุงทศ, โปแตช...เจาเอย, หมอชาวบาน, ฉบับที่ 238, ตุลาคม 2547 เหมืองแรโปแตช จังหวัด อุดรธานี เปนประเด็นความเสี่ย งตอสุขภาพกรณีหนึ่งที่นาสนใจ เนื่องจาก ประชาชนในพื้นที่เคลื่อนไหวคัดคานการเตรียมสรางเหมืองกอนเปดดําเนินการ ซึ่งเปนโครงการไดรับการ สนับสนุนจากรัฐบาลแตขาดการประเมินผลตอสุขภาพจาก EIA ผลเสียประการแรก ไดแก หางเกลือ ที่คาดวาจะ ไดจากเหมืองนี้เทากับ ตึก 16 ชั้นบนสนามฟุตบอล แมกฎหมายของสหรัฐอเมริกาจะระบุวาโปแตชเปนสาร ปลอดภัย แตถาสัมผัสอาจเกิดการระคายผิว ตา ระบบทางเดินหายใจ หรือทองเสียได นอกจากนี้มีผลกระทบตอ อากาศ เกิดฝุน กาซ และไอระเหยจากการเผาไหมเชื้อเพลิง ผลกระทบตอแหลงน้ํา เกิดการปนเปอนน้ําเค็ม และ ค - 11


การแตงแรตองใชน้ําปริมาณมากอาจนําไปสูน้ําขาดแคลนและแยงน้ําได ผลกระทบตอดิน จากการขุดเจาะเพราะ ทําใหตองหยุดการเพาะปลูก ซึ่งกระทบตอระบบนิเวศและวัฒนธรรมชาวบานได สวนผลกระทบทางสังคมซึ่ง เยียวยายากที่สุด คือ ชาวบานตองเปลี่ยนอาชีพ ยายถิ่น และความรําคาญจากการทําเหมือง ชัชวาลย จันทรวิจิตรและคณะ. ปจจัยเสี่ยงและขนาดของความเสี่ยงตอสุขภาพของชาวบานในตําบลรอนพิบูลย จากการรับสัมผัสสารหนู. การสงเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดลอม, ปที่ 23 ฉบับที่ 1 ม.ค.-มี.ค. 2543. โรคพิษสารหนู เปนปญหาสาธารณสุขที่สําคัญ ในตําบลรอนพิบูลย การศึกษานี้มีวัตถุประสงคเพื่อ คนหาปจจัยเสี่ยง และวิเคราะหขนาดของความเสี่ยง เพื่อใชเปนขอมูลในการวางแผนแกปญหา พบวา ความเสี่ยง ตอสุขภาพของพิษสารหนูนั้นเกิดจากการรับสัมผัสที่สําคัญที่สุด คือ การกินดินโดยไมตั้งใจ ซึ่งทําใหเกิดความ เสี่ยงตอการเปนมะเร็งผิวหนัง และอาจทําใหคนในตําบลรอนพิบูลย เปนมะเร็งถึง 446 คน รองลงมา คือ การกิน ผักและผลไมที่มีสารหนูปนเปอน มีความเสี่ยงที่อาจทําใหคนเปนมะเร็ง 90 คน อันดับที่ 3 คือ การบริโภคน้ําบอ ตื้น ที่มีสารหนูปนเปอน เกิดในหมูที่ 7 และหมูที่ 2 ทําใหเกิดความเสี่ยงที่อาจมีคนเปนมะเร็ง 20 คน การบริโภค น้ําบอตื้น และการบริโภคปลาและสัตวน้ํา ทําใหเกิดความเสี่ยงที่ทําใหคนเปนมะเร็ง 17 คน นอกเหนือจากความ พยายาม ในการลดการรับสัมผัสสารหนูจากการบริโภคแลว มาตรการแกปญหาโรคพิษสารหนู ควรครอบคลุม การลดการรับสัมผัสสารหนูจากการกินโดยไมไดตั้งใจและการบริโภคอาหารดวย โสธิดา นุราช. บทลงโทษของกฎหมายแร. สัมปทาน (วารสารอิเล็คโทรนิค) ปที่ 1 ฉบับที่ 1 ก.ค.-ก.ย. 2553 หนา 2-25. บทความนี้เปนการทบทวนชองโหวของบทลงโทษในกฎหมายเกี่ยวกับเหมืองแร โดยสามารถแยก ลักษณะของความรับผิดได 2 ลักษณะ คือ ความรับผิดทางแพงและอาญา โทษตามกฎหมายแรมีทั้งลักษณะ เปน โทษจากการละเมิดสิทธิตางๆ เชน สิทธิในที่ดิน สิทธิในที่อยูอาศัย สิทธิในการทํามาหากิน สิทธิในทรัพยสินไป จนถึงสิทธิในชีวิต และโทษจากการไมปฏิบัติตามขอสัญญาหรือขอตกลงระหวางกัน ซึ่งเปนแบบแผนที่กําหนด กันไว โทษทางอาญามีทั้งปรับ จําคุก และทั้งจําและปรับ โทษทางแพงมีการชดใชคาเสียหายจากการละเมิด ผู เ ขี ย นได ย กกรณี ศึ ก ษาของเหมื อ งทองคํ า ชาตรี แ ละชาตรี เ หนื อ ของบริ ษั ท อั ค ราไมนิ่ ง นํ า มา เปรียบเทียบวิเคราะหกับกฎหมายแรใน 3 ประเด็น คือ 1. กรณีเกี่ยวกับบอเหมืองรางและการฟนฟูเหมือง -- เหมืองทองคําชาตรีและชาตรีเหนือของบริษัท อัคราไมนิ่ง จํากัด หรือที่เรียกกันทั่วไปวาเหมืองทองคําพิจิตรนั้นไดเปดทําเหมืองมาตั้งแตป พ.ศ. 2544 มีบอ เหมืองรางที่ขุดแรออกไปหมดแลวจํานวนหลายบอ ซึ่งตามกฎหมายแรกําหนดใหถมกลบใหกลับสภาพเดิมให มากที่สุด อยางไรก็ตามก็มีปจจัยหลายประการที่ทําใหฟนฟูไมประสบความสําเร็จในทางปฏิบัติ 2. กรณี เ กี่ ย วกับ การแต ง แร โลหกรรม หรือปล อยของเสีย จากเหมือง ผลกระทบของเสีย และการ ปนเปอนอาจจะสรางความเสียหายในหลายดาน แตความรับผิดของผูประกอบการก็มีเพียงแตจายคาปรับ ซึ่ง ค - 12


อาจจะไมเพียงพอและไมสามารถจะเยียวยาความเสียหายไดอยางครอบคลุม หรือไมสามารถจะบําบัดสภาพที่ เสียหายได นอกจากนั้นเจตนาของกฎหมายใหไปฟองรองเรียกคาเสียหายกันในภายหลัง 3. การไมปฏิบัติตามรายงานการวิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอมหรือ EIA โดยผูประกอบการอาจอาศัย ชองวางเปนขออางไมปฏิบัติตาม เชน อางวายังเหลือเวลากวากําหนดอายุประทานบัตรจะหมด หรือ บอเหมืองที่ ทิ้งรางนั้นเปนเพียงการหยุดขุดชั่วคราวเทานั้นเปนตน จึงเปนที่นาสังเกตวา มาตรการที่กําหนดไวนั้นคอนขาง หละหลวม ไมชัดเจน นอกจากนี้ผูเขียนยังเสนอแนวทางการแกไขจุดดอยที่ตองปรับปรุง ไดแก 1. กําหนดหลักความรับผิด “ใหสันนิษฐานวาเกิดจากการทําเหมือง” จะไดกําหนดภาระการพิสูจน ตรวจสอบใหเปนของผูประกอบกิจการ (ผูกระทํา)ไมใชเปนของชาวบานหรือชุมชน(ผูถูกกระทํา) 2. กําหนดโทษของผูประกอบกิจการใหชัดเจน โดยระบุโทษไวมาตราเดียวกันเพื่อจะไดงายตอการ นําไปใชและปองกันการอาศัยชองวางในการไมปฏิบัติตาม 3. ควรปรับโครงสรางอํานาจหนาที่ของหนวยงานที่ทําการตรวจสอบและควบคุมมลพิษ และตั้ง คณะทํางานกลางซึ่งคัดสรรมาจากบุคคลที่ไมมีผลประโยชนไดเสียจากโครงการเหมือง เพื่อมาตรวจสอบดูแล และมีอํานาจเด็ดขาดในการออกคําสั่งและลงโทษผูประกอบกิจการ 4. ควรมีการลงโทษของหนวยงานรัฐที่ละเลย เพิกเฉยตอหนาที่ โสธิดา นุราช. สิทธิในที่ดิน สิทธิในแร บทลงโทษของกฎหมายแร. สัมปทาน. (วารสารอิเล็คโทรนิค). ปที่ 1 ฉบับที่ 2 ต.ค.—ธ.ค. 2553. ผูเขียนไดรวบรวมความหมายของคําที่เกี่ยวของกับการครอบครองที่ดินและการใชประโยชนในแง กฎหมาย การขอสัมปทาน ซึ่งเรียกวา ‘ประทานบัตร’ ตามความในพระราชบัญญัติแร พ.ศ. 2510 มาตรา 43 ‘หาม มิใหผูใดทําเหมืองในที่ใดไมวาที่ซึ่งทําเหมืองนั้นจะเปนสิทธิของบุคคลใดหรือไม เวนแตจะไดรับประทานบัตร ชั่วคราวหรือประทานบัตร’ และมาตรา 50 ‘ถาที่ซึ่งขอประทานบัตรเปนที่อันมิใชที่วาง หรือมีที่อันมิใชที่วาง รวมอยูในเขต ผูยื่นคําขอตองแสดงหลักฐานใหเปนที่พอใจของพนักงานเจาหนาที่วา ผูขอจะมีสิทธิทําเหมืองใน เขตที่นั้นได ในกรณีที่ผูยื่นคําขอนําหนัง สืออนุญาตของผูมีสิทธิในที่นั้นมาแสดงวา ผูข อจะมีสิทธิทําเหมืองได หนังสือนั้นตองมีคํารับรองของนายอําเภอประจําทองที่ประกอบดวย’ ซึ่งชองวางทางกฎหมายดวยการใชคําวา ‘พอใจ’ ดังกรณีตัวอยางจากพื้นที่เหมืองแรทองคํา จ.พิจิตร ซึ่งเปนการขอประทานบัตรทับที่ดินทํากินของ ชาวบาน ซึ่งยังเปนความฟองรองกรณีบุกรุกระหวางชาวบานและกรมปาไม จึงเปนที่นาสังเกตวาที่ดินยังมีเรื่อง พิพาทกันอยูแตกลับสามารถอนุญาตประทานบัตรออกมาได หรือจะเปนเพราะหนวยงานใชหลักเกณฑเพียงแค ‘พอใจ’ เทานั้น อีกสิทธิหนึ่งที่นาสนใจและเกี่ยวของกับโครงการเหมืองใตดิน ซึ่งในพระราชบัญญัติแร พ.ศ. 2510 มาตรา 88/3 ระบุวา ‘การทําเหมืองใตดินของที่ดินใดที่มิใชที่วาง หากอยูในระดับความลึกจากผิวดินไมเกินหนึ่ง ค - 13


รอยเมตร ผูยื่นคําขอประทานบัตรตองแสดงหลักฐานตอพนักงานเจาหนาที่วาผูขอจะมีสิทธิทําเหมืองในเขต ที่ดินนั้นได’ คือสามารถทําเหมืองใตดินไดหากเหมืองนั้นมีความลึกกวา 100 เมตรจากผิวดิน การอนุญาตใหทํา เหมืองใตดินแบบนี้ถากลับมามองในมุมของสิทธินั้นดูเหมือนวาจะขัดกับสิทธิตามประมวลกฎหมายแพงและ พาณิชย มาตรา 1335 ที่ระบุวา ‘ภายในบังคับแหงบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ทานวาแดน กรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นกินทั้งเหนือพื้นดินและใตพื้นดินดวย’ ประการสุดทายเปนขอสังเกตจากการทําเหมืองที่ไดรับสัมปทานแลว ซึ่งเหมืองในทุกพื้นที่จะตองเสีย คาภาคหลวงใหแกรัฐสวนกลางและสวนทองที่เทานั้น สวนประชาชนเจาของที่ดินไดเพียงแคคาที่ดินและคารื้อ ถอนเทานั้น แรก็เปน ‘สวนควบในที่ดิน’ เปนดอกผลที่ไดจากที่ดิน ตามความในประมวลกฎหมายแพงและ พาณิชย มาตรา 144 ‘สวนควบของทรัพย หมายความวา สวนซึ่งโดยสภาพแหงทรัพยหรือจารีตประเพณีแหง ทองถิ่นเปนสาระสําคัญในความเปนอยูของทรัพยนั้น และไมอาจแยกออกจากกันไดนอกจากจะทําลาย ทําใหบุบ สลายหรือทําใหทรัพยนั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสภาพไป ผูเขียนไดชวนใหคิดเรื่องการสรางกฎเกณฑใหม ใหคาภาคหลวงที่องคกรปกครองสวนทองถิ่นไดรับ เพื่อนําไปพัฒนาใน ‘ทองที่การทําเหมือง’ เพราะพื้นที่ เหลานี้ไดรับการกระทบกระเทือนเสียหายตองไดรับการเยียวยารักษา เมื่อเหลือจากสวนนี้เทาไหรก็เห็นสมควรที่ จะนําไปเฉลี่ยแจกจายในพื้นที่อื่น ๆ ตอไป

ค - 14


วิทยานิพนธ จีระวรรณ บรรเทาทุกข. 2547. การรับมือกับปญหาการเปลี่ยนแปลงดานสิ่งแวดลอมที่มีผลตอสุขภาพในมิติ หญิง-ชาย : ศึกษากรณีหมูบานกะเหรี่ยงคลิตี้ลางจังหวัดกาญจนบุรี. วิทยานิพนธมานุษยวิทยา มหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. วิทยานิพนธฉบับนี้มีวัตถุประสงค เพื่อศึกษาและทําความเขาใจองคความรูเรื่องผลกระทบทาง สิ่งแวดลอมตอสุขภาพของชาวกะเหรี่ยงหมูบานคลิตี้ลาง ที่ไดรับผลกระทบจากพิษตะกั่วที่เกิดจากการทําเหมือง แร การศึกษานี้ไดอธิบายความทุกขทรมานและปญหาตางๆ ผานมิติทางเพศ ศึกษากระบวนการปรับตัวและ รับมือกับปญหาการเปลี่ยนแปลงดานสิ่งแวดลอมและสุขภาพโดยเชื่อมโยงระหวางระดับปจเจก ครอบครัวและ ชุมชน ใชวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสังเกตแบบมีสวนรวม การสัมภาษณเจาะลึกและการศึกษางานจากการ เขียนโดยผูไดรับผลกระทบ ผลการศึกษาไดสะทอนใหเห็นถึง องคความรูของหญิงชายคลิตี้ลางเรื่องการ เปลี่ยนแปลงดานสิ่งแวดลอมที่มีผลกระทบตอสุขภาพในลักษณะที่เปนความรูจากประสบการณโดยตรงและไม มีความแตกตางในความรูระหวางเพศเดนชัด โดยหญิงชายคลิตี้ลางพยายามสะทอนและอธิบายถึงสภาพปญหา ตางๆ ที่เกิดขึ้นกับชุมชนของพวกเขา รวมทั้งอาการเจ็บปวยในรูปวาทกรรมจากคนชายขอบ เนื้อหาสาระของ วาทกรรมสะทอนตัวตนของชุมชนผูถูกกระทบหลายวิถีทาง และมีนัยตอการวิพากษวิจารณความรูและอํานาจ จากภายนอกที่ปฏิเสธประสบการณของผูถูกกระทบ ชาวคลิตี้ลางจึงไดพัฒนากระบวนการตอสู ขัดขืน ซึ่ง เริ่มตนจากความตองการคําอธิบายเหตุที่เจ็บปวยและภาวะจํายอม มาสูการเปดพื้นที่ทางสังคมใหกับตนเองใน เวทีสาธารณะซึ่งจากวิธีการเหลานี้เปนโอกาสปฏิสัมพันธกับกลุมตางๆ ในสังคมกวางมากขึ้น ธวัชชัย เทพรัตน. 2540. มาตรการทางกฎหมายในการฟนฟูพื้นที่ทําเหมืองแร. วิทยานิพนธนิติศาสตร มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. วิทยานิพนธฉบับนี้ไดเสนอผลกระทบของเหมืองแรตอสิ่งแวดลอมทั้งทางกายภาพ เชนทรัพยากรดิน ทรัพยากรน้ํา ผลกระทบดานชีวภาพและนิเวศวิทยา ผลกระทบตอคุณคาการใชประโยชนของมนุษย เชน การ สูญเสียพื้นที่เพาะปลูก และผลกระทบตอคุณภาพชีวิตมนุษย เชน การไดรับสารพิษ รวมทั้งแนวคิดเหมืองแร ยั่งยืนที่นําเรื่องการพัฒนามาผสมผสานกับสิ่งแวดลอม และจากการศึกษายังพบวา เมื่อเลิกทําเหมืองแรแลว ผูประกอบการสวนใหญจะไมทําการฟนฟูพื้นที่ เนื่องจากกฎหมายที่ควบคุมไมเหมาะสม ขาดความชัดเจน และ การบังคับใชไมมีประสิทธิภาพเทาที่ควร ซึ่งผูวิจัยไดเสนอใหมีการบทบัญญัติกฎหมายโดยใหผูถือประทานบัตร ตองจัดทําแผนฟนฟูพื้นที่เหมืองแรรวมทั้งรับผิดชอบคาใชจายในการดําเนินการ ยกเลิกการอนุญาตใหปลอยน้ํา ทิ้งเหมืองแรในแหลงน้ําสาธารณะบางแหงไดโดยเสรี ใหหนวยงานราชการที่เกี่ยวของตรวจสอบและสั่งการใหผู ถือประทานบัตรปฏิบัติตามแผนการฟนฟูอยางเครงครัด และควรออกกฎหมายใหประชาชนสามารถฟองคดี สิ่งแวดลอมและการจัดทําประชาพิจารณในการทํารายงานผลกระทบสิ่งแวดลอมดวย

ค - 15


ธาดา อุดมธาดา. 2546. ภาวะสุขภาพของประชาชนที่อพยพจากการขยายเหมืองลิกไนต อําเภอแมเมาะ จังหวัด ลํ า ปาง. การค น คว า แบบอิ ส ระ ปริ ญ ญาสาธารณสุ ข ศาสตรมหาบั ณ ฑิ ต บั ณ ฑิ ต วิ ท ยาลั ย มหาวิทยาลัยเชียงใหม. การศึกษาชิ้นนี้มีวัตถุประสงค เพื่อศึกษาภาวะสุขภาพของประชาชนและปจจัยที่กําหนดสุขภาพที่เปน ผลจากการขยายเหมืองลิกไนตแมเมาะ มีวัตถุประสงคการวิจัย คือ 1. การขยายเหมืองลิกไนตทําใหเกิดการ เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่เกี่ยวของกับสุขภาพอยางไร 2. มีปจจัยที่มีความสัมพันธกับภาวะสุขภาพของประชาชน ทั้งมิติทางกาย จิตใจ สังคม และทางจิตวิญญาณหรือไม โดยมีพื้นที่ศึกษาประชาชนบานใหมนาแขม หมูที่ 7 อําเภอแมเมาะ จังหวัดลําปาง ระหวางเดือนกุมภาพันธ - สิ งหาคม 2546 ใชวิธีการเก็บรวบรวมขอมูลจาก เอกสาร การสัมภาษณเชิงลึก และการสนทนากลุม รวมทั้งใชแบบสอบถาม 205 ตัวอยาง ผลการศึกษาพบวา ดานเศรษฐกิจ ประชาชนมีรายไดเพิ่มมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงอาชีพจากเกษตรกรรมเปนการรับจางแรงงาน ด า นสั ง คม โครงสร า งครอบครั ว มี แ นวโน ม เป น ครอบครั ว เดี่ ย วมากขึ้ น มี ค วามสะดวกสบายในเรื่ อ ง สาธารณูปโภคมากขึ้น พบปญหาฝุนจากรถยนต รถจักรยานยนต มีการเข าถึงบริการสุขภาพมากขึ้น ดาน พฤติกรรมสุขภาพพบวา มีการใชสารเสพติดในกลุมเยาวชนเพิ่มมากขึ้น สําหรับภาวะสุขภาพของประชาชน พบวา ภาวะสุขภาพทางกาย ผูสูงอายุตายโดยไมทราบสาเหตุและกลุมวัยแรงงานเจ็บปวยดวยโรคจากการทํางาน มากขึ้น ภาวะสุขภาพทางจิตใจพบวา มีความวิตกกังวลตอเศรษฐกิจในครอบครัวและเกี่ยวกับเอกสารสิทธิที่ดิน ภาวะสุขภาพทางสังคมพบวา ความสัมพันธในหมูญาติและเพื่อนบานมีแนวโนมลดลง มีองคกรตางๆ ชัดเจน มากขึ้น ภาวะสุขภาพทางจิตวิญญาณพบวา ความภาคภูมิใจตอหมูบานอยูในระดับดี ปจจัยที่มีความสัมพันธกับ ภาวะสุขภาพพบวา อายุและโครงสรางครอบครัวมีความสมพันธกับภาวะสุขภาพทางกาย สวนเพศ สถานภาพ สมรสและรายไดของครอบครัวมีความสัมพันธกับภาวะสุขภาพทางจิตใจ สมชาย อัศวลิขิตเพชร. 2542. กฎหมายเพื่อปองกันและลดผลกระทบสิ่งแวดลอมจากการทําเหมือง. วิทยานิพนธนิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. วิทยานิพนธเรื่องกฎหมายเพื่อปองกันและลดผลกระทบสิ่งแวดลอมจากการทําเหมือง ศึกษาวิวัฒนาการ และมาตรการทางกฎหมายที่ใชบังคับในการปองกันและลดผลกระทบสิ่งแวดลอมจากการทําเหมือง ซึ่งจาก การศึกษาพบวา การทําเหมืองสงผลกระทบตอทรัพยากรธรรมชาติที่อยูรวมกัน ซึ่งผลกระทบดังกลาวจะตองมี กฎหมายเพื่อปองกันและแกไขอยางมีประสิทธิภาพ กลไกของรัฐในการปองกันสภาพแวดลอมจากการทําเหมือง มีอยู 3 ชวง แบงเปน 1. ชวงกอนที่มีการทําเหมือง ไดแก สิทธิของประชาชนในการมีสวนรวมและรับรูขอมูล การจัดทําแผนผังโครงการทําเหมืองและรายงานผลกระทบสิ่งแวดลอม 2. ชวงที่มีระยะการทําเหมืองไดแก กลไกบังคับในพระราชบัญญัติแร พ.ศ. 2510 3. ชวงหลังจากที่มีการทําเหมืองแรเสร็จแลว โดยกฎหมายที่ เกี่ยวกับการป องกั นและลดผลกระทบสิ่งแวดลอมจากการทําเหมื องแรสามารถแบงได เป น 2 ประเภท คือ กฎหมายที่บังคับใชโดยตรง ไดแก พระราชบัญญัติแร พ.ศ. 2510 และกฎหมายสนับสนุน ไดแก พระราชบัญญัติ ส ง เสริ ม และรั ก ษาคุ ณ ภาพสิ่ ง แวดล อ มแห ง ชาติ พ.ศ. 2535 พระราชบั ญ ญั ติ ก ารสาธารณสุ ข พ.ศ. 2535 ค - 16


พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติสงวนและคุมครอง สัตวปา พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติปาสงวนแหงชาติ พ.ศ. 2507 พระราชบัญญัติอุทยานแหงชาติ พ.ศ. 2504 พระราชบัญญัติปาไม พ.ศ.2584 พระราชบัญญัติการขนสงทางบก พ.ศ. 2522 ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 และประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 16 พ.ศ. 2514 นอกจากนี้ผูวิจัยไดเสนอใหมีการปรับปรุงขอบัญญัติกฎหมายดังนี้ 1. ใหมีการผนวกแผนผังโครงการทําเหมืองและรายงานผลกระทบสิ่งแวดลอมเขาไปในแผนแมบทโครงการทํา เหมืองและการจัดการสิ่งแวดลอม 2. จัดทําแผนฟนฟูและจัดการสิ่งแวดลอมเปนระยะๆ เพื่อความชัดเจนในทาง ปฏิบัติ 3. ยกเลิกอํานาจของรัฐมนตรีวาการกระทรวงอุตสาหกรรมที่อนุญาตใหปลอยน้ําขุนขนและมูลดินทราย ลงแหลงน้ําสาธารณะได 4. กําหนดใหผูถือประทานบัตรที่กอใหกับผลกระทบตอสิ่งแวดลอมและชุมชนตอง รับผิดชอบคาเสียหายโดยมีการทําสัญญาวางเงินประกัน 5. กําหนดภาระการพิสูจนความเสียหายที่เกิดขึ้น 6. กําหนดโทษทางอาญาผูฝาฝนระเบียบหรือคําสั่งในการควบคุมมลพิษ 7. กรมทรัพยากรธรณีกําหนดมาตรการ และควบคุมดูแลผูขอประทานบัตรเหมืองแรอยางจริงจัง 8. ควรมีการยกเวนหรือลดภาษีเครื่องมือที่ใชในการ กําจัดมลพิษในเหมืองแร และ 9. ควรใหประชาชนหรือชุมชนที่อยูในพื้นที่มีสวนรวมในการรับขอมูลและ แสดงความคิดเห็นในโครงการเหมืองแรในพื้นที่

ค - 17


ภาษาอังกฤษ Lertsatienchai, Pakorn. 2006. Shaping Certain Etiology of Lead Poisoning Symptoms: Klity Creek as a Contaminated Place. Lund University/Linköping University Master’s Programme in Science, Technology and Society. วิทยานิพนธฉบับนี้ศึกษาสาเหตุและอาการแพพิษตะกั่ว กรณีศึกษาพื้นที่คลิตี้ จังหวัดกาญจนบุรี ที่ไดรับ ผลจากการทําเหมืองแรตะกั่วในพื้นที่ โดยมุงศึกษาความสัมพันธระหวางผูปวยซึ่งเปนชาวบานที่อางวาอาการ ปวยเกิดจากผลกระทบจากเหมืองแรตะกั่วที่ปนเปอนในลําหวยคลิตี้ และแพทยผูเชี่ยวชาญที่เปนผูวินิจฉัยวา อาการดังกลาวเกิดจากสารตะกั่วหรือไม ซึ่งทั้งสองฝายตางใหความหมายและตีความเกี่ยวกับอาการของโรค แตกตางกัน ซึ่งนําไปสูการรับรูและองคความรูที่ขัดแยงกัน และประเด็นสังคมเสี่ยงภัยจากสารพิษและอันตรายที่ ไดรับรองจากผูเชี่ยวชาญที่ (ควรจะ)เชื่อถือได ทําใหการเฝาระวังลดนอยลง โดยใชการวิธีการคนควาเอกสารที่ เกี่ยวของและการสอบถามจากชาวบานคลิตี้และแพทยผูเชี่ยวชาญ Sitthikriengkrai, Malee. 2007. Suffering, Healing, And The Contestation of Power And Knowledge: A Case of Lead Contamination In Klity Lang Village, Kanchanaburi Province. Faculty Of Social Science And Humanities, Mahidol University. การศึกษานี้เปนการศึกษาดานสังคมมานุษยวิทยาเกี่ยวกับความทุกขทรมานของชาวกะเหรี่ยง บานคลิตี้ ลาง จังหวัดกาญจนบุรีเนื่องจากพิษตะกั่วในกระแสเลือด โดยคําถามวิจัยสองขอ คําถามแรกที่จะตรวจสอบ บริบทของความทุกขเมื่อมีการผลิตและทําซ้ํา คําถามที่สองเปนการสํารวจแนวทางการเจรจาตอรองและการตอสู ของกะเหรี่ยงเพื่อพยายามเอาชนะความทุกขทางสังคมผานการสังเกตอยางมีสวนรวมและการสัมภาษณอยางเปน ทางการและไมเปนทางการ รวมถึงการรวบรวมขอมูลจากเอกสารตางๆ การศึกษาแบงเปน 3 สวน สวนแรก ครอบคลุมดานประวัติศาสตรของหมูบานคลิตี้ลาง ในสวนที่เกี่ยวของกับตะกั่ว โรงแตงแร และการปนเปอนสาร ตะกั่ว สวนที่สองเปนการนิยามเกี่ยวกับความหมายทางการแพทย โศกนาฏกรรมการสูญเสียและการเจ็บปวย ภายใตแนวคิดระบาดวิทยา ดวยการทดสอบระดับตะกั่วในเลือดและการเฝาระวัง มีการตรวจสอบดวยความรู ทางการแพทยที่ทําใหความรูและประสบการณของชาวกะเหรี่ยงไรความหมายและไรอํานาจในการตอรอง สวน ที่สามมองถึงการตอสูของชาวกะเหรี่ย งที่ไ ดรับการสนับสนุนจากองคกรพัฒนาเอกชน รวมถึงสื่ อตางๆ ที่ นําเสนอผานเรื่องเลาเกี่ยวกับความเจ็บปวยและความทุกขทรมานของชาวบาน นอกจากนี้มีการวิพากษวิจารณ ความล มเหลวของรัฐบาลในการแกปญหา วิ ทยานิพนธ ฉบับนี้ไ ดขยายกรอบแนวคิดของ Foucault ในดาน อํานาจ/ความรูที่กอใหเกิดการยอมทําตาม ซึ่งการศึกษานี้ไดอธิบายถึงการตอสูและการตอรองของชาวกะเหรี่ยง กับอํานาจทางการแพทย

ค - 18


สรุปสัมมนาหรือประชุมที่เกี่ยวของ เครือขายประชาชนผูไดรับผลกระทบจากการทําเหมืองแร ประเทศไทย. แถลงการณ. วันที่ 5 กันยายน 2553 ณ โรงแรมเทพนคร จ.พิษณุโลก กลุมเครือขายประชาชนผูไดรับผลกระทบจาการทําเหมืองแรประเทศไทย ไดจัดการสัมมนา‘เครือขาย ประชาชนผูไดรับผลกระทบจากการทําเหมืองแร ประเทศไทย’ ในเวที วันที่ 3-5 กันยายน 2553 ณ โรงแรมเทพ นคร อําเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมีการสรุปบทเรียนและนําเสนอปญหาของผูไดรับผลกระทบจากการทํา เหมืองแร 15 พื้นที่ ไดพบปญหาผลกระทบที่รุนแรงอยางกวางขวางในพื้นที่ตาง ๆ จากการสะทอนสภาพการณ ปญหาและบทเรียนการคัดคานโครงการสํารวจและทําเหมืองแรในพื้นที่ตาง ๆ รวมกัน และไดสรุปวาภาครัฐ คาดหวังถึงผลประโยชนทางเศรษฐกิจจากการทําอุตสาหกรรมเหมืองแรแตเพียงดานเดียว โดยละเลยผลกระทบ ตอสิ่งแวดลอม ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ สังคม และสุขภาพในหลายมิติ นํามาซึ่งการทําลายแหลงอาหาร ความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ทํามาหากิน ที่อยูอาศัยของคนในชุมชนทองถิ่นใหเสื่อมโทรม โดยไมมีหนวยงาน หรื อผูประกอบการรายใดแสดงความรับผิดชอบ ‘ผลประโยชนตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ไ มสอดคลอ งกับ ผลกระทบในระยะยาวที่ มีตอสิ่ง แวดล อม ทรัพยากรธรรมชาติ ชุม ชน สั ง คม และสุข ภาพของประชาชน’ นอกจากนั้น ภาคประชาชนยังหวงกังวลเรื่องมุมมองของภาครัฐที่ระบุวา ‘แรเปนของรัฐ’ นําไปสู ความขัดแยง ละเมิดสิทธิบุคคล และชุมชนทองถิ่น ซึ่งเปนผลจากการกําหนดนโยบาย บังคับใชกฎหมาย กฎระเบียบและการ บริหารจัดการทรัพยากรแรที่ไมเปนธรรม ซึ่งจากการสัมมนาครั้งนี้ไดขอสรุปดังนี้ 1. ประชาชนใน 15 พื้นที่ของการสํารวจและทําเหมืองแรชนิดตาง ๆ ไดรวมตัวกันกอเกิดเปน ‘เครือขาย ประชาชนผูไดรับผลกระทบจากการทําเหมืองแร ประเทศไทย’ ทําหนาที่ในการหนุนเสริมเพื่อสรางความ เขมแข็งใหกับประชาชนในพื้นที่ตางๆ เพื่อคัดคานการทําเหมืองแร 2. คัดคานร างพระราชบัญญัติวาดวยแร เพราะเปนกฎหมายที่ไม สอดคลองกับบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ และละเมิดสิทธิประชาชน โดยนิยามวา ‘แรเปนของรัฐ’ ไมมีเนื้อหาในเรื่องการขยายสิทธิในดาน การกระจายอํา นาจให แ ก ชุม ชนท อ งถิ่ น และไม มีก ารเพิ่ ม ขั้ น ตอนการประเมิน ผลกระทบตอ สุ ข ภาพ ตาม บทบัญญัติใหมของรัฐธรรมนูญ 3. คัดคานรางพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ที่มองเห็นประชาชนที่ออกมาตอตานคัดคาน โครงการพั ฒ นาต า ง ๆ ว า เป น ‘ศั ต รู ข องรัฐ ’ รวมทั้ ง การให เ จา หน า ที่ส ามารถใช กํ าลั ง และอาวุ ธ เข า สลาย ปราบปราม จับขัง ตั้งขอหาประชาชนหากออกมาคัดคานตอตานโครงการพัฒนาตางๆ 4. คัดคานมติคณะกรรมการสิ่งแวดลอมแหงชาติ และประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดลอมในเรื่องการกําหนด ประเภท ขนาด และวิธีปฏิบัติ สําหรับโครงการหรือกิจการที่อาจกอใหเกิด ผลกระทบตอชุมชนอยางรุนแรง ทั้งทางดานคุณภาพสิ่งแวดลอม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ที่กําหนด ประเภทโครงการรุนแรงเอาไวเพียง 11 ประเภท เทานั้น เนื่องจากมติและประกาศดังกลาวไมเปนไปตาม 18 ประเภทโครงการรุนแรงที่คณะกรรมการ 4 ฝาย สงเรื่องใหกับนายกรัฐมนตรี

ค - 19


ผศ.นพ.ปตพงษ เกษสมบูรณ อ.เดชรัต สุขกําเนิด และภญ.ดร.นุศราพร เกษสมบูรณ. เรื่องความจําเปนและ แนวทางในการประเมินผลกระทบทางสุขภาพกรณีโครงการเหมืองแรโพแทชจังหวัดอุดรธานี. เอกสาร ประกอบการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง ผลกระทบทางสุขภาพโครงการเหมืองแรโพแทช : แนวทาง ประยุกตใชในสังคมไทย ระหวางวันที่ 17-18 พฤษภาคม 2546 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี. เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่องนี้ระบุความสําคัญและความจําเปนของการประเมินผลกระทบทาง สุขภาพในการทําเหมืองแรโพแทช รวมถึงสวนประกอบที่ควรตองมีในรายงานการประเมินผลกระทบตอ สุขภาพดวย นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะหถึงปญหาและขอจํากัดของรายงานผลกระทบสิ่งแวดลอมของบริษัท เอเชีย โพแทช คอรเปอเรชั่น จํากัดที่ทําโครงการเหมืองแรโพแทชในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีที่ถึงแมจะระบุถึง มาตรการลดผลกระทบทางสิ่งแวดลอม แตก็ไมมีขอมูลพื้นฐานดานสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ที่จะสามารถ นํามาใชเปนฐานในการประเมินและแกไขปญหาหากเกิดอันตรายขึ้นในอนาคต นอกจากนี้มาตรการติดตาม ผลกระทบดานสุขภาพที่ระบุไวก็เปนสวนของแรงงานไมครอบคลุมประชาชนในพื้นที่ การกําหนดปจจัยสี่ยงที่ อาจกระทบตอสุขภาพก็ไมครอบคลุมทุกดาน ไมมีการกําหนดกลไกหรือองคกรที่ดูแลดานการลดผลกระทบตอ สุขภาพอยางชัดเจน และขาดการมีสวนรวมของสาธารณะในการประเมินผลกระทบ ซึ่งทายสุดทางคณะทํางาน ไดเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงรายงานการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ เนื่องจากการประเมินผลกระทบ ทางสุขภาพของนโยบายสาธารณะจะเปนเครื่องมือที่มีศักยภาพในการชวยใหการออกแบบและการดําเนิน นโยบายสาธารณะเปนไปอยางโปรงใส สรางความรูความเขาใจของสังคม และทําใหสามารถมองเห็นทางเลือก ในการสรางมาตรการปองกันความเสี่ยงทางสุขภาพได เวที สช.เจาะประเด็น “เหมืองแรทองคํา: ความมั่นคงหรือทุกขภาวะ”. บันทึกการเสวนา. วันที่ 1 มีนาคม 2554 ณ ชั้น 2 อาคารสุขภาพแหงชาติ กระทรวงสาธารณสุข การประเมินผลกระทบทางสุขภาพหรือ HIA เปนเครื่องมือที่สังคมจะใชในการประเมินผลกระทบทั้ง กอน ระหวาง และหลังการดําเนินการโครงการหรือนโยบาย การประเมินผลกระทบทางสุขภาพไมใชเครื่องมือ ชั่ง ตวง วัดสิ่งหนึ่งสิ่งใด แตเปนเครื่องมือทางสังคมเพื่อการเรียนรูเรื่องที่เกี่ยวของกับสังคม ซึ่งในการทํา HIA แบงเปน 4 ชองทาง คือ 1. โครงการรุนแรงทั้งดานคุณภาพ สิ่งแวดลอม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ 2.ใช เปนกระบวนการสรางการมีสวนรวมทางสังคมในการกําหนดนโยบายที่เอื้อตอสุขภาพ 3. ประชาชนสามารถ รองใหมีการทํา HIA เมื่อเห็นวานโยบายหรือโครงการมีผลกระทบตอสุขภาพ 4. เปนสวนริเริ่มใหชุมชน เรียนรูในการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายทางสุขภาพ นอกจากนี้ในการเสวนายังกลาวถึงผลกระทบตอการทําเหมืองแรในจังหวัดเลยและไดสนับสนุนการทํา HIA โดยชาวเลยเปนผูริเริ่ม และดําเนินโครงการดวยตัวเองเพื่อชวยกันเรียนรูและแกไขปญหาในพื้นที่

ค - 20


สันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย . เหมืองแรโพแทชอุดรธานี ความเปนมา ความเคลื่อนไหว และประเด็นปญหา. เอกสารประกอบการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง ผลกระทบทางสุขภาพโครงการเหมืองแรโพแทช: แนวทางประยุกตใชในสังคมไทย ระหวางวันที่ 17-18 พฤษภาคม 2546 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี. บทความชิ้นนี้ไดสรุปสถานการณของการทําเหมืองแรโพแทชของบริษัท เอเชีย แปซิฟค โพแทช คอร เปอเรชั่น จํากัด ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี โดยมีรายละเอียดตั้งแตประโยชนและกระบวนการทําเหมืองแรโพแทช การวิจารณรายงานผลกระทบตอสิ่งแวดลอมของโครงการดังกลาวของนักวิชาการผูเชี่ยวชาญในการสัมมนา โครงการเหมืองแรโพแทชจังหวัดอุดรธานี: ปญหาและแนวทางแกไข ที่ระบุวารายงานผลกระทบตอสิ่งแวดลอม ที่จัดทําขึ้นขาดรายละเอียดสําคัญหลายประการ ทั้งการกําหนดขอบเขตและพื้นที่โครงการไมชัดเจน เชน ไมระบุ ผลกระทบจากไอเกลือที่อาจมีผลตอพื้นที่ใกลเคียง ไมมีมาตรการปองกันการฟุงกระจายของหางแรและการ ปนเป อ นในแหล ง น้ํ า ไม มี ก ารศึ ก ษาการทรุ ด ของดิ น ไม มี ก ารศึ ก ษาผลกระทบทางเศรษฐกิ จ และสั ง คม โดยเฉพาะผลกระทบของโครงการตอการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่ เชน วิถีชีวิต การ เปลี่ยนแปลงอาชีพนอยมาก และประการสําคัญไมไดมีการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ (Health Impact Assessment : HIA) ขาดขอมูลพื้นฐานทางสุขภาพ ภาวะสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ขอบเขตที่จะไดรับ ผลกระทบทางสุขภาพ กลุมเสี่ยงตางๆ มาตรการลดผลกระทบทางสุขภาพ ตลอดจนการติดตามตรวจสอบและ การรับมือกับปญหาสุขภาพที่จะเกิดกับประชาชนจากโครงการ ในชวงทายของบทความมีการสรุปความ เคลื่อนไหวของประชาชนตั้งแตเมื่อบริษัทฯไดรับประทานบัตรในป 2543 จนถึงป 2546 ที่การเคลื่อนไหวสราง กระแสใหทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาชนหันมาใหความสําคัญกับผลกระทบที่เกิดจากการทําเหมือง โพแทช และการแกไขพรบ. แร รวมทั้งการสนับสนุนใหชุมชนมีสวนรวมในการพิจารณาโครงการเหมืองแรที่ จะเกิดขึ้นในชุมชนอีกดวย สมพร เพ็งค่ํา. ผลกระทบทางสุขภาพ : ประเด็นปญหาและแนวทางการประเมิน กรณีโครงการเหมืองแรโพแทช จังหวัดอุดรธานี. เอกสารประกอบการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง ผลกระทบทางสุขภาพโครงการ เหมื อ งแร โ พแทช: แนวทางประยุ ก ต ใ ช ใ นสั ง คมไทย ระหว า งวั น ที่ 17-18 พฤษภาคม 2546 ที่ มหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานี. บทความนี้ไดอธิบายการประเมินผลกระทบทางสุขภาพวามี 4 มิติ ไดแก ทางกาย ทางจิต ทางสังคม และ ทางจิตวิญญาณ ซึ่งการดําเนินโครงการหรือนโยบายสาธารณะในเรื่องที่มีความเกี่ยวพันและกระทบกับสุขภาพ ควรที่จะตองมีการศึกษาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสุขภาพของประชาชนใหถองแทกอนการตัดสินใจ ซึ่ง ปจจุบันไดมีการพัฒนากระบวนการในการศึกษาและวิเคราะหถึงผลกระทบดังกลาวเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ ของสาธารณะ เรียกวา “ การประเมินผลกระทบทางสุขภาพ ” (Health Impact Assessment : HIA) กรณีของโครงการเหมื องแร จั งหวั ดอุดรธานี ที่เ ปนโครงการขนาดใหญแ ละมีผลกระทบทางดาน สุขภาพ รายงานการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดลอมโครงการเหมืองแรโพแทช จังหวัดอุดธานี ของบริษัท เอเชีย แปซิฟค โปแตช คอรเปอเรชั่น จํากัด พบความไมสมบูรณอยูหลายประการ แมวาโครงการเหมือง ค - 21


แรโพแทชจะเพิ่มการจางงานหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แตก็มีผลกระทบทางลบ เชน ความเครียด หรือการ เพิ่มขึ้นของโรคทางเดินหายใจจากฝุนเกลือและฝุนละอองตาง ๆ อุบัติเหตุจากการทํางานและการขนสง การ เปลี่ยนแปลงดานสิ่งแวดลอม เชน ฝุนเกลือ แผนดินยุบ การปนเปอนของน้ําใตดิน ปญหาสุขาภิบาลในพื้นที่ และ การเปลี่ยนแปลงทางดานสังคมจากการอพยพเขาของคนงาน เปนตน ซึ่งรายงานโครงการเหมืองแรโพแทชไมมี การประเมินผลกระทบทางสุขภาพ โดยเฉพาะไมมีขอมูลพื้นฐานทางสุขภาพ ภาวะสุขภาพของประชาชนใน พื้นที่ ตลอดจนการติดตามตรวจสอบและการรับมือกับปญหาสุขภาพที่จะเกิดกับประชาชนจากโครงการ ไมมี การประเมินความเสี่ยงในรายงาน EIA โดยเฉพาะอุบัติเหตุที่จะเกิดจากการทําเหมือง เชน อันตรายจากสารเคมี ไมมีมาตรการปองกันลดผลกระทบและความพรอมในการรับมือกับปญหาที่เปนที่นาเชื่อถือ ไมไดมีมาตรการ ในการฟนฟูเหมืองที่นาเชื่อถือ เมื่อหมดอายุประทานบัตรแลวการปดชองอุโมงคการติดตามดูแลเหมือง การเฝา ระวังทางสิ่งแวดลอม ไมมีการรับประกันวาจะไดรับการดูแลอยางเปนระบบ โครงการเหมืองแรโพแทช จังหวัด อุดรธานีเปนโครงการพัฒนาขนาดใหญที่มีผลกระทบตอสุขภาพของประชาชน ดังนั้นการประเมินผลกระทบ ทางสุขภาพจึงเปนสิ่งสําคัญและจําเปนที่จะตองทํากอนการตัดสินใจดําเนินโครงการ เพื่อใหไดขอมูลที่ถูกตอง ในการตัดสินใจ มีการหามาตรการควบคุม ปองกันและลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการดําเนินโครงการ ตอไป สําหรับแนวทางการดําเนินงานการประเมินผลทางสุขภาพควรกระทํา โดยการใหความสําคัญกับ กระบวนการมีสวนรวมจาก 3 ภาคสวนคือ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการและภาคการเมือง โดยการ “ชวนกัน คิด ชวนกันคุย ชวนกันคน รวมกันสรุป สนับสนุนใหเกิดการตัดสินใจที่เปนธรรมและติดตามผลที่เกิดขึ้นจาก การตัดสินใจ”

ค - 22


ภาคผนวก ง ตารางสรุปขอมูลชุมชนทองถิ่น ที่ไดรับผลกระทบดานตางๆ จากเหมืองแร

ง- 1


ตารางสรุปขอมูลชุมชนทองถิ่นที่ไดรับผลกระทบดานตางๆ จากเหมืองแร ชุมชนทีไ่ ดรับ ผลกระทบ

ประเภทเหมือง/บริษัท และลักษณะเหมือง

นครศรีธรรมราช ชุมชนในอําเภอ รอนพิบูลย

การแยกแรดีบุกที่มาพรอม สารหนู

นครราชสีมา ชุมชนในอําเภอโนน ไทย โนนสูง ดานขุน ทด และพระทองคํา อุดรธานี ครอบคลุม บริเวณ 30 หมูบาน 8 ตําบล 3 อําเภอ

เหมืองเกลือสินเธาว และ โรงงานสูบน้ําเกลือขึ้นมาจาก ใตดิน ตมเปนเกลือสินเธาว โครงการเหมืองแรโปแตช เหมืองแรใตดินขนาดใหญ พื้นที่สัมปทานประมาณ 7 หมื่นไร กําลังการผลิตปละ 2 ลานตัน สํารวจในป 2516 ทํา สัญญาในป 2527 ปจจุบันเปน ของบริษัทเอเชียแปซิฟค โปแตช คอรปอรเรชั่น ในเครือ บริษัทอิตาเลี่ยนไทย จํากัด (มหาชน)

ลักษณะของผลกระทบ และชวงเวลาที่ไดรบั ผลกระทบ

สถานการณปจ จุบัน

กรมทรัพยากรธรณี รวมกับสาธารณสุข จังหวัดพยายามหยุดการปนเปอนในน้ําและ จัดหาน้ําประปาที่ไมปนเปอนใหชาวบาน รวมทั้งตรวจสารพิษในคนและสิ่งแวดลอม มีผลกระทบหลายประการ 1) ชาวบานไดรับฝุนควันจากแกลบที่ใชตมเกลือ (2530) ชาวบานยื่นฟองคดีตอศาลปกครอง 2) เกิดปรากฏการณหลุมยุบ (เปนครั้งคราวตั้งแต ป 2538-2553) และ 3) สภาพอุดม นครราชสีมาเมื่อป 2548 ศาลประทับฟอง สมบูรณของลําหวยลดลง รับคดีไวพิจารณาเมื่อป 2550 พบผูปวยจากพิษสารหนูปนเปอนในน้ําและดิน สงผลตอสุขภาพทั้งแบบ เฉียบพลันและเรื้อรัง เชน โรคมะเร็ง ปจจุบันปริมาณสารหนูในแหลงน้ํายังสูงกวา มาตรฐาน 10-100 เทา

ชุมชนรับทราบขอมูลในป 2544 และหวั่นเกรงผลกระทบในประเด็นตอไปนี้ 1) ผลกระทบตอเกษตรกรรมที่เปนเศรษฐกิจหลักของชุมชนทองถิ่นจากการขยายตัว ของดินเค็ม น้ําเค็มจากการแตงแร และความเค็มจากกองเกลือ 2) ผลกระทบตอ สุขภาพจากมลพิษขณะทําเหมือง ฝุนเกลือ ฯลฯ รวมทั้งจากคุณภาพสิ่งแวดลอมที่ เปลี่ยนไปในระยะยาว 3) ความเสี่ยงจากดินทรุด เหมืองถลม อุบัติเหตุจากการทํา เหมือง 4) ความเสี่ยงจากการพัฒนาอุตสาหกรรมตอเนื่อง ซึ่งจะกระทบตอวิถี ทองถิ่น 5) ความเสี่ยงซึ่งชุมชนไมสามารถจะควบคุมได เชน มีการออกกฎหมาย รับรองการทําเหมืองใตดินที่อยูลึกเกิน 100 เมตรโดยไมตองขอความยินยอมจาก เจาของที่ดิน หรือการใชชองอุโมงคเหมืองสําหรับทิ้งกากของเสียอันตรายจาก อุตสาหกรรมและกากนิวเคลียรจากโรงไฟฟานิวเคลียร (เหมืองยังไมเปด ดําเนินการ)

ง-2

รายงานผลกระทบสิ่งแวดลอมผานในป 2543 แตพบขอบกพรองจึงตองดําเนินการศึกษา เพิ่มเติม บริษัทที่ปรึกษาเตรียมกําหนด ขอบเขตการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดลอมและ สุขภาพ และมีการจัดการรับฟงความคิดเห็น ในจังหวัดอุดรธานี ในเดือนเมษายน 2554 ซึ่ง ชาวบานกลุมอนุรักษสิ่งแวดลอมอุดรธานีได ชุมนุมขอเขารวมเวทีดวย แตไดรับการปฏิเสธ


ชุมชนทีไ่ ดรับ ผลกระทบ เชียงใหม อําเภอเวียงแหง

แมฮองสอน อําเภอแมลานอย

ตาก อําเภอแมสอด

ประเภทเหมือง/บริษัท และลักษณะเหมือง

ลักษณะของผลกระทบ และชวงเวลาที่ไดรบั ผลกระทบ

การไฟฟาฝายผลิตแหง ประเทศไทย เตรียมพัฒนา เหมืองถานหินเพื่อการผลิต พลังงาน โดยการทําเหมืองเปด

การศึกษาของชัชวาลย จันทรวิจิตร (2546) ระบุถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น คือ 1) ผลกระทบดานสิ่งแวดลอม ไดแก ปญหาจากกองเศษดิน ปญหาฝุนละออง ปญหาไฟไหมในเหมือง มลพิษทางน้ํา การพัดพาตะกอนดิน ปญหาแรธาตุ รองรอยมลพิษกัมมันตภาพรังสี ปญหาการใชระเบิด ปญหาการขนสงถานหิน และผลกระทบตอทัศนียภาพ 2) ผลกระทบดานสุขภาพ ไดแก โรคติดตอ เชื้อโรค ไมติดตอ ภาวะขาดสารอาหาร และการเกิดอุบัติเหตุและการไดรับบาดเจ็บจากการ ทําเหมืองและการขนสงถานหิน (เหมืองยังไมเปดดําเนินการ) บริษัท โรงโมหิน พี.วี.ศิลาทิพย ชาวบานไดรับผลกระทบดานสุขภาพ จากขอมูลของโรงพยาบาลแมลานอยระบุวา จํากัดประกอบกิจการเหมืองแร ตลอด 5 ปที่ผานมา สถิติผูปวยโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจสูงขึ้นทุกปเปนผล มาจากฝุนละอองจากโรงโมหิน และรถขนหิน ลําหวยแมลานอยขุนและตื้น หินปูนอุตสาหกรรม เนื่องจากตะกอนจากกองหินกระทบตอแหลงน้ําประปาภูเขาของชุมชน และปญหา เกี่ยวกับแรงงานตางดาวที่เขามาเปนแรงงานและอาศัยในพื้นที่จนมีการตั้งเปน ชุมชนขนาดยอมที่กอปญหาการลักขโมย ยาเสพติด การพนัน และโรคระบาด รวมทั้งปญหาสิ่งแวดลอมเสื่อมโทรม จากการตรวจวัดระดับสารแคดเมียมในดินและขาว พบ มีการปนเปอนของสาร ในพื้นที่มีการทําเหมืองแร แคดเมียมในดิน และผลิตผลการเกษตร รวมทั้งมีผลกระทบตอสุขภาพของ สังกะสีของบริษัท ผาแดง ประชากรกวา 6,000 คน ประกอบกับการทําเหมืองทําใหเกิดการกัดเซาะหนาดิน อินดัสทรี จํากัด (มหาชน) ตั้งแตป 2525 และบริษัท ตาก อยางรวดเร็ว และเปนเหตุใหแคดเมียมกระจายตัวปนเปอนในสิ่งแวดลอมมากขึ้น ไมนิ่ง จํากัด ทําเหมืองแรอีก จนถึงขั้น วิกฤต แหงบริเวณใกลกันตั้งแต ป 2536

ง- 3

สถานการณปจ จุบัน สถานบริการวิศวกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม จัดทํารายงานผลกระทบทางสิ่งแวดลอม แต ชาวบานไมยอมรับเวทีประชุมสัมมนาระดม ความคิดเห็น

ประชาชนรองเรียนไปที่คณะกรรมการสิทธิ มนุษยชนแหงชาติ และมีคําตัดสินใหทํา รายงานการศึกษาวิเคราะหผลกระทบ สิ่งแวดลอม และใหฟนฟูที่ดินใหคืนสูสภาพ เดิมดวยคาใชจายของบริษัทโรงโมหิน พี.วี. ศิลาทิพย จํากัด ประชาชนในพื้นที่รองตอคณะกรรมการสิทธิ มนุษยชน และมีคําตัดสินใหบริษัทผาแดง อินดัสทรี จํากัดหยุดประกอบกิจการจนกวาจะ ฟนฟูสภาพความเปนกรด-ดางของดินและ ชดใชคาเสียหายตอประชาชนในพื้นที่


ชุมชนทีไ่ ดรับ ผลกระทบ

ประเภทเหมือง/บริษัท และลักษณะเหมือง

ลักษณะของผลกระทบ และชวงเวลาที่ไดรบั ผลกระทบ

พื้นที่ทําเหมืองแร ทองคํา 3 จังหวัด พิจิตร เพชรบูรณ และพิษณุโลก (บริเวณตําบล เขา เจ็ดลูก อ.ทับคลอ จ.พิจิตร และรอยตอ 3 จังหวัดไดแก พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ)

บริษัท อัคราไมนิ่ง บริษัท แหลงน้ําธรรมชาติเหือดแหง ขาดน้ําใชทําเกษตร ชาวบานตองซื้อน้ํากินน้ําใช ที่ ริชภูมิไมนิ่ง จํากัด, บริษัท ไทย สําคัญกอมลพิษทางฝุน เสียง แรงสั่นสะเทือนจากการระเบิดหิน การปนเปอน โกลบอลเวนเจอรส จํากัด สารพิษไซยาไนดและสารหนูลงสูดินและ แหลงน้ําซึ่งทําใหชาวบานเจ็บปวย ไดรับอนุญาตทําเหมืองแร ทองคํา-เงิน

เลย อําเภอวังสะพุง

บริษัท ทุงคํา จํากัด ทําเหมือง แรทองคําในพื้นที่ตั้งแตป 2548

จากการสํารวจคุณภาพน้ําของกองวิเคราะหน้ําบาดาล กรมทรัพยากรน้ําบาดาล พบ สารหนู แคดเมียม และแมงกานีส มากผิดปกติในลําหวยฮวย ประชาชนมีอาการ คันตามเนื้อตัว เกิดผดผื่น การสุมตรวจเลือดชาวบานใน 6 หมูบานปรากฏวามี ปริมาณไซยาไนดในเลือดสูงกวามาตรฐานที่ยอมรับได

ง-4

สถานการณปจ จุบัน กระทรวงอุตสาหกรรม ไดสั่งปดการดําเนิน กิจการเหมืองเหมืองแรทองคํา ชาตรี เฟสตอน เหนืออยางเด็ดขาด และเฟส 2 หามขุดเจาะทํา เหมืองในชวงเวลากลางคืนตั้งแตเวลา ( 19.00 น. - 05.00 น.) แตในชวงกลางวันให ดําเนินการไดตามปกติ ซึ่งมีคําสั่งเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2554 ที่ผานมา และวันที่ 28 มกราคม 2554 รัฐมนตรีวาการกระทรวง อุตสาหกรรม และ ผูวาราชการจังหวัดพิจิตร และคณะสวนราชการที่เกี่ยวของ ไดลงพื้นที่ ตรวจราชการเพื่อรับฟงปญหา ไดกลาววาไม มีนโยบายสั่งปด ใหเปดตอบางสวน แตตองทํา ใหถูกตอง เพราะอุตสาหกรรมคือสวนสราง งานสรางรายไดของชาติ แตตองปรับปรุงทั้ง CSR และ HIA สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย ออก ประกาศหามใชน้ําในบอธรรมชาติในการ บริโภค


ชุมชนทีไ่ ดรับ ผลกระทบ

ประเภทเหมือง/บริษัท และลักษณะเหมือง

เลย อําเภอเชียงคาน

กลุมนายทุนที่ยังไมได รับประทานบัตรบุกรุกปา สงวนเขาไปตัดถนน ตัดตนไม นําเครื่องจักรเขาไปขุดแรเหล็ก และขนแรออกจากแหลงขุด โดยใชรถบรรทุกผาน บริษัท แพนออส จํากัด ที่ได รวมลงทุนกับ บริษัท ภูเทพ จํากัด ใหดําเนินโครงการ และ ไดทําการสํารวจปริมาณของแร แลวเสร็จในเดือนตุลาคม 2551

เลย อําเภอเมือง

กาญจนบุรี อําเภอทามวง

การดําเนินการทําเหมืองหิน และโรงโมหินของโรงโมหิน ศิลาสมบูรณทรัพยในพื้นที่เขา คันหอก

ลักษณะของผลกระทบ และชวงเวลาที่ไดรบั ผลกระทบ บริเวณที่ขุดแรเหล็กเปนแหลงตนน้ําลําหวยเสี้ยวที่ชาวบานใชน้ําทําการเกษตร ปจจุบันตื้นเขิน ดินตะกอนไหลลงมาทับถมที่นาจนไมสามารถปลูกขาวได

สถานการณปจ จุบัน ชาวบานรองเรียนให อบต.ธาตุ สํานักงาน อุตสาหกรรมจังหวัดสั่งปดเหมือง คัดคานการ อนุมัติประทานบัตรทําเหมือง

ยังไมไดดําเนินการกอสรางอยูในระหวางขั้นตอนการสํารวจ และการเปดประชุม รับฟงความคิดเห็นของประชาชน และผูมีสวนไดเสียในการกําหนดขอบเขต และ แนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดลอมและสุขภาพ โครงการวิเคราะห ผลกระทบสิ่งแวดลอม โครงการเหมืองแรทองแดงภูเทพ จ.เลย ซึ่งจัดโดย วิทยาลัย สิ่งแวดลอม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2554

กลุมเครือขายอนุรักษภูหินเหล็กไฟ และ ชาวบานหวยมวง ต.นาดินดํา อ.เมือง ออกมา ตอตานการทําเหมืองแรทุกชนิด โดยเรียกรอง ใหหนวยงานราชการหรือผูมีสวนเกี่ยวของ ทบทวนการตออายุอาชญาบัตรสํารวจแร ทองแดงใหนายทุนบริเวณภูหินเหล็กไฟ และ ภูเดิ่น (ขั้นตอนการขอประทานบัตรเพื่อลงทุน เหมืองแรทองแดงอยูระหวางการพิจารณา) ประชาชนไดรับความเจ็บปวยดวยโรคผิวหนัง โรคทางเดินหายใจ เชน หืด หอบ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน เสนอใหจัดตั้ง

และการแพฝุนละออง รวมทั้งมีเสียงดังจากการระเบิดหิน แรงสั่นสะเทือนจากการ คณะกรรมการชุมชนเฝาระวังตรวจสอบและ ระเบิดหินทําใหบานเรือนและสิ่งกอสรางของราษฎรไดรับความเสียหาย

แกไขผลกระทบตางๆ และใหหนวยงานที่ รับผิดชอบดูแลอยางใกลชิด รวมถึงใหกรม ควบคุมมลพิษตรวจสอบการประกอบการให อยูในเกณฑมาตรฐานทุกๆ 3 เดือน

ง -5


ชุมชนทีไ่ ดรับ ผลกระทบ กาญจนบุรี อําเภอทองผาภูมิ

ลําปาง อําเภอ แมเมาะ ตําบล บานดง ตําบล สบปาด และตําบล นาสัก

ประเภทเหมือง/บริษัท และลักษณะเหมือง ในพื้นที่มีการประกอบกิจการ เหมืองแรตะกั่ว 2 แหง ไดแก บริษัท กาญจนบุรี เอ็คซโพล เรชั่น แอนดไมนิ่ง จํากัด “เค็มโก” ตั้งแตป พ.ศ. 2520 และ บริษัท ตะกั่ว คอนเซนเตรทส (ประเทศไทย) จํากัด ตั้งแต ป พ.ศ. 2510 การไฟฟาฝายผลิตไดเริ่ม โครงการเหมืองแรถานหิน ลิกไนตและโรงไฟฟาพลัง ความรอนจากถานหินตั้งแตป พ.ศ. 2503 และมีการขยาย โรงไฟฟาเพิ่มจนปจจุบันมี เครื่องผลิตกระแสไฟฟา จํานวน 13 เครื่อง

ลักษณะของผลกระทบ และชวงเวลาที่ไดรบั ผลกระทบ การรั่วไหลของตะกอนแรจากบอกักเก็บตะกอนและน้ําขุนขนของโรงแตงแรคลิตี้ ลงสูลําหวยคลิตี้ สรางผลกระทบใหกับราษฎรหมูบานคลิตี้ตั้งแตป 2536-2537 ประชาชนเริ่มมีอาการเจ็บปวย บวมและเสียชีวิต เด็กแรกเกิดปวย มีพัฒนาการชา จากการตรวจสอบพบวา ปริมาณสารตะกั่วในเลือดของประชาชนโดยสวนใหญอยู ระหวาง 30-50 มิลลิกรัมตอเดซิลิตร

ตั้งแตป พ.ศ. 2535 เกิดฝนกรด มีฝุนจากการทําเหมืองทุกกระบวนการ ทําให ประชาชนเกิดอาการหายใจไมออก คันตามตัว เปนผดผื่นและแพ เคืองตา เจ็บคอ ซึ่งคนปวยที่ไดรับสารพิษจากฝุนหินและซัลเฟอรไดออกไซดในพื้นที่นั้นแพทยได ยืนยันวาเปนโรคปอดอักเสบนิวโมโคนิโอซิส และโรคพิษซัลเฟอรไดออกไซด ที่มาจากมลพิษในบริเวณที่พักอาศัย นอกจากนี้ยังไดรับผลกระทบจากเสียงดังอยาง รุนแรงจากการระเบิดหิน

ง- 6

สถานการณปจ จุบัน ศาลจังหวัดกาญจนบุรีมีคําตัดสินในป พ.ศ. 2553 ใหบริษัทเหมืองแรชดใชคาเสียหายให ชาวบานที่ไดรับผลกระทบและรับผิดชอบการ ฟนฟูสภาพแวดลอม

ศาลปกครองเชียงใหม มีคําตัดสินในป พ.ศ. 2552 ใหกฟผ.ดําเนินการอพยพหมูบานออก นอกรัศมีผลกระทบ 5 กิโลเมตร ใหกําหนด พื้นที่ปลอยดินกับชุมชน (Buffer Zone) และ ทํา Bunker โดยในจุดปลอยดินต่ํากวา Bunker เพื่อลดปญหาฝุนละออง และสั่งใหกฟผ.จัดทํา รายงานการตรวจสอบสภาพสิ่งแวดลอม (E.A) ทุก 2 ป และเสนอตอสํานักงานนโยบาย และแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม พิจารณา


ชุมชนทีไ่ ดรับ ผลกระทบ จังหวัดพิจิตร อําเภอวังทรายพูน

ประเภทเหมือง/บริษัท และลักษณะเหมือง แรทองคํา ป 2542ไดมีการ สํารวจพบสายแรบริเวณเขา พนมพา อบจ.พิจิตรได รับประทานบัตรขุดหาแร ทองคําและเปดใหประชาชนทํา การขุดหาแรแตนอกจากพื้นที่ ประทานบัตรของอบจ.พิจิตร แลว ประชาชนยังทําการขุดหา แรทองคําในพื้นที่เอกชนที่อยู ใกลเคียงอีกดวย

ลักษณะของผลกระทบ และชวงเวลาที่ไดรบั ผลกระทบ การขุดหาแรทองคํากอใหเกิดผลกระทบหลายประการ ไดแก 1) ถูกขุดจนกลายเปน แองขนาดใหญเสี่ยงตอการถลมทับผูที่ขุดแร และกองดินที่เกิดจากการคัดเลือกแร ทับถมหนาดินเดิมจนสูญเสียความอุดมสมบูรณ 2) การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตจาก สังคมเกษตรเปนการขุดแรทองคําและทํางานรับจาง 3) ปญหาพิษสารปรอทที่ใช ในการแยกแรซึ่งประชาชนไมมีการปองกันทําใหเกิดการเจ็บปวย ไดแก ความดัน โลหิตสูง หอบ นอกจากนี้ยังโรคอื่นๆ ที่เกิดจากการทํางาน เชน โรคผิวหนังจาก การแชน้ํานาน และโรคจากการทํางานหนักและไมดูแลสุขภาพ

ง-7

สถานการณปจ จุบัน ในป พ.ศ. 2551 ชาวบานรวมตัวกันกับ ชาวบานในเขตรอยตอ 3 จังหวัดระหวางพื้นที่ รอยตอจังหวัดพิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ เคลื่อนไหวคัดคานการอนุมัติใบประทานบัตร เหมืองแรเฟส 2


ภาคผนวก จ เกริ่นนําโครงการเหมืองแร (แฟมเอกสารการนําเสนอ powerpoint)

จ-1


จ -2


จ-3


จ-4


จ -5


ภาคผนวก ฉ เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง “ผลกระทบจากอุตสาหกรรมเหมืองแรตอสุขภาวะชุมชน” (โปรดดูรายละเอียดในเอกสารเลมจริง)

ฉ -1


Effect mining industry  

Chulalongkorn University Social Research Institute

Advertisement
Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you