Page 1

หนังสืออิเลกทรอนิกส์ ( E-BOOK ) เรื่อง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตนเองและครอบครัว

โรงเรียนดารงษราษฎร์สงเคราะห์ อาเภอเมือง จังหวัดเชียงราย สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3


หนังสืออิเลคทรอนิค ( E-Book ) หน่วยที่ 2 เรื่อง กฎหมายที่ เกี่ยวข้องกับตนเองและครอบครัว หมวดวิชา สังคมศึกษา ( ส 31102 ) ชั้น ม.4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 จัดทาขึ้นเพื่อการศึกษาเรียนรู้ เพิ่มเติม และเป็นการทาความเข้าใจ เพิ่มมากขึ้น โดยเนื้อหาย่อยมี 5 เรื่อง แบ่งเป็น กฎหมายว่าด้วยบุคคล กฎหมายว่าด้วยนิตกิ รรม กฎหมายว่า ด้วยสัญญาที่สาคัญ และกฎหมายว่าด้วยมรดก กฎหมายว่าด้วย ครอบครัว และกระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง หนังสืออิเลคทรอนิค ( E-Book ) นี้ จะสาเร็จสมบูรณ์ไม่ได้หาก ขาดการให้คาปรึกษาและแนะนาจากอาจารย์ผู้สอนประจาวิชา อาจารย์บุญ เพิ่ม จอมใจหาญ และได้รับความร่วมมือจากคณะผู้จดั ทา จึง ขอขอบพระคุณ มา ณ โอกาสนี้ หากผิดพลาดประการใดจึงขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย คณะผู้จัดทา


แบบทดสอบก่อนเรียน แบบทดสอบก่อนเรียน 1. แดงอายุ 19 ปี บริบูรณ์ และดาอายุ 17 ปี บริบูรณ์ และดาได้ทาการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ใครเป้นผู้ บรรลุนิติภาวะ หรือพ้นจากภาวะผู้เยาว์ 1. แดง 2. ดา 3. ทั้งแดงและดา ถือว่าพ้นจากสภาวะผู้เยาว์ 4. ทั้งแดงและดาถือว่ายังเป็นผู้เยาว์ 2. คนตาบอด หูหนวก จัดว่าเป็นคนประเภทใด 1. คนไร้ความสามารถ 2. คนเหมือนไร้ความสามารถ 3. ผู้เยาว์ 4. ผู้บรรลุนิติภาวะ 3. ข้อใดไม่ใช่ นิติบุคคลมหาชน 1. เมืองพัทยา 2. สหกรณ์ 3. ทบวง 4.มหาวิทยาลัย 4. นาย ก.นารถมาให้ชายชาวต่างชาติ เช่าในเวลาเที่ยวในประเทศไทย เวลา 1 เดือน โดยค่าเช่า 5,000 บาท ถือว่า เป็นสัญญาชนิดใด 1. ขายฝาก 2. เช่าทรัพย์ 3.เช่าซื้อ 4.จานอง 5. นายมะแข่ว และ นางมะขิน่ สมรสกันได้ 2 ปี นายมะแข่ว ได้เสียชีวิต นางมะขิน่ ได้มรดกกี่เปอร์เว็น หากนาย มะแข่วไม่ได้เขียนพินัยกรรมไว้ 1. 25% 2. 50% 3. 75% 4. 80% 6. จงเรียง สภาพบุคคลจาก คนไร้ความสามารถ คนเกือบไร้ความสามารถ ผู้เยาว์ และไม่ใช่ผู้เยาว์ ตามลาดับ 1. คนวิกลจริต คนแขนขาด คนอายุ 17 ปี บริบูรณ์สมรสแล้ว คนอายุ 40 ปี บริบูรณ์ 2. คนติดสุรา คนแขนขาด คนอายุ 17 ปี บริบูรณ์ คนอายุ 45 ปี บริบูรณ์ 3. คนแขนขาด คนติดสุรา คนอายุ 20 ปี บริบูรณ์ คนอายุ 19 ปี บริบูรณ์ 4. คนวิกลจริต คนติดสุรา คนอายุ 17 ปี บริบูรณ์ คนอายุ 17 ปี บริบูรณ์ สมรสแล้ว 7.คุณสมบัติของผู้รับบุตรบุญธรรม ข้อใดปิด 1. อายุไม่ต่ากว่า 25 ปี 2. อายุไม่ต่ากว่า 20 ปี 3. อายุมากกว่าบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี 4. เป็นโสดหรือมีคู่สมรส โดยมีบุตรหรือไม่มีบุตรก็ได้


8. นาง ก. แต่งงานกับ นาย ข. เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2556 และเมื่อเวลาผ่านไปเพียง 1 เดือน นาย ข. ตาย ทาให้นาง ก. เป็นหญิงหม้าย นาง ก. จะแต่งงานได้ใหม่เมื่อเวลาผ่านพ้นไปกี่วัน และในวันที่เท่าไหร่ 1. 365 วัน วันที่ 16 มิ.ย. 2556 2. 310 วัน วันที่ 17 มิ.ย. 2556 3. 180 วัน วันที่ 18 มิ.ย. 2556 4. 90 วัน วันที่ 19 มื.ย. 2556 9. ในขั้นตอนบังคับคดี ทรัพย์สินของฝ่ายที่แพ้คดีจะถูกศาลนามาขายทอดตลาด จะต้องชาระหนี้ภายในกี่ปี นับตั้งแต่คดีถึงที่สุด 1. 5 ปี 2. 10 ปี 3. 15 ปี 4. 20 ปี 10. ในขั้นตอนการฟ้องคดี ผู้ใดถูกเรียกว่า จาเลย 1. ผู้ฟ้อง 2. ญาติผู้ฟ้อง 3. ผู้ถูกฟ้อง 5.ทนายของผู้ฟ้อง


1.บุคคลธรรมดา หมายถึง มนุษย์หรือคนซึ่งมีชีวิตจิตใจ มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายหมาย 1.1 การเริ่มต้นสภาพบุคคล ประกอบด้วยลักษณะสาคัญ 2 ประการคือ 1.1.1 การคลอด คือ การที่ทารกออกมาจากครรภ์มารดาโดยบริบูรณ์ ไม่มีอวัยวะอะไรติดอยู่ แม้จะยังไม่ตัดสาย สะดือก็เป็นการคลอดโดยบริบูรณ์แล้ว

1.12 การอยู่รอดเป็น คือ ต้องปรากฏว่าทารกที่คลอดออกมานั้นได้มีการหายใจแล้วด้วยตนเองหรือการ ช่วยเหลือของแพทย์ (การอยู่รอดเป็นทารก) หากทารกตายในครรภ์หรือตายก่อนคลอดไม่ถือว่าเป็นบุคคล ส่วนสิทธิต่าง ๆ ของทารกในครรภ์มารดา ได้แก่ สิทธิการรับมรดก สิทธิในการฟ้องผู้ทาละเมิดบิดาจนทาให้ขาดไร้ผู้อุปการะ 1.2 วันเกิดบุคคล คือ วันที่คลอดจากครรภ์มารดา เป็นวันที่ทารกเริ่มมีสภาพบุคคลตาม กฎหมาย 1.3 สิ่งประกอบสภาพบุคคล คือสิ่งประกอบตัวบุคคลที่กฎหมายกาหนดขึ้น เพื่อบ่งชี้ตัวบุคคล และเผยสภาพต่าง ๆ ให้ปรากฏแก่สังคม ได้แก่ ชื่อ (ตามพระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ.2505 และมีชื่อ สกุลไม่เกิน 10 พยัญชนะ ) ภูมิลาเนา (บ้าน ที่อยู่อาศัย) สถานะ (เพศ อายุ การเป็นบุตร บิดา มารดา สามี ภรรยา ) สัญชาติ (ผู้ได้สัญชาติไทยโดยการเกิดคือ ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย และผู้ที่มีบิดาหรือมารดา เป็นผู้มีสัญชาติไทย)


1.4 ความสามารถบุคคล หมายถึง ความสามารถในการมีสิทธิ (สิทธิในทรัพย์สิน สิทธิในการดาเนินคดี) หรือ ใช้สิทธิตามกฎหมาย (การทานิติกรรม การสมรส การรับบุตรบุญธรรม) ซึ่งปกติบุคคลทุกคนย่อมมี ความสามารถในการใช้สิทธิได้ทัดเทียมกัน แต่มีบุคคลที่หย่อนความสามารถได้แก่ 1.4.1 ผู้เยาว์ หมายถึง บุคคลที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ การพ้นจากภาวะผู้เยาว์มีได้ 2 กรณี คือ 1) อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ 2) อายุยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ แต่ได้ทาการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย คือ สมรสเมื่อชายและหญิงมี อายุ 17 ปีบริบูรณ์หรือเมื่อศาลอนุญาตให้ทาการสมรสก่อนนั้นได้ เช่น ฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ ส่วนการใช้ความสามารถของผู้เยาว์ มี 2 ลักษณะคือ 1) กรณีที่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กาหนดว่า ผู้เยาว์ จะทานิติกรรมใด ๆ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก่อนมิฉะนั้นจะกลายเป็นโมฆียะ การใด ๆ ในที่นี้หมายถึง การทานิติธรรมเท่านั้น ถ้าเป็นการกระทาอย่างอื่นที่ไม่ใช่นิติกรรม เช่น ผู้เยาว์ละเมิดต่อผู้อื่น ผู้เยาว์จะต้องรับผิดชอบในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ผู้แทนโดยชอบธรรม หมายถึง ผู้ที่มีอานาจทานิติกรรมต่าง ๆ แทนผู้เยาว์ หรือให้ความยินยอมแก่ ผู้เยาว์ในการทานิติกรรมซึ่งได้แก่ บิดามารดา ผู้ปกครองที่ศาลตั้งขึ้นเพื่อปกครองผู้เยาว์ 2) กรณีที่ผู้เยาว์สามารถใช้สิทธิกระทาได้เอง นิติกรรมที่กฎหมายอนุญาตให้ผู้เยาว์กระทาได้โดยลาพังตนเอง ไม่ จาต้องขอความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม เช่น การรับการให้โดยเสน่หา การซื้ออาหารกิน ซื้อสมุดดินสอ ขึ้นรถประจาทาง การทาพินัยกรรมได้เมื่ออายุ 15 ปีบริบูรณ์ 2) คนไร้ความสามารถ คือ บุคคลมีอาการวิกลจริต (จิตผิดปกติหรือเป็นบ้าหรือสติวิปลาส ป่วยเป็นโรคทาง สมองนอนรักษาตัวและไม่มีอาการรับรู้หรือสติสัมปชัญญะใด ๆ ) ซึ่งถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ (หาก ศาลไม่สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ จะเรียกว่า คนวิกลจริต) ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้อนุบาล ซึ่ง สานึก กฎหมายจึงกาหนดให้คนไร้ความสามารถไม่มีความสามารถในการทานิติกรรมใด ๆ หากทานิติกรรมนั้น เป็นโมฆียะ แม้การกระทานิติกรรมนั้นได้รับความยินยอมจากผู้อนุบาลก็ตาม ด้วยเหตุนี้ผู้อนุบาลจึงทานิติกรรม แทนคนไร้ความสามารถได้ทุกกรณี


3) คนเสมือนไร้ความสามารถ คือ บุคคลมีกายพิการ (แขน ขาขาด เป็นง่อย ตาบอด หูหนวกโดยกาเนิดหรือเกิด ภายหลัง) หรือ มีจิตฟั่นเฟือน (ไม่ถึงกับวิกลจริตหรือบ้า) ไม่สมประกอบ หรือประพฤติสุรุ่ยสุร่ายเสเพลเป็นอาจิณ หรือ ติดสุรายาเมา จนไม่สามารถจัดทาการงานโดยตนเองได้ บุคคลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ คู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้ปกครอง หรือพักงานอัยการ มีสิทธิยื่นคาร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลสั่งเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ โดยอยู่ภายใต้การ ดูแลของผู้พิทักษ์ คนเสมือนไร้ความสามารถ ทานิติกรรมได้เหมือนคนปกติ ยกเว้นนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินที่สาคัญ ได้แก่ นาทรัพย์สินไปลงทุน กู้ยืม ให้กู้ยืมเงิน หรือ เช่าหรือให้เช่าสังหาริมทรัพย์ที่มีระยะเวลาเกิน 6 เดือนหรือ อสังหาริมทรัพย์มีมีระยะเวลาเกิน 3 ปี ฯลฯ ต้องขอความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อน

4)การสิ้นสภาพบุคคล ได้แก่ ตายธรรมดา และสาบสูญ กรณีหายสาบสูญมีเกณฑ์ดังนี้ 1) บุคคลนั้นไปเสียจากภูมิลาเนาหรือถิ่นที่อยู่โดยไม่ได้ข่าวคราวเป็นเวลา 5 ปี 2) กรณีที่กฎหมายให้ลดเวลาเหลือ 2 ปีอยู่ระหว่าง การรบ การสงคราม ประสบภัยระหว่างเดินทาง (เรือล่ม เครื่องบิน ตก รถไฟชนกัน) เหตุอันตรายต่อชีวิตอื่น ๆ (อุทกภัย วาตภัย สึนามิ ฯลฯ )

5) นิติบุคคล คือ บุคคลที่กฎหมายสมมติขึ้น เพื่อให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายรับรอง เช่น ทานิติกรรม สัญญา การ เป็นเจ้าหนี้ ลูกหนี้ มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินได้ แบ่งได้ดังนี้ 2.1 นิติบุคคลเอกชนตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้แก่ สมาคม มูลนิธิ ห้างหุ้นส่วนจากัด บริษัทจากัด ห้างหุ้นส่วน สามัญนิติบุคคล (ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่เป็นนิติบุคคล) สหกรณ์ 2.2 นิติบุคคลมหาชน ได้แก่ สานักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม จังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล เมืองพัทยา วัด มัสยิดที่จะทะเบียน มหาวิทยาลัย พรรคการเมือง


1. นิติกรรม นิติกรรม หมายถึง การใด ๆ อันทาลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการ ผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ แบ่งเป็น 1.1 นิติกรรมฝ่ายเดียว หมายถึง นิติกรรมที่เกิดขึ้นโดยการแสดงเจตนาของบุคคลเพียงฝ่ายเดียว เช่น การทาพินัยกรรม การปลดหนี้ การบอกเลิกสัญญา ฯลฯ 1.2 นิติกรรมหลายฝ่าย หมายถึง นิติกรรมที่เกิดขึ้นโดยการแสดงเจตนาของบุคคลตั้งแต่สองฝ่าย ขึ้นไป ทั้งนี้แต่ละฝ่ายอาจเป็นบุคคลคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ นิติกรรมประเภทนี้เรียกว่า สัญญา เช่น สัญญาซื้อขาย สัญญากู้ยืมเงิน สัญญาเช่าทรัพย์ สัญญาจานา เป็นต้น 2. ความไม่สมบูรณ์ของนิติกรรม ความไม่สมบูรณ์ของนิติกรรม หมายถึง นิติกรรมที่มีความผิดปกติบางอย่างในการก่อนิติกรรมนั้น ซึ่งความผิดปกตินี้ทาให้กฎหมายไม่ยอมรับให้นิติกรรมมีผลในทางกฎหมายเลย ได้แก่ โมฆะกรรม หรือ ยอมรับให้มีผลในทางกฎหมายเพียงชั่วคราวจนกว่าจะมีการบอกล้าง เช่น โมฆียกรรม 2.1 โมฆกรรม หมายถึง นิติกรรมที่ตกเป็นอันเสียเปล่า ใช้บังคับไม่ได้ ไม่เกิดผลในทางกฎหมาย ความเสียเปล่านั้นเกิดขึ้นทันที่ที่มีการทานิติกรรมที่กฎหมายกาหนดให้มีผลเป็นโมฆะ เมื่อนิติกรรมเสีย เปล่าจึงไม่สามารถให้สัตยาบันได้ เช่น การทาพินัยกรรมของบุคคลที่มีอายุต่ากว่า 15 ปีบริบูรณ์มีผลเป็น โมฆะ การเกิดโมฆกรรมมีสาเหตุมาจาก 2.1.1 วัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย หรือ มีวัตถุประสงค์เป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นไป ไม่ได้ หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เช่น สัญญาซื้อขายยาเสพติด สัญญาจ้างฆ่าคน สัญญาจ้างร่วมประเวณี สัญญาซื้อขายที่ดินบนดวงจันทร์ เป็นต้น 2.1.2 นิติกรรมไม่ได้ทาตามแบบที่กฎหมายกาหนดไว้ เช่น ต้องทาเป็นหนังสือต่อ


2.2.3 การแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉล หมายถึง การแสดงเจตนาโดยสาคัญผิดหรือเข้าใจผิดในข้อเท็จจริง เพราะถูกหลอกลวงโดยคู่สัญญาหรือบุคคลภายนอก และกลฉ้อฉลนั้นต้องถึงขนาดจูงใจให้มีการแสดงเจตนาทา นิติกรรม เช่น แดงซื้อรถยนต์จากดาโดยระบุว่าต้องเป็นรถยนต์ใหม่เท่านั้นแต่ดากลับนารถไปทาสีใหม่เพื่อหลอก ว่าเป็นรถใหม่ สัญญาซื้อขายนั้นจึงตกเป็นโมฆียะ

2.2.4 การแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่ หมายถึง การแสดงเจตนาเพราะถูกคู่กรณีหรือบุคคลภายนอกภายนอก ข่มขู่ด้วยภัยอันใกล้จะถึง อีกทั้งต้องร้ายแรงถึงขนาดที่จะทาให้ผู้ถูกข่มขู่กลัวจนยอมทาตามที่ถูกข่มขู่ กล่าวคือ ถ้า หากไม่มีการข่มขู่นั้น ผู้ถูกข่มขู่ก็จะไม่เข้าทานิติกรรมดังกล่าว เช่น แดงใช้ปืนจ่อหัวดาเพื่อข่มขู่ให้ดายอมทาสัญญา ขายรถยนต์ให้แก่ตน นิติกรรมดังกล่าวจึงเป็นโมฆียะ บุคคลที่มีสิทธิให้สัตยาบันหรือบอกล้างโมฆียกรรมคือ ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ ผู้แสดงเจตนาโดยสาคัญผิดในคุณสมบัติซึ่งถือเป็นสาระสาคัญ ผู้แสดงเจตนาโดยถูกข่มขู่ การบอกล้างโมฆียกรรมนั้นจะต้องทาภายใน 1 ปีนับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้หรือภายใน 10 ปีนับแต่ได้ ทานิติกรรม เช่น ก แสดงเจตนาทานิติกรรมโดยถูกกลฉ้อฉลหรือข่มขู่ นิติกรรมที่ ก ทานั้นตกเป็นโมฆียะ ก มีเวลา บอกล้านิติกรรม หลังจาก ก ทราบความจริงหรือพ้นจากการถูกข่มขู่ไป 1 ปี ก ต้องใช้สิทธิบอกล้าง หากไม่ใช้ สิทธิบอกล้างถือว่า ก หมดสิทธิบอกล้าง


กฎหมายว่าด้วยสัญญาที่สาคัญ 1)เอกเทศสัญญา เอกเทศสัญญา หมายถึง สัญญาชนิดที่มีชื่อ ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ได้กาหนด หลักเกณฑ์และรายละเอียดของสัญญาเอาไว้ เอกเทศสัญญามีหลายประเภท ที่สาคัญได้แก่ 1.1. สัญญาขายฝาก หมายถึง สัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อ โดยมีข้อตกลงกันว่า ผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ภายในระยะเวลาที่กาหนด หากผู้ขายไม่ไถ่ทรัพย์คืนในระยะเวลาดังกล่าว ผู้ขายจะไม่ สามารถไถ่ทรัพย์ได้อีกต่อไป กรณีอสังหาริมทรัพย์มีกาหนดระยะเวลาไถ่ทรัพย์ 10 ปีนับแต่วันทาสัญญา กรณี สังหาริมทรัพย์ มีกาหนดระยะเวลาไถ่ทรัพย์สิน 3 ปีนับแต่วันทาสัญญาซื้อขาย 1.2 สัญญาเช่าทรัพย์ หมายถึง สัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า “ผู้ให้เช่า” ตกลงให้บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า “ผู้เช่า” ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งตามกาหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ และผู้เช่าตกลงจะ ให้ค่าเช่าแก่ผู้ให้เช่าเป็นการตอบแทนจากการที่ตนได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่า ทั้งนี้กรรมสิทธิ์ไม่ได้มี การโอนให้ผู้ให้เช่ายังคงอยู่กับเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิม บางครั้งผู้ให้เช่าอาจนาทรัพย์สินของผู้อื่นมาให้เช่าได้หาก เจ้าของอนุญาต ซึ่งเรียกว่า “การเช่าช่วง” การเช่าสังหาริมทรัพย์นั้นคู่สัญญาจะกาหนดระยะเวลากี่ปีก็ได้ แต่การเช่าอสังหาริมทรัพย์กฎหมายกาหนดให้ เช่าได้ไม่เกิน 30 ปี การเช่าอสังหาริมทรัพย์เกินกว่า 3 ปีต้องทาหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ถ้าไม่ ทาจะมีผลบังคับเพียง 3 ปีเท่านั้น 1.3 สัญญาเช่าซื้อ หมายถึง สัญญาซึ่งเจ้าของทรัพย์สินเรียกว่า “ผู้ให้เช่าซื้อ” นาทรัพย์สินของตนออกให้เช่า และให้คามั่นว่าจะขายทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่ “ผู้เช่าซื้อ” โดยมีเงื่อนไขว่าผู้เช่าซื้อต้องชาระราคาทรัพย์สินนั้นเป็น งวด ๆ จนครบตามจานวนที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญาและผู้เช่าซื้อเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อเมื่อชาระค่าเช่าซื้อ ครบถ้วนซึ่งต่างจากสัญญาซื้อขายผ่อนส่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโอนทันทีตั้งแต่ทาสัญญา 1.4 สัญญาจานอง หมายถึง สัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า “ผู้จานอง” เอาทรัพย์สินตราไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า “ผู้รับจานอง” เป็นประกันการชาระหนี้โดยไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้รับจานอง เป็นสัญญาที่มี แบบต้องทาเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ทรัพย์สินที่นาไปจานองมีทั้งอสังหาริมทรัพย์ สังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ (เรือที่มีระวาง 5 ตันขึ้นไป สัตว์พาหนะ แพที่อยู่อาศัย ) รวมถึงสังหาริมทรัพย์ที่ กาหนดให้จดทะเบียนเป็นการเฉพาะ เช่น เครื่องจักร เครื่องบิน 1.5 สัญญาจานา หมายถึง สัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า “ผู้จานา” ส่งมอบสังหาริมทรัพย์สิ่งหนึ่งให้แก่ บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า “ผู้รับจานา” เพื่อเป็นประกันการชาระหนี้ เป็นสัญญาที่ไม่มีแบบ ทรัพย์สินที่นาไปจานา เป็นสังหาริมทรัพย์และเป็นของผู้จานา การบังคับจานาทาได้โดยการเอาทรัพย์ออกขายทอดตลาด กรณีที่เมื่อหัก หนี้แล้ว เงินที่เหลือคืนแก่ผู้จานา และถ้าเงินได้น้อยกว่าจานวนหนี้ ผู้จานาจะต้องรับผิดส่วนที่ขาด


2). มรดก มรดก หมายถึง ทรัพย์สินของผู้ตาย รวมถึงสิทธิ หน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ของผู้ตายที่มีอยู่ขณะตาย เว้นแต่ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่และความรับผิดนั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวโดยแท้ของผู้ตาย เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ตายผู้มี สิทธิได้รับมรดกแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ ทายาทโดยธรรม และผู้รับพินัยกรรม 2.1 ทายาทโดยธรรม หมายถึง ทายาทที่มีสิทธิได้รับมรดกตามกฎหมาย อันได้แก่ ญาติ และ คู่สมรส 2.1.1 ทายาทโดยธรรมประเภทญาติ ได้จัดลาดับไว้ โดยญาติสนิทที่สุดมีสิทธิได้รับมรดกก่อนญาติที่ห่าง ออกไป โดยมีลาดับดังนี้ 1) ผู้สืบสันดานได้แก่ บุตรชอบด้วยกฎหมายบุตรบุญธรรม และบุตรนอกกฎหมาย 2) บิดามารดา (ผู้รับบุตรบุญธรรมไม่มีสิทธิรับมรดกผู้ตายที่เป็นบุตรบุญธรรม) 3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 4) พี่น้องร่วมแต่บิดาหรือร่วมแต่มารดา 5) ปู่ ย่า ตา ยาย 6) ลุง ป้า น้า อา กรณีที่ทายาทลาดับที่ 1 และทายาทลาดับที่ 2 ยังมีชีวิตอยู่ทั้งคู่ให้ได้รับมรดกในสัดส่วนเท่ากัน ส่วน ทายาทประเภทคู่สมรสจะได้รับมรดกร่วมกับทายาทโดยธรรม ยิ่งเจ้าของมรดกมีทายาทในลาดับต้น ๆ คู่สมรส จะได้ส่วนแบ่งน้อย แต่ถ้าเจ้ามรดกมีทายาทในลาดับท้าย ๆ คู่สมรสจะได้รับส่วนแบ่งมรดกมากขึ้น เช่น ถ้าเจ้าของ มรดกมีเฉพาะทายาทชั้นบุตร คู่สมรสมีสิทธิได้ส่วนแบ่งเท่ากับบุตร กรณีเจ้าของมรดกไม่มีบุตรแต่มีทายาทชั้น 2 และทายาทชั้น 3 คู่สมรสได้รับมรดกกึ่งหนึ่งของมรดกทั้งหมด ทั้งนี้เจ้าของของมรดกมีคู่สมรส ต้องนาสินสมรส มาแบ่งให้คู่สมรสที่มีชีวิตครึ่งหนึ่งก่อน ที่เหลือจึงเป็นมรดกของผู้จาย


2.1.2 ทายาทโดยธรรมประเภทคู่สมรส กฎหมายให้แบ่งทรัพย์สินของสามีภรรยาหรือสินสมรสออกเป็นสอง ส่วนเท่า ๆ กัน ส่วนแรกเป็นของคู่สมรสที่มีชีวิต ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นของผู้ตายและเป็นของกองมรดก คู่สมรสยัง มีสิทธิได้รับมรดกเหมือนกับทายาทโดยธรรมประเภทญาติอยู่ 2.2 ผู้รับพินัยกรรม หมายถึง บุคคลซึ่งผู้ตายทาพินัยกรรมยกทรัพย์สินอันเป็นทรัพย์มรดกให้ ซึ่งอาจเป็น ญาติพี่น้อง บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ทั้งนี้ผู้รับพินัยกรรมมีสิทธิได้รับมรดกก่อนทายาทโดยธรรมเสมอ พินัยกรรม หมายถึง นิติกรรมซึ่งบุคคลได้แสดงเจตนาฝ่ายเดียวกาหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ ตลอดจนความรับผิดของตนเมื่อตนได้ตายไปแล้ว โดยพินัยกรรมต้องทาตามแบบที่กฎหมายกาหนดเท่านั้น และ พินัยกรรมจะมีผลเมื่อผู้ทาพินัยกรรมตาย ทั้งนี้บุคคลที่ไม่สามารถทาพินัยกรรมได้คือ ผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 15 ปี บริบูรณ์ (หากทาถือเป็นโมฆะ) คนไร้ความสามารถ คนวิกลจริตที่พิสูจน์ได้ว่าขณะทาพินัยกรรมเป็นคนวิกลจริต (หากไม่วิกลจริตขณะทา ให้พินัยกรรมนั้นสมบูรณ์)


1. การสมรส หมายถึง การตกลงระหว่างชายและหญิงที่จะอยู่กินฉันสามีภรรยา โดยการจดทะเบียนสมรสเพื่อ ก่อสถานะเป็นสามีภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมาย มีเงื่อนไขการสมรสดังนี้ 1.1 ชายและหญิงมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ทั้งสองคน มิฉะนั้นการสมรสนั้นจะเป็นโมฆียะ ยกเว้นศาลสั่ง และ ถ้าชายและหญิงบรรลุนิติภาวะแล้ว สามารถทาสัญญาหมั้นได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องขอคายินยอมจากใคร 1.2 ชายหรือหญิงต้องไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือเป็นคนไร้ความสามรรถ มิฉะนั้นจะกลายเป็นโมฆะ 1.3 ชายและหญิงต้องไม่เป็นชาติสืบสายโลหิตโดยตรงทั้งขึ้นไป (บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ทวด) และลง มา (ลูก หลาน เหลน ลื้อ) เช่น ปู่สมรสกับหลานสาวไม่ได้ และต้องไม่เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดา หรือร่วมแต่บิดา หรือมารดา เช่น พี่ชายสมรสกับน้องสาวต่างมารดาไม่ได้ 1.4 ผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรธรรมจะสมรสกันไม่ได้ หากสมรสกันมีผลทาให้การรับบุตรบุญธรรมนั้น ยกเลิกไปแต่จะมีฐานะเป็นสามีภรรยาแทน 1.5 ชายหรือหญิงจะสมรสกันขณะตนมีคู่สมรสอยู่ก่อนแล้วไม่ได้ มิฉะนั้นจะเกิดการสมรสซ้อน และมีผลให้ การสมรสครั้งหลังเป็นโมฆะ 1.6 ชายและหญิงทั้งสองคนต้องสมรสโดยยินยอมเป็นสามีภรรยากัน ไม่มีเจตนาอื่น เช่น สมรสกันเพื่อได้ สิทธิในการลดหย่อนภาษี 1.7 หญิงหม้ายจะทาการสมรสใหม่ได้ต่อเมื่อการสมรสเดิมสิ้นสุดลงผ่านพ้นไปแล้วไม่น้อยกว่า 310 วัน เพื่อป้องกันปัญหาว่าใครเป็นบิดาของเด็กที่อาจเกิดมาในระหว่างนั้น ยกเว้น คลอดบุตรแล้วระหว่างนั้น มี ใบรับรองแพทย์ว่าไม่ได้ตั้งครรภ์ สมรสกับคู่สมรสเดิม มีคาสั่งศาลให้สมรสได้ 1.8 ผู้เยาว์ต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดา ผู้รับบุตรธรรม หรือผู้ปกครองให้ทาการสมรส มิฉะนั้นจะกลายเป็นโมฆะ 1.9 การสมรสต้องไม่บกพร่องในการแสดงเจตนาหรือไม่สาคัญผิดในตัวคู่สมรส


ไม่ถูกกลฉ้อฉล (หลอกลวงให้ทาการสมรส ) และไม่ถูกข่มขู่ (เพื่อให้เกิดความเสียหาเป็นภัยแก่ตน) มิฉะนั้นจะ กลายเป็นโมฆียะ ส่วนการหมั้นมีหรือไม่ก็ได้ แต่การหมั้นเป็นการส่งมอบของหมั้นหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นแก่ หญิง ของหมั้นตกเป็นของฝ่ายหญิงเมื่อหากฝ่ายชายผิดสัญญาหมั้นโดยไม่ยอมสมรสกับฝ่ายหญิง ฝ่ายชายตาย ก่อนสมรส ส่วนของหมั้นตกเป็นของชายเมื่อหญิงผิดสัญญาหมั้น หญิงคู่หมั้นไม่ยอมสมรส การหมั้นไม่เป็นเหตุฟ้องร้องบังคับให้มีการสมรสกันได้ กรณีผิดสัญญาหมั้นเมื่อฝ่ายหนึ่งปฏิเสธไม่ยอม ทาการสมรสโดยไม่มีเหตุที่จะอ้างตามกฎหมาย มีผลให้อีกฝ่ายหนึ่งเรียกค่าทดแทนเสียหายต่อร่างกายหรือ ชื่อเสียงได้ เช่น การกอดจูบ ลูบคลา ล่วงเกินทางร่างกาย ความอับอาย แต่จะเรียกความเสียหายทางจิตใจไม่ได้ เช่น ความ เสียใจและผิดหวัง

2. สินสอด คือ ทรัพย์สินที่ฝ่ายชอบมอบให้แก่ฝ่ายหญิงเป็นค่าตอบแทนที่ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงเลี้ยงดูหญิงมาจน ได้สมรสกับชาย ตามประเพณีถือเป็นค่าน้านม ไม่ได้ถือเป็นสาระสาคัญของการหมั้นหรือการสมรส จะมีสินสอด หรือไม่ก็ได้ และสามารถเรียกคืนสินสอดได้กรณีที่ไม่มีการสมรสโดยมีเหตุมาจากหญิง (เป็นโรคร้ายแรง , อุบัติเหตุเสียโฉม , หญิงหนีไปอยู่ต่างประเทศ ) แต่เมื่อมีการสมรสโดยไม่มีการจดทะเบียนสมรส และคู่หมั้นถึงแก่ ความตาย เป็นกรณีที่ไม่ต้องคืนสินสอด 3. ทรัพย์สินระหว่างสามีและภรรยา 3.1 สินส่วนตัว ได้แก่ ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส ทรัพย์สินที่เป็นเครื่องใช้ส่วนตัว เครื่องแต่ง กาย เครื่องประดับ ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยเสน่หา ของหมั้นเป็น สินส่วนตัวของหญิง 3.2 สินสมรส ได้แก่ ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส เช่น เงินเดือน โบนัส เงินประจาตาแหน่ง ดอกผล ของสินส่วนตัว เช่น ดอกเบี้ย กาไร ค่าเช่า เงินปันผล 4. การสิ้นสุดของการสมรส ได้แก่ คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย , การหย่าโดยความยินยอมของทั้ง สองฝ่าย , การหย่าโดยการฟ้องหย่า (เช่น สามีมีภรรยาน้อย , ภรรยามีชู้ , สามีหรือภรรยาจงใจละทิ้งร้างไปเกิน 1 ปี , ต้องคาพิพากษาให้จาคุกและถูกจาคุกเกิน 1 ปี , ตกลงแยกกันอยู่เกิน 3 ปี , ถูกศาลสั่งเป็นคนสาบสูญเกิน 3 ปี เป็นโรคติดต่อร้ายแรง เช่น โรคเรื้อน โรคเอดส์ เป็นต้น


5. บุตรบุญธรรม คุณสมบัติของผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมมีดังนี้ได้แก่ ผู้รับบุตรบุญธรรมต้องมี อายุไม่ต่ากว่า 25 ปี , ผู้รับบุตรบุญธรรมต้องมีอายุมากกว่าบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี, ผู้รับบุตรบุญ ธรรมจะเป็นโสดหรือมีคู่สมรส โดยมีบุตรหรือไม่มีบุตรก็ได้ หลักเกณฑ์และเงื่อนการรับบุตรบุญธรรม ได้แก่ ผู้เยาว์ที่จะเป็นบุตรบุญธรรม หากอายุต่ากว่า 15 ปีต้อง ได้รับความยินยอมจากบิดาและมารดาของผู้เยาว์ก่อน หากอายุเกิน 15 ปีขึ้นไปต้องได้รับความยินยอมจาก ผู้เยาว์ด้วย ผู้ขอรับบุตรบุญธรรมถ้ามีคู่สมรสต้องขอความยินยอมจากคู่สมรสด้วย ผลของการรับบุตรบุญธรรม บุตรบุญธรรมมีสิทธิใช้นามสกุลของผู้รับบุตรบุญธรรม , ได้รับอุปการะเลี้ยง ดู , ได้รับมรดกของผู้รับบุตรบุญธรรม (ผู้รับบุตรบุญธรรมไม่มีสิทธิรับมรดกของบุตรบุญธรรม , บุตรมีสิทธิใช้ นามสกุลของบิดามารดาผู้ให้กาเนิดได้ , มีสิทธิรับมรดกของบิดามารดาของผู้ให้กาเนิดได้


กระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง หมายถึง ขั้นตอนดาเนินการเพื่อบังคับผู้กระทาผิดในทางแพ่งให้ทาตามสัญญา หรือชดใช้ค่าเสียหาย ที่ผู้กระทาผิดได้กระทาการละเมิดผู้อื่น มีขั้นตอนดังนี้ 1. ขั้นฟ้องคดี โดยคู่ความ ซึ่งหมายถึง โจทก์และจาเลย โจทก์คือ ผู้เสียหายที่ถูกละเมิดจะทาการยื่นฟ้องโดยมี ทนายความดาเนินการทางศาลให้ ส่วนจาเลยเมื่อถูกฟ้องก็จะต้องตั้งทนายความขั้นต่อสู้คดีเช่นเดียวกัน ในการ ฟ้องคดีแพ่งต้องฟ้องศาลที่จาเลยมีภูมิลาเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นได้ คดีแพ่งที่จะนาไป ฟ้องร้องต่อศาลนั้นมี 2 ประเภทคดีมีพิพาท คือ คดีทมี่ ีการโต้แย้งเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือสิทธิต่าง ๆ เช่น คดีฟ้อง ขับไล่ ฟ้องเรียกเงินกู้ ฟ้องหย่า เป็นต้น ผู้ฟ้องต้องทาเป็นคาฟ้อง ผู้ฟ้องเรียกว่า โจทก์ ผู้ถูกฟ้องเรียกว่า จาเลย คดีประเภทนี้ จะเรียกว่าคดี 2 ฝ่ายก็ได้คดีไม่มีข้อพิพาท คือ คดีที่ไม่มีการโต้แย้งสิทธิแต่จาเป็นต้องใช้สิทธิทางศาล เช่น คดีร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก คดีร้องขอให้สั่งให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินในกาครอบครองปรปักษ์ ร้องขอให้ สั่งเป็นบุคคลไร้ความสามารถ ผู้ฟ้องต้องทาเป็นคาร้อง ผู้ฟ้องเรียกว่า ผู้ร้อง คดีประเภทประเภทนี้เรียกว่า คดี ฝ่ายเดียวก็ได้ เพราะไม่มีจาเลย 2. ขั้นพิจารณาตัดสิน ศาลจะมีอานาจพิจารณาตัดสินคดีตามกฎหมาย ศาลแขวงมีอานาจพิจารณาพิพากษา คดีแพ่งที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 1 หมื่นบาท ศาลจังหวัดและศาลแพ่งมีอานาจพิจารณาคดีทั้งปวง เมื่อศาลรับคาฟ้อง แล้ว ถ้าเป็นคดีมีข้อพิพาทโจทก์ต้องมานาเจ้าหน้าที่นาส่งหมายเรียกและสาเนาฟ้องให้จาเลยเป็นรายบุคคล โดย เสียค่าพาหนะและค่าป่วยการตามระยะทาง ส่วนจาเลยต้องยื่นคาให้การภายใน 15 วันนับแต่วันรับหมาย กรณีที่ จาเลยไม่ยื่นคาให้การ โจทก์ต้องยื่นคาร้องต่อศาล ศาลจะสั่งให้จาเลยขาดนัดยื่นคาให้การและพิจารณาพิพากษา คดีไปฝ่ายเดียว ถ้าจาเลยยื่นคาให้การเข้ามาภายในเวลาที่กาหนด ศาลจะนัดชี้สองสถานคือ การตรวจดูคาฟ้อง โจทก์และคาให้การจาเลยว่าโจทก์จาเลยรับกัน หรือปฏิเสธในประเด็นใด ที่ไม่รับกันนั้นศาลจะจดไว้เป็นประเด็นข้อ พิพาทแล้วให้สืบพยานไปตามนั้น จากนั้นศาลจะนัดสืบพยาน ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ เสร็จแล้ว ศาลจะพิพากษาคดี 3. ขั้นการบังคับคดี เมื่อศาลพิจารณาพิพากษาคดีแล้ว โจทก์หรือจาเลยต้องปฏิบัติตามคาพิพากษาของศาล ถ้าไม่ปฏิบัติตาม ฝ่ายที่ชนะคดีอาจยื่นขอให้ศาลบังคดีโดยยึดทรัพย์สินของฝ่ายที่แพ้คดีมาขาดทอดตลาดชาระหนี้ ได้ภายใน 10 ปี นับแต่คดีถึงที่สุด เจ้าพนักงานบังคับคดี กระทรวงยุติธรรมพิจารณาคดีดาเนินการตามกฎหมาย เพื่อปฏิบัติตามคาพิพากษา


แบบทดสอบหลังเรียน 1. คุณสมบัติของผู้รับบุตรบุญธรรม ข้อใดปิด 1. อายุไม่ต่ากว่า 25 ปี 2. อายุไม่ต่ากว่า 20 ปี 3. อายุมากกว่าบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี 4. เป็นโสดหรือมีคู่สมรส โดยมีบุตรหรือไม่มีบุตรก็ได้ 2. นาง ก. แต่งงานกับ นาย ข. เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2556 และเมื่อเวลาผ่านไปเพียง 1 เดือน นาย ข. ตายทาให้นาง ก. เป็นหญิงหม้าย นาง ก. จะแต่งงานได้ใหม่เมื่อเวลาผ่านพ้นไปกี่วัน และในวันที่เท่าไหร่ 1. 365 วัน วันที่ 16 มิ.ย. 2556 2. 310 วัน วันที่ 17 มิ.ย. 2556 3. 180 วัน วันที่ 18 มิ.ย. 2556 4. 90 วัน วันที่ 19 มื.ย. 2556 3. ในขั้นตอนบังคับคดี ทรัพย์สินของฝ่ายที่แพ้คดีจะถูกศาลนามาขายทอดตลาด จะต้องชาระหนี้ภายในกี่ปี นับตั้งแต่คดี ถึงที่สุด 1. 5 ปี 2. 10 ปี 3. 15 ปี 4. 20 ปี 4. ในขั้นตอนการฟ้องคดี ผู้ใดถูกเรียกว่า จาเลย 1. ผู้ฟ้อง 2. ญาติผู้ฟ้อง 3. ผู้ถูกฟ้อง 5.ทนายของผู้ฟ้อง 5. แดงอายุ 19 ปี บริบูรณ์ และดาอายุ 17 ปี บริบูรณ์ และดาได้ทาการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ใครเป้นผู้บรรลุนิติ ภาวะ หรือพ้นจากภาวะผู้เยาว์ 1. แดง 2. ดา 3. ทั้งแดงและดา ถือว่าพ้นจากสภาวะผู้เยาว์ 4. ทั้งแดงและดาถือว่ายังเป็นผู้เยาว์ 6. คนตาบอด หูหนวก จัดว่าเป็นคนประเภทใด 1. คนไร้ความสามารถ 2. คนเหมือนไร้ความสามารถ 3. ผู้เยาว์ 4. ผู้บรรลุนิติภาวะ 7. ข้อใดไม่ใช่ นิติบุคคลมหาชน 1. เมืองพัทยา 2. สหกรณ์ 3. ทบวง 4.มหาวิทยาลัย 8. นาย ก.นารถมาให้ชายชาวต่างชาติ เช่าในเวลาเที่ยวในประเทศไทย เวลา 1 เดือน โดยค่าเช่า 5,000 บาท ถือว่าเป็น สัญญาชนิดใด 1. ขายฝาก 2. เช่าทรัพย์ 3.เช่าซื้อ 4.จานอง


9. นายมะแข่ว และ นางมะขิน่ สมรสกันได้ 2 ปี นายมะแข่ว ได้เสียชีวิต นางมะขิ่น ได้มรดกกี่เปอร์เว็น หากนายมะแข่ว ไม่ได้เขียนพินัยกรรมไว้ 1. 25% 2. 50% 3. 75% 4. 80% 10. จงเรียง สภาพบุคคลจาก คนไร้ความสามารถ คนเกือบไร้ความสามารถ ผู้เยาว์ และไม่ใช่ผู้เยาว์ ตามลาดับ 1. คนวิกลจริต คนแขนขาด คนอายุ 17 ปี บริบูรณ์สมรสแล้ว คนอายุ 40 ปี บริบูรณ์ 2. คนติดสุรา คนแขนขาด คนอายุ 17 ปี บริบูรณ์ คนอายุ 45 ปี บริบูรณ์ 3. คนแขนขาด คนติดสุรา คนอายุ 20 ปี บริบูรณ์ คนอายุ 19 ปี บริบูรณ์ 4. คนวิกลจริต คนติดสุรา คนอายุ 17 ปี บริบูรณ์ คนอายุ 17 ปี บริบูรณ์ สมรสแล้ว


เฉลยแบบทดสอบ ก่อนเรียน

หลัง เรียน

1.

2.

1.

2. 2.

2.

2. 2.

3.

2.

3. 2.

4.

2.

4. 3.

5.

2.

5.

2. 6.

4.

6. 2.

7.

2.

7. 2.

8.

2.

8. 2.

9.

2.

9. 2.

10.

3

10. 4

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตนเองและครอบครัว  

หนังสืออิเลกทรอนิกส์ ( E-BOOK ) เรื่อง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตนเองและครอบครัว   โรงเรียนดำรงษราษฎร์สงเคราะห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ส...

Advertisement