Issuu on Google+


ก คำนำ เขียนโดย พระชุมพล พลปั ญโญ วิศวกรรมศาสตร์ บณ ั ฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเขียนเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๒

หนังสือสันติราลึกนี ้ ได้ รวมมาจากหนังสือ ๒ เล่มที่ข้าพเจ้ าเคยพิมพ์แจกมา ก่อนหน้ านี ้ คือหนังสือการแสวงหาความสุขของมนุษย์ ซึ่งพิมพ์เมื่อกุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ และหนังสือพลายคู่ตดั เดี่ยว ซึ่งพิมพ์เมื่อ ธันวาคม ๒๕๔๓ โดยเพิ่มเนื อ้ หาบางส่วนที่ ข้าพเจ้ าเขียนเพิ่มเติมระยะหลัง เล็กน้ อ ย การตังชื ้ ่ อ ว่า สันติราลึก เพื่อ ให้ คล้ อ งจองกับกรรมฐานกองหนึ่งที่ ชื่ อ ว่า อุปสมานุส ติ แปลว่า การระลึก ถึง พระนิ พพานเป็ นอารมณ์ ค าว่า สันติร าลึก แม้ จ ะต่างด้ ว ยพยัญ ชนะ แต่ ความหมายก็คืออันเดียวกัน คุณ ค่ า ที่ ธ รรมะจ าเป็ นต่อ โลกนัน้ ก็ เ ปรี ย บเหมื อ นเบรคจ าเป็ นต่อ รถ ชาวโลกที่ มี ความสามารถสูงเก่งกาจแต่ขาดธรรมะนันมี ้ ความเดือดร้ อน เหมือนกับรถคันที่เครื่ องยนต์ดี คันเร่ ง ดี แต่ขาดเบรค มีคนเคยมาถามข้ าพเจ้ าว่า ถ้ าหากปล่อยวางอย่างที่หนังสือเขียนแนะนาก็เลยไม่ ต้ องได้ ทาอะไรกันเลยซิ ข้ าพเจ้ าตอบว่าเวลาติดเบรคให้ แก่รถในร้ านขายเบรค ไม่เห็นมีใครอยาก ได้ เบรคชนิดที่ พอเหยี ยบแล้ วรถวิ่งไปต่อ อี ก ๔-๕ เมตรค่อ ยหยุด มีแต่คนต้ อ งการเบรคชนิด ที่ เหยียบแล้ วหยุดทันที แล้ วผู้ขบั รถนั่นแหละ ไปเลือกเวลาสมควรในการเหยียบเบรคเอาเอง ซึ่งถ้ า หากมีใครบางคนต้ อนกาลังจะเร่ งความเร็ วรถ ดันไปเหยียบเบรค พอรถเครื่ อนช้ าลงก็ไปโทษร้ าน ขายเบรคก็คงได้ ขากันน่าดู นัน่ ก็คือ เป็ นหน้ าที่ของคนขับรถจะต้ องไปลดสมรรถภาพเบรคของตน ฉะนันผู ้ ้ เผยแพร่ธรรมะควรที่จะมีความสามารถเผยแพร่ธรรมะที่บริสทุ ธิ์ได้ อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้อง บิดเบือนธรรมะอันบริสทุ ธิ์ที่พระพุทธเจ้ าทรงปูแนวทางไว้ เพื่อไปเอาใจกิเลสของชาวโลก ร้ านขาย เบรคไม่มีความจาเป็ นที่จะต้ องลดสมรรถภาพเบรคของตัวเอง


ข ลงมาเพื่อ ไปเอาใจคนเบาปั ญ ญาที่ใช้ เบรคไม่เป็ นฉันใด ผู้เผยแพร่ ธรรมะก็ไม่จ าเป็ น จะต้ องไปบิดเบือนธรรมะเพื่อเอาใจคนเบาปั ญญาที่ไม่ร้ ู จักเห็นคุณค่าของธรรมะฉันนัน้ ชายคน หนึ่งมีความเห็นว่าในเมื่อรถยนต์มีไว้ สาหรับวิง่ และขับเคลื่อน แต่เบรคนันไม่ ้ ได้ ช่วยให้ รถขับเคลื่อน เลย ชายคนนี ้จึงถอดเบรคออกจากรถ เพราะเห็นว่าไม่มีประโยชน์ ไม่มีความจาเป็ น ทุกคนที่ฟัง เรื่ องนีจ้ ะต้ องลงความเห็นพ้ องว่า ชายคนนี ้เป็ นคนเบาปั ญญาอย่างยิ่ง ฉันใด คนที่คิดว่าธรรมะ ไม่ได้ สร้ างผลประโยชน์ทางวัตถุแก่ชาวโลก แล้ วเห็นว่ าธรรมะไม่จาเป็ นจึงพยายามกันธรรมะให้ ออกจากชีวติ ตน คนคนนี ้ก็เป็ นคนที่เบาปั ญญาอย่างยิ่งฉันนัน้ คนคนแรกเบาปั ญญา เพราะไม่ร้ ูว่า รถไม่มีหน้ าที่วงิ่ เท่านัน้ จะต้ องมีหน้ าที่หยุดในที่ที่ต้องการด้ วย คนคนที่ ๒ เบาปั ญญา เพราะว่าไม่ รู้วา่ ชีวติ คนเราไม่ได้ มีแต่การหาการได้ อย่างเดียว จาเป็ นจะต้ องมีการหยุดการพอด้ วย เพราะว่าสุข กายเกิดจากมี แต่สขุ ใจเกิดจากพอ รถที่ไม่มีเบรคที่ดีนนั ้ ท้ ายที่สดุ ทังเครื ้ ่ องยนต์และตัวถังรถจะพัง อย่างไม่มีชิ ้นดี จากสาเหตุที่ไม่สามารถหยุดรถได้ คนที่ไม่มีธรรมะก็เป็ นเช่นเดียวกัน ท้ ายที่สดุ ชีวิต ของเขาจะพังอย่างไม่มีชิ ้นดี เพราะสาเหตุที่ไม่สามารถหยุดและพอได้ เมื่อถึงโอกาสอันควรหยุด ควรพอรถยนต์ที่เครื่ องยนต์ดีตวั ถังดี แต่ไม่มีเบรคนัน้ ไม่มีใครกล้ านั่งฉันได คนที่เก่งทุกอย่างแต่ นิสยั เสียก็ไม่มีใครคบฉันนัน้ ฉะนัน้ ท่านสาธุชนพึงสาเหนียกว่าธรรมะทุกข้ อเป็ นของมีคา่ ทัง้ สิ ้น ให้ เราพากันมาศึกษา เพื่อจะได้ นาไปปรับประยุกต์ใช้ กบั ชีวติ ของเรา อันจะทาให้ ชีวิตของเราร่ มเย็น สงบ สันติสขุ เป็ นที่ พึง่ แก่ตนเองและผู้อื่น เพราะว่าผู้ที่จิตใจดีเท่านันที ้ ่จะเป็ นที่พงึ่ แก่ตนเองและผู้อื่นได้ สุดท้ ายนี ้ ขออนุโมทนาท่านผู้ช่วยขวนขวายให้ การพิมพ์หนังสือเป็ นผลสาเร็ จทัง้ ด้ วยการ บริจาคทรัพย์ และผู้ที่ช่วยขวนขวายในกิจธุระให้ หนังสือเล่มนี ้เสร็จทุกท่าน ท้ ายที่สดุ ขออาราธนาคุณพระศรี รัตนตรัย จงคุ้มครองรักษาพุทธบริ ษัทผู้ใฝ่ ธรรมทุกท่าน ให้ เจริญรุ่งเรื องจงทุกประการที่ปรารถนาด้ วยเทอญ ขออนุโมทนา พระชุมพล พลปั ญโญ ๒๖ มกราคม ๒๕๔๙


จ คำนำเมื่อครังพ ้ ิ มพ์ในชื่อเล่มว่ำ “การแสวงหาความสุขของมนุษย์”

จุดประสงค์ของการบันทึกธรรมเหล่านี ้ ข้ าพเจ้ าไม่มีเจตนาต้ องการให้ ผ้ อู ่านคิดว่าเป็ นบันทึก ธรรมของปรมาจารย์ผ้ รู ้ ูแจ้ ง เพราะว่าข้ าพเจ้ าหาได้ เป็ นปรมาจารย์ผ้ รู ้ ูแจ้ งไม่ ข้ าพเจ้ าเป็ นเพียงคนสามัญ ธรรมดาที่ มีกิเลสหนาปั ญญาทราม เพียงแต่เกิดมีความสนใจ ศรัทธา ชอบศึกษา ค้ นคว้ า ปฏิบตั ิ วิเคราะห์ และบันทึก ในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ เจ้ าเท่านัน้ ฉะนันความผิ ้ ดพลาดในข้ อเขียนทังหลายย่ ้ อมจีมีอยู่เป็ นธรรมดา ข้ าพเจ้ าจึงไม่อยากจะให้ ถือข้ อเขียนของข้ าพเจ้ าเป็ นตาราอ้ างอิงที่มีแก่นสารสาระ ขอให้ ถือว่าเป็ นหนังสืออ่านคลายอารมณ์ แก้ กลุ้มเล่นๆ เท่านัน้ บางข้ อบางตอนจงใจเขียนให้ สนๆ ั ้ ห้ วนๆ เพื่อให้ ผ้ อู ่านฉงนแล้ วนาไปขบคิดบางข้ อบางตอน อาจเป็ นการราพึงเฉพาะตน แต่เผลอเขียนออกมาให้ คนอื่นอ่าน ฉะนัน้ ท่านผู้อ่านไม่จาเป็ นที่จะต้ องเข้ าใจทุกข้ อทุกตอนในหนังสือเล่มนี ้ ตอนใดไม่เข้ าใจก็ ขอให้ อ่านผ่านไปอย่าซีเรี ยสจริงจังกับมัน และเนื่องจากผู้เขียนมิใช่ปรมาจารย์ผ้ รู ้ ูแจ้ งเห็นจริ ง เมื่อมีผ้ รู ้ ูแจ้ งเห็นจริ งมาได้ อ่านข้ อเขียน ของข้ าพเจ้ าเข้ า ก็คงได้ หวั เราะขบขันในความโง่เขลาของผู้เขียนอย่างมากมายเป็ นแน่แท้ ซึ่งข้ อผิดพลาดทังหลายที ้ ่มีอยู่ในหนังสือเล่มนี ้ ข้ าพเจ้ าผู้เขียนขอน้ อมรับผิดอย่างเต็มที่


ฉ ส่วนความดี ขอน้ อมบูชาสักการะพระคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ า คุณของพระ ธรรม คุณ ของพระอริ ยสงฆ์ พร้ อมทัง้ ครู บาอาจารย์ ปรมาจารย์ ผู้ร้ ูแจ้ งเห็นจริ ง อี กทัง้ ผู้มีพระคุณ บุญคุณต่อข้ าพเจ้ าทุกท่านด้ วย ธรรมะที่ข้าพเจ้ าบันทึกทัง้ หมดไม่ สงวนลิขสิทธิ์ สุดท้ ายก็ขอขอบคุณผู้ลงทุนลงแรงทุกท่านที่ช่วยให้ หนังสือเล่มนี ้ปรากฎสูบ่ รรณโลกได้ ขอให้ ผู้มีสว่ นในการพิมพ์หนังสือเล่มนี ้จงเจริญรุ่งเรื องในทุกสิง่ ที่ปรารถนา เทอญ ก่อนเปิ ดอ่านหนังสือเล่มนี ้ ขอย ้าอีกครัง้ ว่าผู้เขียนเป็ นคนโง่เขลาเบาปั ญญาที่มีศรัทธาอย่าก ศึกษาและปั ฏิบตั ธิ รรมเท่านันเอง ้ ไม่ใช่ผ้ รู ้ ูแจ้ งเห็นจริงแต่ประการใดเลย ถ้ ารู้อย่างนี ้แล้ วยังอยากจะอ่านอยู่ละก็ เชิญเปิ ดเข้ าไปอ่านได้ ขอให้ เจริญธรรม จาก พระชุมพล พลปั ญโญ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒


ช คำนำเมื่อครังพ ้ ิ มพ์ในชื่อเล่มว่ำ “พลายคู่ ตัดเดี่ยว”

พระพุทธศาสนาเป็ นขบวนการแห่งกัลยาณมิตร คือ ขบวนการแห่งการช่ว ยเหลือ เกื อ้ กูล ช่วยกันไปช่วยกันมา ต้ อ งพึ่งพาอาศัยกัน ดังมีคากล่าวในการพึ่งกันระหว่างภิ กษุ กับคฤหัสถ์ ไว้ วา คฤหัสถ์ที่ดี ต้ องให้ อามิสทาน คือปั จจัย ๔ ในการดารงชีวติ แก่ภิกษุ เนื่องจากท่านไม่สามารถหาเองได้ ส่วนภิกษุที่ดีก็ต้องให้ ธรรมทานแก่คฤหัสถ์ เนื่องจากคฤหัสถ์ เป็ นผู้ต้องทามาหากิน มีกิจมาก ธุระมาก ไม่มีเวลาว���างในการมาศึกษา ค้ นคว้ า ธรรม ให้ ละเอียดแยบคายได้ เท่าภิกษุ ฉะนัน้ การให้ ธรรมเป็ นทาน จึกเป็ นองค์ประกอบหนึ่งที่ ช่วยให้ ขบวนการแห่งการพึ่งพา ช่วยเหลือเกื ้อกูลของกัลยาณมิตรดาเนินไปได้ ซึ่งนับแต่ครัง้ พุทธกาลเป็ นต้ นมา พระธรรมกถึกทัง้ หลาย ก็พยายามขวนขวายในการแพร่กระจายขยายธรรม จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง จากชนกลุม่ หนึ่งไปยังอีก กลุม่ หนึ่ง จากชนชาติหนี่งไปยังอีกชนชาติหนึ่ง ซึ่งยังผลให้ เกิดการสืบต่อ ต่อเนื่องแพร่ กระจาย ขยาย เจริญ ยัง่ ยืน มัน่ คง แห่งพระพุทธศาสนา ตราบเท่าทุกวันนี ้ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ศาสนาของพระองค์อปุ มาเปรี ยบประดุจ สุริยนั จันทรา ถ้ ายิ่งปกปิ ด ก็ยิ่งเศร้ าหมอง ยิ่งเปิ ดเผยก็ยิ่งสว่างกระจ่างแจ้ ง ผู้เขียนซึ่งแม้ จ ะสานึก ว่า ตนยังไม่สมบูรณ์ ด้ วยคุณ วุฒิและคุณ ธรรมจึงมีศรั ทธาที่ จ ะร่ ว ม ขบวนการแห่งการเปิ ดเผยธรรมของพระพุทธองค์ ซึ่งมีคณ ุ สมบัตอิ ันประเสริ ฐที่น่าซาบซึง้ ใจอยู่ข้อหนึ่ง คือ เอหิปัสสิโก ซึ่งแปลว่า ธรรมะของพระองค์เป็ นของที่ควรเรี ยกผู้อื่นมาดู


ซ ผู้เขียนจึงได้ พยายามขวนขวายดาเนิ นงาน เพื่อเป็ นการตอบแทนพระมหากรุ ณาธิคณ ุ ของ พระองค์ ซึ่งมีมากมายประดุจ นา้ ในท้ อ งมหาสมุทรทัง้ ๔ หนังสือ เล่มนี ถ้ ื อเป็ นชิน้ งานเล็กน้ อ ย ซึ่ง เป็ นไปตามกาลังสติปัญญา และบารมีของผู้เขียนซึ่งมีอยู่น้อยนิดเหลือเกิน หนังสือเล่มนี ้เป็ นชิ ้นงานเล็กน้ อย แต่อัดแน่นไปด้ วยความแมตตา ปรารถนาดี ความจริ งใจ ปรารถนาให้ เป็ นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านอย่างเต็มเปี่ ยม ถ้ าหนังสือเล่มนี ้สามารถเป็ นฟั นเฟื องตัวเล็กๆ ที่ช่วยให้ องค์กรแห่งกัลยาณมิตรดาเนินไปสัก เล็กน้ อย ข้ าพเจ้ าก็ดีใจมากแล้ ว ชิน้ งานนี ้ ถึงแม้ จ ะไม่สามารถช่วยให้ ใครบรรลุธรรมได้ แต่ถ้าสามารถช่วยให้ คนมีศรัทธาต่อพระรัตร ตรัยเพิม่ ขึ ้นได้ สกั นิด ก็ชื่อว่ามีผลประโยชน์เกินคาด ผู้เขียนเป็ นคนมีวาสนาน้ อย ฉะนัน้ ความปรารถนาให้ บังเกิดประโยชน์ แก่ตนจึงมีไม่มาก ส่วนความปรารถนาที่จะตอบแทนคุณ สนองคุณ บูชาคุณ ต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพทุธเจ้ านัน้ มี เปี่ ยมล้ นมากกว่า ฉะนัน้ คุณความดีของหนังสือเล่มนี ้ ถ้ าหากยังมีอยู่เพียงสักนิด ก็ขอถวายบูชาแทบเบื ้องยุคล บาท ของพระบรมศาสดาผู้เสด็จ ออกบวชจากศากยสกุล ผู้ทรงพุทธสิริ ประกอบด้ วยพระมหาปุริ สลักษณะอันมงคลตังร้้ อย ทรงเป็ นพระบรมครูของเทวดาและมนุษย์ ทรงเป็ นประดุจนัยนาของโลก พระมหาปั ญญาธิคณ ุ ของพระองค์ประดุจห้ วงมหรรณพ พุทธฉายาของพระองค์แผ่ความร่ มเย็นเป็ นสุข ไปตลอดหมื่นโลกธาตุ แสนโกฏิจกั รวาล อนันตจักรวาล ความผิดพลาดที่มีอยู่ ข้ าพเจ้ าขอน้ อมรับผิดแต่เพียงผู้เดียว ต้ องขอขอบคุณและขออนุโมทนา ท่านผู้มีส่วนในการจัดทาหนังสือเล่มนีข้ ึ ้นมา ซึ่งเสียสละ ด้ วยศรัทธาอย่างชนิดปิ ดทองหลังพระจริงๆ ธรรมะที่ข้าพเจ้ าบันทึก ตังใจให้ ้ เป็ นธรรมทาน ไม่คิดครอบครองเป็ นของตน ขอคืนธรรมะ ให้ กับธรรมชาติ จึงไม่สงวนลิขสิทธิ์ ใครอยากได้ เอาไปพิมพ์ ให้ จุดธูป ๙ ดอก อธิษฐานขอต่อองค์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเข้ าเอาเอง


ฌ บุญ กุศลจากหนังสือ เล่มนี ้ และบุญ กุศลที่ ข้าพเจ้ าได้ บาเพ็ญมาทุกภพทุกชาติข้าพเจ้ าขอ อธิษฐานให้ ท่านผู้ประเสริ ฐที่มีส่วนในการบารุ งรักษาพระพุทธศาสนาทัง้ หลาย จงมีสขุ ภาพแข็งแรง เจริญรุ่งเรื อง คิดสิง่ ใดขอให้ สมปรารถนา สาเร็จเป็ นอัศจรรย์เหนือมนุษย์ทงปวง ั ้ ทุกท่าน ขอให้ ภิ ก ษุ แ ละนั ก บวชทัง้ หลาย อย่ า ได้ ข าดแคลนซึ่ ง ปั จ จัย ๔ ในการประพฤติ ธ รรม ดารงชีวติ ขอให้ พระพุทธศาสนาจงเจริญรุ่งเรื อง เป็ นร่มเงาให้ แก่สรรพสัตว์ทงปวงได้ ั้ คลายร้ อน ขอให้ สรรพสัตว์ทงหลายทั ั้ งปวง ้ ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต จงมีส่วนแห่งการดื่มธรรมรส แล้ วพ้ นจากทุกข์ทงปวงเถิ ั้ ด ขอให้ พระนามว่า “พุทโธ” ดังนี ้ จงเป็ นที่เรารถเทิดทูนแก่สรรพสัตว์ไปชัว่ กัลปาวสาน ขอให้ พระมหาเถร ผู้เป็ นขีณาสพทังหลาย ้ ได้ รับการเคารพ ศรัทธาจากมหาชน แล้ วได้ โอกาส ยกย่องพระพุทธศาสนาให้ เจริญถาวรมัน่ คงปรากฏไปชัว่ กาลนานเทอญ อิมัง สัจจะ วาจัง อะธิษฐามิ พระชุมพล พลปั ญโญ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๓


๑ การแสวงหาความสุขของมนุษย์ เขียนโดย พระชุมพล พลปั ญโญ วิศวกรรมศาสตร์ บณ ั ฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขียนเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๒

คนทุกคนที่เกิดขึ ้นมาในโลกนี ้ ล้ วนแล้ วแต่ต้องการแสวงหาความสุขด้ วยกันทัง้ สิ ้น คนฉลาด สามารถแสวงหาความสุขด้ วยวิธีการที่ฉลาด สามารถได้ ความสุขกลับมาเป็ นผลตอบแทนแห่งความ พยายาม แต่ค นโง่ เ มื่ อ แสวงหาความสุข ด้ ว ยวิธี ก ารที่ โ ง่ เ ขลา แทนที่ จ ะได้ ค วามสุข กลับ มาเป็ น ผลตอบแทนกลับได้ รับแต่ความทุกข์ทรมาน ซึ่งก็น่าสงสารเป็ นยิ่งนัก ถ้ าเข้ าจะใช้ วธิ ีการในการแสวงหา ความสุขที่โง่เขลาแบบเดิม ทังยั ้ งเผยแพร่วธิ ีการนันให้ ้ แก่ผ้ อู ื่นเอาไปใช้ ด้วย บัดนี ้จะได้ วเิ คราะห์วธิ ีการแสวงหาความสุขในโลกนี ้ว่ามีกี่วิธี วิธีใดเป็ นวิธีที่ดี วิธีใดเป็ นวิธีที่ ไม่ดี และใครกาลังใช้ วธิ ีนนอยู ั้ ่ จะขอเริ่ มต้ นวิเคราะห์ ด้วยการแสดงสมการของปั ญ หาของมนุษย์ ขึน้ มาเพื่อ ให้ เห็นกันได้ ชัดเจน ปั ญหาของมนุษย์

ความต ้องการ สิง่ ตอบสนองความต ้องการ

จากสมการนี ้ เราจะเห็นได้ วา่ ถ้ าหากความต้ องการมาก แต่สิ่งตอบสนองความต้ องการน้ อย จะเกิดปั ญหามาก ถ้ าหากความต้ องการน้ อย แต่สงิ่ ตอบสนองความต้ องการมาก จะเกิดปั ญหาน้ อย


๒ ถ้ าหากไม่มีความต้ องการหรื อความต้ องการเป็ นศูนย์ ไม่ว่าสิ่งตอบสนองความต้ อ งการจะมี มากหรื อน้ อย ปั ญหาก็ไม่มี ฉะนัน้ วิธีการแก้ ปัญหาของมนุษย์ หรื ออีกนัยหนึ่งคือการแสวงหาความสุข ถ้ าดูจากสมการนี ้ เราจะเห็นได้ วา่ วิธีการแก้ ปัญหาของมุนษย์จะแบ่งออกไปได้ ๒ วิธี ๑. การเพิม่ สิง่ ตอบสองความต้ องการให้ ได้ มากที่สดุ ๒. การลดความต้ องการลงมาให้ เหลือน้ อยที่สดุ เรามาดูกนั ว่า แต่ละวิธีนนสามารถแก้ ั้ ปัญหามนุษย์ได้ อย่างมีประสิทธิภาพเพียงไร (๑) วิธีการแก้ ปัญหาของมุนษย์ ด้วยการเพิ่มสิ่งตอบสนองความต้ องการให้ มากที่ สด ุ นัน้ มัน ช่างน่าเศร้ าสาหรับวิธีการแก้ ปัญหาอย่างนี ้เหลือเกินที่จะขอบอกว่า ความต้ องการของมนุษย์ปถุ ุชนนัน้ มีลกั ษณะที่ยิ่งถมยิ่งลึก ยิ่งกินยิ่งหิว ยิ่งเสพยิ่งอยาก ยิ่งตอบสนองความต้ องการให้ มาก ความต้ องการ จะยิ่งเพิม่ ขึ ้นเป็ นทวีคณ ู เข้ าทานอง พอมี ๑๐ อยากได้ ๑๐๐ พอมี ๑๐๐ อยากได้ ๑๐๐๐ พอมี ๑๐๐๐ อยากได้ ๑๐,๐๐๐ ไม่ร้ ูจกั จบสิ ้น จริ งอยู่ที่ว่า ในขณะที่สนองความต้ องการหรื อ สนองความอยาก หรื อ ในทางภาษาธรรมะ เรี ยกว่าตัณ หานัน้ ความต้ องการดูเหมือนจะหมดไป แต่สักระยะหนึ่งไม่นาน ความต้ องการจะมีอี ก และมีมากกว่าเดิมด้ วย เปรี ยบเสมือนผู้ที่ก่อกองไฟ แล้ วต้ องการจะดับกองไฟนัน้ ด้ วยการเอาไม้ ท่อน ใส่ลงไปในกองไฟ จริ งอยู่ขณะที่ ใส่ไม้ ลงไปในกองไฟใหม่ๆ ดูเหมือ นกองไฟจะดับลง แต่ในไม่ช้าไม่ นาน กองไฟจะกลับลุกขึ ้นมาอีก และทีนี ้จะโชติช่วงลุกโพลงกว่าเดิมด้ วย ผู้นนั ้ ดูเห็นดังนัน้ แล้ วก็ขนไม้ ใส่ลงไปในกองไฟอีก ไฟกองนันเหมื ้ อนจะมอดลงอีกที แล้ วก็กลับลุกโพลงขึ ้นอีก คนโง่เขลาที่ ปรารถนา จะดบกองไฟด้ วยวิธีการโยนท่อ นไม้ ลงไปฉันใด บุคคลผู้คิดจะดับความต้ องการด้ วยการตอบสนอง ความอยาก ก็เง่เขลาอย่างนันเช่ ้ นเดียวกัน เพราะเขามิสามารถที่จ ะแก้ ปัญ หาของตัวเอง หรื อของ มนุษย์หน้ าไหนด้ วยวิธีการเช่นนันเลย ้ ความคิดที่วา่ มนุษย์จะสามารถแก้ ปัญหาได้ ด้วยการแสวงหาสิ่งตอบสนองความต้ องการให้ ได้ มากที่สดุ นี ้ ได้ นามาซึ่งปั ญหานานับประการ ทังปั ้ ญหาระดับปั จเจกชน ปั ญหาระดับสังคม ปั ญหา ระดับประเทศและปั ญหาระดับโลก


๓ สาหรับปั ญหาระดับปั จเจกชนก็คือ ความคิดนี ้ทาให้ คนเห็นแก่ตวั คิดจะกอบโกยเข้ าหาตัว ท่าเดียว เพราะจาเป็ นต้ องแสวงหาสิง่ ต่างๆ ที่ดีๆ มาตอบสนองความต้ องการของตน ทาให้ เกิดการเอา รัดเอาเปรี ยบ กดขี่ข่มเหงผู้ที่ด้อยโอกาสกว่า เกิดความรู้สึกมือใครยาวสาวได้ สาวเอา ขอให้ กูสบาย เท่านัน้ ใครจะฉิบหายช่างมัน คนทุกคนต่างแก่งแย่งแข่งดีกนั ไม่มีใครช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาส ฯลฯ สาหรับปั ญหาระดับสังคมก็คือ ความคิดนี ้ทาให้ เกิดปั ญหาการทุจริ ต คอรัปชั่น ฉ้ อราษฎร์ บงั หลวง การแสวงหาอานาจทางการเมืองเพื่อประโยชน์ตนและพวกพ้ อง มากกกว่าเพื่อประเทศชาติ ใคร มีโอกาสมากหน่อย สมบัติก็ไปกองพะเนินที่คนนัน้ ผู้ไร้ โอกาสก็ไม่มีจ ะกิน เกิดปั ญ หาการกระจาย รายได้ ไม่ทั่วถึง เกิดปั ญ หาการอพยพเข้ าเมือ งหลวง ชุมชนแออัด ปั ญ หาจราจร ปั ญ หาโจรผู้ร้าย ปั ญหายาเสพติด ฯลฯ สาหรับปั ญหาระดับประเทศก็คือ ประเทศต่างๆ ก็จะแก่งแย่งกอบโกยทรัพยากรเข้ าประเทศของตน ประเทศใหญ่ๆ ก็ขม่ เหงประเทศเล็ก ประเทศเล็กก็พยายามตอบโต้ เกิดปั ญหาสงคราม ปั ญ หาการก่อการร้ าย ลอบวางระเบิดในที่ต่างๆ จนผู้บริ สุทธิ์ต้องตาย เกิดลัทธิจกั รวรรดินิยม ล่าอาณานิคมด้ วยวิธีการทางการทหาร และวิธีทางการเศรษฐกิจ ฯลฯ ปั ญหาระดับโลกก็คือมนุษย์ได้ ขนเอาทรัพยากรที่โลกได้ สะสมไว้ เป็ นเวลานับล้ านๆปี เอามา ใช้ อย่างฟุ่ มเฟื อย ต้ นไม้ หมดป่ า สัตว์สญ ู พันธุ์ ผนแล้ ง น ้าเสีย เกิดภาวะสิ่งแวดล้ อมเป็ นพิษอย่างหนัก ชันคาร์ ้ บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ ้น ชันของโอโซนในบรรยากาศบางลง ้ เกิดภาวะเรื อนกระจก (กรี นเฮาส์ เอฟเฟกท์) อากาศร้ อนขึ ้น น ้าจะท่วมโลก อากาศเป็ นพิษ ต่อไปในอนาคตอันใกล้ นีม้ นุษย์จะอยู่อาศัย ในโลกนี ้อีกไม่ได้ แล้ ว เพราะเหตุใดเล่าที่โลกยิ่งพัฒนาไปมากเท่าไร ปั ญหาก็ยิ่งมากขึ ้นทุกที ก็เพราะว่าโลกนีท้ ัง้ โลกได้ พฒ ั นาไปภายใต้ อดุ มการณ์ ที่ว่า ปั ญหาของมนุษย์จะแก้ ได้ ด้วยวิธีการเพิ่มสิ่งตอบสนองความ ต้ อ งการให้ ไ ด้ ม ากที่ สุด วิช าการสมัย ใหม่ทัง้ หลาย ไม่ ว่า จะเป็ น เศรษฐศาสตร์ วิท ยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ พาณิชยศาสตร์ ฯลฯ ล้ วนแต่ได้ ถูกพัฒนาขึ ้นมาภายใต้ แนวความคิดที่ว่าปั ญหาของ มนุษย์จะแก้ ได้ ด้วยวิธีการเพิม่ สิง่ ตอบสนองความต้ องการให้ ได้ มาก


๔ ที่สดุ ซึ่งมันเป็ นวิธีที่ผดิ ถนัด ฉะนัน้ วัฒนาการของสังคมมนุษย์ในแนวทางของวิชาการสมัยใหม่ จึงมี ปั ญหาอย่างมากมายมหาศาลประมาณมิได้ วิชาการสมัยใหม่ ได้ นาพาโลกไปในเส้ นทางแห่งความหายนะ ไปสู่เส้ นทางแห่งความพินาศ ฉิบหาย ไปสูเ่ ส้ นทางที่จะไปตกเหวตาย ฉะนันนั ้ กวิทยาศาสตร์ และนักวิชาการทัง้ หลายไม่ว่าจะฉลาด เพียงใดก็นับว่าฉลาดในเรื่ องโง่ๆ ปั ญ ญาชนทังหลายที ้ ่ ได้ รับการอบรมขึน้ มาให้ เก่งกล้ าในวิช าการ สมัยใหม่ ก็ได้ ชื่อ ว่าได้ รับการอบรมมาให้ ฉลาดในเรื่ องโง่ๆ ได้ รับการอบรมมาให้ ฉลาดในเรื่ อ งที่ ไม่ สามารถจะแก้ ปัญหาแม้ แก่ตวั เองได้ แล้ วจะไปช่วยแก้ ปัญหาแก่สงั คมได้ อย่างไรเหมือนได้ ถูกฝึ กสอน ให้ เชี่ยวชาญฉลาดในการที่จะรี ดนมจากวัวตัวผู้ ซื่งมันไม่สามารถจะให้ นมได้ ตัวคนรี ดเองยังต้ องหิว จะไปช่วยให้ ใครหายหิวได้ อย่างไร ในเมื่อล้ วนแล้ วแต่พากันหิวว่าทาอย่างไรฉันจึงจะได้ เงินทองกอง แก้ ว ทาอย่างไรฉันจึงจะได้ รถยนต์คนั หรู ทาอย่างไรฉันจึงจะได้ บ้านหลังใหญ่พร้ อมที่ดนิ ทาอย่างไรฉัน จึงจะร่ ารวยล้ นฟ้า ทาอย่างไรฉันจึงจะได้ ไอ้ นั่น ทาอย่างไรฉันจึงจะได้ ไอ้ นี่ การศึกษาสมัยใหม่ได้ ผลิต เสือ หิวให้ ออกมาเดินเพ่นพ่านอยู่ในสังคมทั่วทุกตารางเมตร แล้ วอย่างนีป้ ั ญหาสังคมจะหมดลงได้ อย่างไร ฉะนัน้ จึงขอสรุปว่า วิธีการแก้ ปัญหาของมนุษย์ด้วยวิธีการเพิ่มสิ่ง ตอบสนองความต้ องการ ให้ มากที่สดุ นันไม่ ้ สามารถแก้ ได้ นามาใช้ ไม่ได้ ผล เพราะยิ่งแก้ ปัญหา ปั ญหายิ่งเพิม่ เป็ นทวีคณ ู (๒) ส่วนวิธีการแก้ ปัญหาชีวต ิ มนุษย์ด้วยวิธีการที่ ๒ ก็คือ พยายามลดความต้ องการลงมา ถ้ าลดความต้ องการได้ น้อยปั ญหาก็ลดลงได้ มาก ความสุขก็บงั เกิดมาก ถ้ า ลดความต้ องการ จนเหลือศูนย์ ปั ญหาก็เป็ นศุนย์ ความสุขก็บงั เกิดอย่างไพบูลย์นนั่ ก็คือชีวิตของพระอรหันต์ ผู้สิ ้นตัณห หา ผู้สิ ้นความอยาก ไม่ต้องการกอบโกยสิ่งใดเข้ ามาสู่ตน เพียงสักแต่ว่า อาศัยบริ โภคปั จจัย ๔ เลี ้ยง ชีวิตเพื่อใช้ ชี วิตทาประโยชน์แก่โลกไปวันๆ แต่เมื่อไดที่ ไม่สามารถจะขวนขวายแสวงหาปั จจัย ๔ มา โดยบริสทุ ธิ์ได้ ท่านก็พร้ อมจะปล่อยชีวติ นี ้ให้ ตายไป อย่างไม่ตดิ ข้ องสิง่ ใด เมื่อนาวิธีการแก้ ปัญหาชีวิตมนุษย์วิธีนี ้มาใช้ ปั ญหาที่กล่าวมาข้ างต้ นจะหมดไป ทัง้ ปั ญหา ส่วนบุคคล ปั ญหาระดับสังคม และปั ญหาระดับชาติ


๕ ความจริง


สันติรำลึก