Page 1

วั ด โบราณแหง่

เวียงท่ากาน ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑

เดือน กันยายน ๒๕๕๔


ขอขอบคุณ ศูนย์ข้อมูลเวียงท่ากาน จุลสารวิชาการเวียงท่ากาน www.thakan.com ที่ได้เอื้อเฟื้อข้อมูล


สารบัญ วัดกลางเวียง

หน้า

๑๒

แผนผังโบราณสถาน เวียงท่ากาน

กลุ่มที่ ๑ โบราณสถานกลางเมื อ ง ได้แก่ เจดีย์แปดเหลี่ย มแบบหริ ภ ุ ญ ไชยเจดีย์ทรงแบบล้า นนา วันอุโบสถ

หน้า

๒๐

กลุ่มที่ ๒ โบราณสถานทางทิ ศ ตะวั น ออกของเมือง เป็นกลุ่มวัดพระอุ โ บสถ ซึ่งมีซากเจีย์ทรงกลมปรากฏอยู่ วัดต้นโพธิ์

หน้า

๒๔

กลุ่มที่ ๓ โบราณสถานทางทิศตะวันตก เฉียงเหนือ ชาวบ้านเรียกกลุ ่ ม ต้ น โพธิ ์ เพราะชื่อว่าเดิมต้นพระศรีมหาโพธิ์ปลูก ไว้บริเวณนี้มีซากโบราณสถาน วัดหัวข่วง

หน้า

หน้า

๑๐

วัดท่ากาน

หน้า

๓๖

วัดต้นกอก

๒๘

กลุ่มที่ ๔ โบราณสถานตอนกลาง เมื อ งค่ อ นไปทางทิ ศ ตะวั น ออกชาว บ้ า นเรียกวัดหัวข่วง มีซากโบราณ วัดพระเจ้าก่ำ�

หน้า

๓๒

กลุ่มที่ ๕ โบราณสถานทางทิศตะวัน ออกเฉียงใต้ของเมือง ชาวบ้านเรียก กลุ่มวัดพระเจ้าก่ำ�ปรากฏซากเนิน วัดต้นกอก

หน้า

๓๔

กลุ่มที่ ๖ โบราณสถานทางทิ ศ ตะวั น ออกเฉียงเหนืออยู่ในเขตบ้านต้นกอก ชาวบ้านเรียกว่า กลุ่มต้นกอก

ชุมชนบ้านท่ากาน

หน้า

๔๕

ประชากรบ้ า นท่ า กานส่ ว นใหญ่ เ ป็ น เชื่อสาย ไทลื้อ หรือ ที่เรียก “ชาวยอง” เ นื่ อ ง จ า ก อ พ ย พ มาจากเ มื อ ง ย อ ง ใ น ส ห ภ า พ พ ม่ า


เวียงท่ากาน

ปรากฏชื ่ อ ในตำ � นานมู ล ศาสนาและพงศาวดาร โยนกมี ค วามเป็ น มาอย่ า งยาวนานป ร า ก ฏ ใ น เ อ ก ส า ร เรี ย กว่ า เวี ย งทะกาน เมื อ งตะกานหรื อ เมื อ งทะก า ร เ ม ็ ง หรื อ เมื อ งพั น นาทกาน เ ว ี ย ง ท ่ า ก า น เ ป ็ น เ ม ื อ ง ข น า ด เล็ ก สั น นิ ษ ฐานว่ า สร้ า งขึ ้ น สมั ย ประมาณ พุ ท ธ ศตวรรษที ่ ๑๓ ตรงกั บ สมั ย พระเจ้ า อาทิ ต ยราชกษั ต ริ ย ์ ผู ้ ค ร อ ง อาณาจั ก หริ ภ ุ ญ ไชย แม้ จ ะเป็ น เมื อ งเล็ ก แต่ ม ี ค ว า ม อุ ด มสมบู ร ณ์ เพราะอยู ่ ใ กล้ แ ม่ น ้ ำ � ปิ ง และ ลำ � น้ ำ � ขาน มี ก ารสร้ า งลำ � เหมื อ งนำ � น้ ำ � จากแม่ ข านมาสู ่ ตั ว เมื อ ง ยิ ่ ง กว่ า นั ้ น มี น ั ก โบราณคดี พ บว่ า เวี ย งท่ า ก า น เ ค ย เ ป ็ น เมื อ งท่ า สำ � คั ญ ในสมั ย พระนางจามเทวี ประมาณ พ.ศ.๑๒๐๐ เศษในยุ ค พระเจ้ า เมงราย เ ว ี ย ง ท ่ า ก า น ม ี ช ื ่ อ เรี ย กในตำ � นานพื ้ น เมื อ งและตำ � นานโยก นกว่ า เมื อ งพั น นาทะกาน เป็ น เมื อ งสำ � คั ญ เมื อ งหนึ ่ ง ในสมั ย นั ้ น ที่มีห ลั ก ฐานปรากฏจนถึ ง ปั จ จุ บ ั น คื อ พระ เจ้ า เมงรายโปรดให้ น ำ � ต้ น ศรี ม หาโพธิ ์ ซ ึ ่ ง พระมหาเถระ คณะหนึ ่ ง นำ � มาจากประเทศศรี ล ั ง กา โพธิ ์ ต ้ น นี ้ อ ยู ่ ใ น บริ เ วณว ั ด ท ่ า กานในปั จ จุ บ ั น ซึ ่ ง วั ด ที ่ ต ั ้ ง อยู ่ ใ จกลาง เมื อ ง ใ น อ ด ี ต ม ี ผ ู ้ ค นมาตั ้ ง รกรากที ่ เ มื อ งนี ้ ค ื อ มอญ หรื อ ทางเหนื อ เรี ย กว่ า เม็ ง ตามตำ � นานจามเทวี ก ล่ า ว ว่ า มอญอพยพมาอยู ่ ท ี ่ เ มื อ งประมาณ พ.ศ.๑๒๐๐ ใน สมั ย พระเจ้ า เมงรายมี ม อญอพยพอี ก ครั ้ ง ในยุ ค ดั ง กล่ า วเวี ย งท ่ า ก า น เ ป ็ น เมื อ งที ่ ส ะสมเสบี ย งอาหาร ของกองทั พ พระเจ้ า เมงราย ในสมั ย พระเจ้ า ติ โ ลกราช และพระเมื อ งแก้ ว ได้ ม ี ก ารอพยพชาวเงี ้ ย วมาอยู ่ ท ี ่ เมื อ งนี ้ อ ี ก สองครั ้ ง ใน พ.ศ.๒๑๐๑ พระเจ้ า หงสาวดี บุ แ รงนองยกทั พ มาตี เ ชี ย งใหม่ ผลจากการแพ้ ส งคราม กั บ พม่ า ทำ �ให้ ผ ู ้ ค นในเ ม ื อ ง ต ่ า ง ๆ ทั ้ ง บ้ า นเมื อ งลี ้ ภ ั ย

สงครามไปอยู ่ ต ามป่ า เขาเป็ น เวลาประมาณ ๒๐ ปี ต่ อ มาใน พ.ศ. ๒๓๓๙ พระเจ้ า กาวิ ล ะได้ ก อบกู ้ เ ชี ย งใหม่ และเมื อ งทางเหนื อ ได้ ส ำ � เร็ จ จึ ง มี ผ ู ้ ค นกลั บ มาอยู ่ ใ น บ้ า นเมื อ งเดิ ม ของตนเมื อ งโบราณเวี ย งท่ า กานตั ้ ง อยู ่ ใ น บริ เ วณบ้ า นท่ า กาน ตำ � บลบ้ า นกลาง อำ � เภอสั น ป่ า ตอง จั ง หวั ด เชี ย งใหม่ อาณาเขตเมื อ งโบราณนั ้ น ทิ ศ เหนื อ ตั ด กั บ บ้ า นพระเจ้ า ทองทิ พ ย์ ทิ ศใต้ ต ิ ด กั บ บ้ า นสั น กะ วาน ทิ ศ ตะวั น ออกติ ด กั บ บ้ า นหนองข่ อ ยทิ ศ ตะวั น ตกติ ด กั บ บ้ า นต้ น กอก แมะบ้ า นต้ น แหนหลวง ตั ว เมื อ งโบราณ มี ส ภาพเป็ น เนิ น สู ง พื ้ น ที ่ โ ดยรอบเป็ น ที ่ ร าบลุ ่ ม ห่ า ง จากแม่ น ้ ำ � ปิ ง ประมาณ ๓ กิ โ ลเมตร ทางด้ า นตะวั น ออกมี ล ำ � น้ ำ � แม่ ข านไหลผ่ า น ในอดี ต บรรพบุ ร ุ ษ ของชาว ท่ า กานได้ ส ร้ า งลำ � เหมื อ งชั ก น้ ำ � เข้ า มาใช้ ใ นตั ว เมื อ ง ลั ก ษณะภู ม ิ ป ระเทศของเวี ย งท่ า กานตั ้ ง อยู ่ ใ นที ่ ร าบลุ ่ ม ระหว่ า งหุ บ เขามี แ ม่ น ้ ำ � หรื อ ลำ � น้ ำ � ไหลผ่ า นตั ว เมื อ งซึ ่ ง ตั ้ ง อยู ่ บ นเนิ น ดิ น มี ค ู น ้ ำ � คั น ดิ น ล้ อ มรอบพื ้ น ที ่ ร อบตั ว เมื อ ง จึ ง เหมาะกั บ การทำ � นาและเพาะปลู ก ชาวเมื อ ง ปลู ก ทั ้ ง ข้ า วเจ้ า และข้ า วเหนี ่ ย วเป็ น การทำ � นาและนาปั ง ส่ ว นใหญ่ น ิ ย มปลู ก ถั ่ ว เหลื อ งก่ อ นปลู ก ข้ า ว มี ก ารทำ � ไร่ ยาสู บ ปลู ก ผั ก ปลู ก ต้ น ลำ � ไย นอกจากนั ้ น ชาวเมื อ งส่ ว น หนึ ่ ง ประกอบอาชี พ ค้ า ขาย เสื ้ อ ผ้ า สำ � เร็ จ รู ป ขายอาหาร สำ � เร็ จ รู ป ขายพื ช ผั ก ผลไม้ ใ นตลาดประจำ � หมู ่ บ ้ า น(กาด แลง) มี ผ ู ้ ป ระกอบอาชี พ เย็ บ เสื ้ อ ผ้ า สำ � เร็ จ รู ป ส่ ว นหนึ ่ ง ไปทำ � งานรั บ จ้ า งในจั ง หวั ด อื ่ น โดยเฉพาะเมื ่ อ หมดหน้ า นา เวี ย งท่ า กานมี ส าธารณู ป โภคเมื ่ อ พ.ศ.๒๕๑๔ เริ ่ ม จากไฟฟ้ า ต่ อ มาจึ ง มี น ้ ำ � ประปาใช้ ในด้ า นคมนาคม มี ถ นนเชื ่ อ มต่ อ กั บ เมื อ งต่ า ง ๆ ทั ้ ง เชี ย งใหม่ แ ละลำ � พู น มี โ รงเรี ย น ๑ โรงเรี ย น วั ด ท่ า กานตั ้ ง อยู ่ ใ จกลางเมื อ ง แต่ ม ี โ บราณสถานโดยเฉพาะเจดี ย ์ เ ก่ า แก่ ห ลายแหล่ ง


เวียงท่ากานในระยะก่อนสมัยล้านนา

(ระยะก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙)

คำ�ว่า ล้านนา เป็นชื่อเรียกดินแดนบ้านเมือง หรือแคว้น หรือรัฐของคนไท(ย) โดยกลุ่มผู้ ปกครองเชื้อสายกษัตริย์ราชวงศ์มังราย ในบริเวณพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของไทย และ เขตแดนใกล้เคียง ระหว่าง พ.ศ.๑๘๒๙-๒๑๐๑ ล้านนา ปรากฏชื่อในหลักฐานทั้งในจารึกและตำ�นานในระยะประวั ต ิ ศ าสตร์ หลายแห่ง อันมีนัยความหมายที่วิเคราะห์กันได้ว่าเป็นดินแดนหรือพื ้ น ที ่ น า จำ�นวนมาก โดยพื้นฐานจากระบบการปกครองหรือการควบคุมกำ�ลังคนใน ท้องถิ่นอันเป็นการรวมตัวกันของคนในชุมชนขนาดเล็กหลาย ๆ หมู่บ้าน เรียกกันว่า พันนา โดยมี นาเป็นฐานทางการผลิต (Mode of production) หลาย ๆ พันนารวมกันเป็นเมือง หลาย ๆ เมืองรวมกันเป็นรัฐหรือ แคว้น (เปรียบเทียบได้กับ ล้านช้าง หรือ ศรีสัตนาคนหุต ในเขตประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเขาใน เขตที่สูงที่มีช้างจำ�นวนมาก) แต่ในระยะหลังที่ผ่านมานิยมเรียกกันว่า ลานนา ซึ่งในท้องถิ่นคำ�ว่า ลาน มีความหมายเป็นชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่ง คล้ายต้นตาล ที่ใบสามารถนำ�มาตากแห้งและใช้จดจารตัวอักษรซึ่ง ถื อ ว่ า เป็ น บั น ทึ ก /เอกสารทางประวั ต ิ ศ าสตร์ประเภทหนึ่งรวมถึง ใช้ใบมาสานทำ�เป็นหมวกหรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ไม่ได้มีความหมายเป็น หน่วยนับคือ ล้าน อันเป็นพื้นที่ปกครองขนาดใหญ่จากการรวมเอา หลาย ๆ พันนาดังกล่าว การที่จารึกหรือเอกสาร โบราณหลาย ๆ แห่ ง เขี ย นว่ า ลานนา เพราะว่ า ละไว้ ใ นฐานที ่ เ ข้ าใจ แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันว่าคือ ล ้ า น น า ที ่ ภ าษาบาลี ใ ช้ คำ � ว่า ทสลกฺขเขตฺต(แปลว่าที่นาสิบแสนแปลง) ค ว า ม


หมาย ของรัฐหรือแว่นแคว้นในสมัยโบราณโดยทั่วไปนั้น คือ พื้นที่ใด ๆ ที่มีพื้นฐานความสัมพันธ์ทางสังคม-วัฒนธรรม และ ทางด้านการเมือง-เศรษฐกิจระหว่างกันในชุมชน/บ้านเมือง และมีอิสระทางด้านการปกครองบริหารภายในกลุ่มตนเอง โดย มีปัจจัยแปรอย่างน้อย ๓ ประการ ที่เป็นตัวกำ�หนดความเป็น สังคมเมืองหรือรัฐ (Urbanization) คือมีการจัดแบ่งชนชั้นทาง สั ง คม (Social stratification) มี ผ ลผลิ ต ส่ ว นเกิ น (Surplus) และมีภูมิปัญญาความรู้ด้านศิลปวิทยาการ (Technology) ขอบเขต ของรัฐล้านนาส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เขตภาคเหนือ ตอนบน และบริเวณเขตนอกประเทศไทย บางส่วนที่อยู่ใกล้ เคียงโดยรอบ คือในเขตจังหวัดเชียงราย พะเยา แม่ ฮ ่ อ งสอน เชียงใหม่ ลำ�พู น ลำ�ปาง แพร่ และน่าน ๘ จั ง หวั ด และ ดินแดนใกล้เคียงในเขตรัฐฉาน (เมืองนาย เชียงตุง) ประเทศ เมียนมาร์ ประเทศสปป.ลาว และเมืองเชียงรุ่ง ในเขตปกครอง ตนเอง สิบสองปันนา ของมณฑลยุนนาน ประเทศสาธารณรั ฐ ประชาชนจีน ลักษณะพื้นที่ภูมิประเทศของล้านนา ส่ ว นใหญ่ เป็นเทือกเขาวางตัวในแนวเหนือ-ใต้ โดยมีแนวต่อลงมาจาก เขตหลังคาโลกในประเทศธิเบต-เนปาล เขตพื้นที่ราบอันเป็น แหล่งที่ตั้งถิ่นฐานชุมชน/บ้านเมืองมีเพียงเล็กน้อย ที่อยู่ในที่ราบ ระหว่างหุบเขา โดยเฉพาะในแอ่งพื้นที่ลุ่มแม่น้ำ�ใหญ่คือแม่น้ำ�

กก สาย อิง และโขง ในเขตล้านนาตอนบน และเขตลุ่มแม่น้ำ� ปิง วัง ยม น่าน ในเขตตอนล่างลงมา เขตพื้นที่ราบลุ่มแม่ น ้ ำ � เหล่านี้เอง ที่เป็นแหล่งของการตั้งถิ่นฐานชุมชนในระดับเมือง หรือแคว้นหรือรัฐ (City-state) แล้วตั้งแต่สมัยกึ่งประวัติศาสตร์ (Protohistory) หรือประมาณเมื่อเวลากว่า ๑,๐๐๐ ปีขึ้นไป แต่ ได้พบความชัดเจนจากหลักฐานด้านโบราณวัตถุสถานในสมัย ประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ ๗๐๐ กว่าปีล่วงมา (คือล้านนา) จ น ถ ึ ง ใ น ระยะเวลาปัจจุบันชุมชนบ้านเมืองเดิมในเขตพื้นที่ต่าง ๆ ข อ ง แคว้นล้านนา ได้ปลายเปลี่ยนสถานภาพมาเป็นส่วน หนึ่งข อ ง ราชอาณาขักรสยาม (หรือประเทศไทยในระยะต่อ มา) ตั ้ ง แต่ คราวที่ได้เปลี่ยนแปลงระบบการปกครองในส่วน ภูมิภาค ให้ เป็นแบบมฑลเทศาภิบาล สมัยราชกาลที่ ๕ ใน ปี พ.ศ.๒๔๓๕ หรือประมาณเมื่อ ๑๐๐ กว่ า ปี ม านี ้ เ อง การ พิ จ ารณาเรื ่ อ งเวียงท่ากานระยะก่อนสมัยล้านนา ความ เข้าใจพื้นฐานที่ควรคำ�นึงถึง นอกเหนือไปจากการขัดแย่งยุค สมัยทางประวัติศาสตร์ดังกล่าวแล้วโดยเฉพาะเรื่องแม่ น้ำ�ปิงนั้น ถือเป็นปัจจัยหนึ่้งต่อการตั้งถิ่นฐาน เพราะว่าแม่น้ำ�นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อ


การใช้หล่อเลี้ยงพืชผลิตผลการเกษตร-เลี้ยงสัตว์ สร้างความ อุดมสมบูรณ์ให้เกิดขึ้นกับพื้นที่ป่าไม้ รวมถึ งใช้ ใ นการอุ ป โภค บริโภคในชีวิตประจำ�วันของคนในชุมชนแล้ว ยังใช้เป็นเส้นทาง ค้าขาย/ติดต่อกันในสมัยโบราณ ซึ่งในกรณีแม่น้ำ�ปิง จ า ก ก า ร ศึกษาพบว่าได้เปลี่ยนเส้นทางการไหล จากที ่ ไ ด้ เ คยไหลผ่ า น เวียงกุมกามด้านทิศเหนือ แล้วไหลวกอ้อมลงไปทางทิ ศใต้ ใ น แนวถนนสายเชียงใหม่-ลำ�พูน (ถนนสายต้นยาง) ไปจนถึงเมือง ลำ�พูนหรือหริภุญไชยในอดีต โดยไหลผ่านทางเป็นแนวด้านตะวันออกของเมื อ งลำ � พู น ดังนั้น กลุ่มเวียงบริวารของเมืองหริภุญไชยจำ�นวนกว่า ๓๐ แห่ง ที ่ ล ้ ว นตั ้ ง อยู ่ ท างฝั ่ ง ตะวั น ตกของแม่ น ้ ำ � ปิ ง และตาม ๒ ฟากฝั่งลำ�น้ำ�สาขา โดยเฉพาะ น้ำ�แม่ขาน น้ำ�แม่วาง น้ำ� แม่กลาง น้ำ�แม่แจ่ม ฯลฯ หรืออีกนัยหนึ่งน้ำ�แม่ต่าง ๆ ที ่ ไ ห ล ลงมาจากแนวเขาด้านตะวันตก ตั้งแต่เขตดอยสุ เ ทพ-ดอยคำ � ดอยหลวงขุ น วิ น ดอยอิ น ทนนท์ ลงมาถึ ง เขตเมื อ งฮอด แม่ เเจ่ม แม่ตืน ฯลฯ ซึ่งชุมขนเมืองขอบเขตคูน้ำ�คันดินเหล่า นี้ นอกจากเป็นพัฒนาการการตั้งถิ่นฐานของคนพื้นเมือง ในพื้นที่ ในระยะก่อนสมัยหริภุญไชยแล้วในสมั ย หริ ภ ุ ญไชย ประมาณระยะเวลาที่กล่าวถึงในตำ�นานอยู่ระยะตั้งแต่

พุทธศตวรรษที่ ๑๓ เป็นต้นมา ก็รับเอากระแสความเจริญหรือ วัฒนธรรมจากเมืองหริภุญไชย (ที่รับผ่านมาจากเขตเมืองละโว้ ของรัฐทวาราวดีในเขตพื้นที่ราบภาคกลาง) ที ่ ต ำ � นานกล่ า วถึ ง ฤๅษีวาสุเทพที่เคยปกครองคนพื้นเมืองในพื้นที่ ได้สร้างเมืองหริ ภุษไชยให้พระนางจามเทวีเพื่อปกครองกลุ่มคนพื้นเมืองหลาย หมู่เหล่า โดยใช้พุทธศาสนาเป็นหลักแนวทางการปกครองและ ใช้ธรรมะตามแนวทางพุทธศาสนาเป็นแนวทางปฏิบัติของคนใน สังคมชุมชนต่าง ๆ ในขณะที่ระบบความเชื่อหรือจารีตประเพณี ดั้งเดิมก็ได้เอาพุทธศาสนาเข้าไปปรับประยุกต์ร่วมด้วย โดยพิจารณาได้จากแนวคิดเรื่องการประดิษฐานพระธาตุ และรอยพระพุทธบาท หรือการเสด็จมาในพื้นที่ของพระพุทธ องค์ลักษณะต่าง ๆ ที่ได้พบการกล่าวถึงเป็นประวัติชุมชนเมือง ต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ในเขตที่ราบริมแม่น้ำ�เหล่านี้แทบทั้งสิ้น ไม่ เ ว้ น แม้แต่เขตบนเขาพื้นที่สูงดังเช่นกรณีดอยหลวงขุนวิน เขตอำ�เภอ แม่วางในปัจจุบัน เป็นต้น เช่นเดียวกันกับเวียงท่ากานในระยะ สมัยก่อนล้านนา ที ่ พ บว่ า มี ค วามเกี ่ ย วโยงสั ม พั น ธ์ ก ั บ เมื อ ง หริภุญไชยอย่างแนบแน่น


โบราณสถานในเวียงท่ากาน

เวียงท่ากาน จัดว่าเป็นเมืองโบราณสำ�คัญที่อยู่ในช่วงระยะ เวลาร่วมสมัย และช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านจากสมัยรัฐหริภุญ ไชยถึงสมัยรัฐล้านนา และถือเป็นพัฒนาการแรกเริ่มของรัฐล้าน นาในรัชสมัยของพญามังราย (พ.ศ.๑๘๓๙-๑๘๖๐) ที่ได้รวบรวม เอาดินแดนของทั้งสองรัฐ คือหิรัญนครเงินยางของพระองค์ ก ั บ รัฐหริภุญไชย ที่ยึดครองได้เข้าไว้ด้วยกันในปี พ.ศ.๑๘๒๔ นั ้ น และถือกันว่าเป็นระยะเริ่มต้นการเกิดขึ้นรัฐล้านนา จนถึ ง สมั ย เสียเอกราชของรัฐล้านนาให้แก่พม่าในปี พ.ศ.๒๑๐๑ ที่ได้เข้ายึด ครองเมืองเชียงใหม่ และหัวเมืองสำ�คัญ ๆ ของล้านนาส่วน ใหญ่โดยรวมไว้ได้ รวมถึงเวียงท่ากานในระยะนั้นไว้ด้วย รูป แบบศิ ล ปวั ฒนธรรมในส่วนหนึ่ง คือบรรดา โบราณสถานต่ า ง ๆ นั ้ น ได้ ส ะท้ อ นออก มาจากงานสิ ่ ง ก่ อ สร้ า งพุ ท ธสถานในเขต วัดวาอารามต่าง ๆ ที ่ ไ ด้ ส ำ � รวจพบแล้ ว ใน ปัจจุบันร่วม ๒๓ วัดในเขตเวียงท่ากาน อีก ทั้งหลักฐานร่ อ งรอยของคูเมือง-กำ�แพง เมือง ที ่ ป รากฏหลักฐานชัดเจนว่า

เป็ น รู ป สี่เหลี่ยมมุมมน ขนาดเฉลี่ย ๕๐๐x๗๐๐ เมตร ลักษณะ เป็ น คั น ดิน ๒ ชั้นมีคูเวียงตรงกลางซึ่งการศึกษาเรื่องราวของ เวี ย งท่ า กานนอกจากเรื่องประวัติพัฒนาการมาตั้งแต่ก ่ อ นสมั ย รั ฐ ล้ า นนา ร่วมสมัยล้านนา จนได้มาเริ่มฟื้นฟูบูรณะกันใหม่ ในสมั ย เจ้ า หลวงกาวิละ ระยะพร้อม ๆ กับการเริ่มต้นกรุง รัตนโกสินทร์ เป็นต้นมานั้น ความน่าส้นใจของเวียงท่ากานอี ก หลายเรื ่ อ งที ่ ควรได้มาศึกษาค้นคว้ากันให้กว้างขวางต่อไป โดย เฉพาะเรื ่ อ งการหาความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับเมืองแม่ ทั ้ ง ในสมัยหริภุญไชยและล้านนา และเรื่องโบราณสถานต่าง ๆ ของเวียงท่ากาน ที่ถือว่าเป็นหลักฐานสำ�คัญต่อการอ้างอิง หรือยืนยันสนับสนุน โดยสามารถเพิ่มหรือลดน้ำ�หนัก ความน่าเชื่อถื อให้ ก ั บ เอกสารที่เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ ประเภทต่าง ๆ เช่นเดียวกับ โบราณวัตถุที่ได้จากการ สำ�รวจ ขุดตรวจ ขุดค้น ทางโบราณคดี รวมถึงเรื่อง ของชาติพันธุ์และรูปแบบพิธีกรรม ประเพณีต่าง ๆ ในชุมชน ที่ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับประวัติ ความเป็นมาของเวียงท่ากานโดยรวมทั้งสิ้น


กรมศิลปากรได้กำ�หนด โบราณสถานของเวียงท่ากานเป็น ๖ กลุ่ม

วัดกลางเวียง

วันอุโบสถ

วัดต้นโพธิ์

วัดหัวข่วง

วัดพระเจ้าก่ำ�

วัดต้นกอก


๑๐

แผนผังโบราณสถานในเวียงท่ากาน วัดต้นกอก

นว ัดท ่ากา น

อก

ก วัดต้น

โรง เรีย

วัดต้นกอก กลุ่มที่ ๖ โบราณสถานทางทิศตะวัน ออกเฉีย งเหนื อ อยู ่ ใ นเขตบ้ า น ต้นกอก ชาวบ้านเรียกว่า กลุ่มต้น กอก มีซากเจดีย์ทรงกลม ต่อมามี การสร้างเจดีย์ แบบพม่าสวมครอบ ทับแต่ยังไม่เสร็จ นอกจากนี้ยังมี ซากเนินโบราณสถานอีก ๓ แห่ง

ศูนย์ข้อมูล วันอุโบสถ กลุ่มที่ ๒ โบราณสถานทางทิศตะวันออก ของเมือง เป็นกลุ่มวัดพระอุโบสถซึ่งมี ซากเจีย์ทรงกลมปรากฏอยู่

วัดป่าไผ่รวก วัดกลางเมือง

เนินโบราณสถาน

วัดน้อย เนินโบราณสถาน

วัดกลางเวียง กลุ่มที่ ๑ โบราณสถานกลางเมือง ได้แก่ เจดีย์แปดเหลี่ยมแบบหริภุญไชยเจดีย์ ทรงแบบล้านนา


๑๑ วัดหัวข่วง กลุ่มที่ ๔ โบราณสถานตอนกลางเมื อ ง ค่ อ นไปทางทิ ศ ตะวั น ออกชาวบ้ า น เรียกวัดหัวข่วง มีซากโบราณสถาน เป็นเจดีย์และวิหารปรากฏอยู่ วัดป่าเป้า

วัดอุโบสถ วัดหนองล่ม

แนวกำ�แพงที่สันนิฐาน เนินโบราณสถาน วัดพระเจ้าก่ำ� วัดพระเจ้าก่ำ� กลุ่มที่ ๕ โบราณสถานทางทิศตะวันออก เฉียงใต้ของเมือง ชาวบ้านเรียกกลุ่ม วัดพระเจ้าก่ำ�ปรากฏซากเนินโบราณ สถานขนาดใหญ่ ๒ เนิน

วัดท่ากาน

แนวกำ�แพงที่สันนิฐาน วัดต้นโพธิ์ กลุ่มที่ ๓ โบราณสถานทางทิ ศ ตะวั น ตก เฉียงเหนือ ชาวบ้านเรียกกลุ่มต้นโพธิ์ เพราะชื่อว่าเดิมต้นพระศรีมหาโพธิ ์ ปลูกไว้บริเวณนี้มีซากโบราณสถาน เป็นเนินกระจายอยู่ ๔ เนิน


๑๒

วัดกลางเวียง (ร้าง) ตั้งอยู่พื้นที่เขตกลางเวียงท่ากาน จัดเป็นวัดหลวงของฝ่าย ปกครองในราชสำ�นักของเจ้าเมือง/เวียงท่ากาน โดยพิจารณา ได้จากจำ�นวนและการกระจายของส่ิงก่อสร้างต่าง ๆ ในเขต วัดที่มีจำ�นวน ๓ กลุ่ม รวม ๑๘ แห่ง เนื้อที่วัดรวม ๑๔ ไร่ อัน กว้างขวางมากกว่าวัดอื่น ๆ ในเวียงท่ากาน ตัววัดสร้างหัน หน้าไปทางทิศตะวันออก โบราณสถานต่าง ๆ สร้างก่อ อิฐถือปูน ประกอบด้วยหลักฐานร่องรอยของกำ�แพง วัดพร้อมโขงประตู ๒ แห่ง ฐานอาคารวิหารและ พระเจดีย์ขนาดน้อยใหญ่ แต่พระเจดีย์สำ�คัญที่ ยังคงปรากฏหลักฐานรูปทรงอยู่อย่างชั ด เจน คือ พระเจดีย์ทรงระฆังแบบพื้นเมืองล้านนา ๒ องค์ คือ องค์หนึ่งมีฐานและส่วนมาลัยเถาทรง ๘ เหลี่ย มรั บ องค์ ร ะฆังกลมและอีกองค์หนึ่ง มีส่วนองค์ระฆังและมาลัยเถาทรง ๑๒ เหลี ่ ย ม

โดยเฉพาะได้ปรากฏร่องรอยการสร้างทับซ้อนกันของ พระเจดีย์ ๒ องค์ที่เจดีย์ทรงระฆัง ๑๒ เหลี่ยม อันแสดงถึง ยุคสมัยการก่อสร้างวัดที่ต่อเนื่องกันมา ตั้งแต่ระยะสมัยหริภุญ ไชย (พุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๘) ถึงระยะสมัยล้าน นา(พุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๑) เช่นเดียวกับ หลักฐานทางโบราณคดีที่พบจากการขุด แต่งศึกษาของกรมศิลปากรในระยะเวลา ที่ผ่านมา อันเป็นลักษณะรูปแบบของ พระพุทธรูป พระพิมพ์ภาชนะดินเผา และจารึกอักษร/ภาษามอญ ใน รูปแบบวัฒนธรรมหริภุญไชย และ เครื ่ อ งปั ้ น ดิ น เผาที่เป็นภาชนะ ของแหล่งเตาล้านนา จารึก อักษร/ภาษาล้านนา และ ลักษณะทางศิลปะ


๑๓ สถาปัตยกรรมต่างๆ ของพุทธสถานแบบพื้นเมืองล้านนา กลุ่มโบราณสถานกลางเวียง เฉพาะอย่ า งยิ่ งโบราณวั ต ถุ ชิ้ น สำ � คั ญ ประเภทภาชนะดินเผา โบราณสถานภายในวัดกลางเวียงกลุ่มที่ ๑ ตั้งอยู่บริเวณ เครื่องเคลือบเนื้อขาว(Porcelain) ที ่ เ ป็ นไหมีฝา เขียนลาย กลางเมื อ งประกอบด้ ว ยเจดี ย์ ท รงระฆั ง ฐานแปดเหลี่ ย มอยู่ สีน้ำ�เงิน(Blue and white) เป็นรูปดอกโบตั๋นก้านขด มีรูป ด้านหลังวิหารหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีกำ�แพงแก้ว นกฟินิกซ์ประกอบพร้อมด้วยลายสัญลั ก ษณ์ ม งคล ๘ อย่าง ล้อมรอบ ด้านหน้ามีซุ้มประตูโขง เจดีย์เป็นศิลปแบบหริภุญ ไชยและล้านนา ซึ่งได้รับอิทธิพลจาก เจดีย์แปดเหลี่ยมวัด สมัยราชวงศ์หยวน(พ.ศ.๑๘๒๓-๑๙๑๑) ของจีน ที่ปัจจุบัน จามเทวีนี้ มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๒ กรมศิลปากร เก็บรักษาไว้ที่วัดท่ากาน อันพิจารณากันว่าเป็นภาชนะของสู ง ดำ�เนินการขุดแต่งบูรณะในปี พ.ศ.๒๕๓๑ ที่ใช้เฉพาะกษัตริย์ในราชสำ�นักจีน เพราะปรากฏการทำ�ส่วนหู ภาชนะเป็นรูปตัวมังกร และน่าจะเป็นของตอบแทนบรรณาการ ที่กษัตริย์จีนพระราชทานให้กษัตริย์ล้านนาในอดี ต

สำ�นักศิลปากรที่ ๘ เชียงใหม่


๑๔


๑๕

กลุ่มโบราณสถานกลางเวียง

โบราณสถานกลางเวียงกลุ่มที่ ๒ ตั้งอยู่บริเวณกลางเมือง ประกอบด้วยวิหารหันหน้าไปทางทิศตะวันออก หลังวิหารมี เจดีย์ทรงระฆัง ตั้งบนฐานสี่เหลี่ยมยกเก็จ และกลุ่มอาคาร หลังเจดีย์ ๒ หลัง มีกำ�แพงล้อมรอบโบราณสถาน เจดีย์เป็น ศิลปะแบบล้านนา กำ�หนดอายุอยู่ในสมัยล้านนาราวพุทธ ศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๒ กรมศิลปากรดำ�เนินการขุดแต่งบูรณะ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๑

สำ�นักศิลปากรที่ ๘ เชียงใหม่


๑๖


๑๗

กลุ่มโบราณสถานกลางเวียง

โบราณสถานกลางเวียงกลุ่มที่ ๓ ตั้งอยู่บริเวณกลางเมือง ประกอบด้วยโบราณสถาน ๗ แห่ง มีวิหารอยู่หน้าเจดีย์ ล้อมรอบด้วยกำ�แพงแก้ว มีซุ้มประตูโขงด้านทิศตะวันออก กำ�หนดอายุอยู่ในสมัยล้านนาราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๒ กรมศิลปากรดำ�เนินการขุดแต่งบูรณะในปี พ.ศ. ๒๕๓๑

สำ�นักศิลปากรที่ ๘ เชียงใหม่


๑๘


๑๙

สำ�นักศิลปากรที่ ๘ เชียงใหม่


๒๐

วัดอุโบสถ

“ ”

พระพิมพ์ดินเผารวมทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรม (เจดีย์) ก็บ่งชี้ได้ว่าโบราณสถานแห่งนี้ได้ก่อสร้างและใช้เป็นพุทธสถานเมื่อ ประมาณพุทธศตวรรษที่ 20


โบราณสถานกลุ่มนี้ตั้งอยู่ในตัวเมืองท่ากาน บริเวณ มุ ม เมื อ งด้ า นทิ ศ ตะวั น ตกเฉี ย งเหนื อ ห่ า งจากแนวกำ � แพง เมือง (กำ�แพงดินชั้นใน) ประมาณ 50 เมตร ปัจจุบันมีพระ อุโบสถหลังใหม่สร้างทับหลังเดิม จึงเรียกกันว่า “วัดพระ อุโบสถ” พระอุโบสถหลังเดิมนั้นมีการรื้อแล้วสร้างใหม่หลาย ครั้งด้วยกัน จากหลักฐานเก่าสุดที่พอจะสืบค้นได้คือ พระ อุโบสถหลังเก่าพังลงและได้สร้างขึ้นใหม่ในปี พ.ศ.2502 ต่อ มาผนังของพระอุโบสถหลังนี้แยกออกจากกัน จึงได้รื้อแล้ว สร้างขึ้นใหม่ในปี พ.ศ.2531

๒๑

ดังที่เห็นในปัจจุบัน หน้าบันประดับกระจกของพระอุโบสถ หลังนี้ได้เก็บรักษาไว้ที่วัดท่ากานเป็นศิลปะแบบพม่า เข้าใจ ว่ า ช่ า งพม่ า คงเป็ น ผู้ ส ร้ า งขึ้ น ถึ ง แม้ จ ะมี ก ารสร้ า งขึ้ น ใหม่ หลายครั้ง แต่ยังคงสร้างอยู่ในตำ�แหน่งเดิม โดยใช้หลักเสมา หินหลักเดิม นอกจากพระอุโบสถหลังใหม่และเนินดินโบราณ สถานแล้วก็ไม่มีสิ่งก่อสร้างใด ๆ


๒๒

ปัจจุบันโบสถ์หลังนี้ใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ของวัดท่ากาน ก่อนดำ�เนินการขุดแต่ง สามารถมองเห็นเนิน ดิ นโบราณสถานและองค์ เ จดี ย์ ไ ด้ อ ย่ า งชั ด เจนทางด้ า นทิ ศ ตะวันออกมีเนินดินขนาดไม่ใหญ่นัก สันนิษฐานว่าน่าจะเป็น ซุ้มประตูโขง พื้นที่โดยรอบมีเศษอิฐตกกระจัดกระจายและมี ร่องรอยคันดินเตี้ย ๆ สูงประมาณ 50 - 60 ซม. ทอดตัว ยาวตามแนวทิศเหนือ - ใต้ และตะวันออก - ตะวันตก ซึ่ ง น่ า จะเป็ น ร่ อ งรอยแนวกำ � แพงวั ด การกำ � หนดอายุ โ บราณ สถานแห่งนี้ นอกจากจะใช้ลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็น ตั ว กำ � หนดแล้ ว ยั งได้ อ าศั ย หลั ก ฐานประเภทโบราณวั ต ถุ เ ป็ น ส่วนประอบอีกด้วยคือ พระพิมพ์ดินเผา เศษภาชนะดิน เผา ซึ่งพบทั้งโบราณวัตถุในสมัยหริภุญไชย และสมัยล้าน นา และจากปริมาณความหนาแน่นของเศษภาชนะดินเผา ที่พบส่วนใหญ่จะผลิตจากเตาทางแถบล้านนา เช่น หม้อ บรรจุกระดูกที่ฝังอยู่ด้านหลังกำ�แพงแก้ว พระพิมพ์ดินเผารวมทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรม (เจดีย์) ก็ บ่ ง ชี้ ไ ด้ ว่ า โบราณสถานแห่ ง นี้ ไ ด้ ก่ อ สร้ า งและใช้ เ ป็ น พุทธสถานเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 20 ลงมา จนถึง ประมาณพุทธศตวรรษที 23 ก่อนที่จะร้างเพราะพม่ามาตี เมืองเชียงใหม่ ข้อมูลที่มา : www.thakan.com


๒๓


๒๔

วัดต้นโพธิ์

“ ”

สามารถกำ�หนดอายุสมัยการก่อสร้างของวัดนี้ได้ว่า อยู่ในระยะตั้งแต่สมัยหริภุญไชย ต่อเนื่องกันมาถึงในสมัยล้านนา หรือเมื่อประมาณ ๗๐๐-๑,๐๐๐ ปี


๒๕

หลั ก ฐานด้ า นเอกสาร กล่ า วถึ ง การได้ ห น่ อ ต้ น ศรี ม หาโพธิ ์ จ ากลั ง กาในสมั ย พยามั ง ราย (พ.ศ.๑๗๘๑๑๘๖๐) ว่าต้นหนึ่งโปรดให้นำ�มาปลูกไว้ที่เ ว ี ย ง พ ั น น า ท ะ กาน คือเวียงท่ากานในปัจจุบันและเชื่อกันว่านำ�มาปลู ก ไว้ที่วัดแห่งนี้ จากหลักฐานในพื้นที่บริเวณวัดมีต้นโพธิ ์ ขนาดใหญ่ขึ้นอยู่ทางด้านเหนือใกล้พระเจดีย์ประธาน สภาพปั จ จุ บ ั น วั ด ต้ นโพธิ ์ เ ป็ น วั ด ร้ า ง ตั ้ ง อยู ่ ภ ายใน กำ�แพงเวียงท่ากานใกล้แนวกำ�แพงเมืองด้านตะวันตกเฉียง เหนือและมุมหรือแจ่งเมืองทางทิศตะวันตกสิ ่ ง ก่ อ สร้ า งใน บริเวณวัดประกอบด้วยกลุ่มโบราณสถานหลายกลุ่มคือกลุ่ม องค์พระเจดีย์ประธานวิหาร ที่สร้างก่ออิฐถือปูน หั น หน้ า ไปทางทิศตะวันออกแวดล้อมด้วยกำ�แพงแก้ว ใกล้ ก ั น ทาง ใต้ตอนหน้าวิหารเป็นอาคารวิหารอีกหลังหนึ่งหั น หน้ า ไป ในทิศทางเดียวกัน ห่างออกมาทางทิศใต้เป็นที่ต ั ้ ง ของ

พระอุโบสถ และกลุ ่ ม อาคารวางตั ว ทางทิ ศ เหนื อ -ใต้ รู ป แบบลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของวัดนี้คือ การทำ�ส่วนเชื่อมต่อกันระหว่างด้านหลังพระวิหารและพระ เจดีย์ประธาน คล้ายกับวัดหลาย ๆ แห่ง ในเมืองเชียงใหม่ที่รับอิทธิพลจากพม่า - เมืองพุกาม เช่น วัดปราสาท วัดพระสิงห์ฯ(ที่เจดีย์-วิหารลายคำ�) วัดป่าแดง ฯลฯ เจดีย์ประธาน แม้ว่าเหลือหลักฐานเพียงเฉพาะส่วนฐาน แต่จากรูปแบบผังกลมซ้อนกัน ๒ ชั้นสันนิษฐานว่าน่ า จะเป็ น ส่วนชั้นหน้ากระดานหรือชั้นมาลัยเถาของเจดีย์ทรงร ะฆั ง ส่ ว น กำ�แพงแก้วมีซุ้มประตูโขง พระอุโบสถมีใบเสมาทำ�จากศิลาแลง ปักคู่กันแสดงถึงกาประกาศขอบเขตพัทธสีมา ๒ ครั้ง แสดง นัยว่ามีการบูรณะซ่อมสร้าง ๒ สมัย เช่นเดียวกันกับหลักฐาน การซ้อมเสริมในสิ่งก่อสร้งอื่น ๆ ของวัด


๒๖

โบราณวัตถุที่พบจากการขุดแต่งทางโบราณคดีที่ว ั ด นี ้ ในปี พ.ศ.๒๕๓๒ แสดงถึ ง ยุ ค สมั ย การสร้ า งวั ด ว่ า วั ด ก่ อ สร้ า งมาแล้ ว ตั ้ ง แต่ ส มั ย หริ ภ ุ ญ ไชย (พ ุ ท ธ ศ ต ว ร ร ษ ที่ ๑๓-๑๘) จากหลักฐานที่เป็นลักษณะรูปแ บ บ พ ร ะ พ ุ ท ธ รูป พระพิมพ์ ลวดลายการตกแต่งภาช น ะ ด ิ น เ ผ า แ บ บ ก ด ประทับ-ลูบน้ำ� ดิน-ขัดมัน และในสมัยล้านนา ( พ ุ ท ธ ศตวรรษที่ ๑๙-๒๑) พบโบราณวัตถุที่เป็นเศียรพระพุทธรูป หิน สกุลช่างพะเยา เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำ�จากโลหะสำ�ริด และเงิน ภาชนะดินเผาเนื้อเครื่องหิน (Sone ware) แหล่ง เตาล้านนา-สันกำ�แพง เครื ่ อ งสั ง คโลก (Celadon) แหล่ง เตาศรีสัชนาลัย ภาชนะแบบเครื่องเคลือบเนื้อขาว ( P o r celain) ของจี น ที่เป็นเครื่องลายครามสมัย ราชวงศ์ ห ย ว น

(พ.ศ.๑๘๒๓-๑๙๑๑) และราชวงศ์หมิง (พ.ศ.๑๙๑๒-๒๑๘๗) ดังนั้น เมื่อประมวลเอาหลักฐานทางโบราณค ด ี แ ล ะ หลักฐานด้านเอกสาร มาวิเคราะห์และแปลความหมายทาง ด้านการตั้งถิ่นฐานชุมชนในพื้นที่แล้ว สามารถกำ � หนดอายุ สมัยการก่อสร้างของวัดนี้ได้ว่า อยู ่ ใ นระยะตั ้ ง แต่ ส มั ย หริ ภุญไชย ต่อเนื่องกันมาถึงในสมัยล้านนา หรือเมื่อประมาณ ๗๐๐-๑,๐๐๐ ปีที่ผ่านมา


๒๗


๒๘

วัดหัวข่วง

“ ”

ถึงแม้ลักษณะทางด้านสถาปัตยกรรมของเจดีย์ จะเป็นแบบล้านนาก็ตาม แต่เนื่องจากโบราณวัตถุที่พบกำ�หนด อายุบงชี้ไปถึงสมัยหริภุญไชย


๒๙

โบราณสถานแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณกลางเมืองค่อนไปทางทิศตะวันออกเล็กน้อย การเดินทางไป ยังโบราณสถาน ไปตามถนนสายที่ตัดผ่านกลางหมู่บ้านแยกเข้าซอย ๔ ทางฝั่งตรงข้ามกับตลาด (กาดแลง) ถนนสายนี ้ ต ั ด ตรงไปยั ง ฌาปนสถานประจำ�หมู่บ้านและหมู่บ้านพระเจ้าทองทิพย์ เดินทางไปตามถนนสายนี้ประมาณ ๕๐ เมตร จะเห็นโบราณสถานตั้งอยู่ทางด้านขวามือ มีถนนล้อม รอบทุกด้านวัดนี้ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า “วัดหัวข่วง” ซึ ่ ง ตามภาษาทางเหนื อ หมายถึ ง ลานวั ด ชาวบ้านเล่าว่าเมื่อก่อนวัดนี้เป็นป่ารกทึบ องค์เจดีย์ได้ถูกขุดทำ�ลายมานานแล้ว แต่ยัง เหลือร่องรอยของซุ้มทางด้านตะวันออก ชาวบ้านจึงเรียกซุ้มพระว่า โขง แต่ภาษาไทยยองเรียก กลายมาเป็นหัวข่วง ซึ ่ ง ก็ ห มายถึ ง วั ด ที ่ ม ี ซ ุ ้ ม พระนั ่ น เอง ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐ ซุ้มพระ และองค์ เ จดี ย์ ไ ด้ ถู ก ขุ ด ทำ � ลายลงดั ง สภาพที่ เ ห็ นในปั จ จุ บั น พื้ น ที่ โ ดยรอบวั ด จะกั น เขตเป็ น ที่ ดิ น ของวัดหมดฉะนั้น พื้นที่ส่วนใหญ่จึงกลายเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ ชาวบ้านมาจับจอง ทางด้านตะวันออกและได้ปลูกสวนไผ่ แต่ไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ส่ ว นทางด้านตะวันตก


๓๐


๓๑

เป็ น ลานกว้ า งชาวบ้ า นมั ก จะเอาวั ว เข้ า มาเลี้ ย งแถบนี้ มี แต่วัชพืชและต้นไม้ขนาดเล็กขึ้น และทางเหนือเป็นบ้าน คนและมี ก ารออกโฉนดให้ ถื อ ครองสิ ท ธิ์ ไ ด้ เ พราะว่ า พื้ น ที่ ส่ ว นใหญ่ ไ ม่ มี เ จ้ า ของที่ แ น่ น อนจึ ง มี ค นมาลั ก ล อ บ ข ุ ด ห า โบราณวัตถุกระจัดกระจายไปทั่ว มี ห ลุ ม ลั ก ลอบขุ ด เป็ น จำ�นวนมาก ขนาดความกว้ า งตั ้ ง แต่ ๑-๑.๕ เมตร ซึ่งก็กลายเป็นหลุมขยะไป นอกจากนี้บริเวณมุมถนนด้ า น ตะวั น ตกเฉียงใต้ของโบราณสถาน

ทิศใต้ แทนที่จะหันหน้าไปทางทิศตะวันออกสำ�หรับลักษณะ ของวิ ห ารมี ผั ง เป็ น รู ป สี่ เ ห ลี ่ ย ม ผื น ผ้ า ผนั ง วิ ห ารคงจะทึ บ และเจาะหน้าต่างเป็นช่อง ตัววิหารตั้งแยกออกจากเจดีย์

ถึงแม้ลักษณะทางด้านสถาปัตยกรรมของเจดีย์จะเป็นแบบ ล้านนาก็ตาม แต่เนื่องจากโบราณวัตถุที่พบกำ�หนดอายุบง ชี้ไปถึงสมัยหริภุญไชย นั่นก็หมายถึงว่า ในบริเวณโบราณ สถานแห่งนี้ มีกิจกรรมการประกอบพิธีทางศาสนา หรือ มี ก ารอยู ่ อ าศั ย ต่ อ เนื ่ อ งกั น มาตั ้ ง แต่ ส มั ย หริ ภ ุ ญไชย (พุทธ ปรากฎร่องรอยของหลุมขนาดใหญ่กว้างประมาณ ๕ เมตร ศตวรรษที่ ๑๗) ลงมาจนถึงสมัยล้านนาและรั ต นโกสิ น ทร์ ลึกประมาณ ๑.๕ เมตร ดินในหลุมถูกขุดเอาไปถมเพื ่ อ สร้ า ง (พุทธศตวรรษที่ ๒๔) วิ ห ารหลั งใหม่ ภ า ยใ น ว ั ด บ้านท่ากานเมื่อประมาณ ๑๐ กว่ า ปี ที่ ผ่ า นมาหลุ ม นี้ จึ ง กลายสภาพเป็ น หลุ ม ขยะไปวิ ห าร หลังนี้แปลกกว่ า วิ ห ารหลั ง อื ่ น เนื่องจากหันหน้าไปทาง


๓๒

วัดพระเจ้าก่ำ�

“ ”

โครงสร้างเสาก่ออิฐรับเครื่องหลังคา ๒ ระดับ แบบหน้าจั่ว ตอนกลางและหลังคาปีกนกสองข้าง พื้นวิหารพบ หลักฐานการปูแผ่นอิฐและฉาบปูน ๒ สมัย

ตั้งอยู่พื้นที่เขตในเวียงท่ากานใกล้มุมเมืองทิศตะวัน ออก ชื่อพระเจ้าก่ำ� หมายถึงพระพุทธรูปสำ�ริดถูกเผาไฟที่ พบในเขตวัดในอดีตด้านผังการสร้างวัด วัดพระเจ้ก่ำ�สร้าง หันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ สิ่งก่อสร้างในบริเวณ วัดปรากฏซากโบราณสถานก่ออิฐถือปูน ที่เป็นองค์พระเจดีย์ ประธานและพระวิหารสร้างติดกัน มีขนาดค่อนข้างใหญ่ และพบหลักฐานการก่อสร้างซ้อนทับอย่างน้อย ๒ ครั้ง โดย ส่วนองค์เจดีย์ประกอบด้วยส่วนฐานปัทม์ตอนล่าง มีลักษณะ คล้ า ยฐานยกพื้ น เป็ น ลานกว้ า งรอบองค์ เ จดี ย์ ที่ วิ เ คราะห์ ว่ า น่าจะเป็นทรงมณฑปปราสาท เพราะพบหลักฐานปูนปั้น

ประดับองค์จากการขุดแต่งในส่วนพระวิหารเป็นอาคารสร้าง ยกพื้นสูง มีบันไดขึ้นลงเฉพาะทางด้านหน้า โครงสร้างเสา ก่ออิฐรับเครื่องหลังคา ๒ ระดับแบบหน้าจั่ว ตอนกลางและ หลังคาปีกนกสองข้าง พื้นวิหารพบหลักฐานการปูแผ่นอิฐ และฉาบปูน ๒ สมัย เช่นเดียวกับในส่วนฐานที่พบร่องรอย การซ่ อ มเสริ ม ในสมั ย หลั ง ด้ ว ยเนื่ อ งจากวิ ห ารหลั ง นี้ ไ ม่ พ บ หลักฐานของฐานซุกซีพระประธานที่มักสร้างอยู่ตอนหลัง จึง สันนิษฐานว่าน่าจะใช้พระพุทธรูปที่อยู่ในส่วนองค์พระเจดีย์ เป็นพระประธาน ลักษณะเดียวกับวิหารของวัดปราสาทและ วิหารลายคำ�ของวัดพระสิงห์วรมหาวิหารในเมืองเชียงใหม่ ที่


๓๓

มีรูปแบบการก่อสร้างวิหารติดกับองค์เจดีย์เหมือนกันโบราณ วัตถุสำ�คัญที่พบจากการขุดแต่งวัดแห่งนี้ในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ คือชิ้นส่วนแผ่นทองจังโก ที่เป็นแผ่นสำ�ริดทรงสี่เหลี่ยมบาง ขอบมีรูสำ�หรับเย็บตะเข็บติดกันและปิดทองคำ�เปลวหุ้มเจดีย์ ทั้งองค์ไว้แผ่นสำ�ริดฉลุลายสำ�หรับประดับตกแต่งในส่วนต่าง ๆ ขององค์เจดีย์โดยเฉพาะในส่วนของฉัตร ชิ้นส่วนปูนปั้น ลายพรรณพฤกษา ชิ้นส่วนพระพุทธรูปสำ�ริด พระพุทธรูป หินทราย เศียรพระพุทธรูปปูนปั้น(ชำ�รุด) พระแผงห้าร้อย ดินเผา และเศษภาชนะดินเผาทั้งแบบเนื้อดินไม่แกร่ง ทั้ง แบบพื้นเมืองและแบบหริภุญไชย ที่มีเทคนิคการตกแต่งผิว

เป็นลวดลายแบบถมน้ำ�ดิน ในร่องที่เกิดจากการกดประทับ หรือขูดขีด แล้วขัดมันอีกทั้งภาชนะดินเผาเนื้อดินแกร่ง แหล่ง เตาล้านนา เตาศรีสัชนาลัย และเครื่องเคลือบเนื้อขาว ลาย เขียนสีน้ำ�เงิน ที่นำ�เข้าจากจีนสมัยราชวงศ์หมิง (พ.ศ.๑๙๑๑๒๑๘๗)อายุ ส มั ย ของวั ด นี้ ป ระมาณว่ าอยู่ในปลายสมั ย หริ ภุญ ไชยต่อเนื่องกับสมัยล้านนา ระหว่างพุทธศาตวรรษที่ ๑๘-๒๑


๓๔

วัดต้นกอก (ร้าง)

“ ”

พระเจดีย์ประธานของวัดต้นกอก(ร้าง) สร้างก่ออิฐถือปูนจัดเป็นเจดีย์ที่มีขนาด ใหญ่ที่สุด


วัดต้นกอก (ร้าง) ตั้งอยู่เขตนอกตัวเวียงท่ากานทาง ทิศตะวันตก เป็นโบราณสถานวัดร้าง ในพุทธศาสนาหนึ่ง ในจำ�นวนโบราณสถานวัดร้างทั้งหมดร่วม ๒๓ วัดของเวียง ท่าการ หลักฐานด้านโบราณวัตถุ-โบราณสถาน จากการ ขุดค้น-ขุดแต่งทางโบราณคดีและบูรณะโบราณสถาน ของ กรมศิลปากรในระยะที่ผ่านมา ได้พบหลักฐานพัฒนาการ อยู่อาศัยชุมชนตั้งแต่ระยะสมัยหริภุญไชย (พุทธศตวรรษ ที่ ๑๓-๑๘)ถึงสมัยล้านนา(พุทธศตวรรษที่๑๙-๒๑)อันเป็น ภาชนะดินเผารูปแบบต่าง ๆ ด้านโบราณสถานพบการกระ จายตัวของสิ่งก่อสร้าง นอกจากพระเจดีย์ประธาน และพระ วิหารแล้ว ยังปรากฏซากฐานอาคารขนาดเล็ก ๒ หลัง (ที่ ยังไม่ทราบประโยชน์ใช้สอยชัดเจน เพราะมีสภาพพังทลาย เสียหายมาก ปรากฏหลักฐานเพียงร่องรอยการก่ออิฐขาด หายเป็นช่วง ๆ เท่านั้น) บ่อน้ำ� และเวจกุฎี(ส้วม) ในพื้นที่ ทางตอนเหนือของวัดที่น่าจะเป็นเขตกุฏิสงฆ์ด้วย อีกทั้งผล การขุ ด ค้ นในพื้ น ที่ ต องกลางติ ด กั บ ฐานเจดี ย์ ท างทิ ศ ตะวั น

๓๕

ตกเฉียงเหนือนั้น พบชั้นดินมีกิจกรรมอยู่อาศัย (Habitationlayer) เพียงชั้นดินตอนบนที่เป็นชั้นดินวัฒธรรม ล้ า นนาโดยไม่ พ บชั้ น ดิ น ของวั ฒ ธรรมหริ ภุ ญไชยแต่ อ ย่ า งใด พระเจดีย์ประธานของวัดต้นกอก (ร้าง) สร้างก่อ อิฐถือปูน จัดเป็นเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของวัดในเขตเวียง ท่าการมีรูปทรงระฆังบนฐานปัทม์ย่อเก็จ ๓ ชั้น จำ�นวน ๓ ฐาน องค์พระเจดีย์ตอนบน มีลักษณะแบบเจดีย์ทรงระฆัง ล้ า นนาโดยทั่ ว ไปคื อ มี ส่ ว นองค์ ร ะฆั ง ตั้ ง อยู่ บ นชั้ น ฐานปั ท ม์ ย่อเก็จและชั้นมาลัยเถา เหนือส่วนองค์ระฆังขึ้นไปเป็นส่วน บัลลังก์ ก้านฉัตร ปล้องไฉน และปลียอด ตามลำ�ดับ ซึ่ง ผลจากการขุ ด ตรวจในส่ ว นรอยต่ อ ของฐานปั ท ม์ ต อนล่ า ง แต่ละชั้นนั้น ได้พบอิฐพังทลายเสียหายทับถมกันอย่างหนา แน่น โดยไม่อาจสันนิษฐานถึงรูปแบบเจดีย์องค์เดิมที่อยู่ ภายในได้ และจากลักษณะ/รูปแบบพระเจดีย์องค์ปัจจุบัน สามารถกำ�หนดอายุของวัดได้ในระยะพุทธศตวรรษที่ ๒๑ สำ�นักศิลปากรที่ ๘ เชียงใหม่

สำ�นักศิลปากรที่ ๘ เชียงใหม่


๓๖


วัดท่ากาน ตำ�บลบ้านกลาง อำ�เภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่

๓๗


๓๘


๓๙


๔๐


๔๑


๔๒


๔๓


๔๔


ชุมชนบ้านท่ากาน กับการอนุรักษ์

ประชากรบ้ านท่ากานส่วนใหญ่เป็นเชื ่ อ สาย ไทลื้อ หรือที่เรียก “ชาวยอง” เนื่องจากอพยพมาจากเมื อ งยองใน สหภาพพม่ า เข้ า มาอาศั ยในบริ เ วณเวี ย งท่ า กานเป็ น ระยะ เวลากว่า ๒๐๐ ปี เป็นชุมชนที่รักท้องถิ่น รักษาวัฒนธรรม ประเพณี อ ย่ า งเคร่งครัดเข้าใจและตระหนักถึ ง ความสำ�คั ญ ของแหล่ ง ที ่ อ ยู ่ อ าศั ย และของดี ท ี ่ เ ป็ น มรดกทางวั ฒ นธรรม ซึ่งมีในพื้นที่ จึงรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็งในการดำ � เนิ น การ อย่างต่อเนื่องและสม่ำ�เสมอ ในการอนุรักษ์และพัฒนามรดก ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่นให้เป็นไปตามแนวทางที ่ เ หมาะสม จนได้รับโล่ห์พระราชทานจากพระหัตถ์ ข องสมเด็ จ พระเทพ รัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ในฐานะผู ้ ส นั บ สนุ น การ อนุรักษ์ดีเด่นประจำ�ปี พ.ศ. ๒๕๓๑ เนื่องในวันอนุรักษ์มรดก ไทย

๔๕


วัดโบราณแห่งเวียท่ากาน ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑ เดือน กันยายน ๒๕๕๔ ศูนย์ข้อมูลเวียงท่ากาน จุลสารวิชาการเวียงท่ากาน www.thakan.com

วัดโบราณแห่งเวียงท่่ากาน  

วัดโบราณแห่งเวียงท่่ากาน