Page 1

ลายไทย ในต้นเทียน

การท่องเที่ยววัฒนธรรม

v

สู่การท่องเทีย่ วเชิงสร้างสรรค์ น.ส. เทพธิดา พสุนนท์ 5840302830


วัฒนธรรม เป็นสิ่งที่บ่งบอกความเป็นชาติ เป็นตัวกาหนดวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคม ทั้งยังเป็นเครื่องวัด ความเจริญและมีผลต่อความก้าวหน้าของประเทศเพราะประเทศจะเจริญหรือไม่นั้นย่อมขึ้นอยู่กับการพัฒนาของคน ในสังคม รวมทั้งการนาเอาวัฒนธรรมหรือความโดนเด่นของชาตินามาเผยแพร่ ประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัย การทา เช่นนี้จะส่งผลให้วัฒนธรรม เอกลักษณ์ ของชาติไม่เลือนหายไป ในการนาเสนอรายละเอียดของงานนี้จะนาเสนอความเป็นไทยที่สื่อออกมาในรูปแบบของลวดลายไทยที่สลักลงบน เทียนพรรษาของจังหวัดอุบลราชธานีที่มีความอ่อนช้อย และงดงาม รวมทั้งสามารถนาไปประยุกต์ใช้ให้มีคุณค่าทาง ความรู้ สามารถสื่อความหมายออกมาทางด้านศิลปะในรูปแบบของ การสลักเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาซึ่ง ลวดลายบนต้นเทียนนั้นเป็นการนาเอาลายเส้นในแบบไทยมาประกอบกับความคิดสร้างสรรค์ของช่างในชุมชน มาทา ให้เกิดคุณค่าทางวัฒนธรรมขึ้น ซึ่งงานประเพณีแห่เทียนพรรษาเป็นประเพณีทางพระพุทธศาสนาที่ยาวนานของชาว จังหวัดอุบลราชธานี ในการทาต้นเทียนพรรษานั้นมีรูปแบบที่สวยงามด้วยฝีมือชาวบ้านที่เป็นช่างทาเทียนและผู้ที่มี ความสร้างสรรค์ทางการออกแบบและเป็ นภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งเกิดจากองค์ความรู้ของชาวบ้านที่สั่งสม และสะสม ผ่านกระบวนการคิด ลงมือทาและนามาสร้างเป็นองค์ความรู้ซึ่งคนรุ่นใหม่มีหน้าที่ต้องต่อยอดและถ่ายทอดให้แก่คน รุ่นต่อๆไปทั้งนี้ประเพณีแห่เทียนของจังหวัอุบลราชธานี เป็นที่รู้จักในระดับโลก เพราะความยิ่ งใหญ่ ความสวยงาม วิจิ ต รตระการตา ทั้งขบวนแห่ต้ น เทียนและมี กิจกรรมประกอบงานมากมาย และมีการประชาสัมพัน ธ์ จากการ ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทาให้งานแห่เทียนพรรษาของจังหวัดอุบลราชธานียังมี “มนต์เสน่ห์” ที่สามารถดึ งดูด นักท่องเที่ยวให้มาเข้าชม

1


ภาษาไทย คือ ภาษาพูด ที่ ใช้สื่อสารกันได้อย่างเข้าใจ ถึ ง แ ม้ จ ะ มี ส า เ นี ย ง ที่ แตกต่างกันไปบ้างในแต่ละ พื้นที่ รวมถึงการใช้ศัพท์กับ บุคคลในระดับต่าง ๆ และ อั ก ษรไทยที่ ใ ช้ ใ นภาษา เขียนโดยทั่วไป

สถาปั ต ยกรรมและจิ ต กรรม ไทยเห็นได้จากชิ้นงานที่ปรากฏ ในศาสนสถาน โบสถ์ วิ ห าร ปราสาทราชวั ง อาคารบ้ า น ทรงไทย และลวดลายไทย

ก า ร แ ต่ ง ก า ย ถึ ง แ ม้ ว่ า ใ น ปั จ จุ บั น การแต่ ง กายของชาว ไทยจะเป็นสากลมากขึ้น แต่ก็ ยังคงเครื่องแต่งกาย ของไทยไว้ ในโอกาสสาคัญต่าง ๆ เช่น ใน งานพระราชพิ ธี งานที่ เป็ นพิ ธี การ หรื อในกิจ กรรมต่ าง ๆ ที่ ต้องการ แสดงให้เห็นถึงความ เป็นไทยอย่างชัดเจน

ดนตรี ไ ทย กี ฬ าไทย และ การละเล่นพื้นเมืองต่างๆ

การแสดงความเคารพด้วย กา รไ หว้ แล ะก รา บ ซึ่ ง แ บ่ ง แ ย ก อ อ ก ไ ด้ อ ย่ า ง ชั ด เ จ น เ ช่ น ก ร า บ พระพุทธรูป กราบพระสงฆ์ กราบไหว้ บุ ค คลในฐานะ หรือวัยต่าง ๆ

ศิ ล ปวั ฒ นธรรมและประเพณี ประเทศไทยมีการติดต่อกับหลาย เชื้อชาติ ทาให้มีการรับวัฒนธรรม ของชาติ ต่าง ๆ เข้ามา แต่คนไทย สามารถนามาประยุกต์ใช้ได้อย่าง เหมาะสม และปฏิบัติสืบต่อกันมา จน กลายเป็น ส่วนหนึ่งในวิถีชีวิต ของไทย

2


INDONESIA

PHILIPPINES

ชาวอินโดนีเซียเป็นผู้รักศิลปะและวรรณคดีมาช้านาน แล้ว สังเกตได้จากลวดลายของเครื่องแต่งกาย บ้านที่พัก อาศั ย ศาสนสถาน และนาฏศิ ล ป์ ต่ า ง ๆ ศิ ล ปะใน ประเทศ อินโดนีเซีย มิได้ยึดถือตามที่สืบทอดกันมาแต่ใน อดีตเท่านั้น แต่มีหลายสิ่งหลายอย่างได้พัฒนาเปลี่ยนไป ตามแต่ ล ะยุ ค แต่ ล ะสมั ย ที่ มี อิ ท ธิ พ ลต่ อ ประเทศ อินโดนีเซีย สถาปัตยกรรม มีลักษณะแตกต่างกัน ไป ตามสภาพของภูมิประเทศและอิทธิพลของศาสนา แต่ ส่ ว นใหญ่ ค ล้ า ยคลึ ง กั บ ประเทศต่ า ง ๆ แถบเอเชี ย ตะวันออกเฉียงใต้ อาคารบ้านเรือนของประชาชนโดย ทั่ว ๆ ไปจะใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่นเป็นอุปกรณ์ในการ ก่อสร้าง ส่วนเทวสถานบางแห่ง เช่น สถูปโบโรพุทโธ ซึ่ง มีชื่อเสี ย งมากได้รั บอิทธิพลมาจากสถาปั ตยกรรมของ ศาสนาฮินดู

ศิลปะมีรากฐานมาจากประเพณีพื้นเมืองและโคโลเนียล การน าเข้ า เช่ น เดี ย วกั บ วั ฒ นธรรมมากที่ สุ ด ประเทศ ฟิ ลิ ป ปิ น ส์ มี ส ไตล์ เ ป็ น ของตั ว เองชอบศิ ล ปะพลาสติ ก ประติมากรรมและภาพวาด แต่พวกเขายังมีสไตล์ของ ตัวเองชอบการเต้นศิลปะการเคลื่อนไหว บางส่วนของ ศิ ล ปิ น ที่ มื ชื่ อ เสี ย งมากที่ สุ ด จากประเทศฟิ ลิ ป ปิ น ส์ Fernando Amorsolo, David Cortes Medalla, Nunelucio Alvardao,Juan Luna

BRUNEI บรูไนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมาเลเซียและอิ นโดนีเซีย มาก มีวัฒนธรรม ประเพณี ภาษา และการแต่งกาย ที่ คล้ายคลึงกัน รวมทั้งยังมีวัฒนธรรมที่ได้รับอิทธิพลจาก ศาสนาอิสลามด้วย เช่น การแต่งกาย ลวดลายที่อยู่บน ผื น ผ้ า นั้ น จะมี ก รรมวิ ธี ที่ ส ลั บ ซั บ ช้ อ น ต้ อ งใช้ ค วาม ละเอียดอ่อนมากในการทา ส่วนลายในการทอก็มีหลาย ลวดลาย เช่น ลายเชิงผ้า ลายขอบผ้า ลายท้องผ้า ลาย เถาไม้ ลายดอกไม้ ส่ ว นมากจะทาลายออกแบบมาใน ลักษณะของรูปเรขาคณิต เพราะจะได้ลวดลายที่สวยงาม และเป็นระเบียบเรียบร้อย SINGAPORE ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการรวมตัวกันระหว่างคนหลาย เชื้อชาติหลายศาสนาและวัฒนธรรม แต่สามารถมาอยู่ ร่ ว มกั น ได้ อ ย่ า งปรองดอง สถาปั ต ยกรรมในประเทศ สิงคโปร์ก็เช่นกันที่รวมไว้ซึ่งความหลากหลายทั้งสไตล์ที่ แตกต่างในแต่ละยุค ตั้งแต่ยุคอดีตสมัยช่วงสงครามโลก สมั ย ใหม่ (โมเดิ ร์ น ) และยุ ค โพสต์ โ มเดิ ร์ น ที่ มี สถาปัตยกรรมหลายสไตล์ ทั้งสไตล์ยุโรป สไตล์จีน สไตล์ มาเลย์ รวมถึง แบบที่เรียกว่า Deconstruction ก็มีกัน ให้เห็นมากมายในปัจจุบัน

VIETNAM ศิลปวัฒนธรรมส่วนใหญ่ของเวียดนามจะได้รับอิทธิพล จากจีนและฝรั่งเศส ด้านศิลปวัฒนธรรมของเวียดนาม มีความแตกต่า งกั บศิ ล ปวัฒ นธรรมของไทยอย่า งมาก เพราะเวียดนามถูกปกครองโดยประเทศจีนมาหลายครั้ง จนอาจเรียกได้ว่า อารยธรรม วัฒนธรรม ของเวียดนาม คื อ วั ฒ นธรรมของประเทศจี น นั่ น เอง โดยเฉพาะ ทางด้านศิลปะของโบราณสถาน ต่าง ๆ อาทิ พระราชวัง วัด สุสาน ฯลฯ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันจนไม่ส ามารถ แยกออกให้ เ ห็ น อย่ า ง เด่ น ชั ด แม้ ใ นช่ ว งหลั ง มานี้ เวียดนามอาจได้รับอิทธิพลจากประเทศฝรั่งเศส และ ญี่ ปุ่ น อยู่ บ้ า ง แต่ ใ น ภาพรวมแล้ ว จะคล้ า ยคลึ ง กั บ ประเทศจีน และมีหลักฐานให้เห็นอยู่ทั่วไป MYANMAR ศิลปะพม่าส่วนใหญ่ได้รับอิทธิ พลจากพระพุทธศาสนา รวมทั้ ง จิ ต วิ ญ ญาณและวิ ถี ชี วิ ต ของชาวพม่ า ด้ ว ย เนื่องจากพม่ายังนับถือพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด แบบ แผนในงานศิลปะจึงปฏิบัติเข้มงวดตามประเพณี และ ส ะ ท้ อ น ใ ห้ เ ห็ น ค ว า ม เ ชื่ อ แ ล ะ วั ฒ น ธ ร ร ม ข อ ง พระพุทธศาสนาในประเทศพม่า

3


Laos People's Democratic Republic อาณาจักรล้านช้างหรือลาวยุคโบราณได้เริ่มต้นขึ้นในราว ปลายพุทธศตวรรษที่ 17 ด้วยเหตุนั้นศิลปะลาวจึงเป็น ศิล ปะที่ค่อนข้างใหม่และมักตกอยู่ ภายใต้อิทธิพลของ เพื่ อ นบ้ า น แต่ อิ ท ธิ พ ลต่ า งๆเหล่ า นั้ น กลั บ ช่ ว ยด ารง ลักษณะดั้งเดิมของศิลปะลาวไว้ได้ จนไม่อาจกล่าวได้ว่า ศิล ปะลาวนั้ น เป็ น สกุล ช่ างไทยท้ อ งถิ่ น หากเป็น การ ผสมผสานกันของประเพณีต่างๆ ซึ่งเกิดจากเหตุการณ์ ทางประวั ติ ศ าสตร์ ม ากกว่ า และหากเปรี ย บเที ย บกั บ ศิลปะสกุลช่างอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้ว ศิลปะลาวอาจเปรียบได้กับศิลปะบารอคของทาง ยุโรปที่ให้ความสาคัญกับรายละเอียดของการตกแต่ง แต่ ถึงอย่างไรก็ตามตามศิลปะลาวยังเป็นการแสดงออกของ ลั กษณะดั้งเดิมที่แสดงให้ เห็ น ถึงความคิดที่แปลกใหม่ และชัดเจน

ลักษณะและประเภทของศิลปะไทย

วรรณกรร ดนตรีและ ประติมาก มไทย นาฏศิลป์ รรมไทย ไทย ประเภท ของศิลปะ ไทย

จิตรกรรม ไทย

สถาปัตยกรรม ไทย

1.จิตรกรรมไทย

MALAYSIA ด้วยเหตุที่มีหลายชนชาติอยู่รวมกันทาให้มาเลเซียเต็มไป ด้วยวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายผสมผสานกัน ซึ่งมี ทั้งการผสานวัฒนธรรมจากชนชาติอื่น และการรักษา วัฒนธรรมประเพณีของชนแต่ละกลุ่มในแต่ละพื้นที่ ใน การสร้างสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของมาเลเซียนั้นจะต้อง อาศัยขั้นตอนทางสถาปัตยกรรมที่ซับซ้อนและเหมาะสม กับ สภาพอากาศร้ อนชื้น เช่น บ้ านใต้ถุน สู งซึ่งช่ว ยให้ อากาศด้านล่างของตัวบ้านถ่ายเทได้ดี ในบ้านจึงเย็นอยู่ เสมอ ในขณะเดี ย วกั น ก็ ล ดความเสี่ ย งจากน้ าท่ ว ม หลังคาสูงและหน้าต่างขนาดใหญ่ ไม่เพียงแต่ช่วยถ่ายเท อากาศในบ้ า นเท่ า นั้ น แต่ ยั ง มี ล วดลายธรรมชาติ ที่ ปราณีตสวยงามอีกด้วย CAMBODIA ชนชาติขอม (เรียกเขมรในปัจจุบัน) เป็นบรรพบุรุษของ ชนชาติ กั ม พู ช าในปั จ จุ บั น ศิ ล ปะแบบเขมร มี ทั้ ง สถาปัตยกรรมที่ใช้วัตถุถาวร ใช้ไม้ และใช้วัตถุผสมทั้ง 2 ช นิ ด ปั จ จุ บั น ส ถ า ปั ต ย ก ร ร ม ที่ ยั ง ค ง เ ห ลื อ คื อ สถาปัตยกรรมแบบที่สร้างด้วยอิฐและศิลา โดยส่วนใหญ่ มักเป็นสถาปัตยกรรมแบบปราสาท หรือ ศาสนสถาน ทั้งแบบหลังเดียวและหลายหลัง

ภาพที่ 2 จิตรกรรมหลายสี หรือ จิตรกรรมพหุรงค์ ที่มา: http://xn--22caob7dua1fzdd2fyi.blogspot.com

จิตรกรรมไทย เป็นภาพวาดเขียนที่มีเอกลั กษณ์ พิ เ ศษ ตามลักษณะแบบไทย ๆ ที่ได้ทาสืบทอดกันมาจนเป็น ประเพณี เน้นความรู้สึก และรูปร่างด้วยเส้น เสริมความ งดงามน่าดูขึ้นด้วยสี แสงเงา นั้นมีปรากฏอยู่บ้าง แต่ไม่ ชัดเจนนัก บางภาพก็ไม่มีเอาเสียเลย จิตรกรรมไทยที่พบ เห็ นกันอยู่บ่ อย ๆ นั้นมี 3 ลั กษณะ 1. จิตรกรรมไทย ลายเส้ น ได้แก่ ลวดลายไทย 2. จิตรกรรมไทยสี เดียว บางทีเรียกกันว่ า “จิตรกรรมเอกรงค์ ” 3. จิตรกรรม หลายสี หรือ “จิตรกรรมพหุรงค์” (ไพบูลย์ อมรประภา ,2010)

4


2. ประติมากรรมไทย

5. ดนตรีและนาฏศิลป์ไทย

ลั กษณะเป็ น แบบปั้ น การหล่ อ การแกะ การสลั ก อัน เป็นลักษณะประจาชาติไทย ซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะเป็น 3 มิติส่วนใหญ่เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับ พระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปั้นและการหล่อพระพุทธรูปจึง เรี ย กงานศิ ล ปะไทยประเภทนี้ ว่ า ประติ ม ากรรมซึ่ ง หมายถึง รูปแทนบุคคล เพื่อนามาเคารพบูชา

เป็นผลงานศิลปะที่แสดงออกด้วยการใช้เสียง การจัด จังหวะ และท่วงทานองของเสียง ด้วยการเล่นดนตรี และการขับร้องเพลง ที่มีผลต่ออารมณ์และจิตใจของ มนุษย์ รวมถึงการใช้ ท่าทางประกอบเสียง การเต้น ระบา รา ฟ้อน การแสดงละคร ฯลฯ ที่ถ่ายทอดออกมา เป็นเอกลักษณ์ เฉพาะตัวผู้สร้างสรรค์งาน เรียกว่า นัก ดนตรี (Musician) นักร้อง (Singer) หรือ นักแสดง (Actor / Actress)

3. สถาปัตยกรรมไทย ลักษณะเป็นศิลปะการก่อสร้างของไทย อันได้แก่ อาคาร บ้านเรือน โบสถ์ วิหาร วัง สถูป และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ มี ลักษณะแตกต่างกันไปตามภูมิศาสตร์ และคตินิยม

ภาพที่ 3 สถาปัตยกรรมไทย ที่มา: https://www.pinterest.se

รายละเอียดของลายไทยในเทียนขี้ผึ้งของ จังหวัดอุบลราชธานี เทียนพรรษาเป็นเทียนขนาดใหญ่และยาวพิเศษกว่า เที ย นชนิ ด อื่ น ๆ ใช้ ส าหรั บ จุ ด ในโบสถ์ เริ่ ม จากวั น เข้าพรรษาจนถึงวันออกพรรษาของแต่ละปี การทาเทียน พรรษามีการพัฒนาการเริ่มจากการต้มรังผึ้งไปฟั่นเป็น เทียน เพื่อนาไปถวายพระภิ กษุ โดยนาเทียนเล่ ม เล็ ก จานวนหลายเล่ มมามัดรวมกั นเป็นล าต้นคล้ ายกับต้น กล้วยหรือลาไม้ไผ่ แล้วนาไปติดกับฐานการมัดรวมกันนี้ เรียกว่า “ต้นเทียนพรรษา” โดยมีภาพขบวนแห่ เ ทียน เพื่อนาไปถวายพระที่วัดในอดีตเป็นดังนี้

4.วรรณกรรมไทย เป็นผลงานศิลปะที่แสดงออกด้วยการใช้ภาษาไทย เพื่อ ใช้สื่อความหมาย เรื่องราวต่าง ๆ ภาษาที่มนุษย์ใช้ ใน การสื่อสาร ได้แก่ 1. ภาษาพูด โดยการใช้เสียง 2. ภาษา เขียน โดยการใช้ตัวอักษร ตัวเลข สัญลักษณ์ และภาพ 3. ภาษาท่าทาง โดยการใช้กิริยาท่าทาง หรือประกอบ วัสดุอย่างอื่น ชาติไทย เป็นชาติที่มีอารยะธรรมเก่าแก่ มี ภาษที่ เ ป็ น เอกลั ก ษณ์ เ ฉพาะของตนเอง ทั้ ง ภาษาพู ด และภาษาเขียน นอกจากนี้ ยังมี ความคิดสร้างสรรค์ใน การใช้ภาษาได้อย่างไพเราะ ถือเป็นความงามของการใช้ ภาษา จากการแต่งโคลง กลอน คาประพันธ์ ร้อยแก้ว ต่าง ๆ

ภาพที่ 4 ภาพขบวนแห่เทียนพรรษาเข้าวัดในอดีต ที่มา: ประตูสอู่ ีสาน (2558)

ต้นเทียนพรรษาประเภทแรกได้แก่ “มัดรวมติดลาย” เป็นการนาเทียนเล่มเล็กมามัดรวมติดกันบนแก่นไม้ไผ่ เพื่อให้เป็นต้นเทียนขนาดใหญ่ แล้วตัดกระดาษเงินและ กระดาษทองเป็ น ลายต่ า งๆ มาติ ด ประดั บ ตกแต่ ง โดยรอบของต้นเทียน ต่อมาได้มีการคิดทาต้นเทียนเป็น ต้นเดียวเพื่อใช้จุดได้นาน โดยการใช้ลาไม้ไผ่ที่ทะลุปล้อง 5


เป็นแบบหล่อเมื่อหล่อเทียน เป็นต้น แล้วจึงนามาติดที่ ฐานและจัดขบวนแห่เทียนไปถวายพระที่วัด การตกแต่ง ต้นเทียนเริ่มขึ้นจากภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยรนไฟขี้ผึ้ ง หรือตากแดดให้อ่อนและปั้นเป็นรูปดอกลาดวนติดต้น เทียน หรือต้มขี้ผึ้งให้ละลาย จากนั้นจึงแกะผลมะละกอ หรือผลฟักทองเป็นลวดลาย เสียบไม้แล้วจุ่มลงในน้าขี้ผึ้ง และน้าเย็น จากนั้นแกะขี้ผึ้งออกจากแบบและตกแต่งให้ สวยงามเพื่อนาไปติดที่ต้นเทียน ในปี พ.ศ. 2482 นายโพธิ์ ส่งศรี ช่างทาทองเริ่มทา ลายไทยประดับบนต้น เทีย นพรรษา โดยทาแบบพิมพ์ หรือแม่พิมพ์ลงในแผ่นปูนซีเมนต์แล้วกดขี้ผึ้งที่อ่อนตัวลง แม่พิมพ์นั้น ได้ขี้ผึ้งเป็นลายไทยเพื่อนาไปติดกับต้นเทียน ต่อมานายสวน คูณผล ได้คิดทาลายให้นูนและสลับสีจน เห็นลายได้ชัด เมื่อส่งเทียนพรรษาเข้าประกวดจึงได้รับ รางวัลชนะเลิศ ในปี พ.ศ. 2497 นายประดับ ก้อนแก้ว คิดประดิษฐ์ทาหุ่นเป็นเรื่องราวพุทธประวัติและติดรวด ลายขี้ ผึ้ ง ที่ หุ่ น ท าให้ มี ลั ก ษณะแปลก จึ ง ท าให้ เ ที ย น พรรษาได้ รั บ รางวั ล ชนะเลิ ศ และชนะเลิ ศ มาทุ ก ปี ใ น ประเภทติดพิมพ์และในปี พ.ศ. 2502 นายคาหมา แสง งาม เป็ น ช่ า งแกะสลั ก บนเที ย นพรรษาคน แรก คณะกรรมการตัดสินให้ชนะการประกวด ทาให้เกิดการ ประท้วงคณะกรรมการตัดสิน ในปีต่อมาจึงแยกต้นเทียน เป็น 2 ประเภท ได้แก่ประเภทติดพิมพ์ (ตามแบบเดิม) และประเภทแกะสลั ก ทั้งนี้ การทาเทีย นพรรษามีการ พัฒนาเรื่อยมาจนกระทั้งปี พ.ศ. 2511 ผู้คนได้พบเห็น ต้น เทีย นพรรษาขนาดใหญ่และสู ง ขึ้น มีการแกะสลั ก ลวดลายในส่วยลาต้นอย่างวิจิตรในส่วนฐานก็มีการสร้าง หุ่นแสดงเรื่องราวทาวพระพุทธศาสนาและความเป็นไป ในสั ง คมของแต่ ล ะยุ ค สมั ย กลายเป็ น ประติ ม ากรรม เทียนพรรษาที่ยิ่งใหญ่ โดยช่างผู้ริเริ่มการทาต้นเทียนยุค หลังคือ นายอุตส่าห์ และนายสมัย จันทวิจิตร สิงพี่น้อง ซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์งานทางศิลปะอัน เกิดจากภูมิปัญญา ชาวบ้านอย่างแท้จริง(ประตูอีสาน,2558)

ลายไทยในเทียนขี้ผึ้งสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ภาพที่5 ขบวนแห่เทียนพรรษา ที่มา: http://www.guideubon.com

งานประเพณี แห่ เที ยนพรรษา เป็นประเพณีท างพุ ท ธ ศาสนาของชาวอุบลธานี ซึ่งมีความเจริญในพุทธศาสนา วัฒนธรรม และประเพณีมาเป็นเวลายาวนาน ถือเป็น งานบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจังหวัด โดยมีกาหนดจัดงาน ขึ้นในวันขึ้น 15 ค่าเดือน 8 และแรม 1 ค่าเดือน 8 หรือ วั น อาสาฬหบู ช าและวั น เข้ า พรรษาของทุ ก ปี ซึ่ ง ความส าคั ญ ของงานประเพณี แ ห่ เ ที ย นพรรษาเป็ น ประเพณีทางศาสนาที่มีเอกลักษณ์และมีชื่อเสียงเป็นที่ รู้จักทั้งในและต่างประเทศ และสามารถส่งเสริมและสืบ ทอดศิลปะการแกะสลักเทียน (ขี้ผึ้ง) ด้วยลวดลายที่เป็น เอกลั ก ษณ์ ข องไทย รวมทั้ ง มี ค วามสอดคล้ อ งกั บ สถานการณ์หรือเทรนการท่องเที่ยวในปัจจุบันคือ การ โหยหาอดีต หลบหลีกความวุ่นวายในเมืองใหญ่ ด้วยเหตุ นี้จึงยกเอาเรื่องวัฒนธรรมด้านขนบธรรมเนียมประเพณี การแห่เทียนที่ได้นางานในด้านการประติมากรรม การ สลั ก ลวดลายไทยนั้ น รวมเข้ า ด้ ว ยกั น ให้ เ กิ ด เป็ น การ ท่องเที่ยวในด้านของการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี อันดีงามของไทย สร้างจิตสานึกและความภาคภู มิใจ ให้ กั บ นั ก ท่ อ งเที่ ย วภายในประเทศ และต่ า งประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน เพื่อสร้าง มู ล ค่ า เพิ่ ม ให้ ง านประเพณี แ ห่ เ ที ย นพรรษาจั ง หวั ด อุบลราชธานีและสร้างสรรค์ให้งานประติมากรรมเทียน นานาชาติเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวระดับนานาชาติได้ใน อนาคต และส่งเสริมการท่องเที่ยวสู่ภาคอีสาน อีกทั้ง สร้างจุดเด่นทางการท่องเที่ยวให้เกิดกับพื้นที่จัดงานใน ระยะยาวที่ ยั่ ง ยื น อั น จะส่ ง ผลให้ เ กิ ด การรั บ รู้ ต่ อ นั ก ท่ อ งเที่ ย วทั้ ง ชาวไทยและชาวต่ า งประเทศให้ เ กิ ด ความประทั บ ใจต่ อ ศิ ล ปวั ฒ นธรรมของประเทศไทย และเกิดความรักและความหวงแหนประเพณีวัฒนธรรม และศิลปะท้องถิ่นอย่างรู้คุณค่า 6


ต้นเทียนพรรษาประเภทแกะสลัก ลวดลายที่ใช้ประกอบในการทาเทียนพรรษาจังหวัด อุบลราชธานี ประเภทแกะสลักนั้นใช้ลวดลายไทยเป็น หลัก ที่นิยมคือ ลานกระจัง ลายประจายาม ลายกนก ลายผั ก กรู ด ลายกระจั ง ตาอ้ อ ย และมี ล วดลายที่ ไ ด้ แนวคิ ด จากสิ่ ง ที่ พ บเห็ น ตามธรรมชาติ เช่ น รวงข้ า ว เปลวไฟ กาบใบ ใบไม้ ฟันปลา ดอกไม้ และเครือเถาของ พืชบางชนิด ลวดลายที่ได้จากลายไทย ช่างทาเทียนจะ นามาดัดแปลงเพื่อนามาทาเป็นแม่พิมพ์ ลายพิมพ์หรือ แกะลงบนลาต้น หรื อฐานของต้นเทียน ลวดลายที่พบ เห็นได้นั้นแบ่งออกเป็น 4 ลวดลาย ได้แก่

ภาพที่7 ประเภทติดพิมพ์ ที่มา: http://www.lib.ubu.ac.th

ภาพที่6 ลายพิมพ์หรือแกะลงบนต้นเทียน ที่มา: http://www.lib.ubu.ac.th

ต้นเทียนพรรษาประเภทติดพิมพ์ ลายที่นามาติดที่ต้นเทียนพรรษาประเภทติดพิมพ์จะ มีลักษณะที่แตกต่างกันในขบวนต้นเทียนหนึ่งขบวนจะมี ลายหลายแบบและมีขนาดที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ พื้น ที่และรู ป แบบของต้น เทีย น ถ้าเป็ น ต้น เหลี่ ยมก็จะ แกะสลักลายให้มีขนาดเท่ากับเหลี่ยมของต้นเทียน แต่ ถ้าเป็นต้นกลมก็จะแกะสลักให้ลงตัว เมื่อติดโดยรอบแล้ว จะลงตัวพอดี ลายประเภทติดพิมพ์จะมี3ลักษณะดังนี้

1.ลายเอก หมายถึง ลายเด่นของต้นเทียนที่ เป็นหลั กส่ ว นมากจะเป็นลายก้านขดลั กษณะ ต่าง ๆ เช่น ก้านขดหางไหล ก้านขดกนกหางโต ก้ า นขดหน้ า สิ ง ห์ ก้ า นขดเทพนม เป็ น ต้ น 2.ลายโท(ลายประกอบ) หมายถึง ลายที่สร้าง ขึ้ น ขึ้ น เพื่ อ รองรั บ กั บ ลายเอกมี ลั ก ษณะเด่ น รองลงมาจากลายเอก หรื อ เมื่ อ น าไปติ ด บางส่วนของขบวนต้นเทียนก็จะกลายเป็นลาย เอกได้ เช่น ลายกนกเกลียว ใบเทศเกลียว พุ่ม หางกนก ลายกระจัง ลายปีกผีเสื้อ ลายประจา ยามก้ามปู ลายกระจังหลักร้อย ลายประจายาม ลายพวงมาลัยย้อย เป็นต้น 3.ลายเก็บงาน เป็นลายที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เก็บ งานหรือส่งลายเอกให้เด่นขึ้น เช่น ลายกระจัง ฟันปลา ลายตาอ้อยซ้อน(ลายกระดูกงู) ลาย ตาตุ่ม ลายมะลิซ้อน ลายประกอบเก็บงานจะ เป็นลายเส้นยาวใช้ในการเก็บรายละเอียดของ ลายให้วิจิตรสวยงามยิ่งขึ้น

7


การวิเคราะห์เนื้อหา Key concept for creating of cultural 1. เล่าเรื่องราว

ภาพที่ 8 งาน ๑๑๓ ปี ประเพณีแห่เทียนพรรษา และเฉลิมฉลอง ๒๒๒ ปี อุบลราชธานี ศรีวนาลัย ประจาปี ๒๕๕๗ ที่มา: https://pantip.com

นั บ แต่ ปี พ.ศ.2495 ที่ จั ง หวั ด อุ บ ลราชธานี ไ ด้บรรจุ ประเพณีแห่เทียนพรรษา เป็นงานประเพณีของจังหวัด พร้ อมให้ การสนั บ สนุ น ส่ งเสริ มการจั ดทาประเพณี แ ห่ เทียน พรรษาให้ยิ่งใหญ่ ทาให้ช่างทาต้นเทีย นพรรษา ต้องพัฒนาแนวคิดการทาต้นเทียน พร้อมหากลวิธีการ นาเสนอฝี มือที่ช่างได้ส ร้ างขึ้น มา บอกเล่ าเรื่ องราวใน สมัยพุทธกาลและพุทธประวัติ ขององค์สัมมาสัมพุทธ เจ้ าในปางต่างๆ ให้ ผู้ ช มมีความเข้ า ใจ เรื่ องที่ช่ า ง นามาเล่าไว้ในต้นเทียน ไม่ใช่ให้เพียงความสนุ กสนาน บั น เทิ ง ใจในการจั ด ท าเพี ย งอย่ า งเดี ย วเท่ า นั้ น ด้ ว ย แนวคิดใช้งานฝีมือเป็นสื่อเล่าพุทธประวัติของพุทธเจ้า ผ่านลวดลายเทียน ช่างฝีมือแต่ละคนจึงต้องสร้างสรรค์ ผลงาน ผ่ านเนื้ อเทีย น ทาให้ เกิดการประชัน ขั น แข่ ง ออกแบบลวดลายบนต้ น เที ย น ให้ มี ค วามอ่ อ นช้ อ ย สวยงาม ให้รายละเอียดแก่ผู้ชมได้มากที่สุด โดยช่างที่มี ชื่อเสียงเรื่องการทาต้นเทียน ปัจจุบันการทาต้นเทียน แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ ต้นเทียนชนิดมัดรวมติด ตาย (ซึ่งเรียกว่าเทียนโบราณ) เป็นต้นเทียนยุคต้น ต้น เทียนแบบแกะสลักเป็นต้นเทียนยุคกลาง และต้นเทียน แบบติดพิมพ์เป็น ต้นเทียนยุคหลังสุด โดยต้นเที ยน ชนิดมัดรวมติดตายไม่สามารถนาไปใช้เล่าราย ละเอียด ต่างๆ ได้มากนัก ในระยะหลังจึงไม่เป็นที่นิยมทาใน หมู่

ช่างเทียน แต่ในการจัดงานแห่เทียนพรรษาทุกปีจ ะมี การน าเสนอ ให้ ผู้ ช มได้ จ ดจ ารู ป ลั ก ษณ์ ข องเที ย น ประเภทนี้ ส่วนเทียนแบบแกะสลักถือเป็นมิติใหม่ที่กลุ่ม ช่างทาเทียน ได้คิดค้นขึ้นมา เพื่อใช้พื้นที่ของเนื้อเทียน แสดงออกถึงงานศิลปะด้านพุทธศิลป์ได้อย่างงดงาม ส่ ว นเที ย นประเภทติ ด พิ ม พ์ เ ป็ น แนวคิ ด ที่ ช่ า ง ต้องการให้ มีพื้นที่ใช้นาเสนอแตกต่างจากการทาเทียน แกะสลัก เพียง อย่างเดียว รวมทั้งการทาเทียนแบบติด พิมพ์ก็เป็นความคิดอันชาญฉลาดของช่าง ซึ่งต้องการให้ ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการทาเทียนพรรษากับกลุ่ มช่ าง ด้ ว ย เพราะช่ า งใช้ วิ ธี ก ารสร้ า งแบบไว้ แล้ ว ให้ ค น ภายนอกใช้อุปกรณ์แกะลวดลายตามแบบ ก่อนนาแผ่น ลวดลายเทียนที่แกะเรียบร้อยมาติดกับโครงสร้างที่ช่าง หล่ อ รองเที ย นชั้ น ในไว้ อ ย่ า งบางๆ เมื่ อ ติ ด แบบได้ ครบถ้ ว น จากงานเที ย นชิ้ น เล็ ก ๆ ก็ จ ะกลายเป็ น งาน เทียนที่ยิ่งใหญ่ที่ถูกประดับไว้บนต้นเทียนนั่นเอง ส าหรั บ ลวดลายทั้ งงานแบบแกะสลั ก และแบบติด พิมพ์ ช่างจะใช้ล ายไทยตามแนวพุทธศิลป์ขึ้นมาสร้าง งาน เช่น ลายเกรียวกนก ลายนาคคาบ ลายนาคขบ ลายกระจังตั้ง ลายระย้าคู่ ลายก้ามปู กรวยเชิง รวมทั้ง กนกเปลวเครือเถา ส่วนเรื่องพุทธประวัติที่ช่างทาเทียน พรรษานิ ย มน ามาเล่ า คื อ ปางต่ า งๆ ของ องค์ สัมมาสัมพุทธเจ้า เช่น ตอนพระพุทธเจ้าทรงออกบวช โดยมี 3 ธิดามาร คือนางตัณหา นางราคา และ นางอรดี ลูกสาวของวัสวดีพระยามาราธิราชมาล่อให้ติดบ่วงอิตถี มายา ณ โคนต้ น ไทรอชปาลนิ โ ครธ เพื่ อ ให้ พระพุ ท ธเจ้ า ทรงหลงรู ป ร่ า งของนางทั้ ง 3 เพื่ อ ไม่ ใ ห้ สามารถบาเพ็ญเพียรภาวนาได้ตามที่ตั้งใจ แต่ก็ ไม่เป็นผลสาเร็จ หรือตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงจาก สวรรค์ ชั้ น ดาวดึ ง ส์ หลั ง ที่ ไ ด้ ท รงจ าพรรษาจนครบ กาหนดและหมดฤดูฝนแล้ ว จึงเป็นวันที่พระพุทธองค์ เสด็จลงมาสู่โลกมนุษย์ โดยพระอินทร์เป็นผู้เนรมิตบันได 3 ชั้นคือ บันไดเงิน บันไดทองและบันไดแก้วในวันออก พรรษา จึงได้มีประเพณีตักบาตรเทโวโรหนะ เพราะเป็น วั น ที่ พ ระพุ ท ธองค์ ท รงเสด็ จ ลงจากเทวโลกมาโปรด มนุษย์ในปางของพระเวชสันดร เป็นต้น 8


2. ทาให้ทุนทางวัฒนธรรมมีชีวิต

ภาพที่ 9 การทาให้ทนุ ทางวัฒนธรรมมีชวี ิต ที่มา: จากการวิเคราะห์ขอ้ มูลด้วยตัวเอง

เป็นการที่คนในชุมชนรักษาสืบทอดความเป็นเอกลักษณ์และลวดลายไทยนี้ไว้ จนทาให้เกิดการเรียนรู้ของรุ่นต่อๆมาพร้อม ทั้งการที่คนในชุมชนมีการสืบทอดประเพณีการแห่เทียนพรรษา และลวดลายนั้นๆก็มีการพัฒนาไปพร้อมๆกับวิวัฒนาการ ความคิดของคนในชุมชน ให้เกิดเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยอย่างเหมาะสม และสามารถนาเอาสิ่ง ที่เกิดจากการเรียนรู้นามาต่อยอด พัฒนา และสื่อออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมผ่านต้นเทียนที่มีความงดงามตระการตา

ภาพที่ 10 สร้างประสบการณ์ร่วมของคนในชุมชน ที่มา: จากการศึกษาข้อมูลด้วยตัวเอง

9


คนในชุมชนนั้นเองเป็นผู้สร้างสิ่ งที่เรียกว่า “วัฒนธรรม” หลังจากมีการพัฒนาต้นเทียนจากอดีตจนถึงปัจจุบันนั้น แสดง ให้เห็นถึงการพัฒนาทางด้านความคิด และความสร้างสรรค์ของคนในพื้นที่ จนทาให้เกิดต้นเทียนที่มีความยิ่งใหญ่งดงาม ถ้าหากพูดถึงบริบทของการท่องเที่ยว คนในชุมชนนั้นเองที่มีความสาคัญอย่างยิ่งในการเป็นเจ้าบ้าน (Host) นั้นคือบุคคลผู้ เป็นเจ้าของบ้านเรือนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมถึงประชาชน พ่อค้า แม้ค้า และผู้ประกอบอาชีพใดๆ ที่อาศัยอยู่ใน ท้องถิ่นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ ซึ่งบุคคลเหล่านี้มีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนและพัฒนาการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ทั้ง ด้านการต้อนรับ ด้านการสื่อสาร และอานวยความสะดวกสิ่งที่เรียกว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการท่องเที่ยว รวมทั้งเมื่อ มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวก็จะเกิดการแลกเปลี่ยน สื่อสารทางวัฒนธรรมต่อกัน 4.การสร้างประสบการ์ณร่วมกันให้กับนักท่องเที่ยว

ภาพที่ 11 การสร้างประสบการ์ณร่วมกันให้กับนักท่องเที่ยว ที่มา: จากการศึกษาข้อมูลด้วยตัวเอง

มีปัจจัยหลายๆด้านที่มีผลต่อการเกิดประการณ์ที่ดีของนักท่องเที่ยว ทั้งด้านที่เป็นปัจจัยภายในที่เป็นแรงผลัก เช่น อายุ รายได้ อาชีพ ความชอบ เป็นต้น และปัจจัยที่เป็นปัจจัยภายนอกหรือที่เรียกว่าเป็นแรงดึงดูด เช่น ความพร้อมของสถานที่ ท่องเที่ยว กฎหมาย กฎระเบียบสังคม เศรษฐกิจ เป็นต้น ดั้งนั้นการสร้างประสบการณ์ร่วมกันกับนักท่องเที่ยวนั้น ทาง แหล่งท่องเที่ยวหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวของในการจัดทากิจกรรมต่างๆในแหล่งท่องเที่ยวนั้นต้องศึกษาสถานการณ์ต่างๆ ปัจจัย ต่างๆที่มีผลต่อการเกิดความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดประสบการณ์ที่ดี และเกิดการบอกต่อในทางที่ดี โดยใน การนาเสนอวัฒนธรรมในเรื่องของลายไทยบนต้นเทียนนั้น นักท่องเที่ยวจะต้องได้รับประสบการณ์ที่เหนือกว่า หรือ 10


มากกว่าการเดินชมต้นเทียนแบบธรรมดา คือมีการให้ความรู้ที่บอกเล่าเรื่องราวความป็นมาของการทาต้นเทียน เรียนรู้ ลายต่างๆบนต้นเทียน การต้มเทียน และการหล่อเทียน รวมทั้งให้นักท่องเที่ยวได้ลงมือทาลายต่างๆนั้นด้วย เพื่อให้ นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง 5.มุ่งเน้นมาตรฐานคุณภาพการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ภาพที่ 12 มุ่งเน้นมาตรฐานคุณภาพการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่มา: จากการศึกษาข้อมูลด้วยตัวเอง

แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมมีความแตกต่างจากแหล่งท่องเที่ยวประเภทอื่นๆ เนื่องจากวัฒนธรรมเป็นมรดกแห่งสังคม มี ทั้งส่วนจับต้องได้และจับต้องไม่ได้ เช่น ศิลปะ ขนบธรรมเนียมประเพณี รูปแบบการดารงชีวิต การแต่งกาย เครื่องมือ เครื่องใช้ อาหาร การกิน งานเทศกาล ประเพณี เป็นต้น นอกจากนี้ วัฒนธรรมยังเป็นการสั่งสมประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ และภูมิปัญญาทั้งหมดที่ได้ช่วยให้มนุษย์ในสังคมนั้นๆอยู่รอด และมีความเป็นอยู่มาจนถึงปัจจุบัน รวมทั้ง สามารถเจริญงอกงามต่อไป การจัดงานที่แสดงออกถึงวัฒนธรรมนั้นต้องคานึงถึง องค์ประกอบด้านมาตรฐานคุณภาพ แหล่งท่องเที่ยว (คู่มือการตรวจประเมินมาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม,กรมการท่องเที่ยว) 1. ศักยภาพในการดึงดูดใจด้านการท่องเที่ยว คานึงถึงคุณค่าในการถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรม ความต่อเนื่องของการ สืบสานวัฒนธรรมประเพณี ความงดงามของต้นเทียนที่สามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็น สามารถสื่อ ถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี การถ่ายทอดด้านองค์ความรู้ในการพัฒนาลายต่างๆบนต้นเทียน ความต่อเนื่องขององค์ความรู้ที่สามารถนาลายไทยมาพัฒนาและดัดแปลงเกิดความสร้างสรรค์ให้เหมาะกับยุค สมัย 2. ศักยภาพในการรองรับด้านการท่องเที่ยว ในส่วนนี้คานึงถึงความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวมุ่งเน้นเรื่อง โครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ที่พัก น้าประปา ห้องน้า เป็นต้น รวมถึงการมีส่วนร่วมของหน่วยงานต่างๆด้วย 3. การบริหารจัดการ ในส่วนนี้จะเป็นการแบ่งพื้นที่ในการทากิจกรรมต่างๆอย่างชัดเจน การบริการด้านความ ปลอดภัย รวมทั้งมีการประเมินการจัดงานเพื่อเป็นการพัฒนาปรับปรุงในการจัดงานต่อไปในอนาคต 11


การใช้โมเดล Intercultural Adaptation theory ในการอธิบาย

ภาพที่ 13 Intercultural Adaptation theory ที่มา: โมเดลที่ใช้ในการเรียนรายวิชาการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมเพื่อจัดการการท่องเที่ยวในอาเซียน

จากแผนภาพโมเดล จะเห็ น ได้ ว่ า สิ่ ง ที่ ส่ ง ผลต่ อ การพั ฒ นาวั ฒ นธรรมที่ แตกต่างมีกลุ่มใหญ่ๆ 2 กลุ่มคือ ด้านเป้าหมาย แรงจูงใจ และด้านอานาจ เขตแดน ความได้เปรียบ สถานะทางสังคม ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้ ด้านเป้าหมายและแรงจูงใจ 1. เพื่อสืบสานความเป็นวัฒนธรรมประเพณีให้คงอยู่ เป็นสังคมแห่ง ภูมิปัญญาและการเรียนรู้ ร่วมใจกันพัฒนาภูมิ -ปัญญาควบคู่ไปกับ การอนุรักษ์ 2. ทาให้เกิดการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น 3. คนในพื้นที่มีพื้นฐานชีวิตที่ดีขึ้น นั้นคือการมีรายได้เข้ามาในชุมชน ทาให้คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนดีขึ้น 4. สามารถชูการท่องเที่ยวแบบวัฒนธรรม ที่เป็นประเพณีรวมกับการ ใช้ความคิดสร้ างสรรค์สู่ การท่องเที่ยวในอาเซียนและความเป็น สากลต่อไป ด้านอานาจเขตแดน ความได้เปรียบ สถานะทางสังคม จั ง ห วั ด อุ บ ล ร า ช ธ า นี ตั้ ง อ ยู่ ท า ง ท า ง ต ะ วั น อ อ ก สุ ด ข อ ง ภ า ค ตะวันออกเฉียงเหนือของไทย มีพรมแดนติดกับประเทศ สปป.ลาว โดยมี แม่น้าโขงเป็นเส้นกั้นพรมแดน และประเทศกัมพูชา โดยมีเทือกเขาพนมดง รักเป็นแนวกั้น อุบลราชธานีมีที่ตั้งอยู่บริเวณแอ่งโคราช มีแม่น้าชีและแม่น้า 12


มูลไหลผ่าน มีพระอารามหลวงถึง 3 แห่ง ถือเป็นจังหวัดที่ผู้ คนเลื่ อ มใส ศรัทธาและให้ความสาคัญกับประเพณีทางศาสนาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในเอกลักษณ์ในการจัดประเพณี แห่เทียนพรรษาอย่างยิ่งใหญ่เป็น ประจ าทุ ก ปี ส าหรั บ บทบาทของอุ บ ลราชธานี ใ นด้ า นความสั ม พั น ธ์ กั บ ประเทศเพื่อนบ้าน และประชาคมอาเซียน นั้น เป็นประตูการค้า และการ ท่องเที่ยว การเกษตรอย่างมีศักยภาพ และยังมีช่องทางการค้า จานวน 2 จุด คือ 1) ด่านพรมแดนช่องเม็ก อาเภอสิรินธร โดยเป็นเส้นทางเชื่อมต่อ ทางบก และ 2) ด่านพรมแดนปากแซง กิ่งอาเภอนาตาล โดยเป็นเส้นทาง เชื่อมต่อทางน้าข้ามไปยังฝั่ง สปป.ลาว ซึ่ ง ทั้ ง สองปั จ จั ย นี้ เ ป็ น ส่ ว นที่ ท าให้ เ กิ ด การพั ฒ นาทางวั ฒ นธรรมที่ แตกต่าง ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิด ทัศนคติ การเรียนรู้ ที่ ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงทางความคิด และเป็นผลสืบเนื่องไปยังอนาคต หรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สามารถอธิบายได้ดังนี้ - การเปลี่ ย นทั ศ นคติ แ ละแนวคิ ด มี ค วามคิ ด ริ เ ริ่ ม ที่ จ ะน าลายไทยมา ประยุกต์ใช้ นามาเป็นลายบนต้นเทียน รวมถึงทัศนคติความเชื่อในด้ าน พระพุทธศาสนาที่ส่วนใหญ่แล้วการแกะสลักต้นเทียนใหญ่ๆ จะเป็นการ นาเสนอเรื่องราวพุทธประวัติซึ่งนั้นเป็นผลมาจากความเชื่อ และสิ่งนี้เป็นผล ทาให้ทัศนคติและแนวคิดเปลี่ยนตามไปด้วย - ความรู้ การเรียนรู้ เมื่อเกิดแนวคิดที่ว่าจะสื่อเรื่องราวทางพุทธประวัติลง บนต้นเทียนแล้ว จากนั้เกิดการเรียนรู้ที่จะประดิษฐ์ คิดค้นลวดลายต่างๆ ขึ้ น มา ซึ่ ง ลวดลายที่ เ กิ ด ขึ้ น นั้ น ส่ ว นใหญ่ จ ะเป็ น ลายที่ ม าจากธรรมชาติ ดอกไม้ ใบไม้ นามาทาเป็นเป็นลวดลายต่างๆ ใบไม้ที่พบบ่อยในลวดลาย ไทยได้แก่ ใบเทศ และใบพุดตาน ส่วนดอกไม้ ได้แก่ ดอกบัว ที่มักเขียน เป็นรูปดอกบัวตูมก่อนที่จะพลิกแพลงให้เป็นลักษณะต่างๆกันออกไป ลาย บัวที่ปรากฏเห็นในงานศิลปะลายไทย เช่น บัวคว่า บัวหงาย เพราะดอกบัว เป็นดอกไม้พิเศษเป็นพันธุ์ที่มีสกุล คนไทยทั่วไปจึงถือว่าดอกบัวเป็นดอกไม้ ชั้นสูง เป็นสัญลักษณ์แห่งความสะอาด สาหรับเปลวไฟก็ถือเป็นต้นบัญญัติ ของลายไทยเช่นกัน ลักษณะของเปลวไฟนั้นคดโค้งไปตามกาลังลม ดังนั้น แสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้จากธรรมชาติของผู้คน จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจมี การคิดดัดแปลงเป็นลายไทยที่งดงามกลมกลืนไปกับสิ่งต่างๆ ได้หลากหลาย รูปแบบ - การเปลี่ยนแปลงจากความคิด เป็นการเปลี่ยนจากความคิด สู่สิ่งที่จับต้อง ได้ แ ละเป็ น รู ป ธรรมมากขึ้ น และลายภาพต่ า งๆนั้ น มาจากความคิ ด สร้างสรรค์สู่การประยุกต์ให้เห็นเป็นรูปธรรม - สิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต หลังจากมีการประยุกต์แนวความคิดแล้วนั้น ก็เกิด เป็นลายภาพต่างๆบนต้นเทียน ลายภาพบนผนัง เกิดการเรียนรู้สืบทอด เกิดเป็นการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และนามาสร้างให้เกิดมูลค่าเพิ่มได้

13


- การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวหรือผู้มาเยือนได้พัฒนาหรือได้ ใช้ - ศักยภาพหรือความสามารถด้านแนวคิดสร้างสรรค์การออกแบบของนักท่องเที่ยวเองเข้าไปมีส่วนร่วมในวิถีทาง และประสบการณ์ - เรียนรู้กับผู้คนในพื้นที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทากันอยู่เป็นประจาของผู้คนในแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ โดยที่นักท่องเที่ยวอาสา เข้าไปทาหรือเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย - การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เป็นการสร้างสรรค์กิจกรรมหรือผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาดั้งเดิมของท้องถิ่น ผสมผสานกับแนวคิดจินตนาการของนักท่องเที่ยว สร้างสรรค์กิจกรรมขึ้นมาใหม่เช่น การให้นักท่องเที่ยวได้มีส่วน ในการทาลายต่างๆเพื่อใช้สลักลงบนเทียน รวมทั้งเรียนรู้การหล่อต้นเทียนขนาดใหญ่ - การท่องเทีย่ วเชิงสร้างสรรค์ นักท่องเที่ยวไม่ใช่เป็นเพียงผู้ดูหรือผู้สังเกตการณ์หรือไปปรากฏตัวในที่นั้นๆ แต่เป็น ผู้มีปฏิสัมพันธ์หรือเป็นผู้มีส่วนในการดาเนินกิจกรรมร่วมกับคนในท้องถิ่น - การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เป็นหน้าที่ของนักท่องเที่ยวที่ต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมรอบตัว และใช้ความรู้ให้ เป็นประโยชน์เพี่อให้เกิดความชานาญในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่กับชุมชนดั้งเดิม

ร่วม สร้างสรรค์ ลายไทย

ภาพที่ 14 การเปลี่ยนผ่านจากการท่องเที่ยววัฒรธรรมสูก่ ารท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ที่มา: ดัดแปลงจาก Creative Tourism, นนทวรรณ ส่งเสริม

14


ภาพที่ 17 ร่วมกันอนุรักษ์และถ่ายทอดผ่านกาเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ ที่มา: http://guideubon.com

15


ลายไทยในต้นเทียน  
ลายไทยในต้นเทียน  
Advertisement