Issuu on Google+

! ! ! ! ! ! ! ! ! ! !

~ วาดรักในเรือนใจ ~ โดย เอื้องอลิน

!

ตอนพิเศษ จาก “วาดด้วยใจ ลงท้าย…ที่รัก” “โอ้ใจเอย” “แต่งกับผียังดีกว่านาย”

!

! ! ! ! ! ! ! ! ! ! ! !


‘วันนี้หยุด’ ป้ายเขียนด้วยลายมือถูกห้อยอยู่บนรั้วไม้เตี้ยๆสีขาว ซึ่งตีซี่ห่างพอให้แมวคราวสีเทา สลิดเดินลอดเข้าไปนั่งบนหญ้าเขียว มันทิ้งตัวลงนอนอาบแดดบนสนามของบ้านหลังเล็กพลาง สะบัดหูเบาๆ เนื่องจากโดนยอดหญ้าแข็งแทงพุง แล้วแมวเจ้าถิ่นก็เลียเท้าล้างหน้าล้างตาอยู่ โดยไม่ใส่ใจว่าจะเป็นบ้านใคร ประตูกระจกบานยาวของบ้านหลังเล็กถูกผลักออก ทำให้กระดิ่งที่ผูกไว้ตรงมือจับประตู ส่งเสียงกรุ๋งกริ๋ง หญิงสาวผมสั้นยกพับผ้าสีฟ้าลายเส้นตารางขาวออกมาทีเดียวหลายผืนด้วย ความคล่องแคล่วผิดกับรูปร่างเล็กบาง เธอโยนมันลงบนโต๊ะเหล็กทาสีขาวทีละผืน แล้วจึงเดิน ปูผ้าคลุมทีละโต๊ะจนเสร็จในระยะเวลาเพียงครู่เดียว “โต๊ะเรียบร้อยแล้วค่ะพี่เอ” “เค้กก็เรียบร้อยนานแล้วละหนูนา แต่ว่าของคาวยังไม่มาเลย” อภิวัฒน์ตอบขณะใช้ไหล่ ดันประตูให้เปิด เพราะทั้งสองมือมีแจกันดอกไม้ใบจิ๋วอยู่ เขาวางแจกันกระเบื้องเคลือบสีขาวมีริ้วแตกเป็นลวดลายลงบนโต๊ะ ชายหนุ่มใช้มือจัด ฟอร์มดอกไม้เหลืองดอกเดี่ยวที่ปักอยู่อย่างที่ผู้เป็นภรรยาก็ไม่รู้ว่าจะจัดไปทำไม ทว่าเธอก็ยัง หยิบมันไปวางลงกลางโต๊ะแต่ละตัวเพื่อสร้างบรรยากาศ “นี่พี่ช้างยังไม่มาอีกหรือคะเนี่ย” นฎาชะเง้อมองไปทางหน้าบ้าน “คนเยอะไง เลยต้องทำกับข้าวเยอะ ดีที่พี่ช้างไปเป็นลูกมือคุณลุงได้นะ ทุ่นแรงไปเยอะ ก็ลูกสาวใช้งานเรื่องพวกนี้ไม่ค่อยได้นี่หว่า...โอ๊ย!” คนพูดร้องลั่นพลันย่อตัวเมื่อถูกบางสิ่งฟาดลงกลางหัว “ไอ้อ้อย แกจะเอาพัดมาฟาดหัวฉันทำไม” “ยังจะมาถาม” อภิชญาแยกเขี้ยว เธอยืนอยู่ตรงกรอบหน้าต่างที่เปิดไว้เพื่อรับอากาศ บริสุทธิ์ และนั่นก็คงเพื่อเด็กหญิงตัวน้อยที่อยู่ในอ้อมแขน “จะนินทาก็อย่าลืมสิวะว่าเปิด หน้าต่างเอาไว้” “เหอะ” “อีกอย่างนะแก ตอนนี้ฉันทำกับข้าวเป็นแล้ว ขอโทษด้วย แต่ไปไหนไม่ได้เพราะหลาน การ์ตูนติดน้าอ้อยเนอะ เนอะ” คนพูดหันไปยิ้มหวานกับเด็กหญิงพลางคลี่พัดสร้างลมเย็นให้ หลานที่จู่ๆก็หัวเราะเอิ๊กอ๊าก “อุ๊ยต๊าย การ์ตูนชอบเห็นอาเอโดนฟาดหัวเหรอคะ เดี๋ยวอาอ้อยทำ อีกนะลูก” “หยุด แก ไอ้อ้อย อย่าใช้ความรุนแรงต่อหน้าหลาน” อภิวัฒน์ชี้นิ้วห้าม “พี่เทพ พี่เทพมา เอาลูกไปที อย่าให้อยู่กับไอ้อ้อยนาน เดี๋ยวซึมซับเชื้อบ้าบอไป” “พี่เทพไม่ได้ยินหรอกค่ะ” หญิงสาวตาคมเดินเข้ามาหาอภิชญา เธอปรบมือเบาๆเรียก ร้องความสนใจจากเด็กหญิง “มานะ การ์ตูน มาหาแม่นะคะ”


ทักษยาผู้เป็นมารดารับร่างเล็กที่โผเข้าหาตนเองและซุกหน้ากับคอ ก่อนเจ้าของดวงตา กลมโตจะเงยหน้ามาจ้องตอบด้วยสีหน้าจริงจัง พลางทำเสียงบรื้นๆที่ไม่มีความหมาย แต่เรียก เสียงหัวเราะเอ็นดูจากผู้ใหญ่รอบข้างได้ “แล้วพี่แกไปไหนล่ะ” อภิวัฒน์ถาม มองเพื่อนสนิทใช้ผ้าอ้อมเช็ดน้ำลายให้หลานสาว “โน่น” ผู้เป็นภรรยาพยักพเยิดให้มองสามี “อยู่กับเฮียตรัยแล้วก็แพนน่ะค่ะ พอรู้ว่าจะ นัดเจอกัน หลังรถมีแต่คลังแสงกล้องกับเลนส์ แล้วนี่ก็ลากกระเป๋าหยิบกล้องหยิบเลนส์มาวาง แผ่กันอย่างกับเปิดท้ายขาย นี่พอรู้จักกันตอนงานแต่งออย เอ้อ อ้อยกับเอก็สนิทกันไวเชียว” “เพราะใช้กล้องยี่ห้อเดียวกันแน่เลยค่ะ” นฎาออกความเห็น ขณะใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อ ให้สามี “พี่อ้อยก็ด้วย ใช้ยี่ห้อเดียวกัน” “นั่นเรียกพรหมลิขิตจ้ะ” อภิชญายืนยัน ก่อนกดรับโทรศัพท์ซึ่งดังเป็นเพลงการ์ตูนให้ หลานสาวมองตามด้วยความสนใจ “ฮัลโหลจ้ะพ่อ อ๋อ พี่หมอช้างออกจากบ้านมาแล้วหรือคะ อ้าว แล้วพ่อไม่มากินด้วยกันหรือคะ โธ่ พ่อ... ก็ด้ายๆ อยากจะสวีทกันสองต่อสองกับแม่บอก ตรงๆก็ได้ ค่า รับทราบ” “คุณลุงไม่มาด้วยหรือคะ เสียดายจัง อุตส่าห์ลำบากทำกับข้าวให้พวกเรา” นฎาที่เดิน เข้ามาสมทบเอ่ย ก่อนยิ้มกว้างตอบหลานตัวน้อยที่หัวเราะฮี่ๆอวดฟันน้ำนมที่ทยอยขึ้น “เห็นบอกว่าพี่หมอช้างจะเอากับข้าวมาเอง จะเอามายังไงหมดนะ” ผู้เป็นภรรยาพึมพำ ด้วยความเป็นห่วง แล้วจึงเดินก้าวยาวๆออกไปหน้ารั้ว โดยไม่ลืมเบนหลบแมวที่นอนหงายพุง สบายใจ หญิงสาวชะเง้อมองด้วยความเป็นห่วง แต่แล้วคนในบ้านกลับได้ยินเสียงหัวเราะ ร่าเริง “แดกกัญชาเหรออ้อย” อภิวัฒน์ตะโกนถาม “เปล่า ไอ้บ้า” เธอตะโกนตอบ “สามีฉันปั่นจักรยานแม่บ้านมากับเอื้อยคนละคัน มี กับข้าวอยู่ในกระจังหน้ารถ แล้วก็มียายอ้ายเกาะหลังพี่หมอช้างเป็นลูกลิงเลย” ไม่นานนักชายหนุ่มร่างสูงก็ขี่จักรยานเลี้ยวเข้ามาจอดบนถนนทางเดิน เด็กหญิงที่มีเค้า ว่าจะสูงเช่นเดียวกับอาและพี่สาวปีนลงมาก่อน แล้วผู้เป็นอาเขยและพี่สาวจึงช่วยกันหอบ กล่องทัพเปอร์แวร์ใส่กับข้าวร้อนๆเข้าไปในบ้าน “เหนื่อยไหมคะพี่หมอช้าง กลายเป็นหน่วยทำกับข้าวไปซะนี่” “ไม่เหนื่อยหรอก ได้วิชามาจากคุณพ่อตั้งเยอะ” พชรยิ้มกว้าง “เอื้อยส่งของในมือมาให้อาถือมา” นฎาบอกอดีตลูกศิษย์ เธอส่งกล่องใส่อาหารให้แต่ โดยดี “แบ่งมาให้แพนจัดการบ้าง” อนุตดาเดินเข้ามาฉวยหลายอย่างจากมือของอภิชญา “หล่อนหาน้ำหาท่าให้หมอช้างโน่น มาเหนื่อยๆ” “ขอบใจนะหล่อน”


“อาแพนแมนเหมือนเดิม” ปริศนากล่าวด้วยความชื่นชมเพื่อนของอา ที่แม้จะเป็นสาว หน้าหวาน สวย อึ๋ม แต่ท่าทางทะมัดทะแมงอย่างยิ่ง “เดี๋ยวเอื้อยไปช่วยอาแพนจัดของใส่จานดี กว่า อ้ายอยู่เป็นเพื่อนเล่นน้องการ์ตูนนะ แต่ไปล้างมือก่อนไป” “การ์ตูนรอพี่อ้ายเดี๋ยวนะ” เด็กหญิงวัยประถมสั่งความกับน้องตัวน้อยที่ไม่ได้รู้ความ มากไปกว่าแกว่งมือและเขย่าตัวอยู่ในอ้อมแขนมารดา “เลยกลายเป็นเลี้ยงใหญ่ไป” ทักษยาเอ่ยเสียงอ่อน “หวายเพียงแวะมากรุงเทพฯแค่นั้น เอง” “โอย ไม่ต้องคิดมาก” อภิชญาโบกมือ “ถือซะว่าเลี้ยงให้หลาน เลี้ยงส่งแพนกับคุณตรัย ก่อนจะไปฮันนีมูนที่ยุโรปกับอเมริกาเป็นเดือนๆด้วย แล้วก็เลี้ยงเป็นขวัญกำลังใจให้สี่ที่จะบิน ไปดีลงานที่ตะวันออกกลาง” “คุณสี่นี่น้องคุณตรัยใช่ไหมคะ” “ช่าย คนที่ทำแหวนแต่งงานให้พวกเราน่ะ” อภิวัฒน์ตอบแทน พลางกวาดมือชี้ไปทั่วทั้ง บ้านหลังเล็กที่ถูกดัดแปลงเป็นร้านขนม โดยหมายใจจะให้โดนคนทั้งหมด “ทั้งหมดนี่เลย สี่ทำ แหวนให้หมด” “เก่งจริง” “เก่งสิ อายุยังน้อยด้วย นี่ยังไม่สามสิบเลย” อภิชญาเสริม “ว่าแต่สี่ยังไม่มาอีกเรอะ” คำพูดของเจ้าของร้านเค้ก (ที่ยอมปิดให้บริการเพื่อจัดปาร์ตี้) ทำให้ทุกคนสงสัย นั่นสิ จตุรวัชรไปอยู่ที่ไหน

!

พ่อค้าแม่ค้าในตลาดท้ายหมู่บ้าน รวมถึงบรรดาลูกค้าต่างมองชายหนุ่มแปลกหน้าด้วย ความชื่นชม เพราะเมื่อครู่ชายหนุ่มที่เดิมทีกำลังยืนซื้อข้าวเหนียวสังขยาคนนี้ เป็นคนแรกที่ พุ่งไปดูผู้ประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์ล้ม เขาโทรศัพท์เรียกรถพยาบาลให้คนขับซึ่งเป็นมารดา ของเด็กหญิงตัวน้อย แล้วจึงอุ้มเธอไปส่งบ้านหลังจากมีญาติเดินมารับ แต่เนื่องด้วยต้องหอบ ข้าวของที่คนเจ็บทิ้งไว้ เขาจึงอาสาอุ้มเธอไปส่งถึงที่ แต่สายตาที่มองมาก็ไม่ได้มีเพียงความชื่นชม บางคนก็มองมาด้วยความสงสัย เมื่อช���ยที่แต่งตัว ‘แปลกๆ’ คนนั้นกดรีโมทเปิดล็อกรถสปอร์ตคันหรูสีควันบุหรี่ ก่อนไถล ตัวลงนั่งโดยไม่ลืมวางข้าวเหนียวห่อใบตองไว้ยังที่นั่งข้างๆคนขับ จากนั้นจึงขับรถออกไปใน ทันที จตุรวัชรรู้สึกขัดเขินกับสายตาที่ผู้อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหลายมองมาที่ตนเอง ไม่ใช่ว่าเขาอายในการทำดี การทำดีไม่น่าอายเลยแม้แต่นิด เพียงแต่เขาไม่นึกว่าตนเอง จะต้องไปเกี่ยวพันกับเหตุการณ์ที่ทำให้ตนเองเป็นจุดสนใจใน ‘สภาพ’ ที่ไม่พร้อมเช่นนี้ เขาถอน หายใจพลางเคาะพวงมาลัยก่อนเลี้ยวซ้ายเข้าซอยที่จะตรงไปยังร้านเค้กเล็กๆอันเป็นจุดหมาย


ร้านนี้เป็นของคนรู้จัก – ลูกค้า – เพื่อนของพี่สะใภ้ เจ้าของร้านเป็นอดีตนักกีฬาปิงปองชื่อดัง และได้แต่งงานไปเมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง (แน่นอน ซื้อแหวนร้านเขานี่แหละ ถึงจัดเป็นลูกค้า) หลายวันก่อนพี่ชายได้ออกปากชวนเขามาร่วมงานปาร์ตี้เล็กๆนี้ เป็นงานฉลองหรืออะไร สักอย่างที่จตุรวัชรจำไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ พี่ชายบอกเขาว่ามีของอร่อย มีเค้กรสเลิศของคุณอภิวัฒน์ เขาจึงตกปากรับคำ และอยู่ที่นี่ตอนนี้

!

“อุ๊ย รถใครมาจอดหน้าร้าน” นฎาอุทานเมื่อเห็นรถโหลดต่ำสีควันบุหรี่จอดแนบแนวรั้ว ของร้าน “พี่เอคะ สงสัยเป็นลูกค้าค่ะ พี่เอลืมแขวนป้ายว่าปิดหรือเปล่าคะ” “พี่ไม่ได้ลืมนะหนูนา” อภิวัฒน์ชะโงกไปดู “รถเฟี้ยวมาก ไม่คุ้นเลยแฮะ สงสัยลูกค้าใหม่ รึเปล่า” “ไหนๆ ดูมั่ง” อภิชญาไปเบียดกรอบประตูเสียอีกคน “โอ๊ย ไม่ใช่ใคร นั่นรถสี่เอง” “อื้อหือ สมกับเป็นจีเวลรี่ดีไซเนอร์” เจ้าของร้านเค้กพึมพำ “รถดูมีสไตล์มาก” “แอสตันมาร์ติน DB9 ค่ะ” อนุตดาเสริม ก่อนวางจานชามที่หยิบมาจากครัว “สี่ไปรัก แรกพบตอนดูเจมส์ บอนด์ ภาคกาสิโนรอยัล เลยเอาเงินเก็บซื้อ นี่ก็รักรถเป็นลูก” “หรูหราและมีระดับ” อภิชญาพึมพำ “สี่ซื้อรถแบบเจมส์ บอนด์ แล้วบอกว่าตัวเองเป็นแจ่วบอง” พี่สะใภ้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม พลางถอนหายใจแรง “พี่ตรัยเลยบอกว่า เจมส์ บอนด์ เขาแดเนียล เคร็ก สี่นี่ ดาวน์น้อย แคร็ก” “โถ...” หลายคนประสานเสียงอุทานจากหลากความรู้สึกอันยากจะแยกแยะได้...ว่าเอ็นดูหรือ สมเพช “ปกติสี่ก็แต่งตัวดีนะคะ” อนุตดากล่าว “แต่ปกติสี่ไม่ปกติ” คนฟังฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจนัก ผู้ที่มาใหม่ก้าวลงจากรถ เขาถอดแว่นดำทรงนักบินเหน็บไว้กับคอเสื้อ ก่อนส่งเสียง ทักทายทุกคน “สวัสดีครับ” แล้วถ้อยคำชื่นชมทั้งหลายก็มลายหายไปเมื่อเห็นผู้มาใหม่เต็มๆตัว “ใครที่อยู่หน้าประตูช่วยถอยไปหน่อยครับ” เสียงทัศน์เทพทำให้ทุกคนแหวกเปิดทาง คนส่งเสียงเอาตัวดันประตูและยืนเฉยให้ชายหนุ่มร่างสูงหนาที่เค้าหน้ามีเชื้อสายจีนเดิน ออกมา สิ่งที่ทำให้ทุกคนตกใจคือเขาเดินไปพร้อมกับจานชามใส่กับข้าวที่วางพาดเต็มสองแขน ข้างละหลายจาน โดยผู้ยกออกมาดูไม่มีท่าทีประดักประเดิดให้ชวนลุ้นทำจานร่วง เขาเดินออก จากประตู เดินผ่านพื้นต่างระดับอย่างง่ายดาย และเลื่อนจานลงวางบนโต๊ะได้สบายๆ


“อื้อหือ เฮียผมสมเป็นอดีตเด็กเสิร์ฟ” จตุรวัชรที่หิ้วถุงก๊อบแก๊บใส่ข้าวเหนียวห่อต้องร้อง ชมพี่ชายตนเอง “เห็นอย่างนี้เฮียเคยเป็นเด็กเสิร์ฟที่นิวออร์ลีนส์มาหลายปีนะครับ ถ้าทำเรซูเม่ สมัครงานคงเก๋พิกล เด็กเสิร์ฟ นักดนตรี ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ CEOกลุ่มบริษัท” “ขาดไปอีกอย่าง” ตรัยยิ้ม “อะไรอะเฮีย” “ฆาตกร” ขาดคำเขาก็ล็อกคอน้องชายให้ก้มตัวลง แล้วใช้มือยีผมสีน้ำตาลอ่อนที่แต่งเจลไว้อย่าง ดีจนยุ่งและดูไม่ได้ “พี่สะภ้ายยยย เฮียแกล้งยีผมของโผมมม เฮียแกล้งน้องชายสุดหล่อสุดที่ร้ากกก” “แพนก็ช่วยแกไม่ได้หรอกสี่” เมื่อเห็นสภาพน้องชายที่ดูไม่ได้อย่างน่าพอใจ ผู้เป็นพี่ชาย จึงหยุดมือ และยืดตัวดูการแต่งกายของน้องในวันนี้ให้เต็มๆตา มันแปลกกว่าปกติ จากปกติที่แปลกอยู่แล้ว “ผีเข้าหรือไง ดูแต่งตัวเข้า” หลายคนกระตือรือร้นมาเกาะประตูและหน้าต่างเพื่อดูคนมาใหม่ พวกเขาสงสัยเหมือน กับตรัย แต่เพราะยังไม่สนิทสนมกันเท่าที่ควรจึงไม่กล้าถาม “ผมแต่งตัวไงอะเฮีย” “อย่างที่เห็น...” พี่ชายใช้นิ้วชี้ “แว่นกันแดด” “เรย์แบน เอวิเอเตอร์รุ่นพิเศษฉาบปรอทเขียว!” “เสื้อยืดลายการ์ตูน” “ยูนิโคล่ ลิขสิทธิ์ญี่ปุ่นแท้! เห็นไหม โจรสลัดหมวกฟาง” เขาแอ่นอกอวด “กางเกงขาสั้นสีชมพู” “ราล์ฟ ลอเรน!” “แตะคีบฟองน้ำ” “ช้างดาว!” “จบตรงนี้” ตรัยส่ายหัว พร้อมกับที่ทุกคนในร้านหัวเราะประสานเสียง “สวัสดีครับ สวัสดีทุกคนครับ สี่ครับ น้องชายเฮียตรัย ขออนุญาตมาแจมด้วยนะครับ” “ด้วยความยินดีเลยคุณสี่” เจ้าของร้านเค้กยิ้มกว้าง “เชิญเข้ามาข้างในก่อนครับ วันนี้ คนเยอะหน่อย อยากดื่มกาแฟหรืออะไรก่อนไหม” “ชาไทยใส่นมเย็นๆมีไหมฮะ” “แน่นอน เค้กชาไทยก็มีนะครับ เครื่องดื่มนี่รับก่อนเลยเนาะ” อภิวัฒน์ตอบ “สวรรค์ชัดๆ” จตุรวัชรยิ้มแป้น


ชายหนุ่มเอาห่อข้าวเหนียวสังขยาเข้าไปวางบนโต๊ะด้านในร้าน เขาเลือกตัวที่มีกระเป๋า กล้องของพี่ชายและกระเป๋าสะพายของพี่สะใภ้วางอยู่ก่อนแล้ว เขาสังเกตเห็นเด็กหญิงตัวน้อย นั่งอยู่บนตักมารดาจึงก้าวเท้าไปหมายจะเล่นด้วย แต่นึกได้ว่าตนเองยังไม่ได้ล้างมือ “ขอโทษครับ ไม่ทราบว่าห้องน้ำอยู่ไหน” “เดินเข้าประตูกระจกด้านหลังเคาน์เตอร์ได้เลยค่ะ” หญิงสาวร่างเล็กเป็นคนตอบ เขา คาดว่าเธอคือนฎาภรรยาของอภิวัฒน์ จริงๆเขาจำแหวนที่ตนเองออกแบบบนนิ้วเธอได้ “ขอบคุณครับ” เขาถือโอกาสทั้งล้างมือและจัดแต่งทรงผมใหม่ เขาตัดผมสั้นมาได้พักหนึ่งแล้วเพราะ อากาศร้อนเกินจะทนได้ ทำให้มารดากล่าวชื่นชมนักหนาเพราะชอบลูกชายผมสั้นๆมากกว่า ชายหนุ่มมองตัวเองในกระจกและผมสีน้ำตาลอ่อนที่ย้อมไว้เริ่มปรากฏโคนสีดำ ทำให้นึกว่า ต้องจัดการกับมันในเร็วๆนี้ จตุรวัชรเดินออกมาจากห้องน้ำหลังเช็ดมือจนแห้งดี แล้วตรงมาหาเด็กหญิงตัวน้อยที่นั่ง อยู่บนโซฟาลายจุด เขาคุกเข่าลงนั่งกับพื้น จ้องใบหน้าเล็กๆดวงตาโตๆน่าเอ็นดู “สวัสดีค่ะ หนูการ์ตูนใช่ไหมคะ” เด็กหญิงกะพริบตาปริบๆ ไม่ได้จ้องตอบ แต่มองเลยไปที่ต่างหูเพชรซึ่งล้อแสงไฟเป็น ประกายรุ้ง “กำลังชอบอะไรแว้บๆค่ะ” ผู้เป็นแม่ตอบ ก่อนหันไปมองทางครัวที่สามีตะโกนเรียกมา “สวัสดีค่ะการ์ตูน นี่อาสี่สุดหล่อนะคะ การ์ตูนไปเดินเล่นกับอาสี่ไหมคะ” เธอโผตัวหาชายแปลกหน้าในทันทีอย่างที่คนเป็นแม่ยังประหลาดใจ “แปลกจริง” ทักษยาพึมพำ “ปกติไม่ค่อยโผหาคนแปลกหน้านะคะ” “สงสัยดวงสมพงษ์กันเนอะ เนอะ” เขาหอมแก้มนุ่มเบาๆ “คุณหวายใช่ไหมครับ” “ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ” “เช่นกันครับ” เขายิ้มกว้างจนตาที่เรียวเล็กอยู่แล้วเหลือเป็นขีด “คุณอ้อยเคยเล่าให้ฟัง เรื่องการ์ตูนน่ะครับ บอกว่าน่ารักมาก เห็นรูปในเฟซบุ๊กมาก็นาน มาเจอตัวจริงนี่...ตาโตสวย เชียว” “ขอบคุณนะคะ” “ถ้ายังไงให้ผมอุ้มการ์ตูนไว้ก็ได้ ไม่ต้องเกรงใจนะครับ เข้าไปในครัวก่อนเลย” เธอกล่าวขอตัวแล้วจึงจากไป จตุรวัชรหอมแก้มเด็กหญิง ทำเสียงแปลกๆให้เธอได้หัวเราะเอิ๊กอ๊าก จากนั้นพาไปดู บรรดาผู้ใหญ่ที่ง่วนกับการจัดอาหารข้างนอก โดยมีดาริน หลานสาวของเพื่อนสนิทพี่สะใภ้เกาะ ชายเสื้อตามไป���ีกคน

!


บรรยากาศของปาร์ตี้เล็กๆเป็นไปอย่างอบอุ่น เพียงมีกับข้าวธรรมดารสเลิศ ข้าวสวย ร้อนๆ น้ำดื่มเย็นชื่นใจ และเพื่อนสนิทอยู่รายล้อม ก็ดูเหมือนทุกคนจะไม่ต้องการอะไรมาก ไปกว่านี้ ทุกคนกล่าวอวยพรให้ตรัยและอนุตตาเดินทางไปฮันนีมูนโดยสวัสดิภาพ ทั้งสองคนจะ ไปฝรั่งเศสซึ่งเป็นสถานที่แรกพบของทั้งคู่ ก่อนนั่งรถไฟไปสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศแสนสวยที่พี่ ตรัยเคยเรียนไฮสกูล จากนั้นก็จะบินตรงไปสหรัฐอเมริกา ซึ่งจุดหมายปลายทางคือนิวออร์ลีนส์ เมืองแห่งเสียงเพลงแจซ แนวดนตรีที่คู่ฮันนีมูนหลงรัก เพื่อเยี่ยมเพื่อนนักดนตรีของทั้งสอง จตุรวัชรคิดว่าการที่คนสองคนจะมาเจอกันแล้วลงเอยใช้ชีวิตร่วมกันเป็นเรื่องดี และเป็น เรื่องไม่ง่าย เขาเชื่อเรื่องของพรหมลิขิต แต่นั่นไม่มีทางสำคัญไปกว่าการที่คนทั้งสองจะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อดี หรือข้อเสีย โดยไม่สร้างจินตภาพเอาเองว่าอีกฝ่ายจะต้องเป็นอย่างที่ตนคาดไว้ ความคาดหวัง ไม่เคยทำให้ชีวิตคู่ของใครไปรอดได้ มีเพียงความมุ่งหวังจากสายตาที่มองไปในทางเดียวกัน เท่านั้นจะประคับประคองทุกอย่างได้ ใช่ว่าพี่ชายกับพี่สะใภ้เขาจะไม่มีปัญหา อันที่จริงก่อนจะแต่งงานทั้งสองคนมีปัญหา หนักอย่างที่เขารับรู้ตลอดเวลา (น่าจะเรียกได้ว่ารู้เกือบ ๆ ๘๕ เปอร์เซ็นต์เสียด้วยซ้ำ) ทั้งคู่ต้อง ปรับตัวเข้าหากัน พี่ชายที่อยากได้ภรรยาเป็นแม่บ้านก็ต้องทำใจและยอมโดยดุษณี เมื่อพี่สะใภ้ ยืนกรานว่าจะขอทำงานต่อไปอีกระยะหนึ่ง โดยมีนักข่าวผู้ใหญ่เจ้าของรายการต้นสังกัดของ
 อนุตดาขอร้องด้วยอีกคน จากเดิมที่เป็น ‘อนุตดา – พิธีกรสาวที่มีข่าวกับคุณตรัย - นักธุรกิจหนุ่ม’ กลายเป็น ‘คุณ ตรัย – สามีของอนุตดา พิธีกรสาวชื่อดัง’ ตอนนี้พี่สะใภ้ดันดังกว่าพี่ชายเสียนี่ ทั้งสองคนก็ดูมีความสุขดี มีเวลาทำงานของตัวเอง และมีช่วงที่ได้อยู่ด้วยกัน โดยไม่ลืม ไปเยี่ยมครอบครัวของทั้งสองฝ่ายอยู่เสมอๆ จากกรณีคนใกล้ตัว ไม่ว่าจะตรัย หรือพัชรเบญจ์ น้องสาวฝาแฝดของเขา (ที่ชิงแต่งงาน มีลูกเต้าไปก่อนแล้ว) ซึ่งเคยยืนยันมั่นเหมาะว่าจะโสด เลี้ยงตัวด้วยวิชาชีพทันตแพทย์ แต่กลับ กลายต้องทำหน้าที่เจ้าของรีสอร์ทหรูในจังหวัดกระบี่ร่วมกับสามี แล้วยังกลายเป็นคุณแม่ของ ลูกชาย นั่นทำให้เขาคิดได้ว่าไม่มีใครที่ไม่ต้องปรับตัวหากจะเริ่มชีวิตคู่ ถ้าไม่อยากปรับก็อย่ามีคู่...ไม่เห็นจะยาก เหมือนเขานี่ไง “แล้วคุณสี่จะไปตะวันออกกลางหรือคะ” นฎาเอ่ยขึ้นมาก่อน จตุรวัชรวางแก้วชานมเย็น(ตรามือแน่ๆ เขามั่นใจ) ก่อนแตะมุมกระดาษซับปากแล้วจึง ตอบ “ครับ”


“เห็นว่าคราวนี้สี่จะไปดีลเรื่องเพชรอีกแล้วเหรอ” อภิชญาถาม “ใช่ครับ อยากจะได้เพชรน้ำงามๆที่ไม่ใช่เกรดตลาดทั่วไปก็คงต้องไปดีลกับเจ้าของ สัมปทานเหมือง” “ชีคตัวจริงหล่อเหมือนในปกนิยายไหมคะ” ปริศนาเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เห็นหน้าปก นิยายที่รีทัชฟุ้งๆนี่ล้อหล่อ” นั่นสิ จะตอบอย่างไรไม่ให้ทำลายจินตนาการ “ก็เหมือนเพชรแหละครับ น้ำหนึ่งบ้าง น้ำรองบ้าง” “แล้วที่เจอเป็นยังไงล่ะครับ” ทัศน์เทพถามต่อ หลังอุ้มลูกสาวมานั่งตักตนเอง ผลัดให้ ภรรยาได้ทานอาหารบ้าง “ก็เป็นชีคธรรมดา...” “ไม่ใส่ไข่?” พชรถามย้ำ “โฮ้ย ใส่เพิ่มทำไม ก็คงพกไว้คนละสองเท่าๆกันแหละ” อภิวัฒน์ตอบแทน ก่อนต้อง โอดโอยเมื่อโดนภรรยาฟาด ข้อหาพูดจาไม่เหมาะสม เนื่องจากมีเด็กผู้หญิงอย่างปริศนาและ ดารินอยู่ด้วย “ชีคธรรมดาแหละครับ ก็แค่คุยงาน” “แต่โดนชีคจีบเนี่ยนะ” ตรัยโพล่ง อุเหม่...เฮียที่รักเล่นพูดงี้ เอาลิ่มตอกหัวใจกันเลยดีกว่า “อุ๊ย” ทักษยาอุทานพร้อมกับอภิชญาและนฎา “แหม จีบเจิบอะไร ไม่มีหรอก” “แต่สี่เคยบอกว่าตอนไปเอาเพชรสีชมพูมาทำคอลเล็กชั่นที่เฮียจะให้เรา สี่โดนชีคจีบ ไม่ใช่หรือไง” จตุรวัชรอยากจะกุมขมับเมื่ออนุตดาตอกลิ่มเสียมิดด้ามต่อจากสามี “เปลี่ยนเรื่องดีกว่า” อภิชญาโบกไม้โบกมือ “วันก่อนมีเพื่อนแชร์มาในเฟซบุ๊กแหละ แหวนเพชรที่ทำมาจากเพชร ทั้งวงเลย เดี๋ยวนะ” คนพูดหยิบโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนขึ้นมา และใช้สัญญาณ wi-fi ของที่ร้านเพื่อนเพื่อ เปิดกูเกิลหาข่าวที่ว่า “นี่ๆ เจอแล้ว” ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของจตุรวัชรคือแหวนใสวงใหญ่เป้ง มีประกายระยิบระยับเด่น เป็นสง่าบนฉากดำ มันเหมือนเพชรเม็ดใหญ่ที่ถูกคว้านเนื้อออกจนเป็นรูพอให้สวมแหวนได้ สวยงาม อลังการ แม้คัตติ้งยังจะดูหยาบไปบ้างอาจเพราะต้องทำเพชรเป็นตัวเรือนด้วย แต่เหลี่ยมมุมที่ ช่างเจียระไนมาอย่างดีทำให้มันล้อแสงเป็นสีรุ้ง พราว พรรณราย ลายระยับ จับตา วุ้ย ใจสั่นกันเลย


แต่เขาเหลือบอ่านราคา แปลงเป็นค่าเงินไทยแล้วหลักหลายพันล้านบาท คราวนี้หัวใจจะวายแทน “สวยเนอะ” อนุตดาชะโงกมอง “อยากด้ายยย” จตุรวัชรคราง “แต่ตังค์ไม่พอ!” “ไม่เห็นยาก” พี่ชายเขาตอบ จะซื้อให้น้องละซี้ คนเป็นน้องหมายมาดในใจ “ไปเป็นเมียชีคสิ” “ถุยยย-ย-ย-ย” ไม่ใช่แค่จตุรวัชรที่แสดงความหยาบคายด้วยการร้องใส่พี่ เขาว่าตนเองได้ยินชายหนุ่ม สักคนในกลุ่มสบถเป็นสัตว์เลื้อยคลานหางแดงด้วยซ้ำไป “เอะอะอะไรก็ล้อน้องเรื่องเป็นเมียชีคๆ ตัวเองอยากเป็นเองรึเปล่าเหอะ ถึงมาพูดงี้” น้อง ชายโวย “แหม...แต่งงานกับแพนบังหน้าใช่รึเปล่าล่ะ สารภาพมาเหอะ” “ถ้าว่างั้นก็ได้” พี่ชายยักไหล่ “เหมือนคนที่จู่ๆก็โวยวายเสียงดังกลบเกลื่อนแหละ” คนเป็นน้องเบ้ปาก เรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนรอบข้างได้ “แพน เฮียแกล้งเรา” เขาฟ้องภรรยาของพี่ชาย ทว่าอีกฝ่ายสั่นศีรษะเบาๆ “เราว่าสี่ทำตัวเองนะ” จตุรวัชรเบ้ปากต่อ ปรายตามองตรัยที่ส่งยิ้มมาให้ โดยแปลความหมายได้ว่า ‘ไงล่ะมึง’ “ผมว่าสี่ไม่ได้เป็นภรรยาชีคหรอกครับ” แพทย์หนุ่มกล่าว ขณะใช้กระดาษทิชชูเช็ดจาน เล็กสำหรับใส่เค้ก “พี่หมอช้าง...” คนที่โดนรุมทำเสียงซาบซึ้งว่าในที่สุดก็มีคนแก้ข่าวให้ตนเอง พชรวางจานใบสุดท้าย ก่อนยิ้มน้อย ๆ “สี่อาจจะเป็นสามีชีคก็ได้” ทัศน์เทพระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น ทำให้ลูกสาวเบิกตากว้างมองพ่อด้วยความ ประหลาดใจ “ทานเค้กดีกว่าครับ” จตุวัชรตัดบทเมื่อเห็นพนักงานยกเค้กเข้ามาพร้อมเครื่องดื่มแก้ว ใหม่ งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา แต่ไม่มีเสี่ยวเอ้อ ไม่มีจอมยุทธ์กับเหล้านารีแดง เพราะนี่ไม่ใช่หนังจีนกำลังภายใน และ เนื่องทุกคนต่างต้องขับรถกลับบ้านจึงไม่สามารถดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ ทักษยา ทัศน์เทพ และหนูการ์ตูนพากันกลับไปเป็นครอบครัวแรก ทั้งสามไปพักยัง คอนโดมิเนียมแถวสุขุมวิทที่ผู้เป็นพ่อซื้อทิ้งเอาไว้ ก่อนจะเดินทางต่อไปอำเภอบ้านเพ จังหวัด ระยอง ในวันรุ่งขึ้น เพื่อไปเยี่ยมครอบครัวของทัศน์เทพ


อภิชญาและพชรเดินทางกลับคอนโดมิเนียมย่านท่าพระเป็นคู่ต่อมา แม้ว่าพรุ่งนี้จะเป็น วันอาทิตย์ แต่เหมือนว่าผู้เป็นภรรยามีงาน สามีจึงกล่าวว่าจะรีบกลับบ้าน จะได้ตื่นมาเตรียม อาหารเช้าทัน ส่วนตรัยและอนุตดาก็พากันกลับไปที่เพนท์เฮาส์หรูบนยอดคอนโดมิเนียม ๓๓ ชั้น หลัง จากได้รับโทรศัพท์จากธนัช เพื่อนสนิทและเจ้าของอาคาร ชักชวนให้ย่างเสือร้องไห้ ลาบเป็ด ซุปหน่อ���ม้ และต้มแซบกระดูกหมูกินกันเย็นนี้ ทั้งคู่จึงขอตัวกลับเพื่อแวะตลาดซื้อของสดกลับ เข้าไป เขากลับเป็นคนสุดท้าย ไม่ใช่ครอบครัว ไม่ใช่คู่ มาคนเดียวโดดๆ ก็กลับคนเดียวตามประสาหนุ่มโสด จตุรวัชรขับรถออกจากหมู่บ้านที่เกือบเป็นชายขอบของฝั่งธนบุรี หมายใจว่าจะกลับไป บ้านพ่อแม่ แต่ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใด เขาก็พาตัวเองขึ้นทางยกระดับอุตราภิมุข แล้ววิ่งต่อไปบน ทางหลวงเพื่อมุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่เขาคุ้นเคยดี เพื่อเข้าสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

!

รถสปอร์ตหรูแล่นผ่านประตูที่เปิดทิ้งเอาไว้แทบทั้งวัน เถาเล็บมือนางสีชมพูที่แข่งกัน ออกดอกพราวส่งกลิ่นหอมหวาน จนประตูไม้สีขาวกลายเป็นสีชมพูไปเสียครึ่ง เมื่อคนในบ้าน เห็นรถสีควันบุหรี่ขับเข้ามา เป็นปกติที่ไม่มีใครร้องถามว่าผู้เข้ามาใหม่เป็นใคร เพราะต่างรู้กันดี ว่าเป็นรถยนต์ของหลานชาย ‘ย่าเพียงจิตต์’ สตรีผู้เป็นเจ้าของบ้านเรือนไทยในสวนร่มรื่น แผ่ อาณาเขตกว้างไกลจนเรียกได้ว่าเป็น ‘หมู่เรือนไทย’ ที่หาได้ไม่ง่ายนักในปัจจุบัน สุนัขบางแก้วขนขาวแต้มดำโงหัวขึ้นมาจากแคร่ไม้ไผ่ใต้ถุนเรือน ตาเรียวเป็นประกาย จับจ้องไปยังประตู หูเล็กหนาทรงสามเหลี่ยมของมันกระดิกเบาๆพร้อมเห่าหอนเสียงแหลมเมื่อ ได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถที่คุ้นเคย มันผุดลุกและกระโดดลงไปหอนต่อเนื่องเป็นชุด ก่อนวิ่ง เหยาะๆไปหาผู้ที่เพิ่งลงจากรถ นั่งรอด้วยท่าทางเอี้ยมเฟี้ยมโดยไม่ลืมทำเสียงแหลมคล้ายกำลัง บ่นอีกฝ่าย กลุ่มคนที่มองมาจากชานเรือนสะกิดให้ผู้ที่อาวุโสน้อยสุดทำหน้าที่ เธอบ่นอิดออด เพราะอยากอยู่ดู ‘หลานชายรูปหล่อ’ ของคุณย่าให้นานกว่านี้อย่างที่คนอื่นๆทำกัน “เปียกปูนมันเห่าอะไร ไหนใครไปดูซิ” เสียงหญิงชราเอ่ยขึ้น ผู้ที่โดนบีบให้ทำหน้าที่ต้อง รีบปรี่เข้าไปหา ก่อนเปลี่ยนเป็นคลานเข่า “คุณสี่มาอีกแล้วค่ะคุณย่า” “อ้อ ไม่น่าล่ะเปียกปูนร้องเหมือนเจอเพื่อนมัน” หญิงชราที่กำลังนอนเอนพิงหมอนขวาน อยู่ใต้ชายคาของบ้านเรือนไทยยกพื้นสูงหัวเราะเบาๆ คนฟังไม่รู้ว่าท่านหมายถึงหลานชายตัวเองสนิทสนมกับสุนัขดี หรือว่าหลานชายนั้นมี ส่วนคล้ายสุนัข “ใครลงไปช่วยสี่มันหน่อยไป๊ เผื่อหอบของมาพะรุงพะรังอีก”


“คราวนี้ไม่มีค่ะ มาตัวเปล่าๆ” คนรับคำสั่งยิ้มแป้น เมื่อนึกถึงคราวก่อนๆที่หลานชายคน โปรดของคุณย่ามา แล้วหอบขนมจากห้างในกรุงเทพฯมาฝากทุกคนในบ้านเสียเกือบเต็มคันรถ “งั้นก็ไปเตรียมหาน้ำหาท่าให้มันหน่อยไป” “ค่ะคุณย่า” เธอคลานถอยออกไป หญิงชรากดรีโมทที่อยู่ข้างตัว เพื่อเร่งเสียงเพลงลูกทุ่งที่ดังมาจากเครื่องเสียงตัวเล็กทว่า หน้าตาหรูหรา เพียงจิตต์เอนกายพลางหลับตาฟังเพลงที่เพิ่งจบไป ก่อนเพลงใหม่จะเริ่มขึ้น พร้อมกับเสียงห้าวที่ร้องเพลงได้เสนาะและเรียกได้ว่ามี ‘ลูกคอ’ เข้าขั้น “หากพี่กลับมาซื้อผ้าตาตาฝากน้องบ้างเน้อ” โบร๋ว แทนที่จะมีเสียง ‘เน้อ’ รับเป็นลูกคู่ กลับกลายเป็นเสียงสุนัขหอนสั้นๆแทน “ถ้าร้องรับไม่ได้ก็ไม่ต้องร้องหรอกเปียกปูน !” คนที่กำลังเดินขึ้นบันไดทำเสียงดุ “อยู่นี่ แหละ ไม่ต้องขึ้นเรือน เดี๋ยวย่าดุเอารู้ไหม” “ใครดุอะไรกัน หือ ไอ้สี่” “ย่าจ๋า สวัสดีจ้ะ หนูมาหาย่าแล้ว” หลานชายตัวโตที่เหมือนจะโตได้แต่ตัวก้าวข้ามธรณีปรี่เข้ามาใกล้ แล้วลงคลานเข่ามา นั่งเอี้ยมเฟี้ยมอยู่ข้างกายได้รวดเร็วอย่างยิ่ง มือที่ใหญ่โตกว่าสมัยก่อนบีบนวดที่น่องอย่างเอา อกเอาใจ เป็น ‘รูปแบบ’ ที่คนเป็นย่ารู้ดี ว่าไอ้ตัวร้ายนี่คงต้องการอะไรสักอย่าง “ย่าคิดถึงหนูไหมจ๊ะ หนูน่ะคิดทึ้ง-ง-งคิดถึงย่าจ๋า” “จะเอาอะไรอีกล่ะ อยากกินแกงสายบัว ปลาทูต้มเค็ม หรืออะไรอีก” “โธ่...” เพียงจิตต์คลี่พัดไม้จันทน์หอมกระพือ หรี่ตามองจตุรวัชรที่ยังนวดเฟ้นเอาใจ “ทำไมย่าจ๋ามองหนูเป็นคนอย่างนั้นล่ะจ๊ะ หลานย่าน่ะน่าร้าก ไม่ได้หวังผลอะไรเล็กๆ น้อยๆอย่างนั้นหรอก” “แสดงว่าอยากกินต้มยำปลาคัง หวังผลใหญ่ขึ้นมาอีกนิด” “ย่าอ๊ะ !” หลานชายกระเง้ากระงอด เรียกเสียงหัวเราะให้ผู้ที่เพิ่งยกขันลอยดอกมะลิเข้า มา “น้ำฝนอีกรึเปล่า” “น้ำฝนค่ะ แต่ก็ต้องกรองเยอะหน่อย” หญิงสาวตอบ “คุณย่าบอกฝนแถวนี้ไม่สะอาด แล้ว ต้องรอช่วงปลายๆ รอให้พวกของเสียมันตกลงมาก่อนแล้วค่อยรอง” “ก็มาตั้งนิคมอุตสาหกรรมกันเสียตรงนี้” จตุรวัชรส่ายศีรษะ ก่อนจิบน้ำฝนหอมชื่นในขัน ลงหินเก่าคร่ำคร่าทว่ายิ่งดูสวย “แล้วนี่มาทำไม” ผู้เป็นย่าถามก่อนกระแอมเบาๆ จนต้องยกน้ำในแก้วพลาสติกข้างตัว มาจิบ “ย่าไม่สบายหรือจ๊ะ”


“นิดๆหน่อยๆตามประสาคนแก่” เพียงจิตต์จิบน้ำอีกครั้ง จึงไม่เห็นสายตาเป็นห่วงของหลานชายที่แสดงออก “งั้นคืนนี้ให้หนูค้างด้วยนะ” “เอ้า แล้วพ่อแม่เราเขาไม่ว่าเรอะ” “โธ่ ย่าจ๋า” จตุรวัชรกระถดตัวเข้าไปใกล้อีกนิด “หนูโตป่านนี้แล้วนะย่า ย่ายังคิดว่าหนู อยู่ประถมหรือไง” “โธะ ตอนประถมแกก็นั่งรถไฟหนีพ่อมาหาย่าแล้ว” เพียงจิตต์หัวเราะ มองหลานที่แสร้ง บิดตัวเขินอาย “เอาเถอะ จะนอนก็นอน เดี๋ยวให้เขาเตรียมห้องหับไว้ แล้วนี่เอาผ้าผ่อนมาไหม” “ที่ใส่นี่ไม่ได้ผ่อนจ้ะ ซื้อเงินสด” หลานชายแกล้งร้องโอยเกินเหตุเมื่อโดนแรงคนแก่อายุเจียนร้อยฟาดเข้าให้ “เดี๋ยวหาให้ ไปอาบน้ำอาบท่าไป” “จ้ะย่า” ชายหนุ่มก้มลงไหว้แนบพื้นกระดานไม้แท้อย่างรวดเร็วและงดงามจนผมสีอ่อนสะบัดฟู เมื่อเงยหน้า เขาเอามือเสยให้แสกข้างอย่างลวก ๆ ก่อนคลานปรูดถอยออกไปอย่างผู้ที่ทำเป็น ประจำจนคล่องตัว มากกว่าจะเป็นกิริยาประดักประเดิดเช่นเด็กรุ่นใหม่บางพวก เพียงจิตต์มองกิริยาน่าเอ็นดูของหลานชายที่เดินเลาะชายคารอบๆโดยไม่ตัดผ่ากลาง เรือน เขาเดินไปทางด้านหลัง ทำท่าเกือบๆจะกระโดดลงบันได เชื่อว่าจากนั้นคงพุ่งตรงไปที่ครัว แล้วไม่นานนักก็ได้ยินเสียงกรี๊ดกร๊าดราวแฟนคลับศิลปินเกาหลีที่ผู้สูงวัยเห็นในข่าวโทรทัศน์ แต่นั่นเป็นเสียงของแม่ครัวคนเก่าคนแก่ของบ้าน ผู้ที่สนิทสนมและรักเอ็นดูจตุรวัชรอย่างยิ่ง หญิงรุ่นในครัวคนหนึ่งเดินขึ้นมาจากบันไดด้านหลัง ค่อยๆเดินและเปลี่ยนเป็นคลานเข่า เข้ามาหา “คุณย่าขา ป้าพุดบอกว่าจะให้คนไปตลาดค่ะ จึงมาเรียนขออนุญาตให้เอารถออกค่ะ” “ก็เอาสิ ซื้ออะไร ข้าวเย็นขาดอะไรไปหรือ” “ไม่มีอะไรขาดหรอกค่ะคุณย่า” อีกฝ่ายตอบเสียงอ้อมแอ้ม “ป้าพุดให้ไปซื้อปลากราย ค่ะ คุณสี่อยากทานทอดมันปลากราย” “ไปเถอะไป” ผู้เป็นประมุขของบ้านกวัดมือไล่

!

จตุรวัชรอาบน้ำเป็นครั้งที่สองเมื่อหั่วค่ำ เพราะรอบแรกพออาบเสร็จเขาดันลงไปวิ่ง เล่นกับเด็กๆและเปียกปูนระหว่างรอกินข้าวเย็น ทั้งเหงื่อทั้งฝุ่นเลอะหน้าจนย่าบอกว่าเหมือน แมวคราว ‘แมวหนุ่มหรอก’ เขาเถียง ‘หนูยังเด็กอยู่เลย’ ย่าได้แต่ถอนใจแล้วไล่ให้ไปอาบน้ำเสียอีกรอบ


เขาได้ใช้เสื้อตัวโปรดซึ่งเขาหลงรักความนิ่มของเนื้อผ้า เสื้อกุยเฮงเป็นเสื้อที่เด็กสมัยนี้ ไม่รู้จักและไม่นิยม เหมือนๆกับกางเกงปังลิ้น กางเกงแพรดำตัวนี้เป็นของตกทอดมานาน ย่าซื้อ มันเก็บเอาไว้ให้เขากับทุกคนที่บ้านตั้งแต่เมื่อราวสิบปีก่อน ปังลิ้นตัวหนึ่งอายุการใ���้งานเป็น ยี่สิบปี (เทียบกับเสื้อผ้าแบรนด์สมัยนี้ที่ใส่ไม่กี่ทีก็ยุ่ยแล้ว มันน่าช้ำใจ) ยิ่งไปกว่านั้น ย่ายังสั่งซื้อ กางเกงจากเมืองจีนสะสมมาเรื่อยๆ ล่าสุดตัวหนึ่งราคาตกอยู่ที่สองพันกว่าบาท แล้วก็กางเกง มือหนึ่งเหล่านี้คงแพงไปกว่านี้ไม่ได้ เพราะโรงงานที่ประเทศจีนปิดตัวลงไปเสียแล้ว เมื่อเขารู้ เขาถึงกับโอดครวญที่จะไม่มีกางเกงแพรตัวโปรดใส่ ย่าจึงเอาพัดฟาดหัวเบาๆ แล้วกล่าวว่า ‘ข้าซื้อเก็บไว้ให้เอ็งใช้ได้ยันแก่แล้วไอ้สี่’ เขาก้มลงกราบแนบตักแทบไม่ทัน... คนสมัยนี้พากันไปใส่ชุดนอนปิจามาส์เนื้อหนาอย่างฝรั่งกันหมดเพราะต่างก็ใช้ชีวิตใน ห้องแอร์ เรื่องนี้อาจต้องโทษการสร้างบ้านอย่างฝรั่งที่เป็นตึกทึบ ไม่ได้ดูทิศทางลมโกรก ทิศทาง แดด ทำให้บ้านร้อน จึงต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศ เพิ่มภาระค่าไฟฟ้าแล้วยังเพิ่มภาระให้โลกอีก ดูเขาสิ นอนใส่เสื้อผ้าโปร่งนิ่มๆระบายเหงื่อ กางเกงแพรนิ่มลื่นเย็นและง่ายต่อการหลุด (แต่ถ้ามีทักษะก็ไม่เป็นอะไร) กางเกงตัวหนึ่งอายุใช้งานเป็นยี่สิบปี จะมีอะไรประหยัดกว่านี้หา มีไม่ ! จตุรวัชรสูดลมหายใจลึก โยนหมอนเนื้อแน่นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าลงพื้นเรือนแล้วจึงล้มตัว ลงนอน ลืมตามองท้องฟ้าสีดำสนิทกว่าฟ้าบ้านในกรุงเทพฯ มันดำเหมือนขนมเปียกปูนที่มีคน เอาเนื้อมะพร้าวกะทิป่นละเอียดที่ติดมือไปโรยไว้ จึงมีจุดสีขาวเล็กๆดูกระดำกระด่างปรากฏอยู่ ถึงจะมีไม่มากเท่ายอดดอย แต่ก็สวยงามและสงบไม่แพ้กัน เสียงกระดิ่งลมที่ห้อยกับชานเรือนดังกรุ๋งกริ๋งเหมือนที่เขาได้ยินในวัยเด็ก ไม่ใช่เพราะมัน ห้อยอยู่ตั้งแต่นานมาแล้วโดยไม่ชำรุด แต่เพราะเขาซื้อมาเปลี่ยนทุกครั้งเพื่อให้มันสืบทอด เจตนารมณ์ของกระดิ่งรุ่นพี่ต่อไป บางครั้งเขาก็ซื้อกระดิ่งจากต่างประเทศมาฝากย่า ที่ย่าดูจะ ชอบพอๆกับกระดิ่งไทยคือกระดิ่งแก้วใสของญี่ปุ่น จนมันกลายเป็นของฝากประจำยามเขาไป เที่ยวประเทศนั้นเสียแล้ว จตุรวัชรรักบ้านของเพียงจิตต์ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หมู่เรือนไทยซึ่งมีคนมาติดต่อขอถ่ายละครอยู่หลายทีแห่งนี้เป็นที่เติบโตของพ่อและ ญาติๆ ความทรงจำดีๆเกี่ยวกับหญิงชราผู้อุ้มชูและประคับประคองเด็กในปกครองยังตราอยู่ ในใจทุกคน ในช่วงเวลาที่แร้นแค้น หลายคนต้องมุ่งหน้าไปหางานทำต่างเมือง ทำให้ไม่ สามารถเลี้ยงดูลูกด้วยตัวเองได้ เพียงจิตต์ผู้เป็นภรรยาประมุขของตระกูลจึงรับอุปการะเด็ก เหล่านั้นไว้โดยไม่คิดเงินทองแต่อย่างใด นอกจากจะเลี้ยงลูกหลายคนของตัวเอง แล้วยังต้องไป เลี้ยงลูกของคนอื่นอย่าง ‘เสมอ’ กับลูกตนราวเป็นพี่น้องอีก ด้วยเหตุนี้แม้มารไม่มี แต่บารมี ‘ย่า เพียงจิตต์’ ก็บังเกิด


ทั้งหน้าเทศกาลและช่วงวันหยุดราชการ บ้านหลังนี้จึงไม่เคยได้ว่างหรือห่างหายจาก แขกที่ครั้งหนึ่งเคยอาศัยใต้ร่มชายคา ย่าเพียงจิตต์กลายเป็นคนแก่ที่มีความสุขจนหลายคน อิจฉา ไม่เลอะเลือน ไม่เกรี้ยวกราด ยังสนุกกับการดูวีซีดีลิเก ให้หลานขับรถพาไปดูลำตัดที่ สุพรรณบุรีเป็นครั้งคราว และมีดีวีดีภาพยนตร์ทั้งยุคเก่าและเรียงเป็นตับใน ‘ห้องอภิมหรสพ’ (ที่ หลานชายเรียก) เขาอยากแก่ให้ได้อย่างย่า อยากชราอย่างไร้เทียมทาน จริงๆแค่มีความสุขก็น่าจะพอ... แต่เมื่อพิจารณาชีวิตหัวเดียวกระเทียมลีบของตัวเองตอนนี้ ชะรอยว่าจะได้ยกมรดก ทั้งหมดให้หลานที่ยังไม่เกิด(แต่หลังฮันนีมูนน่าจะได้เกิดกันสักที) จตุรวัชรก็ใช้ชีวิตเหมือนหนุ่มโสดทั่วไป มีเพื่อน มีสังคม ได้เที่ยวเล่น ปาร์ตี้อย่าง สนุกสนาน และได้ทำงานที่ตัวเองรัก เพียงแต่งานที่ทำอยู่จะเรียกว่ารักมากปานจะกลืนกินก็ ไม่ใช่ เขายังกระหายอยากทำอะไรใหม่ๆ อะไรที่ทะเยอทะยาน กล้าหาญ และอาจจะบ้าบิ่น อะไรที่มากกว่าที่เป็นอยู่ เขาถอนหายใจยาว กลิ้งตัวไปมาอย่างหงุดหงิดใจ แล้วจึงนอนแผ่หงายมองฟ้าอยู่นาน “ไปนอนอะไรตรงนั้น น้ำค้างแรง เดี๋ยวก็เป็นไข้เป็นหวัดไป” เสียงของเพียงจิตต์ทำให้หลานชายตวัดตัวลุกไปประคอง “ย่านั่นแหละ ออกมาทำไม ดึกแล้ว เดี๋ยวละครมาเบรกแรกดูไม่ทันนะ” “ไม่ต้องมาย้อนย่า” เธอฟาดหลานชายเบาๆ ก่อนปลดผ้าพันคอคลุมศีรษะหลาน “คลุม เอาไว้ อยากนอนเล่นดูฟ้าดูดาวก็ช่าง พาย่าไปนั่งที่ตั่งก็แล้วกัน” จตุรวัชรประคองหญิงชราไปนั่งลงบนตั่งไม้สักทอง จัดหมอนขวานให้พอดีกับตำแหน่ง นั่ง แล้วจึงนั่งพิงเสาเรือนยิ้มแป้น “มายิ้มให้ย่าทำไม เราน่ะ มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าหือ” “ทำไมย่าถามหนูงั้นล่ะจ๊ะ” “ถ้าไม่เครียดหรือไม่มีเรื่องอะไรคิดหนักอกหนักใจ เจ้าไม่ขับรถยาวมาจนถึงบ้านย่า หรอก ไอ้ตัวดี ถ้าอยากมาเที่ยวจะโทร.กริ๊งกร๊างมาก่อน บอกว่าย่าจ๋า หนูจะไปหาย่า หนูอยาก กินแกงส้ม หนูอยากกินแกงเทโพ” “ย่าเห็นหนูเป็นคนยังไงเนี่ย” “เป็นเด็กกำลังโต” “แหม เขินเลย หนูยังไม่แก่” เพียงจิตต์หัวเราะ “มีอะไรกับที่บ้านเขาหรือเปล่า หรือว่าอกหักรักคุดตุ๊ดเมิน” “คุณพระ อกอีแป้นแล่นลึกเข้าตึกแขก วิ่งไปแบกถุงทรายใช้ทำเขื่อน !” คำอุทานที่หลานชายประดิษฐ์เสียยาวยืดทำให้ย่าหัวเราะหนักกว่าเก่า “ย่าไปรู้จัก ‘อกหักรักคุดตุ๊ดเมิน’ จากไหนกันจ๊ะ”


“เห็นเพื่อนในเฟะของหลานมันพิมพ์ตอบ” จตุรวัชรหัวเราะ เพราะเมื่อต้นปีหลานๆลงมติกันว่าจะซื้อแท็บเล็ตขนาด ๑๐ นิ้ว จอ ใหญ่สะใจไปให้ย่า เพื่อจะได้แท็กรูปหลาน เหลน ให้ย่าเพียงจิตต์ได้ทราบความเคลื่อนไหวของ คนในครอบครัว ดูเหมือนว่าย่าเขาจะเรียนรู้มันได้ดีไม่ใช่น้อย “อย่าเปลี่ยนเรื่อง ตอบย่ามาว่ามีอะไร” หลานชายโคลงศีรษะไปมาอย่างใช้ความคิด “หนูกำลังจะไปตะวันออกกลางจ้ะ” “ไปรบเรอะ” “แหม่” หลานชายหรี่ตา “อย่าทำตาแบบนั้น เดิมก็ไม่ค่อยมีอยู่แล้ว” “ผิดอีก” เขาพึมพำ “หนูจะไปคุยกับเจ้าของเหมืองเพชรจ้ะ เอามาทำคอลเล็กชั่นใหม่ให้ ที่ร้าน แล้วพอกลับมาก็บินไปงานแสดงเพชรที่อินเดียต่อ ต้องลุยเปิดตลาดไลน์ที่หนูเสนอไปเอง น่ะจ้ะ” “เออ เก่ง เดินทางบ่อยเหนื่อยไหมลูก” “นิดหน่อย แต่ก็ได้นะ โอเคอยู่จ้ะ หนูชอบทำงาน” “แล้วปัญหาคืออะไร” จตุรวัชรคลานเข้าไปเกาะตักของย่า ซบศีรษะลงไปราวยังเป็นเด็กชายตัวน้อย “หนูอยากทำอย่างอื่นบ้าง แต่งานมันก็ล้นมือ หนูก็ไม่ได้รังเกียจนะจ๊ะย่า แต่ก็แค่อยาก ลองทำอะไรใหม่ๆ มีอะไรที่อยากทำอีกเยอะเลย” “ไม่บอกพ่อเขาล่ะ” “หนูเสียเวลาเที่ยวเล่นไปเยอะแล้วละ พ่อเหนื่อยกับหนูมามาก หนูตั้งใจจะช่วยพ่อ ทำงานดูแลร้านจ้ะ เพราะว่าเฮียตรัยก็ไปคุมบริษัทใหญ่ มีงานเยอะกว่าหนูอีก หนูต้องแบ่งเบา ภาระทุกคน” “คิดดี” เพียงจิตต์ชมหลานชายด้วยเสียงปรานีพลางใช้มือลูบผมสีอ่อนของเขาเบาๆ “มันก็แค่อยากทำน่ะจ้ะย่า แต่อะไรที่ต้องทำมันควรมาก่อนอยู่แล้ว” “นั่นเป็นเรื่องที่ถูก แต่อย่าลืมว่าตัวเองอยากทำอะไร” เธอเอ่ยต่อ “คนเรามันมีอะไรที่ต้องทำและอยากทำด้วยกันทั้งนั้น เราทำในสิ่งที่ควรต้องทำก่อนเป็น เรื่องของหน้าที่ แต่การทำให้ความฝันหรือสิ่งที่อยากทำเป็นความจริง มันเป็นเรื่องของความ พยายาม ถ้าเราใช้แต่ความพยายามทำสิ่งที่อยากจนลืมสิ่งที่ต้องทำ นั่นก็แย่ หรือถ้าทำแต่สิ่งที่ ���วรทำจนลืมอะไรที่อยากทำ เราก็จะเสียตัวตนของเราไป การจะรักษาทั้งสองอย่างให้ได้ มัน เหนื่อยนะลูก แต่ย่ารู้ว่าสี่ทำได้ ตอนนี้หนูก็แค่งอแงเพราะว่าเหนื่อยเกินไป สี่เอ๊ย หนูควรหา เวลาพัก แล้วจะมีพลังทำอะไรได้อีกเยอะ”


!

“หนูเลยมาบ้านย่าไงจ๊ะ” เขายิ้มยิงฟัน ก่อนกอดเอวซุกหน้ากับหญิงชรา “ถ้ามีบ้านให้กลับ หนูรู้ว่าหนูออกไปสู้ต่อไหวแน่ๆจ้ะ”

จตุรวัชรนั่งเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ที่เลาจน์เฟิร์สต์คลาสของสายการบิน เช็กข่าวสาร ต่างๆนานาไปเรื่อยๆแก้เบื่อ แม้ว่าจะมีหนังสืออยู่ในกระเป๋าสองเล่ม แต่นั่นเอาไว้อ่านตอน อยู่บนเครื่องคงจะเหมาะกว่า อันที่จริงเขาคิดว่าตนเองจะนั่งแค่ชั้นบิสสิเนส แต่เมื่อ ‘ชีค’ ทราบ ความจึงดำริว่าจะส่งเครื่องบินส่วนพระองค์มาให้ หรือไม่ก็จ้างเครื่องบินเช่าเหมาลำให้เสียเลย แน่นอนว่าเขาปฏิเสธ แต่มันไม่ได้ง่ายอย่างนั้นเมื่ออีกฝ่ายเป็นชีค รวยแสนจะรวย (จนอยากจะมอมยาแล้ว จับให้เซ็นมอบกรรมสิทธิ์เหมืองเพชรในแอฟริกาให้สักเหมือง) อีกฝ่ายต้องการต้อนรับขับสู้เขา อย่างสมเกียรติ ‘พระสหาย’ อย่างไรก็ดึงดันจะให้นั่งเครื่องบินส่วนตัวมาให้ได้ ท้ายสุดการ เจรจากับอาหรับ (ที่ไม่ใช่เรื่องขีปนาวุธ) ก็สิ้นสุดลงที่เครื่องบินชั้นเฟิร์สต์คลาสนี่แหละ ชายหนุ่มเกือบสะดุ้งเมื่อโทรศัพท์ที่ถืออยู่จู่ๆก็สั่นเพราะมีสายเรียกเข้า “ฮัลโหลเฮีย” “จะขึ้นเครื่องหรือยัง” เสียงจากปลายสายถาม “ยังๆ นั่งเล่นอยู่ที่เลาจน์” ตรัยไม่ได้มาส่งเขา อันที่จริงไม่ได้มีใครมาส่งที่สนามบินนานแล้ว เพราะจตุรวัชรเดิน ทางไปทำงานต่างประเทศอยู่เนืองๆจนเป็นเรื่องชินชาของทุกคน แต่ถึงอย่างนั้นแม่และพ่อก็จะ คอยเอาพระเครื่องหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาแอบซุกในกระเป๋าถือของเขาอยู่ดี “เฮียมีอะไรรึเปล่า” “ระวังนะ เปิดม่านเฟิร์สต์คลาสไปปั๊บ เจอชีคยิ้มร่า อ้าแขนรอให้สี่โผซบอก” “สัสเหอะ” พี่ชายหัวเราะเสียงลั่น คงสาแก่ใจที่ทำให้น้องชายตกใจขนาดสบถคำหยาบอย่างที่ไม่ ค่อยได้ทำ “สี่เดินทางดีๆนะ ระมัดระวังตัวเองด้วย” อีกฝ่ายเปลี่ยนไปกล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุม คนฟังตั้งการ์ดรอเต็มที่ ระแวดระวังในใจว่าคราวนี้จะเล่นมุกอะไรมาอีก “ถึงประเทศทางโน้นจะไม่มีปัญหาสู้รบ แต่ข้างเคียงไม่ใกล้ไม่ไกลมันก็มีอยู่ ไปในฐานะ แขกของชีคท่านก็จริง แต่ยังไงก็ให้ติดต่อและรายงานความเคลื่อนไหวกับสถานทูตไว้ตลอดนะ สี่” น้องชายเบิกตาที่มีอยู่น้อยนิด ก่อนยิ้มกว้างกับตัวเอง โดยไม่รู้ว่ามีผู้โดยสารคนอื่นลอบ มองอยู่ด้วยความสนอกสนใจ “ขอบคุณครับเฮีย เฮียเองก็ไปฮันนีมูนให้สนุกนะครับ ขอของฝากเป็นหลานได้มั้ยอะ”


“จะพยายามนะ” “ถามแพนยังอะ” เสียงหวานแทรกเข้ามาจากอีกฝั่งของสายสนทนา “โธ่ ก็คุยกันแล้วไงเล่า” จตุรวัชรปล่อยก๊ากเมื่อได้ยินเสียงพี่ชายออดอ้อนภรรยา ก่อนเขาจะกล่าวยกโทรศัพท์ให้ เธอ “สี่---” เธอเรียกลากเสียงยาว “สี่ไปดีมาดีนะ ถ่ายรูปมาฝากหน่อยสิ อยากรู้ว่าทะเล ทรายเป็นยังไง” “มีทรายเยอะ” “รู้ย่ะ” อีกฝ่ายแว้ดใส่ “ถ้าทรายน้อยๆเขาคงเรียกบ่อทรายแล้ว วุ้ย ไม่พูดละ คืนสายให้ พี่ตรัยละ” “ขอพี่คุยกับไอ้สี่ต่อหน่อย” ตรัยบอกอนุตดา “นอกจากหลาน อยากได้อะไรจากยุโรป หรืออเมริกาไหม” “ไม่อะเฮีย ถ่ายรูปมาเยอะๆก็แล้วกัน เฮียกับแพนถ่ายรูปสวย สี่ชอบ” “เนี่ย เอากล้องไปกันคนละตัว กล้องใครกล้องมัน น้ำหนักกระเป๋าจะเกินเพราะพกเลนส์ นี่แหละ” จตุรวัชรหัวเราะ “ไม่ได้เจอเฮียนานเลยซี่ คิดถึงเลย” “เพิ่งนึกรักพี่ชายหรือไง” “รักสเต๊กที่พี่ชายทำให้กิน” “แหม่ พูดตรง” อีกฝ่ายหัวเราะหึๆในคอ “สี่น่ารักเหมือนพระเอกวรรณคดีในหนังสือที่ เอาของแพนมาอ่านเลย” พี่ชายชมเสียงหวานกว่าปกติ จตุรวัชรรู้อยู่ว่าอดีตนักเรียนนอกตั้งแต่เด็กอย่างพี่ชายไม่ค่อยได้อ่านพวกนิทานหรือ วรรณคดี ช่วงนี้เกิดสนใจตามภรรยา เลยกลายเป็นเด็กวัยเรียนรู้ตอนอายุจะสี่สิบรอมร่อ “ใคร พระสังข์เหรอ รูปทองผ่องอำไพ” เขาตอบเพราะนึกออกอยู่คนเดียวที่รูปลักษณ์ถูกจริต “ควายชื่อทรพี” จตุรวัชรหน้ามุ่ย ยิ่งได้ยินเสียงพี่สะใภ้หัวเราะเสียงดังลั่นแทรกเข้ามา ก็อยากจะเบะปาก ให้เป็นกราฟพาราโบล่าคว่ำให้ทั้งสองได้เห็น “ใช่ซี้...ทำร้ายเราได้ทำร้ายเราไป” “ล้อเล่นน่า” พี่ชายปลอบ “สี่ ตอนที่เฮียยังไม่กลับมา ฝากคุยเรื่องบ้านให้เฮียด้วยนะ” “สี่จัดการให้น่า คุยกันรู้เรื่องแน่ สี่เรียนภาษาไทยมาหลายปีแล้วนะ” เขาอาสาอย่าง เต็มใจ “เรานี่นะ...” “เที่ยวให้สบายใจเหอะ เดี๋ยวเครียดแล้วสี่ไม่ได้หลาน แย่เลย”


“งั้นเฮียไม่มีอะไรแล้ว ไปดีมาดี บุญรักษานะ” “อู้หู อวยพรได้แก่มาก” “เออ” จตุรวัชรวางสายจากพี่ชาย มองรูปครอบครัวที่ตั้งเป็นหน้าจอโทรศัพท์แล้วอดยิ้มกว้าง ไม่ได้ ย่าเพียงจิตต์ของเขานั่งอยู่ตรงกลาง แขนซ้ายโอบอนุตดาหลานสะใภ้คนโปรด ส่วนตรัยผู้ เป็นสามียืนใกล้ แขนขวาของย่าวางบนไหล่ของเขาที่ซบอยู่กับตัก พ่อและแม่ยืนอยู่เบื้องหลัง ขนาบด้วยพัชรเบญจ์พร้อมสามีซึ่งอุ้มเหลนคนล่าสุดของตระกูลเอาไว้ อีกข้างของพ่อคือทวิหรือ พี่วิ ลูกชายคนรองและภรรยาชาวอเมริกันกับลูกชายลูกสาว เป็นภาพครอบครัวภาพใหญ่ที่ดู คล้ายกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ที่ดูจะแตกแขนงไปเรื่อยๆอย่างมั่นคง ‘บ้าน’ ที่จตุรวัชรถอดกล่องดวงใจฝากเอาไว้ก็คือคนเหล่านี้ ไม่ใช่ใครเพียงคนใดคนหนึ่ง เสียงเรียกผู้โดยสารให้ขึ้นเครื่องดังขึ้น พร้อมกับเจ้าหน้าที่ซึ่งส่งยิ้มหวานรอไหว้ส่งแขก จตุรวัชรหยิบสายหนังของกระเป๋าบาเลนเซียกาสีข้าวโอ๊ตพาดสะพายเฉียง เขาเก็บโทร ศัพท์สมุดสเก็ตช์และปากกาลงไปในกระเป๋า แล้วจึงลุกยืนเดินตรงไปยังทางที่จะพาเขาไปยัง เครื่องบิน เป้าหมายการเดินทางในครั้งนี้อาจจะมีเรื่องน่าตื่นเต้นให้เขาดีใจจนเส้นเลือดฝอย เต้นเป็นจังหวะระบำหน้าท้อง แต่เขามั่นใจยิ่งกว่าว่าทั่วทั้งสรรพางค์กายคงสั่นระริกเมื่อเท้าเขา ได้เหยียบแผ่นดินอันเป็น ‘บ้านเกิด’ อีกครั้ง ขอเวลาไปทำงานไม่นานนัก แล้วเขาจะกลับมา

! !

♥ โปรดติดตามความแรดของ สี่ – จตุรวัชร ได้ใน “ดุจเรือนใจ” เร็วๆนี้


วาดรักในเรือนใจ ตอนพิเศษ ดุจเรือนใจ (สวัสดีปีใหม่ 2014)