Issuu on Google+

1

คอมพิวเตอร์ และระบบคอมพิวเตอร์ ประวัติของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ที่เราใช้กนั อยูท่ ุกวันนี้ เป็ นผลมาจากการประดิษฐ์คิดค้นเครื่ องมือในการคำานวณซึ่งมี วิวฒั นาการนานมาแล้ว เริ่ มจากเครื่ องมือในการคำานวณเครื่ องแรกคือ "ลูกคิด" (Abacus) ที่สร้างขึ้นใน ประเทศจีน เมื่อประมาณ 2,000-3,000 ปี มาแล้ว จนกระทัง่ ในปี พ.ศ. 2376 นักคณิ ตศาสต์ชาวอังกฤษ ชื่อ ชาร์ ล แบบเบจ (Charles Babbage) ได้ประดิษฐ์เครื่ องวิเคราะห์ (Analytical Engine) สามารถคำานวณค่า ของตรี โกณมิติ ฟังก์ชนั่ ต่างๆ ทางคณิตศาสตร์ การทำางานของเครื่ องนี้ แบ่งเป็ น 3 ส่ วน คือ ส่ วนเก็บข้อมูล ำ นฟันเฟื อง มีขอ้ มูลอยูใ่ นบัตรเจาะรู คำานวณ ส่ วนคำานวณ และส่วนควบคุม ใช้ระบบพลังเครื่ องยนต์ไอน้าหมุ ได้โดยอัตโนมัติ และเก็บข้อมูลในหน่วยความจำา ก่อนจะพิมพ์ออกมาทางกระดาษ หลักการของแบบเบจนี้ เองที่ได้นาำ มาพัฒนาสร้างเครื่ องคอมพิวเตอร์ สมัยใหม่ เราจึงยกย่องให้แบบเบจเป็ น บิดาแห่ งเครื่ อง คอมพิวเตอร์ หลังจากนั้นเป็ นต้นมา ได้มีผปู้ ระดิษฐ์เครื่ องคอมพิวเตอร์ ข้ ึนมามากมายหลายขนาด ทำาให้เป็ นการ เริ่ มยุคของคอมพิวเตอร์อย่างแท้จริ ง โดยสามารถจัดแบ่งคอมพิวเตอร์ ออกได้เป็ น 5 ยุค ยุคที่หนึ่ง (First Generation Computer) พ.ศ. 2489-2501 ยุคที่สอง (Second Generation Computer) พ.ศ. 2502-2506 ยุคที่สาม (Third Generation Computer) พ.ศ. 2507-2512 ยุคที่ สี่ (Fourth Generation Computer) พ.ศ. 2513-2532 ยุคที่หา้ (Fifth Generation Computer) พ.ศ. 2533 จนถึงปั จจุบนั ยุคที่หนึ่ง (First Generation Computer) พ.ศ. 2489-2501 เป็ นการประดิษฐ์เครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่มิใช่เครื่ องคำานวณ โดยเมาช์ลีและเอ็กเคอร์ ต (Mauchly and Eckert) ได้ นำำ แนวควำมคิดนั้นมำประดิษฐ์ เป็ นเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่มีประสิ ทธิ ภำพมำกเครื่ องหนึ่งเรี ยก ว่ ำ ENIAC (Electronic Numericial Integrator and Calculator) ซึ่ งต่ อมำได้ ทำำ กำรปรั บปรุ งกำรทำำงำนของ เครื่ องคอมพิวเตอร์ ให้ มีประสิ ทธิ ภำพดียิ่งขึน้ และได้ ประดิษฐ์ เครื่ อง UNIVAC (Universal Automatic Computer) ขึน้ เพื่อใช้ ในกำรสำำรวจสำำมะโนประชำกรประจำำปี จึ งนับได้ ว่ำ UNIVAC เป็ นเครื่ อง คอมพิวเตอร์ เครื่ องแรกของโลกที่ถูกใช้ งำนในเชิ งธุรกิจ ซึ่ งนับเป็ นกำรเริ่ มของเครื่ องคอมพิวเตอร์ ในยุคแรก อย่ ำงแท้ จริ ง เครื่ องคอมพิวเตอร์ ในยุคนีใ้ ช้ หลอดสุญญำกำศในกำรควบคุมกำรทำำงำนของเครื่ อง ซึ่ งทำำงำน

1


2

ได้ อย่ ำงรวดเร็ ว แต่ มีขนำดใหญ่ มำกและรำคำแพง ยุคแรกของคอมพิวเตอร์ สิ้นสุดเมื่อมีผ้ ปู ระดิษฐ์ ทรำนซิ สเตอร์ มำใช้ แทนหลอดสูญญำกำศ ลักษณะเฉพาะของเครื่ องคอมพิวเตอร์ยคุ ที่ 1 1.ใช้อุปกรณ์ หลอดสุญญากาศ (Vacuum Tube) เป็ นส่ วนประกอบหลัก ทำำให้ ตัวเครื่ องมีขนำดใหญ่ ใช้ พลังงำนไฟฟ้ ำมำก และเกิดควำมร้ อนสูง 2.ทำางานด้วยภาษาเครื่ อง (Machine Language) เท่ ำนั้น 3.เริ่ มมีการพัฒนาภาษาสัญลักษณ์ (Assembly / Symbolic Language) ขึน้ ใช้ งำน ยุคที่สอง (Second Generation Computer) พ.ศ. 2502-2506 มีการนำาทรานซิสเตอร์ มำใช้ ในเครื่ องคอมพิวเตอร์ จึงทำำให้ เครื่ องมีขนำดเล็กลง และสำมำรถเพิ่ม ประสิ ทธิ ภำพในกำรทำำงำนให้ มีควำมรวดเร็ วและแม่ นยำำมำกยิ่งขึน้ นอกจำกนี ้ ในยุคนีย้ งั ได้ มีกำรคิ ดภำษำ เพื่อใช้ กับเครื่ องคอมพิวเตอร์ เช่ น ภำษำฟอร์ แทน (FORTRAN) จึ งทำำให้ ง่ำยต่ อกำรเขียนโปรแกรมสำำหรั บใช้ กับเครื่ อง ลักษณะเฉพาะของเครื่ องคอมพิวเตอร์ยคุ ที่ 2 1.ใช้อุปกรณ์ ทรานซิสเตอร์ (Transistor) ซึ่ งสร้ ำงจำกสำรกึ่งตัวนำำ (Semi-Conductor) เป็ นอุปกรณ์ หลัก แทนหลอดสุญญำกำศ เนื่องจำกทรำนซิ สเตอร์ เพียงตัวเดียว มีประสิ ทธิ ภำพในกำรทำำงำนเที ยบเท่ ำหลอด สุญญำกำศได้ นับร้ อยหลอด ทำำให้ เครื่ องคอมพิวเตอร์ ในยุคนีม้ ีขนำดเล็ก ใช้ พลังงำนไฟฟ้ ำน้ อย ควำมร้ อน ต่ำ ำ ทำำงำนเร็ ว และได้ รับควำมน่ ำเชื่ อถือมำกยิ่งขึน้ 2.เก็บข้อมูลได้ โดยใช้ส่วนความจำาวงแหวนแม่เหล็ก (Magnetic Core) 3.มีความเร็ วในการประมวลผลในหนึ่งคำาสัง่ ประมาณหนึ่งในพันของวินาที (Millisecond : mS) 4.สัง่ งานได้สะดวกมากขึ้น เนื่องจากทำางานด้วยภาษาสัญลักษณ์ (Assembly Language) 5.เริ่ มพัฒนาภาษาระดับสูง (High Level Language) ขึ้นใช้งานในยุคนี้

2


3

ยุคที่สาม (Third Generation Computer) พ.ศ. 2507-2512 คอมพิวเตอร์ในยุคนี้ เริ่ มต้นภายหลังจากการใช้ทรานซิสเตอร์ ได้เพียง 5 ปี เนื่องจากได้มีการ ประดิษฐ์คิดค้นเกี่ยวกับวงจรรวม (Integrated-Circuit) หรื อเรี ยกกันย่อๆ ว่า "ไอซี" (IC) ซึ่งไอซีน้ ีทาำ ให้ส่วน ประกอบและวงจรต่างๆ สามารถวางลงได้บนแผ่นชิป (chip) เล็กๆ เพียงแผ่นเดียว จึงมีการนำาเอาแผ่นชิปมา ใช้แทนทรานซิสเตอร์ทาำ ให้ประหยัดเนื้ อที่ได้มาก นอกจากนี้ยงั เริ่ มมีการใช้งานระบบจัดการฐานข้อมูล (Data Base Management Systems : DBMS) และมีการพัฒนาเครื่ องคอมพิวเตอร์ ให้สามารถทำางานร่ วมกัน ได้หลายๆ งานในเวลาเดียวกัน และมีระบบที่ผใู ้ ช้สามารถโต้ตอบกับเครื่ องได้หลายๆ คน พร้อมๆ กัน (Time Sharing) ลักษณะเฉพำะของเครื่ องคอมพิวเตอร์ ยคุ ที่ 3 1.ใช้อุปกรณ์ วงจรรวม (Integrated Circuit : IC) หรื อ ไอซี และวงจรรวมสเกลขนำดใหญ่ (Large Scale Integration : LSI) เป็ นอุปกรณ์ หลัก 2.ความเร็ วในการประมวลผลในหนึ่งคำาสัง่ ประมาณหนึ่งในล้านของวินาที (Microsecond : mS) (สูงกว่ ำ เครื่ องคอมพิวเตอร์ ในยุคที่ 1 ประมำณ 1,000 เท่ ำ) 3.ทำางานได้ดว้ ยภาษาระดับสูงทัว่ ไป ยุคที่สี่ (Fourth Generation Computer) พ.ศ. 2513-2532 เป็ นยุคที่นำำ สำรกึ่งตัวนำำมำสร้ ำงเป็ นวงจรรวมควำมจุสูงมำก (Very Large Scale Integrated : VLSI) ซึ่ งสำมำรถย่ อส่ วนไอซี ธรรมดำหลำยๆ วงจรเข้ ำมำในวงจรเดียวกัน และมีกำรประดิษฐ์ ไมโคร โพรเซสเซอร์ (Microprocessor) ขึน้ ทำำให้ เครื่ องมีขนำดเล็ก รำคำถูกลง และมีควำมสำมำรถในกำรทำำงำน สูงและรวดเร็ วมำก จึงทำำให้ มีคอมพิวเตอร์ ส่วนบุคคล (Personal Computer) ถือกำำเนิดขึน้ มำในยุคนี ้ ลักษณะเฉพาะของเครื่ องคอมพิวเตอร์ยคุ ที่ 4 1.ใช้อุปกรณ์ วงจรรวมสเกลขนาดใหญ่ (Large Scale Integration : LSI) และ วงจรรวมสเกลขนำดใหญ่ มำก (Very Large Scale Integration : VLSI) เป็ นอุปกรณ์ หลัก 2.มีความเร็ วในการประมวลผลแต่ละคำาสัง่ ประมาณหนึ่งในพันล้านวินาที (Nanosecond : nS) และพัฒนำ ต่ อมำจนมีควำมเร็วในกำรประมวลผลแต่ ละคำำสั่ง ประมำณหนึ่งในล้ ำนล้ ำนของวินำที (Picosecond : pS)

3


4

ยุคที่ห้า (Fifth Generation Computer) พ.ศ. 2533 จนถึงปัจจุบนั ในยุคนี้ ได้มุ่งเน้นการพัฒนา ความสามารถในการทำางานของระบบคอมพิวเตอร์ และ ความสะดวก สบายในการใช้งานเครื่ องคอมพิวเตอร์ อย่างชัดเจน มีการพัฒนาสร้างเครื่ องคอมพิวเตอร์ แบบพกพาขนาด เล็กขนาดเล็ก (Portable Computer) ขึน้ ใช้ งำนในยุคนี ้ โครงการพัฒนาอุปกรณ์ VLSI ให้ ใช้ งำนง่ ำย และมีควำมสำมำรถสูงขึน้ รวมทั้งโครงกำรวิจัยและพัฒนำเกี่ยว กับ ปั ญญำประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) เป็ นหัวใจของกำรพัฒนำระบบคอมพิวเตอร์ ในยุคนี ้ โดย หวังให้ ระบบคอมพิวเตอร์ มีควำมรู้ สำมำรถวิเครำะห์ ปัญหำด้ วยเหตุผล องค์ประกอบของระบบปัญญาประดิษฐ์ ประกอบด้วย 4 หัวข้อ ได้แก่ 1. ระบบหุ่นยนต์ หรื อแขนกล (Robotics or Robotarm System) คือหุ่นจำาลองร่ างกายมนุษย์ที่ควบคุมการทำางานด้วยเครื่ องคอมพิวเตอร์ มีจุดประสงค์เพื่อให้ทาำ งานแทน มนุษย์ในงานที่ตอ้ งการความเร็ว หรื อเสี่ ยงอันตราย เช่น แขนกลในโรงงานอุตสาหกรรม หรื อหุ่นยนต์กู้ ระเบิด เป็ นต้น 2. ระบบประมวลภำษำพูด (Natural Language Processing System) คือ การพัฒนาให้ระบบคอมพิวเตอร์สามารถสังเคราะห์เสี ยงที่มีอยูใ่ นธรรมชาติ (Synthesize) เพื่อสื่ อความ หมายกับมนุษย์ เช่น เครื่ องคิดเลขพูดได้ (Talking Calculator) หรื อนาฬิกาปลุกพูดได้ (Talking Clock) เป็ นต้น 3. กำรรู้ จำำ เสี ยงพูด (Speech Recognition System) คือ การพัฒนาให้ระบบคอมพิวเตอร์เข้าใจภาษามนุษย์ และสามารถจดจำาคำาพูดของม���ุษย์ได้อย่างต่อเนื่อง กล่าวคือเป็ นการพัฒนาให้เครื่ องคอมพิวเตอร์ ทาำ งานได้ดว้ ยภาษาพูด เช่น งานระบบรักษาความปลอดภัย งานพิมพ์เอกสารสำาหรับผูพ้ ิการ เป็ นต้น 4. ระบบผู้เชี่ ยวชำญ (Expert System) คือ การพัฒนาให้ระบบคอมพิวเตอร์มีความรู ้ รู ้จกั ใช้เหตุผลในการวิเคราะห์ปัญหา โดยใช้ความรู ้ที่มี หรื อ จากประสบการณ์ในการแก้ปัญหาหนึ่ง ไปแก้ไขปั ญหาอื่นอย่างมีเหตุผล ระบบนี้จาำ เป็ นต้องอาศัยฐานข้อมูล (Database) ซึ่งมนุษย์ผมู้ ีความรู้ความสามารถเป็ นผูก้ าำ หนดองค์ความรู ้ไว้ในฐานข้อมูลดังกล่าว เพื่อให้ระบบ 4


5

คอมพิวเตอร์ สามารถวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ได้จากฐานความรู ้น้ นั เช่น เครื่ องคอมพิวเตอร์ วิเคราะห์โรค หรื อ เครื่ องคอมพิวเตอร์ทาำ นายโชคชะตา เป็ นต้น

ความหมายของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ มาจากภาษาละตินว่า Computare ซึ่ งหมายถึง การนับ หรื อ การคำานวณ พจนานุ กรม ฉบับ ราชบัณ ฑิ ต ยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ค วามหมายของคอมพิ ว เตอร์ ไ ว้ว่า "เครื่ อ งอิ เ ล็ก ทรอนิ ก ส์ แ บบ อั ต โนมั ติ ทำา หน้ า ที่ เ หมื อ นสมองกล ใช้ สาำ หรั บ แก้ ปั ญ หาต่ า งๆ ที่ ง่ า ยและซั บ ซ้ อ นโดยวิ ธี ท าง คณิ ตศาสตร์ "คอมพิวเตอร์จึงเป็ นเครื่ องจักรอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ทาำ งานแทนมนุษย์ ในด้านการ คิดคำานวณและสามารถจำาข้อมูล ทั้งตัวเลขและตัวอักษรได้เพื่อการเรี ยกใช้งานในครั้ งต่อไป นอกจากนี้ ยัง สามารถจัดการกับสัญลักษณ์ได้ดว้ ยความเร็ วสู ง โดยปฏิ บตั ิตามขั้นตอนของโปรแกรม คอมพิวเตอร์ ยงั มี ความสามารถในด้านต่างๆ อีกมาก อาทิเช่น การเปรี ยบเทียบทางตรรกศาสตร์ การรับส่ งข้อมูล การจัดเก็บ ข้อมูลในตัวเครื่ องและสามารถประมวลผลจากข้อมูลต่างๆ ได้ ส่ วนประกอบของคอมพิวเตอร์ โดยหลักการแล้ว ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ประกอบไปด้วยอุปกรณ์ที่ทาำ งานตามหน้าที่ 4 ส่ วนด้วยกัน คือ 1.) ส่ วนรับข้อมูล (Input Unit) 2.) ส่ วนประมวลผลข้อมูล (Central Processing Unit) 3.) ส่ วนแสดงผล (Output Unit) 4.) หน่วยความจำา (Memory Unit) 1.ส่ วนรับข้อมูล Input Unit ส่ วนรั บข้ อมูล (Input Unit) เป็ น ส่ วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ที่ ทำำ หน้ ำที่ รับข้ อมูลจำกคน และส่ งต่ อ ข้ อมูลไปยัง หน่ วยประมวลผล(Process Unit) เพื่อทำำกำรประมวลผลต่ อไป รู ปแบบกำรส่ งข้ อมูลจำก อุปกรณ์ รับข้ อมูลจะอยู่ในรู ปของกำรส่ งสัญญำณเป็ นรหั สดิจิตอล (หรื อเป็ นเลข 0 กับ 1) นั่นเองอุปกรณ์ ส่ วนรั บข้ อมูล ได้ แก่ - คีย์บอร์ ด (keyboard) 5


6

- เมำส์ (mouse)

- สแกนเนอร์ (scanner)

- อุปกรณ์ สแกนลำยนิว้ มือ (finger scan)

- ไมโครโฟน(microphone)

6


7

- กล้ องเว็บแคม (webcam)

อุปกรณ์ ใน ส่ วนรั บข้ อมูล ยังมีอีกมำกมำยและสำมำรถจะยังมีเพิ่มตำมขึน้ ไปเรื่ อยๆ ตำมกำรพัฒนำด้ ำน เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ 2.ส่ วนประมวลผลข้อมูล (Central Processing Unit) ส่ วนประมวลผลข้อมูล (Central Processing Unit) เป็ นส่ วนที่ทาำ หน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลที่รับมา จาก ส่ วนรับข้อมูล(Input Unit) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ตอ้ งการ อีกทั้งยังทำาหน้าที่ในการควบคุมการทำางาน ต่างๆ ภายในเครื่ องคอมพิวเตอร์

3.หน่ วยแสดงผล (Output Unit) หน่ วยแสดงผล (Output Unit) เป็ นหน่วยที่แสดงผลลัพธ์ที่มาจากการประมวลผลข้อมูล ของส่ วนประมวล ผลข้อมูล โดยปกติรูปแบบของการแสดงผล มีอยู่ 2 แบบ ด้วยกันคือ แบบที่สามารถเก็บไว้ดูภายหลังได้ และ แบบที่ไม่มีสาำ เนาเก็บไว้

7


8

- แบบที่สามารถเก็บไว้ดูภายหลังได้ เช่น เครื่ องพิมพ์ (Printer) และ เครื่ องวาด (Plotter)

เครื่องพิมพ์ (Printer)

เครื่องวาด (Plotter)

- แบบทีไ่ ม่มีสำาเนาเก็บไว้ เช่น จอภาพ(Monitor) , เครื่ องฉายภาพ(LCD Projector) และ ลำาโพง (Speaker)

จอภาพ (monitor)

8


9

เครื่องฉายภาพ (LCD Projector)

4.หน่ วยความจำา (Memory Unit) หน่ วยความจำา (Memory Unit) อุปกรณ์เก็บสถานะข้อมูลและชุดคำาสัง่ เพื่อการประมวลผลของ คอมพิวเตอร์ แบ่งได้เป็ น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ หน่วยความจำาชัว่ คราวและหน่วยความจำาถาวร

- หน่ วยความจำาชั่วคราว คือ แรม (RAM: Random Access Memory)เป็ นหน่วยความจำาที่ใช้ขณะ คอมพิวเตอร์ ทาำ งาน ข้อมูลและชุดคำาสัง่ จะหายไปทุกครั้งที่เราปิ ดเครื่ อง

RAM

- หน่ วยความจำาถาวรหรื อ หน่วยความจำาหลัก ได้แก่ ฮาร์ ดดิสก์ Hard Disk ที่ใช้ในการเก็บข้อมูล และ รอม (ROM: Read Only Memory) ที่ใช้ในการเก็บค่าไบออส หน่วยความจำาถาวรจะใช้ในการเก็บข้อมูลของ เครื่ องคอมพิวเตอร์และจะไม่สูญหายเมื่อปิ ดเครื่ อง 9


10

Harddisk

ประโยชน์ ของคอมพิวเตอร์ จากการที่คอมพิวเตอร์ มีลกั ษณะเด่นหลายประการ ทำาให้ถูกนำามาใช้ประโยชน์ต่อการดำาเนิ นชีวิต ประจำา วันในสังคมเป็ นอย่างมาก ที่พบเห็นได้บ่อยที่ สุดก็คือ การใช้ในการพิมพ์เอกสารต่างๆ เช่น พิมพ์ จดหมาย รายงาน เอกสารต่างๆ ซึ่งเรี ยกว่างานประมวลผล ( word processing ) นอกจากนี้ ยงั มีการประยุกต์ ใช้คอมพิวเตอร์ในด้านต่างๆ อีกหลายด้าน ดังต่อไปนี้ 1. งานธุรกิจ เช่น บริ ษทั ร้านค้า ห้างสรรพสิ นค้า ตลอดจนโรงงานต่างๆ ใช้คอมพิวเตอร์ ในการทำา บัญชี งานประมวลคำา และติดต่อกับหน่วยงานภายนอกผ่านระบบโทรคมนาคม นอกจากนี้งาน อุตสาหกรรม ส่วนใหญ่กใ็ ช้คอมพิวเตอร์ มาช่วยในการควบคุมการผลิต และการประกอบชิ้นส่ วน ของอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โรงงานประกอบรถยนต์ ซึ่งทำาให้การผลิตมีคุณภาพดีข้ ึนบริ ษทั ยังสามารถ รับ หรื องานธนาคาร ที่ให้บริ การถอนเงินผ่านตูฝ้ ากถอนเงินอัตโนมัติ ( ATM ) และใช้คอมพิวเตอร์ คิดดอกเบี้ยให้กบั ผูฝ้ ากเงิน และการโอนเงินระหว่างบัญชี เชื่อมโยงกันเป็ นระบบเครื อข่าย 2. งานวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และงานสาธารณสุ ข สามารถนำาคอมพิวเตอร์ มาใช้ในนำามาใช้ในส่ วน ของการคำานวณที่ค่อนข้างซับซ้อน เช่น งานศึกษาโมเลกุลสารเคมี วิถีการโคจรของการส่ งจรวดไป สู่อวกาศ หรื องานทะเบียน การเงิน สถิติ และเป็ นอุปกรณ์สาำ หรับการตรวจรักษาโรคได้ ซึ่งจะให้ ผลที่แม่นยำากว่าการตรวจด้วยวิธีเคมีแบบเดิม และให้การรักษาได้รวดเร็ วขึ้น 3. งานคมนาคมและสื่ อสาร ในส่วนที่เกี่ยวกับการเดินทาง จะใช้คอมพิวเตอร์ ในการจองวันเวลา ที่นงั่ ซึ่งมีการเชื่อมโยงไปยังทุกสถานีหรื อทุกสายการบินได้ ทำาให้สะดวกต่อผูเ้ ดินทางที่ไม่ตอ้ งเสี ยเวลา 10


11

รอ อีกทั้งยังใช้ในการควบคุมระบบการจราจร เช่น ไฟสัญญาณจราจร และ การจราจรทางอากาศ หรื อในการสื่ อสารก็ใช้ควบคุมวงโคจรของดาวเทียมเพื่อให้อยูใ่ นวงโคจร ซึ่งจะช่วยส่ งผลต่อการส่ ง สัญญาณให้ระบบการสื่ อสารมีความชัดเจน 4. งานวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม สถาปนิกและวิศวกรสามารถใช้คอมพิวเตอร์ ในการออกแบบ หรื อ จำาลองสภาวการณ์ ต่างๆ เช่น การรับแรงสัน่ สะเทือนของอาคารเมื่อเกิดแผ่นดินไหว โดย คอมพิวเตอร์จะคำานวณและแสดงภาพสถานการณ์ใกล้เคียงความจริ ง รวมทั้งการใช้ควบคุมและ ติดตามความก้าวหน้าของโครงการต่างๆ เช่น คนงาน เครื่ องมือ ผลการทำางาน 5. งานราชการ เป็ นหน่วยงานที่มีการใช้คอมพิวเตอร์ มากที่สุด โดยมีการใช้หลายรู ปแบบ ทั้งนี้ข้ ึนอยู่ กับบทบาทและหน้าที่ของหน่วยงานนั้นๆ เช่น กระทรวงศึกษาธิ การ มีการใช้ระบบประชุมทางไกล ผ่านคอมพิวเตอร์ , กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ได้จดั ระบบเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ตเพื่อ เชื่อมโยงไปยังสถาบันต่างๆ , กรมสรรพากร ใช้จดั ในการจัดเก็บภาษี บันทึกการเสี ยภาษี เป็ นต้น 6. การศึกษา ได้แก่ การใช้คอมพิวเตอร์ ทางด้านการเรี ยนการสอน ซึ่งมีการนำาคอมพิวเตอร์ มาช่วยการ สอนในลักษณะบทเรี ยน CAI หรื องานด้านทะเบียน ซ���่งทำาให้สะดวกต่อการค้นหาข้อมูลนักเรี ยน การเก็บข้อมูลยืมและการส่งคืนหนังสื อห้องสมุด ระบบคอมพิวเตอร์ ในการใช้คอมพิวเตอร์ทาำ งานแล้วให้ได้ผลลัพธ์ออกมาตามความต้องการของผูใ้ ช้งานนั้น ย่อมต้อง มีองค์ประกอบที่เรี ยกว่าระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ระบบคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วยอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์หลายประเภททำางานร่ วมกันโดยมีคาำ สัง่ หรื อที่เรี ยกว่าโปรแกรมเป็ นตัวสัง่ การให้อุปกรณ์ เหล่านั้นทำางานได้ตามที่มนุษย์ตอ้ งการ องค์ ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถทำางานอย่างมีประสิ ทธิ ภาพจะประกอบด้วยส่ วนสำาคัญ 4 ส่ วนดังนี้ 1.ฮาร์ ดแวร์ (Hardware)หรื อส่วนเครื่ อง 2.ซอฟต์แวร์ (Software)หรื อส่วนชุดคำาสัง่ 3.ข้อมูล(Data) 4.บุคลากร(People) 11


12

ฮาร์ ดแวร์ (hardware) หมำยถึง อุปกรณ์ ต่ำงๆ ที่ ประกอบขึน้ เป็ นเครื่ องคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็ น โครงร่ ำงสำมำรถมองเห็นด้ วยตำและสั มผัสได้ (รู ปธรรม) เช่ น จอภำพ คี ย์บอร์ ด เครื่ องพิ มพ์ เมำส์ เป็ นต้ น ซึ่ งสำมำรถแบ่ งออกเป็ นส่ วนต่ ำงๆ ตำมลักษณะกำรทำำงำน ได้ 4 หน่ วย คือ หน่ วยประมวลผลกลำง (Central Processing Unit : CPU) หน่ วยรั บข้ อมูล (Input Unit) หน่ วยแสดงผล (Output Unit) หน่ วยเก็บข้ อมูลสำำรอง (SecondaryStorage)โ ด ย อุ ป ก ร ณ์ แ ต่ ล ะ ห น่ ว ย มี ห น้ ำ ที่ ก ำ ร ทำำ ง ำ น แ ต ก ต่ ำ ง กั น ดั ง นี ้ 1.หน่ วยประมวลผลกลำง(CPU) หน่ ว ยประมวลผลกลาง(CPU:CentralProcessingUnit)หรื อมั ก จะเรี ยกอี ก อย่ ำ งหนึ่ ง ว่ ำ ไมโคร โปรเซสเซอร์ มีหน้ ำที่ ในกำรประมวลผลข้ อมูล ในลักษณะของกำรคำำนวณและเปรี ยบเที ยบ โดยจะทำำงำน ตำมจังหวะเวลำที่แน่ นอน เรี ยกว่ ำสัญญำณ Clock เมื่อมีกำรเคำะจังหวะหนึ่งครั้ ง ก็จะเกิดกิจกรรม 1 ครั้ ง เรำ เรี ยกหน่ วย ที่ ใช้ ในกำรวัดควำมเร็ วของซี พียูว่ำ “เฮิ ร์ท”(Herzt) หมำยถึ งกำรทำำ งำนได้ กี่ครั้ งในจำำ นวน 1 วิ นำที เช่ น ซี พียู Pentium4 มีควำมเร็ ว 2.5 GHz หมำยถึ งทำำ งำนเร็ ว 2,500 ล้ ำนครั้ ง ในหนึ่ งวิ นำที กรณี ที่ สั ญญำณ Clock เร็ วก็จะทำำให้ คอมพิวเตอร์ เครื่ องนั้น มีควำมเร็ วสู งตำมไปด้ วย ซี พียทู ี่ ทำำ งำนเร็ วมำก รำคำก็ จะแพงขึน้ มำกตำมไปด้ วย กำรเลือกซื ้อจะต้ องเลือกซื ้อให้ เหมำะสมกับงำนที่ ต้องกำรนำำไปใช้ เช่ นต้ องกำร นำำไปใช้ งำนกรำฟิ กส์ ที่ มีกำรประมวลผลมำก จำำเป็ นที่ จะต้ องใช้ เครื่ องที่ มีกำรประมวลผลได้ เร็ ว ส่ วนกำร พิมพ์ รำยงำนทั่วไปใช้ เครื่ องที่ควำมเร็ว 100 MHz ก็เพียงพอแล้ ว 2.ห

น่

รั

ข้

มู

(InputUnit)

หน่วยป้ อนข้อมูล (Input Unit) ทำาหน้าที่ในการป้ อนข้อมูลเข้าสู่เครื่ องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ที่ทาำ หน้าที่ ในการป้ อนข้อมูล เข้าสู่ เครื่ องคอมพิวเตอร์ ได้แก่ แป้ นพิมพ์ สำาหรับพิมพ์ตวั อักษรและอักขระต่าง ๆ เมาส์ สำา หรั บคลิกสั่งงานโปรแกรม สแกนเนอร์ สาำ หรั บสแกนรู ปภาพ จอยสติ๊ก สำา หรั บเล่นเกมส์ ไมโครโฟน สำาหรับพูดอัดเสี ยง และกล้องดิจิตอลสำาหรับถ่ายภาพ และนำาเข้าไปเก็บไว้ ในดิสก์ของเครื่ องคอมพิวเตอร์ เพื่อนำาไปใช้งานต่อไป 3.ห

น่

(OutputUnit)

หน่วยแสดงผล (Output Unit) มีหน้าที่ในการแสดงผลข้อมูล ที่ผา่ นการประมวลผลในรู ปของ ข้อความ ภาพนิ่ ง ภาพเคลื่อนไหวหรื อ เสี ยง เป็ นต้น อุปกรณ์ ที่ทาำ หน้าที่ ในการแสดงผลได้แก่ จอภาพ (Monitor) สำาหรับแสดงตัวอักษรและรู ปภาพ เครื่ องพิมพ์ (Printer) สำาหรับพิมพ์ขอ้ มูลที่อยูใ่ นเครื่ อง ออกทางกระดาษ พิมพ์ ลำาโพง (Speaker) แสดงเสี ยงเพลงและคำาพูด เป็ นต้น 12


13

4.ห

น่

จำำ

(MemoryUnit)

หน่ ว ยควำมจำำ (Memory Unit) มี หน้ ำ ที่ ใ นกำรจำำ ข้ อ มูล ให้ กับ เครื่ องคอมพิ ว เตอร์ มี อ ยู่ 2 ชนิ ดคื อ หน่ วยควำมถำวร (ROM : Read Only Memory) เป็ นหน่ วยควำมจำำ ที่ สำมำรถจำำ ข้ อมูลได้ ตลอดเวลำ ส่ วน หน่ วยควำมจำำอีกประเภทหนึ่งคื อ หน่ วยควำมจำำชั่วครำว (RAM : Random Access Memory) หน่ วยควำมจำำ ประเภทนี ้ จะจำำข้ อมูลได้ เฉพำะช่ วงที่ มี กำรเปิ ดไฟเข้ ำเครื่ องคอมพิ วเตอร์ เท่ ำนั้น หน่ วยควำมจำำ ชั่ วครำว ถือว่ ำเป็ นหน่ วยควำมจำำหลักภำยในเครื่ อง สำมำรถซื ้อมำติดตั้งเพิ่ มเติมได้ เรี ยกกันทั่วไปคื อหน่ วยควำมจำำ แรม ที่ ใช้ ในปั จจุบันคือ แรมแบบ SDRAM , RDRAM เป็ นต้ น 5.ห

น่

ก็ บ

ข้

มู

สำำ

(SecondaryStorage)

หน่ วยควำมจำำสำำรองคื ออุปกรณ์ ที่ทำำ หน้ ำที่ เก็บข้ อมูลไว้ ใช้ ในโอกำสต่ อไป เนื่ องจำกหน่ วยควำมจำำ แรม จำำ ข้ อมูลได้ เฉพำะช่ วงที่ มีกำรเปิ ดไฟ เข้ ำเครื่ องคอมพิ วเตอร์ เท่ ำนั้น ถ้ ำต้ องกำรเก็บข้ อมูลไว้ ใช้ ใน โอกำสต่ อไป จะต้ องบันทึกข้ อมูลลงในหน่ วยควำมจำำสำำรอง ซึ่ งหน่ วยควำมจำำสำำรองมีอยู่หลำยชนิดด้ วยกัน แต่ มีนิยมใช้ กันทั่วไปคือ ฮำร์ ดดิสก์ ดิสก์ ไดร์ ฟ ซี ดีรอม ดีวีดีรอม ทัมท์ ไดร์ ฟ เป็ นต้ น อุปกรณ์ ประมวลผล ( Process Device) อุปกรณ์ประมวลผล ทำาหน้าที่ในการควบคุมการทำางานของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่ งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ ก า ร ป ร ะ ม ว ล ผ ล จ ะ ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย - ซี พียู ( CPU - Central Processing Unit) เป็ นอุ ป กรณ์ ห ลักในการประมวลผลภายในคอมพิ ว เตอร์ มีหน้าที่ควบคุมและประมวล ผลจากอุปกรณ์นาำ ข้อมูลเข้า ( Input Device) แล้วส่ งผลลัพธ์ออกไปยังอุปกรณ์ แสดงผล ( Output Device)

ที่มา : http://www.adslcool.com/computer/viewrecord.php?id=104

13


14

- หน่ วยความจำา หลัก ( Primary Storage)มี หน้าที่ในการเก็บข้อมูลหรื อชุ ดคำา สั่ง หน่ วยความจำา หลัก แ บ่ ง อ อ ก เ ป็ น 2ป ร ะ เ ภ ท 1. หน่ ว ยความจำา แบบ Rom (Read Only Memory) เป็ นหน่ วยความจำา ที่ ไม่จาำ เป็ นต้อ งใช้ไ ฟเลี้ ย ง ข้อมูลหรื อชุดสัง่ ก็จะไม่สูญหาย ( non-volatile Memory) เช่น โปรแกรม ไบออส

ที่มา : http://zonehardwares.siam108site.com/mainmemory1.html 2. หน่วยความจำาแบบ Ram (Random Access Memory) เป็ นหน่วยความจำา ที่ตอั งอาศัยกระแสไฟฟ้ า เลี้ยง ข้อมูลไม่สูญหาย (Volatile Memory)

ที่มา : http://www.fm100cmu.com/blog/IT/content.php?id=720

- เมนบอร์ ด ( Main Board) เป็ นแผงวงจรต่อเชื่อมอุปกรณ์ การทำางานทั้งหมดของคอมพิวเตอร์ ภายใน เมนบอร์ ด จะมี เส้นแผงวงจรเป็ นเส้นทองแดง เรี ยกว่า บัส เพื่อใช้ในการส่ งสัญญาณไฟฟ้ าระหว่างอุปกรณ์ ต่างๆ ภายในเครื่ อง ให้สามรถทำางานร่ วมกันได้

14


15

ที่มา : http://www.overclockzone.com/spin9/review/mainboard/gigabyte/965p-dq6-pv

- ชิปเซต ( Chip Set) ทำาหน้าที่เป็ นตัวกลางประสานงานการทำางาน

ที่มา : http://mail.vcharkarn.com/vblog/17896/4

หน่ วยเก็บข้ อมูลสำารอง ( Secondary Storage ) เ

ม่

ล็

(MegneticTape)

เป็ นหน่ วยเก็บข้ อมูลที่ ใช้ กันมำนำนตั้งแต่ คอมพิ วเตอร์ ยุคที่ หนึ่ งและยุคที่ สอง ปั จจุบันได้ รับควำมนิ ยม 15


16

น้ อ ยลง เทปแม่ เ หล็กมี ห ลักกำรทำำ งำนคล้ ำ ยเทปบั น ทึ ก เสี ย ง แต่ เ ปลี่ ย นจำกกำรเล่ น (play) และบั น ทั ก (record) เป็ นกำรอ่ ำน (read) และเขียน (write) แทน ในเครื่ องเมนเฟรมเทปที่ ใช้ จะเป็ นแบบม้ วนเทป (reelto-reel) ซึ่ งเป็ นวงล้ อขนำดใหญ่ ในเครื่ องมินิคอมพิวเตอร์ จะใช้ คำร์ ทริ ดจ์ เทป (cartidege tape) ซึ่ งมีลกั ษณะ คล้ ำยวี ดีโอเทป ส่ วนในเครื่ องไมโครคอมพิ วเตอร์ จะใช้ ตลับเทป (cassette tape) ซึ่ งมีลักษณะเหมือนเทป เพลง เทปทุกชนิดที่ กล่ ำวมำมีหลักกำรทำำงำนคล้ ำยกับเทปบันทึ กเสี ยง คื อจะอ่ ำนข้ อมูลตำมลำำดับก่ อนหลัง ตำมที่ ได้ บันทึ กไว้ เรี ยกหลักกำรนีว้ ่ ำกำรอ่ ำนข้ อมูลแบบลำำดับ (sequential access) กำรทำำงำนลักษณะนีจ้ ึ ง เป็ นข้ อเสี ยของกำรใช้ เทปแม่ เหล็กบันทึ กข้ อมูล คื อทำำให้ อ่ำนข้ อมูลได้ ช้ำ เนื่ องจำกต้ องอ่ ำนข้ อมูลในม้ วน เทปไปเรื่ อย ๆ จนถึงตำำ แหน่ งที่ ต้องกำร ผู้ใช้ จึงนิ ยมนำำ เทปแม่ เหล็กมำสำำ รองข้ อมูลเท่ ำนั้น ส่ วนข้ อมูลที่ กำำลังใช้ งำนจะถูกเก็บอยู่บนหน่ วยเก็บข้ อมูลแบบ จำนแม่ เหล็ก (Megnetic Disk) เพื่อให้ เรี ยกใช้ ได้ ง่ำย และ นำำเฉพำะข้ อมูลที่ สำำ คัญและไม่ ถูกเรี ยกใช้ บ่อย ๆ มำ เก็บสำำรอง (back up) ไว้ ในเทปแม่ เหล็ก เพื่ อป้ องกัน ก ำ ร สู ญ ห ำ ย ข อ ง ข้ อ มู ล

เครื่ องอ่านเทปแม่เหล็ก เทปแม่ เหล็ก ที่มา : http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/tech04/06/computer/web/web/yook3.htm ข้ อดี ของเทปแม่ เหล็กคื อสำมำรถบันทุก อ่ ำนและลบกี่ ครั้ งก็ได้ รวมทั้งมีรำคำต่ำ ำ นอกจำกนี ย้ ังสำมำรถ บันทึ กข้ อมูลจำำนวนมำก ๆ ได้ อย่ ำงรวดเร็ ว ในสื่ อที่ มีขนำดใหญ่ มำกนัก ควำมจุของเทปแม่ เหล็กจะมีหน่ วย เป็ น ไบต์ ต่อนิ ว้ (byte per inch) หรื อ บีพีไอ (bpi) ซึ่ งหมำยถึงจำำ นวนตัวอักษรที่ เก็บได้ ในเทปยำวหนึ่ งนิ ้ว หรื อเรี ยกได้ อีกอย่ ำงว่ ำควำมหนำแน่ นของเทปแม่ เหล็ก เทปแม่ เหล็กที่ มีควำมหนำแน่ นต่ำ ำ จะเก็บข้ อมูลได้ ประมำณ 1,600 บี พีไ อ ส่ วนเทปแม่ เ หล็กที่ มีค วำมหนำแน่ น สู ง จะเก็บ ข้ อ มูลได้ ป ระมำณ 6,250 บี พีไ อ นอกจำกนี ้ จะมีเทปแม่ เหล็กรุ่ นใหม่ ๆ คื อ DAT (Digital Audio Tape) ซึ่ งขนำดใหญ่ กว่ ำเครดิ ตกำร์ ดเล็ก น้ อย แต่ สำมำรถจุข้อมูลได้ 2 - 5 จิ กะไบต์ และ R-DATs ซึ่ งสำมำรถเก็บข้ อมูลได้ มำกกว่ ำ 14 จิ กะไบต์ บน เทปที่ ยำว 90 เมตร กำรที่ เทปแม่ เหล็กยังคงได้ รับควำมนิ ยมให้ เป็ นสื่ อที่ เก็บสำำรองข้ อมูล ก็เพรำะควำมเร็ ว ควำมจุข้อมูล และรำคำนั่นเอง 16


17

จานแม่ เหล็ก (Megnetic Disk) จานแม่เหล็กสามารถเก็บข้อมูลได้เป็ นจำา นวนมาก และมีคุณสมบัติในการ เข้าถึงข้อมูลโดยตรง (direct access) ไม่จาำ เป็ นต้องอ่านไปตามลำาดับเหมือนเทป จานแม่เหล็กจะต้องใช้คู่กบั ตัวขับจานแม่เหล็ก หรื อดิสก์ไดรฟ์ (disk drive) ซึ่งเป็ นอุปกรณ์สาำ หรับอ่านเขียนจานแม่เหล็ก (มีหน้าที่คล้ายกับเครื่ องเล่นเทป) จานแม่เหล็กเป็ นสื่ อที่ใช้หลักการของการ เข้าถึงข้อมูลแบบสุ่ ม (random-access) นัน่ คือถ้าต้องการข้อมูล ลำาดับที่ 52 หัวอ่านก็จะตรงไปที่ขอ้ มูลนั้นและอ่านข้อมูลนั้นขึ้นมาใช้งานได้ทนั ที ทำาให้มีความเร็ วในการ อ่านและบันทึกที่สูงกว่าเทปมาก หัวอ่านของดิสก์ไดรฟ์ นั้นเรี ยกว่า หัวอ่านและบันทึก (read/write head) เมื่อ ผูใ้ ช้ใส่ แผ่นจานแม่เหล็กเข้าในดิสก์ไดรฟ์ แผ่นจานแม่เหล็กก็จะเข้าไปสวมอยู่ในแกนกลม ซึ่ งเป็ นที่ ยึด สำาหรับหมุนแผ่นจานแม่เหล็ก จากนั้นหัวอ่านและบันทึกก็จะอ่าน อิมพัลล์ของแม่เหล็ก (megnetic inpulse) บนแผ่นจานแม่เหล็กขึ้นมาและแปลงเป็ นข้อมูลส่ งเข้าคอมพิวเตอร์ ต่อไป หัวอ่านและบันทึกสามารถเคลื่อน ย้ายในแนวราบเหสื อผิวหน้าของจานแม่เหล็ก ถ้าใช้จานแม่เหล็กที่มีผิวหน้าต่างกัน ก็ตอ้ งใช้อ่านและบันทึก ต่างชนิดกันด้วย นอกจากนี้ เนื่องจากดิสก์ไดรฟ์ นั้นเป็ นเพียงอุปกรณ์เครื่ องกลชนิดหนึ่งซึ่งอาจเกิดปั ญหาขึ้น ไ ด้ จึ ง จำา เ ป็ น ต้ อ ง มี ก า ร เ ก็ บ สำา ร อ ง ข้ อ มู ล แ ล ะ โ ป ร แ ก ร ม ที่ ใ ช้ อ ย่ า ง ส ม่ าำ เ ส ม อ ก่อนที่จะใช้แผ่นจานแม่เหล็กเก็บข้อมูล จะต้องผ่านขั้นตอนของการ ฟอร์ แมต (format) ก่อนเพื่อเตรี ยม แผ่นจานแม่เหล็กให้พร้อมสำาหรับเครื่ องรุ่ นที่จะใช้งาน (เช่น เครื่ อง PC และ Mac จะมีฟอร์ แมตที่ต่างกันแต่ สามารถใช้แผ่นจานแม่เหล็กรุ่ นเดียวกันได้ ) โดยหัวอ่านและบันทึกจะเขียนรู ปแบบของแม่เหล็กลงบนผิว ของแผ่นจานแม่เหล็ก เพื่อให้การบันทึกข้อมูลลงแผ่นจานแม่เหล็กในภายหลังทำาตามรู ปแบบดังกล่าว การ ฟอร์ แมตผ่านจานบันทึกจัดเป็ นงานพื้นฐานหนึ่งของระบบปฏิบตั ิการคอมพิวเตอร์

ที่มา : http://hardware.arip.co.th/?p=71

ที่ ม า : http://www.thepmitr.ac.th/dept/vkarn/computer/

jubpro/computer/hardware.htm

17


18

ข้อมูลจะถูกบันทึกลงบนจานแม่เหล็กตามรู ปแบบที่ได้ฟอร์ แมตไว้แล้ว คือแบ่งในแนววงกลมรอบแกน หมุนเป็ นหลาย ๆ วง เรี ยกว่า แทรก (Track) แต่ละแทรกจะถูกแบ่งออกในแนวของขนมเค็กเรี ยกว่า เซกเตอร์ (sector) และถ้ามีเซกเตอร์ มากกว่าหนึ่ งเซกเตอร์ รวมกันเรี ยกว่า คลัสเตอร์ (cluster) นอกจากนี้ ในระบบ คอมพิวเตอร์ ส่วนมากจะมีตารางสำาหรับจัดการข้อมูลในแผ่นจานแม่เหล็ก ซึ่งมีหน้าที่เก็บตำาแหน่งแทรกและ เซกเตอร์ ของข้อมูลที่อยู่ภายในจานแม่เหล็ก เรี ยกตารางนี้ ว่า ตารางแฟต (FAT หรื อ File Allocation Table) ซึ่ ง ต า ร า ง นี้ ทำา ใ ห้ ค อ ม พิ ว เ ต อ ร์ ส า ม า ร ถ จั ด ก า ร กั บ ข้ อ มู ล ไ ด้ อ ย่ า ง ร ว ด เ ร็ ว ในปั จจุบนั มีจานแม่เหล็กที่ได้รับความนิ ยมอย่างสู งสุ ดอยู่ 2 ชนิ ด คือ ฟลอปปี้ ดิสก์ (Floppy Disk) และ ฮาร์ ดดิสก์ (Hard Disk) โดยเครื่ องไมโครคอมพิวเตอร์ ที่จาำ หน่านในปั จจุบนั จะมีดิกส์ไดรฟ์ ปละฮาร์ ดดิสก์ติด มาด้วยเสมอ

ปี

ดิ

ก์

ดิ

ก์

ฟ์

ฟลอปปี ดิ สก์ เป็ นแผ่นพลาสติกวงกลม มีขนาด 3.5 นิ้ ว และ 5.25 นิ้ ว (วัดจากเส้นรอบวงของวงกลม) สามารถอ่านได้ดว้ ยดิสก์ไดรฟ์ แผ่นชนิ ด 3.5 นิ้ วเป็ นรุ่ นใหม่กว่าบรรจุอยู่ในพลาสติกแบบแข็ง ส่ วนขนาด 5.25 นิ้วซึ่งไม่ได้รับความนิยมในปัจจุบนั แล้ว จะบรรจุอยูใ่ นพลาสติกที่แข็งกว่าแผ่นดิสเก็ตต์ แต่ยงั สามารถ หักงอได้ เครื่ องไมโครคอมพิวเตอร์ ในปั จจุบนั นี้ จะมีดิสก์ไดรฟ์ หนึ่ งหรื อสองช่องเสมอ ดิสก์ไดรฟ์ มีหน้าที่ สองอย่าง คือ อ่านและบันทึก โดยการอ่านมีหลักการทำางานคล้ายกับการเล่นซี ดีเพลง ส่ วนการบันทึกมีหลัก การทำางานคล้ายกับการบันทึกเสี ยงลงในเทปบันทึกเสี ยง ต่างกันก็ตรงที่ผใู ้ ช้ไม่ตอ้ งกดปุ่ มใด ๆ เมื่อต้องการ บันทึกข้อมูล เพราะโปรแกรมที่ใช้งานจะจัดการให้โดยอัตโนมัติ แผ่นดิสเก็ตต์ จะมี แถบป้ องกันการบันทึก (write-protection) อยู่ด้วย ผูใ้ ช้สามารถเปิ ดแถบนี้ เพื่อห้องกันไม่ให้มีการบันทึ กข้อมูลอื่ นทับไปหรื อลบ ข้อมูลทิ้ง

18


19

ฟลอปปี ดิสก์ (floppy disk)

ดิสก์ไดรฟ์ (disk drive)

ที่มา : http://www.navy34.com/index.php/com-hardware/233-ram-hardware จำานวนข้อมูลที่เก็บอยู่ในแผ่นดิสเก็ตต์ จะขึ้นอยู่กบั ความหนาแน่ นของสารแม่เหล็กบนผิวของแผ่นดิ ส เก็ตต์ โดยสามารถแบ่งออกเป็ น 2 ชนิดคือ ดิสก์ความจุสองเท่า (double density) ซึ่ งจะเก็บข้อมูลได้มากกว่า ดิสก์ที่มีความจุเท่าเดียวที่นิยมใช้ในสมัยก่อน ส่ วนอีกชนิ ดหนึ่ งคือ ดิสก์ความจุสูง (high density) ซึ่ งจะเก็บ ข้อมูลได้มากกว่าดิสก์ที่มีความจุเป็ นสองเท่า และเป็ นดิสก์ที่นิยมใช้งานกันอยูท่ วั่ ไป

ออปติคลั ดิสก์ (OpticalDisk) มีหลักการทำางานคล้ายกับการเล่นซีดี (CD) เพลง คือใช้เทคโนโลยีของแสงเลเซอร์ ทำาให้สามารถเก็บ ข้อมูลได้จาำ นวนมหาศาลในราคาไม่แพงนักในปั จจุบนั จะมีออปติคอลอยูห่ ลายแบบซึ่งใช้เทคโนโลยีที่แตก ต่างกันไป คือ ซีดีรอม (CD-ROM หรื อ Computer Disk Read Only Memory)

19


20

ที่มา : http://www.streesmutprakan.ac.th/teacher/techno/WEB%20_JAN/p07/p7.html

ที่มา : http://www.rmu.ac.th/~bandit/elearning/content/lesson2/203.htm

แผ่นซี ดีรอมจะมีลกั ษณะคล้ายซีดีเพลงมาก สามารถเก็บข้อมูลได้สูงถึง 650 เมตร เมกะไบต์ต่อแผ่น การ ใช้งานแผ่นซี ดีรอมจะต้องมีเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่มีตวั ซี ดีรอมไดร์ ฟ (CD-ROM Drive) ซึ่งจะมีหลายชนิ ดขึ้น กับความเร็ วในการทำางาน ซีดีรอมไดร์ ฟรุ่ นแรกสุ ดนั้นมีความเร็ วในการอ่านข้อมูลที่ 150 กิโลไบต์ต่อวินาที เรี ยกว่ามีความเร็ ว 1 เท่าหรื อ 1x ซีดีรอมไดร์ฟรุ่ นหลัง ๆ จะอ้างอิงความเร็ วในการอ่านข้อมูลจากรุ่ นแรก เช่น ความเร็ ว 2 เท่า (2x) ความเร็ ว 4 เท่า(4x) ไปจนถึง 50 เท่า (50x) เป็ นต้น อุปกรณ์ นำาเข้ าข้อมูล (Input Device) หน่ ว ยรั บ ข้อ มู ล (Input unit ) ทำา หน้ า ที่ ป้ อนคำา สั่ ง เข้า ไป ซึ่ งหน่ ว ยรั บ ข้อ มู ล นี้ เองเปรี ยบเสมื อ น การมองเห็ น ของตา การได้ยิน ของหู การได้ก ลิ่ น ของจมู ก อุ ป กรณ์ Input unit มี ม ากมายหลายหลาย รู ป แ บ บ โ ด ย จ ะ แ บ่ ง อ อ ก เ ป็ น 2 ป ร ะ เ ภ ท ห ลั ก ๆ คื อ 1. หน่ ว ยป��� อนข้อ มู ล เข้า หลัก (Primary Input) คื อ อุ ป กรณ์ ที่ ค อมพิ ว เตอร์ ทุ ก เครื่ องจำา เป็ นต้ อ งมี 2. หน่วยป้ อนข้อมูลเสริ ม (Alternative Input) คืออุปกรณ์ที่จะมีหรื อไม่กไ็ ด้คอมพิวเตอร์ กส็ ามารถทำางาน 20


21

ได้ แ ต่ ถ้ า มี จ ะช่ วยเพิ่ ม ความสามารถในการป้ อนข้ อ มู ล เ ข้ า เ ช่ นการนำา เ ข้ า รู ป เสี ยงเป็ นต้ น ห

น่

ป้

-เ - คียบ์ อร์ ด (Keyboard)

อ ม

ข้

มู

ข้

ห ส์

ลั ก

(PrimaryInput) (Mouse)

ภ า พ อุ ป ก ร ณ์ นำา เ ข้ า เ ม า ส์ แ ล ะ คี ย์ บ อ ร์ ด ที่มา : http://www.rmutphysics.com/CHARUD/oldnews/265/wireless/cp4_2.html

หน่ วยป้อนข้ อมูลเสริม (Alternative input)

สแกนเนอร์ (Scanner) ที่มา :http://www.overclockzone.com/news/information/2008/12/37

21


22

กล้อง(Camera) ที่มา : http://www.arowanacafe.com/webboard/view.php?id=6210

ไมโครโฟน(Microphone) ที่มา : http://www.overclockzone.com/tns/Year2007/11/ASUS_XONAR

ปากกาแสง(Lightpen) ที่มา : http://phung0895gmail.blogspot.com

22


23

จอยสติ๊ก(Joystick) ที่มา : http://krujid.com/joystick.htm อุปกรณ์ แสดงผลลัพธ์ (output device) อุปกรณ์แสดงผลลัพธ์ Output Device อุปกรณ์แสดงผลเป็ นอุปกรณ์ของหน่ วยแสดงผล ทำาหน้าที่แปลง ข้อมูล ให้อยู่ในรู ปที่มนุ ษย์สามารถเข้าใจได้ ซึ่ งอาจอยู่ในรู ปของตัวอักษร รู ปภาพ แสดงออกมาผ่านทาง อุปกรณ์แสดงผล โดยแบ่งเป็ น 2 ประเภท - อุปกรณ์ที่แสดงผลลัพธ์แบบถาวร คือ อุปกรณ์ที่ให้ผลลัพธ์ที่ สามารถเก็บไว้เป็ นหลักฐานต่อๆ ไปในอนาคต เช่ น เครื่ องพิมพ์ เป็ นต้น - อุปกรณ์ที่แสดงผลลัพธ์แบบ ชัว่ คราว คือ อุปกรณ์ที่ให้ผลลัพธ์แก่ผูใ้ ช้ในระยะเวลาหนึ่ ง เช่น จอภาพ เป็ นต้น อุปกรณ์ที่ทาำ หน้าที่ แสดง ผ ล ลั พ ธ์ ไ ด้ แ ก่ เ

ค รื่ อ ง พิ ม พ์ Printer อุปกรณ์เครื่ องพิมพ์ที่รับสัญญาณตรงจากเครื่ องคอมพิวเตอร์ เพื่อพิมพ์งานออกมาเป็ น ข้อความ ภาพ ลง บนกระดาษ หรื อวัตถุอื่นในประเภทเดียวกัน เครื่ องพิมพ์ที่ใช้ในปั จจุบนั มีหลายประเภท เช่น แบบกระทบ (impact printer) ซึ่ งจะรวม ถึงแบบจุด(dot matrix) และแบบจาน (daisy wheel) นอกจากนั้น ก็ยงั มีแบบไม่ กระทบ(non impact printer) ซึ่งแบ่งเป็ นแบบฉี ดหมึก (ink jet) และเครื่ องพิมพ์เลเซอร์ (laser printer)

23


24

เครื่ องพิมพ์แบบฉีดหมึก (ink jet) เครื่ องพิมพ์เลเซอร์ (laser printer) ที่มา : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=462036 พ

ล็ อ ต เ ต อ ร์ (Plotter) พล็อตเตอร์ เป็ นเครื่ องพิมพ์ชนิ ดที่ใช้ปากกาในการเขียนข้อมูลต่างๆ ลงบนกระดาษเหมาะสำา หรับงาน เกี่ยวกับการเขียนแบบทางวิศวกรรม (เขียนลงบนกระดาษไข) และงานตกแต่งภายใน สำาหรับวิศวกรรมและ สถาปนิ ก พล็อตเตอร์ทาำ งานโดยใช้วิธีเลื่อนกระดาษ โดยสามารถใช้ปากกาได้ 6-8 สี ความเร็ วในการทำางาน ของ พล็อตเตอร์ มีหน่ วยวัดเป็ นนิ้ วต่อวินาที (Inches Per Secon : IPS) ซึ่ งหมายถึงจำา นวนนิ้ วที่ พล็อตเตอร์ สามารถ เลื่อนปากกาไปบนกระดาษ

ที่มา : http://blogger.sanook.com/chanvit_29/about จ อ ภ า พ (monitor) จอภาพ เป็ นอุปกรณ์ที่รับสัญญาณจากการ์ ดแสดงผล มาแสดงเป็ นภาพบน จอภาพ ซึ่งเทคโนโลยีจอภาพ ในปั จจุ บนั คงจะเป็ น จอภาพแบบ Trinitron และ Flat Screen(จอแบน) ไม่ว่าจะเป็ น CRT(moniter ทัว่ ไป) หรื อ LCD (จอที่มีลกั ษณะ แบนเรี ยบทั้งตัวเครื่ อง) 24


25

จอคอมพิวเตอร์แบบธรรมดา ที่ ม topic/HM2732604/HM2732604.html

จอคอมพิวเตอร์ แบบ LCD :http://www.pantip.com/tech/hardware/ ที่มา : http://www.pookluk.com/home/?p=119

ซ อ ฟ ต์ แ ว ร์ (Software) ห ม า ย ถึ ง โ ป ร แ ก ร ม (Program)ห รื อ ชุ ด คำา สั่ ง ที่ ค ว บ คุ ม ใ ห้ เ ค รื่ อ ง คอมพิ วเตอร์ ทำา งานให้ ไ ด้ ผ ลลั พ ธ์ ต ามที่ ต้ อ งการ ซึ่ งคอมพิ ว เตอร์ ฮาร์ ดแวร์ ที่ ประกอบออกมา จากโรงงานจะยั ง ไม่ สามารถทำา งานได้ ใ นทั น ที ต้ อ งมี ซอฟต์ แ วร์ ซึ่ งเป็ นโปรแกรมหรื อชุ ดคำา สั่ งที่ สั่ งให้ ฮ าร์ ดแวร์ ทำา งานตามต้ อ งการได้ โดยโปรแกรมหรื อชุ ดคำา สั่ งนั้ นจะเขี ยนจากภาษา ต่ าง ๆ ที่ มนุ ษย์ ส ร้ างขึ้ น เรี ยกว่ า ภาษาคอมพิ ว เตอร์ (Programming Language) ภาษาใดภาษา หนึ่ ง และมี โปรแกรมเมอร์ (Programmer) หรื อนั ก เขี ยนโปรแกรมเป็ นผู ้ ใ ช้ ภ าษาคอมพิ ว เตอร์ เหล่ า นั้ นเขี ย นซอฟต์ แ วร์ แบบต่ า ง ๆ ขึ้ นมา ซอฟต์ แ วร์ สามารถแบ่ ง ออกเป็ น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คื อ 1) ซ อ ฟ ต์ แ ว ร์ ร ะ บ บ (System Software) เ ป็ น ซ อ ฟ ต์ แ ว ร์ ที่ ทำา ห น้ า ที่ จั ด ก า ร แ ล ะ ค ว บ คุ ม ทรั พยากรต่ าง ๆ ของคอมพิ วเตอร์ และอำา นวยความสะดวกด้ า นเครื่ องมื อสำา หรั บการทำา งาน พื้ นฐานต่ าง ๆ ตั้ งแต่ ผู้ ใช้ เ ริ่ มเปิ ดเครื่ องคอมพิ วเตอร์ การทำา งานจะเป็ นไปตามชุ ดคำา สั่ งที่ เขี ย นขึ้ น ตลอดจนควบคุ ม การสื่ อสารข้ อ มู ล ในระบบเครื อข่ า ยคอมพิ ว เตอร์ 2) ซอฟต์ แวร์ ประยุ กต์ (Application Software) หมายถึ ง ซอฟต์ แวร์ ที่ สร้ างหรื อพั ฒ นาขึ้ น เพื่ อใช้ ง านด้ า นใดด้ า นหนึ่ งโดยเฉพาะตามที่ ผู ้ ใ ช้ ต ้ อ งการ เช่ น งานด้ า นการจั ด ทำา เอกสาร การ ทำา บั ญ ชี การจั ด เก็ บ ข้ อ มู ล ข่ า วสาร ตลอดจนงานด้ า นอื่ น ๆ ตามแต่ ผู ้ ใ ช้ ต ้ อ งการ 25


26

ข้ อมู ล/สารสนเทศ (Data/Information) คื อ ข้ อ มู ลต่ างๆ ที่ เรานำา มาให้ คอมพิ วเตอร์ ทำา การ ประมวลผลคำา นวณหรื อกระทำา การอย่ า งใดอย่ า งหนึ่ งให้ ได้ ม าเป็ นผลลั พ ธ์ ที่ เราต้ อ งการ ยก ตั ว อย่ างเช่ น ข้ อ มู ลบุ คลากรเกี่ ยวกั บรายละเอี ยดประวั ติ ส่ วนตั ว ประวั ติ การศึ กษาหรื อ ประวั ติ การทำา งาน ซึ่ งอาจนำา มาจำา แนกเป็ นรายงานต่ างๆ เกี่ ยวกั บ บุ คลากรในหน่ วยงานได้ หรื อข้ อ มู ลเกี่ ยวกั บ ตั ว เลขมาตรๆ ไฟฟ้ าของบ้ า นแต่ ละหลั ง ก็ ใ ช้ สาำ หรั บคำา นวณเป็ นปริ มาณ ไฟฟ้ า ที่ ใช้ ใ นแต่ ล ะเดื อน แล้ ว คิ ด เป็ นเงิ น ที่ จะต้ อ งชำา ระให้ กั บ การไฟฟ้ าฯ 4. บุ คคลากร (Peopleware) คื อ เจ้ า หน้ าที่ ปฏิ บั ติ งานต่ างๆ และผู ้ ใช้ เ ครื่ องคอมพิ วเตอร์ ใน หน่ วยงานนั้ น ๆ บุ ค ลา กร ด้ าน คอมพิ ว เ ตอร์ นั้ น มี ควา มสำา คั ญมา ก เ พรา ะการ ใช้ เ ครื่ อง คอมพิ วเตอร์ ทำา งานต่ างๆ นั้ นจะต้ อ งมี การจั ด เตรี ยมเปลี่ ยนระบบ จั ด เตรี ยมโปรแกรมดำา เนิ น การต่ า งๆ หลายอย่ า ง ซึ่ งไม่ ส ามารถทำา ด้ ว ยตั ว เองได้ ถ้ า หากไม่ ใ ช่ ผู ้ ที่ รู ้ เรื่ องคอมพิ ว เตอร์ มาก นั ก เราจึ งถื อว่ า บุ คลากร เป็ นส่ วนประกอบที่ สำา คั ญ ของ ระบบคอมพิ วเตอร์ ด้ ว ย ซึ่ งสามารถ สรุ ปเป็ นประเภทใหญ่ ๆ ได้ ด ั ง นี้ - เจ้ า หน้ า ที่ ปฏิ บั ติ ก าร (Operator) - บุ ค ลากรที่ เกี่ ยวข้ อ งกั บ ระบบ (System) - ผู ้ จ ั ด การศู น ย์ ป ระมวลผลคอมพิ ว เตอร์ (Electronic Data Processing Manager) - ผู ้ ใ ช้ ค อมพิ ว เตอร์ (Computer user)

26


27

แหล่ งทีม่ าและเอกสารอ้ างอิง เอกสารประกอบการสอนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารสำาหรับครู ,หน้า 45 http://www.thaiwbi.com/course/Intro_com/Intro_com/wbi1/hie/menu2.htm http://www.thaiwbi.com/course/Intro_com/Intro_com/wbi1/hie/menu1.htm http://www.comsimple.com http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type2/tech03/32/p2.html http://www.thaiwbi.com/course/Intro_com/Intro_com/wbi1/hie/menu4.htm http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type2/tech04/22/cit/2_1.html http://www.chakkham.ac.th/technology/computer1/output.htm

27


com