Issuu on Google+

1

รายงานเรื่ อง คอมพิวเตอร์และระบบคอมพิวเตอร์

จัดทำาโดย 1.นางสาวกัญญารัตน์

หลุดกระโทก รหัส 544148006 เอกวิทยาศาสตร์ทวั่ ไป หมู่ 1 ปี 2

2.นายอุกฤษ

สาลีแสง

รหัส 544148019 เอกวิทยาศาสตร์ทวั่ ไป หมู่ 1 ปี 2

3.นางสาวพิมพ์พร

เต่าน้าำ

รหัส 544148036 เอกวิทยาศาสตร์ทวั่ ไป หมู่ 1 ปี 2

4.นายณรงค์ชยั

สมหานึก

รหัส 544148114 เอกวิทยาศาสตร์ทวั่ ไป หมู่ 1 ปี 2

เสนอ อาจารย์สุจิตตรา จันทร์ลอย

รายงายเล่มนี้ เป็ นส่ วนหนึ่งของวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารสำาหรับครู PC54504

ภาคเรี ยนที่ 2 ปี การศึกษา 2555 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บา้ นจอมบึง


2

คำำนำำ รายงานเล่มนี้เป็ นส่วนหนึ่งของรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่ อสารสำาหรับครู (PC54504)รายงาน เล่มนี้ได้จดั ทำาเกี่ยวกับเนื้ อหาของ คอมพิวเตอร์ และระบบคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วยเนื้ อหาสาระดังต่อไปนี้ ประวัติของ คอมพิวเตอร์ ความหมายของคอมพิวเตอร์ ส่ วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ประโยชน์ของ คอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ผจู ้ ดั ทำาและผูท้ ี่สนใจได้เกิด ความรู ้ความเข้าใจในเรื่ องของ คอมพิวเตอร์และระบบคอมพิวเตอร์ มากขึ้น ผูจ้ ดั ทำาหวังเป็ นอย่างยิง่ ว่ารายงานเรื่ องคอมพิวเตอร์ และระบบคอมพิวเตอร์ เล่มนี้ จะเป็ นประโยชน์ต่อผูใ้ ช้ยิง่ ขั้นต่อไป คณะผูจ้ ดั ทำา


3

สำรบัญ เรื่อง

หน้ ำ

ประวัติของคอมพิวเตอร์

4

ความหมายของคอมพิวเตอร์

8

ส่ วนประกอบของคอมพิวเตอร์

8

ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์

13

ระบบคอมพิวเตอร์

14

องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์

14

แหล่งที่มาและเอกสารอ้างอิง

30


4

คอมพิวเตอร์ และระบบคอมพิวเตอร์ ประวัติของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ที่เราใช้กนั อยูท่ ุกวันนี้ เป็ นผลมาจากการประดิษฐ์คิดค้นเครื่ องมือในการคำานวณซึ่งมี วิวฒั นาการนานมาแล้ว เริ่ มจากเครื่ องมือในการคำานวณเครื่ องแรกคือ "ลูกคิด" (Abacus) ที่สร้างขึ้นใน ประเทศจีน เมื่อประมาณ 2,000-3,000 ปี มาแล้ว จนกระทัง่ ในปี พ.ศ. 2376 นักคณิ ตศาสตร์ ชาวอังกฤษ ชื่อ ชาร์ ล แบบเบจ (Charles Babbage) ได้ประดิษฐ์เครื่ องวิเคราะห์ (Analytical Engine) สามารถคำานวณค่า ของตรี โกณมิติ ฟังก์ชนั่ ต่างๆ ทางคณิตศาสตร์ การทำางานของเครื่ องนี้ แบ่งเป็ น 3 ส่ วน คือ ส่ วนเก็บข้อมูล ำ นฟันเฟื อง มีขอ้ มูลอยูใ่ นบัตรเจาะรู คำานวณ ส่ วนคำานวณ และส่วนควบคุม ใช้ระบบพลังเครื่ องยนต์ไอน้าหมุ ได้โดยอัตโนมัติ และเก็บข้อมูลในหน่วยความจำา ก่อนจะพิมพ์ออกมาทางกระดาษ หลักการของแบบเบจนี้ เองที่ได้นาำ มาพัฒนาสร้างเครื่ องคอมพิวเตอร์ สมัยใหม่ เราจึงยกย่องให้แบบเบจเป็ น บิดาแห่ งเครื่ อง คอมพิวเตอร์ หลังจากนั้นเป็ นต้นมา ได้มีผปู้ ระดิษฐ์เครื่ องคอมพิวเตอร์ ข้ ึนมามากมายหลายขนาด ทำาให้เป็ นการ เริ่ มยุคของคอมพิวเตอร์อย่างแท้จริ ง โดยสามารถจัดแบ่งคอมพิวเตอร์ ออกได้เป็ น 5 ยุค ยุคที่ หนึ่ง (First Generation Computer) พ.ศ. 2489-2501 ยุคที่ สอง (Second Generation Computer) พ.ศ. 2502-2506 ยุคที่ สาม (Third Generation Computer) พ.ศ. 2507-2512 ยุคที่ สี่ (Fourth Generation Computer) พ.ศ. 2513-2532 ยุคที่ ห้า (Fifth Generation Computer) พ.ศ. 2533 จนถึงปั จจุบนั ยุคที่หนึ่ง (First Generation Computer) พ.ศ. 2489-2501 เป็ นการประดิษฐ์ เครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่มิใช่ เครื่ องคำานวณ โดยเมาช์ ลีและเอ็กเคอร์ ต (Mauchly and Eckert) ได้ นาำ แนวความคิดนั้นมาประดิษฐ์ เป็ นเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่มีประสิ ทธิ ภาพมากเครื่ องหนึ่งเรี ยก ว่ า ENIAC (Electronic Numericial Integrator and Calculator) ซึ่ งต่ อมาได้ ทาำ การปรั บปรุ งการทำางานของ เครื่ องคอมพิวเตอร์ ให้ มีประสิ ทธิ ภาพดียิ่งขึน้ และได้ ประดิษฐ์ เครื่ อง UNIVAC (Universal Automatic Computer) ขึน้ เพื่อใช้ ในการสำารวจสำามะโนประชากรประจำาปี จึ งนับได้ ว่า UNIVAC เป็ นเครื่ อง คอมพิวเตอร์ เครื่ องแรกของโลกที่ถูกใช้ งานในเชิ งธุรกิจ ซึ่ งนับเป็ นการเริ่ มของเครื่ องคอมพิวเตอร์ ในยุคแรก อย่ างแท้ จริ ง เครื่ องคอมพิวเตอร์ ในยุคนีใ้ ช้ หลอดสุญญากาศในการควบคุมการทำางานของเครื่ อง ซึ่ งทำางาน


5

ได้ อย่ างรวดเร็ ว แต่ มีขนาดใหญ่ มากและราคาแพง ยุคแรกของคอมพิวเตอร์ สิ้นสุดเมื่อมีผ้ ปู ระดิษฐ์ ทรานซิ สเตอร์ มาใช้ แทนหลอดสูญญากาศ ลักษณะเฉพาะของเครื่ องคอมพิวเตอร์ ยคุ ที่ 1 1.ใช้ อุปกรณ์ หลอดสุญญากาศ (Vacuum Tube) เป็ นส่ วนประกอบหลัก ทำาให้ ตัวเครื่ องมีขนาดใหญ่ ใช้ พลังงานไฟฟ้ ามาก และเกิดความร้ อนสูง 2.ทำางานด้ วยภาษาเครื่ อง (Machine Language) เท่ านั้น 3.เริ่ มมีการพัฒนาภาษาสัญลักษณ์ (Assembly / Symbolic Language) ขึน้ ใช้ งาน ยุคที่สอง (Second Generation Computer) พ.ศ. 2502-2506 มีการนำาทรานซิ สเตอร์ มาใช้ ในเครื่ องคอมพิวเตอร์ จึงทำาให้ เครื่ องมีขนาดเล็กลง และสามารถเพิ่ม ประสิ ทธิ ภาพในการทำางานให้ มีความรวดเร็ วและแม่ นยำามากยิ่งขึน้ นอกจากนี ้ ในยุคนีย้ งั ได้ มีการคิ ดภาษา เพื่อใช้ กับเครื่ องคอมพิวเตอร์ เช่ น ภาษาฟอร์ แทน (FORTRAN) จึ งทำาให้ ง่ายต่ อการเขียนโปรแกรมสำาหรั บใช้ กับเครื่ อง ลักษณะเฉพาะของเครื่ องคอมพิวเตอร์ ยคุ ที่ 2 1.ใช้ อุปกรณ์ ทรานซิ สเตอร์ (Transistor) ซึ่ งสร้ างจากสารกึ่งตัวนำา (Semi-Conductor) เป็ นอุปกรณ์ หลัก แทนหลอดสุญญากาศ เนื่องจากทรานซิ สเตอร์ เพียงตัวเดียว มีประสิ ทธิ ภาพในการทำางานเที ยบเท่ าหลอด สุญญากาศได้ นับร้ อยหลอด ทำาให้ เครื่ องคอมพิวเตอร์ ในยุคนีม้ ีขนาดเล็ก ใช้ พลังงานไฟฟ้ าน้ อย ความร้ อน ต่ำ า ทำางานเร็ ว และได้ รับความน่ าเชื่ อถือมากยิ่งขึน้ 2.เก็บข้ อมูลได้ โดยใช้ ส่วนความจำาวงแหวนแม่ เหล็ก (Magnetic Core) 3.มีความเร็ วในการประมวลผลในหนึ่งคำาสั่ง ประมาณหนึ่งในพันของวินาที (Millisecond : mS) 4.สั่งงานได้ สะดวกมากขึน้ เนื่องจากทำางานด้ วยภาษาสัญลักษณ์ (Assembly Language) 5.เริ่ มพัฒนาภาษาระดับสูง (High Level Language) ขึน้ ใช้ งานในยุคนี ้


6

ยุคที่สาม (Third Generation Computer) พ.ศ. 2507-2512 คอมพิวเตอร์ ในยุคนีเ้ ริ่ มต้ นภายหลังจากการใช้ ทรานซิ สเตอร์ ได้ เพียง 5 ปี เนื่องจากได้ มีการ ประดิษฐ์ คิดค้ นเกี่ยวกับวงจรรวม (Integrated-Circuit) หรื อเรี ยกกันย่ อๆ ว่ า "ไอซี " (IC) ซึ่ งไอซี นีท้ าำ ให้ ส่วน ประกอบและวงจรต่ างๆ สามารถวางลงได้ บนแผ่ นชิ ป (chip) เล็กๆ เพียงแผ่ นเดียว จึ งมีการนำาเอาแผ่ นชิ ปมา ใช้ แทนทรานซิ สเตอร์ ทาำ ให้ ประหยัดเนือ้ ที่ได้ มาก นอกจากนีย้ งั เริ่ มมีการใช้ งานระบบจัดการฐานข้ อมูล (Data Base Management Systems : DBMS) และมีการพัฒนาเครื่ องคอมพิวเตอร์ ให้ สามารถทำางานร่ วมกัน ได้ หลายๆ งานในเวลาเดียวกัน และมีระบบที่ ผ้ ใู ช้ สามารถโต้ ตอบกับเครื่ องได้ หลายๆ คน พร้ อมๆ กัน (Time Sharing) ลักษณะเฉพาะของเครื่ องคอมพิวเตอร์ ยคุ ที่ 3 1.ใช้ อุปกรณ์ วงจรรวม (Integrated Circuit : IC) หรื อ ไอซี และวงจรรวมสเกลขนาดใหญ่ (Large Scale Integration : LSI) เป็ นอุปกรณ์ หลัก 2.ความเร็ วในการประมวลผลในหนึ่งคำาสั่ง ประมาณหนึ่งในล้ านของวินาที (Microsecond : mS) (สูงกว่ า เครื่ องคอมพิวเตอร์ ในยุคที่ 1 ประมาณ 1,000 เท่ า) 3.ทำางานได้ ด้วยภาษาระดับสูงทั่วไป ยุคที่สี่ (Fourth Generation Computer) พ.ศ. 2513-2532 เป็ นยุคที่นาำ สารกึ่งตัวนำามาสร้ างเป็ นวงจรรวมความจุสูงมาก (Very Large Scale Integrated : VLSI) ซึ่ งสามารถย่ อส่ วนไอซี ธรรมดาหลายๆ วงจรเข้ ามาในวงจรเดียวกัน และมีการประดิษฐ์ ไมโคร โพรเซสเซอร์ (Microprocessor) ขึน้ ทำาให้ เครื่ องมีขนาดเล็ก ราคาถูกลง และมีความสามารถในการทำางาน สูงและรวดเร็ วมาก จึงทำาให้ มีคอมพิวเตอร์ ส่วนบุคคล (Personal Computer) ถือกำาเนิดขึน้ มาในยุคนี ้ ลักษณะเฉพาะของเครื่ องคอมพิวเตอร์ ยคุ ที่ 4 1.ใช้ อุปกรณ์ วงจรรวมสเกลขนาดใหญ่ (Large Scale Integration : LSI) และ วงจรรวมสเกลขนาดใหญ��� มาก (Very Large Scale Integration : VLSI) เป็ นอุปกรณ์ หลัก 2.มีความเร็ วในการประมวลผลแต่ ละคำาสั่ง ประมาณหนึ่งในพันล้ านวินาที (Nanosecond : nS) และพัฒนา ต่ อมาจนมีความเร็วในการประมวลผลแต่ ละคำาสั่ง ประมาณหนึ่งในล้ านล้ านของวินาที (Picosecond : pS)


7

ยุคที่ห้า (Fifth Generation Computer) พ.ศ. 2533 จนถึงปัจจุบนั ในยุคนี ้ ได้ ม่ งุ เน้ นการพัฒนา ความสามารถในการทำางานของระบบคอมพิวเตอร์ และ ความสะดวก สบายในการใช้ งานเครื่ องคอมพิวเตอร์ อย่างชัดเจน มีการพัฒนาสร้ างเครื่ องคอมพิวเตอร์ แบบพกพาขนาด เล็กขนาดเล็ก (Portable Computer) ขึน้ ใช้ งานในยุคนี ้ โครงการพัฒนาอุปกรณ์ VLSI ให้ ใช้ งานง่ าย และมีความสามารถสูงขึน้ รวมทั้งโครงการวิจัยและพัฒนาเกี่ยว กับ ปั ญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) เป็ นหัวใจของการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ ในยุคนี ้ โดย หวังให้ ระบบคอมพิวเตอร์ มีความรู้ สามารถวิเคราะห์ ปัญหาด้ วยเหตุผล องค์ ประกอบของระบบปั ญญาประดิษฐ์ ประกอบด้ วย 4 หั วข้ อ ได้ แก่ 1. ระบบหุ่นยนต์ หรื อแขนกล (Robotics or Robotarm System) คื อหุ่นจำาลองร่ างกายมนุษย์ ที่ควบคุมการทำางานด้ วยเครื่ องคอมพิวเตอร์ มีจุดประสงค์ เพื่อให้ ทาำ งานแทน มนุษย์ ในงานที่ต้องการความเร็ว หรื อเสี่ ยงอันตราย เช่ น แขนกลในโรงงานอุตสาหกรรม หรื อหุ่นยนต์ ก้ ู ระเบิด เป็ นต้ น 2. ระบบประมวลภาษาพูด (Natural Language Processing System) คื อ การพัฒนาให้ ระบบคอมพิวเตอร์ สามารถสังเคราะห์ เสี ยงที่ มีอยู่ในธรรมชาติ (Synthesize) เพื่อสื่ อความ หมายกับมนุษย์ เช่ น เครื่ องคิดเลขพูดได้ (Talking Calculator) หรื อนาฬิกาปลุกพูดได้ (Talking Clock) เป็ นต้ น 3. การรู้ จาำ เสี ยงพูด (Speech Recognition System) คื อ การพัฒนาให้ ระบบคอมพิวเตอร์ เข้ าใจภาษามนุษย์ และสามารถจดจำาคำาพูดของมนุษย์ ได้ อย่ างต่ อเนื่อง กล่ าวคื อเป็ นการพัฒนาให้ เครื่ องคอมพิวเตอร์ ทาำ งานได้ ด้วยภาษาพูด เช่ น งานระบบรั กษาความปลอดภัย งานพิมพ์ เอกสารสำาหรั บผู้พิการ เป็ นต้ น 4. ระบบผู้เชี่ ยวชาญ (Expert System) คื อ การพัฒนาให้ ระบบคอมพิวเตอร์ มีความรู้ รู้ จักใช้ เหตุผลในการวิเคราะห์ ปัญหา โดยใช้ ความรู้ ที่มี หรื อ จากประสบการณ์ ในการแก้ ปัญหาหนึ่ง ไปแก้ ไขปั ญหาอื่นอย่ างมีเหตุผล ระบบนีจ้ าำ เป็ นต้ องอาศัยฐานข้ อมูล (Database) ซึ่ งมนุษย์ผ้ มู ีความรู้ ความสามารถเป็ นผู้กาำ หนดองค์ ความรู้ ไว้ ในฐานข้ อมูลดังกล่ าว เพื่อให้ ระบบ


8

คอมพิวเตอร์ สามารถวิเคราะห์ ปัญหาต่ างๆ ได้ จากฐานความรู้ นั้น เช่ น เครื่ องคอมพิวเตอร์ วิเคราะห์ โรค หรื อ เครื่ องคอมพิวเตอร์ ทาำ นายโชคชะตา เป็ นต้ น

ความหมายของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ มาจากภาษาละตินว่ า Computare ซึ่ งหมายถึง การนับ หรื อ การคำานวณ พจนานุกรม ฉบั บ ราชบั ณ ฑิ ต ยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ ความหมายของคอมพิ ว เตอร์ ไว้ ว่ า "เครื่ องอิ เ ล็ก ทรอนิ กส์ แบบ อั ต โนมั ติ ทำา หน้ าที่ เ หมื อ นสมองกล ใช้ สำา หรั บแก้ ปั ญหาต่ างๆ ที่ ง่ ายและซั บ ซ้ อนโดยวิ ธี ทาง คณิ ตศาสตร์ "คอมพิวเตอร์ จึ งเป็ นเครื่ องจักรอิ เล็กทรอนิ กส์ ที่ถูกสร้ างขึน้ เพื่ อใช้ ทาำ งานแทนมนุษย์ ในด้ าน การคิ ดคำานวณและสามารถจำาข้ อมูล ทั้งตัวเลขและตัวอักษรได้ เพื่อการเรี ยกใช้ งานในครั้ งต่ อไป นอกจากนี ้ ยังสามารถจัดการกับสัญลักษณ์ ได้ ด้วยความเร็ วสู ง โดยปฏิ บัติตามขัน้ ตอนของโปรแกรม คอมพิวเตอร์ ยังมี ความสามารถในด้ านต่ างๆ อีกมาก อาทิ เช่ น การเปรี ยบเที ยบทางตรรกศาสตร์ การรั บส่ งข้ อมูล การจัดเก็บ ข้ อมูลในตัวเครื่ องและสามารถประมวลผลจากข้ อมูลต่ างๆ ได้ ส่ วนประกอบของคอมพิวเตอร์ โดยหลักการแล้ ว ส่ วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ประกอบไปด้ วยอุปกรณ์ ที่ทาำ งานตามหน้ าที่ 4 ส่ วนด้ วย กัน คือ 1.) ส่ วนรั บข้ อมูล (Input Unit) 2.) ส่ วนประมวลผลข้ อมูล (Central Processing Unit) 3.) ส่ วนแสดงผล (Output Unit) 4.) หน่ วยความจำา (Memory Unit) 1.ส่ วนรั บข้ อมูล Input Unit ส่ วนรั บข้ อมูล (Input Unit) เป็ น ส่ วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ที่ ทาำ หน้ าที่ รับข้ อมูลจากคน และส่ งต่ อ ข้ อมูลไปยัง หน่ วยประมวลผล(Process Unit) เพื่อทำาการประมวลผลต่ อไป รู ปแบบการส่ งข้ อมูลจาก อุปกรณ์ รับข้ อมูลจะอยู่ในรู ปของการส่ งสัญญาณเป็ นรหั สดิจิตอล (หรื อเป็ นเลข 0 กับ 1) นั่นเองอุปกรณ์ ส่ วนรั บข้ อมูล ได้ แก่

- คีย์บอร์ ด (keyboard)


9

- เมาส์ (mouse)

- สแกนเนอร์ (scanner)

- อุปกรณ์ สแกนลายนิว้ มือ (finger scan)

- ไมโครโฟน(microphone)


10

- กล้ องเว็บแคม (webcam)

อุปกรณ์ ใน ส่ วนรั บข้ อมูล ยังมีอีกมากมายและสามารถจะยังมีเพิ่มตามขึน้ ไปเรื่ อยๆ ตามการพัฒนาด้ าน เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ 2.ส่ วนประมวลผลข้อมูล (Central Processing Unit) ส่ วนประมวลผลข้อมูล (Central Processing Unit) เป็ นส่ วนที่ทาำ หน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลที่รับมา จาก ส่ วนรับข้อมูล(Input Unit) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ตอ้ งการ อีกทั้งยังทำาหน้าที่ในการควบคุมการทำางาน ต่างๆ ภายในเครื่ องคอมพิวเตอร์

3.หน่ วยแสดงผล (Output Unit) หน่ วยแสดงผล (Output Unit) เป็ นหน่วยที่แสดงผลลัพธ์ที่มาจากการประมวลผลข้อมูล ของส่ วนประมวล ผลข้อมูล โดยปกติรูปแบบของการแสดงผล มีอยู่ 2 แบบ ด้วยกันคือ แบบที่สามารถเก็บไว้ดูภายหลังได้ และ แบบที่ไม่มีสาำ เนาเก็บไว้


11

- แบบที่สำมำรถเก็บไว้ดูภำยหลังได้ เช่น เครื่ องพิมพ์ (Printer) และ เครื่ องวาด (Plotter)

เครื่องพิมพ์ (Printer)

เครื่องวำด (Plotter)

- แบบทีไ่ ม่มีสำำเนำเก็บไว้ เช่น จอภาพ(Monitor) , เครื่ องฉายภาพ(LCD Projector) และ ลำาโพง (Speaker) จอภำพ (monitor)


12

เครื่องฉำยภำพ (LCD Projector)

4.หน่ วยควำมจำำ (Memory Unit) หน่ วยควำมจำำ (Memory Unit) อุปกรณ์เก็บสถานะข้อมูลและชุดคำาสัง่ เพื่อการประมวลผลของ คอมพิวเตอร์ แบ่งได้เป็ น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ หน่วยความจำาชัว่ คราวและหน่วยความจำาถาวร - หน่ วยควำมจำำชั่วครำว คือ แรม (RAM: Random Access Memory)เป็ นหน่วยความจำาที่ใช้ขณะ คอมพิวเตอร์ ทาำ งาน ข้อมูลและชุดคำาสัง่ จะหายไปทุกครั้งที่เราปิ ดเครื่ อง RAM

- หน่ วยควำมจำำถำวรหรื อ หน่วยความจำาหลัก ได้แก่ ฮาร์ ดดิสก์ Hard Disk ที่ใช้ในการเก็บข้อมูล และ รอม (ROM: Read Only Memory) ที่ใช้ในการเก็บค่าไบออส หน่วยความจำาถาวรจะใช้ในการเก็บข้อมูลของ เครื่ องคอมพิวเตอร์ และจะไม่สูญหายเมื่อปิ ดเครื่ อง Harddisk


13

ประโยชน์ ของคอมพิวเตอร์ จากการที่คอมพิวเตอร์ มีลกั ษณะเด่นหลายประการ ทำาให้ถูกนำามาใช้ประโยชน์ต่อการดำาเนิ นชีวิต ประจำา วันในสังคมเป็ นอย่างมาก ที่พบเห็นได้บ่อยที่ สุดก็คือ การใช้ในการพิมพ์เอกสารต่างๆ เช่น พิมพ์ จดหมาย รายงาน เอกสารต่างๆ ซึ่งเรี ยกว่างานประมวลผล ( word processing ) นอกจากนี้ ยงั มีการประยุกต์ ใช้คอมพิวเตอร์ในด้านต่างๆ อีกหลายด้าน ดังต่อไปนี้ 1. งานธุรกิจ เช่น บริ ษทั ร้านค้า ห้างสรรพสิ นค้า ตลอดจนโรงงานต่างๆ ใช้คอมพิวเตอร์ ในการทำา บัญชี งานประมวลคำา และติดต่อกับหน่วยงานภายนอกผ่านระบบโทรคมนาคม นอกจากนี้งาน อุตสาหกรรม ส่วนใหญ่กใ็ ช้คอมพิวเตอร์ มาช่วยในการควบคุมการผลิต และการประกอบชิ้นส่ วน ของอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โรงงานประกอบรถยนต์ ซึ่งทำาให้การผลิตมีคุณภาพดีข้ ึนบริ ษทั ยังสามารถ รับ หรื องานธนาคาร ที่ให้บริ การถอนเงินผ่านตูฝ้ ากถอนเงินอัตโนมัติ ( ATM ) และใช้คอมพิวเตอร์ คิดดอกเบี้ยให้กบั ผูฝ้ ากเงิน และการโอนเงินระหว่างบัญชี เชื่อมโยงกันเป็ นระบบเครื อข่าย 2. งานวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และงานสาธารณสุ ข สามารถนำาคอมพิวเตอร์ มาใช้ในนำามาใช้ในส่ วน ของการคำานวณที่ค่อนข้างซับซ้อน เช่น งานศึกษาโมเลกุลสารเคมี วิถีการโคจรของการส่ งจรวดไป สู่อวกาศ หรื องานทะเบียน การเงิน ���ถิติ และเป็ นอุปกรณ์สาำ หรับการตรวจรักษาโรคได้ ซึ่งจะให้ ผลที่แม่นยำากว่าการตรวจด้วยวิธีเคมีแบบเดิม และให้การรักษาได้รวดเร็ วขึ้น 3. งานคมนาคมและสื่ อสาร ในส่วนที่เกี่ยวกับการเดินทาง จะใช้คอมพิวเตอร์ ในการจองวันเวลา ที่นงั่ ซึ่งมีการเชื่อมโยงไปยังทุกสถานีหรื อทุกสายการบินได้ ทำาให้สะดวกต่อผูเ้ ดินทางที่ไม่ตอ้ งเสี ยเวลา รอ อีกทั้งยังใช้ในการควบคุมระบบการจราจร เช่น ไฟสัญญาณจราจร และ การจราจรทางอากาศ หรื อในการสื่ อสารก็ใช้ควบคุมวงโคจรของดาวเทียมเพื่อให้อยูใ่ นวงโคจร ซึ่งจะช่วยส่ งผลต่อการส่ ง สัญญาณให้ระบบการสื่ อสารมีความชัดเจน


14

4. งานวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม สถาปนิกและวิศวกรสามารถใช้คอมพิวเตอร์ ในการออกแบบ หรื อ จำาลองสภาวการณ์ ต่างๆ เช่น การรับแรงสัน่ สะเทือนของอาคารเมื่อเกิดแผ่นดินไหว โดย คอมพิวเตอร์จะคำานวณและแสดงภาพสถานการณ์ใกล้เคียงความจริ ง รวมทั้งการใช้ควบคุมและ ติดตามความก้าวหน้าของโครงการต่างๆ เช่น คนงาน เครื่ องมือ ผลการทำางาน 5. งานราชการ เป็ นหน่วยงานที่มีการใช้คอมพิวเตอร์ มากที่สุด โดยมีการใช้หลายรู ปแบบ ทั้งนี้ข้ ึนอยู่ กับบทบาทและหน้าที่ของหน่วยงานนั้นๆ เช่น กระทรวงศึกษาธิ การ มีการใช้ระบบประชุมทางไกล ผ่านคอมพิวเตอร์ , กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ได้จดั ระบบเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ตเพื่อ เชื่อมโยงไปยังสถาบันต่างๆ , กรมสรรพากร ใช้จดั ในการจัดเก็บภาษี บันทึกการเสี ยภาษี เป็ นต้น 6. การศึกษา ได้แก่ การใช้คอมพิวเตอร์ ทางด้านการเรี ยนการสอน ซึ่งมีการนำาคอมพิวเตอร์ มาช่วยการ สอนในลักษณะบทเรี ยน CAI หรื องานด้านทะเบียน ซึ่งทำาให้สะดวกต่อการค้นหาข้อมูลนักเรี ยน การเก็บข้อมูลยืมและการส่งคืนหนังสื อห้องสมุด ระบบคอมพิวเตอร์ ในการใช้คอมพิวเตอร์ทาำ งานแล้วให้ได้ผลลัพธ์ออกมาตามความต้องการของผูใ้ ช้งานนั้น ย่อมต้อง มีองค์ประกอบที่เรี ยกว่าระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ระบบคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วยอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์หลายประเภททำางานร่ วมกันโดยมีคาำ สัง่ หรื อที่เรี ยกว่าโปรแกรมเป็ นตัวสัง่ การให้อุปกรณ์ เหล่านั้นทำางานได้ตามที่มนุษย์ตอ้ งการ องค์ ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถทำางานอย่างมีประสิ ทธิ ภาพจะประกอบด้วยส่ วนสำาคัญ 4 ส่ วนดังนี้ 1.ฮาร์ ดแวร์ (Hardware)หรื อส่วนเครื่ อง 2.ซอฟต์แวร์ (Software)หรื อส่วนชุดคำาสัง่ 3.ข้อมูล(Data) 4.บุคลากร(People) ฮาร์ ดแวร์ (hardware) หมายถึง อุปกรณ์ ต่างๆ ที่ ประกอบขึน้ เป็ นเครื่ องคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็ น โครงร่ างสามารถมองเห็นด้ วยตาและสั มผัสได้ (รู ปธรรม) เช่ น จอภาพ คี ย์บอร์ ด เครื่ องพิ มพ์ เมาส์ เป็ นต้ น ซึ่ งสามารถแบ่ งออกเป็ นส่ วนต่ างๆ ตามลักษณะการทำางาน ได้ 4 หน่ วย คือ หน่ วยประมวลผลกลาง (Central


15

Processing Unit : CPU) หน่ วยรั บข้ อมูล (Input Unit) หน่ วยแสดงผล (Output Unit) หน่ วยเก็บข้ อมูลสำารอง (SecondaryStorage)โ ด ย อุ ป ก ร ณ์ แ ต่ ล ะ ห น่ ว ย มี ห น้ า ที่ ก า ร ทำา ง า น แ ต ก ต่ า ง กั น ดั ง นี ้ 1.หน่ วยประมวลผลกลาง(CPU) หน่ ว ยประมวลผลกลาง(CPU:CentralProcessingUnit)หรื อมั ก จะเรี ยกอี ก อย่ า งหนึ่ ง ว่ า ไมโคร โปรเซสเซอร์ มีหน้ าที่ ในการประมวลผลข้ อมูล ในลักษณะของการคำานวณและเปรี ยบเที ยบ โดยจะทำางาน ตามจังหวะเวลาที่แน่ นอน เรี ยกว่ าสัญญาณ Clock เมื่อมีการเคาะจังหวะหนึ่งครั้ ง ก็จะเกิดกิจกรรม 1 ครั้ ง เรา เรี ยกหน่ วย ที่ ใช้ ในการวัดความเร็ วของซี พียูว่า “เฮิ ร์ท”(Herzt) หมายถึ งการทำา งานได้ กี่ครั้ งในจำา นวน 1 วิ นาที เช่ น ซี พียู Pentium4 มีความเร็ ว 2.5 GHz หมายถึ งทำา งานเร็ ว 2,500 ล้ านครั้ ง ในหนึ่ งวิ นาที กรณี ที่ สั ญญาณ Clock เร็ วก็จะทำาให้ คอมพิวเตอร์ เครื่ องนั้น มีความเร็ วสู งตามไปด้ วย ซี พียทู ี่ ทาำ งานเร็ วมาก ราคาก็ จะแพงขึน้ มากตามไปด้ วย การเลือกซื ้อจะต้ องเลือกซื ้อให้ เหมาะสมกับงานที่ ต้องการนำาไปใช้ เช่ นต้ องการ นำาไปใช้ งานกราฟิ กส์ ที่ มีการประมวลผลมาก จำาเป็ นที่ จะต้ องใช้ เครื่ องที่ มีการประมวลผลได้ เร็ ว ส่ วนการ พิมพ์ รายงานทั่วไปใช้ เครื่ องที่ความเร็ว 100 MHz ก็เพียงพอแล้ ว 2.ห

น่

รั

ข้

มู

(InputUnit)

หน่ วยป้ อนข้ อมูล (Input Unit) ทำาหน้ าที่ ในการป้ อนข้ อมูลเข้ าสู่เครื่ องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ ที่ทาำ หน้ าที่ ในการป้ อนข้ อมูล เข้ าสู่ เครื่ องคอมพิวเตอร์ ได้ แก่ แป้ นพิมพ์ สำาหรั บพิ มพ์ ตัวอักษรและอักขระต่ าง ๆ เมาส์ สำา หรั บคลิ กสั่ งงานโปรแกรม สแกนเนอร์ สำา หรั บสแกนรู ปภาพ จอยสติ๊ ก สำา หรั บเล่ นเกมส์ ไมโครโฟน สำาหรั บพูดอัดเสี ยง และกล้ องดิจิตอลสำาหรั บถ่ ายภาพ และนำาเข้ าไปเก็บไว้ ในดิ สก์ ของเครื่ องคอมพิ วเตอร์ เพื่อนำาไปใช้ งานต่ อไป 3.ห

น่

(OutputUnit)

หน่ ว ยแสดงผล (Output Unit) มี ห น้ า ที่ ใ นการแสดงผลข้ อ มู ล ที่ ผ่ า นการประมวลผลในรู ป ของ ข้ อความ ภาพนิ่ ง ภาพเคลื่ อนไหวหรื อ เสี ย ง เป็ นต้ น อุปกรณ์ ที่ ทาำ หน้ าที่ ในการแสดงผลได้ แก่ จอภาพ (Monitor) สำาหรั บแสดงตัวอักษรและรู ปภาพ เครื่ องพิ มพ์ (Printer) สำาหรั บพิ มพ์ ข้อมูลที่ อยู่ในเครื่ อง ออก ทางกระดาษพิมพ์ ลำาโพง (Speaker) แสดงเสี ยงเพลงและคำาพูด เป็ นต้ น 4.ห

น่

จำา

(MemoryUnit)

หน่ ว ยความจำา (Memory Unit) มี หน้ า ที่ ใ นการจำา ข้ อ มูล ให้ กับ เครื่ องคอมพิ ว เตอร์ มี อ ยู่ 2 ชนิ ดคื อ หน่ วยความถาวร (ROM : Read Only Memory) เป็ นหน่ วยความจำา ที่ สามารถจำา ข้ อมูลได้ ตลอดเวลา ส่ วน


16

หน่ วยความจำาอีกประเภทหนึ่งคื อ หน่ วยความจำาชั่วคราว (RAM : Random Access Memory) หน่ วยความจำา ประเภทนี ้ จะจำาข้ อมูลได้ เฉพาะช่ วงที่ มี การเปิ ดไฟเข้ าเครื่ องคอมพิ วเตอร์ เท่ านั้น หน่ วยความจำา ชั่ วคราว ถือว่ าเป็ นหน่ วยความจำาหลักภายในเครื่ อง สามารถซื ้อมาติดตั้งเพิ่ มเติมได้ เรี ยกกันทั่วไปคื อหน่ วยความจำา แรม ที่ ใช้ ในปั จจุบันคือ แรมแบบ SDRAM , RDRAM เป็ นต้ น 5.ห

น่

ก็ บ

ข้

มู

สำา

(SecondaryStorage)

หน่ วยความจำาสำารองคื ออุปกรณ์ ที่ทาำ หน้ าที่ เก็บข้ อมูลไว้ ใช้ ในโอกาสต่ อไป เนื่ องจากหน่ วยความจำา แรม จำา ข้ อมูลได้ เฉพาะช่ วงที่ มีการเปิ ดไฟ เข้ าเครื่ องคอมพิ วเตอร์ เท่ านั้น ถ้ าต้ องการเก็บข้ อมูลไว้ ใช้ ใน โอกาสต่ อไป จะต้ องบันทึกข้ อมูลลงในหน่ วยความจำาสำารอง ซึ่ งหน่ วยความจำาสำารองมีอยู่หลายชนิดด้ วยกัน แต่ มีนิยมใช้ กันทั่วไปคือ ฮาร์ ดดิสก์ ดิสก์ ไดร์ ฟ ซี ดีรอม ดีวีดีรอม ทัมท์ ไดร์ ฟ เป็ นต้ น

อุปกรณ์ ประมวลผล ( Process Device) อุปกรณ์ประมวลผล ทำาหน้าที่ในการควบคุมการทำางานของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่ งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ ก า ร ป ร ะ ม ว ล ผ ล จ ะ ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย - ซี พียู ( CPU - Central Processing Unit) เป็ นอุ ป กรณ์ ห ลักในการประมวลผลภายในคอมพิ ว เตอร์ มีหน้าที่ควบคุมและประมวล ผลจากอุปกรณ์นาำ ข้อมูลเข้า ( Input Device) แล้วส่ งผลลัพธ์ออกไปยังอุปกรณ์ แสดงผล ( Output Device)

ที่มา : http://www.adslcool.com/computer/viewrecord.php?id=104


17

- หน่ วยความจำา หลัก ( Primary Storage)มี หน้าที่ในการเก็บข้อมูลหรื อชุ ดคำา สั่ง หน่ วยความจำา หลัก แ บ่ ง อ อ ก เ ป็ น 2ป ร ะ เ ภ ท 1. หน่ ว ยความจำา แบบ Rom (Read Only Memory) เป็ นหน่ วยความจำา ที่ ไม่จาำ เป็ นต้อ งใช้ไ ฟเลี้ ย ง ข้อมูลหรื อชุดสัง่ ก็จะไม่สูญหาย ( non-volatile Memory) เช่น โปรแกรม ไบออส

ที่มา : http://zonehardwares.siam108site.com/mainmemory1.html 2. หน่วยความจำาแบบ Ram (Random Access Memory) เป็ นหน่วยความจำา ที่ตอ้ งอาศัยกระแสไฟฟ้ า เลี้ยง ข้อมูลไม่สูญหาย (Volatile Memory)

ที่มา : http://www.fm100cmu.com/blog/IT/content.php?id=720

- เมนบอร์ ด ( Main Board) เป็ นแผงวงจรต่อเชื่อมอุปกรณ์ การทำางานทั้งหมดของคอมพิวเตอร์ ภายใน เมนบอร์ ด จะมี เส้นแผงวงจรเป็ นเส้นทองแดง เรี ยกว่า บัส เพื่อใช้ในการส่ งสัญญาณไฟฟ้ าระหว่างอุปกรณ์ ต่างๆ ภายในเครื่ อง ให้สามรถทำางานร่ วมกันได้


18

ที่มา : http://www.overclockzone.com/spin9/review/mainboard/gigabyte/965p-dq6-pv

- ชิปเซต ( Chip Set) ทำาหน้าที่เป็ นตัวกลางประสานงานการทำางาน

ที่มา : http://mail.vcharkarn.com/vblog/17896/4 หน่ วยเก็บข้ อมูลสำำรอง ( Secondary Storage ) เ

ม่

ล็

(MegneticTape)

เป็ นหน่ วยเก็บข้ อมูลที่ ใช้ กันมานานตั้งแต่ คอมพิ วเตอร์ ยุคที่ หนึ่ งและยุคที่ สอง ปั จจุบันได้ รับความนิ ยม น้ อ ยลง เทปแม่ เ หล็กมี ห ลักการทำา งานคล้ า ยเทปบั น ทึ ก เสี ย ง แต่ เ ปลี่ ย นจากการเล่ น (play) และบั น ทั ก (record) เป็ นการอ่ าน (read) และเขียน (write) แทน ในเครื่ องเมนเฟรมเทปที่ ใช้ จะเป็ นแบบม้ วนเทป (reelto-reel) ซึ่ งเป็ นวงล้ อขนาดใหญ่ ในเครื่ องมินิคอมพิวเตอร์ จะใช้ คาร์ ทริ ดจ์ เทป (cartidege tape) ซึ่ งมีลกั ษณะ คล้ ายวี ดีโอเทป ส่ วนในเครื่ องไมโครคอมพิ วเตอร์ จะใช้ ตลับเทป (cassette tape) ซึ่ งมีลักษณะเหมือนเทป เพลง เทปทุกชนิดที่ กล่ าวมามีหลักการทำางานคล้ ายกับเทปบันทึ กเสี ยง คื อจะอ่ านข้ อมูลตามลำาดับก่ อนหลัง ตามที่ ได้ บันทึ กไว้ เรี ยกหลักการนีว้ ่ าการอ่ านข้ อมูลแบบลำาดับ (sequential access) การทำางานลักษณะนีจ้ ึ ง


19

เป็ นข้ อเสี ยของการใช้ เทปแม่ เหล็กบันทึ กข้ อมูล คื อทำาให้ อ่านข้ อมูลได้ ช้า เนื่ องจากต้ องอ่ านข้ อมูลในม้ วน เทปไปเรื่ อย ๆ จนถึงตำา แหน่ งที่ ต้องการ ผู้ใช้ จึงนิ ยมนำา เทปแม่ เหล็กมาสำา รองข้ อมูลเท่ านั้น ส่ วนข้ อมูลที่ กำาลังใช้ งานจะถูกเก็บอยู่บนหน่ วยเก็บข้ อมูลแบบ จานแม่ เหล็ก (Megnetic Disk) เพื่อให้ เรี ยกใช้ ได้ ง่าย และ นำาเฉพาะข้ อมูลที่ สาำ คัญและไม่ ถูกเรี ยกใช้ บ่อย ๆ มา เก็บสำารอง (back up) ไว้ ในเทปแม่ เหล็ก เพื่ อป้ องกัน ก า ร สู ญ ห า ย ข อ ง ข้ อ มู ล

เครื่ องอ่ านเทปแม่ เหล็ก เทปแม่ เหล็ก ที่ มา : http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/tech04/06/computer/web/web/yook3.htm ข้ อดี ของเทปแม่ เหล็กคื อสามารถบันทุก อ่ านและลบกี่ ครั้ งก็ได้ รวมทั้งมีราคาต่ำ า นอกจากนี ย้ ังสามารถ บันทึ กข้ อมูลจำานวนมาก ๆ ได้ อย่ างรวดเร็ ว ในสื่ อที่ มีขนาดใหญ่ มากนัก ความจุของเทปแม่ เหล็กจะมีหน่ วย เป็ น ไบต์ ต่อนิ ว้ (byte per inch) หรื อ บีพีไอ (bpi) ซึ่ งหมายถึงจำา นวนตัวอักษรที่ เก็บได้ ในเทปยาวหนึ่ งนิ ้ว หรื อเรี ยกได้ อีกอย่ างว่ าความหนาแน่ นของเทปแม่ เหล็ก เทปแม่ เหล็กที่ มีความหนาแน่ นต่ำ า จะเก็บข้ อมูลได้ ประมาณ 1,600 บี พีไ อ ส่ วนเทปแม่ เ หล็กที่ มีค วามหนาแน่ น สู ง จะเก็บ ข้ อ มูลได้ ป ระมาณ 6,250 บี พีไ อ นอกจากนี ้ จะมีเทปแม่ เหล็กรุ่ นใหม่ ๆ คื อ DAT (Digital Audio Tape) ซึ่ งขนาดใหญ่ กว่ าเครดิ ตการ์ ดเล็ก น้ อย แต่ สามารถจุข้อมูลได้ 2 - 5 จิ กะไบต์ และ R-DATs ซึ่ งสามารถเก็บข้ อมูลได้ มากกว่ า 14 จิ กะไบต์ บน เทปที่ ยาว 90 เมตร การที่ เทปแม่ เหล็กยังคงได้ รับความนิ ยมให้ เป็ นสื่ อที่ เก็บสำารองข้ อมูล ก็เพราะความเร็ ว ความจุข้อมูล และราคานั่นเอง

จำนแม่ เหล็ก (Megnetic Disk)


20

จานแม่เหล็กสามารถเก็บข้อมูลได้เป็ นจำา นวนมาก และมีคุณสมบัติในการ เข้าถึงข้อมูลโดยตรง (direct access) ไม่จาำ เป็ นต้องอ่านไปตามลำาดับเหมือนเทป จานแม่เหล็กจะต้องใช้คู่กบั ตัวขับจานแม่เหล็ก หรื อดิสก์ไดรฟ์ (disk drive) ซึ่งเป็ นอุปกรณ์สาำ หรับอ่านเขียนจานแม่เหล็ก (มีหน้าที่คล้ายกับเครื่ องเล่นเทป) จานแม่เหล็กเป็ นสื่ อที่ใช้หลักการของการ เข้าถึงข้อมูลแบบสุ่ ม (random-access) นัน่ คือถ้าต้องการข้อมูล ลำาดับที่ 52 หัวอ่านก็จะตรงไปที่ขอ้ มูลนั้นและอ่านข้อมูลนั้นขึ้นมาใช้งานได้ทนั ที ทำาให้มีความเร็ วในการ อ่านและบันทึกที่สูงกว่าเทปมาก หัวอ่านของดิสก์ไดรฟ์ นั้นเรี ยกว่า หัวอ่านและบันทึก (read/write head) เมื่อ ผูใ้ ช้ใส่ แผ่นจานแม่เหล็กเข้าในดิสก์ไดรฟ์ แผ่นจานแม่เหล็กก็จะเข้าไปสวมอยู่ในแกนกลม ซึ่ งเป็ นที่ ยึด สำาหรับหมุนแผ่นจานแม่เหล็ก จากนั้นหัวอ่านและบันทึกก็จะอ่าน อิมพัลล์ของแม่เหล็ก (megnetic inpulse) บนแผ่นจานแม่เหล็กขึ้นมาและแปลงเป็ นข้อมูลส่ งเข้าคอมพิวเตอร์ ต่อไป หัวอ่านและบันทึกสามารถเคลื่อน ย้ายในแนวราบเหสื อผิวหน้าของจานแม่เหล็ก ถ้าใช้จานแม่เหล็กที่มีผิวหน้าต่างกัน ก็ตอ้ งใช้อ่านและบันทึก ต่างชนิดกันด้วย นอกจากนี้ เนื่องจากดิสก์ไดรฟ์ นั้นเป็ นเพียงอุปกรณ์เครื่ องกลชนิดหนึ่งซึ่งอาจเกิดปั ญหาขึ้น ไ ด้ จึ ง จำา เ ป็ น ต้ อ ง มี ก า ร เ ก็ บ สำา ร อ ง ข้ อ มู ล แ ล ะ โ ป ร แ ก ร ม ที่ ใ ช้ อ ย่ า ง ส ม่ าำ เ ส ม อ ก่อนที่จะใช้แผ่นจานแม่เหล็กเก็บข้อมูล จะต้องผ่านขั้นตอนของการ ฟอร์ แมต (format) ก่อนเพื่อเตรี ยม แผ่นจานแม่เหล็กให้พร้อมสำาหรับเครื่ องรุ่ นที่จะใช้งาน (เช่น เครื่ อง PC และ Mac จะมีฟอร์ แมตที่ต่างกันแต่ สามารถใช้แผ่นจานแม่เหล็กรุ่ นเดียวกันได้ ) โดยหัวอ่านและบันทึกจะเขียนรู ปแบบของแม่เหล็กลงบนผิว ของแผ่นจานแม่เหล็ก เพื่อให้การบันทึกข้อมูลลงแผ่นจานแม่เหล็กในภายหลังทำาตามรู ปแบบดังกล่าว การ ฟอร์ แมตผ่านจานบันทึกจัดเป็ นงานพื้นฐานหนึ่งของระบบปฏิบตั ิการคอมพิวเตอร์

ที่มา : http://hardware.arip.co.th/?p=71

ที่ ม า : http://www.thepmitr.ac.th/dept/vkarn/computer/

jubpro/computer/hardware.htm ข้อมูลจะถูกบันทึกลงบนจานแม่เหล็กตามรู ปแบบที่ได้ฟอร์ แมตไว้แล้ว คือแบ่งในแนววงกลมรอบแกน หมุนเป็ นหลาย ๆ วง เรี ยกว่า แทรก (Track) แต่ละแทรกจะถูกแบ่งออกในแนวของขนมเค็กเรี ยกว่า เซกเตอร์


21

(sector) และถ้ามีเซกเตอร์ มากกว่าหนึ่ งเซกเตอร์ รวมกันเรี ยกว่า คลัสเตอร์ (cluster) นอกจากนี้ ในระบบ คอมพิวเตอร์ ส่วนมากจะมีตารางสำาหรับจัดการข้อมูลในแผ่นจานแม่เหล็ก ซึ่งมีหน้าที่เก็บตำาแหน่งแทรกและ เซกเตอร์ ของข้อมูลที่อยู่ภายในจานแม่เหล็ก เรี ยกตารางนี้ ว่า ตารางแฟต (FAT หรื อ File Allocation Table) ซึ่ ง ต า ร า ง นี้ ทำา ใ ห้ ค อ ม พิ ว เ ต อ ร์ ส า ม า ร ถ จั ด ก า ร กั บ ข้ อ มู ล ไ ด้ อ ย่ า ง ร ว ด เ ร็ ว ในปั จจุบนั มีจานแม่เหล็กที่ได้รับความนิ ยมอย่างสู งสุ ดอยู่ 2 ชนิ ด คือ ฟลอปปี้ ดิสก์ (Floppy Disk) และ ฮาร์ ดดิสก์ (Hard Disk) โดยเครื่ องไมโครคอมพิวเตอร์ ที่จาำ หน่ายในปั จจุบนั จะมีดิกส์ไดรฟ์ ปละฮาร์ ดดิสก์ติด มาด้วยเสมอ

ปี

ดิ

ก์

ดิ

ก์

ฟ์

ฟลอปปี ดิ สก์ เป็ นแผ่นพลาสติกวงกลม มีขนาด 3.5 นิ้ ว และ 5.25 นิ้ ว (วัดจากเส้นรอบวงของวงกลม) สามารถอ่านได้ดว้ ยดิสก์ไดรฟ์ แผ่นชนิ ด 3.5 นิ้ วเป็ นรุ่ นใหม่กว่าบรรจุอยู่ในพลาสติกแบบแข็ง ส่ วนขนาด 5.25 นิ้วซึ่งไม่ได้รับความนิยมในปัจจุบนั แล้ว จะบรรจุอยูใ่ นพลาสติกที่แข็งกว่าแผ่นดิสเก็ตต์ แต่ยงั สามารถ หักงอได้ เครื่ องไมโครคอมพิวเตอร์ ในปั จจุบนั นี้ จะมีดิสก์ไดรฟ์ หนึ่ งหรื อสองช่องเสมอ ดิสก์ไดรฟ์ มีหน้าที่ สองอย่าง คือ อ่านและบันทึก โดยการอ่านมีหลักการทำางานคล้ายกับการเล่นซี ดีเพลง ส่ วนการบันทึกมีหลัก การทำางานคล้ายกับการบันทึกเสี ยงลงในเทปบันทึกเสี ยง ต่างกันก็ตรงที่ผใู ้ ช้ไม่ตอ้ งกดปุ่ มใด ๆ เมื่อต้องการ บันทึกข้อมูล เพราะโปรแกรมที่ใช้งานจะจัดการให้โดยอัตโนมัติ แผ่นดิสเก็ตต์ จะมี แถบป้ องกันการบันทึก (write-protection) อยู่ด้วย ผูใ้ ช้สามารถเปิ ดแถบนี้ เพื่อห้องกันไม่ให้มีการบันทึ กข้อมูลอื่ นทับไปหรื อลบ ข้อมูลทิ้ง

ฟลอปปี ดิสก์ (floppy disk)


22

ที่มา : http://www.navy34.com/index.php/com-hardware/233-ram-hardware จำานวนข้อมูลที่เก็บอยู่ในแผ่นดิสเก็ตต์ จะขึ้นอยู่กบั ความหนาแน่ นของสารแม่เหล็กบนผิวของแผ่นดิ ส เก็ตต์ โดยสามารถแบ่งออกเป็ น 2 ชนิดคือ ดิสก์ความจุสองเท่า (double density) ซึ่ งจะเก็บข้อมูลได้มากกว่า ดิสก์ที่มีความจุเท่าเดียวที่นิยมใช้ในสมัยก่อน ส่ วนอีกชนิ ดหนึ่ งคือ ดิสก์ความจุสูง (high density) ซึ่ งจะเก็บ ข้อมูลได้มากกว่าดิสก์ที่มีความจุเป็ นสองเท่า และเป็ นดิสก์ที่นิยมใช้งานกันอยูท่ วั่ ไป

ออปติคลั ดิสก์ (OpticalDisk) มีหลักการทำางานคล้ายกับการเล่นซีดี (CD) เพลง คือใช้เทคโนโลยีของแสงเลเซอร์ ทำาให้สามารถเก็บ ข้อมูลได้จาำ นวนมหาศาลในราคาไม่แพงนักในปั จจุบนั จะมีออปติคอลอยูห่ ลายแบบซึ่งใช้เทคโนโลยีที่แตก ต่างกันไป คือ ซีดีรอม (CD-ROM หรื อ Computer Disk Read Only Memory)

ที่มา : http://www.streesmutprakan.ac.th/teacher/techno/WEB%20_JAN/p07/p7.html


23

ที่มา : http://www.rmu.ac.th/~bandit/elearning/content/lesson2/203.htm

แผ่นซี ดีรอมจะมีลกั ษณะคล้ายซีดีเพลงมาก สามารถเก็บข้อมูลได้สูงถึง 650 เมตร เมกะไบต์ต่อแผ่น การ ใช้งานแผ่นซี ดีรอมจะต้องมีเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่มีตวั ซี ดีรอมไดร์ ฟ (CD-ROM Drive) ซึ่งจะมีหลายชนิ ดขึ้น กับความเร็ วในการทำางาน ซีดีรอมไดร์ ฟรุ่ นแรกสุ ดนั้นมีความเร็ วในการอ่านข้อมูลที่ 150 กิโลไบต์ต่อวินาที เรี ยกว่ามีความเร็ ว 1 เท่าหรื อ 1x ซีดีรอมไดร์ฟรุ่ นหลัง ๆ จะอ้างอิงความเร็ วในการอ่านข้อมูลจากรุ่ นแรก เช่น ความเร็ ว 2 เท่า (2x) ความเร็ ว 4 เท่า(4x) ไปจนถึง 50 เท่า (50x) เป็ นต้น อุปกรณ์ นำำเข้ ำข้อมูล (Input Device) หน่ ว ยรั บ ข้อ มู ล (Input unit ) ทำา หน้ า ที่ ป้ อนคำา สั่ ง เข้า ไป ซึ่ งหน่ ว ยรั บ ข้อ มู ล นี้ เองเปรี ยบเสมื อ น การมองเห็ น ของตา การได้ยิน ของหู การได้ก ลิ่ น ของจมู ก อุ ป กรณ์ Input unit มี ม ากมายหลายหลาย รู ป แ บ บ โ ด ย จ ะ แ บ่ ง อ อ ก เ ป็ น 2 ป ร ะ เ ภ ท ห ลั ก ๆ คื อ 1. หน่ ว ยป้ อนข้อ มู ล เข้า หลัก (Primary Input) คื อ อุ ป กรณ์ ที่ ค อมพิ ว เตอร์ ทุ ก เครื่ องจำา เป็ นต้ อ งมี 2. หน่วยป้ อนข้อมูลเสริ ม (Alternative Input) คืออุปกรณ์ที่จะมีหรื อไม่กไ็ ด้คอมพิวเตอร์ กส็ ามารถทำางาน ได้ แ ต่ ถ้ า มี จ ะช่ วยเพิ่ ม ความสามารถในการป้ อนข้ อ มู ล เ ข้ า เ ช่ นการนำา เ ข้ า รู ป เสี ยงเป็ นต้ น ห

น่

ป้

-เ - คียบ์ อร์ ด (Keyboard)

อ ม

ข้

มู

ล า

ข้

ห ส์

ลั ก

(PrimaryInput) (Mouse)

ภ า พ อุ ป ก ร ณ์ นำา เ ข้ า เ ม า ส์ แ ล ะ คี ย์ บ อ ร์ ด ที่มา : http://www.rmutphysics.com/CHARUD/oldnews/265/wireless/cp4_2.html


24

หน่ วยป้อนข้ อมูลเสริม (Alternative input)

สแกนเนอร์ (Scanner) ที่มา :http://www.overclockzone.com/news/information/2008/12/37

กล้อง(Camera) ที่มา : http://www.arowanacafe.com/webboard/view.php?id=6210

ไมโครโฟน(Microphone) ที่มา : http://www.overclockzone.com/tns/Year2007/11/ASUS_XONAR


25

ปากกาแสง(Lightpen) ที่มา : http://phung0895gmail.blogspot.com

จอยสติ๊ก(Joystick) ที่มา : http://krujid.com/joystick.htm อุปกรณ์ แสดงผลลัพธ์ (output device) อุปกรณ์แสดงผลลัพธ์ Output Device อุปกรณ์แสดงผลเป็ นอุปกรณ์ของหน่ วยแสดงผล ทำาหน้าที่แปลง ข้อมูล ให้อยู่ในรู ปที่มนุ ษย์สามารถเข้าใจได้ ซึ่ งอาจอยู่ในรู ปของตัวอักษร รู ปภาพ แสดงออกมาผ่านทาง อุปกรณ์แสดงผล โดยแบ่งเป็ น 2 ประเภท - อุปกรณ์ที่แสดงผลลัพธ์แบบถาวร คือ อุปกรณ์ที่ให้ผลลัพธ์ที่ สามารถเก็บไว้เป็ นหลักฐานต่อๆ ไปในอนาคต เช่ น เครื่ องพิมพ์ เป็ นต้น - อุปกรณ์ที่แสดงผลลัพธ์แบบ ชัว่ คราว คือ อุปกรณ์ที่ให้ผลลัพธ์แก่ผูใ้ ช้ในระยะเวลาหนึ่ ง เช่น จอภาพ เป็ นต้น อุปกรณ์ที่ทาำ หน้าที่ แสดง ผ ล ลั พ ธ์ ไ ด้ แ ก่


26

ค รื่ อ ง พิ ม พ์ Printer อุปกรณ์เครื่ องพิมพ์ที่รับสัญญาณตรงจากเครื่ องคอมพิวเตอร์ เพื่อพิมพ์งานออกมาเป็ น ข้อความ ภาพ ลง บนกระดาษ หรื อวัตถุอื่นในประเภทเดียวกัน เครื่ องพิมพ์ที่ใช้ในปั จจุบนั มีหลายประเภท เช่น แบบกระทบ (impact printer) ซึ่ งจะรวม ถึงแบบจุด(dot matrix) และแบบจาน (daisy wheel) นอกจากนั้น ก็ยงั มีแบบไม่ กระทบ(non impact printer) ซึ่งแบ่งเป็ นแบบฉี ดหมึก (ink jet) และเครื่ องพิมพ์เลเซอร์ (laser printer)

เครื่ องพิมพ์แบบฉีดหมึก (ink jet) เครื่ องพิมพ์เลเซอร์ (laser printer) ที่มา : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=462036 พ

ล็ อ ต เ ต อ ร์ (Plotter) พล็อตเตอร์ เป็ นเครื่ องพิมพ์ชนิ ดที่ใช้ปากกาในการเขียนข้อมูลต่างๆ ลงบนกระดาษเหมาะสำา หรับงาน เกี่ยวกับการเขียนแบบทางวิศวกรรม (เขียนลงบนกระดาษไข) และงานตกแต่งภายใน สำาหรับวิศวกรรมและ สถาปนิ ก พล็อตเตอร์ทาำ งานโดยใช้วิธีเลื่อนกระดาษ โดยสามารถใช้ปากกาได้ 6-8 สี ความเร็ วในการทำางาน ของ พล็อตเตอร์ มีหน่ วยวัดเป็ นนิ้ วต่อวินาที (Inches Per Secon : IPS) ซึ่ งหมายถึงจำา นวนนิ้ วที่ พล็อตเตอร์ สามารถ เลื่อนปากกาไปบนกระดาษ


27

ที่มา : http://blogger.sanook.com/chanvit_29/about จ อ ภ ำ พ (monitor) จอภาพ เป็ นอุปกรณ์ที่รับสัญญาณจากการ์ ดแสดงผล มาแสดงเป็ นภาพบน จอภาพ ซึ่งเทคโนโลยีจอภาพ ในปั จจุ บนั คงจะเป็ น จอภาพแบบ Trinitron และ Flat Screen(จอแบน) ไม่ว่าจะเป็ น CRT(moniter ทัว่ ไป) หรื อ LCD (จอที่มีลกั ษณะ แบนเรี ยบทั้งตัวเครื่ อง)

จอคอมพิวเตอร์แบบ CRT ที่ ม topic/HM2732604/HM2732604.html

จอคอมพิวเตอร์ แบบ LCD :http://www.pantip.com/tech/hardware/ ที่มา : http://www.pookluk.com/home/?p=119

ซ อ ฟ ต์ แ ว ร์ (Software) ห ม า ย ถึ ง โ ป ร แ ก ร ม (Program)ห รื อ ชุ ด คำา สั่ ง ที่ ค ว บ คุ ม ใ ห้ เ ค รื่ อ ง คอมพิ วเตอร์ ทำา งานให้ ไ ด้ ผ ลลั พ ธ์ ต ามที่ ต้ อ งการ ซึ่ งคอมพิ ว เตอร์ ฮาร์ ดแวร์ ที่ ประกอบออกมา จากโรงงานจะยั ง ไม่ สามารถทำา งานได้ ใ นทั น ที ต้ อ งมี ซอฟต์ แ วร์ ซึ่ งเป็ นโปรแกรมหรื อชุ ดคำา สั่ งที่ สั่ งให้ ฮ าร์ ดแวร์ ทำา งานตามต้ อ งการได้ โดยโปรแกรมหรื อชุ ดคำา สั่ งนั้ นจะเขี ยนจากภาษา ต่ าง ๆ ที่ มนุ ษย์ ส ร้ างขึ้ น เรี ยกว่ า ภาษาคอมพิ ว เตอร์ (Programming Language) ภาษาใดภาษา หนึ่ ง และมี โปรแกรมเมอร์ (Programmer) หรื อนั ก เขี ยนโปรแกรมเป็ นผู ้ ใ ช้ ภ าษาคอมพิ ว เตอร์ เหล่ า นั้ นเขี ย นซอฟต์ แ วร์ แบบต่ า ง ๆ ขึ้ นมา ซอฟต์ แ วร์ สามารถแบ่ ง ออกเป็ น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คื อ 1) ซ อ ฟ ต์ แ ว ร์ ร ะ บ บ (System Software) เ ป็ น ซ อ ฟ ต์ แ ว ร์ ที่ ทำา ห น้ า ที่ จั ด ก า ร แ ล ะ ค ว บ คุ ม ทรั พยากรต่ าง ๆ ของคอมพิ วเตอร์ และอำา นวยความสะดวกด้ า นเครื่ องมื อสำา หรั บการทำา งาน


28

พื้ นฐานต่ าง ๆ ตั้ งแต่ ผู้ ใช้ เ ริ่ มเปิ ดเครื่ องคอมพิ วเตอร์ การทำา งานจะเป็ นไปตามชุ ดคำา สั่ งที่ เขี ย นขึ้ น ตลอดจนควบคุ ม การสื่ อสารข้ อ มู ล ในระบบเครื อข่ า ยคอมพิ ว เตอร์ 2) ซอฟต์ แวร์ ประยุ กต์ (Application Software) หมายถึ ง ซอฟต์ แวร์ ที่ สร้ างหรื อพั ฒ นาขึ้ น เพื่ อใช้ ง านด้ า นใดด้ า นหนึ่ งโดยเฉพาะตามที่ ผู ้ ใ ช้ ต ้ อ งการ เช่ น งานด้ า นการจั ด ทำา เอกสาร การ ทำา บั ญ ชี การจั ด เก็ บ ข้ อ มู ล ข่ า วสาร ตลอดจนงานด้ า นอื่ น ๆ ตามแต่ ผู ้ ใ ช้ ต ้ อ งการ ข้ อมู ล/สารสนเทศ (Data/Information) คื อ ข้ อ มู ลต่ างๆ ที่ เรานำา มาให้ คอมพิ วเตอร์ ทำา การ ประมวลผลคำา นวณหรื อกระทำา การอย่ า งใดอย่ า งหนึ่ งให้ ได้ ม าเป็ นผลลั พ ธ์ ที่ เราต้ อ งการ ยก ตั ว อย่ างเช่ น ข้ อ มู ลบุ คลากรเกี่ ยวกั บรายละเอี ยดประวั ติ ส่ วนตั ว ประวั ติ การศึ กษาหรื อ ประวั ติ การทำา งาน ซึ่ งอาจนำา มาจำา แนกเป็ นรายงานต่ างๆ เกี่ ยวกั บ บุ คลากรในหน่ วยงานได้ หรื อข้ อ มู ลเกี่ ยวกั บ ตั ว เลขมาตรๆ ไฟฟ้ าของบ้ า นแต่ ละหลั ง ก็ ใ ช้ สาำ หรั บคำา นวณเป็ นปริ มาณ ไฟฟ้ า ที่ ใช้ ใ นแต่ ล ะเดื อน แล้ ว คิ ด เป็ นเงิ น ที่ จะต้ อ งชำา ระให้ กั บ การไฟฟ้ าฯ บุ คคลากร (Peopleware) คื อ เจ้ า หน้ า ที่ ปฏิ บั ติ ง านต่ างๆ และผู ้ ใ ช้ เ ครื่ องคอมพิ ว เตอร์ ในหน่ วย งานนั้ นๆ บุ คลากรด้ า นคอมพิ วเตอร์ นั้ น มี ความสำา คั ญ มาก เพราะการใช้ เ ครื่ องคอมพิ วเตอร์ ทำา งานต่ างๆ นั้ นจะต้ อ งมี การจั ด เตรี ยมเปลี่ ยนระบบ จั ด เตรี ยมโปรแกรมดำา เนิ นการต่ างๆ หลายอย่ า ง ซึ่ งไม่ ส ามารถทำา ด้ ว ยตั ว เองได้ ถ้ า หากไม่ ใ ช่ ผู ้ ที่ รู ้ เรื่ องคอมพิ ว เตอร์ มากนั ก เราจึ ง ถื อว่ า บุ คลากร เป็ นส่ วนประกอบที่ สำา คั ญ ของ ระบ���คอมพิ วเตอร์ ด้ ว ย ซึ่ งสามารถสรุ ปเป็ น ประเภทใหญ่ ๆ ได้ ด ั ง นี้ - เจ้ า หน้ า ที่ ปฏิ บั ติ ก าร (Operator) - บุ ค ลากรที่ เกี่ ยวข้ อ งกั บ ระบบ (System) - ผู ้ จ ั ด การศู น ย์ ป ระมวลผลคอมพิ ว เตอร์ (Electronic Data Processing Manager) - ผู ้ ใ ช้ ค อมพิ ว เตอร์ (Computer user)


29

แหล่ งทีม่ ำและเอกสำรอ้ ำงอิง เอกสารประกอบการสอนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารสำาหรับครู ,หน้า 45 http://www.thaiwbi.com/course/Intro_com/Intro_com/wbi1/hie/menu2.htm http://www.thaiwbi.com/course/Intro_com/Intro_com/wbi1/hie/menu1.htm


30

http://www.comsimple.com http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type2/tech03/32/p2.html http://www.thaiwbi.com/course/Intro_com/Intro_com/wbi1/hie/menu4.htm http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type2/tech04/22/cit/2_1.html http://www.chakkham.ac.th/technology/computer1/output.htm


computer