Issuu on Google+

August - September 2010

(เลิก)เกิด

GIVES @

For Free Distribution .

.


...ด้วย จงรัก และ ภักดี จึงมี บัวลอย...


“แม่”

บทพระราชนิพนธ์ใน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี

ในบรรดาคำพูดของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นชาติใดภาษาใด คำว่า”แม่” ดูจะเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ที่มีมนต์ขลังมีความหมายกินใจอย่างลึกลับและลึกซึ้ง มากที่สุดเพราะอะไร? ทุกคนคนย่อมมี”แม่”ผู้ให้กำเนิดเป็นเพื่อนเราคนแรก ในโลกเลยทีเดียว องค์สมเด็จพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็น “ครู”ทีเ่ ราเคารพและยึดมัน่ ในปัญญาคุณ พระกรุณาธิคณุ และพระบริสทุ ธิคณุ แม้ว่าท่านจะเสียพระมารดาตั้งแต่ประสูติได้ ๗ วัน ท่านคงจะมีความรู้สึก เกี่ยวกับแม่ไม่ต่างจากบุคคลอื่น สังเกตุได้จากคำสอนในพุทธศาสนาที่เกี่ยว กับแม่ทั่วๆไปที่จะยกขึ้นมาก่อนที่จะกล่าวถึงแม่ “แม่”ของข้าพเจ้าคนเดียว พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาเกี่ยวกับแม่ไว้หลายครั้ง บางครั้งก็เอ่ยควบกันไป บ้างก็เอ่ยเฉพาะโดดๆเช่น ในโสณนนทชาตกมี คาถาที่กล่าวว่า สุหทา มาตา มารดาเป็นผู้ใจดี ชยนฺตี มาตา มารดาเป็นผู้ให้เกิด โปเสนฺตี มาตา มารดาเป็นผู้เลี้ยงดู โคเปนฺตี มาตา มารดาเป็นผู้คุ้มครองรักษา วิหญฺญนฺติ มาตา มารดาเป็นผู้เดือดร้อนเป็นห่วงเป็นใย อนุกมฺปกา ปติฏฺฐา จ ปุพฺเพ รสทที จโน มคฺโค สคฺโค สคฺคสฺส โลกสฺส มารดาเป็นผู้เอ็นดู เป็นที่พึ่ง เป็นผู้ให้รส (น้ำนม) มาก่อน เป็นทางแห่งโลกสวรรค์ ในสคาถวคฺด มีว่า มาตา มิตฺตํ สเก ฆเร มารดาเป็นมิตรในเรือนตน สพฺรหฺมสุตฺต มีความว่า พฺรหฺมาติ ภิกฺขเว มาตาปิตูนเมตํ อธิวจนํ ภิกษุทั้งหลาย คำว่า พรหมนี้เป็นชื่อของมารดาบิดา ปุพฺพเทวาติ ภิกฺขเว มาตาปิตูนเมตํ อธิวจนํ ภิกษุทั้งหลาย คำว่า บุพพเทพเป็นช่ื่อของมารดาบิดา ปุพฺพาจริยาติ ภิกฺขเว มาตาปิตูนเมตํ อธิวจนํ ภิกษุทั้งหลาย คำว่าบุพพาจารย์ เป็นชื่อของมารดาบิดา

Bualoy Magazine

รอยยิ้มของแม่

“ Precious Smile ”

จริงอยู่ข้าพเจ้ามีแม่ที่มีคุณธรรมตรงกับภาษิตที่ยกขึ้นข้างต้นทุกประการ แต่ท่านมีตำแหน่งเป็นสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ซึ่งหมายความว่าท่านเป็น“แม่”ของคนทั้งชาติ แล้วก็เป็น “แม่” ของข้าพเจ้า ด้วยทำให้เขียนเรื่องยากขึ้นอีก ทางที่ดีก็เลือกลักษณะเด่นๆมาพูด สักอย่างเดียวคิดดูแล้วตกลงว่าจะเขียนถึงท่านในแง่เป็นบุพพาจารย์หรือ เป็นครูคนแรก คุณยายเล่าให้ฟังเสมอว่า ตั้งแต่ทรงพระเยาว์สมเด็จแม่กับน้า โปรดปรานการเล่นครูนักเรียนกับเด็กที่บ้าน โดยที่ท่านจะเป็นครูและให้เด็ก คนอื่นเป็นนักเรียน สมเด็จแม่ทรงมีวิธีการสอนหนังสือที่ดีอยู่แล้ว เด็กๆทั้งหลายจึงชอบเป็นลูกศิษย์ท่านกัน จนกระทั่งน้าร้องไห้เพราะ ไม่มีใครไปโรงเรียนของน้า ร้อนถึงคุณยายต้องมาเป็นตระลาการตัดสินคดี ให้แบ่งเด็กไปเข้าโรงเรียนของน้าบ้าง เมื่อการเป็นเช่นนี้ก็ไม่เป็นการยาก สำหรับท่านเลยในการที่จะสั่งสอนและสอนหนังสือลูกๆด้วยพระองค์เอง

ตอนเล็กๆท่านสอนให้พับกระดาษ เขียนรูปและทำการฝีมือต่างๆ โดยถือแนวว่า คนเราไม่ควรปล่อยเวลาว่างผ่านไปโดยไร้ประโยชน์ ถ้าเรานั่งดูทีวีวันเสาร์ อาทิตย์เฉยๆ โดยมือไม้ไม่ได้ทำประโยชน์ เป็นโดนกริ้ว ตอนบ่ายๆท่านไล่ให้ลงไปวิ่งเล่นข้างล่างเพราะเด็กๆ ควรได้อากาศบริสุทธิ์ โตขึ้นท่านจะให้มีหน้าที่ดูแลสนามหญ้า ถอนหญ้าแห้วหมู และคอยตัดหญ้ากับต้นข่อยที่ดัดเป็นรูปต่างๆ เป็นการออกกำลังกายที่เป็นประโยชน์ พอค่ำลงเราก็ขึ้นมา รับประทานอาหาร ตอนอาหารนี้ถ้าว่างพระราชกิจสมเด็จแม่มัก จะอยู่ด้วย ประการแรกท่านจะได้ดูว่ารับประทานที่มีคุณค่าทางอาหาร พอหรือไม่ ประการที่สอง ดูมารยาทโต๊ะ และประการที่สาม เป็นข้อที่พี่น้องทุกคนรวมทั้งพี่เลี้ยงชอบที่สุดคือท่านจะเลือกหนังสือดีๆ สนุกๆมาเล่าให้ฟัง


Bualoy Magazine

สุหทา มาตา ชยนฺตี มาตา โปเสนตี มาตา โคเปนตี มาตา วิหญฺญนฺติ มาตา อนุกมฺปกา ปติฏฐา จ ปุพเพ รสทที จโน มคฺโค สคฺคสฺส โลกสฺส...” หนังสือที่ท่านเอามาเล่าบางทีก็เป็นนิทานธรรมดาๆ หรือนิทานเรื่องชาดก ในพุทธศาสนา บางทีก็เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ ประวัติบุคคลสำคัญ และความรู้รอบตัวอื่นๆ บางครั้งเป็นข่าวจากหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ ตอนหลังๆนี้ท่านชอบอ่านเป็นภาษาอังกฤษให้เราหัดฟังภาษาด้วย นานๆทีก็อาจจะมีการถามปัญหาทวนความจำ ถ้าตอบถูกมักมีรางวัล เงินสด ๑ บาท เป็นที่ขบขันกันในครอบครัว ว่าหนังสือธรรมดาๆ ที่น่าเบื่อที่สุดในโลก พอสมเด็จแม่เล่ามันสนุกตื่นเต้นมีรสชาติขึ้นมาทันที ท่านจะเน้น ระบายสี หยิบยกจับความที่น่าสนใจขึ้นมาเล่า (ทูลกระหม่อมพ่อยังโปรดฟัง) ทำให้จำง่ายไม่ต้องท่อง เรื่องนี้มีความลับอยู่ อย่างหนึ่ง (ที่เปิดเผยได้แล้ว) ว่าบางทีข้าพเจ้าขี้เกียจอ่านหนังสือเพราะ เรียนเยอะแยะก็อาศัยจำเอาจากที่สมเด็จแม่เล่า นำมาวิจารณ์เพิ่มเติม แล้วใช้ตอบข้อสอบ หรือเขียนรายงานส่งครูสบายๆ เรื่องนิทานของสมเด็จแม่มีเรื่องที่น่าตื่นเต้น คือเรื่องผี แต่ก่อนนี้ พี่เลี้ยงไม่ยอมเล่าเรื่องผี พอไปโรงเรียนเพื่อนๆก็มาหลอก สมเด็จแม่ท่านว่า ถ้ามานั่งอธิบายว่าผีไม่มี จ้างก็ไม่เชื่อท่าน จึงสำทับโดยการเล่าเรื่องผี ที่น่ากลัวกว่าให้เข็ด เมื่อตอนเล็กๆตั้งแต่เริ่มเรียนประถมท่านสอน ภาษาไทย โดนการให้อ่านวรรณคดีเรื่องยืนโรงสามเรื่องคือ พระอภัยมณี อิเหนา และรามเกียรติ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอิเหนา ท่านให้ท่องกลอน ตอนเพราะๆ เช่น ว่าพลางทางชมคณานก โผนผกจับไม้อึงมี่ฯลฯ คงเป็นเพราะได้อ่านกลอนมาแต่เล็กๆทำให้ข้าพเจ้าชอบเรียน วรรณคดีไทย ชอบแต่งกลอน ตอนเด็กๆข้าพเจ้าเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ค่อนข้างจะอ่อนและหนีเรียนอยู่เสมอ หลังจากฟังพระบรมราโชวาทของ ทูลกระหม่อมพ่อ เรื่อง “ทำไมคนเราต้องเรียนภาษาอังกฤษ”แล้วสมเด็จแม่ ก็ค่อยๆเริ่มสอนศัพท์อังกฤษให้ท่องอ่านหนังสือตามลำดับยากง่าย จนเดี๋ยวนี้พอส่งภาษาฝรั่งมังค่าได้

.

นอกจากจะเรียนหนังสือที่โรงเรียนแล้ว สมเด็จแม่ยังทรงจัดให้ลูกๆ เรียนพิเศษวิชาต่างๆมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ทั้งภาษา เลข ดนตรี วาดรูป และแม้ว่าท่านไม่นิยมความฟุ่มเฟือย (ข้าวของทุกอย่างต้องใช้ อย่างประหยัด) เรื่ืองการใช้จ่ายในเรื่องการเล่าเรียน การซื้อหนังสือ ท่านจ่ายอย่างไม่อั้น เพราะวิชาความรู้ทำให้เราสามารถทำงาน ช่วยคนหมู่มาก ช่วยบ้านเมืองได้ สมบัติใดๆย่อมไม่ประเสริฐเท่า การกระทำคุณงามความดีเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นและวิชาความรู้ ตอนระยะหลังมานี้ พระราชกิจมีมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่ในด้านการดูแล ความเรียบร้อยของสถานที่เวลามีใครมาเฝ้าฯ จนกระทั่งความเป็นอยู่ ของราษฎร เวลาท่านเสด็จออกเยี่ยมราษฎร ทูลกระหม่อมพ่อมักจะทรงเป็น ผู้แนะนำในทางด้านการชลประทานการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ เมื่อทรงพบ คนเจ็บ ทั้งทูลกระหม่อมพ่อและสมเด็จแม่จะทรงให้หมอในขบวนเสด็จ ตรวจดู ถ้าป่วยมาก โปรดฯให้เข้าโรงพยาบาล และให้การศึกษาแก่ คนที่อยากเรียนแต่ไม่มีทุน พระราชดำรัสที่สำคัญของสมเด็จแม่ในเรื่องของ ราษฎร คือการสนับสนุนอาชีพ นอกจากการทำอาชีพเกษตรกรรม บางปีการเพาะปลูกจะไม่ได้ผลดีนัก ด้วยดินฟ้าอากาศไม่อำนวย เกษตรกรต้���งเดือดร้อน บ้างก็ต้องทิ้งบ้านช่องไร่นาเข้าหางานทำที่อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเข้ามาทำงานในเมือง ดังนั้นเขาควรจะมีงานทำ เพื่อเพิ่มพูนรายได้ สมเด็จแม่ทรงมีพระราชดำริว่า งานอุตสาหกรรมใน ครัวเรือนเป็นงานที่เหมาะสมมาก คนไทยเรามีฝีมือในทางการช่าง มีหัวศิลปอยู่แล้วจึงสนับสนุนได้ไม่ยาก โปรดเกล้าฯสนับสนุนงานที่เหมาะ กับแต่ละภาค เช่น การทอผ้า การจักสาน การทำตุ๊กตาไทย เป็นต้น การส่งเสริมนั้นได้ทรงส่งข้าราชบริพารให้เข้าไปติดตาม

.

ซื้อผลผลิตมาด้วยราคาที่เหมาะสม พระราชทานวัตถุดิบในการผลิตมาด้วย ของที่นำมาเช่น ผ้ามัดหมี่ ก็ทอดพระเนตรควบคุมคุณภาพ และจ่ายงาน ด้วยพระองค์เอง โปรดการใช้สอยของที่ผลิตในประเทศไทย บางอย่างแม้ว่า จะแพงหน่อยถ้าเรามีสตางค์ก็ควรจะจ่าย เช่น เราตัดเสื้อสักตัว คนที่ทอผ้า ได้เงินแล้วต่อมาเจ้าของร้านตัดเสื้อลูกมือลูกจ้างอีกหลายคนก็ได้ด้วย เป็น การกระจายรายได้และป้องกันปัญหาการว่างงานด้วย เรื่องอื่นที่สมเด็จแม่พระราชทานพระราชดำริมีอีกหลายเรื่องที่สำคัญๆ คือ การจัดตั้งมูลนิธิสายใจไทย ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือสนองคุณ ผู้ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อป้องกันประเทศชาติ การจัดละครรักชาติ เป็นต้น กล่าวโดยสรุปแล้ว ในระยะหลังๆแม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่มีโอกาสได้เรียน ภาษาอังกฤษ ภาษาไทยกับท่านบ่อยอย่างแต่ก่อน แต่ก็ได้ศึกษาเรียนรู้ ทัศนคติอันเป็นแนวทางการปฏิบัติ ที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตมากยังเป็นครูที่ ดีทีเดียว ถึงแม้ว่าสมเด็จแม่จะทรงมีความคิดต่างๆมากมาย และทรงบ่นเก่ง เมื่อพวกเราผิด (ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร) ก็ทรงมีน้ำพระทัยกว้างขวางที่จะยอม รับฟังความคิดของลูกๆ จริงอยู่ท่านไม่พอพระทัย ถ้าเรา “เถียง” แต่ถ้าเป็นการ “ออกความเห็น” อย่างสุภาพก็ไม่ทรงว่าอะไรจะดีพระทัย เสียอีก ว่าเรารู้จักคิดเหตุผล เรื่องของแม่มีอยู่มากมายเกินจะกล่าว นับว่าข้าพเจ้าเป็นผู้โชคดีที่มีทั้งพ่อและแม่ ที่เป็นแนวทางให้ยึดถือได้อย่าง ภาคภูมิใจ ที่เขียนเรื่องราวนี้มิได้ตั้งใจอวดโม้ แต่เป็นเพียงบันทึกความทรง จำเล็กๆน้อยๆบางประการเท่านั้น

.

. . . . . . . .. .

“ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า กลุ่มทูตแสงตะวันและนิตยสารบัวลอย ภายใต้การดูแลของกองทุนแสงตะวัน องค์การศึกษาสงเคราะห์ วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร


“กาลานุสรณ์ผันผ่านฟ้า จอมกษัตริย์ผไททรง “ปทุมวนาราม”จักดำรง ตราบเท่าไตรลักษณ์ให้

จักรีวงศ์ มั่นไว้ ธรรมโลก ไซร้นา ชื่นชู้ อยู่เมือง”

น้อมถวายธรรมบรรณาการนี้ แด่ พระธรรมธัชมุนี เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร และพระผู้สืบสานงานพระพุทธศาสนาทุกรูป ทุกองค์ ณ วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร ด้วยความนอบน้อม

วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร เมื่อครั้งในอดีต...ยามฉลอง

กลุ่มทูตแสงตะวัน ภายใต้การดูแลของ พระเทพญาณวิศิษฏ์ ประธานดำเนินการ กองทุนแสงตะวัน องค์การศึกษาสงเคราะห์ วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร


มิ่งขวัญเอ๋ย หัวใจเรามั่นเหมือนทานตะวัน ... เฉิดแสงแรงฝัน ราวรวีตะวัน สีทองส่องใส

Bualoy Magazine


Bualoy Magazine

Heart of the Sunflower. ณ. ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอร์รี่ ยามเที่ยงตรง เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๒ เสียงขลุ่ยผิว แผ่วพลิ้วไล้ลู่ทำนอง “บทเพลงทานตะวัน” อย่างตั้งใจ ราวกับเสียงนั้น จะพยามวาดระบายจินตนาการ ให้ผู้เข้าร่วมงานการเปิดตัว “ทูตแสงตะวันแชร์ริตี้เดย์” ในวันนั้น หลอมรวมเข้าสู่บทเพลงแห่งอุดมการณ์ดั่งต้องมนต์สะกด “เพลงทานตะวัน”คือบทเพลงที่คณะผู้จัดงานได้เลือกนำมาเล่าอีกครั้ง ให้ผู้เสพเสียงนั้นเห็นความหวานขม ทุกข์แต่ทนในชีวิตของภิกษุผู้หนึ่ง “ภิกษุ” ผู้ที่เคี่ยวกรำงานสาธารณกุศลอันตรากตรำไว้ในผ้าเหลืองสีหม่น “ภิกษุ”ผู้ที่พยามจุดประกายฝันแห่งการศึกษา จัดหาทุนทรัพย์ให้กับเยาวชนผู้เรียนดีแต่ไร้โอกาสมาแล้วอย่างมากมาย ภายใต้ชื่อ”กองทุนแสงตะวัน วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร” มานานนับกว่า ๒๐ ปี “ภิกษุ” ผู้ที่อยู่ในม่านหมอกแห่งมหานคร แต่เฉิดฉันด้วยแสงแห่งคุณงามความดี ดั่งดวงตะวันงาม “ภิกษุ” ผู้เปี่ยมไปด้วยคุณูปการ เกินกว่าบทเพลงแห่งทานตะวันจะบรรยายได้ในทั้งหมด และภิกษุผู้นี่เอง ที่เป็นดั่งแรงบันดาลใจ ไขแสงสวยส่องสว่างให้บัวลอยงามตระการท้ายทายโลกกว้างในวันนี้ … ณ ครั้งนั้น ข้าพเจ้ายอมรับว่าแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เมื่อได้ยินเพลงนี้บนเวที และก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าผู้เข้าร่วมงานจะรู้สึกอย่างไร กับบทเพลงและการแสดงแทนคำมุฑิตาสักการะถึงพระภิกษุผู้นั้น เพลงทานตะวัน ที่เป็นดั่งงานชิ้นเอกของอาจารย์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ อาจเป็นเพียงบทเพลงหนึ่งที่คนในโลกใบนี้ไม่คุ้นหู จะว่าไปก็ละม้ายคล้ายกับพระภิกษุผู้ก่อตั้งกองทุนแสงตะวันที่ยังบำเพ็ญประโยชน์อยู่มาก แต่น้อยคนนักจะรู้จัก แต่สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้ามั่นใจเหลือเกิน ว่าบทเพลง “ทานตะวัน” ที่กลุ่มทูตแสงตะวันและคณะศิษย์คัดสรรใช้เป็นบทเพลงแทนความหมายนั้น จะไม่ได้เป็นบทเพลงที่ผ่านเลยไปเพลงหนึ่ง เมื่อในวันนี้ ปีนี้ “เพลงทานตะวัน” ยังกลับมาขับกล่อมบรรเลงเป็นเพลงเอกเล่าถึงอุดมการณ์อันหาญกล้าและงดงาม ณ กลางสยาม อีกครั้งหนึ่ง ใน“Bualoy Charity & Simply Emotions Concert” งานเพื่อน้อมสดุดีหัวใจอันกล้าแกร่งของพระเทพญาณวิศิษฏ์ (ชัยทวี คุตตฺจิตฺโต) อีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง …. แสงแห่งดวงตะวัน ทำให้ดอกบัวงามเบ่งบานได้ฉันใด นิตยสารบัวลอย ก็พร้อมเบ่งบานเพื่อการเฉลิมฉลอง ๒ ทศวรรษแห่งกองทุนแสงตะวัน วัดปทุมวนาราม ฯ และสานต่อปณิธานแห่งพระเทพญาณวิศิษฏ์ ผู้เป็นดั่งแสงแห่งกำลังใจให้ส่องสว่างสืบต่อไปให้ได้ฉันนั้น ….

กราบนมัสการ “พระเทพญาณวิศิษฏ์ (ชัยทวี คุตฺตจิตฺโต) ด้วยความเคารพอย่างสูง ในนามคณะศิษย์ กลุ่มทูตแสงตะวัน และนิตยสารบัวลอย


From Editor

Do you believe in nirvana? เธอเห็นพระนฤพานบนราวฟ้านั่นไหม ? ช่างดูสูงส่งเกินหัวใจจะใฝ่ฝัน แล้วเธอรู้จักไหมล่ะ...นรกโลกันตร์ นั่นแหละคือแดนดินที่ฉันมา ใช่ว่าฉันปฏิเสธสันดานนรก แต่ไม่ขอตายตกในภพหน้า เพราะฉันเชื่อใน “ตถาคตโพธิสัตตา” จึงพลีกายถวายชีวาสร้างบารมี สัตว์นรกกลับใจได้เป็นมนุษย์ จากต่ำสุดสู่สูงสุดในชาตินี้ แม้นเหลือเพียงศพซากกากธุลี เศษเถ้านี้จะถมทางพระนฤพาน... อนุสนธิเขียนไว้เมื่อได้ฟังเทศน์จากพระมหาโสฬส วีรญาโณ น้ำตารื้นในครั้งนั้น... และนั่นคือที่มาของพลังแห่งการทำนิตยสาร “บัวลอย” ธรรมะ (ดีไซน์) แจกฟรีครั้งแรกในชีวิต และครั้งแรกในสยาม จะเกิดหรือดับมันก็แค่กฎไตรลักษณ์ของชีวิต... โหนกคิดคำนึง............ ยินดีที่ได้รู้จักครับ...Prum Malatorn

Bualoy Magazine


Contents

EPISODE ๑ : August-September ๒๐๑๐

ฤกษ์(เลิก)เกิด

“FIVE FABULOUS REASONS TO BE EXACTLY WHEN YOU WERE BORN”

Empower พลังใจ พลังชีวิต

Provided by Dhamma ธรรมะจัดสรร

lP16

Scrutiny ธรรมาพินิจพิจารณ์

lP40

Melody of Art สู่ท่วงทำนองความงามแห่งศิลปะ lP96

Miracle of Life อัศจรรย์ธรรมสู่ใจ

lP82 lP96

BUALOY CONTENTS


ฤกษ์(เลิก)เกิด

๑๘

The Prominent Lotus Pakornwin Wongmalatorn

“...เวลามีชีวิตอยู่ เราจะทำความดีให้โลกทั้งหลายได้เป็นคติ ตัวอย่างอันดีงาม และทำด้วยเมตตาสงสาร เพราะหลังจากนี้แล้ว... เราตายแล้ว...เราจะไม่กลับมาเกิดในโลกนี้อีกต่อไปเป็นอนันตกาล...”

���๐ Key of Birth

Prum Malatorn & Bualoy Team

“...ถ้าในขณะนั้นยังไม่มีแดนเกิดหรือพ่อแม่ที่เหมาะสม การได้เกิดเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงก็เกิดขึ้นไม่ได้ กลายเป็น “สัมภเวสี” เป็นผู้ล่องลอยแสวงหาแดนเกิดต่อไป ซึ่งท่านได้ชี้แจงว่าการที่จะได้เกิดจริงๆหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่ามีโลกมนุษย์ให้เราเกิดหรือไม่ มีพ่อกับแม่ที่มีวิบากกรรมต้องมาใช้กรรมร่วมกับเราหรือไม่ พ่อกับแม่ต้องไม่เป็นหมัน ไม่คุมกำเนิด มีเพศสัมพันธ์กัน ฝ่ายหญิงไข่สุก ฝ่ายชายอสุจิแข็งแรงพอ มีการรวมตัวกันของโครโมโซมหรือดีเอ็นเอของทั้งสองฝ่าย ถ้ามีครบก็มีโอกาสเกิดถ้าไม่มีก็ต้องรอเวลาไปก่อน...”

๖๐ Supermum the Sum of All Bualoy Team

“...พี่กิ๊กครับ รบกวนภาพสุดท้ายครับ รับบทเป็นภาพ Supermom ให้กับเราหน่อย ภาพนี้ลงปกครับ อารมณ์เดียวกันกับ Superwoman” “อ้าว ก็เป็นอยู่แล้วนี่นา” สุวัจนีหัวเราะร่วนพร้อมกับอุ้มตาต้า ลูกสาวคนสวยมาหอมแก้มโชว์ให้เราเก็บภาพอย่างเซอร์ไพรส์...”

๖๔ Big Moms in A Big World Bualoy Team

“...แม่ ไม่ใช่เพียงแค่คำเรียกขานของผู้ที่ให้กำเนิดเท่านั้น แต่คำศักดิ์สิทธิ์คำว่า “แม่”คำนี้ เคยทำให้ผู้หญิงธรรมดามากมายหลายคน ได้สร้างสรรค์สิ่งมหัศจรรย์ จนโลกใบนี้ต้องสั่นสะเทือนด้วยพลังแห่งความรักและจิตใจของแม่อย่างพวกเธอมาแล้ว...”


ฤกษ์(เลิก)เกิด

๗๔

7 Phenomena@Siam square

Supatjana Suksai

“...จากอาคารพาณิชย์ขนาดเล็กที่รายล้อมไปด้วยสวนผักและชุมชนชาวบ้านธรรมดากลับกลาย มาเป็น“ย่านสยามสแควร์” มหานครแห่งความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ เต็มเปี่ยมไปด้วยรสนิยม สูงส่งด้วยวิทยาการระดับแนวหน้าของเอเชีย สี่สิบปีแห่งการพัฒนาสยามสแควร์ ได้สร้างปรากฎการณ์ที่ส่งผลต่อประเทศไทยมาแล้วมากมาย และนี่คือ ๗ ปรากฏการณ์มหัศจรรย์ ระดับตำนานของ ”ย่านสยามสแควร์”...”

๘๒ Empower Bualoy Team

อาคันตุกะ(ชาย) : หลวงพี่ครับ ผมไม่เห็น...ว่าชีวิตคนต่างจากหมาซักเท่าไหร่ เห็นมี แต่ กิน ขี้ ปี้ นอน? ภิกษุหนุ่ม : ต่างสิ….เปิดต่อไปเรื่อยๆ แล้วก็จะรู้เองว่าคนกับหมาต่างกันยังไง...

๑๐๒ Unseen Happiness Tar Paradox

“...ผมหวังว่าสักวันคนเราจะสามารถใช้ดวงตาในการมองโลกอย่างเข้าใจและสร้างสรรค์มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เหมือนอย่างที่น้องๆผู้ซึ่งพิการไร้ดวงตาจะมองเห็นสิ่งต่างๆที่สวยงามแต่พวกเขาก็สามารถใช้หัวใจ สัมผัสมันได้อย่างลึกซึ้งมากกว่า ดังนั้นโลกของพวกเขาจึงไม่มีคำว่าน่าเกลียดคงจะมีแต่ความงดงามไปจนสุดจินตนาการ...”

๑๑๖ The Scent of Thai Culture Photography : Bennovo Model : Koki


ไปไหนมา สามวา สองศอก

เรื่อง บัวลอย

นิทรรศการกาลานุสรณ์ 26/7/2010 วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร

Bualoy Magazine

นิทรรศการ 20/20 โดย Akko Art Gallery 3/9/2010 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

Mask

20/8/20 หอศิลปวัฒนธรรมแห่ง


ฺWhat’s Up? l ๑๕

ฺ hat’s Up ? W ฺWhat’s Up ? What’s ฺWhat’s Up ? What’s ฺWhat’s Up ? What’s Up ? ฺWhat’s Up ? What’s Up ? ฺWhat’s Up ? What’s Up ? ฺWhat’s Up ? What’s ฺWhat’s Up ? What ฺWhat’s Up ? What’s ฺWhat’s Up ? ฺWhat’s Up ? What’s Up ฺWhat’s Up ? What’s Up ? ฺWhat’s Up ? What’s ฺWhat’s Up ? What’s Up ? ฺ What’s Up ? What’s Up ? ฺWhat’s Up ? What’s Up ? ฺWhat’s Up ? What’s Up ? Up ? What’s Up ? What’s Up ? What’s Up ? What’s Up ? ฺWhat’s Up ฺ hat’s Up ? W ฺat’s Up ? What’s Up ฺWhat’s Up ? What’s Up ? ฺWhat’s Up ? ฺWhat’s Up ?

2

010 งกรุงเทพมหานคร

The Public Degree Show

13/8/2010 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

Icon of Frence Design

22/8/2010 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

Bualoy Magazine


“ Provide d

by Dhamma เมื่อธรรมะได้จัดสรร


สดุดี บัวลอย

เรื่อง บัวลอย

The Prominent Lotus By Pakornwin Wongmalatorn

โจทย์ของพื้นที่ตรงนี้ คือการนำเสนอคอลัมน์พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ที่เป็นดั่งเพชรแท้ในเมืองไทย มามอบประดับในวงสังคมวัยรุ่นยุคใหม่ได้ อย่างทรงคุณค่าและสง่างาม เนื่องด้วยวันที่ ๑๒ สิงหาคม นอกจากจะเป็น วันแม่แห่งชาติแล้วนั้น ยังเป็นวันคล้ายวันเกิดของพระอริยสงฆ์ที่มีคุณูปการ มากล้นในประเทศไทยอย่าง”องค์พระหลวงตามหาบัว”อีกด้วย ทีมงานจึง พร้อมใจนำเรื่องราวของท่านมานำเสนอให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและเดิน ตามรอยพระอริยสงฆ์องค์นี้อย่างนอบน้อม แต่การที่จะนำเรื่องราวแห่งสายวิปัสสนาที่ดูห่างเหินกับวงสังคม คนรุ่นใหม่ให้รู้จัก และหวังผลเล็กๆให้เกิดศรัทธาแล้วนั้น สำหรับ ข้าพเจ้านับว่าเป็นงานที่ยากเข็ญ (แต่ท้าทายเหลือเกิน) และวันที่ บทความนี้พิมพ์เสร็จ (๑๕ ค่ำ เดือน ๙) ยอมรับว่าข้าพเจ้านั่งอ่าน ซ้ำไปซ้ำมาทบทวนอยู่หลายรอบ แอบพึมพำในใจ“คงไม่มีใคร อ่านแน่ๆ”กับเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นจริงในวันที่ทีมงานนิตยสารบัวลอย ต้องร่วมแรงร่วมใจครั้งใหญ่ทำพรีเซนต์นำเสนอนิตยสารนี้กับสปอนเซอร์ อย่างบริษัทดีแทค ซึ่งมีเวลาเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงซึ่งก่อนหน้านี้ทีมงานก็ กรำงานช่วยเหลือสังคมด้านอื่นมาอย่างสาหัส“โบราณว่า สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น” ข้าพเจ้ายังยืนยันและเชื่อมั่นในสำนวนนี้ จึงเลือก ในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองมานำเสนออย่างที่ใจบอกให้ทำ และท้ายที่สุด บทความนี้อาจเป็นเพียงแค่หน้ากระดาษหน้าหนึ่ง ซึ่งไม่มี ความหมายใดเลยจนต้องเปิดข้ามแต่สำหรับข้าพเจ้าก็ยังยืนยันทั้งหัวใจ “ว่าหน้ากระดาษ ๕ หน้านี้สำคัญและทรงคุณค่าต่อผู้อ่านมากที่สุด” แด่องค์พระหลวงตามหาบัว...

พระธรรมวิสุทธิมงคล (บัว ญาณสัมปันโน) มีนามเดิมว่า บัว โลหิตดี เป็นพระเถระดีเด่นทั้งด้านปริยัติ-ปฏิบัติ เกิด เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๕๖ ที่ตำบลบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี เป็นคนขยันขันแข็งและมุ่งมั่น ในการทำงาน ได้รับการอุปสมบทเมื่ออายุ ๒๑ ปี ณ วัดโยธานิมิตร จังหวัดอุดรธานี โดยมีท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ขณะดำรงสมณศักดิ์พระราชเวที เป็นอุปัชฌาย์ได้รับฉายาว่า ญาณสมฺปนฺโน แปลว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยญาณ ครั้นบวชแล้วท่านได้ศึกษาพุทธประวัติและประวัติพระอรหันตสาวกจน เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ท่านใช้เวลาเล่าเรียน พระปริยัติธรรมเป็นเวลา ๗ ปี สำเร็จเปรียญธรรม ๓ ประโยค พร้อม นักธรรมชั้นเอก ณ วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ และสถานที่แห่งนี้เอง เป็นที่แรกที่ท่านได้มีโอกาสพบ“ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต บูรพาจารย์ใหญ่แห่งวงศ์วิปัสสนา”

Bualoy Magazine


Praise Bualoy l ๑๙

แหวกว่ายเวียนไป วันหนึ่งจะอยู่เหนือน้ำ จะเป็นบัวงามเดินตาม “พระมหาบัว” (พ.ศ.๒๔๕๖ - ปัจจุบัน)

เนื่องจากได้ตั้งสัจจะไว้ว่า เมื่อเรียนจบตามที่ตั้งใจไว้จะออกปฏิบัติกรรมฐาน จึงไม่ได้เรียนปริยัติธรรมต่อ ได้ออกปฏิบัติเรื่อยมาจนกระทั่งเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๕ ณ จังหวัดสกลนคร ท่านได้พบกับพระอาจารย์มั่นอีกครั้ง ซึ่งพระอาจารย์มั่นได้แสดงธรรมซึ่งตรงกับปัญหาที่เก็บความสงสัยฝังใจ มานานจนคลี่คลายไปได้ว่า “ดินฟ้าอากาศแร่ธาตุต่างๆเขาเป็นของเขาเอง เขาไม่ได้มรรคผลนิพพาน เขาไม่ได้กิเลส กิเลสจริงๆ มรรคผลนิพพานจริงๆ อยู่ที่ใจ หากกำหนดจิตต่อด้วยสติที่ใจแล้ว จะเห็นความเคลื่อนไหวของทั้ง ธรรม ทั้งกิเลสในใจ ขณะเดียวกันจะเห็นมรรคผลนิพพานไปโดยลำดับ”

จากนั้นไม่นานนักท่านก็็มุ่งสู่วัดดอยธรรมเจดีย์ (ปัจจุบันอยู่ อ.โคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร) ในช่วงพรรษาที่ ๑๖ บนเทือกเขาสูงของคืนเดือนแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ นี้เอง (ตรงกับวันจันทร์ที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๓) ในเวลา ๕ ทุ่มตรง ท่านได้บรรลุธรรมด้วยความอดทนพากเพียรจากความ พยายามสืบเนื่องตลอดมา รวมเป็นเวลา ๙ ปี ที่คืนแห่งความสำเร็จระหว่าง กิเลสกับธรรมภายในใจของท่านตัดสินกันลงได้ ด้วยความประจักษ์ใจหาย สงสัยในทุกสิ่งทุกอย่างทั้งเรื่องภพชาติ ���กิด แก่ เจ็บ ตาย กิเลสตัณหา อาสวะทุกประเภทได้ขาดกระเด็นออกไปจากใจในคืนวันนั้นเอง

นับตั้งแต่นั้นมาท่านได้มอบตัวเป็นศิษย์และฝึกปฏิบัติธรรมกรรมฐานกับ พระอาจารย์มั่นอย่างเด็ดเดี่ยว จิตมุ่งอยู่กับสมาธิภาวนาเท่านั้น ด้วยความ มุ่งมั่นดังกล่าว ทำให้จิตของท่านได้หลักสมาธิแน่นหนามั่นคง ท่านทรง ภาวะนี้นานถึง ๕ ปีไม่ขยับก้าวหน้าต่อ ท่านพระอาจารย์มั่นจึงให้อุบาย อย่างหนักเพื่อให้ออกพิจารณาทางด้านปัญญา ทั้งด้านอสุภะ กระทั่งถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งส่วนหยาบ ส่วนกลาง และส่วนละเอียด จนสามารถรู้เรื่องราว ฆ่ากิเลสตัวนั้นได้ตัดกิเลสตัวนี้ได้โดยลำดับ ในช่วงนี้ ท่านมีความเพลิดเพลินในความเพียรเพื่อฆ่ากิเลสชนิดเดินจงกรมไม่รู้จัก เหน็ดเหนื่อย รวมเวลาที่ท่านอยู่กับพระอาจารย์มั่นทั้งหมด ๘ ปี จวบจนใน ปี พ.ศ.๒๔๙๒ พระอาจารย์มั่นถึงแก่มรณภาพ ท่านจึงพยายามปลีกตัว ออกจากหมู่เพื่อน อยู่ป่าเขาตามลำพัง แต่มุ่งอยู่กับความเพียรตลอดสติ แนบแน่นกับจิตเป็นอัตโนมัติด้วยภาวนามยปัญญา

ณ ปัจจุบันองค์พระหลวงตามหาบัวนี้ ได้รับการขนานนามว่าเป็นพ่อบ้าน รุ่นสุดท้ายของสำนักพระอาจารย์มั่น ด้วยเมตตาอย่างไม่มีประมาณของท่าน องค์หลวงตาพระมหาบัวก็ยังปฏิบัติเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของสำนักสืบมา พร้อมกับเป็นที่พึ่งพิงของศิษย์รูปอื่นมากมาย นอกจากนี้บทบาทของท่านยัง เด่นชัดในเรื่องการมุ่งสงเคราะห์โลกผ่านสารพัดวิธ ีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง ที่ประเทศไทยเกิดวิกฤตเงินสำรองในคลังเริ่มแห้งขอด ท่านเป็นผู้เคลื่อน ขบวนพระป่ารวมถึงฆารวาสเพื่อระดมปัจจัยด้วยการ ทอดผ้าป่าช่วยชาติ ให้พร้อมใจกันสละทรัพย์ส่วนตนแก่บ้านเมือง จนสามารถส่งเงินเข้าคลังหลวง ได้หลายหมื่นล้านบาท ทองคำหนักกว่า ๑๑ ตัน เปล่งประกายปลดหนี้ให้ ประเทศชาติรอดพ้นวิกฤต ยังไม่รวมถึงบทบาทแห่งการสงเคราะห์โรงพยาบาล หน่วยงานราชการ สถานศึกษา ผู้ด้อยโอกาส จนกระทั่งสัตว์น้อยใหญ่ ขจรขจาย ด้วยเมตตาแห่งท่านนี้ แผ่ไพศาลไปไกลถึงนอกประเทศ

นับว่านี่คือปรากฏการณ์รวมบุญครั้งสำคัญ ที่องค์ท่านได้ปลุกศีลธรรมค้ำ แผ่นดินอย่างงดงาม ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะ ชั้นธรรม ที่พระธรรมวิสุทธิมงคล เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๒ ปัจจุบันท่านได้พำนัก ณ วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี และองค์ท่าน ยังคงสร้างประโยชน์จารึกแก่โลกอย่างมากมายจวบจนถึง ณ ปัจจุบัน. เรียบเรียงโดย เจษฎา ห่อไพศาล (อ้างอิงข้อมูลจากนิตยสาร a day ฉบับที่ ๑๐๘ และ www.luangta.com)

Bualoy Magazine


สดุดี บัวลอย

เรื่อง บัวลอย

หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม ปทุมธานี “...ผมยอมท่านอาจารย์หลวงตามหาบัว ดูลักษณะท่าทางนี่ไม่ผิดกับท่านอาจารย์มั่น ผมจับได้หมดเลย ผมเคารพสุดยอด”

หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถระ วัดป่าบ้านหนองผือ สกลนคร “...ท่านมหาบัวนี่แหละ ที่จะเป็นที่พึ่งของหมู่คณะในวันข้างหน้า ในอนาคตเบื้องหน้า พระมหาบัวผู้นี้จักทำประโยชน์ใหญ่ให้แก่ประเทศชาติและพระศาสนา...”

“...ถ้าไม่ทรงคุณธรรม ถึงขั้นจริงๆแล้วก็จะถามปัญหาแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ...”

The Prominent Lotus

“ หลวงตาพระมหาบัว ญาณฺสมฺปนฺโน...ฺฺฺฺ

หลวงพ่อสังวาลย์ เขมโก วัดทุ่งสามัคคีธรรม สุพรรณบุรี “...หลวงตามหาบัวเป็นพระอรหันต์อันดับหนึ่งของประเทศไทย เสียดายที่โยมพ่อโยมแม่ ของอาตมาตายไปเสียก่อน หาไม่แล้วจะต้องให้มาทำบุญกับหลวงตาซะเลยทีเดียว...”

สดุดี บัวลอย

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร “...เมตตาของหลวงตามหาบัวที่ได้ออกมาทำโครงการผ้าป่าช่วยชาตินั้น เปรียบเสมือน กับผืนฟ้าที่ห่อคลุม ปกป้องแผ่นดินไทยไว้ทั้งหมดเลยทีเดียว...”

หลวงพ่อแนน สุภัทโท วัดซำขาวถ้ำยาว ขอนแก่น

หลวงปู่หล้า เขมปัตโต วัดภูจ้อก้อ หรือ วัดบรรพคีรี มุกดาหาร

พระอาจารย์แบน ธนากโร วัดดอยธรรมเจดีย์ สกลนคร

“...ในยุคนี้ไม่มีใครเกินหลวงตามหาบัว...”

“...ในยุคบ้านหนองผือ พระอาจารย์มหาบัวลึกซึ้งมากทุกวิถีทาง ท่านพระอาจารย์มั่น ไว้ใจมากกว่าองค์อื่นๆในกรณีทุกๆด้าน...”

“...ให้รีบไปกราบหลวงตามหาบัวเสียไวๆที่สุดเถิด เพราะหลวงตาท่านเข็นสังขารต่ออายุ มาให้นานถึง ๑๐ กว่าปีแล้วนะ”

Bualoy Magazine


Praise Bualoy l ๒๑

Praise Bualoy ......

...ขอเอาแรงกายแรงใจ เอาชีวิตและเลือดเนื้อที่เพียรสร้าง ตรากตรำทำงานถวายแด่พระศาสนา หากสัจจะกิริยาที่ข้าพเจ้าได้แลกมายังมีประโยชน์อันใดแม้เพียงเสี้ยวธุลี จงแปรเป็นดั่งข้าวสีเลือดอันหอมกรุ่น ยกถวายใส่บาตรองค์หลวงตาด้วยความนอบน้อม...”

เราทำงานกันยันรุ่งอย่างสุดกำลัง หวังเพียงให้งานออกมาดีที่สุดตามปัจจัยที่ควรเป็น แม้ว่าในใจเรืองรองดั่งดวงตะวันแต่ร่างกายกลับโรยรา “หลวงพี่นอนดีกว่า เดี๋ยวทางนี้จัดการเอง พรุ่งนี้หลวงพี่ต้องเป็นคนพรีเซนต์” ข้าพเจ้ายอมรับอย่างเนือยๆพิจารณาถึงสังขารตามสติปัญญาที่ตัวเองพึงมี “ปล่อยวาง โลกกำลังเดินทางไปตามเหตุและปัจจัย” ใจข้าพเจ้าตอบอย่างนั้นพร้อมกับเอนกายลงนอน ปิดเปลือกตาสู่ความมืดมน ..... ตาในและใจเปิด เฝ้ามองดูความคิดวูบไหวราวสายน้ำหลาก รุนแรงและแผ่วบางตามอำนาจกิเลส “พุทโธ” คือองค์ภาวนาที่ข้าพเจ้าอัญเชิญสู่หัวใจ ยามไร้ที่พึ่งใดๆในกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากนี้ จากหนึ่งสู่ร้อย น้อยนิดแต่ทว่ามหาศาล การเดินทางมีความหวังอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง ทว่านี่คือความฝันหรือความอหังการแต่อย่างใด เมื่อใจมั่นในทาง ข้าพเจ้ากลับมีความคิดประหลาดดั่งนิมิตมาบิดเบือน “ในชีวิตอันโครตโง่และเหลวไหล ยังไม่เคยรู้ในทางพระอรหันต์ว่ามีจริงหรือไม่ ได้ยินกิตติศัพท์องค์หลวงตาพระมหาบัวมาว่าท่านคือพระผู้หลุดพ้น แต่ก็ไม่เคยได้สัมผัสด้วยตาจนถึงใจ นี่ก็ใกล้รุ่งเช้า พระผู้เฒ่าคงจะออกบิณฑบาตรโปรดสัตว์ ไอ้สัตว์ตัวนี้ขอเอาแรงกายแรงใจ เอาชีวิตและเลือดเนื้อที่เพียรสร้างตรากตรำทำงานถวายแด่พระศาสนา หากสัจจะกิริยาที่ข้าพเจ้าได้แลกมายังมีประโยชน์อันใดแม้เพียงเสี้ยวธุลี จงแปรเป็นดั่งข้าวสีเลือดอันหอมกรุ่น ยกถวายใส่บาตรองค์หลวงตาด้วยความนอบน้อม...” ..... ถ้อยคิดนั้นยังคมชัด และยิ่งกลับกระจ่างชัดมากขึ้นทุกที เมื่อถ้อยใจยังระลึกถึง “พุทโธ”ต่อไปอย่างแน่วแน่ และข้าพเจ้าคงได้กลืนกินบาปหวานนี้ตลอดอนันตกาลเป็นแน่แท้ หากหาญกล้าแต่งเรื่องพระอรหันต์นี้ ให้เป็นจินตนิยายที่หลอกลวง แต่มันมิใช่เลย เมื่อภาพที่ปรากฏในองค์ภาวนายามอธิษฐานแลกด้วยใจนี้ กลายกลับมาเป็นองค์พระผู้เฒ่าในท่าทรงสมาธิ แจ่มจรัสเจิดจ้าและสง่างามราวจักรพรรดิผู้น่าเกรงขาม มันคือมายาแต่เป็นมายาที่อิ่มละมุน ละเมียดละไมที่สุดในภาคภพนี้ น้ำตาข้าพเจ้าเริ่มเอ่อท้น ไหลลู่ร่วงหล่นออกจากเปลือกตาที่ปิดสนิท “องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน”พระผู้เฒ่าที่สะกดข้าพเจ้าไว้ในห้วงภวังค์... ..... จิตระลึกหวนคิดถึงคำพูดของครูบาอาจารย์ยามแรกบวชที่เอ่ยถึงพระผู้นี้ “ฉายา ญาณสมฺปนฺโน แปลว่า ผู้มีญาณอันยิ่งใหญ่ ใครนึกถึงท่าน ท่านก็จะนึกถึง” จริงอยู่นิมิตนั้นอ���จทำให้เราใหลหลง แต่คนคนนึงที่ใช้ชีวิตมากว่า ๒๙ ปี ปฏิบัติธรรมโดยทำไปอย่างไร้แก่นสาร ไม่เคยพาลพบสิ่งใดๆในดวงตายามภาวนา แต่ด้วยอำนาจฝ่ายใดก็ตามแต่ ที่ทำให้ข้าพเจ้าท้าทายพระผู้เฒ่านามว่า “หลวงตามหาบัว”องค์นี้ จนเกิดผลกลใดกับดวงจิตและชีวิตไปแล้วก็ตามที ณ ขณะนี้ ภาพนั้นได้ฝังลึกอยู่ในดวงจิตดวงใจ และจะงดงามสว่างไสวไปชั่วนิรันดร์ ...... “หลวงพี่...นิตยสารบัวลอยพร้อมพรีเซนต์กับดีแทคแล้ว”ทีมงานเอ่ยเรียกเบาๆอย่างเกรงใจ ข้าพเจ้าเปิดเปลือกตาช้า ถอนหายใจเบาๆก่อนเอ่ยว่า”พร้อมเหมือนกัน เพื่อพระอรหันต์เพื่อนิตยสารบัวลอย”

Bualoy Magazine


งานบุญเข้า

เรื่อง กฤตชญา วณิชย์พูลผล

“...เวลามีชีวิตอยู่ เราจะทำความดีให้โลกทั้งหลายได้เป็นคติ ตัวอย่างอันดีงาม และทำด้วยเมตตาสงสาร เพราะหลังจากนี้แล้ว... เราตายแล้ว...เราจะไม่กลับมาเกิดในโลกนี้อีกต่อไปเป็นอนันตกาล...”

ขอเชิญร่วมบริจาค ร่วมสร้างมหากุศล สร้างอาคารผู้ป่วยใน ตึกสงฆ์อาพาธ ณ โรงพยาบาลอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี น้อมถวายอาจริยบูชา แด่หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เจริญอายุครบ ๙๗ ปี (๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๓) และน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ ๘๔ พรรษา (๕ ธันวาคม ๒๕๕๔)

Bualoy Magazine

โดยการทอดผ้าป่า ๘๔,๐๐๐ กอง กองละ ๒,๐๐๐ บาท หรือตามกำลังศรัทธา บริจาคได้ที่ : วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี หรือโดยการโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี “ผ้าป่า ๘๔,๐๐๐ กอง โรงพยาบาลอุดรธานีโดย หลวงตามหาบัว”

ธนาคารกสิกรไทย สาขาเอกมัย เลขที่ ๐๕๙-๒-๕๐๑๐๐-๙ ธนาคารกสิการไทย สาขาอุดรธานี เลขที่ ๑๑๐-๒-๒๐๗๓๓-๓ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาอุดรธานี เลขที่ ๕๑๐-๔-๑๘๗๓๔-๘ (โอนฟรี ยกเว้นค่าธรรมเนียมในการโอนธนาคารเดียวกัน) โทรศัพท์ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่:๑.สถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน ๐๔๒-๒๙๒๒๖๗ ๒.สวนแสงธรรม โทร.๐-๒๔๔๔-๒๘๑๒ ๓.โรงพยาบาลอุดรธานี โทร.๐๔๒-๓๔๘๘๙๐, ๐๔๒-๒๘๒๒๕๘-๙ แฟกซ์ ๐๔๒-๒๔๔๒๔๙


Dhamma Space l ๒๓

Bualoy Magazine


บัวพันธุ์สยาม

เรื่อง เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา

The Importance of Human Birth. เมื่อทีมงานบัวลอยมาถามว่า”ความสำคัญของการเกิดเป็นมนุษย์คืออะไร” คล้ายๆกับคำถามที่ว่า.....เกิดมาทำไม แต่ที่น่าแปลกใจกว่าคำถาม...คือ “ทำไมจึงคิดอยากจะถาม” มีอะไรทำให้เธอสงสัยในการเป็นมนุษย์ของเธอหรือเปล่า... ในกรณีเปรียบเทียบกับสัตว์ พวกมันเกิดมารับใช้สัญชาตญาณ พูดให้ง่ายกว่านั้นก็คือ “รับใช้ธรรมชาติ” มันกิน...แต่สิ่งที่พวกมันถูกกำหนดให้กิน ดูสิ มีเสือตัวไหนกินมะม่วง และแน่นอนไก่ไม่จิกเพื่อนกินกันเอง มันอยู่...ก็อยู่ในรูปแบบที่พวกมันถูกกำหนด ลิงไม่หักกิิ่งไม้มาทำกระท่อม... มันเอากันเป็นฤดูกาล...มิใช่เพื่อความสนุกสนาน และทุกอย่างที่กำหนดพฤติกรรมของมันคือ...”ธรรมชาติ” ”คน”ล่ะ...ว่ากันว่ามนุษย์ทุกคนมี “เจตจำนงอิสระ” โอเค...เอาง่ายๆก็ได้ ไอ้เจตจำนงจำแนงเนี่ย...หมายถึง เราสามารถทำอะไรได้ตามใจชอบ โดยมีสิ่งที่เรียกว่า สติปัญญา ในทางพระก็อาจจะหมายถึง กิเลส ตัณหา เรามีความชอบ แนวทาง สไตล์ ความฝัน รสนิยม ความต้องการ แตกต่างกัน...ส่งผลให้แต่ละคน มีความแตกต่างกัน ยังไม่นับรวมถึงสภาพแวดล้อม พื้นเพชาติกำเนิดการศึกษา และตัวแปรอะไรๆอีกมากมาย ที่ส่งผลให้เกิดความแตกต่างออกไปไม่มีที่สิ้นสุด นี่แหละ “เจตจำนงอิสระ”และเราทุกคนกำลัง”รับใช้มัน” ถ้าโยนคำถามออกไปว่า “มนุษย์”เกิดมาทำไม เธอจะได้คำตอบเท่ๆ มากมาย เกิดมาตามล่าความฝัน...ไปเลย มึงไปเข้าบ้านเอเอฟเลยไป...เกิดมาเพื่อทำประโยชน์เพื่อสังคม... ในสภาเพียบที่พูดแบบนี้...ลงท้ายแดกกันเช็ด... เกิดมาเพื่อรักเธอ...กูจะอ้วก เห็นมั๊ย...คนเราก็ตอบตาม”เจตจำนงอิสระ”ของตัวเอง ซึ่งมากมายหลายหลาก แต่ถ้าถามถึง”ความสำคัญของการเกิดเป็นมนุษย์” ความสำคัญ...ความสำคัญ...ความสำคัญเป็นอะไรบางอย่างที่อยู่คนเดียวไม่ได้ มัน”สำคัญ”ก็ต่อเมื่อมันได้ทำอะไรบางอย่าง”สำคัญ”...มันจึงจะสำคัญ.. เธอเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว แน่นอน...เธอมีเจตจำนงอิสระของเธออยู่แล้ว แต่..... เธอสร้างความสำคัญให้กับตัวเองหรือยัง เธอเป็นคนสำคัญของใครหรือยัง เธอทำสิ่งสำคัญให้กับใครต่อใครหรือยัง เธอมีความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวเธอมั๊ยล่ะ.....

Bualoy Magazine


Ver.Siam l ๒๕

Qเวลาเด็:กเกิดมา

Qการที:่ไหว้พระเพื่อขอลูก Qทำไมต้:องมีเทียน ๒ เล่ม Qบาตรพระลู : กแรกของโลก

ทำไมต้องให้พระตั้งชื่อให้? จะเป็นไปได้จริงเหรอ?

A:

สมณะในพระพุทธศาสนาล้วนแต่เป็น เนื้อนาบุญของโลก เป็นมงคลสูงสุด หากนำลูกของตนมารับพรจากพระแล้ว ย่อมทำให้เด็กน้อยมีความมงคลในชีวิต และด้วยพระเป็นผู้รักษาไว้ซึ่งพุทธพจน์ จึงทำให้คนทั่วไปนำลูกของตนมาให้พระ ตั้งชื่อ รวมทั้งพระเป็นผู้รอบรู้ในภาษาที่ ควรจะนำมาตั้งชื่อเป็นอย่างดี

A:

พระ หมายถึง พระพุทธเจ้า คงตอบได้ เต็มคำว่า ความเป็นไปได้มีน้อยมาก เพราะการขออ้อนวอนไม่ใช่คำสอนใน พระพุทธศาสนาแต่หากว่าบุคคลนั้นตั้งใจ นำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ ด้วยผลบุญที่ตนได้ทำ อาจส่งผลให้ได้ ดั่งใจหวัง เพราะสิ่งนี้ล้วนมีเหตุและ ปัจจัยประกอบ หากไม่ทำความดีเลย สิ่งดีๆย่อมไม่เกิด จะมานั่งขอโน่นขอนี่

และธูป ๓ ดอก?

A:

เทียนส่องสว่าง ๒ เล่ม เป็นสัญลักษณ์แทน ธรรม และ วินัย ส่วนธูปที่จุดทั้ง ๓ ดอกนั้น เป็นสัญลักษณ์ของ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

ถือกำเนิดได้อย่างไร?

A:

เกิดขึ้นจากตอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้ว และมีสองพี่น้องนายกองเกวียนนำอาหาร มาถวายพระพุทธเจ้า ซึ่งตามธรรมเนียมของ พระศาสดาชั้นพระพุทธเจ้าทั้งหลายต้อง ไม่รับของจากพระหัตถ์ แต่จะรับด้วยภาชนะ หรือบาตรเท่านั้น ท้าวจตุโลกบาล ทั้ง ๔ ทิศ จึงนำบาตรมาถวายองค์ละใบ รวมทั้งหมดเป็น ๔ ใบ พระพุทธเจ้าได้ทรงรับแล้วทรงอธิษฐานให้บาตรทั้ง ๔ ใบรวมเป็นใบเดียวกัน

โดยไม่ทำอะไรเลย สักกี่ชาติก็ไม่ได้!

ที่มาของคำถาม : เด็กสยาม(สแควร์) ตอบโดย : พระที่จำพรรษาแถวสยาม(สแควร์) รวบรวมโดย : กฤตชญา วณิชย์พูลผล

Bualoy Magazine


กำลังดี

เรื่อง ปทมา ยืนยง

Problem to Solve , Not to Sob

เหนื่อยไหม เพื่อน ?

การทำนิตยสารขึ้นมาสักเล่มนี่มันยากเย็นเเสนเข็ญสุดๆเลยนะครับ กว่าจะคลอดออกมาเป็นนิตยสารให้ทุกๆ คน ได้ชื่นชม โดยพร้อมเพรียงกันทั่วเขตแคว้นแดนสยาม ต้องผ่านกระบวนการเยอะแยะมากมาย ท้อบ้าง เหนื่อยบ้าง เครียดบ้าง แต่สุดท้ายนิตยสารที่เสกสรรปั้นแต่งกันแรมหลายเดือนก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจนได้ยังไงก็ตามแต่ผมขอ เป็นกำลังใจให้นะครับ จะว่าไปนายเคยเล่าให้เราฟังว่า บัวลอย นั้นมาจากเพลงบัวลอยของคาราบาว บัวลอยคนนั้นในเพลงเพลงนั้น หลายครั้งที่เราเห็นข่าวคนฆ่าตัวตายหนีปัญหาในหนังสือพิมพ์ นั่นอาจจะเป็นวิธีการแก้ปัญหาของ ไม่ได้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป เขาแค่เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่เป็นที่รักของเพื่อนๆ ห่วงใยคนอื่นกว่าตนเอง ทำอะไรหลาย เขา แต่ว่าสำหรับเรา เราคิดว่าเราอาจจะมีทางแก้ปัญหาที่ดีกว่าเขา ถ้าเราจะมานั่งปวดหัวกับปัญหาที่วุ่นวาย อย่างให้กับคนรอบข้างโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน บัวลอยคือตัวแทนของคนดี และความเป็นห่วงเป็นใยผู้อื่น เราเอาเวลาที่นั่งปวดขมับ ปวดตับ ปวดใจ ไปนั่งคิด���ก้ปัญหาดีกว่าไหม ความเป็น บัวลอย จึงไม่ได้วัดกันที่ชื่อเสียง แต่วัดกันที่คุณค่าของจิตใจต่างหาก ปัญหาน่ะมีไว้ให้แก้ ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้ม ทักทายกันพอสมควรแล้ว ขอเล่าเรื่องต่อไปเรื่อยๆก็แล้วกัน เราไม่รู้ว่านายชอบฟังคนเล่าเรื่องไหม ที่เขียนๆมาเพราะว่าเราได้รับฟังปัญหาของนายมาเยอะเหมือนกัน กว่าที่จะออกมาให้คนเห็นหน้าตา แต่เราชอบเล่า ของนิตยสารเล่มนี้ เลยเขียนมาเป็นกำลังใจให้นะฟังดูเครียดจัง เล่าเรื่องทั่วๆไปบ้างดีกว่า เราเคยคิดอยู่นะว่า การเกิดนั้นยาก แต่การอยู่นั้นยากยิ่งกว่า เห็นได้จากชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนใน วันก่อนเรานั่งดูซีรีย์เรื่องหนึ่ง มีเนื้อหาเกี่ยวกับศัลยเเพทย์ที่ต้องเข้ามาเรียนรู้ภาคปฏิบัติกับอาจารย์หมอ ประเทศ ที่ยากไร้แล้ว ก็อดสงสารเขาไม่ได้ เราก็คงเห็นตามสื่อทั่วไปแล้วว่าพวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยาก ก่อนที่จะได้เป็นศัลยแพทย์เต็มตัว โดยศัลยแพทย์ก็จะแบ่งแยกย่อยออกไปตามความถนัดเฉพาะทางอีก ลำบากขนาดไหน ต้องอดมื้อกินมื้อ บางวันไม่ได้กินอะไรเลย แต่ไม่ว่าจะยากลำบากขนาดไหน สิ่งหนึ่งที่เราเห็นคือ เช่น ด้านหัวใจ ด้านศัลยกรรมประสาท ศัลยกรรมพลาสติก ศัลยกรรมสูติ-นรีเวชกรรม ศัลยกรรมกระดูก ความพยายามที่จะมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะต้องขุดดินหารากไม้ หรือใช้วิธีการใดก็แล้วแต่ที่จะเป็นเครื่องช่วยทำให้สังขารของ และ ฯลฯ มีฉากหนึ่งที่อาจารย์หมอ เอ่ยถามกับลูกศิษย์ว่า ทำไมถึงกลับมาเรียนทางด้านศัลยกรรมสูติ-นรีเวชกรรม พวกเขาอยู่รอดต่อไปอีกวัน พวกเขายินดีที่จะทำ ทีแรกบอกว่าสนใจด้านศัลยกรรมพลาสติก มากกว่า ลูกศิษย์ไม่ได้ตอบอะไรพูดแค่เพียงว่า แล้วจึงถามอาจารย์ บางวิธีเราแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพวกเขาจะทำได้ เอาเป็นว่าเราจะไม่อธิบายแล้วกันว่าเราเห็นวิธี หมอกลับไปว่าทำไมถึงสนใจด้านนี้ล่ะ ต้องผ่าตัดคลอด ตลอดเวลา ต้องมองดูชีวิตที่เกิดใหม่ดิ้นรนที่จะมีชีวิตอยู่ อะไรของเขา เอาเป็นว่ามันไม่น่ารื่นรมย์แม้แต่น้อย ต่อไป เครียดกว่าด้านอื่นตั้งเยอะ เพราะต้องรับผิดชอบทีเดียวสองชีวิต ทั้งแม่และเด็กในครรภ์ อาจารย์หมอ มนุษย์ทุกคนเมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องเอาชีวิตรอด การใช้ชีวิตต้องเจอปัญหา จนเราเห็นแล้วว่าชีวิตเกิดมามีแต่ ตอบว่า จริงอยู่ ที่ต้องเครียดทุกๆครั้งที่ต้องผ่าตัดเพื่อช่วยเหลือชีวิตเด็ก แต่ว่าทุกๆครั้งที่เห็นว่าเด็กคนนั้นหายดี ปัญหา ให้แก้จริงๆ สรุปได้สั้นๆว่า เราเกิดมาเพื่อเผชิญกับปัญหามากมายหลายสไตล์ ปัญหาบางปัญหาก็จนใจที่จะแก้ กลับบ้าน คิดถึงชีวิตที่เด็กคนนั้นจะมีต่อไปในอนาคต ฉันก็ยังคงรู้สึกดีที่ได้เหนื่อยเพื่อช่วยเหลือพวกเขา และ แต่เราเชื่อว่าถ้าเรา มีสติตั้งมั่น ไม่ว่าปัญหาอะไรมันก็จะผ่านพ้นไปได้ ความรู้สึกนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงหรือหายไปไหน ทำสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข และทำให้คนอื่นมีความสุขไปด้วย ของแบบนี้มันไม่เหนื่อยหรอก เขียนมาจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้พูดเลยว่า การเกิดคืออะไร ทำไมต้องเกิดมาด้วยนะ เราก็ยังหาคำนิยามเท่ๆ ให้มันไม่ได้ซักที แต่ที่แน่ๆถ้าไม่มีนาย เราคงจะไม่ได้เขียนอะไรแบบนี้

Bualoy Magazine

ขอต้อนรับบัวลอยสู่โลกกลมๆใบนี้นะ อ่านแล้ว หายเหนื่อยบ้างไหม ?

เรื่องโดย ปทม ยืนยง (ปอ)


To Be Bualoy l ๒๗

ปั้นบัวลอย

“ To Be Bualoy

หากขาด ดิน น้ำ ลม ไฟ โลกนี้คงไร้สมดุล กว่าจะปั้น ”คนดี” อย่าง “บัวลอย”ขึ้นมาสักคน ต้องอาศัยเวลาสะสมประสบการณ์สานสร้างความดี สิ่งที่พวกเขาทั้งหลายได้หล่อหลอมให้เขาและเธอเป็น “บัวลอย” ได้อย่างไร คุณก็สามารถเป็น “บัวลอย” ได้เพียงแค่ คุณทำดี

Bualoy Magazine


ปั้นบัวลอย

เรื่อง บัวลอย

เป้อร์ จักรพงษ์ ปานสุวรรณ ชายผู้พลีกาย ดั่งเม็ดทรายบนผืนดิน หนุ่มมาดแมนที่แสนจะติดดินเรียบง่ายและทุ่มเทคนนี้ จบมัธยมปลาย จากโรงเรียนเทพศิรินทร์ สำเร็จการศึกษาวิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขา นันทนาการและวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาการจัดการท่องเที่ยว ปัจจุบันเป็นครูสอนว่ายน้ำ และArt Director ของนิตยสารบัวลอย

สิ่งที่ติดตา “ผมมีรุ่นน้องอยู่คนนึง ผมเรียกมันว่า “คนดีไม่มีข้อแม้” คือมันใฝ่เรียนทั้งๆที่พ่อแม่ไม่สนันสนุน มันยอมเข้ากรุงเทพฯ ด้วยเงินไม่ถึงร้อยเพื่อมาเรียน แล้วก็หาเงินเองจนได้เรียน พอมันเรียนจบ มันก็ซื้อทองบาทนึงให้แม่อีก ซื้อรถกระบะให้พี่มันด้วย ถ้าคุณคิดว่า คุณเป็นคนดีแล้ว ถามว่าดีแล้วมีข้อแม้หรือเปล่า... คุณสู้มันไม่ได้หรอก”

สิ่งที่ติดปาก “เราจะไม่ทำลายความหวังใคร เพราะมันอาจจะเป็นความหวัง สุดท้ายของเขา”

สิ่งที่ติดใจ “ผมอยากเอาสารส้มไปแกว่งในแม่น้ำเจ้าพระยาให้สะอาด เพราะ น้ำคือชีวิต แค่นี้ก็เติมเต็มชีวิตผมแล้ว”

สิ่งที่ติดเป็นนิสัย “ผมยอมรับว่า ผมเป็นคนโง่ แต่ผมจะใช้ความโง่หากินให้ดู มีเงินเป็นล้านด้วย ผมพยายามทำตัวอ่อนน้อมถ่อมตนเหมือนกับหญ้า ที่ทุกคนสามารถเหยียบย่ำได้ แต่สุดท้ายมันก็เกิดขึ้นใหม่พร้อมที่จะ ให้ทุกคนเหยียบย่ำได้ต่อไปแล้วถ้าถามว่ามีความสุขไหม ตอบได้เลยว่ามันไม่ต้องฝืน”

และสิ่งที่...ติดตัว

“ผมฝันอยากจะมีบ้านเล็กๆอยู่ท่ามกลางทะเลทราย และต้องเป็นทรายที่อุณหภูมิ ๔๘ องศา มีโอเอซิสล้อมรอบ ต้องมี wireless ด้วยนะ ต้องติดถนนใหญ่ด้วยนะ”

Bualoy Magazine


To Be Bualoy l ๒๙

เจอร์รี่ อัญมณี ศรีสุคนธ์ สาวน้อยคู่สายน้ำ เด็กสาวตัวเล็กคนนี้ผูกพันกับน้ำมาตั้งแต่ตอนที่เป็นนักกีฬาว่ายน้ำ ของโรงเรียนอำนวยศิลป์ พร้อมกับบุคลิกที่นิ่งและเยือกเย็นราวกับน้ำ ปัจจุบันเธอกำลังศึกษาอยู่ชั้น ม.๖ โรงเรียนสาธิตราชภัฏสวนสุนันทา เคยเป็นคณะกรรมการนักเรียนด้วย รับหน้าที่เป็น PR นิตยสารบัวลอย

สิ่งที่ติดตา “มีผู้ชายอยู่คนหนึ่ง เขาทำงานพัฒนาชุมชนในชนบท เขาไปช่วยเหลือ ชาวบ้านตั้งแต่สำรวจพื้นที่ด้วยตนเอง พูดคุยกับชาวบ้านและช่วยเหลือ ชาวบ้าน โดยที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน ก็อยากให้เราช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแ ผ่กัน มีน้ำใจต่อกัน ไม่เหยียบย่ำกัน หรือดูถูกคนที่ด้วยโอกาสกว่า อย่างผู้ชายคนนี้เขาทำด้วยใจจริงๆ”

สิ่งที่ติดปาก “ทำอะไรก็ต้องทำให้ถึงที่สุด ล้มกี่ครั้งก็ไม่สำคัญ แต่สำคัญที่จะลุกขึ้นมาสู้กี่ครั้ง”

สิ่งที่ติดใจ “หาเลี้ยงพ่อแม่ ดูแลพ่อแม่ตอนแก่ เพราะว่าพ่อกับแม่ดูแลเรามาตั้ง แต่เด็ก มีพระคุณกับเรามาก ถ้าทำตรงจุดนี้ได้ก็จะรู้สึกภูมิใจมากที่ สามารตอบแทนพระคุณ ความดีอะไรก็ไม่เท่ากับความดีที่ได้ทำ กับพ่อแม่”

สิ่งที่ติดเป็นนิสัย “เมื่อก่อนว่ายน้ำเยอะแล้วก็ทำงานโรงเรียนมากด้วย แต่พอตอนนี้ อยู่ม.๖ ก็ต้องเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย ทำหน้าที่นักเรียนและลูก ให้ดีก่อนอยากจะเข้าคณะมัณฑนศิลป์ที่เราใฝ่ฝันอยากจะเรียน เพราะชอบการออกแบบชอบวาดรูป เวลาวาดรูปจะรู้สึกสนุก เป็นสิ่ง ที่ทำแล้วมีความสุขที่สุดและชอบการดูหนังตรงที่หนังแต่ละเรื่องก็มี มุมมองที่ต่าง”

และสิ่งที่...ติดตัว “อยากเป็น Jumper จะได้กระโดดไปที่ไหนก็ได้ไม่ต้องเดินทาง ให้เสียเวลา จะได้เป็นคนตรงเวลา และอีกอย่างที่อยากจะเป็นคือ กระเป๋ารถเมล์ เพราะว่าได้บริการคนที่ขึ้นรถเมล์ทุกวัน ต้องมีความอดทนสูง ซึ่งทำได้ยาก”

Bualoy Magazine


ปั้นบัวลอย

แป๊บ พลากร ศิวเวชช ชายแห่งสายลมที่ปรารถนาจะพัดพาสิ่งดีๆสู่สังคม หนุ่มหน้าใสวัย ๒๑ ที่ใช้เวลาอยู่ย่านสยามมาเกือบทั้งชีวิต สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ ๔ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยได้รับรางวัลจากหนังสั้น “ปูเสฉวนน้อย” ของ ททท. และตอนนี้ทำหน้าที่ Creative Interviewer ของนิตยสารบัวลอย

สิ่งที่ติดตา “ผมนับถือคนนึงใน Facebook เขาอายุมากกว่าผมหน่อยนึง เขาศึกษาค้นคว้าธรรมะที่ใช้ในการดำรงชีวิต แล้วช่วยตอบปัญหาวัยรุ่น และช่วยอย่างจริงจัง”

สิ่งที่ติดปาก “If you Fail to plan, you plan to fail สิ่งที่ผมทำมันเป็น ความสุขที่มาจากข้างในคือความสุขที่ไม่มีต้นทุน”

สิ่งที่ติดใจ “ผมอยากบริจาคโลหิตครับ เป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ ณ ปัจจุบัน ผมคิดว่า การทำบุญทำได้ทุกที่ เริ่มได้จากการคิด แค่คิดก็ได้บุญแล้ว”

สิ่งที่ติดเป็นนิสัย “ผมเตะบอล เล่นบาส Facebook งานอดิเรกของผมคือ ถวายสังฆทานและบริจาคโลงศพ ซึ่งผมทำติดต่อกันมาเป็นเดือนที่๒๖แล้ว”

และสิ่งที่...ติดตัว “ผมอยากทำธุรกิจ ผมเชื่อว่่า การทำธุรกิจเป็นการดึงศักยภาพของ ตัวเราออกมาใช้อย่างสูงสุด แต่ผมอยากประสบความสำเร็จทางธุรกิจ เพื่อนำไปช่วยเหลือส่วนรวม ส่วนในช่วงบั้นปลายชีวิต ผมอยากจะบวช แล้วทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง ”

Bualoy Magazine


To Be Bualoy l ๓๑

โบ วีรญา ตั้งพจน์ทวีพร สาวไฟแรงแห่งสยาม ไม่มีใครจะร่าเริงสดใสเกินกว่าสาวคนนี้ นิสิตชั้นปีที่ ๔ สาขาศิลปศึกษา คณะคุรุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เด็กอาร์ตพันธุ์แท้ผู้เป็นทั้งครูสอนศิลปะเจ้าของกิจการ ilovegiftshop และรับหน้าที่เป็น PR ใหญ่นิตยสารบัวลอย

สิ่งที่ติดตา “เห็นคนเดินจูงยายแก่ๆข้ามถนน ลุกให้คนนั่งบนรถเมล์ ช่วยฝรั่งบอกทางมันเป็นสิ่งเล็กๆน้อยแต่เป็นสิ่งที่ดีและควรทำ ไม่จำเป็นต้องมีคนชื่นชม การแบ่งปันเพียงเล็กน้อยแต่สร้าง สุขมากๆทำแล้วใจเบิกบาน”

สิ่งที่ติดปาก “ทำวันนี้ให้เหมือนวันนี้เป็นวันสุดท้าย ทำๆไปเหอะ เดี๋ยวโลกก็แตกแล้ว”

สิ่งที่ติดใจ “เรารักในหลวง อยากไปลงนามถวายพระพรสักครั้ง และอยากบริจาคเลือด เพราะอยากช่วยคนอื่น ยังไงร่างกายก็จะมีสร้างและทำลายเม็ดเลือดอยู่แล้ว”

สิ่งที่ติดเป็นนิสัย “เป็นสาวแนวคือของที่ชอบใช้ของล้ำๆ ออกจะคนเป็นใจร้อน คิดไว ทำไว ชอบกิน ชิมชม ช้อป รักอิสระ อยากจะเด่นใน ทุกด้านและเพียบพร้อม ถึงจะไม่โด่งดัง แต่จะโดดเด่น”

และสิ่งที่...ติดตัว “อยากเที่ยวรอบโลก การเรียนที่ดีที่สุดคือการได้สัมผัสจริง ได้ประสบเอง”

Bualoy Magazine


โชว์เดะ!

เรื่อง เมอริท กรุ๊ป (เป้อร์ เมอริท)

Merit Group

อ น ส เ ิใจ

ภูม

Bualoy Magazine

ละเมอตอบ กับ ใหม่ วงไอ...น้ำ Pixel หนึ่งของ Merit Group

Q: ทำไมถึงมาทำ Merit Group A: มันคือการรวมตัวของกลุ่มเพื่อนๆที่มีความตั้งใจร่วมกันทำเพื่อสังคมโดยการไปทำกิจกรรมให้กับเด็ก ด้อยโอกาส ตามต่างจังหวัดที่ห่างไกล จากกลุ่มเล็กๆ 3-4 คนจนตอนนี้มีสมาชิกประมาณ 30 คน Q: ครั้งแรกกับ Merit เป็นอย่างไร A: เป็นประสบการณ์มนุษย์แปลกๆ ที่มีแต่ได้ ไม่เสีย กินฟรี อยู่ฟรี ไม่เสียเงิน แล้วก็ได้ทำบุญให้กับเด็กๆ แล้วก็ได้พบกับเพื่อนๆ ได้ทำบุญ ได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน Q: แล้วมีความประทับใจ เรื่องฮาๆไหม A: แรกๆที่ไป ค่อนข้างลำบาก มีหลวงพี่วัช พระมหาธวัชชัย วุฒิชโย ที่คอยดูแลพวกเรา ท่านจัดหารถให้ คนขับรถตู้ก็น่ารัก ตอนนั้นกำลังฮิตใช้ NGV กัน คนขับขับเร็วมาก ขับหาปั้มตลอดเลย กลัวแก๊ซหมด จอดทุกปั้ม ... Q: ถ้าจะให้เปรียบ Merit กับสิ่งใดสักสิ่งให้วัยรุ่นได้รับรู้ จะเปรียบเป็นอะไรดี A: ผมเปรียบเสมือน ขี้ คือ เป็นสิ่งที่ทุกคนมี แต่ทุกคนไม่กล้าโชว์ คือทุกคนมีขี้อยู่ในร่างกาย อยู่แล้ว แต่ไม่กล้าโชว์... Q: แล้วทำอะไรใน Merit บ้าง A: ผมเหรอครับ ตอนนี้ดูแลสะเปะสะปะไปหมด ทั้งดูแลเพื่อนๆ ดูแลเรื่องดนตรี เรื่องฟุตบอล เรื่องทำบุญ หาสปอนเซอร์ โดยมีเพื่อนคอยช่วยเหลือ Q: มีอะไรอยากฝากไหม A: ตอนนี้โปรเจคใหม่กำลังจะผุด ยังไงอยากให้ทุกคนรอติดตามข่าวสารแล้วกัน

For Player

สำหรับผู้ที่อยู่ในทีมจะได้รับสิ่งเหล่านี้

ได้ท่องเที่ยวไปกับมหาคาราวานแห่งอิสระเราจะปลดปล่อยทุกอย่างไปกับการท่องเที่ยวแบบถึงแก่น น้ำตก ภูเขา ป่า แม่น้ำเราจะเก็บไม่ให้เหลือ

เรามีการจัดการแข่งขันกีฬากับศิลปินดาราปะทะทีมรวมดาราท้องถิ่นในคอนเซ็ป “ยินดีที่ไม่รู้จักเราก็รักกันได้”

เรามีกลยุทธ์สร้างความสัมพันธ์อันดีให้ครอบคลุมทั่วพื้นที่ประเทศไทย โดยกิจกรรมสำแดงเดช ให้ได้ปล่อยของกัน อาทิเช่น คอนเสิร์ต ตลก งานวัด สันทนาการ

การออกทัวร์ของเราแต่ละครั้งร้านไหน จังหวัดไหนขึ้นชื่อเรื่องอาหาร ทีมเราไม่มีพลาดด้วยประการทั้งปวง ด้วยเกียรติของ merit group

ตะกุดที่ไหนแรง กุมารที่ไหนดัง มีดหมอที่ไหนขลัง เราไม่สน เราจะมุ่งสู่หัวใจของการให้ และนำพลังงาน เหล่านั้นไปบริจาคตามโรงเรียน วัดที่ขาดแคลน เราจะสรรหาด้วยกำลังที่พอจะทำได้


Show for it! l ๓๓

ติดตามความเคลื่อนไหวของ Yellow Mastaas ได้ในบัวลอยฉบับหน้า Bualoy Magazine


เด็กสมบูรณ์

เรื่อง เป้อ สเล

กลอน

ร่วมกตัญญู

มาจะกล่าวบทกลอนของคุณแม่ เพื่อกระชับพื้นที่ความปรองดอง เมื่อ ๑๒ สิงหามาบรรจบ ปานน้ำผึ้งเคลือบน้ำตาลทีเดียวเชียว พอ ๑๓ รัฐบาลเค้าให้หยุด ทำกับข้าวมื้ออรุณเต็มดีกรี อาหารเสร็จแม่ก็ไปเคาะประตู พอลูกตอบใจแม่สั่นระรัว พอ ๑๔ แม่วางแผนแสนสนุก ลูกตอบว่าคุณแม่ลูกเสียใจ พอ ๑๕ เที่ยงคืนกว่าแม่เป็นห่วง โทรไปหาก็ไม่รับแม่เมียงมอง พอ ๑๖ ลูกน้อยนั่งครุ่นคิด อ๋อวันแม่ที่ผ่านมาต้องเล่นบน นี่คือความเป็นจริงของบางคน ไม่ได้ทำให้เจ้าเป็นเด็กดี แม่หวังเจ้าเลี้ยงดูยามแก่เฒ่า พอตกเย็นพาไปวัดฟังเทศน์ธรรม แม่ด่าเปรียบเสมือนท่านให้พร พวกลูกๆทุกคนควรคำนึง

ด้วยใจแท้ที่เป็นหนึ่งไม่มีสอง ให้เนื้อทองร่วมประสานเป็นหนึ่งเดียว ลูกกอดซบแม่ลูกดูแน่นเหนียว ดูเกาะเกี่ยวหวานมันครบครันดี แม่ก็รุดสวมวิญญาณหม่อมถนัดศรี เพื่อลูกนี้อิ่มกายสบายตัว ข้าวมันปูเสร็จแล้วนะทูนหัว ห้องส่วนตัวลูกหลับอยู่แม่ออกไป เที่ยวทั่วทุกแห่งหนลูกไปไหม นัดหวานใจไปเที่ยวมาบุญครอง น้ำตาร่วงลูกจ๋าแม่เศร้าหมอง ลงไปกองซับน้ำตาโลหิตปน เพ่งดวงจิตงวดนี้ก็น่าสน อายุตนบวก ๑๒ ดูเข้าที ค่าน้ำนมทรงเครื่องของแม่นี้ อเวจีส่งมาเกิดบังเกิดกรรม มีลูกเต้าตุ้ยนุ้ยน่าขยำ ลูกก็จำแต่จะทำอีกเรื่องนึง ถ้าแม่งอนเปรียบได้ท่านคิดถึง ระลึกถึงพระคุณแม่ให้มากเอย ฺBy เป้อ สเล Featured by บานชื่น

Bualoy Magazine


Slide de Tenple l ๓๕

Bualoy Magazine


เลื่อน ราชวัด

เรื่อง เลื่อน ราชวัด

“เกิดมาทำไม?”

คำถามที่สั้นและกระชับ แต่กลับทำให้นึกคำตอบได้หลากหลาย เป็นคำถามที่มีความหมายซ่อนอยู่นับล้าน ลองถามตัวเองว่า คุณจะตอบคำถามนี้ว่าอย่างไร หันไปถามเพื่อนข้างๆดู Bualoy Magazine ว่าเขาคิดอย่างไร แล้ววัยรุ่นสมัยนี้เขาคิดอย่างไรกันบ้าง


Job In l ๓๗

“หนึ่งธรรมะแห่งพระพุทธองค์ ปฏิบัติถวายพระภูมิพลมหาราชา” ต้นโพธิ์ + วัด ฟังแล้วรู้สึกตื่นเต้นกันรึเปล่า ...? แล้วถ้าเป็นต้นโพธิ์อธิษฐานล่ะ เริ่มสนใจกันแล้วใช่มั๊ย

อีกหนึ่งโครงการดีๆ เนื่องในวาระครบรอบ ๑๕๔ ปี แห่งการสถาปนาวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร ที่หวังผลสู่การปฏิบัติธรรมถวายพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมใจสูงสุด ใน “กิจกรรมชุดต้นพระศรีมหาโพธิ์อธิษฐาน” โครงการเอาใจคนอยากทำดี กับใบโพธิ์สีเงินและสีทองที่ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้จารึก หนึ่งธรรมะแห่งพระพุทธองค์ที่จะปฏิบัติจากใจ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๓ หนึ่งใบโพธิ์เล็กๆและคำอธิษฐานจากหัวใจทั้งหมดจะถูกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ในการเททองหล่อหลวงพ่อพระเสริมจำลอง ในโอกาสสมโภชพระอาราม เมื่อพร้อมแล้วสำหรับก้าวแรกของการทำความดีครั้งสำคัญ สิ่งที่ต้องทำก็แค่เดินเข้ามาภายในวัดปทุมวนาราม ต้นโพธิ์ต้นที่งอกงามได้ด้วยพลังแห่งศรัทธา ... กำลังรอคุณอยู่ มาร่วมเป็นหนึ่งในแรงอธิษฐานเล็กๆ... ที่จะถวายแด่ พระผู้ทรงเป็นดังร่มโพธิ์ใหญ่ของพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ

Bualoy Magazine


หนึ่งคำถาม ล้านความหมาย

เรื่อง ปทุมา เชยชัยภูมิ

Thaikom Teerapongpaiboon, 16 ไทคมน์ ตีระพงศ์ไพบูลย์

Pongsatorn Wichienwattanachai, 16 พงศธร วิเชียรวัฒนชัย

“เกิดมาเพื่อชดใช้กรรม แล้วได้เล่น ดนตรีตามความฝันของตัวเอง ได้ทำในสิ่งที่เราชอบ แล้วก็ต้องทำความดี เมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องทำให้มันดีที่สุดในหนึ่งชีวิต”

Kulthirat Pakawatkrailerd, 20 กุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ

“โอ้วเกิดมาทำไม?? เขาบอกกันว่า คนเราเกิดมายาก แล้วเมื่อเราเกิดแล้ว เราก็มีภาระในโลก หรืออาจจะเป็นภาระ ที่ต้องทำต่อเนื่องมาจากโลกที่แล้ว ในเมื่อ เกิดมาแล้วก็ต้องทำมันให้ดีที่สุด อย่างที่มัน ควรจะเป็นจริงๆ แล้วมีนเชื่อเรื่องกรรมเวร สิ่งที่เราทำเมื่อชาติที่แล้วส่งผลให้เรามาเกิดในชาตินี้ เพื่อรับผลเมื่อชาติที่แล้ว เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเป็นได้” Bualoy Magazine

“เกิดมาเพื่อชดใช้กรรม แล้วได้เล่นดนตรีตามฝันของตัวเอง ได้ทำในสิ่งที่เรา ทำความดี เมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุด ในหนึ่งชีวิต”

Nattha Vittayaprechapon,17 ณัฏฐา วิทยาปรีชาพล

“เกิดมาเพื่ออะไร นั่นสิ .. เกิดมาเพื่ออะไร เกิดมาหาความสุข แล้วก็ชดใช้กรรมที่เรามทำทุกวันนี้ก็ เพื่ออยากได้ความสุข แล้วที่เราทุกข์อยู่ทุกวันนี้ก็เพราะ เราขวนขวายหาความสุข โดยที่เราลืมมองไปว่าความสุข ก็อยู่รอบๆตัวเรานี่แหละสิ่งเล็กๆน้อยๆ ที่พวกเราทำอยู่ ทุกวันนี้ก็ทำให้มีความสุขแล้ว”


ฺBig Question l ๓๙

Achira Junkiat, 16 อชิระ จุนเกียรติ

“Big Q u e s tion หนง่ึ คำถาม ล

“เพื่อใช้ชีวิตอยู่ ชดใช้กรรม เจอคนอื่น ได้อยู่ในสังคม ทำตามเป้าหมายของชีวิต”

Kasem Tangsittitum ,16 เกษม ตั้งสิทธิธรรม

“เราเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตเพื่อคนอื่น ก็คือคนเราเกิดมาจะเรียกว่า ใช้กรรมก็ไม่ใช่ ได้บุญก็ไม่เชิง เราเกิดมาเพื่อมีความสุข ในขอบเขตที่เหมาะสม เพื่อทำปัจจุบันให้ดีที่สุด”

Pattarachanok Khunadirek, 24

ภัทรชนก คุณาดิเรก “ไม่รู้ตัวเหมือนกัน แต่ในเมื่อเกิดมาแล้ว ก็จะพยายาม ดำรงชีวิตให้มีความสุขที่สุด และขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ที่ทำ ให้มีวันนี้การเกิดที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์สำคัญดีกว่าเกิดมา เป็นสัตว์นะ เพราะถ้าเราเกิดมาเป็นสัตว์แล้วโดนมนุษย์กักขัง ในกรงเหมือนสัตว์เนี่ย ดูแล้วขาดอิสรภาพ จะพูดจะบอกใน สิ่งที่ต้องการให้มนุษย์เข้าใจคงจะไม่ได้ เพราะมนุษย์กุมอำนาจ เอาไว้ เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วควรเอาใจเขามาใส่ใจเรา จะดีกว่า ไม่มีอะไรและใครเหนือกว่าเรา มนุษย์เราคุยกันได้ ปรับความเข้าใจและข้อตกลงกันได้ ไม่มีใครเหนือกว่าชีวิต เรานอกจากตัวเราเอง”

า้ นความหม า ย ” เกิดมาท ำไม? Kulthirat Pakawatkrailerd, 22 ณัชชา แสงสวัสดิ์

“เกิดมาใช้ชีวิตให้คุ้ม อยากทำอะไร ก็ทำ ถ้าเกิดว่าไม่เดือดร้อนคนอื่น ไม่ต้องไปกลัว ล้มก็ล้ม ล้มก็ลุกใหม่ได้ เกิดมาเจอทั้งทุกข์ทั้งสุข ถ้าคิดในแง่ดี จะมีความสุขถ้าคิดในแง่ร้ายก็เป็นทุกข์”

Bualoy Magazine


Miracles of Life


“ Welcome to

Every Birth

ยินดีต้อนรับสู่ทุกการกำเนิด ณ โลกใบนี้

“กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ กิจฺฉํ มจฺจาน ชีวิตํ กิจฺฉํ สทฺธมฺมสฺสวนํ กิจฺโฉ พุทฺธานมุปฺปาโท ฯ”


ขบวนการเด็กบัวลอย

“Key of

Birth ไขปริศนากับทุกการเกิดมาเพื่อเป็นมนุษย์ “ยาก

ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ยาก ที่ชีวิตสัตว์จะอยู่สบาย ยาก ที่จะได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ ยาก ที่พระสัมพุทธจะอุบัติมา...”

““

….. โดยส่วนตัวข้าพเจ้าเคยสงสัยว่า เหตุใดธรรมชาติถึงไม่ได้สร้างความทรงจำในขณะเราเกิดขึ้นมาไว้เลย เราจำไม่ได้แม้กระทั่งเสียงร้องครั้งแรก จนไปถึงภาพแรกเห็นว่าแม่ผู้ให้กำเนิดนั้นเป็นอย่างไร และมันจะดีมากน้อยขนาดไหน ถ้ามนุษย์นั้นสามารถจดจำได้ฝังใจ ถึงวินาทีแรกเกิดของตัวเองในโลกใบนี้… ….. ตราบใดตราบนั้น มนุษย์ยังคงดำเนินชีวิตเรื่อยมา เติบโตไปในทุกย่างก้าว หัวเราะและ ร้องไห้ไปในทุกสรรพสิ่ง ดีบ้างเลวบ้าง หมุนเวียนเปลี่ยนผันไปตามกฎแห่งโลก ข้าพเจ้า เองก็เป็นหนึ่งในวิถีนั้น ที่หลงลืมภาพทรงจำภาพแห่งการกำเนิดชีวิตนี้ไปจนหมดใจแล้ว จนกระทั่งในวันหนึ่ง….

Miracles of Life

Bualoy Magazine


Scoop l ๔๓

Episode ๑ : ฤกษ์ (เลิก) เกิด การสนทนาครั้งที่ ๑ : ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ สถานที่บันทึกความ : วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร …… อาคันตุกะ (หญิง) : ทำไมต้องเป็นหมอล่ะคะ? ภิกษุ : ทีมงานมีมติว่า หมอเป็นอาชีพที่ใกล้ชิดเรื่องการเกิดนี้มากที่สุด… ยิ่งเราสองคนเป็นนิสิตแพทย์ที่กำลังจะเป็นคุณหมอใน อนาคตด้วยหลวงพี่ยิ่งสนใจ อยากให้รับภารกิจนี้มากที่สุด จริงอยู่หมออาจจะเห็นเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตายมากที่สุด แล้วใจเราที่เห็นภาพพวกนี้ทุกวัน มันเป็นยังไง มันไปถึงไหนบ้าง หมอเจล่ะเป็นยังไง อาคันตุกะ (ชาย) : ไม่รู้สิครับ (หัวเราะ)…แต่จริงๆผมก็สนใจด้านธรรมะอยู่ เหมือนกัน อาจจะเป็นคำตอบลึกๆก็ได้ว่าทำไมถึงสนใจ ภิกษุ : นั่นสิ..หมอจินล่ะ เป็นไงบ้าง? อาคันตุกะ (หญิง) : ตอบจากสถานการณ์นี้แล้วกันค่ะ เพราะว่าอยู่ในช่วงที่เรียน เกี่ยวกับห้องคลอดพอดี อย่างตอนแรกที่เห็นภาพแม่คลอดลูก วินาทีแรกก็อึ้งไปเหมือนกัน แต่วินานั้นมันคือการเรียน ทุกอย่างมันเร็วและเราต้องมีสมาธิ ก็ไปสนใจแต่ตรงจุดที่เกี่ยว กับการเรียนมากกว่า อีกอย่างเรียนหมอเป็นอะไรที่ค่อนข้าง หนัก จินยอมรับว่าสนใจตรงจุดนั้นมากกว่า ภิกษุ : ครับ…งั้นหลวงพี่ขออธิบายก่อนว่าภารกิจที่ให้คุณหมอช่วยมัน เป็นยังไง บัวลอยประเดิมภารกิจแรกตรงกับเดือนสิงหาคม อย่างที่รู้ๆ กันว่ามีวันสำคัญในเดือนนี้คือวันแม่ ทีมงาน ประชุมกันว่าถ้าจะโยงธรรมะกับแม่มาด้วยกัน เรื่องเดียวที่ เป็นจุดเชื่อมที่ก่อให้เกิดทุกอย่างคือเรื่องของการเกิด อธิบายง่ายๆ ไม่มีแม่ไอ้เราก็เกิดไม่ได้ แต่กระบวนทัศน์ทาง วิทยาศาสตร์และพุทธศาสนาต่างมีหลักเหตุและผลไปในรูป แบบของมัน Theme ฉบับแรกจึงว่าด้วยเรื่องการเกิด ซึ่งในหลัก ทางศาสนามีคำอธิบายที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย และเราเชื่อว่า

นี่คือเรื่องที่มนุษย์คุ้นกับมันมากที่สุดจนหลงลืม

อาคันตุกะ (ชาย) : ภิกษุ : อาคันตุกะ (หญิง) : อาคันตุกะ (ชาย) : ภิกษุ : อาคันตุกะ (หญิง) : อาคันตุกะ (ชาย) : ภิกษุ : อาคันตุกะทั้งคู่ : ภิกษุ : อาคันตุกะ (ชาย) : อาคันตุกะ (หญิง) : ภิกษุ :

โยงมาถึงการเกิดขึ้นของนิตยสารบัวลอยด้วยใช่ไหมครับ ? (ยิ้ม) นั่นคือประเด็นหลัก (หัวเราะ) แต่ว่าการที่จะมานั่งสัมภาษณ์ หมอจนไปถามผู้รู้ทางศาสนาเกี่ยวกับประเด็นการเกิดหลวงพี่ คิดว่ามีอ่านได้ถมเถเหมือนกับ Serch จาก Google แต่นั่นมันแค่บางส่วน หลวงพี่คิดว่าน่าจะมีขั้นตอนที่ผ่านเรื่อง การเกิดนี้ไปได้ด้วยกัน รู้สึกร่วมกัน เห็นไปด้วยกัน จนเขียน ออกมาเป็นคอลัมน์ให้คนได้อ่านมันน่าจะดีกว่า ไปเกิดร่วมกันคงไม่ไหวนะคะ (หัวเราะ) แต่เราสนใจนะจิน ไปเกิดร่วมกันเหอะ (หัวเราะ) นั่นไม่ใช่ประเด็น! ภารกิจแรกอยากให้เราสองคนเข้าไปดู วินาทีการเกิดของมนุษย์ในห้องคลอดใหม่ ทิ้งทุกอย่างให้หมด เข้าไปดูแบบว่าเราคือคนคนหนึ่งเท่านั้น ดูด้วยใจ ค่อยๆดู พอดีเด๊ะเลยค่ะ ตอนนี้จินอยู่วอร์ดที่ห้องคลอดพอดีเลย แต่ผมท่าจะยาก เพราะไม่ได้ลงวอร์ดนี้ แต่ผมมีเรื่องอื่นที่อยากนำเสนอ หลวงพี่ว่าไงครับ ผมขอไปเช็คเรื่องนี้ก่อน แล้วจะโทรปรึกษาหลวงพี่ เอามาพิจารณาดูแล้วกัน ว่าแต่ว่าดูเสร็จ เข้าไปเรียนรู้เสร็จ ช่วยเขียนบันทึกมาให้หลวงพี่อ่านหน่อย ไม่มีข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้นเกี่ยวกับบทความนี้ แล้วเราเอามาคุยกันว่ามันคืออะไร หลวงพี่ให้ชื่อภารกิจนี้ว่า “ฤกษ์ (เลิก) เกิด” ขออีกรอบครับ+ค่ะ ฤกษ์ (เลิก) เกิด เล่นคำเล่นเสียงน่ะ ฤกษ์ คำแรก เขียนด้วย ฤ-รึ หมายถึงช่วงเวลา คำที่สอง เลิก ที่แปลว่าหยุด ไม่เอาแล้ว เลิกแล้ว ทำนองนั้น แต่ในความหมายที่แท้จริงมัน หมายความว่า หยุดเกิด เลิกเกิดเหอะ ยิ่งเกิดยิ่งทุกข์ แนวนั้น ครับ..ยิ่งเกิดยิ่งทุกข์… ช่วยอธิบายได้ไหมคะว่าหมายความว่ายังไง เก็บคำถามนี้ไว้ก่อน หลวงพี่จะตอบคราวหน้า…หมอจินเธอ เป็นผู้หญิงเธอจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ดี ถ้าเข้าไปในห้องคลอด อีกครั้งด้วยคำถามว่าทำไมยิ่งเกิดยิ่งทุกข์ ดูเสร็จฝากบันทึกมา ด้วยว่าเรารู้สึกยังไง…เจริญพร….

Bualoy Magazine


ธรรมะแยงตา

ในฐานะที่ได้มีโอกาสเข้าไปอยู่ใกล้ชิดกับคุณแม่ใกล้คลอด ตั้งแต่ในช่วงเจ็บท้องคลอด จนถึงการคลอด และหลังคลอด ทำให้รู้สึก เข้าใจในบทบาทอันยิ่งใหญ่ของการเป็นผู้ให้กำเนิดมากขึ้น ในการให้กำเนิดคนๆหนึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่าย หากจะคิดว่าการ สร้างครอบครัวที่สมบูรณ์นั้นเริ่มต้นด้วยการมีความรัก การแต่งงาน และ การมีลูก ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ในแต่ละขั้นตอนก็ไม่ได้เป็นเรื่องง่าย เลย โดยเฉพาะขั้นตอนสุดท้ายนั้นต้องอาศัยความตั้งใจ การดูแลเอาใจใส่ เป็นอย่างดี เพื่อให้เด็กที่จะเกิดมามีความสมบูรณ์ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ และหลังจากนั้นก็ต้องเลี้ยงดู ให้ความอบอุ่น ให้เด็กน้อยคนนั้นเติบโตเป็น คนดีในสังคม คุณแม่ต้องมีความเสียสละอย่างมาก การตั้งครรภ์นับเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์อย่างหนึ่ง ลองคิดดูว่า อวัยวะของผู้หญิงที่เรียกว่ามดลูก ปกติมีขนาดและรูปร่างเล็กเท่ากับลูกแพร์ กลับสามารถขยายขนาดจนเด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งสามารถอาศัยอยู่และเจริญ เติบโตอยู่ในนั้นได้ถึง 9 เดือน และเมื่อหลังคลอดก็สามารถกลับมามีขนาด เกือบจะเท่าขนาดก่อนตั้งท้องได้ ระหว่างตั้งท้องคุณแม่ต้องแบกรับน้ำหนัก ตัวที่มากขึ้นถึง 10 กิโล คุณแม่ต้องแบ่งสารอาหารที่ตนเองกินเข้าไปเพื่อให้ เพียงพอกับความต้องการของทารก เลือดที่เลี้ยงทารกนั้นก็เป็นเลือดที่ คุณแม่ต้องผลิตให้มากขึ้นเพื่อส่งไปเลี้ยงทารก หัวใจของคุณแม่ต้องทำงาน หนักมากขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงลูกให้เพียงพอ และในระหว่างคลอด คุณแม่ต้องเสียเลือดไปถึงครึ่งลิตรสำหรับการคลอดธรรมชาติ และเสียเลือด ถึง 1 ลิตรหากคลอดโดยการผ่าคลอด

Bualoy Magazine


In Sight l ๔๕

“ CADENCE OF PREGNANCY ในช่วงนี้ จิบน้ำได้เล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเห็นศีรษะของน้องมาจ่ออยู่ที่ปาก ช่องคลอดเห็นเส้นผมของน้องแล้วก็จะย้ายคุณแม่ไปที่ห้องคลอดขึ้นขาหยั่ง แล้วก็เริ่มกระบวนการคลอดค่ะ ในระหว่างที่คุณแม่เบ่งอยู่ คุณหมอก็จะจัดการฉีดยาชาบริเวณ ช่องคลอดแล้วใช้กรรไกรตัดบริเวณปากช่องคลอด เพื่อให้ทารกสามารถ ในช่วงสำคัญคือช่วงเริ่มเจ็บท้องคลอดนั้น คุณแม่อาจมีอาการ คลอดออกมาโดยไม่ทำให้ช่องคลอดของคุณแม่ฉีกขาดเองเพราะจะทำให้แผล สำคัญที่เป็นสัญญาณว่าน้องในท้องของคุณแม่จะออกมาลืมตาดูโลกแล้วนะ ไม่สวย เย็บยากกว่าแผลที่ใช้กรรไกรตัด แล้วก็คลอดน้องออกมาช่วงนี้จะ คือ มีน้ำใสๆกลั้นไม่ได้ไหลออกมาจากช่องคลอดของคุณแม่ หรือที่เราเรียก คลอดง่ายหรือยากก็ขึ้นอยู่กับท่าของน้องว่าจะทรมานคุณแม่ขนาดไหน และน้ำหนักของน้องว่าจะตัวใหญ่ขนาดไหน หากเป็นท่าที่เอาหัวออกมาโดย กันว่า“น้ำเดิน” หรืออาจมีมูกเลือดปริมาณเล็กน้อยออกมาให้ตกใจเล่น ที่เรียกว่า “bloody show” หลังจากที่คุณแม่มาถึง รพ.แล้ว คุณแม่จะต้อง ที่คว่ำหน้าลงก็สบายค่ะ สามารถคลอดได้ใช้เวลาไม่มาก เพราะบริเวณศีรษะ จะลื่นไม่ติดกระดูกหัวเหน่าของคุณแม่ แต่ถ้าน้องเงยหน้าออกมา อันนี้ก็ นอนรอให้ปากมดลูกขยายถึง 10 cm หลังจากนี้คุณแม่ต้องทำภารกิจที่ จะคลอดยากเล็กน้อยอาจต้องใช้เครื่องมือช่วยเพราะกว่าหน้าผาก จมูก ยิ่งใหญ่ ต้องใช้แรงทั้งหมดที่มีเบ่งลูกในท้องออกมาลืมตาดูโลก ในช่วงนี้ คุณแม่จะเหนื่อยหรือถอดใจไม่ได้เพราะเป็นช่วงสำคัญเพราะการที่ลูกของ และปากน้องจะสะดุดกระดูกหัวเหน่าของคุณแม่ออกมาได้ค่อนข้างใช้เวลา ค่อนข้างนาน หรือเด็ดสุดคือใช้ท่าก้นออกมาทีนี้ก็คงลำบากที่สุด ต้องใช้ คุณแม่อยู่ในท้องนานเกินไปโดยที่คุณแม่ไม่ช่วยเบ่งออกมาอาจทำให้เกิด อันตรายได้ ในช่วงเวลานี้คุณแม่จะรู้สึกเจ็บปวดมาก บางคนถึงกับร้องไห้ คุณหมอที่มีประสบการณ์สูง หากจะคลอดแบบธรรมชาติมิเช่นนั้นต้องนำเข้า และบอกว่าเหนื่อยมาก ไม่ไหวแล้ว แต่จากกำลังใจจากทุกคนในห้องคลอด ห้องผ่าตัดเพื่อผ่าออก (ปกติจะทราบท่าของน้องได้จากการ ultrasound ว่าน้องจะอยู่ในท่าไหน หรือในรายที่ไม่ได้ทำ ultrasound ก็จะสามารถรู้ได้ ที่ช่วยกันเชียร์เบ่ง “คุณแม่หายใจเข้าลึกๆค่ะ พอรู้สึกว่าท้องแข็งเมื่อไหร่ โดยการคลำดูที่หน้าท้อง และอาจส่งไปทำการผ่าตัดออกเลยในบางราย) ให้เอาคางชิดอก ปิดปากสนิทแล้วเบ่งยาวๆค่ะ “อื๊ดดดดดดดดดดด” พอคุณแม่เบ่งจนสุดลมแล้วคนเชียร์เบ่ง ระหว่างนี้ก็จะเป็นช่วงที่ลุ้นระทึกสำหรับทุกคนค่ะ ว่าเมื่อไหร่ศีรษะของน้อง จะโผล่พ้นออกมาดูโลก และเมื่อน้องออกมาเรียบร้อยก็จะเป็นช่วงเวลาแห่ง ก็ยังไม่พอใจ “คุณแม่ยังท้องแข็งอยู่นะคะ เบ่งยาวๆซ้ำอีกครั้งค่ะ ความดีใจของคุณแม่ซึ่งคุณแม่บางคนก่อนหน้านี้มีอาการเจ็บครรภ์มากๆ “อื๊ดดดดดดดดดด” ช่วงนี้คุณแม่ก็จะเบ่งกันอยู่นาน สำหรับในท้องแรก อาจต้องเบ่งกันนานเป็นชั่วโมง ซึ่งคิดว่าเหนื่อยไหมคะ เหนื่อยแน่นอนค่ะ ไม่ไหวแล้ว ถึงกลับเปลี่ยนสีหน้าเป็นความปลื้มปีติ ดีใจต่อไปก็จะเป็นการ คลอดรก แล้วคุณหมอก็จะทำการเย็บซ่อมแซมแผลที่ปากช่องคลอด (คนเชียร์เบ่งยังเหนื่อย) เพราะคุณแม่ไม่ได้รับประทานอะไรเลย เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ในระหว่างการตั้งครรภ์ในคุณแม่ที่ปกติมีสุขภาพที่แข็งแรงอยู่ แล้วก็อาจเกิดโรคแทรกซ้อนหลังการตั้งครรภ์เช่น โรคความดันโลหิตสูงจาก การตั้งครรภ์ โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ภาวะรกเกาะ���่ำ ภาวะรกลอกตัว ก่อนกำหนด ซึ่งอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่งคุณแม่จะต้องคอยสังเกตอาการ ของตัวเอง คอยนับลูกว่าดิ้นดีหรือไม่อยู่เสมอ

นี่คือตัวอย่างของคุณแม่ที่หลังคลอดที่มีความปลอดภัยทั้งแม่และลูก ในขณะเดียวกันในจำนวนนี้ก็มีไม่น้อยที่มีภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด ไม่ว่าจะเป็นรกไม่คลอด มดลูกหดตัวไม่ดี ทำให้มีปัญหาตกเลือดหลังคลอด (ตามปกติหลังคลอดแพทย์จะทำการคลึงมดลูกด้วยมือเพื่อให้มดลูกหดตัวได้ดี จะทำให้เลือดหยุดไหลเอง) จากประสบการณ์ส่วนตัว เคยเจอเหตุการณ์ฉุกเฉิน อยู่ 2 เคสคือ หลังจากที่คุณแม่คลอดแบบธรรมชาติแล้ว นำเตียงคุณแม่กลับมา ที่ห้องสังเกตอาการพบว่าคุณแม่มีอาการตกเลือดหลังคลอด คือมีเลือดไหลออก จากช่องคลอดไม่หยุด เห็นคราบเลือดเต็มเตียงนอน ต้องรีบทำการให้น้ำเกลือ และให้เลือดชดเชย รวมทั้งให้ยากระตุ้นการหดตัวของมดลูกยังไม่ดีขึ้น จนต้อง ทำการเหน็บยากระตุ้นการหดตัวทางช่องคลอด อาการจึงค่อยกลับสู่ ภาวะปลอดภัย อีกเคสหนึ่งเป็นเคสที่คนไข้มีภาวะรกเกาะต่ำ ทำให้คลอดทาง ช่องคลอดไม่ได้ หลังจากทำการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องเข้าไป พบว่าส่วนที่ รกเกาะ มีเลือดไหลไม่หยุด จึงทำการเย็บซ่อมแซมและเมื่อเย็บมดลูกแล้วก็พบว่า มดลูกหดตัวไม่ดีในรายนี้ได้ใช้ยากระตุ้นการหดตัวของมดลูกทุกกลุ่มตาม ลำดับแล้ว แต่อาการของคุณแม่ไม่ดีขึ้น มดลูกยังคงไม่หดตัว แพทย์จึง ตัดสินใจทำการตัดมดลูกของแม่ออก ซึ่งในคุณแม่รายนี้เสียเลือดไปทั้ง หมดเกือบ 3 ลิตร ระหว่างการผ่าตัดต้องให้เลือดและคอยตรวจดูสัญญาณชีพ ของคุณแม่อย่างใกล้ชิด จะเห็นได้ว่าการให้กำเนิดที่จะดำเนินไปด้วยดีให้ปลอดภัยทั้ง แม่และลูกไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เด็กๆหลายคนเติบโตแข็งแรงขึ้น มาทุกวันนี้ ยังไม่เคยทราบว่าระหว่างการคลอดนั้น คุณแม่ต้องผ่านวินาทีเสี่ยงชีวิต ขนาดไหน วันแรกที่ลูกมีการปฏิสนธิภายในท้องของแม่ลูกก็เริ่มมีการรับ สิ่งต่างๆจากแม่แล้ว และเรารับจากแม่มาตลอดชีวิต แล้ววันนี้เราได้ให้อะไร กลับคืนแด่ท่านบ้างหรือยัง เราได้ทำอะไรให้ท่านปลื้มใจเหมาะสมเพียงพอกับ ความตั้งใจและความเสียสละของท่านที่อยากให้เราเกิดมาบ้างหรือยัง

Bualoy Magazine


ธรรมะแยงตา

is it to be born asยากaที่ได้เกิman ดมาเป็นมนุษย์

“Hard

การสนทนาครั้งที่ ๒ : วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๓ สถานที่บันทึกความ : มาวิตตศาลา วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร ….. ภิกษุ : เจริญพรว่าที่คุณหมอทั้งสอง เขียนบทความมาส่งทั้งคู่แล้ว มาจอยความคิดกันหน่อย ว่าไงบ้าง จินก่อนแล้วกัน Lady first เท่าที่หลวงพี่อ่านบันทึกที่เขียนส่งมา เราสะท้อน เรื่องราวความยิ่งใหญ่ของผู้หญิง เวลาที่ต้องเป็นแม่ได้น่าสนใจมากทีเดียว ถ้าไม่ใช่ว่าที่ คุณหมอเป็นคนบอกเล่าก็ยากที่จะเชื่อเหมือนกันนะ ว่าไอ้เวลาที่ต้องตั้งครรภ์เนี่ย มีภาวะ เสี่ยงต่อชีวิตของคนเป็นแม่มากมายถึงขนาดอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ เพราะเห็นสตรี มีครรภ์พรึ่บพรั่บเดินท้องป่องเต็มบ้านเต็มเมือง ใครจะรู้ว่าเมื่อเลือกจะมีลูก ชีวิตของแต่ ละนางก็แขวนต่องแต่งอยู่บนเส้นด้ายไปแล้ว อาคันตุกะ (หญิง) : ใช่ค่ะ แต่จริงๆชีวิตของนางก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างนั้นไปหมดนะคะ(หัวเราะ) เพราะหลังจาก ที่หลวงพี่ให้จินไปรับภารกิจเข้าไปดูห้องคลอดแบบไปสังเกตการณ์ด้วยใจ ทิ้งทุกอย่างให้ หมด เป็นแค่คนเฝ้าดู จริงอยู่ค่ะที่จินไม่ตื่นเต้นกับเสียงคุณแม่ตอนเบ่งน้องอีกแล้ว รวมไปถึงปัญหาร้อยแปดที่อาจารย์หมอหลายคนต้องช่วยกันให้วินาทีในห้องคลอดนั้นผ่าน พ้นไปได้ด้วยดีตามวิชาชีพของตัวเอง แต่สิ่งที่จินรู้สึกจริงๆ จนเขียนออกมาเท่าที่เขียน ส่งหลวงพี่ได้ในขณะนี้ คือเวลาที่ผู้หญิงตั้งครรภ์จนมาเป็นแม่คนแล้วมันยิ่งใหญ่มาก โดยเฉพาะตอนจะคลอดลูก วินาทีนั้นสำคัญมาก ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการคลอดต้อง มีสติมากๆ ประมาทไม่ได้เลย เพราะถ้าพลาดทุกอย่าง…มันก็จบ ไม่ว่าชีวิตแม่ หรือชีวิตลูกก็ตาม

Bualoy Magazine


In Sight l ๔๗ ภิกษุ : อาคันตุกะ (หญิง) : ภิกษุ : อาคันตุกะ (ชาย) : ภิกษุ : อาคันตุกะ (ชาย) : ภิกษุ : อาคันตุกะ (หญิง) : ภิกษุ :

ตอนฟังจินเล่ามา หลวงพี่ยิ่งเชื่อมั่นคำแห่งพระพุทธองค์มากขึ้นไปอีกว่า “การได้เกิดเป็น มนุษย์เป็นการยาก” เฮ้อ (ถอนหายใจยาว)!!! เราล่ะพอเห็นภาพไหมว่ามันยาก น่าจะยากนะคะ ขนาดหมอที่ทำคลอดยังต้องเซฟสุดๆ แต่จินสงสัยอย่างนึงว่า การเกิด เป็นมนุษย์นั้นยากขนาดทำให้หลวงพี่ถอนหายใจยาวขนาดนั้นเลยเหรอคะ ยากจริงๆนะพระพุทธองค์ตรัสว่าความยากในการได้เกิดมาเป็นมนุษย์นี้ ท่านอุปมาเปรียบ เทียบให้พระสาวกฟังว่า มีเต่าตาบอดอยู่ตัวหนึ่ง อยู่ใต้ท้องทะเลมหาสมุทร ๑๐๐ ปีจะโผล่ หัวขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำครั้งหนึ่ง และบนผิวน้ำนั้นมีห่วงยางเล็กๆ อยู่วงหนึ่งลอยไปลอยมา อยู่เหนือน้ำนั้น การที่เต่าตาบอดนั้นจะเอาหัวสอดเข้าไปในห่วงยางเล็กๆนั้นได้พอดีนั้นเป็น ไปได้ไหม เหล่าพระสาวกก็ทูลว่า เพราะสังสารวัฏนั้นยาวนาน เต่าตาบอดก็จะบังเอิญเอา หัวสอดเข้าได้บ้าง พระพุทธองค์ตรัสต่อไปว่า เรื่องนั้นยากพอๆกับสัตว์โลกจะได้ชีวิตมา เป็นมนุษย์แต่ละคนนี้เอง แสดงว่าผมเอาหัวสอดโผล่ขึ้นมาได้พอดีแน่ๆ (หัวเราะ) เจเอ้ย…การได้เกิดเป็นมนุษย์ว่ายากแล้ว องค์ประกอบที่ทำให้ได้เกิดสมบูรณ์พร้อมเป็น มนุษย์ก็ยากไม่แพ้กันนะ เรียกว่า กว่าที่เราจะเจอขณะจิตที่มีเจตนาในความไม่เบียดเบียน ตนเองและผู้อื่น ที่เรียกว่า ความเป็นผู้มีศีลห้า ศีลแห่งความเป็นปกติ ซึ่งขณะจิตชนิดนี้ เท่านั้น จึงจะเหมาะสมกับการได้เกิดมาเป็นมนุษย์ หลวงพี่เคยอ่านบทความของ พระอาจารย์ภาสกร ภูริวฑฺโน เกี่ยวกับเรื่องการเกิดของมนุษย์อันแสนยากนี้ไว้จะอธิบาย ให้ฟัง อยากฟังไหมล่ะ ดีครับ กำลังเพลิน เคลิ้มเชียวคุณหมอ เอาละมาต่อกันเลยท่านอธิบายไว้อีกว่า ถ้าในขณะนั้นยังไม่มีแดนเกิด หรือพ่อแม่ที่เหมาะสม การได้เกิดเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงก็เกิดขึ้นไม่ได้กลายเป็น “สัมภเวสี” เป็นผู้ล่องลอยแสวงหาแดนเกิดต่อไป ซึ่งท่านได้ชี้แจงว่าการที่จะได้เกิดจริงๆหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่ามีโลกมนุษย์ให้เราเกิดหรือไม่ มีพ่อกับแม่ที่มีวิบากกรรมต้องมาใช้กรรมร่วม กับเราหรือไม่ พ่อกับแม่ต้องไม่เป็นหมัน ไม่คุมกำเนิด มีเพศสัมพันธ์กัน ฝ่ายหญิงไข่สุก ฝ่ายชายอสุจิแข็งแรงพอ มีการรวมตัวกันของโครโมโซมหรือดีเอ็นเอของทั้งสองฝ่าย ถ้ามี ครบก็มีโอกาสเกิด ถ้าไม่มีก็ต้องรอเวลาไปก่อน แต่ก็คงไม่นาน เมื่อเทียบกับเวลาในมิติ ของจิตที่ยาวนานกว่ากันมาก เทียบเวลาของมิติจิตที่ยาวนาน ช่วยไขต่อเลยค่ะหลวงพี่ พระอาจารย์ท่านแสดงกระบวนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อมต่อกับหลักทางพระพุทธศาสนา ไว้อย่างน่าสนใจเลยล่ะ ท่านแสดงเรื่องของการเกิดของเอกภพหรือจักรวาลในปัจจุบัน ว่าเกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ในอดีต เมื่อประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านปีที่ผ่านมา ได้เกิด ระบบสุริยจักรวาลของเรา ส่วนการกำเนิดของสิ่งมีชีวิตนั้นมีหลักฐานจากซากดึกดำบรรพ์ ที่พบว่า เมื่อประมาณ ๕๐๐ ล้านปีที่ผ่านมา ชีวิตได้เริ่มเกิดบนโลกอย่า���มากมาย เริ่มจาก ในทะเล แล้วขยับขยายมาสู่แผ่นดินมีวิวัฒนาการต่อเนื่องมาจนถึงยุคไดโนเสาร์ครองโลก จนกระทั้งสูญพันธุ์ไปประมาณ ๖๕ ล้านปีที่ผ่านมา ส่วนสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมนั้น เริ่มปรากฏวิวัฒนาการขึ้นเมื่อประมาณ ๑๐๐ ล้านปีที่แล้ว คือในช่วงท้ายของยุคไดโนเสาร์ และวิวัฒนาการสืบสายจนมาถึงปัจจุบัน ส่วนมนุษย์นั้นตามหลักฐานที่มีอยู่เชื่อว่า บรรพบุรุษของมนุษย์เริ่มเกิดขึ้นเมื่อประมาณ ๕ ล้านปีล่วงมาแล้วเท่านั้น

อาคันตุกะ (ชาย) : ภิกษุ : อาคันตุกะ (หญิง) : ภิกษุ : อาคันตุกะ (ชาย) : ภิกษุ : อาคันตุกะ (หญิง) : ภิกษุ : อาคันตุกะ (ชาย) : ภิกษุ :

โห!! หลวงพี่จำแม่นจังนะครับ ก็เปิดหนังสือของท่านอ่านให้ฟังอยู่นี่หว่า มีแซว… เดี๋ยวชาวบ้านเค้าก็รู้หมดว่ามา อ่านให้เค้าฟัง เจ! อย่าเพิ่งแซว หลวงพี่คะต่อเลยค่ะกำลังอยากรู้ว่าเทียบเวลากับมิติของจิตที่ยาวนานยังไง โอเคถ้าบรรพบุรุษของมนุษย์เริ่มเกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ ๕ ล้านปีล่วงมาแล้วเท่านั้น ฉะนั้นเมื่อเทียบระยะเวลาตั้งแต่เอกภพหรือจักรวาลอุบัติขึ้น กับเวลาที่มนุษย์เกิดขึ้นมา บนโลกนั้น มันต่างกันเหลือประมาณ คือระหว่าง ๑๕,๐๐๐ ล้านปีกับ ๕ ล้านปี ต่างกัน ถึงสามพันเท่า นั้นบ่งชี้ว่าโอกาสเกิดเป็นมนุษย์ เฉพาะในทางโลกแห่งวัตถุนี้ช่างเป็น ความยากลำบากเสียจริงๆ เพราะในช่วงเวลาสั้นๆ ของเอกภพนี้เอง ที่เกิดมีสุริยจักรวาลขึ้น และในสุริยจักรวาลก็มีดาวเคราะห์ดวงน้อยดวงหนึ่งๆ ซึ่งก็คือโลกมนุษย์ที่ค่อยๆ เย็นลง ตนมีสภาพที่เหมาะสมแก่การเกิดของชีวิตที่มีวิวัฒนาการต่อไปจนถึงความเป็นมนุษย์ เมื่อโลกเหมาะสมให้เกิดมาเป็นมนุษย์มีได้แล้ว จังหวะนั้นเองก็ต้องเป็นจังหวะที่พอดีกับ การที่จิตของเรามีภาวะของภูมิ คือเจตนาในขณะนั้นเท่ากับศีล ๕ คือความไม่เบียดเบียน ต่อทั้งตนเองและผู้อื่น อันเป็นคุณธรรมของความเป็นมนุษย์นั้นพอดี และได้หย่อนตัวลง มาเกิดเป็นพ่อแม่ ที่เคยมีวิบากกรรมเกี่ยวข้องกับเรามาในอดีตได้พอดีๆ ถึงจะได้อุแว้ลืมตาดูโลก หลวงพี่ครับถ้ามันยากขนาดนี้ ทำไมถึงยังมองไปทางไหนก็เจอแต่ผู้คนมากมายไปหมด แถมบางสมัยบางประเทศยังมีปัญหาประชากรล้นโลกเสียด้วยซ้ำ เจครับ ไปดูรังมดสิว่ามีจำนวนมากมายเท่าไหร่ ในท้องทะเลมีปลามากมายขนาดไหน สรรพสัตว์ สรรพวิญญาณ ที่ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่าธาตุรู้นั้น เกิดและพัฒนาขึ้น มาอยู่ตลอดเวลา พิจารณาได้เลยจากรังมด รังปลวก ไข่ปลาดูว่าจำนวนชีวิตที่เกิดตายนั้น มากมายขนาดไหน ถ้าเรามองในแง่ปัจเจกบุคคล การได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นมันยากมากมาย ขนาดไหน แต่ด้วยจำนวนมโหฬารของชีวิต มันเลยทำให้รู้สึกเหมือนว่าการได้เกิดเป็น มนุษย์นั้นไม่น่าจะยากเกินไป นี่ไงพระอาจารย์ภาสกร เน้นย้ำตรงนี้เลยว่าในความเป็นจริง เราคือผู้มีโชค โชคดีเหลือเกินที่ได้มีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์ โชคดีที่สุดที่ได้เกิดในช่วงเวลา อันน้อยนิดของเอกภพที่มีความเหมาะสมเกื้อกูลต่อการเกิดและอุบัติขึ้นของมนุษยชาติ และโชคดีมหาศาลที่สุดที่พ่อและแม่เป็นแดนเกิดให้แก่เรา ฉะนั้นเมื่อได้โอกาสเกิดมาเป็น มนุษย์แล้ว จึงไม่ควรประมาท เร่งทำความดี อย่าให้เสียชาติเกิด จินเข้าใจหรือยังว่า ทำไมหลวงพี่ถึงให้กลับไปดูสภาวะการกำเนิดอีกครั้ง อย่างน้อยที่สุดเรื่องความรัก ของคุณพ่อคุณแม่ที่ให้แดนเกิดแก่จิน อย่างที่อธิบายไว้ว่าถ้าไม่มีท่านเราก็ไม่ได้เกิดแน่นอน และตัวจินเองก็สะท้อนเขียนเตือนสติไว้ในท้ายบทความของตัวเองว่า ให้กตัญญูแก่ผู้ให้กำเนิดมากๆ หลวงพี่ขออนุโมทนากับสิ่งที่เธอทำครั้งนี้ครับ โชคดีจริงๆค่ะ พอได้มาฟังแบบนี้ รุ้สึกว่าทุกวินาทีช่างสำคัญตั้งแต่ลืมตาดูโลกใบนี้แล้ว ยิ่งบอกว่าการเกิดนั้นมันยากขนาดไหน ยิ่งทำให้รู้ว่าคุณพ่อคุณแม่สำคัญและมีพระคุณ กับเรามากมายแค่ไหน อย่างน้อยที่สุดจินคงจะกลับไปเรียนไปเป็นหมอใช้ชีวิตให้ดี ไม่ประมาท มีสติสตังค์มากขึ้น เจริญพร หลวงพี่ครับ ผมมีอะไรจะเล่าให้ฟังเกี่ยวกับบทความของผม แป้บหนึ่ง ขออนุญาตเข้าห้องน้ำ อีก ๒ หน้าเจอกัน

Bualoy Magazine


ปากกัด(มาร) ตีนถีบ(กิเลส)

“ WHEN BIRTH GIVES DEATH ถ้าจะให้พูดถึงความรักของแม่ที่มีต่อลูกแล้ว คงมีคนมากมาย พยายามที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูด เป็นบทเพลง หรือถ้อยคำที่หลากหลาย หากแต่ว่าสิ่งเหล่านั้นแท้จริงแล้วเป็นแค่เพียงมุมมองผิวเผินที่คนทั่วไปได้รับรู้ และคงมีเพียงผู้ที่มีโอกาสเป็นแม่เท่านั้นที่จะสามารถสัมผัสและเข้าใจ ความหมายของมันโดยแท้จริง ผู้หญิงอายุประมาณสามสิบปลายๆ คนหนึ่ง เดินเข้ามาขอรับบริการที่แผนกฝากครรภ์ในโรงพยาบาล เนื่องจากสงสัย ว่าตนเองตั้งท้อง ภายหลังการขาดประจำเดือนไปได้ประมาณสองเดือนเศษ ร่วมกับมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เมื่อคุณหมอได้ตรวจดูก็พบว่ามีการตั้งครรภ์ จริง ตั้งแต่วินาทีนั้นเอง.. ความรู้สึกของผู้เป็นแม่ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วในใจ ในระหว่างช่วงเวลาที่แม่อุ้มท้อง เพื่อดูแลลูกในครรภ์คนแรกแล้ว คุณแม่ตั้งใจดูแลทะนุถนอมลูกในครรภ์อย่างสุดชีวิตเท่าที่คนๆ นึงจะสามารถ ทำได้ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ทานยาบำรุง เดินทางมาตรวจที่ คลินิกฝากครรภ์ตามแพทย์นัดที่โรงพยาบาลทุกครั้งอย่างสม่ำเสมอไม่เคยขาด ในทุกๆ ครั้งที่มาแล้วได้ทราบว่าผลการตรวจปกติดี หากมองไปก็จะเห็น รอยยิ้มเล็กๆ ที่แฝงไปด้วยความหวังว่าจะได้พบหน้าลูกน้อยเพียงเท่านั้น แต่ชีวิตคนเรา.. ไม่ได้ดำรงอยู่บนความแน่นอนเสมอไป เมื่อเวลาย่างเข้าเดือนที่สี่ของการตั้งครรภ์ คุณแม่เริ่มมีอาการไม่ สบาย ท้องผูกสลับท้องเสีย เบื่ออาหารทานข้าวได้น้อยลง ทำให้รู้สึกกังวลใจ จึงมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ผลการตรวจในเบื้องต้นยังไม่สามารถให้คำตอบ ได้อย่างชัดเจนว่าอาการดังกล่าวเกิดจากสาเหตุใด จึงได้รับคำแนะนำให้แม่ ไปส่องกล้องตรวจหาความผิดปกติในลำไส้เพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุ และทราบ แนวทางในการรักษาอาการเจ็บป่วยดังกล่าวต่อไปอย่างถูกต้องเหมาะสม.. คุณแม่ตกลงใจตรวจตามที่คุณหมอแนะนำแล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น.. เมื่อผลตรวจโดยการส่องกล้องพบเนื้องอกบริเวณลำไส้ใหญ่หมอ ได้เก็บ ตัวอย่างชิ้นเนื้อส่งห้องตรวจปฏิบัติการ และนัดแม่มาฟังผลหลังจากวันนั้น มาเป็นเวลาไม่นาน

Bualoy Magazine

วันนี้คุณแม่มาฟังผลตรวจชิ้นเนื้อด้วยความกังวลใจ.. ปรากฎว่า ผลตรวจชิ้นเนื้อดังกล่าวยืนยันว่าคุณแม่เป็นมะเร็งในลำไส้ใหญ่ นอกจากนั้น แล้วเมื่อตรวจด้วยเครื่องสแกนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ยังพบว่าเนื้อร้ายดังกล่าว เริ่มมีการลุกลามไปยังบริเวณข้างเคียงอีกด้วย โดยทั่วไปโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ จะรักษาด้วยการผ่าตัดเข้าไปในช่องท้อง และนำลำไส้ส่วนที่มีความผิดปกติ ออก แต่ในกรณีที่มะเร็งมีการลุกลามเข้าไปสู่อวัยวะข้างเคียงเหมือนเช่นใน คุณแม่รายนี้นั้นจะมีความแตกต่างออกไปจากคนปกติทั่วไป ในการรักษาจำเป็นต้องรับการการฉายแสง และยาเคมีบำบัดร่วมด้วย เพื่อลดขนาดของก้อนเนื้อร้ายก่อนที่จะทำการผ่าตัดออก ซึ่งการรักษาใน ขั้นตอนดังกล่าวเป็นข้อห้ามในผู���ป่วยที่ตั้งครรภ์ทุกราย เนื่องจากเป็นการรักษา ที่ส่งผลกระทบอันตรายต่อทารกในครรภ์ จึงจำเป็นที่จะต้องยุติการตั้งครรภ์ ก่อนรับการรักษา แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าหากคุณแม่ตัดสินใจที่จะตั้ง ครรภ์ต่อไป ก็จะเป็นอุปสรรคในการรักษาโรคมะเร็งซึ่งอยู่ในระยะที่กำลัง เริ่มลุกลาม อีกทั้งการตั้งครรภ์ยังเป็นภาวะที่ส่งเสริมให้มีการสร้างเส้น เลือดไปเลี้ยงบริเวณมดลูกมากขึ้น ส่งผลเสียต่อโรคมะเร็งที่เป็นอยู่ทำให้ เนื้อร้ายนั้นเจริญเติบโตและลุกลามได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้นไปอีก นั่นหมายถึง โอกาสที่แม่จะได้อยู่จนถึงพบหน้าลูกนั้นก็จะยิ่งลดน้อยลงไปพร้อมๆ กัน เมื่อคุณหมอผู้ดูแลแนะนำทางเลือกในการรักษาเสร็จแล้ว จึงให้ เวลาคุณแม่ได้กลับไปคิดทบทวนตัดสินใจ เลือกหนทางในการรักษาอีก ครั้งหนึ่ง ในครั้งนี้.. ไม่ได้มีข่าวดีให้คุณแม่ยิ้มกลับไปเหมือนเช่นทุกครั้ง การรับทราบข่าวร้ายว่าตนเองเป็นโรคมะเร็งที่แสนจะทรมานนั้น ก็นับว่าเจ็บปวดมากแล้วแต่คงเทียบไม่ได้เลยกับการต้องตัดสินใจเลือก.. “ชีวิตลูก.. หรือ.. ชีวิตเรา?”

ลูกน้อยในครรภ์ที่แม่เฝ้าทะนุถนอมด้วยความรักสุดชีวิต.. สุดท้าย จะมาถึงได้เพียงแค่นี้เองหรือ? มีเรื่องอะไรที่จะทำให้แม่ต้องลำบากใจ มากไปกว่านี้ได้อีก เข็มนาฬิกาเดินไปช้าๆ แม่เฝ้าคิดทบทวนครั้งแล้วครั้งเล่า จนในที่สุดก็ถึงวันที่แม่กลับมาพบคุณหมออีกครั้ง คุณแม่ตัดสินใจที่จะ ปฏิเสธการรักษาดังกล่าว.. ทำไม? มีเพียงคำตอบประโยคสั้นๆ ออกมาจากปากแม่ว่า “อยากจะดูแลลูกให้ดีที่สุด.. อย่างที่ผ่านมา” การรักษาในเบื้องต้นสามารถทำได้ดีที่สุดแค่เพียงการผ่าตัด เพียงอย่างเดียว จึงไม่สามารถนำเนื้อร้ายออกได้ทั้งหมด เพียงแค่สามารถนำ เนื้อร้ายบางส่วนออกไปเพื่อช่วยบรรเทาความทรมานจากอาการท้องผูกให้ดีขึ้น ได้เท่านั้น หลังจากการผ่าตัดคุณแม่กลับไปดำเนินชีวิตที่บ้านได้ และการตั้งครรภ์ก็ดำเนินต่อไป ระยะเวลาล่วงเลยผ่านไปได้ไม่นานนัก เพียงช่วงระยะเวลาไม่กี่ สัปดาห์ คุณแม่ก็กลับมาตรวจที่โรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่งด้วยอาการถ่ายเป็น เลือดปนออกมาในอุจจาระ น้ำหนักลด ร่างกายซูบผอม รับประทานอาหาร ไม่ได้ จึงส่งผลให้ร่างกายยิ่งทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว เนื้อร้ายที่เหลืออยู่จาก การผ่าตัดครั้งที่แล้วได้ลุกลามมากขึ้น เซลล์มะเร็งได้กระจายไปยังอวัยวะ อื่นๆ ทั่วร่างกาย เข้าสู่ระยะสุดท้ายของผู้ป่วยโรคมะเร็ง จึงต้องนอนรับ การรักษาเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง โรคมะเร็งเริ่มแทรกซึม เข้าไปตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ส่งผลให้แม่ไม่มีเรี่ยวแรงขยับตัว ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ สายน้ำเกลือและสายอาหารทางหลอดเลือด มากมายถูกต่อเข้ากับแขนทั้งสองข้างของแม่ เพื่อให้ลูกที่อยู่ในท้องได้รับสาร อาหารไปใช้ในการพัฒนาให้ร่างกายเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด อาการปวด ที่รุนแรงมากขึ้นจนต้องรับการรักษาด้วยยามอร์ฟีนภายใต้การดูแลโดยแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา


In Mightl ๔๙

สภาพร่างกายของแม่ในตอนนี้ทำได้เพียงนอนตื่นลืมตา มีความรู้สึกตัวเป็นบางเวลา ใกล้สภาพเจ้าหญิงนิทราเข้าไปทุกที ร่างกายของ แม่ในเวลานี้กำลังจะกลายเป็นเพียงทางผ่านอาหารไปเลี้ยงลูกในท้องที่ยังคง หายใจได้เท่านั้น เมื่อการตั้งครรภ์ผ่านพ้นมาจนย่างเข้าช่วงเวลาสัปดาห์ที่สามสิบ.. เวลาของชีวิตแม่ที่เหลือบนโลกใบนี้ค่อยๆ ลดน้อยลงเรื่อยๆ.. และเนื่องจาก อาการที่ทรุดหนักมากขึ้น ส่งผลกระทบให้ระบบการทำงานของร่างกายแย่ลง ชีพจรของแม่เริ่มไม่คงที่ ทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องผ่าตัดคลอดก่อนครบ กำหนดอายุครรภ์เพื่อที่จะรักษาชีวิตลูกในครรภ์เอาไว้ และด้วยสภาพร่างกาย ของแม่ที่อ่อนแอไม่เอื้ออำนวยต่อการผ่าตัดในตอนนี้ เมื่อประเมินความเสี่ยงแล้วพบว่า การผ่าตัดคลอดลูกในครั้งนี้มีความเสี่ยง มีโอกาสที่จะทำให้เสียชีวิตในระหว่างผ่าตัดได้สูงมาก “แต่ถึงแม้ว่าตัวแม่เองจะทราบตั้งแต่ตอนที่ยังมีความรู้สึกตัวดี อยู่ก่อนหน้านี้แล้วว่าวันเวลานี้จะต้องมาถึงในไม่ช้า แม่ก็ไม่เกรงกลัวและ ไม่ลังเลใจให้อะไรมามาล้มเลิกความตั้งใจของแม่ได้.. ถึงแม้ว่าสุดท้ายแม่จะ ไม่ได้มีโอกาสพบเจอหน้าลูกอย่างที่ตนเองหวังเอาไว้แม้แต่เพียงพริบตาเดียว จริงๆ แม่คนนี้ก็พร้อมยินยอมสละชีวิตและร่างกายไร้ความรู้สึกที่ยังเหลืออยู่ ร่างนี้ ให้คงเหลืออยู่เป็นที่อาศัยของลูกน้อย.. ให้ลูกได้รับสารอาหารที่จำเป็น ในการเจริญเติบโตต่อไปให้นานที่สุด เพื่อร่ายกายที่สมบูรณ์ที่สุด จนถึงเวลา ที่ลูกได้กำเนิดออกมาลืมตาดูโลกใบนี้.. ที่เดียวกับที่แม่เคยอาศัยอยู่เพื่อเฝ้า รอคอยการพบหน้าลูกทุกวัน ” การผ่าตัดผ่านพ้นไป.. ภายหลังการผ่าตัดคลอดพบว่าทารกที่เกิดมามีปัญหาด้าน การหายใจในระยะแรกเกิดอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อย ในทารกคลอดก่อนกำหนด แต่หลังจากรับการดูแลในโรงพยาบาลอยู่เพียง ไม่นานก็หายเป็นปกติ ในอีกมุมหนึ่ง ทางฝ่ายแม่ ภายหลังการผ่าตัดคลอด อาการของ คุณแม่ยิ่งทรุดหนักลงจนไม่สามารถหายใจเองได้ หากปลดเครื่องช่วยหายใจ ก็จะเสียชีวิต ไม่ต่างจากร่างกายในสภาพเป็นผักที่ไม่สามารถรู้สึกตัวฟื้นตื่น กลับขึ้นมาได้อีก ไม่มีโอกาส.. ที่แม่จะได้ตื่นลืมตาขึ้นมาอีกแล้ว ไม่มีโอกาส.. ที่จะได้พบหน้าลูกน้อย คนที่แม่คอยเฝ้าดูแลด้วยหัวใจ แม้เพียงสักครั้งหนึ่ง... ขอให้บุญกุศลทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากบทความนี้ ส่งไปถึงแม่ ผู้สียสละชีวิตอย่างยิ่งใหญ่ และคุณแม่ทุกๆ คนที่ให้กำเนิดโลกใบนี้

Bualoy Magazine


ปากกัด(มาร) ตีนถีบ(กิเลส)

is the life of ยากmortals ที่ชีวิตสัตว์จะอยู่สบาย การสนทนาครั้งที่ ๒ : วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๓

“Hard

สถานที่บันทึกความ : มาวิตตศาลา วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร …. ภิกษุ : ไงเจ มีอะไรจะบอกหลวงพี่ครับ อาคันตุกะ (ชาย) : วันที่ ๑๒ สิงหาคมที่ผ่านมา เราได้สูญเสียคุณแม่ผู้ที่ยอมแลกชีวิตเพื่อลูก ไปแล้วครับ เธอไปสู่สุคติแล้ว ส่วนลูกปลอดภัยดี อาคันตุกะ (หญิง) : Drama ป่ะเนี่ยเจ เอาจริงๆห้ามอำ ภิกษุ : อืมม…(หลับตา) เรามีความแก่เป็นธรรมดา จะล่วงความแก่ไปไม่ได้, เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จะล่วงความเจ็บไข้ไปไม่ได้, เรามีความตายเป็นธรรมดา จะล่วงความตายไปไม่ได้,เราจะละเว้น เป็นต่างๆ,คือว่าจะพลัดพราก,จากของรักของเจริญใจทั้งปวง,เราเป็นผู้ มีกรรมเป็นของๆตน,เป็นผู้รับผลของกรรม, เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด, เป็นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ ,เป็นผู้มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย, เราจักทำกรรม อันใดไว้, ดีหรือชั่ว,เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น,เราทั้งหลายควร พิจารณาอย่างนี้ทุกวัน….. อาคันตุกะ (ชาย) + (หญิง) : สาธุ..

Bualoy Magazine


In Might l ๕๑ ภิกษุ : ธรรมะที่สนทนากันและเขียนผ่านนิตยสารบัวลอยนี้จะเป็นกุศลถึงเธอ นี่แหละชีวิต ภิ กษุ : ครับ ยกตัวอย่างจากเคสที่หมอเจเขียนส่งมา ยิ่งสะท้อนได้ดีทีเดียว หากคำว่ากรรมแปลว่า ว่าเป็นมนุษย์มันยากแล้ว การใช้ชีวิตอยู่ยังยากกว่า การกระทำ ก็เพราะเราไม่ใช่เหรอเป็นคน Action มัน สร้างเวรสร้างกรรมก่อกิเลสไม่สิ้นสุด อาคันตุกะ (ชาย) : ผมสะเทือนใจตั้งแต่เลือกที่จะสะท้อนเรื่องราวนี้แล้วครับ ผมไม่อยากเขียนให้เศร้ามาก กิเลสมาก กิเลสน้อยก็จะส่งผลผันแปรไปตามกฎที่เรากระทำไว้ พระพุทธองค์ทรงใช้คำว่า อยากให้มองทุกอย่างเป็นกลางทั้งเกิดและตาย หลวงพี่ครับส่วนตัวผมรู้สึกว่าในขณะที่เรา เหตุปัจจะโย หมายถึงเหตุปัจจัย เราทำสิ่งใดไว้ เราย่อมได้รับสิ่งนั้น เราจัดสรรตัวเราเอง เกิดมาเราก็พาความตายมาด้วยเลย ผมรู้สึกอินมากๆตอนที่หลวงพี่พูดว่าเรามีความตาย ทั้งสิ้นให้ดีหรือเลวนี่ถึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมคุณแม่ต้องเสียชีวิตและเด็กน้อยถึงต้อง เป็นธรรมดา เกิดมาที่คุณพ่อเป็นคนดูแลเท่านั้น ทุกอย่างแสดงเหตุและปัจจัยทั้งสิ้น ภิกษุ : ครับ พระพุทธเจ้าถึงได้บอกเอาไว้ก่อนจะปรินิพพานไงว่า “อย่าประมาท” การใช้ชีวิต อาคันตุกะ (ชาย) : แสดงว่าปัจจัยที่ทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆคือการกระทำของเรานี่เองใช่ไหมครับ อย่างมีสติและมีปัญญาคอยกำกับ จึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ทั้งหลายควรจะประพฤติปฏิบัติให้ได้ ภิกษุ : ครับคุณหมอ ซึ่งปัจจัยที่สนับสนุนส่งเสริมผลักดันให้สัตว์ไปเกิดในภพต่างๆและอุปภัมภ์ ทุกลมหายใจ เพราะถ้าเราหมั่นอบรมสติปัญญา รู้เท่าทันกิเลส ประพฤติตนเป็นคนดี ให้มีชีวิตที่ดีหรือเลวนั้น ท่านว่ามีอยู่ด้วยกันสามอย่าง อย่างแรกคือ”ปุญญาภิสังขาร” ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ จนสามารถดับกองทุกข์กองกิเลส เหตุชนวนการเกิดมาให้ทุกข์อยู่ หมายถึง “บุญ” เป็นอำนาจที่ก่อให้เกิดสังขารร่างกายขึ้นมาได้ด้วยปัจจัยฝ่ายบุญกุศล อย่างนี้ เราก็จะไม่ต้องเกิดอีกต่อไป ท่านว่าไว้อย่างนั้น หรือเกิดได้ด้วยอำนาจของบุญส่งผลให้เกิด อย่างที่สองเรียกว่า “อปุญญาภิสังขาร” อาคันตุกะ (หญิง) : ต้นเหตุแห่งการเกิดมาเป็นมนุษย์นี้มาจากกิเลสหรือคะหลวงพี่ หมายถึง “บาป” เป็นอำนาจที่ก่อให้เกิดสังขารร่างกายขึ้นมาด้วยปัจจัยที่ไม่ใช่บุญ ภิกษุ : ต้องออกตัวก่อนว่าตัวหลวงพี่ก็ไม่ได้มีภูมิจิตภูมิธรรมมากมาย เอาตามปัญญาที่ศึกษา หมายถึงปัจจัยที่เป็นบาปอกุศลกรรมทั้งหลาย และปัจจัยสุดท้ายเรียกว่า และค้นคว้ามาอธิบายแล้วกันนะ เท่าที่ค้นคว้ามาเพื่อมอบหมายเกี่ยวกับการเกิดนี้ “อาเนญชาภิสังขาร”หมายถึง “ฌานสมาธิ” เป็นอำนาจที่ก่อให้เกิดสังขารร่างกายขึ้นมา ทางพระพุทธศาสนาแสดงไว้อย่างละเอียดไว้มากมายเลย แต่ครูบาอาจารย์สรุปเอาไว้อยู่ว่า ได้ด้วยอำนาจแห่งฌานสมาบัติ พวกนี้จะทำให้เกิดได้ตั้งแต่พรหมโลกขึ้นไป ตลอดจนถึง แท้จริงแล้วสัตว์โลกต่างๆ เกิดขึ้นด้วยปัจจัยที่เป็นกิเลสภายในตัวเองอยู่ ๓ อย่าง ขั้นบรรลุธรรมแล้วนิพพานได้ในพรหมโลก หรือถ้าบารมีเต็มเปี่ยมแล้วก็บรรลุธรรมสิ้นกิเลส หาได้เกิดจากการบันดาลของเทพเจ้าองค์ใดมาเสกปิ๊งให้เกิดมา กิเลส ๓ อย่างตาม และนิพพานได้ในชาติที่เป็นมนุษย์นี้เลย ท่านแสดงไว้ก็มี หนึ่ง คือความหลงผิด ความเข้าใจผิด แล้วก็กระทำกรรมลงไปตาม อาคันตุกะ (หญิง) : ฟังอย่างนี้พอจับทางได้บ้างค่ะ ว่าเราเกิดมาเพราะต้องใช้กรรมจากแรงกิเลสที่เราทำมา ความเข้าใจผิดนั้น เรียกชื่อสั้นๆว่า “อวิชชา” สองคือความต้องการอยากจะมีชีวิตเป็นอมตะ และเราก็โทษใครที่ไหนไม่เลยว่าทำไมเราถึงเกิดมาไม่เท่ากันโชคดีไม่เหมือนกัน หรืออยากจะเกิดในภพใหม่ต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ข้อนี้เรียกชื่อสั้นๆว่า ทุกอย่างเราจัดสรรเอง เช่นถ้าเราทำบุญเยอะ เราก็จะได้รับปัจจัยฝ่ายกุศล เราทำบาปเยอะ “ภวตัณหาและกามตัณหา” ส่วนข้อที่สาม คือความหวงแหนในชีวิตและทรัพย์สินของตน เราก็ได้รับบาป ประมาณประโยคที่ว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมใช่ไหมคะ ประมาณว่าตอนตายก็ยังมีจิตผูกพันอยู่ ด้วยอำนาจความพะวงจึงทำให้จิตผูกผัน ภิกษุ : พระอาจารย์ไพศาล วิสาโลเคยตอบคำถามนี้ไว้ให้กับนิตยสาร aday ท่านชี้แจงไว้ว่า และต้องกลับมาเกิดวนเวียนอยู่อย่างนั้นอีกอย่างไม่รู้จบ ข้อนี้เค้าเรียกว่า “อุปาทาน” กรรมเป็นตัวกำหนดชีวิต จิตใจ และการกระทำของเรามากที่สุด ไม่ใช่สิ่งภายนอก การเกิดขึ้นมาในภพใดๆก็ตาม ล้วนเกิดด้วยอำนาจกิเลสทั้งสามนี้ทั้งสิ้นครับ พูดอีกอย่างก็คือ คนเราจะดีจะชั่วอยู่ที่กรรมหรือการกระทำจะสุขหรือทุกข์ก็อยู่ที่การกระทำ อาคันตุกะ (ชาย) : สรุปว่ากิเลสเป็นตัวการพาให้เกิด กิเลสสามตัวที่หลวงพี่อธิบายมา คลับคล้ายคลับคลา ถ้าคุณวางจิตใจเป็น ยกตัวอย่างบางคนบอกว่าพิการเพราะกรรมในอดีตชาติ ไม่เป็นไรจะ ว่าหน้าตาเหมือนพวกเราแน่ๆเลยค่ะ เห็นว่าปัจจุบันตัวเองมีทั้งอวิชา ตันหา และ พิการเพราะกรรมหรือไม่ใช่กรรมก็แล้วแต่ แต่ที่แน่ๆเมื่อเกิดมาพิการแล้ว เราสามารถทำใจ อุปาทานหมดเลย (หัวเราะ) ให้มีความสุขได้การวางใจก็เป็นกรรมอย่างหนึ่ง เรียกว่า “มโนกรรม” สัตว์โลกย่อมเป็นไป ภิกษุ : ใช่เลย ก็เพราะเราไม่เห็นภัยในโทษในกิเลสนี่แหละถึงทำให้เกิดกันต่อไม่จบไม่สิ้น ตามกรรมมีความหมายอย่างนี้ ชาติที่แล้วคุณทำอะไรมาก็ตามแต่ แต่สิ่งที่สำคัญอยู่ ท่านพระอาจารย์ภาสกรเคยสรุปว่า นั่นเป็นเพราะข้อมูลจำนวนมหาศาลในจิตใจของเรา ที่ปัจจุบันชาติ พระอาจารย์เปรียบเทียบไว้เหมือนการที่เราจั่วไพ่ ไม่สำคัญว่าคุณได้ไพ่อะไรมา ที่สั่งสมขึ้นด้วยเจตนา ทั้งเจตนาฝ่ายกุศลและอกุศล วุ่นวายไปหมดมีมากมายเหลือเกิน สิ่งที่สำคัญคุณจะเล่นไพ่ในมือต่อไปต่างหาก คุณจะเอาสิ่งที่คุณมีมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร แล้วตราบใดก็ตามที่เรายังยึดถืออยู่ว่า นี่คือตัวเรา นี่ของๆเรานี่คือความจำได้หมายรู้ อาคันตุกะ (ชาย) : ปัจจุบันจึงสำคัญที่สุด ในส่วนตัวผมเข้าใจว่าถ้าได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว เราควรไม่ทำชั่ว ของเรา ตราบนั้นพันธนาการแห่งอุปาทานความยึดถือ ในอัตตาความเป็นตัวตนของเรา ทำดี ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ จนสามารถปฏิบัติให้บรรลุธรรมสิ้นภพสิ้นกิเลสถึงนิพพานได้เช่นกัน ก็จะผูกมันเราไว้ กับการที่จะต้องเสวยผลจากข้อมูล ซึ่งก็คือเจตนาหรือกรรมที่ได้กระทำ ถูกไหมครับ มาแล้วในอดีตชาตินั่นเอง ถามจินต่อว่าไอ้กิเลสทั้งสามที่อ้างถึง มันเหนื่อยมั้ย ทุกข์มั้ย ภิกษุ : ใช่ครับ แต่องค์ประกอบที่จะไปถึงขั้นสภาวะนิพพานนั้นละเอียดลึกซึ้งมาก ต้องสู้ไม่มีถอย ที่ชีวิตต้องวิ่งเรื่อยๆ กับมันทั้งสาม Run ต่อไปเรื่อยๆ แบบนี้ไม่จบไม่สิ้น อบรมปัญญาบ่มบารมีมหาศาล คุยกันมาถึงขั้นนี้พอรู้ไหมว่าการได้เป็นมนุษย์น่ะยากมาก อาคันตุกะ (หญิง) : เหนื่อยและต้องทุกข์แน่นอนค่ะ แต่การใช้ชีวิตเป็นมนุษย์ให้ไม่หล่นลงในอบาย เป็นมนุษย์ที่ดีที่จิตใจสูงก็เป็นเรื่องที่เราต้อง ปฏิบัติให้ได้เช่นกัน ฟังอย่างนี้เสียดายชาติเกิดของพวกคนที่ยังประกอบกรรมชั่ว คนพาลสันดานบาปเหมือนกัน เส้นชัยพวกนี้นรกยินดีต้อนรับแน่ๆ อาคันตุกะ (หญิง) : หลวงพี่ช่วยอธิบายตรงนี้หน่อยได้ไหมคะ ขอเน้นๆ เผื่อเจจะได้ปรับปรุงตัว วเราะ)

Bualoy Magazine


ซีรีบรัมขึ้นหิ้ง

is the life of ยากmortals ที่ชีวิตสัตว์จะอยู่สบาย ภิกษุ :

“Hard

ประเด็นอยู่ตรงนี้ ยกตัวอย่างจากพาลบัณฑิตสูตร เล่มที่ ๑๔ ในที่สุดว่าด้วยความเป็นพาล พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า

[๔๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษโยนทุ่นมีบ่วงตาเดียวไป ในมหาสมุทร ทุ่นนั้นถูกลมตะวันออกพัดไปทางทิศตะวันตก ถูกลมตะวันตกพัด ไปทางทิศตะวันออก ถูกลมเหนือพัดไปทางทิศใต้ ถูกลมใต้พัดไปทางทิศเหนือ มีเต่าตาบอดอยู่ในมหาสมุทรนั้น ล่วงไปร้อยปีจึงจะผุดขึ้นครั้งหนึ่ง ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เต่าตาบอดตัวนั้นจะพึงเอาคอ สวมเข้าที่ทุ่นมีบ่วงตาเดียวโน้นได้บ้างไหมหนอ ฯ ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้เลย พระพุทธเจ้าข้า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ถ้าจะเป็นไปได้บ้างในบางครั้งบางคราว ก็โดยล่วงระยะกาลนาน แน่นอน ฯ

Bualoy Magazine


In Light l ๕๓

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เต่าตาบอดตัวนั้นจะพึงเอาคอสวมเข้าที่ทุ่นมีบ่วง ตาเดียวโน้นได้ ยังจะเร็วกว่า เรากล่าวความเป็นมนุษย์ที่คนพาลผู้ไปสู่วินิบาต คราวหนึ่งแล้วจะพึงได้ ยังยากกว่านี้ นั่นเพราะเหตุไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะ ในตัวคนพาลนี้ไม่มีความประพฤติธรรม ความประพฤติสงบ การทำกุศล การ ทำบุญ มีแต่การกินกันเอง การเบียดเบียนคนอ่อนแอ ฯ [๔๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพาลนั้นนั่นแล ถ้าจะมาสู่ความเป็น มนุษย์ในบางครั้งบางคราว ไม่ว่ากาลไหนๆ โดยล่วงระยะกาลนาน ก็ย่อมเกิด ในสกุลต่ำ คือ สกุลคนจัณฑาล หรือสกุลพรานล่าเนื้อ หรือสกุลคนจักสาน หรือสกุลช่างรถ หรือสกุลคนเทขยะ เห็นปานนั้น ในบั้นปลาย อันเป็นสกุลคน จน มีข้าวน้ำและโภชนาหารน้อย มีชีวิตเป็นไปลำบาก ซึ่งเป็นสกุลที่จะได้ของ กิน และเครื่องนุ่งห่มโดยฝืดเคือง และเขาจะมีผิวพรรณทราม น่าเกลียดชัง ร่าง ม่อต้อ มีโรคมาก เป็นคนตาบอดบ้าง เป็นคนง่อยบ้าง เป็นคนกะจอกบ้าง เป็น คนเปลี้ยบ้าง ไม่ได้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่ นอน ที่อยู่อาศัย และเครื่องตามประทีป เขาจะประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ครั้นแล้วเมื่อตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฯ [๔๘๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหมือนนักเลงการพนัน เพราะเคราะห์ร้าย ประการแรกเท่านั้น จึงต้องเสียลูกบ้าง เสียเมียบ้าง เสียสมบัติทุกอย่างบ้าง ยิ่งขึ้นไปอีก ต้องถึงถูกจองจำ เคราะห์ร้ายของนักเลงการพนันที่ต้องเสียไปดังนั้น เพียงเล็กน้อย ที่แท้แลเคราะห์ร้ายอันใหญ่หลวงกว่านั้น คือ เคราะห์ที่คนพาล นั้นประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตแล้ว ตายไป เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก นั่นเอง ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้ภูมิของคนพาลครบถ้วนบริบูรณ์ ฯ

ภิกษุ : อาคันตุกะ(ชาย) : ภิกษุ : อาคันตุกะ(ชาย) :

สรุปว่าการคิดชั่ว พูดชั่ว และทำชั่วนั้น แม้ให้ผลในปัจจุบันขณะเป็น มนุษย์ก็นับว่าน้อย ที่นับว่าเป็นโทษใหญ่จริงๆคือไปเจอทุคติอัน หนักหนาสาหัส แล้วกว่าจะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ก็ยากแสนยาก อาจารย์ดังตฤณ ที่ปรึกษาด้านธรรมะของนิตยสารบัวลอยได้เล่าให้ฟังว่า ฟังพระผู้มีอภิญญาร่วมสมัยหลายท่านกล่าวถึงนรกแล้วสังเวชใจ ขณะท่านกล่าวว่าอย่าได้บอกว่ามากเท่านั้นเท่านี้ มันล้นหลาม มันมากเกินกำหนด ยิ่งจำนวนสัตว์และในโลกนี้กี่แสนกี่ล้านเท่า จิตที่พูดด้วยความทรงจำเห็นจริงนั้น สื่อให้เรารับรู้ตามถนัดถึง ความไพศาลเป็นอนันต์ ซึ่งเมื่อนำมาเทียบกับที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ แล้วก็เข้ากันได้เป็นอันดี ว่ามนุษย์ในโลกนี้ตายไปแล้วเข้าถึงทุคติได้แก่ ภูมินรก ภูมิสัตว์เดรัจฉาน ภูมิเปรต และภูมิอสุรกายมีมากเท่ากับขนวัว และส่วนมนุษย์ที่ตายไปแล้วเข้าถึงสุคติอันได้แก่ภูมิมนุษย์ และ สวรรค์ มีน้อยเท่าเขาของวัว จริงเลยครับ เพราะมองไปทางไหนคนเราอมทุกข์เป็นงานอดิเรก ยิ่งคนไข้ที่มาหาหมอนี่มาพร้อมกับความเครียดทั้งนั้น คนสวยคนหล่อทั้งหลาย ลึกลงไปในใจก็ยังเต็มไปด้วยจิตใจที่ขุ่นมัว เคร่งเครียด เป็นทุกข์ตามวิถีกรรมของแต่ละคน จะหาเวลาให้จิตใจ ผ่องใสก็นับว่ายาก อาจารย์ดังตฤณท่านเน้นย้ำว่าการตั้งจิตเป็นทาน เป็นศีล และการภาวนาตามแนวมรรคแปดและสติปัฏฐานสี่นั้น ไม่ใช่แค่ทำไปให้พ้นทุกข์ถึงที่สุดได้อย่างเดียว แม้ไม่ได้ผลอะไรขึ้นมาเลย ก็เป็นฐานตั้งจิตใจให้ดำรงอยู่ในกุศลเนืองๆ ทั้งวัน อันนี้เป็นคุณใหญ่ของแก่นพุทธศาสนาที่เห็นได้ชัดอยู่ โทรศัพท์มาขอเวลาสักครู่ ซะงั้น!!!

Bualoy Magazine


ซีรีบรัมขึ้นหิ้ง

is it to hear the TruthยากSublime ที่จะได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ การสนทนาครั้งที่ ๒ : วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๓ (อีกครั้ง) สถานที่บันทึกความ : มาวิตตศาลา วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร

พระสารีบุตร : พระผู้มีพระภาคเจ้า : Bualoy Magazine

“Hard

อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ให้พระศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามวิปัสสีพระนามสิขีและพระนามเวสสภู ไม่ดำรงอยู่นาน พระพุทธเจ้าข้า? ดูกรสารีบุตร พระผู้มีพระภาคพระนามวิปัสสี พระนามสิขี และพระนามเวสสภู ทรงท้อพระหฤทัยเพื่อจะทรงแสดง ธรรมโดยพิสดารแก่สาวกทั้งหลาย อนึ่ง สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ ของพระผู้มีพระภาคทั้ง สามพระองค์นั้นมีน้อย สิกขาบทก็มิได้ทรงบัญญัติ ปาติโมกข์ก็มิได้ทรงแสดง แก่สาวก เพราะ อันตรธานแห่งพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เหล่านั้น เพราะอันตรธานแห่งสาวกผู้ตรัสรู้ ตามพระพุทธเจ้า เหล่านั้น สาวกชั้นหลังที่ต่างชื่อกัน ต่างโคตรกัน ต่างชาติกัน ออกบวชจากตระกูลต่างกัน จึง ยังพระศาสนานั้นให้ อันตรธานโดยฉับพลัน


In Light l ๕๕

ดูกรสารีบุตร ดอกไม้ต่างพรรณที่เขากองไว้บนพื้น กระดาน ยังไม่ได้ร้อยด้วยด้าย อาคันตุกะ (หญิง) : เท่าที่หลวงพี่อ่านพระสูตรที่เกี่ยวข้องกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ให้พวกเราฟัง หลวงพี่ต้องการสะท้อนให้เห็นว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ในตอนดำรง ลมย่อมกระจาย ขจัด กำจัด ซึ่งดอกไม้เหล่านั้นได้ ข้อนั้น เพราะเหตุอะไรเพราะเขาไม่ได้ และสร้างพระศาสนาโปรดสรรพสัตว์มีวิธีการไม่เหมือนกันใช่ไหมคะ ร้อยด้วยด้ายฉันใด เพราะอันตรธานแห่งพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เหล่านั้น ภิกษุ : เรื่องจะลึกซึ้งขึ้นอีกหนึ่งระดับ อาจารย์ดังตฤณเคยบันทึกบทความนี้ไว้ที่ http : //dharma- เพราะอันตรธานแห่งสาวกผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้าเหล่านั้น สาวกชั้นหลังที่ต่างชื่อกัน gateway.com ท่านให้ความเห็นว่าพวกเราได้ยินกันว่าพระพุทธศาสนา อุบัติขึ้นเมื่อผู้มี บารมีมากอย่างพระนิตยโพธิสัตว์ได้สำเร็จพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ โดยมากจะเกิด ต่างโคตรกัน ต่างชาติกัน ออกบวชจากตระกูลต่างกัน จึงยังพระศาสนานั้นให้อันตรธาน ความชะล่าและหมั่นทำบุญตั้งความปรารถนาไว้ว่า ขอให้ได้เกิดแล้วพบพระพุทธเจ้า โดยฉับพลัน ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเหล่านั้น ทรงท้อพระหฤทัย ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า เช่นองค์ถัดไปก็เป็นศาสนาของพระศรีอารย์ ซึ่งคิดเป็นหน่วยปี เพื่อจะทรงกำหนดจิตของสาวกด้วยพระหฤทัย แล้วทรงสั่งสอนสาวก. จะหนึ่งล้าน หรือห้าร้อยล้านอย่างไรก็ไม่มีใครรู้แน่ เราอาจจะระเหเรร่อนไปเสี่ยงผิดเสี่ยง ถูกในภพไหน ภูมิใดเท่าไหร่ก็ไม่ทราบ แต่คิดๆกันเอาล่ะชาตินี้ท้อแล้ว มรรคผลนิพพาน ดูกรสารีบุตร เรื่องเคยมีมาแล้ว พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้กับเราแล้ว ก็ขออธิษฐานไปเกิดใหม่ในพระศาสนาหน้า แล้วค่อยถึงมรรคนิพพาน พระนามเวสสภู ทรงกำหนดจิตภิกษุสงฆ์ด้วยพระหฤทัยแล้วทรงสั่งสอน พร่ำสอน แล้วกัน ถ้าพลาดป้ายหน้า จับพลัดจับผลูตอนพระศรีอาริย์มาโปรดเกิดอยู่ที่อื่น ภิกษุสงฆ์ประมาณ พันรูป ในไพรสนฑ์อันน่าพึงกลัวแห่งหนึ่งว่าพวกเธอจงตรึกอย่างนี้ ขึ้นมารับแสงธรรมไม่ได้ ก็ขอได้เจอพระพุทธเจ้าองค์ ๆ ไปแล้วกัน ซึ่งความเชื่อชนิดนี้ อย่าได้ตรึกอย่างนั้น จงทำในใจอย่างนี้ อย่าได้ทำในใจอย่างนั้น จงละส่วนนี้ ท่านอาจารย์แสดงไว้ว่าฝังรากมานานสำหรับผู้ที่มีใจเชื่อและเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า มีภาวะต้องพึ่งพาผู้อื่นสูง แต่มีกำลังใจในการปฏิบัติธรรมอ่อน จงเข้าถึงส่วนนี้อยู่เถิด ดังนี้ และจากที่อ่านพระสูตรข้างต้นให้ฟังคือสรุปง่ายๆ คือพระพุทธเจ้าหลาย ลำดับนั้นแล จิตของภิกษุประมาณพันรูปนั้น อันพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา พระองค์ประกาศศาสนาเฉพาะวงจำกัด คือช่วยให้เวไนยสัตว์บางหมู่เหล่าเข้าถึง สัมพุทธเจ้า พระนามเวสสภูทรง สั่งสอนอยู่อย่างนั้น ทรงพร่ำสอนอยู่อย่างนั้น พระสัทธรรมด้วยกำลัง พระองค์เองโดยตรง คือด้วยวิธี “กำหนดจิตภิกษุสงฆ์ด้วย พระหฤทัยแล้ว ทรงสั่งสอน พร่ำสอน ภิกษุสงฆ์ประมาณพันรูป” แถมหลีกเร้นเข้าไปในป่า ได้หลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น ในเพราะความที่ไพรสณฑ์ ที่มนุษย์มนาทั่วไปเขาไม่อยู่กันอีกต่างหาก การกำหนดจิตแล้วสอนว่าอย่างนี้ถูก อย่างนั้นผิด อันน่าพึงกลัวนั้นซิ เป็นถิ่นที่น่าสยดสยอง จึงมีคำนี้ว่า ผู้ใดผู้หนึ่งซึ่ง ยังไม่ปราศจากราคะ ไม่บัญญัติหลักการที่สามารถเผยแพร่ไปได้ในวงกว้าง ๆนั้น หมดผู้สามารถกำหนดจิต เข้าไปสู่ไพรสณฑ์นั้น โดยมากโลมชาติย่อมชูชัน. และสอนโดยตรงแล้ว ก็เป็นอันหมดศาสนากันทันที ดูกรสารีบุตร อันนี้แลเป็นเหตุ อันนี้แลเป็นปัจจัยให้พระศาสนาของพระผู้มีพระภาค บางพุทธกาลนั้น ท่านขนเวไนยสัตว์ไปกันแค่ “ประมาณพัน”ไม่ใช่เป็น แสนโกฏิตามสำนวน ถ้าเราเกิดในพุทธกาลดังกล่าว จะแน่ใจอย่างไรว่าเรามีวาสนาบารมี พระนามวิปัสสี พระนามสิขี และพระนามเวสสภูไม่ดำรงอยู่นาน. ภิกษุ :

นี่คือพระสูตรบทหนึ่งที่หลวงพี่ตั้งใจอ่านให้พวกเราฟังเพื่อเน้นย้ำว่านอกจากการได้เกิด มนุษย์เป็นการยาก การดำรงชีวิตอยู่ของเหล่าสัตว์เป็นการยาก แต่การที่ได้ฟังสัทธรรม เป็นการยาก การเสด็จอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นการยากเช่นกัน ที่ต้องเอา พระสูตรข้างต้นอธิบายเพื่อให้เราไม่ประมาทในการเกิดมาของเราครั้งนี้ และใช้ชีวิตให้ ดีงามละชั่ว ทำความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส เพราะถ้าไม่มีพระศาสดา ไม่มีการประกาศ ศาสนาพุทธ ของเหล่านี้จะเข้ามาอยู่ในใจมนุษย์ได้อย่างไร เพราะในเมื่อแต่ละคน ส่วนใหญ่ปักใจอยู่กับแนวทางของโลภะ โทสะ โมหะกันทั้งสิ้น

มาหนุน ให้นึกอยากเข้าไปฟังธรรมใน “ไพรสณฑ์อันน่าพึงกลัว ถิ่นที่น่าสยดสยอง” จากมหาบุรุษท่านหนึ่งที่ร่ำลือกันว่าเป็นพระพุทธเจ้า อาจารย์ดังตฤณให้ความเห็นว่าคน ที่สั่งสมความเฉื่อย ความท้อถอยในการปฏิบัติ จะเอาแค่ทำบุญใส่บาตร อาจฟลุกได้เกิด ในสมัยของพระพุทธเจ้าดังกล่าว แต่คงไปใส่บาตรต่ออยู่แถวราวป่า เผลอๆ คนส่วนใหญ่ ในยุคนั้นไม่มีโอกาสที่จะได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับอริยสัจ ๔ จนไปถึงมรรค ๘ เพราะ เนื่องจากพระพุทธเจ้าบางพระองค์ไม่สถาปนาพระศาสนาในรูปแบบเดียวกับพระโคดมเรา จะให้ผ่านหูผ่านตากันง่ายๆเหมือนอย่างที่พวกเรามีโอกาสเล่นเน็ต เปิดซีดีพระไตรปิฎกนั้น เห็นทีคงไม่ใช่ หรือถ้าใครนึกว่าเกิดมาได้พบพระพุทธเจ้าที่มีกำลังพระทัยสูงแล้วนับเป็น โชคดีเสมอไป ก็น่าคิดใหม่

Bualoy Magazine


ซีรีบรัมขึ้นหิ้ง

is the Buddha’ s rise ยาก ที่พระสัมพุทธจะอุบัติขึ้นมา อาคันตุกะ (ชาย) : ภิกษุ : อาคันตุกะ (หญิง) :

Bualoy Magazine

“ Hard as Well

น้อยคนนะครับที่จะได้ยินเรื่องราวแบบนี้ โดยเฉพาะวัยรุ่นส่วนใหญ่ ตัวหลวงพี่เองก็เหมือนกัน มารู้เช่นเห็นชาติก็เอามาตอนบวชนี่แหละน้องเอ้ย ลองมาขยี้ใจ กันต่อด้วยบุคคลในพุทธกาลที่ท่านอาจารย์ดังตฤณ ยกตัวอย่างมาให้พิจารณา น่าจะ ฟังแล้วเข้ากึ๋นธรรมเข้าซีรีบรัมกันไปเลย คนแรกนั่นคือเวรัญชพราหมณ์ ซึ่งมีใจเป็นอคติต่อ พระพุทธองค์รุนแรงมาก ยังเคราะห์ดีที่เกิดมาร่วมสมัยกับพระองค์ท่าน และมีใจเป็นอคติ รุนแรงขนาดผลักดันให้เดินทางไปต่อว่าต่อขานถึงที่จึงรอดตัวไป เพราะพระองค์ทรง พระกรุณาแสดงธรรมให้กลับใจด้วยเหตุผลที่น่าฟังขึ้นสำหรับพราหมณ์ผู้นี้ จนกลับใจขอ เป็นอุบาสกด้วยคน อันนี้ชี้ให้เห็นว่าคนเรามีกรรมซับซ้อน แม้มีวาสนาได้พบพระพุทธองค์ มีสัญญาณนำร่องให้เป็นสัมมาทิฏฐิ ก็อาจเริ่มต้นรู้จักพระพุทธองค์พระศาสนา ของพระองค์หรือพระสาวกของพระองค์ ด้วยความรู้สึกอันเป็นอคติรุนแรง คงเป็นประเภทด่าอริยะเจ้าโดยไม่รู้ตัวไว้มาก อีกรายที่อาจารย์นำเสนอคือพระเจ้าอชาตศัตรู ที่ฆ่าพ่อตัวเอง ความจริงท่านอุตส่าห์มีสิทธิ์พบพระพุทธเจ้า มีสิทธิ์ฟังธรรมได้โสดาปัตติผล แต่เผอิญเวรกรรมต้องมารู้จักพระเทวทัต ถูกยุให้ฆ่าพ่อตัวเอง แล้วก็ยุขึ้นเสียด้วย ปลงพระชนม์ พระบิดาจนได้ อันนี้เมื่อฟังธรรมต่อเบื้องพระพักตร์แล้วสำนึกผิดก็สายไปคือ ฆ่าพ่อฆ่าแม่ นั้นเป็นอนันตริยกรรม ที่หลวงพี่พยามเน้นย้ำนั่นแหละว่าถ้าพ่อกับแม่ไม่ให้แดนเกิด เราก็ เกิดมาเป็นมนุษย์ไม่ได้ ใครทำร้ายพ่อกับแม่นี่ได้ไปนรกลูกเดียว ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพานหมด ทั้งน่าสงสารน่าเสียดายแทน อาจารย์ดังตฤณยกตัวอย่างมาเป็นสังเขป คือถึงแม้บุญจะได้บรรลุมรรคผลต่อเบื้องพระพักตร์แล้ว ก็หาอะไรเป็นประกันไม่ได้ว่า กิเลสจะไม่ลากลงเหวไปเสียก่อน สาธุอย่างเดียวเลยค่ะงานนี้


In Light l ๕๗

ภิกษุ : อาคันตุกะ (ชาย) : ภิกษุ :

สรปุคือเกิดเป็นมนุษย์นั้นยากยิ่ง เป็นมนุษย์ด้วย พบพระพุทธศาสนาด้วย ยิ่งยากขึ้นทวีคูณ “ดูกรภิกษุทั้งหลาย มรณสติอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว พบพุทธศาสนาแล้ว ก็ไม่แน่ใจว่าจะอยู่ในกาลที่พระศาสดาท่านมีกำลังพระทัย ย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด บัญญัติสิกขาบทเพื่อดำรงศาสนาไว้นานๆ หรือเมื่อพบพระพุทธศานาแล้วบัญญัติสิกขาบท ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มรณสติอันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร… ไว้ดีแล้ว มีศรัทธาไม่หลบหลู่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เข้า ให้แกว่งไปแกว่งมา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อกลางวันสิ้นไป กลางคืนเวียนมา อยู่ในความไม่แน่นอน และท้ายที่สุดที่อาจารย์ดังตฤณเน้นย้ำมากคือ ต่อให้เคารพ พระรัตนตรัยแล้ว ก็อาจเป็นการเคารพแบบเลื่อนลอย ขาดเหตุขาดผลความรู้ที่ชัดเจน ย่อมพิจารณาดังนี้ว่า ปัจจัยแห่งความตายของเรามีมากหนอ คืองูพึงกัดเราได้ ที่แน่ชัดว่าแก่นพระศาสนาคืออะไร การยุติทุกข์ การดับเชื้อทุกข์เป็นอย่างไร ทำกันท่าไหน แมงป่องพึงต่อยเราก็ได้ ตะขาบพึงกัดเราก็ได้ เพราะเหตุนั้น เราพึงทำกาลกิริยา หรือต่อให้รู้แล้ว ก็ใช่ว่าจะประกันว���าใครสักกี่คนที่มีกำลังใจปฏิบัติให้ถึงที่สุดของทุกข์ อันตรายนั้นพึงมีแก่เรา เราพึงพลาดล้มลงก็ได้ อาหารที่เราบริโภคแล้วไม่ย่อยเสียก็ เอาชีวิตในปัจจุบันเป็นเดิมพัน ไม่หวังน้ำบ่อหน้าอย่างนี้ หลวงพี่ครับช่วยชี้แจงการปฏิบัติให้ถึงที่สุดของทุกข์ เพื่อดับชนวนการเกิดด้วยครับ ได้ดีของเราพึงซ่านก็ได้ เสมหะของเราพึงกำเริบก็ได้ ลมมีพิษดังศาสตราของเรา ทัศนะทางพระพุทธศาสนาแสดงไว้ว่า กุศลกรรมทำให้เกิดในสุคติ แต่การไม่เกิดอีกเลย พึงกำเริบก็ได้ มนุษย์ทั้งหลายพึงเบียดเบียนเราก็ได้ พวกอมนุษย์พึงเบียดเบียนเราก็ได้ ย่อมประเสริฐกว่าการเกิดใดๆ ถ้าเราอบรมเจริญมรรคมีองค์ ๘ และบรรลุธรรมเป็น เพราะเหตุนั้น เราพึงทำกาลกิริยา อันตรายนั้นพึงมีแก่เรา พระอรหันต์ก็จะไม่เกิดอีกเลย เมื่อจุติจิตของพระอรหันต์ดับไม่มีปฏิสนธิจิตเกิดต่อ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นพึงพิจารณาดังนี้ว่า ธรรมอันเป็นบาปอกุศล พระผู้มีพระภาคทรงเตือนให้เห็นภัยของการเกิด และทรงสอนให้เราอบรมเจริญสติ เพื่อที่จะได้บรรลุถึงความไม่ตายคือพระนิพพาน ในอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต อันเรายังละไม่ได้ ที่จะพึงเป็นอันตรายแก่เราผู้ทำกาละในกลางคืน มีอยู่หรือหนอแล ปฏิปทาสูตรที่ ๔ มีข้อความว่า สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่พักก่อด้วย ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ธรรมอันเป็นบาปอกุศลอันเรายังละไม่ได้ อิฐชื่อนาทิกะ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า

ที่จะพึงเป็นอันตรายแก่เราผู้ทำกาละในกลางคืนมีอยู่ ภิกษุนั้นพึงกระทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความเพียร ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะให้ยิ่ง เพื่อละธรรมอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นเสีย เปรียบเหมือนคนที่มีผ้าไฟไหม้หรือศีรษะ ถูกไฟไหม้ พึงกระทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความเพียร ความไม้ท้อถอย สติสัมปชัญญะให้ยิ่ง เพื่อดับไฟไหม้ผ้าหรือศีรษะนั้น ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าแหละภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ธรรมอันเป็นบาปอกุศลอันเรายังละไม่ได้ที่จะเป็นอันตรายแก่เราผู้ทำกาละในกลางคืน ไม่มี ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้มีปิติและปราโมทย์หมั่นศึกษาทั้งกลางวันและกลางคืนในกุศลธรรม ทั้งหลายอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อกลางคืนสิ้นไป กลางวันเวียน มาถึง ย่อมพิจารณาดังนี้ว่า… ดูกรภิกษุทั้งหลาย มรณสติอันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มากแล้วอย่างนี้ จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุดฯ” ภิกษุ : เอวัง.. อาคันตุกะ(ชาย) + อาคันตุกะ (หญิง) : สาธุ………….. เรื่องโดย พรัม มาลาธร, เจษฎา ห่อไพศาล, จิน ยิ่งขาญกุล, ทศพร ตันพิพัฒน์

Bualoy Magazine


“ คพฺภเมเก อุปปชฺชนฺติ

นิรยํ ปาปกมฺมิโน สคฺคํ สุคติโน ยนฺติ ปรินิพฺพนฺติ อนาสวา ฯ

สัตว์บางพวกกลับมาเกิดอีก พวกที่ทำบาป ไปนรก พวกที่ทำดี ไปสวรรค์ พวกที่หมดอาสวกิเลส ปรินิพพาน

Some are born in the womb again; The evil-doers are born in hell; The good go to heaven; The Undefiled Ones attain Nibana.

Miracles of Life


ดังสมญา... เรื่อง บัวลอย

“ นังมนุษย์หน้าโง่!...

วันนี้ลูกของแกจะต้องตกเป็นอาหารของชั้นแน่นอน ”

Bualoy Magazine


In the Name Bualoy l ๖๑

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อพระพุทธองค์เสวยพระชาติ เป็นพระโพธิสัตว์พระนามว่า มโหสถ มีความปรากฏดังนี้

“วันหนึ่ง สตรีผู้หนึ่งอุ้มลูกไปที่สระโบกขรณีของมโหสถเพื่อล้างหน้า นางได้วางทารกน้อยไว้ที่ริมฝั่งส่วนตัวเองเดินลงไปอาบน้ำล้างหน้า ทันใดนั้น มียักษิณีตนหนึ่งเห็นเด็กนอนอยู่ จึงอยากจะจับกินเป็นอาหาร นางได้แปลงเป็นหญิง เดินเข้าไปอุ้มทารกขึ้นหยอกเย้าเล่นพอให้เด็กคุ้นเคย เด็กทารกจะได้ไม่ร้องไห้ แล้วรีบอุ้มพาหนีไป มารดาของเด็กเห็นนางยักษ์ จำแลงพาลูกตนหนีไป จึงรีบวิ่งขึ้นจากสระน้ำ ไล่กวดตามไปจนทันและขอร้อง ให้ส่งลูกของตนคืนมา แต่นางยักษ์แย้งว่า เด็กทารกเป็นลูกของตนไม่ใช่ลูก ของนาง มโหสถกุมารได้ยินเสียงหญิงทั้งสองทะเลาะกันก็ไต่ถามว่า “ท่านทั้งสองเป็นผู้หลักผู้ใหญ่แล้ว มาทะเลาะเบาะแว้งกันด้วยเรื่องอะไร” หญิงทั้งสองต่างกล่าวหากันว่า อีกฝ่ายลักขโมยลูกของตัว ต่างยืนยันว่าเป็น แม่ของเด็ก มโหสถฟังความแล้ว พิจารณาเห็นหญิงคนหนึ่งมีลักษณะผิดปกติ กว่ามนุษย์ธรรมดา คือ มีนัยน์ตาไม่กะพริบและมีสีแดง เมื่อยืนกลางแดด ก็ไม่มีเงา จึงรู้ว่านี่คือนางยักษ์ จำแลงกายมา แต่เพื่อความกระจ่าง ของคนทั่วไปจึงถามหญิงทั้งสองว่า “ถ้าฉันจะตัดสินให้ จะยอมรับคำวินิจฉัยไหม” หญิงทั้งคู่ต่างรับว่ายอม และจะตั้งอยู่ในคำวินิจฉัยของมโหสถทุกประการ มโหสถให้คนขีดเส้นที่พื้น ให้เด็กทารกนอนอยู่ระหว่างเส้น แล้วให้นางยักษ์ จับข้อมือเด็ก ให้มารดาจับที่ข้อเท้า บอกว่า “ถ้าใครดึงเด็กให้พ้นไปจากเส้น ที่ขีดไว้ได้ เด็กก็เป็นลูกของผู้นั้น” หญิงคนหนึ่งดึงด้วยแรงปรารถนาอยากจะกิน เป็นอาหาร ฝ่ายหนึ่งดึงด้วยแรงรักในบุตร เมื่อเด็กถูกชักเย่ออย่างนั้นก็ร้องไห้ เสียงดังด้วยความเจ็บปวด เสียงร้องของลูกรักเป็นเสียงที่มีอิทธิพลต่อผู้เป็นมารดา และบีบคั้นหัวใจของมารดา แทบจะแตกสลาย หญิงผู้เป็นแม่กลัวลูกของตน จะเจ็บ จึงยอมปล่อยให้นางยักษ์ดึงไปฝ่ายเดียว ส่วนนางนั่งร้องไห้อย่างน่าเวทนา

“SUPERMOM THE SUM OF ALL”

Bualoy Magazine


ดังสมญา... เรื่อง บัวลอย แสดงแบบโดย สุวัจนี พานิชชีวะ

“ผู้เป็นมารดาเท่านั้นที่จะรู้สึกอย่างนี้ได้มากกว่าใครๆ เพราะเมื่อคราวลูกอยู่ดีมีสุข ใจมารดาก็แช่มชื่น คราวลูกเจ็บไข้ได้ทุกข์ ใจมารดาก็พลอยเดือดร้อนไปด้วย นี่เป็นธรรมดาของผู้เป็น มารดา” “มโหสถถามมหาชนที่มาประชุมว่า “ธรรมดาจิตใจของหญิงผู้เป็นมารดา กับของหญิงที่ไม่เป็นมารดา ฝ่ายไหนจะมีความสงสาร หรือหวั่นไหวไปตามอาการของลูกที่เจ็บปวด” มหาชนได้ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ผู้เป็นมารดาเท่านั้นที่จะรู้สึกอย่างนี้ได้มากกว่าใคร ๆ เพราะเมื่อคราวลูกอยู่ดีมีสุข ใจมารดาก็แช่มชื่น คราวลูกเจ็บไข้ได้ทุกข์ ใจมารดาก็พลอยเดือดร้อนไปด้วย นี่เป็นธรรมดาของผู้เป็น มารดา” มโหสถจึงสรุปว่า “ถ้าเช่นนั้น ท่านทั้งหลายคงรู้แล้วว่า ฝ่ายหญิงที่ได้เด็กไปนั้น เป็นผู้กล่าวตู่ เป็นผู้ขโมยเด็ก เขาไม่ใช่มารดาที่แท้จริง” แม้มหาชนพอจะแยกแยะว่า คนไหนเป็นมารดาของเด็ก แต่ยังไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ มโหสถจึงชี้ไปที่นางยักษินี พลางบอกให้มหาชนรู้ว่า “หญิงคนนี้ไม่ใช่เป็นมนุษย์แต่เป็นยักษิณี จะมาแย่งเด็กไปกิน เป็นอาหาร สังเกตได้จาก ลูกนัยน์ตาแดงก่ำแข็งกระด้าง ไม่กะพริบเลย และตัวก็ไม่มีเงา คนอย่างนี้มีที่ไหน มิหนำซ้ำจิตใจยังผิดมนุษย์อีกด้วย ทารุณโหดร้าย เด็กอ่อนแท้ ๆ นางยังกล้ายื้อแย่งดึงไป เด็กจะเจ็บจะร้อง อย่างไรก็ไม่สนใจ เพียงขอให้ได้เด็กไปเท่านั้นมนุษย์แท้จะมีจิตใจอย่างนี้มิได้” พลางเอ่ยถามนางยักษ์ว่า “เจ้าเป็นใครอย่าโกหกเรา” นางยักษ์รู้ว่า ไม่สามารถปกปิดอัตภาพของตนได้ จึงต้องเปิดเผยความจริง ว่านางเป็นยักษิณี กำลังแสวงหาเด็กทารกไปเป็นอาหาร มโหสถกุมารจึงถือโอกาส แนะนำสั่งสอน โดยอาศัยความเมตตาเป็นเบื้องหน้าว่า “นางยักษ์เอ๋ย เจ้าไม่รู้ตัว หรือว่า ทำไมต้องเ���ิดมาเป็นยักษ์ นั่นเป็นเพราะผลปาณาติบาตที่ได้กระทำไว้แต่ชาติปางก่อน ชาตินี้เจ้ายังจะมัวมาทำกรรมอันเป็นบาปหยาบช้าอีกต่อไปทำไม หากเจ้าไม่ยอม ข่มใจตนแล้วเมื่อไรเจ้าจะได้พ้นจากกำเนิดอันตํ่าทรามนี้ได้ เจ้าไม่รักตนเองบ้างเลยหรือ” นางยักษ์ได้ฟังเสียงอันไพเราะที่ประกอบด้วยเมตตากล่าวสอนธรรม รู้สึกสำนึกผิด ยิ่งคิดก็ยิ่งเกิดความรันทดใจในการที่ตนต้องเกิดมา ในกำเนิดอันตํ่าทรามเช่นนี้และไม่รู้จะถอนตนออกจากอัตภาพนี้ได้อย่างไร จึงอัดอั้นตันใจร้องไห้ครํ่าครวญ มโหสถเห็นอาการของนางยักษ์ดังนั้น ก็รู้ว่านางรู้สึกสำนึกผิดแล้ว จึงได้แสดงธรรมด้วยถ้อยคำอันไพเราะ แนะนำให้นางยักษิณีสมาทานเบญจศีล และกล่าวยํ้าให้รักษา ศีลยิ่งชีวิต เพราะศีลจะเป็นเครื่องรักษาคุ้มครองตนอีกทั้งจะเป็นเครื่องนำพา ชีวิตให้ล่วงพ้นจากอัตภาพยักษ์ ก้าวไปสู่หนทางสวรรค์และนิพพานได้ จากนั้น ก็ให้นางยักษ์กลับไปยังถิ่นของตน เมื่อมารดาของทารกน้อยได้ลูกกลับคืนมาก็แสนจะดีใจ พรํ่ารำพันพระคุณของมโหสถในการ ที่ได้ช่วยลูกน้อยของตนไว้ นางได้กล่าวขอบคุณ แล้วพาบุตรสุดที่รักกลับบ้านไปด้วยความสวัสดี” ที่มา : มก. มโหสถบัณฑิต เล่ม ๖๓ หน้า ๓๓๑

Bualoy Magazine


In the Name Bualoy l ๖๓

*ยอมรับว่าตื่นเต้นมาก กับการที่ต้องนำเสนอภาพนางร้ายระดับแถวหน้าอย่าง“กิ๊ก สุวัจนี” ให้มาถ่ายทอดเรื่องราว ถึงเหตุการณ์ครั้งสำคัญในอดีตชาติแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในพระชาติที่เป็นพระโพธิสัตว์ มีพระนามว่า มโหสถ ที่ต้องใช้ปัญญาในการวินิจฉัยความคดีแย่งลูก ให้สมกับ Theme นิตยสารฉบับ ว่าด้วยเรื่องการเกิดในแง่มุมต่างๆ จนถึงเรื่องราวของผู้ให้กำเนิดที่ชื่อว่า“แม่” และในวันที่ถ่ายทำเซ็ตแฟชั่นเซ็ตนี้ คุณแม่ลูกสอง (ที่กำลังจะเป็นสามในเร็วๆนี้) สุวัจนีมีภารกิจกะทันหัน และมีข้อจำกัดในการถ่ายทำและสัมภาษณ์เพียงแค่เวลา ๓๐ นาที เท่านั้น แต่ด้วยสปิริต ความเป็นมืออาชีพ และ ความตั้งใจที่จะร่วมบุญประเดิมเป็นแบบปกให้กับนิตยสารบัวลอย ทำให้ภาพทุกภาพ สายตาที่ส่องสะท้อนและ ตีความบทบาทแม่ตัวจริงและแม่ตัวปลอมนั้น ช่างมหัศจรรย์ราวกับว่าเธอเองคือหญิงที่น่าเวทนาคนนั้นที่ถูก แย่งลูกไป ในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะต่อสู้หากว่าใครมาทำร้ายลูกของเธอ

“พี่กิ๊กครับ รบกวนภาพสุดท้ายครับ รับบทเป็นภาพ Supermom ให้กับเราหน่อย ภาพนี้ลงปกครับ อารมณ์เดียวกันกับ Superwoman” “อ้าว ก็เป็นอยู่แล้วนี่นา” สุวัจนีหัวเราะร่วนพร้อมกับอุ้มตาต้า ลูกสาว คนสวยมาหอมแก้มโชว์ให้เราเก็บภาพอย่างเซอร์ไพรส์ คงไม่ต้องมีบทสัมภาษณ์ใดๆถึงความเป็นแม่อย่างสุวัจนีอีกแล้ว เพราะเธอได้สะท้อนความอบอุ่น และความรักนี้แสดงออกมาด้วยภาษาใจเกินกว่าที่ตัวอักษรใดๆ จะบันทึกได้จริงๆ

แด่ สุวัจนี พานิชชีวะ Supermom The Sum Of All เรื่อง บัวลอย ภาพโดย Bennovo

Bualoy Magazine


ที่พิเศษ...Big moms in the Big World

“ Big moms in a Big World.

ด้วยมือของเธอ...ที่จารึกโลกไว้ด้วยความรัก... “แม่” ไม่ใช่เพียงแค่คำเรียกขานของผู้ที่ให้กำเนิดเท่านั้น

แต่คำศักดิ์สิทธิ์คำว่า “แม่”คำนี้ เคยทำให้ผู้หญิงธรรมดามากมายหลายคน ได้สร้างสรรค์สิ่งมหัศจรรย์ จนโลกใบนี้ต้องสั่นสะเทือน ด้วยพลังแห่งความรักและจิตใจของแม่อย่างพวกเธอมาแล้ว...

Bualoy Magazine


Big Bonus l ๖๕

แม่ (พระอรหันต์) ผู้ขออโหสิกรรมจากบุตรของพระองค์เอง

พระนางพิมพาภิกษุณีเถรี

เราอาจจะรู้จักชื่อ “พระนางพิมพา-ยโสธรา”ในวิชาเรียนพระพุทธศาสนาว่า พระนางคือพระมเหสีแห่งองค์เจ้าชายสิทธัตถะและพระมารดา แห่งองค์พระราหุลเพียงเท่านั้นแต่น้อยคนนักที่จะทราบว่า หลังจากที่เจ้าชายสิทธัตถะได้ตัดสินพระทัยออกสู่มหาภิเนษกรม ณ์จนพระองค์ บรรลุพระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณแล้วนั้น เกิดเหตุการณ์ราวโศกนาฏกรรมชั้นเอกกับพระมเหสีองค์นี้อย่างยิ่งใหญ่ จนสุดท้ายก่อนที่ จะดับขันธปรินิพพานจากโลกนี้ไป พระมารดาผู้ทรงคุณวิเศษทรงมีลีลาแห่งวาทกรรมอันเป็นวาระสุดท้ายของชีวิตต่อองค์พระราหุล ที่งดงามตรึงใจ เมื่อพระนางตรัสขออโหสิกรรมบุตรชายตนเอง ที่แม่ในโลกใบนี้น้อยคนนักที่จะกล้าทำ

“พระราหุลเอ๋ย! มารดานี้จะได้มีโอกาสเห็นหน้าของพ่อก็เป็นปัจฉิมที่สุด ในวันนี้ โทษานุโทษอันใด ที่มารดานี้ได้เคยกระทำการโบยตีพ่อด้วยความโกรธ ตลอดเวลาที่ท่องเที่ยวในวัฏสงสารมานานแล้วหลายภพหลายชาติ ขอพ่อจงอดโทษนั้นให้แก่มารดา ซึ่งจะขออำลาพ่อเข้าสู่นิพพานในวันนี้เสียเถิด” (จาก หนังสือ วิมุตติรัตนมาลี รจนาโดย พระพรหมโมลี วัดยานนาวา กทม.)

Bualoy Magazine


ที่พิเศษ...Big moms in the Big World

แม่(เจ้าหญิง)ผู้ยอมละเมิดกฎแห่งราชวงศ์ เพียงเพื่อต้องการเลี้ยงพระโอรสด้วยพระองค์เอง

ไดอาน่า เจ้าหญิงแห่งเวลส์ (Princess Diana)

เมื่อเจ้าหญิงไดอาน่ามีพระประสูติกาลเจ้าชายวิลเลี่ยมจนมาถึงเจ้าชายแฮรี่ พระองค์ทรงละเมิดต่อประเพณี ดั้งเดิมของราชวงศ์อังกฤษด้วยการเลี้ยงพระโอรสด้วยพระองค์เอง เนื่องจากพระประสงค์จะให้พระโอรสรู้สึก ถึงความรักความอบอุ่นจากพ่อและแม่ ซึ่งทั้งเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และเจ้าหญิงไดอาน่าไม่ทรงรู้จักการเลี้ยงดู อย่างนี้มาก่อน ด้วยว่าพระองค์ทรงเติบโตขึ้นมาด้วยการเลี้ยงดูของแม่นม และนอกจากที่เจ้าหญิงเลือกที่จะ รับภาระการเลี้ยงดูรัชทายาทแห่งอังกฤษด้วยพระองค์เอง แล้วนั้นยังทรงมีวิธีการเลี้ยงดูพระโอรสผ่าน ประสบการณ์จริงเพื่อให้ตระหนักในหน้าที่การเป็นรัขทายาท ดังเช่นพระองค์จะทรงพาเจ้าชายทั้งสอง ออกเสด็จเยี่ยมเป็นกำลังใจแก่ผู้ป่วยหนักและผู้ด้อยโอกาสอยู่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ทรงพาเจ้าชาย ไปเยี่ยมผู้ติดเชื้อเอดส์ พระองค์ถูกกดดันและวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างนานาว่าจะทำให้รัชทายาทติดโรคร้ายนั้น แต่เจ้าหญิงไดอาน่าก็ทรงพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าสิ่งที่ทุกคนพูดนั้นไม่เป็นความจริงดังที่พระองค์ ทรงยืนยันความเป็นพระมารดาแห่งเจ้าชายรัชทายาทดังนี้ว่า

“I will fight for my children on any level so that can reach their potential as human begins and in their public duties” ฉันจะสู้ทุกวิถีทางเพื่อลูกๆของฉัน เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงศักยภาพในฐานะที่เป็นมนุษย์ และในหน้าที่ต่อสาธารณะ

Bualoy Magazine


Big Bonus l ๖๗

แม่ (ซูเปอร์สตาร์) ระดับโลก ที่รับเล่นทุกบทบาทเพื่อหาค่าน้ำนมเลี้ยงเด็กด้อยโอกาสที่เธอรัก

แองเจลิน่า โจลี่ (Angelina Jolie)

แม้ความสำเร็จทางความรักจะไม่เต็มร้อยจากการหย่าร้างมาถึง ๒ ครั้ง แต่ความรักของแองเจลิน่า โจลี่ (Angelina Jolie) กับแบรต พิตต์ (Brad Pitt) คู่รักซูเปอร์สตาร์ชื่อดังก้องโลกคู่นี้ ได้เติมเต็มอย่างสมบูรณ์อีกครั้ง เมื่อทั้งสองเลือกใช้ความรักอันแสนบริสุทธิ์จากลูกบุญธรรมเป็นพลังงานขับเคลื่อนชีวิตครอบครัว โดยโจลี่รู้สึกถึงพลังงานของความเป็นแม่อย่างสมบูรณ์ เมื่อเธอได้อุปการะเด็กชายชาวกัมพูชา และเด็กหญิงชาวเอธิโอเปียมาเป็นบุตร และแม้ทั้งสองจะมี ”ไชโลห์” ลูกสาวตาแป๋วเป็นพยานรักอย่างแท้จริงแล้วก็ตาม แต่ทั้งคู่ก็ยังมีความคิด ที่จะอุปการะเด็กด้อยโอกาสมาเป็นบุตรบุญธรรมอีก แม้ว่าโลกใบนี้อาจมีนักแสดงที่รับบทบาทความเป็นแม่อยู่มากมาย แองเจลิน่า โจลี่ ก็เป็นหนึ่งในดาราเจ้าบทบาทที่รับบทศักดิ์สิทธิ์ ที่เรียกว่า “แม่”บทนี้เช่นก���น แต่สิ่งหนึ่งที่โจลี่มีมากกว่าการแสดง คือการมอบเงินหนึ่งในสามของรายได้ที่เธอมีเพื่อช่วยเหลือเด็กกำพร้าที่ด้อยโอกาส โจลี่ยืนยันว่าจิตวิญญาณอันงดงามนี้ ได้มาจากความรักของแม่เธอเอง นี่แหละสาเหตุที่เรารักและเชื่อมั่นในทุกบทบาทของเธอ แองเจลิน่า โจลี่

“As my mom did, raise the kids with a lot of love and make sure they grow into individuals they were born to be” อย่างที่แม่ของฉันได้ทำมา ฉันจะเลี้ยงลูกๆ ด้วยความรักทีีมีอยู่มากมาย และต้องทำให้แน่ใจว่า พวกเขาจะเติบโตเป็นคนที่พวกเขาเกิดมาเพื่อที่จะเป็น

Bualoy Magazine


ที่พิเศษ...Big moms in a Big World

แม่ (ชี) ผู้ที่ไม่ได้ให้กำเนิด แต่เด็กทุกคนคือลูกของคุณแม่

แม่ชีเทเรซ่า (Mother Teresa)

จากเด็กสาวคนหนึ่งที่ครอบครัวต้องลี้ภัยทางการเมืองมาที่ไอร์แลนด์ เทเรซ่าได้เข้ามาบวชเป็นแม่ชีที่สำนัก “เลเรโต” และนั่นเองคือที่มาของ “นักบุญราศี” ระดับโลกต่อมา แม่ชีเทเรซ่า เริ่มรับภารกิจความเป็นนักสังคมสงเคราะห์ที่ประเทศอินเดียด้วยการเข้าไปช่วยเหลือคนจนที่ทุกข์ยากในสลัม โดยให้การดูแลทางแพทย์และสุขอนามัย แต่บทบาทความเป็นคุณแม่นักบุญ ยิ่งกระจ่างชัดมากขึ้นเมื่อแม่ชีเทเรซ่าได้รวบรวมพลพรรคผู้หญิงที่สังคมตราหน้าว่าเป็นเพียงแค่ “แม่ชี” ได้ถึง ๔๐๐ คน เพื่อช่วยบริหารงานด้านเด็กกำพร้า คนยากจน ผู้ป่วยโรคเอดส์ คนป่วยใกล้เสียชีวิตและเปิดโรงเรียนให้แก่เด็กกำพร้าและเด็กสลัมประจำเมืองกัลกัตตาประเทศอินเดีย ได้สำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยผลงานที่อุทิศตนของแม่ชีเทเรซ่า ทำให้คุณแม่ได้รับ การยอมรับจากคนทั้งโลกจนได้รับรางวัลเพื่อประกาศเกียรติคุณมากมาย เช่น รางวัล”รามอน แมกไซไซ”(ค.ศ. ๑๙๗๑) และรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ(ค.ศ.๑๙๗๑) ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึง อสัญกรรม คุณแม่ได้ใช้ชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นและเด็กมาตลอด แต่สิ่งที่คุณแม่เน้นและต่อต้านมากที่สุด ทั้งๆที่คุณแม่นั้นไม่ได้มีบุตรที่ให้กำเนิดจากตัวคุณแม่เลย คือการ”ทำแท้ง” มหันตภัยที่ทำลายความรักในนามแห่งพระเจ้า

“The greatest destroyer of peace is abortion because if a mother can kill her own child,what is left for me to kill you and you to kill me? There is nothing between this” “ตัวการทำลายสันติภาพยิ่งใหญ่ที่สุดคือการทำแท้งเพราะหากแม่สามารถฆ่าลูกของตัวเองได้อะไรที่จะเหลือให้ฉันฆ่าคุณ และให้คุณฆ่าฉัน ไม่มีอะไรเลยระหว่างนี้”

Bualoy Magazine


Big Bonus l ๖๙

แม่ (คนธรรมดา) ที่ไม่ธรรมดา

รัชนี ลาดซ้าย แม่ผู้มีลูกประสบภัยจากเหตุการณ์ซานติก้าผับ

หลายคนคงจดจำกับเหตุการณ์สะเทือนใจที่ซานติก้าผับ เมื่อวันสิ้นปี พ.ศ.๒๕๕๑ ได้เป็นอย่างดี ในคืนนั้นหลายคนอาจจะกำลังมีความสุขกับครอบครัว แต่มีแม่คนหนึ่งที่ต้องใจสลายและเกือบจะสูญเสีย ลูกสาวเพียงคนเดียวไป อัคคีภัยในครั้งนั้นได้เปลี่ยนชีวิตแม่ลูกคู่นี้ไปตลอดชีวิต ”แม่อยากจับลูกนะลูก แต่เดี๋ยวลูกติดเชื้อ อยากจับ แต่ก็จับไม่ได้” เมื่อแม่อย่างรัชนี ลาดซ้าย ต้องปลอบลูกทั้งน้ำตา เมื่อเห็นสภาพลูกของเธอครั้งแรกในห้องพักที่โรงพยาบาล ที่ทั้งตัวมีแต่ผ้าพันแผลและพยายามหาที่พึ่งในยามประสบทุกข์ที่สุดในชีวิต ถึงแม้เหตุการณ์ในวันนั้นจะทำให้คนเป็นแม่อย่างเธอแทบล้มทั้งยืน แต่เธอก็ไม่เคยออกอาการท้อแท้ใจและไม่กล่าวโทษชะตากรรมอันเลวร้ายนี้ให้ลูกเห็น แม่อย่างรัชนียิ้มสู้ทำหน้าที่ทุกอย่างแทนลูกสาวที่เคยเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัวจนสุดความสามารถ แม้จะเกิด เหตุการณ์เลวร้ายที่สุดของชีวิต แต่ความเป็นแม่ที่แสนเข้มแข็งของรัชนี ก็ทำให้ จิ๊บ รัตนา ลูกสาวเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์นั้น อาสาพาร่างที่พิการและบอบช้ำ อุทิศร่างกายและชีวิตที่เหลือ เป็นวิทยากรเกี่ยวกับความรักของแม่คนนี้ให้กับสังคมมาแล้วมากมาย และนี่คือสิ่งที่ลูกสาวของคุณแม่รัชนี ฝากไว้ใต้เท้าของมารดาทุกคนบนโลกใบนี้ “ไม่ต้องรอให้ถึงนาทีที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต บอกรัก และดูแลแม่ทุกวัน”

”แม่อยากจับลูกนะลูก แต่เดี๋ยวลูกติดเชื้อ อยากจับ แต่ก็จับไม่ได้”

Bualoy Magazine


ที่พิเศษ...Big moms in a Big World

แม่ (แห่งวรรณกรรม) ที่สองมือนั้นเสกสรรลูกให้เป็นได้ทั้งพระอรหันต์จนถึงคนเลว

คุณหญิงศรี และคุณหญิงสะบันงา จาก”คือหัตถาครองพิภพ”

ในโลกใบนี้มีนวนิยายที่เขียนถึงความรักจากแม่อยูนับล้าน แต่ “คือหัตถาครองพิภพ” นับว่าเป็นเพชรเม็ดงามในวงวรรณกรรมที่นำความรักของแม่มาเจียระไนได้เจิดจรัสไม่แพ้ใคร คือหัตถาครองพิภพ นำเสนอเรื่องราวอิงประวัติศาสตร์ในต้นรัชสมัยแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ประพันธ์โดยน้ำอบ ที่ผูกปมปริศนาผ่านทางชีวิตในครอบครัว ของพระยาสมิติภูมิ คุณหญิงศรี และคุณหญิงสะบันงา แต่สิ่งที่น้ำอบกลั่นกรองออกมาได้อย่างโดดเด่นและมีคุณค่า คือการนำเรื่องราวความรักของแม่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วย พลังแห่งเสน่หานุภาพ ผ่านทางปมความขัดแย้งของบรรดาตัวละครที่เรียกว่า ”แม่” ได้อย่างสะเทือนใจ คุณหญิงสะบันงาเป็นดั่งเงาสะท้อนความเป็นแม่ ที่สามารถเสกสรรปั้นแต่ง ให้เลือดในอกเป็นได้ทั้งพระอรหันต์ กษัตริย์ จนไปถึงคนเลวในสังคม ในขณะที่ตัวละครอย่าง”คุณหญิงศรี”กลับตอกย้ำบทบาทจิตวิญญาณอันสูงส่งของแม่ ที่ทำทุกอย่างเพื่อลูก แม้จะแลกมาด้วยการกระทำผิดที่ร้ายแรงเพียงใดก็ตาม และบทบาทที่ทรงคุณค่านี้เองทำให้จารุณี สุขสวัสดิ์ (รับบทคุณหญิงศรี) และปรียานุช ปานประดับ (รับบทคุณหญิงสะบันงา) เคยชนะใจผู้ชมจนไปถึงการคว้ารางวัลแห่งการแสดงมาแล้ว และนี่คือหัวใจแห่งบทประพันธ์ ที่น้ำอบนำบทกลอนระดับโลกนี้มาเป็นชื่อเอกในวรรณกรมของตน

“ถึงชายใดกวัดแกว่งแผลงจากอาสน์ ซึ่งอำนาจกำแหงแรงยิ่งกว่า อันมือไกวเปลไซร้แต่ไรมา คือหัตถาครองพิภพจบสากล...”

(ประพันธ์โดย William Rose Wallace แปลเป็นภาษาไทยโดย พระธรรมนิเทศ)

Bualoy Magazine


Big Bonus l ๗๑

แม่ (จากบทภาพยนตร์) ณ สยาม (สแควร์)

สุนีย์ จากภาพยนตร์ “รักแห่งสยาม”

“เหนื่อยไหมแม่?” อาจเป็นคำธรรมดาสามัญที่พบเจอได้ในหลากหลายครอบครัว แต่ทว่าคำสนทนาที่โต้ง (มาริโอ้ เมาเร่อ) เอ่ยถามแม่อย่างสุนีย์ (สินจัย เปล่งพานิช) ในฉากสำคัญ ของภาพยนตร์รักแห่งสยาม อาจทำให้ใครหลายคนต้องลุ้นว่าสุนีย์จะตอบหรือเลือกแสดงสถานการณ์อย่างไรต่อไป ในชีวิตของคนเราอาจมีสิทธิ์ใช้คำสนทนาเหล่านี้โดยไม่ต้องเคอะเขินเลยนัก ในครอบครัว แต่โต้งลูกชายที่กำลังสับสนถึงความเบี่ยงเบนใจจิตใจ จนเกิดความกินแหนงแคลงใจกับแม่ที่ไม่สามารถทำใจกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ของลูกได้ มันกลับกลายเป็นคำเล็กน้อย แต่ยากเย็นเหลือเกินที่เด็กอย่างโต้งจะแสดงออกมา อย่างน้อยแววตาประหม่าของลูกชาย ก็ทำให้คนเป็นแม่อย่างสุนีย์สัมผัสถึงความกล้าที่แฝงคำขอโทษจากใจได้เป็นอย่างดี “เหนื่อยสิ” สุนีย์ตอบอย่างราบเรียบ มันดูเล็กน้อยเช่นกันแต่ทว่ามันกลับถ่ายทอดอารมณ์ได้แสนลุ่มลึกจากคนเป็นแม่ได้อย่างกินใจ เธอไม่ปฏิเสธในภาระอันหนักอึ้งที่ต้องดูแลครอบครัวและลูกที่รัก แต่แววตาที่สะท้อนกลับแสดงออกถึงความคลี่คลายในการเปิดโอกาสให้ลูกชายกลับมาหาที่พึ่งสุดท้ายได้อย่างอบอุ่นและอ่อนโยน แค่คำคำเดียวที่ใช้ใจพูด มันอาจกลายเป็นดังแสงตะวัน ที่พัดพาเมฆหมอกแห่งครอบครัวได้จางหายไป นี่อาจเป็นเพียงฉากเล็กๆฉา���หนึ่งใน “รักแห่งสยาม”ภาพยนตร์ที่แฝงความรักความอบอุ่นที่ยิ่งใหญ่ ทันสมัยและตรงใจวัยรุ่นที่สุดในรอบหลายปี ที่แม่กับลูกหลายคู่ในสยามนี้ควรนั่งดูไปพร้อมๆกัน

“เหนื่อยไหมแม่?” โต้ง “เหนื่อยสิ...” สุนีย์...

Bualoy Magazine


ที่พิเศษ...Big moms in a Big World

“ไม่อยากจะเชื่อว่าคนๆนึงที่เราไม่เคยเห็นหน้า แต่เราสามาถทำทุกอย่างเพื่อเค้าได้”

แม่(ดารา)ที่เฝ้ารอลูกมาเป็นยาช่วยรักษาโรคร้าย

หน่อย บุษกร วงศ์พัวพันธ์

“คือเมื่อก่อนหน่อยเป็นโรคช๊อคโกแลตซีสต์ ไม่สามารถมีลูกได้ แต่ปรึกษากับคุณหมอแล้ว ซึ่งคุณหมอก็บอกว่าหน่อยสามารถมีลูกได้ แล้วก็จะเป็นผลดีต่อตัวหน่อยเองด้วย เพราะมีลูก สามารถรักษาโรคที่หน่อยเป็นอยู่ได้” ส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ของหน่อยบุษกร วงศ์พัวพันธ์ ดารานางแบบมากฝีมือที่ป่วยเป็นโรคช็อกโกแลตซีสต์ (Chocolate cyst) ที่เกิดจากภาวะ เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ โดยอาจไปเจริญอยู่ในรังไข่ ทว่าการรักษาเบื้องต้นคือการรับประทานยาคุมกำเนิดภายใต้การดูแลของแพทย์ หรืออาจจำเป็นต้องผ่าตัดในผู้ป่วยบางราย แต่ในกรณีของหน่อย บุษกร การตั้งครรภ์ ถือเป็นยาวิเศษทั้งใจและกายของเธอ เพราะวิธีนี้สามารถช่วยปรับระดับฮอร์โมนในร่างกายอาจช่วยเยียวยาหรืออาจหายขาดจาก ภาวะช็อกโกแลตซีสต์ได้ และในวิกฤตย่อมมีโอกาส เมื่อเธอได้รับของขวัญจากฟ้า ที่เปิดกล่องแกะออกมาคือเด็กชายน่ารักน่าชัง สองสมาชิกคนล่าสุดของตระกูลวงศ์พัวพันธ์ ที่เราสามารถสัมผัสได้ผ่านทางโฆษณาชิ้นหนึ่งที่หน่อย บุษกร เปิดเผยทั้งน้ำตาถึงนาทีที่มีลูกว่านี่คือนาทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของลูกผู้หญิง และแน่นอนโรคช็อกโกแลตซีสต์ ที่รุมเร้าแม่อย่างเธอก็ไม่ใช่ปัญหาในชีวิตอีกต่อไป

Bualoy Magazine


ณ สยาม เรื่องโดย สุพัจนา สุกใส

“ 7 Phenomena @Siam square

Bualoy Magazine


@ Siam l ๗๕

๗ ปรากฏการณ์ แห่งการกำเนิดสยามสแควร์

เมื่อแรกสร้างและปรับปรุงอาคารพาณิชย์ให้เช่าขนาด สามชั้นครึ่งในปี พ.ศ.๒๕๐๗ จนถึงพ.ศ.๒๕๑๓ เนื้อที่ทั้ง ๖๓ ไร่ ได้รับการปรับปรุงครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อวัตถุประสงค์ที่ต้องการพัฒนาพื้นที่ให้เป็น แหล่งการค้ากลางใจเมืองที่ดีที่สุดเท่านั้น จากอาคารพาณิชย์ขนาดเล็กที่รายล้อมไปด้วยสวนผัก และชุมชนชาวบ้านธรรมดากลับกลายมาเป็น “ย่านสยามสแควร์” มหานครแห่งความรุ่งเรือง ทางเศรษฐกิจ เต็มเปี่ยมไปด้วยรสนิยม สูงส่งด้วย วิทยาการระดับแนวหน้าของเอเชีย สี่สิบปีแห่งการพัฒนา สยามสแควร์ได้สร้างปรากฏการณ์ที่ส่งผลต่อประเทศไทย มาแล้วมากมาย และนี่คือ ๗ ปรากฏการณ์มหัศจรรย์ ระดับตำนานของ ”ย่านสยามสแควร์”

Bualoy Magazine


Time machine of Siam.

ณ สยาม

Time Machine of Siam.

มหานครแห่งความศิวิไลซ์

Bualoy Magazine

ซึ่งต่อยอดมาจากแนวความคิดของศูนย์การค้าแบบแนวราบ ผสานการดีไซน์อาคารให้เข้ากับคอนเซปต์ Outdoor & Indoor Shopping เพื่อให้ศูนย์การค้ายักษ์ใหญ่มีเส้นทางเชื่อมต่อกับ ผู้ประกอบการค้ารายย่อยในตรอกซอกซอยต่างๆ อย่างทั่วถึงกัน เพิ่มความสะดวกในการเข้าออกและความสะดวกสบายของนัก ช้อปปิ้งจากทั่วทุกมุมโลก นั่นยิ่งทำให้เอกลักษณ์ของย่านนี้ไม่เหมือนใคร สมดังการขนานนามทำเลทองแห่งนี้ว่า “ชินจูกูแห่งเอเชียอาคเนย์”

หนึ่งในปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ในยุคแรกสร้างสยามสแควร์ คือการสร้างโรงภาพยนตร์สยาม ที่เป็นตำนานโรงภาพยนตร์ที่ มีบันไดเลื่อนแห่งแรกของประเทศไทย ส่งต่อให้เกิดภาพยนตร์ รุ่นน้องระดับตำนานที่ปัจจุบันกลายเป็นที่เสพภาพยนตร์ของ คอหนังนอกกระแสอย่างโรงภาพยนตร์ลิโดและสกาล่าตามมา แต่ใช่ว่าย่านนี้จะมีดีแค่โรงภาพยนตร์ เมื่อนักลงทุนมากมาย ต้องการตอกย้ำทำเลทองแห่งนี้ให้กลายเป็นมหานครแห่ง ความศิวิไลซ์ ด้วยการก่อสร้างศูนย์การค้าระดับ World Class ให้เกิดขึ้น จนเกิดปรากฏการณ์ด้านเศรษฐกิจระดับมหภาคของประเทศมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการกำเนิดศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ สยามพารากอน เซ็นทรัลเวิล์ดไปจนถึงศูนย์การค้ามาบุญครอง กลุ่มห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่าการค้าขายมากกว่าสามร้อยห้าสิบล้าน บาทต่อเดือนจับจองพื้นที่ตลอดถนนเส้นพระราม ๑

“ สยามเกิดขึ้นมาแรกเริ่มก็คือแฟชั่น เป็นแฟชั่นที่เรียกว่าHi-Socityตรงนั้น คือสัญลักษณ์ของสยาม ” เจ้าของร้านแพร วัย ๕๐ ปี แสดงถึงจุดเริ่มต้นของมหานคร


@ Siam l ๗๗ นี่แหละ Thai Icon

“ สยามได้กลายเป็นจุดนัดพบมากกว่า การซื้อขายสินค้าไปแล้ว ” เจ้าของร้าน ซักอย่าง ให้ความเห็น ถึงการเปลี่ยนตลอดระยะเวลา ๒๐ ปีที่เปิดร้านมา

เมื่อความครบครันพบได้ในมหานครแห่งนี้ “สยามสแควร์”จึงกลายเป็น สถานที่ยอดนิยมของบรรดาวัยรุ่นมาทุกยุคทุกสมัย เริ่มจากยุคนัดพบที่บันได ๑๕ ขั้น ของศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ ก่อที่ศูนย์รวมวัยรุ่นและ ลานกิจกรรมที่สร้างสีสันและความคึกคัก จะถูกย้ายมาที่ลานน้ำพุ (Center Point)ส่งผลให้มินิคอนเสิร์ตไปจนถึงสินค้าและบริการหลายอย่างที่ต้องการ จัดกิจกรรมจนถึงการเปิดตัวสินค้าต่างก็มุ่งมาที่นี่ ผนวกกับความล้ำยุค ทันสมัยตามกระแสของตลาดแฟชั่นที่บรรดานักออกแบบฝีมือดี นักสร้างสรรค์ ล้ำสมัยทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์นอกต่างทยอยผลัดเปลี่ยนกันนำเสนอ ผลงานออกมาให้เห็นอยู่เสมอ ตอกย้ำด้วยตำนานแฟชั่นโชว์ระดับชาติ กับปรากฏการณ์การรวมตัวของเหล่าดีไซเนอร์ ซูเปอร์โมเดลและสไตล์ลิสต์ ระดับแนวหน้า ที่สร้างสถิติการเดินแบบบนแคทวอล์ก ที่มีระยะทางยาวกว่า ๑ กิโลเมตร ในปีพ.ศ.๒๕๔๗ มาแล้ว ด้วยความน่าสนใจและเคลื่อนไหว ได้อย่างโดดเด่น ณ ย่านแห่งนี้จึงกลายเป็นศูนย์รวมของเหล่าเซเลบบริตี้ และแฟชั่นนิสตาร์ ที่ทรงอิทธิพลต่อวัยรุ่นไทยมานักต่อนัก จนเกิด ปรากฏการณ์การหลั่งไหลของผู้คนเข้ามาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเมืองแฟชั่น แห่งนี้ สยามสแควร์จึงกลายเป็นย่านชอปปิ้งที่มีรถประจำทางผ่านมากที่สุด แม้แต่สถานีรถไฟฟ้าสยาม ก็เป็นสถานีร่วมที่ผู้โดยสารขึ้นลงมากที่สุด เหมือนกัน

All you wish แดนเนรมิตได้ทุกสิ่งดั่งใจฝัน

เมื่อกลายเป็นศูนย์รวมของผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ ร้านค้าและ การบริการเพื่ออำนวยความสะดวกสบายจึงพร้อมใจสร้าง เมืองสวรรค์ตอบรับคนเมืองฟ้า ที่ต้องการสิ่งใดก็ได้ราวดีดนิ้วเสก จากตัวเลขของสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์ ระบุว่า เฉพาะในย่านแห่งนี้มีร้านขายเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ทั้งหมด ประมาณ ๑๒๐ ร้าน ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ๑๐๐ ร้าน ในขณะที่มีโรงเรียนกวดวิชา โรงเรียนสอนภาษา โรงเรียนสอนดนตรี

ตัดเย็บเสื้อผ้าและคอมพิวเตอร์ รวมกันทั้งหมดอีก ๔๙ แห่ง คลินิก ๒๓ ร้าน ร้านขายยา ๗ ร้าน ร้านเสริมสวย ๓๓ ร้าน มีธนาคารอีก ๑๐ แห่ง และยังมีร้านค้าอื่นๆเช่น ร้านขายเทปซีดี ร้านถ่ายรูป ร้านขายดอกไม้ ร้านขายอุปกรณ์ตกแต่งบ้านศูนย์บริการ บริษัทห้างร้านอื่นๆ อีกมากมายรวมทั้งหมดกว่า ๕๐๐ ร้าน ยังไม่รวมถึงบริการต่างๆที่ส่งผลให้ที่นี่กลายเป็นตัวเลือกแรกของการ ละลายเวลาว่าง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางที่สะดวกสบายและรวดเร็ว

จากขนส่งมวลชนทุกประเภท ที่พร้อมนำผู้คนจากทุกพื้นที่ของกรุงเทพฯ เดินทางมายังมหานครแห่งนี้ ไปจนถึงความหลากหลายของร้านค้า และบริการทุกรูปแบบในสยามสแควร์ จนทำให้พื้นที่ทั้งหมดกล���ยเป็น สิ่งที่ตอบโจทย์ของผู้คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ ทุกระดับและทุกฐานะ สำหรับวัยรุ่นไทย...อะไรๆก็สยามจึงเป็นปรากฏการณ์มหัศจรรย์ที่ไม่น่า แปลกใจ

Bualoy Magazine


ณ สยาม

มายา มนตรา ค่านิยม

Love of Siam.

เพราะเป็นศูนย์รวมของทุกอย่างที่วัยรุ่นมี และต้องการมีมา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จึงทำให้ภาพยนตร์หรือแม้แต่มิวสิกวิดีโอ หลายตัวใช้สยามสแควร์เป็นฉาก ไปจนถึงนำเอาเรื่องราว ประจำวันต่างๆ ที่เกิดขึ้นของย่านนี้มาใช้ในการดำเนินเรื่อง อย่างเช่นภาพยนตร์ ”สยามสแควร์” ในพ.ศ.๒๕๒๗ ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ แสดงภาพชีวิตของกลุ่มวัยรุ่นในสยามสแควร์ในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี

Bualoy Magazine

และในปีพ.ศ.๒๕๕๐ ภาพยนตร์ ”รักแห่งสยาม” อีกหนึ่งภาพยนตร์ ที่ถ่ายทอดสดสยามสแควร์ในวัฒนธรรมสมัยนิยมออกมาได้อย่าง หมดเปลือก จนภาพยนตร์”รักแห่งสยาม”นี้กลายเป็นภาพยนตร์ระดับ ตำนานที่สร้างกระแสทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ข้ามปี สิ่งเหล่านี้ก็ เพียงพอที่จะฉายชัดให้เห็นถึงวัฒนธรรมของเด็กสยามในปัจจุบันได้ เห็นได้ชัดว่านอกเหนือจากเวลาในห้องเรียนแล้ว เวลาที่เหลือส่วน ใหญ่ก็ถูกใช้ไปกับการทำกิจกรรมต่างๆ ที่สยาม จึงไม่น่าแปลกใจ หากยุคหนึ่งที่นี่จะเป็นแหล่งแฟชั่นสายเดี่ยวเกิดขึ้นเป็นที่แรกและ หาดูได้มากที่สุดในเมืองไทย เป็นแหล่งแฟชั่นที่สามารถชี้แนวแฟชั่นของ เมืองไทยได้อย่างเด่นชัด เป็นแหล่งที่วัยรุ่นเดินทางเข้ามาเรียนกวด วิชาและเรียนเสริมมากที่สุด ฯลฯ แม้กระทั่งยุคชานมไข่มุก ไปจน ถึงยุคโรตีบอย ก็ยังคงเป็นปรากฏการณ์ที่วัยรุ่นสยามช่วงนั้นมโนภาพ ออกว่าต้องต่อคิวซื้อกันยาวแค่ไหน ที่นี่...หลายอย่างเกิดขึ้นและหายไป อาจทิ้งร่องรอยเอาไว้ หรือไม่เหลืออะไรเลยให้เห็นอีก หลายอย่างยัง คงอยู่ อาจเบาบางหรือชัดเจนแต่ทั้งหมดคืออีกหนึ่งความหมายที่ซ่อน ตัวอย่างเงียบๆอยู่ในคำว่า”ค่านิยม”


@ Siam l ๗๙ จากมวลชนถึงทัศนคติ

Public attitude

ปฏิเสธไม่ได้ว่า อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่สำคัญและเด่นชัดของสยามสแควร์ก็คือ การเป็นตัวแทน ของวัยรุ่น เรียกได้ว่าสยามสแควร์เป็นอย่างไร วัยรุ่นไทยก็เป็นอย่างนั้น ภาพที่ถ่ายทอดออกมาจน เป็นที่จดจำก็คือ กลุ่มวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความกล้า โดยได้รับอิทธิพลมาจากศิลปิน ดารา และสื่อต่างๆแล้วแสดงออกทางแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย ทรงผม เครื่องประดับหรือแม้กระทั่ง รองเท้า ที่จะมีต้นแบบอย่างดารา ศิลปิน เป็นคนถ่ายทอดจากค่านิยมของเหล่าวัยรุ่น ก็เริ่มปรับเปลี่ยน เป็นทัศนคติต่อตังบุคคล หรือไอดอล (Idol) ของพวกเขา เรียกได้ว่าอิทธิพลของเหล่าไอดอลที่มีต่อ วัยรุ่น แทบจะเป็นตัวกำหนดความคิด ชีวิต และตัวตนของวัยรุ่นเลยทีเดียว บรรดาสินค้าและ บริการต่างๆก่อนจะแพร่ขยายไปในย่านช้อปปิ้งอื่นๆก็มักจะเริ่มต้นที่สยามสแควร์ก่อนเป็นแห่งแรก จึงเป็นธรรมดาที่ใครๆจะมองเห็นว่าที่นี่คือ ต้นแบบ แม้แต่สินค้าแบรนด์ไทยและต่างชาติแทบทุกเจ้า ก็พากันมาจับจองพื้นที่เปิดสาขา หลายร้านก็เปิดตัวที่นี่เป็นที่แรก ก่อนที่จะได้รับแรงสนันสนุนจากคอสยาม จนโด่งดัง ได้ฤกษ์ขยายสาขากันออกไปอีก พื้นที่บริเวณสยามสแควร์ จึงกลายเป็นสนามทดลอง การประชาสัมพันธ์ของแบรนด์สินค้าใหม่ๆและบริการต่างๆไปจนถึงการกลายเป็นสถานที่ที่มีการ เข้ามาสอบถามข้อมูลทำวิจัยในเรื่องต่างๆมากที่สุด!?! สยามสแควร์จึงมิได้เป็นเพียงแค่ย่านการค้าใหญ่ ระดับประเทศเท่านั้น หากแต่ยังสะท้อนให้เห็นจุดกำเนิดแฟชั่นและกลุ่มผู้คนที่มีแง่มุมของรสนิยมที่ได้รับการยอมรับ

Balance of Culture. ดุลยภาพแห่งวัฒนธรรม

ด้วยเหตุผลที่คนในสยามสแควร์เป็นกลุ่มคนที่ได้รับการยอมรับ และมีความเป็นผู้นำทั้ง ทางด้านวัฒนธรรมและการแสดงออกกับสังคมในวงกว้างเป็นอย่างสูง รวมทั้งเป็นสถานที่ ซึ่งมีความพร้อมในทุกด้านที่สามารถรองรับสื่อต่างๆที่จะเข้ามาถึง จึงเพียงพอที่จะทำให้เกิด ปรากฏการณ์ความยิ่งใหญ่ด้านศิลปวัฒนธรรมขึ้นที่มหานครแห่งนี้ ”หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร” โครงการโดยกลุ่มศิลปินร่วมสมัยและเครือข่าย ประชาชนนับพันคน ที่ร่วมกันเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีหอศิลป์ เพื่อผลักดันให้กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรม และถ่วงดุลย์ให้เกิดความลงตัวระหว่างความเจริญก้าวหน้าทาง วิทยาการ ค่านิยมกับศิลปวัฒนธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม ย่านสยามสแควร์ซึ่งเต็มไปด้วย อารยธรรมความเจริญ ก้าวหน้าและค่านิยม จึงได้รับเลือกให้เป็นสถานที่ตั้งของอาคารซึ่ง รวบรวมและจัดแสดงผลงานทางศิลปะ ไปจนถึงศูนย์กลางของการพบปะแลกเปลี่ยนแนวการ ทำงานของศิลปินแขนงต่างๆหลายผลงานที่ได้จัดแสดงผ่านสายตาเด็กสยาม ก็เป็นตัวที่ช่วย กระตุ้นทำให้เกิดการพัฒนาทางด้านจิตใจอย่างต่อเนื่อง มหานครแห่งนี้จึงไม่ได้เป็นสถานที่ ที่มีเพียงสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับความเจริญทางด้านวัตถุเท่านั้นแต่ยังอำนวยความสะดวกให้ กับความเจริญทางด้านจิตใจควบคู่กันไปอีกด้วย

Bualoy Magazine


ธรรมะแยงตา ณ สยาม

Lotus of Siam. แดนธรรมกลางมหานคร

“ สยามเป็นความหลากหลายที่ค่อนข้างจะลงตัว ในการผสมผสานกัน ของคน สิ่งของ สถานที่ หรือธุรกิจอะไรก็แล้วแต่” ผู้จัดการร้านดอกหญ้า เอ่ยถึงนิยามของสยาม เท่าที่ร้านหนังสือร้านนี้ได้สัมผัสและเติบโตมา พร้อมกัน BUALOY MAGAZINE 01 Bualoy Magazine

ตลอดระยะเวลา ๑๕๓ ปี ที่วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร วัดสำคัญประจำชุมชนปทุมวันและวังสระปทุม ดำรงสถานเป็น ศูนย์รวมความศรัทธาและความเชื่อให้กับย่านนี้ นับตั้งแต่ในยุค ที่บริเวณโดยรอบเป็นเพียงสระบัวและชุมชนเล็กๆมาจนถึงปัจจุบัน ที่พื้นที่เหล่านั้นได้กลายสภาพไปเป็นศูนย์การค้าใหญ่ที่ทำรายได้ มหาศาลให้กับประเทศ ทั้งสยามพารากอน และเซ็นทรัลเวิล์ด แต่กิจกรรมต่างๆ ที่ทางวัดจัดขึ้น ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ จากวัดที่เป็นที่พึ่งให้กับชุมชนเล็กๆก็กลับกลายมาเป็นวัดสำคัญ กลางย่านสยามสแควร์ ภาพเด็กขาเดฟเดินเข้าวัดจึงเป็นภาพที่มี ให้เห็นจนชินตา และแม้เป็นวัดซึ่งถูกบดบังไปด้วยเงาของตึกใหญ่

ให้แก่ทุกสายตาได้ประจักษ์ชัด อาทิ ภาพวัยรุ่นนับพันคนที่เลือก จะแบ่งปันช่วงเวลาครั้งสำคัญในการก้าวเจ้าสู่ศักราชใหม่ไปกับ การร่วมแรงร่วมใจสวดมนต์ภาวนา เพื่อเริ่มต้นปีใหม่ด้วยสิ่งดีงาม และความเป็นสิริมงคลในกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีด้วยกระแสการ รวมตัวของวัยรุ่น ณ ธรรมสถานแห่งนี้ส่งผลให้เหล่าศูนย์การค้า ต่างๆเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมกับทางวัดอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์ทั้งหมดน ี้เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าแม้เวลาจะผ่านมา นานนับร้อยปี วัดปทุมวนารามราชวรวิหารก็ยังคงทำหน้าที่ รักษาความเชื่อในการทำความดีและความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ที่มีอยู่ในหัวใจของคนไทยและชาวสยามสแควร์มาเนิ่นนาน

นาน


“ 7 Phenomena Siam square @

Insight @ Siam l ๐๑ ๘๑

ใดๆในโลกล้วนอนิจจัง อรรถธรรมอันเที่ยงแท้ ซึ่งกล่าวถึงความ ไม่เที่ยงของทุกสรรพสิ่ง ไม่เว้นแต่ ณ สยาม ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นแม้ยิ่งใหญ่ แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะฝ่าปรากฏการณ์แห่ง ความไม่จีรังไปได้ หลากร้อยเหตุผลของการกำเนิดสิ่งต่างๆ หลายพันวิธ���ที่เรื่องราวจะดำเนินไป แต่ละเส้นสายต่างเกี่ยวพัน เชื่อมโยง โดยตรง โดยอ้อม รู้ตัว และไม่รู้ตัว แต่เพียงสิ่งเดียวที่ไม่มีวันแตกต่างกัน ... การบอกลา แตกดับ จะมาถึงในซักวัน

สิ่งที่ยังพอจะหลงเหลือให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้มีเพียงคำว่า บทเรียน เพราะในความสูญเสีย ทิ้งร่องรอยบางอย่างเอาไว้เสมอ ดังครั้งที่เหตุการณ์ แห่งความขัดแย้งได้ก่อตัวขึ้นบนเหตุผลของแต่ละคน แต่ละฝ่าย ปรากฎการณ์จากความผิดพลาด ความผิดหวัง ได้ทิ้งความเจ็บปวดไว้บน แผ่นดินนี้ แต่หลังซากแห่งความสูญเสีย กลับก่อเกิดพลังที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งตอกย้ำ ให้หลายคนที่อาจไม่เคยรู้ และหลายคนที่อาจหลงลืมไป ได้เห็นถึงพลังแรง พลังใจของคนไทย ที่พร้อมให้อภัย และเริ่มต้นใหมไปด้วยกัน

บทเรียนและความสูญเสียจากการปล่อยสติให้หลับไหล สอนให้เราเก็บความผิดพลาดไว้คอยเตือนว่าจะไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นอีก และเก็บความทรงจำที่ดีเป็นพลังในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กลับมา อีกครั้ง วันเวลาไม่อาจหมุนกลับ เรียกร้องแค่ไหนก็ไม่อาจย้อนคืน แต่สิ่งที่ได้จากการเดินทางผ่านเวลาจะอยู่กับเราเท่ากับที่ร่างกายนี้ ยังคงดำเนินต่อไป .... แด่ปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ และเล็กน้อย ที่จากไป และกำลังเดินทางอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ณ สยาม เรียบเรียงโดย สุพัจนา สุกใส

Bualoy MAGAZINE Magazine BUALOY


อาคันตุกะ(ชาย) : หลวงพี่ครับ ผมไม่เห็น...ว่าชีวิตคนต่างจากหมาซักเท่าไหร่ เห็นมี แต่ กิน ขี้ ปี้ นอน? ภิกษุหนุ่ม : ต่างสิ….เปิดต่อไปเรื่อยๆ แล้วก็จะรู้เองว่าคนกับหมาต่างกันยังไง... Guest (m.)

: I couldn’t see any difference between human life and dog’s life. They are all the same, just eat, poop, have sex and sleep. Young Monk : It’s different! Turn on to the next pages and you’ll know...

BUALOY MAGAZINE


Empower

On Tune + In Scene + iBook + Ah...Hoy + Widen Web + Tough Toes “ไม่รู้จักโลก แต่รู้ที่จะเกิดรัก” “ไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร ไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร ไม่รู้ว่าโลกความจริง ของเรานั้นเป็นอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุด อาจไม่สำคัญเท่าไหร่ เท่าวันที่เรา ได้เจอ ได้คุย ได้อยู่ใกล้กัน”

เพลง : ยินดีที่ไม่รู้จัก (Ost.ประกอบภาพยนตร์เรื่อง กวน มึน โฮ) ศิลปิน : วง 25 Hours “ไม่รู้จักโลก แต่รู้ที่จะเกิดรัก”

เพลง : เธอผู้ไม่แพ้ / อัลบั้ม ธ.ธง ศิลปิน : ธงไชย แมคอินไตย์ “เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ เมื่อได้ฟังเพลงนี้”

“25 Hours “ตีความดนตรีและโจทย์ของภาพยนตร์ ให้เนื้อร้องกล่าวถึง ความรักในมุมมองที่ไม่ควรยึดติดกับสิ่งใดๆ ทั้งอดีต คนที่เรารัก และเน้น เฉพาะโลกที่เราเป็นในปัจจุบัน เปรียบกับคำที่ท่าน “พุทธทาส” ได้กล่าวไว้ว่า เราไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แม้กระทั่งสิ่งที่เรียกว่ารัก ถ้าหากรักคือความอิสระ นี่อาจจะเป็นอีกอีกหนึ่งนิยามที่ 25 Hour เสนอเนื้อหารักคือ การให้ปลดปล่อย ตัวตนเลิกยึดติดกับคำว่าต้องการที่จะรับ และเปลี่ยนแปลงคำว่ารักคือการให้ เลิกยึดติดกับสิ่งที่เรามีอยู่และพอกับสิ่งที่เรามี ดังประโยคในเนื้อเพลงที่ร้องว่า ประโยค 4 บรรทัดข้างบนนี้ เชื่อว่าใครหลายคนคงคุ้นหูเป็น “แค่มีเธอใกล้ๆ มันก็ใช่ที่สุดแล้ววว” อย่างดี เพราะนี่คือหนึ่งท่อนที่อาจจะอธิบายความหมายของเพลงนี้ได้ทั้งหมด ส่วนตัวสำหรับผมแล้วเพลงนี้ได้สอนผมว่า เพียงคำว่ารัก ก็ทำให้เรา กับเพลงที่มีชื่อว่า “ยินดีที่ไม่รู้จัก” หนึ่งในเพลงประกอบภาพยนตร์ สามารถอยู่ด้วยกันได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้จักกับโลกรอบๆตัวเราเพียงแค่เราทั้ง กวน มึน โฮ ของวงอินดี้ แนวอัลเทอร์เนทีฟ วินเทจ ที่มีเวลาเกิน 24 ชั่วโมง คู่รู้ว่าเรารักกัน และความรักนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกๆที่ในโลก แม้เรา นั้นคือวง “25 Hours” ไม่รู้จักกันเราก็รักกันได้ ;) เท็จจริงขนาดไหนต้องลองเกิดรักแบบตัวพระนางใน ด้วยเสียงกีตาร์โปร่งตีคอร์ด ผสานกีตาร์ไฟฟ้าสไตล์ยุค 70 เคล้าคลอ ภาพยนตร์กวน มึน โฮ ดู ไปด้วยเสียงปรบมือที่มีการดึงมือแทมบูรินมาช่วยสร้างสีสัน เคาะจังหวะเร่งเร้า ให้คนฟังตื่นตัวไปด้วยท่วงทำนองและเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์ของแหลม “ยินดีที่ไม่รู้จักครับ” สมพล รุ่งพานิชย์นักร้องนำ ที่ดีไซน์การร้องอย่างเร่งระบาย ให้แหลมสูงและ เรื่องโดย สหวัฒน์ ลีลาสง่าวงศ์ (เฉิน) วง yellow mastaas สะบัดท้ายเสียงอย่างสะใจ (ในปลายท่อนฮุค) เหมือนชื่อแหลมของตัวเอง

“และในวันนี้ เธอนั้นจงหยัดยืน และลุกขึ้นอีกครั้ง ด้วยพลังในหัวใจ อย่าไปย้อมแพ้ให้กับปัญหาใดๆ จงพร้อมจะอดทน ก้าวไปสู่หนทางที่ฝันใฝ่ด้วยตัวเอง...” นี่คือท่อนฮุคของเพลง“เธอผู้ไม่แพ้”เพลงที่ครองใจผู้หญิงคนหนึ่ง ตั้งแต่ตอนที่ เธอเป็นเด็กอายุเพียงเก้าขวบจ นถึงปัจจุบันที่อายุเพิ่มขึ้นเป็นเลขสองแล้วก็ตาม เอมิรักการร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจและเพลงในดวงใจของเธอก็คือ “เธอผู้ไม่แพ้” ซึ่งตอนยังเป็นเด็กเอมิฟังไปเพียงแค่เพื่อความบันเทิงเท่านั้น บวกกับการร้องเพลงนี้ ติดปากเพราะมันมักจะถูกนำไปใช้ในการประกวดร้องเพลงในเวทีต่างๆเสมอ และก็เป็นเรื่องน่าแปลกใจที่ถึงแม้เวลาจะผ่านไปจนเกือบสิบหกปี“เธอผู้ไม่แพ้” ก็ยังถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่อง เหมือนเป็นเพลงอมตะ ไม่มีการเก่าล้าสมัย เคยมีอยู่ช่วงนึง ช่วงที่จิตตก ท้อแท้หมดหวังมากๆ จนถึงขั้นถามตัวเองว่า เราเกิดมาทำไม เกิดมาทำอะไร มีประโยชน์อะไรบ้าง เป็นช่วงที่เศร้าและซึม อยู่นานเหมือนชีวิตไร้ค่า ฟุ้งซ่าน คิดอะไรไปเรื่อยคิดนู่นคิดนี่ มีแต่เรื่องลบๆ พอเริ่มจิตตกไปอยู่ในช่วงที่แย่ที่สุดทำให้คิดขึ้นมาว่า ตัวเองควรจะหลุดไปจาก ความรู้สึกนี้ พยามยามคิดในสิ่งที่ดี ให้กำลังใจตัวเอง นึกถึงเพลงที่ดี ที่เพราะ ที่ชอบ “เธอผู้ไม่แพ้” เป็นเพลงที่เข้ามาในหัว ในห้วงความคิด ทั้งเนื้อเพลงและเสียงร้องที่ ทำให้น้ำตาไหลทำให้ได้หยุดคิด คิดถึงอดีต คิดไปตามเพลง แล้วมันทำให้มี กำลังใจเหมือนได้เกิดเป็นคนใหม่ เหมือนเป็นคนละคนกับที่นั่งเศร้าก่อนหน้านั้น

ด้วยเสียงอันทรงพลัง มีไดนามิกและมีเสน่ห์ที่น่าหลงใหล จนดึงดูดให้ ใครต่อใครต้องหยุดฟังเพลงที่ถูกถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกออกมาได้อย่าง ดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นเพลงช้าหรือเพลงเร็ว เสียงร้องของพี่เบิร์ดก็สะกด โสตประสาทของคนฟังเพลง รับการขนานนามให้เป็นซุปเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งขอ เมืองไทยมาหลายยุคหลายสมัยไม่ว่าเพลงอะไร แนวไหน ก็ทำให้เพลงๆฟัง เพราะและดูดีขึ้นมาทันทีโดยไม่ต้องมีข้อแม้และเงื่อนไข จนทำให้เป็นที่น่าสงสัย ว่าจะมีนักร้องคนไหนที่ถ่ายทอดทุกเนื้อความในบทเพลง เข้าใจทุกถ้อยคำ ทุกท่วงทำนองและทุกจังหวะให้มีความลงตัวในทุกสัดส่วนของมันได้ดี ราวกับว่ามันเป็นส่วนๆหนึ่งของร่างกายได้เท่ากับชายผู้นี้ ในส่วนตัวนั้น ไม่เคยเจอใครที่ถ่ายทอด “เธอผู้ไม่แพ้”ได้ดีเท่ากับเวอร์ชั่นออริจินัลของพี่เบิร์ด ซึ่งก็เหมือนกับไม่เคยเจอใครที่ถ่ายทอด“ I will always love you” ได้ดีเท่ากับ Whitney Houston อีกแล้ว ด้วยการที่ชอบร้องเพลงและมีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักร้อง เอมิตั้งใจว่า ถ้ามีโอกาสก็อยากจะถ่ายทอดเพลงนี้ให้คนที่ได้ฟัง ได้รับรู้ความรู้สึก และเข้าถึงอารมณ์เพลงได้เหมือนอย่างที่เธอเคยเป็นมาแล้ว “ในสักวัน วันที่ฝันของเธอกลายเป็นจริง” เรื่องโดย อาริยา รุจิขจร (เอมิ)

Bualoy Magazine


Empower

ต้องตา + ชั้น..หนังสือ + อะโหย + โยงใย + รองเท้าสึก + อร่อยเชียวแหละ City of Angels (1998) เกิดมาทำไม?

ถ้าเลือกเกิดได้ และรู้ว่าเกิดมาต้องพบกับความเจ็บปวด คุณจะเลือกเกิดรึเปล่า? เรื่องราวคลาสสิกของความรักต้องห้ามระหว่างเทวดาอมตะและมนุษย์ เซธ (นิโคลัส เคจ) เทวดาหน้าเศร้าผู้ทำ หน้าที่ปลอบประโลมมนุษย์และส่งวิญญาณไปสู่โลกหลังความตาย อยู่มาวันหนึ่งเขาเจอคุณหมอสาวสวย แม็กกี้ (เม็ก ไรอัน) ด้วยความฉงนระคนสนเท่ห์ในความมุ่งมั่นที่จะช่วยคนไข้ของแม็กกี้ เซธเริ่มติดตามชีวิตของแม็กกี้ก่อนจะพบว่าตนตกหลุมรัก มนุษย์ แต่อุปสรรคใหญ่หลวงก็คือแม็กกี้เป็นมนุษย์ ส่วนเขาเป็นเทวดาที่ไม่รู้จักความเจ็บปวด ไม่รู้จักแก่หรือตาย และไม่รู้จัก สัมผัสจากสายลมหรือสายน้ำ เซ็ธ ไม่มีชีวิต เพราะชีวิตหมายถึงการเกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่เขาตัดสินใจ”ตก” ลงบนโลกมนุษย์ เพื่อจะสัมผัสความสุขจากความรัก สัมผัสกับความหลง สัมผัสกับรสชาติบาดแผล แต่สิ่งที่เขาไม่ได้เตรียมใจรับก็คือสัมผัสของ การถูกพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ทั้งคำถาม ความโกรธแค้น ความเศร้าจึงท่วมท้นอยู่ในใจเหมือนสายน้ำหลาก “ทำไม?” เซธ กลายเป็นมนุษย์ และได้รับรู้สิ่งที่เรียกว่า “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” เป็นครั้งแรกหลังจากที่เฝ้ามองอยู่วงนอกเป็นระยะเวลานาน เมื่อเข้าใจแล้วว่าอะไรคือชีวิต เขาจึงเลิกยึดติด ทิ้งคำถามในใจ “เกิดมาทำไม ในเมื่อเธอก็ไม่อยู่แล้ว” บางทีมันอาจจะผิดตั้งแต่ตั้งคำถามว่า “เกิดมาทำไม?” คำถามที่แท้น่าจะเป็น “เกิดมาแล้วจะทำอะไรดี?”

Up (2009) ชีวิตคือการเดินทาง

10 นาทีแรกของภาพยนตร์แอนิเมชั่นเจ้าของรางวัลออสการ์ Up สมควรถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์วงการ ภาพยนตร์ ในฐานะช่วงเวลา 10 นาที ที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวทั้งชีวิตของคนได้อย่างชัดเจนที่สุด ในครั้งแรกที่เจ้าหนูคาร์ลเจอกับเอลลี่สาวน้อยจอมแก่น ความรักก็จุดประกายขึ้น ต่อมา ทั้งสองแต่งงานกัน ซื้อบ้าน หลังที่นำคนทั้งคู่มาพบกัน ช่วยกันทำมาหากินพร้อมกับหยอดเงินส่วนหนึ่งไว้ในขวดโหลใบใหญ่โดยตั้งใจว่าสักวันหนึ่งความฝันที่ จะผจญภัยด้วยกันต้องเป็นจริง แต่ชีวิตในเรื่องจริงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ความฝันจะต้องถูกทุบเพื่อ หลีกทางให้กับความเป็นจริง แล้วความฝันก็ถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีก็สายเกินไปเสียแล้ว สายเกินไปจริงหรือ? จะสายหรือไม่ ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน ในขณะที่ลุงคาร์ลเห็นว่า “สายเกินไป” เอลลี่ กับมองว่าชีวิตคือการเดินทาง ไม่มีอะไรสายไปหรอก เพราะการผจญภัยของคนทั้งสองเริ่มต้นขึ้นเมื่อนานมาแล้ว และการเดินในเส้นทางชีวิตก็ไม่มีคำว่าถอยหลังกลับ ไม่มีคำว่าย้อนเวลา ในขณะที่ลุงคาร์ลยังยึดติดกับจุดมุ่งหมายของ ถนนเส้นนี้ เอลลี่ได้สัมผัสความสวยงามของชีวิต ไม่อย่างนั้นแล้วพอถึงที่หมายไปก็เท่านั้น การพาบ้านไปยังน้ำตกของ ลุงคาร์ลจะไม่มีความหมายอะไรเลยหากเขาไม่ได้สัมผัสกับสิ่งรอบตัว ไม่ได้กลายเป็นครอบครัวในเจ้าหนูรัสเซลไม่ได้ช่วย นกอีก๋อย ไม่ได้กลายเป็นเจ้านายให้กับดั๊ก สุนัขผู้จงรักภักดี ความจริงชีวิตมีอะไรให้ทำอีกเยอะ ถ้ามัวแต่ตามความฝันโดยที่ไม่ได้ดูสิ่งรอบๆ ตัว ระวังจะ “เสียชาติเกิด” นะ จะบอกให้

เรื่องโดย สุพีเรศ พลายพลอยรัตน์ (แหวน)

Bualoy Magazine


Empower

ibook + Wide n Web + S o Yammy + Trip + Chef Trio + In Scene

มองโลกผ่านหนังสือ โดย ดร. สมเกียรติ อ่อนวิมล สำนักพิมพ์อมรินทร์ ก่อนจะมีเฮียสอ(และลูกหลินปิง) ประเทศนี้เคยมีผู้ประกาศข่าวมือหนึ่งชื่อสมเกียรติ อ่อนวิมล เนื่องด้วยอายุที่มากขึ้น ทำให้ชื่อของท่านถูกกลืนหายไปท่ามกลางคนรุ่นใหม่ แต่ด้วยนิสัยรักการอ่านของดร.สมเกียรติ ท่านจึงได้รวบรวมหนังสือที่ ท่านเคยนำไปวิจารณ์ในรายการ”โลกยามเช้า”เมื่อหลายปีก่อนมารวมเล่มให้นักอ่านทั้งมือใหม่และมือเก๋า รวมถึงผู้ที่ไม่สามารถ แหกขี้ตาตื่นมาดูรายการดังกล่าวตอนเช้าได้ซึมซับกัน...หนังสือเกือบทุกเล่มที่ดร.สมเกียรติเลือกมาวิจารณ์เป็นงานที่น่าสนใจ จากบรมครูล้วนๆ ไม่ว่าจะเป็น 007ภาคปฐมบทอย่าง “Casino Royale” รวมบทความว่าด้วยทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน บทบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในสายตาประชาคมโลก (The King of Thailand in World Focus) หรือแม้กระทั่ง หนังสือเกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนั้น (The Thaksinization of Thailand)…ท่าทีลีลาการวิจารณ์ของดร.สมเกียรตินั้น ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่แน่นด้วยข้อมูลอ้างอิง ที่สำคัญ”ไม่หนักกะโหลก”เท่าไหร่นัก เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ที่รัก การอ่านทุกท่าน...

รักนอกบท โดยคิมุระ ยูอิจิ แปลโดย ฐิติพงศ์ ศิริรัตน์อัสดร สำนักพิมพ์ Bliss วิจารณ์หนังสือ”เข้มๆ”ไปแล้ว ขอวิจารณ์หนังสือโรแมนติกๆบ้างได้ไหม? (ฮิๆ)...เรื่องราวของนักเขียนบทจิตตกนาโอกิ ถูกมรสุมชีวิตซัดมายังเมืองท่าริมทะเล เขาลบล้างตัวตน เพราะอยากลืมเรื่องราวในอดีต แต่มิตรภาพจากคนรอบข้างกับรอยยิ้ม สดใสของหญิงสาวคนหนึ่ง กลับสร้างแรงบันดาลใจให้เขาแอบเรียงร้อยบทจากชีวิตรัก นาโอกิไม่คาดฝันว่าละครจะได้รับ ความนิยมท่วมท้น เขาจึงเริ่มหวั่นใจว่า หญิงคนรักอาจล่วงรู้ความจริง เรื่องนิยายรักนี่ยังไงพี่ยุ่นเขาไม่มีพลาดอยู่แล้วแถมยังเป็นงานเขียนที่ได้รับรางวัลวัฒนธรรมของสำนักพิมพ์คังเซ จิโด ครั้งที่ 42 อีกด้วย พอได้อ่านแล้วรับรองว่าต้องอ่านไปก็อมยิ้มไป ยิ่งถ้าใครมีความรักที่ต้องฝ่าอุปสรรคหน่อยล่ะก็ อินกันได้ยาวๆเลยทีเดียว...สำหรับคนต่อมน้ำตาแตกง่าย ไม่ต้องกลัวครับ เรื่องนี้ไม่ถึงขั้นนั้น แทนที่น้ำตาจะแตก หัวใจคุณ อาจจะเต็มไปด้วยความอบอุ่นระคนอิจฉา ว่าทำไมฉันไม่มีความรักดีๆบ้างอย่างนี้ … เพื่อนๆคนไหนอยากให้วิจารณ์หนังสือเล่มใดเป็นพิเศษสามารถติดต่อได้ที่ WWW.BUALOYMAG.COM และช่วยส่งค่าหนังสือมาด้วยจะเป็นพระคุณ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!! เรื่องโดย ณัฐกัณฑ์ โพธิประสาท (กัณฑ์)

Bualoy Magazine


Empower

อะโหย + โยงใย + รองเท้าสึก + อร่อยเชียวแหละ + ต้องตา + ชั้น..หนังสือ

Stop Drinking “งดเหล้า เข้าพรรษา” เพื่ออะไร ตับไตไส้พุง...

อะโหย!!!รับประจำการครั้งแรกขอแซะควันหลงเทศกาลเข้าพรรษาซะหน่อย เพราะช่วงหนึ่งไปไหนมาไหนเห็นป้ายรณรงค์ “งดเหล้าเข้าพรรษา” กันเกลื่อนเมือง ออกพรรษทีก็ยกป้ายหายไปที รณรงค์แคมเปญนี้มากันหลายปี แต่สถิติจากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าในช่วงปี พ.ศ.๒๕๕๐ มีีคนไทยถึง ๑๐.๓ ล้านคนเป็นผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนกลับมีอัตราการดื่มเพิ่มสูงจากปี พ.ศ.๒๕๓๙ ถึง ร้อยละ ๗๐ เมื่ออัตราการดื่มเพิ่มมากขึ้น สถิติของผู้ป่วยที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจึงเป็นผลพวงของปัญหาด้านสุขภาพตามมา ในปี พ.ศ.๒๕๔๙ พบว่ามีผู้ป่วยจากการดื่ม แอลกอฮอล์ถึง ๓ ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายถึง ๒.๖ ล้านคน โดยข้อมูลของศูนย์วิจัยปัญหาสุราพบว่าเครื่องดื่มที่ประชากรนิยมดื่มมากที่สุด คือ เบียร์ รองลงมาคือ เหล้าขาว และสุราผสม อย่างที่ทราบๆโดยทั่วไปว่า ฤทธิ์ของเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์นี่มันส่งผลร้ายมากกว่าผลดีมากมาย เป็นตัวก่อปัญหาให้เกิดปัญหาต่างๆต่อมาในสังคมอย่าง มากมายเช่น อุบัติเหตุ การทะเลาะวิวาท การนำไปสู่การทำร้ายร่างกาย และการก่อให้เกิดปัญหาความรุนแรงที่มีต่อสตรีและเด็ก ที่นับวันยิ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจากตัวเลขการให้บริการของศูนย์พึ่งได้ (OSCC) ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ประจำจังหวัด ๒๙๗ แห่ง พบว่ามีเด็ก สตรี และผู้สูงอายุที่ถูกกระทำทารุณเข้า รับการบริการจำนวน ๑๙,๐๖๘ ราย และจากการศึกษาของมูลนิธิเพื่อนหญิง ชี้ให้เห็นว่าร้อยละ ๗๐ - ๘๐ ของชาย ที่ดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มักใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก โดยการทุบตี ทำร้ายร่างกายจนถึงจิตใจ จากข้อมูลดังกล่าว หากเราจะเปิดใจกันจริงถึงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นั้นแทบจะหาข้อดีไม่ได้เลย แต่สิ่งที่น่าตกใจกลับเป็นจำนวนผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกันอายุโดยเฉลี่ยของผู้บริโภคลดลงอย่างน่าใจหาย ทั้งนี้ นายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการเครือข่ายองค์กรงดเหล้า สคล. กล่าวว่า เมื่อปัญหาต่างๆ ทวีความรุนแรงมากขึ้น โครงการงดเหล้าเข้าพรรษา จึงเกิดขึ้น โดยได้มีการรณรงค์กันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๖ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในแต่ละปีมีผู้ร่วมงดเหล้าเข้าพรรษาตลอด ๓ เดือน เฉลี่ยปีละ ๓-๔ ล้านคนจาก ผู้ดื่มทั้งประเทศ และเมื่อมีการสอบถามถึงคุณภาพชีวิต ทุกคนบอกว่าดีขึ้น มีเงินเก็บมากขึ้น ครอบครัวมีความสุขหลังจากการเข้าโครงการ ซึ่งแนวทาง การรณรงค์ในปี พ.ศ.๒๕๕๓ จะเน้นที่พลังของคนรอบข้าง ของผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ เพราะถือว่าเป็นผู้ที่มีอิทธิพลมากกับผู้ดื่ม อย่างคนในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เป็นลูก ควบคู่ไปกับการตั้งจิตปฏิญาณตนเองว่าจะงดดื่มในช่วงเข้าพรรษาไปพร้อมๆกับการปฏิบัติตนเป็นคนดีของสังคมอีกด้วย “งดเหล้าเข้าพรรษา” อาจจะเป็นแรงบันดาลใจในช่วงเทศกาล ที่ใช้พลังศาสนาเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนจิตใจให้งดเหล้าได้จริง แต่จะทำได้มากน้อยอย่างไรก็ตาม อะโหยก็พร้อมเป็นอีกหนึ่งเสียงในการช่วยสนับสนุนโครงการดีๆ ของผู้ที่อยากจะลด ละ เลิกในโครงการงดเหล้าเข้าพรรษา โดยผู้ที่สนใจจะเข้าร่วมโครงการเพื่อปฏิญาณงดเหล้าเข้าพรรษานี้ สามารถเข้าไปลงชื่อ-สกุล และพิมพ์ใบปฏิญาณตนเองได้ที่ www.stoodrink.com จะไม่ดื่มเหล้าจนถึงงดดื่มได้ ต้องเริ่มที่ชนะใจเราให้ได้ก่อน และถึงจะหมดเทศกาลนี้ไปจนออกพรรษาแล้ว ก็ิอยากให้งดเหล้าเข้าปีใหม่ไปด้วยจะยิ่งดี งดเหล้าเข้าพรรษาเพื่ออะไร ก็รักษาตับไตไส้พุงไงครับ อะโหย ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.thaihealth.or.th เรื่องโดย ศิวกรณ์ ฐนปิยจารีย์ (กร)

Bualoy Magazine


Empower

Wide n Web + S o Yammy + Trip +

In Scene + iBook + Chef Trio

VS โยงใย (Widen Web) by เซเล็บ Facebook VS Twitter

เซย์ไฮ!!! สาวกชาวบัวลอย วันนี้ขอเกาะกระแสที่กำลังอิน ระหว่างการเป็น User Facebook & Twitter อันไหนจะอินมากกว่ากัน วันนี้เซเล็บจะมา ให้ข้อมูลสำหรับผู้ที่ยังเอ้าท์ Facebook และ Twitter ก็คือ Social Network อย่างหนึ่งเฉกเช่นเดียวกับ hi5 ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว เซเล็บคิดว่าเป็นคู่มวยที่สูสีมากในขณะนี้ เพราะ Social Network ทั้งสองนี้มีผู้เข้าใช้เพิ่มขึ้นตลอดเวลา แต่สาวก Facebook จะเพิ่มมากกว่า ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้ประจำมากกว่า 500 ล้านคนทั่วโลก ในเวลาแค่เพียง 6 ปีเท่านั้น นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในปี 2004 นั่นหมายความว่า ประชากรโลกทุกๆ 13 คน จะมีผู้ใช้ Facebook เป็นประจำ 1 คน โดยส่วนตัวคิดว่า Facebook สามารถทำอะไรได้มากกว่า Twitter ที่เป็นรุ่นน้องเกิดมาทีหลังในปี 2006 Twitter เป็นเหมือนการส่ง SMS เราสามารถอัพเดทข้อมูลข่าวสาร ได้เร็วมาก สังเกตได้จาก ช่วงสถานการณ์ที่ผ่านมา แต่จะเป็นในรูปของข้อความสั้นๆ การทำงานของ Twitter คือการไป Follow และถูก Follow การ Follow หากเปรียบกับ Facebook ก็คือการ add Friend เมื่อเพื่อนอัพเดท ก็จะมีการแสดงผลที่หน้าจอหลักของเราและถ้าหากต้องการ Share ก็ทำได้โดยการ Retweet ส่วนการที่ Facebook มีผู้ใช้มากกว่าและเกาะกระแสนานกว่าเป็นเพราะ Facebook จะเน้นเพื่อธุรกิจและการบันเทิง ก็คือเกมส์ ซึ่งเกมส์แต่ละเกมส์จะมีการสะสมคะแนน การเก็บแต้ม การส่ง Gift ไปให้เพื่อน ถ้าเรามีเพื่อนมากก็จะทำให้ได้ของในเกมส์เยอะ รวมถึงพัฒนารูปแบบตลอดเวลาทำให้น่าติดตาม เราสามารถเข้าร่วมกลุ่มที่เราสนใจได้ อารมณ์เดียวกับการเข้าชมรมในโรงเรียนหรือในมหาวิทยาลัย แต่อันนี้เป็นชมรมออนไลน์ รวมถึงการทำ Quiz ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำนายต่างๆ รวมถึงการอัพเดทรูปภาพและสามารถ tag ได้ว่าใครเป็นใคร ซึ่ง Twitter ไม่มีจุดนี้... เซเล็บขอเตือนไว้ก่อนว่า ให้ช่วยมีสติในโลกออนไลน์ด้วย ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Twitter ก็ใช้มันในทางที่เหมาะสมแล้วอย่าติดกันจนงอมแงม ล่ะ เอ้า...คนไหนที่ OUT เซเล็บขอแนะนำว่า ตอนนี้ไปสมัครก็ยังทัน อย่ารอช้า Facebook : www.facebook.com Twitter : www.twitter.com เรื่องโดย วีรญา ตั้งพจน์ทวีพร (โบว์)

Bualoy Magazine


Empower

อร่อยเชียวแหละ + โยงใย

สวัสดีครับ ผมยิ่ง Search รับหน้าที่สนองกิเลสคุณผู้อ่าน จะนำทางมาซอกแซก หาเมนูเด็ดเจ็ดย่านน้ำ มานำเสนอให้ คุณผู้อ่านเป็นประจำทุกฉบับนะครับ

แหม เมนูแรก “ลาบกบฏ” กบฏสมชื่อเชียว เป็นลาบคลุกๆ คลุกไปคลุกมา หอมๆข้าวคั่ว ผักชีฝรั่งโรยหน้า กลิ่นอโรมาดีๆไม่ชอบ ต้องลองไปทอดให้มันแปลกแหวกแนว รสชาติที่นี่นะปานกลางทานได้ไม่เค็มเกินไป ร้านนี้เนี่ยนะกลมกล่อม ความเผ็ด เปรี้ยว เค็ม เหมือนดังเทพลงมาคลุกเคล้าให้แหมตักจนลืม การจัดจานก็น่ารัก จุ๋มจิ๋มเชียวนะ เลยเสนอให้ไปเลย 8 เทพ

+ สามแม่ครัว + ต้องตา + ชั้น..หนังสือ + โดนโสต

ยังไม่ทันจะเข้าร้านเลยคุณผู้อ่าน แหมท้องมันก็เริ่มร้องจ๊อกๆ แล้วนี่นะ ลิ้นแห้งๆ น้ำลายมันก็เริ่มจะสอๆยังไงซะแล้วเปิดประตูเข้ามา บรรยากาศในร้านสบายๆ เรียบง่ายเลยเชียว ป้ายต่างๆ นี่สีสันฉูดฉาด เรียกน้ำย่อยเชียวนะ หย่อนก้นลงได้แหมเมนูนี่ถึงโต๊ะไวเชียว ขอดูเมนูแนะนำทางร้านหน่อยสิ “ลาบกบฏ” นี่ตาหูฉันคงไม่ฝาดใช่มั้ย ชื่อแหม!ลาบกบฏ นึกในใจชื่อแปลกๆ เมนูนี้คงไม่พลาดแน่เลยเชียว ดูเมนนูแนะนำอื่นๆ มั่งสิ อุ๊ยตาย “ไก่ทอดเดอะคร้ก,ตำมั่วเดอะคร้ก” โอ้ยอดใจไม่ไหวครกมันเยอะเชียวนะคุณผู้อ่าน ว่าแล้วมาคนเดียวนี่เนอะ ลองสั่งมาดูสัก 3-4 เมนูดีกว่าคุณผู้อ่าน

จานต่อมานะคุณผู้อ่าน “ไก่ทอดเดอะคร้ก” ลองได้เป็น ไก่ทอดธรรมดาๆล่ะก็คงไม่ใช่ ระดับอย่างยิ่งsearch หรอกนะ ไก่ทอดที่นี่แหมมันลองได้กัดล่ะกรอบเด็ดไปเจ็ดย่านน้ำเลยเชียว เนื้อไก่ก็นุ่มหอมเครื่องเทศกับกินน้ำปลาคลุกเคล้า เย้ายวนให้ต่อมรับรส นี่มันปรับสัมผัสให้กิเลสนี่แตกซ่านเชียวนะ กรอบนุ่มแบบนี้น้ำลายสอ เลยล่ะใช่มั้ย อิจฉากันแล้วใช่มั้ยคุณผู้อ่าน แนะนำว่าต้องลองมาชิม กันเองนะครับ จานนี้ ยิ่งsearch เสนอ 8 เทพตามเคย

เรามาลองหมวดยำ หมวดตำกันดูมั้ยคุณผู้อ่าน ไม่สั่งก็เห็นจะไม่ได้ เมนูแนะนำนี่นะ “ตำมั่ว เดอะคร้ก” นี่เห็นแล้วท่าทางจะไม่ธรรมดาก็แหมดูตั้งแต่จานผักที่จัดมา มีครกใส่มาเชียวนะ นี่กลัวฉันจะไม่รู้ใช่มั้ยว่าออกมาจากครก สดๆ รสจัดนิดหน่อย เรียกน้ำย่อยได้มากมี ของดีๆ ใส่ไม่อั้นเชียว แหมลองได้เข้าไปกลั้วลิ้น กลิ้งในปากกิเลสหยาบๆ ก็ทำงานตามเคย จานนี้นี่กลมกล่อม 3 รส ครบหมวดยำ ตำ ขอยกให้เป็นแสนเก๋เลยนะคุณผู้อ่าน ไม่ลองไม่รู้เชียว เสียดาย!จะว่าไปนะคุณผู้อ่านยังมีอีกหลายเมนูเชียวนะที่น่าลอง เสียดายพื้นที่เนี่ยน้อย น้อย ไม่งั้นนะจะชิมจะกินเพื่อคุณผู้อ่านกันให้สมใจ ถ้าคุณผู้อ่านถ้าอยากลอง ยิ่งsearch แนะนำว่าลองมาทานที่ร้านดูนะครับ ร้านหาไม่ยากเข้ามาสยามแสควร์ซอย 2 ก็���ยู่ซ้ายมือเลยนะ ครกนี่ใบเบ้อเร้อ หาง่าย แต่ร้านจะอยู่ซ้ายมือเดินมาจากถนนพระราม 1 นะคุณผู้อ่านแต่ถ้าเดินมาจากด้านในสยามละมันจะอยู่ขวามือเดี๋ยวจะมาว่า ยิ่งsearch มั่วละจะเสียหายเชียวนะ เดี๋ยวจะไม่อร่อยเชียวแหละกันไปซะก่อนนะคุณผู้อ่าน ส่วนราคง ราคา “ยิ่งsearch” บอกได้เลยว่าคุ้ม และไม่แพงอย่างที่คิดนะคุณผู้อ่าน แอร์เย็นๆคลายร้อนได้เยอะเชียว ก็ถือว่าร้านง่ายๆใจกลางสยามร้านนี้แนะนำให้อีก 1 ร้าน ส่วนใบวอรันตง วอรันตี ล่ะไม่มีนะคุณผู้อ่าน ชิมแล้วมาบอกต่อๆกันก็เท่านั้น ส่วนเล่มหน้า ยิ่งsearch จะพาซอกแซกไปทานใกล้ ทานไกลที่ไหนก็ลองตามอ่านกันดูนะคุณผู้อ่าน รับรองว่ายิ่งsearch จะพาซอกพาแซก สรรหา มาท้าลองกันตามเคยในแบบฉบับ อร่อยเชียวแหละ กับยิ่งsearch นะครับ แล้วเล่มหน้าจะไปท้าลองกันที่ไหนก็ฝากคอลัมน์ ยิ่งsearch อร่อยเชียวล่ะไว้อีกสัก 1 คอลัมน์ด้วยนะครับคุณผู้อ่าน ฉบับหน้ามาเจอ กันอีกนะครับ เรื่องโดย ศิวกรณ์ ฐนปิยจารีย์ (กร)

Bualoy Magazine


Empower

Chef Trio + S o Yummy + In Scene + iBook + On tune + Widen Web

บัวลอยเบญจรงค์

สามแม่ครัวขอรับหน้าที่เป็นผู้ดูแลปากท้องของชาว บัวลอยทุกคน ฉบับนี้พวกเราขอแนะนำ ของหวานดูดีได้สุขภาพ ด้วยกรรมวิธีที่ง่ายๆสามารถทำกันเองได้ที่บ้าน ปฐมฤกษ์ฉบับบนี้ มีตำรับจากแม่ครัวไทย “แม่บัวคลี่” ขอนำเสนอเมนูของหวานในชื่อ บัวลอยเบญจรงค์ หน้าตาและรสชาติจะสวยงาม หอมหวานขนาดไหน เรามาลองทำไปพร้อมๆกัน ตามขั้นตอนนะคะ

ส่วนผสมสำหรับเตรียมแป้ง (สำหรับ ๕-๖ ที่) - แป้งข้าวเหนียว ๑/๒ กก. - น้ำตาลทราย ๑ ๑/๒ กก. - นมสด ๑-๒ ถ้วย - เผือก ฟักทอง มันแกว ใบเตย และมะละกอสุก อย่างละ 50 ก.

“Penta-Bualoy บัวลอยเบญจรงค์”

ขั้นตอนการเตรียมแป้ง ๑.แบ่งแป้งออกเป็น ๕ ส่วนเท่าๆกันเพื่อเตรียมใช้ในการทำบัวลอยเบญจรงค์ ๒.นำเผือก และฟักทองไปต้มจนสุกจากนั้นนำส่วนผสมทั้งสองไปแยกทำ แป้งบัวลอย โดยใช้น้ำอุ่นค่อยๆผสมกับแป้ง นวดจนเนื้อแป้งงวด แล้วนำเนื้อ เผือกกับฟักทองลงผสมนวดจนเนื้อแป้งละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน(สังเกต จากเวลานวดแล้วแป้งไม่ติดมือ) จากนั้นปั้นเป็นก้อนกลมแล้วพักไว้ ๓.นำเนื้อมะละกอไปปั่น โดยผสมน้ำเล็กน้อย จากนั้นใช้ ผ้าขาวบางกรองเอาแต่น้ำแล้วจึงนำไปผสมกับแป้งโดยค่อยๆ เติมน้ำมะละกอทีละนิด นวดคลึงจนแป้งเป็นเนื้อเดียวกันปั้น เป็นก้อนกลมพักไว้ ๔.นำใบเตยไปหั่นเป็นชิ้นเล็กๆแล้วนำไปปั่น โดยผสมน้ำเล็กน้อยใช้ผ้าขาวบางกรองเอาแต่น้ำ ค่อยๆนำไปผสมกับแป้งทีละน้อย นวดจนแป้งเป็นเนื้อเดียวกัน นำไปปั้นเป็นก้อนกลม แล้วนำไปพักไว้

ขั้นตอนการทำบัวลอยเบญจรงค์ ๑.ต้มน้ำเชื่อมให้เดือด( น้ำ ๑ ส่วน:น้ำตาลทราย ๒ ส่วน) จากนั้นนำ แป้งบัวลอยที่เตรียมไว้ลงต้มขณะน้ำกำลังเดือดจนสุก(ขั้นตอนนี้ถ้า แป้งลอยขึ้นมาถือว่าใช้ได้)จากนั้นให้ตักแป้งสีต่างๆพักไว้ในถ้วย ๒.เติมนมสดที่เตรียมไว้ใส่บัวลอยเบญจรงค์ตามใจชอบ คุณค่าทางอาหาร นมสดให้โปรตีน วิตามินต่างๆ แคลเซียม คอเลสเตอรอลและไขมันที่ต่ำกว่ากะทิ สีเหลืองจากฟักทอง ให้วิตามินเอ วิตามินซี เบต้าแคโรทีนบำรุงสายตาและ ช่วยในการขับถ่าย สีม่วงจากเผือก มีธาตุเหล็กสูง มีฤทธิ์เป็นกลางช่วยย่อยอาหาร สีส้มจากมะละกอ ให้วิตามินเอ วิตามินซี มีเบต้าแคโรทีน และสารต้านอนุมูลอิสระ สีเขียวจากใบเตย นอกจากให้ความหอมแล้ว ใบเตยยังช่วยแก้กระหาย ร้อนใน และบำรุงหัวใจ สีขาวจากมันแกว วิตามินต่างๆ และให้พลังงานในขณะที่ปริมาณน้ำตาลต่ำ ทีเด็ด หากชอบแบบดั้งเดิมให้อุ่นนมสด รับประทานเป็นแบบร้อน หากชอบรับประทานแบบเย็นให้เติมนมสดเย็น และสามารถใช้นมพร่องมันเนย ไขมันต่ำหรือนมถั่วเหลือง เพื่อคุมน้ำหนักแทนได้ สีจากส่วนผสมต่างๆสามารถดัดแปลงได้ เช่น ใช้สีม่วงจากดอกอัญชันแทน สีม่วงจากเผือก สำหรับผู้ที่แพ้เผือก สีส้มจากแครอท เป็นต้น ลองเปลี่ยนรสชาติ โดยใช้ผลไม้อื่นแทนมันแกว เช่น แอ๊ปเปิ้ล แห้ว ฯลฯ เคล็ดลับ เวลาปั้นเม็ดบัวลอยอย่าให้ใหญ่จนเกินไปจะทำให้สุกช้า และเม็ดบัวลอยเละได้ เมนูง่ายๆจาก”แม่บัวคลี่”ที่ขณะทำบัวลอยเบญจรงค์ทำให้นึกถึงเวลาที่จะทำอะไรสัก อย่างก็ย่อมต้องใส่ใจ ใช้เวลา ยิ่งตอนต้มบัวลอยด้วยแล้วยิ่งทำให้ นึกถึงดอกบัวที่กำลังจะพ้นน้ำ เหมือนเม็ดบัวลอยที่กำลังจะสุก คิดไปคิดมา ธรรมะก็ซ่อนอยู่รอบตัวเรานี่เอง เรื่องโดย ปทุมา เชยชัยภูมิ (บัวคลี่)

Bualoy Magazine


Empower

รองเท้าสึก + โยงใย +

อร่อยเชียวแหละ + ต้องตา + ชั้น..หนังสือ + โยงใย

Nang Loeng Trip “ ร้อยเด

ียวเที่ยวนาง

รองเท้าสึกเป็นอาการที่เกิดขึ้นจากการเดินทางท่องเที่ยวด้วยเท้า ของบุคคลที่ขาดทุนทรัพย์ แต่มีการคันตามนิ้วมือนิ้วเท้าอยากเที่ยว เราจึงหาวิธีสนองตัณหาให้กับนักเดินทางยาจก ด้วยวิธี “เงินร้อยเดียวเที่ยวอย่างไรในกรุงเทพ” สวัสดีคร้าบบบบบบบบบบ......ทุกท่านไม่ว่าจะเป็นลุงป้าน้าอาลูกเด็กเล็กแดง วันนี้หนอนจะพาไปเที่ยวในกรุงเทพด้วยเงินเพียง ๑๐๐ บาท ทริปนี้จะไปเที่ยวกับแถว นางเลิ้งหรืออีเลิ้ง ที่เรียกมาจากชื่อของตุ่มชาวมอญที่เคยขายมากมายแถวนี้มาก่อน

เลิ้ง ”

เริ่มต้นที่ อนุเสาวรีย์ ฝั่งโรงพยาบาลราชวิถี กระโดดขึ้นรถเมล์สาย ๘ นั่งมาถึงถนนหลานหลวง ตรงข้ามโรงแรมรอยัล ปรินเซส จะเจอกับพิพิธภัณฑ์วังวรดิศ และหอสมุดดำรงราชานุภาพ

พิพิธภัณฑ์วังวรดิศ และหอสมุดดำรงราชานุภาพ ภายในบริเวณวังวรดิศเป็นวังเก่าแก่ของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ถือได้ว่าท่านเป็นพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย บรรยากาศภายในร่มรื่นสุดสุด แถมพิพิธภัณฑ์ได้เก็บรักษาอนุรักษ์ให้คงสภาพเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ชนิดลำบากแม่บ้านเวลาทำความสะอาดเช็ดไหเช็ดโอ่ง มาพูดถึงหอสมุดดำรงราชานุภาพมีการแบ่งภายใน เป็น ๓ ชั้น คือ ชั้นไม่รู้ ชั้นขอโทษ และชั้นขออภัย ล้อเล่น!! จริงแล้วคือ โซนหนังสือส่วนพระองค์เน้นไปทาง ด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี ขอบอกว่าหนังสือเก่ามาก จับแล้วแทบละลายในมือ โซนที่สองคือสิ่งของ เครื่องใช้ส่วนพระองค์ และสุดท้ายห้องแสดงพระบรมฉายาลักษณ์ ค่าเข้าชมขอบอกว่าฟรี (แต่ต้องติดต่อขอเข้าชมล่วงหน้า) ติดต่อสอบถามได้ที่ วังวรดิศ ๑๘๒ ถ.หลานหลวง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร เวลา ๐๘.๓๐-๑๖.๓๐ น. หากสนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ ๐ ๒๒๘๒ ๙๑๑๐, ๐ ๒๒๘๑ ๗๕๗๗ หรือ www.princedamronglib.org การเดินทางมีรถประจำทาง ขสมก. สาย ๒, ๕๙, ๖๐, ๗๙, ๕๐๓, ๕๐๙, ๕๑๑, ๕๑

Bualoy Magazine


Empower

Tough Toes + S o Yummy +

อยู่ที่นี้จนเกือบเที่ยง ท้องไส้เริ่มหิวเลยเดินเข้าไปในโรงแรมรอยัล ปรินเซส หวังว่าจะหาอะไรกินใน ห้องน้ำโรงแรม เฮ้ย!! ไม่ใช่ ให้เดินผ่านโรงแรมออกด้านหลัง ถนนศุภมิตร มีร้านข้าวมันไก่ “หลำไห” เอะหรือ“ไหหลำ”นะ อร่อยเด็ดอย่าบอกใคร ส่วนค่าน้ำไม่เสีย เพราะว่าซื้อน้ำเปล่าไว้ก่อนออกเดินทางแล้ว ของคาวเข้าปากของหวานต้องตามมา ไอ้หนอนอย่างเราเลยคลานเข้าไปที่ตลาดนางเลิ้งไปหาอะไรหวานๆ มาหยอดปากซักหน่อย แต่มีเยอะแยะมากมายไม่ว่าจะเป็นสาคูไส้หมู และข้าวเกรียบปากหม้อ ขนมโบราณต่างๆ แต่ที่แปลกตาสุดคือ “ข้าวแขกเสวย” งงละซิว่ามันคืออะไร มันหน้าตาเหมือนข้าวทั่วไปแต่มีสีเหลือง มีหอมเจียวโรยหน้า เลือกกันเอาเองว่าจะกินอะไร มีงบประม���ณให้ท่าน ๓๐ บาท ขาดได้แต่ห้ามเกิน เดี๋ยวไม่มีตังกลับบ้าน (ให้มาก่อนบ่าย ๒ โมงนะไม่งั้นตลาดวาย)

ค่าเสียหายทั้งหมด ค่าน้ำเปล่า 7 บาท ค่ารถเมล์ขาไป 8 บาท ค่าข้าวมันไก่ 30 บาท ค่าขนม 30 บาท ค่าน้ำอัดลม 12 บาท แล้วรถเมล์ขากลับ 12 บาท รวมทั้งสิ้น 99 บาท

In Scene + iBook + Chef Trio + Widen Web

ตลาดนางเลิ้ง เดิมเรียกว่า บ้านสนามควาย ก่อนจะเรียกว่า อีเลิ้ง ตามชื่อตุ่มชนิดหนึ่งของชาวมอญ จนมาเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น นางเลิ้ง ในยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม นัยว่าเพื่อความสุภาพตามธรรมเนียมนิยม ในยุคเชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัยตลาดนางเลิ้ง เป็นตลาดบกแห่งแรกของประเทศไทย ในสมัยก่อนชาวบางกอกนิยมเดินทางเฉพาะน้ำ จึงยังไม่มีตลาดบกตั้งเป็นหลักแหล่ง เพราะชาวบ้านนิยมพายเรือนำของสวนมาขายตามสองฝั่งคลอง ที่นี่เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อในสมัยรัชกาลที่ ๕ ปี พ.ศ. ๒๔๔๒ และเมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ตลาดนางเลิ้งจะมีอายุ ๑๑๐ ปีพอดี

หลังจากอิ่มหมีพลีกายเรียบร้อย หนังตาเริ่มหนักเราต้องหาที่สงบเพื่อพักผ่อนไม่มีที่แห่งใดเหมาะเท่ากับวัดอีกแล้ว และวัดที่สวยและใกล้ที่สุดคือ วัดโสมนัสวิหาร ที่ขี้นชื่อเสียงเรียงนามมาตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๓๙๖ บรรยากาศเงียบ สงบสวยงาม ที่โดดเด่นกว่าที่อื่น เห็นๆคือ พระเจดีย์ที่มี ๒ แบบคือ พระเจดีย์แบบลังกาวงศ์ ซึ่งมีพระบรมสารีริกธาตุ บรรจุอยู่ภายใน สีทองอร่าม เด่นอยู่ใจกลางวัด และพระเจดีย์แบบขมฟาง หรือเรียกว่าเจดีย์มอญ ขอบอกว่ามีเพียง ๒ องค์ที่ในประเทศไทยเท่านั้น ทั้งนี้ในวัดยังมีประติมากรรมต่างๆเช่น พระวิหาร ตุ๊กตาศิลา พระอุโบสถ หอระฆังและหอกลอง เป็นต้น แต่ที่น่าแปลกคือวัดชื่อโสมนัสวิหาร แต่ไม่เห็นมีโสมซักต้น น่าแปลกมั้ยละ ก่อนกลับแวะซื้อน้ำอัดลมซักถุง เดินเลียบคลองผ่านทำเนียบมาขึ้นรถเมล์ป้ายตรงข้ามทำเนียบสาย ๕๐๙ กลับมาที่อนุเสาวรีย์ จบแบบเศร้าๆเพราะว่าหวังลึกลึก ว่าจะได้พบเจอนายก แต่กลับเจอเพียงหน่วยรักษา ความปลอดภัยที่นั่งหลับอยู่ เศร้า(ใจ)จริง...

เรื่องโดย สุทธิพงศ์ ฟุ้งมงคลเสถียร (กอล์ฟ) ภาพประกอบ ชลิตา ประเสริฐวงศ์ (จินนี่)

Bualoy Magazine


Empower

ทำมะ ทำโม(ดิฟายด์) + โยงใย

“ความรักที่มีให้ลูกไม่มีวันหมด จะมีต่อ ต่อ ต่อ ไปตราบนาน เท่าที่แม่มีชีวิตอยู่”

ถึงแม่ที่รักในสยาม

“ ผมรักแม่ครับ ”

“ แค่เป็นเด็กดีก็พอแล้ว รักนะจุ๊บๆ”

“๑๖ ปีที่ผ่านมา แม่ได้ดูแล เป็นอย่างดีและเวลามีปัญหาอะไร แม่จะเป็นกุญแจไขปัญหาให้เสมอ อยากบอกว่ารักแม่มาก”

“ ให้ลูกอารมณ์เย็น มีสติ รักแม่มากๆ นะจ๊ะ ”

“อยากให้ลูกเรียนหนังสือเก่งๆ เหมือนที่เคยเป็นทุกวันนี้ และเป็นเด็กดีของพ่อแม่ด้วย”

+ สามแม่ครัว + ต้องตา + ชั้น..หนังสือ

รู้ไหมว่าในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เกิดปราก ซึ่งไม่ใช่ความรักธรรมดา แต่เป ยิ่งใหญ่กว่า และบริสุทธิ์ก นั่นคือความรักระหว่างแม่กับลูกท ไม่ว่าจะเป็นการเดินจับมือกัน ป แม้แต่การที่แม่ถือของให้ลูก หร ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่พวกเราทีมงานบัวลอย ภูมิใจนำเสนอให เพราะเราจะได้เห็น ฮิพฮอพกางเกงหลุดตูดเดินกางร่มให้แ ส่วนอีกมือนึงก็เอามาช่วยแม่ถือถุงช็อปปิ้ง่ สิ่งที่ทางท ที่เหนือชั้นล้ำโลก โฉดกระชากมากสักแค่ไหน แต่กลับกลายเป็นความผูกพันที่สอด และทีมงานบัวลอยของเราก็เชื่อเหลือเกินว่า ไม่มีร แด่มารดาผู้ให้กำเนิด

คอลัมน์ ทำมะ

เรื่องโดย จักรพงษ์ ปานสุวรรณ (ซุเปอร

Bualoy Magazine


Empower

Dhamodify + S o Yummy + In Scene + iBook + On tune + Widen Web

เหนือก

ว่าแฟชั่น

- เครื่อง ปรุงแต่ง ่าแท้แห่ง ใดๆ จิตใจท ี่ดีงาม กฏการณ์ความรักปกคลุมทั่วทั้งบริเวณสยาม ป็นความรักที่ทรงพลังงานกว่า “อยากให้ลูกเป็นเด็กดี ของพ่อและแม่ กว่าความรักใดๆทั้งปวง เป็นเด็กดีตลอดไปนะลูกรัก” ที่แสดงออกจากใจ ผ่านภาษากาย ป้อนขนมให้กันและกัน กอดกัน รือจะเป็นการที่ลูกถือของให้แม่ ห้เป็นแฟชั่นแห่ง การกำเนิดนิตยสารบัวลอย ฉบับปฐมฤกษ์นี้ แม่ เด็กเดฟมานั่งป้อนขนมแม่ หรือสาวน้อยที่มือนึงกดบีบี ทีมงานอยากนำเสนอคงไม่ใช่แค่แฟชั่นการแต่งกาย ทว่าสิ่งที่เราได้เห็นมากกว่ากลับไม่ใช่แค่แฟชั่น ดประสานสร้างสายใยอันแสนงดงาม “ เนื่องในโอกาสวันแม่ รักใดจะบริสุทธิ์เท่ากับรักคนเป็นพ่อเป็นแม่อีกแล้ว หนูอยากบอกแม่ว่า หนูรักแม่มากนะคะ ดเราทุกคนในโลกใบนี้ ขอให้แม่สุขภาพแข็งแรง คือคุณค

อยู่กับหนูไปนานๆ ”

รักแม่จ๊ะ

“ความซื่อสัตย์ การมีคุณธรรม ในจิตใจ รักตนเองในทางที่ถูกต้อง พร้อมที่จะแบ่งปันความรักเมตตา ให้ผู้อื่น คือสิ่งที่แม่อยากให้เป็น “ภูมิคุ้มกัน” สำหรับลูกตลอดไป”

“รักแม่มากที่สุด จะขยันเพื่อแม่ ไม่ขี้เกียจอีกแล้ว”

“รักลูกมากที่สุด หัวใจเราเป็นหนึ่งเดียวตลอดไป”

“I love my mommy” “ ผมรักแม่ ”

“จะตั้งใจใส่ใจและมีสติมากกว่า เดิมในทุกๆวันผมอาจจะพูดน้อย แต่ผมก็รักแม่เสมอ อย่าเครียด อย่ากังวลมาก มันไม่ดีต่อสุขภาพ มีอะไรก็บอกกันนะครับยินดีจะช่วย รักครับ”

ทำโม (ดิฟายด์)

ร์)

Bualoy Magazine


เมื่อเรื่องของหมามันยังไม่จบ ? อาคันตุกะ (ชาย) ภิกษุหนุ่ม อาคันตุกะ (ชาย) ภิกษุหนุ่ม อาคันตุกะ (ชาย) ภิกษุหนุ่ม อาคันตุกะ(ชาย) ภิกษุหนุ่ม

: เฉลยได้แล้วครับหลวงพี่คนกับหมาต่างกันยังไง

: ขออธิบายจากประวัติหลวงปูมั่น บูรพาจารย์ใหญ่แห่งวงศ์วิปัสสนาแล้วกัน ในตอนที่ท่านนั่งสมาธิอยู่ที่ถ้ำสาริกาจังหวัดนครนายก และกำลังจิตใจ เบิกบานด้วยปิติในธรรมนั้น มีลิงแม่ลูก ๒ ตัวเข้ามาส่องดูท่าน กลับไป กลับมาหลายครั้ง ท่านพระอาจารย์เลยกำหนดพิจารณาดูว่า ลิงสองแม่ลูก มันทำอะไรรู้ขึ้นมาในใจว่ามันมาดูท่าน ตัวแม่หันไปพูดกับลูกว่า “พระท่านมาจำศีลอยู่ที่นี่” ท่านจึงนึกในใจว่า ลิงมันก็รู้จักศีล แต่รักษาศีล ไม่เป็น องค์ประกอบไม่พร้อมเหมือนมนุษย์ จึงรักษาศีลไม่ได้ ท่านเลยน้อม หลักธรรมนี้เข้ามาหาตัวว่า“เรารักษาศีลรู้จักศีลแล้วหรือ” : อ่าฮะ เหมือนจะเข้าใจ หมายความว่าสัตว์กับมนุษย์ต่างกันตรงเรื่อง ศีลหรือครับ : องค์ประกอบของศีล ๕ ไม่บริบูรณ์ก็ไม่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์หรอกครับ อย่างที่บอกเกิดเป็นมนุษย์มันยากมาก จริงอยู่ที่คนกับหมามีกิจวัตรคล้าย กันตรงกิน ขี้ ปี้ นอน แต่มันต่างกันตรงที่ว่ามนุษย์มีองค์ปัญญาที่จะ ประกอบบารมีที่เหนือกว่าเหล่าสัตว์เหนือกว่าเทวดา ที่จะหลุดพ้นไปจาก การเวียนว่ายตายเกิดเป็นหมา เป็นคนเป็นเทวดาด้วยซ้ำ นั่นคือพระนิพพาน คือยุติภพชาติแห่งการเกิดหมดแล้ว และไอ้ที่จะไปให้ถึงขนาดนั้นได้ ศีล ก็เป็นองค์ประกอบหลักทางหนึ่งทื่จะทำให้ดับทุกข์ดับภพ ดับชาติได้เช่นกัน : เริ่มเข้าเค้าว่ากระผมจะได้เกิดเป็นแค่หมา เพราะไม่เคยถือศีลเลย เอ..อย่างผมนี่ไม่ได้ทำใครเดือดร้อน ใช้ชีวิตไปวันนึง ดูหนังฟังเพลง เที่ยวเล่นไปตามประสา แต่ก็ไม่ได้ทำบาป ไม่ได้ทำบุญอะไรมากมาย มีเค้าว่าจะได้เกิดเป็นเด็กสยามหน้าตาดีเหมือนเดิมไหมครับ : ปัญหานี้มีคนเคยมาถามหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวันอยู่นะ หลวงพี่จำได้ว่า ท่านตอบไปว่า เป็นมนุษย์น่ะเป็นยาก ได้เกิดมาแล้วมีแต่ต้องหมั่นประกอบ ทาน ศีล ภาวนา คนที่หมั่นทำสิ่งนี้อย่างสม่ำเสมอ ผลที่ได้รับย่อมเป็นสุข คือส่งผลให้ได้เกิดในภพภูมิที่ดีที่ทางพระพุทธศ���สนา เรียกว่าสุขคติภูมิ อันได้แก่ มนุษย์ และเทวดา แล้วพวกที่ไม่ทำอะไรเลยเนี่ย มาเสวยบุญเก่า ว่าข้าได้เป็นคนแล้วบุญก็ไม่ทำ วันๆไม่คิดจะทำอะไร ท่านเรียกพวกนี้ว่า พวกขาดทุน จะไม่ขาดทุนได้ยังไงก็บอกไปแล้วว่าจะเกิดเป็นมนุษย์ได้นี่ ต้ององค์ประกอบของศีลของบุญมันส่งกันมาปัญญามันพิจารณาได้แค่นี้ ท่านอุปมาว่าตายปุ๊บมีสิทธิ์เกิดเป็นหมาตามบ้านคนรวยแน่นอน เพราะผล คือไม่ได้สร้างบุญ ศีลก็ไม่รักษา ตายจากก็ต้องมาเป็นสัตว์ เหมือนจะโชคดี ที่มีคนหาข้าวหาเพ็ดดีกรีให้ นอนเป็นหมาตากแอร์ ตากพัดลมไปวันๆ วันนึงเค้าเอ็นดูเค้าก็ลูบหัว วันนึงเค้าโมโหเค้าก็เตะเอา สบายไหมล่ะพี่น้อง ว่าไงจะเอาเพ็ดดีกรี ซักกระป๋องไหมหล่ะพ่อหนุ่มแนวแห่งสยาม Would you like some dog food? : ไม่เอาอ่ะไม่อยากกินเพ็ดดีกรี : เจริญพร

Bualoy Magazine


“สัตว์มันก็รู้จักศีล แต่รักษาศีลไม่เป็น องค์ประกอบไม่พร้อมเหมือนมนุษย์” Animals know morality, but they cannot follow it. Their principles are not perfect like human’s. “มนุษย์มีองค์ปัญญาและสามารถประกอบบารมีให้เหนือกว่าเหล่าสัตว์ เหนือกว่าเทวดา ที่จะทำให้หลุดพ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด นั่นคือ พระนิพพาน” Human has more wisdom and they can do more perfections than animals and deities. These can release them from the Wheel of Life, which is Nirvana. “ได้เกิดมาแล้วมีแต่ต้องหมั่นประกอบ ทาน ศีล ภาวนา คนที่หมั่นทำสิ่งนี้อย่าง สม่ำเสมอ ผลที่ได้รับย่อมเป็นสุข” Since you were born as human, you have to do charity, morality and meditation. Ones who always do these, their consequence will be happiness. แด่ น้องหมาที่รักในวัดทุกตัว เรื่องโดย คุณพรัม มาลาธร ภาพประกอบโดย ภวิกา อิงคสวัสดิ์ (อ้อม)

Bualoy Magazine


Bualoy Open 2010

We are looking for new entries as

“Guest Columnists”

Please send your comment to bualoy.mag@gmail.com

r c S y in t u r c S ม y ร n ร i t ธ ru ารณ์ c S y in รมะพิจ Scr t u r c S ร utiny ธ y ์ n i t ณ u พิจาร y Scr r c S ny ธรรมะ Scrutin i t u r Sc ารณ์ utiny ิจ y scr พ ะ ม ธรร Scrutin y n i t u Scr Scrut i ธรรม ny Scruti ะพิจ ny Sc Scrut ารณ์ ธรร rutiny Sc iny S ม cruti ะพิจารณ rutiny Sc ny Sc rutin ์ ธ ร rutin รมะพ y Scr y Scr ิจารณ utiny ์ Scrut ธรรมะ iny S cr


Contributors

มะ

Naowarat Pongpaiboon National Artist in Literature Sarun Mitreewech Drama Consulting Narin Truadmaka Buddhist Monk Ittipong Kridakorn Na Ayudhya Musician,Paradox Piraporn Pranpanus Vocalist,Fahrenheit Puttiyos Phal a jiwin Indie Artist Machima Tongdejsri Political scientist Weerawut Rujikhajon Banker,Novelist


กาลครั้งหนึ่ง...

เรื่อง วีระวุฒิ รุจิขจร ภาพประกอบโดย ntyd!s

ผมตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ เดือนที่แล้ว ทุกๆอย่างเป็นไปได้ด้วยดี ผมเรียนอยู่ในโรงเรียน โดยปกติ ผมมักจะทำอะไรคิดหน้าคิดหลัง ซึ่งหมายความว่าผม ที่มีชื่อเสียง มีเพื่อนที่ดีพร้อมกับรักแรกในห้องเดียวกัน อีกทั้งมีครอบครัว นำหลักเหตุและผลเข้ามาประกอบด้วย แต่โชคร้าย ที่มันจะเกิดขึ้นเฉพาะ ที่อบอุ่น ถึงจะมีปัญหาอย่างเช่นทะเลาะกับแม่บ้างเหมือนวัยรุ่นทั่วไปก็เถอะ ในช่วงเวลาที่ผมมี”สติ”มากพอ ใช่ “สติ” แต่ก็อีกนั่นแหละ มันทำได้ง่ายๆ ถ้าหากมีวัยรุ่นอายุสิบเจ็ดเท่ากันกับผมคนไหนบอกว่า “ฉันไม่เคยมีปากเสียง เสียเมื่อไรกัน กับแม่เลย เราเข้าใจกัน” หรือ “แม่มักจะชมฉันอยู่เสมอกับสิ่งที่ฉันทำลงไป” พนันกันได้เลย มันไม่ใช่ผมแค่คนเดียวหรอกนะที่ไม่มีความ ผมกล้าพูดตรงนี้เลยนะว่า พ่อแม่ของเขาคงจะมีธุรกิจที่ใหญ่มาก ต้องวิ่งออก สามารถในการที่จะทำอะไรให้ถูกต้องเสมอ ผมยอมรับว่ามันยาก ทำธุระทั้งวัน ทำให้ไม่มีเวลามาถกปัญหากับลูกของตัวเอง หรือไม่ก็ และก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกเช่นกันที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ได้ทำพลาดไปแล้ว พ่อแม่พวกเขาอาจจะรักลูกแบบ ความ-รัก-ทำ-ให้-คน-ตา-บอด ให้กลับมาเป็นอย่างที่มันควรจะเป็น เหตุผลที่ผมยอมรับกับผลลัพธ์ ซึ่งนั่นมักจะทำให้คนอื่นๆต้องเดือดร้อน นั่นน่ะเหรอ เพราะผมไม่ใช่พระเจ้า หรือผู้ที่มีอำนาจล้นฟ้าถึง มาถึงตอนนี้ ผมเข่าทรุด ไม่มีแรงแม้แต่ที่จะเหวี่ยงมีดอีกครั้ง ขนาดนั้นน่ะสิ และก็เชื่อเถอะ ผมก็เป็นแค่มนุษย์ปุถุชนธรรมดาคนหนึ่ง ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลและเสื้อก็เปรอะเลือดและมีรอยขาดมากมายบน เหมือนกัน หากมีอำนาจนั้นอยู่ในมือ เรื่องอะไรที่ผมจะไม่แก้ไขสิ่งแย่ๆ ตักผมมีร่างเด็กหญิงคนหนึ่งที่บาดเจ็บยิ่งกว่า หายใจริบหรี่ แต่เธอ โดยแค่ ดีดนิ้ว”เป๊าะ” หรือ ใช้วาจาคมคายสั่งคนโน้นคนนี้ อย่างที่คนพวก พยายามที่จะพูดอะไรบางอย่างกับผมเป็นครั้งสุดท้าย ดูเหมือนว่าเธอใช้แรง นั้นทำกัน (อย่างน้อยก็ในตอนนี้ หากในอนาคต ผมมีวุฒิภาวะมากพอ ทั้งหมดที่เหลืออยู่เค้นมันออกมา ผมก้มตัวลง เสียงนั้นเบาแทบที่จะไม่ได้ยิน ผมก็อาจจะไม่ทำแบบนั้น แค่”อาจจะ”น่ะนะ แต่นั่นมันก็อีกเรื่องหนึ่ง) หลังจากพูดจบ ร่างนั้นก็ทิ้งตัวลง.......หมดลมหายใจ ภาพเหตุการณ์เก่าๆราวกับรูปถ่ายนับล้านแล่นผ่านเข้าหัวผม พร้อมกับความรู้สึกที่หนักอึ้ง ผมนึกถึงวันนั้น วันที่ทำให้ชีวิตผมต้องเปลี่ยน ไปตลอดกาล แล้วผมก็นั่งอยู่ตรงนั้นจนถึงเช้า

Bualoy Magazine


Lost Mild l ๙๙ ผมถอดเสื้อ อาบน้ำ ผลาญเวลาสองสามชั่วโมงไปกับการเล่นเกม ไม่นานสายตาผมเริ่มล้าและง่วงเต็มที ผมปิดทีวี คลานขึ้นที่นอนขณะที่จะ เอนหัวลงกับหมอนนั้น เสียงโทรศัพท์ข้างเตียงก็ดังขึ้น ผมรับสายอย่างเชื่องช้า “ทิม ฉันมีเรื่องต้องคุยกับนาย” เสียงปลายสายพูดด้วยความร้อนรน ผมรู้ทันทีว่านั่นคือเสียงของโรส “แต่นี่มันจะเที่ยงคืนแล้วนะ ไว้เราค่อยคุยกันที่โรงเรียนได้ไหม” ตาผมแทบจะปิดอยู่แล้ว แต่ก็ต้องยอมรับ ว่าเสียงร้อนรนของจันทร์หอมทำให้ผมสะบัดความง่วงออกไปได้เล็กน้อย “ฉันรอถึงพรุ่งนี้ไม่ได้น่ะ นายออกมาพบฉันที่สวนสาธารณะ B หน่อยได้ไหม ฉันหมายถึง ตอนนี้ เดี๋ยวนี้เลย” เธอเร่งเร้า ผมรู้สึกประหลาดใจ กับน้ำเสียงและคำพูดของเธอ แต่ก็ตอบรับ ไปว่า “โอเคๆ ถ้ามันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรมากนะ เธอต้องเลี้ยงไอศกรีมฉัน หนึ่งอาทิตย์ ” พูดตามตรง ไม่ใช่ว่าเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เคยเกิดขึ้น เธอทำ แบบนี้บ่อยๆตลอดเวลาที่เรารู้จักกันมาประมาณสิบสามปี ผมไม่ค่อยเก่งเรื่อง ตัวเลขหรอกนะ คณิตศาสตร์ก็ไม่ใช่วิชาโปรดของผมเหมือนกัน และเมื่อก่อน เธอก็ไม่เคยโทรเรียกผมในเวลาดึกแบบนี้ แต่น้ำเสียงเธอครั้งนี้ บอกผมให้รู้ว่า มีอะไรที่ไม่ปกติเอามากๆเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ผมวิ่งลงบันได ตรงไปยังประตูบ้าน ขณะที่กำลังจะคว้าเสื้อคลุม เสียงโทรศัพท์ตรงทางเดินก็ดังขึ้น “ฮัลโหล ทิมเหรอ นี่แม่โรสนะจ๊ะ นี่โรสอยู่กับหนูหรือเปล่า” “เอ๊ะ โรสไม่ได้อยู่บ้านหรอกเหรอครับ เธอเพิ่งนัดผมออกไป เจอเมื่อสักครู่นี้เอง” “เปล่าเลยจ๊ะ นี่แม่นั่งรอมานานมากเเล้ว ไปไหนก็ไม่รู้ ดึกขนาดนี้แล้วด้วย เกิดอะไรขึ้นกับโรสหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แม่ไม่สบายใจเลย จะโทรหาตำรวจแล้วเนี่ย” ผมเข้าใจความรู้สึกของผู้ปกครองดี ยิ่งเป็นลูกสาวด้วยแล้ว ไม่แปลกเลยที่แม่โรสจะกระวนกระวายเช่นนี้ “ใจเย็นๆนะครับ นี่ผมกำลัง จะไปเจอโรสเลย เดี๋ยวถ้าผมเจอเธอเมื่อไร จะรีบบอกให้เธอกลับบ้านทันที ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ คุณแม่” “แม่ใจไม่ค่อยดีเลย ถ้าทิมเจอลูกแม่แล้วฝากบอกให้รีบกลับด้วยนะ อะไรยังไงก็รบกวนโทรมาบอกแม่หน่อยนะ” “วางใจได้เลยครับ” ผมวางหูโทรศัพท์สายที่สองของคืนนี้ ตอนนี้ ผมเริ่มรู้สึกกระวนกระวายแทนแม่ของโรส โรสหายไปไหน ไปทำอะไร เกิดอะไรขึ้นกับเธอหรือเปล่า ยิ่งช่วงเวลาแบบนี้ทำให้ผมยิ่งรู้สึกไม่ดี แต่ในเวลานี้ สิ่งที่ผมควรจะทำคือรีบออกไปตามที่ที่เธอนัดให้เร็วที่สุด ผมพุ่งตัวออกจากประตูบ้าน และรีบขี่จักรยา���ออกไปยังจุดนัดหมาย ตอนนั้น ผมไม่ทันคาดคิดเลยว่าบางอย่างกำลังเปลี่ยนไป

ผมมาถึงก่อนเวลานัด แต่ก็ยังไม่มีวี่แววของโรส ผมเดินไปรอบๆ สวนสาธารณะ นั่งลงบนม้านั่งไม้ที่ผมกับโรสมักมานั่งกันประจำ ที่นี่ เราเล่าเรื่องต่างๆด้วยกันเสมอๆ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องสุข ทุกข์ น่าตื่นเต้น ของกันและกัน บรรยากาศสวนสาธารณะตอนกลางคืนเรียกได้ว่าเงียบทีเดียว ไม่มีผู้คนเดินผ่านแม้แต่น้อย ทุกคนคงกำลังวุ่นอยู่กับการเตรียมส่งออกสินค้า ทางเรือให้ทันในช่วงเช้ามืด ผ่านไปได้สิบนาที ผมยังคงนั่งนิ่ง แต่กระวนกระวายยิ่งกว่าเดิม โรสยังคงไม่มา ผนวกกับที่แม่ของโรสบอกไว้ว่าเธอยังไม่ได้กลับบ้านเลย ตั้งแต่ช่วงเย็น แล้วเธอไปไหน เราแยกกันช่วงนั้นพอดี แต่ผมจำได้ว่าเธอจะ กลับบ้านไปสะสางการบ้านของครูแอม ผมลุกจากที่นั่ง เริ่มเดินวนรอบใน สวนสาธารณะอีกครั้ง ไม่นาน เท้าก็ย่ำกลับมาที่เดิม ตอนนั้นเอง ผมสังเกต เห็นอะไรบางอย่างตกอยู่ที่พื้น ผมเดินเข้าไปใกล้และพบว่ามันคือ ไดอารี่เล่มสีเขียว ที่ผมซื้อให้เธอเป็นของขวัญเมื่อปลายปีที่แล้ว กับลอคเกตที่เธอใส่เป็นประจำ ความกลัวแล่นไปทั่วร่างกาย หรือว่าจะมี อันตรายเกิดขึ้นกับเธอ ผมเตรียมตัวออกวิ่งไปยังสถานีตำรวจ ตอนนั้นเอง จู่ๆท้องฟ้าเริ่มหมุนเป็นรูปก้นหอย จากสีทะเลลึก กลายเป็นสีม่วง ลมพัดแรง ต้นไม้เอนไปตามแรงลม บางต้นถึงกับล้ม ฝนตกหนัก แผ่นดินเริ่มไหว ผมล้มลง พยายามยันตัวเองให้ลุกขึ้นยืน แต่แรงสั่นสะเทือนทำให้ผมต้องคลานอย่างทุลักทุเลเข้าสู่เสาไฟเพื่อยึดไว้ เป็นหลัก ผมเกาะแน่น “ช่วยด้วย” ผมร้องเสียงดังแต่ผมก็นึกขึ้นได้ว่าไม่มี ใครอยู่แถวนั้น ผ่านไปไม่ถึง 5 นาที สิ่งรอบกายผมมีสภาพคล้ายซาก ปรักหักพังของโลกโบราณ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่น ม้านั่ง ต้นไม้ รวมไปถึง พื้นดินที่ผมยืนอยู่ ล้วนดูเหมือนกับผ่านสนามรบมาแล้ว ผมพยายามรวบรวม แรงที่มีทั้งหมดวิ่งออกมาจากตรงนั้น ทันทีที่ออกมาจากสวนสาธารณะ ผมหันกลับไปมอง แล้วก็ต้อง แปลกใจกับสิ่งที่ผมเห็น สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ยังคงดำเนินต่อไปและท่าทาง จะทวีคูณความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่สถานที่ภายนอกไม่ได้รับผลกระทบ แม้แต่น้อย เหมือนกับว่าคุณนั่งอยู่บ้านดูสารคดีภัยธรรมชาติในจอสี่เหลี่ยม เหนือสวนสาธารณะไปไม่สูงมากนัก ผมเห็นลำแสงสีฟ้ากับสีแดงสว่างวาบ จำนวนหนึ่งพุ่งตัดผ่านกันไปคนละที่คนละทาง โดยไม่คาดคิด ลำแสงเส้น หนึ่งพุ่งตรงเข้ามากระแทกที่ร่างผม แล้วภาพทุกภาพก็กลายเป็นสีดำ

Bualoy Magazine


กาลครั้งหนึ่ง... หลังจากวันนั้น ผ่านไปอาทิตย์กว่า โรสไม่มาโรงเรียนอีกเลย ผมยอมรับว่าผมเรียนไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไรในระยะหลังๆมานี้ ในหัวผมคิดเรื่อง โน้นเรื่องนี้มากมาย ทั้งเรื่องโรส เหตุการณ์ประหลาดในวันนั้น และยัง พยายามคิดว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ผมจำได้แค่ว่าผมเห็นแสงคล้ายพลุ มากมายวิ่งไปมา จากนั้นทุกอย่างก็มืดสนิท พูดถึงทางบ้านโรสน่ะเหรอ ช่วงแรกๆ แม่ของเธอร้องไห้หนัก ถึงขนาดคุยกับใครไม่ค่อยรู้เรื่อง พ่อของโรสซึ่งเป็นคนควบคุมอารมณ์ได้ดี กว่าบอกว่า บางคืนเธอก็ละเมอออกมาเกี่ยวกับโรส บางครั้งก็ฟูมฟายไปด้วย ผมฟังแล้วหดหู่ใจ คงเป็นเรื่องยากของคนเป็นพ่อเป็นแม่กับการที่ลูกคนหนึ่ง หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แต่ช่วงหลังมานี้ แม่ของโรสมีอาการดีขึ้นมาก ยิ้มบ้าง ทักทายคนที่เดินเจอะเจอพบปะหน้ากันบ้าง แต่ผมก็ยังดูออกว่า เธอยังคงตัดใจกับเรื่องโรสไม่ได้ ส่วนทางตำรวจ หลังจากที่แจ้งความไป ไม่ต้องพูดถึงเรื่องความคืบหน้า จนตอนนี้ก็ยังไม่พบเบาะแสอะไรเลย เสียด้วยซ้ำ เย็นวันนั้น ผมนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างจากห้องนอน ผู้คนยัง คงเดินจับจ่ายใช้สอยกันอย่างขวักไขว่ เสียงผู้คนต่อรองราคา เสียงปล่องควัน จากเรือบรรทุกสินค้าที่เตรียมพร้อมออกเดินทาง ท้องฟ้าสีแสดพร้อมกับ พระอาทิตย์ที่เริ่มตกดิน ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม เพียงแต่ทุกวันนี้ จิตใจ ของผมเริ่มปิดลง คุยกับคนรอบข้างน้อยลง ไม่ค่อยยิ้มแย้ม ไม่ใช่ว่าจะไม่มี ใครสังเกต แม่ของโรสก็เตือนมาว่าอย่าจมปลักมากนัก ให้คิดถึงตัวเองไว้บ้าง ซึ่งมันก็เป็นเรื่องจริงทางทฤษฎี แต่ไม่ง่ายที่จะนำมาปฏิบัติ พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ ฟ้าเริ่มมืดลง ผมเปิดลิ้นชักโต๊ะกะว่า จะหยิบหนังสือที่ซื้อทิ้งไว้นานแล้วมาอ่าน ตอนนั้นเอง สายตาผมเหลือบไป เห็นอะไรบางอย่าง สิ่งที่ผมซื้อให้โรสเป็นของขวัญ ไดอารี่สีเขียวและลอคเกต ที่ตกอยู่ในวันนั้นเอง มือผมเอื้อมไปหยิบไดอารี่ขึ้นมา เริ่มเปิดไปทีละหน้า สายตาผมจับจ้องทุกตัวหนังสือ ผมทราบว่ามันเป็นมารยาทที่ไม่ดี แต่ก็ห้ามไม่ได้ ตอนนี้ผมอยากรู้เหลิอเกินว่าโรสเป็นอย่างไรบ้าง ผมเริ่มไล่เปิดมาจากหน้าหลัง วันสุดท้ายที่บันทึกลงในไดอารี่ คือวันสุดท้ายที่ผมพบกับโรส “วันนี้ก็โดดเรียนอีกแล้ว ช่วงนี้อะไรๆก็ดูเหมือนจะยุ่งยากไปหมด ต้องไปเจอพ่อที่กราสแลนด์อีก เดินทางทุกวันนี่เสียพลังงานเยอะนะ แต่ยังดี ที่ได้ออกไปกินไอศกรีมร้านป๊อปปิ้ง แถมเบิ้ลไปตั้งสอง เพราะอย่างนี้แหละ น้ำหนักเลยขึ้นเอาๆ คงต้องควบคุมการกินของตัวเองซะหน่อยและ ส่วนเรื่องการบ้าน ครูแอมจะสั่งอะไรเยอะแยะก็ไม่รู้ วัยรุ่นก็ต้องการพักผ่อน เหมือนกันนะ เฮ้อ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีเวลาทำอะไรเลย จะว่าไป คำสั่งที่ได้รับ มาก็ยังจัดการไม่เสร็จเลยนี่นา หรือช่วงนี้ดวงไม่ดี ฮ่าๆๆ แต่จะไปคิด อย่างนั้นก็ไม่ดี ดันโดดเรียนบ่อย ไม่บริหารเวลาให้ดีเองก็เลยเป็นอย่างนี้ ... นี่ก็ดึกแล้ว รีบไปสะสางงานให้เสร็จดีกว่า จะได้ไม่ต้องมาลำบากทีหลัง”

Bualoy Magazine

ตัวหนังสือของโรสที่ได้จดบันทึกลงไปนั้น อันที่จริง ก็คล้ายกับ ไดอารี่ของคนทั่วไป ว่ากันตามตรง ผมเองก็ไม่เคยเขียนอะไรพรรค์นี้หรอก เพียงแค่รู้ว่ามันคือการจดบันทึกประจำวันดีดีนี่เอง แต่ผมติดใจอะไรอยู่ บางอย่าง ตรงที่ว่า คำสั่งที่ได้รับมา กับ ไปเจอพ่อที่กราสแลนด์ ทั้งๆที่พ่อ ของโรสก็ไปกลับที่ทำงานนี่นา เรื่องนี้คงต้องเอาไว้ไปสืบหาข้อมูลที่หอสมุด พรุ่งนี้หลังเลิกเรียน ผมจดจุดน่าสงสัยนี้เอาไว้ในสมุด จากนั้นก็เปิดย้อนหน้า ขึ้นไปเรื่อยๆ จนผมพบว่าวันแรกที่โรสเขียนคือวันเดียวกันกับที่ผมให้ไดอารี่ เล่มนี้กับเธอ วันที่ 25 กรกฎาคม “โรส มานั่งทำอะไรตรงนี้น่ะ” “...แหม มาซะเงียบเชียว ไม่ได้ทำอะไรหรอก มานั่งดูวิว คิดนู่นคิดนี่ไปเรื่อยน่ะ”ผมเจอโรสนั่งอยู่ที่ท่าเรือ ข้างหน้าเป็นทะเลไกลสุด ลูกหูลูกตา สุดขอบทะเลสามารถมองเห็นพระอาทิตย์สีทองค่อยๆคล้อยต่ำ ราวกับว่ากำลังจะจมลงไปในน้ำ เวลาเช่นนี้ ผมมักเจอโรสมานั่งเหม่อที่นี่ บ่อยๆ ผมไม่ค่อยกล้าถามเธอนักว่ามีเรื่องอะไรหนักใจ เพราะบางทีกลัวว่า เธอจะหาว่าก้าวก่ายชีวิตส่วนตัว ผมทิ้งตัวนั่งลง “วันนี้วันเกิดเธอนะ ทำไมไม่กลับบ้านล่ะ พ่อแม่เธอคงรอเลี้ยง แล้วเนี่ย” “รู้น่ะ เพียงแต่อยากมานั่งดูพระอาทิตย์ตกดินน่ะ มันสวยดี ทำให้จิตใจสงบ” “อืม ฉันก็ว่าอย่างนั้นแหละ...แต่ว่านะ บรรยากาศสวยๆทั้งที” ผมล้วงมือเข้าไปในกระเป่าสะพายข้าง “ฉันก็เลยมีข���งขวัญสวยๆมาให้ อ่ะ นี่ สุขสันต์วันเกิด” “อุ๊ย ไดอารี่สีเขียวเหรอ น่ารักจัง” เธอเปิดดูข้างใน รอยยิ้มผุด ขึ้นมาเล็กน้อยบนใบหน้า “ขอบคุณมากนะทิม จะได้ใช้ต่อเล่มเก่าพอดีเลย ใกล้หมดแล้วด้วย” “ถ้าเธอชอบ ฉันก็ดีใจ นึกตั้งนานว่าจะให้อะไรเธอดีน่ะ” รอยยิ้มนั่นทำให้ผมยิ้มตาม คำว่า ขอบคุณ ดูเหมือนจะเป็นคำที่มีความรู้สึก บางอย่างอัดอั้นอยู่ในนั้น ทุกครั้งที่ผมได้ยินคำนี้ ผมมักจะมีความสุขไป ตลอดทั้งวัน ไม่ใช่แค่นั้น เหมือนทุกสิ่งรอบตัวที่ผมเห็นอะไรก็เป็นดีไปหมด โรสยังคงใส่ชุดนักเรียนอยู่ สงสัยยังไม่ได้กลับบ้าน คงตรงดิ่งมา ที่นี่เลยหลังจากเลิกเรียน ผมรู้สึกมานานแล้วว่า โรสดูไม่เข้ากับเสื้อสีขาว กระโปรงสีแดงนี่เท่าไร ไม่รู้ทำไม ทั้งๆที่ความจริงแล้วหน้าตาเธอดูอ่อนกว่า อายุมาก แต่อะไรกันล่ะ ที่ทำให้ผมรู้สึกเช่นนั้น บางทีอาจจะเป็นดวงตา จากการสังเกต แววตาของโรสทำให้รู้สึกถึงความมุ่งมั่นบางอย่าง เหมือน แววตาของผู้ใหญ่ที่มักวางแผนชีวิตตัวเองเสมอ แต่มันยิ่งกว่านั้นมาก ต่างจากแววตาของเด็กวัยเดียวกันที่ยังอ่อนต่อหลายๆเรื่องในโลกนี้


Lost Mind l ๑๐๑ “นี่ ถามอะไรหน่อย...” ตอนนั้น ผมกะจะถามเรื่องการวางแผน ในชีวิตของเธอบางทีแววตานั่นอาจจะมาจากนิสัยที่คิดอะไรแล้วต้องทำให้ สำเร็จของเธอก็ได้ บางทีเธออาจมีเป้าหมายบางอย่างที่มีความสำคัญกับ เธออย่างมาก แต่ช่วงที่ผมจะอ้าปากถามนั้นเอง ถ้าผมไม่ได้ตาฝาด ดวงตาโรสกลายเป็นสีส้ม ไม่รู้ว่าเพราะแสงสะท้อนจากพระอาทิตย์หรือเปล่า ไม่นานนักก็เปลี่ยนมาเป็นสีน้ำตาลเช่นเดิม “ฮะ นายว่าอะไรนะ” “อะ อ๋อ มะ ไม่มีอะไรหรอก” “จะไม่มีอะไรได้ไงล่ะ ก็เมื่อตะกี้นายจะถามอะไรฉันไม่ใช่เหรอ” “ฉันลืมไปแล้วน่ะ ว่าจะถามว่าอะไร เดี๋ยวถ้าคิดได้ใหม่ค่อย ถามแล้วกัน” “...นายก็รู้ใช่ไหมว่าฉันชอบเคลียร์อะไรให้มันจบๆไปน่ะ ไม่ชอบให้มันค้างคา ตะกี้มันทำให้ฉันติดใจ อีกอย่าง วันนี้วันเกิดฉันนะ อยากให้ฉันมีเรื่องมานั่งครุ่นคิดอย่างนั้นเหรอ” เธอค้อมหน้าลงมาจ้องตา ผมเขม็ง ผมจ้องเธอกลับ แต่ก็รู้ตัวดีว่าเวลาจะโกหกอะไร สายตาผมมัน บ่งบอกทุกทีเลย โชคดีมีเรือเข้ามาจอดเทียบท่า ผมจึงทำเป็นหันไปมอง แล้วตอบกลับไป “ก็มันลืมไปแล้วนี่ ช่างมันเหอะ ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญขนาดนั้น ซักหน่อย” “รู้ตัวไหม นายกำลังพยายามหลบสายตาฉันอยู่นะ” ผมล่ะเบื่อ กับนิสัยมองคนทะลุปรุโปร่งของเธอจริงๆ “นี่เราเป็นเพื่อนกันมากี่ปีแล้วนะ” “สิบเอ็ดปีได้แล้วมั้ง ทำไมล่ะ” “นั่นน่ะสิ นานแล้วนะ นายก็น่าจะรู้จักนิสัยฉันดีหนิ ปกติมีอะไร ก็ถามกันตรงๆไม่ใช่เหรอ” เธอทำน้ำเสียงตำหนิ “ว่าไง เมื่อกี้นายจะถามอะไร” บางทีผมก็รำคาญการเค้นคำถามจากเธอเหมือนกัน มันเหมือน ผมกำลังถูกสอบสวนอยู่อย่างไรอย่างนั้น “แหม่ เธอนี่ก็ ไม่มีอะไรมากหรอก แค่อยากรู้ว่า เธอวางแผนชีวิตไว้อย่างไรบ้างน่ะ แววตาเธอดูจริงจังตลอด เวลาเลย อาจจะยิ่งกว่าผู้ใหญ่บางคนซะอีก” “นายสังเกตด้วยเหรอ” “อืม ว่าจะถามนานแล้วล่ะ” เราสองคนนั่งยันตัวกับพื้น แหงนหน้ามองนกนางนวลบินเหนือ ทะเลกลับรัง อากาศเริ่มเย็น ลมพัดธงตามเสาบริเวณท่าเรือที่ตั้งขนาบ ทางเดินทั้งสองข้าง ธงสีฟ้าตัดกับขาวมีรูปเรือสำเภาตรงกลางนับได้ว่า เป็นสัญลักษณ์ประจำเมือง มาริน่า เบย์ สะบัดพลิ้ว แสงสว่างสีเหลืองจาก โคมไฟบนทางเดินที่สาดส่องสลับกันไปมานั้นดูสวยงามยิ่งนักในยามโพล้เพล้ ผมมองไปรอบๆตัว เพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์รอบด้าน ผมคิดว่าเธอคงต้อง ใช้เวลาคิดสำหรับคำตอบซักนิด แต่ก็ไม่รู้ว่าเรานั่งเงียบอยู่ตรงนั้นนานเท่าไร

“ว่าไง อยู่ดีดีก็เงียบไปเลย ฉันยังไม่ได้คำตอบเลยนะ” “อืม” เธอขานรับสั้นๆ หยิบก้อนหินจากพื้นขึ้นมา ยืนขึ้นแล้ว โยนไปที่ทะเลผมมองผิวน้ำที่โดนก้อนหินกระทบกระจายออกเป็นวงกว้าง “ช่วงนี้ฉันมีเรื่องให้คิดอยู่สองสามเรื่องน่ะ” “ฉันมีเวลาว่างพออยู่แล้ว”เธอแหงนหน้ามองท้องฟ้า ก้าวไป ข้างหน้าเล็กน้อย “นายเคยรู้สึกไหมว่า ชีวิตนี้นายต้องทำอะไรบางอย่างให้ สำเร็จ ไม่ว่ามันจะยากขนาดไหนก็ตาม” “เคยสิ เยอะแยะไป แต่ฉันไม่บอกเธอหรอกนะ” “เหรอ ถ้ามันจะต้องแลกด้วยศักดิ์ศรีของนายก็ตามล่ะ” “ถ้ามันเป็นเรื่องที่สำคัญจริงๆ และก็ไม่สร้างความเดือดร้อน ให้คนส่วนมากด้วย ฉันก็ยอม คิดว่านะ” “เหรอ หากต้องเสียความเป็นตัวตนของตัวเองไป ไม่ก็ต้องแลก ด้วยชีวิตของนายล่ะ” “เอ่อ ชักไม่แน่ใจแล้วแฮะ แต่ในตอนนี้ ฉันคิดว่าถ้าการเสียสละ บางอย่างทำให้เกิดสิ่งที่ดีกว่าสำหรับส่วนรวม ฉันว่าฉันยอม” “นายเนี่ย ตั้งแต่เป็นเพื่อนกันมา ฉันเพิ่งเคยเห็นความคิดแบบนี้ จากตัวนายเป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ย ขนลุกแฮะ” “ตั้งแต่เป็นเพื่อนกันมา ฉันก็เพิ่งเคยได้รับคำชมจากเธอเป็น ครั้งแรกเลยนะเนีย ขนลุกแฮะ” เราจ้องหน้ากันแล้วระเบิดเสียงหัวเราะ เพียงแต่เสียงหัวเราะของโรสไม่ได้เปี่ยมไปด้วยความสุขกลับมีความกังวล แฝงอยู่ในนั้นด้วย ผมคิดว่าเซ้าซี้ถามเธอต่อคงไม่ดี บางทีคนเราก็ต้องการ พื้นที่ส่วนตัว บางเรื่องอาจนำมาเป็นหัวข้อการสนทนาได้ ส่วนบางเรื่องก็ ไม่ควรก้าวก่ายเข้าไป “ระยะ” ยังเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการอยู่ ไม่เว้นแม้ แต่ตัวผมเอง บทสนทนาในวันนี้นับว่าเป็นความเงียบเสียส่วนใหญ่ เรือที่เข้า มาเทียบท่าเมื่อสักครู่นี้ ส่งเสียงเป็นสัญญาณว่าจะออกจากท่าแล้ว สงสัยคงจะเป็นเรือจากเกาะข้างๆ เพราะเย็นเช่นนี้แล้วคงจะเป็นอันตราย หากเดินเรือไกล ผมรู้ตัวว่าเราสองคนนั่งอยู่ที่นี่มาพักใหญ่ เพราะการลำเลียง สินค้าออกจากเรือครั้งหนึ่งใช้เวลาไม่น้อยทีเดียว ผมนั่งมองเรือส่งสินค้าแล่น ไกลออกจากท่าไป หลังจากเรือลับหายไปจากสายตา ความเงียบก็ถูก ทำลายลง “นี่ ถามอะไรหน่อยสิ” “อะไรเหรอ” “...เอ่อ” “อะไรล่ะ พูดมาสิ” “นายเคยคิดไหมว่า พ่อแม่ที่นายอยู่ด้วย ไม่ใช่พ่อแม่ของนาย” ผมไม่เข้าใจว่าเธอต้องการสื่ออะไร “เอ่อ เมื่อกี้ เธอว่าอะไรนะ” “ฉันถามว่า นายเคยคิดไหมว่า พ่อแม่ที่นายอยู่ด้วย ไม่ใช่พ่อแม่ของนาย”

“...ฉันไม่ค่อยเข้าใจนักหรอกว่าเธอหมายถึงอะไร แต่ฉันก็ยังคุย กับพ่อแม่ดีอยู่ทุกวัน ไม่เห็นจะมีอะไรทำให้ฉันต้องคิดอย่างนั้นเลยนี่” “เฮ้อ นายเนี่ยนะ คือ ฉันต้องการจะพูดว่า นายเคยคิดไหมว่า นายอาจจจะเป็นลูกบุญธรรมน่ะ ลูกที่ถูกเก็บมาเลี้ยง” “ตัวเธอดูร้อนๆนะ” “นี่ฉันซีเรียสนะ ไม่ได้พูดเล่นๆ” น้ำเสียงของโรสขึ้นสูง “เฮ้ ฉันแค่ล้อเล่นเอง ใจเย็นๆ นี่วันเกิดเธอนะ อย่าเอาเรื่อง อะไรที่มันไม่ดีมาคิดสิ วันนี้ควรจะเป็นวันที่มีความสุขที่สุดวันหนึ่งของ เธอในปีนี้ไม่ใช่เหรอไง” “...” เธอลดสายตาลง ท่าทางกระสับกระส่าย “ขะ ขอโทษที ฉันอาจจะคิดมากไปหน่อยอย่างที่นายพูดจริงๆ” น้ำเสียงของเธอดู กระวนกระวาย “อ้อ ใช่ ฉันต้องกลับไปกินข้าวกับที่บ้านน่ะ ไปก่อนนะ นายเองก็รีบกลับล่ะ นี่มันก็เริ่มจะดึกแล้ว เดี๋ยวทางบ้านนายจะเป็นห่วง” สิ้นเสียง เธอก็วิ่งไปตามทางเดินฝั่งตรงข้ามท่าเรือ ผมมองแผ่นหลัง ของเธอค่อยๆลับตาไป

ติดตามทุกความเคลื่อนไห���ของ Lost Mind ได้ในฉบับถัดไป

Bualoy Magazine


โก๋ข้างวัง

เรื่อง ต้าร์ พาราด๊อกซ์ l ภาพประกอบโดย ntyd!s

Unseen Happiness.

Bualoy Magazine


To All Readers l ๑๐๓

ความสุข ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ตามอง “หากการมีดวงตาที่ครบและสมบูรณ์แล้วยังมองไม่เห็นความสุขได้ ก็อาจเป็นเพราะว่าเรายังไม่สามารถสัมผัสมันด้วยใจ” เคยมีคนถามผมว่ากลัวอะไรที่สุดหากต้องพิการผมตอบได้อย่างชัดเจน ว่ากลัว”การตาบอด”มองไม่เห็น เพราะผมเชื่อว่าการรับรู้ทางการมองนั้น จำเป็นอย่างมากสำหรับชีวิตของผม ไม่ว่าจะมองสาวๆมองธรรมชาติรอบตัว ที่สวยงาม ดูทีวี เล่นคอมฯ หรือแม้กระทั่งนั่งมองดูอาหารที่กำลังจะกินแล้ว รู้สึกอร่อยไปก่อนแล้ว ความสุขทั้งหลายล้วนมาจากการรับรู้ทางการมองเห็น ทั้งสิ้น ดังนั้นหากผมต้องสูญเสียประสาทสัมผัสนี้ไปฆ่ากันให้ตายไปเลยซะยัง จะดีกว่า จนเมื่อผมได้เข้าร่วมกิจกรรมของสสสและโครงการดนตรีสร้างสุขมา สักพัก ผมก็ถูกชักชวนให้ลองทำโครงการของตัวเองดูกับเค้าบ้างด้วยบุญเก่า ที่สั่งสมไว้จึงสามารถขอทุนทำโครงการผ่านได้ฉลุย”โครงการดนตรีสร้างฝัน” หรือ Sunshine day จึงถือกำเนิดขึ้นมาได้ กาลครั้งหนึ่งผมได้มีโอกาสไปเล่นดนตรีเปิดหมวกเล็กๆให้กับน้องๆ ตาบอดฟัง ด้วยความประทับใจกับความอบอุ่นที่น้องๆมอบให้ ผมยังจำภาพ ตอนที่น้องๆตามมาส่งคุณสองที่รถ น้องๆเป็นสิบคนเกาะแขนจะพาพวกเรา เดินไปที่รถ ปากก็บอกว่าอย่าลืมกลับมาอีกนะ ตั้งแต่วันนั้นผมก็สัญญากับ ตัวเองว่าสักวันจะต้องกลับมาเล่นดนตรีให้น้องๆฟังอีกครั้งให้ได้ โชคดีที่ สสส. เปิดโอกาสนี้ให้เราได้มีทุนในการทำกิจกรรมมากว่าเดิม โครงการดนตรี สร้างฝันของผมนั้นจุดมุ่งหมายเพื่อให้น้องๆตาบอดได้เกิดแรงบันดาลใจใน การอยากที่จะนำดนตรีไปใช้สร้างความสุขในชีวิตประจำวัน พูดง่ายๆก็คือ อยากเล่นดนตรีนั่นเอง ไม่ว่าจะฮัมเพลงในห้องน้ำอย่างมีความสุข แต่งเพลง เล่นกีต้าร์แก้เครียด อะไรก็ได้ โดยความพิเศษก็คือเราได้นำวงดนตรีที่เค้า เคยได้ยินแต่ในวิทยุเอามาเล่นให้ฟังสดๆ มาร่วมกิจกรรมกัน สัมผัสจับมือกันอย่างใกล้ชิด อยากให้น้องๆ ตื่นเต้นที่ได้เจอนักดนตรีจริงๆ ในขณะที่ก็อยากให้นักดนตรีรู้สึกว่าบทเพลง ของตนเองนั้นมีความหมายกับ คนๆหนึ่งเหมือนกัน สรุปก็คืออยากให้เกิดบรรยากาศของความสุขในการให้ และรับร่วมกัน ทุกคนต้องกลับไปอย่างมีความรู้สึกที่ดีโดยใช้ดนตรีเป็นสะพา นเชื่อมถึงกันเราไปจัดกิจกรรมทั้งหมด 5 ครั้ง ในโรงเรียนสอนคนตาบอดทั่ว กรุงเทพฯ ด้วยความร่วมมือที่แสนดีของมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยใน พระบรมราชินูปถัมภ์เรามีโอกาสได้เข้าไปจัดกิจกรรมมาแล้ว 3 ครั้ง ครั้งแรกและครั้งที่สองเราไปจัดที่ศูนย์ฝึกอาชีพหญิงตาบอดสามพราน

โดยมีวงดนตรีจากค่าย Spicydisc คือวงกาเนชา และวงสาวๆ Venus Butterfly และน้องทรายแห่งวงฟาเรนไฮต์ กิจกรรมทั้งหมดผ่านไปด้วยดี ไม่ว่าจะเลี้ยงอาหารกลางวัน เล่นเกมส์ร่วมกัน สอนร้องเพลงง่ายๆโดยครูบอม แห่งวงกาเนชา จนมาถึงการแสดงคอนเสิร์ตจากทั้ง 3 วง ซึ่งน้องๆสาวๆที่นั่น ให้การตอบรับเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการปรบมือ กรี๊ดเชียร์นักดนตรี ทุกอย่าง เป็นไปด้วยความสนุกและประทับใจ จนมาถึงช่วงสุดท้ายหลังจากที่เราได้มอบ ของที่ระลึกคือกีต้าร์โปร่ง เสื้อยืด ซีดีเพลง ฯลฯ น้องๆตาบอดก็ได้ลุกขึ้นยืน ขอบคุณเราด้วยเพลง “ดาว” เพลงประจำที่พวกเขาแต่งขึ้นเองให้พวกเราฟัง เพลงของน้องๆที่ร้องในวันนั้นช่างไพเราะและสามารถเรียกน้ำตาจากเราได้ วันนั้นปิดท้ายด้วยการเลี้ยงไอศกรีมและจับมือทักทายน้องๆร่ำลากันด้วยความ ประทับใจ ส่วนครั้งที่ 3 นั้นเรามาจัดกันที่ศูนย์พัฒนาสมรรถภาพคนตาบอด ซึ่งที่นี่ต่างจากที่แรก คราวนี้เป็นน้องๆผู้ชายล้วน เราจึงชักชวนเพื่อนๆวงดนตรี สนุกสนานขึ้นหน่อย คือพี่ตุลย์และพี่ปั๊มจากวงอพาร์ทเม้นต์คุณป้า กับวงแสงระวี ที่เป็นแนวสกาสนุกๆ และก็ตัวผมเองตัวแทนจากวง Paradox กิจกรรมทุกอย่าง เหมือนเดิมแต่บรรยากาศที่นี่จะทันสมัยและหรูหรากว่า วันนั้นฝนตกพอดี เราเลยย้ายไปจัดกันในโรงยิมซึ่งดูดีมาก น้องๆที่นี่ตอนแรกดูเงียบๆแต่พอเริ่ม กิจกรรมก็เริ่มให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทุกคนมีระเบียบแสดงให้เห็นวินัยและ ความสามารถของผู้ดูแลที่นี่ได้เป็นอย่างดี น้องๆสนุกไปกับทุกกิจกรรมจนเมื่อ ถึงช่วงเริ่มแสดงดนตรีบรรยากาศแห่งความมันก็ระเบิดขึ้นอย่างสนุกสนาน น้องๆลุกขึ้นเต้นและร้องเพลงได้ นักดนตรีก็พลอยสนุกไปด้วย การแสดงช่วงนี้ จึงเต็มไปด้วยความประทับใจปิดท้ายด้วยการมอบของที่ระลึกและถ่ายรูปร่วมกัน นักดนตรีทุกคนกลับบ้านไปด้วยรอยยิ้มและความภูมิใจ

โครงการดนตรีสร้างฝันของผมผ่านไปด้วยดีมากๆส่วนตัวแล้วผมคิดว่า ผมได้ทำเสร็จไปขั้นหนึ่งแล้วในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับน้องๆตาบอด ได้รู้สึกสนุกไปกับเสียงเพลงแต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้ชัดเจนมากๆหลังจากได้ ร่วมกิจกรรมกับคนตาบอดแล้วผมค้นพบว่าคนตาบอดมีรอยยิ้มใสบริสุทธิ์ พูดจาสุภาพจริงใจ และเป็นบุคคลที่น่ารักไม่มีพิษภัย และที่สำคัญ เค้า ไม่ได้รู้สึกทุกข์ใจกับการที่ต้องตาบอด ทำให้ผมเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า ความบริสุทธิ์นั้นมันอาจโดนทำลายด้วยการมองเห็นรึเปล่านะ? เพราะคนเรายิ่งได้รู้และมองเห็นโลกในมุมลึกมากขึ้นเท่าใด ใจกลับยิ่ง ขุ่นมัวมากขึ้นเท่านั้น หรือว่าบางที...หากการมีดวงตาที่ครบสมบูรณ์แล้วยังไม่ สามารถมอง เห็นความสุขได้ก็อาจเป็นเพราะว่าเราอาจยังไม่สามารถสัมผัสมันด้วยใจ ผมหวังว่าสักวันขอแค่เรามองโลกได้อย่างที่คนตาบอด รู้สึกบ้างสัก เสี้ยวหนึ่ง... ... ชีวิตเราคงมีความสุขกว่านี้แน่นอน

Ittipong Kridakorn Na Ayudhya Musician,Contributors Column: To All Readers (โก๋หลังวัง)

“ดีใจที่ได้ส่งและมอบแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ”

Bualoy Magazine


ดี-ทราย

เรื่อง ทราย ฟาเรนไฮต์ ภาพประกอบ ntyd!s

การเกิดของความสุข “เมื่อสิ่งนั้นมี-สิ่งนี้ย่อมมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้-สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น” “เมื่อสิ่งนั้นมี-สิ่งนี้ย่อมมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้-สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น” ฉันใด... การเกิดขึ้นของนิตยสาร”บัวลอย”นี้ทำให้เกิดการเริ่มต้นในฐานะนักเขียนมือสมัครเล่น ของ ทราย-ฟาเรนไฮต์ ฉันนั้น...นี่คือครั้งแรกของทรายในฐานะนักเขียน ขอขอบคุณ นิตยสารบัวลอย พี่ต้าParadox รวมถึงทุกคนทุกฝ่ายที่ทำให้ทรายได้รับโอกาสนี้ พูดถึงการเกิด ในความคิดทราย การเกิดของทุกสรรพสิ่งมีที่มาและน่าสนใจ ทุกสิ่งล้วนมีเหตุการณ์เกิดเสมอ ความสุขก็เช่นกันต้นเหตุแห่งความสุขนั้น..มีหลากหลาย และไม่ได้ยากเย็นอย่างที่คิดเกิดขึ้นได้รอบตัวและไม่ไกลเกินเอื้อมไม่ซับซ้อน ไม่เยอะเรื่อง บางคนบอกว่าความสุขเป็นสิ่งที่หาได้ยาก แต่ทรายว่ามันก็ไม่ใช่เลย ซะทีเดียว..แม้ความสุขเป็นนามธรรมแต่ก็สามารถสัมผัสได้ รู้สึกถึง”ความอิ่มอุ่น” ทุกครั้งที่ได้คิดถึง ทรายมองว่าความสุขสามารถแบ่งประเภทแบบง่ายๆได้ ๒ แบบ คือความสุขภายนอก และความสุขภายใน ความสุขภายนอก เป็นความสุขสบาย-สมบูรณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเราซึ่งเป็นเรื่อง ภายนอกรอบๆตัว ทั้งที่เกิดกับประสาทสัมผัสทั้ง๕ คือ ตา:ได้เห็นสิ่งสวยงามถูกใจ/หู: ได้ฟังเสีย���ไพเราะเสนาะหู/ จมูก:ได้สูดกลิ่นหอมรัญจวนใน- ลิ้น:ได้ลิ้มรสของอร่อย ถูกปาก จะเปรี้ยวหวานเค็มเผ็ดก็ตาม/ ผิวกาย:ได้สัมผัสสิ่งที่ละเอียดนุ่มนวล ร้อนหนาวเย็นอุ่น ความสุขภายนอกนั้น ยังรวมถึงรูปร่างหน้าตาที่สวยงามโดดเด่น น่ามอง, ครอบครัวที่สมบูรณ์มีความสุข, ยศตำแหน่งที่มีหน้ามีตา, หน้าที่การงาน ในระดับสูงและมั่นคง, มีเพื่อนดี-ลูกนองบริวารช่วยเหลือ, ศัตรูไม่มี, โรคภัยไม่รุมเร้า และการมีคู่ครองที่ดี...ความสุขภายนอกนี้ใครก็ตามที่มีครบองค์ประกอบตามที่ได้ กล่าวมา นับว่าโชคดีมาก แสดงว่าทำบุญมาดี...

ส่วนความสุขภายในนั้น เป็นความรู้สึกดีทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นกับสิ่งที่เรียกว่า”ใจ” ใจหรือจิตใจคือตัวแปรสำคัญ...ดังคำที่ว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” ถ้าใจเรามีความ สุขร่างกายเราก็จะสดชื่นแจ่มใส สุขไปด้วย อันนี้เรื่องจริง คอนเฟิร์ม!! “อาการสุขใจ” เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ บ้างก็เกิดจากความสุขภายนอกที่สมบูรณ์...เช่น เรามีเงินมาก รูปหล่อ พ่อรวย แฟนสวย ฉลาด หุ่นดีเซ็กซี่ผอมเพรียว อยากได้อะไรก็ได้ อยากกินอะไรก็กิน ตามใจตัวเองทุกอย่างอาการสุขใจแบบนี้ เป็นความสุขที่อยู่กับเราได้ ไม่นาน สุขแบบชั่วครู่ชั่วคราว มาไวไปไว ไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เป็นความสุขที่ต้องพึ่งพาสิ่งภายนอกตลอด ลองคิดดูว่า...วันนึงเราเงินหมด จนอย่างหาที่เปรียบมิได้ หุ่นอ้วนเผละเป็นช้างน้ำ ความเซ็กซี่ไม่มีอีกแล้ว หน้าตาอย่างเยินสิวกระเต็มหน้า เจออุบัติเหตุซวยซ้ำซวยซ้อนเข้าโรงพยาบาล เป็นว่าเล่น แฟนทิ้งอย่างไร้สาเหตุหรือกิ๊กเป็นเหตุแค่ลองยกตัวอย่างเหตุการณ์ พวกนี้ ถ้ามันเกิดขึ้นกับเรา เราจะยังสุขใจอยู่อีกไหม?? มันขำไม่ออกเลยนะ... เพราะจิตใจเรายังยึดถือ-ยังพึ่งพาความสุขภายนอกเหล่านี้อยู่อย่างเหนียวแน่นอยู่ เราจึงทุกข์ไปตลอดชาติ..คิดว่าชัวร์ คิดว่าใช่ คิดว่ามันต้องอยู่กับเราแบบนี้ ตลอดไป คิดผิด!!! อ่านมาถึงตรงนี้ ก็ทำให้ได้รู้ว่า...ไม่ต้องไปอะไรกับความสุขภายนอกมาก มันเป็นแค่องค์ประกอบ ไม่ใช่แก่นที่สำคัญ บางทีแม้ว่าเราจะมีเงินมาก เป็นร้อยล้านแต่ก็หาความสุขไม่ได้ หรือจะหล่อสวยรวยเสน่ห์ แต่ไม่เคยมีรอยยิ้ม ที่ยิ้มอย่างสุดหัวใจบนใบหน้า หรือเด็กฉลาดเรียนเก่ง บางคนที่ไม่เคยได้พบกับความสุข และมีเหตุให้ต้องฆ่าตัวตาย...ดังนั้น...แม้ภายนอกเราพร้อมและสมบูรณ์ แต่ภายใน ก็ใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป จริงหรือไม่...ลองถามตัวเองดู

ความสุขภายในที่เป็นความสุขจริงๆ เชื่อไหมว่า มันเกิดขึ้นอย่างแสนง่าย บางครั้ง ไม่ต้องพึ่งพา”ของนอกกาย” เกิดขึ้นได้จาก”ใจ”ที่”จริงใจ”ของเราเอง สุขที่เกิดจาก การเสียสละ-การให้ เช่น ให้ทรัพย์สินเงินทอง, ช่วยเหลือด้านแรงกาย, ให้ความรู้, ให้อภัย(เป็นการให้ที่ได้บุญเยอะที่สุดแล้ว) สุขที่เกิดจากการไม่คิดร้ายผู้อื่น เช่น ไม่ริษยาอาฆาตแค้น นิสัยประมาณว่าเห็นคนอื่นดีกว่า เด่นกว่าไม่ได้ต้องอิจฉาเค้า อันนี้ควรเลิก แล้วเปลี่ยนเป็นยินดีในความสุขของคนอื่น เมตตากรุณาให้มาก พอใจในสิ่งที่มี-ที่เป็น หรือจะเป็นความสุขที่เกิดจากการวางเฉย อย่างเฉยจากสิ่งที่ทำให้ เราโมโหไม่พอใจ เฉยๆ ชิลๆ ไม่ต้องไปใส่ใจ อาการ”หูทวนลม” หากใช่ร่วมกับ ความวางเฉยแบบนี้ จะถือว่าถูกที่ถูกเวลาและมีประโยชน์มาก ต้องค่อยๆ หัดทำกันไป... ความสุขที่เกิดจากการมองโลกแบบทางสายกลาง ประมาณว่าไม่มาก ไม่น้อยไป กำลังดีในทุกๆเรื่อง อารมณ์ประมาณว่าพอเพียง-พอใจ-พอแล้ว ถ้าได้เกิดขึ้นกับใคร รับรองว่าสุขใจอย่างบอกไม่ถูก ... และอีกหนึ่งความสุขที่อัพเกรดขึ้นไปอีกขั้น คือการ ทำใจให้นิ่ง-ให้สงบ ไม่คิดมาก ไม่ฟุ้งซ่านกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ไม่โศกเศร้า... ในชีวิตเรามีหลายพันเรื่องที่เข้ามาประทะทำให้อารมณ์ของเราเสียศูนย์ แต่บางที ก็ไม่ต้องติดตามหรือรู้สึกตามทุกเรื่องก็ได้ ปล่อยไหลไปบ้างทั้งความทุกข์และ ความสุข ไม่ต้องอินจัดกับทุกเรื่อง ให้คิดว่าทุกสิ่งอย่างบนโลกนี้เปลี่ยนแปลงได้ ตลอดเวลา ไม่มีอะไรตายตัว แล้วทำใจให้แบบนิ่งๆสบายๆ อันนี้แหละในความคิด ทราย มันคือสุดยอดแแห่งความสุขแล้วใครก็ตามที่ยังไม่เคยได้พบความสุขภายใน... ที่มาจากใจล้วนๆ ทรายขอให้ได้เจอโดยเร็ว แต่ใครก็ตามที่เจอแล้ว..ขอให้รักษา ความสุขแบบนี้ไว้ และความสุขนี้จงเพิ่มยิ่งๆขึ้นไป

Piraporn Pranpanus Singer,Contributors Column: D-sai (ดี-ทราย)

“การเกิดขึ้นของนิตยสาร ”บัวลอย” นี้ทำให้ เกิดการเริ่มต้นในฐานะนักเขียนมือสมัครเล่น”

Bualoy Magazine


D-sai l ๑๐๕

Birth of Paradise...

Bualoy Magazine


น้ำปริ่มบัว

เรื่อง พุฒิ ภูมิจตร ภาพประกอบ ntyd!s

Bualoy Magazine


Before the Time l ๑๐๗

งานศพ “เรามีการเกิดเป็นธรรมดา เรามีการตายเป็นธรรมดา” ๑.

๒.

นี่เป็นเหตุผลที่ผมค่อนข้างชอบไปงานศพ เสียงอึงคนึงจากการพบปะญาติพี่น้องเงียบไปเมื่อถึงเวลา พระสงฆ์ ๔ รูป ประจำอาสนะ บทสวดแรกเริ่มขึ้น ผู้คนจำนวนหนึ่งเริ่มเตรียมตัวแจกน้ำแจกข้าว บ้างก็แอบเผลอหลับ บางคนก็ยังคุยกันเบาๆพอให้พระท่านไม่ได้ยิน

“...จะบ้าเหรอ ให้คิดถึงความตายทุกลมหายใจ ชีวิตไม่ต้องทำอะไรพอดี” ท่านพูดด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นปนเสียงหัวเราะตามประสา ข้าราชการระดับสูงที่ประสบความสำเร็จ ผมยิ้มไม่ตอบอะไร ยิ้ม และพยักหน้ารับคำสอนของท่าน

๑๘.๐๐ น. ผู้คนชุดสีดำค่อยๆเดินทางมารวมตัวกันที่ศาลาเพิ่งรำลึกถึงการจากไปของ ผู้เป็นที่รัก คนจำนวนหนึ่งใช้โอกาสนี้เป็นโอกาสอันดีที่ญาติพี่น้องจะได้ มารวมตัวพบปะกันแม้จะในชุดสีดำ ถามถึงสารทุกข์สุกดิบ โดยไม่ครึกครื้น ไม่กินเหล้า และไม่ต้องมีพิธีรีตองมากเกินควร

“...เรามีการเกิดเป็นธรรมดา ...เรามีการตายเป็นธรรมดา...” เสียงสวดท่อนนี้ยังติดตรึงในใจผมตั้งแต่ครั้งผมเป็นภิกษุ และวันนี้บทสวดนี้เตือนถึงความเป็นจริงของชีวิตอีกครั้ง หลังงานผมเห็นญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเข้าไปสนทนาธรรม และก็ผ่านไปอีกคืนหนึ่ง

“พระท่านเทศน์ดีนะ แต่ไม่เห็นด้วยเรื่องให้คิดถึงความตาย ตลอดเวลา”ญาติผู้ใหญ่ที่สนทนาธรรมกับพระท่านก่อนวัน ท่านพูดกับผม หลังจากที่พูดถึงเรื่องความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในชีวิตราชการรวมถึงการ พยายามสอนวิถีอันยิ่งใหญ่ของท่านให้หลานชายที่ไม่ได้เรื่องอย่างผมฟัง ในวันเผาศพ

ผ่านไปเกือบ ๒ ชั่วโมง ก็ถึงเวลาฌาปนกิจ ประวัติโดยย่อถูกบอกเล่าผ่านไมค์ดังลั่นทั่วศาลา ตั้งแต่เกิดจนถึงเกียรติยศต่างๆ เสียงที่เข้มแข็งยามแรกค่อยๆสั่นเครือ น้ำตาค่อยๆนองหน้าลูกๆน้ำตาเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานที่ทำให้เรามั่นใจ ว่าคุณความดีของท่านยังอยู่และมีแต่ความดีเท่านั้นกระมังที่พอจะทำให้คน เราคิดถึงในเวลาที่ร่างกายได้สูญสิ้นไป

๓.

พระอาจารย์เคยให้ท่องคาถาเวลาไปงานศพว่า “วันนี้ตาเขา พรุ่งนี้ตาเรา” กับที่พระท่านเทศน์ไว้วันก่อน “ให้นึกถึงความตายทุกลมหายใจ”ทำให้เรา เข้าใจ มีแต่ผู้เข้าใจความตายเท่านั้นที่เห็นคุณค่าของการเกิด และยิ่งเรา คิดถึงความตายในทุกวินาทีที่หายใจเรายิ่งเข้าใจว่าชีวิตแต่ละลมหายใจ ด้วยคุณค่าที่สูงสุด นี่คงเป็นปริศนาธรรมที่พระอาจารย์ทุกท่านพยายาม บอกเรามาตลอด .......... หลังจากร่างกายกลายสภาพเป็นเถ้าถ่าน ผู้คนชุดดำจำนวนมากทยอยเดิน ทางกลับ ผมเดินไปส่งญาติผู้ใหญ่ท่านเดิมที่ลานจอดรถหน้าวัด “อย่าลืมเอาสิ่งที่อาพูดไปคิดดีๆนะหลาน”ท่านย้ำถึงสิ่งที่ท่านได้ สั่งสอนไปในวันนี้ ผมยิ้ม ก่อนสรุปความรู้ทั้งหมดตอบกลับท่าน ๓ คำดังนี้ “ขอบคุณครับ” “สวัสดีครับ” และ”ขับรถกลับบ้านดีๆนะครับอา”

Puttiyos Phalajiwin Musician,Contributors Column: MKB (มาครองบุญ)

“อนุโมทนาบุญด้วยครับ”

Bualoy Magazine


เรื่อง มัชฌิมา ทองเดชศรี ภาพประกอบ ntyd!s

Social Animal

(อุบล) ธานี

Bualoy Magazine


City of ... l ๑๐๙

หน้าที่ของมนุษย์ในสังคม “หากใครต้องการมีเพื่อน จงแสดงตนเป็นเพื่อนที่ดีกับผู้อื่นก่อน” คุณเคยถามตัวเองด้วยคำถามที่ว่า “เราเกิดมาเพื่ออะไร” หรือ “เรามีสิทธิ์ที่จะทำอะไรบ้างไหม” ดูผิวเผินแล้วสองคำถามนี้น่าจะให้ คำตอบเหมือนกันคือ ในเรื่องของการกระทำที่สมควรทำของแต่ละคน แต่เมื่อมองให้ลึกแล้วคำตอบของคำถามแรก คือ “หน้าที่” และ “สิทธิ์” คงจะเป็นตำตอบของคำถามหลัง

ดังเห็นได้จากสถานการณ์การเคลื่อนไหวทางการเมือง ในช่วงสอง ศิษย์ที่ดีต้องให้ความเคารพ การเสนอตัวปรนนิบัติรับใช้ สามปีที่ผ่านมา แถมยังมีเรื่องของการใช้สิทธิ์ของนักการเมืองต่างๆ สิทธิ์ของ การหมั่นพูดคุยไต่ถาม และการเป็นผู้ฟังที่ดี เพราะครูเป็นผู้มีพระคุณ เจ้าหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และสิทธิ์ของเจ้าหน้าที่ต่างๆ ผู้ให้ความรู้ อันนำไปสู่การเกิดปัญญาในการดำรงชีวิต พุทธศาสนิกชน นานา ในการงดเว้นต่อการปฏิบัติ ”หน้าที่” ตามที่ตราในตัวบทกฎหมาย ทุกคนล้วนเป็นศิษย์องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงสั่งสอนแนวทาง การดำเนินชีวิตด้วยหลักธรรมอันเป็นความจริงของโลกมนุษย์ เมื่อมองย้อนกลับไปถึงเมื่อเราเกิด เราโต เราเข้าโรงเรียน เราจึงควรให้ความเคารพและนำหลักธรรมคำสอนของพระองค์มา เมื่อตอนเป็นเด็กน่าจะคุ้นเคยกับเนื้อเพลงที่ว่า “เด็กเอ๋ย เด็กดี เราทำงาน/อยู่ในสังคม ต่างก็มีหน้าที่ที่เกิดมาพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลง ปฏิบัติอยู่ทุกขณะ ได้แก่ การรักษาศีล ๕ แห่งความเป็นมนุษย์ การละชั่ว ต้องมีหน้าที่ ๑๐ อย่างด้วยกัน...” นั่นสะท้อนถึงภาพการปฏิบัติที่ดีต่อคน ตามกาลเวลาอีกเช่นกัน ซึ่ง ดร.สนอง วรอุไร ได้แนะหลักจริยธรรมใน ทำดี ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ เป็นต้น รอบข้างเมื่อที่บ้าน โรงเรียน และที่สาธารณะ นอกจากนี้เรายังได้ถูก การทำชีวิตให้ได้ดี และมีสุข จากการสวมบทบาทหน้าที่ลูก หน้าที่พ่อแม่ ปลูกฝังถึงการเป็นคนดีมีศีลธรรม ด้วยการรักษา ศีล ๕ หน้าที่สามี-ภรรยา หน้าที่ครู หน้าที่ศิษย์ หน้าที่เจ้านาย หน้าที่ลูกน้อง บทบาทการเป็นเพื่อนมีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ เพื่อนบ้าน ตามหลักศาสนาพุทธ ได้แก่ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดลูกเมีย ไม่โกหก และหน้าที่เพื่อน ไว้อย่างน่าสนใจทีเดียวในบทความนี้ขอนำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อนโรงเรียน เพื่อนมหาวิทยาลัย เพื่อนร่วมสถาบันต่างๆ รวมไปถึงเพื่อน และไม่เสพสุรายาเมา ซึ่งทั้งสองกรอบสังคมนี้แสดงถึงการสร้างจิตสำนึกใน เฉพาะบทบาทที่ใกล้กับช่วงชีวิตวัยรุ่น อันได้แก่ การเป็นลูก การเป็นศิษย์ มนุษย์ เพื่อนร่วมโลก เป็นต้น ซึ่งหน้าที่เพื่อนที่ดีคือการ “ให้” ในสิ่งดีๆ การรู้/ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคม อีกทั้งยัง และการเป็นเพื่อน แก่กัน หากใครต้องการเพื่อนที่ดีจงแสดงตนเป็นเพื่อนที่ดีกับผู้อื่นก่อน ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน แต่สังคม ณ ปัจจุบัน กลับมีการกล่าวอ้างใช้สิทธิ์ จะยิ่งทำให้มีเพื่อนดีๆ เข้ามาหามากยิ่งขึ้นเหมือนกับสุภาษิตที่ว่า ของตนที่มีตามตัวบทกฎหมายมาเป็นเหตุต่อการกระทำบางอย่าง อันนำมา ลูกที่ดีควรมีความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่อันเป็นหลักที่สำคัญที่สุด “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” นั่นเอง ซึ่งความเสียหายต่อผู้อื่น ครอบครัว ชุมชน สถาบัน และที่สำคัญที่สุดคือ เริ่มตั้งแต่การเชื่อฟัง และปฏิบัติตามคำแนะนำคำสั่งสอนที่ดี การช่วยงาน ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา เท่าที่ทำได้ การเอาใจใส่เลี้ยงดู การไม่ทำให้ท่านเสียใจ รวมถึงการตอบแทน พระคุณท่านด้วยการ “ให้” ทรัพย์ปัจจัยทั้งภายนอกและภายใน เช่นท่านอบรม Machima เลี้ยงดูเรามาตั้งแต่เด็ก Thongdejsri Contributors Column: City of ... (อุบล)ธานี

“สู้ๆ นะคะ”

Bualoy Magazine


มาครองบุญ

เรื่อง เทวินฺโท...ภิกขุ ภาพประกอบ ntyd!s

ธุลีบนผ้าขาว “ธุลีเล็กๆเหล่านี้เป็นเครื่องเศร้าหมอง ทำให้จิตใจขุ่นมัวรับคุณธรรมได้ยากดุจผ้าเปรอะเปื้อนสกปรก” ฝุ่นธุลีบนผ้าขาว เมื่อเกาะกินหัวใจอันน้อยนิดของเรา ย่อมก่อให้เกิดความลุ่มหลง ในรูปว่า ฉันหล่อ ฉันสวย เริ่ด เชิด หยิ่ง ไฮโซ แต่ความจริงแล้วมักเกิดจากการ ปรุงแต่งของเราทั้งนั้น บางครั้งความมัวหมองของจิตใจก็ไม่ได้เกิดมาจากเรื่องใหญ่ แต่กลับเกิดจากละอองธุลีเล็กๆซึ่งเพราะความเล็กน้อยของมันนั่นเอง เราจึงมอง ไม่เห็นหรือคิดว่าไม่สำคัญ กลับกลายเป็นนิสัยอันเคยชิน เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึง ความจริง หรือทำให้ไม่สามารถเห็นหรือแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงไปตรงมา ซ้ำยังก่อให้ เกิดปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้น ท่านทั้งหลายรู้ไหมว่า หนึ่งในละอองธุลีเล็กๆนั้นคือ มานะ ความถือตัวว่าตัวเองเก่งกว่า ดีกว่าหรือยิ่งใหญ่ทัดเทียม หรือด้อยกว่าธุลีอันละเอียด เหล่านี้กลับซ่อนด้วยแรงขับของความอยากเด่นอยากยกชูตนให้ยิ่งใหญ่ หรือซุกซ่อน ความสำคัญว่าตนเป็นนั่นเป็นนี่แอบอยู่ในจิตใต้สำนึก จึงทำให้เกิดการเปรียบเทียบ ปรุงแต่ง ยืดเยื้อผันพิสดารออกไปกลายเป็นความก้าวร้าวริษยาซึ่งเป็นผลของ การส่งจิตออกนอก คือ สมุทัย ส่งใจไปวิพากษ์วิจารย์ผู้อื่นเหมือนนั่งนับผลไม้เน่า หรือดอกไม้บานในสวนข้างบ้านของเพื่อนบ้าน เพลินไปกับการเปรียบเทียบซึ่งแฝง ไปด้วยทิฐิมานะ อันเป็นเครื่องมัวหมองจิตใจไม่มีประโยชน์ เป็นของชั้นต่ำ เป็นหนึ่ง ในอนุสัยที่นอนเนื่องอยู่เนื่องอยู่ในสันดาน เป็นหนึ่งในกิเลส สภาพที่จิตใจเศร้าหมอง เป็นสังโยชน์ข้อหนึ่งที่มัดใจสัตว์ไว้กับทุกข์ เป็นเจตสิก คือสภาวธรรมที่เกิดดับพร้อมกับ จิตเป็นกุศล เป็นกิเลสที่ทำให้จิตขุ่นมัว มานะการถือตัวดีกว่า เสมอกัน เท่าเทียมกัน หรือด้อยกว่ากันนั้น เกิดจากการเปรียบเทียบ ซึ่งเป็นการพุ่งรัศมีออกไป

จากใจที่ิอยู่แล้ว ยิ่งพุ่งเพ่งไปว่าเป็นเขาที่ไม่ดี ไม่เก่ง ไม่ฉลาด เห็นข้อบกพร่องของผู้อื่น แล้วเกิดปฏิฆะหงุดหงิดรำคาญใจ การพุ่งจิตไปเปรีียบเทียบเพ่งโทษเหล่านั้น เกิดจาก อวิชาสวะที่หมักดองจากความไม่รู้ในความเป็นจริง คิดว่า มีเขา มีเรา ซ้ำยังเพิ่ม ทิฐิมานะเข้าไปว่าเราดีกว่ายิ่งร้อยจิตใจไว้ในทุกข์ยิ่งขึ้น ไม่มีคุณไม่มีประโยชน์ มีแต่เพิ่มพูนอาสวะให้แน่นหนาด้วยละอองธุลีเล็กๆอันเคยชินเหล่านั้นธุลีเล็กๆที่คล้าย มานะ ความถือทะนงตน เช่นความตีเสมอยกตัวเทียมท่าน เอาตัวขึ้นเข้าขวางไว้ไม่ยอม ให้ใครดีกว่า ความที่ไม่ยอมลดละมุ่งแต่จะเอาชนะกัน ความถือตัวยิ่งกว่าเขา ดูหมิ่นเขา การลบหลู่ความดีงามผู้อื่น การลบล้างปิดช่องความดีผู้อื่น ธุลีเล็กๆเหล่านี้เป็นเครื่อง เศร้าหมอง ทำให้จิตขุ่นมัว รับคุณธรรมได้ยากดุจผ้าเปรอะเปื้อนสกปรก เป็นไงวัยรุ่นผู้น่ารักทั้งหลาย เจอมาน���...แบบนี้เข้าไปแล้วเจ็บป่ะ การที่พวกเรามา วุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ หลายๆคนไม่รู้เลยว่า มันเกิดจากอะไร มีครั้งหนึ่งหลวงพี่ได้มีโอกาส ได้เข้าไปสอนวิชาพระพุทธศาสนาในโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง การสอนเป็นไปด้วยความ สนุกสนานในสาระธรรม พอสอนเสร็จช่วงท้ายชั่วโมงได้เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ถาม ปัญหาส่วนตัว พอเด็กๆเริ่มถาม...โอ้ยเจ้ากรรม..สิ่งที่เด็กๆหน้าตาใสๆถามออกมา มีแต่คำถามจำไมที่แฝงตัวอยู่ในคำว่า “มานะ” ความถือตัวทั้งนั้นเลย พระอาจารย์คะ...หนูไม่มีศาสนา ไม่ทำบาปทำกรรมก็ไม่ตกนรกสิคะ พระอาจารย์คะ...การโกหกให้คนอื่นแล้วทำให้คนอื่นสบายใจผิดด้วยหรือคะ พระอาจารย์คะ...หนูทะเลาะกับเพื่อนหนู หนูไม่ผิด แต่โดนเพื่อนทิ้งไม่เข้าใจชีวิตเลยอ่ะ

พระอาจารย์ครับ...ทำไมต้องถือศีล ๕ ด้วยครับ ไม่ถือแล้วผิดไหมครับ พระอาจารย์ครับ...ผมดื่มเหล้าแต่ผมไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนต้องผิดศีล ด้วยเหรอครับ พระอาจารย์ครับ...การเลือกพระที่จะทำบุญด้วยผิดไหมครับ เป็นไงครับ ถ้าหากคุณเจอปัญหาของเด็กน้อยผู้น่ารัก ณ นาทีนั้น คงมึนอย่างแรงล่ะสิ แต่หลวงพี่ได้แต่คิดอยู่ในใจว่า โอ้โห...เอาแล้วเรา จะเอายังไงกับเด็กพวกนี้ดีนะ ถ้าเราตอบถูกต้องตามข้ออรรถข้อธรรม ก็จะทำให้เด็กน้อยตาใสเสียใจแน่เลย แต่ถ้าตอบเอาใจเด็กน้อยเหล่านั้นก็บิดเบือนคำสอนพระพุทธเจ้า ก็รู้สึกว่าเราทรยศ พระพุทธองค์แน่ๆ โอ้ย...สุดยอดเลยวันนั้น จะกลับวัดถูกไหมเนี่ย แต่สุดท้ายหลวงพี่ ได้น้อมนำเอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามากล่าวสอนเด็กๆทำให้ทุกคนเข้าใจใน ความถือตัวว่าดีว่าเด่นและรู้จักวิธีที่จะทำลายมัน วัยรุ่นทั้งหลาย...ถ้าเราขาดสติแล้ว ความยึดในความอยากที่ไม่รู้ตัวขาดสติจะผลิแย้ม เจตนา เกิดการตั้งเจตจำนงขึ้นมาในหัวใจ จากเคยปลอดโปร่งกลายเป็นแน่นทึบ อึดอัด อัตตารัดตัวยึดแน่นกันเกิดความตระหนักว่าเรามี เราเป็นการเกิดครั้งแล้วครั้งเล่า ในจิตใจมีอาการอย่างนี้ การเกิดความหลงผิดที่มีตัวตน ตัวตนนั้นจะเกิดเป็นเป้าให้ เกิดการกระทบกระทั่งด้วยอาการต่างๆสมหวังบ้าง พลัดพราก ร่วงโรย หึงหวง ริษยา รำพึงรำพัน ทุกข์น้อยใหญ่อันเกิดจากตัวตนเหล่านั้นก็จะบดบังความปลอดโปร่ง และความกว้างใหญ่ไพศาลอันเป็นธรรมชาติเดิมแท้ของจิตใ0 ไม่เห็นตามความจริง เพราะถูกครอบงำบดบังด้วยมวลหมู่เมฆแห่งการปรุงแต่ง มึนเมา เพลิดเพลิน อยู่ในอารมณ์

Narin Truadmaka Contributors Column: MKB (มาครองบุญ)

“สักวันฉันจะกำฝุ่นด้วยมือของฉันเอง”

Bualoy Magazine


Dust in your heart.

MKB l ๑๑๑

Bualoy Magazine


สนทนาข้างสระบัว

เรื่อง ดังตฤณ

Qผมเคยทำให้ : ผู้หญิงคนหนึ่งท้อง

Qเวลาผมเสพยา : แล้วผมรู้สึกว่ามีความสุข รู้สึกสบาย

ซึ่งตอนนั้นผมถามเค้าแล้วว่าจะท้องไหม? อย่างนี้ผมทำแล้วมีความสุข เค้าบอกว่า”ไม่” ผมเลยไม่ได้ป้องกัน ผมควรจะทำต่อไปไหมครับ ? แต่ต่อมารู้ว่าเค้าท้อง ผมเลยบอกให้เค้าจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ผมไม่รับผิดชอบเค้าก็เลยไปทำแท้งผมผิดไหมครับ ?

A:

A:

ตรงความไม่รับผิดชอบนั่นเองคือกรรมของคุณในกรณีนี้ครับ แม้จะไม่มีคำสั่งเป็นทางการว่าให้ไปเอาออกการไม่รับผิดชอบ ก็คือบีบให้เขาไปเอาออกนั่นเองเป็นสิ่งที่ใจรู้อยู่จะไปโทษฝ่าย หญิงว่าออกปากรับประกันเอง จึงเป็นคนผิดนั้นไม่เหมาะ เพื่อจะล้างความไม่สบายใจ ก็ต้องตั้งใจว่าเราจะมีอะไรกับ ผู้หญิงเมื่อพร้อมจะรับผิดชอบ เป็นการแก้กรรมว่าด้วยความ ไม่รับผิดชอบ ด้วยการตั้งใจรับผิดชอบ สำหรับเด็กที่เขาหมดโอกาสเกิดก็ต้องทำตามธรรมเนียมครับ อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เขาไป จะได้รับหรือไม่ได้รับ อย่างน้อย คุณก็จะได้สบายใจขึ้น

ความสบายที่ต้องเดือดร้อนในภายหลัง เปรียบเหมือนหญิงชายรูปร่าง หน้าตาดี มีเสน่ห์ แต่ใจร้าย อาจคิดปอกลอกหรือกระทั่งฆ่าเราให้ตาย ทั้งเป็นได้เรื่องบางเรื่องเราเรียนรู้ เกิดประสบการณ์หรือเกิด บทเรียนได้ แต่เรื่องบางเรื่อง ทำไปแล้วอาจเป็นต้นเหตุของจุดจบ หรืออาจเป็นบทเรียนสุดท้าย ไม่เปิดโอกาสให้แก้ตัวได้อีกเพราะมันฉุดเรา จมลงๆไปเรื่อยๆ เสพยา นั้นสบาย แต่อาจถึงตายและพาไปอบายได้ ไม่ยาก เพราะจิตของเราจะขาดสติ หมดความสามารถตั้งใจดี ตั้งใจระลึก ถึงกุศล มีแต่ล่องลอยไปในความฝันเพ้อ คล้ายฝันที่เริ่มแรกหลอกให้รู้สึกดี แต่ที่แท้คลี่คลายกลายเป็นภาพร้ายๆ น่าสยดสยองในภายหลัง ได้ครับ

Bualoy Magazine


Talk to Guru l ๑๑๓

Qผมเคยทะเลาะกั : บคุณแม่ด้วยอารมณ์โกรธ

Qหนูอาศั:ยอยู่กับพ่อตั้งแต่ยังเด็ก

ผมตั้งใจจะเขวี้ยงจานลงพื้น แต่เศษจานแตก กระเด็นโดนขาของคุณแม่ ทำให้ได้รับบาดเจ็บเป็นแผล ผมจะผิดหรือบาป ยังไงครับ ผลกรรมนั้นจะเป็นอย่างไร มีวิธีแก้ไข สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วไหมครับ ?

ยังไม่เคยเจอแม่เลย หนูเลยรักแต่พ่อ จนเมื่อโตขึ้นมา หนูเลยไม่เคยคิดถึงแม่หรือ ต้องการแม่เลย หนูเป็นคนอกตัญญูหรือไม่ค่ะ ?

A:

A:

บาปที่เกิดขึ้นมาจากกรรมข้อที่ว่าด้วยการไม่ระงับอารมณ์ ปล่อยให้ โทสะ ระเบิดขึ้นต่อหน้าบุพการีผู้มีพระคุณ ส่วนที่เกิดเศษจานไปโดนคุณแม่ อันนั้นไม่ได้มาจากความตั้งใจ และถ้าภายหลังจากที่เห็นคุณแม่ได้รับบาดเจ็บก็สำนึกผิด อย่างนี้ ไม่ถือเป็นกรรมว่าด้วยการตั้งใจทำร้าย อย่างไรก็ตาม คุณอาจต้องเจอวิบากส่วนหนึ่ง คือ ลูกหรือคนใกล้ตัว โมโหปึงปังในแบบที่มีสิทธิ์เป็นอันตรายกับคุณได้ ไม่ชาตินี้ก็ชาติอื่นๆ ทางที่ดีจึงควรตั้งใจระงับอารมณ์ โดยเฉพาะต่อหน้าบิดามารดาผู้มี พระคุณ ถ้าโมโหอยู่อย่าเพิ่งคุยกัน แล้วก็ตั้งใจทำคุณไถ่โทษ ทำให้ ท่านเป็นสุขมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ก็ให้ผลเหมือนละลายรสเกลือ ก้อนน้อยด้วยน้ำปริมาณมากนั่นเองครับ

ความรู้สึกรักไม่ได้ผูกติดมากับเป็นลูกใคร การอยู่กับใคร เกื้อกูลกันให้รู้สึกดีต่างหาก เป็นเหตุให้รักใคร่ผูกพัน เพราะฉะนั้น ไม่ถือว่าเราเป็นคนอกตัญญูหรอกครับ เพื่อความสบายใจ ให้ทำความเข้าใจว่า “กตัญญู” หมายถึงความสามารถที่จะรู้คุณคน ทุกวันแม่เราก็ระลึกถึงบุญคุณของท่าน หาดอกไม้มาถวายพระด้วยอาการ ส่งคำขอบคุณถึงแม่ แค่นี้ก็ไม่เข้าข่ายอกตัญญูแน่แล้วครับ

Sarun Mitreewech Dhamma Executive Advisor Column: Talk to Guru (สนทนาข้างสระบัว)

“อนุโมทนาบุญด้วยครับ”

Bualoy Magazine


กวีวังบัวบาน

เรื่อง อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

“การเกิดนั้นเจ็บปวด มีร้าวรวดมีทรมา มีสายฝนมีสายฟ้า มีผาทึบมีถ้ำทอง” มอบแด่การกำเนิดนิตยสารบัวลอย

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

Dominic Rouse, Achild is a tragedy watiing to happy, Man is the tragedy in progress, 2010, Archival pigment print on Epson Textured Fine Art paper, 80 x 60 cm.

Bualoy Magazine


Job In l ๑๑๕

ไม่ใช่แค่ความรู้ ไม่ใช่แค่ความสุข แต่คือการเติมเต็ม เต็มทั้งผู้รับและเต็มทั้งผู้ให้ หากเปรียบความรู้เช่นสายน้ำ เราจะพบว่า ยิ่งเทให้ผู้อื่นมากเท่าไหร่ น้ำของเราจะยิ่งใสสะอาด และเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ไม่อาจลดลง และไม่เป็นไปตามกฎทรงมวลเพราะมวลของความรู้หลังทำปฏิกิริยา ย่อมมากกว่ามวลของความรู้ก่อนทำปฏิกิริยา

“มองไม่เห็น อยากให้พี่ๆช่วยอ่านการบ้านให้ฟังค่ะ...” “ไม่เข้าใจเลย พี่ช่วยสอนข้อนี้ได้มั๊ยฮะ...” “ผมตอบคำถาม แล้วพี่ช่วยเขียนลงไปให้ผมหน่อยนะครับ...” “อ่านหนังสือให้ฟังได้มั๊ยคะ หนูอยากเรียนให้เก่งเหมือนพวกพี่ๆค่ะ แต่หนูมองไม่เห็น...” ...ทำไมบนฟ้า���ีน้ำ ? ...ทำไมฝนยังคงตกลงมาทั้งที่เราไม่เคยเห็นว่ามีแม่น้ำสายใดไหลขึ้นไป เพื่อเป็นแหล่งน้ำให้กับท้องฟ้า ? เราถาม...เพราะเราสัมผัสได้เพียงเม็ดฝนที่หล่นร่วง แต่ไม่เคยมองเห็นถึงไอน้ำ ที่ระเหยขึ้นไป เราจึงไม่เคยรู้ว่าในขณะที่กำลังทำหน้าที่ของผู้ให้ความชุ่มชื้นแก่ผืนดิน ก้อนเมฆก็เป็นผู้รับด้วยเหมือนกันนั่นคือวัฏจักรของน้ำ ซึ่งไม่ผิดแผกไปจากวัฏจักรของผู้ให้ พี่ให้ความรู้ น้องได้ความรู้ น้องมีความสุข พี่ก็สุขใจ

มาร่วมกันสร้างวัฏจักรของน้ำในอีกรูปแบบหนึ่งได้ที่ “โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ” ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา ประมาณ 15.30 - 18.00 น. น้องๆ ที่นั่นกำลังรอความช่วยเหลือจากพี่ๆใจดีทุกคนอยู่

“โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ”

สี่แยกราชวิถี ใกล้รพ.รามา+บ้านเด็กอ่อนพญาไท+บ้านราชวิถี รถประจำทางผ่านด้านหน้า สาย 8, 12, 14, รถไฟฟ้า BTS ลงสถานีอนุสาวรีย์ชัยฯ ต่อรถประจำทางหน้ารพ.ราชวิถี

Bualoy Magazine


Thai Culture Photography : Bennovo Model : Koki

“ The Scent of


“ครรโลงโลกชีวิตนี้ เวียนว่ายในอาจม ลอยเหนือทั่วโคลนตม ภพพ่ายกลายเป็นเถ้า

ทุกข์ถม ค่ำเช้า บานเด่น เสียนา ว่าโอ้ นรชน”

สถานที่ถ่ายทำ วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร โรงแรมเอเชีย


Bualoy Magazine is floated...

“ For gentle water on which


“ นำ้กระเพื่่อม ... บัวลอย ... ใจชุ่มเย็น ...


Columnist & Administer

Columnist & Creative Interviewer

Columnist & Administer

Webmaster

Production Co-ordinator

Public Relation & Columnist

Columnist

Public Relation

Public Relation & Creative Interviewer

Production Co-ordinator

Production Co-ordinator

Columnist

Arriya Ruchikachorn

Pattama Yuenyong

Weerawoot Ruchikachorn

Nattawut Krounumchok

Aroon Wachirawongsarak

Jin Yingchankul

Todsaporn Tanpipat

Peeraya Tangdamrongtham

Pralakorn Siwawej

Chatuphat Savigamin

Jessada Horpaisan

Supeeres Plyployrat


NEXT ISSUE


NEXT ISSUE


NEXT ISSUE


NEXT ISSUE



Bualoy magazine EPISODE ๑