Page 1

คูมือครู 㪌»ÃСͺ¡ÒÃÊ͹ËÇÁ¡Ñº

˹ѧÊ×ÍàÃÕ¹ ©ºÑº ÍÞ.

ภาพปกนี้มีขนาดเทากับหนังสือเรียนฉบับจริงของนักเรียน

กระบวนการสอนแบบ 5 Es ชวยสรางทักษะการเรียนรู กิจกรรมมุงพัฒนาทักษะการคิด คำถาม + แนวขอสอบเพื่อยกผลสัมฤทธิ์ O-NET กิจกรรมบูรณาการเตรียมพรอมสู ASEAN 2558


เอกสารประกอบคูมือครู

กลุมสาระการเรียนรู สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

ประวัติศาสตรสากล ชั้นมัธยมศึกษาปที่

4-6

สําหรับครู

คูมือครู Version ใหม

ลักษณะเดน

ขยายพื้นที่รูปเลมใหญขึ้นกวาเดิม จัดแบงพื้นที่ออกเปนโซน เพื่อคนหาขอมูลไดงาย สะดวก รวดเร็ว และดูเปนระเบียบ กระตุน ความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ Expand

ตรวจสอบผล

กระตุน ความสนใจ

Evaluate

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ Expand

ตรวจสอบผล Evaluate

เปาหมายการเรียนรู สมรรถนะของผูเรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค

หน า

โซน 1 กระตุน ความสนใจ

Engage

สํารวจคนหา

Explore

อธิบายความรู

Explain

ขยายความเขาใจ

Expand

ตรวจสอบผล

หน า

หนั ง สื อ เรี ย น

โซน 1

หนั ง สื อ เรี ย น

Evaluate

ขอสอบเนน การคิด

แนว  NT  O-NET

ขอสอบ

โซน 2

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

เกร็ดแนะครู

O-NET

บูรณาการเชื่อมสาระ

โซน 3

กิจกรรมสรางเสริม กิจกรรมทาทาย

นักเรียนควรรู

โซน 3

โซน 2 บูรณาการอาเซียน มุม IT

No.

คูมือครู

คูมือครู

No.

โซน 1 ขั้นตอนการสอนแบบ 5Es

โซน 2 ชวยครูเตรียมสอน

โซน 3 ชวยครูเตรียมนักเรียน

เพื่อใหครูเตรียมจัดกิจกรรมการเรียน การสอน โดยแนะนําขั้นตอนการสอนและ การจัดกิจกรรมแบบ 5Es อยางละเอียด เพื่อใหนักเรียนบรรลุตามตัวชี้วัด

เพื่อชวยลดภาระครูผูสอน โดยแนะนํา เกร็ดความรูสําหรับครู ความรูเสริมสําหรับ นักเรียน รวมทั้งบูรณาการความรูสูอาเซียน และมุม IT

เพื่อใหครูสะดวกตอการจัดกิจกรรม โดย แนะนํากิจกรรมบูรณาการเชือ่ มระหวางสาระหรือ กลุมสาระการเรียนรู วิชา กิจกรรมสรางเสริม กิจกรรมทาทาย รวมถึงเนื้อหาที่เคยออกขอสอบ O-NET แนวขอสอบ NT/O-NET ทีเ่ นนการคิด พรอมเฉลยและคําอธิบายอยางละเอียด


ที่ใชในคูมือครู

แถบสีและสัญลักษณ

แถบสีแสดงขั้นตอนการสอนและการจัดกิจกรรม แบบ 5Es เพื่อใหครูทราบวาเปนขั้นการสอนขั้นใด

1. แถบสี 5Es สีแดง

สีเขียว

กระตุน ความสนใจ

เสร�ม

สํารวจคนหา

Engage

2

เปนขั้นที่ผูสอนเลือกใช เทคนิคกระตุน ความสนใจ เพื่อโยง เขาสูบทเรียน

สีสม

อธิบายความรู

Explore

เปนขั้นที่ผูสอน ใหผูเรียนสํารวจ ปญหา และศึกษา ขอมูล

สีฟา

Explain

เปนขั้นที่ผูสอน ใหผูเรียนคนหา คําตอบ จนเกิดความรู เชิงประจักษ

สีมวง

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

เปนขั้นที่ผูสอน ใหผูเรียนนําความรู ไปคิดคนตอๆ ไป

เปนขั้นที่ผูสอน ประเมินมโนทัศน ของผูเรียน

2. สัญลักษณ สัญลักษณ

วัตถุประสงค

• เปาหมายการเรียนรู

• หลักฐานแสดง ผลการเรียนรู

• เกร็ดแนะครู

แทรกความรูเสริมสําหรับครู ขอเสนอแนะ ขอควรระวัง ขอสังเกต แนวทางการจัด กิจกรรมและอืน่ ๆ เพื่อประโยชนในการ จัดการเรียนการสอน ขยายความรูเพิ่มเติมจากเนื้อหา เพื่อให ครูนําไปใชอธิบายเพิ่มเติมใหนักเรียน ไดมีความรูมากขึ้น

ความรูห รือกิจกรรมเสริม ใหครูนาํ ไปใช เตรียมความพรอมใหกบั นักเรียนกอนเขาสู ประชาคมอาเซียนใน พ.ศ. 2558 โดย บูรณาการกับวิชาทีก่ าํ ลังเรียน

บูรณาการอาเซียน

คูม อื ครู

แสดงรองรอยหลักฐานตามภาระงาน ที่ครูมอบหมาย เพื่อแสดงผลการเรียนรู ตามตัวชี้วัด

• นักเรียนควรรู

มุม IT

แสดงเปาหมายการเรียนรูที่นักเรียน ตองบรรลุตามตัวชี้วัด ตลอดจนสมรรถนะ ที่จะตองมี และคุณลักษณะที่พึงเกิดขึ้น กับนักเรียน

แนะนําแหลงคนควาจากเว็บไซต เพื่อให ครูและนักเรียนไดเขาถึงขอมูลความรู ที่หลากหลาย ทั้งไทยและตางประเทศ

สัญลักษณ

ขอสอบ

วัตถุประสงค

O-NET

(เฉพาะวิชา ชัน้ ทีส่ อบ O-NET O-NET)

ขอสอบเนน การคิด

แนว  NT  O-NE T (เฉพาะระดับชัน้ มัธยมศึกษาตอนตน)

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET (เฉพาะระดับชัน้ มัธยมศึกษาตอนปลาย)

บูรณาการเชื่อมสาระ

กิจกรรมสรางเสริม

กิจกรรมทาทาย

• ชีแ้ นะเนือ้ หาทีเ่ คยออกขอสอบ

O-NET โดยยกตัวอยางขอสอบ พรอมวิเคราะหคาํ ตอบ อยางละเอียด

• เปนตัวอยางขอสอบทีม่ งุ เนน

การคิดและเปนแนวขอสอบ NT/O-NET ในระดับมัธยมศึกษา ตอนตน มีทงั้ ปรนัย - อัตนัย พรอมเฉลยอยางละเอียด

• เปนตัวอยางขอสอบทีม่ งุ เนน

การคิดและเปนแนวขอสอบ O-NET ในระดับมัธยมศึกษา ตอนปลาย มีทงั้ ปรนัย - อัตนัย พรอมเฉลยอยางละเอียด

• แนะนําแนวทางการจัดกิจกรรม

เชือ่ มกับสาระหรือกลุม สาระ การเรียนรู ระดับชัน้ หรือวิชาอืน่ ทีเ่ กีย่ วของ

• แนะนําแนวทางการจัดกิจกรรม ซอมเสริมสําหรับนักเรียนทีค่ วร ไดรบั การพัฒนาการเรียนรู

• แนะนําแนวทางการจัดกิจกรรม ตอยอดสําหรับนักเรียนทีเ่ รียนรู ไดอยางรวดเร็ว และตองการ ทาทายความสามารถในระดับ ทีส่ งู ขึน้


คําแนะนําการใชคูมือครู การออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน คูม อื ครู รายวิชา ประวัตศิ าสตรสากล ม.4-6 จัดทําขึน้ เพือ่ ใหครูผสู อนนําไปใชเปนแนวทางวางแผนการสอนเพือ่ พัฒนา ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน และประกันคุณภาพผูเ รียน ตามนโยบายของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน (สพฐ.) โดยใชหนังสือเรียน ประวัตศิ าสตรสากล ม.4-6 ของบริษทั อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด เปนสือ่ หลัก (Core Material) ประกอบ เสร�ม การสอนและการจัดกิจกรรมการเรียนรูใหสอดคลองกับมาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัดกลุมสาระการเรียนรู สังคมศึกษา 3 ศาสนา และวัฒนธรรม ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 โดยออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน ตามหลักการสําคัญ ดังนี้ 1 ออกแบบการสอนเปนหนวยการเรียนรูอิงมาตรฐาน คูม อื ครู รายวิชา ประวัตศิ าสตรสากล ม.4-6 วางแผนการสอนโดยแบงเปนหนวยการเรียนรูต ามลําดับสาระ (strand) และ หมายเลขขอของมาตรฐานการเรียนรูแ ละตัวชีว้ ดั แตละหนวยจะกําหนดเปาหมายการเรียนรูแ ละจุดประสงคการเรียนรู (Objective Learning) กิจกรรมการเรียนรู (Learning Activities) และแนวทางการประเมินผลการเรียนรู (Learning Evaluation) ไวชัดเจน ครูผูสอนสามารถจัดทําแผนการสอนใหครอบคลุมมาตรฐานการเรียนรู ตัวชี้วัด สมรรถนะ และคุณลักษณะ อันพึงประสงคที่เปนเปาหมายการเรียนรูตามที่กําหนดไวในสาระแกนกลาง (ตามแผนภูมิ) และสามารถบันทึกผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของผูเรียนแตละคนลงในเอกสาร ปพ.5 ไดอยางมั่นใจ แผนภูมิแสดงความสัมพันธขององคประกอบการออกแบบการเรียนรูอิงมาตรฐานและเนนผูเรียนเปนสําคัญ

พผ

ูเ

จุดปร

ะสง

คก า

ส ภา

รียน

รู ีเรยน

มาตรฐานการเรียนรู ตัวชี้วัดชวงชั้น

ทักษะการคิด การวัดประเมินผล การเรียนรู

กิจกรรมการเรียนรู

เทคนิคการสอน คูม อื ครู


2 การจัดการเรียนรูที่ยึดผูเรียนเปนสําคัญ แนวคิ ด ในการจั ด การเรี ย นการสอนที่ ยึ ด ผู  เ รี ย นเป น สํ า คั ญ พั ฒ นามาจากปรั ช ญาและทฤษฎี ก ารเรี ย นรู  Constructivism ที่เชื่อวา การเรียนรูเปนกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในสมองของผูเรียนแตละคน ผูเรียนเปนผูสรางความรู โดยการเชื่อมโยงระหวางสิ่งที่ไดเรียนรูจากบทเรียนใหมกับความรูหรือประสบการณเดิมที่มีอยู ทฤษฎีนี้มีความเชื่อวา ผูเรียนทุกคนไดเรียนรูและมีการสั่งสมความรูความเขาใจเกี่ยวกับสิ่งตางๆ ติดตัวมากอน ทีจ่ ะเขาสูห อ งเรียน ซึง่ เปนการเรียนรูท เี่ กิดจากประสบการณและสิง่ แวดลอมรอบตัวผูเ รียนแตละคน ดังนัน้ การจัดกิจกรรม เสร�ม การเรียนการสอนในแตละหนวยการเรียนรู ผูสอนจะตองคํานึงถึง

4

1. ความรูเดิมของผูเรียน วิธีการสอนที่ดีจะตองเริ่มตนจากจุดที่วา ผูเ รียนมีความรูอ ะไรมาบาง แลวจึงใหความรู หรือประสบการณใหม เพื่อตอยอดจาก ความรูเดิม นําไปสูการสรางความรู ความเขาใจใหม

2. ความรูเดิมของผูเรียนถูกตองหรือไม ผูส อนตองปรับเปลีย่ นความรูค วามเขาใจเดิม ของผูเรียนใหถูกตอง และเปนพฤติกรรม การเรียนรูใ หมทมี่ คี ณุ คาตอผูเรียน เพื่อสราง เจตคติหรือทัศนคติที่ดีตอการเรียนรู สิ่งเหลานั้น

3. ผูเรียนสรางความหมายสําหรับตนเอง ผูสอนตองสงเสริมใหผูเรียนนําความรู ความเขาใจที่เกิดขึ้นไปลงมือปฏิบัติ เพื่อขยายความรูใหลึกซึ้งและมีคุณคา ตอตัวผูเรียนมากที่สุด

แนวคิด Constructivism เนนใหผูเรียนสรางความรูโดยผานกระบวนการคิดและความอยากรูของตนเอง โดยมีผูสอนเปนผูสรางบรรยากาศ

การเรียนรูและกระตุนความสนใจ คอยจัดสถานการณใหผูเรียนเกิดความขัดแยงทางความคิดระหวางประสบการณเดิมกับประสบการณ ความรูใ หม เพือ่ กระตนุ ใหผเู รียนเชือ่ มโยงความรู ความคิด กับประสบการณทมี่ อี ยูเ ดิม แลวสังเคราะหเปนความรูห รือแนวคิดใหมๆ ไดดว ยตนเอง

3 การบูรณาการกระบวนการคิด การเรียนรูของผูเรียนแตละคนจะเกิดขึ้นที่สมอง ซึ่งเปนอวัยวะที่ทําหนาที่รูคิดภายใตสภาพแวดลอมที่เอื้ออํานวย และไดรบั การกระตนุ จูงใจอยางเหมาะสม สอดคลองกับสภาพจิตใจและความตองการของผูเ รียนแตละคน การจัดกิจกรรม การเรียนรูและสาระการเรียนรูที่สอดคลองกับความสนใจและมีความหมายตอผูเรียน จะชวยกระตุนใหสมองของผูเรียน สามารถรับรูและเรียนรูไดอยางมีประสิทธิภาพตามขั้นตอนการทํางานของสมอง ดังนี้ 1. สมองจะเรียนรูและสืบคน โดยการสังเกต คนหา ซักถาม และทดลอง ปฏิบัติ จนทําใหคนพบความรูความเขาใจ ไดอยางรวดเร็ว

2. สมองจะแยกแยะคุณคาของสิ่งตางๆ โดยการตัดสินใจวิพากษวิจารณ แสดง ความคิดเห็น ยอมรับหรือตอตานตาม อารมณความรูสึกที่เกิดขึ้นในขณะที่เรียนรู

3. สมองจะประมวลเนื้อหาสาระ โดยการสรุปเปนความคิดรวบยอดจาก เรื่องราวที่ไดเรียนรูใหมนําไปผสมผสานกับ ความรูห รือประสบการณเดิมทีถ่ กู จัดเก็บอยูใ น สมอง ผานการกลัน่ กรองเพือ่ สังเคราะหเปน ความรูค วามเขาใจใหมๆ หรือเปนทัศนคติใหม ที่จะเก็บบรรจุไวในสมองของผูเรียน

การเรียนรูที่มีประสิทธิภาพจึงตองเปนการเรียนรูที่เกิดจากกระบวนการคิดของผูเรียน เพราะการเรียนรูจะเกิดขึ้น เมื่อสมองรูคิด และตองเปนการคิดไดครบถวนตามขั้นตอนการทํางานของสมองผูเรียน โดยเริ่มตนจาก 1. ระดับการคิดพื้นฐาน ไดแก การสังเกต การจําแนก การคาดคะเน การสื่อความหมาย การรวบรวมขอมูล การสรุปผล เปนตน

คูม อื ครู

2. ระดับลักษณะการคิด ไดแก การคิดกวาง คิดลึกซึ้ง คิดไกล คิดหลากหลาย คิดคลอง คิดอยางมีเหตุผล เปนตน

3. ระดับกระบวนการคิด ไดแก กระบวนการคิดอยางมีวิจารณญาณ กระบวนการแกปญหา กระบวนการ คิดสรางสรรค กระบวนการคิดสังเคราะห เปนตน


5Es การจัดกิจกรรมตามขั้นตอนวัฏจักรการเรียนรู 5Es ขั้นตอนการสอนที่สัมพันธกับขั้นตอนการคิดและการทํางานทางสมองของผูเรียนที่นิยมใชอยางแพรหลาย คือ วัฏจักรการเรียนรู 5Es ซึ่งผูจัดทําคูมือครูไดนํามาใชเปนแนวทางออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนในแตละหนวย ตามลําดับขั้นตอนการเรียนรู ดังนี้ ขั้นที่ 1

กระตุนความสนใจ

(Engage)

เสร�ม

5

เปนขั้นที่ผูสอนนําเขาสูบทเรียน เพื่อกระตุนความสนใจของผูเรียนดวยเรื่องราวหรือเหตุการณที่นาสนใจโดยใชเทคนิควิธีการ และคําถามทบทวนความรูหรือประสบการณเดิมของผูเรียน เพื่อเชื่อมโยงผูเรียนเขาสูความรูของบทเรียนใหม ชวยใหผูเรียนสามารถ สรุปความสําคัญหัวขอและสาระการเรียนรูของบทเรียนได จึงเปนขั้นตอนการสอนที่สําคัญ เพราะเปนการเตรียมความพรอมและสราง แรงจูงใจใฝเรียนรูแกผูเรียน

ขั้นที่ 2

สํารวจคนหา

(Explore)

เปนขัน้ ทีผ่ สู อนเปดโอกาสใหผเู รียนลงมือศึกษา สังเกต หรือรวมมือกันสํารวจ เพือ่ ใหเห็นขอบขายของประเด็นหรือปญหา รวมถึง วิธีการศึกษาคนควา การรวบรวมขอมูลความรูที่จะนําไปสูการสรางความเขาใจประเด็นหรือปญหานั้นๆ เมื่อผูเรียนทําความเขาใจใน ประเด็นหรือปญหาที่จะศึกษาคนควาอยางถองแทแลว ก็ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมขอมูลความรู สํารวจตรวจสอบ โดยวิธีการตางๆ เชน สัมภาษณ ทดลอง อานคนควาขอมูลจากเอกสาร แหลงขอมูลตางๆ จนไดขอมูลความรูที่เกี่ยวของกับประเด็นหรือปญหาที่ศึกษา

ขั้นที่ 3

อธิบายความรู

(Explain)

เปนขั้นที่ผูสอนมีปฏิสัมพันธกับผูเรียน เชน ใหการแนะนํา ตั้งคําถามกระตุนใหคิด เพื่อใหผูเรียนคนหาคําตอบ และนําขอมูล ความรูจากการศึกษาคนควาในขั้นที่ 2 มาวิเคราะห สรุปผล และนําเสนอผลที่ไดศึกษาคนความาในรูปแบบสารสนเทศตางๆ เชน เขียนแผนภูมิ ผังมโนทัศน เขียนความเรียง เขียนรายงาน เปนตน ในขั้นตอนนี้ฝกใหผูเรียนใชสมองคิดวิเคราะหและสังเคราะห อยางเปนระบบ

ขั้นที่ 4

ขยายความเขาใจ

(Expand)

เปนขั้นที่ผูสอนเลือกใชเทคนิควิธีสอนตางๆ ที่สงเสริมใหผูเรียนนําความรูที่เกิดขึ้นไปคิดคนสืบคนตอๆ ไป เพื่อพัฒนาทักษะ การเรียนรูและการทํางานรวมกันเปนกลุม ระดมสมองเพื่อคิดสรางสรรครวมกัน ผูเรียนสามารถนําความรูที่สรางขึ้นใหมไปเชื่อมโยง กับประสบการณเดิมโดยนําขอสรุปทีไ่ ดไปใชอธิบายเหตุการณตา งๆ หรือนําไปปฏิบตั ใิ นสถานการณใหมๆ ทีเ่ กีย่ วของกับชีวติ ประจําวัน ของตนเอง เพื่อขยายความรูความเขาใจใหกวางขวางยิ่งขึ้น ในขั้นตอนนี้ฝกสมองของผูเรียนใหสามารถคิดริเริ่มสรางสรรคอยางมี คุณภาพ เสริมสรางวิสัยทัศนใหกวางไกลออกไป

ขั้นที่ 5

ตรวจสอบผล

(Evaluate)

เปนขัน้ ทีผ่ สู อนประเมินมโนทัศนของผูเ รียน โดยตรวจสอบจากความคิดทีเ่ ปลีย่ นไปและความคิดรวบยอดทีเ่ กิดขึน้ ใหม ตรวจสอบ ทักษะ กระบวนการปฏิบัติ การแกปญหา การตอบคําถามรวบยอด หรือการเคารพความคิดหรือยอมรับเหตุผลของคนอื่น เพื่อการ สรางสรรคความรูร ว มกัน ผูเ รียนสามารถประเมินผลการเรียนรูข องตนเอง เพือ่ สรุปผลวามีความรูอ ะไรเพิม่ ขึน้ มาบาง เกิดความเขาใจ มากนอยเพียงใด และจะนําความรูเหลานั้นไปประยุกตใชในการเรียนรูเรื่องอื่นๆ หรือในชีวิตประจําวันไดอยางไร ผูเรียนจะเกิดเจตคติ และเห็นคุณคาของตนเองจากผลการเรียนรูที่เกิดขึ้น ซึ่งเปนการเรียนรูที่มีความสุขอยางแทจริง

การจัดกิจกรรมการเรียนรูตามขั้นตอนวัฏจักรการเรียนรู 5Es จึงเปนรูปแบบการเรียนการสอนที่เนนผูเรียน เปนสําคัญอยางแทจริง เพราะสงเสริมใหผูเรียนไดเรียนรูตามขั้นตอนของกระบวนการสรางความรูดวยตนเอง และ ฝกฝนใหใชกระบวนการคิดและกระบวนการกลุมอยางชํานาญ กอใหเกิดทักษะชีวิต ทักษะการทํางาน และทักษะการ เรียนรูที่มีประสิทธิภาพ สงผลตอการยกระดับผลสัมฤทธิ์ของผูเรียน ตามเปาหมายของการปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่ 2 (พ.ศ. 2552-2561) ทุกประการ คูม อื ครู


O-NET การเพิ่มผลสัมฤทธิ์ O-NET

การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามขั้นตอนวัฏจักรการเรียนรู 5Es ในแตละหนวยการเรียนรู ทางผูจัดทํา จะเสนอแนะวิธีสอน รูปแบบกิจกรรมการเรียนรู พรอมทั้งออกแบบเครื่องมือวัดและประเมินผลที่สอดคลองกับตัวชี้วัด และสาระการเรียนรูแกนกลางไวทุกขั้นตอน โดยยึดหลักสําคัญ คือ หลักของการวัดและประเมินผล เสร�ม

6

1. การวัดและประเมินผลทุกครั้ง ควรนําผลมาปรับปรุงพัฒนาผูเรียน เปนรายบุคคล

2. การวัดและประเมินผลมี เปาหมาย เพื่อพัฒนาการเรียนรู ของผูเรียนจนเต็มศักยภาพ

3. การนําผลการวัดและประเมินผล ทุกครั้งมาวางแผนปรับปรุงกิจกรรม การเรียนการสอน การเลือกเทคนิค วิธีสอน และสื่อการเรียนรูให เหมาะสมกับสภาพจริงของผูเรียน

การทดสอบผูเรียน 1. การใชขอสอบอัตนัย เนนการอาน การคิดวิเคราะห และการเขียนเพิ่มมากขึ้น 2. การใชคําถามกระตุนการคิดควบคูกับการทําขอสอบที่เนนการคิดอยางตอเนื่องตามลําดับกิจกรรมการเรียนรู และตัวชี้วัด 3. การทดสอบตองดําเนินการทั้งกอนเรียน ระหวางเรียน และหลังเรียน การทดสอบควรใชขอสอบทั้งชนิดปรนัยและ อัตนัย และเปนการทดสอบเพื่อประเมินผลการเรียนของผูเรียนแตละคน เพื่อการสอนซอมเสริมใหบรรลุตัวชี้วัด ไดครบถวน 4. การสอบกลางภาค (ถามี) ควรนําแบบฝกหัดหรือขอสอบทีน่ กั เรียนสวนใหญไมสามารถตอบไดหรือไมครบถวนชัดเจน มา สรางเปนแบบทดสอบอีกครัง้ เพือ่ ตรวจสอบความรูค วามเขาใจทีถ่ กู ตอง และประเมินความกาวหนาของผูเ รียนแตละคน 5. การสอบปลายภาคเรียนเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามตัวชี้วัดที่สําคัญ ควรออกขอสอบใหมีลักษณะเดียวกับ ขอสอบ O-NET โดยเนนการคิดวิเคราะห สังเคราะห เชื่อมโยงประยุกตใช เพื่อสรางความคุนเคย และฝกฝน วิธีการทําขอสอบดวยความมั่นใจ 6. การนําผลการทดสอบของผูเรียนมาวิเคราะห โดยผลการสอบกอนการเรียนตองสามารถพยากรณผลการสอบ กลางภาค และผลการสอบกลางภาคตองทํานายผลการสอบปลายภาคของผูเ รียนแตละคน เพือ่ ประเมินพัฒนาการ ความกาวหนาของผูเรียนเปนรายบุคคล 7. ผลการทดสอบปลายป ปลายภาค ตองมีคาเฉลี่ยสอดคลองกับคาเฉลี่ยของการสอบ NT ที่เขตพื้นที่การศึกษา จัดสอบ รวมทั้งคาเฉลี่ยของการสอบ O-NET ชวงชั้นที่สอดคลองครอบคลุมมาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัดสําคัญ เพือ่ สะทอนประสิทธิภาพของครูผสู อนในการออกแบบการเรียนรูแ ละประกันคุณภาพผูเ รียนทีต่ รวจสอบผลไดชดั เจน การจัดการเรียนการสอนในแตละหนวยการเรียนรู ตองใหผูเรียนไดสั่งสมความรู ความเขาใจตามลําดับขั้นตอน ของกิจกรรมในวัฏจักรการเรียนรู 5Es เพื่อใหผูเรียนไดเติมเต็มองคความรูอยางตอเนื่อง จนสามารถปฏิบัติชิ้นงานหรือ ภาระงานรวบยอดของแตละหนวย ผานเกณฑประกันคุณภาพในระดับที่นาพึงพอใจ เพื่อรองรับการประเมินภายนอกจาก สมศ. ตลอดเวลา คูม อื ครู


ASEAN การเรียนรูสูประชาคมอาเซียน เพื่ออํานวยความสะดวกแกครูผูสอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรูบูรณาการอาเซียนศึกษา ผูจัดทําไดวิเคราะห มาตรฐานการเรียนรู และตัวชี้วัดที่มีสาระการเรียนรูสอดคลองกับองคความรูเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนในแงมุมตางๆ ครอบคลุมทัง้ ประชาคมการเมืองและความมัน่ คงอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคมและวัฒนธรรม อาเซียน เพื่อสงเสริมการเรียนรูใหผูเรียนเกิดความตระหนัก มีความรูความเขาใจเหมาะสมกับระดับชั้นและกลุมสาระ การเรียนรู โดยเสนอแนะวิธีการจัดกิจกรรมบูรณาการเนื้อหาสาระตางๆ ที่เปนประโยชนตอผูเรียนและเปนการชวย เตรียมความพรอมผูเ รียนทุกคนทีจ่ ะกาวเขาสูก ารเปนสมาชิกของประชาคมอาเซียนไดอยางมัน่ ใจตามขอตกลงปฏิญญา เสร�ม ชะอํา-หัวหิน วาดวยความรวมมือดานการศึกษาเพือ่ บรรลุเปาหมายประชาคมอาเซียนทีเ่ อือ้ อาทรและแบงปน จึงกําหนด 7 เปนนโยบายใหกระทรวงศึกษาธิการจัดการเรียนรูเตรียมความพรอมผูเรียนเขาสูประชาคมอาเซียนภายในป พ.ศ. 2558 ตามแนวปฏิบัติที่สําคัญ ดังนี้

การจัดการเรียนรูส ู ประชาคมการเมืองและความมัน่ คงอาเซียน 1. การสรางความรูความเขาใจ และตระหนักถึงความสําคัญของ กฎบัตรอาเซียน และความรวมมือ ของ 3 เสาหลัก ซึง่ กฎบัตรอาเซียน ในขณะนี้มีสถานะเปนกฎหมายที่ ประเทศสมาชิกจะตองปฏิบัติตาม หลักการที่กําหนดไวเพื่อใหบรรลุ เปาหมายของกฎบัตรมาตราตางๆ

2. การสงเสริมหลักการ ประชาธิปไตยและการสราง สิ่งแวดลอมประชาธิปไตย เพื่อการอยูรวมกันอยางกลมกลืน ภายใตวิถีชีวิตอาเซียนที่มีความ หลากหลายดานสังคมและ วัฒนธรรม

4. การตระหนักในคุณคาของ สายสัมพันธทางประวัติศาสตร และมรดกทางวัฒนธรรมที่มี พัฒนาการรวมกัน เพื่อเชื่อม อัตลักษณและสรางจิตสํานึก ในการเปนประชากรของประชาคม อาเซียนรวมกัน

3. การสงเสริมการศึกษาดาน สิทธิมนุษยชน เพื่อสรางประชาคม อาเซียนใหเปนประชาคมเพื่อ ประชาชนอยางแทจริง สามารถ อยูรวมกันไดบนพื้นฐานการเคารพ ในคุณคาของศักดิ์ศรีแหงความ เปนมนุษยเทาเทียมกัน

5. การสงเสริมสันติภาพ ความ มั่นคง และความปรองดองในสังคม ทั้งระดับประเทศและภูมิภาคของ อาเซียนบนพื้นฐานสันติวิธีและการ อยูรวมกันดวยขันติธรรม

คูม อื ครู


การจัดการเรียนรูส ู ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

เสร�ม

8

1. การพัฒนาทักษะการทํางาน เพื่อเสริมสรางผูเรียนใหมีทักษะ วิชาชีพที่จําเปนสอดคลองกับ ความตองการของตลาดแรงงาน และสถานประกอบการในอาเซียน สามารถเทียบโอนผลการเรียน และการทํางานตามมาตรฐานฝมือ แรงงานในภูมิภาคอาเซียน

2. การเสริมสรางวินัย ความรับผิดชอบ และเจตคติรักการทํางาน สามารถพึ่งพาตนเอง มีทักษะชีวิต ดํารงชีวิตอยางมีความสุข เห็นคุณคา และภูมิใจในตนเอง ในฐานะที่เปนพลเมืองไทยและ อาเซียน

3. การเรียนรูเพื่อพัฒนาตนเอง อยางตอเนื่องตลอดชีวิต ใหมี ทักษะการทํางานตามมาตรฐาน อาชีพ และคุณวุฒิของวิชาชีพสาขา ตางๆ เพื่อรองรับการเตรียมเคลื่อน ยายแรงงานมีฝมือและการเปน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่ เขมแข็ง เพื่อสรางขีดความสามารถ ในการแขงขันในเวทีโลก

การจัดการเรียนรูส ู ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน 1. การเสริมสรางความรวมมือ ในลักษณะสังคมที่เอื้ออาทร ของประชากรอาเซียน โดยยึด หลักการสําคัญ คือ ความงดงาม ของประชาคมอาเซียนมาจาก ความแตกตางและหลากหลายทาง วัฒนธรรมที่ลวนแตมีคุณคาตอ มรดกทางวัฒนธรรมของอาเซียน ซึ่งประชาชนทุกคนตองอนุรักษ สืบสานใหยั่งยืน

2. การเสริมสรางคุณลักษณะ ของผูเรียนใหเปนพลเมืองอาเซียน ที่มีศักยภาพในการกาวเขาสู ประชาคมอาเซียนอยางมั่นใจ เปนผูที่มีสุขภาพสมบูรณแข็งแรง มีทักษะการสื่อสาร ทักษะการ ทํางาน ทักษะทางสังคม สามารถ ทํางานรวมกับผูอื่นไดอยาง สรางสรรค และมีองคความรู เกี่ยวกับอาเซียนที่จําเปนตอการ ดํารงชีวิตอยางมีคุณภาพ

4. การสงเสริมการเรียนรูดาน ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี วิถชี วี ติ ความเปนอยูข องเพือ่ นบาน ในอาเซียน เพื่อสรางจิตสํานึกของ ความเปนประชาคมอาเซียนและ ตระหนักถึงหนาที่ของการเปน พลเมืองอาเซียนรวมกัน

3. การสงเสริมการเรียนรูภาษา อังกฤษเพื่อการสื่อสารและการ ทํางานตามมาตรฐานอาชีพที่ กําหนดและสนับสนุนการเรียนรู ภาษาอาเซียนและภาษาเพื่อนบาน เพื่อชวยเสริมสรางสัมพันธภาพทาง สังคม และการอยูรวมกันอยางสันติ ทามกลางความหลากหลายทาง วัฒนธรรม

5. การสรางความรูและความ ตระหนักเกี่ยวกับดานสิ่งแวดลอม ปญหาและผลกระทบตอคุณภาพ ชีวิตของประชากรในภูมิภาค รวมทั้งแนวทางการพัฒนาอยาง ยั่งยืน ใหเปนมรดกสืบทอดแก พลเมืองอาเซียนในรุนหลังตอๆ ไป

กระทรวงศึกษาธิการจึงประกาศนโยบายการปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่ 2 (พ.ศ. 2552-2561) เพื่อเรงพัฒนาเด็ก และเยาวชนไทยใหเปนทรัพยากรมนุษยของชาติที่มีทักษะและความชํานาญ พรอมเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงและ การแขงขันทั้งในภูมิภาคอาเซียนและภูมิภาคอื่นๆ ของสังคมโลก ทั้งนี้ผูบริหารสถานศึกษา ครูผูสอน และผูปกครอง ควรรวมมือกันอยางใกลชิดในการดูแลชวยเหลือผูเรียนและจัดประสบการณการเรียนรูเพื่อพัฒนาผูเรียนจนเต็มศักยภาพ เพื่อกาวเขาสูการเปนพลเมืองอาเซียนอยางมีเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีความเปนมนุษยของตน คณะผูจัดทํา คูม อื ครู


ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรูแกนกลาง สาระที่ 4

ประวัติศาสตรสากล (เฉพาะชั้น ม.4-6)*

ประวัติศาสตร

มาตรฐาน ส 4.1 เขาใจความหมาย ความสําคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร สามารถใชวิธีการทาง ประวัติศาสตรมาวิเคราะหเหตุการณตางๆ อยางเปนระบบ ชั้น

ตัวชี้วัด

สาระการเรียนรูแกนกลาง

หนวยการเรียนรูในหนังสือเรียน

• เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตรที่ปรากฏ ในหลักฐานทางประวัติศาสตร ไทยและ ประวัติศาสตรสากล • ตัวอยางเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร ของสังคมมนุษยที่มีปรากฏในหลักฐานทาง ประวัติศาสตร (เชื่อมโยงกับ มฐ. ส 4.3) • ความสําคัญของเวลาและยุคสมัยทาง ประวัติศาสตร

• หนวยการเรียนรูที่ 1 เวลาและการแบงยุคสมัย ทางประวัติศาสตรสากล

2. สรางองคความรูใหม • ขั้นตอนของวิธีการทางประวัติศาสตร โดยนํา เสนอตัวอยางทีละขั้นตอนอยางชัดเจน ทางประวัติศาสตร โดยใชวิธีการทาง • คุณคาและประโยชนของวิธีการทาง ประวัติศาสตรอยาง ประวัติศาสตร ที่มีตอการศึกษาทาง ประวัติศาสตร เปนระบบ • ผลการศึกษาหรือโครงงานทางประวัติศาสตร

• หนวยการเรียนรูที่ 2 การสรางองคความรูใหม ทางประวัติศาสตรสากล

ม.4-6 1. ตระหนักถึงความ สําคัญของเวลา และยุคสมัยทาง ประวัติศาสตร ที่แสดงถึงการ เปลี่ยนแปลงของ มนุษยชาติ

เสร�ม

9

มาตรฐาน ส 4.2 เขาใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปจจุบันในดานความสัมพันธและการเปลี่ยนแปลง ของเหตุการณอยางตอเนื่อง ตระหนักถึงความสําคัญและสามารถวิเคราะหผลกระทบที่เกิดขึ้น ชั้น

ตัวชี้วัด

สาระการเรียนรูแกนกลาง

หนวยการเรียนรูในหนังสือเรียน

ม.4-6 1. วิเคราะหอิทธิพล • อารยธรรมของโลกยุคโบราณ ไดแก อารยธรรม • หนวยการเรียนรูที่ 3 ลุมแมนํ้าไทกริส-ยูเฟรทีส ไนล ฮวงโห สินธุ อารยธรรมของโลก ของอารยธรรม และอารยธรรมกรีก โรมัน ยุคโบราณ โบราณ และการ • การติดตอระหวางโลกตะวันออกกับโลกตะวันตก ติดตอระหวาง และอิทธิพลทางวัฒนธรรมที่มีตอกันและกัน โลกตะวันออกกับ โลกตะวันตกที่มีผล ตอพัฒนาการและ การเปลี่ยนแปลง ของโลก _________________________________ * สํานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, กระทรวงศึกษาธิการ. ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรูแกนกลาง กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม. (กรุงเทพมหานคร : ชุมนุมสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย, 2551), หนา 92-118.

คูม อื ครู


ชั้น

เสร�ม

10

ตัวชี้วัด

สาระการเรียนรูแกนกลาง

ม.4-6 2. วิเคราะหเหตุการณ • เหตุการณสาํ คัญตางๆ ทีส่ ง ผลตอการเปลีย่ นแปลง สําคัญตางๆ ที่สงผล ของโลกในปจจุบนั เชน ระบอบศักดินาสวามิภกั ดิ์ ตอการเปลี่ยนแปลง สงครามครูเสด การฟนฟูศิลปวิทยาการ การ ทางสังคม เศรษฐกิจ ปฏิวัติทางวิทยาศาสตร การสํารวจทางทะเล และการเมืองเขาสู การปฏิรูปศาสนา การปฏิวัติอตุ สาหกรรม โลกสมัยปจจุบัน แนวคิดเสรีนิยม แนวคิดจักรวรรดินิยม แนวคิด ชาตินิยม 3. วิเคราะหผลกระทบ • การขยาย การลาอาณานิคม และผลกระทบ ของการขยายอิทธิพล • ความรวมมือและความขัดแยงของมนุษยชาติ ของประเทศในยุโรป ในโลกในคริสตศตวรรษที่ 20 ไปยังทวีปอเมริกา แอฟริกา และเอเชีย

หนวยการเรียนรูในหนังสือเรียน

• หนวยการเรียนรูที่ 4 เหตุการณสําคัญทาง ประวัติศาสตรที่มีผล ตอโลกปจจุบัน

• หนวยการเรียนรูที่ 4 เหตุการณสําคัญทาง ประวัติศาสตรที่มีผล ตอโลกปจจุบัน

4. วิเคราะหสถานการณ • สถานการณสําคัญของโลกในคริสตศตวรรษ • หนวยการเรียนรูที่ 5 ของโลกในคริสตที่ 21 เชน เหตุการณการระเบิดตึก World สถานการณสําคัญของโลก ศตวรรษที่ 21 Trade Center (เวิลดเทรด เซ็นเตอร) ในคริสตศตวรรษที่ 21 11 กันยายน 2001 การขาดแคลนทรัพยากร การกอการราย และการตอตานการกอการราย ความขัดแยงทางศาสนา

คูม อื ครู


คําอธิบายรายวิชา รายวิชา ประวัติศาสตรสากล ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4-6 รหัสวิชา ส…………………………………

กลุมสาระการเรียนรู สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ภาคเรียนที่ 1-2 เวลา 40 ชั่วโมง/ป

ศึกษา วิเคราะห ความสําคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตรที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลง เสร�ม ของมนุษยชาติ ขั้นตอนของวิธีการทางประวัติศาสตร คุณคาและประโยชนของวิธีการทางประวัติศาสตรที่มี 11 ตอการศึกษาประวัติศาสตรสากล อารยธรรมลุมแมนํ้าไทกริส-ยูเฟรทีส ไนล ฮวงโห สินธุ และอารยธรรม กรีก โรมัน การติดตอระหวางโลกตะวันออกกับโลกตะวันตกที่มีผลตอพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลง ของโลก เหตุการณสําคัญตางๆ ที่สงผลตอการเปลี่ยนแปลงของโลกในปจจุบัน การขยาย การลาอาณานิคม ของประเทศในยุโรปไปยังทวีปอเมริกา แอฟริกา และเอเชีย และผลกระทบ ความรวมมือและความขัดแยงของ มนุษยชาติในโลก สถานการณสําคัญของโลกในคริสตศตวรรษที่ 21 โดยใชวธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร กระบวนการคิด กระบวนการสืบคนขอมูล กระบวนการปฏิบตั ิ กระบวนการ ทางสังคม กระบวนการเผชิญสถานการณ กระบวนการแกปญหา กระบวนการกล กระบวนการกลุม เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจ ตระหนักในความสําคัญของการศึกษาประวัติศาสตรสากล มีคุณลักษณะ ที่พึงประสงคในดานใฝเรียนรู มุงมั่นในการทํางาน ซื่อสัตยสุจริต มีวินัย มีความรับผิดชอบ ตัวชี้วัด ส 4.1 ส 4.2

ม.4-6/1 ม.4-6/1

ม.4-6/2 ม.4-6/2 ม.4-6/3 รวม 6 ตัวชี้วัด

ม.4-6/4

คูม อื ครู


ตาราง

วิเคราะหมาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัด รายวิชา ประวัตศิ าสตรสากล ม.4-6

คําชี้แจง : ใหผูสอนใชตารางนี้ตรวจสอบความสอดคลองของเนื้อหาสาระการเรียนรูในหนวยการเรียนรูกับมาตรฐาน การเรียนรูและตัวชี้วัดชวงชั้น

มาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัด เสร�ม

12

หนวยการเรียนรู

หนวยการเรียนรูที่ 1 : เวลาและการแบงยุคสมัย ทางประวัติศาสตรสากล

หนวยการเรียนรูที่ 2 : การสรางองคความรูใหม ทางประวัติศาสตรสากล

หนวยการเรียนรูที่ 3 : อารยธรรมของโลกยุคโบราณ

หนวยการเรียนรูที่ 4 : เหตุการณสําคัญทางประวัติศาสตร ที่มีผลตอโลกปจจุบัน

หนวยการเรียนรูที่ 5 : สถานการณสําคัญของโลก ในคริสตศตวรรษที่ 21

คูม อื ครู

มาตรฐาน ส 4.1 ตัวชี้วัด 1

2

สาระที่ 4 มาตรฐาน ส 4.2 ตัวชี้วัด 1

2

3

4


กระตุน ความสนใจ Engage

สํารวจคนหา Explore

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

˹ѧÊ×ÍàÃÕ¹ ÃÒÂÇÔªÒ¾×é¹°Ò¹

»ÃÐÇѵ ÈÔ ÒʵÏÊÒ¡Å Á.ô - Á.ö ªÑ¹é ÁѸÂÁÈÖ¡ÉÒ»‚·èÕ ô - ö

¡ÅØ‹ÁÊÒÃСÒÃàÃÕ¹ÃÙŒÊѧ¤ÁÈÖ¡ÉÒ ÈÒÊ¹Ò áÅÐÇѲ¹¸ÃÃÁ µÒÁËÅÑ¡ÊÙµÃ᡹¡ÅÒ§¡ÒÃÈÖ¡ÉÒ¢Ñé¹¾×é¹°Ò¹ ¾Ø·¸ÈÑ¡ÃÒª òõõñ

¼ÙŒàÃÕºàÃÕ§

¼ÙŒµÃǨ

ºÃóҸԡÒÃ

È. ÊÑުѠÊØÇѧºØµÃ ÃÈ.´Ã. ªÒ¤ÃÔµ ªØ‹ÁÇѲ¹Ð È. ͹ѹµªÑ àÅÒËоѹ¸Ø ÃÈ. ÇزԪÑ ÁÙÅÈÔÅ»Š

¹Ò§ÊÒǨÔÃоѹ¸ ªÒµÔªÔ¹àªÒǹ ¹Ò»ÃШѡɏ ỈÐÊ¡ØÅ ¹ÒÂÊÁà¡ÕÂÃµÔ ÀÙ‹ÃÐ˧ɏ

¹ÒÂàÍ¡ÃÔ¹·Ã ÊÕèÁËÒÈÒÅ

พิมพครั้งที่ ๙

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติ รหัสสินคา ๓๐๑๓๐๐๔

¤Œ¹¤ÇÒÁÃÙŒ¢ÂÒ¤ÇÒÁ¤Ô´¨Ò¡

¾ÔÁ¾¤ÃÑ駷Õè 1 ÃËÑÊÊÔ¹¤ŒÒ 3043027

EB GUIDE

ที่พิมพกํากับหัวขอสําคัญในหนังสือเรียนหลักสูตรแกนกลางฯ ผาน www.aksorn.com ไปยังแหลงความรูทั่วไทย-ทั่วโลก

คณะผูจัดทําคูมือครู ดวงใจ สุขอึ้ง พิชัย ยินดีนอย


กระตุน ความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

อธิบายความรู

Explore

Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

¤íÒá¹Ð¹íÒ㹡ÒÃ㪌˹ѧÊ×ÍàÃÕ¹ หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ประวัติศาสตรสากลเลมนี้ สรางขึ้นเพื่อใหเปนสื่อสําหรับใชประกอบ การเรียนการสอนในรายวิชาพื้นฐาน กลุมสาระการเรียนรูสงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชัน้ มัธยมศึกษา ปท่ี ๔-๖ โดยเนื้อหาตรงตามสาระการเรียนรูแกนกลางขั้นพื้นฐาน อานทําความเขาใจงาย ใหท้ังความรูและ ชวยพัฒนาผูเรียนตามหลักสูตรและตัวชี้วัด เนื้อหาสาระแบงออกเปนหนวยการเรียนรูตามโครงสรางรายวิชา สะดวกแกการจัดการเรียนการสอนและการวัดผลประเมินผล พรอมเสริมองคประกอบอื่นๆ ที่จะชวยทําให à¹×éÍËҵçµÒÁÊÒÃСÒÃàÃÕ¹Ãٌ᡹¡ÅÒ§ ãËŒ¤ÇÒÁÃÙŒáÅÐàÍ×é͵‹Í¡ÒùíÒä»ãªŒÊ͹à¾×èÍ ÁÕàÊŒ¹àÇÅÒáÊ´§à˵ءÒóÊíÒ¤ÑÞ ผูเ รียนไดรบั ความรูอ ยางมีประสิทธิภาพ ãËŒºÃÃÅصÑǪÕéÇÑ´ áÅÐÊÌҧ¤Ø³ÅѡɳР㹻ÃÐÇѵÔÈÒʵÏà¾×èÍãËŒà¡Ô´¤ÇÒÁ ¨Ñ´¡ÅØ‹Áà¹×éÍËÒ໚¹Ë¹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ Êдǡᡋ¡ÒèѴ¡ÒÃàÃÕ¹¡ÒÃÊ͹

˹‹Ç¡ÒÃàÃ

Õ¹ÃÙŒ·Õè

วหนาอยางรวดเร็วกวา ความรูใหมที่เกิดจากวิธีการใหม ทำใหโลกเจริญกา of Reason) หรือยุคแหงการรูแจง (Age of สมัยกอน ทำใหเกิดสมัยแหงการใชเหตุผล (Age น โดยเป ๑๘ ่ Enlightenment) ในคริสตศตวรรษที ๆ การปฏิวัติทางภูมิปญญาและการแสดงทัศนะใหม ทางการเมื อ งของนั ก ปรั ช ญาเมธี เช น วอลแตร (Voltaire) มงเตสกีเยอ (Montesquieu) และชอง ชาก น รูโซ (Jean Jacques Rousseau) เปนตน ซึ่งกระตุ ให เ กิ ด การปฏิ วั ติ ท างการเมื อ งครั้ ง สำคั ญ ของโลก ค.ศ. น ั ก ริ องชาวอเม ข ิ ต ั ว การปฏิ อ คื มา อ ในเวลาต ย ๑๗๗๖ และการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. ๑๗๘๙ ภาพวาดการนำเครื่องจักรที่ประดิษฐขึ้นในสมั วั ติ อุ ต สาหกรรมมา ช ว ยในการผลิ ต ใน (๓) สมัยการปฏิวัติอุตสาห- การปฏิ โรงงานทอผาของประเทศในยุโรป การ กรรม (ระหวางคริสตศตวรรษที่ ๑๘ - ๒๐) เปน ่อง นำเครื่องจักรมาใชแทนแรงงานมนุษยเพื่อผลิตเครื ียวกัน ทำใหวิถีชีวิตและการทำงานของ อุปโภคบริโภคไดเปนจำนวนมากและในมาตรฐานเด ่งคั่ง มีอำนาจ จนเกิดสมัยจักรวรรดินิยม มนุษยเปลี่ยนไป อีกทั้งทำให โลกตะวันตกมีความมั ิวัติเกษตรกรรมหรือ คลื่นลูกที่หนึ่ง จากการปฏ อ ต อง ส ่ ที ก ลู น ่ คลื า  สาหกรรมว ต ุ อ ิ ต ั ว มีผูเรียกการปฏิ ๑๗๘๙ - ๑๙๑๔) (๔) สมัยเสรีนิยม ชาตินิยม และประชาธิปไตย (ค.ศ. ผล ทำใหเกิดความคิดในเรื่องเสรีนิยม ชาตินิยม ความคิดทางการเมืองใหมๆ ในสมัยแหงการใชเหตุ ศอื่นๆ ตามมา และประเท ๑๗๘๙ ค.ศ. เศส ง ่ นฝรั ใ หญ ใ ิ ต ั และประชาธิปไตย จนนำไปสูการปฏิว ปไตย สวนความคิดในเรื่องชาตินิยมไดนำไปสู ทำใหมีการปกครองแบบใหม คือ ระบอบประชาธิ ดสงครามโลกครั้งที่ ๑ เกิ อ ่ เมื ๑๙๑๔ ค.ศ. ใน ด สุ น ้ ิ ส ้ นี ย สมั าลี ต อิ การรวมประเทศ เชน เยอรมนี เปนชวงเวลาที่ (๕) สมัยจักรวรรดินิยมใหม (ค.ศ. ๑๘๗๐ - ๑๙๑๔) อาณานิคมจนกระทั่งเกิดสงครามโลก ประเทศตางๆ ในทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกาแสวงหา ต อ งการแหล ง ทำให สาหกรรม ต ุ อ ิ ต ั ว รปฏิ ครั้ ง ที่ ๑ สมั ย จั กรวรรดิ นิ ย มใหม เ ป น ผลจากกา น โดยการแขงขันกันเพื่อความยิ่งใหญ ทรัพยากรธรรมชาติ แหลงขายสินคา แหลงการลงทุ ป แอฟริ กา นทวี ใ าติ ช  การทำให น เป า มว ค ณานิ ของชาติ มี การใช ข อ อ า งในการแ สวงหาอา นอารยะ โดยถือเปน ภาระของคนผิวขาว เอเชีย และที่อื่นมีชีวิตความเปนอยูดีขึ้น มีความเป (The White Man’s Burden)

จิตรกรรมฝา ผนั กวาง มา ผลง งที่ถ้ำลาสโกซ ประเทศฝ านการสรางสรร รั่งเศส คของมนุษย รูปวัว ยุคหินเกา

·Ò§»ÃÐÇѵ àÇÅÒáÅСÒÃá ÔÈÒʵÏÊÒ¡ º§‹ Â¤Ø ÊÁÂÑ Å ¹ÑºµÑé§áµ‹

¡ÑºÁ¹Øɏ à¾× Á¹ØɪҵԶ×Í¡Óà¹Ô´¢Ö ¡‹Í¹»ÃÐÇѵÔÈ èÍãËŒà¡Ô´¤ÇÒÁࢌÒ㨧‹ÒÂáÅé¹ÁÒã¹âÅ¡¹Õéä´ŒÁÕàÃ×èͧÃÒǵ‹ ÒʵÏ áÅÐÊÁ Ò Ñ»ÃÐÇѵÔÈÒʵеç¡Ñ¹ ¨Ö§ä´ŒÁÕ¡ÒÃẋ §æ ÁÒ¡ÁÒÂËÅÒ´ŒÒ¹· ¡ÒõÑé§ §ª‹Ç§àÇÅÒ· ÊÁÑ»˜¨¨ØºÑ¹ ª×èÍÂؤÊÁÑ·ҧ»ÃÐÇѵÔÈ Ã ÕèÂÒǹҹ¹ÕéÍ Õèà¡ÕèÂÇ¢ŒÍ§ Òʵ ËÃ× Í¡à»š¹ÊÁÑ ¤ÇÒÁᵡµ‹Ò ÍËÇÁÊÁÑ ᵋª‹Ç§àÇ ÃÊÒ¡Å ¹ÔÂÁ㪌໚¹ÊÁ ÅҢͧÊÁÑ»ÃÐ §¡Ñ Ñ Â âºÃ ¹ à¾Ã Òо ¹ÑºÈÑ¡ÃÒª¢Í§ Ѳ¹Ò¡Ò÷ҧ» ÇѵÔÈÒʵÏã¹á Ò³ ÊÁÑ¡ÅÒ§ ÊÁÑÂãËÁ ᵋ ÃÐÇ Å µ‹ ÐÀÙ ‹ áÅÐ µ Ñ Å È Ô ÐÀÙ Á Òʵ À Ô ÁÔ Ò¤ ª‹Ç§àÇÅÒã¹á µ‹ÅÐÂؤÊÁÑÂáÅРᵋÅлÃÐà·È¡çÁÕ¤ÇÒÁ Ïã¹áµ‹ÅÐáË‹§àÃÔèÁäÁ‹¾ÃŒÍ ÀÒ¤ ᵋÅлÃÐà·È¡çÁÕ Á¡Ñ¹ ᵡ ÇÔ¸Õ¡ÒùѺÈÑ¡ ตัวชี้วัด ÃÒª¢Í§áµ‹Å µ‹Ò§¡Ñ¹ ´Ñ§¹Ñ鹨֧¤ÇÃãËŒ ¹Í¡¨Ò¡¹Õé ÇÔ¸Õ¡Òà ÐÀÙÁÔÀÒ¤ ᵋ ¤ÇÒÁÊÓ¤ÑÞ ส ๔.๑ ม.๔à¡Õ Šлà  è ǡѺ ๖/๑ Ðà·È´ŒÇ ตระห

นักถึงความ ที่แสดงถึงการเ สำคัญของเวลาและยุ คสมัย ปลี่ยนแปลงขอ งมนุษยชาติ ทางประวัติศาสตร

สาระการเรียนรู

แกนกลาง

เวลาและยุค สมั ประวัติศาสตร ยทางประวัติศาสตรท ี่ป ■ ตัวอยางเวล ไทยและประวัติศาสตรส รากฏในหลักฐานทาง ากล าแล ที่มีปรากฏในห ะยุคสมัยทางประวัต ิศ ■ ความสำคัญของเลักฐานทางประวัติศาสตราสตรของสังคมมนุษย  วลาและยุคสมั ยทางประวัต ิศาสตร ■

http://www.aksorn.com/LC/Hist_Wor/M4-6/01

๓) ผลของการปฏิรูปศาสนา

ซึ่งเคยมีคริสตศาสนาเปนศูนยรวมควา ที่มีตอโลก การปฏิรูปศาสนาทำใหสังคมตะวันตก มศรัทธาของผูคนหลากหลายชาติเ กิดความแตกแยกเปน นิกายตางๆ ที่มีรูปแบบแตกตางกัน มาจนถึงปจจุบัน เกิดขันติธรรมทาง ศาสนา ซึ่งในเวลาตอมา ทำใหชาวตะวันตกมีสิทธิจะเลือกนับ ถือลัทธิศาสนาใดก็ไดตามความพอใจ สงผลใหชาวตะวันตก อพยพไปอยูในประเทศที่นับถือนิกายศาสน าที่ตนนับถือ บรรดานักวิทยาศาสตร ชาวบานที่ไมพอใจการควบคุมของนิ นักปรัชญา หรือ กายคาทอลิกหรือนิกายโปรเตสแตน ตในประเทศตนก็อพยพ ไปยังประเทศที่มีความเปนอิสระมากก วา (เชน ดินแดนในโลกใหมหรือทวี ปอเมริกา) ความคิดที่ จะตองทำสงครามศาสนาก็คอยๆ หมดไป จากสังคมตะวันตก นอกจากนั้นยังก อันหนึ่งอันเดียวกันทางการเมืองในดิ อใหเกิดความเปน นแดนตางๆ เพราะศรัทธาในลัทธิศ าสนาก บานเมืองตางมีอิทธิพลซึ่งกันและกัน สรางความเชื่อมั่นวาความเปนเอกภาพ ับความรักชาติ ทางศาสนาหมายถึง ความเปนอันหนึ่งอันเดียวกันทางการ เมืองดวย ทำใหเกิดการเรียกรองเอกรา ชหรือการรวมชาติ ตามนิกายศาสนาที่พลเมืองสวนใหญ นับถื ของชาวดัตชที่นับถือนิกายโปรเตสแตน อ เชน การกอกบฏและจัดตั้งประเทศเนเธอรแลนด ตจากการปกครองของสเปนที่นับถือ นิกายคาทอลิก หรือ การเกิดสงคราม ๓๐ ป (Thirty Years’ War, ค.ศ. ๑๖๑๘ - ๑๖๔๘) ในดินแดนเยอ รมัน เปนตน นอกจากนี้ การปฏิรูปศาสนายังทำให รัฐตางๆ หันมาปรับปรุงตนเองจากระบบ เกิดแนวทางใหมในสังคมตะวันตก เดิม โดยผู ไดอยางอิสระโดยปราศจากการแทรกแซ ปกครองสามารถจัดระบอบการปกครองของตนเอง งของศาสนจักร ดังนั้น ในดินแดนที ศาสนาหรือรับอิทธิพลจากแนวคิดเรื ่องการปฏิรูปศาสนา ศาสนาจึงมีฐานะเป ่เกิดการปฏิรูป นศาสนาประจำชาติ ที่ตองอยูในความอุปถัมภของฝายปกคร อง ถือเปนการสิ้นสุดบทบาทและอำ นาจของศาสนจักร ที่เคยมีมาอยางมั่นคงในสังคมตะวัน ตกเปนระยะเวลากวา ๑,๐๐๐ ป àÊŒ¹àÇÅÒáÊ´§à˵ءÒóÊ Ó¤ÑÞã¹»ÃÐÇѵÔÈÒʵÏ

ค.ศ. ๑๕๔๕ - ๑๕๖๓ การประชุมสภาแหงเทรนต

ค.ศ. ๑๕๑๐

๑๕๓๐ ค.ศ. ๑๕๓๕ พระเจาเฮนรีที่ ๘ ทรงตัดความสัมพันธกับโรม

๑๕๔๐

๑๕๕๐

๑๕๖๐

ค.ศ. ๑๕๔๐ มีการ จัดตั้งสมาคมเยซูอิต

EB GUIDE ๑๑

àÃ×èͧàÅ‹Ò¨Ò¡Í´Õµ ¹Í¡à˹×ͨҡ·ÕèÁÕã¹ÊÒÃСÒà àÃÕ¹Ãٌ᡹¡ÅÒ§ à¾×èÍà¾ÔèÁ¾Ù¹áÅТÂÒ¾ÃÁá´¹ ¤ÇÒÁÃÙŒãËŒ¡ÇŒÒ§¢ÇÒ§ÍÍ¡ä»

ÁØÁ¹‹ÒÃÙŒ à¾ÔèÁàµÔÁ¨Ò¡à¹×éÍËÒ ÁÕá·Ã¡à»š¹ÃÐÂÐæ

๑๕๒๐

ค.ศ. ๑๕๒๑ มารติน ลูเทอร ถูกขับออกจากศาสนา เกิด การแยกนิกายโปรเตสแตนต

ค.ศ. ๑๕๓๔ จอหน กัลแวง เผยแผ แนวคิดนิกายกัลแวง

๑๑๓

Web Guide á¹Ð¹íÒáËÅ‹§¤Œ¹¤ÇŒÒ¢ŒÍÁÙÅ à¾ÔèÁàµÔÁ¼‹Ò¹Ãкº Online

µÑǪÕéÇÑ´áÅÐÊÒÃСÒÃàÃÕ¹Ãٌ᡹¡ÅÒ§ µÒÁ·ÕèËÅÑ¡Êٵà ¡íÒ˹´ à¾×èÍãËŒ·ÃÒº¶Ö§à»‡ÒËÁÒÂ㹡ÒÃÈÖ¡ÉÒ

¤íÒ¶ÒÁ»ÃШíÒ˹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒáÅСԨ¡ÃÃÁÊÌҧÊÃä ¾Ñ²¹Ò¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ¢Í§¼ÙŒàÃÕ¹ãËŒÁդسÀÒ¾µÒÁµÑǪÕéÇÑ´ คาถาม ประจำหน่วยการเรียนรู้

จำนวนมากเพราะมี ชาวเมืองในลุมแมน้ำสินธุนับถือพระแมธรณี และเทพตางๆ ขา และรูปปนครึ่งตัว อาจเปนพระ รูปปนตุกตาเล็กๆ จำนวนหนึ่ง ที่เดนมาก คือ รูปปนเทวดามีเ ครา เ ไว งไหล ย ลายดอกเฉี า ผ ม ห ชน า เผ ข ประมุ อ หรื มีที่คาดผมแยกออกจากหวงกลมตรงกลางหนาผาก อารยธรรมลุมแมน้ำสินธุลมสลายไปประมาณ ๑,๕๐๐ ปกอนคริสตศักราช อาจเพราะภัยธรรมชาติ โรคระบาด หรือถูกพวกอินโด-ยู โรเปยน (พวกอารยัน) อพยพ และรุกรานเขามาในอินเดียผานทางชองเขาไคเบอร คาดวาพวกอารยันคงใชเวลาหลายรอยปกวาที่จะพิชิต เจาของอารยธรรมลุมแมน้ำสินธุลงได พวกอารยะหรืออารยันมีผิวขาว จมูกโดง รูปรางสูง ซึ่งแตกตางจากชาวพื้นเมืองเดิม ชาวอารยัน ตุกตาดินเผารูปเทพีมารดรสวมสรอยพระศอและ ง เกศาอย า งสวยงาม ขุ ด พบที่ เ มื อ งฮารั ป ปา ไดยึดบานชอง ทรัพยสินของพวกทมิฬ ใหชาวทมิฬ แต สันนิษฐานวาใชในพิธีกรรมทางศาสนา เปนผูรับใช และถูกเรียกวา ทาส ซึ่งเปนที่มาของ สีผิว และตอมาเปนการกำหนด โดยดู น ้ ั การแยกชนช น เป ) ว ิ ผ สี อ รื ห สี า (แปลว การเกิด “วรรณะ” าจ นักบวช ทำหนาที่สวดมนต หนาที่อาชีพดวยการเปน นักรบ ทำหนาที่ตอสูปองกันและขยายอำน ทำหนาที่เลี้ยงสัตว คาขาย ตอมา ออนวอนตอเทพเจาใหการงานประสบความสำเร็จ ชาวเมือง องเปนวรรณะไวศยะหรือ ชาวเมื มณ วรรณะพราห น พวกนักรบจะเปนวรรณะกษัตริย นักบวชเป แพศย และศูทรทำงานรับใช เปนชนชั้นต่ำ

´Õµ §àÅ‹Ò¨Ò¡Í

ะ aea) แล ีก àÃ×èÍ พเจากร มธรณี (Gลียดนากลัว กำเนิดเท ถือกำเนิดขึ้นจากแ ีชื่อ างนาเก พเจา ปนยักษที่มีรูปร หญโต กลุมนี้ม ดา งเท ปว ธิ กเ รางใ ำเนิดโอรส กรีก รสรุนแร ก็ยังมีรูป ปกรณัม ก ตามเทพ า (Uranus) โอ นปกติแลว แตไตตันสเปนผูให eter) โพไซดอน เป งฟ em วก อ เปน ตา (D า ท ้ เจาแหง อมาแมจะมีหน ) หัวหนาของพไดแก ดีมีเตอร พระองคและขึน ที่อยู รุนหลังต ไตตันส (Titans รรค และนรก ิวัติพระบิดาของับดินแดนสวรรค ุทร เรียกวา เปนผูครองโลก สวยซุสไดทำการปฏพวกยักษ สำหร นไปครองมหาสม สมัย โด าก ดอ มา ซึ่งตอ รา และซุส ะแยกตัวออกจ ลิมเปย โพไซ ดขึ้นอีกมากมาย ุส ศิลปะ อยู ที่ กิ ริดเทพซ ดง ฮาเดส เฮ พทั้งหลาย แล คือ ยอดเขาโอ ทพเจาและเทพีเ อื่นๆ อีก เชน งสตรี รูปหลอสำก ป จ จุ บั น จั ด แส ธนส งค คล าส สิ ฑแหงชาติกรุงเอเ หัวหนาเท ะเหลาเทพเจา หลังจากนั้นจึงมีเ ซุสแลว ยังมีอ อิตถีเพศผูปกปอ ณ าก ง แล ภั ห พ ธ ิ ส ุ กจ แ พ ภ ิ งซ พี พิ พ นอ เท ขอ ถือ สำคัญๆ สครองใต ซุส เปน นปลาและ และฮาเด รดาเทพเจาองค นอัครมเหสีของ ว และ มีหางเป ในบร (Hera) เป ะเลี้ยงสัต ั้งปวง งทองทะเล และคนท งการเพาะปลูกแล ๑. เฮรา าย เทพเจาแห งเทพเจา ห ี่ให ทั้งหล น (Poseidon) ที่มีความเร็วจัด นที่เกรงกลัวขอ บทเพลง เทพแ ษาสัตยท ก ั ร ม ไ ่ ี า  เป ท ี ละ ย ดอ ีแ งม าม ลงโทษส ๒. โพไซ ามเปนอาวุธ ทรพเจาแหงความตา วาง เทพแหงกว และคอย สามง ades) เท แหงแสงสงเทพีอารธีมิส หงการลาสัตว า จ (H พเ ส เท ๓. ฮาเด ลโล (Apollo) ง เปนคูแฝดขอ ลโล เปนเทพีแ วามงาม รักและค ๔. อะพอ หงความสัตยจริ แฝดผูพี่ของอะพอ แหงความ มย เทพแ (Artemis) น วีนัส เทพี และเทพของขโ กรุงเอเธนส ย งงา หง นเรียกวา ธีมิส ๕. อาร ภรรยาในวันแต e) หรือชาวโรมั ินทาง การคาขาญญา เปนเทพีแ ป ิ dit รเด ro ไวกับ กา ง ph ละสต รไดต (A วฉลาดแ เทพเจาแห ๖. อะโฟ เมส (Hermes) พีแหงความเฉลีย ๗. เฮอร นา (Athena) เท ๘. อะธี

ÁØÁ¹‹ÒÃÙŒ สำหรับที่มาของระบบวรรณะนั้น คัมภีรฤคเวทกลาววา ๑. พราหมณ เกิดจากปาก “ของบุรุษ” ๒. ราชันยหรือกษัตริย เกิดจากแขน ๓. ไวศยะ เกิดจากขา ๔. ศูทร เกิดจากเทา นอกจากนี้มีพวกนอกวรรณะซึ่งเกิดจากการแตงงาน ยจ ข า มวรรณะต อ งห า ม เรี ย กว า จั ณ ฑาล ซึ่ ง เป น ที่ รั ง เกี กๆ ของวรรณะอื่น มหาตมะคานธีเรียกพวกนี้วา หริชนหรือเด็ ของพระเจา แตก็เปนที่รังเกียจอยู วรรณะยังเปนปญหาใหญ ของอินเดีย มีการเลือกปฏิบัติอยูโดยเฉพาะในชนบท

ࢌÒã¨ÁÒ¡¢Öé¹

à¡ÃÔè¹¹íÒà¾×èÍãˌࢌÒ㨶֧ÊÒÃÐÊíÒ¤ÑÞ Íѹ¾Ö§»ÃÐʧ¤ ã¹Ë¹‹Ç·Õè¨ÐàÃÕ¹

๑. ศักราชแบบใดที่นิยมใช้กันแพร่หลายในโลกตะวันตกมากที่สุด เพราะเหตุใด ๒. เหตุใดในการศึกษาประวัติศาสตร์ จึงต้องเรียนรู้เกี่ยวกับเวลาและยุคสมัยให้เข้าใจอย่าง ละเอียด ๓. ลัทธิจักรวรรดินิยมมีผลต่อการเผยแพร่การใช้คริสต์ศักราชในดินแดนต่างๆ หรือไม่ อย่างไร ๔. ลั ก ษณะการดำรงชี วิ ต ของมนุ ษ ย์ ยุ ค หิ น เก่ า ยุ ค หิ น ใหม่ และยุ ค โลหะเป็ น อย่ า งไร จงอธิบายมาพอสังเขป ๕. การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์จีนและอินเดียสามารถแบ่งออกเป็นกี่สมัย และแต่ละ สมัยมีลักษณะสำคัญอย่างไร

กิจสร้กรรม างสรรค์พัฒนาการเรียนรู้ กิจกรรมที่ ๑ นักเรียนอภิปรายร่วมกันถึงความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ กิจกรรมที่ ๒ นักเรียนศึกษาเกี่ยวกับการแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของโลกตะวันตก และโลกตะวันออก แล้วจัดทำ Timeline แสดงเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น ในสมัยต่างๆ จากนั้นออกมานำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน ครูคัดเลือกผลงาน ที่ดีที่สุดไปติดที่ป้ายนิเทศหน้าชั้นเรียน

ชองเขาไคเบอร ซึ่งในอดีตเปนชองทางที่ชาวอินโดยูโรเปยนหรืออารยันใชรุกรานเขามายังอินเดีย

๗๗

ที่ ช าว ได ต ห รื อปะ สมั ย ล พี อ ะโ ฟร รู ป ป น เทย กว า วี นั ส ศิดแสดงอยูที่ โร มั น เรีิสติก ปจจุบันจั re) ฝรั่งเศส เฮเลน ณฑลูฟว (Louv พิพิธภั

กิจกรรมที่ ๓ นักเรียนไปสืบค้นเกี่ยวกับตัวอย่างการใช้เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สากลจากแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ เช่น ห้องสมุด อินเทอร์เน็ต มาอย่างน้อย ๓ ตัวอย่าง จากนั้นออกมารายงานหน้าชั้นเรียน

สมั ย มส ศิ ล ปะ ที่ พเ ฮอ ร เ ั น จั ด แส ดง อยยู รู ป ป น เท ป จ จุ บ โอลิมเป คล าส สิณกฑแหงชาติกรุง พิพิธภั

22


กระตุน ความสนใจ Engage

สํารวจคนหา

อธิบายความรู

Explore

Explain

ขยายความเขาใจ Expand

ตรวจสอบผล Evaluate

ÊÒúÑÞ Ë¹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ·Õè

ñ

àÇÅÒáÅСÒÃẋ§ÂؤÊÁÑ·ҧ»ÃÐÇѵÔÈÒʵÏÊÒ¡Å ● ●

¤ÇÒÁÊíÒ¤ÑޢͧàÇÅÒáÅÐÂؤÊÁÑ·ҧ»ÃÐÇѵÔÈÒʵÏ ¡ÒùѺáÅСÒÃà·ÕºÈÑ¡ÃҪ㹻ÃÐÇѵÔÈÒʵÏÊÒ¡Å - ¡ÒùѺáÅСÒÃà·ÕºÈÑ¡ÃÒª¢Í§âÅ¡µÐÇѹµ¡ - ¡ÒùѺáÅСÒÃà·ÕºÈÑ¡ÃÒª¢Í§âÅ¡µÐÇѹÍÍ¡ ¡ÒÃẋ§ÂؤÊÁÑ·ҧ»ÃÐÇѵÔÈÒʵÏÊÒ¡Å - ¡ÒÃẋ§ÂؤÊÁÑ·ҧ»ÃÐÇѵÔÈÒʵϵÐÇѹµ¡ - ¡ÒÃẋ§ÂؤÊÁÑ·ҧ»ÃÐÇѵÔÈÒʵϵÐÇѹÍÍ¡ µÑÇÍ‹ҧàÇÅÒáÅÐÂؤÊÁÑ·Õè»ÃÒ¡¯ÍÂÙ‹ã¹ËÅÑ¡°Ò¹·Ò§ »ÃÐÇѵÔÈÒʵÏÊÒ¡Å - µÑÇÍ‹ҧàÇÅÒáÅÐÂؤÊÁÑ¢ͧâÅ¡µÐÇѹµ¡ - µÑÇÍ‹ҧàÇÅÒáÅÐÂؤÊÁÑ¢ͧâÅ¡µÐÇѹÍÍ¡

˹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ·Õè

ò

¡ÒÃÊÌҧͧ¤¤ÇÒÁÃÙŒãËÁ‹·Ò§»ÃÐÇѵÔÈÒʵÏÊÒ¡Å ● ● ● ●

¤ÇÒÁÊíÒ¤ÑÞáÅлÃÐ⪹¢Í§ÇÔ¸Õ¡Ò÷ҧ»ÃÐÇѵÔÈÒʵÏ ¢Ñ鹵͹¢Í§ÇÔ¸Õ¡Ò÷ҧ»ÃÐÇѵÔÈÒʵÏ ËÅÑ¡°Ò¹·Ò§»ÃÐÇѵÔÈÒʵÏÊÒ¡Å µÑÇÍ‹ҧ¡ÒÃÈÖ¡ÉÒâ´Â㪌ÇÔ¸Õ¡Ò÷ҧ»ÃÐÇѵÔÈÒʵÏ

˹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ·Õè

ó

ÍÒøÃÃÁ¢Í§âÅ¡ÂؤâºÃÒ³ ●

ÍÒøÃÃÁÊíÒ¤ÑޢͧâÅ¡µÐÇѹµ¡ - ÍÒøÃÃÁàÁâÊâ»àµàÁÕ - ÍÒøÃÃÁÍÕÂÔ»µ - ÍÒøÃÃÁ¡ÃÕ¡ - ÍÒøÃÃÁâÃÁѹ ÍÒøÃÃÁÊíÒ¤ÑޢͧâÅ¡µÐÇѹÍÍ¡ - ÍÒøÃÃÁÅØ‹ÁáÁ‹¹íéÒàËÅ×ͧËÃ×ÍáÁ‹¹íéÒÎǧâË ËÃ×ÍËǧàËÍ - ÍÒøÃÃÁÅØ‹ÁáÁ‹¹íéÒÊÔ¹¸Ø

ñ

ò ò ò ô õ õ ñó ñù ñù òð

òó

òô òô òø óô

ó÷

óø óø ô÷ õô öò öù öù ÷õ


กระตุน ความสนใจ Engage

สํารวจคนหา Explore

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ Expand

ตรวจสอบผล

¡ÒõԴµ‹ÍÃÐËÇ‹Ò§âÅ¡µÐÇѹÍÍ¡¡ÑºâÅ¡µÐÇѹµ¡ áÅÐÍÔ·¸Ô¾Å·Ò§ÍÒøÃÃÁ·ÕèÁÕµ‹Í¡Ñ¹

˹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ·Õè

ô

à˵ءÒóÊíÒ¤ÑÞ·Ò§»ÃÐÇѵÔÈÒʵÏ·ÕèÁռŵ‹Í âÅ¡»˜¨¨ØºÑ¹ ●

Evaluate

à˵ءÒóÊíÒ¤ÑÞã¹ÊÁÑ¡ÅÒ§ (¤.È. ô÷ö - ñôùò) - Ãкͺ¡Òû¡¤ÃͧẺ¿Ç´ÑÅ - ʧ¤ÃÒÁ¤ÃÙàÊ´ - ¡Òÿ„œ¹¿ÙÈÔÅ»ÇÔ·ÂÒ¡Òà à˵ءÒóÊíÒ¤ÑÞã¹ÊÁÑÂãËÁ‹¨¹¶Ö§ÊÁÑ»˜¨¨ØºÑ¹ (¤.È. ñôùò - »˜¨¨ØºÑ¹) - ¡Ò䌹¾ºáÅСÒÃÊíÒÃǨ·Ò§·ÐàÅ - ¡Òû¯ÔÃÙ»ÈÒÊ¹Ò - ¡Òû¯ÔÇѵԷҧÇÔ·ÂÒÈÒʵÏ - ¡Òû¯ÔÇѵÔÍصÊÒË¡ÃÃÁ - á¹Ç¤Ô´àÊÃÕ¹ÔÂÁ - á¹Ç¤Ô´¨Ñ¡ÃÇÃôԹÔÂÁ - á¹Ç¤Ô´ªÒµÔ¹ÔÂÁ - á¹Ç¤Ô´Êѧ¤Á¹ÔÂÁ ¤ÇÒÁ¢Ñ´áÂŒ§áÅФÇÒÁËÇÁÁ×ͧ͢Á¹ØÉÂªÒµÔ ã¹¤ÃÔʵÈµÇÃÃÉ·Õè ò𠨹¶Ö§»˜¨¨ØºÑ¹ - ¤ÇÒÁ¢Ñ´áÂŒ§ã¹¤ÃÔʵÈµÇÃÃÉ·Õè ò𠨹¶Ö§»˜¨¨ØºÑ¹ - ¤ÇÒÁËÇÁÁ×Í㹤ÃÔʵÈµÇÃÃÉ·Õè ò𠨹¶Ö§»˜¨¨ØºÑ¹

˹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ·Õè

õ

øó

ùñ ùò ùó ùö ùù ñðô ñðô ñðù ññô ññù ñòó ñò÷ ñóð ñóõ ñôð ñôð ñõ÷

ʶҹ¡ÒóÊíÒ¤Ñޢͧâš㹤ÃÔʵÈµÇÃÃÉ·Õè òñ ñöõ ● ● ● ●

à˵ءÒóÇѹ·Õè ññ ¡Ñ¹ÂÒ¹ ¤.È. òððñ áÅФÇÒÁ¢Ñ´áÂŒ§·Ò§ÈÒʹÒáÅÐàª×éÍªÒµÔ ÀÒÇÐâšÌ͹ (Global Warming) Çԡĵ¡Òó¾Åѧ§Ò¹áÅÐÊÔè§áÇ´ÅŒÍÁ ÇԡĵàÈÃÉ°¡Ô¨ ¤.È. òððø

ºÃóҹءÃÁ

ñöö

ñ÷ð ñ÷ô ñøñ

ñø÷


กระตุน ความสนใจ Engage

สํารวจคนหา

อธิบายความรู

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Explore

Explain

Expand

Evaluate

เปาหมายการเรียนรู

1. วิเคราะหความสําคัญของเวลาและยุคสมัย ทางประวัติศาสตรได 2. อธิบายการนับศักราชของโลกตะวันตกและ โลกตะวันออก และสามารถเทียบศักราช แบบตางๆ ได 3. อธิบายการแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตร สากลได 4. ยกตัวอยางเวลาและยุคสมัยที่ปรากฏอยูใน หลักฐานทางประวัติศาสตรสากลได

สมรรถนะของผูเรียน 1. ความสามารถในการคิด 2. ความสามารถในการใชทักษะชีวิต 3. ความสามารถในการใชเทคโนโลยี

๑ àÇÅÒáÅСÒÃẋ§ÂؤÊÁÑ จิตรกรรมฝาผนังที่ถ้ำลาสโกซ ประเทศฝรั่งเศส รูปวัว กวาง มา ผลงานการสรางสรรคของมนุษยยุคหินเกา

˹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ·Õè

คุณลักษณะอันพึงประสงค

·Ò§»ÃÐÇÑμÔÈÒÊμÏÊÒ¡Å

¹ÑºμÑé§áμ‹Á¹ØɪÒμÔ¶×Í¡Óà¹Ô´¢Öé¹ÁÒã¹âÅ¡¹Õéä´ŒÁÕàÃ×èÍͧÃÒÇμ‹ §ÃÒÇμ‹ÒÒ§æ §æ ÁÒ¡ÁÒÂËÅÒ´Œ ÁÒ¡ÁÒÂËÅÒ´ÒÒ¹·Õ ¹·Õ ¹·à¡ ¹· èà¡ÕèÂÂÇ¢Œ Ç¢Œ Ǣͧ ¡ÑºÁ¹Øɏ à¾×èÍãËŒà¡Ô´¤ÇÒÁࢌÒ㨧‹ÒÂáÅÐμç¡Ñ §§ä´Œ ä´ŒÁÕ¡ÒÃẋ‹§ª‹‹Ç§àÇÅÒ·ÕèÕÂÒǹҹ¹ÕéÕÍÍ͡໚ ͡໚ 硹¹ ¨Ö¨§ä´Á¡ÒÃầªÇ§àÇÅÒ·ÂÒǹҹ¹Í͡໹ÊÁ §ä´ÁÕ ÍÍ¡à» Í͡໹ÊÁÑ Í¡à»¹ÊÁÑÑ ¡‹Í¹»ÃÐÇÑμÔÈÒÊμÏ áÅÐÊÁÑ»ÃÐÇÑμÔÈÒÊμÏ ¡ÒÃμÑ駪×èÍÂؤÊÁÑ·ҧ»ÃÐÇÑμÔÈÒÊμÏÃÊÒ¡Å ÊÒ¡Å ÊÒ¡Å ¹ÂÁãªà»¹ÊÁÂâºÃÒ³ ¹Ô¹ÂÁ㪌 ÂÁ㪌໚ ÂÁãªà»š ໹ÊÁÑ à»š¹ÊÁÑÑÂâºÃÒ³ ÂâºÃÒ³ ÊÁ ÊÁÑÑ¡ÅÒ§ ÊÁÑ ÊÁ¡ÅÒ§ ÊÁÂãËÁ ÑÂÂãËÁ ÂãËÁ‹ ãËÁ‹ ãËÁ áÅРǧàÇÅҢͧÊÁ »ÃÐÇμÔ Â»ÃÐÇÑ ¹áμ‹ÅÅÐÀÙ ÐÀÁÔÁÔÀÒ¤ áμ‹ áμÅлÃÐà·È¡ ÅлÃÐà·È¡ÁÕ ÅлÃÐà·È¡ç ÊÁÑ»˜¨¨ØºÑ¹ËÃ×ÍËÇÁÊÁÑ á싪‹Ç§àÇÅҢͧÊÁÑ Ç§àÇÅҢͧÊÁÑ»ÃÐÇμÈÒÊμÃã¹á »ÃÐÇÑμÔÈÒÊμϏã¹áμ‹ ÐÀÙ ÅÅлÃÐà·È¡Á лÃÐà·È¡çÁÕ ÔÈÒÊ ÁäÁ ÁäÁ¾ÃŒ ¤ÇÒÁáμ¡μ‹Ò§¡Ñ¹à¾ÃÒоѲ¹Ò¡Ò÷ҧ»ÃÐÇÑμÈÒÊμÏ ÒÊμϏã¹á ¹áμ‹μ‹‹ÅÐáË‹‹§àÃÔÔèÁäÁ‹ äÁ‹¾ÃŒŒÍÁ¡Ñѹ ¹Í¡¨Ò¡¹Õé ÇÔ¸Ô Õ¡Òà ´§¹¹¨ ¹¨§¤ÇÃãË Ö ¤ÇÃãËŒ¤¤ÇÒÁÊÓ¤Ñ §¤ÇÃãˤÇÒÁÊÓ¤Ñ ¤ÇÒÁÊÓ¤ Þà¡ÂÇ¡ ¹ÑºÈÑ¡ÃÒª¢Í§áμ‹ÅÐÀÙÁÔÀÒ¤ áμ‹ÅлÃÐà·È¡çÁÕ¤ÇÒÁáμ¡μ‹‹Ò§¡¹ Ò§¡Ñѹ ´§¹ ´Ñ§Ñ ¹Ñé¹Ñ¹¨§¤ÇÃãˤÇÒÁÊÓ¤Þà¡ ¨Ö§§¤ÇÃãËŒ ÇÒÁÊÓ¤ÑÞà¡ Þà¡ÕÕèÂÇ¡º ÂÇ¡ÑѺ ÅÅлÃÐà·È´ ÅлÃÐà·È´Ç лÃÐà·È´ ª‹Ç§àÇÅÒã¹áμ‹ÅÐÂؤÊÁÑÂáÅÐÇÔ¸Õ¡ÒùѺÈÑ¡ÃÒª¢Í§áμ‹ÅÐÀÙÁÀÒ¤ ÔÀÒ¤ áμ‹ÅлÃÐà·È´Œ лÃÐà·È´ŒÇ ตัวชี้วัด

สาระการเรียนรูแกนกลาง แกนกลาง

ส ๔.๑ ม.๔-๖/๑ ■ ตระหนักถึงความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร ที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของมนุษยชาติ

เวลาและยุุคสมัยทางประวัติศาสตร ศาสตรที่ปปรากฏในหลกฐานทาง ปรากฏในหล รากฏในหลักกฐานทาง ฐานทาง ไทยและประว ไทยและประวั ทยและประวัตศาสตร ิศาสตรสากล ประวัตศาสตร ิศาสตรไทยและประว ประวั ตัวอย อยาางเวลาและย งเวลาและยุคสมั คสมััยยทางประว ทางประวั ทางประวัติศาสตร ศาสตร าสตรของสั องสงคมมนษย งคมมน งคมมนุษย ที่มีปรากฏในหลักฐานทางประวัติศาสตร ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร

1. 2. 3. 4.

มีวินัย ใฝเรียนรู ซื่อสัตยสุจริต มุงมั่นในการทํางาน

กระตุน ความสนใจ

Engage

ครูใหนักเรียนดูภาพหนาหนวย จากนั้นซักถาม นักเรียนดวยประเด็นคําถามตางๆ เชน • ภาพอะไรอยูในสมัยใด และมีความสําคัญ ทางประวัติศาสตรอยางไร (แนวตอบ ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ถํ้าลาสโกซ ประเทศฝรั่งเศส จัดอยูในสมัยกอนประวัติศาสตร เปนหลักฐานทางประวัติศาสตร ประเภทหนึ่งที่แสดงใหเห็นถึงพัฒนาการที่ สําคัญของมนุษยยุคหินเกา ที่รูจักสรางสรรค งานศิลปะโดยการวาดภาพบนผนังถํ้า)

เกร็ดแนะครู ครูควรจัดกิจกรรมการเรียนรูที่เนนการพัฒนาทักษะกระบวนการที่สําคัญ ไดแก ทักษะการคิด กระบวนการสืบสอบ และกระบวนการกลุม เพื่อใหนักเรียนเกิดความ ตระหนักถึงความสําคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตรที่แสดงถึงการ เปลี่ยนแปลงของมนุษยชาติ ดังตัวอยางตอไปนี้ • ครูแบงกลุมนักเรียนเพื่อใหชวยกันศึกษาเกี่ยวกับการแบงยุคสมัยทาง ประวัติศาสตรสากลจากหนังสือเรียน แลวอธิบายความรูโดยการสงตัวแทน กลุมนําเสนอผลงาน การตอบคําถามและการแสดงความคิดเห็นในประเด็น ตางๆ ที่ครูกําหนด จากนั้นชวยกันสืบคนเหตุการณสําคัญทางประวัติศาสตร สากลในชวงเวลาหรือยุคสมัยตางๆ แลวรวบรวมขอมูลมาจัดทําการนําเสนอ ในรูปแบบของเสนเวลา (Timeline)

คูมือครู

1


กระตุน ความสนใจ Engage

สํารวจคนหา Explore

กระตุน ความสนใจ

อธิบายความรู Explain

Expand

Evaluate

ñ. ¤ÇÒÁÊÓ¤ÑޢͧàÇÅÒáÅÐÂؤÊÁÑ·ҧ»ÃÐÇÑμÔÈÒÊμÏ ประวัติศาสตรเปนการสืบคนอดีตของมนุษย เพื่อศึกษาวามนุษยในอดีตไดคิดอะไร ไดทำ อะไร ความคิดและการกระทำดังกลาวมีอิทธิพลตอชีวิตของมนุษยทั้งในสมัยนั้นและสมัยตอมา อยางไร หากแตอดีตของมนุษยนั้นยาวนานมาก ถานับเมื่อมนุษยเริ่มประดิษฐตัวอักษรก็มีอายุ ประมาณ ๕,๕๐๐ ปลวงมาแลว และถานับยอนไปถึงชวงเวลาที่มนุษยถือกำเนิดขึ้นบนโลก ก็ยิ่งยาวไกลเกินกวา ๓ ลานป การจะศึกษาประวัติศาสตรของมนุษย ใหละเอียดจึงเปนเรื่อง ที่ยุงยากซับซอนและยากตอความเขาใจ ดังนั้น นักประวัติศาสตรจึงกำหนดใหชวงเวลากอนมีการ รูจักใชตัวอักษรวาเปน สมัยกอนประวัติศาสตร และชวงเวลาหลังจากนั้นเปน สมัยประวัติศาสตร ในแตละสมัยของสมัยกอนประวัติศาสตรและสมัยประวัติศาสตรยังแบงเปนสมัยยอยๆ ออก ไปอีก ทั้งนี้ เพื่อใหเกิดความสะดวกในการศึกษาคนควาเกี่ยวกับอดีต ใหเกิดความเขาใจตรงกัน และเพื่อใหเห็นถึงลักษณะสำคัญของแตละชวงเวลา อยางไรก็ดี ยุคสมัยทางประวัติศาสตรนั้น ไมไดตดั ขาดแยกออกจากกัน หากมีความสัมพันธตอเนื่องและสืบทอดลักษณะสำคัญๆ ตอมา

Explore

ครูใหนักเรียนศึกษาเกี่ยวกับความสําคัญของ เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร การนับ และการเทียบศักราชในประวัติศาสตรสากลจาก หนังสือเรียน หนา 2-5 จากนั้นอภิปรายรวมกันถึง สาระสําคัญ

อธิบายความรู

ตรวจสอบผล

Engage

ครูนําขาวเหตุการณสําคัญที่เกิดขึ้นในอดีตและ ในปจจุบันมาอานใหนักเรียนฟง จากนั้นซักถาม นักเรียนวา ขาวที่ครูเลามานั้นเกิดขึ้นในชวงเวลาใด ที่ใด และมีสาระสําคัญอยางไร

สํารวจคนหา

ขยายความเขาใจ

Explain

1. ครูสุมถามนักเรียนเกี่ยวกับความสําคัญของ เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร (แนวตอบ เวลาและยุคสมัยเปนสิ่งที่ทําใหเรารูวา เหตุการณทางประวัติศาสตรตางๆ เกิดขึ้นหรือ สิ้นสุดในเวลาใด เหตุการณนั้นเกิดขึ้นมานาน เทาใดแลวเมื่อนับถึงปจจุบัน และเหตุการณใด เกิดกอน เกิดหลัง เมื่อเทียบกับเหตุการณอื่นๆ ทําใหเราเขาใจถึงความสัมพันธของเหตุการณ ทางประวัติศาสตรที่อยูในเวลาใกลเคียงกัน นอกจากนี้ ยังทําใหเกิดความสะดวกในการ ศึกษาคนควาเรื่องราวในอดีต และเกิดความ เขาใจตรงกัน) 2. ครูเกริ่นนําเกี่ยวกับการนับศักราชของโลก ตะวันตกและโลกตะวันออกวามีความแตกตาง กันไป จากนั้นครูซักถามนักเรียนเกี่ยวกับ การนับและการเทียบศักราชของโลกตะวันตก โดยใหนักเรียนชวยกันตอบ

ò. ¡ÒùѺáÅСÒÃà·ÕºÈÑ¡ÃҪ㹻ÃÐÇÑμÔÈÒÊμÏÊÒ¡Å การศึกษาประวัติศาสตรหรือเรื่องราวของมนุษยในอดีตจำตองเขาใจวาจะศึกษาเกี่ยวกับ มนุษยในชววงเวลาใด งเวลาใด 1 (time) และมนุษย ณ ที่ใด (space) เปนสำคัญ ซึ่งในสวนที่เกี่ยวกับเวลานั้น วิธีกการนั ารนับบศ ราชของแต ะภู กราชของแต ราชของแตลละภู ะภมิภาคของโลกหรื าคของโลกหรอของบางประเทศมีความแตกตางกัน ดังนั้นนักเรียน บศัศักักราชของแต จึงงตตอองเข งเข ใจความแตกต งของการนับศักราชด ราชดังกลาว เพื่อที่จะสามารถวิเคราะหหรือมองภาพอดีต งเขาาใจความแตกตางของการน าใจความแตกต าใจความแตกต ใจความแตกตาางของการนั างของการน ในบริ บทที่ถี ูกกตตตอง อ ง การตระหนั ในบรบทที ในบร ในบรบททถู การตระหนกวาวธการนบศกราชของโลกตะว กั วา วิธิ ีการนับศักั ราชของโลกตะวั ราชของโลกตะวนตกและโลกตะวันออก หรือในบาง งกนจะช ยลดความคลาดเคลื่ออนในการศ นในการศกษาอดีตได ทอ งถิ่นิ ทีท่มมีีความแตกตา งกั นนจะช จะชวยลดความคลาดเคล นในการศึ

๒๒.๑๑ การนบและการเท การนับบและการเทยบศกราชของโลกตะว และการเทียบศักกราชของโลกตะว ราชของโลกตะว ราชของโลกตะวันตก

2 ศักราชสากลที กราชสากลทนยมใช ราชสากลที่นิยยมใช ยมใชกั มใช มใชกันแพร นแพรหลายที แพรหลายท ลายที่สุด คืคออ คร คริสตศักราช เปนศักกราชของคริ ราชของคริสตศาสนา ระเยซูถอกำเนิ ื กำเนิดเป ดเปนป นปท่ี ๑ หรือ A.D. ๑ หรือ ค.ศ. ๑ เรียกกันในภาษาอังกฤษวา เริเรมนบในป ่มมนบในป นับในปที บในปท ับบในปทพระเยซู ในปท่พี ระเยซถื ในป ออกำเนดเป อกำเนดเป ดเปนปท ดเป ดเปนป นปท นปที Christian Era และ Anno Domini ในภาษาละต ในภาษาละติน แปลวา ปแหงพระเจา เขียนเปนตัวยอวา A.D. สำหรบป สำหรั ับป บบปก บป ปปกกอนที่พระเยซู พพระเยซ ระเยซ ระเยซูถือกำเน กำเนิด เรียกวา Before Christ เขียนเปนตัวยอวา B.C. ผูเริ่มวิธีการนับ ค.ศ. คนแรก คือ ไดโอนิซิอุส เอซิกุอุส (Dionysius Exiguus) บาทหลวงชาว โรมน ติ อย ในคร ในครสต ในคริ กำเนดในวันที่ ๒๕ ธันวาคม ป ๗๕๓ โรมัน มีชวิ ชีวตอยู อยูในคร นคริสตศตวรรษท สตศตวรรษท ศตวรรษที่ ๖ โดยนบว โดยนับบวาพระเยซ วาพระเยซู าพระเยซูถือกำเนิ หลัังการสถาปนากรงโรม งการสถาปนากร งการสถาปนากร แตเพราะธรรมเนี เพราะธรรมเน เพราะธรรมเน ยมการเร การสถาปนากรุงโรม งโรม แต พราะธรรมเนียมการเริ ยมการเริ่มตนป ตนปใหมในวันที่ ๑ มกราคม จึงถือเอา วันที่ ๑ มกราคม ป ๗๕๔ หลังการสถาปนากรุงโรมเปนการเริ่มตนปที่ ๑ ของคริสตศักราช ๒

นักเรียนควรรู 1 ศักราช การคํานวณนับเวลาเรียงลําดับกันเปนปๆ โดยถือเอาเหตุการณใด เหตุการณหนึ่งเปนจุดเริ่มตน 2 คริสตศาสนา เกิดขึ้นในดินแดนปาเลสไตนในตะวันออกกลางเมื่อประมาณ 2,000 ปมาแลว ซึง่ ในขณะนัน้ ดินแดนนีต้ กอยูภ ายใตการปกครองของโรมัน ประชาชน ทีอ่ าศัยอยูใ นบริเวณนีส้ ว นใหญ คือ ชาวยิวหรือฮิบรู ขาหลวงโรมันทีถ่ กู สงมาปกครอง ในขณะนั้น คือ ปอนติอุส ปเลตุส (Pontius Piletus) ประจําอยูที่เมืองเยรูซาเล็ม คริสตศาสนามีศาสดา คือ พระเยซูคริสต (Jesus Christ) มีหลักคําสอนอยูในคัมภีร ไบเบิล ซึ่งเปนคัมภีรที่มีความสําคัญตอคริสตศาสนิกชน ในระยะแรกคําสอนของ พระเยซูกอ ใหเกิดความเลือ่ มใสแกชาวยิวบางกลุม ในบรรดาผูเ ลือ่ มใสไดมสี าวกสําคัญ คือ เซนตปอล (St. Paul) เปนผูทําใหคริสตศาสนาแพรหลายเฉพาะทองถิ่นไปยัง ตางถิน่ ตางเมือง ทําใหมผี รู จู กั และศรัทธาคริสตศาสนาเพิม่ ขึน้ อยางไรก็ดี การเผยแผ หลักคําสอนของพวกคริสเตียนทําใหพวกโรมันไมพอใจและนําไปสูการปราบปราม แตยิ่งปราบพวกคริสเตียนก็ยิ่งขยายตัวมากขึ้น จนกระทั่งพวกโรมันเริ่มยอมรับฐานะ ของคริสตศาสนาวาเทาเทียมกับศาสนาอื่น 2 คูมือครู

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

ความรูเกี่ยวกับการเทียบศักราชของโลกตะวันตกมีความสําคัญตอ การศึกษาประวัติศาสตรอยางไร 1. เปรียบเทียบความเจริญกาวหนาดานวิทยาศาสตรและ ดาราศาสตรของแหลงอารยธรรมตางๆ ได 2. วิเคราะหและสังเคราะหขอมูลศักราชระบบตางๆ ในหลักฐาน ทางประวัติศาสตรได 3. ประเมินคุณคาของหลักฐานทางประวัติศาสตรทั้งการ วิพากษวิธีภายนอกและภายในไดอยางถูกตอง 4. ตีความขอมูลที่ปรากฏในหลักฐานทางประวัติศาสตรทั้งใน ดานขอเท็จจริง ขอคิดเห็นของผูบันทึกไดอยางกวางขวาง วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 2. การศึกษาประวัติศาสตรจะมีความ สมบูรณกต็ อ เมือ่ มีการระบุศกั ราช ซึง่ ศักราชมีอยูห ลายแบบ การเทียบ ศักราชใหเปนแบบเดียวกันจึงมีประโยชนมากในการวิเคราะหและ สังเคราะหขอมูลศักราชระบบตางๆ ในหลักฐานทางประวัติศาสตร


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

อธิบายความรู

1. ครูใหนักเรียนแสดงความคิดเห็นรวมกันวา กอนที่คริสตศักราชจะเปนที่ยอมรับกัน แพรหลายในโลกตะวันตก ชาวตะวันตกนับเวลา กันอยางไร (แนวตอบ นับเวลาตามระบบปฏิทินของโรมัน โบราณ คือ ปฏิทินเกรกอเรียน เริ่มใชครั้งแรก เมื่อ ค.ศ. 1582 ปฏิทินเกรกอเรียนถูกคิดคน ขึ้นมาใชแทนปฏิทินแบบเกา คือ ปฏิทินจูเลียน แตดวยเหตุที่จํานวนวันในปฏิทินแบบจูเลียนมี ความคลาดเคลื่อน จึงตองมีการปฏิรูปปฏิทิน เปนแบบเกรกอเรียนขึ้น ซึ่งประเทศที่นับถือ คริสตศาสนานิกายโรมันคาทอลิกจะเปลี่ยนไป ใชปฏิทินเกรกอเรียน) 2. ครูใหนักเรียนชวยกันบอกวา นอกจากการนับ ศักราชแบบคริสตศักราชแลว ชาวตะวันตกยัง มีการนับศักราชแบบอื่นอีกหรือไม ถามี มีลักษณะเปนอยางไร (แนวตอบ มี เปนแบบศักราชรวมหรือสากล ศักราช (Common Era หรือ C.E.) ใชเรียก แทน ค.ศ. สําหรับปกอน ค.ศ. ใหใชกอน ศักราชรวมหรือกอนสากลศักราช (Before Common Era หรือ BCE) โดยที่ปตางๆ ใน ศักราชใหมยังคงเปนแบบเดิมตามแบบ ค.ศ. เหตุที่ตองใชศักราชแบบใหมนี้ เนื่องจาก ภายหลังที่ดินแดนอาณานิคมที่นับถือศาสนา แตกตางจากคริสตศาสนาไดรับเอกราช ไดเกิดความไมชอบใจกับการนับศักราชตาม คริสตศาสนา ดังนั้น นักวิชาการจึงเสนอใหใช ศักราชแบบใหมที่ไมมีความสัมพันธกับศาสนา ใดๆ เพื่อใหผูนับถือศาสนาตางกันสามารถใช รวมกันไดเปนสากล)

การนับคริสตศักราชเปนที่ยอมรับของสันตะปาปาที่กรุงโรมในครึ่งหลังของคริสตศตวรรษที่ ๑๐ สวนการนับเวลากอนปถือกำเนิดของพระเยซู ผูเริ่มนับ คือ บีด (Bede) นักประวัติศาสตร และนักเทววิทยาชาวอังกฤษในชวงตนคริสตศตวรรษที่ ๘ จากนั้นก็เริ่มแพรหลายออกไปทั่วโลก เมื่อมีการเผยแผคริสตศาสนาไปยังดินแดนสวนตางๆ ในคริสตศตวรรษที่ ๑๖ และโดยเฉพาะ ในชวงการขยายอำนาจของจักรวรรดินิยมตะวันตกในปลายคริสตศตวรรษที่ ๑๙ เปนตนมา การใชคริสตศักราชจึงไดรับความนิยมเปนมาตรฐานโดยทั่วไป เมื่อยุคจักรวรรดินิยมสิ้นสุดลง ดินแดนอาณานิคมตางๆ ซึ่งนับถือศาสนาที่แตกตางจาก คริสตศาสนาตางไดรับเอกราช และเกิดความไมชอบใจกับการนับศักราชตามคริสตศาสนา ดังนั้น นักวิชาการจึงเสนอให ใชศักราชแบบใหมที่ ไมมีความสัมพันธกับศาสนาใดๆ เพื่อใหผูนับถือ ศาสนาแตกตางกัน อารยธรรมแตกตางกันสามารถใชรวมกันไดเปนสากล ศักราชแบบใหมนี้ เรียกวา Common Era (C.E.) หรือศักราชรวมหรือสากลศักราช ใชเรียกแทน ค.ศ. สำหรับป กอน ค.ศ. ใช Before Common Era (BCE) หรือกอนศักราชรวมหรือกอนสากลศักราช โดยที่ ปตางๆ ในศักราชใหมยังคงเปนแบบเดิมตามแบบ ค.ศ. สำหรับการเทียบคริสตศักราชเปน พุทธศักราช (พ.ศ.) ใหบวกดวย ๕๔๓ àÃ×èͧàÅ‹Ò¨Ò¡Í´Õμ

Explain

1

ปฏิ ปฏทิทินของโลกตะวั ของโลกตะวนตก กอนที่คริสตศักราชจะกลายเปนมาตรฐานของระบบปฏ นมาตรฐานของระบบปฏิทินในโลกตะวั นในโลกตะวนตก นในโลกตะวันนตก ตก นของโรมั ปฏทิทิน ปฏ ชาวตะวันตกตางไดรับอิทธิพลของระบบปฏิทินนของโรมนโบราณ ของโรมัันโบราณ นัั่นคืือ ปฏิ นแพร ห ลายในประเทศตะว หลายในประเทศตะวนตก เกรกอเรี ย น (Gregorian Calendar) ที่ ใช กั นแพรหลายในประเทศตะวนตก น แพร หลายในประเทศตะวั ลายในประเทศตะวั นนตก ตก นตะปาปาเกรกอร นตะปาปาเกรกอรที เริ่มใชครั้งแรกโดยการประกาศของสันตะปาปาเกรกอรี นตะปาปาเกรกอรีที่ ๑๓ เมื่ือเดืือนกุมภาพันนธธธ แทนปฏ แทนปฏทิ แบบเกา คอ คือ ปฏิ ปฏทิทิน ปฏท ค.ศ. ๑๕๘๒ ปฏิทินเกรกอเรียนถูกคิดขึ้นมาใชแทนปฏิ แทนปฏิทิทินแบบเกา เพราะจำนวนวั นในปฏิ เพราะจำนวนวนในปฏทนจู เพราะจำนวนวนในปฏ น ในปฏ นในปฏทิ ยน จู เ ลี ย น ซึ่ ง ตั้ ง ตามนามของจู เ ลี ย ส ซี ซ าร เพราะจำนวนวั ในปฏิิ ทิ น จเลี จู เ ลีลยน ๒๔๒๕ ทำให ทำให ซึ่งมี ๓๖๕.๒๕ วันนั้น มีระยะเวลานานกวาจำนวนวันจริ นจริง คืือ ๓๖๕ ๓๖๕.๒๔๒๕ าท วันตางๆ คลาดเคลื่อนไป และในปหนึ่งๆ มีเวลานานเกินไป ๑๑ นาที ๑๔ วินนาที าที เทากับทุกๆ ๔๐๐ ปจะมีวันเพิ่มขึ้นมาอีก ๓ วัน จึงมีการปฏิรูปปฏิทินขึ้น ในครั ในครงแรก ในคร้ งแรก ้งแรก ของการปรับวัน จำนวนวันไดถูกรนขาดหายไป ๑๐ วัน โดยสันนตะปาปาเกรกอรี นตะปาปาเกรกอร ตะปาปาเกรกอรี ศ ๑๕๘๒ ดังั นั้น วันที่ ๕ ที่ ๑๓ กำหนดใหวันรุงขึ้นจากวันที่ ๔ ตุลาคม ค.ศ. ๑๕๘๒ กลายเปนวันที่ ๑๕ ตุลาคม ค.ศ. ตุลาคมตามปฏิทินจูเลียนจึงกลายเปนวันที่ ๑๕ ตุลาคมตามปฏิทินเกรกอเรียน เริ่มมแรกมแต แรกมีแตประเทศเพื่อนบานที่นับถือ ยอมเปล่ ยนไปใช ยนไปใชปฏ ปฏฏิิทินเกรกอเรี ปฏทิ นเกรกอเร งกฤษเริ มใชเมื ใชเมื่อ ค.ศ คริสตศาสนานิกายโรมันคาทอลิกเทานั้นที่ยอมเปลี ยอมเปลี่ยนไปใช นไปใชปฏิ เกรกอเรียน ตอมาอ มาอังกฤษเร งกฤษเริ่มมใช ใช ค.ศ. ๑๗๕๒ มใชเม่ ศ ๑๙๒๓ โดยประกาศใหหลังวันที่ ๒ กันยายนเปน ๑๔ กันยายน นยายน สสวนกรี วนกรีซเริมใช ่มใชเมือ่ ค.ศ.

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

ขอใดกลาวไดถูกตองเกี่ยวกับคริสตศักราช 1. บาทหลวงชาวโรมันเปนผูริเริ่มการนับคริสตศักราช 2. ระบบคริสตศักราชเผยแพรไปทั่วโลกในสมัยกลางของยุโรป 3. ชาติในยุโรปใชระบบคริสตศักราชแตกตางกันไปตามนิกาย ที่นับถือ 4. สันตะปาปาเกรกอรีที่ 13 คิดคนการนับเวลากอนกําเนิดของ พระเยซู

วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 1. ผูที่เริ่มนับคริสตศักราช หรือ ค.ศ. คนแรก คือ ไดโอนิซอิ สุ เอซิกอุ สุ บาทหลวงชาวโรมัน ซึง่ มีชวี ติ อยูใ น คริสตศตวรรษที่ 6 โดยนับวาพระเยซูถือกําเนิดในวันที่ 25 ธันวาคม ป 753 หลังการสถาปนากรุงโรม แตเพราะธรรมเนียมการเริ่มตน ปใหมในวันที่ 1 มกราคม จึงถือเอาวันที่ 1 มกราคม ป 754 หลังการ สถาปนากรุงโรมเปนการเริ่มตนปที่ 1 ของคริสตศักราช

นักเรียนควรรู 1 ปฏิทิน ตรงกับภาษาอังกฤษวา calender หมายถึง ระบบการแบงเวลาออก เปนคาบเวลา เชน วัน เดือน หรือป และจัดเรียงการแบงชวงเวลาเหลานี้ตามลําดับ ที่กําหนดไว การจัดทําปฏิทินเกิดจากการสังเกตคาบเวลาที่ดวงจันทรหมุนรอบ วัฏจักรอยางสมบูรณ (ระยะเวลา 29 วัน) ตอมาไดมีการสอดแทรกเพิ่มเติมคาบ เวลาเปนชวงๆ เขาไปในระหวางเดือนตางๆ จนเกิดการใชจาํ นวน 365 วันในรอบ 1 ป

มุม IT ศึกษาคนควาขอมูลเกี่ยวกับปฏิทิน ไดที่ http://kanchanapisek.or.th เว็บไซตสารานุกรมสําหรับเยาวชน โดยพระราชประสงคในพระบาทสมเด็จ พระเจาอยูหัว

คูมือครู

3


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

Explain

ครูซักถามนักเรียนเกี่ยวกับการนับศักราชและ การเทียบศักราชของโลกตะวันออก โดยเริ่มจาก การนับศักราชแบบจีน เชน • จีนใชการนับศักราชแบบใด มีลักษณะสําคัญ อยางไร (แนวตอบ จีนโบราณนับเวลาในรอบปดวยการ ใชปฏิทินแบบจันทรคติ นอกจากนี้ยังนับ ศักราชโดยยึดถือการขึ้นครองราชสมบัติของ จักรพรรดิเปนสําคัญ เรียกวา รัชศก โดยนับ ปรัชศกที่ 1 รัชศกที่ 2 และรัชศกที่ 3 ตอกัน ไปเรื่อยๆ เมื่อจักรพรรดิพระองคใหมขึ้น ครองราชยก็เริ่มนับเปนรัชศกที่ 1 ใหมอีกครั้ง วิธีการนับเปนชวงๆ แบบนี้ ทําใหเปนการนับ ไมตอเนื่อง ตองเปลี่ยนแปลงเมื่อมีจักรพรรดิ พระองคใหม ปจจุบันจีนเลิกใชแลว แตญี่ปุน ยังคงนับศักราชแบบจีนอยู) • นอกจากศักราชที่ใชในขางตนแลว จีนยังใช ศักราชแบบอื่นอีกหรือไม และในปจจุบันใช ศักราชแบบใด (แนวตอบ นอกจากรัชศกแลว จีนโบราณยัง ใชศักราชที่นําเขามาจากภายนอกดวย เชน ศักราชของศาสนาพราหมณ ที่เขามาใน สมัยราชวงศถัง และปฏิทินและศักราชแบบ ฮิจเราะหของพวกมุสลิมซึ่งรับเขามาในสมัย ราชวงศหยวน รวมทั้งคริสตศักราช ที่พวก มิชชันนารีนําเขามาดวย แตเมื่อเกิดการ เปลี่ยนแปลงการปกครอง ค.ศ. 1911 ที่มีการ ยกเลิกสถาบันกษัตริยของจีน ระบบรัชศักราช ที่ใชกันมาก็ถูกยกเลิกไป และจีนหันมาใช คริสตศักราชอยางเปนทางการ)

๒.๒ การนับและการเทียบศักราชของโลกตะวันออก ตะวันออก (Orient) หมายถึง ทวีปเอเชีย เปนคำที่ชาวยุโรปใชเรียกประเทศหรือดินแดน ตางๆ ที่อยูทางทิศตะวันออกของตน โลกตะวันออกเปนดินแดนที่ผูคนอาศัยมาเปนเวลานาน และไดสรางอารยธรรมจนกลายเปนแหลงอารยธรรมเฉพาะ ของตน ่สำคัญของโลก โดยเฉพาะจีนและอินเดีย ของตนที ซึ่งเปนอูอารยธรรมตะวันออก

๑) การนั บ ศั กราชแบบจี น

จี น ก็ เ หมื อ นแหล ง อารยธรรมโบราณอื่ น ที่ ใ ห ความสำคั ญ กั บ การนั บ เวลาในรอบป เพราะเวลาและฤดู ก าลที่ ถู ก ต อ งมี ค วาม สำคัญตอการเพาะปลูก ระบบปฏิทินจึงมีอายุ สำ ยอนหลังเกือบ ๔,๐๐๐ ปมาแลว โดยเปน ภาพวาดชาวจี น โบราณอาศั ย ความรู ท างดาราศาสตร เข า มาช ว ย ระบบจันทรคติหรือยึดพระจันทรเปนหลัก ในการคำนวณวันเวลาในรอบป ดังนั้น คำวา “รอบเดือน” และพระจันทร ในภาษาจีนจึงใชตัวอักษรและออกเสียงเหมือนกัน คือ เยว โดย ๑ เดือนมี ๒๙ หรือ ๓๐ วัน และปหนึ่งมี ๓๕๔ วัน ตอมาราว ๒,๕๐๐ ปมาแลว จีนสามารถคำนวณไดวาปหนึ่งมี ๓๖๕.๒๕ วัน จึงมีการเพมเดื การเพิ่มเดือนเป อนเป อนเปนเดื อนเปนเดอนท นเดือนที อนที่ ๑๓ ทุกๆ ๓ ป เปนตน ดวยเหตุนี้ ปใหมของจีนจึงเลื่อนไปมา อนมกราคมหรื เดอนก อนก อนกุ อยููรระหวางเดอนมกราคมหร  ะหว ะหวางเดื างเดือนมกราคมหร อนมกราคมหรืือเดื นกุมภาพ ภาพันธ การนับชวงสมััยยของจี ของจี ของจนยึยดตามป ตามปที่ครองราชสมบัติของจักรพรรดิซึ่งถือวาเปนโอรส และทรงเปนประมุ รและศาสนจักร โดยมีการเรียกชวงเวลาที่ปกครองหรือ รและศาสนจ แหงสวรรค และทรงเป นประมุขของอาณาจักกรและศาสนจ รัรชศกตามปทปกครองหรอรชศกตามป ศกตามปทปกครองหรื ศกตามปทครองราชสมบ ชศกตามปที ัชชศกตามป ศกตามป ่ปี กครองหรือรัชศกตามป ปกครองหรอรั ชศกตามปที ัชชศกตามป ศกตามป ่คี รองราชสมบััติ ดดังตตัวอยาง “เมื่อวันที่ ๑๕ เดือน ๕ ปที่ ๑๖ แห รองบรรดาราชทูตจากอาณาจักร... เซียนหลัว แหงรั งรรััชศกหยงเลอ ศกหยงเลอ จัจกรพรรด กรพรรดิพระราชทานเลยงรั กรพรรดิ ระราชทานเลี้ยงรับบรองบรรดาราชท รองบรรดาราชท หลิวิ ฉิวิ ...” ขอความนี้หี มายความวา จัักรพรรดิหยงเลออแห แหงราชวงศหมิงครองราชสมบัติเปนปที่ ๑๖ แห ซึซงตรงก ่ึงงตรงกั ตรงกัับ ค.ศ. ค ๑๔๑๘ (พ.ศ. (พพ.ศศศ. ๑๙๖๑) ๑๙๖๑ และตรงกัับสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ แหง กรุงงศรี ศรีออยุ ยุยธยา วัันนททีท่ ๑๕ เดืืออนน ๕ ตามการนั อยธยา ตามการนบของจีนตรงกับวันที่ ๑๘ มิถุนายน เซียนหลัว คือ สยามหรืือกรุงศรีีออยุยุธยา หลิวฉิว คือ ริวกิวของญี่ปุน ขอความนี้ปรากฏอยูในพงศาวดารจีนสมัย ราชวงศหมิง อยางไรก็ดี การนับชวงสมัยของจีนดังกลาว ปจจุบันจีนเลิกใชแลว แตญี่ปุนซึ่งรับวิธี การนับบศัศักกราชแบบจี กราชแบบจ ราชแบบจนยังคงใช งคงใชอย งคงใช ชศกของสม รพรรดอะกิฮิโตะ (Akihito) องคปจจุบัน ราชแบบจี งคงใชอยู โดยป โดยปรัชศกของสมั ชศกของสมัยจักรพรรดิ คือื เฮเซ (Heisei) และใน พ.ศ. ๒๕๕๒ ตรงกัับรััชศกเฮเซที่ ๒๑ (เริ่มนับปเฮเซที่ ๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๒ ซึ่งเปนปที่พระองคเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ) ๔

เกร็ดแนะครู ครูอธิบายเพิ่มเติมใหนักเรียนเขาใจเกี่ยวกับปฏิทินจันทรคติของไทยวา ใชการ โคจรของดวงจันทรรอบโลกเปนเกณฑ กําหนดให 1 ปมี 12 เดือน ในเดือนที่มี เลขคี่ คือ เดือน 1, 3, 5, 7, 9, 11 ใหมี 29 วัน (เรียกวา เดือนขาด) และในเดือนคู คือ เดือน 2, 4, 6, 8, 10, 12 ใหมี 30 วัน (เรียกวา เดือนเต็ม) ใน 1 เดือนจะแบง เปนขางขึ้น 15 วัน และขางแรม 14-15 วัน (ในเดือนขาดจะมีแคแรม 14 คํ่า สวนในเดือนเต็มจะมีแรม 15 คํา่ ) รวม 1 ป ปกติจะมี 354 วัน ซึง่ จะทําใหตา งจากป ทางสุริยคติถึง 11 วัน ดังนั้น จะตองมีการปรับปฏิทินเปนระยะเพื่อไมใหเกิดความ เหลื่อมลํ้ากัน โดยจะแบงการนับปออกเปน 3 แบบ ไดแก 1. ปกติมาส มี 354 วัน 2. อธิกมาส มี 384 วัน โดยปนั้นจะมีเดือน 8 ซํ้า 2 หน 3. อธิกวาร มี 355 วัน โดยในเดือน 7 จะมีแรม 15 คํ่า

4

คูมือครู

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

ศักราชของจีนในสมัยราชวงศมีวิธีการนับอยางไร 1. ยึดตามจารีตประเพณีของขงจื๊อ 2. ยึดตามปที่ขึ้นครองราชยของจักรพรรดิ 3. ยึดตามพระนามเดิมของจักรพรรดิตนราชวงศ 4. ยึดตามพระนามของจักรพรรดิผูเปนโอรสแหงสวรรค วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 2. ยึดตามปที่ขึ้นครองราชยของ จักรพรรดิ โดยเรียกวา รัชศก เริ่มตนนับตามปที่ครองราชยไปจนถึง สวรรคต เมื่อจักรพรรดิองคใหมขึ้นครองราชยก็เริ่มตนนับใหม อีกครั้ง วิธีการนับศักราชแบบนี้มีขอจํากัด คือ ชวงเวลาใน ประวัติศาสตรขาดความตอเนื่อง อยางไรก็ตาม ภายหลังจากการ ปฏิวัติลมลางราชวงศชิง รัฐบาลจีนไดเปลี่ยนมาใชวิธีการนับศักราช แบบคริสตศักราชจนกระทั่งปจจุบัน


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ Expand

ตรวจสอบผล Evaluate

อธิบายความรู

ครูซักถามนักเรียนเกี่ยวกับการนับศักราชแบบ อินเดียและการนับศักราชแบบศาสนาอิสลามวาใช การนับแบบใด และเทียบศักราชเปน พ.ศ. อยางไร (แนวตอบ อินเดียโบราณนับศักราชโดยอาศัย การขึ้นครองราชสมบัติเปนสําคัญ ตอมาใน สมัยพระเจากนิษกะ ทรงเริ่มตนศักราชกนิษกะ หรือศก ตอมาเรียกวา มหาศักราช (ม.ศ.) ซึ่งเปนที่ยอมรับและใชกันอยางแพรหลายใน อินเดียและอาณาจักรโบราณตางๆ ทางแถบ เอเชียตะวันออกเฉียงใต หากเทียบ ม.ศ. เปน พ.ศ. ใหบวกดวย 621 ปจจุบันอินเดียใช ศักราชตามแบบตะวันตก คือ คริสตศักราช สวนการนับศักราชแบบศาสนาอิสลาม เรียกวา ฮิจเราะหศักราช (ฮ.ศ.) เริ่มนับเมื่อทานนบี มุฮัมมัดกระทําฮิจเราะห (แปลวา การโยกยาย) จากเมืองเมกกะไปยังเมืองเมดินะ หากเทียบ ฮ.ศ. เปน พ.ศ. ใหบวกดวย 1122)

๒) การนับศักราชแบบอินเดีย อินเดียสมัยโบราณประกอบดวยแควนหรือรัฐ

ตางๆ มากมาย การนับศักราชโดยทั่วไปเปนการนับโดยอาศัยการขึ้นครองราชสมบัติเปนสำคัญ ทำนองเดี ย วกั บ จี น คื อ “ในป ที่ . .. แห ง รั ช กาล...” หลักเกณฑการเทียบศักราชที่สำคัญ ต อ มาในสมั ย พระเจ า กนิ ษ กะ (Kanishka) ที่ ท รงมี ค.ศ. + ๕๔๓ = พ.ศ. อำนาจอันยิ่งใหญสามารถครอบครองอินเดียไดอยาง พ.ศ. - ๕๔๓ = ค.ศ. กวางขวาง แตเดิมมาถือวาพระองคขึ้นครองราชสมบัติ เมื่อ ค.ศ. ๗๘ (ในปจจุบันเชื่อวาพระองคครองราชสมบัติระหวาง ค.ศ.1 ๑๑๕ - ๑๔๐) ถือเปนการ เริ่มตนศักราชกนิษกะ หรือศก (Soka Era) ตอมาเรียกวา มหาศักราช ซึ่งเปนที่ยอมรับและใชกัน อยางแพรหลายในอินเดีย และแพรหลายมายังอาณาจักรตางๆ ทางแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต ปจจุบันอินเดียใชศักราชตามแบบสากลคือ คริสตศักราช ๓) การนับศักราชแบบศาสนาอิสลาม เรียกวา ฮิจเราะหศักราช (ฮ.ศ.) เริ่มนับ เมื่อทานนบีมุฮัมมัดกระทำฮิจเราะห (แปลวา การอพยพโยกยาย) จากเมืองเมกกะไปยังเมือง เมดินะ โดย ฮ.ศ. ๑ ตรงกับ พ.ศ. ๑๑๖๕ แตเพราะ ฮ.ศ. ใชระบบจันทรคติเปนเกณฑ ดังนั้น การเทียบรอบปของ ฮ.ศ. กับ พ.ศ. จึงมีความคลาดเคลื่อน ไมตรงกัน โดยทุกๆ ๓๒ ปครึ่งของ ฮ.ศ. จะเพิ่มขึ้น ๑ ป เมื่อเทียบกับ พ.ศ. ๒๕๕๒ จะตรงกับป ฮ.ศ. ๑๔๓๐ ดังนั้น ฮ.ศ. นอยกวา พ.ศ. ๑๑๒๒ ป และนอยกวา ค.ศ. ๕๗๙ ป

ขยายความเขาใจ

ó. ¡ÒÃẋ§ÂؤÊÁÑ·ҧ»ÃÐÇÑμÔÈÒÊμÏÊÊÒ¡Å Ò¡Å

๓.๑ การแบงยุคสมัยยทางประวั ยทางประวติ ทางประวัติศศาสตรตะว าสตรตตะวนตก ะวัน นตก ตก ระยะเวลายาวนานกว ระยะเวลายาวนานกวาสม ะยะเวลายาวนานกวาสมัยประวั ัยประว ยประวตศาสตร ยประวติ ประวััตศาสตร ิศาสตร ศาสตร เป เปนช เป นนชชวง ๑) สมัยกอนประวัติศาสตร มีรระยะเวลายาวนานกว

ตรวจสอบผล

การกระทำหรอเหต การกระทำหร เวลาที่มนุษ ยยังไมมีการประดิษฐอักษรเพื่อบันทึกความคิด การกระทำหรื อเหตุกการณ ารณตางๆ2 ปแอฟริกา ปแอฟรกา เริ่มตั้งแตมีมนุษยกำเนิดขึ้นบนโลก (ดังพบโครงกระดู งพบโครงกระดูกมนุษยที่มีอายุมากที่สุดที่ทวีปแอฟริ อายุประมาณ ๓.๒ - ๕ ลานปลวงมาแลว) จนกระทั ษรขึนใช ใชเป เปนครังแรก จนกระท่งรูจกประดิ ักประดิษฐตวั อักษรขึ กประดษฐตั กษรข ้นใช นใชเป เปนครั ง้ แรก

O-NET

ขอสอบป ’ 52 ออกเกี่ยวกับหลักฐานทางประวัติศาสตรยุคกอน ประวัติศาสตร หากทานเขาชมพิพิธภัณฑมนุษยยุคกอนประวัติศาสตร ทานจะไม พบสิ่งใด 1. เครื่องประดับ 2. อาวุธหินกะเทาะ 3. แผนศิลาจารึก 4. หมอดินเผาสามขา วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 3. พิพิธภัณฑมนุษยยุคกอนประวัติศาสตรจะไมมีแผนศิลาจารึก เนื่องจากแผนศิลาจารึกเปนหลักฐาน ในสมัยประวัติศาสตร การนับชวงเวลาเปนสมัยประวัติศาสตรจะนับ เมื่อมนุษยรูจักประดิษฐตัวอักษรขึ้นมาใชบันทึกเรื่องราวตางๆ โดย สมัยประวัติศาสตรของโลกเริ่มขึ้นเมื่อชาวซูเมเรียประดิษฐอักษร รูปลิ่มหรืออักษรคูนิฟอรมขึ้นใชเปนครั้งแรก สําหรับชวงเวลากอน ที่มนุษยจะมีตัวอักษรใช เรียกวา สมัยกอนประวัติศาสตร

Expand

ครูใหนักเรียนคนควาเหตุการณสําคัญทาง ประวัติศาสตรของโลกตะวันตกและโลกตะวันออก จากนั้นใหนับศักราชวาตรงกับศักราชใด และ เมื่อเทียบศักราชเปน พ.ศ. จะตรงกับ พ.ศ. ใด โดยนําขอมูลที่ไดจากการคนควาบันทึกลงสมุด จดงานสงครูผูสอน

โดยทั่ ว ไปแม จ ะยอมรั บ กั นว าาประวั ประวั ตตศาสตร ิ ศาสตรตะวนตกและประว ศ าสตร ต ะวั นนตกและประวตศาสตร นตกและประวติ นตกและประวั ตกและประวั ติ ศ าสตร ตะวนออก ต ะวั น ออก ัยประว ยประวติ ยประวั ิศาสตร แต แตเมื เมื่ออแบงออกเปนสมั งออกเปนสมัยยยอยๆ งออกเปนสมั อยๆ แล แลว ตางก็แบงเปนสมัยกอนประวัติศาสตรและสมั และสมัยประวตศาสตร ประวััตศาสตร แบงออกเป ฒนาการทางประว ฒนาการทางประวั ฒนาการทางประวติ ิ าสตร ก็มีความแตกตางกันในรายละเอียดตามพัฒ นาการทางประวััตศศาสตร าสตรทีท่ตี างกน งกััน

ขอสอบ

Explain

Evaluate

1. ครูตรวจสมุดจดงานเกี่ยวกับการนับและ การเทียบศักราชของโลกตะวันตกและ โลกตะวันออก 2. ครูสังเกตพฤติกรรมความมีสวนรวมในการ ตอบคําถามและการแสดงความคิดเห็น ของนักเรียน

นักเรียนควรรู 1 มหาศักราช เปนศักราชของอินเดียโบราณทีแ่ พรหลายในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใตมาตั้งแตกอนอาณาจักรสุโขทัย บางครั้งนักประวัติศาสตรเรียกมหาศักราช อีกชื่อหนึ่งวา กนิษกะศักราช แปลวา ศักราชที่ถือตามรัชสมัยแหงพระเจากนิษกะ ดวยเหตุที่มหาศักราชเริ่มปที่พระเจากนิษกะ กษัตริยของราชวงศกุษาณะขึ้นครอง ราชยเมื่อ พ.ศ. 621 จึงนับปนี้เปนปมหาศักราชที่ 1 ตอมาภายหลังมหาศักราชได เผยแพรเขามาสูดินแดนสุวรรณภูมิและดินแดนไทย ผานทางพวกพราหมณและ พอคาอินเดียทีเ่ ดินทางเขามาติดตอคาขายยังดินแดนแถบนี้ โดยพบมากในศิลาจารึก สุโขทัยและศิลาจารึกของไทยรุนเกาๆ 2 โครงกระดูกมนุษยที่มีอายุมากที่สุดที่ทวีปแอฟริกา แตเดิมมีการคนพบ ฟอสซิลกระดูกมนุษยเมื่อ ค.ศ. 1974 อายุประมาณ 3.2 ลานป อยูในสปชีส Australopithecus afarensis ซึ่งถูกตั้งชื่อวาลูซี่ (Lucy) แตใน ค.ศ. 1992 ไดขุดพบ กระดูกมนุษยที่มีอายุเกาแก ประมาณ 4.4 ลานป ในเขตประเทศเอธิโอเปย เชนเดียวกัน อยูในสปชีส Ardipithecus ramidus ถูกตั้งชื่อวาอารดี (Ardi) คูมือครู

5


กระตุน ความสนใจ Engage

สํารวจคนหา Explore

กระตุน ความสนใจ

อธิบายความรู Explain

Expand

Evaluate

สมัยกอนประวัติศาสตรมีอายุยาวนานมาก ดังนั้นจึงมีการแบงเปนสมัยยอย โดยมี หลักเกณฑ คือ ความเจริญกาวหนาหรือพัฒนาการในการดำรงชีวิตของมนุษย ผูศึกษาเรื่องราว ของมนุ ษ ย ใ นสมั ย ก อ นประวั ติ ศ าสตร ที่ ส ำคั ญ คื อ นั ก โบราณคดี โดยอาศั ย จากหลั ก ฐานเกี่ ย วกั บ โครงกระดูกมนุษย เครื่องมือเครื่องใช เชน อาวุธ ตางๆ เครื่องมือหิน เครื่องปนดินเผา เครื่องประดับ กระดูกของสัตวที่มนุษยนำมาเปนอาหาร ตลอดจน ถ้ำ เพิงผา ภาพวาดที่มนุษยอาศัยและวาดไว สมัย กอนประวัติศาสตรแบงออกไดดังนี้ ๑.๑) ยุคหินเกา (Paleolithic Age หรื อ Old Stone Age) เริ่ ม ขึ้ น เมื่ อ ประมาณ นั ก โบราณคดี มี ห น า ที่ ศึ ก ษาค น คว า หลั ก ฐานที่ มี ๓.๕ - ๕ ลานปลวงมาแลว ชื่อของยุคนี้ไดมาจาก อายุเกาแก เพื่อใชอธิบายเรื่องราวของคนในอดีต รวมทั้ ง ดู แ ลซ อ มแซมโบราณสถาน โบราณวั ต ถุ การพบเครื่องมือที่มนุษยในยุคนั้นใชในการดำรงชีวิต ใหคงอยูในสภาพที่สมบูรณ ล ว นทำด ว ยหิ น ตามธรรมชาติ โครงกระดู ก มนุ ษ ย ในยุคนี้ที่เกาแกที่สุดพบในประเทศแทนซาเนีย เคนยา เอธิโอเปยในทวีปแอฟริกา สวนที่พบ ในทวีปอื่นนมอาย มีออายุ ายุนนอ ยกวา มนษย มนุ ในย ุ หิหนเก เกายังเปนพวกเรรอน ลาสัตว เก็บของปาเปนอาหาร รูจักใชไฟ ษุ ยยในยุ นยุคคหิ นนเกายงเป เก อาศัยยอยในถ้ อาศยอยู ยอย อยู อยใในถำ ในถ้ ในถ นถ้ นถำ เพงผา นถำ เพิงผา เพอหลบฝนหรอปองกนสตวราย เพื่ออหลบฝนหร อหลบฝนหรอป อหลบฝนหรื หลบฝนหรื หลบฝนหรออป อปปองกันสัตวราย ครอบครัวซึ่งเปนพื้นฐานของสังคมจะมี ผูผนนำชนเผ นำชนเผาเด  ำชนเผ ำชนเผาเดียวกัน อาจอยูรวมกันเปนกลุม มีจำนวน ระหวาง ๓๐ - ๕๐ คน พั ฒ นาการที่ ส ำคั ญญของมนุ ญของมนษย ของมนุ ษ ย ยุ ค 1 หิหนเกา นเกา คือ การใชสติปญญา มีเหตุผลในการกระทำ ใช ค วามคิ ด มี ภ าษาพู ด มี พิ ธี ก ารฝ ง ศพ มี ก าร สรางสรรคงานศิลปะโดยการวาดภาพบนผนังถ้ำหรือ เพิงผา รูจักใช ไฟเพื่อทำใหเกิดความอบอุน ความ ปลอดภั ปลอดภย และเพื และเพ่อปรุงอาหาร ในการเริ่มตนและการ จิจตรกรรมฝาผน ตรกรรมฝาผนังที งทีถำลาสโกซ ลาสโกซ (Lascaux) ประเทศ ตรกรรมฝาผน ถ้่ถำลาสโกซ ้ำลาสโกซ ฝรั เศส ประกอบด ยรูปปวั วัว กวาง และม ฝร่่งงเศส ประกอบดววยรู ประกอบดวยร ปวว และมา เป เปนน สิ้นนสดของย สุดดของยคหิ ของยุคหินเกาแตละแหงจะเริ่มตนและสิ้นสุด หลักฐานที่แแสดงให สดงให สดงใหเห็็นถึงพััฒนาการของมนุษยยุค หินเกาที่รูจักสรางสรรคงานศิลปะไดอยางสวยงาม ไมพรอมกัน

Explore

ครูใหนกั เรียนแบงกลุม กลุม ละ 5-6 คน คละกัน ตามความสามารถ เพื่อศึกษาเกี่ยวกับการแบง ยุคสมัยทางประวัติศาสตรสากลจากหนังสือเรียน หนา 5-18 ตามหัวขอตอไปนี้ 1. การแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรตะวันตก 2. การแบงยุคสมัยทางประวัตศิ าสตรตะวันออก ครูใหเวลาแตละกลุมในการศึกษาทําความ เขาใจและซักถามกันภายในกลุมจนทุกคนเขาใจ เปนอยางดี จากนัน้ เตรียมสงตัวแทนออกมานําเสนอ ผลงานที่หนาชั้นเรียน

อธิบายความรู

ตรวจสอบผล

Engage

ครูนําภาพเหตุการณสําคัญทางประวัติศาสตร สากลที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เชน การปฏิวัติ อุตสาหกรรม การปฏิวัติฝรั่งเศส การปฏิวัติรัสเซีย การรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 การ ปฏิวัติในจีน ค.ศ. 1911 หรือภาพวาดจินตนาการ เกี่ยวกับเหตุการณสําคัญตางๆ ที่วาดขึ้นโดยชาว ตะวันตก เปนตน มาใหนักเรียนดู จากนั้นซักถาม นักเรียนวาเปนภาพอะไร และเกิดขึ้นในยุคสมัยใด

สํารวจคนหา

ขยายความเขาใจ

Explain

1. ครูใหแตละกลุมสงตัวแทนออกมานําเสนอ ผลงานที่หนาชั้นเรียน 2. ครูตั้งประเด็นคําถามเกี่ยวกับสมัยกอน ประวัตศิ าสตรของโลกตะวันตกใหนกั เรียนตอบ เชน • สมัยกอนประวัติศาสตรตะวันตกใช หลักเกณฑใดในการแบงยุคสมัย (แนวตอบ ใชความเจริญกาวหนาหรือ พัฒนาการในการดํารงชีวิตของมนุษยเปน เกณฑในการแบง)

เกร็ดแนะครู ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะการดํารงชีวิตของมนุษยสมัยกอน ประวัติศาสตรในยุคหินเกา เพื่อใหนักเรียนเกิดความเขาใจวายุคหินเกานี้ไมได เกิดขึ้นพรอมกันหมดทีเดียวและไมไดเกิดขึ้นทุกแหงในเวลาเดียวกัน แตเปนลักษณะ คอยเปนคอยไปอยางชาๆ เพราะมนุษยยุคแรกนี้ใชเวลายาวนานมากในการปรับตัว ใหเขากับธรรมชาติแวดลอมและพัฒนาทักษะในการดํารงชีพ

นักเรียนควรรู 1 มนุษยยุคหินเกา มีสวนคลายมนุษยปจจุบันนอยมาก แตก็ยืดตัวไดตรง นอกจากนี้ ยังพูดไดและมีสมองใหญ จึงสามารถรวบรวมขอมูลเพื่ออธิบายขอความ ได มนุษยในยุคหินเกามีหลายพวกอาศัยอยูตามที่ตางๆ เชน มนุษยชวา (Java Man) ขุดพบในเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย มนุษยปกกิ่ง (Peking Man) ขุดพบ ใกลกรุงปกกิ่ง ประเทศจีน มนุษยนีแอนเดอรทัล (Neanderthal Man) ขุดพบครั้ง แรกในหุบเขานีแอนเดอร ประเทศเยอรมนี มนุษยโครมันยอง 6 คูมือครู (Cro-Magnon Man) พบที่ถํ้าโครมันยอง ประเทศฝรั่งเศส เปนตน

กิจกรรมสรางเสริม ครูอาจใหนักเรียนสรุปความรูเกี่ยวกับการแบงยุคสมัยทาง ประวัติศาสตรตะวันตก สมัยกอนประวัติศาสตรหรือสมัยประวัติศาสตรในรูปแบบตารางแลวสงครูผูสอน เพื่อใหนักเรียนเขาใจการ แบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรตะวันตกไดถูกตองชัดเจนยิ่งขึ้น

กิจกรรมทาทาย ครูอาจใหนักเรียนสรุปความรูเกี่ยวกับการแบงยุคสมัยทาง ประวัติศาสตรตะวันตกและตะวันออกในรูปแบบตาง ๆ ที่แสดง การเปรียบเทียบระหวางการแบงยุคสมัยทางประวัตศิ าสตรตะวันตก กับตะวันออกตามความสนใจแลวสงครูผสู อน เพือ่ ใหนกั เรียนเขาใจ การแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรสากลถูกตองชัดเจนยิ่งขึ้น


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

อธิบายความรู ๑.๒) ยุคหินใหม (Neolithic Age หรือ New Stone Age) ยุคหินใหมเริ่ม เมื่อประมาณ ๑๐,๐๐๐ - ๖,๐๐๐ ปลวงมาแลว (แตบางแหงอาจเริ่มกอนหรือหลังเวลาดังกลาว) ชื่อของยุคนี้ไดมาจากการพบเครื่องมือเครื่องใชของมนุษยที่ทำดวยหินและมีการทำใหเหมาะสม กับการดำรงชีวิตมากขึ้น โดยการขัดแตงใหมีคม 1สามารถจับไดถนัด ลักษณะสำคัญของยุคนี้ คือ มนุษยเขาสูสังคมเกษตรกรรม คือ มีการเพาะปลู การเพาะปลูก ตั้งถิ่นฐานอยูเปนชุมชน จัดระเบียบการปกครอง จากหลั ก ฐานที่ พ บ เกษตรกรรมเริ่ ม ต น ที่ ภู มิ ภาคตะวั น ออกใกล ส มั ย โบราณ (ปจจุบันเรียกวา 2เอเชียตะวันตกเฉียงใต) ในแถบเมโสโปเตเมียหรือดินแดนระหวางแมน้ำไทกริส เฟรทส กับบแม แมนนำย ้ำยูยูเเฟรที ฟรทีส โดยมนุษยในยุคหินใหมเริ่มเรียนรูการเพาะปลูก พืชที่ปลูกในระยะแรกๆ คือ ขาวสาลีกับขาวบารเลย รูจักนำสัตวปามาเลี้ยง สัตวชนิดแรกๆ ที่นำมาเลี้ยง คือ แกะ แพะ การที่มนุษยรูจักเพาะปลูกและนำสัตวมาเลี้ยง ทำใหมนุษยไมตองเรรอนเก็บหา อาหารและลาสัตว ดังนั้นจึงมีการตั้งถิ่นฐานอาศัยอยูเปนชุมชนจนเปนเมือง สังคมมีขนาดใหญ ขึ้น การจัดระเบียบการปกครองจึงเกิดขึ้นเพื่อความสงบสุข การพัฒนาของมนุษยในยุคหินใหม นักโบราณคดีบางคนเรียกวา การปฏิวัติยุคหินใหม และนับเปนคลื่นลูกที่หนึ่งในการปฏิวัติของ มนุษยชาติ บางคนเรียกวา การปฏิวัติเกษตรกรรม เพราะถือเปนความกาวหนาทางการเกษตร ที่สำคัญ การเริ่มและสิ้นสุดของยุคหินใหมในแตละภูมิภาคจะเริ่มและสิ้นสุดไมพรอมกัน

3

เมืองชาทัลฮูยุก (çatal Hüyük) ในประเทศตุรกี เปนนแหล แหลงชมชนยคหิ ชุมชนยุคหินนใหม นใหมที ใหม ใหมที่มีขขนาดใหญ ขนาดใหญโตและม ขนาดใหญ นาดใหญ นาดใหญโโตและมี โตและมความสำค ตและมีคความสำคญมากแห วามสำคัญ ญมากแห มากแหงงหนึ หนึ หน่งใน แถบตะวันออกกลาง ซึ่งเจริญรุงเรืองกอนหนาอารยธรรมเมโสโปเตเมียและอารยธรรมอียิปต

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

กิจกรรมใดที่ถือวาเปนการปฏิวัติทางเศรษฐกิจครั้งแรกของมนุษย 1. การประดิษฐคันไถ 2. การตั้งถิ่นฐานและเพาะปลูก 3. การใชเครื่องจักรในระบบการผลิต 4. การประดิษฐเครื่องมือเครื่องใชดวยโลหะ วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 2. การปฏิวัติทางเศรษฐกิจครั้งแรก ของมนุษย เริ่มขึ้นเมื่อมนุษยมีการตั้งถิ่นฐานและการเพาะปลูก เนื่องจากทําใหมนุษยไมตองเรรอน เก็บหาอาหาร และลาสัตว มนุษยรูจักเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว ซึ่งเปนการพัฒนาของมนุษย ในยุคหินใหม จนตอมามีการอยูรวมกันเปนชุมชนและพัฒนาเปน บานเมือง นับเปนการปฏิวัติทางเศรษฐกิจครั้งแรกของมนุษยชาติ

Explain

ครูตั้งประเด็นคําถามวา ในแตละยุคเริ่มขึ้น เมื่อใด และมีลักษณะการดํารงชีวิตของมนุษย อยางไร จากนั้นใหนักเรียนชวยกันแสดงความ คิดเห็นรวมกัน (แนวตอบ 1. ยุคหินเกา เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 3.5-5 ลาน ปลวงมาแลว มนุษยยุคนี้ยังเปนพวกเรรอน ลาสัตว เก็บของปาเปนอาหาร รูจักใชไฟ อาศัยอยูในถํ้าหรือเพิงผา มีการใชสติปญญา มีภาษาพูด มีพิธีการฝงศพ ตลอดจนมีการ สรางสรรคงานศิลปะโดยการวาดภาพตาม ผนังถํ้าหรือเพิงผา 2. ยุคหินใหม เริ่มเมื่อประมาณ 10,000-6,000 ปลวงมาแลว มนุษยในยุคนี้มีการขัดแตง เครื่องมือหินใหมีคมและจับไดถนัด มีการ เพาะปลูก ตั้งถิ่นฐานอาศัยอยูเปนชุมชน มีการจัดระเบียบการปกครองเพื่อใหเกิด ความสงบสุข 3. ยุคโลหะ เริ่มเมื่อประมาณ 6,000 ปลวง มาแลว มนุษยยุคนี้รูจักนําโลหะมาทําเปน เครื่องมือเครื่องใช เครื่องประดับ อาวุธ โลหะชนิดแรกทีน่ าํ มาใช คือ ทองแดง ตะกัว่ ตอมารูจักนําโลหะมาผสมกัน โลหะผสม ชนิดแรกที่มีความสําคัญ คือ สําริด ซึ่งเปน โลหะผสมระหวางทองแดงกับดีบุก ตอมา เมื่อประมาณ 3,500 ปลวงมาแลว จึงนํา เหล็กมาใช นอกจากนี้ ยุคนี้ยังเปนชุมชน ใหญระดับเมือง มีการจัดระเบียบการ ปกครอง มีการแบงงานกันทําตามอาชีพ มีการทําปฏิทิน และมีการใชตัวอักษร โดยแหลงอารยธรรมเริ่มแรกอยูบริเวณ ที่ราบลุมแมนํ้า)

นักเรียนควรรู 1 การเพาะปลูก การรูจักเพาะปลูกเปนเหตุผลสําคัญที่ทําใหมนุษยตั้งถิ่นฐาน อาศัยอยูเปนหลักแหลง เพราะตองรอเก็บเกี่ยวผลผลิต การอยูเปนหลักแหลง ทําใหวฒ ั นธรรมไดมกี ารพัฒนาและถายทอดวัฒนธรรมจากชนรุน หนึง่ สูช นอีกรุน หนึง่ จนกอเกิดเปนอารยธรรม 2 แมนาํ้ ยูเฟรทีส (Euphrates) เกิดจากการรวมตัวของแมนาํ้ มูราตเนหรหี รือแมนาํ้ ยูเฟรทีสตะวันออก กับแมนาํ้ คาราซูหรือแมนาํ้ ยูเฟรทีสตะวันตก ซึง่ เปนแมนาํ้ สายหลัก ทางตะวันออกของประเทศตุรกี ไหลไปทางใตและตะวันออกเฉียงใต ผานดาน ตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศซีเรีย และดานตะวันตกและตอนกลางของ ประเทศอิรัก ไปรวมกับแมนํ้าไทกริส กลายเปนแมนํ้าชัตตอัลอาหรับไหลลงสูอาว เปอรเซีย มีความยาว 3,596 กิโลเมตร ซึ่งมีระบบชลประทานตามที่ราบลุมแมนํ้า สายนี้มาตั้งแตสมัยโบราณ 3 เมืองชาทัลฮูยกุ นักโบราณคดีบางทานยกยองวาเปนชุมชนเมืองทีม่ อี ายุเกาแก ที่สุดของโลก ขุดคนพบเมื่อ ค.ศ. 1961 โดยนักโบราณคดีชาวอังกฤษชื่อ เจมส เมลลาอารท (James Mellaart) คูมือครู 7


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

Explain

1. ครูใหนักเรียนชวยกันวิเคราะหเปรียบเทียบ พัฒนาการของมนุษยสมัยกอนประวัติศาสตร ในแตละยุค เพื่อใหเห็นถึงความเจริญกาวหนา ในการดํารงชีวิตของมนุษย 2. ครูใหนักเรียนแตละกลุมวาดภาพจินตนาการ เกี่ยวกับพัฒนาการของมนุษยสมัยกอน ประวัติศาสตรในแตละยุค ตกแตงใหสวยงาม จากนั้นนําเสนอหนาชั้นเรียน

๑.๓) ยุ ค โลหะ (Metal Age) ยุ ค โลหะเริ่ ม ขึ้ น เมื่ อ ประมาณ ๖,๐๐๐ ปลวงมาแลว ในเวลานี้มนุษยพัฒนาขึ้นไปอีกโดยรูจักนำโลหะมาทำเครื่องมือเครื่องใช เครื่อง ประดับ อาวุธ โลหะชนิดแรกที่มนุษ ยนำมาใชเปน เครื่องมือ คือ ทองแดง ตะกั่ว ตอมาก็รูจักนำโลหะมา ผสมกัน โลหะผสมชนิดแรกที่มีความสำคัญ คือ สำริด ซึ่งเปนโลหะผสมระหวางทองแดงกับดีบุก ตอมาเมื่อ ประมาณ ๓,๕๐๐ ปลวงมาแลว จึงรูจักนำเหล็กซึ่ง เปนโลหะที่มีความแข็งแรงและทนทานกวามาใช ยุคโลหะถือไดวามนุษยเขาสูความ เจริ ญ ขั้ น อารยธรรม โดยมี อ งค ป ระกอบสำคั ญ ๕ ภาพวาดมนุษยในยุคโลหะรูจักนำสำริดมาใชหลอม ประการ ไดแก มีความสามารถและความชำนาญ ทำเครื่องมือเครื่องใชตางๆ ในการใชโลหะ มีชุมชนใหญระดับเมืองและมีการจัด ระเบียบการปกครอง มีการแบงงานกันตามอาชีพ (คือ มีการทำงานตามความสามารถ ความถนัด แทนการที่คนเดียวทำงานทุกอยาง) มีการทำปฏิทิน และมีการใชตัวอักษร แหลงอารยธรรม เริ่มแรกอยูในที่ราบลุมแมน้ำ ๔ แหง ไดแก ลุมแมน้ำไนลในอียิปต ลุมแมน้ำไทกริสและยูเฟรทีส ในเอเชียตะวันนตกเฉยงใต ตกเฉียงใต ลุุมแมน้ำสินธุในเอเชียใต และลุมแมน้ำหวงเหอหรือแมน้ำเหลืองใน เอเชียตะวั ยตะวันนออก ออก 1 ๒ สมั ๒) สมยประว ยประวติ ยยประวั ประวต ประวัติศาสตร ศาสตร าสตร สมัยประวัติศาสตรตะวันตกเริ่มตนขึ้นเมื่อชาวซู อชาวซูเมเรีย (Sumerian) ในเมโสโปเตเมย ในเมโสโปเตเมย (Mesopotamia) ประด ในเมโสโปเตเมี ประดิษฐตัวอักษรรูปลิ่มหรืออักษรคูนิฟอรม (cuneiform) เมื่อ ๓,๕๐๐ , ปปปกกอนคริ อ นคริสตศัศกั ราช บการแบงยยุคสมั ทางประวััติศศาสตร าสตรตะว ะวันตก นักประวัติศาสตรไดแบงออก สำหรบการแบงยุ สำหรั สำหรบการแบ คสมััยยทางประวั ยทางประวติ ทางประว ทางประวติ ศาสตรตะว าสตร เปนน ๔ สมัยใหญ เป ัยใหญ ยใหญๆ ยใหญ งนี้ ใหญๆ ดัดงน ๒๒.๑)) ประวั ประวตศาสตร ประวติ ตศาสตร ศาสตร าสตรสมััยโบราณ ((๓,๕๐๐ ปกอนคริสตศักราช - ค.ศ. ๔๗๖) ติศศาสตรสม เริิ่มจากการประดิ จากการประดิษฐตัววอกษรของชาวซ ษรของชาวซูเมเรียจนกระทั่งถึงการลมสลายของจักรวรรดิโรมัน มมจากการประดษฐตวอ มจากการประดษฐ มจากการประด จากการประด อักกษรของชาวซ ษรของชาวซ ตะวันนตกเมื ตกเมื่อจักกรพรรดิ รพรรดิ รมู ล กรพรรด รพรรดโรมลั โโรม รม ออกสตุลัส (Romulus Augustulus) เชื้อสายโรมันองคสุดทาย 2 ัส ออกั ถูกกอนารยชนเผ อนารยชนเผาเยอรมันขัขบออกจากบัลลังกเมื่อ ค.ศ. ๔๗๖ ลักษณะสำคัญของประวัติศาสตร นการสรางสมอารยธรรมที งสมอารยธรรมที่ยิ่งใหญ งใหญของโลกตะวันตก อารยธรรมยิ่งใหญ สมััยโบราณ ยโบราณ คือ เป เปนการสร เป นการสร นการสร างสมอารยธรรมท างสมอารยธรรมท งใหญของโลกตะว สมัยโบราณ ัยโบราณ ได ไดแก อารยธรรมเมโสโปเตเมี อารยธรรมเมโสโปเตเมย อารยธรรมอีียิปต อารยธรรมกรีก และอารยธรรม โรมัน (ดูเพิ่มเติมในหนวยการเรียนรูที่ ๓ อารยธรรมของโลกยุคโบราณ) ๘

นักเรียนควรรู 1 ชาวซูเมเรีย ในระยะแรกชุมชนของชาวซูเมเรียเปนหมูบานยุคหินใหม ตอมา ไดขยายตัวเปนชุมชนวัด ภายหลังชุมชนวัดแตละแหงไดพฒ ั นาขึน้ เปนเมืองที่สําคัญ เชน เมืองเออรหรืออูร (Ur) เมืองอิเรค (Ereck) เมืองเออริดู (Eridu) เมืองลากาสซ (Lagash) เมืองนิปเปอร (Nippur) เปนตน แตละเมืองมีชุมชนเล็กๆ อยูรายรอบ ทําใหมลี กั ษณะเปนรัฐขนาดเล็ก ทีเ่ รียกวา นครรัฐ (city-state) นครรัฐตางๆ เหลานี้ ตางปกครองเปนอิสระแกกันและมีการสูรบเพื่อแยงชิงความเปนใหญกันอยูเสมอ 2 อนารยชนเผาเยอรมัน คําวา “อนารยชน” เปนคําทีช่ าวโรมันเรียกคนปาเถือ่ นหรือ คนตางดาวที่มีวัฒนธรรมดอยกวาอารยธรรมกรีก-โรมัน พูดภาษาละตินไมได และ เขามาอยูบ ริเวณลุม แมนาํ้ ไรนและแมนาํ้ ดานูบ พวกอนารยชนเยอรมันมีรปู รางสูงใหญ ผมสีทอง ตาสีฟา มีความเจริญดอยกวาพวกโรมันมาก แตมีความอดทนตอความ หนาวเย็นและความหิวไดเปนอยางดี มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยูทางภาคเหนือของยุโรป บริเวณสแกนดิเนเวีย แตไดอพยพลงมาทางใต และตั้งถิ่นฐานใหมบริเวณลุมแมนํ้า ไรนและแมนํ้าดานูบ เมื่อประมาณ 100 ปกอนคริสตศักราช

8

คูมือครู

ขอสอบ

O-NET

ขอสอบป ’ 51 ออกเกี่ยวกับการเขาสูสมัยประวัติศาสตรของโลก ตะวันตก ชนชาติใดทีเ่ ขาสูส มัยประวัตศิ าสตรในโลกตะวันตกเปนกลุม แรก 1. ชาวอียิปต 2. ชาวซูเมเรีย 3. ชาวเปอรเซียน 4. ชาวบาบิโลเนียน วิเคราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 2. สมัยประวัตศิ าสตร กําหนดขึน้ จาก การที่มนุษยเริ่มมีการประดิษฐตัวอักษรขึ้นใช สําหรับชวงเวลากอน ที่มนุษยจะมีตัวอักษรใช เรียกวา สมัยกอนประวัติศาสตร สําหรับ สมัยประวัติศาสตรของโลกเริ่มตนขึ้นเมื่อชาวซูเมเรียซึ่งตั้งถิ่นฐาน อยูบริเวณดินแดนเมโสโปเตเมียประดิษฐอักษรรูปลิ่มหรืออักษร คูนิฟอรมขึ้นใชเปนครั้งแรก


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

อธิบายความรู

Explain

ครูใหนักเรียนรวมกันแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับสมัยประวัติศาสตรตะวันตกในประเด็น ตางๆ เชน • สมัยประวัติศาสตรตะวันตกเริ่มขึ้นเมื่อใด (แนวตอบ เริ่มขึ้นเมื่อชาวซูเมเรียที่อาศัยอยูที่ ซูเมอรแถบลุมแมนํ้าไทกริสและยูเฟรทีสใน เมโสโปเตเมีย (ปจจุบันคือ ประเทศอิรัก) ประดิษฐตัวอักษรรูปลิ่มหรืออักษรคูนิฟอรม เพื่อใชบันทึกเรื่องราวตางๆ เมื่อประมาณ 3,500 ปกอนคริสตศักราช) • ประวัติศาสตรสมัยโบราณและสมัยกลาง เริ่มขึ้นและสิ้นสุดเมื่อใด (แนวตอบ ประวัติศาสตรสมัยโบราณเริ่ม จากการประดิษฐตัวอักษรของชาวซูเมเรีย เมื่อ 3,500 ปกอนคริสตศักราช จนถึงการ ลมสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตกเมื่อ จักรพรรดิองคสุดทายถูกพวกอนารยชนเผา เยอรมันขับออกจากบัลลังกเมื่อ ค.ศ. 476 สวนประวัติศาสตรสมัยกลาง เริ่มตั้งแตการ ลมสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตกใน ค.ศ. 476 จนถึงการคนพบทวีปอเมริกาของ คริสโตเฟอร โคลัมบัสใน ค.ศ. 1492)

๒.๒) ประวัติศาสตรสมัยกลาง (ค.ศ. ๔๗๖ - ๑๔๙๒) นับจากการสิ้นสุดของ จักรวรรดิโรมันตะวันตกจนถึงคริสโตเฟอร โคลัมบัส (Christopher Columbus) คนพบทวีปอเมริกา ใน ค.ศ. ๑๔๙๒ แตนักประวัติศาสตรบางคนก็มีความเห็นวาประวัติศาสตรสมัยกลางสิ้นสุดลง เมื่อจักรวรรดิไบแซนไทนหรือจักรวรรดิโรมันตะวันออกถูกพวกเติรก (Turk) เขายึดครองใน ค.ศ. ๑๔๕๓ และตอมาไดจัดตั้งเปนจักรวรรดิออตโตมัน (Ottoman Empire) ประวัติศาสตรสมัยกลางตอนตน (ค.ศ. ๔๗๖ - ๑๐๕๐) ยังมีช่ือเรียกอีกอยาง หนึ่งวา ยุคมืด (Dark Ages) เพราะอารยธรรมกรีก-โรมันเสื่อมลง ชวงเวลานี้ยุโรปตะวันตกไมมี จักรวรรดิที่ยิ่งใหญปกครองเป1นเวลานานดังเชนจักรวรรดิโรมัน และยั 2 งถูกพวกอนารยชนเยอรมัน หรือกอท รวมทั้งพวกไวกิ งพวกไวกิ้ง (Viking) จากแถบสแกนดิเนเวียรรุกรานตามชายฝงมหาสมุทร งพวกไวก้ แอตแลนติ ก ในคริ ส ต ศ ตวรรษที่ ๙ และในช ว งเวลาเดี ย วกั น พวกมุ ส ลิ ม และพวกแมกยาร (Magyar) จากเอเชียกลางเขารุกรานยุโรปตะวันตกเพื่อหาทุงหญาเลี้ยงสัตว โดยพวกมุสลิม ตั้งถิ่นฐานในคาบสมุทรไอบีเรีย สวนแมกยารตั้งถิ่นฐานในดินแดนฮังการี ขณะที่ฝายอาณาจักรออนแอ กษัตริยไมสามารถใหความคุมครองแกประชาชนได การปกครองในระบอบฟวดัล (feudalism) หรือศักดินาสวามิภักดิ์จึงรุงเรืองขึ้นพรอมๆ กับ ความเขมแข็งของฝายศาสนจักรในสมัยกลาง โดยสันตะปาปา ประมุ ข ของคริ ส ต ศ าสนานิ ก ายโรมั น คาทอลิ ก ที่ ก รุ ง โรม มี อ ำนาจสู ง ในคริ ส ต ศ ตวรรษที่ ๑๑ - ๑๓ ยุ โ รปมี การ เปลี่ ย นแปลงอย า งชั ด เจน มี ก ารฟ น ตั ว ของเมื อ งและ การคา ประชากรเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็ว เมือองเวนส งเวนิส เจนวใน เจนัวใน วใน การจั ด ตั้ ง อิ ตาลี กลายเป น ศู น ย กลางทางเศรษฐกจ ก ลางทางเศรษฐกิ จ มี การจดตง มหาวิ ท ยาลัั ย มหาวิ ท ยาลั ย ต า งๆ ที่ มี ชื่ อ เสี ย ง เช น มหาวทยาลั ัยปาร ยปารส โบโลญาในอิตาลี ตั้งเมื่อ ค.ศ. ๑๑๕๘ มหาวิททยาลั ยาลัยปารี ปารีีส ในฝรั่งเศส ตั้งเมื่อประมาณ ค.ศ. ๑๒๐๐ เปนต นตน 3 ภาพวาดมหาวิหารชาตร (Chartres Cathedral) ในประเทศฝรั่งเศส ศิ ล ปะกอทิ ก เป น มหาวิ ห ารที่ มี ชื่ อ เสี ย งและมี ค วามสวยงามมาก แหงหนึ่งในสมัยกลาง

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

ขอใดคือลักษณะเดนของสังคมมนุษยในสมัยกลาง 1. เปนสมัยที่คริสตจักรมีอิทธิพลตอชาวยุโรป 2. เปนสมัยที่ชนชั้นกลางมีอิทธิพลตอชาวยุโรป 3. เปนสมัยที่ชาวยุโรปเริ่มขยายอํานาจรุกรานดินแดนอื่นๆ 4. เปนสมัยที่ชาวเอเชียและชาวแอฟริกันถูกจับไปเปนทาสในยุโรป วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 1. สมันกลางเปนยุคที่แสงของ อารยธรรมกรีก-โรมันหายไป อันเปนผลมาจากการรุกรานของ พวกอนารยชน ชีวิตของชาวยุโรปมีความมืดมน ตองประสบกับ ความสับสนวุนวาย จึงหันไปพึ่งคริสตศาสนาเปนเครื่องยึดเหนี่ยว จิตใจ องคกรคริสตศาสนจักรจึงไดเขามามีอทิ ธิพลตอชาวยุโรปมาก

นักเรียนควรรู 1 ไวกิ้ง คําที่ใชเรียกชนเผาหนึ่งที่มีความเชี่ยวชาญในการเดินเรือทะเลและปลน สะดมหัวเมืองตางๆ ทางยุโรปตอนเหนือ เปนพวกอนารยชนที่มีวัฒนธรรมแตกตาง จากโรม 2 สแกนดิเนเวีย ชื่อที่ใชเรียกภูมิภาคทางตอนเหนือของยุโรป ตามปกติถือวา ประกอบดวยประเทศเดนมารก สวีเดน และนอรเวย แตในทางการเมืองอาจรวมถึง ฟนแลนดและไอซแลนดดวย 3 มหาวิหารชาตร เปนศาสนสถานในนิกายโรมันคาทอลิก ตั้งอยูที่เมืองชาตรใน ประเทศฝรั่งเศส เปนสถาปตยกรรมศิลปะกอทิกที่งดงามที่สุดแหงหนึ่งของฝรั่งเศส สรางขึ้นเมื่อราว ค.ศ. 1140 ใชเวลาในการสรางยาวนานกวา 70 ป และไดรับการ ขึ้นทะเบียนใหเปนมรดกโลกโดยองคการยูเนสโกใน ค.ศ. 1979

คูมือครู

9


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

Explain

1. ครูใหนักเรียนศึกษาคนควาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ประวัติศาสตรสมัยใหม ในประเด็นสมัยการ สํารวจทางทะเล (ปลายคริสตศตวรรษที่ 1517) สมัยการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร (คริสต ศตวรรษที่ 17) สมัยการปฏิวัติอุตสาหกรรม (คริสตศตวรรษที่ 18-20) สมัยเสรีนิยม ชาตินิยม และประชาธิปไตย (ค.ศ. 1789-1914) และสมัยจักรวรรดินิยมใหม ค.ศ. 1870-1914) จากแหลงการเรียนรูตางๆ เชน หองสมุด โรงเรียน ขอมูลทางอินเทอรเน็ต เปนตน จากนั้นนําขอมูลมาอภิปรายรวมกันในชั้นเรียน 2. ครูสุมตัวแทนนักเรียนมาอธิบายลักษณะสําคัญ ของสมัยการสํารวจทางทะเลและสมัยการ ปฏิวัติทางวิทยาศาสตรที่หนาชั้นเรียน (แนวตอบ สมัยการสํารวจทางทะเลเปนสมัยที่ นักเดินเรือของโปรตุเกสและสเปนออกเดินทาง สํารวจเสนทางไปหมูเกาะอินเดียตะวันออก จน พบแหลงผลิตเครื่องเทศและพริกไทย ซึ่งสราง กําไรใหโปรตุเกสและสเปนมากจนกลายเปน ประเทศที่มั่งคั่งและมีอํานาจ สงผลใหชาติตางๆ เชน อังกฤษ ฮอลันดา ตั้งบริษัทที่เรียกวา บริษัท อินเดียตะวันออก เพื่อเดินเรือสํารวจเสนทาง และทําการคา และกอใหเกิดการปฏิวัติทาง การคาตามมา และชาติในยุโรปเริ่มมีอาณานิคม ในทวีปแอฟริกาและเอเชีย สวนสมัยการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร เปน สมัยที่เกิดความรูและความเจริญกาวหนาทาง วิทยาการดานตางๆ โดยอาศัยวิธีการศึกษา แบบวิทยาศาสตร สงผลใหชาติตะวันตก เจริญกาวหนาขึ้นอยางรวดเร็วจนกลายเปน ประเทศมหาอํานาจของโลก)

ในปลายสมัยกลางเริ่มมีการฟนฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) ขึ้นในอิตาลี ตอมาในกลางคริสตศตวรรษที่ ๑๕ ไดขยายตัวสูภาคพื้นทวีปยุโรป การฟนฟูศิลปวิทยาการเปน การศึกษาวรรณกรรม ประวัติศาสตร ภาษาของโลก ÁØÁ¹‹ÒÃÙŒ ยุคคลาสสิก หรืออารยธรรมกรีก-โรมัน เพื่อที่จะเลียน แบบความสำเร็จอันยิ่งใหญนั้น นอกจากนี้ การฟนฟู แหล ง ฟ น ฟู ศิ ล ปวิ ท ยาการเริ่ ม ขึ้ น ในดินแดนอิตาลีที่เมืองฟลอเรนซแหงแรก ศิลปวิทยาการยังนำไปสูการปฏิรูปศาสนา (Reformation) ต อ มาขยายไปโรมและเมื อ งอื่ น ๆ โดยมี ของฝายโปรเตสแตนต ทำใหเกิดนิกายใหมนอกจาก ตระกูลมั่งคั่งใหการสนับสนุนศิลปน เชน โรมันคาทอลิก คือ กลุมนิกายโปรเตสแตนต ซึ่งแยก ตระกู ล เมดิ ชี สฟอร ซ า เอสเต และ กอนซากา รวมทั้ ง ผู ส นั บ สนุ น อื่ น ๆ เช น ยอยออกเปนนิกายตางๆ หลายนิกาย สั น ตะปาปาจู เ ลี ย สที่ ๒ และลี โ อที่ ๑๐ ๒.๓) ประวัติศาสตรสมัยใหม (ค.ศ. เปนตน ๑๔๙๒ - ๑๙๔๕) มีเหตุการณสำคัญเกิดขึ้นมากมาย ในเวลาเกือบ ๕ ศตวรรษ ทำใหเกิดสมัยยอยในประวัติศาสตรสมัยใหมหลายสมัย ที่สำคัญดังนี้ (๑) สมัยการสำรวจทางทะเล (ปลายคริสตศตวรรษที่ ๑๕ - ๑๗) เกิดขึ้น กอนคริสโตเฟอร โคลัมบัสคนพบทวีปอเมริกา โดยสมัยนี้นักเดินเรือของโปรตุ เกสและสเปน 1 ออกเดินทางสำรวจเสนทางไปหมูเกาะอินเดียตะวันออก แหลงผลิตตเครื เครื่องเทศและพริ งเทศและพรกไทย โปรตุเกส และสเปนกลายเปนประเทศที่มั่งคั่ง มีอำนาจ ทำใหหลายชาติตั้งบริษัทเดินเรือสำรวจเสนทางและ ทำการคา เชน ออัังกฤษ ฮอลันดา เรียกวา บริษัทอินเดียตะวันออก ซึ่งทำใหเกิดการปฏิวัติทาง การคาตามมา ทำใหชาติในยุโรปเริ่มมีอาณานิคมใน ทวีปแอฟริกาและเอเชีย ((๒) ส มั ย กา ร ป ฏิ วั ติ ท า ง วิทยาศาสตร ททยาศาสตร ยาศาสตร ((คริสตศตวรรษที่ ๑๗) การปฏิวัติทาง ยาศาสตร เ ป น ผลมาจากความรู ใ หม เ กี่ ย วกั บ วิ ทยาศาสตร ททยาศาสตร ยาศาสตร ธรรมชาติ การสงสัยในคำสอนเดิมและการแสวงหา ความรูใหม โดยการทดลอง การสังเกต การใชเหตุผล จากการทดลองนั้น เชน เซอรไอแซค นิวตัน (Sir Isaac Newton) คนพบกฎความถวง นิโคลัส โคเปอรนิคัส (Nicholaus Copernicus) เสนอทฤษฎี ใ หม ว า พระอาทิตย ตยเเป ปนศูนยกลางของจักรวาล ไมใชโลก และ พระอาท เปนศ ภาพวาดเซอร ไ อแซค นิ ว ตั น ผู ค น พบกฎความถ ว ง ความรูใใหม หมยังเกิดในดานอื่นๆ ดวย เชน การปกครอง ผลงานของเซอรก็อดฟรีย คเนลเลอร ศาสนา กฎหมาย ๑๐

นักเรียนควรรู 1 เครื่องเทศ เปนของหอมฉุนและเผ็ดรอน ไดมาจากตนไม สําหรับใชทํายา และปรุงอาหาร เครื่องเทศมีหลายชนิด เชน • อบเชย เปนสวนของเปลือกไม มีสีนํ้าตาล เมื่อนําไปเผาไฟจะมีกลิ่นหอม • กระวาน เปนผลไมชนิดหนึ่งที่ตองนําไปคั่ว ทุบกอนใสลงไปในแกงกะหรี่ มีกลิ่นหอม • กานพลู ใชผสมขนมทําใหมีกลิ่นหอม • ดอกจันทนเทศ มีกลิ่นหอมฉุน ใชปรุงอาหารและทํายา สวนผลของ จันทนเทศ นํามารับประทานดิบ จะมีฤทธิ์เปนยากระตุน หากรับประทาน มากเกินไปอาจเปนอันตรายได

10

คูมือครู

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

ปจจัยสําคัญที่กอใหเกิดการปฏิวัติทางวิทยาศาสตรคืออะไร 1. การฟนฟูศิลปวิทยาการ 2. การบุกเบิกการสํารวจดินแดน 3. การผสมกลมกลืนทางเชื้อชาติ 4. การเพิ่มขึ้นของจํานวนประชากร วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 1. การฟนฟูศิลปวิทยาการ โดยการ ศึกษาศิลปวิทยาการตางๆ จากสมัยกรีก-โรมัน เชน ภาษา วรรณกรรม และประวัติศาสตร อันเปนปจจัยสําคัญที่กอใหเกิด ปฏิวัติทางวิทยาศาสตรในเวลาตอมา ซึ่งเปนพัฒนาการที่ยิ่งใหญ ของโลกตะวันตก สงผลใหทวีปยุโรปมีความเจริญกาวหนากวา ทวีปอื่นๆ ของโลก


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

อธิบายความรู ความรูใหมที่เกิดจากวิธีการใหม ทำใหโลกเจริญกาวหนาอยางรวดเร็วกวา สมัยกอน ทำใหเกิดสมัยแหงการใชเหตุผล (Age of Reason) หรือยุคแหงการรูแจง (Age of Enlightenment) ในคริสตศตวรรษที่ ๑๘ โดยเปน การปฏิวัติทางภูมิปญญาและการแสดงทัศนะใหมๆ ทางการเมื อ งของนั ก ปรั ช ญาเมธี เช น วอลแตร (Voltaire) มงเตสกีเยอ (Montesquieu) และชอง ชาก รูโซ (Jean Jacques Rousseau) เปนตน ซึ่งกระตุน ให เ กิ ด การปฏิ วั ติ ท างการเมื อ งครั้ ง สำคั ญ ของโลก ในเวลาตอมา คือ การปฏิวัติของชาวอเมริกัน ค.ศ. ๑๗๗๖ และการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. ๑๗๘๙ ภาพวาดการนำเครื่องจักรที่ประดิษฐขึ้นในสมัย (๓) สมัยการปฏิวัติอุตสาห- การปฏิ วั ติ อุ ต สาหกรรมมาช ว ยในการผลิ ต ใน กรรม (ระหวางคริสตศตวรรษที่ ๑๘ - ๒๐) เปนการ โรงงานทอผาของประเทศในยุโรป นำเครื่องจักรมาใชแทนแรงงานมนุษยเพื่อผลิตเครื่อง อุปโภคบริโภคไดเปนจำนวนมากและในมาตรฐานเดียวกัน ทำใหวิถีชีวิตและการทำงานของ มนุษยเปลี่ยนไป อีกทั้งทำให โลกตะวันตกมีความมั่งคั่ง มีอำนาจ จนเกิดสมัยจักรวรรดินิยม เกษตรกรรมหรื มีผูเรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมวา คลื่นลูกที่สอง ตอจากการปฏิวัตเกษตรกรรมหร ิเกษตรกรรมหรือ คลืน่ ลูกทที่หนึ่ง (๔) สมัยเสรีนิยม ชาตินิยม และประชาธ และประชาธปไตย และประชาธิปปไตย ไตย (ค.ศ. (ค ศ ๑๗๘๙ - ๑๙๑๔) ๑๙๑๔ ความคิดทางการเมืองใหมๆ ในสมัยแหงการใชเหตุ เหตุผล ทำใหเกดความคดในเรองเสรนยม เกิดดความคดในเร ความคิ ในเรื ทำใหเกิ ทำให ดความค ดความคิ ความค1ดดในเรื ดในเร่ ในเร่องเสรีนิยม ชาติ ชาตนนิิยม ชาตนยม การปฏวั ใหญในฝรั ใหญ ในฝรั่งเศส ค.ศ. ในฝร่ ในฝรั ในฝร ค ศ ๑๗๘๙ และประเทศอื และประเทศอ่่นๆ ตามมา และประเทศอ และประชาธิปไตย จนนำไปสูการปฏิ การปฏิวัติใหญในฝร ใหญในฝรงเศส ทำใหมีการปกครองแบบใหม คือ ระบอบประชาธิ ววนความคดในเร่ นความคิดดในเรื ในเรื มได ำไปสู ระบอบประชาธปไตย สสวนความค ระบอบประชาธปไตย ดในเร่ ในเร่องชาตินนิิยยมได ยมไดนำไปสู มไดนนำไปส นำไปส ดใน ค.ศ. ๑๙๑๔ เมื่ออเกิ เกดสงครามโลกครั ดสงครามโลกคร้ สงครามโลกคร้งที่ี ๑ การรวมประเทศ เชน เยอรมนี อิตาลี สมัยยนีนี้สิ้นสุสดใน เกิ ดดสงครามโลกครั สงครามโลกครั (๕) สมัยจักรวรรดินิยมใหม ยมใหม ยมใหม มใหม (ค.ศ. (คค.ศ. ศ ๑๘๗๐ - ๑๙๑๔) ๑๙๑๔) เป เปนชวงเวลาท เปนช นชวงเวลาที่ ประเทศตางๆ ในทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกกาแสวงหาอาณานิ าแสวงหาอาณานิคคมจนกระทั มจนกระทั สงครามโลก คมจนกระทงเกดสงครามโลก มจนกระท่งเกิดดสงครามโลก ครั้ ง ที่ ๑ สมั ย จั กรวรรดิ นิ ย มใหม เ ป น ผลจากการปฏิ วั ติ อุ ตสาหกรรม ต สาหกรรม ทำให งการแหล ทำใหตตต อองการแหล งการแหลง ทรัพยากรธรรมชาติ แหลงขายสินคา แหลงการลงทุน โดยการแขงขันกัันเพื่ือความยิ่งใหญ ของชาติ มี การใช ข อ อ าางในการแสวงหาอาณานคมว งในการแสวงหาอาณานิ คคมวาเปนการทำให มว า เป นนการทำให การทำให ชชาตในทว าติ ใในทวปแอฟร นทวี ปปแอฟรกา แอฟริ กา างในการแสวงหาอาณาน นการทำใหชาต นการทำให ปแอฟร เอเชีย และที่อื่นมีชีวิตความเปนอยูดีขึ้น มีคความเป วามเป อารยะ โดยถื เปน ภาระของคนผิ ขาว ความเปนอารยะ วามเปนนอารยะ โดยถออเป โดยถอเป อเปน ภาระของคนผววขาว (The White Man’s Burden) http://www.aksorn.com/LC/Hist_Wor/M4-6/01

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

การปฏิวัติทางวิทยาศาสตรมีความสัมพันธกับการปฏิวัติ อุตสาหกรรมของยุโรปอยางไร

แนวตอบ การปฏิวัติทางวิทยาศาสตรเปนพื้นฐานของการปฏิวัติ อุตสาหกรรม เนื่องจากการปฏิวัติวิทยาศาสตรทําใหชาวตะวันตก เชื่อมั่นในการแสดงหาความจริงโดยการคนควาและทดลอง จนคนพบความรูทางวิทยาศาสตร และนําไปสูการประดิษฐ สิ่งตางๆ ขึ้นมาใชงาน โดยเฉพาะการประดิษฐเครื่องจักร เครื่องทุนแรงตางๆ จนเปนรากฐานของความเจริญกาวหนาทาง เทคโนโลยี และกอใหเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมในชวงคริสตศตวรรษที่ 18

EB GUIDE

๑๑

Explain

ครูใหนักเรียนในชั้นเรียนชวยกันวิเคราะหวา สมัยการปฏิวัติอุตสาหกรรม สมัยเสรีนิยม ชาตินิยม และประชาธิปไตย สมัยจักรวรรดินิยม ใหม และสมัยสงครามโลกสงผลตอโลกตะวันตก อยางไร (แนวตอบ • สมัยการปฏิวัติอุตสาหกรรม เปนสมัยที่มี การนําเครื่องจักรมาใชแทนแรงงานมนุษย เพื่อผลิตสินคา ซึ่งชวยประหยัดแรงงานคน และผลิตไดในปริมาณมากในคุณภาพที่ได มาตรฐาน ซึ่งสงผลใหโลกตะวันตกมีความ มั่งคั่ง มีอํานาจ และยังนําไปสูการแสวงหา ตลาดการคาและแหลงวัตถุดิบใหมๆ นอก ประเทศ จนเกิดการแสวงหาอาณานิคม ตามมา • สมัยเสรีนิยม ชาตินิยม และประชาธิปไตย เปนสมัยที่เกิดความคิดทางการเมืองใหมๆ ในเรือ่ งเสรีนยิ ม ชาตินยิ ม และประชาธิปไตย จนนําไปสูการปฏิวัติครั้งใหญในฝรั่งเศสและ ประเทศอื่นๆ ตามมา สงผลใหยุโรปมีการ ปกครองแบบใหม คือ ระบอบประชาธิปไตย สวนแนวคิดชาตินิยมไดนําไปสูการรวม ประเทศ เชน เยอรมนี อิตาลี รวมทั้งแพรไป ยังสวนตางๆ ของโลก • สมัยจักรวรรดินิยมใหม เปนสมัยที่ประเทศ ตางๆ ในทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกาตาง แขงขันกันแสวงหาอาณานิคมเพื่อแสวงหา วัตถุดิบ ตลาดการคาและการลงทุน จนกระทั่งนําไปสูสงครามโลกครั้งที่ 1 • สมัยสงครามโลก เปนสมัยที่โลกตกอยูใน สภาวะสงครามครั้งใหญถึง 2 ครั้ง ซึ่งสงผล ใหเกิดการนองเลือดและทรัพยสินเสียหาย อยางไมเคยมีมากอนในประวัติศาสตรของ มนุษยชาติ)

นักเรียนควรรู 1 การปฏิวัติใหญในฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 เปนการลมลางการปกครองในระบอบ เกาทีเ่ ปนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย โดยประชาชนเรียกรองการเขาไปมีสว นรวม ในการปกครองประเทศ ซึ่งเปนการปลุกจิตวิญญาณประชาธิปไตยยุคใหม โดยมี คําขวัญของการปฏิวัติฝรั่งเศสวาดวย เสรีภาพ (Liberty) เสมอภาค (Equality) และภราดรภาพ (Fraternity) ที่เปนหลักการสําคัญในประกาศสิทธิแหงมนุษยชน และพลเมือง (Declaration of the Rights of Man and the Citizen) ค.ศ. 1789 ซึ่งเปนแรงบันดาลใจใหนักเสรีนิยมยุโรปในคริสตศตวรรษที่ 19 ยึดเปนแนวทาง ปฏิบัติ และทําใหแนวคิดเสรีนิยมเริ่มแพรหลายไปยังประเทศอื่นๆ ในยุโรป จนกระทั่งแพรหลายไปทั่วโลกในเวลาตอมา

คูมือครู

11


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู

อธิบายความรู Explain

Expand

Evaluate

(๖) สมัยสงครามโลก (ค.ศ. ๑๙๑๔ - ๑๙๔๕) เปนชวงเวลาที่โลกอยูใน สภาวะสงครามใหญ ซึ่งนองเลือดและรุนแรงอยางไมเคยมีมากอน จึงเรียกวา มหาสงครามหรือ สงครามโลก ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกระหวาง ค.ศ. ๑๙๑๔ - ๑๙๑๘ และครั้ ง ที่ ๒ ระหว า ง ค.ศ. ๑๙๓๙ ๑๙๔๕ การสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ถือเปนการ สิ้นสุดประวัติศาสตรตะวันตกสมัยใหม ๒.๔) ประวั ติ ศ าสตร ส มั ย ป จ จุ บั น (ค.ศ. ๑๙๔๕ - ปจจุบัน) หรือประวัติศาสตรรวมสมัย เริ่มตั้งแตการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ จนกระทั่ง ถึงปจจุบัน ในประวัติศาสตรสมัยปจจุบันอาจแบงออก เหตุการณการรบในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่ทำให เปนสมัยยอยไดดังนี้ ประเทศคูสงครามตางไดรับความเสียหายทั้งชีวิต และทรัพยสินจำนวนมาก (๑) สมัยสงครามเย็น (ค.ศ. ๑๙๔๕ - ๑๙๙๑) เป น การแข ง ขั น ทางการเมื อ ง ของคายประชาธิปไตยที่มีสหรัฐอเมริกาเป1 นผูนำกับคายคอมมิวนิสตที่มีสหภาพโซเวียตเปนผูนำ การสหประชาชาต ขณะเดียวกันนองค องคกการสหประชาชาติ ารสหประชาชาติ (UN) ก็พ2ยายามไกลเกลี่ยเจรจาใหเกิดสันติภาพดวย ั โลกาภิ ยโลกาภวั โลกาภวิ ัตตน ตนน (Age of Globalization) ในทศวรรษ ๑๙๙๐ โลก ((๒)) สมัยยโลกาภิ อนจะแคบลงเพราะความเจริ ดูเหมือนจะแคบลงเพราะความเจร อนจะแคบลงเพราะความเจริญทางด ทางดานการสื่อสารคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให การสื่ อสารทงภาพและเสยงต อ สารท อสารทั งติ ดต ด ตต อ ถึ ง กกั น ได อ ย า งรวดเร็ ว โดยผ า นดาวเที ย ม อิ น เทอร เ น็ ต สารทั้ ง ภาพและเสีี ย งต โทรศพทมือถือ กลองระบบดจทล โทรศพท โทรศั โทรศพทมอถอ กลองระบบดิจิทัล เหตุ เหตการณ การณทเก ารณที่เกิดขขึ้นในทุกสวนของโลกสามารถรับรูกันได อยาางรวดเร็ งรวดเร งรวดเร็วภายในเวลาไม ภายในเวลาไมกี่นาที และเหตุการณนั้น อาจสงงผลกระทบต อาจสงผลกระทบต ผลกระทบต ผลกระทบตอโลกในสวนอื่นดวย จากยุคสมัยทางประวัติศาสตรตะวันตก ตามที่ ก ล า วมา จะเห็ น ได ว า มี ก ารแบ ง ออกเป น สมัยใหญ และในสมัยใหญยังแบงออกเปนสมัยยอย อีกหลายสมัย อนึ่ง พึงระลึกวานักประวัติศาสตรยังมี ความคิดเห็นแตกตางกันบางในเรื่องของชวงเวลาการ เริ่มตนนหรื หรื หรอสิน้ สุดของยุคสมัย และชวงเวลาของแตละ การติ ด ต อ สื่ อสารผ การตดตอสื การต อ สารผ สารผ านอนเทอร า นอ นอิ นเทอร น เทอร เ น็ ตในโลกสม ต ในโลกสม ตในโลกสมั ในโลกสมั ย ยุคสมั คสมััยยไมได ไม ไมไได ไดดตัดขาดจากกันอยางเด็ดขาด หากยังมี โลกาภิ วั ต น ช ว ยให ม นุ ษ ย รั บ รู ข า วสารทั่ ว โลก ภายในเวลาอันรวดเร็ว ความตอเนื่องและสัมพันธกัน ๑๒

นักเรียนควรรู 1 องคการสหประชาชาติ (UN) เปนองคการระหวางประเทศซึ่งมีความมุงหมาย ที่แถลงไวเพื่ออํานวยความสะดวกแกความรวมมือในกฎหมายระหวางประเทศ ความมั่นคงระหวางประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจ กระบวนการทางสังคม สิทธิ มนุษยชน และการบรรลุสันติภาพโลก กอตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1945 หลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 เพื่อแทนที่องคการสันนิบาตชาติ เพื่อยุติสงครามระหวางประเทศ และ เพื่อเปนเวทีสําหรับการเจรจาตางๆ 2 สมัยโลกาภิวัตน สมัยของการติดตอสื่อสารไรพรมแดนที่ทําใหประสบการณ ในชีวิตประจําวันของพลเมืองโลกมีมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งโลก เกิดจากความ กาวหนาอยางรวดเร็วของการติดตอสื่อสารดานเทคโนโลยีคอมพิวเตอร การขนสง และการบริการดานตางๆ การรวมตัวดานอุตสาหกรรมและการคาที่ขยายตัวขาม พรมแดนของประเทศ การอพยพของผูคนจํานวนมากและการเคลื่อนยายของ ประชาชาติตางๆ คูมือครู

ตรวจสอบผล

Explain

1. ครูใหนักเรียนชวยกันอธิบายลักษณะของ ประวัติศาสตรสมัยปจจุบันหรือประวัติศาสตร รวมสมัย (แนวตอบ ประวัติศาสตรสมัยปจจุบัน เริ่มตั้งแต สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงปจจุบัน แบง ออกเปน 2 สมัยยอย ไดแก 1. สมัยสงครามเย็น (ค.ศ. 1945-1991) เปน สมัยที่มีการแขงขันทางการเมืองระหวางโลก เสรีประชาธิปไตยที่มีสหรัฐอเมริกาเปนผูนํา กับโลกคอมมิวนิสตทมี่ สี หภาพโซเวียตเปนผูน าํ โดยมีองคการสหประชาชาติเขามาเจรจา ไกลเกลี่ยใหเกิดสันติภาพ 2. สมัยโลกาภิวัตน (ค.ศ. 1991-ปจจุบัน) เปน สมัยที่มีความเจริญกาวหนาทางการสื่อสาร คมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ ผานทาง ดาวเทียม อินเทอรเน็ต โทรศัพทเคลื่อนที่ กลองระบบดิจิทัล เปนตน) 2. ครูใหนักเรียนดูภาพจากหนังสือเรียน หนา 12 จากนั้นซักถามนักเรียนวาอยูในสมัยใดของ ประวัติศาสตรตะวันตก และสมัยดังกลาวมี ความสําคัญตอโลกอยางไร (แนวตอบ ภาพแรกอยูสมัยสงครามโลก โดยจาก ภาพเปนเหตุการณการสูรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสมัยนี้มีความสําคัญตอโลก โดยสงครามกอ ใหเกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพยสินอยาง มากแกมนุษยในดินแดนสวนตางๆ ของโลก และทําใหยุโรปสูญเสียความเปนมหาอํานาจ ของโลกใหแกสหรัฐอเมริกา สวนภาพที่ 2 จัดอยูในสมัยโลกาภิวัตน ซึ่งเปนสมัยปจจุบันที่ โลกมีความเจริญกาวหนาทางดานการสื่อสาร คมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศ ทําใหชีวิตของ มนุษยมีความสะดวกสบายและสามารถติดตอ สื่อสารระหวางกันไดอยางรวดเร็ว) 3. ครูและนักเรียนรวมกันสรุปความรูเกี่ยวกับการ แบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรตะวันตก

12

ขยายความเขาใจ

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

สงครามในขอใดตอไปนี้มีความเกี่ยวของกับ “สงครามเย็น” 1. สงครามครูเสด 2. สงครามอินโดจีน 3. สงครามเบ็ดเสร็จ 4. สงครามหมูเกาะฟอลกแลนด วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 2. สงครามอินโดจีน เนื่องจากเปน สงครามที่เกิดขึ้นจากอุดมการณทางการเมืองที่แตกตางกันระหวาง สหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต โดยการแขงขันกันเผยแพร อุดมการณระบอบประชาธิปไตยกับระบอบคอมมิวนิสตแกประเทศ ตางๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศในเขตอินโดจีน ไดแก เวียดนาม ลาว และกัมพูชา


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

อธิบายความรู

Explain

1. ครูเกริ่นนําใหนักเรียนเขาใจวา ตะวันออก (Orient) หมายถึง ทวีปเอเชีย เปนดินแดนที่ ผูคนอยูอาศัยมาเปนเวลานานและไดสรางสม อารยธรรมจนกลายเปนแหลงอารยธรรม เฉพาะของตนที่สําคัญของโลกไมยิ่งหยอนไป กวาอารยธรรมตะวันตก และเพื่อความสะดวก ในการศึกษาทําความเขาใจ ในที่นี้จะศึกษา อูอ ารยธรรมตะวันออก ซึง่ ไดแก อินเดียและจีน เทานั้น 2. จากนั้นครูซักถามนักเรียนเกี่ยวกับการแบง ยุคสมัยทางประวัติศาสตรของจีนวาแบง แบบใดบาง (แนวตอบ การแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตร ของจีนแบงออกเปน 2 ลักษณะ คือ ตามแบบ สากล และตามแบบลัทธิมากซ การแบงตาม แบบสากลจะแบงเปนสมัยกอนประวัติศาสตร (สมัยนี้แบงยอยเปนยุคหินเกา ยุคหินกลาง ยุค หินใหม และยุคโลหะ) และสมัยประวัติศาสตร (แบงยอยเปนประวัติศาสตรสมัยโบราณหรือ สมัยคลาสสิก ประวัติศาสตรสมัยจักรวรรดิ ประวัติศาสตรสมัยใหม และประวัติศาสตรรวม สมัย) สวนการแบงตามลัทธิมากซ จะแบงเปน สมัยโบราณ สังคมทาส และสังคมศักดินา) 3. ครูใหนักเรียนสงตัวแทนออกมาอธิบายที่หนา ชั้นเรียนเกี่ยวกับพัฒนาการของมนุษยในสมัย กอนประวัติศาสตรจีนตามแบบสากลโดย สังเขป พรอมทั้งยกตัวอยางหลักฐานที่พบ ประกอบการอธิบาย

๓.๒ การแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรตะวันออก ๑) จีน จีนเปนแหลงอารยธรรมลุมแมน้ำหนึ่งในสี่แหลงของโลก โดยมีกำเนิด ในบริเวณลุมแมน้ำหวงเหอ (ฮวงโห-แมน้ำเหลือง) มีผูคนตั้งถิ่นฐานในจีนมาเปนเวลานานและมีรองรอย ต อ เนื่ อ งกั นมาโดยตลอด ซึ่ ง การแบ ง ยุ ค สมั ย ทาง ประวัติศาสตรของจีน แบงได ๒ ลักษณะใหญๆ คือ ตามแบบสากล และตามแบบลัทธิมากซ (Marxism) ๑.๑) การแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรจีนตามแบบสากล แบงเปน (๑) สมัยกอนประวัติศาสตร แบงออกไดดังนี้ ๑. ยุ ค หิ น เก า จี น เป น ดินแดนที่มีมนุษยอาศัยอยูเปนเวลานานที่สุดในทวีป ชิ้นสวนโครงกระดูกมนุษยหยวนโหมว พบที่มณฑล เอเชี ย หลั ก ฐานเกี่ ย วกั บ มนุ ษ ย ที่ พ บ คื อ มนุ ษ ย ยูนนานของจีน หยวนโหมว (Yuanmou Man) มีอายุประมาณ ๑,๗๐๐,๐๐๐ ปลวงมาแลว พบที่มณฑลยูนนาน ทางภาคตะวันตกเฉียงใตของจีนและพบโครงกระดูกมนุษยปกกิ่ง (Peking Man) ทีทถ่ถำโจวโข ้ำโจวโขวเตี้ยน เกาของจี ของจน ใกลกรุงปกกิ่ง (หรือเปยจิง-Beijing) มีอายุประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ปลลววงมาแล  งมาแล งมาแลว ในยุคคหิหิหนเก ขวานกำปนแบบกะเทาะหน วานกำปนแบบกะเทาะหน นแบบกะเทาะหน นแบบกะเทาะหนาเดียี ว มนุษยใชชีวิตแบบเรรอน เก็บของปาและลาสัตว ใชขขวานกำป ๒. ยุคหินกลาง มีมอายุ อายประมาณ ายุประมาณ ๑๐,๐๐๐ - ๖,๐๐๐ ๖ ปปลลวงมาแลว ปลวงมาแลว มนุษยอาจใชชีวิตกึ่งเรรอนกึ่งตั้งหลักแหลงถาวร กแหลงถาวร งถาวร เพราะพบเครื่องถ งถวยชาม หม องถวยชาม หมอ สำหรั สำหรบทำ ับทำ อาหารในถ้ำ มีการลาสัตว เก็บหาอาหาร เครื นสับ ขูด หัวธนูู เครองมื ่องมือหิหนทใช นที่ใใช ใชชช คือ หินสั ๓. ยุคหินใหม มีอายุ ายปประมาณ ระมาณ ๖๖,๐๐๐ ๐๐๐ - ๔,๐๐๐ ๔ ๐๐๐ ปปล ปลวงมาแล ลว งมาแล งมาแลว ในจี ในจนน เพาะปล าาวฟาง าวฟ วฟาง กทอผา ตอนเหนือ มนุษยเริ่มตั้งหลักแหลงเปนชุมชน รูจักกเพาะปลู เพาะปลูกขาวฟ ขาวฟ าง เลยงสตว เลี้ียงสัตว รูจักทอผ กทอผา รูจัก งกล กล านโพในเมองซี านโพในเมื องซ ปลูกบานที่มีหลังคา ผนัง และมีเตาไฟในบาน ตัวอยางชุมชนดั มชนดังงกลาว กลาว คืือ ปปานโพในเม านโพในเมืองซี องซีอาน มณฑลสานซี นอกจากนี้มนุษยทำเครื่องปนดินเผาที่สวยงามมากขึน้ โดยการรมดำและเข ยนลายสี โดยการรมดำและเขยนลายส โดยการรมดำและเขี ๔. ยุคโลหะ มีอายุประมาณ ๔,๐๐๐ ปลวงมาแลว หลักฐานที่เกา ในบรเวณเดี ในบริ ในบร พบสำรดที พบสำริ วนเหล นเหล็ก ที่สุด คือ มีดทองแดง พบที่มมณฑลกานซู ณฑลกานซู เวณเดียยวกั วกันยังไดพพบสำร บสำริดดทีที่เกาาทีทีท่สุด สวนเหล็ 1 กนำมาใชทำภาชนะต กนำมาใช จะรูจักใชหลังจากนี้ สำหรับสำริ บสำริดไดถูกกนำมาใช นำมาใชททำภาชนะต ำภาชนะตางๆ เชน ที่ีบรรจุสุรา กระถาง บสำรดได กระจกเงา อีกทั้งมีขนาดใหญโตและสวยงามมาก โดยเฉพาะในสมัยราชวงศชางและราชวงศโจว ๑๓

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

หลักฐานสมัยกอนประวัตศิ าสตรของจีนประเภทเครือ่ งปน ดินเผา ที่มีการรมดําและมีลายเขียนสีสวยงาม เปนผลงานการสรางสรรคที่ สําคัญของมนุษยยุคใด 1. ยุคหินเกา 2. ยุคหินกลาง 3. ยุคหินใหม 4. ยุคโลหะ วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 3. ยุคหินใหม ซึ่งมีอายุประมาณ 6,000-4,000 ปลวงมาแลว บริเวณชุมชนปานโพ ในเมืองซีอาน มณฑลสานซีทางตอนเหนือของประเทศจีน พบหลักฐานการตั้ง ถิ่นฐานของมนุษยเปนชุมชน มีการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว ทอผา และการทําเครื่องปนดินเผาที่สวยงาม

เกร็ดแนะครู ครูอธิบายนักเรียนเพิ่มเติมถึงแนวทางการดําเนินชีวิตในโลกยุคโลกาภิวัตน ซึง่ จากความเจริญกาวหนาของเทคโนโลยีสารสนเทศการสือ่ สาร ทําใหขอ มูลขาวสาร และความรูตางๆ มีการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว และมีความหลากหลายของแหลง ขอมูล การใชวิจารณญาณในการเลือกรับ เชื่อถือ ตัดสินใจ หรือปฏิบัติตามจึงเปน สิ่งที่สําคัญอยางยิ่ง โดยควรตรวจสอบความนาเชื่อถือของขอมูล ความรู เพื่อการ ตัดสินใจหรือแกไขปญหาไดอยางถูกตองเหมาะสม

นักเรียนควรรู 1 สําริด (Bronze) หรือสัมฤทธิ์ เปนโลหะผสมระหวางทองแดงและดีบุก สําริด บางชนิดอาจมีธาตุอื่นๆ ผสมอยูดวย ไดแก ฟอสฟอรัส แมงกานีส อะลูมิเนียม และซิลิกอน สําริดเปนโลหะที่แข็งและเหนียว มีคุณลักษณะแปรผันหลากหลาย จึงมีการใชงานอยางกวางขวางในทางอุตสาหกรรม มนุษยรูจักนําสําริด มาทําเครื่องมือเครื่องใชมาตั้งแตสมัยโบราณ คูมือครู 13


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู

อธิบายความรู Explain

Expand

Evaluate

(๒) สมัยประวัติศาสตร จีนเขาสูสมัยประวัติศาสตร ในสมัยราชวงศชาง (ระหวาง ๑,๗๖๖ - ๑,๑๑๒ ปกอนคริสตศักราช) โดยเริ่มเมื่อ ๑,๗๖๖ ปกอนคริสตศักราช มีการ ใช ตั ว หนั ง สื อ แบบรู ป ภาพเขี ย นลงบนกระดู ก สั ตว กระดองเตา ซึ่งไดวิวัฒนาการมาเปนตัวหนังสือจีน ปจจุบัน สมัยประวัติศาสตรจีนแบงออกไดดังนี้ ๑. ประวั ติ ศ าสตร ส มั ย โบราณหรือสมัยคลาสสิก เริ่มตั้งแตสมัยราชวงศชาง จนสิ้นสุดในสมัยราชวงศ โจว (ประมาณ ๑,๑๑๒ ๒๒๑ ปกอนคริสตศักราช) เปนชวงเวลาของการสราง อารยธรรมจีนในบริเวณลุมแมนํ้าหวงเหอ และความ เจริญรุงเรืองทางดานปรัชญาของจีน เชน ลัทธิขงจื๊อ (Confucianism) ลัทธิเตา (Taoism) เปนตน ภาชนะสําริดหรือ “ติง” ๔ ขา สําหรับใชเซนไหว ๒. ประวั ติ ศ าสตร ส มั ย บรรพบุ รุ ษ สมั ย ราชวงศ ช าง มี อ ายุ ๑,๖๐๐ ๑,๑๐๐ ปกอนคริสตศักราช จักรวรรดิ เริ่มตั้งแตสมัยราชวงศฉิน (Qin, ๒๒๑ ๒๐๖ ปกอนคริสตศักราช)1 เปนชวงที่จีนรวมกันเปนจักรวรรดิ มีจักรพรรดิปกครององคแรก คือ ฉินสื่อหวงตี้ (จิ๋นซีฮองเต) เรื่อยมาจนสิ้นสุดในสมัยราชวงศชิง (Qing, ค.ศ. ๑๖๔๔ - ๑๙๑๒) มีจักรพรรดิองคสุดทาย คือ ผูอี๋ (Puyi) ในสมัยจักรวรรดินี้ไดมีราชวงศตางๆ ทั้งของชาวจีนและ ชนตางชาติผลัดเปลี 2 ่ยนกันขึ้นมาปกครองจีน ราชวงศที่สําคัญ ไดแก ฉิน ฮั่น สุย ถัง ซง หยวน หมิง และชิง

หุนทหารดินเผาคอยทําหนาที่พิทักษสุสานของจักรพรรดิจิ๋นซีฮองเต แหงราชวงศฉิน ซึ่งองคการยูเนสโกประกาศใหเปนมรดกโลกทาง วัฒนธรรมเมื่อ ค.ศ. ๑๙๘๗ (พ.ศ. ๒๕๓๐)

๑๔

นักเรียนควรรู 1 ฉินสื่อหวงตี้ (จิ๋นซีฮองเต) กษัตริยผูทรงรวบรวมแผนดินจีนใหเปนอันหนึ่งอัน เดียวกัน ทรงแบงราชอาณาจักรออกเปน 36 แควน แตละแควนมีอําเภอตางๆ ทรง กําหนดใหใชตัวหนังสือรูปแบบเดียวกันทั่วราชอาณาจักร รวมทั้งทรงเกณฑแรงงาน มาสรางเชื่อมกําแพงเมืองจีน 2 หยวน เปนราชวงศของพวกมองโกล ซึ่งเปนชนเผาเรรอนที่มีถิ่นฐานอยู บริเวณประเทศมองโกเลียปจจุบัน ดํารงชีพดวยการลาสัตวเปนอาหาร อาศัยอยูใน กระโจม มีความเกงกาจในการขี่มาและสูรบ ไดแผขยายอํานาจมายังจีนในสมัย ของเตมูจินหรือเจ็งกีสขาน แตผูพิชิตจีนไดคือ กุบไลขาน โดยตั้งราชวงศหยวนขึ้น ปกครองจีนโดยมีเมืองตาตู (เปยจิงหรือปกกิ่งในปจจุบัน) เปนเมืองหลวง สมัยนี้ จีนแผขยายอํานาจครอบคลุมดินแดน 2 ทวีป คือ เอเชียและยุโรปตะวันออก

คูมือครู

ตรวจสอบผล

Explain

.1. ครูสมุ ถามนักเรียนเกีย่ วกับสมัยประวัตศิ าสตรจนี วาเริ่มขึ้นเมื่อใด และในแตละสมัยยอยมี พัฒนาการที่สําคัญอยางไร (แนวตอบ จีนเขาสูสมัยประวัติศาสตรในสมัย ราชวงศชาง ซึ่งมีการใชตัวหนังสือแบบรูปภาพ เขียนลงบนกระดูกสัตว กระดองเตา เมื่อ 1,766 ปกอนคริสตศักราช ซึ่งตอมาไดวิวัฒนาการ มาเปนตัวหนังสือจีนในปจจุบัน สําหรับสมัย ประวัติศาสตรจีนแบงออกไดดังนี้ 1. ประวัติศาสตรสมัยโบราณหรือสมัยคลาสสิก (ประมาณ 1,112-221 ปกอนคริสตศักราช) เปนชวงเวลาของการสรางอารยธรรมจีนใน บริเวณลุมแมนํ้าหวงเหอและความรุงเรืองทาง ดานปรัชญาของจีน 2. ประวัติศาสตรสมัยจักรวรรดิ (221-206 ป กอนคริสตศักราช) เปนชวงที่จีนรวมกันเปน จักรวรรดิ และมีจักรพรรดิปกครอง โดย จักรพรรดิพระองคแรก คือ ฉินสื่อหวงตี้ (จิ๋นซีฮองเต) ในชวงเวลานี้ไดมีราชวงศตางๆ ทั้งของชาวจีนและชาวตางชาติผลัดกันเขามา ปกครองจีน 3. ประวัติศาสตรสมัยใหม เริ่มตั้งแตตนคริสตศตวรรษที่ 19 จนถึงปจจุบัน ในชวงนี้จีน ออนแอจากปญหาภายในและการคุกคามของ ชาติตะวันตก จนนําไปสูการโคนลมสถาบัน กษัตริยและเริ่มปกครองในระบอบสาธารณรัฐ ภายหลังตอมาจึงเปลี่ยนแปลงการปกครอง เปนระบอบคอมมิวนิสต 4. ประวัติศาสตรรวมสมัย เริ่มตั้งแตจีน เปลี่ยนแปลงการปกครองเปนระบอบ คอมมิวนิสตใน ค.ศ. 1949 จนถึงปจจุบัน) 2. ครูใหนักเรียนดูภาพจากหนังสือเรียน หนา 14 แลวอภิปรายรวมกันวาจัดอยูในประวัติศาสตร สมัยใด และภาพดังกลาวมีความสําคัญทาง ประวัติศาสตรอยางไร

14

ขยายความเขาใจ

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

ภายหลังการปฏิวัติโคนลมราชวงศชิง จีนไดเปลี่ยนการปกครอง ไปสูระบอบใด 1. ระบอบสังคมนิยม 2. ระบอบคอมมิวนิสต 3. ระบอบสาธารณรัฐ 4. ระบอบเผด็จการทางทหาร วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 3. ภายหลังการปฏิวัติโคนลม ราชวงศชิงใน ค.ศ. 1911 จีนไดเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู ระบอบสาธารณรัฐ ใน ค.ศ. 1912 แตเนื่องจากสภาพบานเมือง มีความออนแอและมีความแตกแยก จึงทําใหพรรคคอมมิวนิสตจนี ขึ้นมามีอํานาจทางการเมือง และไดเปลี่ยนแปลงการปกครองเปน ระบอบคอมมิวนิสตจนถึงปจจุบัน


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

อธิบายความรู

Explain

1. ครูสนทนากับนักเรียนเกี่ยวกับการแบงยุคสมัย ทางประวัติศาสตรตามแบบลัทธิมากซ จากนั้น ตั้งประเด็นคําถามวา หากแบงตามแบบลัทธิ มากซ จะแบงออกเปนสมัยใดบาง และแตละ สมัยเริ่มตนและสิ้นสุดเมื่อใด (แนวตอบ การแบงยุคสมัยตามแบบลัทธิมากซ จะแบงออกไดดังนี้ 1. สมัยโบราณ ตั้งแตมนุษยหยวนโหมวถึง ศตวรรษที่ 17 กอนคริสตศักราช มนุษย ดํารงชีวิตอยูตามธรรมชาติ ดวยการลาสัตว เก็บของปาเปนอาหาร รูจักทําการ เพาะปลูก ทอผาจากใยไหม เลี้ยงสัตว ทําเครื่องปนดินเผา จัดเปนสังคมยุคแรกเริ่ม 2. สังคมทาส ตั้งแตราชวงศชางจนถึงราชวงศ โจว เปนสมัยที่มีทาสในสังคมจีน 3. สังคมศักดินา ตั้งแตราชวงศฉินจนถึงปลาย ราชวงศชิง จีนมีการปกครองในระบอบ จักรพรรดิ โดยจักรพรรดิทรงเปนโอรสแหง สวรรค และเปนสังคมศักดินาที่ประกอบ ดวยชนชั้นตางๆ) 2. ครูและนักเรียนรวมกันสรุปความรูเกี่ยวกับการ แบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรจีน

๓. ประวั ติ ศ าสตร ส มั ย ใหม เริ่ ม ในสมั ย ราชวงศ ชิ ง ตั้ ง แต ต  น คริสตศตวรรษที่ ๑๙ เปนตนมาจนถึงสิ้นสุดการปกครองระบอบสาธารณรัฐ ประมาณ ค.ศ. ๑๘๐๐ - ๑๙๔๙ เมื่ออํานาจจีนตกตํ่าลง เพราะปญหาภายใน และการคุกคามจากชาติ1 ตะวันตก ทําใหจีนพายแพ ตออังกฤษในสงครามฝน (ค.ศ. ๑๘๓๙ - ๑๘๔๒) อย า งไรก็ ตาม จี น ก็ ไ ด พยายามฟนฟูอํานาจแตไมเปนผลสําเร็จ จนนําไปสู การปฏิวัติโคนลมราชวงศชิงใน ค.ศ. ๑๙๑๑ และเริ่ม การปกครองระบอบสาธารณรัฐใน ค.ศ. ๑๙๑๒ แต เนื่องจากจีนยังคงออนแอจึงทําใหพรรคคอมมิวนิสต จีนขึ้นมามีอํานาจทางการเมือง และเปลี่ยนแปลงการ ปกครองเปนระบอบคอมมิวนิสต ๔. ประวั ติ ศ าสตร ร  ว ม เหมา เจอตง ผูนําพรรคคอมมิวนิสตจีนในการ วัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของจีนจากระบอบ สมัย เริ่มตั้งแตจีนเปลี่ยนแปลงการปกครองเปนระบอบ ปฏิ สาธารณรัฐมาเปนระบอบคอมมิวนิสตเมื่อ ค.ศ. ๑๙๔๙ คอมมิวนิสตใน ค.ศ. ๑๙๔๙ เปนตนมาจนถึงปจจุบัน ๑.๒) การแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรจีนตามแบบลัทธิมากซ เนื่องจาก ลั ท ธิ ม ากซ เ ป น อุ ด มการณ ใ นการปฏิ วั ติ ข2องพรรคคอมมิ ว นิ ส ต จี น ทํ า ให การตี ความทาง ประวัติศาสตรจึงมีอิทธิพลของคารล มากซ (Karl Marx) เขามาผสมดวย ซึ่งการแบงยุคสมัย ทางประวัติศาสตรจีนจะเปนไปตามพัฒนาการทางประวัติศาสตรของลัทธิมากซ ดังปรากฏอยูใน หนังสือ An Outline History of China (ประวัติศาสตรจีนโดยสังเขป) โดย ไป โชวอี้ (Bai Shouyi) ค.ศ. ๑๙๘๒ ดังนี้ (๑) สมัยโบราณ ตั้งแตมนุษยหยวนโหมวถึงศตวรรษที่ ๑๗ กอนคริสตศักราช มนุษยดํารงชีวิตอยูตามธรรมชาติ เปนสังคมยุคแรกเริ่ม (๒) สังคมทาส ตั้งแตราชวงศชางถึงราชวงศโจว เปนสมัยที่มีทาสในสังคมจีน (๓) สังคมศักดินา ตั้งแตราชวงศฉินจนถึงปลายราชวงศชิง จีนมีการ ปกครองระบอบจักรพรรดิ มีชนชั้นในสังคมแบบศักดินา ตอจากยุคนี้ก็เปนสมัยการปฏิวัติของชนชั้นกลาง นําโดย ดร.ซุน ยัตเซ็น และภายหลังจากการปฏิวัติไดเปลี่ยนแปลงการปกครองเปนระบอบคอมมิวนิสตเมื่อ ค.ศ. ๑๙๔๙ จนถึงปจจุบัน ๑๕

กิจกรรมสรางเสริม ครูใหนักเรียนสรุปการแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรจีนตาม แบบสากล และการแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรจีนตามแบบ ลัทธิมากซ โดยใหจัดทําในรูปแบบตางๆ เชน เสนเวลา แผนผัง ความคิด ผังมโนทัศน เปนตน โดยใหจัดทําในกระดาษโปสเตอร พรอมตกแตงใหสวยงาม แลวนําสงครูผูสอน

กิจกรรมทาทาย ครูใหนักเรียนศึกษาเกี่ยวกับสังคมศักดินาของจีนเพิ่มเติมจาก แหลงการเรียนรูตางๆ จากนั้นใหวิเคราะหเปรียบเทียบระบอบ ศักดินาของจีนกับระบอบศักดินาของยุโรป โดยสรุปผลการ วิเคราะหลงสมุดนําสงครูผูสอน

นักเรียนควรรู 1 สงครามฝน สงครามระหวางจีนกับอังกฤษ โดยมีชนวนมาจากเรื่องฝน ผลปรากฏวาจีนแพ ตองทําสนธิสัญญานานกิง เมื่อ ค.ศ. 1942 ซึ่งชาวจีนเรียก สนธิสัญญานี้วา “ความอัปยศแหงชาติ” ถือเปนสนธิสัญญาไมเสมอภาคฉบับแรก ที่จีนตองลงนามกับชาติตะวันตก 2 คารล มากซ นักปรัชญา นักเศรษฐศาสตรการเมืองและนักคิดสังคมนิยม ชาวเยอรมัน เขาเห็นวาประวัติศาสตรสังคมคือประวัติศาสตรของการตอสูทาง ชนชั้น ชนชั้นแรงงานเปนพลังหลักของการปฏิวัติในการลุกฮือดวยอาวุธ จะตอง โคนลมระบบทุนนิยมเพื่อนํามาซึ่งสังคมแหงความเสมอภาคที่ปราศจากชนชั้น แนวความคิดของเขาเปนพื้นฐานของอุดมการณสังคมนิยมซึ่งพัฒนาเปนแนวคิด ลัทธิคอมมิวนิสต และเปนแรงบันดาลใจใหนกั ปฏิวตั คิ นสําคัญๆ เชน เหมา เจอตง เลนิน โฮจิมินห ซึ่งยอมรับลัทธิมากซและนําไปกอการปฏิวัติในรัสเซีย จีน และเวียดนาม จนประสบความสําเร็จในการสรางรัฐสังคมนิยม คูมือครู

15


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

Explain

ครูเกริ่นนําเกี่ยวกับอินเดียโบราณโดยสังเขป จากนั้นใหนักเรียนชวยกันอธิบายเกี่ยวกับการแบง สมัยกอนประวัติศาสตรของอินเดียมาพอเขาใจ (แนวตอบ สมัยกอนประวัติศาสตรอินเดียจะแบง ตามแบบสากล โดยแบงออกเปน 4 ยุค ดังนี้ 1. ยุคหินเกา มีอายุประมาณ 400,000-150,000 ปลวงมาแลว มนุษยยุคนี้ดํารงชีวิตแบบพึ่งพา ธรรมชาติดวยการเก็บหาของปา ลาสัตว อาศัยอยูในถํ้า ใชเครื่องมือที่ทําจากหิน ดังพบหลักฐานเครื่องมือหิน เชน ขวานกําปน หินสับตัดในหลายบริเวณ เชน แควนทมิฬนาดู เปนตน 2. ยุคหินกลาง มีอายุประมาณ 40,000-10,000 ปลวงมาแลว มนุษยยุคนี้ขัดเกลาเครื่องมือ หินใหเล็กลงและประณีตมากขึ้น ดํารงชีวิต ดวยการเก็บของปา ลาสัตว เขียนภาพตาม ผนังถํ้า และอาจรูจักการเพาะปลูก 3. ยุคหินใหม มีอายุประมาณ 7,000-4,000 ป ลวงมาแลว มนุษยยุคนี้ทําเครื่องมือหินขนาด เล็กลงและขัดจนเปนใบมีดขนาดเล็ก รูจัก ทําเครื่องปนดินเผา ปลูกขาว เลี้ยงสัตวชนิด ตางๆ อาศัยอยูรวมกันเปนชุมชน สรางบาน ดวยดินเหนียว 4. ยุคโลหะ มีอายุประมาณ 5,000-3,000 ป ลวงมาแลว มนุษยยุคนี้รูจักใชทองแดงและ สําริดกอน ตอมาจึงรูจักใชเหล็กเมื่อประมาณ 3,200 ปลวงมาแลว มนุษยเริ่มเขาสูความ เจริญขั้นอารยธรรม ที่เรียกวา อารยธรรมลุม แมนํ้าสินธุ)

๒) อินเดีย คำวา “อินเดีย” ในสมัยโบราณ หมายถึง ดินแดนที่ครอบคลุมประเทศ

อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ เนปาล และบางสวนของอัฟกานิสถานในปจจุบัน อินเดียเปน แหล1งกำเนิดอารยธรรมลุมแมน้ำที่สำคัญอีกแหลงหนึ่งของโลก โดยเรียกวา อารยธรรมลุมแมนำ น้ำ สินธ นธุ (Indus Civilization) อินเดียเปนบริเวณที่มีผูคนอาศัยอยูมาเปนเวลานาน แตไมเกาแกเทาจีน คือ มีอายุประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ปลวงมาแลว เพื่อความสะดวกในการศึกษา นักประวัติศาสตร จึงแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรของอินเดียตามแบบสากล ดังนี้ ๒.๑) สมัยกอนประวัติศาสตร แบงออกไดดังนี้ (๑) ยุคหินเกา มีอายุประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ - ๑๕๐,๐๐๐ ปลวงมาแลว ดังพบเครื่องมือหิน เชน ขวานกำปน หินสับตัด ในหลายบริเวณ เชน ทมิฬนาดู (Tamilnadu) ทางใตของอินเดีย ผูคนในยุคหินเกาดำรงชีพดวยการเก็บหาของปา ลาสัตว อาศัยอยูในถ้ำ (๒) ยุคหินกลาง มีอายุประมาณ ๔๐,๐๐๐ - ๑๐,๐๐๐ ปลวงมาแลว มนุษยในยุคนี้ใชเครื่องมือหินที่เล็กลง มีน้ำหนักเบาและคมกวา เครื่องมือหินพบในหลายบริเวณ เชน ในแควนมัธยประเทศ (Madhya Pradesh) ผูคนในยุคนี้ยังดำรงชีพดวยการเก็บของปา ลาสัตว รูจักเขียนภาพบนผนังถ้ำ และอาจรูจักการเพาะปลูก (๓) ยุคหินใหม มีอายุประมาณ ๗,๐๐๐ - ๔,๐๐๐ ปลวงมาแลว เครื่องมือหิน ในยุคนี้มีขนาดเล็กลง กลง และข และขัดจนเปนใบมีดขนาดเล็ก มนุษยในยุคนี้ทำเครื่องปนดินเผา รูจักปลูก ขาวทงข ขาวทง ขาวทั้งขขาวสาลี ขาวบารเลย ขาวเจา รูจักเลี้ยงสัตว เชน แพะ แกะ อยูรวมก รวมกันเปนชุมชน สรางบานดวยดินเหนียว พบในแควน บาลจิจสถาน บาล บาลู สิ ถาน (Baluchistan) และตอนเหนือของแควนสินธ (Sind) (๔) ยุคโลหะ มีอายุประมาณ ๕,๐๐๐ ๓๓, , ๐๐๐๐ ปปลล วงมาแล ว งมาแล ว โดยรู จั ก ใช ท องแดงและสำริ ด ก อ น ๓,๐๐๐ และร จั กกใช กใชเหล กใช ใช เเหล็ เหลกที และรู ใช หล็ ก ที ห ลั ง เมื่ อ ราว ๓,๒๐๐ ป ล ว งมาแล ว เป เปนยุคแหงความรุ เปนยคแห ความรงเรืองของอินเดียโบราณ ที่เรียกวา อารยธรรมลุมแมน้ำสินธุ ครอบคลุมพื้นที่ของที่ราบลุม แมน้ำสินธุ โดยมีเมือง ๒ เมือง เปนแหลงความเจริญ รุ ง เรื อ งที่ ส ำคั ญ คื อ โมเฮนโจ-ดาโร (Mohenjoทางใตของประเทศปาก daro) ทางใต ของประเทศปากีสถาน และฮารัปปา ประติมากรรมรปชายม ประตมากรรมร มากรรมรูปชายมี ปชายมเครา ปชายมีเครา พบที่เมืองโมเฮนโจ องโมเฮนโจ งโมเฮนโจ(Harappa) ในแคว ในแควนปญจาบ อารยธรรมลุมแมน้ำ ดาโร สันนิษฐานวาเปนชาวเมืองในอารยธรรมลุม แมน้ำสินธุ สินธุเปนอารยธรรมสมัยกึ่งกอนประวัติศาสตร ๑๖

เกร็ดแนะครู ครูควรเตรียมวีดิทัศนหรือภาพและขอมูลที่เกี่ยวของกับผลงานการสรางสรรค อารยธรรมในยุคสมัยตางๆ ของประวัติศาสตรอินเดีย เพื่อนํามาประกอบกิจกรรม การเรียนรูในขั้นตอนที่เหมาะสม เนื่องจากวีดิทัศนหรือภาพจะชวยกระตุนความ สนใจของนักเรียน ทั้งยังมีสวนชวยสงเสริมใหนักเรียนเขาใจอารยธรรมในแตละยุค สมัยของประวัติศาสตรอินเดีย ซึ่งมีอิทธิพลตอวัฒนธรรมไทยหลายดาน

นักเรียนควรรู 1 อารยธรรมลุมแมนํ้าสินธุ ผูที่คนพบอารยธรรมลุมแมนํ้าสินธุ คือ เซอรจอหน มารแชล (Sir John Marshall) ชาวอังกฤษ ไดขุดพบเมืองฮารัปปา บริเวณฝง แมนํ้าราวีในแควนปญจาบใน ค.ศ. 1921 และตอมาใน ค.ศ. 1922 ไดขุดพบเมือง โมเฮนโจ-ดาโรบริเวณฝงแมนํ้าสินธุ สันนิษฐานวาเปนซากเมืองโบราณสมัยกอน ประวัติศาสตร กอนหนาที่ชาวอารยันจะอพยพเขามายังดินแดนแถบนี้

16

คูมือครู

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

ขอใดคือหลักฐานที่ใชในการศึกษาประวัติศาสตรของแหลง อารยธรรมลุมแมนํ้าสินธุ 1. คัมภีรพระเวท 2. มหากาพยรามายณะและมหาภารตะ 3. เสาที่มีจารึกของพระเจาอโศกมหาราช 4. เมืองโบราณโมเฮนโจ-ดาโรและฮารัปปา

วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 4. เมืองโบราณโมเฮนโจ-ดาโรและ ฮารัปปา ซึ่งสันนิษฐานวาเปนศูนยกลางของอารยธรรมลุมแมนํ้า สินธุ ปรากฏรองรอยหลักฐานที่แสดงถึงความเจริญ เชน ผังเมือง ที่เปนระบบระเบียบ มีการแบงพื้นที่อยูอาศัยและทําการคา ระบบ ชลประทานดวยการชักนํ้า พักนํ้า และกักเก็บนํ้าในบอสาธารณะ เปนตน ปจจุบันทั้งสองเมืองอยูในเขตประเทศปากีสถาน


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

อธิบายความรู

Explain

ครูขออาสาสมัครนักเรียนออกมาอธิบาย เกี่ยวกับการแบงสมัยประวัติศาสตรอินเดีย ที่หนาชั้นเรียน (แนวตอบ สมัยประวัติศาสตรอินเดีย สามารถ แบงยอยไดดังนี้ 1. ประวัติศาสตรสมัยโบราณ เริ่มเมื่อมีการ รูจักประดิษฐตัวอักษรเมื่อประมาณศตวรรษ ที่ 8 หรือศตวรรษที่ 7 กอนคริสตศักราช และสิ้นสุดในคริสตศตวรรษที่ 6 ซึ่งตรงกับ สมัยราชวงศคุปตะ ในชวงเวลานี้ ศาสนา พราหมณ-ฮินดูและพระพุทธศาสนาไดถือ กําเนิดขึ้นในอินเดีย 2. ประวัติศาสตรสมัยกลาง เริ่มตั้งแตสิ้นสุด ราชวงศคุปตะในคริสตศตวรรษที่ 6 จนถึง ตนคริสตศตวรรษที่ 16 เมื่อราชวงศโมกุล หรือมูฆัลขึ้นมามีอํานาจ 3. ประวัติศาสตรสมัยใหม เริ่มเมื่อราชวงศ โมกุลขึ้นมามีอํานาจในตนคริสตศตวรรษที่ 16 จนถึงการไดรับเอกราชของอินเดียจาก อังกฤษใน ค.ศ. 1947 4. ประวัติศาสตรรวมสมัย เริ่มตั้งแตอินเดีย ไดรับเอกราชใน ค.ศ. 1947 จนถึงปจจุบัน หลังจากไดรับเอกราช อินเดียไดถูกแบง แยกออกเปน 2 ประเทศ คือ อินเดียและ ปากีสถาน ตอมาใน ค.ศ. 1971 ปากีสถาน ดานตะวันออกก็ไดแยกตัวออกเปนประเทศ บังกลาเทศ)

1 ในชวงประมาณ ๑,๕๐๐ ปกอนคริสตศักราช อินเดียถูกกพวกอิ พวกอินโด-ยูโโรเป โรเปยน รเป รเปยน (Indo-European) หรืออารยั2นรุกรานและยึดครองจนถึง ๙๐๐ ปกอนคริสตศักราช เรียกชวงนี้วา สมัยพระเวทหรือยุคคพระเวท พระเวท (Vedic Age : ยุคความรู) ตอมาพวกอารยันไดขยายตัวไปทาง ลุมแมน้ำคงคา จนถึงราว ๕๐๐ ปกอนคริสตศักราช มีชื่อวา สมัยมหากาพยหรือยุคมหากาพย (Epic Age) ในชวงนี้อินเดียเขาสูสมัยประวัติศาสตร ๒.๒) สมัยประวัติศาสตร เริ่มมีตัวอักษร สามารถแบงยอยไดดังนี้ (๑) ประวัติศาสตรสมัยโบราณ เริ่มเมื่อมีการประดิษฐตัวอักษร ประมาณ ศตวรรษที่ ๘ หรือศตวรรษที่ ๗ กอนคริสตศักราช ตัวอักษรอินเดียโบราณ เรียกวา พราหมิ ลิป (Brahmi Lipi) ซึ่งถือเปนตนแบบของอักษรอินเดียในยุคหลัง รวมทั้งอักษรสันสกฤต ประวัติศาสตร อินเดียสมัยโบราณสิ้นสุดในคริสตศตวรรษที่ ๖ ซึ่งตรงกับสมัยราชวงศคุปตะ (Gupta, ค.ศ. ๓๒๐ ๕๓๕) ในชวงเวลานี้ศาสนาพราหมณ-ฮินดู พระพุทธศาสนา ไดถือกำเนิดขึ้นในประเทศอินเดีย หลังสมัยมหากาพย อินเดียถูกปกครองโดยราชวงศเมารยะ (Maurya, ๓๒๑ - ๑๘๔ ปกอนคริสตศักราช) กษัตริยที่ยิ่งใหญของราชวงศนี้ คือ พระเจาอโศกมหาราช (Asoka) ทรงเผยแผพระพุทธศาสนาไปยังดินแดนหลายแหง รวมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต เมื่อถึงสมัยราชวงศคุปตะ พระพุทธศาสนาไดเสื่อมความนิยมลง ศาสนาพราหมณ - ฮินดูเจริญ รุงเรืองมากขึ้น (๒) ประวัติศาสตรสมัยกลาง นับตั้งแตการสิ การสิ้นสสุุดของราชวงศ ดของราชวงศคุปตะ ในคริสตศตวรรษที่ ๖ จนถึงตนคริสตศตวรรษที่ ๑๖ เมือราชวงศโมก ่อราชวงศโมกุ โมกุลขึขนมาม มามีออำนาจ ้นนมามี นมามอำนาจ มาม ำนาจ หลังจากสมัยราชวงศคุปตะ อินเดี นเดียเกิดความแตกแยกภายใน ดความแตกแยกภายใน และใน ตนคริสตศตวรรษที่ ๘ ไดถูกมุสลิมรุกรานจากทางเหน กรานจากทางเหนือ และเข ครองสืบตอหลายจักรวรรดิ กรานจากทางเหนื และเขายึ ายยึดครองสื ดครองส ยมี ความยิ วามยิ่ งใหญ ใหญ และอยู แ ละอยู ได ไ ด แตไมคอยมความย แต ไ มม ค ออยมี ไมค ไม ยม คความยงใหญและอยได วามย ง ใหญ งใหญและอย ได ำคั ญ คอ ไม น าน ที่ สำคญ ไม ไมนาน สำคั สสำค ำค คื อ จั กรวรรด ก รวรรดิ เดลีี (Delhi Sultan) สุุ ล ต า นแห งเดลี ง เดล สตศตวรรษที ตวรรษทีี่ ๑๓ สำหร ในครสต ในคริ ในคร สต ศตวรรษท สำหรบใน สำหรั ับบใน ใน เดียตอนใต ตอนใต จัจกรวรรด รวรรดิที่สำคั ำคัญ อินนเดยตอนใต นเดี เด ยตอนใต ยตอนใต กรวรรดิ กกรวรรดทสำค รวรรด สำค สำคญ คือ วิชิ ัยนคร (Vijayangara) สถูู ป ที่ สาญจ ส าญจี ใ นแคว น มั ธ ยประเทศ ประเทศอนเดีย สราางขึ ประเทศอนเดี ประเทศอิ งขึ งข้ึนนในสมั นในสมยพระเจ ในสมั ในสมยยพระเจ พระเจา อโศกมหาราชแห อโศกมหาราชแหงราชวงศ อโศกมหาราชแห งราชวงศเมารยะ งราชวงศเมารยะ เมารยะ

๑๗

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

วรรณกรรมอินเดียที่ชาวยุโรปรูจักในยุคแรกเขียนเปนภาษาใด 1. อาหรับ 2. อังกฤษ 3. เปอรเซีย 4. สันสกฤต

วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 3. ชาวยุโรปเริ่มรูจักภาษาและ วรรณกรรมอินเดียผานทางภาษาเปอรเซีย โดยพวกมิชชันนารีและ นักเดินทางมีบทบาทสําคัญในการนําวรรณกรรมอินเดียที่มีการแปล เปนภาษาเปอรเซียไปเผยแพรในยุโรป สวนใหญเปนผลงานเกี่ยวกับ ปรัชญาและศาสนา เชน คัมภีรพระเวท คัมภีรอุปนิษัท โดยหลัก คําสอนในคัมภีรอุปนิษัทแพรหลายเขาไปในประเทศตะวันตกตั้งแต ตนคริสตศตวรรษที่ 18

นักเรียนควรรู 1 อินโด-ยูโรเปยน สันนิษฐานวาตั้งถิ่นฐานอยูที่เอเชียกลางบริเวณทะเล แคสเปยน ตอมาไดแยกยายไปยังสวนตางๆ ของโลก พวกหนึ่งไปยังยุโรป เรียกวา ยูโรเปยนอารยัน พวกหนึ่งไปยังบริเวณอัฟกานิสถานและตอมายายไปยังเปอรเซีย เรียกวา อิเรเนียน และอีกพวกไปยังอินเดีย เรียกวา อินโด-ยูโรเปยน 2 สมัยพระเวทหรือยุคพระเวท เปนสมัยของการเริ่มตนของคัมภีรพระเวท ซึ่งเปนคัมภีรที่เกิดจากความคิด ความเชื่อทางศาสนาของพวกอารยัน ผสมผสาน กับความคิด ความเชื่อของชนพื้นเมืองอินเดียดั้งเดิม ถือไดวาเปนคัมภีรที่ เกาแกที่สุดของอินเดียและของโลก อยางไรก็ดี คัมภีรพระเวทซึ่งมีอยู 4 คัมภีร ไดแก ฤคเวท ยชุรเวท สามเวท และอถรรพเวท ไมไดเกิดขึ้นพรอมกัน ฤคเวทเกิด ขึ้นกอน สวน 3 เลมที่เหลือเกิดขึ้นภายหลังในสมัยมหากาพย สําหรับระบบวรรณะ ที่แบงชนชั้นในสังคมก็ไดเริ่มเกิดขึ้นในสมัยพระเวทดวยเชนกัน

คูมือครู

17


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

Explain

1. ครูใหนักเรียนคนควาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแบง ยุคสมัยทางประวัติศาสตรตะวันออก วาแตละ สมัยยอยมีเหตุการณสําคัญใดเกิดขึ้นบาง และ เกิดขึ้นในชวงเวลาใด จากนั้นนําขอมูลมาจัดทํา เปนเสนเวลา (Timeline) เรียงลําดับเหตุการณ สําคัญดังกลาว และนําเสนอหนาชั้นเรียน 2. ครูใหนักเรียนในชั้นเรียนอภิปรายรวมกันถึง ความเหมือนและความแตกตางของการแบง ยุคสมัยทางประวัติศาสตรของโลกตะวันออก กับโลกตะวันตก 3. ครูและนักเรียนสรุปความรูเกี่ยวกับการแบง ยุคสมัยทางประวัติศาสตรของโลกตะวันออก

1 (๓) ประวัติศาสตรสมัยใหม เริ่มเมื่ออราชวงศ ราชวงศ โมกุลหรื หรอมูฆัลขึ้นมามี อำนาจในตนคริสตศตวรรษที่ ๑๖ จนถึงการที่อังกฤษใหเอกราชแกอินเดียใน ค.ศ. ๑๙๔๗ ราชวงศโมกุลหรือมูฆัล (Mughul, ค.ศ. ๑๕๒๕ - ๑๘๕๘) ขึ้นมามีอำนาจในตนคริสตศตวรรษที่ ๑๖ โดยมีจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ คือ อักบารมหาราช (Akbar the Great) ชาห เจฮัน (Shah Jahan) ผูสรางทัชมาฮัล อนุสรณแหงความรักที่สวยงามยิ่ง และนับตั้งแต ค.ศ. ๑๘๕๘ เมื่อรัฐบาล อังกฤษไดลมเลิกบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ แลวเขาปกครองเองโดยตรงในสวนที่เรียกวา อินเดียของอังกฤษ (British India) โดยสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ประมุขแหงอังกฤษทรง เปนจักรพรรดินีแหงอินเดีย (Empress of India) พระองคแรก และมีอุปราช (Viceroy) เปนผูปกครอง อีกสวนหนึ่งเรียกวา อินเดียของชาวอินเดีย (Indian India) มีเจานายของชาว อินเดียรับผิดชอบการปกครองภายใน สวนอังกฤษควบคุมเรื่องการตางประเทศ จนกระทั่ง ค.ศ. ๑๙๔๗ อินเดียจึงไดรับเอกราช (๔) ประวัติศาสตรรวมสมัย นับตั้งแต ค.ศ. ๑๙๔๗ เมื่ออินเดียไดรับ เอกราชจากอังกฤษจนถึงปจจุบัน อยางไรก็ตาม อินเดียไดถูกแบงแยกออกเปน ๒ ประเทศ คือ อินเดีย ซึ่งประชากรสวนใหญนับถือศาสนาพราหมณ-ฮินดู และ ปากีสถาน ที่ประชากรส 2 วนใหญ ประเทศปากสถานด นับถือศาสนาอิสลาม และเมื่อ ค.ศ. ๑๙๗๑ พื้นทีประเทศปากี ่ประเทศปากีสถานดานตะวันออกก ออกก็ไดแยกตัว เปนนเอกราชอกประเทศหน เอกราชอีกประเทศห เอกราชอกประเทศห กกประเทศหน ประเทศหนึง่ คคือ บังกลาเทศ ทัชมาฮ ชมาฮัล เป เปนผลงานทางสถาป นผลงานทางสถาปตยกรรมทพระเจ นผลงานทางสถาป นผลงานทางสถาป นผลงานทางสถาปตตยกรรมที ยกรรมที่พระเจ พระเจ ระเจา ชาห เจฮัน ทรงโปรดใหสรางขนเพ ะลึกถึง ทรงโปรดใหสรางขึ้ึนเพืื่ออเป ทรงโปรดใหสร ทรงโปรดให อเปนที เปนที่ระลึ เป ระล พระนางมุุมตั พระนางม มตัช พระมเหสีของพระองค

๑๘

นักเรียนควรรู 1 ราชวงศโมกุล ราชวงศสุดทายของอินเดีย กอนที่อินเดียจะตกเปนอาณานิคม ของอังกฤษ สืบเชื้อสายมองโกลและนับถือศาสนาอิสลาม จักรพรรดิบาบูรเปน ผูสถาปนาราชวงศโมกุลขึ้นและตอมาไดกลายเปนจักรวรรดิที่ใหญที่สุดของอินเดีย มีนครเดลฮี (ปจจุบันคือ เดลลี) เปนเมืองหลวง ในสมัยพระเจาอักบารมหาราช (Akbar the Great) ประมาณ ค.ศ. 1566-1605 ไดสรางความเจริญอยางมากให กับอินเดีย พระองคทรงเปนนักปกครองที่ชาญฉลาด ทรงเปดโอกาสใหชาวฮินดู เขารับราชการเทาเทียมกับมุสลิม และสรางเมืองใหญ คือ City of Victory ที่เต็ม ไปดวยสุเหรา พระราชวัง สถานที่สาธารณะ บานเรือน ศาสนาทุกศาสนามีอิสระ ในการเผยแพรความเชื่อของตนเอง ตอมาสมัยกษัตริยชาห เจฮัน (Shah Jehan) ทรงเปนมุสลิมที่เครงครัด พระองคทรงยกเลิกนโยบายใหเสรีภาพทางศาสนา 2 ปากีสถานดานตะวันออก สาเหตุสําคัญในการแยกตัวจากปากีสถานตะวันตก เกิดจากความหางไกลกัน เพราะมีอินเดียคั่นกลาง และปากีสถานตะวันออกเห็นวา ดินแดนตนเสียเปรียบทางดานการเมืองและเศรษฐกิจตอปากีสถานตะวันตก

18

คูมือครู

บูรณาการเชื่อมสาระ

ครูสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรูบูรณาการวิชาพระพุทธศาสนา เรื่องแนวทางการปฏิบัติตนอยางถูกตองเหมาะสม เพื่อปองกันความ ขัดแยงกับศาสนิกชนศาสนาอื่น และเพื่อการอยูรวมกันอยางสันติสุข โดยอธิบายใหนักเรียนตระหนักถึงความสําคัญของการอยูรวมกันกับ ศาสนิกชนศาสนาอื่นอยางสันติสุข จากกรณีความขัดแยงระหวาง ประเทศอินเดียและปากีสถาน โดยนักเรียนควรมีความรูความเขาใจ เกี่ยวกับความเปนมา หลักธรรมสําคัญ และหลักการดําเนินชีวิตของ ศาสนาตางๆ รวมถึงการเคารพในความแตกตางหลากหลายทาง ศาสนา แลวใหนักเรียนรวมกลุมเพื่อชวยกันสืบคนและรวบรวมขาว หรือกรณีตัวอยางความขัดแยงของกลุมคนที่เกิดจากความแตกตาง ทางศาสนา จากนั้นใชหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในการวิเคราะห ถึงแนวทางการแกไขและแนวคิดที่มีประโยชนตอสังคมไทย รวมถึง การเขาสูประชาคมอาเซียนในอนาคต แลวสงตัวแทนนําเสนอหนา ชั้นเรียนเพื่ออภิปรายรวมกันถึงแนวทางการอยูรวมกันกับศาสนิกชน ศาสนาอื่นอยางสันติสุขตอไป


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

อธิบายความรู

Explain

1. ครูใหนักเรียนศึกษาเกี่ยวกับตัวอยางเวลา และยุคสมัยที่ปรากฏอยูในหลักฐานทาง ประวัติศาสตรสากลจากหนังสือเรียน หนา 19-21 จากนั้นอภิปรายถึงสาระสําคัญรวมกัน 2. ครูซักถามนักเรียนเกี่ยวกับการจัดทําประมวล กฎหมายฮัมมูราบีวาเกิดขึ้นในสมัยใด แลว ประมวลกฎหมายดังกลาวมีความสําคัญตอ สังคมโลกตะวันตกอยางไร

ô. μÑÇÍ‹ҧàÇÅÒáÅÐÂؤÊÁÑ·Õè»ÃÒ¡¯ÍÂÙ‹ã¹ËÅÑ¡°Ò¹·Ò§ »ÃÐÇÑμÔÈÒÊμÏÊÒ¡Å ๔.๑ ตัวอยางเวลาและยุคสมัยของโลกตะวันตก พระเจาฮัมมูราบี (Hammurabi, ๑,๗๗๒ -1๑,๗๔๕ ปกอนคริสตศักราช) แหงจักรวรรดิ บาบิโลเนีย (Babylonia) ไดจัดดทำประมวลกฎหมายข ทำประมวลกฎหมายขึ้น มีดวยกันประมาณ ๓๐๐ มาตรา อันเปน การรวบรวมและปรับปรุงกฎหมายของชนเผาตางๆ ที่ตั้งถิ่นฐานมากอนหนาในเขตเมโสโปเตเมีย ขอความบางตอนที่ปรากฏในประมวลกฎหมายมีดังนี้ “หากชายใดสมรสกับนางผูเปนภรรยาซึ่งตอมาเธอลมเจ็บ และเขามุงมั่น จะสมรสอีกครั้งกับหญิงคนที่ ๒ เขาสมรสกับเธอผูนั้นได แตเขาไมสามารถหยาขาดจาก ภรรยาคนแรกซึ่งลมปวยได เขาตองใหนางทั้งสองอยูรวมกันในชายคาเดียวกัน นางผูเปน ภรรยาคนแรกสามารถพักอาศัยและเขาตองบำรุงเธอตราบนานเทาที่เธอมีชีวิต หากชายใดสมรสกับนางผูเปนภรรยาแตเธอไมมีบุตรใหเขา และเขาหันไปมี นางบำเรอ ชายผูนั้นสามารถนำนางบำเรอมาเลี้ยงดูที่บานแตหามมีศักดิ์เสมอกับภรรยา หากภรรยาของชายใดใหหญิงรับใชของตนแกสามี และตอมานางผูนั้นใหกกำเนดบุ ำเนิดบุตรและอ รและอางสิทธิ เสมอกับภรรยาที่เปนนายหญิง นายหญิงสามารถลดฐานะของเธอใหเปนทาสีได.... ได.... หากชายใดไดมอบของขวัญแกบานของ (วาที่) ผูเปนพออตาและจ ตาและจาายค ยคาาสนสอด สินนสอด สอด แต กกลัลัลบไปม บบไปมี อตาและจ แตกล ั ไปมี บไปมสายตา ไปมสสายตา ี ายตา กับหญิงอื่น และพูดกับ (วาที่) พอตาวา “ขาาจะไมสมรสกบลู จะไมสมรสกับลูกกสาวของท กสาวของท สาวของทาน สาวของทาน” านน” (วาท) (วาที่) พพอตาผู อตาผ ตาผูเเป เปนบิ ปนนบิบิดดาของ ปนบดาของ าของ บมอบมาได นางผูจะเปนภรรยาสามารถยึดสิ่งของตางๆ ที่ไดรบมอบมาได ับมอบมาได นภรรยาและเธอม รกบเขาและต อมาเธอไดสิ อมาเธอได ดาของเธอ หากชายใดสมรสกับนางผูเปนนภรรยาและเธอมี ภรรยาและเธอมีบุตตรกั รกั บเขาและตออมาเธอได มาเธอไดสิ้นชีีวิต บิดาของเธอ ไมสามารถเรียกรองเงินสินเดิมคืนได เงินสินเดิมของเธอจะตกแก มของเธอจะตกแกบุตตรของเธอ” มของเธอจะตกแก รของเธอ รของเธอ”๑

ประมวลกฎหมายนีจ้ ดั ทำขึน้ ในสมัยของอารยธรรมโบราณ ยของอารยธรรมโบราณ และในช และในชวงเวลากอนครสต และในชวงเวลาก และในช วงเวลากอนคริสสตตตศกราช กั ราช ความพยายามที ดระเบี ระเบยบสังงคม เปนเวลานาน ทำใหเราทราบวาในอดีตที่หางไกลนั้น ไดมีคความพยายามท วามพยายามที่ีจะจััดดระเบยบส ระเบี คม จากเน้ออความของกฎหมาย ที่แบงเปนชนชั้น และมีการคำนึงถึงสิทธิของสตรีและบุตรดวย จากเนื ความของกฎหมาย ไดสะทอนภาพชีวิตบางสวนของผูคนในยุคนั้น ๑

Robert F. Harper. The Code of Hammurabi. อางใน T. Water Wallbank and others. Civilization Past & Present. 1995. p.16.

๑๙

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

ประมวลกฎหมายที่เกาแกที่สุดของโลกในสมัยอาณาจักร บาบิโลนมีลักษณะอยางไร 1. ยึดหลักความเสมอภาค 2. ยึดหลักการประนีประนอม 3. ยึดหลักตาตอตา ฟนตอฟน 4. ยึดหลักตามเสียงสวนใหญ

วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 4. โดยประมวลกฎหมายที่พระเจา ฮัมมูราบีแหงอาณาจักรบาบิโลนรวบรวมขึ้นจากกฎหมายของชน เผาตางๆ นั้นมีลักษณะที่ยึดหลักตาตอตา ฟนตอฟน มีบทลงโทษ ที่รุนแรงเชนเดียวกับความผิดที่บุคคลนั้นกระทําไป สงผลให สภาพบานเมืองเปนระเบียบเรียบรอย สังคมมีความสงบสุข

นักเรียนควรรู 1 ประมวลกฎหมาย หรือประมวลกฎหมายฮัมมูราบี สะทอนใหเห็นสภาพสังคม ในสมัยนั้นวาเปนสังคมที่มี 3 ชนชั้น ดังนี้ 1. ชนชั้นผูดี มีตําแหนงทางศาสนาและทางการเมือง 2. ชนชั้นกลาง ไดแก ประชาชนทั่วไป เชน ชางฝมือ พอคา เปนตน 3. ชนชั้นกรรมาชีพ หรือกรรมกร และทาส ซึ่งกฎหมายไดกําหนดบทลงโทษ ที่เปนคุณ หรือใหอภิสิทธิ์แกชนชั้นสูง เชน ถาทําผิดแบบเดียวกัน เชน ลักทรัพย ชนชั้นสูงไดรับแคโทษปรับ แตคนธรรมดา หรือกรรมกร และทาส ตองไดรับโทษสูงสุดตามที่ระบุไวในกฎหมาย

คูมือครู

19


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู

อธิบายความรู Explain

Expand

ตรวจสอบผล Evaluate

Explain

ครูตั้งประเด็นใหนักเรียนอธิบายความรูวา จากตัวอยางเวลาและยุคสมัยของจีนและอินเดีย ในหนังสือเรียน ตรงกับเวลาหรือชวงเวลาใด และ นักเรียนสามารถตีความตัวอยางดังกลาวไดวา อยางไร

ขยายความเขาใจ

ขยายความเขาใจ

๔.๒ ตัวอยางเวลาและยุคสมัยของโลกตะวันออก ๑) จีน จีนเปนชาติที่มีการจดบันทึกหลักฐานทางประวัติศาสตร ไวมากทั้งทาง

ราชการและสวนบุคคล ตั้งแตสมัยโบราณมาแลวที่ราชวงศที่ขึ้นมามีอำนาจใหม จะมีการชำระ ประวัติศาสตรราชวงศที่เพิ่งสิ้นสุดอำนาจลง ปจจุบันประวัติศาสตรทุกราชวงศรวม ๒๕ ราชวงศ และราชวงศชิงซึ่งเปนราชวงศสุดทายก็ไดมีการชำระและพิมพเผยแพรแลว ตอไปนี้เปนตัวอยางการจดบันทึกการใชเวลาและยุคสมัยของประวัติศาสตรจีนจาก จดหมายเหตุราชวงศชิงเกี่ยวกับไทย

Expand

ครูใหนักเรียนคนควาเกี่ยวกับหลักฐานทาง ประวัติศาสตรของโลกตะวันตกและโลกตะวันออก ที่ปรากฏเวลาและยุคสมัยมาคนละ 5 ตัวอยาง จากนั้นใหบอกวาหลักฐานนั้นอยูในเวลาหรือ ยุคสมัยใด และมีสาระสําคัญสังเขปวาอยางไร

“วันซินโฉว

เดือนเกา ปที่สี่สิบหา รัชศกเฉียนหลง มีพระราชโองการ...ความวา... เนื่องดวย เจิ้งเจา เจาเมืองเซียนหลัว ไดเตรียมเครื่องราชบรรณาการเอกจำนวนหนึ่งพรอมหนังสือแจง โดยขอใหชวย กราบบังคมทูลใหทรงทราบ...” (ที่มา : ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เลม ๑๓ กำลังพิมพ)

เอกสารทางราชการจีนจะบันทึกในลักษณะขางตน วันซินโฉวตรงกับวันที่ ๑๘1 สวนเดือนเกาตรงกับเดือนตุลาคม ปที่สี่สิบหา รัชศกเฉียนหลง คือ ปที่จจัักรพรรดิเฉียนหลง ครองราชยเปนป เปนปทีที่ ๔๕ ตรงก ตรงกับ ค.ศ. ๑๗๘๑ หรือ พ.ศ. ๒๓๒๔ เจิ้งเจา คือ พระบาทสมเด็จ พระเจาตากสิ าตากสินนมหาราช แซ เจา คือ ชื่อ เซียนหลัว คือ สยาม ตามที่จีนเรียก พระเจ าตากสนมหาราช มหาราช เจิ้ง คืคอ แซ ๒) อินเดีีย เป เปนชาต เป นนชาติ ชาติที่ไมมนนิยมบันทึกหลักฐานทางประวัติศาสตร ถาเทียบกับจีน อิินเดีียมีีหลัักกฐานทางประวั ฐานทางประวั าสตรนอยกวาจีีนมาก แตการบันทึกหลักฐานทางประวัติศาสตร กฐานทางประว กฐานทางประวติ ฐานทางประวัติศศาสตร ยมนับป ับปปครองราชย บปครองราชย ครองราชยวาเปนปที่เทาใด ของอิ นเดี ลักกษณะสำคั ษณะสำคั ยจี ของอนเดี เดยยมีมีมลกษณะสำคญคล กษณะสำคญคล ษณะสำคญั คลาายจี ยจนน คือ นินยมนบปครองราชย อยางทจะกล าวถึงตอไปนี ออไปนเป อไปน้ ไปน เปนจารึ อโศก ฉบับที่ ๗ หรือจารึกกของพระเจ างที่จะกลาวถึ ไปนีเป ้เปนจารึ นจารึกกอโศก ของพระเจาอโศก2 ตัวั อย ( ราว ๒๗๓ - ๒๓๒ ปปกกอ นคริิสตศศัักราช มหาราช (ครองราชย ราช) “ข าฯ าฯ ได ไดเกิ ได เกิิดมี ดมีคความค วามคิดดขึขึ้นวา ขาฯ จักจัดใหมีการประกาศธรรม ขาฯ จักจัดใหการอบรม งสอนธรรมประชาชนท้ งสอนธรรมประชาชนทั ไดสดับธรรมนี้แลว ก็จักพากันประพฤติปฏิบัติตาม จักยกระดับตนเอง สั่งงสอนธรรมประชาชนท สอนธรรมประชาชนทั้งงหลาย หลาย ครั้ันได สูงขึ้น และจักมีความเจริญกาวหนามากขึ้น ดวยความเจริญทางธรรมอยางมั่นคง... ...ธรรมโองการน ธรรมโองการนี้ ขขาาฯฯ ได ธรรมโองการน ไดให ใหจาร กไวเมื ษกแลววได วได ...ธรรมโองการนี ใให หจารึกกไว ไวเมื่อออภิ อภิเเษกแล ษกแล ได ๒๗ พรรษา” ((ทีี่มา : จารึกอโศก กอโศก พระธรรมป พระธรรมปฎก (ป (ป.อ. ปยุ ปยตฺโโต) ต) แปล. แปล ๒๕๔๒. หนา ๗๖ และ ๘๒)

๒๐

EB GUIDE

นักเรียนควรรู 1 จักรพรรดิเฉียนหลง จักรพรรดิองคที่ 6 ของราชวงศชงิ ประสูตเิ มือ่ ค.ศ. 1711 เดิมมีพระนามวา หงลี่ เปนพระโอรสในจักรพรรดิหยงเจิ้ง และเปนพระราชนัดดา องคโปรดของจักรพรรดิคังซี เพราะมีความเฉลียวฉลาดมาแตยังเด็ก จักรพรรดิ เฉียนหลงขึ้นครองราชยใน ค.ศ. 1735 ขณะมีพระชนมายุได 25 พรรษา ทรง พระนามวา ชิงเกาจงฮองเต และใชชื่อศักราชวา เฉียนหลง จักรพรรดิเฉียนหลงได สรางความเจริญมากมายใหกับประเทศจีน โดยเฉพาะการจัดทําสารานุกรม ซื่อคู เฉวียนซู ขึ้นระหวาง ค.ศ. 1773-1782 ซึ่งถือเปนมรดกโลกที่สําคัญชิ้นหนึ่ง 2 พระเจาอโศกมหาราช จักรพรรดิแหงราชวงศโมริยะ เดิมเปนพระเจาแผนดิน ที่ชอบการทําสงครามกับแวนแควนตางๆ จึงมีผูเรียกพระองควา จัณฑาโศก แตหลังจากทีพ่ ระองคหนั มานับถือพระพุทธศาสนา พระองคกท็ รงกลายเปนผูอ ปุ ถัมภ บํารุงพระพุทธศาสนาใหมคี วามเจริญรุง เรืองและแผขยายมากทีส่ ดุ ในประวัตศิ าสตร พระพุทธศาสนา และจากพระราชกรณียกิจมากมายนานัปการที่พระองคไดทรง บําเพ็ญดวยทศพิธราชธรรม ทําใหภายหลังทรงไดรับการขนานพระนามใหมวา ธรรมาโศกราช 20 คูมือครู

http://www.aksorn.com/LC/Hist_Wor/M4-6/02

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

ขอมูลเกี่ยวกับเวลาและยุคสมัยที่ปรากฏในหลักฐานทาง ประวัติศาสตรจีนและอินเดียมีความคลายคลึงกันในเรื่องใด 1. การระบุวันเวลาตามปฏิทินสุริยคติ 2. การนับศักราชจากปที่ครองราชยของจักรพรรดิ 3. การรวบรวมและชําระพงศาวดารอยางสมํ่าเสมอ 4. การใชพุทธศักราชจากความศรัทธาในพระพุทธศาสนา วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 2. จีนกับอินเดียมีการนับศักราชที่ คลายคลึงกัน คือ นิยมนับปครองราชยของจักรพรรดิวาเปนปที่ เทาใด เชน เอกสารจีนบันทึกปที่จักรพรรดิเฉียนหลงครองราชยเปน ปที่ 45 ก็จะตรงกับ ค.ศ. 1781 หรือ พ.ศ. 2324 สวนจารึกของ พระเจาอโศกมหาราชก็จะตรงกับราว 273-232 ปกอนคริสตศักราช ซึ่งเปนปที่ทรงครองราชย เปนตน


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

อธิบายความรู

Engage

Explore

Explain

ขยายความเขาใจ Expand

ตรวจสอบผล Evaluate

ขยายความเขาใจ

Expand

1. ครูใหนักเรียนสืบคนเหตุการณสําคัญทาง ประวัติศาสตรของโลกตะวันตกและโลก ตะวันออกทีป่ รากฏอยูใ นหลักฐานประเภทตางๆ แลวระบุถึงเวลาหรือยุคสมัยที่เกิดเหตุการณ นั้น พรอมทั้งสาระสําคัญของเหตุการณนั้นโดย สังเขป โดยนําขอมูลที่ไดมาจัดทําในรูปแบบ เสนเวลา (Timeline) เรียงลําดับเหตุการณ สําคัญ 2. ครูใหนักเรียนตอบคําถามประจําหนวย การเรียนรู

พระเจ า อโศกมหาราชโปรดให จ ารึ ก การเผยแผ พ ระธรรมในพระพุ ท ธศาสนา บนผนังถ้ำ เสาศิลา หลังทรงสลดพระทัยจากการทำสงครามที่มีผูคนลมตายเปนจำนวนมาก ดังนั้น พระองคจึงทรงเผยแผธรรมานุภาพแทนแสนยานุภาพ โดยสงพระสงฆออกไปเผยแผ พระพุทธศาสนาในดินแดนตางๆ รวมทั้งดินแดนที่เปนประเทศไทยปจจุบัน ซึ่งเมื่อครั้งอดีต เรียกวาสุวรรณภูมิดวย กลาวโดยสรุป เวลาที่ยาวนานของประวัติศาสตรมนุษยนั้นไดมีการแบงออกเปน ชวงๆ โดยแบ งออกเป นสมั ยก อนประวั ติ ศาสตร และสมั ยประวั ติ ศาสตร ประวั ติ ศาสตร ทั้งโลกตะวันตกและโลกตะวันออกก็แบงเชนนี้ ปรากฏการณสำคัญๆ ทำหนาที่เปนเครื่องบงชี้ จุดหักเลี้ยวของเสนทางประวัติศาสตรในดินแดนหรือภูมิภาคตางๆ ทำใหมีการแบงยอย ช ว งเวลาลงไปอี ก การเรี ย นรู เ หตุ ก ารณ ส ำคั ญ ๆ ในแต ล ะยุ ค สมั ย ของโลกตะวั น ตกและ โลกตะวันออกจะทำใหเราเขาใจพัฒนาการความเปนมาของโลกไดดีขึ้น เพราะเมื่อนั้นจะชวย เสริมสรางการเรียนรูตนเองใหกระจางขึ้นดวย ในการกำหนดศั ก ราชสากลแบบต า งๆ เช น คริ ส ต ศั ก ราช ฮิ จ เราะห ศั ก ราช มีความเปนมาและการนับแตกตางกัน ทั้งความนิยมใชก็แตกตางกันไปตามทองที่ แตการนับ ทุ ก แบบก็ ล ว นเพื่ อ ช ว ยให ม นุ ษ ย เ ข า ใจพั ฒ นาการของภู มิ ห ลั ง ของตน จะได สื่ อ สารกั น ได อยางถูกตองเปนที่เขาใจตรงกัน

ตรวจสอบผล

Evaluate

1. ครูตรวจเสนเวลา (Timeline) เหตุการณสําคัญ ทางประวัติศาสตรของโลกตะวันตกและ โลกตะวันออก 2. ครูสังเกตพฤติกรรมความมีสวนรวมในการตอบ คําถามและการแสดงความคิดเห็นของนักเรียน

๒๑

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

การนับศักราชที่ปรากฏในหลักฐานทางประวัติศาสตรและยังคง ใชสืบเนื่องมาจนถึงปจจุบันสวนใหญมีที่มาจากสิ่งใด 1. ศาสนา 2. พระมหากษัตริย 3. เชื้อชาติและภาษา 4. ระบอบการปกครอง วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 1. การนับศักราชที่ปรากฏหลักฐาน ทางประวัติศาสตรที่ยังคงใชในปจจุบันสวนใหญมีที่มาจากศาสนา ที่สําคัญ คือ พ.ศ. หรือพุทธศักราช มาจากพระพุทธศาสนา ค.ศ. หรือคริสตศักราช มาจากคริสตศาสนาและ ฮ.ศ. หรือฮิจเราะหศักราช มาจากศาสนาอิสลาม

บูรณาการอาเซียน ครูสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรูบูรณาการอาเซียน โดยการสืบคนและรวบรวม ตัวอยางการบันทึกการใชเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตรของจีนและอินเดียที่มี ขอมูลเกี่ยวของกับดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต เชน บันทึกของนักบวชหรือพอคา ชาวจีนและอินเดียเกี่ยวกับรัฐโบราณในเอเชียตะวันออกเฉียงใต หรือมอบหมายให นักเรียนชวยกันสืบคนในประเด็นดังกลาว แลวนําขอมูลมาอภิปรายรวมกันใน ชั้นเรียนถึงความสัมพันธระหวางจีนและอินเดียกับดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต ในชวงเวลาทางประวัติศาสตรตางๆ เพื่อสงเสริมใหนักเรียนทราบถึงการมีประวัติ ความเปนมารวมกันของประเทศสมาชิกอาเซียน อันนําไปสูความรวมมือระหวาง ประเทศสมาชิกตามกรอบประชาคมอาเซียนดานสังคมและวัฒนธรรม

คูมือครู

21


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

อธิบายความรู

ขยายความเขาใจ

Engage

Explore

Explain

Expand

ตรวจสอบผล

ตรวจสอบผล Evaluate

Evaluate

ครูตรวจความถูกตองจากการตอบคําถาม ประจําหนวยการเรียนรู

¤Ò¶ÒÁ »ÃШÓ˹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ

หลักฐานแสดงผลการเรียนรู

๑. ศักราชแบบใดที่นิยมใชกันแพรหลายในโลกตะวันตกมากที่สุด เพราะเหตุใด ๒. เหตุใดในการศึกษาประวัติศาสตร จึงตองเรียนรูเกี่ยวกับเวลาและยุคสมัยใหเขาใจอยาง ละเอียด ๓. ลัทธิจักรวรรดินิยมมีผลตอการเผยแพรการใชคริสตศักราชในดินแดนตางๆ หรือไม อยางไร ๔. ลั ก ษณะการดำรงชี วิ ต ของมนุ ษ ย ยุ ค หิ น เก า ยุ ค หิ น ใหม และยุ ค โลหะเป น อย า งไร จงอธิบายมาพอสังเขป ๕. การแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรจีนและอินเดียสามารถแบงออกเปนกี่สมัย และแตละ สมัยมีลักษณะสำคัญอยางไร

1. การนับและการเทียบศักราชของโลกตะวันตก และโลกตะวันออก 2. เสนเวลาเหตุการณสําคัญทางประวัติศาสตร ของโลกตะวันตกและโลกตะวันออก

¡¡Ô¨¡ÃÃÁ ¨¡ÃÃÁ ÊÃŒÒÒ§ÊÃä Êà ÊÃÒ§ÊÃä¾²¹Ò¡ÒÃàùà ҧÊÃä §ÊÃä §ÊÃä¾Ñ² ²¹Ò¡ÒÃàÃÕ ²¹Ò¡ÒÃàà ²¹Ò¡ÒÃàùÃÙ ¹Ò¡ÒÃàÃÕ ¹Ò¡ÒÃàùÃÙ ¹ÃŒ กิจกรรมท กรรมที่ ๑

นักเรยนอภิ นกเรี เรียนอภปรายร นอภิปรายร ปรายรวมกัันถึถงความสำค ปรายรวมกั งงความสำค ความสำค ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร

กิกจกรรมท จกรรมที่ ๒ นันกเรยนศกษาเกยวกบการแบ กเรียนศึกษาเกี่ยวกับการแบ การแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรของโลกตะวันตก และโลกตะวนออก และโลกตะวั และโลกตะว นออก แลวจัดทำ Timeline แสดงเหตุการณสำคัญที่เกิดขึ้น ในสมัยต ในสม ยตางๆ จากนั้นออกมานำเสนอผลงานหนาชั้นเรียน ครูคัดเลือกผลงาน ที่ดีที่สุดไปติดที่ปายนิเทศหนาชั้นเรียน กิจกรรมที จกรรมท นเก งการใชเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร กรรมที่ ๓ นกเรี นักเรยนไปส กเรียนไปสืบค บคนเกยวก เกี่ยวกับบตวอย ตัวอยางการใช สากลจากแหลงการเรี สากลจากแหล สากลจากแหล งการเร งการเรียนร นรูตตา งๆ เช เชน หองสมุด อินเทอรเน็ต มาอยางนอย ๓ ตัวอยาง จากนั้นออกมารายงานหนาชั้นเรียน ๒๒

แนวตอบ คําถามประจําหนวยการเรียนรู 1. คริสตศักราช เพราะเปนศักราชทางคริสตศาสนาที่ชาวตะวันตกสวนใหญนับถือ 2. เวลาและยุคสมัย ทําใหเรารูวาเรื่องราวหรือเหตุการณในอดีตวาเกิดขึ้นและสิ้นสุดเมื่อใด เหตุการณใดเกิดกอนและหลัง และเหตุการณนั้นมีความ สัมพันธเกีย่ วของกับเหตุการณอนื่ ทีอ่ ยูใ นชวงเวลาเดียวกันหรือใกลเคียงกันอยางไร ซึง่ จะทําใหผศู กึ ษาเขาใจไดงา ยและสะดวกในการศึกษาประวัตศิ าสตร 3. มีอิทธิพล เนื่องจากชาติตะวันตกไดนําการใชคริสตศักราชไปเผยแพรใหแกดินแดนตางๆ ที่ตนเขายึดครองดวย 4. สมัยกอนประวัติศาสตรตะวันตก จะแบงยอยเปน • ยุคหินเกา มนุษยดํารงชีวิตดวยการลาสัตว เก็บของปาเปนอาหาร อาศัยอยูตามถํ้าหรือเพิงผา ใชเครื่องมือหินกระเทาะ รวมทั้งมีการสรางสรรค งานศิลปะบนผนังถํ้า • ยุคหินใหม มนุษยรูจักขัดแตงเครื่องมือหินใหมีคม สามารถจับไดถนัด มีการเพาะปลูก ตั้งถิ่นฐานอาศัยอยูเปนชุมชน มีการจัดระเบียบการปกครอง • ยุคโลหะ มนุษยรูจักนําโลหะมาทําเปนเครื่องมือเครื่องใช เครื่องประดับ อาวุธ ยุคนี้มนุษยเขาสูความเจริญขั้นอารยธรรม 5. • การแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรจีน จะแบงเปน 2 แบบ คือ แบงตามแบบสากล และแบงตามแบบลัทธิมากซ การแบงยุคสมัยตามแบบสากล แบงออกเปนสมัยกอนประวัติศาสตรและสมัยประวัติศาสตร สมัยกอนประวัติศาสตรจะแบงยอยเปนยุคหินเกา ยุคหินกลาง ยุคหินใหม และยุคโลหะ สวนสมัยประวัติศาสตร จะแบงยอยเปนประวัติศาสตรสมัยโบราณ ประวัติศาสตรสมัยจักรวรรดิ และประวัติศาสตรรวมสมัย สวนการแบงตาม ลัทธิมากซ แบงเปนสมัยโบราณ สังคมทาส และสังคมศักดินา • การแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรอินเดีย จะยึดตามแบบสากล โดยแบงเปนสมัยกอนประวัติศาสตร และสมัยประวัติศาสตร ซึ่งจะแบงยอยเปน ประวัติศาสตรสมัยโบราณ ประวัติศาสตรสมัยกลาง ประวัติศาสตรสมัยใหม และประวัติศาสตรรวมสมัย 22 คูมือครู

8858649122960  
8858649122960  
Advertisement