Page 1

คูมือครู 㪌»ÃСͺ¡ÒÃÊ͹ËÇÁ¡Ñº

˹ѧÊ×ÍàÃÕ¹ ©ºÑº Í- .

ภาพปกนี้มีขนาดเทากับหนังสือเรียนฉบับจริงของนักเรียน

กระบวนการสอนแบบ 5 Es ชวยสรางทักษะการเรียนรู กิจกรรมมุงพัฒนาทักษะการคิด คำถาม + แนวขอสอบเพื่อยกผลสัมฤทธิ์ O-NET กิจกรรมบูรณาการเตรียมพรอมสู ASEAN 2558


เอกสารประกอบคูมือครู

กลุมสาระการเรียนรู สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

พระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปที่

5

สําหรับครู

คูมือครู Version ใหม

ลักษณะเดน

ขยายพื้นที่รูปเลมใหญขึ้นกวาเดิม จัดแบงพื้นที่ออกเปนโซน เพื่อคนหาขอมูลไดงาย สะดวก รวดเร็ว และดูเปนระเบียบ กระตุน ความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ Expand

ตรวจสอบผล

กระตุน ความสนใจ

Evaluate

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ Expand

ตรวจสอบผล Evaluate

เปาหมายการเรียนรู สมรรถนะของผูเรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค

หน า

โซน 1 กระตุน ความสนใจ

Engage

สํารวจคนหา

Explore

อธิบายความรู

Explain

ขยายความเขาใจ

Expand

ตรวจสอบผล

หน า

หนั ง สื อ เรี ย น

โซน 1

หนั ง สื อ เรี ย น

Evaluate

ขอสอบเนน การคิด

แนว  NT  O-NET

ขอสอบ

โซน 2

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

เกร็ดแนะครู

O-NET

บูรณาการเชื่อมสาระ

โซน 3

กิจกรรมสรางเสริม กิจกรรมทาทาย

นักเรียนควรรู

โซน 3

โซน 2 บูรณาการอาเซียน มุม IT

No.

คูมือครู

คูมือครู

No.

โซน 1 ขั้นตอนการสอนแบบ 5Es

โซน 2 ชวยครูเตรียมสอน

โซน 3 ชวยครูเตรียมนักเรียน

เพื่อใหครูเตรียมจัดกิจกรรมการเรียน การสอน โดยแนะนําขั้นตอนการสอนและ การจัดกิจกรรมแบบ 5Es อยางละเอียด เพื่อใหนักเรียนบรรลุตามตัวชี้วัด

เพื่อชวยลดภาระครูผูสอน โดยแนะนํา เกร็ดความรูสําหรับครู ความรูเสริมสําหรับ นักเรียน รวมทั้งบูรณาการความรูสูอาเซียน และมุม IT

เพื่อใหครูสะดวกตอการจัดกิจกรรม โดย แนะนํากิจกรรมบูรณาการเชือ่ มระหวางสาระหรือ กลุมสาระการเรียนรู วิชา กิจกรรมสรางเสริม กิจกรรมทาทาย รวมถึงเนื้อหาที่เคยออกขอสอบ O-NET แนวขอสอบ NT/O-NET ทีเ่ นนการคิด พรอมเฉลยและคําอธิบายอยางละเอียด


ที่ใชในคูมือครู

แถบสีและสัญลักษณ

แถบสีแสดงขั้นตอนการสอนและการจัดกิจกรรม แบบ 5Es เพื่อใหครูทราบวาเปนขั้นการสอนขั้นใด

1. แถบสี 5Es สีแดง

สีเขียว

กระตุน ความสนใจ

เสร�ม

สํารวจคนหา

Engage

2

เปนขั้นที่ผูสอนเลือกใช เทคนิคกระตุน ความสนใจ เพื่อโยง เขาสูบทเรียน

สีสม

อธิบายความรู

Explore

เปนขั้นที่ผูสอน ใหผูเรียนสํารวจ ปญหา และศึกษา ขอมูล

สีฟา

Explain

เปนขั้นที่ผูสอน ใหผูเรียนคนหา คําตอบ จนเกิดความรู เชิงประจักษ

สีมวง

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

เปนขั้นที่ผูสอน ใหผูเรียนนําความรู ไปคิดคนตอๆ ไป

เปนขั้นที่ผูสอน ประเมินมโนทัศน ของผูเรียน

2. สัญลักษณ สัญลักษณ

วัตถุประสงค

• เปาหมายการเรียนรู

• หลักฐานแสดง ผลการเรียนรู

• เกร็ดแนะครู

แทรกความรูเสริมสําหรับครู ขอเสนอแนะ ขอควรระวัง ขอสังเกต แนวทางการจัด กิจกรรมและอืน่ ๆ เพื่อประโยชนในการ จัดการเรียนการสอน ขยายความรูเพิ่มเติมจากเนื้อหา เพื่อให ครูนําไปใชอธิบายเพิ่มเติมใหนักเรียน ไดมีความรูมากขึ้น

ความรูห รือกิจกรรมเสริม ใหครูนาํ ไปใช เตรียมความพรอมใหกบั นักเรียนกอนเขาสู ประชาคมอาเซียนใน พ.ศ. 2558 โดย บูรณาการกับวิชาทีก่ าํ ลังเรียน

บูรณาการอาเซียน

คูม อื ครู

แสดงรองรอยหลักฐานตามภาระงาน ที่ครูมอบหมาย เพื่อแสดงผลการเรียนรู ตามตัวชี้วัด

• นักเรียนควรรู

มุม IT

แสดงเปาหมายการเรียนรูที่นักเรียน ตองบรรลุตามตัวชี้วัด ตลอดจนสมรรถนะ ที่จะตองมี และคุณลักษณะที่พึงเกิดขึ้น กับนักเรียน

แนะนําแหลงคนควาจากเว็บไซต เพื่อให ครูและนักเรียนไดเขาถึงขอมูลความรู ที่หลากหลาย ทั้งไทยและตางประเทศ

สัญลักษณ

ขอสอบ

วัตถุประสงค

O-NET

(เฉพาะวิชา ชัน้ ทีส่ อบ O-NET O-NET)

ขอสอบเนน การคิด

แนว  NT  O-NE T (เฉพาะระดับชัน้ มัธยมศึกษาตอนตน)

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET (เฉพาะระดับชัน้ มัธยมศึกษาตอนปลาย)

บูรณาการเชื่อมสาระ

กิจกรรมสรางเสริม

กิจกรรมทาทาย

• ชีแ้ นะเนือ้ หาทีเ่ คยออกขอสอบ

O-NET โดยยกตัวอยางขอสอบ พรอมวิเคราะหคาํ ตอบ อยางละเอียด

• เปนตัวอยางขอสอบทีม่ งุ เนน

การคิดและเปนแนวขอสอบ NT/O-NET ในระดับมัธยมศึกษา ตอนตน มีทงั้ ปรนัย - อัตนัย พรอมเฉลยอยางละเอียด

• เปนตัวอยางขอสอบทีม่ งุ เนน

การคิดและเปนแนวขอสอบ O-NET ในระดับมัธยมศึกษา ตอนปลาย มีทงั้ ปรนัย - อัตนัย พรอมเฉลยอยางละเอียด

• แนะนําแนวทางการจัดกิจกรรม

เชือ่ มกับสาระหรือกลุม สาระ การเรียนรู ระดับชัน้ หรือวิชาอืน่ ทีเ่ กีย่ วของ

• แนะนําแนวทางการจัดกิจกรรม ซอมเสริมสําหรับนักเรียนทีค่ วร ไดรบั การพัฒนาการเรียนรู

• แนะนําแนวทางการจัดกิจกรรม ตอยอดสําหรับนักเรียนทีเ่ รียนรู ไดอยางรวดเร็ว และตองการ ทาทายความสามารถในระดับ ทีส่ งู ขึน้


คําแนะนําการใชคูมือครู การออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน คูมือครู รายวิชา พระพุทธศาสนา ม. 5 จัดทําขึ้นเพื่อใหครูผูสอนนําไปใชเปนแนวทางวางแผนการสอนเพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน และประกันคุณภาพผูเ รียน ตามนโยบายของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน (สพฐ.) โดยใชหนังสือเรียน พระพุทธศาสนา ม. 5 ของบริษทั อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด เปนสือ่ หลัก (Core Material) ประกอบ เสร�ม การสอนและการจัดกิจกรรมการเรียนรูใหสอดคลองกับมาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัดกลุมสาระการเรียนรู สังคมศึกษา 3 ศาสนา และวัฒนธรรม ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 โดยออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน ตามหลักการสําคัญ ดังนี้ 1 ออกแบบการสอนเปนหนวยการเรียนรูอิงมาตรฐาน คูม อื ครู รายวิชา พระพุทธศาสนา ม. 5 วางแผนการสอนโดยแบงเปนหนวยการเรียนรูต ามลําดับสาระ (strand) และ หมายเลขขอของมาตรฐานการเรียนรูแ ละตัวชีว้ ดั แตละหนวยจะกําหนดเปาหมายการเรียนรูแ ละจุดประสงคการเรียนรู (Objective Learning) กิจกรรมการเรียนรู (Learning Activities) และแนวทางการประเมินผลการเรียนรู (Learning Evaluation) ไวชัดเจน ครูผูสอนสามารถจัดทําแผนการสอนใหครอบคลุมมาตรฐานการเรียนรู ตัวชี้วัด สมรรถนะ และคุณลักษณะ อันพึงประสงคที่เปนเปาหมายการเรียนรูตามที่กําหนดไวในสาระแกนกลาง (ตามแผนภูมิ) และสามารถบันทึกผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของผูเรียนแตละคนลงในเอกสาร ปพ.5 ไดอยางมั่นใจ แผนภูมิแสดงความสัมพันธขององคประกอบการออกแบบการเรียนรูอิงมาตรฐานและเนนผูเรียนเปนสําคัญ

พผ

ูเ

จุดปร

ะสง

คก า

ส ภา

รียน

รู ีเรยน

มาตรฐานการเรียนรู ตัวชี้วัดชวงชั้น

ทักษะการคิด การวัดและประเมินผล การเรียนรู

กิจกรรมการเรียนรู

เทคนิคการสอน คูม อื ครู


2 การจัดการเรียนรูที่ยึดผูเรียนเปนสําคัญ แนวคิ ด ในการจั ด การเรี ย นการสอนที่ ยึ ด ผู  เ รี ย นเป น สํ า คั ญ พั ฒ นามาจากปรั ช ญาและทฤษฎี ก ารเรี ย นรู  Constructivism ที่เชื่อวา การเรียนรูเปนกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในสมองของผูเรียนแตละคน ผูเรียนเปนผูสรางความรู โดยการเชื่อมโยงระหวางสิ่งที่ไดเรียนรูจากบทเรียนใหมกับความรูหรือประสบการณเดิมที่มีอยู ทฤษฎีนี้มีความเชื่อวา ผูเรียนทุกคนไดเรียนรูและมีการสั่งสมความรูความเขาใจเกี่ยวกับสิ่งตางๆ ติดตัวมากอน ทีจ่ ะเขาสูห อ งเรียน ซึง่ เปนการเรียนรูท เี่ กิดจากประสบการณและสิง่ แวดลอมรอบตัวผูเ รียนแตละคน ดังนัน้ การจัดกิจกรรม เสร�ม การเรียนการสอนในแตละหนวยการเรียนรู ผูสอนจะตองคํานึงถึง

4

1. ความรูเดิมของผูเรียน วิธีการสอนที่ดีจะตองเริ่มตนจากจุดที่วา ผูเ รียนมีความรูอ ะไรมาบาง แลวจึงใหความรู หรือประสบการณใหม เพื่อตอยอดจาก ความรูเดิม นําไปสูการสรางความรู ความเขาใจใหม

2. ความรูเดิมของผูเรียนถูกตองหรือไม ผูส อนตองปรับเปลีย่ นความรูค วามเขาใจเดิม ของผูเรียนใหถูกตอง และเปนพฤติกรรม การเรียนรูใ หมทมี่ คี ณุ คาตอผูเรียน เพื่อสราง เจตคติหรือทัศนคติที่ดีตอการเรียนรู สิ่งเหลานั้น

3. ผูเรียนสรางความหมายสําหรับตนเอง ผูสอนตองสงเสริมใหผูเรียนนําความรู ความเขาใจที่เกิดขึ้นไปลงมือปฏิบัติ เพื่อขยายความรูใหลึกซึ้งและมีคุณคา ตอตัวผูเรียนมากที่สุด

แนวคิด Constructivism เนนใหผูเรียนสรางความรูโดยผานกระบวนการคิดและความอยากรูของตนเอง โดยมีผูสอนเปนผูสรางบรรยากาศ

การเรียนรูและกระตุนความสนใจ คอยจัดสถานการณใหผูเรียนเกิดความขัดแยงทางความคิดระหวางประสบการณเดิมกับประสบการณ ความรูใ หม เพือ่ กระตนุ ใหผเู รียนเชือ่ มโยงความรู ความคิด กับประสบการณทมี่ อี ยูเ ดิม แลวสังเคราะหเปนความรูห รือแนวคิดใหมๆ ไดดว ยตนเอง

3 การบูรณาการกระบวนการคิด การเรียนรูของผูเรียนแตละคนจะเกิดขึ้นที่สมอง ซึ่งเปนอวัยวะที่ทําหนาที่รูคิดภายใตสภาพแวดลอมที่เอื้ออํานวย และไดรบั การกระตนุ จูงใจอยางเหมาะสม สอดคลองกับสภาพจิตใจและความตองการของผูเ รียนแตละคน การจัดกิจกรรม การเรียนรูและสาระการเรียนรูที่สอดคลองกับความสนใจและมีความหมายตอผูเรียน จะชวยกระตุนใหสมองของผูเรียน สามารถรับรูและเรียนรูไดอยางมีประสิทธิภาพตามขั้นตอนการทํางานของสมอง ดังนี้ 1. สมองจะเรียนรูและสืบคน โดยการสังเกต คนหา ซักถาม และทดลอง ปฏิบัติ จนทําใหคนพบความรูความเขาใจ ไดอยางรวดเร็ว

2. สมองจะแยกแยะคุณคาของสิ่งตางๆ โดยการตัดสินใจวิพากษวิจารณ แสดง ความคิดเห็น ยอมรับหรือตอตานตาม อารมณความรูสึกที่เกิดขึ้นในขณะที่เรียนรู

3. สมองจะประมวลเนื้อหาสาระ โดยการสรุปเปนความคิดรวบยอดจาก เรื่องราวที่ไดเรียนรูใหมนําไปผสมผสานกับ ความรูห รือประสบการณเดิมทีถ่ กู จัดเก็บอยูใ น สมอง ผานการกลัน่ กรองเพือ่ สังเคราะหเปน ความรูค วามเขาใจใหมๆ หรือเปนทัศนคติใหม ที่จะเก็บบรรจุไวในสมองของผูเรียน

การเรียนรูที่มีประสิทธิภาพจึงตองเปนการเรียนรูที่เกิดจากกระบวนการคิดของผูเรียน เพราะการเรียนรูจะเกิดขึ้น เมื่อสมองรูคิด และตองเปนการคิดไดครบถวนตามขั้นตอนการทํางานของสมองผูเรียน โดยเริ่มตนจาก 1. ระดับการคิดพื้นฐาน ไดแก การสังเกต การจําแนก การคาดคะเน การสื่อความหมาย การรวบรวมขอมูล การสรุปผล เปนตน

คูม อื ครู

2. ระดับลักษณะการคิด ไดแก การคิดกวาง คิดลึกซึ้ง คิดไกล คิดหลากหลาย คิดคลอง คิดอยางมีเหตุผล เปนตน

3. ระดับกระบวนการคิด ไดแก กระบวนการคิดอยางมีวิจารณญาณ กระบวนการแกปญหา กระบวนการ คิดสรางสรรค กระบวนการคิดสังเคราะห เปนตน


5Es การจัดกิจกรรมตามขั้นตอนวัฏจักรการเรียนรู 5Es ขั้นตอนการสอนที่สัมพันธกับขั้นตอนการคิดและการทํางานทางสมองของผูเรียนที่นิยมใชอยางแพรหลาย คือ วัฏจักรการเรียนรู 5Es ซึ่งผูจัดทําคูมือครูไดนํามาใชเปนแนวทางออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนในแตละหนวย ตามลําดับขั้นตอนการเรียนรู ดังนี้ ขั้นที่ 1

กระตุนความสนใจ

(Engage)

เสร�ม

5

เปนขั้นที่ผูสอนนําเขาสูบทเรียน เพื่อกระตุนความสนใจของผูเรียนดวยเรื่องราวหรือเหตุการณที่นาสนใจโดยใชเทคนิควิธีการ และคําถามทบทวนความรูหรือประสบการณเดิมของผูเรียน เพื่อเชื่อมโยงผูเรียนเขาสูความรูของบทเรียนใหม ชวยใหผูเรียนสามารถ สรุปความสําคัญหัวขอและสาระการเรียนรูของบทเรียนได จึงเปนขั้นตอนการสอนที่สําคัญ เพราะเปนการเตรียมความพรอมและสราง แรงจูงใจใฝเรียนรูแกผูเรียน

ขั้นที่ 2

สํารวจคนหา

(Explore)

เปนขัน้ ทีผ่ สู อนเปดโอกาสใหผเู รียนลงมือศึกษา สังเกต หรือรวมมือกันสํารวจ เพือ่ ใหเห็นขอบขายของประเด็นหรือปญหา รวมถึง วิธีการศึกษาคนควา การรวบรวมขอมูลความรูที่จะนําไปสูการสรางความเขาใจประเด็นหรือปญหานั้นๆ เมื่อผูเรียนทําความเขาใจใน ประเด็นหรือปญหาที่จะศึกษาคนควาอยางถองแทแลว ก็ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมขอมูลความรู สํารวจตรวจสอบ โดยวิธีการตางๆ เชน สัมภาษณ ทดลอง อานคนควาขอมูลจากเอกสาร แหลงขอมูลตางๆ จนไดขอมูลความรูที่เกี่ยวของกับประเด็นหรือปญหาที่ศึกษา

ขั้นที่ 3

อธิบายความรู

(Explain)

เปนขั้นที่ผูสอนมีปฏิสัมพันธกับผูเรียน เชน ใหการแนะนํา ตั้งคําถามกระตุนใหคิด เพื่อใหผูเรียนคนหาคําตอบ และนําขอมูล ความรูจากการศึกษาคนควาในขั้นที่ 2 มาวิเคราะห สรุปผล และนําเสนอผลที่ไดศึกษาคนความาในรูปแบบสารสนเทศตางๆ เชน เขียนแผนภูมิ ผังมโนทัศน เขียนความเรียง เขียนรายงาน เปนตน ในขั้นตอนนี้ฝกใหผูเรียนใชสมองคิดวิเคราะหและสังเคราะห อยางเปนระบบ

ขั้นที่ 4

ขยายความเขาใจ

(Expand)

เปนขั้นที่ผูสอนเลือกใชเทคนิควิธีสอนตางๆ ที่สงเสริมใหผูเรียนนําความรูที่เกิดขึ้นไปคิดคนสืบคนตอๆ ไป เพื่อพัฒนาทักษะ การเรียนรูและการทํางานรวมกันเปนกลุม ระดมสมองเพื่อคิดสรางสรรครวมกัน ผูเรียนสามารถนําความรูที่สรางขึ้นใหมไปเชื่อมโยง กับประสบการณเดิมโดยนําขอสรุปทีไ่ ดไปใชอธิบายเหตุการณตา งๆ หรือนําไปปฏิบตั ใิ นสถานการณใหมๆ ทีเ่ กีย่ วของกับชีวติ ประจําวัน ของตนเอง เพื่อขยายความรูความเขาใจใหกวางขวางยิ่งขึ้น ในขั้นตอนนี้ฝกสมองของผูเรียนใหสามารถคิดริเริ่มสรางสรรคอยางมี คุณภาพ เสริมสรางวิสัยทัศนใหกวางไกลออกไป

ขั้นที่ 5

ตรวจสอบผล

(Evaluate)

เปนขัน้ ทีผ่ สู อนประเมินมโนทัศนของผูเ รียน โดยตรวจสอบจากความคิดทีเ่ ปลีย่ นไปและความคิดรวบยอดทีเ่ กิดขึน้ ใหม ตรวจสอบ ทักษะ กระบวนการปฏิบัติ การแกปญหา การตอบคําถามรวบยอด หรือการเคารพความคิดหรือยอมรับเหตุผลของคนอื่น เพื่อการ สรางสรรคความรูร ว มกัน ผูเ รียนสามารถประเมินผลการเรียนรูข องตนเอง เพือ่ สรุปผลวามีความรูอ ะไรเพิม่ ขึน้ มาบาง เกิดความเขาใจ มากนอยเพียงใด และจะนําความรูเหลานั้นไปประยุกตใชในการเรียนรูเรื่องอื่นๆ หรือในชีวิตประจําวันไดอยางไร ผูเรียนจะเกิดเจตคติ และเห็นคุณคาของตนเองจากผลการเรียนรูที่เกิดขึ้น ซึ่งเปนการเรียนรูที่มีความสุขอยางแทจริง

การจัดกิจกรรมการเรียนรูตามขั้นตอนวัฏจักรการเรียนรู 5Es จึงเปนรูปแบบการเรียนการสอนที่เนนผูเรียน เปนสําคัญอยางแทจริง เพราะสงเสริมใหผูเรียนไดเรียนรูตามขั้นตอนของกระบวนการสรางความรูดวยตนเอง และ ฝกฝนใหใชกระบวนการคิดและกระบวนการกลุมอยางชํานาญ กอใหเกิดทักษะชีวิต ทักษะการทํางาน และทักษะการ เรียนรูที่มีประสิทธิภาพ สงผลตอการยกระดับผลสัมฤทธิ์ของผูเรียน ตามเปาหมายของการปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่ 2 (พ.ศ. 2552-2561) ทุกประการ คูม อื ครู


O-NET การเพิ่มผลสัมฤทธิ์ O-NET

การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามขั้นตอนวัฏจักรการเรียนรู 5Es ในแตละหนวยการเรียนรู ทางผูจัดทํา จะเสนอแนะวิธีสอน รูปแบบกิจกรรมการเรียนรู พรอมทั้งออกแบบเครื่องมือวัดและประเมินผลที่สอดคลองกับตัวชี้วัด และสาระการเรียนรูแกนกลางไวทุกขั้นตอน โดยยึดหลักสําคัญ คือ หลักของการวัดและประเมินผล เสร�ม

6

1. การวัดและประเมินผลทุกครั้ง ควรนําผลมาปรับปรุงพัฒนาผูเรียน เปนรายบุคคล

2. การวัดและประเมินผลมี เปาหมาย เพื่อพัฒนาการเรียนรู ของผูเรียนจนเต็มศักยภาพ

3. การนําผลการวัดและประเมินผล ทุกครั้งมาวางแผนปรับปรุงกิจกรรม การเรียนการสอน การเลือกเทคนิค วิธีสอน และสื่อการเรียนรูให เหมาะสมกับสภาพจริงของผูเรียน

การทดสอบผูเรียน 1. การใชขอสอบอัตนัย เนนการอาน การคิดวิเคราะห และการเขียนเพิ่มมากขึ้น 2. การใชคําถามกระตุนการคิดควบคูกับการทําขอสอบที่เนนการคิดอยางตอเนื่องตามลําดับกิจกรรมการเรียนรู และตัวชี้วัด 3. การทดสอบตองดําเนินการทั้งกอนเรียน ระหวางเรียน และหลังเรียน การทดสอบควรใชขอสอบทั้งชนิดปรนัยและ อัตนัย และเปนการทดสอบเพื่อประเมินผลการเรียนของผูเรียนแตละคน เพื่อการสอนซอมเสริมใหบรรลุตัวชี้วัด ไดครบถวน 4. การสอบกลางภาค (ถามี) ควรนําแบบฝกหัดหรือขอสอบทีน่ กั เรียนสวนใหญไมสามารถตอบไดหรือไมครบถวนชัดเจน มา สรางเปนแบบทดสอบอีกครัง้ เพือ่ ตรวจสอบความรูค วามเขาใจทีถ่ กู ตอง และประเมินความกาวหนาของผูเ รียนแตละคน 5. การสอบปลายภาคเรียนเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามตัวชี้วัดที่สําคัญ ควรออกขอสอบใหมีลักษณะเดียวกับ ขอสอบ O-NET โดยเนนการคิดวิเคราะห สังเคราะห เชื่อมโยงประยุกตใช เพื่อสรางความคุนเคย และฝกฝน วิธีการทําขอสอบดวยความมั่นใจ 6. การนําผลการทดสอบของผูเรียนมาวิเคราะห โดยผลการสอบกอนการเรียนตองสามารถพยากรณผลการสอบ กลางภาค และผลการสอบกลางภาคตองทํานายผลการสอบปลายภาคของผูเ รียนแตละคน เพือ่ ประเมินพัฒนาการ ความกาวหนาของผูเรียนเปนรายบุคคล 7. ผลการทดสอบปลายป ปลายภาค ตองมีคาเฉลี่ยสอดคลองกับคาเฉลี่ยของการสอบ NT ที่เขตพื้นที่การศึกษา จัดสอบ รวมทั้งคาเฉลี่ยของการสอบ O-NET ชวงชั้นที่สอดคลองครอบคลุมมาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัดสําคัญ เพือ่ สะทอนประสิทธิภาพของครูผสู อนในการออกแบบการเรียนรูแ ละประกันคุณภาพผูเ รียนทีต่ รวจสอบผลไดชดั เจน การจัดการเรียนการสอนในแตละหนวยการเรียนรู ตองใหผูเรียนไดสั่งสมความรู ความเขาใจตามลําดับขั้นตอน ของกิจกรรมในวัฏจักรการเรียนรู 5Es เพื่อใหผูเรียนไดเติมเต็มองคความรูอยางตอเนื่อง จนสามารถปฏิบัติชิ้นงานหรือ ภาระงานรวบยอดของแตละหนวย ผานเกณฑประกันคุณภาพในระดับที่นาพึงพอใจ เพื่อรองรับการประเมินภายนอกจาก สมศ. ตลอดเวลา คูม อื ครู


ASEAN การเรียนรูสูประชาคมอาเซียน เพื่ออํานวยความสะดวกแกครูผูสอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรูบูรณาการอาเซียนศึกษา ผูจัดทําไดวิเคราะห มาตรฐานการเรียนรู และตัวชี้วัดที่มีสาระการเรียนรูสอดคลองกับองคความรูเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนในแงมุมตางๆ ครอบคลุมทัง้ ประชาคมการเมืองและความมัน่ คงอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคมและวัฒนธรรม อาเซียน เพื่อสงเสริมการเรียนรูใหผูเรียนเกิดความตระหนัก มีความรูความเขาใจเหมาะสมกับระดับชั้นและกลุมสาระ การเรียนรู โดยเสนอแนะวิธีการจัดกิจกรรมบูรณาการเนื้อหาสาระตางๆ ที่เปนประโยชนตอผูเรียนและเปนการชวย เตรียมความพรอมผูเ รียนทุกคนทีจ่ ะกาวเขาสูก ารเปนสมาชิกของประชาคมอาเซียนไดอยางมัน่ ใจตามขอตกลงปฏิญญา เสร�ม ชะอํา-หัวหิน วาดวยความรวมมือดานการศึกษาเพือ่ บรรลุเปาหมายประชาคมอาเซียนทีเ่ อือ้ อาทรและแบงปน จึงกําหนด 7 เปนนโยบายใหกระทรวงศึกษาธิการจัดการเรียนรูเตรียมความพรอมผูเรียนเขาสูประชาคมอาเซียนภายในป พ.ศ. 2558 ตามแนวปฏิบัติที่สําคัญ ดังนี้

การจัดการเรียนรูส ู ประชาคมการเมืองและความมัน่ คงอาเซียน 1. การสรางความรูความเขาใจ และตระหนักถึงความสําคัญของ กฎบัตรอาเซียน และความรวมมือ ของ 3 เสาหลัก ซึง่ กฎบัตรอาเซียน ในขณะนี้มีสถานะเปนกฎหมายที่ ประเทศสมาชิกจะตองปฏิบัติตาม หลักการที่กําหนดไวเพื่อใหบรรลุ เปาหมายของกฎบัตรมาตราตางๆ

2. การสงเสริมหลักการ ประชาธิปไตยและการสราง สิ่งแวดลอมประชาธิปไตย เพื่อการอยูรวมกันอยางกลมกลืน ภายใตวิถีชีวิตอาเซียนที่มีความ หลากหลายดานสังคมและ วัฒนธรรม

4. การตระหนักในคุณคาของ สายสัมพันธทางประวัติศาสตร และมรดกทางวัฒนธรรมที่มี พัฒนาการรวมกัน เพื่อเชื่อม อัตลักษณและสรางจิตสํานึก ในการเปนประชากรของประชาคม อาเซียนรวมกัน

3. การสงเสริมการศึกษาดาน สิทธิมนุษยชน เพื่อสรางประชาคม อาเซียนใหเปนประชาคมเพื่อ ประชาชนอยางแทจริง สามารถ อยูรวมกันไดบนพื้นฐานการเคารพ ในคุณคาของศักดิ์ศรีแหงความ เปนมนุษยเทาเทียมกัน

5. การสงเสริมสันติภาพ ความ มั่นคง และความปรองดองในสังคม ทั้งระดับประเทศและภูมิภาคของ อาเซียนบนพื้นฐานสันติวิธีและการ อยูรวมกันดวยขันติธรรม

คูม อื ครู


การจัดการเรียนรูส ู ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

เสร�ม

8

1. การพัฒนาทักษะการทํางาน เพื่อเสริมสรางผูเรียนใหมีทักษะ วิชาชีพที่จําเปนสอดคลองกับ ความตองการของตลาดแรงงาน และสถานประกอบการในอาเซียน สามารถเทียบโอนผลการเรียน และการทํางานตามมาตรฐานฝมือ แรงงานในภูมิภาคอาเซียน

2. การเสริมสรางวินัย ความรับผิดชอบ และเจตคติรักการทํางาน สามารถพึ่งพาตนเอง มีทักษะชีวิต ดํารงชีวิตอยางมีความสุข เห็นคุณคา และภูมิใจในตนเอง ในฐานะที่เปนพลเมืองไทยและ อาเซียน

3. การเรียนรูเพื่อพัฒนาตนเอง อยางตอเนื่องตลอดชีวิต ใหมี ทักษะการทํางานตามมาตรฐาน อาชีพ และคุณวุฒิของวิชาชีพสาขา ตางๆ เพื่อรองรับการเตรียมเคลื่อน ยายแรงงานมีฝมือและการเปน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่ เขมแข็ง เพื่อสรางขีดความสามารถ ในการแขงขันในเวทีโลก

การจัดการเรียนรูส ู ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน 1. การเสริมสรางความรวมมือ ในลักษณะสังคมที่เอื้ออาทร ของประชากรอาเซียน โดยยึด หลักการสําคัญ คือ ความงดงาม ของประชาคมอาเซียนมาจาก ความแตกตางและหลากหลายทาง วัฒนธรรมที่ลวนแตมีคุณคาตอ มรดกทางวัฒนธรรมของอาเซียน ซึ่งประชาชนทุกคนตองอนุรักษ สืบสานใหยั่งยืน

2. การเสริมสรางคุณลักษณะ ของผูเรียนใหเปนพลเมืองอาเซียน ที่มีศักยภาพในการกาวเขาสู ประชาคมอาเซียนอยางมั่นใจ เปนผูที่มีสุขภาพสมบูรณแข็งแรง มีทักษะการสื่อสาร ทักษะการ ทํางาน ทักษะทางสังคม สามารถ ทํางานรวมกับผูอื่นไดอยาง สรางสรรค และมีองคความรู เกี่ยวกับอาเซียนที่จําเปนตอการ ดํารงชีวิตอยางมีคุณภาพ

4. การสงเสริมการเรียนรูดาน ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี วิถชี วี ติ ความเปนอยูข องเพือ่ นบาน ในอาเซียน เพื่อสรางจิตสํานึกของ ความเปนประชาคมอาเซียนและ ตระหนักถึงหนาที่ของการเปน พลเมืองอาเซียนรวมกัน

3. การสงเสริมการเรียนรูภาษา อังกฤษเพื่อการสื่อสารและการ ทํางานตามมาตรฐานอาชีพที่ กําหนดและสนับสนุนการเรียนรู ภาษาอาเซียนและภาษาเพื่อนบาน เพื่อชวยเสริมสรางสัมพันธภาพทาง สังคม และการอยูรวมกันอยางสันติ ทามกลางความหลากหลายทาง วัฒนธรรม

5. การสรางความรูและความ ตระหนักเกี่ยวกับดานสิ่งแวดลอม ปญหาและผลกระทบตอคุณภาพ ชีวิตของประชากรในภูมิภาค รวมทั้งแนวทางการพัฒนาอยาง ยั่งยืน ใหเปนมรดกสืบทอดแก พลเมืองอาเซียนในรุนหลังตอๆ ไป

กระทรวงศึกษาธิการจึงประกาศนโยบายการปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่ 2 (พ.ศ. 2552-2561) เพื่อเรงพัฒนาเด็ก และเยาวชนไทยใหเปนทรัพยากรมนุษยของชาติที่มีทักษะและความชํานาญ พรอมเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงและ การแขงขันทั้งในภูมิภาคอาเซียนและภูมิภาคอื่นๆ ของสังคมโลก ทั้งนี้ผูบริหารสถานศึกษา ครูผูสอน และผูปกครอง ควรรวมมือกันอยางใกลชิดในการดูแลชวยเหลือผูเรียนและจัดประสบการณการเรียนรูเพื่อพัฒนาผูเรียนจนเต็มศักยภาพ เพื่อกาวเขาสูการเปนพลเมืองอาเซียนอยางมีเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีความเปนมนุษยของตน คณะผูจัดทํา คูม อื ครู


ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรูแกนกลาง สาระที่ 1

พระพุทธศาสนา (เฉพาะชั้น ม. 5)*

ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม

มาตรฐาน ส 1.1 รูและเขาใจประวัติ ความสําคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือและ ศาสนาอื่น มีศรัทธาที่ถูกตอง ยึดมั่นและปฏิบัติตามหลักธรรม เพื่ออยูรวมกันอยางสันติสุข ตัวชี้วัด 1. วิเคราะหสังคมชมพู ทวีป และคติความ เชื่อทางศาสนาสมัย กอนพระพุทธเจา หรือสังคมสมัยของ ศาสดาที่ตนนับถือ 2. วิเคราะห พระพุทธเจาใน ฐานะเปนมนุษยผู ฝกตนไดอยางสูงสุด ในการตรัสรู การ กอตั้ง วิธีการสอน และการเผยแผ พระพุทธศาสนา หรือวิเคราะหประวัติ ศาสดาที่ตนนับถือ ตามที่กําหนด 3. วิเคราะหพุทธประวัติ ดานการบริหาร และการธํารงรักษา ศาสนา หรือ วิเคราะหประวัติ ศาสดาที่ตนนับถือ ตามที่กําหนด 4. วิเคราะหขอปฏิบัติ ทางสายกลางใน พระพุทธศาสนา หรือแนวคิดของ ศาสนาที่ตนนับถือ ตามที่กําหนด 5. วิเคราะหการพัฒนา ศรัทธาและปญญาที่ ถูกตองในพระพุทธศาสนา หรือแนวคิด ของศาสนาที่ตน นับถือตามที่กําหนด

สาระการเรียนรูแกนกลาง

ชั้น ม.4

หนวยการเรียนรูในหนังสือเรียน ชั้น ม.5

• ลักษณะของสังคมชมพูทวีป • หนวยการเรียนรูที่ 1 และคติความเชื่อทางศาสนา ประวัติและความสําคัญ สมัยกอนพระพุทธเจา ของพระพุทธศาสนา

-

ชั้น ม.6 -

เสร�ม

9

• พระพุทธเจาในฐานะเปน • หนวยการเรียนรูที่ 2 • หนวยการเรียนรูที่ 2 • หนวยการเรียนรูที่ 2 มนุษย ผูฝกตนไดอยางสูงสุด พุทธประวัติ พระสาวก พุทธประวัติ พระสาวก พุทธประวัติ พระสาวก (การตรัสรู) ศาสนิกชนตัวอยาง ศาสนิกชนตัวอยาง ศาสนิกชนตัวอยาง • การกอตั้งพระพุทธศาสนา และชาดก และชาดก และชาดก วิธีการสอน และการเผยแผ พระพุทธศาสนาตามแนว พุทธจริยา

-

• หนวยการเรียนรูที่ 2 พุทธประวัติ พระสาวก ศาสนิกชนตัวอยาง และชาดก

• พระพุทธศาสนามีทฤษฎีและ • หนวยการเรียนรูที่ 1 วิธีการที่เปนสากลและมีขอ ประวัติและความสําคัญ ปฏิบัติที่ยึดทางสายกลาง ของพระพุทธศาสนา

-

-

• หนวยการเรียนรูที่ 1 ประวัติและความสําคัญ ของพระพุทธศาสนา

-

-

• พุทธประวัติดานการบริหาร และการธํารงรักษาพระพุทธศาสนา

• พระพุทธศาสนาเนนการ พัฒนาศรัทธาและปญญาที่ ถูกตอง

-

หมายเหตุ : สําหรับสาระที่ 2 - 5 จะอยูในหนังสือเรียนหนาที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดําเนินชีวิตในสังคม เศรษฐศาสตร ประวัติศาสตรไทย ประวัติศาสตรสากล และภูมิศาสตร ม.4 - ม.6 ของ อจท. _________________________________

* สํานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, กระทรวงศึกษาธิการ. ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรูแกนกลาง

กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม. (กรุงเทพมหานคร : ชุมนุมสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย, 2551), หนา 29-44.

คูม อื ครู


ตัวชี้วัด

เสร�ม

10

คูม อื ครู

6. วิเคราะหลักษณะ ประชาธิปไตยใน พระพุทธศาสนา หรือแนวคิดของ ศาสนาที่ตนนับถือ ตามที่กําหนด 7. วิเคราะหหลักการ ของพระพุทธศาสนา กับหลักวิทยาศาสตร หรือแนวคิดของ ศาสนาที่ตนนับถือ ตามที่กําหนด 8. วิเคราะหการฝกฝน และพัฒนาตนเอง การพึ่งตนเอง และ การมุงอิสรภาพใน พระพุทธศาสนา หรือแนวคิดของ ศาสนาที่ตนนับถือ ตามที่กําหนด 9. วิเคราะหพระพุทธศาสนาวา เปน ศาสตรแหงการ ศึกษาซึ่งเนนความ สัมพันธของเหตุ ปจจัยกับวิธีการแก ปญหา หรือแนวคิด ของศาสนาที่ตน นับถือตามที่กําหนด 10. วิเคราะหพระพุทธศาสนาในการฝก ตนไมใหประมาท มุงประโยชนและ สันติภาพบุคคล สังคมและโลก หรือ แนวคิดของศาสนา ที่ตนนับถือตามที่ กําหนด 11. วิเคราะหพระพุทธศาสนากับปรัชญา ของเศรษฐกิจพอ เพียงและการพัฒนา ประเทศแบบยั่งยืน หรือแนวคิดของ ศาสนาที่ตนนับถือ ตามที่กําหนด

สาระการเรียนรูแกนกลาง

ชั้น ม.4

หนวยการเรียนรูในหนังสือเรียน ชั้น ม.5

ชั้น ม.6

• ลักษณะประชาธิปไตยใน พระพุทธศาสนา

-

• หนวยการเรียนรูที่ 1 ประวัติและความสําคัญ ของพระพุทธศาสนา

-

• หลักการของพระพุทธศาสนา กับหลักวิทยาศาสตร • การคิดตามนัยแหงพระพุทธศาสนาและการคิดแบบ วิทยาศาสตร

-

• หนวยการเรียนรูที่ 1 ประวัติและความสําคัญ ของพระพุทธศาสนา

-

• พระพุทธศาสนาเนนการ ฝกหัดอบรมตน การพึ่ง ตนเอง และการมุงอิสรภาพ

-

• หนวยการเรียนรูที่ 1 ประวัติและความสําคัญ ของพระพุทธศาสนา

-

• พระพุทธศาสนาเปนศาสตร แหงการศึกษา • พระพุทธศาสนาเนนความ สัมพันธ ของเหตุปจจัยและ วิธีการแกปญหา

-

-

• หนวยการเรียนรูที่ 1 ประวัติและความสําคัญ ของพระพุทธศาสนา

• พระพุทธศาสนาฝกตนไมให ประมาท • พระพุทธศาสนามุงประโยชน สุขและสันติภาพแกบุคคล สังคมและโลก

-

-

• หนวยการเรียนรูที่ 1 ประวัติและความสําคัญ ของพระพุทธศาสนา

• พระพุทธศาสนากับปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงและ การพัฒนาแบบยั่งยืน

-

-

• หนวยการเรียนรูที่ 8 พระพุทธศาสนากับ การแกปญหาและ การพัฒนา


ตัวชี้วัด 12. วิเคราะหความสําคัญ ของพระพุทธศาสนา เกี่ยวกับการศึกษาที่ สมบูรณ การเมือง และสันติภาพ หรือ แนวคิดของศาสนา ที่ตนนับถือตามที่ กําหนด 13. วิเคราะหหลักธรรม ในกรอบ อริยสัจ 4 หรือหลักคําสอนของ ศาสนา ที่ตนนับถือ พระรัตนตรัย

สาระการเรียนรูแกนกลาง

ชั้น ม.4

หนวยการเรียนรูในหนังสือเรียน ชั้น ม.5

ชั้น ม.6

• ความสําคัญของพระพุทธศาสนากับการศึกษาที่ สมบูรณ • ความสําคัญของพระพุทธศาสนากับการเมือง • ความสําคัญของพระพุทธศาสนากับสันติภาพ

• หนวยการเรียนรูที่ 8 พระพุทธศาสนากับ การแกปญหาและการ พัฒนา

พระรัตนตรัย • วิเคราะหความหมายและ คุณคาของพุทธะ ธรรมะ สังฆะ อริยสัจ 4 • ทุกข (ธรรมที่ควรรู) - ขันธ 5 นามรูป โลกธรรม 8 จิต, เจตสิก • สมุทัย (ธรรมที่ควรละ) - หลักกรรม นิยาม 5 กรรมนิยาม (กรรม 12) ธรรมนิยาม (ปฏิจจสมุปบาท) - วิตก 3 - มิจฉาวณิชชา 5 - นิวรณ 5 - อุปาทาน 4 • นิโรธ (ธรรมที่ควรบรรลุ) - ภาวนา 4 - วิมุตติ 5 - นิพพาน • มรรค (ธรรมที่ควรเจริญ) - พระสัทธรรม 3 - ปญญาวุฒิธรรม 4 - พละ 5 - อุบาสกธรรม 5 - อปริหานิยธรรม 7 - ปาปณิกธรรม 3 - ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม 4 - โภคอาทิยะ 5 - อริยวัฑฒิ 5 - อธิปไตย 3 - สาราณียธรรม 6 - ทศพิธราชธรรม 10

• หนวยการเรียนรูที่ 3 • หนวยการเรียนรูที่ 3 • หนวยการเรียนรูที่ 3 หลักธรรมทาง หลักธรรมทาง หลักธรรมทาง พระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนา • หนวยการเรียนรูที่ 4 • หนวยการเรียนรูที่ 4 • หนวยการเรียนรูที่ 4 พุทธศาสนสุภาษิตและ พระไตรปฎกและพุทธ พุทธศาสนสุภาษิต พระไตรปฎก ศาสนสุภาษิต คําศัพททางพระพุทธศาสนา และพระไตรปฎก

-

-

เสร�ม

11

คูม อื ครู


ตัวชี้วัด

เสร�ม

12

คูม อื ครู

สาระการเรียนรูแกนกลาง

ชั้น ม.4

หนวยการเรียนรูในหนังสือเรียน ชั้น ม.5

ชั้น ม.6

- วิปสสนาญาณ 9 • หนวยการเรียนรูที่ 3 • หนวยการเรียนรูที่ 3 • หนวยการเรียนรูที่ 3 - มงคล 38 หลักธรรมทาง หลักธรรมทาง หลักธรรมทาง สงเคราะหบุตร พระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนา สงเคราะหภรรยา • หนวยการเรียนรูที่ 4 • หนวยการเรียนรูที่ 4 • หนวยการเรียนรูที่ 4 สันโดษ พุทธศาสนสุภาษิตและ พุทธศาสนสุภาษิตและ พุทธศาสนสุภาษิต ถูกโลกธรรม พระไตรปฎก พระไตรปฎก คําศัพททางพระพุทธจิตไมหวั่นไหว ศาสนา และพระไตรปฎก จิตไมเศราโศก จิตไมมัวหมอง จิตเกษม ความเพียรเผากิเลส ประพฤติพรหมจรรย เห็นอริยสัจ บรรลุนิพพาน พุทธศาสนสุภาษิต • จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ จิตที่ฝกดีแลวนําสุขมาให • นอุจจฺ าวจํ ปณฺฑติ า ทสฺสยนฺติ บัณฑิตยอมไมแสดงอาการ ขึ้นๆ ลงๆ • นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต คนที่ไมถูกนินทา ไมมีในโลก • โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ ฆาความโกรธไดยอ มอยูเ ปนสุข • ปฏิรูปการี ธุรวา อุฎฐาตา วินฺทเต ธนํ คนขยันเอาการเอางาน กระทําเหมาะสม ยอมหา ทรัพยได • วายเมถว ปุริโส ยาว อตฺถสฺส นิปฺปทา เกิดเปนคนควรจะพยายาม จนกวาจะประสบความสําเร็จ • สนฺตฎฐี ปรมํ ธนํ ความสันโดษเปนทรัพยอยางยิง่ • อิณาทานํ ทุกฺขํ โลเก การเปนหนี้เปนทุกขในโลก • ราชา มุขํ มนุสฺสานํ พระราชาเปนประมุขของ ประชาชน • สติ โลกสฺมิ ชาคโร สติเปนเครื่องตื่นในโลก • นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ สุขอื่นยิ่งกวาความสงบไมมี • นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ นิพพานเปนสุข อยางยิ่ง


ตัวชี้วัด 14. วิเคราะหขอคิดและ แบบอยางการดําเนิน ชีวิตจากประวัติสาวก ชาดก เรื่องเลา และ ศาสนิกชนตัวอยาง ตามที่กําหนด

15. วิเคราะหคุณคา และความสําคัญ ของการสังคายนา พระไตรปฎก หรือ คัมภีรของศาสนาที่ ตนนับถือ และการ เผยแผ

สาระการเรียนรูแกนกลาง

ชั้น ม.4

หนวยการเรียนรูในหนังสือเรียน ชั้น ม.5

ชั้น ม.6

พุทธสาวก พุทธสาวิกา • หนวยการเรียนรูที่ 2 • หนวยการเรียนรูที่ 2 • หนวยการเรียนรูที่ 2 • พระอัสสชิ พุทธประวัติ พระสาวก พุทธประวัติ พระสาวก พุทธประวัติ พระสาวก • พระกีสาโคตรมีเถรี ศาสนิกชนตัวอยาง ศาสนิกชนตัวอยาง ศาสนิกชนตัวอยาง • พระนางมัลลิกา และชาดก และชาดก และชาดก • หมอชีวกโกมารภัจ • พระอนุรุทธะ • พระองคุลิมาล • พระธัมมทินนาเถรี • จิตตคหบดี • พระอานนท • พระปฏาจาราเถรี • จูฬสุภัททา • สุมนมาลาการ ชาดก • เวสสันดรชาดก • มโหสธชาดก • มหาชนกชาดก ชาวพุทธตัวอยาง • พระนาคเสน - พระยามิลนิ ท • สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) • พระอาจารยมั่น ภูริทตฺโต • สุชีพ ปุญญานุภาพ • สมเด็จพระนารายณมหาราช • พระธรรมโกศาจารย (พุทธทาสภิกขุ) • พระพรหมมังคลาจารย (ปญญานันทภิกขุ) • ดร.เอ็มเบดการ • พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว • พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) • พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยุตโต) • อนาคาริก ธรรมปาละ • วิธีการศึกษาและคนควา • หนวยการเรียนรูที่ 4 • หนวยการเรียนรูที่ 4 • หนวยการเรียนรูที่ 4 พระไตรปฎก และคัมภีรของ พุทธศาสนสุภาษิตและ พระไตรปฎกและ พุทธศาสนสุภาษิต ศาสนาอื่นๆ การสังคายนา พระไตรปฎก พุทธศาสนสุภาษิต คําศัพททางพระพุทธและการเผยแผพระไตรปฎก ศาสนา และพระไตรปฎก • ความสําคัญและคุณคาของ พระไตรปฎก

เสร�ม

13

คูม อื ครู


เสร�ม

14

ตัวชี้วัด

สาระการเรียนรูแกนกลาง

16. เชื่อมั่นตอผลของ การทําความดี ความชั่ว สามารถ วิเคราะหสถานการณ ที่ตองเผชิญ และ ตัดสินใจเลือกดําเนิน การหรือปฏิบัติตน ไดอยางมีเหตุผลถูก ตองตามหลักธรรม จริยธรรม และ กําหนดเปาหมาย บทบาทการดําเนิน ชีวิตเพื่อการอยูรวม กันอยางสันติสุข และอยูรวมกันเปน ชาติอยางสมานฉันท 17. อธิบายประวัติศาสดา ของศาสนาอื่นๆ โดยสังเขป

• ตัวอยางผลที่เกิดจากการ ทําความดี ความชั่ว • โยนิโสมนสิการดวยวิธีคิด แบบอริยสัจ • หลักธรรมตามสาระการเรียน รูขอ 13

ชั้น ม.4 -

หนวยการเรียนรูในหนังสือเรียน ชั้น ม.5 • หนวยการเรียนรูที่ 3 หลักธรรมทาง พระพุทธศาสนา

ชั้น ม.6

• หนวยการเรียนรูที่ 3 หลักธรรมทาง พระพุทธศาสนา

• ประวัติพระพุทธเจา มุฮัมมัด • หนวยการเรียนรูพิเศษ • หนวยการเรียนรูที่ 2 พระเยซู ศาสนาสําคัญใน พุทธประวัติ พระสาวก ประเทศไทย ศาสนิกชนตัวอยาง และชาดก 18. ตระหนักในคุณคา • คุณคาและความสําคัญของ • หนวยการเรียนรูที่ 9 และความสําคัญของ คานิยมและจริยธรรม หลักธรรมทางศาสนา คานิยม จริยธรรมที่ • การขจัดความขัดแยงเพื่ออยู กับการอยูรวมกันอยาง เปนตัวกําหนดความ รวมกันอยางสันติสุข สันติสุข เชื่อและพฤติกรรม ที่แตกตางกันของ ศาสนิกชนศาสนา ตาง ๆ เพื่อขจัด ความขัดแยงและ อยูรวมกันในสังคม อยางสันติสุข 19. เห็นคุณคา เชื่อมั่น • พัฒนาการเรียนรูดวยวิธีคิด • หนวยการเรียนรูที่ 7 • หนวยการเรียนรูที่ 7 • หนวยการเรียนรูที่ 7 และมุงมั่นพัฒนา แบบโยนิโสมนสิการ 10 วิธี การบริหารจิตและ การบริหารจิตและ การบริหารจิตและ ชีวิตดวยการพัฒนา (เนนวิธีคิดแบบแยกแยะ การเจริญปญญา การเจริญปญญา การเจริญปญญา จิตและพัฒนาการ สวนประกอบ แบบสามัญญเรียนรูดวยวิธีคิด ลักษณะ แบบเปนอยูในขณะ แบบโยนิโสมนสิการ ปจจุบัน และแบบวิภัชชวาท) หรือการพัฒนาจิต - วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุ ตามแนวทางของ ปจจัย ศาสนาที่ตนนับถือ - วิธีคิดแบบแยกแยะสวน ประกอบ - วิธีคิดแบบสามัญลักษณะ - วิธีคิดแบบอริยสัจ - วิธีคิดแบบอรรถธรรม สัมพันธ

คูม อื ครู


ตัวชี้วัด

20. สวดมนต แผเมตตา และบริหารจิตและ เจริญปญญาตาม หลักสติปฏฐาน หรือ ตามแนวทางของ ศาสนาที่ตนนับถือ

21. วิเคราะหหลักธรรม สําคัญในการอยูรวม กันอยางสันติสุขของ ศาสนาอื่นๆ และ ชักชวน สงเสริม สนับสนุนใหบุคคล อื่นเห็นความสําคัญ ของการทําความดี ตอกัน

22. เสนอแนวทางการจัด กิจกรรม ความรวม มือของทุกศาสนาใน การแกปญหาและ พัฒนาสังคม

สาระการเรียนรูแกนกลาง

ชั้น ม.4

หนวยการเรียนรูในหนังสือเรียน ชั้น ม.5

- วิธีคิดแบบคุณคาแท• หนวยการเรียนรูที่ 7 คุณคาเทียม การบริหารจิตและ - วิธีคิดแบบคุณ-โทษ และ การเจริญปญญา ทางออก - วิธีคิดแบบอุบาย ปลุกเรา คุณธรรม - วิธีคิดแบบเปนอยูในขณะ ปจจุบัน - วิธีคิดแบบวิภัชชวาท สวดมนตแปลและแผเมตตา • หนวยการเรียนรูที่ 7 รูและเขาใจวิธีปฏิบัติและ การบริหารจิตและ ประโยชนของการบริหารจิตและ การเจริญปญญา เจริญปญญา • ฝกการบริหารจิตและเจริญ ปญญาตามหลักสติปฏฐาน • นําวิธีการบริหารจิตและเจริญ ปญญาไปใชในการพัฒนาการ เรียนรู คุณภาพชีวิตและ สังคม • หลักธรรมสําคัญในการอยู รวมกันอยางสันติสุข - หลักธรรมในพระพุทธศาสนา เชน สาราณียธรรม 6 อธิปไตย 3 มิจฉาวณิชชา 5 อริยวัฑฆิ 5 โภคอาทิยะ 5 • คริสตศาสนา ไดแก บัญญัติ 10 ประการ (เฉพาะที่ เกี่ยวของ) • ศาสนาอิสลาม ไดแก หลัก จริยธรรม (เฉพาะที่เกี่ยวของ) • สภาพปญหาในชุมชน และ สังคม

• หนวยการเรียนรูที่ 7 การบริหารจิตและ การเจริญปญญา

ชั้น ม.6

• หนวยการเรียนรูที่ 7 การบริหารจิตและ การเจริญปญญา

เสร�ม

15

• หนวยการเรียนรูที่ 7 การบริหารจิตและ การเจริญปญญา

• หนวยการเรียนรูพิเศษ หลักธรรมทางศาสนา ในการอยูรวมกันอยาง สันติสุข

-

• หนวยการเรียนรูที่ 7 การบริหารจิตและ การเจริญปญญา

-

• หนวยการเรียนรูที่ 8 พระพุทธศาสนากับ การแกปญหาและ การพัฒนา

คูม อื ครู


มาตรฐาน ส 1.2 เขาใจ ตระหนักและปฏิบตั ติ นเปนศาสนิกชนทีด่ ี และธํารงรักษาพระพุทธศาสนา หรือศาสนาทีต่ นนับถือ ตัวชี้วัด

เสร�ม

16

คูม อื ครู

1. ปฏิบัติตนเปน ศาสนิกชนที่ดีตอ สาวก สมาชิกใน ครอบครัว และคน รอบขาง

สาระการเรียนรูแกนกลาง

ชั้น ม.4

หนวยการเรียนรูในหนังสือเรียน ชั้น ม.5

• หนวยการเรียนรูที่ 5 หนาที่ชาวพุทธและ • การเขาใจในกิจของพระภิกษุ มารยาทชาวพุทธ ปฏิบัติตนเปนชาวพุทธที่ดีตอ พระภิกษุ

เชน การศึกษา การปฏิบัติ ธรรม และการเปนนักบวชที่ดี • คุณสมบัติทายกและปฏิคาหก • หนาที่และบทบาทของ พระภิกษุในฐานะพระนักเทศน พระธรรมทูต พระธรรมจาริก พระวิทยากร พระวิปส สนาจารย และพระนักพัฒนา • การปกปองคุมครองพระพุทธศาสนาของพุทธบริษัทใน สังคมไทย • การปฏิบัติตนตอพระภิกษุทาง กาย วาจา และใจ ที่ประกอบ ดวยเมตตา • การปฏิสันถารที่เหมาะสมตอ พระภิกษุในโอกาสตาง ๆ ปฏิบัติตนเปนสมาชิกที่ดีของ ครอบครัวและสังคม • การรักษาศีล 8 • การเขารวมกิจกรรมและเปน สมาชิกขององคกรชาวพุทธ • การเปนชาวพุทธที่ดี ตามหลัก ทิศเบื้องบนในทิศ 6 • การปฏิบัติตนที่เหมาะสมใน ฐานะผูปกครองและผูอยูใน ปกครอง ตามหลักทิศเบื้อง ลาง ในทิศ 6 • การปฏิสันถารตามหลัก ปฏิสันถาร 2 • หนาที่และบทบาทของอุบาสก อุบาสิกาที่มีตอสังคมไทยใน ปจจุบัน • การปฏิบัติตนเปนสมาชิกที่ดี ของครอบครัว ตามหลักทิศ เบื้องหลัง ในทิศ 6 • การบําเพ็ญตนใหเปน ประโยชนตอครอบครัว ชุมชน ประเทศชาติ และโลก

• หนวยการเรียนรูที่ 5 หนาที่ชาวพุทธและ มารยาทชาวพุทธ

ชั้น ม.6

• หนวยการเรียนรูที่ 5 หนาที่ชาวพุทธและ มารยาทชาวพุทธ


ตัวชี้วัด 2. ปฏิบัติตนถูกตอง ตามศาสนพิธี พิธีกรรมตามหลัก ศาสนาที่ตนนับถือ

3. แสดงตนเปน พุทธมามกะ หรือ แสดงตนเปน ศาสนิกชนของ ศาสนาที่ตนนับถือ 4. วิเคราะหหลักธรรม คติธรรมที่เกี่ยวเนื่อง กับวันสําคัญทาง ศาสนา และเทศกาล ที่สําคัญของศาสนา ที่ตนนับถือ และ ปฏิบัติตนไดถูกตอง 5. สัมมนาและเสนอ แนะแนวทางในการ ธํารงรักษาศาสนา ที่ตนนับถือ อันสง ผลถึงการพัฒนาตน พัฒนาชาติและโลก

สาระการเรียนรูแกนกลาง

ชั้น ม.4

หนวยการเรียนรูในหนังสือเรียน ชั้น ม.5

ชั้น ม.6

ประเภทของศาสนพิธีใน • หนวยการเรียนรูที่ 6 • หนวยการเรียนรูที่ 6 • หนวยการเรียนรูที่ 6 พระพุทธศาสนา วันสําคัญทางพระพุทธ- วันสําคัญทางพระพุทธ- วันสําคัญทางพระพุทธ• ศาสนพิธีเนื่องดวยพุทธศาสนาและศาสนพิธี ศาสนาและศาสนพิธี ศาสนาและศาสนพิธี บัญญัติ เชน พิธีแสดงตน เปนพุทธมามกะ พิธีเวียน เทียน ถวายสังฆทาน ถวาย ผาอาบนํ้าฝน พิธีทอดกฐิน พิธีปวารณา เปนตน • ศาสนพิธที นี่ าํ พระพุทธศาสนา เขาไปเกี่ยวเนื่อง เชน การทําบุญเลี้ยงพระในโอกาส ตางๆ ความหมาย ความสําคัญ คติธรรมในพิธีกรรม บทสวด มนตของนักเรียน งานพิธี คุณคาและประโยชน พิธีบรรพชาอุปสมบท คุณสมบัติของผูขอบรรพชา อุปสมบท เครื่องอัฏฐบริขาร ประโยชนของการบรรพชา อุปสมบท บุญพิธี ทานพิธี กุศลพิธี คุณคาและประโยชนของศาสนพิธี การแสดงตนเปนพุทธมามกะ • หนวยการเรียนรูที่ 5 • ขั้นเตรียมการ หนาที่ชาวพุทธและ • ขั้นพิธีการ มารยาทชาวพุทธ

เสร�ม

17

• หลักธรรม/คติธรรมที่เกี่ยว • หนวยการเรียนรูที่ 6 • หนวยการเรียนรูที่ 6 • หนวยการเรียนรูที่ 6 เนือ่ งกับวันสําคัญและเทศกาล วันสําคัญทางพระพุทธ- วันสําคัญทางพระพุทธ- วันสําคัญทางพระพุทธที่สําคัญในพระพุทธศาสนา ศาสนาและศาสนพิธี ศาสนาและศาสนพิธี ศาสนาและศาสนพิธี หรือศาสนาอื่น • การปฏิบัติตนที่ถูกตองในวัน สําคัญและเทศกาลที่สําคัญใน พระพุทธศาสนา หรือศาสนาอืน่ • การปกปอง คุมครอง ธํารง • หนวยการเรียนรูที่ 8 • หนวยการเรียนรูที่ 8 • หนวยการเรียนรูที่ 5 รักษาพระพุทธศาสนาของ พระพุทธศาสนากับ พระพุทธศาสนากับ หนาที่ชาวพุทธและ พุทธบริษัทในสังคมไทย การแกปญ หาและ การแกปญ หาและ มารยาทชาวพุทธ • การปลูกจิตสํานึก และการมี การพัฒนา การพัฒนา สวนรวมในสังคมพุทธ

คูม อื ครู


คําอธิบายรายวิชา รายวิชา พระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 5 รหัสวิชา ส…………………………………

กลุมสาระการเรียนรู สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ภาคเรียนที่ 1-2 เวลา 40 ชั่วโมง/ป

ศึกษา วิเคราะห ลักษณะประชาธิปไตยในพระพุทธศาสนา หลักการของพระพุทธศาสนากับหลักวิทยาศาสตร เสร�ม การฝกฝนและพัฒนาตนเอง การพึ่งตนเอง และการมุงอิสรภาพในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจาในฐานะเปนมนุษย 18 ผูฝกตนไดอยางสูงสุดในการตรัสรู การกอตั้ง วิธีการสอน และการเผยแผพระพุทธศาสนา ประวัติพุทธสาวก พุทธสาวิกา (พระอนุรุทธเถระ พระองคุลิมาลเถระ พระธัมมทินนาเถรี จิตตคหบดี) ศาสนิกชนตัวอยาง (สมเด็จพระนารายณ มหาราช พระธรรมโกศาจารย (พุทธทาสภิกขุ) พระพรหมมังคลาจารย (ปญญานันทภิกขุ)) ชาดก (มโหสถชาดก) วิเคราะหและปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา พระรัตนตรัย หลักธรรมในกรอบอริยสัจ 4 ประกอบดวย ทุกข (ขันธ 5-โลกธรรม 8) สมุทัย (กรรมนิยาม-กรรม 12 มิจฉาวณิชชา 5) นิโรธ (วิมุตติ 5) มรรค (อปริหานิยธรรม 7 ปาปณิกธรรม 4 ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม 4 โภคอาทิยะ 5 อริยวัฑฒิ 5 มงคล 38 (ถูกโลกธรรมจิตไมหวั่นไหว จิตไมเศราโศก จิตไมมัวหมอง จิตเกษม) พุทธศาสนสุภาษิต (คนขยันเอาการเอางาน กระทําเหมาะสม ยอมหาทรัพย ได เกิดเปนคนควรจะพยายามจนกวาจะประสบความสําเร็จ ความสันโดษเปนทรัพยอยางยิ่ง การเปนหนี้เปนทุกขในโลก) การสังคายนาพระไตรปฎก ปฏิบตั ติ นเปนศาสนิกชนทีด่ ตี อ สมาชิกในครอบครัวและสังคม ปฏิบตั ติ นตามศาสนพิธี พิธกี รรม ของพระพุทธศาสนา (พิธีบรรพชาอุปสมบท บุญพิธี ทานพิธี กุศลพิธี) สวดมนตแปลและแผเมตตา และบริหารจิตและ เจริญปญญาภาวนาตามหลักสติปฏฐาน การพัฒนาการเรียนรูดวยวิธีคิดแบบแยกแยะองคประกอบ วิธีคิดแบบวิภัชชวาท การสัมมนาและเสนอแนวทางในการธํารงรักษาพระพุทธศาสนา และศาสนาทีต่ นนับถือ อันสงผลถึงการพัฒนาตน พัฒนา ชาติ และโลก หลักธรรมทางศาสนาในการอยูรวมกันอยางสันติสุข โดยใชกระบวนการคิด กระบวนการสืบคนขอมูล กระบวนการทางสังคม กระบวนการเผชิญสถานการณ และแกปญหา กระบวนการปฏิบัติและกระบวนการกลุม เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจ สามารถนําไปปฏิบัติในการดําเนินชีวิต นําไปแกปญหาและพัฒนาตนเอง และครอบครัว มีคุณลักษณะอันพึงประสงคในดานรักชาติ ศาสน กษัตริย ซื่อสัตยสุจริต มีวินัย ใฝเรียนรู มุงมั่นใน การทํางาน รักความเปนไทย มีจิตสาธารณะ สามารถดําเนินชีวิตอยูรวมกันไดอยางสันติสุข

ตัวชี้วัด ส 1.1 ม.4/6, 7, 8 ม.4/2,14,17 ม.4/13 ส 1.2 ม.4/1 ม.4/2,4 ม.4/5

ม.4/13,15 ม.4/19, 20 ม.4/22 รวม 16 ตัวชี้วัด

คูม อื ครู

ม.4/21


4

5

7

8

✓ ✓ ✓

6

_________________________________ หมายเหตุ ✓ เฉพาะที่สอดคลองกับตัวชี้วัด ม.5 เทานั้น ตัวชี้วัดที่เหลือจะจัดการเรียนการสอนในชั้น ม.4 และ ม.6

หนวยการเรียนรูที่ 5 : หนาที่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ

9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 1

3

หนวยการเรียนรูที่ 4 : พระไตรปฎกและพุทธศาสนสุภาษิต

2

1

มาตรฐาน ส 1.1 ตัวชี้วัด

สาระที่ 1

หนวยการเรียนรูที่ 3 : หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา

หนวยการเรียนรูที่ 2 : พุทธประวัติ พระสาวก ศาสนิกชนตัวอยาง และชาดก

หนวยการเรียนรูที่ 1 : ประวัตแิ ละความสําคัญของพระพุทธศาสนา

หนวยการเรียนรู

มาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัด

2

3

4

มาตรฐาน ส 1.2 ตัวชี้วัด 5

ตาราง วิเคราะหมาตรฐานการเรียนรูแ ละตัวชีว้ ดั รายวิชา พระพุทธศาสนา ม.5

คําชี้แจง : ใหผูสอนใชตารางนี้ตรวจสอบความสอดคลองของเนื้อหาสาระการเรียนรูในหนวยการเรียนรูกับมาตรฐาน การเรียนรูและตัวชี้วัด เสร�ม

19

คูม อื ครู


คูม อื ครู

หนวยการเรียนรูพ เิ ศษ : หลักธรรมทางศาสนาในการอยูรวมกัน อยางสันติสุข

หนวยการเรียนรูที่ 8 : พระพุทธศาสนากับการแกปญหา และการพัฒนา

หนวยการเรียนรูที่ 7 : การบริหารจิตและการเจริญปญญา

1

2

3

4

5

6

7

8

✓ ✓

9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 1

มาตรฐาน ส 1.1 ตัวชี้วัด

สาระที่ 1

20

หนวยการเรียนรูที่ 6 : วันสําคัญทางพระพุทธศาสนา

หนวยการเรียนรู

มาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัด

เสร�ม ✓

2

3

4

มาตรฐาน ส 1.2 ตัวชี้วัด

5


กระตุน ความสนใจ Engage

สํารวจคนหา Explore

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ Expand

ตรวจสอบผล Evaluate

˹ѧÊ×ÍàÃÕ¹ ÃÒÂÇÔªÒ¾×é¹°Ò¹

»ÃÐÇѵÈÔ ÒʵÏ Á.ñ ªÑ¹é ÁѸÂÁÈÖ¡ÉÒ»‚·Õè ñ

¡ÅØ‹ÁÊÒÃСÒÃàÃÕ¹ÃÙŒÊѧ¤ÁÈÖ¡ÉÒ ÈÒÊ¹Ò áÅÐÇѲ¹¸ÃÃÁ µÒÁËÅÑ¡ÊÙµÃ᡹¡ÅÒ§¡ÒÃÈÖ¡ÉÒ¢Ñé¹¾×é¹°Ò¹ ¾Ø·¸ÈÑ¡ÃÒª òõõñ

¼ÙŒàÃÕºàÃÕ§

ÃÈ. ³Ã§¤ ¾‹Ç§¾ÔÈ ÃÈ. ÇزԪÑ ÁÙÅÈÔÅ»Š

¼ÙŒµÃǨ

ÃÈ. ´¹Ñ äªÂâÂ¸Ò ¹Ò§ÇªÔÃÒÇÃó ºØ¹¹Ò¤ ¹Ò§ÊÒǾ¨ÁÒŏ à¾ç§»Ò¹

ºÃóҸԡÒÃ

¹ÒÂÊÁà¡ÕÂÃµÔ ÀÙ‹ÃÐ˧ɏ

¾ÔÁ¾¤ÃÑ駷Õè ñó

ʧǹÅÔ¢ÊÔ·¸ÔìµÒÁ¾ÃÐÃÒªºÑ- - ÑµÔ ISBN : 978-616-203-350-6 ÃËÑÊÊÔ¹¤ŒÒ òññóðøö

¤Œ¹¤ÇÒÁÃÙŒ¢ÂÒ¤ÇÒÁ¤Ô´¨Ò¡

¾ÔÁ¾¤ÃÑ駷Õè ñ ÃËÑÊÊÔ¹¤ŒÒ òñôóñóð

EB GUIDE

ที่พิมพกํากับหัวขอสําคัญในหนังสือเรียนหลักสูตรแกนกลางฯ ผาน www.aksorn.com ไปยังแหลงความรูทั่วไทย-ทั่วโลก

คณะผูจัดทําคูมือครู

จิระพันธ ชาติชินเชาวน ชลภูมิ บรรหาร


กระตุน ความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

อธิบายความรู

Explore

ขยายความเขาใจ

Explain

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

¤íÒá¹Ð¹íÒ㹡ÒÃ㪌˹ѧÊ×ÍàÃÕ¹ หนังสือเรียน รายวิชาพืน้ ฐาน ประวัตศิ าสตรเลมนี้ สรางขึน้ เพือ่ ใหเปนสือ่ สําหรับใชประกอบการเรียน การสอนในรายวิชาพื้นฐาน กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปที่ ๑ โดยเนื้อหาตรงตามสาระการเรียนรูแกนกลางขั้นพื้นฐาน อานทําความเขาใจงาย ใหทั้งความรูและ ชวยพัฒนาผูเรียนตามหลักสูตรและตัวชี้วัด เนื้อหาสาระแบงออกเปนหนวยการเรียนรูตามโครงสรางรายวิชา สะดวกแกการจัดการเรียนการสอนและการวัดผลประเมินผล พรอมเสริมองคประกอบอื่นๆ ที่จะชวยทําให ผูเรียนไดรับความรูอยางมีประสิทธิภาพ ÁÕàÊŒ¹àÇÅÒáÊ´§à˵ءÒó à¹×éÍËҵçµÒÁÊÒÃСÒÃàÃÕ¹Ãٌ᡹¡ÅÒ§ ¨Ñ´¡ÅØ‹Áà¹×éÍËÒ໚¹Ë¹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ Êдǡᡋ¡ÒèѴ¡ÒÃàÃÕ¹¡ÒÃÊ͹ หนวยการเรีย

นรูที่

ยุคสมัยราชวงศ

กอนทีช่ นชาติไทยจะอพยพเขามาตัง้ อาณาจักรขึน้ ในดินแดนทีเ่ ปนประเทศ ไดมีหลายชนชาติตั้งหลักแหลงอยูในบริ ไทยในปจ จุบนั นัน้ เวณนี้มากอนแลว กลุมชนเหลานี้ได สรางความเจริญของ ตน รวมทั้งรับการถายทอดอารยธรร มจากตางชาติมาประยุกตใชดวย ตอ มาชนช เขามาและตั้งอาณาจักรของคนไทยขึ ้นปกครองแทนที่อาณาจักรเดิม โดยชาว าติไทยไดอพยพ ไทยไดรับอารยธรรม บางอยางจากอาณาจักรโบราณเหลา นั้นดวย นอกจา กนี้ ชุ ม ชนก อ นสมั ย สุ โ ขทั ย ก็ ไ ด มี ก าร สรางสรรคภูมิปญญาของตนเอง สํา หรับการแกปญหาใน การดํารงชีวติ จนมีความเจริญกาวหน าและสามารถดํารงอยู ไดเปนอยางดีทามกลางสภาวะแวดล อมและธรรมชาติใน ขณะนัน้ รวมทัง้ ไดเกิดผลงานของบุค คลสําคัญตอการดํารง อยูข องแวนแควนบางแหงเทาทีม่ หี ลั กฐานปรากฏ อันเปน สวนหนึ่งของพื้นฐานแหงความเจริญ กาวหน นเผารูปเรือสําเภา พบทีเ่ มืองนครชั ในสมัยตอๆ มาบนผนื แผนดินทีเ่ ปนประเทศ าของชุมชน หรืตราดิ อเมืองนครปฐมโบราณ แสดงให ยศรี ไทยในปจ จุบนั เห็นวา

ยุคสมัยตามราชธาน�

สมัยสุโขทัย พ.ศ. ๑๘๒๒ - ๑๘๔๑ สมัยราชวงศพระรวง สมัยพอขุนรามคําแหง มหาราช สมัยราชวงศปราสาททอง สมัยอยุธยา สมัยสมเด็จพระนารายณ พ.ศ. ๒๑๙๙ - ๒๒๓๑ มหาราช สมัยรัตนโกสินทร พ.ศ. ๒๔๑๑ - ๒๔๕๓ สมัยราชวงศจกั รี สมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว

วิเคราะหความส ประวัติศาสตร ําคัญของเวลาในการศึ กษา เที ย บศั ก ราชต (ส ๔.๑ ม.๑/๑) ประวัติศาสตร ามร ะบบ ต า งๆ ที่ ใช ศึ ก ษา  (ส ๔.๑ ม.๑/ ๒)

แกนกลาง

ความสําคัญของเว ศึกษาประวัต ลาและชวงเวลา สําหรั ิศ บการ ความสัมพัน าสตร ธแ ปจจุบันและอ ละความสําคัญของอดีต ที่มีตอ นาคต ● ตัวอยางการ ใช ที่ปรากฏในเอ เวลา ชวงเวลา และยุคสมั ย กสารประวัต ● ที่มาของศักราชท ิศาสตรไทย ประวัติศาสตร ี่ปรากฏในเอกสาร พ.ศ./ ค.ศ. ไทย ไดแก จ.ศ./ ม.ศ./ และ ร.ศ./ ● วิธีการเทียบศั ฮ.ศ. การเทียบ กราชตางๆ และตัวอยาง ● ตัวอยางการ »ÃÐÇѵÈÔ ÒÊ ใช เอกสารประวั ศักราชตางๆ ที่ปรากฏใน µÃà »š¹¡Òà ติศาสตรไทย ã¹àÇÅ ÈÖ ●

ช รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหารา รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว

สมัยรัชกาลที่ ๑ สมัยรัชกาลที่ ๒ สมัยรัชกาลที่ ๓ สมัยรัชกาลที่ ๔ สมัยรัชกาลที่ ๕

Òµ‹Ò§æ ¡ÉÒàÃ× ¼‹Ò¹ä»¹Ò¹ àÇÅҨк͡ãËŒÃÙŒÇ‹Ò Íè §ÃÒǢͧÁ¹Øɏ·àÕè ¡Ô ´¢Ö àÃ× ÁÒ à»š¹ª‹Ç§àÇÅÒ ¡¹ŒÍÂᤋä˹ ¶ŒÒ èͧÃÒǢͧÁ¹Øɏã¹Í ¹é àÇÅÒäÁ‹¹Ò¹ ´Õµ ¡çºÍ¡ËÃ×Í ¤×Í Çѹ à´×͹ »‚ ᵶ‹ ¡ç ¹Ñºà»š¹Âؤ ÒŒ àÇÅÒ໹š ª‹ ºÍ¡ËÃ×͹Ѻ ǧÂÒÇÁÒ¡ à¡Ô´¤ÇÒÁࢌ ÊÁ ¡ÇÒ‹ Ò㨵ç¡Ñ¹ Ñ ÈÑ¡ÃÒª ·Ñé§¹Õ éà¾×èÍ ¡ÒÃÈÖ¡Éһà ÊÒ ÐÇѵÔÈÒʵà ÁÒöà»ÃÕºà·Õº¡ ãËŒ¼ÙŒÈÖ¡ÉÒ ÁÕ¤ÇÒÁ¶Ù¡ ѹ䴌 ·íÒãË ¡ÒÃÈ¡Ö µŒ Œ áÅСÒÃẋ ÉÒáÅСÒ÷Òí ¤ÇÒÁࢌ ͧÁÒ¡ÂÔ觢Öé¹ § Ò ÈÖ¡ÉÒ»ÃÐÇÑ ÂؤÊÁÂÑ ·Ò§»ÃÐÇµÑ ÈÔ ÒÊ ã¨à¡ÕÂè Ç¡ºÑ àÃ×Íè §¢Í§àÇ µÔÈÒʵÏ䴌 ÅÒ à¡Ô´¤ÇÒÁࢌ µÃ ¨ÐªÇ‹ ·Òí ãËÊŒ ÒÁ Òö Òã¨ÁÒ¡ÂÔè§ ¢Öé¹

พ.ศ. ๒๓๒๕ - ๒๓๕๒ พ.ศ. ๒๓๕๒ - ๒๓๖๗ พ.ศ. ๒๓๖๗ - ๒๓๙๔ พ.ศ. ๒๓๙๔ - ๒๔๑๑ พ.ศ. ๒๔๑๑ - ๒๔๕๓

๖๔ EB GUIDE

http://www.aksorn.com/LC/Hist/M1/01

สุวรรณภูมิมีการติดตอคาขายกั บดินแดน ตางๆ อยางกวางขวาง

เสนเวลา

นเกณฑในการแบงสมัยประวัติศาสตร นอกเหนือจากการนําเอาชื่อกษัตริย หรือรัชกาลมาเป รี ก็ไดนําเอาลําดับของรัชกาลที่ขึ้นมาปกครอง ไทยแลว ในสมัยรัตนโกสินทรหรือสมัยราชวงศจัก าความเขาใจและเรียกขาน ดังตัวอยาง ารทํ สะดวกในก แผนดินมาเปนเกณฑในการแบงดวย ทัง้ นีเ้ พือ่ ในตาราง ตารางแสดงการแบงยุคสมัยตามลําดับรัชกาล ชวงระยะเวลา ยุคสมัยตามรัชกาล (พ.ศ.) ชื่อเรียกยุคสมัย

สาระการเรียนรู

ชวงระยะเวลา (พ.ศ.)

ชื่อเรียกยุคสมัย

ตัวชี้วัด ●

ó. ÃÑ°âºÃÒ³áÅÐÃ°Ñ ä·Âã¹´Ô¹ á´¹ä·Â

ไทยที่นิยมใชอีกอยางหนึ่งก็ ๕) แบงตามรัชกาล การแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรนั้นๆ ทรงครองราชสมบัติอยู ตริยพระองค คือ แบงตามรัชกาล ซึ่งหมายถึงในสมัยที่พระมหากษั เปนอยางดี และทําใหชวงเวลาไมยาวนาน ทําใหเกิดความเขาใจขอบเขตของชวงเวลาที่ศึกษาได หรือตามราชวงศ หรือกลาวอยางงายๆ เปนการ เกินไป ไมเหมือนกับการแบงยุคสมัยตามราชธานี ที่ยาวนานใหสั้นลง เพื่อสะดวกแกการศึกษา แบงยอยเหตุการณ หรือชวงเวลาในประวัติศาสตร ทําความเขาใจ ดังตัวอยางในตาราง ค ยุ ง ตารางแสดงการแบ สมัยตามรัชกาล

และการแบง เวลา ทางประวัติศยุคสมัย าสตร

Êí Ò ¤Ñ Þã¹»ÃÐÇÑ µÔ È ÒʵÏ à¾×è Í ãËŒ à ¡Ô ´ ¤ÇÒÁࢌ Ò ã¨ ÁÒ¡¢Öé¹

à¡ÃÔè¹¹íÒà¾×èÍãˌࢌÒ㨶֧ÊÒÃÐÊíÒ¤ÑÞ ãËŒ¤ÇÒÁÃÙŒáÅÐàÍ×é͵‹Í¡ÒùíÒä»ãªŒÊ͹à¾×èÍ ãËŒºÃÃÅصÑǪÕéÇÑ´ áÅÐÊÌҧ¤Ø³ÅѡɳРã¹Ë¹‹Ç·Õè¨ÐàÃÕ¹ Íѹ¾Ö§»ÃÐʧ¤

แสดงอาณาจักรโบราณในด น ิ แดนไทย ศูนยกลางอยูที่นครพนม ครอบคลุมพื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตลอดจนดินแดนฝงซาย ของแมนํ้าโขง มีโบราณสถานสําคัญ คือ พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม พุทธศตวรรษที่

๑๐

๑๑

พระพุทธรูปปางนาคปรก ศิลปะลพบุรีที่ไดรับอิทธิพล มาจากวัฒนธรรมขอม

อาณาจักรโคตรบูรณ

๑๒

อาณาจักรทวารวดี

เปนอาณาจักรสมัยประวัติศาสตร ที่มีหลักฐานแนนอน โบราณวัตถุสําคัญ คือ เหรียญเงิน ที่จารึกภาษาสันสกฤตวา ‘‘ศรีทวารวตี ศวรปุณยะ’’

๑๓

๑๔

อาณาจักรละโว

๑๕

๑๖

๑๗

อาณาจักรศรีวิชัย อาณาจักรหริภุญชัย

พระโพธิสัตว อวโลกิเตศวร โบราณวัตถุของ อาณาจักรศรีวิชัย

๑๕

พระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลําพูน ศาสนสถานสําคัญของ อาณาจักรหริภุญชัย

Web guide á¹Ð¹íÒáËÅ‹§¤Œ¹¤ÇŒÒ¢ŒÍÁÙÅ à¾ÔèÁàµÔÁ¼‹Ò¹Ãкº Online

µÑǪÕÇé ´Ñ áÅÐÊÒÃСÒÃàÃÕ¹ÃÙጠ¡¹¡ÅÒ§ µÒÁ·ÕËè ÅÑ¡Êٵà ¡íÒ˹´ à¾×èÍãËŒ·ÃÒº¶Ö§à»‡ÒËÁÒÂ㹡ÒÃÈÖ¡ÉÒ

àÊÃÔÁÊÒÃШҡà¹×Íé Ëҹ͡à˹×ͨҡ ·ÕÁè ãÕ ¹ÊÒÃСÒÃàÃÕ¹ÃÙጠ¡¹¡ÅÒ§ à¾×Íè à¾ÔÁè ¾Ù¹áÅТÂÒ¾ÃÁá´¹¤ÇÒÁÃÙ㌠ˌ ¡ÇŒÒ§¢ÇÒ§ÍÍ¡ä» ของ ครหลวง

àÃ×èͧ¹‹ÒÃÙŒà¾ÔèÁàµÔÁ¨Ò¡à¹×éÍËÒ ÁÕá·Ã¡à»š¹ÃÐÂÐæ เครือ่ งปน ดินเผา ๓) การหัตถกรรม การหัตถกรรมของสโุ ขทัยสวนใหญจะเปนการผลิต เวณเมือง คโลกเปนจํานวนมากบริ หรือเครื่องสังคโลก โดยไดมีการขุดพบซากเตาเผาเครื่องสัง ตารูปแบบตางๆ ก  ตุ น จกั แ ี ม ก็ น ้ นอกจากนั ศรีสัชนาลัย เครื่องสังคโลกที่ผลิตไดมาก คือ ถวยชาม เปนตน

นครธม

ÃÐ àÊÃÔÁÊÒ

ระน : เมืองพ าณาจักรขอม อ

ของ ีแหงใหม า นราชธาน ระเจ งใหญ เป ในสมัยของพ ที่สุด ๑๘ ลวา เมือ ธม” แป พุทธศตวรรษที่ ราสาทหินไวมากกมาย คร “น า งป คําว ที่สรางขึ้นใน ่ทรงสรา าสาทตางๆ มา วร ริยขอมที เตศ รขอม ปร อาณาจัก ่ ๗ ซึ่งเปนกษัต อบไปดวยกลุม ะโพธิสัตวอวโลกิ อยยิ้ม ที ะก ชัยวรมัน ยในนครธมปร ยนที่สลักรูปพร พักตรจะแสดงร ุษย บา สําหรับภาุด คือ ปราสาท ักตร แตละพระ วามเมตตาตอมนทิตา ะพ ส ่ มุ ยค ที ว พร า น ด ณ ุ ้ม ที่เด ากถึง ๒๑๖ นั่นคือ ยิ เมตตา กร กาย จํานวนม ยิ้มแบบบายน มวิหาร ๔ คือ ะพทุ ธศาสนานิ ็ง รห ที่เรียกวา ามหมายของพ ศาสนสถานในพร าสาทพนมบาเค ปร น คว ซึ่งแสดง าสาทบายนเป ราสาทบาปวน ปร ป นม ะช พร อุเบกขา นอกจากนี้ยังมี ตน น ้ ิ ทรงส า น มหายาน มานอากาศ เป าชัยวรมันที่ ๗ ในสมัยพระเจ ลง พิ ปราสาท ยหลังจากพระเจ จและลมสลาย นา ภา เสื่อมอํา ศ. ๑๙๗๔ ก็ อม ่ ที รข น ๗ อาณาจัก เมศวร เมื่อ พ. าชัยวรมั จ ะเ ปร พร ๘๖ งสมัย ชัยวรรม ตริยหลั ศ. ๑๗๖๓ - ๑๗ พ. นามกษั รายพระ อินทรวรมันที่ ๒ ๑๘๓๘ - ๑๘๕๐ พระเจา ทรวรมัน พ.ศ. ๑๘๗๐ - ๑๙๗๔ ีน ศ. พระเจาศร รมปรเมศวร พ. ยวร พระเจาชั

ซึ่งเครื่องสังคโลกของสุโขทัยนับเปนภูมิปญญาไทยที่สามารถ เตาทุเรียง พบที่ศรีสัชนาลัย เปนเตาที่ใชเผาเครื่องสังคโลก ้นเยี่ยม นําวัตถุดิบที่หาไดงายในทองถิ่นมาสรางเปนผลงานศิลปกรรมชั

¤íÒ¶ÒÁ»ÃШíÒ˹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒáÅСԨ¡ÃÃÁ ÊÌҧÊÃ䏾Ѳ¹Ò¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ¢Í§¼ÙŒàÃÕ¹ãËŒÁÕ ¤Ø³ÀÒ¾µÒÁµÑǪÕéÇÑ´ คำาถามประจำาหน่วยการเรียนรู้ ๑. เวลาและช่วงเวลามีความสำาคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์อย่างไร ๒. การใช้ศักราชและการเทียบศักราชมีประโยชน์ต่อการศึกษาประวัติศาสตร์อย่างไร ๓. เพราะเหตุใดเราจึงควรเรียนรู้เกี่ยวกับการแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ ก่อนการศึกษา ประวัติศาสตร์ต่างๆ ๔. อดีตกับปัจจุบันมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ๕. ทำาไมเราต้องเรียนรู้เรื่องราวในอดีต โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย

● ●

๑๘๓๘ ๑๗๘๖ ่ ๘ พ.ศ. ๑๘๕๐ - ๑๘๗๐ ยวรมันที พระเจาชั ทรชัยวรมัน พ.ศ. ีน พระเจาศร

กิจกรรมสร้างสรรค์พัฒนาการเรียนรู้

เรื่องนารู

วกัน นยุคเดีย ที่สรางใ ปราสาท าทพิมานอากาศ ปราส ัง คล าท ปราส ตาแกว ปราสาท ะวิหาร พร ปราสาท ืองตํ่า เม ปราสาท มวัน พน ปราสาท

สวนใหญจะมีสีนํ้าตาล สีนํ้าตาลปนเหลือง สีเขียว สังคโลก คือ เครื่องปนดินเผาชนิดเคลือบ เนื้อละเอียด ตั้งแตเครื่องใชสอย สีเขียวไขกา สีขาวแบบหนาทึบ รูปแบบของเครื่องสังคโลกมี งอาคารสถานที่ตางๆ ถวยชาม ไห โอง ครก ตุกตา ตลอดจนเครื่องประดับตกแต าวา “สวรรคโลก” หรือคําวา “ซองโกลก” นมาจากคํ ้ ย เพี คโลก” ง เชือ่ กันวา คําวา “สั การทําสังคโลกมา ค เทคนิ บ ั ร ได ย ขทั โ งจากสุ อ ่ เนื ง อ ซ ซึ่งหมายถึง เตาแผนดิน จากจีน มอาณาบริเวณ สําหรับเตาทีใ่ ชผลิตเครือ่ งสังคโลกนัน้ มีอยูห ลายแหง ครอบคลุ เรียกวา “เตาทุเรียง พื้นที่เมืองเกาสุโขทัย ศรีสัชนาลัย ที่สุโขทัยมีแหลงเตาเผา เรียงปายาง” และแหลงเตาเผาทีเ่ กาะนอย เรียกวา“เตา สุโขทัย” ทีศ่ รีสชั นาลัยมีแหลงเตาเผาทีป่ า ยาง เรียกวา “เตาทุ ทุเรียงเกาะนอย”

ย มีความเจริญกาวหนา กลาวไดวาพัฒนาการทางดานเศรษฐกิจของอาณาจักรสุโขทั อ่ าํ นาจทางการเมืองและการทหาร เพียงพอทีจ่ ะทําใหบา นเมืองดํารงอยูไ ดในระยะเวลาหนึง่ ขณะที แหงมหาราช า รามคํ น ขุ อ พ ย ั ก็มีความเขมแข็งเฉพาะในสม

กิจกรรมที่ ๑

ให้นักเรียนไปสืบค้นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่มีการระบุศักราชมา ๕ ตัวอย่าง แล้วฝึกเทียบศักราชแบบต่างๆ และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของช่วง เวลาดังกล่าว

กิจกรรมที่ ๒

ให้นกั เรียนไปศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกีย่ วกับเหตุการณ์สาำ คัญทางประวัตศิ าสตร์ ไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมา ๑ เหตุการณ์ จากนั้นให้ทำาตารางแสดงช่วง ของเหตุการณ์ดังกล่าวมาพอสังเขป

กิจกรรมที่ ๓

ให้นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของวิถีการดำารงชีวิต ของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์กับมนุษย์สมัยปัจจุบัน

๑๖๕

๙๙

22


กระตุน ความสนใจ Engage

ÊÒúÑ˹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ·Õè

˹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ·Õè

˹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ·Õè

สํารวจคนหา Explore

ñ ò ó

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ Expand

àÇÅÒáÅСÒÃẋ§ÂؤÊÁÑ·ҧ»ÃÐÇѵÔÈÒʵÏ ñ. ¤ÇÒÁÊíÒ¤ÑޢͧàÇÅÒáÅЪ‹Ç§àÇÅÒ ò. ¡ÒùѺáÅСÒÃà»ÃÕºà·ÕºÈÑ¡ÃҪẺµ‹Ò§æ ó. µÑÇÍ‹ҧÈÑ¡ÃÒªã¹ËÅÑ¡°Ò¹·Ò§»ÃÐÇѵÔÈÒʵÏ ô. ¡ÒÃẋ§ÂؤÊÁÑ·ҧ»ÃÐÇѵÔÈÒʵÏ õ. µÑÇÍ‹ҧ¡ÒÃ㪌àÇÅÒ ª‹Ç§àÇÅÒ áÅÐÂؤÊÁÑ·Õè»ÃÒ¡¯ ã¹ËÅÑ¡°Ò¹·Ò§»ÃÐÇѵÔÈÒʵÏä·Â ö. ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸áÅФÇÒÁÊíÒ¤Ñޢͧʹյ·ÕÁè µÕ Í‹ »˜¨¨Øº¹Ñ áÅÐ͹Ҥµ ÇÔ¸Õ¡Ò÷ҧ»ÃÐÇѵÔÈÒʵÏ ñ. ¤ÇÒÁËÁÒÂáÅФÇÒÁÊíÒ¤Ñޢͧ»ÃÐÇѵÔÈÒʵÏ ò. ÇÔ¸Õ¡Ò÷ҧ»ÃÐÇѵÔÈÒʵÏ ó. ÅѡɳР»ÃÐàÀ· áÅÐáËÅ‹§·ÕèÁҢͧËÅÑ¡°Ò¹ ·Ò§»ÃÐÇѵÔÈÒʵÏä·Â ô. µÑÇÍ‹ҧ¡ÒùíÒÇÔ¸Õ¡Ò÷ҧ»ÃÐÇѵÔÈÒʵÏä»ãªŒã¹¡ÒÃÈÖ¡ÉÒ »ÃÐÇѵÔÈÒʵÏ·ŒÍ§¶Ôè¹ áÅлÃÐÇѵÔÈÒʵÏÊØ⢷Ñ õ. µÑÇÍ‹ҧ¡ÒùíÒËÅÑ¡°Ò¹ä»ãªŒã¹¡ÒÃÈÖ¡ÉÒ »ÃÐÇѵÔÈÒʵÏÊØ⢷Ñ ÊÁÑ¡‹Í¹ÊØ⢷ÑÂ㹴Թᴹä·Â ñ. àÃ×èͧÃÒÇÊÁÑ¡‹Í¹»ÃÐÇѵÔÈÒʵÏ㹴Թᴹä·Â ò. ¾Ñ²¹Ò¡ÒèҡªØÁª¹ÁÒÊÙ‹ÃÑ°âºÃÒ³ ó. ÃÑ°âºÃÒ³áÅÐÃÑ°ä·Â㹴Թᴹä·Â

ตรวจสอบผล Evaluate

ñ ò ó ö ÷ ñø òð òó òô òø óñ óö ôñ ô÷ ôø öð öô


กระตุน ความสนใจ Engage

สํารวจคนหา Explore

˹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ·Õè

˹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ·Õè

˹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ·Õè

ô

õ ö

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ Expand

ตรวจสอบผล Evaluate

¾Ñ²¹Ò¡ÒâͧÍҳҨѡÃÊØ⢷Ñ ñ. ¡ÒÃʶһ¹ÒÍҳҨѡÃÊØ⢷Ñ ò. »˜¨¨Ñ·ÕèÁÕÍÔ·¸Ô¾Åµ‹Í¾Ñ²¹Ò¡ÒÃã¹ÊÁÑÂÊØ⢷Ñ ó. ¾Ñ²¹Ò¡Ò÷ҧ´ŒÒ¹¡ÒÃàÁ×ͧ¡Òû¡¤ÃͧÊÁÑÂÊØ⢷Ñ ô. ¾Ñ²¹Ò¡Ò÷ҧ´ŒÒ¹àÈÃÉ°¡Ô¨ÊÁÑÂÊØ⢷Ñ õ. ¾Ñ²¹Ò¡Ò÷ҧ´ŒÒ¹Êѧ¤ÁÊÁÑÂÊØ⢷Ñ ö. ¾Ñ²¹Ò¡Ò÷ҧ´ŒÒ¹ÈÔÅ»ÇѲ¹¸ÃÃÁÊÁÑÂÊØ⢷Ñ ÷. ¾Ñ²¹Ò¡Ò÷ҧ´ŒÒ¹¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ÃÐËÇ‹Ò§»ÃÐà·È ÊÁÑÂÊØ⢷Ñ ø. ÍÔ·¸Ô¾Å¢Í§ÍÒøÃÃÁµÐÇѹÍÍ¡·ÕèÁռŵ‹ÍÊØ⢷Ñ ù. ¡ÒÃÊÌҧÊÃäÀÙÁÔ»˜ÞÞÒã¹ÊÁÑÂÊØ⢷Ñ ñð. ¤ÇÒÁàÊ×èÍÁÍíÒ¹Ò¨¢Í§ÍҳҨѡÃÊØ⢷Ñ ¾Ñ²¹Ò¡ÒâͧÀÙÁÔÀÒ¤àÍàªÕµÐÇѹÍÍ¡à©Õ§㵌 ñ. ·ÕèµÑé§áÅÐÊÀÒ¾·Ò§ÀÙÁÔÈÒʵÏ·ÕèÁռŵ‹Í¾Ñ²¹Ò¡Òà ã¹ÀÙÁÔÀÒ¤àÍàªÕµÐÇѹÍÍ¡à©Õ§㵌 ò. ¾Ñ²¹Ò¡Òâͧ»ÃÐà·Èã¹ÀÙÁÔÀÒ¤àÍàªÕµÐÇѹÍÍ¡à©Õ§㵌 ó. ¤ÇÒÁËÇÁÁ×ͧ͢»ÃÐà·Èã¹ÀÙÁÔÀÒ¤àÍàªÕµÐÇѹÍÍ¡à©Õ§㵌 áËÅ‹§ÍÒøÃÃÁã¹ÀÙÁÔÀÒ¤àÍàªÕµÐÇѹÍÍ¡à©Õ§㵌 ñ. áËÅ‹§ÍÒøÃÃÁã¹ÀÙÁÔÀÒ¤àÍàªÕµÐÇѹÍÍ¡à©Õ§㵌 ò. áËÅ‹§Áô¡âÅ¡ã¹ÀÙÁÔÀÒ¤àÍàªÕµÐÇѹÍÍ¡à©Õ§㵌 ó. ÍÔ·¸Ô¾Å¢Í§ÍÒøÃÃÁâºÃҳ㹴Թᴹä·Â·ÕèÁռŵ‹Í ¾Ñ²¹Ò¡Òâͧä·Âã¹»˜¨¨ØºÑ¹ ºÃóҹءÃÁ

ø÷ øø ùñ ùó ù÷ ñðð ñðñ ñðø ññó ññõ ñòó ñòõ ñòö ñóõ ñôö ñõó ñõô ñõö ñöö ñ÷ñ


กระตุน ความสนใจ Engage

หนวยการเรียนรูที่

สํารวจคนหา

อธิบายความรู

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Explore

Explain

Expand

Evaluate

เปาหมายการเรียนรู

1. วิเคราะหความสําคัญของเวลาในการศึกษา ประวัติศาสตรได 2. เทียบศักราชตามระบบตางๆ ในการศึกษา ประวัติศาสตรได 3. อธิบายการแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตร สากลและประวัติศาสตรไทยได 4. ยกตัวอยางการใชเวลาและยุคสมัยที่ปรากฏ ในหลักฐานทางประวัติศาสตรไทยได

เวลา และการแบงยุคสมัย ทางประวัติศาสตร

สมรรถนะของผูเรียน 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการใชทกั ษะชีวิต

ตัวชี้วัด ●

วิเคราะหความสําคัญของเวลาในการศึกษา ประวัติศาสตร (ส ๔.๑ ม.๑/๑) เที ย บศั ก ราชตามระบบต า งๆ ที่ ใช ศึ ก ษา ประวัติศาสตร (ส ๔.๑ ม.๑/๒)

คุณลักษณะอันพึงประสงค 1. มีวินัย 2. ใฝเรียนรู 3. มุงมัน่ ในการทํางาน

สาระการเรียนรูแกนกลาง ●

ความสําคัญของเวลาและชวงเวลา สําหรับการ ศึกษาประวัติศาสตร ความสัมพันธและความสําคัญของอดีตที่มีตอ ปจจุบันและอนาคต ตัวอยางการใชเวลา ชวงเวลา และยุคสมัย ที่ปรากฏในเอกสารประวัติศาสตรไทย ที่มาของศักราชที่ปรากฏในเอกสาร ประวัติศาสตรไทย ไดแก จ.ศ./ ม.ศ./ ร.ศ./ พ.ศ./ ค.ศ. และ ฮ.ศ. วิธีการเทียบศักราชตางๆ และตัวอยาง การเทียบ ตัวอยางการใชศักราชตางๆ ที่ปรากฏใน เอกสารประวัติศาสตรไทย

»ÃÐÇѵÈÔ ÒʵÏ໚¹¡ÒÃÈÖ¡ÉÒàÃ×Íè §ÃÒǢͧÁ¹Øɏ·àÕè ¡Ô´¢Ö¹é ã¹àÇÅÒµ‹Ò§æ àÇÅҨк͡ãËŒÃٌNjÒàÃ×èͧÃÒǢͧÁ¹Øɏã¹Í´Õµ ¼‹Ò¹ä»¹Ò¹ÁÒ¡¹ŒÍÂᤋä˹ ¶ŒÒàÇÅÒäÁ‹¹Ò¹¡çºÍ¡ËÃ×͹Ѻ ໚¹ª‹Ç§àÇÅÒ ¤×Í Çѹ à´×͹ »‚ ᵋ¶ÒŒ àÇÅÒ໚¹ª‹Ç§ÂÒÇÁÒ¡¡Ç‹Ò ¡çºÍ¡ËÃ×͹Ѻ໚¹Âؤ ÊÁÑ ÈÑ¡ÃÒª ·Ñ駹Õéà¾×èÍãËŒ¼ÙŒÈÖ¡ÉÒ à¡Ô´¤ÇÒÁࢌÒ㨵ç¡Ñ¹ ÊÒÁÒöà»ÃÕºà·Õº¡Ñ¹ä´Œ ·íÒãËŒ ¡ÒÃÈÖ¡ÉÒ»ÃÐÇѵÔÈÒʵÏÁÕ¤ÇÒÁ¶Ù¡µŒÍ§ÁÒ¡ÂÔ觢Öé¹ ¡ÒÃÈÖ¡ÉÒáÅСÒ÷íÒ¤ÇÒÁࢌÒã¨à¡ÕÂè ǡѺàÃ×Íè §¢Í§àÇÅÒ áÅСÒÃẋ§ÂؤÊÁÑ·ҧ»ÃÐÇѵÈÔ ÒʵÏ ¨Ðª‹Ç·íÒãËŒÊÒÁÒö ÈÖ¡ÉÒ»ÃÐÇѵÔÈÒʵÏ䴌à¡Ô´¤ÇÒÁࢌÒã¨ÁÒ¡ÂÔ觢Öé¹

กระตุน ความสนใจ

Engage

ครูยกตัวอยางหลักฐานทางประวัติศาสตร เชน กําไลสําริด สรอยลูกปด เครื่องปนดินเผา เปนตน แลวตั้งคําถามกระตุนความสนใจ เชน • หลักฐานดังกลาวสามารถนํามาใชในการ ศึกษาประวัติศาสตรไดอยางไร (แนวตอบ สามารถนํามาเปนหลักฐานใน การศึกษาเรื่องราวของมนุษยในอดีต วามี ชีวิตความเปนอยูอยางไร และใชชีวิตอยูใน ชวงเวลาใดได)

เกร็ดแนะครู ครูควรจัดกิจกรรมการเรียนรูเพื่อใหนักเรียนมีความรู ความเขาใจถึงความสําคัญ ของเวลาในการศึกษาประวัติศาสตรและสามารถเทียบศักราชในระบบตางๆ ได และใหนักเรียนฝกใชทักษะกระบวนการทางประวัติศาสตรในการศึกษาเรื่องราวและ เหตุการณตางๆ ทักษะการคิดวิเคราะหขอมูลอยางเปนระบบ ดังนี้ • ครูใหนักเรียนยกตัวอยางเหตุการณทางประวัติศาสตรจากหลักฐานตางๆ และฝกเทียบศักราช • ครูนําภาพสิ่งของเครื่องใชของมนุษยสมัยกอนประวัติศาสตรมาใหนักเรียน วิเคราะหการดํารงชีวิตและพัฒนาการของเครื่องมือ • ครูใหนักเรียนสืบคนขอมูลเหตุการณทางประวัติศาสตรเพื่อวิเคราะหเหตุการณ และนําเสนอขอมูลอยางเปนระบบ

คูมือครู

1


กระตุน ความสนใจ Engage

สํารวจคนหา Explore

กระตุน ความสนใจ

อธิบายความรู Explain

Explain

ดังนี้

พอขุนรามคําแหงมหาราช กษัตริยแหงสุโขทัย ทรงครองราชยระหวาง พ.ศ. ๑๘๒๒ - ๑๘๔๑ ซึง่ เปนชวงเวลาใกลเคียง กุบไลขาน (ภาพเล็ก) พ.ศ. ๑๘๐๓ - ๑๘๓๗ ขานของมองโกล ทีม่ อี าํ นาจปกครองจีนในขณะนั้น

ดังนัน้ เวลาและชวงเวลาจึงมีความสําคัญ

๑. บอกใหรูวาเหตุการณตางๆ เกิดขึ้น หรือสิ้นสุดในเวลาใด ชวงเวลาใด ๒. บอกใหรวู า เหตุการณตา งๆ เกิดขึน้ มา นานเทาใดแลวเมื่อนับถึงปจจุบัน ๓. บอกใหรวู า เหตุการณตา งๆ เหตุการณ ใดเกิดขึ้นกอน หรือหลัง เมื่อเปรียบเทียบกับ เหตุการณอื่นๆ

นักเรียนควรรู 1 สหัสวรรษ หมายถึง ชวงเวลาในรอบ 1,000 ป ซึ่งชวงสหัสวรรษจะเริ่มนับ ตั้งแตปที่ขึ้นตนดวยเลข 1 เปนปแรกของสหัสวรรษ จนถึงปที่ลงทายดวยหลัก 1000 ยกตัวอยาง พุทธสหัสวรรษที่ 1 เริ่มตั้งแต พ.ศ. 1-1000 พุทธสหัสวรรษที่ 2 เริ่มตั้งแต พ.ศ. 2001-2000 ถาเปนคริสตสหัสวรรษ จะเปลี่ยนคําดานหนาจากพุทธสหัสวรรษ มาเปนคริสตสหัสวรรษ ยกตัวอยาง คริสตสหัสวรรษที่ 1 เริ่มตั้งแต ค.ศ. 1-1000 คริสตสหัสวรรษที่ 2 เริ่มตั้งแต ค.ศ. 1001-2000 เปนตน

คูมือครู

Evaluate

ประวัติศาสตรมีความสัมพันธกับเวลาอยางมาก เพื่อใหเกิดความเขาใจวาเหตุการณ ใน ประวัตศิ าสตรเกิดขึน้ 1เมือ่ ใด มีคาํ ทีใ่ ชบอกเวลาหลายอยาง เชน อดีต ยุคสมัย ทศวรรษ (๑๐ ป) ศตวรรษ (๑๐๐ ป) สหัสวรรษ (๑,๐๐๐ ป) ซึง่ คําดังกลาวจะทําใหเวลาในประวัตศิ าสตรแตกตางกัน นอกจากนี้ ยังใชศกั ราชมาบอกเวลาใหชดั เจนมากขึน้ เพือ่ ใหรวู า เหตุการณในประวัตศิ าสตรเกิดขึน้ เมือ่ ใดหรือ ชวงเวลาใด ศักราชที่ใชในประวัติศาสตรไทยมีหลายอยาง ที่นิยมใชกันมากคือ พุทธศักราช (พ.ศ.) จุลศักราช (จ.ศ.) และรัตนโกสินทรศก (ร.ศ.) แตศักราชดังกลาวเริ่มนับไมพรอมกัน จึงควรรูวาวิธี ไหนเทียบศักราชดังกลาว เพื่อจะไดเขาใจตรงกัน ประวัติศาสตรไทยถานับยอนหลังไปถึงสมัยสุโขทัยก็เปนเวลามากกวา ๗๐๐ ป ดังนั้น การ นับเวลาและชวงเวลาจึงมีความสําคัญมาก เวลาในประวัติศาสตร นิยมบอกเปนป เชน พ.ศ. ๑๘๒๖ พอขุนรามคําแหงมหาราชทรง ประดิษฐอักษรไทย ถาตองการใหรูชัดเจนมากขึ้น เพราะมีความสําคัญมาก จะบอกเปน วัน เดือน ป เชน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ วันปยมหาราช ตรงกับวันเสด็จสวรรคต คือ วันที่ ๒๓ ตุลาคม เปนตน ชวงเวลาในประวัติศาสตร เปนการบอกใหรูเวลาที่ชัดเจนเกี่ยวกับบุคคลหรือเหตุการณทาง ประวัตศิ าสตร เชน พอขุนรามคําแหงมหาราชครองราชยระหวาง พ.ศ. ๑๘๒๒ - ๑๘๔๑ สมัยสุโขทัย อยูในชวงเวลา พ.ศ. ๑๗๙๒ - ๒๐๐๖ เปนตน

Explore

1. ครูสุมถามนักเรียนเพื่ออธิบายความรู เชน • เวลาในประวัติศาสตรมีความสําคัญตอ นักเรียนอยางไร (แนวตอบ ทําใหเรารูว า เรือ่ งราว เหตุการณตา งๆ ในอดีตนัน้ เกิดขึน้ เมือ่ ใดและสิน้ สุดเมือ่ ใด หรือเกิดขึ้นมานานเทาใดแลว นอกจากนี้ การเรียนรูเกี่ยวกับเวลายังสามารถนํามาใช ในการดําเนินชีวิต ทําใหเราสื่อสารกันได อันเนื่องมาจากการมีความเขาใจพื้นฐาน เกี่ยวกับระบบการบอกเวลาตรงกัน) 2. ครูใหนักเรียนอภิปรายรวมกันวาสามารถนํา ความรูเรื่องเวลามาปรับใชในการดําเนินชีวิต ไดอยางไร (แนวตอบ ปรับใชโดยการวางแผนการเรียน หรือ การทํางานบานวาอะไรควรทํากอน ทําหลัง เพื่อ เปนการใชเวลาอยางประหยัดและคุมคา หรือใช ในการนัดหมายใหเขาใจตรงกัน เปนตน)

2

Expand

ñ. ¤ÇÒÁÊíÒ¤ÑޢͧàÇÅÒáÅЪ‹Ç§àÇÅÒ

ครูใหนักเรียนศึกษาเกี่ยวกับเวลา ชวงเวลา และ ศักราชแบบตางๆ จากหนังสือเรียน หนา 2-6 ตาม หัวขอตอไปนี้ 1. ความสําคัญของเวลาและชวงเวลา 2. การนับและการเปรียบเทียบศักราชแบบตางๆ 3. ตัวอยางศักราชในหลักฐานทางประวัติศาสตร

อธิบายความรู

ตรวจสอบผล

Engage

ครูเลาเกร็ดประวัติศาสตรใหนักเรียนฟง 1 เรื่อง และตั้งคําถาม เชน • สาระสําคัญกลาวถึงอะไร • เรื่องราวดังกลาวเกิดขึ้นในชวงเวลาใด และใน สมัยใด • นักเรียนคิดวาในอดีตการนับเวลามีความเหมือน หรือแตกตางจากในปจจุบันหรือไม อยางไร

สํารวจคนหา

ขยายความเขาใจ

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

เวลาและชวงเวลามีความสําคัญตอการศึกษาประวัติศาสตรอยางไร แนวตอบ ประวัติศาสตรเปนวิชาที่ศึกษาถึงประวัติความเปนมาหรือเรื่องราว เหตุการณที่เกิดขึ้นในอดีต จึงมีความสัมพันธกับเวลา ดังนั้น การเรียนรู เกี่ยวกับเวลาจึงมีความสําคัญ ทําใหเราทราบวาเหตุการณทางประวัติศาสตร เกิดขึ้นหรือสิ้นสุดเมื่อใด ในชวงเวลาใด เหตุการณใดเกิดกอนหรือเกิดหลัง ซึ่งทําใหงายแกการจดจําและทําความเขาใจ นอกจากนี้ยังทําใหทราบถึง ความสัมพันธของเหตุการณทางประวัติศาสตรที่อยูในเวลาหรือชวงเวลา ใกลเคียงกันดวย


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

อธิบายความรู

Explain

ครูใหนักเรียนสงตัวแทนออกมานําเสนอสาระ สําคัญหนาชั้นเรียนเกี่ยวกับการนับศักราชแบบ สากลและแบบไทย และใหนักเรียนที่มีขอสงสัย ซักถามและอธิบายจนเขาใจ

๔. บอกใหรถู งึ ความสัมพันธหรือเกีย่ วของของเหตุการณประวัตศิ าสตร เพราะอยูในเวลาหรือ ชวงเวลาใกลเคียงกัน เชน กุบไลขาน หรือ คูบไิ ลขาน (พ.ศ. ๑๘๐๓ - ๑๘๓๗) ขานของพวกมองโกล ที่ปกครองประเทศจีนขยายอํานาจ ทําใหผูนําไทย คือ พอขุนรามคําแหงมหาราชแหงอาณาจักร สุโขทัย พระยางําเมืองแหงแควนพะเยาเปนพันธมิตรกัน เมื่อ พ.ศ. ๑๘๓๐ เพื่อปกปองตนเอง ๕. ทําใหเขาใจและวิเคราะหเหตุการณตางๆ ในประวัติศาสตร ไดดีขึ้นเพราะกาลเวลาที่ เปลี่ยนแปลงหรือผานมา มนุษยมีพัฒนาการ มีความเจริญรุงเรืองขึ้น ทําใหมนุษยประดิษฐคิดคน สิ่งตางๆ ไดดียิ่งขึ้น เชน โทรเลขที่เริ่มมีขึ้นในเมืองไทยสมัยรัชกาลที่ ๕ (พ.ศ. ๒๔๑๑ - ๒๔๕๓) และถือวามีความสําคัญและทันสมัยมาก แตในปจจุบนั เปนของลาสมัย จนหมดความสําคัญ เพราะ มีโทรศัพทมือถือ มีอินเทอรเน็ต (Internet) เขามาชวยในการติดตอสื่อสาร ซึ่งสะดวกรวดเร็วและ มีประสิทธิภาพมากกวา

ò. ¡ÒùѺáÅСÒÃà»ÃÕºà·ÕºÈÑ¡ÃҪẺµ‹Ò§æ การศึกษาประวัตศิ าสตรจะมีความสมบูรณกต็ อ เมือ่ มีการระบุศกั ราช เพราะจะทําใหเราทราบ วาเหตุการณสําคัญตางๆ เกิดขึ้นในชวงเวลาใด การนับศักราชในประวัติศาสตรไทย มีทั้งการนับ ศักราชแบบสากลและแบบไทย ดังตอไปนี้ คริสตศักราช (ค.ศ.)

การนับศักราชแบบสากล

1

ฮิจเราะหศักราช (ฮ.ศ.)

2

เปนศักราชทางศาสนาคริสต มีผูนิยมใชกันเปนจํานวนมากทั่วโลก คริสตศักราชที่ ๑ เริ่มนับตั้งแตปที่พระเยซูคริสตประสูติ (ตรงกับ พ.ศ. ๕๔๔) คําวา คริสตศักราช ใชอักษรยอวา ค.ศ. หรือ A.D. (Anno Domini : เปนภาษาละติน แปลวา ปแหงพระผูเปนเจา) ระยะเวลาที่ อยูกอนคริสตศักราชลงไปเรียกวา สมัยกอนคริสตศักราช หรือกอน คริสตกาล ใชอักษรยอวา กอน ค.ศ. หรือ B.C. (Before Christ) เปนศักราชทางศาสนาอิสลาม โดยยึดปที่ทานนบีมุฮัมมัด ไดกระทํา ฮิจเราะห (Higra แปลวา การอพยพโยกยาย) คือ อพยพจากเมืองเมกกะ ไปอยูท เี่ มืองเมดินะ ฮ.ศ. ๑ ตรงกับ พ.ศ. ๑๑๖๕ แตปห นึง่ ของฮิจเราะห ศักราชมี ๓๕๔ วัน จึงมีความคลาดเคลื่อนกับปของคริสตศักราชที่มี ๓๖๕ ๔๑ วัน จน ๓๒ ปครึ่ง จะมีความคลาดเคลื่อนเพิ่มขึ้นเปน ๑ ปไป เรือ่ ยๆ ปจจุบนั จะเทียบฮิจเราะหศกั ราชกับพุทธศักราช ตองเอา ๑,๑๒๒ ไปบวกหรือลบ ๓

กิจกรรมทาทาย ครูใหนักเรียนเลือกศึกษาเหตุการณทางประวัติศาสตรไทยในสมัยสุโขทัย 1 เหตุการณ แลวนํามาจัดทําเปนเสนเวลา (Timeline) นําเสนอในชั้นเรียน

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

ตอไปนี้เปนคําบอกเวลาในประวัติศาสตร ยกเวนขอใด 1. กอน ค.ศ. 2. พุทธชยันตี 3. คริสตศตวรรษ 4. กอนพุทธกาล

วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 2. พุทธชยันตีเปนการเฉลิมฉลองของชาวพุทธ ในวาระครบรอบ 2,600 ปแหงการตรัสรูของพระพุทธเจา

นักเรียนควรรู 1 คริสตศักราช ผูเริ่มนับคริสตศักราชคนแรก คือ ไดโอนิซิอุส เอซิกุอุส (มีอายุระหวาง ค.ศ. 500-525) บาทหลวงชาวโรมัน โดยนับวาพระเยซูประสูติ ในวันที่ 25 ธันวาคม ป 753 AUC (ศักราชโรมันที่ใชกันอยูขณะนั้น) แตเนื่องจากมี ธรรมเนียมวาปใหมเริ่มตนในเดือนมกราคม จึงถือเอาวันที่ 1 มกราคม ป 754 แหง ศักราชโรมันเปนการเริ่มตนคริสตศักราชที่ 1 ซึ่งคริสตศักราชเปนการนับเวลาตาม หลักสุริยคติ โดยถือเอาดวงอาทิตยเปนหลักในการคํานวณ ทําให 1 ปมี 365 14 วัน (ไมนับปอธิกสุรทินที่เดือนกุมภาพันธมี 29 วันตามแบบไทย) 2 ฮิจเราะหศักราช โดยอุมัรที่ 1 (Umar I) คอลิฟะ (กาหลิบ, Caliph) ทานที่ 2 ซึ่งครองอํานาจระหวาง ค.ศ. 634-644 ไดประกาศใหวันแรกของเดือน มุหัรรัม (Muharram) ซึ่งตรงกับวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 622 เปนวันเริ่มตน ฮิจเราะหศักราช ซึ่งฮิจเราะหศักราชเปนการนับเวลาตามหลักจันทรคติ โดยถือเอา ดวงจันทรเปนหลักในการคํานวณ ทําให 1 ปมี 354 วัน จึงมีเวลาชากวาศักราชอื่นๆ ทุกๆ 32 12 ป คูมือครู

3


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

Explain

1. ครูตั้งคําถามแลวใหนักเรียนชวยกันตอบ เชน • คริสตศักราชที่ 1 เริ่มนับเมื่อใดและมีอักษรยอ วาอะไร (แนวตอบ เริ่มนับตั้งแตปที่พระเยซูประสูติ (ตรงกับ พ.ศ. 544) โดยมีอักษรยอวา ค.ศ. หรือ A.D. (Anno Domini)) • ฮิจเราะหศักราชที่ 1 เริ่มนับเมื่อใดและตรงกับ พ.ศ. เทาไร (แนวตอบ เริ่มนับในปที่ทานนบีมุฮัมมัดได อพยพจากเมืองเมกกะไปยังเมืองเมดินะ ซึ่งตรงกับ ค.ศ. 622 หรือ พ.ศ. 1165) • ประเทศไทยเริ่มใชพุทธศักราชเมื่อใด (แนวตอบ เริ่มใชในสมัยสมเด็จพระนารายณ มหาราชและนํามาใชอยางแพรหลายเปนแบบ อยางของทางราชการตั้งแตในสมัยรัชกาลที่ 6 เปนตนมาจนถึงปจจุบัน) • รัตนโกสินทรศกที่ 1 เริ่มนับเมื่อใดและตรงกับ พ.ศ. เทาไร (แนวตอบ เริ่มนับปที่รัชกาลที่ 1 ทรงสถาปนา กรุงเทพมหานครเปนราชธานีแหงใหมของไทย ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2325) 2. ครูใหนักเรียนชวยกันยกตัวอยางการนับศักราช นอกจากที่ศึกษามาในหนังสือเรียน แลวอภิปราย รวมกันในชั้นเรียน

พุทธศักราช (พ.ศ.)

มหาศักราช (ม.ศ.)

จุลศักราช (จ.ศ.)

รัตนโกสินทรศก (ร.ศ.)

การนับศักราชแบบไทย พุทธศักราชเปนศักราชทางพระพุทธศาสนา โดยไทยเริม่ นับพุทธศักราช ที่ ๑ (พ.ศ. ๑) เมื่อพระพุทธเจาเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแลว ๑ ป สวนบางประเทศ เชน พมา ศรีลังกาจะเริ่มนับพุทธศักราชที่ ๑ ตั้งแต ปทพี่ ระพุทธเจาเสด็จดับขันธปรินพิ พาน ไทยเริม่ ใชการนับศักราชแบบ พุทธศักราชในสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช (พ.ศ. ๒๑๙๙ - ๒๒๓๑) และนํามาใชกันอยางแพรหลายเปนแบบอยางของทางราชการตั้งแต พ.ศ. ๒๔๕๕ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูห วั เปนตนมา พบหลายแหงในหลักฐานทางประวัตศิ าสตรสมัยสุ1โขทัยและสมัยอยุธยา ตอนตน การนับมหาศักราชนี้ พระเจากนิษกะแหงราชวงศกุษาณะ กษัตริยผูครองแควนคันธารราฐของอินเดียทรงตั้งขึ้น เริ่มภายหลัง พุทธศักราช ๖๒๑ ป ภายหลังไดเผยแพรเขามาสูบ ริเวณสุวรรณภูมแิ ละ ประเทศไทยผานทางพวกพราหมณและพอคาอินเดียที่เดินทางเขามา ติดตอคาขายยังดินแดนบริเวณแถบนี้ มหาศักราชพบมากในศิลาจารึก สุโขทัยและศิลาจารึกของไทยรุน เกาๆ ผูตั้ง คือ โปปะสอระหันหรือบุปผะอรหันต หรือบุพโสรหัน (Popa Sawrahan) ซึง่ ภายหลังไดลาสิกขาออกมาเปนกษัตริยข นึ้ ครองแผนดิน พมา จุลศักราชเริม่ ภายหลังพุทธศักราช ๑,๑๘๑ ป พบมากในศิลาจารึก และพงศาวดารตางๆ ทั้งของลานนา สุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร ตอนตน เริ่ ม นั บ ป ที่ พ ระบาทสมเด็ จ พระพุ ท ธยอดฟ า จุ ฬ าโลกมหาราชทรง สถาปนากรุงเทพมหานครขึ้นเปนราชธานีแหงใหมของราชอาณาจักร ไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ เปนรัตนโกสินทรศกที่ ๑ ทั้งนี้ไทยเริ่มใชการ นับศักราชแบบรัตนโกสินทรศกใน พ.ศ. ๒๔๓๒ กลางรัชสมัยพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูห วั และเลิกใชเมือ่ พ.ศ. ๒๔๕๕ ตอนตน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว

อยางไรก็ตาม การนับศักราชแบบตางๆ ดังที่กลาวมาขางตน ในบางกรณีบางเหตุการณก็ ไมจําเปนตองนับอยางละเอียด แตอาจจะกลาวหรือนับอยางกวางๆ เปนอยางอื่นอีกก็ได ที่นิยมใช กันมาก ไดแก ทศวรรษ (รอบ ๑๐ ป) ศตวรรษ (รอบ ๑๐๐ ป) สหัสวรรษ (รอบ ๑,๐๐๐ ป) ตนศตวรรษ (ประมาณ ๓๓ ปแรกของศตวรรษ) ฯลฯ การนับเชนนี้ เปนการบอกชวงเวลาอยาง กวาง โดยไมระบุศักราช ๔

นักเรียนควรรู 1 พระเจากนิษกะ เปนกษัตริยองคที่ 3 แหงราชวงศกุษาณะ ทรงเปนองค เอกอัครศาสนูปถัมภกพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ซึ่งในสมัยของพระองค พระพุทธศาสนานิกายมหายานไดแผขยายเขาไปยังดินแดนเอเชียกลางและจีน เปนอยางมาก พระองคทรงครองราชยอยูระหวาง พ.ศ. 621-644

มุม IT ศึกษาคนควาขอมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการนับศักราชแบบไทยและแบบสากล ไดที่ http://www.moe.go.th/moe/th/blog/view-blog.php?memberid= 850&blogid=556 เว็บไซตกระทรวงศึกษาธิการ

4

คูมือครู

ขอสอบ

O-NET

ขอสอบป ’ 51 ออกเกี่ยวกับพุทธศักราช การกําหนดใชพุทธศักราช ใหเริ่มนับในเหตุการณที่สําคัญเหตุการณใด 1. พระสัมมาสัมพุทธเจาประสูติ 2. พระสัมมาสัมพุทธเจาตรัสรู 3. พระสัมมาสัมพุทธเจาประกาศศาสนา 4. พระสัมมาสัมพุทธเจาปรินิพพาน วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 4. โดยไทยเริ่มนับพุทธศักราชที่ 1 (พ.ศ. 1) เมื่อพระพุทธเจาเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแลว 1 ป


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

อธิบายความรู

1. ครูยกตัวอยางเหตุการณในประวัติศาสตรที่มี การนับเวลาเปน ค.ศ. ใหนักเรียนชวยกัน เปรียบเทียบเปน พ.ศ. และศักราชอื่น พรอมทั้ง ชวยกันวิเคราะหวา ตรงกับชวงเหตุการณใดใน ประวัติศาสตรไทย เพื่อใหนักเรียนเขาใจวา เหตุการณสําคัญตางๆ เกิดขึ้นในชวงเวลาใด 2. ครูใหนักเรียนทํากิจกรรมที่ 1.2 จากแบบวัดฯ ประวัติศาสตร ม.1

ศักราชแบบตางๆ ที่กลาวมาควรรูเพราะหลักเกณฑในการเปรียบเทียบศักราช และการ ใชศักราชที่แตกตางกัน ทําใหเกิดความสับสนไมชัดเจนในการศึกษาประวัติศาสตรไทยและสากล ดังนั้น การเทียบศักราชใหเปนแบบเดียวกันจะเปนประโยชนในการศึกษาประวัติศาสตรมาก เชน ในสมัยพอขุนรามคําแหงมหาราช ซึ�งครองราชสมบัติระหวาง พ.ศ. ๑๘๒๒ - ๑๘๔๑ เมื่อเทียบ เปน ค.ศ. จะเทากับ ค.ศ. ๑๒๗๙ - ๑๒๙๘ หรือในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ�งครองราชสมบัติระหวาง พ.ศ. ๒๑๓๓ - ๒๑๔๘ เมื่อเทียบเปน ค.ศ. จะเทากับ ค.ศ. ๑๕๙๐ - ๑๖๐๕ เปนตน การเทียบศักราชไดคลองจะทําใหเราเรียนประวัติศาสตรไดอยางมีความหมายและเขาใจ มากขึน้ การเปรียบเทียบศักราชสามารถกระทําไดงา ยๆ โดยนําตัวเลขผลตางของอายุศกั ราชแตละ ศักราชมาบวกหรือลบกับศักราชที่เราตองการ ในปจจุบันศักราชที่ใชกันมาก คือ คริสตศักราชและพุทธศักราช เมื่อเทียบศักราชทั้งสอง ตองใช ๕๔๓ บวกหรือลบ แลวแตกรณ� ถาเทียบไดคลองจะทําใหเขาใจประวัตศิ าสตรไทยหรือสากล ไดงายขึ้น

✓ แบบวัดฯ ใบงาน แบบฝกฯ ประวัติศาสตร ม.1 กิจกรรมที่ 1.2 หนวยที่ 1 เวลาและการแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตร กิจกรรมที่ ๑.๒ ใหนกั เรียนเทียบศักราชตางๆ ตอไปนีใ้ หถกู ตอง (ส ๔.๑ ม.๑/๒)

พุทธศตวรรษ

๕๔๔ ป ค.ศ. ๖๒๒ ป ม.ศ. ๑,๑๖๕ ป ฮ.ศ. ๑,๑๘๒ ป จ.ศ. ๒,๓๒๕ ป ร.ศ. ๓ ๔

๗ ๘

๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ๑๓ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ๑๗ ๑๘ ๑๙ ๒๐ ๒๑ ๒๒ ๒๓ ๒๔ ๒๕ ปจจุบัน

หลักเกณฑการเทียบศักราช ม.ศ. + ๖๒๑ = พ.ศ. พ.ศ. - ๖๒๑ จ.ศ. + ๑,๑๘๑ = พ.ศ. พ.ศ. - ๑,๑๘๑ ร.ศ. + ๒,๓๒๔ = พ.ศ. พ.ศ. - ๒,๓๒๔ พ.ศ. - ๕๔๓ ค.ศ. + ๕๔๓ = พ.ศ. ฮ.ศ. + ๑,๑๒๒ = พ.ศ. พ.ศ. - ๑,๑๒๒

»ÃÐà·Èä·ÂàÃÔèÁ㪌¾Ø·¸ÈÑ¡ÃҪ͋ҧ໚¹·Ò§¡Òà àÁ×èÍÇѹ·Õè òñ ¡ØÁÀҾѹ¸ ¾.È. òôõõ µÃ§¡Ñº ÃѪÊÁѾÃкҷÊÁà´ç¨¾ÃÐÁ§¡Ø®à¡ÅŒÒ਌ÒÍÂÙ‹ËÑÇ ¹Ð¤ÃѺ

= = = = =

คะแนนเต็ม คะแนนที่ได

õ

๑. พระยาตาก (สิน) ยกทัพตีทัพพมาที่คายโพธิ์สามตนแตกเมื่อจุลศักราช ๑๑๒๙ ปกุน ๑๗๖๗ ๑๖๘๙ ๑๑๒๙ ม.ศ. ……………………………… จ.ศ. ………………………………. จ.ศ. ๑๑๒๙ ตรงกับ ค.ศ. ………………………………. ๒. องคการสหประชาชาติจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๔๕ ๒๔๘๘ ๑๖๔ ๑๓๖๖ ค.ศ. ๑๙๔๕ ตรงกับ พ.ศ. ………………………………. ร.ศ. ……………………………… ฮ.ศ. ………………………………. ๓. ศักราช ๘๒๖ วอกศก สมเด็จพระบรมไตรโลกเจาสรางพระวิหารวัดจุฬามณี ๒๐๐๗ ๑๓๘๖ ๑๔๖๔ ศักราช ๘๒๖ ตรงกับ พ.ศ. ………………………………. ม.ศ. ……………………………… ค.ศ. ………………………………. ๔. พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูห วั พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเมือ่ พ.ศ. ๒๔๗๕ ๑๕๑ ๑๙๓๒ ฮ.ศ. ………………………………. ๑๓๕๓ พ.ศ. ๒๔๗๕ ตรงกับ ร.ศ. ………………………………. ค.ศ. ……………………………… ๕. สงครามโลกครั้งที่ ๑ ที่เกิดขึ้นระหวาง ค.ศ. ๑๙๑๔ - ๑๙๑๘ ทําใหมีผูคนบาดเจ็บลมตายเปน จํานวนมาก ฉบับ ๒๔๕๗ - ๒๔๖๑ ฮ.ศ. …………………………. ๑๓๓๕ - ๑๓๓๙ จ.ศ. ………………………….. ๑๒๗๖ - ๑๒๘๐ เฉลย ค.ศ. ๑๙๑๔ - ๑๙๑๘ ตรงกับ พ.ศ. ………………………….. ๖. จารึกสุโขทัย หลักที่ ๕ ดาน ๒ บรรทัด ๑๘ ความวา “เสวยราชในเมืองศรีสัชชนาไลย สุโขทัย ไดยี่สิบสองเขา ศักราช ๑๒๘๓ ปฉลู…” ๑๙๐๔ ๑๓๖๑ จ.ศ. …………………………….. ๗๒๓ ศักราช ๑๒๘๓ ตรงกับ พ.ศ. …………………………….. ค.ศ. ……………………………. ๗. จุลศักราช ๖๘๖ ชวดศก แรกสถาปนาพระพุทธเจาพแนงเชิง ๑๒๔๖ ๗๔๕ ๑๓๒๔ จ.ศ. ๖๘๖ ตรงกับ ม.ศ. ………………………………… ฮ.ศ. ……………………………….. ค.ศ. ………………………………… ๘. สหภาพโซเวียตลมสลายใน ค.ศ. ๑๙๙๑ นับเปนการสิ้นสุดสงครามเย็น ๒๕๓๔ ๑๓๕๓ ๒๑๐ ค.ศ. ๑๙๙๑ ตรงกับ พ.ศ. ………………………………… จ.ศ. ……………………………….. ร.ศ. ………………………………… ๙. ฝรั่งเศสนําเรือมาปดปากแมนํ้าเจาพระยาและเกิดการสูรบกันเมื่อ ร.ศ. ๑๑๒ ๒๔๓๖ ๑๘๙๓ ฮ.ศ. ………………………………… ๑๓๑๔ ร.ศ. ๑๑๒ ตรงกับ พ.ศ. ………………………………… ค.ศ. ……………………………….. ๑๐. เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวทรงประกาศสละราชสมบัติ ๑๕๓ ๑๙๓๔ ๑๘๕๖ พ.ศ. ๒๔๗๗ ตรงกับ ร.ศ. ………………………………… ค.ศ. ……………………………….. ม.ศ. …………………………………

แผนผังแสดงชวงเวลาการกําเนิดศักราชทีส ่ าํ คัญ

1,500 ๑ ๒

Explain

ม.ศ. จ.ศ. ร.ศ. ค.ศ. ฮ.ศ.

ขอสอบ

O-NET

ขอสอบป ’ 52 ออกเกี่ยวกับการเทียบศักราช นางสาวเย็นฤดี งามพรอม เกิดใน พ.ศ. 2511 ถาเทียบตามศักราชสากล ของฮิจเราะหศักราชจะตรงกับปใด 1. 1551 2. 1968 3. 3054 4. 1389 วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 4. ซึ่งถาเทียบ พ.ศ. เปน ฮ.ศ. ใหนํา พ.ศ. คือ 2511 ลบดวย 1,122 จะตรงกับ ฮ.ศ. 1389

เกร็ดแนะครู ครูแนะนําใหนักเรียนไปสืบคนเพิ่มเติมเกี่ยวกับศักราชอื่นๆ ที่ปรากฏในเอกสาร ประวัติศาสตรไทย เชน • วัน ๑ ๑๕ ฯ ๖ อานวา วันอาทิตย เดือน 6 ขึ้น 15 คํ่า • ศก เปนการนับเวลาซึ่งเรียงลําดับเปนปตามจุลศักราช โดยเรียกชื่อศกตาม เลขลงทาย เชน เอกศก ปในจุลศักราชที่ลงทายดวยเลข 1 โทศก ปในจุลศักราชที่ ลงทายดวยเลข 2 ตรีศก ปในจุลศักราชที่ลงทายดวยเลข 3 จัตวาศก ปในจุลศักราช ที่ลงทายดวยเลข 4 เบญจศก ปในจุลศักราชที่ลงทายดวยเลข 5 เปนตน

มุม IT ศึกษาคนควาขอมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคํานวณศักราช ไดที่ http://www. sac.or.th/main/article_detail.php?article_id=106&category_id=19 เว็บไซตศูนยมานุษยวิทยาสิรินธร (องคการมหาชน) คูมือครู

5


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

อธิบายความรู

Engage

Explore

Explain

ขยายความเขาใจ

Expand

ตรวจสอบผล Evaluate

Expand

ครูใหนักเรียนสืบคนการใชศักราชในหลักฐาน ทางประวัติศาสตรไทยเพิ่มเติมจากแหลงการเรียนรู ตางๆ เชน หองสมุดโรงเรียน หองสมุดกลุมสาระ ขอมูลทางอินเทอรเน็ต เปนตน จากนั้นเปรียบเทียบ ศักราชเปนศักราชแบบตางๆ ลงบนกระดาษ A4 พรอมทั้งยกขอความประกอบ

ตรวจสอบผล

ขยายความเขาใจ

ó. µÑÇÍ‹ҧÈÑ¡ÃÒªã¹ËÅÑ¡°Ò¹·Ò§»ÃÐÇѵÔÈÒʵÏ ในการศึกษาหลักฐานทางประวัตศิ าสตรไทย จะพบการใชศกั ราชหลายอยางดังกลาวมาแลว ตอไปนี้เปนตัวอยางศักราชในหลักฐานประวัติศาสตรไทย ศักราช หลักฐานประวัติศาสตรไทย พุทธศักราช (พ.ศ.)

Evaluate

1. ครูตรวจชิ้นงานการใชศักราชและ การเปรียบเทียบศักราช 2. ครูสังเกตพฤติกรรมความมีสวนรวมในการตอบ คําถามและการแสดงความคิดเห็นของนักเรียน

มหาศักราช (ม.ศ.)

จุลศักราช (จ.ศ.)

รัตนโกสินทรศก (ร.ศ.)

“บานโนล แครนลี ประเทศอังกฤษ” “…ขาพเจามีความเต็มใจทีจ่ ะสละอํานาจอันเปนของขาพเจาอยูแ ตเดิม ใหแกราษฎรโดยทัว่ ไป แตขา พเจาไมยนิ ยอมยกอํานาจทัง้ หลายของขาพเจา ใหแกผูใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใชอํานาจนั้นโดยสิทธิ์ขาดและโดยไมฟง เสียงอันแทจริงของประชาราษฎร…” ประชาธิปก ปร. วันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ เวลา ๑๓ นาฬกา ๔๕ นาที ที่มา : ประมวลพระบรมราโชวาทและพระราชดํารัสในพระบาทสมเด็จ พระปกเกลาเจาอยูหัว หนา ๓๖๕ - ๓๗๐. หลักฐานทางประวัติศาสตร ไทยขางบนนี้ เปนพระราชหัตถเลขา บางตอนในการสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ “๑๒๐๕ ศก ปมะแม พอขุนรามคําแหง หาใครใจในใจ แลใสลายสือ ไทยนี้…” ที่มา : ศิลาจารึกพอขุนรามคําแหงมหาราช ดานที่ ๔. ป ๑๒๐๕ เปนการนับแบบมหาศักราช เมื่อเทียบเปน พ.ศ. บวกดวย ๖๒๑ = พ.ศ. ๑๘๒๖ เปนปที่พอขุนรามคําแหงมหาราชประดิษฐอักษรไทย “ศักราช ๗๑๒ ขาลศก…แรกสถาปนากรุงพระนครศรีอยุธยา” ทีม่ า : พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหลวงประเสริฐฯ หนา ๑. ศักราช ๗๑๒ เปนการนับแบบจุลศักราช เมื่อเทียบเปน พ.ศ. บวก ดวย ๑๑๘๑ = พ.ศ. ๑๘๙๓ เปนปที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (อูทอง) ตั้ง กรุงศรีอยุธยาเปนราชธานี “วันที่ ๑๙ เมษายน รัตนโกสินทรศก๒๓ ๑๐๙ ถึงที่ประชุมเสนาบดี ซึ่ง อยูรักษาพระนคร” ที่มา : ประชุมพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวที่ทรงบริหารราชการแผนดิน ภาคที่ ๓ (ตอน ๒) หนา ๒๖๗. รัตนโกสินทรศก หรือ ร.ศ. ๑๐๙ เมื่อเทียบเปน พ.ศ. บวกดวย ๒๓๒๔ = พ.ศ. ๒๔๓๓ สําหรับเลข ๒๓ ที่อยูขางบนคําวา “ศก” หมายถึง ปที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวครองราชสมบัติเปนปที่ ๒๓1 พระราชหัตถเลขานีท้ รงมีถงึ คณะเสนาบดีระหวางเสด็จประพาสแหลมมลายู

นักเรียนควรรู 1 เสด็จประพาสแหลมมลายู พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวเสด็จ ประพาสแหลมมลายู (ดินแดนที่เสด็จประพาส เชน กลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี ปนัง สิงคโปร เปนตน) รวม 6 ครั้ง นับตั้งแต พ.ศ. 2431-2448 โดยไมนับการเสด็จผาน ไปที่อื่น เชน เสด็จประพาสอินเดีย ยุโรป ทั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อที่จะทอดพระเนตร ชีวิตความเปนอยูของประชาชนและสภาพบานเมือง เพื่อประโยชนในการปกครอง บานเมือง และทําใหขุนนาง ประชาชนมีความจงรักภักดีตอพระองคและบานเมือง มากยิ่งขึ้น

บูรณาการอาเซียน ครูใหนักเรียนชวยกันคนหาขอมูลแสดงหลักฐานทางประวัติศาสตรของประเทศ สมาชิกอาเซียน วามีการใชศักราชแบบใดบาง และมีความเหมือนหรือแตกตางจาก ไทยอยางไร

6

คูมือครู

บูรณาการเชื่อมสาระ

ครูสามารถนําเรื่องการเทียบศักราชไปบูรณาการเชื่อมโยงกับกลุมสาระ การเรียนรูคณิตศาสตร เรื่องจํานวนเต็ม ในหัวขอการบวกลบจํานวนเต็ม เพื่อฝกใหนักเรียนใชทักษะการบวกลบตัวเลขไดอยางถูกตอง


กระตุน ความสนใจ Engage

สํารวจคนหา Explore

อธิบายความรู

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Explain

Expand

Evaluate

กระตุน ความสนใจ

ครูนําภาพสิ่งของเครื่องใชของมนุษยสมัย โบราณ เชน ขวานหิน เครื่องปนดินเผา กําไลขอมือ สรอยคอ ใบหอกสําริด เปนตน มาใหนักเรียนดู จากนั้นครูตั้งคําถามกระตุนความสนใจของนักเรียน เชน • ภาพอะไร มีความสําคัญอยางไร • ภาพดังกลาวแสดงใหเห็นถึงพัฒนาการ การดํารงชีวิตของมนุษยสมัยโบราณอยางไร และแตกตางจากการดํารงชีวิตของมนุษย ในปจจุบันอยางไร

ô. ¡ÒÃẋ§ÂؤÊÁÑ·ҧ»ÃÐÇѵÔÈÒʵÏ การนับเวลาเปนศักราชดังที่กลาวมา มีประโยชน ในการศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร ไดเขาใจและชัดเจน แตการระบุศักราชบอยๆ อาจทําใหเกิดความสับสน หรือยากแกการจดจํา นักประวัติศาสตรจึงมีการแบงสมัย ซึ่งกําหนดโดยถือเอาลักษณะเฉพาะที่ชัดเจนของสมัยนั้นๆ มาเปนชื่อสมัย หรือบางทีเรียกเปนยุคก็มี การแบงสมัยทางประวัติศาสตร ไทยมีทั้งการแบงตาม แบบสากลและแบบของไทย เพื่อใหเกิดความเขาใจจะกลาวถึงการแบงตามแบบสากลกอน ซึ่งจัด แบงไดดังนี้

๔.๑ การแบงชวงเวลาตามแบบสากล ๑) สมัยกอนประวัติศาสตร เปนสมัยที่มนุษยยังไมมีการประดิษฐตัวอักษรขึ้นใช

การศึกษาเรื่องราวของมนุษย ในสมัยกอนประวัติศาสตรจึงตองอาศั 1 ยการวิเคราะหตีความจาก หลักฐานโบราณคดีตางๆ ไดแก เครื่องมือเครื่องใช โครงกระดูก งานศิลปะ รูปแบบหรือวิถีการ ดําเนินชีวิตซึ่งจะปรากฏอยูในแหลงโบราณคดีตางๆ ในสมัยกอนประวัติศาสตรตามแบบสากลยัง แบงยอยลงไปอีก โดยใชหลักการดังนี้ (๑) แบงตามเทคโนโลยีการทําเครื่องมือเครื่องใช หลักเกณฑนี้ถือวาเทคโนโลยี มีความสําคัญตอพัฒนาการของมนุษยจึงนํามาใชแบงสมัยกอนประวัติศาสตรออกเปน ๒ ยุค ประกอบดวย ๑. ยุคหิน จะแบงยอยออกเปนยุคหินเกา ยุคหินกลาง และยุคหินใหม มีอายุ ประมาณ ๒ - ๕ ลานป - ๔,๐๐๐ ปลวงมาแลว๑ ๒. ยุคโลหะ ครอบคลุมชวงเวลาประมาณ ๔,๐๐๐ ป - ๑,๕๐๐ ปลวงมาแลว 2 สามารถแบงยอยออกเปนยุคสําริด และยุคเหล็ก คือ ยึดถือเอาชนิดของโลหะที่มนุษยนํามาใช ประโยชนเปนหลักเกณฑการแบง (๒) แบงตามลักษณะการดํารงชีวิตของผูคน สามารถจัดแบงยอยไดอกี ๓ ยุค ดวยกัน๒ ดังนี้ ๑. ยุคลาสัตว เก็บหาอาหาร มนุษยลา สัตว เก็บหาอาหาร ยังไมมที พี่ าํ นัก แนนอน ยุคนีครอบคลุ ค้ รอบคลุมชวงเวลาประมาณ ๒.๕ ลานป - ๘,๐๐๐ ปลวงมาแลว ๒. ยุคสังคมเกษตรกรรม มนุษยรจู กั การดํารงชีพดวยการเพาะปลูก เลีย้ งสัตว เริม� ตนการตัง้ ถิน� ฐานอยูร วมกันมากขึน้ จนเปนสังคม ยุคน�เ้ กิดขึน้ เมือ่ ประมาณ ๘,๐๐๐ ป - ๖,๐๐๐ ปลวงมาแลว

สํารวจคนหา

ศัพทานุกรมโบราณคดี. สํานักโบราณคดี กรมศิลปากร. ๒๕๕๐. หนา ๔๙๕ - ๔๙๗. ยุคหินกลางพบในยุโรป แอฟริกา และหลายภูมิภาคของเอเชีย ยกเวนไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต ๒ Jerry H. Bentley and Herbert F. Ziegler. Traditions and Encounters : A Global Perspective on the Past. Third Edition. Boston : McGraw-Hill, ๒๐๐๖. pp. ๕ - ๒๘.

ขอสอบ

O-NET

ขอสอบป ’ 52 ออกเกี่ยวกับยุคหิน การสันนิษฐานการคนพบมนุษยในยุคหินเกาตอนตนเรียกชื่อวาอยางไร 1. มนุษยวานร 2. มนุษยไฮเดนเบิรก 3. มนุษยนีแอนเดอธัล 4. มนุษยโครมันยอง วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 2. ดังพบหลักฐานยุคหินเกาตอนตน เชน โครงกระดูกมนุษยสมัยนั้นในทวีปตางๆ เชน ยุโรปพบมนุษยไฮเดนเบิรก มนุษยสไตนไฮม เอเชียพบมนุษยชวา มนุษยปกกิ่ง สวนมนุษยวานรเกิดขึ้น ในยุคแรกๆ ซึ่งมีความคลายกับมนุษย มนุษยนีแอนเดอธัลจัดเปนมนุษยยุค หินเกาตอนกลาง และมนุษยโครมันยองจัดอยูในยุคหินเกาตอนปลาย

Engage

Explore

1. ครูใหนักเรียนนับ 1-4 เพื่อกําหนดหมายเลข ประจําตัว จากนั้นใหนักเรียนที่นับหมายเลข เดียวกันอยูกลุมเดียวกัน เพื่อศึกษาความรู จากหนังสือเรียน หนา 7-20 ตามหัวขอ ดังนี้ หมายเลข 1 การแบงชวงเวลาตามแบบสากล หมายเลข 2 การแบงชวงเวลาตามแบบไทย หมายเลข 3 ตัวอยางการใชเวลา ชวงเวลา และยุคสมัยที่ปรากฏในหลักฐาน ทางประวัติศาสตรไทย หมายเลข 4 ความสัมพันธและความสําคัญ ของอดีตที่มีตอปจจุบันและ อนาคต 2. นักเรียนในแตละหมายเลขรวมกันสรุปความรู และซักถามขอสงสัยกับสมาชิกในกลุมจนเกิด ความเขาใจตรงกัน 3. จากนั้นครูใหนักเรียนรวมกลุมใหม กลุมละ 4 คน โดยแตละกลุมจะตองมีสมาชิกครบทั้ง 4 หมายเลข แลวใหทุกคนรวมกันแลกเปลี่ยน ความรูและซักถามกันในกลุมจนเขาใจสาระ สําคัญทั้งหมด

นักเรียนควรรู 1 โครงกระดูก สําหรับโครงกระดูกมนุษยที่มีอายุเกาแกที่สุดในโลกอยูในเขต ประเทศเอธิโอเปย ทวีปแอฟริกา ซึ่งขุดพบใน พ.ศ. 2535 มีอายุประมาณ 4.4 ลานป อยูในสปชีส Ardipithecus ramidus และถูกเรียกชื่อยอๆ วา อารดี (Ardi) 2 ยุคเหล็ก สันนิษฐานวาชาวเอเชียนอย (Asia Minor) หรือประเทศตุรกีใน ปจจุบัน เปนผูคนพบเหล็กเมื่อประมาณ 1,400 ปกอนคริสตศักราช แลวนํามาหลอม เปนวัตถุตางๆ เนื่องจากเหล็กมีราคาถูกกวาโลหะชนิดอื่นๆ และหาไดงายกวา จึงได มีการประดิษฐอาวุธดวยเหล็กมากมาย และถูกนําไปใชเปนอาวุธในการสูรบระหวาง มนุษยชาติตางๆ ขึ้นบอยครั้ง นอกจากนี้ เหล็กยังถูกนํามาประดิษฐเปนเครื่องมือ ทางการเกษตรอีกดวย เชน เคียวเกี่ยวขาว คันไถเหล็ก เปนตน

คูมือครู

7


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

Explain

ครูสุมนักเรียนอธิบายลักษณะการดํารงชีวิตของ มนุษยสมัยกอนประวัติศาสตรตามแบบสากลมาพอ สังเขป (แนวตอบ หากแบงตามลักษณะการดํารงชีวิต ของมนุษยสมัยกอนประวัติศาสตรตามแบบสากล จะสามารถแบงออกเปน 3 ยุค ดังนี้ 1. ยุคลาสัตว มนุษยรูจักเก็บหาอาหาร ลาสัตว ไมมีการตั้งถิ่นฐานที่ถาวร จะอาศัยอยูตามถํ้า หรือเพิงผา 2. ยุคสังคมเกษตรกรรม มนุษยรูจักการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว เริ่มตั้งถิ่นฐานอาศัยอยูรวมกันเปน ชุมชน 3. ยุคสังคมเมือง ชุมชนไดพัฒนาไปสูสังคมเมือง ที่จํานวนประชากรเพิ่มขึ้น มีการจัดระเบียบ การปกครอง)

๓. ยุคสังคมเมือง เปนชวงที่ชุมชนพัฒนาเปนสังคมเมือง มีลักษณะเปน เมืองเล็กๆ สังคมแบบน�้จะถือกําเนิดขึ้นตั้งแตเมื่อ ๖,๐๐๐ ปลวงมาแลว อยางไรก็ดี การกําหนดอายุของยุคหิน ยุคโลหะ ดังที่กลาวมาเปนการกําหนด ในภาพรวม แตไมใชวาทุกแหงจะเริ�มและสิ้นสุดพรอมกันในเวลาเดียวกัน บางแหงอาจจะเริ�มและ สิ้นสุดเร็วกวาหรือชากวากันก็มี เพราะชุมชนมนุษยแตละแหงมีความเจริญไมเทากัน ประเภท ของยุค

ตารางแสดงการแบงยุคสมัยกอนประวัติศาสตรตามแบบสากล๓ แบงตามเทคโนโลยี ชวงระยะเวลา ลักษณะการดําเนินชีวิต เครื่องมือเครื่องใช โดยประมาณ ยุคหินเกา ยุคหินกลาง

ยุคหิน ยุคหินใหม

ยุคสําริด

ยุคโลหะ

ยุคเหล็ก

1 ภาพตามผนังถํ้า เชน ภาพวัวไบซันในถํ้าอัลตามีรา (Altamira) ประเทศสเปน ระบายดวยสีแดง ดํา และเหลือง ซึ่งผูวาดไดวาดลักษณะของวัวในทากําลังขวิดและ เคลื่อนไหวในทาวิ่งหรือกระโดด หรือภาพสุนัขปา กวาง มา ชางโบราณ และสัตว อื่นๆ ในถํ้าลาสโกซ (Lascaux) ประเทศฝรั่งเศส เปนตน 2 สําริด เปนโลหะผสมระหวางทองแดงและดีบุก สําริดบางชนิดอาจมีสวนผสม ของสังกะสี หรือตะกั่วปนอยูดวย อาจเขียนวาสัมฤทธิ์ก็ได

คูมือครู

๘,๐๐๐ ป - ๔,๐๐๐ ปลวงมาแลว ๔,๐๐๐ ป - ๓,๐๐๐ ปลวงมาแลว

๓,๐๐๐ ป - ๑,๕๐๐ ปลวงมาแลว

มนุษยดํารงชีวิตดวยการลาสัตว เก็บหา อาหาร อาศัยอยูในถํ้า ใชเครื่องมือหินที่ 1 ทําแบบหยาบๆ รูจ กั เขียนภาพตามผนังถํา้ มนุษยดํารงชีวิตเหมือนมนุษยยุคหินเกา รู  จั ก ทํ า เครื่ อ งมื อ หิ น ที่ ป ระณี ต มากขึ้ น รูจักทําเครื่องปนดินเผาที่มีลักษณะผิว เรียบมัน มนุษยในยุคนีด้ าํ รงชีวติ โดยการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว ตั้งหลักแหลงถาวร ทําเครื่อง มือหินขัด ทําเครื่องปนดินเผา ทําเครื่อง ประดับ มนุษยอาศัยอยูเปนชุมชนใหญขึ้น ดํารง ชีวิตดวยการเพาะปลูก รูจักปลูกขาว มี การเลี้ยงสัตว เชน วัว หมู มีชีวิตความ เปนอยูด กี วายุคหินใหม รูจ กั ทําสําริดเปน เครื่องใช เครื่องประดับ การดํารงชีวิตเจริญขึ้นและซับซอนกวา ยุคสําริด มีการติดตอคาขาย และรับ อารยธรรมจากต า งแดน ทํ า ให ผู  ค น มีความเจริญแตกตางกัน มีการนําเหล็ก มาทําเปนเครื่องมือเครื่องใช ซึ่งมีความ คงทนกวาสําริด จึงใชงานไดดีกวา

ศัพทานุกรมโบราณคดี. สํานักโบราณคดี กรมศิลปากร. ๒๕๕๐. หนา ๔๖๒, ๔๙๕ - ๔๙๗.

นักเรียนควรรู

8

2

๒,๕๐๐,๐๐๐ ป ๑๐,๐๐๐ ปลวงมา แลว ๑๐,๐๐๐ ป ๘,๐๐๐ ป ล  ว งมา แลว

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

หลักเกณฑในการแบงยุคสมัยกอนประวัติศาสตร มีความแตกตางจาก สมัยประวัติศาสตรอยางไร แนวตอบ สมัยกอนประวัติศาสตร จะใชหลักเกณฑการแบงตามเทคโนโลยี การทําเครื่องมือเครื่องใช โดยแบงเปนยุคหินกับยุคโลหะ กับแบงตามลักษณะ การดํารงชีวิตของมนุษย โดยแบงเปนยุคลาสัตว ยุคสังคมเกษตรกรรม และ ยุคสังคมเมือง สวนสมัยประวัติศาสตร จะใชการรูจักคิดประดิษฐตัวอักษร ของมนุษยเพื่อใชบันทึกเรื่องราวตางๆ เปนเกณฑ


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

อธิบายความรู เสนเวลา

๐๐๐ , ๒ ๑

ยุคหินกลาง

๐๐๐

๒,๕๐๐,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ ป

๑๐,

๐๐ ๘,๐

มีการลาสัตวเปนอาหาร อาศัยอยู ในถํ้า ใชเครื่องมือหินแบบหยาบๆ รูจักเขียนภาพตามผนังถํา้ เชน ภาพสัตวในถํา้ ทีป่ ระเทศสเปน และฝรั่งเศส เปนตน

ยุคหินใหม

๐๐ ๖,๐

๐๐ ๔,๐

ยุคสําริด ยุคเหล็ก

เริ่มรูจักการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว ตัง้ หลักแหลงทีถ่ าวร มีการพบร 1 างมนุษย ที่เรียกวา มนุษยนํ้าแข็ง ในประเทศ อิตาลี รูจักทําเครื่องปนดินเผา และเครื่องประดับ

๘,๐๐๐-๔,๐๐๐ ป

ยุคหินเกา

อาศัยอยูเปนชุมชน ดํารงชีวิตดวย การเพาะปลูก เชน ปลูกขาว เลีย้ งสัตว รูจักทําเครื่องมือเครื่องใช เครื่องประดับดวยสําริด

๓,๐๐๐-๑,๕๐๐ ป

๑๐,๐๐๐-๘,๐๐๐ ป

รูจักทําเครื่องมือหินใหมีความประณีต ยิ่งขึ้น รูจักทําเครื่องปนดินเผาหยาบๆ ดวยดินเหนียว

๔,๐๐๐-๓,๐๐๐ ป

แสดงยุคสมัยกอนประวัตศิ าสตรตามแบบสากล

๐๐ ๒,๐

ปลวงมาแลว

มีการติดตอคาขายกับ ดินแดนอื่น รูจักเครื่องมือ เครื่องใชทําดวยเหล็ก จึงมี ความแข็งแรงทนทาน

Explain

1. ครูตั้งคําถามวา ถานักเรียนมีชีวิตอยูในยุคหิน หรือยุคโลหะ จะดําเนินชีวิตอยางไร จากนั้น ใหนักเรียนสืบคนขอมูลจากหนังสือเรียนหรือ แหลงการเรียนรูตางๆ แลววาดภาพตาม จินตนาการหรือสรางโมเดลจําลองชีวิตใน ยุคนั้นๆ เสร็จแลวนําเสนอหนาชั้นเรียน 2. ครูใหนักเรียนนําความรูที่เรียนมาชวยกัน ปรับปรุงเสนเวลาแสดงยุคสมัยกอน ประวัติศาสตรตามแบบสากลจากหนังสือเรียน หนา 9 ใหสมบูรณ

๒) สมัยประวัติศาสตร เริ่มเมื่อมนุษยรูจักคิดประดิษฐตัวอักษรบันทึกเรื่องราวตางๆ ที่เกี่ยวกับความเชื่อ กิจกรรม จึงทําใหเรารูเรื่องราวที่ละเอียดชัดเจนมากขึ้น บันทึกในระยะแรกจะ ปรากฏอยูบ นกระดูก ไมไผ ผาไหม (ดังกรณีของ จีน) แผนดินเหนียว ศิลา แผนทอง แผนเงิน ใบลาน กระดาษ อยางไรก็ตาม บันทึกที่เปน ลายลักษณอักษรอาจไมสมบูรณ สูญหาย หรือ ถูกทําลายไป นักประวัตศิ าสตรจงึ ตองใชหลักฐาน ทางโบราณคดีมาประกอบการวิเคราะหขอมูล สมัยประวัติศาสตรนิยมแบง ดังนี้ (๑) ประวัติศาสตรสมัยโบราณ แตละประเทศเริ่มตนและสิ้นสุดไมพรอมกัน ในกรณีประวัติศาสตร 2 สากลเริ่มตนตั้งแตอารยธรรมเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) และสิน้ สุด ใน พ.ศ. ๑๐๑๙ เมือ่ กรุงโรมของอาณาจักรโรมัน โคลอสเซียม สถาปตยกรรมที่มีชื่อเสียงของโรมัน เปน สิ่งหนึ่งที่แสดงใหเห็นถึงความรุงเรืองของประวัติศาสตร ถูกพวกอนารยชนตีแตก สมัยโบราณ ๙

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

เพราะเหตุใดในการศึกษาเรื่องราวสมัยกอนประวัติศาสตร จึงตองอาศัยผล จากเครื่องมือเครื่องใชของมนุษยเปนหลัก 1. ใหขอมูลที่เปนจริง 2. ยังไมมีการจดบันทึก 3. วิเคราะหตีความงาย 4. มีหลักฐานใหศึกษามาก วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 2. เนื่องจากสมัยกอนประวัติศาสตรเปนสมัย ที่มนุษยยังไมมีการประดิษฐตัวอักษรขึ้นใชบันทึกเรื่องราวตางๆ ดังนั้น การศึกษาเรื่องราวในสมัยนี้จึงตองอาศัยจากเครื่องมือเครื่องใชของมนุษย ยุคนั้นที่ขุดพบเปนหลัก

นักเรียนควรรู 1 มนุษยนํ้าแข็ง มีชื่อวา ออตซี (Otzi) โดยถูกขุดพบจมอยูใตนํ้าแข็งที่ เทือกเขาแอลป ประเทศอิตาลี เมื่อ พ.ศ. 2534 ในลักษณะนุงหมดวยแผนหนัง และหญา และพกขวานหินกับธนูอยูกับตัว จากการศึกษาทางวิทยาศาสตรโดยใช เนื้อเยื่อจากศพ ผลปรากฏวามีชีวิตอยูเมื่อประมาณ 5,300 ปมาแลว และจากการ ศึกษากระดูก แสดงใหเห็นวาเปนชายที่มีอายุประมาณ 46 ป สูง 159 เซนติเมตร และนาจะมีถิ่นกําเนิดอยูบริเวณตอนกลางของภาคเหนือของยุโรป 2 เมโสโปเตเมีย เปนคําภาษากรีก แปลวา ระหวางแมนํ้า ดินแดนที่ชาวกรีก เรียกวาเมโสโปเตเมียนี้ตั้งอยูระหวางลุมแมนํ้าไทกริสและยูเฟรทีส (ปจจุบัน คือ ประเทศอิรัก) เปนสวนหนึ่งของดินแดนรูปพระจันทรเสี้ยวอันอุดมสมบูรณ ซึ่งเปน ดินแดนรูปครึ่งวงกลมที่ทอดโคงขึ้นไปจากอาวเปอรเซีย โดยคนกลุมแรกที่ สรางสรรคอารยธรรมเมโสโปเตเมีย คือ ชาวซูเมเรีย

คูมือครู

9


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

Explain

1. ครูสนทนากับนักเรียนเกี่ยวกับสมัย ประวัติศาสตรตามแบบสากล จากนั้นตั้งคําถาม แลวใหนักเรียนตอบ เชน • สมัยประวัตศิ าสตรเริม่ ขึน้ เมือ่ ใด (แนวตอบ เมื่อมนุษยรูจักประดิษฐตัวอักษร เพื่อบันทึกเรื่องราวที่เกี่ยวกับความเชื่อและ กิจกรรมตางๆ) • การแบงสมัยประวัติศาสตรตามแบบสากลมี กี่สมัย แตละสมัยเริ่มตนและสิ้นสุดเมื่อใด (แนวตอบ แบงเปน 4 สมัย ไดแก 1. ประวัติศาสตรสมัยโบราณ เริ่มตั้งแต การประดิษฐตัวอักษรของชาวซูเมเรียเมื่อ 3,500 ปกอนคริสตศักราช จนถึงกรุงโรม ของจักรวรรดิโรมันตะวันตกถูกพวก อนารยชนตีแตกใน ค.ศ. 476 2. ประวัติศาสตรสมัยกลาง เริ่มภายหลัง กรุงโรมแตก ค.ศ. 476 จนถึงพวกเติรก ตีกรุงคอนสแตนติโนเปลของจักรวรรดิ ไบแซนไทนหรือจักรวรรดิโรมันตะวันออก แตกใน ค.ศ. 1453 3. ประวัติศาสตรสมัยใหม เริม่ ภายหลัง กรุงคอนสแตนติโนเปลแตก จนสิ้นสุด สงครามโลกครั้งที่ 2 ใน ค.ศ. 1945 4. ประวัติศาสตรรวมสมัย เริ่มตั้งแตสิ้นสุด สงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงปจจุบัน) 2. ครูใหนักเรียนในชั้นเรียนรวมกันแสดงความ คิดเห็นวา การเริ่มสมัยประวัติศาสตรของแตละ ประเทศเหมือนกันหรือไม เพราะเหตุใด (แนวตอบ ไมเหมือนกัน เพราะการเริ่มตนนํา ตัวอักษรมาใชในแตละประเทศเริ่มขึ้นไมพรอม กัน)

(๒) ประวัติศาสตรสมัยกลาง เริ่มภายหลังกรุงโรมแตกใน พ.ศ. ๑๐๑๙ จนกระทั่ง ถึง พ.ศ. ๑๙๙๖ เมื่อพวกเติรก (Turk) ที่นับถือศาสนาอิสลามตีกรุงคอนสแตนติโนเปล (ปจจุบัน คือ เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี) ของอาณาจักรโรมันตะวันออกแตก เปนสมัยที่อารยธรรมหยุด ชะงักในชวงแรก และเริ่มเปลี่ยนแปลงในครึ่งหลัง (๓) ประวัติศาสตรสมัยใหม เริ่มภายหลังกรุงคอนสแตนติโนเปลแตก จนสิ้นสุด สงครามโลกครั1 ้งที่ ๒ ใน พ.ศ. ๒๔๘๘ เปนสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงมากมายทั้งดานศาสนา (มีการ ปฏิรูปศาสนา) ดานการปกครอง (เกิดแนวความคิดเสรีนิยมประชาธิปไตย และคอมมิวนิสต) ดานเศรษฐกิจ (มีการขยายเสนทางการคา มีการแสวงหาดินแดนใหมมาเปนอาณานิคม มีการปฏิวตั ิ อุตสาหกรรม) (๔) ประวัติศาสตรรวมสมัย หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ จนถึงปจจุบัน เปนสมัยที่โลกมีความกาวหนาและเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็วยิ่งกวาสมัยใดๆ โดยเฉพาะเครื่องมือ และอุปกรณเทคโนโลยีสารสนเทศ เชน โทรทัศน คอมพิวเตอร โทรศัพทเคลื่อนที่ เครื่องระบุ ตําแหนงบนพื้นโลก (จีพีเอส) : Global Positioning System (GPS) ซึ่งเปนเครื่องมือที่รับสัญญาณ จากดาวเทียมกําหนดตําแหนงบนโลก ที่ใชขอ มูลพืน้ ฐานของระบบสารสนเทศภูมศิ าสตร ทําใหการ ติดตอในโลกเปนไปอยางสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น การแบงยุคสมัยดังทีก่ ลาวมาใชกนั อยางแพรหลาย ทําใหเขาใจงายขึน้ โดยไมตอ ง กลาวถึงเวลาที่เปนศักราช เชน กลาววา ในประวัติศาสตรสมัยใหมโลกมีการเปลี่ยนแปลงทาง ดานคมนาคม มีเรือกลไฟ รถไฟ เปนตน ก็จะทําใหเรารูวาคําพูดนี้หมายถึงชวงเวลาใด โดยไมตอง ระบุศักราช อยางไรก็ดี ในประวัติศาสตร ไทยไมคอยนิยมใช แตจะใชอาณาจักรหรือราชธานีเปน ตัวกําหนด เรื่องนารู มัสยิดเซนตโซเฟย

2

มัสยิดเซนตโซเฟย ตัง้ อยูใ นกรุงคอนสแตนติโนเปล (เมืองอิสตันบูล) ประเทศตุรกี ซึ่งจักรพรรดิคอนสแตนติน โปรดฯ ใหสรางขึ้นเมื่อประมาณคริสตศตวรรษที่ ๑๓ และมีการปรับปรุง ครั้งใหญสมัยจักรพรรดิจัสติเนียน แตเดิมเปนโบสถทางศริสตศาสนา แตเมื่อพระเจาโมฮัมเหม็ดที่ ๒ ซึ่งทรงนับถือศาสนาอิสลาม ไดปกครอง ตุรกี จึงทรงดัดแปลงโบสถเซนตโซเฟยใหเปนมัสยิดอิสลาม แตก็ยังคง รู ป แบบและความงามดั ง เดิ ม เอาไว ด ว ยเหตุ นี้ มั ส ยิ ด เซนต โ ซเฟ ย จึงมีความงดงามอยางมหัศจรรย เพราะเปนการผสมผสานระหวาง ศิลปกรรมแบบคริสเตียนกับอิสลาม จนไดรับการบันทึกใหเปน ๑ ใน ๗ สิ่งมหัศจรรยของโลกยุคกลาง

๑๐

นักเรียนควรรู 1 การปฎิรูปศาสนา เปนการปฏิรูปของคริสตศาสนิกชนที่ไมเห็นดวยกับ ขอปฏิบัติขององคกรศาสนจักรโรมันคาทอลิก และการแสวงหาผลประโยชนตางๆ โดยเฉพาะการขายใบไถบาปเพื่อหาเงินมาสรางมหาวิหารเซนตปเตอร โดยมี มารติน ลูเทอร เปนนักบวชผูนําการปฏิรูป เขาเสนอหลักการ 95 ประการติด ประกาศโจมตีความเสื่อมทรามทางศีลธรรมจรรยาของพวกนักบวชและการ ประพฤติผิดพระวินัยในคริสตศาสนา 2 จักรพรรดิคอนสแตนติน (ค.ศ. 306-337) หรือคอนสแตนตินมหาราช ใน ค.ศ. 313 พระองคทรงประกาศพระราชกฤษฎีกาแหงมิลาน ที่ยอมรับการเผยแผ คริสตศาสนาไดอยางเสรี มีผลทําใหคริสตศาสนาเผยแผไปทั่วดินแดนที่อยูใตการ ปกครองของโรมัน และพระองคก็เปนจักรพรรดิพระองคแรกของจักรวรรดิโรมัน ที่นับถือคริสตศาสนาดวย นอกจากนี้ พระองคทรงสถาปนาเมืองหลวงของ จักรวรรดิโรมันขึ้นมาใหมอีกแหงหนึ่งที่เมืองไบแซนทิอุม เมื่อ ค.ศ. 330 และตอมา ทรงเปลี่ยนชื่อไบแซนทิอุมเปนคอนสแตนติโนเปลตามพระนามของพระองค

10

คูมือครู

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

เพราะเหตุใดประวัติศาสตรสมัยกลางจึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งวา “ยุคมืด” แนวตอบ เพราะเปนยุคที่ความเจริญรุงเรืองของจักรวรรดิโรมันหยุดชะงักลง และถูกครอบงําโดยศาสนจักรโรมันคาทอลิกที่มีสันตะปาปาเปนผูนํา สถาบัน ศาสนจักรโรมันคาทอลิกไดเขามามีอิทธิพลอยางมากตอชีวิตของคนในสังคม ตั้งแตระดับกษัตริยลงมาจนถึงราษฎร การศึกษาคนควาทางดานศิลปวิทยาการมีนอย ผูคนที่มีความรูอานออกเขียนไดมีจํากัด ผูใดคิดตางจากผูนํา ศาสนจักรถือวามีความผิด จึงถูกเรียกวา ยุคมืด (Dark Age) อันหมายถึง ชวงเวลาที่เปนความมืดมนทางปญญา


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

อธิบายความรู

1. ครูสนทนากับนักเรียนเกี่ยวกับการแบงชวงเวลา ทางประวัติศาสตรไทย แลวใหนักเรียนวิเคราะห วาการแบงชวงเวลาสมัยกอนประวัติศาสตรไทย มีความเหมือนหรือแตกตางกับสากลอยางไร (แนวตอบ การแบงสมัยกอนประวัติศาสตรไทย จะแบงเปนยุคหินกับยุคโลหะเหมือนสากล แตชวงเวลาที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดอาจแตกตาง กับสากล) 2. จากนั้นครูใหนักเรียนในชั้นเรียนทํากิจกรรมที่ 1.3 จากแบบวัดฯ ประวัติศาสตร ม.1

๔.๒ การแบงชวงเวลาตามแบบไทย การแบงชวงเวลาทางประวัตศิ าสตรไทยมีทงั้ สอดคลองและแตกตางไปจากแบบสากลในสวน ทีส่ อดคลองหรือเหมือนกับแบบสากล ก็คอื ในสมัยกอนประวัตศิ าสตรทแี่ บงเปนยุคหินและยุคโลหะ แตพอมาถึงสมัยประวัติศาสตร นักประวัติศาสตร ไทยจะไมนิยมแบงเปนสมัยโบราณ สมัยกลาง สมัยใหม และรวมสมัย แตจะจัดแบงใหเหมาะสมกับสภาพสังคมไทย ซึง่ ภาพรวมการแบงชวงเวลา ทางประวัติศาสตร ไทยจะนิยมใชรูปแบบดังตอไปนี้ ๑) แบงตามสมัย การแบงออกเปนสมัยจะแบงอยางกวางๆ ออกเปนสมัยกอน ประวัติศาสตร และสมัยประวัติศาสตร ดังนี้ (๑) สมัยกอนประวัติศาสตร มีอายุตั้งแตประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ป - ๑,๒๐๐ ปลวง มาแลว๔ สําหรับกอนประวัติศาสตรก็ยังแบงยอยออกเปนยุคหิน (ยุคหินเกา หินกลาง และหินใหม) และยุคโลหะ (สําริดและเหล็ก) ทั้งนี้ไดมีการคนพบหลักฐานทางโบราณคดีสมัยกอนประวัติศาสตร ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ตัวอยางเชน ยุค ยุคหินเกา

ยุคหินกลาง

ยุคหินใหม ยุคสําริด ยุคเหล็ก

แหลงคนพบ

Explain

✓ แบบวัดฯ ใบงาน แบบฝกฯ ประวัติศาสตร ม.1 กิจกรรมที่ 1.3 หนวยที่ 1 เวลาและการแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตร

เครื่องมือที่พบ

กิจกรรมที่ ๑.๓ ใหนกั เรียนระบุชว งเวลาของยุคกอนประวัตศิ าสตรไทยตาม แบบสากลและอธิบายลักษณะการดําเนินชีวิตของมนุษย ในแตละยุคลงในชองวาง (ส ๔.๑ ม.๑/๑)

พบเครื่องมือหินยุคหินเกา จาก แหล ง โบราณคดี ถํ้ า ฉานเรน ตํ า บลตะโก อํ า เภอทุ  ง ตะโก จังหวัดชุมพร พบขวานหินยุคหินกลาง จาก แหลงโบราณคดีบานพลีควาย ตําบลกระดังงา อําเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา

ชื่อยุค

ชวงเวลา ...................................................................

ยุคหินกลาง

...................................................................

๑๐,๐๐๐ ป - ๔,๓๐๐ ป ลวงมาแลว

...............................................................................................................................

...................................................................

...............................................................................................................................

...................................................................

...............................................................................................................................

๔,๓๐๐ ป - ๓,๕๐๐ ป ลวงมาแลว

...............................................................................................................................

...................................................................

๓,๕๐๐ ป - ๒,๕๐๐ ป ลวงมาแลว

...................................................................

มนุษยอาศัยอยูเปนชุมชนใหญขึ้น ปลูกขาว รูจักนําโลหะสําริดมาทําเปนเครื่องมือเครื่องใช เชน ขวาน มีด ใบหอก กลอง ดังพบเครื่องมือสําริดที่ ............................................................................................................................... บานนาดี บานเชียง จังหวัดอุดรธานี เปนตน ...............................................................................................................................

...................................................................

...............................................................................................................................

...................................................................

...............................................................................................................................

...................................................................

...............................................................................................................................

...................................................................

ฉบับ

มนุษยรจู กั เพาะปลูก เลีย้ งสัตว ตัง้ หลักแหลง เฉลย ถาวร ทําเครื่องมือหินขัด เครื่องปนดินเผาทั้งแบบ มีขาและไมมีขา ดังพบหลักฐานทางโบราณคดีที่ ............................................................................................................................... บานเกา จังหวัดกาญจนบุรี บานเชียง จังหวัด ............................................................................................................................... อุดรธานี เปนตน ............................................................................................................................... ...............................................................................................................................

................................................................... ...................................................................

ยุคเหล็ก

มนุษยใชเครื่องมือหินที่ประณีตมากขึ้น รูจัก ประดิษฐภาชนะดินเผาที่มีลักษณะผิวเรียบมัน ดังได พบเครือ่ งปน ดินเผา เครือ่ งมือเครือ่ งใช กระดูกสัตว ทีถ่ าํ้ ผี จังหวัดแมฮอ งสอน หรือทีถ่ าํ้ ไทรโยค จังหวัด ............................................................................................................................... กาญจนบุรี เปนตน ...............................................................................................................................

................................................................... ...................................................................

ยุคสําริด

ลักษณะการดําเนินชีวิต

มนุษยดาํ รงชีวติ ดวยการลาสัตว เก็บหาอาหาร ๗๐๐,๐๐๐ ป - ๑๐,๐๐๐ ป ............................................................................................................................... ลวงมาแลว อาศัยอยูในถํ้า ใชเครื่องมือหินแบบหยาบ ดังพบ ................................................................... ............................................................................................................................... เครื่องมือหินที่บานแมทะ บานดอนมูล จังหวัด ................................................................... ............................................................................................................................... ลําปาง บานเกา จังหวัดกาญจนบุรี เปนตน รูจัก ................................................................... ............................................................................................................................... เขียนภาพตามผนังถํ้า ................................................................... ...............................................................................................................................

...................................................................

ยุคหินใหม

พบขวานสําริด ที่บานเชียง อําเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี พบเครื่องมือเหล็ก 1 ที่ บ  า นดอนตาเพชร อํ า เภอ พนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี

ñð

ยุคหินเกา

...................................................................

พบขวานหินขัด จากการขุดคน ที่โคกพนมดี อําเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี

คะแนนเต็ม คะแนนที่ได

๒,๕๐๐ ป - ๑,๕๐๐ ป มนุ ษ ย มี ก ารติ ด ต อ ค า ขายกั บ อารยธรรม ............................................................................................................................... ลวงมาแลว ตางแดน มีความเจริญแตกตางจากยุคสําริด รูจัก ................................................................... ............................................................................................................................... นํ า เหล็ ก ที่ มี ค วามแข็ ง และทนทานกว า สํ า ริ ด มา ................................................................... ............................................................................................................................... ทํ า เป น เครื่ อ งมื อ เครื่ อ งใช ดั ง พบหลั ก ฐานที่ ................................................................... ............................................................................................................................... บานดอนตาเพชร จังหวัดกาญจนบุรี เปนตน ................................................................... ............................................................................................................................... ...................................................................

(พิจารณาคําตอบของนักเรียน โดยใหอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน)

ศัพทานุกรมโบราณคดี. สํานักโบราณคดี กรมศิลปากร, ๒๕๕๐. หนา ๔๙๕. ชารลส ไฮแอม และรัชนี ทศรัตน. สยามดึกดําบรรพ : ยุคกอนประวัติศาสตรถึงสมัยสุโขทัย. ริเวอรบุคส, ๒๕๔๒. หนา ๒๔, ๑๙๓. และศิลปะทวารวดี : ตนกําเนิด พุทธศิลปในประเทศไทย. สํานักพิพิธภัณฑสถานแหงชาติ กรมศิลปากร, ๒๕๕๒. หนา ๒๖.

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

พัฒนาการของมนุษยชาติในการคิด สราง และทําเพื่อความอยูรอดใน การดํารงชีวิตเกิดขึ้นครั้งแรกในยุคใด 1. ยุคหินเกา 2. ยุคหินกลาง 3. ยุคหินใหม 4. ยุคโลหะ

วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 1. เพราะเปนสังคมมนุษยในยุคแรกๆ ที่ตอง พึ่งพิงธรรมชาติ ตองตอสูเพื่อความอยูรอด โดยการใชชีวิตเรรอนเพื่อหา แหลงอาหารใหมๆ หรือโยกยายตามฝูงสัตวที่ตองการลา พักอาศัยอยู ตามถํ้าและอยูรวมกันเปนกลุมเล็กๆ เพื่อชวยกันลาสัตวมาเลี้ยงชีพ

๑๑

นักเรียนควรรู 1 บานดอนตาเพชร หรือแหลงโบราณคดีบานดอนตาเพชร เปนแหลงขุดคน ทางโบราณคดีที่ขุดพบเครื่องมือเครื่องใชที่ทําจากเหล็กและสําริดเปนจํานวนมาก ซึ่งแสดงใหเห็นถึงภูมิปญญาของคนในสมัยนั้น นอกจากนี้ ที่แหลงโบราณคดี บานดอนตาเพชรแหงนี้ยังขุดพบจี้รูปสิงโตที่ทําจากหินคารนีเลียน ตุมหูแบบ ริงริงโอ และลูกปดหินอาเกตและหินคารนีเลียนอีกเปนจํานวนมาก แสดงใหเห็นถึง ความสําคัญของบานดอนตาเพชรที่อาจเคยเปนชุมนุมการคาที่สําคัญระหวาง ดินแดนตะวันออกและตะวันตก ซึ่งหลักฐานที่พบเปนสิ่งที่บงชี้ไดวามีการติดตอกับ ดินแดนอื่นที่หางไกล

คูมือครู

11


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

Explain

1. ครูสุมนักเรียนใหอธิบายสาระสําคัญเกี่ยวกับ การแบงสมัยประวัติศาสตรไทยพอสังเขป จากนั้นครูตั้งคําถามแลวใหนักเรียนชวยกันตอบ เชน • สมัยประวัติศาสตรในดินแดนประเทศไทย เริ่มขึ้นเมื่อใด (แนวตอบ เริ่มเมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ 12 โดยใชอายุของจารึกซึ่งพบที่ปราสาทเขานอย จังหวัดสระแกว เปนเกณฑกําหนด โดยระบุ ศักราช 559 หรือตรงกับ พ.ศ. 1180) • เพราะเหตุใดการพบจารึกศรีเทพ จึงไมนับวา เปนการเริ่มสมัยประวัติศาสตรในดินแดน ประเทศไทย (แนวตอบ เพราะศักราชที่ปรากฏบนจารึก ไมสมบูรณ) 2. ครูใหนักเรียนชวยกันยกตัวอยางเกณฑการแบง สมัยประวัติศาสตรไทยโดยสรุปเปนผังมโนทัศน

ชื่อเรียกสมัย

สมัยกอน ประวัติศาสตร

ตารางแสดงการแบงยุคตามสมัย๕ ชื่อเรียกยุค การแบงยุคยอย

ยุคหิน

ยุคโลหะ สมัย ประวัติศาสตร

ยุคหินเกา ยุคหินกลาง ยุคหินใหม ยุคสําริด ยุคเหล็ก มีวิธีการแบงที่ หลากหลาย

ชวงระยะเวลา

๗๐๐,๐๐๐ - ๑๐,๐๐๐ ปลวงมาแลว ๑๐,๐๐๐ - ๔,๓๐๐ ปลวงมาแลว ๔,๓๐๐ - ๓,๕๐๐ ปลวงมาแลว ๓,๕๐๐ - ๒,๕๐๐ ปลวงมาแลว ๒,๕๐๐ ปลวงมาแลว ดินแดนไทยเขาสูสมัยประวัติศาสตร เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒

(๒) สมั ย ประวั ติ ศ าสตร อั น เป น สมั ย ที่ ผู  ค นบนผื น แผ น ดิ น ไทย ไดทําบันทึกเปนลายลักษณอักษรเปนครั้งแรก ดินแดนที่เปนประเทศไทยเขาสูสมัย ประวัติศ1าสตรเมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๒ โดยใชอายุของจารึกซึ่งพบที่ปราสาท เขานอย จังหวัดสระแกว๖ เปนเกณฑกําหนดเพราะปรากฏศักราชชัดเจน สมบูรณ วาศักราช ๕๕๙ ตรงกับ พ.ศ. ๑๑๘๐ และพบจารึกรวมสมัยกับจารึกเขานอย เชน จารึกศรีเทพ แตศักราชไมสมบูรณ อนึ่ง มีการพบเหรียญที่มีตัวอักษรทางภาคใต มีอายุประมาณ พ.ศ. ๘๐๐ ซึ่งเปนไปไดวาเปนของพอคาหรือชาวตางชาติที่นํา มาจากที่อื่น ไมใชคนบนผืนแผนดินไทยทําขึ้น จารึ ก ปราสาทเขาน อ ย จั ง หวั ด สระแก ว เป น หลั ก ฐาน จึงไมถือวาเปนการเริ่มสมัยประวัติศาสตรบน ลายลักษณอักษรที่เกาแกที่พบในเมืองไทยที่มีการระบุ ศักราชชัดเจน ผืนแผนดินไท ไทย เรื่องนารู ประเภทของจารึกจําแนกตามเนื้อหา

จารึกที่พบในประเทศไทยสามารถแบงเนื้อหาออกเปนประเภทตางๆ ไดดังนี้ ๑. จารึกทางศาสนา เปนจารึกทีม่ จี าํ นวนมากทีส่ ดุ เทาทีค่ น พบในประเทศไทย เชน จารึกเย ธัมมา บนแผนอิฐ และพระพุทธรูป พบที่องคพระปฐมเจดีย จังหวัดนครปฐม หรือจารึกวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย ๒. จารึกเกี่ยวกับบุคคล ที่มีเนื้อหาสรรเสริญพระเกียรติคุณของกษัตริยที่ปกครอง เชน ศิลาจารึกปราสาท พนมรุง จังหวัดบุรีรัมย จารึกวัดศรีชุม จังหวัดสุโขทัย ๓. จารึกที่เปนคําสัตยปฏิญาณ มีจํานวนไมมากนัก เชน ศิลาจารึกที่วัดชางค้ํา จังหวัดนาน เปนการสาบาน ระหวางกษัตริยแหงกรุงสุโขทัยและเจาเมืองนาน ๔. จารึกประกาศของทางราชการ มีจํานวนไมมากนัก เชน ศิลาจารึกกฎหมายลักษณะโจรของสุโขทัย (อยูในศิลาจารึกหลักที่ ๓๘) ๕

๑๒

ศัพทานุกรมโบราณคดี. สยามดึกดําบรรพ : ยุคกอนประวัติศาสตรถึงสมัยสุโขทัย. และศิลปะทวารวดี : ตนกําเนิด พุทธศิลปในประเทศไทย. เลมเดิม. สรุปเนื้อหาโดยยึดตัวเลขปที่ตรงกันเปนหลัก ๖ ศิลปะทวารวดี : ตนกําเนิดพุทธศิลปในประเทศไทย. เลมเดิม. หนา ๒๖. ไดกลาวไวอยางชัดเจนวา จารึกเขานอย จารึกเมืองศรีเทพ “เปนเครื่องบงบอกถึงการเขาสูยุคสมัยทางประวัติศาสตรของดินแดนประเทศไทยในปจจุบัน”

นักเรียนควรรู 1 ปราสาทเขานอย เปนศาสนสถานในศาสนาพราหมณ-ฮินดู บริเวณ โบราณสถานพบโบราณวัตถุหลายชิ้น เชน ทับหลัง จารึก ซึ่งระบุมหาศักราช 559 เสาประดับกรอบประตู เปนศิลปะเขมร ประติมากรรมรูปบุคคลมี 4 กร นอกจากนี้ ยังพบทับหลัง 4 ชิ้นที่ปราสาทองคทิศเหนือบริเวณหนาซุมประตู เปนศิลปะเขมร แบบตางๆ และพบโบราณวัตถุทําจากหินทรายจํานวนมาก เชน ศิวลึงค ประติมากรรมรูปบุคคล เครื่องปนดินเผา เครื่องเคลือบ เชน หมอ ไห จานมีเชิง สังขดินเผา เครื่องโลหะและชิ้นสวนเครื่องโลหะตางๆ เปนตน

มุม IT ศึกษาคนควาขอมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับปราสาทเขานอย ไดที่ http://www. sakaeo.go.th เว็บไซตจังหวัดสระแกว

12

คูมือครู

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

หลักฐานในขอใดที่แสดงวามนุษยในดินแดนประเทศไทยเขาสูสมัย ประวัติศาสตร 1. ศิลาจารึก 2. กําไลสําริด 3. เครื่องปนดินเผา 4. อาวุธที่ทําจากเหล็ก วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 1. การเขาสูสมัยประวัติศาสตรเริ่มเมื่อมนุษย รูจักการประดิษฐตัวอักษรเพื่อใชบันทึก สําหรับดินแดนประเทศไทยเขาสู สมัยประวัติศาสตรเมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ 12 โดยใชอายุของจารึกซึ่งพบ ที่ปราสาทเขานอย จังหวัดสระแกว ระบุศักราช 559 หรือตรงกับ พ.ศ. 1180 เปนเกณฑกําหนด


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

อธิบายความรู

1. ครูสนทนากับนักเรียนเกี่ยวกับการแบงยุคสมัย ตามอาณาจักรและการแบงยุคสมัยตาม ราชธานี จากนั้นยกตัวอยางเหตุการณทาง ประวัติศาสตรไทยสมัยตางๆ แลวใหนักเรียน ชวยกันตอบวาเกิดขึ้นในสมัยอาณาจักรใด และชวงเวลาใด 2. ครูใหนักเรียนตอบคําถามเกี่ยวกับการแบง ยุคสมัยตามราชธานี เชน • ในประวัติศาสตรไทยนับตั้งแตสมัยสุโขทัย เปนตนมาจนถึงปจจุบันมีราชธานีแหงใด บาง และแตละแหงอยูในชวงเวลาใด (แนวตอบ มีกรุงสุโขทัย ระหวาง พ.ศ. 17922006 กรุงศรีอยุธยา ระหวาง พ.ศ. 18932310 กรุงธนบุรี ระหวาง พ.ศ. 2310-2325 และกรุงรัตนโกสินทร ระหวาง พ.ศ. 2325ปจจุบัน)

๒) แบงตามอาณาจักร เรือ่ งราวในประวัตศิ าสตรไทยกอนหนาทีจ่ ะมีอาณาจักรสุโขทัย

เกิดขึน้ ใน พ.ศ. ๑๗๙๒ นัน้ ดินแดนในประเทศไทยไดมอี าณาจักรตางๆ เกิดขึน้ มากอนแลว และได เสื่อมสลายลงไป หลังจากนั้นก็มีอาณาจักรใหมเกิดขึ้นมาอีก บรรดาอาณาจักรเหลานั้น มีชวงเวลา ที่ดํารงอยูตามหลักฐานทางดานโบราณคดี ซึ่งสามารถนํามาใชเปนเกณฑ ในการแบงยุคสมัยได ดังตัวอยางที่ปรากฏในตาราง ตารางแสดงการแบงยุคสมัยตามอาณาจักร๗ ชื่อเรียกยุคสมัย สมัยทวารวดี สมัยละโว (ลพบุรี) สมัยศรีวิชัย สมัยตามพรลิงค

อาณาจักรหรือแควน ทวารวดี ละโว ศรีวิชัย ตามพรลิงค

Explain

ชวงระยะเวลา (ประมาณพุทธศตวรรษ) ๑๑ - ๑๖ ๑๒ - ๑๘ ๑๓ - ๑๘ ๑๓ - ๑๘

๓) แบงตามราชธานี การแบงยุคสมัยตามราชธานี หมายถึง การยึดถือเอาชวงเวลา

ที่มีเมืองใดเมืองหนึ่งเปนราชธานีหรือเปนศูนยกลางการปกครองของอาณาจักรหรือแควน มาเปนเกณฑ และเมื่อราชธานีนั้นหมดความสําคัญ ลมสลาย หรือเปลี่ยนแปลงราชธานีใหม ก็หมายถึงยุคสมัยประวัติศาสตรในชวงนั้นๆ ไดสิ้นสุดลงตามไปดวย ตารางแสดงการแบงยุคสมัยตามราชธานี ชื่อเรียกยุคสมัย สมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา สมัยธนบุรี สมัยรัตนโกสินทร

ราชธาน� กรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี กรุงเทพฯ 1 หรือกรุงรัตนโกสินทร

ชวงระยะเวลาของราชวงศ พ.ศ. ๑๗๙๒ - ๒๐๐๖ พ.ศ. ๑๘๙๓ - ๒๓๑๐ พ.ศ. ๒๓๑๐ - ๒๓๒๕ พ.ศ. ๒๓๒๕ - ปจจุบัน

ศัพทานุกรมโบราณคดี. สํานักโบราณคดี กรมศิลปากร. หนา ๓๒๒.

๑๓

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

สมัยอาณาจักรอยุธยาเริ่มขึ้นใน พ.ศ. 1893 หากเทียบกับประวัติศาสตร สากล จะอยูในสมัยใด จงอธิบายเหตุผลประกอบ

แนวตอบ พ.ศ. 1893 ซึ่งเปนปที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (อูทอง) ทรง สถาปนากรุงศรีอยุธยาเปนราชธานี เมื่อเทียบเปน ค.ศ. ใหลบดวย 543 จะตรงกับ ค.ศ. 1350 ซึ่งอยูในชวงประวัติศาสตรสมัยกลางของสากล โดยเริ่ม ภายหลังกรุงโรมแตกใน ค.ศ. 476 จนถึงพวกเติรกตีกรุงคอนสแตนติโนเปล ของจักรวรรดิไบแซนไทนหรือจักรวรรดิโรมันตะวันออกแตกใน ค.ศ. 1453

นักเรียนควรรู 1 กรุงเทพฯ หรือกรุงรัตนโกสินทร เปนราชธานีของไทยตอจากกรุงธนบุรี โดยตั้งอยูทางฝงตะวันออกของแมนํ้าเจาพระยา ตรงขามกับฝงที่ตั้งกรุงธนบุรี เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 ไดโปรดเกลาฯ ใหสถาปนาพระนครขึ้น โดยทํา พระราชพิธีตั้งเสาหลักเมืองเมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 และเมื่อสราง แลวเสร็จ ไดจัดใหมีการสมโภชพระนครและพระราชทานนามพระนครวา “กรุงเทพมหานครบวรรัตนโกสินทรมหินทรายุธยามหาดิลกภพนพรัตนราชธานี บุรีรมย อุดมราชนิเวศนมหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกทัตติยวิษณุกรรม ประสิทธิ์” หรือเรียกสั้นๆ วา กรุงเทพมหานครหรือกรุงรัตนโกสินทร (ในสมัย รัชกาลที่ 4 ทรงเปลี่ยนสรอยที่วา บวรรัตนโกสินทร เปนอมรรัตนโกสินทร นอกนั้น คงไวตามเดิม)

คูมือครู

13


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

Explain

1. ครูสนทนากับนักเรียนเกี่ยวกับการแบงยุคสมัย ตามราชวงศในประเทศไทย แลวใหนักเรียน ชวยกันแสดงความคิดเห็นวา เพราะเหตุใดจึง มีการนําชื่อราชวงศมาเปนเกณฑในการแบง ยุคสมัยดวย (แนวตอบ เนื่องจากในประวัติศาสตรไทยไดมี การเปลี่ยนแผนดิน เปลี่ยนพระมหากษัตริย หลายพระองค ซึ่งเปนการเริ่มตนราชวงศใหม ดังนั้น เพื่อใหเกิดความสะดวกในการแบงสมัย ประวัติศาสตรไทย จึงมีการนําชื่อราชวงศที่ ปกครองบานเมืองในชวงเวลานั้นๆ มาเปน เกณฑในการแบงยุคสมัยดวย) 2. ครูใหนักเรียนยกตัวอยางชื่อราชวงศที่ปกครอง ดินแดนประเทศไทยตั้งแตสมัยสุโขทัยจนถึง สมัยรัตนโกสินทร โดยใหสงตัวแทนมาเขียน คําตอบบนกระดานดําหนาชั้นเรียน

๔) แบงตามราชวงศ เนือ่ งจากประวัตศิ าสตรไทยผูกพันอยูก บั พระราชกรณียกิจของ

พระมหากษัตริย ซึ่งเปนเจาแผนดินและเจาชีวิตของชนเผาไทยมาตั้งแตโบราณกาล ขณะเดียวกัน บางชวงเวลาไดมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองถึงขั้นผลัดแผนดินเปลี่ยนกษัตริยองคใหมก็หลาย ครัง้ การเปลีย่ นแปลงแผนดินซึง่ บางครัง้ เปนการเริม่ ตนราชวงศใหม ดวยเหตุนเี้ พือ่ ความสะดวกใน การแบงสมัยประวัตศิ าสตรไทย จึงนําเอาชือ่ ราชวงศทขี่ นึ้ มาปกครองบานเมืองในชวงเวลานั้นๆ มา เปนเกณฑในการแบงยุคสมัยดวย ดังตัวอยางในตาราง ตารางแสดงการแบงยุคสมัยตามราชวงศ ชวงระยะเวลา ชื่อเรียกยุคสมัย ราชธาน� ปฐมกษัตริยของราชวงศ ของราชวงศ สมัยราชวงศพระรวง สมัยราชวงศอูทอง

สุโขทัย อยุธยา

สมัยราชวงศสุพรรณภูมิ

อยุธยา

สมัยราชวงศสุโขทัย อยุธยา สมัยราชวงศปราสาททอง อยุธยา 2 สมัยราชวงศบานพลูหลวง อยุธยา สมัยราชวงศพระเจาตากสิน* ธนบุรี สมัยราชวงศจักรี

กรุงเทพฯ

พอขุนศรีอินทราทิตย สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (อูทอง) สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพงั่ว) สมเด็จพระมหาธรรมราชา 1 สมเด็จพระเจาปราสาททอง สมเด็จพระเพทราชา สมเด็จพระเจาตากสินมหาราช

พ.ศ. ๑๗๙๒ - ๒๐๐๖ พ.ศ. ๑๘๙๓ - ๑๙๑๓ และ พ.ศ. ๑๙๓๑ - ๑๙๕๒ พ.ศ. ๑๙๑๓ - ๑๙๓๑ และ พ.ศ. ๑๙๕๒ - ๒๑๑๒ พ.ศ. ๒๑๑๒ - ๒๑๗๒ พ.ศ. ๒๑๗๒ - ๒๒๓๑ พ.ศ. ๒๒๓๑ - ๒๓๑๐ พ.ศ. ๒๓๑๐ - ๒๓๒๕

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช

พ.ศ. ๒๓๒๕ - ปจจุบัน

เรื่องนารู คําวา “พระรวง” เปนชือ่ ทีใ่ ชเรียกราชวงศทคี่ รองกรุงสุโขทัย การทีไ่ ดชอื่ เชนนัน้ สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรม พระยาดํารงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานวา คําวา “รวง” นี้ คงเปนนามเดิมของพอขุนรามคําแหงมหาราช เพราะคํานี้มีความหมายวา “รุงเรือง” หาไดแปลวา “หลนรวง” ไม ตอมาเมื่อไดชนชาง ชนะขุนสามชนในการศึกแลว พระราชบิดาจึงใหพระนามวา “รามคําแหง” พงศาวดารมอญ กลาววา พระรวงไดตั้งใหมะกะโทเปนพระเจาฟารั่ว เจาเมืองมอญ เหตุการณเหลานี้ตรงกับ รัชสมัยพอขุนรามคําแหงมหาราชทั้งสิ้น สมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพจึงทรง สันนิษฐานวา คําวา “พระรวง” เมื่อแรกคงจะหมายถึงพอขุนรามคําแหงองคเดียว แตตอมา ไดเรียกกษัตริยองคอื่นๆ แหงกรุงสุโขทัยวาพระรวงทั้งหมด

๑๔

* ไมนิยมเรียกชื่อนี้ แตนิยมเรียกสมัยธนบุรีมากกวา

นักเรียนควรรู 1 สมเด็จพระเจาปราสาททอง เคยรับราชการเปนออกญากลาโหมสุริยวงศ มากอน ตอมาไดขึ้นครองราชสมบัติเปนพระมหากษัตริยเมื่อ พ.ศ. 2172 ทรงมีพระนามวา สมเด็จพระเจาปราสาททอง ทรงสถาปนาราชวงศใหม คือ ราชวงศปราสาททอง พระราชกรณียกิจสําคัญ ไดแก ทรงยกทัพไปตีเขมรซึ่งเปน ประเทศราชของไทย ทรงตรากฎหมายหลายฉบับ เชน พระธรรมนูญ พระไอยการ ทาส รวมทั้งโปรดใหสรางวัดไชยวัฒนาราม วัดชุมพลนิกายาราม เปนตน 2 บานพลูหลวง เปนราชวงศลําดับที่ 5 ในสมัยอยุธยา มีที่มาจาก “หมูบาน พลูหลวง” อยูที่เมืองสุพรรณบุรี สันนิษฐานวาเปนนิวาสถานเดิมของสมเด็จ พระเพทราชา ปฐมกษัตริยของราชวงศบานพลูหลวง

14

กิจกรรมทาทาย ครูใหนักเรียนเลือกศึกษาพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริยใน ราชวงศใดก็ได 1 พระองค สรุปสาระสําคัญเปนแผนผังหรือเสนเวลา (Timeline) ตกแตงใหสวยงามและนําเสนอหนาชั้นเรียน

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

การแบงชวงเวลาในการศึกษาประวัติศาสตรออกเปนหลายรูปแบบ มีขอดี อยางไร แนวตอบ ทําใหสามารถสื่อสารเรื่องราวที่ศึกษาไดเขาใจตรงกันไดดียิ่งขึ้น เนื่องจากถาใชเฉพาะรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง อาจทําใหการสื่อสารกันยาก หรือไมสามารถศึกษาลงลึกไปในรายละเอียดไดมาก อยางเชน การแบงตาม ราชธานี ซึ่งครอบคลุมระยะเวลายาวนานหลายรอยป

คูมือครู


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

อธิบายความรู

1. ครูสุมนักเรียนยกตัวอยางรายพระนาม พระมหากษัตริยที่ทรงครองราชสมบัติมาพอ สังเขป จากนั้นครูใหนักเรียนชวยกันบอกขอดี ของการแบงยุคสมัยตามรัชกาล (แนวตอบ ทําใหเกิดความเขาใจขอบเขตของ ชวงเวลาที่ศึกษาไดเปนอยางดี เนื่องจาก ชวงเวลาไมยาวนานเหมือนกับแบงตามราชธานี หรือแบงตามราชวงศ จึงสะดวกในการศึกษา ทําความเขาใจ) 2. ครูใหนักเรียนคนควารายพระนาม พระมหากษัตริยที่ปกครองประเทศไทยตั้งแต สมัยสุโขทัยจนถึงปจจุบันวามีรัชกาลใดบาง แตละรัชกาลอยูในราชวงศอะไร ชวงเวลาใด แลวนําขอมูลมาอภิปรายรวมกันในชั้นเรียน

๕) แบงตามรัชกาล การแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรไทยที่นิยมใชอีกอยางหนึ่งก็

คือ แบงตามรัชกาล ซึ่งหมายถึงในสมัยที่พระมหากษัตริยพระองคนั้นๆ ทรงครองราชสมบัติอยู ทําใหเกิดความเขาใจขอบเขตของชวงเวลาที่ศึกษาไดเปนอยางดี และทําใหชวงเวลาไมยาวนาน เกินไป ไมเหมือนกับการแบงยุคสมัยตามราชธานีหรือตามราชวงศ หรือกลาวอยางงายๆ เปนการ แบงยอยเหตุการณ หรือชวงเวลาในประวัติศาสตรที่ยาวนานใหสั้นลง เพื่อสะดวกแกการศึกษา ทําความเขาใจ ดังตัวอยางในตาราง ตารางแสดงการแบงยุคสมัยตามรัชกาล ชื่อเรียกยุคสมัย

ชวงระยะเวลา (พ.ศ.)

ยุคสมัยราชวงศ

Explain

ยุคสมัยตามราชธาน�

สมัยพอขุนรามคําแหง พ.ศ. ๑๘๒๒ - ๑๘๔๑ สมัยราชวงศพระรวง สมัยสุโขทัย มหาราช สมัยสมเด็จพระนารายณ พ.ศ. ๒๑๙๙ - ๒๒๓๑ สมัยราชวงศปราสาททอง สมัยอยุธยา มหาราช 1 สมัยพระบาทสมเด็จ พ.ศ. ๒๔๑๑ - ๒๔๕๓ สมัยราชวงศจกั รี สมัยรัตนโกสินทร พระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว

นอกเหนือจากการนําเอาชื่อกษัตริย หรือรัชกาลมาเปนเกณฑในการแบงสมัยประวัติศาสตร ไทยแลว ในสมัยรัตนโกสินทรหรือสมัยราชวงศจักรี ก็ไดนําเอาลําดับของรัชกาลที่ขึ้นมาปกครอง แผนดินมาเปนเกณฑในการแบงดวย ทัง้ นีเ้ พือ่ สะดวกในการทําความเขาใจและเรียกขาน ดังตัวอยาง ในตาราง ตารางแสดงการแบงยุคสมัยตามลําดับรัชกาล ชื่อเรียกยุคสมัย สมัยรัชกาลที่ ๑ สมัยรัชกาลที่ ๒ สมัยรัชกาลที่ ๓ สมัยรัชกาลที่ ๔ สมัยรัชกาลที่ ๕

ยุคสมัยตามรัชกาล

ชวงระยะเวลา (พ.ศ.)

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว

พ.ศ. ๒๓๒๕ - ๒๓๕๒ พ.ศ. ๒๓๕๒ - ๒๓๖๗ พ.ศ. ๒๓๖๗ - ๒๓๙๔ พ.ศ. ๒๓๙๔ - ๒๔๑๑ พ.ศ. ๒๔๑๑ - ๒๔๕๓

http://www.aksorn.com/LC/Hist/M1/01

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

“ศุภมัสดุ ศักราช 712 ปขาลโทศก (พ.ศ. 1893) วันศุกร เดือน 5 ขึ้น 6 คํ่า เพลา 3 นาฬกา 9 บาท สถาปนากรุงพระนครศรีอยุธยา...” จากขอความ ดังกลาวตรงกับรัชกาลใด เพราะเหตุใด แนวตอบ ศักราช 712 หรือ พ.ศ. 1893 ตรงกับรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดี ที่ 1 (อูทอง) เพราะเปนปที่พระองคทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเปนราชธานี ของไทย ซึ่งระยะเวลาที่ทรงครองราชยอยูระหวาง พ.ศ. 1893-1912

EB GUIDE

๑๕

นักเรียนควรรู 1 ราชวงศจักรี เปนราชวงศที่ปกครองประเทศไทยมาตั้งแต พ.ศ. 2325 โดยมีพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชเปนผูสถาปนาราชวงศ และยุคสมัยของราชวงศนี้ เรียกวา สมัยรัตนโกสินทร สําหรับชื่อราชวงศจักรีมีที่มา จากบรรดาศักดิ์ “เจาพระยาจักรีศรีองครักษ” ตําแหนงสมุหนายก ซึ่งเปนตําแหนง ทางราชการที่พระองคเคยทรงดํารงตําแหนงมากอนในสมัยกรุงธนบุรี คําวา “จักรี” พองเสียงกับคําวา “จักร” และ “ตรี” ซึ่งเปนอาวุธของพระนารายณ พระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชจึงโปรดเกลาฯ ใหสรางพระแสงจักรและ พระแสงตรีไว 1 สํารับ และกําหนดใหใชเปนสัญลักษณประจําราชวงศจักรีสืบมา จนถึงปจจุบัน

คูมือครู

15


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

Explain

ครูตั้งคําถามเกี่ยวกับการแบงยุคสมัยตาม การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และการแบงยุคสมัย ตามการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม โดยใหนักเรียน ชวยกันตอบ เชน • เพราะเหตุใดเหตุการณในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงถูกใชในการแบงยุคสมัยทาง ประวัติศาสตรไทย (แนวตอบ เพราะเปนเหตุการณที่ถือเปนการ เปลี่ยนแปลงทางการเมืองครัง้ สําคัญทีส่ ดุ ของไทย โดยคณะราษฎรไดทําการยึดอํานาจ เปลีย่ นแปลงการปกครองจากระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนระบอบ ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริยทรงเปน ประมุขภายใตรัฐธรรมนูญ) • หากแบงตามการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม จะแบงออกเปนสมัยใด (แนวตอบ แบงเปนสมัยโบราณ ทีไ่ ทยยังใช วัฒนธรรมดัง้ เดิมของตนเอง ยังมิไดรับเอา วัฒนธรรมตะวันตกเขามาปรับใชในสังคมไทย อยางกวางขวาง กับสมัยใหม ที่สังคมไทยเริ่ม รับวัฒนธรรมตะวันตก (ในชวงรัชกาลที่ 4) จนถึงปจจุบัน)

๖) แบงตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ในประวัติศาสตรการเมื 1 องไทย

มีการเปลีย่ นแปลงทางการเมืองครัง้ สําคัญทีส่ ดุ เกิดขึน้ เมือ่ พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยคณะราษฎรไดทาํ การ ยึดอํานาจเปลีย่ นแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขภายใตรัฐธรรมนูญ ดังนั้น จุดเวลาที่แบงเขตยุคสมัยของการ เปลี่ยนแปลงทางการเมือง คือ วันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ จึงถูกนํามาใชแบงยุคสมัย ประวัติศาสตรไทยดวย ซึ่งสามารถแบงอยางกวางๆ ไดเปน ๒ สมัย ดังตัวอยางในตาราง ตารางแสดงการแบงยุคสมัยตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ชื่อเรียกยุคสมัย สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย สมัยประชาธิปไตย หรือสมัยรัฐธรรมนูญ

ชวงระยะเวลา ตั้งแตเริ่มแรกถึงเมื่อมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ - ปจจุบัน

๗) แบงตามการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม การแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตร ไทย บางครั้งไดใชการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมมาเปนเกณฑ ในการแบง คือ สมัยที่ยังใช วัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเอง ยังมิไดรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเขามาปรับใชอยางกวางขวาง หรือ วัฒนธรรมตะวันตกยังมิไดมีอิทธิพลตอสังคมไทยมากนัก กับสมัยหลังมีการเปลี่ยนแปลงทาง วัฒนธรรมไปสูความทันสมัยตามตะวันตก ตารางแสดงการแบงยุคสมัยตามการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ชื่อเรียกยุคสมัย สมัยโบราณ

ชวงระยะเวลา สมัยเริม่ ตนประวัตศิ าสตรไทย - สมัยเริม่ รับวัฒนธรรมตะวันตก (ในชวงรัชกาลที่ ๔) สมัยเริ่มรับวัฒนธรรมตะวันตก - ปจจุบัน

สมัยใหม

๘) แบงตามรัฐบาลบริหารประเทศ ในสมัยประชาธิปไตย พระมหากษัตริยท รงเปน

ประมุขแหงราชอาณาจักรไทย แตทรงใชพระราชอํานาจทางดานบริหารผานทางคณะรัฐมนตรี มี นายกรัฐมนตรีเปนหัวหนาคณะรัฐบาล ดังนัน้ การแบงยุคสมัยประวัตศิ าสตรไทยสมัยประชาธิปไตย จึงแบงยอยออกไปตามแตละรัฐบาล โดยใชนายกรัฐมนตรีผูเปนหัวหนาบริหารประเทศ หรือคณะ รัฐบาลมาเปนเกณฑในการแบง ดังตัวอยาง ๑๖

นักเรียนควรรู 1 คณะราษฎร ประกอบดวยกลุมบุคคล 4 กลุม ดังตอไปนี้ 1. กลุมพลเรือน มีหลวงประดิษฐมนูธรรม (ปรีดี พนมยงค) เปนหัวหนา 2. กลุมทหารเรือ มีนาวาตรี หลวงสินธุสงครามชัย (สินธุ กมลนาวิน) เปน หัวหนา 3. กลุมทหารบกชั้นผูนอย มีพันตรี หลวงพิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ) เปนหัวหนา 4. กลุมทหารบกอาวุโส มีพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน พหลโยธิน) เปนหัวหนา รวมดวยพันเอก พระยาทรงสุรเดช (เทพ พันธุมเสน) พันเอก พระยาฤทธิอัคเนย (สละ เอมศิริ) และพันโท พระประศาสนพิทยายุทธ (วัน ชูถิ่น)

16

คูมือครู

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

ในการแบงยุคสมัยตามการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ประเทศไทยเริ่ม เขาสูสมัยใหมในรัชกาลใด เพราะเหตุใดจึงเปนเชนนั้น แนวตอบ สมัยรัชกาลที่ 4 แหงกรุงรัตนโกสินทร ซึ่งเปนสมัยที่มีการรับ วัฒนธรรมตะวันตกมาปรับใชในสังคมไทย มีการปรับปรุงประเทศใหทันสมัย และยกเลิกประเพณีเกาๆ ที่ลาสมัย เพื่อไมใหชาวตางชาติดูถูกวาไทยดอย ความเจริญ เชน ทรงใหขุนนางสวมเสื้อเวลาเขาเฝา อนุญาตใหชาวตางชาติ ทําความเคารพตามธรรมเนียมตางชาติ ทรงจางชาวตะวันตกเขามารับ ราชการในราชสํานัก มาสอนหนังสือและภาษาอังกฤษแกพระราชโอรส พระราชธิดา เปนตน


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

อธิบายความรู

1. ครูสนทนากับนักเรียนเกี่ยวกับการแบงยุคสมัย ตามรัฐบาลบริหารประเทศ จากนั้นใหนักเรียน ชวยกันยกตัวอยางชื่อนายกรัฐมนตรีที่นักเรียน รูจัก 2. ครูใหนักเรียนคนควารายชื่อนายกรัฐมนตรี ที่เขามาบริหารประเทศไทยนับตั้งแต เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จนถึง ปจจุบัน พรอมทั้งชวงเวลาที่เริ่มตนและสิ้นสุด การบริหารงาน แลวมาอภิปรายรวมกันใน ชั้นเรียน 3. ครูทดสอบความรูโดยใหนักเรียนทํากิจกรรมที่ 1.4 จากแบบวัดฯ ประวัติศาสตร ม.1

เสนเวลา

แสดงการแบงยุคสมัยตามรัฐบาลบริหารประเทศ สมัยรัฐบาล

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต

กุมภาพันธ ๒๕๐๒ - ธันวาคม ๒๕๐๖ สมัยรัฐบาล

พลเอกเปรม ติณสูลานนท

มีนาคม ๒๕๒๓ - สิงหาคม ๒๕๓๑ สมัยรัฐบาล

นายชวน หลีกภัย

กันยายน ๒๕๓๕ - กรกฎาคม ๒๕๓๘ สมัยรัฐบาล

นายชวน หลีกภัย

๔๐

๕๔

๒๕

๒๕

✓ แบบวัดฯ ใบงาน แบบฝกฯ ประวัติศาสตร ม.1 กิจกรรมที่ 1.4 หนวยที่ 1 เวลาและการแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตร

Á.¤. ¡.¾. ÁÕ.¤. àÁ.Â. ¾.¤. ÁÔ.Â. ¡.¤. Ê.¤. ¡.Â. µ.¤. ¾.Â. ¸.¤.

๒๕

๓๐

๒๕

๒๐

๒๕

๑๐

๒๕

๐๐

๒๕ ๒๕๕๐ ๕๑

๕๒

พฤศจิกายน ๒๕๔๐ - พฤศจิกายน ๒๕๔๓

๒๕

Explain

กิจกรรมที่ ๑.๔ ใหนักเรียนอานขอความที่กําหนด แลวตอบคําถาม (ส ๔.๑ ม.๑/๑)

สมัยรัฐบาล

พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร กุมภาพันธ ๒๕๔๔ กันยายน ๒๕๔๙

สมัยรัฐบาล

พลเอกสุรยุทธ จุลานนท

กันยายน ๒๕๕๑ ธันวาคม ๒๕๕๑

ในชวงเวลาใกลเคียงกัน ประเทศไทยก็มกี ารเปลีย่ นแปลงจากลักษณะเศรษฐกิจแบบยังชีพ ในสมัยอยุธยา ธนบุรี มาสูล กั ษณะเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในสมัยรัชกาลที่ ๔ แหงกรุงรัตนโกสินทร โดยหลังจากไทยลงนามในสนธิสัญญาเบาวริง เศรษฐกิจไทยก็เขาสูเศรษฐกิจทุนนิยมของโลก ไทยตองยกเลิกระบบผูกขาดการคาโดยพระคลังสินคามาเปนการคาแบบเสรี การคาขายกับ ้ สงผลใหเกิดพัฒนาการทางเศรษฐกิจทุนนิยมของไทยนับแตนนั้ ฉบับ ชาวตางชาติจงึ ขยายตัวมากขึน เฉลย เปนตนมา

ตุลาคม ๒๕๔๙ - มกราคม ๒๕๕๑ สมัยรัฐบาล

นายสมัคร สุนทรเวช

มกราคม ๒๕๕๑ - กันยายน ๒๕๕๑

ñð

ความเจริญกาวหนาทางดานอุตสาหกรรมของโลกตะวันตกในปจจุบนั นัน้ มีรากฐานมาจาก การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เริ่มตนขึ้นในประเทศอังกฤษเมื่อ ค.ศ. ๑๗๖๐ โดยมีการเปลี่ยนแปลง วิธีการผลิตจากการใชแรงงานคนและสัตวในสังคมเกษตรกรรมมาเปนใชเครื่องจักรกลที่ผลิตได ปริมาณมากและมีคุณภาพที่แนนอน เชน การคนพบพลังไอนํ้าและนําเครื่องจักรไอนํ้าไปใชใน อุตสาหกรรมตางๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทอผา ซึง่ กอใหเกิดการขยายตัวของเมือง การพัฒนา คุณภาพชีวิต และความกาวหนาทางอุตสาหกรรมตางๆ ตามมามากมาย

นายสมชาย วงศสวัสดิ์ สมัยรัฐบาล

คะแนนเต็ม คะแนนที่ได

๑. ขอความขางตนแสดงถึงหลักเกณฑการแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรใดบาง

สมัยรัฐบาล

แสดงถึงการแบงยุคสมัยทางประวัตศิ าสตรสากล โดยแบงตามการเริม่ ตนของเหตุการณสาํ คัญ .................................................................................................................................................................................................................................................... คื.................................................................................................................................................................................................................................................... อ สมัยปฏิวัติอุตสาหกรรม และจัดอยูในประวัติศาสตรสมัยใหม (ซึ่งเริ่มภายหลังกรุงคอนสแตนติ.................................................................................................................................................................................................................................................... โนเปลแตกใน ค.ศ. ๑๔๕๓ ถึงสิน้ สุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ใน ค.ศ. ๑๙๔๕) สวนการแบงยุคสมัย ทางประวั ตศิ าสตรไทย มีทงั้ แบงตามราชธานีและอาณาจักร ไดแก อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร .................................................................................................................................................................................................................................................... แบ งตามรัชกาล คือ รัชกาลที่ ๔ แบงตามราชวงศ คือ ราชวงศจักรี ....................................................................................................................................................................................................................................................

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ธันวาคม ๒๕๕๑ สิงหาคม ๒๕๕๔

๒. ใหนักเรียนยกตัวอยางหลักเกณฑการแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรหลักเกณฑอื่นๆ มาพอ สังเขป การแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรสากล เชน แบงตามความเจริญทางอารยธรรมของมนุษย .................................................................................................................................................................................................................................................... แบ งตามราชวงศที่ปกครอง สวนการแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรไทย เชน แบงตามการ .................................................................................................................................................................................................................................................... เปลี ย่ นแปลงทางการเมือง แบงตามการเปลีย่ นแปลงทางวัฒนธรรม แบงตามรัฐบาลบริหารประเทศ .................................................................................................................................................................................................................................................... เป นตน .................................................................................................................................................................................................................................................... (พิจารณาคําตอบของนักเรียน โดยใหอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน) ....................................................................................................................................................................................................................................................

การแบงยุคสมัยทางประวัตศิ าสตรไทย สามารถแบงไดหลายแบบแตทนี่ ยิ มใชกนั มากจะเปน ไปตามแบบอยางทีก่ ลาวมาขางตน สําหรับหลักการวาจะใชรปู แบบใดในการกลาวถึงเหตุการณทาง ประวัติศาสตรนั้น มิไดมีขอกําหนดอยางแนชัด ขึ้นอยูกับวัตถุประสงคของผูแบงเปนสําคัญ

๑๗

กิจกรรมสรางเสริม ครูใหนักเรียนคนควาประวัติและผลงานของนายกรัฐมนตรีของไทย ที่นักเรียนชื่นชอบ 1 ทาน พรอมทั้งบอกเหตุผล และคติในการทํางานของ ทานเพื่อนําไปประยุกตใชในการดําเนินชีวิต

เกร็ดแนะครู ครูอธิบายเสริมใหนักเรียนเขาใจวา ในสมัยประชาธิปไตยประวัติศาสตรนิยม แบงตามรัฐบาลหรือตามนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเรื่องราวในสังคมมีความซับซอน และเปลี่ยนแปลงไปอยางรวดเร็ว ขณะเดียวกันรัฐบาลที่ขึ้นมาบริหารประเทศใน แตละสมัยก็มีแนวคิดแนวทางแตกตางกัน ดังนั้น การศึกษาลึกลงไปในแตละรัฐบาล จะทําใหเขาใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นไดดีกวา

บูรณาการอาเซียน ครูใหนักเรียนไปสืบคนขาวรัฐบาลของประเทศสมาชิกอาเซียนในดานการเตรีียม ความพรอมการเขาสูประชาคมอาเซียนภายใน พ.ศ. 2558 อยางสังเขป แลวนํามา อภิปรายรวมกันในชั้นเรียน

คูมือครู

17


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

Explain

ครูและนักเรียนสนทนารวมกันเกี่ยวกับการใช เวลา ชวงเวลา และยุคสมัยที่ปรากฏในหลักฐาน ทางประวัติศาสตร จากนั้นครูถามนักเรียนวา หากจะสืบคนตัวอยางการใชเวลา ชวงเวลา และ ยุคสมัยที่ปรากฏในหลักฐานทางประวัติศาสตรไทย จะสามารถหาขอมูลไดจากแหลงใดบาง (แนวตอบ เชน พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ หอสมุดแหงชาติ หองสมุดโรงเรียน ขอมูลทาง อินเทอรเน็ตจากหนวยงานที่เชื่อถือได เปนตน)

õ. µÑÇÍ‹ҧ¡ÒÃ㪌àÇÅÒ ª‹Ç§àÇÅÒ áÅÐÂؤÊÁÑ·ջè ÃÒ¡¯ã¹ËÅÑ¡°Ò¹ ·Ò§»ÃÐÇѵÈÔ ÒʵÏä·Â เมื่อนักเรียนอานหนังสือประวัติศาสตรทั้งของไทยและสากล จะพบการใชภาษาหรือศักราช ซึ่งแสดงถึง เวลา ชวงเวลา และยุคสมัย อยูบอยๆ ดังนั้นนักเรียนตองสังเกตและทําความเขาใจ ใหดี เพื่อจะไดเขาใจเหตุการณทางประวัติศาสตรไดถูกตอง ตัวอยางเชน “เมือ่ ชัว่ พอกู กูบาํ เรอแกพอ กู กูบาํ เรอแกแมกู กูไดตวั เนือ้ ตัวปลา กูเอามาแกพอ กู กูไดหมากสม หมากหวาน อันใดกินอรอยกินดี กูเอามาแกพอ กู…” (จารึกพอขุนรามคําแหง พ.ศ. ๑๘๓๕ ดานที่ ๑)

ขอความขางตนกลาวถึง ชวงเวลา หรือสมัย คําวา “เมือ่ ชัว่ พอกู” คือ เมือ่ ครัง้ หรือ สมัยพระราชบิดาของพอขุนรามคําแหงมหาราช (เมือ่ ชัว่ = เมือ่ ครัง้ , เมือ่ รัชสมัย) คือ พอขุน ศรีอนิ ทราทิตย พอขุนรามคําแหงมหาราชทรงปรนนิบตั ติ อ พระราชบิดา ไดเนือ้ (สัตวบก) ไดปลา (สัตวนํ้า) ไดผลไมเปรี้ยวหวานที่อรอย ก็เอามาถวาย “๑๒๖๙ ศก (ป) กุน พระบาทกมรเดงอัญฦๅไทยราช ผูเปนราชนัดดาของพระบาทกัมรเองอัญ ศรีรามราช เสด็จนําพลพยุหเสนาทั้งหลายออกมาจากเมืองศรีสัชชนาลัย... เขาเสวยราชย... ในเมือง สุโขทัย... พระนามวา พระบาทกัมรเดงอัญศรีสุริยพงศรามมหาธรรมราชาธ พงศรามมหาธรรมราชาธิราช...” (จารึกวัดปามะมวง หรือจารึกหลักที่ ๔ ภาษาเขมร ดานที่ ๑)

ขอความขางตนกลาวถึง เวลา ๑๒๖๙ แตไมไดบอกวาเปนศักราชอะไร เมือ่ พิจารณาจาก บริบทหรือเหตุการณประกอบ บอกไดวา เปนมหาศักราช ตรงกับพุทธศักราช ๑๘๙๐ พระเจา ฦๅไทย หรือพระเจ 1 าลิไทย ผูเปนหลานของพอขุนรามคําแหงมหาราช ยกทัพออกจาก เมืองศรีสชั นาลัย ปราบศัตรู แลวขึน้ ครองราชยเมืองสุโขทัย มีพระนามวา “สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช”

อุทยานประวัติศาสตร สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย

๑๘

เกร็ดแนะครู ครูควรใหขอสังเกตแกนักเรียนวาจารึกของพอขุนรามคําแหงมหาราชมีบางคํา ใชมาจนถึงปจจุบัน แตมีความหมายตรงขามกับปจจุบัน ดังนั้น จึงตองระมัดระวัง ในการตีความ เชน แพ หมายถึง ชนะ เวน หมายถึง ถวาย มอบให เปนตน

นักเรียนควรรู 1 เมืองศรีสัชนาลัย แตเดิมมีชื่อวา เมืองเชลียง เมืองศรีสัชนาลัยมีความสําคัญ ควบคูกับเมืองสุโขทัย โดยจากหลักฐานไดกลาวถึงพอขุนศรีนาวนําถมวา ทรงครอง 2 เมือง คือ เมืองสุโขทัยและเมืองศรีสัชนาลัย (กอน พ.ศ. 1781) ตอมาจนถึงสมัย พอขุนศรีอินทราทิตยทรงสงพอขุนบานเมืองไปครองเมืองศรีสัชนาลัย สวนพอขุน รามคําแหงมหาราช พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไทย) ก็เคยครองเมืองศรีสัชนาลัย กอนขึ้นครองราชย เมืองศรีสัชนาลัยมีฐานะเปนเมืองลูกหลวงของสุโขทัยเรือ่ ยมา จนกระทัง่ สุโขทัยตกอยูใ ตอํานาจของอยุธยา จึงเปลี่ยนชื่อเรียกวา เมืองสวรรคโลก

18

คูมือครู

กิจกรรมสรางเสริม ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางเหตุการณทางประวัติศาสตรไทยจาก หนังสือเรียน หนา 18-19 แลวเทียบศักราชเปนระบบอื่นนอกเหนือจาก ศักราชในหนังสือเรียน

กิจกรรมทาทาย ครูใหนักเรียนจัดทําเสนเวลา (Timeline) เรียงลําดับเหตุการณทาง ประวัติศาสตรไทยจากหนังสือเรียน หนา 18-19 แลวสืบคนเพิ่มเติมวา ในชวงเวลาหรือยุคสมัยดังกลาวไดเกิดเหตุการณสําคัญอะไรขึ้นบาง โดยนํามาเติมลงในเสนเวลา ตกแตงใหสวยงามและนําเสนอหนาชั้นเรียน


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

อธิบายความรู

Explain

1. ครูยกตัวอยางเรื่องราว เหตุการณทาง ประวัติศาสตรไทยที่มีการระบุเวลา ชวงเวลา และยุคสมัย แลวใหนักเรียนชวยกันตอบวา อยูในชวงเวลาใด หรือยุคสมัยใด 2. ครูใหนักเรียนทํากิจกรรมที่ 1.5 จากแบบวัดฯ ประวัติศาสตร ม.1

“ศักราช ๙๕๔… เสด็จพยุหยาตราโดยทางสถลมารค… วัน ๒ ฯ๒ ๒ คํ่า เวลารุงแลว ๕ นาฬกา ๓ บาท…” (พระราชพงศาวดารกรุงเกา ฉบับหลวงประเสริฐฯ)

ศักราชในที่นี้ คือ จุลศักราช เทียบเปนพุทธศักราชบวกดวย ๑๑๘๑ = พ.ศ. ๒๑๓๕ ผู เสด็จ คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เสด็จโดยทางบก (สถลมารค = ทางบก) วัน ๒ ฯ๒ ๒ คํา่ คือ 1 วันจันทร เดือนยี่ แรม ๒ คํา่ เปนการนับวันแบบจันทรคติ ตรงกับการนับวันแบบสุรยิ คติ คือ วัน จันทรที่ ๑๘ มกราคม เวลารุง เชา ๕ นาฬกา ๓ บาท เปนการนับเวลาแบบเกาของไทย ที่เริ่มวัน ใหมในเวลา ๖ นาฬกา รุงเชา ๕ นาฬกา คือตอนเชา เวลา ๑๑ นาฬกา ๓ บาทคือ ๑๘ นาที (๑ บาท = ๖ นาที, ๑ ชั่วโมง = ๑๐ บาท) ๕ นาฬกา ๓ บาท คือ เวลา ๑๑ นาฬกา ๑๘ นาที สําหรับการเทียบวันแบบจันทรคติเปนวันแบบสุริยคติ ถาอยูในสมัยรัตนโกสินทร คือ ตั้งแต พ.ศ. ๒๓๒๕ เปนตนมา มีปฏิทิน ๑๕๐ ป หรือ ๒๐๐ ปใชเทียบได แตถากอนหนานั้น ตองใชวิธีการคํานวณโดยผูมีความรูทางดานนี้

✓ แบบวัดฯ ใบงาน แบบฝกฯ ประวัติศาสตร ม.1 กิจกรรมที่ 1.5 หนวยที่ 1 เวลาและการแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตร กิจกรรมที่ ๑.๕ ใหนักเรียนอานขอความ แลวเติมคําตอบใหถูกตอง (ส ๔.๑ ม.๑/๒)

คะแนนเต็ม คะแนนที่ได

ñõ

๑. “ศักราช ๗๑๒ ขาลศก… แรกสถาปนากรุงพระนครศรีอยุธยา”

ที่มา : พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหลวงประเสริฐฯ

จุลศักราช เทียบเปน พ.ศ. ……………………………………………………………….. ใหบวกดวย ๑๑๘๑ = พ.ศ. ๑๘๙๓ .. ศักราช ๗๑๒ เปนการนับแบบ………………………… พ.ศ. ๑๘๙๓ เปนปที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (อูทอง) ทรงตั้งกรุงศรีอยุธยาเปนราชธานี ตีความไดวา………………………………………………………………………………………………………………………………………… ....................

............................................................................................................................................................................................................................................

๒. “…จุลศักราช ๑๑๗๒ พระเจากรุงเวียดนามยาลองแตงใหราชทูตญวนเขามากรุงเทพฯ…”

ที่มา : พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร รัชกาลที่ ๒ หนา ๕๕

จุลศักราช เทียบเปน พ.ศ. ……………………………………………………………… ใหบวกดวย ๑๑๘๑ = พ.ศ. ๒๓๕๓ จ.ศ. ๑๑๗๒ เปนการนับแบบ…………………………… ในสมัยรัชกาลที่ ๒ พระเจากรุงเวียดนามยาลองไดสง ทูตเขามากรุงเทพฯ เมือ่ พ.ศ. ๒๓๕๓ ตีความไดวา ...............................................................................................................................................................................................................

“เราจะคนหาขอความเรื่องราวของประเทศสยาม ไมวาเมืองใด ชาติใด วงษใด สมัยใด รวบรวม เรียบเรียงขึ้นเปนเรื่องราวของประเทศสยาม…” (พระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ทรงกอตั้งโบราณคดีสโมสร พ.ศ. ๒๔๕๐)

............................................................................................................................................................................................................................................

๓. “๑๒๐๕ ศก ปมะแม พอขุนรามคําแหง หาใครใจในใจ แลใสลายสือไทยนี้…”

ที่มา : ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ ของพอขุนรามคําแหงมหาราช ดานที่ ๔

ฉบับ

มหาศักราช เทียบเปน พ.ศ. ……………………………………………………………… ใหบวกดวย ๖๒๑ = พ.ศ. ๑๘๒๖ ๑๒๐๕ ศก เปนการนับแบบ……………………………. เฉลย พอขุนรามคําแหงมหาราชทรงประดิษฐลายสือไทยเมื่อ พ.ศ. ๑๘๒๖ ตีความไดวา ............................................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................................................................................................

๔. “ตั้งแตเสด็จประพาสตนคราวศก ๑๒๓ แลว สมเด็จพระพุทธเจาหลวงยังเสด็จประพาสทํานองเดียวกัน อีกหลายคราว…”

ขอความนี้ เรา คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว (ครองราชย พ.ศ. ๒๔๑๑ - ๒๔๕๓) และบุคคลอื่นที่มีความรูความสนใจประวัติศาสตร จะชวยกันศึกษาคนควา ประวัติศาสตร ไทย (สยาม คือ ไทย) โดยใหครอบคลุมทุกเมือง ทุกชนชาติ ทุกราชวงศ ทุกสมัย เชน เชียงแสน สุโขทัย อยุธยา ทวารวดี นครศรีธรรมราช ที่เคยตั้งอยู เคยรุงเรืองบนผืน แผนดินไทย แลวเรียบเรียงขึ้นมาเปนประวัติศาสตร ไทย พระราชดํารัสนี้มีขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๕๐ แสดงทัง้ เวลา คือปทมี่ พี ระราชดํารัส ชวงเวลาทีค่ รองราชยมาแลวกีป่  และสมัยตางๆ ในประวัตศิ าสตร ดังนั้น นักเรียนจึงควรสังเกตการใชคําในหลักฐานทางประวัติศาสตรไทย

ที่มา : เสด็จประพาสตน พระนิพนธ ในสมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ หนา ๓๓ - ๓๔

รัตนโกสินทรศก เทียบเปน พ.ศ. ……………………………………………………………… ใหบวกดวย ๒๓๒๔ = พ.ศ. ๒๔๔๗ ศก ๑๒๓ เปนการนับแบบ……………………………………. ตั้งแตเสด็จประพาสตนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๗ แลว สมเด็จพระพุทธเจาหลวง ซึ่งก็คือ ตีความไดวา ............................................................................................................................................................................................................... รัชกาลที่ ๕ ยังเสด็จประพาสตนอีกหลายครั้ง ............................................................................................................................................................................................................................................

๕. “…ขาพเจามีความเต็มใจที่จะสละอํานาจอันเปนของขาพเจาอยูเดิมใหแกราษฎรทั่วไป แตขาพเจาไม ยินยอมยกอํานาจทั้งหลายของขาพเจาใหแกผูใด คณะใดโดยเฉพาะ…” วันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ เวลา ๑๓ นาฬกา ๔๕ นาที

ที่มา : ประมวลพระบรมราโชวาทและพระราชดํารัสในพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว หนา ๓๖๕ - ๓๗๐

พุทธศักราช เทียบเปน พ.ศ. ……………………………………………………………… พ.ศ. ๒๔๗๗ พ.ศ. ๒๔๗๗ เปนการนับแบบ……………………………………. พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวทรงประกาศสละราชสมบัติเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ตีความไดวา ............................................................................................................................................................................................................... พ.ศ. ๒๔๗๗ ............................................................................................................................................................................................................................................

พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร

๑๙

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

กรุงสุโขทัยสถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1792 และถูกผนวกรวมกับกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2006 เมื่อเทียบศักราชเปนแบบมหาศักราช กรุงสุโขทัยจะสถาปนา ขึ้นและถูกผนวกเปนสวนหนึ่งของอยุธยาในปมหาศักราชใด แนวตอบ ปมหาศักราชที่สถาปนากรุงสุโขทัย เมื่อเทียบพุทธศักราชเปน มหาศักราช ใหนํา พ.ศ. 1792-621 จะตรงกับ ม.ศ. 1171 สวนปที่สุโขทัยถูก ผนวกเปนสวนหนึ่งของอยุธยา เมื่อเทียบจากพุทธศักราชเปนมหาศักราช ใหนํา พ.ศ. 2006-621 จะตรงกับ ม.ศ. 1385

นักเรียนควรรู 1 การนับวันแบบจันทรคติ เปนการนับเวลาโดยถือเอาการโคจรของดวงจันทร รอบโลกเปนหลัก มี 3 อยาง ดังนี้ 1. การนับวัน จะเรียกวา ขางขึ้น ขางแรม ขางขึ้นจะเริ่มตั้งแตขึ้น 1 คํ่า ถึงวันขึ้น 15 คํ่า สวนขางแรมจะเริ่มตั้งแตวันแรม 1 คํ่า ถึงวันแรม 15 คํ่า 2. การนับเดือน เริ่มนับตั้งแตวันแรกของเดือน วันขึ้น 1 คํ่า ถึงวันขึ้น 15 คํ่า และวันแรม 1 คํ่า ถึงวันแรม 15 คํ่า (บางเดือนอาจมีวันแรม 14 คํ่า) ซึ่งมี ประมาณ 30 วัน การเรียกชื่อเดือน จะเรียกเดือน 1 วา เดือนอาย เดือน 2 วา เดือนยี่ ไปจนถึงเดือนสิบสอง 3. การนับป เปนการนับปตามปนักษัตร กําหนด 12 ปเปน 1 รอบ ไดแก ปชวด ฉลู ขาล เถาะ มะโรง มะเส็ง มะเมีย มะแม วอก ระกา จอ และกุน

คูมือครู

19


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

Engage

Explore

อธิบายความรู

อธิบายความรู Explain

ขยายความเขาใจ

ตรวจสอบผล

Expand

Evaluate

Explain

1. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายถึงความหมาย ของอดีต ปจจุบัน และอนาคต และความ สัมพันธของอดีต ปจจุบัน และอนาคต 2. จากนั้นครูใหนักเรียนยกตัวอยางเหตุการณทาง ประวัติศาสตร โดยอธิบายถึงความสัมพันธ ของเหตุการณในอดีตที่สงผลตอปจจุบัน และ สามารถคาดการณในอนาคตได (แนวตอบ เชน อดีต : การเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 1 เพราะคนไทยแตกความสามัคคี ปจจุบัน : คนไทยขาดความสามัคคี แตกแยก แบงสี แบงพรรค อนาคต : หากยังมีความ แตกแยก ไมสามัคคีกัน ก็จะเกิดผลเสียตอ บานเมือง เปนตน) 3. ครูยกคําพูดที่วา “ประวัติศาสตรยอมซํ้ารอย” นักเรียนมีความเขาใจวาอยางไร และมีความ สัมพันธกับอดีต ปจจุบัน และอนาคตอยางไร (แนวตอบ ถาเหตุการณในอดีตมีปญหาก็ยอม สงผลใหปจจุบันมีปญหา หรือเปนบทเรียนให ระมัดระวัง และการกระทําในปจจุบันยอมสงผล หรือคาดการณไดวาจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต รวมทั้งปองกันมิใหเกิดปญหาเชนในอดีตอีก)

ö. ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸áÅФÇÒÁÊÓ¤Ñޢͧʹյ·ÕèÁÕµ‹Í»˜¨¨ØºÑ¹áÅР͹Ҥµ อดีต ปจจุบัน และอนาคต มีความสัมพันธและความสําคัญตอกันมาก ทั้งตอประเทศชาติ และบุคคลดังนี้ อดีตกําหนดปจจุบัน อดีตกําหนดปจจุบัน หรือปจจุบันเปนผลของอดีต เพราะประวัติศาสตรมีความตอเนื่อง ความเจริญหรือความเสื่อมจากอดีตยอมมีผลตอเนื่องถึงปจจุบัน ทําใหเกิดความเจริญหรือ ความเสื่อมในปจจุบันได เชน ถาในอดีตผูคนของประเทศทั้งผูนํา ผูปกครอง และประชาชน มีความรักใคร สามัคคี เสียสละ ไมฉอราษฎรบังหลวง ไมหลงงมงายในอบายมุขก็ทําใหประเทศ เจริญรุงเรือง ประชาชนมีความสุข ตอเนื่องถึงปจจุบัน หรือถาในอดีตมีแตปญหาก็จะสงผลตอ บานเมืองในปจจุบัน คือมีแตปญหาและความเสื่อม อดีตใหบทเรียนกับปจจุบัน อดีตทําใหเกิดบทเรียน เปนตัวอยางที่ดีใหกับคนรุนปจจุบัน ถาเปนเรื่องดีก็จะทําใหเกิด ตัวอยางที่ดี เปนบทเรียนใหคนรุนปจจุบันพยายามที่จะรักษาความดีนั้นไว อีกทั้งพยายามทําให ปจจุบนั ดียงิ่ กวาอดีต ทํานองเดียวกันถาอดีตเต็มไปดวยเรือ่ งทีไ่ มดี ซึง่ ทําใหบา นเมือง ประเทศชาติ เสือ่ มความเจริญ ไมมคี วามสามัคคี ประชาชนมีปญ  หา อดีตก็ใหบทเรียนเชนกันคือ คนรุน ปจจุบนั จะตองชวยกันแกไขเรื่องที่ไมดีนั้นใหหมดไป อีกทั้งจะตองปองก งกันไมใหเรื่องที่ไมดีเกิดขึ้นซ้ําอีก ปจจุบันสองทางแกอนาคต ทํานองเดียวกันกับอดีตกําหนดปจจุบัน สภาพปจจุบันจะบอกใหเรารูไดวาอนาคตจะเปน อยางไร ถาผูน าํ และประชาชนในรุน ปจจุบนั มีความรักชาติ สามัคคี เสียสละตอสวนรวม มีคณ ุ ธรรม ใหความสําคัญตอการพัฒนาประเทศชาติ สรางสรรคและนําความรูท ดี่ มี าใช ก็มนั่ ใจไดวา ในอนาคต ประเทศชาติจะเจริญ ประชาชนมีความสุข แตถาผูนําและประชาชนเกิดความแตกแยก เห็นแก ประโยชนสวนตนมากกวาสวนรวม ไมมีคุณธรรม ก็สามารถคาดการณไปในอนาคตไดวาประเทศ ชาติยอมเสื่อมความเจริญ ประชาชนจะลํ ประชาชน าบากและมีปญหาในการพัฒนาประเทศ

ดังนั้น ชาติที่ใหความสําคัญกับประวัติศาสตรมากจึงเปรียบอดีตเปนเสมือน “กระจกเงา” ที่ สองใหเห็นทั้งเรื่องที่ดี เรื่องที่ประสบความสําเร็จ เรื่องที่ไมดี เรื่องที่ประสบความลมเหลวของอดีต เพือ่ ใหเปนบทเรียนแกปจ จุบนั เพือ่ รักษาความดีนนั้ ไวหรือทําใหดยี งิ่ ขึน้ และขณะเดียวกันก็เปนการ ปองกันไมใหเรื่องไมดีเกิดขึ้นอีก ขณะเดียวกัน “กระจกเงา” ก็จะสองใหเห็นวา จากสภาพปจจุบัน อนาคตจะเปนอยางไร ถาปจจุบันดี อนาคตก็ควรจะดี แตถาปจจุบันไมดี อนาคตก็ตองมีปญหา ๒๐

เกร็ดแนะครู ครูตั้งประเด็นใหนักเรียนอภิปรายรวมกันเกี่ยวกับความสําคัญของประวัติศาสตร เชน คุณคาของประวัติศาสตรตอสังคมไทย ประโยชนของการศึกษาประวัติศาสตร ในการดําเนินชีวิต แลวใหนักเรียนบันทึกผลการอภิปรายลงในสมุด

20

คูมือครู

กิจกรรมทาทาย ครูใหนักเรียนเขียนแสดงความคิดเห็นวา นักเรียนสามารถนําเรื่องราว หรือเหตุการณทางประวัติศาสตรไทยในชวงเวลาใด มาปลูกจิตสํานึกให คนไทยรักและภาคภูมิใจในความเปนไทย โดยยกตัวอยางเหตุการณ ความประทับใจ และแนวทางการปลูกจิตสํานึกใหเกิดความรักและความ ภาคภูมิใจในความเปนไทย


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

อธิบายความรู

Engage

Explore

Explain

ขยายความเขาใจ Expand

ตรวจสอบผล Evaluate

ขยายความเขาใจ

Expand

1. ครูใหนักเรียนศึกษาเรื่องราว เหตุการณทาง ประวัติศาสตรมา 1 เรื่อง แลวบอกยุคสมัย หรือชวงเวลาที่เกิดเหตุการณนั้น และความ สําคัญของเหตุการณที่มีตอประวัติศาสตรไทย พอสังเขป โดยบันทึกลงในสมุดจดงานสง ครูผูสอน 2. ครูใหนักเรียนตอบคําถามประจําหนวย การเรียนรู

กลาวโดยสรุป ประวัติศาสตร เปนเรื่องราวของมนุษยที่เกิดขึ้นในเวลาตางๆ ถาไมมี การแบงยุคสมัย ไมมกี ารนับเวลาเปนศักราช ก็จะทําใหการศึกษาเรือ่ งราวตางๆ เกิดความสับสน และยุงยากมาก ในประวัติศาสตรไทยมีการแบงยุคสมัย เปนสมัยกอนประวัติศาสตร และสมัย ประวัติศาสตร และในแตละสมัยยังมีการแบงยอยลงไปอีก เพื่อใหเขาใจความตอเนื่องของ เหตุการณไดดยี งิ่ ขึน้ แตการแบงยุคสมัยเพียงอยางเดียวยังอาจกอใหเกิดความเขาใจไมตรงกัน ได ดังนั้น จึงมีการนําศักราชเขามาใชเพื่อระบุเวลาใหชัดเจนยิ่งขึ้น ในการศึกษาประวัติศาสตรมีการใชศักราชหลายอยาง ทั้งมหาศักราช จุลศักราช พุทธศักราช รัตนโกสินทรศก นอกจากนีย้ งั มีศกั ราชอืน่ ๆ ทีช่ าวตางชาตินยิ มใช เชน คริสตศกั ราช ฮิจเราะหศกั ราช เปนตน ซึง่ ศักราชทัง้ หลายมีการนับแตกตางกัน ถาเราเขาใจและสามารถเทียบ ศักราชไดอยางถูกตอง จะชวยใหเราเทียบเหตุการณในประวัตศิ าสตรของชาติตา งๆ ไดงา ย และ ชวยใหเราเรียนรูเรื่องราวในประวัติศาสตรไดอยางถูกตอง

ตรวจสอบผล

Evaluate

1. ครูตรวจภาพวาดการจําลองชีวิตในสมัยกอน ประวัติศาสตร 2. ครูตรวจผังมโนทัศนเกณฑการแบงสมัย ประวัติศาสตรไทย 3. ครูตรวจสมุดจดงานของนักเรียน 4. ครูสังเกตพฤติกรรมความมีสวนรวมในการตอบ คําถามและการแสดงความคิดเห็นของนักเรียน

๒๑

ขอสอบเนน การคิด แนว O-NET

ถาในปจจุบันประเทศไทยยังใชระบบศักราชแบบรัตนโกสินทรศก (ร.ศ.) พุทธศักราช 2555 จะตรงกับรัตนโกสินทรศกใด 1. ร.ศ. 230 2. ร.ศ. 231 3. ร.ศ. 232 4. ร.ศ. 233 วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 2. หากเทียบพุทธศักราชเปนรัตนโกสินทรศก ใหนํา พ.ศ. 2555-2324 จะตรงกับ ร.ศ. 231

เกร็ดแนะครู ครูอาจใหนักเรียนชวยกันสรุปประเด็นสําคัญจากการศึกษาในหนวย เปนประเด็นยอยๆ เพื่อนําไปใชในการศึกษาทบทวนในภายหลัง

บูรณาการอาเซียน ครูยกตัวอยางหลักฐานทางประวัติศาสตรของประเทศสมาชิกอาเซียน เชน ภาพจําหลักที่ระเบียงปราสาทนครวัด ประเทศกัมพูชา แลวอธิบายใหนักเรียนเขาใจ วา เปนภาพที่จําหลักไวในสมัยพระเจาชัยวรมันที่ 7 เมื่อประมาณ พ.ศ. 1724-1761 โดยเปนภาพทหารชาวสยามอยูในขบวนพยุหยาตราของกองทัพพระเจาสุริยวรมัน ที่ 2 ที่ยกทัพไปตีอาณาจักรจามปาเมื่อประมาณ พ.ศ. 1688 จากนั้นใหนักเรียน เทียบศักราชเปนแบบตางๆ เพื่อที่นักเรียนจะไดเขาใจเรื่องราวทางประวัติศาสตร ของประเทศสมาชิกอาเซียนไดดียิ่งขึ้น คูมือครู

21


กระตุนความสนใจ

สํารวจคนหา

อธิบายความรู

ขยายความเขาใจ

Engage

Explore

Explain

Expand

ตรวจสอบผล

ตรวจสอบผล Evaluate

Evaluate

ครูตรวจสอบความถูกตองในการตอบคําถาม ประจําหนวยการเรียนรู

¤íÒ¶ÒÁ»ÃШíÒ˹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ

หลักฐานแสดงผลการเรียนรู

๑. เวลาและชวงเวลามีความสําคัญตอการศึกษาประวัติศาสตรอยางไร ๒. การใชศักราชและการเทียบศักราชมีประโยชนตอการศึกษาประวัติศาสตรอยางไร ๓. เพราะเหตุใดเราจึงควรเรียนรูเกี่ยวกับการแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตร กอนการศึกษา ประวัติศาสตรตางๆ ๔. อดีตกับปจจุบันมีความสัมพันธกันอยางไร ๕. ทําไมเราตองเรียนรูเรื่องราวในอดีต โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตรไทย

1. ชิ้นงานการใชศักราชและการเปรียบเทียบศักราช 2. ภาพวาดการจําลองชีวิตในสมัยกอน ประวัติศาสตร

¡Ô¨¡ÃÃÁÊÌҧÊÃ䏾Ѳ¹Ò¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ กิจกรรมที่ ๑

ใหนักเรียนไปสืบคนเรื่องราวทางประวัติศาสตรที่มีการระบุศักราชมา ๕ ตัวอยาง แลวฝกเทียบศักราชแบบตางๆ และวิเคราะหความสัมพันธของชวง เวลาดังกลาว

กิจกรรมที่ ๒

ใหนกั เรียนไปศึกษาคนควาขอมูลเกีย่ วกับเหตุการณสาํ คัญทางประวัตศิ าสตร ไทยตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบันมา ๑ เหตุการณ จากนั้นใหทําตารางแสดงชวง ของเหตุการณดังกลาวมาพอสังเขป

กิจกรรมที่ ๓

ใหนักเรียนรวมกันวิเคราะหเปรียบเทียบความแตกตางของวิถีการดํารงชีวิต ของมนุษยสมัยกอนประวัติศาสตรกับมนุษยสมัยปจจุบัน

๒๒

แนวตอบ คําถามประจําหนวยการเรียนรู 1. เวลาและชวงเวลาจะทําใหเรารูวาเหตุการณแตละเหตุการณเกิดขึ้นและสิ้นสุดเมื่อใด เหตุการณใดเกิดกอนเกิดหลัง ทําใหผูศึกษาประวัติศาสตรเกิดความเขาใจตรงกัน 2. ดวยเหตุที่เหตุการณทางประวัติศาสตรตางๆ ถูกบันทึกดวยศักราชที่แตกตางกัน ทําใหไมสะดวกในการศึกษาประวัติศาสตร แตถาสามารถเชื่อมโยงเวลากับเทียบศักราช จะทําใหเขาใจประวัติศาสตรไดตรงกัน 3. เพราะจะชวยใหเราศึกษาประวัติศาสตรไดเขาใจมากยิ่งขึ้น โดยกําหนดลักษณะเฉพาะของแตละยุคสมัยออกมาจากยุคสมัยอื่นๆ อยางชัดเจน ซึ่งหากใชแตศักราช จะทําใหเกิดความสับสนและจํายาก 4. อดีตเปนตัวกําหนดปจจุบัน หรือปจจุบันเปนผลของอดีต เนื่องจากประวัติศาสตรมีความเกี่ยวโยงตอเนื่องกัน ความเจริญ ความเสื่อมที่เกิดขึ้นจากอดีตยอมสงผลถึง ปจจุบัน 5. การเรียนรูเรื่องราวในประวัติศาสตรไทยซึ่งมีทั้งเรื่องดีและเรื่องไมดี จะเปนบทเรียนใหกับคนในยุคปจจุบันนําเหตุการณในอดีตมาคิดวิเคราะห และปองกันไมใหเกิด ปญหาขึ้นอีก ตลอดจนนําเหตุการณในปจจุบันมาคาดการณผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได

22

คูมือครู

8858649122704  
8858649122704  
Advertisement