Page 1


1

พระคั ม ภี ร  ภาคพันธสัญญาใหม

คณะกรรมการคาทอลิกเพือ่ คริสตศาสนธรรม แผนกพระคัมภีร 122/11 ซอยนาคสุวรรณ ถนนนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120 Catholic Commission for Christian Principles Desk for the Bible Ministries 122/11 Soi Naksuwan, Nonsi Road, Yannawa, Bangkok 10120, THAILAND Tel 0-2681-3900 Ext. 1315 Fax 0-2681-5369 - 70 E-mail: thaicatholicbible@yahoo.com www.thaicatholicbible.com


2

พระคัมภีร ภาคพันธสัญญาใหม โดย คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตศาสนธรรม แผนกพระคัมภีร พิมพครัง้ ที่ 3 จำนวนพิมพ 10,000 เลม พฤศจิกายน 2007 ISBN: 974-90617-7-2

จัดทำโดย

คณะกรรมการคาทอลิกเพือ่ คริสตศาสนธรรม แผนกพระคัมภีร 122/11 ซอยนาคสุวรรณ ถนนนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120 โทร. 0-2681-3900 ตอ 1315 โทรสาร 0-2681-5369 - 70 E-mail: thaicatholicbible@yahoo.com www.thaicatholicbible.com


3

คำนำ ประธานคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระคัมภีร

เมือ่ คณะกรรมการคาทอลิกเพือ่ พระคัมภีรไ ดจดั พิมพ พระคัมภีรภ าคพันธสัญญา ใหมครัง้ ทีห่ นึง่ จำนวน 10,000 เลม เมือ่ เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2002 ในรูปเลมที่ กระทัดรัดนัน้ ไดรบั การตอบรับจากบรรดาพระสงฆ แตโดยเฉพาะอยางยิง่ จากบรรดา นักบวช ซึง่ ไดสงั่ ซือ้ และจายเงินลวงหนา ซึง่ ก็เปนการชวยคาใชจา ยในการพิมพเปน อยางมาก ทีค่ ณะกรรมการจะลืมเสียมิไดกค็ อื การสนับสนุนจากสภาพระสังฆราชไทยของเรา ทัง้ ในดานกำลังใจและทุนทรัพย เพราะในการพิมพครัง้ นีต้ อ งใชเงินคอนขางสูง ทัง้ นีเ้ พือ่ ใหไดรปู เลมทีส่ วยงามและกระทัดรัดจริงๆ บัดนี้ ทางคณะกรรมการไดจำหนายพระคัมภีรภ าคพันธสัญญาใหมหมดแลว จึงได ตัดสินใจทีจ่ ะจัดพิมพขนึ้ อีกเปนครัง้ ที่ 2 ในการพิมพครัง้ นี้ คณะกรรมการฯ ก็ไดตรวจ สอบทบทวน และแกไขขอบกพรองทีพ่ บเห็นในการพิมพครัง้ แรก ทัง้ ยังไดขอใหผอู า นได ชวยแจงความผิดตกบกพรองที่พบเห็นมาดวย เพื่อแกไขใหสมบูรณแบบมากที่สุด คณะกรรมการคาทอลิกเพือ่ พระคัมภีรไ ดรบั ความรวมมือจากหลายทาน จึงขอขอบคุณ มา ณ ทีน่ ดี้ ว ย เมือ่ ไปรวมประชุมกับสหสมาคมพระคริสตธรรมคัมภีรร ะดับโลกในแตละป และได ฟงรายงานของสมาคมพระคริสตธรรมคัมภีรใ นประเทศตางๆ ไดรบั ฟงดวยความปลืม้ ใจ วา เขาจำหนายพระคัมภีรซ งึ่ มีการรวมมือกันกับคาทอลิกในการแปล ใหแกคาทอลิก เปนจำนวนมากที่สุด การตื่นตัวในการอานพระคัมภีรและใชพระคัมภีรในการรำพึง ภาวนาในพระศาสนจักรมีเพิ่มมากขึ้น เปนการตอบสนองการขอรองจากสมเด็จพระ สันตะปาปายอหน ปอล ที่ 2 ในสมณสาสน “เริม่ ตนสหัสวรรษใหม” ใหเราเนน “การ รำพึงภาวนาอาศัยพระคัมภีร (Lectio Divina) ทีน่ ำเอาขอความจากพระคัมภีร ซึง่ เปน พระวาจาทรงชีวติ ทีม่ ที งั้ คำถามและการแนะแนว มาเสริมสรางชีวติ ของเรา” (#39)


4

จากการตอบรับการสอนพระคัมภีร ทีจ่ ดั ขึน้ อยางตอเนือ่ ง แสดงใหเห็นถึงความ สนใจ และความกระหายหาพระวาจาพระเจาของคาทอลิก ทัง้ ฆราวาสและนักบวช แตสงิ่ ทีน่ า ประทับใจคือบรรดาฆราวาสทีม่ ารับความรเู กีย่ วกับพระคัมภีร เพือ่ นำไปใช ในชีวติ ของตนเอง มีจำนวนมากขึน้ เรือ่ ยๆ จำนวนสมาชิก “กลุมรักพระคัมภีร” ซึ่งคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระคัมภีรได ริ เ ริ่ ม ขึ้ น ก็ มี ส มาชิ ก เพิ่ ม จำนวนมากขึ้ น ตามลำดั บ ผู ส นใจจะติ ด ต อ ไปยั ง คณะ กรรมการฯไดตลอดเวลา ขอขอบคุณสมาชิกคณะกรรมการคาทอลิกเพือ่ พระคัมภีร และเจาหนาทีท่ กุ ทานใน สำนักงานนีท้ อี่ ทุ ศิ ตนเพือ่ งานนีด้ ว ยความเสียสละตลอดมา ขอมอบพระคัมภีรภ าคพันธสัญญาใหมนี้ ใหแกทา นผอู า น และขอใหทา นมอบให เปนของขวัญแกเพือ่ นสนิทมิตรสหายของทานในโอกาสทีส่ ำคัญๆ เพือ่ ทานและบุคคล เหลานัน้ จะไดมพี ระวาจาทีบ่ นั ดาลชีวติ นี้ อยใู กลชดิ กับตัว เพือ่ ชวยในการดำเนินชีวติ แตละวัน อวยพรมาในพระองคผทู รงเปนวาจาประทานชีวติ พระสังฆราช ยอรช ยอด พิมพิสาร, C.Ss.R. ประธานคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระคัมภีร 3 มิถนุ ายน ค.ศ. 2005 วันสมโภชพระหฤทัยของพระเยซูเจา


5

คำนำในการพิมพครัง้ ที่ 2

จากพันธกิจของคณะกรรมการคาทอลิกเพือ่ พระคัมภีรท ตี่ อ งการ “สงเสริมให คริสตชนคาทอลิกไทย รู เขาใจ รัก ภาวนา และดำเนินชีวิตตามพระคัมภีร” โดยอาศัยยุทธศาสตร “สามสราง” คือ สรางสือ่ สรางคน และสรางกลมุ นัน้ “สื่อ” แรกที่คณะกรรมการไดแปลและจัดพิมพเปนภาษาไทยคือ “พระคัมภีร ภาคพันธสัญญาใหม” ทีท่ า นกำลังอานอยนู ี้ ความสำเร็จในการจัดพิมพหนังสือเลมนี้ เกิดจากความรวมมือรวมใจของพีน่ อ ง คริสตชนมากมายหลายฝาย ทัง้ พระสังฆราช พระสงฆ นักบวช ตลอดจนบรรดา ฆราวาส จนอาจกลาวไดวา หนังสือเลมนีเ้ ปนของคาทอลิก โดยคาทอลิก และเพือ่ คาทอลิกอยางแทจริง ในการพิมพครั้งที่สองนี้ คณะกรรมการไดรวบรวมคำแนะนำและคำติชมของ พีน่ อ งมาเปนแนวทางในการปรับปรุงแกไข เพือ่ ใหนา อานและเขาใจไดงา ยขึน้ คณะกรรมการฯ หวังเปนอยางยิง่ วาหนังสือ “พระคัมภีรภ าคพันธสัญญาใหม” นี้ จะชวยใหพนี่ องรจู กั รัก และดำเนินชีวติ ตามพระเยซูคริสตเจามากยิง่ ขึน้

คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระคัมภีร


6

คำนำในการพิมพครัง้ ที่ 3

พระคัมภีรเ ปนหนังสือทีข่ ายดีทสี่ ดุ ในโลก แตเปนทีน่ า เสียดายในบานคริสตชน คาทอลิกหลาย ๆ บาน ยังไมมพี ระคัมภีร ในโอกาสทีส่ ภาพระสังฆราชคาทอลิก แหงประเทศไทย ประกาศป ค.ศ. 2007-2010 เปน “ปพระวาจา” คณะกรรมการ คาทอลิกเพื่อคริสตศาสนธรรม แผนกพระคัมภีรถือเปนโอกาสทองที่จะทำการ รณรงคเผยแพรพระคัมภีรเ ขาสทู กุ ๆ บานคริสตชนคาทอลิก จึงมีมติใหจดั พิมพ พระคัมภีรภ าคพันธสัญญาใหมเปนครัง้ ที่ 3 ทัง้ ฉบับทีม่ เี ชิงอรรถ และฉบับทีไ่ มมี เชิงอรรถ ในราคายอมเยา เพื่อชีวิตคริสตชนจะไดรับการฟนฟูอาศัยพระวาจา “มนุษยมไิ ดดำรงชีวติ ดวยอาหารเทานัน้ แตดำรงชีวติ ดวยพระวาจาทุกคำทีอ่ อก จากพระโอษฐของพระเจา” (มธ 4:4) หวังเปนอยางยิง่ วาพระคัมภีรภ าคพันธสัญญาใหมฉบับทีม่ เี ชิงอรรถนี้ จะชวย ใหพี่นองคริสตชนคาทอลิกของเราสามารถศึกษาหาความรูเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระ คัมภีร จะไดรูจักพระคริสตเจาและดำเนินชีวิตละมายคลายคลึงกับพระองค “การไมรพู ระคัมภีร คือการไมรจู กั พระคริสตเจา” (นักบุญเยโรม) พระคัมภีรเ ปน พระวาจาของพระเจา “ทุกถอยคำในพระคัมภีร ไดรบั การดลใจจากพระเจา และมี ประโยชนเพือ่ สัง่ สอน วากลาวตักเตือนใหปรับปรุงแกไขและอบรมใหดำเนินชีวติ อยางชอบธรรม” (2 ทธ 3:16) “ผทู ฟี่ ง พระวาจาของพระเจาและปฏิบตั ยิ อ มเปนสุข” (ลก 11:28) อวยพรมาดวยความรัก พระสังฆราช ลอเรนซ เทียนชัย สมานจิต ประธานคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตศาสนธรรม แผนกพระคัมภีร


7

สังฆธรรมนูญเรือ่ ง “การเผยความจริงของพระเจา”

Dei Verbum เปาโล สังฆราช

ผูรับใชแหงผูรับใชทั้งหลายของพระเจา รวมกับบรรดาปตาจารยแหงสภาสังคายนา เพือ่ จดจำไวตลอดไป อารัมภบท 1) สภาสังคายนาสากลฟงพระวาจาของพระเจาดวยความศรัทธา และประกาศ ดวย ความมัน่ ใจ ปฏิบตั ิตามวาทะของนักบุญยอหนทีว่ า “เราประกาศใหทานทัง้ หลายรถู งึ ชีวิตนิรันดรซึ่งอยูกับพระบิดา และปรากฏใหเราเห็น สิ่งที่เราไดเห็นและไดฟงนี้ เรา ประกาศใหทานทั้งหลายรูดวย เพื่อทานจะไดสนิทสัมพันธกบั เรา ความสนิทสัมพันธ นีค้ อื ความสนิทสัมพันธกบั พระบิดาและกับพระบุตรของพระองค คือพระเยซูคริสตเจา” (1 ยน.1:2-3) ดังนั้น สภาสังคายนานี้จึงดำเนินตามแนวทางของสภาสังคายนาแหงเตร็นทและ สภาสังคายนาวาติกันที่ 1 มีความประสงคจะอธิบายคำสั่งสอนแทจริงเรื่องการเผย ความจริงของพระเจา และการถายทอดการเผยความจริงนีส้ บื ตอกันมา เพือ่ วามนุษย ทั่วโลกจะไดฟงการประกาศความรอดพนและมีความเชื่อ ดวยความเชื่อจะไดมี ความหวัง และดวยความหวังจะไดมคี วามรัก (น.ออกัสติน) บทที่ 1 : การเผยความจริง 2) พระเจาทรงพระทัยดีและปรีชาญาณ ทรงมีพระประสงคที่จะแสดงพระองค แกมนุษย ใหมนุษยรถู งึ แผนการอันเรนลับของพระองค (เทียบ อฟ 1:9) คือการทีโ่ ดย ทางพระคริสตเจาองคพระวจนาถตผูทรงรับเอารางกายมนุษยสามารถเขาถึงพระ บิดาเจาในองคพระจิตเจา และมีสว นในพระธรรมชาติพระเจาได (เทียบ อฟ 2:18; 2 ปต 1:4) ดังนัน้ อาศัยการเผยนี้ พระเจาซึง่ มนุษยไมอาจมองเห็นได (เทียบ คส 1:15, 1 ทธ 1:17) ตรัสกับมนุษยอยางเพือ่ น ดวยความรักอันลนเหลือของพระองค (เทียบ อพย 33:11; ยน 15:14-15) และประทับอยทู า มกลางพวกเขา (เทียบ บรค 3:38) เพือ่


8

จะไดทรงเชิญและรับเขาเขามาสนิทกับพระองค แผนการเผยนี้สำเร็จไปดวยกิจการ และพระวาจาซึ่งเกี่ยวเนื่องกันอยางลึกซึ้ง จนกระทั่งกิจการที่พระเจาทรงกระทำใน ประวัติศาสตรแหงความรอดนั้นแสดงและยืนยันคำสั่งสอนและความจริงที่พระวาจา หมายถึง สวนพระวาจาก็ประกาศถึงกิจการ และอธิบายขอเรนลับในกิจการเหลานั้น ใหชัดแจง อาศัยการเผยนี้ ความจริงอันลึกซึ้งเกี่ยวกับพระเจา และเกี่ยวกับความ รอดพนของมนุษย จึงสองสวางใหกบั เราเดชะพระคริสตเจา ซึง่ ทรงเปนคนกลาง และ ทรงเปนผเู ผยความจริงทีส่ มบูรณทสี่ ดุ ในเวลาเดียวกันดวย 3) พระเจาทรงเนรมิตสรางและทรงค้ำชูสรรพสิง่ ไวดว ยพระวจนาถต (เทียบ ยน 1:3) โปรดใหสงิ่ ทีท่ รงเนรมิตสรางมานัน้ เปนพยานถึงพระองคอยเู สมอ (เทียบ รม 1:19-20) นอกจากนั้นพระองคยังมีพระประสงคที่จะเบิกทางไปสูความรอดพนเหนือธรรมชาติ จึงทรงแสดงพระองคใหแกบิดามารดาเดิมของเราตั้งแตแรก แตเมื่อมนุษยคูแรกตก ในบาปแลว พระองคก็ทรงสัญญาจะกอบกูมนุษยชาติ และโปรดใหเขามีความหวังที่ จะไดรับความรอดพน (เทียบ ปฐก 3:15) พระองคทรงคอยเฝาดูแลมนุษยอยูเสมอ มิไดขาด เพือ่ จะไดประทานชีวติ นิรนั ดรใหแกทกุ คนทีพ่ ากเพียรประกอบกิจการดีแสวง หาความรอดพน (เทียบ รม 2:6-7) เมือ่ ถึงเวลาอันสมควร พระองคกท็ รงเรียกอับราฮัม เพือ่ โปรดใหทา นเปนชนชาติใหญ (เทียบ ปฐก 12:2) หลังยุคบรรดาอัยกา พระองค ทรงสั่งสอนชนชาตินั้นดวยโมเสสและบรรดาประกาศกใหรับรูวาพระองคทรงเปน พระเจาแททรงชีวติ แต ผเู ดียว เปนพระบิดาผทู รงญาณและเปนผพู พิ ากษาเทีย่ งธรรม ทรงบอกใหเขาคอยพระ ผไู ถทที่ รงสัญญาจะสงมา และดังนีต้ ลอดเวลาหลายศตวรรษ พระองคทรงเตรียม หนทางไวสำหรับขาวดี 4) หลังจากทีพ่ ระเจาไดตรัสหลายครัง้ และดวยวิธตี า งๆ ทางประกาศกทัง้ หลาย “ใน วาระสุดทายพระองคตรัสกับเราทางพระบุตร” (ฮบ 1:1-2) เพราะพระองคทรงสง พระบุตรของพระองค คือพระวจนาถตนิรันดรซึ่งประทานความสวางแกมวลมนุษย ใหมาประทับอยทู า มกลางมนุษย และแจงใหเขารถู งึ ขอเรนลับตางๆ ของพระเจา (เทียบ ยน 1:1-18) ดังนัน้ พระเยซูคริสตเจา พระวจนาถตผทู รงรับสภาพมนุษย ซึง่ พระเจา ทรงสงมายังมนุษยทงั้ หลายนัน้ จึงได “ตรัสพระวาจาของพระเจา” (ยน 3:34) และทรง ประกอบภารกิจชวยมนุษยใหรอด ดังที่พระบิดาทรงมอบหมายใหกระทำนั้นสำเร็จ ลุลว งไป (เทียบ ยน 5:36, 17:4) ดังนัน้ พระเยซูคริสตเจาซึง่ ใครทีเ่ ห็นพระองคกเ็ ห็น พระบิดาดวย (เทียบ ยน 14:9) จึงทรงใชการประทับอยแู ละแสดงพระองคใหปรากฏ ทุกแบบ ไดแกพระวาจา และกิจการ เครือ่ งหมายและการอัศจรรยตา งๆ โดยเฉพาะ อยางยิ่งการสิ้นพระชนม และการกลับคืนพระชนมชีพอันรุงโรจน และการสงพระจิต


9

แหงความจริงลงมาในที่สุด ทรงทำใหการเผยความจริงของพระเจาสำเร็จสมบูรณ และทรงเปนพยานยืนยันวาพระเจาประทับอยูกับเราเพื่อจะทรงชวยเราใหเปนอิสระ พนจากความมืดมนแหงบาปและความตาย และเพื่อปลุกเราขึ้นมารับชีวิตนิรันดร ดังนัน้ แผนการความรอดพนในพระคริสตเจา ในฐานะทีเ่ ปนพันธสัญญาใหมและ เด็ดขาดนี้จะไมผานพนไปเลย และเราไมตองรอคอย การเผยอะไรใหมใหกับมนุษย ทัง้ หลายอีกตอไป กอนจะถึงการปรากฏองคอยางรงุ โรจนของพระเยซูคริสต องคพระ ผเู ปนเจาของเรา (เทียบ 1 ทธ 6:14, ทต 2:13) 5) เราตองมีความเชือ่ อยางนอบนอมตอพระเจา ผทู รงแสดงองคแกเรา (เทียบ รม 16:26 กับ 1:5; 2 คร 10:5-6) ความเชือ่ อยางนอบนอมนีค้ อื การทีม่ นุษยยอมมอบตนเอง โดยเสรีแกพระเจาอยางสิน้ เชิง ถวายสติปญ  ญาและน้ำใจของตนอยางเต็มทีเ่ พือ่ แสดง คารวะตอพระองคผูทรงเผยความจริง และยอมเห็นดวยกับการเผยของพระองคดวย ใจเสรี เราจะแสดงความเชือ่ เชนนีไ้ ดกจ็ ำเปนตองมีพระหรรษทานของพระเจานำหนา คอยชวยเหลือ และมีพระจิตเจาคอยอนุเคราะหอยูภายใน พระจิตเจาทรงเราจิตใจ และทรงโนมนาวใหหนั กลับมาหาพระเจา ทรงเปดนัยนตาของสติปญ  ญาและประทาน “ใหกบั ทุกคนซึง่ ความยินดีทจี่ ะยอมรับความจริงและเชือ่ ความจริงนัน้ ” พระจิตเจาองค เดียวกันนี้ ประทานพระคุณนานาประการอยตู ลอดเวลา ทำใหความเชือ่ สมบูรณ เพือ่ ความเขาใจขอความจริงทีพ่ ระเจาทรงเผยใหทราบนัน้ จะไดกา วหนาลึกซึง้ ยิง่ ๆ ขึน้ 6) อาศัยการเผยความจริง พระเจาทรงมีพระประสงคที่จะแสดงและประทาน พระองค รวมทั้งแผนการนิรันดรที่ทรงกำหนดไวเกี่ยวกับความรอดพนของมนุษยให “นัน่ คือใหมนุษยเขามีสว นในพระพรตางๆ ของพระเจา ซึง่ เกินกำลังสติปญ  ญามนุษยจะ เขาใจได” สภาสังคายนานีย้ นื ยันวา “มนุษยอาจรจู กั พระเจาผทู รงเปนเบือ้ งตนและบัน้ ปลาย ของสรรพสิง่ ไดแนนอนดวยความสวางตามธรรมชาติของเหตุผลตามสติปญ  ญามนุษย จากสิง่ สรางทัง้ หลาย” (เทียบ รม 1:20) แตสภาสังคายนานี้ ยังสอนอีกวา เราตองพึง่ การเผยของพระเจาเพือ่ ให “ความจริงตางๆ เกีย่ วกับพระเจา ซึง่ ตามปกติสติปญ  ญา มนุษยเขาใจไดเองอยูแลวนั้น ในสภาพปจจุบันของมนุษยจะไดรูไดงายดวยความแน ใจ และไมมคี วามผิดหลง” บทที่ 2 : การถายทอดความจริงทีพ่ ระเจาทรงเผยใหรสู บื ตอกันมา 7) ดวยพระทัยดีอยางที่สุดพระเจาทรงจัดไววา ความจริงที่พระองคทรงเผยใหรู เพื่อความรอดของนานาชาตินั้นจะตองคงอยูเสมอไปอยางครบถวน และจะตอง


10

ถายทอดใหแกชนรุนหลังสืบตอกันไปทุกอายุขัย ดวยเหตุนี้ พระคริสตเจาผูทรง ทำใหการเผย ความจริงของพระเจาผสู งู สุดสำเร็จบริบรู ณในพระองค (เทียบ 2 คร 1:20; 3:16; 4:6) จึงทรงมีพระบัญชาใหบรรดาอัครสาวกไปประกาศ “พระวรสาร” หรือ “ขาวดี” ทีท่ รง สัญญาไวโดยทางบรรดาประกาศก และพระองคทรงกระทำใหสำเร็จไป ทัง้ ยังทรง ประกาศดวยพระโอษฐเองดวย บรรดาอัครสาวกจะตองประกาศวา “ขาวดี” นัน้ เปน แหลงที่มาของความจริงทั้งปวงที่นำความรอดพนมาให และเปนระเบียบศีลธรรม สำหรับมนุษยทุกคน พรอมกันนั้นทานยังตองนำพระพรของพระเจามาแบงปนให มวลมนุษยดวย ภารกิจดังกลาวก็สำเร็จไปอยางซื่อสัตย ผูประกอบภารกิจดังกลาว ก็คือบรรดาอัครสาวกที่ประกาศสอนดวยวาจา ใหแบบฉบับ และวางกฎเกณฑ ถาย ทอดสิ่งที่ทานไดรับมาจากพระวาจา จากการรวมชีวิตอยางใกลชิดกับพระคริสตเจา และจากกิจการทีท่ รงกระทำ หรือจากทีท่ า นไดเรียนรมู าจากการดลใจของพระจิตเจา สืบตอมา นอกจากนั้น บรรดาอัครสาวกและผูอยูใกลชิดกับทาน ซึ่งไดรับการดลใจ จากพระจิตเจาองคเดียวกัน ยังไดบนั ทึกสารเรือ่ งความรอดพนนีล้ งไวเปนลายลักษณ อักษร ทำใหภารกิจการประกาศขาวดีนสี้ ำเร็จไปดวย เพื่อรักษาพระวรสารหรือขาวดีใหครบถวน และเปนปจจุบันอยูเสมอไวในพระ ศาสนจักรตลอดไป บรรดาอัครสาวกจึงตั้งบรรดาสังฆราชใหเปนผูสืบตำแหนงตอไป และ “มอบหมายตำแหนงหนาที่สั่งสอนของทานใหบรรดาสังฆราช” ดั ง นั้ น ธรรม ประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์และพระคัมภีรทั้งพันธสัญญาเดิม และพันธสัญญาใหมจึงเปน เสมือนกระจกเงาทีส่ ะทอนใหพระศาสนจักรซึง่ ยังเดินทาง อยใู นโลกนีเ้ พงดูพระเจาได พระศาสนจักรรับทุกสิ่งทุกอยางจากพระองคจนกวาจะไดเห็นพระองคหนาตอหนา ดังทีพ่ ระองคทรงเปนอยนู นั้ (เทียบ 1 ยน 2:3) 8) ดังนัน้ คำเทศนสอนของบรรดาอัครสาวกทีม่ บี นั ทึกไวอยางพิเศษในหนังสือทีไ่ ด รับการดลใจนี้ ตองไดรบั การรักษาไวสบื ตอกันไปตราบจนสิน้ กาลเวลา ดังนัน้ บรรดา อัครสาวกจึงถายทอดสิง่ ทีท่ า นไดรบั นัน้ ตอมาเชนกัน พรอมกับเตือนบรรดาคริสตชน ใหยึดธรรมประเพณีมั่นไว ไมวาเขาจะเรียนรูมาจากการสั่งสอนดวยวาจาหรือทาง จดหมายก็ตาม (เทียบ 2 ธส 2:15) และใหตอ สเู พือ่ รักษาความเชือ่ ทีไ่ ดรบั มาครัง้ เดียว สำหรับตลอดไปนีด้ ว ย (เทียบ ยด 3) ธรรมประเพณีทพี่ ระศาสนจักร ไดรบั ถายทอด มาจากบรรดาอัครสาวกนั้น รวมไปถึงทุกสิ่งทุกอยางที่ชวยใหประชากรของพระเจา ดำเนินชีวติ อยางศักดิส์ ทิ ธิแ์ ละทวีความเชือ่ ของตนได ดังนัน้ พระศาสนจักรจึงใชคำ สั่งสอน การดำเนินชีวิตและคารวกิจ สงวนรักษาทุกสิ่งที่ตนเปนและเชื่อนั้นไวให ถาวรตลอดกาล และถายทอดตอไปใหกบั ชนทุกรนุ ทุกอายุขยั


11

ธรรมประเพณีที่สืบจากอัครสาวกยังคงดำรงอยูตอไปในพระศาสนจักร ดวย ความชวยเหลือของพระจิตเจา นั่นคือความเขาใจถึงเรื่องราวและถอยคำที่สอนตอ กันมานัน้ เพิม่ พูนขึน้ ทัง้ ดวยการรำพึงพิจารณาและการศึกษาของบรรดาผมู คี วามเชือ่ ทีเ่ ก็บรักษาสิง่ เหลานีไ้ วในจิตใจ (เทียบ ลก 2:19 และ 51) ทัง้ อาศัยความเขาใจลึกซึง้ เกีย่ วกับความจริงทางจิตใจทีเ่ ขามีประสบการณ และดวยการประกาศสอนของบรรดา ผูสืบตำแหนงพระสังฆราชตอกันมา โดยมีพรพิเศษที่จะประกันความจริงดวย ดังนี้ ขณะทีเ่ วลาทุกศตวรรษทีผ่ า นไป พระศาสนจักรก็มงุ หนาตลอดเวลาไปหาความเขาใจ ความจริงเกี่ยวกับพระเจาจนกวาพระวาจาของพระเจาจะสำเร็จเปนจริงในตน วาทะของบรรดาปตาจารยผศู กั ดิส์ ทิ ธิเ์ ปนพยานยืนยันวามีธรรมประเพณีทใี่ หชวี ติ เชนนี้อยูในพระศาสนจักรจริงๆ ความร่ำรวยทางจิตใจจากธรรมประเพณีนี้หลั่งลงสู ชีวิตและการปฏิบัติของพระศาสนจักรที่มีความเชื่อและภาวนา อาศัยธรรมประเพณี เดียวกันนี้ พระศาสนจักรจึงรูสารบบทั้งหมดของพระคัมภีร เขาใจพระคัมภีรอยาง ลึกซึง้ ยิง่ ขึน้ และทำใหพระคัมภีรบ งั เกิดผลจริงจังอยมู ไิ ดขาด และโดยวิธนี ี้ พระเจา ผูตรัสในกาลกอน ยังไมทรงเลิกสนทนากับเจาสาวของพระบุตรสุดที่รักของพระองค ตอไป และพระจิตเจาซึง่ โปรดใหเสียงทรงชีวติ แหงพระวรสารดังกองในพระศาสนจักร และดังกองไปทัว่ โลก ทรงชักนำผมู คี วามเชือ่ ใหรคู วามจริงทัง้ ปวงอาศัยพระศาสนจักร และทรงทำใหพระวาจาของพระคริสตเจาพำนักอยใู นตัวเขาอยางอุดม (เทียบ คส 3:16) 9) ดังนั้น ธรรมประเพณีศักดิ์สิทธิ์และพระคัมภีรจึงมีความเกี่ยวของและมีความ สัมพันธกนั อยางใกลชดิ เพราะทัง้ สองมาจากพระเจา ซึง่ เปนบอเกิดอันเดียวกัน รวม เปนหนึ่งเดียวกัน และมุงไปยังจุดหมายเดียวกัน เพราะพระคัมภีรคือพระวาจาของ พระเจา ทีไ่ ดรบั การบันทึกไวเปนลายลักษณอกั ษรโดยการดลใจของพระจิตเจา สวน ธรรมประเพณีศกั ดิส์ ทิ ธิถ์ า ยทอดพระวาจาของพระเจา ทีพ่ ระคริสตเจาและพระจิตเจา ทรงมอบไวกับบรรดาอัครสาวก ใหกับผูสืบตำแหนงของทานอยางครบครัน เพื่อให พระจิตเจาแหงความจริงทรงสองสวางใหทา นเหลานัน้ สามารถใชการประกาศสัง่ สอนของ ตน รักษาพระวาจานั้นไวอยางซื่อสัตย อธิบายและเผยแผทั่วไปทุกแหงหน ดังนั้น พระศาสนจักรจึงมิไดพงึ่ พระคัมภีรอ ยางเดียวเพือ่ จะไดแนใจถึงความจริงทัง้ หมดทีพ่ ระเจา ทรงเผยใหทราบ เราจึงตองรับและใหความเคารพนับถือทั้งพระคัมภีรและธรรม ประเพณีศกั ดิส์ ทิ ธิด์ ว ยความจงรักภักดี และความเคารพเทาเทียมกัน 10) ธรรมประเพณีศักดิ์สิทธิ์และพระคัมภีรรวมกันเปนคลังศักดิ์สิทธิ์แตอันเดียว ที่บรรจุพระวาจาของพระเจาที่พระศาสนจักรไดรับมอบไว ประชากรศักดิ์สิทธิ์ทั้ง หมดรวมเปนหนึง่ เดียวกับพระสังฆราชผอู ภิบาลของตนจึงยึดพระวาจานีไ้ วอยางมัน่ คง


12

ในคำสอนของบรรดาอัครสาวก และมีชีวิตรวมกันฉันพี่นอง ในการบิปงและในการ ภาวนา (เทียบ กจ 2:42) ทัง้ นีจ้ ะไดมกี ารรวมมือกันเปนพิเศษ ระหวางสัตบุรษุ กับผู ปกครองในการรักษา ในการปฏิบตั ิ และในการแสดงความเชือ่ ทีไ่ ดรบั ถายทอดตอ ๆ กันมา แตหนาทีท่ จี่ ะตีความหมายพระวาจาของพระเจาทีบ่ นั ทึกไว และทีไ่ ดรบั ถายทอด ตอกันมาทางวาจาไดอยางถูกตองนั้น พระศาสนจักรผูมีอำนาจสอนเทานั้นไดรับ มอบหมายใหทำหนาทีน่ ี้ และใชอำนาจนีใ้ นพระนามของพระเยซูคริสตเจา ผมู อี ำนาจ สัง่ สอนนีม้ ไิ ดอยเู หนือพระวาจาของพระเจา แตรบั ใชพระวาจา สอนแตความจริงทีไ่ ด รับถายทอดมา ในฐานะที่ความจริงนี้ไดรับมอบมาจากพระเจา โดยมีพระจิตเจาทรง ชวยเหลือ ผมู อี ำนาจสอนจึงตองรับฟงพระวาจาดวยความศรัทธา เก็บรักษาพระวาจา ไวดว ยความเคารพ และอธิบายพระวาจาดวยความซือ่ สัตย และตักตวงเอาความจริง ทุกขอจากคลังแหงความเชือ่ หนึง่ เดียวนี้ มาแสดงใหเห็นวาเปนขอความจริงทีพ่ ระเจา ทรงเผยใหเราตองเชือ่ ดังนั้น จึงเห็นไดชัดวา ตามแผนการอันเปยมดวยพระปรีชาของพระเจา ธรรม ประเพณีศกั ดิส์ ทิ ธิ์ พระคัมภีร และอำนาจสัง่ สอนของพระศาสนจักร มีความสัมพันธ เกี่ยวเนื่องกันอยางที่วาแตละอยางจะอยูไมไดโดยไมอาศัยอีกสองอยาง ทั้งสามสิ่ง นี้ตางสงเสริมความรอดพนของวิญญาณอยางสัมฤทธิ์ผลตามวิธีการของตนโดยรวม กับการกระทำของพระจิตเจาองคเดียวกัน บทที่ 3 : พระคัมภีรเ ขียนโดยการดลใจของพระเจา การตีความอธิบายพระคัมภีร 11) ขอความจริงตางๆ ที่พระเจาทรงเผยใหทราบและมีเขียนไวในพระคัมภีรนั้น ไดรับการบันทึกลงไวดวยการดลใจของพระจิตเจา พระศาสนจักร มารดาศักดิ์สิทธิ์ อาศัยความเชื่อที่สืบจากอัครสาวกถือวาหนังสือทุกเลมในพันธสัญญาเดิมและใน พันธสัญญาใหม รวมทั้งสวนตางๆทุกสวนในหนังสือเหลานั้นทั้งหมดเปนหนังสือ ศักดิ์สิทธิ์และอยูในสารบบพระคัมภีร เพราะไดเขียนขึ้นโดยการดลใจของพระจิตเจา (เทียบ ยน 20:31; 2 ทธ 3:16; 2 ปต 1:9-21; 3:15-16) มีพระเจาทรงเปนผนู พิ นธ และพระศาสนจักรไดรับมอบหมายในฐานะเปนหนังสือเชนนี้ แตทวาในการนิพนธ หนังสือศักดิ์สิทธิ์เหลานี้ พระเจาทรงเลือกสรรมนุษย และทรงใชเขาใหเขียนโดยใช กำลังและความสามารถของตนอยางทีว่ า แมพระองคทรงกระทำงานในตัวเขาและทรง ใชเขาใหเขียนทุกอยาง และเฉพาะสิ่งที่พระองคมีพระประสงคใหเขาเขียนเทานั้น


13

เขาก็ยงั เขียนอยางผนู พิ นธทแี่ ทจริงดวย ดังนั้น เนื่องจากวาทุกสิ่งที่ผูนิพนธไดรับการดลใจเขียนไวตองถือวาเปนสิ่งที่พระ จิตเจาทรงกลาวไวเชนเดียวกัน เราจึงตองยอมรับวาหนังสือตาง ๆ ของพระคัมภีรส อน ความจริงอยางหนักแนน ซื่อสัตย และถูกตองไมผิดหลง ความจริงนี้พระเจาทรงให เขียนไวในพระคัมภีรเ พือ่ ความรอดพนของเรา ดังนัน้ “พระคัมภีรท งั้ หมดซึง่ ไดรบั การ ดลใจจากพระเจาจึงเปนประโยชนสำหรับสัง่ สอนตักเตือน แกความผิดหลง และอบรม ใหบรรลุถงึ ความชอบธรรม เพือ่ ใหคนของพระเจาเปนผคู รบครัน พรอมทีจ่ ะประกอบ กิจการ อันดีงามทุกอยาง” (2 ทธ 3:16-17) 12) เนื่องจากในพระคัมภีร พระเจาตรัสทางมนุษยและตามแบบอยางมนุษย ผูตี ความพระคัมภีรจ ะรชู ดั แจงวาพระเจามีพระประสงคจะสือ่ อะไรกับเขา จึงตองพิจารณา ดวยความเอาใจใสวา ผเู ขียน พระคัมภีรต อ งการจะใหขอ ความทีเ่ ขียนนัน้ มีความหมาย วาอยางไร และพระเจามีพระประสงคจะแสดงสิง่ ใดโดยใชถอ ยคำของผเู ขียน เพื่อจะทราบความประสงคของผูนิพนธพระคัมภีร เราตองพิจารณา “แบบวรรณ กรรม” พรอมกับสิง่ อืน่ ๆ ทีจ่ ะตองพิจารณาดวย เพราะวาความจริงในตัวบทนัน้ ยอม เสนอไว และแสดงออกดวยวิธีการแตกตางกัน แลวแตวาตัวบทนั้นจะเปนแบบ ประวัติศาสตร แบบประกาศก หรือแบบกวีนิพนธ หรือแบบเขียนอื่นๆ ผูอธิบาย พระคัมภีรจะตองคนควาหาความหมายที่ผูนิพนธพระคัมภีรมุงหมายจะแสดง และ ไดแสดงออกจริง ๆ ในสภาพแวดลอมเฉพาะตามสมัยและวัฒนธรรมของเขา โดยใช “แบบวรรณกรรม” ที่ใชกันในสมัยนั้น เราจะเขาใจใหถูกตองวาผูนิพนธพระคัมภีร ตองการจะบอกสิง่ ใดใหทราบโดยขอเขียนเชนนัน้ ได ก็ตอ งเขาใจใหถกู ตองถึงวิธรี บั รู วิธพี ดู และวิธีเลาเรือ่ ง ตามประเพณีประจำชาติที่ใชกนั อยใู นสมัยของผเู ขียนเสียกอน และยังตองเอาใจใสถึงแบบตางๆที่คนสมัยนั้น มักจะใชในการติดตอสื่อสารกันโดย ทัว่ ไปดวย แตเนื่องจากวาเราตองอานและเขาใจพระคัมภีรอาศัยพระจิตเจาองคเดียวกันกับ ทีท่ รงดลใจใหเขียน ดังนัน้ เพือ่ จะพบความหมายทีถ่ กู ตองของตัวบทตาง ๆ ในพระ คัมภีร เราจึงตองระวังดวยความเอาใจใสไมนอ ยกวากันถึงเนือ้ หา ความเปนหนึง่ เดียว ของพระคัมภีรท งั้ หมด และความสอดคลองกันของขอความเชือ่ ตางๆ ดวย เปนหนาที่ ของผูอธิบายพระคัมภีรที่จะทำงานตามกฎเกณฑเหลานี้ เพื่อเขาใจและแสดงความ หมายของพระคัมภีรไ ดอยางลึกซึง้ ยิง่ ขึน้ การศึกษาเชนนีจ้ ะไดเปนการเตรียมใหพระ ศาสนจักรตัดสินไดอยางสมบูรณขึ้น เหตุวาเรื่องตางๆ เหลานี้ทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับวิธี อธิบายพระคัมภีรยอมอยูในการวินิจฉัยของพระศาสนจักรเปนขั้นสุดทาย พระ


14

ศาสนจักรปฏิบตั เิ ชนนีต้ ามทีไ่ ดรบั มอบหมายจากพระเจาใหมหี นาทีร่ บั ใชในการเก็บ รักษาและอธิบายพระวาจาของพระองคนนั่ เอง 13) ดังนัน้ พระคัมภีรจ งึ แสดงใหเห็นวา พระปรีชาญาณนิรนั ดรทรงถอมองคลงมา อยางนาพิศวงเพียงใด โดยที่ความจริงและความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจายังคงอยูอยาง ครบครัน “เพือ่ เราจะไดเรียนรถู งึ พระมหากรุณาสุดพรรณนาของพระเจา และทราบวา พระองคทรงเอาพระทัยใส และจัดการปรับภาษาของพระองคใหเหมาะสมกับธรรมชาติ ของเราเพียงไร” เพราะวา พระวาจาของพระเจา เมือ่ แสดงออกเปนภาษามนุษยกเ็ ปน เหมือนคำพูดของมนุษย ดังเชนครั้งหนึ่งที่พระวจนาถตของพระบิดานิรันดร ทรงรับ เอาธรรมชาติของมนุษยทอี่ อ นแอ ทรงเปนเหมือนมนุษยนนั่ เอง บทที่ 4 : พันธสัญญาเดิม 14) พระเจาสุดทีร่ กั ทรงตัง้ พระทัยและทรงเตรียมความรอดพนของมนุษยชาติ ทรง จัดแผนพิเศษเลือกสรรประชากรชาติหนึง่ ไวสำหรับพระองค เพือ่ จะทรงฝากพระสัญญา ไวกบั ชนชาตินี้ พระองคทรงทำพันธสัญญากับอับราฮัม (เทียบ ปฐก 15:18) และกับ ชนชาติอสิ ราเอลโดยทางโมเสส (เทียบ อพย 24:8) พระองคทรงแสดงพระองคดว ย พระวาจา และดวยกิจการใหประชากรทีท่ รงไดมานัน้ รวู า พระองคทรงเปนพระเจาแท และทรงชีวติ เพียงพระองคเดียว เพือ่ ใหประชากรอิสราเอลมีประสบการณรวู า วิธกี ารที่ พระองคทรงใชปฏิบัติกับมนุษยนั้นเปนอยางไร และเมื่อพระองคตรัสกับพวกเขา ดวยวาจาของบรรดาประกาศก พวกเขาก็คอ ย ๆ เขาใจชัดเจนและลึกซึง้ ยิง่ ขึน้ ถึงวิธกี าร ของพระเจา และบอกใหนานาชาติทราบถึงวิธกี ารของพระองคอยางกวางขวางยิง่ ขึน้ ดวย (เทียบ สดด 22:28-29; 96:1-3; อสย 2:1-4; ยรม 3:17) แผนการไถกซู งึ่ ผนู พิ นธ พระคัมภีรกลาวลวงหนา เลาเรื่อง และอธิบายไวนั้น มีอยูในหนังสือพันธสัญญาเดิม ในฐานะเปนพระวาจาของพระเจาจริงๆ ดวยเหตุนหี้ นังสือเหลานีท้ พี่ ระเจาทรงดลใจ ใหเขียนจึงมีคุณคาถาวร “เพราะสิ่งทั้งหลายที่เขียนไวในกาลกอนนั้น ก็เขียนไว สำหรับสัง่ สอนเรา เพือ่ วาเราจะไดมคี วามหวังอาศัยความมัน่ คงและการบรรเทาใจจาก พระคัมภีรน นั้ ” (รม 15:4) 15) พระเจาทรงจัดแผนการของพันธสัญญาเดิมไวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ คือเพื่อ เตรียมการเสด็จมาของพระคริสตเจา พระผูไถแหงสากลโลก และเตรียมการมาถึง ของพระอาณาจักรของพระเมสสิยาห และแจงลวงหนาใหทราบถึงการเสด็จมานีด้ ว ย (เทียบ ลก 24:44; ยน 5:39; 1 ปต 1:10) พรอมทัง้ อธิบายใหเห็นโดยใชรปู แบบตางๆ (เทียบ 1 คร 10:11) หนังสือตางๆ ในพันธสัญญาเดิมใชวธิ อี นั เหมาะสมกับสภาพของ


15

มนุษยชาติกอ นยุคแหงความรอดพน ซึง่ พระคริสตเจาจะทรงสถาปนาขึน้ ใหม เผยให มนุษยทงั้ หลายรถู งึ พระเจาและมนุษย และรวู ธิ กี ารทีพ่ ระเจาผทู รงยุตธิ รรมและเมตตา กรุณาทรงใชในการติดตอกับมนุษย แมวาหนังสือพระคัมภีรพันธสัญญาเดิมเหลานี้ บันทึกบางสิง่ บางอยางทีย่ งั ไมสมบูรณ และเปนเพียงของชัว่ คราวไวกจ็ ริง แตกแ็ สดง ใหเห็นวิธอี บรมอันแทจริงของพระเจา ดังนัน้ คริสตชนจึงตองรับหนังสือพันธสัญญา เดิมเหลานีด้ ว ยความศรัทธา เพราะหนังสือเหลานีแ้ สดงออกถึงความเขาใจพระเจาอยาง มีชวี ติ ชีวา และยังเปนทีร่ วบรวมพระธรรมคำสอนอันสูงสงเรือ่ งพระเจา รวมทัง้ ความ ปรีชาทีม่ ปี ระโยชนเกีย่ วกับชีวติ มนุษย และยังเปนคลังคำภาวนาตางๆ อยางนาพิศวง และในทีส่ ดุ ยังซอนธรรมล้ำลึกเรือ่ งการไถกไู วอกี ดวย 16) ดังนัน้ พระเจาผทู รงดลใจและทรงเปนผนู พิ นธหนังสือตาง ๆ ทัง้ ในพันธสัญญา เดิมและพันธสัญญาใหม ทรงจัดไวอยางชาญฉลาด ใหพนั ธสัญญาใหมซอ นอยใู นพันธ สัญญาเดิม และใหพนั ธสัญญาเดิมปรากฏชัดในพันธสัญญาใหม (น.ออกัสติน) แมพระคริสตเจาทรงสถาปนาพันธสัญญาใหมเดชะพระโลหิตของพระองคแลวก็จริง (เทียบ ลก 22:20; 1 คร 11:25) ถึงกระนัน้ หนังสือพันธสัญญาเดิมทุกฉบับ เมือ่ ถูกรับเขา รวมอยูในการประกาศพระวรสารแลว ก็ไดรับและแสดงความหมายอยางสมบูรณใน พันธสัญญาใหม (เทียบ มธ 5:17; ลก 24:24; รม 16:25-26; 2 คร 3:14-16) ใหความ สวางแกพนั ธสัญญาใหมและอธิบายพันธสัญญาใหมดว ย บทที่ 5 : พันธสัญญาใหม 17) พระวาจาของพระเจา ซึ่งเปนฤทธานุภาพของพระองคและนำความรอดพน มาใหทกุ คนทีเ่ ชือ่ (เทียบ รม 1:16) ปรากฏและแสดงพลังอยางเลิศล้ำในขอเขียนของ พันธสัญญาใหม นัน่ คือเมือ่ เวลากำหนดมาถึง (เทียบ กท 4:5) พระวจนาถตทรงรับ สภาพมนุษยและประทับอยูทามกลางเรา เปยมดวยพระหรรษทาน และความจริง (เทียบ ยน 1:14) พระคริสตเจาทรงสถาปนาพระอาณาจักรของพระเจาบนแผนดินนี้ ทรงใชกิจการและพระวาจาแสดงพระบิดาและแสดงพระองคใหปรากฏ พระองคทรง ประกอบภารกิจของพระองคจนสำเร็จบริบูรณ อาศัยการสิ้นพระชนม การกลับคืน พระชนมชีพ การเสด็จสูสวรรคดวยพระสิริรุงโรจน และทรงสงพระจิตมาในโลก เมื่อ พระองคทรงถูกยกขึ้นจากแผนดิน พระองคก็ทรงชักนำมนุษยทั้งหลายเขามาหา พระองค (เทียบ ยน 21:32) พระองคแตผเู ดียวทรงมีพระวาจาทรงชีวติ นิรนั ดร (เทียบ ยน 6:68) แผนการเรนลับนี้ พระองคมิไดทรงแสดงกับคนรุนอื่นเลย เหมือนกับที่ บัดนี้ไดทรงเผยแกบรรดาอัครสาวกและประกาศกผูศักดิ์สิทธิ์ของพระองค เดชะ


16

พระจิตเจา (เทียบ อฟ 3:4-6) เพื่อพวกเขาจะไดประกาศขาวดี เราใจมนุษยใหมี ความเชือ่ ในพระเยซูคริสต องคพระผเู ปนเจาและรวบรวมเขาเปนพระศาสนจักร ขอ เขียนในพันธสัญญาใหมเปนพยานจากพระเจาถึงเรือ่ งราวตางๆ เหลานีต้ ลอดไป 18) ทุกคนทราบวา ในบรรดาขอเขียนทัง้ หลายในพระคัมภีร แมในพันธสัญญาใหม ดวย พระวรสารเปนหนังสือที่เดนกวาหมด เพราะพระวรสารเปนพยานสำคัญถึง พระชนมชีพและคำสั่งสอนของพระวจนาถต ผูทรงรับสภาพมนุษยและทรงเปนพระ ผไู ถของเรา พระศาสนจักรยึดมั่นเสมอมาทุกยุคทุกสมัย และยังยึดมั่นตอไปวาพระวรสารทั้ง สี่ฉบับมีตนกำเนิดมาจากบรรดาอัครสาวก สิ่งที่บรรดาอัครสาวกประกาศสอนตาม พระบัญชาของพระคริสตเจานัน้ ตอมาพระจิตเจาทรงดลใจใหทา น และผใู กลชดิ กับทาน บันทึกลงไวเปนลายลักษณอักษร มอบตอมาใหเราเปนรากฐานความเชื่อ นั่นคือ พระวรสารทัง้ สี่ โดยมัทธิว มาระโก ลูกา และ ยอหน 19) พระศาสนจักรมารดาศักดิ์สิทธิ์ไมลังเลใจที่จะยืนยันวา พระวรสารทั้งสี่ฉบับ บันทึกเหตุการณทางประวัตศิ าสตรจริงๆ พระศาสนจักรยึดถืออยางมัน่ คงเสมอมามิได ขาด และยังคงยึดถือตอไปวาพระวรสารทั้งสี่ฉบับนั้นบอกใหรูอยางซื่อสัตย ถึงสิ่ง ที่พระเยซูเจา พระบุตรของพระเจาทรงกระทำ และทรงสั่งสอนจริงๆ เพื่อความรอด นิรันดรของมนุษย ขณะที่ทรงดำรงพระชนมอยูทามกลางมนุษย จนกระทั่งวาระที่ พระองคเสด็จไปสวรรค (เทียบ กจ 1:1-2) อันทีจ่ ริงเมือ่ พระเยซูเจาเสด็จขึน้ สวรรคแลว บรรดาอัครสาวกก็ถายทอดสิ่งที่พระองคเคยตรัส และเคยทรงกระทำใหผูฟงตอมา ดวยความเขาใจทีส่ มบูรณยงิ่ ขึน้ ความเขาใจนีท้ า นไดรบั จากเหตุการณตา งๆ อันรงุ โรจน ของพระคริสตเจาผูทรงกลับคืนพระชนมชีพ และรับการสั่งสอนจากความสวางของ พระจิตแหงความจริง ผูนิพนธเหลานี้ไดเขียนพระวรสารทั้งสี่ฉบับ โดยคัดเลือกเอา บางสิง่ บางอยางจากเหตุการณ และจากพระวาจาจำนวนมากมายทีถ่ า ยทอดกันตอ ๆ มาโดยเลาดวยปากเปลา หรือบันทึกไวเปนลายลักษณอักษรแลว และยังสังเคราะห เรือ่ งราวบางเรือ่ งเขาดวยกัน หรืออธิบายโดยคำนึงถึงสภาพการณของกลมุ คริสตชน ตางๆ ในที่สุดยังยึดถือรูปแบบการประกาศขาวดีไวเสมอ อยางที่วาทานถายทอด ความจริงเกีย่ วกับพระเยซูเจาใหแกเราดวยความจริงใจ ทานเหลานัน้ เขียนเรือ่ งราว ทั้งจากความทรงจำของตน และจากคำยืนยันของ “ผูที่เห็นและไดเปนผูประกาศ พระวาจามาตัง้ แตแรก” โดยตัง้ ใจใหเราไดรู “ความจริง” ของเรือ่ งราวตาง ๆ ทีเ่ ราเคย ไดรบั การอบรมมาแลว (เทียบ ลก 1:2-4) 20) นอกจากพระวรสารทั้งสี่ฉบับแลว สารบบพันธสัญญาใหมยังมีจดหมายของ


17

นักบุญเปาโล และหนังสืออืน่ ๆ ในสมัยอัครสาวกทีเ่ ขียนขึน้ โดยการดลใจของพระจิตเจา อีกดวย ตามแผนการอันปรีชาของพระเจา หนังสือเหลานี้ยืนยันถึงเรื่องราวเกี่ยวกับ พระคริสตเจา อธิบายคำสั่งสอนแทจริงของพระองคใหชัดเจนยิ่งขึ้น ประกาศกิจการ อันศักดิ์สิทธิ์ของพระคริสตเจาซึ่งมีพลังจะชวยใหรอดพน เลาเรื่องการเริ่มตนและ การขยายตัวอยางนาพิศวงของพระศาสนจักร ทัง้ ยังบอกลวงหนาถึงการบรรลุจดุ หมาย อยางรงุ โรจนของพระศาสนจักรอีกดวย พระเยซูองคพระผเู ปนเจาประทับอยกู บั บรรดาอัครสาวก ดังทีท่ รงสัญญาไว (เทียบ มธ 28:20) พระองคทรงสงพระจิตผูบรรเทามายังพวกเขา เพื่อนำพวกเขาไปถึง ความจริงอันสมบูรณ (เทียบ ยน 16:13) บทที่ 6 : พระคัมภีรใ นชีวติ พระศาสนจักร 21) พระศาสนจักรแสดงความเคารพตอพระคัมภีรเสมอมา เชนเดียวกับที่แสดง ความเคารพตอพระกายของพระคริสตเจา โดยเฉพาะอยางยิ่งในพิธีกรรม พระ ศาสนจักรมิไดหยุดยั้งที่จะนำอาหารเลี้ยงชีวิตคริสตชนทั้งจากโตะพระวาจาและจาก โตะพระกายพระคริสตเจาเสนอใหสัตบุรุษ พระศาสนจักรถือเสมอมาและยังถือตอ ไปวาพระคัมภีรพรอมกับธรรมประเพณีศักดิ์สิทธิ์ เปนบรรทัดฐานสูงสุดของความ เชื่อของตน เพราะวาพระคัมภีรไดรับการดลใจจากพระเจา และบันทึกไวเปนลาย ลักษณอกั ษรครัง้ เดียวสำหรับตลอดไป จึงสือ่ พระวาจาของพระเจาโดยไมเปลีย่ นแปลง และทำใหเสียงของพระจิตเจายังกองอยูในวาจาของบรรดาประกาศกและอัครสาวก คำเทศนทั้งหมดของพระศาสนจักรจึงตองไดรับการหลอเลี้ยงและควบคุมจากพระ คัมภีรเ ชนเดียวกับคริสตศาสนาเอง เหตุวา ในพระคัมภีร พระบิดาในสวรรคทรงพบกับ บรรดาบุตรของพระองคดว ยความรักอยางสุดซึง้ และทรงสนทนากับเขา ในพระวาจา ของพระเจามีพละกำลังและประสิทธิภาพมากมาย จนวาพระวาจานั้นค้ำจุนและเปน พลังของพระศาสนจักรและเปนพละกำลังแหงความเชือ่ เปนอาหารเลีย้ งวิญญาณ และ เปนธารบริสุทธิ์ไมมีวันเหือดแหงของชีวิตฝายวิญญาณสำหรับบรรดาบุตรแหงพระ ศาสนจักร เพราะฉะนัน้ คำกลาวตอไปนีถ้ งึ พระคัมภีรจ งึ ถูกตองทีเดียว คือ “พระวาจา ของพระเจานัน้ มีชวี ติ และทรงพลังอยเู สมอ” (ฮบ 4:12) “เสริมสรางและประทานสวน มรดกใหทา นพรอมกับบรรดาผศู กั ดิส์ ทิ ธิท์ งั้ หลาย” (กจ 20:32; เทียบ 1 ธส 2:13) 22) คริสตชนทุกคนตองมีโอกาสเขาถึงพระคัมภีรไ ดโดยสะดวก เพราะเหตุนี้ พระ ศาสนจักรตั้งแตสมัยเริ่มแรกจึงรับพันธสัญญาเดิมฉบับแปลโบราณเปนภาษากรีกที่ เรียกวา “เซ็ปตัวยินตา” Septuaginta ซึง่ แปลวา “เจ็ดสิบ”1 วาเปนของตน สวนฉบับ


18

แปลเปนภาษาตะวันออกอื่นๆ และฉบับแปลเปนภาษาลาติน โดยเฉพาะฉบับแปล ทีเ่ รียกวา “วุลกาตา” (Vulgata) นัน้ พระศาสนจักรก็ใหเกียรติเสมอมา แตเนือ่ งจาก วาพระวาจาของพระเจาจะตองพรอมอยเู สมอสำหรับทุกคนทุกเวลา พระศาสนจักรจึง มีความหวงใยเยีย่ งมารดาจัดใหมกี ารแปลพระคัมภีรเ ปนภาษาตาง ๆ อยางเหมาะสม และถูกตองโดยเฉพาะจากตนฉบับภาษาเดิมทีเดียว คำแปลเชนนี้ หากไดทำขึน้ ตาม โอกาสเหมาะสมและโดยไดรับความเห็นชอบจากผูปกครองของพระศาสนจักร แม จะไดทำขึ้นโดยรวมมือกับพี่นองคริสตชนที่ยังแยกกันอยู คริสตชนทุกคนก็อาจนำ มาใชได 23) เจาสาวของพระวจนาถตผูทรงรับสภาพมนุษย คือพระศาสนจักร ไดรับคำ สัง่ สอนจากองคพระจิตเจา พยายามอยางยิง่ ทีจ่ ะกาวหนาในการทำความเขาใจพระ คัมภีรใหลึกซึ้งมากขึ้น เพื่อจะใหพระวาจาของพระเจาเปนอาหารเลี้ยงดูบรรดาบุตร ของตนอยูเสมอ ดวยเหตุนี้จึงถูกตองแลวที่พระศาสนจักร สงเสริมการศึกษาผลงาน ของบรรดาปตาจารยทั้งภาคตะวันออกและตะวันตก รวมทั้งศึกษาพิธีกรรมดวย บรรดาผเู ชีย่ วชาญพระคัมภีรค าทอลิก และบรรดานักเทววิทยาจึงควรจะรวมกำลังกัน อยางเขมแข็ง โดยทีพ่ ระศาสนจักรผมู อี ำนาจสอนคอยดูแลอยางใกลชดิ ใชวธิ กี ารอัน เหมาะสม ทำการศึกษาคนควาและอธิบายตัวบทพระคัมภีร เพือ่ ใหผมู หี นาทีป่ ระกาศ สัง่ สอนพระวาจาของพระเจาจำนวนมากทีส่ ดุ เทาทีจ่ ะมากไดนำพระคัมภีรม าเปนอาหาร เลีย้ งดูประชากรของพระเจาไดอยางเกิดผล อาหารทิพยนใี้ หความสวางแกสติปญ  ญา ใหกำลังแกเจตนา และปลุกจิตใจมนุษยใหมีความรักตอพระเจา สภาสังคายนานี้ สนับสนุนบรรดาบุตรของพระศาสนจักรผศู กึ ษาพระคัมภีร ใหมคี วามพากเพียรยิง่ ๆ ขึ้นเพื่อดำเนินงานที่เริ่มดวยดีแลวนี้ใหสำเร็จลุลวงไป โดยอุทิศกำลังทั้งหมดทำงาน ตามความคิดของพระศาสนจักร 24) เทววิทยานัน้ ตัง้ อยบู นพระวาจาของพระเจาทีเ่ ขียนไว และบนธรรมประเพณี เสมือนตั้งอยูบนรากฐานอันถาวร พระวาจาใหความแข็งแรงมั่นคงและใหชีวิตอัน สดชืน่ อยเู สมอแกเทววิทยา ในการคนควาพิจารณาความจริงทัง้ ปวงทีส่ ะสมไวในธรรม ล้ำลึกของพระคริสตเจา โดยใชความเชือ่ เปนแสงสวาง พระคัมภีรบ รรจุพระวาจาของ พระเจา และเนือ่ งดวยพระคัมภีรเ ขียนขึน้ โดยการดลใจของพระเจา จึงเปนพระวาจา ของพระเจาอยางแทจริง ดังนั้นการศึกษาพระคัมภีรจึงตองเปนเสมือนวิญญาณของ เทววิทยา ศาสนบริการเกีย่ วกับพระวาจา ซึง่ หมายถึงการเทศนสอนตามหนาทีอ่ ภิบาล การสอนคำสอน และการอบรมตามนัยพระคริสตธรรมทุกอยาง ซึ่งมีการเทศนใน มิสซาเปนสวนสำคัญอยางพิเศษนัน้ ตองไดรบั การหลอเลีย้ งอยางดี และเจริญเติบโต


19

อยางศักดิส์ ทิ ธิ์ อาศัยพระวาจาจากพระคัมภีรน เี่ อง 25) ดังนั้น บรรพชิตทั้งหลายโดยเฉพาะบรรดาพระสงฆของพระคริสตเจา และ คนอื่นๆ เชนสังฆานุกร และผูสอนคำสอน ซึ่งมีหนาที่ประกาศสั่งสอนพระวาจาตาม นิตินัย จึงจำเปนตองใกลชิดกับพระคัมภีร โดยอานและศึกษาอยางลึกซึ้งในราย ละเอียดอยเู สมอ ขออยาใหใครในพวกนีก้ ลายเปน “ผปู ระกาศพระวาจาของพระเจาแก ผูอื่นอยางวางเปลาดวยเสียงเทานั้น แตภายในจิตใจเขามิไดเปนผูฟงพระวาจาเลย” (น.ออกัสติน) เมือ่ เขาจะตองนำพระวาจาอันเปนสมบัตมิ หาศาลโดยเฉพาะในพิธกี รรม มาแบงปนกับบรรดาสัตบุรุษที่อยูในความดูแลของตน ในทำนองเดียวกัน สภา สังคายนานีข้ อเตือนอยางหนักแนนเปนพิเศษใหคริสตชนทัง้ หลาย โดยเฉพาะสมาชิก ในคณะนักบวชอานพระคัมภีรบ อ ยๆ เพือ่ จะไดเรียนรู “ความรลู ้ำเลิศถึงพระเยซูคริสต เจา” (ฟป 3.8) “เพราะการไมรพู ระคัมภีร คือการไมรจู กั พระคริสตเจา” (น.เยโรม) ดังนั้น ใหเขายินดีสัมผัสกับตัวบทพระคัมภีรโดยตรงทางพิธีกรรม ซึ่งอุดมดวย พระวาจาของพระเจา หรือทางการอานบำรุงศรัทธา หรือวิธกี ารอืน่ ทีเ่ หมาะสมสำหรับ การนี้ หรืออาศัยอุปกรณอื่นๆ ซึ่งในสมัยนี้แพรหลายทั่วไปอยางนาชื่นชม ทั้งนี้ โดยไดรับการเห็นชอบและสนับสนุนจากบรรดาผูอภิบาลของพระศาสนจักร แตให เขาระลึกดวยวาการอานพระคัมภีรจะตองมีการภาวนาควบคูอยูดวยเสมอ เพื่อ จะเปนการสนทนาของพระเจากับมนุษย เพราะวา “เราพูดกับพระเจาเมือ่ เราภาวนา เราฟงพระองคเมื่อเราอานพระวาจา” (น.อัมโบรส) เปนหนาทีข่ องบรรดาพระสังฆราช “ผเู ปนคลังรักษาคำสัง่ สอนของบรรดาอัครสาวก” (น.อีเรเน) ที่จะใชวิธีการอันเหมาะสมสั่งสอนสัตบุรุษที่อยูในความปกครองดูแลของ ตนใหรจู กั ใชหนังสือพระคัมภีรอ ยางถูกตอง โดยเฉพาะพันธสัญญาใหมและพระวรสาร เปนพิเศษ พระสังฆราชทำหนาที่นี้ โดยใชคำแปลตัวบทพระคัมภีรที่มีคำอธิบายที่ จำเปน และเพียงพอจริงๆ ประกอบดวย เพื่อวาบรรดาบุตรของพระศาสนจักรจะได มีความคุนเคยกับพระคัมภีรอยางปลอดภัยและไดประโยชน และมีจิตใจเปยมดวย เจตนารมณของพระคัมภีร ยิง่ กวานัน้ ควรใหมกี ารจัดพิมพพระคัมภีรท มี่ คี ำอธิบายเหมาะสมแบบตาง ๆ ทีท่ กุ คน แมผูที่มิใชคริสตชนจะใชดวย และควรดัดแปลงพระคัมภีรใหเหมาะสมกับสภาพ แวดลอมของเขา ใหผูอภิบาลสัตบุรุษ และคริสตชนทุกชั้นทุกฐานะพยายามเผยแพร หนังสือพระคัมภีรป ระเภทนีท้ กุ วิถที างอยางรอบคอบดวย 26) ดังนัน้ อาศัยการอานและการศึกษาพระคัมภีร “พระวาจาของพระเจาจะไดรดุ หนาไป และไดรบั ความเคารพนับถือ” (2 ธส 3:1) และการเผยความจริงอันเปนขุมทรัพย


20

ทีพ่ ระศาสนจักรไดรบั มอบหมายไวนนั้ จะไดเขาสดู วงใจมนุษยอยางเต็มเปย มยิง่ ๆ ขึน้ ชีวิตของพระศาสนจักรเจริญเติบโตขึ้น จากการรวมพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณและ รับศีลมหาสนิทบอย ๆ ฉันใด เราก็หวังวา จะมีแรงผลักดันใหมๆ ตอชีวิตฝายจิต จากการเพิม่ ความเคารพยิง่ ๆ ขึน้ ตอพระวาจาของพระเจาซึง่ “ดำรงอยชู วั่ กาลนาน” (อสย 40:8; เทียบ 1 ปต 1:23-25) ขอความทัง้ หมดและแตละขอทีป่ ระกาศไวในสังฆธรรมนูญฉบับนี้ บรรดาปตาจารย แหงสภาสังคายนาเห็นชอบแลว และอาศัยอำนาจจากบรรดาอัครสาวก ซึง่ ไดรบั มอบมา จากพระคริสตเจา ขาพเจาพรอมกับบรรดาปตาจารยทเี่ คารพเหลานี้ จึงรับรองกำหนด และตราไวในพระคริสตเจา และขอความที่สภาสังคายนาไดตราขึ้นนี้ ขาพเจาสั่งให ประกาศใชเพือ่ เปนเกียรติแดพระเจา ประกาศทีก่ รุงโรม ณ พระมหาวิหารนักบุญเปโตร วันที่ 18 เดือน พฤศจิกายน ค.ศ. 1965 ขาพเจา เปาโล สังฆราชแหงพระศาสนจักรคาทอลิก ตามดวยการลงนามของบรรดาพระสังฆราชอื่นๆ


21

หนังสือพระคัมภีรแ ละอักษรยอ ภาคพันธสัญญาเดิม 1. ปฐมกาล 2. อพยพ 3. เลวีนิติ 4. กันดารวิถี 5. เฉลยธรรมบัญญัติ 6. โยชูวา 7. ผวู นิ ิจฉัย 8. นางรูธ 9. ซามูแอลฉบับทีห่ นึง่ 10. ซามูแอลฉบับทีส่ อง 11. พงศกษัตริยฉบับที่หนึ่ง 12. พงศกษัตริยฉบับทีส่ อง 13. พงศาวดารฉบับที่หนึ่ง 14. พงศาวดารฉบับที่สอง 15. เอสรา 16. เนหะมีย 17. โทบิต 18. ยูดิธ 19. เอสเธอร 20. มัคคาบีฉบับที่หนึ่ง 21. มัคคาบีฉบับที่สอง 22 โยบ 23. เพลงสดุดี

ปฐก อพย ลนต กดว ฉธบ ยชว วนฉ นรธ 1ซมอ 2ซมอ 1พกษ 2พกษ 1พศด 2พศด อสร นหม ทบต ยดธ อสธ 1มคบ 2มคบ โยบ สดด

24. สุภาษิต 25. ปญญาจารย 26. เพลงซาโลมอน 27. ปรีชาญาณ 28. บุตรสิรา 29. อิสยาห 30. เยเรมีย 31. เพลงคร่ำครวญ 32. บารุค 33. เอเสเคียล 34. ดาเนียล 35. โฮเชยา 36 โยเอล 37 อาโมส 38. โอบาดีย 39. โยนาห 40. มีคาห 41. นาฮูม 42. ฮะบากุก 43. เศฟนยาห 44. ฮักกัย 45. เศคาริยาห 46. มาลาคี

สภษ ปญจ พซม ปชญ บสร อสย ยรม พคค บรค อสค ดนล ฮชย ยอล อมส อบด ยนา มคา นฮม ฮบก ศฟย ฮกก ศคย มลค

ภาคพันธสัญญาใหม 1. มัทธิว 2. มาระโก 3. ลูกา 4. ยอหน 5. กิจการอัครสาวก 6. โรม 7. โครินธฉบับที่หนึ่ง 8. โครินธฉบับที่สอง 9. กาลาเทีย 10. เอเฟซัส 11. ฟลิปป 12. โคโลสี 13. เธสะโลนิกาฉบับทีห่ นึง่ 14. เธสะโลนิกาฉบับทีส่ อง

มธ มก ลก ยน กจ รม 1คร 2คร กท อฟ ฟป คส 1ธส 2ธส

15. ทิโมธีฉบับทีห่ นึง่ 16. ทิโมธีฉบับทีส่ อง 17. ทิตสั 18. ฟเลโมน 19. ฮีบรู 20. ยากอบ 21. เปโตรฉบับที่หนึ่ง 22. เปโตรฉบับที่สอง 23. ยอหนฉบับที่หนึ่ง 24. ยอหนฉบับทีส่ อง 25. ยอหนฉบับที่สาม 26. ยูดา 27. วิวรณ

1ทธ 2ทธ ทต ฟม ฮบ ยก 1ปต 2ปต 1ยน 2ยน 3ยน ยด วว


22

สารบัญ คำนำประธานคณะกรรมการคาทอลิกเพือ่ พระคัมภีร คำนำในการพิมพครัง้ ที่ 2 คำนำในการพิมพครัง้ ที่ 3 สังฆธรรมนูญเรือ่ งการเผยความจริงของพระเจา (Dei Verbum) หนังสือพระคัมภีรแ ละอักษรยอ

3 5 6 7 21

ความรเู กีย่ วกับพระวรสารสหทรรศน พระวรสารตามคำบอกเลาของนักบุญมัทธิว พระวรสารตามคำบอกเลาของนักบุญมาระโก พระวรสารตามคำบอกเลาของนักบุญลูกา

24 39 138 183

ความรเู กีย่ วกับพระวรสารและจดหมายของนักบุญยอหน พระวรสารตามคำบอกเลาของนักบุญยอหน

270 281

ความรเู กีย่ วกับหนังสือกิจการอัครสาวก กิจการอัครสาวก

363 371

ความรูเกี่ยวกับจดหมายของนักบุญเปาโล จดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวโรม จดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวโครินธ ฉบับที่ 1 จดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวโครินธ ฉบับที่ 2 จดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวกาลาเทีย จดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวเอเฟซัส จดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวฟลปิ ป จดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวโคโลสี จดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวเธสะโลนิกา ฉบับที่ 1 จดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวเธสะโลนิกา ฉบับที่ 2

472 497 551 595 620 636 652 663 675 684


23

จดหมายของนักบุญเปาโลถึงทิโมธี ฉบับที่ 1 จดหมายของนักบุญเปาโลถึงทิโมธี ฉบับที่ 2 จดหมายของนักบุญเปาโลถึงทิตสั จดหมายของนักบุญเปาโลถึงฟเลโมน จดหมายถึงชาวฮีบรู

690 701 708 713 715

ความรูเกี่ยวกับจดหมายถึงมวลคริสตชน จดหมายของนักบุญยากอบ จดหมายของนักบุญเปโตร ฉบับที่ 1 จดหมายของนักบุญเปโตร ฉบับที่ 2 จดหมายของนักบุญยอหน ฉบับที่ 1 จดหมายของนักบุญยอหน ฉบับที่ 2 จดหมายของนักบุญยอหน ฉบับที่ 3 จดหมายของนักบุญยูดา

744 753 763 775 782 796 798 800

ความรูเกี่ยวกับหนังสือวิวรณ หนังสือวิวรณโดยนักบุญยอหน

804 809

คำศัพท

854


24

ความรูเกี่ยวกับพระวรสารสหทรรศน (Synoptic Gospel) 1. หนั ง สื อ บั น ทึ ก “ข า วดี ” (evangelium) ที่พระเยซูคริสตเจาทรงประกาศ นั้น มีสี่ฉบับที่พระศาสนจักรรับรองอยูใน สารบบพระคัมภีร สามฉบับแรกคลายกัน มากจนนำขอความหลายตอนมาวางไว เคี ย งข า งกั น และพิ จ ารณาพร อ มกั น ได เพราะเหตุนี้ พระวรสารสามฉบับแรกจึง ได ชื่ อ ว า พระวรสาร “สหทรรศน ” หรื อ “Synoptic” (จากคำวา synopsis แปลวา “มองพรอมกันครัง้ เดียว”) ธรรมประเพณีตั้ งแตศตวรรษที่สอง สอนวาผนู พิ นธพระวรสารสามฉบับนี้ คือ นักบุญมัทธิว นักบุญมาระโก และนักบุญ ลูกาตามลำดับ ธรรมประเพณีของพระ ศาสนจักรนีส้ อนอีกวามัทธิวซึง่ เคยเปนคน เก็บภาษีและเปนหนึง่ ในบรรดาอัครสาวก (มธ 9:9; 10:3) เปนคนแรกที่เขียนพระ วรสาร เขาเขียนพระวรสารในประเทศ ปาเลสไตนสำหรับคริสตชนที่กลับใจจาก ศาสนายิว ผลงานทีเ่ ขาเขียน “เปนภาษา ฮีบรู” ซึง่ อาจจะหมายถึงภาษาอาราเมอิค นั่นเอง ตอมาแปลเปนภาษากรีก ยอหน มาระโก ศิษยผูหนึ่งชาวเยรูซาเล็ม (กจ 12:12) ไดชว ยเหลือเปาโลใน งานธรรมทูต (กจ 12:25; 13:5,13; ฟม 24; 2 ทธ 4:11) ชวยเหลือบารนาบัสซึ่งเปน ญาติ (กจ 15:37,39; คส 4:10) และเปโตร (1 ปต 5:13) มาระโกเปน “ลาม” ของ

เปโตร จึ ง ได บั น ทึ ก คำเทศน ข องเปโตร เปนลายลักษณอักษรที่กรุงโรม ศิ ษ ย อี ก คนหนึ่ ง ชื่ อ ลู ก า เป น แพทย (คส 4:14) และไมไดนับถือศาสนายิวแต กำเนิด ตางกับมัทธิวและมาระโก (คส 4: 10-14) ตามหลักฐานที่ปรากฏลูกาเกิดที่ เมืองอันทิโอก ติดตามเปาโลในการเดิน ทางธรรมทูตครัง้ ทีส่ อง (กจ 16:10ฯ) และ ครั้งที่สาม (กจ 20:5ฯ) อยูกับเปาโลใน ระหว า งที่ เ ปาโลถู ก จองจำที่ ก รุ ง โรมทั้ ง สองครั้ง (กจ 27:1ฯ; 2 ทธ 4:11) ดวย พระวรสารของลูกา ซึ่งเปนพระวรสาร ฉบับที่สาม จึงอางไดวาสะทอนคำสอน ของเปาโล (ดู 2 คร 8:18) ดังทีพ่ ระวรสาร ของมาระโกอางไดวาสะทอนคำสอนของ เปโตร ลูกายังเขียนหนังสืออีกฉบับหนึ่ง คือ “กิจการอัครสาวก” ภาษาเดิมของพระ วรสารของมาระโกและลูกาเปนภาษากรีก แมวา ธรรมประเพณีทกี่ ลาวถึงนีจ้ ะเกา มาก แตก็มิไดเปนคำสอนที่ทุกคนยอม รับ นักวิชาการหลายคน ทัง้ โปรเตสแตนต และคาทอลิ ก สงสั ย ความถู ก ต อ งของ ธรรมประเพณีนี้ การยอมรับวาพระวรสาร เปน เอกสารทางการทีไ่ ดรบั การดลใจจาก พระจิตเจามิใชการยอมรับวาผเู ขียน พระ วรสารจะตองเปนผูมีชื่อดังกลาว หลาย คนมีความเห็นวา มัทธิวคนเก็บภาษีไม ได เ ขี ย นพระวรสารที่ ใ ช ชื่ อ ของเขา แม


วาเขาอาจจะมีสวนบางในการเริ่มธรรม ประเพณีที่ผูนิพนธ พระวรสารฉบับนี้ใช ในทำนองเดียวกัน หลายคนมีความเห็น วา ธรรมประเพณีที่กลาววาพระวรสาร ของมาระโกบั น ทึ ก การเทศน ส อนของ เปโตรนั้ น เป น การสรุ ป ง า ยเกิ น ไป ถ า พระวรสารของมาระโกมีความสัมพันธ กับการเทศนสอนของเปโตรจริง ความ สัมพันธดงั กลาวก็เปนเพียงความสัมพันธ ที่มีอยูนอยมาก จุดสงสัยขอที่สามคือ ผู นิพนธพระวรสารฉบับที่สามและหนังสือ กิจการอัครสาวกเปนเพื่อนรวมงานของ เปาโลจริงหรือไม แตกอนที่จะพิจารณา ป ญ หาความสงสั ย เหล า นี้ จำเป น ต อ ง กลาวถึงปญหาเรื่องความสัมพันธดาน วรรณกรรมของพระวรสารทั้งสามฉบับ นีก้ อ น ปญหาดังกลาวนีเ้ รียกวา “ปญหา สหทรรศน” 2. ป ญ หานี้ ไ ด รั บ การอธิ บ ายหลาย แบบดวยกัน จนถึงขณะนี้คำอธิบายแต ละแบบตางไมอาจตอบปญหาไดทั้งหมด คำอธิบายแตละแบบมีความจริงอยูบาง ทีอ่ าจนำมาใชรวมกับคำอธิบายแบบอืน่ ใน การแกปญ  หาใหสมบูรณได นาจะเปนไป ได อยางมากวา ผนู พิ นธพระวรสารทัง้ สาม ฉบับใชธรรมประเพณีที่เลาตอ ๆ กันมา ดวยปากเปลา (Oral tradition) ซึง่ ผนู พิ นธ แตละทานนำมาเรียบเรียงใหมเปนเอกเทศ และมีรายละเอียดแตกตางกัน แตธรรม ประเพณีที่เลาดวยปากเปลาเทานั้นไม อาจอธิบายความคลายคลึงกันมากมายที่

25

มีอยูทั้งในรายละเอียดและในการลำดับ เรือ่ งราวตาง ๆ ได แมความทรงจำอยาง นาพิศวงของคนโบราณในแถบตะวันออก กลางก็ไมอาจอธิบายความคลายคลึงกัน ดังกลาวได มีแตธรรมประเพณีทเี่ ขียนเปน ลายลักษณอกั ษร (Written tradition) เทา นัน้ ทีอ่ ธิบายความคลายคลึงนีไ้ ด ทฤษฎี ทีอ่ า งวาผนู พิ นธพระวรสารทัง้ สามฉบับตาง ใช เ อกสารที่ เ ขี ย นไว แ ล ว นี้ เ ป น เอกเทศ ยังไมอาจอธิบายความเหมือนและความ แตกตางทีแ่ สดงวาผนู พิ นธแตละทานรจู กั ผลงานของอีกสองทาน เพราะหลายครั้ง เราเห็ น ได ชั ด ว า มี ห ลายตอนที่ คั ด ลอก หรือแกไขปรับปรุงขอความซึ่งกันและกัน จึงนาจะตองมีความสัมพันธกนั โดยตรงอยู บาง และเห็นไดชดั เจนวาลูกาใชมาระโก ในสวนที่เปนการเลาเรื่อง แตไมปรากฏ ชัดวามาระโกใชมัทธิวดังที่เคยเชื่อกันมา เปนเวลานาน ทั้งนี้เพราะมีขอมูลหลาย ประการที่ชี้แนะในทางตรงกันขาม สวน ความสัมพันธโดยตรงของมัทธิวกับลูกา ไม มี เ หตุ ผ ลชวนให คิ ด ว า ลู ก าใช มั ท ธิ ว หรือมัทธิวใชลูกา และขอความเหมือน กันที่มัทธิวและลูกาไมไดคัดลอกมาจาก มาระโกนาจะมีแหลงขอมูลอีกฉบับหนึ่ง หรือมากกวานอกเหนือจากพระวรสาร มาระโก ในการพิจารณาจากตัวบทเชนนี้ นัก วิเคราะหเสนอ “ทฤษฎีแหลงขอมูลสอง แหลง” ซึ่งอธิบายวา แหลงขอมูลทั้งสอง นี้คือ (1) มาระโก ซึ่งมัทธิวและลูกาใช ในสวนที่เปนเรื่องเลา (2) แหลงขอมูลที่


สอง ซึง่ สันนิษฐานไดวา มีอยจู ากขอความ เหมือนกันที่มีอยูในตัวบทของ มธ และ ลก เทานัน้ แหลงขอมูลนีเ้ รียกกันวา “Q” (ตัวอักษรแรกของคำวา Quelle ในภาษา เยอรมัน ซึ่งแปลวาแหลงขอมูลนั่นเอง) จาก Q ทั้ง มัทธิวและลูกาคัดลอก “พระ ดำรัส” หรือ คำปราศรัยของพระเยซูเจา (“Logia”) ซึ่ ง ในมาระโกเกื อ บจะไม มี บันทึกไวเลย ทฤษฎีนี้เขาใจงายและเปน ที่ยอมรับกันอยางแพรหลาย แตอาจแก ปญหาไดไมทั้งหมด พระวรสารมาระโก ในรูปแบบทีป่ รากฏในปจจุบนั และ Q ดัง ที่ นั ก วิ ช าการสั น นิ ษ ฐาน ไม เ พี ย งพอที่ จะอธิบายปญหาทุกขอที่ผูเสนออางวา อธิบายได เปนความจริงที่วา โดยทั่วไปมาระโก นาจะแสดงความคิดและใชสำนวนเกากวา มัทธิวและลูกา แตบางกรณีอาจตรงกัน ข า ม บางครั้ ง มาระโกเผยให เ ห็ น ลั ก ษณะที่ ชวนใหคดิ วาไดเขียนขึน้ ในระยะหลัง เชน ใช สำนวนและแนวคิ ด ของเปาโล และ ปรั บ ข อ ความให ผู อ า นชาวกรี ก โรมั น เข า ใจได ง า ย ๆ ขณะที่ มั ท ธิ ว และลู ก า ยั ง คงรั ก ษาสำนวนเกา ไว เชน สำนวน เซมิติกและรายละเอียดที่มาจากแวดวง ชาวปาเลสไตน เปนตน มีผเู สนอวามัทธิว และลูกาใชพระวรสารมาระโกฉบับที่ยัง ไมไดพัฒนาดังที่มีอยูในปจจุบัน เหตุผลอีกประการหนึ่งที่สนับสนุนขอ เสนอดั ง กล า วคื อ มั ท ธิ ว และลู ก ามี ข อ ความเหมือนกันบางแหงซึ่งไมตรงกับมา-

26

ระโก แสดงวาพระวรสารทัง้ สองไมไดใช มาระโกดังที่เรามี ขอความที่เหมือนกัน นี้พบไดหลายครั้งและเหมือนกันอยางนา ประหลาด มีผพู ยายามอธิบายเรือ่ งนีโ้ ดย ยังคงรักษาทฤษฎีสองแหลงขอมูลไว เขา คิดวาขอความทีเ่ หมือนกันเกิดจากการทีผ่ ู คัดลอกสำเนาโบราณปรับปรุงรายละเอียด ใหสอดคลองกัน หรือคิดวาผูนิพนธพระ วรสารแกไขขอความเหลานี้ที่คัดลอกมา จากพระวรสารของมาระโก เพราะเห็นวา ยั ง ดี ไ ม พ อ คำอธิ บ ายเช น นี้ อ าจเป น ที่ ยอมรับไดในบางกรณี แตไมเพียงพอที่ จะอธิบายปรากฏการณดงั กลาวไดทงั้ หมด สรุปแลว คำอธิบายตอนตนนาจะดีกวา คือ คำอธิบายทีว่ า มัทธิวและลูการจู กั และ ใชพระวรสารของมาระโกฉบับดัง้ เดิม พระ วรสารมาระโกดังทีม่ ใี นปจจุบนั นีเ้ ปนฉบับที่ ปรับปรุงแกไขหลังจากทีม่ ทั ธิวและลูกาคัด ลอกไปแลวคำอธิบายเชนนีท้ ำใหเราเขาใจ วาเหตุใดขอความบางตอนของมาระโกจึง นาจะเขียนขึ้นภายหลัง สมมติฐานวามีแหลงขอมูล Q ก็ยงั ไม อาจแกปญหาไดอยางนาพอใจเชนเดียว กัน อยางนอยในรูปแบบที่เสนอกันโดย ทั่วไป นักวิชาการหลายทานพยายาม สรางเอกสารดังกลาวขึ้น แตผลที่ไดมีรูป แบบแตกตางกันมากจนยากที่จะกำหนด ใหชัดเจน และเขาใจไดงาย แมความคิด ที่วามีแหลงขอมูลเพียงแหลงเดียวก็ยังมี ผูโตแยง อันที่จริง คำกลาวที่อางวามา จาก Q นี้ พบไดในมัทธิวและลูกาในแบบ ทีช่ วนใหคดิ วาคัดลอกมาจากแหลงขอมูล


สองแหลงมิใชแหลงเดียว เพราะในตอน กลางพระวรสารของลูกามีคำกลาวกลุม หนึง่ (ทีม่ กั เรียกกันวา ตอน “เปเรอา”) (ลก 9:51-18:14) ซึ่งแตกตางไปจากคำกลาว อืน่ ๆ ในพระวรสารนี้ แมวา คำกลาวของ ลูกาทั้งสองกลุมจะมีอยูเชนกันในมัทธิว แต คำกล า วที่ ลู ก ามิ ไ ด ร วมไว ด ว ยกั น ก็ พบไดในมัทธิวกระจายตามลำดับเดียว กัน สวนคำกลาวที่ลูการวมไวดวยกัน (ลก 9:51-18:14) นัน้ พบไดในมัทธิวและ กระจายอยูทั่วไป ขอมูลเหลานี้ชี้ใหเห็น วามัทธิวและลูกาคัดลอก คำกลาวจาก แหลงขอมูลสองแหลง ไดแก (1) ขอมูล รวมซึ่งบางคนเรียกวา S (อักษรตัวหนา ของคำว า Source) ที่ ลู ก าใช เ ป น วั ต ถุ ดิบสวนใหญของตอนที่เลาเกี่ยวกับเหตุ การณ ที่ เ ปเรอา ส ว นมั ท ธิ ว แยกคำ กลาวตาง ๆ แทรกไวในการเทศนสอนของ พระเยซูเจา และ (2) พระวรสารของมัทธิว ฉบับดัง้ เดิม อาจจำเปนจะตองตัง้ สมมติฐานวา ทัง้ พระวรสารของมัทธิวและของลูกาตองมี ฉบับดั้งเดิมที่แตกตางไปจากฉบับที่เรามี อยูในปจจุบันดังที่ไดสันนิษฐานสำหรับ มาระโกแลว การวิเคราะหซึ่งไมอาจนำ มากล า วที่ นี่ ไ ด เ สนอขั้ น ตอนการเขี ย น พระวรสารวา มีสามขั้นตอนอยางนอย สำหรับมาระโก และมัทธิวคือ (1) เอกสาร ดั้งเดิม (2) ฉบับปรับปรุง แกไขครั้งแรก และ (3) ฉบับปรับปรุงแกไขครั้งสุดทาย ซึง่ เปนฉบับทีเ่ รามีอยใู นปจจุบนั ขัน้ ตอน ตาง ๆ เหลานี้ มี การคัดลอกซึง่ กันและกัน

27

ทำใหมขี อ ความทีเ่ หมือนกันและแตกตาง กั น ดั ง ที่ เ ราพบได ใ นพระวรสารที่ มี ใ น ปจจุบัน ตัวอยางเชนการปรับปรุงแกไข ครั้งแรกของมาระโก คงจะไดรับอิทธิพล จากเอกสารดั้งเดิมของมัทธิว แตพระ วรสารของมาระโกฉบั บ ปรั บ ปรุ ง แก ไ ข ครั้ ง แรกนี้ ค งมี อิ ท ธิ พ ลต อ มั ท ธิ ว ฉบั บ ปรั บ ปรุ ง แก ไ ขครั้ ง สุ ด ท า ย อิ ท ธิ พ ลที่ สานเกี่ยวโยงกันไปมานี้ แมจะดูวาคอน ขางซับซอน ก็เปนคำอธิบายอยางเดียวที่ อาจแกปญหาอันซับซอนนี้ได การอาง วามีวธิ ีแกปญหา “สหทรรศน” นีไ้ ดอยาง งาย ๆ เปนเพียงภาพลวงตาเทานัน้ เราอาจบรรยายขัน้ ตอนตาง ๆ ในการ เขียนพระวรสารสามฉบับแรก แมวานัก วิชาการยังมีความเห็นแตกตางกันมากใน รายละเอียดก็ตาม สมมติฐานที่เสนอ ณ ทีน่ เี้ ปนเพียงวิธกี ารแกปญ  หาทีส่ มเหตุสม ผลแบบหนึ่ง สาระสำคั ญ ของการเทศน ส อนของ บรรดาอัครสาวกคงจะไดแก kerygma (การประกาศขาวดี) ซึง่ ประกาศวาการสิน้ พระชนมและการกลับคืนพระชนมชีพของ พระเยซูเจาเปนการไถกูมนุษยชาติ คำ ปราศรัยของเปโตรในหนังสือกิจการอัคร สาวกแสดงใหเราเห็นเนื้อหาโดยยอของ การเทศนส อนของบรรดาอัค รสาวกซึ่ง ในทางปฏิบัติคงจะรวมเรื่องเลาที่มีราย ละเอียดมากกวานี้ โดยเฉพาะเรื่องพระ ทรมานซึ่งคงจะมีรูปแบบการเลาตายตัว แลวตัง้ แตสมัยแรก ดังจะเห็นไดจากเรือ่ ง พระทรมานในพระวรสารทั้ ง สี่ ซึ่ ง มี ร าย


ละเอียดใกลเคียงกันมาก นอกจากเรื่อง พระทรมานแลว ยังมีเรื่องเลาหลายเรื่อง จากพระชนมชีพของพระอาจารยที่แสดง ใหเห็นบุคลิกภาพ พันธกิจ และพระอานุภาพของพระองค หรือมิฉะนั้นก็อธิบาย คำสอนของพระองค โดยเลาเหตุการณ พระวาจา อัศจรรย คำประกาศ หรือคำ อุปมา ฯลฯ ทีจ่ ดจำกันได นอกจากบรรดา อั ค รสาวกแล ว ยั ง มี นั ก เล า เรื่ อ งอาชี พ เช น ผู ป ระกาศข า วดี (หมายถึ ง ผู ที่ มี พระพรพิเศษไมจำกัดเพียงผูนิพนธพระ วรสารทัง้ สีเ่ ทานัน้ ดู กจ 21:8; อฟ 4:11; 2 ทธ 4:5) บุคคลเหลานี้มีแนวโนมที่จะ เลาเรือ่ งราวตามรูปแบบตายตัว ซ้ำ ๆ กัน ตอมาไมนานนัก พยานรูเห็นเหตุการณ โดยตรงเริ่ มลดจำนวนลง มีผูพยายาม บันทึกธรรมประเพณีทเี่ ลากันปากตอปาก นี้ลงเปนลายลักษณอักษร เรื่องราวซึ่ง แต ก อ นเคยเล า ไว แ ยกจากกั น และเป น เอกเทศ คงถูกนำมารวมไวดวยกันตาม ลำดับเวลา (ตัวอยาง มก 1:16-39 วันหนึง่ ที่เมืองคาเปอรนาอุม) หรือตามเหตุผล ตอเนื่องกันของสาระ (ตัวอยางเชน มก 2:1-3:6 ขอโตแยงหาเรื่อง) เมื่อเริ่มแรก เรื่ อ งราวที่ ถู ก นำมารวมกั น คงเป น ชุ ด เล็ก ๆ แลวตอมาจึงขยายกลายเปนเรื่อง ราวชุดใหญขนึ้ ในขัน้ ตอนนีเ้ อง “ผนู พิ นธ” คนหนึ่งเขามามีบทบาท คือ มัทธิวอัคร สาวกตามทีเ่ รารจู ากธรรมประเพณีนนั่ เอง มัทธิวเปนคนแรกที่เขียน “พระวรสาร” รวบรวมพระราชกิจและพระวาจาของพระ คริสตเจาเปนเรื่องเลาตอเนื่องที่รวมเหตุ

28

การณในพระชนมชีพของพระเยซูเจาตั้ง แตท รงรับ พิธีล า งจนถึง วัน กลับ คืน พระ ชนมชีพ หลังจากนัน้ ไมนานยังมี “หนังสือ รวบรวม พระวาจา” ที่เรียกวา “S” ไม ปรากฏชื่อผูรวบรวมเกิดขึ้นควบคูกับพระ วรสารฉบับแรกนี้ มีจดุ ประสงคเพือ่ รักษา พระดำรัสอื่น ๆ ของพระเยซูเจาที่ไมมี บันทึกไวในพระวรสาร หรือพระดำรัสที่ มี บั น ทึ ก ไว แ ต ใ นรู ป แบบที่ แ ตกต า งกั น พระวรสารฉบั บ แรกนี้ แ ละหนั ง สื อ รวบ รวมพระวาจาดังกลาว เขียนเปนภาษา อาราเมอิก และตอมาไมนานจึงแปลเปน ภาษากรีก และคงไดมีคำแปลเอกสาร เหลานี้ในหลายรูปแบบ ความจำเปนตองปรับเอกสารทั้งสอง ฉบับนีใ้ หคริสตชนทีเ่ คยเปนคนตางศาสนา เขาใจไดนาจะทำใหพระวรสารฉบับแรก ของมั ท ธิ ว นี้ ไ ด รั บ รู ป แบบใหม และรู ป แบบใหมนี้เปนเอกสารพื้นฐานของธรรม ประเพณีของมาระโก นอกจากสองรูป แบบ พระวรสารดั้งเดิมใน (มัทธิวและ มาระโก) และ “หนังสือรวบรวมพระวาจา S” แล ว ในขั้ น ตอนนี้ ยั ง มี พ ระวรสาร เกาแกอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งสันนิษฐานวาเปน แหลงที่มาของเรื่องพระทรมานและการ กลับคืนพระชนมชีพในพระวรสารของลูกา และยอหน ดังนี้ เราจึงมีเอกสารพืน้ ฐาน สี่ ฉ บั บ ในตอนแรกของสามขั้ น ตอนใน การเขียนพระวรสารดังที่ เสนอไว ในขั้นตอนที่สอง มีผูนำเอกสารเหลา นีม้ าผสมผสานกันในรูปแบบตาง ๆ ธรรม ประเพณีของมาระโกซึ่งเปนการปรับปรุง


พระวรสารดั้งเดิมของมัทธิวสำหรับคริสต ชนที่เคยเปนคนตางศาสนามาแลวแบบ หนึ่ง ก็ไดรับการแกไขใหสมบูรณยิ่งขึ้น แตพระวรสารของมาระโกฉบับนี้ยังไมใช ฉบับสุดทายดังที่เรามีในปจจุบัน พระ วรสารของมาระโกในขั้นที่สองนี้เปนฉบับ ที่ผูเรียบเรียงพระวรสารมัทธิวและลูกา ฉบับปจจุบนั รจู กั และนำมาใช สวนธรรม ประเพณี ข องมั ท ธิ ว ในขั้ น ที่ ส องก็ ร วม มัทธิวฉบับดัง้ เดิมกับหนังสือรวบรวมพระ วาจา S เขาดวยกันทำใหเกิดพระวรสาร ของมัทธิวฉบับแกไขปรับปรุงใหม ผู เ รี ย บเรี ย งพระวรสารมั ท ธิ ว ในขั้ น ตอนที่สองนี้ทำงานอยางละเอียดถี่ถวน แบงพระดำรัสของพระเยซูเจาที่รวบรวม ไวเปนชุด ๆ ใน S มาแจกจายแยกกันใน พระวรสารและดังนี้ไดเรียบเรียงเปนคำ เทศนาชุดใหญ 5 ชุด หลังจากนัน้ ไมนาน ผูเรียบเรียงพระวรสารของลูกาก็เริ่มงาน เขาคนควาแสวงหาขอเขียนตาง ๆ ที่มี บันทึกไวกอนหนานั้นอยางละเอียด (ลก 1:1-4) พระวรสารของลูกาในขัน้ ตอนแรก ซึง่ อาจเรียกวา “ปฐมลูกา” รวมพระวรสาร ของมาระโกฉบับดั้งเดิมและพระวรสาร ของมั ท ธิ ว ฉบั บ ปรั บ ปรุ ง แก ไ ขซึ่ ง รวม หนังสือรวบรวมพระวาจา S อยแู ลว ลูกา ยังรูจักเอกสาร S นี้ดวย จึงเลือกที่จะนำ พระดำรัสนีท้ งั้ ชุดมาแทรกไวในตอนกลาง ของพระวรสารของตนแทนที่ จะแบ ง แยกพระดำรัสเหลานี้ไวอยางที่มัทธิวได กระทำ ในที่ สุ ด ลู ก าใช เ อกสารเก า ที่ พระวรสารฉบับที่สี่ไดใชดวย โดยเฉพาะ

29

ในเรื่องพระทรมานและการกลับคืนพระ ชนมชีพ เอกสารเกาฉบับนี้อธิบายไดวา ทำไมรายละเอียดของลูกาจึงเหมือนกับ ของยอหนมากกวาจะเหมือนกับมัทธิว และมาระโก สวนนี้ของพระวรสารปฐม ลูกาไมแสดงใหเห็นวารจู กั มาระโก แมใน รูปแบบขั้นตอนที่สองนี้ดวยในภายหลัง เทานั้น ที่ลูกาใชมาระโกฉบับนี้เพื่อตอ เติมพระวรสารของตนใหสมบูรณ แตการ ทำเชนนี้ เปนขั้นตอนที่สาม ในขั้นตอนสุดทายนี้ พระวรสารของ มัทธิวในขั้นตอนที่สองถูกเรียบเรียงใหม ทั้งหมดอาศัยเนื้อหาจากพระวรสารของ มาระโกฉบับปรับปรุง (ขัน้ ตอนทีส่ อง) เขา มาชวยดวย พระวรสารมาระโกฉบับนีย้ งั ไมใชฉบับที่อยูในขั้นตอนสุดทายแบบที่ เรารจู กั ในปจจุบนั พระวรสารของมาระโก ไดรับการปรับปรุงแกไขอีกครั้งหนึ่งโดย สลับขอความจากพระวรสารของมัทธิว ฉบับปรับปรุงในขัน้ ตอนทีส่ อง และบางที ยังใชขอความจาก “ปฐมลูกา” และจาก เปาโลอีกดวย สวนพระวรสารของลูกา ก็ปรับปรุงครัง้ สุดทายโดยใชมาระโกฉบับ ปรั บ ปรุ ง ขั้ น ตอนที่ ส องเช น เดี ย วกั บ ที่ มัทธิวทำไวในขั้นตอนแรกของการเรียบ เรียง (ปฐมลูกา) มีขอ ความจากมาระโก สามตอน (4:31-6:19; 8:4-9: 50; 18:1521:38) แทรกอยู แ ล ว การแทรกข อ ความทั้งสามตอนนี้คงเกิดขึ้นหลังจากที่ ลูกาใชขอความจากมัทธิวและ S แทรก ในพระวรสารของตนแลว เพราะในระยะ ต อ มาเขาตั ด เรื่ อ งที่ ซ้ำ กั น นี้ จ ากมั ท ธิ ว


และ S ออกไป น าสังเกตอีกวา ลูกา ใชแหลงขอมูลเฉพาะที่เขาคนควาอยาง ละเอียด (1:3) มากกวาทีม่ ทั ธิวไดทำจาก แหลงขอมูลพิเศษ ลูกาไดรับเรื่องราว เกี่ ย วกั บ ปฐมวั ย ของพระเยซู เ จ า และ เรื่องราวนาประทับใจอีกหลายเรื่องซึ่งทำ ใหพระวรสารของตนเพิ่มเติมพระวรสาร ของมั ท ธิ ว และมาระโกให ส มบู ร ณ ขึ้ น (เชน เรือ่ งชาวสะมาเรียผใู จดี เรือ่ งมารธา และมารีย เรือ่ งลูกลางผลาญ เรือ่ งชาว ฟาริสีและคนเก็บภาษี) 3. กระบวนการเรียบเรียงที่กลาวมา นี้ คำนึงถึงและใชขอมูลหลักจากธรรม ประเพณี แลวเพิ่มเติมรายละเอียดลงไป การอธิบายเชนนี้ก็ยังไมอาจกำหนดวัน เดือนปที่แนนอนที่พระวรสารสหทรรศน แตละฉบับไดเขียนขึน้ เราคาดคะเนไดวา ธรรมประเพณีที่เลาปากตอปากคอย ๆ พัฒนาขึ้นจนพระวรสารฉบับดั้งเดิมของ มัทธิว และหนังสือรวบรวมพระวาจา S นัน้ นาจะ เขียนขึน้ ระหวาง ป ค.ศ. 40 ถึง 50 การกำหนดวันเวลาเร็วเชนนี้คงแน นอน ถ า เราพิ สู จ น ไ ด ว า จดหมายของ เปาโลถึ ง ชาวเธสะโลนิ ก าซึ่ ง เขี ย นขึ้ น ประมาณป 51-52 ใชคำปราศรัยของพระ เยซูเจาเรือ่ งอวสานกาลตามทีบ่ นั ทึกไวใน พระวรสารดั้งเดิมของมัทธิว ถามาระโก เขียนพระวรสารราวปลายชีวติ ของเปโตร (ดังที่เคลเมนตแหงอเล็กซานเดรียยืนยัน) หรือ ไมนานหลังจากความตายของเปโตร (ดังที่อีเรเนอัสยืนยัน) พระวรสารของเขา

30

นาจะเขียนในราวป ค.ศ. 64 หรือกอนป ค.ศ. 70 เพราะไมปรากฏจากพระวรสาร ฉบั บ นี้ ว า กรุ ง เยรู ซ าเล็ ม ถู ก ทำลายแล ว พระวรสารฉบับภาษากรีกของมัทธิว และ ของลู ก าเขี ย นขึ้ น ภายหลั ง มาระโก แต ยากที่จะกำหนดวันเวลาใหชัดลงไปได หนั ง สื อ กิ จ การอั ค รสาวกสมมติ ว า ลู ก า เขียนพระวรสารแลว (กจ 1:1) แตเราไมรู วาหนังสือกิจการฯ เขียนขึ้นเมื่อไร จึงนำ มาใชในการกำหนดเวลาเขียนพระวรสาร ไม ไ ด เป น ความจริ ง ว า ทั้ ง มั ท ธิ ว ฉบั บ ภาษากรี ก และลู ก าไม บ อกชั ด ว า กรุ ง เยรู ซ าเล็ ม ถู ก ทำลายแล ว (แม แ ต ลก 19:42-44; 21:20-24 ซึ่งใชสูตรตายตัว จากหนังสือประกาศก บรรยายเหตุการณ ซึ่งคาดคะเนไดไมยากนัก) แตขอมูลดัง กล า วยั ง ใช กำหนดแน น อนลงไปไม ไ ด ถามัทธิวและลูกาตางไมรเู รือ่ งการทำลาย กรุงเยรูซาเล็ม ก็หมาย ความวามัทธิวและ ลูกานาจะเขียนกอนป ค.ศ. 70 แตถา ทัง้ สองจงใจที่จะรักษาลักษณะโบราณของ ขอความที่คัดลอกมา พระวรสารทั้งสอง ฉบับนาจะเขียนขึ้นหลังจากที่กรุงเยรูซาเล็มถูกทำลายแลว คือประมาณป ค.ศ. 80 การที่พระวรสารมีขั้นตอนเรียบเรียง จากเรื่องราวที่เลาสืบตอกันมาตั้งแตสมัย อัครสาวกทั้งทางตรงและทางออม ทำให พระวรสารสหทรรศนมคี ณ ุ คาทางประวัต-ิ ศาสตร และยั ง ช ว ยให เ ข า ใจลั ก ษณะ พิเศษของคุณคาทางประวัติศาสตรดัง กลาวอีกดวย โดยเหตุที่พระวรสารมีตน กำเนิดมาจากการเทศนสอนปากตอปาก


ซึง่ ยอนกลับไปถึงสมัยแรกของกลมุ คริสต ชนผูเปนพยานรูเห็นเหตุการณตาง ๆ จึง เปนหลักประกันไดวาเรื่องราวเหลานี้เกิด ขึ้นจริง ทั้งบรรดาอัครสาวกผูเทศนสอน ขาวดีคนอื่น ๆ และผูเลาเรื่องพระวรสาร ตางไมเคยคิดที่จะเขียนหรือสอนประวัติ ศาสตรตามความหมายทางวิชาการใน ปจจุบนั เขาสนใจเพียงการแพรธรรมและ อธิบายความเชื่อ เขาเทศนสอนเพื่อให คนกลับใจและประพฤติดีเพื่อทำใหผูฟง มีความเชือ่ เพือ่ อธิบายและปองกันความ เชือ่ จากผโู ตแยง เพือ่ จุดประสงคนี้ เขาจึง อ า งถึ ง พยานหลั ก ฐานที่ แ น น อนตรวจ สอบได เพือ่ จะอางเชนนีเ้ ขาจำเปนตองมี ความจริงใจและพยายามทีจ่ ะไมใหโอกาส ฝายตรงขามโตแยงได ผูเรียบเรียงพระ วรสารขั้นตอนสุดทายรวบรวมหลักฐาน และนำมาเรียบเรียงเปนลายลักษณอกั ษร ตางตองการเลาเหตุการณที่เกิดขึ้นจริง และมีความเคารพแหลงขอมูลทีใ่ ช ดังจะ เห็นไดชัดจากลักษณะโบราณและเรียบ งายของขอความทีเ่ ขียนไว การเขียนพระ วรสารนี้ยังไมมีการพัฒนาความคิดทาง เทววิทยาดังที่พบไดในทศวรรษตอ ๆ มา (เชนในขอเขียนของเปาโล) และยิ่งกวา นั้ น ยั ง ไม มี ร อ งรอยของตำนานพิ ส ดาร ใด ๆ ดังที่เห็นไดบอย ๆ ในพระวรสาร นอกสารบบ พระวรสารสหทรรศนทงั้ สาม ฉบับอาจจะไมใชหนังสือประวัติศาสตร แตทั้งสามฉบับมุงจะใหขอเท็จจริงทาง ประวัตศิ าสตร ที่กลาวเชนนี้มิไดหมายความวา แต

31

ละเหตุการณหรือคำปราศรัยซึ่งมีบันทึก อยูจะตรงกับเหตุการณที่เกิดขึ้นในราย ละเอียดทุกประการ โดยทั่วไปไมมีใคร คาดวาการใหการเปนพยานและการถาย ทอดขอเท็จจริงใหรายละเอียดอยางแมน ยำทุกประการได มีตวั อยางเห็นไดชดั ใน พระวรสารเอง ที่บันทึกเหตุการณ หรือ คำปราศรัยเดียวกันไวในรูปแบบที่แตก ตางกัน ความแตกตางเชนนี้พบไดไม เพียงแตในการเลาเหตุการณเทานั้น แต ยังพบไดในการจัดลำดับเรื่องราวตาง ๆ อีกดวย พระวรสารแตละฉบับ จัดลำดับ เหตุการณเปนของตนโดยเฉพาะ มิใชเรือ่ ง ผิดปกติถาคำนึงถึงขั้นตอนการเรียบเรียง ทีซ่ บั ซอนของพระวรสาร เรือ่ งตาง ๆ ใน พระวรสารแตแรกเปนเรื่องที่เลาแยกกัน ตอมาไดรวมเขาดวยกันเปนกลุมๆ และ นำมารวมหรื อ แยกจากกั น อี ก ในเวลา ตอมา ดวยเหตุผลวาเนื้อหาใกลเคียง กันหรือมีความตอเนื่องดานเหตุผลตาม ลำดั บกอนหลังของเหตุการณที่ เกิดขึ้น ดว ย ดั ง นั้น เหตุก ารณ ห รือ พระดำรัส หลายประการทีม่ เี ลาอยใู นพระวรสาร จึง ไม อ ยู ใ นเวลาและสถานที่ เ ดิ ม ดั ง ที่ เ กิ ด ขึ้น ดวยเหตุนี้ เราจึงเขาใจความหมาย ของสันธานวลี เชน “ตอมา” “หลังจากนี”้ “ใน วันนัน้ ” “ในเวลานัน้ ” ฯลฯ ตรงตามตัว อักษรไมได 4. กระบวนการเรียบเรียงพระวรสารนี้ เกิดขึน้ โดยมีพระจิตเจาทรงเปนผนู ำ พระ จิตเจาทรงแนะนำกลมุ คริสตชนและโฆษก


ของกลุมใหเก็บรักษา คัดเลือกและจัด ลำดับเรือ่ งราวตาง ๆ เกีย่ วกับพระเยซูเจา ผนู พิ นธพระวรสารเปนผเู ขียนอยางแทจริง และพระจิตเจาทรงแนะนำเขาในการเขียน มิใชเขามาแทนที่ความสามารถทางเทว วิทยา และทางวรรณกรรมของเขาเหลานี้ แตตรงกันขามทรงเสริมสมรรถภาพเหลา นี้ใหสมบูรณยิ่งขึ้น ทำใหแตละคนเนน แงมมุ ตาง ๆ ของธรรมประเพณีอนั หลาก หลายเกี่ยวกับขาวดีของพระเยซูเจา 5. พระวรสารของมาระโก โครงสรางพระวรสารที่มาระโกใชมี ความซั บ ซ อ นน อ ยที่ สุ ด ในบรรดาพระ วรสารสหทรรศนทั้งสาม อารัมภบท (1: 1-13) ประกอบดวยเรื่องการเทศนสอน ของยอห น ผู ทำพิ ธี ล า ง รวมกั บ เรื่ อ ง พระเยซูเจาทรงรับพิธีลางและถูกประจญ แลวถึงชวงเวลาภารกิจของพระคริสตเจา ทีก่ ลาวกันวาเกิด ขึน้ ในแควนกาลิลี (1:147:23) ตอจากนั้น เปนการเดินทางของ พระเยซูเจาและบรรดาอัครสาวกไปยัง บริเวณเมืองไทระและไซดอน เดคาโปลิส หรือทศบุรี บริเวณเมืองซีซารียาแหงฟลปิ และกลับมายังแควนกาลิลี อีกครั้งหนึ่ง (7:24-9:50) เหตุการณตอ มา คือการแสดง พระองคอยางรงุ โรจนและการเดินทางครัง้ สุดทายผานแควนเปเรอาและเมืองเยรีโค ไปกรุงเยรูซาเล็ม สถานทีท่ ที่ รงรับทรมาน และทรงกลับคืนพระชนมชีพ (10:1-16:8) ลำดับเหตุการณบางประการอาจตรงกับ ที่เกิดขึ้นจริง แตโครงสรางทั้งหมดนี้คง

32

จะเปนการสรางของมาระโก เพราะพระ เยซูเจานาจะเสด็จไปกรุงเยรูซาเล็มหลาย ครัง้ ดังทีพ่ ระวรสารของยอหนทำใหเราแน ใจยิ่งขึ้น ถึงกระนั้นโครงสรางนี้มีความ สำคัญทำใหเราเห็นการพัฒนาที่สำคัญ ทั้งในดานเหตุการณที่เกิดขึ้นและความ หมายทางเทววิทยาของเหตุการณเหลา นั้น ประชาชนทั่วไปตอนรับพระเยซูเจา อยางดีในตอนแรก แตความกระตือรือรน ของเขาจางหายไปเมื่อเขาเขาใจวา พระ องคทรงมีความคิดเรื่องพระเมสสิยาหผู ออนโยน ซึ่งมิไดเสด็จมาสรางอาณาจักร ในโลกนีท้ ำใหเขาผิดหวัง พระเยซูเจาจึง เสด็ จ ออกจากแคว น กาลิ ลี ใช เ วลาสั่ ง สอนผูติดตาม ที่ซื่อสัตยกลุมเล็กๆ และ คำประกาศยืนยันความเชื่อที่เมืองซีซารียาแหงฟลิปก็แสดงใหเห็นวา พวกเขามี ความเชื่อในพระองคแลว เหตุการณนี้ ทำให พ ระชนมชี พ ของพระเยซู เ จ า ต อ ง เปลี่ยนแปลงทั้งหมด หลังจากนั้น กรุง เยรู ซ าเล็ ม จะกลั บ เป น ศู น ย ก ลางของ เหตุการณทงั้ หลาย การตอตานพระองค จะเขมขนยิง่ ขึน้ ทีน่ นั่ จนจบลงในการรับ ทรมานและชัยชนะเด็ดขาดเมื่อทรงกลับ คืนพระชนมชีพ ข อ เท็ จ จริ ง ที่ น า จะขั ด แย ง กั น นี้ เ ป น สาระสำคัญของพระวรสารฉบับนี้ นัน่ คือ การทีพ่ ระเยซูเจาทรงเปนทูตผทู รงชัยของ พระเจา ทั้ง ๆ ที่มนุษยเขาใจผิดและไม ยอมรับพระองค พระวรสารฉบับนี้ไม สนใจที่ จ ะเรี ย บเรี ย งคำสอนของพระ อาจารยมากนัก จึงบันทึกพระดำรัสเพียง


ไมกขี่ อ ประเด็นสำคัญของคำสอนแสดง วาพระเยซูเจาทรงเปนพระเมสสิยาหผู ถูกตรึงกางเขน ดานหนึง่ พระเยซูเจาทรง เปนพระบุตรของพระเจา ดังที่พระบิดา ทรงยืนยัน (1:11; 9:7) ปศาจ (1:24; 3:11; 5:7) และแมกระทั่งมนุษยก็ยืนยันดวย (15:39) พระองคทรงเปนพระเมสสิยาห ซึ่งทรงอางวาทรงเปนพระเจา (14:62) ทรงมี ฐ านะสู ง กว า ทู ต สวรรค (13:32) ทรงเปนผอู ภัยบาปมนุษย (2:10) ทรงทำ อั ศ จรรย (1:31; 4:41 ฯลฯ) และทรง ขับไลปศ าจ (1:27; 3:23ฯ) เพือ่ ทรงพิสจู น พระอานุภาพและพระภารกิจ แตอกี ดาน หนึง่ พระวรสารฉบับนีย้ งั เนนวาพระองค คลายกับจะทรงประสบความลมเหลวจาก ประชาชน หลายคนสบประมาท หรื อ ปฏิเสธพระองค (5:40; 6:2ฯ) ผูนำทาง ศาสนาต อ ต า น (2:1-3:6) แม ก ระทั่ ง บรรดาศิ ษ ย ก็ ไ ม เ ข า ใจพระองค (4:13 เชิ ง อรรถ b) การต อ ต า นทั้ ง หมดนี้ ใ น ที่สุดทำใหพระองคตองรับทรมานอยาง นาอับอายบนไมกางเขน พระวรสารฉบับ นี้ตองการอธิบายความหมายของ “การ สะดุด” และ “การปฏิเสธ” นี้ พระวรสาร อธิบายเรื่องนี้ ไมเพียงแตโดยทำใหเห็น ความแตกต า งระหว า งไม ก างเขนกั บ ชัยชนะที่ทรงกลับคืนพระชนมชีพอยาง รงุ โรจนเทานัน้ แตยงั แสดงวาการตอตาน นี้ ก็ เ ป น ส ว นหนึ่ ง ในแผนการอั น ลึ ก ลั บ ของพระเจาอีกดวย จำเปนที่พระคริสต เจาจะตองรับทรมานและดังนี้จะทรงไถกู มนุษยชาติ (10:45; 14:24) เพราะพระ

33

คัมภีรก ลาวไวลว งหนาแลว (9:12; 14: 21, 49) พระเยซู เ จ า ทรงแสดงวิ ถี ท างแห ง ความถ อ มตนและนอบน อ มทั้ ง สำหรั บ พระองค (8:31; 9:31; 10:33ฯ) และ สำหรับผูติดตาม (8:34ฯ; 9:35; 10:15, 24ฯ, 29ฯ, 39; 13:9-13) แต ช าวยิ ว ซึ่งรอคอยพระเมสสิยาห นักรบ ผูพิชิต รูสึกผิดหวังในพระองค พระเยซูเจาทรง กำชับมิใหใครพูดถึงอัศจรรยทที่ รงกระทำ (5:43) และมิใหกลาววา พระองคเปนใคร (7:24; 9:30) เพื่อหลีกเลี่ยงความกระตือ รือรนที่อาจจะเกิดขึ้นเพราะความเขาใจ ผิด พระเยซูเจามิไดทรงเรียกตนเองวา พระเมสสิยาห (8:29ฯ) แตทรงใชพระนาม ทีต่ ่ำตอย และลึกลับวา “บุตรแหงมนุษย” (2:10 เทียบ มธ 8:20 เชิงอรรถ h) การที่ ทรงระมัดระวังเชนนีเ้ รียกไดวา “ความลับ เรื่องพระเมสสิยาห” (1:34 เชิงอรรถ m) และเปนความคิดหลักในพระวรสารของ มาระโก “ความลับเรือ่ งพระเมสสิยาห” ที่ วานีม้ ใิ ชเรือ่ งทีม่ าระโกคิดขึน้ เอง แตนา จะ สอดคลองกับเหตุการณจริง ๆ เบื้องหลัง พระชนมชีพของพระคริสตเจาผูทรงรับ ทรมาน มาระโกจะเขาใจความหมาย ของพระทรมานนีโ้ ดยแสงสวางของความ เชื่อซึ่งจะเกิดขึ้นอยางสมบูรณจากเหตุ การณในวันปสกาและจะถายทอดความ เขาใจนี้ใหแกเราในพระวรสาร 6. พระวรสารของมัทธิว มัทธิวแสดงความเชือ่ และเลาเรือ่ งพระ ชนมชีพของพระคริสตเจาในโครงสราง


คลาย ๆ กับพระวรสารของมาระโก แต เนนแนวความคิดตางกันในแผนของพระ วรสารไมเหมือนกันและซับซอนกวาพระ วรสารของมัทธิวแบงเปนหาภาค แตละ ภาคประกอบด ว ยคำปราศรั ย ของพระ คริ ส ตเจ า โดยเล า เหตุ ก ารณ เ ป น การ เตรียมคำปราศรัย เรือ่ งราวหาภาคนีร้ วม กับเรือ่ งปฐมวัยและเรือ่ งพระทรมานจึงเปน หนังสือฉบับเดียวซึ่งมีเจ็ดภาคประกอบ กันอยางดี เปนไปไดทกี่ ารเรียบเรียงเชนนี้ ซึ่ ง ชั ด เจนมากได มี แ ล ว ในฉบั บ ดั้ ง เดิ ม ภาษาอาราเมอิค อยางไรก็ตาม ในฉบับ ปจจุบนั ภาษากรีก การเรียบเรียงเรือ่ งเชน นี้ เ ห็ น ได ชั ด เจน มั ท ธิ ว ใช แ หล ง ข อ มู ล ตามสบายเพื่อเรียบเรียงพระวรสารตาม แนวความคิ ด ที่ ว างไว แ ล ว เป น อย า งดี เนื่องจากวาพระวรสารฉบับนี้ บันทึกคำ สอนของพระคริสตเจาสมบูรณกวาพระ วรสารของมาระโก และเนนโดยเฉพาะ ความคิดหลักเรือ่ งอาณาจักรสวรรค (4:17 เชิ ง อรรถ f) พระวรสารฉบั บ นี้ จึ ง เป น เหมือนบทละครเรือ่ งการมาถึงของอาณา จักรสวรรค แบงออกเปน 7 องกดงั ตอไปนี้ (1) การเตรียมพระอาณาจักรในพระ บุคคลของพระเมสสิยาห ปฐมวัย (บทที่ 1- 2) (2) การประกาศกฎบัตรของพระอาณาจักรอยางเปนทางการแกบรรดาศิษย และสาธารณชน นั่นคือธรรมเทศนาบน ภูเขา (บทที่ 5-8) (3) การเทศนประกาศถึงพระอาณาจักรโดยบรรดาธรรมทูตซึ่งมีอัศจรรยเปน

34

เครื่องหมายรับรองคำเทศนสอน เชน เดียวกับทีพ่ ระเยซูเจาเคยทรงกระทำ พระ องคทรงสัง่ สอนพรอมกับทรงมอบอำนาจ ใหบรรดาธรรมทูตกระทำอัศจรรยไดดวย (บทที่ 8-10) (4) อุป สรรคซึ่ง พระอาณาจั ก รต อ ง เผชิญ เปนสวนหนึง่ ของแผนการของพระ เจาทีว่ า พระอาณาจักรจะมาถึงอยางเงียบๆ ไมเอิกเกริก ดังที่พระเยซูเจาทรงอธิบาย โดยใชเรือ่ งอุปมา (11:1-13:52) (5) พระอาณาจักรเริ่มตนจากบรรดา ศิษยกลุมเล็กๆ ซึ่งมีเปโตรเปนหัวหนา มี กฎสำหรับพระศาสนจักรที่จะตองพัฒนา ตอไป มีกลาวไวในคำแนะนำสำหรับกลมุ คริสตชนในตอนสุดทาย (13:53-18:35) (6) วิกฤตการณของพระอาณาจักรที่ เกิดขึน้ เมือ่ ผนู ำชาวยิวแสดงตนเปนศัตรูตอ พระคริสตเจามากยิ่งขึ้น เปนการเตรียม ทางสำหรับพระอาณาจักรทีจ่ ะมาถึงอยาง ถาวร วิกฤตการณนยี้ งั เปนหัวขอของการ เทศนสอนเรือ่ งอวสานกาล (บทที่ 19-25) (7) การมาถึงของพระอาณาจักร เกิด ขึน้ ผานทางความทุกขและชัยชนะโดยพระ ทรมานและการกลับคืนพระชนมชีพ (บท ที่ 26-28) พระอาณาจั ก รของพระเจ า (ของ “สวรรค” ในมัทธิว) เปนการยืนยันอีกครัง้ หนึ่งวา พระเจาทรงเปนกษัตริยปกครอง มนุษย ซึง่ มารจู กั รับใชและรักพระองคใน ทีส่ ดุ พันธสัญญาเดิมกลาวถึงและเตรียม พระอาณาจักรนี้แลว ดังนั้น มัทธิวซึ่ง


เขียนพระวรสารสำหรับคริสตชนชาวยิว จึงพยายามพิสูจนวา ทุกสิ่งที่กลาวไวใน ธรรมบัญญัติและบรรดาประกาศก “เปน ความจริง” วลีนี้มีความหมายวา ความ หวังของบรรพบุรุษและบรรดาประกาศก ไมเพียงแตสำเร็จลงตามที่คาดหวังเทา นั้น แตยังบรรลุถึงความสมบูรณอีกดวย มั ท ธิ ว ประยุ ก ต ค วามจริ ง ข อ นี้ กั บ พระ บุคคลของพระเยซูเจา เขาอางขอความ จากพันธสัญญาเดิมเพือ่ แสดงวาพระเยซู เจาทรงสืบเชื้อสายมาจากกษัตริยดาวิด (1:1-17) ทรงบังเกิดจากพรหมจารี (1:23) ที่เมืองเบธเลเฮม (2:6) ทรงพำนักใน ประเทศอียิปต ทรงปฏิบัติภารกิจที่เมือง คาเปอรนาอุม (4:14-16) เสด็จเขากรุง เยรูซาเล็มในฐานะพระเมสสิยาห (21: 5,16) มัทธิวยังประยุกตความจริงนี้กับ พระราชกิจของพระเยซูเจาอีกดวย เขา อ า งข อ ความจากพั น ธสั ญ ญาเดิ ม เพื่ อ อธิบายถึงการที่พระเยซูเจาทรงรักษาคน เจ็ บ ป ว ย (11:4 -5) ในที่ สุ ด มั ท ธิ ว ยั ง ประยุกตความจริงนี้กับคำสอนของพระ เยซูเจา คำสอนนี้ “ปรับปรุงธรรมบัญญัติ ใหสมบูรณ” (5:17) พรอมกับยกธรรม บั ญญัติใหมีความหมายสูงกวาเดิมอีก ระดับหนึ่ง (5:21-48; 19:3-9; 16-21) มัทธิวยังยืนยันอยางหนักแนนเชนเดียว กั น ว า พระคั ม ภี ร เ ป น ความจริ ง แม ใ น ความต่ำตอยของพระเยซูเจาและในกิจ การที่มนุษยคิดวาพระองคประสบความ ลมเหลว แผนการของพระเจารวมเหตุ การณตอไปนี้ซึ่งพันธสัญญาเดิมกลาว

35

ไวลว งหนาคือทารกผวู มิ ลถูกประหาร (2: 17ฯ) พระชนมชีพซึ่งไมเปดเผยที่เมือง นาซาเร็ธ (2:23) ความเมตตากรุณาของ “ผูรับใชของพระเจา” (12:17-21; เทียบ 8:17; 11:29; 12:7) บรรดาศิษยจะละทิง้ พระองค (26:31) คาตอบแทนเล็กนอย สำหรับการทรยศ (27:9-10) ทรงถูกจับกุม (26:54) ทรงถูกฝงสามวัน (12:40) พันธ สัญญาเดิมยังทำนายลวงหนาดวยวาชาว ยิวจะไมเชือ่ (13:13 -15) เพราะเขาดือ้ รัน้ ยึ ด มั่ น ในธรรมประเพณี ที่ ม นุ ษ ย ตั้ ง ขึ้ น (15:7-9) พระองคทรงเขาถึงชาวยิวเหลา นีไ้ ดโดยทางอุปมาเทานัน้ (13:14–15, 35) มัทธิวไมใชผูนิพนธพระวรสารสหทรรศน เพียงคนเดียวทีใ่ ชขอ ความจากพันธสัญญา เดิมอางถึงพระคริสตเจา แตเปนคนที่ใช มากที่สุดจนเปนลักษณะเฉพาะของพระ วรสารของเขา พระวรสารของมัทธิวเปน พระวรสารที่ มี สำนวนเซมิ ติ ก มากที่ สุ ด พระวรสารนี้ไมเพียงแตแสดงความสนใจ อยางมากและกลาวถึงรายละเอียดของ ประเพณีปฏิบตั ขิ องชาวยิวอยบู อ ย ๆ เชน เรือ่ งวันสับบาโต เรือ่ งการเขียนขอความ จากพระคั ม ภี ร ใ ส ก ลั ก เล็ ก ๆ คาดไว ที่ ศีรษะ และแขน (phylacteries) เรือ่ งภาษี หนึ่งในสิบ และพิธีชำระตัวเทานั้น แตยัง ใชเทคนิคของชาวยิวในการอธิบายพระ คัมภีร และวิธีการอื่น ๆ ของพวกรับบีใน การโตแยงอีกดวยลักษณะของชาวยิวอีก ประการหนึง่ คือ ความหวงกังวลเรือ่ งการ พิพากษาสุดทาย และการตอบแทนความ ดี ความชัว่ โดยบรรยายปรากฏการณวนุ


วายบนทองฟา ลักษณะความเปนชาวยิว นี้อธิบายความสนใจของมัทธิวที่จะแสดง วาบัญญัติใหมของพระคริสตเจาทำให บัญญัติเดิมสมบูรณและประชากรใหม ของพระเจาเปนผูสืบทอดตอจากอิสราเอลของพันธสัญญาเดิม ซึ่งไดรับเชิญ มารวมงานเลี้ยงของพระเมสสิยาห เปน อันดับแรก แตปฏิเสธคำเชือ้ เชิญนัน้ (23: 34-38; เทียบ 10:5 -6; 23; 15:24) มัทธิว ยังสนใจเรื่องการที่พันธสัญญาเดิม เปน ความจริงในพระคริสตเจา โดยแสดง วา พระเยซูเจาทรงเปนโมเสสคนใหมอยู บ อ ย ๆ พระชนมชี พ ของพระเยซู เ จ า ดำเนินตามรอยชีวิตของโมเสส และทรง เปนผปู ระทานบัญญัตใิ นพันธสัญญาใหม แตมากกวานั้น พระเยซูเจาทรงความ ยิ่งใหญ แมในระหวางที่ทรงพระชนมชีพ อยใู นโลกนี้ พระองคทรงรับการยอมรับวา เปนพระบุตรของพระเจา (14:33; 16:16; 22:2; 27:40,43) เชนเดียวกับทรงเปน โอรสของกษัตริยดาวิด ตั้งแตทูตสวรรคแจงเรื่องการปฏิสนธิ ของพระองคแลวเรารวู า พระองค คือ “พระ เจาสถิตกับเรา” อีกมิตหิ นึง่ ของพระวรสาร ของมั ท ธิ ว คื อ ความสนใจเรื่ อ งหมู ค ณะ เพราะในคำปราศรัยของพระเยซูเจามีบทหนึง่ (บทที่ 18) ซึ่งกลาวถึงพฤติกรรมภายใน หมูคณะโดยเฉพาะ และมัทธิวเนนความ สำคัญของเปโตรในฐานะที่เปนศิลาฐาน ของอิสราเอลใหม (16:18) และของบรรดา ศิษย มัทธิวพยายามงดเวนไมกลาวถึง ถ อ ยคำรุ น แรงที่ พ ระเยซู เ จ า ทรงตำหนิ

36

พวกเขาตามทีม่ าระโกเลา หรืออยางนอย พยายามลดความรุนแรงลง 7. พระวรสารของลูกา คุณสมบัติเดนของพระวรสารฉบับที่ สามเปนผลมาจากบุคลิกภาพทีน่ า รักของ ผแู ตง ซึง่ สะทอนใหเห็นในงานเขียนของ เขาทุกตอนลูกาเปนทั้งนักเขียนที่มีความ สามารถและเปนคนทีม่ จี ติ ใจละเอียดออน และไวตอความรูสึก เขาเขียนพระวรสาร ตามแนวความคิดของตน พยายามรวบ รวมขอมูลที่แนนอนอยางละเอียดถี่ถวน และเลาอยางเปนระเบียบ (1:3) ลูกา เคารพแหล ง ข อ มู ล และเรี ย บเรี ย งเรื่ อ ง ราวอยางมีระเบียบก็จริง แตเขาก็ไมได ดำเนินตามลำดับเวลากอนหลัง มัทธิว และมาระโกก็ทำเชนเดียวกัน ลูกาดำเนิน เรื่องตามลำดับของมาระโกโดยเปลี่ยน แปลงบางเล็กนอย (3:19-20; 4:16-30; 5: 1-11; 6:12-19; 22:31-34) บางครัง้ ลูกา เปลีย่ นแปลงลำดับเพือ่ ใหเรือ่ งราวชัดเจน และตอเนือ่ งมากขึน้ บางครัง้ เปลีย่ นแปลง ลำดับเพราะอิทธิพลของธรรมประเพณี สายอื่น รวมทั้งธรรมประเพณีสายหนึ่งที่ อยูเบื้องหลังพระวรสารของยอหน เรื่อง ราวอื่น ๆ บางเรื่องถูกละไวทั้งหมดดวย เหตุผลตาง ๆ เชน เพราะเปนเรือ่ งทีไ่ มนา สนใจสำหรับผูอานที่ไมใชชาวยิว (มก 9: 11-13) หรือเปนเพราะวาลูกาพบอยูแลว ในหนังสือรวบรวมพระวาจา S (มก 12: 28-34; ดู ลก 10:25-28) หรือโดยเฉพาะ อยางยิง่ เพราะลูกาคิดวาจะเปนการกลาว


ซ้ำโดยไมจำเปน (ขอความยืดยาวของ มก 6:45-8:26) ความแตกตางจากมาระโกที่ เห็นไดชัดเจน ที่สุดคือลูกาสอดแทรกขอ ความยื ด ยาว (ดู 9:51-18:14) ซึ่ ง เรา อธิบายแลววาเปนการรวมพระดำรัสจาก หนังสือรวบรวมพระวาจา S กับขอมูล อื่น ๆ ที่ลูกาพบดวยตนเอง ขอความ สำคัญตอนกลางนี้ใชการเดินทางไปกรุง เยรู ซ าเล็ ม เป น กรอบ (เที ย บการย้ำ ข อ ความใน มก 10:1 เปนสามครั้ง ใน ลก 9:51; 13:22; 17:11) โดยแทจริงขอความ นีไ้ มใชการเลาถึงการเดินทางทีเ่ กิดขึน้ จริง แต ป ระการใด แต เ ป น วิ ธี ห นึ่ ง ที่ ลู ก าใช เพือ่ นำเสนอแนวคิดทางเทววิทยาทีส่ ำคัญ ของเขา นัน่ คือความคิดทีว่ า นครศักดิส์ ทิ ธิ์ เปนเวทีที่พระเจาทรงกำหนดไวลวงหนา สำหรับเหตุการณทจี่ ะนำความรอดพนมา ให (9: 31; 13:33; 18:31; 19:11) เพราะ การประกาศขาวดีแกโลกจะตองเริ่มตน จากกรุงเยรูซาเล็ม (24:47; กจ 1:8) พระ วรสารของเขาจึงเริม่ ตนทีน่ นั่ (1:5ฯ) และ พระวรสารของเขาจะจบลงที่นั่นเชนกัน (24:52ฯ) ลูกาเลาถึงการแสดงพระองค และการสนทนาของพระเยซู เ จ า ผู ท รง กลั บ คื น พระชนมชี พ ว า ไม ไ ด เ กิ ด ขึ้ น ที่ แควนกาลิลี (ดู 24:13-51; และเทียบ 24:6 กับ มก 16:7; มธ 28:7,16-20) 8. ถาเราเปรียบเทียบพระวรสารของ ลูกากับแหลงขอมูลทั้งสองของเขา คือ (1) พระวรสารของมาระโก และ (2) แหลง ขอมูลตาง ๆ ที่อยูเบื้องหลังขอความใน

37

พระวรสารของมัทธิวซึง่ พบไดในพระวรสาร ของลูกาดวย จะเห็นชัดวาลูกาเอาใจใส ปรุงแตงขอความที่เขาไดรับ เขาเปลี่ยน แปลงขอความเหลานี้เพียงเล็กนอย แต ทำใหผลงานของเขามีลกั ษณะเฉพาะของ ตนเอง เขาหลีกเลี่ยงการใชขอความที่ อาจทำใหผอู า นไมพอใจ (8:43; เทียบ มก 5:26 ลูกา ละ มก 9:43-48; 13:32) หรือ ขอความทีค่ ดิ วาผอู า นไมเขาใจ (ลูกา ละ มธ 5:21ฯ, 33ฯ; มก 15:34 ฯลฯ) เขา ละสิ่งที่เปนการเหยียดหยามศักดิ์ศรีของ บรรดาอัครสาวก (มก 4:13; 8:32ฯ; 9: 28ฯ; 14:50) และแกตวั ให (ลก 9:45; 18: 34; 22:45) เขาอธิบายขอความที่เขาใจ ยาก (6:15) และใหความกระจางเกีย่ วกับ ชื่อสถานที่ (4:31; 19:28ฯ, 37; 23:51) ฯลฯ ลักษณะทีป่ ระทับใจมากทีส่ ดุ ของลูกา ประการหนึง่ คือ การบรรยายถึงความออน โยนของพระคริสตเจา เขาพยายามเนน ความรักของพระอาจารยตอ คนบาป (15: 1ฯ,7,10) บันทึกการทีท่ รงใหอภัย (7:3650; 15:11-32; 19:1-10; 23:34,39-43) เปรียบเทียบใหเห็นความแตกตางระหวาง ความออนหวานของพระองคตอ ผตู ่ำตอย และคนยากจน กับความเขมงวดที่ทรง แสดงตอคนหยิ่งยโสและตอผูที่ใชทรัพย สมบัตขิ องตนอยางผิด ๆ (1:51-53; 6:2026; 12:13-21; 14:7-11; 16:15,19-31; 18:9-14) แมจะทรงมีความเขมงวดเชนนี้ คนชัว่ รายทีส่ มควรจะถูกลงโทษจึงยังไมถกู ตัดสินลงโทษจนกวาเวลาแหงความเมตตา


กรุณาจะพนไป (13:6-9; เทียบ มก 11:1214) สิง่ จำเปนเพียงประการเดียวคือการ เปนทุกขกลับใจ การปฏิเสธตนเอง และ ในเรือ่ งนีล้ กู าซึง่ เปนคนออนโยนและผอน ปรน จะไมยอมประนีประนอม แตยืนยัน ใหสละตนอยางเด็ดขาด (14:25-34) โดย เฉพาะตอการสละทรัพยสมบัติ (6:34ฯ; 12:33; 14:12-14; 16:9-13) ขอความอีก กลุมหนึ่งซึ่งพบเฉพาะในพระวรสารของ ลูกาคือขอความเรือ่ งความจำเปนทีจ่ ะตอง อธิษฐานภาวนา (11:1-8; 18; 1-8) ซึง่ พระ เยซูเจาทรงเปนแบบฉบับในเรือ่ งนี้ (3:21; 5:16; 6:12; 9:28) ลูกาเปนผูนิพนธพระ วรสารสหทรรศนเพียง ผูเดียวที่ใหความ สำคัญแกพระจิตเจาแบบทีเ่ ราพบไดในขอ เขียนของเปาโลและในกิจการอัครสาวก (ลก 1:15,35,41,67; 2:25-27; 4:1,14,18; 10:21; 11:13; 24:49) คุณสมบัตเิ หลานี้ รวมกับลักษณะของความชื่นชมยินดีใน พระเจาและการสำนึกในบุญคุณตอพระองค สำหรับพระพรตาง ๆ ที่ไดรับ ปรากฏอยู ทัว่ ไปในพระวรสารของลูกา (2:14; 5:26; 10: 17; 13:17; 18:43; 19:37; 24:51ฯ) และเปนลักษณะที่ทำใหผลงานของลูกา ประสบความสำเร็จสะทอนความใจดีและ ความออนโยนของผูเขียน

38

9. ลีลาการเขียน ภาษากรีกที่มาระโกใชไมสละสลวย สะทอนสำนวนภาษาอาราเมอิคและผิด ไวยากรณบอยครั้ง แตเปนภาษาพูดที่ มีชีวิตชีวาและนาสนใจ ภาษากรีกของ มัทธิวก็สะทอนสำนวนภาษาอาราเมอิค ดวย แตนอ ยกวามาระโก เปนภาษาเขียน และถูกไวยากรณมากกวา ภาษากรีกของ ลูกามีลักษณะผสม เมื่อเขียนโดยไมใช แหล ง ข อ มู ล ภาษากรี ก ของลู ก าเป น ภาษากรี ก ที่ ดี ม าก แต เ พราะความ เคารพต อ แหล ง ข อ มู ล ที่ ใ ช เขาจึ ง คั ด ความบกพรองทางภาษาของแหลงขอมูล เหลานั้นเขามาดวย แมไดขัดเกลาบาง แลวก็ตาม บางครั้งลูกาพยายามอยาง มากที่จะเขียนเลียนแบบภาษากรีกของ พันธสัญญาเดิม (LXX) 10. ลักษณะการแปลสำนวนนี้ การแปลครัง้ นีร้ กั ษาเอกลักษณการเขียน ของผนู พิ นธพระวรสารสหทรรศนแตละคน ไว มงุ จะแสดงรายละเอียดทีเ่ หมือนและที่ แตกตางกัน เพื่อชี้ใหเห็นความสัมพันธ ทางวรรณกรรมของพระวรสารทัง้ สามเทา ที่จะทำได


39

พระวรสารตามคำบอกเลาของ นักบุญมัทธิว

มัทธิว 1:9

I การประสูติและปฐมวัยของพระเยซูเจา ลำดับพระวงศของพระเยซูเจา 1 หนังสือลำดับพระวงศของพระ เยซูคริสตเจา โอรสของกษัตริยด าวิด ผู ทรงสืบตระกูลมาจากอับราฮัมa 2 อับราฮัมเปนบิดาของอิสอัค อิสอัค เปนบิดาของยาโคบ ยาโคบเปนบิดาของ ยูดาหกบั บรรดาพีน่ อ ง 3ยูดาหเปนบิดา ของเปเรศและเศราห มารดาของคนทัง้ สองคือนางทามาร เปเรศเปนบิดาของ เฮสโรน เฮสโรนเปนบิดาของราม 4ราม เปนบิดาของอัมมีนาดับ อัมมีนาดับเปน บิดาของนาโซน นาโซนเปนบิดาของ สัลโมน 5สัลโมนเปนบิดาของโบอาส

1

1

a

มารดาของโบอาสคือนางราหับ โบอาส เปนบิดาของโอเบด มารดาของโอเบด คื อ นางรู ธ โอเบดเป น บิ ด าของเจสซี 6 เจสซีเปนบิดาของกษัตริยด าวิด กษัตริย ดาวิดเปนบิดาของซาโลมอน จากมารดา ซึง่ เคยเปนภรรยาของอูรยี าห 7 ซาโลมอนเปนบิดาของเรโหโบอัม เรโหโบอัมเปนบิดาของอาบียาห อาบียาหเปนบิดาของอาสาb 8อาสาเปนบิดา ของเยโฮซาฟท เยโฮซาฟทเปนบิดา ของโยรัม โยรัมเปนบิดาของอุสซียาห 9 อุสซียาหเปนบิดาของโยธาม โยธาม เปนบิดาของอาหัส อาหัสเปนบิดาของ

มัทธิวใหรายชื่อลำดับพระวงศของพระเยซูเจายอนกลับไปถึงอับราฮัมเทานั้น แตก็ยังกลาว ถึงชื่อของหญิงตางดาวบางคนดวย (ขอ 3, 5, 6) ทั้งนี้เพื่อแสดงวาพระเยซูเจาทรงสืบตระกูลมาจาก บุคคลหลักทีไ่ ดรบั พระสัญญาเกีย่ วกับพระเมสสิยาห คือ อับราฮัม และกษัตริยด าวิด พรอมกับราชวงศ ลำดับพระวงศ ในพระวรสารของลูกามีลักษณะสากลและยอนกลับไปถึงอาดัม ซึ่งเปนตนตระกูล ของมนุษยชาติ ลำดับพระวงศทงั้ สองแบบ จากกษัตริยด าวิดจนถึงโยเซฟมีชอื่ เหมือนกันเพียงสองชือ่ เทานั้น นอกจากนั้น ลำดับพระวงศของมัทธิวมีโครงสรางตายตัวโดยแบงบรรพบุรุษของพระเยซูเจา ออกเปนสามกลุม กลุมละสิบสี่ชื่อ (2 คูณ 7) (ดู 6:9 เชิงอรรถ d) วิธีการนี้ทำใหจำเปนตองละเวน นามของกษัตริยส ามพระองคทอี่ ยรู ะหวางกษัตริยโ ยรัม และอุสซียาห และทำใหตอ งกลาวนามกษัตริย เยโคนียาหสองครั้ง (ขอ 11-12) ทั้งนี้ เพราะชื่อภาษากรีกชื่อเดียว (เยโคนียาห หรือ LXX Ioakim) ใช แปลชือ่ ภาษาฮีบรูไดทงั้ สองชือ่ คือเยโฮยาคิม และเยโฮยาคิน ลำดับพระวงศในมัทธิวและลูกาจบลงที่ โยเซฟผูเปนบิดาของพระเยซูเจาตามนิตินัยเทานั้น เหตุผลก็คือคนโบราณคิดวา การเปนบิดาตาม นิตนิ ยั (โดยการรับเปนบุตรบุญธรรมหรือการใชชอื่ ของผตู ายเปนชือ่ บิดา) ก็เปนการเพียงพอทีถ่ า ยทอด สิทธิของทายาทผูรับมรดก สิทธิในกรณีนี้ก็คือ การสืบเชื้อสายในราชวงศของพระเมสสิยาห มัทธิว กลาวถึงลำดับพระวงศของพระเยซูเจาเปนเรื่องแรกเพื่อแสดงวา พระเยซูเจาทรงเปนเชื้อพระวงศ กษัตริยดาวิด โดยเปนบุตรบุญธรรมของโยเซฟ ตามคำแนะนำของทูตสวรรค b

สำเนาโบราณบางฉบับวา “อาสาฟ”

มธ.


มัทธิว 1:10 40 10 17 เฮเซคียาห เฮเซคียาหเปนบิดาของ ดังนั้น ลำดับพระวงศของพระเยซู c มนัสเสห มนัสเสหเปนบิดาของอาโมน เจาจากอับราฮัมถึงกษัตริยดาวิดมีสิบสี่ อาโมนเปนบิดาของโยสิยาห 11โยสิยาห ชัว่ คน นับจากกษัตริยด าวิดถึงสมัยทีถ่ กู เปนบิดาของเยโคนียาหและพี่นอง ใน กวาดตอนเปนเชลยไปกรุงบาบิโลนมีอกี สมัยถูกกวาดตอนเปนเชลยไปกรุงบาบิโลน สิบสี่ชั่วคน และนับจากสมัยที่ถูกกวาด 12 หลังจากถูกกวาดตอนไปกรุงบาบิโลน ตอนเปนเชลยไปกรุงบาบิโลนถึงพระเยซูเจา แลว เยโคนียาหเปนบิดาของเชอัลทิเอล มีอกี สิบสีช่ วั่ คน เชอั ล ทิ เ อลเป น บิ ด าของเศรุ บ บาเบล 13 เศรุบบาเบลเปนบิดาของอาบียดุ อาบีโยเซฟรับพระเยซูเจา ยุดเปนบิดาของเอลียาคิม เอลียาคิม เปนบุตรบุญธรรม 14 18 เปนบิดาของอาซอร อาซอรเปนบิดา เรื่องราวการประสูติของพระเยซู ของศาโดก ศาโดกเปนบิดาของอาคิม คริสตเจาเปนดังนี้ พระนางมารีย พระ อาคิม เปนบิดาของเอลีอดู 15เอลีอดู เปน มารดาของพระองคหมั้นกับโยเซฟe แต บิดาของเอเลอาซาร เอเลอาซารเปนบิดา กอนที่ทานทั้งสองจะครองชีวิตรวมกัน ของมัทธาน มัทธานเปนบิดาของยาโคบ ปรากฏวาพระนางตัง้ ครรภแลวเดชะพระ 16 ยาโคบเปนบิดาของโยเซฟ พระ จิตเจา 19โยเซฟคหู มัน้ ของพระนางเปนผู สวามีของพระนางมารีย ชอบธรรม ไมตองการฟองหยาพระนาง d พระเยซูเจา ทีข่ านพระนามวา “พระ อย า งเป ด เผย จึ ง คิ ด ถอนหมั้ น อย า ง คริสตเจา” ประสูตจิ ากพระนางมารียผ นู ี้ เงียบๆf 20ขณะที่ โยเซฟกำลังคิดถึงเรือ่ ง c

สำเนาโบราณบางฉบับวา “อาโมส”

d

ตนฉบับภาษากรีก และคำแปลภาษาละตินหลายฉบับชัดเจนกวาวา “โยเซฟซึ่งเปนคูหมั้นของ พระนางพรหมจารีมารีย ผูใหกำเนิดพระเยซูเจา” ยังมีบางฉบับ (เชน Syr.Sin.) เขาใจขอนี้ไม ถูกตอง แปลวา “โยเซฟซึ่งเปนคูหมั้นของพระนางพรหมจารีมารีย เปนบิดาของพระเยซูเจา” e

การหมั้นตามธรรมเนียมชาวยิวมีผลทำใหคูหมั้นฝายชายเรียกไดวาเปน “สามี” และจะพนจาก พันธะนี้ไดก็โดยการฟองหยาเทานั้น (ขอ 19) f

แปลตรงตัววา “สงเธอกลับไปอยางเงียบ ๆ” อาจเปนเพราะวาโยเซฟเปนผูชอบธรรม และไม ตองการรับบุตรของชายทีเ่ ขาไมรจู กั มาเปนบุตรของตน หรืออธิบายไดอกี อยางหนึง่ วา เขาไมดำเนินการ ตามขัน้ ตอนตอไปของพิธแี ตงงาน เพราะมีความเคารพตอธรรมล้ำลึกทีพ่ ระนางมารียเ ปนพระมารดา ของพระเมสสิยาห จึงตองไดรบั คำแนะนำจากทูตสวรรควา พระเจาปรารถนาใหเขารับพระนางมาเปน ภรรยา


41

นี้อยู ทูตสวรรคขององคพระผูเปนเจา ก็ ม าเข า ฝ นh กลาววา “โยเซฟ โอรส กษัตริยดาวิด อยากลัวที่จะรับมารียมา เปนภรรยาของทานเลย เพราะเด็กที่ ปฏิสนธิในครรภของนางนั้นมาจากพระ จิตเจา 21นางจะใหกำเนิดบุตรชาย ทาน จงตัง้ ชือ่ บุตรนัน้ วาเยซูi เพราะเขาจะชวย ประชากรของเขาใหรอดพนจากบาป” 22 เหตุการณนี้เกิดขึ้นเพื่อพระดำรัสของ องคพระผูเปนเจาที่ตรัสผานประกาศกj จะเปนความจริงวา

g

มัทธิว 1:25 “หญิงพรหมจารีจะตัง้ ครรภ และจะคลอดบุตรชาย ซึง่ จะไดรบั นามวา “อิมมานูเอล” แปลวา พระเจาสถิตกับเรา” 24เมื่อ โยเซฟตื่นขึ้น เขาก็ทำตามที่ทูตสวรรค ขององคพระผเู ปนเจาสัง่ ไว คือรับภรรยา มาอยูดวย 25แตเขามิไดมีความสัมพันธ ฉั น สามี ภ รรยากั บ นาง ต อ มานางให กำเนิดkบุตรชาย โยเซฟตัง้ ชือ่ กุมารนัน้ วา เยซู 23

g

คำวา “ทูตสวรรคขององคพระผูเปนเจา” ในพระคัมภีรตอนแรก ๆ (ปฐก 16:7 เชิงอรรถ c) หมาย ถึง พระยาหเวหพระองคเอง เมือ่ คำสอนเกีย่ วกับทูตสวรรคไดพัฒนาขึน้ (ดู ทบต 5:4 เชิงอรรถ b) ความแตกตางระหวางพระเจากับทูตสวรรคกช็ ดั เจนขึน้ ทูตสวรรคมหี นาทีเ่ ปนผสู อื่ สารของพระเจา ดังจะเห็นไดในเรื่องปฐมวัยของพระเยซูเจา (มธ 1:20,24; 2:13,19; ลก 1:11; 2:9 และ มธ 28:2; ยน 5:4; กจ 5:19; 8:26; 12:7,23) เชนเดียวกับในพันธสัญญาเดิม (บสร 34:1 เชิงอรรถ a) พระเจาแสดงพระประสงคของพระองคใน ความฝน (มธ 2:12, 13, 19, 22; 27:19 เทียบ กจ 16:9; 18:9; 23:11; 27:23 และการทีอ่ านาเนียและ เปาโลเห็นภาพนิมิตใน กจ 9:10ฯ, โครเนลีอัสและเปโตร ใน 10:3ฯ,11ฯ) h

i

“เยซู” (ฮีบรูวา “เยโฮชูวา”) แปลวา “พระยาหเวหทรงชวยใหรอดพน”

“ตามพระดำรัสขององคพระผเู ปนเจาทีต่ รัสผานประกาศก” สูตรนีห้ รือทีค่ ลายๆ กันพบไดบอ ยใน มธ 2:15, 17, 23; 8:17; 12:17; 13:35; 21:4; 26:54, 56; 27:9 และ 3:3; 11:10; 13:14 ดวย ตั้งแตใน พันธสัญญาเดิมแลว มาตรการเพื่อตัดสินวาผูใดเปนประกาศกแทหรือประกาศกปลอม ก็คือคำพูด ของเขาสำเร็จไปจริงหรือไม (ฉธบ 18:20-22 เชิงอรรถ f) ตามทัศนะของพระเยซูเจา และของบรรดา ศิษย พระเจาทรงเผยแผนการของพระองคโดยพระวาจาและการกระทำ พันธสัญญาใหมใชวิธีการ อธิบายพระคัมภีรตามที่ชาวยิวในสมัยนั้นนิยมใช เพื่อแสดงวาแผนการของพระเจาสำเร็จไปในองค พระเยซูเจา โดยชีใ้ หเห็นวารายละเอียดในพระชนมชีพของพระเยซูเจาสอดคลองกับขอความทีเ่ ขียนไว ในพันธสัญญาเดิม (ยน 2:22 ; 20:9 ; กจ 2:23 เชิงอรรถ o, 31, 34-35 ; 3:24 เชิงอรรถ s ; รม 15:4 ; 1คร 10:11 ; 15:3-4 ; 2คร 1:20 ; 3:14-16) j

แปลตามตัวอักษรวา “จนกระทัง่ นางไดใหกำเนิดบุตรชาย” ขอความนีไ้ มคำนึงถึงเหตุการณหลัง การประสูติของพระเยซูเจา ขอความนี้ในตัวเองไมยืนยันและไมปฏิเสธความเปนพรหมจารีเสมอไป ของพระนางมารีย ความจริงเรือ่ งพระนางมารียเ ปนพรหมจารีเสมอไปนี้ สรุปไดจากพระวรสารตอนอืน่ และจากธรรมประเพณีของพระศาสนจักร การที่โยเซฟตั้งชื่อเด็กหมายความวา โยเซฟยอมรับกุมาร นั้นเปนบุตรของตน สวนเรื่อง “พี่นองของพระเยซูเจา” (ดู 12:46 เชิงอรรถ o) k


มัทธิว 2:1 42 a โหราจารยมาเฝาพระกุมาร ประกาศกเขียนไววา 1 6 b ในรัชสมัยกษัตริยเฮโรด พระ “เมืองเบธเลเฮม ดินแดนยูดาห เยซูเจาประสูตทิ เี่ มืองเบธเลเฮมในแควน เจามิใชเล็กทีส่ ดุ ในบรรดาหัวเมือง ยูเดีย โหราจารยบางทานจากทิศตะวัน แหงยูดาห 2 c ออก เดินทางมายังกรุงเยรูซาเล็ม สืบ เพราะผนู ำคนหนึง่ จะออกมาจากเจา ถามวา “กษัตริยช าวยิวทีเ่ พิง่ ประสูตอิ ยทู ี่ ซึ่งจะเปนผูนำอิสราเอลประชากร ใด พวกเราไดเห็นดาวประจำพระองค ของเรา” 7 ขึ้น จึงพรอมใจกันมาเพื่อนมัสการพระ ดังนั้น กษัตริยเฮโรดทรงเรียกบรรดา 3 องค” เมือ่ กษัตริยเ ฮโรดทรงทราบขาวนี้ โหราจารยมาเฝาเปนการสวนพระองค พระองคทรงวนุ วายพระทัย ชาวกรุงเยรู- ทรงซักถามถึงวันเวลาทีด่ าวปรากฏ 8แลว ซาเล็มทุกคนตางก็วนุ วายใจไปดวย 4พระ ทรงใชบรรดาโหราจารยไปทีเ่ มืองเบธเลองคทรงเรียกประชุมบรรดาหัวหนาสมณะ เฮม ทรงกำชับวา “จงไปสืบถาม เรือ่ งพระ และธรรมาจารยd ตรัสถามเขาวา “พระ กุมารอยางละเอียด และเมือ่ พบพระกุมาร คริสตจะประสูติที่ใด” 5เขาจึงทูลตอบวา แลว จงกลับมาบอกใหเรารู เราจะไดไป “ในเมืองเบธเลเฮม แควนยูเดีย” เพราะ นมัสการพระองคดว ย” 9เมือ่ บรรดาโหรา

2

2

ในบททีห่ นึง่ มัทธิวนำเสนอพระเยซูเจาในฐานะโอรสของกษัตริยด าวิด และพระบุตรของ พระเจา ในบทที่สองนี้ ทานเกริ่นใหเราทราบถึงพระภารกิจของพระองคในการชวยกูคนตางชาติให รอดพน บรรดาโหราจารยผูแทนคนตางชาติเหลานี้ไดรับเรียกมาหาแสงสวางของพระองค (ขอ 1-12) พระเยซูเจาจะตองรับทุกขทรมานเชนเดียวกับประชากรของพระองค คือตองหนีไปประเทศอียปิ ต (ขอ 13-15) ตองเปนเชลยอีกครั้งหนึ่ง (ขอ 16-18) ชนที่เหลือสวนนอยจะกลับมาอยางต่ำตอย (ขอ 19-23 ดู 23 เชิงอรรถ l) มัทธิวนำเรือ่ งราวจากพระคัมภีรเ หลานี้ (midrash) เลาเหตุการณทเี่ กิดขึน้ ในปฐมวัย ของพระเยซูเจาสะทอนใหคิดถึงปฐมวัยของโมเสส เพื่อสอนความจริงเดียวกันกับที่ลูกาสอน โดยใช คำทำนายของสิเมโอน (ลก 2:34 เชิงอรรถ l ) b “ในรัชสมัยกษัตริยเ ฮโรด” ราวปที่ 5 หรือ 4 กอนคริสตศักราช เฮโรดเปนกษัตริยป กครองแควน ยูเดีย อิดูเมอา และแควนสะมาเรีย ตั้งแตป 37-4 กอนคริสตศักราช (ดู ลก 2:2 เชิงอรรถ b) c เรือ่ งเลาทำนองนี้ มักจะใชถอ ยคำกวาง ๆ ไมเจาะจง ทิศตะวันออกมักจะถูกใชเปนแหลงทีม่ าของ นักดาราศาสตร เชน โหราจารยเหลานี้ d “ธรรมาจารย” เรียกอีกอยางวา “อาจารยกฎหมาย” (ลก 5:17 กจ 5:34) หรือ “นักกฎหมาย” (ลก 7:30 ; 10:25 ฯลฯ) บทบาทของธรรมาจารย คืออธิบายความหมายของพระคัมภีร โดยเฉพาะอยางยิง่ ธรรมบัญญัติของโมเสสเพื่อกำหนดขอปฏิบัติสำหรับชีวิตประจำวันของชาวยิว (ดู อสร 7:6 เชิงอรรถ c ; บสร 39:2 เชิงอรรถ b) บทบาทนีท้ ำใหพวกธรรมาจารยไดรบั เกียรติและมีอทิ ธิพลในหมปู ระชาชน ธรรมาจารยสวนใหญมาจากชาวฟาริสี แตไมใชทุกคน (3:7 เชิงอรรถ f) ธรรมาจารยพรอมกับบรรดา หัวหนาสมณะและผูอาวุโสรวมเปนสภาสูงสุดของชาวยิว หรือ “สภาซันเฮดริน” a


43

จารยไดฟง พระดำรัสแลว ก็ออกเดินทาง ดาวทีเ่ ขาเห็นทางทิศตะวันออกปรากฏอีก ครัง้ หนึง่ นำทางใหและมาหยุดนิง่ อยเู หนือ สถานที่ประทับของพระกุมารe 10เมื่ อ เห็นดาวอีกครัง้ หนึง่ บรรดาโหราจารยมี ความยินดียงิ่ นัก 11เขาเขาไปในบาน พบ พระกุมารกับพระนางมารียพระมารดา จึงคุกเขาลงนมัสการพระองค แลวเปด หีบสมบัตินำทองคำ กำยาน และมด ยอบfออกมาถวายพระองค 12แตพระเจา ทรงเตือนเขาในความฝนมิใหกลับไปหา กษัตริยเฮโรด เขาจึงกลับไปบานเมือง ของตนโดยทางอืน่ พระกุมารเสด็จหนีไปประเทศอียปิ ต ทารกผบู ริสทุ ธิถ์ กู ประหาร 13 เมื่อบรรดาโหราจารยกลับไปแลว

มัทธิว 2:16 ทูตสวรรคขององคพระผเู ปนเจามาเขาฝน โยเซฟ กลาววา “จงลุกขึน้ พาพระกุมาร และพระมารดาหนีไปประเทศอียปิ ต และ จงอยทู นี่ นั่ จนกวาเราจะบอกทาน เพราะ กษัตริยเฮโรดกำลังสืบหาพระกุมารเพื่อ จะประหารชีวิต” 14โยเซฟจึงลุกขึ้นพา พระกุมารและพระมารดาออกเดินทางไป ประเทศอียิปตในคืนนั้น 15และอยูที่นั่น จนกระทัง่ กษัตริยเ ฮโรดสิน้ พระชนม ทัง้ นี้ เพือ่ ใหพระดำรัสขององคพระผเู ปนเจาที่ ตรัสทางประกาศกเปนความจริงวา “เราเรียกบุตรของเรามาจาก ประเทศอียิปต”g 16 เมือ่ กษัตริยเ ฮโรดทรงเห็นวาพระองค ถูกบรรดาโหราจารยhหลอก ก็กริว้ ยิง่ นัก จึงทรงสั่งใหประหารเด็กชายทุกคน ที่มี อายุตงั้ แตสองขวบลงมาในเมืองเบธเลเฮม

แนนอนวาผูนิพนธพระวรสารคิดวาดาวนี้ขึ้นอยางอัศจรรย เราไมจำเปนตองหาหลักฐานทาง วิชาการมาอธิบายปรากฏการณนี้ (เทียบ กดว 24:17) มีการบันทึกวาเมือ่ บุคคลสำคัญอืน่ ๆ บังเกิดมา ก็มีดาวปรากฏขึ้นดวยเชนกัน e

“ทองคำ กำยาน และมดยอบ” เปนของมีคาและเครื่องหอมจากประเทศอะราเบีย (ยรม 6:20, อสค 27:22) บรรดาปตาจารยเขาใจวา ทองคำ เปนสัญลักษณหมายถึงการเปนกษัตริย กำยาน หมายถึง การเปนพระเจา และมดยอบ หมายถึงการรับทรมานของพระเยซูเจา การถวายบังคมของ บรรดาโหราจารย ทำใหถอ ยคำของประกาศกทีว่ า ประชาชาติจะมานมัสการพระเจาแหงอิสราเอลเปน ความจริง (เทียบ กดว 24:17 สดด 72:10-15 อสย 49:23; 60:5ฯ) ขอความเหลานี้ถือวาเปน พระเมสสิยาห การทีค่ นตางชาติยอมรับวาพระเยซูเจาเปนพระเมสสิยาหจงึ ตรงกันขามกับการทีช่ าวยิว ซึ่งมีกษัตริยเฮโรดเปนผูแทน ไดปฏิเสธไมยอมรับพระองค f

“บุตร” ตามความหมายของประกาศกโฮเชยาหมายถึง ประชากรอิสราเอล แต มธ ใชคำวา “บุตร” ในที่นี้ หมายถึง พระเมสสิยาห g

ในขอเขียนของบรรดารับบียังเลาเกี่ยวกับโมเสสที่คลายกับเรื่องนี้วา เมื่อกษัตริยฟาโรหไดทรง ทราบขาวโดยนิมิตจากโหรวามีเด็กชายคนหนึ่งเกิดมา ไดทรงสั่งใหประหารทารกแรกเกิดเพศชาย ทุกคน h


มัทธิว 2:17 44 17 และบริเวณใกลเคียง ดังนี้ พระดำรัส โยเซฟในประเทศอียปิ ต 20กลาววา “จงลุก ที่ ต รั ส ไว โ ดยประกาศกเยเรมี ยiก็ เ ป น ขึน้ พาพระกุมารและพระมารดากลับไป แผนดินอิสราเอล เพราะผูที่ตองการฆา ความจริงวา 18 พระกุมารตายแลว” 21โยเซฟจึงลุกขึน้ พา “มีผไู ดยนิ เสียงในหมบู า นรามาห เปนเสียงรองไหและคร่ำครวญ พระกุมารและพระมารดากลับไปแผนดิน อยางขมขืน่ อิสราเอล 22แตเมื่อรูวาอารเคลาอัสjขึ้น นางราเคลรองไหอาลัยถึงบรรดาบุตร ครองราชยเปนกษัตริยใ นแควนยูเดีย สืบ นางไมยอมรับคำปลอบโยนใด ๆ ตอจากกษัตริยเ ฮโรดพระบิดา โยเซฟก็ เพราะบุตรเหลานัน้ ไมอยแู ลว” กลัวที่จะไปที่นั่น และเมื่อพระเจาทรง เตือนเขาในความฝนเขาจึงกลับไปยังแควน กาลิ ลีk 23ไปอาศัยอยูในเมืองหนึ่งชื่อ พระกุมารเสด็จกลับจาก นาซาเร็ธ ทัง้ นี้ เพือ่ ใหพระดำรัสทีต่ รัส ประเทศอียปิ ตไปเมืองนาซาเร็ธ ทางประกาศกเปนความจริงวา 19 หลังจากกษัตริยเฮโรดสิ้นพระชนม “พระองคจะไดรับพระนามวา ทูตสวรรคขององคพระผเู ปนเจามาเขาฝน ชาวนาซาเร็ธl”

ในความหมายดั้งเดิม ขอความตอนนี้หมายความวานางราเคล ซึ่งเปนบรรพชน ไดรองไหถึง ประชาชนจากตระกูลเอฟราอิม มนัสเสห และเบนยามินซึ่งถูกชาวอัสซีเรียประหารชีวิตหรือจับเปน เชลย มัทธิวประยุกตเหตุการณนี้กับทารกชาวเบธเลเฮม อาจเปนเพราะวาธรรมประเพณีสายหนึ่ง คิดวา หลุมฝงศพของนางราเคลตั้งอยูใกลเมืองเบธเลเฮม (ปฐก 35:19ฯ) i

อารเคลาอัสเปนโอรสของกษัตริยเฮโรดจากนาง Malthace (เชนเดียวกับเฮโรด อันทิปาส) เปน ผูปกครองแควนยูเดียตั้งแต 4 ก.ค.ศ. ถึง ค.ศ. 6 j

k

แควนกาลิลีอยูในปกครองของกษัตริยเฮโรด อันทิปาส (ดู ลก 3:1 เชิงอรรถ c)

“ชาวนาซาเร็ธ” แปลคำภาษากรีกวา Nazoraios ซึ่งเปนคำที่มัทธิว ยอหน และหนังสือกิจการ อัครสาวกใช สวนมาระโกใชคำวา Nazarenos (ชาวนาซาเร็ธ) ลูกาใช Nazaraios และ Nazarenos ทัง้ สองคำนีเ้ ปนการแปลคำคุณศัพทภาษาอาราเมอิก “Nasraya” ซึง่ เปนคำทีม่ าจากชือ่ เมืองนาซาเร็ธ (nasrat) เมือ่ คำนีใ้ ชกบั พระเยซูเจา เปนคำทีบ่ อกภูมลิ ำเนาของพระองค (26:69, 71) ตอมาภายหลัง คำนี้หมายถึงบรรดาศิษยของพระองค (กจ 24:5) คำนี้ใชกันทั่วไปในแวดวงชาวยิว สวนในแวดวง ชาวกรีก โรมัน มักใชคำวา “คริสตชน” (กจ 11:26) ขอความทีม่ ทั ธิวกลาวถึงนีเ้ ราไมทราบแนวา มัทธิว อางถึงประกาศกทานใด อาจเปนการอางถึงคำวา “nazir” ใน วนฉ 13:5,7 ก็เปนได l


มัทธิว 3:6

45

II การประกาศพระอาณาจักรสวรรค ก. เรือ่ งเลา

การเทศนสอนของยอหน ผูทำพิธีลาง 1 ในครัง้ นัน้ a ยอหน ผทู ำพิธลี า งมา ประกาศสอนในถิน่ ทุรกันดารแหงยูเดียb 2 ยอหนกลาววา“จงกลับใจเถิดcอาณาจักร สวรรคdอยูใกลแลว” 3ยอหนผูนี้คือผูที่ ประกาศกอิสยาหไดกลาวถึงวา คนคนหนึง่ รองตะโกนในถิน่ ทุรกันดารวา “จงเตรียมทางขององคพระผเู ปนเจา

3

3

จงทำทางเดินของพระองคใหตรงเถิด” ยอห น นุ ง ห ม ด ว ยผ า ขนอู ฐ มี ส าย หนังรัดเอว กินตัก๊ แตนและน้ำผึง้ ปาเปน อาหาร 5 ประชาชนจากกรุงเยรูซาเล็ม จากทัว่ แควนยูเดีย และจากทั่วเขตแมน้ำจอรแดนพากันไปพบเขา 6รับพิธลี า งจากเขา ในแมน้ำจอรแดนโดยสารภาพบาปของ ตนe 4

“ในครั้งนั้น” แปลตามตัวอักษรวา “ในวันเหลานั้น” เปนสูตรที่ใชบอย ๆ เพื่อเชื่อมความให ตอเนือ่ งกันเทานัน้ b แควนยูเดียเปนดินแดนแหงแลง มีเนินเขาอยทู วั่ ไป มีอาณาบริเวณตัง้ แตสนั เขาภาคกลางของ ปาเลสไตน ลงไปถึงลุมแมน้ำจอรแดนและทะเลแดง c “กลับใจ” ภาษากรีกวา Metanoia หมายถึงการละทิ้งบาป เปนทุกขเสียใจ ความเสียใจที่ได ประพฤติผิดในอดีตมักจะมี “การกลับใจ” ตามมา เมื่อมนุษยหันมาหาพระเจาและเริ่มชีวิตใหม คำวา “กลับใจ” (Metanoia) นี้ หมายถึงลักษณะสองประการของการเปลีย่ นแปลงจิตใจ ละทิง้ บาปหันมาหา พระเจา (ดู กจ 2:38 เชิงอรรถ x ; 3:19 เชิงอรรถ n) การเปนทุกขถึงบาปและการกลับมาหาพระเจา เปนเงื่อนไขที่จำเปนเพื่อรับความรอดพนที่พระอาณาจักรของพระเจานำมาให ยอหนผูทำพิธีลาง เชิญชวนใหเปนทุกขถึงบาป (เทียบ กจ 13:24; 19:4) และพระเยซูเจาจะเชิญชวนเชนเดียวกัน (มธ 4:17 //; ลก 5:32; 13:3, 5) บรรดาศิษย (มก 6:12 ; ลก 24:47) และเปาโล (กจ 20:21 ; 26:20) ก็จะ เชิญชวนเชนเดียวกันดวย d “อาณาจักรสวรรค” แทนที่จะใช “พระอาณาจักรของพระเจา” (ดู 4:17 เชิงอรรถ f) วลีนี้เปน ของมัทธิวโดยเฉพาะ สะทอนใหเห็นวาชาวยิวไมกลาออกพระนามของพระเจาโดยตรง จึงใชคำอื่น (เชน สวรรค) แทน e “พิธีลาง” คือการจุมตัวลงในน้ำ เปนกิจการที่เปนสัญลักษณหมายถึงการชำระใหบริสุทธิ์หรือ การเกิดใหม เปนพิธีที่รูจักกันดีในสมัยโบราณและในศาสนายิว (เชน พิธีลางผูเขาศาสนายิว และพิธี ชำระตนของพวกเอสเซน) พิธีลางของยอหน แมจะคลายกับพิธีดังกลาวนี้ ก็แตกตางดวยเหตุผล สามประการ คือ 1. พิธีลางของยอหนเนนการชำระดานจิตใจและความประพฤติ มิใชเปนเพียงพิธี ภายนอกเทานัน้ (3:2, 6, 8, 11; ลก 3:10-14) 2. พิธลี า งของยอหนรับไดเพียงครัง้ เดียว และเพราะเหตุนี้ จึงเปนพิธเี ขาจารีต 3. พิธลี า งของยอหนเปนการเตรียมผรู บั ใหคอยรับเสด็จพระเมสสิยาหซงึ่ จะเสด็จ มาในวาระสุดทาย ดังนัน้ ผรู บั พิธลี า งนีจ้ งึ เปนกลมุ ชนทีจ่ ะเขาเปนประชากรของพระเมสสิยาห (3:2,11; ยน 1:19-34) พระเยซูเจาองคเดียวเทานั้น มิใชยอหน จะทำพิธีลางเดชะพระจิตเจา (3:7, 10-12) a


มัทธิว 3:7 46 7 f g เมือ่ ยอหนเห็นชาวฟาริสี และสะดูสี ตนใดที่ไมเกิดผลดีจะถูกโคนและโยนใส หลายคนมารับพิธีลาง จึงกลาววา “เจา ไฟ 11ขาพเจาใชน้ำทำพิธลี า งใหทา นทัง้ สัญชาติงรู า ย ผใู ดแนะนำเจาใหหนีการ หลาย เพือ่ ใหสำนึกผิดกลับใจ แตผทู จี่ ะ ลงโทษทีก่ ำลังจะมาถึงh 8จงประพฤติตน มาภายหลังขาพเจา ทรงอำนาจยิ่งกวา ใหสมกับทีไ่ ดกลับใจแลวเถิด 9อยาอวด ขาพเจา และขาพเจาไมสมควรแมแต อางเองวา “เรามีอบั ราฮัมเปนบิดา” ขาพ จะถือรองเทาของเขา เขาจะทำพิธีลาง เจาบอกทานทั้งหลายวา พระเจาจะทรง ใหทานเดชะพระจิตเจาและไฟi 12เขา บันดาลใหกอนหินเหลานี้กลายเปนลูก กำลังถือพลั่วอยูแลว จะชำระลานนวด หลานของอับราฮัมก็ได 10บัดนี้ ขวาน ขาวใหสะอาด จะรวบรวมขาวใสยงุ สวน กำลังจออยูที่รากของตนไมแลว ตนไม ฟางนัน้ จะเผาทิง้ ในไฟที่ ไมรดู บั ”j ดูเหมือนวาศิษยของพระเยซูเจายังทำพิธลี า งของยอหนตอไป (ยน 4:1-2) จนกระทัง่ พระเยซูเจาทรง เปลี่ยนแปลงพิธีใหเปนศีลลางบาป (มธ 28:19; กจ 1:5 เชิงอรรถ f; รม 6:4 เชิงอรรถ a) f “ชาวฟาริสี” เปนนิกายหนึ่งในศาสนายิว ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติอยางเครงครัด แตการยึดมั่น จนเกินไปตอธรรมประเพณีของบรรดาอาจารยซึ่งรับสืบทอดกันมาดวยปากเปลา ทำใหพวกเขา พิจารณาการกระทำทุกชนิดอยางจุกจิกเกินไป ทาทีอสิ ระของพระเยซูเจาตอธรรมบัญญัติ การทีท่ รง คบหาสมาคมกับคนบาป ทำใหชาวฟาริสีตอตานพระองคอยางหลีกเลี่ยงไมไดซึ่งเราเห็นไดชัดจาก หลายตอนในพระวรสาร โดยเฉพาะอยางยิง่ ใน มธ 9:11//; 12:2//, 14//, 24; 15:1// และ 16:1//, 6//; 19:3//; 21:45; 22:15//, 34, 41; 23//; ลก 5:21; 6:7; 15:2; 16:14ฯ; 18:10ฯ; ยน 7:32; 8:13; 9:13ฯ ; 11:47ฯ ถึงกระนั้นพระเยซูเจาก็ยังทรงเปนมิตรกับชาวฟาริสีบางคน (ลก 7:36 เชิงอรรถ f; ยน 3:1) บรรดาศิษยของพระเยซูเจาถือวาชาวฟาริสเี ปนพันธมิตรสกู บั ชาวสะดูสี (กจ 23:6-10) เราตอง ยอมรับวา ชาวฟาริสมี คี วามกระตือรือรนในการปฏิบตั ศิ าสนา (เทียบ รม 10:2) และมีความจริงใจ (กจ 5:34ฯ) เปาโลเองก็ภูมิใจที่แตกอนเคยเปนชาวฟาริสี (กจ 23:6; 26:5; ฟป 3:5) g “ชาวสะดูสี” เปนอีกนิกายหนึ่งในศาสนายิว มีแนวความคิดตรงขามกับแนวคิดของชาวฟาริสี ชาวสะดูสีไมยอมรับประเพณีใด ๆ ที่ไมมีบันทึกไวในธรรมบัญญัติที่เขียนเปนลายลักษณอักษร (ดู กจ 23:8 เชิงอรรถ c) ชาวสะดูสีสวนใหญมาจากตระกูลหัวหนาสมณะ มีความเลื่อมใสในศาสนา นอยกวาชาวฟาริสี และเขาไปเกีย่ วของกับการเมืองมากกวา ชาวสะดูสมี คี วามขัดแยงกับพระเยซูเจา ดวย (16:1, 6; 22:23ฯ) และกับบรรดาศิษยของพระองค (กจ 4:1 เชิงอรรถ a; 5:17) h หมายถึงการลงโทษในวันของพระยาหเวห (อมส 5:18 เชิงอรรถ m) ซึง่ จะเปนการเริม่ ตนของยุค พระเมสสิยาห i ในพันธสัญญาเดิม ไฟเปนธาตุทชี่ ำระใหบริสทุ ธิ์ มีความละเอียดออนและประสิทธิภาพดีกวาน้ำ ใชเปนสัญลักษณหมายถึงการที่พระเจาทรงแทรกเขามาในประวัติศาสตรของมนุษยชาติ และเปน สัญลักษณของพระจิตเจาผทู รงชำระจิตใจมนุษย (ดู บสร 2:5; อสย 1:25; ศคย 13:9; มลค 3:2-3) j “ไฟทีไ่ มรดู บั ” คือไฟนรก ซึง่ จะเผาไหมสงิ่ ทีไ่ มสามารถชำระใหบริสทุ ธิไ์ ดตลอดไป (ยดธ 16:17; สดด 21:9; บสร 7:17; อสย 66:24; ศฟย 1:18)


พระเยซูเจาทรงรับพิธลี า ง เวลานั้น พระเยซูเจาเสด็จมาจาก แควนกาลิลถี งึ แมน้ำจอรแดน เพือ่ รับพิธี ลางจากยอหน 14ยอหนพยายามชักชวน พระองคใหเปลีย่ นพระทัย เขากลาววา “ขาพเจาควรจะรับพิธีลางจากทาน แต ทานกลับมาพบขาพเจา” 15พระเยซูเจา ตรัสตอบวา “เวลานี้ ปลอยใหเปนเชนนี้ กอน เพราะเราควรจะทำทุกอยางตาม 13

47

มัทธิว 3:17 พระประสงคของพระเจา” ยอหนจึงยอม ทำตาม 16 เมื่อพระเยซูเจาทรงรับพิธีลางแลว เสด็จขึ้นจากน้ำ ทันใดนั้นทองฟาเปด ออกl พระองคทอดพระเนตรเห็นพระจิต ของพระเจาเสด็จลงมาเหนือพระองคดุจ นกพิราบm 17และมีเสียงจากสวรรคกลาว วา “ผูนี้เปนบุตรสุดที่รักของเรา เปนที่ โปรดปรานของเรา”n k

คำถามของยอหนผูทำพิธีลางแสดงใหเห็นวาการรับพิธีลางของพระเยซูเจาเปนปญหาสำหรับ คริสตชนสมัยแรก เพราะในกรณีนี้ ผใู หญถอ มตนลงต่ำกวาผนู อ ย คำตอบของพระเยซูเจาชีใ้ หเห็นวา จำเปนตองทำเชนนีเ้ พือ่ ปฏิบตั ติ ามแผนการกอบกขู องพระเจาใหสำเร็จบริบรู ณไป บางทีพระเจาทรง ปรารถนาใชพธิ นี เี้ พือ่ ทำใหพระเมสสิยาหเขาเปนสมาชิกของประชากรในยุคสุดทาย (ดู 1:22 เชิงอรรถ j; 3:6 เชิงอรรถ e) l สำเนาโบราณบางฉบับเพิ่มคำวา “แกพระองค” หมายความวา “ตอหนาพระองค” m พระจิตของพระเจาซึ่งอยูเหนือน้ำในการสรางโลก (ปฐก 1:2) ขณะนี้ทรงแสดงองคอีกครั้งใน การสรางใหม ทรงเจิมพระเยซูเจาใหประกอบภารกิจของพระเมสสิยาห (กจ 10:38) คือพระจิตเจาทรง เปนผูนำพระองคใหประกอบภารกิจนี้ (มธ 4:1ฯ;12:18, 28; ลก 4:14, 18; 10:21) ในพระวรสารของ มาระโก การเห็นนกพิราบและไดยนิ เสียงจากสวรรค เขาใจวาเปนประสบการณภายในของพระเยซูเจา แตในพระวรสารของมัทธิวปรากฏการณนี้เปนเหตุการณภายนอก ทุกคนที่นั่นไดยินเสียง n จุดประสงคของประโยคนีค้ อื ประกาศวาพระเยซูเจาทรงเปนผรู บั ใชทปี่ ระกาศกอิสยาหกลาวถึง แตการใชคำวา “บุตร” แทนคำวา “ผูรับใช” (คำภาษากรีก pais มีความหมายทั้งสอง) เนนใหเห็น วาพระเยซูเจาทรงมีความสัมพันธพเิ ศษกับพระบิดาเจา ในฐานะทีเ่ ปนพระบุตรทีไ่ ดรบั การเจิม (ดู 4:3 เชิงอรรถ d) ในวรรณคดีของชาวยิว เสียงจากสวรรคเปนวิธีแสดงวาพระเจาทรงมอบอำนาจสอนให แกอาจารย k


มัทธิว 4:1 48 2 พระเยซูเจาทรงถูกทดลอง เมื่อทรงอดอาหารสี่สิบวันสี่สิบคืน a ในถิน่ ทุรกันดาร แลวทรงหิว 3ปศาจผูประจญจึงเขามา 1 เวลานัน้ พระจิตเจาbทรงนำพระ ใกล ทูลวา “ถาทานเปนบุตรพระเจาd เยซูเจาไปในถิน่ ทุรกันดาร เพือ่ ใหปศ าจc จงสัง่ กอนหินเหลานีใ้ หกลายเปนขนมปง มาทดลองพระองค เถิด” 4แตพระองคตรัสตอบวา “มีเขียนไว ในพระคัมภีรวา

4

4

พระจิตเจาทรงนำพระเยซูเจาไปในถิ่นทุรกันดารเปนเวลาสี่สิบวันเพื่อทดลอง เชนเดียว กับที่ชาวอิสราเอลอยูในถิ่นทุรกันดารสี่สิบป (ฉธบ 8:2, 4 และ กดว 14:34) โดยการอางขอความจาก พระคัมภีร จะเห็นไดวา ทัง้ พระเยซูเจาและประชากรอิสราเอลไดถกู ประจญเหมือนกันสามประการ คือ 1. แสวงหาอาหารจากที่อื่นนอกจากพระเจา (ฉธบ 8:3 เทียบ อพย 16) 2. ทดลองพระเจาเพื่อทำ ตามใจตนเอง (ฉธบ 6:16 เทียบ อพย 17:1-7) 3. ปฏิเสธพระเจาเพื่อกราบไหวพระเท็จเทียมที่รับใช อำนาจแหงโลกนี้ (ฉธบ 6:13; เทียบ ฉธบ 6:10-15; อพย 23:23-33) พระเยซูเจาทรงจำศีลอดอาหาร เปนเวลา 40 วัน 40 คืน เชนเดียวกับโมเสส (ฉธบ 9:18; อพย 34:28; ฉธบ 9:9) และ เชนเดียวกับโมเสส พระองคทรงมองเห็น “โลกทัง้ หมด” จากภูเขาสูง (ฉธบ 34:1-4) พระเจาทรงใชทตู สวรรคมาชวยเหลือ พระองค (ขอ 11) ดังที่ทรงสัญญาวาจะทรงปองกันผูชอบธรรม (สดด 91:11-12) และใน (มก 1:13) พระเจาทรงปองกันพระองคใหปลอดภัยจากสัตวราย ดังที่ทรงปองกันผูชอบธรรม (สดด 91:13) และ ชาวอิสราเอล (ฉธบ 8:15) โดยวิธีเปรียบเทียบเชนนี้ พระเยซูเจาก็ทรงเปนเสมือนโมเสสคนใหม (ดู 2:16 เชิงอรรถ g, 20 และ อพย 4:19) ทรงเปนผูนำการอพยพครั้งใหม เทียบ ฮบ 3:1-4:11; และดังนี้ เปนพระเมสสิยาหดวย ดังจะเห็นไดจากคำพูดเปนนัยของปศาจ (ถาทานเปนบุตรพระเจา) ทรงเปน ผเู บิกทางทีแ่ ทจริงไปสคู วามรอดพน ซึง่ ไมใชโดยวางใจในตนเองและดวยความสะดวกสบาย แตโดย เชื่อฟงพระเจาและสละตนเอง แมเรื่องนี้จะเลาโดยยกขอความมาจากพระคัมภีร แตก็ยังอาจเปน เหตุการณทเี่ กิดขึน้ จริง ๆ ไดดว ย แมพระเยซูเจาไมทรงมีบาป พระองคกย็ งั ถูกทดลองจากภายนอก ได (ดู 16:23) จำเปนทีพ่ ระองคจะตองถูกทดสอบเพือ่ จะเปนผนู ำของเราได (ดู 26:36-46//; ฮบ 2:10, 17-18; 4:15; 5:2, 7-9) พระองคตองสละความคิดที่จะเปนพระเมสสิยาหที่มีบทบาทความรุงเรือง ทางการเมือง แตยินดีรับบทบาทฝายจิตโดยเชื่อฟงอยางสิ้นเชิงตอพระเจา (ฮบ 12:2) b พระจิตเจา “พระปราณ” และพลังสรางสรรคของพระเจา ซึ่งไดนำบรรดาประกาศก (อสย 11:2 เชิงอรรถ c) จะทรงนำพระเยซูเจาใหประกอบภารกิจของพระองคจนสำเร็จ (ดู 3:16 เชิงอรรถ n; ลก 4:1 เชิงอรรถ b) ในภายหลังจะทรงนำพระศาสนจักร (กจ 1:8 เชิงอรรถ j) c “ปศาจ” คำภาษากรีก “diabolos” หมายถึงผูกลาวหา ผูใสความ เพราะงานของมันคือคอยจับ ผิดมนุษย บางครั้งแปลจากคำฮีบรู satan (ปรปกษ) (โยบ 1:6 เชิงอรรถ g ดู ปชญ 2:24 เชิงอรรถ t) เขาใจกันวาปศาจเปนผรู บั ผิดชอบตอทุกสิง่ ทีต่ รงขามกับงานของพระเจาและของพระคริสตเจา (13:39ฯ; ยน 8:44; 13:2; กจ 10:38; อฟ 6:11; 1ยน 3:8) ความพายแพของมันจะเปนเครื่องหมายถึงชัยชนะ ถาวรของพระเจา (25:41; ฮบ 2:14; วว 12:9,12; 20:2,10) d ชือ่ ในพระคัมภีรว า “บุตรพระเจา” ไมจำเปนตองมีความหมายวาเปนบุตรตามธรรมชาติ แตอาจ หมายถึงเพียงการเปนบุตรบุญธรรม กลาวคือ เปนผลมาจากการที่พระเจาทรงเลือกอยางอิสระ และ สรางความสัมพันธใกลชดิ ระหวางพระเจาและสิง่ สราง ในความหมายนี้ ชือ่ นีใ้ ชไดกบั ทูตสวรรค (โยบ a


49

มนุษยมไิ ดดำรงชีวติ ดวยอาหารเทานัน้ แตดำรงชีวติ ดวยพระวาจาทุกคำที่ ออกจากพระโอษฐของพระเจา” 5 ตอจากนั้น ปศาจอุมพระองคไปยัง นครศักดิส์ ทิ ธิ์ วางพระองคลงทีย่ อดพระ วิหาร แลวทูลวา 6“ถาทานเปนบุตรพระ เจา จงกระโดดลงไปเบือ้ งลางเถิด เพราะ มีเขียนไวในพระคัมภีรว า พระเจาทรงสัง่ ทูตสวรรคเกีย่ วกับทาน ใหคอยพยุงทานไว มิใหเทากระทบหิน” 7 พระเยซู เ จ า ตรั ส ตอบว า “ในพระ คัมภีรย งั มีเขียนไวดว ยวา

มัทธิว 4:11 อยาทดลององคพระผเู ปนเจา พระเจา ของทานเลย” 8 อีกครัง้ หนึง่ ปศาจนำพระองคไปบนยอด เขาสูงมาก ชี้ใหพระองคทอดพระเนตร อาณาจักรรงุ เรืองตาง ๆ ของโลก 9แลวทูล วา “เราจะใหทุกสิ่งนี้แกทาน ถาทาน กราบนมัสการเรา” 10พระเยซูเจาจึงตรัส วา “เจาซาตาน จงไปใหพน ยังมีเขียน ไวในพระคัมภีรว า จงกราบนมัสการองคพระผเู ปนเจา พระเจาของทาน และรับใชพระองคแตผเู ดียวเทานัน้ ” 11 ปศาจจึงไดละพระองคไป แลวทูต

1:6) ใชไดกบั ประชากรทีท่ รงเลือกสรร (อพย 4:22 ; ปชญ 18:13) และใชไดกบั ชาวอิสราเอลแตละคน (ฉธบ 14:1; ฮชย 2:1 เทียบ มธ 5:9,45) และใชไดกับผนู ำชาวอิสราเอล (สดด 2:7) ดังนัน้ เมือ่ ใชคำนี้ กับกษัตริยผูรับเจิม (1 พศด 17:13; สดด 2:7; 89:26) ก็ไมจำเปนตองหมายความวา ผูรับเจิมนี้เปน มากกวามนุษย และเราไมจำเปนตองคิดวาคำนี้มีความหมายมากกวาการเปนบุตรบุญธรรม เมื่อ ซาตานนำมาใช (4:3, 6) หรือคนถูกปศาจสิง (มก 3:11; 5:7-8; ลก 4:41) หรือนายรอย (มก 15:39; เทียบ ลก 23:47) นำมาใช ดังนั้น ขอความที่วา “บุตรที่รักของเรา” เมื่อพระเยซูเจาทรงรับพิธีลาง (3:17) และเมือ่ ทรงแสดงองคอยางรงุ เรือง (17:5) ในตัวเองจึงไมมคี วามหมายมากไปกวาการทีพ่ ระเจา พอพระทัยพระเมสสิยาหผรู บั ใชเปนพิเศษเทานัน้ ในทำนองเดียวกันเปนไปไดวา คำถามของมหาสมณะ (26:63) หมายถึงการเปนพระเมสสิยาหเทานั้น ถึงกระนั้น ชื่อ “บุตรพระเจา” อาจหมายถึงการเปน บุตรทีม่ คี วามหมายมากกวาและลึกซึง้ กวานี้ พระเยซูเจาทรงเสนอแนะความหมายนีอ้ ยางแจงชัด เมือ่ ตรัสถึงพระองคเองวาเปน “บุตร” (21:37) มีศกั ดิเ์ หนือกวาทูตสวรรค (24:36) มีพระเจาเปน “พระบิดา” ในความหมายที่ผูอื่นไมมี (ยน 20:17 และเปรียบเทียบ “พระบิดาของเรา” ใน มธ 7:21) ทรงมีความ สัมพันธพิเศษกับพระบิดาในดานความรูและความรัก (มธ 11:27) คำยืนยันเหลานี้พรอมกับขอความ ที่กลาววาพระเมสสิยาหมีฐานะเปนพระเจา (22:42-46) และขอความที่กลาววา “บุตรแหงมนุษย” มีกำเนิดจากสวรรค (8:20 เชิงอรรถ h) ในที่สุดไดรับการรับรองจากการกลับคืนพระชนมชีพอยาง รุงเรืองของพระเยซูเจา ทำใหชื่อ “บุตรพระเจา” มีความหมายเฉพาะถึงพระธรรมชาติพระเจาอยาง แทจริง ดังทีจ่ ะพบไดในสมัยตอมา เชน ในจดหมายของเปาโล (รม 9:5 เชิงอรรถ d) เปนความจริงวา ขณะที่พระเยซูเจาทรงพระชนมอยูในโลกนี้ บรรดาศิษยยังไมมีความรูชัดเจนเรื่องพระเทวภาพของ พระองค ขอความใน 14:33 และ 16:16 ซึ่งเพิ่มตำแหนง “บุตรพระเจา” เขาไปกับขอความเดิมของ มาระโก นาจะสะทอนใหเห็นความเชือ่ ทีไ่ ดพฒ ั นามาอีกขัน้ หนึง่ แลว เปนความเชือ่ ทีบ่ รรดาศิษยไดรบั มาจากพระจิตเจาในวันเปนเตกอสเต ความเชือ่ นีม้ ฐี านจากพระวาจาทีพ่ ระเยซูเจาตรัสไว เพือ่ แสดงวา ทรงมีจิตสำนึกวาทรงเปนบุตรของพระบิดาอยางพิเศษ ไมเหมือนกับใครอื่น


มัทธิว 4:12 สวรรคก็เขามาปรนนิบัติรับใชพระองค พระเยซูเจาเสด็จกลับแควนกาลิลี 12 เมื่อพระเยซูเจาทรงทราบวายอหน ถูกจองจำจึงเสด็จไปยังแควนกาลิลี 13ทรง ออกจากเมืองนาซาเร็ธe มาประทับอยทู ี่ เมืองคาเปอรนาอุม บนฝง ทะเลสาบ ใน ดินแดนเผาเศบูลุนและนัฟทาลี 14ทั้งนี้ เพื่อใหพระดำรัสที่ตรัสไวทางประกาศก อิสยาห เปนความจริงวา 15 “ดินแดนเศบูลนุ และนัฟทาลี

50

เสนทางไปสทู ะเล ฟากโนนของแมน้ำจอรแดน แควนกาลิลแี หงบรรดาประชาชาติ 16 ประชาชนทีจ่ มอยใู นความมืด ไดเห็นความสวางยิง่ ใหญ ผทู อี่ าศัยอยใู นดินแดน และในเงา แหงความตาย แสงไดสอ งขึน้ มาเหนือพวกเขาแลว” 17 นับแตนั้นมา พระเยซูเจาทรงเริ่ม ประกาศเทศนาวา จงกลับใจเถิด เพราะ อาณาจักรสวรรคfอยใู กลแลว

“นาซาเร็ธ” สำเนาโบราณบางฉบับใชวา nazara (ดู ลก 4:16) การที่พระเจาทรงมีอำนาจปกครองประชากรอิสราเอลที่ทรงเลือกสรร และโดยผานทางอิสราเอล ทรงปกครองมนุษยโลก เปนสาระสำคัญของการเทศนสอนของพระเยซูเจา เชนเดียวกับพันธสัญญาเดิมมีความคิดตลอดมาวาพระองคทรงปกครองสากลโลก ซึ่งหมายความวาทรงเปนกษัตริย ปกครองอาณาจักรของบรรดา “ผศู กั ดิส์ ทิ ธิ”์ อยางแทจริง เพราะมนุษยจะยอมรับสิทธิข์ องพระองคใน ฐานะกษัตริยโดยรูจักและรักพระองค บาปซึ่งเปนการกบฏตอพระเจาไดทำใหอำนาจการปกครองนี้ ออนแอลง จึงตองไดรับการรื้อฟนขึ้นใหม เมื่อพระเจาและพระเมสสิยาหของพระองคจะเขามา แทรกแซงในประวัตศิ าสตรของมนุษยชาติอยางสมบูรณ (ดนล 2:28 เชิงอรรถ h) พระเยซูเจาไดเทศน สอนเชนเดียวกับยอหนผทู ำพิธลี า ง (3:2) และประกาศวาการเขาแทรกแซงของพระเจานีก้ ำลังจะมาถึง (4:17,23; ลก 4:43) เหตุการณนจี้ ะไมเกิดขึน้ อยางทีช่ าวอิสราเอลทัว่ ไปคาดหวังไวในรูปแบบของการ กอบกูอิสรภาพทางการเมือง (มก 11:10; ลก 19:11; กจ 1:6) แตจะเกิดขึ้นในรูปแบบขบวนการทาง จิตใจเทานั้น (มก 1:34 เชิงอรรถ m; ยน 18:36) งานไถกูของพระเยซูเจาในฐานะ “บุตรแหงมนุษย” (8:20 เชิงอรรถ h) และในฐานะ “ผูรับใช” (8:17 เชิงอรรถ f; 20:28 เชิงอรรถ g; 26:28 เชิงอรรถ i) ชวยมนุษยใหเปนอิสระจากอำนาจปกครองของซาตาน ซึ่งตอตานอำนาจปกครองของพระเจา (4:8; 8:29 เชิงอรรถ k; 12:25-26) แตกอ นทีพ่ ระอาณาจักรของพระเจาจะเปนความจริงสมบูรณในยุคสุดทาย เมื่อผูเลือกสรรจะอยูกับพระบิดาเจา รวมสุขในงานเลี้ยงในสวรรค (8:11 เชิงอรรถ c; 13:43; 26:29) พระอาณาจักรนี้แทรกเขามาในโลกอยางเงียบๆ ไมมีอะไรพิเศษ (13:31-33) พระอาณาจักรนี้เริ่มตน อยางต่ำตอยและลึกลับ (13:11) กอใหเกิดการตอตาน (13:24-30) มาถึงโดยไมมใี ครสังเกตเห็น (12:28; ลก 17:20-21) พระอาณาจักรนี้พัฒนาเติบโตขึ้นในโลกอยางเชื่องชา (มก 4:26-29) และบังเกิดผล โดยกลุมชนที่พระเยซูเจาทรงตั้งขึ้น (มธ 16:18 เชิงอรรถ g) การที่กรุงเยรูซาเล็มถูกทำลายนับวา เปนการตัดสินลงโทษจากพระเจา ซึ่งสถาปนาพระอาณาจักรของพระคริสตเจาอยางทรงอำนาจ (16:28; ลก 21:31) บรรดาศิษยไดเปนธรรมทูตประกาศพระอาณาจักรนีไ้ ปทัว่ โลก (มธ 10:7; 24:14; กจ 1:3 เชิงอรรถ d) เมือ่ เวลาแหงการพิพากษาสุดทายมาถึง (13:37-43, 47-50; 25:31-46) การเสด็จ e f


ทรงเรียกศิษยชดุ แรกสีค่ น ขณะทีท่ รงดำเนินไปตามชายฝง ทะเล สาบกาลิลี พระองคทอดพระเนตรเห็น พีน่ อ งสองคนคือซีโมนทีเ่ รียกวาเปโตรกับ อันดรูวนองชายกำลังทอดแห เขาเปน ชาวประมง 19พระองคตรัสสัง่ วา “จงตาม เรามาเถิด เราจะทำใหทา นเปนชาวประมง หามนุษย” 20เปโตรกับอันดรูวก ท็ งิ้ แหไว แลวตามพระองคไปทันที 21 เมือ่ ทรงดำเนินไปจากทีน่ นั่ พระองค ทอดพระเนตรเห็นพี่นองอีกสองคนคือ ยากอบบุตรของเศเบดี และยอหนนอง ชาย กำลังซอมแหอยูในเรือกับเศเบดีผู บิดา พระองคทรงเรียกเขา 22ทันใดนัน้ เขาก็ทงิ้ เรือและบิดา แลวตามพระองคไป 18

51

มัทธิว 4:25 พระเยซูเจาทรงประกาศขาวดี และทรงรักษาผูเจ็บปวย 23 พระองคเสด็จไปทัว่ แควนกาลิลี ทรง สัง่ สอนในศาลาธรรม ทรงประกาศขาวดี เรื่องพระอาณาจักร ทรงรักษาโรคและ ความเจ็บไขทกุ ชนิดของประชาชนg 24 กิตติศพั ทเกีย่ วกับพระองคเลือ่ งลือไป ทั่วแควนซีเรียh ประชาชนจึงนำผูเจ็บ ปวยดวยโรคตางๆ ผูที่ถูกความทุกข เบียดเบียน ผูถูกปศาจสิง ผูเปนลม บาหมู และผูที่เปนงอยมาเฝาพระองค พระองคทรงรักษาคนเหลานั้นใหหาย จากโรคและความเจ็บไข 25ประชาชน มากมายจากแควนกาลิลี จากทศบุรีi จากกรุงเยรูซาเล็ม จากแควนยูเดีย และ

กลับมาของพระคริสตเจาในพระสิริรุงโรจน (16:27; 25:31) จะเปนกิจกรรมสุดทายซึ่งสถาปนา พระอาณาจักรของพระคริสตเจา พระองคจะถวายพระอาณาจักรใหแกพระบิดาเจา (1 คร 15:24) กอน จะถึงเวลานั้น ตองนับวาพระอาณาจักรนี้เปนของประทานเปลา ๆ จากพระเจา (20:1-16; 22:9-10; ลก 12:32) ที่ผูต่ำตอยยอมรับ (มธ 5:3; 18:3-4; 19:14,23-24) พรอมกับผูมีใจกวาง (13:44-46; 19:12; มก 9:47; ลก 9:62; 18:29ฯ) แตไมเปนทีย่ อมรับจากคนหยิง่ จองหองและเห็นแกตวั (มธ 21:3132,43; 22:2-8; 23:13) ไมมผี ใู ดสามารถเขาในพระอาณาจักรนีไ้ ดโดยไมสวมเสือ้ งานแตงงาน ซึง่ หมาย ถึงชีวิตใหม (22:11-13; ยน 3:3,5) ไมใชทุกคนไดรับอนุญาตใหเขาไปได (มธ 8:12; 1 คร 6:9-10; กท 5:21) เราจะตองตื่นเฝาระวังอยูเสมอพรอมจะรับพระอาณาจักรซึ่งจะมาถึงโดยไมคาดฝน (25: 1-13 ดูความรูทั่วไปเกี่ยวกับพระวรสารสหทรรศนเพื่อเขาใจวา มธ ใช “พระอาณาจักร” เปนแนวทาง เรียบเรียงพระวรสารของตน) g การรักษาโรคอยางอัศจรรย เปนเครื่องหมายเดนชัดวา ยุคของพระเมสสิยาหไดเริ่มตนแลว (ดู 10:1,7ฯ; 11:4ฯ) h “แควนซีเรีย” ในที่นี้มีความหมายกวางๆ รวมถึงแควนกาลิลีและบริเวณรอบๆ นั้น (เทียบ มก 1:28) i “ทศบุร”ี เปนสหพันธประกอบดวยเมืองอิสระสิบเมือง รวมทัง้ บริเวณรอบๆ เมืองเหลานัน้ เมือง เหลานัน้ สวนใหญกระจัดกระจายอยทู างฝง ตะวันออกของแมน้ำจอรแดน และไกลไปถึงทางตะวันออก เฉียงเหนือถึงเมืองดามัสกัสดวย


มัทธิว 5:1 52 จากฟากโนนของแมน้ำจอรแดนตางติด เมือ่ ประทับแลว บรรดาศิษยเขามาหอม ตามพระองค ลอมพระองค 2พระองคทรงเริม่ ตรัสสอน วา 3 a ข. บทเทศนบนภูเขา “ผมู ใี จยากจนc ยอมเปนสุขdเพราะ ความสุขแทจริง อาณาจักรสวรรคเปนของเขา 1 4 พระเยซูเจาทอดพระเนตรเห็น ผเู ปนทุกขโศกเศรา ยอมเปนสุข b ประชาชนมากมาย จึงเสด็จขึน้ บนภูเขา เพราะเขาจะไดรบั การปลอบโยน

5

5

จิตตารมณใหมของพระอาณาจักรของพระเจา (4:17 เชิงอรรถ f) ไดรับการอธิบายใน ปฐมเทศนา ซึ่งไมมีในพระวรสารของมาระโก ลูกากลาวถึงปฐมเทศนาในรูปแบบที่ตางไป (ลก 6:20-49) ไมมีเรื่องเกี่ยวของกับกฎหมายและธรรมเนียมของชาวยิว (มธ 5:17-6:18) ซึ่งไมเปน ทีส่ นใจสำหรับผอู า น มัทธิวรวบรวมพระวาจาทีพ่ ระเยซูเจาตรัสไวในโอกาสตางๆ เขาดวยกัน เพือ่ สรางภาพรวมที่สมบูรณ คำปราศรัยที่ มธ รวบรวมมาเรียบเรียงไวนี้กลาวถึงเรื่องสำคัญ 5 เรื่อง 1. จิตตารมณ ซึ่งบุตรแหงพระอาณาจักรควรจะมีในการดำเนินชีวิต (5:3-48) 2. วิธกี ารปฏิบัติ ตามกฎหมายและธรรมเนียมยิวใหสมบูรณขึ้น (6:1-18) 3. การตัดใจจากทรัพยสมบัติ (6:19-34) 4. ทาทีตอ เพือ่ นมนุษย (7:1-12) 5. การเขาในพระอาณาจักรเรียกรองใหตดั สินใจอยางมัน่ คงแนวแน ซึ่งแสดงออกในกิจการ (7:13-27) b “ภูเขา” หมายถึง เนินแหงหนึ่งใกลเมืองคาเปอรนาอุม c คำวา “ยากจน” มีใชแลวในความหมายของคุณลักษณะทางจิตใจในหนังสือเศฟนยาห (ดู ศฟย 2:3 เชิงอรรถ d) มัทธิวทำใหความหมายนี้ชัดโดยเติมคำวา “มีใจ” ซึ่งไมพบในลูกา “คนยากจน” และ “คนต่ำตอย” ไมมใี ครคมุ ครองและมักถูกขมเหงจึงเปนผทู เี่ ปดรับพระอาณาจักร และนีค่ อื ความ คิดหลักใน “ความสุขแท” ของมัทธิว (เทียบ ลก 4:18; 7:22= มธ 11:5; ลก 14:13; ยก 2:5) “ความ ยากจน” มีความหมายเดียวกันกับ “ความเปนเด็กทางจิต” เปนเงื่อนไขที่จำเปนเพื่อเขาพระ อาณาจักร (18:1 เชิงอรรถ f = มก 9:33ฯ เทียบ มธ 11:25ฯ//; ลก 9:46ฯ//) พระเจาทรงเปดเผย ธรรมล้ำลึกใหแก “ทารก” หรือ “เด็กเล็กๆ” nepioi (เทียบ ลก 12:32; 1คร 1:26ฯ) เขาเหลานี้คือ “คนยากจน” ptochoi “ผตู ่ำตอย” tapeinoi (18:4; 23:12; ลก 1:48,52; 14:11; 18:14) และคนเหลานี้ คือ “คนสุดทาย” ตรงขามกับ “คนแรก” (มก 9:35) คือ “ผูเล็กนอย” หรือ “คนธรรมดา” ตรงขามกับ “ผูยิ่งใหญ” (ลก 9:48; มธ 19:30//; 20:26//; ลก 17:10) ถึงแมวาสูตรในขอ 5:3 จะเนนจิตตารมณ ความยากจน ทั้งสำหรับคนรวยและคนยากจน พระเยซูเจาก็ทรงตระหนักถึงความยากจนจริงๆ โดยเฉพาะสำหรับบรรดาศิษย (6:19ฯ; เทียบ 4:18ฯ//; 6:25//; ลก 12:33ฯ; เทียบ ลก 5:1ฯ มธ 9:9//; 19:21//, 27; เทียบ มก 10:28//; ดู กจ 2:44ฯ; 4:32ฯ) พระองคทรงเปนแบบฉบับในดาน ความยากจน (8:20//; ลก 2:7) และในดานความต่ำตอย (มธ 11:29; 20:28//; 21:5; ยน 13:12ฯ; เทียบ 2 คร 8:9; ฟป 2:7ฯ) พระองคทรงชี้ใหเห็นวา ทรงเปนหนึ่งเดียวกับคนต่ำตอยและโชคราย (25:45; เทียบ 18:5ฯ//) d “เปนสุข” พระคัมภีรพ นั ธสัญญาเดิมใชสตู รเชนนีแ้ สดงความยินดีตอ ผมู คี วามเลือ่ มใสศรัทธา มีความปรีชาฉลาด และความร่ำรวย (สดด 1:1-2; 33:12; 127:5-6; สภษ 3:3; บสร 31:8) พระเยซู a


5

53

ผมู ใี จออนโยน ยอมเปนสุข เพราะ เขาจะไดรบั แผนดินเปนมรดก 6 ผหู วิ กระหายความชอบธรรมยอม เปนสุข เพราะเขาจะอิม่ 7 ผมู ใี จเมตตา ยอมเปนสุข เพราะ เขาจะไดรับพระเมตตา 8 ผมู ใี จบริสทุ ธิ์ ยอมเปนสุข เพราะ เขาจะไดเห็นพระเจา 9 ผสู รางสันติ ยอมเปนสุข เพราะ เขาจะไดชอื่ วาเปนบุตรของพระเจา 10 ผถู กู เบียดเบียนขมเหงเพราะความ ชอบธรรม ยอมเปนสุข เพราะอาณาจักร สวรรคเปนของเขา 11 “ทานทัง้ หลายยอมเปนสุข เมือ่ ถูก ดูหมิน่ ขมเหง และใสรา ยตางๆ นานา เพราะเรา 12จงชื่นชมยินดีเถิด เพราะ บำเหน็จรางวัลของทานในสวรรคนนั้ ยิง่ ใหญ e

มัทธิว 5:16 นัก เขาไดเบียดเบียนบรรดาประกาศก ทีอ่ ยกู อ นทานดังนีด้ ว ยเชนเดียวกัน”f เกลือดองแผนดิน และแสงสวางสองโลก 13 “ทานทัง้ หลายเปนเกลือดองแผนดิน ถาเกลือจืดไปแลว จะเอาอะไรมาทำให เค็มอีกเลา เกลือนัน้ ยอมไมมปี ระโยชน อะไร นอกจากจะทิง้ ใหคนเหยียบย่ำ” 14 “ทานทัง้ หลายเปนแสงสวางสองโลก เมืองทีต่ งั้ อยบู นภูเขาจะไมถกู ปดบัง 15ไม มีใครจุดตะเกียงแลวเอามาวางไวใตถังg แตยอมตั้งไวบนเชิงตะเกียง จะไดสอง สวางแกทกุ คนในบาน 16ในทำนองเดียว กัน แสงสวางของทานตองสองแสงตอ หนามนุษย เพื่อคนทั้งหลายจะไดเห็น กิจการดีของทาน และสรรเสริญพระบิดา ของทานผูสถิตในสวรรค”

เจา ทรงกลาวตามความนึกคิดของบรรดาประกาศกวาความยากจนก็มสี ว นรวมรับพระพรเหลานีด้ ว ย “ความสุขแท” สามประการแรก (5:3-5; ลก 6:20-21) ประกาศวาบุคคลที่คนทั่วไปคิดวาเปนคนนา สงสารและอับโชคนั้น เปนผูมีโชค เพราะเปนผูสมควรจะรับพระพรของพระอาณาจักร “ความสุขแท” ประการอืน่ ๆ เกีย่ วของกับทาทีทางความประพฤติของมนุษยโดยตรง ยังมี “ความสุขแท” ประการอืน่ ในพระวรสารอีกดวย เชน ใน 11:6; 13:16; 24:46 ลก 11:27-28 (และดู ลก 1:45 วว 1:3; 14:13) e สำเนาโบราณบางฉบับสลับขอ 5 กับขอ 4 “ผูออนโยน” หมายถึง คนสามัญที่ไมมีความสำคัญ ในสังคม เปนไปไดทขี่ อ นีเ้ ปนเพียงคำอธิบายความหมายของขอ 3 “คนมีใจยากจน” จึงแทรกเขามาเปน ขอ 4 หากละขอนี้ออกไป จำนวนของ “ความสุขแท” จะเหลือเพียงเจ็ดประการ (ดู 6:9 เชิงอรรถ d) f บรรดาศิษยเปนผูสืบตำแหนงของบรรดาประกาศก (เทียบ 10:41; 13:17; 23:34) g ถัง ใชเปน “เครือ่ งตวง” ในสมัยโบราณ เครือ่ งตวงนีเ้ ปนภาชนะมีขา การวางตะเกียงใตถงั ในทีน่ ี้ จึงเปนการซอนตะเกียงไวใตภาชนะนี้ เหมือนกับวางใตเตียงใน มก 4:21ฯ มิใชเปนการเอาถังมาครอบ ใหไฟดับ


มัทธิว 5:17 54 พระเยซูเจาทรงทำให จะไดชอ่ื วาเปนผยู งิ่ ใหญในอาณาจักรสวรรค” ธรรมบัญญัติสมบูรณ 17 “จงอยาคิดวาเรามาเพือ่ ลบลางธรรม มาตรฐานใหม สูงกวามาตรฐานเดิม 20 บัญญัตหิ รือคำสอนของบรรดาประกาศก “เราบอกทานทัง้ หลายวา ถาความ เรามิไดมาเพือ่ ลบลาง แตมาเพือ่ ปรับปรุง ชอบธรรมของทานไมดไี ปกวาความชอบ ใหสมบูรณh 18เราบอกความจริงแกทา น ธรรมของบรรดาธรรมาจารยและชาวฟาริสี ทัง้ หลายiวา ตราบใดทีฟ่ า และดินยังไม แลวทานจะเขาอาณาจักรสวรรคไมไดเลย” 21 สูญสิน้ ไป แมแตตวั อักษรหรือจุดเดียวจะ “ทานไดยินคำกลาวjแกคนโบราณ ไมขาดหายไปจากธรรมบัญญัติ จนกวา วา อยาฆาคน ผใู ดฆาคนจะตองขึน้ ศาล ทุกอยางจะสำเร็จไป 19ดังนัน้ ผใู ดละเมิด 22แตเรากลาวแกทานวา ทุกคนที่โกรธ ธรรมบัญญัตเิ พียงขอเดียว แมเล็กนอย เคืองพีน่ อ ง จะตองขึน้ ศาล ผใู ดกลาวแก ทีส่ ดุ และสอนผอู นื่ ใหละเมิดดวย จะไดชอื่ พีน่ อ งวา ‘ไอโง’k ผนู นั้ จะตองขึน้ ศาลสูงl วาเปนผตู ่ำตอยทีส่ ดุ ในอาณาจักรสวรรค ผูใดกลาวแกพี่นองวา ‘ไอโงบัดซบ’m ผู สวนผทู ปี่ ฏิบตั แิ ละสอนผอู นื่ ใหปฏิบตั ดิ ว ย นั้นจะตองถูกปรับโทษถึงไฟนรก พระเยซูเจาเสด็จมามิใชเพือ่ ทำลายธรรมบัญญัติ (ฉธบ 4:8) ทัง้ มิใชมาเพือ่ บันดาลใหธรรมบัญญัติ ศักดิส์ ทิ ธิจ์ นแตะตองไมได แตเสด็จมาสัง่ สอนและปฏิบตั ิ เพือ่ ทำใหธรรมบัญญัตมิ รี ปู แบบใหมและถาวร ดังนี้ ธรรมบัญญัติจะบรรลุถึงจุดหมายอยางสมบูรณ (ดู มธ 1:22 เชิงอรรถ j; มก 1:15 เชิงอรรถ e) ความสมบูรณนจี้ ะเห็นไดชดั ในเรือ่ งความชอบธรรม (ขอ 20 เทียบ 3:15; ลนต 19:15; รม 1:16 เชิงอรรถ i) ซึง่ ใน มธ 5:21-48 ไดใหตวั อยางทีช่ ดั เจนหลายประการ พระเยซูเจาทรงทำใหบญ ั ญัตเิ ดิมมีลกั ษณะ ภายในเพิ่มขึ้นและครอบคลุมไปถึงความปรารถนาในสวนลึกดวย (เทียบ 12:34; 23:25-28) เราจะ ละเวนรายละเอียดของธรรมบัญญัติมิได เวนแตวาจะไดปฏิบัติตามธรรมบัญญัตินี้อยางสมบูรณแลว เทานั้น (ขอ 18-19; เทียบ 13:52) ปญหาจึงมิใชอยูที่จะทำใหบทบัญญัติงายขึ้น แตเปนการปฏิบัติ ตามอยางลึกซึ้งยิ่งขึ้น (11:28) ความรักซึ่งสรุปธรรมบัญญัติเดิมอยูแลว (7:12; 22:34-40//) เปนบท บัญญัติใหมของพระเยซูเจา (ยน 13:34) และทำใหธรรมบัญญัตทิ ั้งหมดสมบูรณไป (รม 13:8-10; กท 5:14 เทียบ คส 3:14) i “เราบอกความจริง …” ตามตัวอักษรวา “โดยแทจริง (amen) เรากลาวแกทาน …” คำ อาแมน (=โดยแทจริง เมือ่ ใชเริม่ ตนประโยค สดด 41:13 เชิงอรรถ f; รม 1:25 เชิงอรรถ p) เนนอำนาจในการ ยืนยันความจริง (มธ 6:2,5,16; ยน 1:51) j “คำกลาวแกคนโบราณ” หมายถึง ธรรมประเพณีที่สอนตอกันมา โดยเฉพาะในศาลาธรรม k “ไอโง” แปลวา raqa. ในภาษาอาราเมอิก ที่มัทธิวใชในพระวรสาร l “ศาลสูง” หมายถึง สภาซันเฮดรินในกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งตางกับ “ศาล” ทั่วไปในเมืองตางๆ (ขอ 21-22) m “ไอโงบดั ซบ” เปนความหมายทัว่ ไปของคำกรีก “moros” แตชาวยิวมักใชคำนีเ้ ปนคำดาผทู ที่ รยศ h


55

23

ดังนัน้ ขณะทีท่ า นนำเครือ่ งบูชาไป ถวายยังพระแทน ถาระลึกไดวาพี่นอง ของทานมีขอ บาดหมางกับทานแลว 24จง วางเครือ่ งบูชาไวหนาพระแทน กลับไป คืนดีกบั พีน่ อ งเสียกอน แลวจึงคอยกลับ มาถวายเครื่องบูชานั้น 25จงคืนดีกับคู ความของทานขณะทีก่ ำลังเดินทางไปศาล ดวยกัน มิฉะนัน้ คคู วามจะมอบทานแก ผพู พิ ากษา และผพู พิ ากษาจะมอบทาน ใหผูคุม ซึ่งจะขังทานในคุก 26เราบอก ความจริงแกทา นวา ทานจะออกจากคุก ไมได จนกวาทานจะชำระหนี้จนเศษ สตางคสดุ ทาย” 27 “ทานไดยินคำกลาวที่วา อยาลวง ประเวณี 28แตเรากลาวแกทานทัง้ หลาย วา ผใู ดมองหญิงดวยความใคร ก็ไดลว ง ประเวณีกับนางในใจแลว 29ถาตาขวา ของทานเปนเหตุใหทา นทำบาป จงควัก มันทิง้ เสีย เพราะเพียงแตเสียอวัยวะสวน เดียว ยังดีกวาปลอยใหรา งกายทัง้ หมด ของทานตกนรก 30ถามือขวาของทาน เปนเหตุใหทา นทำบาป จงตัดมันทิง้ เสีย เพราะเพียงแตเสียอวัยวะสวนเดียว ยัง

มัทธิว 5:39 ดีกวาปลอยใหรา งกายทัง้ หมดตกนรก” 31 “มีคำกลาววาผใู ดจะหยากับภรรยา ก็จงทำหนังสือหยามอบใหนาง 32แตเรา กลาวแกทา นทัง้ หลายวา ผใู ดทีห่ ยากับ ภรรยา ยกเวนกรณีแตงงานไมถูกตอง ตามกฎหมายn ก็เทากับวาทำใหนางลวง ประเวณี และผูใดที่แตงกับหญิงที่ได หยาราง ก็ลว งประเวณีดว ย” 33 “ทานยังไดยนิ คำกลาวแกคนโบราณ วา อยาผิดคำสาบาน แตจงทำตามทีไ่ ด สาบานไวตอ องคพระผเู ปนเจา 34แตเรา บอกทานทั้งหลายวา อยาสาบานเลย อยาอางถึงสวรรค เพราะเปนที่ประทับ ของพระเจา 35อยาอางถึงแผนดิน เพราะ เปนทีร่ องพระบาทของพระองค” “อยาอางถึงกรุงเยรูซาเล็ม เพราะเปน นครหลวงของพระมหากษัตริย 36อยาอาง ถึงศีรษะของทาน เพราะทานไมอาจ เปลี่ยนผมสักเสนใหเปนดำเปนขาวได 37 ทานจงกลาวเพียงวา ‘ใช’ หรือ ‘ไมใช’o ทีเ่ กินไปนัน้ มาจากปศาจ” 38 “ทานเคยไดยินเขากลาววา ‘ตาตอ ตา ฟนตอฟน’ 39แตเรากลาวแกทานทัง้

“แตงงานไมถูกตองตามกฎหมาย” เชนระหวางญาติใกลชิด (ดู 19:9 เชิงอรรถ b) คำภาษากรีก “porneia” โดยทั่วไปมีความหมายวา “การลวงประเวณี หรือมีชู” o แปลตามตัวอักษรวา “คำพูดของทานจงเปนวา ใช ใช ไมใช ไมใช” ดูเหมือนวาวลีนี้เปนสูตร ที่รูจักกันดี (ดู 2 คร 1:17; ยก 5:12) อาจเขาใจไดหลายอยาง 1. แสดงความจริงตรงไปตรงมา ถา ใชก็บอกวาใช ถาไมใช ก็บอกวาไมใช 2. แสดงความจริงใจ คำวาใช หรือไมใช ที่กลาวออกมา สอดคลองกับ “ใช” หรือ “ไมใช” ที่อยูในใจ 3. เปนการยืนยันอยางหนักแนน โดยกลาวซ้ำสองหน “ใช ใช” หรือ “ไมใช ไมใช” เพื่อหลีกเลี่ยงไมตองออกพระนามพระเจามาสาบาน n


มัทธิว 5:40 56 p หลายวา อยาโตตอบคนชัว่ ผใู ดตบแกม ขึน้ เหนือคนดีและคนชัว่ โปรดใหฝนตก ขวาของทาน จงหันแกมซายใหเขาดวย เหนือคนชอบธรรมและคนอธรรม 46ถา 40 ผูใดอยากฟองทานที่ศาลเพื่อจะไดเสื้อ ทานรักแตคนทีร่ กั ทาน ทานจะไดบำเหน็จ ยาวของทานq ก็จงแถมเสื้อคลุมใหเขา รางวัลอะไรเลา บรรดาคนเก็บภาษีuมิได ดวย 41ผใู ดจะเกณฑใหทา นเดินไปกับเขา ทำเชนนี้ดอกหรือ 47ถาทานทักทายแต หนึง่ หลัก จงไปกับเขาสองหลักเถิด 42ผู พีน่ อ งของทานเทานัน้ ทานทำอะไรพิเศษ ใดขออะไรจากทาน ก็จงให อยาหันหลัง เลา คนตางศาสนามิไดทำเชนนี้ดอก หรือ 48ฉะนั้น ทานจงเปนคนดีอยาง ใหผทู มี่ าขอยืมสิง่ ใดจากทาน” 43 “ทานทัง้ หลายไดยนิ คำกลาววา จง สมบูรณ ดังที่พระบิดาเจาสวรรคของ รักเพื่อนบาน จงเกลียดศัตรูr 44แตเรา ทาน ทรงความดีอยางสมบูรณเถิด” กลาวแกทา นวา จงรักศัตรูs จงอธิษฐาน ภาวนาใหผทู เี่ บียดเบียนทานt 45เพือ่ ทาน การใหทาน 1 จะไดเปนบุตรของพระบิดาเจาสวรรค “จงระวัง อยาปฏิบัติศาสนกิจa พระองคโปรดใหดวงอาทิตยของพระองค ของทานตอหนามนุษยเพือ่ อวดคนอืน่ มิ

6

ตัวอยางในขอ 39-40 กลาวถึงความเสียหายทีไ่ ดรบั จากผอู นื่ สิง่ ทีไ่ มตอ งทำคือการตอบโตใน ลักษณะทีเ่ ปนการแกแคน (ขอ 38) เปนกฎเกณฑการกำหนดโทษสำหรับผพู พิ ากษา ไมใชการแกแคน สวนตัว (เทียบ อพย 21:25; สดด 5:10 เชิงอรรถ c) พระวรสารมิไดหา มการปองกันตัวทีส่ มเหตุสมผล ตอการละเมิดที่ผิด (ดู ยน 18:22ฯ) และมิไดหามตอตานความชั่วรายในโลกเลย q การยึดเสือ้ ผาเปนประกัน พระคัมภีรอ นุญาตใหยดึ ไดแตเสือ้ คลุมตัวนอก ในเวลากลางวันเทานัน้ (เทียบ อพย 22:25ฯ; ฉธบ 24:12ฯ) การยึดเสือ้ ยาวทำเฉพาะเมือ่ ขายคนเปนทาส (เทียบ ปฐก 37:23) การยึดเสื้อยาวเปนประกันในขอนี้จึงเปนการพูดเกินความจริง (เทียบ 19:24) r ขอความวา “จงเกลียดศัตรู” ไมพบในพระคัมภีร นาจะเปนคำอธิบายเพิม่ ของบรรดาธรรมาจารย คำวา “เกลียด” ในทีน่ มี้ าจากลักษณะของภาษาอาราเมอิก หมายความเพียงวา “รักนอยกวา” หรือเปน เพียงสำนวนพูดทีต่ อ เนือ่ งของภาษาเดิม “ไมบงั คับใหรกั ” (เทียบ ลก 14:26 กับ มธ 10:37) ถึงกระนัน้ บสร 12:4-7 และเอกสารจากคุมราน (1QS 1:10) แสดงความรังเกียจตอคนบาป ซึ่งไมแตกตางจาก ความเกลียดชังมากนัก บางทีพระเยซูเจาอาจอางถึงขอความนี้ก็ได s สำเนาโบราณบางฉบับเสริมวา “จงทำดีตอผูที่เกลียดชังทาน” t สำเนาโบราณบางฉบับเสริมวา “และใหผูที่ทำรายทาน” (เทียบ ลก 6:27ฯ) u “คนเก็บภาษี” เปนผทู ที่ ำงานใหชาวโรมันซึง่ ปกครองชาวยิวในสมัยนัน้ จึงถูกเหยียดหยามจาก คนทัว่ ไป (เทียบ 9:10) a “ปฏิบตั ศิ าสนกิจ” แปลตามตัวอักษรวา “ทำความชอบธรรม” ไดแกปฏิบตั กิ จิ การดีซงึ่ ทำให ผกู ระทำเปนผชู อบธรรมเฉพาะพระพักตรของพระเจา สำหรับชาวยิว กิจการดีทวี่ า นี้ คือการใหทาน (ขอ 2-4) การอธิษฐานภาวนา (ขอ 5-6) การจำศีลอดอาหาร (ขอ 16-18) เปนกิจการหลัก p

6


57

ฉะนั้น ทานจะไมไดรับบำเหน็จจากพระ บิดาของทานผสู ถิตในสวรรค 2ดังนัน้ เมือ่ ทานใหทาน จงอยาเปาแตรขางหนาทาน เหมือนที่บรรดาคนหนาซื่อใจคดbมักทำ ในศาลาธรรมและตามถนนเพือ่ จะไดรบั คำ สรรเสริญจากมนุษย เราบอกความจริง แกทา นทัง้ หลายวา เขาไดรบั บำเหน็จของ เขาแลว 3สวนทาน เมือ่ ใหทาน อยาให มือซายของทานรวู า มือขวากำลังทำสิง่ ใด เพือ่ ทานของทานจะไดเปนทานทีไ่ มเปด เผย 4แลวพระบิดาของทานผทู รงหยัง่ รู ทุกสิง่ จะประทานบำเหน็จใหทา น” การอธิษฐานภาวนา “เมือ่ ทานอธิษฐานภาวนาcจงอยาเปน เหมือนบรรดาคนหนาซือ่ ใจคด เขาชอบ ยืนอธิษฐานภาวนาในศาลาธรรม และ 5

มัทธิว 6:9 ตามมุมลานเพือ่ ใหใครๆ เห็น เราบอก ความจริงแกทานวา เขาไดรับบำเหน็จ ของเขาแลว 6สวนทาน เมื่ออธิษฐาน ภาวนา จงเขาไปในหองสวนตัว ปดประตู อธิษฐานตอพระบิดาของทานผูสถิตอยู ทัว่ ทุกแหง แลวพระบิดาของทานผทู รง หยัง่ รทู กุ สิง่ จะประทานบำเหน็จใหทา น” วิธอี ธิษฐานภาวนา บทภาวนาของพระเยซูเจา 7 “เมือ่ ทานอธิษฐานภาวนา จงอยาพูด ซ้ำเหมือนคนตางศาสนา เขาคิดวาถา เขาพูดมากพระเจาจะทรงสดับฟง 8อยา ทำเหมือนเขาเลย เพราะพระบิดาของ ทานทรงทราบแลววาทานตองการอะไร กอนที่ทานจะขอเสียอีก” 9เพราะฉะนั้น ทานทัง้ หลายจงอธิษฐานภาวนาดังนีd้

“คนหนาซื่อใจคด” หมายถึง คนศรัทธาจอมปลอม ที่แสดงความศรัทธาเพียงผิวเผิน และมุงให ใคร ๆ เห็น ในพระวรสาร คำนี้มักจะหมายถึงชาวฟาริสีโดยเฉพาะ (เทียบ 15:7; 22:18; 23:13-15) c พระเยซูเจาทรงใหแบบฉบับการอธิษฐานภาวนาใน 14:23 และทรงแนะนำสัง่ สอนบรรดาศิษยถงึ หนาที่และวิธีการอธิษฐานภาวนาดวย คำอธิษฐานภาวนาตองแสดงความถอมตนเฉพาะพระพักตร ของพระเจา (ลก 18:10-14) และตอหนามนุษย (มธ 6:5-6; มก 12:40//) คำภาวนาตองมาจากใจ มากกวาจากปากเฉยๆ (6:7) ตองมีความไวใจในพระทัยดีของพระเจา (6:8; 7:7-11//) และตองมัน่ คง ไมทอถอย (ลก 11:5,8; 18:1-8) พระเจาทรงสดับฟงผูที่ภาวนาดวยความเชื่อ (21:22//) ในพระนาม ของพระเยซูเจา (18:19-20; ยน 14:13-14; 15:7,16; 16:23-27) วอนขอสิง่ ทีด่ ี (7:11) เชน วอนขอ พระจิตเจา (ลก 11:13) วอนขอการอภัยบาป (มก 11:25) วอนขอความดีสำหรับผูเบียดเบียน (5:44//; เทียบ ลก 23:34) และโดยเฉพาะอยางยิ่ง วอนขอใหพระอาณาจักรของพระเจามาถึง และ ความรอดพนในเวลาวิกฤตการณสุดทาย (24:20//; 26:41//; ลก 21:36 ดู ลก 22:31-32) นี่เปนเนือ้ หา ของคำภาวนาตัวอยางที่พระเยซูเจาทรงสอนไว (มธ 6:9-15//) d บทภาวนาของพระเยซูเจาตามที่มัทธิวบันทึกไว มีคำออนวอน 7 ขอ เลข 7 เปนเลขที่มัทธิว ชอบมาก ดังจะเห็นไดในลำดับพระวงศของพระเยซูเจามี 2 คูณ 7 ชั่วคน (1:17) บรมสุข 7 ประการ (5:4 เชิงอรรถ e) เรื่องอุปมา 7 เรื่อง (13:3 เชิงอรรถ b) เราตองใหอภัยไมใชแค 7 ครั้ง แต 70 คูณ 7 ครั้ง (18:22) ทรงประณามชาวฟาริสี 7 ครั้ง (23:13 เชิงอรรถ h) และพระวรสารแบงเปน 7 ตอน b


มัทธิว 6:10 58 “ขาแตพระบิดาของขาพเจาทัง้ หลาย อาหาร เราบอกความจริงแกทา นวา เขา พระองคสถิตในสวรรค ไดรับบำเหน็จของเขาแลว 17สวนทาน พระนามพระองคจงเปนทีส่ กั การะ เมือ่ จำศีลอดอาหาร จงลางหนา ใชน้ำมัน 10 พระอาณาจักรจงมาถึง หอมใสศีรษะ 18เพื่อไมแสดงใหผูคนรูวา พระประสงคจงสำเร็จในแผนดิน ทานกำลังจำศีลอดอาหาร แตใหพระบิดา เหมือนในสวรรค ของทาน ผูสถิตอยูทั่วทุกแหงทรงทราบ 11 e โปรดประทานอาหารประจำวัน แก และพระบิดาของทานผทู รงหยัง่ รทู กุ สิง่ ก็ ขาพเจาทัง้ หลายในวันนี้ จะประทานบำเหน็จใหทา น” 12 f โปรดประทานอภัยแกขาพเจา เหมือนขาพเจาใหอภัยแกผอู นื่ สมบัตแิ ท 13 19 โปรดชวยขาพเจาไมใหแพการประจญ “ทานทั้งหลายจงอยาสะสมทรัพย g แตโปรดชวยใหพน จากความชัว่ ราย สมบัตบิ นแผนดินนีเ้ ลย ทีน่ ที่ รัพยสมบัติ เทอญ” ทั้งหลายถูกสนิมและขมวนกัดกิน และ 14 “เพราะถาทานใหอภัยผทู ำความผิด ถูกขโมยเจาะชองเขามาขโมยไปได 20แต พระบิดาของทานผูสถิตในสวรรค ก็จะ จงสะสมทรัพยสมบัตใิ นสวรรคเถิด ทีน่ นั่ ประทานอภัยแกทา นดวย 15แตถา ทานไม ไมมีสนิมหรือขมวนกัดกิน และขโมยก็ ใหอภัยผทู ำความผิด พระบิดาของทานก็ เจาะชองเขามาขโมยไปไมได 21เพราะ จะไมประทานอภัยแกทา นเชนเดียวกัน” ทรัพยสมบัตขิ องทานอยทู ใี่ ด ใจของทาน ก็จะอยทู นี่ นั่ ดวย” การจำศีลอดอาหาร 16 “เมื่อทานทั้งหลายจำศีลอดอาหาร ประทีปของรางกาย 22 จงอยาทำหนาเศราหมองเหมือนบรรดา “ประที ป ของร า งกายคื อ ดวงตา คนหนาซือ่ ใจคด เขาทำหนาหมองคล้ำ ดั ง นั้ น ถ า ดวงตาของท า นเป น ปกติ ดี เพื่อแสดงใหผูคนรูวาเขากำลังจำศีลอด สรรพางคกายของทานก็จะสวางไปดวย คำภาษากรีก (epiousios) มีความหมายคลุมเครือ คำแปลที่เคยใช (“ประจำวัน”) มีความเปน ไปไดมากที่สุด แตคำนี้ยังอาจแปลไดอีกวา “ที่จำเปนสำหรับชีวิต” หรือ “สำหรับวันพรุงนี้” คำแปล ที่ถูกตองจะเปนอะไรก็ตาม ความหมายก็คือวา เราตองวอนขอพระเจาใหประทานเพียงสิ่งที่จำเปน เพือ่ ดำรงชีพเทานั้น ไมใชขอความร่ำรวยหรือสิ่งฟุมเฟอย f ตนฉบับใชคำวา “ขาพเจาทั้งหลาย” ตัดคำวา “ทัง้ หลาย” ออก เพื่อใหตรงกับบทภาวนาตาม พิธีกรรม g หรือ “พนภัย” สำเนาบางฉบับเพิ่ม “เหตุวาพระอาณาจักร พระอานุภาพ และพระสิริรุงโรจน เปนของพระองคตลอดนิรันดร อาแมน” (ขอความนี้เพิ่มเขามาจากการใชในพิธีกรรม) e


59

23

แตถาดวงตาของทานไมดี สรรพางค กายของทานก็จะมืดไปดวย ฉะนัน้ ถา ความสวางในทานมืดไปแลว ความมืดจะ ยิง่ มืดมิดสักเพียงใด”h พระเจาและเงินทอง “ไมมใี ครเปนขาสองเจาบาวสองนายได เขาจะชังนายคนหนึง่ และจะรักนายอีกคน หนึง่ เขาจะจงรักภักดีตอ นายคนหนึง่ และ จะดูหมิน่ นายอีกคนหนึง่ ทานทัง้ หลายจะ ปรนนิบตั ริ บั ใชพระเจาและเงินทองพรอม กันไมได” 24

ความวางใจในพระเจา “ฉะนั้น เราบอกทานทั้งหลายวา อยากังวลถึงชีวิตของทานวาจะกินอะไร อยากังวลถึงรางกายของทานวาจะนงุ หม อะไร ชีวิตยอมสำคัญกวาอาหาร และ รางกายสำคัญกวาเครื่องนุงหมมิใชหรือ 26 จงดูนกในอากาศเถิด มันมิไดหวาน มิ ไดเก็บเกี่ยว มิไดสะสมไวในยุงฉาง แต พระบิดาของทานผสู ถิตในสวรรคทรงเลีย้ ง มัน ทานทั้งหลายมิไดมีคามากกวานก หรือ 27 ทานใดบางทีก่ งั วลแลวตออายุของตน ใหยาวออกไปอีกสักหนึง่ วันได 28ทานจะ กังวลถึงเครือ่ งนงุ หมทำไม จงพิจารณา 25

มัทธิว 7:2 ดอกไมในทงุ นาเถิด มันเจริญงอกงามขึน้ ไดอยางไร มันไมทำงาน มันไมปน ดาย 29 แตเราบอกทานทัง้ หลายวา กษัตริยซ าโลมอนเมือ่ ทรงเครือ่ งอยางหรูหรา ก็ยงั ไมงดงามเทาดอกไมนดี้ อกหนึง่ 30แมแต หญาในทงุ นา ซึง่ มีชวี ติ อยวู นั นี้ รงุ ขึน้ จะ ถูกโยนทิ้งในเตาไฟ พระเจายังทรงตก แตงเชนนี้ พระองคจะไมสนพระทัยทาน มากกวานั้นหรือ ทานชางมีความเชื่อ นอยจริง 31ดังนัน้ อยากังวลและกลาววา ‘เราจะกินอะไร หรือจะดืม่ อะไร หรือเรา จะนงุ หมอะไร’ 32เพราะสิง่ ตางๆ เหลานี้ คนตางศาสนาแสวงหา พระบิดาของ ท า นผู ส ถิ ต ในสวรรค ท รงทราบแล ว วา ทานตองการทุกสิง่ เหลานี้ 33จงแสวงหา พระอาณาจักรของพระเจาและความชอบ ธรรมของพระองคกอ น แลวพระองคจะ ทรงเพิม่ ทุกสิง่ เหลานีใ้ ห” 34 “เพราะฉะนั้น ท านทั้งหลายอยา กังวลถึงวันพรุงนี้ เพราะวันพรุงนี้จะ กังวลสำหรับตนเอง แตละวันมีทุกขพอ อยแู ลว” อยาตัดสินผอู นื่ “อยาตัดสินเขา และทานจะไมถกู พระเจาตัดสินa 2ทานตัดสินเขาอยางไร พระเจาจะทรงตัดสินทานอยางนัน้ ทาน

7

1

ตาจะดีหรือไมดอี ยทู วี่ า จะรับแสงสวางไดดหี รือไม อยางไรก็ตาม ตาบอดทางรางกายยังเลวนอย กวาตาบอดทางจิตใจ a “อยาตัดสินเขา และทานจะไมถูกพระเจาตัดสิน” ในภาษาเดิมหลีกเลี่ยงการใชพระนาม พระเจาในขอนี้ และขอตอไปดวย (เทียบ ยก 4:12) h

7


มัทธิว 7:3 60 ใชทะนานใดตวงใหเขา พระเจาจะทรงใช หาเถิด แลวทานจะพบ จงเคาะประตูเถิด ทะนานนัน้ ตวงใหทา น 3ทำไมทานจึงมอง แลวเขาจะเปดประตูรับทาน” 8 “เพราะคนทีข่ อยอมไดรบั คนทีแ่ สวง ดูเศษฟางในดวงตาของพี่นอง แตไม สังเกตเห็นทอนซุงในดวงตาของตนเลย หายอมพบ คนทีเ่ คาะประตูยอ มมีผเู ปด 4 ท า นจะกล า วแก พี่ น อ งได อ ย า งไรว า ประตูให 9ทานใดทีล่ กู ขออาหาร จะให ‘ปลอยใหฉนั เขีย่ เศษฟางออกจากดวงตา กอนหินหรือ 10ถาลูกขอปลา จะใหงหู รือ ของทานเถิด’ ขณะทีม่ ที อ นซุงอยใู นดวง 11แมแตทา นทัง้ หลายทีเ่ ปนคนชัว่ ยังรจู กั ตาของทาน 5ทานคนหนาซื่อใจคดเอย ใหของดีๆ แกลกู แลวพระบิดาของทาน จงเอาทอนซุงออกจากดวงตาของทานกอน ผสู ถิตในสวรรคจะไมประทานของดีๆ แก เถิด แลวจะไดเห็นชัดกอนไปเขีย่ เศษฟาง ผทู ที่ ลู ขอพระองคมากกวานัน้ หรือ” ออกจากดวงตาของพีน่ อ ง” กฎทองc 12 อยาเหยียดหยามสิง่ ศักดิส์ ทิ ธิ์ “ทานอยากใหเขาทำกับทานอยางไร 6 b “อยาใหของศักดิส์ ิทธิ์ แกสนุ ขั อยา ก็จงทำกับเขาอยางนั้นเถิด นี่คือธรรม โยนไขมกุ ใหสกุ รเพราะมันจะเหยียบย่ำทำ บัญญัติและบรรดาประกาศก” ใหเสียของ และหันมากัดทานอีกดวย” ทางสองแพรงd 13 คำภาวนาทีไ่ ดผล “จงเขาทางประตูแคบ เพราะประตู 7 “จงขอเถิด แลวทานจะไดรบั จงแสวง และทางที่นำไปสูหายนะนั้นeกวางขวาง “ของศักดิส์ ทิ ธิ”์ หมายถึง เนือ้ สัตวทถี่ วายบูชาในพระวิหาร (ดู อพย 22:30; ลนต 22:14) ในทำนอง เดียวกัน คำสอนทีป่ ระเสริฐเรือ่ งพระอาณาจักรตองไมใหกบั คนทีไ่ มสามารถรับไปทำใหเกิดประโยชน หรือยิง่ กวานัน้ อาจนำไปใชในทางทีผ่ ดิ ดวย เราไมทราบวา “สุนขั ” ในทีน่ เี้ ปนสัญลักษณหมายถึงใคร อาจหมายถึงชาวยิวที่ตอตาน หรืออาจหมายถึงคนตางศาสนา (เทียบ 15:26) c คำพังเพยนี้รูจักกันดีในสมัยโบราณ โดยเฉพาะในหมูชาวยิว (ดู ทบต 4:15) แตในรูปแบบเชิง ปฏิเสธ คือ “อยาทำตอผูอื่น สิ่งที่ทานไมปรารถนาใหเขาทำแกทาน” รูปแบบเชิงบวกที่พระเยซูเจา ทรงสอน และนิยมใชกันตอมาเรียกรองมากกวา d คำสอนเรื่องทางสองแพรง คือทางแหงความดีและทางแหงความเลวที่มนุษยตองเลือก เปน คำสอนโบราณทีร่ จู ักดีในหมชู าวยิว (ดู ฉธบ 30:15-20; สดด 1; สภษ 4:18-19; 12:28; 15:24; บสร 15:17; 33:14) คำสอนนีเ้ ขียนไวในหนังสือเล็กๆ ทีม่ ชี อื่ วา Didache และคำแปลภาษาละตินซึง่ มีชอื่ วา Doctrina Apostolorum อิทธิพลของหนังสือนีเ้ ห็นไดใน 5:14-18; 7:12-14; 19:16-26; 22:34-40 และใน รม 12:16-21; 13:8-12 e สำเนาโบราณบางฉบับวา “ประตูที่นำไปสูหายนะนั้นใหญ และหนทางก็กวาง” b


14

คนทีเ่ ขาทางนีม้ จี ำนวนมาก แตประตู และทางซึง่ นำไปสชู วี ติ นัน้ คับแคบ คนที่ พบทางนีม้ จี ำนวนนอย” ประกาศกเทียม “จงระวังประกาศกเทียมfซึง่ มาพบทาน นุงหมเหมือนแกะ แตภายในคือสุนัขปา ดุรา ย 16ทานจะรจู กั เขาไดจากผลงานของ เขา มีใครบางเก็บผลองนุ จากตนหนาม หรือเก็บผลมะเดือ่ เทศจากพงหนาม 17ใน ทำนองเดียวกัน ตนไมพนั ธดุ ี ยอมเกิด ผลดี ตนไมพันธุไมดียอมเกิดผลไมดี 18 ตนไมพันธุดีจะเกิดผลไมดีไมได และ ตนไมพนั ธไุ มดกี ไ็ มอาจเกิดผลดีได 19ตน ไมทกุ ตนทีไ่ มเกิดผลดียอ มถูกโคนทิง้ ในกอง ไฟ 20เพราะฉะนัน้ ทานจะรจู กั ประกาศก เทียมไดจากผลงานของเขา” 15

ศิษยแท “คนที่กลาวแกเราวา ‘พระเจาขา พระเจาขา’ นั้น มิใชทุกคนจะไดเขาสู อาณาจักรสวรรค แตผทู ปี่ ฏิบตั ติ ามพระ ประสงคของพระบิดาของเรา ผสู ถิตใน สวรรคนั่นแหละจะเขาสูสวรรคได 22ใน วันนั้นgหลายคนจะกลาวแกเราวา ‘พระ 21

61

มัทธิว 7:29 เจาขา พระเจาขา ขาพเจาทัง้ หลายได ประกาศพระวาจาในพระนามของพระองค ขับไลปศ าจในพระนามของพระองค และ ไดกระทำอัศจรรยหลายประการในพระนาม ของพระองคมใิ ชหรือ’ 23เมือ่ นัน้ เราจะ กลาวแกเขาวา ‘เราไมเคยรูจักทานทั้ง หลายเลย ทานผกู ระทำความชัว่ จงไป ใหพน หนาเรา’” 24 “ผูใดฟงถอยคำเหลานี้ของเราและ ปฏิบตั ติ าม ก็เปรียบเสมือนคนมีปญ  ญาที่ 25 สรางบานไวบนหิน ฝนจะตก น้ำจะไหล เชี่ยว ลมจะพัดโหมเขาใสบานหลังนั้น บานก็ไมพงั เพราะมีรากฐานอยบู นหิน 26 ผใู ดทีฟ่ ง ถอยคำเหลานีข้ องเรา และไม ปฏิบัติตามก็เปรียบเสมือนคนโงเขลาที่ สรางบานไวบนทราย 27เมือ่ ฝนตก น้ำ ไหลเชีย่ ว ลมพัดโหมเขาใสบา นหลังนัน้ มันก็พงั ทลายลงและเสียหายมาก” ความพิศวงของประชาชน เมือ่ พระเยซูเจาตรัสถอยคำเหลานีจ้ บ แลว ประชาชนตางพิศวงในคำสั่งสอน ของพระองค 29เพราะพระองคทรงสอน เขาอยางผูมีอำนาจ ไมใชสอนเหมือน บรรดาธรรมาจารยของเขาh 28

“ประกาศกเทียม” หมายถึง อาจารยเท็จที่ทำเปนคนศรัทธา เพื่อแสวงหาผลประโยชนสวนตัว (ดู 24:4ฯ,24) g “ในวันนั้น” หมายถึง วันพิพากษา h บรรดาธรรมาจารยมักจะอาง “ธรรมประเพณี” ของคนโบราณมาสนับสนุนคำสอนของตนเสมอ สำเนาโบราณบางฉบับวา “ธรรมาจารยและฟาริสี” f


มัทธิว 8:1

62

III พระเยซูเจาทรงประกาศอาณาจักรสวรรค ก. เรือ่ งเลา : การอัศจรรยสบิ ประการ พระเยซูเจาทรงรักษาคนโรคเรือ้ น เครือ่ งบูชาตามทีโ่ มเสสกำหนด เพือ่ เปน 1 เมื่อพระเยซูเจาเสด็จลงมาจาก พยานหลักฐานแกคนทัง้ หลาย” ภูเขา ประชาชนจำนวนมากติดตามพระ องค 2ทันใดนัน้ คนโรคเรือ้ นคนหนึง่ มา พระเยซูเจาทรงรักษาผรู บั ใช เฝาพระองค กราบลงทูลวา “พระเจาขา ของนายรอย 5 ถาพระองคพอพระทัย ก็ทรงรักษาขาพ เมือ่ พระองคเสด็จเขาเมืองคาเปอรนา3 เจาใหหายได” พระองคทรงยืน่ พระหัตถ อุม นายรอยคนหนึง่ เขามาเฝาพระองค สัมผัสเขา ตรัสวา “เราพอใจ จงหายเถิด” ทูลออนวอนวา 6“พระองคเจาขา ผรู บั ใช โรคเรื้อนก็หายไปทันทีa 4พระเยซูเจา ของขาพเจาเปนอัมพาตนอนอยูที่บาน ตรัสกับเขาอีกวา “ระวัง อยาบอกใหใครรู ตองทรมานอยางสาหัส” 7พระเยซูเจาจึง เลย จงไปแสดงตนแกสมณะ และถวาย ตรัสกับเขาวา “เราจะไปรักษาเขาใหหาย”

8

8

พระเยซูเจาทรงใชการอัศจรรยเพื่อแสดงอำนาจที่ทรงมีเหนือธรรมชาติ (8:23-27; 14:2233//) โดยเฉพาะเหนือโรคภัยไขเจ็บ (8:1-4,5-13,14-15; 9:1-8,20-22,27-31; 14:14,36; 15:30; 20:2934//; มก 7:32-37; 8:22-26; ลก 14:1-6; 17:11-19; ยน 5:1-16; 9:1-41) เหนือความตาย (มธ 9:2326//; ลก 7:11-17; ยน 11:1-44) เหนือปศาจ (มธ 8:29 เชิงอรรถ k) เรือ่ งเลาเกีย่ วกับการอัศจรรยของ พระเยซูเจาเขียนอยางซื่อๆ ไมเสริมรายละเอียดมากนัก ตางกับเรื่องเลาการอัศจรรยของชาวกรีก หรือของธรรมาจารยชาวยิว ซึง่ มักใชจนิ ตนาการขยายรายละเอียดอยางพิศดาร ความแตกตางยังเห็น ไดชดั เจนยิง่ ขึน้ โดยเฉพาะในการทีพ่ ระเยซูเจาทรงใหความหมายดานจิตใจและสัญลักษณแกการอัศจรรย ของพระองค การอัศจรรยเหลานี้ประกาศวาพระเจาเสด็จมาพิพากษาในยุคพระเมสสิยาห (21:1822//) และประกาศถึงสิทธิพิเศษทีย่ คุ นีน้ ำมาให (11:5 เชิงอรรถ d; 14:13-21; 15:32-39//; ลก 5:411; ยน 2:1-11; 21:4-14) การอัศจรรยเปนเครือ่ งหมายแรกแหงชัยชนะของพระจิตเจาเหนืออาณาจักร ของซาตาน (8:29 เชิงอรรถ k) เหนืออำนาจแหงความชั่ว ไมวาบาป (9:2 เชิงอรรถ b) หรือโรคภัย ไขเจ็บ (8:17 เชิงอรรถ f) แรงบันดาลใจในการทำการอัศจรรยบางครัง้ คือความเมตตาสงสาร (20:34; มก 1:41; ลก 7:13) แตสว นใหญพระองคทรงทำการอัศจรรยเพือ่ ปลุกและเสริมความเชือ่ ใหเขมแข็งขึน้ (มธ 8:10 เชิงอรรถ b; ยน 2:11 เชิงอรรถ f) ดังนั้น พระเยซูเจาทรงทำการอัศจรรยเมื่อทรงไตรตรอง อยางรอบคอบแลวเสมอ ทรงเรียกรองใหรกั ษาความลับเมือ่ ทรงเห็นดวยทีจ่ ะทำการอัศจรรย (มก 1:34 เชิงอรรถ m) และทรงปลอยใหพระบิดาในสวรรคบนั ดาลใหเกิดความเชือ่ ซึง่ มิไดเกิดจาก “เลือดเนือ้ ” (มธ 16:17) เมื่อทรงสงบรรดาอัครสาวกไปประกาศพระอาณาจักร พระองคทรงมอบอำนาจของ พระองคในการรักษาโรคใหเขา (10:1,8//) และเพราะเหตุนมี้ ทั ธิวจึงเลาถึงการอัศจรรยสบิ ประการ (บทที่ 8-9) กอนทีจ่ ะกลาวถึงคำปราศรัยเรือ่ งธรรมทูต (บทที่ 10) การอัศจรรยเหลานีเ้ ปนเครือ่ งหมายรับรอง การเปนธรรมทูตของบรรดาศิษย (มก 16:17ฯ; กจ 2:22; ดู 1:8 เชิงอรรถ j) a


63

8

แตนายรอยทูลตอบวา “พระองคเจาขา ขาพเจาไมสมควรใหพระองคเสด็จเขามา ในบานของขาพเจา แตขอพระองคตรัส เพียงคำเดียวเทานัน้ ผรู บั ใชของขาพเจา ก็จะหายจากโรค 9ขาพเจาเปนคนอยใู ต บังคับบัญชา แตยงั มีทหารอยใู ตบงั คับ บัญชาดวย ขาพเจาสัง่ ทหารคนนีว้ า ‘ไป’ เขาก็ไป สัง่ อีกคนหนึง่ วา ‘มา’ เขาก็มา ขาพเจาสั่งผูรับใชวา ‘ทำนี่’ เขาก็ทำ” 10 เมื่อพระเยซูเจาทรงไดยินเชนนี้ ทรง ประหลาดพระทัย จึงตรัสแกบรรดาผู

มัทธิว 8:13 ติดตามวา “เราบอกความจริงแกทา นทัง้ หลายวา เรายัง ไม เ คยพบใครมีค วาม เชือ่ bมากเชนนีใ้ นอิสราเอลเลย 11เราบอก ทานทัง้ หลายวา คนจำนวนมากจะมาจาก ทิศตะวันออกและตะวันตก และจะนั่ง รวมโตะcกับอับราฮัม อิสอัคและยาโคบ ในอาณาจักรสวรรค 12แตบตุ รแหงอาณา จักรdจะถูกขับไลออกไปในทีม่ ดื ขางนอก ทีน่ นั่ จะมีแตการร่ำไหคร่ำครวญ และขบ ฟนดวยความขุนเคือง”e 13แลวพระเยซู เจาจึงตรัสกับนายรอยวา “จงไปเถิด จง

ความเชื่อที่พระเยซูเจาทรงเรียกรองตั้งแตทรงเริ่มเทศนาสั่งสอน (มก 1:15) และทรงเรียกรอง ตลอดพระภารกิจของพระองค หมายถึงการมีความวางใจและมอบตนแดพระองค ประชาชนตองไม ไวใจในพละกำลังหรือแผนการของตน แตตองมอบตนไวใตอำนาจของพระองคที่เขาเชื่อและยอมให พระวาจาของพระองคชนี้ ำเขา (21:25 เชิงอรรถ p,32; ลก 1:20,45) พระเยซูเจาทรงเรียกรองความเชือ่ เชนนี้ โดยเฉพาะเมือ่ ทรงทำอัศจรรย (8:13; 9:2//,22//,28-29; 15-28; มก 5:36//; 10:52//; ลก 17:19) อัศจรรยไมเปนเพียงกิจการแสดงพระเมตตาเทานัน้ แตยงั เปนเครือ่ งหมายรับรองภารกิจของพระองค และเปนพยานถึงพระอาณาจักร (มธ 8:3 เชิงอรรถ a; ดู ยน 2:11 เชิงอรรถ f) พระองคจึงไมสามารถ ทำอัศจรรยไดหากไมพบความเชือ่ เพราะถาไมมคี วามเชือ่ อัศจรรยกไ็ รความหมายทีแ่ ทจริง (มธ 12:3839; 13:58//; 16:1-4) เนือ่ งดวยความเชือ่ เรียกรองใหคนหนึง่ สละตนทัง้ หมด ไดแกความคิดและจิตใจ จึงเปนการถอมตนทีท่ ำไดไมงา ย หลายคนจึงไมยอมทำ โดยเฉพาะในหมชู าวอิสราเอล (8:10//; 15:28; 27:42//; ลก 18:8) หรือทำโดยไมเต็มใจ (มก 9:24; ลก 8:13) แมแตบรรดาศิษยก็ยังไมคอยยอมเชื่อ (8:26//; 14:31; 16:8; 17:20//) และยังคงลังเลใจหลังจากทีท่ รงกลับคืนพระชนมชีพแลวอีกดวย (28:17; มก 16:11-14; ลก 24:11,25,41) เมื่อความเชื่อมั่นคง ก็กอใหเกิดอัศจรรย (17:20//; 21:21//; มก 16:17) และพระเจาไมทรงปฏิเสธผูวอนขอดวยความเชื่อ (21:22//; มก 9:23) โดยเฉพาะเมื่อวอนขอ อภัยบาป (9:2//; ลก 7:50) และวอนขอความรอดพน เพราะความเชือ่ เปนเงือ่ นไขทีจ่ ำเปนเพือ่ จะไดสงิ่ ทีว่ อนขอนี้ (มก 16:16; ลก 8:12 ดู กจ 3:16 เชิงอรรถ l) c ตามความคิดจาก อสย 25:6 ชาวยิวมักบรรยายความยินดีแหงยุคพระเมสสิยาหวาเปนเหมือน งานเลีย้ ง (ดู มธ 22:2-14; 26:29//; ลก 14:15; วว 3:20; 19:9) d “บุตรแหงพระอาณาจักร” หมายถึง ชาวยิว ซึง่ เปนทายาทโดยธรรมชาติแหงพระสัญญา คนตาง ศาสนาจะเขามาแทนทีเ่ พราะมีความเหมาะสมกวา e “การร่ำไหคร่ำครวญ และขบฟนดวยความขุนเคือง” เปนภาพพจนในพระคัมภีร แสดงถึงความ ผิดหวัง และความลมเหลวของคนชั่ว เมื่อเขาจะเห็นผูชอบธรรมไดรับบำเหน็จรางวัล (ดู โยบ 16:9; สดด 37:12; 112:10) มัทธิวใชภาพนี้บรรยายถึงการถูกลงโทษในนรก b


มัทธิว 8:14 64 เปนไปตามที่ทานเชื่อนั้นเถิด” ผูรับใช ยาหเปนความจริงวา พระองคทรงรับเอา ของเขาก็หายจากโรคในเวลานัน้ เอง ความออนแอของเราไว และทรงแบก ความเจ็บปวยของเราf พระเยซูเจาทรงรักษามารดา ของภรรยาเปโตร ศิษยของพระเยซูเจา 14 ตองอุทิศตนโดยไมมีเงื่อนไข เมือ่ พระเยซูเจาเสด็จเขาไปในบานของ 18 เมื่อพระเยซูเจาทรงเห็นประชาชน เปโตร ทรงเห็นมารดาของภรรยาเปโตร 15 นอนปวยเปนไข พระองคจึงทรงจับ หอมลอมพระองค จึงทรงสัง่ บรรดาศิษย มือนาง นางก็หายไข ลุกขึน้ และรับใช ใหขา มทะเลสาบไปอีกฝง หนึง่ g 19ธรรมา จารยคนหนึ่งเขามาทูลวา “พระอาจารย พระองค ขาพเจาอยากติดตามพระองคไปทุกแหง ทีพ่ ระองคจะเสด็จ” 20พระเยซูเจาจึงตรัส พระเยซูเจาทรงรักษาผปู ว ย จำนวนมาก กับเขาวา “สุนขั จิง้ จอกยังมีโพรง นกใน 16 เย็นวันนัน้ ประชาชนนำผถู กู ปศาจ อากาศยังมีรงั แตบตุ รแหงมนุษยhไมมที ี่ สิงจำนวนมากมาเฝาพระองค พระองค จะวางศีรษะ” 21 ทรงขับปศาจเหลานีอ้ อกไปดวยพระวาจา ศิษยอกี คนหนึง่ ทูลวา “พระองคเจา 17 และทรงบำบัดรักษาผปู ว ยทุกคน เพือ่ ขา ขอทรงอนุญาตใหขาพเจาไปฝงศพ ใหพระวาจาทีไ่ ดตรัสไวทางประกาศกอิส- บิดาของขาพเจาเสียกอน” 22แตพระเยซู ประกาศกอิสยาหไดกลาวไววาผูรับใชของพระเจาได “รับเอา” ความทุกขของเราไวกับตน ใน ความหมายที่วาความทุกขทรมานของผูรับใชเปนการชดเชยบาปของมนุษย มัทธิวยกขอความนี้มา อธิบายวาพระเยซูเจาทรง “ขจัด” ความทุกขโดยทำอัศจรรยรักษาโรค การตีความเชนนี้อาจดูเหมือน วาเปนการบิดเบือนความหมาย แตโดยแทจริงแลวเปนความหมายลึกซึ้งทางเทววิทยา พระเยซูเจา เสด็จมาในโลกในฐานะ “ผูรับใช” เพื่อรับภาระชดเชยบาป เพราะเหตุนี้ พระองคจึงทรงสามารถขจัด ความเจ็บปวยทางรางกายออกไปได ความเจ็บปวยนั้นเปนโทษของบาป g หมายถึง ฝงตะวันออกของทะเลสาบทิเบเรียส h “บุตรแหงมนุษย” เปนวลีซึ่งในพันธสัญญาใหมพบไดในพระวรสาร และใน กจ 7:56; วว 1:13; 14:14 เทานัน้ ไมตอ งสงสัยเลยวา พระเยซูเจาทรงชอบใชวลีนหี้ มายถึงพระองคเอง วลีนมี้ าจากภาษา อาราเมอิก ซึ่งแตเดิมมีความหมายวา “มนุษย” (เทียบ อสค 2:1 เชิงอรรถ b) แตดูเหมือนวาในสมัย ของพระเยซูเจา ผูพูดมักใชวลีนี้หมายถึงตนเอง โดยเฉพาะเพื่อจะไดไมเนนความสำคัญของผูพูด ในเมื่อขอความที่กลาวนั้นฟงแลวดูเหมือนจะเกินความจริงและขัดหู ใน ดนล 7:13 เชิงอรรถ k วลีนี้ ใชหมายถึงผูทรงเกียรติซึ่งจะรับอาณาจักรในวาระสุดทายจากพระเจา ตอมาวลีนี้ใชในความหมาย เดียวกันในหนังสือประเภทวิวรณ Book of Enoch บรรดาผูนิพนธพระวรสารคงเขาใจวลีนี้ใน ความหมายสุดทายนี้ดวย (13:13 เชิงอรรถ e; 26:64 เชิงอรรถ u) f


65

เจาตรัสกับเขาวา “จงตามเรามา และ ปลอยใหคนตายฝงผตู ายของเขาเองเถิด” พระเยซูเจาทรงทำใหพายุสงบ พระเยซูเจาเสด็จลงเรือ บรรดาศิษย ติดตามพระองคไปดวย 24ทันใดนัน้ เกิด พายุแรงกลาในทะเลสาบ คลืน่ สูงจนไม เห็นเรือ แตพระองคบรรทมหลับ 25บรรดา ศิษยจงึ เขามาปลุกพระองค ทูลวา “พระ องคเจาขา ชวยดวยเถิด เรากำลังจะ พินาศอยูแลว” 26พระองคจึงตรัสกับเขา วา “ทำไมจึงตกใจกลัวเลา ทานชางมี ความเชือ่ นอยเหลือเกิน” แลวทรงลุกขึน้ บังคับลมและทะเล ทองทะเลก็สงบราบ 23

มัทธิว 8:30 เรียบ คนทัง้ หลายตางประหลาดใจ พูด วา “ทานผนู เี้ ปนใครหนอ ลมและทะเลจึง ยอมเชือ่ ฟงเชนนี”้ 27

ชาวกาดาราผถู ูกปศาจสิง พระเยซูเจาเสด็จขามฟากมาถึงดิน แดนของชาวกาดาราi ผถู กู ปศาจสิงสอง คนj ออกจากบริเวณหลุมศพมาเฝาพระ องค ทัง้ สองคนดุรา ยมากจนไมมใี ครเดิน ผานทางนั้นได 29ทันใดนั้น ทั้งสองคน รองตะโกนวา “ขาแตบุตรของพระเจา ทานมายุงกับเราทำไม ทานมาที่นี่เพื่อ ทรมานเรากอนเวลาหรือ”k 30ไมไกลจาก ทีน่ นั่ มีหมูฝงู ใหญกำลังหากินอยู 28

“กาดารา” เปนแควนที่ไดชื่อมาจากเมืองกาดารา ซึ่งตั้งอยูทางตะวันออกเฉียงใตของทะเลสาบ ทิเบเรียส สำเนาโบราณบางฉบับใชวา “ชาวเกราเซน” Gerasenes (มก ลก และ มธ ฉบับ vulg.) ซึ่ง เปนนามที่มาจากชื่อเมืองอีกเมืองหนึ่ง คือ Gerasa หรือ Chorsia สำเนาโบราณบางฉบับวา “Gergesenes” หรือชาวแกรเกซาซึ่งเปนอีกเมืองหนึ่งตามความคิดของ Origen เพราะวาทั้งเมือง Gadara และ Gerasa อยูหางจากทะเลสาบหลายกิโลเมตร j ในการเลาเรือ่ งการอัศจรรยและการรักษาโรค มัทธิวจะเลาวาบุคคลทีเ่ กีย่ วของมีสองคน เชน ผถู กู ปศาจสิงสองคนในเรื่องนี้ แตใน มก และ ลก มีเพียงคนเดียว นอกนั้น ยังมีเรื่องคนตาบอดสองคน ทีเ่ มืองเยรีโค (20:30) คนตาบอดสองคนทีเ่ มืองเบธไซดา ซึง่ อาจเปนเหตุการณเดียวกับที่ มธ เลาซ้ำอีก (9:27) k พระเยซู เ จ า ทรงทำลายอาณาจั ก รของซาตานด ว ยพระอานุ ภ าพเหนื อ ป ศ าจ (12:28//; ลก 10:17-19; เทียบ ลก 4:6; ยน 12:31 เชิงอรรถi) และทรงสถาปนาพระอาณาจักรของพระเมสสิยาห ซึ่งอยูภายใตอิทธิพลของพระจิตเจา (อสย 11:2 เชิงอรรถ c; ยอล 3:1ฯ การถูกปศาจสิง 12:43-45, 43 เชิงอรรถ n) มักจะมีความเจ็บไข อันเปนเครื่องหมายเดนชัดของอำนาจของซาตานตามมาดวย (9:2 เชิงอรรถ b, ลก 13:16) เพราะฉะนั้น เรื่องการไลปศาจในพระวรสาร ซึ่งบอย ๆ เลาวาเปนการไล ปศาจเพียงอยางเดียวเทานัน้ เหมือนกับทีน่ ี่ (ดู 15:21-28//; มก 1:23-28//; ลก 8:2) นาจะเปนการรักษา โรคควบคูไปดวย (มธ 9:32-34; 12:22-24//; 17:14-18; ลก 13:10,17) แมวาชาวอิสราเอลปฏิเสธ ไมยอมรับพระเยซูเจา (12:24-32) บรรดาปศาจไมมีความสงสัยในพระองคเลย เชนที่นี่และใน มก 1:24//; 3:11//; ลก 4:41; กจ 16:17; 19:15 พระเยซูเจาทรงมอบอำนาจไลปศาจใหแกบรรดา ศิษยพรอมกับอำนาจรักษาโรคโดย อัศจรรย (10:1,8// ; ซึง่ มีความตอเนือ่ งกัน, 8:3 เชิงอรรถ a; 4:24; 8:16//; ลก 13:32) i


มัทธิว 8:31 66 31 พวกปศาจจึงออนวอนพระองควา จึงตรัสวา “ทานคิดรายในใจทำไม 5อยาง “ถาทานขับไลพวกเรา ขอไดสง เราเขาไป ใดงายกวากัน การบอกวา ‘บาปของทาน ในหมูฝงู นัน้ เถิด” 32พระองคตรัสกับมันวา ไดรบั การอภัยแลว’ หรือบอกวา ‘ลุกขึน้ “จงไปเถิด” พวกปศาจจึงออกไปสิงในหมู เดินไปเถิด’ 6แตเพือ่ ใหทา นทราบวา บุตร หมูทงั้ ฝูงตางวิง่ กระโจนจากหนาผาลงไป แหงมนุษยมอี ำนาจอภัยบาปไดบนแผนดิน ในทะเลสาบ จมน้ำตาย 33คนเลีย้ งหมูหนี นี”้ พระองคจงึ ตรัสสัง่ คนอัมพาตวา “จง เขาไปในเมืองเลาเรือ่ งทัง้ หมดนีแ้ ละเรือ่ ง ลุกขึน้ แบกแคร กลับบานเถิด” 7เขาก็ คนถูกปศาจสิงดวย 34คนทัง้ เมืองตางออก ลุกขึน้ กลับไปบาน 8เมือ่ ประชาชนเห็นดัง มาเฝาพระเยซูเจา เมือ่ เห็นพระองค ก็ นี้ ตางมีความกลัว ถวายพระเกียรติแด ทูลขอพระองคใหเสด็จออกไปจากเขตแดน พระเจา ผูประทานอำนาจเชนนี้ใหแก ของเขา มนุษยc พระเยซูเจาทรงรักษาคนอัมพาต 1 พระเยซูเจาเสด็จลงเรือขามฝง กลับมายังเมืองของพระองคa 2ทันใดนัน้ มีผหู ามคนอัมพาตคนหนึง่ นอนบนแครมา เฝาพระองค เมื่อพระเยซูเจาทรงเห็น ความเชื่อของเขา จึงตรัสแกคนอัมพาต วา “ทำใจดีๆ ไวเถิด ลูกเอย บาปของทาน ไดรบั การอภัยแลว”b 3ธรรมาจารยบาง คนคิดในใจวา “คนนีก้ ลาวดูหมิน่ พระเจา” 4 พระเยซูเจาทรงทราบความคิดของเขา

9

9

พระเยซูเจาทรงเรียกมัทธิว ขณะทีพ่ ระเยซูเจาทรงดำเนินไปจากที่ นัน่ ทรงเห็นชายคนหนึง่ ชือ่ มัทธิวd กำลัง นัง่ อยทู ดี่ า นภาษี จึงตรัสสัง่ เขาวา “จงตาม เรามาเถิด” เขาก็ลกุ ขึน้ ตามพระองคไป 9

พระเยซูเจาเสวยพระกระยาหาร รวมกับคนบาป 10 ขณะทีพ่ ระเยซูเจาทรงรวมโตะเสวย พระกระยาหารทีบ่ า นของมัทธิว คนเก็บ

หมายถึง เมืองคาเปอรนาอุม (ดู 4:13) b พระเยซูเจาทรงมีเจตนาทีจ่ ะรักษาโรคฝายจิตเปนอันดับแรก และทรงรักษาโรคทางกายพรอมกับ รักษาโรคฝายจิตดวย อยางไรก็ตาม พระวาจาของพระองคในขอนี้ก็มีคำสัญญาที่จะรักษาโรคทาง กายดวย เพราะความเจ็บไขนนั้ นับไดวา เปนผลของบาปทีผ่ ปู ว ยเองหรือบิดามารดาไดกระทำ (ดู 8:29 เชิงอรรถ k; ยน 5:14; 9:2) c “มนุษย” ในทีน่ อี้ ยใู นรูปพหูพจน ชีใ้ หเห็นวามัทธิวกำลังคิดถึงศาสนบริกรทีจ่ ะใชอำนาจนี้ พระ เยซูเจาจะทรงมอบอำนาจอภัยบาปใหแกกลุมคริสตชน ใน 18:18 d ใน มก และ ลก เลาวาผูที่พระเยซูเจาทรงเรียกนี้ชื่อ เลวี a


67

ภาษีและคนบาปหลายคน มารวมโตะกับ พระองคและบรรดาศิษย 11เมือ่ เห็นดังนี้ ชาวฟาริ สี จึ ง ถามศิ ษ ย ข องพระองค วา “ทำไมอาจารยของทานจึงกินอาหารรวม กับคนเก็บภาษีและคนบาปเลา” 12พระ เยซูเจาทรงไดยินดังนั้น จึงตรัสตอบวา “คนสบายดียอมไมตองการหมอ แตคน เจ็บไขตอ งการ 13จงไปเรียนรคู วามหมาย ของพระวาจาทีว่ า ‘เราพอใจความเมตตา กรุณา มิใชพอใจเครื่องบูชา’f เพราะเรา ไมไดมาเพือ่ เรียกคนชอบธรรม แตมาเพือ่ เรียกคนบาป” e

การถกเถียงเรือ่ งการจำศีลอดอาหาร 14 วันหนึ่งบรรดาศิษยของยอหนgเขา

มัทธิว 9:17 มาทูลถามพระเยซูเจาวา “ทำไมพวกเรา และพวกฟาริสีจำศีลอดอาหาร แตศิษย ของทานไมจำศีลเลย” 15พระองคทรงตอบ วา “ผูรับเชิญมาในงานแตงงานจะโศก เศราหรือ ขณะที่เจาบาวhยังอยูกับเขา แตจะมีวันหนึ่งที่เจาบาวจะถูกแยกไปi วันนั้นเขาจะจำศีลอดอาหาร 16ไมมีใคร นำผาใหมไปปะเสื้อเกา เพราะผาใหมที่ นำมาปะเสื้อเกานั้นจะหดตัว ทำใหรอย ขาดมากกวาเดิม 17ไมมีใครใสเหลาองุน ใหมลงในถุงหนังเกา เพราะถุงหนังจะ ขาด เหลาองุนจะรั่วและถุงหนังจะเสีย หายไปดวย แตเขายอมใสเหลาองนุ ใหม ลงในถุงหนังใหม และทัง้ สองอยางjจะไม เสียหาย”

“คนบาป” หมายถึง ผทู มี่ คี วามประพฤติหรือมีอาชีพนารังเกียจ (ดู 5:46 เชิงอรรถ u) ทำใหถอื วา “มีมลทิน” และถูกกีดกันจากสังคม ผคู นทัว่ ไปคิดวาเขาไมสามารถปฏิบตั ติ ามกฎเกณฑเรือ่ งอาหารได อยางถี่ถวน จึงเปนปญหาอยางมากวาเราจะรวมกินอาหารกับเขาไดหรือไม (มก 7:3-4,14-23ฯ; กจ 10:15 เชิงอรรถ e; 15:20 เชิงอรรถ t; กท 2:12; ดู รม 14; 1คร 8:9 ดวย) f พระเจาพอพระทัยความเมตตากรุณาจากใจจริง ซึ่งเปนคุณสมบัติภายในมากกวาจะเรียกรอง การปฏิบัติตามกฎหมายภายนอกอยางถี่ถวน คำสอนนี้เปนคำสอนหลักของบรรดาประกาศก (อมส 5:21 เชิงอรรถ n) g “ยอหน” หมายถึง ยอหนผทู ำพิธลี า ง ศิษยของยอหนปฏิบตั เิ ชนเดียวกับชาวฟาริสี คือจะจำศีลอด อาหารแมในวันทีธ่ รรมบัญญัตมิ ไิ ดกำหนดไว โดยหวังวาความศรัทธาเชนนีจ้ ะทำใหวนั ขององคพระผู เปนเจามาถึงเร็วขึน้ h เจาบาว คือ พระเยซูเจา มิตรสหายของพระองคจึงไมอาจจำศีลอดอาหารได เพราะยุคของพระ เมสสิยาหเริ่มตนแลว i “แยกไป” เปนการทำนายถึงการสิ้นพระชนมของพระเยซูเจาอยางชัดเจน j เสือ้ เกาและถุงหนังเกา หมายถึง ขอปฏิบตั บิ างขอของศาสนายิวทีจ่ ะตองยกเลิกไป เสือ้ ใหมและ เหลาองนุ ใหมหมายถึงจิตตารมณใหมแหงพระอาณาจักรของพระเจา การปฏิบตั คิ ารวกิจเพิม่ เติมของ บรรดาศิษยของยอหนและของชาวฟาริสีพยายามจะใหชีวิตใหมแกระบบเกา แตอันที่จริงกลับทำให ระบบเกาถึงจุดจบเร็วขึ้น พระเยซูเจามิไดทรงเพียงแตเพิ่มเติมหรือซอมแซมระบบเกา พระองคทรง ตองการสรางสิ่งใหมจริงๆ แมจิตตารมณของการปฏิบัติตามธรรมบัญญัติก็ตองถูกยกใหสูงขึ้นดวย e


มัทธิว 9:18 68 พระเยซูเจาทรงรักษาหญิงตกเลือด ออกไปขางนอกแลว พระองคจงึ เสด็จเขา ทรงปลุกบุตรหญิงของหัวหนา ไป ทรงจับมือเด็กหญิง เด็กนั้นก็ลุกขึ้น 26 ใหคืนชีวิต ขาวเรือ่ งนีจ้ งึ แพรออกไปทัว่ แควนนัน้ 18 ขณะที่พระเยซูเจากำลังตรัสอยูนั้น พระเยซูเจา หัวหนาคนหนึง่ kเขามากราบพระบาท ทูล วา ทรงรักษาคนตาบอดสองคน 27 “บุตรหญิงของขาพเจาเพิง่ สิน้ ใจ เชิญ ขณะที่พระเยซูเจากำลังเสด็จออก พระองคเสด็จไปปกพระหัตถเหนือเขาเถิด จากทีน่ นั่ คนตาบอดสองคนตามพระองค เขาจะไดมชี วี ติ ” 19พระเยซูเจาทรงลุกขึน้ ไป รองตะโกนวา “โอรสของกษัตริย เสด็จตามเขาไปพรอมกับบรรดาศิษย ดาวิดm โปรดเมตตาเราเถิด” 28เมือ่ เสด็จ 20 ขณะนั้น หญิงคนหนึ่งเปนโรคตก มาถึงบาน คนตาบอดเขามาเฝาพระองค เลือดมาสิบสองปแลว เขามาขางหลัง พระเยซูเจาจึงตรัสถามวา “ทานเชื่อวา สัมผัสฉลองพระองค 21นางคิดวา “ถาฉัน เราทำเชนนัน้ ไดหรือ” เขาทัง้ สองตอบวา เพียงสัมผัสฉลองพระองคเทานัน้ ฉันก็จะ “เชือ่ พระเจาขา” 29พระองคจงึ ทรงสัมผัส หายจากโรค” 22พระเยซูเจาทรงหันมา ตาของเขา ตรัสวา “จงเปนไปตามทีท่ า น เห็นเขา จึงตรัสวา “ลูกเอย ทำใจดี ๆ ไว เชือ่ เถิด” 30 ความเชื่อของทาน ชวยทานใหรอดพน แลวตาของเขาทั้งสองคนก็เริ่มมอง แลว” หญิงนั้นก็หายจากโรคนับแตเวลา เห็น พระเยซูเจาทรงกำชับเขาอยางเขม นัน้ 23เมือ่ พระเยซูเจาเสด็จมาถึงบานของ งวดวา “ระวัง อยาบอกใหใครรูเรื่องนี้” หัวหนาคนนัน้ ทรงเห็นคนเปาขลยุ และ 31แตเมือ่ ทัง้ สองคนออกไปก็ประกาศเรือ่ ง ผคู นกำลังชุลมุนวนุ วายlจึงตรัสวา 24“ออก ของพระองคทวั่ แควนนัน้ ไปเถิด เด็กหญิงคนนีย้ งั ไมตาย เพียงแต นอนหลับไปเทานัน้ ” พวกนัน้ ตางหัวเราะ พระเยซูเจาทรงรักษาคนถูกปศาจสิง 32 เยาะพระองค 25เมื่ อ คนกลุ ม นั้ น ถู ก ไล เมือ่ คนทีเ่ คยตาบอดทัง้ สองคนจากไป คงจะเปน “หัวหนาศาลาธรรม” ซึ่งมาระโก และลูกา ใหชื่อวา ไยรัส ในตะวันออกกลาง ผูร่ำไหไวทุกขมักจะตีอกชกหัวสงเสียงดังจนดูชุลมุนวุนวาย m “โอรสของกษัตริยดาวิด” เปนชื่อเรียกพระเมสสิยาห (2 ซมอ 7:1 เชิงอรรถ a; เทียบ ลก 1:32; กจ 2:30; รม 1:3 เปนชือ่ ทีช่ าวยิวคนุ หูดี มก 12:35; ยน 7:42) มัทธิวใชชอื่ นีก้ บั พระเยซูเจาบอยกวาผอู นื่ (มธ 1:1;12:23; 15:22; 20:30//; 21:9,15) แตพระเยซูเจาทรงลังเลในการใชชอื่ นี้ เพราะเปนชือ่ ทีก่ ลาวถึง พระเมสสิยาหในฐานะทีเ่ ปนมนุษยเทานัน้ (22:41-46; ดู มก 1:34 เชิงอรรถ m ดวย พระองคพอพระทัย ใชสำนวนที่คลุมเครือวา “บุตรแหงมนุษย” มากกวา (8:20 เชิงอรรถ h) k l


69

แลว มีผพู าคนใบถกู ปศาจสิงคนหนึง่ มา เฝาพระเยซูเจา 33ครัน้ ปศาจถูกขับออก ไปแลว คนใบก็พูดได ประชาชนตาง ประหลาดใจ กลาววา “ยังไมเคยเห็นอะไร เชนนี้เลยในอิสราเอล” 34แตชาวฟาริสี กลาววา “คนนี้ขับไลปศาจดวยอำนาจ ของเจาแหงปศาจนัน่ เอง”n ความทุกขของประชาชน พระเยซูเจาเสด็จไปตามเมืองและ ตามหมูบาน ทรงสั่งสอนในศาลาธรรม 35

มัทธิว 10:2 ทรงประกาศขาวดีเรื่องพระอาณาจักร ทรงรักษาโรคและความเจ็บไขทกุ ชนิด 36 เมื่ อ พระองค ท อดพระเนตรเห็ น ประชาชนก็ทรงสงสาร เพราะเขาเหลา นั้นเหน็ดเหนื่อย และทอแทประดุจฝูง แกะที่ไมมีคนเลี้ยงo 37แลวพระองคตรัส แกบรรดาศิษยวา “ขาวที่จะเก็บเกี่ยว มีมาก แตคนงานมีนอ ย 38จงวอนขอเจา ของนาใหสง คนงานมาเก็บเกีย่ วขาวของ พระองคเถิด”

ข. คำสัง่ สอนสำหรับบรรดาอัครสาวก พระเยซูเจาทรงสงอัครสาวก เขาขับไลปศ าจ ใหรักษาโรคและความ สิบสองคน เจ็บไขทกุ ชนิด 1 2 พระเยซู เ จ า ทรงเรี ย กศิ ษ ย อัครสาวกสิบสองคนมีนามดังนีb้ คน สิบสองคนเขามาพบa ประทานอำนาจให แรกคือซีโมน ผมู สี มญาวาเปโตร กับอัน-

10

สำเนาโบราณบางฉบับ (Western Text) ละขอความขอนี้ o “ฝูงแกะไมมคี นเลี้ยง” เปนภาพเปรียบเทียบที่พบไดบอย ๆ ในพระคัมภีร (กดว 27:17; 1 พกษ 22:17; ยดธ 11:19; อสค 34:5) a มัทธิวสมมติวา ผอู า นทราบดีแลววาพระเยซูเจาไดทรงเลือกอัครสาวกสิบสองคน จึงไมได เลาถึงการคัดเลือกอีก สวนมาระโกและลูกาเลาถึงการคัดเลือกอยางชัดเจน โดยแยกจากเรือ่ งการสง อัครสาวกไปประกาศขาวดี b รายนามอัครสาวกสิบสองคน พบไดสคี่ รัง้ ใน มก, ลก, มธ และ กจ ซึง่ แบงชือ่ ทัง้ สิบสองออกเปน สามกลุม ๆ ละสี่ชื่อ ชื่อแรกของแตละกลุมคือ เปโตร ฟลิป และยากอบบุตรของอัลเฟอัส สวนลำดับ ชื่อในแตละกลุมไมคงที่ กลุมแรกเปนชื่อศิษยที่ใกลชิดที่สุดกับพระเยซูเจา มก และ ลก เรียงลำดับ ดังนี้คือเปโตร อันดรูว ยากอบและยอหน แต มก และ กจ เรียงลำดับดังนี้คือเปโตร ยากอบ ยอหน และอันดรูว เพื่อแสดงวาอัครสาวกสามคนแรกมีความใกลชิดกับพระเยซูเจาเสมอกัน (ดู มก 5:37 เชิงอรรถ d) ตอมาใน กจ ชื่อยากอบบุตรเศเบดีถูกใสไวหลังชื่อของยอหนนองชาย เพราะขณะนั้น ยอหนมีความสำคัญมากกวา (ดู กจ 1:13; 12:2 และ ลก 8:51 เชิงอรรถ f; 9:28) อัครสาวกที่มีชื่อ ในกลุมที่สอง ดูเหมือนจะมีความสัมพันธพิเศษกับผูที่มิใชชาวยิว ใน มธ และ กจ ชื่อมัทธิวตกไปอยู ลำดับสุดทาย มธ เทานั้นกลาววามัทธิวเปนคนเก็บภาษี อัครสาวกในกลุมที่สามเปนผูที่ยึดมั่นใน ขนบธรรมเนียมของชาวยิวอยางเหนียวแนน ธัดเดอัส (บางฉบับวา Lebbaeus) ใน มธ และ มก n

10


มัทธิว 10:3 70 ดรูวนองชายของเขา ยากอบบุตรของ ตัว อยาสวมรองเทา อยาถือไมเทา เพราะ เศเบดีกับยอหนนองชาย 3ฟลิปและ คนงานยอมมีสิทธิ์ไดรับอาหารอยูแลว” 11 “เมือ่ ทานเขาไปในเมืองหรือหมบู า น บารโธโลมิว โธมัสและมัทธิวคนเก็บภาษี 4 ยากอบบุตรอัลเฟอัส และธัดเดอัส ซีโมน จงดูวา ผใู ดทีน่ นั่ เปนผเู หมาะสมทีจ่ ะตอนรับ จากกลมุ ชาตินยิ ม และยูดาสอิสคาริโอท ทาน แลวจงพักอยกู บั เขาจนกวาทานจะ ตอมายูดาสผนู ที้ รยศพระองค 5พระเยซู จากไป 12เมือ่ ทานเขาไปในบานใดจงให เจาทรงสงอัครสาวกสิบสองคนนี้ออกไป พรแกบานนัน้ d 13ถาบานนั้นสมควรได ทรงสั่งเขาวา “อยาเดินตามทางของคน รับพร จงใหสันติสุขของทานมาสูบาน ตางชาติ อยาเขาไปในเมืองของชาว นัน้ ถาบานนัน้ ไมสมควรไดรบั พร จงให สะมาเรีย 6แตจงไปหาแกะพลัดฝูงของ สันติสุขกลับมาหาทาน” 14 วงศวานอิสราเอลกอนc 7จงไปประกาศ “ถาผใู ดไมตอ นรับทาน หรือไมฟง 8 วา อาณาจักรสวรรคใกลเขามาแลว จง ทาน จงออกจากบานหรือเมืองนัน้ จง รักษาคนเจ็บไข จงปลุกคนตายใหกลับ สลั ด ฝุ น จากเท า ออกเสี ย ด ว ย e 15เรา คืนชีพ จงรักษาคนโรคเรื้อนใหสะอาด บอกความจริงแกทา นทัง้ หลายวา ในวัน จงขับไลปศาจใหออกไป ทานไดรับมา พิพากษา เมืองโสดมและเมืองโกโมราห โดยไมเสียคาตอบแทนก็จงใหเขาโดยไม จะรับโทษเบากวาโทษของเมืองนัน้ 16จง รับคาตอบแทนดวย 9อยาหาเหรียญทอง ฟงเถิด เราสงทานไปเหมือนแกะในฝูง เหรียญเงินหรือเหรียญทองแดงใสในไถ สุนัขปา ทานจงฉลาดประดุจงูและซื่อ 10 เมือ่ เดินทาง อยามียา ม อยามีเสือ้ สอง ประดุจนกพิราบ” อาจเปนคนเดียวกับยูดา บุตรของยากอบใน ลก และ กจ ซีโมนจากกลุมชาตินิยม เปนการแปล ความหมายของคำภาษาอาราเมอิก ใน มธ และ มก วา Simon qan’ana ชื่อของยูดาส อิสคาริโอท อยูในตำแหนงสุดทายเสมอ “อิสคาริโอท” อาจแปลไดวา “ชาวคาริโอท” (เทียบ ยชว 15:25 แต อาจมาจากภาษาอาราเมอิกวา sheqarya ซึ่งแปลวา “คนโกหก คนปลิ้นปลอน” ก็ได c “วงศวานอิสราเอล” เปนสำนวนทีพ่ บบอย ๆ ในพระคัมภีร หมายถึง ประชากรอิสราเอล ซึง่ พระเจา ทรงเลือกสรรเปนพิเศษใหมารับพระพรทีท่ รงสัญญาไว ชาวยิวจึงเปนพวกแรกทีจ่ ะไดรบั ผลการกอบกู ของพระเมสสิยาห (ดู กจ 8:5; 13:5 เชิงอรรถ e) d ในดินแดนทางตะวันออกกลาง เมือ่ มีการคำนับทักทายกันจะมีการใหพร ขอใหมสี นั ติสขุ สันติสขุ ซึ่งเปนพรที่ใหกันนี้ ชาวเซมิติคิดวาเปนสิ่งที่มีความเปนอยูไดดวยตนเอง ถาไมเกิดผลตอผูที่รับ พร นัน้ ก็จะตองกลับมาหาผทู ใี่ หพร e วลีนเี้ ปนสำนวนทีใ่ ชกนั ในหมชู าวยิว ฝนุ จากประเทศอืน่ นอกจากแผนดินศักดิส์ ทิ ธิถ์ อื วามีมลทิน ในขอความนี้ มลทินเกิดจากที่ใดไมวาที่ไมยอมรับฟงพระวาจา


ธรรมทูตจะถูกเบียดเบียน “จงระมัดระวังตนจากมนุษย เขาจะ มอบทานทีศ่ าลg และเฆีย่ นทานในศาลา ธรรมของเขา 18ทานจะถูกนำตัวไปตอ หนาผูวาราชการและเฉพาะพระพักตร กษัตริยเ พราะเราเปนเหตุ เพือ่ เปนพยาน ยืนยันแกเขาและแกบรรดาชนตางชาติตา ง ศาสนา 19เมื่อเขาจะมอบทานที่ศาลนั้น อยาวิตกกังวลวาจะพูดอยางไรหรือพูดอะไร สิง่ ทีท่ า นจะพูดนัน้ จะไดรบั การดลใจในเวลา นัน้ เอง 20เพราะทานจะมิไดพดู ดวยตนเอง แตพระจิตของพระบิดาของทานจะตรัสใน ทาน” 21 “พีจ่ ะฟองนอง นองจะฟองพีใ่ หตอ ง โทษถึงตาย พอจะฟองลูก ลูกจะลุกขึน้ กลาวโทษพอแมใหถึงตาย” 22 “คนทัง้ ปวงจะเกลียดชังทานเพราะนาม ของเรา แตผทู ยี่ นื หยัดจนถึงวาระสุดทาย ก็จะรอดพน 23เมือ่ เขาจะเบียดเบียนทาน f

17

71

มัทธิว 10:28 ในเมืองหนึง่ จงหลบหนีไปอีกเมืองหนึง่ h เราบอกความจริงแกทา นทัง้ หลายวา กอน ที่ทานจะไปทั่วทุกหัวเมืองของอิสราเอล บุตรแหงมนุษยก็จะเสด็จกลับมาแลว”i 24 “ศิษยยอ มไมอยเู หนืออาจารย และ ผรู บั ใชยอ มไมอยเู หนือนาย 25ถาศิษยเทา เทียมกับอาจารย และผรู บั ใชเทาเทียมกับ นาย ก็เปนการเพียงพอแลว ถาเขาเรียก เจาบานวา ‘เบเอลเซบูล’ เขาจะเรียกลูก บานรายกวานัน้ สักเทาใด” ธรรมทูตตองไมเกรงกลัวทีจ่ ะพูด 26 “อยากลัวมนุษยเลย ไมมสี งิ่ ใดทีป่ ด บังไว จะไมถกู เปดเผย ไมมสี งิ่ ใดทีซ่ อ น เรน จะไมมใี ครรู 27สิง่ ทีเ่ ราบอกทานในที่ มืด ทานจงกลาวออกมาในทีส่ วาง สิง่ ที่ ทานไดยินกระซิบที่หู จงประกาศบน ดาดฟาหลังคาเรือน”j 28 “อยากลัวผูที่ฆาไดแตกาย แตไม

คำแนะนำในขอ 17-39 สะทอนสถานการณใหมมากกวาเมือ่ ทรงสงศิษยสบิ สองคนไปแพรธรรม เปนครัง้ แรก คำแนะนำเหลานีจ้ งึ เกิดขึน้ ในภายหลังอยางแนนอน มัทธิวบันทึกขอความนีท้ นี่ เี่ พือ่ เปน คูมือที่สมบูรณสำหรับการแพรธรรม g “ศาล” หมายถึง ทัง้ สภาซันเฮดรินตามหัวเมือง และสภาซันเฮดรินใหญในกรุงเยรูซาเล็ม (เทียบ 5:21-22) h สำเนาโบราณบางฉบับเติม “ถาเขาจะเบียดเบียนทานในเมืองนี้อีก ก็จงหนีไปเมืองอื่น” i การเสด็จกลับมาของบุตรแหงมนุษยทกี่ ลาวถึงในทีน่ ี้ มิไดหมายถึงวันสิน้ พิภพ แตหมายถึงการที่ พระเจาทรงลงโทษอิสราเอล พระองค “เสด็จเยี่ยม” ประชากรที่ไมซื่อสัตยตอพระองคในขณะนี้ ทำ ใหยุคแหงพันธสัญญาเดิมสิ้นสุดลงเมื่อกรุงเยรูซาเล็มและพระวิหารถูกทำลายในป ค.ศ. 70 (ดู 24:1 เชิงอรรถ a) j เมื่อพระเยซูเจาทรงเห็นวาคำสั่งสอนที่ทรงสอนประชาชนทั่วไปไมประสบผลสำเร็จ พระองคจึง ทรงหันมาสั่งสอนบรรดาศิษยเปนการสวนตัว ในภายหลังศิษยเหลานี้จะมีหนาที่ถายทอดคำสอนนี้ ทั้งหมดโดยไมตองหวาดกลัว ถอยคำเดียวกันนี้ เราจะพบไดใน ลก แตในบริบทตางกัน บรรดาศิษย f


มัทธิว 10:29 72 อาจฆาวิญญาณได จงกลัวผทู ที่ ำลายทัง้ มารดา แยกบุตรสะใภจากมารดาของ กายและวิ ญ ญาณให พิ น าศไปในนรก สามี 36ศัตรูของคนก็คอื คนทีอ่ ยรู ว มบาน 29 นกกระจอกสองตัว เขาขายกันเพียง กับเขานัน่ เอง” หนึง่ บาทมิใชหรือ ถึงกระนัน้ ก็ไมมนี ก สักตัวเดียวทีต่ กถึงพืน้ ดินโดยทีพ่ ระบิดา การสละตนเองเพือ่ ติดตามพระเยซูเจา 37 ของทานไมทรงเห็นชอบ 30ผมทุกเสนบน “ผทู รี่ กั บิดามารดามากกวารักเรา ก็ 31 ศีรษะของทานถูกนับไวหมดแลว เพราะ ไมคคู วรกับเรา ผทู รี่ กั บุตรชายหญิงมาก ฉะนั้น อยากลัวเลย ทานมีคามากกวา กวารักเรา ก็ไมคคู วรกับเรา 38ผใู ดไมรบั นกกระจอกจำนวนมาก” เอาไมกางเขนของตนแบกตามเรา ผนู นั้ 32 “ทุกคนที่ยอมรับเราตอหนามนุษย ก็ไมคคู วรกับเรา” 39 เราจะยอมรับผูนั้นเฉพาะพระพักตรพระ “ผทู หี่ วงชีวติ ของตนไว ก็จะสูญเสีย k 33 บิดาของเราผูสถิตในสวรรค และผูที่ ชีวติ นัน้ แตผทู ยี่ อมเสียชีวติ ของตนเพราะ ไมยอมรับเราตอหนามนุษย เราก็จะไม เห็นแกเรา จะพบชีวติ นัน้ อีก”m รับผนู นั้ เฉพาะพระพักตรพระบิดาของเรา ผูสถิตในสวรรคดวย” สรุปคำสัง่ สอน 40 “ผทู ตี่ อ นรับทานทัง้ หลาย ก็ตอ นรับ พระเยซูเจาทรงเปนตนเหตุ เรา ผูที่ตอนรับเรา ก็ตอนรับพระองค l ของความขัดแยง ผูทรงสงเรามา” 34 41 “อยาคิดวาเรามาเพือ่ นำสันติภาพมา “ผูที่ตอนรับประกาศก เพราะเรา ใหโลก เรามิไดมาเพือ่ นำสันติภาพ แต เปนประกาศก จะไดรับบำเหน็จรางวัล มาเพื่อนำดาบมาให 35เรามาเพื่อแยก ของประกาศก ผูที่ตอนรับผูชอบธรรม บุตรชายจากบิดา แยกบุตรหญิงจาก เพราะเขาเป น ผู ช อบธรรม จะได รั บ จะตองไมเอาอยางความหนาซื่อใจคดของพวกฟาริสี เพราะวาสิ่งใดที่บรรดาศิษยพยายามซอนเรน ไวจะถูกเปดเผยอยางแนนอน เพราะฉะนั้น เขาจึงตองพูดอยางเปดเผยเสมอ k เมื่อถึงเวลาการพิพากษาครั้งสุดทาย เมื่อพระบุตรจะทรงมอบผูที่ไดเลือกสรรแดพระบิดา (ดู 25:34) l พระเยซูเจาทรงเปน “เครื่องหมายที่จะถูกโตแยง” (ลก 2:34) พระองคมิไดทรงมีเจตนาใหเกิด การแตกแยก แตการแตกแยกนีจ้ ะตองเกิดขึน้ อยางหลีกเลีย่ งไมได เปนผลจากการเรียกรองใหมนุษย ตองตัดสินใจวาจะรับพระองคหรือไม m คำพังเพยนี้ใน มธ ยังรักษาสำนวนโบราณกวาใน มก และ ลก “หวง” เปนอีกความหมายหนึ่ง ของคำภาษากรีกวา “พบ” หรือ “หาใหได” หรือ “เก็บไวสำหรับตน” (เทียบ ปฐก 26:12; สภษ 3:13; 21:21; ฮชย 12:9 ดู มธ 16:25 เชิงอรรถ l ดวย)


73

บำเหน็จรางวัลของผูชอบธรรม” 42 “ผูใดที่ใหน้ำเย็นแมเพียงหนึ่งแกว แกคนใดคนหนึ่งในบรรดาคนธรรมดาๆ n

มัทธิว 11:10 เหลานี้ เพราะเขาเปนศิษยของเรา เรา บอกความจริงแกทานทั้งหลายวา ผูนั้น จะไดรบั บำเหน็จรางวัลอยางแนนอน” o

IV ธรรมล้ำลึกแหงอาณาจักรสวรรค ก. เรือ่ งเลา 1 เมื่อพระเยซูเจาตรัสสั่งสอน โรคเรือ้ นหายจากโรค คนหูหนวกไดยนิ ศิษยสบิ สองคนแลว ก็เสด็จจากทีน่ นั่ ไป คนตายกลับคืนชีพ คนยากจนไดรบั การ เทศนาสัง่ สอนตามเมืองตางๆ ในแควน ประกาศขาวดีd 6ผูที่ไมแคลงใจในเรา กาลิลีa ยอมเปนสุข” 7 ขณะที่คนเหลานั้นกำลังจะจากไป คำถามของยอหนผูทำพิธีลาง พระเยซูเจาตรัสกับประชาชนเกี่ยวกับ คำชมเชยของพระเยซูเจา ยอหนวา “ทานทั้งหลายไปดูอะไรในถิ่น 2 ขณะทีย่ อหนถูกจองจำอยใู นคุก เขา ทุรกันดาร ไปดูตน ออไหวไปมาตามสาย ไดยินขาวกิจการของพระเยซูเจา จึงใช ลมหรือ มิใชเชนนัน้ 8แลวทานไปดูอะไร ศิษยbไปทูลถามพระองควา 3“ทานคือผู เลา ดูคนสวมเสื้อผาสวยงามหรือ คน ที่จะมาหรือเราจะตองรอคอยใครอีก”c ที่สวม เสื้อผาสวยงามอยูในพระราชวัง 4 พระเยซู เ จ า ตรั ส ตอบว า “จงไปบอก 9ถาเชนนัน้ ทานไปดูอะไร ไปดูประกาศก ยอหนถึงสิ่งที่ทานไดยินและไดเห็น 5คน หรือ ถูกแลว เราบอกทาน 10และเหนือ ตาบอดกลับแลเห็น คนงอยเดินได คน กวา ประกาศกเสียอีก ผนู เี้ องทีพ่ ระคัมภีร

11

“ประกาศก” และ “ผชู อบธรรม” (ดู 13:17 และ 23:29 ดวย) เปนคำทีพ่ บคกู นั บอย ๆ ในพระคัมภีร ในที่นี้ หมายถึงผูแพรธรรม และคริสตชนทั่วไป o “ผูต่ำตอย” หมายถึง บรรดาอัครสาวกที่พระเยซูเจาทรงสงไปแพรธรรม (เทียบ 18:1-6, 10,14 และ มก 9:41) a “ในแควนกาลิลี” แปลตามตัวอักษรวา “ของพวกเขา” หมายถึง ของชาวยิว b สำเนาโบราณบางฉบับวา “ศิษยสองคน” c “ใครอีก” ยอหนกำลังรอคอยพระเมสสิยาห ซึ่งพระเจาจะทรงใชมาลงโทษหรือประทานรางวัล แกมนุษย (3:8,10,12) d พระเยซูเจาทรงอางถอยคำของประกาศกอิสยาห เพือ่ แสดงใหยอหนเห็นวากิจการของพระองค เปนยุคของพระเมสสิยาหแลว แตทรงทำอัศจรรยเพื่อชวยเหลือมนุษยใหรอดพน มิไดใชความรุนแรง เพื่อลงโทษ (เทียบ ลก 4:17-21) n

11


มัทธิว 11:11 74 กลาวถึงวา พระเยซูเจาทรงประณาม “เราสงทูตของเรานำหนาทาน คนรวมสมัย 16 เพื่อเตรียมทางไวสำหรับทาน” “เราจะเปรียบคนยุคนีก้ บั สิง่ ใด เขา 11 “เราบอกความจริงแกทา นทัง้ หลาย เปนเสมือนเด็กๆ ทีน่ งั่ ตามลานสาธารณะ วา ในหมผู ทู เี่ กิดจากหญิง ไมมใี ครยิง่ ใหญ รองบอกเพือ่ นๆ วา กวายอหนผทู ำพิธลี าง ถึงกระนัน้ ผตู ่ำ 17พวกเราเปาขลยุ ตอยที่สุดในอาณาจักรสวรรค ก็ยังยิ่ง พวกเจาก็ไมเตนรำ e 12 ใหญกวายอหน ตัง้ แตสมัยของยอหน พวกเรารองเพลงโศกเศรา ผทู ำพิธลี า งจนถึงวันนี้ อาณาจักรสวรรค พวกเจาก็ไมร่ำไห” 18 ตองการความอดทนและความพยายาม “ยอหนมา ไมกนิ ไมดมื่ เขาก็วา ผู ที่ ใ ช ค วามอดทนและความพยายาม ‘คนนีม้ ปี ศ าจสิง’ 19บุตรแหงมนุษยมากิน เทานั้น จึงจะเขาสูอาณาจักรสวรรคไดf และดื่ ม เขาก็ ว า ‘ดู ซิ นั ก กิ น นั ก ดื่ ม 13 ประกาศกทั้งหลายและธรรมบัญญัติ เปนเพื่อนกับคนเก็บภาษีและคนบาป’ ตางประกาศพระวาจาถึงสมัยของยอหน แต พระปรีชาญาณของพระเจาผานการ 14 ถาทานทั้งหลายยอมเชื่อ ยอหนนี่เอง พิสจู นแลววาถูกตองโดยกิจการ”h คือประกาศกเอลียาหซงึ่ จะตองมาg 15ใคร มีหู ก็จงฟงเถิด” พระเยซูเจาตรัสขอความนี้เพื่อเปรียบเทียบยุคสมัย มิใชบุคคล ยอหนแมจะยิ่งใหญแตอยูกอน ยุคของพระเมสสิยาหยงั ไมไดเขามา ขอความนีจ้ งึ มิไดดหู มิน่ ยอหนแตประการใด ยุคของพระเมสสิยาห นั้นยิ่งใหญกวายุคใด ๆ ที่มากอนหนานั้น f “ความอดทนและความพยายาม” แปลตามตัวอักษรวา “ความรุนแรง” ซึ่งเขาใจไดหลายอยาง 1. ความรุนแรงในแงดี คือการเสียสละตนเองแมจะเจ็บปวด เพื่อเขาอยูในพระอาณาจักร 2. ความ รุนแรงผิด ๆ ของผทู ตี่ อ งการสรางพระอาณาจักรดวยกำลัง (เชนกลมุ ชาวยิวชาตินยิ ม) 3. ความรุนแรง แหงอำนาจของปศาจ หรือสมุนของมันในโลก ซึ่งพยายามครอบครองโลกนี้ และขัดขวางความ กาวหนาของพระอาณาจักรของพระเจา 4. อาจเขาใจไดอีกวา “พระอาณาจักรสวรรคมีพลังภายใน ที่จะขยายตัวออกไป นั่นคือ เอาชนะอุปสรรคตาง ๆ เพื่อสถาปนาตนเอง” g ยอหนเปนผปู ด ยุคแหงพันธสัญญาเดิม ทานเปนผตู อ งานทีป่ ระกาศกมาลาคี ประกาศกคนสุดทาย ไดทิ้งไว และทำใหคำทำนายสุดทายของมาลาคีเปนความจริง (มลค 3:23) h “โดยกิจการ” สำเนาโบราณบางฉบับวา “จากลูก ๆ ของตน” (ดู ลก 7:35) ผนู ำชาวยิวประพฤติตน เหมือนเด็กที่เอาใจยาก ไมยอมเลนรวมกับผูอื่นเลย (ไมวาจะเลนงานแตงงาน และงานศพ) เพราะ เขาไมยอมรับขอเสนอใด ๆ จากพระเจา ไมวาจะมาในรูปของความเครงครัดของยอหน หรือจะมาใน ความออนโยนของพระเยซูเจา ทาทีที่แตกตางกันนี้ เขาใจไดจากบทบาทตางกัน ยอหนเปนผูเตรียม ยุคของพระเมสสิยาห แตพระเยซูเจาทรงเปนผสู ถาปนายุคนี้ (เทียบ 9:14-15; 11:11-13) ถึงแมมนุษย e


พระเยซูเจาทรงตำหนิ เมืองริมทะเลสาบ 20 แลวพระเยซูเจาทรงตำหนิบรรดาเมือง ทีพ่ ระองคทรงทำอัศจรรยมากกวาทีเ่ มือง อืน่ เพราะชาวเมืองไมยอมกลับใจวา 21 “จงวิบตั เิ ถิด เมืองโคราซิน จงวิบตั ิ เถิด เมืองเบธไซดา เพราะถาการอัศจรรย ทีเ่ กิดขึน้ ในเจาเกิดขึน้ ทีเ่ มืองไทระและเมือง ไซดอนแลวi ชาวเมืองเหลานั้นคงไดนุง กระสอบ เอาขีเ้ ถาโรยศีรษะ กลับใจเสีย นานแลว 22ฉะนัน้ เราบอกเจาวา ในวัน พิพากษา เมืองไทระ และเมืองไซดอนจะ ไดรบั โทษเบากวาเจา 23 สวนเจา เมืองคาเปอรนาอุม เจายก ตนขึน้ ถึงฟาเทียวหรือ ตรงกันขาม เจา จะตกลงไปถึงแดนผูตาย เพราะวาถา

75

มัทธิว 11:27 การอัศจรรยทเี่ กิดขึน้ ในเจาเกิดขึน้ ทีเ่ มือง โสดมแลว เมืองโสดมก็คงจะอยจู นถึงวัน นี้ 24ฉะนัน้ เราบอกเจาวา ในวันพิพากษา เมืองโสดมจะไดรบั โทษเบากวาเจา” ผตู ่ำตอยไดรบั ขาวดี เวลานัน้ พระเยซูเจาตรัสวา “ขาแต พระบิดา เจาฟาเจาแผนดิน ขาพเจา สรรเสริญพระองคที่ทรงปดบังเรื่องเหลา นี้j จากบรรดาผมู ปี รีชาและรอบรู แตทรง เปดเผยแก บรรดาผูต่ำต อย 26ถู ก แล ว พระบิดาเจาขา พระองคพอพระทัยเชน นัน้ 27พระบิดาทรงมอบทุกสิง่ แกขา พเจา ไม มีใครรจู กั พระบุตร นอกจากพระบิดา และไมมใี ครรจู กั พระบิดา นอกจากพระ บุตรและผูที่พระบุตรเปดเผยใหรู”k 25

จะไมยอมรับแผนการอันทรงปรีชาของพระเจาก็แสดงวาตนถูกตองโดยพฤติกรรมของยอหนและของ พระเยซูเจา “กิจการ” ของพระเยซูเจาโดยเฉพาะอัศจรรยของพระองคชวยใหเกิดความเชื่อมั่น หรือ แสดงความคิดของผทู ไี่ มยอมเชือ่ (ขอ 6 และขอ 20-24) พระเยซูเจายังเปรียบเปนเหมือน “ปรีชาญาณ” (11:28-30; 12:42; 23:24//; ยน 6:35 เชิงอรรถ k; 1คร 1:24) บางคนคิดวาขอความนี้เปนเพียงคำ พังเพยทีก่ ลาวถึงปรีชาญาณผิด ๆ ของผไู มมคี วามเชือ่ ซึ่งจะเก็บเกีย่ วผลเปนการลงโทษจากพระเจา (ขอ 20-24) i “เมืองไทระ และเมืองไซดอน” เปนเมืองที่บรรดาประกาศกเคยตอวาในอดีต จึงนับเปนรูปแบบ ของความอสัตยอธรรม (อสย 23; อสค 26-28; อมส 1:9-10; ศคย 9:2-4) j “เรื่องเหลานี้” ขอ 25-27 ไมตอเนื่องกับเนื้อเรื่องที่ มธ เพิ่งกลาวถึง (ลก จัดขอความนี้ไวที่อื่น) ดังนั้น “เรื่องเหลานี้” ไมไดหมายถึงสิ่งที่เพิ่งกลาวมา แตหมายถึง “ธรรมล้ำลึกแหงพระอาณาจักร” (13:11) ซึ่งพระเจาทรงเปดเผยใหแก “ผตู ่ำตอย” คือบรรดาศิษย (เทียบ 10:42) แตทรงปดบังไวจาก “ผูมีปรีชา” คือจากบรรดาชาวฟาริสีและธรรมาจารย k ขอความในขอ 26-27 นีแ้ สดงวาพระเยซูเจาทรงมีความสำนึกพิเศษถึงความสัมพันธลกึ ซึง้ ทีท่ รง มีกับพระเจา และการที่พระเยซูเจาทรงเรียกบรรดาศิษยมาหาพระองคในขอ 28-30 ทำใหเราคิดถึง ขอความจากวรรณกรรมปรีชาญาณหลายตอน (สภษ 8:22-36; ปชญ 8:3-4; 9:9-18; บสร 24:3-9,1920) ดังนัน้ พระเยซูเจาทรงแสดงวาทรงมีบทบาทเหมือนปรีชาญาณ (ดู 11:19 เชิงอรรถ h) มิใชในแบบ สมมติเปนบุคคลอีกตอไป แตเปนบุคคลจริง ๆ เปน “พระบุตร” ของ “พระบิดา” โดยเฉพาะ (เทียบ


มัทธิว 11:28 76 พระคริสตเจาทรงเปนเจานาย “ดูซิ ศิษยของทานกำลังทำสิง่ ตองหาม ทีส่ ภุ าพออนโยน ในวันสับบาโต”a 3พระองคตรัสตอบวา 28 “ทานทัง้ หลายทีเ่ หน็ดเหนือ่ ย และ “ทานไมไดอา นในพระคัมภีรห รือวากษัตริย แบกภาระหนักl จงมาพบเราเถิด เราจะ ดาวิดและผตู ดิ ตามไดทำสิง่ ใดเมือ่ หิวโหย ใหทานไดพักผอน 29จงรับแอกของเรา 4พระองคเสด็จเขาไปในพระนิเวศนของ แบกไว และมาเปนศิษยของเรา เพราะ พระเจา เสวยขนมปงทีต่ งั้ ถวายพรอมกับ เรามีใจสุภาพออนโยนและถอมตนm จิต บรรดาผตู ดิ ตาม ขนมปงนัน้ ผใู ดจะกินไม ใจของทานจะไดรบั การพักผอน 30เพราะ ได นอกจากบรรดาสมณะเทานัน้ 5ทาน วาแอกของเราออนนุมและภาระที่เราให ไมไดอานในธรรมบัญญัติหรือวา ในวัน ทานแบกก็เบา” สับบาโตนั้น บรรดาสมณะในพระวิหาร ยอมละเมิดวันสับบาโตไดโดยไมมีความ บรรดาศิษยเด็ดรวงขาวใน ผิดb 6เราบอกทานทัง้ หลายวา ทีน่ มี่ สี งิ่ วันสับบาโต ยิ่งใหญกวาพระวิหารเสียอีก 7ถาทาน 1 ครัง้ หนึง่ พระเยซูเจาเสด็จผาน เขาใจความหมายของขอความทีว่ า ‘เรา นาขาวสาลีในวันสับบาโต บรรดาศิษย พอใจความเมตตากรุ ณ า มิ ใ ช พ อใจ รูสึกหิว จึงเด็ดรวงขาวมากิน 2เมื่อชาว เครื่องบูชา’ ทานคงจะไมกลาวโทษผู ฟาริสสี งั เกตเห็นดังนัน้ จึงทูลพระองควา ไม มี ค วามผิ ด 8เพราะบุ ต รแห ง มนุ ษ ย

12

4:3) ขอความนีม้ ีลักษณะคลายกับสำนวนของยอหน (ดู ยน 1:18; 3:11,35; 6:46; 10:15) จึงเปน ขอความที่สะทอนธรรมประเพณีของพระวรสาร “สหทรรศน” ในรูปแบบดั้งเดิมวา พระเยซูเจาทรงมี จิตสำนึกวาทรงเปนบุตรพระเจา เชนเดียวกับที่เราพบในพระวรสารนักบุญยอหน l “ภาระหนัก” คือการปฏิบตั ติ ามธรรมบัญญัตแิ ละกฎเกณฑทชี่ าวฟาริสไี ดเพิม่ เติมขึน้ มา สำนวนวา “แอกของธรรมบัญญัติ” เปนการเปรียบที่ธรรมาจารยใชบอย ๆ (ดู บสร 51:26; ยรม 2:20; 5:5; พคค 3:27; ศฟย 3:9 (LXX); เทียบ อสย 14:25) m “ใจออนโยนและถอมตน” เปนสำนวนที่ใชบอย ๆ เมื่อกลาวถึง “ผูยากจน” ในพันธสัญญาเดิม (ดู ดนล 3:87; ศฟย 2:3 เชิงอรรถ d) พระเยซูเจาทรงรับทาทีเชนนี้ในความสัมพันธกับพระเจามาเปน ของพระองค พระองคจึงทรงอางวาเปนอาจารยสอนปรีชาญาณเชนเดียวกับ “ผูรับใช” ทีป่ ระกาศก อิสยาหกลาวไว (อสย 61:1-2; ลก 4:18; ดู มธ 12:18-21; 21:5) ทาทีเชนนีต้ อ ความยากจนปรากฏชัดใน “ความสุขแทจริง” และในขอความของพระวรสารอีกหลายตอน a ความผิดของบรรดาศิษย มิใชอยทู กี่ ารเด็ดรวงขาวของผอู นื่ ในขณะทีเ่ ดินผานทงุ นา (ฉธบ 23:26 อนุญาตใหทำได) แตอยทู กี่ ารทำเชนนีใ้ นวันสับบาโต นักกฎหมายเห็นวาการทำเชนนีเ้ ปน “งาน” ที่ตองหามโดยธรรมบัญญัติ (อพย 34:21) b ในวันสับบาโต สมณะไมหยุดงาน ตรงขามกลับทำงานมากกวาปกติในศาสนพิธีตาง ๆ

12


77

เปนนายเหนือวันสับบาโต”

c

พระเยซูเจาทรงรักษาชายมือลีบ 9 พระเยซูเจาเสด็จจากที่นั่นเขาไปใน ศาลาธรรม 10ทรงพบชายมือลีบคนหนึง่ ประชาชนบางคนถามพระองควา “ธรรม บัญญัตอิ นุญาตใหรกั ษาโรคในวันสับบาโตหรื อ ไม ” ทั้ ง นี้ เ พื่ อ จะหาเหตุ ก ล า ว โทษพระองค 11แตพระองคทรงตอบเขา วา “ทานใดมีแกะอยูตัวเดียว และแกะ นัน้ ตกบอในวันสับบาโต เขาจะไมไปจับ มันและฉุดขึ้นมาดอกหรือ 12มนุษยคน หนึ่งยอมมีคากวาแกะมากนัก ดังนั้น ธรรมบัญญัติจึงอนุญาตใหทำความดีใน วันสับบาโตได” 13แลวพระองคตรัสกับ ชายผูนั้นวา “จงเหยียดมือซิ” เขาจึง เหยี ย ดมื อ และมื อ นั้ น ก็ ก ลั บ เป น ปกติ เหมือนกับมืออีกขางหนึง่ 14ชาวฟาริสจี งึ ไปชุมนุมปรึกษากันวาจะกำจัดพระองค ไดอยางไร

มัทธิว 12:20 พระเยซูเจาทรงเปน “ผูรับใชของพระยาหเวห” 15 พระเยซูเจาทรงทราบเรือ่ งนี้ จึงเสด็จ ไปจากที่นั่น ผูคนจำนวนมากติดตาม พระองคไป พระองคทรงรักษาทุกคน ใหหายจากโรค 16แตทรงกำชับเขามิให แพรงพรายใหผูใดรู 17ทั้งนีd้ เพือ่ ใหพระ วาจาที่ ต รั ส ทางประกาศกอิ ส ยาห เ ป น ความจริงวา 18 “นีค่ อื ผรู บั ใชทเี่ ราไดเลือกสรรไว นีค่ อื ผทู เี่ รารัก ซึง่ เราโปรดปราน เราจะใหจติ ของเราแกเขา และเขาจะประกาศความยุติธรรมe แกนานาชาติ 19 เขาจะไมทะเลาะวิวาท และจะไม สงเสียงเอ็ดอึง จะไมมใี ครไดยนิ เสียงของเขาตาม ลานสาธารณะ 20 เขาจะไมหกั ตนออทีช่ ้ำแลว เขาจะไมดบั ไสตะเกียงทีย่ งั ริบหรีอ่ ยู

พระเยซูเจาทรงยืนยันเชนนี้ และเมือ่ ทรงรักษาโรคในวันสับบาโต (12:9-14//; ลก 13:10-17;14:16; ยน 5:1-18; 7:19-24; 9) เพือ่ แสดงวา บทบัญญัตขิ องพระเจาไมมผี ลบังคับเด็ดขาดเสมอไป แตจะตอง ผอนผันตามทีค่ วามจำเปนหรือความรักเรียกรอง พระองคทรงมีสทิ ธิอำนาจในการตีความหมายธรรม บัญญัติของโมเสส (ดู 5:17 เชิงอรรถ h; 15:1-7//; 19:1-9//) พระองคทรงมีสิทธิดังกลาวนี้ เนื่องจากวา ทรงเปนผปู ระกาศพระอาณาจักรของพระเมสสิยาห (8:20 เชิงอรรถ h) และไดทรงจัดตัง้ แลวดวย (9:6) บรรดาธรรมาจารยกย็ อมใหมกี ารยกเวนจากธรรมบัญญัตเิ รือ่ งวันสับบาโตได แตเฉพาะในกรณีจำกัด เทานั้น d “ทัง้ นี”้ หมายถึง การทีท่ รงหลีกเลีย่ งมิใหประชาชนประกาศถึงการอัศจรรยทที่ รงรักษาโรค e “ความยุติธรรม” ใหความหมายของคำฮีบรู mishpat (ในฉบับ LXX วา krisis) คำนี้บอย ๆ มี ความหมายวา “การพิพากษา” คือขอกำหนดของพระเจาเกี่ยวกับความสัมพันธระหวางพระเจากับ มนุษย ตามที่ทราบไดโดยที่พระเจาทรงเปดเผย c


มัทธิว 12:21 78 21 จนกวาเขาจะทำใหความยุตธิ รรม ฉะนัน้ พวกพองของทานจะเปนผตู ดั สิน มีชัยชนะ ทาน 28แตถาเราขับไลปศ าจดวยพระจิต นานาชาติจะมีความหวังในนามของเขา” ของพระเจา ก็หมายความวาพระอาณาจักรของพระเจามาถึงทานแลว 29 พระเยซูเจาและเบเอลเซบูล ผูใดจะเขาไปในบานของผูเขมแข็ง 22 ครัง้ หนึง่ มีผนู ำคนตาบอดเปนใบ และปลนทรัพยสนิ ของเขาได ถาไมมดั ผู และถูกปศาจสิงคนหนึ่งมาเฝาพระองค เขมแข็งไวกอ น เมือ่ ทำเชนนีแ้ ลวเทานัน้ พระองคทรงรักษาเขาใหหาย คนนั้นก็ เขาจึงจะปลนบานนัน้ ได 30 ผใู ดไมอยกู บั เรา ยอมเปนปฏิปก ษ พูดไดและมองเห็น 23ประชาชนทุกคน ตางประหลาดใจพูดวา “คนนี้เปนโอรส กับเรา ผใู ดไมรวบรวมสิง่ ตาง ๆ ไวกบั ของกษัตริยด าวิดใชไหม” 24เมือ่ ชาวฟาริสี เรา ยอมทำสิง่ เหลานัน้ กระจัดกระจายไป ไดยินเชนนี้ ก็พูดวา “คนนี้ขับไลปศาจ 31ดังนัน้ เราบอกทานทัง้ หลายวา มนุษย ด ว ยอำนาจของเบเอลเซบู ลf เจ า แห ง จะไดรับการอภัยบาปทุกชนิดรวมทั้งคำ ปศาจนั่นเอง” 25พระเยซูเจาทรงทราบ ดูหมิน่ พระเจาดวย แตคำดูหมิน่ พระจิต ความคิดของเขา จึงตรัสวา “อาณาจักรใด เจาจะไมไดรบั การอภัยเลย 32ใครทีก่ ลาว แตกแยกกันเองยอมพินาศ เมืองใดหรือ รายตอบุตรแหงมนุษยจะไดรับการอภัย ครอบครัวใดแตกแยกกันเองยอมจะตัง้ อยู แตใครทีก่ ลาวรายตอพระจิตของพระเจาจะ ไมได ไมไดรบั การอภัยเลยทัง้ ในโลกนีแ้ ละในโลก 26 ถาซาตานขับไลซาตาน มันก็แตก หนา”h แยกกันเอง แลวอาณาจักรนัน้ จะตัง้ อยไู ด อยางไร 27ถาเราขับไลปศ าจดวยอำนาจ คำพูดชีใ้ หเห็นความคิดในใจ 33 g ของเบเอลเซบูล พวกพองของทาน ขับ “ถาทานปลูกตนไมพนั ธดุ ี ผลก็ยอ ม ไลปศาจดวยอำนาจของใครเลา เพราะ ดีดว ย ถาทานปลูกตนไมพนั ธไุ มดี ผล “เบเอลเซบูล” เปนพระของชาวคานาอัน ชื่อนี้มีความหมายวา “บาอัล เจาชาย” (บางคนอธิบาย ความหมายวา “บาอัลแหงกองปฏิกูล”) ชาวยิวที่นับถือพระเจาองคเดียวจึงเขาใจวา เบเอลเซบูล คือ “เจาแหงปศาจ” รูปคำทีเ่ พีย้ นไปวา “Beelzebub” (Syr. และ Vulg.) เปนการเลนคำใหมคี วามหมายใน เชิงเยาะเยย (พบไดใน 2 พกษ 1:2ฯ) หมายความวา “เจาแหงแมลงวัน” g “พวกพองของทาน” แปลตามตัวอักษรไดวา “ลูก ๆ ของทาน” เปนสำนวนภาษาฮีบรู h การไมยอมรับพระเมสสิยาหอาจจะใหอภัยไดเนื่องจากพระองคทรงแสดงองคในรูป “บุตรแหง มนุษย” คือมนุษยธรรมดา (8:20 เชิงอรรถ h) แตการทีเ่ ห็นกิจการของพระจิตเจา แลวกลับบอกวาเปน สิ่งชั่วราย (เชนในขอ 24) นับเปนการมีเจตนารายโดยตรง การทำเชนนี้ เปนการปฏิเสธไมยอมตอบ สนองพระเจาอยางชัดเจน เปนการปดใจตนเอง ดังนั้น จึงเปนการวางตนอยูนอกขายการรับอภัย f


79

ยอมไมดดี ว ย ทานจะรจู กั ตนไมจากผล ของมัน 34เจาสัญชาติงรู า ยเอย เจาจะพูด ดีไดอยางไรในเมือ่ เจาเปนคนเลว ปาก ยอมพูดสิง่ ทีท่ ว มทนอยใู นใจ 35คนดียอ ม นำสิง่ ดีออกจากขุมทรัพยทดี่ ขี องตน สวน คนเลวยอมนำสิง่ เลวออกจากขุมทรัพยที่ เลวของตน 36เราบอกทานทัง้ หลายวา ใน วันพิพากษา มนุษยจะตองรายงานถึงคำ พูดไรสาระทุกคำiที่เขาเคยพูด 37เพราะ ทานจะพนโทษหรือถูกลงโทษก็จากคำพูด ของทาน” เครือ่ งหมายของประกาศก โยนาห 38 เวลานัน้ ชาวฟาริสแี ละธรรมาจารย บางคนทูลพระเยซูเจาวา “พระอาจารย พวกเราตองการเห็นเครือ่ งหมายอัศจรรย

มัทธิว 12:42 ประการหนึ่ง จากทาน” พระองคทรง ตอบวา “คนชั่วรายและไมซื่อสัตยkตอง การเห็นเครื่องหมายนี้รึ จะไมมีเครื่อง หมายใดใหเห็น เวนแตเครือ่ งหมายของ ประกาศกโยนาหเทานัน้ l 40โยนาหอยใู น ทองปลาสามวันสามคืนฉันใด บุตรแหง มนุษยกจ็ ะอยใู นทองแผนดินสามวันสาม คืนฉันนัน้ m 41ในวันพิพากษา ชาวเมือง นีนะเวหจะลุกขึ้นและกลาวโทษคนยุคนี้ เพราะชาวนีนะเวหไดกลับใจ เมื่อไดฟง คำเทศนของโยนาห แตที่นี่มีผูยิ่งใหญ กวาโยนาหอีก 42ในวันพิพากษา พระ ราชินีแหงทิศใต จะทรงลุกขึ้นและทรง กลาวโทษคนยุคนี้ เพราะพระนางเสด็จ มาจากสุ ด ปลายแผ น ดิ น เพื่ อ ฟ ง พระ ปรีชาสุขมุ ของกษัตริยซ าโลมอน แตทนี่ ี่ มีผูยิ่งใหญกวากษัตริยซาโลมอนอีก” j

39

“คำพูดไรสาระ” หมายถึง การใสความ “เครื่องหมายอัศจรรย” หมายถึง อัศจรรยซึ่งจะพิสูจนวาพระเยซูเจาทรงมีอำนาจ และแสดงวา อำนาจนัน้ เปนอยางไร (เทียบ อสย 7:11ฯ; ยน 2:11 เชิงอรรถ f) เครือ่ งหมายแตประการเดียวทีพ่ ระเจา จะประทานใหก็คือการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูเจา ซึ่งในที่นี้ กลาวไวเปนนัย ๆ เทานั้น k “ไมซื่อสัตย” แปลตามตัวอักษรไดวา “เปนชู นอกใจ” เปนรูปแบบการเปรียบเทียบที่ใชกันมาก ในพันธสัญญาเดิม (ดู ฮชย 1:2 เชิงอรรถ c) l ใน มธ 16:4 ไมอธิบายวา “เครื่องหมายของโยนาห” หมายถึงอะไร แตในขอนี้อธิบายชัดเจนวา หมายถึงการทีพ่ ระเยซูเจาทรงถูกฝงไวเปนเวลา 3 วันกอนทีจ่ ะทรงกลับคืนพระชนมชีพ สวน ลก 11:29ฯ เขาใจวาเครื่องหมายของโยนาหหมายถึงการเทศนสอนของพระเยซูเจา การเทศนสอนของโยนาห ทำใหชาวนีนะเวหกลับใจฉันใด การเทศนสอนของพระเยซูเจานาจะทำใหชาวยิวรวมสมัยกับพระ เยซูเจากลับใจฉันนัน้ ดวย m “สามวันสามคืน” เปนสำนวนจาก ยนา 2:1 กลาวถึงระยะเวลาระหวางการสิ้นพระชนมและการ กลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูเจาโดยประมาณ i

j


มัทธิว 12:43 80 ปศาจกลับมาอีก พระญาติแทของพระเยซูเจา 43 46 “เมื่อปศาจออกไปจากมนุษยแลว ขณะที่ พ ระเยซู เ จ า กำลั ง ตรั ส กั บ n มันทองเทีย่ วไปในทีแ่ หงแลงเพือ่ หาทีพ่ กั ประชาชน พระมารดาและพระญาติของ 44 เมื่อไมพบ มันจึงพูดวา “ขาจะกลับไป พระองคoมายืนอยขู า งนอก ตองการพูด ยังบานของขาทีข่ า จากมา” เมือ่ กลับมาถึง กับพระองคp (47)48พระองคจงึ ตรัสถามผู มันพบวาบานนัน้ วาง ปดกวาดตกแตงไว ที่มาทูลนั้นวา “ใครเปนมารดา ใครเปน เรียบรอย 45มันจึงไปพาปศาจอีกเจ็ดตน พี่นองของเรา” 49แลวทรงยื่นพระหัตถชี้ ทีร่ า ยกวามัน เขามาอาศัยทีน่ นั่ สภาพ บรรดาศิษย ตรัสวา “นี่คือมารดาและพี่ สุดทายของมนุษยผูนั้นจึงเลวรายกวา นองของเรา 50เพราะผทู ปี่ ฏิบตั ติ ามพระ เดิม คนชัว่ รายของยุคนีจ้ ะเปนเชนนี”้ ประสงคของพระบิดาของเราผูสถิตใน สวรรค ผนู นั้ เปนพีน่ อ งชายหญิงและเปน มารดาของเรา”q ข. คำเทศนาเปนอุปมา บทนำ ประชาชนยืน อยูบ นฝง 3พระองคตรัส 1 วันเดียวกันนั้นaพระเยซูเจา สอนเขาหลายเรือ่ งเปนอุปมาb เสด็จออกจากบานมาประทับทีร่ มิ ทะเลสาบ 2 ประชาชนจำนวนมากมาเฝาพระองค อุปมาเรื่องผูหวาน พระองคจงึ เสด็จไปประทับอยใู นเรือ สวน พระองคตรัสวา “จงฟงเถิด ชายคน

13

“ทีแ่ หงแลง” คนโบราณคิดวาสถานทีเ่ ปลีย่ วแหงแลงเปนทีอ่ ยอู าศัยของปศาจ (ดู 8:28; ลนต 16:8 เชิงอรรถ b; 17:7 เชิงอรรถ d; อสย 13:21; 34:14 เชิงอรรถ c; บรค 4:35; วว 18:2) ถึงกระนัน้ ปศาจ ชอบอาศัยในตัวมนุษยมากกวา (8:29 เชิงอรรถ k) o “พระญาติของพระองค” ในทีน่ ไี้ มจำเปนตองเปนลูกของพระนางมารีย แตคงเปนญาติใกลชดิ อาจ เปนลูกพีล่ ูกนองก็ได (ดู ปฐก 13:8; 14:16; 29:15; ลนต 10:4; 1พศด 23:22ฯ) p สำนวนโบราณบางฉบับเพิ่มขอ 47 “มีผูพูดกับพระองควา มารดาและพี่นองของทานกำลัง เสาะหาทาน คอยอยูขางนอก” ซึ่งอาจคัดมาจาก มก 3:32; ลก 8:20 q ความสัมพันธทางจิตใจมีความสำคัญมากกวาความสัมพันธทางสายโลหิต (ดู 8:21ฯ; 10:37; 19:29) a “วันเดียวกันนั้น” เปนการเปลี่ยนฉากเรื่องเทานั้น ไมเปนการบอกเวลาอยางชัดเจน b มธ ตองการใหมีอุปมาเจ็ดเรื่อง (ดู 6:9 เชิงอรรถ d) จึงคัดอุปมา 2 เรื่องจาก มก และเลาเพิ่มอีก 5 เรื่อง n

13


4

หนึง่ ออกไปหวานเมล็ดพืช ขณะทีเ่ ขา กำลังหวานอยนู นั้ บางเมล็ดตกอยรู มิ ทาง เดิน นกก็จกิ กินจนหมด 5บางเมล็ดตก บนพืน้ หินทีม่ ดี ินเล็กนอย ก็งอกขึน้ ทันที เพราะดินไมลกึ 6แตเมือ่ ดวงอาทิตยขนึ้ ก็ถูกเผาและเหี่ยวแหงไปเพราะไมมีราก 7 บางเมล็ดตกในพงหนาม ตนหนามก็ขนึ้ คลุมไว ทำใหเหีย่ วเฉาตายไป 8บางเมล็ด ตกในทีด่ นิ ดี จึงเกิดผลรอยเทาบาง หก สิบเทาบาง สามสิบเทาบาง 9ใครมีหcู ก็ จงฟงเถิด” เหตุผลทีพ่ ระเยซูเจา ตรัสเปนอุปมา 10 บรรดาศิษยเขามาทูลถามพระเยซู เจาวา “ทำไมพระองคตรัสแกพวกเขา เปนอุปมาเลา” 11พระองคทรงตอบวา “พระเจาประทานธรรมล้ำลึกเรื่องอาณา จักรสวรรคใหทานทั้งหลายรู แตไมได ประทานใหแกผอู นื่ 12เพราะผทู มี่ มี ากจะ ไดรบั มากขึน้ จนเหลือเฟอ สวนผทู มี่ นี อ ย

81

มัทธิว 13:17 จะถูกริบสิง่ เล็กนอยทีม่ ไี ปดวยd 13เพราะ ฉะนัน้ เรากลาวแกคนเหลานีเ้ ปนอุปมา ถึงพวกเขามองดูก็ไมเห็น ถึงฟงก็ไมได ยินและไมเขาใจe 14สำหรับคนเหลานี้ คำทำนายของประกาศกอิสยาหก็เปน ความจริงทีว่ า ทานทัง้ หลายจะฟงแลวฟงเลา แตจะไมเขาใจ จะมองแลวมองเลา แตจะไมเห็น 15 เพราะจิตใจของประชาชนนีแ้ ข็งกระดาง เขาทำหูทวนลม และปดตาเสีย เพือ่ ไมตอ งมองดวยตา ไมตอ งฟงดวยหู จะไดไมเขาใจ จะไดไมตอ งกลับใจ เราจะไดไมตอ งรักษาเขา 16 “สวนทานทัง้ หลาย ตาของทานเปน สุขทีม่ องเห็น หูของทานเปนสุขทีไ่ ดฟง 17 เราบอกความจริงแกทา นวา ประกาศก และผูชอบธรรมfจำนวนมาก ปรารถนา จะเห็นสิง่ ทีท่ า นไดเห็นอยู แตกไ็ มไดเห็น ปรารถนาจะไดฟง สิง่ ทีท่ า นฟงอยู แตก็ ไมไดฟง ”

สำเนาโบราณบางฉบับ “สำหรับฟง” เชนเดียวกับใน 11:15; 13:43 สำหรับคนที่มีเจตนาดี ความรูที่เขาไดเรียนรูจากพันธสัญญาเดิม จะเพิ่มพูนและสมบูรณขึ้นใน พันธสัญญาใหม (เทียบ 5:17,20) สวนคนที่มีเจตนารายจะสูญเสียแมสิ่งที่มีอยูแลวคือธรรมบัญญัติ ของโมเสส ถาธรรมบัญญัตินี้ไมไดรับความสมบูรณจากพระเยซูเจา ก็มีแตจะลาสมัยไป e หมายถึง การไมยอมฟงโดยเจตนาจึงมีผิด ซึ่งเปนทั้งสาเหตุและคำอธิบายวาทำไมพระเจา ไมประทานพระหรรษทานให เรือ่ งเลากอนหนานีท้ งั้ หมดชวยใหเขาใจถึงความ “ดือ้ รัน้ ” (11:16-19,2024; 12:7,14,24-32,34,39,45) เปนการปูทางเตรียมการเทศนสอนโดยอุปมา พระเยซูเจาทรงใช สัญลักษณและภาพเปรียบเทียบเพือ่ ทรงทาทายผฟู ง ใหพจิ ารณาไตรตรองและเขาใจเรือ่ งพระอาณาจักร ลึกซึ้งยิ่งขึ้น f หมายถึง บรรดาประกาศก และผศู กั ดิส์ ทิ ธิใ์ นพันธสัญญาเดิม เปาโลเคยกลาวหลายครัง้ ถึงระยะ เวลาที่ “ธรรมล้ำลึก” ยังมิไดรับการเปดเผย (รม 16:25; อฟ 3:4-5; คส 1:26; ดู 1 ปต 1:11-12) c

d


มัทธิว 13:18 82 คำอธิบายอุปมาเรือ่ งผหู วาน ดวย 27บรรดาผูรับใชจึงไปหานายถาม 18 “ฉะนัน้ จงฟงความหมายของอุปมา วา ‘นายครับ นายหวานขาวพันธดุ ใี นนา เรื่องผูหวานเถิด 19เมื่อคนหนึ่งฟงพระ มิใชหรือ แลวขาวละมานมาจากทีใ่ ดเลา’ วาจาเรื่องพระอาณาจักรและไมเขาใจ 28นายตอบวา ‘ศัตรูมาหวานไว’ ผูรับใช มารรายก็มาและถอนสิ่งที่หวานgลงใน จึงถามวา ‘นายตองการใหเราไปถอนมัน ใจของเขาไปเสีย นัน่ ไดแก เมล็ดทีต่ กริม ไหม’ 29นายตอบวา ‘อยาเลย เกรงวาเมือ่ ทาง 20เมล็ดทีต่ กบนหินคือผฟู ง พระวาจา ทานถอนขาวละมาน ทานจะถอนขาว และมีความยินดีรบั ไวทนั ที 21แตเขาไมมี สาลีตดิ มาดวย 30จงปลอยใหขา วสองชนิด รากในตัว จึงไมมั่นคง เมื่อเผชิญความ งอกงามขึ้นดวยกันจนถึงฤดูเก็บเกี่ยว ยากลำบากหรือถูกเบียดเบียนเพราะพระ แลวฉันจะบอกคนเก็บเกีย่ ววา จงเก็บขาว วาจานัน้ เขาก็ยอมแพทนั ที 22เมล็ดทีต่ ก ละมานกอน มัดเปนฟอน เผาไฟเสีย ในพงหนามหมายถึงบุคคลทีฟ่ ง พระวาจา สวนขาวสาลีนนั้ จงเก็บเขายงุ ของฉัน’” แตความวนุ วายในทางโลก ความลมุ หลง อุปมาเรือ่ งเมล็ดมัสตารด ในทรัพยสมบัติ เขามาบดบังพระวาจาไว 31 พระองคตรัสเปนอุปมาอีกเรือ่ งหนึง่ จึงไมเกิดผล 23สวนเมล็ดทีห่ วานลงในดิน วา “อาณาจักรสวรรคเปรียบไดกบั เมล็ด ดี หมายถึงบุคคลที่ฟงพระวาจาและเขา มัสตารดซึ่งมีผูนำไปหวานในนา 32และ ใจ จึงเกิดผลรอยเทาบาง หกสิบเทาบาง เปนเมล็ดเล็กกวาเมล็ดทัง้ หลาย แตเมือ่ สามสิบเทาบาง” เมล็ดงอกขึน้ เปนตนแลว กลับมีขนาดโต กวาตนผักอืน่ ๆ และกลายเปนตนไม จน อุปมาเรื่องขาวละมาน กระทัง่ นกในอากาศมาทำรังอาศัยบนกิง่ ได” 24 พระเยซูเจาทรงเลาเปนอุปมาอีกเรือ่ ง อุปมาเรือ่ งเชือ้ แปง หนึง่ ใหพวกเขาฟงวา “อาณาจักรสวรรค 33 พระองคยังตรัสเปนอุปมาอีกเรื่อง เปรียบไดกบั ชายคนหนึง่ ทีห่ วานขาวพันธดุ ี 25 ในนาของตน ขณะที่ทุกคนนอนหลับ หนึง่ วา “อาณาจักรสวรรคยงั เปรียบไดกบั เชือ้ ศัตรูก็มาหวานขาวละมานทับลงบนขาว 26 สาลี แลวจากไป เมือ่ ตนขาวงอกขึน้ จน แปงทีห่ ญิงคนหนึง่ นำมาเคลาผสมกับแปง ออกรวง ขาวละมานก็ปรากฏแซมอยู สามถัง จนแปงทัง้ หมดฟูขนึ้ ”h สำนวนแปลก ๆ นี้ เปนผลมาจากความกำกวมในการตีความอุปมา บางครั้งเปรียบมนุษยวา เปนพื้นดินที่รับพระวาจา บางครั้งเปรียบมนุษยเปนเมล็ดที่หวาน h พระอาณาจักรเปนเหมือนเมล็ดมัสตารดหรือเชือ้ แปง มีการเริม่ ตนอยางเงียบ ๆ แตพระเจาทรง กำหนดไวใหยงิ่ ใหญขนึ้ ในภายหลัง g


เหตุผลทีพ่ ระเยซูเจาทรงสอน เปนอุปมา 34 พระเยซูเจาตรัสเรื่องทั้งหมดนี้แก ประชาชนเปนอุปมา พระองคไมตรัสสิง่ ใดกับเขาโดยไมใชอปุ มา 35ทัง้ นี้ เพือ่ ให พระดำรัสทีต่ รัสไวทางประกาศกเปนความ จริงวา “เราจะเปดปากกลาวเปนอุปมา เราจะกลาวเรือ่ งทีย่ งั ไมเคยเปดเผย ตั้งแตสรางโลก”i คำอธิบายอุปมาเรือ่ ง ขาวละมาน 36 หลังจากนั้น พระองคทรงแยกจาก ประชาชนเขาไปในบาน บรรดาศิษยจงึ เขามาทูลวา “โปรดอธิบายอุปมาเรื่อง ขาวละมานในนาเถิด” 37พระองคตรัสวา “ผูหวานเมล็ดพันธุดีคือบุตรแหงมนุษย 38 ทุงนาคือโลก เมล็ดพันธุดีคือพลเมือง แหงพระอาณาจักร ขาวละมานคือพล เมืองของมารรายj 39ศัตรูทหี่ วานคือปศาจ ฤดูเก็บเกีย่ วคือเวลาอวสานแหงโลก ผู เก็บเกีย่ วคือทูตสวรรค” 40 “ข า วละมานถู ก มั ด เผาไฟฉั น ใด เวลาอวสานแห ง โลกก็ จ ะเป น ฉั น นั้ น

83

มัทธิว 13:48 บุตรแหงมนุษยจะทรงใชทตู สวรรคของ พระองคมารวบรวมทุกสิง่ ทีท่ ำใหหลงผิด และทุกคนทีป่ ระกอบการอธรรมใหออกจาก พระอาณาจักร 42แลวเอาไปทิง้ ในกองไฟ ทีน่ นั่ จะมีแตการร่ำไหคร่ำครวญ และขบ ฟนดวยความขนุ เคือง 43สวนผชู อบธรรม จะส อ งแสงเหมื อ นดวงอาทิ ต ย ใ นพระ อาณาจักรของพระบิดาk ใครมีหู ก็จง ฟงเถิด” 41

อุปมาเรือ่ งขุมทรัพย และเรื่องไขมุกl 44 “อาณาจักรสวรรคเปรียบไดกับขุม ทรัพยที่ซอนอยูในทุงนา คนที่พบก็ฝง ซอนสมบัตนิ นั้ และยินดีกลับไปขายทุก สิง่ ทีม่ ี นำเงินมาซือ้ นาแปลงนัน้ 45 อาณาจักรสวรรคยังเปรียบไดอีก กับพอคาทีแ่ สวงหาไขมกุ เม็ดงาม 46เมือ่ ไดพบไขมกุ ทีม่ คี า สูง เขาจะไปขายทุกสิง่ ทีม่ ี นำเงินมาซือ้ ไขมกุ เม็ดนัน้ ” อุปมาเรื่องอวน “อาณาจักรสวรรคยงั เปรียบไดอกี กับ อวนทีห่ ยอนลงในทะเล ติดปลาทุกชนิด 48 เมือ่ อวนเต็มแลว ชาวประมงจะลากขึน้ 47

สำเนาโบราณบางฉบับละคำ "โลก" “พลเมืองแหงพระอาณาจักร” “พลเมืองของมารราย” แปลตามตัวอักษรวา “บุตรแหงพระ อาณาจักร” และ “บุตรแหงมารราย” ซึง่ เปนสำนวนภาษาฮีบรู k พระบุตรจะทรงมอบผูทรงไถมา (อาณาจักรพระเมสสิยาห ในขอ 41) ใหแกพระบิดา และดังนี้ พระอาณาจักรแหงพระบิดาจะคงอยูตลอดไป (ดู 25:34; 1 คร 15:24) l ผูที่พบอาณาจักรสวรรคจะตองละทิ้งทุกสิ่งทุกอยาง เพื่อเขาในอาณาจักรนั้น (ดู 19:21) i

j


มัทธิว 13:49 84 ฝง นัง่ ลงเลือกปลาดีใสตะกรา สวนปลา สรุป 49 51 เลวก็โยนทิง้ ไป เมือ่ ถึงเวลาสิน้ โลกก็จะ “ทานทั้งหลายเขาใจเรื่องทั้งหมดนี้ เปนเชนนี้ เมือ่ ถึงคราวสิน้ โลก ทูตสวรรค หรือไม” บรรดาศิษยทลู ตอบวา “เขาใจ จะมาแยกคนชั่วออกจากคนชอบธรรม แลว” 50 52 ทิง้ คนชัว่ ลงในขุมไฟ ทีน่ นั่ จะมีแตการ พระองคจึงตรัสวา “ดังนั้น ธรรมา ร่ำไหคร่ำครวญและขบฟนดวยความขุน จารยทกุ คนทีม่ าเปนศิษยแหงอาณาจักร เคือง” สวรรคกเ็ หมือนกับเจาบานทีน่ ำทัง้ ของใหม และของเกาออกจากคลังของตน”m

V. พระศาสนจักรเปนผลแรกแหงอาณาจักรสวรรค ก. เรือ่ งเลา พระเยซูเจาเสด็จเยีย่ ม “ประกาศกยอมไมถกู เหยียดหยามนอกจาก เมืองนาซาเร็ธ ในถิ่นกำเนิดและในบานของตน” 58พระ 53 เมือ่ พระเยซูเจาตรัสเรือ่ งอุปมาเหลานี้ องคทรงทำอัศจรรยทนี่ นั่ ไมมากนักเพราะ จบแลว พระองคเสด็จออกจากทีน่ นั่ 54มา เขาเหลานัน้ ไมมคี วามเชือ่ ยังถิน่ กำเนิดของพระองคn ทรงสั่งสอน ในศาลาธรรมของชาวยิว ประชาชนตาง กษัตริยเ ฮโรดและพระเยซูเจา 1 ประหลาดใจและพูดวา “คนนี้เอาปรีชา เวลานัน้ กษัตริยเ ฮโรดทรงได ญาณและอำนาจทำอัศจรรยมาจากที่ใด ยินเรือ่ งราวเกีย่ วกับพระเยซูเจา 2จึงตรัส 55 เขาเปนลูกชางไมมใิ ชหรือ แมของเขา กับขาราชบริพารวา “คนนี้คือยอหนผู ชื่อมารีย พี่ชายนองชายของเขามิใช ทำพิธลี า งทีก่ ลับคืนชีพจากบรรดาผตู าย ยากอบ โยเซฟ ซีโมน และยูดาหรือ เพราะฉะนัน้ เขาจึงมีอำนาจทำอัศจรรยได” 56 พีส่ าวนองสาวทุกคนของเขาก็อยกู บั เรา มิใชหรือ เขาไปไดสงิ่ เหลานีม้ าจากทีใ่ ด” ยอหน ผทู ำพิธลี า งถูกสัง่ ตัดศีรษะ 57 3 คนเหลานี้รูสึกสะดุดใจและไมยอมรับ กษัตริยเ ฮโรดทรงสัง่ ใหจบั กุมยอหน พระองค พระเยซูเจาจึงตรัสกับเขาวา ลามโซและขังคุกไว เพราะเรือ่ งของนาง

14

ธรรมาจารยชาวยิวทีย่ อมเปนศิษยของพระคริสตเจามีทรัพยสนิ มากมายอยใู นมือ คือทัง้ คำสอน ของพันธสัญญาเดิม และคำสอนเพิม่ เติมของพันธสัญญาใหม (ขอ 12) ภาพนีข้ อง “ธรรมาจารยทยี่ อม เปนศิษย” สรุปอุดมการณของมัทธิวผูนิพนธพระวรสาร และอาจเปนภาพของมัทธิวเองดวย n หมายถึง เมืองนาซาเร็ธ เมืองที่พระองคพำนักอยูในวัยเด็ก (ดู 2:23) m


85

เฮโรเดียส ภรรยาของฟลิป พระอนุชา 4 ยอหนเคยทูลกษัตริยเฮโรดวา “ไมถูก ตองที่พระองคทรงรับนางมาเปนมเหสี” 5 กษัตริยเฮโรดตองการจะฆายอหน แต ทรงเกรงประชาชน เพราะประชาชนคิด วา ยอหนเปนประกาศก 6ในวันคลายวัน ประสูตขิ องกษัตริยเ ฮโรด บุตรหญิงของ นางเฮโรเดียสbไดเตนรำตอหนาแขกรับ เชิญเปนทีพ่ อพระทัยกษัตริยเ ฮโรดอยาง ยิ่ ง 7พระองค จึ ง ทรงสั ญ ญาและทรง สาบานจะประทานทุกสิ่งที่นางทูลขอ 8 นางจึงทูลตามคำแนะนำทีไ่ ดรบั จาก มารดาวา “โปรดประทานศีรษะของยอหน a

14

มัทธิว 14:13 ผู ทำพิ ธี ล า งใส ถ าดมาให ห ม อ มฉั น ที่ นี่ เถิด” 9กษัตริยท รงเปนทุกข แตเพราะได ทรงสาบานไว และเพราะเห็นแกผูรับ เชิญ จึงทรงสั่งใหจัดการตามที่นางขอ 10 กษัตริยเ ฮโรดทรงสงคนไปตัดศีรษะของ ยอหนในคุก 11เขาจึงนำศีรษะของยอหน ใสถาดมาสงใหหญิงสาว หญิงสาวจึงนำ ไปใหมารดา 12บรรดาศิษยของยอหนได มารับศพไปฝง แลวแจงขาวใหพระเยซู เจาทรงทราบ พระเยซูเจาทรงทวีขนมปงครัง้ แรกc 13 เมือ่ พระเยซูเจาทรงทราบขาวนี้ ได

ตนฉบับภาษาละตินละชื่อ “ฟลิป” อาจเปนเพราะผูที่ชื่อฟลิปมีหลายคน ฟลิปที่กลาวถึง ทีน่ ไี่ มใชฟล ปิ ผปู กครองแควนอิทเู รียและแควนตราโคนิตสิ ลก 3:1 แตเปนโอรสอีกองคหนึง่ ของกษัตริย เฮโรดมหาราช ประสูติจากพระนางมาเรียมเนที่ 2 ดังนั้น จึงเปนพระอนุชาตางมารดาของอันทิปาส โยเซฟุสเรียกฟลิปคนนี้วาเฮโรดเชนกัน ความผิดของอันทิปาสมิใชอยูที่ไดแตงงานกับหลานสาว เทานัน้ แตเพราะไดแยงเธอมาจากนองชายทีย่ งั มีชวี ติ อยู และยิง่ กวานัน้ อันทิปาสยังไดหยากับภรรยา คนแรกดวย b ในขอเขียนของโยเซฟุส บุตรสาวของนางเฮโรเดียสคนนี้ชื่อ ซาโลเม c ลก 9:10-17 และ ยน 6:1-13 เลาถึงอัศจรรยการทวีขนมปงเพียงครั้งเดียว แต มธ 14:13-21; 15:32-39 และ มก 6:30-44; 8:1-10 เลาถึงอัศจรรยสองครั้ง การเลาถึงอัศจรรยสองครั้งเชนนี้ มีมา แตโบราณอยางแนนอน (ดู 16:9ฯ) กลาวถึงเหตุการณเดียวกัน แตเลาตามธรรมประเพณีสองสาย ธรรมประเพณีสายแรกซึง่ โบราณกวามาจากเขตแควนปาเลสไตน ดูเหมือนจะใหเหตุการณเกิดขึน้ บน ฝงตะวันตกของทะเลสาบกาลิลี (ดูเชิงอรรถถัดไป) และกลาวถึงจำนวนสิบสองตะกรา อันเปนจำนวน เผาของชาวอิสราเอล และจำนวนอัครสาวก (ดู มก 3:14 เชิงอรรถ c) ธรรมประเพณีอกี สายหนึง่ มาจาก กลุมคริสตชนที่อาศัยอยูทามกลางคนตางศาสนา ซึ่งอยูทางฝงตะวันออกของทะเลสาบกาลิลี (ดู มก 7:31) และกลาวถึงจำนวนเจ็ดตะกรา อันเปนจำนวนชนชาติในแควนคานาอัน (กจ 13:19) และเปน จำนวนของสังฆานุกรทีพ่ ดู ภาษากรีก (กจ 6:5; 21:8) ธรรมประเพณีทงั้ สองสายเลาเหตุการณตามแบบ เรือ่ งราวในพันธสัญญาเดิม โดยเฉพาะเรือ่ งการทีป่ ระกาศกเอลีชาทวีน้ำมันมะกอกและขนมปง (2 พกษ 4:1-7, 42-44) และเรื่องมานนาและนกคุม (อพย 16; กดว 11) พระภารกิจของพระเยซูเจาเปนการ ประทานอาหารจากสวรรคเพื่อเลี้ยงประชาชนเชนเดียวกัน แตแสดงพระอานุภาพยิ่งใหญกวาเดิม ธรรมประเพณีดงั้ เดิมแลเห็นแลววาการทวีขนมปงเปนการเตรียมการเลีย้ งดวยศีลมหาสนิทในยุคสุดทาย ความคิดเชนนีแ้ ลเห็นไดเดนชัดในพระวรสารสหทรรศน (ดู 14:19; 15:36 และ 26:26) และในคำปราศรัย เรื่องปงแหงชีวิต (ยน 6) a


มัทธิว 14:14 86 เสด็จออกจากที่นั่น ลงเรือไปยังที่สงัด สัง่ ใหประชาชนนัง่ ลงบนพืน้ หญา ทรงรับ ตามลำพังdเมือ่ ประชาชนรตู า งก็เดินเทาe ขนมปงหากอนกับปลาสองตัวขึน้ มา ทรง จากเมืองตางๆ มาเฝาพระองค 14เมื่อ แหงนพระพักตรขึ้นมองทองฟา ทรง เสด็จขึน้ จากเรือ ทรงเห็นประชาชนมาก กลาวถวายพระพร ทรงบิขนมปงสงให มายก็ทรงสงสาร และทรงรักษาผเู จ็บปวย บรรดาศิษยไปแจกแกประชาชน 20ทุกคน ใหหายจากโรค ไดกนิ จนอิม่ แลวยังเก็บเศษทีเ่ หลือไดถงึ 15 เมือ่ ถึงเวลาเย็น บรรดาศิษยเขามา สิบสองกระบุง 21จำนวนคนทีก่ นิ มีผชู าย ทูลพระองควา “สถานที่นี้เปนที่เปลี่ยว ประมาณหาพันคน ไมนบั ผหู ญิงและเด็ก และเปนเวลาเย็นมากแลว ขอพระองค ทรงอนุญาตใหประชาชนไปตามหมบู า น พระเยซูเจาทรงดำเนินบนผิวน้ำ 16 22 เพือ่ ซือ้ อาหารเถิด” พระเยซูเจาตรัสวา ทันทีหลังจากนัน้ พระเยซูเจาทรงสัง่ “เขาไมจำเปนตองไปจากที่นี่ ทานทั้ง ใหบรรดาศิษยลงเรือขามทะเลสาบลวง หลายจงหาอาหารใหเขากินเถิด” 17เขา หนาพระองคไปในขณะทีพ่ ระองคทรงจัด ทูลตอบวา “ทีน่ เี่ รามีขนมปงเพียงหากอน ใหประชาชนกลับ 23เมือ่ ทรงลาประชาชน กับปลาสองตัวเทานัน้ ” 18พระองคจงึ ตรัส แลว พระองคกเ็ สด็จขึน้ ไปบนภูเขาเพือ่ วา “เอามาใหเราทีน่ เี่ ถิด” 19พระองคทรง ทรงอธิษฐานภาวนาตามลำพังf ครัน้ เวลา การกลาวเชนนี้ไมจำเปนตองคิดวาพระเยซูเจาทรงขามทะเลสาบจากฝงตะวันตกไปยังฝง ตะวันออก พระองคอาจแลนเรือตามฝงตะวันตก จากเหนือลงใต หรือจากใตขึ้นเหนือ ขามโคงของ ทะเลสาบ “ไปอีกฝงหนึ่ง” (ขอ 22) ก็ได e ประชาชนรีบเดินตามชายฝง ไปยังสถานที่ที่เรือกำลังมุงไป f ผูนิพนธพระวรสาร โดยเฉพาะอยางยิ่ง ลก มักจะบันทึกวาพระเยซูเจาทรงอธิษฐานภาวนาตาม ลำพังหรือในเวลากลางคืน (14:23//; มก 1:35; ลก 5:16) ทรงอธิษฐานภาวนาเมือ่ จะเสวยพระกระยาหาร (มธ 14:19//; 15:36//; 26:26-27//) ทรงอธิษฐานภาวนากอนเหตุการณสำคัญ เชนเมื่อทรงรับพิธีลาง (ลก 3:21) กอนทรงเลือกอัครสาวกสิบสองคน (ลก 6:12) เมื่อทรงสอนบทขาแตพระบิดา (ลก 11:1 ดู มธ 6:5 เชิงอรรถ c) เมื่อเปโตรยืนยันความเชื่อที่เมืองซีซารียา (ลก 9:18) เมื่อทรงแสดงพระองค อยางรุงโรจน (ลก 9:28-29) เมื่อทรงอยูที่สวนเกทเสมนี (มธ 26:36-44) บนไมกางเขน (มธ 27:46//; ลก 23:46) พระองคทรงอธิษฐานภาวนาเพือ่ เพชฌฆาต (ลก 23:34) เพือ่ เปโตร (ลก 22:32) เพือ่ บรรดา ศิษยของพระองคและคริสตชนที่จะมาภายหลัง (ยน 17:9-24) พระองคทรงอธิษฐานภาวนาสำหรับ พระองคเองดวย (26:39// เทียบ ยน 17:1-5; ฮบ 5:7) การอธิษฐานภาวนาเหลานีแ้ สดงวาพระองคทรง เปนหนึง่ เดียวกับพระบิดาตลอดเวลา (11:25-27//) และพระบิดาไมทรงทอดทิง้ ใหพระองคอยโู ดดเดีย่ ว เลย (ยน 8:29) พระบิดาทรงสดับฟงคำภาวนาของพระองคเสมอ (ยน 11:22,42; เทียบ มธ 26:53) จากตัวอยางและคำสอนพระเยซูเจาทรงย้ำใหบรรดาศิษยเห็นวาจำเปนตองอธิษฐานภาวนาอยางไร (6:5 เชิงอรรถ c) บัดนี้ พระองคทรงพระสิริรุงโรจนแลว ก็ยังทรงอธิษฐานภาวนาเพื่อคริสตชนตอไป (รม 8:34; ฮบ 7:25; 1 ยน 2:1) ดังทีท่ รงสัญญาไว (ยน 14:16) d


มัทธิว 15:4

87

ค่ำพระองคทรงอยทู นี่ นั่ เพียงพระองคเดียว 24 สวนเรืออยหู า งจากฝง หลายรอยเมตรg กำลังแลนโตคลืน่ อยางหนักเพราะทวนลม 25 เมือ่ ถึงยามทีส่ ี่hพระองคทรงดำเนินบน ทะเลไปหาบรรดาศิษย 26เมือ่ บรรดาศิษย เห็นพระองคทรงดำเนินอยบู นทะเลดังนัน้ ตางตกใจมากกลาววา “ผีมา” และสงเสียง อือ้ อึงดวยความกลัว 27ทันใดนัน้ พระเยซู เจาตรัสแกเขาวา “ทำใจใหดี เราเอง อยา กลัวเลย” 28เปโตรiทูลตอบวา “พระเจาขา ถาเปนพระองค ก็จงสัง่ ใหขา พเจาเดินบน น้ำไปหาพระองคเถิด” 29พระองคตรัสวา “มาเถิด” เปโตรจึงลงจากเรือ เดินบนน้ำ ไปหาพระเยซูเจา 30แตเมือ่ เห็นวาลมแรง เขาก็กลัวและเริม่ จมลง แลวรองวา “พระ เจาขา ชวยขาพเจาดวย” 31ทันใดนัน้ พระ เยซูเจาทรงยื่นพระหัตถจับเขา ตรัสวา “ทานชางมีความเชือ่ นอยจริง สงสัยทำไม เลา” 32เมือ่ พระองคเสด็จขึน้ มาประทับใน เรือพรอมกับเปโตรแลว ลมก็สงบ 33คนที่ อยใู นเรือจึงเขามากราบนมัสการพระองค ทูลวา “พระองคเปนพระบุตรของพระเจา

อยางแทจริง” พระเยซูเจาทรงรักษาผเู จ็บปวย ทีเ่ มืองเยนเนซาเรท 34 พระเยซูเจาทรงขามฟากพรอมกับ บรรดาศิษยมาขึน้ ฝง ทีเ่ มืองเยนเนซาเรท 35 ผคู นทีน่ นั่ จำพระองคได จึงสงขาวตอๆ กันไปทัว่ บริเวณนัน้ เขานำผเู จ็บปวยทุก คนมาเฝาพระองค 36ทูลขอสัมผัสเพียง ฉลองพระองคเทานัน้ และทุกคนทีส่ มั ผัส แลว ก็หายจากโรค ขนบธรรมเนียมของชาวฟาริสี 1 เวลานัน้ ชาวฟาริสแี ละธรรมา จารยจากกรุงเยรูซาเล็มมาเฝาพระเยซู เจา ทูลถามวา 2“ทำไมศิษยของทานละ เลยขนบธรรมเนียมของบรรพบุรษุ a เขา ไมลา งมือเมือ่ กินอาหาร”b 3พระองคตรัส ตอบวา “แลวทานละ ทำไมจึงละเมิดบท บัญญัติของพระเจาเพื่อปฏิบัติตามขนบ ธรรมเนียมของทาน” 4เชน พระเจาตรัส

15

เทียบ ยน 6:19 สำเนาโบราณบางฉบับวา “ไกลออกไปในทะเล” (เทียบ มก 6:47) คือเวลาระหวาง 3 ถึง 6 นาฬิกา i มัทธิวแบงเรื่องเลา “เกี่ยวกับพระศาสนจักร” (13:53-18:35) ออกเปนสามตอนโดยมีเรื่องของ เปโตร 3 เรื่องคั่นอยู คือ ตอนนี้ 16:16-20 และ 17:24-27 a “ขนบธรรมเนียมของบรรพบุรุษ” คือธรรมประเพณีที่บอกเลาตอ ๆ กันมา พวก ธรรมาจารยไดเพิ่มเติมกฎเกณฑตาง ๆ นอกเหนือจากที่มีบันทึกไวในธรรมบัญญัติ เพื่อปองกันมิให ละเมิดบทบัญญัติเหลานี้ พวกธรรมาจารยอธิบายวากฎเกณฑที่เพิ่มเติมนี้มีอยูแลวในธรรมบัญญัติ ซึ่งถายทอดมาทาง “บรรพบุรุษ” ยอนไปจนถึง “โมเสส” b แปลตามตัวอักษรไดวา “กินขนมปง” g

h

15


มัทธิว 15:5 88 12 c วา ‘จงนับถือ บิดามารดา’ และ ‘ใครสาป บรรดาศิษยจงึ เขามาทูลถามพระองค 5 แชงบิดามารดา ตองมีโทษถึงตาย’ แต วา “พระองคทรงทราบหรือไมวา พวกฟาริสี ไมพอใจเมือ่ ไดยนิ คำนี”้ 13พระองคทรง ทานสอนวา ‘ผใู ดบอกบิดามารดาวา สิง่ ที่ ลู ก จะนำมาช ว ยพ อ แม ไ ด นั้ น ลู ก ได ตอบวา “ตนไมทกุ ตนทีพ่ ระบิดาของเราผู ถวายพระเสียแลว 6ผูนั้นก็ไมจำเปนจะ สถิตในสวรรคมไิ ดทรงปลูกไว จะถูกถอน ตองชวยเหลือบิดามารดาอีกตอไป”d ทิ้งเสีย 14ปลอยเขาเถิด เขาเปนคนตา “ดวยเหตุนี้ ทานทัง้ หลายทำใหพระ บอดทีน่ ำทางคนตาบอดดวยกัน ถาคน วาจาของพระเจาเปนโมฆะเพือ่ ปฏิบตั ติ าม ตาบอดนำทางคนตาบอด ทัง้ สองคนก็จะ ขนบธรรมเนียมของทาน 7คนหนาซือ่ ใจ ตกลงไปในคู” 15 คดเอย ประกาศกอิสยาหไดกลาวไว เปโตรทูลพระองควา “โปรดอธิบาย อยางถูกตองถึงทานทัง้ หลายวา ขอความที่เปนปริศนานี้เถิด” 16พระเยซู 8 ประชาชนเหลานี้ ใหเกียรติเราแตปาก เจาทรงตอบวา “ทานก็ไมเขาใจดวยหรือ 17 แตใจของเขาอยหู า งไกลจากเรา ทานไมเขาใจหรือวาสิง่ ตางๆ ทีเ่ ขาไปใน 9 เขานมัสการเราอยางไรความหมาย ปากยอมลงไปในทอง แลวออกไปจาก เขาสัง่ สอนบัญญัตขิ องมนุษยเหมือน รางกาย 18แตสิ่งที่ออกมาจากปากนั้น กับเปนสัจธรรม” ออกมาจากใจ สิ่งเหลานี้แหละ ทำให มนุษยมีมลทิน 19ใจเปนที่เกิดของความ สิง่ ทีบ่ ริสทุ ธิแ์ ละสิง่ ทีเ่ ปนมลทินe คิดชัว่ ราย การฆาคน การประพฤติผดิ 10 พระเยซูเจาทรงเรียกประชาชนเขามา ทางเพศ การผิดประเวณี การลักขโมย ตรัสวา “จงฟงและเขาใจเถิด 11สิง่ ทีเ่ ขาไป การเปนพยานเท็จ การใสราย 20การ ทางปากไมทำใหมนุษยมมี ลทิน แตสงิ่ ที่ กระทำเหลานีท้ ำใหมนุษยมมี ลทิน สวน ออกมาจากปากตางหากทำใหมนุษยมี การกินโดยไมลา งมือ ไมทำใหมนุษยมี มลทิน” มลทิน” “นับถือ” โดยแสดงออกดวยกิจการชวยเหลือทาน เพราะวาทรัพยสินที่คนหนึ่งสัญญาจะถวายใหแกพระเจาถือเปนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พอแมไมอาจ เรียกรองเอาได อันที่จริงสัญญาเชนนี้เปนอุบายทางกฎหมายเทานั้น เพราะผูที่สัญญาถวายยังไม ตองสละสิทธิเปนเจาของทรัพยสินนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงไมตองชวยเหลือบิดามารดาในฐานะบุตร พวก ธรรมาจารยยอมรับวาการกระทำเชนนี้ไมดี แตเห็นวาถูกตองตามกฎหมาย e ชาวฟาริสปี ระณามการกินอาหารโดยไมลา งมือ ขอ 2 แตพระเยซูเจากลาวถึงปญหาทีก่ วางกวา เรื่องอาหารที่บริสุทธิ์หรือเปนมลทินตามบทบัญญัติ (ลนต 11) พระเยซูเจาทรงสอนวาสิ่งที่เปนมลทิน อยางแทจริงและสำคัญกวาคือมลทินทางจิตใจหรือบาป มากกวามลทินภายนอก (กจ 10:9-16,28 รม 14:14ฯ) c

d


พระเยซูเจาทรงรักษาบุตรหญิง ของหญิงชาวคานาอัน 21 พระเยซูเจาเสด็จจากที่นั่น มุงไป เขตเมืองไทระและเมืองไซดอน 22ทันใด นั้น หญิงชาวคานาอันคนหนึ่งจากเขต แดนนีf้ รองวา “โอรสกษัตริยด าวิดเจาขา โปรดเมตตาขาพเจาดวยเถิด บุตรสาว ของขาพเจาถูกปศาจสิงตองทรมานมาก” 23 แตพระองคมิ ไดตรั สตอบประการใด บรรดาศิษยจงึ เขามาทูลพระองควา “โปรด ประทานตามทีน่ างทูลขอเถิดgเพราะนาง รองตะโกนตามหลังพวกเรามา” 24พระ องคทรงตอบวา “เราถูกสงมาเพื่อแกะที่ พลัดหลงของวงศวานอิสราเอลเทานั้น” 25 แตนางเขามากราบพระองคทลู วา “พระ เจาขา โปรดชวยขาพเจาดวยเถิด” 26พระ องคทรงตอบวา “ไมสมควรทีจ่ ะเอาอาหาร ของลูก มาโยนใหลกู สุนขั กิน”h นางทูลวา 27 “ถูกแลวพระเจาขา แตแมแตลูกสุนัขก็ ยังไดกนิ เศษอาหารทีต่ กจากโตะของนาย” 28 พระเยซูเจาจึงตรัสกับนางวา “หญิงเอย ความเชือ่ ของเจายิง่ ใหญ จงเปนไปตามที่ เจาปรารถนาเถิด” และบุตรหญิงของนาง ก็หายเปนปกติตงั้ แตบดั นัน้

89

มัทธิว 15:34 พระเยซูเจาทรงรักษาผปู ว ย 29 พระเยซูเจาเสด็จจากทีน่ นั่ มายังทะเล สาบกาลิลี แลวเสด็จขึน้ บนภูเขาประทับ ทีน่ นั่ 30ประชาชนจำนวนมากเขามาเฝา พระองค นำคนงอย คนแขนขาพิการ คนตาบอด คนใบ และคนเจ็บอื่นๆ จำนวนมากมาไวแทบพระบาท พระองค ทรงรักษาเขาใหหายจากโรค 31 เมือ่ ประชาชนเห็นคนใบพดู ได คน ขาพิการหายเปนปกติi คนงอยเดินได คนตาบอดมองเห็นได ตางประหลาดใจ และสรรเสริญพระเจาแหงอิสราเอล อัศจรรยการทวีขนมปงครัง้ ทีส่ อง 32 พระเยซูเจาทรงเรียกบรรดาศิษยเขา มา ตรัสวา “เราสงสารประชาชน เพราะ เขาอยูกับเรามาสามวันแลว และเวลานี้ ไมมอี ะไรกิน เราไมอยากใหเขากลับบาน โดยไมไดกนิ อะไร เขาจะหมดแรงขณะ เดินทาง” 33บรรดาศิษยจงึ ทูลถามวา “ใน ทีเ่ ปลีย่ วเชนนี้ เราจะหาอาหารจากทีไ่ หน ใหประชาชนเหลานี้กินจนอิ่มได” 34พระ เยซูเจาตรัสถามวา “ทานมีขนมปงกีก่ อ น” เขาทูลวา “เจ็ดกอนกับปลาเล็กๆ อีกสอง

คนตางศาสนาตองเขามาในดินแดนอิสราเอลเพือ่ รับการรักษา ภาษากรีกยังอาจแปลไดอกี วา “สงนางกลับไปเสีย” คำแปลทีว่ า “โปรดประทานตามทีน่ างทูลขอ” สอดคลองกับ 18:27; และ 27:15 h พระเยซูเจาเสด็จมาเพื่อนำความรอดพนมาใหชาวอิสราเอล ซึ่งเปน “บุตรของพระเจา” และ “บุตรแหงพระสัญญา” กอนที่จะชวยคนตางชาติ ซึ่งชาวอิสราเอลเรียกวา “สุนัข” พระเยซูเจา ทรงใชสำนวนที่ชาวยิวทั่วไปคุนเคย แตลดการดูหมิ่นโดยทรงใช “ลูกสุนขั ” i สำเนาโบราณบางฉบับละ “คนขาพิการหายเปนปกติ” f

g


มัทธิว 15:35 90 35 สามตัว” พระองคทรงสัง่ ใหประชาชน พระองคทรงแยกจากคนเหลานั้น เสด็จ นัง่ ลงทีพ่ นื้ ดิน 36ทรงหยิบปลาและขนมปง จากไป เจ็ดกอนนั้น ตรัสขอบพระคุณพระเจา 37 ทุกคนกินจนอิม่ และยังเก็บเศษทีเ่ หลือ เชือ้ แปงของชาวฟาริสี 38 คนที่กินมีผูชาย และชาวสะดูสี ไดอีกเจ็ดตะกรา 5 ประมาณสีพ่ นั คน ไมนบั ผหู ญิงและเด็ก บรรดาศิษยขา มฝง ทะเลสาบ ลืมนำ 39 พระองคทรงสงประชาชนกลับไป ขนมปงไปดวย 6พระเยซูเจาตรัสแกเขา แลวเสด็จลงเรือไปยังเขตเมืองมากาดาน วา “จงระวังใหดี จงระวังเชือ้ แปงของชาว ฟาริสแี ละชาวสะดูส”ี 7บรรดาศิษยจงึ พูด ชาวฟาริสขี อเครือ่ งหมายจากฟา กันวา “นีเ่ ปนเพราะเราไมไดนำขนมปงมา” 1 8 ชาวฟาริสีและชาวสะดูสีเขา พระเยซูเจาทรงทราบ จึงตรัสวา “ทาน มาจับผิดพระองค ขอใหทรงแสดงเครือ่ ง ชางมีความเชือ่ นอย ทำไมจึงถกเถียงกัน หมายจากฟา เรื่องไมมีขนมปง 9ทานยังไมเขาใจหรือ 2 พระองคทรงตอบพวกเขาวา “ตอน ทานจำไมไดหรือเรือ่ งขนมปงหากอนเลีย้ ง เย็น ทานทั้งหลายพูดวา ‘อากาศจะดี คนหาพันคน ทานเก็บเศษที่เหลือไดกี่ เพราะฟาสีแดง’ 3ตอนเชา ทานพูดวา ‘วัน กระบุง 10หรือเรือ่ งขนมปงเจ็ดกอนเลีย้ ง นี้จะมีพายุ เพราะฟาสีแดงคล้ำ’ ทานรู คนสี่พันคน ทานเก็บเศษที่เหลือไดกี่ วา อากาศจะเปนอยางไรจากลักษณะ ตะกรา 11ทำไมทานจึงไมเขาใจวาเราไมได ทองฟา แลวเหตุใดจึงไมเขาใจเครื่อง พูดเรือ่ งขนมปง เราบอกใหระวังเชือ้ แปง หมายแหงกาลเวลาเลาa 4คนชัว่ รายและ ของชาวฟาริสีและชาวสะดูสี” 12บรรดา ไมซื่ อสั ตย อยากเห็นเครื่องหมายหรือ ศิษยจงึ เขาใจวาพระองคมไิ ดตรัสใหระวัง จะไมมเี ครือ่ งหมายอะไรใหเห็น เวนแต เชือ้ แปงขนมปง แตใหระวังคำสอนของ เครือ่ งหมายของประกาศกโยนาห” แลว ชาวฟาริสีและชาวสะดูสีb

16

16

สำเนาโบราณบางฉบับละ “ตอนเย็น … แหงกาลเวลา” “กาลเวลา” หมายถึงสมัยของ พระเมสสิยาห สวน “เครื่องหมาย” หมายถึงอัศจรรยที่พระเยซูเจาทรงกระทำ (เทียบ 11:3-5; 12:38) b เชื้อแปงทำใหแปงดิบฟูขึ้น (13:33) แตอาจทำใหแปงเสียไดดวยฉันใด (เทียบ 1 คร 5:6; กท 5:9) คำสอนผิดของผูนำชาวยิวอาจชักนำคนที่เขามีหนาที่ดูแลใหหลงผิดไปไดดวยฉันนั้น (เทียบ มธ 15:14) a


เปโตรประกาศความเชือ่ พระเยซู เ จ า เสด็ จ มาถึ ง เขตเมื อ ง ซีซารียาแหงฟลิปและตรัสถามบรรดา ศิษยวา “คนทั้งหลายกลาววาบุตรแหง มนุษยเปนใคร” 14เขาทูลตอบวา “บาง กล า วว า เป น ยอห น ผู ทำพิ ธี ล า ง บ า ง กลาววาเปนประกาศกเอลียาห บาง กล า วว า เป น ประกาศกเยเรมี ย หรื อ ประกาศกองคใดองคหนึง่ ”c 13

91

มัทธิว 16:18 พระองคตรัสกับเขาวา “ทานละคิด วาเราเปนใคร” 16ซีโมน เปโตรทูลตอบ วา “พระองคคอื พระคริสตเจา พระบุตร ของพระเจาผูทรงชีวิต”d 17พระเยซูเจา ตรัสตอบเขาวา “ซีโมน บุตรของยอหน ท า นเป น สุ ข เพราะมิ ใ ช ม นุ ษ ย eที่ เ ป ด เผยใหทานรู แตพระบิดาเจาของเราผู สถิตในสวรรคทรงเปดเผย 18เราบอก ทานวา ทานคือศิลาf และบนศิลานี้ เรา 15

พระเยซูเจาทรงอางวาเปน “ประกาศก” ทางออมเทานั้น (13:57//; ลก 13:33) แตประชาชน ใหตำแหนงนีแ้ กพระองคอยางชัดแจง (มธ 16:14//; 21:11,46; มก 6:15//; ลก 7:16,39; 24:19; ยน 4:19; 9:17) ตำแหนงนี้บอกถึงลักษณะของพระเมสสิยาหดวย เพราะไมมีประกาศกอีกเลยตั้งแตสมัย ประกาศกมาลาคี และชาวยิวรอคอยยุคที่จะมีประกาศกอีก เปนเครื่องหมายของยุคพระเมสสิยาห เมื่อประกาศกเอลียาหจะกลับมา (17:10-11//) หรือเมื่อพระจิตเจาจะเสด็จมาบันดาลใหทุกคนเปน ประกาศก (กจ 2:17-18,33) แทจริงแลว ในสมัยพระเยซูเจามีประกาศกปลอมมากมาย (24:11,24//) ยอหนผูทำพิธีลางเปนประกาศกแท (11:9//; 14:5; 21:26//; ลก 1:76) ในฐานะผูที่มีจิตตารมณ ของประกาศกเอลียาหนำหนาพระเมสสิยาห (มก 11:10//,14; 17:12//) ยอหนไดปฏิเสธ (ยน 1:21) วาทานมิไดเปน “ประกาศก” ตามที่โมเสสกลาวถึงใน ฉธบ 18:15 คริสตชนเชื่อวาพระเยซูเจา เทานั้นเปนประกาศกองคนั้น (ยน 6:14; 7:40; กจ 3:22-26,26 เชิงอรรถ s) หลังจากวันพระจิตตาคม คริสตชนทุกคนเปนประกาศกในฐานะที่เปนผูประกาศพระวาจา (กจ 11:27 เชิงอรรถ m) และ หลังจากนั้นคริสตชนมักใชตำแหนงอื่นนอกเหนือจากตำแหนง “ประกาศก” เพื่ออธิบายบทบาท เฉพาะของพระเยซูเจา d ใน มธ เปโตรไมเพียงแตยอมรับวาพระเยซูเจาเปนพระเมสสิยาหเทานั้น แตยังยืนยันวา พระองคเปนพระบุตรของพระเจาดวย เราไมพบตำแหนงที่สองนี้ใน มก และ ลก (เทียบ 14:33 กับ มก 6:51ฯ ดู 4:3 เชิงอรรถ e) e แปลตามตัวอักษรไดวา “เนื้อและเลือด” สำนวนนี้บงความเปนมนุษย เนนในดานความเปน วัตถุมีขอบเขตจำกัด ตรงขามกับสิ่งที่เราเรียกวา โลกฝายจิต (บสร 14:18; รม 7:5 เชิงอรรถ c; 1 คร 15:50; กท 1:16; อฟ 6:12; ฮบ 2:14 เทียบ ยน 1:13) f ทั้งคำภาษากรีก petros และภาษาอาราเมอิกวา kepha (“หิน”) ไมเคยใชเปนชื่อคนกอนที่ พระเยซูเจาจะใชเรียกหัวหนาของบรรดาอัครสาวก พระเยซูเจาทรงใชนามนี้เปนสัญลักษณแสดงถึง บทบาทที่เปโตรจะตองทำในการกอสรางพระศาสนจักร เปนไปไดวาพระเยซูเจาทรงเปลี่ยนชื่อของ เปโตรกอนหนานั้นแลว (ดู มก 3:16; ลก 6:14; ยน 1:42) c


มัทธิว 16:19 92 g h จะตัง้ พระศาสนจักรของเรา ประตูนรก สวรรคดว ย ทุกสิง่ ทีท่ า นจะแกในแผนดิน 19 จะไมมวี นั ชนะพระศาสนจักรได เราจะ นี้ ก็จะแกในสวรรคดว ย”i 20แลวพระองค มอบกุญแจอาณาจักรสวรรคให ทุกสิ่งที่ ทรงกำชับบรรดาศิษยมิใหบอกใครวา ท า นจะผู ก บนแผ น ดิ น นี้ จะผู ก ไว ใ น พระองคคือพระคริสตเจา “พระศาสนจักร” คำภาษาฮีบรู “qahal” ภาษากรีก “ekklesia” หมายถึง “ชุมชนที่มาชุมนุมกัน” ในพันธสัญญาเดิมใชบอย ๆ หมายถึงประชากรที่ทรงเลือกสรรมาชุมนุมกัน โดยเฉพาะชุมชนที่ เดินทางในถิ่นทุรกันดารสมัยอพยพ (เทียบ กจ 7:38 ชาวยิวบางกลุม เชนพวก Essenes แหงคุมราน เปนตน) คิดวาตนเปนประชากรที่เหลือของอิสราเอล (อสย 4:3 เชิงอรรถ c) ซึ่งจะอยูรอดจนถึงวัน สุดทาย กลุมตาง ๆ เหลานี้ยังใชคำคำนี้หมายถึงกลุมชนยุคพระเมสสิยาห คริสตชนใชคำนี้เชนกัน หมายถึงชุมชนแหง “พันธสัญญาใหม” ที่พระเยซูเจาไดทรงหลั่งพระโลหิตกระทำใหสำเร็จไป (26:28 เชิงอรรถ f; อฟ 5:25) พระเยซูเจาทรงใชคำ “พระศาสนจักร” ควบคไู ปกับคำ “อาณาจักรสวรรค” (4:17 เชิงอรรถ f) เพื่อแสดงวาชุมชนแหงยุคสุดทาย เริ่มตั้งแตในโลกนี้ในรูปแบบสังคมที่มีระเบียบ และ พระองคทรงแตงตั้งเปโตรใหเปนผูนำชุมชนนี้ (ดู กจ 5:11 เชิงอรรถ b; 1คร 1:2 เชิงอรรถ a) h “นรก” คำภาษากรีก Hades คำภาษาฮีบรู Sheol หมายถึงสถานที่อยูของบรรดาผูตาย (ดู กดว 16:33 เชิงอรรถ f) คำวา “ประตูนรก” หมายถึงอำนาจแหงความชั่วราย ซึ่งชักนำมนุษยใหเขาสู ความตายแรกคือบาป จากนัน้ จึงกักขังเขาไวตลอดไปในความตายนิรนั ดร หนาทีข่ องพระศาสนจักร คือชวยผูรับเลือกสรรใหพนจากอำนาจของความตาย จากความตายฝายกาย และโดยเฉพาะจาก ความตายนิรนั ดร และนำเขาสอู าณาจักรสวรรค (ดู 1 คร 15:26; คส 1:13; วว 6:8; 20:13) ดังนัน้ พระศาสนจักรจึงดำเนินตามพระอาจารยที่ทรงสิ้นพระชนม เสด็จลงสูแดนผูตายหรือ “บาดาล” (ดู 1 ปต 3:19 เชิงอรรถ h) และกลับคืนพระชนมชีพอีกครั้งหนึ่ง (กจ 2:27,31) i นครแหงพระเจา เชนเดียวกับนครแหงความตาย มีประตูเชนกัน และประตูนี้จะเปดใหเขาไป เฉพาะคนที่เหมาะสม เปโตรมีกุญแจ ดังนั้น จึงเปนหนาที่ของทานที่จะปดหรือเปดรับคนใหเขามา ในอาณาจักรสวรรค โดยผานการเปนสมาชิกของพระศาสนจักร “ผูก” และ “แก” เปนศัพทเฉพาะของ พวกธรรมาจารย ตามความหมายแรกเกี่ยวกับระเบียบวินัย “ผูก” หมายถึงการลงโทษใหถูกขับไล จากหมูคณะ “แก” หมายถึงอนุญาตใหกลับมาอยูในหมูคณะอีก ตามความหมายที่สองเกี่ยวกับการ ตัดสินดานคำสอนหรือกฎหมาย “ผูก” หมายถึง “หาม” “แก” หมายถึง “อนุญาต” เปโตรเปนผูดแู ลคน ที่อยูในบานของพระเจา (กุญแจ เปนสัญลักษณหมายถึงหนาที่นี้ - เทียบ อสย 22:22) ทานมีหนาที่ รักษาระเบียบและมีอำนาจที่จะรับผูที่ทานเห็นวาเหมาะสมหรือไมรับผูที่ทานเห็นวาไมเหมาะสม ทานยังมีอำนาจตัดสินในเรื่องขอคำสอนและเรื่องระเบียบวินัยเพื่อบริหารหมูคณะ คำประกาศเรื่อง คำสอนและคำตัดสินเรือ่ งระเบียบวินยั ของทานเปนอยางไร พระเจาในสวรรคกท็ รงรับรองในสวรรคดว ย นักพระคัมภีรคาทอลิกสอนวาคำสัญญานี้ใชไดมิใชเฉพาะกับเปโตรเทานั้น แตใชไดกับผูสืบตำแหนง ของเปโตรดวย การกลาวสรุปเชนนี้แมไมบอกอยางชัดเจนในขอความของพระวรสาร แตเปนขอสรุป ที่สมเหตุสมผลเพราะพระเยซูเจาทรงมุงหมายจะจัดการเกี่ยวกับอนาคตของพระศาสนจักรโดยจัด โครงสรางซึ่งจะไมลมเลิกไปหลังความตายของเปโตร ยังมีขอความอีกสองตอน (ลก 22:31ฯ และ ยน 21:15ฯ) กลาวถึงตำแหนงประมุขของเปโตรในดานความเชื่อ ขอความทั้งสองนี้แสดงวาเปโตรไม เปนเพียงหัวหนาของพระศาสนจักรหลังการสิน้ พระชนมของพระเยซูเจาแลวเทานัน้ แตยงั เปนหัวหนา ของบรรดาอัครสาวกอีกดวย g


พระเยซูเจาทรงทำนายเรือ่ ง พระทรมานเปนครัง้ แรก 21 ตัง้ แตนนั้ มาjพระเยซูเจาทรงเริม่ แจง แกบรรดาศิษยวา พระองคจะตองเสด็จ ไปกรุงเยรูซาเล็มเพือ่ รับการทรมานอยาง มากจากบรรดาผูอาวุโส หัวหนาสมณะ และธรรมาจารย จะถูกประหารชีวติ แต จะทรงกลับคืนพระชนมชีพในวันที่สาม 22 เปโตรนำพระองคแยกออกไป ทูล ทัดทานวา “ขอเถิด พระเจาขา เหตุการณ นี้จะไมเกิดขึน้ กับพระองคอยางแนนอน” 23 แตพระองคท รงหันมาตรั ส แกเปโตร วา “เจาซาตาน ถอยไปขางหลัง เจาเปน เครือ่ งกีดขวางเราkเจาไมคดิ อยางพระเจา แตคดิ อยางมนุษย”

93

มัทธิว 16:28 เงือ่ นไขในการติดตาม พระคริสตเจา 24 พระเยซูเจาตรัสแกบรรดาศิษยวา “ถาผใู ดอยากตามเรา ก็จงเลิกคิดถึงตน เอง จงแบกไมกางเขนของตนและติด ตามเรา 25ผูใดใครรักษาชีวิตของตนให รอดพนก็จะสูญเสียชีวิตนิรันดร แตถา ผูใดเสียชีวิตของตนเพราะเรา ก็จะพบ ชีวิตนิรันดรl 26มนุษยจะไดประโยชนใด ในการทีไ่ ดโลกทัง้ โลกเปนกำไร แตตอ ง เสียชีวติ มนุษยจะตองใหสงิ่ ใดเพือ่ แลก กับชีวติ ทีส่ ญ ู เสียไปใหกลับคืนมา” 27 “บุ ต รแห ง มนุ ษ ย จ ะเสด็ จ กลั บ มา ในพระสิ ริ รุ ง โรจน ข องพระบิ ด าพร อ ม กับบรรดาทูตสวรรค เมื่อนั้นพระองค จะประทานรางวัลแกทุกคนตามความ ประพฤติของเขาm 28เราบอกความจริง

พระเยซูเจาทรงเรงเราใหบรรดาศิษยยนื ยันความเชือ่ ชัดเจนเปนครัง้ แรกวา พวกเขารับวาพระองค ทรงเปนพระเมสสิยาห ในเวลาสำคัญเชนนี้พระองคทรงบอกเปนครั้งแรกเชนกันถึงพระทรมานที่จะ เกิดขึ้น พระองคมิใชพระเมสสิยาหผูทรงความรุงโรจนเทานั้น แตยังเปนผูรับใชที่รับการทรมานดวย ในชวงเวลาไมกี่วันหลังจากนั้น พระองคยังคงสั่งสอนดวยวิธีเดียวกัน เมื่อทรงแสดงพระองคอยาง รุงโรจนแลวไดทรงกำชับไมใหบรรดาศิษยเลาเหตุการณนี้ใหใครทราบและทรงทำนายถึงพระทรมาน (17:1-12) พระเยซูเจาทรงใชวิธีนี้เพื่อเสริมความเชื่อของบรรดาศิษยใหเขมแข็งเมื่อจะตองเผชิญ วิกฤตการณการสิ้นพระชนมและการกลับคืนพระชนมชีพ k เปโตรขัดขวางวิธีการที่พระเจาทรงกำหนดไวสำหรับพระเมสสิยาห จึงกลายเปนเครื่องมือ ของปศาจโดยไมรูตัว (เทียบ 4:1-10) l เปนความจริงทีด่ เู หมือนขัดแยงในตัวเอง ขอความนีแ้ ละขอความถัดไปเลนคำในความหมายของ คำวา “ชีวิต” ซึ่งอาจหมายถึงชีวิตปจจุบัน คำกรีก psyche เทากับคำฮีบรูวา nephesh มีความหมาย สามอยาง คืออาจหมายถึง “ชีวิต” “วิญญาณ” และ “บุคคล” m “ความประพฤติของเขา” สำเนาโบราณบางฉบับวา “กิจการของเขา” j


มัทธิว 17:1 94 แกทา นทัง้ หลายวา บางทานทีย่ นื อยทู นี่ ี่ เอลียาหแสดงตนสนทนาอยูกับพระองค จะยังไมตาย จนกวาจะไดเห็นบุตรแหง 4เปโตรจึงทูลพระเยซูเจาวา “พระเจาขา มนุษยเสด็จกลับมาในพระอาณาจักรของ ทีน่ สี่ บายนาอยจู ริงๆd ถาพระองคมพี ระ พระองค”n ประสงค ขาพเจาจะสรางเพิงขึ้นสาม หลัง หลังหนึง่ สำหรับพระองค หลังหนึง่ สำหรับโมเสส อีกหลังหนึง่ สำหรับเอลีพระเยซูเจาทรงแสดงพระองค a ยาห” 5ขณะที่เปโตรกำลังพูดอยูนั้น มี อยางรงุ เรือง 1 ตอมาอีกหกวัน พระเยซูเจา เมฆสวางจากอนหนึง่ ปกคลุมพวกเขาไว ทรงพาเปโตร ยากอบ และยอห น เสียงหนึง่ ดังจากเมฆนัน้ วา “ทานผนู เี้ ปน นองชายไปบนภูเขาสูงทีป่ ราศจากผคู นb บุตรสุดที่รักของเรา เราพึงพอใจยิ่งนัก 2 แลวพระวรกายของพระองคกเ็ ปลีย่ นไป จงฟงทานเถิด” 6เมือ่ ไดยนิ ดังนัน้ ศิษยทงั้ ต อ หน า เขา พระพั ก ตร เ ปล ง รั ศ มี ดุ จ สามคนซบหนาลงกับพืน้ ดิน มีความกลัว ดวงอาทิตย ฉลองพระองคกลับมีสีขาว อยางยิ่ง 7พระเยซูเจาเสด็จเขามาใกล ดุ จ แสงสว า ง c 3โมเสสและประกาศก ทรงสัมผัสเขา ตรัสวา “จงลุกขึน้ เถิด อยา

17

ในขอ 27-28 พระวาจาสองประโยคของพระเยซูเจาซึ่งกลาวถึงเหตุการณตางกัน ไดถูกนำเขา มาไวดวยกัน เพราะกลาวถึงพระอาณาจักรของพระเจาซึ่งกำลังจะมาถึง ขอ 27 กลาวถึงพระอาณาจักรของพระบิดา ขอ 28 กลาวถึงพระอาณาจักรของพระคริสตเจา (ดู 24:1 เชิงอรรถ a) a มัทธิวเลาเรื่องนี้ตางไปจากที่พบใน มก 9:2 และ ลก 9:28 เชิงอรรถ f ในเหตุการณนี้ พระเยซูเจาทรงสำแดงองคเปนโมเสสคนใหม (ดู มธ 4:1 เชิงอรรถ a) ทีพ่ บพระเจาบนภูเขาซีนายใหม ในกลุมเมฆ (มธ 17:5; อพย 24:15-18) มีใบหนาสองแสง (มธ 17:2; อพย 34:29-35 เทียบ 2 คร 3:74:6) มีบคุ คลสำคัญในพันธสัญญาเดิม 2 คน ซึง่ ไดรบั การเปดเผยบนภูเขาซีนายมาอยกู บั พระองคดว ย (อพย 19:33;34; 1 พกษ 19:9-13) ทัง้ สองเปนผแู ทนธรรมบัญญัตแิ ละบรรดาประกาศก ซึง่ พระเยซูเจา เสด็จมาเพือ่ ทำใหสมบูรณ (มธ 5:17) เสียงจากสวรรคสงั่ ใหเชือ่ ฟงพระองคในฐานะเปนโมเสสคนใหม (ฉธบ 18:15 (ดู กจ 3:20-26) และบรรดาศิษยซบหนาลงกับพื้นดินเพื่อนมัสการพระองค (เทียบ มธ 28:17) เมือ่ นิมติ นีส้ นิ้ สุด มีพระองคเหลืออยเู พียงคนเดียว (ขอ 8) เพราะพระองคทรงเปนอาจารยสอน ธรรมบัญญัติที่สมบูรณตลอดไป ไมตองการอาจารยอื่นอีก ถึงกระนั้น สิริรุงโรจนของพระองคคงอยู เพียงชั่วคราว เพราะพระองคทรงเปน “ผูรับใช” (ขอ 5; อสย 42:1 ดู มธ 3:16-17,17 เชิงอรรถ o) จะ ตองรับทรมานและความตาย (มธ 16:21; 17:22-23) เชนเดียวกับยอหนผูนำหนาพระองค (มธ 17:913) กอนที่จะเขาไปรับพระสิริรุงโรจนแหงการกลับคืนพระชนมชีพ b ธรรมประเพณีโดยทั่วไปคิดวา ภูเขานี้คือภูเขาทาบอร บางคนคิดวาเปนภูเขาเฮอรโมน c สำเนาโบราณบางฉบับวา “ดุจหิมะ” (ดู 28:3) d หรืออาจแปลวา “อยูที่นี่ดีจริง ๆ” n

17


8

กลัวเลย” เมือ่ เงยหนาขึน้ เขาไมเห็นผใู ด นอกจากพระเยซูเจาเทานัน้ คำถามเกีย่ วกับประกาศกเอลียาห 9 ขณะที่กำลังลงจากภูเขา พระเยซู เจาทรงกำชับศิษยทงั้ สามคนวา “อยาเลา นิมติ ทีไ่ ดเห็นนีใ้ หผใู ดฟง จนกวาบุตรแหง มนุษยจะกลับคืนชีพจากบรรดาผตู าย” 10 บรรดาศิษยทลู ถามพระองควา “เหตุ ใดบรรดาธรรมาจารยจงึ กลาววา เอลียาห ต อ งมาก อ น”e 11พระองค ต รั ส ตอบวา “เอลียาหจะมาและจะจัดทุกสิ่งใหอยูใน สภาพเดิม 12เราบอกทานทั้งหลายวา เอลี ย าห ไ ด ม าแล ว แต ป ระชาชนไม รจู กั และกระทำตอทานตามใจชอบ บุตร แห ง มนุ ษ ย จ ะต อ งรั บ การทรมานจาก ประชาชนเชนเดียวกัน” 13บรรดาศิษย จึงเขาใจวาพระองคตรัสกับเขาถึงยอหน ผูทำพิธีลาง พระเยซูเจาทรงรักษา คนถูกปศาจสิง 14 เมือ่ พระเยซูเจาเสด็จพรอมกับศิษย ทั้งสามคนมาพบประชาชน ชายผูหนึ่ง เข า มาเฝ า พระองค คุ ก เข า ลงทู ล ว า

95

มัทธิว 17:22 “พระเจาขา โปรดสงสารลูกชายของ ขาพเจาเถิด เขาเปนโรคลมชัก ทน ทรมานมาก เคยตกไฟตกน้ำหลายครั้ง 16 ขาพเจาพาเขามาหาศิษยของพระองค แต เ ขารั ก ษาให ห ายไม ไ ด ” 17พระเยซู เจาตรัสตอบวา “คนหัวดือ้ เชือ่ ยาก และ ชัว่ ราย เราจะตองอยกู บั พวกทานอีกนาน เทาใด จะตองทนพวกทานอีกนานเทาใด พาเด็กมาพบเราที่นี่เถิด” 18พระเยซูเจา ทรงขปู ศ าจ มันจึงออกไปจากเด็ก เด็กก็ หายเปนปกติตั้งแตนั้น 19บรรดาศิษยจึง เขาเฝาพระเยซูเจาเปนการสวนตัว ทูล ถามวา “ทำไม พวกเราจึงขับไลมันไม ได” 20พระองคตรัสวา “เพราะทานมี ความเชือ่ นอยf เราบอกความจริงแกทา น ทั้งหลายวา ถาทานมีความเชื่อสักเทา เมล็ดมัสตารด แลวพูดกับภูเขานีว้ า ‘จง ยายจากที่นี่ ไปที่โนน’ มันก็จะยายไป และไมมีอะไรที่ทานจะทำไมได”g (21) 15

พระเยซูเจาทรงทำนาย เรือ่ งพระทรมานเปนครัง้ ทีส่ อง 22 เมือ่ บรรดาศิษยชมุ นุมอยกู บั พระเยซู เจาในแควนกาลิลี พระองคตรัสแกเขาวา

บรรดาศิษยทราบวาพระเมสสิยาหเสด็จมาแลว (16:16) และไดเห็นพระสิริรุงโรจนของพระองค (17:1-7) ดังนั้น จึงแปลกใจที่ประกาศกเอลียาหไมไดมีบทบาทเปนผูนำหนา ดังที่ประกาศกมาลาคี กลาวไว พระเยซูเจาทรงตอบวา ประกาศกเอลียาหไดทำหนาทีน่ นั้ แลวในกิจการของยอหนผทู ำพิธลี า ง แตไมมีใครรับรู (ดู ลก 1:17 เชิงอรรถ l) f สำเนาโบราณบางฉบับวา “ไมมีความเชื่อเลย” g สำเนาโบราณบางฉบับเพิ่มขอ 21 “เพราะปศาจชนิดนี้ขับไลออกไปไมไดเลย นอกจากดวย การอธิษฐานภาวนาและการจำศีลอดอาหารเทานั้น” (เทียบ มก 9:29) e


มัทธิว 17:23 96 25 “บุตรแหงมนุษยจะถูกมอบในเงือ้ มมือของ เปโตรตอบวา “เสียซิ” เมือ่ เปโตร 23 คนทัง้ หลาย และถูกประหารชีวติ แตใน เขาไปในบาน พระเยซูเจาตรัสกับเขา วันทีส่ าม บุตรแหงมนุษยจะกลับคืนชีพ” กอนวา “ซีโมน ทานมีความเห็นอยางไร กษั ต ริ ย ใ นโลกนี้ ท รงเก็ บ ภาษี จ ากใคร บรรดาศิษยรสู กึ เปนทุกขยงิ่ นัก จากโอรสธิดาiหรือจากคนอื่น” 26เปโตร ทูลตอบวา “จากคนอื่น” พระเยซูเจาจึง พระเยซูเจาและเปโตร ตรัสวา “ถาเชนนั้นโอรสธิดายอมไดรับ เสียภาษีบำรุงพระวิหาร 24 เมื่ อ พระเยซู เ จ า เสด็ จ มาถึ ง เมื อ ง การยกเวน 27แตเพื่อมิใหใครตำหนิเรา คาเปอรนาอุมพรอมกับบรรดาศิษย ผู ทานจงไปทีท่ ะเล หยอนเบ็ดลงไป จับ เก็บภาษีบำรุงพระวิหารhเขามาหาเปโตร ปลาตัวแรกทีต่ กได เปดปากปลา ทานจะ ถามวา “อาจารยของทานไมเสียเงินบำรุง พบเงินหนึ่งเหรียญjจงนำเงินนั้นไปเสีย พระวิหารหรือ” ภาษีเพื่อเราและทานเถิด” ข. คำเทศนเกีย่ วกับพระศาสนจักร ผูยิ่งใหญที่สุด ขณะนั้น บรรดาศิษยเขามา เฝาพระเยซูเจา ทูลถามวา “ผใู ดยิง่ ใหญ ที่สุดในอาณาจักรสวรรค” 2พระเยซูเจา ทรงเรียกเด็กเล็กๆ คนหนึง่ ใหมายืนอยู กลางกลมุ พวกเขา 3แลวตรัสวา “เราบอก ความจริงแกทา นทัง้ หลายวา ถาทานไม กลับเปนเหมือนเด็กเล็กๆ ทานจะเขา อาณาจักรสวรรคไมไดเลย 4ฉะนัน้ ผใู ดที่

18

1

ถอมตนลงเปนเหมือนเด็กเล็กๆ คนนี้ ผู นัน้ จะยิง่ ใหญทสี่ ดุ ในอาณาจักรสวรรค” การชักนำผอู นื่ ใหทำบาป “ผู ใ ดต อ นรั บ เด็ ก เล็ ก ๆ เช น นี้aใน นามของเรา ผนู นั้ ตอนรับเรา 6ผใู ดเปน เหตุใหคนธรรมดาๆ ทีม่ คี วามเชือ่ ในเรา ทำบาป ถาเขาจะถูกแขวนคอดวยหินโม ใหญถว งลงใตทะเล ก็ยงั ดีกวาสำหรับเขา 5

ชาวยิวทุกคนตองเสียภาษีประจำป เพื่อใชบำรุงพระวิหาร “โอรสธิดา” หมายถึง “สมาชิกในครอบครัว” เทียบ 13:38 พระเยซูเจาทรงใชคำคำนีเ้ พือ่ แสดงวา ทรงเปน “พระบุตร” หรือ “โอรส” ของพระเจา (เทียบ 3:17; 17:5 และ 10:32ฯ; 11:25-27) บรรดา ศิษยก็เปน พี่นองของพระองค (12:50) เปนบุตรของพระบิดาเดียวกัน (5:45; ดู 4:3 เชิงอรรถ d) j การพบของมีคาในปากปลาเปนเรื่องที่มีเลาบอย ๆ ในเรื่องปาฏิหาริยแบบชาวบานของชาวยิว และชาวกรีก h i

18

a

“เด็กเล็ก ๆ” หมายถึง ผูที่ทำตนเปนเด็กเพราะไมมีมารยา (เทียบ ขอ 4)


97

7

นาเสียดายที่โลกนี้ยังมีผูที่เปนเหตุให มนุษยทำบาป ผูเปนเหตุใหมนุษยทำ บาปตองมีอยางแนนอน แตวิบัติจงเกิด แกผนู นั้ เถิด” 8 “ถ า มื อ หรื อ เท า ของท า นเป น เหตุ ใหทา นทำบาปbจงตัดมันทิง้ เสีย ทานเขา สูชีวิตc โดยมีมือหรือเทาขางเดียวยังดี กวามีมอื หรือเทาทัง้ สองขาง แตถกู ทิง้ ลง ในไฟนิรันดร” 9 “ถาตาขางหนึ่งของทานเปนเหตุให ทานทำบาป จงควักมันทิง้ เสีย ทานจะ เขาสชู วี ติ โดยมีตาขางเดียวยังดีกวามีตา ทัง้ สองขาง แตตอ งถูกทิง้ ลงในไฟนรกd” 10 “จงระวั ง ให ดี อย า ดู ห มิ่ น คน ธรรมดาๆ เหลานี้คนใดเลย เราบอก ทานทั้งหลายวา ตลอดเวลาในสวรรค ทู ต สวรรค ข องเขาเฝ า ชมพระพั ก ตร e พระบิดาของเราผูสถิตในสวรรคf(11)”

มัทธิว 18:16 แกะที่พลัดหลง 12 “ทานทั้งหลายคิดอยางไร ถาชาย คนหนึง่ มีแกะอยรู อ ยตัว แลวแกะตัวหนึง่ บังเอิญหลงทาง เขาจะไมปลอยแกะเกา สิบเกาตัวไวบนภูเขา เพือ่ คนหาแกะตัวที่ หลงไปหรือ” 13 “เราบอกความจริงแกทา นทัง้ หลายวา ถาเขาหาแกะตัวนัน้ พบแลว เขาจะรสู กึ ยินดีทพี่ บมัน มากกวายินดีในแกะเกาสิบ เกาตัวทีม่ ไิ ดพลัดหลง” 14 “พระบิดาของทานผสู ถิตในสวรรคก็ เชนกัน ไมทรงปรารถนาใหคนธรรมดาๆ เหลานีแ้ มเพียงผเู ดียวตองพินาศไป” การตักเตือนกันฉันพีน่ อ ง “ถาพี่นองของทานทำผิดg จงไป ตักเตือนเขาตามลำพัง ถาเขาเชื่อฟง ทานจะไดพี่นองกลับคืนมา 16ถาเขาไม 15

ตามความหมายเดิมของคำกรีก หรือตามตัวอักษร หมายถึง “บวง แรว” (ซึ่งเปนสาเหตุ ทำใหหกลม - ดู 16:23 เชิงอรรถ k) ขอ 8-9 ไมมีความคิดตอเนื่องจากขอ 7 แต มธ นำมาใสไวที่นี่ เพราะมีคำวา “เปนเหตุใหทำบาป” เหมือนในขอ 6-7; ขอ 8-9 นี้มีอยูแลวใน 5:29-30 c หมายถึง ชีวิตนิรันดร d “ไฟนรก” แปลคำภาษาฮีบรู Ge-Hinnom หมายถึงหุบเขานอกกรุงเยรูซาเล็มซึ่งเปนสถานที่มี มลทินเพราะเคยมีการฆาเด็กถวายบูชา (ลนต 18:21 เชิงอรรถ h) ตอมา เนื่องจากสถานที่นี้มีไฟ เผาขยะลุกอยูตลอดเวลา ชาวยิวจึงเปรียบสถานที่นี้กับไฟนรก ซึ่งเปนที่ที่พระเจาทรงลงโทษคนชั่ว e เปนสำนวนจากพันธสัญญาเดิมหมายถึงการทีข่ า ราชสำนักเฝาอยตู อ หนาพระมหากษัตริย (เทียบ 2 ซมอ 14:24; 2 พกษ 25:19; ทบต 12:15) ในทีน่ ตี้ อ งการเนนความใกลชดิ ระหวางทูตสวรรคกบั พระเจา f สำเนาโบราณบางฉบับเพิ่มขอ 11 “เพราะวาบุตรแหงมนุษยเสด็จมาเพื่อชวยสิ่งที่เสียไปให รอดพน” (เทียบ ลก 19:10) g สำเนาโบราณหลายฉบั บ เติ ม คำว า “ต อ ท า น” แต ไ ม จำเป น ความผิ ด ในที่ นี้ ห มายถึ ง ความผิดหนักและอื้อฉาว ไมจำเปนตองทำผิดตอบุคคลที่มีหนาที่ตักเตือน ซึ่งตางกับกรณีขอ 21 b


มัทธิว 18:17 98 เชือ่ ฟง จงพาอีกคนหนึง่ หรือสองคนไป สองหรือสามคนชุมนุมกันในนามของเรา ดวย คำพูดของพยานสองคนหรือสามคน เราอยทู นี่ นั่ ในหมพู วกเขา” จะไดจดั เรือ่ งราวใหเรียบรอย 17ถาเขาไม ยอมฟงพยาน จงแจงใหหมูคณะทราบh การใหอภัยความผิดk 21 ถาเขาไมยอมฟงหมูคณะอีก จงปฏิบัติ เปโตรเขามาทูลถามพระเยซูเจาวา ตอเขาเหมือนเขาเปนคนตางศาสนาหรือ “พระเจาขา ถาพี่นองทำผิดตอขาพเจา คนเก็บภาษีเถิด”i ขาพเจาตองยกโทษใหเขาสักกี่ครั้ง ถึง 18 “เราบอกความจริงแกทา นทัง้ หลาย เจ็ดครัง้ หรือไม” 22พระเยซูเจาตรัสตอบ วา ทุกสิง่ ทีท่ า นจะผูกในโลก จะผูกไวใน วา “เราไมไดบอกทานวาตองยกโทษให สวรรค และทุกสิง่ ทีท่ า นจะแกในโลก ก็จะ เจ็ดครั้ง แตตองยกโทษใหเจ็ดคูณเจ็ด แกในสวรรคดวย”j สิบครัง้ ”l การอธิษฐานภาวนารวมกัน “เราบอกความจริงแกทา นอีกวา ถา ทานสองคนในโลกนีพ้ รอมใจกันออนวอน ขอสิง่ หนึง่ สิง่ ใด พระบิดาของเราผสู ถิตใน สวรรคจะประทานให 20เพราะวา ที่ใดมี 19

อุปมาเรือ่ งลูกหนีไ้ รเมตตา อาณาจักรสวรรคเปรียบไดกบั กษัตริย พระองคหนึง่ ทรงประสงคจะตรวจบัญชี หนีส้ นิ ของผรู บั ใช 24ขณะทีท่ รงเริม่ ตรวจ บัญชีนนั้ มีผนู ำชายผหู นึง่ เขามา ชายผู 23

“หมูคณะ” (ภาษากรีก ekklesia) แปลคำ qahal ในภาษาฮีบรู ซึ่งหมายถึงการชุมนุมของพี่นอง คริสตชนมากกวาจะหมายถึง “พระศาสนจักรทัง้ หมด” i “คนตางศาสนาและคนเก็บภาษี” เปนผูที่สังคมรังเกียจ ชาวยิวที่เครงครัดศาสนาไมคบหากับ คนพวกนี้ (ดู 5:46 เชิงอรรถ u และ 9:10 เชิงอรรถ e) เทียบไดกับการถูกอัปเปหิจากหมูคณะใน 1 คร 5:11 เชิงอรรถ h j อำนาจนีพ้ ระเยซูเจาไดทรงมอบใหเปโตรแลว (16:19) ในทีน่ ี้ พระองคทรงมอบใหแกหมคู ณะดวย k คริสตชนตองใหอภัยกัน (5:39; 6:12// เทียบ 7:2; 2 คร 2:7; อฟ 4:32; คส 3:13) ตามแบบฉบับ ของพระเจาและของพระเยซูเจา (ลก 23:34 เชิงอรรถ k) และปฏิบัติตามแบบฉบับของชาวอิสราเอล (ลนต 19:18-19; ดู อพย 21:25 เชิงอรรถ f) “เพือ่ นบาน” ในพันธสัญญาเดิมหมายถึง “เพือ่ นรวมชาติ” แตในพันธสัญญาใหม หมายถึงทุกคนรวมทัง้ ผทู ที่ ำผิดตอเราดวย (5:44-45; รม 12:17-21; 1 ธส 5:15; 1 ปต 3:9; ดู สดด 5:10 เชิงอรรถ c) ความรักจะลบลางบาปไดมาก (สภษ 10:12; อางถึงโดย ยก 5:20; 1 ปต 4:8) l “เจ็ดคูณเจ็ดสิบครัง้ ” ยังแปลไดอกี วา “เจ็ดสิบเจ็ดครัง้ ” (ดู 6:9 เชิงอรรถ d มธ อธิบายคำสอนเรือ่ งนี้ โดยใชอุปมาในขอ 23-25 อุปมาหลายเรื่องที่เปนของ มธ โดยเฉพาะกลาวถึงความสัมพันธระหวาง มนุษย โดยเนนลักษณะตรงกันขามของบุคคลในเรื่อง (ดู 20:1 เชิงอรรถ a; 21:28; 22:1 เชิงอรรถ a; 24:45 เชิงอรรถ w; 25:1 เชิงอรรถ a, 31 เชิงอรรถ e; ลก 15:11 เชิงอรรถ a) h


99

m 25

นี้เปนหนี้อยูเปนพันลานบาท เขาไม มีสิ่งใดจะชำระหนี้ได กษัตริยจึงตรัสสั่ง ใหขายทัง้ ตัวเขา บุตรภรรยาและทรัพย สินทัง้ หมดเพือ่ ใชหนี้ 26ผรู บั ใชกราบพระ บาททูลออนวอนวา ‘ขอทรงพระกรุณา ผลัดหนีไ้ วกอ นเถิด แลวขาพเจาจะชำระ หนี้ใหทั้งหมด’ 27กษัตริยทรงสงสารจึง ทรงปลอยเขาไปและทรงยกหนีใ้ ห 28ขณะ ทีผ่ รู บั ใชออกไป ก็พบเพือ่ นผรู บั ใชดว ย กันซึง่ เปนหนีเ้ ขาอยไู มกพี่ นั บาทn เขาเขา ไปควาคอบีบไวแนน พูดวา ‘เจาเปนหนี้ ขาอยเู ทาไร จงจายใหหมด’ 29 เพื่อนคนนั้นคุกเขาลงออนวอนวา ‘กรุณาผลัดหนีไ้ วกอ นเถิด แลวขาพเจา

มัทธิว 19:7 จะชำระหนี้ให’ แตเขาไมยอมฟง นำ ลูกหนีไ้ ปขังไวจนกวาจะชำระหนีใ้ หหมด 31 เพือ่ นผรู บั ใชอนื่ ๆ เห็นดังนัน้ ตางสลด ใจมาก จึงนำความทัง้ หมดไปทูลกษัตริย 32 พระองคจึงทรงเรียกชายผูนั้นมา ตรัส วา ‘เจาคนสารเลว ขายกหนีส้ นิ ของเจา ทัง้ หมดเพราะเจาขอรอง 33เจาตองเมตตา เพือ่ นผรู บั ใชดว ยกัน เหมือนกับทีข่ า ได เมตตาเจามิใชหรือ’ 34กษัตริยกริ้วมาก ตรัสสัง่ ใหนำผรู บั ใชนนั้ ไปทรมานจนกวา จะชำระหนี้หมดสิ้น 35พระบิดาของเรา ผู ส ถิ ต ในสวรรค จ ะทรงกระทำต อ ท า น ทำนองเดียวกัน ถาทานแตละคนไมยอม ยกโทษใหพนี่ อ งจากใจจริง” 30

VI อาณาจักรสวรรคอยใู กลแลว ก. เรือ่ งเลา คำถามเรือ่ งการหยาราง 1 เมือ่ พระเยซูเจาตรัสเรือ่ งนีจ้ บ แลว จึงเสด็จออกจากแควนกาลิลเี ขาไป ในแควนยูเดีย อีกฟากหนึ่งของแมน้ำ จอรแดน 2ประชาชนจำนวนมากติดตาม พระองค พระองคทรงรักษาผปู ว ยทีน่ นั่ 3 ชาวฟาริสบี างคนเขามาเพือ่ จับผิดพระ องค ทูลถามวา “เปนการถูกตองหรือไม ทีช่ ายจะหยารางกับภรรยาเนือ่ งดวยเหตุใด ก็ตาม”

19

4

พระองคทรงตอบวา “ทานไมไดอา น พระคัมภีรหรือวาเมื่อแรกนั้นพระผูสราง ทรงสร า งมนุ ษ ย ใ ห เ ป น ชายและหญิ ง 5 และตรัสวาดังนี้ ‘ชายจะละบิดามารดา ไปสนิทอยกู บั ภรรยาของตนและชายหญิง จะเปนเนือ้ เดียวกัน’ 6 ดังนี้ เขาจึงไมเปนสองอีกตอไป แต เปนเนือ้ เดียวกัน ฉะนัน้ สิง่ ทีพ่ ระเจาทรง รวมกันไว มนุษยอยาไดแยกเลย”a 7 ชาวฟาริสีจึงทูลถามวา “แลวทำไม

“พันลานบาท” แปลตามตั ว อั ก ษร “หนึ่ ง หมื่ น ตะลั น ต ” หมายถึ ง เงิ น จำนวนมากที เ ดี ย ว เพราะหนึ่งตะลันตเทากับทองคำหนักประมาณ 30 กก. n “ไมกี่พันบาท” แปลตามตัวอักษร “หนึ่งรอยเหรียญ” a เปนการยืนยันโดยไมมีขอยกเวนวาการสมรสจะเพิกถอนมิได m

19


มัทธิว 19:8 100 โมเสสจึงสัง่ ใหชายทำหนังสือหยารางแลว คือคนที่พระเจาประทานให 12เพราะวา หยารางไดเลา” 8พระองคตรัสวา “เพราะใจ บางคนเปนขันทีตงั้ แตอยใู นครรภมารดา ดือ้ หยาบกระดางของทาน โมเสสจึงยอม บางคนถูกมนุษยทำใหเปนขันที และบาง คนทำตนเปนขันทีเพราะเห็นแกอาณาจักร อนุญาตใหหยารางได แตเมือ่ แรกเริม่ นัน้ สวรรคc ผทู เี่ ขาใจได ก็จงเขาใจเถิด” หาเปนเชนนีไ้ ม” 9 “เราบอกทานทัง้ หลายวา ผใู ดหยาราง พระเยซูเจาและเด็กเล็ก ๆ ภรรยาและแตงงานกับอีกคนหนึง่ เขาก็ 13 ทำผิดประเวณี เวนแตในกรณีแตงงานไม ขณะนัน้ มีผนู ำเด็กเล็กๆ มาใหพระ b ถูกตอง” องคทรงปกพระหัตถอวยพร แตบรรดา ศิษยกลับดุวา คนเหลานัน้ 14พระเยซูเจา การสมัครใจไมแตงงาน ตรัสกับเขาวา “ปลอยใหเด็กเล็กๆ มาหา 10 บรรดาศิ ษ ย ทู ล พระองค ว า “ถ า เราเถิด อยาหามเลย เพราะอาณาจักร สภาพของสามีกบั ภรรยาเปนเชนนี้ ก็ไม สวรรคเปนของคนที่เหมือนเด็กเหลานี้” ควรจะแตงงานเลย” 11พระองคตรัสวา 15พระองคทรงปกพระหัตถใหเด็กเหลานัน้ “ไมใชทกุ คนเขาใจคำสอนนี้ คนทีเ่ ขาใจ แลวจึงเสด็จไปจากทีน่ นั่ มก 10:11ฯ; ลก 16:18 และ 1 คร 7:10ฯ หามมิใหหยารางในทุกกรณี มธ เทานั้นบอกวา พระเยซูเจาทรงยกเวนใหหยารางไดในกรณีที่แตงงานไมถูกตอง อาจเปนเพราะวาชาวยิวในสมัยนั้น ถกเถียงกันวาจะหยารางกันไดหรือไม พวกรับบีในสมัยนั้นถกเถียงกัน ระหวาง Hillel กับ Shammai วา มีเหตุใดบางทีท่ ำใหการหยารางถูกตอง สำหรับ Shammai เหตุผลประการเดียวทีจ่ ะหยารางไดคอื เมื่อภรรยามีชู สวน Hillel สอนวาเหตุผลใดๆ ไมวาทำใหการหยารางไดเสมอ (เทียบ ขอ 3) ปญหา ของชาวยิวที่กลับใจมาเปนคริสตชนทำให มธ เพิ่มขอยกเวนนี้ลงไปดวย คลายกับขอกำหนด การประชุมที่กรุงเยรูซาเล็มใน กจ 15:23-29 คำวา “porneia” ในที่นี้นาจะหมายถึงการแตงงาน ไมถกู ตองมากกวาการเปนชอู ยางทีช่ าวออรโธดอกซและโปรเตสแตนทเขาใจ เพราะในภาษากรีกมีคำ “moicheia” ซึ่งหมายถึงการเปนชูโดยตรง ในที่นี้ ดูเหมือนคำวา “porneia” นาจะแปลคำภาษาฮีบรูวา “zenut” (คาประเวณี) ซึง่ ในวรรณกรรมของพวกรับบีหมายถึงการแตงงานไมถกู ตองระหวางญาติสนิท ซึ่งธรรมบัญญัติหามไว (ลนต 18) การแตงงานเชนนี้คนตางศาสนาถือวาถูกตอง แตเมื่อเขากลับใจ มาเปนคริสตชนในแวดวงชาวยิว การแตงงานเชนนีถ้ อื วาไมถกู ตอง จึงมีขอ แนะนำใหคสู มรสดังกลาว เลิกกัน เพราะวาไมเปนการแตงงานทีแ่ ทจริง บางคนคิดวาขอยกเวนนีห้ มายถึงการอนุญาตใหคสู มรส แยกกันอยู แตหามมิใหแตงงานใหม จึงมิใชการหยารางแทจริง แตการแยกกันอยูโดยไมแตงงาน ใหมเชนนีไ้ มเปนทีร่ จู กั ในแวดวงของชาวยิวสมัยนัน้ ถึงกระนัน้ บางครัง้ พระเยซูเจาอาจทรงเรียกรอง แนวปฏิบัติใหมไดเชนกัน และ 1 คร 7:11 หมายถึงการแยกกันเชนนี้ c พระเยซูเจาทรงเชือ้ เชิญใหละเวนการแตงงานตลอดไปเปนการแสดงถึงการอุทศิ ตนโดยสมบูรณ เพื่อพระอาณาจักรของพระเจา b


เศรษฐีหนมุ ชายคนหนึ่งมาเฝาพระองคทูลถาม วา “พระอาจารยd ขาพเจาตองทำความดี อะไรเพือ่ จะมีชวี ติ นิรนั ดร” 17พระองคตรัส กับเขาวา “เหตุใดจึงถามเราถึงความดี ผู ทรงความดีมีแตผูเดียวเทานั้นe ถาทาน อยากเขาสูชีวิตนิรันดร ก็จงปฏิบัติตาม บทบัญญัติเถิด” 18เขาทูลถามวา “บท บัญญัติขอใด” พระเยซูเจาตรัสตอบวา “อยาฆาคน อยาลวงประเวณี อยาลัก ขโมย อยาเปนพยานเท็จ 19จงนับถือ บิดามารดา จงรักผอู นื่ เหมือนรักตนเอง” 20 ชายหนมุ ผนู นั้ ทูลถามวา “ขาพเจาปฏิบตั ิ ตามบทบัญญัตเิ หลานีท้ กุ ขอแลวf ยังขาด อะไรอีกหรือ” 21พระเยซูเจาตรัสตอบเขา วา “ถาทานอยากเปนคนดีอยางสมบูรณg จงไปขายทุกสิง่ ทีม่ ี มอบเงินใหคนยากจน และทานจะมีขมุ ทรัพยในสวรรค แลวจง ติดตามเรามาเถิด” 22เมือ่ ไดยนิ พระวาจา นี้ ชายหนมุ ผนู นั้ จากไปดวยความทุกข 16

101

มัทธิว 19:28 เพราะเขามีทรัพยสมบัติมากมาย อันตรายจากทรัพยสมบัติ พระเยซูเจาตรัสแกบรรดาศิษยวา “เราบอกความจริงแกทา นทัง้ หลายวา คน มัง่ มีจะเขาสอู าณาจักรสวรรคไดยาก 24เรา บอกทานอีกวา อูฐจะลอดรูเข็มยังงายกวา คนมัง่ มีเขาสอู าณาจักรสวรรค” 25เมือ่ บรรดา ศิษยไดยินเชนนี้ ตางรูสึกประหลาดใจ มาก จึงทูลถามวา “แลวดังนี้ ใครเลาจะ รอดพนได” 26พระเยซูเจาทอดพระเนตร บรรดาศิษย แลวตรัสวา “สำหรับมนุษย เปนไปไมได แตสำหรับพระเจา ทุกอยาง เปนไปได” 23

รางวัลของการสละทุกสิง่ เปโตรจึงทูลถามวา “ขาพเจาทัง้ หลาย สละทุกสิง่ และติดตามพระองคแลว จะได อะไรบาง” 28พระเยซูเจาตรัสตอบวา “เรา บอกความจริงแกทา นทัง้ หลายวา ในโลก 27

สำเนาโบราณบางฉบับวา “พระอาจารยผูทรงความดี” (ดู มก และ ลก) หมายถึง พระเจา (ใน มก ลก และ มธ ภาษาละตินมีคำวา “พระเจา” อยูดวย) สำเนาโบราณ บางฉบับยกขอความจาก มก และ ลก วา “ทำไมเรียกเราวาผทู รงความดี ไมมใี ครทรงความดีนอกจาก พระเจาเทานั้น” f สำเนาโบราณบางฉบับเพิ่ม “ตั้งแตเปนเด็กแลว” (ดู มก และ ลก) g พระเยซูเจามิไดทรงตัง้ คณะใหมทเี่ ปน “ศิษยทดี่ พี รอม” อยเู หนือคริสตชนธรรมดา ความดีอยาง สมบูรณนมี้ คี วามหมายถึงระบบใหมซงึ่ เรียกรองความดีอยางสมบูรณสงู กวาระบบเดิม (ดู 5:17 เชิงอรรถ h) ทุกคนไดรับเรียกมาในระบบนี้เทาเทียมกัน (ดู 5:48) กระนั้นก็ดี เพื่อจะกอตั้งพระอาณาจักร พระเยซูเจาทรงตองการผูรวมงานเต็มเวลา ดังนั้น จึงทรงเรียกรองใหคนเหลานี้สละชีวิตครอบครัว (18:12) และทรัพยสมบัติ (8:19-20) d e


มัทธิว 19:29 102 h ใหม เมือ่ บุตรแหงมนุษยจะประทับเหนือ สาธารณะโดยไมทำงาน 4จึงพูดกับคน พระทีน่ งั่ อันรงุ โรจน ทานทัง้ หลายทีต่ ดิ เหลานี้วา ‘จงไปทำงานในสวนองุนของ ตามเรา ก็จะนั่งบนบัลลังกทั้งสิบสอง ฉันเถิด ฉันจะใหคา จางตามสมควร’ 5คน บัลลังก เพือ่ พิพากษาiตระกูลอิสราเอล เหลานีก้ ไ็ ป พอบานออกไปอีกประมาณ ทั้งสิบสองตระกูลดวย 29และผูใดที่สละ เที่ยงวันและบายสามโมง กระทำเชน บานเรือน พีน่ อ งชายหญิง บิดามารดา เดียวกัน 6ประมาณหาโมงเย็น พอบาน บุตรj ไรนาเพราะเห็นแกเรา ก็จะไดรับ ออกไปอีก พบคนอื่นๆ ยืนอยู จึงถาม ตอบแทนร อ ยเท า และจะได รั บ ชี วิ ต เขาวา ‘ทำไมทานยืนอยูที่นี่ทั้งวันโดย นิรนั ดรเปนมรดกดวย” ไมทำอะไร’ เขาตอบวา ‘เพราะไมมใี คร 30 “หลายคนทีเ่ ปนกลมุ แรกจะกลับกลาย มาจาง’ พอบานจึงพูดวา ‘จงไปทำงาน เปนกลมุ สุดทาย และกลมุ สุดทายจะกลับ ในสวนองนุ ของฉันเถิด’ 8 กลายเปนกลมุ แรก” ครัน้ ถึงเวลาค่ำ เจาของสวนบอกผู จัดการวา ‘ไปเรียกคนงานมา จายคาจาง อุปมาเรื่องคนงานในสวนองุนa ใหเขาโดยเริ่มตั้งแตคนสุดทายจนถึงคน 1 “อาณาจั ก รสวรรค เ ปรี ย บ แรก’ 9เมือ่ พวกทีเ่ ริม่ งานเวลาหาโมงเย็น เหมื อนพ อบานผูหนึ่งซึ่ งออกไปตั้ งแต มาถึง เขาไดรบั คนละหนึง่ เหรียญ 10เมือ่ เชาตรู เพือ่ จางคนงานมาทำงานในสวน คนงานพวกแรกมาถึง เขาคิดวาตนจะได องุน 2ครั้นไดตกลงคาจางวันละหนึ่ง รับมากกวานัน้ แตกไ็ ดรบั คนละหนึง่ เหรียญ เหรียญกับคนงาน แลวก็สง ไปทำงานใน เชนกัน 11ขณะรับคาจางเขาก็บน ถึงเจา สวนองนุ 3ประมาณสามโมงเชา พอบาน ของสวนวา 12‘พวกทีม่ าสุดทายนีท้ ำงาน ออกมาก็ เ ห็ น คนอื่ น ๆ ยื น อยู ที่ ล าน เพียงชัว่ โมงเดียว ทานก็ใหคา จางแกเขา

20

“โลกใหม” หมายถึง การฟนฟูทุกสิ่งขึ้นใหมในยุคพระเมสสิยาห ซึ่งจะปรากฏแจงเมื่อสิ้นพิภพ แตเปนความจริงแลวในดานจิตใจ เมื่อพระคริสตเจาทรงกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผูตาย และ ทรงเปน “องคพระผูเปนเจา” ในพระศาสนจักร i “พิพากษา” มีความหมายเทากับ “ปกครอง” ในพันธสัญญาเดิม “สิบสองตระกูล” หมายถึง อิสราเอล ใหม คือ พระศาสนจักร j สำเนาโบราณบางฉบับเสริมคำวา “ภรรยา” a เจาของสวนองุนออกไปจางคนงานหลายครั้งตั้งแตเชาถึงเย็น และใหคาจางเต็มวัน แกทุกคน เขาใจดีตอบางคนโดยไมไดผิดความยุติธรรมตอใคร พระเจาก็ทรงปฏิบัติเชนนั้น พระองค ทรงนำคนที่มาชาเขาในพระอาณาจักรของพระองค หมายถึงคนบาปและคนตางศาสนา สวนชาวยิว ที่ไดรับเรียกเขามากอน ก็มิไดถูกริดรอนสิทธิแตประการใด h

20


103

เทากับเรา ซึง่ ตองตรากตรำอยกู ลางแดด ตลอดวัน’ 13เจาของสวนจึงพูดกับคนหนึง่ ในพวกนีว้ า ‘เพือ่ นเอย ฉันไมไดโกงทาน เลย ทานไมไดตกลงกับฉันคนละหนึ่ง เหรียญหรือ 14จงเอาคาจางของทานไปเถิด ฉันอยากจะใหคนทีม่ าสุดทายนีเ้ ทากับให ทาน 15ฉันไมมีสิทธิ์ใชเงินของฉันตามที่ ฉันพอใจหรือ ทานอิจฉาริษยา เพราะฉัน ใจดีหรือ’ 16 ดังนี้แหละ คนกลุมสุดทายจะกลับ กลายเปนคนกลมุ แรก และคนกลมุ แรก จะกลับกลาย เปนคนกลมุ สุดทาย”b พระเยซูเจาทรงทำนายเรือ่ ง พระทรมานเปนครัง้ ทีส่ าม 17 พระเยซูเจากำลังเสด็จขึน้ ไปยังกรุง เยรูซาเล็ม พระองคทรงพาเฉพาะอัคร สาวกสิบสองคนออกไป แลวตรัสแกเขา ขณะเดินทางวา 18“บัดนี้ พวกเรากำลังขึน้ ไปยังกรุงเยรูซาเล็ม บุตรแหงมนุษยจะ ถูกมอบแกบรรดาหัวหนาสมณะและบรรดา

มัทธิว 20:23 ธรรมาจารย เขาจะถูกตัดสินประหาร ชีวิต 19และจะถูกมอบใหคนตางชาติสบ ประมาท เยาะเยย โบยตีและนำไปตรึง กางเขน แตวันที่สามบุตรแหงมนุษยจะ กลับคืนชีพ” มารดาของบุตรเศเบดีขอสิทธิพเิ ศษ 20 มารดาของบุตรเศเบดีเขามาเฝาพระ องคพรอมกับบุตร นางกราบลงทูลขอสิง่ หนึง่ จากพระองค 21พระองคจงึ ตรัสถาม นางวา “ทานตองการอะไร” นางทูลวา “ขอพระองคทรงอนุญาตใหบุตรทั้งสอง คนของขาพเจา นัง่ ขางขวาคนหนึง่ นัง่ ขางซายคนหนึง่ ในพระอาณาจักรของพระ องค”c 22พระเยซูเจาตรัสตอบวา “ทาน ไมรูวากำลังขออะไร ทานดื่มถวยd ซึ่ง เราจะดืม่ ไดหรือไม” เขาทัง้ สองทูลตอบ วา “ได พระเจาขา” 23พระองคตรัสกับ เขาวา “ทานจะดื่มถวยของเราe แตการ ที่จะนั่งขางขวาหรือขางซายของเรานั้น ไมใชหนาที่ของเราที่จะให แตสงวนไว

สำเนาโบราณบางฉบับเสริมวา “เพราะวาคนที่ถูกเรียกมีมาก แตคนที่ไดรับเลือกมีนอย” อาจ คัดมาจาก 22:14 c บรรดาอัครสาวกคาดหวังวาอาณาจักรของพระเยซูเจาจะปรากฏมาอยางรุงโรจนในไมชา แต ปรากฏการณเชนนี้สงวนไวสำหรับการเสด็จมาครั้งที่สองของพระคริสตเจา (ดู 4:17 เชิงอรรถ f; กจ 1:6 เชิงอรรถ h) d “ถวย” ในพระคัมภีรเปนคำเปรียบเทียบ หมายถึง “การรับทรมาน” (ดู อสย 51:17) ณ ที่นี้ หมายถึงการรับทรมานทีก่ ำลังจะมาถึงของพระเยซูเจา e ยากอบ บุตรของเศเบดี ถูกกษัตริยเ ฮโรดอากริปปาประหารราวป ค.ศ. 44 (กจ 12:2) สวนยอหน นองชาย แมวา จะไมไดถกู ประหารเปนมรณสักขี แตกม็ สี ว นรวมรับความทุกขทรมานของพระเยซูเจา ไมนอยเชนกัน b


มัทธิว 20:24 104 สำหรับผทู พี่ ระบิดาของเราทรงจัดเตรียม มอบชี วิ ต ของตนเป น สิ น ไถ gเพื่ อ มวล ไว”f มนุษย”h ผนู ำตองรับใชผอู นื่ เมือ่ ไดยนิ ดังนัน้ อัครสาวกอีกสิบคน รสู กึ โกรธพีน่ อ งสองคนนัน้ 25พระเยซูเจา จึงทรงเรียกทุกคนมาพบ ตรัสวา “ทานทัง้ หลายยอมรูวาคนตางชาติที่เปนหัวหนา ยอมเปนเจานายเหนือผูอื่น และผูใหญ ยอมใชอำนาจบังคับ 26แตทา นทัง้ หลาย ไมควรเปนเชนนัน้ ผทู ปี่ รารถนาจะเปน ใหญ จะตองทำตนเปนผรู บั ใชผอู นื่ 27และ ผใู ดทีป่ รารถนาจะเปนคนทีห่ นึง่ ในบรรดา ทานทัง้ หลาย ก็จะตองทำตนเปนผรู บั ใช 28 เหมือนกับทีบ่ ตุ รแหงมนุษยมไิ ดมาเพือ่ ใหผูอื่นรับใช แตมาเพื่อรับใชผูอื่น และ 24

คนตาบอดสองคนทีเ่ มืองเยรีโค 29 ขณะทีพ่ ระเยซูเจาเสด็จออกจากเมือง เยรีโคพรอมกับบรรดาศิษย ประชาชน จำนวนมากติดตามพระองค 30ชายตา บอดสองคนนั่งอยูริมทาง เมื่อไดยินวา พระเยซู เ จ า กำลั ง เสด็ จ ผ า นมา เขาก็ รองตะโกนวา “ขาแตโอรสของกษัตริย ดาวิด โปรดเมตตาเราเถิด พระเจาขา” 31 ประชาชนดุเขาใหเงียบ แตเขากลับ ตะโกนดั ง กว า เดิ ม “ข า แต โ อรสของ กษัตริยด าวิด โปรดเมตตาเราเถิด พระ เจาขา” 32พระเยซูเจาทรงหยุดและทรง เรียกทัง้ สองคน ตรัสถามวา “ทานอยาก

ภารกิจของพระเยซูเจาบนแผนดินนี้มิใชประทานรางวัลใหมนุษย แตรับทรมานเพื่อนำความ รอดพนมาใหมวลมนุษย (ดู ยน 3:17; 12:47) g เมื่อมนุษยทำบาป ธรรมบัญญัติเรียกรองใหตองรับโทษถึงตาย มนุษยจึงเปนเสมือนลูกหนี้ ของพระยุติธรรมของพระเจา (ดู รม 8:3-4; 1คร 15:56; 2 คร 3:7,9; กท 3:13 พรอมเชิงอรรถ) เพื่อไถมนุษยใหพนจากการเปนทาสของบาปและความตาย (รม 3:24 เชิงอรรถ j) พระเยซูเจาตอง หลั่งพระโลหิตเปนคาไถและชำระหนี้ (1 คร 6:20; 7:23; กท 3:13; 4:5 พรอมเชิงอรรถ) เมื่อทรง สิ้นพระชนมเชนนี้แทนคนบาป พระองคก็ทรงทำใหบทบาทของ “ผูรับใชของพระยาหเวห” เปนความ จริง (อสย 53) คำวา “มวลมนุษย” ภาษาฮีบรูวา “คนจำนวนมาก” (อสย 53:11ฯ, 11 เชิงอรรถ h) คำ วา “จำนวนมาก” ในภาษาฮีบรูเนนถึงจำนวนของผรู บั การกอบกวู า มีมาก ตรงขามกับพระผกู อบกซู งึ่ มี เพียงพระองคเดียว มิไดหมายความวา จำนวนของผูรับการกอบกูมีจำนวนจำกัดดวย (รม 5:6-21 ดู มธ 26:28 เชิงอรรถ i) h สำเนาโบราณบางฉบับเพิ่มขอความตอไปนี้ ซึ่งอาจคัดมาจากคัมภีรนอกสารบบวา “สำหรับ ทานทั้งหลาย จากผูต่ำตอย จงพยายามเปนผูยิ่งใหญ และจากผูยิ่งใหญ จงทำตนเปนผูต่ำตอย เมื่อ ทานไดรับเชิญไปงานเลี้ยง จงอยาไปนั่งในที่มีเกียรติ เพราะอาจมีบุคคลสำคัญกวาทานมาในงานนั้น แลวพนักงานจะมาบอกทานวา ‘จงไปนั่งที่ต่ำกวานี้เถิด’ และทานจะตองรับความอับอาย จงไปนั่ง ที่สุดทายและถามีบุคคลสำคัญนอยกวาทานมาในงาน พนักงานจะมาบอกทานวา ‘เชิญทานไปนั่งที่มี เกียรติมากกวาเถิด’ และทานก็จะไดรับเกียรติ” (เทียบ ลก 14:8-10) f


33

ใหเราทำอะไรให” คนตาบอดทัง้ สองคน ทูลตอบวา “พระเจาขา ขอใหตาของเรา มองเห็นไดเถิด” 34พระ เยซูเจาทรงสงสาร ทรงสัมผัสนัยนตาของเขา ทันใดนัน้ เขา กลับมองเห็น และติดตามพระองคไป พระเมสสิยาหเสด็จเขา กรุงเยรูซาเล็ม 1 เมือ่ พระเยซูเจาเสด็จพรอมกับ บรรดาศิ ษ ย เ ข า มาใกล ก รุ ง เยรู ซ าเล็ ม และเสด็จมาที่หมูบานเบทฟายีบนภูเขา มะกอกเทศ พระองคทรงใชศษิ ยสองคน 2 ตรัสสัง่ วา “จงไปทีห่ มบู า นขางหนา แลว ทานจะพบแมลาตัวหนึง่ ผูกอยู มีลกู อยู ดวย จงแกเชือกและจูงมาใหเราเถิด 3ถา มีใครถาม จงตอบวา ‘พระอาจารยตอ ง การใชมัน และจะสงกลับคืนใหทันทีเมื่อ ใชเสร็จ’ 4เหตุการณนี้เกิดขึ้นเพื่อพระ ดำรัสทีต่ รัสทางประกาศกจะไดเปนความ จริงวา 5 จงบอกธิดาแหงศิโยนวา ดูซิ กษัตริยข องทานเสด็จมา พบทาน มีพระทัยออนโยน ประทับบนแมลา

21

21

มัทธิว 21:12

105

บนลูกลา สัตวใชงาน” ศิษยทงั้ สองคนไปทำตามทีพ่ ระเยซูเจา ทรงสัง่ 7เขาจูงแมลาและลูกลามาถวายพระ องค ปูเสือ้ คลุมของตนบนหลังลา พระองค ประทับบนหลังลา 8ประชาชนจำนวนมาก ปูเสือ้ คลุมของตนบนทางเดิน บางคนตัด กิง่ ไมมาวางตามทางเดิน 9ประชาชนทัง้ ที่ เดินไปขางหนาและทีต่ ามมาขางหลัง ตาง โหรอ งวา “โฮซานนาbแดโอรสของกษัตริยด าวิด ขอถวายพระพรแดผูมาในพระนาม ขององคพระผเู ปนเจา โฮซานนา ณ สวรรคสงู สุด” 10 เมือ่ พระองคเสด็จเขากรุงเยรูซาเล็ม แลว ประชาชนทั่วทั้งเมืองตางแตกตื่น ถามวา “ผนู เี้ ปนใครหนอ” 11ประชาชนที่ ติดตามพระเยซูเจาก็ตอบวา “ผนู คี้ อื พระ เยซู ประกาศกจากนาซาเร็ธ แควนกาลิล”ี a

6

พระเยซูเจาทรงขับไลบรรดาพอคา ออกจากพระวิหาร 12 พระเยซูเจาเสด็จเขาสพู ระวิหาร ทรง ขับไลบรรดาคนซือ้ ขายในพระวิหาร ทรง คว่ำโตะของคนแลกเงินและมานัง่ ของคน

ลาเปนสัตวที่ใชในยามสงบ สวนมาใชในยามสงคราม ตามความคิดของประกาศก เศคาริยาห พระเมสสิยาหทรงลา แสดงวาทรงเปนผูปกครองที่ออนโยน ไมใชนักรบ เมื่อพระเยซูเจา ทรงลาเสด็จเขากรุงเยรูซาเล็ม จึงทรงทำใหถอยคำของประกาศกเปนความจริงทั้งตามตัวอักษรและ ตามความหมายทีล่ กึ ซึง้ กวาดวย b “โฮซานนา” เปนคำภาษาฮีบรู ความหมายแรกคือ “โปรดชวยใหรอดพน” ตอมา กลายเปนเพียง คำอุทาน ชโย โหรองตอนรับ a


มัทธิว 21:13 106 c 13 ขายนกพิราบ ตรัสกับพวกเขาวา “มี พระเนตรเห็นมะเดื่อเทศตนหนึ่งอยูริม เขียนไวในพระคัมภีรว า บานของเราจะ ทาง จึงเสด็จเขาไปใกล แตไมทรงพบผล ไดชอื่ วาบานแหงการอธิษฐานภาวนา แต มะเดื่อ ทรงพบแตใบเทานั้น จึงตรัสกับ ทานทัง้ หลายกลับมาทำใหเปนซองโจร” มะเดือ่ เทศตนนัน้ วา “ตัง้ แตนไี้ ป เจาอยา 14 คนตาบอดและคนงอยเขามาเฝาพระ มีผลอีกเลย” ทันใดนัน้ มะเดือ่ เทศก็เหีย่ ว องคในพระวิหาร และพระองคทรงรักษา แหงไปd 20บรรดาศิษยเห็นดังนั้น ตาง เขาใหหายจากโรค 15เมื่อบรรดาหัวหนา ประหลาดใจ กลาววา “ตนมะเดื่อเทศ สมณะและธรรมาจารย เห็นอัศจรรยทที่ รง เหีย่ วไปทันทีไดอยางไร” 21พระเยซูเจา กระทำและไดยนิ พวกเด็กๆ รองในพระ ตรัสตอบวา “เราบอกความจริงแกทาน วิหารวา “โฮซานนาแดโอรสของกษัตริย ทั้งหลายวา ถาทานมีความเชื่อ และไม ดาวิด” ก็โกรธถามพระองควา 16“ทานไดยนิ สงสัย ทานจะทำไดทกุ สิง่ ไมเพียงแตสงิ่ หรือไมวา พวกเขารองวาอะไร” พระเยซูเจา ที่เกิดขึ้นกับตนมะเดื่อเทศตนนี้เทานั้น ตรัสตอบวา “ไดยนิ ทานไมไดอา นในพระ ถาทานบอกภูเขาลูกนี้วา ‘จงยกตัวขึ้น คัมภีรห รือวา และทิ้งตัวลงไปในทะเลเถิด’ ก็จะเปน ทานไดเตรียมคำสรรเสริญไว เชนนั้น 22และทุกสิ่งที่ทานจะอธิษฐาน จากปากของเด็กและทารก” ภาวนา วอนขอดวยความเชือ่ ทานก็จะ 17 แลวพระองคทรงจากพวกเขา เสด็จ ไดรบั ” ออกจากเมืองไปยังหมบู า นเบธานีและทรง พักแรมที่นั่น พระเยซูเจาทรงรับอำนาจ จากผใู ด 23 ตนมะเดือ่ เทศไรผล ความเชือ่ พระองคเสด็จเขาไปในพระวิหาร และการอธิษฐานภาวนา ขณะทีท่ รงสัง่ สอนประชาชนอยนู นั้ บรรดา 18 เชาวันรงุ ขึน้ ขณะทีพ่ ระเยซูเจาเสด็จ หัวหนาสมณะและผอู าวุโสของประชาชน เขาเมือง พระองคทรงรสู กึ หิว 19เมือ่ ทอด เขามาพบพระองคแลวทูลถามวา “ทานมี คนแลกเงินและพอคาในพระวิหารบริการผแู สวงบุญในการแลกเปลีย่ นเงินตราทีใ่ ชกนั ตามปกติ เปนเหรียญของพระวิหาร และจัดหาสัตวที่ใชบูชายัญ บริการเชนนี้เปนสิ่งถูกตองก็จริง แตอาจกลาย เปนการผูกขาดเอาเปรียบผอู นื่ ได การขับไลพอ คาออกจากพระวิหารยังอาจมองไดวา เปนการกระทำ ของพระเมสสิยาห เพื่อชำระพระวิหารใหบริสุทธิ์ และเนนการแสดงคารวกิจแบบดั้งเดิมที่ยังไมมีการ คาขายเขามาเกี่ยวของใหเปนมลทิน d มก อธิบายเหตุผลวา “เพราะมิใชฤดูมะเดื่อเทศ” แตพระเยซูเจาทรงทำกิจการนี้เปนสัญลักษณ (ดู ยรม 18:1 เชิงอรรถ a) ตนมะเดื่อเทศเปนสัญลักษณหมายถึงอิสราเอลที่ถูกลงโทษเพราะไมมี ความเชือ่ c


107

อำนาจใดจึงทำเชนนี้ ใครมอบอำนาจนีใ้ ห ทาน” 24 พระเยซูเจาตรัสตอบวา “เราขอถาม ทานอยางหนึง่ ดวยเชนเดียวกัน ถาทาน ตอบ เราก็จะบอกทานวาเราทำเชนนีด้ ว ย อำนาจใด 25พิธลี า งของยอหนมาจากไหน จากสวรรคหรือจากมนุษย” บรรดาสมณะ และผอู าวุโสของประชาชนจึงปรึกษากันวา “ถาเราตอบวามาจากสวรรค เขาก็จะถาม วา ‘แลวทำไมทานจึงไมเชื่อยอหนเลา’ 26 ถาเราตอบวามาจากมนุษย เราก็เกรง กลัวประชาชน เพราะทุกคนคิดวายอหน เปนประกาศก” 27 เขาจึงทูลตอบพระเยซูเจาวา “เราไม ร”ู พระองคจงึ ตรัสวา “เราก็ไมบอกทาน เชนเดียวกันวา เราทำการเหลานี้โดย อำนาจใด” e

อุปมาเรือ่ งบุตรสองคน “ทานทัง้ หลายคิดเห็นอยางไร ชาย คนหนึง่ มีบตุ รสองคน เขาไปพบบุตรคน แรกพูดวา ‘ลูกเอย วันนี้ จงไปทำงานใน 28

มัทธิว 21:34 สวนองนุ เถิด’ บุตรตอบวา ‘ลูกไมอยาก ไป’ แตตอมาก็เปลี่ยนใจและไปทำงาน 30 พอจึงไปพบบุตรคนที่สอง พูดอยาง เดียวกัน บุตรคนทีส่ องตอบวา ‘ครับพอ’ แตแลวก็ไมไดไป 31สองคนนีใ้ ครทำตาม ใจพอ” พวกเขาตอบวา “คนแรก” พระ เยซูเจาจึงตรัสวา “เราบอกความจริงแก ทานทั้งหลายวา คนเก็บภาษีและหญิง โสเภณีจะเขาสพู ระอาณาจักรของพระเจา กอนทาน 32 เพราะยอหนไดมาพบทาน ชีห้ นทาง แหงความชอบธรรมfทานก็ไมเชือ่ ยอหน สวนคนเก็บภาษีและหญิงโสเภณีเชือ่ แต ทานทั้งหลายเห็นดังนี้แลว ก็ยังคงไม เปลีย่ นใจมาเชือ่ ยอหน” 29

อุปมาเรือ่ งคนเชาสวนชัว่ รายg 33 “ทานทัง้ หลาย จงฟงอุปมาอีกเรือ่ ง หนึ่งเถิด คหบดีผูหนึ่งปลูกองุนไวสวน หนึง่ ทำรัว้ ลอม ขุดบอย่ำองนุ สรางหอ เฝา ใหชาวสวนเชา แลวก็ออกเดินทาง ไปตางเมือง 34เมือ่ ใกลถงึ ฤดูเก็บผล เจา

“เชนนี้” หมายถึง เหตุการณพิเศษที่พระเยซูเจาทรงอนุญาตใหเกิดขึ้นภายในบริเวณพระวิหาร ไดแก การโหรองตอนรับพระเมสสิยาห การขับไลพอคา และการรักษาโรคอยางอัศจรรย f เปนสำนวนในพันธสัญญาเดิม ยอหนปฏิบตั ติ ามทีท่ า นสอนวา มนุษยเปนผชู อบธรรมไดกต็ อ เมือ่ ปฏิบัติตามพระประสงคของพระเจา g เรื่องนี้เปน “อุปมาในรายละเอียด” มากกวา เพราะรายละเอียดทุกอยางในเรื่องมีความหมาย เจาของสวนคือพระเจา สวนองุนคืออิสราเอล ประชากรที่พระเจาทรงเลือกสรร (ดู อสย 5:1 เชิงอรรถ a) ผรู บั ใชคอื บรรดาประกาศก ลูกชายคือพระเยซูเจาซึง่ ถูกประหารนอกกำแพงกรุงเยรูซาเล็ม ชาวสวน ฆาตกรคือ ชาวยิวทีไ่ รความเชือ่ ชาติทไี่ ดเชาสวนองนุ ตอไปคือคนตางศาสนา มก มิไดรกั ษารายละเอียด ทุกอยางไวในพระวรสาร (เชน ศพของลูกชายถูกทิ้งขางนอกหลังจากถูกประหารแลว) แต มธ ตอง การอธิบายความหมายของรายละเอียดทุกอยาง e


มัทธิว 21:35 108 ของสวนจึงใหผรู บั ใชไปพบคนเชาสวนเพือ่ หินทีช่ า งกอสรางทิง้ เสียนัน้ 35 รับสวนแบงจากผลผลิต แตคนเชาสวน ไดกลายเปนศิลาหัวมุม องคพระผเู ปนเจาไดทรงกระทำเชนนัน้ ไดจบั คนใช ทุบตีคนหนึง่ ฆาอีกคนหนึง่ 36 เอาหินทมุ อีกคนหนึง่ เจาของสวนจึงสง เปนทีน่ า อัศจรรยแกเรายิง่ นัก” 43 “ดังนัน้ เราบอกทานวา พระอาณา ผูรับใชจำนวนมากกวาพวกแรกไปอีก คนเชาสวนก็ทำกับพวกนี้เชนเดียวกัน จั ก รของพระเจ า จะถู ก ยกจากท า นทั้ ง 37 ในทีส่ ดุ เจาของสวนไดสง บุตรชายของ หลาย ไปมอบใหแกชนชาติอนื่ ทีจ่ ะทำให ตนไปพบคนเชาสวน คิดวา ‘คนเชาสวน บังเกิดผล”(44)h 45 คงจะเกรงใจลูกของเราบาง’ 38แตเมือ่ คน เมื่อบรรดาหัวหนาสมณะและชาว เชาสวนเห็นบุตรเจาของสวนมา ก็พดู กัน ฟาริสไี ดยนิ อุปมาเหลานีก้ เ็ ขาใจวา พระ วา ‘คนนีเ้ ปนทายาท เราจงฆาเขาเสียเถิด องคตรัสถึงพวกเขา 46จึงพยายามจับกุม เราจะไดมรดกของเขา’ พระองค แตยังเกรงประชาชน เพราะ 39 “เขาจึงจับบุตรเจาของสวน นำตัว ประชาชนนับถือพระองคเปนประกาศก ออกไปนอกสวนแลวฆาเสีย 40ดังนี้ เมือ่ เจาของสวนมา เขาจะทำอยางไรกับคน อุปมาเรื่องงานวิวาหมงคลa 1 เชาสวนพวกนั้น” 41บรรดาผูฟงตอบวา พระเยซูเจาทรงเลาเปนอุปมา “เจาของสวนจะกำจัดพวกใจอำมหิตนีอ้ ยาง อีกเรือ่ งหนึง่ วา 2“อาณาจักรสวรรคเปรียบ โหดเหีย้ ม และจะยกสวนใหคนอืน่ เชา ซึง่ ไดกบั กษัตริยพ ระองคหนึง่ ซึง่ ทรงจัดงาน จะแบงผลคืนใหเขาตามกำหนดเวลา” อภิเษกสมรสใหพระโอรส 3ทรงสงผรู บั ใช 42 พระเยซูเจาจึงตรัสวา “ทานมิไดอา นใน ไปเรียกผรู บั เชิญใหมาในงานวิวาห แต พระคัมภีรหรือวา พวกเขาไมตอ งการมา 4พระองคจงึ ทรง

22

สำเนาโบราณบางฉบับเพิม่ ขอ 44 วา “ผใู ดตกบนศิลานี้ ผนู นั้ จะแหลกเปนชิน้ ๆ ถาหากศิลานัน้ ตกทับผูใด ผูนั้นจะถูกบดขยี้” อาจเปนคำอธิบายที่ผูคัดลอกยกมาจาก (ลก 20:18) h

22

อุปมาเรื่องนี้เปนอุปมาในรายละเอียดอีกเรื่องหนึ่งคลายกับอุปมาเรื่องกอน กษัตริยคือ พระเจา งานวิวาหมงคลคือความสุขในยุคของพระเมสสิยาห โอรสของกษัตริยคือพระเมสสิยาห คนที่ไปเชิญผูมารวมงานคือบรรดาประกาศกและบรรดาอัครสาวก ผูรับเชิญที่ไมสนใจหรือใชความ รุนแรงตอตานคือชาวยิว ผูที่ไดรับเรียกตามถนนคือคนบาปและคนตางศาสนา การเผาเมืองคือ การทำลายกรุงเยรูซาเล็ม ในขอ 11 ฉากของเรือ่ งเปลีย่ นไปเปนการพิพากษาครัง้ สุดทาย ดูเหมือนวา มัทธิวไดรวมอุปมาสองเรื่องเขาดวยกัน เรื่องหนึ่งคลายกับเรื่องใน ลก 14:16-24 สวนอีกเรื่องหนึ่งซึ่ง จบลงดวยขอความในขอ 11-14 ขอความตอนจบนี้อธิบายวาคนที่รับเชิญจะตองแตงกายใหเหมาะ กับงานดวย นั่นคือ เมื่อมีความเชื่อแลวตองมีกิจการดีตามมาดวย (เทียบ 3:8; 5:20; 7:21ฯ; 13:47ฯ; 21:28ฯ) a


109

สงผรู บั ใชอนื่ ไปอีก รับสัง่ วา ‘จงไปบอกผู รับเชิญวา บัดนีเ้ ราไดเตรียมการเลีย้ งไว พรอมแลว ไดฆา วัวและสัตวอว นพีแลว ทุกสิง่ พรอมสรรพ เชิญมาในงานวิวาห เถิด’ 5แตผรู ับเชิญมิไดสนใจ คนหนึง่ ไป ทีท่ งุ นา อีกคนหนึง่ ไปทำธุรกิจ 6คนที่ เหลือไดจับผูรับใชของกษัตริย ทำราย และฆาเสีย 7กษัตริยกริว้ จึงทรงสงกอง ทหารไปทำลายฆาตกรเหลานั้นและเผา เมืองของเขาดวย 8แลวพระองคตรัสแกผู รับใชวา ‘งานวิวาหพรอมแลว แตผูรับ เชิญไมเหมาะสมกับงานนี้ 9จงไปตามทาง แยก พบผูใดก็ตาม จงเชิญมาในงาน วิวาหเถิด’ 10บรรดาผรู บั ใชจงึ ออกไปตาม ถนน เชิญทุกคนทีพ่ บมารวมกัน ทัง้ คน เลวและคนดี แขกรับเชิญจึงมาเต็มหอง งานอภิเษกสมรส 11กษั ต ริ ย เ สด็ จ มา ทอดพระเนตรแขกรับเชิญ ทรงเห็นคน หนึ่งไมสวมเสื้อสำหรับงานวิวาห 12จึง ตรัสแกเขาวา ‘เพือ่ นเอย ทานไมไดสวม เสื้อสำหรับงานวิวาห แลวเขามาที่นี่ได อยางไร’ คนนัน้ ก็นงิ่ 13กษัตริยจ งึ ตรัสสัง่ ผูรับใชวา ‘จงมัดมือมัดเทาของเขา เอา ไปทิง้ ในทีม่ ดื ขางนอกเถิด ทีน่ นั่ จะมีแต

มัทธิว 22:21 การร่ำ ไห ค ร่ำ ครวญ และขบฟ น ด ว ย ความขุนเคือง 14เพราะผูรับเชิญมีมาก แตผรู บั เลือกมีนอ ย’ ”b การเสียภาษีแกพระจักรพรรดิซซี าร 15 ครั้งนั้น ชาวฟาริสีปรึกษากันเพื่อ จับผิดพระวาจาของพระเยซูเจา 16จึงสง ศิษยของตนพรอมกับคนที่เปนฝายของ กษัตริยเ ฮโรดc มาทูลถามพระเยซูเจาวา “พระอาจารย พวกเรารูวาทานเปนคน เทีย่ งตรง สัง่ สอนวิถที างของพระเจาตาม ความจริง โดยไมลำเอียง เพราะทานไม เห็นแกหนาใคร 17ดังนัน้ โปรดบอกเรา เถิดวา ทานมีความเห็นวาการเสียภาษี แกพระจักรพรรดิซีซารเปนการถูกตอง หรือไม” 18พระเยซูเจาทรงหยั่งรูเจตนา รายของเขา จึงตรัสวา “พวกคนเจาเลห เจามาทดลองเราทำไม 19จงนำเงินทีใ่ ช เสียภาษีมาใหดสู กั เหรียญหนึง่ ” เขาก็นำ เงินเหรียญมาถวาย 20พระองคจึงตรัส ถามวา “รูปและคำจารึกนี้เปนของใคร” 21 เขาตอบวา “เปนของพระจักรพรรดิ ซีซาร” พระองคจงึ ตรัสวา “ของของซีซาร จงคืนใหซซี าร และของของพระเจา ก็จง

ประโยคนี้ดูเหมือนวาจะเกี่ยวของกับอุปมาเรื่องแรกมากกวาเรื่องที่สอง อุปมาในขอ 1-10 หมายถึงชาวยิวเทานั้น ซึ่งเปนพวกแรกที่ไดรับเชิญ แตนอยคนมีความเชื่อ (รับเลือก) อุปมานี้ มิไดยืนยันหรือปฏิเสธวาชาวยิวบางคน (สวนนอย) ไดตอบรับคำเชิญและเปนผูไดรับเลือก (ดู 24:22 เชิงอรรถ k) c “คนที่เปนฝายของกษัตริยเฮโรด” เปนพวกที่สนับสนุนราชวงศของกษัตริยเฮโรด (มก 3:6 เชิงอรรถ a) พวกนี้นาจะเปนผูที่คอยรายงานใหหนวยราชการของชาวโรมันทราบสิ่งที่พวกเขาคิดวา จะสามารถลอหลอกใหพระเยซูเจากลาวโจมตีจักรพรรดิโรมัน b


มัทธิว 22:22 110 d 22 คืนใหพระเจาเถิด” เมือ่ คนเหลานัน้ ได จะเปนภรรยาของใคร เพราะทั้งเจ็ดคน ยิน ตางประหลาดใจ แลวผละจากพระ ไดนางเปนภรรยา” 29พระเยซูเจาตรัส องคไป ตอบวา “ทานคิดผิดแลว เพราะไมเขาใจ พระคัมภีร และไมรจู กั พระอานุภาพของ การกลับคืนชีพของผตู าย พระเจา 30เมือ่ มนุษยจะกลับคืนชีพ จะไม 23 ในวันนัน้ ชาวสะดูสมี าเฝาพระองค มีการแตงงานเปนสามีภรรยากันอีก แต คนเหลานี้สอนวาไมมีการกลับคืนชีพe เขาจะเปนเหมือนทูตสวรรค 31สวนเรือ่ ง 24 เขาทูลถามพระองควา “พระอาจารย ผูตายกลับคืนชีพ ทานไมไดอานพระ โมเสสสัง่ ไววา ถาคนหนึง่ ตายโดยไมมบี ตุ ร วาจาทีพ่ ระเจาตรัสแกทา นหรือวา 32เรา ก็ใหนอ งชายของเขารับหญิงมายนัน้ เปน คือพระเจาของอับราฮัม พระเจาของ ภรรยา เพื่อจะไดสืบสกุลของพี่ชายไว อิสอัค และพระเจาของยาโคบ พระองค 25 ยังมีพนี่ อ งเจ็ดคน คนแรกแตงงานแลว มิใชพระเจาของผูตาย แตเปนพระเจา ก็ตายโดยไมมบี ตุ ร ทิง้ ภรรยาไวใหนอ ง ของผเู ปน”f 33ประชาชนทีไ่ ดฟง ตางพิศวง ชาย 26และเกิดเหตุการณเชนเดียวกันกับ อยางยิง่ ในคำสอนของพระองค คนทีส่ อง คนทีส่ าม จนถึงคนทีเ่ จ็ด 27ใน ทีส่ ดุ หญิงนัน้ ก็ตายดวย บทบัญญัติเอก 28 34 เมือ่ มนุษยจะกลับคืนชีพ หญิงนัน้ เมื่อชาวฟาริสีไดยินวาพระเยซูเจา ในทางปฏิบตั ิ ชาวยิวยอมรับอำนาจและผลประโยชนของรัฐบาลโรมัน ซึง่ เหรียญเปนสัญลักษณ อยู ดังนั้น จึงเปนการถูกตองและเปนหนาที่ของเขาจะตองเสียภาษีแกรัฐบาลโรมัน ตราบเทาที่ไม ลวงละเมิดอำนาจและสิทธิของพระเจาซึ่งอยูเหนือกวา e “ชาวสะดูส”ี (3:7 เชิงอรรถ g) ยึดมัน่ ในธรรมประเพณีทมี่ บี นั ทึกไวเทานัน้ โดยเฉพาะทีม่ บี นั ทึกไว ในหนังสือปญจบรรพ (Pentateuch) พวกนี้เชื่อคำสอนเรื่องการกลับคืนชีพของรางกาย (ดู 2 มคบ 7:9 เชิงอรรถ c) ไมพบธรรมประเพณีดังกลาว ในเรื่องนี้ ชาวฟาริสีมีความคิดตรงขามกับชาวสะดูสี (ดู กจ 4:1 เชิงอรรถ a; 23:8 เชิงอรรถ c) f เมื่อพระเจาทรงรับมนุษยคนหนึ่ง (หรือประชากร) ใหมีความสัมพันธกับพระองค จนเรียกไดวา พระองคเปนพระเจา “ของเขา” ความสัมพันธเชนนี้ตองมั่นคงและสมบูรณจนไมปลอยใหบุคคลนั้น ตองสูญไป ในสมัยแรกทีพ่ ระเจาทรงเปดเผยความจริงใหมนุษยทราบ ชาวยิวยังไมเขาใจวา ความรัก ของพระเจาตองคงอยตู ลอดนิรนั ดร เปนเวลานานทีเดียวพระคัมภีรก ลาวถึง “sheol” “แดนของผตู าย” ซึ่งมีความเปนอยูเหมือนเงาและไมมีการกลับคืนชีพ (อสย 38:10-20; สดด 6:5; 88:10-12) ชาวสะดูสี ยังคงยึดมั่นในความเชื่อถือนี้ (กจ 23:8 เชิงอรรถ c) แตในเวลาตอมาพระเจาทรงคอย ๆ เปดเผย ความจริงเรื่องชีวิตหลังความตายใหชัดเจนขึ้น (สดด 16:10-11; 49:15; 73:24) โดยสอนวาชีวิตจะรับ การฟน ฟูขนึ้ ใหมสำหรับทุกคน (ปชญ 3:1-9) ความรอดพนจะครอบคลุมถึงรางกายดวย (2 มคบ 7:9ฯ; 12:43-46; 14:46; ดนล 12:2-3) พระเยซูเจาทรงเห็นพองกับคำสอนทีไ่ ดรบั การเปดเผยในระยะสุดทายนี้ โดยทรงอธิบายวาแผนการของพระเจามีอยูแลวในขอความเกาแกของ อพย 3:6 d


111

ทรงทำใหชาวสะดูสนี งิ่ อึง้ ไป จึงมาชุมนุม พรอมกัน 35มีคนหนึง่ เปนบัณฑิตทางกฎ หมายg ไดทลู ถามเพือ่ จะจับผิดพระองค วา 36“พระอาจารย บทบัญญัตขิ อใดเปน เอกในธรรมบัญญัต”ิ พระเยซูเจาตรัสตอบ วา 37“ทานจะตองรักองคพระผูเปนเจา พระเจาของทานสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปญ  ญาของทาน 38นีค่ อื บทบัญญัติ เอกและเปนบทบัญญัตแิ รก 39บทบัญญัติ ประการทีส่ องก็เชนเดียวกัน คือทานตอง รักเพือ่ นมนุษยเหมือนรักตนเองh 40ธรรม บัญญัตแิ ละคำสอนของบรรดาประกาศก ก็ขนึ้ อยกู บั บทบัญญัตสิ องประการนี”้ พระคริสตเจาทรงเปนทัง้ โอรสของ กษัตริยด าวิดและทรงเปน องคพระผเู ปนเจาดวย 41 ขณะทีช่ าวฟาริสมี าชุมนุมกัน พระ เยซูเจาทรงถามวา 42“ทานคิดอยางไร เกีย่ วกับพระคริสตเจา พระองคทรงเปน โอรสของใคร” ชาวฟาริสที ลู ตอบวา “เปน โอรสของกษัตริยดาวิด” 43พระองคจึง ตรัสวา “ถาเชนนั้น เพราะเหตุใดเมื่อ

มัทธิว 23:3 กษัตริยด าวิดทรงไดรบั การดลใจจากพระ จิตเจา จึงเรียกพระคริสตวา องคพระผู เปนเจา และตรัสวา 44 องคพระผเู ปนเจาไดตรัสแกองคพระ ผเู ปนเจาของขาพเจาวา เชิญประทับนัง่ เบือ้ งขวาของเรา จนกวาเราจะทำใหศตั รูของพระองค อยูใตพระบาทของพระองค” 45 “ถากษัตริยด าวิดทรงเรียกพระคริสต วาเปนองคพระผูเปนเจา พระคริสตจะ ทรงเปนโอรสของกษัตริยด าวิดไดอยางไร” 46 ไมมใี ครตอบพระองคไดiและจากวันนัน้ เปนตนมา ไมมผี ใู ดกลาทูลถามพระองค อีกเลย ความหนาซือ่ ใจคดและความชอบ โออวดของธรรมาจารยและชาวฟาริสี 1 ครั้ ง นั้ น พระเยซู เ จ า ตรั ส แกประชาชนและบรรดาศิษยวา 2“พวก ธรรมาจารย แ ละชาวฟาริ สี นั่ ง บน ธรรมาสนของโมเสส 3ถาเขาสั่งสอน เรือ่ งใด ทานจงปฏิบตั ติ ามเถิดa แตอยา ปฏิบัติตามการกระทำของเขา เพราะ

23

สำเนาโบราณบางฉบับละ “บัญญัตทิ างกฎหมาย” h บทบัญญัตใิ หรกั พระเจาและใหรกั เพือ่ นมนุษยยงั พบไดในหนังสือ Didache 1:2 ซึง่ อาจเขียนขึน้ ตามแนวความคิดของผลงานของชาวยิวเรื่องทางสองแพรง (ดู 7:13 เชิงอรรถ d) i คำตอบทีถ่ กู ตองคือ แมธรรมชาติมนุษยของพระคริสตเจาสามารถสืบสาวกลับไปถึงกษัตริยด าวิด ไดก็ตาม (ดู 1:1-17) แตพระองคยังมีพระธรรมชาติพระเจาซึ่งทำใหพระองคอยูสูงกวากษัตริยดาวิด a ประชาชนตองปฏิบัติตามคำสั่งสอนของบรรดาธรรมาจารย ในฐานะที่คำสอนนี้เปน ธรรมประเพณีทสี่ บื ทอดมาจากโมเสส ในทีน่ พี้ ระเยซูเจามิไดกลาวถึงการแปลความหมายตามใจของ พวกธรรมาจารย พระองคตรัสถึงเรื่องการแปลความหมายนี้แลวในที่อื่น (ดู 15:1-20; 16:6; 19:3-9) g

23


มัทธิว 23:4 112 4 เขาพูด แตไมปฏิบัติ เขามัดสัมภาระ พระบิดาในสวรรค 10อยาใหผูใดเรียก หนั ก วางบนบ า คนอื่ น แต เ ขาเองไม ทานวา ‘อาจารย’f เพราะพระอาจารย ปรารถนาแม แ ต จ ะขยั บ นิ้ ว 5เขาทำ ของท า นมี เ พี ย งพระองค เ ดี ย วคื อ พระ กิจการทุกอยางเพื่อใหคนเห็น เชน เขา คริสตเจา 11ในกลมุ ของทาน ผใู ดเปนใหญ ขยายกลักบรรจุพระวาจาใหใหญขนึ้ ผา จะตองเปนผรู บั ใชผอู นื่ 12ผใู ดทีย่ กตนขึน้ คลุมของเขามีพยู าวกวาของคนอืน่ b 6เขา จะถูกกดใหต่ำลง ผูใดถอมตนลง จะได ชอบที่นั่งมีเกียรติในงานเลี้ยง ชอบนั่ง รับการยกยองใหสงู ขึน้ ” แถวหนาในศาลาธรรม 7ชอบใหผูคน พระเยซูเจาทรงประณามบรรดา คำนับตามลานสาธารณะ ชอบใหทกุ คน c ธรรมาจารยและชาวฟาริสี เรียกวา ‘รับบี’” 8 13 d “สวนทานทัง้ หลาย อยาใหผใู ดเรียกวา “วิ บั ติ จ งเกิ ด แก ท า นทั้ ง หลาย ‘รับบี’ เพราะอาจารยของทานมีเพียงผู ธรรมาจารยและฟาริสหี นาซือ่ ใจคด ทาน เดียวและทุกคนเปนพี่นองกัน 9ในโลกนี้ ปดประตูอาณาจักรใสหนามนุษย ทาน อยาเรียกผูใดวา ‘บิดา’e เพราะวาพระ ไมเขาไปและไมปลอยคนที่อยากเขาให บิ ด าของท า นมี เ พี ย งพระองค เ ดี ย วคื อ เขาไปได”g (14) h “กลักบรรจุพระวาจา” เปนกลักเล็ก ๆ บรรจุพระวาจาสำคัญทีส่ ดุ ในธรรมบัญญัติ ชาวยิวผูกกลักนี้ ไวที่แขนหรือที่หนาผาก เพื่อปฏิบัติตามคำสั่งใน อพย 13:9,16; ฉธบ 6:8; 11:18 อยางเครงครัด ชาวยิวติดพูไวที่มุมทั้งสี่ของผาคลุมกาย (ดู กดว 15:38 เชิงอรรถ c) c “รับบี” เปนคำภาษาอาราเมอิก แปลวา “เจานายของขาพเจา” เปนตำแหนงที่ชาวยิวใชเรียก อาจารย ศิษยของพระเยซูเจาก็เคยเรียกพระองคเชนนี้ดวย (26:25,49) d ขอ 8-12 พระเยซูเจาตรัสกับบรรดาศิษยเทานั้น แตเดิมอาจไมใชสวนหนึ่งของคำปราศรัย กับประชาชนตอนนี้ e “บิดา” หรือ “Abba” ในภาษาอาราเมอิก เปนคำเรียกใหเกียรติอีกคำหนึ่ง ใชกับสมาชิกสภาสูง โดยเฉพาะ f “อาจารย” คำภาษากรีกยังมีความหมายวา “ผนู ำ” หรือ “หัวหนา” ดวย พระเยซูเจาอาจทรงกลาว พาดพิงถึงผูนำทางศาสนาในกลุมชนกุมรานที่ไดชื่อวา “อาจารยแหงความชอบธรรม” g ขอเรียกรองของบรรดาธรรมาจารยในการปฏิบตั ติ ามบทบัญญัตลิ ะเอียดลออมากจนปฏิบตั ติ าม เกือบไมได h สำเนาโบราณบางฉบับเพิ่มขอ 14 วา “วิบัติจงเกิดแกทาน ธรรมาจารยและฟาริสีหนาซื่อใจคด ทานกินบานของหญิงมาย อธิษฐานภาวนายืดยาวเพือ่ ใหคนมอง ทานจะรับโทษหนักกวาผอู นื่ ” ซึง่ เปน ขอความที่คัดมาจาก มก 12:40; ลก 20:47 ผูคัดลอกนำมาแทรกไวตรงนี้เพื่อใหคำประณามมีจำนวน แปดประการ แต มธ ตองการใหมีเพียงเจ็ดประการเทานั้น (ดู 6:9 เชิงอรรถ d) b


113

15

“วิบัติจงเกิดแกทาน ธรรมาจารย และฟาริสีหนาซื่อใจคด ทานเดินทาง ขามน้ำขามทะเลเพื่อทำใหคนเพียงคน เดียวกลับใจi และเมื่อเขากลับใจแลว ทานก็ทำใหเขาสมควรจะไปนรกมากกวา ทานสองเทา” 16 “วิบตั จิ งเกิดแกทา น ผนู ำทางทีต่ า บอด ทานกลาววาj ‘ถาใครสาบานอางถึง พระวิหาร ก็เปนโมฆะ แตถา ใครสาบาน อางถึงทองคำในพระวิหาร ก็ตอ งปฏิบตั ิ ตามคำสาบาน’ 17คนโงเขลาและตาบอด เอย สิง่ ใดสำคัญยิง่ กวากัน ทองคำหรือ พระวิ ห ารที่ ทำให ท องคำนั้ น ศั ก ดิ์ สิ ท ธิ์ 18 ทานยังกลาวอีกวา ‘ถาใครสาบานอาง ถึงพระแทน ก็เปนโมฆะ แตถา ใครสาบาน อางถึงเครื่องบูชาบนพระแทน ก็ตอง ปฏิบัติตามคำสาบาน’ 19คนตาบอดเอย สิ่งใดสำคัญยิ่งกวากัน เครื่องบูชาหรือ พระแทนที่ทำใหเครื่องบูชานั้นศักดิ์สิทธิ์ 20 เพราะฉะนัน้ ผทู สี่ าบานอางถึงพระแทน ก็สาบานอางถึงพระแทนรวมทั้งทุกสิ่งที่ อยบู นพระแทนนัน้ ดวย 21และผทู สี่ าบาน อางถึงพระวิหาร ก็สาบานอางถึงพระ วิหาร รวมทัง้ พระผสู ถิตในพระวิหารนัน้ ดวย 22ผทู สี่ าบานอางถึงสวรรค ก็สาบาน

มัทธิว 23:28 อางถึงพระทีน่ งั่ ของพระเจา รวมทัง้ พระ ผูประทับอยูบนพระที่นั่งนั้นดวย” 23 “วิบัติจงเกิดแกทาน ธรรมาจารย และฟาริสหี นาซือ่ ใจคด ทานถวายหนึง่ ใน สิบของสะระแหน ผักชี ยีห่ ราk แตได ละเลยธรรมบัญญัตใิ นเรือ่ งทีส่ ำคัญ เชน ความยุตธิ รรม ความเมตตากรุณา และ ความซือ่ สัตย บทบัญญัตเิ หลานีจ้ ำเปน ตองปฏิบตั โิ ดยไมละเวนบทบัญญัตอิ นื่ ๆ” 24 “ผนู ำทางตาบอดเอย ทานกรองลูก น้ำ แตกลับกลืนอูฐทัง้ ตัว” 25 “วิบัติจงเกิดแกทาน ธรรมาจารย และฟาริสีหนาซื่อใจคด ทานลางถวย ชามดานนอก ดานในมีแตความสกปรก คือการขมขูแยงชิง และราคะตัณหาl 26 ฟาริสีตาบอดเอย จงลางดานในของ ถวยชามใหสะอาดเสียกอน แลวดาน นอกก็จะสะอาดดวย” 27 “วิบัติจงเกิดแกทาน ธรรมาจารย และฟาริสหี นาซือ่ ใจคด ทานเปนเหมือน หลุมศพทาสีขาว ภายนอกดูงดงามแต ภายในเต็มไปดวยกระดูกคนตายและสิ่ง สกปรกทุกอยาง 28ทานก็เปนเชนเดียวกัน ภายนอกปรากฏแกมนุษยวา เปนคนชอบ ธรรม แตภายในเต็มไปดวยความหนา

ชาวยิวในสมัยพระเยซูเจาพยายามทุกวิถที างชักชวนใหคนตางศาสนากลับใจมานับถือศาสนายิว พวกรับบีพยายามชวยประชาชนที่สาบานโดยไมยั้งคิดใหพนจากขอผูกพันของคำสาบานโดย ใชเหตุผลยอกยอนเพื่อแกตัว k ธรรมบัญญัติของโมเสสเรียกเก็บภาษีหนึ่งในสิบของผลิตผลทางการเกษตร เชน ขาว น้ำมัน มะกอก เหลาองุน พวกธรรมาจารยประยุกตใชบทบัญญัตินี้แมกับพืชผักเล็กนอยที่มีในสวนครัวดวย เพือ่ แสดงวาตนมีความศรัทธาตอพระเจาอยางมาก l “ราคะตัณหา” สำเนาโบราณบางฉบับวา “ความอธรรม” “ความโสมม” “ความโลภ” i

j


มัทธิว 23:29 114 ซือ่ ใจคด และความอธรรม” ศาลาธรรมของทาน จะเบียดเบียนเขา 29 “วิบัติจงเกิดแกทาน ธรรมาจารย ตามเมืองตางๆ 35เมือ่ เปนดังนี้ เลือดของ และฟาริ สี ห น า ซื่ อ ใจคด ท า นสร า ง ผูชอบธรรมทุกคนที่หลั่งลงบนแผนดิน หลุมศพใหบรรดาประกาศก ประดับ จะตกลงเหนือทาน นับตั้งแตเลือดของ อนุสาวรียข องผชู อบธรรม 30ทานกลาววา อาแบลผู ช อบธรรม จนถึ ง เลื อ ดของ ‘ถาเราอยใู นสมัยบรรพบุรษุ เราคงจะไม เศคาริยาหoบุตรของบาราคิยาห ซึง่ ทาน รวมมือในการหลัง่ เลือดบรรดาประกาศก ได ป ระหารระหว า งพระวิ ห ารกั บ แท น เหลานี’้ 31ดังนี้ ทานก็เปนพยานปรักปรำ บูชา 36เรากลาวแกทานทั้งหลายวาเหตุ ตนเองวา ‘เปนลูกหลานของผูที่ไดฆา การณเหลานีจ้ ะเกิดขึน้ แกคนรนุ นี”้ บรรดาประกาศก 32ฉะนัน้ ทานทัง้ หลาย จงทำงานที่บรรพบุรุษของทานไดเริ่มไว คำเตือนตอกรุงเยรูซาเล็ม ใหสำเร็จไปเถิด’ ”m 37 “เยรูซาเล็มเอย เยรูซาเล็ม เจาฆา ประกาศกp เอาหินทมุ ผทู พี่ ระเจาทรงสง ความผิดและโทษทีก่ ำลังมาถึง 33 “บรรดางูพษิ สัญชาติงรู า ยเอย ทาน มาพบเจา กี่ครั้งกี่หนqแลวที่เราอยาก จะหลีกเลีย่ งโทษนรกไดอยางไรเลา 34เรา รวบรวมบุตรของทานเหมือนดังแมไก สงประกาศก และผปู รีชากับธรรมาจารย รวบรวมลูกไวใตปก แตทานไมตองการ มาพบทานnทานจะฆาบางคน จะนำบาง 38บัดนี้ บานของทานทั้งหลายจะตอง คนไปตรึงกางเขน จะเฆี่ยนบางคนใน ถูกทิง้ ราง”r พระเยซูเจาทรงกลาวเปนนัยถึงการสิ้นพระชนมของพระองคที่กำลังจะมาถึง (เทียบ 21:38ฯ) n “ธรรมาจารย” ในที่นี้ หมายถึงธรรมทูตคริสตชน ไมใชธรรมาจารยของชาวยิว (เทียบ 10:41; 13:52) o เศคาริยาหที่กลาวถึงในที่นี้อาจเปนคนเดียวกับที่กลาวถึงใน 2 พศด 24:20-22 เขาเปนคน สุดทายที่พระคัมภีรกลาววาถูกฆา (2 พศด เปนหนังสือฉบับสุดทายในสารบบพระคัมภีรของชาวยิว) สวนอาแบลเปนคนแรกที่พระคัมภีรเลาวาถูกฆา (ปฐก 4:8) วลีวา “บุตรของบาราคิยาห” อาจมาจาก ชื่อของประกาศกเศคาริยาห “บุตรของเบเรคิยาห” (ดู ศคย 1:1) บางคนคิดวาวลีนี้เปนคำที่ผูคัดลอก ไดตอเติมไว p เรือ่ งประกาศกถูกฆา ดู 1 พกษ 19:10,14; 2 พศด 24:20-22; ยรม 26:20-23; กจ 7:52; 1 ธส 2:15; ฮบ 11:37 และตำนานอื่น ๆ นอกสารบบพระคัมภีรของชาวยิว q พระเยซูเจาคงไดเสด็จมาทีก่ รุงเยรูซาเล็มหลายครัง้ (ดู ยน) แตพระวรสารสหทรรศนมไิ ดกลาวถึง r ในไมชา พระเยซูเจาจะไมอยกู บั ชาวยิวอีกตอไป ประชาชนไมยอมรับพระองค พระเจาจะทรงละทิง้ กรุงเยรูซาเล็มและพระวิหารเชนกัน m


115

39

“เราบอกทานวา ทานจะไมเห็นเรา อีก จนถึงเวลาทีท่ า นจะกลาววา ‘ขอถวาย

มัทธิว 24:3 พระพรแดผทู มี่ าในพระนามขององคพระ ผเู ปนเจา’ ”s

ข. กาลอวสาน และการเสด็จมาครัง้ ทีส่ องa บทนำ ซอนกันอยเู ลย ทุกสิง่ จะถูกทำลาย” 3เมือ่ 1 ขณะที่พระเยซูเจาทรงออก พระองค ป ระทั บ บนภู เ ขามะกอกเทศ จากพระวิหาร บรรดาศิษยเขามาใกล ชี้ บรรดาศิษยเขามาเฝา ทูลถามเปนการ ใหพระองคทอดพระเนตรอาคารตางๆ สวนตัววา “โปรดบอกเราเถิดวา เหตุ ของพระวิหาร 2พระองคตรัสแกเขาวา การณเหลานี้จะเกิดขึ้นเมื่อใด และจะมี “ทานทัง้ หลายเห็นสิง่ เหลานีไ้ หม เราบอก เครื่องหมายใดบอกใหรูถึงการเสด็จมา ความจริงแกทา นวา จะไมมกี อ นหินเหลือ ของพระองคbและการสิ้นพิภพ”

24

ใน ลก 13:35 ดูเหมือนวาพระเยซูเจาทรงหมายความวา ชาวยิวจะไมเห็นพระองคอีกจนกวา พระองคจะเสด็จเขากรุงเยรูซาเล็มในวันอาทิตยใบลาน (ลก 19:28ฯ) แตในบริบทของ มธ พระวาจานี้ นาจะหมายถึงการเสด็จกลับมาอยางทรงชัยในวันสิ้นพิภพ เวลานั้นชาวยิวที่คืนดีกับพระเจาแลว จะโหรองรับเสด็จพระองค (เทียบ รม 11:25ฯ) a ตามความคิดของผูเชี่ยวชาญสวนใหญ คำปราศรัยเรื่องอวสานกาลใน มธ บทนี้รวม คำปราศรัยเรื่องการทำลายกรุงเยรูซาเล็มเขากับคำปราศรัยเรื่องสิ้นพิภพ ดังนั้น คำปราศรัยใน มก ซึ่งกลาวถึงการทำลายกรุงเยรูซาเล็มเทานั้นไดรับการเสริมเพิ่มเติมสามวิธีดวยกัน คือ 1. เพิ่มขอ 26-28,37-41 ซึ่งนำมาจากคำปราศรัยเรื่อง “วันของบุตรแหงมนุษย” ที่ ลก ก็ใชดวย (ลก 17:22-37) 2. มีการดัดแปลงถอยคำของ มก เพื่อเปนการเกริ่นเรื่องการเสด็จมาอยางรุงโรจน (parousia) ขอ 3, 27,37,39 ซึง่ ไมปรากฏในพระวรสารอืน่ เลย (ดู 24:3 เชิงอรรถ b; 1 คร 15:23 เชิงอรรถ n) และเกริน่ เรือ่ ง “วันสิ้นพิภพ” ขอ 30 3. โดยเพิ่มอุปมาหลายเรื่องในตอนสุดทายของคำปราศรัยเพื่อเตือนใหระวังตัว รอคอยเตรียมพรอม (24:42-25:30) ไวรบั เสด็จพระคริสตเจา และสำหรับการพิพากษาสุดทาย (25:3146) การผสมผสานเชนนี้แสดงความจริงดานเทววิทยา คือเหตุการณทั้งสองนี้ แมจะตางเวลากัน แต แยกจากกันไดเพราะการทำลายกรุงเยรูซาเล็มมากอน และเปนรูปแบบของการเสด็จมาอยางรุงโรจน ของพระคริสตเจา การทำลายกรุงเยรูซาเล็มเปนจุดจบแหงพันธสัญญาเดิม พระคริสตเจาไดเสด็จมา แลวอยางเปดเผยเพื่อเริ่มการปกครองเปนกษัตริยของพระองค จะไมมีเหตุการณในประวัติศาสตร แหงความรอดพนที่มีความสำคัญเชนนี้เกิดขึ้นอีกจนกวาจะสิ้นพิภพ เมื่อพระเจาจะทรงพิพากษา มนุษยชาติทงั้ สิน้ ซึง่ พระองคไดทรงเลือกไวในองคพระคริสตเจา ดังทีพ่ ระองคไดทรงพิพากษาลงโทษ กรุงเยรูซาเล็มในป ค.ศ. 70 b “การเสด็จมา” คำกรีกคือ parousia หมายความวา “การปรากฏองค” เปนคำที่ชาวกรีกและ โรมันใช เพื่อหมายถึงการที่พระจักรพรรดิหรือกษัตริยเสด็จมาเยือนอยางเปนทางการ คริสตชนใช คำนีใ้ นความหมายเฉพาะ หมายถึงการเสด็จมาอยางรงุ โรจนของพระคริสตเจา (ดู 1 คร 15:23 เชิงอรรถ n) “การเสด็จมา” นีไ้ มจำเปนตองเปนการเสด็จมาในวันสุดทาย อาจจะหมายถึงพระอานุภาพทีพ่ ระองค ทรงแสดงเมื่อมาสถาปนาพระอาณาจักรแหงพระเมสสิยาห (หรือพระศาสนจักร - ดู 16:27-28) ในขอ ความนีม้ ทั ธิวรวมความคิดทัง้ สองนีเ้ ขาดวยกัน s

24


มัทธิว 24:4 116 ความทุกขเริ่มตน หลายคนจะละทิง้ ความเชือ่ จะทรยศและ 4 พระเยซูเจาตรัสตอบวา “จงระวังอยา เกลียดชังกัน 11ประกาศกเทียมจำนวน ใหใครหลอกลวงทานได 5หลายคนจะอาง มากจะตองเกิด และจะหลอกลวงคนมาก นามของเรา กลาววา ‘ขาพเจาเปนพระ มาย 12เพราะความอธรรมจะเพิม่ มากขึน้ คริสต’c และจะหลอกลวงคนจำนวนมาก ความรักของคนจำนวนมากจะเย็นลง13แต ใหหลงผิด 6ทานทัง้ หลายจะไดยนิ ขาวลือ ผูใดยืนหยัดอยูจนถึงวาระสุดทาย ผูนั้น เรื่องสงครามทั้งใกลและไกล จงระมัด ก็จะรอดพน” 14 ระวัง อยาตกใจ เหตุการณเหลานีจ้ ำเปน “ขาวดีเรือ่ งพระอาณาจักรนีจ้ ะประกาศ 7 ตองเกิดขึน้ แตยงั ไมถงึ วาระสุดทาย ชน ไปทั่วโลกgเพื่อเปนพยานสำหรับนานา ชาติหนึง่ จะลุกขึน้ ตอสกู บั อีกชนชาติหนึง่ ชาติ เมือ่ นัน้ วาระสุดทายhจะมาถึง” อาณาจักรหนึง่ จะลุกขึน้ ตอสกู บั อีกอาณาจักรหนึ่ง ความอดอยากdและแผนดิน ความทุกขเวทนาอยางใหญหลวง e 8 ไหวจะเกิดขึ้นหลายแหง ทั้งหมดนี้จะ ของกรุงเยรูซาเล็ม 15 เปรียบเหมือนความทุกขที่เริม่ ตนในการ “เมือ่ ใดทีท่ า นทัง้ หลายเห็นผทู ำลาย f คลอดบุตร” ที่นารังเกียจยืนอยูในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ 9 “ตอจากนัน้ ทานจะถูกจับไปทรมาน ตามที่ ป ระกาศกดาเนี ย ลได ก ล า วไว i และถูกประหาร ชนทุกชาติจะเกลียดชัง 16เมือ่ นัน้ ผทู อี่ ยใู นแควนยูเดียจงหนีไปยัง ท า นเพราะนามของเรา 10ในเวลานั้ น ภูเขา 17ผทู อี่ ยบู นดาดฟาก็อยาลงมาเก็บ กอนป ค.ศ.70 หลายคนอางตนเปนพระเมสสิยาห มาหลอกลวงประชาชน สำเนาโบราณบางฉบับเสริมวา “โรคระบาด” (เทียบ ลก 21:11) e เทียบ 2 พศด 15:6; อสย 8:21ฯ; 13:13; 19:2; ยรม 21:9; 34:17; อสค 5:12; อมส 4:6-11 f เทียบ อสย 13:8; 26:17; 66:7; ยรม 6:24; 13:21; ฮชย 13:13; มคา 4:9-10 วรรณกรรมของชาวยิว ใชภาพเปรียบเทียบนีแ้ สดงวาอาณาจักรแหงพระเมสสิยาหกำลังจะมาถึง g “โลก” ภาษากรีก oikoumene หมายถึงดินแดนซึง่ มีผคู นอาศัยอยู ไดแกดนิ แดนทีอ่ ารยธรรมกรีก โรมันแผไปถึง ชาวยิวทุกคนในจักรวรรดิโรมันจะตองไดยินขาวดีกอนที่อิสราเอลจะถูกลงโทษ (ดู รม 10:18) การทีม่ นุษยทกุ คนไดยนิ ขาวดีทมี่ ผี ปู ระกาศนีแ้ สดงวาชาวยิวบางคนไมยอมเชือ่ จึงตองรับโทษ (เทียบ 10:18) กอนป ค.ศ.70 คริสตชนไดประกาศขาวดีเขาไปถึงจักรวรรดิโรมันสวนใหญแลว (เทียบ รม 1:5,8 คส 1:6,23; 1 ธส 1:8) h “วาระสุดทาย” หมายถึง กรุงเยรูซาเล็มถูกทำลาย i ประกาศกดาเนียลกลาวถึง “ผูทำลายที่นารังเกียจ” ซึ่งอาจหมายถึงรูปปนของเทพซุสที่กษัตริย อันทิโอคัส เอปฟาเนสไดตงั้ ขึน้ ในพระวิหารทีก่ รุงเยรูซาเล็มในป 167 ก.ค.ศ. (ดู 1 มคบ 1:54 เชิงอรรถ r) ขอความนี้นำมาใชกลาวถึงการที่กองทัพโรมันมาลอมและยึดกรุงเยรูซาเล็ม (เทียบ ลก 21:20) c

d


18

ขาวของในบาน ผูที่อยูในทุงนาจงอยา กลับไปเอาเสื้อคลุมที่บาน 19นาสงสาร หญิงมีครรภและหญิงแมลกู ออนในวันนัน้ 20 จงอธิษฐานภาวนาอยาใหทา นตองหนีใน ฤดูหนาวหรือในวันสับบาโต 21เพราะใน เวลานัน้ จะมีทกุ ขเวทนาใหญหลวงอยาง ที่ไมเคยมีตั้งแตพระเจาทรงสรางโลกจน บัดนี้ และจะไมมตี อ ไปอีกเลยj 22ถาพระ เจามิไดทรงใหวันเหลานั้นสั้นลง เพราะ ทรงเห็นแกผทู พี่ ระองคทรงเลือกสรรไว”k 23 “เวลานัน้ ถาผใู ดบอกทานวา ‘พระ คริสตอยทู นี่ ’ี่ หรือ ‘พระคริสตอยทู นี่ นั่ ’ จง อยาเชื่อ 24เพราะจะมีพระคริสตเทียม และประกาศกเทียมหลายคนเกิดขึน้ จะ ทำเครือ่ งหมายและปาฏิหาริยย งิ่ ใหญ ถา เปนไปไดจะหลอกลวงแมแตผูที่พระเจา ทรงเลือกสรรไว 25ทานทัง้ หลายจงฟงเถิด เราไดกลาวถึงเหตุการณนี้ใหฟงไวกอน แลว”

117

มัทธิว 24:30 การเสด็จมาของบุตรแหงมนุษย 26 “เพราะฉะนัน้ ถาใครบอกทานวา ‘ดู ซิ พระคริสตอยูในถิ่นทุรกันดาร’ ทาน อยาไปที่นั่น ถาผูใดบอกวา ‘ดูซิ พระ คริสตซอ นอยทู นี่ ’ี่ ทานก็อยาเชือ่ 27สาย ฟาแลบจากทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตก ฉั น ใด l บุ ต รแห ง มนุ ษ ย ก็ จ ะเสด็ จ มา ฉันนั้น 28ที่ใดมีซากศพ ที่นั่นบรรดา แรงกาก็จะมาชุมนุมกัน”m การเสด็จมาของบุตรแหงมนุษย มีความหมายสำหรับทุกคน 29 “เมือ่ ความทุกขเวทนาในวันเหลานัน้ ผานพนไปแลวnดวงอาทิตยจะมืดทันที ดวงจันทรจะไมสอ งแสง ดวงดาวจะตก จากทองฟา และอานุภาพบนทองฟาจะ สัน่ สะเทือนo 30เวลานัน้ เครือ่ งหมายของ บุตรแหงมนุษยจะปรากฏบนทองฟาpมนุษย ทุกเผาพันธบุ นแผนดินจะทุบอก และจะ

เทียบ อพย 10:14; 11:6; 1มคบ 9:27; ยรม 30:7; บรค 2:2; ดนล 12:1; ยอล 2:2; วว 16:18 “ผทู พี่ ระองคทรงเลือกสรรไว” หมายถึงชาวยิวทีไ่ ดรบั เรียกใหเขาพระอาณาจักรของพระเจา คือ “ชนที่เหลือรอดชีวิตอยู” (ดู อสย 4:3 เชิงอรรถ c; รม 11:5-7) l การเสด็จมาของพระเมสสิยาหจะชัดเจนเหมือนสายฟาแลบ พระคัมภีรใชสายฟาแลบเปน เครื่องหมายกลาวถึงการที่พระเจาเสด็จมาพิพากษา (ดู สดด 97:4; อสย 29:6; 30:30; ศคย 9:14) m สุภาษิตนี้หมายถึงเหตุการณแนนอนอยางไมตองสงสัย แมจะมองไมเห็น เชน เมื่อเห็นฝูงแรง บินวนเหนือทะเลทราย เราก็แนใจวาที่นั่นมีซากศพทั้ง ๆ ที่ยังมองไมเห็น n ขอ 29 ตอจากขอ 25 ขอ 26-28 เปนขอความที่แทรกเขามา o เทียบ ยรม 4:23-26; อสค 32:7ฯ; ยอล 2:10; 3:4; 4:15; อมส 8:9; มคา 1:3-4 โดยเฉพาะ อสย 13:9-10; 34:4 ขอความนี้ซ้ำถอยคำของ อสย “อานุภาพบนทองฟา” หมายถึง ดวงดาวและพลังอื่นๆ ทั้งหลายในทองฟา p พระคริสตเจาทรงใชภาษาของวรรณกรรมแบบวิวรณ เพือ่ สอนวาพระอาณาจักรของพระเจาจะ มาถึงอยางแนนอน แมจะมีการเบียดเบียนและอุปสรรคมากมาย เราจึงไมตอ งคิดวาเหตุการณจะเกิดขึน้ ตรงตามรายละเอียดที่บรรยายไว j

k


มัทธิว 24:31 118 เห็นบุตรแหงมนุษยเสด็จมาในเมฆบนทอง ทานทัง้ หลายยอมรวู า ฤดูรอ นใกลเขามา ฟา ทรงพระอานุภาพและพระสิรริ งุ โรจน แลว 33เชนเดียวกัน เมื่อทานเห็นสิ่งทั้ง อันยิ่งใหญq 31พระองคจะทรงใชบรรดา หมดนีเ้ กิดขึน้ ก็จงรเู ถิดวาพระองคทรง ทูตสวรรคใหเปาแตรเสียงดังrรวบรวมผทู ี่ เขามาใกลtจนถึงประตูแลว 34เราบอก ทรงเลือกสรรจากทัง้ สีท่ ศิ จากปลายหนึง่ ความจริงแกทานทั้งหลายวา คนในชั่ว s จนถึงอีกปลายหนึง่ ของทองฟา” อายุนี้จะไมลวงพนไป กอนที่เหตุการณ ทัง้ หมดนีจ้ ะเกิดขึน้ u 35ฟาดินจะสูญสิน้ ไป แตวาจาของเราจะไมสญ ู สิน้ ไปเลย” 36 เวลาแหงการเสด็จมา “สวนเรื่องวันและเวลานั้นไมมีใครรู ของบุตรแหงมนุษย เลย ทัง้ บรรดาทูตสวรรคและแมแตพระ 32 “จงเรียนอุปมาเรือ่ งตนมะเดือ่ เทศเถิด บุตรv นอกจากพระบิดาเพียงพระองค เมื่อตนมะเดื่อเทศแตกกิ่งออนและผลิใบ เดียวเทานัน้ ” ดาเนียลใชถอ ยคำเชนนีก้ ลาวถึงการสถาปนาพระอาณาจักรของพระเมสสิยาหในฐานะทีท่ รงเปน บุตรแหงมนุษยทจี่ ะเสด็จมาบนเมฆ ทัง้ ในพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม เมฆเปนสัญลักษณของ การทีพ่ ระเจาทรงสำแดงองค (อพย 13:22 เชิงอรรถ h; 19:16 เชิงอรรถ g; 34:5; ลนต 16:2; 1 พกษ 8:10-11; 2 มคบ 2:8; สดด 18:11; 97:2; 104:3; อสย 19:1; ยรม 4:13; อสค 1:4; 10:3ฯ; ในพันธสัญญาใหม ดู มธ 17:5; กจ 1:9,11; 1ธส 4:17; วว 1:7; 14:14) r แปลตามตัวอักษร “พรอมกับแตรใหญ” สำนวนโบราณบางฉบับวา “พรอมกับแตรและเสียงใหญ” s ขอความนี้นำมาจาก ฉธบ 30:4 กับ ศคย 2:10 ซึ่งกลาวถึงการรวบรวมชาวอิสราเอลที่กระจัด กระจายไป (เทียบ นหม 1:9 และ อสค 37:9 - ดู อสย 27:13) ดังนั้น ในที่นี้ เชนเดียวกับในขอ 22 และ 24 “ผทู พี่ ระเจาทรงเลือกสรร” นัน้ คือชาวยิว ทีพ่ ระยาหเวหจะทรงชวยใหรอดพนจากความพินาศของ ประเทศชาติเพื่อตอนรับพวกเขาเขาในพระอาณาจักรของพระองคพรอมกับคนตางศาสนา (ขอ 30) t หมายถึง บุตรแหงมนุษยซึ่งเสด็จมาสถาปนาพระอาณาจักรของพระองค u “เหตุการณทงั้ หมดนี”้ หมายถึงการทำลายกรุงเยรูซาเล็ม ไมใชการสิน้ พิภพ เมือ่ พระเยซูเจาทรง เทศนาสั่งสอน พระองคคงไดทรงแยกสองเรื่องนี้ใหเห็นชัดเจนกวานี้ (ดู 16:28 เชิงอรรถ n และ 24:1 เชิงอรรถ a) v สำเนาโบราณหลายฉบับละ “และแมแตพระบุตร” เพราะผคู ดั ลอกคิดวาพระเยซูเจาในฐานะทีเ่ ปน พระบุตรทรงทราบทุกอยางแลว แตอันที่จริงในฐานะที่ทรงเปนมนุษย พระเยซูเจาไมทรงทราบถึง เหตุการณในอนาคตอยางละเอียด ผูนิพนธพระวรสารมักเลาถึงเหตุการณในพระชนมชีพของ พระเยซูเจาวาทรงมีลกั ษณะอันรงุ โรจนในฐานะทีเ่ ปนพระเจา ซึง่ บรรดาสาวกไดเรียนรหู ลังจากทีไ่ ดรบั พระจิตเจาแลว (ดู ยน 1:48 เชิงอรรถ dd; มธ 8:20 เชิงอรรถ h; 16:16 เชิงอรรถ d) แนวโนมเชนนี้ แสดงใหเห็นในการเพิ่มรายละเอียดแกคำทำนายถึงอนาคตของพระเยซูเจาใหชัดเจนขึ้น เชน ในการ q


จงมีความระมัดระวัง และเตรียมพรอม 37 “สมัยของโนอาหเปนเชนไร เมื่อ บุตรแหงมนุษยเสด็จมาก็จะเปนเชนนั้น 38 ในสมัยกอนน้ำวินาศนั้น ผูคนกิน ดื่ม แตงงานกันจนถึงวันที่โนอาหเขาไปใน เรือ 39ไมมใี ครนึกระแวงวาอะไรจะเกิดขึน้ จนกระทั่งน้ำวินาศมากวาดพวกเขาไป หมดสิน้ เมือ่ บุตรแหงมนุษยเสด็จมาก็จะ เปนเชนนัน้ ดวย 40เวลานัน้ คนสองคนอยู ในทงุ นา คนหนึง่ จะถูกรับไป อีกคนหนึง่ จะถูกทิง้ ไว 41หญิงสองคนทีก่ ำลังโมแปง อยู คนหนึง่ จะถูกรับไป อีกคนหนึง่ จะถูก ทิง้ ไว” 42 “จงตืน่ เฝาระวังเถิด เพราะทานไมรู วานายของทานจะมาเมือ่ ไร 43พึงรไู วเถิด ถาเจาบานรวู า ขโมยจะมาในยามใด เขา คงจะตืน่ เฝาไมปลอยใหขโมยงัดแงะบาน ของตนได 44ทานทัง้ หลายก็เชนเดียวกัน

119

มัทธิว 24:51 จงเตรียมพรอมไว เพราะวาบุตรแหง มนุษยจะเสด็จมาในเวลาที่ทานมิไดคาด หมาย” อุปมาเรื่องผูรับใชที่รับผิดชอบw 45 “ใครเลาเปนผูรับใชที่ซื่อสัตยและ รอบคอบซึ่งนายแตงตั้งใหดูแลผูรับใช เพือ่ แจกจายอาหารใหตามเวลาทีก่ ำหนด 46 ผรู บั ใชนนั้ ยอมเปนสุข เมือ่ นายกลับมา พบเขากำลังทำเชนนี้ 47เราบอกความ จริงแกทา นทัง้ หลายวา นายจะแตงตัง้ เขา ใหดูแลทรัพยสินทั้งปวงของตน 48แตถา ผรู บั ใชนนั้ คิดวา ‘นายจะมาชา’ 49แลวเขา ก็เริ่มตบตีเพื่อนผูรับใช กินดื่มกับพวก ขี้เมา 50นายของผูรับใชนั้นจะกลับมาใน วันทีเ่ ขามิไดคาดหมาย ในเวลาทีเ่ ขาไมรู 51 นายก็จะแยกเขาออกxใหไปอยกู บั พวก หนาซือ่ ใจคด ทีน่ นั่ จะมีแตการร่ำไหคร่ำ ครวญ และขบฟนดวยความขนุ เคือง”

ทำนายอยางละเอียดทั้งสามครั้งถึงการรับทรมานและการกลับคืนพระชนมชีพ (มก 8:31; 9:31-32; 10:32-34//) ถาพระองคทรงทำนายลวงหนาชัดเจนเชนนี้จริงแลว ทำไมบรรดาศิษยจึงไมเขาใจและ ละทิง้ พระองคไป เมือ่ ทรงอยใู นสวนเกทเสมนี (มก 17:33//; มก 14:50//; มธ 26:31 เชิงอรรถ l) ความเปน มนุษยอยางสมบูรณของพระเยซูเจา (ฟป 2:7 เชิงอรรถ g) เรียกรองใหพระองคตองเรียนรูจาก ประสบการณ (ลก 2:52) และบางครั้งพระองคก็ไมทราบบางเรื่องดวย (เทียบ 26:39 เชิงอรรถ o) w หลังจากพระเยซูเจาทรงกลาวลวงหนาถึงการทำลายกรุงเยรูซาเล็มและพระอาณาจักรของพระ เมสสิยาหซึ่งจะมาถึงอยางเปดเผย มัทธิวเลาอุปมา 3 เรื่องเกี่ยวกับชะตากรรมสุดทายของมนุษย แตละคน เรื่องแรกกลาวถึงผูรับใชของพระคริสตเจา ซึ่งไดรับมอบหมายภารกิจใหทำเชนเดียวกับ บรรดาอัครสาวก เขาก็จะถูกตัดสินตามการปฏิบัติหนาที่ของเขา x “แยกออก” เปนคำที่มีความหมายไมชัดเจน อาจแปลวา “ผาเปนสองซีก” หรืออาจจะใชอยาง เปรียบเทียบในความหมายวา “แยกออกจากหมูคณะ” คือ “ถูกขับไล” (เทียบ 18:17)


มัทธิว 25:1 120 a อุปมาเรือ่ งหญิงสาวสิบคน เจาขา เปดรับพวกเราดวย’ 12แตเขาตอบ 1 วา ‘เราบอกความจริงแกทา นทัง้ หลายวา “อาณาจักรสวรรคเปรียบไดกบั หญิงสาวสิบคนถือตะเกียงออกไปรอรับเจา เราไมรจู กั ทาน’ 13เพราะฉะนัน้ จงตืน่ เฝา บาวb 2หาคนเปนคนโง อีกหาคนเปนคน ระวังไวเถิด เพราะทานไมรวู นั และเวลา” ฉลาด 3 อุปมาเรือ่ งเงินตะลันตc หญิ ง โง นำตะเกี ย งไป แต มิ ไ ด นำ 14 “อาณาจักรสวรรคยงั จะเปรียบไดกบั น้ำมันไปดวย 4สวนหญิงฉลาด นำน้ำมัน 5 ใสขวดไปพรอมกับตะเกียง ทุกคนตาง บุรษุ ผหู นึง่ กำลังจะเดินทางไกล เรียกผู รับใชมามอบทรัพยสนิ ให 15ใหคนทีห่ นึง่ งวงและหลับไปเพราะเจาบาวมาชา 6ครัน้ เวลาเทีย่ งคืน มีเสียงตะโกนบอกวา ‘เจา หาตะลันต ใหคนทีส่ องสองตะลันต ให บาวมาแลว จงออกไปรับกันเถิด’ คนทีส่ ามหนึง่ ตะลันต ตามความสามารถ 7 หญิงสาวทุกคนจึงตืน่ ขึน้ แตงตะเกียง ของแตละคน แลวจึงออกเดินทางไป 8 16 หญิงโงพดู กับหญิงฉลาดวา ‘ขอน้ำมันให คนที่รับหาตะลันตรีบนำเงินนั้นไป เราบาง เพราะตะเกียงของเราจวนจะดับ ลงทุน ไดกำไรมาอีกหาตะลันต 17คนที่ แลว’ รับสองตะลันตกไ็ ดกำไรมาอีกสองตะลันต 9 หญิงฉลาดจึงตอบวา ‘ไมได เพราะ เชนเดียวกัน 18แตคนทีร่ บั หนึง่ ตะลันตไป น้ำมันอาจไมพอสำหรับเราและสำหรับพวก ขุดหลุมซอนเงินของนายไว 19 เธอดวย จงไปหาคนขายแลวซือ้ เอาเองดี หลังจากนั้นอีกนาน นายของผูรับ 10 กวา’ ขณะที่หญิงเหลานั้นกำลังไปซื้อ ใชพวกนีก้ ก็ ลับมาและตรวจบัญชีของพวก น้ำมัน เจาบาวก็มาถึง หญิงสาวทีเ่ ตรียม เขา 20คนทีร่ บั หาตะลันตเขามา นำกำไร พรอม จึงเขาไปในหองงานแตงงานพรอม อีกหาตะลันตมาดวย กลาววา ‘นายขอรับ กับเจาบาว แลวประตูกป็ ด 11ในทีส่ ดุ พวก ทานใหขา พเจาหาตะลันต นีค่ อื เงินอีกหา หญิงโงกม็ าถึง พูดวา ‘นายเจาขา นาย ตะลันตที่ขาพเจาทำกำไรได’ 21นายพูด

25

25

หญิงสาว (แปลตามตัวอักษร “สาวพรหมจารี”) ซึง่ อุปมาคอยรับเจาบาว หมายถึงคริสตชน ทีก่ ำลังรอคอยพระคริสตเจา แมวา พระองคจะเสด็จมาชา เขาก็ตอ งเตรียมรอคอย โดยจัดตะเกียงไวให พรอมเสมอ b สำเนาโบราณบางฉบับเสริมวา “และเจาสาว” c “ตะลันต” หมายถึง ปริมาณทองคำหนักประมาณ 30 กก. คริสตชนเปนผรู บั ใชทพี่ ระเยซูเจาผเู ปน เจานายคาดหวังวาจะใชพระพรทุกอยางทีพ่ ระองคประทานใหอยางเต็มทีเ่ พือ่ ชวยขยายพระอาณาจักร ของพระองคใหเจริญขึ้นในโลก เขาจะตองรายงานใหเจานายทราบวาไดจัดการกับเงินที่ไดรับฝากไว อยางไร อุปมาเรื่องเงินมีนาใน ลก 19:12-27 มีโครงสรางเหมือนกัน แตอุปมาเรื่องมีนาใหบทสอน ตางกัน a


121

วา ‘ดีมาก ผรู บั ใชทดี่ แี ละซือ่ สัตย เจาซือ่ สัตยในสิง่ เล็กนอย เราจะใหเจาจัดการใน เรื่องใหญๆ จงมารวมยินดีกับนายของ เจาเถิด’d 22คนที่รับสองตะลันตเขามา รายงานวา ‘นายขอรับ ทานใหขาพเจา สองตะลันต นี่คือเงินอีกสองตะลันตที่ ขาพเจาทำกำไรได’ 23นายพูดวา ‘ดีมาก ผูรับใชที่ดีและซื่อสัตย เจาซื่อสัตยใน สิ่งเล็กนอย เราจะใหเจาจัดการในเรื่อง ใหญๆ จงมารวมยินดีกับนายของเจา เถิด’ 24 คนที่รับหนึ่งตะลันตเขามารายงาน วา ‘นายขอรับ ขาพเจารูวาทานเปนคน เขมงวด เก็บเกีย่ วในทีท่ ที่ า นไมไดหวาน เก็บรวบรวมในทีท่ ที่ า นไมไดโปรย 25ขาพ เจามีความกลัว จึงนำเงินของทานไปฝง ดินซอนไว นีค่ อื เงินของทาน’ 26นายจึง ตอบวา ‘ผรู บั ใชเลวและเกียจคราน เจารู วาขาเก็บเกีย่ วในทีท่ ขี่ า มิไดหวาน เก็บ รวบรวมในทีท่ ขี่ า มิไดโปรย 27เจาก็ควร นำเงินของขาไปฝากธนาคารไว เมือ่ ขา กลับมาจะไดถอนเงินของขาพรอมกับ ดอกเบีย้ 28จงนำเงินหนึง่ ตะลันตจากเขา

มัทธิว 25:35 ไปใหแกผูที่มีสิบตะลันต เพราะผูที่มี มาก จะไดรบั มากขึน้ และเขาจะมีเหลือ เฟอ แตผทู มี่ นี อ ย สิง่ เล็กนอยทีเ่ ขามีกจ็ ะ ถูกริบไปดวย 30สวนผรู บั ใชทไี่ รประโยชน นีจ้ งนำไปทิง้ ในทีม่ ดื ขางนอก ทีน่ นั่ จะมี แตการร่ำไหคร่ำครวญ และขบฟนดวย ความขนุ เคือง’ 29

การพิพากษาครัง้ สุดทาย “เมื่อบุตรแหงมนุษยจะเสด็จมาใน พระสิรริ งุ โรจนeพรอมกับบรรดาทูตสวรรค ทั้งหลาย พระองคจะประทับเหนือพระ บัลลังกอนั รงุ โรจน 32บรรดาประชาชาติf จะมาชุมนุมกันเฉพาะพระพักตร พระ องคจะทรงแยกเขาออกเปนสองพวก ดัง คนเลี้ยงแกะแยกแกะออกจากแพะ 33ให แกะอยเู บือ้ งขวา สวนแพะอยเู บือ้ งซาย 34 แลวพระมหากษัตริยจะตรัสแกผูที่อยู เบือ้ งขวาวา ‘เชิญมาเถิด ทานทัง้ หลายที่ ไดรบั พระพรจากพระบิดาของเรา เชิญ มารับอาณาจักรเปนมรดกที่เตรียมไวให ทานแลวตัง้ แตสรางโลกg 35เพราะวา เมือ่ เราหิว ทานใหเรากิน เรากระหาย ทาน 31

“ความยินดีกบั เจานาย” หมายถึง ความสุขในเมืองสวรรค (8:11 เชิงอรรถ c) “เราจะใหเจาจัดการ ในเรื่องใหญ ๆ” หมายถึงการมีสวนรวมกับพระคริสตเจาในการปกครองของพระองค e อุปมา 3 เรือ่ งทีแ่ ลวกลาวถึงการรอคอยการเสด็จกลับมาครัง้ สุดทายของพระคริสตเจา สวนอุปมา เรื่องนี้เปลี่ยนมุมมองมากลาวถึงการที่พระคริสตเจาเสด็จมาพิพากษาเมื่อสิ้นพิภพ f “บรรดาประชาชาติ” หมายถึงมนุษยทกุ คนในทุกยุคทุกสมัย ไมจำเปนตองกลาวถึงการกลับคืนชีพ ของบรรดาผตู าย (เทียบ 10:15; 11:22,24; 12:41ฯ) g พระคริสตเจา ซึง่ เปนพระเมสสิยาห กษัตริย ทรงนำผทู พี่ ระเจาทรงเลือกสรรจากพระอาณาจักร ของพระองคเขาสูพระอาณาจักรของพระบิดา (13:43 เชิงอรรถ k) d


มัทธิว 25:36 122 ใหเราดืม่ เราเปนแขกแปลกหนา ทานก็ เบือ้ งซายวา ‘ทานทัง้ หลายทีถ่ กู สาปแชง ตอนรับ 36เราไมมเี สือ้ ผา ทานก็ใหเสือ้ ผา จงไปให พ น ลงไปในไฟนิ รั น ดรที่ ไ ด แกเรา เราเจ็บปวย ทานก็มาเยีย่ ม เรา เตรียมไวใหปศาจและพรรคพวกของมัน 42 อยใู นคุก ทานก็มาหา’”h เพราะวา เมือ่ เราหิว ทานไมใหอะไรเรา 37 “บรรดาผูชอบธรรมจะทูลถามวา กิน เรากระหาย ทานไมใหอะไรเราดืม่ ‘พระเจาขา เมื่อไรเลาขาพเจาทั้งหลาย 43เราเปนแขกแปลกหนา ทานก็ไมตอน เห็นพระองคทรงหิว แลวถวายพระกระ รับ เราไมมีเสื้อผา ทานก็ไมใหเสื้อผา ยาหาร หรือทรงกระหาย แลวถวายให เราเจ็บปวย และอยูในคุก ทานก็ไมมา ทรงดืม่ 38เมือ่ ใดเลาขาพเจาทัง้ หลายเห็น เยีย่ ม’ 44พวก นัน้ จะทูลถามวา ‘พระเจาขา พระองคทรงเปนแขกแปลกหนา แลว เมือ่ ไรเลาทีข่ า พเจาทัง้ หลายเห็นพระองค ตอนรับ หรือทรงไมมเี สือ้ ผา แลวถวาย ทรงหิว ทรงกระหาย ทรงเปนแขกแปลก ให 39เมื่อใดเลาขาพเจาทั้งหลายเห็น หนา หรือไมมเี สือ้ ผา เจ็บปวย หรืออยใู น พระองคประชวรหรือทรงอยใู นคุกแลวไป คุก และไมไดชว ยเหลือ’ 45พระองคจะตรัส เยี่ยม’ 40พระมหากษัตริยจะตรัสตอบ ตอบวา ‘เราบอกความจริงแกทานทั้ง วา ‘เราบอกความจริงแกทา นทัง้ หลายวา หลายวา ทานไมไดทำสิง่ ใดตอผตู ่ำตอย ทานทำสิง่ ใดตอพีน่ องผตู ่ำตอยทีส่ ดุ ของ ของเราคนหนึง่ ทานก็ไมไดทำสิง่ นัน้ ตอ เราคนหนึง่ ทานก็ทำสิง่ นัน้ ตอเรา’ ” เรา’ 46แลวพวกนีก้ จ็ ะไปรับโทษนิรนั ดร 41 “แลวพระองคจะตรัสกับพวกที่อยู สวนผูชอบธรรมจะไปรับชีวิตนิรันดร”

VII พระทรมาน และการกลับคืนพระชนมชีพ การวางแผนกำจัดพระเยซูเจา 1 เมือ่ พระเยซูเจาตรัสพระวาจา เหลานีแ้ ลว พระองคตรัสแกบรรดาศิษย วา 2“ทานทัง้ หลายรแู ลววา อีกสองวันจะ ถึงวันปสกา และบุตรแหงมนุษยจะถูก มอบใหศตั รูนำไปตรึงกางเขน”

26

3

เวลานัน้ บรรดาหัวหนาสมณะและผู อาวุโสของประชาชนมาชุมนุมกันในสำนัก ของมหาสมณะชือ่ คายาฟาส 4และคิดหา อุบายเพือ่ จับกุมพระเยซูเจา จะไดฆา เสีย 5 เขาพูดกันวา “อยาทำการนี้ในวันฉลอง เลย เพราะประชาชนจะกอการจลาจล”

มนุษยจะถูกพิพากษาตัดสินจากกิจการแสดงเมตตาจิตทีเ่ ขาไดกระทำ ไมใชจากวีรกรรมพิเศษ (เทียบ 7:22ฯ) มธ ใชภาษาของพันธสัญญาเดิมกลาวถึงกิจการแสดงเมตตาจิต (เทียบ โยบ 22:6ฯ; บสร 7:32ฯ; อสย 58:7) นอกจากกิจการแสดงเมตตาจิตเหลานี้แลว มนุษยยังตองประกาศยืนยัน ความเชื่ออีกดวย (10:32ฯ) h


การเจิมที่หมูบานเบธานี ขณะทีพ่ ระเยซูเจาประทับอยทู หี่ มบู า น เบธานีในบานของซีโมนทีเ่ คยเปนโรคเรือ้ น 7 หญิงคนหนึง่ ถือขวดหินขาวบรรจุน้ำมัน หอมราคาแพงเขามา และเทน้ำมันหอม ลงบนพระเศียรขณะทีพ่ ระองคกำลังประทับ ทีโ่ ตะอาหาร 8บรรดาศิษยเห็นดังนัน้ จึง ไมพอใจกลาววา “ทำไมทำใหน้ำมันหอม เสียไปเปลาๆ 9น้ำมันหอมนีอ้ าจจะขาย ไดเงินมาก แลวเอาไปแจกใหคนยากจน” 10 พระเยซูเจาทรงทราบ จึงตรัสวา “ทาน ทำใหนางยงุ ยากใจทำไม นางไดทำกิจ การดีตอเราb 11ทานจะมีคนยากจนอยู กับทานเสมอ แตทานจะไมมีเราอยูกับ ทานเสมอไป 12นางเทน้ำมันหอมนีช้ โลม กายของเราเปนการเตรียมไวสำหรับฝง ศพ 13เราบอกความจริงแกทา นทัง้ หลาย a

6

26

123

มัทธิว 26:17 วา ทีใ่ ดในโลกทีม่ กี ารประกาศขาวดี จะ มี ก ารกล า วถึ ง สิ่ ง ที่ น างได ทำเพื่ อ เป น การระลึกถึงนาง” ยูดาสทรยศตอพระเยซูเจา คนหนึ่งในบรรดาอัครสาวกสิบสอง คนชือ่ ยูดาส อิสคาริโอท ไปพบบรรดา หัวหนาสมณะ ถามวา 15“ถาขาพเจามอบ เขาใหทา น ทานจะใหอะไรแกขา พเจา” บรรดาหัวหนาสมณะจายเงินสามสิบเหรียญc ใหแกยูดาส 16ตั้งแตนั้นมา ยูดาสก็หา โอกาสที่จะมอบพระองค 14

การเตรียมงานเลี้ยงปสกา วันแรกของเทศกาลกินขนมปงไร d เชือ้ บรรดาศิษยเขามาทูลถามพระเยซู เจาวา “พระองคมพี ระประสงคใหเราจัด 17

ใน ยน หญิงในเหตุการณนี้มีชื่อวามารียเปนนองสาวของลาซารัส เรื่องที่กลาวถึงใน ลก 7:36-50 เปนคนละเหตุการณกนั b ชาวยิวแบงกิจการดีเปนสองประเภทคือการใหทานและกิจการแสดงเมตตาจิตอืน่ ๆ ซึง่ มีคณ ุ คา มากกวา เชนการฝงศพผตู าย ดังนัน้ หญิงนีท้ ไี่ ดชโลมพระกายลวงหนาเพือ่ เตรียมการฝงพระศพ จึงได ทำกิจการดีทมี่ คี า มากกวาการใหทาน c “เหรียญ” ในที่นี้เปนเหรียญเงินน้ำหนัก 1 เชเขล (ประมาณ 1 บาท) เงินสามสิบเชเขล เปนราคา ชีวิตทาสคนหนึ่งตามที่กำหนดไวในธรรมบัญญัติ (อพย 21:32) d “วันแรก” ของสัปดาหที่ชาวยิวกินขนมปงไรเชื้อ (ดู อพย 12:1 เชิงอรรถ a; 23:14 เชิงอรรถ d) โดยปกติเปนวันหลังฉลองปสกาและตรงกับวันที่ 15 เดือนนิสาน แตสำหรับผูนิพนธพระวรสาร สหทรรศน “วันแรกของสัปดาห” นี้ หมายถึงวันปสกาเอง แตถา เราใชรายละเอียดจากเรือ่ งพระทรมานใน ยน 18:28 ดูเหมือนวาในปนนั้ งานเลีย้ งปสกาตรงกับเย็นวันศุกร (วันศุกรนนั้ คือ “วันเตรียมฉลอง” 27:62; ดู ยน 19:14,31,42) พระวรสารสหทรรศนกลาวถึงอาหารค่ำมื้อสุดทายของพระเยซูเจาในวันกอน คือ เย็นวันพฤหัสบดีซงึ่ อาจอธิบายไดโดยเหตุผลอยางใดอยางหนึง่ ในสองเหตุผลนี้ คือ 1. ชาวยิวสวนหนึง่ กินเลี้ยงปสกาลวงหนาหนึ่งวัน หรือ 2. พระเยซูเจาเองทรงเลือกทำเชนนั้นดวยพระองคเอง เพราะ ทรงทราบวาพระองคไมสามารถกินเลี้ยงปสกาไดในเย็นวันศุกร (อันที่จริงพระองคทรงฉลองปสกา a


มัทธิว 26:18 124 18 เตรียมการเลีย้ งปสกาทีไ่ หน” พระองค กันกับเรานีแ่ หละ จะทรยศตอเรา 24บุตร ตรัสวา “จงเขาไปในกรุง ไปพบชายคน แหงมนุษยจะจากไปตามที่มีเขียนเกี่ยว หนึ่ง บอกเขาวา ‘พระอาจารยบอกวา กับพระองคในพระคัมภีร วิบตั จิ งเกิดแก เวลากำหนดของเราใกลเขามาแลว เรา คนทีท่ รยศตอบุตรแหงมนุษย ถาเขาไม จะกินปสกากับศิษยของเราที่บานของ ไดเกิดมาก็จะดีกวา” 25ยูดาสผูทรยศตอ ทาน’ ” พระองค ทูลถามวา “เปนขาพเจาหรือ 19 บรรดาศิษยกก็ ระทำตามทีพ่ ระเยซู พระอาจารย” พระองคตรัสตอบวา “ใช เจาทรงบัญชา และจัดเตรียมปสกา แลว” พระเยซูเจาทรงกลาวถึง การทรยศของยูดาส 20 ครัน้ ถึงเวลาค่ำ พระองคประทับรวม โตะกับศิษยทั้งสิบสองคน 21ขณะที่ทุก คนกำลังกินอาหารพรอมกับพระเยซูเจา อยูนั้นe พระองคตรัสวา “เราบอกความ จริงแกทานทัง้ หลายวา คนหนึง่ ในทีน่ จี้ ะ ทรยศตอเรา” 22บรรดาอัครสาวกรูสึก สลดใจ และทูลถามพระองคทีละคนวา “เปนขาพเจาหรือ พระเจาขา” 23พระองค ตรัสตอบวา “คนทีจ่ มิ้ อาหารในชามเดียว

พระเยซูเจาทรงตัง้ ศีลมหาสนิท 26 ขณะทีท่ กุ คนกำลังกินอาหารอยนู นั้ f พระเยซูเจาทรงหยิบขนมปง ตรัสถวาย พระพรทรงบิขนมปงประทานใหบรรดา ศิษย ตรัสวา “จงรับไปกินเถิด นีเ่ ปนกาย ของเรา” 27แลวพระองคทรงหยิบถวย ตรัสขอบพระคุณg ประทานใหเขาเหลา นั้น ตรัสวา “ทุกทานจงดื่มจากถวยนี้ เถิด 28นี่เปนโลหิตของเรา โลหิตแหง พันธสัญญาh ทีห่ ลัง่ ออกมาเพือ่ อภัยบาป

โดยถวายพระองคเองเปนบูชาบนไมกางเขน ยน 19:36 เชิงอรรถ u; 1 คร 5:7) คำอธิบายประการ หลังนี้นาจะถูกตองกวา วันที่ 14 เดือนนิสาน (วันกินเลี้ยงปสกา) ตรงกับวันศุกรในป ค.ศ.30 และ 33 นักวิชาการคิดวาพระเยซูเจาทรงสิ้นพระชนมในปใดปหนึ่งในสองปนี้ แลวแตวาพระองคทรงรับ พิธีลางในป ค.ศ.28 หรือ 29 และคำนวณเชนกันวา การเทศนาสั่งสอนของพระองคจะยาวหรือสั้น e การเลีย้ งปสกามีรายการอาหารหลายอยางกำหนดไว เหตุการณนเี้ กิดขึน้ ขณะรับประทานอาหาร อยางแรก เปนเหมือน “ออรเดอฟ” f หลัง “ออรเดอฟ” ก็ถึงอาหารหลักของการเลี้ยง มีขอกำหนดชัดเจนใหประธานถวายพรพระเจา เมื่อหยิบขนมปงและถวยเหลาองุน พระเยซูเจาทรงใชพิธีกรรมนี้ในการตั้งศีลมหาสนิท g “ขอบพระคุณ” คำภาษากรีก eucharisto พิธีศีลมหาสนิทจึงเรียกวา “Eucharist” (การ ขอบพระคุณ) h สำเนาโบราณบางฉบับเสริมวา “ใหม” (เทียบ ลก 22:20; 1 คร 11:25)


i 29

สำหรับคนจำนวนมาก เราบอกทาน ทัง้ หลายวา แตนไี้ ปเราจะไมดมื่ น้ำจาก ผลองุนอีก จนกวาจะถึงวันที่เราจะดื่ม เหลาองุนใหมกับทานในพระอาณาจักร ของพระบิดาของเรา”j พระเยซูเจาทรงทำนายวา เปโตรจะปฏิเสธพระองค 30 เมื่อขับรองเพลงสดุดีแลวk ทุกคน ออกจากหองเพื่อไปยังภูเขามะกอกเทศ 31 แลวพระเยซูเจาตรัสแกบรรดาศิษยวา “ทุกทานจะทอดทิ้งเราในคืนนี้l เพราะมี เขียนไวในพระคัมภีรวา เราจะตีผูเลี้ยง แกะ และแกะจะกระจัดกระจายไป 32แต เมือ่ เรากลับคืนชีพแลว เราจะไปยังแควน กาลิลกี อ นหนาทาน” 33เปโตรทูลตอบวา “แมทุกคนจะทอดทิ้งพระองค ขาพเจา

125

มัทธิว 26:38 ก็จะไมทอดทิ้งพระองคเลย” 34พระเยซู เจาตรัสกับเขาวา “เราบอกความจริงแก ทานวา ในคืนนี้เอง กอนไกขัน ทานจะ ปฏิเสธเราสามครัง้ ” 35เปโตรทูลวา “ถึง แมขา พเจาจะตองตายพรอมกับพระองค ขาพเจาก็จะไมปฏิเสธพระองคเลย” ศิษย ทุกคนตางกลาวเชนเดียวกัน ภายในสวนเกทเสมนี เมื่อพระเยซูเจาเสด็จมาพรอมกับ บรรดาศิษยถึงสถานที่แหงหนึ่งชื่อเกทเสมนีm พระองคตรัสแกเขาเหลานั้น วา “จงนัง่ อยทู นี่ ี่ ขณะทีเ่ ราไปอธิษฐาน ภาวนาที่โนน” 37แลวทรงพาเปโตรและ บุตรทั้งสองของเศเบดีไปดวย พระองค ทรงรูสึกเศรา และสลดพระทัยอยางยิ่ง 38 จึงตรัสแกเขาทัง้ สามคนวา “ใจเราเปน 36

ทีภ่ เู ขาซีนาย เลือดของสัตวทถี่ วายเปนบูชา เปนการรับรองพันธสัญญาระหวางพระยาหเวหกบั ประชากรของพระองคฉนั ใด (อพย 24:4-8 เชิงอรรถ c) บนไมกางเขน พระโลหิตของพระเยซูเจาผทู รง เปนเครื่องบูชาที่สมบูรณจะรับรองพันธสัญญาใหม (เทียบ ลก 22:20) ระหวางพระเจาและมนุษยชาติ ฉันนัน้ บรรดาประกาศกไดกลาวลวงหนาถึงพันธสัญญาใหมนแี้ ลว (ยรม 31:31 เชิงอรรถ l) พระเยซูเจา ทรงรับภารกิจเปนผูไถมนุษยชาติตามที่ประกาศกอิสยาหไดกลาวไววา “ผูรับใชของพระยาหเวห” จะ กระทำการนี้ (อสย 42:6; 49:6; 53:12 ดู 41:8 เชิงอรรถ f เทียบ ฮบ 8:8; 9:15; 12:24) ความคิดเรือ่ ง พันธสัญญาใหมพบไดเชนกันในจดหมายของเปาโลหลายตอนนอกเหนือจากใน 1 คร 11:25 เชนใน 2 คร 3:4-6; กท 3:15-20; 4:24 ซึ่งแสดงวาความคิดเรื่องพันธสัญญาใหมนี้เปนเรื่องสำคัญ j เปนการกลาวถึงงานเลีย้ งในยุคสุดทาย (เทียบ 8:11; 22:1ฯ) พระเยซูเจาและบรรดาศิษยจะไมรว ม โตะกินอาหารในโลกนี้อีก k เพลงสดุดที ขี่ บั รองเปนการปดการเลีย้ งปสกา คือ สดด 113-118 เพลงสดุดชี ดุ นีเ้ รียกวา “Hallel” l “ทอดทิ้ง” แปลตามตัวอักษรวา “จะสะดุดลม” การที่บรรดาศิษยพบวาผูที่เขาเชื่อวาเปนพระ เมสสิยาห (16:16) ซึ่งกำลังจะไดรับชัยชนะตามที่เขาคาดหมายไว (20:21ฯ) กลับยอมแพศัตรูโดยไม ขัดขืน นับวาเปนอุปสรรคตอความเชือ่ ของเขาทีเดียว เหตุการณนจี้ ะทำใหเขาหมดกำลังใจเกือบจะเสีย ความเชื่อไปชั่วระยะหนึ่งทีเดียว (เทียบ ลก 22:31-32) m “เกทเสมนี” แปลวา “เครื่องหีบน้ำมัน” ตั้งอยูในหุบเขาขิดโรน เชิงเขามะกอกเทศ i


มัทธิว 26:39 126 n ทุกขแทบสิ้นชีวิต จงอยูที่นี่และตื่นเฝา จึงเสด็จจากเขาทั้งสามคนไปอธิษฐาน กั บ เราเถิ ด ” 39แล ว พระองค ท รงพระ ภาวนาอยางเดียวกันเปนครัง้ ทีส่ าม45แลว ดำเนินไปขางหนาอีกเล็กนอย ทรงซบ เสด็จกลับมาพบเขา ตรัสวา “เดีย๋ วนีท้ า น พระพักตรลงกับพืน้ ดิน อธิษฐานภาวนา หลับตอไปและพักผอนไดpเวลาทีบ่ ตุ รแหง วา “พระบิดาเจาขา ถาเปนไปได ขอให มนุษยจะตองถูกมอบในเงื้อมมือของคน ถวยนี้พนขาพเจาไปเถิด ถาเปนไปไม บาปมาถึงแลว 46จงลุกขึน้ ไปกันเถิด ผู ได ก็ขออยาใหเปนไปตามใจขาพเจา ทรยศตอเราอยูที่นี่แลว” แตใหเปนไปตามพระประสงคของพระ องคเถิด”o 40พระองคเสด็จกลับมาพบ พระเยซูเจาทรงถูกจับกุม 47 บรรดาศิษย ทรงพบเขาเหลานั้นกำลัง ขณะที่ พ ระองค กำลั ง ตรั ส อยู นั้ น หลับอยู จึงตรัสกับเปโตรวา “ทานจะตืน่ ยูดาสซึง่ เปนคนหนึง่ ในบรรดาอัครสาวก เฝาอยูกับเราสักหนึ่งชั่วโมงไมไดหรือ สิบสองคนมาถึงพรอมกับคนจำนวนมาก 41 จงตื่นเฝาและอธิษฐานภาวนาเพื่อจะ ถือดาบและไมตะบองเปนอาวุธ บรรดา ไดไมเขาสูการทดลอง จิตใจพรอมแลว หัวหนาสมณะและผอู าวุโสของประชาชน ก็จริง แตเนือ้ หนังออนกำลัง” 42พระองค สงพวกนี้มา 48ผูทรยศตอพระองคให เสด็จไปอีกครัง้ หนึง่ ทรงอธิษฐานภาวนา สัญญาณแกคนเหลานี้วา “ขาพเจาจูบผู วา “พระบิดาเจาขา ถาขาพเจาตองดืม่ ใด ก็เปนผนู นั้ แหละ จับกุมเขาไวเถิด” 49 จากถวยนี้โดยหลีกเลี่ยงมิไดแลว ขอให ทันใดนัน้ ยูดาสก็เขามาหาพระเยซู เป น ไปตามพระประสงค ข องพระองค เจา ทูลวา “สวัสดี พระอาจารย” แลวจูบ เถิด” พระองค 50พระเยซูเจาตรัสกับเขาวา 43 ครัน้ เสด็จกลับมาก็ทรงพบเขาหลับ “เพือ่ นเอย จงทำอยางทีต่ งั้ ใจจะทำเถิด”q อยอู กี เพราะนัยนตาลืมไมขนึ้ 44พระองค เวลานัน้ คนเหลานัน้ ตางกรูกนั เขาจับกุม สำนวนนี้ทำใหคิดถึงขอความใน สดด 42:5 และ ยนา 4:9 พระเยซูเจาทรงรูสึกกลัวความตายตามธรรมชาติมนุษย และโดยสัญชาตญาณทรงตองการ จะหนีใหพนจึงแสดงความรูสึกนี้ออกมา แตหลังจากนั้นทรงระงับไดและทรงยอมรับพระประสงคของ พระบิดาเจา (ดู 4:1 เชิงอรรถ a) p เปนการตำหนิโดยประชดประชันเล็กนอย เวลาที่ทานนาจะตื่นเฝาอยูกับเราไดผานไปแลว ขณะนี้เปนเวลาแหงการทดลองสำหรับพระองคแตผูเดียว สวนบรรดาศิษยจะหลับตอไปก็ไดตามใจ q แปลตามตัวอักษรวา “เพื่อนเอย สำหรับสิ่งที่ทานอยูที่นี่” ไมใชคำถามวา “มาที่นี่ทำไม” ไมใช คำตำหนิ “ทานมาทีน่ เี่ พือ่ อะไรกัน” แตเปนสำนวนทีน่ ยิ มใชกบั ความหมายวา “จงทำสิง่ ทีต่ งั้ ใจจะทำเถิด” “จัดการเลย” พระเยซูเจาทรงตัดบทคำทักทายที่ไมจริงใจนั้น บอกใหลงมือทำเสีย (เทียบ ยน 13:27) n o


51

พระองค ขณะนัน้ คนหนึง่ ซึง่ อยกู บั พระ เยซูเจาก็ชักดาบฟนผูรับใชคนหนึ่งของ มหาสมณะ ใบหูขาด 52พระเยซูเจาจึง ตรัสวา “เอาดาบใสฝก เสีย เพราะทุกคน ทีใ่ ชดาบ ก็จะตองพินาศดวยดาบ 53ทาน คิดวา เราจะออนวอนพระบิดาเจาใหสง ทูตสวรรคมากกวาสิบสองกองพลมาชวย เราบัดนี้มิไดหรือ 54แลว พระคัมภีรที่ เขียนวา จะตองเปนเชนนีจ้ ะเปนความจริง ไดอยางไรเลา” 55ขณะนั้น พระเยซูเจา ตรัสแกประชาชนวา “เราเปนโจรหรือ ทานทัง้ หลายจึงถือดาบ ถือไมตะบองมา จับกุมเรา เรานัง่ สอนในพระวิหารทุกวัน ทานก็มไิ ดจบั กุมเรา” 56 เหตุการณทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพื่อให ขอเขียนของบรรดาประกาศกเปนความ จริง หลังจากนั้นศิษยทุกคนละทิ้งพระ องคและหนีไป

127

มัทธิว 26:63 พระเยซูเจาทรงถูกพิจารณาคดีใน สภาสูงของชาวยิวr 57 บรรดาผทู จี่ บั กุมพระเยซูเจานำพระ องคไปยังบานของคายาฟาสมหาสมณะ บรรดาธรรมาจารยและผอู าวุโสชุมนุมกัน ที่นั่น 58สวนเปโตรติดตามพระองคไป หางๆ จนเขาถึงภายในลานบานของมหา สมณะ นัง่ อยกู บั บรรดาผรู บั ใช คอยดูวา เหตุการณจะจบลงอยางไร 59 บรรดาหัวหนาสมณะและสมาชิก สภาสูงทุกคนพยายามหาพยานเท็จมา กลาวหาพระเยซูเจา เพือ่ จะประหารชีวติ พระองคใหได 60แตเขาหาหลักฐานไมได แมวา จะมีพยานเท็จหลายคน ในทีส่ ดุ มี คนสองคนมาใหการวา 61“คนคนนีไ้ ดพดู วา ‘ฉันมีอำนาจจะทำลายพระวิหารของ พระเจาและสรางขึ้นใหมไดภายในสาม วัน’”s 62มหาสมณะจึงลุกขึน้ ถามพระองค วา “ทานไมตอบอะไรหรือ พยานเหลานี้ ตัง้ ขอกลาวหาอะไรปรักปรำทาน”t 63แต

การเลาของ ลก และ ยน ทำใหเราแยกเหตุการณไดเปน 2 ระยะ 1. การพิจารณาคดีเวลากลางคืน ที่สำนักของอันนาส และ 2. การพิจารณาคดีในสภาสูงตอนเชาวันรุงขึ้น (27:1) มธ และ มก กลาวถึง การพิจารณาคดีในตอนกลางคืน เหมือนกับเปนการพิพากษาคดีในสภาสูงตอนเชา เพราะการ พิจารณาคดีตอนเชาเทานั้นตัดสินชะตากรรมของพระเยซูเจา s การที่พระเยซูเจาเคยตรัสวาพระองคทรงสามารถสรางพระวิหารขึ้นใหมภายในสามวันนั้น พระองคมพี ระประสงคทจี่ ะสอนวาคารวกิจของชาวยิวทีเ่ คยปฏิบตั กิ นั มาจะไมคงอยตู ลอดไป แตจะตอง พัฒนาใหสมบูรณอาศัยพันธสัญญาใหมที่พระองคจะทรงสถาปนาขึ้น เราเขาใจความหมายของพระ วาจาทีพ่ ระเยซูเจาตรัสนีไ้ ดชดั เจนหลังจากทีพ่ ระองคทรงกลับคืนพระชนมชีพแลวเทานัน้ (ดู ยน 2:22 เชิงอรรถ i) พระวิหารหลังใหมจะตองมาแทนที่พระวิหารหลังเกา และพระวิหารหลังใหมนี้กอนอื่นคือ พระวรกายอันรงุ เรืองของพระองค ซึง่ จะคืนพระชนมชีพภายในสามวัน (มธ 16:21; 17:23; 20:19; ยน 2:19-22) และหลังจากนั้น พระวิหารใหมนี้คือพระศาสนจักรนั่นเอง (มธ 16:18) t คำแปลบางสำนวนรวมสองคำถามนี้เปนคำถามเดียววา “ทานไมตอบขอกลาวหาที่คนเหลานี้ ปรักปรำทานหรือ” r


มัทธิว 26:64 128 พระ เยซูเจาทรงนิง่ มหาสมณะจึงพูดกับ ตาย” 67 พระองควา “เราสัง่ ใหทา นสาบานโดยอาง แลวพวกนัน้ ก็พากันถมน้ำลายรดพระ พระเจาผทู รงชีวติ จงตอบเราวาทานเปน พักตรของพระองค ชกตอยพระองค พระคริสต พระบุตรของพระเจาผูทรง บางคนตบตีพระองค กลาววา 68“พระ ชี วิ ต หรื อ” 64พระเยซูเจาตรัสตอบวา คริสต จงทำนายซิวา ใครตบหนาเจา”w “ใชแลว แตยงั มีมากกวานัน้ อีก เราบอก ความจริงแกทา นทัง้ หลายวา ตัง้ แตบดั นี้ เปโตรปฏิเสธพระเยซูเจา 69 ไปทานจะเห็นบุตรแหงมนุษยประทับ ณ ขณะที่เปโตรนั่งอยูที่ลานขางนอก u เบือ้ งขวา ของพระผทู รงอานุภาพ และ หญิงรับใชคนหนึ่งเขามาพูดวา “ทานก็ จะเสด็จมาพรอมกับหมูเมฆบนทองฟา” เคยอยกู บั เยซูชาวกาลิลดี ว ย” 70แตเปโตร 65 มหาสมณะจึงฉีกเสื้อของตนแลวกลาว ปฏิเสธตอหนาคนทัง้ หลายวา “ฉันไมรวู า วา “เขาพูด ดูหมิน่ พระเจาvเราจะตองการ ทานพูดเรือ่ งอะไร” 71เมือ่ เปโตรออกไปที่ พยานอะไรอีกเลา ทานทัง้ หลายตางได ประตู หญิงรับใชอกี คนหนึง่ เห็นเขาจึงพูด ยินเขาพูดดูหมิ่นพระเจาแลว 66ทานคิด กับคนที่อยูที่นั่นวา “คนนี้เคยอยูกับเยซู อยางไร” ทุกคนตอบวา “เขาสมควรตอง ชาวนาซาเร็ธดวย”x 72เปโตรปฏิเสธอีก “ผูทรงอานุภาพ” มีความหมายเทากับ “พระเจา” (ดู 3:2 เชิงอรรถ d) พระวรสารแสดงวาใน เวลาวิกฤตินี้พระเยซูเจาทรงเลิกปกปดความเปนพระเมสสิยาห (ดู มก 1:34 เชิงอรรถ m) และทรง ยอมรับสมญาวาเปนพระเมสสิยาหอยางเปดเผย แตทรงแสดงวาเปนพระเมสสิยาหมิใชความหมาย ที่ชาวยิวทั่วไปมักเขาใจคือเปนผูกอบกูอิสรภาพทางการเมือง แตในความหมายของผูทรงพระสิริ รงุ โรจนทดี่ าเนียลไดเห็นในนิมติ (ดนล 7:13 เชิงอรรถ k) ขอความในขอนีน้ อกจากจะทาวความถึง ดนล แลว ยังทาวความถึง สดด 110:1 “ประทับเบื้องขวา” อีกดวย (ดู กจ 2:33 เชิงอรรถ t) ขอความจาก สดด 110:1 นี้ บรรดาอัครสาวกใชบอ ย ๆ ในคำเทศนสอน การทีพ่ ระเยซูเจาทรงใชวลี “บุตรแหงมนุษย” แทนพระองคเอง (ดู 8:20 เชิงอรรถ h) v ไมปรากฏชัดวาพระเยซูเจาทรงพูดหมิ่นประมาทพระเจาอยางไร ไมใชเพราะทรงประกาศวา เปนพระเมสสิยาหแน ๆ แตอาจเปนเพราะวาไดทรงอางวาทรงเปนบุตรของพระเจาทั้ง ๆ ที่ทรงถูก จับกุมอยู w การเรียบเรียงของ มธ ตรงนี้ไมคอยสมเหตุสมผล พระเยซูเจามิไดทรงถูกปดตาเหมือนใน ลก 22:63 พระองคยอ มบอกไดโดยงายวาใครตีพระองค จุดสำคัญก็คอื วาพระองคทรงถูกเยาะเยยในฐานะ เปน “ประกาศก” เพราะคำพูดของพระองคเกี่ยวกับเรื่องพระวิหาร หรือที่ถูกกวานั้น ในฐานะที่ทรง เปน “ประกาศก พระเมสสิยาห” นั่นคือ เปนผูอางวาเปนมหาสมณะในยุคสุดทายผูเสนอใหสราง พระวิหารใหม x “ชาวนาซาเร็ธ” ตนฉบับโบราณใชคำเปนสองแบบ คือบางฉบับใช Nazoraios บางฉบับใช Nazarenos u


129

ทัง้ สาบานวา “ฉันไมเคยรจู กั คนนัน้ เลย” 73 ตอมาไมนาน คนที่อยูที่นั่นเขามาพูด กับเปโตรวา “ทานเปนคนหนึง่ ในพวกนัน้ แน ๆ ฟงสำเนียงyก็รูแลว” 74แตเปโตร เริม่ สาบานอยางแข็งขันวา “ฉันไมรจู กั คน นัน้ ” ทันใดไกกข็ นั 75เปโตรจึงระลึกถึง คำทีพ่ ระเยซูเจาตรัสไววา “กอนไกจะขัน ทานจะปฏิเสธเราสามครัง้ ” เขาจึงออกไป ขางนอก รองไหอยางขมขืน่ พระเยซูเจาทรงถูกนำไป พิจารณาคดีตอ หนาปลาต 1 ครั้นรุงเชา บรรดาหัวหนา สมณะและผอู าวุโสของประชาชนประชุม ปรึกษาพรอมกันทุกคน กลาวโทษพระ เยซูเจาเพื่อประหารชีวิตพระองค 2เขา มัด พระองคแลวนำไปมอบใหปล าตaผวู า ราชการ

27

ยูดาสฆาตัวตาย เมือ่ ยูดาสผทู รยศตอพระเยซูเจาเห็น

3

มัทธิว 27:10 วา พระองคทรงถูกตัดสินประหารชีวติ ก็ เสียใจ จึงนำเงินสามสิบเหรียญไปคืนให หัวหนาสมณะและผอู าวุโส 4พูดวา “ขาพ เจาทำบาปทีไ่ ดทรยศตอผบู ริสทุ ธิ”์ b เขา เหลานั้นตอบวา “ธุระอะไรของเราเลา เปนเรือ่ งของเจาตางหาก” 5ยูดาสจึงโยน เงินทิ้งไวในพระวิหาร แลวไปแขวนคอ ตาย 6บรรดาหัวหนาสมณะจึงเก็บเงินนัน้ กลาววา “เปนการไมถกู ตองทีจ่ ะเก็บเงิน นี้ไวในคลังศักดิ์สิทธิ์ เพราะมันเปนคา โลหิต” 7 เขาทัง้ หลายจึงปรึกษากัน แลวนำเงิน นั้นไปซื้อนาแปลงหนึ่งของชางหมอ ทำ เปนสุสานสำหรับคนตางเมือง 8เพราะ ฉะนั้นนาแปลงนั้นจึงมีชื่อวา “นาเลือด”c จนถึงวันนี้ 9ดังนี้ พระดำรัสทีต่ รัสไวทาง ประกาศกเยเรมียdจึงเปนความจริงวา “เขาทั้งหลายนำเงินสามสิบเหรียญอัน เปนราคาคาตัวซึ่งลูกหลานอิสราเอลตี ราคาเขาไว 10ไปซือ้ นาของชางหมอ ตาม

เปนสำเนียงเพี้ยนแบบชาวกาลิลี a สำเนาโบราณบางฉบับวา “ปอนทิอัส ปลาต” (ดู ลก 3:1 เชิงอรรถ b) ในแควนยูเดีย เชนเดียวกับในทุกแควนแหงจักรวรรดิโรมัน รัฐบาลโรมันสงวนอำนาจประหารชีวติ ไวใหแกผวู า ราชการ เทานั้น ชาวยิวจึงตองเขาหาผูวาราชการโรมันเพื่อรับอนุมัติใหคำตัดสินประหารชีวิตของตนถูกตอง ตามกฎหมาย ชาวยิวไมมีอำนาจที่จะตัดสินประหารชีวิตใครได b สำเนาโบราณบางฉบับวา “โลหิตของผูชอบธรรม” (เทียบ 23:35) c ภาษาอาราเมอิกวา hakeldama (เทียบ กจ 1:19) ธรรมประเพณีโบราณบอกวานาแปลงนี้ อยูในหุบเขาเกฮินโนม d สำเนาโบราณบางฉบับละ “เยเรมีย” อันที่จริงขอความนี้เปนการอางอิงขอความจากประกาศก ศคย 11:12-13 อยางกวาง ๆ โดยรวมกับขอความคิดเรือ่ งการซือ้ นาจาก ยรม 32:6-15 ยิง่ กวานัน้ เยเรมีย ยังกลาวถึงชางหมอ (ยรม 18:2ฯ) ซึ่งอาศัยอยูในบริเวณ Hakeldama (ยรม 19:1ฯ) เพราะเหตุนี้ ขอความที่อางทั้งหมดจึงถูกเหมาวาเปนคำของเยเรมีย

27 y


มัทธิว 27:11 ที่พระเจาทรงบัญชาขาพเจา”e พระเยซูเจาตอหนาปลาต ขณะนั้น พระเยซูเจาทรงยืนอยูตอ หนาผูวาราชการ ผูวาราชการถามพระ องควา “ทานเปนกษัตริยข องชาวยิวหรือ” พระเยซูเจาทรงตอบวา “ทานพูดเองนะ”f 12 แตเมื่อบรรดาหัวหนาสมณะและผู อาวุโสกลาวหาพระองค พระองคมิได ทรงตอบ 13 ปลาตจึงถามพระองควา “ทานไมได ยินหรือวาเขากลาวหาทานหลายประการ” 14 แตพระองคมไิ ดตรัสตอบประการใด ทำ ใหผูวาราชการประหลาดใจมาก 15 มีประเพณีทผี่ วู า ราชการตองปลอย นักโทษคนหนึ่งตามคำขอรองของประ ชาชนในวันฉลอง 16เวลานัน้ มีนกั โทษ อุกฉกรรจคนหนึง่ ชือ่ บารับบัสg 17ดังนัน้ เมื่ อ ประชาชนมาชุ ม นุ ม กั น ป ล าตจึ ง ถามวา “ทานทัง้ หลายตองการใหขา พเจา ปลอยผูใด ปลอยบารับบัส หรือเยซู ทีเ่ รียกวาพระคริสต” 18ปลาตรอู ยแู ลววา 11

130

เขาจับพระองคมามอบใหเพราะความ อิจฉา 19 ขณะที่ปลาตนั่งอยูบนบัลลังกศาล นัน้ ภรรยาของเขาสงคนมาบอกวา “อยา ไปยงุ เกีย่ วกับผชู อบธรรมคนนีเ้ ลย เพราะ วันนี้ ฉันฝนถึงเรื่องของคนคนนี้ จึงไม สบายใจมาก” 20 แตบรรดาหัวหนาสมณะและผอู าวุโส เสีย้ มสอนยุยงประชาชนเพือ่ ขอใหปลอย บารับบัส และประหารพระเยซูเจา 21ผวู า ราชการจึงถามวา “ในสองคนนี้ ทาน อยากใหขา พเจาปลอยคนไหน” พวกเขา ตอบวา “บารับบัส” 22 ปลาตจึงถามวา “ถาเชนนั้น จะให ขาพเจาทำอะไรกับเยซู ซึง่ มีชอื่ วา พระ คริสต” ทุกคนตอบวา “ใหเขาถูกตรึง กางเขน” 23ปลาตถามอีกวา “เขาทำผิด อะไร” แตประชาชนรองตะโกนดังยิ่งขึ้น วา “ใหเขาถูกตรึงกางเขน” 24 เมือ่ ปลาตเห็นวาไมมปี ระโยชนอะไร มีแตจะวนุ วายยิง่ ขึน้ จึงนำน้ำมาลางมือh ตอหนาประชาชน กลาววา “ขาพเจาไม

พระยาหเวหทรงใชประกาศกเศคาริยาหกลาวตัดพอวาพระองคไดรับการประมาทจากชาว อิสราเอล เพราะทรงถูกตีราคาเพียงเทากับทาสคนหนึ่ง มธ คิดวาการที่พระเยซูเจาทรงถูกขายดวย ราคาเล็กนอยเชนนี้ ทำใหถอยคำของประกาศกเศคาริยาหสำเร็จไป f “ทานพูดเองนะ” แมวาพระเยซูเจามิไดตรัสตรง ๆ วาทรงเปนกษัตริย แตดวยคำพูดประโยคนี้ พระองคทรงยอมรับวา ปลาตคิดถูกแลว (ดู 26:25,64 และเทียบ ยน 18:33-37) g ตรงนี้และในขอ 17 สำเนาโบราณบางฉบับวา “เยซู บารับบัส” ซึ่งอาจทำใหคำถามของปลาต มีความหมายมากขึ้น แตดูเหมือนวาชื่อเยซู บารับบัสนี้ มีที่มาจากพระวรสารนอกสารบบ h ชาวยิวคงเขาใจความหมายของการลางมือเชนนี้ไดเปนอยางดี (ดู ฉธบ 21:6ฯ; สดด 26:6; 73:13) e


131

ขอเกีย่ วของกับโลหิต ของผนู ี้ เรือ่ งนีเ้ ปน ธุระของทาน” 25ประชาชนทุกคนตอบวา “ขอใหเลือดของเขาตกเหนือเราและเหนือ ลูกหลานของเราเถิด”j 26แลวปลาตสัง่ ให ปลอยบารับบัส สัง่ ใหโบยตีพระเยซูเจาk แลวมอบพระองคใหเขานำไปตรึงบนไม กางเขน i

พระเยซูเจาทรงถูกสวม มงกุฎหนาม 27 บรรดาทหารของผวู า ราชการนำพระ เยซูเจาเขาไปในจวนl และเรียกทหารทัง้ กองมาพรอมกัน 28เขาเปลื้องฉลองพระ องคออก นำเสื้อคลุมสีมวงแดงมาคลุม ใหm 29นำหนามมาสานเปนมงกุฎสวม

มัทธิว 27:33 พระเศียร ใหพระองคถือไมออในพระ หัตถขวา แลวคุกเขาลงเฉพาะพระพักตร เยาะเยยพระองควา “ขาแตกษัตริยของ ชาวยิว ขอทรงพระเจริญเทอญ”n 30เขา ถมน้ำลายรดพระองค ฉวยไมออ ฟาด พระเศียร 31เมือ่ เยาะเยยพระองคแลว เขา ก็ถอดเสือ้ คลุมของพระองคออก นำฉลอง พระองคสวมใหดงั เดิม แลวจึงนำพระองค ไปตรึงบนไมกางเขน พระเยซูเจาทรงถูกตรึงบนไมกางเขน 32 ขณะทีบ่ รรดาทหารนำพระองคออก ไปนัน้ เขาพบชายชาวไซรีนคนหนึง่ ชือ่ ซีโมน จึงเกณฑใหแบกไมกางเขนของ พระองค 33เมือ่ มาถึงสถานทีแ่ หงหนึง่ ซึง่

สำเนาโบราณบางฉบับวา “โลหิตของผชู อบธรรมคนนี”้ การขอใหโลหิตตกเหนือผูหนึ่งเปนสำนวนที่นิยมใชในพันธสัญญาเดิม (2 ซมอ 1:16; 3:28-29 เทียบ กจ 18:6) หมายความวาชาวยิวยอมรับผิดชอบในความตายของผูที่เขาขอใหประหารชีวิต k การโบยตีเปนธรรมเนียมปฏิบัติของชาวโรมัน กอนนำตัวนักโทษไปตรึงบนไมกางเขน l “จวนของผูวาราชการ” อาจเปนราชวังเดิมของกษัตริยเฮโรดมหาราช ผูวาราชการมักใชเปน ที่พำนักทุกครั้งที่ไปกรุงเยรูซาเล็ม (ตามปกติผูวาราชการพำนักอยูที่เมืองซีซารียา) ราชวังเดิมนี้ ตั้งอยูในเขตตะวันตกของเมือง ไมใชที่พำนักของราชวงศฮัสโมเนียน ซึ่งอยูใกลพระวิหาร และเปน สถานที่ที่กษัตริยเฮโรดอันทิปาสอาจไดตอนรับพระเยซูเจาเมื่อปลาตสงพระองคไปให (ลก 23:7-12) ผูเชี่ยวชาญพระคัมภีรบางคนคิดวาจวนของผูวาราชการนี้อยูในปอมอันโตเนีย ทางดานเหนือของ พระวิหาร แตเปนไปไมได เพราะขัดกับธรรมเนียมปฏิบตั ิของผวู า ราชการตามทีเ่ ราทราบจากเอกสาร โบราณ จวนนี้ นอกจากเปนที่พักของผูวาราชการแลว ยังรวมถึงจวนที่ตั้งบัลลังกพิจารณาคดีและ คายทหารดวย m เสือ้ คลุมของทหารโรมัน (sagum) มีสแี ดง คลายกับสีมว งแดงของพระจักรพรรดิ พวกทหารจึงใช เพื่อเยาะเยยพระเยซูเจา n ชาวยิวไดเยาะเยยพระเยซูเจาวาเปน “ประกาศก” (26:68ฯ) สวนชาวโรมันเยาะเยยพระองควา “เปนกษัตริย” เหตุการณทั้งสองนี้สะทอนลักษณะสองประการของการพิจารณาคดีของพระเยซูเจา ทัง้ ดานศาสนาและดานการเมือง i

j


มัทธิว 27:34 132 o เรียกวา กลโกธา แปลวา เนินหัวกะโหลก กับธรรมาจารยและผอู าวุโสตางเยาะเยย 34 ทหารนำเหลาองนุ ผสมดีpมาใหพระองค พระองคเชนเดียวกันวา 42“เขาชวยคนอืน่ ดืม่ พระองคทรงชิมแลว ไมยอมดืม่ 35เมือ่ ใหรอดพนได แตชวยตนเองไมได เขา ตรึงพระองคบนไมกางเขนแลว เขานำ เปนกษัตริยแหงอิสราเอล จงลงมาจาก ฉลองพระองคมาแบงกันโดยจับฉลากq ไมกางเขนเดี๋ยวนี้ แลวเราจะเชื่อ 43เขา 36 ไว ว างใจในพระเจ า หากพระองค พ อ และนัง่ เฝาดูพระองคอยทู นี่ นั่ 37 เขาติดปายเหนือพระเศียรของพระ พระทัยเขา ขอใหพระองคทรงชวยเขา องค เขียนขอกลาวหาพระองคไววา “นีค่ อื บัดนี้เถิด เพราะเขาเคยพูดวา ‘ขาพเจา 38 เยซูกษัตริยข องชาวยิว” เขายังตรึงโจร เปนบุตรของพระเจา’” 44โจรทีถ่ กู ตรึงบน สองคนพรอมกับพระองคดวย คนหนึ่ง ไมกางเขนพรอมกับพระองคก็เยาะเยย อยขู า งขวา อีกคนหนึง่ อยขู า งซาย พระองคดว ย พระเยซูเจาบนไมกางเขน ทรงถูกเยาะเยย 39 ผูคนที่ผานไปมา ตางสบประมาท พระองค สัน่ ศีรษะเยาะเยยวา 40“ทานผู ทำลายพระวิหารและสรางขึน้ ใหมไดภายใน สามวั น จงช ว ยตนเองให ร อดพ น ถ า ทานเปนบุตรของพระเจา จงลงมาจากไม กางเขนซิ” 41บรรดาหัวหนาสมณะพรอม

พระเยซูเจาสิน้ พระชนม ตัง้ แตเวลาเทีย่ ง ทัว่ แผนดินก็มดื จน ถึงเวลาบายสามโมงr 46ครัน้ ถึงเวลาบาย สามโมง พระเยซูเจาทรงรองเสียงดังวา “เอลี เอลี ลามาสะบัคทานี” ซึง่ แปลวา “ขาแตพระเจาของขาพเจา ขาแตพระเจา ของขาพเจา ทำไมพระองคจงึ ทรงทอดทิง้ ขาพเจาเลา”s 47บางคนที่อยูที่นั่นไดยิน 45

“กลโกธา” เปนการเขียนตามสำเนียงอาราเมอิกวา “gulgoltha” “เนินหัวกะโหลก” ในภาษาละติน วา Calvaria (เปนที่มาของคำวา Calvary กาลหวาร) p “ดี” เปนยาบรรเทาปวดที่หญิงชาวยิวใจเมตตามักใหแกผูถูกประหารเพื่อบรรเทาความทรมาน คนโบราณมักจะผสมเหลาองนุ กับ “มดยอบ” มากกวาจะผสมกับ “ดี” เพือ่ ใชเปนยาบรรเทาปวด (เทียบ มก 15:23) คำวา “ดี” ใน มธ อาจมาจาก สดด 69:21 พระเยซูเจาทรงปฏิเสธที่จะดื่มยาบรรเทาปวดนี้ q สำเนาโบราณบางฉบับเพิ่ม “เพื่อใหพระดำรัสโดยทางประกาศกเปนความจริงวา พวกเขาเอา เสือ้ ผาของเรามาแบงกัน สวนเสือ้ ยาวของเรานัน้ เขาจับสลากกัน” (สดด 22:18) เปนคำอธิบายเพิม่ เติม ที่ผูคัดลอกไดยกมาจาก ยน 19:24 r ตามตัวอักษรวา “จากโมงที่หกถึงโมงที่เกา” s ถอยคำนีเ้ ปนเสียงรองแสดงความทุกขทรมาน มิใชความสิน้ หวัง คำรองนีท้ พี่ ระเยซูเจานำมาจาก พระคัมภีร (สดด 22) เปนบทภาวนาออนวอนพระเจา และในตอนสุดทายของบทสดุดนี แี้ สดงความไวใจ และความยินดีในชัยชนะ o


133

จึงพูดวา “เขากำลังรองเรียกเอลียาห” 48 ทันใดนัน้ ชายคนหนึง่ วิง่ ไปนำฟองน้ำ จมุ เหลาองนุ เปรีย้ วu เสียบปลายไมออ สง ใหพระองคเสวย 49แตคนอืน่ พูดวา “อยา เพิ่ง คอยดูซิวา เอลียาหจะมาชวยเขา ไหม” 50แตพระเยซูเจาทรงเปลงเสียงดัง อีกครัง้ หนึง่ แลวสิน้ พระชนม 51 ทันใดนั้น มานในพระวิหารvก็ฉีก ขาดเปนสองสวนตัง้ แตดา นบนลงมาถึงดาน ลาง แผนดินสัน่ สะเทือน กอนหินแตกw 52 คูหาทีฝ่ ง ศพเปดออก รางของผศู กั ดิส์ ทิ ธิ์ หลายรางที่ลวงหลับไปแลวกลับคืนชีพ 53 และออกมาจากหลุมศพหลังจากที่พระ เยซูเจาทรงกลับคืนพระชนมชีพเขาไปใน นครศักดิส์ ทิ ธิแ์ ลวแสดงตนแกผคู นจำนวน t

มัทธิว 27:57 มาก นายรอยและบรรดาทหารที่เฝา พระเยซูเจา เมื่อเห็นแผนดินไหว และ เหตุการณที่เกิดขึ้น ก็ตกใจกลัวยิ่งนัก กลาววา “ชายคนนี้เปนบุตรของพระเจา แนทเี ดียว” 55 ทีน่ นั่ สตรีหลายคนมองดูเหตุการณ อยหู า ง ๆ สตรีเหลานีต้ ดิ ตามพระเยซูเจา มาจากแควนกาลิลี เพื่อรับใชพระองค 56 ในจำนวนนีม้ มี ารียช าวมักดาลาและมารีย มารดาของยากอบและของโยเซฟและ มารดาของบุตรเศเบดี x 54

การฝงพระศพของพระเยซูเจา ครัน้ ถึงเวลาเย็น คนมัง่ มีชาวอาริมาเธียคนหนึ่งชื่อโยเซฟมาที่นั่น เขาเปน 57

เปนการเลนคำโดยมีเจตนาราย เพราะชาวยิวกำลังรอคอยประกาศกเอลียาหมาเปนผูนำหนา พระเมสสิยาห (ดู 17:10-13 เชิงอรรถ e) หรือเพราะความเชื่อของชาวยิวที่วาประกาศกเอลียาหจะมา ชวยผูชอบธรรมเมื่อเขาตองการความชวยเหลือ u เหลาองุนเปรี้ยวเปนเครื่องดื่มรสเปรี้ยวของทหารโรมัน การสงเหลาองุนเปรี้ยวใหพระเยซูเจา อาจแสดงวาทหารผูนั้นมีความสงสารพระเยซูเจา คำจาก สดด 69:21 เลาถึงเหตุการณนี้ v “มานในพระวิหาร” อาจเปนมานซึ่งแขวนกั้นอยูสวนหนาของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรืออาจเปนไป ไดมากกวาคือเปนมานซึง่ กัน้ แบงสถานทีศ่ กั ดิส์ ทิ ธิก์ บั สถานทีศ่ กั ดิส์ ทิ ธิท์ สี่ ดุ (ดู อพย 26:31ฯ) คริสตชน เขาใจตาม ฮบ 9:12; 10:20 วาการทีม่ า นไดฉกี ขาดหมายถึงการยกเลิกคารวกิจแบบดัง้ เดิมของโมเสส พระคริสตเจาไดเปดหนทางใหมเขาสูสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระเมสสิยาหแลว w ผูเขียนพระวรสารจงใจใชภาพที่ประกาศกใชบรรยายเหตุการณใน “วันของพระยาหเวห” มา บรรยายเหตุการณเมื่อพระคริสตเจาทรงสิ้นพระชนม (ดู อมส 8:9 เชิงอรรถ h) x ตามความคิดในพันธสัญญาเดิม การกลับคืนชีพของผชู อบธรรมเปนเครือ่ งหมายของยุคสุดทาย (อสย 26:19; อสค 37; ดนล 12:2) การสิ้นพระชนมของพระเยซูเจาไดปลดปลอยผูชอบธรรมออกมา จากแดนผูตายใหเปนอิสระ (ดู มธ 16:18 เชิงอรรถ h) พวกเขาจึงรอคอยการกลับคืนพระชนมชีพ ของพระองค เพือ่ จะไดเขาสนู ครศักดิส์ ทิ ธิพ์ รอมกับพระองค นัน่ คือเขาในนครเยรูซาเล็มแหงสวรรค (วว 21:2,10; 22:19) บรรดาปตาจารยสมัยแรกไดเขาใจเชนนี้ ขอความนี้เปนการแสดงความเชื่อเปน ครั้งแรกวาพระคริสตเจาเสด็จลงใตบาดาล เพื่อปลดปลอยบรรดาผูตาย (ดู 1 ปต 3:19 เชิงอรรถ h) t


มัทธิว 27:58 134 58 ศิษยของพระเยซูเจาดวย เขาไปพบ 64ทานจงสัง่ ใหมคี นเฝาคูหาจนถึงวันทีส่ าม ป ล าตเพื่ อ ขอพระศพของพระเยซู เ จ า เพือ่ มิใหบรรดาศิษยของเขาขโมยศพไป ปลาตจึงสัง่ ใหมอบพระศพแกเขา 59โย- แลวประกาศแกประชาชนวา ‘เขากลับคืน เซฟเชิญพระศพลงมา หอดวยผาปาน ชีพจากบรรดาผตู ายแลว’ การหลอกลวง สะอาด 60วางพระศพในคูหาหินเปนคูหา ครัง้ นีจ้ ะรายแรงยิง่ กวาครัง้ กอน” 65 ใหมที่เขาขุดไวสำหรับตนเองy กลิ้งหิน ป ล าตจึ ง บอกเขาว า “ท า นจงจั ด กอนใหญปด ทางเขาคูหา แลวจึงกลับไป ทหารยาม aa ไปเฝ า ตามใจชอบเถิ ด ” 61 มารียชาวมักดาลา และมารียอีกคน 66บรรดาหัวหนาสมณะและชาวฟาริสีจัด หนึง่ อยทู นี่ นั่ นัง่ อยหู นาคูหา การเฝาพระคูหาอยางเขมงวดโดยประทับ ตราที่หินปดทางเขาและวางยามไว ทหารยามเฝาพระคูหา 62 วันรุงขึ้น เปนวันสับบาโตzบรรดา พระคูหาวางเปลา หัวหนาสมณะและชาวฟาริสไี ปพบปลาต ขาวดีจากทูตสวรรค 63 1 พรอมกัน กลาววา “ทานขอรับ เราจำได หลังจากวันสับบาโตa เชาตรู วาคนลวงโลกผนู เี้ มือ่ ยังมีชวี ติ อยเู คยพูด ของวันตนสัปดาห มารียชาวมักดาลา วา ‘ฉันจะกลับคืนชีพหลังจากสามวัน’” และมารียอีกผูหนึ่งbไปดูพระคูหาc 2บัด

28

การทีผ่ า หอพระศพ “สะอาด” และคูหาทีฝ่ ง พระศพยัง “ใหม” อยู แสดงวาการฝงศพเปนเมตตากิจ อยางหนึง่ ชาวยิวคิดวาศพของนักโทษมีมลทิน ไมอาจฝงในหลุมศพทีใ่ ชแลวไดเพราะจะทำใหศพของ ผชู อบธรรมทีฝ่ ง อยเู ปนมลทิน ปกติศพของนักโทษมักจะฝงไวรวมกันตางหาก โยเซฟแสดงความเคารพ ตอพระศพของพระเยซูเจาโดยนำมาฝงในคูหาใหมของตน z แปลตามตัวอักษร “วันหลังวันเตรียม” วันเตรียมคือวันศุกร ซึ่งเปนวันเตรียมวันสับบาโต ดังนัน้ “วันหลังวันเตรียม” ก็คือวันสับบาโตนั่นเอง aa แปลตามตัวอักษร “ทานมีทหารยาม” ซึ่งอาจหมายความวา “จงใชยามของทานเอง” (ดู ลก 22:4 เชิงอรรถ c) หรือ “ฉันจัดทหารยามใหทานแลว” (เทียบ ยน 18:3) a อยาแปลวา “เย็นวันสับบาโต” เหมือนในฉบับ vulgata ภาษาละติน วันสับบาโตเปน วันหยุด วันทำงาน “วันแรกของสัปดาห” ของชาวยิวจึงตรงกับวันอาทิตยของเรา (วว 1:10) วันอาทิตย มีชอื่ ในภาษาละตินวา dies dominica (วันขององคพระผเู ปนเจา) เพือ่ ระลึกถึงการกลับคืนพระชนมชีพ ของพระเยซูเจา (ดู กจ 20:7 เชิงอรรถ k; 1 คร 16:2) b หมายถึง มารีย มารดาของยากอบ (มก 16:1; ลก 24:10; เทียบ มธ 27:56 และ 61) c ในพระวรสาร มธ พระคูหามีตราประทับปดอยูและมีทหารยามเฝา ดังนั้นสตรีทั้งสองคนจึง ไมไดมาเพื่อชโลมพระศพของพระเยซูเจาตามที่มีกลาวใน มก และ ลก แตมาเพื่อ “ดู” พระคูหาทีฝ่ ง พระศพเทานัน้ y

28


135

นัน้ ไดเกิดแผนดินไหวอยางรุนแรง ทูต สวรรคขององคพระผเู ปนเจาลงจากสวรรค เขาไปกลิง้ หินออกและนัง่ บนหินนัน้ 3ใบ หนาของทูตสวรรคแจมจาเหมือนสายฟา อาภรณขาวราวหิมะ 4ทหารยามตกใจ กลัวทูตสวรรคจนตัวสั่นหนาซีดเหมือน คนตาย 5 ทูตสวรรคกลาวแกสตรีทงั้ สองคนวา “อยากลัวเลย ขาพเจารวู า ทานกำลังมอง หาพระเยซู ผถู กู ตรึงบนไมกางเขน 6พระ องคมไิ ดประทับอยทู นี่ ี่ เพราะทรงกลับคืน พระชนมชีพแลวตามทีต่ รัสไว มาซิ มาดู ที่ที่เขาวางพระองคdไว 7แลวจงรีบไป บอกบรรดาศิษยวา ‘พระองคทรงกลับคืน พระชนมชีพจากบรรดาผูตายแลว พระ

มัทธิว 28:10 องคเสด็จลวงหนาทานไปในแควนกาลิลี ทานจะพบพระองคที่นั่น’ นี่คือขาวดีที่ ขาพเจาแจงแกทา น” 8 สตรีทั้งสองคนมีทั้งความกลัวและ ความยินดีอยางยิง่ รีบออกจากพระคูหาe วิง่ ไปแจงขาวแกบรรดาศิษยของพระองค พระเยซูเจาทรงสำแดงพระองค แกสตรีทั้งสองคน 9 ทันใดนั้น พระเยซูเจาเสด็จมาพบ สตรีทงั้ สองคน ตรัสวา “จงยินดีเถิด” ทัง้ สองคนจึงเขาไปใกล กอดพระบาทนมัส การพระองค 10พระเยซูเจาตรัสวา “อยา กลัวเลย จงไปแจงขาวแกพี่นองของเรา ใหไปยังแควนกาลิลี เขาจะพบเราทีน่ นั่ ”f

“พระองค” สำเนาโบราณบางฉบับวา “องคพระผเู ปนเจา” สำเนาโบราณบางฉบับวา “ไดรีบออกจากพระคูหา” (ดู มก 16:8) f แมวาพระวรสารทั้งสี่จะเลาตรงกันวาทูตสวรรคองคหนึ่ง (หรือหลายองค) ไดปรากฏองคแก บรรดาสตรี (28:5-7; มก 16:5-7; ลก 24:4-7; ยน 20:12-13) แตทงั้ สีฉ่ บับเลาตางกันเรือ่ งพระคริสตเจา ทรงแสดงพระองค ถาเราไมคำนึงถึงการเลาของ มก (ซึง่ การจบอยางหวน ๆ ของพระวรสารนีม้ ปี ญ  หา พิเศษ ดู มก 16:8 เชิงอรรถ b และการจบแบบยาวเปนการรวบรวมรายละเอียดจากพระวรสารอื่นๆ) พระวรสารอื่น ๆ ทั้งสามฉบับแยกแยะขอมูลตอไปนี้อยางชัดเจน ทั้งในดานวรรณกรรมและในดาน คำสอนวา 1. พระเยซูเจาทรงแสดงพระองคแกบางคนเปนการสวนตัวเพื่อพิสูจนวาพระองคทรง กลับคืนพระชนมชีพอยางแทจริง คือทรงแสดงพระองคแกมารียชาวมักดาลาคนเดียว (ยน 20:14-17; เทียบ มก 16:9) หรือกับเพื่อน (มธ 28:9-10) ทรงแสดงพระองคแกศิษยสองคนตามทางไป หมูบานเอมมาอุส (ลก 24:13-32; เทียบ มก 16:12) แกซีโมน (ลก 24:34) แกโทมัส (ยน 20:26-29) 2. พระเยซูทรงแสดงพระองคแกบรรดาศิษยเปนกลมุ เพือ่ มอบภารกิจธรรมทูต (28:16-20; ลก 24:3649; ยน 20:19-23; ดู มก 16:14-18 ดวย) นอกจากนั้นยังมีธรรมประเพณีสองสายเกี่ยวกับสถานที่ ที่ทรงแสดงพระองคอีกดวย คือ 1. ทรงแสดงพระองคทุกครั้งในแควนกาลิลี (28:10,16-20; มก 16:7) 2. ทรงแสดงพระองคทุกครั้งในแควนยูเดีย (ลก 24 และ ยน 20) ยน 21 มีลักษณะเปนบทผนวกเพิ่ม เรือ่ งการแสดงพระองคในแควนกาลิลี แมวาการแสดงพระองคครัง้ นีม้ ลี ักษณะเปนการแสดงพระองค แกบางคนเปนสวนตัว (แกเปโตรและยอหนโดยเฉพาะ) ถึงกระนั้น พระองคยังทรงมอบภารกิจ ธรรมทูตใหแกเปโตรอีกดวย คำเทศนสอนของบรรดาอัครสาวกสมัยแรก ตามที่เปาโลบันทึกไวใน d e


มัทธิว 28:11 136 ผูนำชาวยิวปองกันตน จนกระทัง่ ทุกวันนี้ 11 เมือ่ สตรีทงั้ สองคนเดินทางไป ทหาร พระเยซูเจาทรงแสดงพระองค ยามบางคนเขาไปในเมือง แจงเหตุการณ ทัง้ หมดทีเ่ กิดขึน้ แกบรรดาหัวหนาสมณะ ในแควนกาลิลี 12 บุคคลเหลานี้จึงประชุมปรึกษากันกับ ทรงสงบรรดาอัครสาวกไปทัว่ โลก 16 บรรดาผอู าวุโสแลวตกลงจายเงินกอนใหญ บรรดาศิษยทั้งสิบเอ็ดคนไดไปยัง 13 ใหทหาร สัง่ วา “ทานทัง้ หลายจงพูดวา แควนกาลิลี ถึงภูเขาที่พระเยซูเจาทรง ‘บรรดาศิษยของเขามาขโมยศพไปในเวลา กำหนดไว 17เมือ่ เขาเห็นพระองคกก็ ราบ กลางคืน ขณะที่เรากำลังหลับอยู’ 14ถา นมัสการ แตบางคนยังสงสัยอยgู 18 เรือ่ งมาถึงหูของผวู า ราชการ เราจะชีแ้ จง พระเยซูเจาเสด็จเขามาใกล ตรัสแก แกเขาทำใหทา นพนโทษ” เขาเหลานัน้ วาh“พระเจาทรงมอบอำนาจ 15 ทหารไดรับเงินและกระทำตามคำ อาชญาสิทธิท์ งั้ หมดในสวรรคและบนแผน แนะนำ เรือ่ งนีจ้ งึ เลาลือกันในหมชู าวยิว ดินใหแกเรา 19เพราะฉะนัน้ ทานทัง้ หลาย 1 คร 15:3-7 กลาวถึงการแสดงพระองคหาครั้งดวยกัน (ไมนับการแสดงพระองคแกเปาโลเอง) ซึ่ง มีรายละเอียดไมตรงกับการเลาในพระวรสาร โดยเฉพาะเปาโลกลาวถึงการแสดงพระองคแกยากอบ ซึ่งมีเลาอยูในพระวรสารนอกสารบบถึงชาวฮีบรูดวย ความหลายหลากเชนนี้แสดงวาที่มาของธรรม ประเพณีเหลานี้คือคริสตชนกลุมตาง ๆ ที่เราไมสามารถชี้เจาะจงไดชัดเจน แตธรรมประเพณีที่ แตกตางกันหลายสายเชนนี้เปนพยานยืนยันวาพระเยซูเจาไดทรงกลับคืนพระชนมชีพและไดแสดง พระองคในโอกาสตาง ๆ อยางแทจริง ดีกวาทีจ่ ะมีเพียงธรรมประเพณีสายเดียวทีเ่ ลาโดยมีรายละเอียด เหมือนกันหมด g อาจจะแปลไดอีกอยางหนึ่ง แตไมถูกหลักไวยากรณนัก “คนที่ยังสงสัยกราบลงนมัสการ” การที่ บางคนสงสัย (เทียบ มก 16:11,14; ลก 24:11,41; ยน 20:24-29) h คำสั่งสอนสุดทายของพระเยซูเจา ซึ่งมีคำสัญญาตามดวยนี้กำหนดภารกิจธรรมทูตของ พระศาสนจักร พระคริสตเจาผูทรงสิริรุงโรจนทรงมีอำนาจบนแผนดินเชนเดียวกับที่ทรงมีในสวรรค (6:10; เทียบ ยน 17:2; ฟป 2:10; วว 12:10) เปนอำนาจไมมีขอบเขต (มธ 7:29; 9:6; 21:23) เปนอำนาจที่ทรงไดรับจากพระบิดา (ดู ยน 3:35 เชิงอรรถ t) ดังนั้น บรรดาศิษยจึงมีอำนาจเดียวกันนี้ในพระนามของพระองคเมื่อทำพิธีลางบาปและอบรม คริสตชน ภารกิจของเขาเปนภารกิจสากล เขาตองประกาศความรอดพนใหแกประชากรอิสราเอลกอน (10:5 เชิงอรรถ f; 15:24) ตามแผนการของพระเจาแลวจึงประกาศความรอดพนใหแกชนทุกชาติ (8:11; 21:41,22:8-10; 24:14,30ฯ; 25:32; 26:13; ดู กจ 1:8 เชิงอรรถ i; 13:5 เชิงอรรถ e; รม 1:16 เชิงอรรถ h) พระเยซูเจาผทู รงกลับคืนพระชนมชีพประทับอยแู ละรวมงานกับบรรดาศิษยของพระองค ทีต่ อ งเทศนสอนใหมนุษยทงั้ มวลหันมาหาพระเจาอันเปนงานทีย่ าวนานและยาก


137

จงไปสัง่ สอนนานาชาติใหมาเปนศิษยของ เรา ทำพิธลี า งบาปใหเขาเดชะพระนาม พระบิดา พระบุตร และพระจิตi 20จงสอน

มัทธิว 28:20 เขาใหปฏิบัติตามคำสั่งทุกขอที่เราใหแก ทาน แลวจงรเู ถิดวาเราอยกู บั ทานทุกวัน ตลอดไปตราบจนสิ้นพิภพ”

สูตรนี้คงสะทอนสูตรที่ใชในพิธีกรรมในภายหลัง กจ กลาวถึงพิธีลางบาป “ในพระนามของ พระเยซูเจา” (ดู กจ 1:5 เชิงอรรถ f การที่ผูรับพิธีลางมีความสัมพันธกับพระบุคคลทั้งสามใน พระตรีเอกภาพคงจะกลาวถึงอยางชัดเจนในสมัยหลังเทานั้น กระนั้นก็ดี ความจริงที่อยูเบื้องหลัง สูตรนีก้ เ็ ปนอันเดียวกัน คือศีลลางบาปทำใหผรู บั เปนหนึง่ เดียวกับพระคริสตเจาพระผไู ถ แตงานกอบกู ทัง้ หมดของพระองคมาจากความรักของพระบิดาและสำเร็จบริบรู ณเมือ่ พระจิตเจาเสด็จลงมา i


138

พระวรสารตามคำบอกเลาของ นักบุญมาระโก I เหตุการณกอนที่พระเยซูเจาทรงเริ่มเทศนาสั่งสอน การประกาศของยอหน ผทู ำพิธลี า ง 1 การเริม่ ตนขาวดีaเรือ่ งพระเยซู เจาเปนพระคริสต พระบุตรของพระเจาb 2 มีเขียนไวในหนังสือประกาศกอิสยาหวา ดูซิ เราสงผนู ำสารของเราไป ขางหนาทาน เพือ่ เตรียมทางสำหรับทาน 3 คนคนหนึ่งรองตะโกนในถิ่น ทุรกันดาร วา จงเตรียมทางขององคพระผเู ปนเจา จงทำทางเดินของพระองคใหตรงเถิด 4 ยอหนผูทำพิธีลางในถิ่นทุรกันดาร เทศนสอนเรื่องพิธีลาง อันแสดงถึงการ กลับใจเพื่อจะไดรับการอภัยบาป 5ประ ชาชนจากทั่วแควนยูเดีย และชาวกรุง

1

1

เยรูซาเล็มทัง้ หลายไปพบเขา รับพิธลี า ง จากเขาในแมน้ำจอรแดน โดยสารภาพ บาปของตน 6ยอหนแต งกายดวยผา ขนอูฐ ใชหนังสัตวคาดเอวc กินตั๊กแตน และน้ำผึ้งปา 7และประกาศวา “มีอีกผู หนึ่ ง กำลั ง มาภายหลั ง ข า พเจ า ทรง อำนาจยิง่ กวาขาพเจา ขาพเจาไมสมควร แมแตจะกมลงแกสายรัดรองเทาของเขา 8 ขาพเจาใชน้ำทำพิธลี า งใหทา นทัง้ หลาย แตเขาจะทำพิธลี า งใหทา น เดชะพระจิต เจา” พระเยซูเจาทรงรับพิธลี าง ครั้งนั้น พระเยซูเจาเสด็จจากเมือง นาซาเร็ธ แควนกาลิลี และทรงรับพิธลี า ง 9

“ขาวดี” หรือ “พระวรสาร” แปลจากภาษากรีก euaggelion เปนเรื่องการสถาปนา พระอาณาจักรของพระเจา (ดู มธ 4:17 เชิงอรรถ f) พันธสัญญาเดิมไดกลาวถึงขาวดีนี้บางแลว (อสย 40:9; 52:7; 61:1) แตพระเยซูเจาไดทรงกลาวถึงขาวดีนี้อยางชัดเจนโดยทรงประกาศอยางเปดเผย (1:14//; มธ 4:23; 9:35; ลก 4:43; 8:1; เทียบ มก 16:15) ทรงเชิญชวนมนุษยทุกคนใหมีความเชือ่ (มก 1:15 ดู มธ 8:10 เชิงอรรถ b; รม 1:16 เชิงอรรถ h) พระอาณาจักรของพระเจาไดมาถึงใน องคพระเยซูเจา (มธ 11:5ฯ; ลก 4:18,21) บรรดาศิษยจะนำขาวดีนไี้ ปประกาศใหมนุษยทวั่ โลกไดทราบ ตอจากพระองค (16:15; มธ 24:14ฯ; 26:13ฯ; กจ 5:42 เชิงอรรถ q; กท 2:7) ขาวดีนี้ในขั้นแรก ไดรบั การประกาศดวยปากเปลาแลวจึงบันทึกเปนลายลักษณอกั ษรจนกระทัง่ มีรปู แบบทีก่ ำหนดไวใน หนังสือพระวรสารทัง้ สีข่ องเรา b สำเนาโบราณบางฉบับละคำวา “พระบุตรของพระเจา” c สำเนาโบราณบางฉบับวา “ยอหนใชหนังอูฐแตงกาย” (เทียบ มธ 3:4) a


10

จากยอหนในแมน้ำจอรแดน ทันทีที่ พระองคเสด็จขึ้นจากน้ำ ก็ทรงเห็นทอง ฟาเปดออก พระจิตเจาเสด็จลงมาเหนือ พระองคดจุ นกพิราบ 11และมีเสียงมาจาก ฟากฟาวา “ทานเปนบุตรที่รักของเรา เปนที่โปรดปรานของเรา”

139

มาระโก 1:18 พระเยซูเจาทรงถูกทดลอง ในถิน่ ทุรกันดารd 12 ทันใดนัน้ พระจิตเจาทรงดลใหพระ องคเสด็จเขาไปในถิน่ ทุรกันดาร13พระองค ประทับอยูที่นั่นสี่สิบวัน ทรงถูกซาตาน ประจญ พระองค ท รงอยู กั บ สั ต ว ป า บรรดาทูตสวรรคปรนนิบตั ริ บั ใชพระองค

II พระเยซูเจาทรงประกอบพระภารกิจในแควนกาลิลี พระเยซูเจาทรงเริม่ ประกาศขาวดี 14 หลังจากทีย่ อหนถูกจองจำ พระเยซู เจาเสด็จไปยังแควนกาลิลี ทรงประกาศ เทศนาขาวดีของพระเจา ตรัสวา 15“เวลา ทีก่ ำหนดไวมาถึงแลวeพระอาณาจักรของ พระเจาอยูใกลแลว จงกลับใจ และเชื่อ ขาวดีเถิด”

พระเยซูเจาทรงเรียกศิษยสคี่ นแรก 16 ขณะทีท่ รงพระดำเนินไปตามชายฝง ทะเลสาบกาลิลี พระองคทอดพระเนตร เห็นซีโมนกับอันดรูวน อ งชายกำลังทอดแห เขาเปนชาวประมง 17พระเยซูเจาตรัสสัง่ วา“จงตามเรามาเถิดfเราจะทำใหทา นเปน ชาวประมงหามนุษย” 18ซีโมนกับอันดรูว

มาระโกเวนหรือไมทราบรายละเอียดเรือ่ งการประจญสามครัง้ ซึง่ มัทธิวและลูกาไดมาจากแหลงอืน่ การกลาวถึงสัตวปาทำใหระลึกถึงอุดมการณแหงยุคพระเมสสิยาหตามที่ประกาศกไดกลาวไว เมื่อ โลกจะมีสันติเชนในสวรรค (ดู อสย 11:6-9, 6 เชิงอรรถ e) การที่ทูตสวรรคมารับใชพระเยซูเจา แสดง วาพระเจาทรงคุมครองพระองค (เทียบ สดด 91:11-13; มธ 4:6// ก็ยกขอความนี้มาอางดวย) e แผนการของพระเจาสำเร็จไปโดยมีขั้นตอนตอเนื่อง (1 พกษ 8:24; ปชญ 8:8; กจ 1:7 เชิงอรรถ i) เมื่อขั้นตอนสุดทายเริ่มขึ้น (รม 3:26 เชิงอรรถ m; ฮบ 1:2 เชิงอรรถ a) เวลา “ที่กำหนดก็มาถึงแลว” (กท 4:4 เชิงอรรถ c; เทียบ 1 คร 10:11) พระเจาไมเพียงแตทรงทำใหพระคัมภีร (มธ 1:22 เชิงอรรถ j) หรือธรรมบัญญัติ (มธ 5:17 เชิงอรรถ h) สำเร็จไป แตยังทรงทำใหจุดมุงหมายของพันธสัญญาเดิม ทั้งหมดสำเร็จไปดวย (มธ 9:17; 26:28 เชิงอรรถ h; รม 10:4; 2 คร 3:14-15; ฮบ 10:1,14) ตอนปลายของประวัติศาสตรยคุ สุดทาย (1 คร 10:11; 1 ทธ 4:1; 1 ปต 1:5,20; 1 ยน 2:18) ซึ่งเปน “จุดจบของยุคสุดทาย” (ฮบ 9:26) จะถึงจุดจบอีกวันหนึ่ง ซึ่งเปนวันสิ้นพิภพ (มธ 13:40,49; 24:3; 28:20) นี่ก็คือ “วันยิ่งใหญนั้น” (1 คร 15:23 เชิงอรรถ n) เปนวันที่พระเจาจะทรงแสดงพระองค (1 คร 1:7 เชิงอรรถ c) เปน “วันพิพากษา” (รม 2:6 เชิงอรรถ b) f ผูที่พระเยซูเจาทรงเรียกใหติดตามพระองค (1:20; 2:14ฯ; มธ 19:21 เชิงอรรถ p, 27-28; ลก 9:57-62; ดู ฉธบ 13:3,5; 1 พกษ 14:8; 19:20) เพื่อจะไดรวมชีวิตกับพระองคจะตองละทิ้งทุกสิ่ง (มก 10:21, 28//; เทียบ ยน 12:24-26) สำหรับบรรดาศิษยซงึ่ ไมรจู กั พระเยซูเจาเมือ่ ทรงพระชนมอยใู นโลกนี้ จะตองติดตามพระองคโดย “ชิดสนิท” กับพระองค (ฟป 3:10; 1 ยน 1:3 เชิงอรรถ b) หรือโดยปฏิบัติ ตามแบบฉบับของพระองค (2 ธส 3:7) d

มก.


มาระโก 1:19 140 ก็ทงิ้ แหไว แลวตามพระองคไปทันที ซึง่ ปศาจสิงอยูgรองตะโกนวา 24“ทานมา 19 เมื่อทรงพระดำเนินไปอีกเล็กนอย ยงุ กับเราทำไมh เยซู ชาวนาซาเร็ธ ทาน พระองคทอดพระเนตรเห็นยากอบบุตร มาiทำลายเราใชไหม เรารูวาทานเปน ของเศเบดี และยอหนนองชายกำลังซอม ใคร ทานคือองคผศู กั ดิส์ ทิ ธิข์ องพระเจา”j 25 พระเยซูเจาทรงดุปศาจและตรัสสั่งวา แหอยใู นเรือ 20พระองคทรงเรียกเขา ทัง้ สองคนก็ละทิง้ เศเบดีบดิ าของตนไวในเรือ “จงเงียบ ออกไปจากผนู ”ี้ 26เมือ่ ปศาจทำ กับลูกจาง แลวตามพระองคไปทันที ใหชายผนู นั้ ชักและรองเสียงดังแลว มันก็ ออกไปจากเขา 27ทุกคนตางประหลาดใจ พระเยซูเจาทรงเทศนสอน จึงถามกันวา “นี่มันเรื่องอะไร เปนคำ ทีเ่ มืองคาเปอรนาอุม สั่งสอนแบบใหมที่มีอำนาจ เขาสั่งแม ทรงรักษาคนถูกปศาจสิง กระทั่งปศาจkและมันก็เชื่อฟง” 28แลว 21 พระเยซูเจาเสด็จมาถึงเมืองคาเปอร- กิตติศัพทของพระองคก็เลื่องลือไปทุก นาอุมพรอมกับบรรดาศิษย เมื่อถึงวัน แหงตลอดทัว่ แควนกาลิลที นั ที สับบาโต พระองคเสด็จเขาไปในศาลา ธรรม และทรงเริ่มสั่งสอน 22คำสั่งสอน พระเยซูเจาทรงรักษา ของพระองคทำใหผฟู ง รสู กึ ประทับใจอยาง มารดาของภรรยาซีโมน 29 มาก เพราะทรงสอนเขาอยางทรงอำนาจ ทันทีทอี่ อกจากศาลาธรรม พระองค l ไมเหมือนกับบรรดาธรรมาจารย เสด็จ เขาไปในบานของซีโมนและอันดรูว 23 ขณะนัน้ ในศาลาธรรมชายคนหนึง่ พรอมกับยากอบและยอหน 30มารดา “ปศาจ” แปลตามตัวอักษรวา “จิตโสโครก” เปนชื่อที่ศาสนายูดาหใชกับปศาจ (ดู ศคย 13:2) เพราะมันมีมลทินไมสมควรอยางยิง่ จะรวมศาสนพิธเี พราะความประพฤติชวั่ ชา (ดู 3:11,30; มธ 10:1; 12:43; ลก 4:33,36) h แปลตามตัวอักษรไดวา “มีอะไรระหวางเรากับทานดวย” (ดู ยน 2:4 เชิงอรรถ d) i บางฉบับไมเปนคำถาม j พระเจาแตพระองคเดียวทรงเปน “ผูศักดิ์สิทธิ์” และทุกสิ่งที่เปนของพระองคก็ศักดิ์สิทธิ์ (ลนต 17:1 เชิงอรรถ a, 44 เชิงอรรถ f; 19:2; อสย 6:3) ความคิดนีเ้ ปนจริงอยางทีส่ ดุ ในกรณีของพระเยซูเจา ซึง่ เปนพระบุตรของพระเจา และพระเมสสิยาหทที่ รงเลือกสรร (มก 1:10ฯ) และทรงแตงตัง้ เปนหัวหนา “ประชากรศักดิส์ ิทธิ”์ (ดนล 7:18 เชิงอรรถ m) ซึ่งหมายถึงบรรดาผูเลือกสรร คือกลุมคริสตชน (กจ 9:13 เชิงอรรถ g; เทียบ ลก 1:35; 4:34; ยน 6:69 เชิงอรรถ u; กจ 2:27; 3:14 เชิงอรรถ u; 4:17,30; วว 3:7) k หรือแบงวรรคตอนอีกแบบหนึ่งไดดังนี้ “เปนคำสั่งสอนใหม เขามีอำนาจสั่งไดแมกระทั่งปศาจ” l สำเนาโบราณบางฉบับวา “พวกเขาไดไป” g


141

ของภรรยาซีโมนกำลังนอนปวยเปนไข อยู เขาจึงทูลพระองคใหทรงทราบทันที 31 พระองคเสด็จเขาไปจับมือนาง พยุงให ลุกขึน้ นางก็หายไข นางจึงรับใชทกุ คน พระเยซูเจาทรงรักษาผปู ว ยจำนวนมาก 32 เย็นวันนัน้ เมือ่ ดวงอาทิตยตกแลว มี ผูนำคนปวยและคนถูกปศาจสิงมาเฝา พระองค 33คนทัง้ เมืองมารวมกันทีป่ ระตู 34 พระองคทรงรักษาหลายคนที่เปนโรค ตาง ๆ ใหหาย ทรงขับไลปศ าจออกไป แต ไมทรงอนุญาตใหมันพูด เพราะมันรูจัก พระองคm พระเยซูเจาเสด็จออกจาก เมืองคาเปอรนาอุม และทรงพระดำเนินทัว่ แควนกาลิลี 35 วันตอมา พระองคทรงลุกขึน้ ตัง้ แต เชาตรู เสด็จออกจากบานไปยังทีส่ งัดและ

มาระโก 1:43 ทรงอธิษฐานภาวนาทีน่ นั่ ซีโมนและผทู ี่ อยกู บั เขาตามหาพระองค 37เมือ่ พบแลว จึงทูลพระองควา “ทุกคนกำลังแสวงหา พระองค” 38พระองคตรัสตอบวา “เราไปที่ อืน่ กันเถิด ไปตามตำบลใกลเคียง เพือ่ จะ ไดเทศนสอนทีน่ นั่ ดวย เพราะเรามาnดวย จุดประสงคน”ี้ 39พระองคจงึ เสด็จไปเทศน สอนตามศาลาธรรมทัว่ แควนกาลิลี ทรง ขับไลปศาจดวย 36

พระเยซูเจาทรงรักษา คนเปนโรคเรือ้ น 40 ผเู ปนโรคเรือ้ นคนหนึง่ มาเฝาพระองค คุกเขาออนวอนวา “ถาพระองคพอพระ ทัย พระองคยอมทรงรักษาขาพเจาให หายได” 41พระเยซูเจาทรงสงสาร ตืน้ ตัน พระทัย จึงทรงยื่นพระหัตถสัมผัสเขา ตรัสวา “เราพอใจ จงหายเถิด 42ทันใดนัน้ โรคเรือ้ นก็หาย เขากลับเปนปกติ 43พระ

พระเยซูเจาทรงหามไมใหปศาจกระจายขาววาพระองคเปนพระเมสสิยาห (1:25,34; 3:12) ทรงหามผูที่พระองคทรงรักษาใหหายจากโรค (1:44; 5:43; 7:36; 8:26) แมกระทั่งบรรดาอัครสาวก (8:30; 9:9) ทุกคนตองเก็บเรือ่ งนีไ้ วเปนความลับจนกวาพระองคจะสิน้ พระชนมและกลับคืนพระชนมชีพ แลว (มธ 10:27 เชิงอรรถ j) ประชาชนในสมัยนัน้ มีความคิดเรือ่ งพระเมสสิยาหไปในทางชาตินยิ มและ ใชความรุนแรง ซึ่งตรงขามกับอุดมการณของพระองคอยางสิ้นเชิง พระเยซูเจาจึงทรงระมัดระวัง พระองคอยางนอยในดินแดนอิสราเอล (ดู 5:19) เพื่อหลีกเลี่ยงการใหภาพลักษณที่ผิดและมีอันตราย เกี่ยวกับภารกิจของพระองค (ดู มธ 13:13 เชิงอรรถ e; ยน 6:15) บางคนคิดวา คำสั่งใหเงียบนี้ที่ เรียกกันวา “ความลับเรือ่ งพระเมสสิยาห” เปนวิธเี ขียนของมาระโกเทานัน้ แตเปนไปไดวา พระเยซูเจาได ทรงหามเชนนี้จริง ๆ และมาระโกใหความสำคัญพิเศษกับการหามนี้ ทั้ง มธ และ ลก บันทึก การหามนี้เฉพาะในขอความที่ยกมาจาก มก เทานั้น และบางครั้งยังละเวนการหามเสียดวย มธ 9:30 เทานั้นมีการหามที่ไมไดยกมาจาก มก n แปลตามตัวอักษรไดวา “เราออกมา” นั่นคือจากเมืองคาเปอรนาอุม (ขอ 35) นี่เปนความหมาย แรก แตเปนไปไดวายังมีอีกความหมายหนึ่งอยูเบื้องหลัง คือการที่พระเยซูเจา “เสด็จออก” มาจาก พระเจา (ยน 8:42; 13:3; 16:27ฯ,30; เทียบ ลก 4:43) m


มาระโก 1:44 142 เยซูเจาทรงใหเขาไปทันที ทรงกำชับ หลังคาบานตรงทีพ่ ระองคประทับอยู แลว อยางแข็งขันวา 44“ระวัง อยาบอกอะไรให หยอนแครทคี่ นอัมพาตนอนอยลู งมาทางชอง ใครรเู ลย แตจงไปแสดงตนแกสมณะและ นัน้ 5เมือ่ พระเยซูเจาทรงเห็นความเชือ่ ถวายเครื่ อ งบู ช าตามที่ โ มเสสกำหนด ของคนเหลานี้ จึงตรัสแกคนอัมพาตวา เพื่อเปนหลักฐานแกคนทั้งหลายวาทาน “ลู ก เอ ย บาปของท า นได รั บ การอภั ย หายจากโรคแลว” 45แตเมื่อชายผูนั้น แลว”a 6ทีน่ นั่ มีธรรมาจารยบางคนนัง่ อยู จากไป เขาก็ปาวประกาศกระจายขาว ดวย เขาคิดในใจวา 7“ทำไมคนนีจ้ งึ พูด ไปทั่ว จนพระองคไมอาจเสด็จเขาไปใน เชนนีเ้ ลา เขากลาวดูหมิน่ พระเจา ใครเลา เมืองไดอยางเปดเผยอีกตอไป พระองค อภัยบาปได นอกจากพระเจาเทานั้น” จึงประทับอยูนอกเมืองในที่เปลี่ยว แม 8ทันใดนัน้ พระเยซูเจาทรงทราบความคิด กระนัน้ ประชาชนจากทุกทิศก็ยงั มาเฝา ของเขาดวยพระจิตของพระองค จึงตรัส พระองค วา “ทานทั้งหลาย คิดเชนนี้ในใจทำไม 9 อยางใดงายกวากัน การบอกคนอัมพาต พระเยซูเจาทรงรักษาคนอัมพาต วา ‘บาปของทานได รับการอภัยแลว’ 1 ตอมาอีกสองสามวัน พระเยซู หรือบอกวา ‘ลุกขึน้ แบกแครเดินไปเถิด’ 10 เจาเสด็จกลับมาทีเ่ มืองคาเปอรนาอุม เมือ่ แตเพื่อใหทานรูวา บุตรแหงมนุษยมี เปนที่รูกันวาพระองคประทับอยูในบาน อำนาจอภัยบาปไดบนแผนดินนี้” พระ 2 ประชาชนจำนวนมากจึงมาชุมนุมกันจน องคตรัสแกคนอัมพาตวา11“เราสัง่ ทาน จง ไมมีที่วาง แมกระทั่งที่ประตู พระองค ลุกขึน้ แบกแคร กลับไปบานเถิด” 12เขา ประทานพระโอวาทสอนประชาชนเหลา ก็ลกุ ขึน้ แบกแครออกเดินไปทันทีตอ หนา นัน้ 3ชายสีค่ นหามคนอัมพาตคนหนึง่ มา คนทัง้ ปวง ทุกคนตางประหลาดใจ ถวาย เฝาพระองค 4แตเขานำคนอัมพาตนัน้ ฝา พระเกียรติแดพระเจาและพูดวา “พวกเรา ฝูงชนเขาไปถึงพระองคไมได เขาจึงเปด ยังไมเคยเห็นอะไรเชนนีม้ ากอนเลย”

2

2

พระเยซูเจาทรงประกาศวาทรงมีอำนาจใหอภัยบาป ซึง่ เปนอำนาจเฉพาะของพระเจา (อสย 1:18 เชิงอรรถ j) พระองคจะทรงใชอำนาจนีบ้ อ ย ๆ ในชวงเวลาทีท่ รงเทศนสอนประชาชน ทรงอธิบาย วาอำนาจนีส้ บื เนือ่ งมาจากการสิน้ พระชนมของพระองค (มธ 20:28 เชิงอรรถ g) เปนเสมือนพระโลหิต แหงพันธสัญญา (มธ 26:28 เชิงอรรถ h) กลมุ คริสตชนในภายหลังจะสอนวาอำนาจอภัยบาปนีเ้ ปนผล จากการกลับคืนพระชนมชีพของพระองค เชน ใน กจ 2:38; 3:19; 10:43; 13:38; รม 3:21-26, 24 เชิงอรรถ i; 5:6-9; อฟ 1:7; 4:32; คส 1:14; 3:13; ฮบ 9:26; 1 ยน 1:7; 2:12; วว 1:5 พระเยซูเจา ยังทรงมอบอำนาจนีใ้ หกบั บรรดาศิษยโดยสัญญาวาพระเจาจะทรงรับรองคำตัดสินของเขา (มธ 16:19; 18:18; ยน 20:23) a


พระเยซูเจาทรงเรียกเลวี พระองค เ สด็ จ ออกไปริ ม ฝ ง ทะเล สาบอีกb ประชาชนตางมาเฝาพระองค พระองคจึงทรงสั่งสอนเขา 14ขณะที่ทรง พระดำเนินไป พระองคทรงเห็นชายคน หนึ่งชื่อเลวี บุตรของอัลเฟอัสกำลังนั่ง อยูที่ดานภาษี จึงตรัสสั่งเขาวา “จงตาม เรามาเถิด” เขาก็ลกุ ขึน้ ตามพระองคไป 13

พระเยซูเจาเสวยพระกระยาหาร รวมกับคนบาป 15 ขณะทีพ่ ระเยซูเจาทรงรวมโตะเสวย พระกระยาหารที่บานของเลวี คนเก็บ ภาษีและคนบาปหลายคนมารวมโตะกับ พระองคและบรรดาศิษย เพราะมีหลาย คนติดตามพระองคมา 16บรรดาธรรมา จารยที่เปนฟาริสีเห็นพระองคเสวยรวม กับคนบาปและคนเก็บภาษี จึงถามศิษย ของพระองควา “ทำไมอาจารยของทาน กินอาหารกับคนเก็บภาษีและคนบาป เลา” 17พระเยซูเจาทรงไดยินดังนั้น จึง ตรัสตอบวา “คนสบายดีไมตอ งการหมอ แตคนเจ็บไขตองการ เราไมไดมาเพื่อ เรียกคนชอบธรรม แตเรามาเพื่อเรียก คนบาป”

143

มาระโก 2:24 การโตเถียงเรือ่ งการจำศีลอดอาหาร 18 บรรดาศิษยของยอหนและชาวฟาริสี กำลังจำศีลอดอาหาร มีผทู ลู ถามพระเยซู เจาวา “ทำไมศิษยของยอหนและศิษย ของชาวฟาริสจี ำศีลอดอาหาร แตศษิ ย ของทานไมจำศีลเลย” 19พระองคตรัส ตอบวา “ผรู บั เชิญมาในงานแตงงานจะจำ ศีลอดอาหารไดหรือขณะทีเ่ จาบาวยังอยกู บั เขา ตราบใดทีเ่ จาบาวยังอยดู ว ย เขายอม ไมจำศีลอดอาหาร 20แตจะมีวนั หนึง่ ทีเ่ จา บาวจะถูกพรากไป ในวันนัน้ เขาจะจำศีล อดอาหาร 21ไมมใี ครนำผาใหมไปปะเสือ้ เกา เพราะผาใหมทนี่ ำมาปะเสือ้ เกานัน้ จะ หดตัวมากกวา ทำใหรอยขาดมากกวา เดิม 22ไมมใี ครใสเหลาองนุ ใหมลงในถุง หนังเกา เพราะเหลาจะทำใหถงุ หนังขาด ทัง้ เหลา ทัง้ ถุงก็จะเสียไป แตตอ งใสเหลา ใหมลงในถุงหนังใหม” บรรดาศิษยเด็ดรวงขาว ในวันสับบาโต 23 วันสับบาโตวันหนึ่ง พระเยซูเจา เสด็จผานนาขาวสาลี บรรดาศิษยที่เดิน ทางอยดู ว ยเด็ดรวงขาวc 24ชาวฟาริสที ลู ถามพระองควา “ทำไมศิษยของทานทำ

หมายถึงทะเลสาบกาลิลี หรือ “ทะเลสาบทิเบเรียส” มธ และ ลก เลาเรือ่ งนี้ กลาวชัดเจนวาบรรดาศิษยเด็ดรวงขาวขึน้ มากินเพือ่ ประทังความหิว แต มก เลาวาบรรดาศิษยไดเด็ดรวงขาวเทานั้น บางคนจึงแปลความขอนี้วา เปนการถอนตนขาวเพื่อ เปดทางเดิน เพราะผูอานที่ไมคุนเคยกับธรรมเนียมของชาวยิว ยอมไมเขาใจวาการเด็ดรวงขาวมี ความหมายเทากับ “การเก็บเกี่ยว” ซึ่งเปนงานตองหามในวันสับบาโต ผูอานที่ไมใชชาวยิวจะเห็นวา การทำเชนนีเ้ ปนการทำลายทรัพยสนิ ของผอู นื่ จึงมีความผิด อยางไรก็ตาม คำอธิบายเชนนีไ้ มเขากับ ขอความตอไปที่กลาวถึงการละเมิดวันสับบาโต b c


มาระโก 2:25 144 25 สิง่ ตองหามในวันสับบาโตเลา” พระองค สับบาโตหรือไม เพือ่ จะหาเหตุกลาวโทษ ตรัสตอบวา “ทานไมไดอานพระคัมภีร พระองค 3พระองคตรัสสัง่ ชายมือลีบวา หรือวา กษัตริยด าวิดและผตู ดิ ตามไดทำ “ลุกขึ้น มายืนตรงกลางนี่ซิ” 4แลวตรัส สิง่ ใดขณะทีม่ คี วามยากลำบากและหิวโหย ถามคนทั้งหลายวา “ในวันสับบาโตนั้น 26 พระองคเสด็จเขาไปในพระนิเวศของ ควรทำความดีหรือความชั่ว ควรจะชวย พระเจาเมื่ออาบียาธารdเปนมหาสมณะ ชีวิตหรือปลอยใหตายไป” คนเหลานั้น ไดเสวยขนมปงที่ตั้งถวาย ซึ่งใครจะกิน ก็นิ่งอยู 5พระองคจึงทอดพระเนตรเขา ไมไดนอกจากบรรดาสมณะเทานัน้ พระ เหลานั้นดวยความกริ้ว เศราพระทัย เพราะจิตใจหยาบกระดางของเขา แลว องคยงั ทรงใหผตู ดิ ตามกินอีกดวย” 27 แลวพระเยซูเจาทรงเสริมวา “วัน ตรัสสัง่ ชายมือลีบวา “จงเหยียดมือซิ” เขา สับบาโตมีไวเพื่อมนุษย มิใชมนุษยมีไว ก็เหยียดมือ มือนั้นก็หายลีบเปนปกติ เพือ่ วันสับบาโตe 28ดังนัน้ บุตรแหงมนุษย 6ชาวฟาริ สี จึ ง ออกไป และประชุ ม กั บ จึงเปนนายเหนือแมกระทัง่ วันสับบาโตดวย” พรรคพวกของกษัตริยเฮโรดทันทีaเพื่อ ปรึกษาวาจะกำจัดพระองคไดอยางไร พระเยซูเจาทรงรักษาชายมือลีบ 1 พระเยซูเจาเสด็จเขาไปในศาลา ธรรมอีกครั้งหนึ่ง ที่นั่นมีชายมือลีบคน หนึง่ 2ประชาชนบางคนคอยจองมองดู วา พระองคจะทรงรักษาชายมือลีบในวัน

3

ประชาชนติดตามพระเยซูเจา พระเยซูเจาเสด็จออกไปยังทะเลสาบ กับบรรดาศิษย ผคู นหมใู หญจากแควน กาลิลีติดตามพระองค ผูคนจากแควน ยูเดียb 8จากกรุงเยรูซาเล็ม จากแควน 7

มหาสมณะใน 1 ซมอ 21:1-7 คืออาหิเมเลค ขอความตอนนี้กลาวถึงอาบียาธาร บุตรของอาหิเมเลควาเปนมหาสมณะ เพราะเปนทีร่ จู กั กันดีกวาในฐานะเปนมหาสมณะในรัชสมัยของกษัตริยด าวิด (2 ซมอ 20:25) หรือมิฉะนั้น มก เขียนตามธรรมประเพณีอีกสายหนึ่งวา อาบียาธารเปนบิดา ของอาหิเมเลค (2 ซมอ 8:17 ฉบับภาษาฮีบรู) e ขอนี้ไมปรากฏใน มธ และ ลก นาจะเปนคำอธิบายเพิ่มเติมของ มก เมื่อคริสตชนมิไดใหความ สำคัญแกวันสับบาโตเหมือนเดิมตอไปแลว (ดู ลก 5:39 เชิงอรรถ f) a “พรรคพวกของกษัตริยเ ฮโรด” คำนีไ้ มหมายถึงขาราชบริพารในราชสำนักของกษัตริยเ ฮโรด อันทิปาสผูปกครองแควนกาลิลี (ดู ลก 3:1 เชิงอรรถ c) แตหมายถึงชาวยิวที่เลนการเมือง สนับสนุน ราชวงศของกษัตริยเฮโรด และไดรับผลประโยชนจากการนี้ (เทียบ มธ 22:11 เชิงอรรถ c) b การแบงวรรคทีม่ ไี มแนนอน วลี “จากแควนยูเดีย … ไซดอน” อาจนำไปอานรวมกับประโยคกอน คืออานวา “ผคู นหมใู หญตดิ ตามพระองคจากแควนกาลิลี จากแควนยูเดีย…” หรืออานรวมกับประโยค หลังดังทีแ่ ปลไว d

3


145

อิดเู มอา จากอีกฟากหนึง่ ของแมน้ำจอรแดน และจากบริเวณเมืองไทระและ ไซดอนเปนหมูใหญ ไดยินสิ่งที่ทรงทำก็ มาเฝาพระองค 9พระเยซูเจาจึงตรัสสั่ง บรรดาศิษยใหจัดเรือไวลำหนึ่ง เพื่อ ประชาชนจะไดไมเบียดเสียดพระองค 10 เพราะพระองคทรงรักษาผูปวยจำนวน มาก จนบรรดาผูปวยดวยโรคตาง ๆ เบียดเสียดกันเขามาเพื่อสัมผัสพระองค 11 เมือ่ ปศาจทัง้ หลายเห็นพระองค ก็กราบ ลง พลางตะโกนวา “ทานเปนพระบุตร ของพระเจา” 12แตพระองคทรงกำชับ อยางแข็งขันมิใหมนั แพรงพรายวาพระองค เปนใคร พระเยซูเจาทรงแตงตัง้ อัครสาวกสิบสองคน 13 พระเยซู เ จ า เสด็ จ ขึ้ น ไปบนภู เ ขา ทรงเรียกผทู พี่ ระองคทรงตองการใหมาพบ เขาเหลานัน้ ก็มาเฝาพระองค 14พระองค จึงทรงแตงตัง้ อัครสาวกสิบสองคนcใหอยู กับพระองค และเพือ่ จะทรงสงเขาออกไป เทศนสอน 15โดยใหมอี ำนาจขับไลปศ าจ

มาระโก 3:22 ดวย อัครสาวกสิบสองคนทีท่ รงแตงตัง้ คือ ซีโมน พระองคทรงตัง้ ชือ่ ใหมใหเขาวา “เปโตร” 17ยากอบบุตรของเศเบดี และ ยอหนนองชายของยากอบ พระองคทรง ตั้งชื่อใหสองพี่นองนี้วา “โบอาแนรเกส” ซึง่ แปลวา “ลูกฟารอง” 18อันดรูว ฟลปิ บารโธโลมิว มัทธิว โทมัส ยากอบบุตร ของอัลเฟอัส ธัดเดอัส ซีโมนจากกลมุ ชาติ นิยม 19และยูดาสอิสคาริโอท ตอมายูดาส ผนู ไี้ ดทรยศตอพระองคd 16

พระญาติของพระเยซูเจา เปนหวงพระองค 20 พระเยซูเจาเสด็จเขาไปในบานหลัง หนึ่ง ประชาชนมาชุมนุมกันอีกจนพระ องคไมอาจเสวยและบรรดาศิษยกไ็ มอาจ กินอาหารได 21เมือ่ พระญาติของพระองค ไดยนิ เชนนี้ ก็ออกไปคุมพระองคไวเพราะ คิดวาทรงเสียพระสติe ขอกลาวหาของบรรดา ธรรมาจารย 22 บรรดาธรรมาจารยทมี่ าจากกรุงเยรู-

ผูนำใหมของประชากรที่รับเลือกสรรจะตองมีจำนวนสิบสองคน เชนเดียวกับจำนวนเผาของ อิสราเอล จำนวนนี้จะตองรักษาไวใหครบหลังจากที่ยูดาสไดทรยศไปแลว (กจ 1:26) เพื่อใหคง อยูตลอดไปในสวรรคดวย (มธ 19:28//; วว 21:12-14 เชิงอรรถ j) d มาระโกไดบันทึกคำเทศนสอนของพระเยซูเจาไวเหมือนกับที่มัทธิวบันทึกไวใน มธ 5-7 และ ลูกาใน ลก 6:20-49 มาระโกคงเห็นวาคำสั่งสอนของพระเยซูเจาเกี่ยวกับธรรมบัญญัติของชาวยิว มีความจำเปนสำหรับผูอานพระวรสารนอยกวาการบันทึกวาพระเยซูเจาทรงเปนใคร และทรงกระทำ อะไร e ไมเปนที่แนชัดวา “เขา” ในที่นี้หมายถึงญาติพี่นองหรือคนอื่น c


มาระโก 3:23 146 f ซาเล็มพูดวา “เขามีปศ าจเบเอลเซบูล สิง ขางนอก” 33พระองคตรัสถามวา “ใครเปน อยู” และ “ขับไลปศาจดวยอำนาจของ มารดาและพีน่ อ งของเรา” 34แลวพระองค เจาแหงปศาจนั่นเอง” 23พระองคจึงทรง ทอดพระเนตรผทู นี่ งั่ เปนวงลอมอยู ตรัส เรี ย กเขาเหล า นั้ น เข า มาพบ ตรั ส เป น วา “นีค่ อื มารดาและพีน่ อ งของเรา 35ผใู ด อุปมาวา “ซาตานจะขับซาตานไดอยาง ทำตามพระประสงคของพระเจา ผูนั้น ไร 24ถาอาณาจักรหนึ่งแตกแยก อาณา เปนพีน่ อ งชายหญิงและเปนมารดาของเรา” จักรนัน้ ก็ตงั้ อยไู มได 25ถาครอบครัวหนึง่ แตกแยก ครอบครัวนั้นก็ตั้งมั่นอยูตอ อุปมาเรื่องผูหวาน ไปไม ไ ด 26ถ า ซาตานลุ ก ขึ้ น ต อ สู กั น 1 พระเยซูเจาทรงเริ่มสั่งสอนที่ริม เองและแตกแยก มันก็อยูไมได ตองถึง ทะเลสาบอีกครั้งหนึ่ง ประชาชนจำนวน จุดจบ 27ไมมีใครเขาไปในบานของคน มากมาชุมนุมหอมลอมพระองคจนตอง เขมแข็งและปลนเอาทรัพยของเขาได เสด็จลงไปประทับบนเรือในทะเลสาบ ถาไมมัดคนเขมแข็งนั้นไวกอน เมื่อนั้น สวนประชาชนทัง้ หมดอยบู นฝง 2พระองค แหละจึงจะเขาปลนบานได ทรงสอนเขาหลายเรือ่ งเปนอุปมา ในการ 28 “เราบอกความจริงกับทานทัง้ หลายวา สอนนัน้ พระองคตรัสวา 3“จงฟงเถิด ชาย มนุษยจะรับการอภัยบาปทุกประการรวม คนหนึ่งออกไปหวานเมล็ดพืช 4ขณะที่ 29 ทัง้ คำดูหมิน่ พระเจาทีไ่ ดพดู ออกไป แต เขากำลังหวานอยนู นั้ บางเมล็ดตกอยรู มิ ใครทีพ่ ดู ดูหมิน่ พระจิตเจาจะไมไดรบั การ ทางเดิน นกก็จิกกินจนหมด 5บางเมล็ด อภัยเลย เขามีความผิดตลอดนิรันดร” ตกบนพืน้ หินทีม่ ดี นิ อยเู ล็กนอย ก็งอกขึน้ 30 พระเยซูเจาตรัสเชนนี้เพราะมีผูพูดวา ทันทีเพราะดินไมลกึ 6แตเมือ่ ดวงอาทิตย “คนนีม้ ปี ศ าจสิงอย”ู ขึน้ ก็ถกู แดดเผา และเหีย่ วแหงไปเพราะ พระญาติแทจริงของพระเยซูเจา ไมมรี าก 7บางเมล็ดตกในพงหนาม ตน 31 พระมารดาและพระญาติของพระองค หนามก็ขนึ้ คลุมมันไว จึงไมเกิดผล 8บาง มาถึง ยืนรออยขู า งนอก สงคนเขาไปทูล เมล็ดตกในทีด่ นิ ดี จึงงอกขึน้ เติบโต และ พระองค 32ประชาชนกำลังนั่งลอมพระ เกิดผลสามสิบเทาบาง หกสิบเทาบาง องคอยู เขาจึงทูลพระองควา “มารดาและ รอยเทาบาง” 9แลวพระองคตรัสวา “ใคร พีน่ อ งของทานกำลังถามหาทาน คอยอยู มีหสู ำหรับฟง ก็จงฟงเถิด”

4

การกลาววางานของพระจิตเจาเปนการกระทำของปศาจเปนการปดตนเองไมยอมรับพระ หรรษทานของพระเจาและไมยอมรับการอภัยบาปซึ่งมาจากพระหรรษทานนั้น ทาทีดังกลาวทำให ความรอดพนเปนไปไมได แตพระหรรษทานยังสามารถเปลี่ยนแปลงทาทีดังกลาวได จึงทำใหความ รอดพนยังมีทางเปนไปได (ดู 1:23 เชิงอรรถ g) f


เหตุผลที่พระเยซูเจาตรัสเปนอุปมา 10 เมือ่ ประชาชนจากไปแลว อัครสาวก สิบสองคนกับผทู อี่ ยรู อบ ๆ พระองค ทูล ถามเรื่องอุปมา 11พระองคตรัสตอบวา “พระเจาประทานธรรมล้ำลึกเรือ่ งพระอาณาจักรของพระเจาใหทา นทัง้ หลายรู แต สำหรับคนทีอ่ ยภู ายนอก ทุกสิง่ แสดงออก เปนเพียงอุปมา ดังทีเ่ ขียนไวในพระคัมภีร วา 12 เพือ่ aเขาจะมองแลวมองเลา แตไมเห็น ฟงแลวฟงเลา แตไมเขาใจ มิฉะนัน้ แลวเขาคงไดกลับใจ และ พระเจาคงจะทรงใหอภัยเขา พระเยซูเจาทรงอธิบายอุปมา เรือ่ งผหู วาน 13 พระองคตรัสวา “ทานไมเขาใจอุปมา นี้ แลวจะเขาใจอุปมาอื่น ๆ ไดอยางไร เลาb 14ผูหวานพืชนั้นหวานพระวาจา 15 เมล็ดที่ตกริมทางหมายถึงบุคคลซึ่งรับ

4

147

มาระโก 4:22 พระวาจาทีห่ วาน เมือ่ เขาไดฟง พระวาจา ซาตานก็มาชวงชิงพระวาจาทีห่ วานในตัวเขา ไป 16เชนเดียวกัน เมล็ดทีต่ กบนหินหมาย ถึงบุคคลที่ไดฟงพระวาจา และมีความ ยินดีรบั ไวทนั ที 17แตเขาไมมรี ากในตัว จึง ไมมนั่ คง เมือ่ เผชิญความยากลำบากหรือ ถูกขมเหงเพราะพระวาจานัน้ เขาก็ยอม แพทันที 18เมล็ดที่ตกในพงหนามหมาย ถึงบุคคลทีฟ่ ง พระวาจา 19แตความวนุ วาย ในทางโลก ความลมุ หลงในทรัพยสมบัติ และความโลภในสิง่ อืน่ ๆ เขามาปกคลุม พระวาจาไว จึงไมเกิดผล 20สวนเมล็ดพืช ที่ตกในที่ดินดี หมายถึงบุคคลที่ฟงพระ วาจาแลวรับไว จึงเกิดผลสามสิบเทา หก สิบเทา และรอยเทา” การรับและการถายทอดคำสอน ของพระเยซูเจาc 21 พระเยซูเจายังตรัสอีกวา “เขาจุด ตะเกียงวางไวใตถงั หรือใตเตียงหรือ มิใช วางไวบนทีต่ งั้ ตะเกียงหรือ 22เชนเดียวกัน

คำสันธาน “เพื่อ” (ซึ่ง มธ ละไว) มีความหมายเทากับ “เพื่อพระคัมภีรจะไดสำเร็จไปดังที่มี เขียนไววา …” b การที่บรรดาอัครสาวกไมเขาใจกิจการและพระวาจาของพระเยซูเจานั้นเปนความคิดสำคัญ ขอหนึง่ ที่ มก กลาวถึงหลายครัง้ (6:52; 7:18; 8:17-18,21,33; 9:10,32; 10:38) มธ และ ลก มัก จะไมใหขอ สังเกตในเรือ่ งนี้ นอกจากในขอความทีต่ รงกันบางขอ เชน มธ 15:16; 16:9,23; 20:22 และใน ลก 9:45 และของ ลก 18:34; 24:25,45 และบางครั้ง มธ และ ลก ไดแกไขขอความที่ยกมาจาก มก ดวย (เทียบ มธ 14:33 กับ มก 6:51-52 และเทียบ มธ 13:51 และ ยน 14:26 เชิงอรรถ r ดวย) c มก ไดรวบรวมอุปมาสั้น ๆ สี่เรื่องไวดวยกันตรงนี้ (ขอ 21-25) ซึ่ง ลก ก็ไดทำเชนเดียวกัน อุปมาเหลานี้อาจตีความไดหลายอยางแลวแตบริบทที่ใช เชน ลก ใชอุปมาเรื่องตะเกียงถึง 2 ครั้ง ใน ลก 8:16 และ 11:33 (เทียบ มธ 5:15) อุปมาสั้น ๆ ทั้งสี่นี้หมายถึงคำสอนของพระเยซูเจา ซึ่ง เปนแสงสวางที่จะตองทอแสงออกมา และผูรับคำสอนนี้จะตองรับผิดชอบในการถายทอดตอไป a


มาระโก 4:23 148 ไมมีสิ่งใดที่ซอนอยูจะไมปรากฏชัดแจง เมล็ดทัง้ ปวงทัว่ แผนดิน32แตครัน้ ไดหวาน ไมมสี งิ่ ใดทีป่ ด บังไว จะไมปรากฏออกมา แลวก็งอกขึน้ และกลายเปนตนไมใหญกวา 23 ใครมีหสู ำหรับฟง ก็จงฟงเถิด” พืชผักทุกชนิด มีกงิ่ กานใหญโตจนบรรดา นกในอากาศมาพักอาศัยรมเงาได” อุปมาเรือ่ งการตวง 24 การใชอปุ มา พระองคตรัสอีกวา “จงตัง้ ใจฟงใหดี 33 พระองคตรัสเปนอุปมาเชนนีอ้ กี มาก ทานตวงใหเขาอยางไร เขาก็จะตวงให 25 ทานอยางนัน้ และจะเพิม่ ใหอกี ดวย ผทู ี่ ตามทีเ่ ขาเหลานัน้ ฟงเขาใจได 34พระองค มีมาก จะไดรบั มากขึน้ สวนผทู มี่ นี อ ย สิง่ มิไดตรัสกับเขาโดยไมใชอุปมา แตเมื่อ เล็กนอยทีเ่ ขามี จะถูกริบไปดวย” ทรงอยเู ฉพาะกับบรรดาศิษยกท็ รงอธิบาย ทุกเรือ่ งใหกบั เขาเหลานัน้ อุปมาเรือ่ งพืชทีง่ อกงามขึน้ เอง 26 พระองคยังตรัสอีกวา “พระอาณา พระเยซูเจาทรงทำใหพายุสงบ 35 จักรของพระเจายังเปรียบเสมือนคนทีน่ ำ เย็ น วั น เดี ย วกั น นั้ น พระเยซู เ จ า 27 เมล็ดพืชไปหวานในดิน เขาจะหลับหรือ ตรัสสัง่ บรรดาศิษยวา “เราจงขามไปทะเล ตืน่ กลางคืนหรือกลางวัน เมล็ดนัน้ ก็งอก สาบฝง โนนกันเถิด” 36บรรดาศิษยจงึ ละ ขึ้นและเติบโต เปนเชนนี้ไดอยางไรเขา ประชาชนไว และออกเรือที่พระองค ไมรู 28ดินนั้นมีพลังใหเกิดผลในตนเอง ประทับอยนู นั้ ไป มีเรือลำอืน่ ๆ ติดตาม ครั้งแรกก็เปนลำตน แลวก็ออกรวง ตอ ไปดวย 37ขณะนัน้ เกิดพายุแรงกลา คลืน่ มาก็มเี มล็ดเต็มรวง 29เมือ่ ขาวสุก เกิดผล ซัดเขาเรือจนน้ำเกือบจะเต็มเรืออยูแลว แลว เขาก็ใชคนไปเก็บเกีย่ วทันที เพราะ 38พระองคบรรทมหลับหนุนหมอนอยทู ที่ า ย ถึงฤดูเก็บเกีย่ วแลว”d เรือ บรรดาศิษยจงึ ปลุกพระองค ทูลถาม วา “พระอาจารย พระองคไมสนพระทัย อุปมาเรือ่ งเมล็ดมัสตารด ทีพ่ วกเรากำลังจะตายอยแู ลวหรือ” 39พระ 30 พระองคตรัสอีกวา “เราจะเปรียบ องคจงึ ทรงลุกขึน้ บังคับลม ตรัสสัง่ ทะเล พระอาณาจักรของพระเจาอยางไร หรือ วา “เงียบซิ จงสงบลงเถิด” ลมก็หยุดทอง จะใชอุปมาอะไรอธิบายเรื่องนี้ 31พระ ทะเลราบเรียบอยางยิ่ง 40แลวพระองค อาณาจักรเปรียบเหมือนเมล็ดมัสตารด ตรัสถามเขาวา “ตกใจกลัวเชนนี้ทำไม ซึ่งเมื่อหวานในดิน ก็เปนเมล็ดเล็กกวา ทานยังไมมีความเชื่อหรือ”e 41เขาเหลา d e

พระอาณาจักรจะพัฒนาจนสมบูรณอาศัยพลังทีซ่ อ นอยภู ายใน สำเนาโบราณบางฉบับวา “ทำไมทานยังไมมีความเชื่ออีกเลา”


149

นัน้ กลัวมาก พูดกันวา “ทานผนู เี้ ปนใคร หนอ ลมและทะเลจึงยอมเชือ่ ฟงเชนนี”้ ชาวเกราซาทีถ่ กู ปศาจสิง 1 พระเยซูเจาและบรรดาศิษยขา ม ทะเลสาบมาถึงดินแดนของชาวเกราซาa 2 ครั้นพระองคเสด็จขึ้นจากเรือ ชายคน หนึง่ ซึง่ ถูกปศาจสิงออกมาจากบริเวณหลุม ศพ เขามาเฝาพระองคทันที 3ชายคนนี้ อาศัยอยูตามหลุมศพ ไมมีใครลามเขา ไวได แมจะใชโซลามก็ตาม 4มีผูใชโซ ตรวนลามเขาหลายครัง้ เขาก็หกั โซตรวน ไมมีใครทำใหเขาสยบได 5เขาอยูตาม หลุมศพและตามภูเขาตลอดวันตลอดคืน สงเสียงรองเอ็ดอึงและใชหินทุบตีตนเอง 6 เมือ่ เห็นพระเยซูเจาแตไกล เขาก็วงิ่ เขา มากราบเฉพาะพระพักตร 7รองเสียงดัง วา “ขาแตพระเยซูบุตรของพระเจาผูสูง สุ ด ท า นมายุ ง เกี่ ย วกั บ ข า พเจ า ทำไม ขาพเจาวอนขอทานในพระนามของพระเจา อยาทรมานขาพเจาเลย” 8ทัง้ นีเ้ พราะพระ เยซูเจาตรัสสัง่ ปศาจวา “เจาปศาจ จงออก จากชายผูนี้” 9แลวพระองคทรงถามวา “เจาชื่ออะไร” มันตอบวา “ชื่อกองพล เพราะเราอยูกันจำนวนมาก” 10และมัน พร่ำวอนพระองคมิใหขับไลมันออกจาก บริเวณนัน้ 11หมูฝงู ใหญกำลังหากินอยู บนเนินเขาทีน่ นั่ 12พวกปศาจจึงออนวอน พระองควา “ขอไดโปรดสงพวกเราเขา

5

5

a

มาระโก 5:21 ไปในหมูฝูงนั้นเถิด” พระองคก็ทรง อนุญาต พวกปศาจจึงออกไปสิงอยูใน รางหมู หมูฝูงนั้นซึ่งมีประมาณสองพัน ตัวก็พากันวิง่ กระโจนจากหนาผาลงไปใน ทะเลสาบ และจมน้ำตายทั้งหมด 14คน เลีย้ งหมูตา งวิง่ หนีไปเลาเรือ่ งนีต้ ามเมือง และตามชนบท ประชาชนออกมาดูเหตุ การณทเี่ กิดขึน้ 15เมือ่ เขาเขามาใกลพระ เยซูเจา ก็แลเห็นคนที่เคยถูกปศาจกอง พลสิงนัง่ อยู สวมเสือ้ ผา มีสติดี พวกเขา ตางมีความกลัว 16ผทู เี่ ห็นเหตุการณกเ็ ลา เรื่องที่เกิดขึ้นกับผูที่ถูกปศาจสิงและเลา เรือ่ งหมูใหฟง 17ประชาชนจึงขอรองพระ เยซูเจาใหเสด็จออกไปจากเขตแดนของ เขา 18เมือ่ พระองคเสด็จลงเรือ ผทู เี่ คยถูก ปศาจสิงขออนุญาตตามเสด็จดวย 19แต พระองคไมทรงอนุญาต ตรัสวา “จงกลับ บาน ไปหาญาติพนี่ องของทาน เลาให เขาฟงถึงเหตุการณที่องคพระผูเปนเจา ทรงกระทำและแสดงพระเมตตาตอทาน” 20 ชายนัน้ จากไป เริม่ ประกาศในแควนทศ บุรี ถึงเหตุการณทพี่ ระเยซูเจาทรงกระทำ ตอตน ทุกคนทีไ่ ดฟง ตางประหลาดใจ 13

พระเยซูเจาทรงรักษาหญิงตกเลือด ทรงปลุกบุตรหญิงของไยรัส ใหคนื ชีพ 21 เมือ่ พระเยซูเจาเสด็จลงเรือขามฟาก อีกครั้งหนึ่ง ประชาชนชุมนุมกันเนือง

สำเนาโบราณบางฉบับวา “กาดารา” (เทียบ มธ) หรือ “เกอเกซา”


มาระโก 5:22 150 แน น รอบพระองค ข ณะที่ ยั ง ทรงอยู ริ ม ศิษยทลู วา “พระองคทรงเห็นแลววาผคู น ทะเลสาบ 22หัวหนาศาลาธรรมคนหนึ่ง เบียดเสียดกันเชนนี้ แลวยังทรงถามอีก ชื่อไยรัสเดินมา เมื่อเห็นพระองค เขา หรือวา “ใคร สัมผัสเรา” 32พระองคทรง กราบลงทีพ่ ระบาท 23พร่ำวิงวอนวา “บุตร หั น ไปรอบ ๆ เพื่ อ ทอดพระเนตรผู ที่ หญิงคนเล็กของขาพเจาจวนจะสิ้นใจอยู กระทำเชนนัน้ 33หญิงคนนัน้ รสู กึ กลัวจน แลว เชิญพระองคเสด็จไปปกพระหัตถ ตัวสัน่ c เพราะรดู ี วาอะไรไดเกิดขึน้ แกตน เหนือเขาเถิด เขาจะไดหายจากโรค กลับ จึงกราบลงเฉพาะพระพักตรและทูลให มีชวี ติ ” 24พระเยซูเจาจึงเสด็จไปกับเขา ทรงทราบความจริงทุกประการ 34พระ ประชาชนกลุมใหญติดตามไปและเบียด องคจงึ ตรัสวา “ลูกเอย ความเชือ่ ของลูก เสียดพระองค ชวยลูกใหรอดพนแลว จงไปเปนสุข หาย 25 ขณะนั้น หญิงคนหนึ่งเปนโรคตก จากโรคเถิด” 35 เลื อ ดมาสิ บ สองป แ ล ว 26ได รั บ ความ ขณะกำลังตรัสอยูนั้น มีคนมาจาก ทรมานมากจากการรั ก ษาของแพทย บานหัวหนาศาลาธรรม บอกเขาวา “บุตร หลายคน เสียทรัพยจนหมดสิ้น โรคก็มิ หญิงของทานตายแลว ไปรบกวนพระ ไดบรรเทา ตรงกันขามกลับทรุดหนัก อาจารยอีกทำไมเลา” 36แตพระเยซูเจา 27 นางไดยินเขาพูดกันถึงเรื่องพระเยซู ทรงไดยนิ เขาพูดดังนัน้ จึงตรัสแกหวั หนา เจา จึงเดินปะปนกับประชาชนเขามา ศาลาธรรมวา “อยากลัวเลย จงมีความ เบื้องหลังและสัมผัสฉลองพระองค นาง เชือ่ ไวเถิด” 37พระองคไมทรงอนุญาตให คิดวา 28“ถาฉันเพียงไดสัมผัสฉลองพระ ใครติดตามไปนอกจากเปโตร ยากอบ องคเทานัน้ ฉันก็จะหายจากโรค” 29ทันใด และยอหนนองชายของยากอบd 38เมื่อ นั้น อาการตกเลือดก็หยุด นางรูสึกวา ทุกคนมาถึงบานหัวหนาศาลาธรรม พระ รางกายหายจากโรคแลว 30ขณะเดียวกัน เยซูเจาทรงเห็นความวุนวาย และเห็นผู พระเยซูเจา ทรงรูสึกวามีอิทธิฤทธิ์ออก คนร่ำไหพลิ าปรำพันเปนอันมาก 39พระ จากพระองคไปb จึงทรงหันมายังกลมุ ชน องคเสด็จเขาไป ตรัสแกคนเหลานั้นวา ตรัสวา “ใคร สัมผัสเสือ้ ของเรา 31บรรดา “วนุ วายและรองไหไปทำไม เด็กคนนีไ้ ม ฤทธิ์นี้ดูเหมือนจะเปนพลังที่ออกจากพระกายของพระเยซูเจามารักษาโรค (เทียบ ลก 6:19) โดยการสัมผัส (เทียบ มก 1:41; 3:10; 6:56; 8:22) c ความกลัวนี้เกิดขึ้นไมเพียงจากความรูสึกอับอาย แตเพราะรูสึกวาตนมีความผิดที่ไดสัมผัส พระองค และทำใหพระองคเปนมลทิน (ลนต 15:25) d ศิษยทงั้ สามคนนีจ้ ะเปนพยานพิเศษไดเห็นการแสดงพระองคอยางรงุ โรจน (9:2) และการทนทุกข ในสวนเกทเสมนี (14:33; เทียบ 1:29; 13:3) b


40

ตาย เพียงแตนอนหลับไปเทานัน้ ” เขา ตางหัวเราะเยาะพระองค พระองคทรง ไลเขาออกไปขางนอก ทรงนำบิดามารดา ของเด็กและศิษยที่ติดตามเขาไปยังที่ที่ เด็กนอนอยู 41ทรงจับมือเด็ก ตรัสวา “ทาลิ ธาคูม”e แปลวา “หนูเอย เราสั่งใหหนู ลุกขึน้ ” 42เด็กหญิงนัน้ ก็ลกุ ขึน้ ทันที และ เดินไปมา เด็กนั้นอายุสิบสองขวบแลว คนทั้ ง หลายต า งประหลาดใจอย า งยิ่ ง 43 พระองค ทรงกำชับอยางแข็งขันมิให แพรงพรายเรื่องนี้แกผูใด และทรงสั่งให เขานำอาหารมาใหเด็กนัน้ กิน พระเยซูเจาเสด็จกลับมาที่ เมืองนาซาเร็ธ 1 พระเยซูเจาเสด็จออกจากที่นั่น กลับไปยังถิน่ กำเนิดของพระองค บรรดา ศิษยตดิ ตามไปดวย 2ครัน้ ถึงวันสับบาโต พระองคทรงเริ่มสั่งสอนในศาลาธรรม ผู ฟงมากมายตางประหลาดใจ และพูดวา “เขาเอาเรือ่ งทัง้ หมดนีม้ าจากไหน ปรีชา ญาณที่เขาไดรับมานี้คืออะไร อะไรคือ อัศจรรยที่สำเร็จดวยมือของเขา 3คนนี้ เปนชางไมa ลูกนางมารีย เปนพีน่ อ งของ

6

151

มาระโก 6:10 ยากอบ โยเสท ยูด าและซีโ มนไม ใ ช หรือ พี่สาวนองสาวของเขาก็อยูที่นี่กับ พวกเรามิใชหรือ” คนเหลานัน้ รสู กึ สะดุด ใจ และไมยอมรับพระองค 4พระเยซูเจา ตรั ส แก เ ขาว า “ประกาศกย อ มไม ถู ก เหยียดหยามนอกจากในถิน่ กำเนิด ทาม กลางวงศญาติ และในบานของตน” 5พระ องคทรงทำอัศจรรยทนี่ นั่ ไมได นอกจาก ทรงปกพระหัตถรักษาผูเจ็บปวยบางคน ใหหายจากโรคภัย 6พระองคทรงแปลก พระทัยที่เขาเหลานั้นไมมีความเชื่อ b

พระเยซูเจาทรงสงอัครสาวก สิบสองคน พระองคเสด็จไปทรงสั่งสอนตามหมู บานตาง ๆ ในบริเวณนัน้ 7ทรงเรียกอัคร สาวกสิบสองคนเขามาพบ และทรงเริ่ม สงเขาเปนคู ๆ ประทานอำนาจเหนือ ปศาจ 8ทรงกำชับเขามิใหนำสิง่ ใดไปดวย นอกจากไมเทาเทานั้นc ไมใหมีอาหาร ไมใหมียาม ไมใหมีเศษเงินใสไถ 9ให สวมรองเทาได แตไมใหเอาเสื้อสำรอง ไปดวย 10พระองคตรัสกับเขาวา “ถาทาน เขาไปในบานใด จงพักอยูที่นั่นจนกวา

ขอความนี้ เปนภาษาอาราเมอิก ซึ่งเปนภาษาที่พระเยซูเจาทรงใช a มก บันทึกไววา พระเยซูเจาทรงเปน “ชางไม” สวน มธ บันทึกวาทรงเปน “ลูกของชางไม” (มธ 13:55) วิธเี ขียนของ มก สอดคลองกันกับความจริงทีว่ า พระองคทรงบังเกิดจากพระมารดาพรหมจารี โดยเลี่ยงไมพูดถึง “บิดา” ของพระองค b สำเนาโบราณบางฉบับวา “โยเซ” หรือ “โยเซฟ” c มธ และ ลก หามนำไมเทาและรองเทาไปดวย แตความหมายยังคงเดิม คือ ธรรมทูตจะตองรูจัก ตัดใจจากทุกสิง่

6 e


มาระโก 6:11 152 11 จะออกเดินทางตอไป ถาทีใ่ ดไมตอ นรับ นองชายมาเปนมเหสี” 19นางเฮโรเดียสจึง ทาน หรือไมฟงทาน จงออกจากที่นั่น โกรธแคนและปรารถนาจะฆายอหนเสีย พลางสลัดฝุนจากเทาไวเปนพยานปรัก แตฆาไมได 20เพราะกษัตริยเฮโรดยัง ปรำเขา” 12บรรดาอัครสาวกจึงไปเทศน ทรงเกรงยอหนอยู ทรงทราบวายอหน สอนคนทัง้ หลายใหกลับใจ 13ขับไลปศ าจ เปนคนชอบธรรมและศักดิส์ ทิ ธิ์ จึงทรง จำนวนมาก เจิมน้ำมันผเู จ็บปวยหลาย ปองกันไว เมื่อกษัตริยเฮโรดทรงฟงคำ คน และรักษาเขาใหหายจากโรคภัย พูดของยอหน ทรงรสู กึ สับสนe แตกท็ รง ยินดีทจี่ ะฟง 21 กษัตริยเ ฮโรดและพระเยซูเจา นางเฮโรเดียสไดโอกาสเมือ่ กษัตริย 14 กษัตริยเ ฮโรดทรงไดยนิ เรือ่ งราวเกีย่ ว เฮโรดทรงจัดใหมงี านเลีย้ งขุนนางกับนาย กับพระเยซูเจา เพราะพระนามของพระ ทหารชัน้ ผใู หญและคนสำคัญในแควนกาเยซูเจาเลือ่ งลือไป บางคนพูดวาd“ยอหน ลิลี ใ นวัน คลา ยวัน ประสูติข องพระองค ผทู ำพิธลี า งไดกลับคืนชีพจากบรรดาผตู าย 22บุตรหญิงของนางเฮโรเดียสออกมาเตนรำ แลว ดังนัน้ เขาจึงมีอำนาจทำอัศจรรยได” เปนทีพ่ อพระทัยของกษัตริยเ ฮโรด และ 15 บางคนพูดวา “เขาคือเอลียาห” บางคน เปนทีพ่ อใจของผรู บั เชิญ กษัตริยจ งึ ตรัส ก็พดู วา “เขาเปนประกาศกคนหนึง่ เหมือน กับหญิงคนนัน้ วา “เธออยากไดอะไรก็ขอ กับประกาศกคนอื่น” 16แตเมื่อกษัตริย มาเถิด เราจะให” 23และยังทรงสาบานอีก เฮโรดทรงไดยินเชนนี้ ก็ตรัสวา “ยอหน วา “ทานขออะไรเราก็จะให แมจะเปนครึง่ คนที่เราใหตัดศีรษะ ไดกลับคืนชีพมา หนึง่ ของอาณาจักรของเราก็ตาม” 24หญิง อีก” สาวจึงออกไปถามมารดาวา “ลูกจะขอ อะไรดี” มารดาตอบวา “จงขอศีรษะของ ยอหน ผทู ำพิธลี างถูกสัง่ ตัดศีรษะ ยอหน ผูทำพิธีลาง” 25หญิงสาวจึงรีบ 17 กษัตริยเ ฮโรดองคนที้ รงสัง่ ใหจบั กุม กลับมาทูลกษัตริยท นั ทีวา “หมอมฉันขอ ยอหน และลามโซขังคุกไว เพราะเรื่อง ศีรษะของยอหนผทู ำพิธลี า งใสถาดมาให ของนางเฮโรเดียส ภรรยาของฟลิปพระ เดี๋ยวนี้” 26กษัตริยทรงเปนทุกขอยางยิ่ง อนุชา ซึ่งกษัตริยเฮโรดทรงรับมาเปน แตเพราะไดทรงสาบานไว และเพราะ มเหสี 18ยอหนเคยทูลกษัตริยเฮโรดวา ทรงเห็นแกผรู บั เชิญ ไมทรงปรารถนาจะ “ไมถูกตองที่พระองคทรงรับภรรยาของ ขัดใจหญิงสาว 27จึงทรงสัง่ เพชฌฆาตไป d e

สำเนาโบราณบางฉบับวา “เขา (กษัตริยเฮโรด) กลาววา …” สำเนาโบราณบางฉบับ (เชน Vulg.) วา “ไดทรงทำหลายสิ่ง”


28

ตัดศีรษะของยอหนมาทันที เพชฌฆาต ไปตั ด ศี ร ษะของยอห น ในคุ ก ใส ถ าด นำมาใหหญิงสาว หญิงสาวจึงนำไปให มารดา 29เมื่อบรรดาศิษยของยอหนรู เรื่อง จึงมารับศพของยอหนนำไปฝงไว ในคูหา อัศจรรยการทวีขนมปงครัง้ แรก 30 บรรดาอัครสาวกกลับมาเฝาพระเยซู เจา และทูลรายงานใหทรงทราบถึงทุกสิง่ ทีเ่ ขาไดทำและไดสอน 31พระองคจงึ ตรัส กับเขาวา “ทานทั้งหลายจงมาพักผอน กับเราตามลำพังในที่สงัดระยะหนึ่งเถิด” เพราะมีคนไปมาจนเขาไมมีเวลาแมกระ ทัง่ จะกินอาหาร 32พระเยซูเจาจึงทรงลง เรือไปยังทีส่ งัดพรอมกับบรรดาอัครสาวก 33 ประชาชนหลายคนเห็นพระเยซูเจากับ บรรดาอัครสาวกแลนเรือออกไป ก็คาด คะเนไดวา พระองคจะทรงไปทีใ่ ด จึงรีบ เดินเทาออกจากเมืองตาง ๆ ไปทีน่ นั่ และ ไปถึงกอน 34เมือ่ เสด็จขึน้ จากเรือ ทรง แลเห็นประชาชนมากมายก็ทรงสงสาร เพราะเขาเหลานั้นเปนดังฝูงแกะไมมีคน เลี้ยง พระองคจึงทรงเริ่มสั่งสอนเขา หลายเรือ่ ง 35เนือ่ งจากเปนเวลาเย็นมาก แลว บรรดาศิษยจึงเขามาเฝาพระองค ทูลวา “สถานที่นี้เปนที่เปลี่ยวและเปน เวลาเย็นมากแลว 36ขอพระองคทรง อนุญาตใหประชาชนไปซือ้ อาหารกินตาม ชนบทและตามหมูบานรอบ ๆ นี้เถิด” f

153

มาระโก 6:48 พระองคตรัสตอบวา “ทานทั้งหลายจง หาอาหารใหเขากินเถิด” บรรดาศิษยจึง ทูลถามวา “พวกเราจะตองไปซื้ออาหาร สักสองรอยเหรียญ มาใหเขากินหรือ” 38 พระองคตรัสวา “ทานมีขนมปงกี่กอน ไปดูซิ” บรรดาศิษยไปดู แลวกลับมา รายงานวา “มีขนมปงอยหู า กอนกับปลา สองตัว” 39พระองคจงึ ทรงสัง่ ใหทกุ คนนัง่ ลงเปนกลมุ ๆ ตามพืน้ หญาสีเขียว 40เขา ก็นั่งลงเปนกลุม ๆ กลุมละหนึ่งรอยคน บาง หาสิบคนบาง 41พระองคทรงรับ ขนมปงหากอนกับปลาสองตัวขึน้ มา ทรง แหงนพระพั ก ตร ขึ้ น มองท อ งฟ า แล ว ทรงกลาวถวายพระพร ทรงบิขนมปงสง ใหบรรดาศิษยไปแจกจายใหกบั ประชาชน ทัง้ ยังทรงแบงปลาสองตัวแจกจายใหทกุ คนดวย 42ทุกคนไดกนิ จนอิม่ 43แลวยัง เก็บเศษขนมปงและปลาทีเ่ หลือไดถงึ สิบ สองกระบุงเต็ม 44จำนวนคนทีก่ นิ ขนมปง ครั้งนั้นมีผูชายถึงหาพันคน 37

พระเยซูเจาทรงพระดำเนินบนน้ำ 45 ทันทีหลังจากนัน้ พระเยซูเจาทรงสัง่ ใหบรรดาศิษยลงเรือขามฟากลวงหนาไป ที่เมืองเบธไซดาfขณะที่พระองคทรงให ประชาชนกลับ 46เมือ่ ทรงอำลาจากเขา แลว พระองคกเ็ สด็จขึน้ ไปบนภูเขาเพือ่ ทรงอธิษฐานภาวนา 47ครั้นถึงเวลาค่ำ เรืออยูกลางทะเลสาบ พระองคทรงอยู บนฝงตามลำพัง 48พระองคทรงเห็นวา

สำเนาโบราณบางฉบับละ “ขามฟาก” ดู มธ 14:22


มาระโก 6:49 154 บรรดาศิษยตองกรรเชียงเรืออยางเหน็ด ลานสาธารณะ ทูลขอพระองคใหเขา เหนื่อยเพราะเรือทวนลม ครั้นถึงเวลา สัมผัสเพี ยงชายฉลองพระองคเทานั้น ประมาณยามที่ สี่ พระองค ท รงพระ และทุกคนที่สัมผัสแลวก็หายจากโรคภัย ดำเนินบนทะเลไปหาบรรดาศิษย ทรงตัง้ พระทัยจะผานเขาไป 49บรรดาศิษยเห็น ขนบธรรมเนียมของชาวฟาริสี 1 พระองคทรงพระดำเนินอยบู นทะเลก็คดิ ชาวฟาริสีและธรรมาจารยบาง 50 วาเปนผี จึงสงเสียงรองอื้ออึง เพราะ คนจากกรุงเยรูซาเล็มมาเฝาพระองคพรอม ทุกคนไดแลเห็นพระองค จึงตกใจกลัว กัน 2เขาสังเกตวาศิษยบางคนของพระ แตทนั ใดนัน้ พระองคตรัสกับเขาวา “ทำ องคกนิ อาหารดวยมือทีไ่ มสะอาด คือไม ใจใหดี เราเอง อยากลัวเลย” 51แลวพระ ได ล า งมื อ ก อ น 3เพราะชาวฟาริ สี แ ละ องคเสด็จไปหาเขาในเรือ และลมก็หยุด ชาวยิวโดยทัว่ ไปยอมถือขนบธรรมเนียม บรรดาศิษยรูสึก ประหลาดใจอยางยิ่ง ของบรรพบุรุษa เขาไมกินอาหารโดย 52 เพราะยังไมเขาใจ เรือ่ งขนมปง ใจของ มิไดลา งมือตามพิธ*ี *กอน 4เมือ่ กลับจาก เขายังแข็งกระดางอยู ตลาดเขาจะไมกนิ อาหารเวนแตจะไดทำ พิธชี ำระตัวกอนbเขายังถือขนบธรรมเนียม พระเยซูเจาทรงรักษาผเู จ็บปวย อืน่ ๆ อีกมาก เชน การลางถวย จานชาม ทีเ่ มืองเยนเนซาเร็ธ และภาชนะทองเหลือง 5ชาวฟาริสีและ 53 พระเยซูเจาทรงขามฟากพรอมกับ ธรรมาจารยจงึ ทูลถามพระองควา “ทำไม บรรดาศิษย มาจอดเรือขึน้ ฝง ทีเ่ มืองเยน- ศิษยของทานไมปฏิบัติตามขนบธรรม เนซาเร็ธ 54เมือ่ เสด็จขึน้ จากเรือประชาชน เนียมของบรรพบุรษุ และทำไมเขาจึงกิน ก็จำพระองคไดทนั ที 55และคนในบริเวณ อาหารดวยมือทีไ่ มสะอาดเลา” 6พระองค นั้นตางรีบมาหา นำผูเจ็บปวยนอนบน ตรัสตอบวา “ประกาศกอิสยาหไดพูด แครมาเฝาพระองค ณ สถานที่ที่เขาได อยางถูกตองถึงทาน คนหนาซือ่ ใจคด ดัง ยินวาพระองคประทับอยู 56ไมวา พระองค ทีเ่ ขียนไวในพระคัมภีรว า เสด็จไปทีใ่ ด ในหมบู า น ในเมืองหรือใน ประชาชนเหลานีใ้ หเกียรติเราแตปาก ชนบท เขาก็นำผูเจ็บปวยมาวางตาม แตใจของเขาอยหู า งไกลจากเรา

7

7

“ธรรมเนียมของบรรพบุรษุ ” คือคำสัง่ และขอปฏิบตั ติ า ง ๆ ทีพ่ วกรับบีเพิม่ เขากับธรรมบัญญัติ ของโมเสส ** “ตามพิธี” คำกรีกที่ใชตรงนี้แปลยาก ตามตัวอักษรหมายถึง “กำปนกำมือ” อาจหมายถึง ปริมาณน้ำทีใ่ ชสองมือตักขึน้ มาลางตามพิธี b คำกรีกอาจหมายถึง “การอาบน้ำ” หรือ “เอาน้ำพรมตัว” a


155

เขานมัสการเราอยางไรความหมาย เขาสัง่ สอนบัญญัตขิ องมนุษยเหมือน กับเปนสัจธรรม” 8 “ทานทัง้ หลายละเลยบทบัญญัตขิ อง พระเจากลับไปถือขนบธรรมเนียม ของมนุษย” 9 แลวพระองคทรงเสริมวา “ทานชาง ชำนาญในการละเลยบทบัญญัตขิ องพระ เจา เพือ่ ถือขนบธรรมเนียมของทานเอง เสียจริง ๆ 10เชนโมเสสกลาววา จงนับถือ บิดา มารดา และใครดาบิดาหรือมารดา จะตองรับโทษถึงตาย 11แตทา นกลับสอน วา ‘ถาใครคนหนึง่ พูดกับบิดาหรือมารดา วา ทรัพยสินทีล่ กู นำมาชวยเหลือพอแม นัน้ เปนคอรบนั cคือของถวายแดพระเจา’ 12 ทานก็บอกวาเขาไมตอ งชวยเหลือบิดา มารดาอีกตอไป 13ทานใชขนบธรรมเนียม ที่ทานสอนตอ ๆ กันมาทำใหพระวาจา ของพระเจาเปนโมฆะ ทานยังปฏิบตั เิ ชน นี้ อีกมากมาย” 7

สิง่ ทีบ่ ริสทุ ธิแ์ ละสิง่ ทีเ่ ปนมลทิน 14 พระองคทรงเรียกประชาชนเขามา อีกครัง้ หนึง่ ตรัสวา “ทุกคนจงฟงและเขา

มาระโก 7:23 ใจเถิด ไมมสี งิ่ ใดเลยจากภายนอกของ มนุษยทำใหเขามีมลทินได แตสิ่งที่ออก มาจากภายในของมนุษยนั้นแหละทำให เขามีมลทิน 16ใครมีหสู ำหรับฟง ก็จงฟง เถิด”d 17 เมือ่ พระองคเสด็จเขาไปในบาน หาง จากประชาชน บรรดาศิษยจึงทูลถาม พระองคถึงขอความที่เปนปริศนานั้นe 18 พระองคตรัสถามเขาวา “ทานก็ไมมี ปญญาดวยหรือ ทานไมเขาใจหรือวาสิง่ ตาง ๆ จากภายนอกทีเ่ ขาไปในมนุษยนนั้ ทำใหเขามีมลทินไมได 19เพราะมันไมได เขาไปในใจ แตลงไปในทอง แลวออกไป จากรางกาย” ดังนี้ ทรงประกาศวาอาหาร ทุกชนิดไมเปนมลทินf 20พระองคยงั ตรัส อีกวา “สิ่งที่ออกจากภายในมนุษยนั้น แหละทำใหเขามีมลทิน 21จากภายในคือ จากใจมนุษยนนั้ เปนทีม่ าของความคิดชัว่ ราย การประพฤติผดิ ทางเพศ การลัก ขโมย การฆาคน 22การมีชู ความโลภ การทำราย การฉอโกง การสำสอน ความอิจฉา การใสรา ย ความหยิง่ ยโส ความโงเขลา 23สิ่งชั่วรายทั้งหมดนี้ออก มาจากภายใน และทำใหมนุษยมมี ลทิน” 15

“คอรบัน” เปนคำอาราเมอิก หมายถึงของถวาย โดยเฉพาะอยางยิ่งแดพระเจา (ดู มธ 15:6 เชิงอรรถ d) d สำเนาโบราณบางฉบับละขอ 16 e “ขอความที่เปนปริศนา” เปนความหมายหนึ่งของคำภาษากรีก “parable” ในความหมายของ ภาษาฮีบรู mashal f แปลตามตัวอักษรไดวา “ทำใหอาหารทุกอยางสะอาด” ขอความนีอ้ าจเปนคำอธิบายเพิม่ เติม ทีผ่ ู คัดลอกตนฉบับเขียนไวขาง ๆ ในภายหลัง c


มาระโก 7:24

156

III พระเยซูเจาทรงเดินทางนอกแควนกาลิลี พระเยซูเจาทรงรักษาบุตรหญิง ของหญิงชาวซีโรฟนเี ซีย 24 พระองคเสด็จออกจากทีน่ นั่ เขาไป ในเขตเมืองไทระgและเสด็จเขาในบาน หลังหนึง่ ไมทรงตองการใหผใู ดรู แตทรง ซอนพระองคไมได 25ทันใดนัน้ หญิงคน หนึ่งมีบุตรหญิงถูกปศาจสิงไดยินพูดถึง พระองค ก็มากราบพระบาท 26นางไมใช ชาวยิวh เปนชาวซีโรฟนเี ซียโดยกำเนิด นางทูลออนวอนพระองคใหทรงขับไล ปศาจออกจากบุตรหญิง 27พระองคตรัส กับนางวา “ใหลกู ๆ กินอิม่ เสียกอน เพราะ ไมสมควรทีจ่ ะเอาอาหารของลูกมาโยนให ลูกสุนัขกิน” 28หญิงนั้นทูลตอบวา “ถูก แลวพระเจาขา แตลกู สุนขั ทีอ่ ยใู ตโตะก็ ยังไดกนิ เศษอาหารของลูก ๆ” 29พระองค จึงตรัสกับนางวา “เพราะถอยคำนี้ จงไป เถิด ปศาจออกจากลูกสาวของเธอแลว” 30 เมื่อกลับมาถึงบาน นางก็พบลูกนอน อยบู นเตียง ปศาจออกไปแลว พระเยซูเจาทรงรักษาคนใบหหู นวก 31 พระองคเสด็จออกจากเขตเมืองไทระ ผานเมืองไซดอน ไปยังทะเลสาบกาลิลี กลางดินแดนทศบุรี 32มี ผู นำคนใบ หู หนวกคนหนึง่ มาเฝาพระองค ทูลขอรอง

ใหพระองคทรงปกพระหัตถ 33พระองค ทรงแยกคนใบหหู นวกคนนัน้ ไปจากกลมุ ชน ทรงใชนวิ้ พระหัตถยอนหูของเขา ทรง ใชพระเขฬะแตะลิ้นของเขา 34ทรงเงย พระพักตรขนึ้ เบือ้ งบน ถอนพระทัย แลว ตรัสวา “เอฟฟาธา” แปลวา “จงเปดเถิด” 35 ทันใดนั้นหูของเขากลับไดยิน สิ่งที่ขัด ลิน้ อยกู ห็ ลุด เขาพูดไดชดั เจน 36พระเยซู เจาทรงหามประชาชนเหลานั้นมิใหพูด เรือ่ งนีก้ บั ผใู ด แตยงิ่ หาม ก็ยงิ่ เลาลือกัน มากขึน้ 37ตางก็ประหลาดใจมาก กลาววา “คนคนนีท้ ำสิง่ ใดดีทงั้ นัน้ เขาทำใหคนหู หนวกกลับไดยนิ และคนใบกลับพูดได” อัศจรรยการทวีขนมปงครัง้ ทีส่ อง 1 ครัง้ นัน้ ประชาชนมากมายชุมนุม กันอีก และไมมอี ะไรกิน พระองคจงึ เรียก บรรดาศิษยเขามา ตรัสกับเขาวา 2“เรา สงสารประชาชนเพราะเขาอยูกับเรามา สามวันแลว และเวลานีไ้ มมอี ะไรกิน 3ถา เราใหเขากลับบานโดยไมไดกนิ อะไร เขา จะหมดเรี่ยวแรงขณะเดินทาง เพราะมี หลายคนเดินทางมาจากทีไ่ กล” 4บรรดา ศิษยจงึ ทูลตอบวา “ใครจะหาอาหารในที่ เปลีย่ วเชนนีม้ าใหคนเหลานีก้ นิ จนอิม่ ได”

8

สำเนาโบราณบางฉบับเสริมวา “และไซดอน” เทียบ มธ 15:21 แปลตามตัวอักษรวา “ชาวกรีก” ในที่นี้ ไมไดหมายถึงเชื้อชาติ เพราะหญิงคนนั้นเปนชาว ซีโรฟนีเซีย แตในแงวัฒนธรรม คือไมนับถือศาสนายิว เทียบ ยน 7:35; กจ 16:1 g

h


157

5

พระองคตรัสถามวา “ทานมีขนมปงกี่ กอน” เขาทูลวา “เจ็ดกอน” 6พระองคทรง สัง่ ใหประชาชนนัง่ ลงบนพืน้ ดิน ทรงหยิบ ขนมปงเจ็ดกอนนั้น ตรัสขอบพระคุณ พระเจา แลวทรงบิขนมปงประทานให บรรดาศิษยไปแจกจาย เขาก็แจกจาย ขนมปงใหประชาชน 7เขายังมีปลาตัว เล็ก ๆ อยบู า ง พระองคทรงกลาวถวาย พระพรพระเจา ทรงสั่งใหแจกจายปลา เชนเดียวกัน 8ทุกคนกินจนอิ่ม และยัง เก็บเศษทีเ่ หลือไดอกี เจ็ดตะกรา 9ผทู กี่ นิ ขนมปงและปลามีประมาณสีพ่ นั คน พระ องคทรงสงเขากลับไป 10แลวพระองค เสด็จลงเรือพรอมกับบรรดาศิษยไปยัง บริเวณเมืองดาลมานูธาaทันที ชาวฟาริสขี อเครือ่ งหมายจากฟา 11 ชาวฟาริสเี ขามาโตเถียงกับพระองค ขอใหทรงแสดงเครือ่ งหมายจากฟาเพือ่ ทด สอบ 12พระองคถอนพระทัยลึก ๆ ตรัสวา “คนยุคนีแ้ สวงหาเครือ่ งหมายอยางใดอยาง หนึง่ เพือ่ อะไร เราบอกความจริงกับทาน วา คนยุคนีจ้ ะไมไดรบั เครือ่ งหมายอยาง

8

มาระโก 8:21 ใดเลย” แลวพระองคทรงแยกจากคน เหลานัน้ เสด็จลงเรือขามไปอีกฟากหนึง่ b 13

เชื้อแปงของชาวฟาริสี และของกษัตริยเ ฮโรด 14 บรรดาศิษยลืมนำขนมปงไปดวย และในเรือของเขามีขนมปงเหลือเพียงกอน เดียว 15พระองคทรงกำชับเขาวา “จงระวัง ใหดี จงระวังเชือ้ แปงของชาวฟาริสี และ เชือ้ แปงของกษัตริยเ ฮโรด” 16บรรดาศิษย จึงพูดกันวา “นีเ่ ปนเพราะเราไมมขี นมปง” 17 พระเยซูเจาทรงทราบ จึงตรัสวา “ทำไม ทานจึงถกเถียงกันเรือ่ งไมมขี นมปง ทาน ยังไมรูไมเขาใจอีกหรือ ทานยังมีใจแข็ง กระดางกันอยอู กี หรือ 18มีตา แตไมเห็น มีหู แตไมไดยนิ หรือ ทานจำไมไดหรือวา 19 เมือ่ เราบิขนมปงหากอนเลีย้ งคนหาพัน คน ทานเก็บเศษทีเ่ หลือไดเต็มกีก่ ระบุง” เขาตอบวา “สิบสองกระบุง” 20”เมือ่ เราบิ ขนมปงเจ็ดกอนเลี้ยงคนสี่พันคน ทาน เก็บเศษที่เหลือไดเต็มกี่ตะกรา” เขาทูล ตอบวา “เจ็ดตะกรา” 21แลวพระองคตรัส ถามเขาวา “ทานยังไมเขาใจอีกหรือ”c

คงจะเปนชื่อสถานที่ ซึ่งเราไมทราบวาอยูที่ไหน เชนเดียวกับ “มากาดาน” ใน มธ 15:39 b การปฏิเสธเครื่องหมายใด ๆ ใน มก นาจะเปนขอความดั้งเดิมมากกวาคำสัญญาเรื่อง “เครื่อง หมายของประกาศกโยนาห” ใน มธ และ ลก อยางไรก็ตามเปนไปไดเชนกันวา มก อาจไมกลาว พาดพิงถึงเรือ่ งราวในพระคัมภีรท ผี่ อู า นไมเขาใจ แตตามความเปนจริง พระเยซูเจาอาจไดทรงสัญญา เครื่องหมายของประกาศกโยนาห เพื่อทรงบอกลวงหนาถึงชัยชนะเมื่อทรงกลับคืนพระชนมชีพ ดังที่ มธ ไดกลาวอยางชัดเจน (มธ 12:39 เชิงอรรถ l) c เปนการเชิญชวนบรรดาศิษยใหเลิกหวงใยดานวัตถุ แตใหไตรตรองถึงภารกิจของพระเยซูเจา ซึ่งการอัศจรรยที่ทรงกระทำแสดงใหเห็น a


มาระโก 8:22 158 พระเยซูเจาทรงรักษาคนตาบอด ทรงกำชับบรรดาศิษยมใิ หกลาวเรือ่ งเกีย่ ว ที่เมืองเบธไซดา กับพระองคแกผใู ด 22 พระเยซูเจาเสด็จมาพรอมกับบรรดา ศิษยถงึ เมืองเบธไซดา มีผนู ำคนตาบอด พระเยซูเจาทรงทำนายครัง้ แรก 23 คนหนึง่ มาขอใหพระองคทรงสัมผัส พระ ถึงพระทรมาน 31 องคทรงจูงคนตาบอดออกไปนอกหมบู า น พระเยซูเจาทรงเริม่ สอนบรรดาศิษย ทรงใชพระเขฬะแตะตาของเขา ทรงปก วา “บุตรแหงมนุษยจะตองรับการทรมาน พระหัตถเหนือเขา ตรัสถามเขาวา “ทาน อยางมากeจะถูกบรรดาผูอาวุโส มหา เห็นอะไรไหม” 24เขาเงยหนาขึน้ dทูลตอบ สมณะ และธรรมาจารยปฏิเสธไมยอมรับ วา “ขาพเจาเห็นผคู นเหมือนกับตนไมเดิน และจะถูกประหารชีวติ แตสามวันตอมา ไปเดินมา” 25พระองคทรงวางพระหัตถ จะกลับคืนชีพ” 32พระองคทรงประกาศ แตะตาของเขาอีก เขาก็เห็นชัด และหาย พระวาจานีอ้ ยางเปดเผย เปโตรนำพระ เป น ปกติ มองเห็ น ทุ ก อย า งได ชัด เจน องคแยกออกไปทูลทัดทาน 33แตพระเยซู 26 พระเยซูเจาทรงสงเขากลับบาน ตรัสวา เจาทรงหันไปทอดพระเนตรบรรดาศิษย “อยาเขาไปในหมบู า น” ทรงตำหนิเปโตรวา “เจาซาตาน ถอยไป ขางหลัง อยาขัดขวาง เจาไมคดิ อยางพระ เปโตรประกาศความเชือ่ เจา แตคดิ อยางมนุษย” 27 พระเยซูเจาเสด็จพรอมกับบรรดาศิษย ไปตามหมูบานตาง ๆ ในบริเวณเมือง เงือ่ นไขในการติดตาม ซีซารียาแหงฟลปิ ขณะทรงพระดำเนิน พระคริสตเจา 34 พระองคตรัสถามบรรดาศิษยวา “คนทั้ง พระเยซูเจาทรงเรียกประชาชนและ 28 หลายวาเราเปนใคร” เขาทูลตอบวา บรรดาศิษยเขามา ตรัสวา “ถาผใู ดอยาก “บางวาเปนยอหนผทู ำพิธลี า ง บางวาเปน ติดตามเรา ก็ใหเขาเลิกนึกถึงตนเอง ให ประกาศกเอลียาห บางก็วา เปนประกาศก แบกไมกางเขนของตน และติดตามเรา องคหนึง่ ” 29พระองคตรัสถามอีกวา “พวก 35ผใู ดใครรกั ษาชีวติ ของตนใหรอดพน จะ ทานเลา วาเราเปนใคร” เปโตรทูลตอบวา ตองสูญเสียชีวิตนั้น แตถาผูใดเสียชีวิต “พระองคคือพระคริสตเจา” 30พระองค ของตนเพราะเรา และเพราะขาวดี ก็จะ NJB แปลวา “เขาเริ่มเห็น …” e การยืนยันความเชื่อของเปโตรเปนจุดหักเปลี่ยนโครงเรื่องของ มก บรรดาศิษยที่ใกลชิดที่สุด ของพระเยซูเจาในทีส่ ดุ แลเห็นวาพระองคคอื พระเมสสิยาห แตเขายังตองเรียนรตู อ ไปวา พระเมสสิยาห จะตองประกอบภารกิจอยางที่คาดไมถึง (เทียบ 9:32; 10:38) d


36

รักษาชีวติ ได มนุษยจะไดประโยชนใด ในการที่จะไดโลกทั้งโลกเปนกำไร แต ตองเสียชีวติ 37มนุษยจะใชอะไรเพือ่ แลก กับชีวิตที่สูญเสียไป 38ถาผูใดอับอาย เพราะเราและเพราะถอยคำของเราในยุค ของคนไมซื่อสัตยและชั่วชานี้ บุตรแหง มนุษยก็จะอับอายเพราะเขา เมื่อพระ องคจะเสด็จมาในพระสิรริ งุ โรจนของพระ บิดา พรอมกับบรรดาทูตสวรรคผูศักดิ์ สิทธิด์ ว ยเชนกัน”

9 พระองคยังตรัสกับบรรดาศิษย 1

อีกวา “เราบอกความจริงกับทานวา บาง ทานทีย่ นื อยทู นี่ จี่ ะไมลมิ้ รสความตาย จน กวาจะเห็นพระอาณาจักรของพระเจามา ถึงพรอมดวยพระอานุภาพ”

พระเยซูเจาทรงแสดงพระองค อยางรงุ โรจนa 2 ตอมาอีกหกวัน พระเยซูเจาทรงพา เปโตร ยากอบ และยอหนขึ้นไปบน ภูเขาสูงตามลำพัง แลวพระวรกายของ พระองคก็เปลี่ยนไปตอหนาเขา 3ฉลอง พระองคกลับมีสขี าวเจิดจา ขาวผองอยาง ทีไ่ มมชี า งซักฟอกคนใดในโลกทำใหขาว เชนนั้นได 4แลวประกาศกเอลียาหกับ

9

159

มาระโก 9:12 โมเสสแสดงตนสนทนาอยกู บั พระเยซูเจา 5 เปโตรจึงทูลพระเยซูเจาวา “พระอาจารย เจาขา ทีน่ สี่ บายนาอยจู ริง ๆ เราจงสราง เพิงขึน้ สามหลังเถิด หลังหนึง่ สำหรับพระ องค หลังหนึ่งสำหรับโมเสส อีกหลัง หนึง่ สำหรับประกาศกเอลียาห” 6เขาไมรู วาจะพูดอะไรดี เพราะศิษยทั้งสามคน ตางตกใจกลัวมาก 7ครั้นแลวเมฆกอน หนึ่งลอยมาปกคลุมเขาไว มีเสียงหนึ่ง ออกมาจากเมฆกอนนัน้ วา “ผนู ี้เปนบุตร สุดทีร่ ักของเรา จงฟงทานเถิด” 8ทันใด นั้น ศิษยทั้งสามคนเหลียวมองรอบ ๆ ไมเห็นผูใดอยูกับตนนอกจากพระเยซู เจาเทานัน้ คำถามเกีย่ วกับประกาศกเอลียาห 9 ขณะที่กำลังลงจากภูเขา พระองค ตรัสสัง่ เขามิใหเลาเหตุการณทเี่ ห็นใหผใู ด ฟง จนกวาบุตรแหงมนุษยจะกลับคืนชีพ จากบรรดาผูตาย 10ศิษยทั้งสามคนเก็บ เรื่องนี้ไวไมบอกใครแตยังปรึกษากันวา “จนกวาจะกลับคืนชีพจากบรรดาผูตาย” นี้ หมายความวาอยางไร 11เขาจึงทูลถาม พระองควา “เหตุใดบรรดาธรรมาจารย กลาววา ประกาศกเอลียาหจะตองมา กอน” 12พระองคตรัสตอบวา “ใชแลว

ขณะที่ มธ เสนอเรื่องการแสดงพระองคอยางรุงโรจน เพื่อประกาศสอนวาพระเยซูเจาคือ โมเสสคนใหม (ดู มธ 17:1 เชิงอรรถ a) และ ลก เนนถึงพระทรมานที่ใกลเขามานั้น (ดู ลก 9:28 เชิงอรรถ f) มก เลาเรือ่ งตามแนวความคิดของตน มองเหตุการณนวี้ า เปนการเปดเผยองคอยางรงุ โรจน ของพระเมสสิยาหซึ่งยังไมเปนที่รูจัก กลาวสั้น ๆ คือ บรรดาศิษยมีประสบการณวาพระเยซูเจา ทรงมีคณ ุ ลักษณะของพระเจา ซึง่ ภาษาสัญลักษณแบบวิวรณทใี่ ชบรรยายเปนทีค่ นุ เคยสำหรับผอู า นแลว เชน ดนล 10:5-10 a


มาระโก 9:13 160 เอลียาหมากอนเพือ่ จัดทุกสิง่ ใหเขาสภาพ เถิด” 20เขาจึงพาเด็กนั้นมาเฝาพระองค เดิม พระคัมภีรเขียนไวอยางไรเกี่ยวกับ เมือ่ เห็นพระองค ปศาจก็ทำใหเด็กชักลม บุตรแหงมนุษย พระคัมภีรเขียนวาบุตร ลงกับพืน้ ดิน กลิง้ ไปมา น้ำลายฟูมปาก แหงมนุษยจะตองรับทุกขทรมานอยาง 21พระเยซูเจาทรงถามบิดาของเด็กวา มาก และถูกเหยียดหยาม 13ดังนั้นเรา “เปนดังนีน้ านเทาไรแลว” เขาทูลตอบวา บอกทานวา ประกาศกเอลียาหไดมาแลว “ตัง้ แตยงั เปนเด็กเล็ก ๆ 22ปศาจไดผลัก และประชาชนทั้งหลายไดกระทำกับเขา เด็กลงในกองไฟหลายครัง้ บางครัง้ ผลัก ตามความพอใจ ดังทีม่ เี ขียนถึงเขาไวใน ลงในน้ำเพื่อใหตาย ถาพระองคทรงทำ พระคัมภีร” สิ่งใดได ก็ทรงกรุณาชวยเราดวยเถิด” 23 พระเยซูเจาตรัสวา “ถาทำไดนะ หรือ ทุก คนถูกปศาจสิง สิ่งเปนไปไดทั้งนั้นสำหรับผูมีความเชื่อ” 14 เมือ่ พระเยซูเจาเสด็จลงจากภูเขาพรอม 24ทันใดนัน้ บิดาของเด็กก็รอ งวา “ขาพเจา กับศิษยทงั้ สามคนมาพบศิษยคนอืน่ ทรง เชือ่ โปรดชวยความเชือ่ อันเล็กนอยของ เห็นbประชาชนจำนวนมากหอมลอมบรรดา ขาพเจาดวยเถิด” 25เมือ่ พระเยซูเจาทอด ศิษย ธรรมาจารยบางคนกำลังถกเถียง พระเนตรเห็นประชาชนเขามามากยิง่ ขึน้ กับเขาเหลานั้น 15ทันทีที่เห็นพระองค พระองคจงึ ตรัสสำทับปศาจวา “เจาปศาจ ประชาชนทั้งหลายตางประหลาดใจและ หนวกใบ เราสั่งเจาใหออกจากเด็กคนนี้ วิง่ เขามาทักทายพระองค 16พระองคตรัส และอยากลับเขามาอีกเลย” 26ปศาจจึง ถามบรรดาศิษยวา “ทานกำลังถกเถียง รองเสียงดังและทำใหเด็กมีอาการชักอยาง กันเรือ่ งอะไรหรือ” 17คนหนึง่ ในกลมุ ชน รุนแรง แลวปศาจก็ออกไป เด็กนอนนิ่ง ทูลวา “พระอาจารยเจาขา ขาพเจาพา เหมือนคนตาย จนคนสวนมากพูดกันวา บุตรชายที่ปศาจสิงใหเปนใบมาเฝาพระ “เขาตายแลว” 27แตพระเยซูเจาทรงจับ องค 18เมือ่ ปศาจเขาสิง มันผลักเขาใหลม มือเด็ก ทรงชวยพยุงใหลุกขึ้น เขาก็ยืน ลง น้ำลายฟูมปาก กัดฟน และตัวแข็ง ขึน้ 28เมือ่ พระองคเสด็จเขาไปในบานหลัง ทื่อ ขาพเจาไดขอใหศิษยของพระองค หนึ่ง บรรดาศิษยทูลถามพระองคเปน ขับไลมนั แตเขาทำไมสำเร็จ” 19พระองค การสวนตัววา “ทำไมพวกเราจึงขับไลมนั ตรัสตอบวา “คนหัวดื้อ เชื่อยาก เราจะ ไมได” 29พระองคตรัสตอบวา “ปศาจ ตองอยกู บั ทานอีกนานเทาใด จะตองทน ชนิ ด นี้ ขั บ ไล อ อกได ด ว ยการอธิ ษ ฐาน ทานอีกนานเทาใด จงพาเด็กมาพบเรา ภาวนาเทานัน้ ”c b c

สำเนาโบราณบางฉบับละ “พรอมกับศิษยทงั้ สาม” สำเนาโบราณบางฉบับเสริมวา “และการจำศีลอดอาหาร”


พระเยซูเจาทรงทำนายครัง้ ทีส่ อง ถึงพระทรมาน 30 พระเยซูเจาเสด็จออกจากทีน่ นั่ พรอม กับบรรดาศิษยผา นแควนกาลิลี พระองค ไมทรงตองการใหผูใดรู 31ทรงสั่งสอน บรรดาศิษย และตรัสวา “บุตรแหงมนุษย จะถูกมอบในเงื้อมมือของคนทั้งหลาย เขาจะประหารชีวิตพระองค แตเมื่อถูก ประหารแลว ในวันทีส่ ามพระองคจะกลับ คืนชีพ” 32บรรดาศิษยไมเขาใจพระวาจา นี้ แตกไ็ มกลาทูลถาม ผยู งิ่ ใหญทสี่ ดุ พระเยซูเจาเสด็จมาถึงเมืองคาเปอรนาอุมพรอมกับบรรดาศิษย เมือ่ เสด็จเขา ไปในบาน พระองคตรัสถามเขาวา “ทาน ถกเถี ย งกั น เรื่ อ งอะไรขณะที่ เ ดิ น ทาง” 34 เขาก็นงิ่ เพราะระหวางทางเขาถกเถียง กันวา ผใู ดยิง่ ใหญกวากัน 35พระองคจงึ ประทับนั่ง แลวทรงเรียกอัครสาวกสิบ สองคนเขามา ตรัสวา “ถาผใู ดอยากเปน คนทีห่ นึง่ ก็ใหผนู นั้ ทำตนเปนคนสุดทาย และเปนผูรับใชของทุกคน” 36ครั้นแลว พระองคทรงจูงเด็กเล็ก ๆ คนหนึง่ มายืน กลางกลุมพวกเขา ทรงโอบเด็กนั้นไว ตรัสวา 37”ผใู ดทีต่ อ นรับเด็กเล็ก ๆ เชนนี้ ในนามของเรา ก็ตอนรับเรา และผูใดที่ ตอนรับเรา ก็มใิ ชตอ นรับเพียงเราเทานัน้ แตตอ นรับผทู ที่ รงสงเรามาดวย” 33

d e

161

มาระโก 9:46 การใชพระนามของพระเยซูเจา 38 ยอหนทูลพระองควา “พระอาจารย เจาขา เราไดเห็นคนคนหนึง่ ขับไลปศ าจ เดชะพระนามของพระองค เราจึงพยา ยามหามปรามไว เพราะเขาไมใชพวก เดียวกับเรา” 39พระเยซูเจาตรัสตอบวา “อยาหามเขาเลย ไมมใี ครทำอัศจรรยใน นามของเรา แลวตอมาจะวารายเราได 40 ผใู ดไมตอ ตานเรา ก็เปนฝายเรา” การแสดงความใจดีตอ ศิษย ของพระคริสตเจา 41 “ผูใดใหน้ำทานดื่มเพียงแกวหนึ่ง เพราะทานเปนคนของพระคริสตเจา เรา บอกความจริงกับทานวาเขาจะไดบำเหน็จ รางวัลอยางแนนอน” การชักนำผอู นื่ ใหทำบาป “ผใู ดเปนเหตุใหคนธรรมดาทีม่ คี วาม d เชือ่ เหลานีท้ ำบาป ถาเขาจะถูกผูกคอ ดวยหินโมใหญถวงในทะเลก็ยังจะดีกวา 43 ถามือขางหนึง่ ของทานเปนเหตุใหทา น ทำบาป จงตัดมันทิง้ เสีย ทานจะเขาสู ชีวิตนิรันดรโดยมีมือขางเดียว ยังดีกวา มีมอื ทัง้ สองขางแตตอ งตกนรกในไฟทีไ่ ม รูดับe (44) 45ถาเทาขางหนึง่ ของทานเปน เหตุใหทา นทำบาป จงตัดมันทิง้ เสีย ทาน จะเขาสูชีวิตนิรันดรโดยมีเทาพิการยังดี กวามีเทาทัง้ สองขางแตถกู โยนลงนรก(46) 42

สำเนาโบราณบางฉบับวา “มีความเชือ่ ในเรา” สำเนาโบราณฉบับที่ดีที่สุดละขอ 44 และ 46 (Vulg.) เพราะซ้ำกับขอ 48


มาระโก 9:47 162 47 ถาตาขางหนึง่ ของทานเปนเหตุใหทา นทำ กระดางของทาน โมเสสจึงไดเขียน บาป จงควักมันออกเสีย ทานจะเขาสพู ระ บัญญัตขิ อ นีไ้ ว 6แตเมือ่ แรกสรางโลกนัน้ อาณาจักรของพระเจา โดยมีตาขางเดียว พระเจาทรงสรางมนุษยใหเปนชายและ ยังดีกวามีตาทัง้ สองขางแตตอ งถูกโยนลง หญิง 7ดังนัน้ ชายจะละบิดามารดาa 8และ นรก 48ที่นั่นหนอนไมรูตาย ไฟไมรูดับ ชายหญิงจะเปนเนือ้ เดียวกัน ดังนี้ เขาจึง 49 เพราะทุกคนจะถูกดองดวยเกลือและไฟf ไมเปนสองอีกตอไป แตเปนเนือ้ เดียวกัน 50 เกลือเปนสิง่ ดี แตถา เกลือจืด ทานจะนำ 9ดังนัน้ สิง่ ทีพ่ ระเจาทรงรวมกันไว มนุษย สิง่ ใดมาทำใหเกลือเค็มอีกเลา จงมีเกลือ อยาแยกเลย” 10เมื่อกลับเขาไปในบาน อยใู นตัว และจงอยอู ยางสันติกบั ผอู นื่ ” แลว บรรดาศิษยทูลถามถึงเรื่องนี้อีก 11 พระองคจึงตรัสตอบวา “ผูใดหยาราง คำถามเรือ่ งการหยาราง ภรรยา และแตงงานกับอีกคนหนึง่ ก็ทำ 1 พระเยซูเจาเสด็จออกจากทีน่ นั่ ผิดประเวณีตอภรรยาคนเดิม 12และถา เขาไปในเขตแควนยูเดียและอีกฟากหนึง่ หญิงคนหนึง่ หยากับสามีbไปแตงงานกับอีก ของแมน้ำจอรแดน ประชาชนมาเฝา คนหนึง่ ก็ทำผิดประเวณีเชนเดียวกัน” พระองคอกี ครัง้ หนึง่ พระองคจงึ ทรงสอน เขาอีกเชนเคย 2ชาวฟาริสบี างคนทูลถาม พระเยซูเจาและเด็กเล็ก ๆ 13 หวังจะจับผิดพระองควา “เปนการถูกตอง มีผนู ำเด็กเล็ก ๆ มาเฝาพระเยซูเจา 3 หรือไมทชี่ ายจะหยากับภรรยา” พระองค เพื่อทรงสัมผัสอวยพร แตบรรดาศิษย ตรัสตอบวา “โมเสสไดบญ ั ญัตไิ ววา อยาง กลับดุวา คนเหลานัน้ 14เมือ่ พระองคทรง ไร” 4เขาทูลตอบวา “โมเสสอนุญาตให เห็นก็ไมพอพระทัย ตรัสแกบรรดาศิษย ทำหนังสือหยารางและหยากันได” 5พระ วา “ปลอยใหเด็กเล็ก ๆ มาหาเราเถิด อยา เยซูเจาตรัสตอบวา “เพราะใจดื้อหยาบ หามเลย เพราะพระอาณาจักรของพระ

10

“การดองดวยเกลือ” เปนวิธีถนอมอาหารวิธีหนึ่ง “ไฟ” หมายถึง ความทุกขยากที่ผูมีความเชื่อ ตองถูกทดสอบ การดองดวยเกลือและไฟจึงเปรียบเสมือนการรักษาความซื่อสัตยตอพระเจา แม ทามกลางความทุกขยาก ทำใหผมู คี วามเชือ่ กลายเปนเครือ่ งบูชาทีพ่ อพระทัยถวายแดพระเจา (ดู ลนต 2:13) ดูเหมือนวา ขอ 50 (เทียบ มธ 5:13) ไมมีความตอเนื่องอะไรกับขอ 49 แตถูกตอเติมเขาที่นี่ เพราะมีคำวา “เกลือ” ปรากฏอยูเทานั้น a สำเนาโบราณบางฉบับเสริมวา “ไปผูกพันกับภรรยาของตน” (เทียบ ปฐก 2:24 และ มธ 19:5) b ขอความนี้สะทอนกฎหมายโรมัน เพราะกฎหมายยิวอนุญาตใหสามีเทานั้นมีสิทธิหยาราง ภรรยาได สวนภรรยาไมมีสิทธิหยาสามี f

10


15

เจาเปนของคนทีเ่ หมือนเด็กเหลานี้ เรา บอกความจริงกับทานวา ผูใดไมรับพระ อาณาจักรของพระเจาอยางเด็กเล็กๆ เขา จะไมเขาสพู ระอาณาจักรนัน้ เลย” 16แลว พระองคทรงอุมเด็กเหลานั้นไว ทรงปก พระหัตถ และประทานพระพร เศรษฐีหนมุ ขณะทีพ่ ระองคกำลังทรงพระดำเนิน อยูระหวางทาง ชายคนหนึ่งวิ่งมาคุก เขาตอหนาพระองค ทูลถามวา “พระ อาจารยผูทรงความดี ขาพเจาตองทำ อะไรเพื่อจะไดชีวิตนิรันดร” 18พระเยซู เจาตรัสกับเขาวา “ทำไมเรียกเราวาผู ทรงความดี ไมมใี ครทรงความดีนอกจาก พระเจาเทานัน้ 19ทานรจู กั บทบัญญัติ แลว คือ อยาฆาคน อยาลวงประเวณี อยา ลักขโมย อยาเปนพยานเท็จ อยาฉอโกง จงนับถือบิดามารดา” 20ชายผนู นั้ ทูลวา “พระอาจารย ขาพเจาไดปฏิบตั ติ ามบท บัญญัตเิ หลานีท้ กุ ขอมาตัง้ แตเปนเด็กแลว” 21 พระเยซูเจาทอดพระเนตรเขาดวยพระทัย เอ็นดู ตรัสกับเขาวา “ทานยังขาดสิง่ หนึง่ จงไปขายทุกสิง่ ทีม่ ี มอบเงินใหคนยากจน และทานจะมีขมุ ทรัพยในสวรรค แลวจง ติดตามเรามาเถิด” 22เมือ่ ไดฟง พระวาจา นี้ ชายผูนั้นหนาสลดลงเพราะเขามี ทรัพยสมบัติมากมาย จึงจากไปดวย ความทุกข 17

c

163

มาระโก 10:31 อันตรายจากทรัพยสมบัติ 23 พระเยซูเจาทอดพระเนตรโดยรอบ แลวตรัสกับบรรดาศิษยวา “ยากจริงหนอ ทีค่ นมัง่ มีจะเขาสพู ระอาณาจักรของพระ เจา” 24บรรดาศิษยแปลกใจกับพระวาจา นี้ c พระเยซูเจาจึงตรัสอีกวา “ลูกเอย ยากจริงหนอทีจ่ ะเขาสพู ระอาณาจักรของ พระเจา 25อูฐจะลอดรูเข็มยังงายกวา คนมั่งมีเขาสูพระอาณาจักรของพระเจา” 26 บรรดาศิษยยงิ่ ประหลาดใจมากขึน้ พูด กันวา “ดังนี้ ใครเลาจะรอดพนได” 27พระ เยซูเจาทอดพระเนตรบรรดาศิษยแลวตรัส วา “สำหรับมนุษยเปนไปไมได แตสำหรับ พระเจาเปนเชนนัน้ ได เพราะพระองคทรง ทำไดทกุ สิง่ ” รางวัลของการสละทุกสิง่ เปโตรทูลพระเยซูเจาวา “ขาพเจาทัง้ หลายไดสละทุกสิ่งและติดตามพระองค แลว” 29พระเยซูเจาตรัสวา “เราบอกความ จริงกับทานวา ไมมใี ครทีล่ ะทิง้ บานเรือน พีน่ อ งชายหญิง บิดามารดา บุตรหรือไร นาเพราะเห็นแกเรา และเพราะเห็นแก ขาวดี 30จะไมไดรบั การตอบแทนรอยเทา ในโลกนี้ เขาจะไดบานเรือน พี่นองชาย หญิง มารดา บุตร ไรนา พรอมกับการ เบียดเบียน และในโลกหนาจะไดชีวิต นิรนั ดร 31หลายคนทีเ่ ปนกลมุ แรกจะกลับ เปนกลมุ สุดทาย และกลมุ สุดทายจะกลับ 28

ชาวยิวมีความคิดวาทรัพยสมบัตแิ ละความร่ำรวยเปนเครือ่ งหมายแสดงวาพระเจาทรงโปรดปราน


มาระโก 10:32 กลายเปนกลมุ แรก” พระเยซูเจาทรงทำนายครัง้ ทีส่ าม ถึงพระทรมาน 32 บรรดาศิษยกำลังเดินทางขึ้นไปยัง กรุงเยรูซาเล็ม พระเยซูเจาเสด็จนำเขาไป เขาตางประหลาดใจ ผตู ดิ ตามตางมีความ กลัว พระองคทรงพาอัครสาวกสิบสอง คนออกไปตามลำพังอีกครั้งหนึ่ง ทรง บอกเขาถึงเหตุการณทจี่ ะเกิดขึน้ กับพระ องควา 33“บัดนี้ พวกเรากำลังจะขึน้ ไปยัง กรุงเยรูซาเล็ม บุตรแหงมนุษยจะถูกมอบ ใหบรรดามหาสมณะและบรรดาธรรมาจารย เขาจะตัดสินประหารชีวิตพระองค และ มอบพระองคใหคนตางชาติ34สบประมาท เยาะเยย ถมน้ำลายรด โบยตี และฆา เสีย แตหลังจากนั้นสามวัน พระองคจะ ทรงกลับคืนชีพ” บุตรของเศเบดีขออภิสิทธิ์ ยากอบและยอหน บุตรของเศเบดี เขามาทูลพระองควา “พระอาจารย ขาพ เจาทัง้ สองปรารถนาใหพระองคทรงกระทำ ตามที่ขาพเจาจะขอนี้” 36พระองคตรัส ถามวา “ทานปรารถนาใหเราทำสิ่งใด” 37 ทัง้ สองทูลตอบวา “ขอโปรดใหขา พเจา คนหนึง่ นัง่ ขางขวา อีกคนหนึง่ นัง่ ขางซาย 35

164

ของพระองค ใ นพระสิ ริ รุ ง โรจน เ ถิ ด ” d 38 พระเยซูเจาตรัสวา “ทานไมรูวากำลัง ขออะไร ทานดืม่ ถวยซึง่ เราจะดืม่ ไดไหม หรือรับการลางที่เราจะรับไดหรือไม”e 39 ทัง้ สองทูลวา “ได พระเจาขา” พระเยซู เจาตรัสกับเขาวา “ถวยที่เราจะดื่มนั้น ทานจะไดดมื่ และการลางทีเ่ ราจะรับนัน้ ทานก็จะไดรบั 40แตการทีจ่ ะนัง่ ขางขวา หรือขางซายของเรานัน้ ไมใชหนาทีข่ อง เราทีจ่ ะให แตสงวนไวสำหรับผทู พี่ ระเจา ทรงจัดเตรียมไว” ผนู ำตองรับใชผอู นื่ เมือ่ ไดยนิ ดังนัน้ อัครสาวกอีกสิบคน รูสึกโกรธยากอบและยอหน 42พระเยซู เจาจึงทรงเรียกเขาทัง้ หมดมาพบ ตรัสวา “ทานทัง้ หลายยอมรวู า คนตางชาติทคี่ ดิ วาตนเปนหัวหนายอมเปนเจานายเหนือผู อื่น และผูเปนใหญยอมใชอำนาจบังคับ 43 แตทา นทัง้ หลายไมควรเปนเชนนัน้ ผใู ด ทีป่ รารถนาจะเปนใหญจะตองทำตนเปน ผรู บั ใชผอู นื่ 44และผใู ดทีป่ รารถนาจะเปน คนทีห่ นึง่ ในหมทู า น ก็จะตองทำตนเปนผู รับใชทกุ คน 45เพราะบุตรแหงมนุษยมไิ ด มาเพือ่ ใหผอู นื่ รับใช แตมาเพือ่ รับใชผอู นื่ และมอบชีวิตของตนเปนสินไถเพื่อมวล มนุษย” 41

เมื่อพระเยซูเจาจะทรงชัยชนะอยางเด็ดขาดในฐานะที่เปนพระเมสสิยาห กษัตริย การดื่มถวย (เทียบ 14:36) และการรับการลางเปนสัญลักษณของพระทรมานที่ใกลจะมาถึง พระเยซูเจาจะตองถูกจุมลง (ภาษากรีกวา baptizein) ในความทุกขทรมาน d e


คนตาบอดทีเ่ มืองเยรีโค พระเยซูเจาเสด็จมาถึงเมืองเยรีโค พรอมกับบรรดาศิษย ขณะที่พระองค เสด็จออกจากเมืองเยรีโคพรอมกับบรรดา ศิษยและประชาชนจำนวนมาก บารทิเมอัสบุตรของทิเมอัส คนขอทานตาบอด นัง่ อยรู มิ ทาง 47เมือ่ ไดยนิ วาพระเยซูชาว นาซาเร็ธกำลังเสด็จผานมา เขาเริ่มสง เสียงรองตะโกนวา “ขาแตพระเยซู โอรส ของกษัตริยดาวิดเจาขา โปรดเมตตา ขาพเจาเถิด” 48หลายคนดุเขาใหเงียบ แต เขากลับตะโกนดังยิ่งกวาเดิมวา “พระ โอรสของกษั ต ริ ย ด าวิ ด เจ า ข า โปรด 46

165

มาระโก 11:10 เมตตาขาพเจาเถิด” พระเยซูเจาทรง หยุด ตรัสวา “ไปเรียกเขามาซิ” เขาก็เรียก คนตาบอดพลางกลาววา “ทำใจดี ๆ ไว ลุกขึน้ พระองคกำลังเรียกเจาแลว” 50คน ตาบอดสลัดเสื้อคลุมทิ้ง กระโดดเขาไป เฝาพระเยซูเจา 51พระเยซูเจาตรัสวา “ทานอยากใหเราทำอะไรให” คนตาบอด ทูลวา “รับโบนีf ใหขาพเจาแลเห็นเถิด” 52 พระเยซู เ จ า ตรั ส กั บ เขาว า “ไปเถิ ด ความเชือ่ ของทานไดชว ยทานใหรอดพน แลว” ทันใดนัน้ เขากลับแลเห็นและเดิน ทางติดตามพระองคไป 49

IV พระภารกิจของพระเยซูเจาที่กรุงเยรูซาเล็ม พระเมสสิยาหเสด็จเขา กรุงเยรูซาเล็ม 1 เมือ่ พระเยซูเจาเสด็จพรอมกับ บรรดาศิษยเขามาใกลกรุงเยรูซาเล็ม ที่ หมบู า นเบธฟายีและเบธานี ใกลกบั ภูเขา มะกอกเทศ พระองคทรงใชศษิ ยสองคน ไป 2ตรัสแกเขาวา “จงเขาไปในหมบู า น ขางหนา เมือ่ เขาไปแลว ทานจะพบลูก ลาตัวหนึ่งผูกอยู ยังไมมีใครเคยขี่ลาตัว นัน้ เลย จงแกเชือกและจูงมันมาเถิด 3ถา มีผใู ดถามวา ‘ทำไมทานจึงทำเชนนี’้ จง บอกเขาวา ‘พระอาจารยตองการใชมัน และจะสงกลับคืนมาใหทนั ที’” 4ศิษยทงั้ สองคนออกไป พบลูกลาตัวหนึง่ ผูกอยทู ี่

11

f

ประตูดา นนอกบนถนน ขณะทีเ่ ขากำลัง แกเชือก 5บางคนทีย่ นื อยทู นี่ นั่ ถามวา “ทำ อะไรกัน แกเชือกลูกลาทำไม” 6ศิษยทั้ง สองคนก็ตอบตามที่พระเยซูเจาไดตรัส ไว เขาจึงยอมใหนำลูกลาไป 7ศิษยทงั้ สองคนจูงลูกลามาถวายพระเยซูเจา ปู เสื้อคลุมของตนบนหลังลา พระองคจึง ทรงลูกลาตัวนั้น 8คนจำนวนมากปูเสื้อ คลุมของตนตามทาง บางคนปูกงิ่ ไมซงึ่ ตัดมาจากทงุ นาดวย 9พวกทีเ่ ดินไปขาง หนา และผูที่ตามมาขางหลังตางโหรอง วา “โฮซานนา ขอถวายพระพรแดผูมา ในพระนามขององคพระผเู ปนเจา 10ขอ พระพรจงมีแดพระอาณาจักรที่กำลังจะ

เปนภาษาอาราเมอิก แปลวา “อาจารยเจาขา” หรือ “อาจารยของขาพเจา” (เทียบ ยน 20:16)


มาระโก 11:11 166 มาถึงของกษัตริยดาวิด บรรพบุรุษของ พระวิหาร พระองคทรงขับไลบรรดาคน เรา โฮซานนา ณ สวรรคสงู สุด 11พระเยซู ซือ้ ขายในพระวิหาร ทรงคว่ำโตะของคน เจาเสด็จเขากรุงเยรูซาเล็ม เขาไปในพระ แลกเงิน และมานัง่ ของคนขายนกพิราบ วิหาร เมือ่ ทอดพระเนตรสิง่ ตาง ๆ โดย 16พระองคไมทรงยอมใหใครแบกสัมภาระ รอบแล ว พระองค ก็ เ สด็ จ ออกไปยั ง เดินผานพระวิหาร 17พระองคตรัสสอน หมูบานเบธานี พรอมกับอัครสาวกสิบ ประชาชนวา “มีเขียนไวในพระคัมภีร มิใชหรือวา บานของเราจะไดชื่อวาบาน สองคน ขณะนัน้ เปนเวลาค่ำแลว แหงการอธิษฐานภาวนาสำหรับนานา a ชาติb แตทา นทัง้ หลายกลับมาทำใหเปน ตนมะเดือ่ เทศไรผล 12 วันรุงขึ้น ขณะที่พระเยซูเจาเสด็จ ซองโจร” 18เมื่อบรรดามหาสมณะและ ออกจากหมูบานเบธานีพรอมกับบรรดา บรรดาธรรมาจารยไดยนิ เรือ่ งนี้ ก็หาชอง ศิษย พระองคทรงรสู กึ หิว 13เมือ่ ทอดพระ ทางที่จะกำจัดพระองค แตเขากลัวพระ เนตรแตไกล ทรงเห็นมะเดือ่ เทศตนหนึง่ องค เพราะประชาชนกำลังประทับใจใน มีใบ จึงเสด็จเขาไปทอดพระเนตรวามี คำสั่งสอนของพระองค 19ครั้นถึงเวลา ผลหรือไม ทรงพบแตใบ เพราะมิใชฤดู เย็น พระองคกเ็ สด็จออกจากเมืองพรอม มะเดือ่ เทศ 14พระองคจึงตรัสแกมะเดื่อ กับบรรดาศิษย เทศตนนัน้ วา “ตัง้ แตนตี้ อไป อยาใหใคร ไดกินผลของเจาอีกเลย” บรรดาศิษยได ตนมะเดื่อเหี่ยวเฉา ความเชื่อ ยินพระวาจานี้ และการอธิษฐานภาวนา 20 เชาวันรงุ ขึน้ ขณะทีบ่ รรดาศิษยผา น พระเยซูเจาทรงขับไลบรรดาพอคา มา ไดเห็นตนมะเดื่อเทศเหี่ยวเฉาไปจน ออกจากพระวิหาร ถึงราก 21เปโตรจำไดจงึ ทูลพระเยซูเจา 15 พระเยซูเจาเสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็ม วา “พระอาจารยเจาขา ดูซิ ตนมะเดือ่ เทศ พรอมกับบรรดาศิษย เมื่อเสด็จเขาสู ที่พระองคทรงสาปแชงนั้นเหี่ยวเฉาไป

11

พระวรสารสหทรรศนเลาลำดับเหตุการณเหลานี้ไมตรงกัน มธ และ ลก กลาวถึงการ เสด็จเขากรุงเยรูซาเล็มและการขับไลพอคาออกจากพระวิหารเปนเหตุการณที่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน ส ว น มก ขยายออกเป น สองวั น และมี เ รื่ อ งการสาปแช ง ต น มะเดื่ อ มาคั่ น ไว นอกจากนั้ น มก ยังกลาวถึงการทีต่ น มะเดือ่ เหีย่ วเฉาแทรกอยรู ะหวางการขับไลพอ คา และการถกเถียงเรือ่ งอำนาจของ พระเยซูเจา ซึ่งในความเปนจริงตองเปนเหตุการณที่ตอเนื่องกัน (ดู ยน 2:14-22) b มก เทานัน้ อางถึงถอยคำจากหนังสือประกาศกอิสยาหทวี่ า “สำหรับนานาชาติ” แสดงถึงลักษณะ ของคารวกิจในยุคพระเมสสิยาห ซึ่งนานาชาติจะพากันมานมัสการพระเจาในพระวิหาร a


22

แลว” พระเยซูเจาจึงตรัสกับบรรดา ศิษยวา “จงมีความเชื่อในพระเจาเถิด 23 เราบอกความจริงกับทานวา ถาผูใด บอกภูเขาลูกนี้วา จงยกตัวขึ้น และทิ้ง ตัวลงไปในทะเลเถิด โดยไมมใี จสงสัย แต เชือ่ วาสิง่ ทีเ่ ขาพูดนัน้ จะเปนจริง มันก็จะ เปนเชนนั้น 24ดังนั้น เราบอกทานทั้ง หลายว า ทุ ก สิ่ ง ที่ ท า นวอนขอในการ อธิษฐานภาวนา จงเชือ่ วาทานจะไดรบั และทานก็จะไดรับ 25ขณะที่ทานยืน อธิษฐานภาวนา จงใหอภัย ถาทานมี เรือ่ งบาดหมางกับผใู ด เพือ่ วาพระบิดา ของท า นผู ส ถิ ต บนสวรรค จ ะทรงอภั ย ความผิดใหทา นดวย”c (26) พระเยซูเจาทรงรับอำนาจจากทีใ่ ด 27 พระเยซูเจาเสด็จกลับมาที่กรุงเยรูซาเล็มอีกพรอมกับบรรดาศิษย ขณะที่ ทรงพระดำเนินอยใู นพระวิหาร บรรดา มหาสมณะ บรรดาธรรมาจารย และผู อาวุโสไดเขามาพบพระองค 28ทูลถามวา “ทานมีอำนาจใดจึงทำเชนนี้ ใครมอบ อำนาจใหทา นทำการเหลานี”้ 29พระเยซู เจาตรัสกับเขาวา “เราขอถามทานอยาง หนึง่ ดวยเหมือนกัน ถาทานตอบ เราก็ จะบอกทานวาเราทำเชนนี้โดยอำนาจ อะไร 30พิธลี า งของยอหนมาจากสวรรค หรือมาจากมนุษย จงตอบมาซิ” 31บรรดา มหาสมณะ ธรรมาจารย แ ละผู อ าวุ โ ส

167

มาระโก 12:6 จึงปรึกษากันวา “ถาเราตอบวามาจาก สวรรค เขาก็จะถามวา ‘แลวทำไมทาน จึงไมเชื่อยอหนเลา’ 32แตเราจะบอกวา มาจากมนุษยไดอยางไร” เขาเหลานั้น กลัวประชาชน เพราะประชาชนคิดวา ยอหนเปนประกาศก 33จึงทูลตอบพระ เยซูเจาวา “เราไมร”ู พระเยซูเจาจึงตรัสวา “เราก็ไมบอกทานเชนเดียวกันวาเราทำ การเหลานีด้ วยอำนาจใด” อุปมาเรือ่ งคนเชาสวนชัว่ ราย 1 พระเยซูเจาตรัสเรือ่ งอุปมาให บรรดาผูนำชาวยิวฟงวา “ชายคนหนึ่ง ปลูกองนุ ไวสวนหนึง่ ทำรัว้ ลอม ขุดบอย่ำ ผลองนุ สรางหอเฝา ใหชาวสวนเชา แลว ก็ออกเดินทางไปตางเมือง 2เมือ่ ถึงเวลา กำหนด เขาก็ใชผรู ับใชคนหนึง่ ไปหาคน เชาสวน เพือ่ รับสวนแบงจากผลผลิตของ สวน 3แตคนเชาสวนจับผรู บั ใชคนนัน้ ทุบ ตี แลวไลกลับไปมือเปลา 4เจาของสวนจึง สงผรู บั ใชไปอีกคนหนึง่ คนเชาสวนตีหวั และดาวาผูรับใชคนนี้อยางหยาบคาย 5 เจาของสวนสงผรู บั ใชไปอีกคนหนึง่ คน เชาสวนก็ฆา เขาเสีย เจาของสวนยังสงผู รับใชคนอื่นไปอีกหลายคน ก็ถูกคนเชา สวนทุบตีบา ง ฆาเสียบาง 6เจาของสวน ยังมีคนเหลืออยอู กี คนหนึง่ คือบุตรสุดที่ รัก เขาจึงสงบุตรไปเปนคนสุดทาย โดย

12

สำเนาโบราณบางฉบับเพิ่มขอ 26 “แตถาทานไมใหอภัย พระบิดาของทานบนสวรรคก็จะ ไมทรงอภัยความผิดของทานดวยเชนกัน” (เทียบ มธ 6:15) c


มาระโก 12:7 168 คิดวา “พวกนั้นคงจะเกรงใจลูกของเรา 16เขาก็นำเงินเหรียญหนึ่งมาถวาย พระ บาง” 7แตคนเชาสวนเหลานั้นพูดกันวา องคจงึ ตรัสถามวา “รูปและคำจารึกนีเ้ ปน “คนคนนีเ้ ปนทายาท เราจงฆาเขาเสียเถิด ของใคร” เขาก็ตอบวา “เปนของซีซาร” 17 มรดกจะไดตกเปนของเรา” 8แลวเขาก็จบั พระองคจึงตรัสวา “ของของซีซารจง บุตรของเจาของสวนฆาเสีย ทิ้งศพไว คืนใหซีซาร และของของพระเจาก็จง นอกสวน 9เจาของสวนจะทำอยางไร เขา คื น ให พ ระเจ า เถิ ด ” คนเหล า นั้ น ต า ง จะมาทำลายคนเชาสวนเหลานัน้ เสีย แลว ประหลาดใจในพระองค ยกสวนใหคนอื่นเชา 10ทานทั้งหลายไม ไดอา นพระคัมภีรต อนนีห้ รือวา การกลับคืนชีพของบรรดาผตู าย 18 “หินทีช่ า งกอสรางทิง้ เสียนัน้ ตอมา ชาวสะดูสบี างคนมาพบพระ ไดกลายเปนศิลาหัวมุม เยซูเจา คนเหลานี้สอนวาไมมีการกลับ 11 องคพระผเู ปนเจาไดทรงกระทำเชนนัน้ คืนชีพ เขาทูลถามพระองควา 19“พระ เปนทีน่ า อัศจรรยกบั เรายิง่ นัก” อาจารย โมเสสเขียนสั่งไววา ถาพี่ชาย 12 บรรดาผูนำชาวยิวพยายามจับกุม ตาย ทิง้ ภรรยาไวโดยไมมบี ตุ ร ก็ใหนอ ง พระองค เพราะรวู า พระองคตรัสอุปมานี้ ชายของเขารับเอาหญิงนัน้ มาเปนภรรยา กระทบถึงเขา แตเขายังเกรงประชาชน เพือ่ จะไดสบื สกุลของพีช่ าย 20ยังมีพนี่ อ ง อยจู งึ ผละจากพระองคไป เจ็ดคน คนแรกมีภรรยาแลว ตายไปโดย ไมมบี ตุ ร 21คนทีส่ องก็รบั นางเปนภรรยา การเสียภาษีแกซซี าร แลวตายไปโดยไมมบี ตุ ร คนทีส่ ามก็เชน 13 ตอมา เขาไดสงชาวฟาริสีและคน เดียวกัน 22ทัง้ เจ็ดคนไมมบี ตุ รเลย ในทีส่ ดุ บางคนที่เปนฝายของกษัตริยเฮโรดมา หญิงคนนัน้ ก็ตายไปดวย 23เมือ่ มนุษยจะ พบพระเยซูเจา หมายจะจับผิดพระวาจา กลับคืนชีพในวันกลับคืนชีพ หญิงนัน้ จะ ของพระองค 14คนเหลานัน้ ทูลวา “พระ เปนภรรยาของใคร เพราะทัง้ เจ็ดคนตาง อาจารย พวกเรารวู า ทานเปนคนเทีย่ ง ไดนางเปนภรรยา” 24 ตรง ไมลำเอียง ทานไมเห็นแกหนาใคร พระเยซูเจาจึงตรัสวา “ทานคิดผิด แตสงั่ สอนวิถที างของพระเจาตามความจริง ไปแลวมิใชหรือ ทานไมเขาใจพระคัมภีร เปนการถูกตองหรือไมที่จะเสียภาษีแก และไม รู จั ก พระอานุ ภ าพของพระเจ า ซีซาร เราตองเสียภาษีหรือไมตองเสีย 25เมือ่ ผตู ายจะกลับคืนชีพนัน้ จะไมมกี าร ภาษี” 15พระองคทรงทราบความเจาเลห แตงงานเปนสามีภรรยากันอีก แตเขาจะ ของเขา จึงตรัสวา “มาทดสอบเราทำไม เปนเหมือนทูตสวรรค 26สวนเรือ่ งผตู าย เอาเงินเหรียญมาใหเราดูสกั เหรียญหนึง่ ซิ” กลับคืนชีพนัน้ ทานไมไดอา นหนังสือของ


169

โมเสสตอนทีก่ ลาวถึงพมุ ไม หรือวา พระ เจาตรัสกับเขาอยางไร พระองคตรัสวา “เราคือพระเจาของอับราฮัม พระเจาของ อิสอัคและพระเจาของยาโคบ 27พระองค มิใชพระเจาของผูตาย แตเปนพระเจา ของผเู ปน ทานคิดผิดไปมากทีเดียว” a

บทบัญญัติเอก ธรรมาจารยคนหนึ่งเขามาเฝาพระ เยซูเจา ไดฟงการโตเถียงเรื่องนี้ และ เห็นวาพระองคทรงตอบไดดี จึงทูลถาม พระองควา “บทบัญญัตขิ อ ใดเปนเอกกวา บทบัญญัติขออื่น ๆ” 29พระเยซูเจาตรัส ตอบวา “บทบัญญัติเอกก็คือ อิสราเอล เอย จงฟงเถิด องคพระผเู ปนเจา** พระ เจาของเราทรงเปนองคพระผูเปนเจาแต เพียงพระองคเดียวb 30ทานจะตองรักองค พระผูเปนเจา พระเจาของทานสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปญ  ญาและสุดกำลัง 31 ของทาน บทบัญญัตปิ ระการทีส่ องก็คอื 28

12

มาระโก 12:35 ทานจะตองรักเพื่อนมนุษยเหมือนรักตน เอง ไมมบี ทบัญญัตขิ อ ใดยิง่ ใหญกวาบท บัญญัติสองประการนี้ 32ธรรมาจารยคน นั้นทูลวา “พระอาจารย ทานตอบไดดี จริงทีเดียวที่ทานกลาววา พระเจามีแต เพียงพระองคเดียวและนอกจากพระองค แลวไมมพี ระเจาอืน่ เลย 33การจะรักพระ องคสดุ จิตใจ สุดความเขาใจและสุดกำลัง และรักเพื่อนมนุษยเหมือนรักตนเองนี้มี คุณคามากกวาเครือ่ งเผาบูชา หรือเครือ่ ง สักการบูชาใด ๆ ทัง้ สิน้ ” 34พระเยซูเจา ทรงเห็นวาเขาพูดอยางเฉลียวฉลาด จึง ตรัสวา “ทานอยูไมไกลจากพระอาณา จักรของพระเจา” หลังจากนั้น ไมมีผูใด กลาทูลถามพระองคอีกเลย พระเยซูเจาทรงเปนยิง่ กวา โอรสของกษัตริยด าวิด 35 พระเยซูเจาทรงสั่งสอนอยูในพระ วิหาร ตรัสถามวา “บรรดาธรรมาจารย

หมายถึง เรื่องพุมไมที่ลุกเปนไฟ (ดู อพย 3:6) ** “องคพระผเู ปนเจา” ภาษากรีกวา “Kyrios” ภาษาฮีบรู “Adonai” เปนคำทีช่ าวยิวใชเรียกพระเจา โดยเลี่ยงไมใชพระนาม “พระยาหเวห” โดยตรง b พันธสัญญาใหมยังรักษาลัทธิเอกเทวนิยมของชาวยิวในพันธสัญญาเดิมอยางเครงครัด ขอ ความที่พระเยซูเจาตรัสที่นี่ ยกมาจาก “shema” ซ