Issuu on Google+

จุ ล สารการเรี ย นรู้ โดยการให้ บ ริ ก ารสั ง คม (Service-Learning) ศู นย์ จ ริ ย ธรรมวิช าชี พ ฝ่ ายกิ จ การนั ก ศึ ก ษา มหาวิทยาลั ย อั ส สั มชั ญ St. Martin Center for Professional Ethics & Service-Learning, Student Affairs, Assumption University.

Au Service-Learning พ ฤ ษ ภ า ค ม 2 5 5 5 — มี น า ค ม 2 5 5 6

ปี ที่ 4 ฉ บั บ ที่ 1 I S S N 1 9 0 6 - 5 1 9 1

Newsletter www.service - learning.au.edu

ข บ ว น บ ุญ ม ห า วิ ท ย า ลั ย อั ส สั ม ชั ญ ในปี 2551 นางสาวมาลินี ตันอาไพ และนักศึกษาจานวน 60 คน จัดค่ายวิถีธรรมสูค่ วามพอเพียง ลงพื ้นที่หมู่บ้านอมลอง และวัดพระ บรมธาตุดอยผาส้ ม อาเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสัมผัส เรี ยนรู้ วิถี ชีวิตของชุมชน สร้ างฝาย ปลูกป่ า ศึกษาปั ญหาและแนวทางการต่อสู้ของ ชุมชน การอนุรักษ์ ป่าต้ นน ้า การป้องกันและดับไฟป่ า โดยมีพระครู ธรรม คุต (พระอาจารย์สรยุทธ ชยปํฺโญ) เจ้ าอาวาส และพระอาจารย์สงั คม ธนปํฺโญ ผู้ช่วยเจ้ าอาวาส เป็ นผู้นาจิตวิญญาณของชุมชน ในปี 2552 นักศึกษา 90 คน ลงพื ้นที่ ขณะนัน้ วัดได้ ใช้ พื ้นที่ของ สมาชิกในหมู่บ้าน (ห้ วยบง) จัดตังศู ้ นย์การเรี ยนรู้ เชิงปฏิบตั ิการปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อต่อสู้กบั ปั ญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิต และเพื่อ ตอบแทนคุณของชุมชน กลุม่ นักศึกษาได้ เสนอจัดตังสหกรณ์ ้ ออมทรัพย์ เพื่อแก้ ปัญหาหนี ้สิน โดยนาพระอาจารย์และชาวอมลอง 10 รู ป/คน ไป ศึกษาแนวคิดสหกรณ์ ออมทรัพย์ ณ หมู่บ้านหนองขนาก อาเภอเมือง ปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี เป็ นหมูบ่ ้ านเศรษฐกิจพอเพียงอยูเ่ ย็นเป็ นสุข เป็ นอี ก ชุม ชนที่ นัก ศึ ก ษาได้ ล งพื น้ ที่ เ รี ย นรู้ เศรษฐกิ จ พอเพี ย ง เรี ย นรู้ คุณธรรม และกระบวนการต่อสู้ของชุมชนตามแนวพระราชดาริ ปี 2553 นักศึกษา 50 คน ลงพื ้นที่หมูบ่ ้ านอมลอง ได้ ร่วมศึกษา และเรี ยนรู้กบั พระอาจารย์และชุมชนถึงสหกรณ์ที่พงึ ประสงค์ และเหมาะ กับชุมชนอมลอง ประเด็ นที่ ได้ จ ากการศึก ษา คื อ ชุม ชนหนองขนาก จังหวัดปราจีนบุรี เป็ นชุมชนที่มีอาชีพและมีรายได้ ชดั เจนจึงมีเงินออม แต่ ชุมชนอมลองยังมีปัญหาเรื่ องอาชีพและหนี ้สินจึงไม่มีเงินออม การออม เงิ น จึ ง ไม่ น่ า จะสอดคล้ อ งกับ สภาพเศรษฐกิ จ ของชุ ม ชนในขณะนัน้ บทสรุปก็คือ สหกรณ์ที่พงึ ประสงค์จึงควรเริ่ มการออมจากสิง่ ที่ชมุ ชนมี จึง เกิดคาถามว่า “อะไรที่ชุมชนอมลองมีและสามารถนามาออมได้ บ้างใน ขณะนัน” ้ ชุมชนจึงก่อตัง้ “สหกรณ์บญ ุ ดอยผาส้ ม” โดยเริ่ มจากการออม

มูลสัตว์และข้ าวเปลือก นามูลสัตว์ที่มีอยู่มามาลงแรงแปรรู ปเป็ นปุ๋ยเพื่อ จาหน่าย เป็ นรู ปแบบสหกรณ์ที่ไม่ได้ ม่งุ เน้ นเงินและกาไรเป็ นตัวตัง้ ไม่มี การกู้ยืม แต่มงุ่ เน้ นความดี ความสุขและอยูบ่ นพื ้นฐานความพอเพียง แม้ มีกาไรก็จะนาไปก่อตังเป็ ้ นกองบุญ เพื่อพัฒนาสหกรณ์ ทาบุญ ช่วยเหลือ เกื ้อกูลกัน พัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและดูแลรักษาป่ าต้ นน ้า ป้องกันดับไฟ ป่ า ในเบื ้องต้ น เน้ นให้ สมาชิกเข้ าใจถึงความสาคัญของอาหารและการ ผลิ ต อาหารเป็ นหลั ก เพื่ อ พึ่ ง ตนเองให้ ได้ เน้ นความส าคั ญ และ ความสัมพันธ์ ของพระแม่ธรณีพระแม่คงคากับชีวิต ในปี เดียวกันนัน้ พระอาจารย์ได้ ส่งนักศึกษาและอาจารย์ไปพบพูดคุยและดูปัญหาของ ชุมชนหมู่บ้านป่ าคาซึ่งมีอาชีพปลูกข้ าวและมีข้าวเหลืออยู่เป็ นจานวน มาก เดือนมีนาคม 2554 เพื่อพัฒนาสหกรณ์ บญ ุ ดอยผาส้ มให้ เป็ น รู ปธรรม มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญได้ ลงพื ้นที่ร่วมกับวัดพระบรมธาตุดอย ผาส้ ม จัด ประชุ ม เพื่ อ ก าหนดทิ ศ ทางการด าเนิ น งานของสหกรณ์ กับ สมาชิก 3 ชุมชน (หมู่บ้านป่ าคา หมู่บ้านทุ่งหลวง หมู่บ้านอมลอง) โดย เน้ นรู ปแบบที่พึ่งตนเองได้ เน้ นความสอดคล้ องของสภาพเศรษฐกิจและ สิง่ แวดล้ อมตามศักยภาพของชุมชน ดังนี ้ 1) สมาชิ กจะต้ องพึ่งตนเอง โดยการปลูกและผลิตอาหารเอง ก่อน (หากมีเกินส่งเข้ ามาออมในสหกรณ์) 2) ในส่วนที่ปลูกและผลิตเองไม่ได้ สหกรณ์จะเป็ นผู้ผลิต/จัดหา มาบริ การสมาชิกในราคาต้ นทุน 3) สมาชิกสหกรณ์สามารถแลกเปลีย่ นอาหารและผลิตภัณฑ์ใน ระหว่างสมาชิกสหกรณ์ ในลักษณะการแบ่งปั นและช่วยเหลือซึ่งกันและ กัน) อ่านต่อหน้า 3


Page 2

WWW.SERVICE-LEARNING.AU.EDU

ที่ปรึกษา ดร.วินธัย โกกระกูล อ.บัญชา สกุลดี ดร.จิราภา ศรี กาฬสินธุ์ อ.สรณะ อรุ ณรัตน์

บรรณาธิการ ดร.ชาญ มายอด

ผู้ช่วยบรรณาธิการ อ.เอนก คาตา

กองบรรณาธิการ ดร.วีระพันธ์ พันธ์วิไล อ.บุญธรรม ศรสวัสดิ์ อ.รัศมี เจริญทรัพย์

ผู้จัดทา ศูนย์จริ ยธรรมวิชาชีพ ฝ่ ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

สารจากรองอธิการบดี ดร. วินธัย โกกระกูล

เรียน ท่านผู้อา่ น ขอแสดงความยินดีที่กองบรรณาธิการจุลสาร AU ServiceLearning Newsletter สามารถฟั นฝ่ าอุปสรรคและข้ อจากัดต่าง ๆ ได้ สาเร็จและกลับมาปรากฏสูส่ ายตาท่านผู้อา่ นอีกครัง้ หนึ่ง ใน ทัศนะของข้ าพเจ้ า คาบอกเล่าถึงประสบการณ์ การเรียนรู้อนั เกิด จากการเข้ าร่วมโครงการเรียนรู้ด้วยการบริการเป็ นเสียงสะท้ อน ความงดงามในใจของเยาวชน ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึง พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของเยาวชน ข้ าพเจ้ ามีความเชื่อว่า ธรรมชาติอนั แท้ จริงในหัวใจของเยาวชนไม่ตา่ งจากเราผู้ใหญ่ที่ ย่างเข้ าสูท่ ศวรรษที่จะเกษียณอายุ ข้ าพเจ้ าไม่ปฏิเสธพฤติกรรม ไม่พงึ ประสงค์ของเยาวชน แต่อยากให้ พวกเราทุกคนหันมาถาม ว่าพฤติกรรมไม่พงึ ประสงค์เหล่านี ้มีต้นกาเนิดมาจากไหน ข้ าพเจ้ าเชื่อว่าส่วนใหญ่มาจากสังคมรอบข้ าง ถ้ าเราสร้ าง สภาพแวดล้ อม เงื่อนไขที่เอื ้ออานวยให้ เยาวชนเหล่านี ้ได้ หลุด จากสภาพแวดล้ อม เงื่อนไขที่ชกั นาให้ เยาวชนค้ นพบธรรมชาติที่ แท้ จริงแห่งตนเอง ในบริบทของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ การ กาหนดให้ นกั ศึกษาทุกคนทังนั ้ กศึกษาชาวไทย และชาวต่างชาติ

บทบรรณาธิการ ดร.ชาญ มายอด

เรียน ท่านผู้อา่ น จุลสารเล่มเล็กๆ บันทึกประสบการณ์ ดีๆ ของเยาวชน ที่เกิดจาก การนาความรู้ความสามารถจากในมหาวิทยาลัยไททาประโยชน์ ให้ สงั คม ได้ กลับมาพบกันท่านอีกครัง้ หนึ่ง การก้ าวเข้ าสู่ปีที่สาม ของจุลสาร AU SERVICE-LEARNING NEWSLETTER ได้ เกิด จุดมุ่งหมาย ความเปลี่ยนแปลงสามประการสาคัญคือ ความก้ าวหน้ าประการ จุลสารการเรี ยนรู้ โดยการบริ การสังคม แรก ศูนย์จริ ยธรรมวิชาชีพได้ เจอศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ทาหน้ าที่เป็ นสื่อกลางบอกเล่า ประสบการณ์การทางานในโครงการ คุ ณ มณี รั ต น์ รั ต นมณี เป็ นศิ ษ ย์ เ ก่ า เอแบครุ่ น 481 ที่ ยั ง คง การเรี ยนรู้ โดยการบริ การสังคม จิตสานึกความรับผิดชอบต่อสังคมในงานประจาปี ที่บริ ษัท SCG (Service-Learning) CHEMICALS ระย อง ได้ จั ด ขึ น้ คุ ณ มณี รั ต น์ ได้ ก ลั บ ม า และถ่ายทอดแรงบันดาลใจห่วงใย มหาวิทยาลัยโดยชักชวนนักศึกษารุ่ นน้ องให้ เข้ าร่ วมกิ จกรรมใน สังคมของคนหนุ่มคนสาวชาว โครงการของบริ ษั ท ความก้ า วหน้ า ประการที่ ส อง เป็ นความ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ร่วมมืออย่างยัง่ ยืนระหว่างมหาวิทยาลัยกับองค์กรภายนอกสอง จากรุ่ นพี่สรู่ ุ่ นน้ อง โครงการ คือ ระหว่างมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญกับวัดพระบรมธาตุ เพื่อสร้ างจิตสาธารณะอย่างยัง่ ยืน ดอยผาส้ ม และชุม ชนหมู่บ้ า นอมลอง อ าเภอสะเมิ ง จังหวัด เชียงใหม่ โดยร่วมก่อตังสหกรณ์ ้ ชมุ ชน การระดมทุนจัดซื ้อที่ห้าไร่ --------------การนาข้ อความจากจุลสารฉบับนี ้ไป คุณธรรมมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และการก่อตัง้ โครงการขบวน พิมพ์เผยแพร่ ต้อง บุญมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเพื่อนาผลิตภัณฑ์���มุ ชนมาจาหน่ายใน กรุงเทพ ปั จจุบนั โครงการขบวนบุญ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ก้ าว ได้ รับอนุญาตจากผู้เขียนตาม กฎหมายว่าด้ วยลิขสิทธิ์ ข้ า มกรอบแนวคิ ด เรื่ อ งการท าโครงการเพื่ อการเรี ยนรู้ ด้ ว ยการ บริการ (service-learning) ไปสูก่ ารสร้ างวิสาหกิจเพื่อชุมชน (social enterprise) อี ก ห นึ่ ง โ ค ร ง ก า ร คื อ ค ว า ม ร่ ว ม มื อ ร ะ ห ว่ า ง มหาวิ ท ยาลัย อัส สัม ชัญ กั บ บริ ษั ท ในเครื อ ซี เ มนต์ ไ ทย ความ

เข้ าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการ บริการเป็ นกลไกการสร้ างเงื่อนไขให้ นักศึกษาได้ ออกจากสภาพแวดล้ อม เดิมๆ สูก่ ารเรียนรู้วฒ ั นธรรมการให้ โดยไม่หวังผลตอบแทน (care, share, and sacrifice) และภายใต้ เงื่อนไขนี ้ นักศึกษาได้ พบความงามในหัวใจของตนเอง และให้ ความงาม นันฉายแสงออกมาในรู ้ ปของคาบอกเล่า และประสบการณ์ที่ทา่ น ได้ อา่ นจากจุลสารนี ้ ข้ าพเจ้ าเข้ าใจดีถงึ ความยากลาบาก ในการ ที่สร้ างเงื่อนไขเช่นนี ้ให้ เป็ นจริง และรักษาไว้ ให้ คงอยูจ่ นถึงวันนี ้ ขอเป็ นกาลังใจให้ กบั คณาจารย์ศนู ย์จริยธรรมวิชาชีพ เพื่อน ร่วมงานในฝ่ ายกิจการนักศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษาจากฝ่ าย วิชาการ ให้ มงุ่ มัน่ พัฒนาการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาเยาวชนอย่าง ไม่หยุดยัง้ และไม่ยอ่ ท้ อต่ออุปสรรค ปั ญหา และข้ อจากัดใด ๆ ดร. วินธัย โกกระกูล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

ร่ ว มมื อ นี เ้ ริ่ มต้ น ตัง้ แต่ปี พ.ศ. 2547 เรื่ อ ยมาจนถึ ง ปั จ จุบัน ผู้ บริ ห าร พนั ก งานจากบริ ษั ท ปู น ซี เ มนต์ ล าปาง อาจารย์ แ ละนัก ศึก ษา จากมหาวิ ท ยาลัย อัส สัม ชัญ ได้ ร่ ว มท างานเคี ย งบ่า เคี ย งไหล่กับ ชุ ม ชนพั ฒ นาศาลาประชาคมใน ชุมชน สร้ างฝายชะลอน ้าเพื่ออนุรักษ์ แหล่ง น ้าและ ป่ าชุมชน ที่หมูบ่ ้ านสาสบหก ตาบลบ้ านสา อาเภอแจ้ หม่ จังหวัด ลาปาง ผลสัมฤทธิ์ของความสาเร็ จนาไปสูก่ ารขยายความร่ วมมือ จากยอดดอยสูม่ หานที ในปี พ.ศ. 2554 เกิดความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญกับบริ ษัท SCG CHEMICALS ระยอง ทัง้ สององค์กรได้ ทางานร่วมกับชุมชนหมูบ่ ้ านเขายายดา ตาบลตะพง อาเภอเมือง จังหวัดระยอง ความก้ าวหน้ าประการที่สาม คือ การ ขยายกรอบแนวคิดการทาโครงการเรี ยนรู้ด้วยการบริ การบนฐาน ความคิ ด เรื่ อ งความรั บ ผิ ด ชอบของพลเมื อ งต่ อ ประเทศชาติ บ้ า นเมื อง (civic responsibility) สู่ฐานคิ ด เรื่ องการเป็ นพลเมือ ง ของโลก (global citizen) อันนาไปสูก่ ารกาหนดให้ นกั ศึกษาชันปี ้ ที่ สาม ภาคเรี ยนที่หนึ่งทุกคนต้ องเข้ าร่ วมโครงการการเรี ยนรู้ด้วย การบริ การ ด้ วยเหตุผลที่ว่า เราจะดาเนินโครงการเหล่านีม้ ิเพียง เพื่อประเทศไทยเท่า นัน้ หากแต่เ พื่อโลกใบนี ้ ไม่ว่า อะไรที่ จ ะ เกิดขึ ้นในประเทศไทยย่อมส่งกระทบต่อโลกทังใบ ้ และไม่ว่าอะไร จะเกิดขึ ้นที่ไหนในโลกใบนี ้ ย่อมส่งผลถึงประเทศไทยด้ วยเช่นกัน ไม่วา่ ในทางตรงหรือทางอ้ อม ดร. ชาญ มายอด ผู้อานวยการศูนย์จริยธรรมวิชาชีพ


WWW.SERVICE-LEARNING.AU.EDU

4) ในส่ว นที่ เกิ น จากความต้ องการ สหกรณ์ จ ะน าไปท าบุญ แจกจ่าย กระจายเพื่อให้ เกิดรายได้ และทาความดีตอ่ ไป เพื่ อ ให้ เ กิ ด ผลเป็ นรู ป ธรรมสมาชิ ก ทัง้ 3 ชุ ม ชนได้ ก าหนด กิจกรรมเพื่อพัฒนาสหกรณ์ ในระหว่างเดือนเมษายน – ตุลาคม 2554 ดังนี ้ 1) หมู่บ้านป่ าคา จะดาเนินการเรื่ องตู้เย็นข้ างบ้ าน (ผักสวน ครัวรัว้ กินได้ ) น ้ายาเอนกประสงค์ สร้ างฝายชะลอน ้า 2) หมู่บ้ านทุ่ง หลวง จะด าเนิ น การเรื่ อ งเรื อ นเพาะช าเพื่ อ รวบรวมพันธุ์พืชของหมูบ่ ้ าน นาพันธุ์พืชจากการเพาะแจกให้ สมาชิ ก เพื่ อปลูก ให้ สมาชิ ก น าพื ชและอาหารที่ มี อ ยู่เ กิ น ความจาเป็ นมาแปรรูปเป็ นอาหารสัตว์ สร้ างบ่อน ้าเพื่อการเกษตร 3) หมู่บ้านอมลอง (สมาชิกมีต้ เู ย็นข้ างบ้ านครบถ้ วนแล้ ว) จะ ดาเนินการเรื่ องโรงสีข้าว แกะสลักไม้ ปลูกพืชสกัดน ้ามัน ในเดือนตุลาคม ปี 2554 นักศึกษา 90 คน เตรี ยมลงพื ้นที่โดย แบ่งเป็ น 3 กลุม่ 3 ชุมชน เพื่อเรี ยนรู้ ประเมินและติดตามการดาเนินงาน ของสหกรณ์บญ ุ ดอยผาส้ ม เพื่อให้ ความรู้ด้านบัญชีในการพัฒนากิจการ สหกรณ์ แต่ไม่สามารถลงพื ้นที่ได้ เนื่องจากอุทกภัย อย่างไรก็ตาม แม้ ไม่ได้ ลงชุมชน นักศึกษาได้ ทาโครงการภายในมหาวิทยาลัยโดยระดมทุน จัด ซื อ้ ที่ “๕ ไร่ คุณ ธรรม มหาวิ ท ยาลัย อัส สัม ชัญ (ปลูก ป่ า ๓ อย่ า ง ประโยชน์ ๔ อย่าง)” ถวายวัดพระบรมธาตุดอยผาส้ ม 1) เพื่อเป็ นพระ ราชกุศ ลเนื่ อ งในโอกาสพระราชพิ ธี ม หามงคลเฉลิม พระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 2) เพื่อเป็ นแหล่งเรี ยนรู้ ต้ นแบบให้ กับชุมชน และผู้สนใจในการต่อสู้กับความยากจนบนพื ้นฐานของความพอเพียง และพึ่งตนเองได้ และ 3) เพื่อนาผลผลิตมาใช้ ในสหกรณ์ บญ ุ ดอยผาส้ ม ต่ อ ไป ต่ อ มาเพื่ อ ให้ เกิ ด ความคล้ องตัว จึ ง มี ก ารเปลี่ ย นแปลงการ ดาเนินงานจากรู ปแบบสหกรณ์ ดอยผาส้ มเป็ น “ขบวนบุญ วัดพระบรม ธาตุดอยผาส้ ม” เดือนตุลาคม 2555 นักศึกษา 64 คน ลงพื ้นที่เพื่อศึกษาและทา กิจกรรม โดยเน้ นศึกษาเรื่ องข้ าว ร่ วมเกี่ ยวข้ าวกับชุมชน ทาให้ พบว่า

Page 3

สมาชิกขบวนบุญดอยผาส้ ม มีอาชีพปลูกข้ าว มีผลผลิตข้ าวเป็ นจานวน มาก แม้ จะมีการแบ่งปั นและแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ กับสมาชิ กที่ไม่ได้ ปลูกข้ าวแล้ วก็ตาม ขบวนบุญดอยผาส้ มจึงประสบปั ญหาในเรื่ องการ กระจายและจาหน่ายข้ าว ในระหว่างท ากิ จ กรรมนางสาวสุป รี ย า สัณห์ศกั ดิ์สทิ ธิ์ และนางสาวนันท์นภัส ลักษณาวงษ์ จึงได้ กราบเรี ยนพระ อาจารย์ เ พื่ อ ท าโครงการแก้ ปั ญ หาเรื่ อ งข้ า ว ภายหลัง เดิ น ทางกลับ มหาวิทยาลัย เดือนพฤศจิ กายน 2555 จึงได้ ประชุมและมีมติร่วมกับ เ พื่ อ น นั ก ศึ ก ษ า จ า นว น 1 5 ค น ก่ อ ตั ง้ โค ร ง ก า ร “ข บ ว น บุ ญ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ” เพื่อหาตลาดระบายและจาหน่ายข้ าวควบคู่กบั ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ

ขบวนบุญ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เป็ นโครงการที่มีลกั ษณะ เสมือนเหรี ยญสองด้ านของคนสองกลุ่มที่มีเป้าหมายจะสร้ างสังคมที่ดี และมีความสุข เป็ นโครงการมุ่งแสวงหาแนวร่ วมและสนับสนุนให้ สงั คม เมืองมีสว่ นร่วมในการเติมเต็มส่วนที่ขาดและแบ่งปั นส่วนที่เกินหรื อพอจะ มีให้ กบั ชุมชน โดยพิจารณาประเด็นที่ว่าอะไรคือสิ่งที่ขบวนบุญดอยผา ส้ มและสังคมเมืองมี และอะไรคือสิ่งที่ขบวนบุญดอยผาส้ มและสังคม เมืองยังขาดอยู่ อ่านต่อหน้า 6


WWW.SERVICE-LEARNING.AU.EDU

Page 4

CSR EXPERIENCE LEARNING ความร่ว มมื อ ระหว่ า งมหาวิ ท ยาลัย อัส สัม ชัญ กับ บริ ษ ัท ในเครื อ ซี เ มนต์ไทย

(จากยอดดอยสูม่ หานที) ความร่ ว มมื อ นี เ้ ริ่ ม ต้ น ตัง้ แต่ปี พ.ศ. 2547 เรื่ อ ยมาจนถึ ง ปั จ จุบัน ผู้บ ริ ห าร พนัก งานจาก บริ ษั ท ปูน ซี เ มนต์ ลาปาง อาจารย์ แ ละนัก ศึก ษาจากมหาวิ ท ยาลัย อัส สัม ชัญ ได้ ร่ ว มท างานเคี ย งบ่า เคี ย งไหล่กับ ชุม ชนพัฒ นาศาลาประชาคมในชุม ชน สร้ างฝายชะลอน า้ เพื่ อ อนุรั ก ษ์ แ หล่ง น า้ และป่ า ชุม ชน ที่ ห มู่บ้ า นสาสบหก ต าบลบ้ า นสา อ าเภอแจ้ ห่ม จัง หวัด ล าปาง ผลสัม ฤทธิ์ ข องความส าเร็ จ น าไปสู่ก ารขยายความร่ ว มมื อ จากยอดดอยสู่ม หานที ในปี พ.ศ. 2554 เกิ ด ความร่ ว มมื อ ระหว่า ง มหาวิ ท ยาลัย อัส สัม ชัญ กับ บริ ษั ท SCG Chemicals ระยอง ทัง้ สององค์ ก รได้ ท างานร่ ว มกับ ชุม ชน หมู่บ้ า นเขายายดา ต าบลตะพง อ าเภอเมื อ ง จัง หวัด ระยอง การขยายความร่ ว มมื อ นี เ้ ริ่ ม ต้ น จากสิ่ง ที่ น่า ภูมิ ใ จอย่า งหนึ่ง คื อ ศูน ย์ จ ริ ย ธรรมวิ ช าชี พ ได้ เ จอศิ ษ ย์ เ ก่ า มหาวิ ท ยาลัย อัส สัม ชัญ คื อ คุณ มณี รั ต น์ รั ต นมณี เป็ นศิ ษ ย์ เ ก่ า เอแบครุ่ น 481 ที่ ยัง คงจิ ต สานึก ความรั บ ผิ ด ชอบต่อ สัง คม ในงานประจ าปี ที่ บริ ษั ท SCG Chemicals ระยอง ได้ จัด ขึน้ คุณ มณี รั ต น์ ไ ด้ ก ลับ มามหาวิ ท ยาลัย โดยชัก ชวนนัก ศึก ษา รุ่ น น้ อ งให้ เ ข้ า ร่ ว มกิ จ กรรมในโครงการของบริ ษั ท คุณ มณี รั ต น์ ได้ เ ขี ย นถึ ง น้ อ ง ๆ มหาวิ ท ยาลัย อัสสัม ชัญ และการท ากิ จ กรรม Service Learning ดัง นี ้ สวัสดีน้องๆ เอแบคจ๊ ะ พี่ชื่อมณีรัตน์ รัตนมณี หรื อ "ดิว" อายุ 25 ปี เป็ นศิษย์เก่าเอแบครุ่น 481 เรียน คณะ Communication Arts เอก Public Relations พอเรี ยนจบ พี่ดิวก็ตดั สินใจไปเรี ยนต่อปริ ญญาโทที่ มหาวิทยาลัย Coventry สาขา Marketing Management ประเทศอังกฤษ พอเรี ยนจบ กลับมาก็หางานตาม สาขาที่เรียน และในที่สดุ ก็ได้ งานที่บริ ษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ ตาแหน่ง Assistant Community Communication Manager อยูภ่ ายใต้ หน่วยงาน CSR หรื อเรี ยกว่า กิจการเพื่อสังคม ของเอสซีจี เคมิคอลส์ ที่ จ. ระยอง บริ ษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ เป็ นผู้ผลิตและจาหน่ายเคมีภณ ั ฑ์ครบวงจรรายใหญ่ของประเทศ และเป็ น ผู้ผลิตชันน ้ าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตังแต่ ้ ขนต้ ั ้ น ได้ แก่ โอเลฟิ นส์ ขันกลาง ้ ได้ แก่ สไตรี นโมโนเมอร์ พีท และเอ็มเอ็มเอ และขันปลาย ้ ได้ แก่ เม็ดพลาสติกหลักทัง้ 4 ประเภท ได้ แก่ โพลิเอททีลนี โพลิโพรไพลีน โพลิไว นิลคลอไรด์ และโพลิสไตรี น หน้ าที่หลักๆ ของพี่ดวิ คือการทาประชาสัมพันธ์ เพื่อเผยเเพร่โครงการเพื่อสังคมมากมาย ที่ทางบริษัท


WWW.SERVICE-LEARNING.AU.EDU

Page 5

เอสซีจี ฯ ได้ จดั ขึ ้น ที่ เอสซีจี เคมิคอลส์ มีทีมงานชุมชนสัมพันธ์ ที่ลงไปพบปะดูแล คนในชุมชนรอบโรงงาน ดูแล 41 ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด อีกทังยั ้ งสร้ างสรรค์โครงการที่หลากหลายทัง้ โครงการเพื่อสิง่ แวดล้ อม และโครงการเพื่อเยาวชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดขี องคนในชุมชน และกิจกรรมเด่นๆ ที่น้องๆ อาจจะคุ้นเคย เป็ นอย่างดี คือกิจกรรมสร้ างฝายชะลอน ้า ที่ช่วยฟื น้ ฟูทรัพยากรธรรมชาติได้ อีกทังยั ้ งช่วยเพิม่ ความอุดมสมบูรณ์ ให้ กบั คนในชุมชนได้ อีกด้ วย ตอนนี ้พี่ดิวทางานที่นี่มาครบ 2 ปี ก็นกึ ถึงวิชา service learning ที่พวกเราต้ องเข้ าเรี ยนให้ ครบ 8 ครัง้ และต้ องร่วมทากิจกรรมเพื่อสังคม ก่อนจบการศึกษา ตอนเป็ นนักศึกษาพี่ดวิ ก็คดิ ว่า ทาไมต้ องทาด้ วย ? แต่พอวันนี ้รู้สกึ ได้ เลยว่า เป็ นเพราะเราถูกปลูกฝั งมาตังแต่ ้ สมัยเป็ นนักศึกษาแล้ ว ให้ คดิ ดี ทาดี ช่วยเหลือสังคม ตามกาลังทีเ่ ราสามารถจะทาได้ จึงไม่ได้ ร้ ูสกึ แปลกแต่อย่างใด ทีไ่ ด้ มาทางานเพื่อสังคมในบริษัทเอสซีจี ที่ยดึ มัน่ ในความรับผิดชอบต่อสังคม พี่ดวิ อยากจะบอกน้ องๆ ว่า สิง่ ที่เราได้ เรี ยนรู้มาสมัยเรี ยนนัน่ อาจจะไม่ได้ นามาใช้ หมดทุกอย่าง แต่สงิ่ ที่ตดิ ตัวเรามาคือ จิตสานึกที่จะตอบแทนสังคม น้ องๆ บางคนจบออกมาอาจจะมีธุรกิจเป็ น ของตัวเอง ดังนัน้ จงเรี ยนรู้ที่จะทาธุรกิจควบคูไ่ ปกับการช่วยเหลือสังคม ตามนิยาม Give & Take นะคะ น้ องๆ คนไหน ที่ยงั ไม่ได้ เข้ าเรี ยนวิชา Service Learning รี บไปลงชื่อ และเลือกกิจกรรมทีเ่ ราชอบ และ คิดว่าเราจะสนุกเวลาทา เพื่อร่วมเป็ นส่วนหนึง่ ของการทาประโยชน์ให้ กบั สังคมนะค่ะ สุดท้ ายนี ้ พี่ดิวอยากให้ พวกเราภูมิใจ ทีได้ เรี ยนในมหาวิทยาลัยที่ให้ ความสาคัญต่อการตอบแทนสังคม.

ศู นย์จริยธรรมวิชาชีพ ฝ่ ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ขอขอบคุณบริษัทในเครื อซิเมนต์ไทย จากัด มหาชน, บริษัทปูนซิเมนต์ไทย (ลาปาง) จากัด, บริ ษัทอุตสาหกรรมกระดาษคราฟท์ไทย จากัด , บริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์(ระยอง) จากัด ที่ สนับสนุนทังงบประมาณ ้ บุคลากรและความร่วมมือในการปลูกฝั งแนวคิดการดาเนินธุรกิจด้ วยความรับผิดชอบต่อสังคมและ สิ่งแวดล้ อมกับนักศึกษามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

จิตสานึก การดาเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม จะอยูใ่ นตัวของบัณฑิตที่จบจาก มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ทุกคน


WWW.SERVICE-LEARNING.AU.EDU

Page 6

สม า ชิ ก ข บ ว น บุ ญ ดอยผาส้ ม มี พ ละมี ก าลั ง มี จิ ต วิ ญ ญาณใน การรั ก ษาพระแม่ ธ รณี พระแม่ค งคา อนุรั ก ษ์ ป่ า ต้ นน า้ ป้ องกั น ดับ ไฟป่ า แต่ ข าดก าลัง ทรั พ ย์ ที่ จ ะ ขับเคลื่อนให้ งานเหล่านัน้ บรรลุได้ ขบวนบุญดอยผา ส้ มไม่ได้ ร้องขอเงิน แต่ลกุ ขึ ้นมาต่อสู้และสร้ างอาชีพ โ ด ย พึ่ ง ต น เ อ ง ส ร้ า ง ผลิตภัณฑ์ บุญ แต่ยังขาด ช่ อ ง ท า ง แ ล ะ ป ร ะ ส บ ปั ญหาเรื่ องตลาดเพื่ อ กระจายและจ าหน่ า ย ผลิต ภัณ ฑ์ บุญ ในขณะที่ สังคมเมือง จากผลสารวจ ของสานักวิจยั เอเบคโพลล์ มหาวิ ท ยาลัย อั ส สัม ชั ญ (ABAC Poll) ที่เก็ บข้ อมูลในพืน้ ที่กรุ งเทพฯ และปริ มณฑล จากกลุ่ม ตัวอย่างอายุ 18 ปี ขึ ้นไป จานวน 1,581 คน พบว่า คนในสังคมเมือง ยังคงรักษาพฤติกรรม “การให้ ” เน้ นการบริ จาคมากกว่าการอาสา จาก งานวิจยั ทาให้ เห็นว่าสังคมเมืองยังคงมีและพอจะมีกาลังทรัพย์ แต่ขาด โอกาสหรื อมีโอกาสน้ อยที่จะอนุรักษ์ ป่าต้ นน ้า ป้องกันดับไฟป่ า อันเป็ น ปั ญหาสาคัญของทุกคน ขบวนบุญ มหาวิ ทยาลัยอัสสัมชัญ ในฐานะคนเมื องที่รับ รู้ ปั ญหาและเห็นโอกาส จึงอาสาเป็ นตัวกลาง เป็ นฟั นเฟื องขับเคลื่อน และสร้ างโอกาสให้ คนทังสองกลุ ้ ม่ ได้ เติมเต็มความสุขและความดีซงึ่ กัน และกัน เมื่อสังคมเมืองซื ้อ/บริ โภคผลิตภัณฑ์บญ ุ ดอยผาส้ ม รายได้ จะ ช่วยอุดหนุนให้ เกิดอาชีพในชุมชน ช่วยให้ เยาวชนไม่ทิ ้งถิ่นฐานบ้ านเกิด ผู้เฒ่าผู้แก่มีลกู หลานคอยดูแล ในขณะที่รายได้ อีกส่วนหนึ่งจะตังเป็ ้ น กองบุญเพื่อทาความดี ทาหน้ าที่ฟืน้ คืนชีวิตของพระแม่ธรณี พระแม่คง คา ดูแลอนุรักษ์ ป่าต้ นน ้า ช่วยป้องกันดับไฟป่ าแทนเราสังคมเมืองทุก คน ขบวนบุญ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เห็นความตังใจของขบวนบุ ้ ญ ดอยผาส้ ม ที่มีเป้าหมายจะยกระดับตนเองจากการใช้ ห ลักปรั ชญา เศรษฐกิจพอเพียงขันพื ้ ้นฐานในการพึง่ ตนเองเป็ นเศรษฐกิจพอเพียงขัน้ ก้ าวหน้ า ที่มงุ่ ทาบุญ ให้ ทาน ขาย และสร้ างเครื อข่าย หรื อเป็ นวิสาหกิจ เพื่อสังคม (Social Enterprise) ที่มงุ่ เอื ้อเฟื อ้ แบ่งปั นนาดอกผลกาไรมา

ทาความดี นีค้ ือที่มาของ “ข บ ว น บุ ญ มหาวิท ยาลัยอัสสัมชัญ ” เ ป็ น ค ว า ม รั บผิ ด ช อ บ ร่ ว มกั น ของชุ ม ชนและ สัง คมเมื อ ง (corporate social responsibility) โดยผ่ า นผลิ ต ภั ณ ฑ์ บุ ญ ดอยผาส้ ม

วั ต ถ ุ ป ร ะ ส ง ค์ โ ค ร ง ก า ร เพื่อหาตลาดรองรับผลิตภัณฑ์บญ ุ ดอยผาส้ ม ควบคู่กับการ ให้ ความรู้ ด้ านบริ หารจัดการ ผู้ประกอบการ พัฒนาบรรจุภัณฑ์ และ ร่ วมพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ พัฒนาแบรนด์ผลิตภัณฑ์บญ ุ ดอยผาส้ ม ให้ สงั คมเมืองได้ ร้ ู จกั และตระหนักว่า เมื่อซื ้อผลิตภัณฑ์บุญดอยผาส้ ม ไม่เพียงซื ้อสินค้ า แต่ยงั สร้ างคุณค่าเพื่อให้ ชุมชนมีพละกาลังทาหน้ าที่ ฟื ้น คื น ชี วิ ต ของพระแม่ ธ รณี พระแม่ ค งคา ดู แ ลอนุ รั ก ษ์ ป่ าต้ นน า้ ป้องกันและดับไฟป่ า ต่อไป กลุ่มขบวนบุญ วัดพระบรมธาตุดอยผาส้ ม ก่อตัง้ จากสมาชิ ก 3 ชุมชน หมู่บ้านอมลอง หมู่บ้านป่ าคา และหมู่บ้านทุ่ง หลวง ในเขตอาเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ มีวดั พระบรมธาตุดอยผา ส้ ม เป็ นศูนย์กลาง มีพระครู ธรรมคุต (พระอาจารย์สรยุทธ ชยปํฺโญ) เป็ นผู้ น าจิ ต วิ ญ ญาณ ที่ ต้ องการลุก ขึ น้ ต่ อ สู้กั บ ปั ญ หาโดยเชื่ อ ว่ า แนวทางที่ปลอดภัยที่สดุ คือ “เศรษฐกิจพอเพียง” หรื อที่ท่านเรี ยกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” โดยเริ่ มจากสัมมาทิฏฐิ คือ การให้ สมาชิกเห็น ถู ก ต้ องในการประกอบอาชี พ การพึ่ ง ตนเอง โดยน้ อมน าแนว พระราชดาริ เรื่ อง “บวร” “'บ้ าน-วัด-โรงเรี ยน” มาใช้ เป็ นหลักในการ พัฒนาคุณภาพชีวิตและยกมาตรฐานการครองชีพ เน้ นเศรษฐกิจควบคู่ อ่านต่อหน้า 7


WWW.SERVICE-LEARNING.AU.EDU

กับการรักษาธรรมชาติป่าต้ นน ้า โดยในเบื ้องต้ นให้ ความสาคัญกับการ ผลิตอาหารและปั จจัยที่จาเป็ นต่อการดารงชีวิตเป็ นหลัก ปั ญหาและความต้อ งการของช มุ ชน/กล มุ่ เป้ าหมาย ปั ญ หาของชุม ชน/กลุ่ม เป้ าหมาย ในที่ นี จ้ ะแบ่ง ปั ญ หาโดย จัดลาดับความสาคัญออกเป็ น 2 ประเภท ปั ญหาระดับ โครงสร้า งของช มุ ชน ชุม ชนมี ห นี ส้ ิน ล้ น พ้ น ตัว ที่ ม าจากการปลูก พื ช เชิ ง เดี่ ย ว และ รายจ่ายจากการซื ้อสารเคมีเพื่อกาจัดศัตรู พืชและเร่ งผลผลิตเพื่อหวังเงิน ก้ อนโต เยาวชนลูกหลานออกจากบ้ าน ทิ ้งผู้เฒ่าผู้แก่ไว้ ในชุมชน ส่งผล ให้ ครอบครัวขาดความอบอุน่ การพึง่ พาปั จจัยภายนอกจนลืมภูมิปัญญา ท้ องถิ่น จนไม่สามารถพึง่ พาตนเองได้ ธรรมชาติป่าไม้ อนั เป็ นป่ าต้ นน ้าถูก ทาลาย แนวทางการแก้ ไขต่ อสู้ปัญหาโครงสร้ างของชุมชน การพึง่ พาตนเองในด้ านเกษตรอินทรี ย์ การอนุรักษ์ พลังงานและ ใช้ พลังงานทดแทน การศึกษารู ปแบบใหม่ หลักสูตรโฮมสคูล (Home School) เพื่อแก้ ปัญหาลูกหลานออกจากบ้ าน และการอนุรักษ์ ป่าไม้ ต้ น น ้าลาธาร ปั ญ ห า ข อ ง ก ล มุ่ ข บ ว น บ ุญ วั ด พ ร ะ บ ร ม ธ า ต ุ ดอยผาส้ม ขบวนบุ ญ วั ด พระ บรมธาตุดอยผาส้ ม เป็ นหนึง่ ใน กิ จ กรรมที่ ก ลุ่ ม สมาชิ ก ใช้ ใน การต่อสู้โดยการพึ่งพาตนเอง สร้ างอาชีพและร่ วมมือเพื่อทา ความดี ที่จะฟื น้ ฟูป่า เช่น ปลูก ป่ า สร้ างฝาย ดับไฟป่ า เป็ นต้ น โดยแบ่งเป็ น 4 ไม้ /ทีม ไม้ หนึ่ง คื อ ที ม ปลูก หรื อ เกษตรกร เน้ นให้ ส มาชิ ก ปลูก และผลิ ต อาหารเพื่ อ รับประทานตามแนวคิดการพึ่งพาตนเองก่อน หากมีเกินก็ส่งให้ ไม้ สอง คือ ทีมแปรรู ปเพื่อถนอมอาหารและแปรรู ปเป็ นผลิตภัณฑ์บุญเพื่อส่งให้ ไม้ สาม คือ ทีมขายหรื อทีมจาหน่ายผลิตภัณฑ์บญ ุ เพื่อนามาแลกเปลี่ยน แบ่งปั นช่วยเหลือซึง่ กันและกัน ตลอดจนจัดจาหน่ายเพื่อนาเงินส่งให้ ไม้ สี่ คือ ทีมฟื น้ ฟู (กองบุญ) เพื่อทาความดี ในการฟื น้ ฟูป่า เช่น ปลูกป่ า สร้ าง ฝาย ดับไฟป่ า เป็ นต้ น เพราะฉะนัน้ สภาพปั ญหาปั จจุบันของขบวนบุญ วัดพระบรม ธาตุดอยผาส้ ม ก็คือ ไม้ สองกลุม่ แปรรูปมีผลิตภัณฑ์ ต้ องการขายแต่ขาย

Page 7

ไม่ได้ เมื่อขายไม่ได้ ไม้ สี่กลุม่ ฟื น้ ฟูธรรมชาติก็ไม่มีเงินมาฟื น้ ฟูดแู ลป่ าได้ หากจะกล่าวไปแล้ วปั ญหาไม่ได้ เกิ ดขึน้ แก่ ไม้ สองและไม้ สี่เท่า นัน้ แต่ ปั ญหายังส่งผลกระทบไปถึงไม้ หนึ่งคือกลุ่มผู้ปลูกหรื อกลุ่มเกษตรกรที่ ต้ องขาดรายได้ ในการดารงชีพ และผลิตผลทางการเกษตรต้ องเหลือทิ ้ง ต่อไป ลัก ษณะการช่ ว ยเหลื อ ที่ ช มุ ชน/กล มุ่ เป้ าหมายต้อ งการ ขบวนบุญ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จึงอาสาเป็ นไม้ สามคือทีม ขายเพื่อหาตลาดให้ กับผลิตภัณฑ์ของกลุ่มแปรรู ป ไม้ สามมีหน้ าที่เป็ น ตัวกลางเชื่อมความดี เชื่อมสิง่ ที่แต่ละไม้ มีให้ สามารถทาหน้ าที่ของตนเอง ได้ เป็ นการเชื่อมให้ ครบขบวน จะกล่าวไปแล้ วเป็ นธรรมชาติของไม้ หนึ่ง ไม้ สองและไม้ สที่ ี่ต้องดูแลรักษาป่ า เพราะเมื่อมีป่าก็มีน ้าไว้ ทาการเกษตร และฟื น้ ฟูดแู ลธรรมชาติและป้องกันดับไฟป่ าต่อไปได้ หน้ าที่ของไม้ สาม ขบวนบุญ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จึงเป็ นตัวเชื่อมเพื่อให้ ครบวงกลมเป็ น ขบวน (loop) หรื อที่เรี ยกว่าขบวนบุญ เพราะฉะนันไม้ ้ สามจึงเป็ นตัวเชื่อม ให้ ไม้ สองได้ ขายผลิตภัณฑ์ และช่วยไม้ สี่ให้ ได้ ฟื้นฟูดูแลธรรมชาติและ ป้องกันดับไฟป่ า โจทย์ของขบวนบุญ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ก็คือ ทาอย่างไรให้ ไม้ สองกลุม่ แปรรูปขายผลิตภัณฑ์ได้ จะ เชื่ อ มอย่ า งไรและจะขายให้ ใคร จะ วางตลาดที่ไหน ก็ ต้องมีคนกลุ่มหนึ่งที่ จะมาซื อ้ ผลิ ต ภัณ ฑ์ นี ค้ ื อ งานของไม้ สามเป็ นโจทย์ ที่ ต้ องคิ ด ขบวนบุ ญ มหาวิท ยาลัย อัสสัมชัญ เห็ นว่า สัง คม เมืองยังคงมีและพอจะมีกาลังทรัพย์ แต่ ขาดโอกาสหรื อมี โ อกาสน้ อยที่ จ ะ อนุรักษ์ ป่าต้ นน ้า ป้องกันและดับไฟป่ า อันเป็ นปั ญหาสาคัญของโลกใบนี ้

  

อะไรคือปั ญหาและความดีท่ ีแต่ ละ กลุ่มมี ไม้ หนึง่ กลุม่ ผู้ปลูก(เกษตรกร) มีจิตสานึกอนุรักษ์ ป่า แต่มีผลิตผล ทางการเกษตรเหลือ ไม้ สองทีมแปรรูป มีผลิตภัณฑ์มีสนิ ค้ า แต่ขาดตลาด ไม้ สามที ม ขาย คื อ ขบวนบุ ญ มหาวิ ท ยาลัย อัส สัม ชั ญ เป็ น ตัวกลางเชื่อมสิ่งที่แต่ละคนมี เชื่อมความดีเพื่อให้ แต่ละกลุ่มทา หน้ าที่ของตนและทางานเป็ นขบวนบุญได้ สัง คมเมื อ ง เป็ นผู้ใ ช้ ท รั พ ยากร มี เ งิ น แต่ข าดโอกาสและขาด จิตสานึกด้ านสิง่ แวดล้ อม อ่านต่อหน้า 8


WWW.SERVICE-LEARNING.AU.EDU

Page 8

ไม้ สที่ ีมฟื น้ ฟู (กองบุญ) มีจิตสานึกที่จะดูแลและฟื น้ ฟูป่า แต่ไม่มี เงินไปซื ้ออุปกรณ์ หน้ าที่ของไม้ สามทีมขาย ขบวนบุญ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จึง เป็ นตัวเชื่อมไม้ สองกลุ่มแปรรู ปกับไม้ สี่ทีมฟื น้ ฟูให้ แต่ละกลุ่มทางานได้ การจะเชื่อมไม้ สองและไม้ สจี่ ึงต้ องอาศัยไม้ สามเป็ นตัวเชื่อม ไม้ สองกลุม่ แปรรูปเป็ นกลุม่ คนที่ต้องการขายผลิตภัณฑ์ ไม้ สี่คือกลุม่ ฟื น้ ฟูเป็ นกลุม่ ที่ ต้ องการเงินเพื่อดูแลป่ า สองกลุม่ นี ้เจอกันไม่ได้ หากไม่มีไม้ ที่สาม ขบวน

ปรั ช ญาเศรษฐกิ จ พอเพี ย งขัน้ พื น้ ฐานในการพึ่ ง พาตนเองมาเป็ น เศรษฐกิ จ พอเพี ย งขัน้ ก้ าวหน้ า ที่ มุ่ง ท าบุญ ให้ ท าน ขาย และสร้ าง เครื อ ข่ า ย หรื อ เป็ นวิ ส าหกิ จ เพื่ อ สัง คม (social enterprise)ที่ มุ่ ง การ เอื ้อเฟื อ้ แบ่งปั นนาดอกผลกาไรมาทาความดี จึงอาสาเป็ นตัวกลางในการ สร้ างและหาตลาดในสัง คมเมื อ ง ในกลุ่ม ผู้ใ จบุญ รั ก สุข ภาพ มี จิ ต วิญญาณของการให้ เห็นความสาคัญของการอนุรักษ์ ป่าต้ นนา้ ตาม แนวคิดที่ว่า “ผลิตภัณฑ์ชุมชนคนรักษ์ ป่าดอยผาส้ ม ” ควบคู่ไปกับการ

บุญ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เชื่อว่าหากสามารถทาได้ ก็จะเปลี่ยนวิธีคิด ของชุมชนทัง้ ระบบได้ เกิ ดการสร้ างรายได้ สร้ างอาชี พ ให้ กับชุม ชน มี กระบวนการฟื ้นฟูดูแลธรรมชาติและป้องกันดับไฟป่ าอย่างเป็ นระบบ เป็ นขบวนการที่จะสร้ างความดีให้ กบั สังคมเราได้ นี ้คือแนวคิดเศรษฐกิจ พอเพียงขัน้ ก้ าวหน้ าหรื อวิสาหกิ จเพื่อสังคม (Social Enterprise) เป็ น วงจรแห่งการเกือ้ กูลกันระหว่างคนต้ นน ้าและคนปลายน ้า สังคมเมือง เองซึ่งเป็ นผู้ใช้ ทรัพยากรก็จะได้ มีส่วนร่ วมในการซื ้อผลิตภัณฑ์ รายได้ ก็ จะส่งไปถึงไม้ สเี่ พื่อฟื น้ ฟูดแู ลธรรมชาติและป้องกันดับไฟป่ า หน้ าที่ขบวน บุญ ม.อัสสัมชัญ ก็ต้องบริ หารจัดการให้ สามารถขายผลิตภัณฑ์เพื่อให้ มี รายได้ กลับไปหาป่ า

พัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์บญ ุ การพัฒนาบรรจุภณ ั ฑ์ การประกอบการ เพื่อให้ สงั คมเมืองได้ รับรู้ ถึงการมีอยู่ของแบรนด์ “ผลิตภัณฑ์บุญดอยผา ส้ ม” ที่ไม่ใช่เป็ นแค่เพียงสินค้ า แต่เป็ นเรื่ องของความดี

ขบวนบุญ ม.อัสสัมชัญ เห็นความตังใจของขบวนบุ ้ ญ วัดพระ บรมธาตุดอยผาส้ ม ที่ มีเ ป้าหมายจะยกระดับ ตัว เอง จากการใช้ หลัก

เหต ุผลที่ทีมตัดสินใจเข้ามาดาเนินงานในช ุมชนแห่งนี้ ขบวนบุญ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เป็ นการต่อยอด เป็ นดอกผล จากการลงทากิจกรรมค่ายวิถีธรรมสูค่ วามพอเพียง ปี 2551-2555 ที่ได้ ลงพื ้นที่เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตของขบวนบุญ วัดพระบรมธาตุดอยผาส้ ม ได้ รับรู้เรื่ องราวความเป็ นมา ปั ญหาและความตังใจที ้ ่จะต่อสู้กบั ปั ญหา และ เห็นการรวมกลุ่มทุ่มเทกาลังกายและกาลังใจในการรักษาพระแม่ธรณี พระแม่คงคา อนุรักษ์ ป่าต้ นน ้า ป้องกันและดับไฟป่ า มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ รับรู้ และมีส่วนร่ วมในกิ จกรรมขบวน บุญ วัดพระบรมธาตุดอยผาส้ ม ทัง้ ยังจัด ทาโครงการ “๕ ไร่ คุณ ธรรม อ่านต่อหน้า 9


WWW.SERVICE-LEARNING.AU.EDU

มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ปลูกป่ า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง)” เพื่อ ถวายเป็ นพระราชกุศล เป็ นแหล่งเรี ยนรู้ ต้นแบบเพื่อต่อสู้กบั ความ ยากจนบนพื น้ ฐาน ของความพอเพีย ง และพึ่ ง ตนเองได้ และเพื่อนาผลผลิต มาใช้ ใ นขบวนบุญ วั ด พระ บรม ธ า ตุ ดอยผาส้ ม เป็ นการตอบแทนคุณของพระอาจารย์และชุมชนที่เมตตา นักศึกษาตลอด 5 ปี ที่ผา่ นมา ในการลงพื ้นที่ทากิจกรรม เรี ยนรู้ และ สัมผัสวิถี ชีวิต และเชื่ อมั่น ในความดีอ ย่างที่พระอาจารย์ สอนว่า “บัญชีของคนเรามีสองบัญชีคือ บัญชีเงินกับบัญชีบญ ุ บัญชีเงินเรา สามารถสะสมได้ แต่บญ ั ชีบญ ุ เราต้ องทาความดีเพื่อเก็บสะสม และ เราต้ องเก็บบัญชีทงสองอย่ ั้ างนี ้ไปพร้ อมๆ กัน”

ขบวนบุญ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ถื อเป็ นที่โอกาส แห่งการเรี ยนรู้ คือการเรี ยนรู้ ด้วยการบริ การสังคม (Service-Learning) ทัง้ กลุ่มนักศึกษามีศักยภาพมีความรู้ ในด้ านการบริ หารจัดการ ธุรกิ จ การตลาด การบัญ ชี ผู้ประกอบการ การพัฒ นาผลิต ภัณ ฑ์ และบรรจุ ภัณฑ์ จึงเป็ นความท้ าทายในการได้ ใช้ ความรู้ เพื่อช่วยเหลือและพัฒนา ขบวนบุญ วัดพระบรมธาตุดอยผาส้ ม ให้ มีพละกาลังทาความดีตอ่ ไป อ.บุญธรรม ศรสวัสดิ์ และทีมขบวนบุญ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

Page 9


Page 10

WWW.SERVICE-LEARNING.AU.EDU

S TUDENTS R EFLECTION

จริ งๆแล้ วการเข้ าค่ายครัง้ นี ้ทุกคนถูกกาหนดในเชิง บังคับว่าต้ องมาทาCSRหนึง่ ครัง้ เพื่อที่จะผ่านหลักสูตรการเรี ยนการสอน ที่มหาวิทยาลัยได้ หากแต่เมื่อได้ มาเข้ าจริ งๆแล้ ว ความรู้สกึ ว่า จาเป็ นต้ องมาก็ได้ เริ่ มหายไป การเข้ าค่ายครัง้ นี ้ได้ ให้ อะไรกับพวกเราทัง้ แปดคนมากกว่าการทากิจกรรม ทุกกิจกรรมที่เราทาเราสามารถสัมผัสได้ ถึงรอยยิ ้มของทุกคนในขณะที่ทาอยู่ ฝาย 10 ลูกทีเ่ ราได้ ร่วมมือกันทานัน้ อาจดูเหมือนว่าน้ อยมากเมื่อเทียบกับเส้ นทางที่น ้านันได้ ้ ไหลผ่าน หากแต่ ว่า 10 ลูกนันก็ ้ เต็มไปด้ วยความตังใจและความภาคภู ้ มใิ จของพวกเราว่า อย่างน้ อยครัง้ หนึง่ ในชีวติ เราได้ ทาประโยชน์ให้ แก่ธรรมชาติและผู้อื่นที่ ไม่ใช่เพื่อน ญาติ หรื อคนรู้จกั ของเรา การได้ เข้ ามาเรี ยนรู้ มาสัมผัสวิถี ชีวิตทีเ่ ป็ นกันเองของชาวบ้ านบ้ านเขายายดาทาให้ เราได้ สมั ผัสอีกมุมของ ชีวิต มุมที่สงบ ไม่ได้ ทรุ กันดารถึงขนาดไม่มีสงิ่ อานวยความสะดวก หากแต่สภาพแวดล้ อมที่แตกต่างจากสังคมเมืองที่เราได้ สมั ผัสอยูท่ กุ วี่วนั ก็ทาให้ เราได้ สมั ผัสความรู้สกึ ใหม่ๆ ได้ สดู ออกซิเจนเข้ าปอดอย่างเต็มที่ ได้ สมั ผัสถึงความหวังดี และความจริ งใจของผู้คนที่นนั่ ได้ ข้อคิดมากมาย จากการพูดคุยกับชาวบ้ าน เช่น “คนที่ไม่ลงมือทาอะไรเลยเท่านันที ้ ่จะไม่ มีปัญหา” นอกจากนันกรได้ ้ พดู คุยกับคุณเทวินทร์ พี่เก่ง และพี่ดวิ ก็ทาให้ เราได้ ข้อคิดอะไรหลายอย่างมากมาย พี่เก่งและพี่ดวิ ทาให้ เราได้ เห็น ประสบการณ์จริ งในการทางานร่วมกับชาวบ้ าน คุณเทวินทร์ ทาได้ เราได้ เห็นมุมมองอีกด้ านของความคิด ให้ เราได้ มองความคิดที่แตกต่างของแต่ ละคนได้ อย่างเข้ าใจมากชึ ้น ทาให้ ร้ ูสกึ เสียดายที่ไม่สามารถมาเข้ าฟั ง บรรยายช่วงวันแรกได้ ทนั นอกจากนี ้เพื่อนๆและอาจารย์ทมี่ าร่วมค่ายกันก็ถือเป็ น องค์ประกอบสาคัญที่ทาให้ คา่ ยนี ้เต็มไปด้ วยความประทับใจและความ สนุก ภาพที่ทกุ คนยิ ้ม พร้ อมรับกับกิจกรรมใหม่ๆ รวมถึงประสบการณ์ ใหม่ๆ ความเอื ้อเฟื อ้ แบ่งบัน และการช่วยเหลือกันก็เป็ นอีกสิง่ หนึง่ ที่ทา ให้ คา่ ยนี ้เป็ นค่ายที่สมบูรณ์แบบ พวกเราไม่เคยรู้จกั กันมาก่อน ไม่เคย แม้ กระทัง่ เจอหน้ าถึงจะเรียนอยูม่ หาวิทยาลัยเดียวกัน รู้สกึ ดีใจทีต่ ดั สินใจ เข่าร่วมค่ายนี ้ เพราะนอกจากจะได้ ประสบการณ์ใหม่ๆแล้ ว การได้ พดู คุย กับทุกคนก็ทาให้ เราได้ ข้อคิดดีๆในการทางาน การใช้ ชีวิต รวมถึงได้ มิตรภาพใหม่ๆ ขอบคุณอาจารย์ เพื่อนๆ ชาวบ้ านเขายายดา และทีมงาน SCG ที่ได้ ช่วยสร้ างประสบการณ์และความทรงจาดีๆให้ พวกเราค่ะ เบญญาภา พฤกษาขจร

AND

E VALUATION

This is my first time to experience the service learning project, it is very interesting. And from this service learning experience, I have learned a lot about myself. For example, I learned that I could work together and corporate with others to do our project. I had much patient to solve the problems. I am willing and be able to help others. I want to share my things and feelings with other friends as well. Through this service learning experience, I also learned something about the organization and people. There are Thai and NonThai students in our community. We lived in the local people's house, so for non-Thai students was much difficult to communicate with the landlord because of we cannot speak Thai. However, the Thai students were very friendly and warmhearted, they helped us to translate, thus we can communicate effectively. So I learned we need to help each other and also need to contribute everyone's power to do our work better. I n the class, we only learn the concept of the CSR(corporate social responsibility), and watch the video that other students did the projects. However, in the real experience by myself, I know the CSR is improving the quality of life for workforce and their families, the local people as well. I know we need to protect our environment from right now and from everyone. I know we need to work together to finish our project. I know we need to corporate to overcome the difficulties. Through this activity, I can really feel the strength of unity. This is the biggest difference between learned in the class and learned in the experience. I think there were some problems in our service learning venue. First, the slope of the venue was very steep, but there were not any ropes or something to protect us, so I think it was very dangerous, students could get injured easily. Second is the language barrier. There were some local people help us to build the dam, however, they cannot speak English, and non-Thai students cannot understand Thai, so we cannot communicate fast and effective. This problem would affect the speed that we finished our project. From this service learning experience, I learned a lot. And I think those experience will have positive affect to my future behaviors and career. For example, I know the important of the corporation, in my future career, I can corporate with others well and finish the work quickly and accurately. Second, I can communicate effectively, then I can start my work with right direction. Third, I will improve my behaviors to protect our environment, like do not throw the trash everywhere and so on. Well, I have a few additional thoughts about my service learning experience such as we can live in the local people's house, so we can experience the different lifestyle like watch Thai TV, take a shower with cold water and sleep in the floor, eat Thai food as well. Those are new experience for me. I think it is very interesting and meaningful. Moreover, I make many new friends. They are very nice and friendly. They help me a lot. Also, the teacher guide us to do a perfect project, I am very glad to have a such special experience with them. Yajiao Liu

5338423


Au service learning newsletter issue 4