Issuu on Google+

บนใบบัว

ปีที่ 1 ฉบับที่ 11 เดือน พฤศจิกายน 2552

e-magazine BonBaiBua Book

แล้ว...ลมหนาว...ก็พัดมาอีกครั้ง

Issue 111


Contents สารบัญ บนใบบัว บุ๊ค BonBaiBua Book ที่ปรึกษา : ฤทัย สุภัทรพันธุ์ ดุลย์ จุลกะเศียน บรรณาธิการบริหาร : รติ จุลกะเศียน บรรณาธิการ : เจ้าชายกบ กองบรรณาธิการ : ข้าวใหม่, กบบันจี้, i_lllive, แม่จิบ, ม.จิตฏาร์, วาดวลี ฝ่ายการตลาด โฆษณาและประชาสัมพันธ์ : กบบันจี้ ฝ่ายบัญชีและการเงิน : จินตา จุลกะ ออกแบบ ปก, รูปเล่ม, เวบไซต์ : Sister Print & Media Group เจ้าของ ผู้เผยแพร่ ผู้โฆษณา : บ้านบนใบบัว 204/381 ซ.2/13 ถ.บางกรวย-ไทรน้อย ต.พิมลราช อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี 11110 โทรศัพท์/แฟกซ์ : 02 571 4099 อีเมล์ : bonbaibua@hotmail.com ติดต่อโฆษณา : คุณกบ 084 123 0534 อีเมล์ : ruteec@hotmail.com ข้อความในหนังสือเล่มนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ เว็บไซต์ www.bonbaibua.com แต่เพียงผู้เดียว ห้ามนำ�เผยแพร่หรือตีพิมพ์ โดยไม่ได้2รับอนุญาต

จากใจบนใบบัว 3 Jumper In เที่ยวใน(ประเทศ) 4 ค่ำ�คืนแสนหวานที่ “สวนผึ้ง” Pic & Post การ์ดเขียนคำ� ภาพเล่าเรื่อง 18 ฤดูร้ก Goodtaste กิน (ดูด)ดื่ม 19 ลองมอง “มองบลังค์” ที่เชียงใหม่ Pic&Post การ์ดเขียนคำ� ภาพเล่าเรื่อง 26 เรื่องธรรมดาของนาฬิกาทราย Lover เรื่องรัก(ร้าง) 28 ฆาตกร Jumper Out เที่ยวนอก(ประเทศ) 32 ฝันให้ไกล ไปให้ถึง “นิวซีแลนด์” (2) Notebooks เรื่องเล่าและบันทึก 52 เมื่อณิชายังเด็กเล็กมักมากกกก Pic&Post การ์ดเขียนคำ� ภาพเล่าเรื่อง 55 กระดิ่งลม 1 Day Trip เที่ยววันเดียว 56 คิดถึงคืน...ยี่เป็ง Tree of life ต้นไม้ใบหญ้า(อ่อน) 62 “สน” 2-3 ใบ World of Pooh โลกของ Pooh. 70 กีฬาสี ขำ�ๆ HomeWork ซ่อมได้ 76 ตรวจสอบระบบไฟฟ้าหน้าฝน My Kitchen ตีท้ายครัว 82 ว่าด้วยเมนู “กุ้ง” Entertain ย้อนดูตัว 86 Mr.Big Reunion Tour Pic&Post การ์ดเขียนคำ� ภาพเล่าเรื่อง 94 ความจริง Books นั่งอ่านหนังสือ 95 ลับแล, แก่งคอย Poem เขียนกลอนเล่นบนใบบัว 98 อาหาร


จากใจบนใบบัว พบกันอีกแล้วในเดือนพฤศจิกายน สำ�หรับ หนังสือบนใบบัว BONBAIBUA BOOK E-Magazine ฉบับ 11 แล้ว...ลมหนาว...ก็พัดมาอีกครั้ง ฤดูหนาว เหมาะสำ�หรับการท่องเที่ยว..น่าจะมากที่สุด ไม่ว่าจะนึกถึง ภูเขา หรือ ทะเล จะมีใครรู้สึก (กลัว) เหมือนกันไหมนะว่า ลมหนาวมาพร้อมกับความเหงา แต่ความรู้สึกอีกส่วนก็กลับคึกคักไปกับเทศกาลรื่นเริง สนุกสนานปลายปีหลายๆ เทศกาล อย่างเช่นเทศกาลที่เพิ่งผ่านพ้นไปใหม่หมาดมีทั้งของเทศและไทย คือ เทศกาลฮัลโลวีน และ เทศกาลลอยกระทง บนใบบัว บุ๊ค เอง ก็ยังคงคึกคัก เพียบพร้อมด้วยคอลัมน์ที่เน้นความรื่นเริง บันเทิงใจ แอบแฝงไว้ดว้ ยสาระเล็กๆ น้อยๆ (บ้าง) เหมาะสำ�หรับผูท้ อี่ าจจะมีภารกิจ เยอะและยังไม่พร้อมขยับออกเดินทางแต่มีหัวใจพร้อมจะโบยบิน(เสมอ)ไปกับเรา ฝันให้ไกล..ไปให้ถึง (กัน) เถอะนะ ด้วยมิตรภาพที่ดี บอกอ กอบอ และทีมงาน BBB

3


Jumper In

เที่ยวใน(ประเทศ) เรื่อง/ภาพ by : babyshampoo

4

ค่ำ�คืนแสนหวาน ที่ ‘สวนผึ้ง’


ท่ามกลางขุนเขาเขียวขจี ห่างจาก ความวุ่ น วายในเมื อ งกรุ งไปราว 2 ชั่วโมงเศษ ฉันนั่งสูดกลิ่นไอ เมดิเตอร์เรเนียนจางๆ เคล้าโอโซน ที่ชวนให้ชื่นใจชุ่มปอดอยู่บนเก้าอี้ สี แ ดงกลางทุ่ ง ฝู ง แกะนั บ 10 กำ�ลังส่งเสียงทักทายต้อนรับผู้มา เยือนจากแดนไกล

เป็นเวลาที่แสงแดดยามเช้าทอประกาย ฉันออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ราว 9 โมง เช้า ไปตามเส้นทางสายปิ่นเกล้า-นครชัยศรี (ทางหลวงหมายเลข 338) ผ่านนครปฐมมุ่ง หน้าสู่ราชบุรี วิวทิวทัศน์สองข้างทางค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป ต้นไม้ ทุ่งนา ทยอยโผล่ออก มาหนาตาขึ้นเรื่อยๆ จำ�นวนรถบนท้องถนน แปรผกผันกับระยะทาง ต้นไม้ และทุ่งนา อย่างเห็นได้ชัด พลอยให้ความอิ่มเอมใจยิ้ม แก้มปริตามไปด้วย ผ่านไปไม่ถงึ 2 ชัว่ โมงก็มาถึง พิพธิ ภัณฑ์ หุ่นขี้ผึ้ง จังหวัดราชบุรี ภายในบริเวณกว้าง ขวางของพิ พิ ธ ภั ณ ฑ์ แ ห่ ง นี้ ถู ก แบ่ ง ออกเป็ น สั ด ส่ ว น ทั้ ง อาคารจั ด แสดงในร่ ม และลาน พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง อาคารหลังแรกติดแอร์ เย็นฉ่ำ� มีหุ่นขี้ผึ้งของบุคคลสำ�คัญทั้งไทยและ 5


ต่างประเทศอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์, แม่ชีเทเรซา, อดีต ประธานาธิบดีเหมาเจ๋อตุง ฯลฯ อุปกรณ์ประกอบฉากทีจ่ �ำ ลองสถานทีแ่ ละเหตุการณ์ ช่วยเสริมให้หุ่นดูสมจริงยิ่งขึ้น ดูแล้วขนลุกซู่เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในยุคสมัยนั้น เลย เดินหลุดจากตัวอาคารมาที่ ลานพระ 3 สมัย ซึ่งก็คือลานกว้างที่มีพระพุทธ รูปต่างยุคต่างสมัยกัน ทำ�ให้เห็นได้ว่า ถึงแม้ว่าศิลปะในแต่ละช่วงเวลาจะแตก ต่างกัน แต่ความศรัทธาเลือ่ มในในพระพุทธศาสนานิกายเดียวกันไม่ได้จางหายไป แม้แต่น้อย ถัดไปที่ถ้ำ�ชาดก เต็มไปด้วยเรื่องราวและตัวละครที่ชาวพุทธฯอย่างเราน่าจะ คุ้นเคยดี ทั้ง ชูชก พระเวสสันดร สองกุมาร ฤาษี กัณฑ์ต่างๆ ในเวสสันดรชาดก ถูกถ่ายทอดเป็นเรื่องราวผ่านหุ่นนิ่งเสมือนมีชีวิต จนบางทีออกจะน่ากลัวไปเสีย หน่อย... ออกจากปากถ้ำ�ไปก็พบกับกุฏิพระสงฆ์ ที่แบ่งออกเป็น 4 ภาค เหนือ ใต้ อีสาน กลาง กุฏแิ ต่ละภาคก็มลี กั ษณะเด่น และความสวยงามต่างกันไป ใกล้เคียง กับสถาปัตยกรรมเรือนไทยของแต่ละภาค ภายในกุฏมิ หี นุ่ ปัน้ พระอาจารย์ชอื่ ดังของ แต่ละภาคถูกจำ�ลองไว้เหมือนจริงอย่างมาก เหมือนได้ขึ้นไปพบพระอาจารย์จริงๆ เลยทีเดียว

6


77


ใกล้เคียงกับกุฏิพระสงฆ์ ก็เป็นเรือนไทย 4 ภาค แสดงถึงวิถีชีวิตเรียบง่าย ของคนไทยชนบท และคนไทยสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี บ้านทุกภาคยกพื้นสูง ใต้ถุน โปร่ง ดูสบายๆ แต่การใช้ชวี ติ ทีต่ า่ งกันของผูค้ นแต่ละภาคทำ�ให้รายละเอียดของบ้าน แตกต่างกันออกไป นอกจากนี้รายละเอียดต่างๆ ยังแสดงถึงภูมิปัญญาชาวบ้านของ คนไทย ที่ไม่แพ้ชาติใดในโลกอีกด้วย น่าภูมิใจไหมล่ะ จบการทัวร์พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งก็เป็นเวลาประมาณเที่ยง เจ้าท้องน้อยๆ ส่ง สัญญาณบอกว่าหิวพอดี ฉันจึงแวะร้านข้าวแกงร้านหนึง่ รับประทานพอให้อมิ่ ท้องจะ ได้มีแรงออกเดินทางต่อ ซึ่งระหว่างทางก็มีร้านเล็กๆ ให้เลือกแวะมากมายตามแต่จะ ชอบ แต่ถ้าจะหาร้านอาหารหรูๆ อาจต้องไปไกลเสียหน่อย ออกเดินทางต่อมาที่ถนนสายเดิม ข้ามสะพานข้ามทางรถไฟไปไม่ไกล เลี้ยว ขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 3208 ตรงเข้าไปอีกราว 40 กิโลเมตร และแล้วก็พบที่ พักหวานๆ ของเรา “เดือนล้อม รีสอร์ท” รีสอร์ทเล็กๆ แห่งหนึ่งในอำ�เภอสวนผึ้ง บ้านปูนสีขาวจั๊วะ สไตล์เมดิเตอร์เรเนียนมิกซ์ ตกแต่งอย่างเก๋ไก๋น่ารักน่าหยิก สาวๆ เห็นแล้วรับรองว่าอดไม่ได้ที่จะต้องสวมวิญญาณนางแบบ โพสต์ท่าถ่ายรูปกันอย่าง สนุกสนาน

88


บ้านพักหลายแห่งในอำ�เภอสวนผึ้ง ถูก ออกแบบโครงสร้างของบ้านมาคล้ายคลึงกัน พูดง่ายๆ ก็คือเป็นบ้านปูนสไตล์ที่เค้าว่าเป็น เมดิเตอร์เรเนียนมิกซ์นั่นแหละ (ไม่ว่าจะเป็น Scenery, Nagaya, บ้านริมเขา, เดือนล้อม, บ้านอ้อมกอดขุนเขา) 9


หลังจากพักผ่อนอิริยาบถครู่หนึ่ง ก็ได้เวลาออกไปชมบรรยากาศรอบๆ บ้าง ฉันไปเยี่ยมชมรีสอร์ทสุดหรู และหรูที่สุดของสวนผึ้ง - Scenery - ซึ่งทาง รีสอร์ทจัดรถกอล์ฟไว้อำ�นวยความสะดวกแก่ทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมชมด้วย บ้านพัก 8 หลัง 8 สไตล์ของ Scenery มีลักษณะโดดเด่นต่างกันไป เน้น ดีไซน์สวยเก๋ แต่เรียบหรูมสี ไตล์ เหมาะแก่ครู่ กั ฮันนีมนู ยิง่ นัก สำ�หรับใครทีต่ อ้ งการ มาพักที่นี่คงต้องจองล่วงหน้ากันข้ามปี ไม่งั้นหมดสิทธิ์แน่นอนจ้ะ นอกจากจะมี บ้านพักสวยๆ ที่นี่ยังมีลานบาร์บีคิวบรรยากาศแสนดี ฟาร์มแกะนับสิบนับร้อยตัว และทุ่งห���้ากว้างที่โอบล้อมด้วยขุนเขาสูงตระหง่าน คุ้มค่ากับการหลบหนีความ จอแจมาสู่อ้อมกอดแห่งธรรมชาติเสียจริง

10 10


หลังจากสูดกลิ่นความสดชื่นจนเต็ม ปอด ยังมีเวลาเหลือเล็กน้อยทีจ่ ะแวะ น้�ำ ตก เก้าโจน สัมผัสน้ำ�เย็นๆ ให้ร่างกายคลาย เหนื่อยเมื่อยล้า ถ้าใครยังมีแรงเหลือก็ขอ เชิญให้ขนึ้ ไปถึงชัน้ ทีเ่ ก้าของน้�ำ ตก แต่ถา้ ใคร ไม่ไหวจะขึ้นไป ฉันว่าน้ำ�ตกชั้นที่หนึ่ง หรือ ชั้นที่สอง ก็น้ำ�เย็นไม่แพ้กันหรอก

11 11


12 12


ก่อนอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้าในวันนี้ ฉันแวะร้านกาแฟ บรรยากาศดีระหว่างทาง จิบกาแฟเบาๆ พลางคิดทบทวน ความสุขในวันนี้ เพราะฉันไม่อยากให้ความสุขแค่ผ่านมา แล้วก็ผ่านไปนี่นา ค่ำ�คืนนี้ลองเปลี่ยนบรรยากาศจากดินเนอร์ใต้แสง เทียนมาเป็นดินเนอร์ใต้แสงดาวกันบ้างเถอะ ฉันสั่งอาหาร สุดหรูจากห้องอาหารให้มาส่งที่ดาดฟ้าของบ้านพัก สเต็ก เนื้อนกกระจอกเทศ สปาเก็ตตี้ขี้เมากุ้ง ข้าวผัดแหนมและ กุ้ง ตบท้ายด้วยไวน์แดงรสเลิศ ท่ามกลางบรรยากาศแสน โรแมนติก ลมหนาวโชยเอื่อย ฉันนั่งคุยกับดวงดาวบนฟ้า อย่างสบายอารมณ์

13


ความมืดเข้าปกคลุมท้องฟ้าจนมืดสนิท จะเหลือก็เพียงแสงจันทร์ดวงน้อย และ แสงแวววับจากดวงดาวที่คอยส่งฉันเข้านอนในค่�ำ คืนแสนหวานนี้ ฉันปิดเปลือกตาลง และนอนเอนกายลงบนเตียงนุ่มๆ ราตรีสวัสดิ์สวนผึ้ง

ริ่ ม ต้ น เช้ า วั น ใหม่ ด้ ว ยความ ชุ่ ม ฉ่ำ � จากฝนที่ ต กลงมาเมื่ อ คืน ฟ้าหลังฝนค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นแสงอาทิตย์ทีละน้อยๆ

ข้ า วต้ ม ทรงเครื่ อ งอุ่ น ๆ ซั ก ชาม กั บ กาแฟหอมกรุ่ น น่ า จะเข้ า กั น ดี กั บ บรรยากาศยามเช้าเช่นนี้ ช่วงเวลาทีไ่ ม่ตอ้ ง รีบเร่งค่อยๆ ดำ�เนินไป ความสุขส่งกลิ่น หอมอบอวลไปทัว่ บริเวณ ขบวนผีเสือ้ ออก ตามหาน้ำ�หวานจากเกสรดอกไม้ เมื่ออิ่ม เอมกับภาพตรงหน้าจนพอใจแล้ว ฉันก็ เก็บของเช็คเอาท์จากทีพ่ กั พร้อมทีจ่ ะออก เดินทางต่อไป แดดร้อนๆ ยามตะวันโด่งพัดพาฉัน ไปยัง ถ้ำ�เขาบิน และ ถ้ำ�จอมพล ซึ่งอยู่ไม่ ห่างกันมากนัก อากาศในถ้ำ�ค่อนข้างร้อน และอบ แต่เมือ่ ส่องไฟฉายทีย่ มื มาจากทาง เข้า กลับพบความมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติ มอบให้ 14


ภายในถ้ำ�งดงามประดับประดาไปด้วยหินงอกหินย้อยส่องประกายระยิบระยับ ได้ยิน เจ้าค้างคาวส่งเสียงเรียกด้วยแต่ไม่ปรากฏตัวให้เห็น เมื่อออกมานอกถ้ำ�ก็เห็นเจ้าจ๋อตัวน้อย กำ�ลังยืนตาแป๋วส่งนักท่องเที่ยวอย่างฉันกลับบ้าน รถเคลือ่ นตัวออก และขับเคลือ่ นไปด้วยความเร็วประมาณหนึง่ ฟ้าข้างนอกสีครามสดใส จนอดที่จะยื่นมือออกไปถ่ายภาพไม่ได้ เค้าว่ากันว่า นักเดินทางจะไม่เดินกลับทางเดิม เพราะ ฉะนั้นขากลับจึงเปลี่ยนมาใช้เส้นปากท่อ ผ่านราชบุรี ไปทางสมุทรสงครามแทน ซึ่งระยะทาง ไม่ต่างกันมาก และไม่นานนักก็มาถึงจุดหมายของเที่ยงวันนี้ - ดอนหอยหลอด - อาหาร ทะเลรสชาติดี ราคาย่อมเยาเรียงแถวให้ลมิ้ ลองเต็มไปหมด ทัง้ เมนูกงุ้ ปลาหมึก ปู ปลา หอย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาดอนหอยหลอดทั้งทีจะพลาดเมนูหอยหลอดได้อย่างไร หม่ำ�กันจน พุงกางกันเลยทีเดียว 15


จนเวลาล่ ว งเลยมาถึ ง บ่ า ยแก่ ๆ น้ำ � ขึ้ น มามากจน เกือบถึงตลิ่งแล้ว น้ำ�ทะเลไล่ หอยหลอดกลับลงรูไปหมด ทำ�ให้ทวิ ทัศน์ทจี่ ะเรียกว่าดอน หอยหลอดหายไป กลายเป็น เพียงทะเลธรรมดาๆ

16


แดดร่มลมตกขอแวะสถานที่ยอดฮิตเสียหน่อย นั่นก็คือ - ตลาดน้ำ�อัมพวา นั่นเอง ตลาดน้ำ�ยามเย็นแห่งนี้คราคร่ำ�ไปด้วยผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ ทุกเพศ ทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็ก เด็กโต วัยรุ่น วัยทำ�งาน วัยกลางคน จนถึงวัยเลยวัยทำ�งานไปแล้ว มอง ไปทางซ้ายเห็นเด็กสาวกำ�ลังอ้อนคุณแม่ซอื้ ลูกกวาดหลากสี มองไปทางขวาเห็นหนุม่ เซอร์ วัยรุ่นตอนปลายสะพายกระเป๋ากล้องใบโต มาเก็บบรรยากาศสีสันแห่งวันวาน อีกฟาก ฝั่งน้ำ�เห็นอาม่านอนชุมนุมกันที่ร้านนวดฝ่าเท้า ฉันเดินเลียบลำ�น้ำ�ไปตามทางทอดยาว ยิ่งเดินไกลออกไปยิ่งพบความสงบพลาง ทำ�ให้ฉันคิดว่า ผู้คนแถวนี้เขาจะรู้สึกอย่างไรกันนะ ที่จู่ๆ หน้าบ้านของเขาก็เต็มไปด้วย ผู้คนมากมายขนาดนี้ เผลอแป๊บเดียวแสงสีทองอร่ามแสงสุดท้ายของวันนีก้ ก็ ำ�ลังจะลาลับไป ได้เวลาทีจ่ ะ พาตัวและหัวใจกลับไปยังเมืองใหญ่ หลังจากหลบมาชาร์จพลังชีวติ จนเต็ม และพร้อมจะ เดินก้าวไปในความวุ่นวายอีกครั้ง

สุดสัปดาห์นี้อย่าลืมชักชวนคนรู้ใจไปนอนฝันหวานที่สวนผึ้งกันเถอะ

17


โน่น ! ที่ขอบฟ้า ฤดูรักกำ�ลังเดินทางมา เก็บหยาดน้ำ�ตาไว้ เธอยังต้องใช้มันอีกมาก และระวัง! เพราะอาจมีบางสิ่ง เกิดขึ้นกับหัวใจ ปีกของมันยังแข็งแรงดีอยู่หรือ ไม่? หากต้องใช้... โบยบิน 18 18

ฤดูรัก Pic & Post

การ์ดเขียนคำ� ภาพเล่าเรื่อง ม.จิตฏาร์ เรื่อง/ภาพ


Goodtaste

กิน(ดูด)ดื่ม

เรื่อง / ภาพ by : กบบันจี้

ลองมอง “มองบลังค์” ที่เชียงใหม่

ทริปหนึ่งบนถนนสายรักที่มุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ ไม่ แน่ใจว่าระหว่างเพื่อนร่วมทาง กับน้องร่วมโลก ใครกันแน่ ที่ยื่นเจตนารมณ์ว่า ยังไงเสียฉันต้องหาโอกาสไปชิมเค้กที่ “มองบลังค์” ให้ได้

19


20 20


ร้านขนมเค้กชื่อเป็นฝรั่งเศส แต่สไตล์ การจัดร้านและตกแต่งเค้กน่ารักแบบญี่ปุ่น ตั้งอยู่บนถนนนิมมานเหมินทร์ ไม่ได้มองหา ยากเย็นอะไรนัก ถ้าเพียงแต่อย่าละลานตาไปกับถนนช่วง สั้นๆ ประมาณแค่ 1 กิโลเมตร แต่มากมาย ไปด้วยร้านอาหาร, เค้ก และกาแฟ ยังไม่รวม ถึงร้านค้าเกรดเอ แกลลอรีช่ อื่ ดัง ร้านขายของ ตกแต่ง ฯลฯ ที่ยวดยานและผู้คนดูจะคึกคัก ตั้งแต่เช้ายันค่ำ� 21


ร้านตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่น กว้างขวาง ดูสะอาดตา หลังจากเลือกที่ นั่งภายในร้านได้จากหลายมุม ที่มีชุดโต๊ะและเก้าอี้ให้เลือกหลายแบบ เราปักหลักและแยกย้ายกันสั่งเค้กและเครื่องดื่ม ด้วยความบังเอิญที่ แต่ละคนต่างสั่งมาไม่ซ้ำ�กันเลย 22


และนอกจากขนมเค้ก เครือ่ งดืม่ เพือ่ นร่วมทางของฉัน ยังสัง่ ไอศกรีม มาชิมตบท้ายอีกถ้วย ด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่าง ทัง้ อัธยาศัยของพนักงาน บรรยากาศ ของร้าน การตกแต่งขนมเค้กที่ทำ�ออกมาได้น่ารักและมองเห็นถึงความ ละเอียด พิถีพิถัน ราคาที่ไม่ได้แพงจนแตกต่างจากร้านในระดับเดียวกัน ทำ�ให้ฉันเทคะแนนให้ร้านมองบลังค์ และตั้งใจว่า จะหาโอกาสกลับมาชิม เค้กและเครื่องดื่มชนิดอื่นๆ ของร้านนี้อีกอย่างแน่นอน

23


24


ร้านขนมเค้กมองบลังค์ มี 3 สาขาแล้วในเมืองเชียงใหม่

- ปากทางเข้า ซอย 7 ถ. นิมมานเหมินทร์ เปิด 08.30 น.-22.00 น. - นิ่มซิตี้เดลี่ ซอย A9 เปิด 10.00 น.-20.00 น. - เซ็นทรัลพลาซ่า เชียงใหม่แอร์พอร์ต ชั้น 3 เปิด 11.00 น.-21.00 น. (ตามเวลาเปิด-ปิดห้าง)

25


Pic & Post

การ์ดเขียนคำ� ภาพเล่าเรื่อง ม.จิตฏาร์ เรื่อง, koblover ภาพ

26 26


เรื่องธรรมดาของนาฬิกาทราย เหมือนฉันเพิ่งจะรู้ตัว ว่าความจริง ฝนได้หยุดตกไปนานแล้ว มือใครหนอ ที่บดบังดวงตา ดวงใจใครหนอ ที่ทาบทับกลางดวงใจ ถึงได้เป็นอย่างนี้ ว่ายวน... เหมือนปลาใหญ่ ในอ่างเล็กๆ ที่น้ำ�เหลือเพียงครึ่ง การรอคอยของกระดิ่งลม ไร้ความหมาย ในห้องสุญญากาศ

ทำ�ไมหนอ จึงไม่ยอมเข้าใจ? ว่าที่สุดแล้ว เมื่อเวลาผ่าน ทรายในนาฬิกา... ย่อมร่วงลงสู่ก้นบึ้งของอีก ด้าน...เสมอ

27


Lover by

เรื่องรัก(ร้าง) เจ้าชายกบ

ฆาตกร !! 28 28


ข้าพเจ้าเปิดบันทึกเก่าเก็บจากไฟล์ที่บันทึกไว้ในแผ่น สายตาไล่ไปสะดุดหยุดอยู่ที่ไฟล์หนึ่ง โลกใต้กะลา....ฆาตกร มองดูวันที่ซึ่งเขียนบันทึกตอนนั้น ปลายเดือนตุลาคม พ.ศ.2547 ผ่านไป 5 ปี... ดูไม่นานเท่าไหร่เลย แต่ช่างเนิ่นนานมากแล้วในความรู้สึก ความทรงจำ�ข้าพเจ้านึกย้อนไป ขณะไล่สายตาอ่านไปตามบันทึกสาธารณะไฟล์นั้น แล้วทำ�ไมไม่รู้...น้ำ�ตามันมาจากไหน ..............

“ฆาตกร”

ฉันนั่งอยู่ตรงนี้..มองรูปที่สะท้อนจากจอ “เมิงนั่นแหละ..ฆาตกร” .... เหมือนภาพช้า..ภาพในชีวิตประจำ�วัน ฉันจอดรถหน้ารั้วบ้าน ก้าวลงจากรถเพื่อไปเปิดประตู เธออยู่ตรงนั้น..วิ่งดุกดิกเข้ามา ฉันเปิดรั้วกว้างจนสุดบาน ขยับขึ้นที่นั่งคนขับ ..เข้าเกียร์ขยับรถขึ้นบ้าน “กึก” 29 29


โลกวันนี้มันเปลี่ยนไป..มันหยุดลงชั่วครู่ เมื่อสัก 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา ประสาทสัมผัสฉันบอกตัวเอง “ไม่...อย่านะ” ฉันเปิดประตูลงจากรถ..ซึ่งจอดคาอยู่หน้าประตู ร้องลั่นในใจ.....”ไม่!!” ฉันมองแม่ที่ลงจากรถก่อนหน้านั้น “อะไรน่ะ...ดี..ใช่ไหม” “ดีน่ะสิ” ฉันทรุดลงตรงนั้น..คาประตูหน้าบ้าน

ดีดี..เจ้าหมาตัวเล็ก หางกุด ขนเกรียน

ฉันไม่เคยคิดว่าฉันรักเธอ เธอดูไม่น่ารักสักนิด ติดจะขี้ริ้ว..แถมดูต๊องๆ อีกต่างหาก เธอนอนขยับกลับตัว 1-2 จังหวะอยู่ใต้ท้องรถฉัน เลือดไหลมาจากส่วนไหนของร่างเธอ..ฉันไม่ทราบ นอง..แดงฉานเต็มพื้นถนนหน้าบ้าน ฉันสัมผัสเธอ..”ทำ�ไม..ไม่นะ ทำ�ไมมาอยู่ตรงนี้”

30


ฉัน...ผู้เชื่อว่าความตายเป็นธรรมดาอย่างยิ่ง ...กำ�ลังร้องไห้... สะอื้น..น้ำ�ตาไหลไม่หยุด..ไร้เรี่ยวแรง ฉันรู้..ไม่ต้องบอก..เธอไม่รอดแน่ ถึงฉันจะเปิดประตูรถเตรียมอุ้มเธอขึ้นไป จังหวะของเธอจากสัมผัสของฉัน ...เธอนิ่งไปแล้ว... “ดีไปสบายแล้ว..กบ” เสียงแม่แว่วมาห่างไกลเหลือเกิน มันไปสบายจริงหรือ...แม่จ๋า แล้วช่วงเวลาก่อนที่มันจะไปล่ะ ฉันนั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้นคาประตูบ้าน..นิ่งและนาน ...ฉันฆ่าหมาของฉันเอง... เธอจะเชื่อไหม..ดีดี “สลับกันได้ ฉันอยากไปสบายเสียเอง” นาทีนั้นฉันรู้แล้ว สิ่งที่ฉันไม่เคยบอก...ฉันรักเธอ..ดีดี

31


Jumper Out

เที่ยวนอก(ประเทศ) เรื่อง/ภาพ by : กบบันจี้

ฝันให้ไกล..ไปให้ถึง “นิวซีแลนด์” (2) 3232


30 ธันวาคม 2550 : 3 ส ในวันเดียวที่ ควีนส์ทาวน์

คงเป็นเพราะความเหนื่อยล้าจาก การตื่ น แต่ เ ช้ า และเดิ น ทางท่ อ งเที่ ย ว (ขออภัยอาจน่าหมัน่ ไส้เล็กน้อย) ทำ�ให้ ฉันตื่นสายกว่าที่คิดและตั้งใจ มารู้ สึ ก ตั ว อี ก ที ต อนหกโมงเล็ ก น้อย ว่า..เอ เราอยูท่ ไี่ หน ทำ�ไมโรงแรม ไม่ปลุก สาเหตุหนึง่ คงเป็นความเหนือ่ ย และเพลี ย จากการเดิ น ทางท่ อ งเที่ ย ว ทำ�ให้รสู้ กึ เสียดายวิวทะเลสาบทาคาโปที่ ได้เพียงแต่มองจากห้องอาหารตอนเช้า ทั้งๆ ที่ควรตื่นมาเฝ้ามองพระอาทิตย์ ขึน้ แต่กป็ ล่อยให้เสียโอกาสนัน้ ไป และ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะอากาศที่หนาว เย็นกว่าบ้านเราทำ�เหตุด้วย ทำ�ให้รู้สึก ผวาและคร้านทีจ่ ะออกไปรับลม(หนาว) เย็นแต่เช้า

33


เราเดินทางผ่านทะเลสาบปูคากิอันสวยงาม มองเห็นยอดเขาซึ่งไกด์ บอกว่า คือ เมาท์คุ้ก ซึ่งยังมีหิมะปกคลุม ระหว่างทางช่วงหนึ่งเป็นจุด ชมวิว ซึ่งเราได้ลงไปถ่ายรูปกัน เห็นทะเลสาบและยอดเมาท์คุ้กเป็นฉาก หลังอันงดงาม 34


หลังสรุปจำ�นวนคนได้ เราเดินทางสู่ “ส”แรกของวัน คือ การนัง่ เฮลิคอปเตอร์สู่ทัสมันการ์เซีย ธารน้ำ�แข็งขนาดใหญ่ใจกลางยอดเขา โปรแกรมนี้ แล้วแต่ความสมัครใจของลูกทัวร์ที่จะเลือกซื้อเพิ่มเติม หรือไม่ก็ได้ (ค่าบริการประมาณ NZD$300 ต่อคน) เฮลิคอปเตอร์ ลำ�หนึ่งบรรทุกผู้โดยสารได้ 5 คน เราจึงต้องแบ่งเป็น 2 ทีม 35


สำ�หรับลำ�ของฉันมีที่ว่างเหลือ 1 ที่นั่ง คนขับรถสาวของเราจึงได้มี โอกาสขึ้นไปด้วย เราได้รับแจกหูฟังและไมค์คนละ 1 ตัวสำ�หรับติดต่อ สือ่ สารและรับฟังนักบิน ซึง่ อธิบายประกอบกันสดๆ จังหวะหนึง่ ของการบิน เขาบินผาดโผนแทบทำ�หัวใจใครหลายคนวูบวาบไปตามจังหวะขึ้นลงของ เฮลิคอปเตอร์ แต่ก็สนุกปนเสียวดีและคุ้มค่าที่ได้เห็นธารน้�ำ แข็งสวยงาม ด้วยมุมมองสูงจากบนท้องฟ้า แม้จะหนาวเย็น แต่เราสนุกสนานและลัน้ ลากับการ์เซียบนยอดเขากัน มาก เป็นครั้งแรกของฉันที่ได้สัมผัสน้ำ�แข็งธรรมชาติที่ไม่ได้มาจากตู้เย็น ฮา พวกเราเล่นปัน้ ก้อนหิมะแล้วปาใส่กนั จังหวะทีพ่ วกเราขอให้นกั บินช่วย ถ่ายรูปให้ คนขับรถสาวของเรามีมุก โดยการแปะก้อนหิมะใส่บนหัวฉัน ก่อนจะกดชัตเตอร์ ทำ�ให้อารมณ์ของภาพออกมาในแนวสนุกสนาน นักบิน ปล่อยให้เราลั้นลากันพอสมควรจึงพาเราบินอย่างไม่ค่อยผาดโผน(อีก)สู่ ภาคพื้นดิน ซึ่งถ้าปล่อยให้อยู่นานเป็นชั่วโมง คนที่คุ้นชินกับความร้อน อย่างฉัน คงจะหนาวตายอยู่บนนั้นเป็นแน่แท้

36


ระหว่างทางต่อไปสูค่ วีนส์ทาวน์ เราแวะสัง่ ผลไม้ ครอบครัวฉันเน้น ไปทีเ่ ชอร์รี่ ซึง่ ทุกคนโปรดปราน แวะเมืองแอร์โร่ทาวน์ (Arrow Town) เมืองประวัตศิ าสตร์ซงึ่ เคยเป็นเหมืองเก่าสมัยตืน่ ทอง ยังมีกจิ กรรมให้นกั ท่องเที่ยวได้ลองเสี่ยงโชค ก่อนจะเข้าเมืองควีนส์ทาวน์ เพื่อกินอาหาร แมนดาริน ย้อนกลับเลียบแม่น้ำ�คารารัวไปทำ�กิจกรรมเสียวครั้งที่ 2 ซึ่ง เป็นไฮไลต์ของฉัน เพราะความฝันส่วนหนึ่งของการมานิวซีแลนด์ คือ การหวังว่าจะได้โดดบันจี้...สักครั้งในชีวิต

37


ทำ�ไมต้องใฝ่ฝนั และตะเกียกตะกายมาโดดทีน่ วิ ซีแลนด์ พัทยาบ้านเรา ก็มี ?? สำ�หรับฉันก็คือเพราะที่นี่เป็นต้นแบบของการโดดบันจี้ขนานแท้และ ดั้งเดิม บนสะพานประวัติศาสตร์ที่มีแม่น้ำ�คารารัว (Kawarau River) ไหลผ่านด้านล่าง สถานที่แห่งนี้ใช้เป็นที่เล่นกีฬา Bungy Jump แห่ง แรกของโลก มีความสูง 43 เมตร กีฬาท้าทายความหวาดเสียว ซึ่งมีต้น กำ�เนิดที่ นิวซีแลนด์ (ค่าใช้จ่ายในการโดดประมาณ NZD$130 ต่อคน)

38


หลังจากติดต่อชำ�ระเงิน ค่า “ส” ที่ 2 ลงลายมือชื่อ ยินยอมในใบประกาศที่จะไม่ เอาผิดใดๆ กับบริษัทผู้ดำ�เนิน กิ จ กรรม Bungy Jump แล้ว ฉันต้องฝากสิ่งของทุก อย่ า งในตั ว ไว้ กั บ พี่ ๆ เพื่ อ ป้องกันการตกหล่น สูญหาย ขณะโดด ก่อนจะเดินออกสู่ สะพานประวัติศาสตร์ซึ่งเวลา นั้นฝนกำ�ลังตก เพื่อเข้าแถว ต่อคิวร่วมกับคนอื่นๆ พร้อม กับพีช่ ายและพีส่ ะใภ้ซงึ่ ตามไป ส่งและให้กำ�ลังใจ “ถ้าออกไปแล้วไม่โดด พี่จะถีบลงไปเอง” พี่ชายฉันสำ�ทับ ส่วนพี่สะใภ้ หัวเราะลั่น “เขียนพินัยกรรมไว้แล้วใช่มะ” เขายังย้ำ�ต่อแบบขำ�ๆ ระหว่างการเข้าแถวนัน้ ฉันมองดูและมีโอกาสพูดคุย(สั้นๆ) กับคนอื่นๆ รอบๆ ตัว มีการโดดทั้งเดี่ยวและคู่ ชาวต่างชาติที่ต่อคิวถัดจากฉัน ก็มาโดด เป็นครั้งแรก ออกอาการตื่นเต้นปนระทึกใจไม่ค่อยจะแพ้กันเลย เมื่อถึงคิว 39


ของฉัน หลังนั่งลงให้เขามัดตราสังข์...มันเหมือนการมัดตราสังข์จริงๆ เมื่อ เขาจับเท้าทั้ง 2 ข้างพันด้วยผ้าแล้วรัดข้อเท้าด้วยเชือก โยงกับเข็มขัดรัดเอว แน่นหนาทีเ่ ราได้รบั แจกให้ใส่ไว้กอ่ นระหว่างเข้าคิว ก่อนจะถูกเกีย่ วด้วยสลิง เวลาเดินต้องกระโดดหรือได้แต่กระดึ๊บๆ อาจจะเป็นเพราะความอ่อนหัดด้านภาษาต่างด้าวของฉัน เมือ่ เขาถามว่า จะโดดแบบ(หัว)จุม่ น้�ำ ไหม ฉันจำ�ได้วา่ ตอบไปว่า ไม่ หลังจากได้ยนิ เสียงนับ 5-4-3-2-1 แล้วพุ่งตัวแบบไม่ได้ตั้งใจจะให้ทิ้งดิ่ง แต่กลายเป็นว่าท่าที่ออก มาไม่สวยงาม แถมดูทเู่ รศมาก ฮา โลกแทบจะหยุดหมุนไปชัว่ ขณะ เมือ่ ร่วง หล่นไปจนสุดเชือกสลิง ฉันได้สมั ผัสแม่น้ำ�คารารัวไปแบบเต็มๆ จนรู���้ กึ งง... ว่าไหงได้แถมโดยไม่รู้ตัวไปได้ แล้วจึงถูกแรงกระชากดึงขึ้น หย่อนลง สลับ กันไปมา ก่อนที่เรือจะมาใช้ไม้ (ให้เรา) เกี่ยว เหมือนเขากำ�ลังตกปลากลาง อากาศไงไม่รู้ การโดดใช้เวลาแค่ชั่ววูบเดียว ตื่นเต้น เสียว และสนุก แต่เหนื่อย ชะมัดตอนเดินตากสายฝนไต่บันไดย้อนกลับขึ้นสู่ด้านบน ส่วนหนึ่งอาจจะ เป็นเพราะฉันเพิ่งผ่านความตื่นเต้น ชนิดเสียวสุดยอดมาชนิดใหม่หมาด ร่างกายเปียกทั้งฝนและน้ำ�ที่หัวจุ่มลงไป หลังรับใบประกาศพร้อมชำ�ระเงิน เพิ่มเติมเพื่อซื้อเสื้อยืดและภาพความประทับใจ (สั้นๆ) ขณะที่ฉันกำ�ลังโดด บันจี้ ก่อนเดินทางต่อไป ฉันก็แว่บไปเปลี่ยนเสื้อตัวเดิมที่เปียกไปหมดเป็น เสื้อยืดตัวที่เพิ่งซื้อมาใหม่ๆ นั่นแหละ ที่นี่เองเป็นจุดกำ�เนิดของฉันอีกฉายาว่า “กบบันจี้” 40


เราเดินทางกลับสูเ่ มืองควีนส์ทาวน์อกี ครัง้ เมืองในอ้อมกอดของขุนเขา ที่งดงามและโรแมนติค มีทะเลสาบวาคาทีปูเป็นฉากด้านหน้า เต็มไปด้วย กิจกรรมหลายอย่างสำ�หรับผู้ที่รักการผจญภัย 1 ในกิจกรรมที่คนส่วนใหญ่ ในคณะทัวร์ของฉันเลือกซือ้ บริการเล่นด้วยกันเป็น “ส” ที่ 3 ของฉันคือ การ เล่นเรือล่องแก่งความเร็วสูง (Jet Boat) ซึ่งเรือเร็วนี้ชาวกีวีมีการออกแบบ 41


เป็นพิเศษ ลำ�ตัวเรือทำ�ด้วยอลูมิเนียมอย่างหนา แล่นด้วยความเร็วสูง ไม่มีใบพัดแต่ขับเคลื่อนโดยใช้ท่อน้ำ�ปล่อยน้ำ�ให้ไหลเข้าปากท่อที่ใต้ท้อง เรือด้านหน้าและพ่นออกที่ปลายท่อท้ายเรือ สามารถทำ�ความเร็วได้เหนือ ผิวน้ำ�สูงสุดถึง 80 ก.ม./ช.ม. ตีวงได้ 180 องศา (ค่าใช้จ่ายประมาณ NZD$65 ต่อคน) เราได้รับแจกชูชีพคนละตัว เวลานั้นฝนยังไม่หยุดตก จึงได้ใส่เสื้อ กันฝนด้วย ฉันเป็นคนเดียวทีเ่ สือ้ กันฝนหมดพอดี...ฮา แต่ฉนั จะต้องกลัว เปียกไปอีกทำ�ไม ในเมือ่ วันนีเ้ ปียกและเย็นมาเกือบทัง้ วันแล้ว เมือ่ ลงไปใน 42


Jet Boat ที่จุคนได้ประมาณ 10-12 คน คน ขับแนะนำ�เทคนิคต่างๆ ในการป้องกันตนเอง จากการเล่น Jet Boat เช่น ขณะที่เรือแล่น อยู่ เราต้องจับราวเหล็กด้านหน้าไว้ตลอดเวลา และระวังไม่ให้ส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย ออกไปนอกเรือ เมื่อเตรียมความพร้อมเรียบร้อย Jet Boat ก็ทะยานออกจากฝั่ง และ ไม่ได้ทำ�ให้ผิดหวัง คุ้มค่ากับราคาที่แลกความสนุกสนาน สะใจปะปนไปกับ ความมันส์และเสียว เพราะคนขับจะพาเราฉวัดเฉวียนเหมือนลอยละล่องไป บนแม่น้ำ�ช็อตโอเวอร์ (Shotover River) บางครั้งก็จะขับจนแทบจะชน ตลิ่งแล้วหักหลบอย่างรวดเร็ว เรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดได้สนั่น ครั้งหนึ่งคนขับ ได้ส่งสัญญาณว่า เขาจะตีวง 180 องศานะ ให้เราจับราวเหล็กให้มั่น เมื่อได้ กรีด๊ และสนุกสนานกันไปแล้วครัง้ หนึง่ มีหรือทีเ่ ราจะไม่เรียกร้องให้ “Again” คนขับหนุ่มก็ใจดี ตอบสนองความมันส์ให้อีกหลายหน ไม่น่าเชื่อว่า การนั่งไปใน Jet Boat มองดูแล้วไม่น่าจะเหนื่อยได้ แต่ ทำ�ให้ทุกคนแทบหมดพลัง เพราะอะดีนาลีนสูบฉีดเกือบตลอดเวลา ถ้า ‘ส’ แรกการนั่งเฮลิคอปเตอร์ คือ ความสวย ‘ส’ ถัดมาการโดนบัน จี้ คือ ความสูง ‘ส’ สุดท้ายของวัน Jet Boat คือ ความสนุก แต่รวมแล้ว ทั้ง ‘3 ส’ คือ ความเสียวในวันเดียวที่ฉันได้รับจากเมืองควีนส์ทาวน์ หากใคร มีแผนจะไปเที่ยวนิวซีแลนด์ ควรจะจัดเวลาอยู่ที่เมืองนี้ให้มากกว่า 1 คืน 43


31 ธันวาคม 2550 : คืนสิ้นปีที่ไคร้ทเชิร์ท โทรศัพท์ปลุกตี 5 ครึ่ง แต่ยังไม่อยากลุก จนใกล้หกโมงเช้า กินอาหาร เช้าจากชั้นบนของโรงแรม มองออกไปวิวสวยมาก อยากกรี๊ดสลบ...อีกแล้ว

44


วันนี้เป็นวันแห่งการเดินทาง (บนรถ) อันยาวไกล ฉันจึงใช้เวลาเขียน โปสการ์ดบนรถ นอกจากการเขียนบันทึกเตือนความจำ� หลังจากเมื่อวานแวะ ซื้อแสตมป์ดวงละ 1.50 เหรียญ ส่งได้ทั่วโลกมาเตรียมไว้แล้วจากควีนส์ทาวน์ 45


เราข้ามสะพานเหนือแม่น้ำ�คารารัวอีกครั้ง มองเห็นสะพานที่ตั้งของบัน จี้จัมพ์และฉากหน้าผาและแม่น้ำ�ไหลผ่าน แวะรับผลไม้ที่สวนคุณนายโจนส์, แวะถ่ายรูปเมืองแห่งผลไม้ ครอมเวลล์(Cromwell), แวะชิมไวน์ เพราะลูก ทัวร์กระจองอแงว่า นิวซีแลนด์มีชื่อเสียงด้านทำ�ไวน์เช่นกัน 46


ร้านน่ารักมักมาก ค่าชิมคนละ 6 เหรียญ แวะกินข้าวระหว่างทางก่อน ถึงเป้าหมายเมืองไคร้ทเชิรท์ อีก 340 กิโลเมตร, แวะรับของที่ FARMER CORNER และจากการแอบดูรา คาเชอร์รหี่ ลายๆ ร้านแล้ว ช่วงทีเ่ รา ไปเชอร์รี่ถูกสุด 8 เหรียญ ระหว่างทางช่วงหนึ่ง เราแวะ หยุ ด ถ่ า ยรู ป บริ เ วณที่ ร าบทุ่งหญ้า สีทองกว้างใหญ่ไพศาล สลับกับ ทิวเขา 2 ข้างทางทิวเขาโล่งๆ นั้นมี แต่หญ้าพืน้ เมือง tussock grass เป็นความงามบนความแห้งแล้งที่ น่ า ประทั บใจ กลั บ มาค้นหาและ สอบถามจากอากู๋ตามเว็บไซต์ต่างๆ พบว่า บริเวณนี้เรียกกว่า ช่องเขา ลิสดิส (Lindis Pass) สูงจาก ระดับน้�ำ ทะเล 971 เมตร ตัง้ ชือ่ ตาม Lindisfarne ในสกอตแลนด์ มีชอื่ ในภาษาเมารีวา่ โอคาฮู (O Kahu) แปลว่า ถิ่นของเหยี่ยว 47


ถึง ‘ไคร้ทเชิร์ท’ ห้าโมงเย็น กว่าๆ กินอาหารก่อนเข้าโรงแรม คืนสิ้นปีเราพักที่โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ ระหว่างรออาบน้ำ� เดินเล่นใน สวนเล็กๆ ของโรงแรมก่อนชวน กันออกมาเดินเล่น ฉันแยกตัวมา เดินและถ่ายรูปริมแม่น้ำ�เอวอนไป เรื่อยๆ คนเดียว แวะพักระหว่าง ทางเขียนโปสการ์ด ก่อนเข้าโรงแรม แวะส่งโปสการ์ดลงตู้หน้าโรงแรมที่ เราพักนั่นเอง ต้องให้พี่ชายและพี่ สะใภ้มาช่วยกันเดา ว่าระหว่างตู้สี แดงกะน้ำ�เงิน ตู้ไหนกันที่เราจะใช้ ส่งโปสการ์ดไปต่างประเทศได้ ค่�ำ คืนนัน้ ฉันมีความหวังว่าน่า จะได้เข้าไปร่วมบรรยากาศนับถอย หลัง คืนสิน้ ปีในตัวเมืองไคร้ทเชิรท์ แต่ไม่มแี นวร่วมหาทางบุกบัน่ เข้าไป หลงด้วยกัน จึงล่ำ�ลาเข้านอนตั้งแต่ 48


5 ทุ่ม โดยไม่ได้นึกเฉลียวใจเลยว่า ย่างเข้าวันใหม่...ปีใหม่ ฉันจะ ต้องผจญเหตุการณ์ตื่นเต้นเร้าใจกันตั้งแต่ยังอยู่บนที่นอน 49


แถมท้าย

ช่วงนาทีชีวิต..หรือเปล่า นึกย้อนความมีสติเวลานั้นของการโดดบันจี้ (ครั้งแรก) ถ้ามีใครคิดจะชวนไปโดดอีก แม้จะลั่นไปแล้วว่า “ไม่” แต่ก็ยินดีจะไป ....... 50


ทำ�ไมเอาเท้าลง? ถามว่า ณ เวลานั้น ที่มองออกไปข้างหน้า ผืนน้ำ� ผืนฟ้า ใต้ฝ่าเท้าของเราเป็นเหวและแม่น้ำ� คุณรู้ว่า ถ้าคุณก้าวออกไป คุณต้องร่วงแน่ๆ คุณอยากพุ่งตัวออกไป แต่เท้ามันฉุดคุณไว้ให้ทิ้งดิ่งลงไป เราว่าความมันส์มันน่าจะอยู่ตรงนั้น ตรงที่รู้ว่าคุณจะปลอดภัยเพราะคุณมีสายรัดข้อเท้าคุณอยู่ แต่คุณได้โดด ได้สัมผัสวูบหนึ่ง ณ รอยต่อนาทีเป็นนาทีตาย .....แค่ช่วงเวลาไม่กี่วินาที!!!! จากประสบการณ์ครั้งแรกของสิ่งที่ไม่เคยทำ�เลยในชีวิต ถ้ามีเวลาและโอกาส...ก็อยากจะทำ�อีกครั้ง เผื่อจะได้สร้างสรรค์ท่าโดดให้มันสวยงามกว่าที่เคยทำ� ; )

51


Notebooks

เรื่องเล่าและบันทึก by : รติ จุลกะเศียน

เมื่อณิชายังเด็ก...เล็กมักมากกกก วาทะ(เด็ด)เด็ก : เมื่อมีโอกาสได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกัน ช่วงปิดเทอม น.ส.กบ(นามสมมุติ) มัก จะได้ยินข้อความขำ�ๆ จากหลานสาว คนเล็กของครอบครัว ด.ญ.ณิชา วัย 4 ขวบเป็นประจำ� อย่างเช่น วันแรกขณะที่ น.ส.กบ เตรียมตัวจะหย่อนก้นลงนัง่ บน เก้าอีใ้ นห้องซึง่ เป็นห้องเด็กเล่นของณิชา นั้น ด.ญ.ณิชา ก้มหน้าก้มตาง่วนอยู่กับ ของเล่น แล้วชายหางตามา “ป้ากบ ได้ข่าวว่าไม่สบายเหรอ” “เย้ยยย..รู้ได้ไงอ่ะ” “ได้ยินคุณพ่อบอก เป็นไงอ้วก เหรอ”.....ฮา อีกจังหวะหนึ่ง ขณะที่กำ�ลังกิน อาหารเ���็นกันในห้องเดิม แต่มีพ่อจ๋า ของณิชารวมอยู่ด้วย และไม่น่าแปลก 52

ใจเลย ที่ เ ด็ ก วั ย ขนาดณิ ช าจะกิ น หก เลอะเทอะเป็นส่วนใหญ่ “เย้ย...มีปัญหาแล้วคุณพ่อ” น.ส.กบ มองตามเท้าณิชาซึ่งชัก หลบขึ้น พร้อมๆ กับประโยคดังกล่าว มองเห็ น ได้ ชั ด เจนจากบริ เ วณ พื้นที่ณิชาเพิ่งยกขาขึ้นไป มีน้ำ�แกงหก เลอะพื้นอยู่...ฮา อีก 1 วัน จาก 5 วันที่ได้ใช้เวลา ร่วมกัน ระหว่างทางไปไหนสักแห่ง ณิชา กำ�ลังป่ายปีนไปมาจากด้านหลังยันหน้ารถ เล่นไปพลางแล้วก็รื้อค้นสมบัติในรถป้า กบไปด้วย “ป้ากบ ขนมหมดแล้วเหรอ” “ยังมีนะ นี่ไง” ป้ากบหยิบกล่อง ลูกอมส่งให้หลาน


“ทายสิเหลืออีกกี่เม็ด” หลานบ้า พลังถามขึ้นมา ป้ากบแอบมองด้วยหาง ตา เห็นว่าหลานหยิบใส่ปากไปแล้ว 1 เม็ด “อืมม 5 เม็ด” เดาไปเพราะไม่รู้ จริงๆ “1-2-3-4 ผิด เหลือ 4 เม็ด” “เหลือ 4 เม็ดเองเหรอ” “อืม เหลือ 4 เม็ด งั้นณิชากิน หมดเลยนะ” “ได้เล้ย ณิชากินให้หมดเลยจ้ะ” “เสร็จณิชาล่ะ”......ฮา จนรู้สึกว่า จำ�มุกและวาทะขำ�ๆ น่าเอ็นดูของหลาน ไม่ไหวแล้ว ต้องหยิบกระดาษขึ้นมาจด ไป(ขำ�ไป)ด้วย ซึ่งนั่นก็ไม่พลาดไปจาก สายตาของณิชาไปได้ เธอรีบชะโงกหน้า มาดูตวั หนังสือลายมือยึกยือในกระดาษ ด้วยความอยากรู้ “เขี ย นอะไร” เสี ย งลงน้ำ � หนั ก พร้อมพยายามอ่าน “ป้ากบ เขียนอารายยยย” ฮา.....จ้างก็ไม่บอก รอให้ณิชามา อ่านเอง(ตอนโต)

ไม่อยากเป็นควาย : สั ป ดาห์ ห นึ่ ง ที่ แ ม่ จ๋ า ของ ด.ญ.ณิชา มีความจำ�เป็นต้องเดิน ทางไปสัมมนาต่างจังหวัด “พรุ่งนี้หนูอยู่กับคุณยายนะ คะ” “ไม่ เ อาค่ ะ หนู อ ยากไป โรงเรียน” “ไม่อยากหยุดเหรอคะ เอา ไหมคะ อยู่กับคุณยายไง” “ไม่ค่ะ หนูไม่อยาก(โตขึ้น) เป็นควาย” ฮา....

53 53


จับหาง : น.ส.กบ(นามสมมุติ) บังเอิญ ได้ยินพ่อจ๋ากับแม่จ๋าของ ด.ญ.ณิชา คุยกันว่า วันก่อนลูกสาวตัวน้อย วัย 4 ขวบ ตกเตียง!!! ระหว่ า งวั น ที่ ต้ อ งเป็ น ป้ า หลาน เลี้ยงและดูแลซึ่งกันและกัน ป้ากบจึงเปิดประเด็นขึ้น “ณิชาตกเตียงเหรอ” “ค่ะ” “เจ็บไหม” “ไม่เจ็บ” “อ่าว แล้วทำ�ไมหนูตกได้อ่ะ ก็ หนูนอนตรงกลางไม่ใช่เหรอ” “ก็ คุ ณ แม่ ไ ปอาบน้ำ � คุ ณ พ่ อ นอนฝั่งนู้น คุณแม่เอาหมอนข้างวาง ไว้ หนูกลิ้งแล้วก็หล่นลงไป” “ฮา...” “เดี๋ยวนะ ณิชาจะให้คุณพ่อ นอนริม แล้วถ้าคุณพ่อหล่นลงไป หนู จะช่วยจับหัว” “อ้ า ว ช่ ว ยจั บ คุ ณ พ่ อ แต่ หั ว เหรอ”

54 54

“อ๋อ แล้วหนูกบ็ อกคุณแม่ให้ชว่ ย จับหาง” “เย้ย....ณิชาคุณพ่อเป็นคนนะ จะ จับหางได้ยังไง ต้องจับขาสิ” “เออ...ช่ายยยย” ฮา

โตขึน้ จะเป็น..... คนเรามั ก จะมี ค วามฝั น ตั้ ง แต่ เด็กๆ ฝันอยากเป็นนั่น ฝันอยากเป็น นี่ ความฝันของคนส่วนใหญ่มักจะ เปลี่ยนแปลงไปตามวัยที่เติบโตและได้ เรียนรู้ชีวิตมากขึ้น ด.ญ.ณิชา ในวัย 3 ขวบเองก็มี ความฝัน “ณิชา โตขึ้นอยากเป็นอะไรคะ” “โตขึ้นหนูอยากเป็นผู้ชายค่ะ” ..............ฮา


Pic & Post

การ์ดเขียนคำ� ภาพเล่าเรื่อง ม.จิตฏาร์ เรื่อง, koblover ภาพ

กระดิ่งลม ความเป็นเจ้าของ เปรียบเสมือนหมอกหนา คอยบดบัง “ค่า” ของสิ่งที่อยู่ในมือได้เสมอ นอกระเบียง... กระดิ่งรูปดวงดาวและพระจันทร์เสี้ยว ดังกรุ๋งกริ๋ง เมื่อยามสายลมหยอกล้อ ฉันคอยตั้งใจฟังเสียงนั้นอยู่เสมอ ตอนที่เพิ่งได้มันมา เนิ่นนานเท่าไหร่แล้วหนอ? ที่เราปล่อยให้ความสัมพันธ์ที่สวยงาม จืดจางลงไปในใจเราทุกวัน ขณะที่เฝ้าเพรียกหาความสดใหม่ จากมือของใครต่อใคร ที่ความจริงใจไม่เคยเดินทางมาถึง

จึงบางที... กว่าเราจะได้รู้ว่าทำ�อะไรผิดพลาดลงไป ในชีวิตบ้าง ก็ต่อเมื่อปล่อยให้สายคล้องกระดิ่งขาด โดยไม่เคยคิดที่จะซ่อมแซม นอกระเบียง... ใครบางคนทอดดวงตาไปยังท้องฟ้า แล้วปล่อยให้น้ำ�ตาเอ่อไหลอยู่ในหัวใจ ขณะยินเพียง... เสียงของความว่างเปล่าแห่งสายลม

55


1 Day Trip

เที่ยววันเดียว เรื่อง / ภาพ by กบบันจี้

คิดถึงคืน...ยี่เป็ง

“วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำ�ก็นองเต็มตลิ่ง.....”

พลิกดูปฏิทินข้ามเดือน ยันข้ามปี อย่างพยายามวางแผน การเดินทางล่วงหน้า แล้วสะดุดตากับปฏิทนิ เดือนพฤศจิกายน... วันเพ็ญเดือนสิบสอง ลอยกระทงอีกครั้งแล้วหรือนี่ ช่วยไม่ได้ที่จะคิดถึงบัญชีแค้นหลายปี หลายแห่ง ซึ่งยังไม่มีโอกาสได้ไป (เสียที) ลอยกระทงสายที่จังหวัดตาก เผาเทียน เล่นไฟที่จังหวัดสุโขทัย และอดเสียไม่ได้ที่จะคิดถึงคืน...ยี่เป็ง...ที่เมืองเหนือ ....... 56 56


เปิดดูบันทึกเก่า พบวันคืนหนึ่ง เดือน เดียวกันนี้ แต่ต่างปีและ พ.ศ. ที่ได้มีโอกาสไป “พัก” ที่ เมืองปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ใน ช่วงเทศกาลยีเ่ ป็ง จากอำ�เภอทีเ่ คยมีสถานะเป็น แค่ “ทางผ่าน” วันนี้ได้กลับกลายเป็นเป้าหมาย ที่ใครๆ “ต้อง” ไป แต่ไปกันทำ�ไม มีใครเคยถามตัวเอง แล้ว ได้คำ�ตอบอะไรกันบ้าง สำ�หรับฉันแล้ว ปาย ในวันนี้ ได้กลาย เป็นสาวจัดจ้าน ทันสมัยขึ้น มีพี่เลี้ยงเป็นคน หลากหลายอาชีพ ที่ช่วยกันแต่งตัว จนปายใน บรรยากาศเดิมๆ...กำ�ลังเปลีย่ นไปแล้ว (สำ�หรับ ฉัน) ฉันวางแผนมาตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง ในการใช้ปายเป็นจุดศูนย์กลางของการ “พัก” และจัดตารางการเที่ยวสำ�หรับแต่ละวันในพื้น ที่ใกล้ๆ เที่ยววันเดียวของฉันตั้งต้นจากเมืองปาย วันหนึง่ ในวันลอยกระทง มีเป้าหมายไกลสุดคือ หมู่บ้านรักไทย ............................ ฝนตกตั้งแต่ตี 5 ทำ�ให้แผนออกเดินทางแต่เช้า ต้องคลาดเคลื่อนออกไป มากกว่าเพื่อนร่วมทางจะพร้อม ฉันจึงถือโอกาสเดินจากที่พักไปตลาด ผ่านทุ่งนา ทีก่ �ำ ลังออกรวง ยังมองเห็นสายหมอกจางๆ ประดับแนวภูเขา แม่น้ำ�ปายในวันนัน้ อาจจะเปลี่ยนสายไปจากวันก่อน แล้วไม่แน่ว่าวันพรุ่งนี้ก็อาจจะเปลี่ยนไปอีก 57


ได้ฤกษ์เดินทางกันจริงๆ 11 โมงเช้าไปแล้ว จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนแผนและตัด ลดสถานทีท่ ตี่ งั้ ใจออกไปบ้าง เก็บไว้วนั พรุง่ นีบ้ า้ ง เราแวะหาอาหารกลางวันกินกันร้านข้าง ทางแถวๆ ปางมะผ้า ก่อนจะมุง่ หน้าต่อไปบนถนนสายหลักสายเดียวทีเ่ ชือ่ มแม่ฮอ่ งสอนเชียงใหม่ โดยผ่านเมืองปาย

58 58


หลากหลายโค้งบนถนนลัดเลาะแนว ภูเขา ผ่านจุดชมวิวและตลาดขายของ จากชาวเขา ถ้าจำ�ไม่ผิดคือเผ่ามูเซอ จน ในที่สุดเราก็ถึงเป้าหมายแรกของวัน คือ วนอุทยานถ้ำ�ปลา ตำ�บลห้วยผา ซึ่งถูก พัฒนาและปรับปรุงจนมีบรรยากาศร่มรืน่ สวยงาม สะอาดสะอ้าน

เหตุที่ได้ชื่อว่า ถ้ำ�ปลา เพราะที่บริเวณเชิงเขามีลักษณะ เป็นแอ่งใหญ่ มีน�้ำ ไหลออกจากถ้�ำ ใต้ภเู ขาอยูต่ ลอดเวลา และ มีปลามุง หรือปลาคัง หรือปลาพลวง วงศ์เดียวกับปลาคาร์พ อาศัยอยู่เป็นจำ�นวนมาก แต่ไม่มีใครกล้าทำ�อันตรายหรือจับ มารับประทาน เนื่องจากมีความเชื่อกันว่าเป็นปลาเจ้า เพราะความสับสนของฉันเอง ทำ�ให้เข้าใจไปว่า “ปางอุง๋ ” คือ หมู่บ้านรักไทย มันทำ�ให้เราดั้นด้นคลำ�ทางผ่านภูโคลน น้ำ�ตกผาเสื่อ พระตำ�หนักปางตอง และเลยหมู่บ้านรวมไทย

59


(ปางอุง๋ ) ไปอีก 7 กิโลเมตร ไปจนถึง หมู่บ้านรักไทย ตำ�บลหมอจำ�แป อัน เป็นที่ตั้งหมู่บ้านชาวจีนยูนนาน ซึ่ง เป็นอดีตทหารจีนคณะชาติ (กองพล 93) “ก๊กมินตั๊ง” บรรยากาศของหมู่บ้านรักไทย อยู่ท่ามกลางขุนเขาที่มีแมกไม้อุดม สมบูรณ์ กลางหมู่บ้านมีทะเลสาบ ขนาดใหญ่ และมีชื่อเสียงเรื่องชาและ ขาหมูหมัน่ โถว ซึง่ เราก็ไม่พลาดโอกาส ทีจ่ ะชิม ไหนๆ ก็หลงหมูบ่ า้ นมาเพราะ ความเข้าใจผิดแล้ว ร้านทีเ่ ราเลือกกิน ในวันนั้น คือ ร้าน���้าเหล่าซือ ที่มี บริการห้องพัก บรรยากาศโรแมนติค ด้วย ปีถัดมา ฉันมีโอกาสได้กลับไปอีกครั้ง พบว่ามีร้านอาหารจีนยูนนานผุดขึ้นอีก หลายร้าน นอกจากอาหารที่ขึ้นชื่อ บ้านดินหลายๆ หลังยังมีชาหลากหลายชนิดให้เลือกชิม และซื้อ เช่น ชาเขียว ชาอู่หลง ชามะลิ และยังมีของฝากอื่นๆ เช่น บ๊วยจีน ลูกท้อ รองเท้าจีน รวมถึงเสื้อยืด, โปสการ์ด มีดีไซน์ซึ่งเริ่มกระจายเข้าไป (ฝาก) ขายแล้ว ขากลับเราไม่ได้แวะภูโคลนอย่างที่ตั้งใจ เพราะไม่อยากเดินทางกลับในเวลาที่ มืดมากเกินไป ประกอบกับไม่แน่ใจว่า บริการพอกหน้าจะปิดหรือยัง เราจึงมุ่งหน้า ย้อนรอยเดิมกลับถึงเมืองปายประมาณ 3 ทุ่ม ไม่สายเกินไปที่จะชวนกันออกมาเดิน ดูบรรยากาศงานลอยกระทง ที่มีผู้คนซึ่งเราเข้าใจว่าเป็นชาวเขารอบๆ อำ�เภอมาชุมนุม กันมากมาย บางคนก็นอนในรถ บางคนก็ปักหลักกันบริเวณโรงเรียนซึ่งใช้จัดงาน 60


...... “วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำ�ก็นองเต็ม ตลิ่ง.....” ฉันอธิษฐานขอขมาต่อพระแม่คงคา ขณะที่ ป ล่ อ ยกระทงใบน้ อ ยลงบนลำ � น้ำ � ปาย นึกไปถึงปีกอ่ นนัน้ ทีไ่ ด้มาลอยกระทง ที่ลำ�น้ำ�เดียวกันนี้ นึกถึงว่า ปีไหน..เมื่อ ไหร่หนอ ฉันจึงจะได้มีโอกาสกลับมาลอย กระทงในท่ามกลางธรรมชาติ (โดยไม่ต้อง ปรุงแต่งไปกว่านี้อีก...ได้ไหม) ในคืนยี่เป็ง ที่ปายอีก. 61


Tree of life

ต้นไม้ใบหญ้า(อ่อน) เรื่อง by : ข้าวใหม่

62 62

“สน” 2-3 ใบ


ฝนทิ้งช่วงให้อากาศได้ปรับอุณหภูมิต่ำ�ลงเพื่อก้าวผ่าน จากความเปียกและชืน้ สูห่ น้าหนาวแบบค่อยเป็นค่อยไป โดย ส่วนตัวแล้วคิดว่าเสน่หข์ องหน้าหนาวอยูต่ รงทีช่ ว่ งเปลีย่ นฤดู นี่แหละค่ะ ระหว่างกำ�ลังคร่ำ�เคร่งกับการงานและภาระทั้ง หลายทั้งปวง วันหนึ่งมีลมพัดเย็นๆ กระทบผิวเย็นไปถึงขั้ว หัวใจ สายลมแรกที่บอกเราว่า “หน้าหนาวแล้วนะ...หาอะไร อุน่ ๆ ทำ�กันเถิด” แล้วไอ้ลมทีว่ า่ นีม่ นั ดันพัดแรงบันดาลใจให้ ใครหลายคนรีบหาคู่ หนาวนีจ้ ะได้ไม่หนาวนัก ว้าววววววว.... คราวที่ แ ล้ ว พาไปโรแมนติ ก กั บ ถนนสายเมเปิ้ลแดงที่ภูกระดึง ความ ทรงจำ�อย่างหนึ่งที่หลงเหลือก็คือต้น “สนสามใบ” ค่ะ เด็กทะเลอย่างข้าพเจ้า จึงทึ่งกับสนดอย โอ้โห...ลูกใหญ่เท่า กำ�ปั้น สนทะเลลูกเท่านิ้วก้อยเองนี่นา แถมเอามาประดับสวยกว่าเป็นไหนๆ และนั่ น คื อ การพบกั น ครั้ ง แรก ระหว่างข้าพเจ้ากับ(ต้น)สนสามใบ ตื่น ตาตื่นใจไม่น้อยค่ะ หลังจากนั้น ทุก ครั้งที่มีโอกาสได้ไปลิงโลดบนภูเขาสูง ได้สัมผัสกับอากาศเย็นๆ กับต้นไม้ นานาชนิ ด ที่ อ วดดอกสวยมาให้ ช ม ดอกไม้หน้าหนาวสวยชวนมองไม่แพ้ ดอกไม้หน้าร้อนเลยทีเดียว

63


เมื่อเงยหน้ามองเห็นยอดสนแล้ว นึกถึงภูกระดึงอยู่ทุกครั้ง มีอยู่ครั้ง หนึ่ง มีโอกาสได้ไปเยือนอุทยานแห่ง ชาติ ทุ่ ง แสลงหลวง ครั้ ง นี้ ม องเห็ น ต้นสนแต่กลับสะดุดกับชื่อที่ว่า “สน สองใบ” อ่า... ที่แท้ มีสนสองใบ และ สนสามใบนี่เอง ความแตกต่างระหว่างต้นสนทั้ง สองแบบอยูท่ จี่ �ำ นวนใบทีแ่ ยกออกจาก โคนใบว่ามีสองหรือสามใบ แต่ถ้ามอง กันให้ลึกแล้วลำ�ต้นของสนสามใบนั้น มีเปลือก(ไม้)ทีบ่ างกว่าสนสองใบ ส่วน ถิน่ กำ�เนิดของสนสามใบนัน้ เติบโตได้ดี ในป่าดิบเขา ส่วนสนสองใบ ที่จะขึ้น ตั้งแต่ที่ราบ ตามสันเขาและไหล่เขาที่ ค่อนข้างลาดชัน สภาพภูมปิ ระเทศและ สภาพดินที่มีความชุ่มชื้นในดินค่อน ข้างน้อย โดยเฉพาะดินปนกรวดหรือ ดินทราย ว่ากันว่า ถึงแม้ว่าจะอยู่ในช่วง ระดับความสูงทีส่ นเขาขึน้ ได้ แต่อาจไม่ พบสนสองใบและสนสามใบเนื่องจาก สนทั้งสองชนิดนี้ชอบสภาพดินที่เป็น กรด 64

กลับไปทีท่ งุ่ แสลงหลวงอีกครัง้ ... ตื่นเช้ามาสูดอากาศบริสุทธิ์ ติดรถเจ้า หน้าที่ไปหยอดเกลือที่โป่ง กลับมาจิบ กาแฟอุ่นๆ มองภูเขาหลังบ้านพัก แต่ สายตานั้นเหลือบไปเห็นบางสิ่ง... สิ่ง ที่มองข้ามไปเมื่อเย็นวาน ข้าพเจ้าเพิ่ง มาสังเกตเห็นเอาตอนเช้านีเ้ อง ว่ามีพมุ่ สนสองใบที่เพิ่งจะโตเลยจากต้นกล้า อยู่หน้าที่พักเอาเมื่อตอนที่แดดเริ่มส่ง มากระทบกับหยดน้�ำ ทีใ่ บเรียวๆ ยาวๆ สะท้อนวิบวับ ยุ่บยั่บให้รู้สึกอุ่นๆ ที่อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ขึ้ น ชื่ อ ว่ า มี ป่ า เหมื อ นป่ า สวั น นา มี ต้นไม้ใบหญ้าที่โผล่อวดยอดเขียวมา ตัดสีน้ำ�ตาลแดงของต้นหญ้า ตกบ่าย เจ้าหน้าที่นำ�เราไปเที่ยวตรงป่าที่เป็น


สนล้วนๆ เวลาที่เราเข้าไปยืนแล้ว รู้สึกได้ว่า “เรานั้นเล็กกว่าธรรมชาติ มาก” แต่ทำ�ไมพลังการทำ�ลายล้างถึง ได้สงู ส่งนักก็ไม่รสู้ ิ (สำ�นึกอนุรกั ษ์ฉดี แรงมาในสมอง) มองเห็นต้นสนรอบ ตัวสูงใหญ่ เรากำ�ลังยืนอยู่ท่ามกลางต้นไม้ มองไม่เห็นสิ่งปลูกสร้างจากมนุษย์ ต้นสนสูงตระหง่านเหมือนเสาไม้เป็น 65


แท่งๆ ปักอยู่รอบตัว พอก้าวออก มาจากดงสนที่ว่า เส้นทางเดินรถนั้น ก็ชวนให้หวาบไหว เมื่อ 2 ข้างทาง เป็ น ทุ่ ง หญ้ า ดอกสี น้ำ � ตาลแดงเข้ ม โบกสะบัดสูงเทียมหัวเรา คล้ายกับตรง ทางเข้าหน้าที่ทำ�การอุทยานที่เป็นเส้น ทางระหว่างอุทยานเข้าไปยังบ้านพัก ถนนลาดยางผ่าวงล้อมของสนสองใบ และสามใบที่แผ่ใบจนมาชนกันเกือบ

66 66


เป็นอุโมงค์ให้เราเดินผ่าน เท่านั้นยังไม่ พอ ยังสลัดใบแก่รว่ งแต้มสีถนนลาดยาง มะตอยให้มีเส้นจากใบสีส้มแดงราวกับ เอาสีไม้มาระบาย ไม่ต้องบอกก็พอจะเดาได้เลยใช่ ไหมคะ ว่าโรแมนติกอีกแล้ว... 67


สนสองใบ

ชื่อวิทยาศาสตร์ Pinus merkusii Jungh. & de Vriese วงศ์ PINACEAE ชื่ออื่นๆ เกี๊ยเปลือกดำ� (ภาค เหนื อ ) เกี๊ ย เปลื ก หนา (เชี ย งใหม่ ) จ๋วง (ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉี ย งเหนื อ )เชี ย งเซา (กะเหรี่ ย งแม่ฮอ่ งสอน) โช (กะเหรีย่ ง-เชียงใหม่) ไต้ (อุบลราชธานีและ-ศรีสะเกษ) แปก (ฉาน-แม่ฮอ่ งสอนและเลย) สนเขา สน หางม้า (ภาคกลาง) สะรอล (เขมรสุรินทร์) ลักษณะลำ�ต้น ไม้ต้น สูง 30-40 เมตร ลำ�ต้นเปลา ตรง เมื่ออ่อนเรือน ยอดรูปเจดีย์ แล้วแผ่กว้างเป็นพุ่มกลม เปลือกหนา สีน้ำ�ตาลเข้มเกือบดำ� แตก เป็นร่องลึกตามยาว ใบ ออกเว้นสลับถี่ ตามปลายกิ่ง ติดเป็นกลุ่มๆ ละ 2 ใบ รูปเข็ม ยาว 15-25 เซนติเมตร ดอก

68

ออกเป็นช่อแยกเพศ อยู่บนต้นเดียวกัน ช่อดอกตัวผูอ้ อกเป็นกระจุกทีป่ ลายกิง่ ทัว่ เรือนยอด ช่อตัวเมียสีม่วง ออก 1-3 ช่อ ตามปลายกิ่งใหญ่-ในระดับสูงๆ มีขนาด ใหญ่กว่าตัวผู้ ผล ออกรวมกันเป็นกลุ่ม เรียกว่า cone รูปทรงกระบอก กว้างประมาณ 5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร มีเมล็ดจำ�นวนมาก ขนาดเล็ก มีปีก นิเวศวิทยา ถิ่นกำ�เนิด เอเชีย ขึน้ บนภูเขา สูงจากระดับน้ำ�ทะเล 50-1,300 เมตร ออกดอก พฤศจิกายน-มีนาคม ขยายพันธุ์ เมล็ด ประโยชน์ ไม้ใช้ก่อสร้าง ทำ�เครื่อง เรื อ น ทำ �ไม้ จิ้ ม ฟั น น้ำ � มั นใช้ ผ สมยา ทำ�การบูรเทียม ผสมสี ทำ�สบู่ อ้างอิง (http://www.skn.ac.th/ skl/tree/t123p1.htm)


สนสามใบ

ชื่อวิทยาศาสตร์ Pinus kesiya Royle ex Gordon. วงศ์ PINACEAE ชื่ออื่น เกี๊ยะเปลือกแดง เกี๊ยะ เปลือกบาง จ๋วง สนเขา ลักษณะลำ�ต้น ไม้ต้น ขนาดเล็ก ถึงขนาดใหญ่ สูง 10 - 30 เมตร ไม่ ผลัดใบ ลำ�ต้นเปลาตรง เรือนยอดเป็น พุ่มกลม เปลือกสีน้ำ�ตาล อมชมพูอ่อน แตกสะเก็ดขนาดใหญ่ มักมียางสีเหลือง ซึมออกมาตามรอยแตก ใบ ใบเดี่ยว ออกติดเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3 ใบ รูป เข็ม ยาว 10 - 25 เซนติเมตร ดอก แยกเพศ อยู่บนต้นเดียวกัน ผล ออกรวมกันเป็นกลุ่ม รูปไข่ สีน้ำ�ตาล กว้าง ประมาณ 5 เซนติเมตร ยาว 8 เซนติเมตร เมล็ดขนาดเล็กมีปีก นิเวศวิทยา ถิ่นกำ�เนิด ในพม่ า ขึ้ น เป็น���ลุม่ บนเขาหรือเนินเขา สูงจากระดับ น้ำ�ทะเล 1,000 - 1,600 เมตร

ออกดอก พฤศจิกายน - มีนาคม ขยายพันธุ์ เมล็ด ประโยชน์ ไม้ใช้ในการก่อสร้าง ทำ�เยือ่ กระดาษ ยางกลัน่ เป็นน้�ำ มันและชัน น้�ำ มันใช้ผสมยาทาถูนวดแก้ปวดเมือ่ ย ทำ� น้ำ�มันชักเงา ชันใช้ผสมยารักษาโรค อ้างอิง (http://www.dnp.go.th/ EPAC/province_plant/leiy.htm) Credit ภาพ ลูกสน http://farm3. static.flickr.com/2399/2109424973_ c7a42cf0d1_o.jpg 69


World of Pooh by : แม่จิบ

โลกของ Pooh.

กีฬาสี ขำ�ๆ

70 70


กีฬาสีครั้งแรกของน้องภูที่โรงเรียนเกษมพิทยา คือปีที่น้อง ภูอยู่ชั้น ป.1 ครั้งที่ 2 ห้องป้าวาด (ป.1 สำ�หรับเด็กพิเศษต้อง เรียน 2 ครัง้ โดยปีแรก อยูห่ อ้ งครูสาคร เพือ่ เตรียมความพร้อม ปีที่ 2 เรียนห้องป้าวาด โดยเข้าไปเรียนร่วมในชั้นปรกติ บาง วิชา)

71

71


ปีที่แล้ว น้องภูพลาดงานวันกีฬาสี เนือ่ งจากแม่ไม่รวู้ า่ เด็กพิเศษจะต้องลงแข่ง ด้วย น้องภูจึงไม่มาโรงเรียน ปีนี้ แม่ไ ม่ยอมให้น้องภูพลาดอีก น้องภูอยู่สีฟ้า มิ ส อั ญ ชลี คุ ณ ครู ฝ่ า ยกิ จ กรรม อุตส่าห์จัดกีฬาเพิ่ม 2 ประเภทเพื่อเปิด โอกาสให้เด็กพิเศษของโรงเรียนทุกคนได้ ลงเล่น2 ชนิดกีฬาได้แก่ วิ่ง 50 เมตร (หรือน้อยกว่านั้น แม่จำ�ไม่ได้ เป็นวิ่งทาง ตรง) กับชักคะเย่อ ตอนเลือกตัวนักวิ่ง น้าโน (คุณแม่เบนนี่) มาฝากฝังเบนนี่ (สีน้ำ�ตาล)ไว้กับ น้องภู สัง่ เสียน้องภูวา่ ช่วยจูงเบนนีใ่ ห้ออกวิง่ ตามน้องภูไปด้วย เพราะเบนนีเ่ ป็นเด็ก นิ่งๆ ช้าๆ คงไม่ยอมวิ่ง น้าโนคิดว่าน้องภูว่องไวกว่าเยอะ น้าโน เคยเห็นวีรกรรมน้องภูมาแล้ว วันที่น้องภูวิ่งไม่คิดชีวิตจากโรงอาหาร (ขณะที่ป้าวาดพาเด็กๆ กลุ่มน้องภูลงมาซื้อขนมตอนบ่าย) น้องภูตัดสนามฟุตบอล ผ่านสนามบาสฯ ตรงไปที่ห้องธุรการ จัดการเปิดปิดพัดลม 1 ที โดยมีคุณครูมาลา วิ่งตาม ซึ่งครูมาลาวิ่งไม่ทันน้องภู (ฝ่ายน้าโน คนเห็นเหตุการณ์ช่วยวิ่งดักหน้าไว้ เพราะคิดว่าน้องภูจะวิ่งไปทางประตูหน้าโรงเรียน) น้าโนเล่าว่า พอเปิดพัดลมเสร็จ เหตุการณ์ก็กลับสู่ภาวะปรกติ น้องภูยอมให้ ครูมาลาจูงไปส่งตัวคืนป้าวาดแต่โดยดี เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น 72


น้องภูฝังใจเรื่องพัดลมที่ห้องธุรการ เนื่องจากปีก่อนหน้านั้น น้องภู เรียนห้องครูสาครซึ่งใจดีมาก เมื่อต้องลงไปทำ�ธุระที่ห้องธุรการ จะไม่ทิ้ง เด็กๆ ไว้ที่ห้องเรียน แต่จะพาตัวซนๆ ไปด้วย โดยให้น้องภูช่วยถือเอกสาร เล็กๆ น้อยๆ เป็นการฝึกหัดไปในตัว(และแก้ซน) ทำ�ให้น้องภูมีโอกาสเห็น พัดลมเพดานที่ห้องธุรการ และเคยก่อวีรกรรม โดยพุ่งไปปิด-เปิดเล่นต่อ หน้าอาจารย์ใหญ่มาแล้ว โดยที่ครูสาครห้ามไม่ทัน พอมาอยู่ห้องป้าวาด ถ้าป้าวาดต้องไปทำ�ธุระที่ธุรการ จะไม่พาเด็กๆ ไปด้วย แต่จะฝากให้คุณครูอื่นช่วยดูแลแทน (แม่เองยังเคยรับฝากดูแลไว้ ให้ จนน้องแม็คเรียกแม่ว่า ครูแม่จิบ) วันจลาจลวันนั้น ป้าวาดเล่าว่า ป้าวาดก็พาเด็กๆ ลงจากห้องเรียนไป ซื้อขนมยามบ่าย ที่โรงอาหารตามปรกติ ปรากฏว่าพอเดินมาถึงโรงอาหาร น้องภูเกิดรำ�ลึกถึงพัดลมที่ธุรการขึ้นมา เพราะไม่ได้ไปที่นั่นนานแล้ว จึงวิ่ง ออกจากโรงอาหารลัดสนามฟุตบอล อย่างที่น้าโนเห็น ป้าวาดเองไม่มีแรงจะ วิง่ ไล่จบั จึงเรียกให้ครูมาลา ทีพ่ าลูกๆ ลงมาซือ้ ขนมเช่นกันช่วยจับให้หน่อย เป็นที่โกลาหล

73


ดังนั้น น้าโนจึงขอฝากความหวังไว้กับ น้องภู ให้ช่วยพาเบนนี่วิ่ง แม่เอง ก็ช่วยอีกแรง บอกน้องภูว่า พอได้ยินเสียงนกหวีดปรี๊ด แล้วน้องภูต้อง วิ่งไปหาแม่ด้านนั้นเลยนะ จูงเบนนี่ไปด้วย ว่าแล้วแม่กร็ บี ไปตัง้ หลักคอยถ่ายรูปทีจ่ ดุ เข้า เส้นชัย เสียงมิสอัญชลี ให้สัญญาณ “ระวัง.. เตรียมตัว..ปรี๊ด!!” นักวิง่ พิเศษทัง้ หลาย กำ�ลังเบียดกันมา เพราะเลนมีน้อยกว่านักกีฬา (มีแค่ 4 เลน ตามจำ�นวนสี แต่นักวิ่งมี 5-6 คน) โดยมี เบนนีน่ �ำ หน้า เข้าเส้นชัยแบบไม่ยนิ ดียนิ ร้าย ส่วนน้องภู กำ�ลังเดินนวยนาดย้ายก้นมา เรื่อยๆ โดยมีครูรินทร์ธร คอยเชียร์และลุ้น น้องภูให้วิ่งอยู่ข้างๆ เลน แม่รีบเรียกน้อง ภูให้มาหาแม่ที่เส้นชัย เพื่อน้องภูจะได้เดิน ครบระยะ (เป็นคนสุดท้าย)

74

หน้าแม่แตกเพล้ง ในขณะที่ น้าโนหัวเราะลั่นบอกว่า “ชั้ นไม่ คิ ด ว่ า เจ้ า เบนมั น จะ วิ่งได้ เพราะปรกติ มันไม่ยอม ขยับทำ�อะไรอยูแ่ ล้ว มันเฉยจนน่า โมโห” หมั่นไส้น้าโนจริงๆ ไม่เป็นไร ยังมีอกี 1 รายการ ...ชั ก คะเย่ อ แข่ ง กั บ เด็ ก ปรกติ น้องภูได้โชว์ฟอร์มแน่ น้องภูได้รบั การคัดตัวอยูแ่ ล้ว เพราะรูปร่างแข็งแรง สมบูรณ์ปาน


นัน้ เขาเลือกตัวแทนฝ่ายละกีค่ นแม่จ�ำ ไม่ได้ แต่มากกว่า 10 แน่นอน ทีนี้ แม่ลงไปลุ้นอยู่ในสนามเลย แม่กับครูสาคร ช่วยกันสอนวิธีเล่น บอกน้องภูว่า พอได้ยินเสียง นกหวีด ให้รีบดึงเชือกแรงๆเลยนะ แม่ทดลองทำ �ท่าดึงแล้วพร้อม ฉุด-ลากเชือกให้น้องภูดู (น้องภูยังไม่เคยเล่นชักคะเย่อมาก่อน) “น้องภูถอื เชือกไว้กอ่ นนะ กำ�แน่นๆ ทัง้ สองมือเลย” แม่กบั ครูสาคร ช่วยกันย้ำ� เสียงมิสอัญชลีดังผ่านโทรโข่ง ให้นักกีฬาเตรียมตัว แม่กับครูสาคร จึงถอยออกมาคนละนิด เดี๋ยวกรรมการหาว่าช่วยดึง สิ้นเสียง ปริ๊ด ..ก็มีเสียงเฮดังอื้ออึง ทีเฮนี่คือออกแรงดึง-ฉุด น้องภูไม่ชอบเสียงอึกทึก ดังนั้น พอปริ๊ดเฮ..ปุ๊ป น้องภูปล่อยเชือก ปั๊บ ใช้สองมืออุดหูทันที จึงไม่ได้ช่วยแม้แต่จะจับเชือก ฝั่งนี้จึงเหมือนมีผู้เล่นน้อยกว่า 1 คนไปโดยปริยาย (ความจริง เหมือนขาด 2-3 แรงด้วยซ้ำ�) มีหรือจะชนะ แม่กับครูสาครอยู่ในเหตุการณ์หัวเราะจนน้ำ�ตาไหล พอออกมานอกสนาม คุณป้าแม่บ้านเห็นหน้าน้องภูแล้วอดแซวไม่ ได้ เรื่องปล่อยเชือกอุดหู แต่น้องภูไม่รู้เรื่อง คุณป้าบอกว่าเห็นน้องภูชัดเลย พวกป้าขำ�กันจะแย่ นี่แหละ กีฬาสีขำ�ๆ ของน้องภู

75


HomeWork by : ณ ณิชา

ซ่อมได้

ตรวจสอบ ระบบไฟฟ้าหน้าฝน

ลังจากที่เราตรวจความพร้อมภายนอกบ้านเพื่อ รับมือกับฝนเรียบร้อยดีแล้ว ภายในบ้านก็ไม่ค่อย น่าเป็นห่วงเท่าใดนัก จะมีที่น่าเป็นห่วงมากๆ และควร ตรวจสอบระแวดระวังก็คอื ระบบไฟฟ้า ซึง่ สามารถแบ่ง ออกเป็นประเภทในการตรวจสอบได้ ดังนี้

76


1

สายไฟเก่าจนหมดอายุการใช้งานหรือชำ�รุด สังเกตได้จากฉนวนที่หุ้มสายไฟอยู่จะแตกหรือแห้งกรอบ บวม นอกจากนี้ สาเหตุที่ทำ�ให้สายไฟชำ�รุดยังอาจเกิด จากหนูกัดแทะ หรือวางของหนักทับ หรือเดิน สายไฟใกล้แหล่งความร้อน หรือถูกของ มีคมบาด จุดต่อสายไฟจะต้องแน่น ผิวหน้าหรือ สายเคลือบพีวีซีจะต้องไม่ฉีกขาด พันฉนวนให้เรียบร้อย ตามขนาดของสายไฟฟ้า

สายไฟต้องมีขนาดที่เหมาะสมกับปริมาณกระแสไฟฟ้า ที่ไหลในสายหรือให้เหมาะสมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าในวง จรนั้นๆ และสายไฟฟ้าต้องไม่เดินอยู่ใกล้แหล่งความร้อน,สาร

2

เคมี หรือถูกของหนักทับ เพราะทำ�ให้สายไฟชำ�รุดได้ง่ายและเกิด กระแสไฟฟ้าลัดวงจรได้ อีกทั้งสายไฟฟ้าที่ระโยงระยางจะต้องไม่ พาดบนโครงเหล็ก รั้วเหล็ก-ราวเหล็ก หรือส่วนที่เป็นโลหะ มิฉะนั้นต้องเดินสายไฟฟ้าโดยร้อยท่อให้เรียบร้อย เพื่อป้องกัน กระแสไฟฟ้ารั่วลงบนโครงโลหะ ซึ่งจะทำ�ให้เกิดอันตรายได้ ในกรณีที่เกิดไฟรั่วหรือสายไฟชำ�รุด 77


3

การเดินสายไฟฟ้าและการเฝ้าระวังสายไฟฟ้า ชำ�รุด และองค์ประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็ไม่ควร ละเลย โดยเฉพาะเต้ารับ เต้าเสียบ ปลั๊กไฟฟ้าต้อง ไม่แตกร้าว และไม่มีรอยไหม้ การต่อสายที่เต้ารับ และเต้าเสียบต้องให้แน่น และใช้ขนาดสายให้ถูกต้อง เมื่อเสียบสายไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่เต้าเสียบนั้น เต้ารับต้องแน่น ติดตั้งในที่แห้ง ไม่เปียกชื้นหรือ มีน้ำ�ท่วม และควรติดให้พ้นมือเด็ก

แผงสวิตซ์ไฟฟ้า ต้องติดตั้งในที่แห้ง ไม่ เปียกชื้นและสูงพอสมควร ห่างไกลจากสาร เคมีและสารไวไฟต่างๆ ควรมีการตรวจสอบดูว่า มี มด แมลง เข้าไปทำ�รังอยู่หรือไม่ หากพบว่า มี ให้ดำ�เนินการกำ�จัด อย่าวางสิ่งกีดขวางบริเวณ แผงสวิตซ์ ควรมีผังวงจรไฟฟ้าโดยสังเขปติดอยู่ ที่แผงสวิตซ์ที่เป็นตู้โลหะ

78

4


5

การใช้สวิตซ์ตัดตอนชนิดคัตเอาท์ ก็มีความจำ�เป็น อย่างมาก อย่างกรณีที่มีการซ่อมแซมไฟฟ้าในบางส่วน ของบ้าน หากมีคัตเอาท์รวมเพียงตัวเดียว โดยไม่กระจาย คัตเอาท์ย่อย การซ่อมแซมไฟฟ้าแต่ละจุดก็จะลำ�บาก เพราะ ต้องปิดระบบไฟฟ้าทั้งอาคาร ดังนั้น การเลือกคัตเอาท์จะต้อง เหมาะสมกับพื้นที่ตัวอาคารและปริมาณไฟฟ้าแต่ละจุด ที่ คัตเอาท์จะสามารถรองรับได้ ควรเลือกซื้อคัตเอาท์และฝาครอบ ที่ไม่แตก ลักษณะภายในจะต้องใส่ฟิวส์ให้ถูกขนาดและมี ฝาครอบปิดให้มิดชิด ห้ามใช้วัสดุอื่นใส่แทนฟิวส์ ขั้วต่อสายที่ คัตเอาท์เมื่อสับใช้งานต้องแน่น โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน จะต้อง มีการตรวจสอบโครงสร้างระบบไฟฟ้าให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น ทั้งโครงสร้างของหลังคา,พื้น,ผนัง หากมีจุดใดรั่วจะต้องรีบแก้ไข หรือซ่อมแซมให้เป็นปกติ มิฉะนั้นเมื่อฝนตก อาจมีน้ำ�ซึมเข้ามา ทำ�ลายระบบต่างๆ ภายในบ้านได้เช่นกัน

79


อกเหนือจากระบบโครงสร้างไฟฟ้าดังกล่าวข้างต้น ทั้งสายไฟ แผง สวิตซ์ไฟ คัตเอาท์แล้ว เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านก็มีความสำ�คัญเช่น เดียวกัน เพราะอาจก่อให้เกิดอัคคีภัยได้ง่าย ตัวอย่างเช่น เครื่องปรับอากาศ ที่ในหน้าร้อนทุกคนต่างก็ต้องการใช้งาน กันทั้งนั้น แต่เมื่อเข้าฤดูฝนและฤดูหนาว เครื่องปรับอากาศมักจะไม่ค่อยได้ เปิดใช้งาน ซึง่ ในการตรวจสอบเครือ่ งปรับอากาศสามารถทำ�ได้งา่ ย เพราะเข้าไป จับต้องได้ว่า มีกระแสไฟฟ้ารั่วหรือไม่ โดยใช้ไขควงเช็กไฟ หากพบว่ามีกระแสไฟฟ้ารั่วให้ดำ�เนินการซ่อมแซม โดยเฉพาะสายไฟฟ้า ที่ใช้ต่อเข้าเครื่องปรับอากาศ ต้องใช้ขนาดที่ถูกต้องตามพิกัดการใช้งานของ เครื่องปรับอากาศ จุดต่อสายและจุดเข้าปลายสายทุกจุด ต้องทำ�ให้แน่นและ ปิดฝาครอบหรือพันฉนวนให้เรียบร้อย

80


เครื่องปรับอากาศต้องไม่ติดตั้งใกล้สารหรือวัตถุไวไฟ หากใช้ งานเครื่องปรับอากาศแล้วมีเสียงดังมากผิดปกติ ควรให้ช่างตรวจ สอบแก้ไข และไม่ควรเปิดเครือ่ งปรับอากาศทิง้ ไว้เมือ่ ไม่มใี ครใช้งาน หน้าฝนแบบนี้ หากไม่ใส่ใจกับระบบไฟฟ้าหรือไม่รีบแก้ไขเมื่อ ชำ�รุดเสียหาย อาจจะเป็นภัยต่อชีวติ และทรัพย์สนิ ของเราและผูอ้ นื่ ได้ นะครับ

81


My Kitchen

ตีท้ายครัว เรื่อง และ ภาพ by : KobLover

ว่าด้วยเมนู “กุ้ง” แดดร่มลมตก ปาเข้าไป 6 โมงเย็นแล้วที่เราโผล่เข้าไปตีท้ายครัว AmmY ถึงบ้าน พร้อมหิ้ว “กุ้งขาว” ไปส่งให้เพื่อประกอบเมนูอาหารที่เธอเตรียม องค์ประกอบอื่นๆ ไว้แล้ว 2 รายการ คือ กุ้งอบวุ้นเส้น และ แกงเขียว หวานกุ้ง ครัวไม่เล็กไม่ใหญ่ ขนาดกำ�ลังพอดีที่พอจะแบ่งปันพื้นที่ให้เราช่วย หยิบจับเล็กๆ น้อยๆ และถ่ายรูปขณะที่ AmmY ทำ�อาหารไปได้ด้วย 82


AmmY เริ่ ม จากเตรี ย ม ส่วนประกอบ กุ้งอบวุ้นเส้น วุ้นเส้น แช่น้ำ�เตรียมไว้แล้ว กุ้งขาว ไม่ปอกเปลือก ต้ น และใบขึ้ น ช่ า ย, รากผั ก ชี , กระเทียมบุบ, ขิงแก่, พริกไทย เม็ด มันหมู หรือ เบคอน (ก็ใช้ได้)

แล้วสลับกับการเตรียมส่วน ประกอบแกงเขียวหวานกุ้ง ไป พร้อมๆ กัน...สุดยอดดด หัวกะทิ มะเขื อ พวง, มะเขื อ เปราะ, ใบ มะกรูด, ใบโหระพา, พริกแดง กุ้งขาว ปอกเปลือก ผ่าหลัง เครื่องแกงเขียวหวาน ซื้อได้จาก ตลาดสด

83


Ammy หาหม้อที่ใช้อบวุ้น เส้นไม่เจอ เธอจึงใช้หม้ออลูมเิ นียม แทน หลังติดเตา เธอเริ่มเรียงมัน หมูหรือเบคอนไว้ก้นหม้อ เพื่อไม่ ให้อาหารติดก้น แล้วใส่ขงิ แก่, ราก ผักชี, กระเทียม และทุบพริกไทย ใส่ตามลงไป ก่อนจะวางกุ้งและวุ้น เส้นทีเ่ หยาะซอสปรุงรสคลุกเคล้าไว้ ก่อนแล้วตามลงไป เสร็จแล้วปิดฝา “ทิ้งไว้ (ประมาณ) 15 นาที ค่ะ”

แล้วเธอก็หันมาทำ�เมนูต่อไปอย่างรวดเร็ว หลังจากเตรียมกระทะและ ตะหลิวตั้งไฟเรียบร้อยเทน้ำ�มันพอประมาณ 84


เธอแกะเครือ่ งแกงออกจากถุงใส่กระทะ ผัดเครือ่ งแกงแล้วใส่หวั กะทิ ประมาณ 1 ทัพพี ผัดให้เข้ากันอีกครั้งพอให้มันแตก ก่อนที่จะใส่กุ้งลงไป ผัด เติมน้ำ�หรือหางกะทิสักอย่าง (ช่วงนี้พอดีหันไปทำ�อะไรสักอย่าง ฮา) กุ้งเริ่มสุก เธอจึงใส่สมุนไพรทั้งหลายตามลงไป โดยใส่โหระพาและพริก แดงเป็นลำ�ดับสุดท้าย ปรุงรสก่อนที่จะเคี่ยวไฟอีกพอประมาณ ขณะเดียวกันเธอก็หันไปดูกุ้งอบวุ้นเส้น ซึ่งใกล้จะได้ที่แล้ว ใส่ซอส ปรุงรสคลุกเคล้าอีกครั้ง ก่อนจะใส่ขึ้นฉ่ายแล้วปิดฝา อบไว้อีกสักพัก เป็น อันเสร็จเรียบร้อย พร้อมกิน ในเวลาไล่ๆ กัน แกงเขียวหวานกุง้ ก็เสร็จตาม มา ผู้ชมและผู้ชิมต่างตักขนมจีนไว้รอท่าในจานแล้ว

เป็นเมนูทบี่ างคนอาจจะดูยาก แต่ AmmY กลับทำ�ให้ดเู ป็นเรือ่ งสบายๆ ได้อย่างง่ายดาย 85


Entertain

by : i_lllive

ย้อนดูตัว

Mr.Big Reunion Tour

Mr.Big Reunion Tour : Live in Bangkok, October 16th, 2009

ขอสารภาพว่าเป็นความเห่อ และฮึกเหิมส่วนบุคคลของผู้เขียน เอง วันนี้จึงมาขออนุญาตรับใช้ผู้อ่านคอลัมน์ Entertain ด้วยคอน เสิร์ตร็อคแห่งปี การกลับมาพบกันอีกครั้งของ Mr.Big นั่นเองค่ะ ถ้าพูดถึงวงร็อคที่เข้าขั้นเทพในยุค 90 แฟน ๆ ขาร็อคคงไม่มีใคร ไม่รู้จัก Mr.Big และการรอคอยให้ฝันเป็นจริงสิ้นสุดลงแล้วเมื่อวัน ที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา เพื่อนฝูงหลายคนที่นัดกันซื้อบัตร หลายๆ คนปันใจไปฟังเพลงแนวอื่นกันบ้างแล้ว หลังจากอภิปรายหลังแก้ว เหล้ามาหลายยก และไว้อาลัยให้แก่วงการเพลงร็อค (ที่กำ�ลังจะหมด ลมหายใจ!!!) 86


ตั้

งแต่ยุค 90 เป็นต้นมา วงร็อคแนว Heavy Metal, Progressive Rock, Power Pop ทั้งหลายแหล่ ก็เริ่มเฟดตัวเองหายไปจากวงการ ช้าๆ บางวงก็เปลีย่ นลุคไปในแนวพาณิชย์มากขึน้ เอาใจแฟนเพลงสาวๆ

มากขึ้น ยุคนั้นถือได้ว่าเราเริ่มชินตากับภาพวงร็อคผมยาว โดยเฉพาะนักร้องนำ� หน้าสวย เสียงอ้อน ครวญเพลงบัลลาดแนวรักๆ ที่มีเมโลดี้ชวนฝันแบบฟังแล้ว อยากขาดใจตายก็มี เพลงที่มีบีทหนักๆ เสียงขากๆ แรงทะลุไส้ ม้ามพินาศ ที่ ขา trash ชื่นชอบนั้น กู่ไม่ค่อยกลับกันเลยทีเดียว นอกจากนักร้องนำ�ผมยาว หน้าสวย บางวงก็ยังมี มือเบส มือกีตาร์ที่เท่บาดใจ หรือหน้าตาดีไม่แพ้กันเข้า มาส่งเสริมเพิ่มเสียงกรี๊ดได้อีก ดังจะเห็นตัวอย่างจาก Bon Jovi มี ริชชี่ แซม โบรา, GNR’ มี Slash และ Mr.Big ย่อมต้องมี Paul Gilbert ซึ่งเป็นแรง บันดาลใจให้เด็กหนุ่มๆ ยุคนั้น มุมานะแกะเพลงมาเล่นกันไม่รู้เหน็ดเหนื่อย สมาชิกในวง Eric Martin (ร้องนำ�) Billy Sheehan (มือเบส) Paul Gilbert (กีตาร์โซโล) Pat Torpey (มือกลอง) ก่อนอื่น ก็ขอเล่าประวัติวงนี้เล็กๆ น้อยๆ พอสังเขปดีกว่า (ผู้อ่านหลาย ท่านอาจจะแอบค้อน วงอาไรของมันหว่า ไม่รู้จัก ก็โปรดทนอ่านอีกนิด เพราะ สาระมีแค่ย่อหน้าด้านล่างนี้ 555) หลังจาก Billy Sheehan มือเบสผู้ก่อตั้งวงแยกทางกับ David Lee Roth (แห่งวง Van Halen) ในปี 1988 พี่แกก็เริ่มมองหาสมาชิกเพื่อฟอร์ม วงใหม่ จนไปได้ Eric Martin นักร้องนำ� ซึ่งตอนนั้นร้องเพลงแนวป๊อปจ๋าอยู่ 87


ในวงโนเนมซักวงหนึ่ง ก่อนจะควานได้ตัว Paul Gilbert และ Pat Torpey ตามลำ�ดับ อัลบั้มแรก คลอดออกมาในปี 1989 ในชื่อเดียวกับวง สามารถสร้าง ปรากฏการณ์ไต่ชาร์จทั้ง Billboard, UK และญี่ปุ่น ก่อนจะคลอดอัลบั้มที่ 2 (Lean into it) ในปี 1991 ถือเป็นอัลบั้มที่ขายดี และสร้างชื่อเสียงให้แก่ Mr.Big เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเพลงบัลลาดในดวงใจใครหลายๆ คนอย่าง To be with you และ Just take my heart ก็อยู่ในอัลบั้มนี้ หลังจากนัน้ Mr.Big ได้ออกอัลบัม้ อีก 2 ชุด คือ Bump ahead (1993) และ Hey Man (1996) ก่อนที่ Paul Gilbert มือกีตาร์ จะออกจากวงไปใน ปี 1997 และได้มือกีตาร์คนใหม่ Richie Kotzen เข้ามาเสียบแทนในอัลบั้ม ถัดมาคือ Get over it (2000) และออกทัวร์คอนเสิร์ตร่วมกัน แต่ต่อมา สมาชิกในวงเริ่มก็มีปัญหาระหองระแหง ประกอบกับความนิยมแนวดนตรีแบบ Hard Rock เริม่ ลดลงท่ามกลางกระแสอันเชีย่ วกรากของ อัลเทอร์เนทีฟ, อินดี,้ พังค์ร็อค (อ้อ...ตอนนั้น Nirvana เกิดแล้ว) ก่อนที่พวกเขาจะออกอัลบั้ม สุดท้าย Actual size (2001) ส่งท้ายด้วยทัวร์คอนเสิรต์ ในญีป่ นุ่ ตลอด 20 วันโดยใช้ชอื่ Farewell Tour และประกาศยุบวงอย่างเป็นทางการในปี 2002 ปิดฉาก 12 ปีอันยิ่งใหญ่ ของ Mr.Big ตั้งแต่บัดนั้น

นกระทั่งเมื่อต้นปีนี้ มีกระแสแฟนๆ เรียกร้องให้ Mr.Big กลับมา รียูเนียนอีกครัง้ โดยได้สมาชิกเดิมรุน่ ก่อตั้งครบถ้วน เท่านีก้ เ็ พียงพอที่ จะเรียกได้ว่า นี่เป็นคอนเสิร์ตร็อคที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งปี เลยทีเดียว แม้ว่าผู้เขียนจะไม่เข้าขั้นแฟนพันธุ์แท้ เพราะเมื่อ 2 ครั้งที่แล้ว Mr.Big มาเล่น ที่ MBK Hall และ ที่อินดอร์ สเตเดี้ยมก็อดไปดู แอบสัญญากับตัวเองตั้งแต่ เห็นข่าวคอนเสิร์ตว่า ครั้งนี้ ต้องไม่พลาด นับถอยหลังรอให้ถึง 2 ทุ่ม ของ วันที่ 16 ตุลาคม อย่างใจจดใจจ่อ 88


ใครทีเ่ คยผ่านไปแถวๆ เมืองทองธานี ช่วงทีม่ งี านออกบูธต่างๆ น่าจะเข้าใจ สภาพการจราจรแถวนั้นดี โดยเฉพาะ นี่เป็นคืนวันศุกร์ และฝนตกอีกต่างหาก กว่าผู้เขียนจะกระหืดกระหอบไปถึงธันเดอร์โดม ก็ได้ยินการ์ดแจ้งว่า ข้าง ในเริ่มเล่นไปแล้วครึ่งเพลง ทุกคนได้รับ wristband สีส้มปี๋พอดีข้อมือเป็น สัญลักษณ์ของพิธีกรรมร็อค บูชา บูชา (จริงๆ แล้วเค้าให้สวมไว้ ตอนดอด ออกมาซื้อเบียร์แล้วจะได้กลับเข้าไปได้ต่างหาก//จริงๆ เรื่องนี้อยากด่าผู้จัดมาก เพราะขายบัตรราคาเดียว ไม่มีโซนนิ่ง เห็นบ่นว่าเบียร์หกใส่กันหลายหัว) 89


คอนเสิร์ตเล่นตาม set list ที่รู้ล่วงหน้าไม่มีหลุดคิว โดยเฉพาะช่วง โซโลที่ทำ�ได้มันส์หาใดเปรียบ ตัวผู้เขียนเองไม่เคยเห็นมาก่อนจริงๆ สำ�หรับ กีตาร์สองคอ และเบสสองคอ (Battle on Doublenecks) บนเวที เดียวกัน และ การนำ�เพลงของมฤตยูม่วง หรือ Deep Purple มา cover โดยสลับตำ�แหน่งกันเล่น (นักร้อง-กีตาร์ลีด, กีตาร์-กลอง, กลอง-ร้อง, เบส-ตำ�แหน่งเดิม) ก็น่าสนใจ จนตั้งตารอแทบไม่ไหว นอกจากนี้เพลงฮิตๆ มันส์ๆ ถูกขนมาเล่นเอาใจแฟนๆ ได้โยกหัวกันเกือบครบ สลับกับบัลลาด หวานๆ เป็นการพักแข้งพักขา (ยกเว้น เพลงที่อยู่ในอัลบั้มช่วงที่ Kotzen มาแทน Sheehan) และช่วง encore นั้นทุกคนกรี๊ดลืมตาย!!! (สำ�หรับผูเ้ ขียน กรีด๊ จนเสียงแหบตัง้ แต่เพลงที่ 3) มองซ้ายมองขวา พบ ว่า บรรดาคนในวงการก็มาดูคอนเสิร์ตนี้กันเพียบ (เท่าที่เห็น Blackhead น่าจะมาทั้งวง, Street Funk Roller, รวมทั้งคนในวงการดนตรีอีก ฯลฯ ถ้าใครไปเที่ยวตามผับ คืนนั้นคงได้เจอแต่ DJ เปิดแผ่นเป็นแน่) ระบบแสงและเสียงใน hall ทำ�ได้ดีเยี่ยม จนไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของ hall ก็สามารถเข้าถึงความมันส์ได้อย่างไม่ยากเย็น ที่สำ�คัญที่สุด ทุกคนทำ� หน้าที่ Entertainer อย่างเต็มทีเ่ ป็นการตอบแทนขาร็อคได้คมุ้ ค่าสมการรอ คอยจริงๆ

90


นอนดูหนังแผ่น

SLUMDOG MILLIONAIRE คำ�ตอบสุดท้ายอยู่ที่หัวใจ ภาพยนตร์ทคี่ ว้ารางวัลออสการ์ปนี ไี้ ปครอง...เอ๊ะ...ปีนหี้ รือปีทแี่ ล้ว ช่างมันเถอะ!! เรื่องราวของหนุ่มสลัม ผู้คว้ารางวัลแจ็คพอตเกมตอบคำ�ถาม 20 ล้าน..รูปี..หรือ เปล่า?? ดูแล้วนึกถึงเกมเศรษฐีบา้ นเรา ทีม่ ี ไตรภพ ลิปพัทธ์ เป็นพิธกี ร เกมนีใ้ ครเป็นต้น ตำ�รับกันแน่ไม่ทราบ รู้แต่ว่า ดูแล้วนึกถึงแฟรนไชส์ร้านอาหาร ร้านโชว์ห่วย ที่จำ�ต้อง เหมือนต้นแบบไปเสียทุกอย่าง...เช่นนั้นหรือ?? พล็อตดูง่ายๆ แต่เรื่องราวที่นำ�เสนอนี่สิที่รู้สึกว่า ไม่ง่าย ภาพยนตร์ตัดกลับไปกลับมา ระหว่างเรื่องปัจจุบันกับเรื่องในอดีต ที่เกี่ยวโยง กับหนุ่มสลัมและพี่ชาย รวมถึงนางเอก ตั้งแต่วัยเด็กทีเดียว ชีวิตหนุ่มสลัมที่มีครบ รส ตีแผ่ชีวิตมุมหนึ่งของสลัมในอินเดียได้อย่างไม่น่าเชื่อว่านี่หรือคือเรื่องจริง อยากจะชมว่า สมกับเป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ถ้าไม่เพราะฉากจบ...ที่ไม่ยอม หักหาญน้ำ�ใจคนดู.....อีกแระ 91


THE MERCHANT of VENICE เวนิส วาณิช แล่เนื้อชำ�ระหนี้ เวนิส วาณิช แล่เนื้อชำ�ระหนี้ จากบทประพันธ์ ของ วิลเลี่ยม เช็คสเปียร์ เป็นหนังแผ่นที่ถูกหยิบ ติดมือจากบ้านพี่ชายนานนับเดือน แต่ก็ยังไม่นึก “อยาก” ที่จะหยิบมาดู จนเมื่อได้อ่าน ขับรถเที่ยวอิตาลี 8 เมืองมรดก โลก ของ โปรดปราน วิเทศวโรปการ มีการเอ่ยถึง เมืองเวนิสและภาพยนตร์เรื่องนี้ มันทำ�ให้นึกขึ้นได้ ว่า มีหนังแผ่นอยูใ่ นกำ�มือ ประกอบกับยังไม่เคยได้ อ่านบทพระราชนิพนธ์(แปล) เวนิส วาณิช โดย ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 จึงเป็นเหตุ ให้ตัดสินใจไม่ยากเลย ที่จะหยิบหนังแผ่นเรื่องนี้มาเปิดดู...เสียที ดาราแสดงนำ�ในเรื่อง Al Pacio ในบท ไซล็อค, Jeremy Irons ใน บท อัตโนนิโอ, Joseph Fiennes ในบท บาซานิโอ, Lynn Collins ในบท พอร์เชีย แค่นี้ก็ดูจะเพียงพอให้ตัวหนังน่าสนใจ ไม่รวมถึงความยอดเยี่ยมของบท ประพันธ์ THE MERCHANT of VENICE เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองเวนิส สมัยที่ชาวยิวยังถูกเหยียดหยามโดยชาวคริสต์ อัตโนนิโอและบาซานิโอเป็นสหาย รัก...กันมาก เมื่อบาซานิโอตกที่นั่งลำ�บากเรื่องเงิน เพื่อที่จะใช้เป็นทุนเดินทางไป หา พอร์เชีย เพื่อเสี่ยงโอกาสตกถังข้าวสาร อัตโนนิโอได้ให้เพื่อนยืมเครดิตเขา ไป กู้เงินจาก ไซล็อค นายหน้าเงินกู้ชาวยิว ไซล็อคสบช่องที่เคยถูกอัตโนนิโอเหยียดหยาม เขายินดีให้บาซานิโอยืมเงิน ภายใต้เงื่อนไขว่า ถ้าไม่คืนเงินตามกำ�หนด เขาจะขอแล่เนื้อจากอัตโนนิโอน้ำ�หนัก 1 ปอนด์ 92


ดูจบแล้วให้นึกสงสารตัวเอง ที่ไม่เคยหาโอกาสอ่านบทพระราชนิพนธ์ เวนิช วาณิช หรือไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้เสียตั้งนานแล้ว ให้รู้สึกทึ่งกับ วิลเลี่ยม เช็คสเปียร์ เข้าไปอีก เพราะเรื่องราวดูช่างหักมุมไป หักมุมมา ที่สำ�คัญ รู้สึกสงสารและเวทนาไซล็อคเป็นที่สุด จุดที่ อัล ปาชิโน พูด ในช่วงให้สัมภาษณ์ทำ�ให้เก็บมาคิด ถ้าต้องถึงคราวลงมือเชือด ไซล็อค จะ แล่เนื้อ อัตโนนิโอ ได้จริงๆ หรือ???

DEPARTURES คนส่งวิญญาณ เรื่องราวของนักเชลโล่หนุ่มชาวญี่ปุ่น ผู้กลายเป็น คนตกงาน เมื่อวงออเครสตร้าที่ตนเองสังกัดได้ยุบวงลง ทำ�ให้เขาตัดสินใจปลดภาระหนี้สิน หลังภรรยาตกลงใจ ที่จะกลับบ้านเกิดกับเขาที่บ้านนอก ทำ�ให้เขามีโอกาสได้ ทำ�งานใหม่โดยไม่คาดฝัน...ในตำ�แหน่งที่ไม่ธรรมดา หนังแผ่นเรือ่ งนี้ อยากดูมานานหลายเดือนมาก หลัง จากรู้จักหนังเรื่องนี้จากข้อเขียนของ พรพิมล ลิ่มเจริญ จาก มติชนสุดสัปดาห์ ก่อนที่จะได้อ่านข้อเขียนของ นพมาส แววหงส์ ตามมาด้วย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ความอยากดูไม่ได้เกี่ยวกับคอลัมนิสต์ทั้ง 3 ท่าน หากแต่อยู่ ที่เรื่องราวคร่าวๆ ของหนัง ที่พระเอกเป็นนักดนตรี ทำ�ให้ชีวิตนี้มีความห���ังว่า หนัง เรื่องนี้อย่างน้อยดนตรีน่าจะไพเราะ และจากเรื่องราวคร่าวๆ นั้น ทำ�ให้คิดว่า หนัง ต้องมีแง่มุมชีวิตที่ดีแน่นอน หนังไม่ได้ท�ำ ให้ผดิ หวัง หนังดี ดนตรีเพราะ กระตุน้ ต่อมน้�ำ ตาได้หลายฉากหลาย ตอน รวมถึงเห็นสัจธรรมในชีวิตมากมาย ไม่นับรวมฉากที่ทำ�ให้อมยิ้มได้ อย่างไม่คิด ว่า จะทำ�ได้ถูกจุดและดูไม่ขัดเขิน ใครยังไม่ได้ชมสมควรหาแผ่นมาดูในทันใด 93


Pic & Post

การ์ดเขียนคำ� ภาพเล่าเรื่อง เรื่อง / ภาพ by : ม.จิตฏาร์

ความจริง

โมงยามแห่งการรอคอย ไม่เคยติดปีก แต่กลับคืบคลานอย่างเชื่องช้า เหมือนหอยทาก ที่กำ�ลังไต่ภูเขา

94

และโมงยามแห่งความเศร้า ไม่เคยหลับใหล แม้จะฝันไป... ว่าได้อยู่ในอ้อมกอด คนที่ไม่เคยรัก


Books

นั่งอ่านหนังสือ by : The Wanderer

ลับแล, แก่งคอย

ภาพซิลลูเอทที่ดึงดูดตา และยุ่งเหยิงด้วยกิ่งก้าน ของเงาต้นไม้ ดึงดูดฉันเป็นสิ่งแรกสำ�หรับหนังสือชื่อ แปลก “ลับแล, แก่งคอย” เล่มนี้ 95 95


และเมื่อพลิกอ่านที่ปกหลัง (อย่างที่ฉันชอบทำ� เสมอ) ก็ทำ�ให้รู้สึกทันทีว่า “เล่มนี้น่าอ่านมาก” ก่อน ที่จะได้สังเกตคำ�ที่พาดอยู่บนหน้าปกว่าเป็นหนังสือ รางวัลซีไรต์เสียอีก เมื่อจะลงมือเขียนบทความนี้ ฉันลองค้นข้อมูล เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ดูจากอินเตอร์เน็ต พบบทความ วิ จ ารณ์ ม ากมายที่ ล้ ว นแต่ ชื่ น ชมหนั ง สื อ ลั บ แล, แก่งคอย ด้วยภาษาอันวิจติ รตามประสาหนังสือระดับ รางวัลอันทรงเกียรติเช่นนี้

96 96


ครั้นอ่านลับแล, แก่งคอยจบลง ฉันรู้สึกดีใจมาก ที่มีหนังสือไทยที่ดี ขนาดนีก้ �ำ เนิดขึน้ มาให้ได้อา่ นอีกหนึง่ เล่ม แม้วา่ ภาษาของคุณอุทศิ ผูป้ ระพันธ์ จะสละสลวยและประกอบกันขึ้นเป็นประโยคอย่างไม่ธรรมดา แต่ก็ไม่ได้ วิลิศมาหราเกินกว่าจะเข้าใจ เรื่องราวของ “ลับแล” และ “แก่งคอย” สมจริงในความธรรมดาและ เรื่องราวที่เลยเถิดเกินธรรมดา ฉันบอกกับเพื่อนว่าให้ไปหาหนังสือเล่มนี้มา อ่าน ไม่บ่อยนักหรอกที่จะมีหนังสือพล็อตไฮโซราวกับหนังดีๆ สักเรื่องหนึ่ง ทีด่ �ำ เนินเหตุการณ์ในฉากอันเรียกได้อย่างเต็มปากว่าบ้านนอกตลอดทัง้ เรือ่ ง กับบทสนทนาไม่ยืดยาวภาษาอีสาน ห้วนๆ สั้นๆ แต่บาดใจ ตลอดเวลาทีน่ งั่ อ่านหนังสือ (รวมทัง้ นอนอ่านก็ไม่นอ้ ย) ทีด่ �ำ เนินเรือ่ งใน รูปแบบของเรือ่ งเล่าเล่มนี้ ฉันพบว่าความอึดอัดทีไ่ ด้รบั จากปมทีค่ อ่ ยๆ คลาย ตัว เกิดขึ้นเป็นระยะ คละเคล้าไปกับความอยากรู้ในเรื่องราว เมื่อเรื่องราวที่ ตัวละครหลักเล่าและระลึกถึง มีความทับซ้อนของเวลาเป็นเหมือนชิ้นส่วนที่ เกยกันเล็กๆ ตรงรอยต่อ ไม่ถึงกับงง ไม่ถึงกับสับสน แต่กลับรู้สึกเหมือน หงายหลังตึงเมื่อหนังสือจบเรื่องราวของตัวเองลง พลางทิ้งปมสำ�หรับผู้อ่าน ให้ขบคิดและครุ่นคำ�นึง หรือว่าฉันหลงลืมวลีเล็กๆ ทีอ่ า่ นเป็นประโยคแรกในหนังสือเล่มนีท้ หี่ น้า ปกไประหว่างหนทางในการอ่านเสียแล้ว ..วลีที่ว่า “...หนึ่งนั้นให้เป็นพี่ชายของ ความหลับ อีกหนึง่ นั้นจงเป็นน้องชายของ คำ�ลวง...” 97 97


Poem

เขียนกลอนเล่นบนใบบัว

อาหาร

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์

98


ถ้าแดดที่แวดล้อมภูเขา กระเซ็นถึงซอกเงาเหงาหม่น ระยิบสู่นัยน์ตา ล้า ทุรน ขับทุกหยาดเม็ดฝนระเหยไป บางทีชีวิตอาจสวยขึ้น เหมือนป่าชื้นตื่นกลางฤดูใหม่ เขียว เขียว เปลี่ยวดายสักเท่าใด หัวใจยังสามารถเริงระบำ� มีใครอยากจมในความเศร้า โง่เขลา อ่อนแอ ตกต่ำ� มองฟ้าเห็นดาวคราวค่ำ� เพื่อดื่มด่ำ�อารมณ์ขมคาว

คิดถึง คิดถึง แสงแดด อยากให้แวดล้อม ไล่ธุลีเปื้อน ว่าพลางกอบประกายจ้าที่มาเยือน ดื่มกินเหมือนนั้นเป็นอาหารทิพย์.

คิดถึง คิดถึง แสงแดด สวยแสดหางนกยูง เมฆขาว ลมแล้งเหลืองระย้าพร่าพราว ผลิดอกราวอยู่ในฝันอันพร่าเลือน

99


BonBaiBua.com พบกันทุกเดือน

สนใจลงโฆษณา ราคากันเอ๊ง กันเอง ติดต่อ คุณกบ 084 123 0534 อีเมล์ : ruteec@hotmail.com 100


BBB11