Page 1

ความหมายของป่าไม้ ประเภทของป่าไม้ในประเทศไทย ประโยชน์ของทรัพยากรป่าไม้ สาเหตุของวิกฤตการณ์ป่าไม้ในประเทศไทย การอนุรักษ์ป่าไม้ Go


"ป่าไม้" หมายถึง ถิน่ ที่อยู่อาศัยร่วมกันของสิ่งมีชีวิต ทั้งพืชและสัตว์นานา ชนิดรวมทังจุลชีพทั้งมวลต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ส่วนใหญ่ประกอบด้วย ต้นไม้อันขึ้นอยู่บนพื้นดิน และมีรากยึดเหนีย่ วอยู่ใต้ดิน ป่าไม้เป็นสิ่งที่ปลูกทดแทน ขึ้นมาใหม่ได้ และสามารถเอื้ออานวยประโยชน์ให้แก่มวลมนุษย์


ประเภทของป่าไม้จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับการกระจายของฝน ระยะเวลาที่ฝน ตกรวมทั้งปริมาณน้าฝนทาให้ป่าแต่ละแห่งมีความชุ่มชื้นต่างกัน สามารถจาแนก ได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1. ป่าประเภทที่ไม่ผลัดใบ (Evergreen) 2. ป่าประเภทที่ผลัดใบ (Deciduous)


ป่าประเภทนี้มองดูเขียวชอุ่มตลอดปี เนื่องจากต้นไม้แทบทั้งหมดที่ขึ้นอยู่ เป็นประเภทที่ไม่ผลัดใบ ป่าชนิดสาคัญซึ่งจัดอยูใ่ นประเภท นี้ ได้แก่ 1. ป่าดงดิบ (Tropical Evergreen Forest or Rain Forest) 2. ป่าสนเขา (Pine Forest) 3. ป่าชายเลน (Mangrove Forest) 4. ป่าพรุหรือป่าบึงน้าจืด (Swamp Forest) 5. ป่าชายหาด (Beach Forest)


ป่าดงดิบที่มีอยู่ทั่วในทุกภาคของประเทศ แต่ที่มีมากที่สุด ได้แก่ ภาคใต้ และภาคตะวันออก ในบริเวณนี้มีฝนตกมากและมีความชื้นมากในท้องที่ภาค อื่น ป่าดงดิบมักกระจายอยู่บริเวณที่มีความชุ่มชื้นมาก ๆ เช่น ตามหุบเขา ริมแม่น้าลาธาร ห้วย แหล่งน้า และบนภูเขา ซึ่งสามารถแยกออกเป็นป่าดงดิบ ชนิดต่าง ๆ ดังนี้ 1.1 ป่าดิบชื้น (Moist Evergreen Forest) 1.2 ป่าดิบแล้ง (Dry Evergreen Forest) 1.3 ป่าดิบเขา (Hill Evergreen Forest)


1.1 ป่าดิบชื้น (Moist Evergreen Forest) เป็นป่ารกทึบมองดูเขียวชอุ่มตลอดปีมีพันธุ์ไม้หลายร้อยชนิดขึ้นเบียดเสียด กันอยู่มักจะพบกระจัดกระจายตั้งแต่ความสูง 600 เมตร จากระดับน้าทะเล ไม้ที่ สาคัญก็คือ ไม้ตระกูลยางต่าง ๆ เช่น ยางนา ยางเสียน ส่วนไม้ชั้นรอง คือ พวกไม้กอ เช่น กอน้า กอเดือย


1.2 ป่าดิบแล้ง (Dry Evergreen Forest) เป็นป่าที่อยู่ในพื้นที่ค่อนข้างราบมีความชุ่มชื้นน้อย เช่น ในแถบภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักอยู่สูงจากระดับน้าทะเลประมาณ 300-600 เมตร ไม้ที่สาคัญได้แก่ มะคาโมง ยางนา พยอม ตะเคียนแดง


1.3 ป่าดิบเขา (Hill Evergreen Forest) ป่าชนิดนี้เกิดขึ้นในพื้นที่สูง ๆ หรือบนภูเขาตั้งแต่ 1,000-1,200 เมตร ขึ้น ไปจากระดับน้าทะเล ไม้ส่วนมากเป็นพวก Gymonosperm ได้แก่ พวกไม้ขุน และสนสามพันปี นอกจากนี้ยังมีไม้ตระกูลกอขึ้นอยู่ พวกไม้ชั้นที่สอง รองลงมา ได้แก่ เป้ง สะเดาช้าง และขมิ้นต้น


ป่าสนเขามักปรากฎอยู่ตามภูเขาสูงส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ซึ่งมีความสูง ประมาณ 200-1800 เมตร ขึ้นไปจากระดับน้าทะเล ป่าสนเขามีลักษณะเป็นป่า โปร่ง ชนิดพันธุ์ไม้ที่สาคัญของป่าชนิดนี้คือ สนสองใบ และสนสามใบ ส่วนไม้ชนิด อื่นที่ขึ้นอยู่ด้วยได้แก่พันธุ์ไม้ป่าดิบเขา เช่น กอชนิดต่าง ๆ หรือพันธุ์ไม้ป่าแดง บางชนิด คือ เต็ง รัง เหียง พลวง เป็นต้น


บางทีเรียกว่า "ป่าเลนน้าเค็ม”หรือป่าเลน มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่นแต่ละชนิดมีรากค้ายันและ รากหายใจ ป่าชนิดนีป้ รากฎอยู่ตามที่ดินเลนริมทะเลหรือบริเวณปากน้าแม่น้าใหญ่ๆซึ่ง มีน้าเค็มท่วมถึง พันธุไ์ ม้ที่ขึ้นอยู่ตามป่าชายเลน ส่วนมากเป็นพันธุ์ไม้ขนาดเล็กใช้ ประโยชน์สาหรับการเผาถ่านและทาฟืนไม้ชนิดที่สาคัญ คือโกงกาง ประสัก ถั่วขาว ฯลฯ ส่วนไม้พื้นล่างมักเป็นพวก ปรงทะเลเหงือกปลายหมอ ปอทะเล และ เป้ง เป็นต้น


ป่าชนิดนี้มักปรากฎในบริเวณที่มีน้าจืดท่วมมาก ๆ ดินระบายน้าไม่ดีป่าพรุใน ภาคกลาง มีลักษณะโปร่งและมีต้นไม้ขึ้นอยู่ห่าง ๆ เช่น สนุ่น จิก โมก บ้าน หวายน้า หวายโปร่ง ระกา อ้อ และแขม ในภาคใต้ป่าพรุมีขึ้นอยู่ตาม บริเวณที่มีน้าขังตลอดปีดินป่าพรุที่มีเนื้อที่มากที่สุดอยู่ในบริเวณจังหวัดนราธิวาส ดินเป็นพีท ซึ่งเป็นซากพืชผุสลายทับถมกันเป็นเวลานาน


เป็นป่าโปร่งไม่ผลัดใบขึ้นอยู่ตามบริเวณ หาดชายทะเล น้าไม่ท่วมตามฝั่งดินและ ชายเขาริมทะเล ต้นไม้สาคัญทีข่ ึ้นอยู่ตามหาดชายทะเล ต้องเป็นพืชทนเค็ม และมัก มีลักษณะไม้เป็นพุ่มลักษณะต้นคดงอ ใบหนาแข็ง ได้แก่ สนทะเล หูกวาง โพธิ์ ทะเล กระทิง ตีนเป็ดทะเล หยีน้า และไม้หนามชนิดต่าง ๆ เช่น ซิงซี่ หนาม หัน กาจาย มะดันขอ เป็นต้น


ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่าประเภทนี้เป็นจาพวกผลัดใบแทบทั้งสิ้น ในฤดูฝนป่า ประเภทนี้จะมองดูเขียวชอุ่มพอถึงฤดูแล้งต้นไม้ ส่วนใหญ่จะพากันผลัดใบทาให้ป่า มองดูโปร่งขึ้น และมักจะเกิดไฟป่าเผาไหม้ใบไม้และต้นไม้เล็ก ๆ ป่าชนิดสาคัญซึ่ง อยู่ในประเภทนี้ ได้แก่


ป่าผลัดใบผสม หรือป่าเบญจพรรณมีลักษณะเป็นป่าโปร่งและยังมีไม้ไผ่ชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่กระจัดกระจายทั่วไปพื้นที่ดินมักเป็นดินร่วนปนทราย พันธุ์ไม้ชนิดสาคัญ ได้แก่ สัก ประดู่แดง ตะแบก อ้อย ช้างส้าน ยมหอม ฯลฯ นอกจากนี้มีไม้ไผ่ที่ สาคัญ เช่น ไผ่ป่า ไผ่บง ไผ่ซาง ไผ่รวก ไผ่ไร เป็นต้น


หรือที่เรียกกันว่าป่าแดง ป่าแพะ ป่าโคก ลักษณะทั่วไปเป็นป่าโปร่ง ตามพื้นป่า มักจะมีต้นแปรง และหญ้าเพ็ก พื้นที่แห้งแล้งดินร่วนปนทราย หรือ กรวด ลูกรัง พบอยู่ทั่วไปในที่ราบและที่ภูเขา ตามเนินเขาหรือที่ราบดินทรายชนิดพันธุ์ไม้ที่สาคัญในป่าแดง หรือป่าเต็งรัง ได้แก่ เต็ง รัง ติ้ว ประดู่ แดง ตะแบก ฯลฯ ส่วนไม้พื้นล่างที่พบ มาก ได้แก่ มะพร้าวเต่า ปุ่มแป้ง หญ้าเพ็ก โจด ปรงและหญ้าชนิดอื่น ๆ


ป่าหญ้าที่อยู่ทุกภาคบริเวณป่าที่ถูกแผ้วถางทาลายบริเวณพื้นดินที่ขาดความ สมบูรณ์และถูกทอดทิ้ง หญ้าชนิดต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นทดแทนและพอถึงหน้าแล้งก็ เกิดไฟไหม้ทาให้ต้นไม้บริเวณข้างเคียงล้มตาย พื้นที่ป่าหญ้าจึงขยายมากขึ้นทุก ปี พืชที่พบมากที่สุดในป่าหญ้าก็คือ หญ้าคา หญ้าขนตาช้าง หญ้า


เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจได้ดี นอกจากนั้นป่าไม้ยังเป็นที่รวมของพันธุ์ พืชและพันธุ์สัตว์จานวนมาก จึงเป็นแหล่งให้มนุษย์ ป่าไม้มีประโยชน์มากมายต่อ การดารงชีวิตของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม


ได้แก่ ปัจจัย 4 ประการ 1. จากการนาไม้มาสร้างอาคารบ้านเรือนและผลิตภัณฑ์ ต่างๆ เช่น เฟอร์นิเจอร์ กระดาษ ไม้ขีดไฟ ฟืน เป็นต้น 2. ใช้เป็นอาหารจากส่วนต่าง ๆ ของพืชและผล 3. ใช้เส้นใย ทีไ่ ด้จากเปลือกไม้และเถาวัลย์มาถักทอ เป็นเครื่องนุ่งห่ม เชือกและอื่น ๆ 4. ใช้ทายารักษาโรคต่าง ๆ


1. ป่าไม้เป็นเป็นแหล่งกาเนิดต้นน้าลาธารเพราะต้นไม้จานวนมากในป่าจะทาให้ น้าฝนที่ตกลงมาค่อย ๆ ซึมซับลงในดินกลายเป็นน้าใต้ดินซึง่ จะไหลซึมมาหล่อ เลี้ยงให้แม่น้า ลาธารมีน้าไหลอยู่ตลอดปี


2. ป่าไม้ทาให้เกิดความชุ่มชื้นและควบคุมสภาวะอากาศ ไอน้าซึ่งเกิดจากการ หายใจของพืช ซึ่งเกิดขึ้นอยู่มากมายในป่าทาให้อากาศเหนือป่ามีความชื้นสูง เมื่ออุณหภูมิลดต่าลงไอน้าเหล่านั้นก็จะกลั่นตัวกลายเป็นเมฆแล้วกลายเป็นฝน ตกลงมา ทาให้บริเวณที่มีพื้นป่าไม้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ ฝนตกต้องตาม ฤดูกาลและไม่เกิดความแห้งแล้ง


3. ป่าไม้เป็นแหล่งพักผ่อนและศึกษาความรู้ บริเวณป่าไม้จะมีภูมิประเทศที่ สวยงามจากธรรมชาติรวมทั้งสัตว์ป่าจึงเป็นแหล่งพักผ่อนได้ศึกษาหาความรู้


4. ป่าไม้ช่วยบรรเทาความรุนแรงของลมพายุและป้องกันอุทกภัย โดยช่วยลด ความเร็วของลมพายุที่พัดผ่านได้ตั้งแต่ ๑๑-๔๔ % ตามลักษณะของป่า ไม้แต่ละชนิด จึงช่วยให้บ้านเมืองรอดพ้นจากวาตภัยได้ซึ่งเป็นการป้องกันและ ควบคุมน้าตามแม่นาไม่ ้ ให้สูงขึน้ มารวดเร็วล้นฝั่งกลายเป็นอุทกภัย


5. ป่าไม้ช่วยป้องกันการกัดเซาะและพัดพาหน้าดิน จากน้าฝนและลมพายุ โดยลดแรงปะทะลงการหลุดเลือนของดินจึงเกิดขึ้นน้อย และยังเป็นการช่วย ให้แม่น้าลาธารต่าง ๆ ไม่ตื้นเขินอีกด้วย นอกจากนี้ป่าไม้จะเป็นเสมือน เครื่องกีดขวางตามธรรมชาติ จึงนับว่ามีประโยชน์ในทางยุทธศาสตร์ด้วย เช่นกัน


สาเหตุสาคัญของวิกฤตการณ์ป่าไม้ในประเทศไทย 1.การลักลอบตัดไม้ทาลายป่า ตัวการของปัญหานี้คือนายทุนพ่อค้าไม้ เจ้าของโรงเลื่อย เจ้าของ โรงงานแปรรูปไม้ ผู้รับสัมปทานทาไม้และชาวบ้านทั่วไป ซึ่งการตัดไม้เพื่อ เอาประโยชน์จากเนื้อไม้ทั้งวิธีที่ถูกและผิดกฎหมาย ปริมาณป่าไม้ที่ถูกทาลาย นี้นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามอัตราเพิ่มของจานวนประชากร ยิ่งมี ประชากรเพิ่มขึ้นเท่าใด ความต้องการในการใช้ไม้ก็เพิ่มมากขึ้น เช่น ใช้ไม้ ในการปลูกสร้างบ้านเรือนเครือ่ งมือเครื่องใช้ในการเกษตรกรรมเครื่องเรือน และถ่านในการหุงต้ม เป็นต้น


ภาพการตัดไม้ทาลายป่า


2. การบุกรุกพื้นที่ป่าไม้เพื่อเข้าครอบครองที่ดิน เมื่อประชากรเพิ่มสูงขึ้น ความต้องการใช้ที่ดินเพื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัยและ ที่ดินทากินก็อยู่สูงขึ้น เป็นผลผลักดันให้ราษฎรเข้าไปบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ แผ้วถาง ป่า หรือเผาป่าทาไร่เลื่อนลอย นอกจากนี้ยังมีนายทุนที่ดินทีจ่ ้างวานให้ราษฎรเข้า ไปทาลายป่าเพื่อจับจองที่ดินไว้ขายต่อไป


3. การส่งเสริมการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจเพื่อการส่งออก เช่น มันสาปะหลัง ปอ เป็นต้น โดยไม่ส่งเสริมการใช้ที่ดินอย่างเต็ม ประสิทธิภาพทั้ง ๆ ที่พื้นที่ป่าบางแห่งไม่เหมาะสมที่จะนามาใช้ในการเกษตร


4. การกาหนดแนวเขตพื้นที่ป่ากระทาไม่ชัดเจนหรือไม่กระทาเลยในหลาย ๆ พื้นที่ ทาให้ราษฎรเกิดความสับสนทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา ทาให้เกิดการพิพาท ในเรื่องที่ดินทากินและที่ดินป่าไม้อยู่ตลอดเวลาและมักเกิดการร้องเรียนต่อต้านใน เรื่องกรรมสิทธิท์ ี่ดิน


5. การจัดสร้างสาธารณูปโภคของรัฐ เช่น เขื่อน อ่างเก็บน้า เส้นทาง คมนาคม การสร้างเขื่อนขวางลาน้าจะทาให้พื้นที่เก็บน้าหน้าเขื่อนที่อุดมสมบูรณ์ถูก ตัดโค่นมาใช้ประโยชน์ ส่วนต้นไม้ขนาดเล็กหรือที่ทาการย้ายออกมาไม่ทันจะถูกน้า ท่วมยืนต้นตาย เช่น การสร้างเขื่อนรัชชประภาเพื่อกั้นคลองพระแสงอันเป็นสาขา ของแม่น้าพุมดวง-ตาปี ทาให้น้าท่วมบริเวณป่าดงดิบซึ่งมีพันธุ์ไม้หนาแน่น ประกอบด้วยสัตว์นานาชนิดนับแสนไร่ ต่อมาจึงเกิดปัญหาน้าเน่าไหลลงลาน้าพุมด วง


6. ไฟไหม้ป่า มักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งอากาศแห้งและร้อนจัด ทั้งโดยธรรมชาติและ จากการกระทาของมะม่วงที่อาจลักลอบเผาป่าหรือเผลอ จุดไฟทิ้งไว้โดยเฉพาะใน ป่าไม้เป็นจานวนมาก


7. การทาเหมืองแร่ แหล่งแร่ที่พบในบริเวณที่มีป่าไม้ปกคลุมอยู่ มีความจาเป็นที่จะต้องเปิดหน้า ดินก่อนจึงทาให้ป่าไม้ที่ขึ้นปกคลุมถูกทาลายลง เส้นทางขนย้ายแร่ในบางครั้ง ต้องทาลายป่าไม้ลงเป็นจานวนมาก เพื่อสร้างถนน หนทาง การระเบิดหน้า ดิน เพื่อให้ได้มาซึ่งแร่ธาตุ ส่งผลถึงการทาลายป่า


ป่าไม้ถูกทาลายไปจานวนมาก จึงทาให้เกิดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ ไปทั่วโลกรวมทั้งความสมดุลในแง่อื่นด้วย ดังนั้น การฟื้นฟูสภาพป่าไม้จึง ต้องดาเนินการเร่งด่วน ทั้งภาครัฐภาคเอกชนและ ประชาชน จึงมีแนว ทางการอนุรักษ์ช่วยกัน


แนวทางการอนุรักษ์ช่วยกันคือ 1.ออกกฎหมายคุ้มครองป่าไม้ 2.ควบคุมดูแลการตัดไม้ เพื่อป้องกันการสูญเสียป่า 3.การปลูกป่าเพื่อทดแทนป่าไม้ธรรมชาติ 4.ป้องกันไฟไหม้ป่า และแมลงทาลายต้นไม้ 5.ใช้ไม้อย่างประหยัด และทาวัสดุอื่นมาใช้ทดแทนไม้


จัดทาโดย 1.นางสาวปิยพร 3.นางสาวเปรมกมล 2.นางสาวปิยวรรณ 4.นางสาวแก้วฟ้า

ชาวดร รหัส 544148091 ปราบพาล รหัส 544148092 สิงห์วงษ์ รหัส 544148093 แถววงษ์ รหัส 544148182


power point  

power point bi

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you