Page 1

ปีที่ 5 ฉบับที่ 56 เดือน มิถุนายน 2556

บทควำมพิเศษ กำรผลิตพลังงำนชีวภำพในยุโรป (ตอนที่ 2) กำรผลิตพลังงำนชีวภำพในยุโรป (ตอนที่ 3) (สหภำพยุโรปบูรณำกำรประเด็นสิ่งแวดล้อมสู่นโยบำยพลังงำน)

BLPD Corner : น้ำขึ้นน้ำลงเกิดขึ้นได้อย่ำงไร? BLPD Article : กำรศึกษำวัสดุเหลือทิ้งทำงกำรเกษตรที่ได้จำก กระบวนกำรสลำยตัวด้วยควำมร้อน Science Update : อยำกไปเที่ยวอวกำศซักวันสองวันไหม !! เปิดประตูสู่อำเซียน : กำรพัฒนำทรัพยำกรมนุษย์ในประชำคมอำเซียน แนะนำหลักสูตร : เทคนิคกำรเตรียมตัวอย่ำงสำหรับ วิเครำะห์ตัวอย่ำงสิ่งแวดล้อม คำถำมจำกผู้เข้ำอบรม : กำรควบคุมคุณภำพของข้อมูล โปรดส่งข้อคิดเห็น คำแนะนำหรือคำถำมที่ blpd@dss.go.th โทร. 02-2017425 โทรสำร 02-2017429 หำกต้องกำรยกเลิกกำรรับข่ำวสำร กรุณำแจ้งที่ blpd@dss.go.th ข้อมูลเพิ่มเติม http://blpd.dss.go.th/


สวัสดีค่ะ สมำชิกทุกท่ำน หลังจำกผ่ำนพ้นเดือน พฤษภำคม ที่เต็มไปด้วยวันหยุดพักผ่อนให้หลำยๆ ท่ำนได้พักกำยพักใจกันอย่ำง เต็มที่แล้ว ก็ต้องขอต้อนรับทุกๆ ท่ำนเข้ำสู่เดือน มิถุนำยน เดือนแห่งกำรทำงำนที่แสนสุขกันนะคะ ซึ่งในเดือนนี้ ทำง พศ. ได้มุ่งมั่นที่จะพัฒนำหลักสูตรเพื่อตอบสนองต่อควำมต้องกำรของผู้เข้ำรับกำร ฝึกอบรมทุกท่ำน จึงได้จัดหลักสูตรใหม่ๆ ได้แก่ กำรประเมินควำมเสี่ยงทำงจุลชีววิทยำอำหำร กำรผลิตแผ่นลำ มิเนทคำร์บอน หรือกล๊ำสไฟเบอร์คอมโพสิทโพลิเมอร์ โดยวิธี hand lay-up และเทคนิคกำรใช้และกำรดูแล รักษำพีเอชมิเตอร์ โดยทั้ง 3 หลักสูตร ทำง พศ. ก็หวังเป็นอย่ำงยิ่งว่ำจะเป็นประโยชน์ หำกมีท่ำนใดสนใจใน หลักสูตรดังกล่ำว สำมำรถสอบถำมข้อมูลเพิ่มเติม หรือสมัครฝึกอบรมออนไลน์ได้ทำง http://blpd.dss.go.th/ ค่ะ

หลักสูตรฝึกอบรม พฤษภาคม 2556 Q007

การจัดทาเอกสารในระบบคุณภาพตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025

4-5 มิถุนายน 2556

0012

การประเมินความเสี่ยงทางด้านจุลชีววิทยาทางอาหาร

4-5 มิถุนายน 2556

Q001

สถิติสาหรับงานวิเคราะห์ทดสอบ

6-7 มิถุนายน 2556

F004

เทคนิคการสืบค้นสารสนเทศ ว&ท จากอินเทอร์เน็ตอย่างมีประสิทธิภาพ

6-7 มิถุนายน 2556

I004

การใช้ HPLC ในงานวิเคราะห์ทดสอบ

11-14 มิถุนายน 2556

M008

การใช้วิธีรวดเร็วสาหรับทดสอบทางจุลชีววิทยา

12-13 มิถุนายน 2556

B003

เทคนิคการเตรียมสารละลาย

17-18 มิถุนายน 2556

Q010

ความสอบกลับได้ของการวัด

19 มิถุนายน 2556

0007

การผลิตแผ่นลามิเนทคาร์บอนหรือ กล๊าสไฟเบอร์คอมโพสิทโพลิเมอร์ โดยวิธี hand lay-up

0009

เทคนิคการใช้และการดูแลรักษาพีเอชมิเตอร์

T010

การวิเคราะห์คุณภาพนาเสีย (Total Kjeldahl Nitrogen, TKN)

26-27 มิถุนายน 2556

C010

การสอบเทียบเครือ่ งมือวัดทางไฟฟ้า

26-27 มิถุนายน 2556

C008

การตรวจสอบสมรรถนะยูวีวิสิเบิลสเปกโตรโฟโตมิเตอร์

27-28 มิถุนายน 2556

24-25 มิถุนายน 2556 25 มิถุนายน 2556

สถำนที่อบรม อำคำรสถำนศึกษำเคมีปฏิบัติ กรมวิทยำศำสตร์บริกำร 75/7 ถนนพระรำม 6 แขวงทุ่งพญำไท เขตรำชเทวี กรุงเทพฯ รายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครออนไลน์ได้ที่ http://blpd.dss.go.th/ ติดต่อสอบถาม : คุณจรวยพร อีเมล : blpd@dss.go.th โทรศัพท์ : 0 2201 7460 โทรสาร : 0 2201 7461 2

BLPD NEWSLETTER

ปี ที่ 5 ฉ บั บ ที่ 5 6 เ ดื อ น มิ ถุ น ำ ย น 2 5 5 6


การผลิตพลังงานชีวภาพในยุโรป (ตอนที่ 2) โดย ดร. จันทร์เพ็ญ เมฆาอภิรักษ์ ผู้อำนวยกำรสำนักพัฒนำศักยภำพนักวิทยำศำสตร์ห้องปฏิบัติ กรมวิทยำศำสตร์บริกำร กระทรวงวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี e-mail: junpen@dss.go.th พลังงานเป็นปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของทุกประเทศ ความต้องการพลังงานของโลก เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ จากการศึกษาของสานักงานพลังงาน สากล (International Energy Agency, IEA) ถึ ง อุ ป สงค์ ทางด้ า นพลั ง งานพื้ น ฐาน พบว่ า ใน ค.ศ. 1971 ทั่ ว โลกมี ความต้องการใช้พลังงานจากแหล่งต่างๆ รวมกันประมาณ 5,536 ล้ านตัน (Million tons of oil equivalent, Mtoe) เพิ่มเป็น 10,345 ล้านตัน ใน ค.ศ. 2002 ทั้งนี้ ได้ประมาณ การว่ า หากความต้ อ งการเพิ่ ม ขึ้ น ร้ อ ยละ 1.7 ต่ อ ปี อ ย่ า ง ต่ อ เนื่ อ ง ทั่ ว โลกจะมี อุ ป สงค์ ท างด้ า นพลั ง งานสู ง ถึ ง 12,194 14,404 และ 16,487 ล้ า นตั น ใน ค.ศ. 2010 ค.ศ. 2020 และ ค.ศ. 2030 ตามลาดับ ซึ่งอุปสงค์พลังงาน หลักยังคงเป็นน้ามันและก๊าซ จากความต้องการพลังงานที่สูงอย่างรวดเร็ว ทาให้ ราคาน้ ามัน และก๊า ซปรั บ ตัว สู งขึ้น อย่ า งมาก ซึ่งจะไปเพิ่ ม มูลค่าแก่ภาคการผลิตโดยตรง กระทบต่อเศรษฐกิจทุกภาค ส่วน นอกจากนี้ประเทศผู้นาเข้าน้ามันและก๊าซต้องเผชิญกับ ความไม่ แ น่ น อนในอุ ป ทานอั น เนื่ อ งมาจากการเมื อ งใน ประเทศผู้ ผลิ ตและส่งออกน้ ามัน กอปรกั บ การเผาผลาญ น้ามันและก๊าซจากปิโตรเลียมจะมีการปลดปล่อยก๊าซเรือน กระจก ที่มีผลโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โลก โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งประเทศที่มีการ ปลดปล่ อ ยสู ง เป็ น อั น ดั บต้ นๆ อา ทิ สห รั ฐ อ เม ริ ก า สาธารณรั ฐ ประชาชนจี น สหพั น ธรั ฐ รั ส เซี ย ญี่ ปุ่ น สาธารณรั ฐ อิ น เดี ย สหพั น ธ์ สาธารณรัฐเยอรมัน แคนาดา สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐอิตาลีและเกาหลีใต้ ทั่วโลกได้ BLPD NEWSLETTER

มีการศึกษาที่เกี่ยวข้องในวงกว้าง ทั้งการวิเคราะห์เชิงระบบ พลั ง งาน ความพยายามที่ จ ะแสวงหามาตรการในการใช้ พลั ง งานอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนกาหนดแนวทางใน การจัดหาพลังงานทดแทนที่สะอาดกว่า ทั้งนี้เพื่อการสร้าง ความมั่ น คงในเรื่ อ งพลั ง งาน รวมทั้ ง เป็ น การปฏิ บั ติ ต าม พิธีสารเกียวโต ปั จ จุ บั น สหภาพยุ โ รปมี ก ารใช้ พ ลั ง งานทดแทน ประมาณร้อยละ 4 ของพลังงานทั้งหมด โดยมีเป้าหมายใน ค.ศ. 2010 ที่จะใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 12 ดังนั้น จะมีการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นจาก 69 ล้านตัน ใน ค.ศ. 2003 เป็น 149 ล้านตันใน ค.ศ. 2010 ซึ่งจะเป็น การลดการใช้เชื้อเพลิงจากซากพืชซากสัตว์ลงได้มาก และ สามารถลดการปลดปล่ อ ยก๊ า ซคาร์ บอนไดออกไซด์ไ ด้ ถึ ง 209 ล้ า นตั น (Million tons of CO2 - equivalent) ต่ อ ปี โดยจะนาเชือ้ เพลิงชีวภาพส่วนใหญ่ไปใช้ในการขนส่ง และการ ผลิ ต กระแสไฟฟ้ า ซึ่ ง ประเทศที่ มี ก ารพั ฒ นาและมี ประสบการณ์อย่างชัดเจนในการนาชีวมวลไปใช้ในการผลิต กระแสไฟฟ้ า อาทิ ราชอาณาจั ก รเดนมาร์ ค สาธารณรั ฐ ฟินแลนด์ และสหราชอาณาจักร คณะกรรมาธิการอุตสาหกรรมแห่งรัฐสภายุโรปลง มติอย่างเป็นเอกฉันท์เมื่อต้นเดือนตุลาคม พ.ศ. 2549 ที่จะ รั บ รองรายงานยุ ท ธศาสตร์ ชี ว มวล นั บ ว่ า เป็ น ทางเลื อ ก หนึ่ ง สาหรั บ การปรั บ ปรุ ง ภาคการขนส่ ง ที่ ดาเนินการเพื่อ แก้ไขปัญหาด้านสิ่ งแวดล้ อม สมาชิกรัฐสภาได้เตรียมการ ระวังในการส่งเสริมพลังงานชีวภาพ ที่จะไม่ไปกระทบต่อ การผลิตอาหารในสหภาพยุโรป และต้องเป็นสารที่อยู่ใน

ปี ที่ 5 ฉ บั บ ที่ 5 6 เ ดื อ น มิ ถุ น ำ ย น 2 5 5 6

3


ระบบการรับรอง โดยมีการประเมินเกี่ยวกับผลลัพธ์ “จาก บ่ อ สู่ ล้ อ ” ตลอดวงจรชี วิ ต จากการผลิ ต สู่ ก ารบริ โ ภค โดยเฉพาะการส่งเสริมให้มีการผลิตพลังงานชีวภาพรุ่นที่ 2 ซึ่งผลิตจากลิกโนเซลูโลส ที่มีในกากพืช หญ้า และไม้ ข้อดี ของเทคโนโลยีนี้คือสามารถผลิตจากพืชหรือส่วนของพืชที่ รับประทานไม่ได้ นับว่าเป็นแหล่งพลังงานที่มีประสิทธิภาพ กว่าการผลิตพลังงานชีวภาพรุ่นที่ 1 ที่ส่วนใหญ่ผลิตโดยการ สกั ด น้ ามัน จากพืช อาทิ เมล็ ดเรปซีด และปาล์ ม เป็นต้น เนื่องจากพืชเหล่านี้สามารถใช้เป็นอาหารได้ หลายฝ่ายจึง มี ความกังวลว่า หากมีการสนับสนุนให้นาพืชดังกล่าวป้อนเข้า สู่การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพมากเกินไป จะส่งผลกระทบต่อ ความมั่นคงในเรื่องอาหารได้ กรอบแผนงาน 7 (Framework Program 7, FP7)

ช่ ว ง ค.ศ. 2007 ถึ ง 2013 ของสหภาพยุ โ รปได้ ใ ห้ ความสาคัญกับเรื่องพลังงานมาก และได้กาหนดให้เป็นหนึ่ง ในเก้ า หั ว ข้ อ หลั ก ของความร่ ว มมื อ ทางด้ า นการวิจัยและ พัฒนาที่จะดาเนินการทัง้ ในสหภาพยุโรปและกับประเทศนอก สมาชิกสหภาพยุโรป โดยจัดสรรงบประมาณส าหรั บ หั ว ข้ อ พลังงานถึง 2.3 พันล้านยูโร ซึ่งครอบคลุมการผลิตเชื้อเพลิง ทดแทนด้วย นอกจากนี้ในกรอบแผนงานขีดความสามารถใน การแข่งขันและนวัตกรรม (Competitiveness and Innovation Framework Program) ช่ ว ง ค.ศ. 2007 ถึ ง 2013 ซึ่ ง มี งบประมาณรวม 4,212.6 ล้ านยูโร ในจ านวนนี้ได้ให้การ สนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนอย่างชาญฉลาดถึง 780 ล้านยูโร โดยจะมีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางด้านพลังงานทัว่ ทัง้ ยุโรป

เอกสำรอ้ำงอิง Commission of the European Communities (2005) Biomass Action Plan Commission of the European Communities (2005) Establishing a Competitiveness and Innovation Framework Programme (2007 – 2113) Directorate – General for Research, Sustainable Energy Systems (2006) Energy Futures : The role of research and development European Commission (2006) Seventh Framework Programme International Energy Agency (2004) World Energy Outlook 2004 Organisation for Economic Co - operation and Development, Paris “Decision – making for energy systems” CORDIS focus RTD Results and Supplement No 56 September 2006 “Europe at the forefront of efforts to combat climate change” EUROPOLITICS ENVIRONMENT No 712 November 2006 “Parliament keen to encourage use of biomass” EUROPOLITICS ENVIRONMENT No 710 October 2006 http://www.foodnavigator.com “Food industry urges caution on biofuel promotion plan” 4 May 2006 http://www.terradialy.com “Europe seeks to drive biofuel use to new levels” 8 February 2006 4

BLPD NEWSLETTER

ปี ที่ 5 ฉ บั บ ที่ 5 6 เ ดื อ น มิ ถุ น ำ ย น 2 5 5 6


การผลิตพลังงานชีวภาพในยุโรป (ตอนที่ 3) (สหภาพยุโรปบูรณาการประเด็นสิ่งแวดล้อมสู่นโยบายพลังงาน) โดย ดร. จันทร์เพ็ญ เมฆาอภิรักษ์ ผู้อำนวยกำรสำนักพัฒนำศักยภำพนักวิทยำศำสตร์ห้องปฏิบัติ กรมวิทยำศำสตร์บริกำร กระทรวงวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี e-mail: junpen@dss.go.th พลั งงานเป็ น สิ่ งที่มีค วามจ าเป็ น ต่อ วิถีก ารด าเนิ น ชีวิตของประชากรโลก รวมทั้งเป็นโครงสร้างพื้นฐานอันเป็น ปัจจัยสาคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจทุกภาคส่วน ประเทศที่ มี ก ารขยายตั ว ทางเศรษฐกิ จ สู ง ก็ จ ะยิ่ ง มี ค วามต้ อ งการ พลังงานมาก ปัจจุบันอุปสงค์หลักทางด้านพลังงานโลกยังคง เป็นน้ามัน และก๊าซที่ได้จ ากซากพืชซากสัตว์ ซึ่งของเสี ยที่ ปลดปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศส่วนใหญ่จะเป็นก๊าซเรือนกระจก

ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โลก ดังนั้น ความเจริญทางด้านอุตสาหกรรมยุคโลกาภิวตั น์จงึ ดาเนินไปพร้อมๆ กับปัญหาสิง่ แวดล้อม การเปลีย่ นแปลงสภาพภูมอิ ากาศโลกสามารถสัมผัสได้ มากขึน้ อย่างชัดเจนในปัจจุบนั ไม่วา่ จะมีถนิ่ พานักอยู่ ณ แห่งหน BLPD NEWSLETTER

ใด และเมือ่ พิจารณาในรายละเอียดแล้วจะพบว่าสาเหตุสาคัญ ประการหนึง่ ที่กอ่ ให้เกิดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงมา จากภาคขนส่ ง อาจกล่ า วได้ ว่ า “คำร์ บ อนไดออกไซด์ ” เสมื อ นเป็ น ก๊ า ซมลพิ ษ หลั ก ที่ มี ก ารปลดปล่ อ ยสู่ ชั้ น บรรยากาศจ านวนมหาศาลตามปริ ม าณการเผาผลาญ พลังงานจากซากพืชซากสัตว์ ประมาณการว่าแม้ทั่วโลกจะ สามารถควบคุ มระดั บ คาร์บ อนไดออกไซด์ ใ ห้ ค งที่ เ ท่า กั บ ทศวรรษ 2000 ซึ่งมีอยู่ราว 380 ส่ วนในล้ านส่ ว น (parts per million) อุณหภูมิเฉลี่ยก็จะยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องใน 2-3 ทศวรรษหน้า และหากอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 2 -5 องศาเซลเซี ย สเมื่ อ เที ย บกั บ ยุ ค ก่ อ นอุ ต สาหกรรม ปรากฏการณ์ ที่ ค าดว่ า จะเกิ ด ขึ้ น อาทิ ผลผลิ ต ทาง การเกษตรที่ลดลงในประเทศกาลังพัฒนา การลดลงของก้อน น้าแข็งในมหาสมุทรซึง่ จะเป็นข้อเสียต่อแหล่งน้าในหลายพื้นที่ รวมถึ ง เมดิ เ ตอร์ เ รเนีย นและอั ฟ ริ ก าใต้ การขยายตั ว ของ มหาสมุ ท ร การละลายของน้ าแข็ ง ในขั้ ว โลกซึ่ ง จะท าให้ ระดับน้าทะเลสูงขึ้น ในด้านนิเวศวิทยาก็มีความเชื่อว่าหาก สิ่งแวดล้อมถูกทาลายไปอย่างมีนัยสาคัญ จากสภาวะโลกร้อน แล้ว สิง่ มีชวี ติ หลายชนิดอาจสูญพันธุ์ นอกจากนี้ ความแปรปรวน ของภูมอิ ากาศจะทวีความรุนแรงขึน้ ภัยธรรมชาติครอบคลุ ม พื้นที่กว้างขึ้นและความถี่ในการเกิดก็มากขึ้นด้วย อาทิ พายุ เฮอริเคน ไซโครน ไฟไหม้ป่า ความแห้ งแล้ ง น้าท่ว มและ คลื่นความร้อน ความน่าสะพรึงกลั ว ที่อาจจะเกิดขึ้นจาก วิกฤตการณ์ของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึง เป็นโจทย์ที่ทั่วโลกกระตือรือร้นที่จะแสวงหามาตรการและ

ปี ที่ 5 ฉ บั บ ที่ 5 6 เ ดื อ น มิ ถุ น ำ ย น 2 5 5 6

5


แนวทางในการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงระดับ ปฏิบัติ เพื่อลดการปลดปล่ อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะ ประเทศที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอันดับต้นๆ จ าเป็ น ต้ อ งปฏิบั ติต ามพั น ธกรณี ใ นพิ ธี ส ารเกีย วโต ในการ ปฏิบั ติใ ห้ เกิดผลสั มฤทธิ์ ดังนั้ น ประเทศต่างๆ จาเป็น ต้อ ง ศึกษา วิเคราะห์ ค้นหาและใช้เทคโนโลยีที่สะอาดกว่าอย่าง เป็นระบบและต่อเนื่อง รวมทั้งกาหนดมาตรการและวางแผน ปฏิบัติการให้เหมาะสมและสมดุลในแต่ละห้วงเวลา ภูมิภาคยุโรปมีการบริโภคพลังงานสูง ขณะเดียวกัน ก็มี การปลดปล่ อยก๊ าซเรื อ นกระจกสู ง ด้ว ย จึงแสดงความ รับผิดชอบต่อผลกระทบด้านสิง่ แวดล้อมอย่างชัดเจน ซึง่ สหภาพ ยุโรปยืนยันความประสงค์ ที่จะเป็นผู้ น าในการต่อสู้กับการ เปลี่ ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งได้ก าหนดนโยบาย พลังงานควบคู่ไปกับนโยบายสิ่งแวดล้อมซึ่งก็ได้รับการขาน รับจากประเทศสมาชิก ทั้งนี้ จะคงไว้ซงึ่ ความมัน่ คงในอุปทาน ทางด้ า นพลั ง งาน ความยั่ ง ยื น เชิ ง สิ่ ง แวดล้ อ ม และขี ด ความสามารถในการแข่งขัน โดยมีเป้าหมายที่จะบูรณาการ เข้ า กั บ ประเด็ น ทางด้ า นสิ่ ง แวดล้ อ มด้ ว ย ดั ง นี้ 1) ลด ผลกระทบเชิงสิ่งแวดล้อมจากการผลิ ต และใช้พลั งงาน 2) สนับสนุนการประหยัดพลังงานและการใช้พลังงานอย่างมี ประสิ ทธิภาพ และ 3) เพิ่มการใช้และเพิ่มสัดส่วนการผลิต พลังงานทีส่ ะอาดกว่า นามาซึง่ แนวทางในการใช้พลังงานอย่างมี ประสิทธิภาพ อาทิ การใช้พลังงานอย่างชาญฉลาด การหา แหล่งพลั งงานทดแทนและพลั งงานทางเลื อกอื่น ที่ส ะอาด กว่า อาทิ พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงาน ไฮโดรเจน และพลังงานชีวภาพ เป็นต้น อย่างไรก็ดี หลาย ฝ่ า ยยั ง มี ค วามกั ง วลว่ า ของเสี ย ที่ เ กิ ด จากการเผาผลาญ พลังงานชีวภาพก็ยังคงเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะต้อง ปลดปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ สหภาพยุโรปได้ให้คามัน่ สัญญาว่านับจากนีต้ อ่ ไป “จะ ลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปลดปล่อยใน ค.ศ. 1990” ให้บรรลุผลภายใน ค.ศ. 2020 ซึ่งทาให้นโยบายพลังงานที่ ตระหนักถึงผลกระทบทางด้านสิง่ แวดล้อมสะท้อนผลกระทบ นโยบายเศรษฐกิจและต่างประเทศของสหภาพยุ โรปด้ว ย กล่าวคือ นโยบายทางด้านพลังงานจะนาไปสู่แผนปฏิบัติการ 6

BLPD NEWSLETTER

ปี ที่ 5 ฉ บั บ ที่

ในการลดการปลดปล่ อ ยก๊ า ซคาร์ บ อนไดออกไซด์ สู่ สิ่งแวดล้อม ด้านการค้าก็ดาเนินการตามกลไกการซื้อขาย ปริ ม าณการปล่ อ ยก๊ า ซเรื อ นกระจกที่ จ ะน าไปสู่ ต ลาด คาร์บอน ซึ่งจะกระทบถึงภาคอุตสาหกรรมต่างๆ การขนส่ง ยานพาหนะทางบก ทางน้าและทางอากาศ ทั้งในการจากัด ปริมาณการปลดปล่อย การปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง อาทิ คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปได้กาหนดมาตรการที่ เข้มงวดเมื่อ ค.ศ. 1995 และคณะมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ เ มื่ อ ค .ศ . 2 0 0 6 ที่ อ นุ ญ า ต ใ ห้ ร ถ ย น ต์ ป ล ด ป ล่ อ ย คาร์บอนไดออกไซด์ได้ไม่เกิน 120 กรัมต่อกิโลเมตร ภายใน ค.ศ. 2012 ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่จะนาพลังงานที่สะอาดกว่ามา ใช้ทดแทนพลั งงานจากซากพืช ซากสั ตว์ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ใน ระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยีให้ถงึ จุดทีค่ มุ้ ค่าต่อการนามาใช้ใน ปริมาณสูงๆ จึงมีความพยายามที่ จ ะลดปริ ม าณก๊ า ซเรื อ น กระจก ด้ ว ยกา รพั ฒ นา เทคโ นโ ลยี ก ารกั ก แ ละเก็ บ คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นกระบวนการที่จะลดความกดดัน เชิงสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทน้ามัน Exxon Mobil Corporation ของสหรัฐอเมริการ่วมกับหน่วยงานอื่น ประกอบด้วย BP, ConocoPhillips, Schlumberger, Statoil, Total, Vattenfall and Wintershall และ International Energy Agency ได้ให้การสนับสนุนเงินสูงถึง 8 ล้านยูโร ในโครงการ ริเริ่มที่ชื่อว่า CO 2 ReMoVe ของสหภาพยุ โ รป ซึ่ ง Netherlands Organisation for Applied Scientific Research เ ป็ น ผู้ ป ระสานโครงการ วั ต ถุ ป ระสงค์ ข อง โครงการเพื่อจัดหาพื้นฐานเชิงวิทยาศาสตร์ที่มีความเป็นไป ได้ เ กี่ ย วกั บ การดั กเก็บ คาร์บ อนไดออกไซด์ รวมทั้ง จัดท า แนวทางรับรองพืน้ ทีส่ าหรับการกักและเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ ในอนาคต ซึ่ ง จะกระทบถึ ง แหล่ ง ที่ มี ก ารปลดปล่ อ ยก๊ า ซ คาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึ ง โรงงานผลิ ต กระแสไฟฟ้ า ด้ ว ย นอกจากนี้ จากการประชุ ม สุ ด ยอดสหภาพยุ โ รปและ สหรั ฐ อเมริ ก าเมื่ อ ค.ศ. 2007 ได้ มี ก ารพิ จ ารณากรอบ แนวทางสาหรับการลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ โดยการใช้เทคโนโลยีการกักและเก็บคาร์บอนจากแหล่งที่มี การปลดปล่อยสูง อาทิ โรงไฟฟ้าถ่านหิน รวมทั้งการจัดหา แหล่งทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องด้วย


คงไม่อาจจะปฏิเสธผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศต่อปรากฏการณ์ภัย พิบั ติที่เกิดขึ้น ทั่ว โลก ในช่วงทศวรรษนี้ ซึ่งประเทศไทยก็เคยได้รับผลกระทบจาก ภัยธรรมชาติมาแล้วแม้ว่าขณะนี้จะมิได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ มี ก ารปลดปล่ อ ยก๊ า ซเรื อ นกระจกสู่ สิ่ ง แวดล้ อ มสู ง ก็ ต าม อย่างไรก็ดี ประเทศไทยซึ่งได้ล งนามในพิธีสารเกียวโตเมื่อ เดือนกุมภาพันธ์ 2542 และให้สัตยาบันเมื่อสิงหาคม 2545 ก็จาเป็ น ที่จ ะต้องปรับ ตัวและให้ ความร่ว มมือในกลไกการ พั ฒ นาที่ ส ะอาด ดั ง นั้ น ในการก าหนดนโยบายทางด้ า น พลั งงานของประเทศจ าเป็ น ที่จะต้องพิจ ารณาถึงประเด็น สิ่ ง แวดล้ อ มควบคู่ กั น ไปด้ ว ย ตั้ ง แต่ ก ารวิ เ คราะห์ อุ ป สงค์

ทางด้านพลั งงานในรูป แบบต่า งๆ ของภาคการผลิ ต การ ขนส่ ง รวมถึ ง แหล่ ง ที่ ใ ช้ พ ลั ง งานสู ง อาทิ การผลิ ต กระแสไฟฟ้ า เพื่อการก าหนดสัดส่วนอุปทานพลังงานและ พลังงานทดแทนที่สะอาดกว่าแต่ละประเภทอย่างสมดุล และ สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การวางยุทธศาสตร์ ในการผลิตและการใช้พลั งงานอย่างชาญฉลาดในทุกภาค ส่วน การสร้างความตระหนักให้ประชาชนใช้พลังงานอย่างมี ประสิทธิภาพ รวมทั้งการส่งเสริมความร่วมมือในการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทนที่เกี่ยวข้องทั้งในระยะ สั้นและระยะยาวอย่างต่อเนื่อง ให้เหมาะสมกับบริบทของ ไทย เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

เอกสำรอ้ำงอิง European Environment Agency (2006) Energy and Environment in the European Union Copenhagen OECD (2006) Environmental and Energy Products : The benefits of liberalising trade Paris “Climate’ proposals coupled to the energy package” EUROPOLITICS ENVIRONMENT No 714-715 December 2006 “Commission proposes to cut EU greenhouse gas emissions by 20% by 2020” EUROPOLITICS ENVIRONMENT No 716 January 2007 “Energy debate will embrace climate change” EUROPOLITICS ENVIRONMENT No 714 – 715 December 2006 “EU wishes to remain leader in fight against climate change” EUROPOLITICS ENVIRONMENT No 714 – 715 December 2006 “European research project into carbon storage” EUROPOLITICS ENVIRONMENT No 711 November 2006 “IPCC energy solutions receive divergent appraisals” EUROPOLITICS ENVIRONMENT No 724 May 2007 “Ministers confirm goal of cutting CO2 emissions by 20 % by 2020” EUROPOLITICS ENVIRONMENT No 719 March 2007 “Reducing emissions is not enough, experts warn” EUROPOLITICS ENVIRONMENT No 719 March 2007 “Senate pushes CO2 capture and storage” EUROPOLITICS ENVIRONMENT No 723 May 2007 “Share responsibility for reducing CO2 emissions” EUROPOLITICS ENVIRONMENT No 718 February 2007 “Transport to assume responsibility for tackling climate change” EUROPOLITICS ENVIRONMENT No 719 March 2007 BLPD NEWSLETTER

ปี ที่ 5 ฉ บั บ ที่ 5 6 เ ดื อ น มิ ถุ น ำ ย น 2 5 5 6

7


นาขึนนาลงเกิดขึนได้อย่างไร? ดร. สมบัติ คงวิทยา : sombat@dss.go.th

น้ ำขึ้ น น้ ำลง (อั ง กฤษ: tide) เกิ ด ขึ้ น เนื่ อ งจาก อิ ท ธิ พ ลดึ ง ดู ด ระหว่ า งโลกกั บ ดวงจั น ทร์ แ ละดวงอาทิ ต ย์ (อิ ท ธิ พ ลของดวงอาทิ ต ย์ มี น้ อ ยกว่ า ดวงจั น ทร์ ป ระมาณ ครึ่งหนึ่ง) น้าขึน้ เกิดใน 2 ส่วนของโลกคือ ส่วนทีห่ นั เข้าหาดวง อาทิตย์หรือดวงจันทร์ และส่วนทีอ่ ยูห่ า่ งจากซีกโลกด้านตรง ข้าม และเกิดน้าขึน้ สูงสุด (Spring tide) เมือ่ โลก ดวงจันทร์ ดวง อาทิตย์ อยูใ่ นแนวเดียวกันหรือ ทุกๆ 2 อาทิตย์ คือ ขึน้ 15 ค่า และ แรม15 ค่า และระดับน้าลดลงต่าสุด (Neap tide)เมือ่ ดวง อาทิตย์ โลก ดวงจันทร์ อยูใ่ นแนวตัง้ ฉากคือ วันขึน้ 7 ค่า และ แรม 7 ค่า การเคลื่ อ นที่ ขึ้ น ลงของน้ าบริ เ วณชายฝั่ ง ทะเล ก่ อ ให้ เ กิ ด กระแสน้ าขึ้ น - น้ าลง (tidal current) ซึ่ ง อาจมี ความเร็ว 7-8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตอนน้าขึ้นกระแสน้าที่ไหล ท่วมชายฝั่งต่าหรือท่วมลาน้าสายเล็กๆนั้นเรียกว่า นำท่วมฝั่ง (flood tides) และช่วงกระแสน้ าลดต่าลง จนบริเวณที่ถูกน้า ท่วมโผล่ขึ้นมาอีกเรียกกระแสน้านั้นว่า น ำหนีฝั่ง (ebb tide) เราเรียกบริเวณที่ราบต่าที่น้าทะเลท่วมถึงซึ่งอาจเป็นดินหรือ ทราย(แป้ง )ก็ได้ ว่า หำดโคลน (tidal flat หรือ mud flat) หาดโคลนทีป่ ระกอบด้วยดินโคลนมักมีวชั พืชทีท่ นต่อน้าเค็มขึน้ ปกคลุมอยู่เรียกที่รายชนิดนี้ว่า ลุ่มดินเค็ม (salt marsh) หาด โคลนบางแห่ง อาจมีสภาวะเหมาะสมจนเป็นแหล่งอาศัยที่ สาคัญของหอยหลอดได้ น้าขึน้ น้าลงเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ทีเ่ กิดจาก แรงดึงดูดของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ทกี่ ระทาต่อโลกเรา ครับ แต่ผลทีเ่ กิดจากดวงจันทร์นนั้ มากกว่าดวงอาทิตย์ ถึงแม้ ว่าดวงอาทิตย์จะมีมวลมากกว่าดวงจันทร์ถงึ 27 ล้านเท่า แต่ ดวงอาทิตย์อยูห่ า่ งไกลจากโลกถึง 93 ล้านไมล์ (ประมาณ 390 เท่าเมือ่ เทียบกับระยะห่างระหว่างโลกกับดวงจันทร์) ส่วนดวง จันทร์ทเี่ ป็นบริวารของโลกนัน้ อยูห่ า่ งจากโลกเพียง 240,000 8

BLPD NEWSLETTER

ไมล์ ดังนัน้ แรงดึงดูดของดวงจันทร์จงึ มีผลต่อโลกมากกว่าดวง อาทิตย์ และน้าทีเ่ กิดจากแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์จะสูงเพียง ร้อยละ 46 เมือ่ เทียบกับระดับน้าทีส่ งู ขึน้ เนือ่ งจากแรงดึงดูด ของดวงจันทร์ ในขณะที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลกนั้น น้าบนพื้นโลก ซึ่งเป็นของเหลว จะถูกแรงดึงดูดของดวงจันทร์ทาให้ระดับ น้าสูงขึ้นทั้งในทิศทางที่ดวงจันทร์ ปรากฏขึ้นและในซีกโลก ฝั่งตรงข้ามน้าก็จะสูงขึ้นด้วยเพราะแรงดึงดูดของโลกกับ ดวงจันทร์ไปรวมในทิศทางนั้น

ผลของแรงดึงดูดจำกดวงจันทร์ทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงบนโลก ภำพจำก http://www.kidsgeo.com/geography-for-kids/

แรงดึงดูดของดวงจันทร์ที่กระทากับโลกบริเวณ ที่ใกล้กับ ดวงจันทร์มากที่สุด จะเกิดแรงมากที่สุดด้วย ดังนั้นน้าใน มหาสมุทรจึงเคลื่อนเข้ามาในบริเวณนี้มากกว่าบริเวณอื่น ส่วนระดับน้าด้านข้างทั้งสองของโลกก็จะลดลงและเกิดเป็น ปรากฏการณ์น้าลง ส่วนด้านตรงกันข้ามก็มีแรงกระทา เหมือนกัน แต่ว่าน้อยกว่าด้านที่ใกล้กับดวงจันทร์ มันจึงดูด น้าจานวนมหาศาลให้ติดกับผิวโลก แต่เนื่องจากไม่สามารถ เคลื่อนมาทางด้านหน้าได้จึงเกิดการนูนขึ้นอีกด้านหนึ่งซึ่ง เป็นด้านตรงกันข้าม แต่ว่าการนูนน้อยกว่าด้านใกล้กับดวง จันทร์ ปี ที่ 5 ฉ บั บ ที่ 5 6 เ ดื อ น มิ ถุ น ำ ย น 2 5 5 6


กว่าปกติเรียกว่า น้าเกิด (spring tide) ซึง่ จะเกิดขึน้ เดือนละ 2 ครัง้ คือใกล้วนั ขึน้ 15 ค่า และวันแรม 15 ค่า และเมือ่ ใดทีด่ วง จันทร์และดวงอาทิตย์อยูใ่ นแนวตัง้ ฉากซึง่ กันและกัน ระดับน้า จะไม่สูงขึ้นแต่จะอยู่ในระดับเดิม ไม่ขึ้นไม่ลง เรียกว่า น้าตาย (neap tide) จะเกิดขึน้ เดือนละ 2 ครัง้ เช่นเดียวกับน้าเกิด คือ ใกล้วนั ขึน้ 8 ค่า และวันแรม 8 ค่านัน้ เอง

ผลของแรงดึงดูดจำกดวงจันทร์และดวงอำทิตย์ทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลง ภำพจำก http://www.lcsd.gov.hk/CE/Museum/Space/

โดยทัว่ ไปแล้วช่วงเวลาระหว่างน้าขึน้ ครัง้ ทีห่ นึง่ ถึงน้า ขึ้นครั้ งที่ ส องจะใช้เวลาเท่ากับ 12 ชั่ว โมง 25 นาที ทั้ง นี้ ปรากฏการณ์น้ าขึ้นจะไม่เกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์โคจรอยู่ตรง ศีรษะเรา โดยเราจะต้องรอให้เวลาผ่านไปอีก 6 ชั่วโมงจึงจะ เห็นปรากฏการณ์น้าขึ้นได้ ซึ่งมีเหตุผลมาจากแรงเสียดทาน และความเฉือ่ ยของน้า รวมไปถึงยังมีปจั จัยอืน่ อาทิเช่น ความ ลึกทีแ่ ตกต่างกันของมหาสมุทร โคจรมาอยู่ในแนวเดียวกัน ไม่ว่าดวงอาทิตย์หรือดวง จันทร์จะอยูข่ ้างเดียวหรือคนละข้างกับโลก ระดับน้าจะสูงขึ้น

กรณี น้ำจะสูงขึน้ กว่ำปกติ เรียกว่ำ น้ำเกิด (spring tide) และ กรณี น้ำอยู่ในระดับเดิม ไม่ขึ้นไม่ลง เรียกว่ำ น้ำตำย ( neap tide) ภำพจำก http://www.rise.org.au/

แหล่งข้อมูลอ้ำงอิง [1] http://www.electron.rmutphysics.com/sciencenews/index.php?option=com_content&task=view&id =1034&Itemid=4 [2] http://www.school.net.th/library/createweb/10000/science/ [3] http://www.rmutphysics.com/charud/ specialnews/physics1/tides/ [4] th.wikipedia.org/wiki/กระแสน้าขึ้นน้าลง

กำรวำงตัวของดวงจันทร์และดวงอำทิตย์ในแนวเดียวกันทำให้ เกิดน้ำขึ้นน้ำลงในระดับที่มำกเป็นพิเศษ ภำพจำก http://www.physicalgeography.net/

BLPD NEWSLETTER

ปี ที่ 5 ฉ บั บ ที่ 5 6 เ ดื อ น มิ ถุ น ำ ย น 2 5 5 6

9


การศึกษาวัสดุเหลือทิงทางการเกษตรที่ได้ จากกระบวนการสลายตัวด้วยความร้อน ปัญญา คาพยา : kpanya@dss.go.th Agicutural Waste Disposal Studies via Pyrolysis Process ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม มีวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็นปริมาณมหาศาล วิธีจัดการกับวัสดุ เหลือทิ้งเหล่านี้ของเกษตรกร คือการนาไปทิ้งไว้เพื่อให้ย่อยสลายเองตามธรรมชาติ หรือ เผาทิ้ง ซึ่งทั้ง 2 วิธี ล้วนก่อให้เกิด ปัญหาสิ่ งแวดล้ อม โดยการทิ้งไว้ให้ ย่อยสลายเองตามธรรมชาติจะก่อให้ เกิดเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค ทั้งการย่อยสลายจะ ก่อให้เกิดก๊าซมีเทนซึ่งมีกลิ่นเหม็น ส่วนการเผาจะก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซที่เป็นสาเหตุที่สาคัญทาให้เกิด ภาวะโลกร้อนโดยเฉพาะเปลือกทุเรียน เป็นวัสดุที่มีกลิ่นเฉพาะตัว และมีแมลงวันตอมเป็นจานวนมาก หากปล่อยทิ้งไว้ก็จะทา ให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมา ถ้าหากสามารถนาวัสดุเหล่านี้มาผ่านกระบวนการสลายตัวด้วยความร้อนอย่างช้าๆ ในภาวะ ปราศจากออกซิเจน ทาให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเหมือนถ่านไม้ มีคาร์บอนเป็นส่วนประกอบหลัก (Ayhan, 2004) ไบโอชาร์ที่ ผลิตได้เป็นพลังงานสะอาด(Chan et al., 2007) ด้วยมีปริมาณไนโตรเจนและเถ้าปริมาณน้อย คาร์บอนที่ได้จากกระบวนการ เผาไบโอชาร์ มีความเสถียรอย่างมาก โบโอชาร์มีลักษณะเป็นเม็ดละเอียด มีความพรุนสูง และเป็นของแข็งที่มีความคงตัว (Saran Sohi, 2009)จากลักษณะดังกล่าว น่าจะสามารถนามาพัฒนาเป็นวัสดุปรับปรุงดิน เนื่องจากลักษณะความเป็นรูพรุน ของไบโอชาร์จะช่วยกักเก็บน้าและอาหารในดิน และเป็นที่อยู่ให้กับจุลินทรีย์สาหรับทากิจกรรมเพื่อสร้างอาหารให้ดิน เมื่อดิน อุดมสมบูรณ์จะส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้น นอกจากไบโอชาร์แล้ว ยังมี ไบโอออย และไบโอก๊าซ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ ของกระบวนการสลายตัวด้วยความร้อนอีกด้วย (Peter, 2007) ซึ่งสามารถจะนามาเป็นพลังงานทางเลือกได้อีกทางหนึ่ง จากการนาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาผ่านกระบวนการเตรียมตัวอย่าง แล้วผ่านกระบวนการสลายตัวด้วย ความร้อน โดยทาการเผาแบบไร้ออกซิเจนอย่างช้าๆ ผลจากการเผาทาให้ได้ผลิตภัณฑ์เป็นของแข็งสีดา เหมือนถ่านไม้ ดังแสดง ในภาพที่ 1

ก. ก่อนผ่ำนกระบวนกำรสลำยตัวด้วยควำมร้อน

ข. หลังผ่ำนกระบวนกำรสลำยตัวด้วยควำมร้อน

ภำพที่ 1 แสดงวัสดุเหลือทิ้งทำงกำรเกษตร

10

BLPD NEWSLETTER

ปี ที่ 5 ฉ บั บ ที่ 5 6 เ ดื อ น มิ ถุ น ำ ย น 2 5 5 6


จากการวิเคราะห์หาปริมาณธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารรองบางชนิดที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช ดัง แสดงได้ในตารางที่ 1 ตำรำงที่ 1 แสดงปริมำณธำตุอำหำร N, P, K, Ca, Mg วัสดุ เปลือกทุเรียน เปลือกกล้วย เปลือกมังคุด ซางข้าวโพด

N (%) 1.458 1.246 0.504 1.338

ปริมำณธำตุอำหำร P (ppm) K (ppm) Ca (ppm) 0.982 109.198 17.968 6.634 50.949 133.060 0.564 21.340 9.733 1.741 73.110 86.593

Mg (ppm) 99.179 21.540 2.572 87.639

เตาเผาแบบไร้ออกซิเจนที่ผลิตขึ้นเอง สามารถใช้เผาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรในท้องถิ่นได้ดี สามารถนาไป ประยุกต์ใช้ในชุมชนได้จริง เป็นการจัดการกับวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรอีกทางหนึ่ง จากการทดลองพบว่าวัสดุเหลือทิ้งทาง การเกษตรที่ให้ค่าพลังงานความร้อนมากที่สุดคือเปลือกทุเรียน หากต้องการใช้เป็นวัสดุปรับปรุงดินในพืชที่ต้องการธาตุอาหาร ไนโตรเจน และแมกนีเซียม ควรใช้ไบโอชาร์จากเปลือกทุเรียน เนื่องจากมีปริมาณไนโตรเจนและแมกนีเซียมมากที่สุด พืชที่ ต้องการฟอสฟอรัส และแคลเซียม ควรใช้ไบโอชาร์จากเปลือกกล้วย เนื่องจากมีปริมาณฟอสฟอรัสและแคลเซียมมากที่สุด เมื่อนาวัสดุปรับปรุงดินไปใช้ปลูกผักบุ้งจีนเป็นเวลา 4 สัปดาห์และคานวณหาความแตกต่างของดินเปล่าที่ไม่ได้ผสม วัสดุปรับปรุงดิน กับดินที่ผสมกับวัสดุปรับปรุงดินโดยใช้ t-test พบว่าในด้านความสูงของลาต้น และจานวนใบ ได้ค่า tคานวณ > tวิกฤต สรุปได้ว่าการทดสอบมีนัยสาคัญ แสดงว่าดินที่ผสมกับถ่านวัสดุปรับปรุงดินสามารถปลูกผักบุ้งให้ค่าความยาวของลาต้น และจานวนใบแตกต่างจากดินที่ไม่ได้ผสมกับถ่านวัสดุปรับปรุงดิน คาดว่าหากนาวัสดุปรับปรุงดินไปใช้ผสมดินเพื่อใช้ในการ ปลูกพืชจะทาให้พืชเจริญเติบโตได้ดีขึ้น เอกสำรอ้ำงอิง Ayhan D. 2004. Determination of calorific values of bio-chars and pyro-oils from pyrolysis of beech Trunkbarks. Journal of Analytical and Applied Pyrolysis 72 : 215–219. Chan, K.Y., Van Zwieten, I.,Meszaros, Downie, A. And Joseph. 2007. Agronomic values of green waste biochar as a soil amendment. Australian Journal of Soil Research 45 : 629-634. Peter W. 2007. Biochar and bioenergy production for climate change mitigation. New Zealand Science Review 64 : 1-10. Ueno, M., Kawamitsu, Y., Komiya, Y., Sun, L., 2007. Carbonisation and gasification of bagasse for effective utilisation of sugarcane biomass. International Sugar Journal 110 : 22-26. Bridgewater, 2006. Biomass for energy. Journal of the Science of Food and Agriculture 86 : 1755-1768. Saran Sohi, 2009. Biochar, climate change and soil: A review to guide future research. CSIRO Land and Water Science Report. BLPD NEWSLETTER

ปี ที่ 5 ฉ บั บ ที่ 5 6 เ ดื อ น มิ ถุ น ำ ย น 2 5 5 6

11


อยากไปเที่ยวอวกาศซักวันสองวันไหม !! เบญจพร บริสุทธิ์ : benchaporn@dss.go.th มี ร าย งา น ข่ า ว แ จ้ งว่ า เ ว อร์ จิ น ” ได้ สร้ า ง ประวัติการณ์การทดสอบจรวดท่อนแรก สาหรั บเที่ยวบิน ทัวร์สัมผัสอวกาศแล้ว และกาลังจ้างนักบินอวกาศสองอยู่ และหนึ่งในสองนั้นก็ปรากฏชื่ออดีตนักบินอวกาศของนาซา ที่ ชื่ อ เฟรดเดอริ ก สเตอร์ ค โคว์ ” (Frederick Sturckow) หรือ ซีเจ (CJ) อดีตผู้บังคับการกระสวยอวกาศขององค์การ บริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) อยู่ซะด้วย เที่ยวบิน ทัวร์สัมผัสอวกาศนี้มีเป้าหมายในการนาผู้โดยสารบินไปยัง ขอบอวกาศด้วยราคาตั๋วเพียงแค่ 6,000,000 บาทต่อเที่ยว เท่านั้นเอง อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000058931

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประชาคมอาเซียน ปวีณำ เครือนิล : paweena@dss.go.th การก้ า วเข้ า สู่ ป ระชาคมอาเซี ย นท าให้ เ กิ ด ความ

พั ฒ นาทรั พ ยากรมนุ ษ ย์ ใ นประชาคมอาเซี ย น ปั จ จุ บั น มี

ร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรของประชาคมมากขึ้น เพื่อเพิ่ม

โครงการที่อยู่ระหว่างดาเนินการจานวน 8 โครงการ เช่น

ศักยภาพบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะด้าน เพิ่ม

โครงการกองทุนสนับสนุนทุนการศึกษา การพัฒนาศักยภาพ

จ านวนแรงงานฝี มื อ ซึ่ ง จะช่ ว ยเพิ่ ม ขี ด การแข่ ง ขั น ของ

นักบริหารหญิง การพัฒนานักบริหารการจัดการทรัพยากร

ประเทศในประชาคมเศรษฐกิ จ อาเซี ย น มู ล นิ ธิ ASEAN

ป่ า ไม้ การพั ฒ นาเกษตรกรเพื่ อ การเกษตรสี เ ขี ย ว และ

Foundation มีการจั ดตั้ง Working Programmes ในการ

โครงการอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย สนใจค้นหาข้อมูล ที่

พั ฒ น า ท รั พ ย า ก ร ม นุ ษ ย์ (Developing Human Re-

เกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของ ASEAN

sources) เพื่อให้เงินสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวข้องกับการ

ได้ที่

http://www.aseanfoundation.org/index2.php?main=proj_hr.php&sCatID=0300

12

BLPD NEWSLETTER

ปี ที่ 5 ฉ บั บ ที่ 5 6 เ ดื อ น มิ ถุ น ำ ย น 2 5 5 6


เทคนิคการเตรียมตัวอย่างสาหรับวิเคราะห์ตัวอย่างสิ่งแวดล้อม ดร. ณัฏฐกานต์ เกตุคุ้ม : natthakarn@dss.go.th Sample Preparation Techniques for Environmental Analysis การเก็บตัวอย่างและการวิเคราะห์ตัวอย่างให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ มีความสาคัญอย่างยิ่งในลาดับต้นๆ ของงาน วิเคราะห์ทดสอบ และเป็นหัวข้อหนึ่งที่มีความสาคัญต่อการปฏิบัติงาน ของผู้ทางานด้านวิเคราะห์ทดสอบในห้องปฏิบัติการ เนื่องจากเป็นข้อมูล พื้นฐานที่จะต้องนาผลไปใช้ต่อไป ถ้าหากการเก็บตัวอย่างและการเตรียม ตัว อย่ างไม่ถูกต้องแล้ว นั้ น ย่ อมจะส่ งผลต่อการวิเคราะห์ ทดสอบที่มี คุ ณ ภาพด้ ว ยเช่ น กั น ดั ง นั้ น ส านั ก พั ฒ นาศั ก ยภาพนั ก วิ ท ยาศาสตร์ ห้ อ งปฏิ บั ติ ก าร จึ ง เล็ ง เห็ น ว่ า หลั ก สู ต ร “เทคนิ ค การเตรี ย มตั ว อย่ า ง สาหรับวิเคราะห์ตัวอย่างสิ่งแวดล้อม” จะเป็นหลักสูตรที่จะทาให้ผู้ที่ผ่าน การฝึ ก อบรม สามารถปฏิ บั ติ ง านด้ า นการวิ เ คราะห์ ตั ว อย่ า งด้ า น สิ่งแวดล้อม มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงได้จัดฝึกอบรมหลักสูตร “เทคนิคการเตรียมตัวอย่างสาหรับวิเคราะห์ตัวอย่างสิ่งแวดล้อม (Sample Preparation Techniques for Environmental Analysis)” ระหว่างวันที่ 8-9 กรกฎาคม 2556 โดยมีเนื้อหาของหลักสูตร ดังนี้ 1. กฎระเบียบ ตามมาตรฐานการเก็บตัวอย่าง ด้านสิ่งแวดล้อม 2. การเก็บตัวอย่าง/อุปกรณ์ที่ใช้สาหรับเก็บตัวอย่าง 3. การเก็บรักษาตัวอย่างดิน น้า อากาศ 4. เทคนิคการเตรียมตัวอย่าง  เพื่อการวิเคราะห์ทางด้านอากาศ  เพื่อวิเคราะห์ทางด้านดิน  เพื่อวิเคราะห์ทางด้านน้า 5. การประกันคุณภาพและระบบควบคุมคุณภาพระหว่าง การเตรียมตัวอย่าง ผู้สนใจสามารถสมัครเข้ารับการฝึกอบรมได้ที่ http://blpd.dss.go.th หรือสอบถามรายละเอียดที่เบอร์โทร. 02-2017460

BLPD NEWSLETTER

ปี ที่ 5 ฉ บั บ ที่ 5 6 เ ดื อ น มิ ถุ น ำ ย น 2 5 5 6

13


การควบคุมคุณภาพของข้อมูล ปัทมา นพรัตน์ : nopparat@dss.go.th ในกำรวิเครำะห์ทดสอบ ก่อนที่จะออกรำยงำนผลกำรวิเครำะห์ทดสอบนั้น มีวิธีกำรที่จะควบคุมคุณภำพ ของข้อมูลที่จะออกรำยงำนได้อย่ำงไรบ้ำง

: กำรควบคุมคุณภำพของข้อมูล ประกอบด้วยกำรตรวจสอบตำมลำดับดังนี้ 1. ตรวจสอบเลขนัยสำคัญ 2. ตรวจสอบหน่วย 3. ตรวจสอบว่ำไม่มีข้อมูลผิดปกติ 4. ตรวจสอบกำรกระจำยของข้อมูล 5. คำนวณค่ำเฉลี่ย ค่ำเบี่ยงเบนมำตรฐำน 6. เปรียบเทียบข้อมูลโดยกำรทำกรำฟ 7. ตรวจสอบควำมคลำดเคลื่อนแบบสมมำตร 8. ตรวจสอบควำมคลำดเคลื่อนต่อเนื่อง

สานักพัฒนาศักยภาพ นักวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการ กรมวิทยาศาสตร์บริการ อาคารสถานศึกษาเคมีปฏิบัติ 75/7 ถนนพระรามที่ 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 Phone: 0 2201 7425 Fax: 0 2201 7429

ที่ปรึกษำ ดร. จันทร์เพ็ญ เมฆำอภิรักษ์ นำยอนุสิทธิ์ สุขม่วง บรรณำธิกำร นำงอุมำพร สุขม่วง กองบรรณำธิกำร นำงสำวปัทมำ นพรัตน์ นำงชุติมำ วิไลพันธ์ นำงอำรีย์ คชฤทธิ์

E-mail: blpd@dss.go.th

โปรดส่งข้อคิดเห็น คำแนะนำหรือคำถำมที่ blpd@dss.go.th โทร. 02-2017425 โทรสำร 02-2017429 หำกต้องกำรยกเลิกกำรรับข่ำวสำร กรุณำแจ้งที่ blpd@dss.go.th ข้อมูลเพิ่มเติม http://blpd.dss.go.th/

BLPD Newsletter Vol.56  

BLPD Newsletter Vol.56 พศ.สาร (BLPD Newsletter) ฉบับที่ 56 เดือน มิถุนายน 2556 ของสำนักพัฒนาศักยภาพนักวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการ กรมวิทยาศาสต...

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you