Page 1

BLPD Newsletter ปีที่ 9 ฉบับที่ 102 เดือน ธันวำคม 2560

BLPD Article : มะพร้าวกับประโยชน์ที่หลายคนไม่เคยรู้ Science Update : "ฝนดาวตกเจมินิดส์” บนดอยอินทนนท์ทะลุ 200 ดวงต่อชั่วโมง BLPD Corner : ผักผลไม้ 5 สี มีประโยชน์อย่างไร ? Thailand 4.0 in ASEAN : ดิจิทัลไทยแลนด์ BLPD Article : มะพร้าวกับประโยชน์ที่หลายคนไม่เคยรู้ แนะนาหลักสูตร : หลักสูตร การทดสอบจุลินทรีย์ในนา Science Update : "ฝนดาวตกเจมินิดส์” บนดอยอินทนนท์ Q&A : มอก. 2535-2555 เกี่ยวข้องกับการควบคุมและจัดการสารเคมีอันตราย ทะลุ 200 ดวงต่อชั่วโมง BLPD Corner : ผักผลไม้ 5 สี มีประโยชน์อย่างไร ? Thailand 4.0 in ASEAN : ดิจิทัลไทยแลนด์ แนะนาหลักสูตร : หลักสูตร การทดสอบจุลินทรีย์ในนา Q&A : มอก. 2535-2555 เกี่ยวข้องกับการควบคุมและ จัดการสารเคมีอันตราย อย่างไรบ้าง

โปรดส่งข้อคิดเห็น คำแนะนำหรือคำถำมที่ blpd@dss.go.th โทร. 02-2017425 โทรสำร 02-2017429 หำกต้องกำรยกเลิกกำรรับข่ำวสำร กรุณำแจ้งที่ blpd@dss.go.th ข้อมูลเพิ่มเติม http://blpd.dss.go.th/


เดือนสุดท้ำยของปี 2560 ก็มำถึงแล้วนะค่ะ เทศกำลแห่งกำรส่งท้ำย ปีเก่ำต้อนรับปี ใหม่วนมำอีกครั้ง ในรอบปีที่ผ่ำนมำ ทีม Blpd- newsletter ได้เลือกสรร สิ่งดีมีประโยชน์มำฝำกท่ำนผู้อ่ำนกันอย่ำงต่อเนื่องทุกเดือน และ ในเดือนสุดท้ำยนี้กำรบริกำรฝึกอบรมเพื่อพัฒนำบุคลำกรทำงด้ำนวิทยำศำสตร์ และเทคโนโลยีแบบออนไลน์ที่ท่ำนสำมำรถเรียนจำกที่ไหนก็ได้ผ่ำนอุปกรณ์ สื่อสำรของท่ำน ได้เปิดให้บริกำรฝึกอบรมหลักสูตร “กำรทำควำมสะอำดและ ฆ่ำเชื้อสำหรับห้องปฏิบัติกำรทดสอบอำหำรทำงจุลชีววิทยำ” เพิ่มใหม่อีกหนึ่ง หลักสูตรนะค่ะ หวังว่ำผู้ผ่ำนกำรอบรม จะสำมำรถนำควำมรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในกำรดูแลห้องปฏิบัติกำรและ เครื่องมือวิเครำะห์ทดสอบด้ำนจุลชีววิทยำได้อย่ำงเหมำะสม เพื่อผลกำรวิเครำะห์ทดสอบที่ถูกต้องน่ำเชื่อถือต่อไป ค่ะ และปีหน้ำทำงสำนักฯ มีแผนกำรพัฒนำหลักสูตรฝึกอบรมทั้งในแบบห้องเรียน และระบบกำรเรียนกำรสอน แบบออนไลน์ เพื่อให้ผู้สนใจสำมำรถเลือกเรียนรู้ และนำควำมรู้ไปใช้ได้อย่ำงสะดวกและทั่วถึงยิ่งขึ้นค่ะ

หลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้น C009

การทวนสอบผลการสอบเทียบเครื่องมือวัด

8 ม.ค. 60

Q012

ความไม่แน่นอนของการวัดทางเคมี

9 ม.ค. 60

S005

การจาแนกประเภทและการติดฉลากสารเคมีที่เป็นระบบสากล

16-17 ม.ค.. 60

M007

การตรวจสอบความสมเหตุสมผลของวิธีทางจุลชีววิทยา

18-19 ม.ค.. 60

M006

การทดสอบจุลินทรีย์ในนา

24-26 ม.ค.. 60

สถำนที่อบรม อำคำรสถำนศึกษำเคมีปฏิบัติ กรมวิทยำศำสตร์บริกำร รายละเอียดเพิ่มเติม และสมัครออนไลน์ได้ที่ http://blpd.dss.go.th/ ติดต่อสอบถาม : คุณจรวยพร แดงจิ๋ว โทรศัพท์ : 087 095 7475 0 2201 7460 E-mail : ppd-blpd@dss.go.th 2 |BLPD NEWSLETTER

ปี ที่ 9 ฉ บั บ ที่ 1 0 2

เ ดื อ น

ธั น ว ำ ค ม 2 5 6 0


Q&A : มอก. 2535-2555 เกี่ยวข้องกับกำรควบคุมและจัดกำรสำรเคมีอันตรำย อย่ำงไรบ้ำง นพเก้า เอกอุ่น

ถำม มอก. 2535-2555 เกี่ยวข้องกับการควบคุมและจัดการ สารเคมีอันตราย อย่างไรบ้าง ตอบ มอก. 2535-2555 คือ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ว่าด้วยการประเมินความเสี่ยงด้านสารเคมีต่อสุขภาพ ผู้ปฏิบัติงานในโรงงานอุตสาหกรรม มีขอบขายถึงการ กาหนดการประเมินความเสี่ยงตอสุขภาพที่อาจ เกิดขึนกับผูปฏิบัติงาน เนื่องจากการสัมผัสหรือไดรับอันตราย ทางเคมีจากการทางาน การประเมินความเสี่ยง ตอสุขภาพมี 2 ประเภท คือ การประเมินความเสี่ยงเชิง ปริมาณ และการประเมินความเสี่ยงเชิงคุณภาพ แตละ ประเภทประกอบดวย 4 ขันตอน คือ 1) การระบุวาเปนสารเคมีอันตราย (hazard identification) 2) การศึกษาผลกระทบตอสุขภาพหรือความสัมพันธระหวาง ปริมาณสารเคมีอันตรายที่ไดรับและการ ตอบสนองของราง กาย (hazard characterization or dose-response assessment) 3) การประเมินการสัมผัส (exposure assessment) 4) การระบุลักษณะเฉพาะความเสี่ยง (risk characterization) การประเมินความเสี่ยงในที่นีจะกล่าวถึงเฉพาะการ ประเมินความเสี่ยงเชิงคุณภาพ ซึ่งแบงเปน 5 ระดับ ไดแก ระดับยอมรับได ระดับต่า ระดับปานกลาง ระดับสูง และ ระดับสูงมาก ความหมายของคาที่ใชในมาตรฐานผลิตภัณฑ อุตสาหกรรมนี มีดังตอไปนี 1.การประเมินความเสี่ยงตอสุขภาพ (health risk assessment) หมายถึง การประมาณคาความเปนไป ไดหรือโอกาสที่ ผูปฏิบัติงานซึ่งสัมผัสสารเคมีอันตรายจะแสดงผลกระทบ ดานสุขภาพจากการไดรับหรือสัมผัสกั สารเคมีอันตราย อยางใดอยางหนึ่งหรือหลายอยางพรอมกัน 2.กลุมผูปฏิบัติงานที่สัมผัสสารเคมีอันตรายคลายกัน (similar exposure group, SEG) หมายถึง กลุมผู ปฏิบัติงาน BLPD NEWSLETTER

ซึ่งสัมผัสสารเคมีอันตรายเหมือนกัน เนื่องจากงานที่ทาและ ความถี่ในการทางานที่เกี่ยวกับ ปจจัย เสี่ยงนันเหมือนกัน (ป จจัยเสี่ยงนัน ไดแก วัตถุดิบหรือสารเคมี กระบวนการผลิต และวิธีการ ทางาน) ผูปฏิบัติงานคนหนึ่งอาจอยูในกลุมของ SEG หลายกลุมก็ได 3.คาขีดจากัดสารเคมีที่สัมผัสไดในสถานที่ทางาน (occupational exposure limit, OEL) หมายถึง ระดับ ความเขมขนของสารเคมีอันตรายในสถานที่ทางาน ซึ่งผูปฏิบัติ งานสวนใหญสัมผัสไดวันละ 8 ชม. สัปดาหละ 5 วัน โดยไมมี ผลกระทบตอสุขภาพ หมายเหตุ คา OEL ซึ่งองคกรหรือหนวยงานตางๆ ประกาศ ใชหรือเสนอแนะอาจเรียกแตกตางกันและมีคา ตางกัน เชน อาจกาหนดเปนคาขีดจากัดสารเคมีที่สัมผัสไดในสถานที่ ทางาน (threshold limit value, TLV) หรือ คาขีดจากัด สารเคมีที่ยอมใหสัมผัสไดในสถานที่ทางาน (permissible exposure limit, PEL) 4.คาขีดจากัดความเขมขนเฉลี่ยของสารเคมีในอากาศ ตลอดเวลาการทางาน (occupational exposure limittime -weighted average, OEL-TWA) หมายถึง คาความเขมข นเฉลี่ยของสารเคมีในอากาศ ตลอด เวลาการทางาน ซึ่ง โดยทั่วไป คือวันละ 8 ชม. สัปดาหละ 5 วัน ที่ผูปฏิบัติงานส วนใหญสามารถ สัมผัสไดโดยไม กอใหเกิดผลกระทบตอสุข ภาพ 5.คาขีดจากัดสาหรับการสัมผัสในระยะสัน ๆ (short-term exposure limit, STELหรือ OEL-STEL) หมายถึง คาความ เขมขนเฉลี่ยของสารเคมีที่พนักงานสัมผัสไดไมเกินวันละ 4 ครัง ในระยะเวลา ไมเกินครังละ 15 นาที และแตละครังตองห างกันอยางนอย 1 ชม. โดยคาเฉลี่ยความเขมขนที่สัมผัส ทัง หมดตองไมเกินคา OEL-TWA

ปี ที่ 9 ฉ บั บ ที่

อ่ำนต่อหน้ำที่ 4 102

เ ดื อ น

ธั น ว ำ ค ม 2 5 6 0 | 3


มอก. 2535-2555 เกี่ยวข้องกับการควบคุมและจัดการสารเคมีอันตราย อย่างไรบ้าง(ต่อจำกหน้ำที่ 3) แนวทางการดาเนินการประเมินความเสี่ยงตอสุขภาพ 4 4.การระบุลักษณะเฉพาะความเสี่ยง มี 3 ขันตอน ดังนี ขันตอน มีดังตอไปนี 1) การจัดระดับความรุนแรงของสารเคมีอันตรายที่มี 1.การระบุวาเปนสารเคมีอันตราย คือ การระบุวาไดรับ ผลกระทบตอสุขภาพ สารเคมีอันตรายในสิ่งแวดลอมการทางาน 2) การจัดระดับการสัมผัส พิจารณาจากความถี่ในการ ที่อาจมีผล กระทบตอสุขภาพผูปฏิบัติงาน โดยวิเคราะหงาน กิจกรรม กระบวนการผลิตที่ผูปฏิบัติงานจะไดรับการ สัมผัส สัมผัสสารเคมีอันตรายดังกลาว กับคาเฉลี่ยความเขมขนสาร เคมีอันตรายที่ผูปฏิบัติงานสัมผัสตามเกณฑการจัดระดับ สารเคมีอันตรายโดยรวบรวมขอมูลเกี่ยวกับสารเคมีที่ใช ทังหมด พืนที่ที่ใชสารเคมี กิจกรรมที่เกี่ยวของ กระบวนการ ความเขมขนสารเคมีอันตรายเฉลี่ย ตลอดเวลาการทางาน 3)การจัดระดับความเสี่ยง เมื่อระบุระดับการสัมผัส และ 2.การศึกษาผลกระทบตอสุขภาพหรือความสัมพันธระหวาง ทราบระดับความรุนแรง แลวใหพิจารณาจัดระดับความเสี่ยง ปริมาณสารเคมีอันตรายที่ไดรับและการ ตอบสนองของราง เมื่อได้ระดับความเสี่ยงแล้ว จะกาหนดแนวทางในการ กาย โดยการทบทวนวรรณกรรม (literature review) และ พิจารณาดาเนินการ รวมทังมาตรการควบคุมและจัดการ สืบคนขอมูลทาง ระบาดวิทยา และ/หรือพิษวิทยาของสารซึ่ง สารเคมีอันตรายที่เป็นต้นเหตุสาคัญของความเสี่ยง ผลิต ขันตอนการผลิต

เปนสารเคมีอันตราย เชน บทความทางวิชาการ รายงาน การ เจ็บปวยของผูปฏิบัติงานที่สัมผัสสารเคมีอันตรายที่ศึกษา ผล ที่มา: ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 2439 (พ.ศ. กระทบตอสุขภาพของสารเคมี อันตรายปริมาณสารเคมี 2555) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐาน อันตรายที่ไดรับการตอบสนองของรางกาย และคา OEL ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 เรื่อง กาหนด 3.การประเมินการสัมผัส สาหรับสารเคมีอันตรายที่อาจสงผ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม การประเมิน ลกระทบตอสุขภาพ ประเมินการสัมผัส โดยมีขันตอน ดังนี ความเสี่ยงด้านสารเคมีต่อสุขภาพผู้ปฏิบัติงานในโรงงาน 1) จาแนก SEG ในสถานประกอบการหนึ่งอาจมีผู อุตสาหกรรม ลงวันที่ 21 กันยายน 2555 ปฏิบัติงานจานวนมากและมีหลาย ขันตอนในแตละ กระบวนการผลิต และอาจมีสารเคมีอันตรายหลายชนิดเกี่ยวข อง ทาใหการสัมผัสสารเคมีอันตรายของผูปฏิบัติงาน แตกตาง กัน ผูปฏิบัติงานที่อยูใน SEG เดียวกันยอมมีการสัมผัส เหมือนกัน กลาวคือ สัมผัสสารเคมี อันตรายชนิดเดียวกันที่ ระดับการสัมผัสเดียวกัน 2) การประเมินการสัมผัสสารเคมีอันตราย เพื่อประเมิน ระดับการสัมผัสเฉลี่ยตลอด ระยะเวลาการทางาน และ/หรือ การสัมผัสในระยะสัน ๆ ของผูปฏิบัติงานแตละ SEG 4 |BLPD NEWSLETTER

ปี ที่ 9 ฉ บั บ ที่

102

เ ดื อ น

ธั น ว ำ ค ม 2 5 6 0


BLPD Corner : ผักผลไม้ 5 สี มีประโยชน์อย่ำงไร ? เรียบเรียงโดย วรรณาทิพย์ เติมมหาวงษ์

และผลไม้ เป็นอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เนื่องจากมีแร่ธาตุและวิตามินเป็นองค์ประกอบมากมาย นอกจากนียังมี สารสาคัญที่ทาให้พืชผักชนิดนันๆ มีสี กลิ่น หรือรสชาติเฉพาะตัว ที่เรียกว่า ไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrients) ที่มีคุณสมบัติเป็น สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) โดยจะทาปฏิกิริยากับอนุมูลอิสระโดยตรง หรือ หยุดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่เกิดขึนในกระบวนการ ออกซิเดชั่น ทาให้เกิดการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยป้องกัน การติดเชือ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ที่อาจกลายเป็นสาร ก่อมะเร็งได้ สารที่ให้สีในผักผลไม้ของประเทศไทย มีอยู่ประมาณ 5 สีหลัก ดังนี 1. ผักผลไม้สีเขียว : พืชผักใบเขียวมีกากใยอาหารที่ช่วยให้ระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่ายทางาน ดีขึน จึงป้องกันการ เกิดโรคริดสีดวงทวารและมะเร็งลาไส้ใหญ่ ช่วยทาให้ผิวพรรณสดใส นอกจากนียังมีธาตุเหล็กและแคลเซียมที่ช่วยสร้างกระดูกและฟัน อีกด้วย 2. ผักผลไม้สีแดง : ประกอบด้วยสารที่ชื่อว่า ไลโคพีน (Lycopene) ช่วยในการชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง ยับยัง เซลล์มะเร็ง ลดปริมาณไขมัน LDL-cholesterol และความดันโลหิต 3. ผักผลไม้สีเหลืองและส้ม : มีสารที่สาคัญ คือ แคโรทีนอยด์ (Carotenoid) เมื่อรับประทานเข้าไป ร่างกายจะสามารถ เปลี่ยนแคโรทีนอยด์ให้เป็นวิตามินเอได้ที่ผนังลาไส้เล็กและตับ จึงช่วยบารุงสายตา ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อกระจก 4. ผักผลไม้สีม่วงและม่วงอมนาเงิน: มีสารที่ชื่อว่า แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งมีอยู่ 6 ชนิด ที่พบบ่อย ได้แก่ เพลาโกนิดิน (pelargonidin) ไซยานิดิน (cyanidin) เดลฟินิดิน (delphinidin) พีโอนิดิน (peonidin) เพทูนิดิน (petunidin) และ มาลวิดิน (malvidin) ช่วยลดอาการอักเสบ การไหลเวียนของเลือดดีขึนทาให้ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจลดลง ป้องกันมะเร็งลาไส้ มะเร็งตับ และมะเร็งเม็ดเลือดขาว 5. ผักผลไม้สีขาวจนถึงนาตาลอ่อน : มีสารแซนโทน (Xanthone) เป็นสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) มีฤทธิ์ต้านการ อักเสบ ลดอาการปวดข้อเข่า ช่วยรักษาระดับนาตาลในเลือด เมื่อทราบประโยชน์ของผักและผลไม้แต่ละสีแล้ว อย่าลืมหันมาทานผักและผลไม้ให้มากขึนในแต่ละ สุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บกันนะคะ

มืออาหาร เพื่อ

เอกสำรอ้ำงอิง : นิศารัตน์ ศิริวัฒนเมธานนท์. อาหารหลากสี มีประโยชน์หลากหลาย (ตอนที่ 1) : อาหารหลากสี คือ อะไร. [อินเทอร์เน็ต]. 2560 [เข้าถึงเมื่อ 12 ธันวาคม 2560]. เข้าถึงได้จาก http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/knowledge/ files/0148.pdf นิศารัตน์ ศิริวัฒนเมธานนท์. อาหารหลากสี มีประโยชน์หลากหลาย (ตอนที่ 3) : สารเคมีที่มีประโยชน์จากผักผลไม้ ที่มีสีม่วงและสีนาเงิน. [อินเทอร์เน็ต]. 2560 [เข้าถึงเมื่อ 12 ธันวาคม 2560]. เข้าถึงได้จาก http://www. pharmacy.mahidol.ac.th/knowledge/files/0152.pdf

BLPD NEWSLETTER

ปี ที่ 9 ฉ บั บ ที่

102

เ ดื อ น

ธั น ว ำ ค ม 2 5 6 0 | 5


Thailand 4.0 in ASEAN : ดิจิทัลไทยแลนด์ ลัดดาวัลย์ เยียดยัด

นิยาม “ดิจิทัลไทยแลนด์” คือ ประเทศไทยที่สามารถสร้างสรรค์ และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างเต็มศักยภาพ ในการพัฒนาโครงสร้างพืนฐาน นวัตกรรม ข้อมูล ทุนมนุษย์ และทรัพยากรอื่นๆ เพื่อขับเคลื่อน พัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม ไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โลกในปัจจุบันนีเข้าสู่ยุคระบบเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล เทคโนโลยีมีบทบาทกับชีวิตของคนมากขึน โครงสร้างและ รูปแบบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ กระบวนการผลิต การค้า การบริการ และกระบวนการทางสังคมอื่นๆ รวมถึงการมีปฏิสัมพันธ์ ระหว่างบุคคลเปลี่ยนไปอย่างสินเชิง ประเทศไทยโดยรัฐบาลจึงเดินหน้าปฏิรูปประเทศในทุกมิติตามนโยบาย “ประเทศไทย 4.0” ที่มุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศสู่ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” เทคโนโลยีดิจิทัลถือเป็นเครื่องมือสาคัญที่ใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพืนฐาน นวัตกรรม ข้อมูล ทุนมนุษย์ และ ทรัพยากรอื่นๆ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ในการนีรัฐบาลจึงได้ จัดทา “แผนพัฒนำดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” โดยมีเป้าหมายในภาพรวม 4 ประการ ได้แก่ 1.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ก้าวทันเวทีโลกด้วยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือหลักใน การสร้างสรรค์นวัตกรรมการผลิต การบริการ 2.สร้างโอกาสทางสังคมอย่างเท่าเทียม ด้วยข้อมูลข่าวสารและบริการ ผ่านสื่อดิจิทัลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต 3.พัฒนาทุนมนุษย์สู่ยุคดิจิทัล ด้วยการเตรียมความพร้อมให้บุคลากรทุกกลุ่ม มีความรู้และทักษาที่เหมาะสมต่อการ ดาเนินชีวิต และประกอบอาชีพในยุคดิจิทัล 4.ปฏิรูปกระบวนทัศน์การทางานและการให้บริการของภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการใช้ประโยชน์จากข้อมูล เพื่อให้การปฏิบัติงานโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และประสิทธิภาพ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศไทย มุ่งเน้นการพัฒนาในระยะยาวอย่างยั่งยืน และสอดคล้องกับ การจัดทายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แต่เนื่องจากเทคโนโลยีดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงกาหนดทิศทางการพัฒนา และเป้าหมายออกเป็น 4 ระยะ ดังนี ระยะที่ 1 Digital Foundation (1 ปี 6 เดือน) ประเทศไทยมุ่งลงทุนสร้างฐานรากในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ดิจิทัล เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในภายหลัง ระยะที่ 2 Digital Thailand I: Inclusion (5 ปี) ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่การเป็นดิจิทัลไทยแลนด์ โดยทุกภาคส่วน ของประเทศมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ระยะที่ 3 Digital Thailand II: Full Transformation (10 ปี) ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นดิจิทัลไทยแลนด์ที่ ขับเคลื่อน และใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมดิจิทัลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ระยะที่ 4 Global Digital Leadership (20 ปี) ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่พัฒนาแล้ว สามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สร้างมูลค่าในทางเศรษฐกิจ และคุณค่าทางสังคมอย่างยั่งยืน

อ่านต่อหน้าที่ 7

6 |BLPD NEWSLETTER

ปี ที่ 9 ฉ บั บ ที่ 1 0 2

เ ดื อ น

ธั น ว ำ ค ม 2 5 6 0


ดิจิทัลไทยแลนด์ ( ต่อจำกหน้ำที่ 8) เพื่อให้การพัฒนาประเทศไทยสู่การเป็น “ดิจิทัลไทยแลนด์” อย่างเป็นรูปธรรมจึงได้กาหนดกรอบยุทธศาสตร์การ พัฒนาไว้ 6 ด้าน ดังนี ยุทธศำสตร์ ที่ 1 พัฒนำโครงสร้ ำ งพื้ น ฐำนดิจิ ทัลประสิท ธิ ภ ำพสูง ให้ค รอบคลุม ทั่วประเทศ การก าหนดให้ มี เทคโนโลยีมีความเร็วและราคาเพียงพอกับความต้องการและการใช้งานของประชาชน ไม่เกินร้อยละ 2 ของรายได้มวลรวม ประชาชาติต่อหัว อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะกลายเป็นสาธารณูปโภคพืนฐาน ยุทธศำสตร์ที่ 2 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การใช้เทคโนโลยีช่วยลดต้นทุนและขันตอนการผลิต ช่วยเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจได้ จึงต้องเร่งสร้างธุรกิจดิจิทัลขึนมาเพื่อเพิ่มความสามารถทางการแข่งขัน ยุท ธศำสตร์ ที่ 3 สร้ ำ งสั งคมคุ ณ ภำพด้ วยเทคโนโลยี ดิจิ ทัล กลุ่ ม เกษตรกร ผู้ ที่อ ยู่ใ นชุ มชนห่ างไกล ผู้ สู งอายุ ผู้ด้อยโอกาส และคนพิการ สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากบริการต่างๆ ของรัฐผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลได้ เพิ่มโอกาสทาง การแพทย์ การเข้าถึงเทคโนโลยี และการศึกษาในพืนที่ห่างไกล ยุทธศำสตร์ที่ 4 ปรับเปลี่ยนภำครัฐสู่กำรเป็นรัฐบำลดิจิทัล การใช้เทคโนโลยี ดิจิทัลปฏิรูปการทางานและการบริการภาครัฐ พัฒนาแพลตฟอร์มให้ใช้งานง่าย สนับสนุนให้ เปิดเผยข้อมูลเพื่อความรวดเร็วในการให้บริการหรือ open data ยุทธศำสตร์ ที่ 5 พัฒนำกำลังคนให้พร้ อมเข้ำ สู่ยุค เศรษฐกิจ และสังคมดิจิทัล การพัฒนากาลังคนทุกสาขาอาชีพ ทังภาครัฐ และเอกชน ให้มีความสามารถในการสร้างสรรค์ และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการประกอบอาชีพ รวมถึงพัฒนาคนสาขาเทคโนโลยีโดยตรงให้อยู่ ในมาตรฐานสากล ยุทธศำสตร์ที่ 6 สร้ำงควำมเชื่อมั่นในกำรใช้เทคโนโลยีดิจิทัล จัดให้มีกฎหมาย ระเบียบกติกาที่มีประสิทธิภาพ ลดอุปสรรคในการทากิจกรรมบนโลกออนไลน์ คุ้มครองสิทธิ์ ผู้ใช้งาน สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนเรื่องความปลอดภัย ทิศทางของประเทศไทยมุ่งมั่นสู่การเป็น "ดิจิทัลไทยแลนด์" มีการวางแผนและแนว ทางการดาเนินงานที่ชัดเจน และมีการบูรณาการทางานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ อย่างไรก็ตามการพัฒนาประเทศสู่การเป็นดิจิทัลไทยแลนด์ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และเพื่อให้ เกิดผลอย่างเป็น รูปธรรม ทุกภาคส่วนของประเทศต้องให้ความร่วมมือและเตรียมพร้อม รวมถึงปรับตัวเพื่อสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงนี ที่มำ : http://www.digitalthailand.in.th/digital-economy https://www.blognone.com/node/89878 http://infographic.in.th/infographic/เตรียมพร้อมประเทศไทยสู-2 BLPD NEWSLETTER

ปี ที่ 9 ฉ บั บ ที่ 1 0 2

เ ดื อ น

ธั น ว ำ ค ม 2 5 6 0 | 7


BLPD Article : มะพร้ำวกับประโยชน์ที่หลำยคนไม่เคยรู้ นฤพร รุ่งเรือง

เชื่อว่าหลายท่านคงทราบดีอยู่แล้วว่ามะพร้าวมี ประโยชน์มากมายแค่ไหน แต่มะพร้าวมีประโยชน์มากกว่าที่ ท่านคิดอีกเยอะ พศ.สารเดือนนีจึงจะพาท่านมารู้จักกับ ประโยชน์ของมะพร้าวอีกมากมายกัน

ในครกแล้วตาเนือมะพร้าวจน ละเอียด ให้นามันจากเนือ มะพร้าวออกมาสัมผัสกับผิวครก ไปเรื่อย ๆ ประมาณสิบนาที แล้วทิงไว้อย่างนันประมาณ 1 มะพร้าว (Coconut) เป็นพืชยืนต้นที่จัดอยู่ในตระกูล คืนเพื่อให้นามะพร้าวซึมเข้าตาม ปาล์ม ใบมีลักษณะเป็นใบประกอบเหมือนขนนก ผลประกอบ ริวรอยของเนือครก ก้นครกก็จะลื่นเป็นมันดูสดใสใช้งานได้ ไปด้วยเปลือกนอก ใยมะพร้าว กะลามะพร้าว และชันสุดท้าย อย่างคล่องมือ คือเนือมะพร้าว ซึ่งภายในจะมีนามะพร้าว ถ้าลูกมะพร้าวแก่ 6. มะพร้าวอ่อน นอกจากรับประทานสดแล้ว ยัง มาก เนือมะพร้าวจะดูดเอานามะพร้าวไปหมด มะพร้าวเป็น นามาทาเป็นวุ้นมะพร้าว มะพร้าวเผา ส่วนประกอบในอาหาร ผลไม้ที่นิยมกันอย่างมากในบ้านเรา คุณสมบัติเด่น ๆ ของ มะพร้าวก็คือ ส่วนต่าง ๆ สามารถนามาใช้ทาเป็นประโยชน์ได้ คาวหวาน เป็นต้น ยอดอ่อนมะพร้าว หรือ “หัวใจ หมด ไม่ว่าจะทาเป็นอาหารคาวหวานเพื่อบารุงสุขภาพและ มะพร้าว” (Coconut’s heart) ซึ่งมีราคาแพงมาก เพราะการ รักษาอาการหรือโรคต่าง ๆ รวมไปถึงการผลิตนามันมะพร้าว เก็บยอดอ่อนจะทาให้ต้นมะพร้าวตายทังต้น (ต้องโค่นกันเลย กะทิ นาตาลรวมไปถึงการทาสิ่งประดิษฐ์ขึนมาใช้สอยต่างๆ ทีเดียว) โดยนาไปใช้ทาอาหารได้หลายอย่าง เช่น ผัด แกงส้ม แกงคั่ว รวมไปถึงยายอดอ่อนมะพร้าว หรือ “สลัด ประโยชน์ของมะพร้าว เจ้าสัว” (Millionaire’s salad) 1. มารดาที่เพิ่งคลอดบุตรแต่ไม่มีนานมเพียงพอ ก็ 7. มะพร้าวแก่ นามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้ สามารถให้บุตรกินนามะพร้าวแทนนานมแม่ได้ชั่วคราวได้ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นคันกะทิสด กะทิกล่อง มะพร้าวอบนาผึง เพราะนามะพร้าวมีกรดลอริกที่มีอยู่มากในนานมแม่นั่นเอง นามันมะพร้าว รวมไปถึงนามันไบโอดีเซลด้วย เป็นต้น แถมยังมีความบริสุทธิ์ไม่มีสารเคมีเจือปน จึงไม่เป็นอันตราย 8. กากที่เหลือจากการคันนากะทิ สามารถนาไปใช้ทา ต่อเด็กทารก เป็นอาหารสัตว์ได้อีกด้วย (กากมะพร้าว) 2. ผู้ที่เป็นสิวหรือมีประจาเดือนติดต่อกันไม่หยุดให้ 9. กาบมะพร้าวหรือเปลือกมะพร้าว คุณสมบัติ ดื่มนามะพร้าว จะช่วยทาให้ร่างกายขับของเสียออกมาได้มาก แข็งแรง คงทน ยืดหยุ่น มีสปริง นามาใช้ทาเชือก พรม 3. ใช้ทาเป็นนาส้มสายชูได้ กระสอบ แปรง อวน ไม้กวาด และเส้นใบสันใช้อัดไส้ของที่ 4. นาไปแปรรูปเป็นวุ้นมะพร้าวได้ ด้วยการเจือกรด นอน เบาะรถยนต์ เป็นต้น อ่อนเล็กน้อยลงในนามะพร้าว 10. ใยมะพร้าวนาไปใช้ยัดฟูกเพื่อทาเป็นเสื่อได้ หรือ 5. ช่วยกาจัดริวรอยของครกหินที่ซือมาใหม่ ด้วยการ จะนาไปใช้ในการเกษตรก็ได้เช่นกัน (ใยมะพร้าว) ใช้เนือมะพร้าวที่ใช้คันกะทิตัดเป็นชินเล็ก ๆ 4-5 ชิน ใส่ลงไป อ่านต่อหน้า 9 8 |BLPD NEWSLETTER

ปี ที่ 9 ฉ บั บ ที่ 1 0 2

เ ดื อ น

ธั น ว ำ ค ม 2 5 6 0


มะพร้าวกับประโยชน์ที่หลายคนไม่เคยรู้ (ต่อจำกหน้ำที่ 8) 11. จั่นมะพร้าวหรือช่อดอกมะพร้าว อุดมไปด้วยฟรุกโตส ซึ่ง เป็นแหล่ งอาหารของผึ งและแมลงนานาชนิด จึงได้มีการนา นาหวานส่วนนีมาทาเป็นนาตาลเพื่อใช้ปรุงอาหารคาวหวาน หรือทาเป็นนาตาลสดไว้เป็นเครื่องดื่มเพิ่มพลังก็ได้ 12. จาวมะพร้าวนามาใช้ทาเป็นอาหารได้ และจาวมะพร้าว ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบของพืช ที่ปลู กได้ เพราะมีฮอร์โมน ออกซิน ซึ่งเมื่อนาไปคันก็จะได้นาไว้สาหรับรดต้นพืชที่ปลูก 13. ใบมะพร้าวนิยมนามาใช้สานเป็นภาชนะใส่ของ ห่อขนม สานหมวกกั น แดด หรื อ เครื่ อ งเล่ น เด็ ก กระจาด กระเช้ า ตะกร้า ทาของที่ระลึกรูปสัตว์ต่าง ๆ เป็นต้น 14. ก้านใบมะพร้าวหรือทางมะพร้าว นามาใช้ทาเป็นไม้กวาด ทางมะพร้าว เสวียนหม้อหรือก้นหม้อ เครื่องประดับข้างฝา พัด ภาชนะปักดอกไม้ กระเป๋า กระจาด เป็นต้น 15. รกมะพร้าวหรือเยื่อหุ้มคอมะพร้าว ลักษณะเป็นแผ่นใย หยาบ ๆ บาง ๆ มีความยืดหยุ่น (แต่ขาดง่าย) นิยมนามาทา เป็นกระเป๋า หมวก รองเท้าแตะ ดอกไม้ประดิษฐ์ กล่องใส่ของ สิ่งประดิษฐ์ใช้ตกแต่งงานศิลปะต่าง ๆ เป็นต้น

16. กะลามะพร้าวนิยมนาไปใช้ทาสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะ เป็น กระบวย กระดุม ซออู้ โคมไฟ เครื่องประดับ เครื่องดนตรี ที่วางแก้วนา ที่เขี่ยบุหรี่ รวมไปถึงทาเป็นถ่านหุงต้ม ถ่านกัม มันต์ นาควัน และถ่านสาหรับป้องกันมอดแมลงก็ได้เช่นกัน และอื่นๆ อีกมากมาย 17. รากมะพร้ า วมี เ ส้ น ยาว เหนี ย วเป็ น พิ เ ศษ ใช้ ส านเป็ น ตะกร้า ถาด ภาชนะต่าง ๆ และสิ่งประดิษฐ์ทั่ว ๆไป 18. ลาต้น เมื่อถูกโค่นทิงแล้วสามารถนามาใช้ทาเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เก้าอี ทารัว ฝาผนัง กระถางต้นไม้ ตกแต่งสวน เป็นต้น เชื่อว่าหลังจากที่ท่านได้ทราบถึงประโยชน์ของ มะพร้าวแล้ว แทบอยากจะออกไปหาซือมะพร้าวมาทาน หรือ มาปลูกกันเลยทีเดียวใช่ไหมคะ เพราะประเทศไทยเป็น ประเทศที่ มีภูมิประเทศและสภาพอากาศเหมาะแก่การทาการ เพาะปลูกพืช ผัก ผลไม้ได้หลากหลาย และมะพร้าวก็เป็นพืช ชนิดหนึ่งที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทังต้น และยังเป็นพืช เศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยได้อีกด้วยค่ะ อ้ำงอิงจำก https://medthai.com/มะพร้าว/

แนะนำหลักสูตร : กำรฝึกอบรมระยะสั้น หลักสูตร กำรทดสอบจุลินทรีย์ในน้ำ นวพร เลิศธาราทัต

นาเป็นสิ่งสาคัญสาหรับการดารง ชีวิตประจาวันที่ไม่สามารถขาดได้ คุณภาพ ของนาที่ใช้ในการบริโภคจึงเป็นสิ่งจาเป็นที่ ต้องคานึงถึง แนวทางหนึ่งที่จะตรวจสอบคุณภาพของนาได้ คือ การวิเคราะห์ทดสอบจุลินทรีย์ในผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เป็นไปตามคุณภาพมาตรฐานตามที่ สานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสานักงาน มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กาหนด ซึ่งทัง 2 หน่วยงานดังกล่าวมีหน้าที่ในการออกมาตรฐานโดยตรง สานักพัฒนาศักยภาพนักวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการ มุ่ ง ส่ ง เสริ ม ความรู้ ความเข้ า ใจและทั ก ษะในการทดสอบ จุ ลิ น ทรี ย์ ใ นน าดื่ ม จึ ง เปิ ด ฝึ ก อบรมหลั ก สู ต รการทดสอบ จุลินทรีย์ในนา โดยเน้นเทคนิคการวิเคราะห์ทดสอบจุลินทรีย์ ที่ครอบคลุมตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง คือ ฉบับที่ 61 (พ.ศ. 2522) และ ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2534) เรื่อง BLPD NEWSLETTER

นาบริโภคในภาชนะบรรจุปิดสนิท และตามประกาศกาหนด มาตรฐานผลิ ต ภั ณ ฑ์ อุ ต สาหกรรมน าบริ โ ภค (มอก. 2572549) รวมถึ ง ครอบคลุ ม ตามประกาศของกระทรวง สาธารณสุข เรื่องมาตรฐานอาหารด้านจุลินทรีย์ที่ทาให้เกิด โรค ฉบับที่ 364 (พ.ศ. 2556) หลักสู ตรนีใช้ระยะเวลาอบรม 3 วัน ฝึ กอบรมด้าน ด้านทฤษฎีแ ละลงมือปฏิ บัติร วมทังแลกเปลี่ ยนความรู้จาก กรณีศึ ก ษาและปัญ หาที่ พบในการปฏิบั ติ งาน จั ดฝึ ก อบรม เพียงครั งเดียวเท่านัน คื อ วันที่ 24-26 มกราคม 2561 ณ อาคารสถานศึ ก ษาเคมี ป ฏิ บั ติ กรมวิ ท ยาศาสตร์ บ ริ ก าร ค่าลงทะเบียน 4,500 บาท หนึ่งปีมีครังเดียวพลาดโอกาสครังนีมีอีกทีปีหน้าเลย นะคะ ผู้สนใจศึกษารายละเอียดและลงทะเบียนออนไลน์ คลิก http://blpd.dss.go.th/registeronline/ อย่ า รอช้ า อย่ า ลังเล ที่จะอบรมกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ

ปี ที่ 9 ฉ บั บ ที่ 1 0 2

เ ดื อ น

ธั น ว ำ ค ม 2 5 6 0 | 9


Science update : "ฝนดำวตกเจมินิดส์” บนดอยอินทนนท์ทะลุ 200 ดวงต่อชั่วโมง เรียบเรียงโดย ดลยา สุขปิติ

วันที่ 15 ธ.ค.2560 ที่ผ่านมา ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อานวยการ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์ หรือ สดร. กล่าวว่า ปรากฏการณ์ฝนดาวตกเจมิ นิดส์ หรือฝนดาวตกกลุ่มดาวคนคู่ในคืนวันที่ 14 ธ.ค.2560 เริ่มปรากฏให้เห็น ตังแต่เวลาประมาณ 20.30 น. ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นศูนย์กลาง การกระจายของฝนดาวตกเจมินิดส์ บริเวณกลุ่มดาวคนคู่ มีลักษณะเป็นริวสี ขาวพาดผ่านท้องฟ้า เห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่าและเริ่มถี่ขึนเรื่อย ๆ ปริมาณ ฝนดาวตกมากที่สุดตังแต่เวลาประมาณเที่ยงคืนเป็นต้นไป นับได้ประมาณ 200 ดวงต่อชั่วโมง ฝนดาวตกเจมินิดส์ มีจุดเด่นคือมีความเร็วของดาวตกไม่มากนัก สังเกตเห็นได้ง่าย แต่ละดวงปรากฏนานประมาณ 13 วินาที สามารถชีชวนคนข้างๆ ให้ชมดาวตกได้อย่างทันท่วงที ที่ยอดดอยอินทนนท์สภาพท้องฟ้าดีมาก และยังตรงกับช่วง ข้างแรม ท้องฟ้าจึงมืดสนิท ไร้แสงจันทร์รบกวน ประชาชนที่มาร่วมกิจกรรมชมฝนดาวตกเจมินิดส์ต่างมีความสุขที่ได้ชมดาว ตกกันอย่างเต็มตา ตลอดช่วงที่ดาวตกปรากฏให้เห็นก็จะมีเสียงฮือฮา โห่ร้องพร้อมเสียงเรียกชีชวนกันดูเป็นระยะๆ โดยเฉพาะ ช่วงปรากฏให้เห็นเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ (Fireball) ทาให้บรรยากาศการเฝ้ารอชมฝนดาวตกเจมินิดส์ในครังนีเต็มไปด้วยความ คึกคักเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนียังมีรายงานว่าส่วนภูมิภาคอีก 3 แห่ง คือ ที่หอดูดาวเฉลิมพระ เกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา นครราชสีมา หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา และลานชมวิวนางเงือก หาดสมิหลา สงขลา มีประชาชนสนใจเข้าร่วมชมฝนดาวตกเจมินิดส์ รวมแล้วกว่า 4,000 คน ส่วนในจังหวัดอื่น ๆ ได้รับแจ้งจากสมาชิกแฟนเพจของสถาบันฯ ว่า เห็นดาว ตกในหลายพืนที่ของประเทศ เช่น กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี สระบุรี สุ ราษฎร์ธานี ชลบุรี อุตรดิตถ์ มุกดาหาร บุรีรัมย์ จันทบุรี พิษณุโลก นครพนม ตรัง ตราด กาฬสินธุ์ ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี อุบลราชธานี ขอนแก่น สมุทรสาคร แต่ปริมาณไม่มากนัก ฝนดาวตกเจมินิดส์ เกิดจากสายธารเศษฝุ่น ของแข็ง และนาแข็งจานวนมาก ที่ยังหลงเหลืออยู่ในวงโคจรของดาว เคราะห์น้อย ตัดผ่านวงโคจรของโลก ทาให้เศษฝุ่นของดาวเคราะห์น้อยเหล่านันเสียดสีกับชันบรรยากาศของโลก เกิดการเผา ไหม้จนเห็นเป็นแสงสว่างวาบคล้ายลูกไฟวิ่งพาดผ่านท้องฟ้า โดยจะปรากฏในช่วงระหว่างวันที่ 4-17 ธ.ค. ของทุกปี สาหรับใน ปีนีปรากฏให้เห็นมากที่สุดวันที่ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา ที่มา : https://news.thaipbs.or.th/content/268545

10 |BLPD NEWSLETTER

ปี ที่ 9 ฉ บั บ ที่ 1 0 2

เ ดื อ น

ธั น ว ำ ค ม 2 5 6 0


สานักพัฒนาศักยภาพ นักวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการ กรมวิทยาศาสตร์บริการ อาคารสถานศึกษาเคมีปฏิบัติ 75/7 ถนนพระรามที่ 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 Phone: 0 2201 7425

ที่ปรึกษำ ดร. จันทร์เพ็ญ เมฆำอภิรักษ์ บรรณำธิกำร นำงสำวปัทมำ นพรัตน์ กองบรรณำธิกำร นำงชุติมำ วิไลพันธ์ นำงอำรีย์ คชฤทธิ์

Fax: 0 2201 7429 E-mail: blpd@dss.go.th

http://blpd.dss.go.th : http://www.e-learning.dss.go.th

โปรดส่งข้อคิดเห็น คำแนะนำหรือคำถำมที่ blpd@dss.go.th โทร. 02-2017425 โทรสำร 02-2017429 หำกต้องกำรยกเลิกกำรรับข่ำวสำร กรุณำแจ้งที่ blpd@dss.go.th ข้อมูลเพิ่มเติม http://blpd.dss.go.th/

Blpd Newsletter Volume 102, December 2017 l by Bureau of Laboratory Personnel Development  

Blpd Newsletter Volume 102, December 2017 l by Bureau of Laboratory Personnel Development , Department of Science Service

Blpd Newsletter Volume 102, December 2017 l by Bureau of Laboratory Personnel Development  

Blpd Newsletter Volume 102, December 2017 l by Bureau of Laboratory Personnel Development , Department of Science Service

Advertisement