Page 1

พิธีกรรมฟ้อนผีมดบ้ านดอกบัว: สวัสดิการทางใจของชุมชน นายณัฐภัทร์ สุรินทรวงศ์

ในล้ านนา1 ก่อนการแพร่ หลายของศาสนาพุทธและพราหมณ์ ดินแดนแถบนีผ้ ้ คู นได้ ถือคติความเชื่อเรื่ องผี อย่างฝั งรากลึกและเหนียวแน่น พิธีกรรมอันเนื่องมาจากความเชื่อเรื่ อง ผี ของผู้ค นในภาคเหนื อ จึ ง เป็ นการบอกถึ ง ความพยายามของกลุ่ม คนในสัง คม ที่ จ ะให้ เกิ ด ความสัมพันธ์ อนั ดีระหว่างผู้คนกับพลังอานาจในธรรมชาติ จนกลายเป็ นรู ปแบบทางวัฒนธรรม หรื อสื่อสัญลักษณ์ที่สะท้ อนให้ เห็นภูมิปัญญา และศักยภาพในการจัดการทางสังคมของผู้คนใน พื ้นที่นีไ้ ด้ เป็ นอย่างดี เช่นบนฟ้าก็ จะมีผีแถน ผีฟ้าคอยให้ ฝน ความชุ่มชืน้ เจ้ าป่ าเจ้ าเขาคอยให้ พืชผักและต้ นไม้ ไว้ ใช้ สอย การดาเนินชี วิตจึงไม่มีความจาเป็ นที่จะไปรบกวนธรรมชาติมากนัก ต่อมาเมื่อศาสนาพุทธและพราหมณ์แพร่เข้ ามาก็ทาให้ เกิดมีความผสมผสานกันทางคติความเชื่อ ขึ ้น และดูจะไปด้ วยกันได้ เป็ นอย่างดี การดารงชีวิตย่อมผูกพันกับมิติแห่งศีลธรรมซึ่งจะเป็ นพลังที่ จะอยู่คไู่ ปในวัฏสงสาร ในสังคมของชาวล้ านนาการนับถือผีก็ยงั มีอยู่ปะปนไปกับพระพุทธศาสนา ดังที่สะท้ อนให้ เห็นในวัฒนธรรมประเพณี และพิธีกรรมต่าง ๆ ด้ วยเหตุนีพ้ ระพุทธศาสนาของ ล้ านนาในทุกวันนี ้จึงมิได้ เป็ นพระพุทธศาสนาแบบปรัชญา แต่จะเป็ นพระพุทธศาสนาแบบชาวบ้ าน ซึง่ เป็ นการผสมผสานระหว่าง พุทธ พราหมณ์ และ ผี ชาวบ้ านในสังคมล้ านนา ไม่ค้ นุ เคยกับคาว่า “ชุมชน” นักเพราะเป็ นคาใหม่ หากเทียบ กับภาษาถิ่ นแล้ วจะพบว่า คาว่า บ้ าน นี ใ้ ห้ ความหมายได้ ชัดเจนที่ สุดซึ่ง หมายถึง ลักษณะของการรวมหมู่รูปแบบหนึ่งในหลาย ๆ รูปแบบ หากย้ อนกลับไปก่อนที่จะมี การพัฒ นาเศรษฐกิ จ แบบทุนนิ ย ม ความรู้ สึกที่ ว่า เป็ นคนบ้ า นเดี ย วกัน จะแสดง ออกมาในรูปสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความเป็ นพวกเดียวกันคือ ผีปยู่่ า (อานันท์ กาญจนพันธ์, 2544, น. 125) ผีปยู่่ า อยู่หมวดหมู่ของ ผีบรรพบุรุษ จัดว่าเป็ น ผีดี ซึ่งผีดีจะรวมไปถึงผีที่สิงสถิตอยู่ ตามธรรมชาติป่าเขาต่าง ๆ ผีเหล่านี ้มีหน้ าที่ค้ มุ ครองตามสิ่งที่ตนเองสิงสถิตอยู่ สามารถดลบันดาล ให้ เกิดความสุขสมบูรณ์ต่อผู้ที่ปฏิบตั ิอยู่ในกรอบของสังคมอันดี แต่หากใครประพฤติไม่ดีเรี ยกว่า

1

เชียงราย เชียงใหม่ ลาพูน ลาปาง พะเยา แพร่ น่าน


ผิดผี ผีดี เหล่านี ้จะก็จะลงโทษได้ และถ้ าหากต้ องการแก้ สถานการณ์เช่นนี ้ได้ ต้ องกระทาการ เลี ้ยง ผี เป็ นการขอขมาลาโทษที่ตนเองได้ กระทาผิดลงไป ชาวล้ านนาเชื่อว่า ผี มีอยู่ทกุ เส้ นหญ้ าเครื อเขา จะหาแผ่นดินว่างผีสกั ฝ่ ามือหาไม่พบ นัยนี ้หมายถึงว่า คนล้ านนา มีวิธีคิดที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมาว่า ทุก ๆ ที่มี ผี อาศัยอยู่และเชื่อว่า ผี นันมี ้ จิตใจมีอารมณ์คล้ ายกับคน จึงมักปฏิบตั ิตนต่อ ผี เฉกเช่นเดียวกับการปฏิบตั ิตอ่ คน จากที่ได้ ทราบกันมาบ้ างแล้ วว่า ผี ในสังคมล้ านนานัน้ มีหลายประเภทด้ วยกัน หากมีการจัดหมวดหมู่ที่ ชัดเจนก็จะมี ผีดีและผีร้าย สามารถให้ คณ ุ ให้ โทษได้ ซึง่ ผีดีและผีร้ายนี ้ยังจาแนกแยกย่อยเป็ นชนิด ต่าง ๆ อี ก ถ้ าหากจะมองภาพรวมแล้ วความเชื่อเรื่ อง ผี นัน้ มีผลต่อพฤติกรรมในการประพฤติ ปฏิบตั ติ วั ของคนล้ านนามาก อย่างเช่นการใช้ ความกลัวผี ในการควบคุมเด็ก การใช้ เรื่ องการ ผิดผี ควบคุมพฤติกรรมทางเพศของหนุม่ สาว การใช้ ผี เพื่อแก้ ไขปั ญหาต่าง ๆ ในชุมชน ฯลฯ การกาหนดบทบาทของผีต่าง ๆ ขึน้ มาก็เท่ากับเป็ นการจัดการทางสังคมในอดีตซึ่ง จะต้ อ งให้ ค วามเชื่ อเรื่ อง ผี เป็ นตัว ที่ ค อยควบคุม และจัด ระบบให้ สัง คมอยู่อ ย่า งปรกติสุข ไม่ เบียดเบียนกัน ผีต่าง ๆ ที่ในสังคมล้ านนาจะถูกผูกโยงเข้ ากับภูมิปัญญาเป็ น อุบาย ที่ใช้ จัดการ ความสัมพันธ์ของผู้คนที่มีระหว่างกันและธรรมชาติ ความเชื่อเรื่ องผี ที่เกี่ยวข้ องกับวิถีชีวิตของผู้คน ในสังคมล้ านนา นัน้ จะเริ่ มตังแต่ ้ ในระดับครัวเรื อนเครื อญาติ ระดับหมู่บ้าน ระดับเมือง แม้ แต่ใน วัด ความเชื่อเรื่ องผี ก็ยงั มีส่วนในการกากับดูแลความเรี ยบร้ อย ผู้เขียนตังข้ ้ อสังเกตว่า ความเชื่อ เรื่ องผี ที่มีความสาคัญกับชีวิตผู้คนในล้ านนามากที่สุดน่าจะเป็ น ผีปยู่่ า ซึ่งมีพฒ ั นาการเรื่ อยมา จนถึงปั จจุบนั ผีปยู่่ าเป็ นความเชื่อที่ถกู อธิบายที่มาต่าง ๆ ไปแม้ แต่ในสังคมล้ านนา แต่ ละท้ องถิ่น ถึงว่าจะมีการอธิบายที่มาแตกต่างกันไป แต่วิธีคิดเป็ นแบบเดียวกัน จึงไม่น่าแปลกใจว่า ผีปยู่่ าจะ เป็ นที่นบั ถือกันค่อนข้ างกว้ างขวางและแพร่ หลายกว่าผีอื่น ๆ ชาวล้ านนาจะเคารพยาเกรงผีปยู่่ า มาก ผีปยู่่ าเป็ นผีดี มีอิทธิ พลต่อการประพฤติปฏิบตั ิตวั ของกลุ่มตระกู ล หากทาตัวไม่ดี ผีปยู่่ าจะ ลงโทษ เวลาจะทากิจการหรื อกิจกรรมใดก็มกั จะบอกกล่าวเพื่อไม่ให้ เกิดการ ผิดผี เชื่อกันว่า ผีปยู่่ า นันมี ้ ขอบเขตของอานาจอยู่ในบริ เวณบ้ านเรื อน พ้ นเรื อนก็เป็ นหน้ าที่ของผีอื่น แต่ในความเป็ นจริ ง สาหรับคนที่นับถื อ ผี แล้ ว สานึกอยู่เสมอว่า ผีปู่ ย่าอยู่ในใจ ไม่ว่าตัวจะไปถึงไหนใจก็ไปถึงที่นนั ้ ผีปยู่่ า จึงติดตามไปในทุกที่ที่พวกเขาไปถึงได้ ผีปยู่่ าเป็ นผีประจาตระกูลใหญ่ ๆ ซึ่งคนล้ านนาแต่ เดิมนับถือกันมีอยู่ สามพวก คือ ผีปยู่่ า ผีมด และ ผีเม็ง ส่วนผีอื่น ๆ นันก็ ้ จะมีหน้ าที่ตา่ งกันไปจาก การกาหนดด้ วยภูมิปัญญาที่มีมาแต่โบราณ ในแง่พิธีกรรมของล้ านนาแล้ ว มีพิธีเพียงสองแนวคือ แนวพุทธกับแนวผี หรื อ พิธีกรรม เชิงพุทธศาสนาและพิธีกรรมเกี่ยวกับผี พิธีกรรมเกี่ยวกับผี ในล้ านนาจะมุ่งเน้ นการเซ่นสังเวยบูชาผี


ต่าง ๆ เพื่อให้ ได้ รับความพึงพอใจ หากเป็ นผีดีก็จะได้ ให้ คณ ุ หากเป็ นผี ร้ ายก็อย่าได้ มาทาร้ ายรัง ควาน พิ ธี กรรมที่ เ กิ ด ขึน้ ก็ มักจะเป็ นการไหว้ ผี เซ่นผี หรื อ ที่ เรี ยกกัน ว่า เลี ย้ งผี ซึ่ง จะมี รู ปแบบ แตกต่างกันไป การเซ่นสรวงบูชาผี ในระดับต่าง ๆ มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของผู้คนในสังคม ในระดับครอบครัวการไม่ดแู ลเลี ้ยงดู ผี ปยู่่ า ทาให้ ลกู หลานเจ็บป่ วย ในระดับหมู่บ้านการไม่เลี ้ยงดู บูชาผีเสื ้อบ้ านจะทาให้ หมู่บ้านขาดความอุดมสมบูรณ์ แห้ งแล้ ง ในระดับเมืองการไม่เลี ้ยงดูบชู าผี เมืองจะทาให้ บ้านเมืองพินาศฉิบหาย เกิดอาเพศ ประสบเคราะห์กรรมต่าง ๆ นานา ความเชื่อที่ว่า ผีสามารถช่วยเหลือเกื ้อกูลและดลบันดาลสิ่งต่าง ๆ ให้ ได้ จึงทาให้ เกิดการบูชาบวงสรวงผีในหลาย รูปแบบตามวิถีแห่งตนที่แตกต่างกันออกไป รูปแบบหนึง่ ของการเซ่นสรวงบูชาผีบรรพบุรุษของชาวล้ านนาที่มกั ยึดถือและประพฤติ ปฏิ บั ติ สื บ ต่ อ กั น มาคื อ พิ ธี ก รรมฟ้ อนผี การประกอบพิ ธี ก รรมฟ้ อนผี นั บ เป็ นการตอกย า้ ความสัมพันธ์ ในระบบการนับถื อผีเดียวกัน การร่ วมกันประกอบพิธีกรรมฟ้อนผี เป็ นธรรมเนียม ผูกพันคนในตระกูลให้ ประพฤติตนอยู่บรรทัดฐานเดียวกัน ก่อให้ เกิดความสัมพันธ์ กันอย่างแน่น แฟ้น ไม่ทะเลาะเบาะแว้ งกัน ทังยั ้ งเป็ นระบบที่ควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคมมิให้ ทาผิดจาก จารี ต มิเช่นนันอาจเกิ ้ ดภัยอันตรายต่อตนเองได้ โดยกลุ่มคนที่สืบเชื ้อสายจากต้ นผีเดียวกัน จะทา กันในช่วงเดือน 4 เหนือ (มกราคม) – เดือน 9 เหนือ (มิถนุ ายน) บางกลุ่มทาพิธีทกุ ปี บางกลุ่มก็ทา ทุก 3 ปี มีการสร้ างปะราพิธีขึ ้นมาแล้ วบอกกล่าวพี่น้องเครื อญาติเดียวกันมาร่วมงาน มีวงดนตรี ปี่ พาทย์บรรเลง และมีการอัญเชิญผีปยู่่ าบรรพบุรุษมาลงประทับทรงร่างของลูกหลานในตระกูล แล้ ว ก็ลงมารับเครื่ องเซ่น มีการฟ้อนราร่วมกัน มักจัดกัน 2-3 วัน เพื่อให้ ผีปยู่่ า ผีบรรพบุรุษได้ รับความ พึงพอใจโดยแสดงออกมาให้ เห็นในรูปของความพร้ อมเพรี ยงในการประกอบพิธีกรรม ซึ่งสะท้ อนให้ เห็นถึงความกตัญญูที่ลูกหลานมีตอ่ บรรพบุรุษ ความรู้รักสามัคคีของสมาชิกภายในกลุ่มเวลาเข้ า ร่วมกิจกรรม ความปรองดองและการช่วยเหลือเกื ้อกูลกันมิได้ ขาดของสมาชิกในวงศ์ตระกูล เครื อ ญาติและกลุม่ คนที่นบั ถือผีเดียวกัน พิธีกรรมการฟ้อนผีเป็ นเรื่ องที่เคร่งครัดในระเบียบแบบแผน การละเลยหรื อลัดขันตอน ้ ถือเป็ นการผิดผี ซึ่งมีผลต่อสภาพจิตใจ ความหวั่นไหวก่อให้ เกิดความไม่มั่นคงในการดารงชีวิต หลาย ๆ พื ้นที่ หลาย ๆ กลุ่มที่นบั ถือผี ในภาคเหนือมีการจัดพิธีกรรมนี ้อย่างสม่าเสมอ ด้ วยเห็นว่า เป็ นสิ่งสาคัญต่อกลุ่ม เป็ นสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจและมีการจัดเป็ นประเพณีปฏิบตั ิสืบต่อกันมาจน รับรู้ ในวงกว้ างว่าเป็ นกิจกรรมที่สาคัญในรอบปี ไม่อาจละเลยการจัดพิธีกรรมฟ้อนผีได้ พิธีกรรม ฟ้อนผีพบมากใน 3 จังหวัดทางภาคเหนือของประเทศไทย อันได้ แก่ จังหวัดลาปาง จังหวัดลาพูน และจังหวัดเชียงใหม่


สาหรับการฟ้อนผีในจังหวัดลาปางนันน่ ้ าสนใจตรงที่เชื่อกันว่า เจ้ าผู้ครองนครหรื อเจ้ า หลวงเมืองลาปางเป็ นผู้นาเอาพิธีการฟ้อนผีมาเผยแพร่ เพราะแต่เดิมพิธีกรรมนี ้จะทา กันในคุ้มเจ้ า โดยเจ้ าหลวงเมืองลาปางเป็ นผู้สนับสนุนออกเงินค่าใช้ จา่ ยในการ ประกอบพิธีกรรม เพื่อเป็ นการเซ่นสรวงดวงวิญญาณของบรรพบุรุษเจ้ านายต่าง ๆ ใน อดีตและพิธีกรรมนี ้ได้ สืบทอดต่อ ๆ กันมาจนถึงปั จจุบนั (ศิริลกั ษณ์ สุภากุล, 2536, น. 23) โดยกลุม่ คนที่นบั ถือผีในจังหวัดลาปางแบ่งได้ เป็ น 4 กลุ่มคือ กลุ่มที่นบั ถือผีมด กลุ่มที่ นับถือผีเม็ง กลุ่มที่นบั ถือผีมดซอนเม็ง และกลุ่ มที่นบั ถือผีเจ้ านาย ซึ่งทัง้ 4 กลุ่มปฏิสมั พันธ์ กนั เอง ภายในกลุม่ และปฏิสมั พันธ์ตอ่ กันระหว่างกลุ่มผ่านพิธีกรรมฟ้อนผี พิธีกรรมฟ้อนผีนนเป็ ั ้ นพิธีกรรม ที่เป็ นสิริมงคล เป็ นงานแห่งความสุข สนุกสนานรื่ นเริ ง นอกจากจะสนุกสนานในกลุ่มตนเองแล้ ว ยังมีการเชิญกลุ่มตระกูลที่ นบั ถือผีอื่น ๆ มาร่ วมเป็ นเกียรติในงานของกลุ่มตระกูลตนอีกด้ วย มัก พบว่าในการฟ้ อนผี แต่ล ะครั ง้ จะมี กลุ่ม ตระกูลผี ต่า ง ๆ เข้ า ร่ วมทัง้ ผี ม ด ผี เม็ ง ผี ม ดซอนเม็ ง ผี เจ้ านาย และลูกหลานที่ตดิ ตามมาด้ วย การฟ้อนผีแต่ละครัง้ อาจมีกลุ่มตระกูลที่นบั ถือผีตา่ ง ๆ เข้ า ร่วมมากกว่าสิบตระกูล และเมื่อมีการฟ้อนผีบ้านหนึ่ง กลุ่มตระกูลที่ได้ รับเชิญก็จะไปร่วมงานโดย ตลอด ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเช่นนี ้ไปเรื่ อย ๆ เป็ นธรรมเนียมที่ปฏิบตั สิ ืบต่อกันมา บทบาทหน้ า ที่ ข องพิ ธี ก รรมฟ้ อนผี มี ค วามหมายต่อ สมาชิ ก ของกลุ่ม สัง คม โดย สัญ ลัก ษณ์ ที่ ป รากฏในพิ ธี ก รรมก่ อ ให้ เกิ ด ความเป็ นปึ กแผ่น กับ สัง คม เป็ นกลไก ประสานรอยร้ าว อีกทังสั ้ ญลักษณ์ที่ปรากฏในพิธีกรรมสะท้ อนให้ เห็นความขัดแย้ งใน เรื่ องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ ้นในชีวิตคน หรื อการขัดแย้ งระหว่างกลุ่มคนที่นบั ถือผีเดียวกัน ซึ่งพิธีกรรมสามารถขจัดความขัดแย้ งนันได้ ้ สร้ างความร่ วมมือร่ว มใจของคนในกลุ่ม ทาให้ กลุม่ มีความเป็ นปึ กแผ่นมัน่ คงยิ่งขึ ้น (ศิริลกั ษณ์ สุภากุล, 2536, น. 63-64) ผู้เ ขี ย นใคร่ ข อยกตัว อย่า ง บ้ า นดอกบัว ซึ่ง เป็ นชุม ชนเล็ ก ๆ ชุม ชนหนึ่ง ที่ มี ค วาม เกี่ยวข้ องกับระบบการนับถือผีบรรพบุรุษ สายตระกูลผีมด2 อีกทังยั ้ งมีการประกอบพิธีกรรมฟ้อนผี อย่างสม่าเสมอ เพื่อเชื่อมโยงให้ เห็นภาพสวัสดิการทางใจที่เกิดขึน้ ตามธรรมชาติในวิถีชีวิตของ 2

เป็ นสายผีโบราณ มด หมอ หรื อผู้ร้ ู หรื อคนภาคเหนือมักจะมีคาเรี ยกติดปากว่า มด หม่อน (ทวด) คือ ผู้ร้ ูที่มีอายุสงู ผีมดสามารถสืบเชื ้อสายย้ อนขึ ้นไปได้ ถึง 7–8 ชัว่ อายุคน


ชุมชน ซึง่ ชุมชนที่จะกล่าวถึงนี ้ไม่ได้ มีหมายความถึง หมู่บ้านที่ถกู บันทึกไว้ ในแผนที่ทางภูมิศาสตร์ แต่ชุมชนนี ้เป็ นชุมชนความเชื่อที่มีลกั ษณะเป็ นเครื อ ข่ายทางสังคม ซึ่งโยงใยกลุ่มคนเข้ าด้ วยการ ปฏิสมั พันธ์ผา่ นความเชื่อและพิธีกรรมฟ้อนผี บ้ านดอกบัว นันเป็ ้ นชื่อสร้ อยที่ใช้ เรี ยกท้ ายผีของกลุม่ คนที่นบั ถือผีมด ซึ่งเชื่อกันว่าเป็ น กลุ่ม คนเชี ยงแสนได้ นาผี ม ดติดตัวมาด้ วยและได้ ตงั ้ ชื่ อพื น้ ที่ ที่ตนเองมาตัง้ ถิ่ นฐานใหม่ ตามชื่ อ หมูบ่ ้ านเดิมของตนเพื่อระลึกถึงถิ่นฐานเมื่อครัง้ ที่ถกู กวาดต้ อน3มายังเมืองลาปางมีหลักฐานอ้ างอิง ได้ ใกล้ เ คีย งจากชื่ อวัดดอกบัว ที่ เ มื องล าปาง และจากเอกสาร 4 ปั จ จุบัน พื น้ ที่ บ้านดอกบัว ถูก รวมเข้ าไว้ เป็ นส่วนหนึ่งของชุมชนศรี ล้อม-แสงเมืองมา5 แต่ในกรณี ตวั อย่างนี ้ผู้เขียนไม่ได้ กล่าวถึง บ้ านดอกบัว ในลักษณะของการเป็ นหมู่บ้าน แต่มีความหมายในรูปแบบของชุมชนความเชื่อ ของ กลุ่มคนที่นบั ถือผีเดียวกัน 2 กลุ่ม คือกลุ่มครอบครัวชาวเชียงแสนที่อาศัยอยู่ในพื ้นที่บ้านดอกบัว เดิม 6 ถูก เรี ยกว่า บ้ า นเหนื อ กับกลุ่ม ครอบครั วเครื อญาติช าวเชี ยงรายที่ อาศัย อยู่ ใ นพื น้ ที่ บ้ า น เชียงราย7 เรี ยกตนเองว่าบ้ านใต้ การนับถือผีมดบ้ านดอกบัวนันมี ้ โครงสร้ างที่ใช้ แบ่งบทบาทหน้ าที่ของแต่ละคนในสาย ตระกูลและกลุ่มคนที่นบั ถือผีเดียวกัน โดยจะแบ่งบทบาทหน้ าที่ให้ แก่สมาชิกในแต่ละครอบครัว เพื่อให้ ทกุ คนมีส่วนร่วมในการนับถือผีแ ละกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ ้น ความหมายและบทบาทหน้ าที่

3

ในปี พ.ศ.2347 กองทัพล้ านนาสามารถยึดเชียงแสนไว้ ได้ เจ้ ากาวิละสัง่ ให้ รือ้ กาแพง เมือง และทาลายเมืองเพื่อมิให้ เป็ นที่มนั่ ของข้ าศึกอีกต่อไป แล้ วอพยพครอบครัวคนเชียงแสนลงมา แบ่งออกเป็ น 5 ส่วน ส่งลงไปกรุ งเทพฯ ส่วนหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้ ไปตังหลั ้ กแหล่งอยู่ที่ อาเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรีในปั จจุบนั ที่เหลือส่งไปเวียงจันท์ น่าน เชียงใหม่และนครลาปาง 4 คามะเกล่าเมืองเชียงแสน ต้ นฉบับจาก The Richard David Collection คัดลอกที่ เมื อ งน่า น พ.ศ. 2515 เนื อ้ ความตอนหนึ่ง กล่า วถึ ง ค าท านายของครู บ าเจ้ า วัด ดอกบัว เมื่ อ ปี พ.ศ. 2388 ว่า เมืองเชียงแสนจะถูกจะรื อ้ ฟื น้ กลับเป็ นเมืองใหม่หลังจากร้ างไป 73 ปี 5 ชุมชนศรี ล้อม-แสงเมืองมาเป็ นชุมชนในเขตเทศบาลนครลาปาง 6 ชุมชนชาวบ้ านที่อพยพจากเมืองเชียงแสนสูเ่ ขตเมืองร้ างปั จจุบนั คือ ตาบลเวียงเหนือ อาเภอเมือง จังหวัดลาปาง 7 ชาวเชียงรายอพยพได้ สร้ างหมู่บ้านและวัดขึ ้นพร้ อม ๆ กัน และได้ ตงชื ั ้ ่อหมู่บ้านนี ้ว่า “บ้ านเชียงราย” และวัดก็ให้ ชื่อว่า “วัดเชียงราย” ปั จจุบนั คือ ตาบลสวดอก อาเภอเมือง จังหวัด ลาปาง


ของสมาชิกนันถู ้ กกาหนดขึน้ มาเพื่อให้ ทุกคนที่ถือผีเดียวกันได้ รับรู้ ถึงตาแหน่งแห่งที่ของตนเพื่อ ปฏิบตั สิ ืบทอดให้ ถกู ต้ องตามกฎเกณฑ์ที่ได้ ตงไว้ ั ้ ทงต่ ั ้ อผีและต่อพิธีกรรม บทบาทหน้ าที่ของสมาชิก ในการนับถือผีมดบ้ านดอกบัวนันทั ้ งบ้ ้ านเหนือและบ้ านใต้ นันมี ้ โครงสร้ างที่ใช้ แบ่งบทบาทหน้ าที่ของแต่ละคนในสายตระกูลและกลุม่ คนที่ถือผีเดียวกันโดยจะ แบ่งบทบาท “เก๊ าผี”8 “กาลัง”9 “ควาญ”10 และ “ม้ าขี่”11 ให้ กระจายกันอยู่ทกุ บ้ าน เพื่อให้ ทุกคนมี ส่วนร่ วมในการนับถือผีและกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึน้ การสืบทอดบทบาทหน้ าที่ต่าง ๆ นันเป็ ้ นไป ด้ วยความสมัครใจ “เก๊ าผี” และ “ม้ าขี่” จะสืบต่อทางสายเลือดหรื อสามารถที่จะเป็ นใครก็ได้ ภายใน เครื อญาติซึ่งต้ องได้ รับเลือกจากผีปยู่่ าและสมาชิกต่างให้ การยอมรับ ส่วน “กาลัง” และ “ควาญ” นันจะเป็ ้ นบทบาทตามสถานภาพ ลูกหลานและสมาชิกในชุมชนบ้ านดอกบัวจะเรี ยกผีของตนเอง ว่าผีปยู่่ าแทนสรรพนามผีด้วยเจ้ าปู่ เจ้ าพ่อ ไม่นิยมเรี ยกผี ของตนเองว่าผีมด คาว่าผีมดจะใช้ เมื่อ อธิบายความแตกต่างของพิธีกรรมที่พวกเขาปฏิบตั ิและเพื่อแสดงตัวตนกับคนนอกชุมชนที่ไม่ใช่ผี เดียวกัน ส่วนคนที่นบั ถือผีกลุม่ อื่นจะเรี ยกพวกเขาว่าเป็ น ผีมดจากพิธีกรรมที่พวกเขาปฏิบตั ิ พิธีกรรมฟ้อนผีมดบ้ านดอกบัวมี ทุกปี ซึ่งจะทาการจัดพิธีกรรม 2 วัน วันแรก เรี ยกว่า วันข่าว วันที่สองเรี ยกว่า วันฟ้อน วันข่าว ในตอนเช้ ากาลังพร้ อมด้ วยลูกหลานผู้ชายจะช่วยกันสร้ างผามหรื อปะราพิธี ส่วนลูกหลานผู้หญิงจะจัดเตรี ยมขันฟ้อน 13 ขัน และขันตังวงดนตรี ้ ปี่พาทย์ 1 ขันและทาอาหาร เตรี ยมเลี ้ยงแขกเหรื่ อที่มาในงาน ตอนบ่ายจะเป็ นการข่าวผี หมายถึง การป่ าวประกาศให้ ร้ ูโดยทัว่ กันว่าจะมีการฟ้อนผี ปู่ ย่า ณ สถานที่แห่งนี ้ เมื่อวงดนตรี บรรเลง กาลังจะทาหน้ าที่เชิญผีปยู่่ าเรี ยงตามลาดับจากนันผี ้ ปู่ ย่าจะประกอบพิธี กรรมตามขัน้ ตอนเมื่ อผี ปยู่่ าประกอบพิธี กรรมเสร็ จ กาลังจึงเริ่ มเชิญผี สาย ตระกูลอื่น ๆ ที่ขว่ ย12มาเข้ าผามและร่วมฟ้อนราไปเรื่ อย ๆ จนถึงช่วงเย็น

8

หญิงอาวุโสผู้ดแู ลหอผีประจาตระกูล มีหน้ าที่ประกอบพิธีกรรมเป็ นหัวหน้ ากลุม่ ตระกูลที่นบั ถือผีเดียวกัน 9 ชายผู้ชานาญในพิธีกรรม เป็ นลูกคูใ่ นการละเล่นกับผีปยู่่ า และเป็ นผู้ใช้ แรงงานใน การประกอบพิธีกรรมฟ้อนผี เช่น สร้ างผาม รื อ้ ผาม เป็ นต้ น 10 ผู้ทาหน้ าที่ปรนนิบตั ผิ ีปยู่่ าเมื่อประทับทรงแล้ ว 11 ร่างทรงของผีปยู่่ าโดยมากจะเป็ นหญิง 12 เชิญมาร่วมงาน


วันฟ้อน พิธีกรรมจะแบ่งเป็ น 2 ช่วง ในช่วงเช้ าจะเคร่งครัดในระเบียบแบบแผน เมื่อวง ดนตรี บ รรเลง ก าลัง จะท าหน้ า ที่ เ ชิ ญ ผี ปู่ ย่า เรี ย งตามล าดับ จากนัน้ ผี ปู่ ย่า จะตรวจสอบความ เรี ยบร้ อยในผาม เมื่อผีปยู่่ าตรวจความเรี ยบร้ อยเสร็ จ กาลังจึงเริ่ มเชิญผีสายตระกูลอื่น ๆ ที่ข่วยมา เข้ าผามและร่วมฟ้อนรา เมื่อวงดนตรี บรรเลงในตอนบ่าย ผีปยู่่ าจะฟ้อนรากันสักครู่ ผีปยู่่ าเจ้ าภาพ จึงเริ่ ม ทาพิธี โต๊ ง ฟ้า13 จากนัน้ จะเป็ นพิธี กรรมที่เกี่ ยวกับการละเล่นที่สะท้ อนการใช้ ชีวิตของคน สมัยก่อนได้ แก่ ปั ดต่อปั ดแตนหรื อตีต่อตีแตน ยิงกระรอก ยิงนก คล้ องช้ างคล้ องม้ า และถ่อเรื อถ่อ แพ เมื่อการละเล่นจบลงผีปยู่่ าและลูกหลานจะร่วมฟ้อนรากันสักครู่ เมื่อถึงเวลาเลิกพิธีกรรมในช่วง เย็น หลังจากแขกเหรื่ อกลับแล้ ว ลูกหลานจะช่วยกันเก็บของ รื อ้ ผาม จะช่วยกันเก็บกวาดสถานที่ ให้ เสร็ จเรี ยบร้ อยหลังจากที่ทาภารกิจเสร็ จ ผีปยู่่ า จะเรี ยกมารวมลูกหลานเพื่อเอานา้ ส้ มป่ อยปะ พรมและให้ ศีลให้ พรเป็ นอันสิ ้นสุดพิธีกรรมการฟ้อนผี พิธีกรรมฟ้อนผี เป็ นการทาพิธีไหว้ ผีบรรพบุรุษ ในรู ปแบบของการประกอบพิธีกรรม ฟ้อนผีของกลุม่ คนที่นบั ถือผีเดียวกันมีเป้าหมายหลักอยูท่ ี่การเซ่นสรวงบูชาดวงวิญญาณของบรรพ บุรุษเป็ นการแสดงออกถึงความกตัญญูที่ลกู หลานมีตอ่ ผู้อาวุโสในตระกูล ปู่ ย่า ตายาย ที่ล่วงลับไป แล้ วและได้ ปฏิ บัติสื บต่อกัน มาจนการเป็ นประเพณี วิถี ปฏิ บัติ พิ ธี กรรมฟ้ อนผี เ ป็ นงานมงคลที่ นอกจากจะมีการเซ่นสรวงวิญญาณแล้ ว ยังเป็ นการรวมญาติพี่น้องที่แยกย้ ายไปต่างถิ่นต่างที่ให้ กลับมารวมกันเวลาประกอบพิธีกรรมให้ ได้ มีโอกาสพบปะสังสรรค์กัน ในเนื ้อหาของพิธีกรรมมี ความบันเทิงสนุกสนานต่าง ๆ แฝงไว้ ในการละเล่นประกอบพิธีกรรม การประกอบพิธีกรรมยังทาให้ เกิดความสบายใจ เกิดกาลังใจในการที่จะต่อสู้กบั อุปสรรคต่าง ๆ และท้ ายที่สุดหลังจากเสร็ จสิ ้น พิธีกรรมสมาชิกทุกคนจะร่ วมรับประทานอาหารที่ใช้ ในการประกอบพิธีกรรมอีกทัง้ ยังแจกจ่าย อาหารเหล่านันไปยั ้ งแต่ละครอบครัวอย่างทัว่ ถึงกันอีกด้ วย สมาชิกในชุมชนบ้ านดอกบัวเชื่อว่า ผีปยู่่ าเป็ นศูนย์รวมจิตใจของลูกหลานอานาจ ศักดิส์ ิทธิ์ที่ผีปยู่่ ามีจะดลบันดาลให้ ลกู หลานประสบความสาเร็ จและผ่านพ้ นอุปสรรคไปได้ แต่มีข้อ แม้ ว่าลูกหลานจะต้ องประพฤติปฏิบตั ิตวั ให้ ดีอยู่ในกรอบจารี ตประเพณี เป็ นคนมีศี ลธรรม หาก ลูกหลานทาตัวไม่ดีผีปยู่่ าจะลงโทษให้ มีอนั เป็ นไปต่าง ๆ กลุม่ คนที่มีความเชื่อเรื่ องผีและนับถือผีจะ ยึดมัน่ ในผีบรรพบุรุษของตนเองเป็ นที่พงึ่ ทางใจ เมื่อเกิดความเดือดร้ อนหรื อวิตกกังวลในจิตใจก็จะ ทาการบนบานสานกล่าวขอให้ ผีบรรพบุรุษของตนให้ ความช่วยเหลือ

13

พิธีการขอให้ ฝนฟ้าตกต้ องตามฤดูกาล


ค่านิยมหลัก ๆ ของกลุ่มตระกูลที่ถือผีเดียวกันและร่ วมกันประกอบพิธีกรรมฟ้อนผี มี 5 ประการหลักคือ ค่านิยมในเรื่ องความกตัญญู ค่านิยมของความสนุกสนาน ค่านิยมของการ เอื ้อเฟื อ้ เผื่อแผ่ ค่านิยมในการยกย่องอานาจ และค่านิยมในเรื่ องโชคลาภ ค่านิยมในเรื่ องความกตัญญู พิธีก รรมฟ้อนผีประจาปี เป็ นการจัดขึ ้นมาเพื่อให้ ผีปยู่่ า ได้ มาสนุกสนาน อิ่มหนาสาราญจากเครื่ องเซ่นสังเวย คล้ ายกับการที่ลูกหลานจะต้ องเลี ้ยงดูตอบ แทนบุญคุณพ่อแม่เมื่อยามแก่เฒ่า การฟ้อนผีจึงถือเป็ นการตอบแทนบุญคุณที่ได้ ช่วยปกปั กรักษา ให้ ลกู หลานในตระกูลได้ อยูเ่ ย็นเป็ นสุข หรื อในการประกอบพิธีกรรมฟ้อนผีแก้ บน ก็เช่นเดียวกันเป็ น การตอบแทนบุญคุณผีปยู่่ าที่ช่วยให้ ประสบผลสาเร็ จตามต้ องการ ในทางตรงข้ ามมีความเชื่อว่า หากไม่เลีย้ งดูผีปยู่่ าให้ ดี ผีปยู่่ าซึ่งเป็ นผีดีจะกลับกลายเป็ นผีร้ายจะออกไปรั งควานสร้ างความ เดือดร้ อนให้ กบั ผู้อื่นทาให้ ถกู คนในสังคมจะติเตียนถึงเรื่ องความอกตัญญูไม่ร้ ูคณ ุ ค่านิยมของความสนุกสนาน ส่วนประกอบหนึ่งที่สาคัญในพิธีกรรมฟ้อนผี แม้ ว่านัย หนึ่งของความสนุกสนานนันก็ ้ เพื่อให้ ผีปยู่่ าได้ รับความพึงพอใจ แต่ท้ายที่สดุ แล้ วผลของความพึง พอใจต่าง ๆ เหล่านันก็ ้ ส่งมาถึงสมาชิกในชุมชนที่ เข้ าร่ วมประกอบพิธีกรรมด้ วยเช่นกัน กล่าวคือ ความเพลิ ด เพลิ น ที่ ไ ด้ จ ากการร่ า ยร าที่ อ่ อ นช้ อยของผี ปู่ ย่ า ต่ า ง ๆ ที่ ล งประทับ ทรง “ม้ าขี่ ” บรรยากาศที่สนุกสนานของการละเล่นในพิธีกรรม จัง หวะดนตรี ที่เร้ าใจ ไพเราะ การหยอกล้ อ ระหว่างผีปยู่่ า ฯลฯ สิ่งเหล่านี ้ล้ วนควบคุมบรรยากาศให้ เกิดความสนุกสนานภายในพิธีกรรม การ ฟ้อนผีจงึ เป็ นกิจกรรมแห่งความสนุกสนาน รอยยิ ้มเสียงหัวเราะจะพบเห็นได้ สม่าเสมอในกลุ่มคนที่ เข้ าร่วมประกอบพิธีกรรมฟ้อนผี ค่านิยมของการเอือ้ เฟื อ้ เผื่อแผ่ ในการประกอบพิธีกรรมฟ้อนผีถือว่าเป็ นการเลี ้ยงดู ผีปยู่่ าให้ ได้ กินอาหารอย่างอิ่มหนาสาราญ งานฟ้อนผีจึงเปรี ยบเสมือนงานเลี ้ยงของชุมชนขนาด ย่อม ๆ ซึ่งกลุ่ม คนที่ เป็ นผี เ ดียวกันเข้ าร่ วม เมื่ อเลีย้ งผีปู่ย่าเสร็ จแล้ ว หลังจากนัน้ ยังมี การเลี ย้ ง อาหารผู้ที่มาร่วมงาน ผู้ที่เข้ าร่วมงานฟ้อนผีไม่วา่ จะเป็ นคนจน คนยากไร้ ต่างก็จะได้ รับการดูแ ลให้ รับประทานอาหารด้ วยเช่นกัน ผู้ที่มาร่วมงานก็จะไม่มามือเปล่าจะนาสิ่งของและเงินมาร่วมสมทบ ให้ กบั เจ้ าภาพ สาหรับสิ่งของเครื่ องใช้ ในการประกอบพิธีเมื่อเสร็จแล้ วจะแบ่งปั นและแจกจ่ายให้ แก่ ญาติพี่น้อง ค่านิยมในการยกย่องอานาจ แม้ ว่าผีปยู่่ าในสายตระกูลส่วนใหญ่จะมีลาดับชันมี ้ ยศมี ตาแหน่งของทหารและนักรบในอดีตเช่น เจ้ าหาญเลียบโลก เจ้ าแสนฟ้าฮ้ าย เจ้ าหมื่นหัวเศิก เป็ น ต้ นเวลาประกอบพิธีกรรมจะมีผีอื่น ๆ ที่มีลาดับชัน้ มาเข้ าทรงเป็ นจานวนมาก แต่นยั สาคัญของ ค่านิยมในการยกย่องอานาจนันมี ้ 2 ระดับ กล่าวคือหากเป็ นผีปยู่่ าของตนลูกหลานจะแสดงออกใน


ลักษณะของญาติผ้ ใู หญ่กบั ลูกหลานเป็ นระบบอาวุโส ในทางตรงข้ ามถ้ าเป็ นผีอื่น ๆ ที่มาร่วมงาน สมาชิกในชุมชนจะแสดงออกต่อผีอื่น ๆ นัน้ ในลักษณะของระบบอุปถัมภ์ ที่ผ้ ใู หญ่มีให้ แก่ผ้ ูน้อย จากการสังเกตพบว่าในกลุ่มคนที่นบั ถือผีเดียวกันนันแสดงออกถึ ้ งความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีต่อ กันในลักษณะของการที่ผ้ อู าวุโสน้ อยยอมตามผู้มีอาวุโสกว่า และผู้ที่มีอาวุโสกว่าจะรับผิดชอบใน สวัสดิการของผู้ที่มีอาวุโสน้ อย คล้ ายกับการที่เด็ก ๆ อยากได้ ขนมหรื อของเล่น จึงคอยเอาอกเอาใจ และเชื่อฟั งคาสัง่ ของผู้ใหญ่อย่างเคร่งครัด เมื่อผู้ใหญ่เห็นว่าเด็ กได้ ปฏิบตั ิตามเป็ นอย่างดีแล้ วก็จะ หาสิ่งของเหล่านันมาให้ ้ ดังนันผี ้ ปยู่่ าที่แสดงบทบาทผ่าน “ม้ าขี่” จะอยู่ในลักษณะของผู้อาวุโสใน ชุมชนซึ่งลูกหลานให้ ความเคารพนับถือ “เก๊ าผี” “กาลัง” “ควาญ” และลูกหลานจะคอยปรนนิบตั ิ เอาอกเอาใจผีแต่ละตนตามความชอบตลอดการประกอบพิธี กรรมเช่น หาน ้าเปล่า หาเหล้ า หาน ้า มะพร้ าวให้ ดื่ม หาบุหรี่ ให้ สูบ เป็ นต้ น อานาจที่ สมาชิกในชุม ชนยกย่องจึง ออกมาในลักษณะที่ ลูกหลานมีตอ่ ผู้อาวุโสซึง่ มี ความเอื ้ออาทร เอ็นดูและผูกพันใกล้ ชิดกว่า ลักษณะของการปกครองที่ เจ้ านายมีตอ่ ลูกน้ อง ค่านิยมในเรื่ องโชคลาภ การขอเลขหวยหวังความร่ ารวยนันพบมากในกลุ ้ ่มคนที่นบั ถือ ผี เนื่องจากเชื่อกันว่าผีปยู่่ าจะบันดาลโชคลาภให้ การขอหวยเป็ นผลสืบเนื่องมาจากการที่ลกู หลาน ปรนนิบตั ริ ับใช้ เอาอกเอาใจผีปยู่่ าแล้ วจึงขอสิ่งแลกเปลี่ยนเล็กๆน้ อยซึ่งก็คือ โชคลาภที่มาจากการ เสี่ยงโชคเล่นหวย มักจะพบว่า มีการขอเลขหวยหลังจากที่ผีปยู่่ าหยุดพักฟ้อนราหรื อหลังจากเสร็ จ พิธีกรรม สาหรับบางคนที่ถูกรางวัลก็จะนาสิ่งของต่าง ๆ มาถวายต่อผีปยู่่ า ส่วนคนที่ไม่ถกู รางวัล จะมีวิธีคิดที่ว่าการไม่ถูกรางวัลแสดงว่ายังไม่มีโชคและจะพยายามขอลองเสี่ยงโชคใหม่เสมอที่มี โอกาสได้ พบผีปยู่่ า นอกจากค่านิยมที่มีในการประกอบพิธีกรรมฟ้อนผีแล้ วบรรทัดฐานสาคัญ 2 ประการ ของชุมชนบ้ านดอกบัวที่สมาชิกมีร่วมกันทังบ้ ้ านเหนือและบ้ านใต้ คือ ความกตัญญูกตเวที มี พืน้ ฐานมาจากจารี ตธรรมเนียมที่ดีงามเป็ นแนวปฏิบัติและ ความคาดหวัง ที่ ใ ช้ ศรั ทธาความศักดิ์สิทธิ์ ข องผี แ ละพิ ธี กรรมในการสร้ างกระแสความเชื่ อและ พฤติกรรมที่พึงประสงค์เป็ นการจัดความสัมพันธ์ที่เน้ นให้ เกิดผลต่อสานึกของสมาชิกในชุมชนเป็ น สาคัญ ความกตัญญูกตเวทีเป็ นบรรทัดฐานสาคัญประการหนึ่งที่ทาให้ ทุกวันนีย้ งั มีการประกอบ พิธีกรรมฟ้อนผีอยู่ ไม่ว่าจะเป็ นประเพณีเลี ้ยงผีหรื อพิธี กรรมฟ้อนผีล้วนแล้ วแต่มาจากฐานคิดเรื่ อง ของความกตัญ ญูที่มีต่อบรรพบุรุษที่ ล่วงลับเป็ นการระลึกถึงบุญคุณ ความดีที่ท่านเหล่านัน้ ได้ กระทาไว้ จนสืบต่อมาเป็ นประเพณีปฏิบตั เิ กี่ยวกับความเชื่อและพิธีกรรม


สัจจะ เป็ นคุณธรรมที่สมั พันธ์ กับการรักษาคามัน่ สัญญา ไม่ผิดคาพูด การไม่รักษา สัจจะนันเป็ ้ นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ สาหรับกลุ่มคนที่นบั ถือผี นายบุญเลิศ สุรินทร์ วงศ์และลูกหลาน ในชุมชนบ้ านดอกบัวมีความเห็นตรงกันว่า การรักษาคาพูดหรื อการพูดจริ งทาได้ นนั ้ ผีปยู่่ าเป็ น แบบอย่างที่ดีที่สดุ ที่ลกู หลานยึดถือปฏิบตั ิตาม สัจจะเป็ นสิ่งสาคัญที่ ลกู หลานพึงมีควบคู่ไปกับ ความกตัญญูกตเวทีทงั ้ สองสิ่งต่างเป็ นคุณธรรมที่มีความสอดคล้ องและเป็ นพืน้ ฐานจารี ตธรรม เนียมที่ดีงามของชุมชน การรักษาคาพูดที่ให้ ไว้ ในการบนผีปยู่่ า การน้ อมรับคาสอนของผีปยู่่ าไป ปฏิ บัติ การรั ก ษาสัจ จะท าให้ ไ ม่ ผิ ด ต่ อ ตนเอง ต่อ ผี ปู่ ย่ า และต่อ สมาชิ ก ในชุม ชน แบบแผน พฤติกรรมที่เกิดตามมาก็คือ ความรับผิดชอบทังต่ ้ อตนเองและต่อส่วนรวม เมื่อพูดจริ งก็ต้องทาได้ สิ่งเหล่านี ้ล้ วนมีทิพยอานาจของผีปยู่่ าเป็ นพลังแฝงที่คอยควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกในชุมชน เชื่อกันว่า หากไม่รักษาคาพูดเช่น เมื่อบนผีปยู่่ าสาเร็ จแล้ วไม่ประกอบพิธีกรรมฟ้อนผี ไม่เพียงแต่ คนที่บนผีปยู่่ าจะมีอนั เป็ นไปต่าง ๆ นานาแล้ ว สมาชิกในชุมชนต่างก็จะได้ รับผลกระทบนันไปด้ ้ วย เพราะเมื่อมีการบนผีปยู่่ าแล้ วครัง้ หนึ่ง สมาชิกคนอื่น ๆ ก็จะรับรู้ และเปรี ยบเสมือนเป็ นสักขีพยาน ว่าบุคคลที่บนนันจะรั ้ กษาคาพูด (หากสมาชิกไม่มีความพร้ อมหรื อไม่มีความเชื่อมัน่ พอจะไม่ได้ รับ การอนุญาตให้ บน) ดังนัน้ การรักษาสัจจะวาจาจึงเป็ นคุณธรรมควบคู่ไปกับความกตัญญูที่ได้ รับ การปลูกฝั งเป็ นแบบแผนพฤติกรรมอันพึงประสงค์ที่เกิดมาจากความเชื่อและพิธีกรรมฟ้อนผี การมาร่ ว มประกอบพิ ธี ก รรมฟ้ อนผี เ ป็ นการที่ ส มาชิ ก ลู ก หลานเครื อ ญาติที่ ถื อ ผี เดียวกันแสดงออกว่ายังระลึกถึงบุญคุณของบรรพบุรุษเสมอ การระลึกถึงบรรพบุรุษเป็ นสิ่งน้ อมนา จิตใจให้ สมาชิกยังคิ ้ ดและละอายต่อการประพฤติผิดของตนเอง อันจะนามาซึ่งความเสื่อมเสียถึง บรรพบุรุษ ความกตัญญูผนวกกับความเชื่อที่มี ในพลังอานาจของผีปยู่่ าช่ วยควบคุมให้ สมาชิ ก ประพฤติอยู่ในกรอบเกณฑ์จารี ตที่ดีงามในกลุ่มคนที่นบั ถือผีตา่ งเชื่อว่า ผีปยู่่ านันอยู ้ ่ในใจ เมื่อตัว ไปถึงไหนใจก็ไปถึงที่แห่งนันด้ ้ วย หากทาตัวไม่ดีผีปยู่่ าจะลงโทษ การไม่เข้ าร่วมประกอบพิธีจะทา ให้ ถูกคนในสังคมติเตียนและลุกลามไปถึงการตัดขาดความสั มพันธ์ และความช่วยเหลือในด้ าน ต่าง ๆ ดังนันทุ ้ กครัง้ ที่มีการประกอบพิธีกรรมทุกคนจึงมาร่วมประกอบพิธีมากกว่าที่จะหลีกเลี่ยง ความเชื่อมัน่ และศรัทธาที่มีตอ่ อานาจของผีปยู่่ า ทาให้ ไม่ว่าจะประกอบกิจการงานใด สมาชิกในชุมชนบ้ านดอกบัวจะต้ องบอกกล่าวแก่ผีปยู่่ าเสมอ ซึ่งสิ่งที่สมาชิกทุกคนทาได้ คือ การจุด ธูปบอกกล่าว บนบาน ผีปยู่่ า เพื่อให้ ผีปยู่่ ารับรู้และรับทราบ ถึงสิ่งที่ตนเองต้ องการที่จะกระทาให้ สาเร็ จ บ้ างก็เพื่อที่จะให้ ผีปยู่่ าคุ้มครอง ป้องกันอันตราย หายจากโรคภัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ ้นแก่ตนเอง และสมาชิกคนอื่น ๆ การได้ บอกกล่า วแก่ผีปยู่่ า ทาให้ สมาชิกเกิดความสบายใจ จากที่เคยมีความ กังวลใจ ความตึงเครี ยดก็ผ่อนคลาย พร้ อมจะดาเนินหน้ าที่การงานอย่างเต็มพลังต่อไป และเมื่อ


ได้ ผลสาเร็ จดังที่ หวังก็จะร่ วมมือกันประกอบพิธีกรรมฟ้อนผี เพื่อแสดงความกตัญญู ตอบแทน ผี ปู่ ย่าที่ ใ ห้ ความช่ว ยเหลื อ ความยิ น ดี ความสนุกสนาน ความชื่ นบานต่า ง ๆ ก็ จ ะปรากฏขึน้ ภายหลังจากที่อุปสรรคผ่านพ้ นไป จากการที่ผ้ เู ขียนได้ มีโอกาสพูดคุยกับ สมาชิกหลาย ๆ ท่านใน บ้ านดอกบัวทาให้ ทราบว่าลูกหลานส่วนใหญ่อยากพบและพูดคุยกับผีปยู่่ าผ่าน “ม้ าขี่” มากกว่า การจุดธูปอธิษฐาน นัยหนึ่งของการได้ พบปะพูดคุยกับผีปยู่่ าผ่านม้ าขี่เป็ นการเข้ าถึงและสัมผัสกับ พลังที่ตนเองเชื่อมัน่ ศรัทธาซึ่งเป็ นผลให้ เกิดความสบายใจและโน้ มนาสิ่งที่ผีปยู่่ าชีแ้ นะอบรมสั่ง สอนไปปฏิบตั ิอย่างตังใจ ้ และเพราะการได้ มาร่วมกันประกอบพิธีกรรมฟ้อนผีนี ้เอง ลูกหลานจึงได้ มีโอกาสพบปะ รู้จกั คุ้นเคยกัน บรรยากาศของงานฟ้อนผีนนส่ ั ้ วนใหญ่ลกู หลานจะให้ ความสนใจกับอากัปกริ ยาของผี ปู่ ย่าเมื่ออยูร่ ะหว่างพิธีกรรมฟ้อนผีลกู หลานและสมาชิกทุกคนจะอยู่ในฐานะของผู้ชม โดยมี “ม้ าขี่” ผีปยู่่ าเป็ นผู้แสดงและดาเนินเรื่ องราวต่าง ๆ ไปจนเสร็ จสิ ้นพิธีกรรมสมาชิกส่วนใหญ่โดยเฉพาะผู้ อาวุโสคนเฒ่าคนแก่ในชุมชนต่างชื่นใจที่ได้ เห็นผีปยู่่ าของตนเองมีความสุขพอใจกับสิ่งที่พวกตน กระทาให้ การแสดงออกที่ ผี ปู่ย่ามี ใ ห้ แก่กันเช่น การเคารพผู้อาวุโส ความเป็ นเพื่ อน ความ สนุกสนานจากการที่ผีปยู่่ าหยอกเย้ า การให้ เกียรติซึ่งกันและกัน การแสดงออกที่ผีปู่ ย่ามีให้ แก่ ลูก หลาน เช่ น การอบรมสั่ง สอน ดุด่า ว่ า กล่ า ว การร้ องห่ ม ร้ องไห้ เ มื่ อ ลูก หลานท าไม่ ถู ก ใจ บรรยากาศในพิธีกรรมฟ้อนผีจงึ มีสว่ นเสริมสร้ างพลังใจให้ กบั สมาชิก ผู้เขียนมีความเห็นว่า การที่ชุมชนบ้ านดอกบัวยังคงประกอบพิธีกรรมฟ้อนผีมาจนถึง ปั จจุบนั ก็เพราะว่าพิธีกรรมฟ้อนผีมีหน้ าที่ที่ชดั เจนในตัวของพิธีกรรมเอง คือ เป็ นการแสดงความ กตัญญูตอ่ บรรพบุรุษที่ลว่ งลับไปแล้ ว ความกตัญญูถือได้ ว่าเป็ นคุณธรรมสาคัญที่ต้องยึดถือปฏิบตั ิ ของชุมชนโดยเฉพาะความกตัญญูที่แสดงออกต่อผีปยู่่ าบรรพบุรุษ ความคิดความเชื่อเรื่ องความ กตัญญูต่อบรรพบุรุษเป็ นพื ้นฐานความเชื่อของชาวล้ านนาที่มีต่อการนับถือผีบรรพบุรุษมาตังแต่ ้ ครัง้ โบราณซึ่งในที่นี ้ผีบรรพบุรุษที่นบั ถืออาจหมายถึง พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ที่เสียชีวิตไปแล้ วแต่ ด้ วยยังคงมีจิตอาวรณ์ต่อลูกหลาน แม้ ท่านเหล่านันจะล่ ้ วงลับไปแล้ วลูกหลานก็ยงั คงเชื่อ ว่าท่าน เหล่านันยั ้ งอยู่เป็ นผีประจาเรื อนคอยดูแลเอาใจใส่ลกู หลานที่ยงั มีชีวิตอยู่ให้ มีความสุขความเจริ ญ ถ้ าหากลูกหลานประพฤติอยู่ในกรอบจารี ตประเพณีแต่จะให้ ร้ายให้ ทกุ ข์แก่ผ้ ทู ี่ประพฤติออกนอก กรอบประเพณี เป้าหมายในอดีตของพิธีกรรมฟ้อนผีอยู่ที่การแสดงความกตัญญูของลู กหลานที่จะ มาร่วมประกอบพิธีกรรมทุก ๆ 3 ปี บรรยากาศของพิธีกรรมเป็ นไปด้ วยความสนุกสนาน ลูกหลาน ญาติมิตรที่ไม่ได้ พบปะกันเป็ นเวลานานก็จะได้ มาพบปะกันในงานนี ้ ทุกคนเมื่ออยู่ในสังคมต่างก็


จะมีบทบาทหน้ าที่ของตนเองเช่น ทหาร ตารวจ หมอ ครู เป็ นต้ น แต่เมื่อกลับคืนสู่ชมุ ชนและร่ วม ประกอบพิธีกรรมฟ้อนผีทกุ คนต่างเท่าเทียมกันเมื่ออยูต่ อ่ หน้ าผีปยู่่ า การประกอบพิธีกรรมช่วยตอก ย ้าความสัมพันธ์ของกลุม่ ให้ แน่นแฟ้น บทบาทหน้ าที่ที่ถกู กาหนดไว้ ให้ สมาชิกต่อพิธีกรรมทาให้ ทกุ คนรับรู้ถึงตาแหน่งแห่งที่ของตนเอง บรรยากาศแห่งความชื่นมื่นสนุกสนานความพร้ อมหน้ าพร้ อม ตาช่วยเหลือกันคนละไม้ ละมือเพื่อให้ ผีปยู่่ าพอใจ ล้ วนเป็ นความปรารถนาที่แฝงไว้ ในเนื ้อหาเป็ น ภูมิปัญญาที่ชว่ ยกาหนดพฤติกรรมที่พงึ ประสงค์ให้ เกิดขึ ้นเป็ นการจัดการความสัมพันธ์ของผู้คนให้ เป็ นไปอย่างถูกต้ องเหมาะสม แม้ ว่ า ปั จจุ บั น จะจั ด พิ ธี ก รรมฟ้ อนผี ขึ น้ ม าเพื่ อ การแก้ บนผี ปู่ ย่ า เป้ าหมายที่ เปลี่ยนแปลงไปไม่ได้ ทาให้ ภูมิปัญญาในการจัดความสัมพันธ์ ของผู้คนเปลี่ยนไป จากการสังเกต ผู้เขียนพบว่า สมาชิกในชุมชนเชื่อมั่นและศรัทธาในพลังอานาจของผีปยู่่ ามาก คาพูดของผีปยู่่ า ผ่าน “ม้ าขี่” ถือเป็ นการสร้ างกาลังใจทาให้ เกิดความเชื่อมัน่ การบนผีปยู่่ าเป็ นการขอให้ สิ่งที่ตนเอง ต้ องการให้ ประสบความสาเร็ จ แม้ ว่าผีปยู่่ าไม่ ได้ ให้ สิ่งที่ผ้ บู นต้ องการโดยตรง แต่การบนก็เหมือน เป็ นการสร้ างความมัน่ ใจให้ คิดในทางที่ดีว่าสิ่งที่ต้องการนันจะส ้ าเร็ จ ความเชื่อมัน่ ศรัทธาในพลัง อานาจของผีปยู่่ าที่มีอยูม่ าก สร้ างเสริมกาลังใจให้ กบั ลูกหลานและตัวผู้ป่วยเองว่าจะต้ องหาย เมื่อ หายจากอาการป่ วยความสุขใจก็เข้ ามาแทนที่ความกังวลใจต่าง ๆ การประกอบพิธีกรรมฟ้อนผีจึง เหมือนเป็ นการตอบแทนผีปยู่่ าที่ชว่ ยให้ สาเร็ จสมความต้ องการ บรรยากาศของความเป็ นพวกพ้ อง ความยินดี ความร่ วมมือ ความสุขสนุกสนาน การช่วยเหลือเกื อ้ กูลกันจึงยังคงปรากฏให้ เห็นไม่ แตกต่างไปจากเมื่อครัง้ อดีตที่เคยปฏิบตั กิ นั มา สมาชิกทุกคนสามารถเข้ าถึงความเชื่อและพิธีกรรมได้ ด้วยตนเองตามความสมัครใจ การมี ส่วนร่ วมในความเชื่ อและพิธี กรรมฟ้ อนผี โดยไม่จาเป็ นต้ องมี ส่วนร่ วมทุกขัน้ ตอน ตัง้ แต่ เริ่ มต้ นจนจบกระบวนตามหลักวิชาที่ได้ วางไว้ เพราะทุกคนต่างมีหน้ าที่ มีความสามารถต่างกัน ออกไป บางเรื่ องบางอย่า งที่ ไ ม่ส ามารถทาได้ การอยากเข้ าไปมี ส่วนร่ วมอาจท าให้ เกิ ดความ เสียหายมากกว่าเป็ นประโยชน์กบั ชุมชนเพราะในรายละเอียดของพิธีกรรมมีระเบียบแบบแผนที่ได้ กาหนดไว้ อย่างชัดเจนเช่น การดาขันเชิญผีปยู่่ าหากสมาชิกที่เข้ ามามีส่วนร่วมในการจัดเตรี ยมทา ไม่ถกู ต้ องถือว่าเป็ นการผิดผีและจะต้ องมีการประกอบพิธีกรรมฟ้อนผีขึ ้นใหม่อีกครัง้ ดังนันเมื ้ ่อถึง เวลาประกอบพิธีกรรม สมาชิกจึงต้ องแยกย้ ายกันไปทางานตามตาแหน่งแห่งที่ของตนเองที่เคยทา มา การที่สมาชิกไม่มีความชานาญพอในลักษณะงานบางอย่างเกี่ยวกับพิธีกรรม การเข้ าไปก้ าว ก่ายจึงทาให้ เกิดความเสียหายมากกว่าเป็ นประโยชน์ สมาชิกหนึ่งคนไม่สามารถทาหน้ าที่ต่าง ๆ


ได้ ด้ ว ยตัว คนเดี ย ว การแบ่ง งานตามความถนัด ถื อ ได้ ว่า เป็ นการเปิ ดโอกาสให้ ส มาชิ ก ได้ น า ความสามารถที่ตนเองมีอยูม่ าใช้ เพื่อให้ บรรลุเป้าหมายในการประกอบพิธีกรรม พิธีกรรมฟ้อนผี มดบ้ านดอกบัว เป็ นกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่ไม่ได้ จากัดพื ้นที่เฉพาะ ภายในครัวเรื อนแต่ได้ ขยายวงกว้ างออกไปเชื่อมโยงกลุ่มคนที่นบั ถือผีกลุ่มอื่น ๆ โดยมีลกั ษณะเป็ น เครื อข่ายที่ยึดโยงกันไว้ อย่างสลับซับซ้ อน ผลจากการที่สมาชิกภายในและภายนอกชุมชนได้ เข้ า ร่วมประกอบพิธีกรรมฟ้อนผีทาให้ เกิดการความร่ วมมือช่วยเหลือแบ่งปั นกันระหว่างกลุ่มที่เรี ยกว่า กระบวนการฮอม14 มี 4 รูปแบบ ดังต่อไปนี ้ การฮอมแรง การฮอมใจ การฮอมของและการฮอมเงิน การฮอมแรง คือ การรวมแรงที่ มาจากกาลังความสามารถของแต่ละคน เป็ นการรวม แรงงานเพื่อช่วยในการทางานด้ านต่าง ๆ ตามความสมัครใจ ดังจะเห็นได้ จากในพิธีกรรมฟ้อนผี ตังแต่ ้ ก่อนเริ่ มงานสมาชิกจะมารวมกันจัดเตรี ยมข้ าวของ จัดเตรี ยมสถานที่ พอถึงวันงาน กาลัง และลูกหลานฝ่ ายชายก็แยกย้ ายไปสร้ างผามตังแต่ ้ เช้ า ฝ่ ายหญิ งก็เข้ าครัวทาอาหารจัดเตรี ยม สารั บเพื่ อนามาเลี ย้ งแขกเหรื่ อ เครื อ ญาติที่ ม าช่วยงานทัง้ นี ย้ ัง มี ฝ่ ายจัดเตรี ยมเครื่ องประกอบ พิธีกรรมซึ่งบรรดาญาติ ๆ ผู้อาวุโสและกลุ่มที่ถือผีเดียวกันจะร่วมกันจัดเตรี ยม การร่ วมกันทางาน จึงออกมาในลักษณะที่แตกต่างกันไปตามความสามารถของสมาชิกแต่ละคน การฮอมใจ คื อ ความเชื่ อ มั่น และศรั ท ธาในผี ปู่ ย่ า ของสมาชิ ก โดยผี ปู่ ย่ า เป็ น สัญลักษณ์ศนู ย์รวมรวมจิตใจของสมาชิกเข้ าไว้ ด้วยกัน การรวมใจเป็ นหนึ่งเดียวเป็ นพลังสาคัญ อย่างหนึ่งในการทางานร่ วมกันให้ สาเร็ จการรวมใจเกือ้ หนุนให้ เกิดการรวมแรงที่แสดงออกมาให้ เห็ น ในรู ป ของความพร้ อมเพรี ย งในการประกอบพิ ธี ก รรมและการเข้ า ร่ ว มประกอบพิ ธี ก รรม สม่าเสมอ การร่วมใจกันประกอบพิธีกรรมเป็ นการแสดงออกถึงความกตัญญูที่มีต่อบรรพบุรุษ ไม่ ว่าในกรณีใดก็ตามเมื่อทราบข่าวว่าจะมีพิธีกรรมฟ้อนผีขึ ้นสมาชิกจะมาร่วมมากกว่าที่จะหลีกเลี่ยง เพราะพิธีกรรมมีผลทางใจ ผีปยู่่ าการไม่เข้ าร่วมหรื อหายหน้ าไปจากการประกอบพิธีกรรมสมาชิก คนอื่น ๆ จะไม่ตาหนิว่าโดยตรงแต่จะตักเตือนกันไว้ เป็ นเบื ้องต้ นเท่านัน้ สมาชิกเชื่อกันว่าหากใคร ทาตัวดีหรื อไม่ดีผีปยู่่ าจะรู้เห็นและลงโทษเอง การฮอมของ คือ การนาข้ าวของเครื่ องใช้ ในการประกอบพิธีกรรมมาช่วยงาน โดย สิ่งของที่วา่ นี ้ไม่จาเป็ นต้ องใช้ เงินซื ้อ เช่น ดอกไม้ ธูป เทียน มะพร้ าว กล้ วย โต๊ ะ เก้ าอี ้ ผ้ าเต็นท์ หิ ้ง บูชา ขันโตก เป็ นต้ น หากเป็ นการฮอมของที่เกิดขึ ้นภายในชุมชนจะเป็ นการระดมทรัพยากรภายใน ชุม ชนต่าง ๆ ที่ ส มาชิ กแต่ล ะคนจะสามารถหาได้ ม ารวมกันไว้ เพื่ อใช้ ในการประกอบพิธี กรรม สมาชิกแต่ละคนจะนาสิ่งของติดไม้ ติดมือมาช่วยคนละอย่างสองอย่าง ส่วนหากเป็ นการฮอมของ 14

การนาบางสิ่งบางอย่างมารวมกัน


จากภายนอกชุมชนจะเป็ นเรื่ องของการหมุนเวียนทรัพยากรเพื่อลดภาระของเจ้ าภาพเนื่องจากการ ประกอบพิธีกรรมฟ้อนผีค่อนข้ างจะมีรายละเอียดในเรื่ องของค่าใช้ จ่าย การฮอมของจึงช่วยลด ภาระค่าใช้ จา่ ยของเจ้ าภาพได้ สว่ นหนึง่ เช่น เมื่อบ้ านดอกบัวจัดงานฟ้อนผีบ้านอื่น ๆ จะส่งตัวแทน เป็ น “ม้ าขี่” หรื อ “เก๊ าผี” มาช่วยโดยจะนาสิ่งของที่ใช้ เชิญผีปยู่่ าของตนมาเอง เช่น เหล้ าขาว เหล้ า แดง มะพร้ าว ตามแต่ธรรมเนียมในการเชิญผีปู่ ย่าของแต่ละบ้ านจะกาหนดหากเจ้ าพ่อคาลือใช้ เหล้ าขาวในการเชิญ ม้ าขี่ก็จะนาเหล้ าขาวมาฮอมโดยบ้ านดอกบัวจะเก็บเหล้ าขาวนันไว้ ้ แล้ วใส่ เหล้ าขาวขวดใหม่ที่บ้านดอกบัวเตรี ยมไว้ ให้ แทน จากนันเมื ้ ่อผีปยู่่ าตนต่อไปใช้ เหล้ าขาวเชิญ ม้ าขี่ก็ ก็จะนาเหล้ าขาวมาฮอม โดยบ้ านดอกบัวจะนาเหล้ าขาวของเจ้ าพ่อคาลือที่นามาฮอมใส่ขนั เชิญให้ ส่วนของผีปยู่่ าก็เก็บไว้ ใส่ขนั เชิญต่อ ทาเช่นนี ้หมุนเวียนไปเรื่ อยๆ จนทาการเชิญครบเสร็ จทังหมด ้ การทาเช่นนี ้จะทาให้ เหล้ าขาว มะพร้ าวหรื อของที่นามาฮอม เหลือพอที่จะเก็บไว้ ใช้ ในงานต่อไป การฮอมเงิ น คื อ การรวมเงิ น หรื อ ระดมทุน ซึ่ ง เกิ ด ขึ น้ ภายหลัง จากการฮอมของ การฟ้อนผีในแต่ละครัง้ มีค่าใช้ จ่ายประมาณ 20,000-30,000 บาทต่อครัง้ การฮอมของช่วยลด ภาระค่าใช้ จ่า ยของเจ้ าภาพได้ บ างส่วน ค่าใช้ จ่ายที่ ใช้ ในงานฟ้ อนผี ส่วนใหญ่ จ ะเป็ นข้ าวของ เครื่ องใช้ ในพิธีกรรมซึ่งไม่สามารผลิ ตได้ เองซึ่งข้ าวของเครื่ องใช้ เหล่านี ้ราคาไม่คงที่ผนั ผวนไปตาม กลไกตลาด บางปี ก็ราคาถูกบางปี ก็ราคาแพง เช่น เหล้ าขาว เหล้ าแดง ข้ าวสาร ของสดของแห้ ง ต่าง ๆ เป็ นต้ น การฮอมเงินภายในชุมชนจะเป็ นการเรี่ ยรายจากสมาชิกตามความสมัครใจโดยจะ ให้ รับผิดชอบรายการค่าใช้ จา่ ยในพิธีกรรมเป็ นเรื่ อง ๆ ไป เช่น ค่าน ้าดื่ม ค่าน ้าแข็ง ค่าของหวาน ค่า เหล้ า เป็ นต้ น พิธีกรรมฟ้อนผีเป็ นเรื่ องของทุกคนในกลุ่มที่นบั ถือผีเดียวกันเพราะถือว่าเป็ นเจ้ าภาพ ร่วมกัน ส่วนการฮอมเงินจากภายนอกจะเป็ นการใส่ซองมาช่วยงานของสายตระกูลต่างๆที่เชิญมา ร่วมงานคล้ ายกับการใส่ซองในงานแต่งงาน การใส่ซองฮอมเงินทาให้ เกิดการออมไว้ ใช้ เป็ นทุนใน การจัดพิธีกรรมฟ้อนผีในครัง้ ต่อไป พิธีกรรมฟ้อนผีเป็ นเรื่ องส่วนรวมแม้ จะมีเจ้ าภาพรับผิดชอบใน งานฟ้อนผีแต่ละครัง้ สมาชิกก็จะช่วยกันทางานให้ สาเร็ จเรี ยบร้ อย กุศโลบายของการรวมกลุ่มทา ให้ ผลประโยชน์สุดท้ ายของการทางานที่ทุกคนจะได้ ร่วมกันคือ ความสุขทางใจ การร่ วมมือกัน ทางาน การให้ ความช่วยเหลือเกื ้อกูลกันที่มีลกั ษณะต่างตอบแทนนันเป็ ้ นผลพลอยได้ ที่ติดตามมา จากการรวมกลุม่ กันประกอบพิธีกรรมฟ้อนผีนนั่ เอง พลังทางใจเป็ นพื ้นฐานสาคัญที่เกิดจากความเชื่อมัน่ ศรัทธาในพลัง อานาจของผีปยู่่ า ซึ่งพลังทางใจนันส่ ้ งผลให้ เกิดการรวมกลุ่มกันตามธรรมชาติและมีส่วนร่ วมตามความสามารถใน พิธีกรรมของสมาชิก เกิดการเรี ยนรู้ ที่เชื่อมโยงสมาชิกเข้ าไว้ ด้วยกัน ทัง้ นีว้ ิถีชีวิตของสมาชิกมัก


พึ่งพาพลังของผีปยู่่ าเพื่อให้ ทากิจการงานต่าง ๆ สาเร็ จลุล่วง ผลทางใจจะแสดงออกมาทางการ กระทา การประกอบพิธีกรรมฟ้อนผีจึงเปรี ยบเสมือนการตอบแทนผีปยู่่ าที่ช่วยให้ ลกู หลานผ่านพ้ น อุปสรรคไปได้ ผีปยู่่ าจึงเป็ นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ การได้ แสดงความเคารพ การขอความช่วยเหลือหรื อ แม้ กระทัง่ บรรยากาศของพิธีกรรมต่างก็ช่วยเสริ มสร้ างพลังทางใจและทาให้ เกิดความสุขสบายใจ แก่สมาชิกทังสิ ้ ้น ชุมชนบ้ านดอกบัวเป็ นชุมชนความเชื่อที่มีลักษณะเป็ นเครื อข่ายทางสังคมที่ผูกพัน ผู้ค นเข้ า ไว้ ด้ ว ยกัน กับ ความเชื่ อ เรื่ อ งผี ม ด และมี ก ารปฏิ บัติกิ จ กรรมฟ้ อนผี ม ดเพื่ อ เสริ ม สร้ าง ปฏิสมั พันธ์ทางสังคม ความสัมพันธ์ที่คนมีตอ่ คน ความสัมพันธ์ที่คนมีตอ่ สิ่งเหนือธรรมชาติ ทาให้ เกิ ดกระบวนการชุม ชนตามธรรมชาติที่สร้ างและเสริ ม ความเป็ นชุม ชนให้ ดารงอยู่ม าได้ จ นถึ ง ปั จจุบนั หากจะย้ อนกลับไปดูความเป็ นมาของบ้ านดอกบัวย่อมเห็นความเกี่ยวข้ องสัมพันธ์กบั ความเชื่อและพิธีกรรมฟ้อนผี ซึ่งเป็ นเงื่อนไขปั จจัยสาคัญสาหรับการเกิดขึ ้นของ ความเป็ นชุมชน ภายในบ้ านดอกบัวซึ่งได้ เชื่อมโยงกลุ่มคน ต่างกรรม ต่างวาระ ให้ มารู้ จักคุ้นเคยกัน ร่ วมมือกัน ประกอบพิธี กรรมซึ่ง เป็ นกิ จ กรรมที่ ทาให้ สายสัม พันธ์ ยัง ถักทอและเกาะเกี่ ยวกันมาถึง ทุกวันนี ้ “ชุมชนนันไม่ ้ ได้ ขึ ้นอยู่ที่ลกั ษณะทางกายภาพ (ต้ องอยู่ในอาณาบริ เวณเดียวกัน) หรื อขึ ้นอยู่กบั ตัว คนเท่านัน้ แต่ปัจจัยที่ค่อนข้ างจะชี ้ขาด ความเป็ นชุมชนก็คือ ความสัมพันธ์ ระหว่างคนต่อคนใน ชุม ชนนัน้ ” (กาญจนา แก้ ว เทพ, 2538, น. 14-15) ความสัม พัน ธ์ ระหว่า งคนต่อคนที่ พ บใน การศึกษาจะเห็นได้ ว่า สมาชิกในชุมชนต่างก็ปฏิสมั พันธ์กนั ผ่านความเชื่อและพิธีกรรมฟ้อนผีเป็ น หลัก โดยมีครอบครัว เครื อญาติ กลุ่มตระกูลต่าง ๆ เชื่อมโยงกันผ่านความรู้สึกเป็ นพวกเดียวกันที่ เรี ยกว่า ผีเดียวกัน แม้ ว่าในปั จ จุบนั นีบ้ ้ านดอกบัวจะไม่ได้ มีลักษณะของการเป็ นหมู่บ้านที่มี พืน้ ที่ ทาง ภูมิศาสตร์ หรื อเขตการปกครองที่ชัดเจน แต่บ้านดอกบัวนัน้ ก็ยงั สามารถกาหนดขอบเขตได้ จาก ลักษณะร่ วมกันของความเป็ นชุมชนที่เรี ยกว่า ผีเดียวกัน ความเป็ นผีเดียวกันในที่นี ้มีนยั สาคัญซึ่ง สมาชิกสื่อออกมาเป็ นภาษาที่เข้ าใจง่าย ๆ ได้ ว่า พวกเขาเป็ นพวกเดียวกัน มีผีปยู่่ าซึ่งเป็ นบรรพ บุรุษเดียวกัน “ลักษณะของการรวมหมูร่ ูปแบบหนึ่งในหลาย ๆ รูปแบบ หากย้ อนกลับไปก่อนที่จะมี การพัฒ นาเศรษฐกิ จ แบบทุน นิยมความรู้ สึกที่ ว่าเป็ นคนบ้ า นเดี ยวกัน จะแสดงออกมาในรู ป สัญลักษณ์ที่แสดงความเป็ นพวกเดียวกันคือ ผีปยู่่ า ” (อานันท์ กาญจนพันธ์ , 2544, น. 125) การ รวมหมูท่ างสังคมเช่นนี ้พบเห็นได้ ในหลาย ๆ วัฒนธรรมที่มีอยู่ในแต่ละท้ องถิ่น อาทิเช่น หมวดบ้ าน ศรัทธาวัด เป็ นต้ น การรวมหมู่เช่นนี ้ทาให้ เกิดกลุ่มและมีการประสานเครื อข่ายกันด้ วย และพบว่า


ในปั จจุบันการรวมหมู่ทางสัง คมในแต่ละท้ องถิ่นก็มีการปรับประยุกต์ใช้ และเกิดเป็ นชุมชนที่ มี นิยามความหมายใหม่ ซึ่งนาภูมิปัญญาดังเดิ ้ มเหล่านี ้มาปรับใช้ กบั บริ บทใหม่ในสังคมมากมายที่ ไม่ได้ จากัดอยู่เพียงลักษณะทางภูมิศาสตร์ เพียงอย่างเดียว “ชุมชนความหมายใหม่นี ้จึงจัดเป็ น ชุมชนที่เกิดขึน้ จากอุดมการณ์ ความคิดเห็น ความเชื่อ และผลประโยชน์ที่คนในชุมชนนัน้ ๆ มี ร่วมกันหรื ออาจเรี ยกได้ ว่า “ชุมชนการหน้ าที่” (functional community)” (จิราลักษณ์ จงสถิตมัน่ , 2549) แม้ ว่าชุม ชนในลักษณะของบ้ านดอกบัวนี จ้ ะพบมากขึน้ ในสัง คมปั จ จุบนั แต่ความเป็ น ชุมชนบ้ านดอกบัวก็ได้ ดารงอยูม่ าเป็ นเวลาช้ านาน คุณลักษณะและองค์ประกอบของชุมชนที่มี ทัง้ ความเชื่อเรื่ องผีมดบ้ านดอกบัว บทบาทหน้ าที่ของสมาชิก วิธีคิด ค่านิยม บรรทัดฐานของกลุ่ม และความเป็ นพวกเดียวกัน คุณลักษณะและองค์ประกอบเหล่านี ้ต่างก็มีความสอดคล้ องเชื่อมโยง กัน หากขาดไปประการใดประการหนึ่งความเป็ นชุมชนบ้ านดอกบัวก็ไม่สามารถที่จะดารงอยู่ได้ คุณ ลัก ษณะและองค์ ประกอบทัง้ หมดที่ ก ล่าวมานี ห้ ากพิ จ ารณาดูก็ จ ะพบว่า ตรงตามแนวคิด เกี่ยวกับคุณลักษณะและองค์ประกอบของชุมชนที่ จิม ไอซ์ (1999, pp. 90-91 อ้ างถึงใน สายันต์ ไพรชาญจิตร์ , 2550) นาเสนอไว้ เพราะถึงที่สดุ แล้ ว แม้ ชมุ ชนจะไม่ยดึ ติดกับพื ้นที่ทางภูมิศาสตร์ แต่ ก็ยงั สามารถกาหนดขอบเขตได้ จากความเป็ นพวกเดียวกันที่เรี ยกว่าผีเดียวกัน อีกทังสมาชิ ้ กยังมี พันธะหน้ าที่ ที่ได้ รับมอบหมายในการปฏิบตั ิกิจกรรมของชุมชน ความใกล้ ชิดสนิทสนมกันของ สมาชิกที่มีครอบครัวและเครื อญาติเป็ นพื ้นฐาน วิถีทางที่สมาชิกเชื่อและปฏิบตั ิร่วมกันสืบต่อมาทา ให้ เกิดเป็ นวัฒนธรรม เอกลักษณ์เฉพาะกลุม่ ที่แสดงถึงตัวตนและความเป็ นเจ้ าของ “ความรู้สึกที่ว่า “นี่เป็ นแบบของเรา” (sense of identity) มีผลสะเทือนสืบเนื่องต่อมาอีกหลายประการ ประการที่ สาคัญที่สดุ ก็คือ การทานุบารุงรักษากิจกรรมให้ มีอายุยืนยาว” (กาญจนา แก้ วเทพ, 2538, น. 34) ความเป็ นชุมชนบ้ านดอกบัว ให้ ความสาคัญกับสมาชิกในชุมชน และกิจกรรมที่พวก เขาปฏิบตั ิ พิธีกรรมฟ้อนผีมดบ้ านดอกบัวจึงถือได้ ว่าเป็ นพิธีกรรมสาคัญของชุมชน สมาชิกทุกคน จะต้ องเข้ าร่วมและสามารถมีสว่ นร่วมในพิธีกรรมได้ ตามแต่ความสามารถของตนเองจะเอื ้ออานวย การปฏิสมั พันธ์ กัน ตามประสานคนที่นบั ถือผีเดียวกัน ทาให้ เกิดการเรี ยนรู้ แบ่งปั น ไว้ วางใจ ให้ ความช่วยเหลือ เอื ้ออาทร ซึ่งสิ่งเหล่านีเ้ ป็ นผลพลอยได้ ที่ติดตามมาจากการสิ่งที่พวกเขาปฏิบตั ิ คุณค่าของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ ้นทาให้ ทกุ คนยังสามารถดารงอยู่ร่วมกันในชุมชนได้ อย่างเป็ นปกติ สุข แม้ ว่าธรรมชาติของการรวมกลุ่ม แต่ละคนอาจมีความเห็นไม่ตรงกัน ขัดแย้ งกันบ้ าง ซึ่งอาจทา ให้ มีเรื่ องให้ ขนุ่ ข้ อง บาดหมาง ทะเลาะเบาะแว้ ง แต่ท้ายที่สดุ แล้ วความเชื่อและพิธีกรรมของชุมชน ก็จะเป็ นกลไกในการจัดการความสัมพันธ์ ของคนในชุมชนให้ กลับมาเป็ นปกติ ยอมรับผิดและให้ อภัยกันได้ ดงั เดิม


การเสริมสร้ างความเป็ นชุมชนเป็ นเป้าหมายหนึ่งของการพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็ นการทา ให้ ปฏิสมั พันธ์ ทางสังคมภายในชุมชนแน่นแฟ้นยิ่งขึ ้น การทาให้ คนมาอยู่ร่วมกัน และช่วยให้ เกิด ความไว้ วางใจในการสื่อสารระหว่างกันนัน้ นาไปสู่การความเข้ าใจในการกระทาทางสังคมอย่าง แท้ จริ ง มีชมุ ชนมากมายที่ได้ รับผลกระทบจากความแตกแยกของคนภายในชุมชน เช่น การที่ตา่ ง คนต่างอยู่ ต่างไม่สนใจความเป็ นไปของกันและกัน หรื ออยู่ใกล้ กนั แต่ปราศจากความปรารถนาดี ไร้ ไมตรี ต่อกัน เป็ นต้ น แต่การสร้ างความเป็ นชุม ชนนัน้ สามารถที่จ ะเปลี่ยนแปลงสภาวการณ์ เหล่านันได้ ้ ถ้ าหากสามารถสร้ างกระบวนการชุมชนที่เกื ้อหนุนให้ เกิดความเป็ นชุมชนในโครงสร้ าง ระดับต่าง ๆ ของชุมชนให้ ยงั่ ยืนอย่างมีประสิทธิภาพได้ สาเร็จ การเสริมสร้ างความเป็ นชุมชนในบางสถานการณ์ มีวตั ถุประสงค์เฉพาะเจาะจงในการ ทากิ จ กรรมที่ นักพัฒ นาจัดขึน้ แต่มักจะมี หลายครั ง้ เช่ นกันที่ ความเป็ นชุม ชนอันเป็ นผลลัพ ธ์ ที่ นักพัฒนาต้ องการ กลับไปปรากฏที่กิจกรรมในวิถีชีวิตของชุมชนแทน เช่น การลงแขก การทาบุญ การทาเหมืองฝาย การเลี ้ยงผี เป็ นต้ น สาเหตุที่เป็ นเช่นนันก็ ้ เพราะว่าชาวบ้ านจะรู้ สึกสบายใจและ ไว้ วางใจกันได้ มากกว่าหากจะกระทากิจกรรมร่ วมกันภายใต้ เงื่ อนไขในวิถีชีวิตของพวกเขาเอง กิ จ กรรมที่ จัด ขึ น้ เพื่ อ มี วัต ถุป ระสงค์ ใ ห้ ช าวบ้ า นรวมตัว กัน และปฏิ สัม พัน ธ์ กัน โดยตรงมัก ไม่ สอดคล้ องกับวัฒนธรรมชุมชนของชาวบ้ าน ในทานองเดียวกันไม่ว่าจะเป็ นกิจกรรมที่จัดขึ ้นโดย นักพัฒนาหรื อมีอยู่แล้ วในวิถีชี วิตชาวบ้ าน เหตุผลหลักที่ จ ะทาให้ ชาวบ้ านเข้ าร่ วมกิจ กรรมคือ ความเชื่อถือในคุณค่าของตัวกิจกรรมนัน้ ๆ และคนที่เขาจะต้ องทางานร่วมด้ วยระหว่างการดาเนิน กิจกรรม การปฏิสมั พันธ์ ทางสังคมจึงจะเกิดขึ ้น หากในเนื ้อหาของกิจกรรมนันสามารถท ้ าให้ เกิด ความสัมพันธ์อนั ดีระหว่างคนที่ทากิจกรรม ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสของการพัฒนาในระดับต่อไปมากยิ่งขึ ้น การพัฒนาชุมชนที่สอดคล้ องกับวัฒนธรรมชุมชนจะมีส่วนช่วยเสริ มสร้ างความเป็ นชุมชน เพราะ ความเป็ นชุมชนเป็ นการให้ ความสาคัญกับ คน สิ่งที่ปฏิบตั ิและคุณค่าของความสัมพันธ์ ดังนัน้ ความเป็ นชุมชน จะเกิดขึ ้น ดารงอยู่ หรื อสูญสลายไป ล้ วนมีความเกี่ยวข้ องกับวัฒนธรรมที่มีอยู่ใน แต่ละชุมชน แต่ละท้ องถิ่นทังสิ ้ ้น ความเชื่อและพิธีกรรมฟ้อนผีมดเป็ นกลไกสาคัญในการสร้ างความเป็ นชุมชนบ้ าน ดอกบัว โดยมีกระบวนการเรี ยนรู้และกระบวนการเสริ มสร้ างพลังชุมชนเป็ นส่วนประกอบสาคัญที่ นาไปสู่ กระบวนการสร้ างความเป็ นชุมชน15 ได้ แก่ 1. การรื อ้ ฟื น้ สานึกแห่งรากเหง้ า 2. การสร้ าง คุณค่าของความเป็ นชุมชน และ 3. การสร้ างพลังชุมชน ซึ่งกระบวนการชุมชนดังกล่าวที่แฝงอยู่ใน ความเชื่อและพิธีกรรมฟ้อนผีมดบ้ านดอกบัวทาให้ เกิดการปฏิสมั พันธ์กนั ทางสังคม ของสมาชิกทุก 15

อ่านเพิ่มเติมได้ จากวิทยานิพนธ์ของผู้เขียน


ครัง้ ที่ชุม ชนบ้ านดอกบัวมีการประกอบพิธีกรรมฟ้อนผี “การประกอบพิธีกรรมมีความหมายต่อ ความเป็ นชุมชน โดยเป็ นการชักนาให้ ผ้ คู นที่อยู่ร่วมกันในกลุ่มเดียวกัน หรื อในสังคมเดียวกันให้ มา พบปะกัน ก่อให้ เกิดการรู้จกั และสัมพันธ์กนั ขึ ้น อีกทังยั ้ งมีการสื่อความหมายให้ เข้ าใจกันในการอยู่ ร่วมกันเพราะเรื่ องพิธีกรรมเป็ นระบบสัญลักษณ์ของการสื่อสารทังสิ ้ ้น และเป็ นเรื่ องทางด้ านจิตใจที่ เป็ นผลมาจากทัง้ ความเชื่อและการกระทา เชื่อว่าเป็ นสิริมงคลทาให้ เกิ ดความสบายใจมั่นใจ ” (ศรี ศกั ร วัลลิโภดม, 2536, น. 30-31) ในกระบวนการฟ้อนผีมดบ้ านดอกบัวมีกระบวนการชุมชนที่ แฝงอยู่ในเนื ้อหาของความเชื่อและพิธีกรรมซึ่งทาให้ สมาชิกในชุมชนได้ เข้ ามามีส่วนร่ วมและเกิด การเรี ย นรู้ สื บ ทอดความเชื่ อ และพิ ธี ก รรมจากรุ่ น หนึ่ ง สู่อี ก รุ่ น หนึ่ ง และในบางครั ง้ ก็ มี ก าร ปรับเปลี่ยนรู ปแบบให้ เข้ ากับบริ บทของยุคสมัย “กระบวนการเรี ยนรู้จึงเป็ นกลไกการถ่ายทอดหรื อ ผลิตซา้ เพื่อรั กษาสิ่งเดิมเอาไว้ เช่นเดียวกับการสร้ างสรรค์สิ่งใหม่ที่เกิดจากการปฏิสัมพันธ์ เพื่อ ปรับตัวกับสิ่งเดิม” (อรศรี งามวิทยาพงศ์, 2549, น.1) พิธีกรรมฟ้อนผีทาให้ เกิดการรวมกลุ่ม รวม ญาติพี่ น้อ งที่ แ ยกย้ ายกัน ไปอยู่ใ นที่ ต่าง ๆ ให้ ไ ด้ ก ลับ มาพบปะกัน การรวมกลุ่ม ที่ เ ป็ นไปตาม ธรรมชาติเช่นนี ้ทาให้ สมาชิกรู้สึกสบายใจ และไว้ วางใจกันได้ มากกว่าการที่ต้องไปรวมกลุ่มกับคน อื่ นที่ ไ ม่ใช่พ วกเดี ยวกับ ตน ซึ่ง บ่อ ยครั ง้ จะเห็น ได้ ว่า ในชี วิต ประจ าวัน ผู้ค นต้ องรวมกลุ่ม กันท า กิจกรรมต่าง ๆ ในสังคมมากมายอาทิเช่น กิจกรรมทางเศรษฐกิจ กิจกรรมทางการเมือง เป็ นต้ น และพบว่ามีหลาย ๆ กลุ่มเช่นกันที่ไม่ประสบผลสาเร็ จในการทากิจกรรมสาเหตุหนึ่งก็มาจากการที่ ไม่สามารถยอมรับหรื อมีความรู้สกึ ร่วมกัน ในฐานะพวกเดียวกันได้ ซึง่ ความรู้สึกเป็ นพวกเดียวกันนี ้ เป็ นคุณค่าของความเป็ นชุมชนที่ผกู พันผู้คนไว้ ด้วยมิตทิ างใจ พิธีกรรมจึงเป็ นเรื่ องของความรู้สึกนึก คิดที่ให้ คณ ุ ค่าทางจิตใจ ผูกพันเชื่อมโยงสมาชิกของกลุ่มเข้ าไว้ ด้วยกันความรู้สึกที่ว่า พวกเขาเป็ น เลือดเนือ้ เชือ้ ไขหรื อสืบเชือ้ สายมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน มีที่มาเดียวกัน มีวัฒนธรรมเดียวกัน ความใกล้ ชิดสนิทสนม ไว้ วางใจกันได้ และเมื่อครอบครัวเครื อญาติมีสมาชิกใหม่ ก็จะพามาให้ ร้ ูจกั คุ้นเคยกับสมาชิกคนอื่น ๆ ในพิธีกรรม พิธีกรรมเปรี ยบเสมือนการเตรี ยมคนให้ เข้ าสู่ชุมชน เพื่อ เรี ยนรู้ มีสว่ นร่วมและยอมรับคุณค่าต่าง ๆ ที่มีอยูใ่ นชุมชนร่วมกัน ในพิธี กรรมฟ้ อนผี จ ะเห็น ถึง ความช่วยเหลื อ เกื อ้ กูลกัน ในหมู่ญาติพี่ น้อ งที่ นับถื อ ผี เดียวกัน เพื่ อนบ้ านใกล้ เ คียง และกลุ่ม คนที่นับถื อผี อื่น ๆ ที่มี ความสัมพันธ์ อันดีต่อกัน ซึ่ง การ ช่วยเหลือเกื ้อกูลกันนี ้ไม่เฉพาะแต่ด้านสิ่งของหรื อเงินทองเท่านัน้ แต่ช่วยในด้ านกาลังแรงงานด้ วย เช่น การสร้ างผาม รื อ้ ผาม การประดิษฐ์ ของที่จะใช้ ในพิธีกรรม การประกอบอาหาร หรื อการเตรี ยม อุปกรณ์ตา่ ง ๆ ที่จะใช้ ในพิธี พิธีกรรมฟ้อนผีจึงช่วยกระชับความสัมพันธ์ของคนในตระกูลและนอก ตระกูลที่มีการนับถือผีเหมือนกันให้ มีความสัมพันธ์ที่ดีแน่นแฟ้นต่อกัน แม้ ว่าในวิถีชีวิตประจาวัน


ของผู้คนนันอาจมี ้ ปัญหาเดือดเนื ้อร้ อนใจต่าง ๆ เกิ ดขึ ้นได้ มากมาย แต่อย่างน้ อยเมื่อพอถึงเวลา ประกอบพิธีกรรมฟ้อนผีเหล่าสมาชิกสามารถที่จะผ่อนคลายความตึงเครี ยดกังวลต่าง ๆ ที่ได้ รับ จากสัง คมเอาไว้ เ บือ้ งหลัง แล้ วมุ่ง หน้ าเข้ าสู่พิธี กรรมเพื่ อให้ เกิ ดความสุขใจ สมาชิ กเมื่ ออยู่ใน พิธีกรรมฟ้อนผีทุกคนจะเท่าเทียมกัน เสมอภาคยึดมัน่ ในการเคารพเชื่อฟั งคาสัง่ สอนของผีบรรพ บุรุษผ่าน “ม้ าขี่” หรื อ “เก๊ าผี” ในขณะเดียวกันก็ใช้ ความเชื่อเรื่ องผีปยู่่ าคอยควบคุมคนในกลุ่มไม่ให้ ประพฤติออกนอกกรอบประเพณี สมาชิกจะถูกกาหนดบทบาทหน้ าที่ต่อพิธีกรรมไว้ โดยยึดเอา ความเชื่อเรื่ องผีปยู่่ าและกฎระเบียบของกลุม่ เป็ นหลักในการปฏิบตั ขิ องสมาชิก จากที่ได้ นาเสนอมาทังหมด ้ ผู้เขียนเห็นว่า สวัสดิการทางใจของบ้ านดอกบัว คือ การ ตอบสนองมิติทางจิตใจเป็ นเบื ้องต้ น เช่น การผ่อนคลายความวิตกกังวล การสร้ างเสริ มกาลังใจ ความสนุกสนาน ความสุขใจ เป็ นต้ น แม้ วา่ บางครัง้ วัตถุสิ่งของอาจตอบสนองความต้ องการได้ แต่ก็ ไม่อาจตอบสนองมิติภายในจิตใจได้ ทงหมด ั้ ในการเข้ าร่ วมประกอบพิธีกรรมฟ้อนผีนนช่ ั ้ วยผ่อน คลายความตึง เครี ยดของคนในชุม ชน เพราะว่านัยหนึ่ง ของการประกอบพิธี กรรมก็ เพื่ อความ สนุกสนานรื่ นเริ ง ทุกวันนีบ้ รรยากาศของพิธีกรรมยัง คงสะท้ อนให้ เห็นถึง ความสุนทรี ที่มี อยู่ใน ศิลปวัฒนธรรม ซึ่งช่วยให้ เกิดความผ่อนคลายสบายใจแก่ผ้ ทู ี่ได้ พบเห็น แม้ ว่าในวิถีชีวิตประจาวัน ของผู้คนนันอาจมี ้ ปัญหาเดือดเนื ้อร้ อนใจต่าง ๆ เกิดขึ ้นได้ มากมาย แต่อย่างน้ อยเมื่อพอถึงเวลา ประกอบพิธีกรรมฟ้อนผีเหล่าสมาชิกสามารถที่จะผ่อนคลายความตึง เครี ยดกังวลต่าง ๆ ที่ได้ รับ จากสังคมเอาไว้ เบื ้องหลัง แล้ วมุ่งหน้ าเข้ าสู่พิธีกรรมเพื่อให้ เกิดความสบายใจ เป็ นสวัสดิการอย่าง หนึ่งที่พวกเขาได้ รับในฐานะที่เป็ นสมาชิกของชุมชน สวัสดิการทางใจนัน้ มีความเกี่ ยวข้ องกับ วัฒนธรรมชุมชน ภูมิปัญญาท้ องถิ่นและทุนทางสังคมที่ได้ สงั่ สมกันมาเป็ นระยะเวลายาวนาน บ้ าน ดอกบัว เน้ นเรื่ องของจิตใจเป็ นพื ้นฐานสาคัญของความเป็ นชุมชน ซึ่งเกิดขึ ้นผ่านการปฏิสมั พันธ์ใน พิธีกรรมฟ้อนผี ความมัน่ คงทางใจที่ได้ จากสิ่งยึดเหนี่ยว ความช่วยเหลือ เอื ้ออาทรที่มีตอ่ กัน สะสม บ่มเพาะมาจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง และยังคงเป็ นเช่นนี ้ต่อไปอีกเรื่ อย ๆ วิถีชีวิตของสมาชิกที่เป็ น เครื อข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมจึงผูกพันไว้ กบั สิ่งที่ตนเองเชื่อมัน่ ยึดถือ ระบบสวัสดิการที่เกิดขึ ้น จึงไม่จาเป็ นต้ องให้ ใครมากาหนด เพราะสิ่งเหล่านี ้เกิดขึ ้นและกาหนดได้ เองจากวิถีชีวิตที่พวกเขา เป็ น สรุ ปแล้ วก็คือ พิธีกรรมฟ้อนผี ที่จดั อย่างสม่าเสมอของบ้ านดอกบัว เป็ นสวัสดิการทางใจของ ชุมชนที่ตอบสนองได้ ทงในระดั ั้ บปั จเจก ระดับกลุม่ ครอบครัวเครื อญาติ และระดับเครื อข่ายที่นบั ถือ ผีเดียวกัน ความเชื่อและพิธีกรรมฟ้อนผีจงึ เป็ นทังกลไกส ้ าคัญในการสร้ างความเป็ นชุมชนและเป็ น สวัสดิการทางใจที่สมาชิกในชุมชนจะได้ รับ


ท้ ายนี ้ผู้เขียนมีความเห็นว่า กิจกรรมทางวัฒนธรรมที่สะท้ อนความคิดความเชื่อของ กลุ่มต่าง ๆ ในสังคมนอกจากจะทาให้ เกิดการรวมตัวกันของกลุ่มคนได้ เป็ นธรรมชาติกว่ากิจกรรม ในด้ านอื่นแล้ วยังมีความหมายถึงการเป็ นสวัสดิการทางใจด้ วย (เชื่อว่าครัง้ หนึ่งทุกคนเคยได้ รับ และเคยต้ องการสวัสดิการทางใจนี ้) เพราะว่ากิจกรรมทางวัฒนธรรมนันตอบสนองต่ ้ อความเชื่อที่มี ได้ ในแต่ละบุคคลและมีความเกี่ยวข้ องกับวิถีชีวิต ผู้คนในสังคมจึงสามารถที่จะเข้ าร่วมและให้ การ สนับสนุนกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่ตนสนใจนันโดยที ้ ่ไม่ร้ ูสกึ ขัดกับธรรมชาติของตนเอง รายการอ้ างอิง กาญจนา แก้ วเทพ. (2538). การพัฒ นาแนววัฒ นธรรมชุม ชน: โดยถื อมนุษย์ เ ป็ นศู น ย์ กลาง. กรุงเทพฯ: สภาคาทอลิกแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนา. จิ ร าลั ก ษณ์ จงสถิ ต มั่ น . (2549). สั ง คมสงเคราะห์ กลุ่ ม ชน . กรุ งเทพฯ: ส านั ก พิ ม พ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ . ณัฐภัทร์ สุรินทร์ วงศ์. (2552). ความเชื ่อและพิ ธีกรรมฟ้อนผี กบั กระบวนการสร้างความเป็ นชุมชน ศึ ก ษาเฉพาะกรณี : บ้ า นดอกบั ว . วิ ท ยานิ พ นธ์ ป ริ ญ ญามหาบั ณ ฑิ ต , มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ , ภาควิชาการพัฒนาชุมชน. สายันต์ ไพรชาญจิตร์ และคณะ. (2550). การจัดการทรัพยากรทางโบราณคดีในงานพัฒนาชุมชน. กรุงเทพฯ: โครงการหนังสือโบราณคดีชมุ ชน. ศิริลักษณ์ สุภากุล. (2537). พิ ธีกรรมฟ้อนผี กบั การจัดระเบี ยบสังคม ศึ กษาเฉพาะกรณี จังหวัด ลาปาง. วิทยานิพนธ์ ปริ ญญามหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย , คณะสังคม วิทยาและมานุษยวิทยา, ภาควิชาสังคมวิทยา. อรศรี งามวิทยาพงศ์. (2549). กระบวนการเรี ยนรู้ ในสังคมไทยและการเปลี ่ยนแปลง จากยุคชุมชน ถึงยุคพัฒนาความทันสมัย. กรุงเทพฯ: วิทยาลัยการจัดการทางสังคม. อานัน ท์ กาญจนพัน ธ์ . (2544). มิ ติ ชุม ชนวิ ธี คิ ด ท้อ งถิ่ น ว่ า ด้ว ย สิ ท ธิ อ านาจและการจัด การ ทรัพยากร. กรุงเทพฯ: สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจยั .

พิธีกรรมฟ้อนผีมดบ้านดอกบัว  

ความเป็นมาของพิธีกรรมฟ้อนผีมดบ้านดอกบัว และจุดมุ่งหมายของพิธีกรรมนี้ ความเชื่อ ความศรัทธา ที่แฝงมากับปรัชญา

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you