Page 1

1

“ลับเฉพาะแดนนิพพาน”

ไขปริศนาเงื่อนงําความลับซึ่งถูกปกปิดมานานบนนิพพานที่น้อยคนนักจะรู้ เรื่องจริงที่ถูกค้นพบจากผู้บรรลุธรรมกายชั้นสูง โดย....บรรพชา บุณยรัตพันธุ์


2

เมื่อเอ่ยถึงคําว่า “ นิพพาน ” แล้วหลายท่านอาจจะมองภาพรวมของคํานี้ว่าเป็นเรื่องที่อยู่ไกลตัว ยากนักที่ จะไปเรียนรู้และเข้าถึงได้ เป็นธรรมชั้นสูงที่เหมาะสําหรับผู้ที่หมดกิเลสเป็นพระอรหันต์แล้วมากกว่า แต่ความ เป็นจริงเรื่องของนิพพานนั้น คนบารมีระดับรากหญ้าอย่างเรา ๆ ท่าน ๆทั้งหลาย ก็สามารถเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ของนิพพานและขั้นตอนในการปฏิบัติให้เข้าถึงหนทางที่จะนําพากายธรรมของเราไปปรากฏบนแดนนิพานได้ ในขณะที่เรายังมีลมหายใจดํารงขันธ์ที่กายเนื้ออยู่ในมนุษยโลกนี้ ในอดีตกาลผู้คนทั้งหลายได้แต่คิดเป็นแค่ กระต่ายที่หมายจันทร์ อยากจะขึ้นไปอยู่ในนั้นใจจะขาด แต่ก็ทําได้แค่วาดภาพฝันสนองความปรารถนานั้นด้วย จิตนาการ เพราะเข้าใจดีว่าให้โหยหาแค่ไหนก็ไม่มีทางจะเป็นไปได้ แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่งมนุษย์เดินดินก็ไปเยือน ถิ่นฝันถึงโลกพระจันทร์ที่หมายปองได้สําเร็จ “ ชะตาฟ้าหรือจะสู้มานะคน ” สิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้มันก็มัก เกิดขึ้นได้เสมอด้วยกําลังแห่งความเพียร เรื่องของพระนิพพานก็ดุจเดียวกัน สมัยพุทธกาลนั้นผู้คนเขาเข้าใจเรื่อง นี้กันดี เพราะมีพระพุทธองค์ทรงช่วยชี้ทางสว่างให้ เป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัว แต่หลังจากพุทธปรินิพพานไปได้ 500 ปี เรื่องราวเหล่านี้ถูกมารดับหมดสิ้น แล้วเอาปิฎกของเขาครอบงําจิตใจสัตว์โลกให้มีดวงตามืดบอดมิให้เห็น ธรรม ให้ห่างไกลจากหนทางนิพพานออกไปเรื่อย ๆ จนต่อกันไม่ติด แม้จะมีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกก็ตามที แต่ก็ ใช่ว่าจะหาผู้ที่จะชี้แนะแนวทางการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ในหนทางที่จะไปสู่อายตนะนิพพานได้ไม่ ว่า นิพพานที่พระพุทธองค์กล่าวมีลักษณะอย่างไร , ตําแหน่งที่ตั้งอยู่ตรงไหนและวิธีการที่จะไปนั้นจะต้องทําอย่างไร บ้าง อีกทั้งความลับที่เป็นปริศนาดํามืดบนนิพพานที่พญามารทั้งหลายสั่งห้ามพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้แล้วนับ อสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน ว่าห้ามบอกเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด ทําให้มนุษย์ , ทิพย์ , พรหม , อรูปพรหม นั้นได้รับ ความรู้ที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนมาโดยตลอด จนกระทั่งองค์ต้นธาตุต้นธรรมส่งหลวงพ่อวัดปากน้ําภาษีเจริญพระ มงคลเทพมุนี (สด จันทสโร ) ลงมาเกิดเพื่อปราบมารโดยเฉพาะ ความลับของพระนิพพานและสรรพสิ่ง ทั้งหลายก็ได้ถูกคลี่คลายออกมาทีละอย่างสองอย่าง

สิ่งที่หลวงพ่อใช้ในการสืบค้นร่องรอยในเรื่องที่สงสัย

แม้กระทั่งธรรมะขององค์พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ค้างคาใจ ในหมวดธรรมต่าง ๆ ก็กระจ่างแจ้งจบสิ้น ไปจนหมดนั้นก็คือ “ วิชชาธรรมกาย ” วิชชาอันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้าที่หลวงพ่อค้นพบ ในคืนวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ํา เดือน 6 ณ อุโบสถวัดโบสถ์บน ต.บางคูเวียง จ. นนทบุรี เป็นมูลเหตุสําคัญที่ทําให้อวิชชา


3

ความไม่รู้ทั้งหลายต่าง ๆ ได้ถูกขจัดออกไปเป็นจํานวนมาก ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของมวล มนุษยชาติคือ การได้ตื่นขึ้นแล้วจากความหลับใหลอันยาวนาน ในที่สุดมนุษย์ก็เป็นผู้ชนะอีกครั้ง และสามารถใช้ วิชานี้เป็นประทีปนําทางสู่มรรคผลนิพพานต่อไปได้ ณ วันนี้ผู้ที่ฝึกฝนธรรมปฏิบัติในแนววิชชาธรรมกายของ หลวงพ่อสดวัดปากน้ํา ได้เข้านิโรธไปปรากฏกายบนอายตนนิพพานกันเป็นว่าเล่น เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นได้อย่าง น่าอัศจรรย์ในยุคปัจจุบันของเราและเรื่องราวต่างๆในหนังสือเล่มนี้

ได้รวบรวมเนื้อหาสาระเกี่ยวกับนิพพาน

โดยตรงในแง่มุมต่าง ๆ อย่างหลากหลาย รวมถึงวิธีการปฏิบัติเพื่อให้ได้ไปท่องนิพพานกัน นอกจากนี้ยังได้ไข ปริศนาความลับบนพระนิพพานที่น้อยคนนักจะได้รู้ว่ามีอะไรบ้าง และที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสว่า “ นิพานํ ปรมํ สุขํ นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ” นั้นจริงหรือมีเหตุผลกลใดที่ทําให้พระองค์ต้องทรงกล่าวเช่นนั้น ทั้ง ๆ ที่ ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นมันสวนทางกันอย่างสิ้นเชิงกับพุทธวัจนะบทนี้ ที่สําคัญอ่านแล้วอย่าเพิ่งเชื่อในทุก ตัวอักษรที่นําเสนอใน “ ลับเฉพาะนิพพาน ” เล่มนี้ จนกว่าคุณจะได้ปฏิบัติธรรมและเข้าถึงธรรมกาย อีกทั้ง สามารถเดินวิชาเข้านิโรธไปสัมผัสดู และรู้เห็นได้ด้วยตัวคุณเอง

บรรพชา บุณยรัตพันธุ์


4

ความหมายของคําว่า “นิพพาน” หลวงปู่ชั้ว โอภาโส กล่าวถึงเรื่องนิพพาน “ นิพพาน ” ในคําสอนของหลวงพ่อสดวัดปากน้ํา ลับเฉพาะนิพพาน -การเดินวิชาเพื่อให้ไปสุดนิพพาน -บนนิพพานนั้นมีมารเต็มอัตรา -ไปสุดนิพพานแล้วจึงจะมีงานทํา -พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ใหม่ ธาตุธรรม 3 ฝ่าย การยึดอํานาจปกครองในธาตุในธรรม การรบเพื่อเอกราช พระพุทธเจ้าของเรา...มารเขาเอาไปซ่อนไว้ พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ใหม่หมด ดับตัวละครที่หลวงพ่อวัดปากน้ําต้องการ พระพุทธองค์นิพพานกายธรรมมีกายมนุษย์ งานสร้างอายตนะนิพพาน / ภพรูปพรหม /ภพพรหม / ภพทิพย์


5

ความหมายของนิพพาน ก่อนที่เราจะเข้าสู่เนื้อหาที่เป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้งในแง่มุมของการปฏิบัติ เรามาทําความรู้จักกับคําว่า “นิพพาน” ว่าคืออะไร แล้วองค์พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสความหมายของคําว่า “นิพพาน” ไว้ว่าอย่างไรบ้าง ครับ ในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐเล่มที่ 25 ข้อที่ 158 ปฐมนิพพานสูตรพระพุทธองค์ได้ทรงตรัสถึงเรื่องของ นิพพานว่า “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอายตนะนั้นมีอยู่ดิน , น้ํา , ไฟ , ลม อากาสานัญจายตนะ , วิญญาณัญจายตนะ , อากิญจัญญายตนะ , เนวสัญญานาสัญญายตนะ โลกนี้ , โลกหน้า , พระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้งสองย่อมไม่มีใน อายตนะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเราย่อมไม่กล่าวซึ่งอายตนะนั้นว่าเป็นการมา , เป็นการไป , เป็นการตั้งอยู่ , เป็น การจุติ , เป็นการอุบัติ อายตนะนั้นหาที่ตั้งอาศัยมิได้ , มิได้เป็นไป , หาอารมณ์มิได้ นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ”

ภาวะของนิพพาน “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่พระองค์ทรงเรียกอยู่ว่า ธรรมเป็นที่กําจัดราคะ, เป็นที่กําจัดโทสะ, เป็นที่กําจัดโมหะ ดังนี้เป็นคําที่ใช้เรียกแทนชื่อของอะไรเล่า พระเจ้าข้า” ภิกษุทั้งหลาย คําว่า “ ธรรมเป็นที่กําจัดราคะ , เป็นที่กําจัด โทสะ, เป็นที่กําจัดโมหะ”นี้ เป็นคําที่ใช้เรียกแทนชื่อของนิพพานธาตุ เรียกว่าเป็นธรรมที่สิ้นไปแห่งอาสวะ ทั้งหลายแล”

นิพพานธาตุ 2 อย่าง พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสเกีย่ วกับเรือ่ งของพระนิพพานเอาไว้ว่า “ ภิกษุทั้งหลายนิพพานธาตุ 2 อย่าง เหล่านี้ กล่าวคือ “ สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ” ภิกษุทั้งหลายสอุปาทิเสสนิพพานธาตุเป็น ไฉน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นพระอรหันต์สิ้นอาสวะแล้ว , อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว,ทํากิจที่ควรทํา เสร็จแล้ว, ปลงภาระได้แล้ว, บรรลุประโยชน์ตนแล้ว,มีสังโยชน์เครื่องผูกมัดไว้กับภพหมดสิ้นไปแล้ว , หลุดพ้น แล้ว เพราะรู้ชอบ อินทรีย์ 5 ของเธอยังดํารงอยู่เทียว เพราะอินทรีย์ทั้งหลายยังไม่เสียหาย เธอย่อมได้เสวย อารมณ์ทั้งที่พอใจและไม่พอใจ ย่อมเสวยทั้งสุขและทุกข์ อันใดเป็นความสิ้นราคะ, ความสิ้นโทสะ,ความสิ้น โมหะของเธอ อันนี้เรียกว่า

“ สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ”


6

ระดับบุคคลผู้บรรลุนิพพาน พระอริยบุคคล

สิกขาที่บาเพ็ญ

สังโยชน์ที่ละได้

นิวรณ์ที่ละได้

พระโสดาบัน

ศีลสมบูรณ์ สมาธิพอประมาณ ปัญญาพอประมาณ

สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส

วิจิกิจฉา

พระสกทาคามี

พระอนาคามี

พระอรหันต์

ศีลสมบูรณ์

ราคะเบาบาง

สมาธิพอประมาณ ปัญญาพอประมาณ ศีลสมบูรณ์ สมาธิสมบูรณ์ ปัญญาพอประมาณ ศีลสมบูรณ์ สมาธิสมบูรณ์ ปัญญาสมบูรณ์

โทสะเบาบาง โมหะเบาบาง กามราคะ ปฏิฆะ

กามฉันทะ เบาบาง พยาบาท เบาบาง

กามฉันทะ พยาบาท กุกกุจจะ รูปราคะ อรูปราคะ ถีนมิธะ มานะ อุทธัจจะ อุทธัจจะ อวิชชา

*** จากหนังสือวิมุตติธรรม ของ ท่านปิยทัสสี ภิกขุ


7

นี่คือความหมายในแง่มุมต่าง ๆ ของคําว่า “ นิพพาน ” ที่เราค้นหาและศึกษาได้จากพระไตรปิฎก และ พุทธวัจนะขององค์พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ทรงกล่าวอ้างถึงเรื่องของนิพพานไว้ แต่หากมองมาอีก ด้านหนึ่งในแง่ของการปฏิบัติหรือวิปัสสนาธุระตามสายวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อสดวัดปากน้ําที่มีผู้บรรลุและ เข้าถึงได้นําพากายธรรมของตนไปปรากฏบนอายตนะนิพพานกลับพบเรื่องราวต่าง ๆ ที่เป็นปริศนาดํามืด และ เป็นเงื่อนงําที่ถูกซ่อนเร้นที่พญามารเขาปกปิดมานาน มันช่างแตกต่างและตรงกันข้ามกับสิ่งที่พระพุทธองค์ตรัส ไว้ในพระไตรปิฎก อะไรเป็นมูลเหตุสําคัญที่พระพุทธองค์ไม่ทรงบอกเราถึงเรื่องของพระนิพพานได้โดยตรง แต่ ทรงกลับบอกเรื่องของนิพพานแบบอ้อม ๆ ในหนังสือเล่มนี้มีคําตอบเอาไว้ให้สําหรับคุณผู้อ่านทุกท่านที่ต้องถือว่า มีวาสนาบารมีธรรมอันยอดเยี่ยม มิเช่นนั้นก็มิอาจมารับรู้เรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ผู้ที่จะไขความลับและตอบ โจทก์ข้อนี้ให้กับพวกเราได้ก็คือ หลวงปู่ชั้ว โอภาโส ที่ท่านได้เขียนเรื่อง “ ธรรม 3 ฝ่าย ” เอาไว้ ซึ่งมีอยู่ตอน หนึ่งท่านได้กล่าวถึงเรื่องของพระพุทธเจ้ากับนิพพานเอาไว้อย่างนี้ครับว่า

หลวงปู่ชั้ว โอภาโส กล่าวถึงเรื่องนิพพาน

“ นิพพาน , ภพสาม , โลกันต์มีอยู่ในกายมนุษย์ กายทั้งหมดทุกภพมีขันธ์ 5 ทั้งนั้น แม้ชั้นอรูปพรหมก็มีขันธ์ 5 เหมือนกัน ต่างแต่ขันธ์ 5 ของชั้นนี้ละเอียดยิ่งนัก ส่วนนรกก็ดี สัตว์โลกันต์ก็ดีล้วนแต่มีขันธ์ 5 ทั้งนั้น แม้พระ นิพพานก็มีขันธ์ 5 แต่ว่าขันธ์ 5 ของพระนิพพานนั้นท่านเรียกต่างออกไปอย่างนี้ คือ 1.ขันธโลกในกายพระนิพพานนั้นเรียกว่า “ ธรรมขันธ์ ” แทนขันธ์ 5 2.สัตว์โลกในกายพระนิพพานนั้นท่านเรียกว่า “ อริยสัจ ” แทนเรียกว่าสัตว์โลก


8

3.อากาศโลกในกายพระนิพพานนั้นท่านเรียกว่า “ ธรรมธาตุ ” แทนอากาศธาตุ คือ ธาตุ 6 นั่นเอง เป็น อากาศธาตุ แต่ละเอียดสุขุมเย็นสนิทยิ่งนัก นิพพานในศูนย์กําเนิดกลางกายมนุษย์เข้าไปเรียกว่า “ นิพพานเป็น ” หรือ

“ สอุปาทิเสสนิพพาน ” อยู่ในกายมนุษย์ ส่วนนิพพานที่อยู่ข้างบนเหนือภพสามขึ้นไป 3 เท่าของภพ

สามนั้นเป็นที่เสด็จอยู่ของพระพุทธเจ้า , พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ขีณาสพทั้งหลายที่นิพพานไปแล้ว นั้นท่านเรียกว่า “ อายตนนิพพาน ” หรือ “ อนุปาทิเสสนิพพาน ” เป็นนิพพานที่มีศูนย์ตรงกันกับศูนย์นิพพาน เป็นหรือที่เรียกว่า

“ สอุปาทิเสสนิพพาน ” ที่อยู่ในกายมนุษย์ เมื่อธาตุธรรมเดินฌานสมาบัติตกสูญนิพพาน

เป็นแล้วก็เป็นอันเข้าสู่ศูนย์อายตนนิพพานด้วย อายตนนิพพานเบื้องบนนั้นก็ดึงดูดธาตุธรรมขึ้นไปสู่อายตน นิพพาน ไม่ผิดอะไรกับกายทิพย์เมื่อจะตั้งปฏิสนธิในครรภ์มารดา ถ้าตกสูญแล้วศูนย์กําเนิดเดิมซึ่งตั้งอยู่ขั้ว มดลูกของมารดาก็ดึงดูดกายทิพย์เข้าไปตั้งอยู่กลางกําเนิดมดลูก ฉะนั้นก็เหมือนกับอนุปาทิเสสนิพพานที่อยู่ เหนือขอบภพสามขึ้นไป 3 เท่า นั้นดึงดูดสอุปาทิเสสนิพพานที่อยู่ในกายมนุษย์ขึ้นไปติดอยู่ในอายตนนิพพาน เพราะมีอายตนะด้วยกัน สอุปาทิเสสนิพพานก็มีอายตนะ , อนุปาทิเสสนิพพานก็มีอายตนะ เมื่อธาตุธรรมเดิน สมาบัติตกสูญตรงกันเข้าก็ดึงดูดเข้าไปติดกันเหมือนอายตนะในตากับอายตนะในรูป เมื่อตกสูญตรงกันเข้าก็ ดึงดูดเข้าไปหากัน ฉะนั้นแต่ส่วนนิพพานที่ท่านกล่าวไว้ในพระบาลีนั้นทําไมเหมือนกับปิด ๆ บัง ๆ อมอําอยู่ชอบ กล ข้าพเจ้า ( พระครูวินัยธร หลวงปู่ชั้ว ) ได้คัดลอกมาจากคําแปลแต่ไม่ได้เขียนตัวบาลีไว้ด้วย เพราะข้าพเจ้า แปลไม่เป็นจึงเอาแต่คําแปลมาลงไว้เท่านั้นท่านกล่าวไว้ 3 ข้อ คือ 1. กล่าวว่า “ ภิกษุทั้งหลาย ! อายตนะนั้นมีอยู่ , ที่ดิน , น้ํา , ลม , ไฟ ไม่มีแล , อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ , อากิญจัญญายตนะ , เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็มิใช่ , โลกนี้ก็มิใช่ , โลกอื่นก็มิใช่ , ดวง จันทร์ดวงอาทิตย์ทั้ง 2 ก็มิใช่ , อนึ่งภิกษุทั้งหลาย ! เราไม่กล่าวเลยซึ่งอายตนะนั้นว่าเป็นการมา , เป็นการไป , เป็น การตั้งอยู่ , เป็นการจุติ , เป็นการเกิด อายตนะนั้นหาที่ตั้งมิได้มิได้เป็นไป หาอารมณ์มิได้นั่นแล ที่สุดแห่งทุกข์ ” นี่จะเอาความอย่างไร ท่าน(พระพุทธองค์)ไม่ได้เอาของในนิพพานมากล่าวเลย ในนิพพานมีกล่าวแต่อายตนะ เท่านั้น ท่านกล่าวก็ไม่ผิดเพราะดิน, น้ํา, ลม ไฟไม่มีในนิพพาน , อากาสานัญจายตนะ , วิญญาณัญจายตนะ , อา กิญจัญญายตนะ , เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็ไม่มีในนิพพาน มีอยู่แต่ในอรูปภพเท่านั้น , โลกนี้ , โลกอื่นก็ไม่มี ในนิพพานมีอยู่แต่ในมนุษย์โลก , เทวโลก , พรหมโลก , มารโลก , ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ทั้ง 2 ก็ไม่มีในนิพพาน มีอยู่แต่สําหรับโลกมนุษย์เท่านั้น ของที่กล่าวไว้นี้ไม่มีในนิพพานเลยแล้วใครจะรู้ว่านิพพานอยู่ไหน


9

2. นั้นได้กล่าวว่า “ ธรรมนี้เป็นสภาพลึกเห็นได้ยาก , ตรัสรู้ได้ยาก เป็นธรรมสงบ , ประณีต , คิดเดาไม่ได้ ละเอียดเป็นวิสัยที่บัณฑิตพึงรู้ ” นี่ก็เทียบ ๆ นิพพานไปแล้ว แต่ถ้าคนไม่รู้เรื่องในนิพพานก็เอาความไม่ได้เลย 3. นั้นได้กล่าวว่า “ ธรรมชาตินั้นสงบแล้ว , ธรรมชาตินั้นประณีต ธรรมชาติใดเล่าเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้ง ปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา , เป็นที่สิ้นราคะ , เป็นที่ดับ คือนิพพาน ” นี่ท่านกล่าแค่เพียง ธรรมชาติในนิพพานเท่านั้น แต่ตําแหน่งที่อยู่ของนิพพานท่านไม่กล่าวว่าอยู่ที่ไหนจึงเอาความได้ยาก ครั้นจะว่า ให้มากไปข้าพเจ้าก็กลัวว่าเป็นการตู่พระพุทธวัจนะ เพราะเป็นของในบาลี ข้าพเจ้าก็กลัวบาปอยู่เหมือนกัน แต่ ส่วนในนิพพานอย่างที่พวกเรามีธรรมกายไปพบไปเห็นมานั้น ล้วนแต่สมบัติวิเศษเป็นแก้วทั้งนั้น กาย พระพุทธเจ้าเองก็ใสเป็นแก้ว แล้วสิ่งอื่น ๆ ก็ล้วนแก้ววิเศษทั้งนั้นเช่น แก้วจุลจักรพรรดิ , แก้วมหาจักรพรรดิ , แก้วบรมจักรพรรดิที่มนุษย์ผู้มีบุญวาสนาได้มาใช้กันนั้นก็ต้องส่งมาจากนิพพาน หรือ แก้วทิพยจุลจักรพรรดิ , แก้วทิพยมหาจักรพรรดิ , แก้วทิพยบรมจักรพรรดิที่พวกเทวดา , พรหม , ที่มีบุญวาสนายิ่งใหญ่ใช้กันก็ล้วนแต่ส่ง มาจากนิพพานทั้งนั้นยังแก้วพุทธจุลจักรพรรดิ , แก้วพุทธมหาจักรพรรดิ , แก้วพุทธบรมจักรพรรดิ ที่ใช้กันอยู่ใน นิพพานนั้น แต่ละอย่าง ๆ มีมากมายนับอสงไขยไม่ถ้วน ล้วนแต่เป็นแก้วกายสิทธิ์วิเศษทั้งนั้น ทําไมท่านจึงไม่ กล่าวไว้ในบาลี แต่ว่าเมื่อพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่นั้นคงจะตรัสเทศนาไว้หมดทุกอย่าง แต่ในคัมภีร์เก่า ๆ มีกล่าวอยู่บ้างเช่นที่ว่า “ เป็นพระอรหัตตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน เข้าถึงเมืองแก้วกล่าวแล้วคือนิพพาน ” เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีกล่าวถึงนิพพาน หมดเข้าไป เสื่อมเข้าไปอย่างที่เห็น ๆ เดี๋ยวนี้พระศาสนาก็ล่วงเลยมา 2 พันกว่าปี แล้ว น่ากลัวพระพุทธวัจนะจะคลาดเคลื่อน และตกหล่นจนไม่มีใครรู้เรื่องนิพพานเสียเลย ลงเห็นว่านิพพานไม่มี แล้ว ภาคดําเขาก็คอยสอดญาณละเอียดเข้าในเห็นจําคิดรู้ของพวกอรรถกถาจารย์ ให้แต่งแก้พระพุทธวัจนะให้ เลอะเลือนคลาดเคลื่อนอยู่เสมอ เพราะนิพพานเป็นจุดสําคัญ พระพุทธเจ้าพระอรหันต์จึงปรารถนามุ่งหมายนัก ภาคดําเข้าก็หวงแหนปิดบังอย่างสุดฤทธิ์ เพราะว่าถ้าสัตว์ยังเวียนว่ายอยู่ในภพสามตราบใดภาคดําเขาก็ต้มเล่น อย่างสนุก ถ้าถึงนิพพานเสียแล้วมันก็ไม่กลัวกัน ฉะนั้นเขาจึงขัดขวางจนสุดฤทธิ์แล้วในนิพพานนั้นเป็นที่สุโข มโหฬาร จนไม่มีส่วนเปรียบยังพวกจักรพรรดิที่คอยดูแลปฏิบัติพระพุทธเจ้าอยู่ในนิพพานนั้นก็ล้วนแต่กายใส เป็นแก้วทั้งนั้น และไม่ใช่แต่จะดูแลในนิพพานเท่านั้น ถึงแม้ในภพสามเรานี้พวกจักรพรรดิและพระพุทธเจ้าก็ ต้องคอยดูแลส่งเสียอยู่ไม่ขาดเหมือนกัน ที่ส่งความบริบูรณ์มาหล่อเลี้ยงหมู่สัตว์ของพระพุทธเจ้าในนิพพานนั้น ยิ่งกว่าบิดามารดาที่มีต่อบุตร ธรรมดาบิดามารดานั้นถึงบุตรจะชั่วร้ายไม่รู้จักบุญคุณอย่างไรก็ยังรักอยู่เสมอ แต่ พระพุทธเจ้าทรงคุณยิ่งกว่านั้นความกรุณาต่อสัตว์ไม่เลือกหน้า ถึงสาวกในพระศาสนาจะชั่วช้าไม่รู้จักพระคุณ


10

เหมือนอย่างพระเทวทัตก็ดี ก็ยังกรุณาต่อเสมอ ฉะนั้นพระคุณพระพุทธเจ้าจึงมีมากสุดจะพรรณนา ที่ท่านกล่าว ไว้ในคัมภีร์เก่า ๆ ว่าเปรียบเหมือนบุรุษที่มีฤทธิ์เนรมิตศีรษะได้พันศีรษะ ๆ ละร้อยปาก มีปากละร้อยลิ้น แล้จะ พรรณนาคุณพระพุทธเจ้าอยู่จนตลอดกัลป์ก็ยังไม่สิ้นสุดพระคุณของพระพุทธเจ้า แต่ภาคดําตรงกันข้าม นั่นมี พระเดชถึงบุรุษผู้มีพันศีรษะ ๆ ละร้อยปาก ปากละร้อยลิ้นจะพรรณนาพระเดชมารไปตลอดกัลป์ก็ไม่สิ้นสุดโทษ ของเขาได้เหมือนกัน พระพุทธเจ้าภาคดํานี้ล้วนแต่เป็นพญามัจจุราชทุกองค์ มีแต่จะให้ทุกข์โทษแก่สัตว์ฝ่าย เดียว ทุกข์ของสัตว์ที่มีร้อยแปดประการนั้นเป็นธรรมของภาคดําฝ่ายเดียว ฉะนั้นถึงจะพรรณนาโทษของเขาสัก กี่กัลป์ก็ไม่สิ้นสุด การที่พระพุทธเจ้าภาคขาวส่งความบริบูรณ์มาหล่อเลี้ยงหมู่สัตว์หรือพระเณรในศาสนานั้นให้ สังเกตดูวัดใดวันหนึ่ง ถ้าพระเณรปฏิบัติเคร่งครัดต่อธรรมวินัย วัดนั้นต้องบริบูรณ์ด้วยลาภสักการะ ชื่อเสียงโด่ง ดังตัวอย่างเช่นวัดปากน้ําภาษีเจริญเป็นต้น หลวงพ่อวัดปากน้ําพระมงคลเทพมุนี ท่านเอาแต่ธรรมวินัยอย่าง เดียวอย่างอื่นผิดธรรมวินัยท่านไม่เอา ส่วนตัวท่านเองสิกขาบท 227 ไม่มีขาดตกบกพร่อง แล้วยังไม่ประมาท แสดงอาบัติทุกเช้ามืดเป็นนิตย์แล้วแนะนําสั่งสอนภิกษุสามเณรให้ประพฤติปฏิบัติชอบทุกวันไม่มีเว้นเลย จึง บริบูรณ์ไม่ขาดแคลน พระเป็นร้อย ๆ สามเณรเป็นร้อย ๆ อุบาสกอุบาสิกาเป็นร้อยก็ไม่อดอยาก แต่บางครั้งก็มี บกพร่องบ้างเป็นที่พระเณรต่างวัดไปอาศัยอยู่ นิสัยหยาบติดไปจากวัดเดิม ประพฤติบกพร่องเป็นธรรมของฝ่าย ดํา ฝ่ายดําเขาส่งชั่วมาขัดขวางได้บ้างแต่ก็ขัดขวางไม่ได้มากนัก เพราะพระเณรที่เคร่งครัดก็มีมากเหมือนกันจึง ขัดขวางไม่ถนัด ถ้าพระเณรทําตามหลวงพ่อสอนทุกองค์แล้วอย่าว่าแต่วัดปากน้ําวัดเดียวเลย ถึงวัดอื่นสักกี่สิบวัด ก็เลี้ยงได้จริง ๆ พระพุทธเจ้าภาคดําน่ะฤทธิ์เดชไม่ใช่พอดีพอร้าย ล้วนแต่เป็นมัจจุราชที่ผลาญชีวิตสัตว์ทั้งนั้น แล้วปิดบังอําพรางเรื่องของตัวนักไม่อยากให้ใครรู้เรื่องของเขาทีเดียว ดูแต่มนุษย์ที่ทําชั่วไม่อยากให้ใครรู้เรื่อง เหมือนกันเพราะเรื่องมันชั่ว พระพุทธเจ้าภาคดําก็ต้องปิดเรื่องชั่วของตัวเหมือนกัน แล้วจะหาใครต้านทานฤทธิ์ มันยากนัก ไม่มีกลัวไม่มีเกรงผู้ใดเลย พระพุทธเจ้าภาคขาวที่ดับขันธ์ปรินิพพานไป เหมือนอย่างพระสมณโคดม แล้วสักกี่โกฏิกี่ล้านหรือสักกี่อสงไขยก็สู้ไม่ได้เลยสักองค์เดียว เพราะพุทธเจ้าภาคขาวที่ดับขันธ์ถอดเอาธรรมกาย เข้านิพพานไปนั้นเหมือนอย่างกุ้งหรือปูที่ลอกคราบ ก้ามและกระดองอ่อน ๆ อย่างนั้นจะไปทําอะไรใครได้ ไม่ เหมือนพระพุทธเจ้าชั้นก่อน ๆ ที่เข้านิพพานทั้งกายมนุษย์เป็น ๆ ไปนั้น แต่อย่างนั้นก็ยังเต็มรับเต็มสู้เหมือนอย่าง พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้น ท่านก็คิดจะเข้านิพพานทั้งเป็น ๆ เหมือนกัน แต่สู้เขาไม่ได้ก็ต้องดับ ขันธ์นิพพาน เมื่อพระองค์สําเร็จพระสัมมาสัมโพธิญาณใหม่ ๆ เสด็จไปประทับที่ใต้ควงไม้อชปาลนิโครธ พระ ยามารนิมนต์จะให้นิพพานเสียทีเดียว พระองค์ได้ตรัสแก่มารว่า ถ้าบริษัททั้ง 4 คือ ภิกษุ , ภิกษุณี , อุบาสก , อุบาสิกา ยังไม่บริสุทธิ์แพร่หลายดีแล้วจะยังไม่นิพพาน มารได้ฟังดังนั้นก็หลีกไป ในพระบาลีกล่าวไว้แต่


11

เพียงแค่นี้ เมื่อพระยามารหลีกไปแล้วพระพุทธเจ้าภาคมารก็มาเอง ตอนนี้ท่านทั้งหลายอย่าเพิ่งเชื่อ เพราะพระ บาลีไม่กล่าวไว้เป็นแต่ผู้ที่มีธรรมกายไปพบปะเข้า ท่านต้องทําให้มีให้เป็นอย่างที่บอกหนทางไว้ข้างต้นนั้น เมื่อ เห็นแล้วไปดูเอาเองแล้วจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจท่านเถอะ เมื่อพระพุทธเจ้าภาคมารมานั้นพระกายดําเป็นนิลใส เป็นแก้วโผล่ขึ้นตรงหน้าพระสมณโคดมแล้วถามว่า “ เมื่อท่านยังไม่เข้านิพพานแล้วท่านจะรบกับเราหรือจะโปรด สัตว์ ? ” พระพุทธเจ้าเพิ่งจะได้สําเร็จพระสัมมาสัมโพธิญาณใหม่ ๆ ยังไม่ทันจะรู้เรื่องราวอะไรนักก็ต้องเข้านิโรธ สมาบัติไป7วันขึ้นไปทูลถามพระพุทธเจ้าที่ในนิพพานแก่ๆ ขึ้นไป จนถึงพระพุทธเจ้าที่เข้านิพพานทั้งกายมนุษย์ ว่าเราจะรบดีหรือจะโปรดสัตว์ดี พระพุทธเจ้าในนิพพานแก่ ๆ นั้นก็บอกว่า “ โปรดสัตว์เถิด จะรบนั้นสู้เขา ไม่ได้ เพราะบารมีท่านน้อยกว่าเขา ” แล้วก็ให้นัยมาว่าให้ตั้งกติกากับเขาข้อเดียว พระพุทธเจ้า ( พระสมณโค ดม ) ก็ออกจากนิโรธสมาบัติแล้วก็บอกว่า “ เราจะโปรดสัตว์ ” ภาคดําเขาก็ตั้งกติกาให้4ข้อคือ ข้อ1.ท่านอย่าไปแตะต้องโครงการของเขาที่เขาทําให้ทุกข์แก่สัตว์ไว้แล้วอย่าไปพูด ข้อ2.ท่านต้องห้ามสาวกอย่าให้แผลงฤทธิ์เดชจนไปแตะต้องโครงการของเขา ข้อ3. ท่านจะเทศนาโปรดสัตว์ต้องเทศนาโทษว่าเป็น “ กรรม ” ของสัตว์อย่าโทษว่าเขา “ พระพุทธเจ้าภาคดํา ” เป็นผู้กระทํา ข้อ 4 . เมื่ออายุท่านครบ 80 ปี ท่านต้องนิพพาน ถ้ารับกติกาได้อย่างนี้ก็จะไม่รุกรานกัน พระพุทธเจ้าภาคขาว ( พระสมณโคดม ) ก็ตั้งกติกาไว้ข้อเดียวว่า “ ศาสนาของเราไม่มีกําหนด มรรคผลยังมีอยู่ตราบใดศาสนาก็ตั้งอยู่ ตราบนั้น ” ( นี้ตรงกับพระมหาสมณเจ้า ฯ ค้นที่มาของศักราชไม่พบจึงบอกแต่ล่วงเท่านั้น ) เมื่อปฏิญาณว่าจะ ไม่รุกรานกันแล้วพระพุทธเจ้าพระสมณโคดมก็เที่ยวโปรดสัตว์ไป ครั้งพระศาสนาแพร่หลายมีพระสาวกมากเข้า ภาคดําก็เล่นลูกไม้สอดละเอียดเข้าในเห็นจําคิดรู้ของพระสาวกให้ทําชั่วขึ้นอย่างเช่นว่า พระสุทินให้เสพเมถุน ธรรมขึ้น , พระธนิยะทําอทินนาทาน , พระที่แม่น้ําวัดคุมุทาทํามนุสสวิคคหะบ้าง อวดอุตริมนุสธรรมบ้าง เป็น ให้ทําปาราชิก 4 แล้วก็สอดละเอียดเข้าให้ทําสังฆาทิเสส 13 , อนิตย 2 , นิสสัคคิยปาจิตตีย์ 30 , ปาจิตตีย์ 92 , ปาฏิเทสนีย 4 , เสขิยวัตร 75 , อธิกรณสมถะ 7 , จนหมด 227 สิกขาบท พระพุทธเจ้าก็ต้องตามบทบัญญัติ สิกขาบทจนหมดสิ้น ศาสนาใดถ้าพระพุทธเจ้าบัญญัติสิกขาบทมากการได้มรรคผลก็น้อย ถ้าสิกขาบทบัญญัติ น้อยมรรคผลก็ได้กันมาก ในศาสนาพระสมณโคดมนี้ภาคดําเขาสอดละเอียดเข้ามาให้บัญญัติสิกขาบทจนพระ สาวกพลิกตัวแทบจะไม่ไหวแล้วเขาก็ตั้งกฎของเขาขึ้น ผู้ที่ประพฤติดีไม่เป็นอาบัติเป็นสาวกของพระสมณโคดม ผู้ที่ประพฤติชั่วเป็นอาบัติเป็นสาวกของเขาหมด เมื่อเขาเอาเข้าอย่างนี้พระพุทธเจ้าก็ต้องนิ่ง ครั้นจะพูดเรื่องเขา เข้าก็จะเสียสัจที่ตั้งกติกาต่อกันไว้ว่าจะไม่พูดเรื่องของเขา ธรรมดาพระพุทธเจ้าฝ่ายขาวเมื่อตรัสสิ่งใดไปแล้วก็จะ


12

ไม่คืนคายสัจวาจา ครั้งจะต่อว่าเขาคือภาคดําเขาก็ว่าความไม่ซื่อสัตย์คดโกงเป็นธรรมของเขา ซึ่งเขาก็จะต้อง ปฏิบัติตามธรรมดําของเขา ครั้นจะปะทะกันขึ้นก็จะไม่มีเวลาโปรดสัตว์ เพราะจะต้องนิ่งอยู่แต่ในนิโรธสมาบัติ ไม่มีเวลาออก แล้วกําปั้นก็เล็กกว่าเขา เพราะบารมีของพระองค์ก็เพียง 4 อสงไขยแสนมหากัปเท่านั้น ของเขาตั้ง ร้อยอสงไขยพันอสงไขยถึงจะปะทะกันขึ้นก็สู้เขาไม่ได้ กําลังบารมีของเขามากกว่า ก็เหมือนกับไทยเรากับ ประเทศนอกสมัยราชาธิปไตยเขตแดนก็มากแต่กําปั้นเล็กกว่าเขาก็ต้องปล่อยให้เป็นเขตแดนของผู้อื่น จะสร้าง ปืนขึ้นสักกระบอกเขาก็ถามเอาว่า “ จะรบกับฉันหรือ ? ” จะสร้างเรือขึ้นสักลําเขาก็ถามว่า “ จะสร้างไว้รบกับฉัน หรือ ? ” ไทยก็ต้องทนเอา เพราะกําปั้นเล็กกว่าเขาน่าเจ็บใจน้อยไปเมื่อไหร่ พระพุทธเจ้าสมณโคดมกับภาคดําก็ แบบนั้น ถ้าใครไปรู้เรื่องจริงของเขาเข้าแล้วน่าสงสารนัก ภาคดําเขาจะกลั่นแกล้งอย่างไรก็ต้องทนเอาแต่พอ โปรดสัตว์ให้หลุดพ้นไปได้เท่านั้น แม้แต่พูดว่ามารชนะพระเขายังไม่ชอบ ต้องพูดว่าพระชนะมาร เขาจึงจะทํา การลงโทษสัตว์ได้สะดวก พระพุทธเจ้าสมณโคดมก็ต้องทนเอาต่อเมื่อพระชนมายุย่าง 80 ปีก็เริ่มให้โอกาสแก่พระ อานนท์ ( เพราะคิดว่าจะเข้านิพพานทั้งเป็นเหมือนกัน ) ว่าตถาคตนั้นถ้าอาศัยเจริญอิทธิบาททั้ง 4 แล้วจะให้มี อายุยืนถึงกัปหรือกว่ากัปก็ได้ แต่เพียรให้นิมิตโอกาสแก่พระอานนท์อยู่ถึง 16 ตําบล ๆ ละ 3 ครั้ง จะให้พระ อานนท์ทูลอาราธนาให้ดํารงชีวิตอยู่อีกต่อไป ภาคดําเขาก็คอยดลใจพระอานนท์ไม่ให้นึกขึ้นได้ พอครบ 16 ครั้ง เท่าโสฬสกิจก็หมดโอกาสที่จะให้โอกาสต่อไป พระยามารก็เข้ามาเตือนให้นิพพานตามสัญญา นั่นถ้าพระอานนท์ ทูลอาราธนาไว้ได้ภาคมารก็หมดโอกาส ที่นี้พระองค์จะได้เดินสมาบัติเชื่อมพระกายหมดทุกกายจนนับอสงไขย ไม่ถ้วนให้ติดกันเป็นกายเดียว ใสเป็นแก้วเข้านิพพานทั้งเป็นได้แล้วจะไปกลัวอะไร แต่ต้องดับขันธ์นิพพานอย่าง นั้น ถ้าเข้านิพพานได้ทั้งเป็นก็เลิศเท่านั้น ”

สรุปความรู้ของหลวงปู่ชั้ว โอภาโส 1.ความรู้ที่พระพุทธเจ้าจะพึงตรัสรู้ได้มากน้อยเพียงใดนั้นย่อมเป็นไปตามหลักสูตรที่มารบัญญัติคือ รู้ได้แต่ ความรู้ภาคโปรดสัตว์ ส่วนความรู้ภาคปราบอันเป็นความรู้สําคัญมารไม่อาจอนุญาตให้รู้ได้ เสียใจด้วยที่ให้รู้เห็น ความรู้อย่างนั้นไม่ได้มารเขาว่าอย่างนั้น 2.พอพระพุทธเจ้าทํางานตั้งศาสนา คือสอนมนุษย์โลกมารก็เข้ามาก้าวก่ายให้เกิดความแตกแยกเช่น สาวกของ พระพุทธองค์ประพฤติมิชอบประการต่าง ๆ พระพุทธองค์ก็ต้องบัญญัติวินัยห้าม ซึ่งวินัยนั้นบัญญัติไว้มาก จน พระสงฆ์แทบกระดิกตัวไม่ได้ ไม่ว่าอะไรห้ามไปหมด นั้นคือมารหาเหตุสกัดมรรคผลนิพพานตลอดเวลา หาก


13

พระสงฆ์พลาดพลั้งทางวินัย มารก็อ้างว่าเป็นสาวกของมารแล้วดวงบารมีก็หลุดมือไปเป็นของมาร ส่งผลให้ มรรคผลนิพพานเนิ่นช้าไปอีกต้องไปตั้งต้นสร้างบารมีกันใหม่ไม่รู้จบ 3. พระพุทธเจ้าของเราตั้งแต่อดีต สู้มารไม่ได้ด้วยมีบารมีน้อยกว่ามารทั้งนั้น นี่คือเรื่องเด่นประเด็นลับที่หลวงปู่ชั้ว โอภาโส ( ผู้ เป็นศิษย์ท่ใี กล้ชิดหลวงพ่อสดวัดปากน้ํา ) ได้รจนาเอาไว้ ครับ ท่านเป็นพระสุปฏิปันโนองค์หนึ่งซึ่งปรารถนาพุทธภูมิ ในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ท่านได้เป็นกําลังสําคัญใน การเผยแพร่ธรรมปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกาย โดยเฉพาะเรื่องธรรมสามฝ่ายที่มีอยู่ตอนหนึ่งได้กล่าวถึงเรื่อง ของพระพุทธเจ้ากับนิพพานที่เราท่านทั้งหลายได้อ่านจบไปเมื่อสักครู่นี้ ก็มีผลทําให้พวกเราตาสว่างใจกระจ่าง แจ้ง ลบความมืดบอดแห่งปัญญาที่พญามารเขาปิดบังเรามาตลอดได้ในระดับหนึ่งครับ ส่วนเรื่องต่อไปเรามาไข ปริศนาเรื่องของนิพพานกันต่อครับ

“ นิพพาน ” ในคําสอนของหลวงพ่อสดวัดปากน้ํา

หลวงพ่อวัดปากน้าํ ท่านได้แสดงพระธรรมเทศนาเรือ่ งโอวาทปาโมกข์ มีใจความตอนหนึ่งที่ท่านได้กล่าวถึง เรื่องของนิพพานเอาไว้ นับว่าทรงคุณค่าและน่าสนใจทีเดียวครับ คือท่านได้ระบุความหมายของนิพพานเอาไว้ได้ อย่างชัดเจนและชี้ตําแหน่งของนิพพานให้เราได้รู้กันอีกด้วยนะครับว่า ตั้งอยู่ตรงไหน ท่านกล่าวเอาไว้ได้ละเอียด มาก เรามารับรู้เรื่องนี้กันครับ “ อะไรเป็นมรรค , อะไรเป็นผล , อะไรเป็นนิพพาน ,

มรรคผลนิพพาน , กาย

ธรรมอย่างหยาบ, กายธรรมโคตรภู , โสดา ,สกทาคา ,อนาคา , อรหัตอย่างหยาบ นั่นแหละเป็นตัวมรรค , กาย


14

ธรรมอย่างละเอียด , โสดาอย่างละเอียด , สกทาคาอย่างละเอียด , อนาคาอย่างละเอียด , อรหัตอย่างละเอียด , นั่น แหละเป็นตัวผล นั่นแหละมรรคนั่นแหละผล แล้วนิพพานล่ะ ธรรมที่ทําให้เป็นกายโคตรภู , โสดา , สกทาคา , อนาคา , อรหัต พอถึงธรรมที่ทําให้เป็นพระอรหัตก็ถึงนิพพานกัน นิพพานอยู่อย่างนี้ ถ้าไม่มีธรรมที่ทําให้เป็น พระอรหัตก็ไปนิพพานไม่ได้ ธรรมที่ทําให้เป็นพระอรหัตเป็นวิราคธาตุวิราคธรรม ตัวนิพานเป็นวิราคธาตุวิราค ธรรมเขาก็ดึงดูดกันพอถูกส่วนเข้า เขาก็ดึงดูดกันรั้งกันไปเอง อตฺถิ ภิกฺขเว ตทายตนํ นิพพานเป็นอายตนะ อันหนึ่ง เมื่อหมดกิเลสแล้วนิพพานก็ดึงดูดไปนิพพานเท่านั้น ให้รู้หลักจริงอันนี้ก็เอาตัวรอดได้ ” อีกตอนหนึ่ง หลวงพ่อได้กล่าวไว้ในพระธรรมเทศนาเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2497 ว่า “ ( ถาม ) นิพพานอยู่อย่างไรกันอยู่ที่ ไหน เขาว่านิพพานอยู่ในใจ คําว่านิพพานนะ นิขนฺตํ นิพฺพานํ ใจของเราออกจากกิเลสเครื่องร้อยได้ เป็นตัว นิพพาน นี่นิพพานไม่อยู่กับใจเสียแล้ว ใจออกจากกิเลสเครื่องร้อยรัดไป ตัวใจที่ออกจากกิเลสเครื่องร้อยรัดนั่น หรือคือตัวนิพพาน กิเลสเข้าไปเย็บร้อยอยู่นั่น หลุดออกเสียจากกิเลสขาดออกไปเสียจากกิเลส นั่นหรือเป็นตัว นิพพาน นั่นเป็นตัวออกจากกิเลสเครื่องร้อยรัด เมื่อออกจากกิเลสเครื่องร้อยรัดแล้วจึงไปสู่นิพพานอีกครั้ง นิพพานแยกออกเป็น 2 คือ สอุปาทิเสสนิพพานธาตุและอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ สอุปาทิเสสนิพพาน เหมือนพระพุทธเจ้าได้สําเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว แต่ว่าขันธปัจก ( ขันธ์ 5 อันได้แก่ ร่างกาย , กายเนื้อ ) ยังปรากฏอยู่ สั่งสอนเวไนยสัตว์อยู่ 45 ปี ในระหว่างนั้นเป็นสอุปาทิเสสนิพพานธาตุทั้งนั้น เป็น

สอุปาทิเสสนิพพาน ส่วนอนุปาทิเสสนิพพาน เมื่อพระพุทธเจ้าครบ 80 พรรษาแล้วที่จะเสด็จดับ

ขันธปรินิพพานเมื่อพระพุทธเจ้าถึงอายตนะนิพพานนั่นแล้ว อยู่ในนิพพานแล้ว ขณะใดขณะนั้นเรียกว่า อนุ ปาทิเสสนิพพาน อายตนะนิพพานนั้นเมื่อธรรมกายของพระพุทธเจ้ายังไม่ได้เข้าไปมีอยู่ไหมล่ะ ? มีอยู่ เรียกว่า “ อายตนะนิพพาน ” บาลีบริหารตํารับตําราไว้ว่า อตฺถิ ภิกฺขเว ตทายตนํ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิพพานเป็น อายตนะมีอยู่ พระพุทธเจ้ายังไม่ได้เข้านิพพาน , พระอรหันต์ยังไม่ได้เข้านิพพาน ก็เป็นอายตนะคอยรองรับอยู่ เหมือนอย่างกับตาของเรามีอยู่ยังไม่เห็นรูป รูปมันยังมาไม่ถึง ตายังมาไม่ถึงรูป รูปยังไม่มาถึงตาก็ไม่เห็นกัน ( แต่ ) ก็มีอายตนะอยู่แล้ว อายตนะของหู เสียงมันยังไม่มาถึงก็ไม่ได้ยินกัน พอเสียงมาถึงก็ได้ยินกัน เสียง , กลิ่น , รส , โผฏฐัพพะ , ธรรมารมณ์ มีอายตนะเครื่องรับทั้งนั้น นี่เป็นอายตนะของโลก อายตนะนิพพานเป็นของ ละเอียด ละเอียดทีเดียว นิพพานนั่นแหล่ะได้ชื่อว่าเป็นอายตนะหนึ่งเรียกว่า “ นิพพาน ” เฉย ๆ ไม่เรียกว่า “ พระนิพพาน ” ธรรมกายของพระสิทธัตถะราชกุมารเข้าไปอยู่ในนิพพานนั้นเรียกว่า “ นิพพาน” เฉย ๆไม่ เรียกว่า “ พระนิพพาน ” ธรรมกายนั้นเรียกว่า “ พระนิพพาน ” แต่ว่านิพพานที่ยังเป็นเครื่องรองรับนั้นเรียกว่า “ อายตนะนิพพาน ” หรือเรียกว่า “ นิพพาน ” เฉยๆพระนิพพานคือพระเข้านิพพานให้รู้จักหลักอย่างนี้นะ”


15

นอกจากหลวงพ่อจะได้อธิบายถึง “ นิพพาน ” และ “ พระนิพพาน ” ให้ได้เข้าใจแล้วนะครับ ท่านยังชี้หนทาง ไปนิพพานให้อีกว่า ถ้าปรารถนาไปนิพพานแล้วก็สามารถทําได้ หลวงพ่อวัดปากน้ําท่านได้กล่าวไว้ในพระธรรม เทศนาเรื่อง “ หลักจากเจริญสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน ” ว่า “ ถ้าจะไปสู่มรรคผลนิพพานต้องเข้ากลางดวงนั้น แห่งเดียวไปได้ทางเดียวทางอื่นไม่มี เมื่อเข้ากลางดวงศูนย์นี้ได้แล้วเรียกว่า “ ดวงปฐมมรรค ” ( ดวงธรรมา นุปัสสนาสติปัฏฐาน ) นัยหนึ่ง อีกนัยหนึ่งดวงนั้นแหละเรียกว่า “ เอกายนมรรค ” แปลว่าหนทางเอกไม่มีโท แปลว่าหนทางหนึ่ง สองไม่มีหนึ่งทีเดียว เป็นทางไปของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหมดในสากลโลกสากล ธรรม พระพุทธเจ้า,พระอรหันต์จะเข้าไปสู่นิพพานต้องไปทางนี้ทางเดียว ไม่มีทางแตกแยกจากกัน ไปแนว เดียวทางเดียวกันหมด แต่ว่าการไปนั้นบางท่านเร็ว , บางท่านช้าไม่เหมือนกัน คําว่าไม่เหมือนกันนี้แหละถึงจะได้ ชื่อว่า ไม่ซ้ํากัน คําว่าไม่ซ้ํากันเพราะเร็วกว่ากันช้ากว่ากัน แล้วแต่นิสัยวาสนาของตนที่สั่งสมอบรมไว้ แต่ว่าทาง ไปนั้นเป็นทางเดียวกันหมดเป็น เอกายนมรรค หนทางเส้นเดียวเมื่อจะไปต้องหยุด” และอีกตอนหนึ่งครับใน พระธรรมเทศนาเรื่อง “ โอวาทปาติโมกข์ ”

แสดงไว้เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2497 หลวงพ่อกล่าวว่า “

ด้วยความอดทน , ด้วยความหยุด , ด้วยความอดใจ นั่นแหละจึงเข้านิพพานได้ ถ้าไม่มีความอดทน , ไม่มีความ หยุด , ไม่มีความนิ่ง อย่างหนึ่งอย่างใดแล้วเข้านิพพานไม่ได้ นิพฺพานํ ปรมํ วทัญติ พุทธา พระพุทธเจ้า ทั้งหลายกล่าวว่านิพพานว่าเยี่ยม , อายตนะนิพพานก็เยี่ยม , พระที่เข้าไปในนิพพานก็เยี่ยม เยี่ยมทั้งสอง เยี่ยม จริง ๆ ด้วย นิพพานอยู่ที่ไหนล่ะ นับจากภพสามที่เราอยู่นี้ ( ชั้นมนุษย์ ) สูงขึ้นไปจากมนุษย์นี่ 42,000 โยชน์ ( 1 โยชน์ = 16 กิโลเมตร ) ถึงชั้นจาตุมหาราช สูงขึ้นไปอีก 42,000 โยชน์ถึงชั้นดาวดึงส์อีก 42,000 โยชน์ถึงชั้นยา มาสูงขึ้นไป สูงเข้าไปอีก 42,000 โยชน์ถึงชั้นดุสิต อีก 42,000 โยชน์ถึงชั้นนิมมานรดี อีก 42,000 โยชน์ถึง ชั้น นิมมานิสวัตตี จนถึงชั้นพรหม 5,508,300 โยชน์ แต่ละชั้นมีระยะทางเท่ากันจนครบ 16 ชั้น และครบ 4 ชั้นของ อรูปพรหมในชั้นสุดท้ายด้วยซึ่งถือเป็นชั้นบนสุดที่นับขึ้นไป ในมนุษย์โลกนี้นับต่ํากว่าลงไปจนถึงขอบอเวจี ข้างล่าง ซึ่งถือว่าเป็นชั้นต่ําสุดแห่งการนับระยะทาง เอาเนวสัญญานาสัญญายตนะขอบภพข้างบนสูงเท่าไรกว้าง เท่าไรก็ระยะเท่าไรนี่เขาเรียกว่า “ ภพสาม ” พอรู้จักภพสามเข้านี้แล้วคราวนี้เราจะไปนิพพานกันละ ไปนิพพาน ต้องสูงกว่านั้นนิพพานก็เท่า ๆ กับภพสามนี่แหละไม่โตกว่าภพสามเท่ากันจะไปนิพพานล่ะ ต้องเอาเชือกเส้นหนึ่ง ผูกเข้ากับขอบภพข้างบนนู้น ชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะนั่นนะ แล้วก็ปล่อยเชือกลงมาถึงอเวจีขอบภพ ข้างล่างนู้น แล้วก็เกี่ยวภพข้างล่างผูกไว้ทบกันมาอีกเที่ยวหนึ่งถึงขอบภพข้างบน แล้วก็ปล่อยลงมาอีกเที่ยวหนึ่ง ถึงขอบภพข้างล่าง ( อเวจี ) อีกจะไปนิพพานล่ะนะ จับปลายเชือกนั้นเข้ายืดขึ้นไป ๆ จนกระทั่งสุดเชือก 3 เท่า ของภพสามนั่นแหละถึงขอบล่างของนิพพานพอดีเชียวที่เรียกว่า “ นิพพาน ” มี2 อย่างนะคืออายตนะนิพพาน


16

อย่างหนึ่ง , แล้วก็พระนิพพานอย่างหนึ่ง ให้รู้จักอย่างนี้ถ้าไม่รู้จักเลอะเทอะกัน เอาล่ะเถียงกันป่นปี้ อายตนะ นิพพานน่ะคือ ที่อยู่ของพระพุทธเจ้าท่าน อายตนะเขาแปลว่าดึงดูดหรือบ่อเกิด บ่อเกิดของตาดึงดูดรูป ,บ่อเกิด ของหูดึงดูดเสียง , บ่อเกิดของจมูกดึงดูดกลิ่น , บ่อเกิดของลิ้นดึงดูดรส ,บ่อเกิดของกายดึงดูดสัมผัส , บ่อเกิดของ ใจดึงดูดธรรมารมณ์ มันดึงดูดกันอย่างนี้ อายตนะภพสามมันดึงดูดเหมือนกัน กามภพดึงดูดพวกติดในกาม , รูปภพดึงดูดพวกติดรูป ติดรูปก็ต้องไปอยู่ในชั้นนั้น , อรูปภพดึงดูดพวกติดอรูป ไปติดก็ไปอยู่ในชั้นนั้น ส่วน อายตนะนิพพานเป็นอายตนะหนึ่งที่ดึงดูดพระนิพพาน ถ้าว่าใครทําปฏิบัติหมดกิเลสเข้า เป็นมนุษย์ไปนิพพาน ไม่ได้มีกิเลส , เป็นกายทิพย์ไปไม่ได้มีกิเลส , เป็นกายทิพย์ละเอียด , รูปพรหมละเอียด , อรูปพรหมละเอียดไป ไม่ได้ นี่ติดอยู่ในกาม ถ้าเป็นกายรูปพรหมทั้ง 16 ก็ไปไม่ได้ , อรูปพรหมทั้ง 4 ก็ไปไม่ได้ยังติดอยู่ในอรูปฌาน ต้องหลุดหมดพอหลุดหมดแล้วก็ไปนิพพาน ไปนิพพานมีธรรมกายหน้าตัก 20 วา สูง 20 วา เกตุดอกบัวตูมใส ยิ่งกว่ากระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า พอแตกกายทําลายขันธ์กาย 17 เหล่านี้หมดถึงกายธรรมพระอรหัตละเอียดไป นิพพาน ไปนิพพานทั้งทีจะไปกันยังไงมันจะยากง่ายอะไร มนุษย์ยังยากกว่ากายหนักไปนิพพานนะนึกอยู่แก่ใจก็ แล้วกัน ใจเราคิดเอาสิพอนึกไปนิพพานก็ถึงแล้ว ไปง่ายอย่างนี้นี่นะ นั่นแหล่ะนิพพานสูงแค่นั้น สูงแค่นั้นก็ เท่ากันกับภพสาม เท่ากันนั้นเรียกว่า “ อายตนะนิพพาน ” สําหรับดึงดูดพระนิพพาน กายธรรมที่หน้าตัก 20 วา สูง 20 วา เกตุดอกบัวตูมไปนิพพานนั้นไปนิพพานทีเดียว พวกเรานี้ทั้งหมดต้องไปนิพพานเหมือนกันหมด แต่ ว่าต่างจะช้าจะเร็วเท่านั้นไม่เหลือเลยสักคนเดียว ที่แก่ ๆ ก็ไปนิพพานหมด ปฏิบัติถูกส่วนนะถ้าไม่ถูกส่วนไม่ไป เหมือนกัน แต่ว่านาน ๆ หนัก ๆ เข้ามันก็ไปมันไม่พ้นหรอกต้องไปนิพพานทั้งหมดนั่นแหล่ะ ไม่หลงเหลือทีเดียว แต่จะพูดว่าไปนิพพานทั้งหมดน่ะดู ๆ มันจะเหลือวิสัยไอ้คนเกเรเกเสถ้ามันล่ะไปไม่ได้ ชาติหนึ่งมันเกเรเกเสชาติ หนึ่งมันลามก ไอ้ชาติต่อ ๆ ไป มันจะดีขึ้นบ้างสิ มันก็คงมีบุญบ้างสิ ชาติใดชาติหนึ่งถ้ามีบุญมันก็ไปได้ อย่าง พวกเรานี่แหละเป็นกษัตริย์มานับชาติไม่ถ้วนแล้ว , ก็มีคนหนึ่ง ๆ เป็นบ่าวเป็นทาสเขานับไม่ถ้วน , ก็มีคนหนึ่ง ๆ เกเรนับหนไม่ถ้วนก็มีเหมือนกัน แต่ว่าลงท้ายมันก็ปนเปกันไปอย่างนี้เพราะอะไรล่ะ เพราะเหตุฉะนี้แล ไม่เยี่ยม ภพเหล่านี้ไม่เยี่ยมอยู่ไม่ตลอด พอไปถึงนิพพานแล้วไม่เกิด , ไม่แก่ , ไม่เจ็บ , ไม่ตาย เป็นอย่างใดก็เป็นอย่างนั้น สวยหนัก , งามหนัก , สะอาดหนัก หนักขึ้นไปคงที่ทีเดียวเมื่อคงที่เช่นนี้แหละท่านถึงได้ว่า นิพฺพานํ ปรมํ วทัญ ติ พุทธา พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวนิพพานว่าเป็นเยี่ยม , อายตนะนิพพานก็เป็นเยี่ยม , พระนิพพานที่เข้าไปใน นิพพานก็เยี่ยม เยี่ยมทั้งสอง ท่านถึงรับรองว่า ปรมํ วทัญติ พุทธา พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่าเยี่ยม....เยี่ยม จริงๆด้วย” นี่คือคําสอนของหลวงพ่อสดวัดปากน้ําภาษีเจริญ ที่ท่านได้กล่าวถึงเรื่องของนิพพานเอาไว้ได้อย่าง ละเอียดมากครับ และถ้าหากใครได้ฝึกใจให้หยุดอยู่ที่ศูนย์กลางกายเข้าถึงดวงปฐมมรรคเป็นเบื้องต้นแล้วไปทาง


17

กลางดวงปฐมมรรคเข้าถึงดวงศีล , สมาธิ , ปัญญา, วิมุตติ , วิมุตติญาณทัสสนะ จนเข้าถึงกายในกายเป็นลําดับไป จนถึงธรรมกาย ถึงธรรมกายแล้วก็ไปนิพพานได้ หลวงพ่อท่านได้ชี้หนทางไปนิพพานอย่างชัดแจ้งแล้วว่าต้อง ไปทางกลาง, กลางดวง , กลางกายที่เข้าไปถึงเรื่อย ๆ ด้วยวิธีการ “ หยุด ” หลวงพ่อวัดปากน้ําท่านเป็นผู้หงายของ ที่คว่ํา เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง และส่องประทีปในที่มืดให้บุคคลผู้มีนัยน์ตาดีได้เห็น ฉะนั้นอายตนะ มีอยู่ , ทางไปนิพพานก็มีอยู่, พระนิพพานคือพระธรรมกายก็มีอยู่ครับ แต่เป็นเหมือนของที่คว่ําไว้ปิดไว้ไม่ให้ ชาวโลกได้รู้ได้เห็น หลวงพ่อท่านหงายอายตนะนิพพานที่ถูกคว่ําไว้ เปิดอายตนะนิพพานที่ถูกปิดไว้ให้ชาวโลก ได้เห็น โดยบอกอย่างตรง ๆ ครับว่า นิพพานนั้นมีอยู่จริง และยังได้บอกหนทางไปนิพพานอย่างชัดเจนว่าต้องไป ทางกลาง , กลางดวง , กลางกาย ด้วยวิธีการ “ หยุด ” เท่านั้นครับ

มหาบุรุษผู้ทําวิชาปราบมาร ภาคความรู้สําคัญ ส่วนคําว่า “นิพพาน” ในหนังสือชื่อแนวเดินวิชชา หลักสูตรคู่มือสมภารของหลวงพ่อวัดปากน้ํา โดยอาจารย์ การุณย์ บุญมานุช นั้นได้กล่าวถึงเรื่องของนิพพานไว้ว่า “ นิพพานเป็นอายตนะหนึ่งซึ่งแตกต่างออกไปจาก โลกายตนะและอายตนะทั้ง 6 ทั้ง 12 นั้น เป็นอายตนะที่สูงกว่าวิเศษกว่าและประณีตกว่าอายตนะอื่น แต่ทําหน้าที่ ในลักษณะที่คล้ายคลึงกันคือ โลกายตนะทําหน้าที่ดึงดูดสัตว์โลกที่ยังมีความผูกพันกันอยู่กับโลกไว้ไม่ให้พ้นไป


18

จากโลกได้ ส่วนอายตนะคือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทําหน้าที่ดึงดูดรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ตาม หน้าที่ของตน และในทํานองเดียวกันอายตนะนิพพานก็มีหน้าที่ดึงดูดพระพุทธเจ้า , พระอรหันต์เข้าไปสู่ อายตนะของตน สถานอันเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าเรียกว่า “ อายตนะนิพพาน ” ส่วนพระพุทธเจ้าที่ ประทับอยู่ในอายตนะนิพพานนั้นเรียกว่า “ พระนิพพาน” อายตนะนิพพานมีลักษณะกลมรอบตัวขาวใสบริสุทธิ์ จนกระทั่งมีรัศมีปรากฏ ขนาดของอายตนะนิพพานนั้นวัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ราว 141 ล้าน 3 แสน 3 หมืน่ ( 141,330,000 ) โยชน์ ขอบของอายตนะนิพพานหนาด้านละ 15,120,000 โยชน์ รวมขอบของทั้ง 2 ด้านเป็น 30,240,000 โยชน์ ในนิพพานเป็นสถานที่โอ่โถงปราศจากสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น สว่างไสวไปด้วยรัศมีธรรมอันโชติ ช่วงปราศจากความสว่างไสวจากรัศมีอื่นใด แต่เป็นธรรมรังษีที่เกิดจากความใสบริสุทธิ์ปราศจากกิเลสและ อวิชชาทั้งปวงนั่นเอง ในปาฏลิคามิวัคคอุทานกล่าวได้ว่า “ อตฺถิ ภิกฺขเว ตทายตนํ ฯลฯ ” ภิกษุทั้งหลายอายตนะ นั้นมีอยู่ที่ดิน น้ํา ไฟ ลมไม่มีเลย อากาสานัญจายตนะ , วิญญาณัญจายตนะ , อากิญจัญญายตนะ , เนวสัญญานา สัญญายตนะ ก็มิใช่ โลกนี้ก็มิใช่โลกอื่นก็มิใช่ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทั้งสองก็มิใช่ อนึ่งภิกษุทั้งหลายเราไม่กล่าว เลยซึ่งอายตนะนั้นว่าเป็นการมา , เป็นการไป, เป็นการยืน , เป็นการจุติ , เป็นการเกิด อายตนะนั้นหาที่ตั้งอาศัย ไม่ได้ มิได้เป็นไปหาอารมณ์มิได้นั่นแลที่สุดแห่งทุกข์ อายตนะในที่นี้ก็หมายถึง “ อายตนะนิพพาน ” ดังได้ กล่าวแล้วว่าอายตนะนิพพานนั้นต่างหากออกไปจากอายตนะพวกอื่น อายตนะนิพพานนี้มีอยู่สูงขึ้นไปจากภพ 3 เลยออกไปจากขอบเนวสัญญานาสัญญาอายตนะภพ พ้นออกไปจากวิถีภพนี้ตรงขึ้นไปทีเดียว จะคํานวณ ระยะทางก็เห็นว่าหาประมาณมิได้ทีเดียว ไม่ได้มีอยู่ในดิน น้ํา ไฟ ลม และดิน น้ํา ไฟ ลม ก็ไม่มีอยู่ในนิพพาน ใน อรูปภพทั้ง 4 ก็ไม่ใช่ แม้นิพพานก็มิได้มีลักษณะของอรูปภพทั้ง 4 นี้เลยในโลกนี้โลกอื่นก็มิใช่ เพราะเหตุที่ อายตนะนิพพานพ้นไปจากโลกจากภพคือ กามภพ , รูปภพและอรูปภพเหล่านี้สิ้นแล้ว นิพพานก็มิใช่สิ่งเหล่านี้ แม้ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ก็เป็นสิ่งที่อยู่ในภพนี้นิพพานจึงมิใช่สิ่งทั้งสอง และที่สุดสิ่งทั้งสองนี้ก็มิได้มีอยู่ใน นิพพานเลย อนึ่งอายตนะนิพพานก็ไม่มีการไป , การมา , การยืน , การจุติหรือการเกิดแต่ประการใดประการหนึ่ง ซึ่งแสดงว่า ไม่สามารถจะติดต่อกันได้โดยอาการปกติแม้ที่สุดกําลังอรูปฌานก็ไม่อาจไปถึงได้ เพราะว่านิพพาน จัดเป็นสูงสุดเกินกําลังของผู้ที่อยู่ในภพจะไปถึงได้ และอายตนะนี้ก็หาที่ตั้งอาศัยมิได้ไม่มีวัตถุหรืออารมณ์ชนิด ใดเป็นที่ตั้งเป็นที่อาศัยทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้เองเป็นเครื่องยืนยันว่าอายตนะนิพพานนั้นมีจริง และไม่เกี่ยวข้องอยู่ใน ภพเลย พ้นออกไปต่างหากทีเดียว อนึ่งนิพพาน 3 คือ กิเลสนิพพาน 1 , ขันธนิพพาน 1 , ธาตุนิพพาน 1 มี ความหมายดังนี้คือ เมื่อวันเพ็ญวิสาขมาส ( กลางเดือน 6 ) ก่อนพุทธศก 45 ปี พระสิทธัตถกุมารทรงบําเพ็ญเพียร ทางใจตัดกิเลสได้ขาดจากใจสิ้น บรรลุถึงซึ่งพระโพธิญาณ ณ ภายใต้ควงไม้ศรีมหาโพธิ์ครั้งนั้น กิเลสอาสวะทั้ง


19

ปวง ประเคยประคอยกีดกันพระองค์ให้ทรงเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะสงสารมานับจํานวนหลายหมื่นหลายแสนชาติ เป็นอันมากนั้นไม่อาจจะกลับมาสู่พระองค์ได้อีก ความสิ้นไปแห่งกิเลสอาสวะอันเป็นเครื่องเสียดแทงพระองค์ ตลอดมานั้นเรียกว่า “ กิเลสนิพพาน ” ความแตกทําลายแห่งขันธ์ของพระองค์ซึ่งแม้ในชาติใด ๆ ก็ตามขันธ์ในภพ 3 นี้ก็จะต้องสวมพระองค์ตลอดมา ความแตกทําลายแห่งขันธ์ในชาติที่สุดนี้ขันธ์เหล่านี้ก็มิอาจจะสวมพระองค์ได้ และพระองค์ก็มิกลับมาสวมขันธ์เหล่านี้อีกต่อไป ทําลายขันธ์นี้เรียกว่า “ ขันธนิพพาน ”

เพราะพระองค์ทรงพ้นไปจากขันธ์เหล่านี้แล้วความแตก

พระพุทธเจ้าองค์ที่สุดนี้คือพระสมณโคดม ปัจจุบันพระบรมธาตุของ

พระองค์ยังคงอยู่ไม่สูญสิ้นไปก็ยังไม่เรียกว่าธาตุนิพพาน ต่อเมื่อใดเสร็จพุทธกิจของพระองค์ที่จะต้องทําในภพนี้ แล้ว ขณะนั้นพระบรมธาตุของพระองค์ก็จะสูญไปจากภพนึ้ ความสิ้นไปแห่งพระบรมธาตุนี้เรียกว่า “ ธาตุ นิพพาน ” ส่วนนิพพานที่ท่านจําแนกเป็น 2 ประเภทนั้นคือ สอุปาทิเสสนิพพาน 1 , อนุปาทิเสสนิพพาน 1 สําหรับพวกทําสมาธิปัจจุบันเรียกกันง่าย ๆ อีกแบบหนึ่งคือ นิพพานเป็นอันตรงกับสอุปาทิเสสนิพพาน และ นิพพานตายอันตรงกับอนุปาทิเสสนิพพาน นิพพานที่เป็นสถานที่อยู่ของกายธรรมนั้นอยู่ในศูนย์กลางของกาย ธรรมนั้นเอง ที่กล่าวนี้หมายความถึงเวลาที่กายมนุษย์ของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ยังมีชีวิตอยู่ ใช้กายธรรมเดิน สมาบัติ 7 เที่ยว ตามแบบวิธีเดินสมาบัติที่เคยได้กล่าวแล้วนั้น กายธรรมก็จะตกสูญเข้าสู่นิพพานในศูนย์กลางกาย ธรรมนั้นนิพพานนี้ชื่อว่านิพพานเป็น หรือสอุปาทิเสสนิพพาน เพราะเห็นนิพพานที่อยู่ในศูนย์กลางกายธรรมที่ ซ้อนอยู่ในกลางกายอรูปพรหม , กายรูปพรหม , กายทิพย์และกายมนุษย์เป็นลําดับเช่นนี้ ยังอยู่ในกลางกายที่ยัง หมกมุ่นครองกิเลสอยู่ตามสภาพของกายนั้น ๆ ความบริสุทธิ์ของนิพพานที่อยู่ท่ามกลางกิเลสเหล่านี้เองที่เรียกว่า “ สอุปาทิเสสนิพพาน ” สภาพของนิพพานนี้มีลักษณะกลมรอบตัวในบริสุทธิ์ยิ่งนัก แต่ทว่านิพพานนี้เป็น นิพพานประจํากายของกายธรรม จึงมีพระนิพพานหรือพระพุทธเจ้าประทับอยู่เพียงพระองค์เดียว ความจริงถ้าจะ กล่าวตามส่วนและตามลักษณะตลอดจนที่ตั้งแล้วก็จะเห็นว่านิพพานเป็นหรือสอุปาทิเสสนิพพานนี้เป็นที่เร้นอยู่ โดยเฉพาะของกายธรรม ในเวลาที่ยังมีขันธ์ปรากฏอยู่ นอกจากนั้นสอุปาทิเสสนิพพานยังเป็นทางนําให้เข้าถึง “ อนุปาทิเสสนิพพาน ” หรือ “ นิพพานตาย ” อีกด้วย คือเวลาที่ขันธ์ซึ่งรองกายธรรมอยู่นั้นจะสิ้นไปพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ย่อมจะต้องเดินสมาบัติทั้ง 8 และเข้าสู่สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ขณะนี้เองเป็นเวลาที่กายธรรมเข้า สู่สอุปาทิเสสนิพพาน ทรงดับสัญญาและเวทนาสิ้นแล้วจึงเดินสมาบัติปฏิโลมอีก คราวนี้กายกายธรรมก็จะตก สูญเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพานซึ่งมีลักษณะรูปพรรณสัณฐานและขนาดดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั่นเอง ส่วน “ พระ นิพพาน ” นั้นคือกายธรรมที่ได้บรรลุอรหัตต์ผลแล้ว กายธรรมนี้มีกาย , หัวใจ , ดวงจิตต์และดวงวิญญาณ วัดตัด กลาง 20 วา เท่ากันทั้งสิ้น หน้าตักกว้าง 20 วา สูง 20 วา เกศดอกบัวตูมขาวใสบริสุทธิ์มีรัศมีปรากฏ พระนิพพาน


20

นี้ประทับอยู่ในอายตนะนิพพาน บางพระองค์ที่เป็นสัพพัญํูพุทธเจ้าก็ทรงประทับอยู่ท่ามกลางพระอรหันต์ สาวกบริวารเป็นจํานวนมาก บางพระองค์ที่เป็นปัจเจกพุทธเจ้ามิได้เคยสั่งสอนหรือโปรดผู้ใดมาก่อนในสมัยที่ยัง มีพระชนม์อยู่ องค์นั้นก็ประทับโดดเดี่ยวอยู่โดยลําพังหาสาวกบริวารมิได้ ส่วนรังสีที่ปรากฏก็เป็นเครื่องบอกให้ รู้ถึงการสร้างบารมีของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์เหล่านั้น ว่ามากน้อยกว่ากันเพียงไรแค่ไหน แต่ส่วนกว้างส่วนสูง และลักษณะของพระวรกายนั้นเสมอกันหมดมิได้มีเหลื่อมล้ํากว่ากันเลย พระนิพพานนี้ทรงประทับเข้านิโรธสงบ กันตลอดหมด เพราะความเข้านิโรธนี้เป็นความสุขอย่างยิ่ง และความที่อยู่ในนิพพานมีกายอันยั่งยืนนี้เองท่านจึง ได้กล่าวว่า “ นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ ”

ภพทั้ง 3 นี้เป็นภพที่สร้างขึ้นเพื่อแสดงเทียบลักษณะและสถานที่อยู่ของภพ 3 , นิพพานและโลกันต์ ( ในลักษณะ ผ่าครึ่งเพื่อเห็นชัด เพราะความจริงต่างก็มีสัณฐานกลมรอบตัวและมีขอบนอกกลมรอบตัวเช่นเดียวกัน ) ภพ 3นี้ เป็นสถานที่อันดึงดูดสัตว์ที่เวียนว่ายทําความดีและชั่วในชั้นปานกลางดีที่สุดของภพ 3 ก็ถูกอายตนะของอรูปภพ ดึงดูดเอาไป ชั่วที่สุดของภพ 3 ก็ถูกอายตนะของอเวจีดึงดูดเอาไป แต่ถ้าหากดีจนเกินความดีในอรูปภพเสียแล้วก็ จะต้องถูกอายตนะนิพพานดึงดูดเอาไป เป็นอันว่าพ้นไปจากภพ 3 นี้ทีเดียว สูงขึ้นไปเหนือภพ 3 นี้หาประมาณ มิได้พ้นการติดต่อกับภพ 3 นี้ด้วยประการทั้งปวง กลมรอบตัวและใสบริสุทธิ์ยิ่งนั่นแหละคือนิพพาน แต่ก็พึง เข้าใจว่าในนิพพานหาที่ตั้งอาศัยมิได้ดังที่กล่าวมาแล้ว ฉะนั้นในนิพพานซึ่งหาพื้นที่และที่อาศัยมิได้นอกจาก


21

ความว่างและสว่าง พระนิพพานจึงประทับอยู่ในนิพพานได้ ด้วยความเบาความบริสุทธิ์ของพระวรกายประดุจดัง ปุยนุ่นในอากาศหาได้เหมือนบุคคลอาศัยอยู่ในพื้นพิภพนี้ไม่ ปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากความสงสัยว่าเมื่อนิพพาน มีสัณฐานกลมแล้วพระนิพพานจะทรงประทับอยู่ได้อย่างไร จึงนับเป็นปัญหาอจินไตยคือปุถุชนไม่ควรคิด และ เมื่อมีที่อยู่อาศัยของผู้ที่ทําดีมากที่สุดแล้ว พึงทราบว่าในภาวะที่ตรงกันข้ามกับความดีที่สุดซึ่งหมายถึงผู้ที่ทําชั่ว ที่สุดก็ต้องมีที่อาศัยเช่นเดียวกัน และอายตนะที่สําหรับดึงดูดผู้ที่ทําชั่วที่สุดก็เป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากนิพพาน และภพ 3 นี้ต่ําลงไปจากภพ 3 พ้นออกไปจากภพ 3 นี้ลงไปหาประมาณมิได้ พ้นจากการติดต่อจากภพ 3 นี้ด้วย ประการทั้งปวง ลักษณะกลมรอบตัวจนดําสนิทนั่นแหละคืออายตนะโลกันต์เป็นที่สถิตย์อยู่ของผู้ที่ทําความชั่ว ที่สุด ( หาได้อยู่ในระหว่างเขาจักรวาลตามความเข้าใจของบางท่านไม่ ) แต่ผู้ที่อยู่ในอายตนะโลกันต์นั้นขณะใด ที่จิตใจสูงขึ้นคือความชั่วร้ายที่มีอยู่ในผู้นั้นจางลงไปจนพ้นจากภาวะของอายตนะโลกันต์แล้ว ผู้นั้นก็จะกลับมาสู่ ภพนี้ได้อีกหรืออาจจะทําความดีจนกระทั่งสร้างบารมีบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ได้ ที่กล่าวนี้ หมายถึงผู้ที่อยู่ในโลกันต์นั้นจนนับกัปกัลป์ไม่ถ้วน แล้วในที่สุดของภาวะผู้นั้นก็กลับมาสู่ภพอีก แต่มิได้ หมายถึงว่าในระหว่างที่มีภาวะอยู่ในโลกันต์นั้นจะอาจติดต่อกับภพ 3นี้ได้โดยอาการปกติธรรมดาเช่นนั้นหามิได้ อนึ่งความสงสัยอาจเกิดขึ้นว่าไฉนทั้ง 3 ภพทั้งนิพพานและโลกันต์ จึงมีสัณฐานกลมเหมือนกันหมดทั้งนี้จะเทียบ ได้ว่า ธรรมดาสิ่งที่เกิดขึ้นมาโดยปราศจากบุคคลเสกสรรขึ้นแล้วเบื้องต้นทีเดียว สิ่งนั้นจะต้องมีสัณฐานกลมเช่น กะละละรูปหรือฟองไข่แดงของเป็ดหรือไก่เป็นต้น แม้ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ดวงดาว และภพตามที่คํานวณทาง วิทยาศาสตร์ก็ปรากฏว่ามีสัณฐานกลมด้วยกันทั้งสิ้น ฉะนั้นภพ 3 นิพพานและโลกันต์ที่กล่าวว่ามีสัณฐานกลม จึงนับว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด ( ที่ได้กล่าวถึงภพ 3 และโลกันต์ในบทของนิพพานเช่นนี้ก็เพื่อแก้ความข้องใจ บางอย่างที่อาจเกิดขึ้นได้แต่สรุปแล้วทั้งเรื่องภพ 3 โลกันต์และแม้นิพพาน ที่กล่าวมาแล้วนี้ก็เป็นเพียงเรื่องย่อ ที่สุดสําหรับจะเป็นเครื่องนําให้ผู้ปฏิบัติธรรมได้เรียนและได้รู้พอเป็นเค้าไว้บ้าง แต่ความจริงหากจะต้องการรู้ให้ ละเอียดถี่ถ้วนแล้ว การปฏิบัติธรรมให้เป็นให้เห็นเองแล้ว ตรวจดูก็คงเห็นแจ่มชัดหมดข้อกังขาใด ๆ ทั้งสิ้น หาก จะอธิบายมากไปกว่านี้ก็เห็นว่าจะทําให้เลอะเลือนไป เพราะเรื่องของพระอริยะเจ้าย่อมเป็นเรื่องที่ละเอียด ประณีต เหลือวิสัยปุถุชนที่จะทําตามทําความเข้าใจให้กระจ่างได้ตลอด )

ปรารภเรื่องนิพพาน , ภพ 3 , โลกันต์ เรื่องนิพพาน , ภพ 3 , โลกันต์ มีอย่างไรนั้น ท่านได้อ่านความรู้ของหลวงพ่อวัดปากน้ําแล้ว ข้าพเจ้าไม่สรุปและ ไม่เพิ่มเติมอะไร แต่ที่ข้าพเจ้าขอปรารภด้วยก็โดยเหตุที่ว่า ข้าพเจ้ามีหน้าที่ปราบมารตามที่หลวงพ่อวัดปากน้ํา มอบหน้าที่ให้ซึ่งข้าพเจ้าได้ทําวิชาปราบมารแล้วตั้งแต่ปีพ.ศ. 2527 จนถึงวันนี้คือวันที่ 13 ตุลาคม 2537 เป็นเวลา


22

10 ปีเศษแล้วที่ข้าพเจ้าได้รู้เห็นนิพพาน , ภพ 3 , โลกันต์ การทําวิชาปราบมารจะต้องเกี่ยวด้วยภพทั้ง 3 นี้ทุกวัน การเห็นนิพพาน , ภพ 3 , โลกันต์จะเห็นได้มากน้อยเห็นได้ละเอียดหรือเห็นได้หยาบนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การรู้ และการเห็นนั้นข้าพเจ้าเห็นทุกวันได้สัมผัสทุกวัน ขอเรียนให้ท่านทราบไว้เป็นประการแรก เรื่องที่เราจะต้องคุย กันก็คือทั้งนิพพาน , ภพ 3 , โลกันต์ ที่มารเขาสร้างขึ้นนั้นยังมีที่ละเอียดซึ่งเรายังไม่รู้ไม่เห็น แม้รู้และญาณทัส สนะของธรรมกายอันเลิศก็ยังไม่สิ้นสุดแห่งนิพพาน , ภพ 3 , โลกันต์ ที่มารเขาทําไว้ ขอเรียนให้ท่านทราบเป็น ประการที่ 2 นิพพาน , ภพ 3 , โลกันต์ อย่างหยาบที่สุดคือนิพพาน , ภพ 3 , โลกันต์ ซึ่งหลวงพ่อวัดปากน้ําทําภาพ แสดงและทําคําอธิบายไว้นี้ ดังนั้นความรู้เรื่องนิพพาน , ภพ 3 , โลกันต์ที่ท่านกําลังเรียนอยู่นี้เป็นความรู้เพียงส่วน หนึ่งเท่านั้น ขอเรียนให้ท่านทราบเป็นประการที่ 3 ในการศึกษาเบื้องต้นนี้ขอให้ท่านทราบแต่เพียงว่ามีภพ 3 ที่ ใดก็ต้องมีนิพพานและโลกันต์ที่นั่น เพราะภพ 3 เป็นที่เวียนว่ายตายเกิดของสัตว์โลก นิพพานเป็นที่อยู่ของผู้ที่ พ้นจากการเวียนว่ายแล้ว ส่วนโลกันต์นั้นเป็นที่อยู่ของผู้ประกอบกรรมชั่วระดับสูง ประเด็นที่ว่าภพ 3 อยู่ตรงใด , นิพพานอยู่ตรงใดและโลกันต์อยู่ตรงใด เรื่องนี้เป็นความรู้ของพระอริยะเจ้าและเป็นความรู้ของผู้เป็นธรรมกาย ระดับแก่เกล้า เพราะไม่มีศาสตร์ใด ๆ ในโลกจะไปเรียนรู้ได้เลย นิพพานเป็นที่อยู่ของผู้ได้มรรคผลนิพพาน พระ เป็นผู้ทําภพ 3 เป็นที่อยู่ของผู้เวียนว่ายตายเกิด ในส่วนที่เป็นภพของทิพย์ , ภพของพรหม , ภพของอรูปพรหม พระเป็นผู้ทําในส่วนที่เป็นโลกันต์นั้นเป็นที่ทุกข์ร้อนมารเขาเป็นผู้นํา ใครทําความดีพระปกครองใครทําความชั่ว มารปกครอง ภพ 3ในส่วนเกี่ยวด้วยมนุษย์ , อสุรกาย , เปรต , สัตว์นรกและอเวจี พระเกี่ยวข้องกับมนุษย์ หาก มนุษย์ทํากรรมดีพระปกครอง แต่มนุษย์ที่ทํากรรมชั่วมารปกครอง อสุรกาย , เปรต , สัตว์นรก , สัตว์อเวจีได้แก่ การกระทําของมนุษย์ที่พระปกครองไม่ไหวแล้ว เพราะไม่ทํากรรมดีแล้วมารเขาก็มารับเอาไป ผลการกระทํา ของเขาคือกรรมชั่ว ๆ นานานสุดท้ายไปเป็นอสุรกาย , เปรต , สัตว์นรก , สัตว์อเวจีและสัตว์โลกันต์ ดังนั้นนรก อเวจีและโลกันต์คือภพหนึ่งที่มารเขาทําไว้ทรมานสัตว์โลก คนทําบาปมารเขาเอาไปทําโทษ เมื่อสัตว์โลกตกล่วง ลงไปในนรก , อเวจี , โลกันต์ โอกาสจะมาเกิดเพื่อสร้างบารมีแทบไม่มีเอาเสียเลยเขาจึงว่า “ แผ่นดินพูดไม่ได้ก็ ไม่ได้เกิด ” ทําไมพระจึงไม่ทําโทษเสียเองให้มารเขาทําโทษทําไม นี่คือปัญหาซึ่งผู้คงแก่เรียนต้องคิด การปล่อย ให้มารทําโทษสัตว์โลกนั้นเสียหายมากผู้คงแก่เรียนต้องคิด นรก , อเวจี และสัตว์โลกันต์คือเครื่องมือมาร มีใคร คิดเรื่องนี้บ้างเพราะวิชาธรรมกายเท่านั้นที่ทําให้เราแจ้งเรื่องนี้ มีใครนําเรื่องเหล่านี้มาพูดบ้างเคยได้ยินที่ไหนบ้าง คําตอบก็คือไม่เคยและไม่เคย ดังนั้นคนทีพูดเรื่องนี้ก็คือข้าพเจ้าถามต่อไปว่าทําไมจึงกล่าวอย่างนั้นก็ทําวิชาปราบ มารมากว่า 10 ปี ได้รู้ได้เห็นมาพอสมควรจึงพูดฝากไว้ เพราะวิชาปราบมารหรือวิชาละลายมารนั้นเมื่อเราดับมาร


23

ได้จะเกิดความสว่างไปหมด เมื่อมีความสว่างเกิดขึ้นเราก็เห็น แม้เราจะเห็นไม่เท่าหลวงพ่อแต่ก็พอฟังได้บ้าง หากท่านอยากรู้อยากทราบก็ต้องอ่านหนังสือปราบมารที่ข้าพเจ้าเขียน

นิพพาน , ภพ 3 , โลกันต์สมัยพระพุทธองค์กับสมัยของเราต่างกันหรือไม่ หากเปรียบนิพพาน , ภพ 3 , โลกันต์เป็นวัตถุเราก็ตอบว่าสมัยนั้นกับสมัยนี้ไม่เหมือนกันแน่ แล้วในอดีตเป็น อย่างไรเล่าและในปัจจุบันเป็นอย่างไรเล่า ตอบว่าในอดีตคือสมัยพุทธกาลนิพพาน , ภพ 3 , โลกันต์ เป็นไปตาม ความรู้ที่พระพุทธองค์ทรงกล่าว แต่ในปัจจุบันอาจเปลี่ยนไปบ้างเพราะอะไรจึงเปลี่ยน ก็เพราะมีการปราบมาร เกิดขึ้น ซึ่งการปราบมารนั้นเป็นการทําลายนิพพาน , ภพ 3 , โลกันต์ ของมารให้หมดไปและทําลายกาย , ใจ , จิต , วิญญาณ ของมารให้แตกดับไป ที่ใดเคยมืดที่นั่นจะสว่าง ที่ใดเคยมัยที่นั่นจะสว่าง หลักของการปราบมารมีอยู่ อย่างนี้ ผู้ที่ทําให้สัตว์โลกเดือนร้อนคือมารคือกิเลสตัณหา คือทุกข์และสมุทัย สิ่งเหล่านี้มีนิพพาน , ภพ 3 , โล กันต์เป็นที่อยู่อาศัย มีหน้าตาเป็นกายมนุษย์อย่างเราก็มีเป็นพระพุทธรูปดํา ๆ ก็มี , เป็นพระพุทธรูปสีตะกั่วก็มี , เป็นดวงดําก็มี , เป็นจุดดําก็มี , เป็นความมืดก็มีสารพัดที่จะกล่าว เมื่อเดินวิชาละเอียดจะเห็นเป็นว่างมืด , เป็นว่าง มัว , เป็นว่างขุ่นเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น การที่เห็นอย่างนั้นก็เพราะมารเขาพิสดารกายเป็นว่างเพื่อไม่ให้เห็นตัวตน เขาพิสดารนิพพาน , ภพ 3 , โลกันต์ เป็นว่าง พูดอย่างวิชาธรรมกายก็ว่าเขาล้มกาย , เขาล้มเหตุ , เข้าล้มนิพพาน , ภพ 3 , โลกันต์ เขาล้มอะไรสิ่งนั้นจะเป็นว่างทั้งหมดหรือเรียกว่าล้มธาตุล้มธรรม ล้มอะไรสิ่งนั้นจะเป็นว่างเขา ล้มก็เพื่อไม่ให้เราเห็นตัวตนของเขาไม่เห็นนิพพาน , ภพ 3 , โลกันต์ของเขา เมื่อมารเขาทําอย่างนี้เราจะรบกับเขา อย่างไร เมื่อเขาล้มมาเราก็ล้มไปเอาว่างกับว่างมารบกัน จนกว่าจะรู้แพ้รู้ชนะกัน หลวงพ่อท่านว่าชนะมารเมื่อไร โลกก็เป็นสุขเมื่อนั้น ที่กล่าวมานี้เป็นความรู้เบื้องต้นจะให้ดีก็ต้องเรียนวิชาธรรมกายชั้นสูง เรียนชั้นสูงไม่ได้ก็ รบไม่ได้เป็นวิชาอ่อน ๆ ก็รบไม่ได้ต้องเป็นระดับแก่กล้าจึงจะรบได้ ตามที่บรรยายมานี้เพื่อแสดงให้เห็นว่า นิพพาน , ภพ 3 , โลกันต์อาจเปลี่ยนแปลงไปได้จะทราบว่าเปลี่ยนแปลงอย่างไรเรื่องนี้ต้องเรียนจะมาพูดกันเล่น ๆ ไม่ได้ อยากจะกล่าวอะไรให้มากกว่านี้แต่เกรงว่าจะเกินบทเรียนเอาไว้พูดกันให้ละเอียดในหนังสือปราบมารจะ ดีกว่า

สรุปความรู้ตามหนังสือคู่มือสมภารของหลวงพ่อวัดปากน้ํา เป็นความรู้กสิณแทบทั้งนั้นเป็นความรู้เมื่อปีพ.ศ. 2492 เดี๋ยวนี้ความรู้ดังกล่าวพัฒนาไปมากแล้ว ส่วนที่ว่ามี อะไรพัฒนาไปบ้างเรื่องนี้ท่านต้องไปเรียนกับท่านผู้รู้เรื่องนี้ท่านคอยฟังเอาเอง ในส่วนตัวของข้าพเจ้ายินดี


24

ต้อนรับหากใครเก่งวิชาธรรมกายแล้วข้าพเจ้าไม่ปฏิเสธเลย เพราะทุกวันนี้ทําวิชาปราบมารไม่มีความรู้ใดสูงไป กว่าวิชาปราบมารอีกแล้ว ขอภาวนาให้ท่านมีความสําเร็จในวิชาธรรมกายทุกท่าน

สรุปข้อแนะนําสําหรับการบอกวิชาเข้านิพพาน การบอกวิชาเข้านิพพานไม่ยากจําหลักไว้ว่า อายตนะนิพพานทําหน้าที่ดูดผู้เป็นธรรมกายให้เข้านิพพานประหนึ่ง แม่เหล็กดูดเหล็ก เมื่อเราบอกวิชาให้ผู้เป็นธรรมกายเข้านิพพานเราบอกนําให้ลําดับดวงธรรมในท้องธรรมกายให้ ครบ 6 ดวง พอถึงดวงธรรมที่ 6 คือดวงวิมุตติญาณทัสสนะ จุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมจะว่าง ในว่างนั้น เราจะเห็นที่อยู่ของต้นธาตุเป็นธรรมกายใหญ่มหึมา พึงน้อมธรรมกายของเราเข้าหาต้นธาตุก่อน หญิงน้อมใจเข้า หาธรรมกายใหญ่ทางปากช่องจมูกซ้ายทางขวา แล้วเลื่อนใจไปตามฐาน 7 ฐาน ในที่สุดเราก็เขาไปอยู่ใน ศูนย์กลางกายของธรรมกายมหึมาได้ ผู้ปฏิบัติจะมากน้อยเท่าไรเข้าไปอยู่ได้หมด และเมื่อจะเข้านิพพานก็ลําดับ ดวงธรรมในท้องธรรมกายมหีมานั้นให้ครบ 6 ดวง พอถึงดวงธรรมที่ 6 คือดวงวิมุตติญาณทัสสนะ จุดใสเท่า ปลายเข็มกลางดวงธรรมจะว่าง ในว่างนั้นก็คืออายตนะนิพพานเห็นธรรมกายจํานวนมาก แต่ธรรมกายที่เราเห็น ซึ่งหน้ามีรัศมีโชติช่วงกว่าเพื่อนคือธรรมกายของเจ้าของนิพพาน ส่วนธรรมกายอื่นเป็นธรรมกายของพระ อรหันต์และของผู้ได้มรรคผลนิพพานให้เราบอกวิชาอย่างเดียวกับที่เข้าหาต้นธาตุคือ น้อมใจธรรมกายของเราให้ เข้าไปอยู่ในศูนย์กลางกายของพระองค์ให้ได้ตามวิธีที่กล่าวนั้น และเมื่อจะเข้านิพพานที่ละเอียดต่อไปก็ลําดับดวง ธรรมในท้องของธรรมกายพระบรมศาสดา 6 ดวงต่อไป พอถึงดวงธรรมที่ 6 พอจุดใสเท่าปลายเข็มว่างก็ถึง นิพพานใหม่ให้ทําเช่นนี้เรื่อยไป พูดถึงว่าธรรมกายของเราเกิดวกวนเข้านิพพานไมได้ซึ่งเราจะพบบ่อย ๆ นั่นคือ ธรรมภาคมารเขาขัดขวาง โดยมารเขาจะย่อกายย่อธาตุย่อธรรมของเขาเป็นจุดดําเล็กไปอยู่ในที่ใด เมื่อเราเห็น เข้าถึงน้อมใจธรรมของเรานิ่งลงไปที่จุดดํานั้น แล้วก็นึกให้จุดดําเล็กนั้นละลายไป เมื่อจุดดําเล็กละลายไปแล้ว วิชาของเราจึงเดินดี จุดดําเล็กที่เห็นนี้คือนิพพาน , ภพ 3 , โลกันต์ของมารคือเห็นจําคิดรู้ของมารที่เขามาขัดขวาง ร้อยแปด ตามที่กล่าวนี้เป็นวิธีง่าย ๆ เบื้องต้น หากจะกล่าวละเอียดเป็นวิชายากเป็นวิชาปราบมาร ซึ่งเราต้อง เรียนกันร้อยปีพันปีทีเดียว เรื่องการคํานวณบารมีให้แก่ผู้ที่มาร่วมสร้างบารมีนั้น เป็นความที่ยากมากละเอียดมาก เรียนยากทํายาก เมื่อแรกที่ข้าพเจ้าเรียนเราก็ทําตามที่ครูสอน แต่พออายุมากขึ้นได้ทําวิชาปราบมารตามที่ธาตุ ธรรมท่านมอบหมาย ปรากฏว่าที่เราทํามาตั้งแต่ต้นนั้นไม่เข้าท่าเลย เพิ่งได้เห็นของจริงในตอนที่ทําวิชาปราบ มารว่าเรื่องการคํานวณบารมีนั้นทํายากยิ่งนัก ไม่อาจกล่าวไว้ในบทนี้เกรงว่าจะยากไป เอาแต่เพียงว่าอาราธนาให้ พระพุทธองค์ทรงอนุโมทนาไปถึงนิพพานใดก็อาราธนา ยิ่งเข้านิพพานได้ละเอียดบารมีก็ยิ่งมาก เข้านิพพานได้ ตื้น ๆ บารมีก็เล็กน้อยนั่นเอง


25

วิธีเข้านิพพานในกายมนุษย์ด้วยกายธรรม วิธีเข้านิพพานในกายมนุษย์ของเรานี้คือเอากายธรรมเดินฌานสมาบัติไป 7 เที่ยว เมื่อครบ 7 เที่ยวดีแล้วกายธรรม ตกศูนย์ ถ้าจะดูอย่างหยาบก็โตเท่าฟองไข่ไก่ถ้าจะดูอย่างละเอียดก็เท่ากําเนิดธาตุธรรมเดิมหรือเท่าหยาดน้ํามันงา อันใสที่ติดปลายขนจามจุรีที่บุรุษผู้มีกําลังสลัดเสียแล้ว 7 ครั้ง สัณฐานกลมสีขาวใสสะอาดบริสุทธิ์ดังเพชรน้ําค้าง ศูนย์ธรรมกายนี้เกาะติดอยู่กับเนวสัญญานาสัญญายตนะฌานสมาบัติ ทันใดนั้นศูนย์นิพพานที่อยู่ในกําเนิดธาตุ ธรรมเดิมกลางกายมนุษย์มีสัณฐานกลมสีขาวใสสะอาดบริสุทธิ์ดังเพชรน้ําค้างเช่นเดียวกันก็ดึงดูดธรรมกายที่ เกาะติดอยู่กับเนวสัญญานาสัญญายตนะฌานสมาบัตินั้น เข้าไปซ้อนในกลางศูนย์ของนิพพาน วิธีซ้อนนั้นซ้อน ลงมาในกลางศูนย์หรือจะซ้อนเข้าไปทางซ้ายทางขวาข้างหน้าข้างหลังก็ได้ทั้งสิ้น เพราะศูนย์ธรรมกายและศูนย์ นิพพานนั้นมีสัณฐานกลมเช่นเดียว เพราะของกลม ๆ จะเอาทางไหนซ้อนกันก็ได้ทั้งสิ้น ขณะเมื่อศูนย์ธรรมกาย กับศูนย์นิพพานเข้าไปซ้อนจดกันนั้น ธรรมกายก็เกิดขึ้นทันทีไม่ก่อนไม่หลังและไม่ช้าไม่เร็วกว่ากัน เมื่อ ธรรมกายเกิดขึ้นแล้วก็เอาตาธรรมกายมองดูให้รอบ ๆ ก็เห็นว่าในศูนย์นิพพานในกําเนิดธาตุธรรมเดิมนั้นเป็นภาพ กว้างขวางใหญ่โตไม่มีอะไรเลยเป็นที่กว้างเป็นอากาศว่าง ๆ แต่อากาศในนั้นละเอียดสะอาดบริสุทธิ์สว่างโล่งไป หมด จิตใจจะรู้สึกแช่มชื่นเย็นสุขุมมีนิพพานเป็นอารมณ์ ผิดกว่าเมื่อยังไม่เข้าไปอยู่ในนิพพาน องค์ธรรมกายก็ สุกใสสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นกว่าเก่า อธิบายนิพพาน นิพพานนั้นมีสุดหยาบสุดละเอียดไม่มีสิ้นสุดเหมือนกันในกลางนิพพานนั้นมีศูนย์นิพพานอยู่กลางทุก ๆ นิพพาน สําหรับธรรมกายจะได้เข้านิพพานเหมือนกับกลางกายทุก ๆ กาย มีกําเนิดธาตุธรรมเดิมสําหรับปฏิสนธิ เช่นเดียวกัน องค์ธรรมกายในนิพพานนั้นถ้ายิ่งลึกเข้าไปก็ยิ่งละเอียดสะอาดบริสุทธิ์ประณีตสุขุมยิ่งขึ้นไป อากาศ ละเอียดสว่างโล่ง องค์ธรรมกายก็ขยายส่วนใหญ่ยิ่งขึ้นไปกว่าเก่าเป็นลําดับทุก ๆ ที เพราะฉะนั้นเมื่อเข้านิพพาน ไปแล้วจงเอาธรรมกายเดินฌานสมาบัติไป 7 เที่ยว แล้วตกศูนย์เกาะอยู่กับฌานสมาบัติเนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้วศูนย์นิพพานในนิพพานที่ 2 นั้นก็จักดึงดูดเข้าไปในศูนย์นิพพานที่ 2 เกิดเป็นธรรมกายขึ้นในนิพพานที่ 2 นั้น ครั้นแล้วก็เอาธรรมกายเดินฌานสมาบัติในนิพพานที่ 2 นั้นต่อไป เมื่อเดินฌานสมาบัติครบ 7 เที่ยวแล้ว ธรรมกาย ก็ตกศูนย์ แล้วศูนย์นิพพานในนิพพานที่ 3 จักดึงดูดศูนย์ธรรมกายเข้าไปในศูนย์นิพพานที่ 3 นั้น ครั้นแล้วก็เอา นิพพานที่ 3 นั้น เดินฌานสมาบัติต่อไปอีกไม่ถอยหลังกลับครบ 7 เที่ยว แล้วธรรมกายตกศูนย์ แล้วนิพพานใน นิพพานที่ 4 นั้น จักดึงดูดศูนย์ธรรมกายเข้าไปในศูนย์นิพพานที่ 4 เกิดธรรมกายขึ้นในนิพพานที่ 4 นั้น ครั้นแล้วก็


26

เอาธรรมกายในนิพพานที่ 4 นั้นเดินสมาบัติต่อไปอีกไม่ถอยหลังกลับเมื่อครบ 7 เที่ยวแล้วธรรมกายตกศูนย์ แล้ว ศูนย์นิพพานในนิพพานที่ 5 นั้นจักดึงดูดศูนย์ธรรมกายเข้าไปในศูนย์นิพพานที่ 5 เกิดธรรมกายขึ้นในนิพพานที่ 5 นั้น ครั้นแล้วก็เอาธรรมกายในนิพพานที่ 5 , ที่ 6 , ที่ 7 , ที่ 8 , ที่ 9 , ที่ 10 , ที่ร้อย , ที่พัน , ที่หมื่น , ที่แสน , ที่ล้าน , ที่โกฏินั้นเดินสมาบัติ 8 ต่อไปไม่ถอยหลังกลับอีก เมื่อครบ 7 เที่ยวแล้วธรรมกายตกศูนย์ แล้วศูนย์นิพพานที่ 6 , 7 , 8 , 9 , 10, ที่ร้อย , ที่พัน , ที่หมื่น , ที่แสน , ที่ล้าน , ที่โกฏินั้นจักดึงดูดศูนย์ธรรมกายเข้าไปในศูนย์นิพพานที่ 6 , 7 , 8 , 9 , ที่ 10 , ที่ร้อย , ที่พัน , ที่หมื่น , ที่แสน , ที่ล้าน , ที่โกฏิ เกิดเป็นธรรมกายขึ้นในนิพพานที่ 6 , 7 , 8 , 9 , 10 , ร้อย , พัน , หมืน่ , แสน , ล้าน , โกฏินั้นเป็นลําดับ ๆ ไปไม่มีที่สิ้นสุดนิพพานเช่นนี้เรียกว่า “ นิพพานเป็น ” มี อยู่ในกายมนุษย์

คําอธิบายเพิ่มเติม ที่ศูนย์กลางกายมนุษย์มีนิพพานและที่นิพพานมีศูนย์ของนิพพาน ศูนย์ของนิพพานของกายมนุษย์มีขนาดทั้งอย่าง ละเอียด , อย่างกลางและอย่างหยาบ อย่างหยาบเท่าฟองไข่ไก่ , อย่างกลางเท่ากําเนิดธาตุธรรมเดิม , อย่างละเอียด เท่าหยาดน้ําน้ํางาที่ติดอยู่ปลายขนสัตว์จามจุรีที่บุรุษผู้มีกําลังสลัดแล้ว 7 ครั้ง นั่นคือจุดในเล็กนั้นเองมีความใน ประดุจเพชรน้ําค้าง ศูนย์ของกายธรรมก็คือศูนย์ของฌานเนวสัญญานาสัญญาอยู่ตรงกับศูนย์กลางกายของกาย ธรรม ศูนย์นี้มีความใสประดุจเพชรน้ําค้าง เมื่อศูนย์นิพพานของกายมนุษย์สัมผัสกับศูนย์กายธรรมเมื่อไร ศูนย์ นิพพานของกายมนุษย์ก็ดูดกายธรรมให้เข้าไปในนิพพานนั้น แรงดึงดูดนี้มี 2 แรงคือแรงของศูนย์กายธรรม และ แรงของศูนย์นิพพานกายมนุษย์ด้วยคือแม่เหล็ก 2 แม่เหล็กเข้าหากันนั่นเอง ลักษณะนิพพานในกายมนุษย์ท่าน ว่ากว้างใหญ่โตมีความสว่างอากาศละเอียด เมื่อกายธรรมเข้านิพพานในกายมนุษย์แล้วกายธรรมจะสุกใสยิ่งขึ้น อารมณ์ของกายมนุษย์คือตัวเราเกิดความแช่มชื่น

การเดินวิชานั้นไม่ยากเลยต้องทําได้ทุกคน ลาดับแรกกายธรรมเดินวิชาถอยหลังเข้ามาหากายมนุษย์ ส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงธรรมในท้องของกายมนุษย์ บริกรรม

ใจหยุดในหยุด ๆ ๆ และนิ่งลงไปที่จุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมกายมนุษย์นั้น ลาดับที่ 2

ส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงธรรมของกายธรรม บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆ ๆ เห็นจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวง

ธรรมของกายธรรม พอจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมว่างก็จะเห็นจุดใสเท่าปลายเข็มของแผ่นฌานที่ก้นกาย ธรรม แผ่นฌานที่ก้นกายนั้นเรียงลงมาจากอรูปฌานมาหารูปฌานคือ ฌาน 8 , 7 , 6 , 5 , 4 , 3 , 2 , 1 ฌาน 8 คือ


27

เนวสัญญานาสัญญาพูดง่าย ๆ จุดใสกลางดวงธรรมอยู่ตรงกับจุดใสเท่าปลายเข็มของแผ่นฌานนั่นเอง พอเรานึกจุ ใช้ฌานใดแผ่นฌานแผ่นนั้นจะมาซ้อนที่กายธรรมทันที ส่วนแผ่นฌานที่เรายังไม่ใช้ก็จะไปซ้อนแผ่นที่ก้นกาย ธรรม แผ่นฌานคือแผ่นใสกลมคล้ายเขียงหั่นผัก โปรดดูหนังสือ “ แนวเดินวิชาคู่มือสมภารของหลวงพ่อวัด ปากน้ํา ” การเดินฌานสมาบัติก็คือเอาแผ่นฌานมาสับกันเป็นผลให้แผ่นฌานมีความใสยิ่งขึ้นกายก็ใสดวงธรรมก็ ใส เมื่อเราจะเดินฌานเราก็ส่งใจไปที่กลางแผ่นใสฌานที่ 1 แล้วฌานที่ 1 จะมารองรับที่ก้นกายธรรมทันที เราก็ ท่องในใจว่าฌาน 1 หายไปฌาน 2 รองรับหมายความว่า ขณะนี้ฌานที่ 1 ไปซ้อนท้ายแถวฌาน 3 แล้ว เพราะ ขณะนี้ฌาน 2 มารองรับทีก้านกายธรรมแล้ว แล้วก็ท่องต่อไปว่าฌาน 2 หายไปฌาน 3 รองรับ , ฌาน 3 หายไป ฌาน 4 รองรับ , ฌาน 4 หายไปฌาน 5 รองรับ , ฌาน 5 หายไปฌาน 6 รองรับ , ฌาน 6 หายไปฌาน 7 รองรับ, ฌาน 7 หายไปฌาน 8 รองรับเสร็จอนุโลม ต่อไปเดินฌานปฏิโลม ฌาน 8 หายไปฌาน 7 รองรับ , ฌาน 7 หายไป ฌาน 6 รองรับ , ฌาน 6 หายไปฌาน 5 รองรับ....ถอยหลังจนมาถึงฌาน 1 รองรับ อนุโลมคือเดินหน้า , ปฏิโลมคือ ถอยหลัง จะนับเป็น1 เที่ยวหรือ 2 เที่ยว สุดแต่ความพอใจของเรา เมื่อครบ 7 เที่ยวแล้วธรรมกายตกศูนย์เข้า นิพพานในกายมนุษย์ ลาดับที่ 3

จากนั้นก็ทําตามที่ตําราเสนอแนะไว้ไม่มีอะไรยากแล้ว

ข้อควรคิด คําว่า “ ธรรมกายตกศูนย์ ” หมายความว่ากายธรรมดิ่งลงไปในว่างใส หากยังไม่ดิ่งลงไปในว่างใสถือ ว่าธรรมกายยังไม่ตกศูนย์ให้เดินฌานสมาบัติต่อไป อย่ายึดมั่น 7 เที่ยว ยิ่งมากเที่ยวยิ่งดีเพราะยิ่งมากเที่ยวจะช่วย ให้เกิดความใสมากขึ้น เมื่อความใสถึงขนาดธรรมกายจึงจะตกศูนย์

วิธีเข้านิพพานเป็นด้วยกายมนุษย์ วิธีเอากายมนุษย์คือตัวของเราที่นั่งอยู่นี้เข้านิพพานเป็นตัวของเรานั้น วิธีนี้ก็เหมือนวิธีเข้านิพพานด้วยกาย ธรรมดังที่กล่าวมาแล้วนั้นต่างแต่วิธีก่อนเอากายธรรมเข้า ส่วนวิธีนี้เอากายมนุษย์เข้านิพพาน เพราะกายมนุษย์ มีฤทธิเดชมากมีอํานาจมากกว่ากายธรรมระเบิดไม่แตกเหมือนพระพุทธเจ้า แต่ครั้งก่อนดึกดําบรรพ์โน้นท่านเข้า นิพพานทั้งกายมนุษย์ทั้งนั้นคือกายมนุษย์แก่หนักเข้าทุกที ๆ ก็ใสสะอาดเข้าทุกที แล้วก็เข้านิพพานทั้งกายมนุษย์ ที่สุดใสสะอาดเป็นเพชรนั้น และกาลต่อมาพญามารไม่ยอมให้เข้านิพพานทั้งกายมนุษย์ เพราะเห็นว่ากายมนุษย์ มีฤทธิเดชมากนัก พระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสรู้หลัง ๆ ต่อมาจึงต้องถอดกายมนุษย์เสียก่อนแล้วจึงเข้านิพพานได้ พระพุทธเจ้าที่ถอดกายมนุษย์เข้านิพพานท่านเปรียบเหมือนดังปูนิ่ม เวลาอยู่ในนิพพานไม่ค่อยมีฤทธิมีเดชไม่ เหมือนพระพุทธเจ้าที่เข้านิพพานทั้งกายมนุษย์มีฤทธิ์เดชมากนักเพราะกายมนุษย์แข็งแรง วิธีเอากายมนุษย์คือตัว


28

เราที่นั่งอยู่นี้เข้านิพพานนั้น ท่านได้ตั้งดวงปฐมมรรคขึ้นก่อนแล้วเพ่งให้เกิดกายทิพย์ , กายปฐมวิญญาณหยาบ , กายปฐมวิญญาณละเอียด , กายธรรมและกายละเอียด ๆ ๆ ๆ เข้าไปทุกทีจนสุดหยาบสุดละเอียด แล้วก็ย่อสุด หยาบสุดละเอียดนั้นเข้าในกายมนุษย์กายเดียว ทําให้ใสดีแล้วเดินสมาบัติ 7 เที่ยวจนกายมนุษย์ในสะอาดบริสุทธิ์ ดีแล้ว กายมนุษย์ก็ตกศูนย์กําเนิดมนุษย์อยู่กลางตัว แล้วศูนย์นิพพานที่อยู่ในกลางกําเนิดเดินนั้นก็ดึงเอาศูนย์ กําเนิดมนุษย์นั้นเข้าไปในศูนย์นิพพาน ขณะเมื่อศูนย์กําเนิดมนุษย์กับศูนย์นิพพานเข้าไปซ้อนจดกัน กายมนุษย์ก็ เกิดขึ้นในนิพพานทันทีไม่ช้าไม่เร็วไม่ก่อนไม่หลังกว่ากัน ในกลางนิพพานทุก ๆ นิพพานนั้นมีศูนย์นิพพานอยู่ กลางเหมือนที่กล่าวมาแล้วในเรื่องธรรมกายเข้านิพพาน เพราะฉะนั้นเมื่อกายมนุษย์เข้านิพพานแล้วก็เดินสมาบัติ ในนิพพานนั้นไปอีก 7 เที่ยวเมื่อครบ 7 เที่ยวแล้ว กายมนุษย์พิเศษใสเป็นแก้วนั้นก็ตกศูนย์กําเนิดมนุษย์อีก แล้ว ศูนย์นิพพานในนิพพานที่ 2 จักดึงดูดศูนย์กายมนุษย์เข้าไปในศูนย์นิพพานทั้ง 2 เกิดเป็นกายมนุษย์ขึ้นในนิพพาน ที่ 2 นั้น ครั้นแล้วก็เอากายมนุษย์พิเศษใสเป็นแก้วในนิพานที่ 2 นั้นเดินสมาบัติไปอีกครบ 7 เที่ยว แล้วกายมนุษย์ พิเศษก็ตกศูนย์กําเนิดมนุษย์ แล้วศูนย์นิพพานในนิพพานที่ 3 นั้นก็ดึงดูดเอาศูนย์กําเนิดมนุษย์เข้าไปในนิพพานที่ 3 เกิดเป็นกายมนุษย์ขึ้นในนิพพานที่ 3 นั้น แล้วเอากายมนุษย์ที่ใสเป็นแก้วนั้นเดินฌานสมาบัติเข้านิพพานใน นิพพาน ๆ ๆ ๆ ๆ เป็นลําดับ เข้าไปเช่นนี้ทุก ๆ ทีไม่มีที่สิ้นสุดเหมือนดังที่กล่าวมาแล้วในเรื่องธรรมกายเข้า นิพพานนั้นทุกประการ ต่างแต่ว่าในที่นี้เอากายมนุษย์พิเศษเข้านิพพานเท่านั้น นอกนั้นก็เหมือนธรรมกายเข้า นิพพานทั้งสิ้น ที่เรียกว่า “ มนุษย์พิเศษ ” นั้นเพราะเหตุว่ากายสุดหยาบสุดละเอียดทุก ๆ กายย่อรวมอยู่ในกาย มนุษย์คนนี้กายเดียวครบทุกาย กายมนุษย์คนนี้จึงใสเป็นแก้วเป็นกายพิเศษที่มีฤทธิ์เดชมาก

อธิบายเพิ่มเติม บทฝึกที่ 19 นี้เราได้ความรู้แปลก ๆ เช่นกายมนุษย์พิเศษคืออะไร แต่กาลก่อนพระพุทธเจ้าท่านเข้านิพพานด้วย กายมนุษย์ไม่ได้เข้านิพพานโดยกายธรรม กาลต่อมาเข้านิพพานโดยกายธรรมเข้านิพพานด้วยกายมนุษย์ไม่ได้ เพราะมารเขาไม่ยอมมารเขาบอกว่า พระพุทธเจ้าที่เข้านิพพานด้วยกายมนุษย์นั้นกายมนุษย์มีฤทธิเดชมาก ที่ว่า กายมนุษย์มีฤทธิเดชเพราะมารระเบิดกายไม่แตก ส่วนกายธรรมนั้นมารเขาระเบิดแตกคือกายธรรมสู้มารไม่ได้ ต้องเอากายมนุษย์ไปสู้ กายธรรมเมื่ออยู่ในนิพพานนั้นไม่ค่อยมีฤทธิเดชท่านเปรียบเหมือนดังปูนิ่ม ส่วนกาย มนุษย์ที่เข้านิพพานท่านเปรียบเหมือนปูมีกระดองเพราะกายมนุษย์แข็งแรง กล่าวถึงการเข้านิพพานด้วยกาย มนุษย์แต่บรรพกาลนั้น กายมนุษย์แก่ด้วยความสุกใสและใสยิ่งขึ้นและก็เข้านิพพานด้วยกายมนุษย์นั้น ไม่ต้อง ตายเหมือนยุคหลัง ๆ ยุคหลังนี้กายมนุษย์ต้องตายเสียก่อนคือ เอาแต่กายธรรมเข้านิพพานเท่านั้น หลวงพ่อท่าน เรียกว่า นิพพานถอดกาย หมายความว่าถอดเอากายมนุษย์ออกเสียก่อนคงเหลือแต่กายธรรมแล้วเอากายธรรมเข้า


29

นิพพาน นิพพานที่กายธรรมเข้านิพพานนี้เรียกว่านิพพานถอดกาย ส่วนนิพพานที่เข้านิพพานด้วยกายมนุษย์นั้น เรียกว่า

นิพพานไม่ถอดกาย ( นิพพานเป็น )

แต่บรรพกาลนั้นเมื่อเห็นธรรมกายแล้วมีผลทําให้กายมนุษย์

เกิดความสว่างใส อายุของกายมนุษย์ยิ่งมากขึ้นความสุกใสของกายมนุษย์ยิ่งมากขึ้นด้วย กายธรรมสว่างขึ้น เพียงไรกายมนุษย์ก็ได้รับผลนั้นด้วย สุดท้ายกายมนุษย์เข้านิพพานไปเลย แม้การคลอดบุตรก็เหมือนกับการถ่าย อุจจาระปัสสาวะ ไม่ต้องผ่าท้องอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

เหตุใดกายมนุษย์จึงเข้านิพพานกายมนุษย์ได้ เพราะที่กําเนิดเดิมมีนิพพานคือที่กําเนิดเดิมของกายมนุษย์มีนิพพาน และที่อรูปฌานของกายมนุษย์ก็มีนิพพาน ในกําเนิดเดิม กายธรรมก็มีศูนย์นิพพานติดอยู่ที่เนวสัญญานาสัญญา การที่กายธรรมไปเกิดที่นิพพานในกําเนิด เดิมของกายมนุษย์นั้นเราฟังได้ เหตุใดกายมนุษย์มีอรูปฌานด้วยหรือนี่คือข้อข้องใจของเรา แล้วกายมนุษย์นี้ เกิดจากอะไรตอบว่าเกิดจากกายทุกกายตั้งแต่กายธรรม , กาย ปฐมวิญญาณ , กายทิพย์ ซ้อนไว้ในกายมนุษย์ กาย ธรรมมีอรูปฌานกายมนุษย์ก็มีด้วย กายอะไรมีอะไรกายมนุษย์ก็มีด้วย

วิธีเข้านิพพานตาย นิพพานตายคือนิพพานที่เป็นที่ประทับของพระอรหันตขีณาสพทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น นิพพานในตัว เราเรียกว่านิพพานเป็น ส่วนนิพพานซึ่งเป็นที่ประทับของพระอรหันตขีณาสพมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นอยู่สูงกว่าภพ 3 ขึ้นไปเรียกว่านิพพานตาย วิธีเข้าก็มีนัยเหมือนเข้านิพพานเป็นใช้ธรรมกายเข้าก็ได้ กายมนุษย์พิเศษเข้าก็ได้ เหมือนที่กล่าวมาแล้วในข้อ 18 และข้อ 19 นั้นทุกประการ จงพิจารณาดูเถิดในที่นี้จะกล่าวแต่ย่อ ๆ เท่านั้น ถ้าจะ เข้านิพพานตายด้วยกายมนุษย์พิเศษนี้ก็จงตั้งดวงปฐมมรรคขึ้นแล้วทําให้เกิดกายทิพย์ , กายปฐมวิญญาณหยาบ , กายปฐมวิญญาณละเอียด , กายธรรมและกายละเอียด ๆ ๆ ยิ่งขึ้นไปทุกที จนสุดหยาบสุดละเอียดแล้วก็ย่อกายสุด หยาบสุดละเอียดทั้งหมดเข้าในกายมนุษย์กายเดียว ทําให้สะอาดบริสุทธิ์ดีแล้วเดินฌานสมาบัติไป 7 เที่ยว ครั้น กายมนุษย์ใสสะอาดดีแล้วก็ตกศูนย์กําเนิดมนุษย์อยู่กลางตัว แล้วศูนย์นิพพานที่อยู่กลางกําเนิดธาตุธรรมเดิมนั้นก็ ดึงดูดเอาศูนย์กําเนิดมนุษย์นั้นเข้าไปในศูนย์นิพพาน เกิดเป็นมนุษย์พิเศษขึ้นในนิพพานในทันที ครั้นแล้วก็เอา กายมนุษย์พิเศษเป็นแก้วที่เกิดในนิพพานเป็นนั้น เดินฌานสมาบัติในพระนิพพานนั้นต่อไปอีก 7 เที่ยว ครบ 7 เที่ยวแล้วก็ตกศูนย์กําเนิดมนุษย์ในกลางกายอีก แล้วศูนย์นิพพานตายก็ดึงดูดขึ้นไปเกิดในนิพพานตาย ครั้นแล้วก็ เดินสมาบัติ 7 เที่ยวตกศูนย์เข้านิพพานเป็นไปอีก เมื่อเข้านิพพานเป็นแล้วก็เดินฌานสมาบัติอีก 7 เที่ยว ตกศูนย์ เข้านิพพานตายต่อไป แล้วก็เดินฌานสมาบัติอีก 7 เที่ยว ตกศูนย์เข้านิพพานเป็นในกายอีก เกิดในนิพพานเป็น


30

แล้วก็เดินฌานสมาบัติอีก 7 เที่ยวตกศูนย์เข้านิพพานตายต่อไป เข้านิพพานเป็นในกลางกายมนุษย์ไปอีกทีหนึ่ง แล้วก็เข้านิพพานตายไปอีกทีหนึ่งเข้าสลับกันไป คือ เข้านิพพานเป็นไปเที่ยวหนึ่งแล้วก็เข้านิพพานตายไปอีก เที่ยวหนึ่งทําติดต่อเนื่องกันไป นิพพานเป็นทีหนึ่งนิพพานตายทีหนึ่งเช่นนี้เป็นลําดับเรื่อยไปไม่ถอยหลังกลับ จน สุดหยาบสุดละเอียดยิ่งทําได้มากละเอียดเข้าไปเท่าไรยิ่งดีแต่ให้เป็นคู่กันไป เข้านิพพานเป็นแล้วก็เข้านิพพานตาย เป็นคู่ ๆ เช่นนี้เรื่อยไปทับทวีให้มากขึ้นไปไม่ถอยหลังกลับ นิพพานทุก ๆ นิพพานนั้นมีศูนย์นิพพานอยู่ทุก นิพพานทั้งนิพพานเป็นและนิพพานตาย สําหรับดึงดูดกําเนิดธาตุธรรมเดิมนั้นให้เข้าไปเกิดในนิพพาน เหมือน ศูนย์ในมดลูกเป็นที่ดึงดูดกําเนิดธาตุธรรมเดิมเข้าไปเกิด

อธิบาย การฝึกบทนี้ง่ายมากเพราะเราฝึกบทที่ 18 และบทที่ 19 มาแล้วเพียงเราอ่านเนื้อวิชาจบลงเราก็สามารถเดินวิชา ได้ทันทีไม่ต้องทําบทฝึก คําว่านิพพานตายหมายถึงนิพพานที่อยู่สูงกว่าภพ 3 ขึ้นไป เป็นที่ประทับอยู่ของผู้ได้ มรรคผลนิพพานได้แก่พระพุทธเจ้าเป็นต้น ไม่ว่าใครทั้งนั้นเมื่อได้มรรคผลนิพพานแล้วจะต้องไปอยู่ที่นี่แปลว่า หมดภพหมดชาติเลิกจากการเวียนว่ายตายเกิดกันที หลวงพ่อท่านเรียกว่านิพพานตาย บางครั้งก็เรียกอายตนะ นิพพาน บาลีใช้ว่าอนุปาทิเสสนิพพาน หมายความว่าเข้านิพพานด้วยกายธรรม กายมนุษย์ตายแล้วเข้านิพพาน โดยกายธรรมนั่นเอง การเข้านิพพานตายเข้าได้ทั้งกายธรรมและกายมนุษย์ มีวิธีทําอย่าไรนั้นเราเรียนมาแล้วจาก บทก่อน แต่ว่าการเข้านิพพานตายนั้น ท่านให้เข้านิพพานเป็นที่ศูนย์กลางกายมนุษย์ก่อนแล้วก็เข้านิพพานตายให้ สลับกันเช่นนี้เรื่อยไป คือท่านให้ทําเป็นคู่ ๆ คือเข้านิพพานเป็นแล้วเข้านิพพานตาย เนื้อหาสาระมีเพียงนี้

ข้อสังเกตเรื่องการเข้านิพพาน เราเรียนเรื่องการเข้านิพพานในตําราวิชามรรคผลพิสดารแล้วควรติดตามดูหลักสูตรในหนังสือคู่มือสมภารด้วย แล้วสรุปความรู้ดู ข้าพเจ้าไม่ได้บรรยายเกินหลักสูตรเลย หลักสูตรมีอย่างไรบรรยายตามที่หลักสูตรกําหนด ไม่ มีอะไรเกินหลักสูตรเว้นแต่เป็นข้อคิดเห็นที่ต้องขออภัยอย่างมากคือ เรื่องภาษาอย่างเช่นคํา วิชชา เวลาพิมพ์ก็เป็น วิชา ส่วนคําว่า สูญ และคํา ศูนย์ นั้นใช้ตรงตําราจึงต้องขออภัยล่วงหน้าไว้ อาจมีบางคําที่เขียนเพี้ยนไปแต่ เนื้อหาวิชานั้นไม่พลาด


31

วิธีฟังพระพุทธเจ้าตรัสเทศนาในนิพพาน จงเอากายมนุษย์พิเศษนั้นเดินฌานสมาบัติเข้านิพพานเป็นและเข้านิพพานตาย ตามนัยดังกล่าวในบทที่ 20 นั้น ถ้าเข้านิพพานตายไปพบพระพุทธเจ้าและพระอรหันตขีณาสพ แล้วจงอธิษฐานถามท่านก่อนว่าพระพุทธเจ้าของ เราพระองค์ไหนที่ทราบแน่ด้วยวาระจิตของเราแล้วจงเข้าไปเฝ้าท่านตรงพระพักตร์ แล้วจงเอากายมนุษย์พิเศษ อธิษฐานขึ้นให้มากกายแล้วระเบิดบ้างให้เป็นไอเป็นแก๊สเป็นกรดกินบ้างละลายบ้าง ซึ่งกายของพระพุทธเจ้านั้น จงอธิษฐานเสียก่อนว่าถ้าเป็นพระพุทธเจ้าของเราสายขาวบริสุทธิ์จริงแล้วก็ไม่แตกไม่เป็นอันตรายไม่ละลาย ถ้า เป็นพระพุทธเจ้าซึ่งสายดําปลอมแล้วขอให้ระเบิดแตกและละลายไป ไอ แก๊ส กรด กินเข้าเซฟเข้ามรรคไปเลย แล้วก็เอากายมนุษย์พิเศษเดินฌานสมาบัติเข้านิพพานเป็นเข้านิพพานตายไปอีก เมื่อเข้านิพพานตายก็จงถาม พระพุทธเจ้าอีก ถ้าพบก็อธิษฐานว่าถ้าเป็นพระพุทธเจ้าสายขาวของเราจริงแล้วขอให้ระเบิดไม่แตก เมื่ออธิษฐาน แล้วก็จงอธิษฐานให้กายมนุษย์ขึ้นมาก ๆ กาย เข้าไปในไส้พระพุทธเจ้าองค์นั้นแล้วระเบิด ถ้าแตกก็เอากายมนุษย์ พิเศษเดินฌานสมาบัติเข้านิพพานเป็นและเข้านิพพานตายไปอีก ถ้าแตกก็ไม่ใช่ของเราแท้ แล้วเข้านิพพานเป็น เข้านิพพานตายต่อไปอีกแล้วก็ระเบิดต่อไปอีก ทําเช่นนี้เรื่อยไปจนพบพระพุทธเจ้าที่สะอาดเป็นแก้ว ระเบิด เท่าไรก็ไม่แตกใช้ไอ กรด แก๊สกรด กินเท่าไรก็ไม่ละลาย นั้นแหละพึงรู้เถิดว่าพบพระพุทธเจ้าที่แท้จริงของเรา แล้ว พึงสังเกตกําหนดไว้ให้ดีแล้วกราบทูลอาราธนาขอให้พระองค์แสดงพระธรรมเทศนาให้ฟังจะได้ฟังพระสุ ระเสียงและพระธรรมเทศนาของพระองค์ท่านที่แท้จริงทุกประการ ถ้าไม่ได้ยินก็ให้นิ่ง แน่น ดิ่งอยู่ในศูนย์พระ นิพพานในกลางกําเนิดธาตุธรรมเดิมในกายมนุษย์ภายในสะดือของเราเข้าไป ที่มีเส้นศูนย์เต้นตุ้บ ๆ อยู่นั่นแหละ ต้องนิ่งอยู่ในศูนย์พระนิพพานให้ดิ่งถ้าเคลื่อนนิดหนึ่งก็ฟังไม่ได้ยิน

อธิบาย บทเรียนบทนี้เราได้รับความรู้พิเศษหลายอย่างที่เราต้องจดจําก็คือ ในนิพพานตายนั้นมีพระพุทธเจ้าภาคมาร แปลกปลอมเข้ามาอยู่ มองเผิน ๆ ก็ว่าเป็นพระพุทธเจ้าภาคขาวเราหลงกราบไหว้ แท้จริงแล้วเป็นพระพุทธเจ้า ภาคดําเข้ามาแทรกอยู่มากมาย หลวงพ่อท่านเรียกพระพุทธเจ้าภาคมาร เป็นกายดํามาซ้อนกายอยู่ในองค์ภาคขาว โดยที่เราไม่รู้ หลวงพ่อท่านสอนวิธีตรวจสอบวิธีเบื้องต้นก็คือ ให้พิสดารกายมนุษย์พิเศษให้มากกาย แล้วให้กาย มนุษย์ของเราระเบิดละลายนั่นวิธีหนึ่ง อีกวิธีหนึ่งท่านให้เอากายมนุษย์ของเรายิงเข้าไปในไส้ของกาย พระพุทธเจ้าที่เราเห็น แล้วกายมนุษย์ของเราก็เอาดวงมรรคเซฟเข้าไป มรรคก็พิสดารทําหน้าที่แก๊ส กรด ไอ แล้วย่อย แยก ดับ ละลายหากเป็นพระพุทธเจ้าภาคขาวจริง กายของพระองค์ไม่แตก หากเป็นพระพุทธเจ้าภาค


32

มารกายของเขาก็แตกนี่คือวิธีเบื้องต้น องค์ใดที่ขาวใสบริสุทธิ์องค์นั้นคือพระพุทธเจ้าภาคขาวแท้ เราก็อาราธนา ให้พระองค์แสดงธรรมเทศนา เราจะต้องฟังให้ได้ยิน นี่คือเนื้อหาสาระของการฝึกบทนี้

แนวการเดินวิชา ลําดับแรก ทํากายมนุษย์พิเศษก่อน ลําดับที่ 2 กายมนุษย์พิเศษเดินฌานสมาบัติ เรื่องการทําฌานเราเรียนมาแล้ว เมื่อเดินฌานสมาบัติ 7 เที่ยวแล้ว กายมนุษย์เข้านิพพานเป็นของกายมนุษย์กลางกายตัวของเราคือเข้านิพพานที่กําเนิดเดิมดังที่เคยฝึกมาแล้ว จากนั้น กายมนุษย์เดินฌานสมาบัติครบ 7 เที่ยวเข้านิพพานตายคือนิพพานที่อยู่นอกภพ 3 จากนั้นกายมนุษย์เดินฌาน สมาบัติ 7 เที่ยวเข้านิพพานเป็นกลางกายมนุษย์ จากนั้นกายมนุษย์เดินฌานสมาบัติ 7 เที่ยวเข้านิพพานตายพบ พระพุทธเจ้าในนิพพานตาย ลําดับที่ 3 วิธีตรวจสอบก็คือพิสดารกายมนุษย์พิเศษให้มากกายคือส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงธรรม แล้วก็ท่องในใจว่า กายมนุษย์ในกายมนุษย์ ทันใดนั้นก็เกิดกายมนุษย์มากกาย อธิษฐานใจของเราให้กายของเรานี้ทําหน้าที่เซฟแก๊ส กรด ไอ ให้ทําหน้าที่ย่อย แยก ดับ ละลาย หากเป็นพระพุทธเจ้าภาคขาวแล้วขอให้กายไม่แตก แล้วเราก็นึกยิง กายมนุษย์ของเราเข้าไปที่ศูนย์กลางกายของพระพุทธเจ้าที่เราจะตรวจสอบนั้นลําดับไปทุกกายจนสุดหยาบสุด ละเอียด หากองค์ใดขาวใสบริสุทธิ์คือพระพุทธเจ้าภาคขาวของเรา เราจะอาราธนาให้แสดงธรรม หากเป็น พระพุทธเจ้าภาคมารแล้วกายจะแตกทันที ทําอย่างไรก็สู้กายมนุษย์พิเศษของเราไม่ได้ ลําดับที่ 4 การฟังธรรมนั้นจะเดินวิชาอย่างไรยากตรงนี้คือ ถ้าใจเราไม่นิ่งเราก็ได้แต่เห็นกายของพระองค์ เรา จะฟังให้รู้เรื่องนั้นเรียนกันมากเหลือเกินในบทฝึกนี้ตําราบอกว่าให้เราเอากายมนุษย์ของเราเข้าไปซ้อนในกายของ พระพุทธองค์ แล้วทําใจหยุดนิ่งฟังที่ศูนย์กลางกายของกายมนุษย์ตัวของเราคือจากสะดือของเราเข้าไปทะลุข้าง หลังตรงศูนย์ที่เต้นตุ๊บ ๆ นั้น นั่นก็คือให้ฟังตรงฐานที่ 6 นั่นเอง และตําราบอกต่อไปว่าต้องนิ่งในศูนย์นิพพานให้ ดิ่ง คําว่าศูนย์นิพพานก็คือศูนย์กลางกายของพระพุทธองค์นั่นเอง คือศูนย์ของเราซ้อนกับศูนย์ของพระองค์ นั่นเองนั่นคือฐานที่ 6 ซ้อนกันแล้วก็จะเลื่อนมาที่ฐานที่ 7 โดยเราไม่รู้ตัว ข้อสําคัญอยู่ที่ใจหยุดใจนิ่งหากใจหยุด ไม่พอก็ฟังไม่ได้ยิน เห็นแต่ขยับพระโอษฐ์ แต่ว่าต้องได้ยินบ้างมากน้อยตามกําลังแห่งความหยุดนิ่งทางใจเป็น สําคัญ


33

ปัญหาสําคัญคือเราเข้านิพพานได้น้อยและพระพุทธองค์ไม่รับสั่งกับเรา ปัญหาที่เราพบอยู่คือเราเข้านิพพานได้น้อยคือไปได้ไม่กี่นิพพาน จะไปให้ได้นิพพานที่ละเอียดนั้นเกิน ความสามารถของเรานี่คือปัญหาที่เราพบอยู่และยังแก้ไม่ได้ อีกปัญหาหนึ่งคือเราไปถึงพระพุทธองค์แล้วเข้าไป ซ้อนกายกับพระองค์ แต่พระองค์ไม่รับสั่งเป็นปัญหาที่เราพบอยู่และแก้ไขยาก นั่นคือพระพุทธเจ้าภาคมารเข้ามา ยึดอํานาจปกครองทําให้พระพุทธองค์บอกความรู้แก่พวกเราไม่ได้ แม้ว่าเราจะพากเพียรเรียนนิโรธเข้านิพพาน เพื่อแสวงหาความรู้ทางธรรมแต่เราก็ไม่ได้ความรู้ จากบทฝึกที่ 21 นี้ทําให้เราทราบว่าบนนิพพานนั้นมีมารเข้ามา ปะปนจนเราไม่ทราบว่าในนิพพานนั้นองค์ไหนเป็นภาคขาวพระองค์ไหนเป็นภาคมาร ในการฝึกเบื้องต้นหลวง พ่อได้เสนอแนะวิธีตรวจสอบให้แล้วตามที่เราฝึกอยู่ขณะนี้ ซึ่งความรู้บทนี้เป็นความรู้ที่หลวงพ่อสอนเมื่อปีพ.ศ. 2481 ต่อมาหลวงพ่อแก้ไขโดยวิธีปราบมารตามที่พวกเราทราบกันแล้วนั้นคือ หลวงพ่อคัดเลือกศิษย์ที่เป็นวิชา ธรรมกายระดับแก่กล้า ตั้งเป็นเวรทําวิชารวม 6 เวร ๆ ละ 3 ชั่วโมง ทําวิชาติดต่อกันมา 30 กว่าปี ตราบจนหลวง พ่อมรณภาพเมื่อปีพ.ศ. 2502 งานปราบมารก็มาหยุดอยู่แค่นั้น ศิษย์ที่เชี่ยวชาญก็กลับไปอยู่บ้านของตนบางท่าน ไปอยู่กับญาติ บางท่านไปประกอบอาชีพส่วนตัว บางท่านบวชเป็นอุบาสิกาอยู่วัดปากน้ํา จํานวนพลรบที่เหลือ นั้นน้อยมากไม่อาจทําวิชารบต่อไปได้เพราะขาดผู้นําทัพ ผู้นําทัพคือหลวงพ่อทําหน้าที่อํานวยการทางวิชา สรุปว่างานปราบมารหยุดอยู่แค่นั้น ข้าพเจ้ามาทําวิชาปราบมารต่อเมื่อปีพ.ศ. 2527 ตราบเท่าทุกวันนี้ ผลงาน ปราบมารที่ข้าพเจ้าทํานั้นได้เสนอเรื่องราวไปแล้วเป็นหนังสือ 2 เล่มคือหนังสือ “ ปราบมารภาค 1 , 2 ” เนื้อหา สาระของเรื่องราวมีอย่างไรนั้นโปรดติดตามหาอ่านได้ ความรู้ว่าด้วยการตรวจสอบมารตามที่หลวงพ่อเขียนไว้ ในบทฝึกบทนี้ เป็นเพียงเบื้องต้นเล็กน้อยเท่านั้นข้าพเจ้าจะบรรยายยาวความไม่ได้เกรงว่าจะเกินหลักสูตรจะเกิน การวิจารณ์ขึ้นได้ ความรู้ชั้นสูงเกี่ยวกับเรื่องนี้โปรดค้นคว้าในหนังสือปราบมารก็แล้วกัน ปัญหาตามที่กล่าวมา 2 ประการนั้นเกิดจากมารเขามายึดอํานาจปกครอง พระพุทธองค์ทําอะไรไม่ได้มารเขาบังคับไปหมด เราจะพูดกับ พระองค์แต่มารเขาพูดแทน เพราะเขามาซ้อนพระพุทธองค์อยู่ เราเข้านิพพานลึก ๆ ไม่ได้ เพราะมารเขามา ขัดขวาง แม้พระพุทธองค์จากนิพพานหนึ่งจะไปหาพระพุทธองค์รุ่นพี่ยังไม่ได้ไปหากันไม่ได้นิโรธไปหามาหา กันไม่ได้ บ้านใคร ๆ อยู่ หน้าที่ใครก็หน้าที่ใครอย่ามาวุ่นวายกันมารเขารับคํา แต่พอเราเผลอมารก็มาวุ่นวายอีก สมัยของข้าพเจ้าปราบข้าพเจ้าไม่ตกลงอย่างที่หลวงพ่อทําเราดับอย่างเดียวละลายอย่างเดียว ไม่ต้องมาพูดกันให้ เสียเวลา เจอกันที่ใดละลายกันที่นั่น ขอแต่ว่าให้พบอย่างเดียวไม่ว่าจะนิพพาน , ภพ 3 , โลกันต์ ที่ใด ขอให้พบ อย่างเดียวเราจะรอว่าให้เก่งอย่างหลวงพ่อ เราจะรอให้เห็นชัดอย่างหลวงพ่อเรารอไม่ได้เพราะบารมีเราไม่ถึงขั้น แต่หลวงพ่อมาบังคับเราให้เรารบกับมาร เราตกอยู่ในภาวะจํายอมจําต้องรบปีนี้เป็นปีที่ 12 หากอยากทราบ


34

เรื่องราวละเอียดโปรดติดตามหนังสือปราบมารที่ข้าพเจ้าเขียน วิชาละลายมารหรือที่เรียกว่าวิธีดับมารนั้นจะเอา ให้ดีต้องเรียนในหนังสือปราบมาร การฝึกบทนี้เป็นเบื้องต้นนิดเดียวเท่านั้น และต่อจากนี้ไปคุณผู้อ่านจะได้ สัมผัสเรื่องลับเฉพาะนิพพาน ที่พญามารเขาปกปิดซ่อนเร้นเป็นปริศนามานานแสนนาน และผู้ที่จะให้ความ กระจ่างเรื่องต่างๆเหล่านี้แก่เราได้ก็คือวิปัสสนาจารย์ผู้ปราบมารหนึ่งเดียวคนนี้ครับ “อาจารย์การุณย์ บุญมา นุช” ซึ่งผมเคยเขียนเรื่องราวของท่านไว้ในหนังสือชื่อ “ ธรรมกายหมายเลข ๑มีใจความตอนหนึ่งดังนี้ครับว่า ” ในบรรดาศิษย์เอกของหลวงพ่อสดวัดปากน้ํา ถ้าไม่เอ่ยนามของมหาบุรุษท่านนี้เห็นทีจะไม่ได้ครับ เพราะท่าน ได้ทําวิชาปราบมารมาร่วม 20 ปี ปัจจุบันปีพ.ศ. 2552 ท่านก็ยังทําวิชาปราบมารอยู่ มีลูกศิษย์ลูกหามากมายที่เรียก กันว่า “ กองทัพวิทยากร ” ที่สอนให้ผู้ที่เข้ารับการปฏิบัติได้เข้าถึงธรรมได้อย่างน่าอัศจรรย์ ท่านได้จัดทําตํารา วิชชาธรรมกายเอาไว้ครบทุกหลักสูตร โดยเฉพาะวิชชาธรรมกายชั้นสูง คือ หนังสือปราบมารเล่ม 1 – 6 ที่ท่าน ถึงกับกล่าวคํานี้ออกมาเลยว่า “ ตําราอย่างนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก ความรู้อย่างนี้ไม่เคยปรากฏที่ใดมาก่อน มารเขาขัดขวางไม่ให้ข้าพเจ้าเปิดเผย แต่ข้าพเจ้าจะเปิดเผยเพื่อชาวโลกจะได้รู้ของจริงกันเสียที ” ใครอยากจะ ทราบว่าท่านปราบมารอย่างไรก็ไปหาอ่านเพิ่มเติมได้ในจุดนี้ครับ ( ที่ติดต่อมีอยู่ท้ายเล่มครับ ) เพราะมีเนื้อหา สาระเรื่องราวที่เป็นเรื่องละเอียดมากมายน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ผลงานในการสร้างบารมีที่ยอดเยี่ยมตลอดมาใน ชีวิตของท่านโดยเฉพาะเรื่องปราบมารนั้น ถึงขนาดหลวงพ่อวัดปากน้ําอดที่จะออกปากชมท่านไม่ได้ว่า “ ศึกษา ฯนี้มันผิดตํารามันเก่งกว่าอาจารย์ ”( หลวงพ่อวัดปากน้ําเรียกอาจารย์การุณย์ว่าศึกษาฯ ) หรืออีกคําพูดหนึ่งที่ว่า “ ถ้าศึกษาแพ้ก็แพ้กันหมด ถ้าศึกษาชนะก็ชนะกันหมด ” และคําพยากรณ์ของหลวงพ่อสดที่ท่านให้ไว้กับท่าน อาจารย์การุณย์ก็คือ “ ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องสําเร็จในยุคของศึกษา ” และธาตุธรรมยังทรงชมเชยอาจารย์การุณย์ ถึงกับทรงรับสั่งว่า “ ในที่สุดก็ได้พึ่งศึกษาคนนี้เป็นผู้ดับทุกข์ให้ในทุกเรื่อง ” นับว่าไม่ธรรมดาครับ และที่สําคัญ ท่านได้เคยกล่าวเรื่องราวในส่วนละเอียดที่ท่านได้ไปค้นเจอ มานําเสนอให้ชาวโลกได้รับรู้อีกมากมาย ผมได้ คัดเอาความรู้จากปลายปากกาของท่านมานําเสนอเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระนิพพานเท่านั้นครับ ก่อนอื่น ใดผมต้องขอกราบคารวะขอบคุณคุณลุงศึกษาการุณย์ บุญมานุชมา ณ ที่นี้เป็นอย่างสูง ในฐานะศิษย์ที่เคารพและ ศรัทธาท่านอย่างหาที่สุดมิได้ และขอร่วมเผยแพร่เรื่องราวอันทรงคุณค่านี้ด้วยคนนะครับ โดยที่ผมจะคง ข้อความของอาจารย์ไว้ทุกคําเพื่อป้องกันความผิดเพี้ยนของเนื้อหาสาระอันจะเกิดขึ้นได้ครับ


35

ลับเฉพาะแดนนิพพาน เรื่องของนิพพาน คุณลุง”ศึกษา ฯ”หรือท่านอาจารย์การุณย์ บุญมานุช ได้เล่าเรื่องของนิพพานเอาไว้ในหนังสือปราบมารเล่ม 2 เอาไว้อย่างนี้ครับว่า “ ใครจะอย่างไร ข้าพเจ้าไม่ทราบ แต่ข้าพเจ้ามีหน้าที่ทําวิชาปราบมาร ต้องเดินวิชาไปถึง พระพุทธองค์ตามบทบาทหน้าที่ พระพุทธองค์มีมากน้อยปานใดต้องไปถึงให้หมด หยาบแค่ไหนและละเอียดแค่ ไหน วิชาของเราต้องไปถึง เมื่อไปถึงแล้วต้องรวมมาเป็น “ หนึ่ง ” และจากหนึ่งที่ว่านี้ต้องย่อยแยกธรรมภาคมาร ออกไปให้หมดด้วยวิชารบคือ ต้องดับมารเหล่านั้นทั้งหมดทั้งในรูปแบบของนิพพาน , ภพ 3 , โลกันต์ จุดเล็กที่ เราเห็นเป็นละเอียดของเขา จุดเล็กนิดเดียวนี่คือธาตุทั้งหมดธรรมทั้งหมดของเขา เมื่อเราทําให้หยาบขึ้นมาก็คือ นิพพาน , ภพ 3 , โลกันต์ของเขา ส่วนกายคือตัวละครของมารอยู่ในนั้นต้องจับกายมาดับให้หมดสิ้น นี่คือหลัก ความรู้ย่อ ความยากของเราอยู่ที่ไปไม่ถึงละเอียดคือ เราเห็นว่าสะอาดหมดแล้ว , ขาวหมดแล้ว นี่คือความเข้าใจ ผิด แต่ก่อนนี้รบกันหยาบ ๆ มีอะไรอยู่ที่ไหนเราเห็นได้หมดดับได้หมด นั่นคือเหตุการณ์ปราบมารในปีแรก ๆ ระยะหลังนี้ยากขึ้นแล้ว ที่เราว่าสะอาดแล้ว , ขาวแล้วเป็นความเข้าใจผิด ต้องทําวิชาให้ละเอียดไปกว่านั้น จึงจะ เห็นจุดดําเล็กซ่อนอยู่ นี่คือความยากที่จะต้องคิดวิชากันต่อไป อยากคุยกับท่านว่า ข้าพเจ้าได้รู้เห็นนิพพาน , ได้รู้ เห็นพระพุทธองค์ , ได้รู้เห็นปัญหาของธาตุธรรมมาพอสมควรแล้ว ถึงจะไม่ละเอียดนักก็พอฟังได้ทีเดียว ทําให้ นึกถึงเกจิอาจารย์ดัง ๆ เล่าลือว่าท่านเป็นพระอรหันต์ จริง ๆ แล้วไม่เป็นจริงตามนั้นเลย ตราบใดที่ยังไม่เป็น ธรรมกาย ตราบนั้นก็ยังไม่รู้ว่านิพพานอยู่ที่ไหน , หน้าตาอย่างไร , การไปนิพพานเขาไปอย่างไร ยังไม่มีใครรู้ ทั้งนั้น จะรู้อยู่ก็แต่ท่านที่เป็นธรรมกายเท่านั้น จะว่าข้าพเจ้าแจ้งนิพพานหรือเปล่า ข้าพเจ้าไม่ทราบแต่ก็เคยทํา นิพพานมาแล้วเคยทําภพให้แก่ทิพย์ , พรหม , อรูปพรหม มาแล้ว ถามว่าทําอย่างไรถึงเวลาที่ความรู้ของเราเรือง ขึ้นมา ความรู้มันไปเองโดยอัตโนมัติ เราก็ได้หลักว่าทําภพนิพพานเขาทํากันอย่างนี้ , ทําภพทิพย์ , พรหม , อรูป พรหม ก็แบบเดียวกันต่างกันที่ความละเอียดของวิชาเท่านั้น ยังนึกอยู่ว่าหากเราได้มรรคผลนิพพานขึ้นมาเราจะ ไปอยู่ที่ไหน เราเคยมาทํากับเขาไว้หรือ เราถือสิทธิ์อะไรที่จะมาอยู่อาศัย เหตุใดนึกคิดเช่นนั้นก็ไม่ทราบ เหมือนกัน


36

การเดินวิชาเพื่อให้ไปสุดนิพพาน การเดินวิชาเพื่อให้ไปสุดนิพพานนั้นเป็นความปรารถนาของเราทุกคน แต่เรามักทําได้แค่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ แล้ว เราก็พอใจแล้ว นับเป็นความเข้าใจผิดอย่างไม่น่าอภัยให้ จะว่าดีก็ได้จะว่าร้ายก็ถูก ที่ว่าดีคือท่านแจ้งนิพพานได้ , ไปรู้ได้, ไปเห็นมาพอสมควร เกิดบุญเกิดบารมีแก่ท่าน ที่ว่าร้ายก็คือท่านไม่ไปสุดวิชาปกครองย่อมอยู่ใต้ ปกครองของมารตลอดไป จะลงมาสร้างบารมีธรรมสักปานใด กี่ชาติ , กี่ภพ ก็อยู่ใต้ปกครองของมารเขาอยู่ดี เพราะมารที่ละเอียดสกัดการเดินวิชาของเรา ทําให้เราเดินวิชาไปไม่สุดนิพพานได้ มารเขาหัวเราะทันที มืออย่าง นี้อย่ามาลูบคมเขาเลย มีอีกเท่าไรเขาก็ไม่กลัว ข้าพเจ้าจึงย้ํานักขอให้ไปให้สุดนิพพานให้จงได้ ไม่มีใครฟังเรา เลย มารเขารู้ล่วงหน้าว่าเราจะลงมาเกิดปราบเขา เขาเล่นงานเราก่อนแล้ว ก่อนเข้าสู่ครรภ์มารดาเขาก็เล่นงาน พอเข้าครรภ์มารดาเขาก็กระหน่ํา กว่าจะรอดจากทารกสู่วัยโตมีใครบ้างปกติสมบูรณ์ ถูกกลับเพศเป็นหญิงกัน เป็นแถว พอโตขึ้นหน่อยก็รับเคราะห์กรรมสารพัด กว่าจะมาถึงหลวงพ่อ , กว่าจะเป็นวิชา ต่างงอมพระราม ด้วยกันทั้งนั้น อย่างแม่ชีถนอม อาสไวย์ ท่านเป็นสตรีรูปงาม ถูกน้ํามันพรายแต่ครั้งเป็นสาวคุ้มดีคุ้มร้าย หลวง พ่อท่านแก้ไขด้วยวิชาธรรมกายจึงสู่ความปกติ

บนนิพพานนั้นมีมารเต็มอัตรา ไม่ว่านิพพานธรรมกายหรือนิพพานเป็น ธรรมภาคมารยึดปกครองทั้งนั้น คือ เขาซ้อนกายของพระองค์ข้าง นอกขาว ข้างในไม่ขาว เรานิโรธไปถามความรู้ไม่ทรงตอบ เพราะมารมันบังคับอยู่ ทรงตอบไม่ได้ นิพพานที่ หยาบคือนิพพานเบื้องต้น เราดับมารพวกนี้ดับไป มารละเอียดจากนิพพานสูงลงมาแทรกอีก วนเวียนอยู่อย่างนี้ ไล่กันไม่จนใครช่วยใครทําได้ยาก นิพพานใครก็ของใคร ไปมาหาสู่กันไมได้ ไปเรียนความรู้กันไม่ได้ มารเขา สกัดไว้หมด ตามที่กล่าวนี้คือบรรยากาศเดิม ต่อเมื่อเรารบไป , คํานวณไปจากหยาบไปหาละเอียดเรื่อยไปไม่ ถอยหลัง ไม่นานเลยเราจะไปสุดนิพพานทั้งหมด เมื่อเราไปสุดละเอียดแล้วถือว่าเป็นชัยชนะอันใหญ่ยิ่งและ ยิ่งใหญ่ บารมีงามตรงนี้เอง

ไปสุดนิพพานแล้วจึงจะมีงานทํา ความยากลําบากกว่าจะรบเพื่อไปให้สุดนิพพานนั้นอย่าให้เล่าเลย อีกกีว่ นั ก็พูดไม่จบ มาจับประเด็นของเรือ่ ง ก่อนว่าประเด็นสําคัญอยู่ที่อะไร ตราบใดที่ยังไปไม่สุดนิพพานไม่ว่ากี่ชาติ , กี่ภพ งานสะสางธาตุธรรมจะเริ่ม ไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ข้อมูลอะไร เมื่อเราไม่ได้ข้อมูลเราก็ไม่รู้จะทํางานอะไร เราคงได้แต่อารมณ์นิโรธซึ่งมาร


37

เขาไม่ขัดขวาง เราปล่อยให้ท่านทํานิโรธอย่างตามใจชอบ เราก็ว่าเราละสังโยชน์ได้แล้ว , เข้านิพพานได้แล้ว , ได้ มรรคผลนิพพานแล้ว กาลก่อนไม่มีปัญหาแต่เดี๋ยวนี้มีปัญหา ปัญหาที่ว่านี้คืออะไรท่านอยากทราบ ปัญหาที่ว่านี้ คือมารยึดอํานาจปกครองหมดแล้ว ธรรมฝ่ายสัมมาทิฏฐิถูกธรรมฝ่ายมิจฉาทิฏฐิยึดอํานาจปกครองโดยสิ้นเชิง เมื่อนิพพานถูกยึดอํานาจแล้วอรูปพรหม , พรหม , ทิพย์ , มนุษยโลก , จักรพรรดิ , กายสิทธิ์ ถูกยึดไปด้วย ส่งผล ให้เดือดร้อนทั่วไป ธาตุธรรมแก้ไขโดยอาราธนาหลวงพ่อวัดปากน้ําให้มาเกิด เพื่อทําวิชาปราบมาร ดั่งที่เราท่าน ทราบกันแล้ว ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวละเอียด การให้มาเกิดก็คือต้องการให้มีกายมนุษย์ ถ้าไม่มีกายมนุษย์แล้วสู้เขา ไม่ได้เลยไม่ว่าใครทั้งนั้น กองทัพธรรมของหลวงพ่อกรีธาทัพลงมาใหญ่หลวงนัก มีทั้งนักรบผู้บํารุงและภาคผู้ เลี้ยง ฉะนั้นท่านจะเห็นว่าหลวงพ่อวัดปากน้ํามีศิษย์ทั่วโลก ใครเห็นหลวงพ่อเป็นต้องเคารพ , รัก , เชื่อฟัง , เกรง กลัว พอเอ่ยชื่อหลวงพ่อเราสยบกันทั้งนคร เพราะหลวงพ่อมีบารมีธรรมสูงเพียงพิสดารกายมนุษย์ละเอียดคือ กายฝันเพียงกายเดียวเท่านั้น กายนั้นก็ลงมาเกิด แต่กายธรรมอยู่บนนิพพานคอยดูแลกายมนุษย์ของหลวงพ่อที่มา เกิดในโลก พอหลวงพ่อค้นวิชาธรรมกายได้ สหชาติโยธาของท่านทั้งหมด ไม่ว่าจะไปเกิดที่ใดต่างมุ่งตรงไปหา หลวงพ่อกันหมดไม่ว่าจะอยู่จังหวัดใด , ไม่ว่าหญิง , ไม่ว่าชาย ต้องไปหาหลวงพ่อทั้งนั้นเหมือนมีอะไรบังคับใจ เมื่อพบหลวงพ่อแล้วสหชาติโยธาที่เป็นนักรบจะเป็นวิชาธรรมกายทันที ส่วนพวกบํารุงจะศรัทธาหาเงินไป สนับสนุนกิจการของหลวงพ่อไปช่วยเลี้ยงพระ , ไปช่วยสร้างเสนาสนะ สหชาติโยธาที่เผยแพร่ก็ทําหน้าที่ เผยแพร่วิชาธรรมกายดังที่เราท่านเห็นอยู่ในบัดนี้ งานปราบมารของหลวงพ่อระดมสรรพกําลังทุกสถาน ตั้งเวร 6 เวร ทําวิชาปราบกันมากว่า 3 ปี วินาทีเดียวก็ไม่ได้หยุด ปรากฏว่างานปราบมารของหลวงพ่อบุกเบิกมาไม่น้อย ทีเดียว การที่งานได้เพียงแค่นั้นก็เพราะว่ามันยากเกินกว่าที่ธาตุธรรมได้คิดไว้ ข้าพเจ้ามารับช่วงงานของหลวง พ่อจึงทราบว่า งานยังไม่ไปถึงไหน จําได้ว่าครั้งที่แม่ชีถนอม อาสไวย์ ยังไม่ตาย ได้พูดแก่ข้าพเจ้าว่า “ ศึกษา ฯ หลวงพ่อเรามาแหย่รังแตน แต่ครั้งอยู่วัดปากน้ํา อยากพูดคํานี้แก่หลวงพ่อแต่ก็ไม่ได้พูด ก็ได้พูดกับศึกษา ฯ วันนี้ ” คํานี้ข้าพเจ้าไม่ลืมไม่ทราบว่าแม่ชีพูดกับเราทําไม เพราะเราไม่รู้เรื่อง ข้าพเจ้ามีเวรกรรมอะไรไม่ทราบศิษย์ หลวงพ่อระดับฮ่องเต้มักพูดอะไรฝากข้าพเจ้าไว้มาก เห็นเราเป็นอะไรไป โดยเฉพาะหลวงปู่ชั้ว โอภาโส พูด ฝากไว้มาก ศิษย์ฮ่องเต้ของหลวงพ่อทําถูกแล้ว วันนี้พิสูจน์อะไรกันไปมากแล้ว หากท่านเหล่านั้นไม่บอกไว้เรา จะต้องสืบรู้สืบญาณทัสสนะต่อไปอีก เพื่อไปหาข้อมูล เพราะไม่มีข้อมูลแล้วเราทําอะไรไม่ได้ เมื่อเราไปสุด นิพพานแล้วธาตุธรรมท่านจะบอกเราเองว่าจะให้ทําอะไร เคยย้ําแล้วย้ําอีกว่าต้องเดินวิชาไปให้สุดนิพพาน แม้ การไปนั้นจะลําบากเราต้องอดทน มารเขาจะไม่ยอมให้ท่านเดินวิชาอย่างสะดวก เขาสกัดกั้นท่านทุกวิถีทางและ ทุกสถาน ท่านต้องรบได้ด้วย รบไม่ชนะก็ไปไม่ได้ คงไปได้แค่นิพพานอ่อน ๆ แล้วท่านก็มาดีใจจนตับเต้น


38

หากเรียนอย่างนี้อีกร้อยชาติก็ไม่ได้ความอะไร เรียนแบบนี้ทําให้มารมันรู้เชิงเรา มีอีกเท่าไรก็แพ้เขาทั้งนั้น ข้าพเจ้าผู้หนึ่งจะไม่ให้บารมี เพราะท่านเรียนอย่างเพ้อฝันเรียนอย่างไร้กฎเกณฑ์เรียนเพื่อมาคุยโม้โอ้อวดไม่มี ประโยชน์ ขอให้เลิกวิธีเช่นนั้น ขอให้เข้านิพพานแบบยอมตายกันเลย รบเป็นรบ เราเกิดมาเพื่อตายอยู่แล้วเรื่อง ตายเรื่องเล็ก เพราะเราตายมาแล้วนับชาติไม่ถ้วนไปกลัวกันทําไม ธาตุธรรมท่านให้มาเกิดแล้วทําให้ธาตุธรรม ผิดหวัง เราจะมองพระองค์ไม่เต็มตา พระองค์จะเสียพระทัยขนาดไหน ส่งมากี่คนก็เป็นเหยื่อเงินเป็นเหยื่อลาภ ยศเป็นเหยื่อคํายอกันหมด ถ้าเป็นลักษณะนี้หลวงพ่อวัดปากน้ําท่านพูดว่าเสียข้าวสุก ฉะนั้นจึงขอร้องให้เรียน จริง เราไม่สามารถนําอาหารทิพย์ไปถวายพระพุทธองค์ได้ เราไม่สามารถทําให้เพื่อนร่วมโลกของเราเห็น ธรรมกายได้ แค่นี้ก็อายไม่รู้จะอายอย่างไรแล้ว บ่งถึงว่าหมดฝีมือแค่นี้ก็ทําไม่ได้ ข้าพเจ้าอายมากบอกถึงว่าไม่ ตั้งใจศึกษา ไม่ตั้งใจค้นคว้าน่าเสียใจมาก แต่ละท่านที่ไปสุดนิพพาน ธาตุธรรมท่านจะบอกปัญหาว่ามีปัญหา อะไรบ้างปัญหานั้นอยู่ที่ไหน เหตุใดจึงให้เรามาเกิด มาเกิดคราวนี้จะให้ทํางานอะไร มีความจําเป็นอะไรที่ จะต้องทํา เรื่องบารมีไม่ต้องพูดกันอีกแล้วเรื่องเล็กน้อยเรื่องขี้ผง ระดับนี้แล้วเขาไม่พูดกันแล้วเสียเวลาเปล่า ๆ ขอเล่าสักนิดว่าเมื่อไปสุดนิพพานแล้วมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ต้นใหญ่ คือ องค์ที่ให้หลวงพ่อมาเกิด ประชุม ธาตุธรรมทั้งหมดทั้งนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็นเราก็ฟังว่า พระองค์ประชุมกันนี้เรื่องอะไร มีสาระ อะไรบ้างคราวนี้เรื่องจะแดงออกมาทีละเรื่องสองเรื่อง สรุปเป็นเรื่องปราบมาร “ เหมาให้เราแก้ไขทั้งหมด ” เรา ยิ่งฟังพระองค์รับสั่งเราก็ยิ่งไม่รู้เรื่อง เพราะญาณทัสสนะของเราไม่ทันพระองค์เลย เราก็ต้องมาหาหลวงพ่อวัด ปากน้ํา ถามหลวงพ่อไปทีละเรื่อง หลวงพ่อจะบอกแต่เพียงเค้าเงื่อน เราไม่เข้าใจอีกเข้านิโรธไปถามต้นใหญ่อีก ขอเรียนก่อนว่าต้นใหญ่ท่านเป็นผู้ปกครองใหญ่ , ปกครองนิพพานทั้งหมด , นิพพานเป็นก็มีต้นนิพพานเป็น เป็น ผู้ปกครองนิพพานเป็น ส่วนต้นใหญ่ทรงปกครองนิพพานกายธรรมทั้งหมด กล่าวถึงต้นใหญ่เวลาเราติดขัดอะไร ไปทูลถามทีไรก็รับสั่งให้คิดเอง ถ้าดับมารไม่ชนะจะทรงตําหนิ แต่ถ้าชนะแล้วทรงดีพระทัยถึงกับรับสั่งเป็นยา หอมตลอดเวลา“ ให้ศึกษาฯไปเกิดไม่ผิดหวัง ได้งานเกินเป้าหมาย ” เราได้ยินเข้าก็หน้าบาน หลวงพ่อเราก็ใช่ เล่นปะไร เราไปหาหลวงพ่อเรา หลวงพ่อก็สําทับไปอีก “ มันดีแค่ศึกษา ฯ เมื่อไร กระทบมาถึงหลวงพ่อด้วย ” หลวงพ่อดีพระทัยด้วยหากท่านได้ดูบันทึกเหตุการณ์ ขณะนี้รวมได้ 13 เล่ม สมุดเบอร์ 2 จะทราบทันทีว่า ธาตุ ธรรมท่านเก่ง หลอกให้เราทําวิชาปราบมารถวายมาได้ตลอด มีลูกเล่นแพรวพราวต้องดูบันทึก แต่ที่เจี๊ยวจ้าวเรา ก็มีอย่างเมื่อเร็ว ๆ นี้ ข้าพเจ้าโดนขนานใหญ่เข้าอย่างแรง ไม่ทราบว่าเดินวิชาอย่างไรทรงโกรธมาก “ ดูศึกษา ฯ มันเดินวิชาซี วิชาปกครองเขาทําอย่างนี้หรือ ” ลั่นทีเดียว เราต้องตั้งสติใหม่ เราต้องมีอะไรไม่ถูกต้องนึก เช่นนั้นเลยลําดับวิชาใหม่ พอทําถูกก็รับสั่ง “จําไว้ซี ” รอดไปคิดว่าโดนอีกแล้ว เมื่อเร็ว ๆ นี้อีกเหมือนกันธาตุ


39

ธรรมได้มาประชุมพร้อมกัน พอเราไปถึงเท่านั้นต้นใหญ่ทรงรับสั่งพิฆาตอีก “ ศึกษา ฯ มาก็ดีแล้ว ทรงชี้พระหัต ไปรอบ ๆ ถ้ามารดับไม่หมด ข้าจะให้ไปเกิดกันหมดนี่แหละ” หลวงพ่อเราก็อยู่ในที่นั้นด้วย ต่างมองหน้าซึ่งกัน และกัน เราก็ว่าเราทําวิชาทุกวัน งานเราก้าวหน้า เหตุใดมีรับสั่งอย่างนั้น เกินรู้เกินญาณทัสสนะของเรา เราก็เฉย ๆ ไว้ กลับมาหาหลวงพ่ออีก หลวงพ่อรับสั่งว่า “ ทุกเรื่องต้องเสร็จในยุคของศึกษา ฯ ” พอหลวงพ่อกําชับเรา ต้องคิดวิชาอีก เวลาเย็นต้องไปวิ่งออกกําลังกาย กลับบ้านรีบอาบน้ํารีบนอนพัก ทานข้าวเย็นแล้วเดินวิชาทันที ถ้าไม่ทําอย่างนี้กําลังกายไม่ดีส่งผลถึงนิโรธด้วย ต้องทําให้กายมนุษย์มีอนามัยสมบูรณ์เข้าไว้ ดูแลกายมนุษย์ให้ ดี เพราะมีผลต่อการเดินวิชา สมัยหลวงพ่อรบ หลวงพ่อออกกําลังอย่างเราไม่ได้ เพราะเป็นพระร่างกายอ่อนไป จะด้วยเหตุใดมีผลกระทบต่องานทางวิชาทันที

พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ใหม่ ( กายธรรมของพระองค์โตขึ้นกว่าเดิม ) เป็นผลงานตั้งแต่ปราบมารภาค 1 คาบเกี่ยวกับภาค 2 ขอกล่าวรวมกันไปเลย เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า การรบใน ระดับนิพพานต้องกระทําติดต่อกันมาเว้นไม่ได้เลย เพราะมารเข้าไปยึดอํานาจปกครองในนิพพาน การรบทุก สมัยมาเป็นการรบในระดับนิพพานทั้งสิ้น แม้ข้าพเจ้าก็ต้องทําอย่างนั้น ความเดิมมีอยู่ว่าแต่เดิมนั้นไม่มีการ กระทบกระทั่งกันระหว่างมารกับพระ ต่างฝ่ายต่างอยู่ต่างฝ่ายต่างไม่กระทบกระทั่งกัน ต่อมาธรรมภาคพระถูก ยึดอํานาจก่อน โดยมารไม่ยอมให้ผู้ได้มรรคผลเข้านิพพานโดยกายมนุษย์ เพราะการเข้านิพพานโดยกายมนุษย์ที่ เราเรียกว่านิพพานเป็นนั้น ( สอุปาทิเสสนิพพาน ) พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์เดชมาก เกรงว่าอํานาจปกครองของตน จะต้องสูญเสียไม่วันใดก็วันใด เขาจึงมาตั้งกติกาใหม่ให้เข้านิพพานโดยธรรมกายเท่านั้นคือ ให้กายมนุษย์ตาย เสียก่อนแล้วให้ธรรมกายเข้านิพพาน นิพพานธรรมกายนี้หลวงพ่อท่านเรียกว่านิพพานตาย ( อนุปาทิเสสนิ พพาน )

การเปลี่ยนแปลงในธาตุในธรรม ก่อนนี้มีแต่นิพพานเป็น ผู้คนสมัยนั้นเป็นสุขเพราะพระปกครอง แม้การคลอดลูกก็เหมือนอย่างเราถ่าย อุจจาระ ต่อมามารเข้ายึดอํานาจปกครองเข้านิพพานได้เพียงธรรมกาย ผู้คนเดือดร้อนอย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้ แม้คลอดบุตรถึงกับต้องผ่าท้อง เหตุเพราะมารปกครองนั่นเอง หลวงพ่อท่านเล่าว่านิพพานเป็นนั้นท่านมีกาย มนุษย์ มีความแข็งแรงประดุจปูมีกระดอง ส่วนนิพพานธรรมกายไม่แข็งแรงประดุจปูนิ่ม ธรรมภาคมารแข็งแรง กว่าธรรมภาคพระ พูดให้ง่ายก็คือพระแพ้มาร นิพพานเป็นของเรามีจํานวนน้อย นิพพานธรรมกายของเรามีมาก เหตุที่เรามีนิพพานเป็นน้อยนี่เอง จึงสู้เขาไม่ได้ นิพพานมีจํานวนเท่าไร มีมากกว่าเมล็ดทรายในท้องมหาสมุทร


40

ทั้ง 4 คําว่ามหาสมุทรไม่ได้หมายความว่า มหาสมุทรในภูมิศาสตร์ที่เราเรียน แต่เป็นมหาสมุทรอยู่รอบเขาพระ สุเมรุชื่อ ปิตสาคร , ขีรสาคร , ผลีกสาคร และนิลสาคร

การยึดอํานาจปกครองในธาตุในธรรม ธรรมภาคมารยึดหมด เวลาเราฝึกเจริญภาวนา อาราธนาให้พระองค์มาบังเกิดในกาย ,วาจา, ใจ ของเรานั้น พระองค์ลงมาได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะมารเขาขัดขวาง เมื่อเราฝึกธรรมกายเป็นแล้ว เราฝึกเข้านิพพานเห็น ธรรมกายของพระองค์ขาว เรากราบที่ไหนได้กายละเอียดของพระองค์ถูกมารซ้อนกายอยู่ ข้างนอกเราเห็นขาว แต่ข้างในไม่ขาว หลวงพ่อท่านพูดเป็นคําทางวิชาธรรมกายว่ามารเขาเอิบอาบปนเป็นสวมซ้อนร้อยไส้ ทําให้ พระองค์หมดกําลังไปไหนมาไหนไม่ได้ จากนิพพานหยาบจะไปเรียนความรู้นิพพานละเอียดไม่ได้ ไปมาหาสู่ กันไม่ได้ ( คุณผู้อ่านต้องอ่านปราบมารภาค 1 จึงจะทราบรายละเอียดของเรื่องนี้ทั้งหมด )

การรบเพื่อเอกราช การรบนั้นเรารบเพื่ออะไร เพื่อเอาเอกราชของเราคืนมา การอยู่ใต้ปกครองของเขาก็เหมือนประเทศราชที่เรา เห็นในโลก มีอะไรเขาก็เอาไปหมด เป็นเมืองขึ้นของเขาแล้วไม่มีอะไรเหลือทั้งนั้น ประเทศราชสูญเสียหมด ทั้งสิ้นแต่เอกราชในทางธรรมยิ่งกว่านั้น พระพุทธองค์ทรงสร้างบารมีมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน กว่าจะได้ดวงบารมี เป็นพระพุทธเจ้าแปลว่าเหน็ดเหนื่อยปานใดเมื่อถูกภาคมารปกครอง มารเขาก็มาแย้งเอาไปหมดดวงบุญ , ดวง บารมี , ดวงรัศมี , ดวงกําลัง , ดวงฤทธิ์ , ดวงอํานาจ , ดวงสิทธิ , ดวงสิทธิเฉียบขาด , ดวงสมบัติ , ดวงคุณสมบัติ , ดวงความสําเร็จ มารเขามาเอาไปเกือบหมด เหมือนหนึ่งเราแพ้สงครามผู้แพ้คือเชลยต้องถูกเขาบังคับ สมบัติของ ผู้แพ้ผู้ชนะกวาดเอาไปเหมือนกรุงศรีอยุธยาแพ้พม่า พม่าเขาก็กวาดเอาทรัพย์สินของเราไป เมื่อพระพุทธองค์ เป็นอย่างนี้ กลับมาดูพวกเราบ้างทิพย์ , อรูปพรหม , จักรพรรดิ , กายสิทธิ์ , มนุษยโลกแทบไม่มีอะไรเหลือ ที่มี ค้างอยู่บ้างก็เป็นกากเป็นเดน เป็นอย่างนี้ทั้งหมดทุกโลกและทุกภพ แต่เราไม่รู้ข้าพเจ้าก็ไม่รู้รบไป ๆ และไปเห็น เข้าอะไรหนอดวงขาว ๆ ทําไมมารเขามีได้ ธาตุธรรมท่านบอกเราจึงรู้ เราใจหายเลย “ ศึกษา ฯ จะต้องไปติดตาม เอาคืนมาให้ได้ทั้งหมด ” ธาตุธรรมท่านสั่งเราก็มานั่งคิด , นึก , ตรองว่าเราจะรบโดยใช้วิชาอะไร ใครจะบอก วิชาเรา เมื่อไรเราจึงจะชนะ เราก็ตกเป็นเมืองขึ้นของมาร นี่คือภารกิจของข้าพเจ้า นี่คือหน้าที่ของข้าพเจ้า “ ศึกษา ฯ ระวังอย่าให้แพ้ถ้าศึกษา ฯ ชนะก็ชนะกันหมด ถ้าศึกษา ฯ แพ้ก็แพ้กันหมด ” หลวงพ่อท่านกําชับอย่างนี้ “ ความหวังของหลวงพ่ออยู่ที่ศึกษา ฯ คนเดียว ” หลวงพ่อรับสั่งอย่างนี้ข้าพเจ้าน้ําตาไหล มันไหลของมันเอง ข้าพเจ้าเป็นชายไม่ใช่คนขี้แย ทําไมหลวงพ่อตั้งความหวังแก่เรา เราเป็นคนมีกิเลส เราไม่มีความรู้อะไร เสียง


41

ของหลวงพ่อก้องอยู่ในหู ตั้งใจทําวิชาถวายไม่ทิ้งธุระ ราชการก็ตัดส่วนตัวก็ตัดงานสังคมตัดหมด รายได้อันจะ พึงมีเนื่องจากเราไม่มีฐานะตัดออกด้วย สู้กันให้สุด ๆ ไปเลย เอาชีวิตเป็นเดิมพันกันแล้วกลัวหลวงพ่อจะเสีย พระทัย กลัวหลวงพ่อจะผิดหวังตั้งใจทําวิชาถวายแก่พระองค์จะเอาชีวิตบูชาพระองค์ เกิดมาชาตินี้ไม่มีอะไรกับ เขา จะเอาเงินก็ไม่พอ จะเอาสมบัติก็ไม่มี มีแต่เงินเดือนที่เลี้ยงชีพตราบเท่าทุกวันนี้ อย่ากระนั้นเลยจะขอเอา ชีวิตบูชาพระองค์ ข้าพเจ้าคนเดียวนี้แหละสู้มารทั้งปวงได้ ถ้าข้าพเจ้าตายก็แปลว่าข้าพเจ้าแพ้เขา ถ้าข้าพเจ้าไม่ ตายก็แปลว่าข้าพเจ้าชนะ กําลังใจมาจากไหนไม่ทราบมันคิดอย่างนี้แต่ไม่บอกลูกเมีย กลัวเขาเป็นห่วง ที่เคยต่อ ล้อต่อเถียงกับพระองค์นั้นวันหลังเราจะกล่าวอุจจโยโทษต่อพระองค์ เพื่อให้พระองค์ดีพระทัย การรบดําเนินมา ด้วยดี ถ้าจะให้ดีต้องเปิดอ่านบันทึกสาระที่จะกล่าวต่อไปนี้เลือกเอาแต่ที่ควรเปิดเผยเท่านั้น

พระพุทธเจ้าของเรา มารเขาเอาไปซ่อนไว้ ขอเล่าอีกหน่อยหนึ่ง รบไป ๆ เป็นว่างไปหมด ไปพบพระพุทธองค์อยู่นิพพานละเอียด

ถามพระองค์ว่า

“ รู้จักหลวงพ่อวัดปากน้ําไหม ” ทรงตอบว่าไม่รู้ ถามว่าหลวงพ่อลงไปปราบมารพระองค์ทราบไหม ทรงตอบ ว่าไม่ทราบ ถามว่าพระองค์มาอยู่ที่นี่ทําไม ทรงตอบว่ามารเอามาซ่อนไว้ มีใครมาถึงพระองค์บ้าง ทรงตอบว่า ไม่มี มีข้าพเจ้าเท่านั้นที่มาถึงพระองค์ได้ ทรงตอบขอบคุณและถามว่าเรียนมาอย่างไรเรียนกับใครก็ทูลท่านไป ทรงกล่าวซึ่งจําได้ว่าทําไมอาจารย์มาไม่ถึงท่าน เป็นอาจารย์ได้อย่างไรทําไมให้ลูกศิษย์มาถึงก่อน เธอนี้ปราบ มารได้ทรงพยากรณ์ทันที เมื่อทําวิชาปกป้องพระองค์แล้ว เรารีบมารายงานหลวงพ่อ หลวงพ่อตกใจ เหตุการณ์ อย่างนี้พบบ่อย ๆ เดี๋ยวนี้ตามได้ครบถ้วนแล้ว ยังอยู่แต่ว่าเราจะดับมารได้หมดจริงหรือไม่เท่านั้น เรื่องนี้หลวงพ่อ เคยรับสั่ง “ ต้องปราบให้หมด อย่าให้เหลือถ้าหลงเหลืออยู่ มันจะเอาไอ้ที่หลงเหลือนั้นมาปกครอง แล้วจะให้ ใครปราบ ”คํานี้เองเราจําไม่ลืม ฝีมือปราบมารหาไม่ได้อีกแล้ว จะไปหาที่ไหนมันจนใจตรงนี้ คุยกันเรื่องอื่น ต่อไปดีกว่าเรื่องเดิมคุยกันไม่สนุกแล้ว

พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ใหม่ทั้งหมด งานดับอบายภูมิผ่านไปแล้ว มาถึงงานตามสมบัติ ต่อมาก็งานรวมธาตุธรรมมารเอาไปซ่อนไว้ที่ไหนต้องไป ตามมา มารเอาไปดับไว้ที่ไหนต้องไปดับอธิษฐานถอนปาฏิหาริย์ให้ฟื้น แล้วอาราธนากลับมาได้ทั้งหมด แค่นี้ เราก็หืดขึ้นคอ ถามว่างานที่กล่าวนี้ใช้เวลาเดินวิชากี่ปี จําไม่ได้ว่ากี่ปีแต่ปีนี้เข้าปีที่ 10 แล้ว อย่าว่า 10 ปีเลยยกมา เพียงเรื่องเดียวใช้เวลาชาติหนึ่งเราก็ยอมขอให้ทําให้ได้เถิด ถามว่าตามที่บรรยายรายการต่าง ๆ มานี้เป็นไปได้ หรือ ตอบว่าถ้าเราทําไม่ได้แล้วเอาอะไรมาเขียน อยู่ดี ๆ จะมาเขียนย่อมเขียนไม่ได้ไม่ว่าใครทั้งนั้น ขอกล่าวอีก


42

งานหนึ่ง งานสะสางธาตุธรรม ดําเนินมาถึงจุดนี้แล้ว ต่อไปนี้เราจะทําอะไรตอบไม่ได้ทั้งนั้น เรื่องข้างหน้าเรารู้ ไม่ได้ไปถามธาตุธรรมท่านทรงตอบไม่ได้ ข้าพเจ้าเพียรถามเช้าเย็นเพราะทรงพยากรณ์แล้วว่า รบวันนี้เสร็จแล้ว ถือว่าเสร็จงาน ที่ไหนได้เดินวิชาที่ไรพบมารอีกจนได้ พยากรณ์ก็คลาดเคลื่อนไป การรบในธาตุในธรรมไม่มี กติกา ไม่มีวันประกาศพักรบ ไม่มีการสงบศึก แต่เมื่อรบไป ๆ แล้วมีอะไรเกิดขึ้น เราก็บันทึกเหตุการณ์ไว้เรื่อง ก็มีเท่านี้ แต่การรบขั้นตอนนี้เป็นอย่างไรไม่ทราบพอมารรุ่นนี้ดับได้อาราธนาพระพุทธองค์ทั้งหมดไปตรัสรู้ใหม่ ในอดีต , ปัจจุบัน , อนาคต มีเท่าไรอาราธนาทั้งหมด เคยประสูติที่ใด , เคยตรัสรู้ที่ใด , เคยแสดงธรรมที่ใด , เคย ปรินิพพานที่ใด ทรงไปตรัสรู้ตรงนั้น โกลาหลดีจริงในวันนั้นอรูปพรหม , พรหม และสวรรค์ชั้นดุสิตต้องลงมา ดูแลพระองค์จะว่าสนุกก็สนุก เพราะไม่เคยเห็นเหตุการณ์อย่างนี้ทรงเสด็จมาในโลก ต้องไปนั่งทําภาวนาใหม่ เมื่อเสร็จงานตอนนี้แล้วจึงกลับเข้านิพพาน กล่าวถึงนิพพานธรรมกายทรงมีธรรมกายโตขึ้นเดิมหน้าตัก 20 วา ก็ โตขึ้นกว่าเดิมมีกติกาดังนี้เดิมตรัสรู้ได้ 84,000 ธรรมขันธ์ หากตรัสรู้ได้อีก 84,000 ธรรมขันธ์ ธรรมกายของ พระองค์โตขึ้นไปอีก 20 วา ยิ่งตรัสรู้ได้มากธรรมกายก็ยิ่งโตขึ้นไปอีกอันนี้เป็นความรู้ใหม่ เราไม่ได้คิดมาก่อน เป็นเหตุบังเอิญแท้ ๆ พวกเราเข้านิพพานตกใจไปตาม ๆ กัน ทําไมพระพุทธเจ้ามีธรรมกายโตนัก เราจึงได้ความรู้ ว่าการที่ตรัสรู้ได้เพียง 84,000 ธรรมขันธ์นั้นเป็นเพราะมารเขาสกัดกั้นจึงตรัสรู้ได้แค่นั้น ตรัสรู้เพียงแค่นี้ยังสู้มาร เขาไม่ได้ต้องตรัสรู้ไปให้มากกว่านั้น อย่างพระสมณโคดมทรงเห็นวิชาอิทธิบาทภาวนาส่งผลให้กายมนุษย์มีอายุ ยืนเป็นกัปกัลป์ ได้ไปแสดงอุบายให้พระอานนท์อาราธนาในที่ต่าง ๆ 16 ตําบล พระอานนท์ก็ไม่อาราธนา พอ ครบกิจโสฬส 16 พระอานนท์นึกได้กล่าวอาราธนา พระพุทธเจ้าจึงทรงรับอาราธนาไม่ได้ เพราะผิดพุทธ ประเพณี พอพระพุทธองค์ทรงเห็นวิชาดี มารไม่ยอมแล้วจะให้นิพพานอย่างเดียวเอาโรคมาใส่ให้เพื่อให้ตายเร็ว ๆ มีเหตุผลว่า เมื่อเห็นวิชาละเอียดขึ้นจะเป็นสื่อให้ไปเห็นวิชาที่เขาทรมานสัตว์โลก ไปเห็นวิชาปกครองเขาเข้า แล้วจะมาคิดสู้กับเขาหนหลัง คือคิดรบกับเขาอย่างที่ข้าพเจ้ารบกับเขาในทุกวันนี้ ในที่สุดพระพุทธองค์ก็อาพาธ และเข้านิพพานในที่สุด เรื่องมันอย่างนี้ กลับมาเรื่องตรัสรู้กันต่อไปท่านอยากถามว่า ต้องตรัสรู้แค่ไหนจึงจะ ชนะมาร ข้อนี้ตอบไม่ได้ต้องให้งานปราบมารของข้าพเจ้ายุติเสียก่อนจึงจะตอบได้ในตอนนั้น ท่านอย่าเพิ่งเชื่อ ข้าพเจ้าควรเข้าธรรมกายไปทูลถามพระพุทธเจ้าในนิพพานดูก็ได้เพราะท่านก็เป็นธรรมกายเหมือนข้าพเจ้า ท่านมี สิทธิตรวจสอบความถูกต้องทุกเรื่องที่ข้าพเจ้านํามากล่าวทั้งหมดผลพลอยได้จากการทําวิชาจนเป็นเหตุให้พระ พุทธองค์เสด็จไปตรัสรู้ใหม่ในโลก ส่งผลให้ตัวข้าพเจ้ามีธรรมกายโตขึ้นด้วยไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร เหมือนกัน การที่ธรรมกายของข้าพเจ้าโตขึ้นนี้เองทําให้ข้าพเจ้าสามารถนําอาหารทิพย์ขึ้นไปบูชาพระองค์ได้ถึง


43

นิพพาน หากธรรมกายของข้าพเจ้าเล็กเพียง 20 วา แม้สอนภาวนาก็ไม่อาจให้เขาเห็นธรรมได้ อยากบูชาข้าวทิพย์ ก็ยากที่จะทําเพราะมารเขาขวางได้เขาสกัดได้นั่นเอง

ดับตัวละครที่หลวงพ่อต้องการ การกล่าวถึงเรื่องนี้จะพูดละเอียดไม่ได้ เพราะไม่กล้าคงพูดได้อย่างพอเข้าใจโดยสังเขปเท่านั้น เรื่องก็มีอยู่ว่า แม่ชีถนอม อาสไวย์ พูดให้ฟังแต่ครั้งข้าพเจ้าเป็นศึกษาธิการ อ. ป่าโมกข์ จ. อ่างทอง พ.ศ. 2514 – 2523 ระหว่าง นั้นเรียนวิชาธรรมกายกับท่าน เพราะบ้านของท่านเป็นสํานักวิปัสสนา อยู่ข้างวัดทองคุ้ง อ. เมือง จ. อ่างทอง การไปราชการในจังหวัดรถประจําทางจะต้องผ่านหน้าบ้านแม่ชี ดังนั้นแม่ชีกับข้าพเจ้าอยู่ไม่ไกลกัน รถยนต์วิ่ง ผ่านเพียง 5 นาทีก็ถึง แม่ชีเล่าว่าหลวงพ่อลงมาเกิดคราวนี้มีวัตถุประสงค์สําคัญอย่างเดียวคือมาจับตัวละครที่ว่านี้ ถือว่าเป็นตัวละครสําคัญของธรรมภาคมาร ทําวิชาเท่าไรก็ยังไม่พบตัวละครที่ว่านี้สักที บัดนี้หลวงพ่อของเราก็ มรณภาพไปแล้วนักรบชั้นหัวกะทิคือศิษย์เอกของหลวงพ่อก็แยกกันไปต่างคนต่างไป ที่อยู่วัดปากน้ําจนวาระ สุดท้ายก็คือ แม่ชีญาณี ศิริโวหาร และแม่ชีปุก มุ้ยประเสริฐ แม่ชีถนอมเล่าว่าตัวละครสําคัญที่หลวงพ่อต้องการ ยังคงไม่พบตราบเท่าทุกวันนี้ ข้าพเจ้าได้แต่ฟัง ฟังแล้วก็ไม่เชื่อ เมื่อไม่เชื่อแล้วก็ไม่สนใจ ลืมเรื่องราวไปเลย เรื่องนี้รู้กันในหมู่ศิษย์ธรรมกายระดับแก่กล้าของหลวงพ่อ เพราะท่านทําวิชาด้วยกัน ท่านต้องทราบตรงกัน แต่ คนภายนอกไม่ทราบยิ่งหางแถวอย่างข้าพเจ้ายิ่งไม่รู้เอาทีเดียว ถึงแม่ชีถนอมพูดเรายังไม่เชื่อ มันจะเป็นเพราะ อะไรข้าพเจ้าไม่ทราบ การทําวิชาของข้าพเจ้าเกิดมาพบตัวละครสําคัญเข้าให้เป็นเหตุการณ์จําได้ติดตา ( ไม่ทราบ ว่าไปบันทึกเหตุการณ์ไว้ในเล่มใด ) อยู่บนนิพพานนั่นเองไม่ได้อยู่ที่ไหนอยู่ในว่างนั้น คํานวณให้ละเอียดเข้าไป พอว่างหยาบขึ้นมาพบทันที เมื่อพบข้าพเจ้าไม่รีรอให้เสียเวลาทําวิชาดับทันที เขาไม่สู้ข้าพเจ้าและดับลงอย่าง ง่ายดายไปถามหลวงพ่อว่า “ ทําไมเขาไม่สู้ผม ” หลวงพ่อตอบว่า “ สู้ศึกษา ฯ ได้อย่างไร เพราะศึกษา ฯ มีบารมี มากกว่าเขา ” ข้าพเจ้าดีใจว่าต่อไปนี้เราหมดหน้าที่แล้วขอเที่ยวเล่นกับเพื่อนฝูงบ้าง ที่ว่าดีใจไม่ได้หมายความว่า ข้าพเจ้าไม่เก่งที่สามารถดับตัวละครสําคัญได้ ดีใจเพราะเราจะเลิกทําวิชาปราบมารเพราะตรากตรํามานานแล้ว ไม่ได้หลับไม่ได้นอนมัวแต่เข้านิโรธค้นหามารไม่ต้องทําอะไรทั้งนั้น เอาแต่นั่งหลับตาสถานเดียวงานการไม่ได้ ทํากับเขา ภรรยาเขาทําคนเดียวเราเอาแต่นั่งหลับตา ต่อไปนี้เราหมดหน้าที่แล้วเราจะได้สบายแล้ว คิดอย่างนี้ ที่ ไหนได้ดีใจชั่วไก่กระพือปีกยังไม่ทันได้เที่ยวเพียงแต่นอนพักผ่อนเท่านั้น พอตื่นขึ้นมาพบมารรุ่นใหม่อีกแล้วก็ ต้องทําวิชารบต่อไปอีก ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ยังไม่ได้หยุดเลยแม้แต่วันเดียว การที่หลวงพ่อวัดปากน้ํามาเกิด คราวนี้ต้องการพบตัวละครท่านนี้ ถือว่าเป็นงานใหญ่ของธาตุธรรมเป็นหัวใจของงาน แต่หลวงพ่อมาองค์เดียว หรือต้องพูดว่ามากันหมดนครทีเดียวเรียกว่าเป็นทัพสหชาติโยธา ทุกคนมีหน้าที่ , ทุกคนมีบทบาท , ทุกคนมีงาน


44

ทํา แต่เป็นงานทางวิชาธรรมกาย หลวงพ่อมีลูกศิษย์ทั่วโลกก็แปลว่าคนทั้งโลกต้องมายุ่งกับงานของหลวงพ่อ ทั้งหมดนี่คือข้อมูลที่เราท่านปฏิเสธไม่ได้ บัดนี้หลวงพ่อกลับไปแล้ว นักปราชญ์สําคัญกลับเกือบหมดแล้วทิ้งไว้ แต่ศิษย์ปลายแถวคือข้าพเจ้า ให้ข้าพเจ้ารบคนเดียว , ให้ข้าพเจ้ารับผิดชอบคนเดียว , ให้ข้าพเจ้าทํางานยาก ๆ ตลอดเวลาที่รบอยู่ไม่เคยมีใครให้กําลังใจ ไม่คิดก็ดีไปอย่าง ถ้าคิดขึ้นมามันน่าช้ําใจ นี่คือชะตาชีวิตของนาย การุณย์ บุญมานุช ขนานแท้ดั้งเดิม ความน้อยเนื้อต่ําใจอย่างนี้เกิดมีแก่ข้าพเจ้าหลายครั้ง งานปราบมารเป็นงาน ใหญ่เป็นงานส่วนรวมเป็นภาระแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าพูดไม่ออกบอกไม่ได้จําต้องก้มหน้าสู้ต่อไป บางครั้งเกิดความ ท้อแท้เอามาก ๆ รู้กันหมดทั่วธาตุทั่วธรรม , ทิพย์ , พรหม , อรูปพรหม , จักรพรรดิ , กายสิทธิ์ รู้กันหมด แต่โลก นี้ไม่มีใครรู้เลย , ไม่มีใครเห็นความสําคัญ , ไม่มีใครช่วย , ไม่มีใครอุปถัมภ์ แต่มาคิดว่าความเป็นเอกราชของธาตุ ธรรมอยู่เหนือสิ่งอื่นใด ใครไม่รู้แต่พระศาสดารู้ ทิพย์ , พรหม , อรูปพรหม เขารู้ ความน้อยเนื้อต่ําใจก็หมดไป ดูแต่ท่านเจ้าคุณพระราชสาครมุนี เจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาคร ท่านเป็นธรรมกาย ซึ่งเป็นพวกของเราแท้ ๆ บอก ว่าไม่รู้เรื่องของศึกษา ฯ มารู้เอาตอนตายนี้เอง หากเพื่อนคนอื่นพูดอย่างนี้บ้างมารู้เอาตอนตายขอโทษต่อศึกษา ฯ ด้วยที่ไม่ได้ช่วยงานอะไรของศึกษา ฯ เลย ไม่รู้เรื่องของศึกษา ฯ เลยจริง ๆ แล้วเราจะว่าอย่างไร ตามสะดวกเถิด ท่านเอ๋ยไม่ได้ว่าอะไร แต่วันนั้นจะต้องได้อายกันบ้าง วันนั้นคงมีการเสียใจกันบ้าง กลับมาพูดเรื่องสําคัญสุด ยอดกันดีกว่า ตัวละครที่ถูกดับไปนั้นถือว่าหมดภารกิจของหลวงพ่อแล้ว ถือว่าเสร็จงานปราบมารของหลวงพ่อ แล้ว เมื่อดับต้นภาคมารกายมนุษย์ได้แล้วต้องถือว่าจบเรื่อง เอาเข้าจริงเรื่องยุติเพียงนั้นไม่ได้ เกินรู้เกินญาณทัส สนะของหลวงพ่อเกินความรู้ของธาตุธรรมท่านแล้ว อย่าได้ไปโกรธท่านเลยมารยังมีอีกมากนัก แต่มันละเอียด เกินความรู้ที่พระศาสดาจะบอกเราแล้ว หากเราเลิกทําวิชามันจะเอาธาตุธรรมที่เราไม่รู้ไม่เห็นมาปกครอง เราจะ หมดหนทางแก้ด้วยประการทั้งปวง นี่คือเรื่องหนักใจ ได้ถามหลวงพ่อว่า “ หลวงพ่อครับ เท่าที่รบมาเครื่องมือ มารคือ ทุคติภูมิ เราก็จัดการไปแล้ว ดวงบุญที่มารมาระเบิดเอาไปเราก็ตามมาแล้ว ตัวละครสําคัญคือ ต้นบาป กายมนุษย์ เราก็ดับไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ งานปราบมารน่ายุติ ” หลวงพ่อท่านตอบอย่างนี้ครับ “ ศึกษา ฯ พูดมานี้ ถูกต้องแล้ว แต่เรายังไม่รู้ว่าไอ้ที่ละเอียด ๆ นั้น มันซ่อนตัวอยู่ที่ไหน ขอบข่ายมีเพียงไรเรายังไม่รู้ ” หลวงพ่อ ท่านว่ามาอย่างนี้ เราก็รู้ทันทีว่าเราต้องรบต่อยังหยุดไม่ได้ แต่หลวงพ่อท่านยืนยันว่า “ ทุกเรื่องต้องเสร็จในยุค ของศึกษา ฯ ” หากเป็นจริงอย่างหลวงพ่อว่า เราก็โชคดีร้อยชั่วทีเดียว ท่านอย่าเพิ่งดีใจ นั้นเป็นความเห็นของ หลวงพ่อ ที่ท่านมีความเชื่ออย่างนั้น “ เออ ! ศึกษา ฯ ต้องแก้ศพของหลวงพ่อให้ฟื้นด้วย ” เราได้ยินคํานี้เราก็ หน้ามืดแล้ว คือ หลวงพ่อท่านเหมาให้เราหมดทุกเรื่อง แต่หลวงพ่อท่านมีวิธีใช้คน คือ ให้ยาหอมเราอยู่เรื่อย การ รบคราวหนึ่งต้องเปิดดูบันทึกว่าอยู่เล่มใด พอรบชนะธรรมกายของหลวงพ่อยืนขึ้นประกาศก้องทีเดียว “ เราเป็น


45

หนี้ศึกษา ฯ กันทั้งหมด ” อีกคราวหนึ่ง “ ที่เรารบชนะงวดนี้ได้ จะให้รางวัลเป็นเงินกี่ฟ้าครอบก็ไม่คุ้ม ” หาก ท่านสนใจโปรดไปดูบันทึก ข้าพเจ้าจดไว้เป็นสมุดเบอร์ 2 ถึงเล่มที่ 13 แล้ว ยาหอมทั้งปวงข้าพเจ้าไม่สนใจทราบ ว่าหลวงพ่อท่านหลอกใช้ ท่านให้กําลังใจเราก็รบต่อไป แต่มาคิดถึงคราวนั้นที่ว่า “ เป็นหนี้ศึกษา ฯ กันทั้งหมด ” ข้าพเจ้าไม่สบายใจจึงเข้าธรรมกายไปถามแม่ชีถนอม อาสไวย์ ( แม่ชีตายไปแล้ว ขณะนี้อยู่ชั้นดุสิต ) ถามแม่ชี ว่าทําไมธาตุธรรมท่านว่าอย่างนั้น แม่ชีตอบว่า “ ก็ถูกละซี เป็นหนี้บุญคุณแก่ศึกษา ฯ กันทั้งนั้น รวมถึงฉันด้วย ถ้าศึกษา ฯ ดับมารรุ่นนี้ไม่ลง ไม่รู้มันจะอาละวาดไปแค่ไหน ธาตุธรรมท่านทราบดีกว่าเรา ” แม่ชีพูดอย่างนั้น หนี้ที่ว่านี้ได้แก่อะไร คนอื่นเราจะไม่ว่าอะไรแต่เกจิอาจารย์ไม่รู้จักข้าพเจ้าว่าข้าพเจ้าทํางานอะไร หากท่านถาม ข้าพเจ้ามีความคิดอย่างไร ข้าพเจ้าขอตอบว่าเราทําวิชาถวายพระพุทธองค์อยู่แล้ว เราช่วยทิพย์ , พรหม , อรูป พรหม อยู่แล้ว จักรพรรดิ และกายสิทธิ์ เราช่วยอยู่แล้ว มนุษยโลกเท่านั้นที่เขาไม่รู้ เราไปว่าเขาก็ไม่ถูกเพราะ วิชาของเราไปถึงหมดทุกภพทุกจักรวาลไม่เว้นเลย วิชาปกครองทั่วไปไม่เว้นใครถือว่าอยู่ในปกครองของเรา ทั้งนั้น ธาตุธรรมท่านตัดสินข้าพเจ้าไม่ได้ตัดสิน อีกใจหนึ่งก็อยากให้เกจิอาจารย์พูดเหตุขัดข้องให้ฟัง งานดับตัว ละครสําคัญผ่านไปแล้ว แต่การบ้านที่ข้าพเจ้าคิดไม่เลิกคืออะไร ตัวละครท่านนี้ ข้าพเจ้าออกชื่อไม่ได้ ข้าพเจ้า ไม่เชื่อแต่มันเป็นไปแล้ว ดังนั้นใครที่มีลักษณะเดียวกันนี้จะทําอย่างไรกันต่อไป นี่คือการบ้านที่เราคิดไม่ตก ใครที่สร้างบารมีคาบลูกคาบดอกอันตรายมาก เพราะจะต้องถูกมารพลิกธาตุธรรมกลับไปเป็นธรรมภาคมารแน่ ๆ แล้วเราจะต้องมาปราบกันอยู่อย่างนี้จะมีวันจบสิ้นหรือ อาจารย์ดัง ๆ ในประเทศของเรานี้ทําไมเรียนวิชาอย่าง นั้น , ทําไมสอนกันอย่างนั้น , ทําไมได้เงินมาอย่างนั้น ถ้ามารหนุนใครเขาผู้นั้นรวยทันทีรวยอย่าบอกใคร ดัง เดี๋ยวนี้โด่งเดี๋ยวนี้ มีศิษย์มาสู่ไม่ขาดระยะทําอะไรคลังทั้งนั้น แต่ก่อนเราไม่ทราบ มาทราบเอาในตอนที่เราทําวิชา ปราบมารนี่เอง มารมันทําได้สารพัดมันเก่งถึงขนาดนั้นทีเดียว ระยะนี้อาจารย์ดัง ๆ ตายกันมาก พอตายไปแล้ว จะทราบเรื่องทั้งหมด เรื่องต่างๆจะเปิดเผยกันหมด ท่านที่คาบลูกคาบดอกจะหนาวๆร้อนๆ ท่านที่เป็น สัมมาทิฏฐิสบายใจทุกสถาน กล่าวถึงเกจิอาจารย์ที่วิชาไม่เป็นสัมมาทิฏฐิอย่างนี้ไม่มีปัญหา ตัดสินง่าย ประเภท คาบลูกคาบดอกนั้นยากมาก พระพุทธองค์จะให้ดวงบารมีหรือไม่ ถ้าให้ไปเดี๋ยวมารก็กลืนธาตุธรรม แล้วเราก็ ต้องมาปราบกันอยู่อย่างนี้ ยังจําได้ไม่ลืม วันที่ดับตัวละครสําคัญแม่ชีถนอม อาสไวย์ท่านพูดว่า“ศึกษาฯเราปราบ พวกเดียวกันเสียแล้ว”ข้าพเจ้าจําไม่ลืม นี่แหละท่านทั้งหลาย จะเรียนวิชาก็ต้องพิจารณา จะสร้างบารมีก็ต้องเรียนรู้ มีเงินแล้วก็ทุ่มเข้าไป ท่านก็คิดว่าท่านได้บุญ แต่แล้วเหตุการณ์เป็นอย่างนี้ ทีเราขอแค่หมื่นบาทเพื่อนขัดข้อง แต่อาจารย์อย่างนั้นปรารภ เพื่อนทุ่มให้เป็นล้าน เรื่องดับตัวละครสําคัญขอจบแค่นี้ก่อน


46

พระพุทธองค์นิพพานกายธรรมมีกายมนุษย์ เป็นผลพวงมาจากพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ใหม่แล้วทรงมีธรรมกายโตขึ้นตามที่กล่าวแล้ว ต่อมาเดินวิชาปราบ มารทําติดต่อกันมาไม่ขาดระยะคือวิชาซ้อนสับทับทวีของหลวงพ่อและวิชาต่อแว่น , ต่อกล้อง , ส่องญาณทัสสนะ ทําไปรบไปตามเนื้อหาของวิชา นิพพานเป็นมีเท่าไร , นิพพานธรรมกายมีเท่าไร นํามารวมกันหมดแล้วเดินวิชา ซ้อนสับทับทวี นี่คือวิชาอย่างย่อทําอยู่เป็นปี ผลที่ได้คือ นิพพานกายธรรมมีกายมนุษย์ แต่นิพพานเป็นมีพระวาร กายใสยิ่งขึ้น เราทราบแล้วว่านิพพานเป็นอยู่สูงกว่านิพพานธรรมกาย นิพพานเป็นมีพระวรกายเหมือนพระสงฆ์ คือไม่มีเกศบัวตูม ส่วนนิพพานธรรมกายนั้นเป็นธรรมกายทั้งหมด หลวงพ่ออธิบายไว้ว่า นิพพานเป็นแข็งแรง ประดุจปูมีกระดอง แต่นิพพานธรรมกายไม่แข็งแรงเหมือนปูนิ่มคือไม่มีกระดอง สรุปแล้วว่านิพพานเป็น แข็งแรง แต่นิพพานธรรมกายไม่แข็งแรง เพราะนิพพานธรรมกายไม่มีกายมนุษย์นั่นเอง การเข้านิพพานของเรา แต่เดิมนั้นเข้าโดยกายมนุษย์คือ กายที่เรากําลังอ่านอยู่ขณะนี้ ครั้งนั้นพอเราเป็นธรรมกายแล้วเราก็ฝึกละสังโยชน์ พอละได้กายมนุษย์ก็เบาและใสยิ่งขึ้น กระดูกใสเป็นแก้วทีเดียว แล้วก็หายแว๊บเข้านิพพานไปเลย นิพพานที่ไป นี้ หลวงพ่อท่านเรียกว่า “ นิพพานเป็น” ไม่ต้องตาย เข้านิพพานกันอย่างเป็น ๆ นี้ แต่ว่าต้องสร้างดวงบารมีกัน มากมายนัก ต่อมามารเขาไม่ยอมเขาบอกว่า พระพุทธเจ้านิพพานเป็นมีฤทธิ์เดชมากให้เข้านิพพานด้วยธรรมกาย เท่านั้น จากนั้นมาเราก็เข้านิพพานโดยธรรมกายคือ กายมนุษย์ตายเสียก่อนแล้วเอาธรรมกายเข้านิพพาน หลวง พ่อท่านเรียกนิพพานธรรมกายว่า “ นิพพานตาย ” นิพพานธรรมกายเอากายไปไม่ได้กายเดียวคือกายมนุษย์ เพราะตายต้องเอาไปเผา กระดูกของกายมนุษย์เราเรียกว่าพระธาตุบ้าง , พระบรมสารีริกธาตุบ้าง กระดูกของ พระพุทธเจ้าเราเรียกพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนกระดูกของพระสาวกเรียกพระธาตุ กระดูกก็คือธาตุ 6 ธาตุ ดิน , น้ํา , ไฟ , ลม , อากาศธาตุ , วิญญาณธาตุ ธาตุเหล่านี้หากนํามารวมกันเข้าแล้วเอาใจใสลงไปก็จะเป็นกายขึ้น นี่ คือวิชาการหากธาตุเป็นกายก็ต้องเป็นกายเป็นคือมีความรู้สึก แต่ถ้ากายตาย ใจไม่อยู่ทันทีไม่อยู่ปกครองกาย เพราะกายมันตาย ถามว่าใจไปไหน ใจไปอาศัยอยู่กับกายมนุษย์ละเอียดคือกายฝันนั่นเอง กายฝันจะไปไหนก็ไป เพราะกายมนุษย์ตายแล้ว หากเป็นธรรมกายใจก็ไปอยู่กับธรรมกาย กายฝันก็ไปอยู่กับธรรมกาย ธรรมกายจะไป ไหน ธรรมกายก็ไปอยู่บ้านของพระองค์ บ้านของพระองค์ก็คือนิพพาน เป็นธรรมกายระดับไหนก็ต้องไปอยู่ บ้านระดับนั้นเช่น เป็นธรรมกายพระโสดาก็ต้องไปอยู่นิพพานของพระโสดา หากเป็นธรรมกายพระอรหัตก็เข้า อายตนะนิพพานไปเลย กล่าวถึงกระดูกหรือพระบรมสารีริกธาตุของพระศาสดาแยกออกเป็นเม็ด ๆ อยู่ที่โน่น บ้างที่นี่บ้าง เมื่อถึงโอกาสอันควรจะมารวมกันเป็นธรรมกายองค์หนึ่งแล้วก็เข้านิพพานเรียกว่า “ ธาตุนิพพาน ” คือ กระดูกเข้านิพพานนั่นเอง ตามความคิดของข้าพเจ้าต้องเอากระดูกทั้งหมดนี้ซ้อนเข้าไปที่ศูนย์กลางกายฝัน


47

ของพระองค์ และนําเอากายฝันของพระองค์ไปไว้ที่ศูนย์กลางกายพระธาตุเดินวิชาเป็นอนุโลมปฏิโลม เพื่อให้ กายพระธาตุนั้นมีเนื้อมีหนังขึ้นมาให้ได้ หากมีเนื้อมีหนังขึ้นมาได้ก็แปลว่า พระองค์มีกายมนุษย์แล้ว การปล่อย ให้กายพระธาตุเป็นธรรมกายอยู่อย่างนั้นไม่มีประโยชน์ เพราะไม่มีฤทธิ์ พอมารคือธรรมกายดํามากระทบสู้เขา ไม่ได้มีเท่าไรเขาก็มาดับได้หมด แม้ธรรมกายตัวจริวยังแพ้เขา เรื่องมันเป็นอย่างนี้ที่เราเพียรปราบทุกวันนี้ก็คือ พวกธรรมกายดําและพวกกายดําทั้งหลาย

กายมนุษย์นิพพานธรรมกาย ไม่เหมือนกายมนุษย์นิพพานเป็น กายมนุษย์นิพพานเป็นเหมือนกายมนุษย์อย่างเรานี้ ต่างจากเราก็คือ เป็นพระสงฆ์และใสเป็นแก้ว ส่วนกาย มนุษย์ของนิพพานธรรมกายไม่เป็นอย่างนั้น ได้ไปทูลถามต้นใหญ่ว่า กายนี้แข็งแรงเท่ากับกายมนุษย์ของ นิพพานเป็นหรือไม่ ทรงตอบว่าเป็นกายมนุษย์ของนิพพานไม่ใช่กายมนุษย์อย่างเรา เพราะเหมือนกันหมดเราเลย เรียกพระนามไม่ถูก เท่าที่เห็นไม่มีลงพุงเลยแปลกแท้ ๆ วันที่ทราบก็คือเมื่อเร็ว ๆ นี้ตอนกลางคืนนอนพักผ่อนว่า จะทําวิชาตอนดึกจึงตรึกนึกวิชาดูเห็นพระสมณโคดมเสด็จมาที่บ้านทรงมาเยี่ยม “ ต้นปราบ” มาโดยกายมนุษย์ เราเห็นผิดปกติจึงรีบออกจากที่นอนให้ลูกกล้วยเข้าธรรมกายไปทูลถามต้นใหญ่ทันทีว่าเรื่องราวอย่างไรกันแน่ ลูกกลับมารายงานว่า

“ พอหนูไปถึงต้นใหญ่รับสั่งว่า ข้าว่าแล้วเดี๋ยวศึกษา ฯ จะต้องให้ลูกมาสอบสวนไป

บอกแก่พ่อเขา พระสมณโคดมไปบ้านของหนูนั้นถูกต้องแล้วไปโดยกายมนุษย์ เพราะพระสมณโคดมเพิ่งทําได้ เมื่อนิพพานพระสมณโคดมทําได้แล้วแปลว่านิพพานอื่นทําได้หมดแล้ว เพราะนิพพานพระสมณโคดมเป็น นิพพานล่างสุด แต่กายมนุษย์ที่ว่านี้เป็นกายมนุษย์ของนิพพานไม่ใช่กายมนุษย์อย่างคุณหนู พูดถึงความแข็งแรงก็ ว่าดี แต่ว่าจะชนะมารหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความรู้ ” รับสั่งมาอย่างนี้ ก็ว่าจะถามหลวงพ่อดูอีกครั้ง สําหรับ ข้าพเจ้าดีใจจริง ๆ ที่งานปราบมารก้าวหน้าถึงขนาดพระพุทธองค์ทรงทํากายได้ คราวนี้จะรู้ดีรู้ชั่วกัน ขอเวลา พิสูจน์กายมนุษย์อีกระยะหนึ่งไม่ว่าเราจะไปนิพพานไหนทรงขอบคุณทั้งนั้น แต่ผู้ปกครองใหญ่คือต้นใหญ่ทรง กล่าวว่าจะชนะมารหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความรู้ แปลว่ากายใช้ได้แล้วอยู่ที่ว่าความรู้เท่านั้นก็หมายความว่าจะเอา วิชาอะไรไปสู้เขานั่นเอง ลูกสาวได้ไปถามต้นปราบ “ เห็นพ่อบอกว่าพระสมณโคดมทรงมาเยี่ยมโดยกายมนุษย์ นั้นจริงไหม”ทรงตอบว่า “ จริง มาเมื่อคืนนี้มาอวดว่ามีกายมนุษย์แล้ว ” ต้นปราบคือพระพุทธเจ้าฝ่ายจักรพรรดิ เสด็จมาจากนิพพานมาทําวิชาปราบมารรับช่วงต่อจากหลวงพ่อวัดปากน้ํา แล้วจะนําเสนอให้ทราบต่อไป การที่ นิพพานธรรมกายมีกายมนุษย์ และใช้กายมนุษย์แทนธรรมกาย เอาธรรมกายไว้ในศูนย์กลางกายมนุษย์นับว่าเป็น ก้าวใหม่ของงานปราบมาร พวกเราเข้านิพพานคงจะแปลกใจ ทําไมนิพพานของเราเป็นนิพพานเป็นหมดเลย หรือ แล้วนิพพานธรรมกายหายไปไหน ไม่ตรงตําราอย่างที่หลวงพ่อว่าเสียแล้ว อย่าได้ตกใจเรื่องนั้น เมื่อท่าน


48

เข้านิพพานไปศึกษาหาความรู้ พระองค์ก็จะเอาธรรมกายออก และนํากายมนุษย์ไว้ที่ศูนย์กลางกายของธรรมกาย ดังนั้นจึงขอให้ท่านช่วยตรวจสอบความรู้ตามที่บรรยายมานี้คือ อ่านหนังสือแล้วก็เข้าธรรมกายไปถามเรื่องราว พระองค์จะตอบทั้งหมด เว้นแต่ความหยุดนิ่งทางใจไม่พอ อย่างนี้ข้าพเจ้าจนใจจริง ๆ แม้ข้าพเจ้าเองก็ยอมรับว่า ยากแท้ ที่กล้าทําวิชาอยู่ทุกวันนี้เพราะถูกบังคับไม่ใช่ข้าพเจ้าเก่งไปกว่าท่าน โปรดเข้าใจว่าข้าพเจ้าไม่เก่งไปกว่า ท่านเพียงแต่ท่านยังไม่เอาจริงเท่านั้น ข้าพเจ้าเก่งอยู่เรื่องหนึ่งคือเอาจริง ท่านอาจเป็นรองข้าพเจ้าในเรื่องไม่เอา จริงเท่านั้น เมื่อเอาจริงแล้วต้องถึงกับสละชีวิตกัน มารดับไม่หมดเราจะไม่ยอมกันทีเดียว หากท่านเอาจริงอย่าง ข้าพเจ้าป่านนี้ท่านคงได้บารมีมาแล้วอาจมากกว่าข้าพเจ้าก็ได้ เรื่องกายมนุษย์ของพระพุทธองค์ก็คือ กายมนุษย์ที่ หลวงพ่อเรียกว่า “ กายมนุษย์พิเศษ ” นั่นเอง เมื่องานปราบมารมาถึงขั้นตอนนี้ ต่อไปจะมีเหตุการณ์อย่างไรอีก รอไว้พบกันใหม่ในหนังสือ “ ปราบมารภาค 3 ” เพราะงานปราบมารยังไม่สําเร็จวันนี้เรายังคาดการณ์ไม่ได้ว่า ต่อไปจะมีเหตุการณ์อะไรอีก

ดวงแก้วมณีโชติ


49

งานสร้างอายตนะนิพาพน , ภพรูปพรหม , ภพพรหม , ภพทิพย์ ในวิถีทางแห่งการรบตามหลักของวิชาธรรมกายในที่สุดเราก็ต้องมาเผชิญหน้ากับเรื่องนิพพาน , เรื่องภพของ อรูปพรหม , ภพของพรหม , ภพของทิพย์ อย่างหลีกไม่พ้นเหมือนกับการชกมวยเหมือนกัน ในที่สุดเราก็ต้องมา ชกชิงแชมเปี้ยนกับเขาซึ่งแต่เดิมเราไม่เคยคิด เมื่อเดินวิชายิ่งขึ้นไปพบว่านิพพาน , ภพอรูปพรหม , ภพพรหม และภพทิพย์ต้องทํากันใหม่ เพราะของเดิมมีอะไรที่ต้องแก้ไขเรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งข้าพเจ้าเดินวิชารบเรื่อยไป เผลอตัวพูดกับหลวงพ่อว่า “ หลวงพ่อครับ นิพพานของเราไม่คุ้มฟ้าไม่คุ้มฝน ผมจะทําให้ใหม่ ” หลวงพ่อฟัง แล้วก็ไม่ว่าอะไรเหตุการณ์ผ่านมาเป็นปีลืมเรื่องที่พูดกับหลวงพ่อแล้ว หลวงพ่อท่านก็ไม่เตือนไม่ท้วง เหตุการณ์ ผ่านมาอยู่มาวันหนึ่งต้นใหญ่รับสั่งแก่ข้าพเจ้าว่า “ ศึกษา ฯ เห็นอะไรไม่ดีก็ให้แก้ไขไปเลย ” เราก็ไม่รู้ว่าอะไรไม่ ดีเราก็เห็นว่าดีทั้งนั้น อยู่มาวันหนึ่งการรบได้ผลเป็นที่น่าพอใจมันเห็นลู่ทางว่านิพพานของเราต้องทําใหม่ลอง เดินวิชาดูปรากฏว่าทําได้ เมื่อทํานิพพานได้ภพอรูปพรหม , ภพพรหม , ภพทิพย์ เราก็ทําได้จึงลองทําดูปรากฏว่า ทําได้ ลองทํามาแล้ว 3 ครั้ง ( อยู่ในบันทึกเล่ม 12 ) เหตุที่ทําได้เพราะระลึกรู้ขึ้นมาเอง ต้องรบไปจนกว่าจะชนะ ในระดับใดถึงระดับนั้นเราจะทําได้เอง และเมื่อทําได้แล้วธาตุธรรมท่านก็ให้บารมีไม่เคยใช้ฟรี รบชนะเป็นต้อง ได้บารมี , ทําได้ดีเป็นต้องได้บารมี , ไม่เคยใช้เราฟรีเลย พระพุทธองค์ทรงดีอย่างใจหาย อะไรที่เราลืมจะทรงมา เป็นพยานให้จําได้ว่า คราวที่ไปสอนพระในต่างจังหวัดตอนนั้นเป็นแม่ชีถนอม อาสไวย์ ยังไม่ตายแม่ชีถามว่ามี ใครได้ดวงปฐมมรรคเท่ไร มีได้ถึง 18 กายเท่าไรเราก็บอกแม่ชีไปเพราะเราจดไว้เราก็บอกไปตามข้อมูลที่เรา บันทึก พอแม่ชีเข้าธรรมกายไปนิพพานก็ไปรายงานต่อพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ทรงรับสั่งแก่แม่ชีว่า ข้อมูล นี้ไม่ถูก ศึกษา ฯ เขาสอนได้มากกว่านั้นทรงแจกแจงว่า มีปฐมมรรคเท่าไร 18 กายเท่าไร แล้วที่ให้เข้านิพพานก็มี เราเลยได้บารมีเพิ่มเพราะทรงมาเป็นพยานให้ไม่เคยให้บารมีเราน้อยทรงให้ตรงตามความเป็นจริงเสมอ ในโลกนี้ ไม่มีใครรักเราจริง มีพระพุทธองค์เท่านั้นที่ทรงเมตตาเราจริง เราอุทิศชีวิตให้แก่พระองค์นั้นถูกแล้ว เพราะ พระองค์ทรงจริงใจกับเรา ความจริงเรื่องนิพพานนี้พวกเราค้นบาลีกันมากอยากทราบว่านิพพานคืออะไรหน้าตา เป็นอย่างไรมีเหตุผลอะไรที่ทําเช่นนั้น และได้อะไรจากการค้นคว้าเช่นนั้น อ้างว่าเพื่อความรู้ถูกต้องแล้ว แล้วได้ อะไรดีขึ้นมาบ้าง รู้แล้วก็แค่นั้น ค้นคว้ากับไม่ค้นคว้ามีค่าเท่ากัน เพราะเราก็ทราบตรงกันว่านิพพานคือ ที่อยู่ ของพระอริยะเจ้า , นิพพานคือที่อยู่อาศัยของผู้ได้มรรคผลนิพพาน , วัดเป็นที่อยู่ของพระ , วิมานเป็นที่อยู่ของ เทวดา , บ้านเป็นที่อยู่ของชาวโลก , ทิพย์ , พรหม , อรูปพรหม เขาก็มีที่อยู่ของเขา จะเรียกอะไรก็เรียกไปเถิดเป็น ที่อยู่ของเขาก็แล้วกัน ขอกล่าวถึงเรื่องภพและนิพพานอีกนิดคําถามมีอยู่ว่า ต่อไปจะทํานิพพานได้อีกหรือไม่ จะ ทําภพของทิพย์ , ภพของพรหม , ภพของอรูปพรหม ได้อีกหรือไม่ ตอบว่ายังไม่ทราบ หากทําได้ก็ทําไปเลย


50

หากทําไม่ได้ก็เพราะยังรบไปไม่ถึงละเอียดของขั้นตอนนั้น เมื่อไรจะทําอะไรอย่างไร ทราบไม่ได้ทั้งนั้น เพราะ เป็นเหตุการณ์ข้างหน้า ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับผลการรบเป็นสําคัญ

การละสังโยชน์เป็นเพียงไม่ตอบอารมณ์ภายนอกเท่านั้น ท่านผู้ศึกษาทราบแล้วว่าธรรมกายใดละสังโยชน์อะไร เมื่อละสังโยชน์ได้ส่งผลให้กายมนุษย์หมดกิเลส เมื่อ ละสังโยชน์ได้ถือว่าได้มรรคผลนิพพาน นั่นหมายความว่าอายตนะภายในไม่ตอบรับอายตนะภายนอกเท่านั้น แต่กิเลสที่อยู่ในอายตนะภายนอกยังมีอย่างสมบูรณ์ยังไม่มีใครไปทําอะไรเพิ่งจะมาปราบกันยุคนี้เคยกราบทูลต่อ พระองค์ว่า หลักสูตรนี้ควรเปลี่ยนได้แล้ว เพราะการมาอยู่ในนิพานหากไม่มีปัญหาใดเราก็นิโรธเป็นปกติถือว่า ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีเหตุต้องรบกับมารดังเหตุการณ์ปัจจุบันเราจะทําอะไรไม่ได้เลย มีเท่าไรมารเขาก็ดับได้หมด แล้วเราจะแก้ปัญหาอย่างไรต่อไป ทรงหนักพระทัยยังไม่ทรงตอบอะไร แต่กราบทูลไปว่าต่อไปนี้ใครทําวิชา ปราบมารเบื้องต้นไม่ได้ ไม่อนุญาตให้เข้านิพพาน ได้แต่ทรงพระสรวล คิดง่าย ๆ เราทําอะไรไม่ได้ไปเข้า นิพพานกับเขาทําไม เขารบกัน เราทําไม่ได้เพราะเราไม่มีความรู้ ง่ายต่อการแตกดับถ้ามารเขามากระทบ หาก ท่านทําวิชาปราบมารอย่างข้าพเจ้าท่านจะรู้เห็น การที่ถวายความเห็นมีความจําเป็นเพราะเรารับผิดชอบอยู่คือเรา ต้องทําวิชา เป็นภาระหน้าที่ของเราโดยภาวะจํายอม พูดง่าย ๆ หน้าที่ปราบมารคือเรา เราต้องแสดงบทบาท , แสดงความรู้ , ต้องรับผิดชอบ หากงานปราบมารยังค้างอยู่ธาตุธรรมท่านก็ส่งเรามาอีกอย่างแน่นอน ไม่มีใคร อยากเกิดกันทั้งนั้น แต่เราต้องเกิดโดยความจําเป็น ฉะนั้นเราต้องแสดงความเห็นบ้าง เพราะอยู่ในหน้าที่อย่าง ขณะนี้หลวงพ่อเราสบายพระทัยแล้ว เพราะทรงมอบงานปราบมารแก่ “ ต้นปราบใหญ่ ” หลวงพ่อพูดคํานี้ เรา น้ําตาซึมทันที หลวงพ่ออ้างว่าหมดหน้าที่ของท่านแล้ว เป็นหน้าที่ของศึกษา ฯ ที่จะต้องปราบมารต่อไป เราต้อง


51

หลั่งน้ําตา มาบังคับให้เราปราบมารพอมาถึงครึ่งทางก็มาถอนตัวปล่อยให้เราบรรเลงอยู่คนเดียว นี่แหละคือชะตา ชีวิตของข้าพเจ้า

การรบระดับละเอียดใช้วิชาซ้อนสับทับทวีรบกัน ท่านให้เอานิพพานธรรมกายทั้งหมดและนิพพานเป็นทั้งปวงมารวมกันให้เป็น 1 กายแล้วก็รบคือเดินวิชารบ หากท่านทําไม่ได้หลวงพ่อวัดปากน้ําจะตําหนิอย่างแรง ไม่กลัวหลวงพ่อว่าหรือ ถ้ากลัวต้องทําให้ได้ จะยาก อะไรก็เอานิพพานธรรมกายรวมกันก่อน ทําวิชาซ้อนกายสับกายแล้วก็มาซ้อนสับทับทวีไม่ถึงอึดใจก็สามารถ รวมเป็นกายเดียวแล้ว แล้วนํา 1 กายนี้เข้านิพพานเป็น คํานวณให้เร็วให้สุดอดีต , สุดปัจจุบัน และสุดอนาคตรวม เป็น 1 กาย แล้วเอากายนิพพานธรรมกายซ้อนเข้า จากนั้นเดินวิชาซ้อนสับทับทวี พอซ้อนดีแล้ว , สับดีแล้ว , ทับ ทวีดีแล้ว จากนั้นก็เริ่มเดินวิชารบ เราจะทราบทันทีว่ากําลังของฝ่ายเรามีแค่ไหน รู้ญาณมีแค่ไหน อย่าลืมว่าเรา เดินวิชาอย่างนี้มารเขาก็เอาอย่างเรา เขาเดินวิชาอย่างเราแล้วก็มาปะทะกัน นี่คือย่อ ๆ เดี๋ยวก็รู้ว่าใครแพ้ใครชนะ ที่กล่าวนี้คือหยาบ ๆ และย่อ ๆ พอเข้าใจเท่านั้น รบจริง ๆ ต้องทํากายเป็นว่างทั้งหมดพูดภาษาวิชาธรรมกายก็คือ ทําเป็นเหตุว่าง 19 อย่างตามที่หลวงพ่อท่านสอน ใครสามารถทําว่างของฝ่ายตรงข้ามให้หยาบได้ ฝ่ายหยาบจะ ถูกดับ เพราะเมื่อหยาบก็เห็นตัวตน , เห็นนิพาน , ภพ 3 , โลกันต์ เราก็เข้าทําลายมีเท่าไรก็ไม่เหลือเราดับได้หมด กายมนุษย์ของเรานี้สําคัญมากคือมารมาเท่าไรทําให้กายมนุษย์แตกดับไมได้ กายละเอียดมีเท่าไรก็ไม่เหลือเขาดับ ได้หมด กายมนุษย์คือกายกิเลสของเรานี้เป็นกายปราการ ให้กายละเอียดหลบภัย เราชนะเขาตรงกายมนุษย์นี้เอง เหตุที่เรามาเกิดก็เพื่อให้มีกายมนุษย์มีไว้เพื่อสู้กับมาร กายอื่นสู้เขาไม่ได้ กล่าวถึงสมัยที่ข้าพเจ้ายังรบอยู่ในขั้น หยาบคือออกติดตามพระพุทธองค์ว่ามารเอาพระองค์ไปซ่อนไว้ที่ไหน ทําอยู่หลายปีกว่าจะรวมได้ครบ ที่ถูกเขา ดับต้องนํามาแก้ไขให้ทรงฟื้น พอเราไปถึงพระองค์ มารมันมากันมืดฟ้ามัวดินล้วนแต่กายดําทั้งนั้น ไม่รู้ว่ามา จากไหนมาช่วยกันแลบ , ลั่น , ย่อย , แยก , ดับ , ละลาย เพื่อให้ข้าพเจ้าตาย ปืนใหญ่ที่ว่าเสียงดังนั้นเสียงมาร ระเบิดดังยิ่งกว่าหลายเท่า ถูกรุมมาก ๆ อย่างนี้ทําท่าจะตายมาหลายครั้งความจําเลือนทันที วิชาจําได้แบบได้หน้า ลืมหลัง , จําได้ไม่ครบ , ลําดับวิชาไม่ถูกวิชาเราจะช้าลง ๆ พร้อมกันนั้นหัวใจเราก็หรี่ลง ๆ ทําท่าจะขาดใจ , กระสับกระส่ายจะอาเจียน คลื่นไส้ , ใจหงุดหงิด , แล้วหัวใจก็หยุดเต้นไปเฉย ๆ ขณะที่ใจไม่เต้นนั้นใจประหวัด ถึงลูกเมียใครจะเลี้ยงลูกเมียเรา แล้วใจก็กลับเต้นขึ้นมาอีก เต้นขึ้นมาได้อย่างไรไม่ทราบ เราเก่งอยู่เรื่องหนึ่งคือ ตายเป็นตาย ท่องวิชาไม่เลิกสติอยู่กับวิชา ท่องวิชาไม่เลิกท่องส่งเดชไปผิด ๆ ถูก ๆ พอท่องได้ถูกขึ้นวิชาของเรา เร็วขึ้นเป็นอัตโนมัติ แข็งใจดับมารจนหมดสิ้นไม่เหลือเลย ทันใดนั้นเองได้ยินเสียงพระพุทธองค์ทรงดีพระทัย เฮฮาเหมือนที่เราเห็นวันขึ้นปีใหม่ทีเดียว เราก็ฟังทรงดีพระทัยอะไร ทันใดนั้นธาตุธรรมท่านก็ประกาศว่าเรา


52

ชนะก็คือ หลวงพ่อเรานั่นเอง ถ้าไม่ชนะก็ไม่ประกาศ จากนั้นทุกนิพพานคํานวณดวงบารมีให้เรา นี่คือ บรรยากาศการรบครั้งนั้น อีกบรรยากาศหนึ่งไม่ทราบเป็นเพราะอะไรก่อนที่จะดับมารก็ให้โอวาทไป “ ขึ้นชื่อว่า มารแล้วต้องถูกเราดับทั้งหมด ไม่ว่าหยาบไม่ว่าละเอียดเราต้องดับได้ทั้งหมด มีมารหน้าไหนที่ชนะเราบ้าง ไม่มี มารหน้าไหนชนะเราได้เลย ตรีภพ หยกชมพู ” พูดไปในว่าง ๆ นั้นแหละหลวงพ่อท่านหัวเราะ ศึกษา ฯ นี่มัน แปลกก่อนมันจะดับมารเขามีการให้โอวาทกันด้วยหรือ ก็กราบทูลหลวงพ่อไปว่าเป็นชั้นเชิงให้มารมันกลัว หลวงพ่อหัวเราะ มีอยู่คราวหนึ่งถ้าหลวงพ่อมีไม้คงฟาดศีรษะเราแน่เลย พบมารแล้วมัวไปดูหน้าตามัน เพราะ เราอยากดูหน้าของเขา เราไม่ทันดับแล้วมันก็หนีไปได้ หลวงพ่อโกรธมาก “ จะมัวไปดูทําไมมันหนีไปแล้ว แล้ว อีกกี่ปีจะตามมันพบไม่เคยเห็นมารหรือ ” เราแทบจะแทรกแผ่นดินหนีอยากฆ่าตัวเองทําให้หลวงพ่อผิดหวังที่ดับ ไอ้ตัวนั้นไม่ทัน พอออกจากนิโรธสูบบุหรี่ไม่อร่อยเลยนึกถึงคําที่หลวงพ่อท่านว่า หลวงพ่อท่านคุมเราอยู่คอย ระวังไม่ให้เราเพลี่ยงพล้ําท่านเหนื่อยพอ ๆ กับเราทีเดียว แต่ท่านไม่รบท่านให้เรารบ พูดให้สนุกก็คือหลวงพ่อ เป็นลูกพี่เราเรารบแต่ลูกพี่นั่งดู อย่าแพ้มาก็แล้วกัน ถ้าแพ้กูจะซ้ํานั่นเอง นึกถึงความเป็นนักเลงของเขา เหมือนกัน บางรายตัวละครของเขาหมดแล้วเหลืออยู่ก็คือต้นวิชาของเขา เมื่อบริวารของเขาถูกดับหมดแล้วเขา ไม่หนี เขาออกมารบกับเราตัวต่อตัวแบบใครดีใครอยู่ พอเราชนะมาได้หลวงพ่อดีพระทัย หลวงพ่อยกให้เราหมดก็แล้วกัน

มีเงินกี่ฟ้าครอบ

“ ศึกษาฯ นี่มันผิดตํารามันเก่งกว่าอาจารย์ ” ให้ยาหอมตลอดเวลา การรบ

ขั้นละเอียดคือรบกับความว่างยากเหลือเกินคือเรารบกับความไม่เห็น มันว่างไปหมด จะต้องคํานวณวิชาจนกว่า ว่างนั้นหยาบ ซึ่งทํายากจริง ๆ เมื่อหยาบแล้วก็เหมือนบ้านเมืองของเรานี้เห็นตัวตนทันทีวิชาธรรมกายเรียกว่า นิพพาน , ภพ 3 , โลกันต์ ตัวตนของเขาอยู่ในนั้นเราต้องดับทั้งหมด อย่าให้รอดไปได้แม้แต่หนึ่งเดียว หากรอด ไปได้แม้แต่หนึ่งเดียวนั้นร้ายนักทีเดียว ร้ายอย่างไร เขาจะกลับไปทําธาตุธรรมของเขามาสู้เราใหม่คือ เขาไป พิสดารมาใหม่ไปหาต้นของเขา เขาซ่อนต้นของเขาไว้ เราค้นไม่พบ เมื่อเสร็จวิชาของเขาแล้วเขาจะซ่อนตัวไว้ ก่อน ต่อมาเมื่อเราทําวิชาละเอียดไปถึง เขาจะออกมาสู้กับเราใหม่ คราวนี้เราดับเขายากแล้ว เพราะวิชาเดิมที่เรา ใช้นั้นไม่พอเสียแล้วต้องใช้วิชาสูงขึ้นไปอีกจึงจะดับกันได้


53

ทําไมไม่ถามความรู้จากพุทธองค์ ไม่น่าจะเอาเรื่องนี้มาพูดกันเพราะเราทํางานให้แก่พระองค์ มีอะไรที่พระองค์จะทรงบอกได้ทรงบอกแก่เรา ทั้งนั้นไม่มีอะไรปิดบัง เว้นแต่เกินความรู้ของพระองค์อย่างนี้จนใจ อีกประการหนึ่งก็คือทรงบอกไม่ได้ เพราะ มารละเอียดบังคับพระองค์อยู่ อยากจะบอกใจจะขาดแต่ทําไม่ได้เพราะถูกมารบังคับ กรณีที่พระองค์ถูกมาร บังคับหากเราไปถามความรู้ต่อพระองค์ความรู้นั้นเชื่อไม่ได้ เพราะมารเขาเป็นผู้ตอบ มารเขาเป็นผู้ต่อรู้ต่อญาณ มารเขาเป็นผู้ต่อแว่นต่อกล้องส่องญาณ นิโรธของเราจะสั่น , ไหว , ริบ , รัว กรณีที่พระองค์ทรงบอกความรู้เรา ไม่ได้ เนื่องจากเกินรู้เกินญาณของพระองค์หมายความว่า ทรงตรัสรู้ธรรมขันธ์น้อยไปการตรัสรู้เพียง 84,000 ธรรมขันธ์นั้นเป็นเพียงขั้นพื้นฐาน ธรรมกายเล็กเป็นเพียงความรู้ภาคโปรดสัตว์ ส่วนความรู้ภาคปราบคือความรู้ ปราบมารยังไม่ได้ตรัสรู้เพราะมารเขาปิดบังวิชาอยู่ไม่ให้ได้รู้ได้เห็น พระองค์ก็พยายามรู้ ,พยายามเห็น ,พยายาม จะตรัสรู้ แต่มารเขาไม่ยอมเขาก็เอาทุกข์และสมุทัยเข้ามาให้ แต่แรกทรงแก้ได้ต่อมามารเขาเอาทุกข์และสมุทัย ชนิดสําคัญมาให้ พระองค์ทรงอาพาธและเข้านิพพานไปในที่สุด สรุปแล้วพระองค์ยังไม่ได้ตรัสรู้ธรรมขันธ์วิชา ปราบมารความรู้จึงเป็นรองมารเรื่อยมา กี่ยุคกี่สมัยเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น เราจึงเป็นรองมารเขาเรื่อยมาแพ้เปรียบใน เชิงความรู้มาตลอด หากท่านเดินวิชาไปให้สุดนิพพานทั้งนิพพานธรรมกายและนิพพานเป็นท่านจะทราบเรื่องนี้ หากท่านเดินวิชาไปไม่สุดนิพพานไม่ว่าจะเรียนมากี่ปีกี่ชาติกี่ภพท่านจะไม่ทราบเรื่องที่กล่าวนี้ ถามว่ามีใครไป สุดนิพพานบ้าง ตอบว่ายังไม่มี ข้าพเจ้าได้กล่าวเรื่องนี้ไปแล้วในหนังสือปราบมารภาค 1 โปรดค้นหามาอ่าน หากเราเรียนกันเพียงนิโรธแบบธรรมดาเพื่อให้ละสังโยชน์เพื่อให้ได้มรรคผลนิพพาน เมื่อเราสร้างบารมีธรรมจน ดวงบารมีโตเข้าข่ายได้มรรคผล เราจะละสังโยชน์และได้มรรคผลนิพพาน กรณีอย่างนี้มารเขาไม่ขัดขวางอะไร เพราะเราอยู่ในปกครองของเขา ถึงเราจะเข้านิพพานไปได้เราก็อยู่ในปกครองของเขาอยู่ดีเราอยู่ในบังคับบัญชา ของเขา เขามาสั่งให้ทําอะไรเราต้องทําเราไม่ทําเขาก็กําจัด วิธีที่เขากําจัดพระพุทธองค์เขาทําอย่างไร เรื่องนี้ไม่ ยากเดี๋ยวจะบอกให้เพราะข้าพเจ้าได้ไปรู้ไปเห็นมาแล้ว การไปรู้ไปเห็นวิธีการที่มารเขารังแกพระพุทธองค์นั้น ไม่ใช่ท่านอยากจะเห็นก็เห็นได้ , ไม่ใช่อยากจะรู้ก็รู้ได้ ไม่ใช่อย่างนั้น ผู้เชี่ยวชาญวิชาธรรมกายแม้สักร้อยคนพัน หมื่นคนจะรู้จะเห็นได้สักคนก็ต้องถือว่าโชคดีแล้ว จริงอยู่เป็นศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ําเหมือนกันเรียนตํารา เดียวกัน ครูเดียวกัน ต่างก็เอาชีวิตเข้าแลกมาด้วยกันทั้งนั้น แต่เราต่างกันปัญญาต่างกันที่บารมี ใครเล่าจะเป็นผู้ ไปเห็นละเอียด นักเรียนชั้นหนึ่งมีสอบได้ที่ 1 เพียงคนเดียว นี่คือข้อที่ควรพิจารณาอย่าว่าข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้าขอ พูดตรง ๆ พูดสั้น ๆ คราวนี้มาพูดกันถึงความรู้ทางวิชาธรรมกายบ้าง เราเคยได้ยินวิชาธรรมกายเขาพูดกันว่าต้น , กลาง , ปลาย เราเคยได้ยินเขาพูดว่าอ่อน , แก่ , หยาบ , ละเอียดเป็นต้น อย่าง “ ต้น ” ถามว่าต้นที่ว่านี้ระดับ


54

ไหน เราก็ว่าต้นก็แก่ไปเป็นเถา , ชุด , ชั้น , ตอน , ภาค , พืด เลือกเอาเองว่าระดับไป นี่คือตัวอย่าง อย่าง “ อ่อน ” ถามว่าอ่อนระดับไหน เราก็ว่าอ่อนไปเป็นเถา , ชุด , ชั้น , ตอน , ภาค , พืด เลือกเอาเองว่าระดับไหน นี่คือ ตัวอย่าง คราวนี้มาถึงเรื่องบูชาข้าวพระ ถามว่าที่เราบูชาข้าวพระนั้นถึงพระพุทธองค์หรือเปล่า เรามีอะไรเป็นตัว บ่งชี้เราจะมีอะไรเป็นเครื่องมือวัดเหมือนปรอทไข้ เราได้แต่ทําตามที่อาจารย์แนะนําเราทําตามที่อาจารย์บอก เรา เชื่ออาจารย์ของเราเพราะเราก็เรียนวิชาธรรมกายมาจากอาจารย์ท่านนี้ เรื่องบูชาข้าวพระนี้ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วใน หนังสือปราบมารภาค 1 ท่านต้องไปติดตามอ่านว่ามีเนื้อหาอะไรมีเหตุผลอย่างไรทํามาแล้วนานแค่ไหนเหตุใด เรื่องจึงมาแจ้งในช่วงชีวิตที่ข้าพเจ้าทําวิชาปราบมาร ข้าพเจ้าก็ทําวิชาปราบมารเมื่อปีพ.ศ. 2527 เรื่องบูชาข้าวพระ เพิ่งพิสูจน์ได้ในปีพ.ศ. 2527 นั้น วันนี้ขอพูดเพียงแต่ว่าเมื่อมีกายหยาบก็มีกายละเอียด คราวนี้มายุติหลักวิชาที่ว่า เมื่อมีหยาบก็มีละเอียด ประเด็นสําคัญอยู่ที่ว่าละเอียดแค่ไหนและละเอียดเพียงใดจึงจะถึงพระพุทธเจ้า ท่านตอบ ว่าละเอียดแล้วถึงแล้ว ก็ถามต่อไปว่าที่ว่าละเอียดนั้นพ้นปกครองของมารแล้วหรือยัง ตอบตรงนี้ก่อน ถามว่า ความละเอียดของวิชาที่ทํานั้นพ้นเหตุปกครองของมารหรือไม่ หากตอบว่ายังไม่พ้นปกครองเราก็อยู่ในเหตุหลอก รู้ลวงญาณของมาร เพียงแต่มารละเอียดมาหยุดที่เห็นจําคิดรู้ของพระองค์ ก็จะเกิดกายของพระพุทธองค์ขึ้น ส่วนกายละเอียดของมารซ่อนอยู่ข้างใน เราก็จะเห็นเป็นว่าพระพุทธองค์ทรงฉันสิ่งของ ๆ เรา เราดีใจว่าเราได้ บุญ แท้จริงแล้วมารเขาจําแลงกายมาเหมือนและกินอย่างสะดวกโยธิน ทําไมมารเขาทําได้ เขาทําได้เพราะเขา เป็นผู้ปกครองเขามีสิทธิ์ที่จะทําเช่นนั้น กลับมาพูดถึงข้อดีข้อเสียกันบ้าง ข้อดีก็คือถ้าถึงพระพุทธองค์จะทรงมี กําลังและเราก็ได้บุญ ข้อเสียเราควรคิดกันบ้างไหม ถ้าคิดก็ต้องพูดว่าหากไม่ถึงก็หวานคอมาร มารมันก็มีกําลัง เป็นการไปบํารุงกําลังมารแท้ ๆ โดยที่เราไม่ทันคิด แต่กาลก่อนข้าพเจ้าไม่ได้คิดเพิ่งจะมาคิดเร็ว ๆ นี้ คิดแล้วก็ แก้ไขอะไรไม่ได้ เมื่อก่อนเราไม่ทันคิดอะไรพออาจารย์สอนเราก็ทําทันที คิดแต่จะได้บุญไม่ทันคิดถึงข้อดี ข้อเสีย ตอนนี้อายุมากแล้วและทําวิชาปราบมารมานานปีเกิดข้อคิดหลายอย่างอย่างเรื่องการห้ามฝน เมื่อฝนตกเรา ต้องการให้ฝนหยุด เราก็เดินวิชาเก็บฝนแล้วฝนก็ไม่ตกเป็นไปตามที่เราต้องการ เราคิดว่าเราเก่ง แต่การเก่งของ เราเป็นดาบ 2 คม เมื่อท่านเดินวิชาเก็บฝนมารเขาได้ช่องทันที เขาสําทับวิชาแห้งแล้งทับทวีเพิ่มลงไป บัดนี้ ปรากฏว่าบ้านเมืองของเราแล้งฝน ขาดฝน ขาดน้ํา รัฐบาลต้องเข้าแก้ดังที่เราท่านทราบในทุกวันนี้ การทําวิชา แกล้งพวกเดียวกันผู้มีความรู้จริงเขาไม่ทําเป็นอันขาด คนที่ดังกว่าคนนั้น , คนนั้นมีผลประโยชน์กว่า เราก็อยาก มีชื่อเสียงกว่าเขา เราเดินวิชาแกล้งเขาผู้นั้นการกระทําเช่นนี้เป็นการไปช่วยงานของมารเขา ปกติมารเขาแกล้งเรา อยู่แล้วเราไปนําร่องวิชาให้มารได้ช่องอีก เพื่อนคนนั้นพลอยที่จะทุกข์ร้อนน้อยเขากลับได้ทุกข์มาก เราเป็นผู้ไป เพิ่มทุกข์ให้เขาแท้ ๆ แล้วอย่างนี้จะว่าอย่างไร นี่หรือคือผู้ทรงธรรมอันประเสริฐ ท่านทําหน้าที่เป็นมารโดยท่าน


55

ไม่รู้วิชาของมารมีแต่ทําให้สัตว์โลกพ้นทุกข์ แต่เราไปให้ทุกข์แก่เขา วิธีแก้ฝนไม่ให้ตกเราก็ตั้งเครื่องเข้า อาราธนาเครื่องช่วยนําเมฆฝนไปตกในถิ่นที่เขาต้องการน้ํา วันนี้เราประกอบพิธีมงคลหากฝนตกในถิ่นเรา เราจะ ไม่สะดวก เสร็จแล้วเราก็ยิงเครื่องเข้าไปที่เมฆนั้น เครื่องก็ทําหน้าที่ตามที่เราอาราธนา อาจได้ผลไม่มากนักแต่ ไม่ชี้ช่องให้มารสร้างเหตุฝนแล้ง ดูไปแล้วความรู้ของเราเป็นความรู้ที่มารเขามาปนเป็น , อาบ , ซึม , ซาบ ต้อง แยกให้ออกว่านี่เป็นความรู้ของพระหรือความรู้ของมาร อะไรที่เว้นได้ก็เว้นไปอย่าเก่งมากนักเลย ทีเราอยากให้ เก่งแต่เก่งไม่ได้เก่งจริงต้องไปเก่งกับมาร มาเก่งกับพวกเดียวกันเองไม่เข้าท่าเลย มาทับถมกันเอง , มาข่มกันเอง , มากีดกันกันเอง , มาแกล้งกันเอง วิธีนี้เป็นวิธีของมารไม่ใช่วิธีของพระ เราต้องช่วยกันทุกรูปแบบ , เราต้อง เอื้อเฟื้อกันทุกรูปแบบ , เราต้องสนับสนุนกันทุกรูปแบบ , เราต้องลดตัวเองให้คนอื่นดังกว่าเรา , เราต้องให้คนอื่น เหนือกว่าเรา จึงจะถูกวิธีของพระ ใจของพระมีแต่เสียสละเราเอาประโยชน์แต่น้อยให้คนอื่นเขาได้มากกว่าเรา ควรคิดอย่างพระอย่าไปคิดอย่างมาร

หาคนปราบมาร ปราบมารเป็นงานยากใช้ความรู้สูง ในสากลโลกนี้เราจะได้ใครมาปราบมาร ในสากลธรรมนี้เราจะให้ใคร ปราบมาร นี่คือคําถาม เมื่อเรานิโรธเข้านิพพานไม่ว่านิพพานใด , ไม่ว่าละเอียดแค่ไหน , ทั้งนิพพานถอดกาย และไม่ถอดกาย เมื่อพบพระพุทธองค์เราก็ถามพระองค์ว่าจะให้ใครมาปราบจะเอาผู้มีบุญท่านใดไปเกิดในโลก เพื่อให้ทําวิชาปราบมารอย่างที่หลวงพ่อวัดปากน้ําท่านทํา ไปในภพจักรพรรดิพบแล้วก็ถามพบแล้วก็เล่า , ท่อง ไปในอรูปพรหม 4 ชั้น ถามไปถามเรื่อยไป , ท่องไปในพรหม 16 ชั้นบ้างท่องไปถามไป , มาในทิพย์คือสวรรค์ 6


56

ชั้น ท่องไปถามไป , กลับมาสวรรค์ชั้นดุสิตคือสวรรค์ชั้น 4 อันเป็นที่อยู่ของโพธิสัตว์ , อันเป็นที่อยู่ของผู้ทรง ธรรมกายชั้นเลิศ ผู้ทรงธรรมกายส่วนใหญ่เป็นศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ําทั้งนั้นท่องไปถามไป แต่วันนั้นจวบจน วันนี้ได้คําตอบแล้วคําตอบคือยังไม่มีคําตอบ ตามที่บรรยายมานี้ไม่เป็นการกล่าวเกินเลยไปหรือ และการที่กล่าว อย่างนี้มีอะไรเป็นข้อมูลหรือยัง ? นี่คือความอยากรู้อยากทราบของทุกท่าน เรื่องนี้ไม่ยากอะไรขอให้ท่านสนใจ ติดตามไปจนจบเรื่อง แล้วกลับมาอ่านคํากล่าวตรงนี้ใหม่ท่านจะยอมรับว่าที่กล่าวมานี้ชอบแล้ว

นิพพานกายธรรมมีกายมนุษย์ นิพพานกายธรรมหรือนิพพานธรรมกายหรือที่หลวงพ่อท่านเรียกว่า “ นิพพานตาย” นั้น การรบมาถึงขั้นตอน นี้ปรากฏว่านิพพานถอดกายมี “ กายมนุษย์ ” ดังที่กล่าวแล้วในหนังสือปราบมารภาค 2 แต่กายมนุษย์ที่กล่าวถึง ในที่นี้ก็คือกายมนุษย์ที่หลวงพ่อท่านเรียกว่า “ กายมนุษย์พิเศษ ” แต่เรียกได้ไม่สนิทใจเพราะกายมนุษย์พิเศษ จะต้องมีหน้าตาเหมือนกายมนุษย์ของใครก็ของใคร แต่กายมนุษย์ของนิพพานถอดกายที่เกิดมีขึ้นในคราวนั้นมี พระพักตร์เหมือนกันหมด เราเลยไม่ทราบว่าเป็นของใคร ได้ทูลถาม “ ต้นใหญ่ ” ว่าเหตุใดกายมนุษย์ของ พระองค์จึงเหมือนกันหมดทรงตอบว่า “ เป็นกายมนุษย์ของนิพพานไม่ใช่กายมนุษย์อย่างของศึกษา ฯ ” จําได้ แม่นว่าพระองค์ทรงตอบอย่างนี้เราก็ค้านขึ้นในใจว่าเหตุใดกายมนุษย์ของพระองค์จึงไม่เหมือนกับพระพักตร์กาย ฝันของพระองค์ เพราะกายมนุษย์กับกายฝัน ( กายมนุษย์ละเอียด ) ต้องเหมือนกัน อีกประการหนึ่งเราทูลถาม พระองค์ต่อไปว่ากายมนุษย์ของนิพพานกายธรรมนั้นมีความแข็งแรงเท่ากายมนุษย์นิพพานเป็นหรือไม่ ( นิพพาน ไม่ถอดกายมีรูปร่างเหมือนพระสงฆ์ แต่ใสเป็นแก้ว ) ทรงตอบว่า “ ก็ละม้ายกัน ” หมายความว่ากายมนุษย์ของ นิพพานกายธรรมนั้นมีความแข็งแรงเกือบเท่ากายมนุษย์นิพพานเป็นแล้ว สรุปแล้วก็จะเป็นอย่างนี้ เราฟังแล้วก็ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งคือฟังแบบไว้หูหนึ่งนั่นคือฟังหูไว้หู หากกายมนุษย์ของนิพพานกายธรรมมีความแข็งแรง เท่ากับกายมนุษย์ของนิพพานเป็นจริงแล้ว การรบของเรานับว่าได้ผลมากเรากระหยิ่มใจ การพิสูจน์ของเราก็คือ ต้องเอากายมนุษย์ของนิพพานกายธรรมทั้งหมดมารบดู หากชนะมารก็แปลว่าใช้ได้ หากมารระเบิดแตกก็แปลว่า ใช้ไม่ได้ นี่คือความคิดของเราในครั้งนั้น แน่นอนการรบเราต้องรบทุกวันอยู่แล้วหน้าที่ประจําของข้าพเจ้าคือรบ รบอย่างเดียว ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะต้องรบ และรบเรื่อยไปไม่ว่าผลของการเดินวิชาจะลงเอยประการใดเราไม่มี หน้าที่ไปคิด เราคิดแต่ว่ารบสถานเดียว เพราะธาตุธรรมท่านมอบหน้าที่ให้เรารบ ให้เราปราบมารเราก็เดินวิชา เรื่อยไป ผลของการเดินวิชาจะออกมาอย่างไรเราหมดสิทธิ์คิด เหตุการณ์ที่ว่านิพพานกายธรรมมีกายมนุษย์นั้น “ ต้นปราบ ” ท่านมาอยู่ด้วยแล้ว ยังจําได้ว่าพระพุทธองค์ “ พระสมณโคดม ” เสด็จมาที่บ้านเราเข้านิโรธทูลถาม ต้นปราบว่าพระสมณโคดมเสด็จมาที่บ้านเราด้วยธุระอะไรต้นปราบทรงตอบว่า “ พระสมณโคดมท่านมาอวดว่า


57

ท่านมีกายมนุษย์แล้ว ” เราก็คิดต่อไปว่าก็เมื่อนิพพานล่างสุดมีกายมนุษย์แล้วย่อมแปลว่านิพพานกายธรรมอื่นทํา กายมนุษย์ของพระองค์ได้หมดแล้วนี่คือบรรยากาศของการเดินวิชาในตอนนั้นเป็นอย่างนี้ เลยนํามาเล่าสู่กันฟัง หากไม่นํามาเขียนอีกไม่นานก็ลืม

ต้นปราบเสด็จมาแล้ว ต่อมาก็เกิดผลงานนิพพานกายธรรมมีกายมนุษย์ เรามาลําดับเหตุการณ์กันก่อนว่าตอนใดมีเหตุการณ์อะไร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสับสนจึงมาลําดับเหตุการณ์กันก่อน เมื่อต้นปราบเสด็จมาแล้วหลวงพ่อมอบงานปราบ มารถวายแก่ต้นปราบ ให้ต้นปราบทําวิชาปราบมารต่อ นิพพานกายธรรมมีกายมนุษย์มีขั้นตอนระหว่างการรบ ระหว่างที่หลวงพ่อทําวิชากับข้าพเจ้า การรบระหว่างนั้นจําได้ว่านิพพานกายธรรมกําลังจะมีกายมนุษย์หลวงพ่อ วางมือ ต้นปราบก็เดินวิชารบต่อไป ในขั้นนี้เองเป็นขั้นตอนที่นิพพานกายธรรมมีกายมนุษย์ และต่อจากนั้นไป เป็นการรบที่ต้นปราบรับผิดชอบ เหตุการณ์ที่หลวงพ่อวางมือมอบหน้าที่ปราบมารให้แก่ต้นปราบนั้นดูว่าหลวง พ่อพูดน้อยลงไม่ค่อยวิจารณ์อะไรถามอะไรก็ไม่ค่อยตอบอย่างแข็งขัน พูดกับเราก็พูดแต่น้อยไม่คึกคักเหมือนยุค ก่อนที่ต้นปราบท่านเสด็จมา นี่คือการสังเกตที่เราดูอยู่ ก็งานปราบมารเกิดจากหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านบังคับ ข้าพเจ้าแล้วหลวงพ่อมาวางมือข้าพเจ้าก็เสียใจอยู่แล้ว เรื่องราวมีอย่างนี้ให้ท่านอ่านหนังสือปราบมารภาค 2 ท่าน จะทราบเรื่องละเอียดกว่าที่กล่าวนี้ พระพุทธองค์นิพพานกายธรรมมีกายมนุษย์แล้ว มีความแข็งแรงเท่านิพพานเป็นหรือไม่ ? ก็ได้คุยกันอย่าถือผิดถือถูกกันเลย เพราะเราไม่มีผู้รู้ให้ถามแล้ว ข้าพเจ้าถือว่าผิดเป็นครูและถูกก็เป็นครูเพราะ ไม่มีผู้รู้ให้เราถามแล้ว แต่ที่การรบยังดําเนินการอยู่และจะต้องดําเนินการต่อไปไม่มีการสงบศึกไม่มีการยุติ สงคราม ยังไม่ทราบว่าสุดท้ายแห่งการรบจะยุติอย่างไร แต่การเดินวิชารบต้องทําต่อไป ข้าพเจ้ารบทุกวันได้เห็น เหตุการณ์ทุกวัน, ได้ความรู้ทุกวัน , ได้รู้ได้เห็นทุกวัน คราวนี้เราจะมาคุยกันว่ากายมนุษย์ของพระพุทธองค์ นิพพานกายธรรมมีความแข็งแรงเท่านิพพานเป็นหรือไม่ หากท่านไม่ถือผิดถือถูกก็จะพูดหากท่านไม่อนุญาต อย่างนี้ข้าพเจ้าไม่กล้ากล่าวอะไรทั้งนั้น เพราะขณะนี้อยู่ในภาวะแห่ง “ คาบลูกคาบดอก ” จะชี้ขาดอย่างไรยากที่ จะทําเช่นนั้น ประการแรก คือ เรื่องบารมี การที่จะมีกายมนุษย์ขึ้นได้ดวงบารมีต้องเท่านิพพานเป็น เพราะนิพพานเป็นมี บารมีมากกว่านิพพานกายธรรม การที่นิพพานกายธรรมมีดวงบารมีโตขึ้นจนถึงขีดที่จะมีกายมนุษย์นั้น การเดิน


58

วิชารบที่ทํามาโดยตลอดนั้นดวงบารมีเกิดเองโดยธรรมชาติ ตามวิถีทางแห่งการทําวิชา ในการเดินวิชานั้นใช้ วิชาซ้อนกายสับกายคือเอากาย , ใจ , จิต , วิญญาณ มาซ้อนกันหมดทั้งนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็น พูด อย่างเราก็คือรวมทั้งหมดมาเป็นกายเดียว จากนั้นก็ต่อกล้องส่องญาณทัสสนะแล้วก็คํานวณกันไปแลบ , ลั่น , ย่อย , แยก ดับ , ละลาย กันจะคํานวณอะไรก็ทําไป สุดท้ายนํามาตั้งธาตุประกอบธรรมใหม่ให้เกิดกายมนุษย์ขึ้น ตามที่บรรยายมาแล้วทําอย่างนี้เป็นแรมเดือนแรมปี ประการที่สอง เรามาดูว่ากายมนุษย์ที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการทําวิชา ไม่ใช่กายธรรมชาติอย่างกายของนิพพาน เป็น หากพิจารณาดูความแข็งแรงจะว่าไปแล้วก็เหมือนไม้อัดกับไม้ที่ไม่อัด ถึงอย่างไรก็แข็งแรงเป็นรองนิพพาน เป็น เว้นแต่ดับมารได้หมดจริง ขั้นตอนนั้นเองกายมนุษย์ของพระองค์จึงจะแข็งแรงแท้ นี่ก็เป็นความเห็นซึ่งอาจ ถูกบ้างผิดบ้างเราไม่ว่ากัน แต่ก็ดีใจที่การรบมาถึงจุดนี้ และเราก็ได้เห็นกายมนุษย์ของนิพพานกายธรรมว่า พระองค์สามารถมีกายมนุษย์แล้ว ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นอีกเรายังไม่ทราบ ผลดีประการหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือเกิด บารมี บารมีคือประสบการณ์ แปลว่าเราได้ต่อสู้แล้วเกิดความรู้เกิดความเข้าใจอีกระดับหนึ่งแล้ว ได้รู้รส เปรี้ยวหวานมันเค็ม บารมีใครไม่เคยอย่างนี้ท่านว่าอันตราย ที่ว่าบารมีไม่มีฤทธิ์ก็คือบารมีที่ไม่เคยเอามาประลอง กับมาร เป็นบารมีที่ไม่ผ่านการทดลองจะเชื่อได้อย่างไร ดังนั้นใครที่ไม่เคยประลองกับมารใครจะว่าอย่างไร ข้าพเจ้าไม่ค้าน แต่ในทัศนะของข้าพเจ้าแล้ว ท่านที่ไม่เคยปราบมารย่อมแปลว่าหมดแล้วซึ่งฤทธิ์เดช เพราะใคร ๆ ก็มีบารมี , ใครก็บวชได้เรียนได้ , ใคร ๆ ก็สร้างวัดสร้างวาได้ , ใคร ๆ ก็ศึกษาเล่าเรียนได้ , ใคร ๆ ก็เล่าท่องได้ , ใคร ๆ ก็สอบได้ เป็นเรื่องธรรมดาเหลือเกิน แต่การที่เราลงมือสู้รบตบมือกับมารอย่างแท้ นี่แหละคือของจริง เป็นบารมีตัวจริง อย่างน้อยมารมันยังเกรงเราบ้างว่าคนนี้เขามีฝีมือพอตัวเขา หากเราไม่ปราบมารเราอุตสาห์สร้าง บารมีมาแทบล้มแทบตาย มาถึงขั้นที่เราได้มาตรัสรู้เขาก็ยังมาข่มเราได้เขายังมาแกล้งเราได้ และเขาก็ชนะเราได้ ตลอด ไม่มีใครสู้เขาได้เลยข้าพเจ้าก็เพิ่งได้รู้ในการทําวิชาปราบมารคราวนี้ เหตุนี้เองจึงขอพูดฝากไว้ต้องขอ ประทานโทษท่านทั้งหลายด้วย หากท่านคิดอะไรในทางที่ไม่เห็นด้วยกับความเห็นที่ข้าพเจ้ากล่าวนี้ต้องขอโทษ ด้วยประการทั้งปวง แต่ต้องพูดฝากเพราะเราเพิ่งมารู้เพิ่งมาเห็น รู้เห็นอย่างไรก็นํามากล่าวกันอย่างน้อยก็เป็น ข้อคิดในการสร้างบารมีของท่าน คราวนี้มาถึงประเด็นที่ว่าไม่เห็นคนอื่นเขาพูดอย่างเราเลยนี่มันอย่างไรกัน หาก ท่านคิดดังนี้แปลว่าท่านคิดถูก ข้าพเจ้าก็ไม่คิดว่าจะได้มารู้มาเห็นอย่างนี้เหมือนกัน เหตุที่มารู้มาเห็นก็เพราะได้ ทําวิชาปราบมารตามที่ธาตุธรรมท่านร้องขอ คนอื่นเขาไม่เห็นวิชาปราบมารเขาก็ไมรู้จะเอาอะไรมาพูด เพราะยัง ไม่ไปรู้ไม่ไปเห็นขั้นตอนของการเดินวิชา ข้าพเจ้าเป็นคนทําข้าพเจ้าจึงรู้จึงเห็น นี่คือเหตุผลเมื่อไม่ทําวิชาก็ไม่มี ความรู้มากล่าว หากทําวิชาจึงจะมีความรู้มาพูด นี่คือเหตุผลแต่ท่านจะฟังหรือไม่ฟังไม่ใช่เรื่องที่ข้าพเจ้าสนใจ


59

ข้าพเจ้ามีหน้าที่เผยแพร่ข้าพเจ้าก็พูดไปตามที่รู้ที่เห็นเรื่องก็มีเท่านี้ สรุปว่าผลงานประการแรกคือ พระพุทธเจ้า นิพพานกายธรรม ได้บรรยายจบไปแล้วต่อไปขึ้นผลงานอย่างใหม่

ธรรมภาคมารเอาพระพุทธเจ้านิพพานเป็น และจักรพรรดิสําคัญไปกักกันไว้จํานวนมาก เป็นผลงานอย่างใหม่คือธรรมภาคมารเอาพระพุทธเจ้านิพพานเป็นไปกักขังไว้จํานวนมาก และเมื่อคํานวณ ละเอียดเข้าไปพบว่าจักรพรรดิสําคัญถูกธรรมภาคมารเอาตัวไปกักขังไว้อย่างมากมายที่เดียว

นี่คือหัวข้อผลงาน

สรุปแล้วได้แค่นี้ต่อไปเป็นการบรรยายเหตุการณ์ ตามขั้นตอนที่วิชาเดินไปถึงเหตุการณ์อะไรเกิดก่อนเกิดหลังจะ บรรยายไปตามเหตุการณ์ดังนี้ การรบมาถึงจุดหนึ่งพบว่าพระพุทธเจ้านิพพานเป็นถูกมารเอาไปกักกัน กล่าวถึงการเดินวิชาเราคํานวณหา เหตุละเอียดเข้าไปจําได้ว่าตอนนั้นยังไม่เดินวิชาซ้อนกายสับกายแท้ ซ้อนเหมือนกันแต่ว่ายังไม่ถึงขั้นซ้อนแท้นั่น คือเรารวมกายทั้งหมดในธาตุธรรมทั้งนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็น คํานวณเข้าไปในเหตุอดีต , ปัจจุบัน และอนาคตที่มารเขาทําเหตุว่างบไว้เหตุเหล่านี้เป็นเหตุปกครอง ได้เวลามารเขาก็มาปนเป็นในธาตุธรรมของเรา เราเดินวิชาไปถึงจะพบ “ จุดดําเล็ก ” แล้วจุดดําเล็กก็จะหายไป หายไปไหนเราไม่ทราบและตามไม่พบ ความ ว่างคือเหตุละเอียดนั้น หากเป็นเหตุลับต้องใช้วิธีคํานวณเป็นเดือนเป็นปี หากเป็นเหตุเปิดเผยเราคํานวณไม่นาน เราก็พบได้ เหตุที่ว่างนี้มีทั้งเหตุภพน้อยและเหตุภพใหญ่ นิพพาน , ภพ 3 , โลกันต์อยู่ในที่ว่างนั้น กายของมาร อยู่ในนิพพาน , ภพ 3 , โลกกันต์นั้น เมื่อพบกายของเขา เราก็พิสดารกายมนุษย์พิเศษของเราให้มากขึ้น แล้วยิง กายมนุษย์พิเศษนั้นเข้าไปในกายของมารไปจนสุดหยาบสุดละเอียด , แลบ , ลั่น , ย่อย , แยก , ดับ , ละลาย เมื่อ กายมารถูกดับหมด เราก็ไปถึงเหตุต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด ในขั้นตอนที่เราไปถึงเหตุละเอียดเราก็พบพระพุทธเจ้า นิพพานเป็นอยู่ในนั้น เราอาราธนาออกมาเอากายของพระองค์ซ้อนกันเข้า แล้วเดินวิชาซ้อนกายสับกายจนกว่า กายของพระองค์สะอาด แล้วก็ส่งเข้านิพพานเป็นต่อไป เหตุการณ์เป็นอย่างนี้ตลอดมา เราคิดว่าเราถอนถอย


60

พระองค์กลับมาได้หมดแล้วและนานมาแล้ว เอาเข้าจริงยังไม่หมด ยังมาพบในขั้นตอนนี้อีกและต่อไปในภาย หน้าจะพบอีกหรือไม่ยังไม่ทราบ ต้องใช้เวลาค้นคว้าต่อไป มีอะไรอีกจะได้กล่าวกันในตอนนั้น

ลักษณะการเห็นพระพุทธองค์นิพพานเป็นที่ถูกพาตัวไปกักกัน เมื่อการรบไปถึงจุดหนึ่งแต่แรกก็เป็นว่าง แต่ว่างนั้นไม่สะอาดพอเราทําให้สะอาดได้ตามหลักวิชาของการรบ เราเห็นพระพุทธองค์นิพพานเป็นมานั่งรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่เราตกใจทันที นี่อะไรกันที่นี่ไม่ใช่นิพพานของ พระองค์ทําไมพระองค์มาอยู่ที่นี่ ทันใดนั้นเองพระองค์ก็เข้ามาหาเราทั้งหมด เรารีบพิสดารกายมนุษย์ยิงเข้าไป ในกายของพระองค์ทันที ให้กายมนุษย์ของราแลบ , ลั่น , ย่อย , แยก , ดับ , ละลาย ไปจนสุดกายหยาบละเอียด อย่างเร็วพลัน ให้กายของเราดับและละลายเครื่องบังคับกาย , ใจ , จิต , วิญญาณ ทีมารเขาทําได้ พอกายของ พระองค์สะอาดเราก็อาราธนาเข้าสิบเข้าศูนย์ของเรา นํากลับเข้านิพพานเป็นต่อไป พระองค์มาอยู่ที่นี่นานแค่ ไหนแต่ครั้งใดไม่มีใครทราบทั้งนั้น ธาตุธรรมท่านตกใจแต่แรกตกใจต่อ ๆ มาเห็นเป็นเรื่องปกติ เราคิดว่าเรารวม ธาตุธรรมได้ครบแล้ว แต่ยุคหนังสือปราบมารภาค 2 ยังมาพบเหตุการณ์เช่นนี้ในคราวนี้อีก เรื่องที่เราแปลกคือ พบแต่พระพุทธเจ้านิพพานเป็น ไม่พบกายธรรมเลยและไม่พบจักรพรรดิด้วย ตรงนี้แหละที่เราถามต้นนิพพาน เป็นตามที่บรรยายมาแล้ว พระองค์ทรงขอบคุณเราทุกพระองค์ มารมันเอาธาตุธรรมของเราไปซ่อนไว้อย่างนี้ เราตกใจมากถามพระองค์ว่าทําไมพระองค์ไม่เดินวิชากลับมานิพพานของเราทรงตอบว่า สถานที่ไปอยู่นั้นเปรียบ เหมือนเป็นลวดหนาม ใจ , จิต , วิญญาณของเรามารเขาทําเครื่องบังคับจึงทําวิชาอะไรไม่ได้ เราก็มาคิดว่าเวลาเรา ทําสถานที่กักกันเราทําเป็นลวดหนามใครอยู่ในแวดวงลวดหนามไปไหนมาไหนไม่ได้ ทําไมไม่เอามีดมาตัดลวด หนาม ไม่มีเครื่องมือใด ๆ ทั้งสิ้นมีแต่มือเปล่า ๆ ย่อมทําอะไรไม่ได้ พูดถึงบารมีข้าพเจ้าได้มากบารมีอย่างนี้เรา จะไปสร้างที่ไหนไม่ใช่สร้างวัด , ไม่ใช่บวชพระ , ไม่ใช่ทอดกฐิน ข้าพเจ้าพูดเสมอขอให้คนเก่งทั้งหลายมา ช่วยกันปราบมาร หากทําได้ย่อมเกิดประโยชน์หลายสถานถึงใครจะไม่ยกย่องเราก็รู้อยู่แก่ใจของเราว่าเราทํา อะไรได้ แม้ไม่มีอะไรออกมาเป็นรูปธรรมเราก็รู้อยู่แก่ใจว่าอะไรคืออะไร คนอย่างเราคํายกย่องมีความจําเป็น หรือ ที่พูดอย่างนี้ก็คือเชิญชวนให้พวกเราสนใจความรู้วิชาปราบมาร ขอจบฉากพระพุทธเจ้านิพพานเป็นถูก ลักพาตัวเพียงนี้

ทุกครั้งที่มีจักรพรรดิสําคัญเสด็จมาพระพุทธองค์จะต้องเสด็จมาที่บ้านทุกครั้ง กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อต้นปราบเสด็จมาอยู่ทําวิชาปราบมารโดยประจําอยู่ในเรือนของจักรพรรดิตรีภพนั้น ปรากฏว่ามีจักรพรรดิสําคัญเสด็จมาอยู่กับต้นปราบมากขึ้น มาทั้งจากมนุษย์โลก , มาจากทิพย์ , มาจากพรหม , มา


61

จากอรูปพรหม และมาจากนิพพาน เมื่อเสด็จมาแล้วตรีภพท่านจะจัดที่อยู่ให้โดยสร้างนิพพานขึ้นในเรือนของ ท่านตามความรู้ของท่าน ซึ่งความรู้นี้ได้เค้าเรื่องมาจากครั้งหยกชมพูมาอยู่แล้ว คราวที่หยกชมพูเสด็จมานั้น หลวงพ่อท่านลงมาจัดการเองเราตั้งประเด็นว่า “ หลวงพ่อลงมาทําอะไร ” แต่แรกเข้าใจว่าหลวงพ่อลงมารับทราบ เหตุการณ์เราคิดอย่างนั้น เอาเข้าจริงหลวงพ่อไม่ใช่มารับทราบเหตุการณ์อย่างเดียวเสียแล้ว หลวงพ่อมาเดินวิชา สร้างนิพพานขึ้นในเรือนของตรีภพแล้วอาราธนาหยกชมพูเข้าอยู่ เราก็จําความรู้ไว้ความรู้ในการทํานิพพานก็คือ ตั้งเครื่องในเรือนขึ้น ทําไปให้ละเอียดคราวนี้จะอยู่กันเท่าไรก็ได้ คราวต่อ ๆ มาตรีภพท่านก็ทําวิชาของท่านเอง แม้นับจํานวนอสงไขยองค์ ก็อยู่ได้อย่างสบาย เท่าไร ๆ ก็อยู่ได้ไม่มีการจํากัดจํานวน เราทราบได้อย่างไรเมื่อมี จักรพรรดิสําคัญเสด็จมา เราทราบหลายขั้นตอน ประการแรกหากเรานิโรธอยู่ตรีภพท่านจะบอกเราทราบตอน นั้น แล้วเราก็ดูเหตุการณ์ว่าใครไปใครมามาทําอะไรกัน พูดกันว่าอย่างไร หากฟังไม่รู้เรื่องเราถามตรีภพ ตรีภพ ท่านจะบอกและเราจะทราบพอสมควรแม้ไม่ละเอียดนักก็ว่าพอจะทราบความ อีกกรณีหนึ่งเมื่อเวลา 2 ทุ่ม ข้าพเจ้าจะถวายดอกไม้เป็นปกติ บูชาในนิพพานเสร็จแล้วก็มาถวายจักรพรรดิที่บ้าน พอถวายดอกไม้เสร็จต้น ปราบท่านจะบอกว่าวันนี้มีจักรพรรดิสําคัญเสด็จมาที่องค์เฉพาะองค์ที่มีฐานะเป็น “ ต้น ” จะต้องเข้าธรรมกายเข้า นิพพานประชุมธาตุธรรมทั้งหมดทั้งนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็น อาราธนาจักรพรรดิสําคัญขึ้นไปปรากฏ กายในนิพพาน ธาตุธรรมท่านจะตรวจบารมีทันทีองค์ไหนมีบารมีเท่าไรเด่นด้วยบารมีใด จากนั้นธาตุธรรมก็ ถวายนามลําดับไปทีละองค์จนกว่าจะครบองค์ในคราวนั้น หน้าที่ของเราก็คือต้องรีบจําและจดพระนามของท่าน ไว้เป็นรุ่น ๆ ทําเฉพาะหัวหน้าทีมหัวหน้าชุดเท่านั้น เหตุการณ์เช่นนี้มีมาแต่ปีพ.ศ. 2536 แล้วและติดต่อมาเรื่อย ๆ โดยเหตุการณ์ต่างกันจะเล่าให้ฟังตามที่บันทึกเป็นคราว ๆ ไป ก่อนที่จะถึงขั้นตอนการถวายนาม พระพุทธองค์ ท่านเสด็จมาที่บ้านเนืองแน่น เสด็จแล้วก็มาถึงอรูปพรหมเขามากันต่อมาจึงถึงพรหมและถึงทิพย์จักรพรรดิ กายสิทธิ์ก็มาด้วย แต่แรกเราตกใจในเหตุการณ์ต่อมาเห็นเป็นเรื่องปกติ ประเด็นที่ว่าพระพุทธองค์เสด็จมาทําไม แต่แรกเราไม่ทราบครั้นดู ๆ ไปแล้วจึงได้ทราบขึ้นบ้างแต่ก็ไม่รู้รายละเอียด เคยมีวันหนึ่งเราเดินวิชาได้ดีเกิด ความบันเทิงใจเรานิโรธเรื่อยไป คราวหนึ่งไปหาหลวงพ่อ ๆ บอกว่า “ เดี๋ยวค่อยพูดกันไปบ้านศึกษา ฯ ก่อน ” เราไปหาต้นนิพพานเป็น พบพระองค์ ๆ บอกว่า “ เดี๋ยวไปบ้านศึกษา ฯ ก่อน ” เรามาหาพระสมณโคดมพระองค์ ทรงรับสั่งถามว่า “ ต้นใหญ่มาบ้านศึกษา ฯ หรือเดี๋ยวไปบ้านศึกษา ฯ ก่อน” จากนั้นเราก็ฟังเหตุการณ์ว่าธาตุธรรม ท่านมาบ้านเราด้วยธุระอะไรด้วยเรื่องสําคัญอะไรเราพยายามฟังได้ความว่า มาหาต้นใหญ่เพื่อมาต้อนรับ จักรพรรดิใหม่ เพราะทราบว่าจักรพรรดิมาช่วยปราบมาร เนื้อหาสาระที่คุยกันเราไม่ทราบแต่ก็เดาว่ามาจากไหน ไหจากไหนต่อไปนี้จะทําอะไรกัน นี่เป็นเหตุการณ์เบื้องต้นครั้นถึงวันที่อาราธนาจักรพรรดิใหม่เข้านิพพาน เพื่อ


62

ธาตุธรรมตรวจบารมีและถวายพระนามนั่นเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง การถวายนามนั้นกระทําโดยนิพพานทั้งปวงเข้า นิโรธกันหมดแล้วตรวจบารมีเสร็จแล้วก็ถวายนามปกติจะเป็นอย่างนี้ เมื่อถวายนามเสร็จเป็นประเพณีที่ข้าพเจ้า ปฏิบัติอยู่ก็คือชวนพระองค์ไปเยี่ยมต้นใหญ่ ออกจากต้นใหญ่ก็ไปที่ต้นนิพพานเป็น ออกจากนิพพานเป็นก็มาหา เจ้าของศาสนาคือพระสมณโคดม เสร็จจากนั้นมาหาหลวงพ่อ พูดคุยกันแล้วจึงกลับไปหาต้นปราบ เมื่อมาถึงต้น ปราบแล้วเราจึงถอนนิโรธถือว่าเสร็จภารกิจประจําวัน

ข้อสังเกตในการตรวจบารมีจักรพรรดิ เดินวิชาซ้อนกายสับกายโดยรวมนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็นเข้าด้วยกัน เสร็จแล้วนิโรธหยุดนิ่งลงไปที่ ดวงธรรมของจักรพรรดิทีละองค์ ดูดวงบารมีของพระองค์คํานวณบารมีออกมาว่ายิ่งด้วยบารมีใด เสร็จแล้วธาตุ ธรรมท่านก็ประกาศบอกว่าบารมีเท่าไรมีฐานะอะไร และถวายนามว่าอะไรก็ประกาศออกมา ข้อที่น่าสังเกตก็คือ ธาตุธรรมท่านบอกเราว่าองค์นี้เป็นคู่บารมีสร้างบารมีคู่กันมากับศึกษา ฯ แต่ครั้งใด ท่านเป็นนักรบเก่ามีบารมีเด่น หลายอย่าง ชื่ออย่างนี้ก็ได้ชื่ออย่างนั้นก็ได้ ศึกษา ฯ จะเลือกชื่อใดธาตุธรรมท่านถาม เราชอบชื่อใดเราก็ตอบชื่อ นั้น เมื่อเสร็จองค์หนึ่งขึ้นองค์ใหม่จนกว่าจะครบ บางองค์ธาตุธรรมถามว่าไปพลาดท่ามารเขาอย่างไรทราบมา ก่อนไหมว่าจะกลับมาพบนายอีก ( หมายถึงข้าพเจ้า ) ดีใจไหมที่ได้กลับมาพบนายอีก เมื่อมาพบนายเขาแล้วจะ ไปอีกไหม เราได้ยินได้ฟังเรื่องแปลก ๆ ซึ่งเราไม่ทราบมาก่อน องค์ไหนที่ถูกถามกระจุกกระจิกแปลว่ามี ความสัมพันธ์กับข้าพเจ้ามานานแสนนาน บรรยากาศอย่างนี้เห็นว่าสนุกในตอนแรกแต่พอนานไปไม่สนุกเสีย แล้ว เป็นเองปกติธรรมดา

ข้อสังเกตหลังจากตรวจบารมีเสร็จแล้วถวายนามแล้ว ต้องมาพบธาตุธรรมสําคัญ คําว่าธาตุธรรมสําคัญหมายถึงต้นใหญ่ , ต้นนิพพานเป็น, กายธรรมหลวงพ่อ และ พระสมณโคดม ซึ่งเป็น เจ้าของศาสนา เหตุใดเมื่อทําพิธีถวายนามหลังจากตรวจบารมีแล้วต้องมาพบธาตุธรรมสําคัญอีกรอบหนึ่ง ไม่ว่า เราจะไปไหนจักรพรรดิท่านก็ไปกับเราไปไหนไปกันว่าอย่างนั้นก็แล้วกัน ไม่ทราบตัวเองเหมือนกันว่าทําไมเรา ต้องทําอย่างนั้นนึกขึ้นมาได้เอง แล้วเราก็ทําตามที่เราเห็นชอบ เมื่อมาพบต้นใหญ่จักรพรรดิท่านถามต้นใหญ่ อย่างไม่เกรงใจก็มี เรื่องที่พูดกันส่วนมากก็เรื่องของข้าพเจ้า พระองค์ส่งนายไปหรือพระองค์ให้นายปราบมาร นั้น พระองค์มีส่วนรับผิดชอบอะไรบ้าง อย่างนี้เราก็เคยได้ยิน ต้นใหญ่ท่านก็ตอบไปตามที่ถาม มาที่ต้น นิพพานเป็นบางพระองค์พูดไม่เกรงใจ พระองค์ขึ้นลงกับนายหรือ , พระองค์ช่วยอะไรนายบ้าง เราเคยได้ยินและ ได้ยินแปลก ๆ แปลว่าจักรพรรดิท่านรู้เรื่องของเราตลอด แต่เราเองยังไม่รู้เรื่องเลย ในส่วนที่เกี่ยวกับหลวงพ่อนั้น


63

เคยได้ยินจักรพรรดิท่านพูดเหมือนกัน หลวงพ่อท่านก็ว่าศึกษา ฯ เป็นศิษย์ใช้กันได้วานกันได้ให้ปราบแทนได้ เกี่ยวกับพระสมณโคดมจักรพรรดิท่านไม่ค่อยกล่าวอะไรจึงไม่มีเรื่องเขียน เพราะงานปราบมารมาอยู่ในศาสนา พระองค์ พระสมณโคดมท่านฝากศาสนาของท่านให้ช่วยดูแลด้วย รุ่นหลัง ๆ ไม่ค่อยพูดอย่างนั้น พอมาถึงต้น ใหญ่ ๆ ท่านขนานนามรุ่นก็มี ส่วนต้นนิพพานเป็นและหลวงพ่อได้แต่โอภาปราศรัยธรรมดา ทําให้นึกถึงเรื่องที่ อุบาสิกาถนอม อาสไวย์ท่านเล่าขึ้นได้เรื่องก็มีอยู่ว่า วันหนึ่งหลวงพ่อท่านถามคุณฉลวย สมบัติสุข และถาม อุบาสิกาถนอม อาสไวย์ว่า “ พระพุทธเจ้ากับจักรพรรดิใครสําคัญกว่ากัน ” นี่คือคําถามคุณฉลวยตอบว่า พระพุทธเจ้า ส่วนอุบาสิกาถนอมตอบว่าจักรพรรดิ แม่ชีถนอมเล่าต่อว่าหลวงพ่อเราตายไปนานแล้ว จนบัดนี้ยัง ไม่มีการเฉลยคําตอบ ข้าพเจ้าทราบคําตอบแล้ว นึกสนุกขึ้นมาวันใดจะเขียนวันนั้นก็แล้วกัน สรุปข้อสังเกตใน ขั้นตอนนั้นเราจะทราบว่าจักรพรรดิท่านรู้เรื่องของเรามาแต่อดีต ทรงห่วงใยเราถึงกับพูดกับธาตุธรรมอย่างนั้น ทรงรู้เห็นเรื่องเรามาทุกชาติแต่เราไม่รู้ เราเอาแต่ทําวิชาตามที่ธาตุธรรมท่านมอบหมาย เราคิดแต่ว่าเราเป็นศิษย์ หลวงพ่อเกรงใจหลวงพ่อ หลวงพ่อให้เราปราบมารเราก็ปราบมารผลดีผลเสียมีอย่างไรเราไม่คิด เราคิดแต่จะให้ มารดับให้หมดสถานเดียว ในประเด็นที่ว่าเราจะมีกินมีใช้หรือไม่เราไม่คิด แต่จักรพรรดิท่านคิดท่านพูดแทนเรา ตามที่กล่าวมานี้เท่าที่เล่ามานี้เป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น หากท่านอยากทราบตลอดเรื่องต้องไปอ่าน บันทึกทําวิชาประจําวัน ขอเข้าเรื่องผลงานลําดับต่อมาคือเรื่องจักรพรรดิสําคัญถูกมารลักพาตัวไปโดยไม่มีใครรู้ ไม่มีใครทราบดังเรื่องราวต่อไปนี้

จักรพรรดิภาคปราบสําคัญถูกมารเอาไปกักกันไว้หมด กล่าวถึงการรบเมือ่ มาถึงจุดหนึง่ หลังจากทีเ่ ดินวิชาไปพบพระพุทธเจ้านิพพานเป็น ทีม่ ารเอาไปหลบซ่อน ที่มารเอาไปกักกันไว้ในเหตุการณ์ต่าง ๆ การรบดําเนินมาถึงขึ้นตอนนี้คิดว่าอาราธนากลับนิพพานไปได้หมดแล้ว เพราะการเดินวิชาละเอียดขึ้น พบพระพุทธเจ้านิพพานเป็นที่ใดเราก็อาราธนากลับได้หมด และเราก็ดีใจต่อไปว่า หมดธรรมภาคมารเพียงนี้ภาระหน้าที่ของเราเสร็จสิ้นแล้วเราคิดอย่างนั้น คืนวันหนึ่งจําได้ว่าเราได้พูดไว้ใน นิพพานว่าจักรพรรดิอยู่ที่ใดขอให้อยู่ที่นั้นอย่าเคลื่อนย้ายจะได้ทราบว่าใครอยู่และใครหายไป พูดแล้วก็ลืมไม่ นํามาคิดอีกและลืมไปเลย การทําวิชาในระยะนั้นคํานวณได้ง่ายวิชาไปเร็วโล่งไปหมด ธาตุธรรมท่านดีพระทัย ด้วยว่ามารหมดเสียที เพราะรบกันมานานแล้วดีใจกันทั้งนั้น แต่ดีใจกันไม่นานเมื่อคํานวณละเอียดหนักเข้าไป ไปพบพระพุทธเจ้าจักรพรรดิภาคปราบ ถูกมารเอาตัวไปกักกันไว้ในเหตุละเอียดนั้น แต่แรกพบน้อยต่อมาพบ มากขึ้น พอเรื่องแจ้งขึ้นมาธาตุธรรมตกพระทัยกันหมด นี่มันอะไรกัน แล้วความดีใจก็มีแค่นั้นแต่จากนั้นไปมี แต่ความหนักใจและหนักใจพูดอะไรไม่ออกกันทั้งนั้น จําได้ว่าในรุ่นแรก ๆ เคยทูลถามต้นนิพพานเป็นถาม


64

พระองค์ว่าทรงรู้เห็นหรือไม่ทรงตอบว่าไม่รู้ไม่เห็นและก็ถามไปหมดก็ไม่ทรงรู้เห็น เราหนักใจเป็นทวีคูณว่าเรา จะทําอย่างไรต่อไปเกินรู้เกินญาณทัสสนะที่พระองค์จะทรงรู้ทรงเห็นแล้ว เกินกําลังพระองค์แล้ว หากพระองค์ ทรงรู้เห็นก็จะบอกแก่เราได้ กรณีอย่างนี้เราจะทําอย่างไรต่อไป นี่คือความคิดของเราหากไม่รบต่อมารมันจะได้ ใจ ว่าเราไม่มีน้ํายาเพียงแค่นี้เราก็ไม่มีปัญหาไปตามให้พบตัวตนของมัน นี่คือความคิดของเราหากเราจะรบต่อเรา จะทําวิชาอะไร มาถึงขั้นตอนนี้ลองเดินวิชาซ้อนสับทับทวีคือนิพพานถอดกายมีเท่าไร เอามารวมกับนิพพานเป็น ทั้งหมด ทําให้เป็นกายเดียวกันทั้งหมดซ้อน, เห็น , จํา , คิด , รู้ , นิโรธ , สมาบัติ , ตรัสรู้ , คํานวณ , ต่อเห็น , จํา, คิด , รู้ , นิโรธ , สมาบัติ , ตรัสรู้ , คํานวณ แล้วกลั่นคือ กลั่นเห็น , จํา , คิด , รู้ , นิโรธ , สมาบัติ , ตรัสรู้ , คํานวณ เสร็จแล้วต่อแว่นต่อกล้องส่องญาณทัสสนะไปในเหตุเกินรู้เกินญาณทัสสนะ คํานวณไปให้เลยคํานวณของมารที่ มารเขาคํานวณไปแล้ว กําลังคํานวณอยู่และที่จะคํานวณต่อไป ไปถึงเหตุอันใดเราก็แลบ, ลั่น , ย่อย , แยกเข้าไป ในเหตุนั้นเมื่อเหตุเล่านั้นถูกกําจัด พอเกิดความใสขึ้นบ้างเพียงเท่านั้นเองเราก็พบพระพุทธเจ้าจักรพรรดิภาค ปราบ ที่มารลักตัวพามากักกันไว้ตรงนี้จํานวนมาก พบแล้วพบอีกไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร พอพระองค์เห็นเราจะเข้า มาหาเราทั้งหมด เราต้องรีบรวมกายของพระองค์ทั้งหมดนํามาทําให้ใสใหม่แล้วอาราธนากลับนิพพาน แปลก มากแปลกแท้ทีเดียวพระองค์ไม่อยู่นิพพาน แต่กลับมาอยู่กับ “ ตรีภพ ”ทั้งหมดเราตกใจเหตุใดพระองค์ไม่อยู่ใน นิพพาน ก็อาราธนาพระองค์มาอยู่ในนิพพาน นี่มันอย่างไรกันที่เป็นพระพุทธเจ้านิพพานเป็น พระองค์ก็อยู่ใน นิพพานเป็นไม่เห็นพระองค์มาอยู่กับ “ ตรีภพ ” พอถึงรุ่นจักรพรรดิเหตุใดจักรพรรดิไปอยู่บนนิพพานตามที่ อาราธนา ทําไมมาอยู่กับ “ ต้นปราบ ” กันทั้งหมด แต่อยู่ในเรือนของตรีภพ จะลําดับเรื่องราวต่อไป


65

การเดินวิชาสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ําเป็นอย่างไร คณะทีท่ ําวิชาทัง้ หมดจะต้องเดินสมาบัติให้กายใสเสียก่อน เมื่อกายใสดีแล้วเข้านิพพานทันทีจะเข้าได้ละเอียด แค่ไหนหรือหยาบแค่ไหน สุดแต่ความสามารถของแต่ละบุคคล เมื่อเข้านิพพานแล้วไปซ้อนกายธรรมกับพระ พุทธองค์ดับหยาบไปหาละเอียดเรื่อยไปแล้วอาราธนาพระพุทธเจ้าดังนี้ ขออาราธนาพระพุทธเจ้าในอดีต , ใน ปัจจุบัน , ในอนาคต อาราธนาครบสี , ครบสาย , ครบกาย , ครบองศ์ , ครบวงศ์ ของภาคขาวทั้งหมด อาราธนา พระองค์มาเป็นรบ , ตรวจงาน , ทํางาน อาราธนามาเป็นเหตุสุด , เหตุไม่มี , เหตุว่าง , เหตุดับ............ฯลฯ ( เหตุ 19 อย่างตามที่หลวงพ่อท่านสอน ) มาเป็นนิโรธ , สมาบัติ , ตรัสรู้ , คํานวณ มาเป็นแลบ , ลั่น , ย่อย , แยก , ระเบิด , ผ่า , ดับ , ละลาย มาเป็นส่ง , เสริม , เติม , ต่อ , รอ , ตัด , ปัด , ปิด , ดึง , ดูด , ย่อย , แยก , แตก , ปะทะ , ขวาง , กัน , ใย , ยนต์ , อายตนะ , วิทยุ มาเป็นแว่น , กล้อง , ญาณทัสสนะ ( เอามาเป็นอะไรบ้างดูให้ครบคือให้มา ทําหน้าที่อะไรนั่นเอง ) จากนั้นก็หยุดนิ่งบนนิพพานนั้น แล้วต่อแว่น , ต่อกล้อง , ส่องญาณทัสสนะพบกายธรรม ภาคมารที่ใดพบธรรมภาคกลางที่ใดก็ย่อย , แยก , ดับ , ละลาย กันไปบนนิพาน , ภพ 3 , โลกันต์ของมารที่ใดก็ กําจัดกันไป การกําจัดนั้นท่านให้เดินวิชาไปให้สุดเหตุ 19 เสมอไปจนกว่าทุกจุดจะขาวสว่างใส นี่คือวิธีที่หลวง พ่อท่านสอน ใคร ๆ ก็ทําอย่างนี้ตามที่กล่าวเป็นแบบย่อเพื่อให้เข้าใจว่าวิชาในยุคนั้นท่านเดินวิชากันอย่างไร รายละเอียดทั้งปวงขอให้ท่านติดตามค้นหาเอง

การเดินวิชาปราบมารภาคปฏิบัติจริง ตามที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนั้นเราพอจะทราบอะไรมาพอสมควรแล้วจากนี้ไปเป็นขั้นตอนการทําวิชารบจริง ทบทวนความรู้ดีแล้วลงมือทําวิชาทันที การรบในปกครองใหญ่คือการรบในนิพพาน เป้าหมายคือต้องไปให้สุด นิพพาน ข้อมูลที่ควรทราบก็คือยังไม่มีใครไปสุดหากเดินวิชาไม่สุดแสดงว่าการรบในปกครองใหญ่ไม่แล้วเสร็จ


66

ไม่ว่าจะนานแค่ไหนกี่ชาติกี่ภพก็แล้วแต่ วิธีทําให้ไปได้สุดคือรบไปด้วยคํานวณไปด้วยยังไม่ต้องการเหตุผล หากจะเอาเหตุผลเอาความชัดเจนอีกเท่าไรปีก็ไม่สุด ทําวิชาวันแรกวันที่ 13 กรกฎาคม 2527( เป็นวันเข้าพรรษา ไม่ทราบเหตุผลว่าทําไมจะต้องเป็นวันเข้าพรรษาด้วย )การรบในปกครองใหญ่เสร็จเมื่อวันที่17ตุลาคม 2527 การ รบในปกครองย่อยคือรบในภพ 3 ได้แก่ การรบในมนุษยโลกวันแรกคือวันที่ 17 ตุลาคม 2529 เป็นต้นมาคือเสร็จ จากการปกครองใหญ่ก็ลงมาในปกครองย่อยทันที ในวันที่ 17 ตุลาคม 2529 นั้นเองการรบในปกครองย่อยตั้งแต่ บัดนั้นจนถึงวันนี้ยังไม่เสร็จสิ้น พระพุทธองค์ถอยธาตุถอยธรรมทํางานรบในมนุษยโลกตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2529 แรก ๆ พระพุทธองค์ทรงลงมา ส่วนพระอรหันต์คงอยู่บนพระนิพพานขณะนี้ไม่อย่างนั้นทรงขึ้นลงเฉพาะ ทําการรบเท่านั้น ตลอดเวลาที่ทําวิชารบเราจะมีงานเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่เป็นงานทางทําวิชาธรรมกายคนอื่นเขาไม่รู้ รู้ก็แต่พวกเราที่เป็นวิชาเชี่ยว ๆ เท่านั้น เป็นวิชาอ่อน ๆ ก็ยังทําอะไรไมได้ ผู้เขียนเห็นว่างานพัฒนาทางวิชา ธรรมกายมีมากมายเหลือเกิน จะเล่าให้ฟังได้บ้างแต่เป็นส่วนน้อยจะกล่าวโดยละเอียดยังไมได้

เปรียบเทียบการรบระหว่างการรบในปกครองใหญ่กับปกครองย่อย การรบในปกครองใหญ่ถูกระเบิดรุนแรงปืนใหญ่ทีว่ า่ ดังนั้น ความดังเบากว่าการระเบิดของมารกว่าจะ ชนะมาได้แต่ละครั้งใจเกือบหยุดเต้นทุกครั้ง ใจเราทําท่าว่าจะขาดทุกทีไปอารมณ์หงุดหงิดไม่พอใจไปหมดอะไร ขวางหน้าไม่ได้ระหว่างที่ใจจวนจะขาดนั้นคิดถึงลูกเมียถ้าเราตายไปแล้วใครจะดูแล นึกอย่างนี้ทุกครั้งไป มาร เขามาทุกทิศทางมืดไปหมด ไม่รู้ว่ามาจากไหนมาช่วยกันระเบิดจะให้ผมตายเคราะห์ดีที่ชนะมาได้ เมื่อชนะแล้ว อารมณ์แจ่มใสทันทีไม่โกรธใครทีเดียว การค้นหามารบนนิพพานทําได้ง่ายกว่าในภพ 3 เพราะบนนิพพานสว่าง ใส จุดดําอยู่ที่ไหนเราพอจะมองเห็น มารซ่อนตัวได้ยาก เพราะได้เปรียบประเด็นนี้ผมชมเชยเขาเหมือนกันเมื่อ ถึงที่คับขันคือธาตุสุดท้ายธรรมสุดท้ายของเขา เขาจะออกมารบกับเราตัวต่อตัวใครมีวิชาดีหรือไม่ดีรู้กันตรงนี้ ต้นของเขานั้นกว่าเราจะดับได้เล่นเอาเราเหนื่อยทุกธาตุทุกธรรมทีเดียว ชมว่าเขาเก่ง เขาไม่เก่งปานนี้เขาจะ ปกครองธาตุธรรมของเราได้อย่างไร ขอพูดอีกนิดหนึ่งว่าระหว่างประจัญบานนั้นเราจะไม่ไหวท่าเดียว พะอืดพะอมในใจพูดไม่ถูกเขาดับเราเต็มที่เราทําท่าจะแพ้ ถ้าเราแพ้เราอาจตายเดี๋ยวนั้น ถามว่าท่านจะให้ใครมา ช่วยอย่าได้หลงเชื่อว่าใครจะช่วยได้ ตัวเราเองต่างหากที่ช่วยตัวเราเองได้ พึงอดทนและยอมตายเอาเข้าจริงเราก็ ไม่ตาย แต่ว่าต้องเดินวิชา ใจสู้อย่างเดียวไม่ได้ การรบในปกครองย่อยแรก ๆ รบสบายมีเท่าไรเราดับได้หมด ไม่ มีถึงขนาดว่าหัวใจหยุดเต้น เป็นการรบสบาย ๆ คล่องตัวกว่าการรบในนิพพานมากมาย แต่ว่าช่วงหลัง ๆ นี้รบ ยากขึ้นแล้ว คํานวณเท่าไรไม่หมดเพราะมารเขามีที่หลบมากเหลือเกิน ในโลกเรานี้สกปรกอยู่แล้วค้นหายากนัก ขอบข่ายมันครอบจักรวาล ได้รบหนัก 68 ครั้งแต่มารก็ยังไม่หมด รบในนิพพานมีการประจัญบานหนักเพียงไม่


67

เกิน 42 ครั้งเท่านั้น ที่กล่าวมานี้ก็ยังเชื่อไม่ได้เพราะมารในปกครองใหญ่หนีมาอยู่ในปกครองย่อย เรื่องราวจะ อย่างไรต่อไปยากต่อการเดาจริง ๆ

มีความคิดเห็นอย่างไรต่อการที่พระพุทธองค์และจักรพรรดิของเรากลับมาได้ ? ทันใดทีผ่ ู้ใหญ่ในธาตุในธรรมคือผู้ปกครองใหญ่ในนิพพาน ....สรุปผลงานคือ. ต้นใหญ่และต้นนิพพาน เป็นทรงยืนยันว่าพระพุทธเจ้าของเราที่มารลักพาตัวไปและจักรพรรดิสําคัญกลับมาได้หมดแล้ว ข้าพเจ้าดีใจ ถึงกับกินข้าวไม่ลงปลื้มใจไม่มีอะไรเทียบเหตุผลที่ดีใจก็คือ การเป็นพระพุทธเจ้าของแต่ละพระองค์ไม่ง่ายเลย สร้างบารมีกันมานับภพนับชาติไม่ถ้วน สุดท้ายจะต้องควักนัยน์ตาให้เป็นทานต้องยกลูกเมียให้เป็นทานต้องให้ เขาได้ทุกอย่าง มิฉะนั้นก็เป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ แบบธรรมเนียมการสร้างบารมีของธรรมภาคขาวเป็นอย่างนี้ ในส่วนของจักรพรรดินั้นก็ต้องอํานวยความสะดวกบริบูรณ์แก่โลกและแก่โพธิสัตว์เรื่อยไปนับชาตินับภพไม่ ถ้วนเช่นกัน ชาวโลกที่ถูกศีลธรรมท่านช่วย โพธิสัตว์ที่ถูกศีลถูกธรรมท่านช่วย ๆ สารพัดเรื่อง สร้างบารมี มากกว่าพระพุทธเจ้า บารมีไม่มากกว่าพระพุทธเจ้าก็ดูแลพระพุทธเจ้าไม่ได้ เข้าเกณฑ์นี้จึงจะเป็นจักรพรรดิได้ บัดนี้พระพุทธองค์มีทุกข์หนัก มารมาข่มเหงรังแกถึงขนาดเอาตัวพระองค์ไปได้ เอาไปกักกันไม่ให้รวมหมู่รวม พวกบ้างก็เอาไปทรมานสารพัดที่มารจะทํากับพระองค์ การที่รบไปพบพระพุทธองค์ในที่ตกยากเช่นนั้น รบกับ มารจนในที่สุดเรารับพระองค์กลับคืนมาได้หมด เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าดีใจมากถือว่าเป็นบุญใหญ่เป็นบารมีใหญ่ พระองค์รับสั่งว่า พระองค์หมดอนาคตแล้วการพ้นทุกข์คราวนี้เหมือนได้เกิดใหม่ คราวนี้ถึงจักรพรรดิท่านไม่ กลับไปนิพพานมาอยู่กับ “ ต้นปราบ ” ทั้งหมดไม่รู้กี่หมื่นกี่พันอสงไขยแล้ว ดวงกายสิทธิ์อันเป็นดวงของ “ ตรีภพ ” มีขนาดโตเท่าไรเหตุใดจักรพรรดิน้อยใหญ่อยู่ได้หมด ข้าพเจ้าก็ไม่มีความรู้แต่ว่าใครจะมีบารมีเท่าไร ? ใครจะใหญ่ใครจะโต ? ใครจะมีความรู้อะไร ? ใครเก่งใครไม่เก่งอะไร ? ใครรู้มากรู้น้อย ? ไม่ใช่ประเด็น เรื่อง สําคัญเรื่องหนึ่งที่ทราบก็คือเดินวิชาให้ตรงกันหมดทําวิชาอะไรก็ทําไป แต่วิชาตรงกันหมดวิชาอะไรก็ตรงกัน หมด วันนี้เดินวิชาหยาบก็หยาบตรงกันหมด วันใดเดินวิชาโลดโผนก็โลดโผนตรงกันหมด นี่คือข้อสังเกตที่ ข้าพเจ้าทราบมีเรื่องเดียวที่ข้าพเจ้าไม่ชอบคือ ข้าพเจ้าต้องทําวิชาทุกวันเว้นไม่ได้เป็นข้อบังคับ เพราะพระองค์ จะต้องอาศัยกายมนุษย์ของข้าพเจ้าเป็นฐานทัพ กายมนุษย์ของข้าพเจ้าเป็นป้อมปราการพอเดินวิชาไปถึงนิพพาน กายธรรมและนิพพานเป็น นิพพานทั้งหมดเอากายมนุษย์ของเราเป็นฐานทัพอีก คราวนี้จะเดินรู้ญาณไปไหนก็ว่า กันไป จึงได้รู้ว่ากายมนุษย์ของเรานี้สําคัญที่สุดไม่ว่ากายใดต้องใช้กายมนุษย์เป็นปราการ ถ้าไม่มีกายมนุษย์ของ เรารอรับ การรบกระทําไม่ได้ทีเดียว กายอื่นเปราะบางกระทบกับมารก็แพ้เขา แต่ช่วยได้ในเรื่องรู้และญาณ การ ละลายมารจะต้องเอากายมนุษย์ไปดับ กายอื่นไม่มั่นคงเท่ากายมนุษย์ การที่เรามาเกิดในโลกวัตถุประสงค์สําคัญ


68

ก็คือให้มีกายมนุษย์ก็เพื่อจะเอากายมนุษย์ไปสู้มารนั่นเอง ขอสรุปว่าการที่พระพุทธองค์และจักรพรรดิกลับมาได้ ข้าพเจ้าดีใจมาก แต่ดีใจได้ไม่นานด้วยใจของเราไปประหวัดถึงคํากล่าวของหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านพูดแก่ ข้าพเจ้า 2 ประโยคข้าพเจ้าจําได้คือ ถ้าศึกษา ฯ ดับมารไม่หมด มีหวังได้กลับมาเที่ยวในโลกมนุษย์อีกหมายความ ว่า ถ้าปราบมารคราวนี้ยังดับมารไม่หมด ธาตุธรรมท่านให้มาเกิดใหม่ให้มาปราบมารนั่นเองศึกษา ฯ ดับมารต้อง ดับให้หมดอย่าให้เหลือเศษ ในส่วนที่เรายังดับไม่หมดนั้น มารจะเอาส่วนนั้นมาปกครองคราวนี้เราจะแก้อะไร ไม่ได้ทีเดียว เราก็มาคิดถึงพระพุทธองค์และจักรพรรดิที่เราไปติดตามกลับมาได้นั้น หากเราดับมารที่ละเอียดได้ ไม่หมดมันจะกลับมาเอาพระพุทธเจ้าและจักรพรรดิของเรากลับไปอีกหรือเปล่า ? ขณะนี้เราก็อายุมากแล้วจะตาย เมื่อไรเราก็ไม่รู้ ขณะนี้เรายังมีกายมนุษย์อยู่เราก็ยังดูแลพระองค์ไว้ได้ยังปกครองพระองค์ได้ หากเราตายไป อนาคตของพระองค์จะเป็นอย่างไร ? เราก็เดาเหตุการณ์ไม่ได้ ไม่ว่านิพพานใดและไม่ว่าจักรพรรดิใดไม่ต้องการ ให้ข้าพเจ้าตายทั้งนั้น ความหวังทั้งปวงอยู่ที่ข้าพเจ้าผู้เดียว ข้าพเจ้าทราบเป็นอันดีปีนี้ข้าพเจ้าดวงดีขึ้น เพราะมี หลายคนเห็นความสําคัญในตัวข้าพเจ้าต่างก็ส่งอาหารบํารุงไปให้บางท่านส่งเงินไปให้บอกว่า “ สิ้นเปลืองเท่าไร ไม่ว่า ขอแต่ให้ลุงการุณย์ บุญมานุช มีชีวิตอยู่คู่โลกเพื่อจะได้ประลองยุทธ์กับมารต่อไป หากลุงการุณย์ บุญมา นุชตายไปพวกผมจะไปอ่านหนังสือปราบมารได้ที่ไหน ? ” เลิกพูดเรื่องความตายกันได้แล้วเพราะเป็นการ กระทบการเทือนพระทัยผู้ใหญ่ในธาตุในธรรมของเรา คิดถึงต้นนิพพานเป็น , คิดถึงต้นใหญ่ , คิดถึงหลวงพ่อจะ เสียพระทัยขนาดไหน , คิดถึงพระพุทธองค์ทั้งปวงทั้งนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็นต้องเสียพระทัยอย่าง ใหญ่หลวง จักรพรรดิทั้งปวงก็ต้องเสียพระทัยไปด้วยกัน เพื่อเป็นการรักษาพระทัยของพระองค์ทั้งหมดข้าพเจ้า ต้องไม่ตาย ข้าพเจ้าไม่เคยปรารภอายุมากให้พระองค์ฟังเลย ไปปรารภว่าเราอายุมากแล้วเท่ากับเอาเข็มไปแทง พระทัยทีเดียว อย่าพูดอย่ากล่าวเป็นอันขาดทีเดียว ในขณะนี้ข้าพเจ้ามีสถานภาพเหมือนนักมวยคนหนึ่ง ตอน เย็นต้องออกไปวิ่งบริหารร่างกายยกน้ําหนัก แล้วกลับบ้านพักผ่อนครู่หนึ่งแล้วก็เดินวิชารบกันมารต่อไป กาย มนุษย์มีสุขภาพดีทําให้พระองค์ดีพระทัยไปด้วย ดังนั้นการที่ท่านทั้งหลายให้การอุปการะแก่ข้าพเจ้าก็คือ ท่าน ได้บารมีปราบมารไปกับข้าพเจ้าด้วย ท่านช่วยข้าพเจ้าก็คือท่านช่วยธาตุธรรม , ท่านช่วยพระพุทธองค์ , ท่านช่วย จักรพรรดิ นั่นเอง ท่านทําวิชาไม่ได้แต่ท่านช่วยอย่างอื่นท่านทําถูกแล้ว การเงินที่ข้าพเจ้าได้ไม่ว่าใครส่งไปพอ ข้าพเจ้าเข้านิพพานมักจะถามข้าพเจ้าว่า “ วันนี้ได้เงินหรือ ? ” ก็ตอบว่าคนนั้นส่งไปให้คนนี้ส่งไปให้ นิพพานใด ถามหมายความว่านิพพานนั้นจัดหาให้ คือ พระองค์จะลงมาเองแล้วเดินสมาบัติแก่ใครแล้วคนนั้นจะนึกถึง ข้าพเจ้าทันทีและก็จะส่งเงินไปให้ นี่คือพระพุทธเจ้าทรงหาเงินให้ข้าพเจ้าใช้นั่นเอง ข้าพเจ้าได้เงินมาแล้วเกิด ความไม่สบายใจอีกเกรงใจเจ้าของเงิน ไปบอกแก่ธาตุธรรมท่านว่าไม่สบายใจที่เขาให้เงินธาตุธรรมท่านกล่าวว่า


69

“ จะเอาอย่างไรกันแน่ ” เวลาไม่มีเงินก็มาขอกับข้า แต่พอใครเขาให้เงินกลับเกิดความไม่สบายใจจะเอาอย่างไร กันแน่ ธาตุธรรมท่านว่าข้าพเจ้าเรื่องนี้บ่อย ๆ นี่ก็เล่าให้ฟังอย่างเปิดใจ วันใดที่ข้าพเจ้าได้เงินพอเราเข้านิพพาน จะเห็นพระพุทธองค์ดีพระทัยผิดปกติ ทรงดีพระทัยว่าข้าพเจ้ามีเงินใช้แล้วจะทําให้งานปราบมารดําเนินไปเป็น ปกตินั่นเอง หากเราเอาใจไปประหวัดกับเรื่องการเงินการทอง เอาใจไปยุ่งกับเรื่องครอบครัวก็จะทําวิชาไม่ได้ วิชาไม่ก้าวหน้า พระพุทธองค์จึงต้องช่วยและจักรพรรดิท่านก็ช่วย แต่การช่วยนั้นทําเท่าที่ได้เท่านั้น เพราะมาร เขาต่อต้านเต็มที่เขาขัดขวางสมบัติเราเต็มที่เขาระเบิดเราเต็มที่ เขาไม่ต้องการให้เรามีกินมีใช้เมื่อเราขาดเสบียง คลังแล้วเราจะแพ้ไปเอง ข้าพเจ้าจะได้อะไรแต่ละอย่างดูมันยากไปหมด ไม่เหมือนคนอื่นที่เขารวยเช้ารวยเย็น หน้าที่ของเราก็คืออดทนเข้าไว้ ทนอดเข้าไว้ต้องคิดว่าเอกราชของธาตุธรรมอยู่เหนือสิ่งอื่นใด อย่าหลงเงินอย่า หลงชื่อเสียงอย่างหลงคํายกยอ นี่คือวิถีชีวิตของคนปราบมารตามที่กล่าวนี้เรียกว่าเปิดใจกันแล้ว หากเราไม่สละ ชีวิตอย่างนี้แล้วใครเล่าที่จะสละ การที่ธาตุธรรมเจาะจงเอาเราไปปราบมารนั้น ทรงพิจารณากันหมดธาตุหมด ธรรมแล้วไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว แม้เราปฏิเสธก็ไม่รับฟัง บัดนี้งานปราบมารมาถึงปีที่ 16 เราหวนกลับไปดูผลงาน ที่เรารบ ที่เรารบมานั้นได้งานอะไรบ้าง เหตุการณ์ที่ผ่านมา 16 ปีนั้นรสชาติแห่งการรบกับมารมีเปรี้ยวหวานมัน เค็มไหม ? เราก็พบมาแล้วทั้งนั้น แล้วใครเล่าที่จะทนให้มารระเบิดอย่างที่เราอดทนมา ธาตุธรรมท่านตัดสินใจถู แล้วที่มอบหมายความวางใจแก่เรา พวกเราสู้ไม่ถอยยิ่งยากยิ่งชอบยิ่งลําบากยิ่งเดินหน้า จะมานิ่งดูดายให้มารมัน มารังแกธาตุธรรมภาคขาวของเราเป็นเรื่องที่ข้าพเจ้ายอมไม่ได้ เพราะเราเดินวิชามาแล้วเราได้รู้ได้เห็นแล้วว่ามาร เขาปกครองธาตุธรรมของเราทั้งหมด เราไม่รู้ไม่เห็นก็ไม่เป็นไรแต่เรารู้เห็นเราจะปฏิเสธการรู้เห็นของเราไม่ได้ เมื่อความจริงประจักษ์ชัดแก่สายตาเราเช่นนี้ มารก็ต้องมาประลองยุทธ์กับลุงการุณย์ บุญมานุช อย่างแน่นอน มารไม่มาต่อรองอะไรกับข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าไม่ใช่หลวงพ่อวัดปากน้ําเราคือการุณย์ บุญมานุช จะประลอง ยุทธ์กับท่าน กองทัพของธรรมภาคมารมีเท่าไรโปรดเตรียมตัวต้อนรับให้จงดี ข้าพเจ้าไม่ผิดศีลผิดธรรมข้าพเจ้า ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ปกครองทั้งหมด ข้าพเจ้าต้องรับผิดชอบธาตุธรรมของข้าพเจ้าทั้งหมด ใครล่วงล้ํา อํานาจปกครองของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะดับท่านทั้งหมด ข้าพเจ้าจะตรวจราชการของข้าพเจ้า หากข้าพเจ้าพบมาร ที่ใดถือว่าล่วงล้ําอํานาจอธิปไตยของข้าพเจ้าทั้งหมด

อันดับแรกต้องไปสุดนิพพานเพื่อดูขอบข่ายอํานาจปกครองว่ามีแค่ไหน ? ไม่ไปให้สุดนิพพานแล้วจะทราบได้อย่างไรว่าเรามีอํานาจปกครองแค่ไหน ความรับผิดเรามีแค่ไหนไปดูให้ ทั่ว มีอะไรอยู่ที่ไหนอย่างไร เป็นอํานาจปกครองของเราทั้งนั้น ธาตุธรรมท่านมอบหมายแล้วหมดความ รับผิดชอบจากพระองค์แล้วเราจะต้องรับผิดชอบแทนพระองค์ต่อไป เราไปตอแยอะไรกับพระองค์ไม่ได้อีกแล้ว


70

แต่การไปสุดนิพพานกายธรรมและการไปสุดนิพพานเป็นนั้นแค่นี้เราก็เอามือก่ายหน้าผากแล้วจนปัญญาแล้ว ไม่ รู้จะทําอย่างไรจึงจะไปสุด ล่วงไปแล้วไม่รู้กี่หมื่นกัปกัลป์ชาติ เรียนกันมาแล้วไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนชาติ ยังไม่มีใคร ไปสุดนิพพานทั้งนั้น แต่เป็นหน้าที่ของเราจะต้องไปให้สุด จะเรียนอย่างไรจะเดินวิชาอย่างไรเป็นเรื่องของท่าน ท่านไม่มีหน้าที่โวยวายอะไรทั้งนั้น หากไปไม่สุดก็ไม่เห็นอะไรทั่วต้องไปให้สุดจึงจะเห็นข้อมูลจึงจะเห็นปัญหา งานปราบมารจะไปเริ่มต้นตอนนั้น หาเราเดินวิชาอย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้อีกร้อยชาติก็ไปไม่สุด ต้องคํานวณ เรื่อยไปดับหยาบไปหาละเอียดรบเรื่อยไป เอาละเอียดไปเป็นหยาบเรื่อยดังที่แจ้งไว้ใน “ ปราบมารภาค 1 ” นั้น เพียงแค่นี้เราก็ทราบว่ามารปกครองธาตุธรรมเราหมดแล้วเป็นจุดดําแทรกอยู่ทั่วไป จุดดําเล็กนี้นับอสงไขยไม่ ถ้วนของมารทีเดียวร้ายกาจนัก

เมื่อพระพุทธองค์เสด็จเข้านิพพานแล้ว 500 ปี วิชาธรรมกายเสื่อมสูญ วิชาธรรมกายคือวิชาที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ในวันวิสาขบูชา คือวิชาที่ว่าด้วยการทําใจให้สว่างใส ตามคํา สอนข้อ 3 ที่ว่า สจิตฺตํ ปริโยทปนํ นั้น เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วก็ทรงสอนประชาชนสืบมา ใครปฏิบัติได้ถึง ละสังโยชน์ได้ถือว่าได้มรรคผลนิพพาน วิชานี้เสื่อมสูญไปเมื่อพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานได้ 500 ปี ต่อเมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ํามาเกิดได้ค้นพบวิชาธรรมกายอีกครั้งหนึ่ง วิชาธรรมกายกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่งบัดนี้ วิชาธรรมกายเกิดขึ้นแล้วในบ้านเรา ควรที่เราท่านต้องช่วยกันรักษาไว้อย่าให้เสื่อมสูญไป หากเสื่อมสูญหรือ สลายไปหมายถึงว่ามรรคผลนิพพานล่มสลายไปด้วย หมายความว่ามรรคผลนิพพานหยุดชะงักชั่วคราว ต้องคอย ให้เกิดพระพุทธเจ้าองค์ใหม่มาค้นวิชาธรรมกายกันใหม่ ผู้ที่จะมาค้นวิชาต้องเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้นคนอื่นค้น ไม่ได้เลย คนอย่างเราท่านหมดสิทธิ์ เพราะบารมีไม่ถึงจึงเอื้อมไม่ถึงความยากอยู่ตรงนี้ การหาพระพุทธเจ้ามา เกิดนั้นทําง่ายอยู่หรือ ?

มารอยู่ที่ไหน ? นี่คือคําถามสําคัญที่เรายังไม่แจ้ง หากแจ้งเรื่องนี้ป่านนี้งานปราบมารสําเร็จไปแล้ว หลวงพ่อท่านก็บอกได้ เท่าที่ท่านไปถึง ในส่วนที่ยังไปไม่ถึงท่านก็บอกเราไม่ได้ คราวนี้เราไปถามพระพุทธองค์บ้างทั้งนิพพานกาย ธรรมและนิพพานกายมนุษย์ ตั้งแต่นิพพานเบื้องต้นจนถึงนิพพานสุดละเอียดล้วนแต่นับอสงไขยไม่ถ้วนกัน ทั้งนั้นนับไม่ถ้วนทั้งปวงนั้นทบเป็นหนึ่งเดียว แล้วก็ถามพระองค์ว่า ที่สุดแห่งมารอยู่ตรงไหน

? แล้วนําหนึ่ง

เดียวนั้นมาเดินวิชาหาสุดละเอียดอีก สุดละเอียดของอะไร ? สุดละเอียดของนิโรธ , สุดละเอียดของสมาบัติ , สุด ละเอียดของตรัสรู้ , สุดละเอียดของคํานวณ ซ้อนสับเป็นหนึ่งอีกแล้วก็ถามอีกว่าสุดละเอียดของมารอยู่ที่ใด

?


71

คราวนี้มาคํานวณไปใหม่สุดละเอียดของนิโรธนับอายุธาตุนับอายุบารมีของนิโรธไม่ถ้วน ไม่ถ้วนสุดละเอียด สมาบัติ ตรัสรู้ – คํานวณ ซ้อนสับเป็นหนึ่งอีกแล้วก็ถามว่าสุดละเอียดของมารอยู่ที่ใด ? คราวนี้ก็คํานวณให้แยบ ยลกว่านั้นอีก เอาไม่ถ้วนอายุธาตุอายุบารมีของนิโรธไม่ถ้วน – สมาบัติ – ตรัสรู้ – คํานวณ มาซ้อนสับเป็นหนึ่ง เดียวอีก แล้วก็ต่อกล้องส่องญาณทัสสนะออกไป ถามอีกสุดละเอียดของมารอยู่ที่ไหน ? ก็ยังไม่ได้คําตอบ จน บัดนี้ข้าพเจ้าพากเพียรมา 16 ปีแล้ว ( นับถึงปีพ.ศ. 2543 ) สิ่งที่เราต้องการพบ...เราไม่พบ แต่เราไปพบสิ่งที่เราไม่ คาดคิดคือ ได้พบพระพุทธเจ้าของเรามารเขาเอาพระองค์มาไว้ที่นี่ พบจักรพรรดิภาคปราบสําคัญมารเขาเอามาไว้ ที่นี่ เหตุใดพระองค์มาอยู่ที่นี่ ๆ ไม่ใช่นิพพาน พระองค์มาอยู่ที่นี่เพื่ออะไร ? ใครเอาพระองค์มาไว้ที่นี่ ? บอก เนื้อหาความให้ข้าพเจ้ารู้เดี๋ยวนี้เรื่องราวเป็นมาอย่างไร ? เราเดินวิชาเพื่อจะค้นหามารตามความรู้ที่หลวงพ่อสอน แต่เราไม่พบมาร พบแต่พระพุทธองค์และไปพบจักรพรรดิภาคขาวจํานวนมากมาย มารเขาเอาพระองค์มาไว้ที่นี่ ได้อย่างไร เรื่องราวไม่ได้มีแค่นี้ขอให้ท่านอ่านหนังสือปราบมารภาค 1 , 2 , 3 แล้วท่านจะทราบว่าเหตุคือที่อยู่ ของมารนั้นมีความละเอียดเกินที่ใครจะบอกความรู้แก่เรา เห็นใจหลวงพ่อเห็นใจพระพุทธองค์เพราะทรงบากบั่น จนถึงที่สุดแล้วบอกความรู้แก่เราได้แค่นี้ นับว่าเป็นบุญหูของเราแล้วเป็นหน้าที่ของเราผู้มีบารมีธรรมจะต้อง ค้นคว้ากันต่อไป ทําอะไรได้แค่ไหนควรนําผลงานมาบอกกันบ้าง งานปราบมารเป็นงานส่วนรวมหากชนะมาร แล้วคนที่ไม่ทําเลยก็ชนะคนที่ไม่ช่วยเลยก็ชนะ แม้ศัตรูผู้หมั่นไส้เราก็ชนะด้วย หลวงพ่อท่านก็กล่าวไว้ชัดแล้ว พูดตรงนี้ข้าพเจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องตรงที่ธาตุธรรมใช้ให้ทําวิชาปราบมาร ข้าพาเจ้าทํามาตลอด และมีผลงานพิมพ์ ออกมาเสนอชาวโลกคือหนังสือปราบมารเล่มต่าง ๆ ตามที่กล่าวมาแล้ว แต่ก่อนยังไม่มีความคิดแต่พอข้าพเจ้าพ้น หน้าที่งานราชการความคิดอันหนึ่งเกิดขึ้น งานปราบมารเป็นงานยาก ยากที่ใครจะทํา ยากที่ใครจะรู้ ยากที่จะ เดินวิชา แต่เรามีเคราะห์กรรมที่ธาตุธรรมท่านบังคับให้เราทําวิชาปราบมาร แม้เราไม่สมัครใจทําแต่เราก็ทํามา ตามมีตามได้ จนถึงขั้นพิมพ์ตําราออกสู่สายตาชาวโลก เราได้ทําให้ชาวโลกเดือดร้อนอะไรบ้างหรือเปล่า ไปเอา เงินเขามาบ้างหรือเปล่า เราเกษียณราชการแล้วแปลว่าเราใกล้ความตายแล้วเราใกล้จะลาโลกแล้ว เรามีหนี้ชีวิต บ้างหรือเปล่า หนี้ส่วนตัวไม่เป็นไรแต่หนี้ที่มีต่อประชาชนนั้นมีบ้างหรือเปล่า ข้าพเจ้าสบายใจข้าพเจ้าไม่มีหนี้ ติดตัว เพราะข้าพเจ้าไม่ได้เอาเงินประชาชน หนังสือเผยแพร่วิชาธรรมกายของข้าพเจ้าทุกหลักสูตรข้าพเจ้าทําให้ เป็นแบบธรรมทานมาตลอด โดยไม่มีผลประโยชน์ตอบแทนเลย ครั้นข้าพเจ้าพ้นจากหน้าที่ราชการแล้วหมด ความสามารถที่จะหาเงินพิมพ์หนังสือแจกอีกต่อไปจึงอยากทําวิชาส่วนตัวคือวิชาปราบมาร เพราะงานปราบมาร ยังทําไม่บรรลุเป้า ท่านทั้งหลายขอหนังสือไปอีกจึงแก้ปัญหานี้โดยส่งหนังสือเข้าสํานักพิมพ์ให้สํานักพิมพ์ช่วย


72

แก้ปัญหาให้ ดังนั้นท่านใดที่ต้องการวิชาธรรมกายหลักสูตรใดโปรดติดต่อ สํานักพิมพ์เลี่ยงเชียง ตําราวิชา ธรรมกายทุกหลักสูตรข้าพเจ้าทําไว้แล้ว ตั้งแต่หลักสูตรง่ายจนถึงหลักสูตรยากทําไว้แล้วครบถ้วน

นิพพานในกาลก่อน ก่อนนี้มรรคผลนิพพานคือนิพพานเป็น ( สอุปาทิเสสนิพพาน ) ไม่ใช่นิพพานกายธรรม ( อนุปาทิเสสนิพพาน ) ดังเช่นปัจจุบัน มนุษย์ยุคก่อนเป็นมนุษย์พระคือมนุษย์ที่มีใจเป็นทาน ศีล ภาวนา ไม่ต้องใช้กฎหมายปกครอง พอเขาเกิดมาเขาก็บริจาคทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เป็นโลกแห่งความร่มเย็นเป็นสุขประพฤติเช่นนี้ไปทุกชาติ จนกว่าดวงทาน ดวงศีล ดวงภาวนาโตเข้าเกณฑ์มรรคผลนิพพานเขาก็เข้านิพพานโดยกายมนุษย์นี้คือไม่ต้องตาย เอากายมนุษย์นี้เข้านิพพานเหมือนกายพระสงฆ์ แต่ว่าใสเป็นแก้วขาว ต่อมามรรคผลนิพพานเปลี่ยนแบบไปเข้า นิพพานด้วยกายมนุษย์อย่างนั้นไม่ได้เสียแล้ว เป็นเรื่องน่าเสียใจมากมารเขาไม่ยอมให้มรรคผลนิพพานเป็นกาย มนุษย์ เขาคิดวิชาปกครองขึ้นใหม่วิชานี้คือวิชาทุกข์และสมุทัย มารเขาเอาทุกข์และสมุทัยมาใส่ไว้ในใจของสัตว์ โลก ทําให้สัตว์โลกเป็นทุกข์มีแก่ เจ็บ ตายเป็นเบื้องหน้า แค่นั้นยังไม่พอยังเอาปิฎกของมารใส่ซ้ําไปอีกทําให้ ใจมืดบอดไม่เห็นธรรมโดนเข้าไปเพียง 2 วิชาส่งผลให้มนุษย์แก่ เจ็บ ตาย เป็นโรคภัยไข้เจ็บนานาแล้วมรรคผล นิพพานก็เปลี่ยนไปด้วย หากได้มรรคผลนิพพานก็เข้านิพพานด้วยกายธรรมเท่านั้น หมดสิทธิ์เข้านิพพานด้วย กายมนุษย์อย่างสิ้นเชิงคือหมดสิทธิ์เข้านิพพานสอุปาทิเสสนิพพานคงเข้าได้แต่อนุปาทิเสสนิพพานเท่านั้น นับแต่ บัดนั้นจนจวบบัดนี้

ผู้กําหนดอายุพระพุทธเจ้า กล่าวถึงพระพุทธองค์เมื่อพระชนมายุย่างเข้า 80 ปี ก็เริ่มให้โอกาสแก่พระอานนท์ ( เพราะคิดว่าจะเข้านิพพาน ทั้งเป็นเหมือนกัน ) ตถาคตอาศัยอิทธิบาททั้ง 4 แล้วจะให้อายุยืนถึงกัปหรือกว่ากัปก็ได้ เพียรให้นิมิตโอกาสแก่ พระอานนท์อยู่ถึง 16 ตําบล ๆ ละ 3 ครั้ง จะให้พระอานนท์ทูลอาราธนาให้ดํารงชีวิตอยู่อีกต่อไป แต่ภาคดํา ( มาร ) คอยดลใจให้พระอานนท์ไม่ให้นึกขึ้นมาได้ พอครบ 16 ครั้งเท่าโสฬสกิจก็เป็นอันหมดโอกาส พญามารก็ มาเตือนให้นิพพานตามสัญญา ถ้าพระอานนท์ทูลอาราธนาไว้ได้มารก็หมดโอกาส ทีนี้พระองค์จะได้เดินสมาบัติ เชื่อมกายหมดทุกกายจนนับอสงไขยกายไม่ถ้วนให้ติดเป็นกายเดียวใสเป็นแก้วเข้านิพพานทั้งเป็นได้แล้วจะไป กลัวอะไร แต่ก็ต้องดับขันธปรินิพพานอย่างนั้น....... ถ้าเข้านิพพานได้ทั้งเป็นก็เลิศเท่านั้น


73

ในนิพพานของเรานั้นใครเป็นผู้ปกครอง ตอบคําถามนี้ให้ได้ก่อนคําถามมีอยู่ว่าในอายตนะนิพพานของเรานั้น ตั้งแต่อดีตตราบเท่าปัจจุบันนี้ถามว่าใคร เป็นผู้ปกครอง ? คือถามว่าใครเป็นใหญ่มีอํานาจบังคับได้หมด ?ตอบผิดหรือตอบถูกไม่ว่าอะไรทั้งนั้นขอร้องให้ ตอบทันที ทั้งนี้ก็เพื่อวัดความรู้เราเรียนวิชาธรรมกายมาถึงวันนี้แล้วต้องมีความรู้ตอบได้ ตอบเถิดผิดถูกไม่ว่า อะไรทั้งนั้นเมื่อตอบแล้วจงจําคําตอบนั้นไว้แล้วมาดูเฉลยที่ข้าพเจ้าจะชี้แจงดังต่อไปนี้ ตั้งแต่อดีตตราบปัจจุบัน คือนับแต่มีนิพพานมานั้นคือแต่เดิมมีแต่นิพพานเป็น ( สอุปาทิเสสนิพพาน ) เข้านิพพานโดยกายมนุษย์คือไม่ต้อง ตาย เมื่อเห็นธรรมกายแล้วส่งผลให้กายมนุษย์เกิดความใส แล้วสุดท้ายกายมนุษย์ก็ใสเป็นแก้วแล้วก็เข้านิพพาน ไปเลยเรียกว่าเข้านิพพานเป็น ต่อมามรรคผลนิพพานเปลี่ยนแปลงใหม่กลายเป็นว่าเห็นธรรมกายแล้วต้องละ สังโยชน์ สรุปแล้วต้องเห็นกายธรรมในอิริยาบถ 5 คือ ยืน , เดิน , นั่ง , นอนและเจ็บไข้ กายมนุษย์ก็ไม่เล็กลงเลย คงหน้าตัก 20 วาตลอดไป ต่อมากายมนุษย์เจ็บไข้แล้วก็ตายไป แล้วกายธรรมก็เข้านิพพานถอดกายหรือเรียก นิพพานกายธรรม ( อนุปาทิเสสนิพพาน ) นับตั้งแต่มีนิพพานกายธรรมแล้วแต่วันนั้นจวบจนวันนี้ ไม่มีการเข้า นิพพานเป็นอีกเลยคงเข้าแต่นิพพานกายธรรมเท่านั้น นี่คือความรู้หลัก

เหตุใดจึงมีนิพพานกายธรรม ? เราเรียนวิชาธรรมกายกันมากี่ยุคกี่สมัยแล้วเคยคิดบ้างไหมว่า ทําไมจึงมีนิพพานกายธรรม ? การมีนิพพานกาย ธรรมนั้นมีข้อดีอะไรและมีข้อเสียอะไร ? และมีความต่างกันกับนิพพานเป็นอย่างไร ? มีความจําเป็นอะไรที่ต้องมี นิพพานกายธรรม แต่ก่อนนี้มีแต่นิพพานเป็นทําไมต่อมาจึงปฏิวัติให้มีนิพพานกายธรรม มีใครคิดเรื่องนี้บ้าง ? มี ใครอยากเรียนรู้เรื่องนี้บ้าง ? มีใครใฝ่รู้เรื่องนี้บ้าง ? ถ้ามี ! ต้องนับว่าเป็นโชค ถ้าไม่มี ! ก็แปลว่าโลกนี้ไม่มี บัณฑิตเลย ความรู้เรื่องนี้ไม่ใช่ความรู้ธรรมดาไม่ใช่อยากรู้ก็รู้ได้ไม่ใช่อยากเห็นก็เห็นได้ ข้าพเจ้าเองกว่าจะรู้ได้ก็ ต้องทําวิชาปราบมาร 10 ปีเศษจึงจะพอรู้บ้าง แต่ก็ยังไม่ละเอียดเท่าไร พอจะเล่าสู่กันฟังได้บ้างดังนี้ ทันใดที่ธาตุ 6 เกิดขึ้น เกิดธรรมภาคมารทันที ธรรมภาคขาวเกิดทีหลัง ย่นย่อเรื่องเอาความกันตรงนี้คือ แรกเริ่มทีเดียวมีธาตุ 6 เกิดขึ้นก่อน ตอนนี้เองเกิดธรรมภาคมารแล้วไม่ทราบว่าธรรมภาคมารเกิดมาอย่างไร

?

ส่วนธรรมภาคขาวคือธรรมภาคพระเกิดทีหลัง ยังจับความไม่ชัดเหมือนกันว่าเกิดอย่างไร ธาตุ 6 คือ ดิน , น้ํา , ลม , ไฟ , อากาศธาตุ , วิญญาณธาตุ มารเขายึดครองทันที การยึดครองนั้นเหมือนกับที่เราเรียนภูมิศาสตร์ใน โรงเรียนเรื่องการค้นพบโลกใหม่นั่นเอง ใครไปพบก่อนเราก็ยึดครองบริเวณที่เขาพบนั้นเข้าก็สร้างบ้านสร้าง เมือง เราเข้าไปในบริเวณของเขาไม่ได้เพราะเป็นบ้านเมืองของเขา เขาห้าม หากเราเข้าไปเขาก็ออกมาจัดการกับ


74

เราคือเขาออกมาทุบตีเรา ออกมาไล่เราออกมาเข่นฆ่าเรา เพราะเราไปล่วงอธิปไตยของเขา บ้านเมืองก็คือภพ , นิพพาน , โลกันต์ของเขา การแสวงหาอาณานิคมของเขานั้นเขาทําไม่หยุดยั้งทางวิชาธรรมกายท่านพูดว่า “ ทํา วิชาปกครอง ” ต่อมามีธรรมภาคพระเกิดขึ้นพระก็ทําธาตุ 6 ที่ท่านแสวงหาได้ทําให้ขาวให้ใส ก็ทําบ้านเมืองของ ท่าน บ้านเมืองของพระก็คือภพและนิพพาน ธรรมภาคมารเขาเป็นนักเลงกว่าเขาไม่ว่าอะไรเขาจ้องมองอยู่ เขาก็ รู้ว่าโชคได้มาถึงเขาแล้วมีพระอยู่ที่ไหนเราไม่อดตาย เราจะอาศัยพระหากิน เพราะพระไม่รังแกใครพระมีศีล ทาน ภาวนา

อํานาจการปกครองในเบื้องต้นไม่มีการกระทบกระทั่งกัน กล่าวถึงการปกครองในเบื้องต้นภาคพระกับภาคมารไม่มีการกระทบกระทั่งกัน มารก็อยู่ส่วนมารพระก็อยู่ ส่วนพระไม่มีการก้าวก่ายกัน มนุษย์โลกตั้งแต่ครั้งนั้นมีเห็นจําคิดรู้เป็นธรรมขันธ์คือเกิดมาแล้วสร้างแต่กรรมดี สถานเดียว เมื่อดวงบารมีเข้าเกณฑ์แล้วก็สร้างธรรมกายละสังโยชน์ได้ และได้มรรคผลนิพพานแล้วก็เข้า นิพพานเป็นไปเลย ( สอุปาทิเสสนิพพาน ) ยังไม่มีนิพพานกายธรรม ( อนุปาทิเสสนิพพาน ) สรุปแล้วใน เบื้องต้นมีแต่นิพพานเป็นไม่มีนิพพานถอดกายทิพย์ , พรหม , อรูปพรหมเป็นสุข มนุษย์เป็นสุขมนุษย์มีศีลมี ธรรม อบายภูมิคือ นรก , อเวจีและโลกันต์ยังไม่มี

ต่อมาเกิดการก้าวก่ายการปกครองในนิพพานขึ้นก่อน ย่อเรื่องมาถึงขั้นตอนนี้คือเกิดการก้าวก่ายอํานาจปกครองขึ้นในนิพพานเป็น โดยมารเข้ามาก้าวก่ายทุกเรื่อง มารเขาก็มีพระพุทธเจ้า ธรรมภาคมารเขาก็มีพระพุทธเจ้า ต่างฝ่ายต่างมีพระพุทธเจ้าสุดท้ายก็ถึงขั้นยึดอํานาจ ปกครองมารเขาได้อํานาจปกครองเขาปกครองทั้งหมด เราอยู่ใต้ปกครองของเขาตั้งแต่วันนั้นเป็นเบี้ยล่างเขามา ตั้งแต่วันนั้น

มารปฏิวัติมรรคผลนิพพานใหม่และเกิดทุคติภูมิในตอนนี้ เมื่อมารยึดอํานาจปกครองได้เขาปฏิวัติใหม่ทั้งหมดคือไม่ให้เข้านิพพานเป็น หากได้มรรคผลนิพพานก็ให้เข้า นิพพานกายธรรม และเกิดทุคติภูมิขึ้นคือ นรก , อเวจี , โลกันต์ ใครปฏิบัติตามคําสอนของพระพุทธเจ้าก็ไปสู่ สุคติภูมิคือ ทิพย์ , พรหม และอรูปพรหม ใครไม่ปฏิบัติตามคําสอนของพระพุทธเจ้าก็ต้องไปสู่ทุคติภูมิที่มารเขา ทําไว้รับรองคือ นรก , อเวจีและโลกันต์ ยุคนี้มนุษย์มีเห็นจําคิดรู้เป็นเบญจขันธ์คือ กาย , ใจ , จิต , วิญญาณ เป็น


75

ทุกข์และสมุทัยนั่นเอง ยุคนี้คือยุคที่มนุษย์แก่ เจ็บ ตาย หากได้มรรคผลนิพพานก็เข้านิพพานถอดกายคือนิพพาน กายธรรมนั่นเอง มรรคผลนิพพานของเราก็คือนิพพานกายธรรม นับตั้งแต่บัดนั้นตราบเท่าทุกวันนี้

บนนิพพานเราแยกไม่ออกว่าองค์ไหนเป็นภาคพระ องค์ไหนเป็นภาคมาร เป็นความหนักใจของข้าพเจ้าตลอดเวลาที่ทําวิชารบ เราแยกไม่ออกว่าองค์ไหนเป็นพระพุทธเจ้าภาคมารและ องค์ไหนเป็นภาคพระ แต่แรกเรารู้ หากกายดําถือว่าเป็นมารหากสีตะกั่วเป็นภาคกลาง องค์นี้เป็นภาคพระ แต่ พอการรบนานปีไปมารเขาฉลาดขึ้นเขาแปลงกายได้ให้เราเข้าใจผิดได้ เหมือนกับการปลอมพระของขวัญองค์ ไหนเป็นองค์ที่หลวงพ่อซ้อนวิชาและองค์ไหนที่เซียนพระทํามาขาย มองดูแล้วเหมือนของจริงทุกอย่าง แต่การ แปลงกายที่มารเขาหลอกข้าพเจ้านั้น เขาทําแนบเนียนกว่านั้นมากมายเขาไม่เก่งจริงเขาจะมาเป็นเจ้าธาตุเจ้าธรรม ได้อย่างไร เวลาเราเข้ากายธรรมไปนิพพานไปถามความรู้พระพุทธองค์เราจะพิสูจน์อย่างไรว่าที่เราได้ยินนั้นมาร เขาพูดหรือพระองค์พูด เรื่องนี้ต้องตรวจสอบโปรดอ่านหนังสือปราบมารภาค 3 เพราะได้แสดงวิธีตรวจไว้แล้ว การนําเรื่องนี้มากล่าวก็เพื่อบอกให้ทราบว่าบนนิพพานของเรานั้นมีมารเต็มอัตราจนเราแยกไม่ถูก บัดนี้ลด น้อยลงเพราะปราบกันมานานหลายปีแล้ว เนื้อหาสาระของการปราบมารมีอย่างไรนั้นขอให้ท่านอ่านหนังสือ ปราบมารภาค 1 , 2 , 3 เพราะพิมพ์ออกสู่ตลาดแล้ว คราวนี้จะกล่าวเข้าประเด็นของเรื่องปราบมารภาค 4

ทันใดที่เกิดมีมรรคผลนิพพานมารเขาก็ปกครองตั้งแต่วันนั้นแล้ว มรรคผลนิพพานเดิมคือนิพพานเป็น เข้านิพพานโดยกายมนุษย์คือไม่ต้องตาย เมื่อเป็นธรรมกายแล้วส่งผลให้ กายมนุษย์ใสขึ้นด้วย เมื่อกายมนุษย์ใสพอสมควรแล้วก็เข้านิพพานไปเลยเพราะอายตนะนิพพานดึงดูดกัน เรื่อง จะไปแจ้งในตอนที่เราเข้านิพพานนั้น แจ้งเรื่องอะไร ? แจ้งเรื่องของมารว่ามารยังปกครองเราอยู่ รู้อยู่แต่แก้ไข ไม่ได้ นี่คือตัวปัญหา รู้แต่ปัญหาแต่แก้ปัญหาไม่ได้ กล่าวถึงผู้กําลังสร้างบารมีท่านทราบหรือไม่ว่านิพพานเป็น ของเรานั้นมารเขาปกครอง ท่านเป็นโพธิสัตว์ท่านมีหน้าที่ลงมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อสร้างบารมี และท่านต้องเป็น ธรรมกาย เมื่อท่านเป็นธรรมกายแล้วท่านต้องไปนิพพานได้ และเมื่อท่านไปนิพพานได้ท่านต้องเรียนรู้อะไรบ้าง เพราะท่านมีบารมีเป็นโพธิสัตว์ท่านต้องรู้เห็น จะไม่รู้ไม่เห็นย่อมเป็นไปไม่ได้ ตอบว่ารู้แต่รู้ไม่ชัด เหตุใดจึงรู้ ไม่ชัดการที่รู้ไม่ชัดนั้นยากต่อการอธิบาย ทราบแต่ว่าในตอนนั้นมารเขาไม่แสดงเดชานุภาพมากต่างคนต่างอยู่ไม่ รุกรานกัน เมื่อไม่รุกรานกันย่อมไม่เกิดปัญหาพออยู่กันได้ ต่อมามารเขาเห็นว่าธรรมภาคพระคือธรรมภาคขาวมี ฤทธิ์เดชยิ่งขึ้นทุกวัน เพราะมีกายมนุษย์หากไม่คิดกําจัดสักวันหนึ่งเขาต้องคิดสู้ ธรรมภาคมารอาจเพลี่ยงพล้ํา หมดอํานาจปกครองก็ได้ หากเขาหมดอํานาจปกครองเขาจะหากินอย่างไร เพราะทุกวันนี้เขาอยู่ได้ด้วยการมา


76

ระเบิดดวงบารมีไปจากธรรมภาคพระ มารก็เหมือนโจร โจรหากินอย่างไรมารก็หากินอย่างนั้น มารเขาคิดวิชา ปกครองขึ้นใหม่ ทําอย่างไรมรรคผลนิพพานไม่ให้เข้านิพพานด้วยกายมนุษย์ มารเขาคิดวิชาในที่ลับธรรมภาค พระไม่รู้ความ เพราะธรรมภาคพระไม่รุกรานใครไม่คิดแกล้งใครไม่คิดทําอะไรให้ใครเดือดร้อน วิสัยของพระก็ คือทาน ศีล ภาวนา จึงคิดร้ายไม่เป็น เมื่อเข้านิพพานแล้วก็แสวงหาความวิเวกทางอารมณ์สถานเดียวที่เรา เรียกว่านิโรธ ไม่คิดว่ามารจะมารุกราน วิชาปกครองที่มารเขาคิดไว้คือ วิชาทุกข์และสมุทัยและวิชาปิฏก คือ อภิชฌา – พยาบาท – มิจฉาทิฏฐิ – โลภะ – โทสะ – โมหะ – ราคะ – โทสะ – โมหะ – กามราคานุสัย – ปฏิฆา นุสัย – อวิชชานุสัย – สักกายทิฏฐิ – สีลัพพตปรามาส – วิจิกิจฉา – กามราคะ – พยาบาท – รูปราคะ – อรูปราคะ – มานะ – อุทธัจจะ – อวิชชา แล้วมารก็เดินเครื่องสวมวิชาทั้ง 2 นี้เข้าที่กําเนิดเดิมของสัตว์โลก สัตว์โลกจึงแก่ เจ็บ ตาย ด้วยอํานาจของทุกข์และสมุทัย ใจของสัตว์โลกมืดบอดไม่เห็นธรรมด้วยอํานาจของวิชาปิฏก ตามที่กล่าว นั้น เพียงเท่านี้มรรคผลนิพพานเป็นก็สิ้นสุดลงเพียงนั้น ผู้ได้มรรคผลนิพพานแล้ว “ นิพพานเป็น ” ไม่ได้อีก ต่อไปเพราะกายมนุษย์ต้องตายแล้วก็เข้านิพพานกายธรรมมาตั้งแต่วันนั้น กายธรรมเมื่ออยู่ในนิพพานไม่มีฤทธิ์ เพราะไม่มีกายมนุษย์รองรับ นับแต่วันนั้นตราบเท่าวันนี้คงมีแต่นิพพานกายธรรมเท่านั้น นิพพานเป็นไม่มีกําลัง หนุนเพราะนิพพานกายธรรมไม่มีกําลังมารจึงข่มเราด้วยประการทั้งปวง เป็นรองมารด้วยประการทั้งปวงมารข่ม เหงเราด้วยประการต่าง ๆ เพราะเขาเป็นผู้ปกครองมารเขาเป็นใหญ่ ขอให้เราทราบตั้งแต่วันนี้ การที่เราทําวิชา ปราบมารก็คือปราบมารพวกนี้

มารปกครองนิพพานเกิดความเสียหายอย่างไร ? การที่มารปกครองพระคือปกครองนิพพาน ถามว่าเกิดความเสียหายอย่างไร ? เราเคยคิดถึงเรื่องนี้บ้างหรือไม่ ท่านที่เป็นธรรมกายอ่อน ๆ เราไม่ว่า แต่ท่านที่เป็นธรรมกายระดับเกจิอาจารย์จะต้องมีความคิดไม่อย่างไรก็ อย่างไรเมื่อคิดแล้วจะต้องแสดงความเห็น หากท่านใดไม่คิดเลยแม้จะเรียนวิชาธรรมกายมาร้อยปีเราไม่มีคะแนน ให้ แม้จะมีความรู้เลิศแต่เป็นความรู้ที่ใช้การไม่ได้ แต่หลวงพ่อวัดปากน้ําท่านคิด ๆ อยู่ทุกลมหายใจ ถามว่าคิด อะไร ตอบว่าคิดที่จะให้ธรรมภาคขาวเป็นเอกราช หลวงพ่อคิดจะให้ธรรมภาคขาวเป็นเอกราช คิดแล้วแต่ไม่ทํา อะไรก็เหมือนสร้างวิมานในอากาศ การกอบกู้เอกราชของธาตุธรรมไม่ใช่เรื่องทําง่าย ทราบจากหลวงปู่ชั้ว โอภาโสว่าหลวงพ่อคิดอยู่ 8 ปี คิดว่าจะทําอย่างไร

? หลวงปู่เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่าพอหลวงพ่อตัดสินใจทําวิชา

ปราบมาร มารเขาก็มาหาหลวงพ่อทันที หลวงปู่ไม่รู้เรื่องอะไรหรอกหลวงพ่อท่านเล่าให้หลวงปู่ฟังเอง หลวงปู่ ถามหลวงพ่อท่านว่า “ มารเขาว่าอย่างไรบ้าง ” หลวงพ่อบอกว่า “ มารเขามายังยั้งไม่ให้ทําวิชาปราบมาร หาก หลวงพ่อไม่ทําวิชาปราบมารมารเขารับคําว่าจะให้คนสําคัญมาปฏิบัติหลวงพ่อ 7 วัน ” “ แล้วหลวงพ่อตอบมาร


77

ไปอย่างไร ” หลวงพ่อไม่ได้ว่าอะไรเพียงแต่หลวงพ่อพูดกับหลวงปู่ว่า “ เรายินยอมตามคําขอของมาร เราเหมือน หนูเห็นข้าวสาร ” สุดท้ายหลวงพ่อทําวิชาปราบมารโดยตั้งเวรทําวิชาคัดศิษย์ที่เก่งวิชาธรรมกาย รับหน้าที่เป็น เวร ๆ ไปรวม 6 เวร ทําวิชารบติดต่อกันมาไม่ต่ํากว่า 30 ปี ซึ่งกล่าวละเอียดแล้วในหนังสือปราบมารภาค 1 เหตุผลที่ต้องทําวิชาปราบมารก็คือเป็นการกอบกู้เอกราช เราถูกเขาปกครองก็เสมือนเราเป็นเชลย เขาสั่งให้ทํา อะไรเราต้องทําตาม เขาบังคับเราสารพัด แต่การบังคับเขาใช้วิชาจะให้แก่ก็ได้ ให้เจ็บก็ได้ ให้ตายก็ได้ อย่างเช่นเขาเอาดวงทุกข์และดวงสมุทัยมาใส่ไว้เราแก้ไม่ตก แม้ทุกวันนี้เราก็ยังแก้ไม่ได้ เท่าที่เราทําวิชาตามที่ หลวงพ่อสอนนั้นเช่น “ วิธีถอดอนุสัย ” ในหนังสือวิชชามรรคผลพิสดารนั้นเรายังแก้ได้ไม่เด็ดขาด เพียงแต่ ผ่อนหนักเป็นเบาเท่านั้น สรุปแล้วเรายังแก้วิชาของมารไม่ได้ เราต้องค้นคว้ากันต่อไปปัญหาอยู่ที่ว่าใครจะเป็นผู้ ค้นคว้า เพราะไม่ใช่เรื่องทําง่ายมารเขาปกครองเรามายาวนานแค่ไหนแล้ว เท่าที่ข้าพเจ้าได้สัมผัสงานปราบมาร มาแล้ว 10 กว่าปี ได้รู้ได้เห็นอะไรพอสมควรมีความเห็นว่ายาก คนที่เราเห็นว่าเข้าท่าดูไป ๆ ท่านก็จะเป็นมารเอา ต่อหน้าต่อตาเรา เพราะมารเขาพลิกธาตุธรรมได้ พูดถึงตรงนี้ทําให้นึกถึงเหตุการณ์วันที่ดับละครสําคัญตามที่ ปรากฏในหนังสือปราบมารภาค 2 นั้น ตอนนั้นแม่ชีถนอม อาสไวย์ ท่านตายไปแล้วข้าพเจ้าไปพบท่านดีใจว่า หมดงานปราบมารแล้ว เราจะได้ว่างเสียทีแม่ชีท่านพูดว่า “ ศึกษา ฯ เราปราบพวกเดียวกันเสียแล้ว ” ขอให้ท่าน อ่านปราบมารภาค 2 ดูใหม่ ตัวละครสําคัญที่กล่าวนี้แม่ชีเล่าว่าเป็นเป้าหมายสําคัญที่หลวงพ่อท่านลงมา เกิดก็ เพื่อจะมากําจัดตัวละครท่านนี้ ข้าพเจ้าทราบมาจากการบอกเล่าของท่าน ข้าพเจ้าไม่เชื่อในขณะนั้นแต่ข้าพเจ้า ต้องมาพบเอง ตามที่กล่าวมานี้บ่งบอกว่าประวัติมีมาแล้ว บัดนี้ข้าพเจ้ามองหาคนที่พบจะทํางานปราบมารได้ แต่เมื่อดูไป ๆ เราผิดหวัง ผิดหวังอย่างเดียวไม่ว่ารูปการจะกลายเป็นว่ามาเพิ่มงานให้แก่เราอีก เพราะมารเขาพลิก ธาตุธรรมได้ ตามที่กล่าวนั้นจึงเป็นเรื่องหนักใจมาก หากไม่นําเรื่องราวมาศึกษาเล่าเรียนกัน งานปราบมารก็ หยุดลงเพียงนั้น แต่ความรู้ทางฝ่ายมารไม่หยุดเพียงนี้ เรื่องความรู้วิชาธรรมกายไม่มีการศึกษาต่อแต่ความรู้ก็จบ ลงเพียงนั้นเขากลับคิดวิชาปกครองต่อไปอีก ไม่รู้ว่าเขาจะคิดวิชาอะไรเพราะวิชาปกครองขนานเก่าที่เขาทําแก่ สัตว์โลกนั้นเรายังแก้วิชาของเขาไม่ได้เช่น วิชาทุกข์และสมุทัยและวิชาปิฏก ตามที่กล่าวแล้ว หากขาด นักปราชญ์ศึกษาค้นคว้าต่อไปก็เหมือนโครงการอวกาศของฝรั่งนั้นเมื่อเราไม่เดินงานอวกาศต่อคนทั้งปวงที่เคย ทํางานอยู่เดิมเขาก็หายไปทําอาชีพใหม่ เพราะโครงการอวกาศเขาเลิกล้ม บางท่านไปเป็นนักร้อง บางท่านไป เป็นนักมวย บางท่านไปถ่ายรูป หากโครงการอวกาศจะมาเริ่มขึ้นใหม่อีกเขาเหล่านั้นมาทําไม่ได้ เขาบอกว่าฝีมือ ของเขาลดน้อยถอยลงแล้วความชํานาญไม่เหลืออยู่แล้ว เปรียบได้กับวิชาธรรมกายของเราเมื่อรู้และญาณทัสสนะ เลือนลง ความใสแห่งดวงธรรมลดลงแล้วก็ยากจะฟื้นคืนวิชา เพราะมารเขากลืนรู้กลืนญาณของเราแล้ว แม้เรา


78

จะฟื้นวิชาใหม่ก็ยากที่จะทํา ข้าพเจ้ามีหน้าที่ทําวิชาปราบมารข้าพเจ้ารู้และทราบเป็นอันดี หากเราเลิกค้นวิชาก็ แปลว่าเราถอยหลังเข้าคลองแล้ว ไม่ต้องดูอะไรมากดูวิชาธรรมกายหลักสูตรคู่มือสมภาคและหลักสูตรวิชามรรค ผลพิสดาร ตามที่หลวงพ่อท่านเขียนตําราไว้ปรากฏว่าเวลานี้หาคนรู้เรื่องไม่ได้หาคนอธิบายไม่ได้ สุดท้าย อนุโลมปฏิโลมวิชา 18 กาย จะทําไม่ได้เอาเสียอีก ไม่ต้องพูดถึงหลักสูตรปราบมารให้เสียเวลา นี่คือข้อมูลบ่งชัด ว่าวิชาธรรมกายหาคนรู้เองยากแล้ว ไม่มีคนกระหายวิชามีแต่กระหายเงิน วิชาธรรมกายที่ข้าพเจ้าเขียนท่านเจ้า สํานักบางสํานักบอกวิชาสูงไปไม่ควรที่จะอ่านอย่างนี้ก็มีด้วยหรือ ? ธรรมภาคขาวเขาจะไม่พูดอย่างนี้เพราะวิชา ธรรมกายชั้นสูงจะไม่เจริญในหมู่ธรรมภาคมาร เรามีแต่จะช่วยกันเผยแพร่วิชาธรรมกายคนละไม้คนละมือไป สกัดปัญญาเขาทําไม คนชั้นนําของเรามีความคิดอย่างนี้มารจะดับหมดได้อย่างไร แม้คนระดับเจ้าสํานักยังมี ความคิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ การนําความรู้วิชาปราบมารออกเผยแพร่นั้นทําได้ยาก หากท่านได้อ่านหนังสือปราบมาร ภาค 1 , 2 ท่านก็พอทราบแล้วว่าข้าพเจ้าถูกมารถล่มทลายแค่ไหน อาศัยที่ว่าข้าพเจ้ามีความอดทนทั้งอดทนและ ทดอดคู่กัน ลองอ่านดูเถิดแล้วท่านจะทราบ สุดท้ายขอให้มองอย่างชาวโลกคือดูว่าข้าพเจ้ามีผลประโยชน์อะไร มีบัณฑิตหลายท่านเดินทางไปพบข้าพเจ้าเพื่อสอบสวนเรื่องราว ถึงไม่ถามอย่างตรงเป้าด้วยเกรงใจท่านก็ไล่เบี้ย จนละเอียดลออ มีตําแหน่งหน้าที่ราชการอย่างไร , ได้เงินเดือนเท่าไร , มีรายได้ส่วนตัวหรือไม่ , มีบ้านช่อง อย่างไร , มีลูกเมียอย่างไร , มีประวัติการเขียนวิชาธรรมกายอย่างไร , มีการเผยแพร่วิชาธรรมกายอย่างไร , ขอดู หลักฐานที่เป็นภาพถ่าย , ได้เงินมาจากไหนจึงได้พิมพ์ตําราแจกเขาอ่านได้ , หรือว่ามีใครหนุนหลังอย่างไร หรือไม่ , ท่านถามเอาตรง ๆ อย่างนี้ข้าพเจ้าก็บรรยายตอบเท่าที่จําได้ พอถามถึงหลักสูตรปราบมารมีหลักฐานการ ทําวิชามาอย่างไร เอาความรู้ที่ไหนมาเขียนเรื่องราว พอชี้ไปที่กองบันทึกกองโตเกือบ 20 เล่ม เพียงเปิดบันทึกดู เล่มไหนตั้งแต่ปีไหน พอเหตุการณ์มาถึงจุดนี้ทุกท่านเปลี่ยนคําพูด , เปลี่ยนอิริยาบถ , เปลี่ยนน้ําเสียง กลับมา แสดงความเคารพนับถือข้าพเจ้าอย่างทันใด เมื่อจริงต่อจริงมาพบกันก็ต้องพบความจริง

ความเสียหายสําคัญอีกอย่างหนึ่งที่มารปกครองคือมรรคผลนิพพานล่มสลาย มรรคผลนิพพานของเราตั้งแต่อดีตมาถึงปัจจุบันต้องว่าไม่ปกติสุข เมื่อมารปกครองเสียแล้วไม่ดีทั้งนั้นในปิฏก ไม่มีกล่าวเพราะมารเขาห้ามไว้ ดังนั้นพระพุทธเจ้าทุกสมัยที่มาตรัสรู้ในโลกไม่ได้กล่าวไว้ในพระไตรปิฏกทั้งนั้น ทั้งที่พระองค์อยากกล่าวแต่ก็กล่าวไม่ได้ด้วยเหตุขัดข้องที่มารเขาห้าม พวกเราชาวมนุษย์โลกจึงไม่รู้ของจริง มี แต่กล่าวว่านิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ( นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ ) นิพพานจะเป็นสุขจริงถ้ามารไม่มารังควาญ เรื่องของ นิพพานต้องได้รับการแก้ไขด่วน ที่ข้าพเจ้ากล่าวอย่างนี้เพราะข้าพเจ้าไปรู้เห็นในตอนที่ทําวิชาปราบมารนี้เอง นี่ แหละคือผลแห่งการที่มารปกครองไม่ว่าธรรมภาคขาวจะไปทําอะไรไว้ที่ไหนมารไปรังควาญทั้งหมด วิชาธรรก


79

มายของพระพุทธองค์มารก็มาบ่อนทําลาย นิพพานของพระองค์มารก็มายึดครอง อยากจะบรรยายให้ละเอียด กว่านี้แต่เกรงว่าบรรดาเกจิอาจารย์จะตกใจ เท่าที่กล่าวนี้ก็ย่นย่อพอสมควรเท่านั้น ขอสรุปว่าการแก้ไขทุกอย่าง ต้องปราบมารสถานเดียว เมื่อปราบมารได้ถึงเป้าแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นทั้งหมด นี่คือเนื้อหาสาระของงานปราบ มารแต่แรกข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดธาตุธรรมยื่นคําขาดให้เราปราบมารเราคัดค้านอย่างไรไม่ทรงฟังทั้งนั้น ดังที่ แจ้งเรื่องไว้แล้วในหนังสือปราบมารภาค 1 ต่อเมื่อเราอดทนทําวิชาไป 10 กว่าปีจึงได้รู้เห็นเรื่องราวของนิพพานว่า เรื่องจริงคืออะไรกันแน่ ท่านทั้งหลายเรียนวิชาธรรมกายกันมานานปีได้รู้เห็นอะไรบ้างทําอะไรได้บ้าง แต่แรก ข้าพเจ้านิยมว่าท่านที่เป็นธรรมกายคือเทพเจ้า เรานับถือให้ค่านิยมว่าวิเศษ แต่พอเราทําวิชาปราบมารมาถึงจุดนี้ ข้าพเจ้าเปลี่ยนใจทันทีค่านิยมที่เราเคยให้กลายเป็นสูญเพราะอะไรหรือ เพราะเราไม่บากบั่นไม่ค้นคว้าจริงจึงอยู่ ในฐานะให้มารจูงรู้จูงญาณ ความรู้ของเราอยู่ระดับเบื้องต้นยังใช้การไม่ได้ เป็นที่น่าหนักใจมากจะค้นคว้าอะไร ก็ค้นไม่ได้ ความรู้วนเวียนเหมือนพายเรืออยู่ในอ่าง ความรู้ไม่เหมือนสมัยที่หลวงพ่อมีชีวิตอยู่เพราะขาดการ กํากับการทางวิชา ขณะนี้เหตุการณ์ในนิพพานดีขึ้นมากแล้วจะเข้าสู่ยุค นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ แล้วถามว่าใครเล่ามา เป็นคนทําให้ดีขึ้น ใครเล่ามาเป็นคนแก้ไข เป็นเรื่องที่เราจะต้องเรียนรู้อย่างด่วนไม่ทราบกันเลยหรือว่านิพพาน ของเราล่มสลายเพราะมารปกครอง เอาแต่รู้สิ่งไม่ควรรู้ ,เห็นแต่สิ่งไม่ควรเห็น , เรียนแต่สิ่งไม่ควรเรียน , ทําใน สิ่งที่ไม่ควรทํา เรียนไปตามการชักนําของมารความรู้ของพวกเราจึงไม่ไปไหนเต้นไปตามจังหวะดนตรีที่มารเขา กํากับ เอาแต่วัตถุมาอวดอ้าง , เอาแต่สร้างวัด , สร้างศาลามาอวดกัน , เอาแต่หล่อพระพุทธรูปแข่งกัน จะไปได้ เรื่องอะไรนั่นมันเป็นงานของเด็กไม่ใช่งานของผู้เป็นวิปัสสนาจารย์ อีกร้อยชาติพันปีก็ไม่ได้อะไร กี่ยุคกี่สมัยก็ เป็นอย่างนี้เราจึงเป็นรองมารเขามาตลอด วิชาของเราไม่ดีขึ้นแต่ไปดีที่วัตถุก็แปลว่ามารขาดับวิชาของเรามา ตลอดโดยที่เราไม่รู้ วิชาของเราจะเพี้ยนเรื่อย ๆ ในที่สุดความถูกไม่มีเหลือ แต่ไปยึดเอาความเพี้ยนมาเป็น ความถูก นี่คือลักษณะที่มารดับวิชาของเรา ขอให้ทราบไว้ตั้งแต่วันนี้

อย่ามาตั้งแง่เอาชนะกันเองในธาตุธรรมเดียวกันไม่มีประโยชน์เลย มารเขาหาวิธีทุกอย่างที่จะให้วิชาธรรมกายดับ เพราะเขาทําสําเร็จมาแล้ว โปรดย้อนกลับไปดูเรื่องราวในอดีต เพียงแต่พระพุทธองค์เข้านิพพานไปแค่ 500 ปีเท่านั้นวิชาธรรมกายสิ้นสูญ แล้วมรรคผลนิพพานขาดตั้งแต่วันนั้น ข้าพเจ้าเคยทูลถามพระสมณโคดม “ ขอพระองค์ได้ทรงโปรดขอทูลถามเพื่อความรู้ พระองค์เข้านิพพานไปได้กี่ปี แน่ก่อนที่วิชาธรรมกายจะดับไป ? เพราะบางท่านกล่าวว่า 1,000 ปี บางท่านว่า 500 ปี ขอทูลถามว่ากี่ปีกันแน่ ? ” ทรงตอบว่า “ อยู่ในราว 500 ปี ขาดเกินก็อยู่ราว ๆ นี้ ” คราวนี้มาถึงประเด็นที่ข้าพเจ้านําความรู้มากล่าวบางท่าน บอกว่าตําหนิเขา ข้าพเจ้าไม่ได้ตําหนอใครทั้งนั้นที่กล่าวมานี้ก็เป็นเรื่องของความรู้มีความหวังดีต่อท่านที่มีบารมี


80

ธรรม ข้าพเจ้ารู้เห็นมาอย่างนี้ท่านทั้งหลายไม่สนใจก็เรื่องของท่าน ข้าพเจ้ามีหน้าที่ทําวิชาปราบมารรู้เห็นอะไรก็ ควรที่จะนํามากล่าวไว้บ้าง ก็ต้องทํา อย่างน้อยก็เป็นข้อคิดในวิถีทางการสร้างบารมีของท่าน หลังฉากของผู้ กํากับการแสดงนั้นไม่มีใครรู้เห็นกว่าจะรู้เห็นได้แต่ละอย่างก็เดินวิชากัน 9 – 10 ปี ข้าพเจ้าข้องใจเรื่องความร่ํารวย มานานแล้วว่าเป็นเพราะอะไร มีอะไรเป็นเหตุมีอะไรในเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ก็เพิ่งได้รู้วันนี้ถึงรู้ได้ไม่มากแต่ ก็พอบอกเล่ากันได้ นี่คืออานิสงส์ของการทําวิชาปราบมารต้องว่าเป็นความรู้สําคัญสุดยอด วันนี้พูดกันอย่างนี้ ต่อไปวันหน้าจะยืนยันความรู้ดั้งเดิมหรือไม่ยังตอบไม่ได้ เพราะมารเขาจะต้องมีความเคลื่อนไหวอย่างใดอย่าง หนึ่ง เพื่อไม่ให้ธรรมภาคขาวเท่าทันเขา เขาต้องคิดวิชาขึ้นใหม่แน่นอนเพื่อมาปิดรู้บังญาณของพวกเราต่อไป ตามที่กล่าวนี้หากพวกเราช่วยกันเดินวิชาเรายังจะได้รู้เห็นอะไรอีกมาก เท่าที่นํามากล่าวนี้เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นใน ส่วนที่ยังไม่สมควรนํามากล่าวยังมีอีกมากมาย ด้วยเห็นว่ายังไม่สมควรแก่กาลเวลา

การตรัสรู้ของพระองค์มี 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรก เป็นการตรัสรู้ในโลกเรียกว่า “ ตรัสรู้ในปกครองย่อย ” ขั้นตอนที่ 2 เป็นการตรัสรู้ใหม่คือตรัสรู้ในนิพพานเรียกว่า “ ตรัสรู้ในปกครองใหญ่ ” การตรัสรู้ในโลกเราเข้าใจกันแล้วไม่ต้องอธิบาย แต่การตรัสรู้ในนิพพานพวกเรายังไม่ทราบ ข้าพเจ้าเพิ่งได้ ทราบในตอนที่ทําวิชาปราบมารวาการตรัสรู้ระดับนี้แต่แรกก็ว่าไม่มีปัญหา ต่อเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาเรื่องราวก็คือ การตรัสรู้ในนิพานนั้นพระพุทธองค์จะต้องนิโรธค้นวิชาอีก นิพพานเบื้องต้นจะต้องไปเรียนวิชากับนิพพานลึก ๆ ลึกเข้าไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะพ้นการปกครองของมาร นี่คือเรื่องย่อ แต่มารเขาไม่ยอมให้ทําเช่นนั้นหากปล่อยให้ เหตุการณ์ดําเนินการไปตามกฎเกณฑ์ของภาคขาวแล้วธรรมภาคมารจะหมดอํานาจปกครองไม่วันใดก็วันใด วิธีที่ เขาห้ามก็คือเขาทําวิชาปกครองขึ้นก่อน นิพพานใครก็นิพพานใคร บ้านใคร ๆ อยู่ไม่ให้ไปมาหาสู่กัน เพียงเท่านี้ เองทําให้การตรัสรู้ระดับนิพพานไม่อาจดําเนินการได้ นี่แหละคือตัวปัญหา ธรรมภาคขาวหาวิธีแก้ไขโดยส่ง พวกเราลงมาเกิดเพื่อให้ทําวิชาปราบมาร ไม่มีวิธีอื่นเพราะกายมนุษย์ของเราได้เปรียบในประเด็นที่มารระเบิดไม่ แตก ถึงอย่างไรก็ทําให้กายมนุษย์ตายไม่ได้เว้นแต่หมดอายุขัยคือเจ็บไข้ได้ป่วยตายเท่านั้น ซึ่งการเจ็บไข้ได้ป่วย ของเรานั้นเป็นไปตามวิชาปกครองของมารที่เขาทําไว้ในดวงทุกข์และสมุทัย การปราบมารที่เราทราบคือยุคของ หลวงพ่อ ส่วนยุคของข้าพเจ้านั้นขอบอกแก่ท่านทั้งหลายว่าข้าพเจ้าไม่รู้เรื่องอะไรเลยเป็นเพียงแก้ขัดชั่วคราว เท่านั้น ไม่มีไก่ก็เอาเป็ดไปขันแทนข้าพเจ้าคิดอย่างนั้นในเบื้องต้น เพราะความรู้ของข้าพเจ้าเป็นตัวบ่งบอกว่าไม่ เข้าท่าเป็นลูกมือพอเป็นได้ แต่ถึงขนาดเป็นแม่ทัพยังไม่ถึงขั้นนั้น เหตุการณ์รบดําเนินมานานมากแล้วจนถึง


81

ขณะนี้เป็นปีที่ 16 การรบดําเนินมาถึงวันนี้ข้าพเจ้าเพียงรักษาราชการแทนรอคอยผู้มาดํารงตําแหน่งแทน คอย แล้วคอยเล่าตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ผู้ดํารงตําแหน่งตังจริงยังไม่มารายงานตัว ข้าพเจ้าก็ต้องทําหน้าที่แทนไปเรื่อย ๆ งานปราบมารเป็นงานของธาตุธรรมทํามาแล้วตั้งแต่อดีตหลายยุคหลายสมัย แต่ไม่ประสบความสําเร็จธาตุ ธรรมท่านบอกแก่ข้าพเจ้ามาอย่างนั้น ยุคนี้จะเป็นยุค “ เข้าตากรรมการ ” ทรงรับสั่งอย่างนั้นข้าพเจ้าก็จํามากล่าว จะเป็นการให้ยาหอมแก่เราหรือเปล่าไม่ทราบ คงจะเป็นการเอาใจเราให้เราทําวิชามากกว่าข้าพเจ้าคิดอย่างนั้น สรุปแล้วเราทราบเพียงพระพุทธองค์ตรัสรู้ในโลก ความรู้ที่ได้จากการตรัสรู้คือพระไตรปิฏกที่เราเรียนกันทุก วันนี้ ส่วนการตรัสรู้หลังจากได้มรรคผลนิพพานแล้วคือการตรัสรู้อีกขั้นตอนหนึ่งนั้นเราไม่รู้เรื่องเลย พระพุทธ องค์ก็ไม่สามารถมาบอกอะไรแก่เราได้ และเราก็ไม่สามารถไปหาพระพุทธองค์ นิพพานกับมนุษย์ขาดการ ติดต่อกันตรงนี้ขาดตอนกันตรงนี้มารเขาได้ช่องทันที การที่ไปมาหาสู่กันไม่ได้นี่เองเป็นช่องว่างให้มารทํางานได้ เต็มมือคือส่วนหนึ่งไปถล่มนิพพาน อีกส่วนหนึ่งไปถล่มภพ 3 และภพ 3 นี้ก็คือพวกเรานั่นเอง รวมความว่ามาร ปกครองทั้งหมดคือ ปกครองนิพพานเรียกว่าปกครองใหญ่ , ปกครองภพ 3 เรียกว่าปกครองย่อย ทุกข์ร้อนใน มนุษย์เราทราบแต่ทุกข์ร้อนในนิพพานไม่มีใครทราบเลย เกินปัญญาที่เราจะไปรู้ไปทราบ ดีแต่ว่าเราเป็น ธรรมกายถึงแม้จะไม่เก่งแต่ก็พอเป็นไป แม้เราเป็นธรรมกายเราก็ยังไม่แจ้งนิพพานนัก เพียงแต่รู้เห็นนิดหน่อย เท่านั้นยังไม่รู้เห็นขั้นละเอียด สําหรับข้าพเจ้าที่นําเรื่องราวมากล่าวได้ก็เพราะข้าพเจ้าปราบมาร บังเอิญไปรู้เห็น ได้บ้างก็นํามาบอกเล่า นิพพานเดือดร้อนไม่มีใครรู้ รู้แต่ว่านิพพานเป็นสุข ใคร ๆ ก็ว่านิพพานเป็นสุขกันทั้งนั้น มีข้าพเจ้าอยู่ผู้เดียวที่ความรู้ไม่เป็นไปตามตํารา ถ้าไม่มีการไปก่อกวนนิพพานจะเป็นสุขจริง แต่ถ้ามารยังเป็น ผู้ปกครองอยู่สถานภาพของนิพพานก็แปรปรวนไป การที่เราปราบมารก็เพื่อกําจัดตัวก่อนกวนนั้นให้หมดไป นั่นเอง

พระพุทธองค์ในนิพพานทรงนิโรธอย่างไร ? นิโรธให้ได้อะไร ?ๆ เป็นประเด็นสําคัญสูงสุดที่เราอยากทราบว่าพระพุทธเจ้าในนิพพานและผู้ได้มรรคผลนิพพานมีภารกิจ ประจําวันอะไร คําตอบก็คือทรงนิโรธ ถามว่านิโรธไปไหน , นิโรธไปให้ได้อะไร , หากทรงรู้เห็นอะไรควรบอก แก่เราบ้าง นี่คือเรื่องสําคัญข้าพเจ้าพยายามจะรู้มานานแล้ว เพราะทําวิชาปราบมารไปแล้วเกิดการติดขัดเราจะรู้ เรื่องอะไรเราก็รู้ไม่ได้จะเห็นอะไรก็เห็นไม่ได้ พยายามทูลถามพระองค์เนือง ๆ ทรงบอกได้เท่าที่พระองค์ทรงทํา ได้เท่านั้น หากเกินรู้เกินญาณทัสสนะของพระองค์แล้วก็จนใจ ไม่ใช่เราอยากทราบอะไรก็ทราบโดยทันที ข้าพเจ้าพากเพียรมานานปีแล้ว พระพุทธองค์ทรงอยากบอกเราใจจะขาด แต่บอกไม่ได้เป็นเพราะอะไร นี่คือ ข้อสังเกตที่เราจับได้ถึงพระองค์ไม่รับสั่งแต่เราก็พอเดาได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะมารเขาออกคําสั่งห้ามไว้ เมื่อเป็น


82

เช่นนี้เราจึงได้ความรู้อย่างยากเย็นแสนเข็ญ ดูว่าจะแจ้งได้แต่ละเรื่องใช้เวลาค้นคว้ายาวนาน แม้จะได้ความรู้แต่ก็ รู้แคบ ๆ ยังไม่ถึงขั้นละเอียดลออ เหตุใดพระพุทธองค์เฉยเมยต่อเรา

? นี่คือข้อสังเกตเป็นเพราะมารเขาห้ามไว้

หากขัดคําสั่งจะมีอะไรเกิดขึ้นเมื่อขัดคําสั่งแล้วจะมีอะไรเกิดขึ้น จะได้เสนอในตอนที่เป็นผลงานคือจะกล่าวใน ตอนนั้น คราวนี้กลับมาพูดถึงประเด็นที่ว่าพระพุทธเจ้าในนิพพานนิโรธให้ได้อะไร ? นิโรธไปไหน ? ได้ความรู้ อะไรบ้าง ? นี่คือเรื่องใหญ่นี่คือเรื่องสําคัญที่เราต้องเรียนรู้ให้ได้ จะเสียอะไรเราไม่ว่าเรายินดีจะเสียขอให้ได้แต่ ความรู้สําคัญนี้แม้เราจะรู้ได้ไม่มากเพียงเป็นน้ํากระสายยาก็ยังดี นี่คือเป้าหมายในการบากบั่นทําวิชาของเราใน ที่สุดเราพอได้ความรู้ดังนี้การนิโรธของนิพพานนั้นนิโรธเพื่อแสวงหาวิชากําจัดทุกข์ภัยและแสวงหาวิชาเพื่อ ป้องกันศัตรูคือมาร นี่คือเป้าหมายของพระองค์ นิพพานไหนก็มีเป้าหมายอย่างนี้ตรงกันหมด แต่งานที่ได้ไม่ เป็นไปตามเป้าหมาย การนิโรธของพระองค์เป็นดังนี้ ( ก ) นิโรธไปได้แต่สถานที่ปลอดภัยคือเขตปลอดอาวุธเท่านั้น สถานที่ ๆ มีอาวุธนิโรธไปไม่ได้มารเขาห้าม เป็นเขตหวงห้ามของเขา หากใครล้ําแดนมารเขาจะออกมาจัดการ เขาจัดการอย่างไร ? จะเล่าให้ทราบเมื่อเรื่อง พาดพิงถึง ( ข ) การนิโรธเพื่อศึกษาแสนยานุภาพของมาร กระทํามิได้มารเขาห้าม หากใครขัดขืนจะต้องมีเรื่องกับมารเขา แล้วมารเขาจะตอบโต้อย่างรุ่นแรง ความเสียหายที่เขากระทําต่อธรรมภาคขาวนั้น จะเล่าให้ทราบเมื่อเรื่องพาดพิง ถึง ตามที่อธิบายมานี้เป็นการตอบคําถามที่ว่าพระพุทธองค์ทรงนิโรธไปไหน , นิโรธไปให้ได้อะไร , นิโรธไป เพื่อให้ได้ความรู้อะไรถือว่าตอบชัดเจนแล้ว ถ้าจะให้อธิบายละเอียดกว่านี้กระทําไม่ได้ เพราะเกินปัญญาของ ข้าพเจ้าแล้ว เราก็มาคิดว่าเหตุใดมรรคผลนิพพานของเราจึงเป็นอย่างนี้ ท่านทั้งหลายไม่คิดแต่ข้าพเจ้าต้องคิด เพราะเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าทีจะต้องปราบมารตามบัญชาของพระพุทธองค์ แก้อะไรได้แก้ไปเลย , ทําอะไรได้ ทําไปเลย ไม่ต้องหารือพระองค์ หากเราหารือมารมันก็ไปลุยพระพุทธองค์อีก ก็เพิ่งได้รู้เห็นตอนปราบมารนี้เอง มารมันร้ายขนาดนี้ทีเดียว การหารือของเราเท่ากับไปลงโทษพระพุทธองค์ ดังนั้นจะคิดอะไรหรือจะทําอะไร พิจารณาให้ดีใคร่ครวญให้ดีอย่าให้มารได้ช่อง หากมารได้ช่องแล้วมันไปลุยพระพุทธองค์ของเราอีกฐานที่บอก ความรู้แก่เรา ท่านทั้งหลายไม่ทําวิชาไปถึงก็ไม่รู้ ข้าพเจ้าไปรู้ไปเห็นเข้าเกิดความสงสารพระพุทธองค์อย่าง ทันใด นี่แหละที่ข้าพเจ้าจึงเชิญชวนให้ปราบมาร ก็เพื่อเราจะได้ช่วยกันและกัน ถึงไม่ทําข้าพเจ้าก็ไม่ว่าแต่กลับ จะมาเขม่นข้าพเจ้ารังเกียจข้าพเจ้าหาว่าข้าพเจ้ารู้ดีไปกว่าตน ต่อต้านตําราของข้าพเจ้ากลัวว่าข้าพเจ้าจะดังกว่าอย่าง


83

นี้ก็มี นี่แหละพวกเราเป็นฐานทัพให้มารก็เห็นกันชัด ๆ ไม่ต้องตายก็ได้เห็นกันแล้ว เป็นธาตุธรรมของมารแฝง มาในภาคขาว อย่างนี้ธาตุธรรมท่านไม่เก็บไว้ดูเล่นมีเท่าไรก็ไม่เหลือ ธาตุธรรมของเราเปลี่ยนได้ตามแต่มารเขา จะพลิกเขาเรียกว่าพลิกธาตุธรรม แต่แรกก็ว่าดีต่อมามันเปลี่ยนได้ทั้งนั้นพิจารณาดูเถิดท่านทั้งหลายทุกอย่างมีให้ ท่านดู บอกแก่ท่านแล้วว่ามารมันเลี้ยงต้อยไว้ได้เวลามันก็ฮุบเอาไป เสียดายเราเสียเวลาสร้างบารมีมานานหมด เงินชาวบ้านไม่รู้เท่าไรแล้ว แล้วผลตอบแทนออกมาอย่างนี้น่าเสียดายที่ผลเป็นสูญ บอกแล้วว่ามารมันมีชั้นเชิง คนไม่เป็นวิชาแต่รวย ร้อยทั้งร้อยกว่าจะรู้ว่าเงินที่เราลงไปเป็นศูนย์ก็สายเกินแก้แล้ว กลับมาพิจารณาเรื่องการ นิโรธของพระพุทธองค์ในนิพพานกันใหม่ตามที่กล่าวว่าพระพุทธองค์เข้านิโรธในนิพพานนั้นนิโรธไปได้เฉพาะ เขตแนวที่มารอนุญาตเท่านั้น เขตหวงห้ามซึ่งเป็นที่สะสมอาวุธของเขา เขาห้ามเราไปรู้เห็นเพราะเป็นเขตที่หวง ห้ามของเขา เราไม่ฟังพอเราสอดรู้สอดญาณเข้าไปรู้และญาณของเราจะวกกลับไปทันที เพราะอะไรจึงเป็น เช่นนั้น ก็เพราะมารเขาสกัดรู้สกัดญาณ , มีเหตุขวางรู้ขวางญาณ , มีเหตุตัดรู้ตัดญาณ , มีเหตุจูงรู้จูงญาณ , มีเหตุ พารู้พาญาณ ทันใดที่รู้และญาณของเราเข้าไปสัมผัส มารเขาจะมีเหตุพารู้พาญาณ , เหตุจูงรู้จูงญาณ ออกมา ต่อต้านก่อนคือเขาพารู้พาญาณของเราไปทางอื่น เขาจูงรู้จูงญาณของเราไปทางอื่นไม่ให้ไปถึงจุดหมายที่เรา ต้องการ เรารู้ทันเราก็ไปตามจุดหมายที่เราต้องการ เขาก็ส่งเหตุสกัดรู้สกัดญาณ , เหตุตัดรู้ตัดญาณ , เหตุขวางรู้ ขวางญาณออกมาต่อสู้ รู้ญาณของเราถอยหลังกลับทันทีสู้เขาไมได้ เป็นอันว่าเราไปรู้เห็นเรื่องสําคัญของมาร ไม่ได้เรื่องก็ยุติแค่นี้ เป็นอันว่าเราตรัสรู้มากกว่าเดิมไม่ได้ จึงไม่รู้สุดละเอียดของมารมาจนบัดนี้ ที่หลวงพ่อท่าน เทศน์ไว้ในกัณฑ์ทานานุโมทนากถาเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2497 ความว่า ถ้าเรารู้ฉากหลังและบังคับฉากหลัง ได้เราก็เลิกเป็นบ่าวเป็นทาสของมาร และหลวงพ่อท่านก็เดินวิชาถึงขนาดรวมธาตุรวมธรรมทั้งหมดแล้วก็ยังไป ไม่ถึงฉากหลังที่ว่านั้น ดั้งนั้นคําว่า “ ฉากหลัง ” จะหมายถึงเหตุที่กล่าวนี้หรือไม่ ? คราวนี้เรามาคิดกันว่ากรณีที่ พระพุทธเจ้าลงมาตรัสรู้ในโลก ทรงตรัสรู้แต่ภาคโปรดเท่านั้นแต่ความรู้ภาคปราบยังไม่ได้ตรัสรู้ การที่ตรัสรู้ ความรู้ภาคปราบไม่ได้นั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เป็นอันตรายอย่างไร ? เรื่องราวของนิพพานตามที่ได้เขียนตํารา ปราบมารไปแล้ว 3 ภาค รวมทั้งภาค 4 นี้อีก 1 ภาค รวมเป็น 4 ภาค ล้วนแต่เป็นเรื่องปราบมารในนิพพานทั้งสิ้น เรื่องราวมีอย่างไร ท่านต้องอ่านหนังสือปราบทั้ง 4 ภาคให้จบแล้วจะเกิดความเข้าใจว่าอันตรายอย่างไร นี่คือ ความรู้ที่เราพอทราบในขั้นตอนนี้ส่วนเรื่องราวที่เราจะทราบต่อไปในภายหน้าเรายังไม่ทราบ ต้องให้โอกาสนั้น มาถึงเสียก่อนจึงจะทราบ เพราะงานปราบมารนั้นจะต้องใช้เวลามาก ทําอย่างไรเราจึงจะสู้มารได้ ? นี่คือคําถาม ที่ท่านทั้งหลายถามข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าจะตอบแก่ท่านอย่างไร เพราะความรู้ที่ใช้ในทุกวันนี้ยังคํานวณไป


84

ไม่สุดเหตุปกครองของมาร แล้วท่านก็ถามต่อไปว่าแล้วทําไมศึกษา ฯ การุณย์ บุญมานุช ไม่คํานวณให้มันสุดเล่า ? เราอยากจะคํานวณให้ยิ่งกว่าคํานวณเสียอีก ขีดความสามารถของเราทําได้แค่นี้ก็พูดได้เพียงเท่านี้

หลักสูตรของการตรัสรู้ของพระบรมศาสดาต้องปรับปรุงใหม่เสียแล้ว เหตุใดจึงมีแนวคิดที่จะปรับปรุงหลักสูตรการตรัสรู้ของพระบรมศาสดา นี่คือเรื่องที่ท่านทั้งหลายอยากทราบ นิพพานของเรามีผู้ปกครองเช่นเดียวกับในโลกของเราเหมือนกัน ในโลกของเรานี้มีพระเจ้าแผ่นดินเป็นประมุข มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ปกครองแทนทั้งหมด อํานาจปกครองลดลั่นกันลงมาจากนายกรัฐมนตรีก็มีรัฐมนตรี , ปลัดกระทรวง , อธิบดี , ผู้ว่าราชการจังหวัด , นายอําเภอ , กํานัน , ผู้ใหญ่บ้าน ส่วนการปกครองของผู้ได้มรรค ผลนิพพานนั้นก็มีต้นใหญ่, ต้นย่อยและย่อยลงไปอีก ทําหน้าที่ช่วยต้นใหญ่ปกครองดูแล กรณีที่นิพพานมี ปัญหาธาตุธรรมท่านก็คิดกันว่าจะแก้ไขอะไรและอย่างไร อย่างเช่นเรื่องการตรัสรู้ของพระพุทธองค์นั้นก็มีการ คิดกันแล้ว ควรจะต้องกําหนดหลักสูตรการตรัสรู้ภาคปราบด้วย หากไม่ตรัสรู้ภาคปราบเราก็เป็นบ่าวของมารอยู่ อย่างนี้ ในเรื่องที่เกี่ยวกับการสร้างบารมีจะยากง่ายแค่ไหนเพียงไรนั้นเรายังไม่กล่าว หากไม่ทําแบบนี้ไม่รอดมือ มาร นี่คือแนวคิดแต่ความเป็นไปได้จะมีเพียงไรนั้นยังไม่ทราบ ปัจจุบันนี้หาโพธิสัตว์ชั้นดีได้ที่ไหน มีแต่พระ ปนมาร พระจริง ๆ หายาก ยิ่งเราจะอาราธนาให้ใครมาตรัสรู้ยังหายากแล้วเราจะว่าอย่างไรกัน โพธิสัตว์ที่กําลัง สร้างบารมีในโลกทุกวันนี้มีใครบ้างที่เข้าตากรรมการ สุดท้ายก็มายุติเรื่องความรู้เพราะความรู้ไม่เอาไหน เห็น กันตั้งแต่ชาตินี้แล้วจะรอว่าชาติหน้าปัญญาเราจะเรือง พูดอย่างนั้นก็คือพูดแบบภาพยนตร์อินเดียเรื่องความรู้ ปราบมารไม่ต้องพูดถึงหาทําน้ํากระสายยาไม่ได้เลย จะดูอะไรกันมากถามเพียงว่าตําราวิชาธรรมกายหลักสูตร คู่มือสมภารและหลักสูตรมรรคผลพิสดารเคยอ่านบ้างหรือเปล่า ? ไม่ต้องถามว่าความรู้บทนี้เดินวิชาอย่างไรเอา กันง่าย ๆ อย่างนี้ ท่านทั้งหลายโต้ว่าบอกลุงการุณย์ บุญมานุชอย่าได้วิตก อาราธนาเทวดาชั้นดุสิตลงมาเกิดเพื่อ สืบต่อวิชาธรรมกายแล้วเขาก็จะปราบมารกันได้เอง โปรดอย่าเป็นห่วงเลยฟังดูเข้าท่าแต่ความเป็นไปได้ไม่มีชุด บารมีชั้นครูรุ่นหลวงพ่อเรานั้นรุ่นนั้นถือว่าเอกอุดมแล้วคัดเลือกมาอย่างดีแล้วรุ่นนั้นตายไปเกือบหมดแล้ว เหลือ แต่รุ่นสืบต่อวิชาธรรมกายรุ่นนี้ก็คัดยิ่งกว่าคัดแล้วท่านก็มาว่ารุ่นนี้วิชาธรรมกายไปได้แค่ไหน แม้สอนเบื้องต้นยัง ไม่ได้เรื่องแล้วจะหาฝีมือแก้โรคอย่างแม่ชีถนอม อาสไวย์ ไม่มีแล้วคนที่แก้โรคได้คนที่แก้ทุกข์ร้อนได้ ข้าพเจ้า มีชีวิตอยู่จนแก่ยังไม่เคยได้ยินเข้าหู มีแต่ยกย่องกันเองสร้างความนิยมกันเอง เมื่อความจริงปรากฏอย่างนี้เราจะ ไปหวังอะไร คราวนี้มาถึงประเด็นที่ว่าเหตุใดจึงกําหนดหลักสูตรตรัสรู้ภาคปราบด้วย จะตรัสรู้ภาคโปรดอย่าง บรรพกาลไม่ได้หรือ ตอบว่าการตรัสรู้ภาคโปรดเพียงอย่างเดียวเราสู้มารไม่ได้จะไปเสียท่ามารในตอนที่ได้มรรค ผลนิพพาน ดังที่เราได้รู้และทราบกันแล้วเมื่อได้มรรคผลนิพพานแล้วจึงไปตรัสรู้ภาคปราบกันในภาคมรรคผล


85

นิพพานนั้นไม่ได้หรือ ตอบว่าการตรัสรู้ในระดับมรรคผลนิพพานนั้นเรามีแต่กายธรรมไม่มีกายมนุษย์รองรับ ทํา ให้กายธรรมขาดความแข็งแรงสู้มารไม่ได้ การตรัสรู้ในระดับนี้จึงเกิดขึ้นไม่ได้ จึงเปลี่ยนหลักสูตรการตรัสรู้ ใหม่คือให้ตรัสรู้ทั้งภาคโปรดและภาคปราบแล้วเข้านิพพานโดยกายมนุษย์ เลิกเข้านิพพานโดยกายธรรม เหตุผล ที่ต้องตรัสรู้ทั้ง 2 ภาค คือภาคโปรดและภาคปราบในขณะที่มีกายมนุษย์อยู่นั้นก็เพราะการตรัสรู้ในขณะที่มีกาย มนุษย์อยู่เกิดความมั่นคง เนื่องจากกายธรรมมีกายมนุษย์รองรับ ส่วนกายธรรมในนิพพานที่ไม่มีกายมนุษย์ รองรับเปราะบางเกินไป ปะทะกับมารแล้วสู้เขาไม่ได้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตรัสรู้ภาคพิเศษหลังจากได้ มรรคผลนิพพานแล้วถือว่าเป็นการตรัสรู้ภาคพิเศษ เพราะมีประสบการณ์จากการตรัสรู้ในโลกมาแล้วทั้งภาค ปราบและภาคโปรด ภาคปราบคือสู้มาร และภาคโปรดคือเผยแพร่ความรู้ศาสนา หากมีกรณีเพลี่ยงพล้ํากาย มนุษย์ตายเป็นผลให้เข้านิพพานด้วยกายมนุษย์ไม่ได้ให้ชะลอการได้มรรคผลนิพพานไว้ก่อน ต้องลงมาตรัสรู้แก้ ตัวใหม่จนกว่ากายมนุษย์ไม่ตายเข้านิพพานด้วยกายมนุษย์ หลักสูตรดังกล่าวนี้ธาตุธรรมท่านเห็นด้วยอย่าง แน่นอน รูปการแห่งการสร้างบารมีก็จะต้องเปลี่ยนไป ขืนยอมให้เข้านิพพานด้วยกายธรรมเหมือนอดีตไม่เป็น ผลดีด้วยประการทั้งปวง หากเราไม่ปรับปรุงหลักสูตรมารก็ข่มเราอยู่อย่างนี้ เราตกเป็นบ่าวเป็นทาสของมาร มารบังคับเราได้ทุกรูปแบบดวงบารมีของเราที่เราสร้างมาเกือบล้มเกือบตายนั้น มารเขายังมาระเบิดเอาไปต่อหน้า ต่อตา โดยที่เราไม่มีทางสู้มารเขาเห็นว่านิพพานคืออู่ข้าวอู่น้ําของเขา เขาไม่ต้องทํามาหากินอะไรได้เวลาเขาก็มา ระเบิดดวงบารมีไปจากพวกเราเหมือนเสือล่ากวางในป่า เราหมดเนื้อเก้งกวางไปแล้วกี่ฝูงเก้งกวางก็ไม่เคยคิด ต่อสู้ เวลาที่เสือวิ่งมาตะครุบเก้งกวางก็วิ่งหนีแต่วิ่งหนีไม่พ้นเสือก็ตะครุบเอาไป ดังที่เราเคยเห็นในภาพยนตร์นั้น จะเห็นว่าสัตว์เล็กคือม้าลาย , เก้ง , กวาง , วัวป่าเป็นอาหารอันโอชะของเสือ เพราะไม่มีอาวุธต่อสู้เสือนั่นเอง กลับมาดูภาพยนตร์อีกม้วนหนึ่งคือควายป่าตัวเดียวสู้กับเสือฝูงหนึ่ง โดยเสือล้อมหน้าล้อมหลัง ควายก็สู้เต็มฝีมือ แต่ไม่รู้จะสู้กับเป้าไหน เพราะเสือวางกําลังรบไว้รอบตัวควาย สุดท้ายควายล้มลงฝูงเสือก็รุมกันกินเนื้อ เหตุผล ที่แพ้ก็เพราะเสือหลายตัวแต่ควายตัวเดียว เราชมน้ําใจควายป่าแม้ตัวเองจะตายแต่ก็สู้เต็มฝีมือแล้ว ภาพยนตร์อีก ม้วนหนึ่งควายป่า 2 ตัวกับเสือหนึ่งฝูง ฝูงเสือวิ่งเข้ามาควายทั้ง 2 เอาหลังชนกันแล้วก็สู้กับเสือ ปรากฏว่าเสือสู้ ไม่ได้ นี่ก็คือความรู้เป็นอาวุธเราไม่มีความรู้ก็คือเราไม่มีอาวุธไปสู้มาร บัดนี้เราจับความได้แล้วว่ามารรังแก ทั้งนั้น แม้กระทั่งพระพุทธองค์มันยังรังแก จักรพรรดิกายสิทธิ์มารก็รังแก แล้วอรูปพรหม , ทิพย์ และมนุษย์จะ ไปเหลืออะไร ทําไมไม่มีใครคิดสู้ เราเป็นทาสเป็นบ่าวของมารมานานแล้วปล่อยให้มารข่มเหงรังแกอยู่ได้ทุกวัน ถ้าคิดจะสู้ก็ต้องหาอาวุธ และอาวุธก็คือความรู้วิชาธรรมกายชั้นสูง วิชาธรรมกายอ่อน ๆ สู้เขาไม่ได้ จะสู้หรือไม่ ถ้าสู้ต้องเรียนให้สูงเรียนให้เก่งกว่าข้าพเจ้าเก่งน้อยกว่าข้าพเจ้าไม่ได้ ถึงมนุษย์ไม่รู้ว่าเราสู้มารแต่พระพุทธองค์


86

ท่านรู้ ท่านชมเชย ท่านจงได้อย่าดีใจเลยหากพระพุทธองค์ท่านชมเชยจึงควรแก่การดีใจ คนอย่างเราพระพุทธ องค์ท่านยกย่องอย่างนี้น่าดีใจ

ต้องการทราบว่าพระพุทธเจ้าในนิพพานนั้นทรงอยู่ได้อย่างไร ? ต้องทราบก่อนว่าพระพุทธเจ้าทั้งหมดในนิพพานทั้งนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็นทรงอยู่ได้อย่างไร , ใคร ดูแล , ใครให้ความเป็นอยู่ , ใครให้การอุปการะ ต้องทราบความรู้เรื่องนี้ก่อนถ้าไม่ทราบแปลว่าความรู้เราอ่อน เกินไป ถึงจะเรียนวิชาธรรมกายร้อยปีก็ต้องดูว่าความรู้ใช้ไม่ได้ ไม่รู้แม้แต่ความรู้เบื้องต้น ในนิพพานนั้นทั้ง นิพพานกายธรรมและนิพพานเป็น พระพุทธองค์และผู้ได้มรรคผลนิพพานอยู่ได้ด้วยการดูแลของจักรพรรดิ จักรพรรดิท่านให้การอุปการะ – ปกป้อง - ป้องกัน จักรพรรดิท่านเป็นเกราะป้องกันมารให้ เมื่อเป็นที่ประจักษ์ ชัดว่ามารกวาดต้อนเอาจักรพรรดิของเราไปแปลว่าพระพุทธองค์หมดภูมิคุ้มกัน มารก็ถือโอกาสบดขยี้พระพุทธ องค์อย่างตามใจชอบ ข้าพเจ้าไปเห็นเหตุการณ์เข้าถึงกับสะอื้นใจ สะอื้นคนเดียวเพราะไม่มีใครไปรู้เห็นด้วยจึง ไม่มีใครสะอื้นด้วย ในเบื้องต้นเราได้เห็นพระพุทธองค์ถูกมารดับ ลึกลงไปเห็นพระพุทธองค์ถูกมารเอาไป กักกันเอาไปบังคับขู่เข็ญก็มี ลึกเข้าไปอีกไปพบจักรพรรดิที่มารเขากวาดต้อนมาบางส่วนถูกทรมาน บางส่วนก็ เหมือนถูกกักบริเวณ พบแล้วพบอีกไม่รู้จบสิ้น สรุปว่ามารบดขยี้ได้หมดตามที่เขาต้องการ ข้อมูลนี้สรุปว่าธรรม ภาคขาวแพ้มารทุกรูปแบบเขาบังคับได้หมด นี่คือระดับนิพพานมารเขายังทําได้ถึงเพียงนี้แล้วระดับอรูปพรหม , พรหม , ทิพย์ และมนุษย์โลกจะไปมีเหลืออะไร

จักรพรรดิและกายสิทธิ์มีคุณอย่างไร ? ท่านที่อ่านหนังสือธรรมกายชั้นสูงหลักสูตรวิชชามรรคผลพิสดารของหลวงพ่อวัดปากน้ํา ท่านจะทราบว่าวิชา ธรรมกายหลักสูตรนี้หลวงพ่อกล่าวถึงคุณของจักรพรรดิไว้แล้ว ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวถึงอีกแต่ความรู้เพิ่มเติมที่ได้ จากการปราบมารทําให้รู้เห็นเรื่องราวของจักรพรรดิและกายสิทธิ์มากขึ้น นิพพานของธรรมขาวทั้งนิพพานเป็น( นิพพานกายมนุษย์ )และนิพพานกายธรรม( นิพพานถอดกาย ) นั้น ถามว่าใครเป็นผู้จัดทําขึ้น ตอบว่าจักรพรรดิ ท่านจัดทําทั้งสิ้น ความเป็นอยู่ของพระพุทธเจ้าในนิพพาน จักรพรรดิท่านดูแลให้ความสมบูรณ์บริบูรณ์ ปกป้อง และป้องกันมารให้ ความรู้นี้กว่าจะทราบได้ใช้เวลาปราบมารถึง 14 – 15 ปีทีเดียว กลับมาดูสุคติภูมิคือ ภพอัน แสนสบายเป็นที่พักชั่วคราว ในระหว่างที่มนุษย์ยังเวียนว่ายตายเกิด ๆ แล้วตาย เมื่อตายแล้วก็มาพักที่สุคติภูมินี้ คือ ทิพย์ได้แก่สวรรค์ 6 ชั้น , พรหม 16 ชั้น และอรูปพรหม 4 ชั้น ถามว่าสุคติภูมินี้ใครเป็นผู้ทําไว้ ตอบว่า จักรพรรดิท่านจัดทําให้ คราวนี้มาดูทุคติภูมิบ้าง คือ ภพทรมารมนุษย์ คือ นรก , อเวจี และโลกันต์ มีไว้เป็นที่พัก


87

ชั่วคราวของมนุษย์ในระหว่างที่มนุษย์ยังเวียนว่ายตายเกิด ๆ แล้วตาย ตายแล้วมาสู่ทุคติภูมิ สําหรับมนุษย์ที่ ประพฤติชั่ว , ผิดศีลธรรม ถามว่าทุคติภูมินี้ใครเป็นผู้จัดทํา ตอบว่ามารเป็นผู้จัดทําขึ้น ใครปฏิบัติตามคําสอน ของพระพุทธองค์ คือ ผู้เจริญในทาน , ศีล , ภาวนา หากยังไม่ได้มรรคผลนิพพาน ตายไปแล้วก็สู่สุคติภูมิ ส่วน มนุษย์ที่ผิดศีลผิดธรรมตายไปแล้วก็สู่ทุคติภูมิ มารเขาเป็นผู้ปกครองทุคติภูมิมารเขาเป็นผู้ลงโทษทั้งหมด ทุคติ ภูมิ คือ เครื่องมือมารที่ไว้ทรมานสัตว์โลก เหตุใดภาคขาวจึงไม่ทําโทษปล่อยให้มารเขามาเกี่ยวข้องในคดีโทษ ทําไม นี่คือความเห็นของข้าพเจ้าคนของพระคือคนของภาคขาวประพฤติผิด ภาคขาวควรทําโทษกันเอง จะทํา อย่างไรก็เป็นเรื่องของภาคขาวมารไม่เกี่ยว ปล่อยให้มารมาก้าวก่ายทําไม เป็นการไม่ชอบด้วยประการใด ๆ ใคร ตกไปอยู่ในทุคติภูมิโบราณท่านพูดว่า แผ่นดินพูดไม่ได้ได้เราก็ไม่ได้เกิด ทําให้มรรคผลนิพพานล่าช้าเข้าไปอีก การพิจารณาทุคติภูมินี้เป็นผลงานในเล่มปราบมารภาค 1 โปรดกลับไปอ่านทบทวน ข้าพเจ้าไม่คิดว่าจะทําได้แต่ เกิดทําได้ขึ้นมาอย่างคาดไม่ถึง ข้าพเจ้าดีใจจนเนื้อเต้น ตอนนี้ทุคติภูมิไม่มีแล้วใครผิดศีลผิดธรรมภาคขาวทํา โทษกันเอง หากท่านอยากทราบว่าตายไปแล้วไปอยู่ที่ไหน ก็จงเรียนวิชาธรรมกายให้แตกฉานเวลาใครตายท่าน ก็เข้ากายธรรมไปดูเอง จะให้ลุงการุณย์ บุญมานุช เล่าทุกเรื่องได้อย่างไร ลุงเองก็ตกใจที่เวลานี้ตําต่ํามากหาคนมี ความรู้ตรวจว่าตายแล้วไปไหน หาไม่ได้ หมดผู้รู้แล้ว ลุงเสียใจมาก เรื่องแก้โรคไม่ต้องพูดกันแล้วไม่มีใครทํา ได้เลย เอาแค่สอนเบื้องต้นจะให้เห็นธรรมอย่างที่ลุงสอนและคณะของลุงทําไม่มีที่ไหนทําได้ ไม่รู้ว่าเรียนกันมา อย่างไร ลุงเสียใจมาก งานทุกอย่างก็ไปตกอยู่ที่ลุงคนเดียวเป็นภาระหนักของลุง ลุงพูดไม่ออก ทุกข์ร้อนของ ท่านลุงจะดูดายได้อย่างไร

คุณของจักรพรรดิและกายสิทธิ์ไม่เพียงแค่นั้นมีคุณครอบจักรวาล กล่าวแล้วว่าจักรพรรดิสร้างนิพพานให้พระพุทธองค์ สร้างสุคติภูมิ คือ ภพอันแสนสุขให้แก่ชาวสวรรค์ ให้แก่ พรหม 16 ชั้น และให้อรูปพรหม 4 ชั้น พวกเราก็ไม่อยู่กันอย่างสบายใจแต่ไม่ทราบว่าใครทําให้ ต่อเมื่อได้ไปอยู่ แล้วจึงรู้แต่ไม่รู้จะขอบคุณท่านอย่างไร ความเป็นอยู่ประจําวันจักรพรรดิท่านจัดทําให้ทั้งนั้น กล่าวถึงในนิพพาน จักรพรรดิอุปการะทุกสถานทั้งยักปกป้องคือป้องกันมารไม่ให้มารมากล้ํากายพระพุทธองค์ เมื่อพระพุทธองค์ยัง มีพระชนม์อยู่คือยังทําหน้าที่พระพุทธเจ้าอยู่ในโลก จักรพรรดิท่านก็ช่วยทุกอย่างและเมื่อพระพุทธองค์เข้า นิพพานไปแล้ว อีกทั้งพระอรหันต์ของพระองค์ก็ได้เข้านิพพานหมดแล้ว แต่ศาสนาของพระองค์ยังอยู่ในโลก ถามว่าใครดูแลศาสนาให้ ไม่มีใครบอกความรู้แก่ท่านได้ ข้าพเจ้าไปรู้เรื่องเมื่อตอนไปปราบมารในอินเดียเมื่อปี พ.ศ. 2530 นั้น ถามจักรพรรดิจักรพรรดิที่อยู่ในองค์พุทธไสยาสน์เมืองกุสินารา ถามหน้าที่ของท่าน ท่านอยู่ อย่างไร ฟังท่านอธิบายยังเป็นภาพติดตาจนบัดนี้ แม้เราขึ้นเครื่องบินเดินทางกลับ ท่านยังตามมาส่งอีกด้วย


88

ขอให้ท่านอ่านปราบมารภาค 1 ดูอีกครั้ง ศาสนาของพระพุทธองค์อยู่ได้ด้วยจักรพรรดิและกายสิทธิ์ทั้งนั้นแต่เรา ไม่รู้ ความเป็นอยู่ประจําวันของทิพย์ , พรหม และอรูปพรหม จักรพรรดิท่านดูและเช่นเดียวกัน อย่าว่าแต่ทิพย์ , พรหม และอรูปพรหมเลย แม้มนุษย์อย่างพวกเราจักรพรรดิท่านก็ดูแล หากท่านไม่ดูแลเราจะอยู่ได้อย่างไร แต่ พวกเราไม่รู้ นี่คือคุณของจักรพรรดิและกายสิทธิ์เพียงย่อ ๆ แปลกแต่จริงคือ ไม่มีใครรู้คุณ , ไม่มีใครระลึกถึง , ไม่มีใครกราบไหว้ โปรดจําไว้ว่าในพระประธาน , ในพระพุทธรูป , ในพระเครื่อง เป็นกายสิทธิ์ทั้งนั้น

ความเป็นมาของจักรพรรดิและกายสิทธิ์ และความเป็นมาแต่เดิม บารมียังอ่อนก็เป็นกายสิทธิ์ แต่พอบารมีแก่กล้าจึงเลื่อนฐานะเป็นจักรพรรดิ หลวงพ่อสอนแล้วอยู่ใน หลักสูตรวิชชามรรคผลพิสดารโปรดอ่านปราบมารภาค 3

จักรพรรดิคือ มนุษย์อย่างเรานี้มีกําเนิดเมื่อครั้ง

มนุษย์มีใจเป็นทาน , ศีล , ภาวนา ยุคนั้นการปกครองกันโดยธรรมไม่มีกฎหมายไม่มีโจร มนุษย์ที่เกิดมาแต่แรก ยังไม่งาม อายุยืน แบ่งวัยเป็น 3 ระยะคือ วัยเด็ก , วัยกลาง , วัยสูงอายุ วัยเด็กยังไม่งามพอถึงวัยกลางเริ่มงาม แล้วพอถึงวัยสูงอายุคือ วัยแก่เป็นวัยสวยงาม คือ แก่อย่างเพชรพลอยไม่ใช่แก่อย่างพืชผักหญ้า กายใสขึ้นเรื่อย ๆ เพราะบารมีภาวนานั่นเอง เราจะเอาดีทางไหน ถ้าถนัดทางธรรมก็เป็นพระพุทธเจ้าไป ถ้าถนัดทางโลกก็ไปเป็น จักรพรรดิ แยกกันตรงนี้ได้มรรคผลกันต่อหน้าต่อตาอย่างนี้ทีเดียว ท่านใดที่บารมีเข้าเกณฑ์มรรคผลนิพพานก็ เข้านิพพานไป ไปมีหน้าที่ในนิพพาน ยุคนั้นเป็นสอุปาทิเสสนิพพาน คือนิพพานเป็น สําเร็จด้วยกายมนุษย์ใส เป็นแก้วหมายความว่า กายมนุษย์ไม่ต้องตาย ส่วนจักรพรรดิและกายสิทธิ์ที่เราเห็นในดวงแก้วในเพชรพลอยทุก วันนี้เป็นจักรพรรดิตกรุ่น ยังไม่ทันได้มรรคผลนิพพานยังต้องสร้างบารมีต่อไป เพราะเป็นยุคที่มารเขาปฏิวัติใจ มนุษย์ จากเดิมใจมนุษย์เป็นทาน , ศีล , ภาวนา เปลี่ยนมาเป็นเบญจขันธ์คือ รูป , เวทนา , สัญญา , สังขาร , วิญญาณ นั่นคือ รูปได้แก่กาย , เวทนาคือเห็น , สัญญาคือจํา , สังขารคือคิด , วิญญาณคือรู้ ไม่ใช่ทาน , ศีล , ภาวนา แต่เปลี่ยนเป็นทุกข์และสมุทัยเป็นผลให้สัตว์โลกแก่ , เจ็บ ( เป็นโรค ) , ตาย และมรรคผลนิพพานเปลี่ยน


89

จากสอุปาทิเสสนิพพานมาเป็นอนุปาทิเสสนิพพานคือ เข้านิพพานด้วยกายมนุษย์ไม่ได้ ให้เข้านิพพานด้วยกาย ธรรม คําว่าอนุปาทิเสสนิพพานนั้นหลวงพ่อเรียกว่านิพพานตายหมายความว่า กายมนุษย์ตายแล้วจึงเอากายธรรม เข้านิพพาน โปรดจับใจความตรงนี้จักรพรรดิและกายสิทธิ์รุ่นที่มนุษย์มีใจเป็นทาน , ศีล , ภาวนานั้น ในกลุ่ม พวกที่ยังเข้านิพพานไม่ได้คือยังไม่ได้มรรคผลนิพพาน ยังต้องสร้างบารมีสืบต่อมาจนถึงยุคเบญจขันธ์คือ ยุคของ ทุกข์สมุทัย

มารปฏิวัติมรรคผลนิพพานเสียใหม่ เป็นชัยชนะยิ่งใหญ่ของมาร ภาคขาวแพ้มารชนิดราบ คาบ เรื่องมรรคผลนิพพานนี้ข้าพเจ้าดูมาตลอดว่าเรื่องจริงคืออย่างไรกันแน่ ใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนกันมานาน ตลอดเวลาที่ทําวิชาปราบมาร ตั้งใจเรียนมาตลอดแต่ไม่ใช่จะรู้ได้ง่าย แม้ถึงวันนี้ก็ยังไม่รู้แจ้งชัดแต่พอพูดได้บ้าง เท่านั้นจะเอาอะไรชัดเจนนักยังไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องลึกซึ้งเกินกว่าที่คนอย่างเราจะเรียนรู้ได้ แต่ข้าพเจ้ามีหน้าที่ ปราบมารจะไม่รู้เรื่องราวของนิพพานเลยนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะทําหน้าที่ปราบมารต้องรู้เห็นเรื่องของ นิพพานทุกวัน แม้จะรู้เห็นไม่ละเอียดนักแต่ก็พอจะพูดได้บ้าง แต่เดิมนั้นธรรมภาคขาวกับธรรมภาคมารไม่ กระทบกระทั่งกัน บ้านใคร ๆ อยู่ อู่ใคร ๆ นอน ต่อมาเกิดการกระทบกระทั่งกันด้วยเรื่องอะไรไม่ทราบ แต่เดิม มรรคผลนิพพานเป็นนิพพานเป็นหรือเรียกว่านิพพานไม่ถอดกาย คําพระใช้ว่าสอุปาทิเสสนิพพาน หมายความว่า เข้านิพพานด้วยกายมนุษย์คือ กายมนุษย์ใสเป็นแก้วแล้วก็เข้านิพพานไป พระพุทธเจ้านิพพานเป็นหรือเรียกว่า นิพพานไม่ถอดกายนี้มีฤทธิ์เดชมากเป็นเพราะอะไรไม่ทราบ มารเขาคิดวิชาปกครองขึ้นใหม่คือวิชาเบญจขันธ์ นั่นคือวิชาทุกข์และสมุทัย ทําให้เราต้องตายคือ กายมนุษย์ตายและเอากายธรรมเข้านิพพาน นิพพานที่กายธรรม ไปอยู่นั้นเรียกว่า “ อนุปาทิเสสนิพพาน ” กายธรรมไม่มีกายมนุษย์รองรับมีความเปราะบางไม่แข็งแรง ตรงนี้เอง ที่มารเข้าข่มเหงอย่างไม่เกรงใจ แม้แต่ดวงบารมีของเรามารเขายังเอาไปได้ เขาโกงไปต่อหน้าต่อตา เขาข่มเหง สารพัด ตามที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในตําราปราบมาร คงจะมีข้าพเจ้าคนเดียวที่กล้าขัดคําสั่งมาร เพราะเขาห้ามใครขัด คําสั่งเขา ใครขัดคําสั่งเขาจัดการทั้งนั้น เขาห้ามพูดเรื่องของเขา...ข้าพเจ้าก็พูด เขาห้ามแตะต้องเรื่องของเขา... ข้าพเจ้าก็เล่า ตําราปราบมารไมเคยปรากฏแก่สายตาชาวโลก แต่ข้าพเจ้าพิมพ์ออกมาแล้วหลายเล่ม เขาห้ามพูด เรื่องของเขาไม่ว่าอะไรเขาห้ามทั้งนั้น เราเชื่อเขาเราก็ตาย เราไม่เชื่อฟังเขา เราก็ตาย แล้วเรื่องอะไรที่เราจะต้อง มางอมืองอเท้า โปรดทราบไว้ตั้งแต่วันนี้ว่าตําราปราบมารที่ข้าพเจ้าทําขึ้นนี้เป็นครั้งแรกของโลก ถ้าข้าพเจ้าไม่ พิมพ์ออกมาท่านทั้งหลายจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย เหมือนหนึ่งถูกปิดหูปิดตาความรู้อย่างนี้ไม่มีการเปิดเผยกลัวฤทธิ์


90

เดชของมารด้วยกันทั้งนั้น แต่ข้าพเจ้ามีหน้าที่ปราบมารจะไม่ให้ข้าพเจ้าพูดอะไรเลยนั้นก็แปลว่าเราอยู่ในกํากับ การแสดงของมาร เรื่องอะไรที่เราจะต้องไปฟังการบงการของเขา แต่แรกที่ภาคขาวเกิดมรรคผลนิพพานที่ เรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน นั้นเป็นการเข้านิพพานด้วยกายมนุษย์ ตามที่กล่าวมานั้น มารเขาเขมือบไม่ถนัด เพราะพระพุทธเจ้านิพพานกายมนุษย์มีฤทธิ์เดชมาก เขาก็คิดวิชาขึ้นใหม่เพื่อปฏิวัติมรรคผลนิพพาน หากปฏิวัติ สําเร็จเขาก็ไม่ต้องทํากินอะไร ได้เวลาเขาก็มาระเบิดเอาดวงบารมีไป เพราะนิพพานคืออู่ข้าวอู่น้ําของเขา แล้ว เขาก็คิดวิชาได้สําเร็จสมใจหมายเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่และใหญ่ยิ่งนั่นคือ วิชาทุกข์และสมุทัย ใครโดนวิชานี้เป็น ต้องแก่ , เจ็บ , ตายทั้งนั้นไม่อยู่ค้ําฟ้าไปได้ แม้เป็นพระพุทธเจ้าก็ตาย ตายทั้งนั้นนั่นคือยุคเบญจขันธ์คือ ยุคกาย กับใจเป็นทุกข์ แต่บัดนั้นสืบต่อมาถึงทุกวันนี้ เรื่องมรรค

– ผล - นิพพาน ใครที่ได้มรรคผลนิพพานจะเข้า

นิพพานด้วยกายมนุษย์เหมือนยุคสอุปาทิเสสนิพพานไม่ได้ ต้องเข้านิพพานด้วยกายธรรม เพราะกายมนุษย์ตาย ไปวิชาทุกข์และสมุทัยของมารเรียกนิพพานกายธรรมว่า อนุปาทิเสสนิพพาน บ้างก็เรียกนิพพานตาย หมายความว่ากายมนุษย์ตายแล้วเอากายธรรมเข้านิพพาน อนุปาทิเสสนิพพานหรือนิพพานกายธรรมนี้เป็นอาหาร อันโอชะของมาร เพราะเปราะบางง่ายต่อการแตกสลาย หลวงพ่อท่านเปรียบให้ฟังเหมือนปูนิ่ม คือ กระดองไม่ แข็ง เมื่อกระดองไม่แข็งก็ป้องกันศัตรูไม่ได้ เหมือนเต่าไม่มีกระดอง เหมือนผลไม้ไม่มีเปลือกนั่นเอง มารเขาไม่ ต้องทํากินอะไรเมื่อต้องประสงค์สิ่งใดก็มาระเบิดไปจากดวงบารมีของธรรมภาคขาว เพราะนิพพานกายธรรม เปราะบางสู้มารไม่ได้ ขนาดระดับนิพพานของเรามารเขายังระเบิดได้แล้วอรูปพรหม 4 ชั้น , พรหม 16 ชั้น , สวรรค์ 6 ชั้น และมนุษย์จะมีอะไรเหลือ มารเอาไปได้ทั้งนั้น นี่คือวิชาสําคัญของมารเป็นวิชาปกครองสําคัญเป็น ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่มาก ตั้งแต่วันนั้นจนมาถึงวันนี้ธรรมภาคขาวยังแก้วิชาของเขาไม่ตกแพ้มารมาตลอด มรรคผล นิพพานก็ยังเป็นอนุปาทิเสส นิพพานอยู่เช่นนั้น ยังไม่กลับไปเป็นสอุปาทิเสสนิพพานเช่นแต่เดิม มรรคผล นิพพานของเราสืบทอดต่อกันมาไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้ว มีแต่นิพพานกายธรรมทั้งนั้น ข้าพเจ้าเสียใจมากยิ่งรู้ เห็นก็ยิ่งเสียใจ เหตุที่รู้เห็นก็เพราะทําวิชาปราบมารต้องสัมผัสทุกวัน วิชาปกครองที่สําคัญอีกวิชาหนึ่งที่มารเขา ทําสําเร็จเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของเขาคือ วิชาปิฎก คือ วิชาที่ขึ้นต้นว่า อภิชฌา – พยาบาท – มิจฉาทิฎฐิ – โลภะ – โทสะ.......ฯ เป็นวิชาปิดตาปิดหู เพราะวิชานี้เองทําให้เราตาหูมืดมัว ถ้าเปรียบเป็นนักมวยเราก็ถูกเขาชกข้างเดียว เราชกคู่ต่อสู้ไม่ถูก เพราะเราหูตามัวมองคู่ต่อสู้ไม่เห็นแต่คู่ปรับเห็นเรา ภาคขาวโดนวิชานี้เข้าไปอีกจึงแพ้อย่าง หมดทางสู้ ก็เราแพ้มารราบคาบอย่างนี้บารมีของเราจะเหลืออะไรผู้ชนะก็เอาไปอย่างสบายมือ ข้าพเจ้าบรรยาย มาถึงตรงนี้ท่านข้องใจว่า กรณีที่มารเขามาปฏิวัตินิพพานของธรรมภาคขาว เหตุใดนิพพานเป็นที่มีอยู่จึงไม่ ต่อต้าน ตอบว่าต่อต้านแล้วต่อสู้แล้ว แต่สู้ไม่ได้มารจึงกระทําการได้สําเร็จ นี่คือความพ่ายแพ้อย่างราบคาบของ


91

ภาคขาว มรรคผลนิพพานของเราล่มสลาย เราอยู่ใต้ปกครองของมารทุกรูปแบบ ท่านอยากทราบต่อไปว่าภาค ขาวคิดวิชาแก้ไขอย่างไรหรือไม่ ตอบว่าภาคขาวคิดแก้ตลอดเวลาที่ผ่านมาแต่แก้ไม่สําเร็จจึงแพ้มารมาทุกสมัย การแก้ไขที่เราเห็นก็คือการแก้ของหลวงพ่อวัดปากน้ํานั่นคือ หลวงพ่อวัดปากน้ํามาเกิดเพื่อมาปราบมาร ตามที่ กล่าวแล้วในหนังสือปราบมารภาคต้น ๆ นั้น บัดนี้งานปราบมารอยู่ในหน้าที่ของข้าพเจ้าและข้าพเจ้านําผลงาน เสนอมาตลอดแล้ว

งานปราบมารต้องทําต่อไปจนกว่าดวงทาน , ศีล , ภาวนา กําจัดดวงทุกข์และดวงสมุทัยได้ แล้วฟื้นสภาพของ “ นิพพานเป็น ” ขึ้นมาใหม่ให้มรรคผลนิพพานเข้าสู่สอุปาทิเสสนิพพาน นิพพานดั้งเดิมนี่ คือเป้าหมายของงานปราบมารของข้าพเจ้า แต่เดิมนั้นมรรคผลนิพพานเป็นสอุปาทิเสสนิพพานคู่กับใจที่เป็นทาน , ศีล , ภาวนา และปัจจุบันนี้มรรคผลนิพพานเป็นอนุปาทิเสสนิพพานคู่กับใจเบญจขันธ์ที่เป็นทุกข์สมุทัย พูด ง่ายๆก็คือแต่เดิมมรรคผลนิพพานเข้านิพพานด้วยกายมนุษย์โดยที่กายมนุษย์ไม่ต้องตาย และปัจจุบันนี้มรรคผล นิพพานเข้านิพพานด้วยกายธรรมโดยที่กายมนุษย์ต้องตายเพราะโรคภัย แนวของการทําวิชาจะทําอย่าไรก็สุด แต่ เป้าหมายคือทําให้ดวงทาน , ศีล , ภาวนามีอานุภาพกําจัดดวงสมุทัยให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ กายโลกีย์ที่สําคัญอัน เป็นกายรองรับกายธรรมคือกายมนุษย์ เราต้องทําให้ไม่แก่ , ไม่เจ็บ ( คือไม่มีโรค ) และไม่ตาย และต้องทําให้ กายมนุษย์ใสขึ้นมาให้ได้แล้วมรรคผลนิพพานก็จะกลับสู่สภาพเดิมเป็นสอุปาทิเสสนิพพานเช่นเดิม นี่คือ เป้าหมายนี่คือแนวคิด ประเด็นสําคัญที่ว่าจะทําวิชาอย่างไรนั้นเราค่อยว่ากันใหม่ ลองให้งานปราบมารของ ข้าพเจ้าดําเนินไปอีกระยะหนึ่งคงได้เห็นลู่ทางในตอนนั้น

ถ้าให้มรรคผลนิพพานเป็นอนุปาทิเสสนิพพานเกิดการเสียหายอย่างไร ? นี่คือเรื่องใหญ่ที่เราอยากทราบ ตามที่ได้กล่าวแล้วว่า “ อนุปาทิเสสนิพพาน ” เป็นนิพพานที่มารเขาปฏิวัติ ขึ้นผู้ได้มรรคผลนิพพานเข้านิพพานโดยกายธรรมกายมนุษย์ต้องตายด้วยโรค เพราะอานุภาพของดวงทุกข์สมุทัย ที่มารเขาทําปกครองสัตว์โลก กายธรรมที่ไม่มีกายมนุษย์รองรับไม่มีฤทธิ์เดชอะไรเปรียบเหมือนปูนิ่ม ต่อสู้กับ ใครไม่ได้เพราะไม่มีกระดองจึงขาดภูมิคุ้มกัน กายธรรมจะมีฤทธิ์ต่อเมื่อมีกายมนุษย์รองรับ กายมนุษย์ทําหน้าที่ เป็นกระดองนั่นเอง ความเสียหายคืออย่างไร ? ข้าพเจ้ากล่าวมากไปท่านทั้งปวงก็ตกใจ จะไม่กล่าวเลยท่านก็ อยากถามเพราะต้องการจะรู้ความจริง การที่มารปฏิวัติจนเกิดอนุปาทิเสสนิพพานแทนสอุปาทิเสสนิพพานก็ เพื่อให้บังคับง่ายขึ้น เพื่อให้ปกครองง่ายขึ้นจะเอาอะไรก็ได้ดั่งใจ ผู้อยู่ใต้ปกครองไม่มีทางสู้ด้วยประการใด ๆ แล้วมารเขาก็เอาบารมีไปได้ตามอําเภอใจของเขา หากมรรคผลนิพพานยังเป็นสอุปาทิเสสนิพพานเช่นเดิมนั้น


92

มารบังคับได้ยากกว่า เพราะ “ นิพานเป็น ” เป็นกายมนุษย์ใสเป็นแก้ว กว่าจะบังคับได้ก็ต้องสู้กันเหนื่อย ข้าพเจ้าตอบท่านไมได้อยู่ประเด็นหนึ่งคือเหตุใด “ นิพพานเป็น ” สู้มารไม่ได้ ทั้งที่มีกายมนุษย์ใสเป็นแก้วดูมา นานแล้วก็ยังหาคําตอบไมได้ ข้อมูลที่สนับสนุนว่าสู้มารไม่ได้ต้องไปดูเล่มปราบมารภาค 3 เราจะพบว่ามารเอา พระพุทธเจ้าของเราไปกักกันและอาจักรพรรดิของเราไปบังคับมีจํานวนมาก จนข้าพเจ้าจําไม่ได้แล้วว่ามีจํานวน เท่าไร เหตุการณ์ของการปราบมารสืบเนื่องมาถึงปราบมารภาค 4 คิดว่าพระพุทธเจ้าของภาคขาวที่มารเอาตัวไป กักกันน่าจะกลับมาได้หมดแล้ว ก็ยังได้พบอีก จักรพรรดิของเราที่มารเอาไปกักกันไว้น่าจะกลับได้หมดแล้ว ที่ ไหนได้ยังกลับไม่หมดยังพบอีก ข้าพเจ้าตกใจมาก ตกใจประเด็นที่ว่าน่าจะหมดปัญหาเรื่องนี้แล้ว การที่เราได้ พบอีกแปลว่ามารเอาไปทําโทษตั้งแต่เริ่มต้นมีมรรคผลนิพพานทีเดียวเป็นการคาดเดาของข้าพเจ้าเอง นี่ก็เล่าสู่กัน ฟัง คิดว่าตอบชัดเจนแล้วว่ามารปกครองนั้นเสียหายอย่างไร บารมีเขาก็เอาไปได้หากเขาต้องการเวลาใด และเขา เอาตัวไปบังคับได้เอาตัวไปกักกันได้ ขัดคําสั่งเขาไม่ได้ต้องอยู่ในปกครองสถานเดียว เขามีโทษที่จะกระทํา ตามที่กล่าวไว้ในปราบมารเล่มก่อน ๆ แล้วเราข้องใจว่าทําไมพระพุทธองค์ไม่บอกความรู้แก่เรา ทําไมพระพุทธ องค์มาช่วยมนุษย์ ตอบว่าพระพุทธองค์อยากช่วยแต่ทําไม่ได้ เพราะมารเขาห้ามไปหมดหากขัดขืนเขาก็ทําโทษ ท่านอยากทราบต่อไปว่าคนที่มีความรู้จะรายงานเรื่องลึกซึ้งอย่างลุงการุณย์ บุญมานุช จะมีอีกไหม ลุงตอบไม่ได้ แต่ลุงมีหน้าที่ปราบมารต้องมีผลงานมารายงานได้บ้าง

พระพุทธองค์กล่าวว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ แปลว่านิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง กับรายงานของ ข้าพเจ้าไม่ขัดกันหรือ ? นิพพานเป็นภพหนึ่งของผู้ได้มรรคผล เป็นที่อยู่ตลอดกาลของผู้ได้มรรคผล ในเบื้องต้นธรรมภาคขาวคือภาร พระกับภาคมารไม่มีการกระทบกระทั่งกันต่างคนต่างอยู่ไม่ก้าวก่ายกัน นิพพานเป็นบรมสุขตามที่พระพุทธองค์ กล่าวไว้นั้นถูกต้องแล้ว ต่อมาเกิดการก้าวก่ายอํานาจปกครองมารเขาเข้ายึดอํานาจเด็ดขาดได้ อํานาจปกครองจึง เป็นของมารทําให้มรรคผลนิพพานระส่ําระสาย ที่ว่าสุขนั้นยังสุขไม่จริงเพราะการคุกคามของมารเมื่อมีกรณี เช่นนี้เกิดขึ้นต่อนิพพาน ถามว่าทางนิพพานคิดแก้ไขปัญหานี้อย่างไร เรื่องนี้ทางนิพพานคือธาตุธรรมระดับ ผู้ปกครองใหญ่ทรงคิดแก้มาตลอดและแก้ไขมาตลอดตั้งแต่ครั้งบรรพกาลแล้ววิธีแก้ก็คือ ส่งผู้มีบุญมาเกิดเป็น มนุษย์เพื่อให้มาปราบมาร ในลําดับแรกผู้มีบุญนั้นจะค้นพบวิชาธรรมกายก่อน ลําดับต่อมาจึงค้นวิชาอาสวักขย ญาณเป็นวิชากําจัดกิเลส ต่อมาเมื่อพบวิชาปราบมาร จากนั้นจึงจะถึงขั้นตอนปราบมารที่เราพอจะรู้เรื่องในยุคนี้ก็ คือปราบมายุคหลวงพ่อวัดปากน้ํา งานปราบมารที่ข้าพเจ้าทําอยู่ขณะนี้เป็นการสืบงานของหลวงพ่อโดยมี “ ต้น


93

ปราบ ” เป็นแม่ทัพ ท่านคงรู้จัก “ ต้นปราบ ” แล้ว หากยังไม่รู้จักโปรดกลับไปอ่านปราบมารภาค 2 แต่การ ปราบมารในยุคของหลวงพ่อเป็นที่น่าเสียใจที่ไม่ได้ทําเป็นหลักฐานทางหนังสือไว้เลย พวกเราจึงหมดหนทาง ค้นคว้าไม่รู้จะไปค้นคว้าที่ไหน พองานปราบมารตกมาถึงยุคของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทําบันทึกผลงานทางวิชาไว้ทุก วัน ค้นคว้าได้อ้างอิงได้แล้วรวบรวมเนื้อหาสาระบางส่วนมาเขียนตํารา ดังที่ท่านได้อ่านแล้วเล่มนี้คือปราบมาร ภาค 4 งานปราบมารเท่าที่ข้าพเจ้าได้ทราบจากการบอกเล่าจากนิพพานไม่ประสบความสําเร็จ แม้ยุคใด ๆ ทั้งนั้น แม้ยุคของข้าพเจ้าก็ยังไม่มีข้อยุติ แต่เป็นโชคดีของชาวโลกที่ตําราอย่างนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก มารเขาไม่ ยอมให้ทําแต่ข้าพเจ้าไม่ฟังมาร อุปสรรคร้อยเรื่องสารพัดปัญหา ถ้าจะให้ดีโปรดถามคุณกิตติ เอี่ยมโอภาส ( ทนายความ ) เพราะท่านช่วยดําเนินการจัดพิมพ์ให้ ( ยุคปราบมารภาค 1 เป็นธรรมทาน ) การส่งมอบภาพถ่าย ระหว่างเรากับโรงพิมพ์กระทําอย่างดีปรากฏว่าภาพที่เราเตรียมไว้หายไปหมดเลย ให้ทนายกิตติ เอี่ยมโอภาส เล่าความหลังแล้วจะทราบว่าฤทธิ์เดชของมารนั้นเหลือร้าย ดังนั้นการที่หนังสืออย่างนี้ความรู้อย่างนี้เกิดขึ้นใน โลกแปลว่าโลกของเราชะตาดีแล้วที่ได้รู้เรื่องลึกลับเช่นนี้ เป็นโชคหูเป็นโชคสายตาของชาวโลกแล้ว กลับมา พิจารณาผลงานปราบมารกันใหม่ ปราบมาร 4 มาถึงวันนี้เป็นการปราบมารในปกครองใหญ่คือปราบมารใน นิพพานคือ มารที่ยึดอํานาจปกครองระดับนิพพาน ส่วนการปราบมารในระดับปกครองย่อยคือการปกครองภพ 3 ได้แก่อรูปพรหม 4 ชั้น , พรหม 16 ชั้น , สวรรค์ 6 ชั้น และในมนุษยโลกยังไม่ได้ปราบเลยยังไม่ได้ลงมารบเลย ตลอดเวลา 16 ปีมานี้รบในปกครองใหญ่สถานเดียว เพราะยังไม่เสร็จภาคนิพพานจึงลงมาภาคภพ 3 ไม่ได้ เมื่อไร จึงจะเสร็จการรบในภาคนิพพาน ยังตอบไม่ได้ ผลการรบในภาคนิพพานเป็นอย่างไร ประเด็นนี้คือเรื่องสําคัญที่ ท่านอยากทราบ การรบในภาคนิพพานเป็นเวลา 16 ปีที่ผ่านมา บรรยากาศของนิพพานเข้าสู่ยุค นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ แล้ว แต่ยังสุขไม่เต็มร้อย เมื่อไรจึงจะเต็มร้อย ยังตอบไม่ได้ก็ตอบได้แบบภาพรวมอย่างนี้

ทําไมจึงรบแต่ภาคนิพพานไม่ลงมารบในภาคภพ 3 เลย ถือหลักว่าถ้าพระพุทธองค์ปลอดภัยพระองค์ก็จะมาช่วยมนุษย์ในภพ 3 ได้ ถ้าพระพุทธองค์ยังทุกข์ร้อนอยู่ อย่างนั้นการลงมาช่วยมนุษย์โลกก็เป็นเรื่องยาก เพราะมารเขาสกัดกั้นอยู่เขาขัดขวางอยู่เขาจ้องจะทําลายล้างพระ พุทธองค์ในทุกรูปแบบ ท่านทั้งปวงไม่รู้เห็นแต่ข้าพเจ้ารู้เห็น เพราะข้าพเจ้าทําวิชาปราบมารต้องรู้เห็นทุกวัน การมาช่วยไม่ใช่ทําง่ายเราต้องอาราธนา ถ้าไม่อาราธนามารเขามาตั้งข้อหาทันที “ เขาไม่ได้อาราธนา ท่านไป ช่วยเขาโดยไม่มีใครอาราธนา นั่นคือท่านเป็นธรรมภาคมาร เมื่อท่านเป็นธรรมภาคมารเรานี้แหละคือผู้ปกครอง บารมีของท่านอยู่ที่ไหนจงนํามาให้เรารักษาไว้ เพราะเราเป็นผู้ปกครอง ” โดนอย่างนี้แล้วจะว่าอย่างไร มารเขา หาเรื่องจะเล่นงานร้อยแปด มารเขาเป็นนายเขาข่มเหงเขาบดขยี้ตลอดมา ไม่มีใครรู้ไม่มีใครพูดให้ฟังอย่าไปว่า


94

ใครเลย เพราะการที่จะเอาความรู้อย่างนี้มาพูดมาเล่าไม่ใช่เรื่องง่ายเป็นธรรมกายกันแสนคนจะเอาเหตุผลได้สัก คนหนึ่งหรือเปล่า เมื่อรูปการเป็นอย่างนี้ข้าพเจ้าต้องรบในภาคนิพพานก่อนให้พระองค์ปลอดภัยก่อน เมื่อพระ พุทธองค์ปลอดภัยแล้วพระองค์จะได้มาช่วยมนุษย์ได้ ถึงอย่างไรก็ต้องมาช่วย เพราะพระพุทธองค์เป็นสรณะ ของสัตว์โลกคือ เป็นที่พึ่งเป็นที่ระลึกของมนุษยโลก แต่ว่าต้องเป็นชาวพุทธ ถ้าไม่เป็นชาวพุทธก็ยากอีก เพราะ มารเขาจะกล่าวหาว่าไปก้าวก่ายศาสนาของเขาแล้วก็จะหาเรื่องมาคุกคามพระพุทธองค์อีก เว้นแต่มารดับหมดถึง ขั้นสิ้นเชื้อ คราวนี้แหละพระพุทธองค์จะช่วยได้แบบคลอบจักรวาล หมดตัวผู้มาขัดขวางทั้งปวงแล้ว พระพุทธ องค์ก็จะทํางานได้เต็มรูปแบบ ปัญหาใหม่ที่ยังแก้ไม่ได้คือหาคนปราบมารไม่ได้ ทั้งโลกจะมีปราบมารได้สักคน ไหม ข้าพเจ้ารอคอยมาจนถึงวันนี้คอยมาจนเกษียณราชการแล้ว รอคอยจนอายุปูนนี้ก็แล้วยังไม่มีวี่แววว่าจะพบ คนปราบมารได้ ทั้งที่ตําราของข้าพเจ้าทุกเล่มแพร่ไปมากแล้ว แพร่ไปถึงเมืองฝรั่ง ยังคอยผู้มีบุญคนนั้นคอยมา จนถึงวันนี้ยังไม่พบไม่พบแม้แต่วี่แวว เคยกล่าวไว้แล้วในตําราเล่มก่อน ๆ ว่าให้เดินทางไปในแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล จะไปไหนก็จงไปเถิดไปติดตามหาโพธิสัตว์ผู้มีความรู้ปราบมารใช้เวลาค้นคว้าสัก 10 ปีจะพบ ไหม นี่คือความยาก ยากยิ่งกว่าอะไรทั้งปวงใครจะมาเป็นคนปราบมาร เพื่อให้ธรรมภาคขาวเป็นเอกราชให้พ้น จากการปกครองของมาร ท่านผู้นั้นอยู่ที่ไหน จงค้นคว้าต่อไป

จะทราบได้อย่างไรว่าใครปราบมารได้ ? มีข้อสังเกต 2 ประการคือ ประการแรกในระหว่างที่เราเข้านิพพานนั้นธาตุธรรมท่านจะบอก การบอกนั้นไม่ โจ่งแจ้งต้องคอยสังเกตเอาเอง เพราะมาราจะขัดขวางได้ต้องระวังเรื่องนี้ให้จงหนัก ไม่ใช่จะทราบได้ง่ายอย่างที่ เราพูดกัน เพราะธาตุธรรมท่านก็ต้องระวังตัว เพราะมารเขาจะต้องเคลื่อนไหวจะไม่เคลื่อนไหวไม่ได้เขาจะต้อง ต่อสู้กันในวันหน้า ดังนั้นอะไรที่จะถล่มได้ในวันนี้มารเขาต้องทําก่อนเป็นการชิงไหวชิงพริบของกันและกัน ดังนั้นโปรดจําไว้ว่าธาตุธรรมจะพูดอะไรกับเราทรงคิดแล้วคิดอีกระวังแล้วระวังอีก ข้อสังเกต ประการที่ 2 ก็คือ ท่านผู้นั้นเห็นเราจะเหมือนมีแรงแม่เหล็กดูด เขาจะพอใจเราเขาจะเข้าใกล้เราถ้าเขาต่อต้านจงจําไว้เถิดคน ๆ นั้น ไม่ใช่ธรรมภาคขาวแล้วเขาไม่ใช่ธาตุธรรมของภาคขาว ถึงเขาจะเรียนวิชาธรรมกายถึงเขาจะรักษาศีลต่อไปก็ กลับกลายได้ ดังคําที่กล่าวที่เราได้ยินเขาพูดกันว่าขึ้นต้นเป็นลําไม้ไผ่ แต่พอเหลาลงไปกลายเป็นป้องกัญชา คือ ต้นไม้ไผ่นี้งามนักแต่พอเราเอาไปใช้งานเหตุใดกลายเป็นบ้องกัญชาไปได้ หมดงามด้วยประการทั้งปวง เป็นการ เปรียบเทียบไว้ให้เราขยายความเอาเองเป็นคําพูดแต่โบราณมา แต่แรกมาบวชในศาสนารักษาศีลเป็นอันดี ต่อมา ไม่เคารพศีลไม่เคารพวินัย แต่ก็อยู่ในเพศของพระสงฆ์ การรักษาศีลการรักษาวินัยในเบื้องต้นคือลําไม้ไผ่ ต่อมา ไม่รักษาศีลไม่รักษาวินัย แต่ยังอยู่ในรูปแบบครองผ้ากาสาวพักตร์ตรงนี้คือบ้องกัญชาแล้ว ลักษณะนี้เป็นรูปแบบ


95

ของมารแฝงกายเข้ามาทําลายศาสนานั่นเอง ยิ่งในยุทธจักรวิชาธรรมกายด้วยแล้วมารเขาส่งคนของเขามาทําลาย วิชา เป็นยุทธศาสตร์ของมารเขาเราต้องระวัง เพราะถ้าเขาทําให้วิชาธรรมกายดับได้แล้ว นิพพานของภาคขาวยิ่ง เป็นอันตราย เพราะอะไรหรือ ก็เพราะวิชาธรรมกายเป็นสื่อให้เห็นนิพพาน ถ้าวิชาธรรมกายดับลงไปเราก็ เหมือนคนตาบอดหมดโอกาสที่เราจะไปเห็นนิพพาน ดังนั้นมารเขาต้องส่งคนของเขาเข้ามาเป็นไส้ศึก แต่แรกทํา เป็นศรัทธาในวิชาต่อมาก็จะเกิดปัญหา เหตุการณ์เช่นนี้มีมาแล้วตั้งแต่ครั้งหลวงพ่อมีชีวิตอยู่ ข้าพเจ้าเล่าบางส่วน แล้วควรแก่การศึกษาไว้ เราบวชเป็นพระสงฆ์ในศาสนาหากเราไม่รักษาศีลไม่รักษาวินัย บารมีของเราก็หลุดมือ ไปตามที่กล่าวไว้แล้ว เป็นวิธีสําคัญของมารเขา ธรรมภาคขาวต้องมาถูกดับด้วยวิธีนี้ วิธีแก้มีวิธีเดียวคือการ ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง หากเราเห็นว่ารักษาศีลและรักษาวินัยไม่ได้ให้รีบลาสิกขา คือรีบสึกมาครองเพศฆราวาส เพื่อ ไม่ให้มารมาเอาดวงบารมีไป เราเป็นฆราวาสเราก็เรียนวิชาธรรมกายได้เรียนได้เป็นอย่างดีจะสร้างบารมีอย่างไร ก็ได้ อย่างที่คณะของข้าพเจ้าทําอยู่ในทุกวันนี้ มารจะอ้างอะไรกับเราไม่ได้เพราะเราเป็นฆราวาส

เป้าหมายของงานปราบมาร งานปราบมารทํามาตลอดรวมพระพุทธองค์ทั้งปวงทั้งนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็นให้เป็นหนึ่ง แล้วรวม รู้รวมญาณทัสสนะตามแนววิชาซ้อนสับทับทวีที่หลวงพ่อท่านสอนไว้ สืบรู้สืบญาณทัสสนะออกไปตามหามาร พบแล้วก็กําจัด พบนิพพานของมารพบภพอันเป็นที่อาศัยของมารแล้วเราก็กําจัด พบเครื่องปกครองที่มารทําไว้ เราก็กําจัดให้หมด นี่คือเป้าหมายของวิชาปราบมาร มีวัตถุประสงค์ให้มารดับให้หมดให้เหลือแต่ธรรมภาคขาว เพียงอย่างเดียว ในขั้นต้นเราพบกายมารที่เป็นกายดํา ครั้นต่อมาไม่พบอย่างนั้นแต่พบกายมารที่ละเอียดเหมือน ฝุ่นมองไม่เห็นกายเหมือนรุ่นก่อน ๆ ต่อมาไม่พบมารเลยแต่ไปพบพระพุทธเจ้า มารเขาเอาตัวไปกักกันเอาไปทํา โทษก็มี ไปพบจักรพรรดิสําคัญมารเอาตัวไปกักกันไว้ทั้งยังทําโทษบางครั้งไปพบดวงใส นั่นคือดวงบารมีที่มาร เอาไปซ่อนไว้

พบพระพุทธเจ้านิพพานกายธรรมจํานวนมากที่มารเอาไปแต่ไม่มีตัวเลขแสดง มารเอาพระพุทธเจ้าของเราไปกักกันเหมือนกักบริเวณ เอาไปแยกพวกแยกหมู่ไม่ให้รวมพวกรวมหมู่ ที่ตรง นั้นไม่ใช่นิพพานที่ตรงนั้นจะเรียกอะไรก็สุดแต่จะเรียก จะเรียกแดนกักกันหรือแดนกักบริเวณก็สุดแต่ใครจะ เรียก จํานวนธรรมกายจํานวนมากแต่ไม่มีตัวเลขแสดง เพราะไม่ได้จดไว้ ระยะหลัง ๆ นี้ไม่พบคงพบแต่ในปีต้น ๆ ที่ทําวิชาปราบมาร


96

พบพระพุทธเจ้านิพพานเป็นที่มารเอาตัวไปกักกันจํานวน 4 อสงไขย พระพุทธเจ้านิพพานเป็นหมายความว่าเป็นนิพพานที่ไม่มีเกตุบัวตูม พระวรกายเหมือนพระสงฆ์เข้านิพพาน ด้วยกายมนุษย์ ต้นนิพพานเป็นบอกจํานวนเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2539 ( สมุดบันทึกเล่ม 17 หน้า 88 ) เมื่อ มาถึงปีนี้ตัวเลขคลาดเคลื่อนเล็กน้อย

พบจักรพรรดิจํานวนมหาศาลที่มารเอาตัวไปกักกันรวมทั้งเอาไปทําโทษด้วย เคยบอกไว้ว่าจักรพรรดิมีคุณอนันต์ท่านทําให้เราทุกอย่าง ภพนิพพานนั้นพระองค์ทําไว้ให้แก่ผู้ได้มรรคผล นิพพานอยู่กัน อีกทั้งภพทิพย์ , ภพพรหม และภพอรูปพรหม ท่านก็ทําไว้ให้ ในระหว่างที่พวกเรายังไม่ได้มรรค ผลนิพพานเรายังเวียนว่ายตายเกิดอยู่นั้นเมื่อเราตายไปแล้ว เราก็ไปพักอยู่ในภพทิพย์บ้างภพของพรหมบ้างและ ภพของอรูปพรหมบ้าง ที่อยู่ทั้งปวงนั้นจักรพรรดิเป็นผู้ทําไว้ให้ทั้งนั้น นอกจากจะสร้างที่อยู่อาศัยให้แล้วยัง ให้บริการอาหารการกินให้ความสะดวกต่าง ๆ ให้การดูแลและป้องกันมารให้ด้วย ในระหว่างที่เราเวียนเกิดเวียน ตายเพื่อมาสร้างบารมีในโลกนั้นท่านมาเป็นคู่บารมีให้อีกด้วยหมายความว่าท่านทําให้เราทุกอย่าง กลับมาดู นิพพานบ้างพระพุทธองค์ทรงอยู่ได้ด้วยการค้ําจุนของจักรพรรดิให้การดูแล ให้การปกป้องและป้องกันมาร เมื่อ พระพุทธเจ้าเข้านิพพานไปแล้วการดูแลกิจการของศาสนาจักรพรรดิและกายสิทธิ์เป็นผู้ดูแลทั้งนั้น พูดถึงใน นิพพานนั้นกล่าวโดยภาพรวมแล้วจักรพรรดิเป็นด่านหน้าและเป็นธุระให้ทุกอย่าง เป็นหนังหน้าไฟในทุกเรื่อง ทีเดียว ข้าพเจ้าเพิ่งได้รู้เห็นในตอนที่ทําวิชาปราบมารนี้เองเวลานอนต้องไหว้ท่านก่อน ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใด ข้าพเจ้าไหว้ทั้งหมด แต่ก่อนนี้ไม่รู้เรื่องต้องขออภัยท่าน แม้ปราบมารในทุกวันนี้กลับตกเป็นหน้าที่ของ จักรพรรดิแปลว่า จักรพรรดิรับเละทุกเรื่อง ท่านคงทราบเรื่องราวของ “ ต้นปราบ ” แล้ว ถ้าไม่ทราบต้องกลับไป อ่านใหม่จะเล่าอีกก็เกรงว่าจะยาวความ

ปัญหาของนิพพานพอกพูนไว้มากจนยากแก่การแก้ไข ขณะที่ข้าพเจ้ากําลังเขียนอยู่นี้เป็นการรบของต้นปีที่ 16 เกิดความคิดว่านิพพานมีปัญหามากมายยิ่งทําวิชาก็ยิ่ง ได้พบเห็น พบเห็นแล้วก็นึกถึงความรู้ที่เราได้เรียนจากพระไตรปิฎก คําที่ว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ แปลว่านิพพาน เป็นสุขอย่างยิ่ง เรามารู้เห็นแล้วเราคิดอย่างไร นี่คือความคิดของข้าพเจ้า ถ้ามารไม่มาก้าวก่ายนิพพานเป็นสุขจริง ข้าพเจ้าไม่เถียงเลย แต่การที่นิพพานมีปัญหาเป็นเพราะมารเขามาปกครองมารเข้าที่ไหนเดือดร้อนที่นั่น วุ่นวาย ไปหมดสับสนไปหมด งานปกครองดําเนินไปไม่ได้งานนิโรธจําต้องหยุดลง การไปมาหาสู่กันกระทําไม่ได้


97

มารเขาห้ามไปหมดทุกเรื่องใครขัดคําสั่งเขา เขาทําโทษ การที่เราคิดเดินวิชาไปพบพระพุทธเจ้าในที่ต่าง ๆ ก็ดี และการที่เราได้พบจักรพรรดิของเราในที่ต่าง ๆ นั้น ที่ตรงนั้นไม่ใช่นิพพานเราไปอยู่ได้อย่างไร นั่นคือแดน กักกันนั่นคือแดนทําโทษที่มารเขาทําขึ้นนั้นเขาลงโทษทั้งนั้น เพราะเหตุนี้เองพระพุทธเจ้าของเราจึงมีความรู้ จํากัดอย่างที่ธาตุธรรมท่านว่าวิชาไม่เปิด บางวันข้าพเจ้าไม่อยากทําวิชาเพราะเกิดความเบื่อหน่าย แต่เมื่อเรารู้เห็น อยู่ว่าพระพุทธเจ้าของเราถูกมารรังแก เรารู้เห็นแล้วว่าจักรพรรดิของเราถูกมารข่มเหง กําลังใจเกิดขึ้นแก่เราอีก เราก็รบต่อไปอีกซึ่งไม่ทราบว่าการรบระหว่างข้าพเจ้ากับมารจะสิ้นสุดเมื่อไร กลับมาดูปัญหาของนิพพานกัน ใหม่เหตุใดปัญหาจึงหมักหมมนี่คือข้อสังเกต เมื่อมีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่มาเกิดเหตุใดจึงไม่แก้ไข นี่คือความ เข้าใจของเรา ครั้นเราดูไปนาน ๆ เราจึงทราบความจริงว่าพระพุทธเจ้ารุ่นน้องเข้านิโรธไปหาพระพุทธเจ้ารุ่นพี่ ทําได้ไม่ง่าย พูดอย่างวิชาธรรมกายก็ว่าพระพุทธเจ้าในอดีตก็น่าจะบอกปัญหาแก่พระพุทธเจ้าในปัจจุบัน เมื่อ พระพุทธเจ้าในปัจจุบันจะต้องทําวิชาปราบมารเป็นการแก้ปัญหา นี่คือความคิดของเราแต่ความจริงนั้นไม่เป็น อย่างที่เราเข้าใจ พระพุทธเจ้าในปัจจุบันเข้านิโรธในนิพพาน มารเขาก็มีชั้นเชิงเขาก็หลบกายออกไป พระพุทธเจ้าในอดีตก็พูดแต่เรื่องที่ดี ๆ ที่มารเขาอนุญาต จะพูดความจริงกันจนหมดไส้หมดพุงนั้นกระทํามิได้ ตรงนี้เองคือความคลาดเคลื่อนของความจริงเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ ต่อมาขอกล่าวถึงพระไตรปิฎกคือความรู้เกิด จากการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วว่าการตรัสรู้ของพระพุทธองค์นั้นย่อมเป็นไปตาม หลักสูตรที่มารเขากําหนด เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเราต้องยอมรับสภาพ ข้าพเจ้าบอกความแล้วว่ามารเขามาที่ไหนยุ่งที่ นั่น ความจริงกลายเป็นไม่จริง ความถูกกลายเป็นผิด ความวุ่นวายสารพัดที่เกิดขึ้นไม่ว่าที่ไหน มารเขาเป็นผู้ กํากับทั้งสิ้น ต่อมาก็มาถึงประเด็นที่ว่าเมื่อนิพพานมีปัญหาเช่นนี้ธาตุธรรมท่านจะแก้ปัญหาอย่างไร ข้าพเจ้าเคย ตอบไปแล้วท่านอ่านปราบมารมา 3 ภาคแล้วท่านคงตอบได้ วิธีแก้ของธาตุธรรมก็คือให้คนของท่านมาเกิด เพื่อให้มาทําวิชาปราบมาร ยุคของเราที่ทราบตรงกันก็คือยุคของหลวงพ่อวัดปากน้ํา หลวงพ่อมาเกิดก็เพื่อมาทํา วิชาปราบมารตามที่ข้าพเจ้าเคยเล่ามาแล้วจะได้ผลอย่างไรหรือไม่ต้องใช้เวลา ข้าพเจ้าบอกตรง ๆ เลยไม่ง่าย ถ้า ง่ายงานปราบมารจบไปแล้ว นี่ข้าพเจ้าก็ปราบมาเป็นเวลา 16 ปี ( 16 ปีย่างยังไม่เต็ม 16 ปี ปีนี้พ.ศ. 2543 ) โปรด เข้าใจให้ตรงว่ามารเขาเห็นว่านิพพานของภาคขาวคืออู่ข้าวอู่น้ําของเขา เคยกล่าวไว้ในปราบมารเล่มก่อน ๆ แล้ว ปัญหาทั้งปวงจะสิ้นสุดแก้ไขได้อย่างเดียวคือปราบมารเท่านั้น ปัญหาจึงมีอยู่ที่ว่าใครเล่าจะเป็นผู้ปราบมาร ถ้า ท่านถามความเห็นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะตอบอย่างไร เพราะมีคนมาถามข้าพเจ้าบ่อย ๆ และข้าพเจ้าก็ตอบ คําถามไม่ได้ ถ้าอนุญาตให้ออกความเห็นอย่างนั้นพอพูดได้บ้าง เอาอย่างนี้คนในโลกของเรามี 6 พันล้านคน ถ้า มีเพียงคนเดียวที่มีความรู้ปราบมารได้โลกนี้ก็น่าอยู่น่าอาศัยแล้ว


98

พบต้นธาตุนิพพานเป็นและพบผู้ปกครองใหญ่นิพพานเป็น มารเขาจับตัวไปทรมาน พบต้นนิพพานเป็นเมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2542 ( บันทึกเล่ม 24 หน้า 104 ) มารเอาพระองค์ไปซ่อนไว้ลึก มากพระองค์อยู่คนเดียว เหมือนมีอะไรมัดพระวรกายพระองค์ พอเราช่วยออกมาได้ถามพระองค์ดูทรงบอกว่า เป็น “ต้นธาตุนิพพานเป็น ” ข้าพเจ้าตกใจมือเท้าอ่อนได้ความว่าเป็นรุ่นก่อน “ ต้นนิพพานเป็น ” ยังจําติดตาพระ วรกายผิวเนื้อ 2 สี ไม่ขาวอย่างคนผิวขาว , จีวรแพรเนื้อละเอียดสีจีวรไม่เหลืองทีเดียวเป็นแบบเหลืองเข้ม , พระ เกศาสั้นเหมือนพระสงฆ์ของเรา , ร่างสันทัดไม่ใหญ่ , กายไม่ใสเป็นแก้วไม่เป็นทองแต่เหมือนอย่างพระสงฆ์ของ เราในทุกวันนี้ ต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2542 ( บันทึกเล่ม 24 หน้า 117 ) พบผู้ปกครองใหญ่นิพพานเป็น มารเอา พระองค์ไปกักกันไว้ลึกเช่นเดียวกันอยู่องค์เดียวไม่ปะปนกับใครถูกทรมานเช่นเดียวกัน ถามพระองค์แล้วทรง บอกว่าเป็น

“ ผู้ปกครองใหญ่นิพพานเป็น ” ข้าพเจ้าตกใจอีกเมื่อไม่กี่วันมานี้ได้พบต้นธาตุนิพพานเป็น

วันนี้ได้พบผู้ปกครองใหญ่นิพพานเป็นเข้าอีก แปลว่าข้าพเจ้ามีโชคมากที่ได้ช่วยพระองค์ พระองค์เป็นธาตุธรรม สําคัญไม่คิดว่ามารมันจะขนาดนี้ ตกเย็นของวันนั้นข้าพเจ้าได้จัดบูชาดอกไม้แก่นิพพาน ธาตุธรรมท่านสั่งให้ทํา เพื่อต้อนรับธาตุธรรมสําคัญที่รับตัวพระองค์กลับมาได้ นิพพานของเราตกใจกันหมดไม่คิดว่าจะพบเหตุการณ์ เช่นนี้ นี่คือการสร้างบารมีของลุงการุณย์ บุญมานุช ไม่ใช่เอาเงินประชาชนมาสร้างเจดีย์ไม่ใช่หล่อพระพุทธรูป ไม่ใช่เอาไปกว้านซื้อที่ดิน ไปทํางานอย่างนั้นภาษามวยไทยเขาพูดว่าหมดรูปหมดมวยแล้ว ถ้ารูปมวยออกมา เช่นนั้นเซียนมวยเขาบอกว่ามีแต่แพ้กับแพ้เป็นวิชาธรรมกายแล้วไปทํางานอย่างนั้นอายเขาเปล่า ๆ อย่าทําเลยอาย เขา

เหตุการณ์มาถึงธาตุธรรมระดับผู้ปกครองนิพพานเป็นมารยังเอาตัวไปได้ทําให้ข้าพเจ้าคิด มาก จําได้ว่าต้นนิพพานเป็นเคยรับสั่งกับข้าพเจ้าไม่ทราบว่าข้าพเจ้าจดไว้ในบันทึกเล่มใดทรงกล่าวว่า เมื่อพระองค์ ได้มรรคผลนิพพาน สถานภาพของนิพพานเป็นก็เป็นอยู่อย่างนี้ ข้าพเจ้าได้แต่ฟังแต่ไม่เข้าใจอะไร ครั้น เหตุการณ์มาถึงวันนี้จึงนึกขึ้นได้ว่า “ ต้นนิพพานเป็น ” เคยกล่าวเหตุการณ์ไว้แล้ว แต่ข้าพเจ้าไม่รู้เรื่องเองซึ่งเรื่อง ของนิพพานมันละเอียดเกินความรู้ที่คนมีกิเลสอย่างลุงการุณย์จะรู้เห็นได้แค่นี้ก็บุญอักโขแล้ว ความหมายแห่ง การรับสั่งของพระองค์จะมีความหมายอย่างไรเราไม่เข้าใจ แต่วันนี้ได้ข้อคิดว่าต้นนิพพานเป็นทํางาหนัก เพราะ ต้องทําหน้าที่ผู้ปกครองใหญ่ของนิพพานเป็นทั้งหมด แต่วันนี้ต้นธาตุนิพพานเป็นและผู้ปกครองใหญ่นิพพาน


99

เป็นกลับมาแล้ว งานของนิพพานเป็นก็จะแบ่งความรับผิดชอบกันไป นี่คือความเข้าใจของเรา ความเข้าใจของ ข้าพเจ้าผิดไปความพร้อมของธาตุธรรมสําคัญดังกล่าวนี้ยังไม่พร้อมที่จะทําหน้าที่จะต้องผิตซ้อมวิชากันอีกนาน

พบทะเลบุญของภาคขาวที่มารมาจี้ปล้นไป แล้วเอาไปซ่อนไว้เราไปเอากลับคืนมาได้ วัตถุประสงค์ของการเดินวิชาก็เพื่อให้พบมารคือ ให้พบกายของเขาเพื่อจะเอากายมารมาดับให้ตาย เมื่อหมด มารแล้วหน้าที่ปราบมารของข้าพเจ้าจะได้จบลงแต่แล้วก็ผิดหวัง เราไม่พบมารแต่ไปพบอย่างอื่นนั่นคือ พบทะเล บุญของภาคขาวที่มารเขามาระเบิดไปจากภาคขาว เขาเอาไปซ่อนไว้ในที่ลึกลับเกินความรู้ที่เราจะไปถึง แต่เป็น การบังเอิญที่เราไปพบเห็น พบเห็นไม่มากในระยะนี้พบเพียง 3 รายการจะเล่าให้ฟังดังนี้ รายการแรก พบเมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2542 ( บันทึกเล่ม 23 หน้า 98 ) เป็นทะเลหิมะดวงขาวซ้อนกัน มากมาย ธาตุธรรมทรงบอกว่าเป็นของวัดพระธรรมกาย รายการที่ 2 พบเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2542 ( บันทึกเล่ม 23 หน้า 118 ) ไม่ทราบว่าเป็นบารมีของใคร ใน บันทึกได้เขียนว่าไม่พบดวงบารมีนานแล้วเราลืมเรื่องนี้ไปแล้ว รายการที่ 3 พบเมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2542 ( บันทึกเล่ม 24 หน้า 104 ) มีลักษณะแปลกมากคือ แบบแรกมี ลักษณะคล้ายเกล็ดปลาคือเป็นดวงใสเล็กซ้อนกันเป็นกองโตมหึมา อีแบบหนึ่งมีลักษณะเป็นน้ําใสเป็นบึงใหญ่

ทางตันของการเดินวิชาคืออะไร ? การเดินวิชาดําเนินมาเป็นเวลา 16 ปี วิธีเดินวิชาคือรวมนิพพานกายธรรมทั้งปวงร่วมกับนิพพานเป็นทั้งปวง อีกทั้งจักรพรรดิและกายสิทธิ์ทั้งหมดให้เป็นเนื้อเดียวกันให้เป็นหนึ่งเดียว ตามแนววิชาซ้อนสับทับทวีของหลวง พ่อนั่นคือรวมรู้ , รวมญาณทัสสนะ , รวมนิโรธ , รวมสมาบัติ , รวมตรัสรู้ , รวมคํานวณแล้วเดินเข้าดวงธรรม 6 ดวงเป็นลําดับไป ดวงธรรม 6 ดวงก็คือดวงธรรม ฯ , ศีล , สมาธิ , ปัญญา , วิมุตติ , วิมุตติญาณทัสสนะ ซึ่งดวง ธรรมทั้ง 6 ดวงนี้มีหยาบและละเอียดเป็นลําดับไป สืบรู้สืบญาณทัสสนะไปเพื่อไปหาเหตุละเอียดเพื่อไปหามาร ละเอียด เพื่อเราจะได้กําจัดให้สิ้นเชื้อตามยุทธวิธีของการรบที่หลวงพ่อท่านสอนไว้ เข้ากลางดวงธรรมทั้ง 6 เสมอไป ตามวิธีนี้แต่ไหนแต่ไรไม่มีปัญหาแต่พอมาถึงปีที่ 15 ติดต่อเข้าไปปีที่ 16 มีปัญหา ปัญหานั้นคืออะไร ? ปรากฏว่าดวงธรรม 6 ดวงของนิพพานมีแค่นั้นไม่มีต่อไปอีกแปลว่า สุดละเอียดของภาคขาวมีแค่นั้น ทําให้เกิด ปัญหาใหญ่โต ปัญหาใหญ่โตที่ว่านี้คืออะไร คือเราทั้งปวงของภาคขาวเดินวิชาไม่ได้ เหตุใดจึงเดินวิชาไม่ได้


100

ตอบว่าไม่มีดวงธรรมให้เดินเพราะดวงธรรมคือมรรค ดวงธรรมคือทางเดินเมื่อไม่มีทางเดินแล้วเราไปไหนไม่ได้ ทั้งนั้น เปรียบเทียบก็คือไม่มีถนนให้เดินนั่นเอง นี่คือข้อมูลบ่งบอกว่าภาคขาวเสียทะเลรู้ทะเลญาณทัสสนะไป แล้ว ก็คือเราเสียปัญญาไปแล้ว มารเขามาบ่อนแตกเอาดวงธรรมจากนิพพานไปแล้ว ภาคขาวจึงหูสั้นตาสั้นไปรู้ ไปเห็นได้ในขอบเขตจํากัด ( บันทึกเล่ม 24 หน้า 45 ) ตรงนี้คือชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของมารเขา เพราะเขาสามารถ ทําให้ภาคขาวเดินวิชาไม่ได้ ตรงนี้คือการสูญเสียปัญญา ถามว่าปัญญาที่สูญเสียไปนี้ตีราคาออกมาได้ไหม ตอบ ว่าตีราคาไม่ได้ เราจะแก้ทางตรงนี้อย่างไร ถ้าเราแก้ได้นิพพานท่านก็ยิ้มออกมาได้ หากเราแก้ไม่ได้นิพพานของ เราก็เงียบกริบกันอีก เงียบกริบเพราะอะไรหรือ ตอบว่าเพราะทุกข์ใจที่เดินวิชาไม่ได้นั่นเอง เหตุการณ์เช่นนี้เกิด มาตั้งแต่เมื่อไร ไม่มีใครรู้เห็นทั้งนั้นตรงนี้คือการพ่ายแพ้ของภาคขาวอย่างใหญ่หลวง แล้วจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ใครเป็นผู้รู้ ใครจะบอกวิชาแก่เราได้ มองไปทางไหนมืดแปดด้านความยากของการปราบมารอยู่ตรงนี้ นักรู้ที่ ท่านนิยมอยู่ไหน อาจารย์ของท่านที่ท่านทุ่มเงินล้านให้ไปอยู่ไหน ไหนลองแสดงความรู้ออกมาให้ฟังบ้างจะมี น้ํายาไหม เรามีแต่อาจารย์ประเภทเปลืองข้าวชาวบ้านอย่างนั้นจะมีน้ํายาอะไร บ้านเมืองเรามีแต่คนเก่งไม่เข้า เรื่องมันน่าเจ็บใจ บัดนี้เรามาถึงทางตันแล้วดวงธรรมของนิพพานมีเพียงแค่นี้ก็แปลว่า ทะเลรู้ทะเลญาณของภาค ขาวอยู่ในวงจํากัด เราต้องแก้ได้ ณ ที่สุดแห่งดวงธรรมนั้น จงนึกเอาใจของเราเป็นปลายเข็มปากกาจรดลงตรง นั้น แล้วกระทําหมุนขวาอยู่กับที่ท่องใจเรื่อยไป นึกให้ใจหมุนขวาเรื่อยไปนึกในใจ แลบ , ลั่น , ย่อย , แยก , ระเบิด , ผ่า , ดับ , ละลาย เรื่อยไปในเครื่องบังคับที่มารเขาทําไว้ทําอยู่และที่จะทําต่อไป แลบ , ลั่น ............ ฯ เครื่องบังคับนิโรธ , เครื่องบังคับสมาบัติ , เครื่องบังคับตรัสรู้ , เครื่องบังคับคํานวณ , เครื่อง ในเครื่องไม่มีเครื่องต่อไป , เครื่องบังคับในเครื่องบังคับไม่มีเครื่องบังคับต่อไป , เครื่องปกครองในเครื่อง ปกครองไม่มีเครื่องปกครองต่อไป น้อมใจเราเข้าไปในกาล 3 คือน้อมไปในอดีต , ในปัจจุบันและในอนาคต ให้สุดอดีต , สุดปัจจุบัน , สุดอนาคต , แลบ , ลั่น , ย่อย , แยก ..........ฯ เรื่อยไปอย่าหยุด น้อมใจเขาสู่ยุคแห่งทาน, ศีล , ภาวนา น้อมใจไปในทะเลทาน , ทะเลศีล , ทะเลภาวนา คํานวณให้ทั่วอดีต , ทั่ว ปัจจุบัน , ทั่วอนาคต

ความรู้สําคัญที่เราต้องรู้ก็คือให้รู้ว่ามารปกครองอะไร ? ปกครองตรงไหน ?


101

มารปกครองมนุษย์คือพวกเรานี้ เขาปกครองที่ “ ใจ” ปกครองตรงไหน

? ตอบว่าตรงเห็นจําคิดรู้ เมื่อ

ปกครองใจได้กายก็ไม่เหลือ ใจของเรามีหยาบมีละเอียดใจเบื้องต้น , เบื้องกลาง และเบื้องปลาย นั่นคือทั้งใจและ จิตและวิญญาณถูกปกครองทั้งหมด มารปกครองนิพพานคือ ปกครองพระพุทธองค์และผู้ได้มรรคผลนิพพาน เขาปกครองนิโรธ , สมาบัติ , ตรัสรู้ และคํานวณนั่นเอง ให้สังเกตในการเดินวิชาถ้าเห็นจําคิดรู้เกิดอาการฝืดคือ ไม่คล่องตัวมีความอืดอาดจงทราบไว้เถิดมารเขาส่งวิชามากระทําที่เห็นจําคิดรู้ คือเขาหุ้ม , เคลือบ , เอิบ , อาบ , ซึม , ซาบ , ปนเป็น , สวม , ซ้อน , ร้อยไส้ เราแล้ว เราก็ต้องรบด้วยแลบ , ลั่น , ย่อย , แยก , ระเบิด , ผ่า , ดับ , ละลาย ตามวิธีการรบต่อไป มารเขาบังคับเราด้วย “ เครื่อง ” เวลาเขายิงเครื่องปกครองเข้ามานั้นเหมือนกับเรากด “ รีโมท ” เปลี่ยนช่องโทรทัศน์เราไม่เห็นตังเราเอง กายมารเขาซ่อนอยู่ในที่ลับ ความยากของเราคือ เดินวิชา ค้นหากายของเขา สรุปแล้วเข้าหลัก มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา สิ่งทั้งหลายมีใจถึงก่อนมีใจ เป็นใหญ่ สําเร็จแล้วด้วยใจ คําบาลีแปลยากอยู่พูดอย่างไทย ๆ เราก็ว่าอะไรทั้งหลายที่มีใจครอง ใจย่อมเป็นใหญ่ คือ ทําหน้าที่เป็นประธาน ความสําเร็จอยู่ที่ใจ ประเด็นที่ว่าสําเร็จด้วยใจหมายความว่า ธรรมภาคไหนปกครอง ใจความสําเร็จก็อยู่ที่ธรรมภาคนั้นหมายความว่า ธรรมภาคขาวหรือธรรมภาคดํา ( มาร ) หรือธรรมภาคกลาง( จะ ขาวก็ไม่ขาว จะดําก็ไม่ดํา จึงเรียกว่าธรรมภาคกลาง ) คําสอนของพระองค์ข้อที่ 3 ที่ว่า สจิตฺตปริโยทปนํ คือการ ทําใจให้สว่างใสนั้นมีความประเสริฐเลิศล้นแล้ว ถูกต้องแล้วใจของเรายังขุ่นมัวแปลว่า เป็นใจที่มารปกครองเรา น่าเจ็บใจ ใจของเราแท้ ๆ เหตุใดปล่อยให้มารปกครอง ทําไมเราไม่ปกครองใจเราเสียเอง ให้มารมาปกครอง ทําไม ก็เพราะมารปกครองนี่เองส่งผลให้เราแก่ , เจ็บ ( เป็นโรค ) , ตาย นี่คือผลแห่งการบังคับของมาร เรา เสียหายปานไหนเราก็ทราบกันแล้ว คราวนี้เราไปดูนิพพานบ้างเกิดความเสียหายใหญ่หลวงแค่ไหน ข้าพเจ้านํา ผลงานปราบมารเสนอแล้วเล่มนี้เป็นเล่มที่ 4 เรียกว่าปราบมารภาค 4 เรื่องจะยาวความไปอีกแค่ไหนไม่มีใครบอก ได้ ข้าพเจ้าก็รบของข้าพเจ้าไปตามหน้าที่ไม่รู้ว่าการรบจะยุติเมื่อไรไม่มีใครทราบ ส่วนแสนยานุภาพของเขา ทราบแต่ว่าไม่มีใครสู้เขาได้เขาเป็นเจ้าธาตุเจ้าธรรมตลอดมา ไม่ว่าใครก็ตามถูกเขาปกครองทั้งนั้น ผู้ถูกปกครอง เดือนร้อนกันทั่วหน้า ผลงานที่ข้าพเจ้านําเสนอนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่สุดแห่งการปราบมารที่ข้าพเจ้าทํา อยู่โปรดติดตามต่อไปยังมีเรื่องดี ๆ เล่าสู่กันฟังอีกมากมาย ความยากของการปราบมารก็คือความรู้เราจะใช้ ความรู้อะไรมาใช้ นี่คือประเด็นมีคนถามข้าพเจ้าเสมอว่า มีตัวแทนหรือมือสํารองช่วยปราบมารแล้วหรือยังถาม กันมานานแล้วตอบได้แต่ว่ายังไม่พบคนเก่งคนนั้น โลกของเรานี้ขณะนี้มีประชากร 6 พันล้า มารได้โลกนี้ก็น่าอยู่ตอบเขาไปอย่างนั้น

นคน ถ้ามีคนหนึ่งปราบ


102

วันที่ 27 ธันวาคม คือวันเอกราชของธรรมภาคขาวเราต้องนึกถึง “ ต้นปราบ ” และกองทัพ จักรพรรดิของท่าน วันนั้นเราต้องทําการกุศลอะไรสักอย่างให้จงได้ “ ต้นปราบ ” คือพระพุทธเจ้าฝ่ายจักรพรรดิภาคปราบ เสด็จมาจากนิพพานมาช่วย “ ตรีภพ ” และ “ หยกชมพู ” ( ตรีจักร ) ปราบมารตามที่ได้เสนอประวัติแล้วในเล่มปราบมารภาร 2 นั้น ถ้ายังไม่ได้อ่านต้องติดตามหาอ่าน เพื่อให้เรื่องสัมพันธ์ติดต่อกัน เหตุการณ์มาถึงปีนี้ ต้นปราบมีอภินิหารมากแล้วคนรู้จักมากแล้ว ข้าพเจ้าตกใจอยู่ ระยะหนึ่งจู่ ๆ ท่านทั้งหลายก็ส่งธนาณัติไปให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าอ่านจดหมายก็ทราบความว่าท่านที่อยู่บ้านของท่าน ได้ “ บนต้นปราบ ” ที่บ้านของท่านเมื่อมีทุกข์ร้อนเกิดขึ้นแก่ชีวิตของท่าน บัดนี้ท่านหมดทุกข์ร้อนแล้วท่านก็ส่ง เงินไปให้ข้าพเจ้า เพื่อให้ข้าพเจ้าบูชาแก่ “ ต้นปราบ ” ต่อไป นี่คือเหตุการณ์ประจําวันที่ข้าพเจ้าได้พบ ข้าพเจ้าก็ จัดบูชาให้ตามประสงค์ของท่าน เพราะต้นปราบประทับอยู่ในดวงแก้วของตรีภพที่บ้านของข้าพเจ้า ขออนุญาต เล่าเรื่องอย่างบันเทิงใจคือคุยกันแบบตลกขบขัน นั่นคือเรื่องของดวงแก้วกายสิทธิ์ของตรีภพ เป็นดวงแก้วที่ เปรียบเสมือนเป็นเมืองใหญ่เป็นนครใหญ่มีประชากรหนาแน่น ประชากรคือจักรพรรดิทั้งปวงที่ข้าพเจ้าปราบ มารชนะ พบพระองค์จํานวนมากที่มารเอาตัวท่านไปกักกัน เมื่อพระองค์หลุดมาจากปกครองของมารแล้วก็มา อยู่กับ “ ตรีภพ” ทั้งหมด ในขณะนี้นับจํานวนไม่ถ้วนแล้วคือนับอสงไขยก็ยังนับไม่ถ้วน และที่เสด็จมาจาก นิพพานรวมทั้งเสด็จมาจากภพ 3 เมื่อใครต่อใครทราบข่าวต้นปราบ ท่านมาเป็นแม่ทัพปราบมาร จักรพรรดิทั้ง ปวงก็หลั่งไหลมาช่วยสมทบจนเกิดศูนย์จักรพรรดิขึ้น เกี่ยวกับเรื่องการบนต้นปราบ ท่านที่อยู่ที่ใดก็บนได้แต่ว่า ให้บนเป็นเงิน ท่านอยู่ที่ใดก็บนที่นั่นโดยไม่ต้องเดินทางไปที่บ้านของข้าพเจ้า มีทุกข์ร้อนอะไรก็ให้จุดธูป อธิษฐานบนในใจเสร็จแล้วก็ปักธูปไว้กลางบ้านของท่าน จากนั้นขอให้ท่านทําภาวนาตามวิธีการของวิชา ธรรมกายทําทุกวันอย่าเว้น แล้วทุกข์ร้อนของท่านจะหมดไปโรคภัยไข้เจ็บจะค่อย ๆ หายไป แล้วท่านก็ส่งเงินแก้ บนทางธนาณัติไปให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็นําบูชาต้นปราบต่อไป แต่เดิมนั้นเรื่องการบนต้นปราบข้าพเจ้าไม่รู้เรื่อง เลย ไม่มีความรู้เรื่องการบนรู้แต่เรื่องปราบมารอย่างเดียว เมื่อได้ทําวิชาปราบมารข้าพเจ้าก็ซ้อนกายสับกายกับ ต้นปราบ, กับตรีภพ , กับหยกชมพู กับกองทัพจักรพรรดิที่บ้านของข้าพเจ้าจะแก้ให้ก็เลยบอกให้บนต้นปราบ ปรากฏว่าเกิดประเพณีการบนต้นปราบมาตั้งแต่วันนั้น


103

พวกเราไม่เฉลียวใจกันเลยว่าอายตนะนิพพานของเรามารเขาปกครอง โดยหุ้มเหมือนไข่ขาว หุ้มไข่แดง ข้าพเจ้ารบมานานแล้วไม่เคยสังเกตเพิ่งได้คิดเมื่อ 2 – 3 วันนี้เอง หลวงพ่อสอนให้ดูดวงทุกข์กับดวงสมุทัย ว่า หุ้มดวงธรรมของเราอย่างไร นั่นคือกายโลกีย์ทุกกายจะมีวงแหวนดํา 2 วง หุ้มดวงธรรมของเรา ดวงหนึ่งคือดวง ทุกข์และอีกดวงหนึ่งคือดวงสมุทัย ครั้นมาปราบมารการเดินวิชาเปรียบเสมือนว่าเราเดินทางจากไข่แดง เพื่อเจาะ ไข่ขาวให้ทะลุ กี่ปีมาแล้วยังไม่ทะลุและกี่ยุคมาแล้วยังไม่มีใครทะลุไปได้ อายตนะนิพพานของเรานั้นถ้าเป็น ประเทศไหนในโลกก็ต้องว่าเป็นเมืองปิด คือ ไม่มีทางออกเนื่องจากมีดวงขุ่นมาหุ้มอยู่ในรูปแบบของไข่ขาวหุ้ม ไข่แดงนั้น เมื่อถึงวาระที่เราได้มรรคผลนิพพานอายตนะนิพพานดึงดูดเราเองเหมือนแม่เหล็กดูดเหล็ก ถ้าเปรียบ อายตนะนิพพานเป็นบ้าน บ้านของเรามีนักเลงคุม นักเลงก็คือดวงขุ่นที่เปรียบว่าเป็นไข่ขาวนั่นเอง

ธรรมสากัจฉาที่น่าสนใจ พระนามของผู้เป็นใหญ่ในนิพพาน ผู้ตั้งกระทู้ถาม ( คุณอดิศร นุชเครือ ) :

ถ้าเรียนถามพี่สมถะครับเรื่ององค์ต้นต่าง ๆ เนี่ย ถ้าเราคิดเอ่ยพระ

นามท่านเพื่อทําการบูชาเราจะเรียกท่านว่าอย่างไรครับ เช่น องค์ต้นของสายขวาทั้งหมดและองค์ต้นอื่น เท่าที่ อ่านจากข้อมูลอื่นที่พี่สมถะมาแสดงจะมีความสําคัญแค่ต้นใหญ่ต้นปราบ จากคนไม่เป็นธรรมกายครับ ผู้ตอบกระทู้ ( คุณสมถะ ) : เราเรียกรวมก่อนว่าธาตุธรรมภาคขาวทุกพระองค์แล้วนึกถึงองค์ต้นธาตุ ( หลวง พ่อสด ) , องค์ต้นใหญ่ ( ผู้ปกครองนิพพานกายธรรมทั้งหมด ) , องค์ต้นนิพพานเป็น ( ผู้ปกครองนิพพานเป็น ทั้งหมด ) , องค์ต้นปราบใหญ่ ( แม่ทัพพระพุทธเจ้าฝ่ายจักรพรรดิ ) รวมทั้งจักรพรรดิกายสิทธิ์ของธรรมภาค ขาวทั้งปวง แล้วบูชาด้วยพวงมาลัยดอกมะลิสด เมื่อถวายท่านแล้วให้นั่งสมาธิ เสร็จแล้วอธิษฐานใจตามต้องการ พระองค์ก็จะมาชูช่วยเราตามสมควร ผู้ตั้งกระทู้ถาม ( คุณอดิศรนุชเครือ ) : ผู้ตอบกระทู้ ( คุณสมถะ )

:

แล้วองค์ต้นทีป่ กครองภาคขาวทัง้ หมดล่ะครับ

ท่านแบ่งหน้าที่กันตามที่แจ้งไปนั่นแหล่ะครับ เพราะนิพพานกายธรรมและ

นิพพานเป็นมีผู้ปกครองแยกกัน นิพพานเป็นเกิดก่อนนิพพานกายธรรมครับ เรื่องนี้รู้แค่นี้พอครับ


104

ก่อนจากกัน....ผมได้รวบรวมปัญหาข้อสงสัยต่าง ๆ เกี่ยวกับจักรพรรดิกายสิทธิ์ที่มีผู้ถาม ” คุณสมถะ ” เอามา ฝากคุณผู้อ่านด้วยครับ

เผื่อว่าคําถามนั้นอาจตรงกับความสงสัยของท่านทั้งหลายที่กระหายใคร่รู้ความจริงก็

เป็นได้ถือว่าเป็นการสรุปเนื้อหาเรื่อง “ จักรพรรดิกายสิทธิ์ ” ปิดท้ายไปเลยก็แล้วกันนะครับ คําถาม..........อยากถามท่านผู้รู้ครับว่า ในนิพพานนั้นมีจักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง ซึ่งมีบริวารคือรัตนะ 7 ประการใน นิพพานด้วย แต่รัตนะทั้ง 7 ประการ ก็มีนางแก้ว แล้วบริวารคือนางแก้วอยู่ในนิพพานได้หรือครับ เพราะ นิพพานต้องไม่มีเพศรวมภาคผู้เลี้ยง ถ้านางแก้วในภาคผู้เลี้ยงในนิพพานมีเพศแล้วขุนพลแก้ว , ขุนคลังแก้ว , ช้างแก้ว , ม้าแก้วมีเพศอะไรครับในนิพพาน และช้างแก้วคือสัตว์ 4 ขามีงวงเป็นแก้วใช่ไหมครับ คําตอบ โดยคุณสมถะ

ในโลกยุคนี้เราสามารถทําปฏิปทาอะไรเพื่อไปเป็นนางแก้วของจักรพรรดิภาคผู้เลี้ยงที่

จะเข้านิพพานในอนาคตได้ครับ

หรือทําปฏิปทาอะไรที่จะทําให้เป็นขุนพลแก้ว , ขุนคลังแก้ว , ช้างแก้ว ,

ม้าแก้วของจักรพรรดิภาคผู้เลี้ยงที่จะเข้านิพพานในอนาคตได้ครับคืออย่างนี้ครับ สําหรับช้างแก้วและม้าแก้วท่าน ก็เป็นกายจักรพรรดิ แต่เป็นคนเหมือนเรานั่นแหล่ะ ท่านแต่งกายโดยใส่ชฎาเครื่องทรงเหมือนอย่างตัวละครใน เรื่องรามเกียรติ์คล้ายเทวดาแต่ไม่ใช่เทวดา เวลาท่านแสดงตัวว่าเป็นรัตนะ 7 ประเภทใดท่านก็จะแสดงให้ดูเช่นม้า แก้วและช้างแก้วก็แสดงให้เห็นว่าเป็นช้างและม้าแก้ว แต่อันที่จริงแล้วท่านก็เป็นกายจักรพรรดิเหมือนอย่างที่เล่า ให้ฟัง ถ้าเป็นพระคลังแก้วท่านก็จะแต่งกายหรูหรา , ขุนพลแก้วก็จะดูทะมัดทะแมงมีกําลังวังชา , นางแก้วก็ แต่งตัวสวยงาม มือขวาของท่านจะถือดวงแก้วมณีโชติ , ถ้าเป็นจักรแก้วจักรแก้วซึ่งเป็นประธานของรัตนะทั้ง 7 ท่านก็จะชูนิ้วและมีจักรแก้วหมุนขวาที่มือให้ดู ส่วนว่านางแก้วจะอยู่บนนิพพานอย่างไรเป็นเพศใด อันนี้ก็อยู่ ที่ว่าถ้านางแก้วได้มรรคผลแล้วก็จะไม่เป็นหญิงต้องเป็นเพศชายเท่านั้น แต่ถ้ายังไม่ได้มรรคผลก็ถือเอาเพศหญิง ตามเดิม อยู่ที่ว่าได้มรรคผลแล้วหรือยัง เหมือนพุทธมารดาถ้าได้มรรคผลแล้วก็เป็นชายไปอยู่บนพระนิพพาน บนนิพพานถ้าได้มรรคผลแล้วเห็นมีแต่เพศชายต่อให้เป็นหญิงก็กลับเป็นผู้ชาย ถ้าเป็นนิพพานกายธรรมอันนี้ไม่ มีปัญหาเลยเป็นพระแก้วขาวใสเกตุดอกบัวตูมเหมือนกันหมด การจะได้สร้างบารมีเป็นรัตตะ 7 นั้นก็คือภาคผู้ เลี้ยงนั่นเอง คือ เราบํารุงเลี้ยงพระโพธิสัตว์ร่วมกันไปทุกภพชาติ เราบํารุงเลี้ยงแบบไหนก็เป็นรัตนะ 7 แบบนั้น อยู่ที่ตั้งปรารถนาด้วยแต่การเป็นพระจักรพรรดิหรือรัตนะ 7 นั้นต้องสร้างบารมีมากนัก จักรพรรดิต้องมีบารมี มากกว่าพระพุทธเจ้า เพราะต้องคอยดูแลพระพุทธเจ้าหรือต้องคอยดูแลพระโพธิสัตว์กายสิทธิ์ที่ใหญ่กว่าบรม จักรที่เรียกว่า “ อุดมบรมจักร ” มีจริงครับ ส่วนใหญ่อยู่ในนิพพานเป็นองค์ระดับ “ ต้นแท้ ” คือมีบารมีมากกว่า 84,000 อสงไขย ทําหน้าที่ภาคปกครองในฝ่ายจักรพรรดิครับ


105

การเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า : คุณสมถะพอจะเล่าปะสบการณ์จริงให้รับรู้ได้หรือไม่ว่าการไปเข้าเฝ้า

ผู้ตั้งกระทู้ถาม ( คุณจักรแก้ว ) พระพุทธเจ้าเขาทํากันอย่างไรครับ ผู้ตอบกระทู้ ( คุณสมถะ )

:

เอาล่ะเมื่อคุณจักรแก้วถามเรื่องการเข้าไปกราบพระบรมศาสดาทําอย่างไรจะ

ขอกล่าวแต่โดยย่อดังนี้ ทุกครั้งไม่ว่าเราจะเดินวิชชาอะไรเราต้องทํากายและใจให้ใสที่สุด เพราะถ้าไม่ใสจริงใจจะ ไม่ตกศูนย์ วิธีการคือ เดินวิชชา 18 กายเป็นอนุโลมปฏิโลมไปจนกว่าเราบันเทิงอารมณ์ ( คือใจหยุด ,นิ่ง , แน่น , ใส จริงแล้วอารมณ์จะบันเทิง ) ตําราบอกว่า 7 เที่ยว แต่เรื่องจริงคือ กี่เที่ยวก็ได้ให้มากเข้าไว้จนกว่าจะบันเทิง อารมณ์ จากนั้นเอาใจนิ่งที่จุดเล็กใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมของกายธรรมพระอรหัตละเอียด ( หลังจากเดิน วิชชา 18 กายจนบันเทิงอารมณ์ดีแล้ว ) อธิษฐานใจเข้าหาต้นธาตุก่อน ต้นธาตุคือ กายธรรมของหลวงพ่อวัด ปากน้ํา ท่านทําหน้าที่เป็นต้นธาตุ ประจําอยู่ตรงช่องว่างระหว่างนิพพานกับภพ 3 ใครจะเข้าไปในอายตนะ นิพพานต้องผ่านต้นธาตุก่อน ให้พระองค์ตรวจเราอีกทีว่าใสจริง ถ้าใสไม่จริงก็เป็นภาระให้พระองค์แก้ไขเราอีก ตรงนี้เองเราจึงทราบว่าหลวงพ่อวัดปากน้ําของเราอยู่ตรงนี้ ทําหน้าที่ปกครองอยู่ตรงนี้ เราจะเห็นเป็นกายธรรม ใหญ่มหึมาสุดลูกหูลูกตาเชียว ถ้าต้องการจะทราบว่าใช่หลวงพ่อวัดปากน้ําจริงหรือเปล่าก็ให้เดินวิชชาลําดับกาย ต้นธาตุจากกายธรรมไปหากายโลกีย์จนไปถึงกายฝันก็จะเห็นเป็นหลวงพ่อของเรา ( สําหรับคนที่เป็นธรรมกาย ใหม่ ๆ เราจะพานักเรียนชุดนั้นเข้าเฝ้าต้นธาตุเพื่อฝากธาตุธรรมต่อพระองค์ ฉ เมื่อเดินวิชชามาถึงตรงนี้ต้อง ตรวจสอบให้ดีก็คือ เราก็อาราธนากายธรรมพระอรหัตละเอียดของเราเข้าไปที่ปากช่องจมูกของกายธรรมต้นธาตุ หญิงซ้ายชายขวาแล้วไล่ไปตามฐานทั้ง 7 ไปหยุดให้ท้องต้นธาตุ จะสนทนากับกายธรรมต้นธาตุจะทําอย่างไร ก็ ให้เอาดวงเห็น , ดวงจํา ,ดวงคิด , ดวงรู้ของเราเข้าไปซ้อนกับดวงเห็น , ดวงจํา , ดวงคิด , ดวงรู้ขององค์ต้นธาตุให้ จุดเล็กใสเท่าปลายเข็มตรงกันทุกดวงเรียกว่าซ้อนให้สนิทแล้วเราจะได้ยิน จากนั้นเราจะเข้านิพพานจะทําอย่างไร ลําดับดวงธรรมในท้องต้นธาตุ 6 ดวง โดยอธิษฐานขอเข้าไปในอายตนะนิพพาน พอจุดเล็กใสเท่าปลายเข็มกลาง ดวงธรรมที่ 6 ของต้นธาตุว่างออก เราจะเห็นอายตนะนิพพานมีพระธรรมกายจํานวนมากสว่างไสวไปด้วยรัศมี ของกายธรรม แต่จะมีกายธรรมองค์กลางซึ่งมีรัศมีสว่างกว่ากายธรรมทั้งหลาย กายธรรมองค์นี้เป็นกายธรรม ของพระบรมศาสดาเจ้าของนิพพานแรกนี้คือ กายธรรมของพระสมณโคดมเจ้าของศาสนา อย่าเพิ่งทําอะไรให้ เราอาราธนากายธรรมพระอรหัตละเอียดของเราเข้าไปที่ปากช่องจมูกกายธรรมพระบรมศาสดา หญิงซ้ายชาย ขวาแล้วละดับไปที่ละฐานมาหยุดนิ่งตรงฐานที่ 7 จากนั้นให้ดวงเห็น , ดวงจํา , ดวงคิด , ดวงรู้ของเราเข้าไปซ้อน


106

กับดวงเห็น , ดวงจํา , ดวงคิด ,ดวงรู้ของพระบรมศาสดา หยุดนิ่งให้ดีแล้วก็พูดคุยกับพระองค์ ถ้าใจหยุดนิ่งไม่ดี จริงเราจะไม่ได้ยินจะเห็นแต่พระโอษฐ์ขยับ แต่ไม่ได้ยินเสียง ต้องหยุดต้องนิ่งจริง ๆ พระสุรเสียงนั้นดังกังวาน ดั่งเสียงราชสีห์ เย็นสะอาดบริสุทธิ์เมื่อได้ฟัง ส่วนการถามก็เหมือนเราเข้าเฝ้าเบื้องสูงจะพูดจะจาอะไรก็ควรให้ เหมาะสม การตรัสของพระองค์ก็ต้องดูว่าไม่เป็นอันตรายต่อพระองค์ด้วยเพราะภาคมารเขาจ้องอยู่เขาห้ามให้ พระองค์บอกวิชชาใคร แต่ตอนนี้สะดวกขึ้นแล้วคุยได้มากแล้ว การเข้านิพพานนั้นเพื่อจะให้ได้บุญบารมีจริง ๆ ให้เกิดประโยชน์จริง ๆ ควรไปให้สุดนิพพานทั้งนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็นจะทําอย่างไร จากนั้นเราก็ ออกจากนิพพานของพระสมณโคดม ความรู้เสริมอีกเรื่องหนึ่งคือ การขอรัตนะ 7 ให้เราขอที่พระนิพพานของ พระสมณโคดมพุทธเจ้านิพพานนี้เลย เพราะเป็นศาสนาของพระองค์ การขอรัตนะ 7 เป็นสิ่งจําเป็นของผู้เป็น ธรรมกาย ( ขอได้เฉพาะช่วงออกพรรษา ) เอาล่ะเราจะไปนิพพานต่อไปทํายังไง ให้เราลําดับดวงธรรมในท้อง พระบรมศาสดา 6 ดวง จุดเล็กใสกลางดวงธรรม 6 ว่างออกเห็นนิพพานหนึ่งแล้วมีธรรมกายมากมายนั่งล้อม พระธรรมกายองค์กลาง ซึ่งเป็นเจ้าของนิพพานนี้คือ นิพพานที่ 2 เราก็เดินวิชชาเข้าหาพระองค์อย่างเดียวกับที่ เข้านิพพานแรก จะสนทนาหรือไม่ก็แล้วแต่ แต่การเดินเช่นนี้ช้าไปเราจะเข้าไปให้สุดนิพพานกายธรรม เพื่อไป ให้ถึงผู้ปกครองใหญ่ นิพพานกายธรรมคือองค์ต้นใหญ่ จะทํายังให้เราลําดับดวงธรรมในท้องพระบรมศาสดา นิพพานที่ 2 นี้ 6 ดวง พอหยุดกลางดวงธรรมที่ 6 ท่องใจหยุดในหยุด , ดับอธิษฐาน , ถอนปาฏิหาริย์ , ถอน ปาฏิหาริย์ดับอธิษฐาน แล้วท่องว่ากลางของกลาง ดับหยาบไปหาละเอียด ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ไปให้สุดนิพพานในอดีต , นิพพานปัจจุบัน , นิพพานอนาคต เราก็ผ่านสิบผ่านศูนย์ของพระบรมศาสดาเจ้าของพระนิพพานเรื่อยไป นับ อสงไขยพระนิพพานไม่ถ้วน แต่เราไปไม่ถึงดอก ทําอีกกี่ร้อยปีกี่โกฏิปีเราก็ไปไม่ถึงองค์ต้นใหญ่ แต่เราอาราธนา พระองค์ออกมารับเรา พระองค์ก็จะทรงถอนถอยธาตุธรรมออกมารับเราไป เราจึงจะไปถึงกายธรรมองค์ต้น ใหญ่ผู้ปกครองนิพพานกายธรรมทั้งหมด องค์ต้นใหญ่องค์นี้แหละที่ส่งหลวงพ่อวัดปากน้ําลงมาเกิดองค์นี้แหละ ที่ตรัสว่า “ พระของขวัญนี้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก ” องค์นี้ที่จะบอกได้ว่าใครควรจะปราบมารหรือไม่ พระองค์จะลงมาบังคับเองเหมือนอย่างหลวงพ่อวัดปากน้ําของเรา พอพระองค์ให้หลวงพ่อปราบมาร หลวงพ่อ ขอใคร่ครวญวิชชาอยู่ถึง 8 ปี เอาล่ะเรามาถึงพระองค์แล้วเป็นบุญกุศลมหาศาลของเราที่มาถึงพระองค์ เพราะ พระองค์เป็นธาตุธรรมผู้ใหญ่ในนิพพานกายธรรม แต่เราประสงค์ไปให้เห็นนิพพานเป็น ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปอีกจะ ทําอย่างไรให้เราอธิษฐานใจต่อกายธรรมต้นใหญ่ ขอให้พระองค์ช่วยยิงส่งกายธรรมของเราไหให้ถึงนิพพานเป็น ด้วยเถิด ลําดับดวงธรรมในท้องต้นใหญ่ 6 ดวง หยุดในหยุด พอถึงดวงธรรมที่ 6 ว่าง ออกในว่างใสนั้นเห็น อายตนะนิพพานมีกายพระสงฆ์หรือกายมนุษย์หยาบจํานวนมากสว่างไสวโชติช่วง กายพระสงฆ์องค์กลางนั้นคือ


107

กายของพระบรมศาสดาเจ้าของนิพพานนี้เป็นนิพพานเป็นที่ 1 นิพพานเป็นต่างจากนิพพานกายธรรมคือ ไม่มี เกตุดวงบัวตูม กายนั้นเหมือนพระสงฆ์แต่ใสเป็นแก้ว เราก็เดินวิชชาเข้าหาพระองค์ตามฐานทั้ง 7

จะคุยก็คุย

ไป ถ้าไม่คุยก็เดินวิชชาต่อไป เพื่อไปสู่นิพพานที่ 2 ของนิพพานเป็น แต่เราต้องการไปให้สุดนิพพานเป็นคือ ไป ให้ถึงองค์ต้นนิพพานเป็นผู้ปกครองนิพพานเป็นทั้งหมดเราจะทําอย่างไร เราก็หยุดนิ่งกลางดวงธรรมของพระ บรมศาสดานิพพานเป็นองค์ปัจจุบันที่ไปถึง ลําดับดวงธรรมพระบรมศาสดาของนิพพานเป็น 6 ดวง หยุดกลาง ดวงธรรมที่ 6 ของพระองค์ตรงจุดใสเท่าปลายเข็ม แล้วท่องใจหยุดในหยุด , ดับอธิษฐานถอนปาฏิหาริย์ , ถอน ปาฏิหาริย์ดับอธิษฐาน แล้วท่องว่ากลางของกลาง , ดับหยาบไปหาละเอียด ๆ ๆ ๆ ไปให้สุดนิพพานเป็นในอดีต , สุดนิพพานเป็นปัจจุบัน , สุดนิพพานเป็นอนาคต เราก็ผ่านสิบผ่านศูนย์ของพระบรมศาสดาเจ้าของพระ นิพพานเป็นเรื่อยไป นับอสงไขยพระนิพพานเป็นไม่ถ้วน แต่เราไปไม่ถึงดอก ทําอีกกี่ร้อยปีกี่โกฏิปีเราก็ไปไม่ถึง องค์ต้นนิพพานเป็น แต่เราอาราธนาพระองค์ออกมารับเรา พระองค์ก็จะทรงถอนถอยธาตุธรรมออกมารับเรา เราจึงจะไปถึงองค์ต้นนิพพานเป็นแล้ว เราก็เข้าหาต้นนิพพานเป็นแล้วไปหยุดนิ่งในท้องฐานที่ 7 ขององค์ต้น นิพพานเป็น จะกล่าวอะไรก็ว่าไป ถึงตอนนี้ถือว่าเราโชคดีแล้วที่เดินวิชชามาสุดทั้งนิพพานกายธรรมและ นิพพานเป็น พระพุทธเจ้ารู้จักเราหมดทุกนิพพานแล้ว เป็นวาสนาบารมีของเราแล้ว ต่อไปเราจะเดินปฏิโลม วิชชากลับเพื่อให้พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์มาชูช่วยเรา เราอาราธนาพระองค์มาซ้อนในกายของเราทุกกายไป จนสุดหยาบสุดละเอียด แล้วนึกรวมนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็นทั้งปวงให้เป็นหนึ่ง นําหนึ่งนั้นยิงเข้ามา ที่สิบที่ศูนย์ในกายธรรมพระอรหัตละเอียดของเรา ยิงเข้ามาที่กายธรรมพระอรหัตหยาบของเรา , กายธรรม พระอนาคามีละเอียด , อนาคามีหยาบ , สกิทาคามีละเอียด , สกิทาคามีหยาบ , โสดาละเอียด , โสดาหยาบ , โคตร ภูละเอียด , โคตรภูหยาบ , อรูปพรหมละเอียด , อรูปพรหมหยาบ , พรหมหยาบ , ทิพย์ละเอียด , ทิพย์หยาบ , กายฝัน , กายมนุษย์ นึกรวมให้เป็นกายธรรมพระอรหัตใสแจ่มอยู่ในท้องของเรา แล้วเดินใจเข้าปากช่องจมูก , เพลาตา ไปหยุดในท้องกายธรรมพระอรหัต ท่องใจหยุดในหยุด , ดับอธิษฐานถอนปาฏิหาริย์ , ถอนปาฏิหาริย์ ดับอธิษฐาน นึกให้เห็นกายธรรมพระอรหัต และดวงธรรมของกายธรรมพระอรหัตอยู่ในท้องของเรา ( ฐานที่ 7 ) ใสแจ่มในทุกอิริยาบถทั้งยืน , เดิน , นั่ง , นอน , ลืมตาก็เห็นได้หลับตาก็เห็นได้เชียวนะ จบการเดินวิชชา นี่กล่าว โดยย่อนะครับ


108

หากอยากอ่านเนื้อหาทั้งหมดที่มีสามารถสั่งซื้อ เพื่อเพิ่มอรรถรสในการดื่มด่ําลับเฉพาะนิพพานแดนนิพพานของคุณได้ที่ สํานักพิมพ์หลักศิลา เลขที่ 123/13 ซอยคันธมาศ 5หมู่ 5 ต.บ้านเกาะ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ 53000 โทร. 084-5050607 , 087-1959317 หรือที่ E-mail: BB-BLACK@windowslive.com , bunpacha11@gmail.com , Goldergirl@hotmail.com , Tutitoon@gmail.com

ชื่อบัญชีนายบรรพชา บุณยรัตพันธุ์ ธนาคารกรุงไทย สาขาถนนศรีอุตรา ประเภทออมทรัพย์ บัญชีเลขที่ 297-0-00803-3 หรือที่

ธนาคารกรุงเทพ สาขาอุตรดิตถ์ ประเภทสะสมทรัพย์ บัญชีเลขที่ 293-4-46663-8

ลับเฉพาะแดนนิพพาน  
ลับเฉพาะแดนนิพพาน  

ไขปริศนาเงื่อนงำความลับซึ่งถูกปกปิดมานานบนนิพพานที่น้อยคนนักจะรู้ เรื่องจริงที่ถูกค้นพบจากผู้บรรลุธรรมกายชั้นสูง

Advertisement