Page 1

I Dreamed a Dream in Time Gone By ฉันเคยฝันใฝ่ในฝันที่ผันผ่าน: เราจะทําอย่างไร เพื่อฟื้นความฝันการศึกษาให้แก่เด็กไทย

โดย แบ๊งค์ งามอรุณโชติ comments are welcomed 14 July 2013

กรุณาอ้างอิง: งามอรุณโชติ, แบ๊งค์. "ฉันเคยฝันใฝ่ในฝันที่ผันผ่าน: เราจะทําอย่างไรเพื่อฟื้นความฝันการศึกษาให้แก่เด็กไทย." In รายงานคุณภาพชีวิตเด็ก, edited by สุริยเดว ทรีปาตี and วิมลทิพย์ มุสิกพันธ์. กรุงเทพ: สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนา เด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล, 2556.


Dedication แด่ คุณพ่อ สันติ งามอรุณโชติ และ คุณแม่วิไล เอี๊ยบพันธ์ ครูสองท่านแรกในชีวิตของผู้เขียน

© สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล and แบ๊งค์ งามอรุณโชติ กรุณาอ้างอิง: งามอรุณโชติ, แบ๊งค์. "ฉันเคยฝันใฝ่ในฝันที่ผันผ่าน: เราจะทําอย่างไรเพื่อฟื้นความ ฝันการศึกษาให้แก่เด็กไทย." In รายงานคุณภาพชีวิตเด็ก, edited by สุริยเดว ทรีปาตี and วิมลทิพย์ มุสิกพันธ์. กรุงเทพ: สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล, 2556. i


Preface

!!

รายงานฉบับนี้เกิดขึ้น เนื่องจากคําขอจากสามฝ่ายด้วยกัน คําขอ

ครั้งแรกมากจาก ศ.ธเนศวร์ เจริญเมือง ที่ปรึกษา ประจํารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษา (จาตุรนต์ ฉายแสง) ภายหลังจากผมได้เข้าไปพูดคุยถึง งานวิจัยด้ านเศรษฐศาสตร์ที่ เกี่ยวข้ องกั บการศึกษาซึ่ งผมได้ ทําอยู่กั บ ท่านราว 4-5 ครั้ง ท่านก็ว่าน่าจะเอางานเหล่านั้นเขียนเป็นนโยบายภาพ รวม (Comprehensive paper) ขึ้นมาซักชิ้นหนึ่งเสียที จะได้ไม่เห็นแบบ แยกส่วน !!

คํ า ขอที่ ส องมาจาก อ.วิ ม ลทิ พ ย์ มุ สิ ก พั น ธ์ หนึ่ ง ในบรรณาธิ ก าร

รายงานคุณภาพชีวิตเด็ก ปี2556 อยากที่จะได้บทความพิิเศษสักชิ้นหนึ่ง ที่กล่าวถึงเรื่องการศึกษากับคุณภาพชีิวิตของเด็กไทย และคําขอที่สามจะ เป็นใครอื่นไปไม่ได้เลย นั่นคือตัวผมเองซึ่งอยากจะเขียนสรุปข้อค้นพบ รวบยอดจากงานศึกษาของผม, ผู้ร่วมงาน และ การสํารวจวรรณกรรม เกี่ยวกับการศึกษามาเป็นลําดับให้กลายมาเป็นรายงานซักชิ้นหนึ่ง !!

รายงานฉบับนี้จะถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนแรกเป็นเรื่องความ

ฝัน เป็นเรื่องกรอบใหญ่เป้าหมายปรัชญาทางการศึกษา, ส่วนที่สองเป็น ความจริง เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ด้านต่างๆ ของการศึกษาไทยซึ่งจะช่วย ทํ า ให้ เ ราสามารถวิ นิ จ ฉั ย สภาพปั ญ หาเป็ น อยู ่ ใ นปั จ จุ บั น ได้ และ ส่ ว น Note that: รายงานฉบับนี้เป็น ส่วนที่ตัดตอนมาจากรายงาน คุณภาพชีวิตเด็กปี 2556 ของ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนา เด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ทั้งนี้เพื่อให้ ผู้อ่านที่ต้องการศึกษาใน ประเด็นเฉพาะการศึกษา สามารถอ่านบทความนี้ต่างหาก ได้จากบทความอื่นๆ

สุดท้ายเป็นเรื่องของข้อเสนอแนะหรือทางออก แน่นอนว่า อาจจะยังไม่ ครบถ้วน (เป็นไปไม่ได้ท่ีจะแก้ปัญหาการศึกษาได้หมดด้วยภูมิปัญญา ของคนเพียงคนเดียวอยู่แล้ว) แต่อย่างน้อยที่สุด ผู้เขียนเชื่อว่า ข้อเสนอ เท่าที่ผู้เขียนรวบรวมมาได้นั้น มีผลการศึกษาสนับสนุนพอสมควร !!

ผมหวังว่า รายงานฉบับนี้จะไม่กลายเป็นเพียงบทสนทนาระหว่างผม

ศ.ธเนศวร์ และ อ.วิมลทิพย์ เท่าน้ัน จะจะเป็นประโยชน์ไปถึงผู้ที่สนใจการ ศึกษาท่านอื่นๆ ที่ได้หยิบรายงานฉบับนี้มาอ่านด้วย

แบ๊งค์ งามอรุณโชติ ii


1

! !

เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ปีค.ศ.2013, ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ได้สนทนากับผม

เกี่ยวกับการศึกษาเอาไว้อย่างน่าสนใจ ในตอนหนึ่งของบทสนทนานั้นดร.สุวิทย์ เน้นว่า... การกล่าวถึงปัญหาของระบบการศึกษาตามสภาพที่เป็นจริง (Positive education) นั้นก็สําคัญและก็ควรจะได้รับความสนใจ แต่มันไม่เพียงพอ กล่าวคือ มัน เป็ น การจั บ ปมปั ญ หาเล็ ก ๆ จํ า นวนมากและแก้ ไ ปเป็ น ลํ า ดั บ ทว่ า การศึ ก ษาใน

I deremed a dream in time gone by I dreamed a dream in time gone

ปัจจุบันอาจจะจําเป็นต้องพลิกไปสู่อีกด้านหนึ่ง นั่นก็คือการพิจารณาถึงความฝันที่ อยากจะเห็น หรือการศึกษาในแบบที่มัน “ควรจะเป็น” (Normative education) ซึ่ง จะก่อให้เกิดแรงดึงให้การศึกษาภาพรวมคืบหน้าไปได้, ผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่ง ดัง นั้ น บทความนี้ จ ะขอเริ่ ม ต้ น จากความใฝ่ ฝ ั น ของการศึ ก ษา เหมื อ นดั ง เพลง I dreamed a dream จากวรรณกรรมเรื่อง Les Misérables

! !

เราเคยฝันถึงการศึกษาในฝันของเราบ้างไหมครับ? ไม่ครับ ผมไม่ได้ถาม

by: ฉันเคยฝันใฝ่ในฝันที่ผันผ่าน


นักการศึกษา หรือผู้ดําเนินนโยบาย ผมถามเราทุกคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้อยู่. แต่


 When hope was high and life

เก็บคําตอบของคุณไว้ก่อนนะครับผมอยากนําเสนอฝันของใครสักคนก่อน คนๆ นั้น

worth living: ในตอนที่เต็มเปี่ยมไป

มีชื่อเสียงเอาไว้ว่า สําหรับเขาการศึกษาในฝันควรตอบสนองผู้เรียนสามด้านด้วย

ด้วยความหวัง และในยามที่ชีวิตนั้น

กัน หนึ่ง การศึกษาควรที่จะเปิดโอกาสให้แก่เด็กได้พัฒนาความสามารถที่หลาก

คุ้มค่าแก่การดํารงอยู่
 
 – I dreamed a dream
 from Les Misérables


คือ เซอร์ เคน โรบินสัน (Sir Ken Robinson) เขาได้เล่าในรายการ TED Talk ที่

หลาย และเป็นไปตามความต้องการของผู้เรียน สอง การศึกษาควรที่จะจุดประกาย ความอยากรู้อยากเห็น (Curiosity) ของเด็กเพื่อที่จะให้เขาปรารถนาที่จะเรียนรู้โดย ไม่ถูกบังคับ การศึกษาที่ประสบความสําเร็จควรที่จะปลดปล่อยความสามารถนี้ของ เด็กออกมาแทนที่จะปิดกั้นมันเอาไว้ และสุดท้าย สาม การศึกษาควรที่จะส่งเสริม ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการมากกว่าที่จะทําลายมัน

3


ฝันของโรบินสัน ก็ฟังดูไม่ได้แปลกประหลาดแต่อย่างไรและอันที่จริงหากพิจารณาถึง

ความอากรู้อยากเห็น (Curiosity)

ภาพฝั น การศึ ก ษาของนั ก คิ ด ที่ ส ํ า คั ญ ท่ า นอื่ น ๆ อาทิ รพิ น ทรนาถ ฐากู ร (Rabindranath

ความเอาใจใส่ (Care) และที่รัก

Tagore) หรือ จอห์น ดิวอี้ (John Dewey) ก็จะพบว่าไม่ได้แตกต่างกันมากนัก สําหรับฐากูรนั้น

(Beloved) นั้นก็ล้วนเป็นคําที่มีรากศัพท์

เสนอว่าการศึกษาในฝันของเขาควรที่จะไม่ขัดต่อธรรมชาติ ทั้งในความหมายที่ไม่ขัดต่อทั้ง

ใกล้เคียงกันมาก นั่นก็คือ curiositas,

ธรรมชาติ ข องตั ว ผู ้ เ รี ย นเอง และ หมายถึ ง การที่ ผู ้ เ รี ย นสามารถจะเรี ย นรู ้ ไ ด้ ดี ใ นสภาวะ

curiosus และ carus จึงไม่แปลกใจที่

ธรรมชาติ ในขณะที่ดิวอี้ นําเสนอปรัชญาประสบการณ์และการศึกษาของเขา (Philosophy

การกระตุ้นให้เกิดความสนใจใคร่อยาก

! !

on experience and education) โดยแสดงให้เห็นว่า การศึกษาแบบดั้งเดิมนั้นเน้นหลักสูตร และการปฏิบัติตามแนววัฒนธรรมซึ่งจะบั่นทอนและทําลายความหลากหลายของผู้เรียนลง ในทางกลับกัน ภาพฝันของเขาต่อการศึกษาที่ก้าวหน้า (Progressive education) หมายถึง การศึ ก ษาที่ มุ ่ ง ให้ ค วามสํ า คั ญ กั บ ความต้ อ งการของผู ้ เ รี ย น และพร้ อ มกั น นั้ น ก็ จ ะต้ อ ง สนับสนุนและปลดปล่อยขีดจํากัดของผู้สอนไปพร้อมกันด้วย

! !

สํ า หรั บ ประเทศไทย, นั ก การศึ ก ษาไทยจํ า นวนมากกล่ า วถึ ง สิ่ ง เดี ย วกั น กั บ นั ก การ

ศึกษาชาวอังกฤษ (โรบินสัน), อเมริกัน (ดิวอี้) หรือ อินเดีย (ฐากูล) โดนไม่ได้นัดหมาย ยก ตัวอย่างเช่น ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ผู้ต่อสู้เกี่ยวกับการศึกษาทางเลือกในประเทศไทยได้สนทนา กับผู้เขียนช่วงปลายเดือนมิถุนายน ปีค.ศ.2013 ว่าสําหรับเขาแล้ว การศึกษาต้องเปิดพื้นที่ให้ กับความงอกงามของทักษะที่หลากหลาย ไม่ใช่เพียงทักษะแคบๆ ที่กระทรวงผูกขาดและ กําหนดมาเท่านั้น ประเด็นนี้สอดคล้องอย่างเต็มที่กับสิ่งที่ เคน โรบินสันได้บรรยายไว้ใน ปีค.ศ.2006 ในหัวข้อ “โรงเรียนเป็นแหล่งทําลายความคิดสร้างสรรค์” สําหรับทั้งชัชวารและ โรบินสัน การศึกษาในฝันนั้นจะต้องปลดปล่อยโรงเรียนและผู้เรียนให้ได้ปฏิสังสรรค์กัน เพื่อ ก่อกําเนิดการเรียนรู้ร่วมกัน ความฝันประการหลังนี้หากกล่าวด้วยภาษาอีกแบบหนึ่งก็คือ การเรียกร้องให้เกิดการกระจายบทบาททางการศึกษาออกจากรัฐไปสู่ระดับโรงเรียนนั่นเอง (Decentralization)

! !

สําหรับผมเองก็มีความฝันเกี่ยวกับการศึกษาเช่นเดียวกัน นอกเหนือจากที่ทุกท่านได้

กล่าวไปแล้วผมฝันว่า การศึกษาควรที่จะเป็นบริการซึ่งเด็กๆ ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่าง เท่าเทียมกันโดยไม่มีใครร่วงหล่น การศึกษาควรเป็นฐานปลดปล่อยศักยภาพที่จะเรียนรู้ และ กระตุ้นความอยากเรียนรู้ของผู้เรียนเพื่อที่เขาจะสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองภายหลังจาก ออกนอกสถานศึกษาไปแล้ว แน่นอนว่า โดยทั่วไปแล้วหากคุณจบการศึกษาในระดับปริญญา ตรีภายในอายุราว 22 ปีและหากคุณวางแผนว่าจะตายราว 70 ปีคุณยังมีช่วงเวลาที่เหลืออีก กว่า 70% ของชีวิตที่ไม่มีใครมาสอนคุณอีกแล้วนอกจากตัวคุณเอง การศึกษาควรเตรียม ความพร้อมให้แก่คนทุกๆ คนเพื่อที่จะเป็นครูแก่ตนเองและเป็นครูแก่คนอื่นๆ ได้ไม่ทางใดก็ ทางหนึ่ง ทว่า ภาพฝันทั้งของโรบินสัน, ฐากูล, ดิวอี้, ชัชวาลย์ หรือของผม จะเป็นความจริง เพียงใดสําหรับประเทศไทยนั้น ก็อาจจะต้องพิจารณาจากหลักฐานที่มีในลําดับต่อไป..

4

เรียนรู้นั้น จะมีความสําคัญเกี่ยวโยงไป ถึง การรักในความรู้ และ การเอาใจใส่ ในการเรียนรู้


2

Now life has killed the dream I dreamed…

! !

ในลําดับนี้, โดยความถ่อมใจอย่างยิ่งว่าผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ, อย่างไรก็ตาม

ผมได้มีโอกาสเขียนงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษาอยู่สองสามชิ้น แต่ละชิ้น ได้พยายามศึกษาถึงสถานการณ์ปัจจุบันของการศึกษาไทย และน่าที่จะเป็นหลัก ไมล์ได้ระดับหนึ่งว่า ความฝันและความจริงของการศึกษาไทยนั้นมีระยะห่างเพียง ใด ผมค้นพบว่ามีประเด็นสําคัญๆ ที่ผู้อ่านทุกท่านควรทราบเกี่ยวกับการศึกษาไทย ในปัจจุบันดังนี้ครับ

! !

ประการแรก การศึ ก ษาไทยนั้ น ยั ง เน้ น ให้ ค วามสํ า คั ญ กั บ เด็ ก เล็ ก น้ อ ยเกิ น

ไป-: งานศึกษาจํานวนมากชี้ตรงกันว่า การให้ความสําคัญกับพัฒนาการของเด็ก เล็กโดยเฉพาะอนุบาลจะส่งผลต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีนัยสําคัญ ในขณะที่ นักเศรษฐศาสตร์การศึกษาก็ได้ประเมินผลตอบแทนจากการลงทุนด้านการศึกษา และค้นพบว่า ผลตอบแทนจะสูงสุดในระดับก่อนปฐมวัยและค่อยๆ ลดลงเป็นลําดับ เมื่อเด็กคนดังกล่าวเรียนสูงขึ้นผลลัพธ์ที่ได้นี้ยังเป็นไปในทางเดียวกันทั้งในส่วนผล ตอบแทนต่อสาธารณะ และ ผลตอบแทนส่วนตัวของเด็กเอง (ภาพที1่ ) ดังนั้นไม่ว่าจะ มองจากแง่มุมใดก็ตาม โดยเปรียบเทียบแล้วการจัดการศึกษาโดยเน้นที่เด็กอายุ น้อยย่อมมีความสําคัญมากกว่าเด็กที่อายุมากขึ้น แต่เงินลงทุนภาครัฐของไทยต่อ การศึกษาของเด็กแจกแจงตามช่วงชั้นต่างๆ กลับแสดงผลลัพธ์ตรงกันข้าม เด็กชั้น อนุบาลจะได้รับงบประมาณต่อหัวผู้เรียนน้อยที่สุดในขณะที่งบดังกล่าวจะสูงขึ้นเป็น ลําดับจนกระทั่งสูงสุดที่ชั้นมหาวิทยาลัย

5


! !

ผลลัพธ์จากการให้ความสําคัญกับเด็กเล็กที่น้อยนี้ส่งผลในสองระดับด้วยกัน

ระดับแรก องค์ประกอบทางสติปัญญา (IQ) ของเด็กเล็กจะสูงขึ้นอย่างช้ามากๆ เมื่อ เด็กคนดังกล่าวเรียนสูงขึ้น เพราะเมื่อระบบการเรียนรู้ได้รับการพัฒนาน้อยในตอน เด็ก การเรียนรู้เพิ่มเติมในบั้นปลายก็ยิ่งยากขึ้น ดังนั้นผลของการเพิ่มทรัพยากรใน เด็กโตจึงไม่ค่อยเพิ่มผลลัพธ์ทางการศึกษามากนัก, ผมย้ํานะครับว่าประเด็นไม่ได้ อยู่ที่ IQ ของเด็กเล็กนั้นต่ําแต่อยู่ที่อัตราการเพิ่มขึ้นของ IQ ที่น้อยและท้ายที่สุด แล้วหลังชั้นประถม IQ แทบจะไม่มีการเติบโตอีกแล้ว (ภาพที2่ )

ภาพที1่ แสดงผลตอบแทนจากการลงทุนทางการศึกษา แยกตามช่วงชั้น ขายความภาพที่1: แม้ภาพที่1 จะไม่มีระดับอัตราผล ตอบแทนของเด็กก่อนปฐมวัย แต่งาน ศึกษาหลายชิ้นอาทิ Knudsen et.al. (2006) หรือ The white house (2013) ก็ล้วนยืนยันว่าการศึกษาในระดับก่อน ปฐมวัยมีความสําคัญอย่างมากต่อ พัฒนาการของเด็ก

ที่มา:Psacharopoulos & Patrinos(2004) อ้างถึงใน แบ๊งค์ งามอรุณโชติ และ ถิรภาพ ฟักทอง (2555)

ทั้งๆ ที่กรณีของประเทศอื่นๆ อย่างเช่นนอร์เวย์ทุกๆ ปีการศึกษาจะส่งผลให้โดย เฉลี่ยแล้ว IQ ของผู้เรียนจะเพิ่มสูงขึ้นราว 3.7 คะแนน (Steven Reinberg, 2011) นอกจากนี้ ในระดับที่สอง การจัดสรรงบประมาณทางการศึกษาเช่นนี้ยัง “อาจจะ” นําไปสู่ความเหลื่อมล้ําทางการศึกษา เพราะเด็กที่ขาดโอกาสทางการเรียนรู้ที่ดี ตั้งแต่วัยเด็ก (รัฐลงทุนน้อย และครอบครัวไม่มีทรัพยากรมากพอจะเพิ่มเติมให้) เด็ก เหล่านี้มีโอกาสอย่างมากที่จะออกจากการศึกษาก่อนกําหนด เพราะเขาไม่มีความ หวังจากการศึกษามากนัก

6


Footnote: เราลงทุนในเด็กเล็ก

ภาพที2่ ระดับองค์ประกอบทางสติปัญญา (IQ) ของเด็กไทยแยกตามช่วงชั้นต่างๆ

น้อยเกินไป? จากข้อมูลของประเทศไทยปีค.ศ. 2006 เด็กอนุบาลได้รับการสนับสนุน เพียงราว 13,000 บาทต่อเด็กหนึ่งคน ในขณะที่ผู้เรียนระดับมหาวิทยาลัยได้ รับเงินลงทุนภาครัฐถึงราว 30,000 บาทต่อเด็กหนึ่งคนตัวเลขล่าสุดที่ผมมี อยู่ของปีค.ศ. 2009 การศึกษาขั้นพื้น ฐานของไทย (อนุบาลถึงมัธยมศึกษา) ได้รับงบประมาณโดยรวมราว 24,000 บาทต่อเด็กหนึ่งคนซึ่งนับว่ามีทิศทางที่ ดีขึ้นเมื่อเทียบกับข้อมูลในปีค.ศ.2006 แต่ตัวเลขดังกล่าวยังห่างไกลจากการ ลงทุนในระดับชั้นมหาวิทยาลัยซึ่งได้ รับงบประมาณราว 34,000 บาทต่อ

ที่มา: กรมสุขภาพจิต (2554) อ้างถึงใน แบ๊งค์ งามอรุณโชติ และ ถิรภาพ ฟักทอง (2555)

เด็กหนึ่งคน (ดูเพิ่มเติมได้จาก แบ๊งค์ งาม อรุณโชติ และ ถิรภาพ ฟักทอง, 2555)

! !

หากคุณนึกภาพไม่ออก คุณอาจจะลองนึกถึงครอบครัวเกษตรกรที่ต้องเช่าพื้นที่ทําการเกษตรในภาคเหนือหรือภาคใต้

คุณเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กนอกเขตเทศบาลที่มีครู 3 คนกับเด็กอีก 70 คน (หนึ่งในครูสามคนเป็นผู้อํานวยการ ดังนั้นมีครู สอนเต็มเวลาเพียง 2 คน) คุณจะได้รับการศึกษาตามอัตตภาพ และแม้ว่าจะไม่ผ่านเกณฑ์ในแง่ความรู้คุณก็จะถูกส่งผ่านไปสู่ ระดับชั้นต่อไป รุ่นแล้วรุ่นเล่า หากเราเป็นหนึ่งในเด็กเหล่านั้นและต้องตัดสินใจระหว่างจะเรียนต่อในระดับชั้นที่สูงขึ้น หรือจะ ออกมาทํางานเพื่อหาเงินช่วยเหลือครอบครัว เส้นทางการศึกษาอาจจะชัดเจนน้อยกว่าและมีประโยชน์น้อยกว่าการออกมา ทํางานเพื่อรับค่าจ้างขั้นต่ําก็เป็นได้ และนั่นเป็นสาเหตุหนึ่งของการลาออกกลางคัน (Drop out) ที่ปัจจุบันเด็กไทยวัยเรียน กว่าร้อยละ 45 ตัดสินใจลาออกก่อนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6(ภาพที่ 3) 7


! !

ประการที่สอง การศึกษายังมุ่งเน้นเอกสารแต่ไม่ได้รับผิดรับชอบ (Account-

able) ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็ก-: ข้อสรุปประการที่สองนี้เป็นผลมาจาก

Footnote: ความเหลื่อมล้ําของ

งานวิจัยที่ผมร่วมทํากับ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ และศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ (อันที่ จริงแล้วภูมิปัญญาส่วนใหญ่ของงานชิ้นนี้มาจากเพื่อนร่วมงานของผมทั้งสองท่าน

โอกาสทางการศึกษา, จากดครง

เป็นหลัก) ในปีค.ศ. 2511 เรื่อง “ระบบการบริหารและการเงินเพื่อสร้างความรับผิด

สร้างทางเศรษกิจ

ชอบในการจัดการศึกษา” สิ่งที่พวกเราพบในงานชิ้นนี้ก็คือแม้ประเทศไทยจะลงทุน

จากการศึกษาของผมและถิรภาพ

เพื่อการศึกษาในระดับที่สูงมาก โดยหากเปรียบเทียบงบประมาณภาครัฐด้านการ

ฟักทอง ในปีค.ศ.2012 เราพบว่าการที่

ศึ ก ษาต่ อ งบประมาณรวม ประเทศไทยถื อ ว่ า ใช้ จ ่ า ยเพื่ อ การศึ ก ษาสู ง กว่ า หลาย

ครอบครัวของเด็กมาจากอาชีพ

ประเทศในโลก อาทิ ญี่ ปุ ่ น , เกาหลี ใ ต้ , สิ ง คโปร์ , มาเลเซี ย , อิ น โดนี เ ซี ย และ

เกษตรกรที่ไร้ที่ดิน จะทําให้เด็กคนดัง

เวียดนาม แต่ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กไทยกลับแย่กว่าหรือใกล้เคียงกันกับ

กล่าวมีโอกาสทางการศึกษาน้อยกว่า

ประเทศเหล่านี้, สัญญาณดังกล่าวสะท้อนว่า การใช้เงินแก้ปัญหาการศึกษาไม่ใช่

เด็กที่มีพ่อแม้ทํางานในสายวิชาชีพ

ทางออก และไม่ได้ส่งผลดีอย่างที่มันควรจะเป็น

(วิศวกร, หมอ, สถาปนิก เป็นต้น)และ นักบริหาร ถึงกว่า 4.5 ปีด้วยกัน,

งานชิ้นดังกล่าวยังค้นพบต่อไปอีกว่า ปมปัญหาสําคัญประการหนึ่งที่ทําให้

นอกจากนี้ การที่ครอบครัวอาศัยอยู่

! !

นอกเทศบาล และ อยู่ในภาคเหนือหรือ

การใช้จ่ายทางงบประมาณไม่มีผลต่อการยกระดับคุณภาพการศึกษา ก็เนื่องมาจาก

ภาคใต้จะทําให้ระยะเวลาที่ใช้เพื่อการ

ระบบการประเมินครูที่อิงกับการทําเอกสารมากจนเกินไป ส่วนจะมาเกินไปอย่างไร

เรียนในโรงเรียนน้อยลงอย่างมีนัย

นั้นผมจะขออธิบายรายระเอียดสักเล็กน้อยก่อนที่จะให้ผู้อ่านได้ช่วยกันตัดสินครับ

สําคัญ เมื่อเทียบกับเด็กที่ได้รับโอกาส

ครูในโรงเรียนสังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นั้นจะได้รับการ

ค่อนข้างดีในเมือง (Municipal area)

ประเมินคุณภาพเพื่อเลื่อนขั้นเงินเดือนปีละ 2 ครั้งด้วยกัน ในแต่ละครั้งครูมีภาระ

และเด็กที่อยู่ในภาคกลาง

ต้องทําเอกสารเป็นเครื่องยืนยันถึงผลการปฏิบัติงานของตนเอง โครงการวิจัยที่ชื่อ ว่า Teacher Watch ได้ สํ ารวจครู และพบว่ า 83% ของครูที่ตอบแบบสอบถามใช้ สัดส่วนราว 20% ของเวลางานเพื่อทําเอกสารดังกล่าว และมีครู

8


กไทย แยกตามช่วงชั้น
 ภาพที3่ การลาออกกลางคันของเด็ (% ของจํานวนเด็กร่วมรุ่นทั้งหมดที่เข้าเรียนในชั้น ป.1)


 
 
 
 
 



 
 
 
 
 
 
 
 ที่มา: ปรับจาก อัมมาร สยามวาลา และคณะ (2555)


 
 
 ราว 10% ที่ต้องใช้ระยะเวลาถึง 50% ของเวลางานเพื่อทํา เอกสารประเมิน ระยะเวลางานที่หายไปเหล่านี้หมายถึงการ สูญเสียโอกาสที่ครูจะได้นําเวลาที่มีไปออกแบบกิจกรรมใน ห้องเรียนใหม่ๆ และสร้างสรรค์ โดยที่เกณฑ์การประเมินใน รายงานเหล่ า นี้ มี สั ด ส่ ว นของคะแนนที่ เ กี่ ย วโยงไปถึ ง ผล


 นักการศึกษาคนสําคัญได้เราจะพบว่า กระบวนการประเมิน เช่ น นี้ ไ ด้ เ พิ่ ม ขี ด จํ า กั ด และภาระให้ แ ก่ ค รู ม ากกว่ า ที่ จ ะ ลดขีfจํากัดซึ่งขัดแย้งกับหลักการศึกษาที่ก้าวหน้าของดิวอี้ โดยสิ้นเชิง

สัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กโดยตรง (ผลสอบมาตรฐาน) เพียง 3.3% เท่านั้น

! !

ประการที่สาม มีความเข้าใจผิดจํานวนมากที่บดบัง

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับครูในประเทศไทย -: เมื่อกล่าวถึงอาชีพ ! !

พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิติวํโส (Phramaha Pongnarin

Thitivamso) พระนักกิจกรรม ได้เล่าถึงประสบการณ์ของ การทํางานร่วมกับโรงเรียนต่างๆ เพื่อชักชวนเด็กและครูให้ มาทํากิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกัน ท่านว่าครูที่มาทํางานกับ ท่ า นนั้ น ถู ก ดู ห มิ่ น ดู แ คลนว่ า โง่ เพราะสามารถที่ จ ะจ้ า งทํ า เอกสารแทนการทํ า กิ จ กรรมเหล่ า นี้ จ ริ ง ๆ ได้ ท ํ า ไมไม่ ท ํ า, จากข้ อ เท็ จ จริ ง ดั ง กล่ า ว เราตระหนั ก ได้ ไ ม่ ย ากเลยว่ า กระบวนการประเมิ น ที่ ด ํ า เนิ น อยู ่ ใ นปั จ จุ บั น นั้ น บั่ น ทอน ศักยภาพของครู และตัดขาดความเชื่อมโยงระหว่างครูและ เด็กได้อย่างไร ซึ่งแน่นอนว่าหากจําภาพฝันของจอห์น ดิวอี้
 9

ครูผู้คนมักที่จะนึกไปว่า “ครูเป็นอาชีพที่รายได้น้อยหรือมี ภาวะทางการเงินยากลําบากกว่าอาชีพอื่นๆ ดังนั้น การจะ ยกระดับการศึกษาจําเป็นที่จะต้องเพิ่มเงินเดือนครู” อย่างไร ก็ตาม การกล่าวเช่นนี้มีทั้งด้านที่ถูกและผิดในเวลาเดียวกัน ซึ่งผมอยากจะชวนผู้อ่านทุกท่านคิดตามไปเป็นลําดับ และ ช่วยตัดสินว่าจริงหรือไม่


! !

จากข้อมูลของ World Salaries (2005) ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลเงินเดือนครูระดับชั้น

มัธยมจากเอกสารราชการและองค์กรนานาชาติ (อาทิ International Labor Organization) พบว่า หากเปรียบเทียบในระดับนานาชาติ ครูไทยนับได้ว่ามีรายได้ที่ปรับค่าครอง ชีพแล้ว (Purchasing Power Parity) สูงเมื่อเทียบกับประเทศกําลังพัฒนาในยุโรปตะวัน ออกหรือเอเชียเช่น เปรู, ฟิลิปปินส์, เชค, เม็กซิโก, โปแลนด์, ฮังการี, ลัตเวีย เป็นต้น แต่ก็ ถื อ ว่ า ยั ง ต่ ํ า เมื่ อ เที ย บเคี ย งกั บ ประเทศพั ฒ นาแล้ ว อาทิ อเมริ ก า, อั ง กฤษ, เยอรมั น , ออสเตรเลีย, เกาหลีใต้, นอร์เวย์ และฟินแลนด์ ดังนั้นโดยผิวเผินแล้วหากจะมองในแง่ของ การเปรียบเทียบกับนานาประเทศ ครูของประเทศไทยถือได้ว่าอยู่ในระดับที่มีรายได้ปาน กลางมิได้มีรายได้ต่ํา อย่างไรก็ตาม การจะสรุปว่าเงินเดือนครูของประเทศไทยนั้นไม่มี ปัญหาเลยก็นับว่าเป็นความผิดพลาด อันที่จริงแล้วปัญหาเงินเดือนครูนั้นมีปัญหา 3 เรื่อง สําคัญซึ่งจะสามารถพบได้ก็ต่อเมื่อทําการจําแนกครูออกเป็นกลุ่มต่างๆ เท่านั้น โดยจะได้ กล่าวถึงไปเป็นลําดับ

ภาพที4 ่ รายได้ตลอดชีวิตของครูผู้สอนจําแนกตามระดับชั้นการสอน (แกนตั้งเป็นรายได้หน่วยบาท, แกนนอนเป็นอายุเฉลี่ย)

Footnote: สาเหตุของปัญหาเงินเดือนระหว่างครูของ รัฐและเอกชนต่างกันมากนี้สามารถอ่าน เพิ่มได้จาก สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, ศุภ ณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ และ แบ๊งค์ งามอรุณ โชติ (2555) ที่มา: การสํารวจภาวะแรงงาน สํานักงานสถิติแห่งชาติพ.ศ. 2553 อ้างถึงใน ศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ (2556)

! !

เรื่องแรก หากนําข้อมูลสํานักงานสถิติแห่งชาติของไทยมาพิจารณาหาค่าเฉลี่ยราย

ได้ตลอดชีวิต (Lifetime income) ของครูจะพบว่า ครูประถมศึกษามีรายได้ที่ต่ํากว่าค่า เฉลี่ยของรายได้คนในประเทศในช่วงต้นของการทํางานและค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนกระทั่งอยู่ใน 10


Footnote: การทุจริตในแวดวงการศึกษาไทย การทุจริตนี้ได้รับการอ้างอิงจากข่าวทั่วไป ว่ามีมูลค่าอยู่ระหว่าง 10,000 ดอลลาร์ สหรัฐถึงกว่า 17,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ หนึ่งอัตราจ้าง ซึ่งหากตัวเลขนี้ใกล้เคียง ความจริง การรับครูผู้ช่วย 2,015 คนใน ระหว่างปี ค.ศ. 2011-2012 จะส่งผลให้มี เงินทุจริตหมุนเวียนถึงราว 34,255,000

ระดับใกล้เคียงกันกับอาชีพอื่นๆ โดยเฉลี่ยภายหลังอายุ 40ปีไปแล้ว ในขณะที่ครู ระดับชั้นมัธยมศึกษาจะมีรายได้ต่ํากว่าอาชีพอื่นๆ โดยเฉลี่ยช่วงก่อนอายุ 40 เช่น กัน แต่ภายหลังจากนั้นครูระดับชั้นมัธยมศึกษาจะมีรายได้สูงกว่าระดับรายได้ของ อาชีพอื่นโดยเฉลี่ย (ภาพที่ 4) เมื่อแยกพิจารณาดังนี้แล้วก็ทําให้เราสามารถเข้าใจ ธรรมชาติของปัญหาที่แตกต่างกันระหว่างครูสองกลุ่มได้ชัดเจนยิ่งขึ้น นั่นก็คือ ครู ระดับชั้นประถมนั้นจะมีปัญหาของรายได้ที่ต่ํากว่าค่าเฉลี่ยในสังคม แต่สําหรับครู ชั้นมัธยมปัญหากลับอยู่ที่เรื่องของการกําหนด “เงินเดือนเริ่มต้น” ที่ต่ําจนเกินไป

ดอลลาร์สหรัฐ (เฉพาะการบรรจุครูผู้ช่วย เท่านั้น) และหากศึกษาเพิ่มเติมในงานของ

เรื่องสอง เป็นปัญหาความเหลื่อมล้ําของรายได้ภายในกลุ่มครูเอง (Inequal-

Michael Tan (2007) ก็จะพบว่าเงินทุจริต

! !

เพื่อการโยกย้ายตําแหน่ง, ที่ทํางาน หรือ

ity within group) เพราะเมื่ อ เราแยกครู อ อกเป็ น สองกลุ ่ ม โดยกลุ ่ ม หนึ่ ง เป็ น ครู

การฝากบุตรเข้าเรียน มีมูลค่าอีกมหาศาล

รัฐบาล และ กลุ่มที่สองเป็นครูเอกชน ผลที่ได้คือ ครูผู้สอนระดับการศึกษาขั้นพื้น

ต่อปีในระบบการศึกษาไทย

ฐานที่สังกัดรัฐบาลจะมีรายได้ราว 24,000 บาทต่อเดือน ในขณะที่ครูสังกัดโรงเรียน เอกชนจะมีรายได้เฉลี่ยเพียง 12,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น หรือกล่าวคือรายได้ของ ครูสองกลุ่มนี้แตกต่างกันราว 1 เท่าตัว ดังนั้นการแก้ไขปัญหาครูเงินเดือนน้อยโดย อาศัยมาตรการเพิ่มเงินเดือนครูในระบบราชการเพียงอย่างเดียวนอกจากจะไม่ลด ความเหลื่อมล้ําในส่วนนี้แล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหารุนแรงมากขึ้นไปอีก โดยนับตั้งแต่ ปีค.ศ.2001 เป็นต้นมาจนกระทั่งปัจจุบันรายได้ของครูรัฐและเอกชนแตกต่างกันมาก ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ มากไปกว่านั้น การที่ระดับรายได้ของครูในภาครัฐและเอกชนแตกต่าง กันอย่างมากนี้ยังส่งผลต่อความต้องการที่จะย้ายจากภาคเอกชนไปทํางานในภาค การศึกษาของรัฐอย่างล้นเกิน จนนํามาสู่การทุจริตสอบบรรจุข้าราชการครูดังเป็น ข่าวอื้อฉาวในปีค.ศ. 2013 ที่ผ่านมา

! !

เรื่องที่สาม ก่อนที่จะนําผู้อ่านทุกท่านไปสู่ประเด็นถัดไป การเพิ่มเงินเดินครู

ไม่ ว ่ า ครู จ ะมี เ งิ น เดื อ นมากหรื อ น้ อ ยอยู ่ ใ นปั จ จุ บั น นั้ น อาจจะส่ ง ผลให้ ค รู ไ ด้ รั บ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ทว่า นั่นไม่ได้มีผลเชื่อมโยงไปสู่คุณภาพการศึกษาที่ดีขึ้น เสมอไปหรือโดยอัตโนมัติ เพราะดังที่ได้กล่าวไว้ในปัญหาการศึกษาประการที่สอง การเพิ่มเงินลงทุนทางการศึกษาโดยเฉพาะการเพิ่มเงินดังกล่าวเข้าไปที่ครูผู้สอน โดยที่ ค รู ยั ง ต้ อ งรั บ ผิ ด รั บ ชอบต่ อ เอกสารแต่ มิ ไ ด้ รั บ ผิ ด รั บ ชอบต่ อ คุ ณ ภาพของผู ้ เรียนโดยตรงนั้นทําให้ การเพิ่มเงินเดือนไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงต่อคุณภาพการ ศึกษาของผู้เรียน การคิด เรื่องเงินเดือนครู จึงไม่สามารถคิดแยกจากเรื่องระบบ ความรับผิดรับชอบที่เหมาะสมไปได้เลยในทางปฏิบัติ

11


! !

นอกจากเรื่องความเข้าใจผิดเกี่ยวกับระดับรายได้ของครู (บ้างก็ว่าสูง บ้างก็

ว่าต่ํา โดยไม่ได้จําแนกแยกแยะอย่างชัดเจนในรายละเอียด) ซึ่งได้กล่าวไปบ้างแล้ว ครูยังมักจะถูกเข้าใจผิดว่าจะต้องเป็นบุคคลฉลาดถึงจะสามารถเป็นครูที่ดีได้ เรา สามารถได้ยินคํากล่าว เช่น “ปัญหาการศึกษาที่ด้อยคุณภาพปัจจุบันว่าเกิดมาจาก การที่คนเก่งไม่เข้ามาเรียนครู” ได้ทั่วไปในสังคมไทย แต่ความเข้าใจนี้ก็อาจจะไม่ จริงเสียทีเดียว เราพบหลักฐานจํานวนมากที่กล่าวถึงครูในทิศทางที่แตกต่างออกไป

! !

ในระดับแนวคิด (Concept) เคน โรบินสัน ได้กล่าวเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า ครู

นั้ น ไม่ ใช่ ผู ้ ที่ เป็ น นายทวารของเนื้ อ หาสาระเท่ า นั้ น แต่เขายังต้องเป็นผู้บ่มเพราะ ความหลากหลายสร้างสรรค์ในตัวเด็กได้อีกด้วย ในขณะที่ ริตา เพียร์สัน (Rita Pierson) ได้ ก ล่ า วเอาไว้ ใ นรายการ TED Talk เดื อ นพฤษภาคม ค.ศ.2013 ว่ า สิ่ ง ที่ นักการศึกษาเราละเลยที่จะพูดไปในการจัดการศึกษาที่ดีก็คือความสัมพันธ์ระหว่าง ครูและเด็ก การศึกษาที่ดีเป็นเรื่องของครูที่พร้อมจะให้เวลาและทุ่มเทกับเด็กมาก เพียงพอ ครูที่เปี่ยมไปด้วยความเพียรและความสามารถที่จะท้าทายให้เกิดความ งอกงามหลากหลายในตัวผู้เรียนได้, หลังจากที่ได้อ่านทัศนะของโรบินสันและเพียร์ สันแล้วราอาจจะประท้วงในใจว่า การมุ่งเน้นที่จะแสวงหาครูฉลาดนั้นผิดตรงไหน? แน่นอนว่าหากได้ครูที่ฉลาดย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ผิดอะไร แต่มันก็อาจจะไม่เพียงพอ และอาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของคําตอบ

! !

ในระดั บ ข้ อ มู ล เชิ ง ประจั ก ษ์ ภู มิ ศ รั ณ ย์ ทองเลี่ ย มนาค (2010) ได้ พ ยายาม

ศึ ก ษาถึ ง ความสั ม พั น ธ์ ร ะหว่ า งคุ ณ ลั ก ษณะของครู ผู ้ ส อนกั บ ผลสั ม ฤทธิ์ ท างการ ศึ ก ษาของเด็ ก และได้ ผ ลที่ น ่ า สนใจอย่ า งมาก ในขั้ น ต้ น งานชิ้ น นี้ ไ ด้ ร วบรวม วรรณกรรมที่ อ ธิ บ ายถึ ง ความเกี่ ย วข้ อ งกั น ระหว่ า งคุ ณ ภาพของครู กั บ ผลสั ม ฤทธิ์ ทางการศึ ก ษาของเด็ ก ผลลั พ ธ์ พ บว่ า ประสบการณ์ ข องครู มี ผ ลอย่ า งมาต่ อ พัฒนาการของเด็ก ครูรุ่นใหม่ซึ่งเข้าสอนในปีแรกมักมีความรู้ที่พรมแดนใหม่ๆ ซึ่ง ครูในระบบเดิมไม่มี (Frontier knowledge) แต่ครูเหล่านี้กลับไม่สามารถส่งเสริม ระดั บ การเรี ย นรู ้ ข องเด็ ก ได้ ม ากเท่ า กั บ ครู ที่ มี ป ระสบการสอนมายาว 10-15 ปี นอกจากนี้ Darling-Hammond (1999) ยั ง พบว่ า นั ก เศรษฐศาสตร์ ก ารศึ ก ษา พยายามศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบทางสติปัญญาของครูต่อผล การศึกษาของเด็กมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1940 และพบว่าไม่มีความสัมพันธ์กัน อย่ า งชั ด เจน ทว่ า ทั ก ษะของครู ที่ มี ผ ลต่ อ พั ฒ นาการของเด็ ก กลั บ เป็ น ทั ก ษะการ สื่อสาร (Verbal skilled) ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่าความฉลาดโดยรวมหรือความรู้ใน สาระวิ ช านั้ น ไม่ ใ ช่ ทั้ ง หมดที่ เ ด็ ก ต้ อ งการจากครู ประสบการณ์ แ ละการสื่ อ สาร สัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็กก็เป็นสิ่งสําคัญไม่แพ้กัน

12


! !

เนื่องจาก วรรณกรรมที่ยกมาอ้างอิงถึงเหล่านี้นั้นก็เป็นกรณีของอเมริกาเสียเป็น

ส่วนใหญ่ ดร.ภูมิศรัณย์ จึงได้แสวงหาหลักฐานเชิงประจักษ์ของประเทศไทยและค้นพบว่า ประสบการณ์สอนของครูมีผลต่อคะแนนสอบ TIMSS (1999) ของเด็กอย่างชัดเจน, ใน ขณะที่ในแง่คุณวุฒินั้นมีความน่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก เพราะ ครูท่ีการศึกษาต่ํากว่าปริญญา ตรี (without B.A.) หรือ ศึกษาระดับปริญญาโท (M.A.) จะมีแนวโน้มจะทําให้ผู้เรียนมี คะแนนสูงกว่าเด็กกลุ่มที่ถูกสอนโดยครูซึ่งมีคุณวุฒิระดับปริญญาตรี (B.A.) โดยครูซึ่งจบ การศึกษาระดับปริญญาตรีในสายการศึกษา จะเพิ่มคะแนนสอบให้แก่เด็กได้ดีกว่าครูท่ี จบการศึกษาเฉพาะทาง (เช่น คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์) ถึงแม้ว่าโดยทั่วไปแล้วครูที่จบ การศึ ก ษาเฉพาะทางจะต้ อ งการคะแนนสอบเข้ า สู ง กว่ า ก็ ต าม, ข้ อ มู ล ดั ง กล่ า วมี ค วาม ชั ด เจนน้ อ ยลงในการสอบ TIMSS (2007) ซึ่ ง ทํ า ให้ อ าจจะสะท้ อ นให้ เ ห็ น ถึ ง ความไม่ แน่นอนของความสัมพันธ์ข้างต้น แต่อย่างน้อยที่สุด สัญญาณอย่างอ่อนเหล่านี้ก็สะท้อน ว่า การจัดการศึกษาที่ดีในประเทศไทยนั้น ไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องพึ่งพิงความฉลาดของครูแต่ เพียงอย่างเดียว หากเป็นเรื่องของทักษะการสอนและประสบการณ์ด้วยอย่างสําคัญ

! !

ประการที่ ส่ี นโยบายอาชี ว ศึ ก ษายั ง เน้ น เพิ่ ม จํ า นวนผู ้ เ รี ย น โดยไม่ มี ม าตรการ

ประกอบที่เพียงพอ -: นโยบายอาชีวศึกษาที่ได้รับการตอกย้ําจากฝ่ายการเมืองและได้รับ การตอบสนองจากระบบราชการอย่ า งแข็ ง ขั น ได้ แ ก่ การเพิ่ ม จํ า นวนผู ้ เ รี ย น/ผู ้ จ บการ ศึกษาในระดับอาชีวศึกษาให้ได้เทียบเป็นสัดส่วนต่อสายสามัญที่ร้อยละ 50:50 มาตรการ ดังกล่าวแม้จะควบคู่ไปกับมาตรการอื่นๆ อาทิ การจัดทําแผนกําลังคน และ การปรับปรุง คุณภาพของเด็กอาชีวศึกษา ทว่า ผลในทางปฏิบัติแล้วนโยบายการเพิ่มจํานวนผู้เรียนดู จะเป็ น นโยบายหลั ก การเพิ่ ม จํ า นวนนั ก ศึ ก ษาดั ง กล่ า วไม่ ใ ช่ เ รื่ อ งผิ ด โดยเฉพาะเมื่ อ พิจารณาถึงการขยายตัวของภาคการผลิตและบริการที่มีความจําเป็นต้องใช้แรงงานใน

Footnote ปัจจัยที่กําหลดผล สัมฤทธิ์ทางการศึกษา:

สายอาชีวศึกษาเพิ่มขึ้นในอนาคต ทว่า สิ่งที่ขัดแย้งไม่ไปในทิศทางเดียวกันได้แก่การ ลงทุนของภาครัฐต่ออาชีวศึกษาเอง

อาจสามารถแบ่งออกได้เป็น สามส่วน สําคัญๆ ได้แก่ หนึ่ง ปัจจัยตัวผู้เรียนเอง เช่นมาจากสถานภาพทางสังคมแบบใด มีคุณลักษณะส่วนตัวที่ใฝ่เรียนรู้แค่ไหน เป็นต้น, สอง ปัจจัยเชิงระบบและสิ่ง แวดล้อม อาทิ สิ่งแวดล้อมรอบ โรงเรียน, ระบบความรับผิดรับชอบ

! !

เพื่อทําความเข้าใจได้กระจ่างยิ่งขึ้น ผมอยากอธิบายเพิ่มเติมสักเล็กน้อยถึงหลัก

คิดที่จะใช้พิจารณาเรื่องนี้ครับ หากเรามองการศึกษาหมายถึงการผลิตเด็กที่มีคุณภาพ ออกไปสู ่ สั ง คม, ในระดั บ พื้ น ฐานที่ สุ ด (สมมติ ว ่ า ไม่ มี ป ั ญ หาเรื่ อ งระบบความรั บ ผิ ด รั บ ชอบ), คุณภาพของผู้เรียนนั้นย่อมขึ้นอยู่กับการเพิ่มปัจจัยการผลิตสองส่วนด้วยกัน ได้แก่ งบลงทุนเพื่อที่จะให้มีอุปกรณ์ฝึกฝนฝีมือ และครูซึ่งหมายถึงทั้งในแง่ของคุณภาพและ

(Accountability system) หรือ

ปริมาณ ทั้งนี้ หากการเพิ่มจํานวนการรับเข้าศึกษาต่อในสายอาชีวศึกษาโดยไม่มีการเพิ่ม

นโยบายรัฐบาล, สาม ปัจจัยของ

ปัจจัยการผลิต (ทั้งงบลงทุนและครู) ก็จะส่งผลให้ขนาดของห้องเรียนใหญ่ขึ้น จํานวนเด็ก

โรงเรียนซึ่งประกอบไปด้วยสิ่งอํานวย

ต่อครูผู้สอนเพิ่มขึ้น และผลการวิจัยจํานวนมากก็สนับสนุนว่าคุณภาพของผู้เรียนจะลดลง

ความสะดวกทางการเรียนการสอน ร่วม

เมื่อขนาดของห้องเรียนใหญ่มากจนเกินไป มาตรการเพิ่มผู้เรียนให้ได้สัดส่วน 50% เมื่อ

กับ จํานวนและคุณภาพของครู ในที่นี้จะ

เทียบกับสายสามัญจึงมีความจําเป็นอย่างมากที่จะต้องการ การเพิ่มจํานวนครู (และที่

ขอกล่าวถึงเพียงปัจจัยที่สามเท่านั้น

ควรจะทํามากยิ่งขึ้นคือคุณภาพครูและงบลงทุนอุปกรณ์) ประกอบกันไปด้วย

13


ทว่า , ที่ผ่านมา, ในทางปฏิบัติสิ่งเหล่านี้กลับเป็นไปในลักษณะสวนทิศทางกัน

Footnote นโยบายยังคงเน้นการ

! !

เพิ่มจํานวนเด็กอาชีวศึกษาเป็นหลัก:

งบประมาณต่อหัวของผู้เรียนในสายอาชีวศึกษายังต่ํากว่าสายสามัญ และจํานวน

ในช่วงปลายเดือนเมษายน ค.ศ. 2013

บุคลากรของครูยังคงไม่ได้รับการเพิ่มเติมให้ได้สัดส่วนกับจํานวนนักศึกษาที่เพิ่ม

เอกสารจากสํานักงานคณะกรรมการการ

ขึ้น ปัจจุบันครูที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการนั้นมีอยู่ด้วยกันเพียง 16,000 อัตรา

อาชีวศึกษา (ศธ. 0604/1938) ได้ถูกส่งไปถึง

ซึ่งต้องดูแลเด็กกว่า 900,000 คน (Daily News, 11 March 2013) หากเทียบเคียง

โรงเรียนอาชีวศึกษาทุกแห่งเพื่อเร่งรัดให้มี

เป็นสัดส่วนแล้วก็จะมีสัดส่วนเด็กนักเรียน 57 คนต่อครูหนึ่งคน ซึ่งสูงกว่าสัดส่วน

การรับนักศึกษาเพิ่มเติม

ของสายสามัญอย่างมาก เพื่อแก้ไขปัญหานี้โรงเรียนในสังกัดอาชีวศึกษาต้องจ้าง ครูโดยทําสัญญารายปีเองเพิ่มขึ้นอีกราว 8,000 อัตราซึ่งจะทําให้เด็กต่อครูลดลงได้ บ้างแต่ก็ยังไม่เพียงพอ ตัวเลขคาดการณ์ของทางคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเอง คาดว่า หากต้องการเพิ่มจํานวนเด็กเรียนสายอาชีวศึกษาให้เท่ากับสายสามัญโดย ไม่ ก ระทบต่ อ ขนาดห้ อ งเรี ย นจํ า เป็ น ที่ จ ะต้ อ งเพิ่ ม ครู อี ก กว่ า 36,000 อั ต ราซึ่ ง ใน ปัจจุบันก็ยังคงไม่ได้รับการอนมุติจากคณะรัฐมนตรี 
 ! !

จากทฤษฎีและสถานการณ์ที่เป็นจริงประกอบกัน ทําให้คาดการณ์ได้ไม่ยาก

เลยว่า การเร่งรีบที่จะเพิ่มจํานวนผู้เรียนโดยไม่ตระหนักถึงการเพิ่มปัจจัยการผลิตผู้ เรี ย นที่ ดี มี คุ ณ ภาพนั้ น กํ า ลั ง จะส่ ง ผลให้ คุ ณ ภาพของอาชี ว ศึ ก ษาลดลงในอนาคต นอกจากนี้การกําหนดนโยบายโดยเน้นไปที่เป้าหมายสายสามัญและอาชีวศึกษาที่ สัดส่วน 50:50 นั้นยังเป็นมาตรการที่กดดันให้ผู้บริหารสถานศึกษารับผิดรับชอบต่อ สิ่งที่ผิด กล่าวคือ ไปเน้นการรับผิดรับชอบต่อจํานวนผู้เรียนมากกว่าคุณภาพการ เรียนการสอน (Accountable to quantity than quality)

ตัวอย่างเช่น ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ค.ศ.2013 มีข้อเสนอจากหน่วย

Footnote ratio เด็กต่อครู:

! !

สัดส่วนเด็กต่อครูในอาชีวศึกษาที่

งานกระทรวงศึกษาให้สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งดูแลการ

เด็ก 57 คนต่อครูหนึ่งคน นับวาูงมาก

ศึ ก ษาสายสามั ญ ลดการรั บ เด็ ก เข้ า เรี ย นเพื่ อ ผลั ก ดั น ให้ มี เ ด็ ก ไปสมั ค รเรี ย นสาย

เมื่อเทียบกับสายสามัญ ซึงในระดับ

อาชีวศึกษาเพิ่มขึ้น, ตัวอย่างนี้สะท้อนถึงความเข้าใจที่ผิดพลาด เนื่องจากการลดรับ

ชั้นประถมศึกษาจะมีอัตราส่วนเด็ก

เข้ า เรี ย นในสายสามั ญ ไม่ ไ ด้ ส ่ ง ผลให้ เ กิ ด การสมั ค รในสายอาชี ว ะเพิ่ ม ขึ้ น โดย

16 คนต่อครูหนึ่งคน และ

อัตโนมัติ นอกจากนั้นเราอาจจะอภิปรายได้อีกว่า แม้จะมีการเข้าเรียนในสายอาชีวะ

มัธยมศึกษาที่เด็ก 22 คนต่อครูหนึ่ง

มากขึ้ น ก็ ต าม ก็ จ ะเป็ น ไปในลั ก ษณะที่ “ไม่ มี ท างเลื อ กจึ ง มาเข้ า” หรื อ ก็ คื อ เด็ ก ที่

คนเท่านั้น (World Bank, 2012

พลาดหวังจากการเข้าเรียนในสายสามัญแล้วจึงมาเข้าเรียนอาชีวศึกษา ซึ่งนับเป็น

referred in Trading Economics, accessed 13 July 2013)

ข้ อ เสนอที่ รั บ ผิ ด รั บ ชอบต่ อ จํ า นวนเด็ ก ที่ จ ะมาเรี ย น มากกว่ า ที่ จ ะคํ า นึ ง ถึ ง ความ ต้องการของเด็กอย่างแท้จริง (ดู Matichon 11 January 2013; and Thairath 27 February 2013; accessed 13 July 2013)

14


จากทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้เป็นเพียงข้อสังเกตถึงสถานการณ์ของการศึกษา

I had a dream my life would be, So different from this hell I'm living

! !

ฉันเคยวาดฝันชีวิตเอาไว้, แสน

ว่า ความฝันที่มีนั้นกับความจริงไม่เพียงแค่ห่างไกลกันเหลือเกิน แต่เหมือนกับที่

ห่างไกลจากนรกนี้ที่อาศัยอยู่

Anna Hathaway ร้องในท่อนจบของเพลง I dreamed a dream เอาไว้ ความจริง

So different now from what it seemed, Now life has killed the dream I dreamed. ปัจจุบันพลิกผันจากฝันที่สวยหรู, ชีวิตที่อดสูขยี้ฝันที่ฉันเคยมี – I dreamed a dream
 by Les Miserable


15

ไทยในปั จ จุ บั น เป็ น การสํ า รวจว่ า ภาพฝั น ของนั ก การศึ ก ษาในระดั บ โลกและ ประเทศไทยนั้นห่างไกลจากภาพที่แท้จริงเพียงใด ซึ่งหากจะให้ประเมินคงต้องกล่าว

ของชีวิตทางการศึกษายังได้ฆ่าความฝันของเราไปด้วย:


3

How to Rebuild the Dream for Thai Education

! !

หากเปรียบบทแรกคือความฝัน, บทที่สองคือการแสดงสภาพการณ์ที่แท้จริง

(เท่าที่ผมพอจะทราบ, และแน่นอนว่าเป็นเพียงบางส่วน) ของการศึกษาไทย ซึ่งไม่ ต่างอะไรกับการทําลายความฝันในบทที่หนึ่งลงอย่างไม่ใยดี ในบทนี้จะเป็นบทซึ่ง ผมเชื่อว่าจะช่วยสร้างความฝันความหวังต่อการศึกษาไทยขึ้นมาใหม่ ด้วยการชวน ผู้อ่านถกเถียงถือทางเลือก ทางออก และแสดงถึงข้อเท็จจริงอีกด้าน ข้อเท็จจริงที่ว่า ยังมีนักฝัน/นักสร้างฝันอีกจํานวนมากไม่ท้อถอยและพยายามที่จะแก้ไขปัญหาข้าง ต้นอย่างไม่ลดละ

! !

ประการแรก การหันเหความสนใจของนักวิชาการและฝ่ายการเมืองมาสู่เด็ก

อนุบาลมากยิ่งขึ้น -: เมื่อช่วงเมษายนของค.ศ.2013 ผมได้เขียนบทความให้แก่คลัง สมองที่ มี ชื่ อ ว่ า Siam Intelligent Unit โดยอธิ บ ายถึ ง งานของ Knudsen et.al. (2006) ซึ่ ง รวบรวมงานวิ จั ย ในสามสาขาได้ แ ก่ เศรษฐศาสตร์ ชี ว วิ ท ยาระบบ ประสาท และ พฤติกรรมศาสตร์ นักวิชาการเหล่านี้ซึ่งรวมไปถึง เจมส์ เจ. เฮคแมน (James J. Heckman) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลได้ข้อสรุปตรงกันว่า การศึกษา ขั้นก่อนปฐมวัย (Pre-school) หรืออนุบาลมีความสําคัญอย่างมากต่อพัฒนาการ เรียนรู้ โดยได้แสดงให้เห็นข้อมูลหลากหลาย เช่นการเข้าแทรกแซงช่วยเหลือผู้ เรียนที่ด้อยโอกาสตั้งแต่วัยเด็กและติดตามผลโดยเปรียบเทียบกับเด็กที่ไม่ได้รับ การช่วยเหลือและพบว่า กลุ่มที่ได้รับการช่วยเหลือจะมีผลสําฤทธิ์ทางการศึกษาและ ประสบความสําเร็จเหนือกว่าอีกกลุ่มหนึ่งอย่างมีนัยสําคัญ

16


! !

แม้ว่านักวิชาการในหลายสาขาจะมีความเห็นตรงกัน

! !

การตอบรับจากฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะจากประเทศ

ถึ ง ความสํ า คั ญ ของการศึ ก ษาในเด็ ก เล็ ก ทว่ า ข้ อ เสนอที่

ที่มีบทบาทอย่างมากทางเศรษฐกิจการเมืองอย่างอเมริกา

ต้องการจะให้รัฐเน้นการศึกษาสําหรับเด็กเล็กนั้นเป็นไปได้

ได้จุดประกายให้เห็นว่า การถ่ายเทน้ําหนักเพื่อส่งเสริมการ

ยากมากที่จะจูงใจให้รัฐดําเนินการตาม อย่างน้อยก็ในสอง

ศึ ก ษาให้ แ ก่ เ ด็ ก เล็ ก ยั ง ไม่ สิ้ น หวั ง เพี ย งทว่ า สํ า หรั บ

สาเหตุ (ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ทางเลือกสาธารณะ – Pub-

ประเทศไทยเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนมากเท่าใดนัก ผู้ที่ให้ความ

lic choices) เพราะหนึ่ ง การลงทุ น ในเด็ ก เล็ ก นั้ น เป็ น การ

ส น ใ จ เ รื่ อ ง นี้ ยั ง จ ํ า กั ด อ ยู ่ ใ น ก ลุ ่ ม ผู ้ บ ริ ห า ร ห น ่ ว ย ง า น

ลงทุ น ที่ ผ ลลั พ ธ์ นั้ น มี ร ะยะเวลายาวนานกว่ า จะเห็ น ผล แต่

สาธารณสุ ข และบ่ อ ยครั้ ง ยั ง เน้ น น้ ํ า หนั ก ไปที่ ป ระเด็ น ใด

การลงทุ น ในเด็ ก โตขึ้ น มาเป็ น ลํ า ดั บ จะส่ ง ผลต่ อ เศรษฐกิ จ

ประเด็ น หนึ่ ง โดยเฉพาะ เช่ น เรื่ อ งการส่ ง เสริ ม การอ่ า น

หรือการนํามาใช้แสดงความสําเร็จในทางการเมืองได้เร็ว

มากกว่าที่จะมีการศึกษาและนําเสนอในภาพรวม (Compre-

กว่า ซึ่งรัฐบาลก็มีอายุราวรอบละ 4 ปีเท่านั้นทําให้มักมีแรง

hensive view) แนวคิ ด ที่ ผ มได้ รั บ ฟั งและดู จ ะเป็ น ไปได้ ใน

จูงใจที่จะเลือกนโยบายที่ให้ผลลัพธ์ไม่ยาวนานเกินไป, สอง

ทางปฏิบัติ (Practical) มากที่สุดมาจาก ดร.กอปรศักดิ์ ภูต

เด็กเล็กโดยเฉพาะเด็กอนุบาลไม่มีคะแนนเสียงในทางการ

ระกูล เมื่อราว ค.ศ.2006-2007 ท่านถูกเชิญมามาบรรยาย

เมื อ ง (อย่ า งน้ อ ยก็ ใ นแง่ ท างตรง) แต่ เ ด็ ก มั ธ ยมปลายถึ ง

ผลการศึ ก ษาเรื่ อ ง Human Capital Policy: Building a

มหาวิทยาลัยนั้นมีคะแนนเสียง ดังนั้นแรงจูงใจทางการเมือง

Competitive Workforce for 21st Century Thailand ใน

ที่จะดูแลการศึกษาของเด็กโตจึงสูงกว่าการศึกษาของเด็ก

งานเลี้ยงอาหารค่ําและผมก็นั่งร่วมอยู่ด้วย ความตอนหนึ่ง

เล็ก

ในการบรรยายวันนั้นกล่าวถึง การลงทุนในเด็กเล็กที่น้อย เกินไปของประเทศไทยโดยเปรียบเทียบกับเด็กโต พร้อมกัน นั้นท่านก็ได้เสนอว่า สิ่งที่ทําให้อย่างมากคือการทยอยเพิ่ม ถึ ง กระนั้ น ก็ ต าม เมื่ อ เดื อ นกุ ม ภาพั น ธ์ ค.ศ.2013 ที่

งบประมาณอย่ า งค่ อ ยเป็ น ค่ อ ยไป ในขณะที่ ไ ม่ ล ดงบ

ผ่ า นมาประธานาธิ บ ดี แ ห่ ง สหรั ฐ อเมริ ก า, โอบามา, ได้

ประมาณในส่ ว นของเด็ ก โต ซึ่ ง จะทํ า ให้ ใ นระยะยาวแล้ ว

ประกาศนโยบายการศึกษาในสมัยต่อไปของเขาจะต้องเน้น

มูลค่าของงบประมาณที่แท้จริงจะถูกถ่ายโอนไปที่เด็กเล็ก

ให้ความสําคัญไปที่เด็กเล็ก อันเป็นก้าวสําคัญอย่างมากที่

มากขึ้ น ผมหวั ง ว่ า ตลอดหลายปี ที่ ห ลั ง จากนั้ น จะพบทาง

แสดงให้เห็นว่า ฝ่ายการเมืองเองมีความประสงค์ที่จะลงทุน

เลือกที่ดีกว่าข้อเสนอนี้แต่ก็ยังมองไม่ออก

! !

เพื่ออนาคตของประเทศชาติมากกว่าผลลัพธ์ทางการเมือง ระยะสั้ น ๆ (หรื อ ไม่ เ ช่ น นั้ น ก็ เ พราะผู ้ ล งคะแนนเสี ย งของ ประการที่ ส อง การปฏิ รู ป ระบบความรั บ ผิ ด รั บ ชอบ

อเมริ ก ามี ส ายตาที่ ท อดยาวไปสู ่ อ นาคตได้ ไ กล ทํ า ให้ พึ ง

! !

พอใจกั บ นโยบายของรั ฐ บาลเช่ น นี้ ม ากกว่ า นโยบาย

ของการศึกษาไทย -: การปฏิรูประบบความรับผิดรับชอบ

ฉาบฉวย) โอบามาได้ประกาศชุดนโยบายถ้วนหน้าเพื่อเด็ก

(Accountability system) หมายถึง การปฏิรูปความสัมพันธ์

อายุ 0-5 ปี (Early Education for All Americans) ซึ่ ง

ของปัจจัย 5 ประการได้แก่ การมอบหมายหน้าที่ (Delega-

ประกอบไปด้วย หนึ่ง การจูงใจให้ครอบครัวผู้มีรายได้น้อย

tion), การจัดการการเงิน (Finance), ศักยภาพ (Perform-

และปานกลางส่งบุตรหลานมาเข้าโรงเรียนอนุบาลอย่างมี

ance), ข้อมูลข่าวสาร (Information) และ ความสามารถใน

คุณภาพ, สอง จัดสรรงบประมาณลงไปเพื่อกระตุ้นให้ชุมชน

การบังคับใช้ (Enforceability) เพื่อให้การจัดการศึกษาอัน

ขยายบริการดูแลเด็กแรกเกิดจนกระทั่งถึง 3 ปีให้ได้รับการ

เป็นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ, โรงเรียน(ครู) และผู้เรียน(ผู้

ดู แ ลอย่ า งถู ก ต้ อ งมี คุ ณ ภาพ, สาม ลงทุ น กว่ า 1.5 พั น ล้ น

ปกครอง) บรรลุวัตถุประสงค์สูงสุดได้แก่การที่ผู้เรียนมีผล

ด อ ล ล า ร ์ ส ห รั ฐ ส ํ า ห รั บ ก า ร เ ยี่ ย ม เ ยี ย น บ ้ า น (Home

สัมฤทธิ์ทางการศึกษาทีดี (UNESCO, 2004) ธนาคารโลก

visitation) เพื่อให้คําปรึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการเด็กโดยผู้

ได้เสนอว่า การปฏิรูประบบความรับผิดรับชอบดังกล่าวนี้

เชี่ยวชาญ (The White House, 2013)

ควรทําผ่านกระบวนการสําคัญสามด้านได้แก่

17


Speech for Early Education: “In states that make it a priority to educate our youngest children…studies show students grow up more likely to read and do math at grade level, graduate high school, hold a job, form more stable families of their own. We know this works. So let’s do what works and make sure none of our children start the race of life already behind.” (Barack Obama, February 12, 2013)

! !

ด้ า นที่ ห นึ่ ง การกระจายอํ า นาจของการจั ด การศึ ก ษาไปสู ่ ร ะดั บ โรงเรี ย น

(School-based management) มาตรการนี้เกิดขึ้นเนื่องจาก หากระบบการบริหาร การศึกษามีการรวมศูนย์อยู่ที่กระทรวงศึกษา (Centralization) เมื่อเกิดความด้อย คุณภาพของการศึกษารัฐก็จะได้รับข้อมูลช้า หรือเมื่อผู้ปกครองหรือผู้เรียนต้องการ ที่จะสื่อสารต่อรัฐเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการศึกษาในทิศทางที่ดีขึ้น เส้นทาง ของการสื่อสารจะยาวและมีต้นทุนสูง (Long route of accountability) ส่งผลให้การ ศึกษาปรับตัวได้ช้า เพื่อให้เกิดภาพที่ตรงกัน ผู้อ่านอาจจะลองนึกภาพว่าหากเรา เรียนอยู่นอกเทศบาลแล้วเกิดปัญหาโรงเรียนดําเนินการอย่างไร้คุณภาพ เราจะต้อง เดินทางไปร้องเรียนกับรัฐมนตรีที่กระทรวงศึกษาในกรุงเทพ หรือแค่จะต้องเดินทาง ไปที่เขตพื้นที่การศึกษาในตัวเมืองก็พอแล้วครับ ต้นทุนหรืออุปสรรคที่มากจนเกิน ไปเหล่านี้กลายเป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้เราเดินทางไปยกเว้นแต่เป็นเรื่องที่ร้าย แรงจริงๆ ซึ่งจะส่งผลให้ปัญหาถูกสะสมและการปรับตัวทําได้อย่างจํากัด

! !

การปฏิ รู ป โดยการบริ ห ารจั ด การแบบเอาโรงเรี ย นเป็ น ฐานนี้ ห มายถึ ง การ

มอบหมายหน้ า ที่ จ ากรั ฐ ส่ ว นกลางมาสู ่ โ รงเรี ย นมากขึ้ น (Decentralized delegation) ส่งผลให้การบังคับต่อรองของผู้ปกครองหรือผู้เรียนต่อโรงเรียนทําได้ด้วย ร ะ ย ะ ท า ง แ ล ะ ต ้ น ทุ น ที่ ต ่ ํ า (Short route of accountability and higher enforceability) ส่งผลกดดันให้ศักยภาพของโรงเรียนและครู ควรที่จะได้รับการยก ระดับสูงขึ้น (Higher performance)

18


! !

ด้ า นที่ ส อง ได้ แ ก่ ก ารสร้ า งความรั บ ผิ ด รั บ ชอบเชิ ง

! !

แต่การดําเนินงานทั้งสามด้านนี้จะเลือกทําเพียงอย่าง

ข้ อ มู ล ข่ า วสาร (Informative accountability) ความเชื่ อ

ใดอย่างหนึ่งไม่ได้ โดยเฉพาะ ด้านการกระจายอํานาจและ

สําคัญของข้อเสนอนี้คือ เมื่อมีการกระจายการบริหารมาสู่

การให้ข้อมูลข่าสาร หรือ การสร้างระบบความรับผิดรับชอบ

โรงเรี ย นแล้ ว จะทํ า ให้ ก ารต่ อ รองระหว่ า งโรงเรี ย นและผู ้

ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา หากไม่เกิดขึ้นไปด้วยกันก็จะ

ปกครองเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษามีความเป็นไปได้

ทํ า ให้ ก ารกระจายอํ า นาจดั ง กล่ า วกลายเป็ น การกระจาย

สูงขึ้น ทว่า นั่นก็อาจจะยังไม่เพียงพอตราบใดที่ผู้ปกครอง

อํานาจที่ปล่อยให้เกิดการบริหารงานตามอําเอใจ และไร้เป้า

ยังไม่ทราบว่า คุณภาพหรือศักยภาพของโรงเรียนแท้ที่จริง

หมายที่ จ ะรั บ ผิ ด ชอบร่ ว มกั น ในการจั ด การศึ ก ษา ผลการ

แล้วเป็นเช่นไร ดังนั้น โรงเรียนจึงควรที่จะต้องเปิดเผยข้อมูล

วิจัยของ ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ (2555) ชี้ว่าการกระจายอํานาจ

ข่าวสารที่จําเป็นแก่ผู้ปกครองในการตัดสินใจเลือกที่เรียน

ไปสู่ระดับโรงเรียนโดยไม่มีความรับผิดรับชอบจะทําให้ผล

หรือ เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถร้องเรียนตรวจสอบคุณภาพ

สัมฤทธิ์ทางการศึกษา “ต่ําที่สุด” กล่าวคือ ผู้เรียนจะมีผล

ของสถานศึกษาได้อย่างเหมาะสม ข้อเสนอนี้จึงเป็นข้อเสนอ

การศึ ก ษาต่ ํ า กว่ า กรณี ที่ ไ ม่ มี ก ารปฏิ รู ป ใดใดเลยเสี ย อี ก ,

ที่ต้องการเพิ่มระดับการบังคับใช้ของผู้ปกครองต่อโรงเรียน

ปัจจุบัน ความคืบหน้าของการดําเนินงานทั้งสามด้านนี้นั้น

(Higher enforceability) ผ่านการเพิ่มขึ้นของข้อมูลข่าวสาร

ค่ อ นข้ า งเดิ น ไปได้ เ ป็ น ลํ า ดั บ โดยมี สถาบั น วิ จั ย เพื่ อ การ

(Higher information) เพื่ อ ที่ ท ้ า ยที่ สุ ด แล้ ว ศั ก ยภาพของ

พั ฒ นาประเทศไทย (Thailand Development Research

โรงเรียนจะสูงขึ้น (Higher performance) ในทางปฏิบัติการ

Institution: TDRI) เป็นกําลังสําคัญทางภาควิชาการ

แสดงข้อมูลของโรงเรียนต่อผู้ปกครองนั้นจะดําเนินการด้วย สิ่ ง ที่ เ รี ย กว่ า “Report Card” ซึ่ ง ผู ้ อ ่ า นสามารถทํ า ความ ประการที่ ส าม การศึ ก ษาเพื่ อ ความงอกงามหลาก

เข้าใจเพิ่มเติมได้จากงานศึกษาของ สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

! !

และคณะ (2554)

หลายของผู้เรียน -: เมื่อผู้อ่านได้ฟังข้อเสนอเกี่ยวกับการ สร้างระบบความรับผิดรับชอบครบวงจร (ทางการเงิน การก ระจายอํานาจ และข้อมูลข่าวสาร) โดยเฉพาะในส่วนที่เรียก

ด้านที่สาม การประเมินครูโดยผูกโยงความก้าวหน้า

ร้องให้มีการผูกโยงผลตอบแทนของครูเอาไว้กับผลสัมฤทธิ์

ทางอาชี พ หรื อ ผลตอบแทนที่ ค รู จ ะได้ รั บ เอาไว้ กั บ ผล

ทางการศึ ก ษาของเด็ ก นั้ น ในด้ า นหนึ่ ง ก็ อ าจจะเกิ ด ความ

สั ม ฤทธิ์ ท างการศึ ก ษาของเด็ ก โดยตรง (อาทิ ข้ อ สอบ

รู ้ สึ ก ว่ า น่ า จะดี ก ว่ า สถานการณ์ เ ดิ ม ซึ่ ง ครู ต ้ อ งใช้ เ วลาส่ ว น

มาตรฐาน) จะส่ ง ผลให้ ค รู ไ ม่ ต ้ อ งเสี ย เวลาไปกั บ เอกสาร

ใหญ่ไปกับเรื่องเอกสารและมีโอกาสสูงที่จะถูกตบแต่งหลัก

หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่ออกห่างจากตัวผู้เรียน (Changing in

ฐานได้ง่ายโดยผลงานเหล่านั้นไม่ได้เชื่อมโยงกับคุณภาพ

delegation and finance) ส่งผลให้ศักยภาพของครูและของ

การสอนเท่ า ใดนั ก แต่ ใ นอี ก ด้ า นหนึ่ ง ก็ เ กิ ด ความรู ้ สึ ก ว่ า

ผู้เรียนเองได้รับการส่งเสริมอย่างเต็มที่และมุ่งเป้า (Focus-

มาตรการใหม่ที่นําเสนอมานี้ดีแล้วจริงหรือ? มันจะบั่นทอน

ing performance) นอกจากนี้ การผูกโยงความก้าวหน้าของ

คุณค่าด้านอื่นของครู หรือส่งผลต่อการทําลายความหลาก

ครูกับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาจะพิจารณาจาก “พัฒนาการ

หลายของสาระการเรียนรู้หรือไม่? ความรู้สึกด้านหลังนี้มี

ของคะแนนสอบมาตรฐาน” ดังนั้น เด็กที่เรียนอ่อนจะได้รับ

ความสําคัญอย่างมากครับ และผมคิดว่าเป็นความรู้สึกที่ถูก

ความสนใจดูแลมากกว่าเด็กที่เรียนเก่งโดยอัตโนมัติ เพราะ

ต้องแล้วเพราะผมและผู้ที่ติดตามประเด็นการศึกษาหลาย

คะแนนข้อสอบมาตรฐานของเด็กกลุ่มที่เรียนเก่งอยู่แล้วจะ

ท่านก็มีความกังวลเช่นเดียวกัน

! !

สูง และส่งผลให้การเพิ่มคะแนนให้แก่เด็กกลุ่มนี้ทําได้น้อย และทําได้ยาก ในขณะที่เด็กกลุ่มที่เรียนอ่อนจะมีระดับความ ก้าวหน้าได้อีกมาก ซึ่งจะจูงใจให้อาจารย์มุ่งเน้นความสนใจ ไปที่เด็กอ่อนมากกว่า

19


! !

นักวิชาการสองท่านซึ่งมีชื่อเสียงอย่างมากได้แก่ นัก

! !

แต่เราจะทําอย่างไรเพื่อที่จะประสานให้คงข้อดีของ

ปรั ช ญาชื่ อ ดั ง จากมหาวิ ท ยาลั ย ฮาร์ ว ์ ด (Harvard) ชื่ อ ว่ า

ระบบความรับผิดรับชอบที่ควรสร้างขึ้นมาใหม่นี้เอาไว้ และ

ไมเคิ ล แซนเดิ ล (Michael Sandel) รวมถึ ง เซอร์ เคน

ขณะเดียวกันก็ไม่ไปบั่นทอนคุณค่าของการศึกษา หรือกด

โรบิ น สั น (2006, 2013) ที่ อ อกมาแสดงความกั ง วลต่ อ

ทั บ ความหลากหลายของความชาญฉลาด (Multiple-

มาตรการดังกล่าวอย่างมีน้ําหนัก Sandel (2012) ชี้ว่าการผูก

intelligent) ของผู้เรียนเอาไว้? ผมเสนอว่ามี 3 เรื่องที่เราควร

ผลตอบแทนของครูเอาไว้กับผลการศึกษาของเด็กนั้นอาจ

ทําควบคู่ไปกับการสร้างระบบความรับผิดรับชอบครบวงจร

เปลี่ยนแปลงหรือบั่นทอนคุณค่าบางอย่างของครู จากผู้ท่ี

ได้แก่

ต้องมุ่งเน้นให้เกิดความงอกงามของการเรียนรู้ในตัวผู้เรียน ไปสู่การสอนเพื่อยกระดับรายได้ ในขณะที่ โรบินสันเน้นย้ํา เรื่ อ งแรก ควรมี ก ารสื่ อ สารอย่ า งแข็ ง ขั น ว่ า ระบบ

ประเด็ น ที่ ว ่ า การศึ ก ษานั้ น เป็ น ไปเพื่ อ ที่ จ ะเชิ ด ชู ค วามคิ ด

! !

สร้างสรรค์และความหลากหลายของผู้เรียน แต่การกําหนด

ความรั บ ผิ ด รั บ ชอบที่ ส ร้ า งขึ้ น ใหม่ น้ี มี เ ป้ า หมายเพื่ อ การ

ให้ครูต้องส่งเสริมความรู้ที่จํากัดอยู่ใน “ข้อสอบมาตรฐาน”

เรียนรู้ของเด็ก ไม่ใช่คะแนนสอบ พร้อมกันนั้น ควรตอกย้ํา

โดยเฉพาะเมื่อความรู้ของผู้เรียนตามข้อสอบมาตรฐานนั้นมี

ว่ า ระบบความรั บ ผิ ด รั บ ชอบนั้ น ไม่ เ ป็ น เพี ย งแค่ เ รื่ อ งของ

ผลโดยตรงต่อรายได้ของครู จะทําให้บั่นทอนความหลาก

“แรงจูงใจ (Incentivizing)” เหมือนแครอทและไม้ก้านโตที่

หลายและความคิ ด สร้ า งสรรค์ ข องเด็ ก ลงและตอกย้ ํ า ถึ ง

จะฟาดครู ใ ห้ ไ ปในแนวทางที่ รั ฐ เห็ น ว่ า สมควร แต่ มั น ควร

โครงสร้างลําดับชั้นของความรู้ท่ียกยอให้คณิตศาสตร์และ

เป็นเครื่องมือในการวินิจฉัยอาการ และเพื่อที่จะได้เข้าไป

วิทยาศาสตร์ไว้บนสุด โดยเอาศิลปะด้านต่างๆ ไว้ด้านล่าง

ช่วยสนับสนุน ส่งเสริมและให้กําลังใจกับครูหรือโรงเรียนที่

ของโครงสร้างเหล่านั้น

ยังพัฒนาได้น้อย เพื่อที่รัฐจะสามารถระดมทรัพยากรเข้าไป ช่วยดูแลในส่วนเหล่านั้นได้อย่างเจาะจงมากขึ้นด้วย, เรื่องที่ สอง รัฐควรที่จะกําหนดกรอบการใช้เวลาเพื่อการเรียนของ

ในระหว่างผมเขียนบทความนี้ขึ้น เพื่อนของผม, ฐิติ

โรงเรียน เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการสอนเนื้อหาที่มากจน

รัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล, ได้อ่านรายงานเรื่อง Art for Art’s

เกิ น ไปเพื่ อ เพิ่ ม คะแนนสอบ (Over-coaching) และเรื่ อ งที่

Sake? The Impact of Arts Education ของ OECD (2013)

สาม การเปิ ด พื้ น ที่ และ ลดอุ ป สรรหรื อ ข้ อ จํ า กั ด ของการ

แล้วนําท่อนความตอนหนึ่งของรายงานมาเล่าให้ฟังว่า ถึง

สร้างระบบ “การศึกษาทางเลือก” ในสังคมไทย ทั้งนี้ก็เพราะ

แม้ ศิ ล ปะจะมี ด ้ า นบวกต่ อ ทั ก ษะอื่ น ๆ และต่ อ การเกิ ด

ท้ายที่สุดแล้ว แม้ว่ารัฐบาลจําเป็นจะต้องเน้นย้ําถึงทักษะ

นวัตกรรมใหม่ๆ ก็ตามแต่ทว่า นั่นไม่ควรที่จะเป็นด้านหลักที่

บางด้ า นที่ ส ํ า คั ญ และอยู ่ ใ นวิ สั ย ที่ จ ะวั ด ประเมิ น ได้ อาทิ

ใช่สนับสนุนวิชาศิลปะ เพราะถึงที่สุดแล้วศิลปะนั้นก็เป็นสิ่งที่

คณิ ต ศาสตร์ , วิ ท ยาศาสตร์ , ภาษาอั ง กฤษ, หรื อ บรรดา

คู่กับอารยธรรมของมนุษย์โลกมาพร้อมๆ กับคณิตศาสตร์

คุ ณ ลั ก ษณะสํ า คั ญ อาทิ การคิ ด อย่ า งวิ พ ากษ์ หรื อ การ

หรือวิทยาศาสตร์ (หรืออาจะมีมาก่อน) ศิลปะยังเป็นพื้นที่ซึ่ง

ยืดหยุ่นปรับตัว แต่หนทางแห่งการเรียนรู้ท่ีหลากหลายซึ่งผู้

เราจะได้ใคร่ครวญถึงความงามและความหมายของการมี

เรี ย นหรื อ ผู ้ ป กครองมี ค วามต้ อ งการที่ จ ะเลื อ กให้ แ ก่ บุ ต ร

ชี วิ ต ผมคิ ด ว่ า ข้ อ เขี ย นชิ้ น นี้ ส ะท้ อ นถึ ง ความจํ า เป็ น และ

หลานก็ไม่ควรถูกปิดกั้น

! !

สภาพการณ์ที่แท้จริงของความรู้ที่ไร้ลําดับชั้นอย่างชัดเจน “มายาคติ ” หรื อ วั ฒ นธรรมในแบบการจั ด ลํ า ดั บ ชั้ น ตาม ความต้องการของ “ตลาด-ทุนนิยม” ซึ่งเชิดชูความรู้เฉพาะ ที่นําไปใช้สร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้เท่านั้น ถูก ทํ า ให้ เ ข้ า ใจว่ า เป็ น เรื่ อ งธรรมชาติ ห รื อ ข้ อ เท็ จ จริ ง มานั บ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 นี้ควรได้รับการทบทวนและเยียวยาเสีย ใหม่ 20


เ มื่ อ ก ล ่ า ว ถึ ง ก า ร ศึ ก ษ า ท า ง เ ลื อ ก (Alternative

เกี่ยวกับการจัดการศึกษาในพื้นที่ห่างไกลซึ่งจํานวนเด็กมี

education) ผมได้มีโอกาสรับฟังทรรศนะของนักการศึกษา

เบาบางมากจนกระทั่งจํานวนครูที่จัดสรรไปตามสัดส่วนครู

ทางเลือกที่สําคัญในสังคมไทยถึงสองท่านได้แก่ พิภพ ธง

ต่อเด็ก ไม่เพียงพอที่จะจัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไ ช ย (Pipob Thongchai) แ ล ะ ชั ช ว า ล ย ์ ท อ ง ดี เ ลิ ศ

(ยกตัวอย่างเช่น หากกําหนดให้มีครู 1 คนต่อเด็ก 20 คน

(Chatchawan Thongdeelert) ทั้ ง สองเน้ น ย้ ํ า ในประเด็ น

บังเอิญบริเวณที่โรงเรียนตั้งอยู่มีเด็กเบาบางส่งผลให้ครูที่ได้

สํ า คั ญ ร่ ว มกั น ได้ แ ก่ การกระจายบทบาทของการจั ด การ

รับการจัดสรรไปมีเพียง 4 คนเท่านั้น ในบรรดาครู 4 คนนี้

ศึกษาและการเพิ่มความหลากหลายของการจัดการศึกษา

ต้ อ งสองทุ ก ช่ ว งชั้ น และทุ ก รายวิ ช าทํ า ให้ ก ารศึ ก ษาไม่

เพื่ อ ให้ ต อบสนองต้ อ ความงอกงามของผู ้ เ รี ย นที่ มี ค วาม

สามารถจัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ)

! !

เฉพาะตัว โดย ชัชวาลย์ ได้ชี้ให้เห็นถึงขบวนการโรงเรียน ทางเลือกในปัจจุบันว่ามีการเติบโตมาอย่างต่อเนื่องตลอด 3 ในกรณีเช่นนี้กระทรวงศึกษาในค.ศ. 2013 พยายาม

ทศวรรษที่ผ่านมาและกล่าวได้ว่า มีความพร้อมที่จะก้าวต่อ

! !

ไปในอนาคตได้ตราบเท่าที่รัฐบาลยังไม่เข้ามาเป็นอุปสรรค

เสนอให้ควบรวมโรงเรียน (Merger and acquisition) ซึ่งได้

ขั ด ขวาง ตั ว อย่ า งเช่ น ในจั ง หวั ด เชี ย งใหม่ ซึ่ ง เป็ น เมื อ ง

รับการต่อต้านจากหลายฝ่าย แต่หากไม่ยุบรวมโรงเรียนรัฐ

ศู น ย์ ก ลางของภาคเหนื อ มี ก ารศึ ก ษาภายในครอบครั ว

ก็ไม่สามารถจะจัดสรรครูมาเพิ่มได้เพราะงบประมาณที่มีอยู่

(Home-schooling) เพิ่มขึ้นจาก 4-5 ครัวเรือใน 5 ปีก่อนมา

อย่างจํากัด และหากไม่ดําเนินการอะไรเลยในอนาคตเมื่อ

เป็น 50 ครัวเรือนในค.ศ.2013 ซึ่งถือว่าเติบโตอย่างรวดเร็ว

สั ง คมไทยกํ า ลั ง ดํ า เนิ น ไปในลั ก ษณะสั ง คมสู ง วั ย (Aging

มาก

society) โรงเรียนเหล่านี้ก็จะยิ่งมีผู้เรียนน้อยลงและครูน้อย ลงไปเรื่อยๆ จนไม่สามารถจัดการศึกษาได้ในที่สุด ทางออก ที่อิงกับมาตรการ Charter school/ โรงเรียนชุมชน และการ ในขณะที่พิภพ ธงไชย ได้เสนอข้อเสนอหลายประการ

สร้างระบบความรับผิดรับชอบก็คือ ควรมีเวลาให้โรงเรียน

ที่มีความก้าวหน้า ในที่นี้จะขอหยิบยกขึ้นมากล่าวถึง 2 ข้อ

เหล่านี้พิสูจน์ตนเองว่าสามารถจัดการศึกษาตามแนวทาง

เสนอที่ น ่ า สนใจก็ คื อ หนึ่ งเสนอให้ รั ฐ จั ด การศึ กษาน้ อยลง

ของตนเองเท่ า ที่ ท รั พ ยากรมี อ ยู ่ เพื่ อ ที่ จ ะให้ ผู ้ เ รี ย นมี ผ ล

และให้เพิ่มบทบาทของเอกชนมากยิ่งขึ้น และสอง เสนอให้มี

สัมฤทธิ์ทางการศึกษาดีขึ้นได้หรือไม่? และหากไม่สามารถ

การโอนเงินเข้าไปให้แก่เด็กวัยเรียนในรูปของบัตรเงินสด

ทําได้ก็ให้โรงเรียนเข้าสู่กระบวกการปรับเปลี่ยนตามสมัคร

(พิภพใช้คําว่าบัตรเครดิต แต่จากการอธิบายน่าจะหมายถึง

ใจว่าจะควบรวมกับโรงเรียนใกล้เคียง หรือจะเข้าสู่การเป็น

บั ต รเงิ น สดมากกว่ า) เพื่ อ ให้ เ ด็ ก เหล่ า นี้ น ํ า เงิ น ที่ ไ ด้ ไ ปใช้

โรงเรียนลักษณะ Charter School หรือโรงเรียนชุมชน ซึ่งรัฐ

เลือกซื้อบริการการศึกษาที่ตนเองชอบโดยตรง

จะลดการอุ ด หนุ น ลงเป็ น ลํ า ดั บ เพื่ อ ให้ เ อกชนหรื อ ชุ ม ชน

! !

จั ด การและวางเป้ า หมายทางการศึ ก ษาของโรงเรี ย นด้ ว ย ตนเอง ! !

ห า ก เ ป รี ย บ กั บ ม า ต ร ก า ร ที่ พ บ เ ห็ น ไ ด ้ ใ น ร ะ ดั บ

นานาชาติ ข้ อ เสนอประการแรกของพิ ภ พมี ลั ก ษณะคล้ า ย โรงเรียนแบบ Charter school หรือโรงเรียนชุมชน (Com-

! !

munity school) ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ได้รับการปรับเปลี่ยนจาก

สู่เอกชนหรือชุมชนในแง่มุมแบบการศึกษาทางเลือกนี้จึงไม่

โรงเรียนของรัฐ มาสู่การบริหารงานโดยเอกชนหรือชุมชน

เหมือนกับการกระจายบทบาทการศึกษาจากรัฐส่วนกลาง/

แทน (โดยเฉพาะเมื่ อ รั ฐ ไม่ มี ศั ก ยภาพเพี ย งพอจะบริ ห าร

ระบบราชการมาสู่ระดับโรงเรียน (School based manage-

โรงเรี ย นเหล่ า นั้ น ให้ ไ ด้ ดี ต ามเป้ า หมาย) ซึ่ ง อาจจะเป็ น

ment) เสี ย ที เ ดี ย ว แต่ ก ํ า ลั ง กล่ า วถึ ง การโยกย้ า ยบทบาท

ทางออกให้แก่ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กในปัจจุบันก็เป็นได้

ของรั ฐ มาสู ่ เ อกชนหรื อ ชุ ม ชน ซึ่ ง เรื่ อ งนี้ ก็ จ ะเกี่ ย วพั น เชื่ อ ม

กล่าวคือในปัจจุบันกระทรวงศึกษาประสบปัญหาอย่างมาก

โยงไปถึงประเด็นที่สองที่พิภพได้เสนอไว้ ได้แก่ การผันงบ

21

ข้อเสนอเรื่องการกระจายบทบาทการศึกษาจากรัฐมา


ประมาณลงมาสู่ผู้เรียนผ่านบัตรเงินสด มาตรการดังกล่าว

ธรรมชาติของผู้เรียน ซึ่งไร้ขอบเขตและที่สิ้นสุด” ไม่ว่าผม

ถูกเรียนในระดับนานาชาติว่ามาตรการโอนเงินสดให้อย่าง

หรื อ ท่ า นผู ้ อ ่ า นจะเห็ น ด้ ว ยกั บ ข้ อ เสนอของพิ ภ พ และ ชั ช

มีเงินไข (Conditional cash transfer) ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักมี

ชวาลย์ หรือไม่? แต่สิ่งที่บรรยายมาทั้งหมดนี้คือพลังอีกด้าน

เงื่อนไขอยู่ท่ีจะต้องใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น และมักให้แก่

หนึ่ ง ที่ ชี้ ช วนให้ เ ราตระหนั ก ว่ า กระบวนทั ศ น์ (Paradigm)

ครัวเรือนยากจน แต่ก็สามารถให้ภายใต้เงื่อนไขอื่นได้เช่น

ทางการศึกษาที่ไม่ได้อิงกับแนวทางกระแสหลัก ยังดํารงอยู่

เดียวกันเช่น อายุ หรือเพศ นอกจากนี้ข้อเรียกร้องให้มีการ

ตื่ น ตั ว และพร้ อ มที่ จ ะเสนอข้ อ เสนอที่ ท ้ า ทายการจั ด การ

โอนเงินให้แก่ผู้เรียนโดยตรงเพื่อใช้ซื้อบริการการศึกษานี้ยัง

ศึ ก ษากระแสหลั ก อย่ า งไม่ ล ดละ และหากเราจะรั บ ฟั ง ข้ อ

อาจจะใกล้เคียงกับข้อเสนอเรื่องการจัดการศึกษาด้วยระบบ

เสนอเหล่านี้เอาไว้อย่างตั้งอกตั้งใจ วิเคราะห์วิจัยข้อเสนอ

วอล์เชอร์ (Voucher) ซึ่งหมายถึงการให้บัตรที่ใช้ซื้อบริการ

เหล่านี้เพิ่มเติมขึ้นไป การศึกษาทางเลือก, ในบางข้อเสนอ,

การศึกษาได้แก่เด็กวัยเรียนโดยตรง โดยเมื่อสถานศึกษาดัง

อาจกลายเป็นทางออกสําหรับการศึกษากระแสหลักก็เป็น

กล่าวได้รับวอร์เชอร์ ก็จะนําไปขึ้นเงินกับรัฐ

ได้

! !

การใช้ทั้งระบบโอนเงินเข้าบัญชีการศึกษาให้อย่างมี

! !

ประการที่ สี่ การแก้ ไ ขปั ญ หาทางการเงิ น ของครู -:

เงื่อนไขและการใช้ระบบวอล์เชอร์นั้นหากกล่าวโดยรวมๆ ก็

แน่นนอว่า จากข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปทั้งสองข้อที่ผ่านมา

คือมาตรการในลักษณะที่โอนงบการศึกษามาสนับสนุนทาง

เราได้ เ ห็ น ถึ ง บทบาทที่ ส ํ า คั ญ ของครู ต ่ อ การจั ด การศึ ก ษา

ฝั่งอุปสงค์หรือผู้ซื้อโดยตรง (Demand side financing) ซึ่ง

แต่ตราบเท่าที่คุณภาพชีวิตของครูยังไม่ดีเพียงพอ การจะ

ถูกคาดหวังว่า เมื่ออํานาจซื้อมาตกแก่ผู้ซื้อแล้วอํานาจต่อ

เรียกร้องให้ครูทุ่มเทเวลาต่อการสอนนั้นก็ยังอาจจะเป็นข้อ

รองทางฝั่งผู้ซื้อก็จะมากขึ้น การแข่งขันเพื่อจัดการศึกษาที่ดี

เรียกร้องที่เป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ ในข้อ 3 ประการที่สี่นี้

ทางฝั่งโรงเรียนก็จะดีขึ้นรวมไปถึงผู้เรียนมีเสรีภาพทางการ

จึ ง จะกล่ า วถึ ง สองเรื่ อ งสํ า คั ญ ได้ แ ก่ เรื่ อ งแรก การแก้ ไ ข

เงินที่จะเลือก “การเรียนรู้” ได้มากขึ้นอีกด้วย ซึ่งในความ

ปัญหาความเหลื่อมล้ําของเงินเดือนครูภายในกลุ่มครูด้วย

เห็นของพิภพเอง การผันงบประมาณมาสู่ฝั่งอุปสงค์มากขึ้น

กันเอง (อาทิ ครูเอกชนและรัฐ, ครูประถมและมัธยม), เรื่องที่

นี้ควรที่จะครอบคลุมไม่เพียงเฉพาะการศึกษาโดยรัฐเท่านั้น

สอง การวางมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหารายได้เริ่มต้นก่อน

แต่ ยั ง รวมถึ ง การนํ า ไปใช้ เ พื่ อ การศึ ก ษาทางเลื อ ก และ

ช่วงอายุ 40 ของครูที่ค่อนข้างต่ําเมื่อเทียบกับกลุ่มอาชีพอื่น

บริการการศึกษาอื่นๆ นอกโรงเรียนอีกด้วย

ในสังคมไทย และสุดท้ายเรื่องที่สาม การแก้ไขปัญหาการ คอรัปชันในกระทรวงศึกษา

! !

ผมคิ ด ว่ า ข้ อ เสนอของทั้ ง สองนั้ น น่ า สนใจ... ทว่ า น่ า

สนใจนั้ น ก็ ไ ม่ ใ ช่ ใ นแง่ ข องความเป็ น ไปได้ หรื อ ในแง่ ข อง

! !

ความถูกผิด แต่ทว่า มันน่าสนใจเพราะเท่าที่ได้ฟังทั้งสอง

ครูด้วยกันเองในกลุ่มต่างๆ สําหรับข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหา

ท่านกล่าวมา ทั้งสองไม่ได้เน้นหนักไปที่เรื่องของ “โรงเรียน

ระหว่างครูในโรงเรียนของรัฐและเอกชนซึ่งยังมีความแตก

ทางเลื อ ก” เสี ย ด้ ว ยซ้ ํ า เราจะต้ อ งไม่ เ ข้ า ใจผิ ด ไปว่ า การ

ต่ า งของรายได้ ถึ ง กว่ า เท่ า ตั ว ในปั จ จุ บั น นี้ งานของ สม

ศึ ก ษาทางเลื อ กคื อ โรงเรี ย นทางเลื อ ก สํ า หรั บ สิ่ ง ที่ ท้ั ง สอง

เกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ และคณะ (2554) ชี้ว่าเกิดมาจากการที่

ท่านกําลังกล่าวถึงเป็นเรื่องของระบบและโครงสร้าง “การ

รัฐกําหนดในกฎหมายให้สถานศึกษาของรัฐและเอกชนได้

จัดการศึกษาทางเลือกแท้ที่จริงจึงไม่ใช่โรงเรียนหรือวิธีการ

รับเงินอุดหนุนไม่เสมอภาคกัน โดยเอกชนได้รับน้อยกว่า

จัดการเรียนการสอนแบบใดแบบหนึ่ง แต่คือ ปรัชญาของ

และในขณะเดียวกันรัฐก็ยังกําหนดให้โรงเรียนเอกชนห้าม

การจั ด การศึ ก ษาที่ ข บฎต่ อ รู ป แบบมาตรฐานที่ ต ายตั ว ใน

เก็ บ ค่ า เทอมสู ง กว่ า ระดั บ ที่ รั ฐ กํ า หนดด้ ว ย ดั ง นั้ น ในแง่ นี้

กระแสหลั ก และแสวงหาแนวทางเพื่ อ ที่ จ ะตอบสนองต่ อ

เอกชนจึงมีรายรับที่ร้อยและไม่สามารถจะแสวงหารายรับ

22

สําหรับเรื่องแรก คือความเหลื่อมล้ําระหว่างเงินเดือน


ด้านอื่นเพิ่มเติมได้โดยเฉพาะผ่านการเก็บค่าเทอม ทางออก

และการเพิ่มพูนผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของผู้เรียนนั้นเป็น

ที่ ง านของ ดร.สมเกี ย รติ เ สนอก็ คื อ การปรั บ เปลี่ ย นเงิ น

อีกกรณีหนึ่งซึ่งจะคิดเพิ่มเติมขึ้นไปอีกต่างหาก มากไปกว่า

อุดหนุนระหว่างโรงเรียนรัฐและเอกชนให้มีความเสมอภาค

นั้น ในเรื่องที่สาม การลดปัญหาคอรัปชัน จะช่วยลดภาระค่า

กั น มากขึ้ น (โดยเฉพาะในส่ ว นที่ ผู ก พั น กั บ จํ า นวนผู ้ เ รี ย น

ใช้จ่ายของครูได้อย่างมีนัยสําคัญ ทั้งนี้ก็เพราะ จากข้อมูล

เพราะเปรียบเสมือนการอุดหนุนให้ผู้เรียนทางอ้อม) หรือไม่

ของ Michael Tan (2006) กิจกรรมต่างๆ ในกระทรวงศึกษา

เช่นนั้นก็ควรที่จะต้องปลดข้อจํากัดในเรื่องการเก็บค่าเทอม

มี ก ารคอรั ป ชั น รั่ ว ไหลอยู ่ เ ป็ น จํ า นวนมาก รวมถึ ง การโยก

และยกการตัดสินใจถึงความเหมาะสมไปให้แก่ผู้ปกครองใน

ย้ายโรงเรียนของครูที่ได้รับการบรรจุเข้าไปแล้วด้วย คาดว่า

การตั ด สิ น ใจว่ า ค่ า เทอมดั ง กล่ า วมี ค วามสอดคล้ อ งกั บ

มู ล ค่ า ของเงิ น ในส่ ว นนี้ จ ะคิ ด เป็ น ราว 500,1,000 บาทต่ อ

คุณภาพ หรือเหมาะสมที่จะให้บุตรหลานเข้าเรียนหรือไม่ ซึ่ง

กิ โ ลเมตร (คิ ด จากระยะทางระหว่ า งโรงเรี ย นเก่ า ไปถึ ง

การตัดสินใจดังกล่าวจะดีขึ้นได้ก็โดยการสร้างความรับผิด

โรงเรียนที่ต้องการย้าย) การต้องกู้ยืมเงินนอกระบบในอัตรา

รับชอบเชิงข้อมูลข่าวสารดังที่ได้กล่าวไปแล้วนั่นเอง

ร้อยละ 20-30 ต่อปีเพื่อมาใช้จ่ายในส่วนนี้น่าที่จะเป็นภาระ ทางการเงินไม่น้อยสําหรับครู หากสามารถดําเนินการเช่นนี้ ได้ ปั ญ หาเรื่ อ งค่ า ตอบแทนองครู ที่ น ้ อ ยจนเกิ น ไปก็ จ ะไม่

! !

สําหรับเรื่องที่สอง ได้แก่ความเหลื่อมล้ําระหว่างเงิน

เดือนครูเมื่อเทียบกับอาชีพอื่นๆ โดยเฉลี่ยในสังคมไทย ข้อ

กลายเป็นข้ออ้างหรืออุปสรรคในการจัดการศึกษาเท่าที่ผ่าน มา

เสนอเบื้องต้นที่น่าจะทําได้คือ การปรับเปลี่ยนให้เงินเดือน เริ่มต้นของครูสูงขึ้น แต่ลดอัตราการเพิ่มขึ้นตามอายุงานลง ป ร ะ ก า ร ที่ ห ้ า ม า ต ร ก า ร เ พื่ อ ย ก ร ะ ดั บ คุ ณ ภ า พ

กล่าวในทางเทคนิคแล้วการดําเนินงานดังกล่าวคือการลด

! !

ความชันของเส้นรายได้ตลอดชีวิตของครูลง มาตรการดัง

อาชีวศึกษา ควบคู่ไปกับการเพิ่มจํานวนผู้เรียน -: อันที่จริง

กล่าวนี้จะช่วยให้เงินเดือนครูในช่วงเริ่มต้นอาชีพสูงขึ้นได้

การสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในอาชีวศึกษานั้นเป็นข้อถก

โดยที่งบประมาณของรัฐซึ่งลงทุนจ้างครูตลอดชีวิตราชการ

เถียงที่เผ็ดร้อนในช่วงทศวรรษที่ 1970 ละจบลงด้วยข้อสรุป

นั้ น คงที่ เ ท่ า เดิ ม แต่ จ ะมี ข ้ อ ดี เ พิ่ ม เติ ม ขึ้ น มาคื อ การมี เ งิ น

ข อ ง ธ น า ค า ร โ ล ก (World Bank) ที่ ว ่ า ก า ร ล ง ทุ น ใ น

เดือนตั้งต้นของครูที่สูงขึ้นช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการทําอาชีพ

อาชี ว ศึ ก ษานั้ น ไม่ คุ ้ ม ค่ า และไม่ มี ผ ลดี ต ่ อ การพั ฒ นาทาง

ครูมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่า กว่า

เศรษฐกิ จ เท่ า กั บ การลงทุ น ในระบบการศึ ก ษาขั้ น ปฐมวั ย

ครู ใ นระดั บ ชั้ น มั ธ ยมจะมี ร ายได้ สู ง กว่ า อาชี พ อื่ น ๆ ต้ อ ง

ตราบใดที่ ร ะบบการศึ ก ษาอาชี ว ะยั ง ไม่ ส ามารถบรรลุ 2

ทํ า งานจนอายุ สู ง ถึ ง ราว 40 ปี แ ล้ ว ซึ่ ง เป็ น ระยะเวลาที่

เงื่อนไขสําคัญได้แก่

ยาวนานและไม่จูงใจเลย นอกจากนี้ ที่เพิ่มเติมขึ้นเป็นพิเศษ สําหรับครูระดับชั้นประถมศึกษาได้แก่ ควรได้รับการเพิ่ม รายได้ ที่ แ น่ น อนขึ้ น จากปั จ จุ บั น (ซึ่ ง อาจจะต้ อ งศึ ก ษาเพิ่ ม เติมว่าเท่าใดจึงจะเหมาะสม) เพราะจากข้อมูลเชิงประจักษ์ ยังมีระดับรายได้ตลอดชีวิตที่ต่ํากว่าค่าเฉลี่ยของอาชีพอื่นๆ อยู่พอสมควร

! !

หนึ่ ง ผลิ ต เด็ ก ได้ ต รงตามความต้ อ งการของตลาด

แรงงานทั้งในเชิงประมาณและคุณภาพ (Attributes) สอง เอกชนไม่ได้เข้ามาแบ่งปันต้นทุนอย่างเหมาะสม (Cost sharing) เพราะหากพิ จ ารณาถึ ง ผลตอบแทนจากการจั ด การ ศึกษาแบบอาชีวศึกษาในประเทศกําลังพัฒนาอาทิ มาเลเซีย หรื อ ไทย ธนาคารโลกรายงานว่ า ประโยชน์ จากการลงทุ น

ทั้งนี้ การเพิ่มรายได้ในส่วนนี้ควรเพิ่มเพียงเพื่อให้พ้ืน

ทางการศึกษาที่จะตกแก่เอกชน (Private return) จะอยู่ที

ฐานของรายได้ตามอายุงาน (Baseline income) ไม่น้อยไป

ราว 20% ของเงิ น ลงทุ น ในขณะที่ ป ระโยชน์ ซึ่ ง จะตกแก่

กว่ารายได้เฉลี่ยของอาชีพอื่นๆ ในสังคมเท่านั้น แต่รายได้

สั ง คม (Social return) จะอยู ่ ท่ี ร าว 12-25% ดั ง นั้ น หากรั ฐ

ส่วนที่จะเพิ่มขึ้นมาอันเนื่องมาจากความสามารถในการสอน

แบกรับต้นทุนอยู่เพียงฝ่ายเดียวย่อมไม่ยุติธรรม, ซึ่งไม่น่า

! !

23


แปลกใจว่ า ประเทศกํ า ลั ง พั ฒ นารวมถึ ง ไทยด้ ว ย ไม่ ผ ่ า น

สั้นแต่ในระยะยาวแล้วการที่มีแรงงานทักษะฝีมือค่อนข้าง

สองเงื่อนไขนี้เท่าใดนัก ดังนั้นธนาคารโลกจึงค่อยๆ ลดงบ

น้อย ผู้จบการศึกษาในอนาคตที่ทํางานมีมูลค่าเพิ่มได้สูงมี

ประมาณสําหรับอาชีวศึกษาลงถึงกว่า 30% ในระหว่างค.ศ.

ไม่มากการ เติบโตในระยะยาวจึงต่ํา

1977-1988 และถ่ายเทความสนใจไปสู่การศึกษาขั้นปฐมวัย แทน (World Bank, 1991) ! !

โดยสรุ ป , ทั่ ว ไปแล้ ว การแยกขาดกั น อย่ า งชั ด เจน

ระหว่างภาคการศึกษาและการผลิตจึงทําให้การเติบโตทาง ในขณะที่ประเทศไทยกําลังกลับมาสนใจเรื่องของการ

เศรษฐกิจมีการแลกได้แลกเสียกัน (Trading off) ระหว่าง

ส่ ง เสริ ม าอาชี ว ศึ ก ษาอี ก ครั้ ง คํ า ถามสํ า คั ญ คื อ เราได้

การเติบโตในระยะสั้นและระยะยาว แต่การเรียนการสอน

ตระหนักถึงปัญหาที่เป็นข้อถกเถียงระดับโลกเหล่านี้แค่ไหน

แบบ WIL จะเชื่อมโยงภาคการศึกษาและภาคการผลิตเข้า

เพียงใด? แน่นอนว่า จากที่ได้กล่าวไว้ในบทที่แล้ว เราคงมี

ด้วยกัน กล่าวคือ เมื่อผู้เรียนเรียนอยู่ในสถานศึกษา ผู้เรียน

ค ว า ม เ ห็ น ต ร ง กั น ไ ด ้ ไ ม ่ ย า ก ว ่ า ก า ร เ พิ่ ม จ ํ า น ว น เ ด็ ก

คนดังกล่าวก็จะมีโอกาสและประสบการณ์ในการทํางานไป

อาชีวศึกษานั้นเป็นเป้าหมายที่ไม่มีความสมบูรณ์ในตัวมัน

ด้วย ทําให้แรงงานไม่ได้ถูกดึงออกจากภาคการผลิตอย่าง

เอง มาตรการที่จะเชื่อมโยงคุณลักษณะของเด็กที่จบออกมา

เต็ ม ตั ว การเติ บโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้นและยาวจึงไม่

และความต้องการของตลาดยังไม่มีความเด่นชัด และรัฐก็

ต้องแลกได้แลกเสียกันเหมือนดังกล่าวมาข้างต้น

! !

เป็นผู้แบกรับต้นทุนหลักในการดําเนินงานเหล่านี,้ แต่เราจะ ทําอะไรได้มากกว่าบ่นงึมงํากับเรื่องเหล่านี้หรือไม่? ผมคิด ประโยชน์ลักษณะที่สอง การเรียนแบบบรูณาการเข้า

ว่าเรามีและเป็นข้อเสนอที่ไม่ได้ใหม่แต่อย่างไรเลย หากเป็น

! !

สิ่งที่กระทรวงศึกษาได้ริเริ่มไว้บ้างแล้วด้วย เพียงแต่ยังขาด

กับการทํางานไปด้วยยังช่วยปรับเปลี่ยนการเรียนการสอน

การสนับสนุนให้เกิดการดําเนินงานอย่างกว้างขวางจริงจัง

ให้มีความสอดคล้องกับคุณลักษณะที่ภาคการผลิตต้องการ

นั้นก็คือการนําระบบ “สนธิระบบการเรียนและการทํางาน

เพราะโรงเรี ย น, ผู ้ เ รี ย น และ สถานประกอบการที่ รั บ เด็ ก

เ ข ้ า ม า ใ ห ้ ด ้ ว ย กั น ใ น ก า ร เ รี ย น รู ้ (Work Integrated

เข้าไปทํางานพร้อมกับการเรียนไปด้วยนั้น จะประสานข้อมูล

Learning: WIL)” แนวคิดหลักของ WIL คือการบูรณาการ

และปรั บ แต่ ง ความต้ อ งการของทั้ ง สองฝ่ า ยร่ ว มกั น ตลอด

การเรี ย นและการทํ า งานให้ ด ํ า เนิ น ไปควบคู ่ กั น ซึ่ ง การ

เวลา การประสานอย่างใกล้ชิดนี้เองยังช่วยลดปัญหาการ

ดําเนินงานดังกล่าวจะมีประโยชน์หลายรูปแบบ ได้แก่

หางานทํ า เมื่ อ จบการศึ ก ษาและขณะเดี ย วกั น นายจ้ า งก็ มี ข้อมูลที่ครบถ้วนในการวินิจฉัยถึงคุณภาพของผู้ที่ตนเองจะ จ้างวาน ทําให้การลาออกหรือไล่ออกหลังทํางาน (Turnover

! !

ประโยชน์ ลั ก ษณะแรก หากเราพิ จ ารณาการศึ ก ษา

rate) ควรจะน้อยลง

และการผลิ ต แยกขาดจากกั น ซึ่ ง เรี ย กว่ า แบบจํ า ลองสอง ภาคการผลิต (Two sector growth model) ก็จะพบว่าหากมี ประโยชน์ ป ระการสุ ด ท้ า ย ในสถานการณ์ ที รั ฐ มี ง บ

การเรี ย นมากขึ้ น แรงงานก็ จ ะถู ก ดึ ง ไปอยู ่ ใ นสถานศึ ก ษา

! !

ทํ า ให้ ใ นระยะสั้ น ๆ จํ า นวนแรงงานน้ อ ยลง หรื อ ต้ น ทุ น

ประมาณจํ า กั ด ในการลงทุ น เพื่ อ การศึ ก ษาภาคปฏิ บั ติ ใ น

แรงงานเพิ่ ม ขึ้ น ตามความขาดแคลนทํ า ให้ ก ํ า ไรหรื อ การ

สถานศึกษา การที่ผลักดันให้ผู้เรียนได้เข้าไปมีส่วนร่วมใน

เติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้นมีน้อย ทว่า ในระยะยาวแล้ว

การปฏิ บั ติ ง านจริ ง กั บ ภาคการผลิ ต จะทํ า ให้ ปั จ จั ย ทุ น

เมื่อคนได้รับการศึกษาที่ดีและเรียนจบจบออกมาก็จะสร้าง

(Capital) เพื่อการเรียนการสอนเพิ่มขึ้นมาทันทีโดยที่รัฐไม่

การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงๆ ได้ดังนั้นในระยะยาวการเติบโต

ต้องลงทุนแต่อย่างไร และในเวลาเดียวกันก็เปรียบเสมือน

ทางเศรษฐกิ จ ก็ จ ะสู ง ขึ้ น กลั บ กั น หากมี ค นเลื อ กที่ จ ะออก

เอกชนได้เข้ามาร่วมแบ่งปันต้นทุนในการจัดการศึกษาแบบ

จากการศึกษาไปทํางานมากๆ เศรษฐกิจก็จะเติบโตในระยะ

อาชีวศึกษาไปด้วยในตัว

24


! !

ข้อเสนอทั้งห้าประการที่ได้กล่าวมานี้ แน่นอนว่า ยังไม่ใช่ข้อเสนอที่ครบถ้วน

และหากจะกล่าวด้วยน้ําใสใจจริงผมเองก็ไม่มีความสามารถที่จะนําเสนอความหวัง ความฝั น ที่ จ ะแก้ ไ ขปั ญ หาทางการศึ ก ษาได้ ค รอบคลุ ม ถึ ง เพี ย งนั้ น เพราะเมื่ อ เรา กล่าวถึง “การศึกษา และ การเรียนรู้” ก็ช่างเป็นความอหังการเกินตัวที่จะบอกว่าเรา เข้าใจมันได้อย่างรอบด้านครอบคลุมโดยภูมิปัญญาของคนเพียงคนเดียว ทั้งหมดที่ ได้กล่าวมานี้จึงเป็นเพียงการแสดงทรรศนะด้วยท่าที “ทดลอง” และด้วยความถ่อม ใจเปิ ด รั บ อย่ า งยิ่ ง ว่ า อาจจะไม่ ถู ก ต้ อ งไปเสี ย ทั้ ง หมด แต่ อ ย่ า งน้ อ ยผมก็ คิ ด ว่ า บทความชิ้นนี้, โดยเฉาะในบทสุดท้าย, ได้แสดงให้เห็นถึงสิ่งสําคัญที่สุดประการ หนึ่งนั่นก็คือ ความหวังต่อการศึกษา และการไม่ลดละที่จะฝันต่อไปว่าเราจะมีการ ศึกษาที่ดีได้ในท้ายที่สุด...

! !

ก่อนที่จะจบบทความชิ้นนี้ผมอยากที่จะเล่าบทสนทนาระหว่าง Masanobu

Fukuoka ผู้เขียนหนังสือ “ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว” และ สว.รสนา โตสิตระ กูล (Senator Rosana Tositrakul) ให้ทุกท่านได้ฟังเป็นการทิ้งท้ายครับ สว.รสนาได้ เล่าให้ผมฟังไว้เมื่อนานมาแล้วว่าครั้งหนึ่งท่านพาอาจารย์ฟุกุโอกะ ขึ้นรถไฟ, ใน ระหว่างนั่งรถไฟอยู่นั้น อาจารย์ฟุกุโอกะได้กล่าวกับ สว.รสนา ว่า “รสนา, คุณไม่ ต้องกลัวไปหรอกนะว่าเราจะไปไม่ถึงจุดหมาย ตราบเท่าที่เราขึ้นรถไฟถูกขบวน --ไม่ช้าก็เร็ว --- มันก็จะไปถึงเองหละ” ผมหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เราพอจะเห็น หนทางของรถไฟที่ถูกขบวน เพื่อว่าซักวันหนึ่ง ไม่ช้าก็เร็ว เราจะไปถึงปลายทางที่ การศึกษาไทยจะมีคุณภาพอย่างทั่วถึง ขอบพระคุณครับที่กรุณาอ่านและเดินทาง ร่วมกันมาถึงบรรทัดนี้ ขอบคุณจากใจจริงครับ

25


4

Reference

[1] Ammar Siamwalla, Dilaka Lathapipat, และ Somkiat Tangkitvanich. “การ ปฏิรูปการศึกษารอบใหม่ สู่การศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง.” Revamping Thai Education System: Quality for All. Bangkok: Thailand Development Research Institute, 2011. [2] Ashvin Ahuja, Thitima Chucherd, และ Kobsak Pootrakool. Human Capital Policy: Building a Competitive Workforce for 21st Century Thailand. Bangkok: Bank of Thailand, 2006. [3] Bank Ngamarunchot. นโยบายส่งเสริมการศึกษา: รักษา-เพิ่มฐานเสียง หรือ พัฒนาคนอย่างยั่งยืน? 4 April 2013. http://www.siamintelligence.com/inequality-on-education-policy/ (13 July 2013 ที่เข้าถึง). [4] Bank Ngamarunchot, และ Tiraphap Fakthong. Educational Inequality (Thai language only). Bangkok: Siam, 2012. [5] Centre for Educational Research and Innovation. Art for Art's Sake? The Impact of Arts Education. OECD, 2013. [6] Chatchawan Thongdeelert, สัมภาษณ์โดย Bank Ngamarunchot. Alternative Education in Thailand (June 2013). [7] Daily News. ครูอัตราจ้างอาชีวะประท้วงวอนเปลี่ยนสถานะให้เป็นข้าราชการ. 11 March 2013. http://www.dailynews.co.th/education/189884 (13 July 2013 ที่ เข้าถึง). [8] Dilaka Lathapipat. “ผลกระทบของการสร้างความรับผิดชอบทางการศึกษาต่อ สัมฤทธิผลของนักเรียนไทย.” Revamping Thai Education System: Quality for All. Bangkok: Thailand DEvelopment Research Institute, 2011. [9] International Centre for Educators' Learning Styles. “John Dewey's Philosophy of Experience and Education .” ICELS. http://www.icels-educators-for-learning.ca/index.php?option=com_content&v iew=article&id=53&Itemid=68 (9 July 2013 ที่เข้าถึง).

26


[10] Ken Robinson. “Ken Robinson says schools kill creativity.” TED. February 2006. http://www.ted.com/talks/ken_robinson_says_schools_

[19] Thairath. นายกเบรกสอนสายอาชีพในโรงเรียน. 27

kill_creativity.html (9 July 2013 ที่เข้าถึง).

2013 ที่เข้าถึง).

[11] —. Ken Robinson: How to escape education's death valley. April 2013. http://www.ted.com/talks/ken_robinson_how_to_escap

[20] The White House. Fact Sheet President Obama’s Plan for Early Education for all Americans. 13 February 2013. http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/02/13/f act-sheet-president-obama-s-plan-early-education-all-a

e_education_s_death_valley.html (9 July 2013 ที่เข้าถึง). [12] Matichon. "ชัยพฤกษ์" พ้อสพฐ.ไม่ลดสายสามัญ เป็น เหตุรับนักเรียนอาชีวะไม่ตามเป้า. 11 January 2013. http://www.kroobannok.com/55655 (13 July 2013 ที่เข้า ถึง). [13] Michael Tan. The Politics of the Decentralization of Basic Education in Thailand. Ph.D. Thesis, Leeds: University of Leeds: School of Politics and International Studies (POLIS), 2007. [14] Pumsaran Tongliemnak. Three Essays on Teacher Labor Markets in Thailand. Ph.D. Thesis, Stanford University, 2010. [15] Ritva Reinikka, และ Nathanael Smith. Public Expenditure Traking Surveys in Education. UNESCO, 2004. [16] Somkiat Tangkitvanich, Supanutt Sasiwuttiwat, และ Bank Ngamarunchot. “Financial and Management System for Creating Educational Accountability (Thai language only).” Year end seminar "Revamping Thai Education System: Quality for All". Bangkok: Thailand Development and Research Foundation (TDRI), 2012. [17] Steven Reinberg. IQ isn't fixed at birth, can increase with education. 27 December 2011. http://usatoday30.usatoday.com/news/health/medical/h ealth/medical/mentalhealth/story/2011-12-27/IQ-isnt-fix ed-at-birth-and-can-increase-with-education/52237552/1 (10 July 2013 ที่เข้าถึง). [18] Suvit Maesincee, สัมภาษณ์โดย Bank Ngamarunchot. Thai Children: Problems and Solution (June 2013). 27

February 2013. http://www.thairath.co.th/content/edu/329131 (13 July

mericans (13 July 2013 ที่เข้าถึง). [21] Trading Economics. Pupil-teacher ratio; primary in Thailand. 2008. http://www.tradingeconomics.com/thailand/pupil-teach er-ratio-primary-wb-data.html (13 July 2013 ที่เข้าถึง). [22] World Bank. Vocational and Technical Education and Training. World Bank, 1991.

I dreamed a dream in time gone by: How to rebuild thai education (thai language version)  

รายงานฉบับนี้เขียนขึ้นเพื่อที่จะสำรวจสภาพปัญหา และ ตั้งขอเสนอแนะ เกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยในภาพรวม (Comprehensive view)

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you