Issuu on Google+

รายงาน เรื่อง คอมพิวเตอร์กราฟิก

จัดทาโดย นางสาวกัญจน์นิกข์ วิริยาลัย ชั้นปวช 1 กลุ่ม 1 ปีที่ 1 เลขที่ 6 แผนกคอมพิวเตอร์กราฟิก

เสนอ อาจารย์ชูเกียรติ วงศ์โชติวนิช

ปีการศึกษา 2555 วิทยาลัยเทคนิคกาญจนบุรี


คานา รายงานเรื่อง “คอมพิวเตอร์กราฟิก”เล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่งของวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งข้าพเจ้าได้จดั ทาขึ้นเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ และจัดทาขึ้นเพื่อบุคคลที่สนใจ ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณ อาจารย์ชเู กียรติ วงศ์โชติวนิช เป็นอย่าง มากที่ให้คาปรึกษา แก่ข้าพเจ้าจนรายงานเล่มนี้สาเร็จลุล่วงไปด้วยดี หวัง ว่ารายงานเล่มนี้จะมีประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจไม่มากก็น้อย ถ้าผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

นางสาวกัญจน์นิกข์ วิริยาลัย ผู้จัดทา


คอมพิวเตอร์กราฟิก กราฟิก หมายถึง ศิลปะแขนงหนึง่ ที่ใช้การสี่อความหมายด้วยเส้น สัญลักษณ์ รูปวาด ภาพถ่าย แผนภูมิ การ์ตนู และอื่นๆอีกหลายอย่าง เพื่อที่จะสื่อความหมายได้ ถูกต้องตามที่ผู้รับสารต้องการ คอมพิวเตอร์กราฟิก หมายถึง การสร้าง การตกแต่ง แก้ไข หรือการจัดการเกี่ยวกับรุป ภาพ โดยใช้ เครื่องคอมพิวเตอร์ในการจัดการ


ความเป็นมาของคอมพิวเตอร์กราฟิก ในปี ค.ศ. 1940 คอมพิวเตอร์จะแสดงภาพกราฟิกโดยใช้เครื่องพิมพ์ โดยรูปภาพที่ได้ จะเป็นภาพที่เกิดจากการใช้ตัวอักษรมาประกอบกัน ในปี ค.ศ. 1950 สถาบัน เทคโนโลยีแห่งแมสซาซูเซสต์ ( Massachusetts Institue Technology : MIT] ได้พัฒนาคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีหลอดภาพ CRT(CathodeRayTube)เป็นส่วนแสดงผลแทนเครื่องพิมพ์เนือ่ งจากมีความต้องการที่ จะให้การติดต่อระหว่างผู้ใช้ กับเครื่องคอมพิวเตอร์มีความเร็วยิ่งขึ้น ในปี ค.ศ. 1950 ระบบ SAGE (Semi Automatic Ground Environment) ของกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาสามารถแปลง สัญญาณจากเรดาร์ ให้เป็นภาพบนจอ คอมพิวเตอร์ได้ ระบบนี้เป็นระบบกราฟิก เครื่องแรกที่ใช้ปากกาแสง ( Light Pen : เป็นอุปกรณ์สาหรับรับข้อมูลชนิดหนึ่ง) สาหรับการเลือกสัญลักษณ์ บนจอภาพได้ ใน ปี ค.ศ. 1950 - 1960 มีการทาวิจัยเรื่องเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์เป็นจานวนมาก ซึ่ง ต่อมาได้กลายเป็นต้นแบบของระบบคอมพิวเตอร์กราฟิกสมัยใหม่ ตัวอย่างเช่น ในปี ค.ศ. 1963 วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของ อีวาน ซูเธอร์แลนด์ ( Ivan Sutherland) เป็นการ พัฒนาระบบการวาดเส้น ซึ่งผู้ใช้สามารถกาหนดจุดบนจอภาพได้โดยตรงโดยการ ใช้ปากกาแสง จากนั้นระบบกราฟิกจะสามารถลากเส้นเชื่อมจุดต่างๆ เหล่านี้เข้า ด้วยกัน กลายเป็นภาพโครงสร้างรูปหลายเหลี่ยม ระบบนี้ได้กลายเป็นหลักการพืน้ ฐานของโปรแกรมช่วยในการออกแบบระบบงาน ต่างๆ เช่น การออกแบบระบบไฟฟ้า และการออกแบบเครื่องจักร เป็นต้น ในระบบ หลอดภาพCRTสมัยแรกนั้นเราสามารถวาดเส้นตรงระหว่างจุดสองจุดบนจอภาพได้ แต่ภาพเส้นที่วาดจะจางหายไปจากจอภาพอย่างรวดเร็ว จึงต้องมีการวาดซ้าลงที่เดิม หลายๆ ครั้งในหนึง่ วินาที เพื่อให้เราสามารถมองเห็นว่า เส้นไม่จางหายไป ซึ่งระบบแบบนี้มีราคาแพงมากในช่วงต้นปี ค.ศ. 1960


แต่ต่อมาในปี ค.ศ. 1965 จึงมีราคาถูกลงเนื่องจากบริษัท ไอบีเอ็ม ( IBM) ได้ ผลิตออกมาขายเป็นจานวนมากในราคาเครื่องละ 100,000 ดอลลาร์ จากการที่ราคาของ จอภาพถูกลงมากนี่เอง ทาให้สาขาคอมพิวเตอร์กราฟิกเริ่มเป็นที่สนใจของคนทั่วไป นปี ค.ศ. 1968 บริษัท เทคโทรนิกส์ ( Tektronix) ได้ผลิตจอภาพแบบเก็บภาพไว้ได้ จนกว่าต้องการจะลบ ( Storage - Tube CRT) ซึ่งระบบนี้ไม่ต้องการหน่วยความจาและระบบการวาดซ้า จึงทาให้ราคาถูกลงมาก บริษัทตั้งราคาขายไว้เพียง 15,000 ดอลลาร์เท่านั้น จอภาพแบบนี้จึงเป็นที่นิยมกันมาก ในช่วงเวลา 5 ปี ต่อมา กลางปี ค.ศ. 1970 เป็นช่วงเวลาที่อุปกรณ์ทางคอมพิวเตอร์เริ่มมีราคาลดลงมาก ทาให้ ฮาร์ดแวร์ของระบบคอมพิวเตอร์กราฟิกมีราคาถูกลงตามไปด้วย ผู้ใช้ทั่วไปจึงสามารถ นามาใช้ในงานของตนได้ ทาให้การใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกเริ่มแพร่หลายไปในงาน ด้านต่างๆ มากขึ้น สาหรับซอฟต์แวร์ทางด้านกราฟิกก็ได้มีการพัฒนาควบคู่มากับ ฮาร์ดแวร์เช่นกัน ซึ่งมีการเริ่มต้นจาก อีวาน ซูเธอร์แลนด์ ผู้ซึ่งได้ออกแบบวิธีการ หลักๆ รวมทั้งโครงสร้างข้อมูลของระบบคอมพิวเตอร์ กราฟิก ต่อมาก็มี สตีเฟน คูน ( Steven Coons, 1966) และ ปิแอร์ เบเซอร์ ( Pierre Bazier , 1972) ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับการ สร้างเส้นโค้งและภาพพื้นผิว ทาให้ปัจจุบันเราสามารถสร้างภาพ 3 มิติ ได้สมจริงสมจัง มากขึ้น ในช่วง 10 ปีต่อมาได้มีการพัฒนาวิธกี ารสร้างภาพมากมายสาหรับใช้ในระบบ คอมพิวเตอร์กราฟิก และปัจจุบันเราก็ได้เห็นผลงานที่สวยงามและแปลกตา ซึง่ เป็นผล จากการศึกษาวิจัยต่างๆ ในอดีตนั่นเอง


ขอบข่ายของงานกราฟฟิก 1. การประชาสัมพันธ์ 2. งานโทรทัศน์ 3. งานจัดฉากละคร 4. งานหนังสือพิมพ์ 5. งานออกแบบ 6. เขียนภาพเหมือน 7. งานพิมพ์หรือทาสาเนา 8. การออกแบบหนังสือ 9. สัญลักษณ์ 10. เครื่องหมายต่างๆ


ความสาคัญของการออกแบบงานกราฟฟิก 1. การออกแบบทีด่ ีต้องทาให้ข้อมูลที่กระจัดกระจายมีระเบียบมากขึ้น 2. ช่วยให้ระบบการถ่ายทอดข้อมูลเป้นไปอย่างรวดเร็วและชัดเจน 3. ช่วยสร้างสรรค์งานทางสังคม เพื่อสื่อความหมายร่วมกัน 4. ช่วยพัฒนาระบบการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 5. ช่วยให้เกิดจินตภาพ และมีแนวคิดใหม่อยู่เสมอ 6. ส่งเสริมให้เกิดค่านิยมทางความหมาย


ประโยชน์ของงานจากคอมพิวเตอร์กราฟฟิก - ช่วยเพิ่มสีสันและความสวยงามให้กับภาพ - สามารถแก้ไขและตกแต่งภาพ จากภาพถ่ายปกติได้ โดยที่การถ่ายภาพปกติไม่ สามารถทาได้ หรือ ทาได้แต่คุณภาพความสวยงามดีไม่เท่า - ทาให้ภาพในจินตนาการ สามารถเป็นจริงได้ดว้ ยภาพกราฟฟิก - สามารถนามาเป็นสื่อประกอบการเรียนได้ - ให้ความบันเทิง เช่น การ์ตูน ภาพยนตร์ ละคร เกมส์ - สร้างความโดดเด่นให้งานโฆษณาสินค้า เช่น ทาโปสเตอร์ โฆษณาทาง โทรทัศน์ สร้างรูปลักษณ์ให้ผลิตภัณฑ์ - สามารใช้นามาสร้างเว็บเพื่อเผยแพร่ข้อมูลความรู้ต่างๆได้ - ใช้แสดงแผนที-่ แผนผัง - ใช้ในการออกแบบด้านต่าง ๆ เช่น บ้าน รถยนต์ เสื้อผ้า ทรงผม - ถูกนามาใช้ในการจาลองสถาณการณ์เพือ่ หาคาตอบ


ประเภทของการออกแบบกราฟฟิก การออกแบบกราฟิกในงานใดๆ ก็ตามย่อมมีวตั ถุประสงค์ และเป้าหมายที่ แตกต่างกัน ลักษณะเฉพาะหรือเงือ่ นไขต่างๆของงานและวิธีการดาเนินการจะต้อง สอดคล้องกับปัจจุบันทุกด้าน ในการสร้างงานออกแบบจึงควรศึกษาถึงองค์ประกอบ สาคัญหลายๆด้าน แนวทางในการคิดงานกราฟิก จะแปรเปลี่ยนไปตามลักษณะของ สื่อหรืองานแต่ละประเภทที่มีข้อกาหนดเฉพาะ ซึ่งพอที่จะจัดหมวดหมู่ออกได้ดงั นี้ 1.งานกราฟิกบนสื่อโฆษณาสิ่งพิมพ์ 1.1แผ่นป้ายโฆษณา (Poster) -ต้องเป็นแผ่นโดดๆซึ่งสามารถปะติดลงบนพืน้ ผิวใดก็ได้ -ต้องมีข้อความประกอบเสมอ -ต้องปิดไว้ในที่สาธารณะ -ต้องผลิตขึ้นมาเป็นจานวนมาก *โปสเตอร์ที่ดีควรจะสนองแนวคิดหลัก 5 ประการ ได้แก่ 1)จะต้องตอบสนองจุดประสงค์ในการสื่อความหมายได้อย่างเต็มที่ 2)จะต้องมีความชัดเจนในภาพลักษณ์และข้อความที่ใช้ในการสื่อความหมายต้องมี ความกระจ่าง มีขนาดทีพ่ อเหมาะกัน 3)รูปภาพและข้อความที่นาเสนอควรให้มีความสอดคล้องสัมพันธ์และส่งเสริมซึ่งกัน และกัน 4)จะต้องสามารถเข้าใจ ดึงดูดความสนใจกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด


5)ต้องมีความกะทัดรัดและแสดงแนวคิดหลักเพียงอย่างเดียว การออกแบบโปสเตอร์ -การกาหนด���นาด -การกาหนดรูปภาพประกอบ การกาหนดตัวอักษร ตัวอักษรข้อความหรือตัวอักษรหัวเรื่องที่จะต้องกาหนดลงในงานออกแบบกราฟิก จะ ทาหน้าที่บรรยายข้อมูลสาระให้รับรู้การกาหนดตัวอักษรจึงต้องเน้นหนักที่ขนาดของ ตัวอักษร รูปแบบ และการกาหนดโครงสีบนตัวอักษรทั้งหมด 1.ขนาดของตัวอักษร 2.รูปแบบตัวอักษร 3.สีของตัวอักษร 3.1)ค่าน้าหนักของสี 3.2)สีของตัวอักษรต้องไม่หลายสีเกินไปภายในหนึ่งหน้ากระดาษ 3.3)ควรใช้สีให้เหมาะกับคาหรือข้อความนั้นๆ 1.2แผ่นพับ ( Folders) สื่อโฆษณาประเภทนี้จดั ว่าเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ชนิดไดเร็คเมลล์ (Direct Mail) ที่ บริษัทผู้ผลิตสินค้าจะส่งตรงถึงผู้บริโภคทั้งวิธีการทางไปรษณีย์ และการแจกตาม สถานที่ต่างๆ ลักษณะเด่นของแผ่นพับก็คือมีขนาดเล็ก หยิบถือได้สะดวก สามารถให้ ข้อมูลรายละเอียดได้มาก ผู้ดูสามารถเลือกเวลาใดก็ได้ในการหยิบขึ้นมาอ่าน ผู้ออกแบบมีเทคนิคในการออกแบบได้อย่างอิสระ หลากหลายและสวยงาม ค่าใช้จ่าย ในการผลิตต่า จุดเด่นคือสามารถเลือกแจกได้ถึงกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะ ทาให้สื่อที่


ผลิตขึ้นถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแท้จริง วิธีการออกแบบ แผ่นพับมีลักษณะเด่นคือสามารถพับได้หลายแบบ การพับแบบต่างๆทาให้ ภาพลักษณ์ของสื่อเปลีย่ นแปลงไป แผ่นพับเมือ่ พับแล้วจะมีหลายหน้าอย่างน้อย 4 หน้า และสามารถพับได้ถึง 80 หน้า แต่ส่วนใหญ่แล้วนิยมพับอย่างมาก 16 หน้า เนื่องจากจานวนหน้าเกิดจากการแบ่งกระดาษด้วยการพับ จึงมักไม่นยิ มใส่เลขหน้า ในการออกแบบกราฟิกจึงต้องพิจารณาถึงขนาดของข้อมูลอย่างชัดเจน ต้องแสดง ลักษณะเฉพาะแต่ละหน้า และความสัมพันธ์ระหว่างหน้าอื่นๆที่จะพับมาต่อกันด้วย ถ้าผู้ออกแบบแบ่งสาระข้อมูลไม่ดี หรือวางหน้าไม่เหมาะสมจะทาให้ผู้ดูเกิดความ สับสนในการอ่านเพราะลักษณะเฉพาะของแผ่นพับอาจทาให้ผู้ดูเปิดพลิกไปไม่ได้ การออกแบบทีด่ ีมักจะให้ข้อมูลแต่ละหน้าจบในตัวของมันเอง และสามารถเริ่มอ่าน ตรงส่วนใดก่อนก็ได้ 1.3แผ่นปลิว ( Leaflets ) เป็นสื่อที่มีค่าใช้จ่ายในการผลิตราคาถูกที่สุด รูปแบบละลีลา ของการออกแบบนาเสนอสาระข้อมูลของแผ่นปลิวไม่มีข้อจากัดตายตัว จากการที่มี ลักษณะของการผลิตทีใ่ ช้ค่าใช้จา่ ยน้อย ทาให้สามารถผลิตขึ้นได้ครั้งละจานวนมาก จึงได้รับความนิยมในการนามาเป็นสื่อในการสื่อสารเพื่อให้ถงึ กลุ่มเป้าหมายได้อย่าง กว้างขวางทั้งในรูปแบบของการแจกโดยบุคคล หรือวิธีการใช้เฮลิคอปเตอร์โปรยสู่ กลุ่มประชาชน ซึ่งทาให้ได้รับความสนใจได้มาก ขนาดของแผ่นปลิวมีขนาดไม่ แน่นอนทัง้ นี้ขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระที่ต้องการนาเสนอ 1.4บัตรเชิญ ( Cards ) บัตรเชิญเป็นสื่อโฆษณาอีกประเภทที่มีบทบาทในวงการ โฆษณา ประชาสัมพันธ์ การออกแบบกราฟิกทางด้านบัตรเชิญดาเนินไปอย่าง


กว้างขวาง นักออกแบบจะพยายามสร้างรูปแบบแปลกใหม่ที่จะท้าทายให้ผู้ได้รับเชิญ เกิดความรู้สึกอยากรู้อยากเห็น อยากสัมผัส บัตรเชิญเรียกได้ว่าสื่อเฉพาะกิจจะใช้ใน โอกาสสาคัญๆ เช่น เชิญเปิดร้าน เชิญปิดกิจการ เปิดนิทรรศการ การแสดงต่างๆ หรือ การโชว์สินค้า 2.งานกราฟิกบนบรรจุภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์มีหน้าที่หลักคือเป็นตัวภาชนะสาหรับบรรจุสินค้า มีหลายรูปแบบ แตกต่างกันไปตามลักษณะของสินค้า เช่น เป็นหีบห่อ เป็นกล่อง เป็นขวด เป็นลัง เป็นกระป๋อง ฯลฯ การออกแบบบรรจุภัณฑ์แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ 3 กลุ่มตาม ลักษณะหน้าที่ดงั นี้ 1)บรรจุภัณฑ์สาหรับการค้าปลีก 2)บรรจุภัณฑ์เพื่อการค้าส่ง 3)บรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่ง การออกแบบฉลากสินค้า ฉลากสินค้าจะติดมากับตัวสินค้าที่บรรจุมาในรูปขวด กล่อง ห่อ กระป๋อง หรือ รูปแบบอื่นตามลักษณะและประเภทของสินค้า ฉลากสินค้าจะช่วยให้ผู้บริโภคได้ ทราบถึงรายละเอียดต่างเกี่ยวกับสินค้านั้นอย่างมาก ในบางครั้งฉลากสินค้าจะช่วยให้ สามารถสมมารถตัดสินใจเลือกซื้อเลือกใช้สินค้าได้ รายละเอียดที่ปรากฏบนฉลาก ได้แก่ ชื่อผลิตภัณฑ์ ชือ่ บริษัท ที่อยู่ของผู้ผลิต ประเภท ชนิด สี ของวัสดุที่ใช้ ขนาด น้าหนักหรือปริมาตร ส่วนผสม วิธีใช้ หรือสรรพคุณ วิธีการออกแบบ การออกแบบฉลากจะต้องอยู่ภายใต้ข้อกาหนดและเงือ่ นไขหลายอย่าง นักออกแบบ


จะสร้างภาพลักษณ์ของตัวสินค้าให้เกิดความน่าเชื่อถือ ความสวยงาม โดยการ ออกแบบกราฟิกบนตัวฉลากสินค้าที่สอดคล้องกับลักษณะของบรรจุภัณฑ์ ฉลาก สินค้าบางอย่างมีเพียงเฉพาะข้อความเท่านัน้ บางอย่างมีรูปภาพประกอบอย่าง สวยงาม 3.งานกราฟิกบนสิ่งพิมพ์ทั่วไป 1.การออกแบบปกหนังสือ ( Cover Design) มีหลักที่จะต้องพิจารณาก่อนดาเนินการ ดังนี้ 1.1)พิจารณาถึงประเภทของหนังสือ 1.2)พิจารณาถึงบุคลิกของหนังสือ 1.3)พิจารณาถึงแนวทางสร้างสรรค์รูปแบบ 1.4)พิจารณาถึงวิธีการผลิต 1.5)พิจารณาถึงวัสดุที่ใช้ทาปก 2.การออกแบบจัดหน้า ซึ่งพอจะแบ่งได้ตามลักษณะและขนาดออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และหนังสือสาหรับเด็ก 2.1)หนังสือพิมพ์ คือ การรวบรวมเรื่องราว ภาพข่าว บทวิเคราะห์ สาระเกร็ดความรู้ และการโฆษณาต่างๆ ตลอดจนเหตุการณ์ตา่ งๆที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน *วิธีการจัดหน้าคือ หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับประกอบด้วย ส่วนของข้อความพาดหัว ข่าว เนื้อข่าว ภาพข่าว และส่วนโฆษณา ในกระบวนการจัดหน้าจะต้องดาเนินการ อย่างเป็นระบบรัดกุม เพื่อให้สามารถดาเนินงานได้ตามกาหนดรายวัน 2.2)นิตยสาร คือ สื่อสิ่งพิมพ์ที่มีความแตกต่างจากหนังสือพิมพ์หลายลักษณะ ตั้งแต่ ลักษณะเนือ้ หา ขนาดรูปเล่ม ระบบการพิมพ์นติ ยสารต้องการนาเสนอเนื้อหาทางด้าน


วิชาการ บทวิเคราะห์ บทความ แนวคิด การบันเทิง การกีฬา ฯลฯ นิตยสารจะไม่มุ่ง ไปที่ความสดใหม่ของข่าวสาร แต่จะเน้นด้านประโยชน์และสาระบันเทิงมากกว่า *จุดมุ่งหมายของการจัดหน้า 1.เพื่อสร้างความสนใจให้กับผู้อื่น 2.เพื่อให้อ่านง่ายดูงา่ ย 3.รูปแบบและขนาด *วิธีการจัดหน้า คือ ผู้ออกแบบหรือนักจัดหน้าควรเอาใจใส่ตั้งแต่ปกด้านในไปจนถึง ปกหลังด้านใน การออกแบบโครงร่างของการจัดหน้าผู้ออกแบบต้องคิดเสมอว่า ข้อมูลทุกๆหน้าจะต้องมีความสมบูรณ์ทุกด้านต้องมีเอกภาพทัง้ หน้าเดี่ยวและหน้าคู่ การออกแบบต้องมีความสัมพันธ์กันระหว่างหน้าต่อหน้าทัง้ หน้าซ้ายและหน้าขวา หรือด้านหน้าและด้านหลัง 2.3)หนังสือสาหรับเด็กเป็นสื่อเพื่อการเรียนรู้ทจี่ ะช่วยโน้มน้าวให้เด็กๆเกิดความ สนใจในเนื้อหา เกิดความเพลิดเพลินในการเรียนรู้โดยไม่ตั้งตัว การออกแบบจัดหน้า รูปเล่มและภาพประกอบจึงมีความสาคัญอย่างมากที่นักออกแบบจะต้องสร้างสรรค์ ให้สอดคล้องกับความสนใจ *จุดมุ่งหมายของการจัดหน้า 1.กระตุ้นความสนใจในเนื้อหา 2.ใช้สีสันเพือ่ ความเข้าใจในเนื้อหา 3.เพื่อต้องการให้เกดความรักหนังสือ 4.การออกแบบภาพต้องพิถพี ิถัน สวยงาม *แนวคิดของการจัดหน้า การออกแบบการจัดหน้าหนังสือสาหรับเด็กจะมีลักษณะและวิธีการที่แตกต่างกันไป


จากงานลักษณะอื่นๆ หนังสือประเภทนี้จะมุ่งเน้นการนาเสนอเนื้อหาด้วย ภาพประกอบเป็นหลักและมีข้อความเป็นส่วนประกอบ 3.การออกแบบรูปเล่ม ลักษณะของรูปเล่มจะเป็นแบบอย่างไรขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหลายประการ ตัง้ แต่ความ สะดวกในการหยิบอ่าน ความสวยงาม ความคล่อ���ตัวในการพกพา ความสะดวกใน การเก็บรักษา ความเหมาะสมกับขนาดความหนาของหนังสือ ความสอดคล้องกับ ระบบการจัดพิมพ์ *ความหนาของรูปเล่ม การกาหนดความหนา หรือจานวนหน้ากระดาษของเล่มจะต้องได้รับการวางแผนไว้ ตั้งแต่เริ่มแรกของการวางแผนงาน โดยพิจารณาจากปริมาณของเนือ้ หา ภาพประกอบ และการกาหนดรูปแบบของเล่มเพือ่ กาหนดขนาดของคอลัมน์ข้อความ ขนาดความ หนาจะต้องเป็นขนาดทีก่ ระดาษมาตรฐานตัดลงตัว *การเย็บเล่ม เมื่อได้ดาเนินการในกระบวนการพิมพ์เสร็จเรียบร้อย ผู้พิมพ์จาเป็นจะต้องกระทากับ ชิ้นงานพิมพ์นั้นให้สาเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ กรณีที่เป็นโปสเตอร์อาจจะใช้งาน ได้เลย แต่ถา้ เป็นเอกสารต้องการเย็บเป็นรูปเล่ม ก็ต้องนามาดาเนินการตามขั้นตอน ในการพับเพื่อนาไปรวมเล่ม จะเป็นการพับกระดาษทีละแผ่นหรือที่ละยก ซึ่งแต่ละ ยกหรือแต่ละชุดเรียกว่า “ กนก ” (Signature) เมื่อพับครบยกแล้วจึงนาแต่ละกนกมา เย็บทาเป็นเล่มต่อไป *วิธีการพับ 1.การพับด้วยมือ 2.การพับด้วยเครื่องจักร ซึ่งมี 2 วิธี คือ


2.1)เครื่องพับกระดาษแบบลูกกลิ้ง 2.2)เครื่องพับกระดาษแบบใบมีด 4.การออกแบบภาพประกอบ การใช้ภาพประกอบในการสื่อความหมายในงานกราฟิกนับเป็นเรื่องสาคัญยิ่ง จะเห็น ว่าภาพสามารถทาหน้าที่ได้หลายทาง ได้แก่ อธิบายเนื้อหา ขยายความ สร้างความ สนใจในเนื้อหาช่วยย่นระยะเวลาในการสื่อความหมายน้อยลง *ลักษณะของภาพประกอบ 1)ภาพจริงหรือภาพเหมือนจริง 2)ภาพการ์ตนู 3)ภาพนามธรรม 4.การออกแบบกราฟิกสาหรับเครื่องฉาย งานกราฟิกสาหรับเครื่องฉายหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์มีรูปแบบและวิธกี ารสร้างต่างไป จากงานออกแบบสิ่งพิมพ์ทั่วไป ทั้งกระบวนการผลิตงานและแนวคิดในการทางาน งานออกแบบกราฟิกในลักษณะนี้จาเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ออกแบบจะต้องมีความประณีต สูง เพราะต้นฉบับจะถูกถ่ายทาหรือถ่ายทอดลงบนฉากที่มีขนาดใหญ่ ทาให้ตน้ แบบ งานต้องมีอัตราส่วนการขยายภาพมากตามลักษณะการนาไปใช้ และเป็นการนาไปใช้ โดยตรงด้วยกระบวนการที่ไม่ซับซ้อนเหมือนงานพิมพ์ *ข้อสังเกตในการทาต้นแบบ 1)การจัดทาต้นแบบสาหรับเครื่องฉายทุกประเภทควรเพิ่มหรือเผื่อพื้นที่ว่างทัง้ 4 ด้าน เพื่อความสะดวกในการถ่ายทา 2)ขนาดสัดส่วนของต้นฉบับจะแตกต่างกันไปตามลักษณะงานแต่ละชนิด ดังนัน้ ผู้ออกแบบจะต้องกาหนดขนาดและสัดส่วนของต้นฉบับให้สอดคล้องกับการ


นาไปใช้ 3)ควรกาหนดโครงสีที่ชัดเจน 4)งานกราฟิกเกี่ยวกับเครื่องฉายควรเน้นภาพมากกว่าข้อความ 5)การจดวางรูปแบบกรอบภาพนิยมจัดภาพในลักษณะแนวนอน เพราะให้ความรู้สึก เบาสบายตา


คอมพิวเตอร์กราฟิก