Page 1

อินเตอร์ เน็ตคืออะไร ในสังคมยุคข่าวสารเช่นปัจจุบนั นี้ แทบจะไม่มีใครไม่เคยได้ยนิ คำาว่า “อินเตอร์ เน็ต” เหตุ เพราะอินเตอร์เน็ตได้กลายเป็ นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำาวันของคนจำานวนมากในโลกนี้ ไปแล้ว ประมาณกันว่าในแต่ละวันมีผคู้ นมากกว่า 50 ล้านคนในประเทศต่างๆ กว่า 150 ประเทศทัว่ โลก กำาลังใช้อินเตอร์เน็ตกันอยู่ อาจเป็ นนักศึกษาคนหนึ่งในประเทศออสเตรเลียที่กาำ ลังสื บค้นข้อมูลจาก ห้องสมุดแห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษ หรื อเป็ นอาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่งในประเทศญี่ปุ่นกำาลัง สัง่ ซื้อหนังสื อจากประเทศไทย เป็ นต้น การประกอบกิจกรรมต่างๆ ในอินเตอร์ เน็ตดังที่ได้กล่าวมา นี้ เป็ นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นภาพของการสื่ อสารที่ไร้พรมแดนได้อย่างชัดเจน การใช้อินเตอร์เน็ตในปัจจุบนั ได้ขยายวงกว้างออกไปมากขึ้น โดยได้กา้ วล่วงเข้าไปในทุก สาขาอาชีพ ไม่ได้จาำ กัดอยูเ่ ฉพาะด้านการศึกษาหรื อการวิจยั เหมือนเมื่อเริ่ มมีการใช้อินเตอร์ เน็ต ใหม่ๆ ด้วยคุณสมบัติการเข้าถึงกลุ่มเป้ าหมายจำานวนมากๆ ได้ในเวลาอันรวดเร็ ว และใช้ตน้ ทุนใน การลงทุนต่าำ ทำาให้อินเตอร์เน็ตเป็ นสิ่ งที่พึงปรารถนาขององค์กรทั้งหลาย ได้มีความพยายามนำา อินเตอร์ เน็ตมาใช้เพื่อประโยชน์สาำ หรับหน่วยงานของตนในรู ปแบบต่างๆ อาทิ การประชาสัมพันธ์ องค์กร การโฆษณาสิ นค้า การค้าขาย การติดต่อสื่ อสาร ฯลฯ นอกจากนี้อินเตอร์ เน็ตยังกลายเป็ นอีก สื่ อหนึ่งของความบันเทิงภายในครอบครัวไปด้วย ไม่วา่ จะเป็ นการฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ หรื ออ่าน หนังสื อพิมพ์กต็ าม ล้วนแล้วแต่สามารถกระทำาผ่านอินเตอร์ เน็ตได้ท้ งั สิ้ น 1. ความหมายของอินเตอร์ เน็ต “อินเตอร์เน็ต” มาจากคำาว่า International Network เป็ นเครื อข่ายของการสื่ อสารข้อมูล ขนาดใหญ่ อันประกอบด้วยเครื อข่ายคอมพิวเตอร์จาำ นวนมาก เชื่อมโยงแหล่งข้อมูลจากองค์กร ต่างๆ ทัว่ โลกเข้าด้วยกัน คำาว่า “เครื อข่าย” หมายถึง 1. การที่มีคอมพิวเตอร์ต้ งั แต่ 2 เครื่ องขึ้นไป เชื่อมต่อเข้าด้วยกันด้วยสายเคเบิล (ทางตรง) และหรื อสายโทรศัพท์ (ทางอ้อม) 2. มีผใู้ ช้คอมพิวเตอร์ 3. มีการถ่ายเทข้อมูลระหว่างกัน 2. หน้ าที่และความสำาคัญของอินเตอร์ เน็ต การสื่ อสารในยุคปัจจุบนั ที่กล่าวขานกันว่าเป็ นยุคไร้พรมแดนนั้น การเข้าถึงกลุ่มเป้ าหมาย จำานวนมากๆ ได้ในเวลาอันรวดเร็ ว และใช้ตน้ ทุนในการลงทุนต่าำ เป็ นสิ่ งที่พึงปรารถนาของทุก หน่วยงาน และอินเตอร์เน็ตเป็ นสื่ อที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าวได้ จึงเป็ นความ


จำาเป็ นที่ทุกคนต้องให้ความสนใจและปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่น้ี เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์ จากเทคโนโลยีดงั กล่าวอย่างเต็มที่ อินเตอร์เน็ต ถือเป็ นระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ สากลที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ภายใต้ มาตรฐานการสื่ อสารเดียวกัน เพื่อใช้เป็ นเครื่ องมือสื่ อสารและสื บค้นสารสนเทศจากเครื อข่ายต่างๆ ทัว่ โลก ดังนั้น อินเตอร์เน็ตจึงเป็ นแหล่งรวมสารสนเทศจากทุกมุมโลก ทุกสาขาวิชา ทุกด้าน ทั้ง บันเทิงและวิชาการ ตลอดจนการประกอบธุรกิจต่างๆ เหตุผลสำาคัญที่ทาำ ให้อินเตอร์เน็ตได้รับความนิยมแพร่ หลายคือ 1. การสื่ อสารบนอินเตอร์เน็ต ไม่จาำ กัดระบบปฏิบตั ิการของเครื่ องคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ที่ต่างระบบปฏิบตั ิการกันก็สามารถติดต่อสื่ อสารกันได้ 2. อินเตอร์เน็ตไม่มีขอ้ จำากัดในเรื่ องของระยะทาง ไม่วา่ จะอยูภ่ ายในอาคารเดียวกันห่ างกัน คนละทวีป ข้อมูลก็สามารถส่งผ่านถึงกันได้ 3. อินเตอร์เน็ตไม่จาำ กัดรู ปแบบของข้อมูล ซึ่งมีได้ท้ งั ข้อมูลที่เป็ นข้อความอย่างเดียว หรื อ อาจมีภาพประกอบ รวมไปถึงข้อมูลชนิดมัลติมีเดีย คือมีท้ งั ภาพเคลื่อนไหวและมีเสี ยงประกอบด้วย ได้ คำาอื่นที่ใช้ในความหมายเดียวกับอินเตอร์ เน็ต คือ Information Superhighway และ Cyberspace 3. อินเตอร์ เน็ตในประเทศไทย ประเทศไทยได้เริ่ มมีการติดต่อเชื่อมโยงเข้าสู่อินเตอร์ เน็ตในพ.ศ. 2535 โดยเริ่ มที่สาำ นัก วิทยบริ การจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้เช่าวงจรสื่ อสารความเร็ ว 9600 บิตต่อวินาทีจากการ สื่ อสารแห่งประเทศไทย ต่อมาใน พ.ศ. 2536 เนคเทคได้เช่าวงจรสื่ อสารความเร็ ว 64 กิโลบิตต่อ วินาที ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการขนถ่ายข้อมูล ทำาให้ประเทศไทยมีวงจรสื่ อสารระหว่าง ประเทศ 2 วงจร หน่วยงานต่างๆ ที่เข้าร่ วมเชื่อมโยงเครื อข่ายในระยะแรกๆ ได้แก่สถาบันอุดมศึกษา ต่างๆ และต่อมาได้ขยายไปยังหน่วยงานราชการอื่นๆ สำาหรับภาคเอกชน ได้มีการก่อตั้งบริ ษทั สำาหรับให้บริ การอินเตอร์ เน็ตแก่เอกชนและบุคคล ทัว่ ไปที่นิยมเรี ยกกันว่า ISP (Internet Service Providers) หลายราย เช่น ศูนย์บริ การอินเตอร์ เน็ต แห่ งประเทศไทย (Internet Thailand) บริ ษทั เคเอสซีคอมเมอร์ เชียลอินเตอร์ เน็ตจำากัด (Internet KSC) บริ ษทั ล็อกซเลย์อินฟอร์เมชันจำากัด (Loxinfo) เป็ นต้น โดยในการพิจารณาเลือกใช้บริ การจาก ISP เอกชนเหล่านี้ สิ่ งที่ควรคำานึงถึงคือ 1. อัตราค่าใช้จ่ายโดยรวม ทั้งค่าสมัครเป็ นสมาชิกและค่าใช้จ่ายเป็ นรายครั้ ง รายเดือน หรื อ รายปี


2. คำานวนคู่สายโทรศัพท์ ว่ามีให้ใช้ติดต่อมากเพียงพอหรื อไม่ เพราะถ้ามีไม่มากก็จะเสี ย เวลารอคอยนานกว่าจะเชื่อมต่อได้ 3. ความเร็ วของสายที่ใช้ 4. พื้นที่ในการให้บริ การ ควรเลือกใช้ ISP ที่อยูใ่ นจังหวัด หรื อพื้นที่ใกล้เคียงจะเหมาะสม กว่า เพราะ ISP ส่วนใหญ่มกั ให้บริ การในเขตกรุ งเทพมหานคร ********************************************** ประวัติความเป็ นมาของอินเตอร์ เน็ต ปี พ.ศ. 2500 (1957) โซเวี ย ดได้ ป ล่ อ ยดาวเที ย ม Sputnik ทำา ให้ ส หรั ฐ อเมริ กาได้ ตระหนักถึงปั ญหาที่อาจจะเกิดขึ้ น ดังนั้น ค.ศ. 2512 (1969) กองทัพสหรั ฐต้องเผชิ ญหน้ากับ ความเสี่ ยงทางการทหาร และความเป็ นไปได้ในการถูกโจมตี ด้วยอาวุธปรมาณู หรื อนิ วเคลียร์ การถูกทำาลายล้าง ศูนย์คอมพิวเตอร์ และระบบการสื่ อสารข้อมูล อาจทำาให้เกิดปั ญหาทางการ รบ และในยุคนี้ ระบบคอมพิวเตอร์ ที่มีหลากหลายมากมายหลายแบบ ทำาให้ไม่สามารถแลก เปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร และโปรแกรมกันได้ จึงมีแนวความคิด ในการวิจยั ระบบที่สามารถ เชื่อม โยงเครื่ องคอมพิวเตอร์ และแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างระบบที่แตกต่างกันได้ ตลอดจนสามารถ รั บ ส่ งข้อมูลระหว่า งกัน ได้อย่า งไม่ผิ ดพลาด แม้ว่าคอมพิว เตอร์ บางเครื่ อ ง หรื อ สายรั บส่ ง สัญญาณ เสี ยดายหรื อถูกทำา ลาย กระทรวงกลาโหมอเมริ กนั (DoD = Department of Defense) ได้ให้ทุนที่มีชื่อว่า DARPA (Defense Advanced Research Project Agency) ภายใต้การควบคุม ของ Dr. J.C.R. Licklider ได้ทาำ การทดลอง ระบบเครื อข่ายที่มีชื่อว่า DARPA Network และต่อ มาได้กลายสภาพเป็ น ARPANet (Advanced Research Projects Agency Network) และต่อได้มา พั ฒ น า เ ป็ น INTERNET ใ น ที่ สุ ด การเริ่ มต้นของเครื อข่ายนี้ เริ่ มในเดือน ธันวาคม 2512 (1969) จำานวน 4 มหาวิทยาลัย ได้แก่ - มหาวิทยาลัยยูทาห์ - มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์ เนียที่ซานตาบาบารา - มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์ เนียที่ลอสแองเจลิส - สถาบันวิจยั ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ ด และขยายต่อไปเรื่ อยๆ เป็ น 50 จุดในปี พ.ศ. 2515 จนเป็ นหลายล้านแห่ งทัว่ โลกทีเดียว งานหลักของเครื อข่ายนี้ คือ การค้นคว้าและวิจยั ทางทหาร ซึ่งอาศัยมาตรฐานการรับส่ งข้อมูล เดียวกัน ที่เรี ยกว่า Network Control Protocol (NCP) ทำาหน้าที่ควบคุมการรับส่ งข้อมูล การ ตรวจสอบความผิดพลาดในการส่งข้อมูล และตัวกลางที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ ทุกเครื่ องเข้าด้วย กัน และมาตรฐานนี้กม็ ีจุดอ่อนในการขยายระบบ จนต้องมีการพัฒนามาตรฐานใหม่ พ.ศ. 2525 ได้มีมาตรฐานใหม่ออกมา คือ Transmission Control Protocol/Internet


Protocol (TCP/IP) อันเป็ นก้าวสำาคัญของอินเตอร์ เน็ต เนื่องจากมาตรฐานนี้ ทาำ ให้คอมพิวเตอร์ ต่างชนิดกัน สามารถรับส่งข้อมูลไปมาระหว่างกันได้ เปรี ยบเสมือนเป็ นหัวใจของอินเตอร์ เน็ต เลยก็วา่ ได้ จากระบบปฏิบตั ิการคอมพิวเตอร์ ที่มีอยูใ่ นยุคนั้น ไม่สามารถตอบสนองการสื่ อสารได้ บริ ษทั เบลล์ (Bell) ได้ให้ทุนการศึกษาแก่ ห้องทดลองที่มีชื่อเสี ยงที่สุดแห่ งหนึ่ง ในสมัยต่อมา คือ Bell's Lab ให้ทดลองสร้าง ระบบปฏิบตั ิการแห่ งอนาคต (ของคนในยุคนั้น) เดนนิส ริ สซี และ เคเน็ต ทอมสัน ได้ออกแบบ และพัฒนาระบบที่มีชื่อว่า UNIX ขึ้น และแพร่ หลายอย่าง รวดเร็ ว พร้อมๆ กับการแพร่ หลายของระบบ Internet เนื่องจากความสามารถ ในการสื่ อสาร ของ UNIX และมีการนำา TCP/IP มาเป็ นส่ วนหนึ่งของระบบปฏิบตั ิการนี้ ดว้ ย พ.ศ. 2529 มูลนิธิวิทยาลัยศาสตร์แห่ งชาติ สหรัฐอเมริ กา (National Science Foundation NSF) ได้วางระบบเครื อข่ายขึ้นมาอีกระบบหนึ่ง เรี ยกว่า NSFNet ซึ่งประกอบด้วยซุปเปอร์ คอมพิวเตอร์ 5 เครื่ องใน 5 รัฐ เชื่อมต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา และค้นคว้าทาง วิทยาศาสตร์ และมีการใช้มาตรฐาน TCP/IP เป็ นมาตรฐานหลักในการรับส่ งข้อมูล ส่ งผล ให้การใช้งานเครื อข่ายเป็ นไปอย่างรวดเร็ ว หลังจากนั้นก็มีเครื อข่ายอื่นๆ เกิดขึ้นมาเช่น UUNET, UUCP, BitNet, CSNet เป็ นต้น และต่อ มาได้เชื่อมต่อกัน โดยมี NSFNet เป็ นเครื อข่ายหลัก ซึ่งเปรี ยบเสมือนกระดูกสันหลังของเครื อ ข่าย (Backbone) ในปี พ.ศ. 2530 เครื อข่าย ARPANET ได้รวมกับ NSFNET และลดบทบาทตัวเองลงมา เปลี่ยนไปใช้บทบาทของ NSFNet แทน และเลิกระบบ ARPANET ในปี พ.ศ. 2534 ในปั จจุบนั Internet เป็ นการต่อโยงทางตรรกะ (Logic) ของระบบคอมพิวเตอร์ นบั ล้าน ๆ เครื่ อง และโยงกับระบบ Wide Area Network (WAN) ต่างๆ เช่น MILNET, NSFNET, CSNET, BITNET หรื อแม้แต่ เครื อข่ายทางธุรกิจ เช่น IBMNET, Compuserve Net และอื่น ๆ ภายใต้ โปรโตคอล ที่มีชื่อว่า TCP/IP โดยที่ขนาดของเครื อข่าย ครอบคลุมไปทัว่ โลก รวมทั้ง ประเทศไทย และมีการขยายขอบเขตออกไป อย่างไม่หยุดยั้ง ระบบ Internet เป็ นการนำาเครื อข่ายขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ที่มีการต่อเสมือนกับ ใย แมงมุม หรื อ World Wide Web หรื อเรี ยกย่อๆ ว่า WWW (มีการบัญญัติศพั ท์วา่ เครื อข่ายใย พิภพ) ในระบบนี้เราสามารถเปรี ยบเทียบ Internet ได้ สองลักษณะคือ ลักษณะทางกายภาพ และทางตรรกะ ในทางกายภาพ (Physical) นั้น Internet เป็ นเครื อข่ายที่รับอิทธิ พลจาก เครื อข่าย โทรศัพท์โดยตรง ในสหรัฐอเมริ กา บริ ษทั ที่เป็ นผูใ้ ห้บริ การ Internet ก็เป็ นบริ ษทั ที่ทาำ ธุรกิจ ทางโทรศัพท์ เช่น MCI, AT&T, BELL เป็ นต้น และอีกลักษณะหนึ่ง ที่เป็ นความเด่นของระบบ


คือลักษณะทางตรรกะ หรื อ LOGICAL CONNECTION ที่เป็ นเสมือนใยแมงมุม ครอบคลุม โลกไว้

อินเตอร์ เน็ตในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2529 อาจารย์กาญจนา กาญจนสุ ต จากสถาบันเทคโนโลยีแห่ งเอเซีย (AIT) ร่ วมกับ อาจารย์โทโมโนริ คิมูระ จากสถาบันเดียวกัน ร่ วมสร้างเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ โดยอาศั - โมเด็ม NEC ความเร็ ว 2400 Baud - เครื่ องคอมพิวเตอร์ พีซี NEC - สายโทรศัพท์ทองแดง โดยเครื อข่ายที่ได้ วิง่ ด้วยความเร็ ว 1200 - 2400 Baud และมีเสี ยงดังมาก จากนั้นได้ปรับ เปลี่ยนไปใช้บริ การไทยแพค ของการสื่ อสารแห่ งประเทศไทย ซึ่งใช้เทคโนโลยี X.25 ผ่านการ หมุนโทรศัพท์ไปยังศูนย์บริ การของการสื่ อสารแห่ งประเทศไทย ทำาการรับส่ งอีเมล์กบั มหาวิทยาลัยโตเกียว และมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น โดยใช้โปรแกรม UUCP ตลอดจนส่ งอีเมล์ไปยัง บริ ษทั UUNET ที่เวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริ กา และนำามาใช้กบั งานของอาจารย์ และงานสอน นักศึกษาในเวลาต่อไป นับได้วา่ อาจารย์กาญจนา กาญจนสุต เป็ นบุคคลแรกที่เริ่ มใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์รายแรกของ ประเทศไทย หลังจากนั้นได้มีความร่ วมมือระหว่างรัฐบาลออสเตรเลีย ภายใต้โครงการ The International Development Plan (IDP) ได้ให้ความช่วยเหลือกับมหาวิทยาลัยสงขลานคริ นทร์ (มอ.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันเทคโนโลยีแห่ งเอเซีย พัฒนาเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ไทยขึ้น มา ในปี พ.ศ. 2531 โดยให้มหาวิทยาลัยสงขลานคริ นทร์ และสถาบันเทคโนโลยีแห่ งเอเซีย มีหน้า ที่เป็ นศูนย์กลางของประเทศไทยในการเชื่อมโยงไปที่เครื่ องแม่ข่าย ของมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น และตั้งชื่อโครงการนี้ วา่ TCSNet - Thai Computer Science Network โดยมีการติดต่อผ่านเครื อ ข่ายวันละ 2 ครั้ง จ่ายค่าใช้จ่ายปี ละ 4 หมื่นบาท และใช้ซอฟต์แวร์ SUNIII ซึ่งเป็ นระบบปฏิบตั ิ การ UNIX ประเภทหนึ่ง ที่แพร่ หลายในเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ของออสเตรเลีย (Australian Computer Science Network - ACSNet) ซอฟต์แวร์ SUNIII เป็ นโปรแกรม UNIX ที่สามารถรับส่ งข้อมูลไปกลับได้เลยในการติดต่อครั้ ง


เดียว ประกอบด้วยเครื อข่ายการส่งข้อมูลระบบ Multiple Hops ทำาให้แตกต่างจาก UUCP ตรงที่ผู ้ ใช้ไม่ตอ้ งใส่คาำ สัง่ และบอกที่อยูข่ องจุดหมายปลายทางผ่านระบบทางไกล เพราะเครื อข่าย SUNIII สามารถหาที่อยูข่ องปลายทาง และส่ งข้อมูลได้เอง โปรแกรมนี้ทาำ งานได้ดีท้ งั กับสายเช่า แบบถาวร (Dedicated Line) สายโทรศัพท์ธรรมดาที่ติดต่อแบบ Dial-up และสายที่ใช้ X.25 นอกจากนี้สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย ยังเป็ นศูนย์เชื่อม (Gateway) ระหว่างประเทศไทย กับ UUNET อันส่งผลให้นกั วิชาไทยทัว่ ไป สามารถใช้บริ การจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ได้อย่างกว้าง ขวาง ปี พ.ศ. 2534 อาจารย์ทวีศกั ดิ์ กออนันตกูล อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ได้จดั ตั้งศูนย์อีเมล์แห่งใหม่ โดยใช้โปรแกรม MHSNet และใช้โมเด็ม 14.4 Kbps (ซึ่ งเร็ วที่สุดในประเทศไทยในขณะนั้น) และทำาหน้าที่แลกเปลี่ยนข้อมูลกับเครื่ อง Munnari ของ ออสเตรเลีย กับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศผ่านโปรแกรม UUCP เครื อข่ายแห่งใหม่น้ ี ประกอบด้วยมหาวิทยาลัยต่างๆ ใน TCSNet และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตลอดจนศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ แห่ งชาติ (เนคเทค) และใช้ชื่อโครงการ ว่า "โครงการเชื่อมเครื อข่ายไทยสารเข้ากับเครื อข่ายอินเตอร์ เน็ตต่างประเทศ" หลังจากนั้นเนคเทค ก็ได้พฒั นาเครื อข่ายอีกเครื อข่ายขึ้นมา โดยใช้ X.25 ร่ วมกับ MHSNet และใช้โปรโตคอล TCP/IP เกิดเป็ นเครื อข่ายไทยสาร "Thai Social/Scientific Academic and Research Network - ThaiSarn" ในปี พ.ศ. 2535 ปลายปี 2535 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เช่าชื้อสายครึ่ งวงจร 9.6 Kbps จากการสื่ อสารแห่ ง ประเทศไทย เพื่อเชื่อมกับ UUNET สหรัฐอเมริ กา ทำาให้จุฬาฯ เป็ นศูนย์กลางแห่ งใหม่สาำ หรับ เครื อข่ายภายใต้ชื่อ ThaiNet อันประกอบด้วย AIT, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยอัส สัมชัญ และให้สามาชิกไทยสารใช้สายเชื่อมนี้ ได้โดยผ่านทางเนคเทคอีกด้วย ภายใต้ระเบียบการ ใช้อินเตอร์เน็ต (Appropriate Use Policy - AUP) ของ The National Science Foundation (NSF) และปี 2537 เนคเทค ได้เช่าชื้อสายเชื่อมสายที่สอง ที่มีขนาด 64 Kbps ต่อไปยังบริ ษทั UUNet ทำาให้มีผใู้ ช้เพิ่มมากขึ้น จาก 200 คนในปี 2535 เป็ น 5,000 คนในเดือนพฤษภาคม 2537 และ 23,000 คนในเดือนมิถุนายน ของปี 2537 AIT ทำาหน้าที่เป็ นตัวเชื่อมภายในประเทศระหว่าง ThaiNet กับ ThaiSarn ผ่านสายเช่า 64 Kbps ของเครื อข่ายไทยสาร ปี พ.ศ. 2538 รัฐบาลไทย เปิ ดบริ การอินเตอร์ เน็ตเชิงพาณิ ชย์ โดยมีบริ ษทั อินเตอร์ เน็ตแห่ ง ประเทศไทย จำากัด อันเป็ นบริ ษทั ถือหุ น้ ระหว่างการสื่ อสารแห่ งประเทศไทย องค์การโทรศัพท์ แห่ งประเทศไทย และสำานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่ งชาติ (สวทช.) โดยใช้สาย


เช่าครึ่ งวงจรขนาด 512 Kbps ไปยัง UUNet โดยถือว่าเป็ นบริ ษทั ผูใ้ ช้บริ การอินเตอร์ เน็ตรายแรก ของประเทศไทย และได้เพิ่มจำานวนจนเป็ น 18 บริ ษทั ในปั จจุบนั

ปั จจุบนั อินเตอร์เน็ต ได้เข้ามามีบทบาทและความสำาคัญต่อชีวิตประจำาวันของคนเรา ทั้งการศึกษา การพาณิชย์ ความบันเทิงและอื่นๆ ดังนี้ ด้ านการศึกษา 1. สามารถใช้เป็ นแหล่งค้นคว้าหาข้อมูล ไม่วา่ จะเป็ นข้อมูลทางวิชา หรื ออ่านหนังสื อออนไลน์ 2. ระบบเครื อข่ายอินเตอร์เน็ต จะทำาหน้าที่เสมือนเป็ นห้องสมุดออนไลน์ 3. นักศึกษาในมหาวิทยาลัย สามารถใช้อินเตอร์ เน็ต ติดต่อกับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ เพื่อค้นหาข้อมูล ที่กาำ ลังศึกษาอยูไ่ ด้ ทั้งที่ขอ้ มูลที่เป็ น ข้อความ เสี ยง ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ เป็ นต้น 4. สามารถทำาการเรี ยนการสอนผ่านระบบอินเตอร์ เน็ตได้ ด้ านการพาณิชย์ 1. ค้นหาข้อมูลต่าง ๆ เพื่อช่วยในการตัดสิ นใจทางธุรกิจ 2. สามารถซื้อขายสิ นค้า ผ่านระบบเครื อข่ายอินเตอร์ เน็ต 3. ทำาการตลาดการโฆษณาผ่านเครื อข่ายอินเตอร์ เน็ต 4. ผูใ้ ช้ที่เป็ นบริ ษทั หรื อองค์กรต่าง ๆ ก็สามารถเปิ ดให้บริ การ และสนับสนุนลูกค้าของตน ผ่าน ระบบเครื อข่ายอินเตอร์เน็ตได้ เช่น การให้คาำ แนะนำา สอบถามปั ญหาต่าง ๆ ให้แก่ลูกค้า แจกจ่าย ตัวโปรแกรมทดลองใช้ (Shareware) หรื อโปรแกรมแจกฟรี (Freeware) เป็ นต้น

ด้ านการบันเทิง 1. การพักผ่อนหย่อนใจ เช่น การค้นหาวารสารต่าง ๆ ผ่านระบบเครื อข่ายอินเตอร์ เน็ต อ่าน หนังสื อพิมพ์และข่าวสารอื่นๆ โดยมีภาพประกอบ


2. การเล่นเกมออนไลน์ 3. สามารถฟังวิทยุหรื อดูการถ่ายทอดสดผ่านระบบเครื อข่ายอินเตอร์ เน็ตได้ 4. สามารถดึงข้อมูล (Download) ภาพยนตร์ ตวั อย่างทั้งภาพยนตร์ ใหม่ และเก่า มาดูได้ นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ในระบบอินเตอร์ เน็ตยังมีบริ การอื่นๆ อีกมากมาย พอจะ สรุ ปได้วา่ อินเตอร์เน็ต มีความสำาคัญ ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทนั สมัย การ ติดต่อสื่ อสารที่สะดวก และรวดเร็ ว แหล่งรวบรวมข้อมูลแหล่งใหญ่ที่สุดของโลก อินเตอร์ เน็ต เป็ นเครื่ องมือที่จาำ เป็ นสำาหรับงานไอที ทำาให้เกิดช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็ ว ช่วยในการ ตัดสิ นใจ และบริ หารงานทั้งระดับบุคคลและองค์กร

เดอะวินเนอร์ ... 30 เว็บดัง ประกาศผลกันไปแล้ว สำาหรับเว็บไซต์ดงั ๆ ที่มีผเู ้ ข้าส่ งรายชื่อเว็บ และที่ได้รับเลือกจากผู ้ เล่น ผูใ้ ช้บริ การคอมพิวเตอร์ ท้ งั หลาย เปิ ดให้ชาวอินเตอร์เน็ตชนได้ร่วมโหวต แต่ละ ประเภทของเว็บไซต์ดงั ๆ ที่ใช้งานกันหลากหลายรู ปแบบในไซเบอร์ สเปซ งานนี้จดั ขึ้น โดย เดอะ อินเตอร์เนชัน่ แนล อะคาเดมี่ ออฟ ดิจิตลั อาร์ ทส แอนด์ ไซน์ (The International Academy of Digital Arts and Sciences) ถือเป็ นองค์กรระหว่างประเทศ


เป็ นผูน้ าำ ในการชี้แนะ ดูแลด้านเว็บต่างๆ ทัว่ โลก และการจัดกิจกรรมแบบนี้ เกิดขึ้นเป็ น ครั้งที่ 8 แล้ว โดยผลประกาศอยูท่ ี่ เว็บบี้ (Webby) อยูท่ ี่ http://www.webbyawards.com/main/webby_awards ซึ่งแต่ละประเภทจะมีการเสนอชื่อ เว็บที่ให้ร่วมโหวตประเภทละ 5 เว็บไซต์ดว้ ย สำาหรับผูท้ ี่ชื่นชอบท่องเว็บทั้งหลายได้ เข้าไปสำารวจ ดูเนื้อหา ความชอบ และทดลองใช้ ในการพิจารณาซึ่งเขาตั้งเป็ นคณะ กรรมการขึ้นมา ก็จะดูจากหลักเกณฑ์ 3 ประการใหญ่ๆ คือ ความสำาเร็ จของการใช้ช้ นั เชิง เทคโนโลยี, ความคิดสร้างสรรค์ และความสำาเร็ จส่ วนบุคคล ที่สามารถจูงใจให้มีผเู ้ ข้าไป ใช้บริ การได้ ขอไม่ตอ้ งพูดพล่ามทำาเพลงให้ยดื ยาว เพราะอยากประกาศผลของการคัด เลือกเดอะวินเนอร์ เว็บ 30 ประเภท ชนิดที่เรี ยกว่า The Best of the Web ดังนี้ 1.ประเภท ของเว็บกิจกรรมต่างๆ (activism) เว็บ www.tolerance.org จัดให้เป็ นเว็บประเภทนี้ ดีที่สุด 2.ประเภท best practice ได้แก่เว็บ www.google.com 3.บอร์ ดแบนด์ (boardband) ได้แก่ เว็บ www.pbs.org/pov/borders/index_flash.html 4.ประเภทพาณิ ชย์ (commerce) ยกให้ www.apple.com/itunes/store/shop.html เป็ น iTunes Music Store 5.เว็บชุมชน (community) เป็ นของ www.wikipedia.org 6.เว็บการศึกษา (education) ต้อง BBCHuman Body ใน www.bbc.co.uk/science/humanbody 7.เว็บแฟชัน่ (fashion) ได้แก่ colette ของ www.colette.fr ของฝรั่งเศส 8.เว็บภาพยนตร์ (film) จากหนังเรื่ อง FOG OF WAR ของ www.sonyclassics.com/fogofwar/indexFlash.html 9.เว็บการเงิน (finance) เป็ นของสหรัฐ U.S. Securities and Exchange Commission แห่ ง www.sec.gov 10.เว็บ เกม(game) ยกให้ Yohoho! Puzzle Pirates อยูท่ ี่ www.puzzlepirates.com/ 11.เว็บ กฎหมายรัฐบาล (government-law) ได้แก่ Healthyontario.com ของ www.healthyontario.com 12. เว็บเพื่อสุ ขภาพ (health) ได้แก่ KidsHealth อยูท่ ี่ KidsHealth.org 13.เว็บอารมณ์ขนั (humor) www.theonion.com 14.เว็บชีวิตความเป็ นอยู่ (living) ได้แก่ Epicurious.com-www.epicurious.com 15.เว็บเพลงดัง (music) ได้แก่ iTunes Music Store-www.apple.com/itunes/store/ 16.เว็บเครื อข่ายศิลปะ (net art) ได้แก่ Access-www.accessproject.net/ 17.เว็บข่าว (news) ได้แก่ BBC Newswww.bbc.co.uk/news 18.เว็บบุคคล (personal) ได้แก่ RAKU-GAKI.COM-www.rakugaki.com/ 19.เว็บการเมือง (politic) เป็ นของ www.meetup.com 20.เว็บสิ่ งพิมพ์ (print + Zines) ยกให้ www.fray.com 21.เว็บวิทยุ (radio) ได้แก่ KEXP Radio Onlinewww.kexp.org 22.เว็บด้านวิทยาศาสตร์ (science) www.exploratorium.edu 23.เว็บ บริ การ (service) ตกเป็ นของ www.google.com อีกรางวัลแล้ว 24.เว็บด้านจิตวิญญาณ (spirituality) คนโหวตให้กบั www.GraceCathedral.org มาเป็ นอันดับสูง 25.เว็บกีฬา (sport) ได้แก่ BBC Sport -news.bbc.co.uk/sport 26.เว็บ technical achivement ได้แก่


www.map24.com 27.เว็บท่องเที่ยว (travel) ได้แก่ IgoUgo-www.igougo.com 28.เว็บทีวี (tv) ได้แก่ www.pbs.org 29.เว็บแปลก (weird) ได้แก่ www.carstuckgirls.com 30.เว็บ เยาวชน (youth) ได้แก่ WIRETAP-www.wiretapmag.org จากเว็บเดอะวินเนอร์ ท้ งั หมด มีมากกว่าหนึ่งเว็บ ที่ได้มากกว่าหนึ่งรางวัล นัน่ คือ www.google.com ที่คว้ารางวัลไป ด้วยเพราะการให้บริ การที่ถูกใจผูค้ นจาก best practice และ service ไปได้ ส่ วน www.bbc.co.uk ซึ่งมีผนู้ ิยมเข้าไปดูการนำาเสนอข่าวทัว่ ไป ข่าวกีฬา แล้วยังข่าวการศึกษา โดยเฉพาะด้านการศึกษา ทดลองสรี ระร่ างกายของมนุษย์ ซึ่งบีบีซี ได้รับการชื่นชมอย่าง มาก ข้อมูลจาก หนังสื อพิมพ์มติชน

การทำางานของอินเตอร์ เน็ต ปัจจุบนั มีผใู้ ช้ Internet นับสิ บล้านคนทัว่ โลก และ กำาลังมีสมาชิกผูใ้ ช้เพิ่มมากขึ้นเป็ นลำาดับ ซึ่งแต่ละคนใช้คอมพิวเตอร์ต่างรุ่ นต่างแบบกัน เมื่อเราต้องการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ เหล่านี้ เข้าด้วย กัน จำาเป็ นอย่างยิง่ ที่จะต้องมีภาษากลาง เพื่อให้คอมพิวเตอร์ แต่ละเครื่ องสามารถเข้าใจกันได้ ภาษา กลางนี้มีชื่อเรี ยกทางเทคนิคว่า โปรโตคอล (Protocol)โปรโตคอลมาตรฐานที่ใช้ในการสื่ อสารบน Internet มีชื่อเรี ยกว่า TCP/IP เครื่ องคอมพิวเตอร์บนเครื อข่าย Internet สื่ อสารระหว่างกันโดยใช้ Transmission Control Protocol ( TCP ) และ Internet Protocol ( IP )รวมเรี ยกว่า TCP/IP ข้อมูลที่ส่งจะถูกแบ่ง ออก เป็ นส่ วน ๆ เรี ยกว่า Packet แล้วจ่าหน้าไปยังผูร้ ับด้วยการกำาหนด IP Address เช่น สมมติเราส่ ง email ไปหาใครสักคน e-mail ของเราจะถูกแบ่งออกเป็ น Packet ขนาดเล็ก ๆ หลาย ๆ Packet ซึ่ง แต่ละ Packet จะจ่าหน้าถึงผูร้ ับเดียวกัน จากนั้น Packets เหล่านี้กจ็ ะวิ่งรวมไปกับ Packets ของคน อื่น ๆ ด้วย ทำาให้ Packets ของเราอาจจะไม่ได้เรี ยงติดต่อกันในสายการเดินทางของข้อมูล Packets พวกนี้จะวิ่งผ่าน ชุมทาง (Gateway ) ต่าง ๆ โดยตัว Gateway (อาจเรี ยก Router) จะอ่านที่ อยูท่ ี่จ่าหน้า แล้วจะบอกทิศทางที่ไปปลายทางของแต่ละ Packet ว่าจะวิ่งไปในทิศทางไหนที่วา่ งอยู่ Packet ก็จะวิ่งไปตามทิศทางนั้น เมื่อไปถึง Gateway ใหม่กจ็ ะถูกกำาหนดเส้นทางให้วิ่งไปยัง Gateway ใหม่ที่อยูถ่ ดั ไป จนกว่าจะถึงเครื่ องปลายทาง เช่น เราติดต่อกับเครื่ องในอเมริ กา อาจจะ ต้องผ่าน Gateway ถึง ๑๐ แห่ง เมื่อ Packet วิ่งมาถึงปลายทางแล้ว เครื่ องปลายทางก็จะเอา Packets เหล่านั้นมาเก็บสะสมจนกว่าจะครบ จึงจะเรี ยงต่อกลับคืนให้เป็ นข้อมูลสมบูรณ์แบบตามความเป็ น จริ ง การแบ่ งข้ อมูลที่ส่งเป็ นส่ วนย่ อยๆ สามารถช่วยป้ องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในการ ติดต่อ


สื่ อสารได้ เช่น ข้อมูลที่หายไปนั้นจะเป็ นข้อมูลเพียงส่ วนเล็ก ๆ เท่านั้น ซึ่งคอมพิวเตอร์ ปลายทางที่ รอรับข้อมูลสามารถตรวจสอบได้วา่ ข้อมูลส่ วนใดที่หายไป และ ติดต่อให้คอมพิวเตอร์ ตน้ ทางส่ ง เฉพาะข้อมูลชิ้นที่หายไปเข้ามาใหม่ได้ 1. SLIP/PPP : ช่วยสื่ อสารผ่านสายโทรศัพท์ ในการส่ งข้อมูลในระบบ Internet นั้น จำาเป็ นต้องส่งผ่านทั้งในระบบสายสัญญาณ สายในระบบ LAN ( Local Area Network ) และ ระบบ สายโทรศัพท์ประกอบกัน ดังนั้นเพื่อให้การสื่ อสารเป็ นไปได้อย่างราบรื่ น จึงต้องมี Protocol เพิ่ม เติมขึ้นอีก ได้แก่ ๑.1 SLIP : Serial Line Internet ProtocolProtocol SLIP ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อ ให้ TCP/IP สามารถสื่ อสารผ่านสายโทรศัพท์เพื่อส่ งลำาเลียงข้อมูลระหว่างระบบ LAN กับระบบ WAN ( Wide Area Network ) ได้ ซึ่งก็ได้รับความนิยม และ เป็ นที่ใช้กนั อย่างแพร่ หลาย โดยเฉพาะ ในระบบ UNIX ได้นาำ Protocol นี้ติดตั้งไว้เป็ นส่ วนหนึ่งของระบบ นัน่ หมายความว่าทุกเครื่ องที่ใช้ ระบบ UNIX จะมีโปรโตคอล SLIP นี้อยูใ่ นตัว และ สามารถใช้งานได้ทนั ที ๑.2 PPP : Point-to-Point Protocol เนื่องจากต่อมาพบว่า Protocol SLIP ไม่ สามารถเข้ากันกับ Protocol บางตัว ที่ระบบ LAN นั้น ๆ ใช้อยูเ่ ดิม จึงมีการพัฒนา Protocol ขึ้นมา ใหม่ในชื่อ PPP เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ดังนั้น PPP สามารถใช้ร่วมกับ Protocol อื่นๆ ได้ดี อีกทั้ง ยังเพิ่มระบบการตรวจสอบข้อมูล การรักษาความปลอดภัย และ การบีบอัดข้อมูล ๑.3 IP Address : หมายเลขประจำาเครื่ องคอมพิวเตอร์ แต่ละเครื่ องที่อยูใ่ น ำ นเลย เรี ยกว่ามี IP Address หรื อ Internet ระบบ Internet จะต้องมีหมายเลขประจำาเครื่ องที่ไม่ซ้ากั Protocol Address เพื่อใช้เป็ นเครื่ องชี้เอกลักษณ์เมื่อมีการติดต่อสื่ อสาร ภาษาสื่ อสาร TCP/IP จะ กำาหนดหมายเลข IP Address ของเครื่ องต้นทาง และ ปลายทางกำากับ Packets ข้อมูลที่ถูกส่ งผ่าน เข้าไปในระบบ เพื่อให้สามารถส่งไปยังที่หมายได้อย่างถูกต้องรวดเร็ ว ดังนั้นหากเปรี ยบเครื่ อง มือคอมพิวเตอร์เป็ นบ้านแต่ละหลัง IP Address ก็คือบ้านเลขที่ของบ้านแต่ละหลังนัน่ เอง IP Address ประกอบด้วยข้อมูลจำานวน ๓๒ บิต โดยแยกออกเป็ น ๔ ส่ วน ๆ ละ ๘ บิต โดยแต่ละส่ วน จะคัน่ ด้วยเครื่ องหมายจุด ดังนี้ XXXX.XXXX.XXXX.XXXX ข้อมูล ๘ บิตของแต่ละส่วน จะสามารถแทนด้วยค่าตัวเลข ๒๕๖ ค่า ( ๒๘ ) จาก ๐ ถึง ๒๕๕ และ เนื่องจาก IP Address เป็ นข้อมูลแบบ ๓๒ บิต จึงสามารถให้ค่าตัวเลขที่แตกต่างกันได้ ถึง ๒๓๒ หรื อ เท่ากับ ๔,๒๙๔,๙๖๗,๒๙๖ หมายเลขทีเดียว อนึ่งเพื่อมิให้ IP Address ของแต่ละเครื่ องไม่ซากั ้ ำ น จึงมีการจัดตั้งหน่วยงานที่จะดูแล จัดสรร และ ควบคุมการใช้ IP Address หน่วยงานนี้ มีเรี ยกว่า InterNIC ( Internet Network


Information Center ) ดังนั้นทุกเครื่ องที่ต่อตรงเข้ากับระบบ Internet จะต้องขอหมายเลข IP Address จากหน่วยงานนี้ อีเมล์ ( E-mail ) ย่อมาจากคำาว่า Electronics Mail ซึ่งก็แปลเป็ นไทยได้วา่ ไปรษณี ย ์ อิเล็กทรอนิกส์นนั่ เอง อีเมล์เป็ นสิ่ งที่ส่งระหว่างผูห้ นึ่งไปถึงผูห้ นึ่งในเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ โดยใช้ เวลาเดินทางถึงผูร้ ับในเวลาไม่กี่นาที เร็ วกว่าการส่ งจดหมายแบบปกตินบั พันนับหมื่นเท่า จึงน่าจะ เป็ นวิธีการสื่ อสารที่มาแทนการส่ง จดหมายได้อย่างดี จากสถิติของประเทศไทย พบว่าอีเมล์มีผลทำาให้การส่ งไปรษณี ยร์ ะหว่าง ประเทศลดลงถึง ๕๐ % ภายในเวลา ๕ ปี ที่ผา่ นมา คงพอจะเห็นอิทธิ พลของอีเมล์วา่ น่าจะทดแทน การส่ งจดหมายในอนาคตได้ไม่ยากนัก อีเมล์ ไม่ใช่ส่งได้แค่ขอ้ ความเท่านั้น แต่ยงั ส่ งไฟล์ ( Attach File ) ไปได้ดว้ ย ทำาให้สามารถส่งภาพ และ เสี ยงไปพร้อมกับอีเมล์ได้ แต่ทุก ๆ อย่างต้องอยูใ่ นรู ป ไฟล์ของคอมพิวเตอร์เท่านั้น เนื่องจากระบบอีเมล์เป็ นการส่ งระหว่างคอมพิวเตอร์ เครื่ องหนึ่งไปยัง คอมพิวเตอร์อีกเครื่ องหนึ่งนอกจากนี้ อีเมล์สามารถจะส่ งบนเครื อข่ายภายในองค์กร ( หรื อที่นิยม เรี ยกกันว่า LAN ) หรื อ จะส่งผ่าน Internet ก็ได้ แต่อีเมล์ที่จะกล่าวถึงนี้ เป็ นอีเมล์ที่ส่งกันใน Internet ซึ่งกำาลังเป็ นที่นิยมแพร่ หลายอย่างมาก

ความรู้เรื่อง  
Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you