Page 1


การแบ่งปัน& การบริจาคอวัยวะ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทยได้ เปิดดำ�เนินการมากว่า 18 ปีเศษ ได้ท�ำ การรณรงค์ให้ ประชาชนทัว่ ไปเข้าใจถึงบทบาท หน้าที่ และการทำ�งาน ของศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯมาโดยตลอดรวมทั้งมีการ ชักชวนให้ประชาชนมาแสดงความจำ�นงในการบริจาค อวัยวะด้วย แต่ทั้งนี้เนื่องจากการบริจาคอวัยวะยังเป็น เรื่องใหม่ของสังคม และ ประชนชนทั่วไปยังไม่รู้จักการ รักษาพยาบาลผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจ ตับ ไต ปอด ฯลฯ เสื่อมสภาพจนไม่สามารถใช้งานต่อไปหมด หนทางเยียวยา เหลือวิธีการรักษาขั้นสุดท้าย คือการ เปลี่ยนอวัยวะใหม่เข้าไป ทำ�หน้าที่แทนที่เรียกว่า “การปลูกถ่ายอวัยวะ” ซึ่งในการปลูกถ่ายอวัยวะเรา ต้องใช้อวัยวะจากมนุษย์ด้วยกันเอง และการให้ได้มา ซึ่ ง อวั ย วะนั้ น จำ�เป็นต้องได้มาจากการบริจาคอวัยวะ เท่านัน้ ไม่มกี ารซือ้ ขายอย่างเด็ดขาด ดังนัน้ ทีผ่ า่ นมาศูนย์รบั บริจาคอวัยวะฯ จึงต้องประสบกับปัญหาต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะความเชื่อแบบเดิมๆ ที่ยังอาจจะมีหลงเหลือ อยู่บ้าง เช่น ถ้าบริจาอวัยวะให้เขาไปแล้วเกิดมาชาติ หน้ามีอวัยวะไม่ครบ รวมทั้งใครจะเป็นผู้ได้รับบุญกุศล ภายหลังการบริจาคอวัยวะ จะเป็นตัวเองหรือว่าญาติ ที่ลงนามอนุญาต

1


บริจาคอวัยวะ เป็นบุญยิ่งใหญ่ ปุจฉา ::

มีข้อห้ามในศาสนาพุทธหรือ ไม่เกี่ยวกับเรื่อง “การบริจาคอวัยวะ”

GIVE 2

วิสัจฉนา: ตามปกติแล้วไม่มขี อ้ ห้ามมีแต่จะสนับสนุนเพราะ การบริจาคอวัยวะเป็นการเสียสละเพือ่ ประโยชน์ของผูอ้ น่ื ต้องการให้ผอู้ น่ื พ้นจากทุกข์ และมีความสุข การบริจาคจึง เป็นหลักธรรมสำ�คัญของศาสนาไม่วา่ จะเป็น“ทศพิศราชธรรม” ก็ดี กาบำ�เพ็ญ“บารมี” ของพระพุทธเจ้าเมื่อยังเป็นพระ โพธิสัตว์ก็ดีก็มีการบริจาค เป็นคุณธรรมข้อแรก เรียก ว่า “ทาน” และ “ทานบารมี” คือ การให้เพื่อประโยชน์ แก่ ผู้ อื่ น โดยเฉพาะในการบำ � เพ็ ญ บารมี ข องพระ โพธิสัตว์นั้น การบริจาคอวัยวะเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็นความดีที่จำ�เป็นเลยทีเดียวที่ต้องทำ�เพราะการก้าว ไปสูโ่ พธิญาณต้องมีความเข้มแข็งของจิตใจในการเสียสละ เพือ่ ความดี ทัง้ นีท้ านทีเ่ ป็นบารมีจะแบ่งเป็น 3 ขัน้ เช่นเดียว กับบารมีอื่นๆ คือ ทานบารมีระดับสามัญ คือการบริจาคทรัพย์สินเงินทอง ของนอกกาย ถึงจะมากมายแค่ไหนก็จะอยูใ่ นระดับั นี้ ทานระดับหรือ ทานจวนสูงสุด เรียกชือ่ เฉพาะว่า “ทานอุปบารมี” ได้แก่ ความเสียสละทำ�ความดีถึงขั้นสามารถบริจาคอวัยวะ เพือ่ ช่วยเหลือผูอ้ น่ื ได้ ทานปรมัตถบารมี คือ ทานบารมีขน้ั สูงสุดได้แก่ การบริจาคชีวติ เพือ่ ช่วยเหลือผูอ้ น่ื หรือเพือ่ รักษาธรรมแน่นอนว่าการบริจาคอวัยวะนัน้ เป็นคุณธรรม สำ�คัญและเป็นบุญมากตามหลักความรักก็มักจะมีความ เอนเอียงเป็นอย่างน้อย ผู้ที่จะเป็น

3


พระพุทธเจ้าได้ คือพระโพธิสตั ว์นน้ั จิตใจจะต้อง ตรงต่อธรรมสามารถรักษาความถูกต้องโดยไม่เห็นแก่ อะไรทั้ ง สิ้ น จึ ง ต้ อ งสละความยึ ด ถื อ แม้ แ ต่ ลู ก เมี ย ได้ แต่การจะสละบุตรภรรยาคือยอมให้เขาไปกับใครนั้น มีข้อแม่ว่าต้องให้เขายินดี พอใจหรือเต็มใจด้วย ถ้าเขา ไม่พอใจก็ไม่บริจาค ท่านมีเงื่อนไขไว้แล้วหันกลับมา เรื่องการบริจาคอวัยวะ เป็นอันว่าพระโพธิสัตว์จะเป็น พระพุทธเจ้าได้จำ�เป็นต้องบำ�เพ็ญมหาบริจาค ซึ ่ ง มี การบริจาคอวัยวะ บริจาคนัยน์ตา บริจาคชีวติ รวมอยูด่ ว้ ย เพราะฉะนั้นจึงเป็นการแน่นอนอยู่แล้วว่าไม่มีการห้าม นอกจากจะทำ�ด้วยโมหะและโดยไม่มีเหตุผล ส่วนการ ทำ�อย่างมีเหตุผลคือมีจิตเมตตากรุณา ต้องการเสียสละ ให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่น

4

5


บริจาคอวัยวะ บุญได้แก่ใคร ปุจฉา :

ถ้าถามว่าการบริจาคอวัยวะนั้นได้ บุญหรือไม่ และใครเป็นคนได้ อย่าง เช่นคนหนึ่งแสดงความจำ�นงบริจาค อวัยวะไว้ แต่เสียชีวิตด้วยภาวะสมอง ตายและญาติได้ตดั สินใจบริจา ลักษณะ นีไ้ ม่ทราบว่าใครจะเป็นคนได้บุญหรือ ได้บุญมากน้อยอย่างไร

6

วิสัจฉนา: ในแง่นี้ต้องแยกออกเป็น 2 ประเด็น ประเด็น ที่หนึ่งคือ “เป็นบุญหรือไม่?” ซึ่งตอบได้เลยว่าเป็นบุญ อยูแ่ ล้ว ดังทีพ่ ระโพธิสตั ว์ทา่ นบริจาค และเป็นบุญชัน้ สูง ถึงขั้นเรียกว่าบารมีเลยทีเดียวแต่สำ�หรับคนทั่วไปจะมี ความตั้งใจที่จะบรรลุโพธิญาณหรือไม่เป็นอีกเรือ่ งหนึง่ ถ้าเราไม่ได้มคี วามตัง้ ใจไม่ได้ตง้ั ปณิธานอย่างนีก้ ไ็ ม่เรียกว่า เป็นบารมี แต่เป็นบุญซึง่ จัดว่าเป็นบุญอันยิง่ ใหญ่เลยทีเดียว เพราะเป็นบุญที่ทำ�ได้ยากต้องมีความเสียสละจริงๆ เป็นอันว่าได้บญ ุ แน่นอน เพราะเกิดจากเจตนาทีเ่ สียสละ ให้ด้วยความกรุณาปรารถนาดีต่อผู้อื่นอันใหญ่หลวง ส่วนที่ว่า “ใครจะเป็นผู้ได้บุญ?” นั้นตอบง่ายๆ ว่าใครเป็นผูบ้ ริจาค คนนัน้ ก็ได้ เพราะมันอยูท่ เ่ี จตนาของ ผูน้ น้ั ในกรณีทเ่ี ป็นคนทีต่ ายไปแล้วและญาติบริจาคก็เลย กลายเป็นว่าคนทีต่ ายไปแล้วไม่ได้รบั เพราะว่าไม่ได้เจตนา ในแง่นต้ี อ้ งพูดอีกขัน้ หนึง่ คือญาติทบ่ี ริจาคนัน้ ต้องอุทศิ กุศลไปให้เขาอีกทีหนึ่ง ในทางธรรมถือญาติที่บริจาค นั้นต้องอุทิศกุศลไปให้เขาอีกทีหนึ่งในทาง

7


การบริจาคอวัยวะOrgandonate คือ การให้อวัยวะ เป็นทานโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ เพือ่ นำ�ไปปลูกถ่าย ให้กับผู้ป่วยที่อวัยวะเสื่อมสภาพและไม่สามารถรักษา ด้วยวิธอี น่ื ๆได้ ซึง่ ผูท้ ส่ี ามารถบริจาคอวัยวะได้ตอ้ งเป็น ผู้ป่วยสมองตายเท่านั้น อวัยวะที่สามารถบริจาคและ นำ�ไปปลูกถ่ายได้ คือ หัวใจ ลิ้นหัวใจ ตับ ปอด ไต เป็นต้น ภาวะสมองตาย Brain dead“สมองตาย” เป็นคำ� ที่ญาติผู้ป่วยไม่อยากได้ยินที่สุด และอาจไม่เข้าใจว่า มันหมายความว่าอะไร? สมองตาย Brain deadคือ ภาวะทีส่ มองถูกทำ�ลายจนสูญเสียการทำ�งานโดยสิน้ เชิง และถาวร ถึงแม้จะกระตุ้นด้วยวิธีใดๆก็ไม่ตอบสนอง ไม่มีการไอ จาม ไม่สามารถหายใจได้เองต้องใช้เครือ่ ง ช่วยหายใจตลอดเวลา ซึง่ โดยธรรมชาติของคนเราสมอง เป็นอวัยวะทีส่ �ำ คัญทีส่ ดุ ไม่ใช่หวั ใจโดยเห็นได้จากปัจจุบนั เราสามารถปลูกถ่ายอวัยวะเกือบทั้งตัวได้ แต่มีเพียง สมองเท่านั้นที่เราไม่สามารถย้ายสมองของคนคนหนึ่ง ไปอีกคนได้ สมองเป็นตัวสัง่ การร่างกายทัง้ หมด ถ้าปราศจาก สมองอวัยวะอื่นก็ไม่มีความหมาย การที่แพทย์ลง ความเห็นว่าสมองตายนั้นหมายถึงผู้ป่วยได้เสียชีวิต ทางการแพทย์แล้วไม่ว่าจะทำ�การรักษาเช่นใดก็ไม่มี ความหมาย เพราะผูป้ ว่ ยจะไม่มที างฟืน้ ขึน้ มาอีก และเมือ่ สมองตายอวัยวะอย่างอื่นก็จะค่อยๆลดการทำ�งานลง และหยุดการทำ�งานในที่สุด

8

9


ปุจฉา : ปัญหาที่เราเจอในการทำ�การประชาสั ม พั น ธ์ ใ ห้ ค นทั่ ว ไปแสดงความจำ � นง บริจาคอวัยวะ คือ บางคนก็ยงั มีความเชือ่ ว่า ถ้าให้อวัยวะเขาไปแล้วในชาติน้ี เกิดมาชาติ หน้าจะมีอวัยวะไม่ครบ

HELP P HEL

HELP

10

วิสัจฉนา: 1. ในแง่หลักฐานทางคัมภีร์แสดงว่า พระพุทธเจ้าเมื่อ เป็นพระโพธิสตั ว์ทรงบริจาคนัยน์ตาก็เป็นเหตุให้พระองค์ ทรงได้สมันตจักษุคอื เป็นพระเนตรหรือดวงตาทีเ่ ป็นพิเศษ สุดของพระพุทธเจ้า ซึง่ เราแปลว่าเป็นดวงตาซึง่ มองเห็น โดยรอบ ไม่ได้หมายถึงดวงตาที่เป็นวัตถุอย่างเดียว แต่ หมายถึงดวงตาทางปัญญาด้วยในแง่พระคัมภีรก์ ส็ นับสนุน ชัดเจนว่าในชาติหน้ามีแต่ผลดี 2. ในแง่เหตุผลทีเ่ ข้าในกันว่าบริจาคอวัยวะไปแล้ว เกิดมา อวัยวะจะบกพร่อง เหตุผลที่ถูกต้องมันไม่ใช่อย่างนั้น เราต้องมองว่าชีวิตที่เกิดมานี้ จิตใจเป็นส่วนสำ�คัญใน การปรุงแต่งสร้างสรรค์อย่างเราเป็นอยู่ทุกวันนี้ ถ้าเรา มีเมตตาคิดดีปรารถนาดีต่อผู้อื่น

11


บริจาคอวัยวะ แล้ว เกิดใหม่ ร่างกายยิ่งดี

12

แม้แต่ในชาติปจั จุบนั นีเ้ องทีน่ ช้ี วี ติ ทีจ่ ะเกิดต่อไปก็จะต้อง อาศัยจิตทีม่ คี วามสามารถในการปรุงแต่งขอให้คดิ ง่ายๆว่า คนที่คิดจะบริจาคอวัยวะให้คนอื่นก็คือปรารถนาดีต่อ เขาอยากจะให้เขาเป็นสุข อยากจะให้เขาพ้นจากทุกข์ หายเจ็บป่วย จิตอย่างนีใ้ นตอนคิดก็เป็นจิตทีด่ ี คือจิตใจ ยินดีเบิกบานคิดถึงความสุขความดีงาม ความเจริญจิต ก็จะสะสมความโน้มเอียงและพัฒนาความสามารถใน ด้านนี้ ถ้าคิดบ่อยๆ จิตก็จะยิ่งมีความสามารถและมี ความโน้มเอียงไปในทางทีจ่ ะปรุงแต่งให้ดี และคุณสมบัติ นี้ก็จะฝังอยู่เป็นสมรรถภาพของจิต เพราะฉะนั้นใน การบริจาคเราจึงต้องทำ�จิตใจให้ผ่องใสให้ประกอบด้วย คุณธรรม มีเมตตาปรารถนาดีและอันนี้แหละที่จะทำ�ให้ เราได้บุญมากตรงกันข้ามกับคนที่คิดร้ายอยู่เสมอ คิด แต่จะโกรธ คิดแต่จะรังแกสัตว์ อยากจะทำ�ร้ายคนโน้นคนนี้ คนที่คิดทำ�ร้ายเขานั้นจิตจะคิดจะนึกถึงการบุบสลาย ความเจ็บปวด อาการมีเลือดไหลสภาพแตกหัก แหว่งวิน่ บกพร่อง ขาดหาย และการสูญเสียที่ร้ายๆ ไม่ดีทั้งนั้น และเมือ่ คิดอยูเ่ สมอจิตก็มคี วามโน้มเอียงทีจ่ ะคิดในแง่น้ี และก็จะพัฒนาความสามารถทีจ่ ะคิดไปในทางทีไ่ ม่ดใี นการ ทำ�ลาย ในการแตกสลาย คิดถึงชีวติ คิดถึงคนเมือ่ ไรก็จะ มองเห็นแต่รูป ร่า งไม่ดี บุบ สลาย แขนขาด ขาขาด เจ็บปวดทรมาน นานเข้าบ่อยเข้าคนอย่างนี้ก็จะหมด ความสามารถในการปรุงแต่งในทางทีด่ คี นทีท่ �ำ ร้าย คนอืน่ ชอบรังแกข่มเหงคนอืน่ หรือคิดร้ายอยูเ่ สมอเมือ่ ไป เกิดใหม่ก็จะมีปัญหาเรื่องความบกพร่องของอวัยวะ มักเจ็บป่วยประสบอันตรายอะไรต่างๆ เพราะว่าจิต โน้มเอียงและพัฒนาความสามารถในทางไม่ดจี น ฝังลึกลงร่องอย่างนั้นแล้วในทางตรงข้าม จิตที่พัฒนา

13


ความสามารถในทางทีด่ ี เช่น เมือ่ บริจาคอวัยวะ เราคิดถึง คนอื่นในทางที่ดีมีกรุณาธรรม การทีเ่ ราบริจาคอวัยวะ ให้เขานั้น ก็คือจะทำ�ให้เขามีร่างกายมีอวัยวะสมบูรณ์ พ้นจากความบกพร่อง ให้เขาหน้าตาผ่องใส ให้เขามีชวี ติ อยู ่ ก ั บ ความครั ว ญาติ ม ิ ต รของเขาอย่ า งมี ค วามสุ ข ความคิดอย่างนี้ ยิ่งจิตเราคิดบ่อยก็ยิ่งดี เมื่อเราคิดหรือ นึกถึงบ่อยๆจิตของเราก็จะมีความโน้มเอียงพร้อมทัง้ พัฒนา ความสามารถที่จะปรุงแต่งให้ดี

ความโน้มเอียงและความสามารถอย่างไร ก็ปรุงแต่ง อย่ า งนั้ น เพราะฉะนั้ น จึ ง แน่ น อนว่ า ไม่ มี ปั ญ หาใน เรื่องการบริจาคอวั ย วะไม่ มี ปั ญ หาขั ด ข้ อ งทางพุ ท ธ ศาสนาและเหตุ ผ ลตามกฎธรรมชาติแต่มีเหตุผลใน ทางสนับสนุนช่วยญาติของผู้จากไป ให้ทำ�ใจได้ถูกทาง

พอไปเกิดใหม่จิตจะปรุงแต่งอะไรก่อนล่ะจิต ก็ต้องปรุงแต่งชีวิตเราเองนั่นแหละ เมื่อจิตสะสมบารมี ความโน้มเอียง และมีความสามารถในทางที่ดีอย่างนั้น มันก็จะปรุงแต่งชีวิตร่างกายรูปร่างหน้าตาให้ดี ให้งาม ให้สมบูรณ์ อันนี้ก็เป็นเหตุผลในเรื่องของกรรม คือ หลักกรรมหรือกฎแห่งกรรมนัน่ เองในเรือ่ งของกรรมนัน้ เจตนา เป็นตัวการสำ�คัญในการปรุงแต่งและจุดแรก เมือ่ คนเกิดคือเริม่ ชีวติ ขึน้ ก็เป็นธรรมดาว่าจะต้องปรุงแต่ง ชีวิตของตนนั้นเอง มันไม่ปรุงแต่งที่ไหนอื่น มันก็ใช้ ความสามารถนัน้ ปรุงแต่งชีวติ ของคนเองนัน่ แหละก่อนอืน่

14

15


วิสัจฉนา: ปุจฉา :

เรามีปญั หาอยูว่ า่ แม้วา่ เจ้าตัวจะบริจาค แต่ในทางกฎหมายแล้ว เราต้องขอจากญาติ อีกครั้งซึ่งญาติเขาก็จะอยู่ในช่วงเศร้าโศก เราจะพูดอย่างไรให้เขาหายเศร้าโศกและ เข้าใจถึงการบริจาคอวัยวะและเข้าใจถึง หลักธรรมอันนี้ด้วย

HELP

16

คือให้รเู้ ท่าทันธรรมดาของชีวติ หรือธรรมดาของ สังขาร หรือกฎธรรมชาติทว่ี า่ สิง่ ทัง้ หลายไม่เทีย่ ง เป็นทุกข์ เป็นอันตตา มีเกิดก็ตอ้ งมีดบั มีเริม่ ต้นก็ตอ้ งมีสน้ิ สุดเป็น ธรรมดา อย่างนี้และเราไม่สามารถกำ�หนดได้ว่าใครจะ มีจดุ สิน้ สุดเมือ่ ไร แต่เมือ่ มันเกิดขึน้ แล้วเราต้องรูเ้ ท่าทัน และยอมรับความเป็นจริงอันนี้ อย่างน้อยก็ได้ผอ่ นคลาย แม้จะไม่หายเศร้าโศกโดยสิ้นเชิงนอกจากนั้นก็แนะนำ� ให้เราปลงอีกอย่างหนึง่ คือให้คดิ ว่า คนทีเ่ ขาจากไปนัน้ ก็เป็น เรื่องของผลกรรมของแต่ล ะคน ที่แต่ล ะคนมีกรรม เป็นของตนเอง ส่วนอีกแง่หนึ่งก็คือ ในการปฎิบัติที่ถูกต้องต่อ คนตายนั้น เราจะไปเศร้าโศกอาลัยอยู่นั้นมันไม่น่าเกิด ประโยชน์อะไร เราก็ชว่ ยคนตายให้ฟน้ื คืนมาไม่ได้ เราควร จะคิดถึงในแง่ที่ว่าเราจะทำ�อะไรให้เขาได้ ซึ่งตรงนี้ทาง พระก็คอื ว่าให้ท�ำ บุญ ทำ�กุศล ถ้าเราเห็นว่าอะไรทีจ่ ะเป็น ประโยชน์แก่เขา เราก็ท�ำ และตัง้ ใจอุทศิ ให้เขาก็จะไม่จม อยู่กับความเศร้าโศกหรืออยู่กับความคิดวนเวียนแต่มี อะไรก้าวไป และเราก็จะรู้สึกว่าเราก็ได้พยายามทำ�ให้ เขาอย่างดีทส่ี ดุ แล้ว เป็นการทำ�ให้ความเศร้าโศกบรรเทาลง เมื่อนึกถึงแง่ว่าเขาจากไปแล้ว แจ่เราก็ไม่ได้ทอดทิ้งเขา มีอะไรทำ�เพื่อเขาได้เราก็ทำ�ให้ ตอนอยู่เราก็อาจจะช่วย แบบหนึง่ เช่น ให้สง่ิ ของเงินทอง เป็นต้น แต่เมือ่ เขาสิน้ ไป หรือจากไปแล้ว เราจะไปช่วยอย่างนั้นไม่ได้ เราช่วย ได้แต่อุทิศส่วนกุศล แม้แต่การบริจาคอวัยวะนี้ เราก็ ไม่ใช่บริจาคเพือ่ ตัวเรา แต่เราบริจาคเพือ่ ให้เป็นบุญกุศล สมตามเจตนาของผู้ตายครั้งสุดท้ายที่ผู้อยู่ควรเอาใจใส่

17


ความสำ�คัญ เรือ่ งของร่างนีเ้ มือ่ ชีวติ แตกดับไปแล้ว มันก็เป็นของเน่าเปือ่ ยผุพงั ไปตามธรรมดา ไม่มสี าระอะไร มีแต่ว่าจะทำ�อย่างไร ให้เป็นประโยชน์ เพราะร่างกาย ของเราเมื่อแตกดับตายไปก็ไม่มีคุณค่าอะไร มันก็เป็น แค่ซาก เหมือนกับเศษวัตถุอะไรไปแต่ถา้ มีทางใช้ประโยชน์ ที่เป็นบุญกุศลได้ก็เป็นการดีคนสมัยก่อนเขามีบทโครง กลอนทีว่ า่ พวกโค กระบือ มันตายไปแล้วก็ยงั เหลือเขา หรือหนัง ให้เอามาใช้ประโยชน์ได้ ส่วนมนุษย์นั้นตาย แล้วร่างกายทั้งหมดไม่มีประโยชน์อะไรเลยมีแต่จะเน่า เปื่อยอย่างเดียว โบราณเขาสอนไว้อย่างนี้ หลายคนจำ� กันได้ดีว่า พฤษภผกาสร โททนต์เสน่ห์คง นรชาติวางวาย สถิตทั่วแต่ชั่วดี

อีกกุญชรอันปลดปลง สำ�คัญหมายในกายมี มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ ประดับไว้ในโลกา

โคลงบทนี้คงจะยังจำ�กันได้ หมายความว่าโดย ธรรมชาติที่เรารู้กันในหมู่มนุษย์นี้ร่างกายของเราพอสิ้น ชีวิตไปแล้วก็ไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้น ถ้าทำ�ให้เป็น ประโยชน์ได้ก็กลับเป็นดี แสดงว่าตอนนีเ้ รานีก่ ไ็ ม่ได้แพ้ ช้าง ม้า วัว ควาย เราก็มดี ใี ห้เหมือนกัน ถึงแม้ชีวิตเรา มันแตกดับแล้ว ร่างกายเราก็ไม่มีความหมายอะไรแล้ว จะหวงแหนไปก็ไม่มปี ระโยชน์ พอเขาเอาไปเผามันก็หมด ทุกอวัยวะไม่มีเหลือ ถ้าขืนไปคิดอย่างนัน้ จริงๆ ก็จะเกิดการยึดถือขึน้ มาแล้วก็จะกลายเป็นโทษ คือถ้าเราไปคิดไปเชื่อว่า บริจาคอวัยวะแล้วเกิดมาใหม่ ร่างกายจะบกพร่อง จิตอาจ จะเกิดอุปทานขึน้ มา ยึดมัน่ ในภาพทีข่ าดวิน่ บกพร่องนัน้ ก็เป็นการปรุงแต่งทีไ่ ม่ดนี น้ั เอง ก็จะเสียเลย เพราะจะไป ปรุงแต่งใหม่ในทางที่ไม่ดี จิตของเรานั้นคอยจะพัฒนา ความสามารถในการปรุงแต่ง เมื่อเราเชื่ออย่างไร มัน โน้มเอียงไปในทางอย่างนั้น

+

18

19


สำ�หรับญาติของผู้ตายนั้น พูดสั้นๆ รวบรัดว่า ไม่ควร ครุ่นคิดอยู่กับเรื่องว่า “เป็น” หรือ “จะเป็น” อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ควร คิดในเรื่องว่าจะ “ทำ�” อันนั้นอันนี้เพื่อผู้ตาย หรือจะทำ�อะไรเพื่อ สนองเจตนาของผู้จากไป

20

ขอเพิม่ อีกหน่อย เรือ่ งบริจาคอวัยวะแล้วเกิดชาติ หน้าจะไม่มอี วัยวะนัน้ เรือ่ งนีไ้ ม่ตอ้ งมองไกลให้ยาก ดูงา่ ยๆ ที่ว่ามนุษย์เป็นไปตามกรรม คือเจตนาที่ตัวเองทำ�นั้น สิ่งเดียวกันเรื่องเดียวกัน คนวางใจถูกทางหรือวางใจผิดพลาด จิตปรุง แต่ง ยึดมั่นต่างกัน ผลก็ไปคนละทาง อย่างเรื่องเล่าว่าผู้คน หนึ่งขณะกำ�ลังจะสิ้นชีวิตจิตมาคิดห่วงใจติดข้องอยู่กับ เสื้อผ้าของตัวเลยเกิดมาเป็นเล็นหรือสัตว์เล็กเกาะติด อยูท่ เ่ี สือ้ ผ้านัน้ แต่คนหนึง่ เอาเสือ้ ผ้าของตัวมากมายออกแจกจ่าย บริจาคออกไป ใจคิดไปถึงความดีทท่ี �ำ และมองเห็นความสุข ของคนทั้งหลายที่ได้รับแล้วเกิดความปลาบปลื้มใจเมื่อ ตายจะระลึกถึงการสละบริจาคนี้ จิตเป็นกุศล ได้ไป เกิดในสุคติในภพอันสูง

21


คนหนึง่ หวงแหนเงินทอง เอาเงินทองไปฝังไว้ เวลา ตายใจห่วงติดข้อง เลยไปเกิดเป็นงู หรือสัตว์อะไรทีไ่ ปอยู่ ฝ้าขุมทรัพย์นั้น แต่อีกคนหนึ่งเอาเงินของตัวมากมาย บริจาคสละออกไปเวลาตายใจนึกถึงความดี และประโยชน์ ทีไ่ ด้อย่างนัน้ จิตเป็นกุศลกลับตรงข้ามไปเกิดอย่างดีอย่างสูง ทีแ่ หละเป็นตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ ว่าอยูท่ จ่ี ติ วางถูกทาง ปรุงแต่งให้ถูกต้องอย่าไปยึดถือผิดๆ ถ้าปฎิบัติถูกต้อง ตามทางธรรมแล้วดีแน่นอน ทำ�ไมจะไปห่วงใยเอาใจผูก ติดกับร่างกายอวัยวะที่มันตายไปแล้ว ซึ่งก็จะเอาไปทิ้ง ไปเผาอยู่แล้ว พระโพธิสัตว์นั้นแม้แต่ร่างกายอวัยวะ ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ท่านยังสละได้ไม่ติดข้อง ใจของ ท่ า นกว้ า งขวางออกไปอยู ่ ก ั บ ความดี และมองถึ ง ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นเรื่องของชีวิตที่แท้ก็อยู่ที่ปัจจัย ประกอบจิต คือถ้าจะไม่ให้ไป

22

ในทางชัว่ ร้ายตกต่�ำ เสียหาย ก็ตอ้ งมีคณ ุ สมบัตทิ ด่ี ี โดยเฉพาะคุณ ธรรมเพราะฉะนั้นตามหลักพระพุท ธ ศาสนาจึงเห็นได้ชัดเจนถ้าเราไปคิดผิดเชื่อผิด ก็จะเป็น โทษกับตัวเอง ถ้าเราเชื่อตามหลักพระพุทธศาสนาเรา ก็มองและยึดเอาพระโพธิสัตว์เป็นแบบอย่างของเรา เมื่อพระพุทธเจ้าของเราเป็นพระโพธิสัตว์ทรง บำ�เพ็ญบารมีนั้น ในทานอุปบารมีก็ทรงบริจาคอวัยวะ ต่างๆ โดยเฉพาะดวงตาซึ่งได้มาสำ�เร็จโพธิญาณอย่าง นี้ เราก็เลื่อมใสศรัทธาในพระคุณของพระองค์ นึกถึง พระองค์เมือ่ ใดเราก็ซาบซึง้ ในพระคุณ

23


แล้วจิตใจของเราก็สดใส เบิกบาน เกิดปิติอิ่มใจ เราก็จะทำ�อย่างนัน้ บ้าง เพราะฉะนัน้ เวลาบริจาคเราจะ ต้องคิดว่า นี่เราจะช่วยให้เขามีความสุขนะ เช่น ถ้าให้ เงิน ก็พิจารณาทำ�ใจว่าคนนี้เขาได้เงินไปแล้ว เขามีลูก เขาจะไปช่วยให้ลกู เขามีความสุข ลูกของเขาจะได้ศกึ ษา เล่าเรียนเจริญงอกงาม เราคิดอย่างนีเ้ รียกว่าคิดด้วยเมตตา กรุณา พอคิดอย่างนี้แล้วจิตก็จะพัฒนาความสามารถ ในการปรุงแต่งเองโดยที่เราไม่ต้องรู้ตัว พูดโดยสรุปคน ที่กลัวว่าบริจาคอวัยวะ แล้วเกิดใหม่จะขาดอวัยวะไปนัน้ ก็เหมือนกับคน ที่มีเสื้อผ้าแล้วหวงแหนกลัวว่าถ้าบริจาคเสื้อผ้าไปแล้ว เกิดมาชาติหน้าก็จะไม่มเี สือ้ ผ้าใส่ ซึง่ เป็นความคิดความเชือ่ ทีเ่ หลวไหล เมือ่ เราตายไป ร่างกายอวัยวะทัง้ หมดนี้ ก็ทง้ิ ไปเลิกใช้แล้ว กลายเป็นอดีตไม่ต้องมัวอาลับอาวรณ์อีก เกิดชาติหน้าต้องไปสร้างกันใหม่ เรือ่ งสำ�คัญทีค่ วรจะต้อง ทำ�ก็คอื การเตรียมความสามารถเอาไว้เพือ่ จะได้ปรุงแต่ง สร้างเรือนร่างใหม่ให้สมบูรณ์สวยงามสดใส ทุนทีเ่ ราจะต้อง เตรียมไปใช้ในการสร้างเรือนร่างชีวติ ใหม่ทด่ ี งี ามก็คอื บุญกุศล

24

25


“บุญ” ก็คอื คุณสมบัตติ า่ งๆ ทีด่ งี ามทีเ่ ราได้ฝกึ ฝน สะสมพัฒนาสร้างขึ้นมาและประกอบอยู่กับจิตของเรา เป็นความโน้มเอียง ความเคยชินความชำ�นาญ ความ สามารถเป็นต้น และเราก็จะอาศัยบุญนี้แหละในการ สร้างชีวิตร่างกายของเราต่อไป ที่พูดว่า “บุญบันดาล” นั้น เป็นเพียงสำ�นวนภาษา ไม่มีอะไร ข้างนอกจะมา บันดาลปุบปับให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่จิตของเราใช้ บุญทีเ่ ป็นทุนสะสมของตัวเอง นีแ่ หละปรุงแต่งสร้างสรรค์ ชีวติ ทีด่ งี ามสมบูรณ์ขน้ึ มา เพราะฉะนัน้ ไม่ตอ้ งไปกลัวหรอก ขอให้ทำ�ใจให้ถูกต้องและทำ�ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง จะเป็นการฝึกตัวเองของเราไปด้วย และพัฒนาความ สามารถในการคิดปรุงแต่งในทางสร้างสรรค์ ให้เกิดผล ดีงามตามที่ต้องการ ฉะนั้นรวมแล้วก็คือไม่มีปัญหา

26

27


การอุทศิ อวัยวะ จะต้องทำ�อย่างไร ? การอุทศิ อวัยวะจะต้องแสดงความยินยอมขณะ ที่ยังมีชีวิตอยู่โดยการกรอกใบแสดงความจำ�นงบริจาค อวัยวะหรือญาติจะเป็นผูแ้ สดงความยินยอมมอบอวัยวะ นั้นเพื่อเป็นทานให้กับศูนย์รับบริจาคอวัยวะ บุคคลที่ ต้องการบริจาคอวัยวะควรมีคุณสมบัติตามข้อกำ�หนด ในการบริจาค ข้อกำ�หนด ในการบริจาคอวัยวะ 1. ผู้บริจาคอวัยวะต้องมีอายุไม่เกิน 60 ปี 2. เสียชีวิตจากภาวะสมองตายด้วยสาเหตุต่างๆ 3. ปราศจากโรคติดเชื้อ และโรคมะเร็ง 4. ไม่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน, หัวใจ, โรคไต, ความดันโลหิตสูง, โรคตับ และไม่ติดสุรา 5. อวัยวะที่จะนำ�ไปปลูกถ่ายต้องทำ�งานได้ดี 6. ปราศจากเชื้อที่ถ่ายทอดทางการปลูกถ่ายอวัยวะ เช่น ไวรัสตับอักเสบชนิดบี, ไวรัสเอดส์ ฯลฯ

28

การแสดงความจำ�นง ในการบริจาคอวัยวะ สายด่วน ศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ โทร.1666 1. กรอกรายละเอียดในแบบฟอร์มแสดงความจำ�นง บริจาคอวัยวะให้ชดั เจน ทีอ่ ยูค่ วรจะตรงกับทะเบียนบ้าน (หากต้องการให้สง่ บัตรประจำ�ตัวไปยังสถานทีอ่ น่ื กรุณาระบุ) 2. เมื่อศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ ได้รับข้อความแสดง ความจำ�นงบริจาคอวัยวะของท่านแล้ว ศูนย์รบั บริจาคอวัยวะฯ จะส่งบัตรประจำ�ตัวผูม้ คี วามจำ�นงบริจาคอวัยวะให้ตาม ที่อยู่ที่ได้ระบุไว้ 3. หลังจากที่ท่านได้รับบัตรประจำ�ตัวผู้มีความจำ�นง บริจาคอวัยวะจากศูนย์รบั บริจาคอวัยวะฯ แล้ว อย่าลืม กรอกชือ่ และรายละเอียดการบริจาคลงในบัตร 4. กรุณาเก็บบัตรประจำ�ตัวผูแ้ สดงความจำ�นงบริจาคอวัยวะ ไว้กบั ตัวท่าน หากสูญหายกรุณาติดต่อกับศูนย์รบั บริจาค อวัยวะสภากาดไทย ** กรุณาแจ้งเรื่องการบริจาคอวัยวะแก่บุคคลใน ครอบครัวหรือญาติให้รับทราบก่อน **

29


ใบแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ ชื่อ นามสกุล วัน/เดือน/ป(เกิด) หมายเลขบัตรประชาชน ที่อยู เลขที่ หมู หมูบาน/อาคาร

นิทรรศการ ที่ทำใหคุณรูวา

การแชรยิ่งใหญ แคไหน ?

ซอย ถนน ตำบล/แขวง อำเภอ/เขต จังหวัด รหัสไปรษณีย

โดยโครงการ Life & Share รณรงคใหทุกคน ตระหนักถึงความสำคัญ ของการให การทำบุญอันยิ่งใหญ นั่นคือ การใหชีวิตเพื่อนมนุษย ดวยการบริจาคอวัยวะ เพราะ ไมเพียงแตใหความรักกับคนใกลชิด เราทุกคนยังสามารถเผือ่ แผความรักใหสงั คม และนำชีวติ ใหมทด่ี ี ยิง่ ขึน้ มาสูพ วกเขา

Li fe

Sh a e

12 00 pm

24 11 2012

at CentralWorld

โทรศัพทบาน โทรศัพทมือถือ E-mail ขออุทิศอวัยวะของขาพเจาเมื่อถึงแกกรรมแลว ไดแก

(โปรดทำเครื่องหมาย x ลงในชอง ตามอวัยวะที่บริจาค)

หัวใจ

ปอด

ตับ

ไต

อวัยวะทุกสวนของรายกายที่ใชเปนประโยชนได “เพื่อมอบใหแพทยนำไปรักษาชวยชีวิตผูปวยดวยการปลูกถายอวัยวะ ดวยความเต็มใจ โดยที่ขาพเจาไดปรึกษาหารือกับครอบครัวกอน แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะแลว และไดรับทราบและเขาใจเปนอยางดีวา แพทยจะทำการตกแตงรายการใหเปนที่เรียบรอยโดยมิทำใหเกิดความลาชา ในการประกอบพิธีทางศาสนา”

ลงชื่อ

พยาน

ลงชื่อ

ผูบริจาค


หนังสือ ให้ความรู้เกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะ  

Book for donate organ by Project Life&Share