Page 1

HEALTH human nature


“กระเทียม” สมุนไพรสุดมหัศจรรย์

กระเทียม (garlic)

มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Allium sativum Linn. แทบทุกครัวเรือนรู้วิธีการเจียวกระเทียม ในน�้ำมันให้หอมก่อน แล้วจึงใส่เนื้อสัตว์หรือผัก เป็นวิธีดับกลิ่นคาวของ เนื้อสัตว์และเพิ่มรสชาติให้กับอาหารประเภทผัดชนิดต่างๆ ได้อย่างดี ทั้ง ยังใช้กระเทียมเจียวโรยหน้าอาหารอีกหลายอย่าง หรือใช้เป็นส่วนประกอบ ที่ส�ำคัญอย่างหนึ่งในเครื่องแกงชนิดต่างๆ โดยเฉพาะเป็นตัวช่วยแต่งกลิ่น และรสร่วมกับมะนาวในน�้ำพริกกะปิ แม้แต่พริกน�้ำปลาหรือน�้ำจิ้มรสแซบก็ จะลืมกระเทียมไปไม่ได้ นอกจากนีใ้ บและหัวกระเทียมสดๆ ยังเป็นผัก รวม ถึงกระเทียมดองของอร่อย กระเทียมยังเป็นสมุนไพรแก้ไขบรรเทาปัญหา สุขภาพของชาวบ้านมาโดยตลอด หมอพื้นบ้านไทยใช้กระเทียมสดรักษาโรค ผิวหนัง กลาก เกลื้อน โรคบิด ป่วง แก้ไอ และกระจายโลหิต กระทั่ง เป็นที่สรุปได้ว่า กระเทียมเป็นสมุนไพรที่มสี รรพคุณเด่น 2 ประการ คือ ใช้ทารักษาโรคผิวหนัง และรั บ ประทานแก้ โ รคความดั น โลหิ ต สู ง การ ศึกษาทดลองคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาในระยะหลัง พบว่า กระเทียมมี สรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้อีกหลายอย่าง แต่การน�ำมาใช้ประโยชน์ให้ได้ ผลอย่างจริงจังยังจะต้องมีการศึกษาผลทางคลินิกวิทยาให้ถ่องแท้เสียก่อน โดยสรรพคุณต่างๆ ของกระเทียม มีดังนี้ 1. ฆ่าเชื้อรา คือ กลาก เกลื้อน และเชื้อราที่เกิดตามเล็บ หนังศีรษะและผม 2. ฆ่าเชื้อยีสต์ชนิดที่ท�ำให้เกิดลิ้นขาวเป็นฝ้าในเด็กทารก และ ท�ำให้เกิดโรคมุตกิดระดูขาวที่มักจะเกิดในหญิงที่ตั้งครรภ์ หรือกินยาคุมก�ำเนิด ยาปฏิชีวนะหรือยาสเตียรอยด์เป็นเวลานานๆ 3. ลดความดันโลหิตสูง 4. ลดไขมันและคอเลสเตอรอล 5. ป้องกันผนังหลอดเลือดหนาและแข็งตัว 6. ลดน�้ำตาลในเลือด

7. ฆ่าหรือยับยั้งเชื้อแบคทีเรียแทบทุกชนิด กล่าวคือ มี สารอัลลิซิน ที่มฤี ทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่มักท�ำให้เกิดโรคได้ถึง 15 ชนิด โดยเฉพาะยับยั้งเชื้อพวกที่ดื้อยาเพนนิซิลินได้ดีกว่าเชื้อพวกที่ไม่ ดื้อยาอีกด้วย นอกจากนี้ ยังฆ่าเชื้อบิดมีตัวที่มพี ิษต่อล�ำไส้ได้ดี โดยมี สารที่ส�ำคัญคือกาลิซิน รวมทั้งสามารถยับยั้งเชื้อบิดเทียม ซึ่งไม่รบกวน แบคทีเรียตัวอื่นที่มปี ระโยชน์ต่อล�ำไส้ 8. ยับยั้งเชื้อต่างๆ เช่น เชื้อที่ท�ำให้เกิดฝีหนอง และใช้ รักษาแผลสด แผลที่เป็นหนอง คออักเสบ ทอนซิลอักเสบ ทางเดิน ปัสสาวะอักเสบ เชื้อวัณโรค และเชื้อปอดบวม 9. รักษาไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ 10. เป็นยาขับเสมหะและมีฤทธิ์ขับเหงื่อและขับปัสสาวะ 11. รักษาโรคไอกรน 12. แก้หืดและโรคหลอดลม 13. แก้ธาตุพิการอาหารไม่ย่อย 14. ควบคุมโรคกระเพาะ คือมีสารเอเอส 1 ช่วยยับยั้ง ไม่ให้น�้ำย่อยอาหารมาย่อยแผลในกระเพาะ และยังช่วยรักษาโรคตับอ่อน อักเสบชนิดรุนแรงได้ด้วย 15. ขับพยาธิต่างๆ ได้หลายชนิด ได้แก่ พยาธิเข็ม หมุด พยาธิแส้ม้า พยาธิเส้นด้าย และมีรายงานทดสอบจากอินเดียว่า กระเทียมมีสารไดอัลลิลไดซัลไฟด์ มีฤทธิ์ใช้ฆ่าพยาธิไส้เดือนได้ดี 16. แก้เคล็ดขัดยอกและเท้าแพลง เพราะมีสารอัลลิซินเป็น ตัวช่วยท�ำให้เลือดไหลเวียนมายังบริเวณที่ทาถูนวดยาได้ดีมากขึ้น 17. แก้ปวดข้อและปวดเมื่อย 18. ต่อต้านเนื้องอก 19. ก�ำจัดพิษตะกั่ว 20. บ�ำรุงร่างกาย

ทุเรียน ภาษาอังกฤษ Durian (มาจากค�ำว่า duri ในภาษามาเลย์ซึ่งแปลว่า “หนาม”) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Durio zibethinus Linn. ทุเรียนเป็นผลไม้ที่อยู่วงศ์ฝ้าย ในสกุลทุเรียน (แต่นักอนุกรมวิธานบางท่านจัดให้ทุเรียนอยู่ในวงศ์ทุเรียน) ทุเรียนจัดว่า เป็นราชาผลไม้ไทย โดยเป็นพืชพื้นเมืองของประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน โดยลักษณะของผลทุเรียนจะมีขนาดใหญ่ ผลรีถึงกลม และมี เปลือก( สีเขียวถึงสีน�้ำตาล) ที่ปกคลุมไปด้วยหนามแข็ง ผลทุเรียนอาจ มีเส้นผ่าศูนย์กลางของผลยาวถึง 15 ซม. น�้ำหนักโดยทั่วไปประมาณ 1-3 กิโลกรัม และมีเนื้อที่น�ำมารับประทานเป็นสีเหลืองซีดจนถึงสีแดง ซึ่งจะแตกต่างกันออกไปตามสายพันธุ์ ทุเรียนนั้นมีมากกว่า 30 ชนิด แต่มเี พียง 9 ชนิดเท่านั้น ที่สามารถรับประทานได้ ซึ่งได้แก่ ซึ่งมีดังนี้ Durio zibethinus, Durio dulcis, Durio grandiflorus, Durio graveolens, Durio kutejensis, Durio lowianus, Durio macrantha, Durio oxleyanus และ Durio

โทษของทุเรียน : เนื่องจากทุเรียนเป็นผลไม้ที่มนี �้ำตาลสูงและยังอุดมไปด้วยไปด้วยไขมันและก�ำมะถัน ผลไม้ชนิด นีจ้ ึงไม่เหมาะส�ำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน เพราะหากรับประทานเข้าไปอาจจะท�ำให้ระดับน�้ำตาลในเลือดสูงขึ้น อย่างรวดเร็ว ท�ำให้รู้ไม่สบายเนื้อสบายตัว ท�ำให้เกิดร้อนในอีกด้วย และส�ำหรับบุคคลทั่วไปควรจะบริโภคแต่น้อย และยังมีความเชื่อโบราณที่ห้ามให้หญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่มดี ันโลหิตสูงรับประทานทุเรียน และไม่ควรรับประทาน ทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และกาแฟ เพราะเป็นของร้อนทั้งคู่ เดี๋ยวจะหลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มไี ด้ !

คุณค่าทางโภชนาการของเนื้อทุเรียนต่อ 100 กรัม

พลังงาน 174 กิโลแคลอรี คาร์โบไฮเดรต 27.09 กรัม เส้นใย 3.8 กรัม ไขมัน 5.33 กรัม โปรตีน 1.47 กรัม วิตามินเอ 44 หน่วยสากล วิตามินบี1 0.374 มิลลิกรัม 33% วิตามินบี2 0.2 มิลลิกรัม 17% วิตามินบี3 1.74 มิลลิกรัม 7% วิตามินบี5 0.23 มิลลิกรัม 5%

วิตามินบี6 0.316 มิลลิกรัม 24% วิตามินบี9 36 ไมโครกรัม 9% ธาตุแคลเซียม 6 มิลลิกรัม 1% ธาตุเหล็ก 0.43 มิลลิกรัม 3% ธาตุแมกนีเซียม 30 มิลลิกรัม 8% ธาตุแมงกานีส 0.325 มิลลิกรัม 15% ธาตุฟอสฟอรัส 39 มิลลิกรัม 6% ธาตุโพแทสเซียม 436 มิลลิกรัม 9% ธาตุโซเดียม 2 มิลลิกรัม 0% ธาตุสังกะสี 0.28 มิลลิกรัม 3%

สรรพคุณของทุเรียน 1. ช่วยท�ำให้ฝีแห้ง (เนื้อทุเรียน) testudinarum แต่มเี พียงสายพันธุ์ Durio zibethinus ชนิด 2. สรรพคุณทุเรียนช่วยแก้โรคผิวหนัง (เนื้อทุเรียน) เดียวเท่านั้นที่ได้รับความนิยมทั่วโลก และชนิดนีก้ ็แบ่งแยกย่อยไปอีก 3. สารสกัดจากใบและรากทุเรียนใช้เป็นยาแก้ไข้ได้ ด้วยการใช้นำ�้ จากใยวางบน มากกว่า 200 สายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ได้รับความนิยมและปลูกกันมากก็ ศีรษะของผูป้ ว่ ยจะช่วยลดไขไ้ ด้ (ราก,ใบ) 4. ทุเรียน สรรพคุณช่วยแก้อาการท้องร่วง (ราก คือ พันธุ์หมอนทอง ชะนี กระดุมทอง และพันธุ์ก้านยาว เป็นต้น 5. สรรพคุณของทุเรียนช่วยขับพยาธิ (ใบ,เนื้อทุเรียน) ทุเรียนเป็นผลไม้ที่กลิ่นเฉพาะตัว โดยเนื้อในจะเหมือนคัสตาร์ด 6. ทุเรียนทุเรียน สรรพคุณทางยาช่วยแก้ดีซ่าน (ใบ) มีรสชาติคล้ายอัลมอนด์ ส�ำหรับบางคนนั้นบอกว่าทุเรียนมีกลิ่นหอม แต่ 7. ช่่วยท�ำให้หนองแห้ง (ใบ) 8. ช่วยแก้ตานซาง (เปลือก) ในขณะที่บางคนกลับมองว่ามันมีกลิ่นเหม็นรุนจนถึงขั้นสะอิดสะเอียนเลยที 9. ช่วยรักษาโรคคางทูม (เปลือก) เดียว (ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เขาห้ามน�ำทุเรียนเข้าไปในโรงแรมและการ 10. ช่วยแก้น�้ำเหลืองเสีย (เปลือก) ช่วยแก้ฝี (เปลือก) ขนส่งสาธารณะ) ทุเรียนนั้นเราสามารถรับประทานทุเรียนได้ทั้งสุกและห่าม 11. 12. ช่วยรักษาแผลพุพอง (เปลือก) แล้วแต่คนชอบ นอกจานีย้ ังน�ำไปใช้ท�ำอาหารได้อย่างหลากหลาย แม้แต่ 13. ใช้สมานแผล (เปลือก) เมล็ดก็รับประทานได้แต่ต้องท�ำให้สุกก่อน 14. เปลือกทุเรียนใช้ไล่ยุงและแมลง (เปลือก)


ประโยชน์ของแตงกวา แตงกวามีน�้ำเป็นองค์ประกอบถึงร้อยละ 96 จึงมีคุณสมบัติแก้ กระหาย และเพิ่มความชุ่มชื้น และช่วยการก�ำจัดของเสียตกค้างในร่างกาย นอกจากนีแ้ ตงกวามีสารอาหารที่มปี ระโยชน์ ได้แก่ วิตามินซี กรดคาเฟ อิก กรดทั้ง 2 นีป้ ้องกันการสะสมน�้ำเกินจ�ำเป็นในร่างกาย เปลือก แตงกวามีกากใยอาหาร และแร่ธาตุจ�ำเป็น เช่น ซิลิก้า โพแทสเซียม โม ลิบดีนั่ม แมงกานีส และแมกนีเซียม ซิลิก้าเป็นแร่ธาตุที่เสริมความแข็งแรง ให้กับกล้ามเนื้อ กระดูกอ่อน เส้นเอ็น และกระดูก ปริมาณเส้นใย ธาตุ โพแทสเซียมและแมงกานีสในเปลือกแตงกวาช่วยควบคุมความดันเลือดและ ความสมดุลของสารอาหารในร่างกาย ธาตุแมกนีเซียมช่วยเสริมการท�ำงาน ของระบบประสาท กล้ามเนื้อ และระบบการหมุนเวียนเลือด เส้นใยอาหาร ควบคุมระดับคอเลสเตอรอลและช่วยระบบขับถ่ายโดยมีพลังงานต�่ำเหมาะกับผู้ ที่ต้องการควบคุมน�้ำหนัก แตงกวาเป็นผักที่เหมาะกับการกินยามอากาศร้อนเพราะลดความ ร้อนและช่วยให้ร่างกายสดชื่น มีสารฟีนอลท�ำหน้าที่ต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่ น นอกจากนี้ น�้ำแตงกวายังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ แก้ไข้ ลดอาการนอนไม่หลับ ลดกรดกระเพาะอาหาร แก้กระหายน�้ำ และลดอาการโรคเกาต์ โรคไขข้อรูมาติ สม์ และอาการบวมน�้ำอีกด้วย แตงกวากับสุขภาพและความงาม ป้องกันสิวและสิวหัวด�ำ ใช้เนื้อ แตงกวาขูดฝอยพอกบริเวณหน้าและคอเป็นเวลา 15-20 นาที บ�ำรุงผิว ถ้าใช้บ่อยจะป้องกันผิวหน้าแห้ง ป้องกันการเกิดสิวและสิวหัวด�ำ ผิวหน้าผุดผ่อง ใช้น�้ำคั้นผลแตงกวาและนมสดปริมาณเท่าๆกัน เติมน�้ำลอยกลีบกุหลาบ 2-3 หยด ทาหน้านาน 15-20 นาที ท�ำให้ผิว หน้านุ่มและขาวขึ้น

ผิวหน้าสดใส ใช้ น�้ ำ มะนาวเล็ ก น้ อ ยและน�้ ำ ลอยกลีบกุหลาบ (ที่ปลูกเองแบบปลอดสาร ใช้ ก ลี บ กุ ห ลาบมากหน่ อ ย น�้ำไม่ต้องมาก วัตถุประสงค์คือให้น�้ำมันหอมจากกลีบกุหลาบออกมาอยู่ในน�้ำ) ผสม กับน�้ำคั้นผลแตงกวา ทาบนผิวหน้าเพื่อท�ำให้ใบหน้าสดใส (โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งส�ำหรับคนที่มผี ิวมัน) ลบถุงด�ำใต้ตา ใช้น�้ำคั้นผลแตงกวา 1 ช้อนโต๊ะผสมน�้ำคั้นมัน ฝรั่ง 1 ช้อนโต๊ะ ทารอบขอบตา พักราว 15 นาทีจึงล้างออก บ�ำรุงผิว ผสมน�้ำคั้นแตงกวา น�้ำมะนาว น�้ำส้ม น�้ำแช่กลีบ กุหลาบ กลีเซอรีน และน�้ำผึ้งอย่างละเท่าๆกัน ใช้ทาผิวให้ตึงกระชับเพิ่มความ อ่อนเยาว์ ลดรอยหมองคล�้ำใต้รักแร้ ผสมน�้ำมันมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะ น�้ำ คั้นผลแตงกวา 1 ช้อนชา น�้ำมะนาว 1 ช้อนชา และผงขมิ้นครึ่งช้อนชา หลังจากอาบน�้ำเช็ดตัวให้ใช้ส�ำลีชุบน�้ำมันมะพร้าวเช็ดบริเวณใต้รักแร้เป็นวงกลม หลังจากนั้นผสมน�้ำแตงกวา น�้ำมะนาว และผงขมิ้นให้เข้ากัน ทาใต้รักแร้ทิ้งไว้ 20 นาที จากนั้นล้างออกและเช็ดให้แห้ง ท�ำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ช่วยการเจริญของผม ให้ดื่มน�้ำคั้นผลแตงกวาและน�้ำแครอตเป็น ประจ�ำ ซิลิก้าและก�ำมะถันในน�้ำแตงกวาบ�ำรุงเส้นผม เล็บและผิวหนัง ทรีตเม้นท์ลดความเสียหายของผมจากคลอรีน ผสมไข่ 1 ฟอง น�้ำมันมะกอก 3 ช้อนชา และแตงกวาปอกแล้ว 1 ส่วน 4 ผล ชโลม บนเส้นผม ทิ้งไว้ 10 นาทีจึงล้างออก ลบรอยด่างด�ำ การดื่มน�้ำคั้นผลแตงกวาจะช่วยลดรอยด่างด�ำบน ผิวหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่องรอยยุงกัด และให้ทาน�้ำแตงกวาผสมน�้ำลอย กลีบกุหลาบอัตราส่วนเท่าๆ กันด้วย

ประโยชน์ของมะนาว มะนาวเป็นผลไม้พื้นๆที่ใช้บริโภคกันในชีวิตประจ�ำวันอยู่แล้ว แต่ มีน้อยคนนักที่จะรู้ว่ามะนาวลูกเล็กๆนั้น มีประโยชน์ในการรักษาโรคต่างๆ ได้มากมายหลายโรคด้วยกัน ไม่เพียงแต่คนไทยเท่านั้นที่ใช้มะนาวรักษาโรค ประเทศเพื่อนบ้านของเรา เช่น มาเลเซีย จีน และอินเดีย เขาก็ใช้มะนาว กัน ประเทศเพื่อนบ้านที่ไกลออกไป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส และประเทศ แถบอเมริกาตะวันตกก็ใช้มะนาวแก้ไอและรักษาโรคอื่น 1. แก้ไอออกเลือด (ไอมีเลือดปน) - ใช้น�้ำผึ้ง 1 ช้อน ชา มะนาว 4 ลูก เกลือ 1 ช้อน หรือประมาณ 3-4 เม็ด ผสม ให้เข้ากันดี ให้มรี สเปรี้ยวเค็มหวาน ใช้จิบทุกครั้งที่ไอ -ใช้มะนาว 108 ใบ เบี้ยจั๊กจั่น 11 ตัว ปูนขาวหนักประมาณ 4 บาท วิธีท�ำ คั้นน�้ำมะนาว ใส่เบี้ยจั๊กจั่นและปูนขาวปนกัน ดองประมาณ 3 คืน รับประทานครั้งละ จอกชา แก้ไอออกเลือดดี 2. ต่อมทอนซิลอักเสบ เอาน�้ำมะนาว น�้ำผึ้งและปูนขาวผสม ดื่ม แก้ทอนซิลอักเสบ 3. แก้ซาง,ตุ่มในคอเด็ก,เสมหะ - เมล็ดมะนาวขับเสมหะแก้ โรคซางของเด็ก แก้เม็ดยอดในปากโดยเอาเม็ดมะนาวเผาไฟ บดให้ละเอียด ใช้น�้ำมะนาวหรือรากของมะนาวฝนกันน�้ำเป็นกระสาย ผสมเข้าด้วยกัน แล้วก วาดซางเด็ก - ให้เอาน�้ำมะนาว 1 ช้อนชา แล้วเอารากมะนาวฝนให้ข้นดี แล้วจึงเอาไปล้วงคอเด็กสัก 2-3 ครั้งก็หาย - ใช้เม็ดมะนาวเคี้ยวกิน ขับเสมหะ ใช้ติดต่อกัน 7 วัน ได้ผลดี 4. แก้เสียงแหบแห้ง - มะนาวท�ำให้เสียงไม่แหบแห้ง ตื่น ตอนตอนเช้าทุกครั้งให้ผ่ามะนาวครึ่งหนึ่ง จิ้มเกลือบีบน�้ำลงคอกลืนกิน ท�ำ ทุกเช้าทุกวัน ท�ำให้เสียงไม่แหบแห้ง

5. ก้างติดคอ - เมื่อก้างปลาติดคอ เอามะนาว 1 ลูกคั้น เอาแต่น�้ำ เติมเกลือ น�้ำตาลนิดหน่อยกรอกลงไปให้ตรงก้างที่ติดคอ อมไว้ สักครู่ แล้วจึงค่อยกลืน ก้างจะอ่อนตัวหลุดลงไปในกระเพาะ - ก้างปลา ติดคอซึ่งเป็นชิ้นเล็กๆ เมื่อกลืนน�้ำลายจะท�ำให้ร�ำคาญเท่านั้น ให้ผ่ามะนาว แล้วน�ำมาอมไว้ในปาก อมจนรู้สึกรสเปรี้ยวของมะนาวเจือจางสัก 2-3 หน จะท�ำให้ก้างหลุดออกไปได้ 6. แก้ไข้ - น�ำใบมะนาวมาหั่นฝอยๆ ชงด้วยน�้ำเดือด ดื่ม แบบน�้ำชาจะช่วยลดไข้และใช้อมกลั้วคอฆ่าเชื้อโรคได้อีกด้วย - ประเทศใน ทวีปอาฟริกาตะวันตกนิยมใช้เปลือกรากมะนาวต้มเป็นยาแก้ไข้อย่างดี และ ใช้ใบท�ำเป็นยาชงกินแก้ไข้ที่มอี าการตัวเหลืองเล็กน้อย นอกจากนีย้ ังใช้น�้ำ มะนาวดื่มแก้กระหายน�้ำ แก้ไข้อีกด้วย - ที่ประเทศอินเดีย ถ้าเป็นไข้หวัด ใหญ่ นิยมรักษาโดยดื่มน�้ำมะนาวแล้วพักผ่อน ถ้าเป็นไข้หวัดธรรมดา จะรับ ประทานผลอินทผลัมและดื่มน�้ำมะนาวรักษา 7. แก้ไข้ทับระดู เอาใบมะนาว 100 ใบ มาต้มกินแล้วหาย 8. แก้ปวดศีรษะ - เอามะนาวมาฝานเป็นซีกบางๆ แล้วเอา ปูนที่กินกับหมาก ละเลงด้านหน้าของซีกมะนาวนั้นบางๆ แล้วปิดตรงขมับ ท�ำอยู่ประมาณ 2 อาทิตย์ อาการปวดก็ค่อยหายดีขึ้นทุกวัน - ใช้น�้ำ มะนาวผสมกับน�้ำตาลสัก 1 แก้ว ดื่มตอนเช้า ช่วยให้หายจากโรควิงเวียน และปวดหัว - ชาวมาเลเซีย ใช้ใบมะนาวผสมกับน�้ำมะนาว บดท�ำเป็นยา ใส่ผมแก้ปวดศีรษะ - ประเทศในทวีปอาฟริกาตะวันตก ใช้ใบมะนาวต�ำให้ ละเอียดถูศีรษะหรือเคี้ยวรากมะนาวแก้ปวดศีรษะ 9. แก้เลือดออกตามไรฟัน -เกิดจากการขาดวิตามินซี ท�ำให้เหงือก บวมและมีเลือดออกตามไรฟันเป็นประจ�ำ หรือมีเลือดออกได้ง่าย เช่น อาจมี เลือดออกจนซีดได้ ถ้าอาการรุนแรง จะมีอาการปวดน่อง ข้อเท้าบวม การรักษา


ประโยชน์ของพริก และการกินเผ็ด (Lisa) จากแหล่งข่าวทางโภชนาการกล่าวว่า พริก เป็นพืชที่มปี ระโยชน์จริงๆ ไม่ว่าความเผ็ดของพริกที่มาจากสาร "แคป ไซซิน" แล้วในเม็ดพริกยังมี วิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียมและธาตุเหล็กอีกด้วย พริกจากเดิมที่มถี ิ่นก�ำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ เดินทางมาสู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น โดยชาวโปรตุเกสเป็นผู้น�ำเข้ามา ว่ากันว่าพริกเม็ดจิ๋วที่มรี สเผ็ดจ๊ากนั้น มีประโยชน์หลากหลายเสียด้วย ไม่เพียงแค่ให้ความเผ็ดอย่างไร้สาระ พริกยังช่วยเพิ่มสาร แห่งความสุข "เอ็นโดร ฟิน" ให้ผู้ที่ชอบกินเผ็ด พริกยังบรรเทาอาการเจ็บปวด บรรเทาอาการไข้หวัด ลดน�้ำมูก ขณะเดียวกันยังช่วยละลายเสมหะที่เหนียว ข้นให้จางลง ช่วยให้ขับเสมหะออกมาได้ง่าย ส�ำหรับผู้ป่วยหอบหืด กินพริกแล้วจะดีมาก เพราะจะช่วยท�ำให้หลอดลมขยายตัวได้ดี ไม่หดเกร็ง ดังนั้นคนที่เป็น หอบหืด ภูมิแพ้ กินพริกจะดีเจ้าค่ะ พริกยังลดปริมาณคอเรสเตอรอลได้ด้วย นั้นแน่เริ่มสนละสิ!! จากงานวิจัยนั้นพบว่า พริกช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกาย และช่วยในการเผาผลาญ จึงมีประโยชน์เรื่องการควบคุมน�้ำหนัก การกินพริกไม่ท�ำให้รู้สึกอยากความหวาน พริกยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงในการ เกิดโรคมะเร็ง นอกจากนี้ พริกยังถูกน�ำมาท�ำเป็นเจลใช้ทารักษาผิวหนังอักเสบ เข่าอักเสบ แก้ปวดข้อ ปวดเมื่อยตามตัว เริม หรืองูสวัดอีกด้วย พริก...ช่วยบรรเทาอาการไข้หวัด ช่วยให้ระบบการหายใจสะดวกสบายยิ่งขึ้น สารแคปไซซินที่อยู่ในพริกมีคุณสมบัติช่วยลดน�้ำมูกหรือลดปริมาณสารที่ขัด ขวางระบบการหายใจ ในผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด ไซนัส หรือโรคภูมิแพ้ต่างๆ ช่วยบรรเทาอาการไอ สารแคปไซซินเป็นส่วนประกอบที่ส�ำคัญของตัวยาหลายๆ ชนิด นอกจากนั้นสารเบตาแคโรทีนในพริกช่วยป้องกันการติดเชื้อต่างๆ ในบริเวณเนื้อเยื่อบุผนังช่องปาก จมูก ล�ำคอ และปอด

1. แก้ปัญหาผมหลุดร่วง ปัญหาผมหลุดร่วงคงเป็นปัญหากวนใจใครหลาย ๆ คน โดยเฉพาะสาวผมยาว และผมที่ผ่านการท�ำเคมีต่าง ๆ เช่น การดัด ย้อม หรือยืด แต่ทราบไหมคะว่า กระเทียมช่วยยับยั้งปัญหาเหล่านีไ้ ด้ชะงัด เพียงแค่ฝานกระเทียมเป็นชิ้นบาง ๆ แล้วน�ำมานวดศีรษะ หรือจะผสม ลงในออยล์แล้วน�ำมานวดศีรษะก็ได้เช่นกัน เพราะในกระเทียมมีอัลซิลิน (allicin) และซัลเฟอร์ (sulfur) สูง ซึ่งมีประสิทธิภาพในการลดปัญหาผม หลุดร่วงนั่นเอง 2. รักษาสิว กระเทียมถือเป็นยารักษาสิวจากธรรมชาติ ที่มปี ระสิทธิภาพเป็นอย่างมาก เพราะมีแอนตี้ออกซิแดนท์ ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ อยู่หมัด เราจึงสามารถน�ำมาฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ท�ำให้เกิดสิวได้ โดยฝานกระเทียมสดบาง ๆ แล้วน�ำมาประคบลงบนสิวเบา ๆ ทิ้งไว้สักพัก แล้วล้างออกด้วย น�ำสะอาด เท่านีส้ ิวกวนใจก็จะอันตรธานหายไปอย่างแน่นอน 3. ป้องกันและรักษาโรคหวัด ถ้าเรามีสารแอนตี้ออกซิแดนท์พอเพียงในระบบภูมิคุ้มกัน เราก็จะป่วยได้ยาก ดังนั้นคงจะดีไม่น้อยหากเราจะเพิ่ม สารแอนตี้ออกซิแดนท์ให้ร่างกายมีก�ำลังไปต่อสู้กับโรคต่าง ๆ ด้วยการรับประทานกระเทียมเป็นประจ�ำ แต่หากตอนนีก้ ารป้องกันดูท่าจะไม่ทัน เพราะโรคหวัด เข้ามาคุกคามเรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถไล่หวัดได้ง่าย ๆ ด้วยการหั่นกระเทียมเป็นแว่น แช่ในน�้ำร้อนประมาณ 2-3 นาที แล้วกรองเอากากออก จิบ เป็นชากระเทียมอุ่น ๆ ก็ดี หรือถ้าทนกลิ่นไม่ไหว จะเติมน�้ำผึ้งหรือน�้ำขิงเข้าไปสักหน่อยก็ได้จ้า. 4. บรรเทาอาการอักเสบจากโรคสะเก็ดเงิน เมื่อกระเทียมมีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบ ดังนั้นจึงช่วยบรรเทาอาการอักเสบจากผื่นแดงได้ดี โดยเฉพาะ ผื่นแดงที่เกิดจากโรคสะเก็ดเงิน ให้ทาน�้ำมันกระเทียมบริเวณที่เป็นแผล เพื่อให้สะเก็ดหลุดไป และลดผื่นแดงบนผิวหนังก็ได้ค่ะ

พริก...ช่วยลดการอุดตันของเส้นเลือด หรือการเสียชีวิตอันเนื่องมาจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองอุดตัน การบริโภคพริกเป็นประจ�ำจะช่วยลดอัตรา ความเสี่ยงจากการอุดตันของเส้นเลือด นับเป็นสาเหตุส�ำคัญของการเกิดโรคหัวใจล้มเหลว เนื่องจากพริกช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้นและช่วยลดความดัน เพราะว่าในพริกมีสารจ�ำพวกเบตาแคโรทีนและวิตามินซี ซึ่งช่วยเสริมสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรงเพิ่มการยืดตัวของผนังหลอดเลือด ท�ำให้ปรับตัวเข้ากับแรง ดันระดับต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น พริก...ช่วยลดปริมาณสารคอเลสเตอรอล สารแคปไซซินช่วยป้องกันมิให้ตับสร้างคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-Low density lipoprotein) ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้มกี ารสร้างคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-high density lipoprotein) มากขึ้น ท�ำให้ ปริมาณของไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดต�่ำลง เป็นผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค พริก...ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง เนื่องจากพริกเป็นพืชผักที่มวี ิตามินซีสูง การบริโภคอาหารที่มวี ิตามินซีมากๆ จะช่วยปกป้องการ เกิดโรคมะเร็งได้ วิตามินซียับยั้งการสร้างไนโตรซามีนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร วิตามินซีช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนซึ่งเป็นส่วนประกอบของ กระดูกอ่อน รวมถึงเป็นส่วนประกอบของผิวหนัง กล้ามเนื้อและปอด คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่สามารถหยุดการแพร่กระจายของเซลล์เนื้อร้ายได้ นอกจากนี้ วิตามินซียังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) คือสามารถยุติหรือขัดขวางบทบาทของอนุมูลอิสระ (free radicals) ที่ จะก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์จนเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด สารเบตาแคโรทีนในพริกช่วยลดอัตราการเสี่ยงของโรคมะเร็งในปอด และในช่องปาก คนที่รับ ประทานผักที่มสี ารเบตาแคโรทีนน้อย จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งมากกว่าคนที่รับประทานผักที่มเี บตาแคโรทีนสูงถึง 7 เท่า

5. ช่วยควบคุมน�้ำหนัก ผลการศึกษาจาก Nutritionist Cynthia Sass ที่ท�ำการศึกษากับหนูที่กินกระเทียมพบว่า หนูที่กิน กระเทียมมีน�้ำหนักและการสะสมของไขมันลดลง ฉะนั้นก็พยายามกินกระเทียมที่ผสมอยู่ในอาหารกันเยอะ ๆ หรือส�ำหรับคนที่ทนกลิ่นไม่ได้จริง ๆ ก็เลือกกิน อาหารเสริมอย่างเช่น กระเทียมอัดเม็ดก็ได้ค่ะ 6. ถอนเสี้ยน เสี้ยนที่ต�ำเท้าหรือมือเราให้เจ็บแปลบ สามารถก�ำจัดได้ง่าย ๆ ด้วยการแปะกระเทียมฝานบาง ๆ แล้วพันทับด้วยผ้าพันแผล วิธีนี้ เป็นวิธีธรรมชาติที่ใช้กันมายาวนาน และได้รับการยอมรับว่าเป็นวิธีที่ได้ผลจริงด้วยค่ะ 7. ก�ำจัดกลิ่นเท้า ปัญหากลิ่นเท้าเกิดจากการที่เท้าเจอความอับชื้น ท�ำให้เกิดเชื้อรา ตามมาด้วยกลิ่นอันไม่พึงประสงค์และอาการคัน แต่เรา สามารถแก้ปัญหาได้ง่าย ๆ ด้วยการแช่เท้าลงในน�้ำอุ่นผสมกระเทียมบด ทิ้งไว้สักพัก กลิ่นไม่พึงประสงค์และอาการคันก็จะหายไป เพราะในกระเทียมมีฤทธิ์ฆ่า เชื้อรานั่นเองจ้า 8. ไล่ยุงและแมลงสัตว์กัดต่อย แม้นักวิทยาศาสตร์จะยังไม่ฟันธงว่ากระเทียมจะสามารถไล่ยุงและแมลงได้ แต่ก็มผี ลการวิจัยจากประเทศอินเดียที่ พบว่า คนที่ทากระเทียมลงบนแขนขา จะโดนยุงและแมลงสัตว์กัดต่อยทุกชนิดรบกวนน้อยกว่าคนที่ไม่ได้ทา เขาเลยแนะน�ำให้ท�ำยากันยุงง่าย ๆ ด้วยการผสม น�้ำมันกระเทียม ปิโตรเลียมเจล และขี้ผึ้งเข้าด้วยกัน หรือจะทากระเทียมสด ๆ ลงบนแขนขาเพื่อป้องกันยุงก็แล้วแต่สะดวกเลยค่ะ 9. รักษาโรคส่าไข้ โรคส่าไข้เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม) ซึง่ อาการของโรคจะคล้ายคลึงกับโรคหัด หรืออีสุกอีใส เพราะจะเกิดตุ่มแดง และแผลอักเสบบนร่างกาย ซึง่ วิธรี กั ษาด้วยธรรมชาติทเี่หน็ ผลก็คอื น�ำกระเทยี มบดมาประคบลงบนแผลโดยตรง เพื่อรักษาอาการอักเสบและลดอาการบวม ร่วมกับการรับประทานอาหารเสริมจากสารสกัดกระเทยี ม


ประโยชน์ และ สรรพคุณของกะหล�่ำปลี จะมีใครรู้บ้างไหมว่า ประโยชน์และสรรพคุณของ กะหล�่ำปลีมมี ากมายไม่แพ้ผักสดอื่น ๆ เลยแม้แต่หนึ่ง นอกจาก สรรพคุณของกะหล�่ำปลี จะช่วยในการรักษาโรคบาง อย่างได้แล้วการน�ำ ประโยชน์ของกะหล�่ำลปี มาท�ำกับข้าว หรือการปรุงอาหารนั้นก็ยังได้คุณค่าทางอาหารอย่างมากมาย มหาศาลกันเลยทีเดียวค่ะ และ สรรพคุณของกะหล�่ำปลี ก็ยัง จัดว่าเป็นอีกหนึ่งสมุนไพรอีกด้วยนะค่ะ และวันนีเ้ ราก็อยากน�ำ ความรู้ สรรพคุณของกะหล�่ำปลี และ ประโยชน์ของกะหล�่ำ ปลี ที่มดี ีต่อร่างกายของเรามาบอกแก่คุณ ๆ ด้วยค่ะ นั้น อย่ารอช้ามาดูกันเลย ประโยชน์ / สรรพคุณของกะหล�่ำปลี - ช่วยลดความอ้วน ล่าสุดมีงานวิจัยออกมาว่ากะหล�่ำปลีมี กรดทาร์ทาริก ช่วยยับยั้งขัดขวางไม่ให้น�้ำตาลและแป้งไปเป็นไข มันสะสมในร่างกายจึงช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ - ลดความเสี่ยงจากมะเร็งล�ำไส้ การรับประทานกะหล�่ำปลีในแบบสุกหรือแบบดิบก็ได้ประมาณ 2 ครั้งต่อสัปดาห์จะช่วยลดโอกาสการเป็นมะเร็งล�ำไส้ในผู้ชาย ลงถึงร้อยละ 66 และหากทานกะหล�่ำปลีปรุงสุกวันละ 2 ช้อนโต๊ะ ก็จะช่วยป้องกันมะเร็งช่องท้องได้เช่นกัน - เสริมสร้างภุมิคุ้มกัน ในกะหล�่ำปลีมวี ิตามินซีสูงท�ำให้หวัดหายเร็ว ฟันและเหงือกแข็งแรง ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ซึ่งการนึ่ง อบ หรือผัด จะช่วยคงคุณค่าสารอาหารในกะหล�่ำไว้ได้ดีที่สุด - บ�ำรุงกระดูกและฟัน กะหล�่ำปลีอุดมไปด้วยแคลเซียม และฟอสฟอรัส ซึ่งดีต่อรางกายในการเสริมสร้างกระดูกในเด็กและคนชรา - ช่วยย่อยอาหารและล้างพิษ เนื่องจากในกะหล�่ำปลีมใี ย อาหารอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะจึงช่วยย่อยอาหาร ลดระดับ คอเลสเตอรอลในเลือด กระตุ้นการท�ำงานของล�ำไส้ใหญ่ท�ำให้ ระบบขับถ่ายท�ำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ - ท�ำให้นอนหลับสบาย สารซัลเฟอร์ในกะหล�่ำปลีมสี รรพคุณ ช่วยระงับประสาทท�ำให้รู้สึกผ่อนคลายความตึงเครียดจึงท�ำให้ นอนหลับดีขึ้น วิธีรับประทานคือ การน�ำกะหล�่ำปลีไปคั้นสด ๆ แล้วดื่ม - รักษาแผลในกระเพาะอาหาร กะหล�่ำปลีมสี ารต้านการ อักเสบของแผลในกระเพาะและล�ำไส้ตามธรรมชาติ ช่วยกระตุ้น เซลล์เยื่อบุกระเพาะและล�ำไส้ให้สร้างน�้ำคัดหลั่งเคลือบผิวทางเดิน อาหารจึงป้องกันไม่ให้เกิดแผลจากกรดในกระเพาะอาหารได้ - บรรเทาอาการปวดตึงคัดเตา้ นม การน�ำกะหล�ำ่ ปลีมาประคบเตา้ นมโดย ลอกกะหล�ำ่ ปลีออกเปน็ ใบแล้วน�ำมาประคบทีเ่ ตา้ นมข้างละใบ ใช้ผา้ พันทิง้ ไว้ 20 นาที โดยไมต่ อ้ งนวดคลึงอาการปวดบวมคัดตึงจะหายไป

สรรพคุณ และ ประโยชน์ของผักคะน้า สรรพคุณและประโยชน์ของผักคะน้าผักใบเขียวนั้น จัดว่าเป็นอีกหนึ่งพืชสมุนไพรที่ช่วยรักษาโรคได้ด้วยนะ และผัก คะน้าก็หาซื้อได้ง่ายมาก ๆ ราคาก็ไม่แพงจึงเป็นที่นิยมที่จะน�ำ มาปรุงอาหารกันค่อนข้างมาก คุณพ่อบ้านแม่บ้านมักจะมอง เห็น ประโยชน์ของผักคะน้า โดยการน�ำมาท�ำอาหาร อาทิ เช่น ราดหน้า ผัดผักคะน้าหมูกรอบ แม้แต่เครื่องเขียงของขา หมูก็ยังต้องมีผักคะน้าด้วยไม่งั้นไม่ใช่ขาหมูนะขอบอก แต่วันนี้ เราไม่ได้พูดถึงอาหารหรอกค่ะแต่เราจะมาพูดถึง สรรพคุณของ ผักคะน้า และ ประโยชน์ของผักคะน้า กันต่างหากค่ะ มาดู กันกว่าค่ะว่า สรรพคุณของผักคะน้า และ ประโยชน์ของผัก คะน้า จะมีมากแค่ไหนกันนะมาดูกันเลย สรรพคุณ / ประโยชน์ของผักคะน้า คะน้ามีวิตามินหลายชนิด เช่น เบต้าแคโรทีน 186.92 ไมโครกรัม/100 กรัม [3] ช่วยลดความ ความเสี่ยงต่อการเกิด มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งล�ำไส้ มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และยังมีวิตามินซีช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อให้ชุ่มชื้น และท�ำให้ ระบบภูมิคุ้มกันโรคมีความแข็งแรงสมบูรณ์ นอกจากนีย้ ังมีแคลเซี่ยมช่วยเสริมสร้างกระดูก คะน้ามีสารต้านอนุมูลอิสระ คือวิตามินซีและเบต้า-แคโรทีน ซึ่ง ร่างการจะเปล่ยนเป็นวิตามินเอที่มผี ลต่อการบ�ำรุงสายตา เสริมสร้างสุขภาพผิวพรรณและต้านทานการติดเชื้อ คะน้าให้โฟเลตและธาตุเหล็กสูง ซึ่งสารทั้งงสอง ชนิดนีจ้ �ำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง - คุณค่าอาหาร คะน้า 100กรัม ให้พลังงาน 31 กิโลเคลอรี ประกอบด้วยน�้ำ 92.1 กรัม โปรตีน 2.7 กรัม ไขมัน 0.5 กรัม คาร์โบไฮเดรต เส้นใย 1.6 กรัม แคลเซียม 245 มิลลิกรัม 3.8 ฟอสฟอรัส 80 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 1.2 มิลลิกรัม เบต้า-แคโรทีน 2,512 ไมโครกรัม วิตามินเอ 419 iu. วิตามินบี1 0.05 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.08 มิลลิกรัม ไนอะซิน 1.0 มิลลิกรัม วิตามินซี 147 มิลลิกรัม ข้อควรระวัง ในผักคะนั้นในพบ สารกอยโตรเจน (goitrogen) ซึ่งบริโภคมาก ๆ จะท�ำให้ท้องอืด


ถัว่ ฝักยาวหรือทีบ่ างคนรูจ้ กั กันในอีกชือ่ หนึง่ ว่า “ ถั่วค้าง ” ถั่วฝักยาว นั้นเป็นพืชในตระกูลไม้เลื้อยชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นฝักสีเขียวๆยาวๆ ซึ่งตาม หลังบ้านของใครหลายๆคนก็จะมีเจ้าต้นถั่วนีป้ ลูกอยู่ด้วย อีกทั้งถัวฝักยาวยังได้ รับความนิยมรับประทานกันอย่างมาก ไม่ว่าจะน�ำไปท�ำเป็นอาหารคาว ไม่ว่าจะ เป็นต้ม ผัด แกง ทอด หรือน�ำไปต้มจิ้มกับน�้ำพริก ไม่ก็รับประทานสดๆเป็นผัก แนมเวลารับประทานอาหาร ก็จะได้รสชาติของความอร่อยที่หลากหลาย ประโยชน์ของถั่วฝักยาว ประโยชน์ของถั่วฝักยาวก็คือ ในถั่วฝักยาว จะอุดมไปด้วย แคลเซียม แคลเซียมมีส่วนช่วยในการบ�ำรุงกระดูกและฟัน ป้อง การการเกิดโรคกระดูกพรุน ฟอสฟอรัส ฟอสฟอรัส มีส่วนช่วยในการเผาผลาญ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และ โปรตีน อีกทั้งยังคอยควบคุมการท�ำงานของไต ช่วยเสริมสร้างเหงือกและฟัน อีกทั้งยังมีส่วนช่วยท�ำให้วิตามินบีท�ำงานได้ตามปกติ วิตามินซี วิตามินซีมสี ่วนช่วยในการป้องกันโรคไขหวัด ช่วยในการรักษาแผลสดให้ หายไว ลดอาการเลือดออกตามไรฟัน ลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ ประโยชน์ทางสมุนไพร - รากเมื่อน�ำมาเผาต�ำพอแหลกๆผสมกับน�้ำแล้วน�ำมาพอกใน บริเวณที่มแี ผลเป็นหนอง หนองใน แผลที่มหี นอง ใบ - ใบของถั่วฟักยาว ถ้าน�ำมาต้มกับน�้ำสะอาด ประมาณ 100 กรัม จะช่วยรักษาโรคหนองใน และ ปัสสาวะเป็นหนอง เมล็ด - เมล็ดเมื่อน�ำมาต้มกับน�้ำสะอาดแล้วน�ำมาดื่มจะมีส่วน ช่วยบ�ำรุงม้าม ไต แก้อาเจียน ปัสสาวะกะปริบกะปรอย แก้กระหายน�้ำ ช่วยใน เรื่องของตกขาว ฝัก - ฝักของถั่วฝักยาวสดน�ำมาต�ำพอแหลกและน�ำมาพอก บริเวณที่มอี าการปวดบวม จะช่วยบรรเทาอาการได้ ถ้ารู้ประโยชน์ของถั่วฝักยาวว่ามีดีขนาดนีก้ ็ลองหากระถางเล็กๆมาลอง ปลูกไว้ใช้ในบ้านกันดูนะคะเพราะเราสามารถน�ำต้นถั่วฝักยาวมาใช้ได้ทั้งต้น ซึ่งวิธี การปลูกก็ง่ายแสนง่ายโดย ขุดหลุมแล้วใส่เมล็ดลงไปสัก 4 เมล็ด หาไม้มาปัก ไว้สักหน่อยเพื่อให้ถั่วฝักยาวไว้เลื้อย ที่ส�ำคัญคือ ควรหมั่นรดน�้ำบ่อยๆ เพราะ ถั่วฝักยาวเป็นพืชที่ชอบน�้ำ

สรรพคุณ และ ประโยชน์ของหัวหอมใหญ่ หอมหัวใหญ่ อีกหนึ่งพืช ผักที่จัดว่ามีสรรพคุณและประโยชน์ของหัวหอมใหญ่ที่เป็นสมุนไพรไทยชั้นหนึ่งเลยที เดียวค่ะ คุณพ่อบ้านแม่บ้านมักจะน�ำหอมหัวใหญ่ในการปรุงอาหารด้วยเพราะช่วย ในเรื่องของการไล่โรคหวัดได้ดีนักแล ยิ่งช่วงนีย้ ิ่งมีไข้หวัด 2009 กันอยู่ด้วย ต้องหันมารับประทานหัวหอมใหญ่กันเยอะนะจ๊ะ เอาล่ะวันนีเ้ ราก็น�ำความรู้เรื่อง ประโยชน์ของหัวหอมใหญ่ และ สรรพคุณของหัวหอมใหญ่ มาฝากกันอีกด้วยค่ะ อย่ารอช้ามาดู ระโยชน์ของหัวหอมใหญ่ และ สรรพคุณของหัวหอมใหญ่ ค่ะ สรรพคุณ / ประโยชน์ของหัวหอมใหญ่ หอมหัวใหญ่มฤี ทธิ์ฆ่า เชื้อ ลดอาการกระตุกของกล้ามเนื้อ มีฤทธิ์มากในการขับสารพิษทั้งที่เป็น โลหะหนักและพยาธิ เควอเซทินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีมาก หอมหัวใหญ่ (Allium cepa) เป็นพืชในตระกูลเดียวกับกระเทียม อุดมไปด้วยธาตุ แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ก�ำมะถัน ซีลีเนียม บีตาแค โรทีน กรดโฟลิก และฟลาโวนอยด์เควอเซทิน - โคเลสเตอรอลและความดันเลือดสูง หอมหัวใหญ่มผี ลคล้ายกระเทียมในการลดโคเลสเตอรอลและความดันเลือด มี สารไซโคลอัลลิอินที่สามารถละลายลิ่มเลือดได้ ผลการศึกษากลุ่มคนกิน มังสวิรัติในประเทศอินเดียที่กินกระเทียม 10 กรัมต่อสัปดาห์ และกินหอมหัว ใหญ่ 200 กรัมต่อสัปดาห์ มีปริมาณโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์เฉลี่ย 172 และ 75 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ตามล�ำดับ ในขณะที่ค่าดังกล่าวใน กลุ่มควบคุม (ไม่ได้กินกระเทียมและหอมหัวใหญ่) คือ 208 และ 109 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ตามล�ำดับ ส่วนการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า การกินหอมหัวใหญ่สดวันละครึ่งหัวในผู้ป่วยที่มรี ะดับไขมันเอชดีแอลในผู้ป่วย ดัง กล่าวจากร้อยละ 20 เป็น 30 มีผลลดระดับโคเลสเตอรอลในภาพรวมและ เพิ่มอัตราส่วนระหว่างไขมันเอชดีแอล (ไขมันดี) ต่อไขมันแอลดีแอล (ไขมัน เลว) อย่างน่าพอใจด้วย หัวหอมใหญ่สรรพคุณ และ ประโยชน์ของหัวหอมใหญ่ หอมหัวใหญ่ อีกหนึ่งพืชผักที่จัดว่ามีสรรพคุณและประโยชน์ของหัวหอมใหญ่ที่เป็นสมุนไพรไทยชั้น หนึ่งเลยทีเดียวค่ะ คุณพ่อบ้านแม่บ้านมักจะน�ำหอมหัวใหญ่ในการปรุงอาหารด้วย เพราะช่วยในเรื่องของการไล่โรคหวัดได้ดีนักแล ยิ่งช่วงนีย้ ิ่งมีไข้หวัด 2009 กัน อยู่ด้วยต้องหันมารับประทานหัวหอมใหญ่กันเยอะนะจ๊ะ เอาล่ะวันนีเ้ ราก็น�ำความรู้ เรื่อง ประโยชน์ของหัวหอมใหญ่ และ สรรพคุณของหัวหอมใหญ่ มาฝากกันอีก ด้วยค่ะ อย่ารอช้ามาดู ระโยชน์ของหัวหอมใหญ่ และ สรรพคุณของหัวหอมใหญ่ ค่ะ


Health  
Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you