Page 1

1

The Art magazine by Department of Art theory, Faculty of Painting Sclpture and Graphic Arts, Silpakorn University

March - April 2011 issue 1


2


3

Editor’ s Note นิตยสาร ARTICAL ฉบับนีเ้ ปนความ ตัง้ ใจของภาควิชาทฤษฎีศลิ ป คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่มีเจตนารมณในการ ทําหนาที่เชื่อมตอองคความรูในศาสตรวิชา ประวัตศิ าสตรศลิ ป ปรัชญาศิลปะ ทฤษฎีทาง ศิลปะ ฯลฯ เพื่อเผยแพรความรู และสราง ความสัมพันธในเชิงบูรณาการใหกับแวดวง การศึกษาศิลปะ ใหเกิดการแลกเปลี่ยน การ แสดงออกถึงพลังทางความคิด การวิจารณ และสําคัญทีส่ ดุ เพือ่ สนับสนุนดานแนวคิดทาง สุนทรียศาสตรตางๆ ใหเกิดขึ้นอยางมีพลวัตร เราเชื่อวานิตยสารนี้จะชวยใหเกิด การสื่อสารในแวดวงศิลปะที่กวางขวางออก ไป โดยเฉพาะการสงผลใหภาควิชาทฤษฎีศลิ ป ไดเปนทีร่ จู กั และการยอมรับในรูปแบบทีห่ ลาก หลายจะทําใหเกิดแรงกระตุน ผลักดันให นักศึกษา และบุคลากรในภาควิชาทฤษฏีศลิ ป หรือในคณะจิตรกรรมฯ ไดสรางสรรคสงิ่ ใหมๆ ไมวา จะเปนเทคนิคการเขียน หรือการวิจารณ ในรูปแบบตางๆ ไปจนถึงกิจกรรมการจัดการ นิทรรศการศิลปะ หรือการสรางสรรคศาสตร ทฤษฎีศิลปภายใตสื่อรูปแบบใหม เพื่อให นิตยสารฉบับนี้ พัฒนาไปสูความเปนสถาบัน ของงานวิชาการทางศิลปะ และการวิจารณ ศิลปะที่นาเชื่อถือตอไปในอนาคต

คณะผูจัดทํา

ภายในเลมตัวอยางนี้ แนวเรื่อง “พื้นที่” จะเปนหัวขอในการเปดประเด็นของ การทําสื่อวารสาร ซึ่งเปนวาระที่ยังสมควรได รับการพูดถึงอยูในวงการศิลปะบานเรา การ ใชพื้นที่ การแบงสันปนสวนพื้นที่ จึงนาจะ เปนการถกเถียงเพื่อหาทางออกใหกับศิลปน ที่มีแนวคิด และรูปแบบการนําเสนอที่ตางกัน และในประวัติศาสตร การตอสูเพื่อพื้นที่ของ ศิลปะ ก็เปนสิ่งที่มีอยูเสมอมา อยางนอยเรา ไดเห็นปรากฏการณการขยายตัวของความ เปนศิลปะไปในพืน้ ทีต่ า งๆ ทัง้ ในทางกายภาพ และความนึกคิด การลุกลามทางนิยามของ “ศิลปะ” ไดถกู อุปมากับการเกิดขึน้ ของ “พืน้ ที”่ ตามศักยภาพของโลกศิลปะเอง หรือสามารถ กลาววา คุณลักษณะหนึ่งที่สําคัญของศิลปะ คือความเปน “พื้นที่” ในตัวของมันเอง ดังนี้ การศึกษาศิลปะ จึงเทากับการศึกษาพืน้ ทีข่ อง พื้นที่ ในความทับซอนของพื้นที่จึงเปนเรื่อง ปกติวิสัยของผูศึกษาและทํางานศิลปะเสมอ มา ซึ่งทางทีมงานก็หวังวาวารสารฉบับนี้ จะ มีสวนชวยในการสรางสรรค “พื้นที่” ใหมๆ ให กับวงการศิลปะดวยเชนกัน ชล เจนประภาพันธ มีนาคม 2011

บรรณาธิการบริหาร อาจารยสมวงศ ทัพพรัตน บรรณาธิการอํานวยการ อาจารยผศ.สุธี คุณาวิชยานนท อาจารยผศ.ดร.ชัยยศ อิษฏวรพันธุ ที่ปรึกษา อาจารยรศ.ดร.กฤษณา หงษอุเทน อาจารยดร.สุธา ลีนะวัต อาจารยมาณพ อิศรเดช อาจารยหฤทยา ขุนนอย อาจารยผศ.ดร.นรินทร รัตนจันทร อาจารยดร.ปรมพร ศิริกุลชญานนท อาจารยโอชนา พูลทองดีวัฒนา บรรณาธิการ ชล เจนประภาพันธ กองบรรณาธิการ ณัชชา เอกนาวา จิรดา จีเวรุไวโรจน ชนิสร สุทธิยุทธ พีชยา สุวัฒนานุกร ภฤศภัค ชอสกุล ภัคดี ไชยหัด ปุณณดา สายยศ บุญชัย กัลยาศิริ ทศพล เขมวัฒนกุล ชญานวัต ปญญาเพชร ถายภาพ สุรชัย แสงสุวรรณ พรวิภา สุริยากานต ธีรพล อุทุม ศิลปกรรม ปนิธิตา เกียรติ์สุพิมล พิสูจนอักษร นภาวรรณ สิทธิศักดิ์


Contents 4

Article Exhibition Review

6 / 10 / 16

20 วศินบุรี สุพานิชวรภาชน

28

àÃ×͹Ëҧ áÅз‹Ç§·‹Ò ¢Í§ÈÔŻР»ÃÕÂÒª¹¡ à¡ÉÊØÇÃó

โจทยทาทาย การเลียนแบบ และการวิ่งหนีเพื่อเดินนําหนา

พื้นที่ หนทาง

36 และศิลปะ นางเลิ้ง.... 24 ศิลปะชุมชนและคนนอก หองสมุดศิลปะรวมสมัย

32 24 hrs. art project

The Reading Room

42


5


Exhibition Review 6

Disc is Dead, Disco is Alive ! แผนดิสกตายแลว แตดสิ โกยงั อยู! â´Â ÊØ·¸ÔÃÑμ¹ ÈØÀ»ÃÔÞÞÒ /Sutthirat Supaparinya ³ WTF á¡ÅÅÍÃÕè ÃÐËÇ‹Ò§Çѹ·Õè 12 Á¡ÃÒ¤Á – 8 ÁÕ¹Ò¤Á 2554 àÃ×èͧ : ³ÑªªÒ àÍ¡¹ÒÇÒ


7

แผนดิสกตายแลว แตดิสโกยังอยู! ชือ่ นิทรรศการนีอ้ าจจะทําใหสงสัยวา แผนดิสก กับดิสโกมีความสัมพันธกันอยางไร? ทําไมแผนดิสกตองตาย แตดิสโก ตองรอด ความสงสัยปนเปไปดวยตรรกะ ประหลาด ทัง้ หมดทัง้ ปวงกําลังจะคลีค่ ลายลง เมื่อไดยางกาวเขาสูนิทรรศการแสดงเดี่ยว ศิลปะสือ่ ประสมรวมสมัยครัง้ ลาสุดของศิลปน สาว สุทธิรตั น ศุภปริญญา เปนทีร่ จู กั ดีในนาม ของศิลปนทีผ่ ลิตผลงานศิลปะทีเ่ ปดโอกาสให ผูเขาชมมีสวนรวม (interactive) โดยเฉพาะ ผลงานทางดานสื่อศิลปะ (Media Art) และ ศิลปะจัดวาง (Installation) โดยศิลปนนํา ประสบการณตรงและสถานการณจริงในชีวติ

ของตนเองมาถายทอดเปนอุปลักษณทาง ศิลปะ โดยผลงานทุกชิน้ จะถูกออกแบบมาเพือ่ ความเหมาะสมกับพื้นที่ ผสมกับการใหผูชม มีสว นรวม กอใหเกิดปฏิกริ ยิ าระหวางผูช มและ ผลงานทีต่ อ งอาศัยเวลา และพืน้ ที่ ในการเปน สวนหนึ่งของการชม นิทรรศการศิลปะครั้งนี้ยังคงความ เปนเอกลักษณในแบบฉบับของ สุทธิรัตน คือ การนําเสนอผลงานศิลปะดวยการสราง กระบวนการทางความคิด ที่ลอเลนกับเรื่อง ของความรูสึก และผัสสะของผูชมที่สราง ตรรกะแบบกลับไปมา พรอมกับการจําลอง สถานการณใหผูชมมีสวนรวมกับผลงาน

ศิลปะมากยิง่ ขึน้ นิทรรศการจึงถูกสรางภายใต ความคิดของศิลปนที่ตองการสะทอนใหเห็น การกลายสภาพของสังคมเมืองอันถูกกลืนกิน ดวยสื่อ หรืออาจกลาวไดอีกนัยยะที่ความคิด ความฝนไดถูกผูกปมเขากับอํานาจของสื่อ โดยไดโยงใยไปถึงการเมืองในประเทศไทยที่ มีการเปลีย่ นแปลงอยูบ อ ยครัง้ จากการปดกัน้ ในเรื่องของขาวสารรวมถึงขอมูลเท็จจริงที่ เกิดขึน้ ในประเทศไทยทามกลางความขัดแยง เรือ่ งของการเมืองในปจจุบนั สูส ภาวะจิตกลัน่ กรองของศิลปนเปนผลงานศิลปะแสดงถึง ความคิด ความรูส กึ เทคนิค วิธกี าร ในรูปแบบ ของสื่อใหมที่แสดงความสนุกสนานและ ความเปนอิสระในการรับชม


8

การปกปดและ ซอนความรุนแรงไดกลาย เปนประเด็นที่ผลงานชิ้นนี้ กระซิบกับผูชม ดวยภาพ เสียง กระทั่งชื่อผลงานที่ คลุมเคลือจนบางครัง้ เรา ในฐานะผู  รั บ สื่ อ ก็ ไ ม ทั น สังเกตความรุนแรงที่อยู ตรงหนาดวยซํ้า การจัดแสดงนิทรรศการครัง้ นีแ้ มวา บริบทของการใชพื้นที่อยางจํากัดของศิลปน จะดูเปนอุปสรรค แตผลงานทีถ่ กู จัดเรียงปรากฏ เปนเนือ้ หาเรือ่ งราวแสดงความกลมกลืนแทบ จะทุกพื้นที่ที่ศิลปนไดนําเสนอผลงาน นิทรรศการถูกแบงแบบคราวๆ ได เปน 3 สวน เพื่อทําหนาที่บอกเลาเรื่องราว เชื่อมตอของสภาพสังคมปจจุบัน ไดแก สวน แรกที่เปนงานวีดีโออารต (Video art) เชน ผลงาน Dotscape, 2005 จากมุมมองของ ศิลปนขณะนั่งรถไฟระหวางการเดินทางกลับ จากกรุงเทพมหานครไปยังเชียงใหม เมื่อ ทัศนียภาพระหวางเมืองอันสวยงามถูกบดบัง จากรองรอยสติ๊กเกอรโฆษณาสินคาที่ติดอยู รอบๆ ตัวรถไฟ สูค าํ ถามการถูกจํากัดเสรีภาพ ของผูคนในปจจุบัน จนทําใหความงามของ ทิวทัศนระหวางการเดินทางไมวา จะเปนรถไฟ หรือแมกระทั้งรถเมลก็ถูกจํากัดสภาพอยูใน ความกึ่ง “ลอบมอง” ผานรูปายโฆษณาอีกที ศิลปนจึงถายภาพนิง่ เปนพันๆ รูประหวางการ เดินทางครั้งนี้มาตัดตอเปนภาพเคลื่อนไหว โดยฉายบนแผ น สติ๊ ก เกอร ว งกลมเล็ ก ๆ จํานวนมากเพื่อใหไดบรรยากาศภาพลวง แบบ “ลอบมอง” ที่ลวงอารมณรวมของการ ถายทอดผานประสบการณของศิลปน ที่ครั้ง นี้แผนสติ๊กเกอรวงกลมเล็กๆ ถูกกลายสภาพ

เสมือนทิวทัศนของจริง ซอนกับภาพนิ่งของ สามารถแขวนประดับหลังรถบรรทุก หรือรถ บรรยากาศปกติ กลายเปนบรรยากาศแบบ สามลอไดอีก แผนดิสกจึงไมไดทําหนาที่เปน ใหมในสายตาผูชม สือ่ ดิจติ อลอยางทีม่ นั ควรเปนอีกตอไป ซํา้ แลว ศิลปนยังนําแผนดิสกเกาๆใหกลายสภาพเปน ในขณะเดียวกันการถูกครอบงํา ลูกดิสโกกลมๆ พรอมกับประดับแผนดิสกที่ ดวยสื่อทางสังคม ก็ไดทําหนาที่อีกครั้งใน พื้นหลัง บวกกับประสบการณทดลองในการ ผลงานวีดโี ออารต (Video art) Shooting Stars, จัดแสงไฟของศิลปนอีกนิดหนอย ทําใหหอง 2010 ปรากฏภาพดาวตก สอดคลองกับเสียง มืดทั้งหองปรากฏแสงหลากสีที่ไดจากการ กระทบกันของวัตถุที่ตกลงบนพื้นเปนระยะ แสดงความสัมพันธที่แยบคายในการใชสื่อ ที่ใครจะทราบวาเสียงที่ทานไดยินเปนเสียง ของปลอกลูกปนหลนลงบนพื้น แลวเสียง ลูกปนระเบิดละหายไปไหน? การปกปดและ ซอนความรุนแรงไดกลายเปนประเด็นที่ ผลงานชิ้นนี้กระซิบกับผูชม ดวยภาพ เสียง กระทัง่ ชือ่ ผลงานทีค่ ลุมเคลือจนบางครั้ง เรา ในฐานะผูรับสื่อก็ไมทันสังเกตความรุนแรง ที่อยูตรงหนาดวยซํ้า ตามมาด ว ยส ว นที่ เ ป น ชิ้ น งาน ประติมากรรมรวมสมัยที่เปนนางเอกของ นิทรรศการครั้งนี้ Disc Is Dead, Disco Is Alive!, 2011 จากชือ่ งานของศิลปนทีว่ า “แผน ดิสกตายแลว...” ในการแปลงสภาพวัสดุการ ใชแผนดิสกปจจุบัน ผูคนนําแผนดิสกมาใช อยางผิดหนาที่ บางบริบทแผนดิสกจึงกลาย สภาพเปนเครื่องไลแมลงวันในตลาด และยัง


9

ตกกระทบของหลอดไฟอยางสวยงาม แสดง ถึงการแปรสภาพการอยูรอดของสรรพสิ่งบน โลกอยางหลีกเลี่ยงไมได ฟงดูราวกับกฏของ ธรรมชาติที่การปรับตัวเปนไปตามสภาวะ แวดลอม และผลประโยชนของการมีชีวิตอยู จนนาจินตนาการวา ในวันที่ความหวัง ความ ฝนของมนุษยไดสญ ู สิน้ ไปจากโลก แตสญ ั ชาติ ญาณของความเปนมนุษย อาจจะกลายเปน สิ่งที่ยั่งยืนที่สุด จนมาถึงผลงานสวนที่ 2 ทําหนาที่ ใหผชู มเขามามีสว นรวม (Interactive) ปรากฏ ตุกตาตัวนอยในผลงาน Welcome To Your Voice Mini, 2010 รูปรางเสมือนคนแปลกๆ ที่

ถูกออกแบบพรอมกับการเย็บปกถักรอยโดย ศิลปน ถูกหอยแขวนไวหนึง่ กลุม เพือ่ ทําหนาที่ เหมือนเวทีขนาดยอยเชิญชวนผูช มบันทึกเสียง ทิ้งไวในตัวมัน “ใครใครฟงก็ฟง ใครใครพูดก็ เชิญ” ผลงานชิน้ นีจ้ งึ ทําหนาทีเ่ ปนสถานียอ ยๆ สะทอนความคิด แฝงกับการหยอกลอกับ สถานการณในสังคมไทยวันนีท้ ถี่ กู ปดกัน้ เรือ่ ง การแสดงออกทางความคิด และสุดทายผล งานเกๆ ที่ชื่อวา Visible Heads, 2011 อีกชิ้น ที่ตองใชมุมมอง ดวยการสวมหมวกไฟฉายที่ ศีรษะ ใหสองไปที่ตัวหมวกกันน็อคหลากสีที่ ศิลปนนําสติก๊ เกอรสะทอนแสงมาใชประโยชน ในการสองสะทอนแสงไฟในคํา่ คืน ขณะเดียวกัน ยังชักชวนใหทา นสวมใสหมวกกันน็อคเพือ่ ลด อุบัติเหตุในทองถนนไดอีกดวย หากจะวาไปเสนหของผลงานใน นิทรรศการชุดนี้ นาจะอยูกับรายละเอียดของ นัยยะทางสังคม ที่แฝงไวมากมาย และเมื่อ ผนวกกับการใชลกู เลนกลไกลในการนําเสนอ ของศิลปนนัน้ ทําใหศลิ ปนเปนเสมือนผู “กระชับ วงลอม” ใหผชู มเขามาเสพงานศิลปโดยทีอ่ าจ จะไมรูสึกเลยดวยซํ้าวาศิลปะทําอะไรกับเรา ไดบาง ชื่อนิทรรศการ “แผนดิสกตายแลว แต ดิสโกยงั อยู! ” เปนปญหาใหสงสัยตัง้ แตเขาชม งาน แมวาจะพยายามมองหาความหมายที่ แฝงอยูในงานอยางงงงวย รวมทั้งผลงานที่ ปรากฏก็ไมมแี มคาํ เฉลยทีช่ ดั เจน แตผชู มอาจ จะหาคําตอบไดจากนิทรรศครั้งนี้ดวยตัวเอง ที่ที่เราอาจจะพบความจริงเกี่ยวกับการเมือง ของการเห็น และเลหก ลทางการรับรูค วามเปน ไปในโลกของเราเองผานผลงานศิลปะ


10 Exhibition Review

Museum Serve

หอศิลปบริการ ¤Ñ´ÊÃÃâ´Â ¾ÔÊÔ®°¡ØÅ ¤ÇÃá¶Å§ áÅÐÊÃÈÑ¡´Ôì á«‹â§ŒÇ curated by Sorasak Saengow, Pisitakun Kuantalaeng àÃ×èͧ : ÀÄÈÀѤ ª‹ÍÊ¡ØÅ ÀÒ¾ : ¾ÃÇÔÀÒ ÊØÃÔÂÒ¡Ò¹μ

“หอศิลปบริการ” อาจเปนคําทีเ่ ราไมคอ ยจะคุน หูหนัก หลายคน สงสัยวาสิ่งนี้คืออะไร เหตุใดจึงตอง ‘บริการ’ แลวหอศิลปทั่วๆไปไมได บริการหรอกหรือ หรือวาเขาไปในหอศิลปแลวมีบริการเสริมอื่นๆ ที่คอย ใหความบันเทิงใจควบคูไ ปขณะดูผลงาน อาทิเชน อาจมีบริการนวดและ สปาเทาภายในหองแสดงงาน ไวสําหรับผูชมที่เดินชมจนเมื่อยเทาแลวให นั่งพินิจพิเคราะหงานศิลปะแบบสบายๆ หรืออาจจะมีบริการตัดผม สระ ซอย ไดร ทําสี เปนกิจกรรมเสริมดานใน นั่งเสริมสวยกันอยางมีระดับ เหตุเพราะมีงานศิลปแสดงลอมรอบ เปลี่ยนจากนั่งมองหนาตัวเองใน กระจกอยางยาวนาน มาเปนจองมองงานศิลปะแทน แตจินตนาการเพอ ฝนไรแกนสารนี้ก็เปนอันตกไป เมื่อ ‘หอศิลปบริการ’ ที่กลาวถึงนั้น เปน


11 สิ่งที่เกิดขึ้น มีอยู ทําไดจริง มีสาระ และ มหัศจรรยมากกวานัน้ และสําคัญทีส่ ดุ คงหนี ไมพน ‘การใหบริการ’ อยางแนนอน ‘ หอศิลป ’ หรือที่รูจักกันดีในนาม วา แกลลอรี่ (Gallery) เปนพืน้ ทีท่ ผี่ คู นในแวดวง ศิลปะคุน เคยกันเปนอยางดี มีไวสาํ หรับแสดง นิทรรศการผลงานศิลปะประเภทตางๆ ไมวา จะเปนงานจิตรกรรม ประติมากรรม หรืองาน สื่อสมัยใหม เชน ผลงานวิดีโอ ศิลปะจัดวาง ศิลปะเรือนราง ฯลฯ ‘หอศิลปบริการ’ ก็เปน อีก พืน้ ทีท่ างศิลปะ ในรูปแบบหนึง่ ทีต่ อ งการ เปดโอกาสใหผูคนทั่วไป (นอกเหนือไปจากผู ทีส่ นใจในงานศิลปะ) ไดใกลชดิ กับความงดงาม ทางศิลปะมากขึน้ โดยทีห่ อศิลปแหงนีจ้ ะเปน ผูใหบริการนํางานศิลปะที่แสดงใหไดชื่นชม แบบใกลชิดอยางที่ไมเคยมีมากอน ไมวาจะ เปนหนาปากซอย สวนหนาบาน รานขาวแกง เจาประจํา ปายรถเมล หรือแมแตบนถนนขณะ คุณกําลังเดินทางไปที่ทํางานก็ตาม เพียงแค รองเรียกเสนอความตองการไป หอศิลปนี้จะ ตามไปสนองคุณถึงที่ ‘หอศิลปบริการ’ (Museum Serve) นีเ้ กิดขึน้ โดยการริเริม่ ของศิลปนรุน ใหม ภาย ใตชื่อ ‘กลุมชั่วคราว’ มีสมาชิก คือ พิสิฎฐ กุล ควรแถลง และสรศักดิ์ แซโงว ซึง่ มีโครงการ รวมกันกอนหนานี้เมื่อป 2552 โดยนํา ภาพถายเฟอรนิเจอรขนาดเทาจริงไปตกแตง อาคารรางใหกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมื่อ เดือนพฤศจิกายน 2553 ทีผ่ า นมานี้ พวกเขา ไดแสดงนิทรรศการศิลปะลาสุดขึน้ ในรูปแบบ ของผลงาน ระยะยาว ทีห่ อศิลปวัฒนธรรม แหงกรุงเทพมหานคร (BACC) ซึง่ มีจดุ ประสงค เพื่อเชื่อมตอ ‘พื้นที่’ ทางศิลปะเขากับวิถีการ ดํารงชีวิตของผูคนในสังคมเมือง ดังนั้นจึ่งมี ‘ผูใหบริการ’ อาชีพหนึ่งทําหนาที่เปนตัวแทน เชือ่ มโยงสานสัมพันธสว นตางๆ ระหวางสภาพ แวดลอมของเมือง ผูร บั สาร และผลงานศิลปะ เขาดวยกัน โดยมิไดกา วกายเบียดเบียนซึง่ กัน และกันแตอยางใด ผูท จี่ ะทําหนาทีเ่ ปน ‘ตัวกลาง’ หรือ ‘สือ่ ’ นัน้ คงไมมอี าชีพอืน่ ใดเหมาะสมเกิน ไปกวา “พีว่ นิ มอเตอรไซครบั จาง” บริเวณดาน


12 ขางของหอศิลปอีกแลว กลุมคนซึ่งเขาออก ตามตรอกซอกซอยไดอยางชํานิชํานาญ รูดี ในทุกพืน้ ทีแ่ ละรายละเอียดยิบยอยของละแวก นั้น ศิลปนทั้งสองไดแรงบันดาลใจดํา เนินโครงการนี้ มาจากผลงานวิจยั ของ เคลาดิ โอ โซปรานเซ็ตติ นักศึกษาระดับปริญญาเอก มหาวิทยาลัยฮารวารด ตีพมิ พบทความลงใน มติชน ฉบับที่ 1566 ซึง่ ไดกลาวถึงความสําคัญ ของมอเตอรไซครบั จางกับชุมชนและการเมือง โดยกลาววา ‘มอเตอรไซครับจาง’ นั้นถือเปน สวนหนึ่งของการติดตอเชื่อมโยงทุกสวนของ เมืองไวดว ยกัน ดวยระบบถนนของประเทศไทย ทีเ่ ต็มไปดวยถนนใหญและตรอกซอกซอยขนาด เล็กจํานวนมาก ไปสูต น เหตุของปญหาจราจร ติดขัดตามมา ดังนัน้ ในยุคสมัยแหงความเรง รีบเชนนี้จึงมีอาชีพ ‘มอเตอรไซครับจาง’ มาชี้ ชองทางออกของปญหาไดอยางบรรลุผล ดัง จะพบเห็นอาชีพนีผ้ ดุ ขึน้ มามากมายภายหลัง ชวงวิกฤตการณเศรษฐกิจตมยํากุง เมือ่ ป 2540 เนือ่ งจากเปนอีกหนทางหนึง่ ของการประกอบ อาชีพของผูค นทีต่ กงานในขณะนัน้ โดย ‘วิน’ ในที่นี้จึงหมายถึง สถานที่ซึ่งผูขี่จักรยานยนต รับจางนํารถมาจอดคอยรับผูโดยสารนั่นเอง ซึ่ง ณ ตอนนี้มีตําแหนงเปนเจาของหอศิลป รวมกับ พิสิฎฐกุล และสรศักดิ์ นั้น แตกอน มีชื่อเรียกวา ‘วินหนาสวนหยอม’ จดทะเบียน จัดตั้งอยางเปนทางการเมื่อปพ.ศ. 2546 ใน สังกัดเขตปทุมวัน และเปลี่ยนชื่อมาเปน ‘วิน หนาหอศิลป’ ในเวลาตอมา ‘กลุมชั่วคราว’ ซึ่งเล็งเห็นถึงความ สําคัญของพืน้ ทีท่ างศิลปะ จึงดําเนินโครงการ ที่สามารถเปดโอกาสแสดงออกผลงานศิลปะ สูสายตาประชาชนทั่วไปไดอยางทั่วถึง โดย ไมกดี กันบุคคลในสังคมทีอ่ ยูน อกวงการศิลปะ อยาง พอคาแมคา พนักงานบริษทั หรือแรงงาน รับจาง ทีไ่ มรบั รูแ ละไมเขาใจในศิลปะใหมสี ว น รวมไปดวยกัน แทรกซึมผานวิถชี วี ติ ความเปน อยูปกติของผูคนเมือง ดังศิลปะไทยในอดีตที่ เปนสวนหนึ่งของชุมชนอยางแทจริง ดวยเหตุ นี้ผูอํานวยการ ‘หอศิลปบริการ’ รวมถึงภัณฑ


13 ารักษอยางพิสิฎฐกุล และสรศักดิ์ นั้นมีแนว ความคิดมุง ตรงไปทีป่ ระเด็นการดึงศิลปนและ ศิลปะเขาหาคนดู มิใชการดึงคนดูเขาหาศิลปะ เฉกเชนการเดินเขาไปดูงานในแกลลอรี่ เนือ่ งจาก จะเปนการจํากัดวงลอมเฉพาะผูท สี่ นใจติดตาม ผลงานในสถานทีจ่ ดั แสดงเพียงเทานัน้ นิยาม ศิลปะจึงเผยแพรออกไปอยางเปนเครือขาย ขับเคลื่อนขาวสารขอมูลเขาสูชุมชุนโดยมีผู ขับขี่มอเตอรไซครับจางเปนตัวกลาง ซึ่งพวก เขาเปรียบเสมือนเจาของ ผูดูแล ผูนําชมหอ ศิลป หรือแมแตเปรียบเสมือนเปนผนังชัน้ เลิศ ทีเ่ คลือ่ นทีไ่ ดในขณะทีแ่ สดงผลงานพรอมๆ กับ พาเราไปยังจุดหมายปลายทางอีกดวย และที่ ผลงาน พี่วิน มอเตอรไซค และคนซอน ถาใน สําคัญพวกเขายังเปนสวนหนึง่ ทีข่ าดเสียไมได อนาคตสนใจจะซือ้ ผลงานคงตองเอาไปทัง้ เสือ้ ของผลงาน วินหรือทั้งคนขับ” พิสิฎฐกุล กลาวเสริมอยาง อารมณดพี รอมสรางเสียงหัวเราะในตอนทาย “นี่ไมใชงานศิลปะนะ ” สรศักดิ์ และใหรายละเอียดเพิม่ เติมวา “นีเ่ ปนหอศิลป กลาวชี้แจงถึงผลงานของตน “ใช...ทั้งหมดนี้ ทีส่ ามารถติดตัวไปพรอมๆ กับคนนัง่ ชมได และ ไมใชงานศิลปะ ถาตัวชิน้ งานอาจใช แตถา เปน เปนหอศิลปทผี่ คู นตองเสียเงินมาดูผลงาน ตาม ทั้งหมดของหอศิลปบริการแลวเปนไปในรูป ปกติหอศิลปจะเปดใหชมฟรี แตหอศิลปนี้ถา แบบ Conceptual Art มากกวา ไมสามารถ อยากดูงานตองจายตังค และจํากัดเวลาดูงาน ขาดชิ้นใดชิ้นหนึ่งได ตองครบหมดทั้งศิลปน ดวยขึ้นอยูกับระยะทางในการเดินทางอีก ซึ่ง ตองไมลืมวาทุกอยางนั้นเปนไปตามกิจวัตร ประจําวันของผูใชบริการที่วินมอเตอรไซคนี้ อยูแลว แคเพียงสรางพื้นที่ทางเลือกสําหรับ ศิลปะเพิม่ เติมในขอจํากัดของหอศิลป ในแตละ วันเราสามารถใหบริการไดหลายกลุมบุคคล ใหเขาถึงพื้นที่เหลานี้โดยไมตองปลีกตัวออก จากการดําเนินชีวิตปกติในทุกๆ วัน” และสาเหตุทศี่ ลิ ปนกลุม นีเ้ ลือก ‘วิน หนาสวนหยอม’ หรือ ‘วินหนาหอศิลป’ ทีป่ ระจํา อยูด า นขางหอศิลปวัฒนธรรมแหงกรุงเทพมหานคร นัน้ เนือ่ งจากศิลปนสนใจประวัตขิ อง ‘วิน’ แหง นี้ และพื้นที่การทับซอนของหอศิลปกรุงเทพฯ ซึ่งในเริ่มแรกมอเตอรไซครับจางกลุมนี้ตั้งมา กอนที่มีการสรางหอศิลป แตเมื่อมีการสราง หอศิลปเกิดขึน้ จึงจําเปนตองยายทีต่ งั้ ถัดออก ไป จนในทีส่ ดุ ก็กลับมาอยูบ ริเวณปจจุบนั เชน เดิม บรรดาพี่วินจึงตองปรับตัวใหมใหเขากับ สถานที่ พรอมกับเปลี่ยนชื่อเปน วินหนาหอ ศิลป (มีสมาชิกทั้งหมด 9 คน) ศิลปนสนใจ ในประเด็นการทับซอนพื้นที่ในการแสดงตน

เปนเจาของสลับกันไปมาระหวางพื้นที่ทาง ศิลปะและผูคนซึ่งเกี่ยวของกับชุมชน มีความ เกี่ยวเนื่องกันทางประวัติศาสตรเกิดขึ้น และ ยังแอบเสียดสีประชดประชันเล็กๆ เมื่อจัดตั้ง ‘หอศิลปบริการ(ชั่วคราว)’ ไวขางๆ หอศิลปะ รวมสมัยประจํากรุงเทพมหานคร ซึ่งหอศิลป ดังกลาวใชงานจริงตามวิธีการแบบประเพณี นิยม แตกลับมีหอศิลปเล็กๆ ซึง่ มีแนวคิดแบบ หลังสมัยใหม (Post – Modern) ตั้งใหบริการ อยูดานขาง มีหัวคิดแหวกแนว ปฏิเสธความ เปนตนแบบดังเดิม ทําใหฉุกคิดเกิดคําถาม ขึ้นมาวาถาเปนเชนนั้นผูคนทั่วไปตองการหอ ศิลปแบบใดกันแน และหอศิลปแหงใดจะมีคน เขาชมมากกวากัน....นัน่ เปนเรือ่ งทีน่ า ไตรตรอง ทีเดียว ผลงานทีจ่ ดั แสดงจะเผยแพรจดั เปน นิทรรศการซึ่งเปลี่ยนไปทุกๆ สองเดือน โดยมี ระยะเวลาทั้งหมด 1 ปดวยกัน นิทรรศการ ครั้งแรกที่เพิ่งผานไปนั้นมีชื่อวา “หอศิลป จิตรกรรม” เปดแสดงเมือ่ วันที่ 19 พฤศจิกายน – 19 มกราคม 2554 มีผลงานทั้งหมด 9 ชิ้น จากการรังสรรคของศิลปนหัวสมัยใหม 9 ศิลปน ไดแก ตะวัน วัตยุ า, ศุภพงศ เหลาธีรศิร,ิ สมโภชน แซอั่ง, มิตร ใจอินทร, สิทธินนท พงศรักธรรม, อังกฤษ อัจฉริยโสภณ, ทวีศักดิ์ ศรีทองดี, ยุรี เกนสาคู, และบริษัทยอนแยงสุนทรียะและ สหาย ซึง่ แตละผลงานจะถูกติดตัง้ ในพืน้ ทีจ่ ดั แสดงภายในชองกรอบแผนพลาสติกขนาด 20 x 24 เซนติเมตร ดานหลังเสื้อกั๊กสีแสดของพี่ โชเฟอรทั้ง 9 คน โดยคนขับจะเปนผูใหราย ละเอียดเกีย่ วกับผลงานแกผโู ดยสาร อยางเชน


14 วินหมายเลข 6 นาย คมกริช กองสุวรร หรือ พี่ไก อายุ 32 ป รูปภาพดานหลังเปนงาน “หนากากเสือ” (Narkark Sear) เทคนิคสีอะค ริลิกบนผาใบ ของศิลปน ตะวัน วัตุยา ไดพูด คุยถึงผลงานในวินของตนวา “...ถามีคนถามถึงวานี่คือรูปอะไร ก็บอกเคาไปวาศิลปนเขียนเปนหนากากเสือ แตจะมีรูปไมเหมือนกัน 9 ศิลปน ก็ 9 แบบ ใน ตอนแรกก็ไมคิดวาจะทําไดจริง นึกวามาพูด กันเลนๆ แตพอเปนแบบนี้แลวก็รูสึกดี มี ประโยชน เปนสิง่ แปลกใหม เมือ่ มีแบบนีท้ าํ ให บรรยากาศดูครึกครืน้ ขึน้ สถานทีก่ ส็ วยงามขึน้ ไดรับการเอาใจใสดูแลจากหอศิลป ก็มีคนมา ทักดวยวาวันกอนเห็นออกทีวีนะ คนรูจักวิน เรามากขึน้ วินอืน่ ทีเ่ ปนเพือ่ นๆ กันก็มาถามวา ทําอะไรกัน อยากมีเสือ้ แบบนีบ้ า ง พวกเราก็มี สวนรวมกันหมดตั้งแตชื่อหอศิลป หรือโลโก เคาก็ใหเราทุกคนสเก็ต แลวก็เลือกไปชิ้นนึง ก็ไดชนิ้ ทีเ่ ห็นนีแ่ หละ เบอรสี่ เปนคนเขียน สวน ตรงเพิ่มเติมผมวาอยากใหเพิ่มลายตรง มอเตอรไซคดวยดีกวา จะไดเดนๆ หรือถามี งานแปลกๆ ติดกับตัวรถเลยก็ได ผมไมมปี ญ  หา รับได ถาตํารวจไมจับนะ ฮะฮะ... ” บอย นายสัญญา สินทรจนั ทร วิน หมายเลข 7 อายุ 23 ป ดานหลังเปนรูปพื้นที่ วางสีเหลืองทอง มีหวั ใจสีดาํ ดวงเล็กๆอยูด า น ลาง ชือ่ ผลงานวา “ภาพเขียนทีห่ ายไป” โดย ศิลปนกลุม บริษทั ยอนแยงสุนทรียะและสหาย งานจิตรกรรมสีอะคริลิกบนผาใบ เลาใหฟง วา “...มันคือเปนการนําเอาศิลปะมาโชวบน เสือ้ กัก๊ วิน ดูสวยดีนะ ภาพดานหลังก็เปนงาน ศิลปะของศิลปนเคา สวนตัวผม รูสึกดี ลูกคา เห็นชัดดี ก็มคี นสนใจ เขามาสอบถามทีว่ นิ กัน เยอะ บางคนก็ไมไดสังเกตดูหรอก สวนบาง คนที่ดูก็จะถามกันมากวานี่คือรูปอะไร ก็บอก ไปวาเปนงานศิลปะ แตถา จะใหวนิ นีเ้ ดนจริงๆ ผมอยากใหเพิ่มโลโกหรือลวดลายไวที่หมวก กันน็อคดวย...” เมือ่ มีรปู วาดขนาด 20 x 24 ซม. อยู ที่เสื้อกั๊กดานหลังแลว วินตางก็ไดรับความ

สนใจมากขึ้น ไดมีปฎิสัมพันธกันระหวางคน ขับกับคนซอนมากขึน้ จากทีส่ ว นใหญซงิ่ แลว ซิ่งเลยพูดคุยกันแคตอนขึ้นและลงเทานั้น จึง ถือเปนการสรางภาพลักษณใหมๆ แกอาชีพ มอเตอรไซครับจางดวย ตัวพี่วินเองก็รูสึกจะ ชื่นชอบกับผลงานที่เขามาสรางสีสันใหแกวิน กลางแจงทีเ่ งียบเหงา ชวยลดชองวางระหวาง คนทํางานศิลปะและคนในวิถชี มุ ชนเมือง ปรับ ทัศนะคติทมี่ อี ยูเ ดิมใหดขี นึ้ เปนมากกวา “วิน มอเตอรไซค” แตเดิมพี่วินเลาวาไมสามารถ ใสเสื้อกั๊กสีสมสดตัวเกงของเขาเขาไปภายใน หอศิลปได แตตอนนีส้ ามารถใสเขาไปดวยได แลว เนื่องจากไมใชแคเสื้อกั๊กวินธรรมดาอีก ตอไป ...มันคืองานศิลปะ เรียกไดวา “หอศิลปบริการ” แหงนีค้ อื กระบวนการ ทางศิลปะทีไ่ รขดี จํากัด เปนงานศิลปะ ‘สาธารณะ ศิลป’ ชิ้นเยี่ยม ซึ่งเต็มไปดวยมุมมองแหง แนวคิดมากมายซอนทับกันอยู ความเกาและ ใหมผสมผสานกัน ปลุกความรูสึกของคนดูที่ มีตอผลงาน ศิลปนไมไดสนใจแคบริบทเพียง ดานเดียวแตยังสนใจดานอื่นๆ ดวย ทั้งการ โฆษณาประชาสัมพันธ สังคม นิเทศนศิลป รวมทั้งเศรษฐกิจและการทองเที่ยว เปนไปใน เชิงบูรณาการ นําศิลปะไปเชื่อมโยงกับดาน อืน่ ๆ พาเขาสูก ารพัฒนาทีด่ ขี นึ้ ตอชีวติ ประจํา วัน โดยมาจากการกําหนดขอจํากัดใหมในขอ จํากัดเดิม ศิลปนตองนําเสนอสิง่ ทีต่ อ งการจะ บอกตอใหไดวา ใหอะไรกับคนดูไดบา งในพืน้ ที่ ขนาดจํากัดเชนนี้ และเทคนิควิธกี ารก็ถกู จํากัด ดวย ในเบื้องตนยังคงเปนงานจิตรกรรมสอง มิ ติ แต แ น น อน ด ว ยความชํ า นาญและ ประสบการณในอนาคตภายหนานั้น เราอาจ จะพบเห็นงานศิลปะที่หลากหลายมากขึ้นใน หอศิลปบริการแหงนีก้ เ็ ปนได เชือ่ วางานศิลปะ ที่ดีนั้นควรจะใหคนดูคิดตอ ไมใชคิดตาม ดัง เชนโครงการหอศิลปบริการแหงนี้ ทําใหรับรู ไดวา ศิลปนและศิลปะ จําเปนตองโคจรรอบ ผูคนในสังคมทั่วไป แทนที่จะโคจรรอบตัวเอง อยางเชนในอดีตที่ผานมา


15

นิทรรศการลาสุดของหอศิลป บริการ ครัง้ ทีส่ อง “จะทําอยางไร...เมือ่ พวก เราหลงทาง ?” (“WHAT SHALL WE DO WHEN WE LOSE OUR WAY?”) โดย ศิลปน ศุภพงศ เหลาธีรศิริ จัดแสดงตั้งแต วันที่ 6 กุมภาพันธ - 6 เมษายน 2554 นี้ ณ หอศิลปบริการ, กรุงเทพมหานคร (วิน มอเตอรไซครับจางขางหอศิลปวัฒนธรรม แหงกรุงเทพมหานคร) ภัณฑารักษ สรศักดิ์ แซโงว และ พิสิฏฐกุล ควรแถลง จะทําอยางไร...เมื่อพวกเราหลง ทาง ?(What shall we do when we loseour way?)” ผลงานวาดเสนจํานวน 9 ภาพ สรางสรรคโดยผูป ระกอบอาชีพมอเตอรไซด รับจาง ณ หอศิลปบริการ ทั้ง 9 หมายเลข เปนรูปแผนที่ที่มีลายเสนแตกตางกันไป หากแตมิใชภาพวาดเสนของแผนที่ใน กรุงเทพมหานคร แตเปนภาพแผนที่เสน ทางการเดินทางไปยังบานในภูมลิ าํ เนาจาก

ความทรงจําของแตละคน ‘บาน’ อันเปน ที่รักและคิดถึง ซึ่งวินทั้ง 9 คนลวนเติบโต ในตางจังหวัด จากบานเกิดและมาใชชวี ติ ประกอบอาชีพในกรุงเทพฯ ทั้งสิ้น แผนที่ จึงเปนตัวเชือ่ มตอความสัมพันธของบริบท ตางๆเขาหากัน ไมวาจะเปนมอเตอรไซด รับจาง การเดินทาง พาหนะ จุดหมาย ปลายทาง ผูค นจากตางจังหวัด ความทรง จําในอดีต และการดําเนินชีวิตในปจจุบัน

นิทรรศการนีจ้ งึ เปดกวางรอใหผชู มรวมหวน คิดคํานึงถึงเสนทางกลับบานไปพรอมๆดวย กัน แหมวาจุดมุงหมายของคุณจะเปนที่ ใด แตจะยังคงมีผทู าํ หนาทีบ่ ริการคอยอยู เดินทางเปนเพื่อนคุณเสมอ


16 Exhibition Review

Light-Time:

นัยยะของสื่อใหม ในผลงานศิลปะ

การเห็นของมนุษยเปนสิ่งซับซอน เต็มไปดวยกระบวนการขั้นตอน และ องคประกอบมากมาย ทั้งยังสงผลตออารมณ ความรูสึก จิตใจ ความคิด ดังนั้นจึง ไมใชเรื่องแปลกนัก หากพวกเราตางพากันฉงนสงสัยในแงมุมตางๆ ของผัสสะนี้ จากประวัตศิ าสตรการศึกษากลไกทางการเห็นของมนุษยชาติ เราตางเห็นรองรอย ของความใครรูในความสามารถนี้ ทั้งในเชิง วิทยาศาสตร ปรัชญา รวมถึงในเชิง ศิลปะดวยเชนกัน

¹Ô·ÃÃÈ¡Òà â´Â ÇÔ·ÂÒ ¨Ñ¹ÁÒ Àѳ±ÒÃѡɏ : ÈÁ¹ÇÃó àÁ×Í§á¡ŒÇ ³ BKK Arthouse ÃÐËÇ‹Ò§ 21 Á¡ÃÒ¤Á-6 ¡ØÁÀҾѹ¸ 2554 àÃ×èͧ : ¹íéÒÊŒÁ ÊØÀҹѹ·

หลังจากยุคฟนฟูศิลปะวิทยาการณไมนานนัก Sir. Isaac Newton (1642-1727) และ M.E. Chevreul (1786-1889) นักวิทยาศาสตร ไดคน พบสีทงั้ 7 ในแสงและกฏการผสานของสี สงผลใหจิตรกรรมของศิลปนกลุมอิมเพรสชั่นนิส ปรากฏสูสายตาโลก และหลังจากทฤษฎีที่วาดวยการรับรูทางการเห็นของ Thomas Young (1772-1829) และ Hermann Von Helmholtz (1821-1894) ได ถูกประกาศออกไปไมนาน ภาพเคลื่อนไหวก็ไดเกิดขึ้นและถูกพัฒนาอยาง ตอเนือ่ ง กระทัง่ กลายมาเปนงานภาพยนต ศาสตรทางศิลปะทีส่ าํ คัญอีกแขนงหนึง่ ที่เปนที่นิยมในปจจุบัน และนี่อาจคือสิ่งที่สามารถยืนยันถึง ความสําคัญของการ ขามศาสตร หรือการทํางานรวมกันขององคความรูที่แตกตาง เพื่อกอใหเกิด ความนาสนใจในการ สรางสรรคผลงานแขนงใดๆ ก็ตาม


17

Light - Time นิทรรศการผลงาน multimedia โดย วิทยา จันมา ถูกจัดแสดงขึน้ ในพื้นที่เล็กๆที่ใชชื่อวา BKK Arthouse ชั้น 3 หอศิลปะวัฒนธรรมแหงกรุงเทพมหานคร ภายในหองกระจกสี่เหลี่ยม ผืนผาสีเทาเรียบ โลง มีเพียงวัตถุรูปทรงสามเหลี่ยม สี่หลี่ยม และวงกลมสีดําแขวนเรียงกันอยูอยางเปน ระเบียบบนผนังดานขาง ในขณะที่ผนังดาน หลัง ปรากฎภาพเสมือนของบรรยากาศในหอง แสดงาน ทีถ่ กู ปรับแตงใหดคู ลายภาพขาว - ดํา

ในภาพยนตเกา จนดูราวกับวาภาพเหลานั้น คือกระจกบานใหญที่กําลังสะทอนภาพ เหตุการณทงั้ หมดทีเ่ กิดขึน้ ภายในหองนี้ “แสง” ครองบทบาทสําคัญในผลงานตรงตามชื่อ นิทรรศการ โดย แสงดังกลาวนัน้ มีแหลงกําเนิด จากไฟฉายที่ศิลปนตระเตรียมไว เมื่อความ สวาง ตกกระทบบนวัตถุรปู ทรงเรขาคณิตสีดาํ อุปกรณอิเล็กทรอนิกสที่ซอนอยูจะทํางาน จากนัน้ ภาพเคลือ่ นไหวจากหวงเวลาของศิลปน จึงปรากฎขึ้นในจอภาพเสมือนนั้น

ภาพเคลื่อนไหว หรือ “เวลา” ตาม นัยยะของศิลปน ประกอบไปดวยชุดภาพตาม จํานวนรูปทรงเหลี่ยมและวงกลม แตละภาพ มีความแตกตาง และถือครองตําแหนงใน การปรากฎของภาพเคลื่อนไหวอยางแนนอน ชัดเจน ภาพเคลื่อนไหวเหลานั้น ไดแก ภาพ รูปทรงเรขาคณิตที่เคลื่อนขยับออกมาจาก วัตถุจริงในหองแสดงงาน ภาพชุดหุน เครือ่ งยนต นกทีโ่ หนหอยลงมา จิก รูปทรงเหลีย่ ม วงกลม เพื่อทําใหเกิดเสียงดนตรี ภาพเรือดํานํ้า ภาพ จรวด ภาพลายเสนรูปปลา ฯลฯ ภาพตางๆ เหลานั้น ดูแตกตางกันดวยเนื้อหาและวิธีการ แสดงออก (ที่มีทั้งภาพลายเสนและภาพสาม มิตทิ สี่ รางขึน้ โดยกระบวนการบนคอมพิวเตอร) แตกระนัน้ ก็มบี างสิง่ ทีด่ เู หมือนจะเชือ่ มโยงกัน อยางมีนัยยะ เชน บรรยากาศโดยรวม การ ดําเนินภาพที่มีจุดเริ่มตน และ จุดสิ้นสุด ภายในตัวหองนัน้ เอง สัมผัสของความเปนเด็ก ที่ซุกซอนในวัตถุที่ศิลปนเลือกใชและอารมณ ของความกดดัน รุนแรง จากการ แตก บีบ จิก งัด ที่ปรากฏในดานทัศนธาตุ รวมถึงเสียง ประกอบผลงานทีเ่ ปนองคประกอบในเชิงโสต สัมผัส ที่แตกพรา หนวง หนัก และคลุมเครือ


18

Light - Time คือการ เชือ่ มโยง “เวลาของผูช มงาน” กับ “เวลาของผลงาน” เขาดวยกัน โดยมีแสงเปนสื่อนําพา ปราศจาก แสงจึงเทากับปราศจากเวลา ใครจะนึกบางวา ภายใตความ สนุกสนานของการชม การมีปฏิสัมพันธรวม หรือ การเลนกับผลงานนั้น ศิลปน ไดรับแรง บันดาลใจมาจากแนวคิดของ Albert Einstein (1879-1955) นักฟสิกสวิทยาศาสตรเจาของ ทฤษฎีสมั พันธภาพ ทีไ่ ดใหขอ สังเกตุ เกีย่ วกับ ความสัมพันธของจักรวาล การเดินทางของ แสง เวลา และมิติของเวลาไวอยางนาสนใจ ในทฤษฎีนี้ แสง คือสวนประกอบหนึง่ ของกาล เวลา และเชนกัน Light - Time คือการเชื่อม โยง “เวลาของผูช มงาน” กับ “เวลาของผลงาน” เขาดวยกันโดยมี แสง เปนสือ่ นําพา ปราศจาก แสงจึงเทากับปราศจากเวลา และการเกิดขึ้น ของเวลานัน้ ขึน้ อยูก บั การควบคุมของผูช มงาน

ในเชิงกระบวนการวิทยาศาสตร ทําใหผลงาน multimedia ของวิทยามีความ นาสนใจทั้งในแงของทัศนธาตุ ที่วาง การ เคลือ่ นไหว และโสตสัมผัส โดยมี software ใน คอมพิวเตอร ชุดอุปกรณอิเล็กทรอนิค และ ลําโพงเปนเครื่องมือที่สานตอ ใหประเด็น ความคิด ความมุงหมายของศิลปนเกิดมีขึ้น ซึ่งอันที่จริงหากพิจารณาแลว กระบวนการ เหลานี้อาจเปนเพียงสวนเติมเต็มที่ทําใหชอง วางในเรื่องของวิธีการนําเสนอความคิดใน ผลงานนัน้ ใหสมบูรณ ในยุคสมัยทีศ่ ลิ ปนหลาย คนหันมาใหความสนใจกับสื่อใหม หรือ วิทยาศาสตร สําหรับ Light - Time หรือผลงาน อื่นๆ ในแขนงเดียวกันนี้อาจไมแตกตางจาก

กระบวนการทางทัศนศิลปอื่นๆ เทาไรนัก ไม แตกตางจากกระบวนการทางภาพพิมพที่ ผานขั้นตอนทางเคมี ไมแตกตางจากงาน ประติมากรรมทีต่ อ งอาศัยความรูค วามเขาใจ ทางฟสิกส (ในแบบประยุกตที่อาศัยความ เขาใจและการสั่งสมประสบการณจากการ ทดลอง) ทั้งหมด คือ การนําความคิดมา แสดงออกผานสื่อ และเครื่องไมเครื่องมือที่ ศิลปนคิดวาเหมาะสม กับ ความคิดนัน้ ๆ ทีส่ ดุ แตในความใกลเคียงก็มคี วามตาง ซึง่ สวนตาง ดังกลาวนั้นอยูที่ขนาดของชองวางที่ตองการ การเติมให สมบูรณ เพราะ mutimedia ถือ ครองพื้นที่ชนิดที่ตางออกไป ปรัชญาจึงตาง ออกไป ซึ่งแนนอนวาจะสงผลถึงวิธีคิดในการ สรางงานศิลปะดวยเชนกัน ยอนกลับมาที่ประเด็นภาพเสมือน ของ Light Time ตามแนวคิดเพลโต ศิลปะคือ การเลียนแบบ (imitation) เปนการนําเสนอ (representation) ความจริง (truth) ซึ่งความ จริง แบบที่เรารับรูในชีวิตประจําวันนั้นเปน เพียงโลกของวัตถุ (Material World) ที่ลอก เลียนมาจากโลกแหงแบบ (World Of Form Or Pattern) หรือโลกเหนือประสาทสัมผัส (Transcendental World) อีกทีหนึ่ง เพราะ ฉะนั้นสิ่งที่เราเชื่อวามีอยูนั้นจึงเปนเสมือน เพียงการถูกบังคับใหนงั่ มองเงาอยูต ลอดเวลา นั่นเอง การซอนกันของโลกทัง้ สอง หรือ ชุด เวลาทั้งสองของวิทยาทําใหภาพของทฤษฎีนี้


19

ชัดเจนและเห็นเปนรูปธรรมขึ้น เพียงแตผูชม งานของ Light – Time นั้น อยูในอีกจุดหนึ่ง ของการมอง คือ สามารถเห็นวาตัวเองนัน้ กําลัง ยืนอยูใ นโลกของแบบ และเฝามองภาพเสมือน ในจอภาพอยู โดยภาพเสมือนเหลานี้ถูกฉาย มาจากโปรเจ็คเตอรที่เชื่อมตอเขากับระบบ คอมพิวเตอร ภาพบนผนังจึงเปนเพียงภาพ เลียนแบบ เปนสิง่ สะทอน และ โลกทัง้ สองนีม้ ี ความแตกตางกัน ที่มากกวา ณ โลก เสมือน ของวิทยา ผูชมงานยังสามารถเปนผูควบคุม ภาพเหลานั้นไดอีกดวย ในอีกนัยยะหนึ่ง Light - Time จึงเปนเหมือน การลอเลนกับมุม มองในการใชชีวิตของมนุษยที่อาจจะสนุก และผอนคลายมากขึ้น หากเราสํานึกรูเสมอ วาสิง่ ทีเ่ ราเห็นและเปน ทัง้ หมดเปนเพียงภาพ สะทอนจากโลกของแบบเทานั้น ในอีกแงมมุ หนึง่ ดวยทําเลทีต่ งั้ ของ หองแสดงงาน เราจะพบวาระหวางที่ Light -

Time ถูกจัดแสดงอยูนั้น มีผูคนมากมายทั้ง วัยรุน นักศึกษา คนแก และเด็กๆ ที่มากับ ครอบครัว แตละคนตางมาจากหลากหลาย สถานะ หลากหลายวิชาชีพ และโดยความ ตั้งใจหรือบังเอิญก็ดี พวกเขาตางหมุนเวียน ผลัดเปลี่ยนกันมาชมและเลนกับผลงาน ไฟฉายถูกเปลี่ยนมือ ภาพบนผนัง ปรากฏ เปลี่ยนสลับตามลักษณะการเลนที่แตกตาง กัน เวลาภายในหองถูกถายเท และหมุนเวียน ดวยการรวมกันของกลุมคน ที่เปลี่ยนไป สิ่ง หนึง่ ทีส่ งั เกตไดจากกลุม คนเหลานัน้ คือ ความ แนบเนียนในการอาศัยรวมในพืน้ ที่ และความ สนุก จากการแบงปนประสบการณของกลุม คนเหลานัน้ อาจเปนความสนุก และการจดจอ กับการเลน การควบคุม หรือความตืน่ เตน กับ การไดถา ยภาพตัวเองทีป่ รากฏอยูบ นจอภาพ แตทงั้ หมดก็ทาํ ใหทกุ คนละการถือตัวลงในชัว่ ขณะหนึ่ง ยอมรับ และยินดี ในการถายทอด

สือ่ สาร สรางปฏิสมั พันธระหวางกันในภาพผล งาน พฤติกรรมถูกละลายโดยไมรูตัว ศิลปะมีขอบเขตความหมายทีก่ วาง ออกไปเรื่อยๆ และเหมือนวาจุดสิ้นสุดจะ พราเลือนไปทุกที ขอบเขตยิ่งกวางชองวางที่ เวนไวใหศิลปนและผูชมรวมกันเติม ยิ่งมาก เปนเงาตามตัว Light - Time คือความนาสนใจ หนึ่งที่ทําใหเห็นวา ในหนึ่งผลงานนั้น เรา สามารถบรรจุความคิด เรื่องราว และความรู ไวไดมากมาย โดยเฉพาะอยางยิง่ ในงานทีเ่ ต็ม ไปดวยเครื่องไมเครื่องมือทันสมัย ที่หลายคน อาจมองวาเปนความฉาบฉวยของเทคโนโลยี แตในทางกลับกันนั่นอาจเปนหนทางที่ทําให ศิลปะไดสมั พันธกบั ผูค น สรางพืน้ ทีท่ างปรัชญา จากวิทยาศาสตร ตัง้ คําถามตอการ “เห็น” ดวย แสง และเวลา จากสือ่ อิเล็คทรอนิกส ซึง่ ความ สําคัญคือ สิง่ เหลานี้ คืออํานาจทางการ “เห็น” ที่รวมยุครวมสมัยกับเรามิใชหรือ?


Artist’ s Talk 20

วศินบุรี สุพานิชวรภาชน โจทยทาทาย การตอยอด

และการวิ่งหนีเพื่อเดินนําหนา หากเอยถึงเครื่องเคลือบดินเผา หลายๆ คน โดยเฉพาะชาวจังหวัดราชบุรี จะนึกถึงโองมังกรที่เคยมีชื่อเสียงและนิยมใชกันในทุกครัวเรือน แตวันนี้หากใครไดผานไป ทีจ่ งั หวัดราชบุรี คงจะตองแปลกใจกับเครือ่ งเคลือบดินเผาทีไ่ ดกลายเปนผลิตภัณฑทมี่ รี ปู ลักษณโดดเดน บางมีสีสันสดใสสวยงาม บางมีรูปทรงแปลกใหมทันสมัย กลายเปนทั้ง งานศิลปะและผลิตภัณฑที่มีคุณคา นี่คือผลงานจากฝมือและความคิดสรางสรรคของ วศินบุรี สุพานิชวรภาชน เจาของกิจการโรงงานเครื่องเคลือบดินเผาเถาฮงไถ รุนที่ 3 และคงจะไมเกินเลยนักหากจะกลาววาการกาวเขามาของชายหนุมผูนี้ ทําใหภูมิปญญา ทองถิ่นไดตอยอดและรวมเดินทางสูถนนอันวิไลแหงศิลปะรวมสมัย วศินบุรเี ลาใหฟง วา ในวัยเด็กไมได ชื่นชอบศิลปะเปนพิเศษ และแมกิจการของ ครอบครับจะอยูใกลตัว เขาก็ไมไดใหความ สนใจ แตชะตาก็ลิขิตใหเขาไดพบกับสิ่งที่คุน เคยมาตั้งแตเด็ก ตางกันที่มุมมองของเขาได เปลี่ยนไป “เหมือนเสนผมบังภูเขา ที่ผานมา เราไมเคยสนใจเกีย่ วกับงานศิลปะเลย ไมเคย คิดจะทําอะไรของตัวเอง แคทาํ ตามโจทยทคี่ รู ที่โรงเรียนใหมาใหดีที่สุด ทําดวยความตั้งใจ แตไมไดมีความชอบและรักในสิ่งที่ทําเลย จน วันหนึ่งก็คิดไดวาเซรามิกสหรือศิลปะไมไดมี แคทเี่ ราเคยเห็นหรือรับรู แตมนั มีเรือ่ งราวและ

สิง่ ตางๆ มากมายทีเ่ ราสามารถคนหา ทดลอง และเลนกับมันไดอยางไมรูจบ” ในที่สุดวศิน บุรกี จ็ บการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีสาํ หรับ เครื่องเคลือบดินเผา เมือง Landshut และ ปริญญาโทจาก Universitaet Gesamthochschule เมือง Kassel ประเทศเยอรมนี หลัง จากนัน้ จึงกลับมาทํางานในตําแหนงผูอ าํ นวย การฝายออกแบบและพัฒนา ผลิตภัณฑโรงงาน เครื่องเคลือบดินเผา เถาฮงไถ จังหวัดราชบุรี กิจการของครอบครัวซึง่ เปนโรงงานผลิตเครือ่ ง เคลือบดินเผารายแรกของจังหวัดราชบุรี

àÃ×èͧ : ªÅ ਹ»ÃÐÀҾѹ¸ ÀÒ¾ : ÇÔ·Ôμ ¡Í»ÃÐàÊÃÔ°ÈÃÕ


21


22 การคิ ด สร า งสรรค แ ละพั ฒ นา ผลิตภัณฑใหแปลกใหม ทําใหผลิตภัณฑเครือ่ ง เคลือบดินเผาของเถาฮงไถ ในวันนี้เปลี่ยนไป อยางผิดหูผดิ ตา นอกจากนีย้ งั ทําใหวศินบุรไี ด รางวัลที่นาภาคภูมิใจอยาง DESIGNER OF THE YEAR 2007 : Best of the ceramic design 2007 และเปน 1 ใน 3 ของคนไทยที่ ไดสรางถาวรวัตถุใหกบั ประเทศเยอรมันในเชิง ศิลปะและวัฒนธรรม โดยทํางานประติมากรรม ใหกับศูนยเยาวชน Haus der Jugend WilliSeidel-Haus เมือง Kassel ประเทศเยอรมนี และลาสุดวศินบุรี สุพานิชวรภาชน ยังเปน เจาของรางวัลศิลปาธรสาขาการออกแบบ ประจําป 2010 อีกดวย วศินบุรี ถือวาเปนผูอยูแถวหนาใน การพัฒนางานเซรามิกส แมวา ทุกวันนีผ้ ลงาน จากความคิดสรางสรรคของเขาจะถูกเลียน แบบอยูบอยครั้ง แตนอกจากจะไมยอทอแลว เขายังเดินหนาในการผลักดันใหเกิดเศรษฐกิจ เชิงสรางสรรคทอี่ งคความรูค วรจะนํามาสราง สิง่ ใหม มิใชเพียงการลอกใหไดเหมือน หรือได จํานวนที่มากกวา เพื่อแกปญหานี้เขานํารอง ดวยการจัดนิทรรศการตางๆ เริม่ จากการเชิญ ใหศิลปนและนักออกแบบมารวมกันทํางาน เซรามิกสในรูปแบบใหมๆ เพือ่ เปนแรงบันดาล ใจใหกบั คนทํางานเซรามิกสนาํ ไปตอยอดทาง ความคิด นอกจากนีเ้ ขายังใหการสนับสนุนนัก ออกแบบและศิลปน รุน ใหมทสี่ นใจสรางสรรค งานเซรามิกสอีกดวย


23

หากมัวแตพดู วาเราไมมีวัฒนธรรมทาง ดานพิพิธภัณฑ และถาเรา ไมรวมกันสรางขึ้นมา มัน ก็ไมมที างจะมีและถาเราเอา ศิลปะเขามาอยูใ นชุมชน ผม เชื่อวาแทนที่จะดึงคนไป ชมงานศิลปะ เราก็ใหศลิ ปะ อยูใกลชิดกับชุมชน

ดวยวิสยั ทัศนทมี่ องการณไกลและ สรางสรรคสิ่งใหมเสมอ วศินบุรีจึงยอมลงทุน ใหชีวิตใหมกับบานไมหลังเกา ทรงมะลิลา อายุกวารอยป ปรับเปนแกลลอรี่ d Kunst (ซึง่ แปลวา “ศิลปะ” ในภาษาเยอรมัน) โดยพื้นที่ ถูกออกแบบเพือ่ นําเสนอผลงานเครือ่ งเคลือบ ดินเผารูปแบบใหมๆ และแนวคิดในการสราง กระแสศิลปะรวมสมัยใหเกิดบรรยากาศที่ สรางสรรคขนึ้ ในแหลงชุมชน ซึง่ สิง่ เหลานีอ้ าจ จะยังไมไดเปนที่คุนเคยของผูคนในพื้นที่นัก แตดวยความเชื่อวานี่จะเปนประโยชนใหกับ ผูค น เปนการสรางชีวติ ชีวาและพืน้ ทีท่ างศิลปะ ใหกับจังหวัดราชบุรี “หากมัวแตพดู วาเราไมมวี ฒ ั นธรรม ทางดานพิพธิ ภัณฑ และถาเราไมรว มกันสราง ขึ้นมา มันก็ไมมีทางจะมีและถาเราเอาศิลปะ เขามาอยูในชุมชน ผมเชื่อวาแทนที่จะดึงคน

ไปชมงานศิลปะ เราก็ใหศิลปะอยูใกลชิดกับ ชุมชน ทุกวันนี้คนอาจไมคอยเขาใจ แตนี่เปน จุดเริม่ ทีจ่ ะสรางความคุน เคยและจะเกิดความ ผูกพันตามมา ซึง่ นัน่ ก็ตอ งเริม่ ตัง้ แตวนั นี้ และ ทําอยางตอเนื่องดวย” วศินบุรีกลาว การตั้งคําถามหรือโจทยทาทาย ใหมๆ และความมุงมั่นตั้งใจกับสิ่งที่เรียกวา การพัฒนา ทําใหวศินบุรี เลือกทีจ่ ะเพิม่ ความ เปนศิลปะใหเขาสูชุมชนและทองถิ่น แมจะ เปนเรือ่ งทีย่ าก แตเขาก็เชือ่ วาการทําใหตน ทุน ทางวัฒนธรรมทีม่ อี ยู ไดพฒ ั นาและปรับตัวให เขากับยุคสมัยและวิถีชีวิตในชุมชนของชาว จังหวัดราชบุรี เปนสิง่ ทีค่ วรไดรบั การสนับสนุน “...สิง่ หนึง่ ทีเ่ ราตองการคือการสราง กระแสการทองเที่ยวเชิงอนุรักษอยางถูกตอง อาจจะวาผมตามกระแสก็ได แตผมเชื่อวา ศิลปะที่ผสานกับภูมิปญญาทองถิ่นจะชวย สรางกระแสได อยางนอยที่สุดถาเราทําแบบ นี้เมืองของเราจะไมพัง และวิถีชีวิตของคนใน ชุมชนก็จะไมลมสลาย ตอไปกระแสการทอง เที่ยวอาจจะเปลี่ยนไป แตเมืองเราไมพัง นี่คือ วัตถุประสงคของเรา” ดวยความเปนคนในพืน้ ที่ เขากลาวพรอมยกตัวอยางการเปลี่ยนแปลง ภูมทิ ศั นภายในพืน้ ทีท่ ที่ าํ ใหความสวยงามของ ทิวทัศน หรือสถาปตยกรรมตองเปลี่ยนไป ซึ่ง เปนสิ่งที่นาเสียดายสําหรับเมืองที่มีตนทุน ทางวัฒนธรรมมากมายอยางจังหวัดราชบุรี ดวยแนวคิดที่จะสรางชุมชนศิลปะ ผสานเข า กั บ ภู มิ ป  ญ ญาท อ งถิ่ น อั น เป น เอกลักษณของจังหวัดราชบุรี และในฐานะเจา ของเถาฮงไถรุนที่ 3 วศินบุรี สุพานิชวรภาชน ไดยืนยันถึงพัฒนาการของการคิดและสราง ดวยการ “เพิ่ม” คุณคาของเครื่องเคลือบดิน เผาที่มีความเปนมาอันยาวนานจากรุนสูรุน จากโองมังกรทีใ่ ชเก็บนํา้ ตามบานเรือน มาเปน ผลิตภัณฑทมี่ ที งั้ มูลคา คุณคาและความสวยงาม เปนสวนผสมที่นาสนใจยิ่งเมื่อภูมิปญญาซึ่ง เปนตนทุนทางวัฒธรรม ไดมาพบกับแนวคิด ของศิลปะรวมสมัย ทุกวันนี้เครื่องเคลือบดิน เผาจึงไมไดเปนเพียงผลิตภัณฑของจังหวัด ราชบุรี แตคือวัฒนธรรมที่มีพลวัตรและความ เปนเอกลักษณเฉพาะของจังหวัดราชบุรี


Feature 24

พื้นที่ หนทาง และศิลปะ

àÃ×èͧ : ÇÔުРÁØ¡´ÒÁ³Õ

พื้นที่ทางศิลปะบนแผนระนาบ

ไมและแผนหิน เปนวัสดุประเภท แรกๆ ที่ศิลปนใชในการสรางสรรคงานศิลปะ เทคนิคการวาดภาพลงบนผาใบไดรับความ นิยมในภายหลัง ภาพวาดบนผาลินินถูกพบ เปนครั้งแรกในสุสานของอารยธรรมอียิปต มีอายุเกาแกถึง 3500 ปกอนคริสตกาล การ ตกแตงลวดลายบนผาคนพบมากในอายธรรม เกาแกของทวีปอเมริกาใต และมีการคนพบ ภาพวาดบนผาไหมโดยศิลปนจีนราชวงศฮั่น (อายุประมาณ 206 ปกอ นคริสตกาล) ในแวดวง ศิลปะของชาติตะวันตก พบวาศิลปนเริ่มมี การทดลองใชผา ใบวาดภาพมาตัง้ แตศตวรรษ ที่ 14 และกลายมาเปนกระแสความนิยมอยาง กวางขวางในศตวรรษที่ 15 โดยเริ่มตนจาก ศิลปนชาวเยอรมัน อังกฤษ และกลุม Flemish จากนั้นจึงแพรหลายไปสูศิลปนในประเทศ อิตาลีตามลําดับ บทบาทของพืน้ ทีท่ างศิลปะเกิดการ เปลี่ยนแปลงครั้งใหญที่ประเทศอิตาลี ในชวง ศตวรรษที่ 16-17 คือในสมัยเรเนสซองส หรือ สมัยฟนฟูศิลปวิทยา อันเปนผลมาจากการ ปฏิวัติทางความคิดและวิทยาศาสตร ซึ่งกาว เขามามีบทบาทแทนอํานาจของศาสนา ศิลปน สนใจที่จะสะทอนความเปนจริงของสภาพ แวดลอม เชิดชูคุณคาและความสามารถของ มนุษย สอดแทรกแนวความคิดและความรูส กึ ที่เปนอิสระ ผลงานศิลปกรรม โดยเฉพาะงาน

ประเภทจิ ต รกรรม เริ่ ม แยกตั ว ออกจาก สถาปตยกรรม กลุมผูสนับสนุนผลงานศิลปะ จากที่เคยจํากัดอยูเฉพาะในรั้วพระราชวัง หรือในแวดวงศาสนา มีการขยับขยายออกสู สังคมภายนอก เศรษฐี หรือคหบดีที่เปน ประชาชนทั่วไปเริ่มสนใจในการจางวานให ศิลปนวาดภาพมากขึ้น การทีผ่ ลงานศิลปะแยกตัวออกจาก สถาปตยกรรมมีความสําคัญเปนอยางยิ่ง เปรียบเสมือนการเติมเต็มใหผลงานมีคุณคา ทีส่ มบูรณในตัวเอง ไมตอ งผูกโยงกับบริบทของ พื้นที่ภายนอก นอกจากนี้ยังสงผลใหเกิดการ สถาปนาพื้นที่เฉพาะสําหรับการจัดแสดงผล งานศิลปะ โดยออกแบบใหเปนสภาพแวดลอม ที่เปนกลาง (Neutral room) ในลักษณะของ หองโลงกวาง มีผนังเรียบสีขาว เพื่อใหไดการ แสดงออกของผลงานทีส่ มบูรณทสี่ ดุ โดยไมมี สิง่ ใดมารบกวนหรือดึงความสนใจออกไปจาก ผลงาน ซึ่งรูปแบบดังกลาวยังคงสืบทอดมา เปนลักษณะของแกลเลอรีแ่ ละพิพธิ ภัณฑศลิ ปะ สวนใหญในปจจุบัน พัฒนาการของพื้นที่ทางศิลปะบน แผนระนาบ กอใหเกิดการตีความหมายเพื่อ เปรียบเทียบพืน้ ทีภ่ ายในและภายนอกตัวงาน ศิลปะ คนทั่วไปมักจะคุนเคยกับคําวา “พื้นที่” ในความหมายที่สอดคลองและคลายคลึงกับ คําวา “สถานที่” เชน พื้นที่ที่อยูอาศัย พื้นที่ ทางการคา หรือพื้นที่สาธารณะ เปนตน แต


25

พื้นที่อันเกิดขึ้นภายในตัวผลงานสรางสรรค คือ “พืน้ ทีว่ า ง (Space)” หรือเนือ้ ทีอ่ นั วางเปลา ของผืนผาใบ ซึง่ รอคอยใหศลิ ปนเขาไปจัดการ แตงแตม และตอเติม ดวยเทคนิควิธีการทาง ศิลปะ เปรียบเสมือนสถานทีอ่ ยูข องทัศนธาตุ อาทิเชน จุด เสน สี นํา้ หนัก รูปทรง และพืน้ ผิว บางครัง้ ศิลปนตัง้ ใจหลงเหลือพืน้ ทีว่ า งไว เพือ่ ประโยชนในการแสดงออกของแนวความคิด อารมณ และความรูสึกบางประการ ทัศนธาตุ และพืน้ ทีภ่ ายในงานศิลปะ เปนประเด็นสําคัญซึ่งไดรับความสนใจอยาง

มากในชวงศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะในศิลปะ ยุคโมเดิรน (Modern Art) หรือศิลปะสมัยใหม พืน้ ทีว่ า ง (Space) คือปจจัยหลักในการกําหนด โครงสรางของรูปทรง โดยมักจะมีการกลาวถึง ในหลายๆ รูปแบบ อาทิเชน ที่วางภายใน (inner space) พื้นที่ภายนอก (outer space) การจัดองคประกอบที่วาง (composition of space) การไหลของที่วาง (flow of space) การยืน่ ลํา้ ไปในทีว่ า ง (penetration of space) และการสอดเกี่ ย วกั น ของที่ ว  า ง (inter penetration of space) เปนตน

จากหอศิลปยอนกลับไปสู สิ่งแวดลอม

พืน้ ทีท่ างศิลปะในยุคสมัยใหม หรือ โมเดิรนอารต (Modern Art) ถูกใชประโยชน เพื่อการแขงขัน คนหาแบบอยาง (style) อัน เปนเอกลักษณของศิลปนแตละคน อิทธิพล ที่ไดรับจากความเชื่อทางวิทยาศาสตร นํามา สูการทดลองเพื่อสรางแนวความคิด รูปทรง และเทคนิควิธกี ารเฉพาะตัว ผลงานศิลปะบาง ประเภทกาวเขาสูค วามเปนนามธรรม คนควา หาความงามที่บริสุทธิ์ ซึ่งบางครั้งยากแก


26

ออกไปสู พืน้ ทีภ่ ายนอกดวย มโนทั ศ น ว  า ต อ ง เข า ถึ ง ประชาชน หรื อ ประชาชน สามารถจั บ ต อ ง สัมผัส รับรู งาน ศิลปะ การทําความเขาใจของคนทั่วไป ยกตัวอยาง เชนผลงานศิลปะในลัทธิ Minimal Art ซึ่งมุง เนนการลดทอนรูปแบบของงานศิลปะจนเหลือ เพียงรูปทรงเรขาคณิต แสดงถึงความเรียบงาย อยางที่สุด ซึ่งสุดทายกลายเปนจุดสิ้นสุดของ ยุคสมัยโมเดิรน ศิลปะในยุคหลังสมัยใหม เริ่มตน ในศตวรรษที่ 1970 มีรูปแบบที่แตกแขนงจน ยากที่จะจําแนกและอธิบาย ผลงานบางชิ้น สรางสรรคขึ้นโดยมีเปาหมายในการวิพากษ วิจารณผลงานศิลปะแบบโมเดิรน นอกจาก ความพยายามในการทลายเสนแบงของ ศิลปะรูปแบบตางๆ แลว ศิลปะในยุคหลัง สมัยใหมยังผลักดันพื้นที่การแสดงผลงานให หลุดออกจากกรอบขอจํากัดเดิม ศิลปนบาง คนปฏิเสธพื้นที่ของหอศิลป ขยายความคิด รวบยอดในการสรางงานไปสูธรรมชาติอัน กวางใหญ เพื่อตั้งคําถามทางการเมืองและ สังคมตอผูเ สพงานศิลปะทัง้ หลาย รวมทัง้ การ สรางงานที่เปนขบถหรือตางไปจากขนบการ สรางงานรูปแบบเกาๆ ที่ผานมา พื้นที่การแสดงออกของผลงาน ศิลปะในยุคหลังสมัยใหมขยับขยายไปสู สิ่ง แวดลอมและชุมชน “ออกไปสูพื้นที่ภายนอก ดวยมโนทัศนวาตองเขาถึงประชาชน หรือ

ประชาชนสามารถจับตอง สัมผัส รับรู งาน ศิลปะ” ไดมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังแฝงดวย เจตนาที่จะหลีกหนีอิทธิพลของธุรกิจ ซึ่ง ครอบงําพืน้ ทีก่ ารแสดงออกทางศิลปะอยูอ ยาง เขมขน ศิลปนกลุมนี้ตอตานคานิยมแหง ความสมบูรณแบบ ลดทอนกฎเกณฑ หลักการ ทางสุนทรียศาสตร โดยการสรางสรรคผลงาน ที่ดูขัดแยง สับสน ประชดประชัน บางครั้งใช ปรากฏการณทางธรรมชาติที่ไมแนนอน อุบตั เิ หตุ หรือสิง่ ไมคาดฝน มาเปนปจจัยสําคัญ ของกระบวนการสรางสรรค อยางไรก็ตาม ดูเหมือนวา สุดทาย แลวผลงานศิลปะในยุคหลังสมัยใหม ก็ยังไม สามารถหลุดพนจากขอจํากัดหลายๆ เรื่องที่ พยายามตอตาน ถึงแมวา จะพยายามหลีกหนี จากแบบอยาง(Style) ไปสูเ นือ้ หาทีเ่ ปนรูปธรรม เขาใจงายมากขึ้น แตการโยกยายสถานที่จัด แสดงไปสูพ นื้ ทีภ่ ายนอก กลับเปนสิง่ ทีผ่ ดู ทู วั่ ไป ไมคนุ เคย กลายเปนการตอกยํา้ ขอสงสัย และ สรางความสับสน เมื่อขาดพื้นที่ของหอศิลป ซึ่งเปรียบเสมือนตราประกันคุณภาพ ทําให เกิดการตั้งคําถามถึงคุณสมบัติในการเปน งานศิลปะของผลงานประเภทใหม ๆ เหลานี้ นอกจากนี้ ถึงแมวา ผลงานศิลปะจะมีลกั ษณะ ที่ไมเอื้ออํานวยตอการซื้อขาย แตตลาดงาน


27 ศิลปะสามารถปรับตัว และเปลีย่ นรูปแบบของ ธุรกิจใหสอดคลองกับผลงานประเภทใหม และ ยิ่งนาตกใจที่ราคาของผลงานศิลปะบางชิ้น กลับพุงสูงขึ้นแซงหนาผลงานศิลปะแบบ โมเดิรนไปเสียอีก

พืน้ ทีท่ างศิลปะในโลกเสมือนจริง

สื่อสารสนเทศ เทคโนโลยีดิจิตอล คอมพิวเตอร และอินเตอรเนต ถือเปนปจจัย สําคัญที่สงผลกระทบตอพัฒนาการของพื้นที่ ทางศิลปะ อีกทัง้ ยังสะทอนใหเห็นถึงสภาวการณ ของโลกปจจุบัน ศิลปนบางทานใชเทคโนโลยี เปนเครื่องมือในการทํางาน ใชหนากระดาษ นิตยสารและหนาจอโทรทัศนแทนผืนผาใบ ใชโปรแกรมคอมพิวเตอร กลองวีดีโอและ อุ ป กรณ อิ เ ลคโทรนิ ก ส แ ทนดิ น สอ พู  กั น เทคโนโลยีกาวเขามาเปนตัวเลือกในลักษณะ พื้นที่สําหรับการจัดแสดงนิทรรศการ ผลงาน ศิลปะรวมสมัยไมจําเปนตองถูกจัดแสดงใน แกลเลอรี่อีกตอไป แตสามารถเผยแพรสู สาธารณชนผานสื่อ ทั้งในรูปแบบของสูจิบัตร นิตยสาร โทรทัศน และในโลกเสมือนจริงของ อินเตอรเนต

ปจจุบันเปนยุคแหงขอมูลขาวสาร มนุษยประดิษฐสอื่ จํานวนมากมายหลากหลาย รูปแบบ เพื่อเผยแพรขอมูลออกไปสูโลก สาธารณะ สังคมอัดแนนไปดวยตัวอักษรและ รูปภาพ สงผลกระทบใหมนุษย “เชือ่ ” ในขอมูล ขาวสารมากกวาความเปนจริง รูปภาพใน นิตยสาร หรือบทพูดในรายการโทรทัศนที่ สมจริงสมจัง มีอทิ ธิพลในการโนมนาวทัศนคติ และความคิดของมวลชนอยางมหาศาล กลาว ไดวามนุษยในสังคมรวมสมัยมีชีวิตอยูโดย พึง่ พาขอมูลขาวสารจากสือ่ เปรียบเสมือนโลก อีกใบหนึ่งที่มีตัวตนซอนทับอยูกับโลกแหง ความเปนจริง โดยเฉพาะเมื่ออินเตอรเนตถูก พัฒนาขึ้น เกิดเปนโลกเสมือนจริงของสังคม ออนไลน วัตถุ ขาวสาร และ สภาพแวดลอม ทั้งหมดถูกจําลองขึ้นโดยคอมพิวเตอร ทุกสิ่ง ทุกอยางถูกแทนที่และจัดเก็บในรูปแบบของ สัญญาณไฟฟา เปนความเสมือนจริงที่รับรู ดวยการไดยินและมองเห็น แตจับตองไมได สื่อสมัยใหมและโลกเสมือนจริงมี ทั้งขอดีและขอเสียเชนเดียวกับเทคโนโลยี ประเภทอืน่ ๆ ขอดีประการสําคัญคือการขยาย โอกาสในการเขาถึงงานศิลปะของคนทั่วไป

ยกตัวอยางเชน แทนที่จะตองเดินทางไปดู ผลงานศิลปะที่โดงดังตามพิพิธภัณฑใหญๆ ในตางประเทศ เราสามารถทําความรูจักผล งานเหลานี้ผานภาพถายในสื่อประเภทตางๆ ความรวดเร็วของการเผยแพรขอมูลทาง อินเตอรเนตทําใหคนที่อยูหางไกลสามารถดู การแสดงศิลปะไดพรอมๆ กับผูชมที่อยูใน หองแสดงนิทรรศการ แกลเลอรีศ่ ลิ ปะใชสงั คม ออนไลนในการจัดแสดงภาพวาด ทําธุรกิจ ซื้อขายผลงานกับคนทั่วโลก หรือการที่ศิลปน สรางสรรคผลงานดวยคอมพิวเตอร แลวนํา เสนอผานทางอินเตอรเนต เปนตน ถึงแมวา บทบาทของอินเตอรเนตจะ ยังคงสถานะเปนพื้นที่ทางเลือกอีกอยางหนึ่ง สําหรับทั้งวงการศิลปะ และสังคมในวงกวาง แตปฏิเสธไมไดวา เปนสิง่ ทีใ่ หอทิ ธิพลอยางสูง ตอวิถีชีวิต และครอบงําสังคมรวมสมัยไวจน แทบจะทั้งหมด ในบางเมืองหรือบางประเทศ มนุษยสอื่ สารผานโลกออนไลนมากกวาพูดคุย กันตัวตอตัวเสียอีก วิจารณญาณจึงเปนสิ่ง สําคัญทีจ่ ะปกปองไมใหเกิดความหลงใหลใน สือ่ สมัยใหมอยางมากเกินพอดี หรือการนําตัว ตนเขาไปผูกติดกับโลกเสมือนจริงจนแยกแยะ ไมออกจากโลกความเปนจริง... พืน้ ทีท่ างศิลปะพัฒนาควบคูไ ปกับ สังคมในแตละยุคสมัย ทัศนคติ ความเจริญ ทางวัฒนธรรม และวิวฒ ั นาการของเทคโนโลยี ลวนแลวแตสงผลกระทบตอการสรางสรรค ศิลปนตางพยายามหยิบยกแงมุมตางๆ ใน สิง่ แวดลอม มาประลองในพืน้ ทีก่ ารแสดงออก ไมใชแคเพียงแขงขันกันเองระหวางกลุม ศิลปน แตเพื่อตอบโตกับสาธารณชน มุงหวังในการ สรางแรงบันดาลใจ นําเสนออารมณและแนว ความคิดที่จะตอยอดไปสูจินตนาการ หรือ กระตุนใหเกิดคําถาม และขอคิดเห็นอันเปน ประโยชนในสังคม ใครจะลวงรูวาพื้นที่ศิลปะ ในอนาคตจะพัฒนาตอไปเปนอยางไร สิ่งที่สําคัญกวา คือ มีสติในการ เรียนรูจากสื่อสมัยใหม แลวตอบโตกับพื้นที่ ทางศิลปะในปจจุบันใหเกิดประโยชนมาก ที่สุด


28 Interview

àÃ×͹Ëҧ áÅз‹Ç§·‹Ò ¢Í§ÈÔŻР»ÃÕÂÒª¹¡ à¡ÉÊØÇÃó ´ŒÇÂàÃ×͹Ëҧ ¼ÔÇ¡Ò ·‹Ç§·‹Ò ¹íÒé àÊÕ§ ÊÔ§è μ‹Ò§æ àËÅ‹Ò¹Õ¡é ÅÒÂÊÀҾ໚¹Ê×Íè ãËŒ »ÃÕÂÒª¹¡ à¡ÉÊØÇÃó (¢ŒÒÇμÙ) ÈÔÅ»¹ËÞÔ§ÃØ‹¹ãËÁ‹º¹àÇ·ÕÈÔÅ»ÐËÇÁÊÁÑ à¸Í㪌 Ëҧ¡ÒÂà¾×èͶ‹Ò·ʹàÃ×èͧÃÒÇ ¤ÇÒÁÃÙŒÊÖ¡¹Ö¡¤Ô´¢Í§μ¹àͧÊÙ‹§Ò¹à¾ÍÏ¿ÍÏáÁ¹« ÍÒÏμ (performance art) ÈÔÅ»ÐÊ×èÍáÊ´§Ê´·ÕèÅ×è¹äËÅä»μÒÁ¨Ñ§ËÇЪÕÇÔμáÅÐÊÀÒ¾ Êѧ¤Á·ÕèÃÒÂÅŒÍÁ...¶Ö§áÁŒÇ‹Òà¾ÍÏ¿ÍÏáÁ¹«¨Ðà¡Ô´¢Öé¹ÁÒËÇÁ 40 »‚áŌǡçμÒÁ·Õ áμ‹ àÃ×èͧ : ¨ÔÃ´Ò ¨ÕàÇÃØäÇâ蹏 ÈÔŻзÕáè Ê´§ÍÍ¡´ŒÇ¡ÒÑáÊ´§’¹ÕÂé §Ñ ¤§¢Ñºà¤Å×Íè ¹ä»¾ÃŒÍÁ¡Ñº¡ÃÐáÊÈÔŻдŒÇ‘Åؤ’·Õè Ê´ãËÁ‹ÍÂÙ‹àÊÁÍ ÀÒ¾ : ¸ÕþŠÍØ·ØÁ Í‹ҧäáçμÒÁ ºÒ§¤Ãѧé ÈÔÅ»Ðá¹Ç·Ò§¹Õ¡é Êç Ìҧ¢ŒÍ¡Ñ§¢ÒãËŒ¡ºÑ ¤¹´ÙÍÂÙº‹ ÒŒ § à¾ÃÒÐ ÅѡɳСÒÃáÊ´§ÍÍ¡ã¹ËÅÒ¤ÃÑ§é ¹Ñ¹é ¤ÅŒÒ¤ÅÖ§¡Ñº¡ÒÃáÊ´§¹Ò¯ÈÔÅ»ŠÃÇ‹ ÁÊÁÑÂÍÂÙ‹ äÁ‹ÁÒ¡¡ç¹ŒÍ ˹·Ò§à´ÕÂÇ·ÕèàÃÒ¨ÐࢌҶ֧¤ÇÒÁáμ¡μ‹Ò§¹Ñé¹ä´Œ¤×ÍÈÖ¡ÉÒ·íÒ¤ÇÒÁࢌÒ㨠·ÕÁè Ò·Õäè » ÃÇÁ¶Ö§¡ÒÃáÊ´§ÍÍ¡¢Í§à¾ÍÏà¿ÍÏáÁ¹«¹ãÕé ËŒÅ¡Ö «Ö§é ´Ñ§¹Ñ¹é àÃÒ¨Ö§ËÒâÍ¡ÒÊ ¤Ø¡ѺÈÔÅ»¹ËÞÔ§·Õè¡íÒÅѧà´Ô¹ÍÂÙ‹º¹àÊŒ¹·Ò§ÊÒÂà¾ÍÏà¿ÍÏáÁ¹«¼ÙŒ¹Õé ¾Õ袌ÒÇμ٢ͧ ÃØ‹¹¹ŒÍ§ ËÃ×ÍÍÒ¨ÒÏ¢ŒÒÇμ٢ͧ¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ¨ÔμáÃÃÁÏÃØ‹¹ãËÁ‹ áÅÐàÃÒ¡çäÁ‹¾ÅÒ´·Õè¨Ð 䶋¶ÒÁàÃ×èͧÃÒÇ¡Ò÷íÒ§Ò¹ÈÔŻТͧà¸Í㹪‹Ç§àÇÅÒ·Õ輋ҹÁÒ´ŒÇÂ


29 กอนหนาทีจ่ ะมาทํางานเพอรฟอรแมนซ(performance) พีข่ า วตูสนใจอะไร ทํางานประเภทไหนมากอนคะ? กอนหนานีเ้ ราเรียนศิลปะไทย แตเราก็ไมไดทาํ งานไทยแบบทัว่ ไปอยาง เขียนลายไทย หลังจากนั้นเราสนใจเรื่องของวิดีโอ กับเพอรฟอรแมนซตั้งแตเมื่อ ไหรไมร.ู .. พอถึงชวงทําทีสสี (ศิลปนิพนธ) ความสนใจนีม้ นั ก็เริม่ ชัดเจน รูส กึ ชอบ และคิดวาตรงตอการทํางานสวนตัวมากที่สุด ในชวงแรกทีเ่ ราเริม่ เห็นงานของพีข่ า วตูกนั ชัดเจนขึน้ นาจะเปน ‘โครงการ 1 เลม 1 เรื่อง’ ที่วัดแคนางเลิ้ง งานนั้นเปนลักษณะไหนคะ? มันเริ่มจากเปนงานเรียนที่อาจารยบอกวาใหออกไปหาพื้นที่ใดพื้นที่ หนึง่ นะ ไปทําศิลปะกับสิง่ แวดลอม เราเลือกทําทีน่ างเลิง้ เพราะอยูแ ถวๆนัน้ และ เห็นเด็กทีน่ นั่ มีปญ  หา เปนเด็กที‘่ ขาด’ พอแมกไ็ มสนใจ ตอนนัน้ เราเลยใหเด็กทํา สมุดบันทึกเรื่องราวของตนเอง แลวก็มีจัดนิทรรศการ นิทรรศการนั้นตางกับการทํางานแลวจัดแสดงในหอศิลปหรือเปลา? มันแตกตางแนนอน การแสดงนิทรรศการในคราวนัน้ มันกลายเปนการ แสดงผลงานของเด็ก เพื่อใหพอแมของเด็กรูวาลูกตัวเองมีคา และใหลูกไดบอก เลาเรือ่ งของตัวเอง ของพอแม พีน่ อ ง ชุมชน แตทงั้ หมดทัง้ มวลแลวมันก็เกิดจาก กระบวนการทางความคิดของเราหลังจากที่เราไปรูจักกับเด็กแลว

ไดอะไรเปนพิเศษกับงานลักษณะนี้ไหมคะ? ไมรวู า จะตอบในเชิงศิลปะยังไง แตทไี่ ดแนนอน คือการเรียนรูผูอื่น ถาเปนปกติวันศุกรเราก็ไปเที่ยว แลว ก็กลับมานั่งทํางาน มีสาระบางไรสาระบาง แตพอไปที่ นางเลิ้งมันทําใหเรารูวาอะไรคือสิ่งที่มีคุณคาจริงๆใน สังคมๆ ทีม่ นั ไมใชสงั คมศิลปะ และเมือ่ เราอยูข า งนอกได ทํางานกับชุมชน มันไมใชวา เราจะตองเอาชนะใครเหมือน ชนะการประกวดนูนนี่ มันเปนเพียงการทํางานรูปแบบ หนึ่งที่คิดวาทําใหเราเขาใจคนอื่น ซึ่งมีผลมากตอการ พัฒนางานของเราทั้งวิดีโอ หรือแมแตเพอรฟอรแมนซ แลวศิลปะกับชุมชนมันเหมือนกับเปนจุดผานสําคัญที่ ทําใหเรากลายเปนคนแบบปจจุบนั นี้ ไมงนั้ เราจะไมสามารถ ทํางานวิดีโอ หรือเขาไปทํางานกับพื้นที่ใดๆไดเลย หลังจากนั้นมีการทํางานที่เกี่ยวของกับพื้นที่ ขางนอกอีกไหมคะ? สําหรับเรือ่ งการทํางานทีเ่ กีย่ วของกับการใชพนื้ ที่จริงๆ คงเปนที่โปรเจ็ค 1 ป ไวทสเปซ พี่กัซ(ไมตรี ศิริ บูรณ) โทรมาชวนไปทํางาน เราคิดวาสภาพแวดลอมมัน กลายเปนพืน้ ทีใ่ นการทํางานศิลปะของเราได เราเลยมอง สภาพแวดลอมในครอบครัวเรา ทําใหเรารูว า จริงๆแลวเรา คุยกับแมไดทุกเรื่องนะ แลวเราก็ทํางานศิลปะกับแมได ดวย เราเลยคิดจะใชพนื้ ทีก่ ารจัดนิทรรศการคราวนัน้ เพือ่ คุยกับแม คุยกับครอบครัว เราทําสมุดกับวิดีโอ แลวพอดี อยูบ า นยายทีเ่ ชียงใหม เลยถายรูปยายไว แลวก็ถา ยตอน ที่เราเพอรฟอรม ก็ไมมีอะไร เราแคอานจดหมาย แตสิ่ง สําคัญในงานคือตัวสมุดเลมนึงชื่อวา “excuse สมุดแหง การแกตัว” แลวงานนั้นก็ใหแมมาเพอรฟอรแมนซกับเรา ดวย คิดอะไรอยูถึงไดทําสมุดแหงการแกตัวขึ้นมา เรารูส กึ วาทุกคนแกตวั กับพอแมพนี่ อ งเสมอ แต กับเพือ่ นเรากลับไมโกหก เราไมเขาใจวาทําไมถึงทําแบบ นัน้ กัน อีกอยางตอนอยูบ า นยายทําใหคดิ ไดวา เหลือเวลา อีกไมเยอะแลวที่จะอยูกับครอบครัว เราจึงคิดทําหนังสือ เลมนี้ขึ้นมาแจกโดยหวังจะใหมีคนรับเพราะความจริงใจ ในหนังสือมีหนาทีเ่ ขียนวา ‘คนดีชอบแกไข คนจัญไรชอบ แกตัว’ แลวเรานั่งเขียนจดหมายประมาณ 5 หนา วาวันนี้ เราทําอะไร รูสึกยังไง เรากอดยายไมอยากใหยายจากไป พอมาหนาสุดทายเราก็เวนไวใหเขาติดรูปใครก็ไดที่เขา อยากแกตัวที่สุด อยางเราก็คือยายกับแม จริงๆแลวเรา อยากแกไข เราอยากสารภาพบางอยาง แตมันก็เหมือน กับการแกตัวของเรา มันทับซอนกันอยู


30 ผลตอบรับเปนยังไงบางคะ? ตอนนั้นเราทําแทบตาย สมุดก็มีทั้งสอง ภาษา เรากับแมชวยเดินแจก คนก็ไมสนใจกัน พอ แจกสมุดจะหมด เราไปยืนขางหนากับแมและพูดสิ่ง ที่อยากจะพูดออกไป วามาทําอะไร จะพูดอะไร พูด กับใคร และเราก็อยากใหคนดูสมุดที่เราแจก คิดวา เขานาจะมีสกั คนนะทีเ่ ขาอยากจะแกตวั ดวย แตปญ  หา อีกขอคือ เราพูดภาษาไทย คนไทยที่ฟงบางคนเขาก็ รองไห เราก็รองไห แมก็รองไห แตฝรั่งงง! ถึงแมใน สมุดจะมีภาษาอังกฤษก็ตาม กลายเปนปญหาขึน้ ใน สถาณการณนั้น แต...ที่นาสนใจคือฝรั่งสนใจดูไลฟ เฟอรฟอรแมนซมากกวาคนไทย เปนบทเรียนแรกและ เปนปญหาทีต่ อ งแกตอ ไป งานนีจ้ งึ กลายเปนงานครัง้ แรกทีเ่ ราคิดวามันสําคัญมาก ทําใหเราเรียนรูไ ดเยอะ มาก มันไมประสบความสําเร็จในแบบที่วา “โอย... เกงจังเลย ดีจัง (นํ้าเสียงชื่นชม)” แตมันสําเร็จใน ประเด็นของเรา เรื่องการแกตัวกับแมเรา ความรูสึก ของเรา ถึงแมผลตอบรับจากมวลชนจะไมใชรอย เปอรเซ็นตก็ตาม

นั้น เราก็ไปยืนตรงนั้น สูบบุหรี่ไปแตงหนาไปกับเขาดวย ก็มีคนเขามาคุย ขอไฟแช็ค ตอนนัน้ เราก็รสู กึ โอเค ทัง้ ๆทีไ่ มรวู า เขาวัดผลกันยังไง ทัง้ เด็ก ทัง้ คนทีม่ องเรา คนทีเ่ ขา มาในแกลลอรี มีคนอยากหยิบโปสการดเราที่ปมหนากลับไป แคนั้นมันก็พอแลว อีกงานมีที่มาจากเกมสใน ipod เปนแบบทัช(ทัชสกรีน)ที่ใหเลื่อนๆ แลวก ระโปรงผูหญิงจะเปด ยิ่งทัชเร็วมันก็ยิ่งเปดขึ้นเรื่อยๆ ศิลปนชายในทีมที่ไปก็เอาแต จับกลุม เลนเกมสนี้ เราคิดวาสิง่ นีก้ เ็ ปนสิง่ แวดลอมอีกอยางหนึง่ เราเลยเอาเรือ่ งทีเ่ ขา อยากจะดูอะไรกันนักหนานีม้ าเปนแรงบันดาลใจในการทําเพอรฟอรแมนซ โดยเขียน วา “What did you want to see” อยากดูอะไรกันแน ไวที่ตัวเรา

เมือ่ เกิดปญหาระหวางวิธที าํ งานทีเ่ ปนเพอรฟอร แมนซกับปฏิสัมพันธในพื้นที่จริง พี่ขาวตูคิดวา มีวิธีแกปญหาตรงนี้ไหม? เราพูดไดตามประสบการณทมี่ เี ปนตัวอยาง ใหฟง คือหลังจากที่ไวทเสปซแลวเราคิดวาตองแกไข เยอะ จากนัน้ เรามีโอกาสก็ไปทํางานทีญ ่ ปี่ นุ ตอนนัน้ เขาใหมาแตพื้นที่นิทรรศการ อีกทั้งการทํางานก็ตอง เปนแบบมีเดีย เราไมไดเอาอะไรไปเลยแลวก็ไมมเี งิน ซื้อของดวย เลยคิดวาตองเชื่อมโยงแกลลอรีกับการ ออกไปเพอรฟอรแมนซนอกสถานที่ เราเลยออกไปทํา ขางนอกทุกวันๆ แลวมาบันทึก (document) ที่แกลล อรี รูสึกวางานไดผลอยางไรไมแนใจ เพราะเราเองก็ ไมรูวาการวัดผลของเฟอรแมนซอารตมันคืออะไร

แลวอยางคําวา “What did you want to see” คุณอยากดูอะไรกันแน? พี่ขาวตู อยากจะสื่ออะไร? ตอนนั้นประเด็นมันก็อยูที่เราเปนผูหญิงไทยดวยแหละ เกิดปญหาเขาไป ทํางานในญี่ปุนแบบที่เราก็รูกันอยูนะ ผูชายญี่ปุนบางคนเขามองวาเราไมคอยดีเทา ไหร ไมคอยใหเกียรติเราเทากับผูหญิงในประเทศเขา เราเลยคิดวานาจะใชรางกาย ตัวเอง ใชมูฟเมนกึ่งๆอิโรติกเขามา มันทําใหเราสัมผัสความรูสึกของคนที่มาดูการ แสดงในวันนั้นไดดวย ครั้งที่ 3 ก็เหมือนกัน เขาใหทําในแกลลอรีและใหเปนงานมีเดีย เพื่อนที่ไป ดวยกันก็ใชเทคนิคแพรวพราวไฮโซมาก แตเราไมไดเตรียมอะไรไปเลย ก็นึกถึงกอน

งานคราวนั้นเปนลักษณะไหนคะ? ที่ญี่ปุนเราทําเพอรฟอรแมนซ 3 งาน ตอน นั้นเราเห็นสาวญี่ปุนแตงหนาสวยมาก แตสวยดวย เมคอัพ มันดูแปลกดีทที่ กุ คนพยายามจะเพอรเฟค เรา ก็แตงบาง แตงตลอดเวลา เดินไปแตงไป พิมพหนา ตัวเองใหคนทีเ่ ราเจอกับติดไวทแี่ กลลอรี คนก็มองบาง มีเด็กพูดวานากลัวมาก “โคไวๆ” แลวก็วิ่งหนี ชวน เพื่อนมาดู(หัวเราะ)ตอนนั้นก็วามันก็โอเคแลว หรือที่ สถานนีรถไฟมันจะมีโซนสูบบุหรี่ ทุกคนจะไปยืนตรง

งานนีก้ ม็ ภี าษาเขาไปเกีย่ วของดวยนีค่ ะ แตมนั เปนภาษาอังกฤษแลวคนญีป่ นุ จะเขาใจเจตนาเราไหม? เวลานั้นเรื่องภาษามันไมคอยเปนประเด็นแลว อยางงานแรกที่แตงหนา เราก็ไมไดพูดอะไร ใชกิจกรรมสื่อสารกับเขา แตครั้งนี้มันจะมีคําพูดหนึ่งที่เราไดยิน ตอนไปเวิรค ชอป เด็กเขาจะพูดวา “ยินดีทไี่ ดรจู กั ” แตเปนภาษาญีป่ นุ เราเลยพูดแบบ นั้นในเพอรฟอรแมนซ ใชทาทางแบบคืบคลานไปหาคนดู แลวกระซิบวา “ยินดีที่ได รูจ กั ”แบบเซ็กซีๆ่ หนอย(ยิม้ ) แลวเราก็ถามตอ “อยากเห็นอะไร” มีคนตอบมาวา “อยาก เห็นคุณไง” มันก็ดีที่เราสื่อสารกับเขาได เราเลยคิดวาในการทํางานกับพื้นที่จริงที่มี สภาพแวดลอมตางๆกัน ภาษามันก็เปนเรื่องหนึ่งที่สําคัญ แตจริงๆแลวแคคําบางคํา มันก็สื่อสารได


31

เราจึงพูดถึงพื้นที่อยางเดียว ไมได แตเราพูดถึงผูชม ผูทํางาน แลวก็ พื้นที่ที่เราทํางานได หนานั้นเราเคยแสดงงานมีเดีย ตั้งชื่อวา media is massage สื่อคือการนวด เราก็ชอบ แปลกดีที่นวดก็เปนสื่อได อาจารย สุวรรณ ลัยมณี เขาก็เคยนวด เราเลยเอาความคิดนีม้ าทํา ตอน นั้นเราก็อยูนวดใหคนที่มาดูงานที่แกลลอรีทุกวันเลย เรื่อง ความคิดมันก็ประเด็นเดิมที่ผูหญิงไทยถูกมองไมดี นวดๆ นาบๆ กับเรือ่ งทีผ่ ชู ายคิดวาควบคุมเราได อยูเ หนือเรา แตพอ มานวดเราเลยรูสึกวา “เธออยูในกํามือฉันแลวละ”(หัวเราะ เบาๆ) มันเปนอะไรทีแ่ ปลก ทีค่ นหนึง่ ยอมใหอกี คนจับตรงไหน ก็ไดทั้งๆที่ไมสนิทกัน พวกหมอนวดยังจับแถวๆเชิงกรานเรา ได! เลยคิดวาการนวดเนียะ มันเปนสื่ออยางหนึ่งที่ทําใหคน เชื่อมโยงกันไดดวยการสัมผัส เราคิดวามันก็เปนการทํางาน รวมกับพื้นที่และสถานการณนะ เพราะตองใหคนเขามารวม กับเราไมงั้นงานก็จะไมเสร็จ แตที่ไมคาดคิดคือคนมากมาย เขามาใหเรานวด กลุมคนที่เขามาเปนคนธรรมดา หรือคนที่สนใจศิลปะ สวนมากก็สนใจศิลปะกัน เพราะแถวนัน้ อยูใกลมหาลัย มีบางที่คนธรรมดาก็เขามา แตสวนมากแลว การนวดหนึ่งขั่วโมงเนียะ คนจะไมคอยวาง เขาก็จะนัดเวลา บาง เราดีใจที่เขาเขามาใหนวดเอง มันนาจะเปนผลมาจาก การที่เราเรียนรูเรื่องของสถานที่ดวยแหละ

ถือวาอาศัยพื้นที่ในเชิงนามธรรมมากเลยใชไหมคะ เราวาเปนทั้งรูปธรรมและนามธรรมนะ นามธรรมอยูที่ตัวเราวา วิเคราะหพื้นที่ยังไง รูสึกกับพื้นที่ยังไง สวนรูปธรรมก็คือ คนที่นั่นเขาเปนแบบ ไหน วัฒนธรรมเปนยังไง สถานที่เปนยังไง สุดทายพี่ขาวตูชวยใหความเห็นกับการทํางานกับพื้นที่ที่นอกเหนือไป จากการแสดงแบบปกติในแกลลอรีหนอยคะ สุดทายแลวงานเราก็ไมไดออกจากแกลลอรี แกลลอรีมันเปนพื้นที่ รองรับของเรา เปนบริบทของศิลปะ ถึงเราจะออกไปเพอรฟอรแมนซ แตงหนา ใหตาย สุดทายก็ตอ งมาจัดแสดงในแกลลอรีอยูด ี เพราะมันเปนพืน้ ทีค่ ลาสสิก แบบอุดมคติ อยางเชนงานลาสุดที่สยาม(เรื่องในมุง) เราไมคิดเรื่องสถานที่ เราคิดแตเรื่องธีมที่พูดเรื่องรางกาย การยึดมั่นถือมั่นในตัวคน แตมันนาตกใจ ทีอ่ าจารยมาบอกวา มันเขากับพืน้ ทีม่ ากเลย เพราะนักแสดงแตละคนไมมใี คร เพอรเฟคพอที่จะไปเดินสยาม ความสัมพันธระหวางงานกับพื้นที่ในตอนนั้น มันก็ประสบความสําเร็จ เขากันไดกับพื้นที่ แตสุดทายก็อยูในบริบทของ แกลลอรีอยูดี ถาเขาไมอนุญาติเราก็ทําไมได เราจึงพูดถึงพื้นที่อยางเดียวไมได แตเราพูดถึงผูชม ผูทํางาน แลว ก็พนื้ ทีท่ เี่ ราทํางานได ถาถามวาเราเอาศิลปะออกไปขางนอกไดไหม เราทําได เราเดินออกไปได เราดึงใหคนเขามาได แตสดุ ทายแลวหนีไมพน ทีต่ อ งออกมา พูดวาเราเปนศิลปน เราทํางานศิลปะ แกลลอรีมันบอกตัวเองวานี่คือพื้นที่ ศิลปะ คนที่ถูกติดชื่อในนี้จึงถูกยอมรับในฐานะศิลปน


24 hrs. art project 32 Interview

àÃ×èͧ : ¨ÔÃ´Ò ¨ÕàÇÃØäÇâ蹏 ÀÒ¾ : ¸ÕþŠÍØ·ØÁ 㹪‹Ç§àÇÅÒ·Õ輋ҹÁÒ ËÒ¡ÈÔÅ»¹μŒÍ§¡ÒèлÃÐʺ¤ÇÒÁÊíÒàÃç¨ã¹ ǧ¡ÒÃÈÔŻйѹé ÍÒ¨μŒÍ§¼‹Ò¹àÊŒ¹·Ò§ËÅÑ¡¤×ÍàÇ·Õ¡ÒûÃСǴ ¶ŒÒã¤Ã½ƒ¡½¹ ´ÕÁÕ½‚Á×ÍÊÌҧÊÃ䏧ҹ¨¹ä´ŒÃѺÃÒ§ÇÑÅ¡ç¨Ðä´Œ·Ñé§à§Ô¹·Ø¹áÅЪ×èÍàÊÕ§ ໚¹·Õè ÂÍÁÃѺã¹Ç§¡ÒÃÈÔŻР¡ÅÒÂ໚¹âÍ¡ÒÊãËŒºØ¤¤ÅàËÅ‹Ò¹Ñé¹à¢ŒÒ¶Ö§ “¾×é¹·Õè” ·Ò§ÈÔÅ»Ðä´ŒÃÇ´àÃçÇáÅй‹ÒÀÒ¤ÀÙÁãÔ ¨ ¾×¹é ·Õ·è ¡Õè Å‹ÒǶ֧¹Ñ¹é ¡ç˹ÕäÁ‹¾¹Œ ËÍÈÔÅ»Š ËÃ×Íá¡ÅÅÍÃÕáÊ´§§Ò¹ÈÔŻР·Õè¨Ð¼ÅÑ¡´Ñ¹Ê‹§àÊÃÔÁáÅÐÃͧÃѺ¼Å§Ò¹¢Í§ ÈÔÅ»¹àËÅ‹Ò¹Ñé¹ä´Œμ‹Íä» àÁ×èÍÈÔÅ»¹à´Ô¹ä»¶Ö§¨Ø´¹Ñé¹áÅŒÇ ÍÒªÕ¾ “ÈÔÅ»¹” ¡ç ¤§¨ÐÍÂÙ‹äÁ‹ä¡Åà¡Ô¹àÍ×éÍÁ áμ‹ã¹»˜¨¨Øº¹Ñ ¹Õé ÃٻẺ§Ò¹ÈÔŻзÕáè »Å¡áÅÐãËÁ‹ä´Œ¼´Ø ¾ÃÒ¢ֹé ÁÒ ÁÒ¡ §Ò¹ÈÔŻкҧªÔ¹é ÍÒ¨äÁ‹¶¡Ù ÃʹÔÂÁ¡Ñº¼Ù´Œ Ù ¼Å§Ò¹¹Ñ¹é æ¡ç¨Ð¢Ò´ “¾×¹é ·Õ”è ¡ÒÃáÊ´§ÍÍ¡áÅзíÒãËŒ¢Ò´¼ÙŒÊ¹ÑºÊ¹Ø¹ã¹àÇÅÒμ‹ÍÁÒ ´Ñ§¹Ñé¹ÈÔÅ»¹¼ÙŒª×è¹ ªÍº¡Ò÷íÒ§Ò¹á»Å¡æãËÁ‹æàËÅ‹Ò¹Ñé¹ÍÒ¨¨íÒ໚¹μŒÍ§àÅ×Í¡ÃÐËÇ‹Ò§ à¡çº¡´ ¤ÇÒÁʹ㨢ͧμ¹àͧäÇŒà¾×Íè ͹Ҥμã¹°Ò¹ÐÈÔÅ»¹μÒÁẺ©ºÑº ËÃ×ÍäÁ‹Â´Ö μÔ´¡Ñºª×èÍàÊÕ§ÃÒ§ÇÑÅ áÅÐÊÌҧÊÃ䏼ŧҹ͋ҧʹشÊØ´àËÇÕè§㹰ҹРÈÔÅ»Ðá¹Ç·´Åͧ àÇÅÒ¹ÕÊé §Ñ ¤ÁÈÔŻТͧä·Âàͧ䴌à¡Ô´¡ÅØÁ‹ ÈÔÅ»¹Ãع‹ ãËÁ‹¨Ò¡Á.ÈÔŻҡà ·Õè¾ÂÒÂÒÁ»ÅÕ¡μÑÇÍÍ¡¨Ò¡Çѧǹ´Ñ§¡Å‹ÒÇáÅŒÇ ¹Ñ蹤×Í ¡ÅØ‹Á 24 hrs. art project ¹íÒâ´Â ¡ÄÉ®Ò ´ØÉ®ÕǹԪ áÅÐÇѹ¹ÕéàÃÒä´ŒâÍ¡ÒʾºáÅоٴ¤Ø¡Ѻ à¢ÒẺμÑÇμ‹ÍμÑÇ กอนจะมาถึง 24 hrs. art project พี่วัคซีนทํางานลักษณะไหนมากอนคะ? สมัยที่ยังเรียนปริญญาตรีที่คณะจิตรกรรมฯ ตอนนั้นเลือกเรียนวิชาเอกทฤษฎีศิลป และวิชาโทภาพพิมพ สวนในเรือ่ งผลงานภาพพิมพนนั้ พัฒนามาจากรูปแบบ 2 มิตธิ รรมดา กอน ที่จะมาทําเปนงานจัดวาง 3 มิติ (Installation) ชวงแรกนั้นก็คิดอยากจะทําเทคนิคที่ไมเหมือน เพื่อนคนอื่นๆ คือหาวัสดุเอง สรางกระบวนการพิมพดวยตัวเอง ทําใหบางครั้งก็มักจะมีปญหา กับอาจารยผสู อนบาง ก็ตอ งหาขอตอรองกับอาจารยเพือ่ จะสรางสรรคผลงานทีต่ วั เองคิดใหได

แลว 24 hrs. art project มีทมี่ าทีไ่ ปอยางไร? โปรเจคนี้สรางขึ้นตอนผมเรียนอยู ป 4 ตอนแรกวางแผนกับเพื่อนๆ วาอยากจะ แสดงงานโดยไมใหเหมือนการแสดงงานตาม หอศิลป หรือตามแกลเลอรีทั่วไป แตก็ไมได เปนการปฏิเสธหอศิลปนะ เพียงเราแคอยาก จะออกไปยืนในพื้นที่สาธารณะขางนอก และ พยายามหาความปนไปไดของพืน้ ทีใ่ หมเทานัน้ เอง ซึง่ พืน้ ทีท่ เี่ ราจะไปจัดแสดงในครัง้ นัน้ ก็เปน พืน้ ทีข่ องชุมชน คือบานเลขที่ 33 ในซอยสุขมุ วิท 23 พืน้ ทีต่ รงนัน้ มีสาระตางๆ บานนัน้ ก็ถกู เรียก วา “บานหลังสุดทาย” ในซอย มันแฝงนัยยะ บงบอกถึงความเหลือ่ มลํา้ ทีท่ บั ซอนกันในความ หมายของพื้นที่ เลยคิดวาจะนําเอาพื้นที่ตรง นั้นมาหาประเด็นรวมกับความเปนศิลปะ


33

แปลวาในชวงเวลาขณะนัน้ ศิลปนมีปญ  หาเรือ่ งพืน้ ทีก่ าร แสดงหรือคะ? ก็อาจจะมีอยูบาง สมัยนั้นหอศิลปกรุงเทพฯ ยังไม เกิดขึ้นมา และตอนนั้นวุฒิภาวะของพวกเรายังเด็กอยูจึงไม อาจไปเรียกรองวาพื้นที่แสดงงานศิลปะไมเพียงพอ แตตาม ความเปนจริงแลวเพียงพอ เพราะหอศิลปหรือแกลเลอรีตางๆ ก็เกิดขึ้นมากมายจึงไมนาจะมีปญหามากนักในสวนนี้ แลวทําไมโปรเจคนี้จึงตองใชตัวเลขวา “24” ละคะ? คงตองขอพูดถึงกระแสขาวของคนดูงานศิลปะใน ตอนนัน้ เขาวา “จะไปดูผลงานศิลปะทําไมหลายวัน สาระหรือ ความนาสนใจก็มีแควันเปดงาน” ก็จริงอยูวันเปดงานก็มีคน มาดูมาใหกาํ ลังใจ สังคมตางๆก็เขามา แลวตัวเลข 24 ก็เหมือน กับปรากฎการณหนึง่ ทางศิลปะทีส่ าํ คัญ แควนั เดียวมี 24 ชัว่ โมง มันกลายชวงเวลาของมันและก็หยุดอยูของมันตรงนั้น คลาย

กับพวกปรากฎการณสุริยุปราคาที่จะมีชวงเวลาเดียว เชน เดียวกัน บานหลังทีเ่ ราเขาไปจัดแสดง มันกําลังจะถูกรือ้ ถอน เพื่อจะสรางเปนคอนโด ซึ่งก็เปนชวงเวลาของบานหลังนั้นที่ จะยังอยูภายในเวลา 24 ชั่วโมงสุดทาย แลว 24 ชั่วโมงสุดทายกลายเปนประเด็นอยางไร ? ธีมหลักของโครงการนีค้ อื เราตองการแสดงออกถึง ความโหยหาความเปนบานกอนที่จะถูกรื้อถอน เราเลยมอง ยอนกลับไปสูสังคม ความเปลี่ยนแปลงจากบานเดี่ยวที่มีแต ความอบอุน เปลี่ยนเปนหองซอนเรียงรายกันขึ้นไปเปนชั้นๆ คนในละแวกนั้นใหความสนใจอยางไรบางคะ ภายในวันเปดงานมีคนเขามาดูประมาณ 300 ถึง 400 คน มีชาวบาน ผูส นใจงานศิลปะ หรือคนเดินผานไปผาน มาก็เขามาดู แมกระทั่งตํารวจก็เขามาดูเพราะเห็นวาเราทํา


34

เราไมจาํ เปนตอง ไปเทียบการแสดงในพื้นที่ แบบอื่นๆ เหมือนวาผลงาน ศิลปะคลายแมนํ้าหลายสาย เราอยาไปบอกวาแมนํ้าของ เราใหญกวาหรือสะอาดกวา ศิลปะตองเดินทางควบคูกัน ไปในหลากหลายแนวทาง อะไรกันอยูหรือเกิดเหตุอะไรสักอยาง(หัวเราะ) ความสนใจของคนในละแวกนั้นก็เปนที่นาพอใจ แตก็ไมรูวาคนดูเหลานั้นจะเขาใจในสิ่งที่เราทํา หรือเปลา แนวทางของโปรเจคนีไ้ ดกลับมาแสดงในโครง การแบรนนิว เมื่อ 2 ปที่แลว (Brand new 2009) อีกดวย ตอนนั้นผมไดรางวัลของ Brand new และทาง Brand new เองก็ใหพื้นที่กับเรามาโดย ตลอด เราเอาโปรเจ็คนีไ้ ปจัดแสดงอีกครัง้ แตเปน แคบันทึก (document) วามีผลงานของเราแสดง ที่ไหน อยางไร พี่เจี๊ยบ กฤติยา กาวีวงศ ก็สรรหา พืน้ ทีใ่ หกบั เรา โดยใหเวลาภายใน 6 สัปดาหทหี่ อ ศิลป ม.กรุงเทพ (BUG) ตอนนัน้ เราก็ใชเรือ่ งพืน้ ที่ อีกครัง้ แตมคี วามพรอมมากเมือ่ เทียบกับครัง้ กอน พื้นที่ก็เหมาะจะสรางผลงานศิลปะได เลยคิดวา โชวขอมูลที่เคยบันทึกไวอยางเดียวแลวก็เหมือน กับขาดอะไรบางอยาง เราก็เลยยึดพืน้ ทีต่ รง BUG ทีช่ นั้ 2 ทัง้ หมด เลยเหมือนกับเราเปดหอศิลปซอ น ในหอศิลปอีกที จะเอาผลงานของใคร ชิ้นใดก็ได มาจัดแสดง แตกาํ หนดระยะเวลาจัดแสดงใหหนึง่ วันตอคนหรือกลุม และถาใครไดมาแสดงงานก็ จะบันทึกวาไดมาแสดงที่ BUG แลว บางครัง้ คลาย กับการตัง้ ตนวาเปนเจาของแกลเลอรีน่ ดี้ ว ยซํา้ ไป

แลวผลงานที่คัดเลือกมาแสดง ทางทีมงานตองหามาเองหรือคนอื่นๆสงมาใหคะ? วันเปดงานก็มีทั้งศิลปนที่เราหามาและก็มาดวยตัวเองบางเมื่อรูขาว ซึ่งวันเปด งานก็หมือนกับการรวมผลงานและประกาศในวันเวลานัน้ เลย As Yet Unname เปนศิลปน กลุม แรกๆทีไ่ ดเขามาแสดงงานเพราะเคยรวมงานกันมากอน คนกลุม นีก้ ส็ นใจเรือ่ งพืน้ ทีใ่ น งานศิลปะจึงเชิญมาจัดแสดง และยังมีนักศึกษาจากจุฬาฯ สาขาแฟชั่น ภาพถาย ก็มาจัด แสดง จากโปรเจคแรกทีเ่ ปนบานรางจนมาถึงวันนี้ คนในวงการศิลปะมีปฏิกริ ยิ าตอบสนอง อยางไรบางในเรื่องการใชพื้นที่ที่เราไดสรางสรรคความแปลกใหมตรงนั้น สิ่งที่เราทําอยูนี้ไมใชกระแสที่ใหม ดูเหมือนวาศิลปนในอดีตก็ทํากันมามากมาย ถาเราทําขึ้นมาอีกมันก็เปนเรื่องใหมอีก ไมมีทางที่จะซบเซาลงไปหรอก หรืออาจจะมีตาม แกลเลอรีทเี่ ขาทํากันอยูเ ปนอีกหนึง่ ทางเลือกทีน่ า สนใจ แตยงั ไงก็ไมใชวา เราจะทําอะไรก็ได


35 ในเมื่อเราออกมาหาทางเลือกใหมเพื่อสราง แนวทางการสรางสรรคแนวทางนี้ตางกับศิลปะการจัดแสดงหรือการประกวดผลงาน ศิลปะที่สามารถตอบสนองกับสังคมขางนอก ศิลปะแบบเดิมตามธรรมเนียมทั่วไปไหม? พูดกัน 2 แบบก็คือ เราไมจําเปนตองไปเทียบการแสดงในพื้นที่แบบอื่นๆ เหมือนวา ฉะนัน้ เราก็มวี ธิ กี ารจัดการทีเ่ ปนระบบทีส่ ามารถ ผลงานศิลปะเราหลากหลายคลายแมนํ้าหลายสาย เราอยาไปบอกวาแมนํ้าของเราใหญกวา ตอบโจทยใหสังคมได หรือสะอาดกวา ศิลปะตองเดินทางควบคูก นั ไปในหลากหลายแนวทางและหลายแขนง และอีก คนกลาวถึงกลุมของพี่วาเปน“กลุมศิลปน เหตุผลหนึ่งก็อยากจะใหมีนักสรางสรรคหรือนักศึกษารุนใหมลองหันมาทํางานศิลปะประเภท นี้บาง อยาไปยึดติดเพียงการประกวดที่เปนเหมือนกับดัก ลอเราใหติดอยูกับสิ่งนั้น หัวกาวหนา”พี่คิดอยางไรกับคําพูดนั้น ที่จริงคนอื่นๆ ก็กาวหนามาหลาย กาวแลว มันก็ดที ที่ าํ ออกมาแลวรูส กึ สนุกและ ถาจะใหพูดถึงวงการศิลปะโดยรวม คิดวาการที่เราจะไปหาพื้นที่ใหมๆนั้นมีขอดีหรือ ไดรบั การตอบรับทีด่ จี ากสังคม เหมือนกับเปน ขอดอยอยางไรคะ? ถาพูดในฐานะผูชม ขอดีคือเราไดเห็นผลงานที่หลากหลายและนาตื่นเตน ถามีขึ้น จุดเริ่มตนใหศิลปนหนาใหมกลุมอื่นๆ ทํากัน บาง เชน ศิลปนกลุม มิวท มิวท หรือนักศึกษา มาอีกเรื่อยๆ มันก็สนุก แตในอีกมุมหนึ่งคนอื่นอาจจะกําลังมองวาเราทําอะไรไมจริงจัง ทําแค พระจอมเกลาฯ ลาดกระบังก็ทําโครงการหอ สนุกไปวันๆ ถาเราไมเอาระบบการจัดการเขามา ทําแบบลอยๆขึ้นมา ปลอยผานไปเรื่อยๆ ศิลปบริการ รวมกับวินมอเตอรไซค พอนาน สุดทายก็จบอยูแ คนนั้ ถาจะใหเปนปรากฏการณใหมในทางศิลปะก็ตอ งทํากันอยางจริงจัง วาง วันเขาก็จะเริ่มมีบทบาทมากขึ้น และลงสื่อ โครงสราง มีระบบการจัดการที่ดี มันก็มีผลตั้งแตโปรเจ็คแรกเปนตนมา ตางๆ บางเหมือนกัน ในปจจุบันนี้ เรื่องพื้นที่ตามปกติยังถือวาเปนสิ่งจําเปนตอคนทํางานศิลปะรุนใหมอยู บางไหมคะ? เรื่องพื้นที่จําเปนตลอด อาจารยตุน (สุรสีห กุลวงศ) ยังเคยพูดวา “เครื่องบินไมเคย ปฏิเสธสนามบินหรอก บางครัง้ อาจไปลงจอดกลางทุง นาก็สามารถสรางความตืน่ เตนได สุดทาย ก็กลับมาจอดที่สนามบินและตองมาเติมนํ้ามันอยูดี” เราเองก็ไมเคยปฏิเสธหอศิลปหรือแกล เลอรีนะ มันมีขอดีและขอแตกตางกับสิ่งที่กลุมของเราทําอยู พื้นที่ที่ทางกลุมศิลปนของพี่พยายามสรางสรรคและยึดมั่นมาโดยตลอด สวนหนึ่งก็ คลายเปนการลบลางความคิดของคนสวนมาก ที่มักเขาใจวาผลงานศิลปะควรจะจัดแสดงอยู ในพื้นที่หอศิลปหรือแกลเลอรี่เทานั้น คนดูตองเขาไปหาผลงาน แตสิ่งที่เรากําลังทําอยูคือเอา ศิลปะเขาไปหาคนดู บางครัง้ คนดูกอ็ าจรูส กึ ไดถงึ ความใกลชดิ หรือความจําเปนระหวางผลงาน กับผูช ม อีกทัง้ เปนการแสวงหาความแปลกใหมจากการใชพนื้ ทีใ่ หมทางศิลปะ ซึง่ ไมไดเปนการ ปฏิเสธหรือตอตานการใชพื้นที่หอศิลปหรือแกลเลอรี่แตอยางใด


36 Feature

àÃ×èͧ : »Ø³³´Ò ÊÒÂÂÈ ÀÒ¾ : ÊØêÑ áʧÊØÇÃó


นางเลิ้ง....

37

ศิลปะชุมชนและคนนอก ถนนหนาวัดแคนางเลิง้ ทอดยาว สองขางทาง เรียงรายดวยตนไมใหญรมรื่น เอนตนเขาหากันคลาย กับเชือ้ เชิญผูม าเยือนชุมชนแหงนี้ เมือ่ พูดถึง “นางเลิง้ ” หนึ่งในชุมชนเกาแกของพระนคร หลายคนคงคิดถึง สถาปตยกรรมสวยงาม ทีต่ งั้ วังเกา หลวงปูธูปวัดสุนทร ธรรมทาน (วัดแคนางเลิ้ง) ตลาดนางเลิ้ง ขนมหวาน อาหารอรอย ราชติณมัยสโมสร (สนามมานางเลิง้ ) โรง หนังเกาศาลาเฉลิมธานี ฯลฯ ในอดีตเมือ่ 30 กวาปกอ น หนานี้ นางเลิ้งยังเคยเปนพื้นที่ที่สรางความบันเทิงให กับคนกรุงเทพฯ กอนที่จะมีสภาพซบเซาจากการ เปลี่ยนแปลงของกาลเวลา สภาพเศรษฐกิจและสังคม ในเวลาตอมา จากความเปนมาขางตน ดูเหมือนนางเลิ้ง นาจะเปนชุมชนทีน่ า อยูอ าศัย เปนแหลงวัฒนธรรมเกา แก มีวังเกาของเจาขุนมูลนาย มีประวัติความเปนมา ของชุมชนยาวนาน อีกมุมหนึง่ พืน้ ทีบ่ างสวนของนางเลิง้ ก็ยงั คงมีปญ  หาทางโครงสรางพืน้ ฐาน ชุมชนแออัด จาก ความเลีอ่ มลํา้ ของสภาพเศรษฐกิจ ปญหาสภาพแวดลอม และสังคม ยาเสพติด การศึกษาทีไ่ มทวั่ ถึง ปญหาเหลา นีม้ มี านาน ควบคูก บั ความเปนไปของชุมชนตัง้ แตอดีต จนปจจุบัน ถึงจะมีความพยายามที่จะแกปญหาจาก ภาครัฐ หนวยงานราชการตางๆ แตผลลัพธที่ได ก็ ไมไดเปนไปในทิศทางที่ยั่งยืน

พี่แดง สุวัน แววพลอยงาม ผูนําชุมชนวัดแค นางเลิ้ง เปนอีกหนึ่งคนที่เห็นความเปนไปของชุมชนตลอดมา รับรูถึง ปญหาทีย่ งั ไมสามารถแกไขไดอยางหมดจด เด็กบางคนยังอาน หนังสือไมออก สภาพแวดลอมขยะมูลฝอย ยาเสพติดชุกชุม ที่ ไมนา จะเกิดเฉพาะกับชุมชนแออัดในนางเลิง้ เทานัน้ ความทีเ่ ปน คนในชุมชน พี่แดงจึงมองเห็นปญหา เห็นความลมเหลวของ โครงการของภาครัฐ และมุงมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงชุมชนใหดีขึ้น กวาเดิม โดยอาศัยการเปนผูน าํ ธรรมชาติ เขาบานโนนออกบาน นี้ ถามไถสารทุกขสุขดิบ ชวยแกปญหาสารัตถะ เทาที่พอจะ สามารถชวยได ทําใหเกิดสายสัมพันธที่ดีตอกันกับสมาชิกใน ชุมชนมายาวนาน พีแ่ ดงเลาใหฟง วา ไดเริม่ แนวคิดทีจ่ ะพัฒนาชุมชนวัด แคมานานแลว และปญหาชุมชนไมใชเรือ่ งเล็กแตเปนเรือ่ งใหญ ระดับชาติ จึงตองคอยๆ ทํา คอยๆ ปลูกฝง ไมสามารถรีบเรงหรือ คาดหวังวาผลมันตองไดรับในเร็ววัน “บางทีทางหนวยงาน ราชการ เขาจะเขามาคิดๆ ให แลวก็โยนมาใหเราทํา แตไมเคย ถามวาคนในชุมชนตองการอะไร การพัฒนาแบบนี้ มีแตเปลา ประโยชน ไมไดเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ทําตามงบแลวก็จบไป” พีแ่ ดงเลาอีกวา สําหรับคนภายนอกทีเ่ ขามาทํางานกับชุมชน จะ มีวิธีการแตกตางกันไป “กอนหนานี้ก็มีนิสิต นักศึกษาเขามา หลายกลุม ธรรมศาสตรก็มี จุฬาฯ ศิลปากร บางคนก็ยังทํางาน ดวยกันอยู มีโครงการดีๆ นารักๆ อยูหลายโครงการเลย” “เขา เขามา เขาอยากจะชวยชุมชนใหดขี นึ้ อยากจะทําโครงการตางๆ เราก็ยินดีที่จะใหความรวมมือ แตก็อยากใหทุกคนที่เขามีความ เขาใจคนในชุมชนดวย เขาใจธรรมชาติพนื้ ฐานของคนในชุมชน เรียนรูซ งึ่ กันและกัน ใหงานดําเนินไปราบรืน่ ดวยความสนุกสนาน มีความสุขกับผลที่ไดรับ” จากการทํางานกับชุมชนพีแ่ ดงพบวา “ปญหาทีส่ าํ คัญ คือบางทีเด็กจะขาดศูนยกลาง ขาดตนแบบที่ดี ขาดการแนะนํา ทีด่ ี ก็จะทําอะไรเลียนแบบกัน ไมมคี วามคิดทีแ่ ตกตาง มีครอบครัว เร็ว” เปนปญหาเบื้องตนที่พบเจอ แนวทางของพี่แดงก็คือ “จะ ถามกอนวาอยากจะทําอะไร อยากเตนฮิบฮอบก็เอา เตนไป อยาก ไปเที่ยวขางนอก ก็พาไป พาไปเปดหูเปดตาจะไดรูวาสังคมขาง นอกมีอะไรบาง”


38 “เดี๋ยวนี้เด็กๆ ดีขึ้นเยอะ เริ่มเรียน พานิชยแลว แตก็ยังไปเรียนตามๆ กัน แตก็ยัง ดี” พีแ่ ดงเลาถึงปญหาและความเปลีย่ นแปลง ของเยาวชน ที่ผานๆ มา และ หลากหลาย แนวทางทีไ่ ดเคยนํามาใชในการพัฒนาชุมชน ทําใหพี่แดงมั่นใจวาตอนนี้ “ศิลปะ” เปนคํา ตอบที่ลงตัวที่สุด ศิลปะถูกนํามาใชเปนเครื่องมือ สําคัญในการเปลีย่ นแปลงชุมชนวัดแค นางเลิง้ โดยเริม่ ตัง้ แตราวๆ สีห่ า ปกอ น นํา้ มนต นส.นวรัตน แววพลอยงาม ลูกสาวของพี่แดงเอง เปน เยาวชนในชุมชนหนึ่งในฟนเฟองสําคัญที่เขา มารวมแรงรวมใจ พัฒนาชุมชนใหเห็นเปนรูป ธรรมขึ้น โดยนําเอาศิลปะที่ไดเรียนรูมาจาก การเปนนิสติ คณะศิลปกรรมศาสตร จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย มาเปนเครื่องมือ นํ้ามนต เลา วา เธอเขามาทํางานตรงนี้เพราะไดรับแรง บันดาลใจจากทีเ่ ห็นแม (พีแ่ ดง) ทําเพือ่ ชุมชน มาตลอด จากประสบการณที่เคนเขาคาย พัฒนาชนบทในระหวางศึกษา ทําใหเธอหวน คิดไดวา กอนที่จะไปพัฒนาที่อื่น เธอนาจะ ชวยพัฒนาบานเธอกอน จากจุดนีท้ าํ ใหนาํ้ มนต เริ่มทําโครงการกับชุมชนโดยใชศิลปะมาเปน สือ่ กลาง อีกทัง้ ยังชักชวนเพือ่ นๆ มารวมกันทํา อีกดวย เมือ่ เริม่ ทําโครงการในชวงตนๆ ปญหา และอุปสรรคเปนสิง่ ทีห่ ลีกเลีย่ งไมได โดยเฉพาะ ความรวมมือจากคนในชุมชน แตอยางไรก็ตาม ดวยความตัง้ ใจจริง ทําใหคนในชุมชนมองเห็น และเปดใจ เปดพืน้ ทีใ่ หเธอและเพือ่ น ๆ ไดเขา มาทํากิจกรรม ผลทีไ่ ดรบั กลับมาเปนความไว เนือ้ เชือ่ ใจ การเขามารวมมือทํากิจกรรมตางๆ มากขึ้น การเปลี่ยนแปลงที่คอยๆ เห็นเปนรูป ธรรมอยางชาๆ นั่นก็เปนสิ่งที่ทําใหทุกคนที่ เขาไปรวมกันทําโครงการมีความภาคภูมิใจ และมีกําลังใจที่จะทํางานเพื่อชุมชนตอไป

ที่เปนชิ้นๆ แตมันเปนศิลปะของการมีชีวิต ศิลปะที่เขามาพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนา จิตใจของทุกๆ คนที่ไดเขามารวมกันทํางาน เพื่อชุมชน ทั้งคนในชุมชนเอง คนภายนอก ศิลปะชวยเชื่อมโยงทุกๆ สวนเขาหากัน “ทุกๆ อยางที่เราทํามันเปนศิลปะ” “ศิลปะทําใหทุก อยางมันนุมนวล เขาถึงไดงาย สนุกสนาน มี ความสุข เปนเรื่องงายๆ ที่ทําไดงายๆ ดวยตัว ของเราเอง ดวยตัวของชุมชนเอง” พี่แดงกับ ความตัง้ ใจจริงสงผลให็ผลงานของ นํ้ามนตนิยามคําวา “ศิลปะ”ในทัศนะ พวกเขาเขาตากรรมการในเวลาตอมา กลาว หลายโครงการที่เกิดขึ้น มีกิจกรรม ไดวาที่อื่นเขาจะไดผลิตภัณฑที่เปนโอทอป เปนขาวของเครือ่ งใช แตผลงานของชุมชนวัด ทางศิลปะเปนตัวกลางสําคัญ นอกเหนือจาก แคนางเลิง้ เปนงานศิลปะ แลัวก็ไมใชงานศิลปะ บรรยากาศของการรวมมือแลว ชิ้นงานที่ชวย


39 กันสรางสรรค ยังไดสะทอนใหเห็นถึงแนวคิด ทัศนคติหลายๆ อยางของคนในชุมชน อาทิ หลายกิจกรรมของโครงการ “กลาใหม...ใฝรู” ที่ไดรับรางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ระดับ อุดมศึกษา ของธนาคารไทยพานิชย จํากัด (มหาชน) ประจําป 2551 ไดแก กิจกรรมแผนที่ ชุมชน กิจกรรมถายรูปครอบครัว กิจกรรมภาพ พิมพชุมชน กิจกรรมสรางบานจําลองดวย กระดาษ รวมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หาความหมายของคําวา “บาน“ ตัง้ คําถามวา “ชุมชนคืออะไร” “สิ่งที่ที่สุดในชุมชนคืออะไร” หรือ “ปญหาที่ตองแกดวนในชุมชนคืออะไร” และคําตอบทีไ่ ด เปนเหมือนกระจกเงาทีท่ าํ ให คนในชุมชนไดตระหนักรู ถึงความเปนไปใน ชุมชนเอง ความรูสึกของคนในชุมชน และสิ่ง เหลานั้นเปนเหมือนการจุดประกาย กระตุน เตือนใหทุกคนมองเห็นปญหา เห็นจุดที่ตอง แกไข เขามารับรู และพรอมใจทีจ่ ะแกไขปญหา ตางๆ ไปดวยกัน และอีกหนึง่ โครงการลาสุดเมือ่ ปลาย ป 2553 ทีแ่ สดงถึงความสําเร็จเปนอยางดีของ การรวมแรงรวมใจในชุมชน ทีมงานและผูใ หญ ใจดีจากในและนอกชุมชนอีกหลายคน นัน่ คือ กิจกรรม “อีเลิง้ ศิลปะ ชุมชน โรงหนัง” โดยเริม่ ตนจากความตองการของชุมชนที่อยากจะ อนุรักษโรงหนังเกาแหงนี้ไว จึงนําสื่อหนัง สัน้ มาเชือ่ มโยงกับประวัตศิ าสตร ของพืน้ ที่ แสดงวิถขี อง คนนางเลิง้ ใน

อดีต ในงานมีการฉายหนังสัน้ 6 เรือ่ ง ทีถ่ า ยทอด มุมมอง ความรูสึกของคนนอกมีตอชุมชน นางเลิง้ เชือ่ มโยงวิถชี วี ติ ในชุมชน มีนทิ รรศการ โชวผลงานศิลปะของเด็กๆ ในชุมชน ศิลปะ การแสดงละครชาตรี โขน รวมถึงการเสวนา ถึงทิศทางในการพัฒนาชุมชนในกาวตอๆ ไป จากกิจกรรมครั้งนี้ เปนเสมือนการเปดพื้นที่ ชุมชนนางเลิง้ ใหคนภายนอก ไดเขามาสัมผัส อยางลึกซึง้ ผานงานศิลปะในแขนงตางๆ หรือ ไมวา จะเปนบรรยากาศของสถานทีจ่ ดั งาน คือ บริเวณโรงหนังเกาศาลาเฉลิมธานี ยิง่ ทําใหจติ วิญญาณ ความเปนตัวตนของคนนางเลิ้ง ชัดเจนเปนรูปธรรมยิ่งขึ้นทั้งในชุมชนและใน สายตาคนนอกพื้นที่ ตบทาย พี่แดงยังใหขอเสนอแนะ เกี่ยวกับการทํางานกับชุมชน “เปนเรื่องยาก เหมือนกัน ทีอ่ ยูๆ จะเขาไปทํากิจกรรมกับชุมชน ที่ยังไมมีความพรอม เรื่องการจัดการสําคัญ มาก เราตองเรียนรู ตองเขาใจปญหาของชุมชน แตละแหง ซึง่ แตละบานก็ไมเหมือนกัน ปญหา ใหญๆ ของชุมชนก็คอื เขาไมคอ ยเชือ่ มัน่ ในตัว เอง เหลานี้ทําใหขาดความกลาที่จะทําอะไร ดีๆ” จากสภาพสังคมทีเ่ ลือ่ มลํา้ คนจนคนรวย ทําใหชองวางระหวางชนชั้นกวางขึ้นทุกที

โดยเฉพาะในชุมชนแออัด ที่ดูจะบกพรองไป แทบทุกดาน ไมวา จะ ทางดานเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต การศึกษา ปญหายาเสพติด ปญหาดานสังคม ฯลฯ เหลานี้เปนสาเหตุที่ ทําใหคนในชุมชน คอนขางจะระแวงคนนอก กลัวการดูถกู ขาดความมัน่ ใจในตัวเองในการ ปฏิสมั พันธกบั ผูค นภายนอก การเขาหาจึงเปน ไปไมงายนัก ตองใชเวลาสรางความคุนเคย การเรียนรู เขาใจธรรมชาติของชุมชน แตทั้ง นั้น ความจริงใจ ตั้งใจจริงก็เปนพลังสําคัญ ตนๆ ที่นาจะหนทางสูความสําเรจได และพี่ แดงเองก็เชื่อวาศิลปะก็นาจะเปนเครื่องมือที่ ทรงพลังทีจ่ ะใชเชือ่ มโยงทุกภาคสวนในชุมชน ในสังคม เขามาชวยกันทําสิง่ ดีๆ ใหกนั และกัน เขามารวมกัน เพื่อใหสังคมขับ เคลื่อนไปใน


40

ทิศทางที่ดีขึ้นกวาเดิม เหมือนอยางที่ชุมชน ชวยตัวเองมากๆ กอน” สะทอนถึงแนวคิดของ นางเลิ้งไดเริ่มตนแลว ผูน าํ ชุมชนคนนีว้ า การทีจ่ ะเปลีย่ นแปลงชุมชน ได ตองเริ่มจากคนขางใน ไมมีใครจะเขาใจ นับไดวาการเปดพื้นที่ใหศิลปะเขา ปญหาของชุมชนไดลกึ ซึง้ นอกจากคนในชุมชน มาเปนสวนหนึ่งของพื้นที่ในชุมชน สามารถ เอง อาจกลาวไดวา คนในชุมชนตอง “เปดใจ” สะทอนใหเห็นถึงความรูส กึ นึกคิดในเชิงลึก ซึง่ เขาหากันกอน และ“เปดใจ” ที่จะ“รับใจ” จาก บงบอกถึงความสัมพันธเชิงสังคมในพื้นที่ได ภายนอกชุมชน “การเปดใจ” วาไปก็คลายกับ เปนอยางดี และอาจเปนจุดที่กอใหเกิดการ การ “เปดพื้นที่ ”ใหบางอยางเขามาเต็มเต็ม เปลีย่ นแปลงสังคมในแงมมุ ตางๆ ทัง้ ดานของ สวนที่ขาดหาย การเปดพื้นที่ในชุมชน ให ทัศนคติ การพัฒนาคุณภาพชีวิต การเชื่อมั่น “ศิลปะ” ไดเขามามีพนื้ ที่ โดยศิลปะเปนตัวกลาง ในตัวเอง การเห็นคุณคาของตนเองของคนใน เชื่อมโยงพื้นที่จากภายในและพื้นที่ภายนอก ชุมชนมากขึ้น รวมไปถึงการกอเกิดทัศนคติที่ ชุมชนเขาหากัน อาจกอเกิดพลังที่คาดไมถึง ดีของกลุมคนที่เขามาทํางานในชุมชนดวย ที่จะนํามาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในชุมชนอยาง มาถึงตอนนี้ พี่แดงและนํ้ามนตยัง ยัง่ ยืน ดวยตัวของชุมชนเอง อยางปรากฎการณ คงเดินหนา มุงมั่นที่จะเปลี่ยนแปลง “พื้นที่” ที่เกิดขึ้นอยางเปนรูปธรรมของชุมชนนางเลิ้ง บาน ชุมชนของตนเองใหนาอยู ดวยพลังของ นั่นเอง. คนในชุมชนเอง “ทําอะไรดวยตัวเอง พยายาม


41 Cartoonist


42 Space

The Reading Room

หองสมุดศิลปะรวมสมัย ทุกวันนี้หากพิจารณาถึงสัดสวนระหวางหองสมุด และจํานวน ประชากรในประเทศแลว นับวายังไมเพียงพอเทาไรนัก โดยเฉพาะแหลง ขอมูลเฉพาะทางอยางศิลปะรวมสมัยดวยแลวยิง่ ไมตอ งพูดถึง การจะหา แหลงขอมูลเชิงลึกในดานดังกลาวเปนเรือ่ งทีไ่ มงา ยเลย สวนหนึง่ อาจเปน เพราะหนังสืออางอิงตางๆ ที่เกี่ยวกับศิลปะ มักมีราคาสูง ทําใหกลุม นักศึกษามีขอจํากัดในการเขาถึง ซึ่งถาหากมีหองสมุดที่สามารถใหพวก เขาเขาไปนั่งเลน คนควาในสิ่งที่สนใจ และที่สําคัญ ไมคิดคาใชจายดวย แลว ก็ยิ่งจะมีประโยชนอยางมากมายในแงการพัฒนาการศึกษาดาน ศิลปะในเมืองไทย


43 àÃ×èͧ : ªÅ ਹ»ÃÐÀҾѹ¸ ÀÒ¾ : ÈØÀ⪤ ¾ÔàªÉ¡ØÅ

การพบกันระหวางการเปนคนรัก การอาน และความตั้งใจอันสดใหมในการทํา องคกรดานศิลปะแบบไมแสวงผลกําไร ทําให เกิด The Reading Room ที่ซึ่งแลกเปลี่ยน จากชั้นหนังสือสวนตัวที่บานของ เกี๊ยว นรา วัลลภ ปฐมวัฒน ที่เคยแคเปดใหเพื่อนๆ หา หยิบยืม และแลกเปลีย่ นความคิดเห็นระหวาง กลุม กลายเปนหองสมุดที่รวบรวมหนังสือ อางอิงใหกบั ผูท สี่ นใจศิลปะทัว่ ไป นอกจากจะ เปนหองสมุดศิลปะที่ไมคิดคาใชจายแลว ยัง ตั้งใจใหเปนพื้นที่ตั้งตนใหการแลกเปลี่ยน

แนวคิดระหวางคนทํางานศิลปะ และศาสตร สรางสรรคในแขนงอื่นๆ ในสังคม นราวัลลภ ใหความเห็นวา “เรามอง วาขอมูลตางๆ ที่เกี่ยวกับศิลปะ มันหาไมได งายๆ ในหองสมุดทัว่ ๆไป เพราะเปนเรือ่ งเฉพาะ ทาง ตัง้ ตนจากตัวเราเองทีบ่ างครัง้ อยากจะหา ขอมูลอางอิงบางอยาง ก็ไมรวู า จะหาไดจากที่ ให และหองสมุดศิลปะเอกชนก็จะมีการคิดคา ธรรมเนียม ซึง่ เรามองวานอกจากความรูจ ะหา ยากอยูแ ลว ก็ไมอยากใหมอี ปุ สรรคทจี่ ะเขาถึง อีก ประกอบกับการเปนคนชอบอานหนังสือ สะสมหนังสือไวมาก ทีห่ นึง่ ชีวติ เราอานไดหนึง่ รอบก็เต็มที่แลว ถามันสามารถใหคนอื่นใช ประโยชนไดดว ยก็คงดี ก็เลยเริม่ ตนจากงายๆ กอน เก็บรวบรวมและทําเปนหองสมุดเล็กๆ ที่ บานเกาของคุณยายที่เจริญกรุง ซึ่งพอจะมี พื้นที่อยูบาง มีเพื่อนๆ มาใช มาแลกเปลี่ยน ความรูกัน พอหนังสือมีแยะขึ้นเรื่อยๆ เราก็มี ปญหาเรื่องการจัดเก็บ มันก็ปรับเปลี่ยนมา เรื่อยๆ จนมาทําที่สีลม ที่กวางขึ้น และคนมา ใชบริการกันไดใกลขึ้น”


44

หองขนาดกระทัดรัดบนชั้นสี่ของ ตึกแถว บนถนนสีลม ซอย 19 ประกอบไปดวย หนังสือกวา 1,000 เลม แบงเปนหนังสืออางอิง ภาษาอังกฤษ และภาษาไทยทีห่ ายาก รวมถึง สูจิบัตรผลงานศิลปะของศิลปนรวมสมัย นิตยสารตางประเทศทีเ่ ปนทัง้ ของสวนตัว และ ไดรบั แบงปนจากคนทีเ่ ขาใจในแนวคิด ตกแตง ดวยเฟอรนิเจอรไมเกาสมัยคุณยายของนรา วัลลภ เชื้อเชิญให ผูมาเยี่ยมเยียนรูสึกไม เกรงที่จะหยิบจับหนังสือสักเลมมาอาน และ ใชเวลาอยูกับมันไดทั้งวัน “ไมอยากใหหอ งสมุดเปนสถานทีท่ ี่ เขาถึงยาก บางคนอาจบอกวาหองสมุดศิลปะ ตองเปนคนที่เรียนจบเมืองนอก อานภาษา อังกฤษไดเทานั้น ซึ่งอยากใหลองเขามาเห็น กับตากอน จะเห็นวามีนอ งๆ นักศึกษาทีม่ าหา ขอมูลทํารายงาน มีนอ งๆ ทีม่ าถามในสิง่ ทีเ่ ขา ไมรู ไมไดเปนพื้นที่เลิศหรูอะไร มันเปนหอง อานหนังสือทีท่ กุ คนจะเขามาแลกเปลีย่ นความ คิดกัน” นราวัลลภ กลาวเสริม แนวคิดเกี่ยวกับการทําหองสมุด เอกชนแบบไมแสวงหาผลกําไรเริ่มกอตัวขึ้น เมือ่ แปดปกอ น หลังจากเรียนจบทีอ่ กั ษรศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย และไดรบั ทุนในการ ไปศึกษาตอดาน Art Management เธอมี โอกาสทํางานรวมกับองคกรไมแสวงหาผล กําไร และแกลลอรี่ในนิวยอรคมาแลว แต ประสบการณการทํางานทีม่ คี วามหมาย และ ถูกทางกับเธอมากที่สุด คือการไดทํางานใน องคกรศิลปะไมแสวงหาผลกําไรตางๆ รวมถึง การทํางานในองคกรทีร่ วบรวมขอมูลดานศิลปะ เขาไวดวยกัน อยาง Asia Art Archive (AAA) ที่ฮองกง ซึ่งทําใหเธอพบกวาในประเทศไทย เองก็นาจะมีแหลงรวมรวมขอมูลดานศิลปะ เชนกัน


45

ดวยวิสัยทัศนที่มองเห็นความเปน ไปไดอีกมากกับการที่จะเปดชองใหศิลปะได เขามามีสว นรวมในบริบทอืน่ ๆ ของสังคมมาก ขึ้น โดยเห็นวาสิ่งที่สําคัญสิ่งหนึ่ง คือ การเขา มามีสวนรวมของคนทํางานศิลปะไมวาจะแข นงใหนก็ตาม เธอให The Reading Room เปนพื้นที่ และเครื่องมือในการสรางสังคม คือ การจัดกิจกรรมตางๆ ที่ดึงศิลปน ผูกํากับ นัก เขียน ฯลฯ เหลานี้ออกจากโลกศิลปะแบบปด ตัว และรวมสังสรรคกันทางความคิด ดังทัศนคติของเธอทีก่ ลาววา “เรา มองวาคนทํางานดานศิลปะ ภาพยนต วรรณกรรม สังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร หรือกระทั้ง การเมือง ก็ควรไดมาเจอกัน ไมใชทาํ งานศิลปะ

ก็อยูแตในแวดวงเดียวกัน หรือทํางานอยูใน พื้นที่ของตัวเอง ศิลปนทําไดมากกวานั้น ใน แงของสังคม และการออกมาหาขอมูลเขาตัว เยอะๆ ก็เปนแนวทางหนึง่ ทีด่ ใี นการสรางสรรค ผลงาน สังคม มีการเปลีย่ นแปลงไปมาตลอด เวลา และทุกอยางมีอทิ ธิพลถึงกันหมด ทีผ่ า น มาเราจังจัดกิจกรรมหลายๆ ดาน ทัง้ ดาน สังคม การเมือง ปรัชญา ประวัติศาสตรไมวาจะ เปนการจัดเสวนา การทําเวิรค ชอรป หรือฉาย ภาพยนตร และวางแผนไวระยะยาวตลอดป” “ศิลปะทําหนาทีใ่ นการรับใชสถาบัน ตางๆ ในสังคมทุกยุคทุกสมัย แตศิลปะก็ควร จะเปนสิ่งทีสะทอนสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม หรือ สะทอนความคิดความรูสึกของศิลปน ที่มีตอ

เหตุการณตางๆ ซึ่งบางครั้งเปนสิ่งที่พูดออก ไปไมได อยากใหศิลปนออกมามีสวนรวมใน การแสดงความคิดเห็นกันมากขึน้ ไมวา จะผาน การสรางสรรคผลงานหรือ การออกมาแลก เปลี่ยนความคิดกันก็ตาม มันถือเปนการสง เสริมการพัฒนาดานวิจารณญาณในทางหนึง่ ” สิง่ สําคัญทีเ่ ราไมอาจมองขามไปคือ มาตรวัดความสําเร็จจากสิง่ ทีเ่ ธอทํา ในแงของ อุดมการแลว มันสําเร็จเต็มรอยเพราะเธอตอบ โจทยไดเสมอวาเปนงานทีเ่ ธอรัก และสามารถ อยูไดตลอดชีวิต แตเพราะองคกรไมแสวงหา ผลกําไร ก็ไมไดแตกตางจากองคกรศิลปะที่ เปนธุรกิจอืน่ ในแงการพยุงตัวเองใหอยูร อดได อยางมีประสิทธิภาพ การระดมทุนคือหนึ่งใน


46

อยากใหศิลปนออกมามี สวนรวมในการแสดงความคิดเห็นกัน มากขึ้น ไมวาจะผานการสรางสรรค ผลงานหรือการออกมาแลกเปลี่ยน ความคิดกันก็ตาม เพราะมันถือเปนการ สงเสริมการพัฒนาดานวิจารณญาณ ในทางหนึ่ง” งานหินทีเ่ ปนกอนหินกอนใหญทตี่ อ งอาศัยการเปดทาง ซึง่ เธอก็ยอมรับ วาเปนเรือ่ งไมงา ย คนทีท่ าํ องคกรลักษณะนีอ้ ยูค อ นขางลําบาก ซึง่ ทุน หลักในการบริหาร มักจะเปนรายไดจากการทํางานในสวนอื่นๆ ซึง่ ในสวนนีเ้ ธอใหความเห็นวา “เมืองไทยเรามีความเปนพี่ เปนนองสูงชวยเหลือกัน ซึ่งถาเปนทางตะวันตก คงอยูยากกวานี้ จึง มองวานาจะมีทศิ ทางทีด่ ตี อ ไป และในฐานะทีท่ าํ งานตรงนีเ้ รามองวา ในการเติบโตในดานศิลปะรวมสมัยของประเทศไทย ไมควรเอาไป เปรียบเทียบกับยุโรป อเมริกา แตควรจะเทียบในระนาบเดียวกัน สวน การมองปญหาตางๆ ก็ควรมองในความเปนจริง เชน เรามองวาอยาก ใหรัฐใหเงินกับการสงเสริมศิลปะรวมสมัยมากๆ แตมันก็ชัดเจนวา ประเทศแบบเรา ศิลปะแทบจะเปนสิง่ ทายๆ ทีร่ ฐั จะนําเงินมาสนับสนุน


47

เพราะสวนมากก็คงไปลงดานการเมือง เศรษฐกิจ สังคมกอน สวนเงินที่จะใหศิลปวัฒนธรรม ก็ มักเนนใหงานดานวัฒธรรมมากกวาศิลปะ หรือใหงานศิลปะแบบประเพณี (Traditional) มากกวางานศิลปะรวมสมัย ฉะนัน้ ถาเราเขาใจ สถานการณนี้ เราก็จะไดไมตั้งความหวังมาก จนเกินไป และหาวิธีอยูรอดทางอื่นไวดวย” ระยะเวลากวาหนึง่ ปของการกอราง หองหนังสือนีข้ นึ้ เธอมองทิศทางจากนีไ้ วสาม สวน คือ คนรุนใหมตอ งไดใกลชดิ กับองคความ รูดานศิลปะมากขึ้น สองคือการดึงความรวม มือจากคนในแวดวงศิลปะ ในการออกมาแลก เปลี่ยนความคิดกับคนในแวดวงอื่นๆ มากขึ้น ใหเกิดการระดมความคิดของศาสตรตา งแขนง ที่จะสะทอนถึงความเปนไปของสังคม เพื่อให ศิลปะไดทําหนาที่ในมิติอื่นๆ และสุดทายคือ การทํางานทีย่ งั คงความเปนองคกรอิสระทีไ่ ม แสวงหาผลกําไรของตัวเองเอาไวได The Reading Room จึงนาจะเปน สถานที่สงบๆ ที่จะใหคุณไดกระโจนสูแรง บันดาลใจจากหนังสือศิลปะดีๆ ที่เฟนหามา จากทั่วโลก เปนสถานที่ใหได แลกเปลี่ยน ความคิดทีไ่ มจาํ กัดเพียงคําวาศิลปะ หองเล็กๆ ที่ดึงดูดคนทํางานสรางสรรค และศาสตร แขนงตางๆ เขาหากัน นอกจากนั้นยังมีความ ฝน และความตั้งใจอยางจริงใจของผูหญิง ตัวเล็กๆ คนหนึ่งอยูเต็มใบ ทามกลางเสนทาง อันขวักไขวของถนนสีลม

The Reading Room เปดใหบริการหนังสือเกี่ยวกับ ศิลปะรวมสมัยกวา 1,000 เลม ทั้งภาษา ไทย และภาษาตางประเทศ ประกอบดวย สูจิบัตรนิทรรศการ หนังสือประวัติศาสตร ศิลปะ ทฤษฎีศิลป นิตยสารและสื่ออิเล็ค ทรอนิกสตา งๆ โดยแบงขอมูลหลักๆ ไดสอง สวนคือ สวนฐานขอมูลศิลปะรวมสมัยไทย และสวนหนังสืออางอิงและสูจบิ ตั รนิทรรศการ ศิลปะจากประเทศอื่นๆ จัดกิจกรรมโดยเฉพาะการเสวนา พูดคุย จัดฉายภาพยนตร และทํา workshop ทีเ่ กีย่ วกับศิลปะ และศาสตรสรางสรรค อืน่ ๆ ทัง้ ภาพยนต วรรณกรรม สังคมศาสตร และ มนุษยศาสตร ซึ่งมีความเกี่ยวของกับ วัฒนธรรมรวมสมัย The Reading Room ตั้งอยูบนถนนสีลม 19 เปดบริการทุกวันพุธ- อาทิตย เวลา 13:00-19:00 น. อีเมล kyo@readingroombkk.org เวบไซด www.readingroombkk.org เบอรโทรศัพท 02 635 3647


48 up with Wind

ʹÒÁ¢Í§¡Òö‹Á¶Ø·Õè«íéÒ«Ò¡

áÅÐÇÒÃоÃíÒè º‹¹¢Í§ÈÔÅ»Ð

àÃ×èͧ : à´×͹´ÒËÅÒ ÀÒ¾ : ÂÍ´©Ñμà ºØ¾ÈÔÃÔ

ฉั น เติ บ โตขึ้ น ในสนามของการ แสดงออก และการลอกเลียนก็คือหมุดหมาย ที่ไรเจตนา ความเดียงสาของ รูปรางรูปทรง ปลดปลอยฉันออกจากความทรงจํา กอนที่ ฉันจะกลายเปนกระจกเงาซึง่ สองภาพเหมือน ของ ตัวเองอยางไมมีที่ติ นานวันเขาฉันก็เริ่ม บันทึกภาพตัวเองในแบบตางๆ มากกวาที่ ดวงตาของฉันพอจะเห็น ได ฉันปลดปลอยโลก ขางในตัวเองออกมา ผสม และกวนมันเขากับ โลกที่ฉันรับรู ฉันเคยรับใชใครบางคน อะไร บางอยาง ทําหนาที่ราวกับเครื่องมือพรํ่าสอน คําพิพากษา โฆษณาชวนเชื่อ หรือแมกระทั่ง กลายเปนพวกตอสูเรียกรอง สะทอนความ ตกตํ่าและความกาวหนาของสังคม ฉันก็เคย เปนมาแลว… ฉันถูกสรางขึน้ มาดวยเหตุนนั้ เหตุนี้ เพื่อสิ่งนั้นสิ่งนี้ กระทั่งหลุดพนออกจากแกน สารทั้งหลาย บางยุคสมัย ฉันเปนอิสระจาก ความหมาย ไรคํานิยาม กระทั่งเงียบเฉย และ เปนปฏิปกษกับตัวเองอยางกาวหนา ไมนาน ยุครุงโรจนของฉันก็เริ่มเสื่อมถอย เวลาถูกนับ ขึ้นใหม และยุคสมัยก็ถูกกํากับเอาไวดวย ‘กอน-กลาง-หลัง’ ฉันมักถูกทาทายอยูเสมอ คุณสมบัติของฉันคือเลื่อนไหลไปตามความ

เปลีย่ นแปลง ‘ฮึ... บางคนกลาวหาฉัน ในทํานอง พวกตามกระแส!!’ กระนั้นก็เถอะ ทามกลาง หาฝนเคมีสมองของพวกศิลปนนักคิด ฉันก็ยงั แอบทําซํ้าตัวเอง ทําซํ้าคนอื่น หรือแมแตทํา ซํ้าสิ่งที่มีอยูกอนหนา การทําซํ้าเปนเรื่องปกติ สําหรับฉัน และการดํารงอยูของมนุษย และ การดิน้ หนีเพือ่ เปลีย่ นแปลงความซํา้ ซากเพียง เล็กนอยก็คือภาพคูขนานที่มีระยะ ไมหางกัน มาก ฉันไมปฏิเสธการทําซํ้า แนนอน ฉันยอม ไมปฏิเสธความเปลีย่ นแปลง--ทัศนคติของฉัน ใน เรื่องนี้ทําใหฉันอยากวาดภาพตัวฉันเอง กลายเปนกงลอหมุน มันหมุนวนไปมาอยูอ ยาง นัน้ กาวหนาบาง ถอยหลังบาง แตมนั ก็เคลือ่ นที่ ไปเรื่อยๆ… ความงามในตัวฉันก็เปนเชนนัน้ มัน ไมเคยหยุดนิ่งอยูกับที่เลยซักครั้ง และฉันก็ไม อาจทัง้ ไมเคยยัดเยียด ความงามรูปแบบใดรูป แบบหนึ่งใหกับใคร พวกคุณมีอิสระที่จะเสพ และเลาโลม หรือแมแตสัมผัส กระแทก กระทั้ นพลังงานทางสุนทรียศาสตรในตัวฉันใหหลัง่ ออกมา ยุคสมัยหลังนี้ พวกคุณสามารถเปน สวนหนึ่งใน การผลิตสรางฉัน รวมรักกับฉัน กระทัง่ ทําคลอดผลผลิตทางความงามออกมา เปนลูกเตาทางสุนทรียศาสตร โดยตัวคุณเอง

คุณจะกลายเปนศิลปนในชวงเสีย้ ววินาทีทเี่ ขา มามีสว นรวม กลายเปนพีน่ อ งพรรคพวกเดียว กับฉัน มันงายมากที่จะใกลชิดกับความงาม แบบนี้ แตก็นั่นแหละ มันก็ยากมากๆ เชน เดียวกันในการจะทําความเขาใจวา ฉันคืออะไร และคุณคากับความหมายที่พอจะมีแกนสาร อยูบางนั้นซุกซอนอยูตรงเรือนราง สวนไหน ของฉัน -- ยอมรับวา บางเวลา แมแตตัวฉัน เองก็ไมไดเขาใจคุณคาในตัวเองมากนัก (อาย..) พื้นที่สําหรับพํานัก และเปดเผยตัว เองของฉันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เทาที่ฉันจะ พอซุกหัว และเสนอหนาได เมื่อกอนคุณอาจ เคยเห็นฉันปรากฏกายอยูบนระนาบของผืน ผาใบ กระดาษ หรืออะไรก็ไดที่พอจะรองรับ ทวงทาลีลา และอารมณอันหลากหลายของ ฉันได วัสดุพวกนัน้ นะ เปนอมตะเสียจนฉันไม อยากจะเขาไปยุง เกีย่ ววิพากษวจิ ารณพวกมัน มากนัก เอาเปนวาพวกมันทําหนาที่ของตัว เองไดสมบูรณแบบทีเดียวเชียว หากนานวัน เขาฉันก็เบือ่ ทีจ่ ะแชนงิ่ อยูใ นนัน้ แมวา ปรัชญา และบริบทของอะไรตางๆจะเคลื่อนไหลอยู ก็ตามเถอะ ขอจํากัดของการเปนฉันแบบนั้น จึงนํามาสูแรงผลักที่ทําใหฉันดิ้นหนีออกจาก สถานพํานักจําพวก กรอบสี่เหลี่ยม หองโถง


49

ขนาดหนึ่ หอแสดงตัวที่โกหรู ฉันอึดอัดที่จะ ตองตอสูก บั ทีว่ า งจําเพาะ ผนังวางเปลา และ เฝารอใหผคู นเดินผานเขามาเหลือบตา กระทัง่ พินิจมองดูฉันอยางเครงขรึมหรือเขินอาย มิ พักฉัน ยังรําคาญกับอะไรตางๆ จําพวกระบบ การแขงขัน ธุรกิจ หรือแมแตการเมืองที่ฉัน จําเปนตองแลก จนบางครัง้ ก็แทบสูญเสียความ เปนตัวเองไปเลยทีเดียว ฉันไมโกรธ และเกลียดการบริหาร จัดการของสถานพํานักเชนนั้น เพราะผล ประโยชนและการเมืองเปนเรื่องที่ฉันจะปดหู หรือหลับตาขางเดียวไมได เรื่องพวกนี้ทําให ฉันเติบโตอยางไมตองออกแรงเสนอตัวมาก นัก มิหนําซํา้ ฉันก็อาจกลายเปนดาราทีม่ มี ลู คา สูง คาตัวของฉันอาจพุงเปนหลักแสน - ลาน - สิบลาน หรือ มากกวานั้น แตเอาเถอะบาง ครัง้ ฉันก็เบือ่ ทีจ่ ะถูกวิพากษวจิ ารณวา เปนพวก ขายตัว จึงมีบางที่ฉัน โอนเอียงตัวเองมาเปน ฝกฝายของพวกขายความคิดเพื่อหวังจะถวง สมดุลตัวเองใหดูไมนาเกลียดมากนัก ฉันเริ่ม พาตัวเองออกไปจากสถานพํานักประเภทนั้น ถีบยันตัวเองดวยสิง่ ทีต่ รงกันขามกับขนบนิยม ฉันรูส กึ เปนอิสระอยางบอกไมถกู ฉันไมจาํ เปน ตองพึง่ พานักจัดการ พอคา และทีซ่ กุ หัวเดิมๆ ซึง่ ตองรอ อีกสองถึงสามชาติฉนั ถึงจะไดเสนอ หนาเพื่อขอแทรกตัวเองไปตั้งวางไวในโถงที่ วางนัน้ พืน้ ทีใ่ นการเปดเผยตัวเองของฉันกวาง ขวางขึ้น ผนังกําแพงถูกทุบทลายลงตอหนา เมือ่ ฉันเคนมัน สมองสวนหนาของตัวเองไดวา

‘ฉันสัมพันธกับสิ่งอื่นๆ คนอื่นๆ ศาสตรอื่นๆ และสังคมซึ่งที่นั่น คือ สถานพํานักที่แทจริง ของฉัน’ ฉันเริม่ แทรกซึมตัวเองไปในสถานที่ ตางๆ หลิ่วตาตาม และแอบพูดในสิ่งที่ฉันพอ จะเห็นวามันควรถูกไดยิน ฉันไดพูดคุยและ แลกเปลี่ยนกับผูคนซึ่งๆ หนา บางเวลานําไป สูก ารโตเถียง และวิพากษวจิ ารณ ฉันเริม่ รูส กึ ตัวเองเปนสิ่งมีชีวิต มีเสรีภาพ และมีอิสระที่ จะกําหนดสรางพืน้ ทีข่ องตัวเองขึน้ มา แมกระทัง่ รางกาย ใบหนา แขน ขา อวัยวะเพศ ทุกๆ สวน ถูกใชประโยชน และมันก็มีความหมายมาก พอทีจ่ ะเปลงเสียงของฉันออกมา ดูเหมือนพืน้ ที่ ในการผลิตพลังงานทางสุนทรียศาสตรจะไร อาณาเขตยิ่งนัก จนบางครั้งฉันก็รูสึกวา มัน ไมมีอยูจริง มันเหมือนอะไรก็ไดที่เปนสนาม วางเปลาเหมือนเชนขณะที่คุณฝน ทั้งความ จริง และไมจริง ถูกบรรจุลงไปในนัน้ คุณเพียง แตตดิ ตาม เขาไปมีสว นรวมบาง และรอวินาที ที่คุณลืมตาตื่น จากนั้นก็ทบทวนวา คุณเห็น อะไรอยูในนั้นเมื่อคืน เมื่อวาน หรือเมื่อตะกี๊ นี้… ฉันเริ่มถวิลหาความรูใหม เริ่มผลิต วาทกรรมออกมารองรับตัวเอง ฉันไมมีตัวตน ปราศจากแบบแผน นาแปลกทีฉ่ นั เขาใจวา ฉัน ไมไดเปนใครหรืออะไรเลย บางทีฉันก็กลับไป หาโลกเกา บางทีฉนั ก็สรางโลกจําลองขึน้ ใหม ภายใตฐานของยุคสมัยและโลกทีเ่ ปนจริง ฉัน เริ่มตั้งคําถามกับทุกสิ่งรอบตัว และที่นั่น ชีวิต

ประจําวันก็คือแหลงรวมวัตถุดิบชั้นดี บางคน วิเคราะหวิจารณฉันในทางชื่นชมไววา ความ งามในตัวฉันไมไดซุกซอนอยูในวาระสุดทาย หากอยูในระหวางที่ฉันกอรูปในนามของ กระบวนการ ปจจุบันฉันไมอาจคาดการณถึง สถานทีส่ ดุ ทายทีฉ่ นั จะพํานัก พืน้ ทีท่ มี่ ชี วี ติ ชีวา ของฉันอาจถูกชวงชิง ทาทาย และทับถมให กลายเปนของเกาที่อาจถูกทําซํ้าหรือหยิบยืม มาใชบางในบางโอกาส ทวา ฉันก็ยังคง เปลง เสียงอยูอ ยางนัน้ พูดในเรือ่ งทีค่ วรจะถูกไดยนิ แตก็มีบางเหมือนกันที่ฉันพูดในเรื่องที่ไรแกน สาร หรือเรื่องที่ผูคนปฏิเสธที่จะไดยินกันมาก นัก บางครัง้ มันกลายเปนเหมือนเรือ่ งตลกราย ที่เจ็บปวดจนหัวแทบระเบิด สนามของการ แสดงออกนี้มีพื้นที่ซึ่งเปนอิสระมากพอที่ฉัน จะไดสรางเรือ่ งชวนหัวรอไปจนถึงเรือ่ งประเภท ดรามาระดับชาติ ฉันสําเร็จความใครกบั ความ คิดของตัวเองจนแทบคลั่ง และเฝาพรํ่าบอก กับ ตัวเองซํ้าๆวา ‘ฉันมันนักคิดๆๆๆ’ และฉัน อาจตองขอโทษหากระหวางบรรทัดนี้นํ้าลาย ของฉันดันแผด กระเด็นไปเลอะหนานักอาน อยางพวกคุณใหตองคิดอะไรขึ้นมาบาง แตขอไวอยางเถอะ หากคุณกระหายจะเห็น แสงสีทองโผลขึ้นมาจากหัวของฉัน และหวัง จะเห็นมันดึง คุณขึ้นไปในที่สูง ก็เลิกคิดซะ ‘เพราะฉันไมใชพระเจา ! และก็อยาหวังวาคุณ จะไดเปน !!!’


50 Reveiw Book

ศิลปะการคืนชีวิตใหขยะ REUSE: THE ART OF RECLAIM

ศิลปะ + วิทยาศาสตร = สิ่งแวดลอม ศิลปะในอดีตมีความเปนปจเจก เชื่อถึงคุณคาในตัวเอง และไมเกี่ยวของกับ ศาสตรใดๆ แตความเปนหลังสมัยใหมไดเชื่อ ถึงความหลากหลายของสาขาวิชาที่สามารถ อธิบายสภาพปจจุบัน ฉะนั้นศาสตรศิลปะจึง ไดถูกเชื่อมโยงเขาไปดวยหนังสือ REUSE ศิลปะการคืนชีวติ ใหขยะ อาจเปนคําตอบหนึง่ สําหรับคําถามทีว่ า ศิลปะควรทําหนาทีอ่ ะไรใน สภาพปจจุบัน ปญหาสิง่ แวดลอมเปนผลพวงหลัง การปฏิวตั อิ ตุ สาหกรรมอันเกิดจากการบริโภค ทรัพยากรธรรมชาติจากกิจกรรมของมนุษยที่ เพิ่มขึ้นทุกๆ วัน ภาวะโลกรอนหนึ่งในปญหา สิง่ แวดลอมทีผ่ คู นพึง่ หันมาตระหนักไมเกิน 10

ป เปนปญหาใหญของคนทั้งโลก โดยหลาย ประเทศไดออกนโยบายรวมกันเพื่อชวยแก ปญหานี้ ซึง่ สวนใหญมงุ เล็งไปแตการลดปริมาณ กาซคารบอนไดออกไซด และการใชพลังงาน ทางเลือก แตกม็ อี กี คําตอบในการแกปญ  หานี้ คือ การใชทรัพยากรอยางสูงสุด ดวยวิธีการ reuse และ recycle ผานกระบวนการสรางสรรค ศิลปะ ออกแบบผสมผสานความรูท างวิทยาศาสตร หนังสือเลมนีแ้ สดงถึงปญหาทรัพยากร ที่ใชแลวซึ่งไดกลายเปนขยะ ทั้งปริมาณการ ใช ระยะเวลาการยอยสลาย วิธีกําจัด การคัด แยกขยะ เปนขอมูลเบือ้ งตนทีค่ วรรู จากนัน้ จึง เปนวิธกี ารคิดหลังการแยกขยะนํามาออกแบบ สรางสรรคเปนชิน้ งานทีส่ วยงามและใชไดจริง

ทั้งยกตัวอยางโครงการตางๆ ซึ่งสนับสนุน กิจกรรมเหลานี้ หลักสูตรในระดับมหาวิทยาลัย ที่สอนการออกแบบของใชจากขยะอยางเปน ระบบ และการผลิตสินคาจาก eco-design ในเชิงธุรกิจ กระบวนการสรางสรรคศิลปะจาก การ reuse จึงเปนคําตอบของศิลปะในบริบท ของสิง่ แวดลอมเพือ่ ชวยแกไขปญหาสิง่ แวดลอม อันเปนปญหาใหญของคนทั้งโลก

กราฟกดีไซนของโปสเตอร Textbook ธรรมดาสูหนังสือ Hypertext

กราฟกดีไซนของโปสเตอรมเี นือ้ หา ในเรื่องราวของโปสเตอรที่มีประวัติความเปน มายาวนาน อีกทัง้ ยังเปนหนังสือทีช่ วนใหคณ ุ คิดถึงการอานขอความในอินเตอรเน็ตเรียกวา hyper text (ขอความหลายมิต)ิ บนหนาโฮมเพจ ตางๆ ที่มีลักษณะเปนทั้งตัวอักษร เอียง หนา ขีดเสนใต และรวมถึงรูปภาพหรือกราฟก เมื่อ ลากเมาสไปชี้หรือคลิก ก็จะแสดงคํา อธิบาย หรือจะเชือ่ มโยงไปหาอีกหนาเพือ่ แสดงรายละ เอียดนั้นๆ ความโดดเดนของหนังสือเลมนี้จึง เปนการนําเสนอหนังสือธรรมดาที่ไมเปนเสน ตรงมิติเดียว โดยใหผูอานไดอานตามรูปแบบ ของ hypertext ที่มีความพิเศษของการอาน ในหลายมิติ หนังสือเลมนี้จึงสามารถอานได ถึง 4 มิติ คือ มิติแรกเปนการอานเวลาตาม ประวัติศาสตรของโปสเตอรเริ่มตั้งแตป 1861 – 2007 ทําใหเห็นรูปแบบการออกแบบโปสเตอร ใหเขากับสังคมแตละยุคสมัย มิติที่สองเปน มิติในฐานะในบริบทตางๆ ไมวาจะเปน โลก

ดิจติ อล พาณิชยศลิ ป งานศิลปะ เปนตน สวน ที่มิติที่สามเปนการอานตามเนื้อหาเสริมชวย ใหผอู า นไดรบั ความรูน อกเหนือจากเรือ่ งโปสเตอร และสวนสุดทายเปนมิตเิ ทคนิควิธกี ารออกแบบ ตามประเภท เชน การตูน ภาพถาย การตัด แปะ หนาในแตละหนาในหนังสือนีม้ กี าร ออกแบบใหมคี วามแปลกใหมเหมือนกับหนา เว็บเพ็จหนาหนึ่ง ถาหากขอความและคําใดๆ ก็ตามมีความสําคัญเพียงพอทีจ่ ะยกเปนเนือ้ หา ใหมก็จะมีการใชเสนประโยงออกมาจากคํา และบอกเลขหนาไวใหผอู า นไดเปดเนือ้ หานัน้ ตอไปไดอีกเพื่อใหเห็นจุดเชื่อมโยงตอไป กราฟกดีไซนของโปสเตอร จึงเปน หนังสือทีต่ งั้ ใจเปลีย่ นวิธกี ารเลาเรือ่ งใหม โดย ใหผูอานเปนผูเลือก มากกวาถูกเลือกจากผู เขียน และยังมีเนือ้ หาทีอ่ ดั แนน ผูท อี่ ยูใ นวงการ ศิลปะ ออกแบบ ไมควรจะพลาด เพราะถา หยิบอานดูแลวจะรูว า มันตางจากหนังสือทัว่ ไป ที่ผานการออกแบบเปนอยางดี


51


52

ARTICAL  

The Art Magazine by Department of Art theory

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you