Page 1


รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์

ปัจจัยร่วมและกลยุทธ์ฟื้นฟูบทบาท การพัฒนาจิตวิญญาณของวัดในเขตเมืองและกึ่งเมืองกึ่งชนบท กรณีศึกษา วัดในโครงการวัดบันดาลใจ

โดย รศ.ดร.อรศรี งามวิทยาพงศ์ และคณะ

สนับสนุนโดย : “โครงการพัฒนาพื้นที่วัดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้สุขภาวะของเมือง เพื่อพลิกฟื้นสัปปายะและการเป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณ ให้กับวัดทั่วประเทศ” (วัดบันดาลใจ) สถาบันอาศรมศิลป์ สานักงานกองทุนสนับสุนนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตุลาคม 2560


บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยเรื่องนี้ มุ่งหาคาตอบให้กับ “โครงการพัฒนาพื้นที่วัดให้เป็นศูนย์ เรียนรู้ สุ ขภาวะของเมื อ งเพื่ อ พลิ ก ฟื้น สั ป ปายะและการเป็ น ศูนย์ รวมจิ ตวิ ญญาณให้ กั บวัด ทั่ว ประเทศ ” หรื อ “โครงการวั ด บั น ดาลใจ” ว่ า (1) ปั จ จั ย ร่ ว มอะไรที่ จ าเป็ น ต่ อ การฟื้ น ฟู บ ทบาทการพัฒ นา จิตวิญญาณของวัดในเขตเมืองและกึ่งเมืองกึ่งชนบท (2) กลยุทธ์การบริหารจัดการปัจจัยร่วมที่เอื้อให้ เกิดประสิทธิภาพในการฟื้นฟูบทบาทการพัฒนาจิตวิญ ญาณของวัดในเขตเมืองและกึ่งเมืองฯ เป็น อย่างไร (3) กรอบหลักสูตรการเรียนรู้ของทุนบุคคลในโครงการวัดบันดาลใจควรเป็นอย่างไร ในมิติ เนื้อหา กระบวนการและแหล่งเรียนรู้ การศึกษาใช้การวิจั ย เชิงคุ ณภาพ เก็บข้อมูล จากแหล่ งข้ อมูล บุ คคล กลุ่ มบุคคล ทั้ง บรรพชิ ต และคฤหั ส ถ์ , เอกสารทั้ ง ภาษาไทยและอั ง กฤษ, บริ บ ทของสถานที่ ซึ่ ง เกี่ ย วข้ อ ง และ ดาเนินการศึกษาเจาะลึก 5 วัดกรณีศึกษา ประกอบด้วยวัดนายโรงและวัดนางชี กรุงเทพมหานคร , วัดป่าสุขสมบูรณ์ จ.บุรีรัมย์, วัดลานสัก จ.อุทัยธานี และวัดภูเขาทอง จ.พระนครศรีอยุธยา ผลการศึกษาได้ข้อค้นพบที่สาคัญว่ า การพัฒนาเปลี่ยนแปลงของประเทศ โดยเฉพาะ ด้านอาชีพและการศึกษาในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา มีผลกระทบต่อบทบาทของวัดทั้ง 5 กรณีศึกษา ในระดับ ต่า งๆ แตกต่างกัน ไป ผู้ คนมีวิถีชี วิตที่ มี เงื่ อ นไขให้ มาวัด น้ อยลง และรู้สึ กว่าวัด ไม่ มี ส่ ว น เกี่ยวข้องกับชีวิตประจาวันของตนเอง วัดทั้ง 5 กรณีศึกษา ได้ปรับตัวเพื่ อฟื้นฟูบทบาทการพัฒนา จิตวิญญาณของวัดขึ้นใหม่ โดยอาศัยปัจจัยร่วมที่สาคัญ 2 ปัจจัย คือ 1. ปัจจัยคุณลักษณะของทุนบุคคลและทุนทางสังคมของวัด โดยทุนบุคคล ถือว่าเป็น ปัจจัยจาเป็น (Necessary Factor) มากที่สุด โดยเฉพาะผู้นาพระสงฆ์จะเป็นปัจจัยเริ่มต้นของการ สร้างความเลื่อมใสศรัทธา ก่อให้เกิดการขยายทุน ด้านต่างๆ ตามมาได้อีกมาก โดยมีกลุ่มพระสงฆ์ที่มี ความรู้อันหลากหลายร่วมกับคฤหัสถ์ที่มีความเข้มแข็ง คุณลักษณะของทุนบุคคลที่มีผลอย่างยิ่งต่อ ความสาเร็จของการฟื้นฟูบทบาทวัด มี 3 ประการสาคัญ คือ (1.1) มีภูมิรู้ทางธรรมและทางโลก ใน ระดับที่สามารถเชื่อมโยงทั้ง 2 เรื่องนี้มาใช้ประโยชน์ได้ทั้งในงานเผยแผ่ธรรมและงานเกื้อกูลสังคม โดยความรู้ในทางธรรมมีความส าคัญกว่าและต้องมาก่อน (1.2) มีความรู้ความเข้าใจ ทักษะและ ความสามารถในการจั ด กระบวนการเรีย นรู้ สามารถอบรมบ่ ม เพาะบุค ลากรอื่ น ๆ ให้ เ ป็ น กลไก สนับสนุนที่มีประสิทธิภาพ (1.3) มีความรู้ความเข้าใจชัดแจ้งในบทบาทของวัด ว่าวัดคือสถาบันทาง สังคมที่มบี ทบาทพัฒนามนุษย์เป็นบทบาทหลัก แหล่งที่มาของความรู้ ทักษะ ความสามารถของเจ้าอาวาสทั้ง 5 กรณี พบว่ามาจาก 2 แหล่งสาคัญ คือการศึกษาเล่าเรียนในระบบ และการศึกษาเล่าเรียนนอกระบบหรือไม่เป็นทางการ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)


แต่ประสบการณ์ของการได้ทางานจริงหรือการเรียนรู้นอกระบบมีอิทธิพลโดยตรงมากกว่า ส่วนเนื้อหา การเรียนรู้ พบว่ามาจากกระบวนการเรียนรู้ทางธรรมที่มีเนื้อหา-กระบวนการครบทั้งปริยัติ – ปฏิบัติ – ปฏิเวธ ส่วนความรู้ทางโลกได้จากคุณสมบัติเป็นผู้ใฝ่รู้ เป็นนักอ่าน เป็นผู้ชอบการทัศนศึกษาดูงาน ในที่ต่างๆ ติดตามข่าวสารการเปลี่ยนแปลงรอบตัว ฯลฯ ส่วนทุนทางสังคม ที่สาคัญ ได้แก่ พระสงฆ์ใน วัด กลุ่มคฤหัสถ์ มีทั้งผู้สูงอายุ เยาวชน ฯลฯ ส่วนทุนทางวัฒนธรรมนั้น ในกรณีศึกษายังไม่ มีก าร นามาใช้เป็นทุนอย่างชัดเจน 2.ปัจจัยด้านกลยุทธ์ ปัจจัยทั้งหลาย จะมีประสิทธิภาพสร้างผลการเปลี่ยนแปลงได้ จาเป็นต้องมีปัจจัยด้านกลยุทธ์ของการบริหารจัดการทาให้ปัจจัยเหล่านั้นเกิดขึ้น และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะต้องมีการจัดการให้ปัจจัยทั้ง หลายเชื่อมโยงหรือบูรณาการกันด้วย แต่ละปัจจัยมิใช่แยกกันส่งผล แบบแยกส่วนหรือส่งต่อกันไปแบบเส้นตรงเป็นทอดๆ ในแบบกลไก ปั จ จั ย ร่ ว มด้ า นกลยุ ท ธ์ ประกอบด้ ว ย 5 ลั ก ษณะ ดั ง นี้ (2.1) การบริ ห ารอย่ า งมี ยุทธศาสตร์และจังหวะก้าว ทุกวัดของกรณีศึกษา มีการกาหนดแผนของการฟื้นฟูวัดก่อนล่ว งหน้า และสื่อสารให้ผู้เกี่ยวข้องได้ทราบด้วย เพื่อมองเห็นทิศทางร่วม พร้อมเรีย งลาดับภารกิจที่จะต้องทา ก่อนหลังและแผนงานของทุกวัดจะมีแผนงานย่อยและกิจกรรมที่แ สดงถึงบทบาทของวัดให้ปรากฏชัด ว่า วัดมิใช่เป็นผู้รับหรือผู้เอา หากแต่มีหน้าที่เป็นผู้ให้ด้วย ทั้งการให้ธรรมะที่สมสมัยเป็นประโยชน์แก่ การดารงชีวิตของกลุ่มเป้าหมายต่างๆ และให้การสงเคราะห์ทางวัตถุอื่นๆ โดยในการคิดและออกแบบ กิจกรรมจะมุ่งเชื่อมโยงบทบาททั้ง 2 ด้านให้มีผลถึงกันพร้อมมีการติดตาม ทบทวนอย่างต่ อเนื่ อง นอกจากนี้ทุกแผนงานและกระบวนการทางาน จะมีเป้าหมายการสร้างภาคีและเครือข่ายทุกระดับ ทุกภาคส่วน ทั้งแนวดิ่งแนวราบ (2.2) การบริหารที่มุ่งการเรียนรู้ของบุคคลและภาคีเครือข่าย ทุกวัด ในกรณีศึกษาให้ความสาคัญสูงมากกับการบริหารงานเพื่อก่อให้เกิดการเรียนรู้ของบุคคล มิได้กาหนด ผลลัพธ์อยู่เพียงผลสาเร็จของงานโดยลาพัง มีการกระจายบทบาทและความรับผิดชอบอย่างทั่วถึงใน แนวราบ เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการคิดสร้างสรรค์ (2.3) การบูรณา การบทบาทหลักและบทบาทรองของวัด บุคลากรของการฟื้นฟูบทบาทวัด จะมีวิธีคิดที่ไม่แยกบทบาท หลัก-บทบาทรองเป็นส่วนๆ แต่มุ่งบูรณาการให้ “คิดหนึ่งต้องได้สอง” อยู่เสมอ หรือมากกว่าสอง คือมี ผลขยายต่อยอดออกไปได้อีก (2.4) การต่อยอดกิจกรรมให้สร้างสรรค์ไปจากที่ได้รับมอบหมาย การ ดาเนินกิจกรรมตามนโยบายรัฐบาลหรือมหาเถรสมาคมจะได้รับการต่อยอดให้มีลักษณะสร้างสรรค์ ร่วมสมัย ให้เข้าถึงวิถีชีวิต ความนิยมของสังคมโดยไม่ขัดกับหลักธรรม (2.5) การบริหารการเงินให้ สอดคล้องกับกรอบของแผนงานที่กาหนดไว้ วัดกรณีศึกษามีการจัดการด้ านการเงินที่ชัดเจน มีการ ตรวจสอบ ประกอบกับการทางานอย่างมีแผนงานที่ชัดเจนตามเป้าหมาย วิสัยทัศน์ ฯลฯ และแผนงาน ที่รับรู้กันโดยทั่วถึง ได้ช่วยป้องกันความสงสัยคลางแคลงใจในการใช้จ่ายเงิน อีกทั้งกระบวนการทางาน อย่างทุ่มเท ได้ทาให้การบริหารการเงินไม่เป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดปัญหา FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)


สาหรับผลการวิจัยกรอบหลักสูตร ฟื้นวัดคืนเมือง ของวัดบันดาลใจ ได้ผลการศึกษาว่า เพื่อให้บุคคลบรรลุคุณสมบัติตามที่กล่าวมาในปัจจัยร่วมที่ 1 กรอบหลักสูตรให้แบ่งเป็น 4 หน่ วยการ เรียนรู้ ได้แก่หลักสูตร 1 แก่นธรรม นาโลก, หลักสูตร 2 ทันโลก ทันธรรม, หลักสูตร 3 เครือข่ายธรรม นาการบริหารวัด และหลักสูตร 4 ออกแบบกิจกรรมให้ถึงธรรม โดยแต่ละหลักสูตรมี กระบวนการ เรียนรู้ และแหล่งเรียนรู้ที่แตกต่างกันไป

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)


กิตติกรรมประกาศ คณะนักวิจัยขอนมัสการขอบพระคุณพระเถรานุเถระและขอบพระคุณคฤหัสถ์ทุกท่าน ของวัดที่เป็นกรณีศึกษา อันได้แก่ วัดนายโรงและวัดนางชี กรุงเทพมหานคร, วัดป่าสุขสมบูรณ์ จ. บุรีรัมย์, วัดลานสัก จ.อุทัยธานี และวัดภูเขาทอง จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้ให้ความอนุเคราะห์ข้อมูลเพื่อ การศึกษาวิจัย และเอื้อเฟื้อเกื้อกูลด้วยความเมตตาในทางต่างๆ อยู่นานนับเดือน จนกระทั่งการวิจัย สาเร็จลุล่วงลงได้ด้วยดี ขอนมัสการขอบพระคุณพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ และขอบพระคุณ ดร.อุทัย ดุลยเกษม ที่กรุณาสละเวลาอ่านร่างรายงานการวิจัยและให้คาแนะนา ต่ า งๆ อั น เป็ น ประโยชน์ อ ย่ า งยิ่ ง เพื่ อ การปรั บ ปรุ ง รายงานการวิ จั ย ฉบั บ สมบู ร ณ์ และขอบคุ ณ คุณนภารัตน์ นนทกิจนพเกล้า ในงานทบทวนวรรณกรรมเรื่องการปรับตัวของศาสนาอื่น , ขอบคุณ คุณนภนาท อนุ พงศ์พัฒ น์ ในงานบรรณาธิการตรวจทานความถูกต้องของรายงานกรณีศึกษาใน ภาคผนวก ขอขอบคุณสถาบันอาศรมศิลป์และสานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผู้ให้ทุนสนับสนุนการวิจัย ตลอดจนขอบคุณบุคลากรทุกท่านของโครงการวัดบัน ดาลใจที่ช่วย ประสานงานการวิจัยและร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้ความคิดเห็น ข้อมูล เป็นอย่างดีตลอดระยะเวลา ของการวิจัย ปูชนียบุคคลซึ่งคณะผู้วิจัยจะต้องน้อมกราบนมัส การด้วยความสานึกในพระคุ ณเป็น อย่างสูงทุกครั้งของการทาวิจัยในเรื่องการพระศาสนา คือสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต) ผู้ สร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่า ลึกซึ้งในเรื่องหลักธรรม สถาบันวัดและพระสงฆ์ เป็นแสงสว่างทาง ปัญญาให้กับสังคมไทยและคณะนักวิจัยในการศึกษาวิจัยทุกครั้งเสมอมา

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)


สารบัญ

บทคัดย่อ กิตติกรรมประกาศ สารบัญ บทที่ 1 บทนา 1.1 ความสาคัญและความเป็นมาของเรื่อง 1.2 คาถามการวิจัย 1.3 วัตถุประสงค์การวิจัย 1.4 ขอบเขตของการวิจัย 1.5 ขั้นตอนการวิจัย 1.6 ข้อจากัดของการวิจัย 1.7 นิยามศัพท์เชิงปฏิบัติการ

หน้า ก ง จ 1 1 5 5 5 5 6 6

บทที่ 2 วรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 วิกฤตการณ์ทางจิตวิญญาณของเมือง 2.2 ผลกระทบของการพัฒนาเมืองต่อการดารงบทบาทหน้าที่ของวัด 2.3 ปัจจัยที่เอื้อต่อการฟื้นฟูบทบาทของวัดในเขตเมือง-กึ่งเมืองกึ่งชนบท 2.4 เครือข่ายและภาคีของการฟื้นฟูบทบาทของวัด 2.5 การบริหารจัดการปัญหาและอุปสรรคของวัดในสังคมสมัยใหม่ 2.6 กิจกรรมของวัดในสังคมสมัยใหม่ 2.7 หลักสูตรการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรศาสนา 2.8 การฟื้นฟูบทบาทของสถาบันศาสนาอื่นๆ ในต่างประเทศ 2.9 การอบรมบุคลากรเพื่อการพัฒนาจิตวิญญาณของศาสนาอื่นๆ

9 9 15 25 31 32 33 43 57 68

บทที่ 3 วิธีการวิจัย 3.1 แหล่งข้อมูลและวิธีการเก็บข้อมูล 3.2 การจัดการและตรวจสอบข้อมูล

95 95 99

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)


3.3 การวิเคราะห์ – สังเคราะห์ข้อมูล 3.4 วิธีวิจัยกรอบหลักสูตรการอบรมบุคลากร

หน้า 99 99

บทที่ 4 ผลการศึกษา 1 : บทสังเคราะห์ลักษณะของปัจจัยร่วมที่จาเป็นต่อการฟื้นฟู บทบาทของวัดในเขตเมือง - กึ่งเมืองกึ่งชนบท 4.1 ลักษณะการเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นเมืองและผลกระทบที่มีต่อบทบาทวัด 4.1.1 วัดนายโรง : ถ.บรมราชชนนี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร 4.1.2 วัดนางชี : ถ.เทอดไท เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร 4.1.3 วัดลานสัก : ต.ลานสัก อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี 4.1.4 วัดภูเขาทอง : ต.ภูเขาทอง อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา 4.1.5 วัดป่าสุขสมบูรณ์ : ต.สองชั้น อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ 4.2 กระบวนการฟื้นฟูบทบาทหน้าที่ของวัดในเมืองและกึ่งเมืองกึ่งชนบท 4.2.1 กระบวนการปรับตัวเพื่อฟื้นฟูบทบาทหน้าที่ของวัดนายโรง 4.2.2 กระบวนการปรับตัวเพื่อฟื้นฟูบทบาทหน้าที่ของวัดนางชี 4.2.3 กระบวนการปรับตัวเพื่อฟื้นฟูบทบาทหน้าที่ของวัดลานสัก 4.2.4 กระบวนการปรับตัวเพื่อฟื้นฟูบทบาทหน้าที่ของวัดภูเขาทอง 4.2.5 กระบวนการปรับตัวเพื่อฟื้นฟูบทบาทหน้าที่ของวัดป่าสุขสมบูรณ์ 4.2.6 ข้อสังเกตจากกรณีศึกษา 4.3 ปัจจัยร่วมที่จาเป็นต่อการฟื้นฟูบทบาทวัดในเมืองเพื่อพัฒนาจิตวิญญาณ 4.3.1 ปัจจัยร่วมด้านคุณลักษณะของทุนบุคคลและทุนทางสังคมของวัด 4.3.2 ปัจจัยร่วมด้านกลยุทธ์ของการบริหารเพื่อฟื้นฟูบทบาทวัด

103

บทที่ 5 ผลการศึกษา 2 : กรอบหลักสูตรการอบรม “ฟื้นวัด คืนเมือง” โครงการวัดบันดาลใจ (2560) 5.1 ผลการวิจัยเอกสารและสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 5.2 กรอบหลักสูตร

157

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

104 104 105 107 108 109 111 111 117 122 127 132 136 139 139 147

157 173


บทที่ 6 บทสรุปและข้อเสนอแนะ 6.1 บทสรุปการวิจัย 6.2 ข้อเสนอแนะ

หน้า 173 173 177

รายการอ้างอิง ภาคผนวก ภาคผนวก ก กรณีศึกษาที่ 1 วัดนายโรง กรณีศึกษาที่ 2 วัดนางชี กรณีศึกษาที่ 3 วัดลานสัก กรณีศึกษาที่ 4 วัดภูเขาทอง กรณีศึกษาที่ 5 วัดป่าสุขสมบูรณ์ ภาคผนวก ข 1. ทาเนียบหนังสือ 2. ทาเนียบรายการสื่อเสียงและภาพ 3. ทาเนียบวิทยากร 4. ทาเนียบสถานทีศ่ ึกษาดูงาน คณะนักวิจัย

180 188 189 189 241 299 353 407 442 442 455 456 462 465

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)


บทที่ 1 บทนำ 1.1 ควำมสำคัญและควำมเป็นมำของเรื่อง การพัฒนาของประเทศไทยในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะจากนโยบายและ ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐ บาลชุดต่างๆ และการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจระหว่ าง ประเทศทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อวิถีชีวิตของบุคคลและ สังคมไทย โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางบริบทหลังวิกฤตการณ์ร้ายแรงจากเศรษฐกิจยุคฟองสบู่แตก และการลดค่าเงินในปี 2540 เกิดนโยบายใหม่จากรัฐบาลในการฟื้นฟูประเทศ เช่น นโยบายเศรษฐกิจ รากหญ้า ซึ่งให้ความสาคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างกว้างขวางรวดเร็วในพื้นที่ชนบท โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม ซึ่งยกระดับรายได้ การอาชีพ และรูปแบบการบริโภค ความเป็นอยู่ของประชาชนในภาคชนบทอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งนิยามเดิม ของ “ชนบท”อันหมายถึงพื้น ที่เกษตรกรรมในรูปแบบที่ใช้แรงงานเข้มข้น พึ่งพิงรายได้หลั ก จาก การเกษตรมาสู่เกษตรกรรมสมัยใหม่ การใช้เครื่องมือเครื่องจักรในการเกษตร และภาคธุรกิจได้เข้าไป ในมีบทบาทในภาคการเกษตรเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน เกิดอุตสาหกรรมการเกษตรทั้งในไร่ นา สวน การปศุสัตว์ โครงสร้างรายได้หลักมิได้มาจากการเกษตรเพียงอย่างเดียว หากแต่มาจากการรับจ้างใน ภาคเกษตรกรรมและงานในเมืองเพิ่มมากขึ้นตามการขยายตัวของพื้นที่เมืองและกึ่งเมืองกึ่งชนบท ที่ เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง หากวิเคราะห์จากนโยบายและยุทธศาสตร์ ตลอดจนทิศทางและกระบวนทัศน์ของการ พัฒนาประเทศในปัจจุบั นและอนาคตที่มุ่งจะเปลี่ยนประเทศไทยให้ พ้นกับดักของประเทศรายได้ ปานกลาง และการเข้ า สู่ ป ระเทศไทย 4.0 (Thailand 4.0) บริ บ ทเหล่ า นี้ จ ะยิ่ ง สร้ า งให้ เ กิ ด การ เปลี่ยนแปลงอย่างมากและอย่างกว้างขวางกับการพัฒนาประเทศและประชาชนทั้งด้านการใช้และ จั ดสรรทรั พยากรธรรมชาติ การอาชีพ การจ้างงาน ฯลฯ เกิดการเปลี่ ยนเส้ นทางคมนาคมใหม่ ๆ กิจกรรมทั้งด้านบวกและลบในระดับต่างๆ ที่ข้ามพรมแดนประเทศ ตั้งแต่ความรู้ วัฒนธรรม ความเชื่อ การค้า การลงทุน ข้ ามชาติ อาชญากรรม การก่อการร้าย ฯลฯ ล้ ว นแล้ วแต่ก่อผลกระทบกับการ เปลี่ยนแปลงของประเทศอย่างที่อาจกล่าวได้ว่า มิเคยเกิดขึ้นมาก่อน หรือเคยเกิดขึ้นมาแล้ว ในยุคการ พัฒนาไปสู่ความทันสมัย ยุคโลกไร้พรมแดนของโลกาภิวัตน์ หากแต่ไม่กว้างขวาง รวดเร็ว ไร้ขีดจากัด ดังปัจจุบันและอนาคตอันใกล้นี้ เนื่องจากมีปัจจัยสาคัญของความก้าวหน้าอย่างสูงของเทคโนโลยี สารสนเทศเป็นปัจจัยเร่งที่สาคัญของการขับเคลื่อนขนาดการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง รวดเร็ว FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

1


ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยอิทธิพลของการพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นความเจริญเติบโตและความมั่ง คั่งทางวัตถุดังที่กล่าวมา เกิดขึ้นโดยที่นโยบายรัฐ กฎหมาย ระบบการเมืองการปกครอง ไม่เอื้ออานวย ให้เกิดความเสมอภาคและยุติธรรมแก่ประชาชนกลุ่มต่างๆ และการขาดธรรมาภิบาลจากปัญหาทุจริต คอรัปชั่น ได้ก่อให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ มือใครยาวสาวได้สาวเอา ขยายช่องว่างของเศรษฐ กิจ ฐานะระหว่างคนยากจนและคนร่ารวยอย่างรุนแรงชัดเจนมากยิ่งขึ้นอีก เป็นชนวนจุดให้เกิดการต่อสู้ การใช้ความรุนแรงทางการเมืองอย่างดุเดือดและเรื้อรังสืบเนื่องต่อไป เช่นเดียวกับการใช้ความรุนแรง ระหว่างผู้คนในสังคม ทั้งจากการถูกบีบคั้นของความยากจนและการเสพติดวัฒนธรรมบริโภคนิยม ลุ่มหลงวัตถุ ความมั่งคั่ง เกิดการหาประโยชน์ในนานารูปแบบแม้แต่การค้ามนุษย์ รวมไปถึงการทาร้าย ทารุณกรรมเด็ก ผู้สูงอายุ คดีอาชญากรรม คดีทางเพศ และการเพิ่มมากขึ้นของผู้ติดยาเสพติด สุรา และปัญหาสุขภาพจากโรคไม่ติดต่อที่เกิดจากพฤติกรรมบุคคล (Non Communicable Diseases / NCD) ซึ่งกลายเป็นปัญหาต่อสุขภาวะของตนเองและของพลเมืองในภาพรวม กระทบต่อการต้องใช้ งบประมาณจานวนมหาศาลในการรักษา นอกจากนี้ รูปแบบใหม่ของการติดต่อสื่อสารโดยใช้สื่อสังคมออนไลน์ ได้ก่อผลกระทบ โดยตรงอย่างยิ่งต่อรูปแบบของวิถีชีวิต ระบบความสัมพัน ธ์ในทุกระดับทั้งในครอบครัว กลุ่ม องค์กร สถาบันและสังคมโดยรวม ให้อยู่อาศัยกันแบบปัจเจกนิยม ตัวใครตัวมัน เอาตัวตนเป็นศูนย์กลาง แก่งแย่งแข่งขัน ละเลยการพัฒนาจิตใจให้มีความเอื้ออาทร มีน้าใจ มีศีลธรรมขั้นพื้นฐานของการอยู่ ร่วมกัน โดยไม่เบียดเบียนทาร้ายกันทั้งกาย วาจา ใจ โดยยังมิต้ องกล่าวไปถึงการละทิ้งการพัฒนา จิตวิญญาณอันเป็นแก่นแท้ของพุทธศาสนาที่พัฒนาให้บุคคลเกิดความเข้าใจคุณค่าความหมายของ ชี วิ ต ความเป็ น มนุ ษ ย์ มี ค วามสามารถในการพ้ น ทุ ก ข์ ไ ด้ ด้ ว ยตนเอง และช่ ว ยเหลื อ ผู้ อื่ น โดยไม่ หวังผลตอบแทน วิกฤตการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นโดยที่สถาบันสาคัญทางสังคมโดยเฉพาะสถาบันการศึกษา สถาบันทางศาสนาทาอะไรได้อย่างจากัด ยิ่งไปกว่านั้น ในหลายกรณียังเป็นปัจจัยเพิ่มวิกฤตการณ์ให้ เพิ่มมากขึ้นด้วย กล่าวเจาะจงไปที่สถาบันศาสนา ใน 2 ทศวรรษที่ล่วงมา มีข่าวและปรากฏการณ์ อย่างต่อเนื่องที่ตอกย้าถึงความเสื่อมถอยของสถาบันพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะสถาบันสงฆ์และวัด ซึ่งเกี่ย วเนื่ องอย่ างแยกไม่ออกจากปั ญหาโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ และสั งคมที่มีความ ซับซ้อนอย่างยิ่ง บทบาทซึ่งไม่พึงประสงค์ในลักษณะของพุท ธพาณิชย์ก็เพิ่มขึ้นในรูปแบบใหม่ ๆ ที่ เป็นไปเพื่อสนองความโลภทั้งของพระสงฆ์และคฤหัสถ์รวมไปถึงความงมงาย ความหลงผิด (โมหะ) การให้บริการพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ ฯลฯ อันล้วนแต่ตรงข้ามกับหลักพุทธธรรม โดยที่ปรากฏการณ์ ก็ได้สะท้อนซ้าให้เห็นถึงความอ่อนแอของกลไกรัฐและสังคมในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

2


อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความเสื่อมถอยดังกล่าว ก็ยังมีบุคคลและกลุ่มบุคคลอีกจานวน ไม่น้อยทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ที่เห็นคุณค่าของสถาบันพระศาสนาและพยายามที่จะพลิกฟื้นกอบกู้ สถาบันพระศาสนามาโดยตลอดเช่นกัน หากแต่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้ นที่ซึ่งยังมีทุนสังคมดารงอยู่ เช่น ในพื้นที่ชนบทที่ยังเปลี่ยนแปลงไม่รวดเร็วมาก แต่สาหรับวัดในเมือง หรือ กึ่งเมืองฯนั้น กล่าวได้ว่ามี อุปสรรคที่ลาบากยากยิ่ง เนื่องจากอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วที่วัดเองควบคุมไม่ได้หรือ ได้อย่างจากัดยิ่ง กระนั้นก็ตาม ยังมีวัดจานวนหนึ่งที่สามารถปรับตัวเผชิญการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ มีโครงการ ขบวนการสังคมจานวนมากที่พยายามเคลื่อนไหวสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าสนใจ หนึ่ง ในจานวนนั้นคือ “โครงการพัฒนาพื้นที่วัดให้เป็นศูนย์เรียนรู้สุขภาวะของเมืองเพื่อพลิกฟื้นสัปปายะ และการเป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณให้กับวัดทั่วประเทศ” (หรือเรียกชื่อโดยย่อว่าโครงการ“วัดบันดำล ใจ”) ซึ่ ง ตั้ ง เป้ า หมายไปที่ วัด เมื อ งและกึ่ ง เมื อ งฯ เกิ ด ขึ้ น โดยความร่ว มมื อ ของส านั ก งานกองทุน สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถาบันอาศรมศิลป์ เป็นโครงการที่มุ่งจะพัฒนากลไกทาง สั งคมโดยอาศัย เครื อข่ายต่างๆให้ มามีส่ ว นร่ว มพลิ กฟื้นวัดในสั งคมสมัยใหม่อีกจานวนมากที่ยังมี ศักยภาพและความสามารถให้ฟื้นฟูกลับมามีบทบาทที่เกื้อกูลแก่ บุคคล ชุมชน และสังคมในมิติต่างๆ ได้ดังเช่นอดีต โดยเฉพาะการเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณของพุทธบริษัท และชุมชน-สังคม โดยโครงการฯใช้กระบวนการและกิจกรรมร่วมกับภาคีต่างๆ ในการพลิกฟื้นสัปปายะ ด้านสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติด้วยการริเริ่มจากการนาความรู้ทางสถาปัตยกรรมอันเป็นทุนความรู้ ความเชี่ยวชาญของสถาบันอาศรมศิลป์ มาสนับสนุนให้วัดมีสภาพทางกายภาพอันเกื้อกูลให้เกิดความ ตั้งมั่นทางจิตวิญญาณของพระภิกษุสงฆ์ พร้อมไปกับการเกื้อกูลแก่การพัฒนาจิตวิญญาณของคฤหัสถ์ ผู้มาวัดด้วย โครงการฯนี้ตั้งเป้าหมายดาเนินการร่วมกับวัดและภาคีที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ทั่วประเทศ จานวนกว่า 30 วัด ระยะเวลาดาเนินการรวม 3 ปี ตั้งแต่กันยายน 2557 ถึงกันยายน 2560 ผลลัพธ์ สาคัญของโครงการฯ คือเกิดตัวอย่างของวัด ที่เป็นศูนย์การเรียนรู้สุ ขภาวะในบริบทที่หลากหลาย (วัดต้นแบบ) นอกจากประโยชน์ทางตรงแก่ประชาชนผู้ใ ช้ประโยชน์ของวัดในโครงการฯแล้ว ยังจะ สร้ า งความรู้ ที่ เ ป็ น ตั ว อย่ า งการปฏิ รู ป บทบาทของวั ด ให้ แ ก่ วั ด อื่ น ๆ ได้ เ ห็ น แนวคิ ด แนวทาง กระบวนการของรูปธรรมที่เครือข่ายทางสังคมร่วมกันสร้างนวัตกรรมสังคม (Social Innovations) ทางพุทธศาสนา เพื่อฟื้นฟูคุณค่าของพุทธธรรมให้เป็นที่ประจักษ์ในสังคมสมัยใหม่ได้อีกด้วย เพื่อบรรลุเป้ าหมายดังกล่าว โครงการฯ ได้กาหนดให้ มีการวิจัยเพื่อสร้างและสะสม ความรู้ใหม่ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เนื่อ งจากความรู้ที่มีอยู่เดิมนั้นเกิดขึ้นในบริบทเดิมที่ สังคมยังเปลี่ยนแปลงช้า เหตุปัจจัยที่สร้างผลกระทบกับวัด -สถาบันสงฆ์และสังคมยังไม่ซับซ้อน ซึ่ง ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับสังคมสมัยใหม่ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในวิถีชีวิตทุกด้าน ก่อให้เกิดความหลากหลายแตกต่างที่เชื่อมโยงกันอย่างสลับซับซ้อนยิ่ง มิใช่เฉพาะ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

3


สถานการณ์ปัจจุบันของวัดและพระสงฆ์ดังที่กล่าวไปแล้วเท่านั้น แต่รวมถึงบริบทโดยรวมทั้งหมดของ สั ง คมไทย-สั ง คมโลก โครงการฯจึ ง ให้ ค วามส าคั ญ กั บ การวิ จั ย เพื่ อ แสวงหาความรู้ ม าใช้ ใ นการ ดาเนินงานพัฒนาในช่วงเวลาสาคัญ 2 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 เป็นการศึกษาวิจัยเพื่อสร้างความรู้ ในระยะการเริ่มต้นดาเนินโครงการฯ โดย การศึ ก ษาเน้ น ไปที่ ก ารพั ฒ นากรอบความคิ ด (Conceptual Framework) ของการด าเนิ น งาน โครงการฯ เพื่อให้ ผู้ เกี่ย วข้องทั้งหมด มีความรู้ความเข้าใจ มองเห็ นถึงบริบทของสั งคมยุคใหม่ที่ แวดล้อมมีอิทธิพลต่อโครงการวัดบันดาลใจ และเห็นถึงเงื่อนไข-เหตุปัจจัยเบื้องต้นต่อความสาเร็จของ โครงการฯ เพื่อที่จะสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแนวคิดและกระบวนการดาเนินงาน ให้เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสังคมที่ซับซ้อนได้มากที่สุดในช่วงเริ่มต้นโครงการฯ การวิจัยในช่วงที่ 1 ดาเนินการระหว่างเดื อนมีนาคมถึงเดือนกันยายน 2558 (6 เดือน) ได้ผลการวิจัย1 เรื่องคือ “ปัจจัยที่เอื้อต่อการฟื้นฟูบทบาทหน้าที่การพัฒนาจิตวิญญาณของวัดในเขต เมือง” และหนังสือตีพิมพ์อีก 1 เล่ม ที่เรียบเรียงจากผลการวิจัยให้อ่านง่ายเพื่อเผยแพร่แก่สังคมในชื่อ “ฟื้นวัด คืนเมือง” เป็นการสร้างความเข้าใจร่วมกันของพุทธบริษัทในวิกฤตการณ์พุทธศาสนาและ แนวทางการปฏิรูปโดยสังคม ผลจากการประเมินโดยโครงการวัดบันดาลใจ พบว่าความรู้จากงานวิจัย ดังกล่าว ได้เป็นประโยชน์ต่อการดาเนิน งานของโครงการอย่างมาก ได้ให้ข้อเสนอแนะที่สามารถ นาไปใช้ประโยชน์ได้จริง สนับสนุนกระบวนการทางานของภาคีให้ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการ คัดกรองวัด-พระสงฆ์ที่มีศักยภาพ การวิเคราะห์แนวทางการจัดกิจกรรมฝึกอบรม เป็นต้น โครงการฯ จึงมอบหมายให้ผู้วิจัยดาเนินการวิจัยในช่วงที่ 2 ให้สืบเนื่องจากช่วงที่ 1 ด้วย การทาวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) คือการวิจัยค้นหาความรู้ความเข้าใจที่ได้จากการศึกษา ในระหว่างปฏิบัติการจริงของโครงการวัดบั นดาลใจ เพื่อนาความรู้ไปปรับปรุงการดาเนินโครงการฯ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับความจริงมากที่สุ ดทั้งในระดับพื้นที่และระดับรวมของ โครงการฯ เพื่อมิให้การทางานพัฒนาของโครงการฯอาศัยเพียงข้อสันนิษฐาน หรืออิงอาศัยแนวคิดโดย ขาดข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ได้มาจากการทางานจริงในช่วงเวลาเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา รายงานผลการวิ จั ย ฉบั บ นี้ คื อ การสั ง เคราะห์ อ งค์ ค วามรู้ ใ นช่ ว งสุ ด ท้ า ยของการ ดาเนินงานโครงการวัดบันดาลใจ เพื่ อนาไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่อื่น ๆ โดยงานวิจัยจะเสนอเหตุปัจจัย ของความสาเร็จและอุปสรรคทั้งทั่วไปและเฉพาะ เพื่อให้วัดอื่นๆสามารถนาความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ ตามเงื่อนไขด้วยความเข้าใจบริบทเฉพาะของตนเอง มิใช่การทาตามแบบกันโดยไม่คานึงถึงความ เฉพาะทางบริบทและปัจจัยเฉพาะของแต่ละพื้นที่ การวิจัยได้ตั้งคาถามใน 3 ข้อสาคัญ ดังนี้

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

4


1.2 คำถำมกำรวิจัย 1.2.1 ปัจจัยร่วมอะไรที่จาเป็นต่อการฟื้นฟูบทบาทการพัฒนาจิตวิญญาณของวัดในเขต เมืองและกึ่งเมืองกึ่งชนบท 1.2.2 กลยุทธ์การบริหารจัดการปัจจัยร่วมที่เอื้อให้เกิดประสิทธิภาพในการฟื้นฟูบทบาท การพัฒนาจิตวิญญาณของวัดในเขตเมืองและกึ่งเมืองกึ่งชนบท เป็นอย่างไร 1.2.3 กรอบหลักสูตรการเรียนรู้ของทุนบุคคลในโครงการวัดบันดาลใจควรเป็นอย่างไร ในมิติเนื้อหา กระบวนการ และแหล่งเรียนรู้ 1.3 วัตถุประสงค์กำรวิจัย 1.3.1 เพื่อศึกษาปัจจัยร่วมที่จาเป็นต่อการฟื้นฟูบทบาทการพัฒนาจิตวิญญาณของวัดใน เขตเมืองและกึ่งเมืองกึ่งชนบทฯ 1.3.2 เพื่อศึกษากลยุทธ์การบริหารจัดการปัจจัยร่วมที่เอื้อให้เกิดประสิทธิภาพในการ ฟื้นฟูบทบาทการพัฒนาจิตวิญญาณของวัดในเขตเมืองและกึ่งเมืองกึ่งชนบท 1.3.3 เพื่อพัฒนากรอบหลักสูตรการอบรมบุคคลทั้งพระสงฆ์และคฤหัสถ์ของโครงการวัด บันดาลใจ 1.4 ขอบเขตของกำรวิจัย 1.4.1 ขอบเขตด้านเนื้อหา : การวิจัยนี้มุ่งหาคาตอบในเรื่องปัจจัยร่ว มของการฟื้นฟู บทบาทของวัดทั้งการพัฒ นาจิตวิญญาณและบทบาททางสังคมของวัดในเขตเมืองและกึ่งเมื องกึ่ง ชนบท กลยุทธ์การบริหารจัดการปัจจัยร่วมต่างๆ เพื่อฟื้นฟูบทบาทการพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ของวัด และศึกษากรอบหลั กสูตรการอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรของการฟื้นฟูบทบาทวัดและภาคี เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 1.4.2 ขอบเขตด้านพื้นที่ : การวิจัยนี้จากัดขอบเขตการศึกษาวัดที่อยู่ในเมือง และวัด กึ่งเมืองกึ่งชนบท ที่อยู่ท่ามกลางความซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเมืองสมัยใหม่ ใน ภูมิภาคที่แตกต่างกันของประเทศ 1.5 ขั้นตอนกำรวิจัย 1.5.1 ศึกษาทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับความรู้ที่ต้องใช้ในการวิจัย อาทิ ปัจจัย ของการฟื้นฟูสถาบั นศาสนาทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ ในยุค สมัยใหม่ ความรู้เรื่องการจัดการเครือข่ายด้านศาสนา-สังคมเพื่อฟื้นฟูสนับสนุนบทบาทของวัดในเขต เมืองและกึ่งเมืองกึ่งชนบท กิจกรรมการพัฒนาจิตวิญญาณที่มีความเหมาะสมแก่การจัดในวัดและ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

5


สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของบริบทและกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างหลากหลาย และการทบทวน วรรณกรรมเรื่องการพัฒนาหลักสูตรเพื่อพัฒนาศาสนบุคคลในการฟื้นฟูบทบาทสถาบันศาสนา รวมถึง การทบทวนปัญหาและอุปสรรคของการบริหารจัดการวัดในปัจจุบัน เป็นต้น 1.5.2 คัดเลือกกรณีศึกษาของวัดในโครงการวัดบันดาลใจ เพื่อใช้เป็นฐานของการศึกษา เจาะลึกตามคาถามการวิจัย แล้วลงพื้นที่ภาคสนามเพือ่ เก็บข้อมูล 1.5.3 สารวจและคัดเลือกหลักสูตรการฝึกอบรมพระสงฆ์ และสารวจหาผู้เชี่ยวชาญการ ฝึกอบรมพระสงฆ์เพื่อเก็บข้อมูลที่จะให้ความรู้เพื่อสังเคราะห์หลักสูตรการฝึกอบรม 1.5.4 นาข้อมูลที่ได้จากข้อ 1.5.1 - 1.5.3 มาสังเคราะห์เบื้องต้นเพื่อนาเสนอแลกเปลี่ยน เรียนรู้กับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานโครงการวัดบันดาลใจ เพื่อนาความรู้ในแต่ละช่วงไปใช้ประโยชน์ 1.5.5 เมื่อใกล้สิ้นสุดการดาเนินการของโครงการ นาความรู้ทั้งหมดมาสังเคราะห์จัดทา ร่างรายงานผลการวิจัยฉบับสมบูรณ์ 1.5.6 นาเสนอร่างรายงานผลการวิจัยให้ผู้ทรงคุณวุฒิให้ความเห็นเพื่อการปรับปรุง 1.5.7 ปรับปรุงร่างผลการวิจัยเป็นรายงานผลการวิจัยฉบับสมบูรณ์ 1.6 ข้อจำกัดของกำรวิจัย การคัดเลื อกกรณีศึกษา จ าเป็นต้องอาศัยการประเมินของผู้ มีความรู้ความเข้าใจใน ประเด็นต่าง ๆ ของเรื่องที่ศึกษา ในขณะที่วัดในโครงการวัดบันดาลใจมีเป็นจานวนมาก คณะผู้วิจัยจะแก้ไขข้อจากัดนี้ โดยการพัฒนากรอบการประเมินที่จะเอื้อให้ผู้ปฏิบัติงาน ของโครงการฯ ซึ่งเป็ น ผู้ เกี่ย วข้องชั้น ต้น มากที่สุดกับบุคคล กลุ่ ม และวัดใช้เป็นแนวทางของการ ประเมินเบื้องต้นเพื่อคัดเลือกกรณีศึกษา ก่อนให้นักวิจัยคัดเลือกกรณีศึกษาอี กครั้งหนึ่ง กรอบการ ประเมินนี้พัฒนาขึ้นมาจากความรู้ที่ได้จากงานวิจัยในระยะที่ 1 1.7 นิยำมศัพท์เชิงปฏิบัติกำร (Operational Definition) 1.7.1 สุขภาวะทางจิตวิญญาณ (อิงตามนิยามของโครงการวัดบันดาลใจ) หมายถึง การ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและทัศนคติของพุทธบริษัทในการเข้าถึงธรรมะและการพัฒ นาจิตใจผ่ าน กิจกรรมทางศาสนา ประเพณีและวัฒนธรรม อย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับบริบทในสังคมปัจจุบัน

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

6


1.7.2 สัปปายะ1: หมายถึงสิ่งที่เกื้อกูล ช่วยสนับสนุนในการบาเพ็ญภาวนาของพระสงฆ์ และคฤหัสถ์ให้ได้ผลดี ช่วยให้การประพฤติปฏิบัติธรรมตั้งมั่น ไม่เสื่อมถอย และสนับสนุนการพัฒนา สุขภาวะ 4 ประการ (กาย จิต สังคม จิตวิญญาณ) ประกอบด้วยสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ได้แก่ ความร่มรื่น เงียบสงบ ไม่พลุกพล่านจอแจเกินไป การเดินทางไป-มาสะดวก มีบุคคล กิจกรรม สื่อการ เรียนรู้อันเกื้อกูลแก่การศึกษาปฏิบัติธรรมของพุทธบริษัท 1.7.3 กึ่งเมืองกึ่งชนบท (rurban) เป็นคารวมศัพท์ rural และ urban เข้าด้วยกัน ใช้ บรรยายลักษณะความสัมพันธ์ในชุมชนแบบที่เป็นชนบทผสมกับหมู่บ้านหรือเมืองเล็ก มักเป็นสภาพที่ พบในชุมชนชนบทที่อยู่ติดกับเมือง 2

1

เป็นคานิยามโดยอิงความหมายจาก :พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต).พจนำนุกรมพุทธศำสตร์ฉบับประมวล ธรรม.ข้อ 286 และจากสานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ.สานัก นายกรัฐมนตรีhttp://www.onab.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=2699:-4&catid=96:2009-09-19-10-13-59&Itemid=326 (สืบค้นเมื่อ เมษายน 2558) โดยปรับคานิยามให้เหมาะสมกับ บริบทเมืองและการเปลี่ยนแปลงของวัดในเมือง-กึ่งเมืองฯในการวิจัยนี้ 2 พจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยาฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2524 FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

7


FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

8


บทที่ 2 วรรณกรรมและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยได้กาหนดหัวข้อการทบทวนและวิเคราะห์วรรณกรรมในหัวสาคัญที่จะสนับสนุน ให้มีฐานความรู้ความเข้าใจในประเด็นที่วิจัย จานวน 9 หัวข้อ คือ 2.1 วิกฤตการณ์ทางจิตวิญญาณของเมือง 2.2 ผลกระทบของการพัฒนาเมืองต่อการดารงบทบาทหน้าที่ของวัด 2.3 ปัจจัยที่เอื้อต่อการฟื้นฟูบทบาทของวัดในเขตเมือง-กึ่งเมืองกึ่งชนบท 2.4 เครือข่ายและภาคีของการฟื้นฟูบทบาทของวัด 2.5 การบริหารจัดการปัญหาและอุปสรรคของวัดในสังคมสมัยใหม่ 2.6 กิจกรรมของวัดในสังคมสมัยใหม่ 2.7 หลักสูตรการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรพุทธศาสนา การทบทวนวรรณกรรมของต่างประเทศมี 2 ประเด็นสาคัญคือ 2.8 การฟื้นฟูบทบาทของสถาบันศาสนาอื่นๆ ในต่างประเทศ 2.9 การอบรมบุคลากรเพื่อการพัฒนาจิตวิญญาณของศาสนาอื่นๆ ในหัวข้อที่ 2.1- 2.3 และ 2.8 เรียบเรียงจากผลการทบทวนวรรณกรรมของการวิจัยใน ระยะที่ 13 สังเคราะห์รวมกับผลการวิจัยในระยะที่ 1 2.1. วิกฤตกำรณ์ทำงจิตวิญญำณของเมือง ประเทศไทยแต่เดิมมานั้นเป็นประเทศเกษตรกรรม ผู้ คนส่ ว นใหญ่ของประเทศกว่า ร้อยละ 80 อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท อยู่รวมกันเป็นชุมชน มีอาชีพหลักคือทานาทาไร่ทาสวนและการ ประมง พื้นที่เมืองมาขยายตัวครั้งใหญ่อย่างจริงจังและต่อเนื่องจากการพัฒนาไปสู่ความทันสมัย ตาม แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉ บับที่ 1 ซึ่งเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2504 ด้วยแนวคิดการพัฒนาความเป็น เมือง (urbanism) ตามอย่างประเทศอุตสาหกรรมตะวันตก ได้ก่อให้เกิดการขยายตัวเติบใหญ่ของ เมืองขึ้นในทุกภูมิภาคของประเทศมาอย่างสืบเนื่อง ในปี พ.ศ. 2510 ประเทศไทยมีประชากร 32 ล้าน คน อยู่ในเมือง (เขตเทศบาล) ประมาณ 5 ล้านคน ในปัจจุบัน จานวนประชากรไทยรวมเพิ่มขึ้น 2 เท่า เป็น 63 ล้านคน แต่ประชากรในเขตเมืองเพิ่มขึ้นกว่า 6 เท่า จาก 5 ล้านคนเป็น 30 กว่าล้านคน (อาทิตย์ ประสาทกุล, ออนไลน์) 3

อรศรี งามวิทยาพงศ์และคณะเรือ่ ง “ปัจจัยที่เอื้อต่อการฟื้นฟูบทบาทหน้าที่การพัฒนาจิตวิญญาณของวัดในเขต เมือง” กรุงเทพฯ : สถาบันอาศรมศิลป์, 2558 FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

9


การขยายตัวของเมืองนั้น มีปัจจัยเกี่ยวข้องมากมาย ในยุคแรกสาเหตุหนึ่งที่กล่าวถึงกัน มาก คือเรื่องการย้ายถิ่นของประชากรคนยากจนจากชนบทไปสู่เมืองมากขึ้น และการขยายตัวรุกเข้า ไปของระบบเศรษฐกิจจากเมืองไปสู่ชนบทในเวลาต่อมา ซึ่งได้นาวิถีชีวิตแบบเมืองเข้าสู่ชนบทมากขึ้น จนกระทั่งปัจจุบันการแบ่งแยกเมือง-ชนบทในความหมายแบบเดิมเปลี่ยนแปลงไป เมื่อความหนาแน่น ของประชากรเพิ่มขึ้น ย่อมเกิดความหลากหลายซับซ้อน วิถีชีวิตแบบเดิมต้องเปลี่ยนไปอย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้ แนวทางการดาเนินชีวิตตั้งแต่การกินอยู่ ทางาน การใช้เวลาว่าง ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ฯลฯ จึงมีลักษณะแบบคนเมือง หรือ วิถีชีวิตแบบเมือง (urbanism) มากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศตะวั น ตกมี ก ารศึ ก ษาความเป็ น เมื อ งมานานแล้ ว เกี่ ย วกั บ ค่ า นิ ย มและ พฤติกรรมของคนเมือง โดยชี้ให้เห็นว่า จานวนประชากร ความหนาแน่นของประชากร และความ หลากหลายของคุ ณ ลั ก ษณะของประชากร ท าให้ วิ ถี ชี วิ ต มี ค วามหลากหลาย ซั บ ซ้ อ น คนเมื อ ง มีลักษณะเป็นทางการ ไม่เป็นกันเอง การติดต่อสัมพันธ์แบบเฉพาะกิจ มีท่าทีเมินเฉย เย็นชา (อภิชาติ จารัสฤทธิรงค์ และ อรทัย หรูเจริญพรพานิช, 2550) งานศึกษาเกี่ยวกับวิถีชีวิตคนเมือง หรือ คติแบบ เมือง (urbanism) พูดถึงลั กษณะวิถีชีวิตแบบเมื องไว้ กล่ าวโดยสรุปได้ดังนี้ คือ 1.มีการแบ่งแยก แรงงาน 2.ดาเนินชีวิตแบบเครื่องจักรกล 3.มีการเลื่อนฐานะทางสังคม 4.อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ มนุษย์สร้างขึ้นมากกว่าสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ 5.การดาเนินชีวิตประจาวันผูกพันอยู่กับเวลา 6.ปัจเจกนิยมและครอบครัวนิยม 7.ความสัมพันธ์แบบทุติยภูมิ 8.มีความสามารถในการปรับตัวมาก 9. ผูกติดอยู่กับเทคโนโลยี 10.เงินตราเป็นตัวกาหนดราคาและคุณค่า 11.ให้ความสาคัญกับเอกสารที่ เป็นลายลักษณ์อักษรและระบบราชการ (นิลส์ แอนเดอร์สัน อ้ างถึงใน กรมโยธาธิการและผังเมือง, ออนไลน์) เมื่อนามาวิเคราะห์ในบริบทของสังคมไทยปัจจุบัน ก็พบว่าวิถีชีวิตคนเมืองที่กล่าวถึง ข้างต้นนั้น สะท้อนภาพความจริงของสังคมเมืองในประเทศไทยได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น (1) เรื่องการแบ่งแยกแรงงาน จากสังคมเกษตรกรรมมาเป็นสังคมอุตสาหกรรม ทาให้ เกิดการจ้างงานตามความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มีลาดับชั้นของแรงงาน ไม่เพียงแต่ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ ธุรกิจการค้าต่างๆ หน่วยงานของรัฐก็เช่นกัน มีการแบ่งสายงานเป็นหน่วย กรม กอง มากมาย จนชาวบ้านทั่วไปบางครั้งเข้าไม่ถึงและไม่เข้าใจ (2) วิถีชีวิตมีลักษณะเหมือนเครื่องจักรกล เพราะระบบอุตสาหกรรมที่พึ่งพิงเทคโนโลยี และสายพานการผลิตจานวนมาก ทาให้เครื่องจักรกลต่างๆควบคุมการทางานของมนุษย์ วิถีชีวิตที่ควร จะเป็นไปตามธรรมชาติเริ่มจางหาย เพราะคนเมืองถูกบีบคั้นให้ต้องทางานทันเวลา ความสัมพันธ์กับ ผู้อื่นเริ่มน้อยลง

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

10


(3) การเลื่อนฐานะทางสังคม คนในเมืองต้องคอยแข่งขัน แก่งแย่งชิงดีกันเพื่อความอยู่ รอดและเพื่ อ ขยั บ ฐานะของตนให้ เ ท่ า เที ย มกั บ ผู้ อื่ น เสมอ ซึ่ ง บางที เ กิ น ความพอดี จนท าให้ เ กิ ด มิจฉาทิฎฐิและมิจฉาอาชีวะ คือ มองไม่เห็นว่าอะไรถูกผิด มีการทุจริต คอร์รัปชั่น ทาหน้าที่ด้วยความ ไม่ซื่อสัตย์ ผิดกฎหมายและศีลธรรม ไม่เว้นแม้แต่คนที่มีฐานะทางการเงินและการศึกษาสูงก็ตาม (4) อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้นมากกว่าสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ เพราะลักษณะทางกายภาพของเมือง ที่ไม่ค่อยมีต้นไม้ ป่า เขา ลาธาร ฯลฯ หรือไม่มีเลย มีแต่ตึกสูง อาคาร ห้างร้าน ถนน สะพาน รถยนต์ ฯลฯ ทาให้ชีวิตคนเมืองถอยห่างจากธรรมชาติบริสุทธิ์ มีแต่สิ่ง ที่เป็นมลภาวะ ตั้งแต่ก้าวเดินออกมาจากบ้าน ซึ่งสิ่งแวดล้อมทางกายภาพนี้มีผลต่อพฤติกรรมและ สุขภาพของผู้คนมากทีเดียว (5) การดาเนินชีวิตประจาวันผูกพันอยู่กับเวลา เพราะการทางานและการทากิจกรรม โครงการต่างๆนั้นมีกาหนดเวลาชัดเจน คนเมืองต้องมีการวางแผนเรื่องการใช้เวลามากกว่าคนชนบท เช่น การเดินทางไปทางาน (หรือไปเที่ยว) ในเมือง ต้องเผื่อเวลาไว้เสมอจากปัญหาจราจรที่ติดขัดไม่ แน่ น อน เวลาของคนเมืองส่ ว นใหญ่ห มดไปกับการเดินทาง บางครั้งหรือบางคนใช้เวลาอยู่ในรถ มากกว่าที่ทางานและบ้าน ยิ่งการจราจรติดขัด ยิ่งขยายเวลาให้อยู่ในรถหรือบนถนนนานขึ้น คนเมือง จึงใช้เวลาอยู่บ้านน้อยลง วิถีชีวิตเกิดความไม่สมดุ ล ทาให้เกิดปัญหาหลายด้านตามมา (วิรัตน์ แสง ทองคา, 2553) (6) ปั จ เจกนิ ย มและครอบครั ว นิ ย ม ครอบครั ว เดี่ ย วของคนไทยได้ เ พิ่ ม สู ง ขึ้ น แต่ ความสัมพันธ์กลับน้อยลง เพราะต่างคนต่างต้องรับผิดชอบช่วยกันทางาน พ่อ แม่ ลูก มีเวลาพูดคุยกัน น้อยลง ความสัมพันธ์ไม่ใกล้ชิดเหมือนคนสมัยก่อน ปัญหาสังคมหลายอย่างเริ่มต้นที่ปัญหาครอบครัว ทั้งสิ้น และความเป็นปัจเจกนิยมของคนเมือง ทาให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ชุมชน สังคม ลด น้อยลงไป (7) ความสัมพันธ์มีลักษณะที่เป็นทางการมากขึ้น มีระเบียบแบบแผนที่กาหนด การ ติดต่อพูดคุยมีความเป็นเฉพาะกิจมากขึ้น (8) ความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตแบบเมือง คนเมืองต้องรู้จักปรับตัวให้ ทันกระแสเพื่อความอยู่รอด เพราะหากปรับตัวไม่ทัน ย่อมเกิดความยากลาบากในการดารงชีวิต ไม่ใช่ แค่ตัวบุคคลเท่านั้นที่ต้องเท่าทันความเปลี่ยนแปลงและความซับซ้อนในโลกปัจจุบัน องค์กร หน่วยงาน และสถาบันต่างๆก็ต้องรู้จักปรับตัวด้วย เพื่อทาหน้าที่และคงบทบาทของตนได้ต่อไป ไม่ว่าจะเป็น องค์กรใหญ่หรือเล็ก กระทรวง สานักงาน สถาบันครอบครัว วัด โรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ ไปจนถึง ร้านขายของชา

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

11


(9) การผูกติดอยู่ กับ เทคโนโลยี เพราะความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เกิ ด ขึ้น ตลอดเวลาในโลกนี้ ส่งผลต่อคนเมืองเป็นอย่างมาก สิ่งอานวยความสะดวกมากมายกระจุกตัวอยู่ที่ เมือง ทั้งทางการแพทย์ การสื่อสาร การคมนาคม การศึกษา ฯลฯ วิถีชีวิตคนเมืองหลายคนผูกติดกับ อุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ เหมือนกับว่า ถ้าไม่มีหรือไม่ได้ใช้สิ่งเหล่านี้ จะทาให้ชีวิตติดขัด ทาอะไรไม่ได้ เลย เพราะต้องพึ่งพาอุปกรณ์ต่างๆในการทางานหรือการสื่อสาร เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ (10) เงินตราเป็นตัวกาหนดราคาและคุณค่า กลายเป็นสิ่งสาคัญทั้งในชนบทและในเมือง แต่คนชนบทยังมีความยืดหยุ่นมากกว่าในการหาปัจจัยสี่เพื่อให้เพียงพอต่อการดารงชีวิต แต่คนใน เมืองนั้น หากไม่มีเงิน ถือว่าเป็นความวิกฤตเลยทีเดียว เพราะคนเมืองไม่ได้ใช้เงินเพื่อให้มีแค่ปัจจัยสี่ เท่านั้น แต่มีค่าใช้จ่าย (ฟุ่มเฟือย) อีกมากมาย เงินยังเป็นตัวแสดงสถานะและคุณค่าของบุคคล จนลืม คุณค่าของชีวิตและความสุขที่แท้จริงว่าไม่ได้อยู่ที่วัตถุนอกกายเท่านั้น (11) ให้ ค วามส าคั ญ กั บ เอกสารที่ เ ป็ น ลายลั ก ษณ์ อั ก ษรและระบบราชการ จาก ความสัมพันธ์ที่เป็นทางการ และความรู้สึกที่ไม่ค่อยไว้เนื้อเชื่อใจกันมากขึ้นของคนในสังคม ทาให้การ ติดต่อทาธุรกรรมต่างๆทั้งในภาครัฐและเอกชน ต้องถือหลักฐานเอกสารเป็นสาคัญ การนัดหมายหรือ ทาสัญญาปากเปล่า ถือว่าไม่มีความชัดเจน ต้องมีพิธีการ มีระเบียบแบบแผน มีกฎเกณฑ์ควบคุมมาก ขึ้น เมื่อพิจารณางานศึกษาข้างต้น เราจะพบว่า การที่ครอบครัวเดี่ยวมีมากขึ้น ขนาดของ ครัวเรือนลดลงมีเพียง พ่อ แม่ ลูก ทาให้การอยู่อาศัยเปลี่ยนแปลงไป คนเมืองอยู่คอนโดมิเนียมมาก ขึ้น สิ่งนี้ทาให้ความสัมพันธ์ระดับชุมชนที่เคยมีจางหายไป ลักษณะของที่อยู่อาศัยไม่เอื้อให้ทากิจกรรม หรือมีปฏิสัมพันธ์เหมือนการได้อยู่เป็นชุมชนหมู่บ้านเหมือนแต่ก่อน ส่วนเรื่องรายได้ครัวเรือนที่สูงขึ้น พบว่า คนกรุงเทพฯมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงที่สุด 43,669 บาท และแน่นอนว่ารายจ่ายก็เพิ่ม สูงขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นวิถีชีวิตด้านเศรษฐกิจ จึงเป็นอีกมิติหนึ่งที่สะท้อนความเป็นเมืองได้เป็น อย่างดี คนเมืองมักใช้จ่ายเกินจาเป็น จากการโฆษณาให้สินเชื่อ ให้เครดิต ให้สิทธิพิเศษผ่อนสินค้าและ บริการต่างๆ ทาให้คนบางกลุ่มมักใช้บัตรเงินสด บัตรเครดิต นาเงินในอนาคตมาใช้จ่ายเกินตัว มอง การเป็นหนี้คือเรื่องปกติ ขาดความพอเพียงในชีวิต ไม่มีความสมถะ คนเมืองมีการใช้เทคโนโลยีที่มากขึ้นโดยต่อเนื่อง ข้อมูลของส านักงานสถิติแ ห่ งชาติ พบว่า ประชากรในกรุงเทพฯ 80% มีโทรศัพท์เคลื่อนที่ และ 50% มีคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารจึงทาได้ง่ายและรวดเร็ว ซึ่งอาจมีประโยชน์ในกรณีที่จาเป็นหรื อภาวะฉุกเฉิน แต่การเสพข้อมูลจนเกินพอดีและบางทีมีแต่ข้อมูลขยะ ไร้สาระ ไร้ความจริง อาจทาให้คนหลงเชื่อ

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

12


เยาวชนเริ่มติดเกม ดูเว็บไซต์อนาจาร แยกแยะไม่ออกว่าสิ่งใดควรเชื่อไม่ควรเชื่อ หมกมุ่นกับการใช้ โทรศัพท์จนลืมโลกแห่งความเป็นจริง นอกจากวิถีชีวิตแบบเมืองจะส่ งผลกระทบต่ อประชาชนในด้ านเศรษฐกิ จแล้ ว ยังมี ผลกระทบทางสังคมในด้านต่าง ๆ โดยชัดเจน เช่น การหย่าร้างของคนในเมืองสูงกว่าคนในชนบท โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากอัตรา 1.81/1,000 คน ในปี พ.ศ. 2537 กลายเป็น 2.38/1,000 คน ในปี พ.ศ. 2546 ส่วนผลการสารวจพฤติกรรมเยาวชน ที่อ้างอิงจากสถาบันพัฒนา สาธารณสุขอาเซียน และกองควบคุมโรคเอดส์ สานักอนามัย พบว่า นักเรียนชายหญิงมีพฤติกรรมที่น่า เป็ น ห่ ว งคือ นั กเรี ย นอาชีว ะศึกษาชาย ดื่มเหล้ า 62% สู บบุห รี่ 57% นักเรียนอาชีว ะศึกษาหญิ ง ดื่มเหล้ าและสู บบุ ห รี่ 43% นั กเรี ยนมัธ ยมชาย ดื่ มเหล้ า 42% สู บบุห รี่ 27% นักเรียนมัธ ยมหญิง ดื่มเหล้า 36% สูบบุหรี่ 14% อีกทั้งพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ใช้เวลาในการเล่นอินเตอร์เน็ตมากขึ้น โดย 1 ใน 3 เล่นประจาทุกวัน โดยนักเรียนชายใช้อินเตอร์เน็ตเข้าดูภาพปลุกเร้าอารมณ์ทางเพศ 70% ส่วนนักเรียนหญิง 35% ข้ อ มู ล จากการส ารวจพฤติ ก รรมเสี่ ย งโรคเอดส์ ใ นประเทศ ปี พ.ศ. 2549 จาก Chamratrithirong et al. (2007) พบว่า สัดส่วนเยาวชนหญิงโสดในกรุงเทพฯที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว สูงกว่าเยาวชนหญิงในเขตชนบททุกอายุ วัยรุ่นอายุ 18-19 ปี ในกรุงเทพฯ มีเพศสัมพันธ์ถึง 67% ใน ผู้ชาย และ 44% ในผู้หญิง อายุเฉลี่ยในการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกคือ ผู้ชาย 15.5 ปี ผู้หญิง 16.5 ปี ซึ่งอายุน้อยกว่าวัยรุ่นในต่างจังหวัด วิถีเพศของคนกรุงเทพฯมีความแตกต่างจากคนในที่อื่นๆอย่างชัดเจน คือ เป็นสังคมที่ ยอมรับการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลดปล่อยมากขึ้น จากการที่ครอบครัวอ่อนแอเพราะอิทธิพลของความเป็น เมือง ที่ทาให้ชีวิตห่างเหินกันแม้ในครอบครัวเดียวกัน อีกทั้งมีสิ่งยั่วยุส่งเสริมให้เยาวชนกระทาการไม่ เหมาะสมกับวัยและถูกชักจูงให้ก ระทาผิดทางเพศได้ง่าย (การข่มขืน การขายบริการทางเพศเพื่อเอา เงินมาซื้อสินค้าหรูหรา) วิถีชีวิตแบบเมืองมีส่วนทาให้คนมีพฤติกรรมทางเพศนอกใจคู่สมรสสูงกว่าคน ในชนบทอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ คนเมืองมักไม่ต้องการการผูกมัด มีความสัมพันธ์แบบหลวมๆ อยู่ ก่อนแต่ง อยู่โดยไม่แต่งงานและไม่จดทะเบียนสมรสมากขึ้น (อภิชาต จารัสฤทธิรงค์ และ อรทัย หรู เจริญพรพานิช, อ้างแล้ว) สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเริ่มฉาบฉวย ไม่มั่นคง ครอบครัวบกพร่อง ส่งผลไปถึงปัญหาเด็กและเยาวชนต่างๆมากมาย จากภาพรวมของวิถีชีวิตแบบเมืองที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้ ทาให้เราได้เห็นสภาวะที่เป็นอยู่ จริงของสังคมเมืองในประเทศไทยได้ชัดเจนขึ้นไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะเมื่อพบว่าสถานการณ์ดังกล่าว นี้เกิดมาต่อเนื่องนานนับสิบปีแล้ว เพราะวรรณกรรมหลายเรื่องมาจากงานวิจัยในช่วงทศวรรษ 2540 สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ไม่ว่าจะใช้แนวคิดหรืองานวิจัยของใครก็ตาม พบว่า การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

13


ซับซ้อนได้เกิดขึ้น อยู่ตลอดในวิถีชีวิตแบบเมือง แต่ละคนพยายามตามให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง มุ่งแสวงหาวัตถุภายนอกและความสุขชั่วคราว จนขาดสติในการมองตัวตนและแสวงหาความสงบสุขที่ แท้จริงในรูปแบบอื่น ที่นาไปสู่อิสรภาพ การปล่อยวาง ไม่เสพติดในวัตถุ และเมตตาแบ่งปันต่อกันมาก ขึ้น คนเมืองมีความสัมพันธ์กับธรรมชาติลดลง มองเห็นธรรมชาติเป็นเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยว ไม่ใช่ สิ่งที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับมนุษย์และสรรพชีวิตอื่นอย่างเป็นองค์รวมเดียวกันตามแนวคิดของ พุทธศาสนา “ธรรมชาติ” จึงมีความหมายต่อเมื่อไปท่องเที่ยวในวันหยุด และยิ่งไปกว่านั้นคือกระทา การดัดแปลงธรรมชาติเพื่อให้การท่องเที่ยวของตนเองสะดวกสบาย ด้วยการบุกรุกและ/หรือทาลาย ธรรมชาติ-ระบบนิเวศ ด้วยสิ่งก่อสร้างมากมายและขยะจานวนมหาศาล อันเป็นการรุกรานวิถีชีวิตของ ชุมชนที่อิงอาศัยธรรมชาติอีกด้วย การดาเนินชีวิตที่เป็นไปในลักษณะดังกล่าวนั้น ได้ส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาส่วนตัว ปัญหาครอบครัว ชุมชน และสังคมโดยรวม อาจกล่าวให้กระชับที่สุดได้ว่า วิถีชีวิตแบบ เมืองที่เป็นอยู่นี้ ส่งผลกระทบด้านลบต่อคุณภาพสุขภาวะของคนเมือง อันได้แก่ กาย จิต สังคม และ จิตวิญญาณ4 พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ ปยุตฺโต) ปราชญ์ร่วมสมัยผู้ได้รับการถวายรางวัล การศึกษา เพื่อสันติภาพจากยูเนสโก ได้กล่าวถึงปัญหาสภาพจิตใจของมนุษย์ที่มีมากขึ้น โดยเฉพาะในสังคม อุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้า โดยยกตัวอย่างสังคมตะวันตกว่า แม้มีการพัฒนา มากเพีย งไร ก็เป็ น เพีย งการพัฒ นาทางวัตถุ ในประเทศตะวันตกผู้ คนมีความพรั่ง พร้อ มทางวั ต ถุ แต่กลับมีปัญหาทางชีวิตจิตใจ สภาพจิตใจที่ต้องเผชิญอยู่ในยุคทันสมัยนี้คือ ความเครียด (Stress) ความรู้สึกแปลกแยก (Alienation) ความเบื่อหน่าย (Boringness) ความว้าเหว่เดียวดาย(Loneliness) และความว่างเปล่ากลวงใน (Inner emptiness) สิ่งเหล่านี้ คือ ความทุกข์ใจนั่นเอง โดยวิเคราะห์ให้เห็นว่า ที่มาของปัญหาชีวิตจิตใจของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน เกิดขึ้นจาก ความขัดแย้งระหว่าง สภาพปัญหาที่เป็นจริง กับ สภาพจิตใจมนุษย์ที่ไม่มีปัญญารู้เท่าทันสภาพปัญหา ที่เป็นจริงนั้น สภาพจิตใจของมนุษย์ในสังคมอุตสาหกรรม จึงมีแต่ ความทุกข์ และไม่ได้รับการแก้ไข อย่างตรงจุด สังคมสมัยใหม่ผู้คนอยู่กันอย่างคับคั่งแต่คนรู้สึกมีความว้าเหว่มากขึ้น มีความว่างเปล่า ภายในจิตใจ เลื่อนลอยไร้จุดหมาย แต่ละคนพยายามแสวงหาการยอมรับและการมี ตัวตน จึงเข้าหา หมู่คณะและสังคมเพื่อลดความอ้างว้างโดดเดี่ยว แต่สังคมกลับทาให้คนเกิดความว้าเหว่มากยิ่งขึ้น เพราะระบบอุตสาหกรรมและสังคมสมัยใหม่ที่ปฏิบัติต่อคนอย่างไม่เป็นตัวเป็นตน คนกลายเป็นสิ่งไม่มี ตัวตน ไร้ความหมาย เมื่อคนแต่ละคนมีความบกพร่อง สังคมยิ่งบกพร่อง ความเหงาว้าเหว่จากคนๆ 4

จิตวิญญำณ ในที่นี้หมายถึง ปัญญาที่เข้าถึงความจริงแท้หรือสัจธรรมสูงสุดของชีวิตและธรรมชาติ จนกระทั่งนา ชีวิตไปสู่อิสรภาพ หลุดพ้นจากการถูกบีบคั้นของทุกข์ และมีความสุขอันประณีต พึ่งพิงปัจจัยภายนอกน้อย FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

14


หนึ่ง กลายเป็นความเหงาว้าเหว่ทั่วทั้งสังคม เกิดภาวะไร้ความสุขส่วนรวม ขาดความอบอุ่น ขาดความ ไว้วางใจกัน ขาดความมีน้าใจจริงใจต่อกัน สังคมที่บกพร่องยิ่งซ้าเติมปัญหาสภาพจิตใจที่บกพร่องของ บุคคลด้วย (พระพรหมคุณาภรณ์ , 2534) สรุปโดยย่อว่า วิถีชีวิตแบบเมือง ส่งผลกระทบต่อตัวบุคคลแต่ละคน และความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคล รวมถึงความสัมพันธ์ต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆด้วย ความเป็นปัจเจกบุคคลหรือตัวใครตัวมัน มากขึ้น ต่างฝ่ ายต่างขวนขวาย ดิ้นรนเพื่อความอยู่ ร อดของตนเองและครอบครัว แม้แต่ภ ายใน ครอบครัวเองก็มีความสัมพันธ์กันน้อยลง วิถี ชีวิตที่ต้องเร่งรีบ เสพติดเทคโนโลยี ทาให้เกิดปัญหา เยาวชนตามมาอีก ทั้งการก่ออาชญากรรม ลักทรัพย์ จี้ปล้น ตีรันฟันแทง ซ่องสุมเสพยา ขับยานยนต์ ป่วนเมือง การข่มขืน การท้องไม่พร้อม การฆ่าตัวตาย ฯลฯ จนไปถึงการฆ่าบุพการี สอดคล้องกับ ข่าวสารที่ปรากฏให้เห็นกันบ่อยครั้ ง เฉพาะปัญหาเด็กและเยาวชนก็เพิ่มขึ้นมากมาย ยังไม่รวมถึง ปัญหาเกี่ยวกับผู้สูงอายุ ที่ประเทศไทยกาลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ในปัจจุบัน เมืองยังมีปัญหาเรื่องคนเร่ร่อน คนไร้บ้าน ผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง หรือ คนวัยทางานสมัยนี้ตั้งใจเก็บเงิ น เพื่อใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่สถานดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะสถาบันครอบครัวกาลังจะหมดความสาคัญลง ไปเป็นลาดับ ในขณะเดียวกับที่สถาบันศาสนา (วัด -พระสงฆ์) ซึ่งเคยมีบทบาทหน้าที่เป็นเสาหลักของ ที่พึ่งทางใจและขัดเกลาความเป็นมนุษย์ที่มีสานึกต่อผู้อื่น -ชุมชน-สังคม-ธรรมชาติ ก็เสื่อมถอยลงใน สังคมเมือง เนื่องจากการพัฒนาเมืองได้สร้างวิถีชีวิตแบบใหม่ซึ่งทาให้บุคคลคิดว่าตนเองสามารถอยู่ได้ โดยล าพั ง ด้ ว ยการสะสมเงิ น -วัต ถุ ใ ห้ ค รบบริ บู รณ์ ก็ มี ค วามสุ ข ได้ ไ ม่ ต้ อ งพึ่ ง พาอาศั ย ผู้ อื่ น แม้ แ ต่ ธรรมชาติ จิตสานึกทางวัตถุนิยมแบบนี้ ทาให้ความสาคัญของความสุขทางจิตใจอันเกิดจากน้าใจ ไมตรี ความเอื้ออาทร ฯลฯ ถูกมองข้ามและมีความสาคัญน้อยลงเป็นลาดับ ทาให้วัดและพระสงฆ์ซึ่ง เป็นพื้นที่และกลไกสาคัญของสังคมเดิมที่สร้างการเรียนรู้ความสุขทางจิตใจจากคุณธรรมความดีที่ บุคคลมีต่อกัน จากการได้พบปะช่วยเหลือพึ่งพากันทั้งด้า นวัตถุ-จิตใจและความสุขทางจิตวิ ญญาณ ได้ลดความสาคัญลงไปเป็นลาดับเช่นกัน แล้วส่งผลสะท้อนกลับในเวลาต่อมาคือ เกิดวิกฤตการณ์ทาง จิตใจและจิตวิญญาณ ทาให้เมืองกลายเป็นพืน้ ที่คนทุกข์ใจในที่สุด 2.2 ผลกระทบของกำรพัฒนำเมืองต่อกำรดำรงบทบำทหน้ำที่ของวัด สภาพโดยพื้นฐานก่อนการเปลี่ยนแปลงของวัดส่วนใหญ่ในประเทศไทยไม่ว่าในเมืองหรือ ชนบทนั้น ใกล้เคียงหรื อเหมือนกันมาก คือมีสภาพเปลี่ ยนแปลงมาจากสภาพแวดล้ อมของสั ง คม เกษตรกรรมในภาคชนบทซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะอยู่กันมาแบบมีความสัมพันธ์สนิทแน่นแฟ้น คือผู้คนรู้จัก กันอย่างกว้างขวาง ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีร่วมกัน ตั้งแต่การทามาหากิน การกินอยู่ การเรียนรู้ ประเพณีพิธีกรรม ฯลฯ หากแต่การพัฒ นาไปสู่ ความทันสมัยตามแผนพัฒ นาเศรษฐกิจและสั ง คม FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

15


แห่งชาติที่เริ่มดาเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2504 ได้นาความเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่มาสู่ระบบ ความสัมพันธ์ของชีวิตในระดับต่าง ๆ ทั้งในเมืองและชนบทโดยเฉพาะพื้นที่เมืองซึ่งมีการพัฒ นาไปสู่ ความทันสมัยอย่างเข้มข้น เกิดการเปลี่ยนแปลงมากกว่า รวดเร็วกว่า และเป็นการเปลี่ยนแปลงในขั้น รากฐานที่ส่งผลสะเทือนให้การทาบทบาทหน้าที่ของสถาบันต่างๆ ในสังคม ที่มีอยู่เดิมเปลี่ยนแปลงไป ด้วย ดังกล่าวมาในหัวข้อ 2.1 การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุดคือ บทบาทหน้าที่ของสถาบันครอบครัว วัด การศึกษากล่าวเจาะจงไปที่การเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่ของวัด การขยายตัวของเมืองได้เข้าไป ทาลายเหตุปัจจัยที่ทาให้วัดสามารถรักษาบทบาทหน้าที่สาคัญของตนเองมาได้โดยสืบเนื่อง เพื่อให้ ชีวิตของแต่ละคนและชุมชนอยู่ดีมีสุขทั้งทางกาย จิต สังคม จิตวิญญาณ เช่น ในเรื่องของสุขภาพกาย วัดเป็นแหล่งเรียนรู้และให้การรักษาโรคด้วยสมุนไพร ตารับยา การนวดแผนไทย ฯลฯ ไปพร้อมกับ จิตบาบัดด้วยข้อธรรม คือเป็นที่ปรึ กษา รับฟัง ช่วยแก้ไข คลายทุกข์ใจจากความเจ็บป่วยของคนไข้ และญาติ แม้ในยามปกติก็สอนและแสดงด้วยวิถีชีวิตของพระในเรื่องการกินอยู่อย่างพอเพียง ให้ ชาวบ้านรู้จักกินอยู่ตามฤดูกาล คิดถึงธรรมชาติซึ่งให้กาเนิดความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรต่างๆ มิใช่กินตามใจอยากเพือ่ ความเอร็ดอร่อยแต่อย่างเดียว นอกจากนี้ การกิน ก็เป็ น เรื่ อ งของความประณีต ใส่ จิตใจในการท าอาหารให้ ผู้ กิ น มี ความสุขและไม่เสียสุขภาพ (อาหารไทยจึงเป็นอาหารที่บารุงสุขภาพด้วยสมุนไพรมากมาย) มีกิจกรรม ประเพณีพิธีกรรมของวัดและชุมชนที่พัฒนาสุขภาพจิต ความสนุกสนาน เบิกบาน สงบ ฯลฯ เน้น ธรรมะของการแบ่งปั น แลกเปลี่ยนความรู้ ทรัพยากรที่ตนเองมี อย่างคิดถึงประโยชน์ตน ประโยชน์ ท่านและประโยชน์ร่วมกันซึ่ งจะเชื่อมโยงไปถึงธรรมะสูงสุด คือเข้าใจถึงการอยู่อาศัยร่วมกันภายใต้ ความเข้าใจกฎแห่งธรรมชาติ (พระไตรลักษณ์ : อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) มีความสานึกในสัจธรรมของ ชีวิตในเรื่องการเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย วัดจึงเป็นบ่อเกิดหรือศูนย์เรียนรู้ของชุมชนในด้านสังคมและจิต วิญญาณที่เข้าใจความจริงแท้ของชีวิต ไม่เสพติดหลงใหลเป็นทาสของความสุข แบบฉาบฉวยจนเกิด ทุกข์กายทุกข์ใจ การแก่งแย่งทาลายกัน การพัฒนาความทันสมัยแบบเมือง เข้าไปทาลายเหตุปัจจัยที่สาคัญ 4 ประการ ที่ทาให้ วัดทาหน้าที่ของตนเองไม่ได้ หรือทาได้น้อยอย่างยิ่ง คือ 2.2.1 ทำลำยปัจจัยทำงเศรษฐกิจแบบเกื้อกูลสู่เศรษฐกิจแบบตัวใครตัวมัน วัดในสมัยเดิมนั้น อยู่ในสังคมเกษตรกรรม ที่มีการใช้แรงงานมนุษย์อย่างเข้มข้น ดาเนิน กิจ กรรมทางเศรษฐกิจ ทั้ งในฐานะผู้ ผ ลิ ต และผู้ บริโ ภคเองในตัว มีการแลกสิ่ ง ที่ผ ลิ ตได้ และเป็ น ที่ ต้องการกันโดยตรง การค้าขายยังมีจากัด ระบบเศรษฐกิจแบบพออยู่พอกินนี้ เอื้อให้ผู้คนต้องรวมกลุ่ม ช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยกันในด้านปั จจัยสี่ อาทิ การลงแขกทานาไร่ การเข้าป่าล่าสัตว์และหาพันธุ์พื ช FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

16


เป็นอาหาร-สมุนไพร หาทรัพยากรเพื่อสร้างบ้านเรือน ทาเครื่องนุ่งห่ม รวมไปถึงการแลกเปลี่ ยน ความรู้ในด้านต่าง ๆ เพื่อการยังชีพ และดารงความสงบสุขในชุมชน ฯลฯ กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ของ ชุมชน จึงอยู่บนความสัมพันธ์แบบเสมอกันหรือ ใกล้เคียงกันมากกว่า แบบมีชนชั้น เหตุเพราะต้อง ช่วยเหลือกัน จึงมีความสาคัญต่อกันและกัน ไม่เว้นแม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่างวัดและชุมชน ถึงแม้ว่า วัดจะถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์พึงเคารพ แต่ก็สัมพันธ์อยู่กับชุมชนในลักษณะพึ่งพาอาศัยกันด้วย วัดถือ เป็นสถานที่สาธารณะซึ่งคนทุกฐานะ ชนชั้น วรรณะเข้าถึงได้ตามเจตนารมณ์ดั้งเดิมของการมีวัดตั้งแต่ ครั้งพุทธกาล คือเป็นพื้นที่ของคนทุกรูปทุกนาม เข้ามาศึกษา (สิกขา) เล่าเรียน เพื่อพัฒนาตนเอง วัดและชุมชนจึงมีการปรึกษาหารือและแบ่งบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจนให้เกื้อกูลแก่กัน โดยในส่วนของ วัดจะมีพระสงฆ์เป็นผู้ ดูแล แต่ มิใช่เป็นเจ้าของ บทบาทหลักของวัดคือเป็นสถานที่จัดการศึ กษาที่ ส่ งเสริ มการพัฒ นาบุ คคลทั้งพระภิกษุและคฤหั ส ถ์ ให้ เข้าถึงธรรมอย่างเหมาะสมตามสถานะและ เป้ าหมายในชีวิต ส่ ว นบุ ค คลและชุ มชนที่วั ดตั้ง อยู่ โดยมี บทบาทหน้าที่ร องคื อเกื้ อ กูล วิ ถีชีวิ ต ของ ชาวบ้านให้มีความพร้อมเพื่อการศึกษาธรรม ปัญหาของชาวบ้านจึงเป็นปัญหาของวัดและพระสงฆ์ไป ด้วย มิได้แยกส่วนจากกัน การเกื้อกูลคฤหัสถ์จึงเป็นบทบาทหน้าที่ประการหนึ่งของสงฆ์ ส่วนบทบาท หน้าที่ของชาวบ้าน คือการถวายภัตตาหาร (ตักบาตร) มีส่วนร่วมในการจัดสัปปายะของวัดให้เกื้อกูล แก่พุทธบริ ษัททั้งหมด สนองกิจ กรรมทางธรรมของวัด รวมไปถึงการสอดส่ องดู แลผู้ มาบวชให้ มี พฤติกรรมอันเหมาะสมแก่สมณเพศ วัดและบ้านจึงเอื้อเฟื้อเกื้อกูล กากับดูแลซึ่งกันและกันด้วย ในอดีตที่ล่วงมา วัดเป็นสถาบันที่มีบทบาทหน้าที่ สูงมากทั้งในทางธรรมและทางโลก ครอบคลุมความอยู่เย็นเป็นสุขของชุมชนทั้ง 4 ด้าน คือร่างกาย จิตใจ ชุมชน-สังคม และจิตวิญญาณ ในทางโลกนั้น พระสงฆ์เป็นแหล่งความรู้ และเป็นต้นธารของความรู้ใ หม่ๆ ในการประกอบอาชีพ เกษตรกรรม ความรู้ดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากความรู้เดิมของพระซึ่งมีความสามารถในการอ่านตารา ความรู้ที่มีการบันทึกไว้ในขณะที่ชาวบ้านส่วนใหญ่อ่ านหนังสือได้น้อยหรือไม่ได้เลย อีกส่วนมาจาก การศึกษาค้นคว้าของพระเองด้วยซึ่งมักใช้วัดเป็นสถานที่เพื่อการศึกษาทดลองโดยเฉพาะด้านสมุนไพร การรักษาโรค การดูแลสุขภาพ ฯลฯ เมื่อได้ความรู้แล้วก็เผยแพร่เป็นวิทยาทานให้แก่คฤหัสถ์ในการ ดารงชีวิตให้เป็นปกติสุข และเป็นผู้สร้างสรรค์ประเพณีพิธีกรรมทางเศรษฐกิจอันเชื่อมร้อ ยบุคคลให้ มาร่วมกันผลิตและบริโภค เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับความสัมพันธ์ในสังคมของผู้คนในชุมชน ผลผลิตที่ ได้มากเกินบริโภคได้หมด ชาวบ้านก็จะนามารวมไว้ที่วัดเพื่ อกระจายไปยังผู้ที่ขาดแคลนเป็นกิจกรรม เศรษฐกิจที่เอื้อให้เกิดการพัฒนาสุขภาวะครบทั้ง 4 มิติด้วย คือ กาย (ผู้ขาดแคลนได้มีอาหารยังชีพ) จิ ต (พั ฒ นาคุ ณ ธรรมของผู้ ใ ห้ - ผู้ รั บ เกิ ด เป็ น ความสุ ข ใจ ) สั ง คม (มี น้ าใจแน่ น แฟ้ น กลมเกลี ย ว ช่วยเหลือแบ่งปัน ฯลฯ) และจิตวิญญาณ ( ลด ละ ความทุกข์ เข้าถึงความจริงของความสุขที่ประณีต

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

17


พึ่งพาวัตถุแต่พอดี มีอิสรภาพที่ไม่ยึดติดวัตถุ สิ่งของภายนอก) มิติ ทางเศรษฐกิจจึงส่งเสริมกุศลธรรม มากกว่าส่งเสริมความอยากมีอยากได้ (โลภะ/ตัณหา) ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในแบบเกื้อกูลอาศัยกันนี้ เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากการ พัฒนาของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่มาพร้อมความทันสมัยของรัฐ ที่เปลี่ยนแปลงวิธีการผลิตร่วมกัน ในระดับชุมชนสู่ระดับครัวเรือนที่ต่างคนต่างเอาตัวรอด เป็นการผลิตเพื่อตอบสนองต่อตลาดภายนอก ทาให้เกิดความสัมพันธ์แบบแนวดิ่ง คือมีผู้มีอานาจมากกว่าอยู่ข้างบนเป็นผู้กาหนดสิ่งที่ต้องการและผู้ มีอานาจน้อยกว่าตกเป็นเบี้ยล่างหรือลูกไล่ คือระหว่างเกษตรกรซึ่งตกอยู่ใต้อานาจของระบบตลาด ต้องซื้อปัจจัยการผลิตและสินค้าอุปโภคบริโภคตามราคาของผู้ขายสินค้า (อุตสาหกรรม) และต้องขาย ผลผลิตของตนตามอานาจของผู้ซื้อ (พ่อค้าคนกลาง พ่อค้าส่งออก) กาหนด ในระบบเศรษฐกิจแบบใหม่นี้ ความรู้ทางโลกของพระที่เคยสนับสนุนการยังชีพ และ วิถีชีวิตของคฤหัสถ์จึงมีความหมายน้อยลงมาก เกษตรกรเพาะปลูกโดยใช้พันธุ์พืชตามราชการ-ธุรกิจ การเกษตร ใช้สารเคมีกาจัดแมลง-วัชพืช ใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มผลผลิต ตามแรงโฆษณา ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็น สินค้าอุตสาหกรรมสาเร็ จรูป ได้มาด้วยการใช้เงินซื้อ ผลผลิตที่ได้จะนาไปขายเพื่อนาเงินรายได้มา ยังชีพ ซึ่งรายได้มักไม่พอรายจ่าย เพราะต้นทุนการผลิตสูงขึ้นโดยตลอด ในขณะเดียวกันผลผลิตถูก พ่อค้ารับซื้อกดราคา การพัฒนาแบบดังกล่าวได้นาชุมชนเข้าสู่ยุคแห่งวังวนของหนี้สิน ที่ก่อความทุกข์ ยากให้แก่ครัวเรือนเกษตรกรไทยมาโดยลาดับนานกว่ากึ่งศตวรรษ และนาไปสู่การลดน้อยถอยลงของ อาชีพทานา ไปสู่การทาไร่พืชเศรษฐกิจ ซึ่งขาดทุน และหนี้สินพอกพูน หมดทางใช้หนี้ ในที่สุดก็ขาย (หรือถูกยึด) ที่ดิน กลายเป็นแรงงานรับจ้างการเกษตร กรรมกรในโรงงานอุตสาหกรรม และคนรับใช้ ตามบ้านเรือนในเมือง ไม่เพีย งการเผยแผ่ ความรู้ ทางโลกของวัดจะหมดบทบาทลงเท่านั้น บทบาทเผยแผ่ ความรู้ทางธรรมของพระสงฆ์ ก็ประสบอุปสรรคเช่นกัน เพราะระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่มุ่งสะสม ความมั่งคั่งร่ารวย (โลภะ) ผู้คนจึงมุ่งการเพิ่มผลผลิตเพื่อหาเงินมาซื้อปัจจัยการผลิตและปัจจัย 4 แทน การผลิตเพื่อบริโภคเอง เวลาซึ่งต้องใช้ในการทามาหากินจึงเปลี่ยนแปลงจากเดิม ไปสู่การต้องดิ้นรน หารายได้ให้พอรายจ่ายเพื่อมาเลี้ยงปากท้องมากยิ่งขึ้น ชาวบ้านจึงมาวัดในทุกวันพระน้อยลง หรือรีบ มารีบไป ธรรมเนียมการหยุดงานทุกวันพระได้หายไป ทาให้ชาวบ้านยิ่งห่างวัดออกไป โอกาสที่จะมา ฟังธรรมหรือมาปรึกษาบอกเล่าสุขทุกข์ความในใจก็ลดน้อยลง ในขณะที่พระสงฆ์ส่วนใหญ่ก็ไม่เข้า ใจ วิถีชีวิตและความทุกข์แบบใหม่ อาทิ ความยากจนแบบใหม่ (หนี้สิน) ความขัดแย้งและแปลกแยกแบบ ใหม่ ฯลฯ มากเพียงพอที่จะให้คาแนะนา มีเพียงพระสงฆ์จานวนหนึ่งในชนบทเท่านั้นในยุคตั้งต้นการ พัฒนาที่เท่าทันการพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดปัจเจกนิยม (ตัว ใครตัวมัน) และความโลภของทุน นิ ย ม แล้ ว ไปน าการพั ฒ นาแบบใช้ ทุ น ทางศาสนาเข้ า ไปแก้ ไ ขปั ญ หาได้ เช่ น กรณี ห ลวงพ่ อ นาน FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

18


จ.สุรินทร์ , หลวงพ่อวัดป่าดาราภิรมย์ จ.เชียงใหม่ กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ของพระอาจารย์สุบิน ปณีโต จ.ตราด เป็นต้น ปัญหาหนี้สินที่พอกพูนก่อให้เกิดการอพยพย้ายถิ่นออกจากชุมชนทั้งชั่วคราวและถาวร มากระจุ กตัว ปากกัดตีน ถีบ อยู่ ในเมืองเพื่อหางานรับจ้าง เป็นยุคเริ่มต้นที่วัด และพระสงฆ์เริ่มไม่ สามารถแสดงบทบาทหน้าที่ของตนเองได้อย่างสมบูรณ์ มิใช่เพียงความรู้ของพระไม่ตอบปัญหาการ ยังชีพที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเท่านั้น แต่เพราะผู้คนในชุมชนเองก็เคลื่อนย้ายอพยพออกจากพื้นที่ไป ด้วย ระบบเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นใหม่ในยุคพัฒนาความทันสมัยไม่ว่าในภาคเกษตรกรรมหรืออุตสาหกรรม จึงล้วนแล้วแต่มีผลกระทบต่อบทบาทหน้าที่ของวัดในทางธรรมและทางโลก 2.2.2 ทำลำยปัจจัยควำมสัมพันธ์แบบเอื้ออำทรสู่อำนำจและผลประโยชน์ วัดในอดีตมีบทบาทหน้าที่สาคัญ ยิ่งในการส่งเสริมให้ผู้คนเรียนรู้ถึงคุณค่าของความสุข จากการช่วยเหลือพึ่งพาและพัฒนาซึ่งกันและกัน บนพื้นฐานของการมองผู้อื่นจากสัจธรรมแห่งชีวิตว่า สรรพชีวิต (มิใช่เฉพาะมนุษย์ แต่ครอบคลุมรวมถึงเทพยดา เปรตอสูรกาย สัตว์โลกทั้งหลาย) ต่างเป็น เพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย พึงเบียดเบียนกันให้น้อยที่สุดและปฏิบัติต่อกันด้วยความปรารถนาดี รักใคร่ มีความเอื้ออาทรและเมตตากรุณาต่อกัน นาไปสู่การทากิจกรรมทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกัน อาทิ การเอาแรงช่วยกันทานา การช่วยข้าวของกันในงานแต่งงาน งานศพ งานบวช การสร้าง ทาง การขุดลอกคูคลอง การสร้างบ้านเรือน การผลิตข้าวของเครื่องใช้ การดูแลความปลอดภัย การ ป้องกันโจรผู้ร้าย ภัยธรรมชาติ รวมถึงการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี การจัดการ ค่านิยม ความเชื่อ ในกรณีที่บุคคลมีปัญหาหรืออุปสรรค ก็จะได้รับความเห็นอกเห็นใจและ ช่ว ยเหลื อจากบุคคลอื่น ไม่มีการทอดทิ้งดูดาย ตั ว ใครตัว มัน เอื้ อต่อการขัดเกลาความเห็ นแก่ตัว เสริมสร้างชุมชน (สังฆะ) ให้มั่นคงอย่างสืบเนื่อง สั่งสมเป็นจิตสานึกของชุมชนที่มีความเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกัน โดยมีวัดและพระสงฆ์เป็นศูนย์กลางทาหน้าที่บ่มเพาะ สถาบันทั้งสองได้สูญเสียบทบาทหน้าที่ทางสั งคมนี้ไปจากการพัฒนาเมือง เนื่องจาก ลักษณะของการอยู่อาศัย ไม่มีเงื่อนไขจะต้องพึ่งพากัน การมาอยู่อาศัยในละแวกเดียวกันก็ด้วยเหตุผล ที่แตกต่างกันไป ชุมชนที่เกิดขึ้นใหม่จึงไม่รู้จักกัน (และไม่ต้องการจะรู้จักกันด้วย) พึงพอใจที่จะต่างคน ต่างอยู่หรือรู้จักกันเพียงละแวกติดกั นโดยตรง วิถีชีวิตไม่เอื้อให้เกิดกิจกรรมอันใดที่จะก่อให้เกิดการ สานความสัมพันธ์ทางสังคม กลางวันไปทางาน ตกเย็นกลับบ้านเพื่อพักผ่อนสาหรับวันต่อไป อีกทั้ง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทุนนิยมซึ่ งตั้งอยู่บนแนวคิดของการแข่งขัน เอาชนะ การกระตุ้นหาความ ร่ารวยมั่งคั่ง (ความโลภ) แล้วแสวงหาอานาจจากความมั่งคั่งนั้น สังคมจึงเน้นการแข่งขัน โดยผู้เข้มแข็ง กว่ า (มี เ งิ น ความรู้ เส้ น สาย ฯลฯ มากกว่ า ) คื อ ผู้ อ ยู่ ร อด การพั ฒ นาเมื อ งจึ ง สร้ า งวิ ถี ชี วิ ต และ ความสั มพัน ธ์ร ะหว่างมนุ ษย์ อีกแบบหนึ่ง คือความสั มพันธ์ทางผลประโยชน์และอานาจ ที่คิดถึ ง FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

19


ผลประโยชน์ ที่ตนเองและกลุ่ มจะได้เป็น เบื้องแรก จนละเลยต่อมนุษยสัมพันธ์ไปจนถึงละเลยต่อ มนุษยธรรม 2.2.3 ทำลำยปัจจัยของกำรเรียนรู้แก่นธรรมสู่กำรเรียนรู้เฉพำะเปลือก-กระพี้ วัดและพระสงฆ์ในยุคเดิมที่มีความรู้ลึกซึ้งทางธรรมจะสร้างสรรค์ออกแบบประเพณีและ พิธีกรรมสาหรับฆราวาสได้อย่างแยบคายสืบต่อกันมา เพื่อให้ประเพณีพิธีกรรมทางพุทธศาสนาที่อยู่ใน ทุกช่วงชีวิตของชาวบ้านตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตายนั้น มิใช่เป็นเพียงรูปแบบหรือมีเพียงเปลือก หากแต่ เป็นกุศโลบายที่สอดแทรกการเรียนรู้แก่นธรรมเพื่อขัดเกลาบุคคลและชุมชนทางโลกให้ได้ประโยชน์ทั้ง ทางโลกุตรธรรม (สัจธรรมของชีวิต-ธรรมชาติ) และโลกียธรรม (คุณธรรม-ศีลธรรมทางสังคม) ด้วย เสมอไป อาทิ ธรรมเนียมการหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อไปวัดทุกสัปดาห์ในวันพระ, ประเพณีการ ทอดกฐิน ตักบาตรเทโว การถือจารีตฮีต 12 คลอง 14 ของชุมชนอีสาน ฯลฯ ล้วนเป็นเหตุให้สมาชิก ของชุมชนได้พบปะกัน ทากิจกรรมด้วยกันคราวละมากๆ หรือทั่วทั้งชุมชน ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ ทุกข์สุขระหว่างกันและส่งเสริมค่านิยมความศรัทธาร่วมของชุมชน รวมไปถึงกิจกรรมสันทนาการหรือ ความบันเทิงสนุกสนานตามประเพณีของชุมชนในแต่ละท้องถิ่นซึ่งล้วนเกิดขึ้นในวัด ในขอบเขตที่ พอเหมาะไม่ละเมิดหลักธรรมพื้นฐาน ส่วนการเรียนรู้ในระดับบุคคล ประเพณีการบวชเรียนของผู้ชายทุกคนที่มีอายุครบ 20 ปี ในทุกครอบครัวช่วงเข้าพรรษา 3 เดือน ทาให้ครัวเรือนยิ่งใกล้ชิดกับวัดตลอดเวลา เมื่อผู้บวชลาสิกขา แล้วก็เป็นกลไกนาธรรมะไปสู่ครัวเรือนและชุมชน พระสงฆ์ซึ่งมีภูมิรู้ทางธรรมสูง สามารถออกแบบ การเรียนรู้ที่เหมาะสมให้กับคฤหัสถ์ที่มีความแตกต่างกัน โดยเอาระดับธรรมของบุคคลเป็นฐานการ พัฒนา แล้วสร้างกุศโลบายเพื่อการเรียนรู้ศีลธรรมอย่างเหมาะสม มิให้ออกนอกกรอบพุทธธรรม อาทิ การให้วัตถุมงคลของพระสงฆ์ในสมัยเดิมจะมิให้อย่างพร่าเพรื่อจนบุคคลไม่พัฒนาการพึ่งพาตนเอง และการให้เครื่องรางของขลังจะเกิดควบคู่กับข้อกาหนดทางศีลธรรม คือจะต้องปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เท่านั้น อาคมของขลังจึงไม่เสื่อม ดังนั้น ประเพณีพิธีกรรมในทางพุทธศาสนาในอดีตที่ผ่านมา จึงเป็นการถ่ายทอดและ รักษาแก่นธรรม มิใช่เป็นเพียงแค่รูปแบบหรือเปลือ ก หากแต่ห่อหุ้มรักษาแก่นธรรมอย่างมีเป้าหมาย เป็นเพื่อการพัฒนาศาสนิกชนให้พัฒนาความก้าวหน้าทางธรรม อีกทั้งนาให้ผู้คนมาวัดและมีการพบปะ ติดต่อสื่ อสารระหว่างวัด -พระสงฆ์และคฤหั ส ถ์โ ดยต่อ เนื่อ ง ทาให้ วัดและพระสงฆ์ส ามารถแสดง บทบาทหน้าที่สาคัญต่อการศึกษาเรียนรู้ทั้งทางธรรมและทางโลกอย่างสม่าเสมอ ช่วยสร้างความเป็น ปึกแผ่นและจิตวิญญาณของบุคคลและชุมชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับวัด ในขณะเดียวกันข้อกาหนดทางพระวินัยและวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์เองก็ทาให้ต้องมีการ ติดต่อใกล้ชิดกับคฤหัสถ์ นั่นคือการต้องออกบิณฑบาตทุกเช้าตรู่ที่เอื้อให้พระได้ พบปะพุทธศาสนิกชน

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

20


ถึงบ้านเรือนและพระวินัยซึ่งกาหนดมิให้พระจัดหาภัตตาหารเพื่อบริโภคเอง พระสงฆ์จึงได้ออกไป เรียนรู้ชีวิตของชาวบ้านโดยตรงด้วย จากการได้พบปะพูดคุยและรู้จักสภาพโดยอ้อมจากภัตตาหารที่ ชาวบ้านนามาใส่บาตรซึ่งจะสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์หรือความอัต คัดขาดแคลนของครัวเรือนและ ชุมชน ปัญหาของชุมชนจึงถือเป็นปัญหาของพระที่ไม่อาจทอดทิ้งได้ การพัฒนาแบบเมืองได้ลดหรือทาลายสาระธรรมของประเพณีพิธีกรรมเพื่อการขัดเกลา บุคคลไปเกือบหมดสิ้น รวมไปถึงลดพื้นที่ของการติดต่อสื่อสารระหว่างวัดและชาวบ้านไปเกือบสิ้นเชิง จากเงื่อนไขเวลาที่จากัดตามกาหนดเวลาในงานอาชีพ คือทางานวันธรรมดาและหยุดวันเสาร์อาทิตย์ น้ อยคนที่จ ะมีเวลาทาบุ ญตักบาตรก่อนไปทางาน หรือได้ไปวัดในวันพระ วันส าคัญของพระและ คฤหัสถ์จึงต่างกันโดยพื้นฐาน เช่นเดียวกับพระที่ไม่คุ้นเคยเข้าไปบิณฑบาตในบ้านจัดสรรที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งส่วนมากจะปิดประตูบ้านเงียบเพื่อออกไปทางานในตอนเช้าของวันธรรมดา วันหยุดทางศาสนาของ คฤหัสถ์สมัยใหม่โดยเฉพาะในเมือง คือการได้โอกาสไปเที่ยวพักผ่อนตามต่างจังหวัดหรือไปเที่ยวพร้อม ครอบครัว โดยรูปแบบความบันเทิงเปลี่ยนแปลงจากการรวมกลุ่มพบปะสังสรรค์ ไปเป็นการหาความ บันเทิงของแต่ละบุคคล เช่น จากการดูโทรทัศน์ในแต่ละครัวเรือน ต่อมาแยกคนละเครื่องต่างคนต่างดู รายการที่ชื่นชอบ จนปัจจุบันใช้อินเตอร์เน็ตหาความบันเทิงและการติดต่อส่วนตัว การหาความบันเทิง สาธารณะก็ไปร่วมกันในสถานที่เดียวกันแต่ ไม่รู้จักกัน เช่น ดูคอนเสิร์ต กีฬา เที่ยวในสถานที่ต่างๆ ห้างสรรพสินค้า แหล่งพักผ่อน ฯลฯ เมื่อประกอบกับการที่พระสงฆ์ห่างเหินไม่รู้จักวิถีชีวิตของคนเมือง ขาดความรู้ทางธรรม มากพอที่จะประยุกต์ประเพณี พิธีกรรมต่างๆ ให้ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ทางธรรม บทบาทของวัด และพระสงฆ์ ประเพณีพิธีกรรมจึงคงเหลือไว้เพียงรูปแบบซึ่งทาตามธรรมเนียมสืบๆ กันมา หรือตาม มารยาทสังคม เช่น ไปงานศพ งานบุญ ทอดกฐิน ฯลฯ โดยไม่รู้ สาระแก่นธรรมที่สอดแทรกเอาไว้ คน รุ่นใหม่จานวนมากจึงไม่เห็นคุณค่าของประเพณีและเบื่อหน่ายกับพิธีกรรม การเข้าวัดกลายเป็นเรื่อง น่าเบื่อ โบราณคร่าครึ หากต้องเกี่ยวข้องก็ทาตามๆ กัน โดยไม่เข้าใจ วัด-พระสงฆ์จึงยิ่งไม่มีส่วนในการ เรียนรู้หรือเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่ออิสรภาพและการหลุดพ้นจากทุกข์ของบุคคลและสังคม ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวัดได้กลายสถานภาพเป็นนิติบุคคล ทาให้วัดจานวนมากต้องบริหาร จัดการให้สามารถดารงอยู่ได้ด้วยตนเองมากขึ้น โดยเฉพาะวัดที่ไม่มีคฤหัสถ์ที่เกื้อกูลกันมาก่อน หรือ ห่างจากชุมชนเดิม นาไปสู่การจัดหาเงินบริจาคในรูปแบบต่างๆ เช่น การทอดกฐิน ผ้าป่า จัดงานวัด ให้เช่าพื้นที่เพื่อจอดรถ เกิดการเรี่ยไรบนฐานความเชื่อเรื่องบุญ และการสร้างพิธีกรรมในลั ก ษณะ ไสยศาสตร์หรืออยู่ในสภาพหยุดนิ่ง ไม่มีบทบาทการเป็นศูนย์การเรียนรู้ใดๆ ทางธรรมมากยิ่งขึ้นอีก

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

21


2.2.4 ทำลำยวัฒนธรรมพัฒนำจิตวิญญำณสู่วัฒนธรรมบริโภคนิยม (วัตถุนิยม) ในสังคมที่มีวัฒนธรรมพุทธศาสนาเป็นค่านิยมหลักนั้น สังคมจะทาทุกอย่างให้มีชีวิต เพื่อจั ดความสั มพัน ธ์ที่ไม่เบี ย ดเบี ย นกัน เช่น การทาแม่น้าให้ เป็นพระแม่คงคา ทาพื้นดินให้ เป็น พระแม่ธรณี เพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยดีระหว่างมนุษย์ สังคม ธรรมชาติ พุทธศาสนามองชีวิตในมิติที่ กว้างกว่าเพีย งกายภาพหรื อวัตถุ โดยรวมจิตใจ สติปัญญา หรือจิตวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวกั บการ พัฒนาร่างกายเสมอ มิได้แบ่งแยกเป็นส่วนเป็นชิ้น ที่สาคัญยิ่งอีกประการหนึ่ง คือพุทธศาสนามองชีวิต อื่นไม่ว่ามนุษย์ สัตว์ พืช ฯลฯ ในฐานะของ “เพื่อนร่วมทุกข์ เกิดแก่เจ็บตาย” จึงมุ่งความไม่เบียดเบียน กันในทุกระดับของชีวิตให้มากที่สุดเท่าที่จะทาได้ แม้แต่กับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่ดูเหมือนว่าไม่มี ชีวิต พุทธศาสนาก็สอนมิให้ศาสนิกชนทาอะไรตามใจชอบ (การตัดต้นไม้ของพระถือว่าเป็นอาบัติ) วัฒนธรรมแบบพุทธจึงขัดเกลาสมาชิกให้มีจิตใจเอื้ออาทรต่อชีวิตอื่น -สิ่งอื่น มีความใส่ใจและตระหนัก รู้ในความสัมพันธ์ของตนเองกับสิ่ งรอบตัว ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต บุคคลจึงไม่บริโภคทรัพยากรอย่าง ฟุ่มเฟือยหรืออย่างทาลายล้าง หากแต่หาความสุขจากการบริโภคแต่พอดีและมีความสุขทางจิตใจจาก การแบ่งปันอยู่ร่วมกับสรรพชีวิตอื่น วัฒนธรรมที่มุ่งความสุขทางจิตวิญญาณนี้ มีวัดและพระสงฆ์เป็น ผู้เผยแผ่และสืบทอดโดยการสั่งสอน โดยเฉพาะการแสดงให้ดูให้เห็นจริงแก่สายตาของคฤหัสถ์ ผ่านวิถี ชีวิตของพระ การพัฒนาสังคมยุ คทันสมัยโดยเฉพาะในเมือง และการศึกษาสมัยใหม่ ได้ทาให้ เกิด วัฒนธรรมในทางตรงข้าม คือ “ชีวิต” และ “ความสุข” ได้จากการบริโภควัตถุ ความมั่งคั่งร่ารวยเงิน ทอง การมีอานาจ ยศ เป็นปัจจัยสาคัญของการได้มาซึ่งความสุข ความจากัดของทรัพยากรจึงทาให้ เกิดการแก่งแย่งช่วงชิงทั้งภายในสังคมเดียวกันและระหว่างประเทศ เกิดความเหลื่อมล้าไปไม่เป็น ธรรมในการครอบครองทรัพยากรวัฒนธรรมในรูปแบบใหม่ที่เรียกกันว่า วัฒนธรรมบริโภคนิยมหรือ วัตถุนิยมนี้ นอกจากจะทาให้วัดหมดหรือลดบทบาทหน้าที่แบบเดิมไปแล้ว ยังเปลี่ยนบทบาทไปใน ทิศทางที่ทาลายหลักการคาสอนแก่นแท้ของพุทธศาสนา ให้กลายเป็นการพาณิชย์ค้าวัตถุมงคลและ จั ด บริ ก ารพิ ธี ก รรมที่ ย้ อ นกลั บ ไปหาศาสนาแบบอ้ อ นวอนเทพยดา พึ่ ง พาสิ่ ง ศั ก ดิ์ สิ ท ธิ์ ก่ อ นเกิ ด พุทธศาสนา โดยพระสงฆ์หันไปใบ้หวย จัดพิธีเสริมดวงชะตา แก้กรรม ฯลฯ ทาลายความบากบั่น พากเพียร การพึ่งพาตนเองตามหลักกรรม และทาลายบทบาทที่เน้นการพัฒนาจิตวิญญาณเพื่ อสู่ อิสรภาพทางจิตใจ (สะอาด สงบ สว่าง) จากการเข้าใจในสัจธรรมของชีวิต ผ่านกุศโลบายซึ่งสมานอยู่ ในประเพณีพิธีกรรมทั้งหลาย การเปลี่ยนบทบาทมาตอบสนองต่อวัฒนธรรมบริโภคนิยม แม้จะเรียกคนจานวนมากเข้า หาวัด แต่ก็ไม่ตรงกับบทบาทหน้าที่ของวัดที่พึงจะเป็น ซ้าร้ายกว่านั้นคือ กิจกรรมของวัดได้กันคน สมัยใหม่ที่ปฏิเสธความเชื่อแบบไสยศาสตร์ และคนชั้นกลางในกลุ่มปัญญาชนที่มีการศึกษา หรือผู้มี FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

22


ช่องทางแสวงหาความมั่งคั่งของตนเองมากกว่าการอ้อนวอนเทพยดา ให้ห่างไกลออกจากวัดไปด้วย มิหนาซ้ายังเห็นสถาบันวัดและพระสงฆ์เป็นปัจจัยผลิตซ้าความงมงายในสังคมอีกด้วย ทัศนคติเหล่านี้ ล้วนแต่ทาให้บทบาทหน้าที่ของวัดและพระสงฆ์ถดถอยจากการจรรโลงแก่นแท้ของหลักพุท ธธรรม นาไปสู่การเกิดขึ้นของพุทธศาสนาแบบฆราวาสที่มีฆราวาสเป็นผู้สอนผู้ถ่ายทอดธรรมโดยมิต้องเข้าวัด หรือพึ่งพาพระสงฆ์เพียงประการเดียว เงื่ อ นไขส าคั ญ ซึ่ ง ท าให้ วั ด และคณะสงฆ์ แ สดงบทบาทอั น ไม่ เ ป็ น ไปตามหลั ก พระพุทธศาสนานั้นมาจากหลายสาเหตุ แต่ที่สาคัญที่สุดคือ (1) การรวมศูนย์อานาจการปกครองคณะสงฆ์เข้าสู่ส่วนกลาง โดยมีมหาเถรสมาคมเป็น กลไกส าคั ญ ในการดู แ ลปกครองสงฆ์ แ ละการให้ วั ด เป็ น นิ ติ บุ ค คลตามพระราชบั ญ ญั ติ ค ณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 การดูแลรักษาและจัดการวัดเป็นอานาจหน้าที่ของเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นผู้แทนของ นิติบุคคล มีผลให้อานาจทางกฎหมาย มีบทบาทสาคัญกว่าพระธรรมวินัย เพราะอยู่ภายใต้อานาจการ จัดการของพระสงฆ์ซึ่งจะแปรเปลี่ยนไปตามความเข้าใจของเจ้าอาวาสและคฤหัสถ์ซึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องมี อิ ท ธิ พ ลกั บ วั ด ท าให้ เ กิ ด การบริ ห ารจั ด การพื้ น ที่ วั ด ในเมื อ งให้ ก ลายเป็ น ที่ จอดรถ ตลาดนั ด จั ด คอนเสิร์ต ฯลฯ วัดจึงยิ่งลดบทบาททางสังคมของการเป็นพื้นที่สาธารณะซึ่งคนทั่วไปสามารถเข้าถึง และใช้ประโยชน์ได้โดยเสมอกันไปในที่สุด (2) การทอดทิ้ ง การศึ ก ษาของคณะสงฆ์ ข องรั ฐ ท าให้ ค วามรู้ ข องพระสงฆ์ ซึ่ ง ใช้ ประโยชน์ ไ ด้ ใ นยุ ค เกษตรกรรมหรื อ สั ง คมแบบชุ ม ชน ไม่ ไ ด้ รั บ การปฏิ รู ป เพื่ อ ให้ มี ศั ก ยภาพและ ความสามารถในการทาบทบาทหน้าที่ในสังคมยุคใหม่ พระสงฆ์ส่วนมากขาดภูมิรู้ทางธรรมระดับ โลกุตรธรรมที่เป็นปัจจัยเอื้อต่อการสร้างกุศโลบายเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ศาสนธรรม ให้ แก่ ศาสนิกชนอย่างเหมาะสม พุทธศาสนาที่เผยแผ่จึงอยู่ในระดับศีลธรรม (โลกียธรรม) อันไม่ เพียงพอต่อ การใช้ชีวิตให้เท่าทันความทุกข์แบบใหม่ในวัฒนธรรมบริโภคนิยมซึ่งกระตุ้นอกุศลมูล (โลภะ โทสะ โมหะ) ด้วยปัจจัยแวดล้อมที่ซับซ้อนมากมาย ยิ่งไปกว่านั้น การจัดการศึกษาทางโลกของรัฐเอง ก็ได้สร้างผลกระทบโดยตรงต่อการ พัฒนาคุณภาพการศึกษาของพระสงฆ์อย่างสาคัญด้วย นั่นคือ การขยายการศึกษาภาคบังคับจาก 6 ปี เป็น 12 ปี แม้จะช่วยส่งเสริมให้เด็กด้อยโอกาส ได้มีช่องทางมากขึ้นในการเลื่อนชั้นทางสังคมและ ฐานะเศรษฐกิจโดยผ่านระบบการศึกษา ในระดับประเทศเองก็ช่วยลดจานวนการใช้แรงงานเด็ ก ซึ่ง เคยเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศและช่วยพัฒนากาลังคนเพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ รวมไปถึงให้ เด็กได้รับการดูแลด้านสุขภาพมากขึ้นจากโครงการอาหารกลางวัน-นมโรงเรียน ได้รับวัคซีนป้องกันโรค อย่างทั่วถึง ฯลฯ ทาให้เด็กด้อยโอกาสไม่จาเป็นต้องใช้ช่องทางการบวชเรียนเป็นพระเณรเพื่อเข้าถึง โอกาสต่างๆ อีกต่อไป FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

23


แต่การแก้ไขปัญหาทางโลกดังกล่าว ก็สร้างผลกระทบทางอ้อมต่ อสถาบันสงฆ์โดยมิได้ คาดหมายด้วย เพราะทาให้พระเณรในปัจจุบันมีจานวนน้อยลงไปเรื่อยๆ ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึง การพัฒนาบุคลากรเพื่อการพัฒนาจิตวิญญาณของสังคมไทยทั้งด้ านปริมาณและคุณภาพโดยปริยาย ด้วย เพราะไม่ว่าจะอย่างไร การเติบโตของพุทธศาสนาแบบฆราวาสก็ ไม่อาจทดแทนบทบาทของ พระสงฆ์ได้ เนื่องจากสถาบันสงฆ์ในทางสัญลักษณ์มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงไปถึงพระรัตนตรัยที่ 1 คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า วิถีชีวิตการครองตนของพระสุ ปฏิปันโน ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ย่อมสร้างการ เรียนรู้และแรงบันดาลใจ ความศรัทธาให้เอาแบบอย่างแก่ฆราวาสทั่วไปได้มากกว่า กว้างขวางกว่า โดยไม่เจาะจงเฉพาะคนชั้นกลางที่มีการศึกษาเท่านั้น ดังนั้น การที่รัฐไม่สนับสนุนระบบการศึกษาทั้งสายทางโลกและทางธรรมให้มีคุณภาพ อย่างเท่าเทียม และให้เชื่อมต่อถึงกันได้อย่างเหมาะสม เพื่อเปิดโอกาสให้ เด็กที่เรียนพื้นฐานในระดับ ประถมศึกษาแล้วมีฉันทะใฝ่ใจในธรรม ให้สามารถเลือกเรียนรู้ในสายทางธรรมที่มีคุณภาพได้ตั้งแต่ เป็นสามเณร เพื่อเติบโตอย่างมั่นคงเป็นพระสงฆ์ที่มีบทบาทเป็นสติปัญญาและเป็นผู้นาทาง จิต วิญญาณแก่ประชาชนในยุคสมัยใหม่ได้ เพื่อให้เงื่อนไขของการลาสิกขาน้อยลงเนื่องจากได้รับการบ่ม เพาะอย่างต่อเนื่องยาวนาน หรือหากต้องการลาสิกขามาศึกษาหรือใช้ชีวิตทางโลกก็สามารถเป็น พลเมืองที่มีคุณภาพเพราะได้รับการบ่มเพาะทางจิตวิญญาณมาแล้ว การจัดการศึกษาของรัฐไม่ว่าใน สายทางโลกหรือทางธรรมจึ งกระทบต่อการสร้างบุคลากรที่จะพาสั งคมออกจากวิกฤตการณ์ท าง จิตวิญญาณในปัจจุบันและอนาคตอย่างสาคัญ (3) มิใช่เพียงบทบาทของรัฐใน 2 ประการที่กล่าวมาเท่านั้น ในส่วนของฆราวาสเองก็มี ผลต่อคุณภาพของวัดและพระสงฆ์ด้วยอย่างสาคัญด้วย อาทิ การแสวงหา ยศ ตาแหน่งสมณศักดิ์ของ พระสงฆ์นั้น เกิดขึ้นจากการส่งเสริมของฆราวาสด้วย ที่มักให้ความสาคัญกับคุณค่าเทียมเหล่านี้ ด้วย การจัดพิธีฉลองพัดยศ สมณศักดิ์ กันอย่างเอิกเกริกใหญ่โต สิ้นเปลืองเงินทองและเวลา หรือสร้าง เงื่อนไขให้เกิดลาภสักการะด้วยการริเริ่มจัดพิธีกรรมต่างๆ เช่นการปลุกเสกพระเครื่อง การจัดพิธี สะเดาะเคราะห์ แก้กรรม ฯลฯ รวมไปถึงคติ “ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์” ที่ทาให้บุคคลและสังคมทอดทิ้ง ไม่ เอาธุระต่อความเป็นไปของพระสงฆ์และวัด ทาให้สถาบันสาคัญทั้ง 2 สถาบันหลุดออกจากการดูแล ของสังคมมากขึ้นเป็นลาดับ กล่าวโดยสรุป การพัฒนาเมืองให้ทันสมัยทางวัตถุ พรั่งพร้อมด้วยความสะดวกสบาย นานัปการเป็ น “ผลได้” ที่เกิดขึ้นท่ามกลาง “ผลกระทบ-ผลเสีย ” ที่สร้างความเสื่ อมถอยลงของ บทบาทหน้าที่วัดและพระสงฆ์ในทางเกื้อกูลสังคมมาโดยตลอด

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

24


2.3 ปัจจัยที่เอื้อต่อกำรฟื้นฟูบทบำทของวัดในเขตเมือง-กึ่งเมืองกึ่งชนบท จากผลการวิจัยในระยะที่ 1 พบว่าการฟื้นฟูบทบาทหน้าที่ของวัดในกรณีศึกษาของการ วิจัย พบว่าปัจจัยที่สามารถทาให้เกิดการฟื้นฟูบทบาทของวัดได้ มีดังนี้ 2.3.1. แกนนำพระ-คฤหัสถ์ : เก่งธรรม นำโลก ปัจจัยประการนี้ ถือเป็นปัจจัยหรือเงื่อนไขจาเป็นซึ่งขาดมิได้ ในการฟื้นฟูบทบาทของวัด ให้กลับมามีหน้าที่ทางโลกและทางธรรม คือ งานต้องได้รับความสนับสนุนเห็นชอบจากเจ้าอาวาส เพราะวัดในปัจจุบันมีฐานะเป็นนิติบุคคล กฎหมายมอบหมายให้เจ้าอาวาสเป็นผู้ดูแลปกครองวัด ใน กรณีศึกษาของการวิจัยเห็นได้ชัดเจนว่า บางวัด เจ้าอาวาสมอบหมายและสนับสนุนให้พระลูกวัดเป็น แกนนาทากิจกรรมต่างๆ ได้โดยสะดวก โดยเจ้าอาวาสดูภาพรวมหรือคอยกากับ -สนับสนุน ในขณะที่ บางวัดเจ้าอาวาสจะเป็นผู้นาการทากิจกรรม แล้วแบ่งงานให้พระลูกวัด เจ้าอาวาสจึงต้องเกี่ยวข้อง ด้วยไม่โดยตรงก็โดยอ้อมกับการฟื้นฟูบทบาทของวัด ในส่วนของคฤหัสถ์นั้น ใน 4 กรณีศึกษา ก็นับว่ามีบทบาทสาคัญมากเช่นกัน บทบาท แรกคือการสนับสนุน เติมเต็ม ให้บทบาทของวัดมีความหลากหลายสอดคล้องกับสภาพเมืองที่ผู้ อยู่ อาศัยมีความแตกต่างหลากหลายอย่างมาก มิใช่เป็นอันหนึ่งอันเดียวแบบชุมชนเดิม การฟื้นฟูบทบาท หน้าที่ของวัดในเมืองจึงต้องการทรัพยากรหรือทุนสนับสนุนในหลากหลายมิติซึ่งในกรณีศึกษาสะท้อน ให้เห็นได้ชัดเจน บางกรณีมีคฤหัสถ์ซึ่งเป็นผู้นาชุมชนที่สนับสนุนระดมทุนทรัพย์ และมีแกนนาที่มี ความเชี่ยวชาญกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม สามารถเชื่อมโยงธรรมะกับสิ่งแวดล้อมให้เป็นเรื่องเดีย วกัน เพื่อจัดสัปปายะของสถานที่ให้เกิดความร่มรื่นและจัดกิจกรรมให้ความรู้ด้วยการอบรมทาของใช้ที่เป็น มิตรกับสิ่งแวดล้อม ให้แก่ผู้สนใจและกลุ่มพ่อแม่ที่นาเด็กมาร่วมกิจกรรมกลุ่มเด็กในวันอาทิตย์ ในขณะ ที่บางกรณีมีบุคลากรจากองค์กรพัฒนาเอกชน หน่วยงานวิจัย บุคลากรการศึกษา ฯลฯ มีบทบาทร่วม ในการเสริมความหลากหลายของบทบาทวัดโดยเฉพาะในการทาหน้าที่ทางสังคม กระทั่งเกิดการ เชื่อมโยงบุคคล หน่วยงาน องค์กร เข้ามาสนับสนุนร่วมบุกเบิกการฟื้นฟูบทบาทของวัดให้เกิดขึ้นได้ จากกรณีศึกษาพบว่า คุณสมบัติร่วมทั่วไปที่พระสงฆ์แกนนาและคฤหัสถ์ต้องมีในการ บรรลุภารกิจฟื้นฟูบทบาทหน้าที่วัดทั้งทางธรรมและทางโลกนั้น มีอยู่หลายคุณสมบัติ แต่ประการซึ่ง ถือว่าสาคัญมากที่สุดซึ่งไม่อาจขาดได้ในการฟื้นฟูบทบาทหน้าที่ของวัดในสังคมสมัยใหม่ คือ (1) ต้องมีภูมิรู้ในระดับโลกุตรธรรม เพียงพอที่จะอธิบายความซับซ้อนของความทุกข์ สมัยใหม่ มิใช่เพียงการเผยแผ่ธรรมะระดั บโลกียธรรมหรือศีลธรรมทั่ว ๆ ไป เนื่องจากสภาพสังคมอัน ซับซ้อนได้ก่อให้เกิดสภาพสั งคมและระบบความสัมพันธ์อย่างใหม่ ที่บ้างก็บีบคั้นชีวิต บ้ างก็ล่อใจให้ บุคคลโดยเฉพาะเยาวชน ดารงรักษาศีลธรรมได้ยากมากกว่าสังคมชุมชนในสมัยเดิมอย่างยิ่ง ก่อให้เกิด ความทุกข์ใจ ความรุนแรง ความเกลียดชัง ความมัวเมา หมกมุ่น ฯลฯ ที่มาจากเหตุปัจจัยที่ซับซ้อน FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

25


มาก การคลี่ ค ลายความทุ ก ข์ ใ นสั ง คมสมั ย ใหม่ จึ ง ต้ อ งการความรู้ ค วามเข้ า ใจที่ ป ระจั ก ษ์ แ จ้ ง ใน ระดับแก่นแท้ของพุทธธรรม สามารถแจกแจงแสดงเหตุปัจจัยแห่ง ทุกข์และสุขได้อย่างเป็นขั้นตอน แนะนาทางออกและวิธีปฏิบัติ กล่าวโดยสรุปคือแสดงอริยสัจสี่ เพื่อการพัฒนาบุคคล-สังคมให้พ้นทุกข์ มีอิสรภาพทางจิตวิญญาณได้ (2) มีทักษะในการออกแบบวิธีการศึกษา (ไตรสิ กขา) ออกแบบกุศโลบายให้ อยู่ใน กิจ กรรมต่างๆ ได้ โดยสาระแก่น ธรรมยั งดารงอยู่ คุณสมบัติประการนี้มี ความส าคัญไม่น้อ ยกว่ า ประการแรก เพราะความรู้ที่สูงหากสื่อสารออกไปให้คนเข้าใจไม่ได้หรือได้น้อย ก็มีประโยชน์เฉพาะตน ไม่สามารถสร้างประโยชน์เพื่อกลุ่ม ชุมชน สังคมได้ วัดกรณีศึกษาได้นาผลงานเผยแผ่ธรรมระดับโลกุตระของพระมหาเถระ 2 รูปซึ่งมีผลงาน เป็ น ที่ป ระจั กษ์แจ้ งของสั งคมไทยและนานาชาติ คือ พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) และ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) มาเป็นฐานในการเผยแผ่ พระแกนนาของวัดกรณีศึกษาเห็นว่าการ สอนธรรมะระดับศีลธรรม (ดังที่สอนกันอยู่มากมายโดยทั่วไปของค่ายธรรมะในโรงเรียน) ไม่เพียงพอ จึ ง ประยุ ก ต์ น าเอาอริ ย สั จ 4 มาสอนเพื่ อ ให้ เ ด็ ก เข้ า ใจความทุ ก ข์ แ ละรู้ วิ ธี แ ก้ ไ ขสาเหตุ แ ห่ ง ทุ ก ข์ เช่นเดียวกันกับบางวัดที่พระแกนนากิจกรรมจะประยุกต์ธรรมระดับโลกุตระมาใช้ในการตอบคาถาม และแนะนาหนทางพัฒนาชีวิตแก่กลุ่มเป้าหมาย ลักษณะการสอนอีกแบบหนึ่งของกรณีศึกษา ได้แก่ การสอนธรรมผ่านกุศโลบาย อันเป็น ลักษณะเด่นสาคัญของการเผยแผ่พุทธศาสนาในอดีตของสังคมไทย คือ ยอมรับความแตกต่างในระดับ ความรู้ความเข้าใจของบุคคลที่จะเข้ าถึงสัจธรรมนั้นว่ามีไม่เท่ากัน การเรียนรู้เพื่อพัฒนาเข้าสู่ธรรมนั้น บังคับกันไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นบางคนบางกลุ่มยังมีความเชื่อชุดอื่นๆ อยู่ก่อนด้วย การเผยแผ่พุทธศาสนา ในอดีตของสังคมไทยซึ่งกล่าวได้ว่าประสบความสาเร็จนั้น มาจากการไม่หักหาญหรือมุ่งล้มล้างความ เชื่อเดิมในเรื่องผี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพยดา เครื่องรางของขลัง ดวงชะตา คาถาอาคม ฯลฯ ที่ บุคคลหรือ ชุมชนเชื่ออยู่ก่อน หากแต่ยอมรับและออกแบบกุศโลบายเพื่อเชื่อมโยงหรือต่อยอดไปสู่คาสอนของ พุทธศาสนาทั้งเรื่องการกระทาของตนเอง (กรรม) การสอนด้วยการแสดงให้เห็นว่า การพ้นทุกข์มี ความสุขอันประณีต มาจากการฝึกฝนตนเองในไตรสิ กขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา (ดังตัวอย่างรูปธรรม ของวิถีชีวิตสงฆ์) และโน้มนาบุคคลที่ยังไม่เข้ม แข็งอยู่ระหว่างการพัฒนาตนเองว่า หากจะเชื่ออานาจ ศักดิ์สิทธิ์ การสวดอ้อนวอนขอสิ่งต่างๆ จะต้องไม่ทิ้งหลักความเชื่อในเรื่องการกระทาของตน (กรรม) และการเพียรพยายามพัฒนาตนเอง ด้วยความไม่ประมาท อีกทั้งต้องไม่เป็นไปในทางเพิ่มอกุศลมูล (โลภะ โทสะ โมหะ) และทาผิดศีลที่นาไปสู่การเบียดเบียน อันขัดหลักการพื้นฐานของพุทธศาสนา สถาบันสงฆ์ในอดีตจึงเป็นแหล่งสะสมกุศโลบายในรูปแบบของประเพณีพิธีกรรมที่สร้ าง ขึ้นจากฐานคิดดังกล่าวข้างต้น อันมีผลให้พุทธศาสนาอยู่ในระดับความสาคัญเหนือผีและพราหมณ์ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

26


ก่อนที่การศึกษาสงฆ์จะถูกทอดทิ้งจากการพัฒนาสมัยใหม่ ทาให้การสืบทอดที่มีเนื้อหาแก่นธรรมสูญ หายไป เหลือไว้เพียงเปลือกของประเพณีพิธีกรรมที่ไม่อาจสื่อสารกับคนยุคใหม่ได้ และไม่มีกุศโลบาย ที่ปรับปรุง-สร้างสรรค์พัฒนาขึ้นใหม่ให้เหมาะสมกับสังคมใหม่ ที่ประชาชนมีความหลากหลายสูง ทั้งนี้ เพื่อให้กลุ่มคนที่สมาทานพุทธศาสนาล้วนได้ประโยชน์จากพระศาสนา มีโอกาสพัฒนาขึ้นจากฐานเดิม ตามกาลังความสามารถของสติปัญญาแห่งตน โดยมีวัด-พระสงฆ์หรือบุคคลภายนอก (กัลยาณมิตร) เป็นผู้สนับสนุน คุณลักษณะในประการข้างต้น ยังมีความสาคัญยิ่งในการกลั่นกรองกิจกรรมทางสังคมที่ วัดเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือกิจกรรมอื่นที่ภายนอกมาใช้ประโยชน์จากพื้นที่วัดในฐานะพื้นที่สาธารณะมิให้ ออกนอกหลักการของพุทธศาสนา คือเข้าใจว่าการเกื้อกูลใดๆ ทางสังคมของวัดนั้น ถึงที่สุดแล้วต้อง เชื่ อ มโยงหรื อ ต่ อ ยอดไปสู่ เ ป้ า หมายสู งสุ ด ของการมี วั ด คื อ การเป็ น สถานที่ ส าธารณะอั น เอื้ อ ต่ อ การศึกษาพัฒนาตนเองของบุคคล กลุ่มบุคคล ชุมชน หรือการพัฒนาสุขภาวะ 4 มิติ กาย จิต สังคม จิ ตวิญญาณ โดยมีเรื่ องของการพัฒ นาจิตวิญญาณเป็นพื้นฐานส าคัญที่สุ ด เพราะการไม่เข้าใจใน หลักการสาคัญของการก่อกาเนิดวัดนี่เอง ที่ได้ทาให้วัดกลายเป็นสถานที่จอดรถ ตลาดนัด สถานที่จัด คอนเสิร์ต ฯลฯ เหมือนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่แล้วเป็นอันมาก ยิ่งไปกว่านั้น อาจทาให้กิจกรรมดีงามบางอย่างหยุดนิ่ งไม่ตอบเป้าหมายหรือ บทบาท หน้าที่หลักหรือกระทบต่อบทบาทหลักได้ เช่น ความเข้าใจว่ากิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ วัด จะต้องทาหน้าที่อนุรักษ์ไว้ จึงเกิดกิจกรรมอนุรักษ์ขึ้นเป็นอันมากในวัด ซึ่งแม้ว่าเป็ นสิ่งดีงาม แต่จะดี ยิ่งขึ้นไปอีก หากบุคลากรเข้าใจจุดมุ่งหมายแท้จริงของเป้าหมายและประโยชน์อันควรจะเป็นจากการ อนุรักษ์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมหรือสุนทรียศาสตร์อื่น ๆ เพราะศิลปวัฒนธรรมของวัดในอดีตนั้น มิใช่ เป็นเพียงรูปแบบ หากมีขึ้นเพื่อการขัดเกลาจิตใจของบุคคล (ทั้งผู้สร้างสรรค์ศิลปะและผู้ใช้ประโยชน์) ให้เกิดความซาบซึ้ง กล่อมเกลาจิตใจให้ประณีตหรือฝึกจิตให้ตั้งมั่น (สมาธิ) จากการสร้างสรรค์ผลงาน รวมไปถึงการพัฒนาความศรัทธา ความอดทนและคุณสมบัติอันพึงประสงค์อีกหลายประการให้ แก่ บุคคล ในบางกรณีศึกษา พบว่า กิจกรรมการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมได้รับความสนับสนุนอย่างมาก จากหน่วยงานรัฐ แต่กิจกรรมอยู่ในลักษณะหยุดนิ่ง เคลื่อนออกจากบทบาทหน้าที่หลักของวัด มีผลให้ วัดกลายเป็นสถานที่พลุกพล่าน จอแจหรืออึกทึก ไม่เอื้อต่อความสงบ (3) มีความรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่โดยเฉพาะวัฒนธรรมบริโภคนิยม เนื่องจากอกุศลมูลทั้งหลายอันเป็นรากเหง้าแห่งความทุกข์นั้นมีความซับซ้อนหลายระดับ ซ่อนรูปมา ในหลายลักษณะ โดยเฉพาะการตลาดของระบบทุนนิยมที่กระตุ้นการบริโภค สร้างมายาคติของชีวิต และสังคมให้ห่างไกลจากความจริงของโลก (ความรวย ความสวย การเอาชนะกฎธรรมชาติ ฯลฯ) และ สร้างแรงจูงใจที่ยากต่อการวินิจฉัยแยกแยะว่า จะเอื้อให้เกิดฉันทะหรือตัณหาในบุคคล มีผลให้การ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

27


ออกแบบกุศโลบายในข้อที่ (2) ที่เพิ่งกล่าวถึง จาเป็นที่จะต้องมีความรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ในด้านต่างๆ ที่เป็ น ปั ญหาส าคั ญ ๆ อัน เนื่ องมาจากวั ฒ นธรรมบริ โ ภคนิย ม โดยเฉพาะอุบ ายของ การตลาด คือการหลอกล่อมอมเมาการเสพวัตถุ อีกทั้งมิใช่รู้ เฉพาะผลกระทบระดับบุคคลเท่านั้ น หากแต่พระสงฆ์และคฤหัสถ์จาเป็นที่จะต้องมีความรู้เท่าทันระดับโครงสร้างและระบบของสั งคมที่ กาหนดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ด้วย ในวัดที่เป็นกรณีศึกษาจะพบว่า พระสงฆ์และคฤหัสถ์มีความรู้ใน ประการนี้ นอกจากนี้ยังมีการนาวิชาการสมัยใหม่ที่พระสงฆ์เรียนรู้ มาก่อนการบวชเรียน นามาใช้ ในทางสร้างสรรค์งานเผยแผ่ธรรม เช่น ความรู้ด้านการตลาด การสื่อสาร ฯลฯ คุณสมบัติที่หนุนเสริม กรณีศึกษายังแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติอื่น ๆ ที่เป็นปัจจัยสาคัญของการฟื้นฟูบทบาท หน้าที่วัดด้วยอีก 2 ส่วน คือ (1) คุณสมบัติทางความคิด ได้แก่ (1.1) เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ และความคิดเชิงยุทธศาสตร์ มีความเท่าทันกระแสวัฒนธรรม บริโภคนิยม สามารถวางแผนรับมือกับการขยายตัวของเมืองซึ่งจะเข้าไปกระทบบทบาทของวัดต่อ ชุมชนโดยรอบวัดและหาทางป้องกันก่อน (1.2) มีความคิดเชิงสร้างสรรค์เพื่อต่อยอดกิจกรรม เช่น ขยายกิจกรรมจากการทาวัตร เย็นไปสู่การถือศีลนอนวัดในวันพระซึ่งเกิดได้น้อยในวัดเมือง-กึ่งเมืองฯ การขยายกิจกรรมทางธรรม ไปสู่พื้นที่และกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ โดยต่อเนื่อง เช่น บ้านจัดสรร โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า และ บางกรณีเชื่อมโยงกิจกรรมไปสู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอันเป็นประเด็นซึ่งพุทธศาสนาให้ความสาคัญ อย่างมาก รวมถึงต่อยอดกิจกรรมธมฺมวิจยไปสู่การเรียนรู้อย่างแจ่มแจ้งของเด็กและเยาวชนในเรื่อง โทษภัยของบุหรี่ การป้องกันสิ่งแวดล้อมของวัดจากแมลงวัน เป็นต้น (2) คุณสมบัติด้านปฏิบัติการ ได้แก่ (2.1) ประสานงานความร่วมมือได้ดี สามารถสร้างเครือข่ายภาคีให้มีความหลากหลาย แตกต่าง จนสามารถขยายงานได้หลากหลายในเนื้อหาด้วย (2.2) ช านาญการบริ ห ารทรั พยากร มิใช่เฉพาะทุนเงิน แต่ค รอบคลุ มทุน อื่น ๆ เช่น ทุนมนุษย์ ทุนความรู้ ทุนทรัพยากรวัตถุ เป็นต้น (2.3) มีความใฝ่ รู้ แสวงหาความคิดและความรู้ใหม่ ๆ จากหนังสือ จากกิจกรรมของ องค์กรต่างๆ อย่างต่อเนื่อง (2.4) มีความสามารถและทักษะการสื่อสารเก่ง วาทศิลป์ดี จึงสร้างความร่วมมือกับ ผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งแสดงธรรมได้เป็นที่ประทับใจของคนวัยต่างๆ ที่แตกต่างกันได้ ไม่ว่าเยาวชน ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

28


(2.5) มีภาวะผู้นา และให้ความสาคัญกับการพัฒนาบุคลากร ดังเช่นเจ้าอาวาสของทุก วัดในกรณีศึกษาได้รับคาชื่นชมจากคฤหัสถ์ว่าเป็นผู้ดูแ ลใส่ใจสุขทุกข์ของผู้เกี่ยวข้อง หรือแกนนาพระ ลูกวัดได้รับการดูแลจากเจ้าอาวาส จนเกิดความรู้สึกว่าจะต้องกตัญญูด้วยการช่วยทางานเผยแผ่ธรรมะ และส่งต่อเป็นรุ่นๆกันมา เงื่อนไขสาคัญของระดับพลังแห่งปัจจัยในประการนี้ ที่สร้างประสิทธิภาพให้เกิดขึ้น คือ การทางานร่วมกันของพุทธบริษัท ทั้งผู้นา-ผู้ตาม ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ หากสามารถทางานเป็นหมู่ คณะ มีการสื่อสารแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความรู้อย่ างสม่าเสมอ จะทาให้คุณสมบัติต่างๆ เป็นพลัง ปัจจัยของการฟื้นฟูผลักดันวัดให้แสดงบทบาททั้งหลัก-รองได้มากยิ่งขึ้นและมีความยั่งยืน 2.3.2 กิจกรรมหลำกหลำย ไม่หยุดนิ่ง การฟื้นฟูบทบาทหน้าที่ของวัดทั้งในประการหลักและรอง ในกรณีศึกษาทั้ง 4 วัดมา จากการพัฒนาปัจจัยด้านกิจกรรมให้มีความหลากหลายและไม่หยุด นิ่ง จนกระทั่งสามารถเข้าไปตอบ เงื่อนไขใหม่ที่เกิดจากความเป็นเมือง ที่กลุ่มเป้าหมายมีความแตกต่างหลากหลายมาก ทั้งอายุ ฐานะ อาชีพ การศึกษา ค่านิยม รสนิยม ฯลฯ การมีเมนูกิจกรรมให้เด็กเลือก การจัดกิจกรรมกับผู้ป่วยใน โรงพยาบาล กิจกรรมกับเด็ก-ผู้สูงอายุในบ้านจัดสรร การสอนในเรื่องที่เด็กยุคใหม่ให้ความสนใจพิเศษ เช่น การสอนธรรมะพร้อมกับการสอนวาทศิลป์ การส่งเสริมการทากิจกรรมของชุมชนโดยใช้สถานที่ ในวัดเพื่อให้บุคคลได้มีโอกาสเข้าวัด โดยที่วัดก็จัดเตรียมความพร้อมด้านสัปปายะไว้ด้วย และกิจกรรม ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ เป็นต้น เงื่อนไขของระดับพลังแห่งปัจจัยในประการนี้ ขึ้นกั บปัจจัยด้านคุณสมบัติของพระแกนนา และคฤหัสถ์ที่กล่าวไปแล้ว เพราะหากมีคุณสมบัติตามที่กล่าวไว้สูง ก็ยิ่งทาให้การออกแบบกิจกรรมมี ความหลากหลายสูง สามารถตอบสนองกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ได้มากตามไปด้วย เมื่อผลแห่งกิจกรรม เป็นที่ประทับใจ สร้างการเปลี่ยนแปลงให้บุคคลได้พบกับอิสระจากความสุขภายใน ก็จะทาให้กิจกรรม มีความสืบเนื่อง และในบางกรณีดาเนินการต่อได้โดยกลุ่มเป้าหมายเองด้วย 2.3.3 สถำนที่ : ยังฟื้นคืนธรรมชำติได้ วัดทั้ง 4 กรณีศึกษาให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องสัปปายะว่ามีความสาคัญกับการฟื้นฟูบทบาท หน้าที่ของวัดในเมืองเป็นอย่างยิ่ง ทั้งในบทบาทหน้าที่หลักและรอง (ทางธรรมและทางโลก) เนื่องจาก สภาพแวดล้อมของเมืองซึ่งเต็มไปด้ว ยความสั บสนวุ่นวาย พลุกพล่านจอแจ มีผลให้ผู้คนแสวงหา สถานที่พักผ่อนที่มิใช่เพียงร่างกาย คือมีต้นไม้ร่มรื่น ให้อากาศดี มีที่ว่างให้เดินหรือออกกาลังกายใน รูปแบบต่างๆ ได้เท่านั้น แต่สิ่งที่วัดให้มากกว่านั้น คือการพักผ่อนทางจิตใจ ได้แก่ค วามสงบเงียบเป็น พื้นฐานในยามปกติ และสาหรับศาสนิกชน วัดที่สงบยังให้บรรยากาศที่ได้ระลึกถึงพระรัตนตรัย ทาให้ จิ ตเกิดความชุ่มชื่น ศรั ทธา ซึ่งสวนสาธารณะทั่ว ไปให้ ไม่ได้ หรือวัดที่ออกแบบทางศิล ปะอย่า งมี FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

29


สุนทรียะก็ช่วยให้ผู้ชมเกิดความปิติ ศรัทธาได้ด้วย มีการแบ่งใช้พื้นที่อย่างเป็นสัดส่วนไม่ปะปน ส่งผล กระทบต่อการทาบทบาทของวัดและพระสงฆ์ในวัด เงื่อนไขสาคัญซึ่ งจะมีผลต่อระดับคุณภาพของการจัดสัปปายะให้เอื้อต่อการทาหน้าที่ ของวัด คือ มีปัจจัยจาเป็นที่กล่าวถึงในประการแรก ได้แก่มีแกนนาพระและคฤหัสถ์ซึ่งมีคุณสมบัติ ตามที่กล่าวไว้ นอกจากนี้จะต้องได้รับความร่วมมือจากเจ้าอาวาส และได้รับความสนับสนุนจากปัจจัย ภายนอกทั้งด้านความรู้ ทรัพยากร ความรู้ในที่นี้มิใช่เพียงความรู้ทางด้านสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่ ครอบคลุมถึงความรู้ในเรื่องภูมิหลังของวัด ชุมชนซึ่งเป็นที่ตั้งของวัด และชุมชนบริเวณใกล้เ คีย งที่ อาจจะมาใช้ประโยชน์จากวัดได้ รวมไปถึงแหล่งทรัพยากรที่จะให้ความสนับสนุนในการพัฒนาและ บารุงรักษาด้วย 2.3.4 จัดกำรเงิน ให้เกื้อกูลควำมศรัทธำ การจัดกิจกรรมเพื่อการฟื้นฟูบทบาทวัดของ 4 กรณีศึกษา ล้วนแต่ต้องใช้งบประมาณ มากน้อยต่างกันไป แต่ละวัดมีแหล่งที่มาของงบประมาณแตกต่างกัน เช่น ค่ายสอนธรรมะเยาวชนก็จะ มีงบประมาณของหน่วยงานเข้ามาสนับสนุน หรือการอาศัยเงินบริจาค มีบางกรณีศึกษาที่มีเงื่อนไข พิเศษ คือเป็นงบประมาณส่วนตัว ซึ่งพระสงฆ์ผู้จัดกิจกรรมนามาจากทุนส่วนตัวด้วยการระดมทุนจาก ภาคีเครือข่ายของพระแกนนาสมัยท่านยังเป็นคฤหัสถ์ หรือบางวัดได้มาจากเงินมรดกของโยมมารดา เจ้าอาวาส ซึ่งนามาตั้งเป็นมูลนิธิใช้ในการดาเนิ นงาน บางกิจกรรมก็ไม่ต้องใช้เงิน นอกจากไม่ต้องใช้ งบประมาณแล้ว บางกรณียังได้เงินบริจาคจากญาติโยมด้วย แต่พระแกนนาก็มักคืนกลับให้กลุ่มใช้ใน กิจกรรม ซึ่งสร้างความเลื่อมใสศรัทธาให้แก่ญาติโยมมากยิ่งขึ้น ฐานะโดยพื้นฐานของพระแกนนาใน กรณีศึกษามีภูมิหลังทางฐานะดี มีเครือข่ายส่วนบุคคลที่จะระดมทุนได้ กรณีศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า การบริหารจัดการเงิน ประเด็นสาคัญมิใช่การมีหรือไม่มีเงิน เพียงประการเดียว เพราะแหล่งทุนสามารถหาได้ หากกิจกรรมมีความชัดเจน เพราะยังมีผู้เลื่อมใส ศรัทธาต้องการสนับสนุนกิจกรรมทางศาสนาอยู่เสมอ ประเด็นสาคัญที่มีความเปราะบางและอ่อนไหว สูงคือ จะบริหารจัดการทุนทรัพย์อย่างไรให้โปร่งใส ป้องกันข้อครหา เนื่องจากเป็นปัญหาที่มักเกิดขึ้น และถูกระแวงอันเนื่องมาจากข่าวสารที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ อยู่เสมอ (จนเกิดวลี “วัดครึ่งกรรมการ ครึ่ง”) ท่าทีต่อการจัดการเงิน จึงถือเป็นปัจจัยสาคัญมากประการหนึ่งต่อความราบรื่นในการ ฟื้ น ฟู บ ทบาทหน้ า ที่ ข องวั ด เพราะมี ผ ลโดยตรงต่ อ ความศรั ท ธาในเบื้ อ งต้ น ของผู้ เ กี่ ย วข้ อ ง ใน กรณีศึกษาภาคีที่เกี่ยวข้องนอกจากได้เห็นความโปร่งใสแล้วยังได้เห็นความเสียสละของพระสงฆ์ด้วย ว่ามิประสงค์ลาภสักการะ เช่น การนาเงินมรดกตั้งมูลนิธิ หรือการคืนเงินบริจาคของญาติโยมกลุ่ม ปฏิบัติธรรมตามหมู่บ้านจัดสรรให้แก่กลุ่มเพื่อทากิจกรรมต่อเนื่อง รวมถึงท่าทีไม่เข้าข้องเกี่ยวกับเงิน FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

30


ทองในขณะเดียวกันก็มีวัตรปฏิบัติที่เรียบง่าย สันโดษในปัจจัย 4 ไม่สะสม ของเจ้าอาวาส ซึ่งคฤหัสถ์ เห็นอย่างต่อเนื่องมานาน ล้วนแต่เป็นปัจจัยให้งานฟื้นฟูไม่สะดุดติดขัด หรือเปิดจุดอ่อนไปสู่ปัญหา หรือความเสื่อม เงื่อนไขสาคัญในปัจจัยประการนี้ เกี่ยวโยงกับปัจจัยจาเป็นประการที่ 1 คือคุณสมบัติ ของแกนนาพระและคฤหัสถ์ ที่อยู่โดยสันโดษในวัตถุ มุ่งความสุขทางจิตวิญญาณจากความรู้ในระดับ โลกุตรธรรม อันทาให้ผู้เกี่ยวข้องเห็นและสัมผัสโดยชัดเจนว่า มิได้หวังลาภสักการะใดๆ อันสวนทาง กับข่าวภาพลักษณ์ของวัดและพระสงฆ์ในทางลบซึ่งปรากฏอยู่เป็นประจา กล่าวโดยสรุป จะเห็นได้ว่า การฟื้นฟูบทบาทหน้าที่ของวัดรวมไปถึงพระสงฆ์นั้น มีความ เป็นไปได้ แม้กระทั่งในเขตพื้นที่เมือง-กึ่งเมืองฯ ซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่เป็นอุปสรรคมากมายหลาย ประการให้ทาได้ยากลาบาก การฟื้นฟูปัจจัยด้านสถานที่ให้ร่มรื่น สงบ เป็นปัจจัยหนึ่งที่สาคัญ แต่ กล่าวได้ว่า สัปปายะด้านสถานที่ยังมิใช่ปัจจัยสาคัญที่สุด หากเป็นปัจจัยเสริมที่มีความเกี่ยวข้อง โดย ยังมีปัจจัยสาคัญอื่นๆ อีกที่จะต้องฟื้นฟูสร้างสรรค์ขึ้นมา กรณีศึก ษาทั้ง 4 วัด แม้เป็นบทเรียนเล็กๆ แต่ให้การเรียนรู้ที่สาคัญว่า หากมีการพัฒนาปัจจัยเอื้ออย่างถูกต้องเหมาะสมแล้ว ก็สามารถทาให้วัด และพระสงฆ์มีบทบาทหน้าที่ขึ้นมาได้ใหม่ เพื่อเยียวยาวิกฤตการณ์ด้านกาย จิต สังคมและจิตวิญญาณ จากการพัฒนาของสังคมสมัยใหม่ 2.4 เครือข่ำยและภำคีของกำรฟื้นฟูบทบำทของวัด จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับเครือข่ายและภาคีของการฟื้นฟูบทบาทวัด เพื่อทา ความเข้าใจแนวทางบริหารจัดการเครือข่าย เรียนรู้วิธีการหรือเทคนิค การประสานความร่วมมื อที่ อานวยให้การทากิจกรรม เผยแผ่หลักธรรมคาสอนตามบทบาทหลักและกิจกรรมที่เป็นบทบาททาง สังคมของวัด ดาเนินไปอย่างลุล่วง เอื้อประโยชน์ต่อญาติโยมทุกเพศวัย พบว่า ภายใต้การศึกษาจาก หนังสือ วิทยานิพนธ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ของทั้งฆราวาสและพระภิกษุสงฆ์ ทาให้เห็นการเชื่อม ประสานความร่วมมือระหว่างวัดกับหน่วยงานภายนอก ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน กลุ่มองค์กรอิสระ หรือแม้กระทั่งการประสานระหว่างวัดด้วยกันเอง เพื่อสร้างความร่วมมือในการ ดาเนินกิจกรรมต่างๆ ทั้งการเชื่อมประสานในด้านการเสริมความรู้ ในด้านทุนสนับสนุน ในด้านการ ขยายพื้นที่ดาเนินงาน เป็นต้น ทั้งนี้ข้อมูลที่ปรากฏในหนังสือ วิทยานิพนธ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ที่พบ ส่วนใหญ่เป็นการอธิบายให้ทราบว่าวัดมีความร่วมมือกับหน่วยงานใด เพื่อดาเนินกิจกรรมใด แต่ยังไม่ พบการอธิบายเพื่อให้ทราบถึงแนวทางในการบริหารจัดการเครือข่ายในเชิงลึก ที่เป็นประโยชน์ต่อการ เรียนรู้ สาหรับนาไปประยุกต์ใช้ แม้ว่าข้อมูลส่วนใหญ่ที่พบจะปรากฏแทรกอยู่ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการดาเนินกิจกรรม ของวั ด เท่ า นั้ น แต่ อ ย่ า งน้ อ ยก็ ไ ด้ พ บข้ อ มู ล ที่ น่ า เรี ย นรู้ จ ากรายงานการวิ จั ย ของพระมหาสุ ทิ ต ย์ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

31


อาภากโรและคณะ เรื่ อ ง “การพั ฒ นาระบบบริ ห ารจั ด การและการสร้ า งเครื อ ข่ า ยองค์ ก ร พระพุทธศาสนาในประเทศไทย” (2556) ที่มีการอธิบายเรื่องเครือข่ายทางสังคมของพระสงฆ์และ องค์กรทางศาสนาไว้ 2 ประเด็น คือ หนึ่ง รูปแบบเครือข่ายทางสังคมของพระสงฆ์และการองค์กรพระพุทธศาสนา ในหัวข้อนี้ สรุปได้ว่าในสังคมไทยมีเครือข่ายพระสงฆ์ 3 รูปแบบ คือ 1.เครือข่ายธรรมะของพระสงฆ์และองค์กร พระพุทธศาสนาในสังคมไทย ซึ่งหมายถึงเครือข่ายทางความคิด เช่น เครือข่ายธรรมะสวนโมกขพลา ราม เครือข่ายธรรมะของวัดหนองป่าพง เครือข่ายของพระสงฆ์ขบวนการพุทธแนวใหม่ 2.เครือข่าย ตามโครงสร้างและหน้าที่ของพระสงฆ์และองค์กรพระพุทธศาสนาในสังคมไทย ซึ่งครอบคลุมงาน กิจการคณะสงฆ์ 6 ด้าน เช่น เครือข่ายของคณะสงฆ์ด้านการจัดการศึกษา เครือข่ายของพระสงฆ์ด้าน การปกครอง เป็นต้น 3.เครือข่ายเชิงพื้นที่ของพระสงฆ์และองค์กรพระพุทธศาสนาในสังคมไทย เช่น กลุ่ ม เครื อ ข่ า ยพระสงฆ์ นั ก พั ฒ นาภาคเหนื อ ที่ มี ส านัก งานประสานงานอยู่ ที่ วัด สวนดอก อ.เมื อ ง จ.เชี ย งใหม่ ที่ มี ก ารเชื่ อ มโยงพระสงฆ์ เ พื่ อ ขั บ เคลื่ อ นกิ จ กรรมในพื้ น ที่ ทั้ ง ประเด็ น ปั ญ หาสั ง คม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สุขภาพ เป็นต้น สอง ประเด็นการเสริมสร้างและการบริ หารจัดการเครือข่ายทางสังคมในการเผยแผ่ ศาสนาของพระสงฆ์ และองค์กรพระพุทธศาสนา สาหรับการศึกษาหัวข้อนี้ทาให้ทราบว่า การจัดการ เครือข่ายของพระสงฆ์มีรูปแบบที่แตกต่างกัน ตามหลักการ แนวคิดและเป้าหมาย อาทิ พระสงฆ์สาย ปฏิบัติเน้นการทางานเชิงเครือข่ายแบบเรียบง่าย ในขณะที่ พระสงฆ์สายการศึกษาเน้นการทางาน พัฒนาในเชิงรุก พระสงฆ์สายปกครองจะเน้นการปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ สาเร็จ ลุล่วง อีกทั้งพระสงฆ์ขบวนการพุทธใหม่จะเน้นการเสริมสร้างเครือข่ายสื่อสารสังคม เป็นต้น 2.5 กำรบริหำรจัดกำรปัญหำและอุปสรรคของวัดในสังคมสมัยใหม่ จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับการบริหารจัดการปัญหาและอุปสรรคของวัดใน สังคมสมัยใหม่ เพื่อเรียนรู้แนวทางจัดการกับประเด็นปัญหากวนใจ ข้อกังวลใจของวัด ที่อาจส่งผลต่อ การทาหน้าที่ตามบทบาทหลักและบทบาทรอง ทั้งที่กาลังเผชิญอยู่หรือได้มีการแก้ไขปัญหาเรียบร้อย แล้ว โดยการค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลทางเอกสารงานวิจัยและค้นคว้าข้อมูลที่อนุญาตเผยแพร่ผ่านสื่อ ออนไลน์ พบว่า ข้อมูลที่เกี่ยวข้องมีจากัด เนื่องจากงานศึกษาส่วนใหญ่เป็นการศึกษาการบริห าร จัดการวัดตามกรอบกิจการคณะสงฆ์ 6 ด้าน ประกอบด้วย ด้านปกครอง ด้านการศาสนศึกษา ด้าน การเผยแผ่ ด้านการสาธารณูปการ ด้านการศึกษาสงเคราะห์และด้านการสาธารณสงเคราะห์ ข้อมูล การบริหารจัดการปัญหาและอุปสรรคของวัดที่ปรากฏขึ้นจึงเป็นการวิเคราะห์ ตามกรอบดัง กล่ าว ดั ง เช่ น งานศึ ก ษาเรื่ อ งการศึ ก ษาสภาพและปั ญ หาการบริ ห ารวั ด ของเจ้ า อาวาสในอ าเภอเมื อ ง นครราชสีมา จ.นครราชสีม า โดยพระมหาสถาพร ญาณวุฑฺโฒ ภาคพรม งานศึกษาเรื่องการบริหาร FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

32


จัดการวัดของพระสงฆ์ในอาเภอดาเนินสะดวก จ.ราชบุรี โดยพระปลัดมนต์ดก สุวโจ (ตันหลงขจร) งานศึกษาเรื่องสภาพปัญหาการบริหารงานของพระสังฆาธิการในอาเภอเมืองเพชรบุรี จ.เพชรบุรี โดย พระมหาพีระพงษ์ อาทิจฺจวโส เป็น ต้น อีกทั้งงานศึกษาส่วนใหญ่เป็นงานศึกษาวิจัยในเชิงปริมาณ (Quantitative research) แม้ว่าจะมีการนาเสนอประเด็นปัญหาทั่วไปของวัดแต่ยังไม่พบการอภิปราย แนวทางการบริหารจัดการปัญหาและอุปสรรคเพื่อเป็นตัวอย่างในการเรียนรู้ ดังเช่นงานศึกษาเรื่อง การบริหารจัดการวัดเขาช่ องพราน จ.ราชบุรี โดยพระครูวิสุทธานันทคุณ (ครุฑธา) ที่พบว่า วัดเผชิญ กับปัญหาในเรื่องการบริหารจัดการข้าวของเครื่องใช้ให้เป็นระเบียบ ปัญหาเรื่องสัตว์เรเร่อน สุนัข จร จัด แต่ยังไม่พบรายละเอียดการแก้ไขปัญหานั้นๆ อย่ า งไรก็ ต าม แม้ ว่ า ข้ อ มู ล ส่ ว นใหญ่ที่ พ บในประเด็ น นี้ มี ข้ อ จากั ด แต่ ผู้ ศึ ก ษาได้ พ บ ตัวอย่างการบริหารจัดการปัญหาและอุปสรรคที่น่าสนใจอยู่บ้าง ดังเช่น กรณีของวัดราชประดิษฐาน (วัดพะโคะ) ที่มีการบริหารจัดการพื้นที่ภายในวัดหลังจากได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยว เนื่องจาก วัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สาคัญในจังหวัดสงขลา ทาให้ ในแต่ละวันมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาว ต่างประเทศโดยเฉพาะมาเลเซียและสิงคโปร์เดินทางเข้ามาเป็นจานวนมาก การขยายตัวของธุรกิจการ ท่องเที่ยวมีผลต่อเศรษฐกิจของชุมชน ทาให้เกิดอาชีพค้าขายเพิ่มขึ้น โดยชาวบ้านได้นาผลิตภัณฑ์ พื้นเมืองในชุมชนมาวางจาหน่ายบริเวณทางขึ้นวัด เช่น ตาลโตนด น้าตาลแว่น เป็นต้น ทาให้การใช้ พื้นที่ภายในวัดไม่เป็นระเบียบ วัดจึงแก้ไขปัญหาด้วยการจัดระเบียบร้านค้า สร้างจุดบริการสาหรับซื้อ ขายสินค้า คิดค่าเช่าวันละ 5 บาท เพื่อเป็นการบริหารพื้นที่ภายในวัดให้เรียบร้อย เหมาะสมต่อการ ดาเนินบทบาทของวัด เป็นต้น 2.6 กิจกรรมของวัดในสังคมสมัยใหม่ การทบทวนวรรณกรรมในประเด็นนี้ ได้นางานศึกษาวิจัยมาใช้สาหรับอ้างอิงหลัก 2 เล่ม คือ งานศึกษาเรื่อง “บทบาทวัดในการส่งเสริมสุขภาพชุมชน : กรณีศึกษา วัดพระธาตุดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่” ของจิตติมา เสนาไชย และงานศึกษาเรื่อง “แนวคิดและกระบวนการในการพัฒนา ชุ ม ชนของพระสงฆ์ ใ นสั ง คมไทย” ซึ่ ง เป็ น งานศึ ก ษาของพระมหายรรยง สุ ร ปญฺ โ ญ (ลั น ลอด) ที่ดาเนินการศึกษาวัด 6 พื้นที่ ประกอบด้วย 1.วัดสามัคคี จ.สุรินทร์ 2.วัดโนนเมือง จ.นครราชสีมา 3.วัดท่าลาด จ.ยโสธร 4.วัดไผ่ล้อม จ.ตราด 5.วัดกลับพวงเหนือ จ.พิษณุโลก และ 6.วัดพระบรมธาตุ ดอยผาส้ม จ.เชียงใหม่ นอกจากนี้ยังได้รวบรวมงานศึกษาของท่านอื่นที่พบจากการค้นคว้าเพิ่มเติมมา ร้อยเรียงเข้าด้วยกัน เพื่อให้ข้อมูลมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น จากการรวบรวมข้อมูลการออกแบบกิจกรรมสร้างสรรค์ของวัดที่ น่าสนใจ แบ่งออกเป็น 6 หมวด คือ กิจ กรรมส่ งเสริ มสุ ขภาพองค์รวม กิจกรรมหนุนเสริมผู้ ด้อยโอกาสและคนชายขอบ

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

33


กิจกรรมส่งเสริมการศึกษา กิจกรรมหลักธรรมนาเศรษฐกิจ กิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และกิจกรรม พัฒนาคุณภาพชีวิต ดังนี้ 2.6.1 กิจกรรมส่งเสริมสุขภำพองค์รวม เพื่อให้วัดกลับมาเป็นศูนย์กลางการดูแลรักษาสุขภาพของชุมชน วัดในเขตเมืองและกึ่ง เมืองฯ จึงมีการออกแบบกิจกรรมหลากหลายให้ตอบโจทย์ต่อการดูแลสุขภาพในทุกมิติของชุมชน ทั้ง สุขภาพทางกาย สุขภาพทางใจ สุขภาพทางสังคมและสุขภาพทางจิตวิญญาณ 2.6.1.1 ด้ำนสุขภำพทำงกำย การออกแบบกิจกรรมด้านสุขภาพทางกาย เป็นการสร้างสรรค์กิจกรรมที่คานึงถึง ความหลากหลายของกลุ่มเป้าหมาย ทั้งวัยอายุ กลุ่มเพศ รวมไปถึงการสร้างสรรค์กิจกรรมบางอย่าง เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม ตัวอย่างกิจกรรมที่พบมีทั้ง กิจกรรมนันทนาการ กิจกรรมการ อบรมเสริมความรู้และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการรักษาสุขภาพทางกาย (1) กิจกรรมนันทนาการ วั ด พระธาตุ ด อยสะเก็ ด จ.เชี ย งใหม่ มี ก ารออกแบบกิ จ กรรมประเภท นันทนาการที่หลากหลาย เช่น จัดกิจกรรมเดินขึ้นดอย กิจกรรมปั่นรถจักรยานขึ้นดอย กิจกรรมรา กระบี่กระบองของกลุ่มผู้สูงอายุ และกิจกรรมด้านการแสดงศิลปวัฒนธรรมที่เป็นการผสมผสานการ ออกก าลั ง กายเข้ า กั บ การละเล่ น พื้ น บ้ า นในโอกาสวั น ส าคั ญ และในประเพณี แ ห่ น มสดรดต้ น พระศรีมหาโพธิ์ ไม่เพียงออกแบบกิจกรรมเท่านั้นแต่ทางวัดยังให้ความสาคัญต่อสัปปายะภายในวัด ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้วัดเป็นสถานที่ที่เหมาะสมต่อการทากิจกรรมนันทนาการได้ตลอดเวลา โดยการ จัดพื้นที่ภายในวัดให้เอื้อต่อการปั่นจักรยาน จัดหาเครื่องออกกาลังกายมาติดตั้งภายในวัดให้เพียงพอ และสร้างบรรยากาศให้ร่ มรื่ น พร้อมทั้งมีการบริหารจัดการเพื่อดูแลรักษาความสะอาดพื้นที่ และ สิ่งของเครื่องใช้ภายในวัดอย่างสม่าเสมอ เพื่อให้เกิดความสะอาด สะดวก เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยเหมาะ แก่การเข้ามาใช้ประโยชน์ของญาติโยม (2) กิจกรรมการอบรมเสริมความรู้ ในด้านการอบรมเสริมความรู้เพื่อส่งเสริมสุขภาพทางกาย แม้จะเป็นกิจกรรม ที่วัดไม่สามารถจัดกิจ กรรมขึ้นได้เองแต่สามารถจัดกิจกรรมให้สาเร็จลุล่วงได้ด้วยความร่วมมือกับ หน่ ว ยงานที่ เ กี่ ย วข้ อ ง ดั ง ที่ วั ด พระธาตุ ด อยสะเก็ ด จ.เชี ย งใหม่ ร่ ว มกั บ โรงพยาบาลใกล้ เ คี ย ง จัดกิจกรรมตรวจสุขภาพประจาเดือนแก่ชาวบ้านและพระสงฆ์ กิจกรรมอบรมความรู้เกี่ยวกับการ รักษาสุขภาพและการฉีดวัคซีนป้องกันโรคระบาด เป็นต้น

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

34


(3) กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการรักษาสุขภาพทางกาย วัดท่าลาด จ.ยโสธร มีการถ่ายทอดภูมิปัญญาสมุนไพร โดยจัดอบรมเผยแพร่ ความรู้สมุนไพรเพื่อบาบัดรักษาอาการเจ็บป่วยของคนในชุมชน พร้อมทั้งมีการจัดทาสวนสมุน ไพรเพื่อ ปลูกพืชสมุนไพรไว้สาหรับเป็นวัตถุดิบในการรักษา ต่อมาได้รับความร่วมมือจากโรงพยาบาลกุดชุม และโครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง ทาให้เกิดการรวมกลุ่มเป็นชมรมหมอยาพื้นบ้าน และพัฒนา ต่อยอดกิจกรรมเกิดเป็นศูนย์พัฒนาวัตถุดิบสมุนไพรวัดท่าลาด สาหรับดาเนินการผลิตวั ตถุดิบและยา สมุนไพรไว้ใช้ในการรักษาด้วย 2.6.1.2 ด้ำนสุขภำพทำงใจ การออกแบบกิจกรรมด้านสุขภาพทางใจเป็นการออกแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ ชาวพุทธนาหลักธรรมคาสอนไปใช้ในชีวิตประจาวันเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจให้มั่นคง ทั้งที่เป็นกิจกรรมเพื่อ ยกระดับในการพัฒนาจิตใจและกิจกรรมที่มุ่งเยียวยารักษาสุขภาพทางใจโดยตรง (1) กิจกรรมยกระดับเพื่อพัฒนาจิตใจ ตัวอย่างการออกแบบกิจกรรมยกระดับเพื่อพัฒนาจิตใจพบในรายงานการ วิจัยของพระมหาสุทิตย์ อาภากโร (อบอุ่น) (2558) ดังที่กลุ่มพระธรรมทูตอาสา 5 จังหวัดชายแดนใต้ มีการจัดกิจกรรมในรูปแบบการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาแนวคิดของแกนนาเยาวชนทั้งในด้าน ความรู้ ทางพระพุทธศาสนาและในด้านจิตสาธารณะควบคู่ไปด้ว ย นอกจากเยาวชนจะได้เรียนรู้ หลักธรรมสาหรับนาไปเป็นแนวทางในการดาเนินชีวิตแล้ว เมื่อสิ้นสุดการอบรม เยาวชนจะต้องจัด กิจกรรมเผยแพร่ความรู้แก่เพื่อนนักเรียนที่โรงเรียนและสมาชิกในชุมชนของตนเองเพื่อเป็นการส่งต่อ หลั กธรรมแก่ผู้ อื่น ความรู้ ในหลั กธรรมจึงไม่ห ยุดนิ่งอยู่ที่เยาวชนผู้เข้าร่วมการอบรมเท่านั้น การ ออกแบบกิจกรรมให้มีเงื่อนไขการส่งต่อความรู้แก่สังคมและผู้อื่ น นับเป็นการสร้างกุศโลบายสาหรับ ช่วยพระสงฆ์เผยแผ่ธรรมคาสอนและยังป็นการพัฒนาพุทธศาสนิกชนให้มีจิตใจเอื้อเฟื้อต่อสาธารณะ อีกประการหนึ่ง (2) กิจกรรมเยียวยาใจด้วยธรรมะ กิจกรรมประเภทนี้เป็นการดาเนินกิจกรรมเพื่อมุ่งเผยแผ่หลักธรรมพร้อมทั้งให้ กาลังใจญาติโยมที่ต้องเผชิญปัญหาและความไม่แน่นอนของชีวิต ดังเช่นกิจกรรมของวัดกลับพวงเหนือ จ.พิษณุโลก ซึ่งมีการออกแบบกิจกรรมในลักษณะธรรมะเคลื่อนที่เข้าไปเสริมสุขภาพทางใจให้ แ ก่ ผู้ป่วยในโรงพยาบาลพรหมพิราม ด้วยการบรรยายธรรมให้ผู้ป่วยและญาติฟังระหว่างรอรับการรักษาที่ โรงพยาบาล รวมถึงการนาอาหารมามอบให้กับผู้ป่วยที่นอนรักษาตัว และการดูแลคนไข้แบบประคับ ประครองในระยะสุดท้าย เพื่อให้ผู้ป่วยเกิดความสงบก่อนสิ้นใจ เป็นต้น

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

35


2.6.1.3 ด้ำนสุขภำพทำงสังคม กิจกรรมด้านสุขภาพทางสังคมส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชน อยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัย ร่วมมือกันด้วยความสามัคคี ตัวอย่างกิจกรรมด้านสุขภาพทางสังคม เช่น การรณรงค์ของวัดโนนเมือง จ.นครราชสีมา เพื่อลดละเลิกอบายมุขในชุมชน มีกลยุทธ์สาคัญคือการมุ่ง ทากิจกรรมกับเยาวชนเป็นอันดับแรกเพื่อเป็นการปูรากฐานความคิดก่อนที่เยาวชนจะเติบโตเป็น ผู้ใหญ่ อีกทั้งเยาวชนยังเป็นกระบอกเสียงสาคัญในการส่งต่อข้อมูลข่าวสาร หลักธรรมคาสอนไปยัง ผู้ปกครอง ผู้ใหญ่ในชุมชน จนสร้างการเปลี่ยนแปลงเป็นที่ประจักษ์ทาชาวบ้านในชุมชนลดละเลิก อบายมุขลงกว่าแต่ก่อน นอกจากนี้ยังพบตัวอย่างการออกแบบกิจกรรมในรูปแบบใหม่ มีการนาเทคโนโลยี การสื่อสารมาสนับสนุนการเผยแผ่ธรรม ดังเช่น วัดพระธาตุดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ มีการดาเนินงาน สถานีวิทยุชุมชน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งในการเทศนาธรรมสอนญาติโยม การจัดรายการวิทยุจะ สอดแทรกคาสอนที่ไม่ซับซ้อนเพื่อให้ชาวบ้านตระหนักถึงอยู่ร่วมกันด้วยความเอื้ออาทร เสียสละ ให้ อภัย มีน้าใจแก่กัน เป็นการทาหน้าที่ในการเชื่อมประสานความสามัคคีของชุมชนอีกทางหนึ่ง และยัง เป็นช่องทางในการแจ้งข่าวสาร ระดมความร่วมมือในการทากิจกรรมของวัดและกิจกรรมของชุมชน ด้วย 2.6.1.4 ด้ำนสุขภำพทำงจิตวิญญำณ กิจกรรมด้านสุขภาพทางจิตวิ ญญาณ เป็นการส่งเสริมให้ญาติโยมเกิดการตระหนัก รู้ มีธรรมะเป็นแก่นกลางในการดาเนินชีวิต สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข ภายใต้กิจกรรม 2 ประเภท คือ กิจกรรมที่มุ่งฝึกฝนเพื่อพัฒนาจิตวิญญาณอย่างตรงไปตรงมาและกิจกรรมที่ไม่ได้สอน โดยตรงแต่เป็นการสอดแทรกธรรมะผ่านตัวกิจกรรม (1) กิจกรรมฝึกฝนเพื่อพัฒนาจิตวิญญาณโดยตรง วัดมีการจัดค่ายอบรมคุณธรรมแก่เด็กและเยาวชน เพื่อช่วยกล่อมเกลาจิตใจ ให้เยาวชนเป็นคนดีมีเมตตา มีความกตัญญู เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ไม่เห็นแก่ตัว มีระเบียบวินัย มี ความสามัคคี มีจิตสาธารณะ เป็นคนละเอียดลออ มีความรับผิดชอบ รวมทั้งการส่งเสริมจัดกิจกรรม ปฏิบัติธรรมสาหรับประชาชนทั่วไปในวันสาคัญทางศาสนา (2) กิจกรรมสอดแทรกกุศโลบายทางธรรม วัดมีการออกแบบกิจกรรมเพื่อการสงเคราะห์ในด้านต่างๆ โดยมีเป้าหมาย เพื่อสร้างสังคมแห่งการเสียสละและแบ่งปัน ลดความตระหนี่ถี่เหนียว โดยจัดกิจกรรมที่แฝงกุศโลบาย เรื่องความเสียสละ เช่น การแจกสิ่งของ แจกผ้าห่ม แก่ผู้ขาดแคลนในชุมชน เป็นต้น

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

36


2.6.2 กิจกรรมหนุนเสริมผู้ด้อยโอกำสและคนชำยขอบ การดาเนินกิจกรรมในหมวดนี้ เป็นการดาเนินกิจกรรมที่ตั้งอยู่บนหลักความยุติธรรม ไม่ เลือกปฏิบัติเฉพาะกลุ่ม ไม่ว่าจะมีความแตกต่างหลากหลายทางเพศ วัย ความสมบูรณ์ของร่างกาย และจิ ต ใจ เพื่ อ ให้ ญ าติ โ ยมทุ ก คนมี ห ลั ก ธรรมน าใจส าหรั บ ยึ ด เหนี่ ย วในการด าเนิ น ชี วิ ต กระทั่ ง ผู้ด้อยโอกาสหรือผู้ป่วย วัดยังคงให้ความสาคัญและนับรวมญาติโยมซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชนทุก คน แม้ว่าเขาเหล่านั้นอาจถูกทอดทิ้ง กี ดกันออกจากสังคมมาก่อนก็ตาม การทาหน้าที่เผยแผ่ธรรมภายใต้ บทบาทหลักและการสงเคราะห์เพื่อช่วยเหลือญาติโยมภายใต้การดาเนินบทบาททางสังคมจึงเกิดขึ้น โดยไม่เกี่ยวข้องกับเงื่อนไขความแตกต่างของฐานะทางสังคม ดังเห็นได้จากงานศึกษาวิจัยของพระ มหาสมชาย เจริญกิจ (2540) ที่กล่าวถึงวัดมงคลโกวิทาราม จ.อุบลราชธานี ว่ามีการออกแบบกิจกรรม ให้พระสงฆ์ไปเผยแผ่หลักธรรมภายนอกวัดแก่ผู้ที่ไม่มีโอกาสเข้ามาฟังธรรมภายในวัด โดยร่วมกับ เรือนจากลางอุบลราชธานีจัดกิจกรรมบรรยายธรรมให้กับผู้ต้องขังเป็นประจาทุกเดือน เพื่อขยายพื้นที่ ดาเนินงานให้ครอบคลุมไปยังญาติโยมที่ขาดโอกาสในสังคม ซึ่งคล้ายคลึงกันกับแนวทางของวัด พระ ธาตุดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ มีการดาเนินโครงการธรรมรักษาใจร่วมกับโรงพยาบาลดอยสะเก็ด เพื่อ ขยายโอกาสให้ญาติโยมได้ทาบุญและเข้าถึงหลักธรรมง่ายขึ้น โดยการจัดกิจกรรมออกเยี่ยมผู้ป่วยใน โรงพยาบาลฯ ทากิจกรรมตักบาตรตอนเช้า ช่วยอานวยความสะดวกให้กั บผู้ป่วยและบุคลากรของ โรงพยาบาล อีกทั้งยังพบการดาเนินกิจกรรมสงเคราะห์ที่มีการสอดแทรกคาสอนนาไปสู่การทาหน้าที่ เผยแผ่หลักธรรมตามบทบาทหลัก ดังที่วัดโนนเมือง จ.นครราชสีมา เปิดโอกาสให้เด็กด้อยโอกาส 5 ประเภท ทั้งเด็กกาพร้า เด็กที่เกิดในครอบครัวพ่อแม่หย่าร้าง เด็กเกเร เด็กที่อยู่ในครอบครัวมีฐานะ ยากจนและเด็กที่พ่อแม่ติดคุก ได้เข้ามาเรียนในโรงเรียนมัธยมพุทธเกษตรวัดโนนเมือง ซึ่งเป็นโรงเรียน ประจา จัดการเรียนการสอนเชิงประยุกต์ ทั้งด้านวิชาการ ด้านคุณธรรมฝึกสมาธิ ด้ านการฝึกอาชีพ และด้านเกษตรเพื่อพึ่งพาตนเอง เพื่อเป็นการอ้าแขนรับเยาวชนที่อยู่ในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ ขาด ผู้ปกครองดูแลเสมือนเป็นคนชายขอบของสังคม ได้กลับเข้าสู่เส้นทางของการศึกษาภายใต้การดูแล อย่างครอบครัว เพื่อผลิตเยาวชนที่มีคุณภาพคืนสู่สังคม การดาเนินกิจกรรมในหมวดนี้นอกจากจะพบการดาเนินงานแบบเดี่ยว แบ่งแยกแต่ละ วัดแล้ว จากการทบทวนงานเขียน เรื่อง “วัด เพื่อพัฒนาเยาวชนและครอบครัว” ของ ธวัชชัย จันจุฬา และสหรัฐ เจตมโนรมย์ (2556) ยังพบการทางานร่วมกันของพุทธสถานที่อยู่ในเขตใกล้เคียงกัน ดังเช่น วัดศานติ-ไมตรี จ.สุราษฎ์ธานีกับสานักสงฆ์นิคามธรรมมาวาส จ.สุราษฎ์ธานี ที่ช่วยกันหนุนเสริมคน ชายขอบโดยเฉพาะผู้มีปัญหาติดยาเสพติด ทั้งสองวัดร่วมมือกันในการทากิจกรรมเข้าค่าย เริ่มจากการ จัดค่ายคุณธรรม ค่ายพัฒนาความเป็นผู้ นาแก่เยาวชน ขณะจัดกิจกรรมจะประเมินศักยภาพของ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

37


ผู้เข้าร่วมกิจกรรม คัดกรองเยาวชนที่ไม่เคยกระทาความผิด ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงส่งต่อเข้าโครงการ ป้องกันการติดยาเสพติดซึ่งมีการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อป้องกันการข้องเกี่ยวกับยาเสพติด เช่น การพาเยาวชนไปโรงพักหรือเรือนจา เพื่อให้เยาวชนได้สัมผัสบรรยากาศการถูกรับโทษจริง การ ออกแบบกิ จ กรรมให้ มีการคิดวิเคราะห์ เพื่อให้ เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็ นระหว่างผู้เข้าร่วม กิจกรรม นอกจากนี้จะคัดกรองเยาวชนกลุ่มเสี่ยงที่เข้าข่ายเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ส่งต่อเข้าสู่โครงการ ฟื้นฟูเพื่อบาบัด ที่ศูนย์สงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ศูนย์พัฒนาคุณธรรมภาคใต้ สุราษฎ์ธานี ตั้งอยู่ในสานักสงฆ์นิ คามธรรมมาวาส เป็นระยะเวลา 9 คืน 10 วัน โดยกิจกรรมจะเป็นการฟื้น ฟู สมรรถภาพของร่ า งกาย การแลกเปลี่ ย นเรียนรู้ การใช้กระบวนการทางจิตวิ ทยาผสมผสานกั บ หลักธรรม ฝึกสมาธิ และการดึงครอบครัว ชุมชน เข้ามาร่วมกิจกรรมเพื่อบาบัดฟื้นฟูเยาวชนภายใต้ หลักการ “บวร” เพื่อเตรียมคืนเยาวชนสู่สังคม นอกจากนี้ยังพบการจัดตั้งองค์กรเพื่อทาหน้าที่ในการหนุนเสริมผู้ด้อยโอกาสและคนชาย ขอบ ดังที่วัดพระธาตุดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ มีการดาเนินงานให้คาปรึกษากลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ ได้รับผลกระทบภายใต้มูลนิธิเมตตาเอื้ ออารี ทั้งการจัดประชุมสัมมนาเกี่ยวกับสุขภาพจิตชุมชนเพื่อ ป้องกันการฆ่าตัวตาย จัดกิจกรรมปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิภาวนาเพื่อฝึกจิตใจให้เข้มแข็ง จัดกิจกรรม เยี่ยมบ้านผู้ป่วยเพื่อตรวจเยี่ยมดูแลจิตใจผู้ป่วย เป็นต้น 2.6.3 กิจกรรมส่งเสริมกำรศึกษำ จากการทบทวนวรรณกรรมเพื่อเรียนรู้การส่งเสริมการศึกษาของวัด พบว่า วัดส่วนใหญ่ ดาเนินกิจกรรมประเภทอบรมและการจัดการเรียนการสอนทางธรรม เช่น กิจกรรมอบรมคุณธรรม จริยธรรม การเรียนการสอนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ การสอนธรรมศึกษาในโรงเรียน การจัด กิจ กรรมปฏิบั ติธรรม เป็ น ต้น รวมไปถึงการสนับสนุนการศึกษาในมิติด้านเศรษฐกิจ ทั้งการมอบ ทุนการศึกษาและทุนสนับสนุนสถานศึกษา โดยกิจกรรมการส่งเสริมการศึกษาของแต่ละวัดมีการ ออกแบบกิจกรรมคล้ายคลึงกัน อาจมีเทคนิคและการปรับประยุกต์ที่แตกต่างกันบ้างตามศักยภาพ อย่างไรก็ตาม นอกจากกิจกรรมข้างต้นแล้วยังพบการออกแบบกิจกรรมเพื่อส่งเสริม การศึ ก ษาในมุ ม มองใหม่ ผ่ า นงานศึ ก ษาของสาวิต รี อ่ อ นอิ น ทร์ (2557) ที่ น าเสนอการส่ ง เสริม การศึกษาด้วยการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชน ดังการจัดการเรียนการสอนแบบ Home School ของวัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม จ.เชียงใหม่ จากเดิมเยาวชนต้องเดินทางไปเรียนที่ สถานศึกษาภายนอกชุมชน เมื่อเรียนจบเยาวชนส่วนใหญ่ไหลออกนอกชุมชน ไม่กลับมาประกอบ อาชีพภายในชุมชน สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะการจัดการเรียนการสอนที่ไม่เอื้ออานวยต่อวิถีชีวิตของ ครอบครั ว ทาให้ เยาวชนขาดความรู้ ในการประกอบอาชีพ ไม่ส ามารถพัฒ นาต่อยอดทุนเดิมของ ครอบครั ว ได้ เยาวชนจึ ง ค่ อ ยๆ ห่ า งออกจากวิ ถี ข องครอบครั ว การจั ด การเรี ย นการสอนแบบ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

38


Home School เป็นการบูรณาการความรู้ทางวิชาการและความรู้ในภาคปฏิบัติ เพื่อพัฒนาศักยภาพ และตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนที่ส อดคล้ องกับวิถีชุมชน เช่น การรู้เท่าทันวัฒ นธรรม บริโภคนิยม การวางแผนการผลิต การแปรรูป การบริหารจัดการโครงการ เป็นต้น เพื่อเพิ่มทักษะการ เป็นผู้ประกอบการยุ คใหม่ โดยกระบวนการเรียนการสอนจะฝึ กฝนทักษะไปพร้อมกับการเรีย นรู้ ธรรมะสาหรับการประกอบชีพและการดารงชีวิต เพื่อให้ผู้เรียนประกอบอาชีพอย่างมีคุณธรรม รู้จัก ตอบแทนสังคม 2.6.4 กิจกรรมหลักธรรมนำเศรษฐกิจ การไม่เท่าทันวัฒนธรรมบริโภคนิยมนามาซึ่งปัญหาทางเศรษฐกิจของครัวเรือน เป็น สาเหตุหนึ่งที่ทาให้เกิดความทุกข์ในยุคสมัยใหม่ หลายวัดมีส่วนช่วยในการคลี่คลายทุกข์ที่เกิดจาก ปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งจากการสร้างสรรค์ออกแบบกิจกรรมโดยวัดเอง การผลักดันกิจกรรมตามแนวทาง ของหน่วยงานภายนอก รวมไปถึงการสนับสนุนกิจกรรมแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจที่ญาติโยมเป็นผู้ ริเริ่ม 2.6.4.1 กิจกรรมแก้ไขปัญหำทำงเศรษฐกิจที่ออกแบบโดยวัด ตัว อย่ างการแก้ ไขปัญ หาทางเศรษฐกิจ ของครัว เรื อ นในกรณีนี้ พบการด าเนิ น กิจกรรมที่น่าเรียนรู้ของวัดไผ่ล้อม จ.ตราด ผ่านตัวแบบการก่อตั้งกลุ่ม “สัจจะออมทรัพย์ ” ซึ่งเป็น กองทุนกู้ยืมและเป็นสวัสดิการดูแลสมาชิกอย่างเป็นระบบ สิ่งสาคัญคือการนาหลักธรรมมาขับเคลื่อน กิจกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ เพื่อเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันของคนในชุมชน ทดแทน การพึ่งพิงภายนอกทั้งสถาบันการเงินและเจ้าหนึ้นอกระบบ ผลการดาเนินกิจกรรมไม่เพียงจะช่วยให้ เศรษฐกิจของครัวเรือนคล่องตัวขึ้นเท่านั้นแต่ยังเกิดสายใยความเอื้ออาทร ความเห็นอกเห็นใจกัน ภายในชุมชน โดยมีความซื่อสัตย์เป็นหลักประกันสาคัญของการดาเนินกิจกรรม สมาชิกของกลุ่มมีสิทธิ์ กูย้ ืมเงิน มีการจัดสรรผลกาไรเป็น 2 ส่วน คือเป็นเงินปันผลตามหุ้น และเป็นสวัสดิการการดูแลสมาชิก เช่น กรณีเจ็บป่วย นอนโรงพยาบาล เสียชีวิต ซึ่งต่อมาได้พัฒนาระบบสวัสดิการช่วยเหลือในกรณีเกิด ภัยธรรมชาติ การมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชน การพัฒนาหมู่บ้าน การบารุงวัด เพิ่มเติมด้วย การแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของครัวเรือนที่ขับเคลื่อนด้วยทุนของชุมชน เป็นอีก แนวทางหนึ่งที่เป็นไปได้และน่าสนใจ การแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจดังแนวคิดนี้จาเป็นต้องทาความ เข้าใจต่อวิถีชิวิตความเป็นอยู่ของชุมชน เพื่อนาทุนที่ชุมชนมีมาประยุกต์กับหลักธรรม สร้างสรรค์ แนวทางการแก้ไขปัญหาซึ่งมีความเฉพาะแตกต่างกันไปในแต่ล ะชุมชน ในประเด็นนี้พบตัว อย่ าง กิจกรรมที่น่าศึกษาซึ่งเป็นการดาเนินกิจกรรมพัฒนาที่ล่วงผ่านมาแล้วของวัดสามัคคี จ.สุรินทร์ ในช่วง ปี พ.ศ. 2522-2523 นั่นคือกิจกรรม “สหบาลข้าว” ที่เป็นการประยุกต์หลักการของสหกรณ์ เครดิต ยูเนี่ยนเข้ากับหลักพุทธธรรม ช่วยแก้ไขปัญหาปากท้องขาดแคลนข้าวในการบริโภค เพราะชาวบ้าน FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

39


ที่นี่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทานาแต่ประสบปัญหาไม่มีข้าวบริโภค เมื่อถึงเวลาฤดูเก็บเกี่ยวจะต้องขาย ข้าวสารนาเงินไปใช้หนี้สิน ทาให้ในครัวเรือนไม่มีข้าวเพียงพอสาหรับบริโภค ชาวบ้านจึงต้องไปกู้ยืม ข้าวกับเจ้าหนี้เอกชนในอัตรากู้ข้าวสาร 2 ถัง เสียดอก 1 ถัง การก่อตั้งกองทุนนี้จึงเป็นการสร้ าง หลักประกันให้ชาวบ้านมีข้าวบริโภคเพียงพอ โดยใช้รูปแบบการถือหุ้น กาหนดข้าว 5 ถัง เป็น 1 หุ้น แต่ละคนถือหุ้นไม่เกิน 3 หุ้น ชาวบ้านที่ขาดแคลนสามารถกู้ยืมข้าวได้โดยเสียดอกเบี้ย 1 ถัง ต่อการ กู้ยื ม 5 ถัง ในหนึ่ งฤดูการผลิ ต ข้อกาหนดทางธรรมคือคนที่มีฐ านะดีจะเสี ยสละไม่กู้ข้าวเป็นการ แบ่งปันให้เพื่อนบ้านที่ขาดแคลนมีข้าวไม่เพียงพอ การร่วมกันแบ่งปันข้าวช่วยให้ภาระหนี้สินจากการ ซื้อข้าวบริโภคชองชาวชุมชนลดลง นอกจากนี้ยังมีการบริหารจัดการเพื่อเป็นการระดมทุนข้าวเติมเข้า กองทุนให้กองทุนเติบโตอยู่เสมอ คือ หนึ่ง การสมทบข้าวเข้ากองทุนตามระบบการกู้ยืม คือ มีการกาหนดให้สมาชิกสมทบ ค่าหุ้น หุ้นละ 5 ถัง และหากมีการกู้ยืมข้าวจะต้องจ่ายดอกเบี้ยอัตราข้าวเปลือก 5 ถัง ต่อดอกเบี้ย ข้าวเปลือก 1 ถัง สอง การสมทบข้าวเข้ากองทุนประยุกต์ตามประเพณีวัฒ นธรรม คือ มีการปรับ ประยุกต์ประเพณีวัตนธรรมให้สนับสนุนต่อการบริหารจัดการกองทุน เช่น การจัดกิจกรรมก่อเจดีย์ ข้าวเปลือกในวันเข้าพรรษาแทนการก่อเจดีย์ทราย การทอดผ้าป่าข้าวสารแทนการทอดผ้าป่าตาม ประเพณีนยิ ม เป็นต้น 2.6.4.2 ผลักดันกิจกรรมแก้ไขปัญหำทำงเศรษฐกิจที่ออกแบบโดยหน่วยงำน ภำยนอก หลายวัดมีการดาเนินกิจกรรมหลักธรรมนาเศรษฐกิจตามโครงการของหน่วยงาน ภายนอก ดังตัวอย่างวัดกลับพวงเหนือ จ.พิษณุโลก ที่ได้ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พ.อ.ช.) และกระทรวงพัฒ นาสั งคมและความมั่น คงของมนุษย์ ทากิจกรรมกองทุนสวัส ดิการชุมชนตาบล พรหมพิราม ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันกับการดาเนินงานของกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ วัดไผ่ล้อม จ.ตราด การดาเนินงานของวัดกลับพวงเหนือส่งเสริมให้ชาวบ้านเรียนรู้การออมเงินและการเอื้ออาทรต่อกัน โดยให้สมาชิกออมเงินวันละ 1 บาท เก็บสะสมเข้ากองทุนเพื่อจัดสรรสวัสดิการดูแลสมาชิกตั้งแต่เกิด จนตาย เช่น ผู้สูงอายุจะได้รับเบี้ยเลี้ยงรายเดือนทุกเดือน มีค่าทาขวัญเด็กแรกเกิด เมื่อเจ็บป่วยต้อง นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลจะได้รับสวัสดิการรายวันและเมื่อเสียชีวิตจะได้รับเงินฌาปนกิจ เป็นต้น 2.6.4.3 สนับสนุนกิจกรรมแก้ไขปัญหำทำงเศรษฐกิจที่ญำติโยมเป็นผู้ริเริ่ม ในกรณีนี้ พบตัวอย่างกิจกรรม “ธนาคารบุญ หลวงตาแชร์สงเคราะห์” ของอาศรม ธรรมทายาท จ.นครราชสีมา ผ่านการทบทวนหนังสือสังฆะเพื่อสังคม (2557) โดยกิจกรรมนี้เกิดขึ้น ภายใต้ความสัมพันธ์อันดีของญาติโยมที่เข้ามาร่วมกิจกรรมฟังธรรมที่อาศรมฯ เป็นประจากระทั่งเป็น FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

40


เนื้ อนาบุ ญเดีย วกัน คือมีความเห็ นอกเห็ นใจ ต้องการช่ว ยเหลื อ ซึ่งกันและกัน จึงริเริ่มก่อตั้งเป็ น กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ กราบนิมนต์หลวงตาแชร์ (พระครูอมรชัยคุณ) เป็นประธานกลุ่มและขอคาชี้แนะ ในการด าเนิ น กิ จ กรรมเพื่ อ วางแนวทางการด าเนิ น กิ จ กรรมโดยมี ห ลั ก ธรรมเป็ น แกน หลั ก การ ดาเนินงานเป็นไปอย่างเอื้อเฟื้อ คือ สมาชิกจะสมทบเงินเข้ากองทุนเดือนละ 100 บาท สมาชิกท่านใด มีปั ญหาเศรษฐกิจ ต้องการนาเงินจากกองทุนไปหมุนเวียนให้ ทาเรื่องกู้ยื มโดยไม่เสี ยค่าบารุงหรือ ดอกเบี้ย แต่ญาติโยมจะสมทบเพิ่มเติมเข้ากองทุนตามกาลัง จุดเด่นสาคัญอีกประการหนึ่งคือไม่เพียง กองทุน จะทาหน้ าที่ช่ว ยเหลื อเกื้อกูล เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจเฉพาะในระดับปัจเจก แต่ยัง ช่วยเหลือกิจกรรมในระดับสังคมด้วย เช่น การแบ่งปันเงินจากกองทุนสาหรับนาไปหมุนเวียนเพื่อจัด กิจกรรมของชุมชน เป็นต้น 2.6.5 กิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การน้อมนาแนวคิดการอยู่ร่วมกับธรรมชาติของในหลวงรัชกาลที่ 9 แนวคิดของสมเด็จ พระนางเจ้ าฯพระบรมราชินี น าถ รวมถึงแนวคิดจากหน่ว ยงานภายนอก มาเป็นแนวทางในการ ขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อเผยแผ่หลักธรรมภายใต้หลักการธรรมะคือธรรมชาติ ทาให้วัดเข้ามามีส่วนร่วม ในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมชุมชน ร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรและเป็นส่วนหนึ่งในปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ในระดับครัวเรือนสู่ความพอเพียง พอประมาณ เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้องควบคู่ไป ด้วย ดังที่พบจากงานศึกษาของสาวิตรี อ่อนอินทร์ (2557) ที่ว่าวัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม จ.เชียงใหม่ น้อมนาแนวคิดการปลูกป่าในใจคน สนับสนุนให้ชุมชนเกิดความตระหนักรู้ต่อการรักษาสิ่งแวดล้อม พัฒ นาความคิดให้ รู้ สึ ก หวงแหนต่ อทรัพ ยากรส่ ว นรวม รวมถึงการนาแนวคิดบ้านเล็ ก ในป่ า ใหญ่ (Little House in the Big Woods) และแนวคิดทฤษฎีบันได 9 ขั้น มาเป็นแนวทางให้ชุมชนดาเนิน ชีวิตอย่างพอเพียง ภายใต้หลักการ 9 ประการ คือ พอกิน พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น บุญ ทาน เก็บ ข่าย ขาย 2.6.6 กิจกรรมเพื่อพัฒนำคุณภำพชีวิต กิจกรรมเพื่อพัฒนาชุมคุณภาพชีวิตมีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับบริบท ปัญหาและ ความจาเป็นของแต่ละชุมชน จากการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่พบการออกแบบกิจกรรม เพื่อการสงเคราะห์ เช่น การต่อขยายท่อประปา การร่วมกันพัฒนาถนน การดูแลความสะอาดพื้นที่ ส่วนรวมของชุมชน เป็นต้น อย่างไรก็ตามจากการทบทวนหนังสือสังฆะเพื่อสังคม (2557) กลับทาให้ พบการดาเนินกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างมีแบบแผน ซึ่งแตกต่างไปจากกิจกรรมส่วนใหญ่ที่ มีลักษณะจัดขึ้นเป็นครั้งคราว ทั้งการสร้างธรรมนูญสุขภาพในระดับอาเภอที่มีเป้าหมายเพื่อวางกรอบ การพัฒนาสุขภาวะชุมชน การกาหนดยุทธศาสตร์ไข่แดงเพื่อมุ่งดาเนินกิจกรรมพัฒนาเยาวชนเป็น

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

41


หลัก และการปรับบทบาทวัดให้เป็นศูนย์กลางเพื่อเอื้ออานวยให้ญาติโยมเข้ามาใช้พื้นที่ภายในวัด สาหรับทากิจกรรมชุมชน 2.6.6.1 ธรรมนูญสุขภำพอำเภอสำรภี เป็ น แนวทางการพัฒ นาคุณภาพชีวิตของ อ.สารภี จ.เชี ยงใหม่ ที่มีพระฤทธิชัย อภิเมธี หรือ ตุ๊อ้วน เป็นแกนนาหลักในการขับเคลื่อนภายใต้การดาเนินงานหลัก 3 ก. คือ ทางานเป็น กลุ่ม ทางานอย่างมีกฎกติกา และทากิจกรรมอย่างมีส่วนร่วม มีการระดมสมองร่วมกับเครือข่ายที่ เกี่ยวข้องร่วมกันกาหนดประเด็นปัญหาในพื้นที่ที่ต้องเร่ง แก้ไข 4 ประเด็น คือ ปัญหาหมอกควัน การ เล่นการพนันในงานศพ การใช้สารเคมีในการเกษตร และโรคไข้เลือดออก ปัญหาเหล่านี้ได้ถูกนามา กาหนดไว้ในธรรมนู ญสุ ขภาพของอาเภอสารภี ซึ่งถือเป็นข้อตกลงร่ว มกันของหน่วยงานในระดับ อาเภอในการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การกาหนดให้มีธรรมนูญสุขภาพของอาเภอเป็น การสร้างกรอบการดาเนินงานเพื่อกากับทิศทางการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมาย เพื่ อ แก้ ไ ขของชุ ม ชนด้ ว ยความร่ ว มมื อ จากทุ ก ภาคส่ ว น ความร่ ว มมื อ และการก าหนดกรอบการ ดาเนินงานที่ชัดเจนทาให้ปัญหาต่างๆในพื้นที่มีแนวทางแก้ไขและมีแนวโน้มลดลงจากเดิม 2.6.6.2 ยุทธศำสตร์ไข่แดง เป็นการกาหนดแนวทางการดาเนินงานร่วมกันของเครือข่ายสุขภาพ ต.ชอนสมบูรณ์ อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี ภายใต้การนาของพระครูใบฎีกาทรงพล ชยนันโท หรือ หลวงพี่แต๋ม เพื่อแก้ไข ปัญหาของเยาวชนในประเด็นตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ซึ่งเป็นปัญหาสาคัญของเยาวชนในชุมชน การ ดาเนินงานเกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง เช่น อบต. ตารวจท้องที่ โรงเรียน โรงพยาบาลส่ งเสริ มสุ ขภาพตาบล (รพ.สต.) เป็นต้น ร่ว มกันขับเคลื่ อนกิจกรรมโดยวางบทบาท เปรียบเสมือนไข่ขาวและเปลือกไข่ที่คอยให้การสนับสนุนและสอดส่องตรวจตราเพื่อเป็นเกราะป้องกัน เยาวชนซึ่งเปรียบเสมือนไข่แดง เพื่อหาแนวทางการลดปัญหาการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร การกาหนด ยุทธศาสตร์ไข่แดงทาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีทิศทางการดาเนินงานร่วมกันชัดเจนขึ้น ทาให้ต่อมาได้ มีการขยายแนวคิดการดาเนินงานไปสู่ตาบลอื่นๆ ในจังหวัดลพบุรีด้วย 2.6.6.3 ทำวัดให้เป็นศูนย์กลำง ที่ วั ด คลองเปล ต.คอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มี แ นวคิ ด เปิ ด พื้ น ที่ วั ด ให้ เ ป็น ศูนย์กลางในการดาเนินกิจกรรมของญาติโยมทุกเพศวัย ไม่ว่าจะเป็นเยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย รวมไป ถึงการจัดสรรพื้นที่เพื่อให้วัดเป็นแหล่งรวมตัวของสมาชิกกลุ่มต่างๆ เช่น ในด้านสาธารณสุขจัดให้มี ห้องพยาบาลภายในวัดพร้อมอุปกรณ์พื้นฐาน เช่น เตียงนอน รถเข็น เครื่องวั ดความดัน ยาสามัญ ประจ าบ้ าน พร้ อมทั้งโต๊ะและพื้น ที่ส าหรั บรองรับ การทางานของอาสาสมั ครสาธารณสุ ขประจ า หมู่ บ้ า น (อสม.) เพื่ อ อ านวยความสะดวกในการด าเนิ น งานด้ า นสุ ข ภาพชุ ม ชน ในด้ า นการ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

42


ประชาสัมพันธ์ วัดได้จัดตั้งสถานีวิทยุชุมชนเพื่อเป็นศูนย์กลางของการกระจายข่าวสาร แจ้งข่าวการ ทากิจกรรมและเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเผยแผ่หลักธรรมแก่ญาติโยม นอกจากนี้ยังจัดสรรพื้นที่เพื่อ สืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นที่นับวันเริ่มเลือนหายไปจากชุมชน โดยสนับสนุนให้มีการสอนรามโนราห์แก่ เยาวชนที่สนใจผ่านการสอนของครูในพื้นที่ที่เข้ามาช่วยผลักดันการรักษาประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น ภายใต้การสนับสนุนของวัดทั้งพื้นที่ อุปกรณ์ อาหาร แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม 2.7 หลักสูตรกำรอบรมเพื่อพัฒนำศักยภำพของบุคลำกรพุทธศำสนำ ผลการทบทวนวรรณกรรมจากเอกสารเพื่อสารวจแนวทางการอบรมของโครงการอบรม ต่างๆ (ไม่นับรวมหลักสูตรการศึกษาปริญญาตรี -โท-เอกของมหาวิทยาลัยสงฆ์) ได้ข้อมูลที่ตรงตาม ต้องการจานวนไม่มากนัก เนื่องจาก (1) มีโครงการอบรมจานวนน้อยที่ตรงหรือใกล้เคียงกับเป้าหมาย ที่ต้องการเพื่อพัฒนาหลักสูตรวัดบันดาลใจ (2) โครงการอบรมส่วนมากจัดทาเอกสาร เช่น ข้อเสนอ โครงการอบรมอย่างคร่าวๆ ในขณะที่การจั ดการอบรมเองก็ไม่มีการบันทึกข้อมูลการอบรมที่สาคัญไว้ ทั้งด้านเนื้อหา กระบวนการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้ รวมถึงการประเมินผลหลักสูตรการอบรม ทาให้ การศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลทางเอกสารทาได้จากัด จาเป็นต้องคัดกรองเอกสารที่ไม่สมบูรณ์ออกไปเป็น ส่วนใหญ่ มีเพียงไม่มีกี่โครงการที่เข้าเกณฑ์ ดังที่ผู้วิจัยสรุปจาแนกให้เห็นถึง เนื้อหา กระบวนการ เรียนรู้ และแหล่งเรียนรู้ ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ด้านเศรษฐกิจพอเพียง ด้านกระบวนการคิดและการ สื่อสาร และด้านจิตวิทยา รายละเอียดดังต่อไปนี้ 2.7.1 ด้ำนเศรษฐกิจ 2.7.1.1 กลุ่มเสขิยธรรม (1) โครงกำร “โคก หนองนำ หลวงตำ โมเดล ผนึก ศำสตร์พระรำชำ คืน ควำมสุขให้แผ่นดิน” การอบรมจัดขึ้นเพื่อให้พระสงฆ์เรียนรู้การจัดการที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแบบอย่างให้แก่ประชาชน (ใช้ระยะเวลา 4 วัน 3 คืน) เป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเรียนรู้การออกแบบพื้นที่เชิงภูมิสังคมตาม แนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพีย ง พระสงฆ์และฆราวาสที่เข้าร่ว มอบรมจะได้รับฟังบรรยายจาก วิทยากรเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การรักษาป่ารักษาต้นน้าด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น มีการลง พื้นที่เพื่อเรียนรู้ตัวอย่างการดาเนินงานพร้อมทั้งมีการฝึกลงมือปฏิบัติโดยมีวิทยากรเป็นผู้แนะนา และ ปิดท้ายด้วยการเสวนาเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียง ลักษณะพิเศษของการอบรมคือ การได้เรียนรู้สาระสาคัญของการออกแบบ พื้นที่ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและได้ลงมือปฏิบัติฝึกออกแบบการจัดการพื้นที่จริง

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

43


2.7.2 ด้ำนกระบวนกำรคิดและกำรสื่อสำร 2.7.2.1 กลุ่มเพื่อชีวิตที่ดีงำม วัดสระเกศ (1) โครงกำรวิทยำกรกระบวนธรรม จัดขึ้นเพื่อเสริมศักยภาพให้ผู้อบรมมีความรู้ ทักษะและประสบการณ์ในการ สื่อสารธรรม ทั้งการให้คาปรึกษาเชิงจิตวิทยา การเขียนและการพูดสนทนาธรรมผ่านสื่อต่างๆ ทั้งสื่อ ออนไลน์และสื่อออฟไลน์ (ใช้ระยะเวลาประมาณ 20 วัน) เป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการ โดยกิจกรรม การเรียนรู้แบ่งเป็น 3 ช่วง ในสัปดาห์แรกเป็นการพัฒนากระบวนการคิด วิเคราะห์ผ่านสื่อการเรียนรู้ที่ หลากหลาย สัปดาห์ที่สองเป็นฟั งการบรรยายและฝึกปฏิบัติเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการสื่อสารผ่าน สื่อที่แตกต่างกันทั้งสื่อออฟไลน์และสื่อออนไลน์ และสัปดาห์ที่สามเป็นการศึกษาดูงานประเทศอินเดีย เพื่อศึกษาเรียนรู้พุทธประวัติและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ลั กษณะพิเศษของการอบรมคือ ผู้ เข้าร่ว มอบรมจะได้เรียนรู้ การหลั กการ สื่อสารและการนาสื่อมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการเผยแผ่พุทธศาสนา (2) โครงกำรอบรมผลิตสื่อธรรมะออนไลน์ “สื่อธรรมให้ถึงโลก” เป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการวิทยากรกระบวนธรรม เพื่อพัฒนาศักภาพ ผู้ เ ข้ า ร่ ว มอบรมให้ ส ามารถผลิ ต สื่ อ ออนไลน์ แ ละน ามาใช้ ใ ห้ เ กิ ด ประโยชน์ ต่ อ การเผยแผ่ ธ รรมะ ตอบสนองต่อยุคสมัยปัจจุบันมากยิ่งขึ้น การอบรมมีรู ป แบบอบรมเชิงปฏิ บัติ ก าร ผู้ อบรมจะได้รั บ ความรู้จ ากการ บรรยายประกอบสื่อการเรียนรู้ เพื่อให้เข้าใจหลักการ วิธีการการผลิตสื่อออนไลน์ พร้อมทั้งได้ฝึก ปฏิบัติผลิตสื่อออนไลน์สาหรับนาไปใช้ในการเผยแผ่ธรรมะอย่างหลากหลาย ภายใต้การเรียนรู้ 10 หลักสูตร (ใช้ระยะเวลา 5 วัน) ดังนี้ 1. สื่อภาพออนไลน์สไตส์ (Photoshop) 2. ธรรมะออนเลนส์ (Basic photography) 3. ธรรมะเบิกบานผ่านงาน (illustrator) 4. ธรรมะเบิกบานผ่านงาน (Lightroom) 5. ธรรมะออนเลนส์ (Basic photography) 6. ธรรมะออนเลนส์ (Workshop) 7. สื่อธรรมะออนไลน์สไตส์ (Youtube) 8. สื่อธรรมะออนไลน์สไตส์ (Facebook) 9. เปิดใจใส่ธรรม (iMovie) 10. ประยุกต์ธรรมนาเสนอ (Workshop, iMovie) FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

44


วิทยากรผู้ให้ความรู้มีทั้งพระอาจารย์จากวัดสระเกศ และวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ จากภายนอก ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ เชี่ยวชาญความรู้เฉพาะด้าน เช่น ชมรมช่างภาพวิทยาลั ย สารพัดช่างพระนคร (PNK) เป็นต้น ลักษณะพิเศษของการอบรมคือ ผู้อบรมได้เรียนรู้หลั กการ วิธีการผลิ ตสื่ อ ออนไลน์ที่หลากหลายพร้อมทั้งได้ฝึกปฏิบัติการผลิตสื่อออนไลน์จริง อีกทั้งมีการสอบเพื่ อประเมินผล ผู้เข้าร่วมอบรมด้วย 2.7.2.2 ศูนย์อำเซียนศึกษำ มหำวิทยำลัยจุฬำลงกรณรำชวิทยำลัย (1) โครงกำรพัฒนำศักยภำพกำรวิจัยทำงพระพุทธศำสนำเพื่อควำมก้ำว หน้ำในประชำคมอำเซียน จัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในมหาวิทยาลัย ให้สามารถผลิตผล งานวิจั ย ทางด้านพุทธศาสนาอย่ างบูรณาการให้ก้าวทันต่อสภาพสั งคม การศึกษาและวัฒ นธรรม อาเซียน (ใช้ระยะเวลา 2 วัน 1 คืน) มี ก ารแบ่ ง ระยะการอบรมเป็ น 2 ระยะ คื อ ระยะแรกเป็ น การอบรมเชิ ง ปฏิบัติการ ฟังการบรรยายเสริมความรู้ในด้านการพัฒนางานวิจัยสู่อาเซียนจากผู้ทรงความรู้ และลง มือปฏิบัติจริงเพื่อพัฒนาโครงร่างงานวิจัยด้านพุทธศาสนาที่เชื่อมโยงกับประชาคมอาเซียน โดยระยะ สองเป็นการติดตามการความก้าวหน้ามีลักษณะกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ คือการนาเสนอความก้าวหน้า ร่วมคิดวิเคราะห์และสรุปผลการเรียนรู้ร่วมกัน ลักษณะเด่นของการอบรมคือ ได้ทราบแนวทางการพัฒนางานวิจัย พร้อมทั้ง ได้ฝึกฝนการคิด วิเคราะห์เพื่อผลิตผลงานที่ตอบสนองในระดับอาเซียน 2.7.2.3 หอจดหมำยเหตุพุทธทำส (1) โครงกำรธรรมวำที เป็ น กิ จ กรรมที่ ส่ ง เสริ ม ให้ พ ระภิ ก ษุ ส งฆ์ เกิ ด ความเข้ า ใจอย่ า งถ่ อ งแท้ ใ น หลักธรรมคาสอน สามารถเผยแผ่อธิบายธรรมให้ญาติโยมเกิดความเข้าใจ เห็นคุณค่าและหนทางที่จะ น าหลั ก ค าสอนไปใช้ ใ ห้ เ กิ ด ประโยชน์ กั บ ปั ญ หาสถานการณ์ ภ ายใต้ บ ริ บ ทสั ง คมที่ เ ปลี่ ย นไปได้ (ใช้ระยะเวลารวม 53 วัน) การดาเนินโครงการแบ่งออกเป็น การปฐมนิเทศ 3 วัน, การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 5 ครั้งๆละ 3 วัน , การปฏิบัติภาวนากับครูบาอาจารย์ประมาณ 24 วัน และนาเสนอโครงการ-ปิด โครงการ 2 วัน โครงการออกแบบการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น 4 ภาค คือ

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

45


1. ภาคปริยัติ : เป็นการเรียนรู้ร่วมกันจากการตั้งคาถามเพื่อแลกเปลี่ยนความ คิดเห็น จากการศึกษาพระไตรปิฎกและหนังสือหลัก 2. ภาคปฏิบั ติ ภ าวนา : เป็นการเรียนรู้ห ลั กการปฏิบัติ ภ าวนาและวิ ธี ก าร ปฏิบัติที่มีหลายแนวทาง 3. ภาคเกื้อโลก : เป็นการเรียนรู้เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อสภาพปัญหาสังคม ปัจจุบันจากครูบาอาจารย์และวิทยากรผู้ทรงความรู้ ให้สามารถเชื่อมโยงหลักธรรมกับการแก้ไขปัญหา เกิดแนวทางการเผยแผ่พุทธศาสนาที่สมสมัย 4. ภาคการศึกษาดูงาน : เป็นการเรียนรู้วิธีคิดวิธีปฏิบัติจากครูบาอาจารย์ หน่วยงานต่างๆ ที่ดาเนินงานเกื้อกูลสังคมมาอย่างยาวนานจนเป็นที่ประจักษ์ หลังการอบรมมีภาคปฏิบัติต่อเนื่อง คือ โครงการจะหนุนเสริมพระภิ กษุ ที่ ประสงค์ทากิจกรรมต่อเนื่องจากการอบรมภาคใดก็ตามหรือจะเป็นการศึกษาวิจัยค้นคว้า โดยจะร่วม พัฒนาโครงการและประสานผู้สนับสนุนให้ ลักษณะเด่นของการอบรมคือ ผู้เข้าร่วมอบรมจะได้เรียนรู้จากวิทยากรที่มี ความเชี่ยวชาญ ด้วยที่เป็นโครงการใหญ่ทาให้สามารถเชื่อมโยงความร่วมมือจากครูบาอาจารย์และ วิทยากรผู้มีความรู้ในด้านต่างๆ ทาให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้เรียนรู้จากต้นแบบทั้งในการฟังบรรยายและ การเรียนรู้จากพื้นที่กรณีศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ 2.7.3 ด้ำนจิตวิทยำ 2.7.3.1 วัดโพธิ์เผือก (1) โครงกำรอบรมหลักสูตร “พระสงฆ์กับกำรดูแลจิตใจผู้ป่วยระยะท้ำย” กิจกรรมจัดขึ้นเพื่อให้ผู้รับการอบรมเกิดความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องความตาย ของมนุษย์ ทราบวิธีการและเกิดทักษะการดูแลช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ป่วยระยะท้าย และสร้างแรง บันดาลใจให้แก่พระสงฆ์ที่ยังไม่เคยปฏิบัติงานด้านเยียวยาจิตใจผู้ป่วยระยะท้าย (ใช้ระยะเวลา 3 วัน 2 คืน) หัวข้อการเรียนรู้ มีดังนี้ 1. ความตายในมุมมองที่แตกต่ างหลากหลายของสั งคม : ความตายของ วงการแพทย์ ความตายในแง่มุมทางกฎหมาย ความตายในมิติทางวัฒนธรรม ความตายในมุมของ ศาสนา ลัทธิต่างๆ 2. Palliative care การช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยระยะท้ายของวงการแพทย์ 3. ความตาย การตาย และสภาวะใกล้ตายของมนุษย์ มิติทางกาย มิติทางจิต และวัฒนธรรม 4. ความรู้สึก ความต้องการทางกาย ทางจิตใจและความทุกข์ต่างๆของผู้ใกล้ตาย FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

46


5. เทคนิคการค้นหาความทุกข์ และสิ่งค้างคาใจของผู้ป่วยระยะท้าย 6. พุทธพิธี เทคนิคการช่วยเหลือและนาทางผู้ใกล้ตาย 7. การประคับประคองจิตใจผู้ดูแล และการฟื้นฟูจิตใจผู้สูญเสียคนรัก ลักษณะเด่นของการอบรมคือ ได้ทราบแนวทางการพัฒนางานวิจัย พร้อมทั้ง ได้ฝึกฝนการคิด วิเคราะห์เพื่อผลิตผลงานที่ตอบสนองในระดับอาเซียน 2.7.3.2 กลุ่มคิลำนธรรม (1) โครงกำรเยียวยำใจด้วยธรรมะ 4 ระยะ โครงการอบรมเสริมความรู้ให้เข้าใจบทบาทการเยียวยาจิตใจผู้ป่วยและญาติ เป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการที่มีการฝึกฝนทักษะและกระบวนการปรึกษาแบบองค์รวมเชิงพุทธใน สถานที่จริง และมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันเพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และจากบทเรียนของผู้อื่น การอบรมแบ่งออกเป็น 4 ระยะ แบบต่อเนื่อง (ระยะเวลาดาเนินโครงการ 9 เดือน) ดังนี้ 1. สัมมนาเชิงปฏิบัติการขั้นพื้นฐาน (ใช้เวลา 3 วัน) 2. การอบรมเชิงปฏิบัติการ (ใช้เวลา 5 วัน) 3. การศึกษาดูงานและฝึกปฏิบัติ (ใช้เวลา 3 เดือน) 4. สัมมนาสรุป ประเมินผล (ใช้เวลา 2 วัน) ลักษณะเด่นของการอบรมคือ ผู้เข้าร่วมอบรมจะได้เรียนรู้หลักการ วิธีการ แนวทางการเยียวยาจิตใจผู้ป่วยและญาติ ได้ฝึกทักษะจากการลงพื้นที่เพื่อปฏิบัติจริงเป็นระยะเวลา ติดต่อกันหลายครั้งตามตารางที่โ ครงการมอบหมาย การลงพื้นที่ของโครงการจึงไม่เป็นเพีย งการ ทดลองปฏิบัติเท่านั้นแต่เป็นการฝึกฝนให้เกิดทักษะและความชานาญ

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

47


ตำรำงเปรียบเทียบหลักสูตรกำรอบรมพระสงฆ์ ผู้รับผิดชอบ 1. ด้ำนเศรษฐกิจ 1.1 กลุ่มเสขิยธรรม

โครงกำร

รูปแบบ

กระบวนกำร

แหล่งเรียนรู้

โครงการ “โคก หนอง นา หลวงตา โมเดล ผนึก ศาสตร์พระราชา คืน ความสุขให้แผ่นดิน”

-อบรมเชิงปฏิบัติการ -ใช้ระยะเวลา 4 วัน 3 คืน

-ฟังการบรรยาย (ประเด็นเศรษฐกิจพอเพียงกับการ รักษาป่าและต้นน้า) จากวิทยากรผู้มีประสบการณ์ -ฝึกปฏิบัติการจัดการพื้นที่ตามแนวคิดเศรษฐกิจ พอเพียง -ลงพื้นที่เรียนรู้กรณีศึกษา -นาเสนอผลงานการออกแบบพืน้ ที่ -รับฟังเสวนาเพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจ พอเพียง

-วิทยากรผู้มีประสบการณ์ -ศึกษาจากตัวอย่างพื้นที่ จริง -เรียนรู้ด้วยตนเองจากการ ทดลองปฏิบตั ิ

-อบรมเชิงปฏิบัติการ -แบ่งเป็น 3 ระยะ(สัปดาห์) สัปดาห์ที่ 1 : เน้นการคิด วิเคราะห์โดยนาเกม และ ศิลปะมาใช้เป็นเครื่องมือ การเรียนรู้

-กระบวนการเรียนรู้แต่ละสัปดาห์แตกต่างกัน ดังนี้ สัปดาห์ที่ 1 -คิด วิเคราะห์ เพื่อเรียนรู้แก่นของหลักธรรมคาสอน -ทบทวนการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สัปดาห์ที่ 2 -เรียนรู้หลักการเผยแผ่ -ฝึกปฏิบัติการเผยแผ่ธรรมผ่านช่องทางต่างๆ

-วิทยากรผู้มีความรู้ -เรียนรู้ด้วยตนเองจากการ ทดลองปฏิบตั ิ -ศึกษาจากพื้นที่จริง

2. ด้ำนกระบวนกำรคิดและกำรสือ่ สำร 2.1 กลุ่มเพื่อชีวิตที่ดีงาม โครงการวิทยากรกระบวน สานักงานส่งเสริมคุณธรรม ธรรม จริยธรรม และความมั่นคง แห่งสถาบันชาติพระศาสนา พระมหากษัตริย์ วัดสระเกศ

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

48


ผู้รับผิดชอบ

2.2 ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง กรณราชวิทยาลัย (มจร.)

โครงกำร

โครงการอบรมผลิตสื่อ ธรรมะออนไลน์ “สื่อธรรม ให้ถึงโลก” (ผู้เข้าร่วมต้องผ่านการอบรม วิทยากรกระบวนธรรม) โครงการพัฒนาศักยภาพ การวิจัยทาง พระพุทธศาสนาเพื่อ ความก้าวหน้าในประชาคม อาเซียน

รูปแบบ สัปดาห์ที่ 2 : เน้นฝึกปฏิบตั ิ ด้านการสื่อสาร สัปดาห์ที่ 3 : ศึกษาดูงาน ประเทศอินเดีย -อบรมเชิงปฏิบัติการ -ใช้ระยะเวลา 5 วัน

กระบวนกำร -แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน สัปดาห์ที่ 3 -ฟังการบรรยาย -ฟังการบรรยายให้ทราบหลักการ วิธีการผลิตสื่อ ออนไลน์ -จัดให้มีการทา workshop การผลิตสื่อออนไลน์ และมีการสอบปฏิบัติ เพื่อประเมินผลผู้อบรม

-วิทยากรผู้มีความรู้ -ฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง

-อบรมเชิงปฏิบัติการ แบบต่อเนื่อง 2 ระยะ เพื่อให้นาความรู้ที่ได้รับไป ทดลองปฏิบตั ิแล้วจึง กลับมาติดตามประเมินผล เรียนรู้ร่วมกันอีกครั้ง -ใช้ระยะเวลา 2 วัน 1 คืน

ระยะ 1 -ฟังการบรรยายเสริมความรู้ในด้านการพัฒนา งานวิจยั สู่อาเซียนจากผู้ทรงความรู้ -ฝึกปฏิบัติพฒ ั นาโครงร่างงานวิจัย ระยะ 2 -ฝึกปฏิบัติวิเคราะห์ข้อมูลและการสรุปผลการวิจัย -เสริมความรู้วัฒนธรรมอาเซียน -นาเสนอผลการวิจัยและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน

-วิทยากรผู้มีความรู้ -ฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง -เรียนรู้ด้วยตนเองจากการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

49

แหล่งเรียนรู้


ผู้รับผิดชอบ โครงกำร 2.3 หอจดหมายเหตุพุทธ โครงการธรรมวาที ทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์ กรุงเทพฯ)

3. ด้ำนจิตวิทยำ 3.1 วัดโพธิ์เผือก

3.2 กลุ่มคิลานธรรม

รูปแบบ -เน้นการบรรยายแบบ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ระหว่างวิทยากรและผู้ อบรม -ใช้ระยะเวลารวมตลอด โครงการ 53 วัน

กระบวนกำร กระบวนการตลอดทัง้ โครงการจะเน้นการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในลักษณะเดียวกันคือ -วิทยากรเปิดประเด็นการพูดคุย ให้ความรู้ บรรยาย ชักชวนให้เกิดการตั้งคาถามและแลกเปลี่ยนความ คิดเห็นเพื่อเรียนรู้ร่วมกัน -สรุปข้อเรียนรู้และทบทวนการเรียนรู้ประจาวัน

แหล่งเรียนรู้ -ครูอาจารย์ และวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน -เรียนรู้ด้วยตนเองจากการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

โครงการอบรมหลักสูตร -อบรมแลกเปลี่ยนเสริม “พระสงฆ์กับการดูแลจิตใจ ความรู้ โดยใช้เครือ่ งมือ ผู้ป่วยระยะท้าย” กระตุ้นการเรียนรูอ้ ย่าง หลากหลาย เช่น วิดิทัศน์ภาพยนตร์ การแสดง บทบาทสมมติและเกม -ใช้ระยะเวลา 3 วัน 2 คืน โครงการเยียวยาใจด้วย -โครงการระยะยาว แบบ ธรรมะ 4 ระยะ อบรมเชิงปฏิบัติการ - ช่วงเวลาดาเนินงาน 9 เดือน

-ฟังการบรรยายเสริมความรู้เกี่ยวกับความตาย และ การดูแลเยียวยาผูป้ ่วย -ฝึกปฏิบัติค้นหาความทุกข์จากบทบาทสมมติ -เรียนรู้ความตายจากวิดิทัศน์-ภาพยนตร์ -แลกเปลี่ยนสิง่ ที่ได้เรียนรู้

-วิทยากรผู้มีความรู้ -สื่อการเรียนรู้ เช่น วิดีทัศน์-ภาพยนตร์และ เกม -เรียนรู้ด้วยตนเองจากการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ระยะที่ 1.สัมมนาเชิงปฏิบัติการขั้นพื้นฐาน -ฟังการบรรยาย เรียนรู้หลักการ วิธีการและทักษะ การเยียวยาจิตใจ จากการเสวนาของวิทยากรผู้มี ความรู้และผู้มปี ระสบการณ์ตรง -ฟังการบรรยาย เรียนรู้จากกรณีศึกษา

-วิทยากรผู้มีความรู้ -ผู้มีประสบการณ์ตรง -ฝึกปฏิบัติด้วยการแสดง บทบาทสมมติ

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

50


ผู้รับผิดชอบ

โครงกำร

รูปแบบ 1.สัมมนาเชิงปฏิบัติการขั้น พื้นฐานใช้เวลา 3 วัน 2.การอบรมเชิงปฏิบัติการ ใช้เวลา 5 วัน 3.การศึกษาดูงานและฝึก ปฏิบัติใช้เวลา 3 เดือน 4.สัมมนาสรุป ประเมินผล ใช้เวลา 2 วัน

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

กระบวนกำร -แลกเปลี่ยนเรียนรู้การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ผ่าน กิจกรรม ระยะที่ 2.การอบรมเชิงปฏิบตั ิการ -เสริมความรู้สาหรับการเป็นผู้เยียวยาจิตใจ -แสดงบทบาทสมมติเพื่อฝึกทักษะการเยียวยาจิตใจ เพื่อนมนุษย์ -แลกเปลี่ยนเรียนรู้การดูแลเยียวยาจิตใจ และสรุป บทเรียนการฝึกทักษะ ระยะที่ 3.การศึกษาดูงานและฝึกปฏิบัติ -ลงพื้นทีจ่ ริงเพื่อดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวมเชิงพุทธ -เก็บข้อมูลการลงพื้นที่แต่ละครั้ง เป็นผลงานการ ปฏิบัติงานของแต่ละบุคคล ระยะที่ 4.สัมมนาสรุป ประเมินผล -แบ่งปันประสบการณ์การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ -ปรึกษากลุ่มย่อย เตรียมนาเสนอเรื่องราวจากการ ลงพื้นทีจ่ ริง -นาเสนอผลการลงพื้นที่ในระยะที่ 3 -ฟังเสวนา การดูแลผูป้ ่วยระยะสุดท้าย องค์รวมเชิง พุทธ 51

แหล่งเรียนรู้ -เรียนรู้ด้วยตนเองจากการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น -ลงพื้นทีจ่ ริงฝึกทักษะการ เยียวยาใจด้วยธรรมะให้ เกิดความชานาญ


ผู้รับผิดชอบ 4. ด้ำนอื่นๆ 4.1 มจร.วช.ร่วมกับ มจร. (คณะสังคมศาสตร์)

4.2 มหาวิทยาลัยมหา จุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย (มจร.) ส่วนวางแผนการพัฒนาการ อบรม สถาบันวิปัสสนาธุระ

โครงกำร

รูปแบบ

โครงการ วิทยากรหลักสูตร การพัฒนานักวิจัย (แม่ไก่) โครงการ สร้างนักวิจัยรุ่น ใหม่ (ลูกไก่) โครงการอบรมพระธรรม วิทยากร

ใช้เวลา 5 วัน (30พ.ค.-3มิ.ย. 59) ใช้เวลา 5 วัน (29 ส.ค.-2 ก.ย.59) อบรมเชิงปฏิบัติการ มีการ ฟังบรรยายและฝึกปฏิบัติ จริง ใช้เวลา 3 วัน (8-11 พ.ค. 59)

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

กระบวนกำร

แหล่งเรียนรู้

(ไม่พบรายละเอียด)

(ไม่พบรายละเอียด)

(ไม่พบรายละเอียด)

(ไม่พบรายละเอียด)

หลักสูตรอบรม 7 หลักสูตร 1.สาธิตเทคนิคการละลายพฤติกรรมและการ นันทนาการ+ปฏิบัติ 2.สาธิตเทคนิคการบรรยายจุดเทียนปัญญา+ปฏิบัติ 3.สาธิตเทคนิคการบรรยายพระคุณแม่+ปฏิบัติ 4.สาธิตเทคนิคการบรรยายพระคุณครู+ปฏิบัติ 5.สาธิตเทคนิคการบรรยายกฎแห่งกรรม+ปฏิบัติ 6.สาธิตเทคนิคการบรรยายธรรมะตามฐาน 7.สาธิตการสอนวิปัสสนากัมมัฏฐาน การฝึกปฏิบัติ 1.วิปัสสนากัมมัฏฐาน 2.การฝึกปฏิบัติเป็นกลุ่ม การบริหารจัดการค่ายและการทางานเป็นทีม 1.การทางานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพ

-วิทยากรผู้มีความรู้ -สื่อการเรียนรู้ -เรียนรู้ด้วยตนเองจากการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

52


ผู้รับผิดชอบ

โครงกำร

รูปแบบ

กระบวนกำร 2.แลกเปลี่ยนเรียนรู้การบริหารจัดการค่าย

มีโครงการเป็นโครงการอบรมคฤหัสถ์ 3 โครงการ คือ 1.โครงการเผยแผ่ศีลธรรมนาธรรมสู่สังคม 2.โครงการวิปัสสนาพัฒนาองค์กร 3.โครงการโรงเรียนวิถีพุทธ 4.3 มหาวิทยาลัยมหามกุฏ โครงการฝึกอบรมเชิง อบรมเชิงปฏิบัติการ (ไม่พบรายละเอียด) ราชวิทยาลัย (มมร.) ปฏิบัติการ การจัดการ ใช้เวลา 2 วัน (ส่วนกลาง) ความรู้(Knowledge Managment) มุ่ง พัฒนาการทางานของ บุคลากรทั้งส่วนกลางและ วิทยาเขต 4.4 มหาวิทยาลัยมหามกุฏ โครงการอบรมพัฒนา (ไม่พบรายละเอียด) (ไม่พบรายละเอียด) ราชวิทยาลัย (มมร.) ศักยภาพพระสอนศีลธรรม (วิทยาเขตร้อยเอ็ด) ในโรงเรียน ส่วนงานฝึกอบรมและพัฒนา โครงการบริการวิชาการ ระยะเวลา 3 วัน (9-11ก.ย. (ไม่พบรายละเอียด) พระสังฆาธิการ(พระผูน้ า 54) ชุมชน)

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

แหล่งเรียนรู้

(ไม่พบรายละเอียด)

(ไม่พบรายละเอียด)

(ไม่พบรายละเอียด)

53


ผู้รับผิดชอบ

4.5 ยุวพุทธิกะสมาคม

โครงกำร รูปแบบ มีโครงการอบรมคฤหัสถ์ 4 โครงการ คือ 1.อบรมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนโรงเรียนขัติยะวงษา 2.อบรมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนโรงเรียน ดู่น้อยประชาสรรค์ 3.อบรมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน โรงเรียนโคกล่ามพิทยาคม 4.อบรมอุบาสก อุบาสิกาและ นศ.มมร.วิทยาเขตร้อยเอ็ด โครงการอุปสมบทพระสงฆ์ ฟังการบรรยาย ปฏิบัติธรรมจาพรรษา

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

กระบวนกำร

แหล่งเรียนรู้

หลักสูตรพระปริยัติธรรม (ไม่พบรายละเอียด) 1.ศึกษาพระวินัยจากหนังสือนวโกวาท 2.พระไตรปิฎก – ประวัติ และความสาคัญของ พระไตรปิฎกของเถรวาท 3.พุทธประวัติ 4.ประวัติพระอรหันตสาวกทีส่ าคัญ เช่น พระสารี บุตร พระโมคคัลลานะ พระอานนท์ พระองคุลิมาล 5.ปัจฉิมโอวาท 6.หลักธรรมที่สาคัญของพระพุทธศาสนา เช่น ไตรสิกขา, อริยสัจ ๔, มรรค ๘ 7.บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ 8.มงคล ๓๘ ประการ 54


ผู้รับผิดชอบ

โครงกำร

รูปแบบ

โครงการวิปัสสนา อบรมเชิงปฏิบัติการ กัมมัฏฐานสาหรับพระสงฆ์ มีโครงการอบรมคฤหัสถ์ 8 โครงการ คือ 1.หลักสูตรพัฒนาจิตให้เกิดปัญญาและสันติสุข (คุณแม่สิริ กรินชัย) 2.วิปัสสนาสอนโดย พระวิปัสนาจารย์ 3.วิปัสสนาสอนโดย ฆราวาส 13 หลักสูตร 4.ปฏิบัติธรรมหลักสูตรเริ่มต้น 5.ปฏิบัติธรรมหลักสูตรเข้มข้น 5 หลักสูตร 6.โครงการปฏิบัติธรรมวันเดียว 3 หลักสูตร FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

กระบวนกำร 9.วันสาคัญทางพระพุทธศาสนา หลักสูตรการปฏิบัติวปิ ัสสนา 1.การขึ้นกัมมัฏฐาน เช่น ศีลวิสทุ ธิ สอนอิริยาบท ต่างๆ วิถีจิต การกาหนดที่ถูกต้อง ฯลฯ 2.สอบอารมณ์ 3.ก่อนตายเป็นอย่างไร ? ตายแล้วไปไหน ? การ แยกตัวของธาตุทั้ง ๔ 4.บรรยายสรุปปฏิบัติวิปสั สนาได้อะไร จะนาไปใช้ ได้อย่างไร? ฝึกการปฏิบัติตามแนวมหาสติปฏั ฐาน 4 (พอง-ยุบ)

55

แหล่งเรียนรู้

-ครูบาอาจารย์ -เรียนรู้ด้วยตนเอง


ผู้รับผิดชอบ

โครงกำร รูปแบบ 7.โครงการปฏิบัติธรรม 2-4 วัน 4 หลักสูตร 8.โครงการปฏิบัติธรรมสาหรับครู อบรมเยาวชน 8 โครงการ คือ 1.พัฒนาจิตยุวพุทธ (7-10ปี) 4 หลักสูตร 2.ต้นกล้าพัฒนาจิตยุวพุทธ (7-10) 3.ต้นธารธรรม (10-17ปี) 2 หลักสูตร 4.ยุวพุทธบุตร (10-13ปี) 5.ยุวเนกขัมม์ (14-17ปี) 6.เนกขัมมบารมี (18-25ปี) 7.เยาวชนนานาชาติ (12-18ปี) 8.โครงการพัฒนาจิตเยาวชนแบบบูรณาการ (10-22ปี) 10 หลักสูตร

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

กระบวนกำร

56

แหล่งเรียนรู้


2.8 กำรฟื้นฟูบทบำทของสถำบันศำสนำอื่นในต่ำงประเทศ ความเป็ น เมืองซึ่งเกิดขึ้นก่อนในประเทศตะวันตก ทั้งในสหรัฐ อเมริกาและยุโ รป มี ผลกระทบต่อการรักษาบทบาทหน้าที่ของศาสนาต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่นับถือและเผยแพร่อยู่ในประเทศ ต่างๆ ด้วย ศาสนาสาคัญๆ จึงมีการปรับตัวกันมาอย่างต่ อเนื่อง เพื่อแก้ไขบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น ในหัวข้อนี้ได้ทบทวนวรรณกรรม 2 ส่วน คือ ด้านแนวคิดการพัฒนาบทบาทหน้าที่ของศาสนสถาน และด้านคิดค้นกิจกรรมใหม่ ๆ ที่ถือเป็นนวัตกรรมทางสังคมของศาสนสถานในต่างประเทศที่น่าสนใจ 2.8.1 คิดใหม่ เพื่อทำใหม่ ให้สมสมัย แนวคิดหลักที่พบเห็นได้ทั่วไปของศาสนาต่างๆที่ต้องปรับตัวให้ได้ในสังคมสมัยใหม่นี้ คือ ความยืดหยุ่นและความไม่สุดโต่งจนเกินไป ในยุคหลังการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ผู้คนได้รับความบีบคั้น ทางเศรษฐกิ จ มากขึ้ น และไม่ ค่ อ ยมี เ วลาให้ ค วามส าคั ญ กั บ จิต วิญ ญาณมากนัก ท าให้ ค นเดิ น เข้า ศาสนสถานน้อยลง ผู้นาทางศาสนาต่างๆจึงมีแนวคิดที่จะทาให้ศาสนิกชนของตนใกล้ชิดกับหลักธรรม คาสอนได้ง่ายขึ้น เช่น ศาสนาคริสต์ซึ่งมีโบสถ์เป็นสถานที่ในการประกอบกิจกรรมตามประเพณีได้ ปรับเปลี่ยนรูปแบบทั้งในด้านสถานที่และกิจกรรมภายในโบสถ์ เพื่อให้เข้าถึงคนและเพื่อให้คนเข้าถึง หลักธรรมคาสอนที่ช่วยจรรโลงการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม โดยแนวคิดเรื่องการปรับเปลี่ยนบทบาท ของโบสถ์ในประเทศแถบยุโรป อเมริกา ออสเตรเลียและแอฟริกา ในภาพรวมคือเน้นเรื่องความ ยืดหยุ่น ความไม่เป็นทางการ และการทาให้โบสถ์เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน “โบสถ์” ของศาสนาคริสต์ ได้ปรับตัวจากการเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ติดอยู่บนดินให้เป็นพื้นที่ทางสังคมที่ยืดหยุ่นเพื่อตอบสนองต่อ การบรรลุวัตถุประสงค์ในการจัดกิจกรรมทางศาสนา ให้เข้าถึงคนในเมืองที่มีความหลากหลายทาง รสนิยมและมีข้อจากัดทางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกัน ในส่วนของศาสนาอิสลามด้วยเช่นกัน ที่พยายามปรับตัวให้เข้ากั บกระแสโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะชาวมุสลิมที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศตะวันออก ต้องพยายามคงอัตลักษณ์ของความเป็น มุสลิมไว้โดยเฉพาะในดินแดนที่พวกเขาเป็นคนกลุ่มน้อย เช่น ในประเทศแถบยุโรป ศาสนาอิสลามจึง ต้องจัดตั้งองค์กรและสร้ างเครือข่ายชาวมุสลิมไปทั่วโลก “มัสยิด” ของศาสนาอิสลาม ก็มีการพัฒนา สร้างสรรค์โดยไม่ติดกับพื้นที่ เป็นมัสยิดเคลื่อนที่ได้ ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไปในตัวอย่างกิจกรรมนวัตกรรม นอกจากนี้ ยังมีกรณีของศาสนาฮินดู ที่ต้องปรับตัวเพื่อการดารงอยู่ของศาสนาในโลก ตะวันตก เมื่อคนอินเดียต้องการถ่ายทอดประเพณีโบราณของศาสนาฮินดูไปสู่ที่ต่างๆของโลก จึงเลี่ยง ไม่ได้ที่จะต้องเปลี่ยนหน้าที่การทางานของวัดฮินดูในประเทศอื่นให้ต่างไปจากวัดในอินเดีย เนื่องจาก ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ วัสดุอุปกรณ์สาหรับประกอบพิธีบูชา ข้อจากัดของแต่ละรัฐ การขาด FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

57


แคลนสิ่งก่อสร้าง รวมถึงศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีปฏิบัติที่ต่างกันไปในแต่ละประเทศ ศาสนาฮินดูจึงต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องเข้ากับสภาพแวดล้อม โดยปรับวันเวลาการทาพิธีตาม ท้องถิ่นนั้นๆ นอกจากแนวคิดหลักเรื่องความยืดหยุ่นของพื้นที่และความไม่เป็นทางการมากจนเกินไป แล้ ว ยั ง มี แ นวคิ ด เรื่ อ งการท าให้ โ บสถ์ เ ป็ น ส่ ว นหนึ่ ง ของชุ ม ชน หรื อ ให้ ชุ ม ชนรู้ สึ ก เป็ น เจ้ า ของ โดยเฉพาะในชุมชนเมืองที่คนต่างคนต่างอยู่ หรือ มีปัญหาอาชญากรรม ปัญหาความยากจน เป็นต้น ในศาสนาคริสต์ นาแนวคิดนี้มาใช้ โดยการวางตัวให้โบสถ์เป็น “เพื่อนบ้าน” ด้วยการผูกมิตรกับคนใน ชุมชนแทนที่จะเป็นผู้ที่คอยให้บริการ โบสถ์เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาชุมชน โดยร่วมคิดวิเคราะห์ กับชุมชน มองหาจุดแข็งในชุมชนเพื่อนามาใช้ในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน แทนที่จะหาจุดด้อยหรือ หาสิ่ งที่จ ะเติม เข้า ไปในชุมชน ซึ่งจะทาให้ ชุมชนตกเป็นฝ่ ายรับ และฝ่ ายขอตลอดไป ไม่ส ามารถ ช่วยเหลือตัวเองได้ ผู้ที่ทางานในโบสถ์ไม่ใช่มองเห็นแต่ปัญหาและความต้องการของคนในชุ มชน เท่านั้น แต่ต้องมองให้เห็นถึงศักยภาพของชุมชนด้วย ให้พวกเขาจัดการตนเองได้ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ ในชุมชน (John McKnight, 2015) แนวคิ ด โดยทั่ ว ไปจึ ง ยึ ด หลั ก เรื่ อ งความยื ด หยุ่ น ไม่ ยึ ด ติ ด กั บ พื้ น ที่ ไม่ เ ป็ น ทางการ จนเกินไป และทาให้ผู้คนสามารถเข้าถึงศาสนสถานได้โดยง่าย ซึ่งจะพบได้ในกิจกรรมต่างๆในหัวข้อ2 2.8.2 ทำกิจกรรมใหม่ ไม่ให้ศำสนำตกยุค เนื่องจากศาสนาไม่เคยหยุดนิ่งและมีการปรับตัวอยู่เสมอ แม้แต่คาสอนก็ยังมีการตีความ ใหม่อยู่เรื่อยๆเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ในแต่ละสมัย นวัตกรรมทางสังคมหลายอย่างมีที่มาจากศาสนา เพราะศาสนามักจะตอบสนองต่อปัญหาทางสังคมได้ก่อนที่รัฐจะเข้ามาจัดการ ปัจจุบันศาสนาต่าง ๆ ได้มีการปรับบทบาทและกิจกรรมให้มีความหลากหลายเพื่อตอบสนองต่อความต้องการและปัญหา ของผู้คนในพื้นที่ต่างๆ ดังนี้ 2.8.2.1 กิจกรรมด้ำนกำรเผยแผ่ศำสนำ จากแนวคิดเรื่องความยืดหยุ่นของพื้นที่ ศาสนาคริสต์ พยายามทาให้โบสถ์เป็น พื้นที่ทางสังคมที่เข้าถึงได้ง่าย และรองรับกิจกรรมต่างๆที่สามารถเผยแผ่หลัก ศาสนาได้ไปพร้อมๆกัน เช่น ที่เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ซึ่งมีปัญหาเรื่องค่าสิ่งปลูกสร้างที่มีราคาแพง จนการสร้าง โบสถ์กลายเป็นอุปสรรคสาคัญต่อการจัดหาสถานที่ในการเผยแผ่คาสอนและจัดพิธีทางศาสนา จึงได้ ปรับไปใช้โรงภาพยนตร์ ศูนย์ชุมชน หรือกระทั่งห้องออกกาลังกายของโรงเรียนแทน โดยนาเอาไม้ กางเขนมาตั้งใต้ห่วงบาสเกตบอลและเรียงเก้าอี้พับได้เป็นแถวจนเต็มพื้นที่สนามบาสเกตบอล เพื่อ จัดทาพิธีทางศาสนาแทนการสร้างโบสถ์ขึ้นมาใหม่ (Langille, 2012) FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

58


ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา มีการเสนอให้ใช้สถานที่ที่มีบรรยากาศผ่อนคลาย ไม่เป็น ทางการจนเกินไป สาหรับการพูดคุยและทากิจกรรมทางศาสนาร่ว มกันกับเพื่อนและ/หรือกับ คน แปลกหน้าที่เพิ่งเจอกัน เช่น ที่สวนสาธารณะ ศูนย์ชุมชน ห้องออกกาลังกาย หรือสนามกอล์ฟ เป็นต้น ในบางเมืองที่มีขนาดใหญ่ มีโบสถ์กระจายตัวในที่ห่างไกลกัน และมีการจราจรที่คับคั่ง กระทั่งผู้ที่อยู่ อาศัยในเมืองนั้นเดินทางไปโบสถ์ยากลาบาก จึงได้มีการตั้งโบสถ์ขนาดเล็ก คล้ายสาขาของธนาคาร กระจายตามชุมชนต่างๆในตัวเมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น โดยยังคงชื่อ หลักการ และ การบริ ห ารแบบรวมศูน ย์ โ ดยโบสถ์ห ลั ก เพื่อควบคุมหลั กการของโบสถ์ให้ เป็นไปในทางเดียวกัน ในขณะที่รูปแบบการสอนอาจต่างกันไปตามบุคลิกลักษณะของบาทหลวงประจาโบสถ์ย่อยแต่ละแห่ง ได้ สิ่งนี้ช่วยให้ผู้คนสามารถเข้าถึงโบสถ์และการให้บริการทางศาสนาได้มากขึ้น (McDanial, 2010) ในประเทศอั ง กฤษ ซึ่ ง มี โ บสถ์ ข นาดใหญ่ อั น เป็ น โบราณสถานจ านวนมาก จาเป็นต้องได้รับการปรับปรุงซ่ อมแซมซึ่งมีค่าใช้จ่ายมหาศาล ในบางพื้นที่ชนบทของอังกฤษ โบสถ์มี จานวนมากกว่าที่บริการไปรษณีย์เสียอีก ดังนั้นเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากรัฐ บาล โบสถ์ต้องปรับตัวให้เป็นมากกว่าพื้นที่ในการบูชาพระเจ้า พื้นที่ประกอบพิธีกรรม หรือพื้นที่อนุรักษ์ ทางมรดกทางวัฒนธรรมที่ปิดตาย โดยได้ปรับปรุงอาคารของโบสถ์ให้สามารถรองรับการให้บริการ สาธารณะได้ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการกลุ่ มคนชราที่อยู่อย่างโดดเดี่ยว กลุ่มคนไร้บ้าน หรือกลุ่ ม เยาวชน ด้วยการจัดเป็นร้านอาหารเล็กๆสาหรับชุมชน เป็นสถานที่จัดแสดงดนตรี ที่จัดแสดงสินค้า เป็นสถานที่จัดงานสาธารณะ สถานที่ฝึกใช้เทคโนโลยีสื่อสาร หรือเป็นที่สาหรับกลุ่มกิจกรรมหลังเลิก เรียนของนักเรียน ซึ่งปัจจุบันโบสถ์กาลังกลายเป็นสถานที่ให้บริการสิ่งจาเป็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะ เป็นไปรษณีย์ ร้านค้าในชุมชน กระทั่งเป็นสถานที่ให้การรักษาด้วยวิธีก ารผ่าตัดและเป็นสถานีตารวจ ด้วย ภายใต้แนวความคิดที่ว่าการที่คนทั่วไปสามารถเดินเข้า “โบสถ์” ได้อย่างสบายใจก็เพียงพอแล้ว ที่จะทาให้คนเห็นค่าของการมีโบสถ์และมีส่วนร่วมในการดูแลสถานที่ด้วย (Chartres, 2007) ในส่วนของศาสนาอิสลาม มีการคิดค้นสร้างมัสยิดเคลื่อนที่ โดยในประเทศฝรั่งเศส อิ ห ม่ า ม Hassen Bounamcha แห่ ง เมื อ ง Aubervilliers คิ ด ค้ น สร้ า งมั ส ยิ ด เคลื่ อ นที่ ใ ห้ ชื่ อ ว่ า Mirhbox โดยทาจากกระดาษแข็ง แผ่นพลาสติกสังเคราะห์ ไม้อัด แผ่นอะลูมิเนียม และมีพรมตุรกี เพื่อปูละหมาด โครงสร้างมัสยิดนี้สูง 2 เมตร เพื่อให้ผู้ทาละหมาด รู้สึ กเหมือนอยู่ในมัสยิดจริง มัสยิด เคลื่อนที่นี้มีการส่งขายไปแล้วในหลายประเทศ นอกจากนี้ ชาวมุสลิมยังมีความพยายามที่จะต้องยืน หยัดต่อสู้ดารงไว้ซึ่งความศรัทธาต่อพระเจ้าและคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะในดินแดนที่พวกเขาเป็น คนกลุ่ ม น้ อ ย เช่ น ในรั ฐ แคลิ ฟ อร์ เ นี ย ศู น ย์ อิ ส ลามแห่ ง อเมริ ก าเหนื อ (Islamic Circle of North America) หรือ ICNA ได้จัดบูธ Why Islam? ขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ. 2551 เพื่อเผยแผ่ศาสนาอิสลามใน งานเทศกาลประจาปีของรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นงานแสดงและขายสินค้าต่างๆ ทางศูนย์ฯได้แจก FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

59


พระคัมภัร์อัล-กุรอาน แผ่นพับ และดีวีดี ต่างๆ มีอาสาสมัครประจาบูธเพื่อให้คาอธิบายไขข้อข้องใจ ต่างๆเกี่ย วกับ ศาสนาอิส ลามให้ แก่ผู้ ที่ส นใจ ซึ่งอาจจะดูแปลกกับการตั้งบูธ เผยแผ่ ศาสนาในงาน เทศกาลดังกล่าว แต่เนื่องจากบรรยากาศที่ดูสบายๆ มีคนหลากหลายมาเที่ยวชมงานเอื้อต่อการพูด เรื่องศาสนามาก เพราะสภาพแวดล้อมไม่เครียดจนเกินไป คนที่สงสัยและมีอคติในศาสนาอิสลามกล้า ที่จะเข้ามาพูดคุยสอบถามได้ (สานักข่าวมุสลิมไทยโพสต์, ออนไลน์) สาหรับการปรับตัวของศาสนาฮินดูในประเทศตะวันตก เช่น การรวมตัวกันทุกวัน อาทิตย์เพื่อประกอบพิธีบูชา ซึ่งแต่เดิมตามประเพณีนั้น การบูชาจะทากันเป็นประจาทุกวันแบบต่าง คนต่างทา ไม่ได้มารวมตัวกัน การปรับตัวเช่นนี้เพื่อแสดงถึงความทุ่มเทและการแสวงหาคาอวยพรจาก เทพเจ้า เป็นวิธีการแก้ปัญหาแบบฮินดูท่ามกลางการคุกคามจากวิถีชีวิตแบบตะวันตกได้ดี ในการที่จะ คงไว้ซึ่งชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยความหมายและเติมเต็มอย่างสมเหตุผล สถาบันแห่งการบูชาแบบฮินดู จะต้องปรั บ ตัว ให้ เข้ากับ สั งคม เศรษฐกิจ และยุทธศาสตร์ในการทาธุรกิจของโลกตะวันตก โดย นวัตกรรมทางสังคมที่บางวัดได้เริ่มทาไปแล้ว ได้แก่ การให้คาปรึกษาเรื่องครอบครัว, การย้ายถิ่นฐาน, การวางแผนอาชีพ , การจั ดสั มมนาส าหรั บ เยาวชน, การสนทนาระหว่างกลุ่ มความเชื่อที่ต่างกัน , โรงเรียนสาหรับเด็กวัยอนุบาล, บ้านพักสาหรับผู้สูงอายุ , บริการช่วยเหลือทางสังคมและกิจกรรม สันทนาการสาหรับผู้สูงอายุ , บริการชุมชน, บริการดูแลจิตวิญญาณและการให้คาปรึกษากับสถาบัน ของรัฐ เช่น กรมราชทัณฑ์และศูนย์กักกันเยาวชน เป็นต้น ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้ความเชื่อที่ว่า วัดต้องเป็นสถาบันเพื่อการเรียนรู้ เป็นหน่วย สนับสนุนทางสังคมเพื่อการรวมตัวกันในทุกกิจกรรม และเป็นตัวแทนของชุมชนเพื่อจัดการกับเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับศาสนาฮินดูในทุกระดับของรัฐบาลและหน่วยงานอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีความจาเป็นอย่าง มากที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการในการเผยแผ่คาสอนของฮินดูให้เข้ากับเทคโนโลยีการสื่อสาร ผู้ ที่สอนศาสนาต้องปรับปรุ งทักษะในการนาเสนอ เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่สาคัญมากในการสร้ าง แรงจูงใจให้คนมาเข้าวัด โดยต้องใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการอธิบายความสาคัญของพิธีให้ทุกคนสามารถ เข้าใจได้ ซึ่งจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคนรุ่นใหม่ด้วย โดยการปรับตัวเท่านั้นที่จะรักษาศาสนา ไว้ได้ (Hinduism Today , online) 2.8.2.2 กิจกรรมประเภทควำมบันเทิงและสันทนำกำร ในศาสนาคริสต์ มีการทาให้โบสถ์เป็นพื้นที่ทากิจกรรมเพื่อความบันเทิงและสันทนา การ เช่น การร้องเพลงประสานเสียง การทางานศิลปะ หรือการแข่งขันกีฬาที่เน้นความสนุกสนาน และการมีส่วนร่วมมากกว่าการแพ้ชนะ เปิดพื้นที่ทางสังคมเพื่อให้มีการรวมกลุ่มกันทากิจกรรม ทาให้ คนที่เขามาในโบสถ์รู้สึ กว่าตนเองเป็นสมาชิกของโบสถ์ ซึ่งมีคุณค่าทางจิตใจและเป็นทุนทางสังคม สาหรับผู้ที่เข้ามาใช้พื้นที่ของโบสถ์เพื่อร่วมทากิจกรรมต่างๆ โดยจะมีการสอดแทรกคาสอน หลักการ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

60


หรือประเพณีทางศาสนาเข้าไปในกิจกรรมเพื่อสร้างคุณค่าให้ผู้ที่เข้าร่วมทากิจกรรมได้ยึดถือร่วมกัน แบบไม่ยดั เยียดจนเกินไป ตัวอย่างเช่น ที่ Christian Life Center (CLC) หรือ ศูนย์การใช้ชีวิตแบบคริสเตียน ซึ่งตั้งอยู่ในโบสถ์กลางเมือง เป็นสถานที่สาหรับจัดกิจกรรมสันทนาการที่หลากหลาย ทั้งกิจกรรมกีฬา อย่างบาสเกตบอล วอลเลย์บอล แอโรบิก ฯลฯ กิจกรรมศิลปะ งานฝีมือ การศึกษาคัมภีร์ไบเบิล ที่ รับประทานอาหาร ของว่าง รวมทั้งเป็นที่ทางานของเจ้าหน้าที่ของศูนย์ โดยมีผู้อานวยการศูนย์เป็น บาทหลวงผู้กาหนดทิศทางและกิจกรรมของโบสถ์เพื่อตอบสนองกลุ่มเป้าหมายที่มีทั้งผู้สูงอายุ เยาวชน นักศึกษาระดับอุดมศึกษา และคนวัยทางานหรือนักธุรกิจ เพื่อดึงดูดผู้คนที่หลากหลายให้เข้าร่วมทา กิจกรรม และเรียนรู้ศาสนาผ่านการสอน การสนทนา การสวดมนต์ ฯลฯ ในทุกกิจกรรมของศูนย์ฯ ทา ให้ CLC มีลั กษณะเป็ น พื้น ที่ทางสั งคมให้ คนทุ กเพศทุ กวัยมีส ถานที่รวมตัว กันทากิจกรรม พูดคุย แลกเปลี่ยนกันทั้งในเรื่องกิจกรรมสันทนาการที่ตนสนใจร่วมกัน เช่น การไปเที่ยวทะเล การเล่นกีฬา หรือกระทั่งการสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็น ความเข้าใจ เกี่ยวกับปรัชญาศาสนา การตีความคาสอน การทาความเข้าใจนิกายต่าง ๆ ในศาสนาคริสต์ และการสวดมนต์ร่วมกัน เป็นต้น (Lee, 2005) 2.8.2.3 กิจกรรมประเภทกำรให้บริกำรสำธำรณะและสวัสดิกำรทำงสังคม ศาสนาคริสต์มีการปรับตัวในเชิงรุกกับคนในพื้นที่ โดยโบสถ์ที่ตั้งอยู่ในชุมชนที่มี ปัญหาอาชญากรรม การใช้ความรุนแรง ความยากจน หรือเป็นชุมชนที่คนไม่ค่อยเข้าโบสถ์ บางแห่งได้ ทาการสารวจหาสาเหตุและปัจจัยเพื่อนาข้อมูลความรู้ที่ได้มาจัดกิจกรรมที่เหมาะสมแก่ความต้องการ ของคนในชุมชนที่โบสถ์นั้นตั้งอยู่ บางแห่งก็ออกไปพูดคุยกับคนในพื้นที่เพื่อเรียนรู้ปัญหาและนามาจัด กิจกรรมที่นอกจากจะช่วยบรรเทาปัญหาในชุมชนแล้วยังช่วยส่งเสริมบทบาทของโบสถ์ในชุมชนนั้นๆ ด้วย กิจกรรมเหล่านี้จึงมีลักษณะเป็นกิจกรรมที่เป็นบริการสาธารณะหรือเป็ นสวัสดิการทางสังคม ทั้ง ทีเ่ พิ่มเติมจากบริการและสวัสดิการที่รัฐมีให้ และที่เป็นการทดแทนบริการและสวัสดิการที่รัฐไม่มีให้ ยกตัว อย่ าง เช่น ที่เมืองมิเ นโซตา ประเทศสหรัฐ อเมริ กา ในย่านคนผิ ว ด าที่ มี บาทหลวงเป็นคนผิวขาวประจาโบสถ์ พบว่าไม่มีคนมาเข้าโบสถ์ ทั้งๆที่คนผิวดาโดยทั่วไปมีความเคร่ง ศาสนามากกว่าคนผิวขาว ทางโบสถ์ได้ทาแบบสอบถามเพื่อศึกษาถึงสาเหตุที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้า โบสถ์ของคนในชุมชน แล้วพบว่าคนในชุมชนโดยทั่วไปไม่รู้สึกว่าโบสถ์เป็นของพวกเขา พวกเขารู้สึกว่า โบสถ์ควรตั้งขึ้นมาเพื่อให้คนในชุมชนได้เข้าไปทางานรับใช้ให้บริการคนในชุมชนด้วยกันเอง ไม่ใช่นา คนจากภายนอกมารั บ ใช้คนในชุมชน นอกจากนั้นยังพบว่า ประเด็นเรื่องการศึกษา การหยุดคดี อาชญากรรม และการจ้ า งงาน คื อ สิ่ ง ที่ ค นในชุ ม ชนต้ อ งการมากที่ สุ ด โบสถ์ จึ ง เริ่ ม โครงการให้ ทุนการศึกษา โดยได้รับเงินสนับสนุนจากองค์กรธุรกิจที่ต้องการช่วยเหลือสังคม

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

61


นอกจากนั้ น ยั ง มี โ ครงการที่ อ ยู่ อ าศั ย และให้ ก ารอบรมเกี่ ย วกั บ ทั ก ษะในการ ก่อสร้างและจ้างงานคนในชุมชนเพื่อทาการปรับปรุงอพาร์ตเม้นต์และอาคารที่รกร้างในชุมชนที่โบสถ์ ซื้อไว้ด้วยเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การ World Vision (ซึ่งเป็นองค์กรของคริสต์ศาสนิกชนที่ ทางานเพื่อบรรเทาปัญหาด้านมนุษยธรรมทั่วโลก) เมื่อปรับปรุงให้เป็นอาคารที่อยู่อาศัยที่ดีเรียบร้อย แล้ว ทางโบสถ์ได้จัดสรรให้คนในชุมชนได้ซื้อหรือเช่าอยู่ในราคาไม่แพง เพื่อไม่ให้นายหน้าค้าที่ดินมา กว้านซื้อเพื่อขายต่อในราคาที่คนในชุมชนซื้อหรือเช่าอยู่ไม่ได้ ซึ่งนอกจากจะป้องกันไม่ให้ชุมชนต้อง แตกสลายจากปัญหาการไม่มีที่อยู่อาศัยและการย้ายออกจากชุมชนแล้ว ยังเป็นการสร้างอาชีพ สร้าง รายได้ และสร้างทักษะในการประกอบอาชีพให้คนในชุมชนอีกด้วย (Williams, 1992) ส่วนที่นครโตรอนโต ประเทศแคนาดา ในย่านชุมชนคนแอฟริกัน -อเมริกันหรือคน ผิวดา ที่มีปัญหาการใช้ความรุ นแรงระหว่างกลุ่มวัยรุ่นชาย อันเนื่องมาจากการเข้าถึงอาวุธ ปืน ได้ โดยง่าย ปัญหาการเหยียดสีผิว ปัญหาการว่างงาน ความยากจน การขาดโอกาสทางการศึกษา การ ตั้งครรภ์ในวัยเรียน เด็กเกิดมาไม่มีพ่อและไม่มีต้นแบบที่ดีให้ทาตาม มีแต่หัวหน้ากลุ่มอันธพาลที่ชักจูง ให้ก่อเหตุอาชญากรรม ค้ายา เสพยา ฯลฯ ทาให้คนในชุมชนผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์หลายกลุ่มในเมือง รวมตัวจัดกิจกรรมรูปแบบต่างๆเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว เช่น กลุ่ม Men United ทีเ่ ข้าไปสารวจภายใน ชุมชนที่มีอัตราการฆาตกรรมสูง เพื่อพูดคุยกับเด็กวัยรุ่นชายที่ยืนเตร็ดเตร่อยู่ตามหัวมุมถนนอย่างไม่มี จุดหมายในชีวิต และแนะนาให้พวกเขาได้รู้จักกับผู้ที่ให้คาปรึกษาด้านอาชีพและผู้ที่ทางานกับกลุ่ม เยาวชน รวมทั้งการเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมต่างๆ กลุ่ม The National Ten Point Leadership Foundation กาหนดวิสัยทัศน์เชิง ยุทธศาสตร์และสนับ สนุน ทรั พยากรทางการเงินให้ กับโบสถ์คริส ต์ของคนแอฟริกัน -อเมริกัน เพื่อ ต่อต้านปัญหาความรุนแรงที่คนผิวดากระทาต่อคนผิวดาด้วยกัน เพื่อช่วยเหลือดูแลกลุ่มเยาวชนที่มี ความเสี่ ย งต่อการถู กทารุ ณ ถูกทอดทิ้ง ใช้ความรุนแรงข้างถนน ใช้สิ่ งเสพติด ไม่ได้เรียนหนังสือ ตั้งครรภ์ในวัย เรี ย น ถูกจั บ คุมขัง ว่างงานอย่า งต่ อ เนื่ อ ง ถูกคุกคามทางจิ ตวิญ ญาณและไร้ สิ้ น ซึ่ ง ความหวังในอนาคต โดยยุทธศาสตร์ที่สาคัญคือการ “อยู่” ในชุมชน ด้วยการทาให้โบสถ์เป็นที่พึ่งแก่ ชุมชน ดังที่หัวหน้าแก๊งยาเสพติดเคยบอกกับบาทหลวงรูปหนึ่งไว้ว่า โบสถ์ไม่มีทางจะมาแทนที่แก๊งได้ เพราะพวกเขาอยู่ในชุมชนและเป็นส่วนหนึ่งในชุมชนตลอดเวลา หากโบสถ์จะมาแทนที่แก๊ง โบสถ์จึง ต้องอยู่อย่างเป็นส่วนหนึ่งในชุมชน หรือ กลุ่ม GTA Faith Alliance ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างผู้นา โบสถ์ 40 แห่ง จัดทาโครงการและกิจกรรมต่างๆให้กับนักเรียนหลังเลิกเรียนประมาณ 70 โครงการใน โบสถ์ต่างๆของชุมชนที่มีความเสี่ยง เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ โครงการของกลุ่มต่างๆข้างต้นได้ประสบความสาเร็จในการลดปัญหาอาชญากรรม ความรุนแรงได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากการทางานเพื่อชุมชนของโบสถ์ ไม่ใช่การทาเพื่อเพิ่มจานวน FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

62


สมาชิกของโบสถ์ แต่ทาเพื่อการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนนอกโบสถ์ โดยเฉพาะกับผู้ที่ด้อยโอกาสหรือผู้ที่ ถูกกดขี่ โดยทาให้พวกเขารู้สึกว่าโบสถ์เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และคนของโบสถ์ก็ คือคนในชุมชนที่ ต้องการแก้ปัญหาในชุมชนเอง แม้จะมีข้อถกเถียงว่า การปฏิบัติการทางสังคมนั้นไม่ใช่บทบาทของ โบสถ์ แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า บทบาทหลักอย่างหนึ่งของโบสถ์ก็คือการส่งเสริมคุณค่า จริยธรรม และมาตรฐานทางศีลธรรมต่างๆ ภายในสถานการณ์ที่เหมาะสม โดยผู้นาทางศาสนากับผู้ที่ประกอบ วิชาชีพต่างๆสามารถทางานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Wells, 2006) ในประเทศปาปัวนิวกินี โบสถ์ปรับบทบาทได้น่าสนใจมากทีเดียว โบสถ์ได้รับการ ยอมรับอย่างกว้างขวาง ว่ามีบทบาทที่สาคัญในสังคม เนื่องจากโบสถ์หลายแห่งเป็นผู้จัดหาบริการทาง การแพทย์กว่าครึ่งหนึ่งของบริการทางการแพทย์ทั้งหมดทั่วประเทศ เป็นหุ้นส่วนร่วมกับรัฐบาลในการ บริหารการศึกษาระดับประถมและมัธยมศึกษากว่า 40% ของประเทศ บริหารจัดการมหาวิทยาลัย 2 แห่ง จาก 6 แห่งทั้งหมดในประเทศ รับผิดชอบต่อการฝึกอบรมครูและผู้ให้บริการทางการแพทย์ ของประเทศเป็ น จ านวนมาก นอกจากนั้นยัง มี กลุ่ มนั ก กิจ กรรมของโบสถ์ อี กหลายกลุ่ ม ที่ท างาน เกี่ยวกับสันติภาพและกิจ กรรมเพื่อความสมานฉันท์ในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งของชนเผ่าและความ ขัดแย้งรูปแบบอื่นๆ ขณะที่บางกลุ่มก็ทาหน้าที่วิพากษ์การบริหารงานของรัฐบาลและความบกพร่อง ในการจัดหาบริการขั้นพื้นฐานของรัฐบาลในบางพื้นที่ (Hauck, Mandie-Filer and Boler, 2005) ที่เมือง Highland สก๊อตแลนด์ โบสถ์มีบทบาทเป็นคนกลางในการจัดหากิจกรรม เพื่ อ ลดปั ญ หาการฆ่ า ตั ว ตายของคนในพื้ น ที่ ซึ่ ง มี อั ต ราการฆ่ า ตั ว ตายสู ง โดยท างานร่ ว มกั บ กลุ่ ม Highland เพื่อจัดโครงการ Choose Life เพื่อให้คนในชุมชนได้เข้ารับการฝึกอบรมด้านจิตใจกับผู้ที่ ทางานด้านสุขภาพจิต ทั้งนี้ลาพังโบสถ์หรือบาทหลวงเพียงอย่างเดียวไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาให้ชุมชน ได้ ชุมชนเองต้องให้ ความร่ ว มมือและทางานกับโบสถ์เป็นทีมในฐานะเจ้าของปัญหาด้ว ยกัน (H. Mowat, J. Swinton, C. Stark, and D. Mowat, 2008) ในกลุ่มประเทศนอร์ดิค 3 ประเทศ ได้แก่ ฟินแลนด์ นอร์เวย์และสวีเดน โบสถ์มี บทบาทเป็น “ผู้ให้” สวัสดิการด้านจิตใจมากกว่าด้านวัตถุ เช่น การให้คาปรึกษาแก่ผู้ที่มีปัญหาชีวิต การจัดกิจกรรมทางสังคมให้กับเยาวชนและผู้สูงอายุ ตอบสนองด้านความมั่นคงทางจิตใจด้ว ยการ สร้างความรู้สึก/ความหมาย/คุณค่า ด้วยการสร้างอัตลักษณ์ให้กับผู้ที่เป็นสมาชิกของโบสถ์ และการ ประกอบพิธีทางศาสนาอันเป็นบทบาทตามประเพณีดั้งเดิม ปรับให้โบสถ์ใกล้ชิดกับคนธรรมดาระดับ ล่างและเป็นที่พึ่งให้กับคนซึ่งไร้ที่พึ่งมากขึ้น โดยผู้ที่เข้ าทากิจกรรมหรือรับบริการจากโบสถ์ให้เหตุผล ว่า สวัสดิการของโบสถ์มีความเป็นกันเองและเป็นส่วนตัวมากกว่าสวัสดิการที่รัฐจัดให้ ฝ่ายรัฐเองก็มอง ว่า สวัสดิการบางอย่างมีแต่โบสถ์เท่านั้นที่สามารถจัดหาให้สังคมได้ เช่น การปลูกฝังด้านคุณค่าการ เสียสละ การช่วยเหลือผู้อื่น การไม่เห็นแก่ตัว เป็นต้น การมีบทบาทด้านสวัสดิการของโบสถ์จึงเป็น FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

63


การเติมเต็มให้ กับ รั ฐ บาลที่ดาเนิ น นโยบายแบบรัฐ สวัส ดิการ กระนั้นก็มีความคาดหวังให้ โ บสถ์มี บทบาทเป็นตัวแทนของกลุ่มคนที่หลากหลายและวิพากษ์วิจารณ์การทางานของรัฐมากยิ่งขึ้น เช่น การเรียกร้องสิทธิแทนกลุ่ มผู้อพยพ การช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาทางจิต เป็นต้น (Pessi, Angell, and Pettersson, 2009) นอกจากศาสนาคริสต์ ยังมีโครงการ Dorot ของศาสนายิว โดย Dorot เป็นภาษา ฮีบรูที่แปลว่าคนหลายรุ่น ก่อตั้งขึ้นจากการที่นักศึกษามหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในรัฐนิวยอร์ก อเมริกา มองเห็นผู้สูงอายุชาวยิวจานวนมากถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว เนื่องจากลูกหลานแยกย้ายกัน ออกไป และจากการที่คู่ครองของตัวเองเสียชีวิตลง ทาให้นักศึกษาเริ่มทากิจกรรมไปเยี่ยมผู้สูงอายุที่ บ้านและนาอาหารไปให้ในช่วงวันหยุดต่างๆ จากนั้นก็มีอาสาสมัครที่เป็นนั กศึกษาปัจจุบัน ศิษย์เก่า และนักเรียนระดับมัธยม ทั้งที่นับถือศาสนายิวและศาสนาอื่นๆเข้าร่วมโครงการด้วย โดยโครงการมี กิจกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเล่นหมากรุก การปรุงอาหารตามหลักศาสนาร่วมกัน การอ่าน และสนทนาเกี่ยวกับหนังสือ การพูดคุยแลกเปลี่ยน การเยี่ยมบ้าน ฯลฯ โดยผู้จัดโครงการจะสัมภาษณ์ ผู้สูงอายุที่เข้าร่วมโครงการเพื่อทาความเข้าใจสิ่งที่ พวกเขาต้องการ และสัมภาษณ์อาสาสมัครด้วยว่า แต่ละคนเหมาะที่จะทากิจกรรมประเภทใดร่วมกับผู้สูงอายุ ทั้งนี้อาสาสมัครมีตั้งแต่เด็กวัยประถมไป จนถึงคนวัยกลางคนที่เริ่มทากิจกรรมกับผู้ สูงอายุมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย กระทั่งแต่งงานมี ครอบครัวแล้วก็ยั งไปเยี่ย มเยียนติดต่อกับผู้สู งอายุที่เคยทากิจกรรมร่ว มกันมา ถือเป็นโครงการที่ ประสบความสาเร็จอย่างยั่งยืน (Roan, Ansley, 2015) 2.8.2.4 กิจกรรรมประเภทกำรเป็นตัวแทนหรือปำกเสียงให้กับผู้ที่ด้อยโอกำส ทำงสังคม ในศาสนาคริสต์ โบสถ์มีเป้าหมายเพื่อรับใช้ผู้ด้อยโอกาสทางสังคมด้วยการจัดการ กับปัญหาอย่างเป็นระบบ เสริมพลังให้กับกลุ่มคนชายขอบ ส่งเสริมให้ปัจเจกบุคคลเห็นคุณค่าของ มนุษย์ เช่น ที่เมือง Drammen ในประเทศนอร์เวย์ โบสถ์ได้จัดตั้งองค์กร Church City Mission หรือ CCM มีบทบาทที่โดดเด่นนอกเหนือไปจากการทางานเพื่อสังคม ด้วยการช่วยเหลือคนชายขอบอย่างผู้ ที่ติดยาเสพติด ผู้นาขององค์กรได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการสร้างวาทกรรมใหม่ในพื้นที่สาธารณะเพื่อ “ปกป้องคุณค่า” ความเป็นมนุษย์ของคนด้อยโอกาส แทนการกี ดกันคนที่มีปัญหาในสังคมให้ตกขอบ ออกไป เช่น กรณีที่มีบทความในหนังสือพิมพ์ได้กล่าวถึงการสร้างลานจัตุรัสประจาเมืองให้มีความ ปลอดภัย เพื่อให้ผู้ปกครองกล้าส่งลูกหลานไปทากิจกรรมไม่ว่าจะในเวลากลางวันหรือกลางคืน จึง อยากให้มีการขับไล่ “คนชั้นต่า” อย่างผู้ติดยา ผู้ค้ายา ผู้สร้างปัญหา ฯลฯ ออกไปจากที่สาธารณะใน เมืองให้หมด

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

64


ผู้นาของ CCM ก็ได้ออกมาตอบโต้ด้วยการออกแถลงการณ์ในพื้นที่สาธารณะว่า การเรียกผู้อื่นว่าชนชั้นต่านั้นไม่สร้างสรรค์ เพราะจะนาไปสู่การตอกย้าสภาวะที่ไร้อานาจ เช่น ในเมื่อ ฉันเป็นขยะ ฉันก็คงทาอะไรไม่ได้มากไปกว่ าการเป็นขยะ เป็นต้น และจะทาให้ผู้ที่ถูกเรียกเช่นนั้นมี ความเกลียดชังสังคมและผู้ที่มีชีวิตที่ดีกว่า การให้โอกาสและความไว้วางใจต่างหากที่จะนาไปสร้าง ความเติบโตและความรับผิดชอบให้กับคนเหล่านี้ - เมื่อมีการออกแถลงการณ์เช่นนี้ ประกอบกับกลุ่ม CCM ก็มีผลงานเด่นด้านการทางานเพื่อสังคมในการช่วยเหลือบาบัดผู้ติดยาเสพติด ประชาชนรวมทั้ง หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นจึงให้ความสนใจ สุดท้ายบรรณาธิการหนังสื อพิมพ์ที่กล่ าวถึงการไล่ คนชั้น ต่า ออกไปจากเมืองจึงลาออก ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นๆตามมาด้วย โบสถ์จึงมีบทบาทเป็น “ผู้ปกป้องคุณค่า” ได้ด้วยทั้งการกระทาและคาพูดในพื้นที่สาธารณะ (Angell, 2007) 2.8.2.5 กิจกรรรมแก้ปัญหำเศรษฐกิจ จากแนวคิ ด ที่ ว่ า ต้ อ งท าให้ ศ าสนสถานเป็ น ส่ ว นหนึ่ ง ของชุ ม ชน ตั ว อย่ า งของ นวัตกรรมทางสังคมในกรณีนี้ เช่น องค์กร Cy-Hope ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาจากผู้นาโบสถ์ เป็นการผสมชื่อ ย่านชุมชน Cypress-Fairbanks เข้ากับวัตถุประสงค์ขององค์กรที่ต้องการสร้างความหวังให้กับคนใน ชุมชนที่มีปัญหาจากความแตกต่างทางรายได้ โดยมีคนที่อยู่ต่ากว่าเส้นความยากเป็นจานวนมาก ในขณะที่รายได้เฉลี่ยของคนส่วนมากในชุมชนอยู่ในเกณฑ์ระดับสูง ทาให้ดูเหมือนไม่มีคนจนในชุมชน องค์กรไม่แสวงหาผลกาไร Cy-Hope เริ่มต้นจากการที่บาทหลวงอาวุโสได้พบว่า โบสถ์เริ่มติดกับดัก ของลัทธิบริโภคนิยมและความบันเทิง ให้ความสาคัญกับจานวนผู้เข้าวัดและจานวนเงินที่จะได้รับจาก การบริ จ าคมากกว่ า การท าตามพระประสงค์ ห รื อ ท าในสิ่ ง ที่ พ ระเจ้ า เคยได้ ท าไว้ นั่ น คื อ การให้ ความสาคัญกับคนยากไร้ ทาให้โบสถ์ห่างไกลกับคนมากขึ้นทุกวัน คนมองไม่เห็นความสาคัญของโบสถ์ และโบสถ์เองก็มองไม่เห็นความสาคัญของคน บาทหลวงท่านนี้จึงเริ่มถามตัวเองว่า ถ้าโบสถ์หายไป จากชุมชนในวัน พรุ่ งนี้ จะมีใครคิดถึงโบสถ์ไหม และท่านก็ตอบตัว เองว่าคงจะไม่ จึงคิดริเริ่ม ท า โครงการขึ้นมา โดยเริ่มต้นจากการตั้งคาถามว่า “เราสามารถทาอะไรในชุมชนได้บ้าง” “ช่องว่าง ต่างๆ คืออะไร” กระทั่งพบว่า ชุมชนที่โบสถ์ตั้งอยู่นั้น เป็นย่านที่มีโรงเรียนเป็นจานวนมากติดอันดับ ต้นๆของรัฐ โดยนักเรียนกว่า 40% เข้าเกณฑ์เป็นผู้ที่ต้องได้รับแจกอาหารกลางวัน จึงเริ่มเข้าเป็น หุ้นส่วนร่วมกับ Houseton Food Bank จัดทาโครงการกระเป๋าสะพายใส่อาหาร แจกจ่ายให้กับเด็ก ที่มาจากครอบครัวที่ว่างงานและขาดรายได้ ซึ่งอาจมีเงื่อนไขบางประการที่ทาให้พวกเขาเข้าไม่ถึง สวัสดิการของรัฐ ช่วยให้เด็กจากครอบครัวเหล่านี้ได้อิ่มท้องทั้งในวันที่มาเรียนและวันหยุด

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

65


นอกจากนั้ น ยั ง มี โ ครงการมอบทุ น การศึ ก ษา กิ จ กรรมหลั ง เลิ ก เรี ย น การ เตรียมพร้อมก่อนเรียนระดับอุดมศึกษา การให้ความช่วยเหลือด้านครอบครัว ศูนย์บาบัดรักษาโรค ค่ายฤดูร้อนสาหรับเด็กที่ครอบครัวมีรายได้ระดั บต่า รวมถึงการริเริ่มทาโครงการเกี่ยวกับดนตรี ซึ่ง กาลังเตรียมพร้อมจัดค่ายดนตรีในช่วงฤดูร้อนสาหรับเด็กๆ ในชุมชน ทั้งนี้ ทางโบสถ์ได้จัดตั้งองค์กร Cy-Hope ขึ้ น มาเป็ น อิ ส ระแยกจากโบสถ์ เ พื่ อ ให้ ส ามารถท างานตอบสนองกั บ ความต้ อ งการที่ เฉพาะเจาะจงขององค์กร โดยได้รับเงินสนับสนุนในรูปของงบประมาณประจาปี ปีละ 1.6 ล้านเหรียญ ดอลลาร์จากโบสถ์ นอกจากนั้นยังมีเงินให้เปล่า ของขวัญ และเงินสนับสนุนจากหุ้นส่วนที่ทางาน ร่ ว มกั น ที่ ช่ ว ยให้ อ งค์ ก รจั ด กิ จ กรรมที่ เ ป็ น ประโยชน์ ต่ อ ชุ ม ชนต่ อ ไปได้ อ ย่ า งยั่ ง ยื น (Swennes, Amanda, 2015) 2.8.2.6 กิจกรรมเสริมสร้ำงพลังชุมชน องค์ ก ร Hindu American Seva Charities ซึ่ ง เป็ น องค์ ก รของศาสนาฮิ น ดู ใ น อเมริกา ร่วมกับ Hands On Network และ Corporation for National Community Service เข้า ไปทางานเสริมสร้างพลังให้กับชาวชุมชนผู้ที่นับถือศาสนาฮินดูในอเมริกา กล่ าวคือ หลังเหตุการณ์ 9/11 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ผู้ก่อการร้ายชาวตะวันออกกลางจี้เครื่องบินให้ขับชนอาคาร World Trade Center และสานักงานของกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา เป็นผลให้มีชาวอเมริกันจานวนมาก เสียชีวิต ผู้ที่มีผิวสีน้าตาลรวมทั้งชาวฮินดูในสหรัฐอเมริกา ได้รั บผลกระทบจากความหวาดระแวงของ คนอเมริกัน โดยเฉพาะเด็กนักเรียนที่มีพื้นฐานทางวัฒนธรรมต่างไปจากคนตะวันตก มักจะถูกทาร้าย และกลั่นแกล้งจากเพื่อน เด็กบางคนถูกเรียกว่าเป็นลูกโอซามะ บินลาเดน (ผู้นาการก่อการร้าย) บาง คนถูกล้อเลียนที่กินอาหารมังสวิรัติหรือการปฏิบัติตามหลักศาสนาบางอย่าง เป็นต้น แม้กระทั่งวัดในศาสนาฮินดูในเมืองวิชิตา รัฐแคนซัส เริ่มกลัวว่าจะตกเป็นเป้าหมาย ในการโจมตี ไม่มีใครกล้าเข้าร่วมทากิจกรรมบริการชุมชน เช่น การช่วยเหลือผู้ยากไร้หรือไร้ที่อยู่อาศัย เพราะกลัวตัวเองจะโดนทาร้าย ไม่มีใครกล้าที่จะกล่าวถึงความกลัวที่มีอยู่ในชุมชนผู้นับถือศาสนาฮินดู จากผลกระทบของเหตุการณ์ 9/11 องค์กร Hindu American Seva Charities จึงจัดกิจกรรมเสริม พลังให้กับชุมชน เน้นการแก้ไขอุปสรรคทางวัฒนธรรม รักษาอัตลักษณ์ความเป็นฮินดูอเมริกัน และ นาเสนอวิถีแห่งกฎจักรวาลเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ เช่น โยคะ อายุรเวท และอื่นๆ ทั้งนี้ กิจกรรมที่ Seva จัดเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาจากเหตุการณ์ 9/11 ได้แก่ การจัดประชุมศาลากลางเมือง (Townhall meeting) โดยการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาทุกภาคส่วนมาล้อมวงคุยกัน ทาให้มีความเข้าใจและ ตื่นตัวที่จะทางานร่วมกันเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่มีความหลากหลายอย่างอเมริกา (Bhargava, Anju, 2012)

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

66


2.8.2.7 กิจกรรมกำรแก้ปัญหำด้ำนพลังงำนและสิ่งแวดล้อม ในกรณี นี้ ขอยกตั ว อย่ า งของศาสนาฮิ น ดู กรณี เ มื อ ง Tirumala รั ฐ Andra Pradesh ประเทศอินเดีย มีวัดฮินดูชื่อว่า Venkateshwara ซึ่งเป็นวัดเทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ มีรายได้ปี ละ 340 ล้านเหรียญสหรัฐ (11,560 ล้านบาท ) จากการบริจาคเงินของผู้ที่เข้าวัดจานวนถึง 50,000 10,000 คนในแต่ล ะวัน วัดได้พัฒ นาเทคโนโลยีพลั งงานสะอาดและปลู กป่าเพื่อเป็นแหล่ งกักเก็บ คาร์บอน (พื้นที่ที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนไว้ในปริมาณที่มากกว่าการปล่อยก๊าซออก) ในโรงครัวชุมชนของ วัดซึ่งเปิดตลอดทั้งวัน เพื่อปรุงอาหารแจกผู้ที่มาวัดโดยไม่คิดเงิน ทางวัดติดจานโซลาเซลล์จานวนมาก บนหลังคาวัดซึ่งจะหมุนตามแสงแดดอัตโนมัติเพื่อแปลงเป็นพลังงานไอน้าแรงดันสูงสาหรับการปรุง ข้าวสารและถั่วแขกปริมาณกว่าห้าหมื่นกิโลกรัมต่อวัน พลังงานแสงอาทิตย์ดังกล่าวสามารถผลิตไอน้า กว่าสี่พันกิโลกรัม ที่ความเดือดอุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ทาให้การปรุงอาหารนอกจากจะสุกเร็ว แล้วยังประหยัดพลังงานน้ามันได้กว่า 500 ลิตรต่อวันด้วย บริษัท Gadhia Solar Energy Systems ซึ่งติดตั้งระบบการปรุงอาหารด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับทางวัดประเมินว่า ด้วยวิธีนี้ทางวัดได้ช่วย ลดก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 1,350 กิโลกรัมในชั้นบรรยากาศ หลังจากนี้ทางบริษัทจะพัฒนาพลังงาน ลมให้กับวัดเป็นลาดับต่อไป เมืองแห่งนี้ยังได้รับการนิยามว่าเป็นเมืองต้นแบบที่มีก๊าซคาร์บอนต่าด้วย (Haindl, Sangeeta, 2012) นอกจากแนวคิดและกิจกรรมปรับศาสนสถานให้ ส อดคล้ องกับบริบทสมัยใหม่ ข้างต้นแล้ว ยังมีข้อเสนอเกี่ยวเทคนิคการชักชวนคนเข้า “โบสถ์” ที่มีถึง 52 วิธีการ ซึ่งแต่ละอย่างมี ลักษณะยืดหยุ่น ให้ผู้คนเลือกทาตามอัธยาศัย สอดคล้องกับชีวิตประจาวัน (Davis, Diana 2014) การทบทวนวรรณกรรมในส่วนนี้ แสดงถึงตัวอย่างกิจกรรมที่เป็นนวัตกรรมทาง สังคมของศาสนสถานของศาสนาต่าง ๆ ในต่างประเทศ โดยมีแนวคิดหลักที่เหมือนกันคือ ต้องการทา ให้ศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและชุมชน การปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่น ทาให้ศาสนสถานเป็นมากกว่า สถานที่ประกอบพิธีกรรม แต่เป็นพื้นที่เปิดทางสังคมให้คนทุกกลุ่ม ทุกวัยได้มีส่วนร่วมและรู้สึกเป็น สมาชิก และทาให้คนในชุมชนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันด้วย รวมทั้งเป็นการเผยแผ่ในเชิงรุกของแต่ละ ศาสนาเพื่อเพิ่มศาสนิกชนผู้ศรัทธาในศาสนาของตนเองให้มากขึ้น มีข้อน่าสังเกตว่า กิจกรรมต่างๆ นั้น จะเน้ น ไปที่ บ ทบาทที่ 2 คื อ บทบาททางสั ง คมในระดั บ ต่ า งๆ โดยเฉพาะศาสนาคริ ส ต์ นั้ น จะให้ ความสาคัญมากกับการเข้าไปทางานกับกลุ่มคนยากจน ด้อยโอกาสซึ่งมีอยู่มากมาย อันเป็นผลพวง จากการพัฒนาแบบปัจเจกนิยม และการแบ่งแยกกีดกันเชื้อชาติ-ผิวสี การเปลี่ยนแปลงนี้ สัมพันธ์กับ การเปลี่ยนในระดับมหภาคจากอิทธิพลของการสังคายนาวาติกันครั้ง 2 (พ.ศ.2505-2508) ซึ่งให้ คริสตจักรปรับตัวเข้ากับโลกสมัยใหม่ พระนักบวชในทุกระดับจะต้องให้ความใส่ใจในปัญหาสังคม การ ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้พึ่งตนเองได้และนาไปสู่การพัฒนาด้านจิตวิญญาณ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

67


2.9 กำรอบรมบุคลำกรเพื่อกำรพัฒนำจิตวิญญำณของศำสนำอื่น การทบทวนวรรณกรรมในส่วนนี้ เป็นการศึกษาค้นคว้าศาสนาอื่นๆของต่างประเทศ เกีย่ วกับแนวคิด หลักการ กระบวนการและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อพัฒนาบุคลากรทางศาสนาของตน ให้มีประสิทธิภาพหรือเพื่อให้พวกเขาทาหน้าที่ได้เหมาะสมกับยุคสมัยปัจจุบัน ศาสนาที่จะกล่าวอ้างถึง ต่อไปนี้ ได้แก่ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม และศาสนาฮินดู ในศาสนาพุทธนั้นมีพระสงฆ์ซึ่งเป็นบุคคลสาคัญในการทาหน้าที่อบรมสั่งสอนหลักธรรม แก่ประชาชน เผยแผ่/ดารงไว้ซึ่งศาสนา และเป็นดั่งผู้นาหรือที่พึ่งทางจิตใจ ในศาสนาอื่นก็เช่นเดียวกัน แต่อาจมีการเรียกขานต่างกันไป เช่น ในศาสนาคริสต์ มีคาเรียกทั้ง บาทหลวง นักบวช ศิษยาภิบาล ฯลฯ (แตกต่างกันไปตามศักดิ์และนิกาย ในที่นี้ขอเรียกโดยรวมว่า บาทหลวง) ในศาสนาอิสลาม มี อิหม่ามและศาสนาฮินดูมีพราหมณ์ ซึ่งบุคลากรทั้งหลายเหล่านี้ของแต่ละศาสนากาลังเผชิญกับความ เปลี่ยนแปลงทางสังคมสมัยใหม่ ต่างมีก ารปรับตัวไปตามบริบทแวดล้อมของตนและพยายามพัฒนา บทบาทหน้าที่ของตนให้เข้าถึงหมู่ชนได้มากขึ้น มีการใช้หลักสูตรอบรม โครงการฝึกฝน กิจกรรม พัฒนาผู้นา และสร้างเครือข่ายความร่วมมือต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า ศาสนาเหล่านี้มีการดาเนินการอย่างไร โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง การพัฒนาบุคลากรที่เป็นดั่งพระ (บาทหลวง อิหม่าม พราหมณ์หรือนักบวช) ให้มีความรู้ความสามารถ เป็นผู้มีประสิทธิภาพในการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง พัฒนาผู้อื่นและสังคมได้ตามหลักศาสนา และเพื่อ ทาหน้าที่สืบทอดศาสนาของตนให้ดารงอยู่ต่อไปได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมสมัยใหม่นี้ ซึ่งจะนามาเชื่อมโยงวิเคราะห์ว่าจะนามาปรับใช้กับโครงการวัดบันดาลใจได้อย่างไร โดยเฉพาะการ พัฒ นาพระสงฆ์ให้ เป็ น บุ คลากรทางศาสนาที่ส ร้ างกระบวนการเรี ยนรู้ด้ านจิ ตวิญญาณได้อ ย่ า งมี ประสิทธิภาพ ในที่นี้ เป็ น การเรี ย บเรี ย งตัว อย่างงานศึกษาของต่างประเทศ โดยแบ่งการวิเคราะห์ ออกเป็น 3 ส่วน คือ 1. แนวคิดและเนื้อหาของหลักสูตรการอบรม 2. กระบวนการเรียนรู้ของแต่ละศาสนา 3. แหล่งเรียนรู้ที่ใช้ในกระบวนการอบรม 2.9.1 เแนวคิดและเนื้อหำของหลักสูตรกำรอบรม ในส่วนนี้จะพิจารณาเรื่องหลักการ/แนวคิดและเป้าหมายของโครงการหรือกิจกรรม ต่ า งๆของแต่ ล ะศาสนาว่ า มี ค วามพยายามในการพั ฒ นาบุ ค ลากรอย่ า งไรบ้ า ง จากการทบทวน วรรณกรรมโดยภาพรวม ทั้งศาสนาคริสต์ อิสลาม และฮินดู มีจุดเน้น ที่เหมือนกัน คือ บาทหลวง/ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

68


อิ ห ม่ า ม/พราหมณ์ ต้ อ งพั ฒ นาตนเองให้ มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพเสี ย ก่ อ น ก่ อ นที่ ต นจะไปสั่ ง สอนอบรม ประชาชนต่อไปได้ ต้องฝึกฝนตนให้เป็นผู้นาทางจิตวิญญาณ เป็นที่พึ่งของหมู่ชน และเป็นผู้นาของ ชุมชนได้ด้วย ขอยกตัวอย่างของแต่ละศาสนาดังนี้ 2.9.1.1 ศำสนำคริสต์ มีข้อมูลมากมายที่เกี่ยวข้องและค่อนข้างหลากหลายมากกว่าโดยเฉพาะที่เผยแผ่ ทางเว็บไซต์ ขอยกตัวอย่างแรก คือ โครงการอบรมทางจิตวิญญาณแก่บาทหลวง ของสถาบันเพื่อการ พัฒนานักบวช/บาทหลวง IPF (Institute for Priestly Formation)นิกายโรมันคาทอลิ ก ประเทศ สหรัฐอเมริกา ใช้ชื่อโครงการว่า Spiritual Direction Training Program หรือ โครงการฝึกอบรมการ ชี้นาทางจิตวิญญาณ จุดประสงค์หลักของโครงการนี้มีสองประการคือ ก. ต้องการส่งเสริมให้นักบวชได้เข้าถึงแก่นแท้ของตัวตนและเข้าถึงหลักตรีเอกานุ ภาพอย่างลึกซึ้ง อันที่จะทาให้นักบวชได้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดของตนเองกับพระเจ้า ข. เพื่อพัฒนานักบวชในด้านจิตวิญญาณ อันจะทาให้นักบวชหรือบาทหลวงนา ทักษะต่างๆ ที่ได้ฝึกฝนจากโครงการนี้ไปใช้ในการทาหน้าที่ของตน โดยเฉพาะบทบาทการเป็นผู้ชี้แนะ แนวทางด้านจิตวิญญาณแก่ประชาชน มีการเขียนเป้าหมายโครงการไว้อย่างละเอียดของแต่ละสัปดาห์ ที่จัดอบรม กล่าวโดยสรุปคือ 1.เพื่อให้เกิดความศรัทธาจากการรู้ซึ้งในความรักของพระบิดา พระบุตร พระจิตและพระแม่มารี (ในนิกายโรมันคาทอลิก) มากยิ่งขึ้น อันจะทาให้ดารงชีวิตได้ตามหลักธรรม ของพระเจ้าอย่างใกล้ชิดและอย่างไม่หยุดยั้ง 2.เพื่อตอกย้าตัวตนแห่งความเป็นพระหรือนักบวชของ พระเยซูคริสต์ให้มากขึ้น ตอกย้าความสัมพันธ์ต่อพระบิดา พระบุตร พระวิญญาณและพระแม่มารี 3.เพื่อฝึกฝนให้ตนสามารถชี้แนะแนวทางแก่ประชาชนได้ ให้พวกเขาได้เข้าถึงความรักของตรีเอกานุ ภาพอันศักดิ์สิทธิ์ ทาหน้าที่ของนักบวชเพื่อประโยชน์สุขของมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชี้แนะทางจิตวิญญาณ เนื้อหาของหลักสูตรในโครงการประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 5 ประการ ได้แก่ 1.อัตลักษณ์ของบาทหลวง 2.การสวดมนต์ภาวนาและการสนทนาธรรม 3.การเยียวยาภายในจิตใจ 4.การฝึ ก ฝนอย่ า งแยบยลและการชี้ แ นะทางจิ ต วิ ญ ญาณ 5.กฎของการหยั่ ง รู้ ท างจิ ต วิ ญ ญาณ (www.priestlyformation.org) ข้างต้นเป็นแนวคิดของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ในนิกายโปรเตสแตนท์ก็มี ความพยายามพัฒนาบาทหลวงของตนเช่นเดี ยวกัน โดยเน้นไปที่ผู้ที่เป็น ศิษยาภิบาล 5 ขอยกตัวอย่าง 5

ศิษยาภิบาล (Pastor) คือตาแหน่งในการปกครองคริสตจักร ใช้ในนิกายโปรเตสแตนท์ ถือว่าเป็นผู้นาฝ่ายวิญญาณ มีหน้าที่สั่งสอน เผยแผ่ศาสนา มาจากคาว่าศิษย์ + อภิบาล กลายเป็นศิษยาภิบาล หมายถึง ผู้บารุงเลี้ยงและดูแล ศิษย์ เป็นการดูแลผู้คนทั้งสามด้านคือ ร่ายกาย จิตใจอารมณ์และจิตวิญญาณ เปรียบเหมือน Shepherd หรือ ผู้เลี้ยง แกะ อ้างอิงจาก www.thaisermons.com FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

69


โครงการฝึกอบรมศิษยาภิบาล ซึ่งจัดขึ้นในระดับใหญ่อย่างเป็นสากล โดยองค์กร RREACH (Ramesh Richard Evangelism and Church Health) จัดโครงการที่เรียกว่า GProCongress หรือ Global Proclamation Congress for Pastoral Trainers เมื่อปี ค.ศ. 2016 นี้ เน้นพัฒนาศิษยาภิบาลในทั่ว โลก ให้ความสาคัญกับการพัฒนาตนเอง ผู้อื่นและสังคมโดยรวม แนวคิดหลักของโครงการนี้ดูได้จาก คากล่าวที่มักอ้างอิงบ่อยๆคือ “สุขภาวะของศิษยาภิบาลส่งผลต่อสุขภาวะของโบสถ์ สุขภาวะของ โบสถ์ส่งผลต่อสุขภาวะของสังคม” โดย Ramesh Richard6 GProCongress หรื อ การประชุ ม ศิ ษ ยาภิ บ าลระดั บ โลก คื อ การประชุ ม เพื่ อ ฝึกอบรมการเป็นศิษยาภิบาล ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ มาสร้างความร่วมมือและ ความเข้มแข็งแก่ผู้เข้าร่วมฝึกศิษยาภิบาล และตั้งเป้าหมายว่าจะทาให้เกิดการถ่ายทอดการฝึกอบรมนี้ แก่ศิษยาภิบาลอีกสองล้านคนทั่วโลกที่ไม่ได้รับการฝึกนี้ โครงการเปิดโอกาสสาหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งบุคคลและองค์กรที่เป็นทางการและไม่ทางการ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดหรือมีแนวทางการทางานอย่างไร ให้มารวมตัวกันแลกเปลี่ ยนถอดบทเรียนร่วมกัน สร้างเครือข่ายศิษยาภิบาล ขยายโอกาส ชี้ให้เห็น ทรั พยากรที่มีอยู่ และแลกเปลี่ ย นความช่ว ยเหลื อกันและกัน มีผู้ เข้าร่ว มจาก 200 ประเทศ โดย ผู้เข้าร่วมจะทาข้อตกลงร่วมกันว่าแต่ละคนจะฝึกฝนศิษยาภิบาลคนอื่นอีก 25 คนต่อปี ในช่วงติดตาม ผล 4 ปีต่อไป การประชุมนี้จัดขึ้นเมื่อ15-22 มิถุนายน 2016 ที่ประเทศไทย (ติดตามผลต่อเนื่องตั้งแต่ 23 มิถุนายน 2016 ถึง 31 ธันวาคม 2020) เหตุผ ลหลั กในการจั ดโครงการระดั บสากลนี้ เ พื่ อ ให้ เ กิด สุ ขภาวะที่ ดี ยิ่ง ขึ้ น ของ ศิษยาภิบาล เพราะศิษยาภิบาลที่มีสุขภาวะที่ดีย่อมส่งผลให้โบสถ์ของตนดีขึ้นไปด้วย และนั่นสามารถ น าพาให้ ชุ ม ชนรอบโบสถ์ เ กิ ด สุ ข ภาวะที่ ดี ขึ้ น ด้ ว ย โครงการนี้ ก าหนดผลที่ ค าดว่ า จะได้ รั บ คื อ ศิษยาภิบาลอย่างน้อยประมาณ 100,000 คนได้เชื่อมโยงถึงกันเป็นเครือข่าย ร่วมเป็นหนึ่งเดียวและ สร้างความเข้มแข็งร่วมกัน และมีผู้ฝึกศิษยาภิ บาลมากกว่า 20,000 คนที่จะทาหน้าที่ของตนใน 200 ประเทศก่อนปี 2020 เป้าหมายของ GProCongress ต้องการแสดงให้ทั่วโลกเห็นว่า การฝึกฝนผู้นาทาง จิตวิญญาณได้เกิดขึ้นอย่างจริงจังเป็นรูปธรรมและเริ่มขยายไปทั่ว, เพื่อสร้างชุมชนเครือข่ายของเหล่า 6

Ramesh Richard ผู้ก่อตั้งและประธานองค์กรRREACH(Ramesh Richard Evangelism and Church Health), ผู้จัดการประชุม GProCongress 2016 หรือ Global Proclamation Congress for Pastoral Trainers, ศาสตราจารย์ภาควิชา Global Theological Engagement and Pastoral Ministries ที่สถาบันศาสนศาสตร์ Dallas และเป็นผู้ก่อตั้ง/ประธานสมาคมฝึกอบรมศิษยาภิบาลนานาชาติ จบการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านปรัชญา จากมหาวิทยาลัยเดลลี เป็นทั้งนักศาสนศาสตร์ นักเผยแผ่ศาสนา นักปรัชญา อาจารย์ นักการศึกษาและนักเขียน

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

70


ศิษยาภิบาลให้มีสุขภาวะที่ดีขึ้น, เพื่อให้พวกเขาเผยแผ่ศาสนาของเราให้เป็นที่รู้จักแก่หมู่ชน, เพื่อเป็น ผู้ที่จะทานุบารุงโบสถ์ของตนให้มีสุขภาวะที่ดียิ่งขึ้นอันจะนามาซึ่งสังคมที่มีสุขภาวะที่ดีขึ้นด้วย ก. สร้างเครือข่ายประชาคม (Build community) - โดยสร้างความเชื่อ มโยงสัมพันธ์กันทั้งในระดับบุคคล องค์กร/สถาบันในหมู่ผู้ ฝึกอบรมศิษยาภิบาลที่ไม่รู้จักกันมาก่อน - โดยสร้ า งความเชื่ อ มโยงกั น ละกั น ระหว่ า งภาคส่ ว นที่ เ ป็ น ทางการกั บ ไม่ เป็น ทางการ - โดยสร้างศิษยาภิบาลให้เพิ่มขึ้น 25 คนต่อปีต่อศิษยาภิบาลหนึ่งคน (ศิษยาภิบาล ที่ร่วมโครงการนี้) โดยไม่แบ่งแยกสถาบันหรือเชื้อชาติ ข. ขยายโอกาส (Expand Opportunity) - โดยร่วมกันหารือเกี่ยวกับรูปแบบการทางานเพื่อรับใช้พระเจ้า และเพื่อให้ภารกิจ ของเราดาเนินต่อไปข้างหน้าโดยเริ่มจากองค์กรของตนหรือร่วมมือกับองค์กร อื่นๆ - โดยร่วมกันหาวิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และติดตามดูว่าการฝึกอบรมเช่นนี้จะ จัดขึ้นที่ใดอีกต่อไป เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาที่จะต้องเริ่มต้นใหม่ในสิ่งที่ได้ทา กันไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตร การบริหารจัดการ ระบบการดาเนินงานหรือ แง่มุมอื่นๆ ของการทางานศิษยาภิบาล ค. มองเห็นทรัพยากร (Discover Resources) - โดยชี้ ใ ห้ เ ห็ น ถึ ง ทรั พ ยากรที่ มี อ ยู่ ไม่ ว่ า จะเป็ น ทรั พ ยากร บุ ค คล องค์ ก รหรื อ สถาบันที่สามารถนาไปใช้ในการจัดฝึกอบรมศิษยาภิบาลระดับท้องถิ่น ประเทศ และภูมิภาคต่อไป - โดยร่วมกันสร้าง “แบบปฏิบัติที่ดีที่สุด” เพื่อใช้ในการดาเนินงานเชิงยุทธศาสตร์ - โดยนาเสนอยุทธศาสตร์ ประวัติความเป็นมา และความสาเร็จของการทาหน้าที่ ศิษยาภิบาลต่างๆ ง. ได้รับการสนับสนุน (Receive Encouragement) - โดยการได้รับรู้ถึงความเป็นไปของโลกในปัจจุบัน ผลกระทบและโอกาสต่างๆจาก การฝึกอบรมศิษยาภิบาลนี้ - โดยการสร้างเครือข่ายและให้คาแนะนาเพื่อให้การทาหน้าที่รับใช้พระเจ้าเกิด ความยั่งยืนและเพิ่มพูน

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

71


- โดยการได้พบปะสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงานจากทั่วโลกผู้ ซึ่งไม่กังขาในคุณค่าของ สิ่งที่ตนเองทา - โดยการเข้ามาอยู่ ร่ ว มกันของเหล่ าศิษยาภิบาลและผู้ ฝึ กศิษยาภิบาลจากการ เสวนาโต๊ะกลมเกี่ยวกับการทาหน้าที่รับใช้พระเจ้า(ประกอบด้วย นักพันธกิ จ ศาสตร์ ผู้เผยแผ่ศาสนา นักเทววิทยา และผู้นาองค์กรด้านการเผยแผ่ศาสนา ที่ จะมาช่วยให้คาแนะนา) สรุปแนวคิดหลักของการจัดโครงการระดับใหญ่นี้คือ สร้างความแข็งแกร่งของผู้นา ที่เป็นศิษยาภิบาล โดยการฝึกฝน สร้างยุทธศาสตร์ วิธีการและทักษะต่างๆในการทาหน้าที่ของตนให้ดี มากยิ่งขึ้น การฝึกอบรมศิษยาภิบาลถือว่าเป็นเรื่องที่สาคัญที่สุดเพราะศิษยาภิบาลเป็นผู้ที่จะเข้าถึง ประชาชน เป็นตัวกลางที่จะดึงผู้คนให้ใกล้ชิดกับพระเจ้า เป็นผู้เผยแผ่ศาสนา และการสร้างโบสถ์เสร็จ แต่ละแห่งจาเป็นต้องมีศิษยาภิบาลดูแลด้วยนั่นเอง โดย Ramesh ได้กล่าวให้เหตุผลว่าเป็นการลงทุน ที่เหมาะสมและคุ้มค่ามากที่สุดในการที่ จะดารงไว้ซึ่งคริสตจักร อีกทั้งส่งผลให้โบสถ์ต่างๆไม่เกิดความ หายนะทางสุขภาวะทางจิตวิญญาณ, ลดความทุกข์ของผู้คนจานวนมากที่ต้องเผชิญกับปัญหาของโลก ทุกวันนี้และผู้ที่ต้องเผชิญกับโชคชะตาต่างๆ โดยปราศจากพระเจ้า, ช่วยแก้ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ ศาสนาคริสต์ทั้งในทางทฤษฎีและทางวัฒนธรรม เพราะมีศิษยาภิบาลกระจายอยู่ไปทั่วตามชุมชน ท้องถิ่นต่างๆ, เพื่อไม่ให้การเจริญเติบโตของโบสถ์ที่มีมากขึ้นเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางสังคมวิทยา เท่านั้น (ไม่ต้องการให้โบสถ์ที่เพิ่มขึ้นเป็นเพี ยงสถานที่เชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นที่เยียวยาทางจิตใจแก่คน ได้จริง) และเพื่อให้เกิดภาวะความเป็นผู้นาแห่งศรัทธาในอนาคตต่อไป (Ramesh Richard, 2015) นอกจากมีโครงการอบรมระดับสากลแล้ว ยังมีหลักสูตรที่จัดทาโดยมหาวิทยาลัย วิทยาลั ย และสถาบั น การศึ ก ษาต่า งๆเพื่ อ พั ฒ นาบุค ลากรทางศาสนาด้ว ย ดังเช่ น การฝึ ก อบรม ศิษยาภิบาล 7 (Pastoral Training) ของ Ridley Hall วิทยาลัยศาสนา ตั้งอยู่ที่แคมบริด์จ ประเทศ อังกฤษ ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1881 เน้นการฝึกฝนอบรมไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงให้เป็นดั่งผู้รับใช้พระ เจ้า (นักบวช/บาทหลวง/ศิษยาภิบาล) ประจาโบสถ์ในชุมชนท้องถิ่น สถาบัน Ridley Hall มีปฏิญาณ เด่นชัดว่าจะ “สร้างผู้นาคริสเตียนแห่งศตวรรษที่ 21” ซึ่งในเว็บไซต์ของวิทยาลัยได้กล่าวถึง Pastoral Training ไว้ว่า ทางสถาบันต้องการฝึกฝนบุคคลที่ต้องการทางานรับใช้พระผู้เป็นเจ้า ให้ทาหน้าที่ของ ตนให้ดีที่สุดเท่าที่พวกเขาสามารถจะทาได้ ในโลกที่สังคม โบสถ์ และการทางานของบาทหลวง กาลัง เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว วิสัยทัศน์ของสถาบันคือ การฝึกฝนอบรมบาทหลวงหรือผู้รับใช้พระเจ้า 7

ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ ไม่มีนักบวชที่ทาหน้าที่เป็นบาทหลวง (priest) เหมือนนิกายโรมันคาทอลิก แต่มี ผู้ทาหน้าที่สอนศาสนาและผู้นาทางจิตวิญญาณ เรียกว่า Pastor หรือ Minister แปลว่า ศิษยาภิบาล หรือ ศาสนาจารย์ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

72


(minister) ให้เป็นผู้ที่สามารถตระหนักถึงพันธกิจของตนและวัตรปฏิบัติในโบสถ์ ได้อย่างถูกต้อ งตาม หลักธรรมคาสอน (biblically), อย่างมีความสร้างสรรค์ (creatively), อย่างยืดหยุ่น (flexibly) และ อย่ างถูกต้องตามหลั กศาสนา (theologically) การฝึ กอบรมศิษยาภิบาลแห่ งสถาบัน Ridley ถูก ออกแบบมาเพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีกรอบแนวคิดในการทางานและมีเครื่องมือที่จาเป็ นต่อการทา หน้าที่ผู้นาศาสนา ที่เข้าใจภารกิจแห่งตนในการรับใช้พระเจ้า เข้าใจเรียนรู้ตนเอง ผู้อื่น และพระเจ้าได้ มากยิ่งขึ้น สิ่งที่ผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับการฝึกฝนเพื่อการทาหน้าที่ศิษยาภิบาลในโบสถ์ คือ Life & Service Module เป็นหลักการเรื่องชีวิตและการทางานรับใช้พระเจ้าและประชาชน “ชีวิต และการรับใช้” เป็นหลักการทางศาสนาของศิษยาภิบาลอันสาคัญที่ต้องยึดถือปฏิบัติไปตลอดในขณะ ทาการฝึกอบรม ไม่ว่าจะเข้าร่วมหลักสูตรฝึกอบรมด้านใดก็ตาม หลักการเรื่อง Life & Service มีอยู่สี่ ด้านด้วยกันคือ การสักการะบูชา, การเผยแผ่ศาสนา, การเทศนาสั่งสอน และภาวะความเป็นผู้นา จากตัวอย่างโครงการฝึกอบรมในศาสนาคริสต์ทั้งในระดับชุมชนและระดับโลกนี้ จะเห็นได้ว่า แนวคิดหรือเนื้อหาในกิจกรรมมีความเหมือนกันในเรื่องการพัฒนาบาทหลวง (ศิษ ยาภิบาล) ให้เป็นผู้มีความศรัทธาที่หนักแน่นในพระผู้เป็นเจ้า ตระหนักรู้ในหน้าที่-ความรับผิดชอบของ ตนเอง อีกทั้งมีความใฝ่รู้และฝึกฝนตนเองให้มีสุขภาวะที่ดีพร้อม เพื่อที่จะได้สั่ งสอน อบรมประชาชน ได้อย่างถูกต้องและพัฒนาสังคมโดยรอบได้ นอกจากนี้ ยังให้ความสาคัญแก่การพัฒนาความเป็นผู้นา ทางศาสนา และทาให้บาทหลวงมีประสิ ทธิภาพในการทางานมากขึ้น ดังปรากฏชัดในบทความเรื่อง Pastoring a Church between 100 and 200 without Going Crazy ของ Karl Vaters ซึ่ ง เป็ น บาทหลวงผู้มีประสบการณ์ในการจัดการดูแลโบสถ์มาเป็นเวลานาน เขาเห็นว่า เมื่อโบสถ์มีคนเข้าออกไม่ถึง 100 คน บาทหลวงสามารถทาหน้าที่ไป ตามปกติได้ แต่สถานการณ์จะเริ่มยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้นเมื่อมีคนเข้าโบสถ์ เพิ่มขึ้นเป็น 100-200 คน ซึ่งเกินกว่าที่บาทหลวงจะดูแลได้เพียงลาพังด้วยระบบการทางานแบบเดิมๆ ดังนั้นสิ่งที่บาทหลวงควร มีเพิ่มขึ้นคือทักษะการจัดการและทักษะในการอภิ บาลที่ผสมผสานกัน (pastoring and managing skills) ในกรณีนี้ บาทหลวงจึงเป็นทั้งผู้เลี้ยงแกะและเจ้าของฟาร์มด้วย นอกจากนี้ เขายังเสนอแนวคิด ที่เหมาะสมจะเป็นเนื้อหาการอบรมด้วย คือการจัดการโบสถ์เพื่อไม่ให้ตัวเอง (บาทหลวง) จิตตกหรือ เสียสติไปเสียก่อน (Karl Vaters, 2016) ซึ่งเนื้อหาเป็นประโยชน์แก่การพัฒนาหลักสูตรเพื่อการอบรม บุคลากรของศาสนาอื่น ๆ ได้ด้วย โดย Karl เสนอว่า บาทหลวง พึงมีความรู้และทักษะใน 5 เรื่อง ได้แก่

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

73


1. การทาหน้าที่เชิงรุก ไม่ใช่เชิงรับ การไม่ปล่อยให้สิ่งต่างๆดาเนินไปตามยถากรรม พอมีปัญหาแล้วค่อยแก้ หรือต้อง คอยวิ่งตามไล่จับเป็นครั้งๆไป อย่างนี้ถือว่าเป็นการทางานที่ไม่มีแผนการเชิงรุก ไม่สาคัญว่าแผนการ ของเราคืออะไร สาคัญที่ว่าเรามีแผนการอยู่ในมือแล้วหรือยัง จงใช้เวลาประเมินอุบาสกอุบาสิ กา อย่างจริงจัง เกี่ยวกับวัฒนธรรม จุดอ่อน จุดแข็งของพวกเขา แล้วตัดสินเลือกแผนการที่เหมาะกับ บาทหลวงและโบสถ์ แผนงานจะปรับเปลี่ยนยืดหยุ่นอยู่เสมอ แม้ว่าเราวางแผนไว้อย่างดี อาจต้องมี การปรับเปลี่ยนบ้าง ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาในการทางานร่วมกับมนุษย์ แต่ถ้าเราไม่มีแผนอะไรเลย ไว้ให้ปรับปรุง เราจะต้องใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนยุ่งอยู่กับปัญหาของทุกๆคน 2. การลงทุนกับการสร้างภาวะความเป็นผู้นา ต้ อ งเรี ย นรู้ เ รื่ อ งภาวะความเป็ น ผู้ น า น ามาใช้ พั ฒ นาทั้ ง ตนเองและผู้ อื่ น ด้ ว ย พยายามเรียนรู้ฝึกอบรมความเป็นผู้นาไม่ว่าจะศึกษาอ่านหนังสือเอง เข้าฝึกอบรมหลักสูตร หรือขอ คาปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ตัวเองมีทักษะ ความรู้ หรือ หลักการในการทางานของตน เช่น ตัว เขานั้ น พยายามศึ ก ษาทฤษฎี ต่ า งๆ เพื่ อ ปรั บ ใช้ ใ นการดู แ ลโบสถ์ คื อ ทฤษฏี ก ารคั ด กรองทาง จิ ต วิ ญ ญาณ (theory of spiritual triage) เปรี ย บเหมื อ นการคั ด กรอง หรื อ คั ด แยกผู้ ป่ ว ยตาม โรงพยาบาล ในที่นี้บาทหลวงต้องรู้จักคัดกรอง แยกแยะ และประเมินความจาเป็นต่างๆ (ไม่ว่าจะ เป็นคนหรืออะไรก็ตามแต่) ทาการจัดลาดับก่อนหลังตามความรุนแรงและความคล้ายคลึงของโรค หรือปัญหา แต่เขาก็กล่าวว่า ไม่ได้แนะนาว่าต้องจัดคอร์สฝึกอบรมความเป็นผู้นา (ซึ่งมักจะเป็น วิธีการที่แย่ที่สุดในการลงทุนเรื่องผู้นา) เพราะผู้นาที่แท้จริงนั้น จะไม่มานั่งอยู่แต่ในห้องเรียนเท่านั้น 3. การช่วยเหลือผู้ที่ต้องช่วยเหลือเร่งด่วน การฝึกฝนความเป็นผู้นาของตนเอง ใช่ว่าจะเน้นพัฒนาอยู่แค่ตัวเอง แต่ต้องดูแล ประชาชนอยู่เสมอ โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาหรือมีความจาเป็นจริงๆ คือต้องดูแลผู้ทุกข์ยากจริงๆก่อน อันเป็นวิธีการอภิบาลประชาชนอย่างตรงจุด 4. การสร้างและรักษามิตรภาพ บาทหลวงประจ าโบสถ์เล็ กๆมักจะทาหน้าที่รับผิดชอบที่อยู่ในขอบเขตของตน เท่านั้น และส่วนใหญ่ก็มักทาไปตามอานาจหน้าที่อย่างเดียวไม่สนใจสิ่งอื่นใด ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีมิตร สหายเพียงพอ ฉะนั้นพยายามสร้างมิตรหาเพื่อนบาทหลวงด้วยกัน (ในโบสถ์เดียวกันหรือนอกโบสถ์) เพื่อจะได้แลกเปลี่ยนแบ่งปันความคิดเห็นและให้คาแนะนากันได้ 5. การเข้าใจและรู้จักใช้ จุดแข็ง พรสวรรค์ และความปรารถนาของตนเองให้เป็น ประโยชน์ ทาในสิ่งที่ตนทาได้ดี และหาเวลาทาในสิ่งที่ตนรัก กับคนที่รัก FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

74


นอกจากนี้เขายังเสนอทักษะ 4 เรื่องที่นักบวชควรเข้าใจว่าไม่ควรทา ซึ่งพระสงฆ์ อาจนามาปรับใช้ในการดูแลจัดการตนเองและผู้อื่น ได้แก่ 1. การปล่อยให้การแก้ไขปัญหาคนอื่นๆ เอาเวลาของตนเองไปหมด แม้ว่าปัญหาจาเป็นต้องได้รับการแก้ไข แต่มันสามารถทาให้เราเสียพลังงานและ เวลาไปมาก หากมัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับปัญหาของผู้อื่น (ประชาชน) ตลอดวัน โดยเฉพาะปัญหาซ้าๆ ซากๆ ที่เกิดจากคนเดิมๆ เราจึงต้องจัดลาดับตามความสาคัญก่อนหลัง ต้องเน้นเรื่องจาเป็นเร่งด่วน ก่อน การช่วยชาวบ้านแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ การสร้างสัมพันธภาพ เพราะสัมพันธภาพจะถูกสร้างเมื่อมี การร่วมมือทาสิ่งต่างๆ และสัมพันธภาพจะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าพระ/บาทหลวงต้องคอยแก้ไขปัญ หา เร่งด่วนตลอดเวลา 2. การทาให้เกิดการโต้เถียงประเด็นทางศาสนาที่ไม่จบสิ้น ถ้าเจอคนที่ต้องการถกเถียงในทุกๆประเด็นที่ละเอียดอ่อนทางศาสนาในขณะการ เทศนาอยู่ นั้ น พยายามหยุ ดการสนทนาจะดีกว่า เพราะถ้าโต้เถียงแล้ ว ไม่เกิดประโยชน์ อาจเกิด ความรู้ สึ ก ที่ ไ ม่ ดี ขึ้ น มาแทน การพู ด คุ ย ในเรื่ อ งพวกนี้ ไ ม่ ไ ด้ ช่ ว ยสร้ า งสั ม พั น ธภาพให้ เ กิ ด ขึ้ น เลย บาทหลวงต้องเรียนรู้ในการประคับประคองการสนทนาที่ไม่เป็นทางการต่างๆนั้นให้เป็นอย่างสันติและ มีคุณค่ า มีป ระโยชน์ พยายามสงบนิ่ง อย่าสร้างสั มพันธภาพกับชาวบ้านด้วยการถกเถียงเรื่องไร้ ความหมาย 3. การปล่อยให้ผู้ทุกข์ยากเรื้อรังเหนี่ยวรั้งตนไว้ ผู้ทุกข์ยากนี้หมายถึงผู้ทุกข์ยากทางอารมณ์จิตใจด้วย และคนเหล่านี้ เองที่จะดึง เวลาและเหนี่ยวรั้งให้อยู่กับคนๆ เดียว และคอยกัดเซาะความเข้มแข็งทางอารมณ์ของบาทหลวงไป ด้วย บางครั้งจึงจาเป็นต้องช่วยเหลือผู้ที่มีความจาเป็นเร่งด่วนก่อน และค่อยเดินหน้าต่อไป 4.การรู้สึกผิดในสิ่งที่ตนทาไม่ได้ บาทหลวงไม่ส ามารถทาอะไรได้ทุ ก อย่า ง ทาสิ่ งที่ส ามารถพอทาได้ นั้นคือ รัก มวลชน, ฝึกฝนความเป็นผู้นาแก่ตนและผู้อื่น, ช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก และปล่อยให้พระวิญญาณทาสิ่งที่ เหลือต่อไป สิ่ งเหล่ านี้ คือแนวคิด/หลักการ/เนื้อหาการเรียนรู้ของทางศาสนาคริสต์ เพื่อให้ บาทหลวง/ พระ ได้พัฒนาตนเองและสามารถทาหน้าที่ของตนได้อย่างถูกต้องตามหลักธรรม มีความ ยืดหยุ่นและสร้างสรรค์ อันจะส่งผลดีต่อประชาชนและชุมชนโดยรอบศาสนสถาน

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

75


2.9.1.2 ศำสนำอิสลำม ในส่วนของศาสนาอิสลามมีหลักสูตรฝึกอบรมอิหม่ามเพื่อพัฒนาทักษะความเป็น ผู้นาเช่นเดียวกันมีการประกาศทางเว็บไซต์ให้อิหม่ามที่สนใจพัฒนาตนเองได้เข้าร่วมโครงการหรือ หลักสูตรต่างๆ เช่น องค์กร Islamic Center for Human Excellence เปิดหลักสูตร Leadership & Imam’s Training Course โดยมี แ นวคิ ด ที่ ว่ า อิ ห ม่ า มมี บ ทบาทส าคั ญ เป็ น ทั้ ง ผู้ น าในการสอน หลักธรรมและผู้นาปฏิบัติในการประกอบพิธีกิจต่างๆ อีกทั้งเป็นผู้นาทางสังคมมุสลิมในระดับท้องถิ่น และเช่นเดียวกับศาสนาอื่นๆที่ผู้นาศาสนาต้องรู้จักปรับตัวให้ทันกับยุคสมัยใหม่และกระแสโลกาภิวัตน์ จึงสมควรสร้างหลักสูตรฝึกอบรมความเป็นผู้นาของอิหม่ามในชุมชน หัวข้อในการอบรมมีหลากหลาย เพื่ อ สร้ า งฐานความรู้ ที่ ค รอบคลุ ม มี ก ารพั ฒ นาทั ก ษะต่ า งๆแบบบู ร ณาการที่ จ าเป็ น ส าหรั บผู้ นา หลักสูตรมีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลาให้เหมาะสมกับปัจจุบัน จุดประสงค์เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมี ความรู้ความสามารถในพัฒนาและบริหารจัดการชุมชนของตนอย่างกระตือรือร้น ตัวอย่างหัวข้อการ อบรมของหลักสูตรนี้ ได้แก่ - ความรู้ความเข้าใจเรื่องเสาหลักทั้งห้า/ หลักศรัทธาหกประการ (5 pillars/ 6 articles of faith) - ตัวอย่างของภาวะความเป็นผู้นาตามหลักอัลกุรอาน (Qur’anic Leadership) - การอ่าน การเขียน การแปลความหมายของการละหมาด - การท่องจาอัลกุรอาน (อย่างน้อย 25 บท) - หลักไวยากรณ์ภาษาอาหรับขั้นกลาง ขึ้นสูง - ความรู้ความเข้าใจเรื่องชีวิตของมูฮัมหมัดสาหรับผู้นาในปัจจุบัน - ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ของผู้นา (Critical Thinking Skills) - การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง/การจัดการกับเรื่องวิพากษ์ณ์วิจารณ์ - การบริหารจัดการเวลาให้สมดุล - การพูดในที่สาธารณะให้มีประสิทธิผล - การวางแผนโครงการและการดาเนินงาน - หลักนิติศาสตร์และกฎหมายอิสลามเบื้องต้น (Aneesah Dawan, www.eliademy.com) จะเห็นได้ว่าเนื้อหาหลักสูตรนี้เน้นพัฒนาอิหม่ามให้เป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ที่ค่อนข้างหลากหลายและครอบคลุม โดยเฉพาะการที่อิหม่ามต้องมีความเป็นผู้นาอย่างสูง การมี ความคิ ด เชิ ง วิ พ ากษ์ มี ค วามสามารถในการวางแผน บริ ห ารจั ด การ มี ทั ก ษะในการพู ด ต่ อ หน้ า

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

76


สาธารณะ หรือมีไหวพริบในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต่างๆ อันเป็นสิ่งที่น่าสนใจว่า พระสงฆ์ไทย ควรพัฒนาทักษะต่างๆเหล่านี้ให้มีมากขึ้นเช่นเดียวกัน นอกจากศาสนาอิสลามจะมีความพยายามพัฒนาอิหม่ามในกลุ่มประเทศที่นับถือ ศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่แล้ว ปัจจุบันมีการจัดหลักสูตรฝึกอบรมอิหม่ามที่อาศัยอยู่ในประเทศยุโรป ด้วย ซึ่งชาวมุสลิมที่อยู่ในประเทศที่ศาสนาอิสลามเป็นส่วนน้อย มักจะมีความกระตือรือร้นในการสร้าง ชุมชนมุส ลิ มและสร้ างความเข้มแข็งให้ กับผู้ นาศาสนาค่อนข้างมาก เพราะต้องปรับตนให้ เข้ากับ สภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมอื่นที่ต่างจากตน ดังเช่น วิทยาลัยมุสลิมในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ (Muslim College) ที่เปิดหลักสูตรฝึกอบรมอิหม่ามให้เป็นผู้นาศาสนาที่มีความรู้และทักษะในการ ทางานของตนในบริบทสังคมแบบอังกฤษสมัยใหม่ เรียกว่าโครงการ Imamship Programme หรือ หลักสูตรฝึกอบรมอิหม่าม ที่มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาทักษะต่างๆให้กับอิห ม่าม อันจะทาให้พวกเขา สามารถทางาน/บริการรับใช้ชุมชนได้อย่างเหมาะสม และสามารถให้คาแนะนาทางจิตวิญญาณได้ หลักสูตรนี้สร้างโอกาสการเรียนรู้ให้ผู้เรียน(อิหม่าม) มีความเข้าใจปัญหาและความต้องการของชุมชน มากขึ้น สร้างความมั่นใจในสถานะของตนเอง และพัฒนาทักษะการเป็นผู้นาศาสนาเพื่อทางานรับใช้ ชุมชนของตนในประเทศอังกฤษได้ (www.muslimcollege.ac.uk) หลักการสาคัญของหลักสูตร คือ เพื่อทาให้ทฤษฎีต่างๆ สามารถนาไปสู่การปฏิบัติ จริงได้ ไม่ว่าจะเป็นทักษะในทางทฤษฎีต่างๆ หลักการคาสอนในศาสนาเรื่องเกี่ยวกับจิตวิญญาณ ทักษะการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และทักษะทางจิตวิญญาณที่มีอยู่แล้วในตัวอิหม่ามให้ ได้รับการพัฒนามากขึ้นจากโครงการนี้ ผู้เข้าร่วมจะมีความเข้าใจมากขึ้นและสามารถทางานของตนได้ ดีขึ้นในชุมชมท้องถิ่น ของตนเอง โครงการ Imamship แห่งวิทยาลัยมุส ลิ ม มีเป้าหมายที่จะทาให้ ผู้เข้าร่วมบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ ดังนี้ - สามารถประเมิน วิเคราะห์ บริบทสังคมในปัจจุบันได้ เมื่อเข้าใจสภาพแวดล้อม ที่เป็นอยู่ จะนาไปสู่การมีแบบแผนปฏิบัติที่ดีและสามารถทางานช่วยเหลือ ดูแล ผู้อื่นในทางจิตวิญญาณได้ - มีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นในกลุ่ มคนต่างๆ ที่อยู่ในสหราชอาณาจักร และ เรี ย นรู้ ว่ า จะต้ อ งท างานอย่ า งไรในบริ บ ทต่ า งๆ สามารถน าเอาสิ่ ง ที่ มี อ ยู่ (ทรัพยากรและทักษะของตน) มาปรับใช้เพื่อบริการชุมชนของตนได้อย่างดีที่สุด - ช่วยให้เกิดการพัฒนาอิหม่ามตรงตามหลักวิชาการและหลักศาสนาของอิสลาม เพื่อที่จะได้มีความสามารถให้คาแนะนาแก่คนในชุมชนทั้งทางกายภาพและทาง จิตวิญญาณ

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

77


- เพื่อให้ผู้เข้าร่วมมีความก้าวหน้าทางความคิ ดเกี่ยวกับจิตวิญญาณ คุณธรรม และบุคคล ภายในองค์กรที่ตนสังกัดอยู่ วิชาในหลักสูตรประกอบด้วย - วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อังกฤษ - เรื่องราวสาคัญของคนมุสลิมตามบทบัญญัติของอัลลอฮ์ - ประวัติศาสตร์ของศาสนาอิสลามและชาวมุสลิมในประเทศอังกฤษ - ความรู้ความเข้าใจต่อชาวมุสลิมในประเทศตะวันตก - อิสลามในสื่อมวลชน - กลุ่มและองค์กรมุสลิมในอังกฤษ - อิสลามและความเป็นพลเมือง - กองกาลังทหารและอิหม่าม - การบริหารจัดการโรงเรียน - การบริหารจัดการมัสยิด: การมีส่วนร่วมของเยาวชน - งานการกุศล : ความสัมพันธ์กับองค์กรมุสลิม - การระดมทุน : เทคนิคและทักษะ - การแก้ไขข้อพิพาท - การแต่งงานและการหย่าร้าง : กฎและระเบียบ - ความสาคัญเรื่องสุขอนามัยในอิสลาม - การศึกษาในอังกฤษ - เพศศึกษา - ศรัทธาความเชื่อที่แตกต่างกันในอังกฤษ - ภารกิจดาวะห์ในอังกฤษ (การเชิญชวนคนให้นับถือศาสนาอิสลาม) - การพูดในที่สาธารณะ - กฎหมายอังกฤษที่มีผลต่อชาวมุสลิม มัสยิดและองค์กรอิสลาม - การทาหน้าที่ในเรือนจาและอิหม่าม - หญิงมุสลิมในอังกฤษ - จิตวิญญาณ จริยธรรม และการสร้างชุมชน - สุขภาพจิตและการเยียวยาสภาวะการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก - กฎหมายเรื่องการย้ายถิ่นฐานและอิหม่าม - อิสลามและการเหยียดชนชาติ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

78


- สภาท้องถิ่นและการทางานกับชุมชนมุสลิม - การให้คาปรึกษาและการฝึกสมาธิ จากประเด็นเนื้อหาข้างต้นจะเห็นได้ว่า มีการปรับตัวขยายเนื้อหาของหลักสูตร เหล่านี้อย่างร่วมสมัยกับบริบ ททางสังคม นอกจากนี้ยังมีการเสนอแนวคิดจากอิหม่ามเพื่อ พัฒ นา อิหม่ามด้วยกันเอง ขอยกกรณีของอิหม่าม Samana Siddiqui ที่ทางานพัฒนาเยาวชนมุสลิมมานาน และต้องการถ่ายทอดหลักการทางานให้แก่อิหม่ามคนอื่นได้นาไปปรับใช้ กับการทางานเพื่อเยาวชนใน ชุมชนของตนเอง โดยเฉพาะเยาวชนในชุมชนมุสลิมที่อยู่ในต่างประเทศ เขาเขียนเป็น ข้อแนะน า 18 ประการ ซึ่งรวบรวมมาจากข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็นของอิหม่าม นักกิจกรรมและชาวมุสลิมที่เติบโต ในประเทศตะวันตก เกี่ยวกับสิ่งที่อิหม่ามควรจะทาเพื่อช่วยเหลือและพัฒนาเยาวชนมุสลิมให้ดีขึ้น (18 tips for Imams and community leaders to help teens become better Muslims) ซึ่งนับได้ ว่าเป็นเนื้อหาที่น่าสนใจของหลักสูตร Samana Siddiqui กล่าวว่า ต้องการให้อิหม่ามปรับทัศนคติและบทบาทหน้ าที่ ของตนให้ ส มเหตุส มผลกับ ยุ คสมัย ในสั งคมมุส ลิ มโดยทั่ว ไปนั้น อิห ม่ามเป็นผู้ นาในการประกอบ พิธีกรรมต่างๆและช่วยแก้ไขปัญหาสังคมของชุมชน แต่การเป็นอิหม่ามในประเทศตะวันตก ไม่ใช่ทา หน้ า ที่ แ ค่ นั้ น แต่ ต้ อ งท าหน้ า ที่ ม ากกว่ า งานประจ าของอิ ห ม่ า มเสี ย อี ก ด้ ว ย (Samana Siddiqui, www.soundvision.com) ข้ อ แนะน าที่ เ ขาได้ ก ล่ า วไว้ ถื อ ว่ า มี ป ระโยชน์ ที่ จ ะน าไปปรั บ ใช้ เ มื่ อ ต้ อ งท างาน เกี่ยวข้องกับเยาวชนในท้องถิ่น ศาสนาอิสลามเช่นเดียวกับศาสนาอื่นๆ ที่ต้องการปลูกฝังเด็กและ เยาวชนให้ เป็ น ผู้ ใหญ่ที่มีความคิด ความรู้ ความสามารถที่มีประสิ ทธิภ าพ ส าหรับเยาวชนมุสลิม อิหม่ามไม่ควรแต่นาพวกเขาสวดมนต์ทาละหมาดเท่านั้น แต่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี มีความน่าเชื่อถือ เป็นที่ไว้ใจของเยาวชนมุสลิมด้วย สาหรับพระสงฆ์ของไทยก็เช่นเดียวกัน เมื่อพระสงฆ์ต้องทางาน เกี่ยวข้องกับเยาวชน ต้องอาศัยทักษะต่างๆ เพื่อให้การดาเนินงานมีความราบรื่น เช่น ฝึกความเป็น ผู้นาให้กับเยาวชน การรู้จักใช้เทคโนโลยีเพื่อเผยแผ่ศาสนาและหลักธรรมโดยเยาวชน การมอบหน้าที่ ให้เด็กรับผิดชอบ ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ประยุกต์ใช้ได้ตามบริบทแวดล้อม นอกจากจะช่วยพัฒนาเด็ก แล้ว ยังทาให้พระมีทักษะในการทางานและพัฒนาตนเองไปพร้อมกันด้วย ดังนั้น บทบาทในการ พัฒนาเด็กของพระสงฆ์/อิหม่าม/บาทหลวง จึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะถือว่าเป็นบุ คคลที่ เด็กให้ความเคารพนับถือนั่นเอง Waheed Mustapha (ที่ ป รึ ก ษาเยาวชนขององค์ ก ร MYNA หรื อ องค์ ก รเพื่ อ เยาวชนมุสลิมแห่งอเมริกาเหนือ) ที่มีประสบการณ์ในการทางานนี้มา 12 ปี ได้กล่าวว่า “อิหม่ามต้อง เป็นเหมือนบาทหลวงของชาวคริสต์ ที่ต้องเป็นทั้งครูอาจารย์ เพื่อน ที่ปรึกษา ผู้ปกครอง...ผมรู้สึกว่า FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

79


อิหม่ามส่วนใหญ่ไม่สามารถทาหน้าที่มากมายอะไรอย่างนี้ได้ อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยๆอิหม่ามที่ดีควร เป็นผู้ที่สามารถเรียกร้องให้สมาชิกในชุมชนเข้ามาทางานร่วมกันได้ ” สิ่งเหล่านี้คือหลักการในการ พัฒนาตัวอิหม่ามของศาสนาอิสลาม 2.9.1.3 ศำสนำฮินดู ศาสนาฮินดูมีแนวคิดในการพัฒนาบุคลากรทางศาสนาของตนเองเช่นกัน ได้เกิด เป็ น รู ป ร่ างอย่ างประจั กษ์ชั ดเจน โดยมหาวิทยาลั ยศาสนาในประเทศอิน เดีย มีการจัดหลั ก สู ต ร ฝึ ก อบรมพราหมณ์ อ ย่ า งเป็ น กิ จ ลั ก ษณะ เพื่ อ ให้ เ ป็ น ผู้ ที่ มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพมากขึ้ น ซึ่ ง เหล่ า นั ก คิ ด นักวิชาการฮินดูต่างประเมินสถานะบทบาทของพราหมณ์ในปัจจุบันว่าสมควรที่ต้องมีการปรับ ปรุง และพั ฒ นาให้ ส อดคล้ อ งกั บ บริ บ ทสั ง คมมากขึ้ น ดั ง ค ากล่ า วของศาสตราจารย์ Radhavallabh Tripathi รองอธิการบดีของมหาวิทยาลัย Rashtriya Sanskrit Sansthan ให้ความเห็นว่า “เป็นเรื่อง ที่สมควรแก่เวลาแล้วที่พราหมณ์ของเราไม่ใช่แค่ทาหน้าที่ประกอบพิธีกรรมในชีวิตประจาวันหรื อทา พิธีบูชาเท่านั้น แต่ต้องอุทิศตนและกระตุ้นตนเองในการวิจัยศึกษาคัมภีร์ของเราอย่างถ่องแท้ เพราะ ถ้าหากเราไม่เริ่มทาอย่างจริงจัง คงอีกไม่นานที่พวกศาสตราจารย์ อ๊อกฟอร์ดจะเข้ามาสอนพราหมณ์ ของเรา เพราะพวกเขาจะมีความรู้เฉพาะทางดีกว่าเกี่ยวกับคัมภีร์ฮินดู เมื่อเที ยบกับพราหมณ์ของเรา เอง...บทบาทของพราหมณ์คือการรับใช้สังคมและไม่ยุ่งเกี่ยวเงินทอง พราหมณ์จะไม่มีความอัตคั ดขัด สนเรื่องเงินทองแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าต้องทาหน้าที่ที่ไม่มีผลตอบแทนด้วยความสมัครใจยินดี และ ตอนนี้เราต้องการพราหมณ์ผู้ฝึกตนมาดี มีประสบการณ์ มีความรู้ที่ ดี ให้เกิดขึ้นในทุกๆ ส่วนของโลก รวมถึงแถบยุโรปและอเมริกาด้วย” (Hinduism Today, 2012) Acharya Ravindra Nagar นักวิช าการสั นสกฤตที่ มีชื่ อเสี ย งระดับ โลกและเป็ น พราหมณ์นักปฏิบัติ กล่าวว่า“พราหมณ์ผู้มีหน้าที่รับใช้บริการสังคมต้องมีคุณวุฒิและความรู้อย่างดี แต่ ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตนและความสุภาพอ่อนโยน คุณสมบัติที่พราหมณ์ควรมี มากที่สุดคือ จิตใจที่กว้างขวางและเอื้อเฟื้อกรุณา (broad-minded and broad hearted) แค่คนใจ กว้างเพียงคนเดียวก็สามารถทางานเพื่อให้เกิดความสุขสวัสดิ์แก่คนในชุมชนได้ และชนะใจคนใน ชุมชนด้วย” นี้คือแนวคิดกว้างๆที่ ปรากฏในศาสนาฮินดูเกี่ยวกับความพยายามพัฒนาผู้ เ ป็น พราหมณ์ให้มีประสิทธิภาพ ให้เป็นบุคคลาการทางศาสนาที่มีความรู้ ความสามารถมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เนื่องด้วยเหตุผลเดียวกับศาสนาอื่นๆ ที่กาลังเกิดวิกฤตความศรัทธาต่อพระหรือพราหมณ์ ที่อาจนอกลู่ นอกทาง ประพฤติไม่ถูกต้องตามหลักธรรม ประชาชนเริ่มขาดความเชื่อมั่นในตัวบุคคลหรือศาสนาเอง เราจึงเห็นว่า ศาสนาต่างๆ พยายามปรับตัว พัฒนาบุคลากรของตนให้เป็นแบบอย่างที่ดี และเรียก ศรัทธาจากมวลชนให้กลับคืนมาทั้งศาสนาคริสต์ อิสลาม ฮินดู และพุทธเอง FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

80


2.9.2 กระบวนกำรจัดอบรมและกระบวนกำรเรียนรู้ จากโครงการและกิจกรรมต่างๆที่กล่าวมาในส่วนของเนื้อหาข้างต้นเป็นเรื่องแนวคิด/ หลักการและเป้าหมายต่างๆ ในที่นี้จะกล่าวถึงวิธีการหรือกระบวนการของแต่ล ะศาสนาว่า มีก าร ดาเนินการอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการปรับใช้กับโครงการพัฒนาพระสงฆ์ ซึ่งพบว่าแต่ ละศาสนา มีการจัดโครงการทั้งระยะสั้นและระยะยาว มีการจัดกิจกรรมทั้งในระดับสถาบันเดียวและ ร่วมมือกันเป็นเครือข่าย โดยแต่ละศาสนามีรายละเอียดต่างๆดังนี้ 2.9.2.1 ศำสนำคริสต์ กระบวนการหรือการดาเนินงานของสถาบันเพื่อการพัฒนานักบวช/บาทหลวง IPF (Institute for Priestly Formation) ในโครงการ Spiritual Direction Training Program หรือ โครงการฝึกอบรมการชี้นาทางจิตวิญญาณให้แก่บาทหลวง เป็นโครงการระยะยาว 3 ปี (9 สัปดาห์) บาทหลวงต้องเข้าร่ว มโครงการตลอดสัปดาห์ เป็นเวลา 3 สั ปดาห์ ต่อปี ทั้งหมด 3 ปี โดยแต่ละปี ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับการพัฒนาทักษะเชิงปฏิบัติการ เพื่อช่วยเหลือชี้แนะแนวทางแก่ผู้อื่นทาง จิตวิญญาณได้ โดยจัดขึ้นที่โรงเรียนศาสนา Mundelein เน้นการจัดสภาพบรรยากาศที่สงบเงียบมี ความสันโดษ กิจกรรมประกอบด้วย การสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การประชุมเสวนากลุ่มย่อ ย การอ่านพระธรรมคัมภีร์ การสวดมนต์ภาวนาหมู่ การฝึกปฏิบัติงานชี้แนะทางจิตวิญญาณรายบุคคล การสร้างกลุ่มเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างบาทหลวง และการฝึกชี้แนะแก่ผู้อื่น แต่ละปียังมีช่วงฝึก ทบทวนตนเอง (silent directed retreat) การฝึกอบรมนี้มีการมอบประกาศนียบัตรให้แก่บาทหลวง แต่มีกฎเกณฑ์กาหนดว่าต้องเข้าร่วมโครงการนี้ครบถ้วนและฝึกฝนปฏิบัติตามที่ได้รับมอบหมาย เช่น ให้อ่านเอกสารประกอบการเสวนาที่กาหนด ให้ฝึกปฏิบัติชี้แนะทางจิตวิญญาณแก่ผู้อื่นอย่างน้อยสอง คน ในแต่ล ะสั ป ดาห์ ที่เข้ าร่ ว มโครงการจะมี แบบฟอร์ มให้ กรอกรายละเอี ยด คล้ ายกับการเขี ย น รายงาน/บันทึกผลการฝึกอบรม และให้เขียนสรุปผลการปฏิบัติงานของตนเองด้วย กระบวนการที่ ใ ช้ ใ นมหาวิ ท ยาลั ย หรื อ องค์ ก รศาสนาที่ จั ด ท าหลั ก สู ต รพั ฒ นา บุคลากรทางศาสนา อย่างกรณีของ Ridley Hall ใช้กระบวนการที่เรียกว่า Parish Experience คือ การสร้างเสริมประสบการณ์จริงโดยการฝึกทางานรับใช้ที่โบสถ์ในพื้นที่ ผู้เข้ารับการอบรมทุกคนที่ ฝึกฝนการเป็นศิษยาภิบาล ต้องลงพื้นที่ปฏิบัติจริงในโบสถ์ชุมชน/ท้องถิ่น หรือโบสถ์ในมหาวิทยาลัย ต่างๆ ระหว่างหลั กสู ตรฝึ กอบรมนี้ ต้องเข้าร่ว มงานบริการช่ว ยเหลื อในโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ การ ฝึกอบรมศิษยาภิบาลที่ Ridley ต้องเข้าร่วมปฏิบัติงานที่โบสถ์เป็นเวลา 5 เทอม ซึ่งการกาหนดโบสถ์ เพื่อเป็นพื้น ที่ปฏิบัติงานของผู้ อบรม จะร่วมปรึกษากับอาจารย์แนะแนวเพื่อพิจารณาเลื อกโบสถ์ ประจาตาบลที่เหมาะสมที่จะเข้าไปประจาการ แต่ละคนสามารถเลือกได้โดยดูบริบทเฉพาะอย่าง อาจ เป็นโบสถ์ในชนบท ในเมือง หรือชานเมือง หรือ ผู้รับการอบรมหญิงอาจเลือกโบสถ์ที่มีเจ้าหน้าที่ที่เป็น FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

81


หญิงคอยอานวยความสะดวกให้ก็ได้ เมื่อผู้รับการอบรมมีประสบการณ์และความรู้มากพอเกี่ยวกับการ ทางานเป็นศิษยาภิบาลประจาโบสถ์ในพื้นที่แล้ว ก็จะมีโอกาสที่จะได้ถกเถียงอภิปรายร่วมกันถึงการ ทางานรับใช้ในพื้นที่ที่กว้างใหญ่ต่อไป นอกจากนี้ยังมีการฝึก Preaching หรือ การเทศนาสั่งสอน ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้ เกี่ยวกับทักษะต่างๆในการเตรียมตัวเพื่อการเทศนาสั่งสอนผู้อื่น และการกล่าวสุนทรพจน์ต่างๆ โดย ฝึกให้มีการเทศนาอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อเทอมในโบสถ์ที่ตนเองประจาอยู่ ระหว่างการเทศนาอาจมีการ อัดวิดีโอบันทึกไว้ เพื่อให้สามารถประเมินตนเองร่วมกับอาจารย์แนะแนวและเพื่ อนในกลุ่มได้ ในช่วง ท้ายของการฝึกอบรม จะมอบหมายให้ทาการฝึกเทศนาในโบสถ์ของตนต่อหน้าอาจารย์แนะแนวและ กลุ่มผู้อบรมด้วยกัน โดยกลุ่มผู้อบรมจะเวียนกันไปทุกโบสถ์ของผู้ที่ต้องทาการเทศนา เพื่อให้ฟังการ เทศนาของเพื่อนผู้อบรมด้วยกัน หลังจากนั้นจะมีการอภิปราย/ประเมินถึงการเทศนาของแต่ละคน หลักสูตรต่างๆของ Ridley มีความหลากหลายซึ่งออกแบบมาเพื่อจัดเตรียมผู้เรียน ให้มีความสามารถทางานรับใช้ช่วยเหลือในโบสถ์ได้ท่ามกลางโลกยุคปัจจุบัน ผู้เรียนอาจเลือกเรียน ตามความต้องการและความจาเป็นของตน มีหลักสูตรระยะสั้นและระยะยาว กระบวนการที่กล่าวถึงข้างต้นนี้เป็นกระบวนการที่จัดทาโดยองค์กร/สถาบัน เป็น หลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อพัฒนาและอบรมบาทหลวงหรือศิษยาภิบาล ให้มีความพร้อมและมีทักษะ ในการทางานรั บ ใช้สั งคมและประชาชนได้อย่างถูกต้ องตามหลั กธรรมและสอดคล้ องกับยุ ค สมั ย ปัจจุบัน ส่วนโครงการ GProCongress ซึ่งเป็นโครงการระดับโลก จะมีกระบวนการและ การดาเนินงานที่ค่อนข้างซับซ้อนกว่า เพราะหวังผลและเป้าหมายไว้สูงมาก เป็นกระบวนการที่ต้อง อาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนทั้งในระดับบุคคล สถาบัน องค์กรต่างๆ และเน้นการสร้าง ผลลัพธ์ที่เพิ่มพูนทวีคูณ (collaborative and multiplicative) จุดเริ่มต้นมาจากการประชุมที่ Cape Town 2010 (The3rd Lausanne Congress on World Evangelism) องค์กรภาคทางการและไม่ ทางการได้ ป รึ ก ษาหารื อ กัน เรื่ องการจั ด อบรมศิ ษ ยาภิ บาล จนเกิดเป็นแถลงการณ์ห นึ่ง เรียกว่ า Cape Town Pastoral Trainers เพื่อแสดงข้อตกลงร่วมกันของเหล่าศิษยาภิบาลทั้งจากภาคทางการ และไม่ทางการ ในการที่จะทางานร่วมกันตามเจตนารมณ์ของกลุ่มว่า “....เราแถลงการณ์ร่วมกันว่า เราจะมุ่งมั่นที่จะสร้างความเชื่อมั่น เชื่อมโยงกันและ กัน และสร้างความแข็งแกร่งของทุกๆ ฝ่ายเพื่อเตรียมพัฒนาฝึกฝนผู้รับใช้พระเจ้าและสร้า งโบสถ์ คริสต์ในทุกแห่งทั่วโลก” จากเจตนารมณ์ร่วมกันข้างต้นนี้ จึงเกิดการจัดการประชุมเพื่อฝึกฝนอบรมศิษยา ภิบาลให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นสากล โดยจัดขึ้นที่ประเทศไทย กรุงเทพฯ วันที่ 15-22 มิถุนายน 2016 FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

82


เป็นงานประชุม 8 วัน แต่ติดตามผล 4 ปี เน้นการสร้างความร่วมมือระดับโลกเพื่อฝึกฝนศิษยาภิบาล ให้มีความยั่งยืน วัดผลได้ และปฏิบัติตามได้จริง เพื่อสร้างเสริมให้เกิดภาวะความเป็นผู้นาของโบสถ์ ท้องถิ่นในทุกๆที่ เฉพาะในส่ ว นของการจั ด กิ จ กรรมการประชุ ม ร่ ว มกั น ที่ ป ระเทศ ไทยนั้ น มี องค์ประกอบหลักๆดังนี้ 1. การสวดมนต์ภาวนาร่วมกัน (Prayer) : ในแต่ละวันจะเริ่มต้นโดยให้ผู้เข้าร่วม เรียนรู้เกี่ยวกับพระธรรม Timothy และสวดมนต์ภาวนา 2. การประชุมใหญ่ (Plenary Sessions) : ผู้เข้าร่วมทุกคนต้องมาชุมนุมพร้อมกัน เป็นการประชุมครบองค์มีทั้งหมด 10 ครั้ง โดยแต่ละครั้งจะพูดถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการประชุมนี้ คือ “สุขภาวะของศิษยาภิบาลส่งผลต่อสุขภาวะของโบสถ์ สุขภาวะของโบสถ์ส่งผลต่อสุขภาวะของ สังคม” 3. การประชุ ม กลุ่ ม ย่ อ ย (Panel Sessions) : ผู้ น าจากภาคส่ ว นต่ างๆ (ที่ เ ป็ น ทางการและไม่ทางการ) จะจัดตั้งกันเป็นคณะต่างๆ เพื่อตอบคาถามผู้เข้าร่วมเกี่ยวกับประเด็นคาถาม ที่มาจากการประชุมใหญ่ที่ผ่านมา (เสวนาโต๊ะกลม) 4. การประชุมคู่ ขนาน (Parallel Sessions) : หรือช่ว งเวิร์คช็ อป จะแบ่ ง การ นาเสนอหัวข้อย่อย 8 หัวข้อในห้องประชุมแต่ละห้องที่ให้ผู้นาจากภาคส่วนต่างๆได้ร่วมพูดคุยประเด็น พิเศษเฉพาะที่มีผลต่อการฝึกอบรมศิษยาภิบาล 5. การนาเสนอกรณีศึกษารายบุคคล (Personal Case Presentations) : เป็น ช่วงที่เกี่ยวโยงและเชื่อมต่อจากช่วงการประชุมคู่ขนาน การนาเสนอนี้จะมีการยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง ว่าผู้ฝึกอบรมศิษยาภิบาลรอบโลกนั้นกาลังทางานกันอย่างไรในประเทศต่างๆ 6. แ ผ น ป ฏิ บั ติ ก า ร ข อ ง ต น / ข้ อ ต ก ล ง ร่ ว ม กั น ( My action plans/ Our commitments) : เป็นช่วงการวางแผนซึ่งผู้เข้าร่วมจะได้รับคาแนะนาและช่วยเหลือในการวางแผน ปฏิบั ติการเพื่อ ฝึ ก ฝนศิษ ยาภิ บ าลของตนอี ก 25 คนต่อไปหลั งเสร็จสิ้ นการประชุ ม เพื่อให้ บ รรลุ เป้าหมายของที่ประชุม โดยมีที่ปรึกษา มีเพื่อนร่วมงาน และเรียนรู้ระบบรายงานผลในช่วงนี้ ภายหลั งจากการประชุมใหญ่นี้แล้ ว ก็ยังมีการติดตามผลระยะยาวอีกด้ว ย โดย พยายามสร้ างสายสั มพัน ธ์ต่อไปเรื่ อยๆระหว่างศิ ษ ยาภิบาลจากภาคทางการและไม่ ทางการ นัก ยุทธศาสตร์และผู้ให้ทุนสนับสนุน ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆและส่งเสริมภารกิจการรับใช้พระเจ้าและ ก่อให้เกิดแบบปฏิบัติที่ดีที่สุด ผู้ฝึกศิษยาภิบาลแต่ละคนจะเข้ามาเรียนรู้ เข้าใจ เชื่อมโยง สะท้อน และ วางแผนเกี่ยวกับชีวิตและการทาหน้าที่ของตน ส่วนองค์กรหรือสถาบันที่เข้าร่วมการประชุมนี้สามารถ นาสิ่งที่ได้ไปสร้างความรู้ความเข้าใจให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นแก่คนในองค์กรของตน FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

83


จากกระบวนการข้างต้นเป็นลักษณะวิธีการในระดับองค์กรและอาศัยความร่วมมือ ในระดับเครือข่าย ยังมีกระบวนการพัฒนาในระดับตัวบุคคลที่น่าสนใจ เช่น จากงานเขียนของ Karl Vaters เ รื่ อ ง Mentoring is better than Curriculum: Seven Steps to Better Discipleship หรือ การให้คาแนะนาเป็นที่ปรึกษาดีกว่าการจัดหลักสูตร : 7 ขั้นตอนเพื่อการเพิ่มพูนและพัฒนาศิษย์ สาวกให้ดียิ่งขึ้น (Karl Vaters, 2015) เขากล่าวว่า เป็นกระบวนการที่บาทหลวงสามารถนาไปปรับใช้เพื่อพัฒนาตนเอง และผู้อื่น สร้างศิษย์สาวกของตนให้เกิดมากขึ้น (turn believers into disciples) เนื่องจากส่วนใหญ่ โบสถ์มักใช้วิธีการจั ดหลั กสูตรหรื อโครงการต่างๆ เพื่อให้ ประชาชนมาเข้าร่ว ม (ไม่ว่าจะเป็นเด็ก เยาวชน หรือผู้ใหญ่) ซึ่งการจัดหลักสูตร (curriculum) สามารถดาเนินการได้โดยโบสถ์ขนาดใหญ่ เท่านั้น โบสถ์เล็กๆ ไม่สามารถทาได้ เพราะไม่มีพื้นที่เพียงพอ อีกทั้งยังมีข้อจากัดในเรื่องงบประมาณ จัดหลักสูตรฝึกอบรมต่างๆ รวมถึงจานวนผู้เข้าร่วมอาจมีเพียงน้อยนิดเกินกว่าที่จะทาให้โครงการหรือ หลักสูตรนั้นประสบผลสาเร็จได้ การสร้างสานุศิษย์จึงควรใช้กระบวนการที่เรียกว่า การเป็นพี่เลี้ยง (mentoring) หรือการให้คาแนะนา เป็นที่ปรึกษาและคอยสนับสนุนแก่ประชาชนที่มีจิตศรัทธา เขาแสดงความเห็นว่ากระบวนการเป็นพี่เลี้ยงนี้สามารถสร้างศิษย์สาวกให้เกิดขึ้น ในโบสถ์ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าโบสถ์จะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ เป็นกระบวนการที่ได้รับการพิสูจน์ ทดลอง ใช้มาแล้ว และประสบผลสาเร็จ เป็นกระบวนการที่พระเยซู นักบุญเปาโล และโบสถ์ต่างๆ ในอดีตนั้น เคยใช้กัน Mentoring คือ การเป็นที่ปรึกษาหรือเป็นพี่เลี้ยง มีมาตั้งแต่อดีต นับเป็นภารกิจหนึ่งของ โบสถ์ที่มีมานานแล้ว แต่ถูกแทนที่ด้วยหลักสูตรต่างๆ (curriculum) ที่จัดทาขึ้นมาหลายยุคสมัยของ โบสถ์ตะวันตก ทาให้คนส่วนใหญ่ลืมไปแล้วว่าทาอย่างไร หรือบางคนอาจลืมไปแล้วว่า สามารถทาได้ เอง การจัดหลักสูตรอบรมต่างๆ ที่มีอยู่ในขณะนี้ควรใช้เพื่อเสริมกระบวนการเป็นพี่เลี้ยงเท่านั้น ไม่ใช่ ให้มาแทนที่ จึงต้องปรับทัศนคติเกี่ยวกับการทาหน้าที่ให้คาปรึกษาหรือการเป็นพี่เลี้ยงนี้เสียก่อนด้วย ต่อไปนี้คือขั้นตอนหรือกระบวนการที่ Karl พยายามถอดความรู้มาจากประสบการณ์ และความรู้ความเข้าใจ 1. เริ่มต้นด้วยหนึ่ง (Start with one) โบสถ์ต่างๆมีความจาเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีศิษย์สาวกที่เป็นผู้นา (ผู้นาศิษย์สาวก) อย่างน้อยหนึ่งคน โดยเริ่มจากหนึ่งคนผู้มีแววหรือคุณลักษณะที่สามารถนาคนอื่นๆได้อีก 5-10 คน เช่น ผู้ปกครอง หรือ ปู่ย่าตายายที่มาโบสถ์เป็นประจา เป็นผู้ที่สามารถดึงลูกหลาน คนในครอบครั ว หรือเพื่อนบ้านให้เจริญรอยตามเขาได้

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

84


2. ฟังให้มาก (Listen-A Lot) เขาเห็นว่าบางทีข้อผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดสาหรับพระ/บาทหลวง คือ การสั่งสอน แนะนาผู้คนให้เป็นเหมือนอย่างตน แทนที่จะให้เหมือนดั่งพระเยซู การที่จะช่วยผู้คนให้เป็นเหมือนดั่ง พระเยซูไม่ควรเริ่มต้นโดยการสั่งสอนพวกเขา แต่เป็นการฟังพวกเขาให้มากๆ ลองพิจารณาบทสนทนา ต่ า งๆของพระเยซู เราจะเห็ น ว่ า ท่ า นรั บ ฟั ง ผู้ ค นเสี ย ส่ ว นใหญ่ พระเยซู ไ ม่ เ คยกล่ า วว่ า “เราไม่ จาเป็นต้องฟัง ว่าพวกเขาต้องการอะไร เพราะเรามีคาตอบแก่พวกเขาอยู่แล้ว ” (คากล่าวนี้อาจเป็นข้อ แก้ตัวของหลายๆท่าน) พระเยซูจะฟังความคิดเห็นของประชาชน ฟังให้รั บรู้ถึงความชอบ ความชัง ความกลัวและความหวังของพวกเขา เมื่อเราฟัง เราจะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ อันเป็นพื้นฐานของการเป็นพี่ เลี้ยงหรือการเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้แก่พวกเขา 3. ทาหน้าที่ของตนร่วมกับพวกเขา ไม่ใช่เพื่อพวกเขา (Do Ministry with them, Not for them) การเป็นพี่เลี้ยงหรือที่ปรึกษา จะไม่ใช้เวลาอยู่คนเดียวลาพังมากมายนัก ควรสละ เวลาอยู่ร่วมทาภารกิจต่างๆกับหมู่ชน พระเยซูก็ทาเช่นนี้เหมือนกัน คือ หลังจากเล่านิทานธรรมเสร็จ ท่านจะให้กลุ่มสาวกนั่งพูดคุยรอบวงกับท่านเพื่อตอบคาถามต่างๆ ท่ านจะใช้เวลานี้อธิบายข้อข้องใจ หรือหลักการความจริงต่างๆ ให้ศิษย์สาวกเข้าใจได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และยังอธิบายด้วยว่าทาไมถึงสอนด้วย วิธีการเช่น นี้ เช่น นั้น แล้ ว พระเยซูจะออกมายังสถานที่ส่ว นตัว เพื่อใช้เวลากับพระบิดา การเป็นที่ ปรึกษาไม่มีทางลัดใดๆ เป็นวิธีการที่ต้องสร้ างความสัมพันธ์ และความสัมพันธ์ต้องใช้เวลา และเป็น เวลาที่ใช้ร่วมกับผู้อื่นนั้นเอง 4. อธิบายให้พวกเขารู้ถึงเหตุผล (Tell them why) ถ้าเรา (บาทหลวง) ทั้งหมดแค่เพียงแต่สอนประชาชนว่า พวกเขาควรรู้อะไรบ้าง เราก็พึ่งพาพวกหลักสูตรต่างๆ ได้ แต่ถ้าเราต้องการหล่อเลี้ยงผู้คนให้เป็นศิษย์สาวกของเราแล้วละก็ เราไม่สามารถทาแค่นั้นได้ ไม่สามารถบอกให้พวกเขาทาอะไร อย่างไรได้แค่นั้น เราต้องอธิบายให้พวก เขารู้ว่า ทาไมพวกเขาถึงกาลังทาสิ่งนี้กันอยู่ ไม่ใช่แค่เหตุผลว่า “เพราะพระเจ้าทรงบอก หรือ เพราะ ฉันเชื่อ” เหตุผลแค่นี้ไม่เพียงพอ เราต้องบอกเหตุผลต่างๆ ในสิ่งที่เราปฏิบัติร่วมกัน ว่ามันมีความหมาย อย่างไร เพื่ออะไร เป็นเรื่องที่ดีที่ประชาชนจะถามว่า ทาไมเราทาสิ่งที่เราทา หรือ ทาไมต้องเชื่อในสิ่ง ที่เราเชื่อ ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เชื่อฟัง ดื้อดึง หรือสอดรู้สอดเห็น แต่เป็นเรื่องที่ชาญฉลาดสาหรับพวกเขา ที่รู้จักตั้งคาถาม ถ้าผมเป็นที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยงให้กับใครสักคน โดยที่เขาเอาแต่คอยติดตามอย่างหน้า มืดตาบอด ไม่ตั้งคาถามใดๆเลยต่อสิ่งที่ทาอยู่ ผมก็คงรู้สึกสงสัยแปลกใจว่าผมเลือกคนถูกหรือเปล่า?

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

85


จงจ าไว้ ว่ า “เราก าลั ง ฝึ ก ฝนสาวกของพระเยซู ไม่ ใ ช่ โ คลนนิ่ ง ตั ว เรา” ถ้ า กลุ่ ม ประชาชนไม่รู้ว่าพวกเขากาลังทาอะไรเพื่ออะไร พวกเขาจะไม่สามารถปรับปรุงและพัฒนาตนได้ เรา ต้องการกองทัพผู้มีจิตศรัทธา ที่สามารถปรับและพัฒนาทาสิ่งต่างๆให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้ ให้ดีกว่าที่พวก เราได้ทาอยู่ 5. เชื่ อ ใจพวกเขาที่ จ ะด าเนิ น การโดยปราศจากคุ ณ (Trust them to do it without you) เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง คุณต้องปล่อยให้พวกเขาทาสิ่งต่างๆด้วยตนเอง (อันเป็นหน้าที่ของ พี่เลี้ยง) พวกเขาจะไม่ได้ทาอย่างที่คุณทาเลยสักนิดก็ได้ ซึ่งเราไม่คาดหวังให้เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว สิ่ง เดียวที่คุณทาได้คือ “ไว้ใจ” การทาหน้าที่เป็นที่ปรึกษานั้น เมื่อถึงเวลาคุณต้องปล่อยให้พวกเขาลงมือ ปฏิบัติเอง ซึ่งจาเป็นต้องเกิดขึ้นและเกิดขึ้นให้เร็วด้วย เราจาเป็นต้องเชื่อใจพวกเขา เชื่อใจในการทา หน้ าที่เป็ น พี่เลี้ ย งของเรา และเชื่อใจพระเจ้า ว่าพวกเขาสามารถทาได้โ ดยไม่ต้ องมีเรา แต่ไม่ไ ด้ หมายความว่าเราจะสิ้นสุดการเป็นที่ปรึกษาลงแค่นี้ เราต้องให้พวกเขาสะท้อนผลตอบรับกลับมาด้วย อันเป็นขั้นตอนต่อไปขั้นที่ 6 6. แสดงผลตอบรับ (Give them feedback) พระเยซูได้ส่งสาวก 72 คนไปเป็นคู่เพื่อปฏิบัติภารกิจเผยแผ่ศาสนา เสร็จแล้วให้ พวกเขากลับมารายงานผลด้วย ไม่ใช่ปล่อยไปเลยหรือจบการเป็นที่ปรึกษาแค่ตรงนั้น พระเยซู จะให้ คาแนะนา ชี้แนะ เพิ่มเติมว่าควรทาอย่างไรให้ดีขึ้นในครั้งต่อไป ยกตัวอย่างเล็กน้อย เช่น โบสถ์เปิดรับ อาสาสมัครให้มาช่วยงานที่โบส์ทุกวันอาทิตย์เช้า ให้มาเป็น service host หรือ เจ้าบ้านบริการ คือคน ที่เข้าโบสถ์ประจาและรู้งานในโบสถ์พอสมควร ส่วนใหญ่มักเป็นนักศึกษา ทาหน้าที่หลักๆสองอย่างคือ คอยกล่าวทักทายต้อนรั บ/ประกาศข่าว และพูดเรื่องเกี่ยวกับการให้ 2-3 นาที ก่อนที่พวกเขาจะ ทางานกันครั้งแรกนั้น เรา (บาทหลวง) ต้องคอยฝึกฝนพวกเขา ฟังและแก้ไขเกี่ยวกับการพูดของเขา ช่วงแรกๆจะนั่งคุยกันกับพวกเขาและประเมินว่าเป็นอย่างไร เมื่อพวกเขาเข้าใจก็จะปล่อยให้ทาหน้าที่ ได้โดยลาพัง 7. ช่ ว ยให้ ส าวกของเราเป็ น ที่ ป รึ ก ษาหรื อ พี่ เ ลี้ ย งแก่ ผู้ อื่ น ต่ อ ไป (Help them mentor the next person) การสร้างศิษย์สาวกคนแรกเป็นเรื่องที่ยากที่สุด เพราะเหมือนกับเราต้องลองผิด ลองถูกกับคนต่างๆ ก่อนที่คุณจะพบกับใครสักคนที่จะติดตามคุณ (เป็นลูกศิษย์) ได้จริงๆ ทุกขั้นตอน ของกระบวนการนี้ สาวกของคุณเองก็ต้องระลึกอยู่เสมอว่า พวกเขาเองนั้นจะกลายเป็นพี่เลี้ยงหรือที่ ปรึกษาให้กับผู้อื่นอีกต่อไปด้วย การที่พวกเขารู้เช่นนี้จะทาให้พวกเขาเตรียมตัวและมุ่งมั่นที่จะฝึกฝน

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

86


ตนเอง (เพื่อฝึกฝนคนอื่นต่อไปด้วย) และจะทาให้พวกเขาคอยมองหาผู้ที่สมควรได้รับการฝึกต่อไป (มีสานุศิษย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ) ข้างต้นเป็นตัวอย่างของกระบวนการพัฒนาบุคลากรในระดับบุคคล เริ่มจากแต่ล ะ คนมีความเข้าใจและปรับตนเองก่อน นอกจากจะเข้าฝึกอบรมในหลักสูตรต่างๆ แล้ว ศาสนาคริสต์ยัง เน้นกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง เช่น งานเขียนของ Ed Stetzer ซึ่งเป็นบาทหลวงที่ต้องการสื่อถึง บาทหลวงด้วยกันว่า บาทหลวงเองต้องเรียนรู้ที่จะเป็นผู้นาให้มากขึ้น โดยการเปลี่ยนไปสู่ภาวะความ เป็นผู้นา (Leadership shift) บาทหลวงต้องปรับตนให้มีความเป็นผู้นาโดยเริ่มจากสิ่งที่ตนเองต้องทา เป็ น ประจ าทุกวัน คือเริ่ มจากการนาตนเองก่อน ก่อนที่จะนาผู้ อื่นได้ สามารถจัดการตนเองและ ควบคุมตนเองให้ได้ด้วย เขายกตัวอย่างการปรับเปลี่ยนตนเองก่อน โดยกาหนดแผนงานของตน เขียน สิ่งที่จาเป็นต้องทาจริงๆ หรือเป็นงานที่ตัวเองเท่านั้นที่ทาได้ ซึ่งมีอยู่เพียง 4 อย่างเท่านั้น คืองานสอน หล่อหลอมวิสัยทัศน์ เป็นผู้นาโบสถ์ และการภาวนาต่อผู้เป็นเจ้า งานที่นอกเหนือจากนี้ให้ห ยุด ทา แม้ว่าอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะต้องหยุดทางานบางอย่างที่ดีและเป็นประโยชน์และเป็นสิ่งที่บาทหลวง สมควรท า แต่ เ พื่ อ เป็ น การเปลี่ ย นแปลงขนานใหญ่ (shift) เพื่ อ ความเจริ ญ เติ บ โตต่ อ ไป เขาก็ จาเป็นต้องเริ่มทา ด้วยเหตุนี้ การประกอบพิธีสมรสจึงไม่ได้อยู่ในรายการสิ่งที่ต้องทาอีกต่อไป (แต่ยัง ช่วยเหลืออยู่แต่ไม่ใช่ทุกพิธี) งานให้คาปรึกษาก็ไม่ใช่งานประจาอีกต่อ ไป พิธีฌาปนกิจก็ไม่ได้เป็น หน้าที่ประจาอีกต่อไป สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนทาให้ตนเองรู้สึกลาบากใจ แต่อย่างไรก็ตาม คนที่ทาหน้าที่ เหล่านั้นยังมีอยู่ เป็นงานที่คนอื่นทาแทนบาทหลวงได้ เราต้องปล่อยไปเพื่อให้ตนเองได้พัฒนาและ เติบโตและเพื่อให้โบสถ์ของเราได้เติบโตด้วย (Ed Stetzer, 2016) เขายังกล่าวอีกว่า การเปลี่ยนสู่ภาวะความเป็นผู้นาขนานใหญ่ของบาทหลวงนี้ จาเป็นต้องทาเมื่อโบสถ์ต้องรองรับผู้คนมากกว่า 200 คน บาทหลวงสามารถบริหารจัดการดูแลโบสถ์ ได้ด้วยการใช้ทักษะการทาหน้าที่แบบบาทหลวง ถ้าโบสถ์นั้นมีคนไม่ถึง 200 คน แต่เมื่อต้องดู แลหมู่ ชนเกิ น กว่ า 200 คนขึ้ น ไป ต้ อ งใช้ ทั ก ษะความเป็ น ผู้ น า การยกเลิ ก การท าหน้ า ที่ บ าทหลวงนั้ น หมายความว่าต้องรู้จักมอบหมายงานให้ผู้อื่นทาแทนได้ด้วยและไม่ทาให้ผู้คนรู้สึกหมดหวัง เขาแนะน าว่ า ลองเขี ย นรายการสิ่ ง ที่ บ าทหลวงก าลั ง ท าอยู่ ห รื อ ภาระหน้ า ที่ รับผิดชอบที่โบสถ์ในขณะนี้ จากนั้นให้เขียนรายการที่จาเป็นต้องทาจริงๆ (เป็นเราคนเดียวที่ต้องทา) เพื่อมาเปรียบเทียบดู เมื่อได้เห็นรายการสิ่งที่ทาอยู่กับรายการสิ่งที่จาเป็นต้องทา จะเห็นว่าอะไรเป็น อุปสรรคในการทางานและขัดขวางการพัฒนาความเป็นผู้นาของบาทหลวง จงขจัดออกและวางแผน เชิงปฏิบัติการเสียใหม่ ทักษะที่ใช้พัฒนาโบสถ์เพื่อดึงคนให้เข้าโบสถ์ถึง 200 คน ต่างจากทักษะที่ใช้เพื่อ ดูแลโบสถ์ที่มีคนมากกว่า 200 คน หมายความว่า การนาโบสถ์ที่มีคนไม่ถึง 200 คน ใช้ทักษะคนละ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

87


อย่างกับการนาโบสถ์ที่มีคนมากกว่า 200 คน ในฐานะผู้นาโบสถ์ คุณต้องเต็มใจที่จะเปลี่ยนแปลงให้ ตัวคุณเองเป็นผู้นาที่มีประสิทธิภาพและพัฒนาใหม่ทุกๆปี นอกจากนี้ยังมีวิธีการต่างๆที่ใช้พัฒนาและสร้างเสริมความเป็นผู้นาของบาทหลวง เช่น การยกตัวอย่างบาทหลวงในอดีต บาทหลวงที่ได้รับการยกย่องและสมควรปฏิบัติตามแบบอย่างที่ ดี ดังเช่น บาทหลวง Daniel Im ที่ยกคุณลักษณะที่ดีของบาทหลวง Dietrich Bonhoeffer เพื่อให้ บาทหลวงอื่นๆได้ทาตาม Daniel Im กล่าวว่า แทนที่เราจะเพียงแต่เทศนาพร่าสอนศิษย์ของเราแต่ เพียงอย่างเดียว จะดีกว่าหรือไม่หากเราสามารถทาให้หมู่ชนได้ทาหน้าที่รับใช้พระเจ้าอย่างจริ งๆ บาทหลวงควรสร้างโอกาสและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทาหน้าที่ของพวกเขาเหล่านั้น (คือ ไม่ใช่แค่ให้นั่งฟังพระเทศน์แต่กระตุ้นให้ชาวบ้านเกิดการปฏิบัติ รับใช้งานของพระผู้เป็นเจ้าด้วย เป็นผู้ เผยแผ่ศาสนาและสั่งสอนผู้อื่นได้ด้วย) (Daniel Im, 2016) Daniel Im ได้ อ้ า งอิ ง หลั ก คิ ด และวิ ธี ก าร 3 อย่ า งที่ Dietrich ได้ อ อกแบบและ นาไปใช้กับโรงเรียนสอนศาสนาของเขาในยุคนาซี(ยุคฮิตเล่อร์มีการแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างโบสถ์ คริสต์แบบเยอรมัน กับ โบสถ์โปรเตสแตนท์ที่ไม่เห็นด้วยกับฮิตเล่อร์ ซึ่ง Dietrich เป็นหนึ่งในกลุ่ม ต่อต้านเผด็จการนาซี) เขาอธิบายว่า 1. ศิษย์สาวกมาก่อนพระหรือบาทหลวง (Disciples before Ministers) เขาเชื่อว่า เพียงแค่ผู้ศรัทธาดาเนินชีวิตตามหลักคาสอนของพระเจ้า โลกใบนี้ก็จะมี แต่สิ่งดีงาม ดังนั้นเขาจึงให้นักเรียน (เณร) ที่เรียนอยู่ในโรงเรียนศาสนาของเขามองตนเองว่าเป็นศิษย์ สาวกของพระเจ้า ไม่ใช่แค่นักเรียนศาสนา เป็นสาวกที่ดารงชีวิตตามหลักคาสอนของพระองค์อย่าง ตั้งใจ ทางานรับใช้พระเจ้าในฐานะที่เป็นศิษย์สาวกให้ดีเสียก่อน ก่อนที่จะเป็นพระผู้สอนศาสนาหรือ บาทหลวง (ก่อนที่จะไปสอนผู้อื่นได้) 2. ใกล้ชิดไม่เหินห่าง (Close, Not afar) Dietrich ให้ ค วามส าคั ญ กั บ การท าตั ว ให้ ใ กล้ ชิ ด สนิ ท สนมกั บ นั ก เรี ย นของตน (เช่นเดียวกับที่พระเยซูใกล้ชิดกับเหล่าสาวกทั้งหลาย) ในสมัยที่เขาเป็นผู้อานวยการโรงเรียนศาสนา ก็ มักทากิจกรรมร่วมกับนักเรียน ทั้งเล่นกีฬาร่วมกัน พูดคุยอย่างเป็นกันเอง เมื่อนักเรียนใหม่เข้ามาก็จะ เข้าไปพูดคุย ชวนเดินเล่นริมชายหาดแบบไม่ถือตัวและสถานะ เขาไม่ต้องการให้ใครมาเรียกเขาด้วย คาขึ้นต้นตาแหน่ งหรื อแสดงสมณศักดิ์ใดๆ ดังนั้นที่โรงเรียนศาสนาของเขา ทุกคนมักเรียกเขาว่า Brother Bonhoeffer มากกว่ า Director Bonhoeffer ซึ่ ง เป็ น เรื่ อ งที่ ขั ด ต่ อ ความรู้ สึ ก ในทาง วัฒนธรรมอย่างมากในช่วงสมัยนั้น

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

88


3. คัมภีร์ไบเบิ้ล(ธรรมะ) เป็นเรื่องที่แต่ละคนเข้าใจได้ด้วยตนเอง (Scripture is Personal) ที่โรงเรียนศาสนาของ Dietrich ในทุกๆเช้า นักเรียน (เณร) ทุกคนจะมีช่วงเวลาทา สมาธิและพิจารณาเนื้อหาในคัมภีร์ด้วยตนเอง หลั งกินอาหารเช้า ทุกคนจะร่วมกันขับร้องเพลง อ่าน พระคัมภีร์เก่าและใหม่ และบทสวดที่ชอบ หลังจากนั้นทุกคนจะมีเวลาครึ่งชั่วโมงทาสมาธิ ระลึก ใคร่ครวญ พิจารณาพระธรรมบทที่ ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์นั้น (ใช้เวลาพิจารณาบทธรรมเดียวนั้น ทั้งหมดไปตลอดหนึ่ งสั ป ดาห์ ) แต่ล ะคนจะมีห้ อ งภาวนาท าสมาธิเ พื่ อ ระลึ ก ถึง บทความในคั ม ภี ร์ จนกระทั่งเขารู้ว่ามันมีความหมายอย่างไรสาหรับเขา ในช่วงเวลานี้ทุกคนจะต้องไม่ส่งเสียงใดๆเลย Dietrich สอนนักเรียนของเขาให้ทาเช่นนี้ เพื่อที่ว่านักเรียนจะได้เห็นพระคัมภีร์ที่ พวกเขาเพ่งพิจารณาอยู่นั้นเป็นดั่งพระวจนะของพระเจ้าที่สื่อถึงนักเรียนโดยตรง (ให้รู้สึกว่าพระเจ้า ทรงตรัสแก่พวกเขาโดยตรง) แทนที่จะให้เป็นเพียงตาราเล่มหนึ่งที่ต้องอ่านหรือครูต้องคอยเทศนา อบรม ด้วยเหตุนี้ในขณะที่แต่ละคนทาสมาธิพินิจพิเคราะห์ถ้อยคาในคัมภีร์ Dietrich จะไม่เข้าไป ขัดจังหวะแสดงความเห็นใดๆ (การรู้แจ้งได้ด้วยตนเอง) ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการและวิธีการของศาสนาคริสต์ในการพัฒนาบุคลากรของ ตนให้ เ ป็ น ผู้ มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ มี ภ าวะความเป็ น ผู้ น า มี ทั ก ษะในการท างานรั บ ใช้ สั ง คม ซึ่ ง มี ทั้ ง กระบวนการที่เริ่มต้นจากตัวบุคคล คือ การเรียนรู้จิตใจและภาระหน้าที่ของตนให้ถ่องแท้เสียก่อน เริ่ม จากการปรับตนให้มีความเข้าใจตนเอง ผู้อื่น และสังคมที่เป็นอยู่ ส่วนกระบวนการที่จัดทาในระดับ องค์ ก รหรื อ สถาบั น นั้ น ก็ มี ก ารออกแบบหลั ก สู ต รหรื อ โครงการฝึ ก อบรมเพื่ อ ช่ ว ยพั ฒ นาความรู้ ความสามารถของบาทหลวง/ศิษยาภิบาลให้ลึกซึ้งมากขึ้น สุดท้ายคือกระบวนการระดับใหญ่ ที่สร้าง เครือข่ายให้กับบุคลากร โดยการจัดประชุมและการฝึกอบรมอย่างเป็นสากล เพื่อแสดงความเป็น ปึกแผ่นและความเข้มแข็งให้กับผู้ทางานรับใช้พระเจ้าของพวกเขา สิ่งเหล่านี้ หากเรานามาพิจารณา และปรับใช้ในการพัฒนาบุคลากรทางศาสนาพุทธของเรา ก็สามารถทาได้ โดยเฉพาะในระดับบุคคล และองค์กร ที่มกี ระบวนการที่ไม่ซับซ้อนมากนัก 2.9.2.2 ศำสนำอิสลำม ในส่วนของศาสนาอิสลาม มีความพยายามพั ฒนาผู้เป็นอิหม่ามด้วยวิธีการที่ไม่ต่าง จากศาสนาคริสต์มากนัก โดยเฉพาะกระบวนการเรียนรู้ในระดับตัวบุคคลและกระบวนการที่จัดขึ้น โดยองค์กร/สถาบันทางศาสนา มีการเผยแผ่หลักสูตรการฝึกอบรมความเป็นผู้นาทางเว็บไซต์ มีการ แนะนาระหว่างผู้ที่เป็นอิหม่ามด้วยกันเองเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสม มีการจัดหลักสูตร ฝึกอบรมต่างๆสาหรับอิหม่ามที่สนใจ โดยเฉพาะอิหม่ามหรือชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีผู้ นับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนน้อย จาต้ องตื่นตัวพัฒนาและปรับตนให้เหมาะสมกับบริบทสังคมเป็น FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

89


อย่างมาก ดังเช่น โครงการ Imamship Programme หรือ หลักสูตรฝึกอบรมอิหม่าม ของ วิทยาลัย มุสลิม ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ หลักสูตรนี้มีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ มีการเรียนในชั้น เรียน ฟังบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้ร่วมกันอภิปรายหัวข้อที่จาเป็น และเป็นเรื่องที่ต้องการของชุมชนในมุมมองของอิสลาม นอกจากภาคทฤษฎี จะมีการฝึกภาคปฏิบัติ จริง เกี่ยวกับการสร้างความศรัทธาให้แพร่หลายในชุมชนอังกฤษ มีการทัศนศึกษาชุมชนต่างๆ เพื่อให้ ผู้เข้าร่วมได้เข้าถึงปัญหาและความต้องการของชุมชนมุสลิมในดินแดนอังกฤษยุคสมัยใหม่นี้ได้ โครงการนี้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้ความเข้าใจโดยการปฏิบัติจริง เช่น การให้ลงพื้นที่บริการชุมชนอังกฤษ ให้ความช่วยเหลือแนะนาประชาชนทั้งในด้านศาสนา จิตวิญญาณ อารมณ์และจริยธรรม การให้ทางานร่วมกับเจ้าหน้าที่อาวุโสในพื้นที่เพื่อ ให้เกิดความก้าวหน้าในแบบ ปฏิบัติ จัดทาเอกสารนาเสนอผลงานตามฐานความรู้ความเข้าใจ เพื่อพัฒนาแบบปฏิบัติของตนให้ดี ยิ่งขึ้น เป็นต้น การทาหน้าที่ของอิหม่ามในอังกฤษนั้น ปัจจัยเรื่องพื้นที่เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการ ปฏิบัติภารกิจด้วยเช่นกัน แม้ว่าความรับผิดชอบหลักของอิหม่ามคือการให้คาแนะนาช่วยเหลือทาง จิตวิญญาณและการประกอบพิธีต่างๆ แต่บริบทแวดล้อมที่เขาอาศัยอยู่ก็มีผลต่อพวกเขามากในการ ทางาน ดังนั้นวิทยาลัยมุสลิมจึงวางหลักสูตรฝึกอบรมที่เน้นความเป็นองค์รวมและเข้มข้น เพื่ อสร้าง ทักษะต่างๆที่จ าเป็ น ต่อการทางานของอิห ม่าม ไม่ว่าจะเป็นในมัสยิด มหาวิทยาลั ย โรงพยาบาล เรือนจา บ้านพักและมูลนิธิต่างๆในอังกฤษ 2.9.2.3 ศำสนำฮินดู จากการทบทวนวรรณกรรม กระบวนการที่ทางศาสนาฮินดูใช้เพื่อพัฒนาพราหมณ์ นั้ น มี ลั ก ษณะเช่ น เดี ย วกั บ ศาสนาอื่ น คื อ เปิ ด หลั ก สู ต รการอบรมพราหมณ์ (Priest Training Curriculum) เน้นให้พราหมณ์สมัยปัจจุบัน มีความรู้ในภาษาสันสกฤตอย่างลึกซึ้งเพื่อเข้าใจหลักธรรม ในพระคัมภีร์ ของตนได้ดีมากขึ้น ดังที่มหาวิทยาลัย Shastri Sanskrit Vidyapeeth เปิดหลักสู ตร Two year priest training program ซึ่งเปิดโอกาสให้พราหมณ์ได้พัฒนาตนเองโดยไม่มีการแบ่งแยก ทางชนชั้นหรือความเชื่อใดๆ อีกทั้งเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้ามาสมัครเรียนหลักสูตรนี้แล้ว แม้จะมีผู้หญิง เพียงไม่กี่คนที่สมัครเข้ามา แต่ก็เป็นอีกก้าวหนึ่งแห่งการปฏิวัติ เพราะยังมีอีกหลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับ การให้ผู้หญิงมาทาหน้าที่เป็นพราหมณ์ในสังคมฮินดู กลุ่มผู้เรียนนี้มาจากทุกภาคของอินเดีย ทาง มหาวิทยาลัยยังวางแผนที่จะปรับหลักสูตรให้ดียิ่งขึ้นเพื่อฝึกอบรมพราหมณ์ที่อยู่ในประเทศอื่นอีกด้วย สรุป กระบวนการหรือวิธีการที่แต่ละศาสนานามาใช้เพื่อพัฒนาบุคลากรของตน เน้น มีทั้งในระดับตัวบุคคล ระดับสถาบัน และระดับโลก มีวิธีการในระยะสั้นและระยะยาว ในระดับ บุคคลเน้นให้ตนเองสารวจ ทาความเข้าใจอัตลักษณ์แห่งตน ตระหนักในบทบาทหน้าที่ โดยอาจเรียนรู้ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

90


จากผู้มีประสบการณ์, จากการเข้าหลักสูตรฝึกอบรมของสถาบันต่างๆ, การฝึกปฏิบัติภาคสนาม, การ ร่วมอภิปรายแลกเปลี่ย นความเห็น, การฝึกสมาธิภาวนา และอื่นๆตามความเหมาะสมของแต่ล ะ ศาสนา 2.9.3 แหล่งเรียนรู้ที่ใช้ในกระบวนกำรอบรม ในที่นี้ขอพูดภาพรวมของทุกศาสนา ทั้งศาสนาคริสต์ อิสลาม ฮินดู ซึ่งมีทั้งที่เหมือนกัน และต่างกันไปบ้าง จากการทบทวนวรรณกรรมนี้พบว่า แหล่งเรียนรู้เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาบุคลากร ทางศาสนา ได้แก่ แหล่งเรียนรู้ที่เกิดจากตนเองและผู้อื่น แหล่งเรียนรู้จากสถาบัน/องค์กร แหล่ง เรียนรู้จากสื่อ แหล่งเรียนรู้จากพื้นที่ปฏิบัติงาน และแหล่งเรียนรู้จากคัมภีร์ศาสนานั้นๆ แหล่งเรียนรู้ที่เกิดจากตนเองและผู้อื่ น คือ เน้นการฝึกฝนภาวนาทาความเข้าใจสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง ซึ่งมีทั้งในศาสนาคริสต์ อิสลามและฮินดู ในศาสนาคริสต์ โครงการ Spiritual Direction Training Program หรือ โครงการฝึกอบรมการชี้นาทางจิตวิญญาณ เน้นการสวดภาวนา ทาสมาธิ ไตร่ ตรองพระคั มภีร์ ด้ว ยตนเอง ให้ พยายามเรี ยนรู้ห ลั กธรรมและมี ความเข้ าใจลึ กซึ้ งด้ว ยตนเอง เสียก่อน โดยมีเครื่องมือพื้นฐานสาหรับผู้ภาวนาแต่ละคน เป็นเครื่องมือทางจิตวิญญาณของ Ignatius (ซึ่งเป็นชื่อของนักบุญชาวสเปนผู้มีชื่อเสียงของนิกายโรมันคาทอลิก มีบทบาทสาคัญในการต่อต้านการ ปฏิรูปศาสนาฝ่ายโปเตสแตนท์ และเป็นผู้นาในการปฏิรูปฝ่ายคาทอลิก) แหล่งเรียนรู้ในที่นี้จึงมาจาก บุคคลตัวอย่างในอดีตด้วย ที่พวกเขาได้สร้างและพัฒนามาให้ใช้ในปัจจุบัน ซึ่งทางสถาบันฯเชื่อว่า เครื่ องมือเหล่ านี้ จ ะช่ว ยให้ บ าทหลวงมีความสั มพันธ์กับพระเจ้ าในขณะที่ทาหน้าที่ของตน ทาให้ บาทหลวงมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวภายในจิตใจของตนเอง, บาทหลวงสามารถ สอนสั่งผู้อื่นให้เข้าถึงการภาวนาได้ การได้สัมผัสได้รู้สึกใกล้ชิดกับพระผู้เป็นเจ้าจะช่วยเยียวยาภายใน จิ ต ใจและเพิ่ ม อิ ส รภาพในการปฏิ บั ติ ภ ารกิ จ ต่ า งๆได้ หรื อ ในกรณี ข อง Dietrich Bonhoeffer บาทหลวงต้นแบบของใครหลายๆคน ที่ Daneil Im ได้อ้างอิงไว้ ก็ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สาคัญอีกอย่าง หนึ่ง เป็น การเรียนรู้จากบาทหลวงในอดีต ที่มีประสบการณ์และถ่ายทอดแก่คนรุ่นหลังได้ กรณีของ Dietrich Bonhoeffer8 มีผู้ อ้างงานศึกษาอยู่ บ่อ ยครั้ ง โดยเฉพาะเรื่องความเป็นผู้ ซึ่ง Daniel Im (นักเขียน และ บาทหลวง) ได้กล่าวอ้างไว้ว่า “เรื่องความเป็นผู้นา ต้องยกให้ Bonhoeffer”

8

Dietrich Bonhoeffer (1906-1945) บาทหลวงและนั ก ศาสนศาสตร์ ช าวเยอรมั น ที่ มี ชื่ อ เสี ย ง ผู้ ร่ ว มก่ อ ตั้ ง Confessing Church หรือขบวนการโปรเตสแตนท์เยอรมัน ที่ต่อต้านเผด็จการนาซี เพราะไม่เห็นด้วยกับหลักการ ทางศาสนาและศีลธรรมของนาซี ต้องจบชีวิตลงด้วยวัยเพียง 39 ปี โดยถูกรัฐบาลจับแขวนคอ ผลงานเขียนของเขา ยังคงเป็นที่ยอมรับของนักวิชาการตะวันตกและมักถูกอ้างอิงมาจนถึงปัจจุบันนี้ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

91


ข้อเสนอแนะจากผู้เป็นบาทหลวง นักบวชด้วยกันเอง ที่มีประสบการณ์ในการทางาน และจัดการปัญหา นามาถอดบทเรียนและถ่ายทอดให้ผู้อื่นต่อไปได้ เช่นเดียวกับ ในศาสนาอิสลาม อิหม่ามแต่ละคนก็เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สาคัญเช่นกัน อิหม่ามผู้มีประสบการณ์จะคอยถ่ายทอดวิธีการ และเสนอข้อแนะนาแก่อิหม่ามด้วยกันเอง ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศใด อิหม่ามสามารถเรียนรู้จากอิหม่าม ได้จากการใช้สื่อออนไลน์ แหล่งเรียนรู้สาคัญที่ทาให้บาทหลวง/ อิหม่าม/ พราหมณ์ เข้าถึงกันได้ง่ายในปัจจุบัน คือ สื่อออนไลน์ เมื่อมีการประชุมหรือ เสวนาต่างๆ จะมีเอกสารประกอบการสัมมนาที่ ให้ดาวน์โหลดได้ จากอิ น เตอร์ เ นต เช่ น ในเว็ บ ไซต์ ข อง IPF มี ลิ ง ค์ ใ ห้ ผู้ เ ข้ า ร่ ว มโครงการดาวน์ โ หลด เป็ น เอกสาร ประกอบการสัมนาในปีต่างๆ ทั้งในรูปแบบไฟล์ PDF และ Power point และแบบฟอร์มการเขียน รายงานในประเด็นต่างๆ เป็นแหล่งเรียนรู้ที่เข้าถึงง่ายและอานวยความสะดวกในการดาเนินงานด้วย อีกทั้ง สื่อออนไลน์ ทาให้เห็นตัวอย่างการทางานของบุคคลต่างๆ ทาให้รับรู้ ปัญหาและแนวทางแก้ไข ของแต่ละคนในพื้นที่ เป็นช่องทางที่ทาให้เกิดการเรียนรู้แลกเปลี่ยนอย่างกว้ างขวาง ซึ่งทุกศาสนาต่าง นามาใช้ แหล่งเรียนรู้ที่เกิดจากพื้นที่ปฏิบัติงานหรือฝึกฝน เช่น กรณีของวิทยาลัย Ridley ที่เปิด โอกาสให้ผู้เข้าอบรมได้ลองปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ โบสถ์ของชุมชน เป็นพื้นที่ศึกษาและฝึกปฏิบัติงาน เรียนรู้ปัญหาและเข้าใจชุมชนได้มากขึ้น ทาให้บาทหลวงรู้จักใช้ทักษะในการทางานจริง เช่นเดียวกับ ศาสนาอิ ส ลาม ที่ มี ห ลั ก สู ต รฝึ ก ฝนความเป็ น ผู้ น าและอิ ห ม่ า ม ให้ อิ ห ม่ า มลงพื้ น ที่ ศึ ก ษาชุ ม ชน ทัศนศึกษาชุมชนเพื่อให้เห็น สัมผัสและเข้าใจความต้องการและปัญหาของชุมชน อันจะทาให้ ตัว อิหม่ามเองปรับตนและช่วยแก้ไขปัญหาเท่าที่จะทาได้ แหล่งเรียนรู้ที่มาจากสถาบัน องค์กรต่างๆ ถือเป็นกลไกขับเคลื่อนสาคัญอย่างหนึ่งที่ทา ให้เกิดการสร้างสรรค์โครงการ หลักสูตร และกิจกรรมต่างๆมากมายเพื่อพัฒนาบุ คคล ชุมชนและ สั ง คมโดยรวม เพราะสถาบั น /องค์ ก รต่ า งประกอบไปด้ ว ยนั ก วิช าการ ผู้ มี ค วามรู้ ค วามสามารถ ผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่สนใจอันหลากหลาย เห็นได้ชัดเจนที่สุดจากตัวอย่าง การจัดประชุมระดับโลก GProCongress ของศาสนาคริสต์ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือและการสร้างเครือข่ายจากหน่ว ยงาน ต่างๆ โดยเฉพาะองค์กร RREACH ที่เป็นแกนนาหลักและผลักดันให้เกิดโครงการฝึกอบรมผู้นาเช่นนี้ หรื อ วิทยาลั ย มุส ลิ ม ของศาสนาอิส ลาม ที่ส นับสนุนให้ เกิดหลั กสู ต รพั ฒ นาอิ ห ม่ าม (Imamship Programme) รวมถึงศาสนาฮินดู ที่มหาวิทยาลัย Shastri Sanskrit Vidyapeeth เปิดหลักสูตร Two year priest training program เพื่ออบรมพราหมณ์ให้ เป็นผู้ มีลั กษณะเพียบพร้อ มสมควรแก่ก าร เคารพยกย่อง เป็นต้น

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

92


สุดท้าย แหล่งเรียนรู้ที่สาคัญของทุกศาสนาที่ต้องอ้างอิงอยู่เสมอ และขาดไม่ได้ก็คือ พระคัมภีร์ของศาสนานั้นๆ อันเป็นตัวกาหนดความคิด ความเชื่ อ วิถีปฏิบัติของเหล่าบุคลากรของตน ให้ถูกต้องตามหลักธรรม ไม่ว่าจะจัดกิจกรรมรูปแบบใด หรือกาหนดหลักสูตรฝึกอบรมอย่างไร ต่าง ต้องอ้างถึงคัมภีร์ทางศาสนาของตนเพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมตามหลักธรรม ดังนั้น พระสงฆ์ที่ เป็ น ผู้ ศึกษาพระไตรปิ ฎ กกัน อยู่ แล้ ว โดยทั่ว ไปนั้น อาจต้องมาพิจารณา ไตร่ตรอง เนื้อความและ ความหมายของพระไตรปิฎกให้ละเอียดลึกซึ้งมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เพื่อทบทวนตนเองในบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบที่มีต่อตนเอง ผู้อื่นและสังคม หรือการจัดฝึกอบรมพัฒนาความเป็นผู้นาต่างๆควร เชื่อมโยงไปยังพระไตรปิฎกของเราที่มีอยู่ด้วย

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

93


FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

94


บทที่ 3 วิธีกำรวิจัย การวิจัยเรื่องนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อให้ได้ผลการศึกษาที่มีรายละเอียดเพียงพอ ที่โครงการวัดบันดาลใจสามารถนาไปประยุกต์ใช้อย่างเห็นถึงความเฉพาะและความเป็นทั่วไปของ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในเรื่องที่ศึกษา อีกทั้งเรื่องที่ศึกษาเป็นเรื่องของกระบวนการ ที่มีการเปลี่ยนแปลง (พลวัต) ของบริบทและปัจจัยที่เกี่ยวข้องเป็นอันมาก รวมถึงผู้คน-เครือข่ายที่มีลักษณะหลากหลาย แตกต่าง การศึกษาเปรียบเทียบกรณีตัวอย่าง (Multi-case Study) ด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพจะเอื้อให้ ได้ความรู้ที่ชัดเจนและนาไปใช้ประโยชน์ได้มาก โดยอาศัยความรู้ความเข้าใจพื้นฐานในเรื่องที่ศึกษาใน การวิเคราะห์-สังเคราะห์ข้อมูล และให้ข้อเสนอแนะ หน่ ว ยการวิ เ คราะห์ ใ นการวิจั ยนี้ คื อ วั ด แม้ ว่ า จะมี ก ารศึ ก ษาระดั บ กิ จ กรรม และ เครือข่าย แต่เป็นการศึกษาภายใต้หน่วยการวิเคราะห์ของวัด คือการค้นหาลักษณะและปัจจัยในมิติ ต่างๆ ที่เอื้อให้วัดในเขตเมืองและกึ่งเมืองกึ่งชนบท สามารถฟื้นฟูบทบาทการพัฒนาจิตวิญญาณ 3.1 แหล่งข้อมูลและวิธีกำรเก็บข้อมูล 3.1.1 ข้อมูลเอกสำร ได้แก่ หนังสือ ตารา เอกสาร งานวิจัย ฯลฯ ทางพุทธศาสนาที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่ศึกษา เช่น การเปลี่ยนแปลงบริบทของสังคมสมัยใหม่และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตคน เมือง บทบาทของวัด การบริหารจัดการวัด การขยายเครือข่าย การปฏิรูปคณะสงฆ์และวัด หลักสูตร การอบรมพระสงฆ์ ฯลฯ เอกสารและเวบไซท์การฟื้นฟูศาสนา-บุคลากรของศาสนาอื่นในต่างประเทศ เป็นต้น เก็บข้อมูลด้วยการอ่าน จัดกลุ่มข้อมูล วิเคราะห์ความหมาย 3.1.2 บุคคล–กลุ่มบุคคล ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการด้านพุทธศาสนา โดยเฉพาะการประยุกต์หลักพุท ธธรรม เรื่องของวัดและสถาบันสงฆ์ การจัดกระบวนการเรียนรู้ทางจิตวิญญาณ การพัฒนาชุมชนในบริบท เมือง-กึ่งเมืองฯ การจัดกิจกรรมด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่เหมาะสมกับยุคสมัย ผู้นาและกลุ่มผู้นาทั้ง บรรพชิ ต และคฤหั ส ถ์ พุ ท ธศาสนิ ก ชนทั่ ว ไปและหน่ ว ยงานองค์ ก ร ภาคี ที่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ วั ด ที่ เ ป็ น กรณีศึกษา ผู้บริหาร-บุคลากรองค์กรพัฒนาเอกชนที่ ดาเนินโครงการพัฒ นาด้านวัดและพระสงฆ์ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่โครงการวัดบันดาลใจ เป็นต้น

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

95


เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เจาะลึก การสนทนากลุ่ม –เวทีระดมความเห็น และการ สังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วมในการเก็บข้อมูลภาคสนาม ฯลฯ นาข้อมูลที่ได้มาจัด กลุ่ม วิเคราะห์ตีความ 3.1.3 บริบทของสถำนที่ ชุมชน ได้แก่ สภาพแวดล้อมของพื้นที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูบทบาทของวัด อาทิ วัด ชุมชน พื้นที่โดยรอบวัด พื้นที่การจัดกิจกรรม เป็นต้น เก็บข้อมูลด้วยการสังเกต บันทึกข้อสังเกต การเข้าร่วมกิจกรรมโดยตรงและโดยอ้อม 3.1.4 กรณีศึกษำ คัดเลือกวัดในเมือง-กึ่งเมืองฯ ในพื้นที่ต่างๆ ที่สมัครเข้าร่วมโครงการวัดบันดาลใจ เกณฑ์ การคัดเลือกกรณีศึกษา คือ (1) วัดในเมืองและกึ่งเมืองฯ ที่มีระดับและลั กษณะการฟื้นฟูบทบาทการพัฒ นาสุ ข ภาวะทางจิตวิญญาณที่มีความแตกต่างกัน (2) วัดที่มีขนาดแตกต่างกัน โดยพิจารณาทั้งเรื่องพื้นที่ จานวนพระสงฆ์ เครือข่ายภาคี ของงานฟื้นฟู (3) วัดที่มีทาเลแตกต่างกันโดยพิจารณาสภาพแวดล้อมของบริบทความเป็นเมืองหรือ กึ่งเมืองฯ (4) วัดที่มีทุนทางสังคมและวัฒนธรรมแตกต่างกัน (5) วัดที่มีกิจกรรมที่โดดเด่นแตกต่างกัน เกณฑ์ดังกล่าวกาหนดขึ้น เพื่อให้ความรู้ที่ได้จากการวิจัยมีรายละเอียดในแง่มุมต่างๆ อย่างคานึงถึงลักษณะที่แตกต่างกันของวัดในเมือง-กึ่งเมืองฯ โดยทั่วไป มากเพียงพอที่จะนาความรู้ที่ ได้ไปใช้ประโยชน์ วิธีการคัดเลือกกรณีศึกษาดาเนินการดังนี้ (1) ผู้วิจัยจัดทาแบบประเมินที่เอื้อต่อการได้ข้อมูล พื้นฐานที่สาคัญเพื่อการคัดเลื อ ก กรณีศึกษาตามเป้าหมายการวิจัย (2) ผู้ปฏิบัติงานของโครงการวัดบันดาลใจเก็บข้อมูลตามแบบบันทึกในข้อ (1) แล้ว ประชุ ม ภายในเพื่ อ แลกเปลี่ ย นความคิ ด และข้ อ มู ล กั น ภายในโครงการฯ เพื่ อ กลั่นกรองวัดที่อยู่ในเกณฑ์ที่กาหนดขึ้นมาจานวนหนึ่งตามลาดับคะแนนที่มาจาก คณะทางานของโครงการวัดบันดาลใจซึ่งคุ้น เคยและคลุกคลีกับวัดบางส่วนแล้ว คัดเลือกวัดขึ้นมาจานวนหนึ่ง ส่งให้ผู้วิจัยศึกษาข้อมูล

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

96


(3) ประชุมร่วมคณะทางานและผู้วิจัยเพื่อแลกเปลี่ยนซักถามข้อมูล ความคิดเห็น แล้ว สรุปเหลือวัดที่จะเป็นกรณีศึกษาเพื่อการคั ดเลือกในรอบสุดท้ายจานวน 12 วัด แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มวัดเดิม (9วัด) ที่อยู่ในกลุ่มวัดต้นแบบ และวัดที่สมัครเข้า มาใหม่ โดยในกลุ่มวัดเดิมจานวน 9 วัด ได้คัดออกวัดที่มีเงื่อนไขเฉพาะหรือพิเศษ ซึ่งวัดอื่นจะดาเนินการให้ได้ผลตามแบบได้ยาก คือวัดซึ่งเป็นที่รู้จักและมีทุนเดิมสูง มาก ได้แก่ วัดพระธาตุพนม, วัดชลประทานรังสฤษดิ์ , วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร, มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (วังน้อย) คงเหลือวัดสุทธิวราราม กรุงเทพฯ, วัดนางชี กรุ ง เทพฯ, วั ด ภู เ ขาทอง อยุ ธ ยา, วั ด ป่ า โนนกุ ดหล่ ม ศรี ส ะเกษ และวั ด ศรีทวี นครศรีธรรมราช (4) ผู้ช่วยนักวิจัยลงพื้นที่เพื่อสารวจซ้าวัดที่คัดเลือกทั้ง 12 วัดอีกรอบหนึ่ง เพื่อศึกษา รายละเอียดให้รอบด้านมากขึ้น และศึกษาความพร้อม ความเป็ นไปได้ที่จะเลือก เป็นกรณีศึกษา โดยวัดนั้นๆ ให้ความสนับสนุนเห็นชอบด้วยในการวิจัย (5) นาข้อมูลในรอบที่ 2 มาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง แล้วผู้วิจัยคัดเลือกเหลือ 5 กรณีศึกษา ตามตาราง

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

97


ตำรำงแสดงข้อมูลวัดกรณีศึกษำ : โครงกำรวัดบันดำลใจ ลำดับที่ 1.

2.

3.

4. 5.

รำยชื่อวัด วัดภูเขาทอง (วัดต้นแบบ)

จังหวัด/ภูมิภำค

อ.พระนครศรีอยุธยา จ.อยุธยา ภาคกลาง วัดนางชี เขตภาษีเจริญ (วัดต้นแบบ) กรุงเทพฯ ภาคกลาง วัดนายโรง เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ภาคกลาง วัดลานสัก อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ภาคเหนือ วัดป่าสุขสมบูรณ์ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

บริบทพื้นที่

ขนำดวัด

กึ่งเมืองกึ่งชนบท วัดขนาดเล็ก

จำนวน พระสงฆ์/เณร ควำมโดดเด่น(เฉพำะ) อำยุวัด(ปี)/นับจำก 2560 พระสงฆ์ 5 รูป มีโบราณสถาน 630 ปี เณร 0 รูป (รัชสมัยพระราเมศวร)

เมือง

วัดขนาดกลาง

พระสงฆ์ 19 รูป เณร 8 รูป

ใจกลางเมือง

วัดขนาดกลาง

พระสงฆ์ 18 รูป เณร 4 รูป

กึ่งเมืองกึ่งชนบท วัดขนาดใหญ่

พระสงฆ์ 30 รูป เณร 2 รูป พระสงฆ์ 5 รูป เณร 4 รูป

กึ่งเมืองกึ่งชนบท วัดขนาดเล็ก

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

98

สืบทอดประเพณี 254 ปี โบราณมากว่า 200 ปี (รัชสมัยพระชัยราชาธิราช) ตั้งอยู่ศูนย์กลางธุรกิจ 156 ปี ของเมืองหลวงและติด (สมัยรัชกาลที่ 4) ห้างสรรพสินค้าใหญ่ เป็นศูนย์ปฏิบัติธรรม 34 ปี เป็นศูนย์แพทย์ ภูมิปัญญา

28 ปี (เดิมคือสานัก สงฆ์โคกพริก)


เครื่องมือการวิจัย (1) แบบบันทึกข้อมูลสาคัญจากการอ่าน (2) ชุดคาถามกึ่งโครงสร้างในการสัมภาษณ์บุคคล-กลุ่มบุคคล (3) แบบประเมินขั้นต้นเพื่อคัดกรองวัดที่จะเป็นกรณีศึกษา (4) แบบบันทึกการสังเกตในการลงพื้นที่กรณีศึกษา (5) แบบสารวจเพื่อเก็บข้อมูลพื้นฐานของวัดที่เป็นกรณีศึกษา 3.2 กำรจัดกำรและตรวจสอบข้อมูล ข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ทั้งหมดจะนามาจัดกลุ่มตามประเด็นสาคัญของการวิจัย แล้ว ตรวจสอบสามเส้า (Triangulation) เพื่อความถูกต้องของข้อมูล เช่น ความสอดคล้องของข้อมูลที่ได้ จากแหล่งข้อมูลทีต่ ่างกัน วิธีการเก็บที่ต่างกัน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บต่างกัน เป็นต้น 3.3 กำรวิเครำะห์-สังเครำะห์ข้อมูล (1) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการตีความ (Interpretive Understanding) โดยอาศัยความรู้ ความเข้าใจในประเด็นที่ศึกษาและบริบทของเรื่องที่ศึกษาเพื่อให้ความหมายแก่ข้อมูลที่เก็บรวบรวมมา นาไปตอบคาถามวิจัย (2) สังเคราะห์ผลการวิจัยในครั้งนี้กับผลการวิจัยที่ดาเนินการมาก่อนหน้านี้ (การวิจัย ระยะที่ 1 นาร่องก่อนเริ่มโครงการ) เพื่อให้ผลการวิจัยมีน้าหนักน่าเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้น 3.4 วิธีวิจัยกรอบหลักสูตรกำรอบรมบุคลำกร ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลจาก 3 แหล่งสาคัญ ประกอบด้วย 3.4.1 แหล่งข้อมูลเอกสำร ด้วยการศึกษาวิเคราะห์ เอกสารการอบรมบุคลากรด้านการพัฒนาจิตวิญญาณ ซึ่งมี บันทึกไว้ในเอกสารและแสดงไว้ในเว็บไซต์ของหน่วยงานทั้งส่วนราชการ องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กร ศาสนาเช่น เอกสารโครงการอบรม กาหนดการ ผลการประเมินกิจกรรม ฯลฯ ข้อมูลส่วนนี้ใช้ วิธีการ อ่าน และจัดกลุ่มข้อมูล เพื่อนามาวิเคราะห์และใช้เป็นฐานในการติดตามแหล่งข้อมูลบุคคล นอกจากเอกสารการอบรมในประเทศแล้ว คณะผู้วิจัยได้ทบทวนวรรณกรรมในเรื่อง เดียวกันจากต่างประเทศตามที่ปรากฏในบทที่ 2 ด้วย เพื่อศึกษาการพัฒนาบุค ลากรด้านการพระ ศาสนาของศาสนาอื่น ได้แก่ ศาสนาคริสต์ทั้ง 2 นิกายหลัก ศาสนาอิสลาม ศาสนาฮินดู เพื่อให้มีข้อมูล ในการวิเคราะห์ตีความที่กว้างขวางรอบด้านมากขึ้น เนื่องจากในการศึกษาระยะที่ 1 พบว่า ทุกศาสนา กาลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน และให้ความสาคัญกับจัดการให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

99


เกิดขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาด้านบทบาทและกิจกรรมของศาสนาในบริบทสมัยใหม่และการพัฒนา อบรมบุคลากรผู้เผยแผ่ศาสนา 3.4.2 แหล่งข้อมูลบุคคล กลุ่มบุคคลสาคัญ 2 ส่วน ซึ่งผู้วิจัยเก็บข้อมูลมาใช้ในการวิจัยหลักสูตร โดยใช้หลักการ Sociometrix approach คื อ คั ด เลื อ กเจาะจงไปที่ บุ ค คลซึ่ ง สั ง คมกลุ่ ม ผู้ เ กี่ ย วข้ อ งในเรื่ อ งที่ ศึ ก ษา ยอมรับว่ามีความรู้ความเชี่ยวชาญใน 2 ประเด็นสาคัญของการพัฒนาหลักสูตร ประกอบด้วย 3.4.2.1 ผู้ทรงคุณวุฒิด้ำนกำรศำสนำ-สังคม กระบวนกำรเรียนรู้ กำรพัฒนำ จิตวิญญำณ ได้แก่ กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งผู้วิจัยได้สัมภาษณ์ในการวิจัยระยะที่ 1 ในประเด็นเรื่อง การพัฒนาการเรียนรู้ของบุคคล อาทิ พระไพศาล วิสาโล สมณะโพธิรักษ์, ศ.นพ.ประเวศ วะสี, นาย สุลักษณ์ ศิวรักษ์, ดร.อุทัย ดุลยเกษม, นพ.ดร.มโน เลาหวณิช, นายประชา หุตานุวัตร, นพ. ดร.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์, ดร.วีรณัฐ โรจนประภา เป็นต้น 3.4.2.2 กลุ่มพระสงฆ์ รายชื่อได้จากการศึกษาเอกสารในข้อ 3.4.1 และ/หรือได้รับคาแนะนาจากองค์กร และบุคคลที่จัดการอบรมการพัฒนาจิตวิญญาณ การบริหารจัดการวัดและกิจกรรมฝึกอบรม ให้แก่ พระภิกษุสงฆ์และคฤหัสถ์ ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในการอบรมพระสงฆ์ มีผลสาเร็จต่อเนื่อง จานวน 4 รูป เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เจาะลึกกรณี ประกอบด้วย 1. พระอาจารย์มหาไกรวัลย์ (พระมหา ดร.ไกรวัลย์ ชินทตฺติโย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัด พระงาม พระอารามหลวง ตาบลพระปฐมเจดีย์ อาเภอเมือง จังหวัดนครปฐม และรองประธานฝ่าย วิจัยและจัดการความรู้ กลุ่มเพื่อชีวิตที่ดีงาม เป็นผู้รับผิดชอบโครงการพระวิทยากรกระบวนธรรม มี ความเชี่ยวชาญในด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีเนื้อหาและรูปแบบดึงดูด น่าสนใจ 2. พระอาจารย์มหาสมัย (พระมหาสมัย สมโย) เจ้าอาวาสวัดป่าพระเจ้า ตาบล ปลายนา อาเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นผู้ริเริ่มโครงการรัตนโมเดล ดาเนินกิจกรรมเพื่อ พัฒนาตนตามแนวทางของพระพุทธเจ้า มีความเชี่ยวชาญในการเชื่อมประสานเครือข่ายให้เกิดความ ร่วมมือในการดาเนินกิจกรรม 3. พระอาจารย์สุขุม (พระครูสุขุม วรรโณภาส) ผู้อานวยการศูนย์พุทธธรรมพรหม วชิรญาณป่าดงใหญ่วังอ้อ ตาบลหัวดอน อาเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี มีความเชื่ยวชาญในด้าน การออกแบบกระบวนการอบรมธรรมแก่เยาวชน มีประสบการณ์การบริหารงานศูนย์อบรมธรรม

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

100


4. พระอาจารย์ณัฐภพ (พระณัฐภพ ขันติโก) พระแกนนาการจัดกิจกรรมเชิงรุกวัด ไผ่เหลือง ตาบลบางรักพัฒนา อาเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี วัดกรณีศึกษาจากการศึกษาวิจัย ระยะที่ 1 ซึง่ มีความเชี่ยวชาญในด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ ข้อมูลส่วนนี้นามาจัดกลุ่ม วิเคราะห์ หาความหมาย วิธีเก็บข้อมูลจากบุคคลอีกวิธีหนึ่งคือ ใช้แบบสอบถามส่งถึงพระสงฆ์และคฤหัสถ์ซึ่ง เป็น ผู้ทรงคุณวุฒิให้ข้อแนะนาเรื่องการจัดหลักสูตรการอบรมพระสงฆ์ รวมทั้งแนะนารายชื่อหนังสือที่ ต้องอ่าน ควรอ่าน สื่อการเรียนรู้ในรูปแบบอื่นๆ และสถานที่ที่ควรแก่การทัศนศึกษา รายชื่อวิทยากร เพื่อจัดทาเป็นทาเนียบความรู้ในหมวดต่างๆ ประกอบกรอบหลักสูตร 3.4.3 แหล่งข้อมูลเชิงบริบท ข้อมูลส่วนนี้ได้แก่สถานที่จัดการอบรมของวัดที่เป็นกรณีศึกษาระยะที่ 1 และวัดของ พระสงฆ์ซึ่งให้สัมภาษณ์ที่ได้ใช้เป็นศูนย์การอบรม ได้แก่ ศูนย์พุทธธรรมวชิรญาณ จ.อุบลราชธานี วัด พระศรีอารย์ จ.ราชบุรี วัดไผ่เหลือง จ.นนทบุรี ข้อมูลส่วนนี้เก็บโดยการสารวจสถานที่ สังเกตกิจกรรม ข้อมูลที่ได้ทั้งหมดจาก 3 แหล่ง ดังกล่าวข้างต้น นักวิจัยนามาตรวจสอบความถูกต้อง จัด กลุ่มวิเคราะห์ความสอดคล้อง ความเชื่อมโยง และวิเคราะห์ ให้ความหมายและตีความ แล้วสังเคราะห์ เป็นกรอบหลักสูตรการอบรมของโครงการวัดบันดาลใจ ตามรายงานผลการวิจัยในบทที่ 5

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

101


FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

102


บทที่ 4 ผลกำรศึกษำ 1 : บทสังเครำะห์ ลักษณะของปัจจัยร่วมที่จำเป็นต่อกำรฟื้นฟูบทบำทของวัดในเขตเมือง-กึ่งเมืองกึ่งชนบท ผลการศึกษาในระยะที่ 1 ก่อนเริ่มโครงการวัดบันดาลใจด้วยการศึกษาวัด 4 กรณีศึกษา (วัดไผ่เหลืองและวัดโพธิ์เผือก จ.นนทบุรี, วัดพระศรีอารย์ จ.ราชบุรี , วัดคลองแห จ.สงขลา) พบว่า “ปัจจัยที่เอื้อ ต่อการฟื้นฟูบทบาทการพัฒนาจิตวิญญาณของวัดในเขตเมือง” อันเป็นหน้าที่หลักของ วัดนั้น ประกอบด้วย 4 ปัจจัยซึ่งกล่าวโดยสรุปในการทบทวนวรรณกรรม (บทที่2) ได้แก่ปัจจัยทุน บุคคล, ปัจจัยกิจกรรมที่มีความหลากหลาย, ปัจจัยการบริหารการเงินที่สร้างความศรัทธา, ปัจจัยด้าน สถานที่ (สัปปายะ) การศึกษาในระยะที่ 2 ของครั้งนี้ ใช้เวลาเก็บรวบรวมข้อมูลในพื้นที่ของ 5 กรณีศึกษาใหม่อย่างต่อเนื่องมากกว่า 4 เดือน ผลการศึกษาพบว่า 4 ปัจจัยดังระบุไว้ในการศึกษา ระยะที่ 1 ได้รับการยืนยันว่าเป็นปัจจัยร่วมที่จาเป็นต่อการฟื้นฟูวัดในเขตเมืองและกึ่งเมืองกึ่งชนบท อย่างชัดเจน แต่ข้อค้นพบที่ได้มากไปกว่านั้นคือ ผลการศึกษาจาก 5 กรณีศึกษาใหม่ อันประกอบด้วย (1) วัดนายโรง ถนนบรมราชชนนี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร (2) วัดนางชี ถนนเทอดไท เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร (3) วัดป่าสุขสมบูรณ์ ต.สองชั้น อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ (4) วัดลานสัก ต.ลานสัก อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี (5) วัดภูเขาทอง ต.ภูเขาทอง อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ทั้ง 5 กรณีศึกษาได้ช่วยให้เห็นถึงรายละเอียดในประเด็นที่มีความสาคัญบางประการได้ มากขึ้น โดยเฉพาะเห็นถึงปัจจัยร่วมที่ถือว่าเป็นกลไกของการบูรณาการและผลักดันปัจจัยร่วมอื่นๆ ให้ ขับเคลื่อนการฟื้นฟูบทบาทวัดให้สามารถทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันเอื้อให้การดาเนินโครงการ วัดบันดาลใจและการปฏิรูปเพื่อฟื้นฟูบทบาทวัดในเขตเมืองและกึ่งเมืองฯ มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ผู้วิจัยได้แบ่งการรายงานผลการวิจัยในบทนี้ออกเป็น 3 หัวข้อสาคัญ โดยจะรายงานรายละเอียดไป ตามลาดับ ดังนี้ 9 4.1 ลักษณะกำรเปลี่ยนแปลงสู่ควำมเป็นเมืองและผลกระทบที่มีต่อบทบำทวัด รายงานถึงสภาพของวัดกรณีศึกษาจากการเปลี่ยนแปลงบริบทเป็นเมืองหรือ กึ่งเมืองฯ ซึ่งสร้างผลกระทบให้เกิดปัญหาอุปสรรคในการดารงบทบาทของวัดในระดับและลักษณะต่างๆกัน 4.2 กระบวนกำรฟื้นฟูบทบำทของวัดในเมืองและกึ่งเมืองฯ 9

รายละเอียดของวัดกรณีศึกษาแต่ละแห่ง ได้รายงานไว้ในภาคผนวกของผลการวิจัย

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

103


รายงานถึงข้อค้นพบว่าวัดกรณีศึกษาทั้ง 5 แห่ง มีกระบวนการฟื้นฟูวัดให้กลับมาทา บทบาทสาคัญของวัดได้อย่างไร ผลของการฟื้นฟูบทบาทมีระดับและลักษณะที่ แตกต่างกันในแต่ละ กรณีอย่างไร 4.3 ปัจจัยร่วมที่จำเป็นต่อกำรฟื้นฟูบทบำทวัดในเมืองเพื่อพัฒนำจิตวิญญำณ รายงานผลการสังเคราะห์ปัจจัยร่วมที่ถือว่าเป็นกลไกของการบูรณาการและผลักดัน ปัจจัยอื่นๆ ให้การฟื้นฟูบทบาทวัดเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประกอบด้วย 2 หัวข้อสาคัญ ได้แก่ 4.3.1 ปัจจัยร่วมด้ำนคุณลักษณะของทุนบุคคลและทุนทำงสังคมของวัด รายงานผลการวิเคราะห์-สังเคราะห์แจกแจงให้เห็นถึงรายละเอียดของคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ของทุนบุคคล กระบวนการพัฒนาตนเองของบุคคลและกลุ่มบุคคล อันจะเชื่อมโยงไปถึง รายงานผลการวิจัย 2 ในบทที่ 5 คือ กรอบหลักสูตรการฝึกอบรม “ฟื้นวัด คืนเมือง” ของโครงการวัด บันดาลใจ และวิเคราะห์ถึงทุนทางสังคมด้านอื่น ๆ ของวัดที่เป็นปัจจัยพอเพียง (Sufficient Factors) อันเอื้อให้การฟื้นวัดคืนเมืองมีประสิทธิภาพ บังเกิดผลได้มากขึ้น 4.3.2 ปัจจัยร่วมด้ำนกลยุทธ์กำรบริหำรเพื่อฟื้นฟูบทบำทวัด รายงานผลการศึกษาที่วิเคราะห์และสังเคราะห์ให้เห็นว่า ปัจจัยร่วมทั้งหลายในการ วิจัยระยะที่ 1 และ 2 จะมีประสิทธิภาพประสิทธิผลสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ฟื้นวัดคืนเมืองได้นั้น จะต้องมีกลยุทธ์ของการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดขึ้นด้วย มิใช่เหตุบังเอิญหรือความโชคดี 4.1 ลักษณะกำรเปลี่ยนแปลงสู่ควำมเป็นเมืองและผลกระทบที่มีต่อวัด 4.1.1 วัดนำยโรง : ถนนบรมราชชนนี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร วัดแห่งนี้สันนิษฐานว่าตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ประมาณ พ.ศ. 2403 ในอดีตชาวบ้านมี ความสัมพันธ์กับวัดอย่างแน่นแฟ้นตามลักษณะสังคมในชนบท โดยเฉพาะในช่วงของเจ้าอาวาสลาดับ ที่ 2 ของวัด คือหลวงปู่ร อด พระเถระผู้ มีชื่อเสี ยงในฝ่ ายวิปัสสนาธุระ ซึ่งมีวิชาอาคมในการสร้ าง เครื่องรางของขลังประเภทเบี้ยแก้ เพื่อใช้กาจัดภัยอันเกิดจากคุณไสยและภูตผี หลวงปู่รอดจึงมีลูก ศิษย์ มาอุป สมบทด้ว ยจ านวนมาก คลุ มพื้นที่ไปไกลในฝั่ งธนบุรี นนทบุรี และหั ว เมืองทางใต้ แต่ หลังจากยุคเฟื่องฟูในสมัยหลวงปู่รอด วัดนายโรงเริ่มเสื่อมถอยลงเนื่องจากขาดเจ้าอาวาสที่เข้มแข็ง และบางช่วงถึงกับไม่มีเจ้าอาวาสมาประจาที่วัดนานนับสิบปี ทาให้สภาพวัดเสื่อมโทรม กลายเป็นป่า หญ้าปกคลุม มีสภาพกึ่งวัดร้าง ขาดกาลังจากญาติโยมและผู้ดูแล มาเริ่มฟื้นฟูวัดใหม่อีกครั้งประมาณ พ.ศ. 2508 มีการพัฒนาสิ่งปลูกสร้าง เช่น กุฏิ ศาลาการเปรียญ อุโบสถ วิหาร เจดีย์ ฯลฯ พร้อมกับ ริ เ ริ่ ม ส่ ง เสริ ม การศึ ก ษาของพระเณรในวัด ฯลฯ เวลานั้ น พื้ น ที่ โ ดยรอบวัด ยั ง เป็น สวนผลไม้ แ ละ บ้านเรือนของชุมชนชาวสวนผลไม้ วัดและชุมชนยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเกื้อกูลกัน สภาพแวดล้อมทางกายภาพ วิถีชีวิตของผู้คนและความสัมพันธ์ระหว่างวัดและบ้าน เริ่ม FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

104


เปลี่ยนแปลงจากการเริ่มตัดถนนบรมราชชนนีในพ.ศ. 2525 วิถีชีวิตแบบชาวสวนในชนบท ที่ใช้การ สัญจรทางน้าด้วยเรือพาย-เรือหางยาว พระสงฆ์ยังพายเรือออกบิณฑบาตในยามเช้า ฯลฯ ได้ค่อยๆ หมดไป ผู้ อยู่ อาศัย ในชุมชนเก่าแก่ ที่เคยผู ก พันกับวัด ย้ายออกจากพื้นที่ ไปอยู่เขตชานเมื อ งหรื อ ต่างจังหวัด ความเป็นเมืองรุกเข้ามาใช้พื้นที่และเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพไปเป็น ลาดับและ หมดสิ้นไปอย่างสิ้นเชิง จนกล่าวได้ว่าใน 5 วัดกรณีศึกษา วัดนายโรง นับเป็นวัดที่ตั้งอยู่ใ นวงล้อมของ พื้นที่กลางใจเมืองมากที่สุด เนื่องจากติดเขตพื้นที่ธุรกิจสาคัญที่พลุ กพล่านของเมืองหลวงในฝั่งธนบุรี มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ (เซ็นทรัล พลาซ่า สาขาปิ่นเกล้า, เทสโก้โลตัส, เซน) ที่พักอาศัยแบบ สมัยใหม่คือคอนโดมิเนียมของผู้มีฐานะระดับกลางขึ้นไป (B+) จานวนมาก อยู่ใกล้โรงพยาบาลศิริราช, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสะพานสาคัญเชื่อมต่อกรุงเทพฯ-ธนบุรี (สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าสะพานพระราม 8) อัตราเร่งของการเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมจึงยังสูงยิ่งมาโดยตลอด ปัจจุบันพื้นที่โดยรอบวัดนายโรงคือชุมชนสมัยใหม่ ผู้คนที่เข้ามาอยู่อาศัยเป็นคนกลุ่ม ใหม่จากถิ่นอื่น ที่มาใช้ชีวิตและทางานในละแวกใกล้เคียงและเขตอื่น ๆ ของเมืองหลวงเนื่องจากการ เดินทางสะดวกสบาย แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีชุมชนระดับล่างซึ่งทางานรับจ้าง หรือหาเช้ากินค่าอยู่ราย ล้ อมวัดด้ว ยตามลั กษณะ 2 ขั้ว ของวิถีชีวิตคนกรุงเทพฯ แต่ไม่ ว่าจะเป็นผู้ อยู่อาศัยในระดับฐานะ เศรษฐกิจใด ต่างก็มีวิถีชีวิตที่ห่างเหินจากวัด หน่วยงานทางสังคมที่มีกายภาพอยู่ใกล้วั ดมากที่สุดคือ โรงเรียนวัดนายโรง แต่ระบบการศึกษาสมัยใหม่ก็มีข้อจากัดซึ่งไม่ทาให้เกิดเงื่อนไขจริงจังที่วัดและ สถานศึกษาจะต้องมีความสัมพันธ์กัน หากแต่ขึ้นกับบุคลากรของทั้ง 2 ฝ่ายในแต่ละยุคสมัยเป็นสาคัญ สภาพทางกายภาพและรูปแบบการใช้ชีวิต (Life Style) ของคนเมืองที่อยู่ล้อมรอบ ทา ให้วัดกลายเป็นสถานที่ไกลห่างจากชีวิตประจาวันปกติ มีความสาคัญบ้างตามประเพณีพิธีกรรมในบาง ช่วงเวลา หรือที่เปลี่ยนบทบาทไปเลยและเป็นดังที่วั ดนายโรงและวัดในเมืองประสบอยู่ คือการเข้ามา ใช้พื้นที่วัดเป็นสถานที่จอดรถ ซึ่งสาหรับวัดเมืองโดยทั่วไปแล้ว การใช้พนื้ ที่วัดเป็นที่จอดรถมิใช่ปัญหา หากเป็นปัจจัยบวกเพิ่มรายได้ให้แก่วัด แต่สาหรับวัดที่มีเจตนารมณ์จะฟื้นฟูวัดให้คืนสู่สัปปายะอันเอื้อ ต่อการพัฒนาจิตวิญญาณแล้ว ปัญหาที่จอดรถนับเป็นผลกระทบของเมืองที่สาคัญต่อวัด รวมไปถึง สัตว์เลี้ยงที่ถูกปล่อยทิ้ง อาชญากรรม ยาเสพติด ฯลฯ 4.1.2 วัดนำงชี : ถนนเทอดไท เขตภำษีเจริญ กรุงเทพมหำนคร วัดแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่ครั้งกรุ งศรีอยุธยา สร้างขึ้นพ.ศ. 2306 เนื่องจากเป็นวัดที่มี ประวัติความเป็นมาเกี่ยวข้องกับพระราชประวัติของสมเด็จพระรูปศิริโสภาคย์ มหานาคนารี พระชนนี ของพระบรมราชินีในรัชกาลที่ 1 ครั้งเสด็จออกบวชชี และมีการบูรณปฏิ สังขรณ์ใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 3 ทาให้มีศิลปกรรมแบบจีน มีลักษณะงดงามที่โดดเด่น วัดนางชีได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอาราม หลวง และได้รับการดูแลจากสถาบันพระมหากษัตริย์ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

105


อย่างไรก็ตาม วัดนางชีก็เป็นอีกวัดหนึ่งในเมืองที่ไม่สามารถหลีกพ้นจากการเปลี่ยนแปลง ของบริบทโดยรอบ จากการศึกษาพบว่าวัดนางชีมีสภาพใกล้เคียงกับวัดนายโรง แต่มีการเปลี่ยนแปลง ในอัตราเร่งน้อยกว่า เนื่องจากมิได้ตั้งอยู่ในศูนย์กลางของธุรกิจเมืองหลวง แต่จากการวิเคราะห์การ เปลี่ยนแปลงของบริบทโดยรอบของพื้นที่วัดนางชีที่ผ่านมาและที่กาลังจะเกิดขึ้น ก็คาดการณ์ได้ว่า ผลกระทบจะเพิ่มระดับมากขึ้นได้จากความเป็นเมืองที่เข้มข้นขึ้นเป็นลาดับในพื้นที่แห่งนี้ด้วย พื้นที่บริเวณรอบวัดนางชีแต่เ ดิมนั้น เป็นพื้นที่ทางการเกษตร ชาวบ้านละแวกวัดนางชี ต่างทาสวนหมาก สวนพลูปลูกพืชและผลไม้ไว้กินไว้ขาย โดยมุ่งทามาหากินส่งบุตรหลานเรียนหนังสือ เพื่อประกอบอาชีพอื่นนอกภาคเกษตรกรรม ทาให้ยุคต่อมาลูกหลานในย่านนี้เข้าไปทางานในเมือง คน รุ่นใหม่ในพื้นที่ค่อยๆห่างจากถิ่นที่อยู่และวิถีชีวิตในแบบเดิมของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย แม้จะมีการสืบทอด มรดกทางที่ดิน แต่ไม่มีการสืบทอดอาชีพและวิถีชีวิต ค่านิยม คนสมัยใหม่ซึ่งรั บการศึกษาอย่างใหม่ และมีรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างปั จเจกชน จึงห่างเหินกับพื้นที่ ไม่รู้สึกหวงแหนหรือเป็นส่วนหนึ่งของ พื้นที่ ดังนั้น เมื่อการพัฒนาจากภายนอกขยายตัวเข้ามา ทาให้ที่ดินบริเวณนี้มีราคาสูง คนรุ่นลูกรุ่น หลานที่รับมรดกที่ดินและไม่ได้ใช้ประโยชน์จึงขาย มีผลให้ที่ดินถูกเปลี่ยนมือ นาไปสู่การเปลี่ยนแปลง ของสภาพแวดล้อมทีละน้อยมาตามลาดับ ปัจจุบันวัดถูกรายล้อมด้วย 4 ชุมชนรอบวัดที่อยู่กันอย่างแออัดหนาแน่น ในลักษณะของ ย่านการค้ายุคเก่าที่ยังเป็นตึกแถวเก่า มีตลาด การค้าขายปลีกแบบเดิม และผู้อยู่อาศัยเดิมซึ่งโดยมาก คือคนรุ่นเก่าสูงวัยซึ่งมิได้ย้ายตามลูกหลานที่แยกครอบครัว การเปลี่ยนทางกายภาพที่สาคัญคือการตัด ถนนทางโซนทิศใต้ของวัดนางชี ให้เชื่อมต่อการเดินทางกับรถไฟฟ้ามหานคร ( BTS ) สายสีลม การ สัญจรที่สะดวกมากยิ่งขึ้น กาลังเปลี่ยนให้อาณาบริเวณดังกล่าวกลายเป็นที่อยู่อาศัยของคนสมัยใหม่ กลุ่มใหม่ในระดับฐานะสูงขึ้น เช่น การเกิดขึ้นของคอนโดมิเนียม 5 โครงการใหญ่ จานวน 3,424 ยูนิต ซึ่งจะทาให้มีผู้อยู่อาศัยหน้าใหม่ในพื้นที่ รอบวัดนางชีกว่า 3 พันครอบครัว ในอนาคตเป็นที่คาดการณ์ ได้ว่าจะตามมาด้วยการผุดขึ้นของศูนย์การค้า สถานบริการสมัยใหม่ตามรูปแบบชีวิตของคนรุ่นใหม่ การเปลี่ยนแปลงของบริบทที่ผ่านมาและที่กาลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน-รวมถึงอนาคต ล้วนมีผลกระทบต่อ การดารงบทบาทของวัดนางชี โดยเฉพาะกับคนกลุ่มใหม่หน้าใหม่ซึ่งมิได้ใกล้ชิดวัดอยู่ก่อน ส่วนคน ดั้งเดิมโดยมากเป็นผู้สูงอายุ การมาวัดต้องอาศัยเงื่อนไขเวลาและความสะดวก (รวมถึงความศรัทธา) ของลูกหลานซึ่งจะเป็นผู้พามา ปัญหาผลกระทบของเมืองอีกประการของวัดนางชี คือการเข้ามาใช้พื้นที่วัดเป็นที่อยู่ อาศัยซึ่งเรียกกันว่า “บ้านในวัด” คือผู้สร้างที่อยู่อาศัยในพื้นที่วัด เมื่ออยู่นานมากขึ้นก่อให้เกิดปัญหา ความระเกะระกะ การทับซ้อนของพื้นที่พระสงฆ์และฆราวาส สารพันปัญหาต่างๆ ของชาวบ้านมา เกิดขึ้นในพื้นที่ของวัด สร้างความไม่ปลอดภัยและทัศนียภาพที่ไม่เหมาะสมแก่การเป็นวัด และแน่นอน FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

106


ว่าการจะฟื้นฟูบทบาทของวัดจะเกิดขึ้นได้ยากหากไม่สามารถจั ดการปัญหาบ้านในวัดให้ลงตัวได้ และ หากจัดการไม่เหมาะสมก็จะก่อให้เกิดการกระทบกระทั่งระหว่างวัดและชาวบ้ าน อันเป็นประเด็นที่ไม่ พึงเกิดขึ้นกับวัด 4.1.3 วัดลำนสัก : ต.ลำนสัก อ.ลำนสัก จ.อุทัยธำนี วัดแห่งนี้เป็นวัดตั้งใหม่ สร้างขึ้นจากความร่วมมือกันของชาวชุมชนบ้านเก่าที่ต้องการมี วัดประจาหมู่บ้านตามวิถีชีวิตคนชนบทแบบเดิมที่ผูกพันสูงกับวัด ต้องการมีวัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของ คนในชุมชน จึงรวบรวมพุทธศาสนิกชนชาวบ้านเก่า ช่วยกันดาเนินการก่อสร้างขึ้นในพ.ศ. 2512 และ ได้รับประกาศตั้งขึ้นเป็นวัดเมื่อ 22 ธันวาคม พ.ศ.2526 ชื่อเริ่มแรกเรียกกันว่า “วัดบ้านเก่า” เพราะ อยู่ใกล้บริเวณชุมชนบ้านเก่า ต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดลานสัก” ตามชื่อของอาเภอลานสัก ซึ่ง มีการขยายเขตตัวเมืองของอาเภอมาเป็นสภาพแวดล้อมของวัดลานสักด้วย ลักษณะพิเศษของกรณีศึกษานี้คือตั้งอยู่ในบริบทของกึ่งเมืองฯ ซึ่งเห็นได้ค่อนข้างชัดทาง กายภาพ เนื่องจากพื้นที่ซึ่งรายล้อมวัดแบ่งออกเป็น 2 ฟากฝั่งที่แตกต่างกันโดยชัดเจน คืออยู่กึ่งกลาง ระหว่างเขตชุมชนบ้านเก่ากับเขตตลาดลานสัก ซึ่งเป็นย่านชุมนุมการค้าขายของอาเภอ คนในชุมชน ฝั่งตลาดมีความหลากหลายของคนต่างถิ่นฐานที่มาเข้ามาอยู่อาศัยในตลาด เพื่อประกอบอาชีพค้าขาย และรับจ้างเป็นส่วนใหญ่ เป็นที่รวมของร้านขายสินค้า บริการต่างๆ และสถานที่ราชการ ความสัมพันธ์ ของคนในส่วนของตลาดลานสักมีลักษณะแบบชุมชนเมืองที่ต่างคนต่างอยู่ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กัน หรือ รู้จักกันโดยผิวเผิน ส่วนชุมชนบ้านเก่าเป็นชุมชนที่ชาวบ้านยังคงมีการรวมกลุ่ มและช่วยเหลือเกื้อกูล กันอยู่ แต่คาดการณ์ได้ว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวก็มีแนวโน้มที่จะต้องเปลี่ยนแปลงจากการเปลี่ ยน สภาพของวิถีชีวิตชนบทรุ่นพ่อแม่ไปสู่สังคมของคนรุ่นใหม่ในรุ่นลูกหลานซึ่ง ได้รับการศึกษาสมัยใหม่ มิได้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม หากแต่เข้าทางานในตลาดงานจ้างภาครัฐ เอกชน ทั้งการผลิต การค้า การบริการ เหมือนลูกหลานของคนในชุมชนชนบทอื่นๆ โดยทั่วไป รูปแบบของวิถีชีวิตและการทางาน ปัจจุบันจะทาให้คนรุ่นใหม่ห่างไกลจากวัด และไม่มีความจาเป็นที่จะต้องอาศัยวัดเป็นที่พึ่งหรือศูนย์ รวมจิตใจเช่นเดียวกับรุ่นพ่อแม่ ในขณะเดียวกันผู้อยู่อาศัยในส่วนของพื้นที่ตลาด ก็รู้สึกว่าวัดมีความหมายจากัดในชีวิต ประจาวัน และการทามาหากินของตนเอง อีกทั้งไม่มีเวลาที่จะเข้าไปสัมผัสจริงจังหรืออาศัยให้เป็นที่ พึ่งทางใจในการแก้ ไ ขปั ญหาบรรเทาความทุก ข์ ของคนสมัยใหม่ แม้ว่า จะยังทาบุญตักบาตรร่ ว ม ประเพณีในวันสาคัญทางศาสนาก็ตาม การที่บริบทของวัดลานสักเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ เนื่องจาก อาเภอลานสักมิได้เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาสมัยใหม่ของจังหวัดอุทัยธานี ผลกระทบของปัญหา เมืองต่อวัดลานสักจึงไม่รวดเร็วและรุนแรงดังวัดในกรณีศึกษาอื่น กระนั้นก็ตาม ก็ยังมีปัญหาอื่นๆ ของ

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

107


เมืองและเกิดขึ้นกับวัดในเมืองจานวนไม่น้อยกระทบต่อวัดด้วย เช่นการมีสัตว์เร่ร่อนจรจัดเช่นสุนัข และแมวถูกนามาปล่อยให้เป็นปัญหาและภาระของวัดแม้จะไม่มากและรุนแรง กรณีศึกษาของวัดลานสัก จะเอื้อให้เห็นถึงการทางานเชิงรุกเพื่อคงสถานภาพในบทบาท การพัฒนาจิตวิญญาณของวัดในพื้นที่ กึ่งเมืองฯจานวนไม่น้อยที่ยังมิได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วใน อัตราเร่งสูง ว่ามิจาเป็นที่วัดจะต้องอยู่ในลักษณะตั้งรับ รอการรุกไล่และรับผลกระทบของเมืองแล้วจึง มาฟื้นฟูบทบาท หากแต่วัดยังสามารถเตรียมการตั้งรับไว้ก่อนและรักษาสถานภาพสาคัญของวัดไว้ได้ โดยการใช้ทุนและกลยุทธ์การบริหารจัดการปัจจัยร่วมต่างๆ ที่ทาให้วัดเข้มแข็งในบทบาทของตนเอง 4.1.4 วัดภูเขำทอง : ต.ภูเขำทอง อ.พระนครศรีอยุธยำ จ.พระนครศรีอยุธยำ วัดในกรณีศึกษานี้ เป็นวัดเก่าแก่ตั้งขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นประมาณพ.ศ. 1930 ตั้งอยู่ในพื้นที่สาคัญทางประวัติศาสตร์อันเกี่ยวเนื่องกับการกอบกู้ เอกราชของสมเด็จพระนเรศวร มหาราช จึงเป็นโบราณสถานสาคัญแห่งหนึ่ งที่ได้รับการจดทะเบียนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2478 ได้รับการ บูรณปฏิสังขรณ์โดยรัฐมาเป็นระยะ ทั้งในสมัยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม ประมาณพ.ศ. 2499 มา จนถึงปัจจุบันอยู่ในระหว่างการบูรณปฏิสังขรณ์ โดยกรมศิลปากร ในพระอุปถัมภ์ของพระเจ้าหลาน เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ จากข้อมูลของคนท้องถิ่นระบุว่า ก่อนสมัยการบูรณะของจอมพล แปลกนั้น วัดเป็นสถานที่รกร้างมีเพียงเจดีย์ทางประวัติศาสตร์ ชาวบ้านในชุมชนใกล้เคียงใช้ประโยชน์ จากพื้นที่ในฐานะเป็นแหล่งอาหาร เนื่องจากอุดมด้วยสายบัว ผักบุ้ง สันตะวา ตาล ฯลฯ หลังการ บูรณะ รัฐบาลได้นิมนต์พระจากวัดมงคลบพิตรมาเป็นเจ้าอาวาส มีผลให้วัดได้รับการฟื้นฟูบทบาทและ มีความสัมพันธ์กับชุมชนที่วัดตั้งอยู่โดยแน่นแฟ้นตามวิถีชีวิ ตยุคเกษตรกรรม ก่อนจะถูกกระทบให้ เปลี่ยนแปลงในยุคการพัฒนาหลังกึ่งพุทธกาล (พ.ศ.2500) ในปั จ จุ บั น หากพิจ ารณาโดยผิ ว เผิ นจากอาชีพ เกษตรกรรมของชุมชนรอบวั ด เพี ย ง ประการเดียวแล้ว ก็อาจประเมินว่าวัดภูเขาทองเป็นวัดในชนบท แต่ในความเป็นจริงแล้วบริบทต่างๆ ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก กล่าวเฉพาะทางกายภาพของพื้นที่ แต่เดิมวิถีชีวิตของผู้คนโดยรอบวัด ภูเขาทองเกี่ยวข้องกับแม่น้า คือแม่น้าเจ้าพระยาและคลองมหานาค ที่ใช้ในการอุปโภคบริโภค และ เป็ น แหล่ งน้ าส าหรั บ เกษตรกรรม การค้าขายทางเรือ และอาชีพขับเรือหางยาว แต่เมื่อเกิดการ เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในพื้นที่ลุ่มน้าภาคกลางซึ่งกลายเป็นแหล่งปลูกและส่งออกข้าวของประเทศ ในยุคพัฒนาความทันสมัยตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯแห่งชาติ การทานาเพื่อขายคืออาชีพหลักของ ชาวบ้าน คันคลองชลประทานได้กลายเป็นถนนเพื่อการขนส่ง การคมนาคมทางน้าหมดความสาคัญ มี รถยนต์รับจ้างเข้ามาแทนที่เรือหางยาว ในยุคต่อมามีการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่น้อย ไปจนถึง การตั้งนิคมอุตสาหกรรมจานวน 5 แห่งในพื้นที่ของจังหวัด

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

108


วิถีชีวิตและระบบความสัมพันธ์ของผู้คนได้เปลี่ยนแปลงตามระบบเศรษฐกิจและสังคม สมัยใหม่ ส่งผลให้ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม นิยมส่งลูกหลานเรียนหนังสือ เมื่อสาเร็จ การศึกษาก็เปลี่ยนวิถีชีวิตจากรุ่นพ่อแม่ ออกไปประกอบอาชีพนอกชุมชน มีผลให้ ชุมชนที่วัดตั้งอยู่ เหลือเพียงผู้สูงอายุที่ไม่มีพละกาลังทางานหนัก ดังนั้นการทานาที่ยังปรากฏอยู่นั้น มาจากการให้คน ต่างถิ่นเข้ามาเช่าพื้นที่ทานาในลักษณะมาเช้าเย็นกลับ มิได้ผูกสัมพันธ์กับคนท้องถิ่น ลักษณะสังคม บางอย่างที่ยังดารงอยู่ เช่น ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และความสามัคคีของคนในชุมชนยังมีให้เห็น จากการ จัดกิจกรรมในชุมชน ที่ผู้คนยังรวมตัวและช่วยเหลือกันอย่ างเต็มที่ หากแต่เป็นคนในกลุ่ มผู้สูงอายุ มากกว่าคนรุ่นลูกหลาน ดังนั้น วัดภูเขาทองจึงเป็นวัดในพื้นที่ กึ่งเมืองฯ ที่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงมาก ขึ้นเช่นเดียวกับที่วัดในกรณีศึกษาอื่น และเป็นแบบเดียวกับวัดในกรณีสุดท้าย คือวัดป่าสุขสมบูรณ์ 4.1.5 วัดป่ำสุขสมบูรณ์ : ต.สองชั้น อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ วัดป่าสุขสมบูรณ์เป็นวัดเกิดใหม่ในพ.ศ. 2556 แต่เดิมมีสถานภาพเป็นสานักสงฆ์โ คก พริก ก่อตั้งเมื่อพ.ศ. 2532 ด้วยการร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชนที่ต้องการมีพระมีวัดอยู่ใกล้เพื่อ ทาบุญ และเป็นศูนย์กลางของชุมชนเหมือนวัดในอดีตทั่วไป สมัยเดิมนั้นชุมชนโคกพริกมีผู้คนอาศัยอยู่ ไม่กี่หลังคาเรือน ชาวบ้านมีอาชีพเกษตรกรรมด้วยการทานาปี มีฐานะยากจน ต่อมามีการขยายพื้นที่ ทาเกษตรกรรม มีผู้อพยพย้ายถิ่นเข้ามา ปัจจุบันบ้านโคกพริกหรือชื่อต่อมาว่าบ้านสุขสมบูรณ์ มีผู้อยู่ อาศัยมากกว่า 50 หลังคาเรือน เป็นประชากรที่มาจากหลากหลายหมู่บ้าน ยังประกอบอาชีพหลักด้วย การทานาปี แต่เปลี่ยนรูปแบบจากการผลิตเองเป็นการจ้างงานทั้งระบบ ตั้งแต่การไถ หว่าน เก็บเกี่ยว และมีการเพาะปลูกมันสาปะหลัง ยางพารา ข้าวโพดด้วย การเปลี่ยนแปลงเป็นเมืองที่ล้อมรอบวัดมาก ขึ้น มาจากการที่บ้ านโคกพริ กเป็ นส่ ว นหนึ่งของเทศบาลตาบลสองชั้น หมู่ที่ 2 ซึ่งเป็ นศูนย์กลาง เศรษฐกิจของเทศบาล อันเป็นที่ตั้งของร้านค้าต่างๆ อาทิ ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหารและเครื่องดื่ม สมัยใหม่ ร้านค้าวัสดุก่อสร้าง สถานีบริการน้ามัน มีตลาดนัดจาหน่ายสินค้าทุกวันพุธและวันศุ กร์ แหล่งบันเทิงสมัยใหม่ ฯลฯ วิถีชีวิตของคนในชุมชนได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก เนื่องมาจากการประกอบอาชีพ เกษตรกรรมไม่สามารถรองรับค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้ วัยรุ่นและคนวัยทางานส่วนใหญ่ที่ยังอยู่ใน หมู่บ้านจึงออกไปทางานรับจ้างในเมืองทั้งแบบไปเช้าเย็นกลับ โดยมีรถตู้รับจ้างประจาทางที่มาวิ่งรับ คนรับของในหมู่บ้านไปส่งถึงปลายทางเป็นประจาทุกวัน บ้านเรือนจานวนไม่น้อยในปัจจุบันจึงถูกปิด ใส่กุญแจไว้ในเวลากลางวัน หรือเหลือกลุ่มประชากรสูงวัย ในรุ่นปู่ย่าตายายกับกลุ่มเด็กเล็กรุ่นหลาน หรือที่เรียกว่าครอบครัวแหว่งกลาง อยู่เฝ้าชุมชน ก่อนหน้าคนรุ่นหลานนั้น คนรุ่นลูกได้เติบโตและย้าย ถิ่นถาวรไปอยู่ในเมืองใหญ่จากการทางานหรือการศึกษามาก่อนแล้ว เมื่อมีครอบครัวก็จะส่งบุตรมาอยู่ กับพ่อแม่คือฝากให้ปู่ย่าตายายในชุมชนเป็นผู้เลี้ยงดู เมื่อถึงเวลาปิดเทอมเด็กก็จะถูกส่งไปอยู่กับพ่อแม่ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

109


ต่างถิ่น ส่วนกลุ่มวัยรุ่นที่จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจะไปเรียนต่ อที่อื่น บางส่วนไปทางาน ในเมืองกับผู้ปกครองแล้วย้ายถิ่นไปเลย จะกลับบ้านมาเยี่ยมญาติตามโอกาสสาคัญ วัดจึงเป็นสิ่งแปลกแยกกับวิถีชีวิตที่กล่าวมา โดยเฉพาะกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ซึ่งแสวงหา รูปแบบการใช้ชีวิตแบบเมือง ชื่นชอบกิจกรรมในรูปแบบใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาความเป็นเมือง ที่ทันสมัยใหญ่โตของจังหวัดบุรีรัมย์ เช่นความนิยมการเข้าร่วมเป็นทีมเชียร์ฟุตบอลของสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดที่โด่งดังของจังหวัด เมื่อมีการแข่งขันฟุตบอล กลุ่มเยาวชนในชุมชนจะไปร่วมร้องเพลงของทีม เพื่อเชียร์สโมสรที่สังกัด อันสะท้อนถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมสมัยใหม่โดยชัดเจน กล่าวโดยสรุปจากกรณีศึกษาทั้ง 5 วัดที่กล่าวมาจะเห็นว่า ลักษณะของการเปลี่ยนแปลง ทางสังคมของประเทศ โดยเฉพาะปัจจัยด้านอาชีพ การศึกษา มีผลกระทบต่อบทบาทของวัดทั้ง 5 กรณีศึกษา ในระดั บต่างๆ แตกต่างกันไป ก่อให้เกิดปัญหาที่ท้ าทายสูงในการฟื้นฟูบทบาทของวัด เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มิใช่เป็นการพลิกเปลี่ยนของการใช้พื้นที่จากเดิมเท่านั้น หากแต่เป็น การพลิกวิถีชีวิตทางวัฒนธรรม ระบบความสัมพันธ์ของบุคคลและองค์กร เปลี่ยนรสนิยมการบริโภค การแต่งตัว ความบันเทิง ฯลฯ รวมไปถึงการเกิดหน่วยงาน องค์กรใหม่ของรัฐและธุรกิจที่เข้ามาทา บทบาทซึ่งวัดเคยทาให้แก่สังคม ในด้านการศึกษา สาธารณสุข ส่งผลกระทบให้วัดในเมืองและกึ่งเมือง ฯโดยทั่วไปทั้ง 5 กรณีศึกษา ไม่สามารถสร้างบทบาทและพื้นที่ของตนเองในแบบเดิมที่ คนและวัดยัง ผูกพันต่อกัน มิใช่เพียงเพราะผู้คนมีโอกาสมาวัดน้อยลงเท่านั้น แต่การศึกษาในระบบซึ่งมิได้ให้คุณค่า ความส าคั ญ แก่ ก ารอบรมบ่ ม เพาะคนรุ่ น ใหม่ ใ ห้ เ ข้ า ใจในแก่ น พุ ท ธธรรมอย่ า งเพี ย ง พอที่ จ ะเห็ น คุณประโยชน์ของศาสนา คนรุ่นใหม่ (ซึ่งเรียกกันว่า Generation X – Y - Z) จึงมิได้เห็นคุณค่าของวัด มากกว่าสถานที่ประกอบพิธีกรรมตามประเพณีซึ่งตนเองก็มิได้สนใจมากนักหรือสนใจบ้างในบาง โอกาสสาคัญ หรือหากจะสนใจก็สนใจวัดซึ่งสามารถเอื้อประโยชน์ต่อสิ่งที่ตนเองต้องการในเรื่องดวง โชค ลาภ ที่จะนามาซึ่งความมั่งคั่ง ความสาเร็จตามกระแสสังคมวัฒนธรรมบริโภคนิยมทางวัตถุ วัดที่ จะอยู่รอดจาต้องแปรบทบาทของตนเองเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมด้วยการสร้างจุดขายที่ ตลาดต้องการ คือการขายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้บริการพิธี กรรม ซึ่งตรงข้ามกับหลักพุทธธรรม หรือการ ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของวัดเพื่อดึงดูดผู้คนให้ เข้าวัด ดังที่วัดจานวนมากในเวลานี้ดาเนินการอยู่ หากแต่ ก ารดึ ง ดู ด คนเข้ า วั ด โดยเฉพาะนั ก ท่ อ งเที่ ย วจะมี ผ ลต่ อ การส่ ง เสริ ม บทบาทการพั ฒ นา จิตวิญญาณและการเกื้อกูลสังคมของวัดได้อย่างไร คือคาถามใหญ่ของวัดในเมืองและกึ่งเมืองฯ อันที่จริงแล้ววัดในกรณีศึกษาก็มีจุดขายในลักษณะดังกล่าวอยู่ด้วย คือวัดนายโรงมีพระ บรมสารีริกธาตุจากศรีลังกามาประดิษฐานอยู่และมีหลวงพ่อรอดซึ่งเป็นพระเครื่องซึ่งเคยมีชื่อเสียงโด่ง ดังในอดีต ส่ ว นวัดนางชีมีจุดดึงดูดทางวัฒ นธรรมในฐานะพระอารามหลวงซึ่งมีศิลปกรรมเก่าแก่ จนกระทั่งได้รับความสนับสนุนจากสานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริ ย์ให้การอุปถัมภ์ดาเนินการ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

110


บูรณะ เช่นเดียวกับวัดภูเขาทองซึ่ง มี “รอยพญานาค” อันศักดิ์สิทธิ์ และเป็นโบราณสถานที่โดดเด่น กระทั่งพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์ในการอนุรักษ์ แต่วัดทั้ง 3 กรณีก็มิได้นาเงื่อนไขที่มีอยู่มาสร้างกระแสสังคมเพราะตระหนักในแก่นของบทบาทหลักของวัดใน ฐานะผู้ ใ ห้ ก ารพั ฒ นาด้ า นจิ ต วิ ญ ญาณแก่ ผู้ บ วชเรี ย นและแก่ ค ฤหั ส ถ์ ส่ ว นวั ด ลานสั ก และวั ด ป่ า สุขสมบูรณ์นั้นความท้าทายในการฟื้นฟูวัดอย่างไม่ ตามกระแสของวัดทั่วไปในปัจจุบัน คือการดารงอยู่ ท่ามกลางชุมชนซึ่งมิได้มั่งคั่งร่ารวยที่จะสนับสนุนวัดให้พัฒนาเช่นเดียวกับวัดที่มีชื่ อเสียงทั้งหลาย ในทางตรงข้าม วัดยั งจะต้องแสวงหาทางเกื้อกูล ชุมชนและนาพาความเกื้อกูล นั้นไปสู่ การพัฒนา จิตวิญญาณดังที่วัดเคยแสดงบทบาทนี้มาก่อนในอดีต อย่างไรก็ตาม วัดทั้ง 5 แห่งก็สามารถฟื้นฟูวัดในแต่ละกรณีได้ แม้จะต้องเผชิญกับปัญหา ของการเปลี่ยนแปลงทางบริบทจากความเป็นเมือง ดังจะได้รายงานในหัวข้อต่อไป 4.2 กระบวนกำรปรับตัวเพื่อฟื้นฟูบทบำทของวัดในเมืองและกึ่งเมืองกึ่งชนบท วัดทั้ง 5 กรณีศึกษา ในโครงการวัดบันดาลใจ ได้ตั้งเจตนารมณ์ที่ตรงกับเป้าหมายสาคัญ ของโครงการวัดบันดาลใจ คือการฟื้นฟูวัดให้มีบทบาทพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณของเมือง แต่ละ วัดที่เข้ามามีทุนเดิมในด้านต่างๆ และการดาเนินงานที่ยาวนานแตกต่างกัน มีปัญหาไม่เหมือนกัน ระดับของผลสัมฤทธิ์และลักษณะของกระบวนการฟื้นฟูจึ งแตกต่างกันไปด้วยตั้งแต่ก่อนเข้าโครงการ วัดบันดาลใจ 4.2.1 กระบวนกำรปรับตัวเพื่อฟื้นฟูบทบำทของวัดนำยโรง วั ด นายโรงเริ่ ม ต้ น การฟื้ น ฟู วั ด ในช่ ว งของเจ้า อาวาสล าดั บ ที่ 11 พระครู ป ริ ยั ติ วิมล (คานวณ ปคุโน ) ซึ่งมีความสนใจใฝ่รู้ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านบัญชีและงานออกแบบก่อสร้าง เมื่อ ท่านได้เข้ามารับตาแหน่งเจ้าอาวาสวัดนายโรง (พ.ศ.2508-2553) ท่านจึงดาเนินการก่อสร้างอาคาร ต่างๆ มากมายภายในวัด เช่น กุฏิ ศาลาการเปรียญ อุโบสถ วิหาร เจดีย์ หอพระไตรปิฎก หอฉัน ภัตตาหาร ศาลาท่าน้า ศาลาปฏิบัติธรรม ห้องสุขา ลานวัด เป็นต้น และให้การสนับสนุนด้านการศึกษา และงานเผยแผ่ธรรม โดยสนับสนุนการจัดตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคมวัด นายโรง ทิศทางการฟื้นฟูบทบาทวัดนายโรงนี้สืบต่อมายัง พระครูรัตนโสภณ (สุรัฐ สิริปุญฺโญ) เจ้าอาวาส ลาดับที่ 12 (พ.ศ. 2553-ปัจจุบัน) โดยท่านได้กาหนดเป้าหมายสาคัญของการฟื้นฟูบทบาทวัด คือ การ บูรณะวัดด้วยการจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเข้ามาร่วมกิจกรรมของศาสนิกชนโดยเชิดชู ฐานทุนเดิมของวัด เช่น วิหารหลวงปู่รอด พระบรมสารีริกธาตุ ศาลเจ้ากรับ โบราณสถานภายในวัด ไปพร้อมกับการจัดพื้นที่วัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมและเรียนรู้ด้านสังคม กระบวนการท างานเริ่ ม ด้ ว ยการวางแผนแม่ บ ทด้ า นสาธารณู ป การโดยมี ส ถาปนิ ก อาสาสมัครและคณะกรรมการวัดนายโรง เข้ามามีส่ ว นร่ว มกับวัดตั้งแต่เริ่มต้น คือ ร่ว มคิด ร่ว ม FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

111


วางแผน เพื่อปรับปรุงสัปปายะด้านกายภาพให้เหมาะสมแก่การปฏิบัติธรรม คือมีความร่มรื่น พื้นที่ เป็นสัดส่วนในการใช้สอย ในขณะเดียวกันก็ดาเนินการพัฒนาสัปปายะด้านบุคคลให้เอื้อต่อการเผยแผ่ ธรรม ด้วยการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการส่งเสริมการศึกษาของพระภิกษุสงฆ์ของวั ดให้มีภูมิรู้ทาง ธรรมและทางโลก สามารถสนทนาธรรมกับ ศาสนิกชนได้หลากหลายกลุ่มเป้าหมายพร้อมเน้นการ ปฏิบั ติตามพระธรรมวินั ย ให้ เป็ น ที่ศรั ทธาของศาสนิกชน พระภิกษุ และสามเณรของวัดจึงได้ การ ส่งเสริมอย่างจริงจังให้ได้รับการศึกษาทั้งฝ่ายปริยัติธรรมและการศึกษาสามัญ ที่จัดขึ้นโดยคณะสงฆ์ และมหาวิทยาลั ย ทั่ว ไป มีการก่อตั้งมูล นิ ธิห ลวงปู่ รอดเพื่อสนับสนุนการศึกษาของพระภิกษุ แ ละ สามเณร ส่วนด้านการปฏิบัติก็มีการอบรมอยู่ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม และในทุกปีจะมีโครงการอบรม ประจาปีคือโครงการธรรมสัญจร เพื่อนาพระภิกษุสามเณรไปปฏิบัติธรรมที่อาเภอวังน้าเขียว จ. นครราชสีมา พระลูกวัดจะได้รับการอบรมสั่งสอนให้ปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัยอยู่เสมอ เพื่อให้มี วัตรปฏิบัติเป็นที่เลื่อมใสของสาธุชนที่พบเห็น พระสงฆ์ต้องออกบิณฑบาต ทาวัตรสวดมนต์อยู่เป็น ประจา กระบวนการฟื้นฟูบทบาทวัดอีกส่วนหนึ่ งซึ่งเป็นจุดเด่นของวัดนายโรง คือการเผยแผ่ ธรรมเชิ ง รุ ก ด้ ว ยการข้ า มข้ อ จ ากั ด ของเวลาและ สถานที่ ด้ ว ยการเผยแผ่ ธ รรมผ่ า น สถานี วิ ท ยุ ก ระจายเสี ย งเพื่ อ พระพุ ท ธศาสนาและสั งคมวั ดนายโรง (ความถี่ FM 94.75 MHz. ) ตั้ ง แต่ พ.ศ. 2550 เนื่ องจากเจ้ าอาวาสเห็ น ถึงความเปลี่ ยนแปลงของวิถีชีวิตของผู้ คนในเมือง อันสร้าง ข้อจากัดให้ พุทธศาสนิ กชนที่มีความศรัทธาในธรรมขาดโอกาสพัฒนาธรรมให้ ก้าวหน้า เนื่องจาก ขัดข้องเรื่องสถานที่และเวลาทั้งของวัดและของสาธุชนไม่ตรงกัน ในขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงทาง วัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่หรือผู้ที่คุ้นเคยกับชีวิตสมัยใหม่ที่วัดมิใช่ส่วนหนึ่งของชีวิต ในแบบรุ่นพ่อแม่ ทาให้รู้สึกแปลกแยกและห่างเหินวัด ทั้ งๆ ที่ชีวิตมีความทุกข์จากการทางานและการใช้ชีวิตที่อาจจะ มากกว่าคนยุ คก่อน เนื่องจากความซับซ้อนของวิถีชีวิตเมือง ที่ระบบความสัมพันธ์ในระดับ ต่า งๆ แตกสลาย ตัวใครตัวมัน การเผยแผ่ธรรมผ่านรายการวิทยุ สามารถจะเข้าถึงคนกลุ่มนี้ได้บ้างหรือได้ มาก หากเนื้อหาหรือรูปแบบของรายการตอบโจทย์ชีวิตของผู้คนได้ตรงใจ โดยไม่ติดขัดว่าจะต้องมาวัด ในรูปแบบเดียวอย่างเดิมเท่านั้น จากการศึกษาเจาะลึกพบว่าสถานีวิทยุนายโรงในยุคเจ้าอาวาสท่านปัจจุบัน ได้รับการ พัฒนาจนเป็นกลไกช่วยสนับสนุนเชื่อมโยงกระบวนการฟื้นฟูบทบาทวัดทั้งในเป้าหมายของตนเอง คือ การเผยแผ่ธรรมแล้วยังเชื่อมโยงส่งต่ อไปสู่กิจกรรมอื่นๆ ของวัดทั้งทางธรรมและทางโลกอย่างได้ผล จากการวิ จั ย พบว่ า ความส าเร็ จ นี้ ม าจากกระบวนการท างานที่ มี ก ารก าหนด วิ สั ย ทั ศ น์ ปรั ช ญา วัตถุป ระสงค์ ผั งโครงสร้ างคณะท างานอย่ างชั ดเจน มีการกาหนดเป้าหมายที่ จะให้ ส ถานี วิ ท ยุ ฯ วัดนายโรง เป็นคลื่นธรรมะกระแสหลัก ของกรุงเทพมหานคร เจ้าอาวาสซึ่งเป็นผู้อานวยการสถานีให้ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

112


ความสาคัญกับกิจกรรมในส่วนนี้มาก เนื้อหาที่ออกอากาศจะได้รับการกาหนดอย่างละเอียดรอบคอบ สาระธรรมที่ออกอากาศต้องผ่านการคัดกรองและรับฟังมาก่อนทุกเรื่อง ว่าถูกต้องตามหลักธรรม แบ่ง สัดส่วนเป็นเนื้อหาธรรมะ 80% เนื้อหาสังคม 20% การพัฒนาสถานีวิทยุฯ ได้ให้ความสาคัญกับ 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ กาลังส่งสัญญาณและ เนื้อหาของรายการวิทยุ สาหรับการพัฒนากาลังส่งสัญญาณก็เพื่อช่วยให้สามารถขยายฐานการเผยแผ่ ธรรมออกไปให้ได้กว้างไกล มิให้เกิดความสูญเปล่าในเนื้อหาซึ่งได้สรรหาคัดกรองมาอย่างดี วัดนายโรง พัฒ นากาลั งส่ งสั ญญาณโดยได้รั บ การสนับสนุน จากญาติโ ยมผู้ มีจิตศรัทธา และผู้ ฟังรายการวิทยุ จนกระทั่งมีเสาส่งสัญญาณที่มีคุณภาพสามารถส่งสัญญาณได้ชัดเจน และครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคีย ง สะท้อนถึงความสาเร็จในการเผยแผ่ธรรมเชิงรุกด้วยสื่ อวิทยุ เมื่อเพิ่มกาลังส่ง สั ญญาณก็ยิ่ งมีผ ลให้เกิดการขยายกลุ่ มผู้ ฟังรายการวิทยุวัดนายโรงออกไปไปได้หลากหลายพื้นที่ ต่อเนื่องกันไป มาสะดุดในภายหลังจากการออกระเบียบจากัดกาลังส่งของวิทยุชุมชน ตามระเบียบ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งจากัดการกระจายเสียงให้อยู่เพียง 500 วัตต์ ตามระเบียบ ของสถานีวิทยุชุมชน ส่งผลกระทบให้เกิดการลดจานวนกลุ่มผู้ฟังที่มีบ้านพักอาศัยอยู่ห่างไกลจากวัด นายโรง เพื่อก้าวข้า มข้ อจ ากั ด ของระเบี ยบดัง กล่ าว วัดนายโรงได้พัฒ นาช่ อ งทางการรั บ ฟั ง รายการของวัดให้เข้าถึงได้ง่ายและเหมาะกับรูปแบบการใช้ชีวิตของคนเมืองมากขึ้น ด้วยการทา แอปพลิเคชั่น (Application) ฟังวิทยุวัดนายโรงผ่านสมาร์ทโฟน เพื่อให้สอดคล้องกับชีวิตสมัยใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ คือเยาวชน วัยรุ่น วัยทางานซึ่งใช้โทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟนกันเป็น จ านวนมาก แต่ ช่ อ งทางการเผยแผ่ นี้ ก็ มี ข้ อ จากั ด ในกลุ่ ม ผู้ ฟั ง ที่ สู ง อายุซึ่ ง มั ก ไม่ คุ้ น เคยกั บ การใช้ อินเตอร์เน็ต สมาร์ทโฟนเช่นกัน แต่ก็นับว่ากลไกการเผยแผ่ธรรมของวัดนายโรงขยายกลุ่มเป้าหมายได้ มากขึ้นจากเครื่องมือที่สอดคล้องกับกลุ่มผู้ฟังใหม่ ในด้ า นเนื้ อ หา แหล่ ง เนื้ อ หาส าคั ญ ซึ่ งท าให้ วัด นายโรงสามารถมี ข้ อ มู ล หลากหลาย รู ป แบบ กระทั่ ง สามารถจั ดวางรายการวิท ยุ ไ ด้ อ ย่า งเหมาะสม เกิ ด ขึ้ น จากการที่ เ จ้ าอาวาสเป็น คณะกรรมการในคณะทางานการจัดตั้งสถานีวิทยุพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. 2551 และใน พ.ศ.2553 ได้ดารงตาแหน่งเลขานุการคณะทางานการจัดตั้งสถานีวิทยุพระพุทธศาสนาแห่งชาติใน กากับมหาเถรสมาคมจนถึงปัจจุบัน ทาหน้าที่ดูแลสถานีวิทยุของคณะสงฆ์ที่อยู่ภายใต้กากับของ มหา เถรสมาคม จานวน 401 สถานี ด้วยเหตุนี้ทาให้สถานีวิทยุวัดนายโรงมีเครือข่ายในการแลกเปลี่ยนองค์ ความรู้เป็นจานวนมาก ในการไปเยี่ยมสถานีวิทยุต่างๆ ทั่วประเทศ เมื่อมีข้อมูลตรงส่วนไหนที่น่าสนใจ หรือทางวัดนายโรงไม่มี เจ้าอาวาสจะขอบันทึกข้อมูลมา และหากสถานีวิทยุไหนที่ต้องการข้อมู ลส่วน

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

113


ใดเพิ่มเติมและวัดนายโรงมี ทางวัดก็พร้อมให้การสนับสนุนจนเป็นเสมือนเครือข่ายวิทยุธรรมะไปโดย ปริยาย ต่อมา เมื่อวัดนายโรงเริ่มมีแหล่งข้อมูลเทปเสียงบรรยายธรรมะเป็นจานวนมาก ก็ร่วมกับ สมาคมผู้ปกครองโรงเรียนมัธยมศึกษาวัดนายโรงจัดทาผ้าป่าข้อมูล โดยการรวบรวมแผ่นซี ดีธรรมะ ของพระมหาเถรานุเถระสาคัญ ๆ บันทึกในฮาร์ดดิส 1 ตัว จานวน 401 ชุด มอบให้กับสถานีวิทยุของ วัดต่างๆ ภายใต้กากับของมหาเถรสมาคมจานวน 401 สถานี เพื่อใช้เป็นแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมในการ ออกอากาศของสถานีวิทยุเผยแผ่ธรรมทั่วประเทศ โดยเฉพาะสถานีซึ่งอยู่ในต่างจังหวัด การเข้าถึ ง ข้ อ มู ล ล าบากกว่ า ในพื้ น ที่ เมื อ ง วั ด นายโรงจึ งเป็ นผู้ นาในการรวบรวมความรู้ ท างธรรมที่ มีค วาม หลากหลายสูง นามาเผยแผ่ทั้งโดยช่องทางของตนเอง และโดยทางอ้ อม คือสนับสนุนหน่ว ยงาน องค์กรอื่นๆ ด้วย จนอาจกล่าวได้ว่า วัดนายโรงมีจุดเด่นในการจัดการความรู้ ทั้งในด้านการสะสมและ การนาไปใช้ประโยชน์ เพื่อฟื้นฟูบทบาทหลักในการเผยแผ่ธรรมของวัดได้อย่างน่าสนใจ ความสาเร็จของการขยายบทบาทวัดด้ว ยช่องทางใหม่นี้ มาจากการทางานด้ว ยการ กาหนดกลยุทธ์สาคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) การออกแบบเนื้อหารายการให้สอดคล้องกับอายุและพฤติกรรมของผู้รับฟัง 2) การคัดเลื อกเทปบรรยายธรรม ที่คัดสรรจากพระอาจารย์ที่มีชื่อเสี ยง มี ลู กศิษย์ ติดตามเป็นจานวนมาก 3) การคัดเลือกเนื้อหาด้านสังคมให้มีความสมดุลกัน ไม่โน้มเอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่ง เช่น มีเนื้อหาด้านธรรมชาติบาบัดก็มีเนื้อหาการรักษาสุขภาพจากแพทย์แผนปัจจุบัน ไปพร้อมกันด้วย รายการของสถานีวิทยุฯ วัดนายโรง กาหนดเนื้อหาและช่วงเวลาของการนาเสนอเนื้อหา ดังนี้ • ธรรมะยามเช้า ธรรมะแนวสร้างกาลังใจ เหมือนเสียงปลุกให้ตื่น เพื่อให้คน เห็ น ความส าคั ญ ของเวลา ตื่ น ขึ้ น มาท าหน้ าที่ ก ารงานด้ ว ยความ กระฉับกระเฉง • ธรรมะแนวปฏิบัติ ในช่วงเช้าตรู่ ผู้ฟังจานวนหนึ่งเริ่มนั่งสมาธิในช่วงเวลานี้ • ธรรมะแบบสบายๆ ในช่วงเวลาที่คนกาลังขับรถไปทางาน ได้ฟังเสียงอ่าน เรื่องราวเกี่ยวกับศีล 5 แบบฟังสบาย ไม่เครียด • ธรรมะแบบฟังง่าย นาประสบการณ์โดยตรงของตัวเองมาถ่ายทอดแก่ผู้ฟัง • ธรรมะแบบพระ ฟังจากง่ายๆ เริ่มไต่ระดับจนไปถึงการให้ความรู้ในเชิง วิชาการ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

114


• ละครธรรมะ สอดแทรกรายการบันเทิ งแต่แฝงไปด้วยสาระที่ให้แง่คิดแก่ ชีวิต • ประเด็นทางสังคม สาหรับวัดนายโรงมุ่งเน้นเรื่องสุขภาพทั้งตามแนวทาง แพทย์ทางเลือกและแพทย์แผนปัจจุบัน และกฎหมายน่ารู้ในชีวิตประจาวัน บทบาทการเผยแผ่ธรรมโดยช่องทางใหม่นี้ ได้ทาให้วัดสามารถรักษาสัมพันธ์กับสมาชิก ในชุมชนเดิมของวั ดที่ย้ ายถิ่น ฐานไปอยู่ต่างจังหวัดจากการขายที่ดินได้ด้ว ย ทาให้ ส ามารถรับฟัง ข่าวสารของทางวัดได้อย่างสม่าเสมอ เมื่ อมีโอกาสก็ยังเข้าร่วมกิจกรรม ที่สาคัญที่สุดคือเป็นกลไกของ การผลั กดัน ปั จ จั ย การฟื้น ฟูวัดในด้านอื่นของวัดนายโรงด้วย เช่น ทุนทรัพย์ แรงงาน โดยเฉพาะ กาลังคนในงานอาสาสมัคร ที่เข้ามาช่วยงานของวัด เช่น คอยอานวยความสะดวก ให้การต้อนรับผู้ที่ เข้ามาติดต่อกับทางวัดได้ตลอดวัน นอกจากนี้ยังสร้างแรงจูงใจให้ผู้ฟั งอยากมาเยี่ยมเยือนวัดด้ว ย ตนเอง เพื่อทาบุญ หรือมาพบปะผู้จัดรายการ สนับสนุนกิจกรรมในทางต่างๆ ของวัด นั่นคือเป็ น เครื่องมือและกลไกสาคัญของการสร้างความศรัทธาได้เป็นอย่างดี อีกหนึ่งกิจกรรมที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการมีสถานีวิทยุวัดนายโรง และมีผลอย่างมาก ในการขยายบทบาทของวัดในกระบวนการฟื้นฟู คือการจัดเผยแผ่ธรรมผ่านงานประจาปีของสถานี วิทยุฯ ที่เรียกว่า “1 ปี 1 ครั้ง รวมพลังสร้างสรรค์สังคม ให้อุดมปัญญา” เป็นงานที่จัดต่อเนื่องมา ตั้งแต่พ.ศ. 2551 เพื่อให้ผู้ฟังได้มีโอกาสพบกับผู้จัดรายการ และให้ผู้ฟังจากทั่วทุกทิศได้พบปะกันเอง เป็นการสร้างชุมชนสมัยใหม่ในรู ปแบบหนึ่งของวัดเมือง โดยเฉพาะในยุคสมัยของการมีสื่ อสั ง คม (Social Media) ซึ่งเอื้อให้การพัฒนาสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องสะดวกสบาย จากการเก็บข้อมูลและการสังเกตในวันงาน พบว่าวันดังกล่าว วัดได้ออกแบบกิจกรรมให้ตอบสนองต่อ ความสนใจของผู้เข้าร่วมได้อย่างหลากหลาย มีการผสมผสานระหว่างกิจกรรมเผยแผ่ธรรม การบริการ สังคม กิจกรรมนันทนาการ และวัดพยายามเชื่อมร้อยภาคีเครือข่าย เข้ามาเป็นผู้ร่วมจัดกิจกรรม เกิด เป็นกิจกรรมในรูปแบบใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของวัด เช่นในพ.ศ. 2553 และปีล่าสุด (พ.ศ.2560) ร่วมกับภาคีจัดผ้าป่าต้นไม้เพื่อนามาจัดสภาพแวดล้อมในวัดให้ร่มรื่น เหมาะที่ ศาสนิกชน จะเข้ามาทากิจ กรรมต่างๆ ภายในวัด กิจกรรมประจาปีดังกล่ าวยังช่วยให้ได้ข้อมูล เสี ยงสะท้อน ทางตรงเพื่อนามาปรับปรุงรายการของสถานีวิทยุฯ อีกด้วย การจั ดกิจ กรรมอย่ า งสื บ เนื่ อ งของสถานีวิ ทยุ ฯ มีส่ ว นต่อการขยายภาคี อ งค์ ก รและ ผู้สนับสนุน รายบุคคล ที่เอื้อให้กระบวนการฟื้นฟูบทบาทวัดขยายออกไปได้โดยไม่ติดขัดด้วยข้อจากัด พื้นที่และความเป็นเมือง เกิดกิจกรรมของการเกื้อกูลสังคมจากความสนับสนุนของบุคคล-องค์ กร ติดตามมา เช่น การอบรมภาษาอังกฤษสาหรับผู้สูงอายุ การอบรมจัดดอกไม้ อบรมการทาลูกประคบ สมุนไพร คลินิกส่งเสริมสุขภาพ เป็นต้น หลายกิจกรรมได้รับความสนใจสูงมาก เช่นการส่งเสริมอาชีพ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

115


ให้กับชาวบ้าน โดยสอนการทาน้าพริกของร้านนิตยาไก่ย่าง ซึ่งมีชื่อเสียงโด่ งดังที่ตั้งสาขาอยู่ในละแวก วัด โดยเชื่อมโยงกับโครงการชุมชนรักษาศีล 5 มีประชาชนให้ความสนใจเข้ารับการอบรมเป็นจานวน มาก ที่น่าสนใจสูง คือผลจากรายการวิทยุที่นาไปสู่การขยายเครือข่ายกับหน่วยงานสาคัญของ รั ฐ ที่ มี มิ ติ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ การแก้ ไ ขปั ญ หาสั ง คมของเมื อ ง อาทิ การร่ ว มคิ ด และวางแผนกั บ กรม คุมประพฤติ เพื่อจัดโครงการอบรมเยาวชนผู้ต้องคดีปีละ 2 รุ่น ให้มีโอกาสกลับตัวจากการอบรมกล่อม เกลาเพื่อพัฒนาจิตวิญญาณด้วยเนื้อหาและกระบวนการอบรมที่ สอดคล้องกับวิถีชีวิตของวัยรุ่น ฝึกให้ มีสติรู้เท่าทันตนเองและเข้าใจผู้อื่น อีกกิจกรรมทางสังคมที่เกี่ยวโยงปั ญหาสังคมกับการพัฒนาจิต วิญญาณได้ คือ การร่วมมือกับศาลจังหวัดตลิ่งชันซึ่งผู้นาหน่วยงานรับฟังรายการวิทยุของวัดนายโรง แล้วเกิดความศรัทธาและเห็นช่ องทางของการพัฒนาสังคมด้วยธรรมะ เบื้องต้นเกิดเป็นรายการตอบ ปัญหากฎหมายในรายการวิทยุของวัดนายโรง ซึ่งได้รับความนิยมสูง มีผู้โทรศัพท์เข้ามาถามปัญหาเป็น จานวนมาก ไปจนถึงการก่อตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ ยและประนอมข้อพิพาทในวัดนายโรง โดยมีการจัดอบรม ให้ความรู้เบื้องต้น กับ พระสงฆ์ในวัดให้ มีความรู้ด้านกฎหมายในกรณีพิพาทอัน เป็นความทุก ข์ ข อง ชาวบ้ าน เพื่อร่ ว มกับ เจ้ าหน้ าที่ข องศาลฯ ในการทาหน้าที่ไกล่ เกลี่ ย ข้ อ พิพ าทอย่า งใช้ ทั้ง มิ ติ ท าง กฎหมายและธรรมะเข้าบูรณาการแก้ไขปัญหา แม้ว่าต่อมากิจกรรมดังกล่าวจะยุติไปเนื่องจากการ เปลี่ยนผู้บริหารหน่วยงาน แต่กิจกรรมดังกล่าวก็สะท้อนให้เห็นถึงช่องทางของการฟื้นฟูบทบาททาง สังคมของวัดที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาจิตวิ ญญาณ ส่งเสริมธรรมได้เป็นอย่างดี อันเป็นบทบาทสาคัญ ของวัดในอดีตที่ผ่านมาด้วย อีก 1 องค์กรที่มีส่วนร่วมในระดับต่าง ๆ กับวัดนายโรงในการฟื้นฟูบทบาทของวัด คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาวัดนายโรง รวมไปถึงสมาคมผู้ปกครองของโรงเรียน ซึ่งให้ความสาคัญในการมี ส่วนร่วมกับวัด ทั้งการคิด การวางแผน การตัดสินใจ และการลงมือทากิจกรรมร่วมกันเพื่อการพัฒนา บทบาทของวัดและการพัฒนานักเรียน-โรงเรียน กระทั่งเกิดเป็นเครือข่าย “บวร” (บ้าน-วัด-โรงเรียน) ที่มีความเข้มแข็งเกื้อกูลซึ่งกันและกันในการพัฒนาจิตวิญญาณของครูอาจารย์ นักเรียนและพ่อแม่ ผู้ปกครอง อันเป็นการฟื้นฟูบทบาทของวัดทั้งทางโลกและทางธรรมได้พร้อมกัน นอกจากนี้ วัดยังสร้าง กระบวนการเชิงรุก ทางานร่วมกับองค์กรธุรกิจใกล้วัดที่มีนโยบายธุรกิจเพื่อสังคม (CSR) เช่น การร่วม กิจกรรมผ้าป่าต้นไม้ของวัดและวัดจัดอบรมธรรมให้แก่เจ้าหน้าที่ขององค์กรธุรกิจ เป็นต้น แม้จะประสานเครือข่ายต่างๆ ไปไกลอย่างกว้างขวางหลากหลาย แต่วัดนายโรงก็ยังให้ คงให้ความสาคัญกับการรั กษาความสัมพันธ์และการเอื้อเฟื้ อเกื้อกูลกับชุมชนโดยรอบวัดด้วย แม้จะ เป็นชุมชนใหม่ทเี่ ป็นไปตามสภาพของเมือง คือมิได้มีเงื่อนไขเวลาและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัดเหมือน ในอดีต เช่น ในกิจกรรมพิเศษต่างๆ ของวัดจะให้ความสาคัญเชิญ ตัวแทนชุมชนเข้าร่วมปรึกษาหารือ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

116


ในกิจกรรมผ้าป่าต้นไม้ของวัดก็ให้คนในชุมชนรอบข้างของวัดร่วมกันหาต้นไม้ตามรายชื่อที่กาหนด ใน งานสงกรานต์มีการทาบุญและการเล่นสาดน้าตามประเพณีอย่างสนุกสนานสร้างสรรค์ของชาววัดและ ชาวบ้านในชุมชน การออกบิณฑบาตตามเส้นทางในหมู่บ้านรอบวัดก็เป็นการสร้างความคุ้นเคยของ พระสงฆ์และชาวบ้านโดยรอบวัด ต่อมาขยายความ คุ้นเคยนี้ไปยังผู้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมและ โรงพยาบาล (เจ้าพระยา) ที่ อยู่ใกล้วัดที่ออกมาตักบาตรด้วย มีคนในชุมชนจานวนหนึ่งแม้จะไม่มาก มาร่วมทางานจิตอาสาของวัด และมีคนมาร่วมทาวัตรเย็นเป็นประจาที่วัดด้วย ในส่วนของการสงเคราะห์ของวัดแก่ชุมชนมีในหลายรูปแบบ เช่น ให้โอกาสการศึกษาแก่ เด็กในชุมชนซึ่งมีความประพฤติดี มีผลการศึกษาอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ครอบครัวมีความใส่ใจในการทา กิจกรรมร่วมกับโรงเรียนและวัด กิจกรรมบวชสามเณรภาคฤดูร้อนให้แก่เด็กนักเรียนวัดนายโรง โดยมี เด็กในชุมชนเข้าร่วมด้วยแม้จ ะไม่มากเพราะเน้นการอบรมนักเรียนของโรงเรียน มีการสงเคราะห์ ช่วยเหลือซ่อมแซมบ้านเรือนให้ครอบครัวที่มีฐานะลาบากในชุมชน แม้แต่การจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยและ ประนอมข้อพิพาทร่วมกับศาลตลิ่งชัน ก็มีเป้าหมายเพื่อการฟื้นฟูบทบาทเดิมของวัดในอดีต ที่เคยทา หน้าที่ช่วยแก้ไขปัญหาภายในชุมชนรอบวัด เมื่อมีความขัดแย้งกัน ด้วยการมาไกล่เกลี่ยปัญหากันที่วัด ด้วยบรรยากาศภายในวัด การพูดคุยร่วมกับพระสงฆ์ ช่วยลดการมุ่งเอาชนะต่อกัน การสงเคราะห์อีกอย่างหนึ่งของวัดนายโรงที่เอื้อแก่ชุมชนรอบวัด และไม่นาไปสู่ปัญหา เหมือนดังที่เกิดขึ้นระหว่างวัดและบ้านในพื้นที่เมืองทั่วไป คือการให้พื้นที่ลานกิจกรรมของวัด เป็น พื้นที่สาธารณะให้ชาวบ้านโดยรอบได้เข้ามาจอดรถในช่วงที่ไม่มีการจัดกิจกรรมพิเศษได้ โดยมีการเก็บ ค่าบารุงวัด บ้านละ 200 บาท/เดือน มีการกาหนดระเบียบการจอดรถที่ชัดเจนให้ปฏิบัติตามและมี การทาสัญญาเช่าที่ซึ่งระบุให้วัดสามารถขอคืนพื้นที่ได้ตลอดเวลา การอนุเคราะห์นี้มาจากฐานคิดที่ มิ ไ ด้ เ ห็ น พื้ น ที่ จ อดรถเป็ น ช่ อ งทางหาทุ น ให้ กั บ วั ด แต่ เ ป็ น การอยู่ กั น อย่ า ง อะลุ่ ม อล่ ว ย รั ก ษา ความสัมพันธ์อันดีกับชาวบ้ านโดยรอบวัด ซึ่งเป็นชุมชนที่ไม่มีพื้นที่ให้รถเข้าถึงตัว บ้าน การช าระ ค่าบริการที่จอดรถ เป็นการให้ค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ซึ่งมาดูแลความปลอดภัยในช่วงกลางคืน วัดจึงมี การเขีย นรายละเอีย ดการขอคืน พื้นที่จอดรถบริเวณใดก็ได้ เพื่อทากิจกรรมหรือปรับภูมิทัศน์ ได้ ตลอดเวลา โดยจะมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าภายใน 1 ปี (อ่านรายละเอียดประเด็นนี้ได้ในกรณีศึกษา วัดนายโรง ในภาคผนวก ก.) 4.2.2 กระบวนกำรปรับตัวเพื่อฟื้นฟูบทบำทหน้ำที่ของวัดนำงชี พระราชปัญญาภรณ์ เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน เข้ามารับตาแหน่งเจ้าอาวาสตั้งแต่พ.ศ. 2539 โดยก่อนเข้ารั บ ตาแหน่ งก็ เป็ น กาลั งส าคั ญ ของวัดนางชีอ ยู่ก่ อนแล้ ว ตั้งแต่ พ.ศ. 2526 เมื่อเข้า รั บ ตาแหน่งทางการก็ได้วางแผนการพัฒนาวัดโดยนาหลักอริยสัจ 4 (ทุกข์ -สมุทัย-นิโรธ-มรรค) มาเป็น แนวทางในการแก้ไขปัญหา เริ่มจากการวิเคราะห์ว่าวัดนางชีกาลังเผชิญกับปัญหาใดบ้าง (ทุกข์) พร้อม FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

117


วิเคราะห์หาสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหานั้น (สมุทัย) แล้วจึงคิดวิธีหาแนวทาง (นิโรธ) ที่เป็นไปได้ในการ แก้ไขปัญหาทีละปัญหา แล้วจัดเรียงลาดับความสาคัญก่อน-หลังเพื่อลงมือปฏิบัติ (มรรค) จากการพิจารณาในขณะนั้น เจ้าอาวาสพบว่า ปัญหาที่วัดนางชี กาลังเผชิญอยู่และต้อง แก้ไขมีจานวน 24 ปัญหา โดยกาหนดให้มีการแก้ไขปัญหา “บ้านในวัด” ก่อนเป็นอันดับแรก พร้อม กับการพัฒนาเชิงรุกไปในเรื่องของการพัฒนาเสนาสนะซึ่งเป็นที่พักและข้าวของเครื่องใช้ทั้งหลายของ พระสงฆ์ เช่น กุฏิ ศาลาการเปรียญ ศาลาท่าน้า ปัญหาการใช้พื้นที่ลานฟุตบอล ปัญหาพื้นที่จอดรถ ซึ่ง อยู่กันอย่างระเกะระกะปนเปไม่น่าดู วัดนางชีกาหนดกระบวนฟื้นฟู บทบาทวัดให้เริ่มต้นที่เรื่องของ กายภาพ เพราะเจ้ า อาวาสเห็ น ว่า การปรั บ ปรุ ง สิ่ ง ก่ อ สร้ า งและสิ่ ง แวดล้ อ มภายในวัด นางชี จะ เอื้ออานวยให้เกิดสัปปายะที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้ธรรมของญาติโยม เพื่อส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชน ได้เห็นวัดที่อยู่ท่ามกลางเมืองแล้วเกิดความศรัทธาในเบื้องต้น และมีสถานที่ในการจัดกิจกรรมอบรม ธรรมในเวลาต่อไปได้ แม้จะเริ่มจากการพัฒนาวัตถุ แต่ท่านก็ดาเนิ นการอย่างคานึงถึงเหตุปัจจัยอื่นๆ และปัญหาอื่นๆ เชื่อมโยงกันไปด้วย กระบวนการฟื้นฟูบทบาทของวัดนางชี มีดังนี้ (1) กระบวนกำรปรับปรุงสิ่งก่อสร้ำง ช่วงเวลาที่ผ่านมา วัดนางชีมีการซ่อมแซมอาคารเพียงเล็กน้อย ปรับปรุงแก้ไขบริเวณที่ ชารุดบางจุดเท่านั้น แต่ไม่มีการบูรณปฏิสังขรณ์อย่างจริงจัง เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงยุคสมัยของเจ้า อาวาสท่านปัจจุบัน อาคารต่างๆ ที่ได้ก่อสร้างมาเป็นเวลานานจึงทรุดโทรมตามกาลเวลา บางอาคาร ยังใช้งานได้แต่ต้องปรับปรุง บางอาคารต้องรื้อถอนเพราะไม่สามารถใช้งานได้และมีบางอาคารต้อง สร้างขึ้นใหม่เพื่อตอบสนองการใช้พื้นที่ในการทาบทบาททางธรรม เช่น การจัดฝึกอบรมธรรมะ เมื่อ สารวจแล้วพบว่า จาเป็นต้องมีการบูรณะหลายจุดและใช้งบประมาณจานวนมาก ก็ดาเนินการตาม เงื่อนไขที่มี มิได้เร่งระดมทุนแต่ใช้การวางแผนปรับเปลี่ยนพื้นที่ภายในวัดให้ถูกใช้งานอย่างเต็มที่ โดย ควบคุมสิ่งก่อสร้างให้มีจานวนที่พอดีและตั้งในตาแหน่งที่เหมาะสม เพื่อให้วัดนางชีสามารถมีสถานที่ ซึ่งสนับสนุนการทากิจ กรรมทางธรรมและเกื้อกูล แก่ชุมชนตามบทบาทหน้าที่หลั กและรองได้โ ดย ครบถ้วน การปรับปรุงสิ่งปลูกสร้างเกิดขึ้นพร้อมกับการเพิ่มพื้นที่สีเขียวบริเวณทางเชื่อมระหว่าง อาคารที่มีการรื้อถอนและสร้างใหม่ และปรับบริเวณพื้นที่ริ มคลองให้เปลี่ยนเป็นพื้นที่โล่ง ป้องกัน วั ย รุ่ น มาใช้ พื้ น ที่ วัด เป็ น แหล่ ง มั่ ว สุ ม เหมื อ นดั ง ที่ เ กิ ด ขึ้ น กั บ วั ดในเมื อ งจ านวนมาก การปรั บ ปรุง สิ่งแวดล้อมภายในของวัดในช่วงต้นไม่ราบรื่นนัก เนื่องจากชาวบ้านบางส่วนไม่เห็นด้วยกับการปลูก ต้นไม้ภายในวัด เนื่องจากต้องการพื้นที่ว่างเพื่อกิจอื่น ในระยะแรกการปรับปรุงพื้นที่บริเวณนี้จึงเกิด สถานการณ์ “โยมตัดพระปลูก” ต้นไม้ที่พระได้ร่วมกันปลูก ชาวบ้านบางส่วนแอบตัดทิ้งเป็นประจา วันใดที่พบว่าต้นไม้ถูกตัดทิ้ง เจ้าอาวาสจะให้ปลูกเพิ่มเป็นเท่าตัวจากจานวนที่ถูกตัด เช่น ถูกตัด 4 ต้น FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

118


จะปลูกใหม่ 8 ต้น และปรับเปลี่ยนวิธีด้วยการล้อมต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่มาปลูกเพิ่มด้วย จากการแก้ไข ปัญหาของเจ้าอาวาสทาให้คนแอบตัดหยุดตัดไปในที่สุด โดยไม่มีการกระทบกระทั่งรุนแรง เนื่องจาก ท่านมิได้กล่าวโทษตาหนิใคร หากแต่ลงมือดาเนินการในสิ่งที่เห็นว่าควรโดยไม่ย่ อท้อ ให้คนเห็นความ มุ่งมั่นอดทน ต่อมาเมื่อต้นไม้มีเพิ่มมากขึ้น ความร่มรื่นเกิดขึ้นด้วย ปัญหาความเห็นไม่ตรงกันระหว่าง วัดและชาวบ้านที่เคยใช้พื้นที่ก็หยุดไป และชาวบ้านเกิดความศรัทธาในความอุตสาหะ ไม่ย่อท้อทาสิ่ง ที่ เ ห็ น ว่ า ดี ง ามแก่ วั ด และสาธุ ช นที่ จ ะเข้ า มาใช้ ป ระโยชน์ เนื่ อ งจากเมื่ อ แล้ ว เสร็ จ ทางวั ด ก็ มิ ไ ด้ เฉพาะเจาะจงว่าใครมีสิทธิ์เข้ามาใช้ประโยชน์ภายในพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจนี้ ทุกคนทั้งที่บ้านใกล้ บ้าน ไกล เคยสนับสนุนหรือไม่เคยสนับสนุนกิจกรรมของวัดนางชี ก็สามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ อย่างอิสระ ช่วยให้ผู้ที่เข้ามาพักผ่อนกายเกิดความสงบทางใจจากบรรยากาศที่ร่มรื่น ในมุมมองของเจ้าอาวาสการปรับปรุงด้านสิ่งแวดล้อมเป็นการสร้างพื้นที่เชื่อมโยงญาติ โยมให้เข้าสู่การเรียนรู้ทางธรรมได้ โดยท่านมุ่งหวังให้สิ่งแวดล้อมและความร่มรื่นเป็นสื่อที่ประสาน ผู้คนให้เข้ามาใช้ประโยชน์ภายในวัด เมื่อมีการออกแบบสอดแทรกกิจกรรมทางธรรมทีละเล็กละน้อย จะทาให้ผู้ที่เข้ามาใช้ประโยชน์จากพื้นที่ทางธรรมชาตินี้ได้ซึมซับหลักธรรม ซึ่งเป็นแผนในอนาคตที่จะ ช่ว ยเยี ย วยาขัด เกลาจิ ตใจให้ กั บ ญาติ โ ยม ผ่ านการเรีย นรู้ห ลั กธรรมค าสอน ผ่ านธรรมชาติ เช่น อนุเคราะห์พื้นที่ให้พ่อค้าแม่ค้ามาหลบแดดกินข้าวกลางวัน เพื่อให้ผู้ใช้ประโยชน์ได้รู้พระคุณของวัด แล้ววางแผนต่อไปว่าจะติดลาโพงเล็กๆ เปิดบรรยายธรรม ให้ผู้เข้ามานั่งพักผ่อนได้รับฟังธรรมไปด้วย กระบวนการฟื้นฟูวัดนางชีแม้เริ่ม โดยกายภาพ แต่มีเป้าหมายนาไปสู่ธรรม เป็นกระบวนการพัฒนา วัตถุที่กากับด้วยเป้าหมายให้บรรลุบทบาททั้ ง 2 ประการของวัด คือเตรียมความพร้อมเพื่อใช้เป็น สถานที่ปฏิบัติธรรมไปพร้อมๆ กับการเกื้อกูลแก่บุคคลและชุมชนทั่วไป โดยกระบวนการฟื้นฟูกายภาพ ของวัด มีความระมัดระวังที่จะไม่ทาให้การพัฒนาวัตถุ สิ่งปลูกสร้าง นาไปสู่การระดมทุนด้วยการ เรี่ ย ไร สร้ างวัตถุมงคล เหมือนดั งที่วัดทั่ว ไปจานวนมากดาเนิน การ ซึ่งเป็นที่มาของสถานการณ์ “พุทธพาณิชย์” มีผลให้แก่นธรรมของศาสนาเบี่ยงเบนออกไปจากบทบาททางธรรม หลังการพัฒนาสภาพแวดล้อมหรือสัปปายะด้านสถานที่แล้ว จากการเก็บข้อมูลด้วยการ สังเกตและสัมภาษณ์ มีผู้ให้ข้อมูลว่า เข้ามาใช้ประโยชน์จากสถานที่อันร่มรื่นบ่อยครั้งขึ้น กลายเป็นที่ พักผ่อนหย่อนใจอันสงบของคนใกล้ คนผ่านทาง ในเวลาเดียวกัน เจ้าอาวาสยังใช้การพัฒนาสถานที่ สิ่งแวดล้อม ในการสร้างเครือข่ายภาคีได้ จากการที่งานพัฒนาพื้นที่มีความเป็นรูปธรรม มองเห็น เป้ าหมายและผลส าเร็ จ ได้ง่าย การขอความร่ว มมื อและการสนับสนุนจึงทาได้ไม่ยาก หากมีการ เคลื่อนไหวทางกิจกรรมในการบูรณะปรับปรุงวัดอย่างแข็งขันต่อเนื่อง ดังในเวลาต่อมา การฟื้นฟูพื้นที่ ของวัดนางชีจึงได้รับการสนับสนุนจากสานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในด้านการอนุรักษ์ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

119


โบราณสถาน เพราะวัดนางชีมีประวัติเก่าแก่ ที่สัมพันธ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่นเดียวกับการจัด กิจกรรมประเพณีของวัดที่มีชื่อเสียงมาเนิ่นนาน คือประเพณีแห่เรือชักพระไปตามลาน้า วัดได้พัฒนา กิจกรรมที่โดดเด่นนี้มาสร้างการมีส่วนร่วมของสังคมได้มากขึ้นจากหน่วยงานต่างๆ ที่สาคัญมากไปกว่า นั้น คือทากิจกรรมให้ เชื่อมโยงถึงบทบาทเผยแผ่ธรรมด้วยการพัฒนาให้มีกิจกรรมการแข่งขันตอบ ปัญหาธรรม ปาฐกถาธรรม การประกวดการสวดสรภัญญะของเยาวชน เพื่อขัดเกลาจิตให้เกิดความ สงบจากการสวดมนต์และเรียนรู้เนื้อหาธรรมไปพร้อมกันฯลฯ กิจกรรมนี้ได้ค่อยๆ พัฒนา จนกระทั่ง ปัจจุบันเป็นที่สนใจมีผู้สมัครเข้าร่วมอย่างกว้างขวางจากทั่วประเทศ ในกระบวนการฟื้นฟูบทบาทของวัดนางชีซึ่งเริ่มจากการพัฒนาสถานที่-สิ่งแวดล้อมนั้น ปัญหาหนึ่งซึ่งจะต้องประสบเพราะเป็นอุปสรรคสาคัญของวัดเมืองโดยทั่วไป คือการจัดการขอคืนพื้นที่ วัดจากการมีบ้านเรือนของประชาชนมาใช้พื้นที่ในเขตวัดซึ่งเรียกกันว่า “บ้านในวัด” อันเป็นปัญหาที่มี ความเปราะบางอ่อนไหว เพราะหากวัดจัดการไม่เหมาะสม วัดและบ้านก็มีโอกาสขัดแย้ง ในบางกรณี ถึงขั้นร้าวฉานกับชุมชนหรือเสี ยความศรัทธาจากผู้รับรู้ข่าวสาร อันผิดหลักการของวัดที่ ต้องเกื้อกูล สั ง คม และพึ ง เป็ น ตั ว อย่ า งที่ ดี ข องการใช้ ส ติ ปั ญ ญาในการคลี่ ค ลายปั ญ หา มิ ใ ห้ ศ าสนิ ก ชนเกิ ด ภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อวัด วัดนางชีเผชิญปัญหาสาคัญนี้ ในกระบวนการฟื้นฟูสัปปายะของวัด หากแต่ สามารถจัดการให้ลุล่วง จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นวิธีปฏิบัติที่ดี (Good Practice) ผสมผสานหลักการทาง ธรรมและทางโลกมาดาเนินการ ทาให้กระบวนการฟื้นฟูวัดไม่สะดุดติดขัด ความเป็นมาของปัญหา “บ้านในวัด” เกิดจากพื้นที่วัดนางชีด้านติดกับวัดนาคปรกมี ชาวบ้ านเข้ามาขอความเมตตาจั บ จองพื้น ที่อยู่อาศัยเป็นเวลานานมากแล้ ว ก่อนที่เจ้าอาวาสองค์ ปัจจุบันจะเข้ามาดารงตาแหน่ง ที่ผ่านมา ไม่เคยมีเจ้าอาวาสรูปใดดาเนินการจัดระเบียบชาวบ้านที่ อาศั ย ภายในพื้ น ที่ วั ด ได้ ส าเร็ จ มี ก ารอะลุ่ ม อล่ ว ยให้ ช าวบ้ า นได้ อ ยู่ อ าศั ย อย่ า งอิ ส ระ ไม่ มี ก ารตั้ ง กฎระเบียบใดๆ ชาวบ้านที่อยู่อาศัยได้รับความอนุเคราะห์ให้อยู่อาศัยฟรีไม่เสียค่าเช่ามาโดยตลอด ทุก หลังคาเรือนเดินเรื่องขอเลขที่บ้าน น้าประปาและไฟฟ้ามาใช้ภายในครัวเรือนด้วยตนเอง แต่ละคนจะ ใช้เงินส่วนตัวในการสร้างบ้าน ปรับปรุง ต่อเติมบ้านตามกาลังความสามารถที่แตกต่างกัน บางบ้าน สร้างด้วยปูน บางบ้านสร้างด้วยไม้ สภาพบ้านเรือนโดยรวมสร้างติดกันมีลักษณะคล้ายชุ มชนแออัด ผู้ อยู่อาศัยบางคนเป็นหน้าใหม่เพราะมีการเปลี่ยนมือจากการเซ้ง ปล่อยเช่า ทาให้มีผู้คนผลัดเปลี่ยนไป มา พื้นที่ดังกล่าวจึงเป็นแหล่งปัญหายาเสพติด การพนัน อบายมุข ไปจนกระทั่งปัญหาโสเภณี โดยที่ วัดไม่สามารถดูแลความสงบเรียบร้อยเหมาะสมแก่การอยู่อาศัยบนพื้นที่ ทางจิตวิญญาณได้ ทาให้ ภาพรวมทางกายภาพของวัดนางชีในขณะนั้นไม่เป็นระเบียบ กุฏิพระและบ้านของชาวบ้าน ตั้งอยู่ สับสนปนเปกันไปหมด

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

120


เจ้าอาวาสจัดระเบียบบ้านในวัด โดยกาหนดขั้นตอนอย่างเป็นกระบวนการ มี การเก็บ ข้อมูลด้วยการหมั่นสังเกตพฤติกรรมผู้พักอาศัย คุณภาพชีวิตในการอยู่อาศัย ที่สาคัญที่สุดคือ ตั้งธงว่า จะจัดการแก้ไขปัญหาโดยระมัดระวังมิให้เกิดความรุนแรง มีการวางวิธีการเจรจาอย่างเป็นขั้นตอน นา เทคนิคการสร้างแรงจูงใจมาใช้กระตุ้นให้ญาติโยมย้ายออกเร็วขึ้น ช่วยย่นระยะเวลาของปัญหาและลด แรงปะทะที่อาจเกิดขึ้น ในขณะเดียวกันก็ประชาสั มพันธ์แจ้งข่าวสารให้พุทธศาสนิกชนที่เป็นมิตรของ วัดได้เข้าใจที่มาที่ไปของเหตุการณ์และทิศทางการแก้ไขปัญหาของวัด เพื่อเป็นการบอกกล่าวข้อมูลแก่ สาธารณะ ให้ญาติโยมได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ทาให้เกิ ดความสับสนจนอาจทาให้เข้าใจผิด ถ้าได้รับ ข่าวสารจากแหล่งอื่นที่ไม่เป็นความจริง ทั้งยังเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา สร้างผู้ร่วมกระจายข่าวสารให้แก่วัด นอกจากนี้ กระบวนการแก้ไขปัญหาจะไม่รวมศูนย์ที่เจ้าอาวาสรูปเดียว แต่ทางานเป็น หมู่คณะ ในวัดมีผู้ช่วยเจ้าอาวาสร่วมคิด ภายนอกวัดมีผู้รู้ที่ผ่านประสบการณ์แก้ไขปั ญหาบ้านในวัด โดยตรง เช่น เจ้าอาวาสวัดชิโนรส และทนายความซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านกระบวนการยุติธรรม ทาให้การทางานเพื่อแก้ไขปัญหาบ้านในวัดของวัดนางชีไม่โดดเดี่ยว เป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดจาก ความร่วมมือของแกนนาภายในวัดและผู้เชี่ยวชาญภายนอกวัด แม้ในกระบวนการทางานด้านอื่นเพื่อ การฟื้นฟูวัด ก็จะใช้หลักการทางานเป็นหมู่คณะ วัดนางชีมีผู้ช่วยเจ้าอาวาส (พระวิสุทธิ์ธีรพงษ์) และ กลุ่มพระภิกษุสงฆ์ที่มีความสามารถรูปอื่นๆ ร่วมกับฝ่ายคฤหัสถ์ซึ่งเห็นการทางานของพระสงฆ์แล้วเกิด ความศรัทธา เข้ามาช่วยงานโดยจิตอาสา เช่น กลุ่มจิตอาสาด้านสถาปัตยกรรมและกลุ่มอาสางานครัว งานประเพณีชักพระ เป็นต้น ความเด่นของกรณีศึกษาวัดนางชี คือ การสะท้อนให้เห็นว่า การฟื้นฟูกายภาพหรือ สั ป ปายะทางกายภาพมีความส าคัญ แต่จะต้องดาเนินการโดยมีวิธีคิดและปฏิบัติที่ส อดคล้ องกับ หลักธรรม ให้ความสาคัญกับกระบวนการดาเนินการมิใช่เพียงต้องการผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลง เช่น การปรับปรุงสิ่งแวดล้อมต้องไม่นาไปสู่การระดมทุน ด้วยวิธีการที่ไม่ส่งเสริมธรรม หรือออกนอก กรอบของบทบาทหน้าที่หลักของวัด ในทางตรงข้าม มุ่งที่จะให้การพัฒนากายภาพหรือวัตถุ เป็น กระบวนการเผยแผ่ธรรมได้โดยอ้อมแก่ผู้เกี่ยวข้องด้วย และยังสร้างความศรัทธาในการทางานตาม แนวทางของหลักธรรมให้สาธุชนเห็นในเรื่องเมตตาธรรม ขันติธรรม กระบวนการเช่นนี้ จะดึงองค์กร และบุคคลที่ยังศรัทธาในหลักพุทธธรรมเข้ามาสนับสนุนได้ โดยไม่ต้องเบี่ยงเบนธรรมเพื่อความอยู่รอด ของวั ด อี ก ทั้ ง การปรั บ ปรุ ง สั ป ปายะด้ า นสถานที่ ยั ง เป็ น ช่ อ งทางเชื่ อ มโยงวั ด กั บ ชุ ม ชนรอบข้ า ง นอกจากนี้วัดยังเอื้อเฟื้อพื้นที่วัดให้เป็นที่จอดรถในเวลาที่ไม่มีกิจกรรม

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

121


(2) กระบวนกำรฟื้นศรัทธำ การปรับปรุงสัปปายะด้านกายภาพอย่างมีกุศโลบายให้ถึงธรรมดังกล่าวมาให้ข้อแรก ก่อให้เกิดความศรัทธาแก่สาธุชนที่ได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ และบุคคลทั่วไปซึ่งเห็นความเพียรพยายาม ของพระสงฆ์ในวัดทั้งเจ้าอาวาสและพระลูกวัดในการฟื้นฟูเปลี่ยนแปลงสถานที่ให้กลั บมาเป็นวัดอย่าง ที่วัดควรจะเป็น แต่การจะก่อให้เกิดความศรัทธาอย่างต่อเนื่องยั่งยืนได้ ย่อมต้องขึ้นกับสัปปายะด้าน บุคคล คือพระสงฆ์ต้องมีความรู้ความสามารถให้ธรรมะที่สอดคล้องทันยุคสมัยของโลก ยิ่งไปกว่าการ สอนธรรม คื อ การปฏิ บั ติ ต นตามพระธรรมวิ นั ย มี ก ารประกอบกิ จ ของสงฆ์ ต ามวั ต รปฏิ บั ติ ใ ห้ พุทธศาสนิ กชนเกิดความศรั ทธาเลื่ อ มใสด้ว ยเป็ นส าคั ญ ดังนั้น พระสงฆ์ในวัดนางชีจึงได้รั บ การ สนั บ สนุ น การศึ ก ษาทางธรรมและทางโลก ปฏิ บั ติ ห น้ า ที่ จ ะพระสงฆ์ ด้ ว ยการแบ่ ง เส้ น ทางออก บิ ณ ฑบาต สวดมนต์ ท าวั ต รทุ ก วั น และฝึ ก หั ด การแสดงพระธรรมเทศนา ซึ่ ง ที่ วั ด จะแบ่ ง ระดั บ ความสามารถเป็น 3 ระดับ ได้แก่ เทศน์ได้ – คือมีความสามารถในการอธิบายความรู้ทางธรรม เล่าเรื่องทางธรรม เล่าพุทธ ประวัติของพระพุทธเจ้าและสาวกได้ เทศน์ ดี – คือมีความสามารถในการอธิบายความรู้ทางธรรม มีการนาหลั กธรรมมา เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจในหลักธรรมได้ เทศน์เป็น เป็นนักเทศน์ – คือมีความสามารถในการอธิบายความรู้ทางธรรม มีการนา หลักธรรมมาเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ปัจจุบัน สามารถการหยิบยกเรื่องราวเฉพาะหน้าที่ที่เกิดขึ้นมาเป็น ตัวอย่างให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจในหลักธรรมได้ง่ายขึ้น การเทศน์แต่ละครั้งผู้รับผิดชอบในการเทศน์จะคัดเลือกหัวข้อทางธรรมขึ้นมาโดยไม่ต้อง ผ่ า นการพิ จ ารณาจากท่ า นเจ้ า อาวาสก่ อ น ท่ า นให้ โ อกาสพระผู้ รั บ ผิ ด ชอบคั ด เลื อ กหั ว ข้ อ ธรรม ออกแบบการเทศน์ด้วยตนเอง พระนักเทศน์ของวัดนางชีจึงต้องหมั่นค้นคว้าหาความรู้ทางธรรมและ ปฏิบัติธรรมเพื่อนามาใช้ในการสนทนาธรรมกับญาติโยม ข้อดีของการเทศน์ปากเปล่าโดยไม่อ่าน เป็น กุศโลบายหนึ่งของเจ้าอาวาสในการฝึกฝนพระสงฆ์ให้หมั่นเรียนรู้สถานการณ์ปัจจุบันในทางอ้อม ฝึก คิดแบบเชื่อมโยงหลักธรรมคาสอนทั้งปริยัติปฏิบัติกับเหตุการณ์ และฝึกไหวพริบปฏิภาณการเล่ าเรื่อง ไปในตัว พระสงฆ์ของวัดจึงจะก่อเกิดความศรัทธาให้สาธุชนรู้สึกเป็นที่ พึ่งทางจิตวิญญาณได้ในยามมา วัด 4.2.3 กระบวนกำรปรับตัวเพื่อฟื้นฟูบทบำทของวัดลำนสัก กระบวนการปรับตัวเพื่อฟื้นฟูบทบาทของวัดลานสักปรากฏชัดเจนที่สุดในช่วงของเจ้า อาวาสรู ป ปั จ จุ บัน คือ พระครู อุทัยสุ ต กิจ (ดร.) ซึ่งเข้ารับตาแหน่งตั้งแต่พ.ศ. 2552 ก่อนหน้านี้ เจ้าอาวาสแต่ละรูปได้มีการพัฒนาวัดลานสักตลอดมา โดยเน้นการพัฒนาด้านสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เพื่อ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

122


สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับวัด เอื้ออานวยต่อ การทาหน้าที่เผยแผ่ศาสนา แต่ด้วยชาวบ้านรอบวัดมี อาชีพหลัก คือ เกษตรกรรม มิได้มีฐานะดี การพัฒนาวัดในด้านวัตถุจึงเป็นไปแบบช้าๆ ยิ่งในช่วงของ การเปลี่ยนแปลงความเป็นเมือง ประชาชนต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของตนเองและครอบครัว ทาให้ มาวัดเพียงแค่ทาบุญในวันสาคัญทางศาสนา งานบุญประเพณี และเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น การเข้าวัดและมีส่วนร่วมในการดูแลวัดน้ อยลง มีผลให้สภาพแวดล้อมของวัดไม่ไ ด้รับการพัฒนาและ ดูแลเท่าที่ควร ศาลาการเปรียญซึ่งมีเพียงหลังเดียว ชั้นล่างมีน้าท่วมขัง และเต็มไปด้วยเห็บหมัดของ สุนัข วัดลานสักจึงเป็นสถานที่ไม่เอื้อประโยชน์ในการทากิจกรรมทางสังคมอื่นๆ จนกระทั่งในช่วงที่เจ้า อาวาสท่านปัจจุบันเข้ารับตาแหน่ง กระบวนการฟื้นฟูวัดของเจ้าอาวาส ดาเนินการอย่างเป็นระบบตามหลักการบริหาร สมัยใหม่เพื่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ร่วมสมัย ดังที่เจ้าอาวาสเรียกว่า การดาเนินงานอย่าง “องค์กรอย่าง มืออาชีพ” โดยวัดมีการกาหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจและยุทธศาสตร์อย่างการบริหารสมั ยใหม่ วิสัยทัศน์ ของวัดลานสักคือ “สนับสนุน ส่งเสริมและผลักดันศีลธรรม วัฒนธรรมขององค์กรพระพุทธศาสนาให้ เป็นองค์กรต้นแบบ ด้านการปฏิบัติงานอย่างมีความสุขเป็นองค์ กรคุณภาพภายใต้แนวทางเศรษฐกิจ พอเพียง” ส่วนพันธกิจของวัดลานสักเพือ่ ไปสู่วิสัยทัศน์ตามที่มุ่งหมาย คือ 1. ก าหนดการบริ ห ารจั ด การกลยุ ท ธ์ จั ด การงานขององค์ ก รอย่ า งมื อ อาชี พ ให้ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล นโยบายของสานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 2. วิเคราะห์แนวทางการวางแผน การประสานงานการจัดทาแผนปฏิบัติการ ในงาน องค์กรอย่างมืออาชีพเพื่อให้สามารถดาเนินงานร่วมกับหน่วยงานภายใน ภายนอกที่เกี่ยวข้องทั้ง ภาครัฐและเอกชน 3. ศึกษางานด้านการให้บริการ (service) ด้านให้คาแนะนา (advise) ด้านให้การ สนับสนุนประสิทธิผลนาไปสู่การปฏิบัติได้ 4. น าเทคโนโลยี ส ารสนเทศและการสื่ อ สารมาประยุ ก ต์ ใ ช้ พั ฒ นาคุ ณ ภาพการ ปฏิบัติงาน คุณภาพชีวิต สภาพแวดล้อมในองค์กร สร้างสังคมแห่งภูมิปัญญา การเรียนรู้ทั่วทั้งองค์กร ซึ่งนาไปสู่การบริการเพื่อนร่วมงาน บริการพุทธศาสนิกชน พร้อมทั้งกาหนด 6 ยุทธศาสตร์หลัก เพื่อให้การดาเนินงาน “องค์กรอย่างมืออาชีพ” สามารถดาเนินไปอย่างมีทิศทางที่ชัดเจน ตอบสนองนโยบาย และส่งผลการดาเนินงานให้เกิดเป็น รูปธรรม ยุทธศาสตร์การดาเนินการ ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ ดังนี้ ยุทธศาสตร์ 1 ส่งเสริมพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ สามัคคีปฏิบัติงานเป็นทีม ยิ้มแย้ม แจ่มใส และพร้อมเสมอสาหรับการให้บริการ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

123


ยุทธศาสตร์ 2 ส่งเสริม พัฒนาให้บุคลากรสานักงานวัดสามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ของหน่ ว ยงาน รวมถึงการปฏิบัติงานโดยนาเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่ อสารเป็นเครื่องมือ ดาเนินการ ยุทธศาสตร์ 3 สร้างโอกาสโดยการมีส่วนร่วมของสาธุชนทั่วไปทุกระดับในการดาเนิน กิจกรรมของหน่วยงาน ยุ ท ธศาสตร์ 4 สนั บ สนุ น และพั ฒ นาการสร้ า งพั น ธมิ ต ร และเครื อ ข่ า ยในระดั บ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ยุ ทธศาสตร์ 5 เร่ งรั ดการสร้า งกิจ กรรมหรื อโครงการที่ มุ่ง เน้ น งานด้ านศี ล ธรรม วัฒนธรรม “เศรษฐกิจพอเพียง” และมีความยึดโยงกับงาน “องค์กรอย่างมืออาชีพ”เพื่อให้เกิดค่านิยม ร่วมทั่วทั้งองค์การ ยุทธศาสตร์ 6 ส่งเสริม สนับสนุนข้อมูลข่าวสารในการประชาสัมพันธ์เผยแพร่งาน ด้าน “องค์กรอย่างมืออาชีพ” แผนการดาเนินงานของวัดนี้ เจ้าอาวาสได้แนวคิดมาจากการออกไปศึกษาวัดต่างๆ ที่ประสบความสาเร็จในการพัฒนาวัด โดยใช้วิธีการออกไปศึกษาทั่วทิศทางที่มีวัดซึ่งโดดเด่น หลังจาก มีการกาหนดนโยบายบริหารงานของวัดแล้ว เจ้าอาวาสได้มีการฟื้นฟูกิจกรรมต่างๆของวัดทั้งกิจกรรม ที่วัดเคยทาอยู่ และคิดค้นกิจกรรมใหม่ๆที่วัดยังไม่เคยทา โดยแต่ละกิจกรรมอยู่บนหลักการ หน้าที่ ของพระสงฆ์ที่พึงปฏิบัติเพื่อประชาชน กิจกรรมของวัดจึงอยู่บนพื้นฐานของบทบาทหลักคือ การเผย แผ่พุทธศาสนา และบทบาทรองคือการเกื้อกูลสังคม กิจกรรมในบทบาทหลักของวัด เจ้าอาวาสมุ่งการฟื้นฟูให้ประชาชนเข้าใจถึงแก่นแท้ ของศาสนามากกว่ าการเข้าวัด เพีย งเพื่อ มาทาบุญ โดยให้ ความส าคัญเป็ นอย่า งมากแก่ กิจ กรรม วิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่ท่านมักจะให้คนที่เข้ามาที่วัด ได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมสม่าเสมอ ในทุกกิจกรรม ของวัดจะต้องมีการสอดแทรกการปฏิบัติธรรมเป็นประจา เพื่อให้ประชาชนมี ศีล สมาธิ และปัญญา เป็นแนวทางในการดารงชีวิต ในขณะเดียวกันก็ฟื้นฟูกิจกรรมทางสังคมด้วยงานเชิงรุกในงานสาธารณะ สงเคราะห์ต่างๆ เพื่อสร้างภาคีเครือข่ายให้กับวัด และช่วยเหลือเกื้อกูลประชาชนทั้งทางธรรมทางโลก อันเป็นการทาประโยชน์คืนกลับสู่สังคมของวัด บทบาทในประการนี้ได้ช่วยให้สังคมปรับเปลี่ยนทัศนะของสาธารณชนที่มีต่อวัดใน ทิศทางบวกจากที่มีหลายคนมองว่าวัดมักเป็นผู้ รับมากกว่าผู้ให้ แต่การฟื้นฟูบทบาททางสังคมของวัด ลานสักทาให้ประชาชนประจักษ์ว่า วัดไม่ได้เป็นผู้รับเพียงอย่างเดียว แต่วัดก็สามารถเป็นผู้ให้ได้ ให้ทั้ ง ธรรมะและการสงเคราะห์สังคม ทั้งวัดและชุมชนจึงต่างพึ่ งพาอาศัยเกื้อกูลซึ่งกันและกัน หน่วยงาน และพุทธศาสนิกชนได้รู้ จักวัดลานสักมากขึ้นอย่างกว้างขวาง เกิดความศรัทธาทั้งต่อวัดและบุคลากร FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

124


ของวัด ความศรัทธาที่เกิดขึ้นทาให้ผู้คนใกล้ไกล เข้ามาทาบุญ ปฏิบัติธรรม และร่วมกิจกรรมต่างๆที่ วัดจัดขึ้น บทบาททางสังคมของวัดลานสักจึงเปรียบเสมือนเครื่องมือการประชาสัมพันธ์ ให้วัดเป็นที่ รู้จักในฐานะของวัดที่เป็นสานักปฏิบัติธรรม ที่ ส่งเสริมสุขภาวะทางกาย จิต สังคมและจิตวิญญาณ ให้กับประชาชน รู ป ธรรมของกิ จ กรรมการพั ฒ นาจิ ต วิ ญ ญาณตามบทบาทหลั ก ของวั ด ลานสั ก ที่ ดาเนินการเพื่อฟื้นฟูวัดมี 2 ส่วน (1) กิจกรรมในส่วนตั้งรับที่วัด คือ การทาบุญทุกวันพระและวันสาคัญทางศาสนา ด้วยการสอนหลักธรรมให้ผู้เข้าร่วมให้เข้าใจความหมายทางธรรมของประเพณีพิธีกรรมต่างๆ การ อุปสมบทนาคหมู่ งานบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน เป็นต้น ที่สาคัญที่สุดซึ่งก่อเกิดความศรัทธาและ เรียนรู้ธรรมในวัด คือการเรียนรู้วิถีชาวพุทธจากพระสงฆ์ในวัดลานสัก เนื่องเจ้าอาวาสให้ความสาคัญ สูงกับการฝึกฝนและดูแลพระสงฆ์ในวัดให้ปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัย มีวัตรปฏิบัติที่ก่อเกิดความ ศรัทธาและเป็นตัวอย่างแก่พุทธศาสนิกชน ด้วยการฝึกฝนใช้ชีวิตที่สมถะเรียบง่าย เช่น การทาวัตรเช้า เย็น การออกบิณฑบาตทุกวัน กลับมารวมกันฉันภัตตาหารแบบพระวัดป่า ด้วยการใส่รวมอาหารทุก อย่างในบาตร หลังฉันเสร็จ ให้ฝึกเทศน์ มีการอ่านพระไตรปิฎก เพื่อที่จะฝึกฝนให้พระสงฆ์ได้ฝึกการ พูดต่อหน้าสาธารณชน ได้ฝึกการอ่านภาษาบาลี ฝึกการวางแผน การเตรียมตัวก่อนอ่าน ซึ่งในทุกๆวัน หากเจ้าอาวาสหากไม่มีกิจ อันใด ก็มาร่วมฉันภัตตาหารกั บพระลูกวั ดเพื่อให้คาแนะนาและอธิบาย เนื้อหาในพระไตรปิฎกให้ แก่พระลูกวัด และอุบาสก อุบาสิกาฟัง ทาให้ทุกคนได้เรียนรู้หลักธรรมใน พระไตรปิฎกไปพร้อมๆกัน นอกจากนี้ ช่วงเวลาฉันภัตตาอาหารในช่วงเช้า ยังเป็นโอกาสที่เจ้าอาวาส ใช้ในการสอดส่ อ งพฤติ ก รรมของพระลู กวั ด หากมีสิ่ งไม่ ถู กต้ อ ง ท่านจะพูดตาหนิ ตรงๆ ต่อหน้ า พระสงฆ์ด้วยกัน และแนะแนวทางการปฏิบัติอันดีที่พระสงฆ์ควรนาไปปฏิบัติ นอกจากนี้ยังเป็นช่วง ของการมอบหมาย สั่งงานและแจ้งข่าวสารที่เกีย่ วข้องกับวัด ในช่วงเย็น หลังทาวัตรเสร็จ หากพระรูปใดไม่มีกิจธุ ระที่ได้รับมอบหมายจากเจ้า อาวาสก็จะต้องเข้าปฏิบัติธรรมวิปัสสนากัมมัฏฐานในทุกๆวัน สาหรับพระบวชใหม่ท่านเจ้าอาวาสได้ กาหนดให้เข้าปฏิบัติธรรมเป็นเวลา 7 วัน เพื่อฝึกฝน กาย ใจและสติปัญญา รวมไปถึงฝึกฝนความ อดทน ถือเป็นการสร้างบารมีและเป็นแนวทางไปสู่ความพ้นทุกข์ตามคาสอนของพระพุทธเจ้า กล่าว ได้ว่าวัดลานสัก มีความเข้มงวดในการอบรมพระลูกวัดให้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยเพื่อก่อให้เกิดความ ศรัทธาเลื่อมใสแก่ผู้พบเห็น (2) กิ จ กรรมเชิ ง รุ ก ซึ่ ง ท ำนอกวั ด คื อ โครงการหมู่ บ้า นรัก ษาศีล ห้ า โดยมี ก าร ประยุกต์หลักธรรมเรื่องของทิศ 6 ที่เกื้อกูลความสัมพันธ์ของสังคมเข้าไปสอนเสริมด้วย, กิจกรรมสวด มนต์สร้างปัญญา ด้วยการทางานเชิงรุก กับโรงเรียนต่างๆ ซึ่งจะต้องมีกิจกรรมสวดมนต์ในชั่ว โมง FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

125


สุดท้ายของวันศุกร์ ด้วยการเสริมกิจกรรมที่ประยุกต์หลักธรรมให้ทันสมัยสอดคล้องกับชีวิตและปัญหา ของวัยรุ่นในปัจจุบัน เพื่อให้เยาวชนได้เข้าใจและนาหลักธรรมไปใช้ได้จริงในชีวิต ทั้ง 2 กิจกรรมนี้ วัด จะให้ความสาคัญกับการติดตามและการประเมินผลด้วย นอกจากเผยแผ่ธรรมเชิงรุ กในชุมชนและโรงเรียนดังกล่าวแล้ว วัดลานสักยังรุกทาง ธรรมไปยั งโรงพยาบาลด้วยการจั ดกิจ กรรมเยี่ยมผู้ป่วย ด้ว ยการเยี่ ยมเยือนมอบนมกล่องที่ได้รับ จานวนมากจากการบิณฑบาตหรือมีผู้อุปถัมภ์ให้ พระจะพูดคุยให้กาลังใจและธรรมะที่เหมาะสมแก่ ผู้ป่วย-ญาติ รวมไปถึงให้ธรรมะแก่พยาบาลด้วย อีกหนึ่งกิจกรรมเผยแผ่ธรรมเชิงรุกคือ กิจกรรม จังหวัดเคลื่อนที่ ร่วมกับวัดและอาเภอต่างๆ ในจังหวัดอุทัยธานีหมุนเวียนไปตามอาเภอต่างๆ ด้วยการ ออกบูทแจกจ่ายอาหาร เครื่องดื่ม หนังสือสวดมนต์ วัตถุมงคล พร้อมกับสอดแทรกสอนธรรม กิจกรรม นี้ได้ขยายเครือข่ายของวัดลานสักไปทั่วทั้งจังหวัดได้เป็นอย่างดี การที่พื้นที่รอบวัดลานสักยังมีสภาพเป็นกึ่งเมืองฯ และวัดก่อตั้งโดยการร่วมแรงร่วม ใจกันของชาวบ้าน ความสัมพันธ์ของวัดกับชุมชนจึงยังใกล้ชิดกว่าวั ดเมืองเป็นอันมาก โดยเฉพาะใน ฟากของชุมชนบ้านเก่า แม้ว่าวิถีชีวิตของชาวบ้านจะไม่เอื้อให้มาวัด หรือมาแล้ วใช้เวลาอยู่ที่วัดไม่ได้ มากนัก แต่ชาวบ้านยังผูกพันกับวัด ส่วนของวัดเองก็ยังให้ค วามเอื้อเฟื้อสงเคราะห์แก่ชุมชน เช่น มี นโยบายเกื้อกูล สั งคมผ่ านกิจ กรรมที่ริ เริ่มในวัดได้อย่างน่าสนใจและเป็นตัว อย่างแก่วัดอื่นได้ คือ “นโยบำยคืนเงินในงำนศพ” ของวัดลานสัก นโยบายนี้มาจากแนวคิดของเจ้าอาวาสที่ท่านเห็นว่า งานศพนั้นเป็นงานที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าและเป็นสภาวะของความโศกเศร้าของคณะเจ้าภาพ จึง มีนโยบายที่จะคืนเงินส่วนหนึ่งให้กับคณะเจ้าภาพ ในการสวดพระอภิธรรม เพื่อให้เจ้าภาพได้นาเงินใน ส่วนนี้ไปใช้ในงานศพ โดยเมื่อสวดพระอภิธรรมเสร็จพระที่ทาหน้าที่สวดก็จะคืนเงินส่วนหนึ่งที่ได้จาก การสวดให้กับเจ้าภาพต่อหน้าผู้ที่มาร่วมงาน ในบางกรณีที่เจ้าภาพไม่มีเงินเลย เจ้าอาวาสก็จะคืนเงิน ให้ทั้งหมด นโยบายนี้ถือเป็นการได้ประโยชน์ในหลายๆ ฝ่าย ทั้งวัดเองได้ร่วมเป็นเจ้าภาพทาบุญ อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ ญาติโยมที่มางานศพได้ฟังธรรม พร้อมกับการได้พิจารณาสังขาร รับรู้ความ จริงของชีวิตถึงการเกิด แก่ เจ็บ ตาย นอกจากนี้วัดยังได้สานความสัมพันธ์อันดีกับชาวบ้านละแวกวัด ได้ประชาสัมพันธ์สานักปฏิบัติธรรม เชิญชวนคนให้หันมาปฏิบัติธรรมและทาให้ชาวบ้านเกิดความ ศรัทธาต่อพระในวัด นโยบายนี้ได้รับคาชื่นชมจากชาวบ้านเป็นอย่างมาก เพราะไม่เคยมีวัดไหนปฏิบัติ แบบนี้เหมือนกับวัดลานสัก กระบวนการฟื้นฟูบทบาทของวัดลานสัก สาเร็จลุล่วงได้โดยมีแผนของการพัฒ นา กลไกการขั บ เคลื่ อ น ด้ ว ยการพั ฒ นาบุ ค ลากรให้ พ ร้ อ มที่ จ ะร่ ว มผลั ก ดั น วิ สั ย ทั ศ น์ พั น ธกิ จ และ ยุทธศาสตร์ของวัด หัวใจสาคัญของการพัฒนาบุคลากรคือ ส่งเสริมพระธรรมวินัยทั้งปริยัติ ปฏิบัติ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

126


ปฏิเวธ ให้พระสงฆ์แตกฉานและมีประสบการณ์ตรงในทางจิตวิญญาณเพียงพอที่จะสอนผู้อื่น มีภูมิ รู้ และวัตรปฏิบัติที่น่าเลื่อมใส มีทักษะการสื่อสารธรรม ประยุกต์ธรรมที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายและ กาลเทศะ เปิดโอกาสให้พระลูกวัดได้ฝึกทากิจกรรมด้วยตนเอง โดยเจ้าอาวาสให้พระแกนนาแต่ ละรูป ดูแลรับผิดชอบกิจกรรมของวัด ซึ่งวัดลานสักมีกิจกรรมหลัก 3 สายงาน ได้แก่ งานสายมวลชน งาน สายกิจกรรมอบรมเยาวชนและงานสายวิปัสสนากัมมัฏฐาน โดยกระจายงาน ฝึกงานกับกิจกรรมและ แหล่งเรียนรู้ต่างๆ ให้ชานาญ 4.2.4 กระบวนกำรปรับตัวเพื่อฟื้นฟูบทบำทของวัดภูเขำทอง ช่วงก่อนพ.ศ. 2499 วัดภูเขาทองเป็นวัดร้าง ไม่มีพระจาพรรษา ต่อมามีการแต่ ง ตั้ง เจ้าอาวาสให้เข้ามาฟื้นฟูวัด มีการปรับปรุงสัปปายะทางกายภาพให้มีความเจริญขึ้น เช่น การก่อสร้าง อาคาร การจัดทาซุ้มประตูวัดเพื่อสร้างความสวยงาม รวมทั้งมีการดาเนินกิจกรรมต่างๆ ภายในวัด เพื่อระดมทุนมาพัฒนาวัด เช่น จัดงานวัด มีการสอยดาว แสดงลิเก มีบ่อโยนเหรียญ การดูหมอดูดวง และการเช่าวัตถุมงคลต่างๆ โดยเฉพาะชื่อเสียงที่โด่งดังในหมู่นักท่องเที่ยวและดึงดูดให้มีผู้มาทาบุญ จานวนมากคือ “รอยพญานาค” ในหอสวดมนต์ของวัด ส่งผลให้มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาทาบุญที่วัดภูเขา ทอง เกิดการเร่ขายดอกไม้ธูปเทียน ชุดสังฆทานและร้านค้าต่างๆในบริเวณวัด จนกระทั่งในช่วงเวลาต่อมา ชาวบ้านของชุมชนวัดพุทธภูเขาทองเกิดความกังวลใจต่อ การจัดการภายในวัดภูเขาทอง ทั้งด้วยลักษณะภูมิทัศน์ที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ขยะถูกทิ้งไม่ เป็นที่ ความรกของต้นหญ้าที่สูงถึงระดับศีรษะ ต้นไม้ขึ้นทั่วพื้นที่จนมีสภาพเป็นป่าทึบ มีมูลนกบริเวณ เจดีย์และมูลวัวที่ถูกเลี้ยงไว้ในพื้นที่วัดโดยไม่ได้มีการดูแลและทาความสะอาดเท่าที่ควร ตลอดจนการ เร่ขายของต่างๆ เพื่อสร้างรายได้เข้าวัด และประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อความเลื่อมใสศรัทธาของชาว พุทธในชุมชนมากที่สุดคือ มีคฤหัสถ์เข้ามาพักอาศัยอยู่ในบริเวณใต้ถุนศาลาการเปรียญมีการแบ่งเป็น ห้องแถว และขยายพื้นที่ออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีการสร้างบ้านหลายหลังบริเวณรอบวัดภูเขาทอง ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของวัดที่มีพระและคฤหัสถ์อยู่ปะปนกัน ไม่ได้รับการแบ่งแยกให้ชัดเจน ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ชาวพุทธภูเขาทองจึงตัดสินใจไปทาบุญที่วัดอื่นใกล้กับชุมชน เป็นเวลานานกว่า 30 ปี เมื่อวัดไม่สามารถทาหน้าที่ขัดเกลาจิตใจของผู้คนได้ดังเดิม รวมถึงสภาพ สังคมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ วในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยิ่งก่อให้เกิด ปัญหาทางสังคมที่กระทบกับวัด จากสภาพแวดล้อมของวัดที่มีพื้นที่เป็นป่าทึบแลดูรกร้างและมืดมิด เนื่องจากแสงสว่างของไฟฟ้าไม่ทั่วถึง ทาให้มีคนแอบเข้ามาใช้พื้นที่แลกยาเสพติด รวมถึงการก่อ อาชญากรรมที่กลุ่มคนเข้ามาลักเล็กขโมยน้อยทรัพย์สินของวัด ทาให้วัดกลายเป็นพื้นที่ซึ่งผู้คนใน ชุมชนรู้สึกไม่ปลอดภัยและไม่เอื้อให้เกิดแรงจูงใจในการเข้าวัดเพื่อทาบุญหรือศึกษาธรรมะแต่อย่างใด

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

127


จนกระทั่งพ.ศ. 2557 เกิดการร้องเรียนไปยังเจ้าคณะอาเภอ จึงได้มีการเลื่อนตาแหน่ง เจ้าอาวาสรูปเดิมให้เป็นเจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์วัดภูเขาทอง พร้อมทั้งคัดสรรพระรูปใหม่ขึ้นมาเป็นเจ้า อาวาสวัดภูเขาทอง คือ พระครูใบฎีกำประเทือง กิตฺติปัญฺโญ ซึ่งย้ายจากวัดใหญ่ชัยมงคลมาดารง ตาแหน่งเจ้าอาวาสวัดภูเขาทองรูปที่ 5 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กระบวนการฟื้นฟูวัดเพื่อให้กลับมาทา บทบาทด้านการพัฒนาจิตวิญญาณและการเกื้อกูลสังคมจึงเกิดขึ้นมาโดยสืบเนื่องถึงปัจจุบัน เจ้าอาวาสองค์ใหม่ มีกระบวนการฟื้นฟูวัดใน 2 กระบวนการ คือ (1) กระบวนกำรฟื้นฟูสัปปำยะทำงกำยภำพ จุดมุ่งหมายของกระบวนการนี้ คือการสร้างพื้นที่วัดให้เอื้อต่อการดาเนินบทบาทต่างๆ ของวัด ช่วยสร้างความเลื่อมใสศรัทธาแก่ผู้อยู่แวดล้อมวัดและผู้ผ่านทาง ได้แก่ จัดการพื้นที่วัดซึ่งมี ความสกปรกและไม่พร้อมให้พระสงฆ์เข้ามาจาพรรษา โดยมีการจัดลาดั บความสาคัญก่อนหลังของ การจัดการ อาทิ ทุบทาลายสิ่งก่อสร้างที่ผิดหลักตามระเบียบ และสิ่งที่เจ้าอาวาสเห็นว่าไม่สมควร เช่น ซุ้มประตูต่างๆ ป้ายบอกทางที่จัดไว้เกลื่อนกลาด มีการแบ่งพื้นที่พุทธาวาส สังฆาวาสโดยชัดเจน มิให้ เกิดผลเสี ย ต่อภาพลั กษณ์ และไม่เอื้อต่อการดาเนินบทบาทของวัด โดยการเรียกคืน พื้นที่วัดจาก ชาวบ้าน ที่ส่งผลเสียอย่างมากต่อความเลื่อมใสของชาวพุทธภูเขาทอง โดยเริ่มต้นจากการพูดคุยกับ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในวัดภูเขาทอง อย่างให้เกิดปัญหาการต่อต้านให้น้อยที่สุด โดยจัดการแต่ละกรณี ไม่เหมือนกัน อะลุ่มอล่วยตามเงื่อนไขของแต่ละราย ทั้งเรื่องเวลาและค่าใช้จ่าย จนกระทั่งปัจจุบันมีทั้งผู้ที่โยกย้ายไปอยู่ถิ่นอื่น และที่ยังอาศัยอยู่ในพื้นที่เขตวัดที่จัดแยก ใหม่จากพื้นที่สังฆาวาสอย่างชัดเจน โดยเจ้าอาวาสยึดหลัก ใจเขา ใจเรา เพื่อทาความเข้าใจแก่ผู้ที่ กาลังประสบปัญหา เพื่อให้วัดยุติข้อ ขัดแย้งโดยไม่มีปัญหากับชาวบ้าน การจัดการ “บ้านในวัด” ของ กรณีวัดกึ่งเมืองฯไม่ซับซ้อนเหมือนวัดนางชีในเขตเมือง ซึ่งต้องใช้ทั้งมาตรการทางกฎหมายเข้ามา สนับสนุนด้วย หลังจากการย้ายออกเรียบร้อยในระดับหนึ่งแล้ว ทางวัดภูเขาทองได้ประสานงานกับ หน่วยงานทั้งกับกรมที่ดินและสานักพระพุทธศาสนา เพื่อตรวจสอบพื้นที่ของวัด ให้ถูกต้องและชัดเจน ใหม่อีกครั้งและรวบรวมข้อมูลครัวเรือนที่ยังอาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่วัด เพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูลสาหรั บ การบริหารพื้นที่วัดให้เหมาะสม ไม่เกิดปัญหาอีกต่อไป ความสามารถในการแก้ไขปัญหาที่เรื้อรังของวัด และความมุ่งมั่นตั้งใจในการฟื้นฟูวัด ภูเขาทองของเจ้าอาวาสได้เรียกคืนความศรัทธาจากชาวบ้านในชุมชนซึ่งยังมิได้โยกย้ายถิ่นเหมือนวัด ในเขตเมือง และคฤหัสถ์กลุ่มใหม่ๆ ทั้งใกล้และไกลวัด เอื้อไปสู่การได้รับความสนับสนุ นในการฟื้นฟู สถานที่โ ดยต่อเนื่ อง เปลี่ ย นวัดภูเขาทองจากเดิมที่ถูกมองเป็นวัดรกร้างเต็มไปด้ว ยใบไม้ ใ บหญ้ า มูลสัตว์และสิ่งสกปรกต่ างๆ การอยู่อาศัยปะปนพระ-ชาวบ้าน กลายเป็นวัดที่สะอาด ปลอดภัย มี ความร่ ม รื่ น จากต้ น ไม้ เป็ น พื้ น ที่ พั ก ผ่ อ นที่ ส ร้ า งความสบายตาและสบายใจให้ แ ก่ ผู้ ที่ ผ่ า นไปมา FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

128


กลายเป็นพื้นที่ซึ่งเอื้อต่อการประกอบกิจของพระสงฆ์และวัด สามารถรองรับคฤหัสถ์ผู้มาร่วมทาบุญ และร่วมกิจกรรมทางพุทธศาสนาต่างๆ ได้ (2) กระบวนกำรฟื้นฟูควำมสัมพันธ์วัด-ชุมชน ในระหว่างของการฟื้นฟูพื้นที่สภาพแวดล้อมในข้อแรก เจ้าอาวาสก็กาหนดกระบวนการ เข้าถึงชุมชนไปพร้อมกันภายใต้การดาเนินบทบาทหลักของพระสงฆ์ เริ่มจากกิจกรรมตามวัตรปฏิบัติ ของพระ ได้แก่การออกบิณฑบาต การร่วมประเพณีของชุมชน และการปฏิบัติตนของพระ ดังนี้ 2.1) การออกบิณฑบาต การออกบิณฑบาตของพระสงฆ์วัดภูเขาทองได้ห่างหายไปจากชุมชน ทาให้เจ้า อาวาสต้องฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง โดยลักษณะการออกบิณฑบาต พระสงฆ์จะเดินเรียงกันเป็นสายผ่าน เส้นทางของชุมชนหมู่ที่ 3 และ 4 ระยะทางไปกลับประมาณ 4 กิโลเมตร การให้ความสาคัญกับการ บิณฑบาตเนื่องจากเป็ นวัตรปฏิบัติโดยพื้นฐานของพระ และเป็นโอกาสของการสร้า งความสั มพันธ์ รู้จักบุคคล-ชุมชน ในทางกลับกันก็เป็นกระบวนการสาคัญที่เอื้อให้ชุมชนได้สัมผัสและรู้จักพระที่ออก บิณฑบาต ก่อให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนได้โดยง่าย โดยเฉพาะในเขตกึ่งเมืองฯ ซึ่ง วิถีชีวิตยังไม่เร่งรีบบีบคั้นมากเหมือนในเมือง ปัจจุบันมีครัวเรือนชาวพุทธที่ใส่บาตรกับวัดภูเขาทอง จานวน 20 ครัวเรือน 2.2) การร่วมงานประเพณีชุมชน ชุมชนชาวพุทธในระดับตาบลภูเขาทอง มีการจัดประเพณีไหว้ศาลประจาหมู่บ้าน เป็นประจาทุกปี คือการทาบุญศาลเจ้าพ่อปู่ท้วม (ศาลท้ายหมู่บ้านหัวพรวน) ศาลกลางหมู่บ้านหัว พรวน และศาลปู่ชีปะขาว (ในพื้นที่โบราณสถานของวัดภูเขาทอง) กิจกรรมมี การก่อพระเจดีย์ทราย และทาบุญตักบาตร โดยในงานบุญชาวบ้านจะนิมนต์พระสงฆ์ 9 รูป รวมถึงพระวัดภูเขาทองให้ทาพิธี ทางศาสนาของทั้ง 3 พื้นที่ การเข้าร่วมงานประเพณีสาคัญของชุมชนเป็นโอกาสได้รู้จักชาวบ้านใน พื้นที่ต่างๆ เพิ่มมากขึ้นจากการออกบิณฑบาตและยังได้รู้จักผู้นาชุมชน พระสงฆ์จากวัดอื่นๆ อีกด้วย กระบวนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ของวัดและชุมชนของวัดภูเขาทองมีเงื่อนไขพิเศษที่ แตกต่างจากพื้นที่อื่นที่จะต้องคานึงถึงด้วย นั่นคือวัดภูเขาทองตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชนชาวมุสลิม ผู้นา ชุมชน เช่น นายกองค์การบริหารส่วนตาบลเป็นชาวมุสลิม กระบวนการฟื้นฟูวัดจึงต้องเอื้อให้เกิดการ อยู่ร่วมกันภายใต้ความแตกต่างของทั้งสองศาสนา ในกระบวนการฟื้นฟูวัด เจ้าอาวาสและพระลูกวัด ยึดหลักเคารพความแตกต่างและการอยู่ร่วมกันอย่างสมานไมตรี การมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชน และการให้ความเอื้อเฟื้อในวัตถุสิ่งของแก่ชาวบ้าน โดยที่ชาวบ้านมุสลิมเองก็ให้ความเอื้อเฟื้อต่างๆ เป็นการตอบแทนระหว่างกันด้วยเหมือนกัน

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

129


2.3) กระบวนการฟื้นฟูธรรมะ-จิตวิญญาณ กระบวนการในข้อนี้ วัดได้ดาเนินการในหลายระดับ ได้แก่ 2.3.1) การปฏิบัติตนของพระสงฆ์ เจ้าอาวาสและพระลูกวัด ให้ความสาคัญกับการฟื้นฟูวัดด้วยการประพฤติ ปฏิบัติตนให้เป็นที่ศรัทธาทั้งเมื่อแรกพบและเมื่อรู้จักแล้ว โดยยึดหลักการสอนด้วยการปฏิบัติให้ดูด้วย การเคร่งครัดในพระธรรมวินัย การสารวมและการวางท่าทีในกิริ ยาต่างๆ ให้เหมาะสมกับสมณสารูป ปฏิบัติกิจของสงฆ์อย่างครบถ้วน ไม่ว่าการบิณฑบาต ทาวัตรสวดมนต์ นั่งสมาธิ ทุกเช้าและเย็นร่วมกับ เจ้าอาวาส ในการฉันภัตตาหารทั้ง 2 มื้อจะต้องมาฉันรวมกันเสมอ เพราะเป็นโอกาสที่เจ้าอาวาสจะได้ พบปะและติดตามพระลูกทุกรูปและถือโอกาสอบรมสั่งสอน แนะนาอย่างใกล้ชิด เจ้าอาวาสจะทาและสอนพระลูกวัดให้เป็นผู้ยิ้มแย้ม อย่างเป็นมิตรกับผู้อื่น อยู่เสมอ อันจะเอื้อให้ผู้คนเข้าถึงได้โดยไม่อึดอัด นอกจากนี้ เจ้าอาวาสยังยึดหลักและสอนพระในวัด เสมอว่า ในวันหนึ่งๆ ต้องทาประโยชน์ให้ชาวบ้าน เพราะพระดารงชีพด้วยการฉันข้าวชาวบ้าน ดังนั้น ผู้คนที่ผ่านไปมาจะเห็นเจ้าอาวาสและพระลูกวัดทางานอย่างขยันขันแข็ง เป็นที่น่าเลื่อมใสศรัทธาอยู่ เสมอ การทาหน้าที่ของพระสงฆ์วัดภูเขาทองจึงครบทั้งบทบาทหลัก คือการเผยแผ่พระธรรมด้วยการ สร้างแรงจูงใจให้ชาวบ้านเกิดความศรัทธาในพระธรรมคาสอนจากการดูตัวอย่างพระสงฆ์ และด้วย การสอนโดยตรง คือสอนวิปัสสนาและแสดงพระธรรมเทศนาในโอกาสต่างๆ 2.3.2 ) การรื้อฟื้นประเพณีของท้องถิ่น ด้วยทักษะประสบการณ์ของผู้ช่วยเจ้าอาวาสซึ่งเป็นพระรุ่นใหม่ (พระ มหานัธนิติ สุมโน) ได้นาประเพณีเก่าของท้องถิ่นมาฟื้นใหม่โดยออกแบบให้สมสมัยเพื่อสื่อสารธรรม คือ ประเพณีตักบาตรน้าผึ้ง เป็นประเพณีนาน้าผึ้งมาถวายพระสาหรับเป็นส่วนผสมหลักในการปรุงยา รั ก ษาโรค โดยจั ด ขึ้ น ในวั น ขึ้ น 15 ค่ า เดื อ น 10 จากการค้ น คว้ า ประวั ติ ป ระเพณี ดั ง กล่ า วทาง อินเตอร์เน็ต และหาตัวอย่างการดาเนินกิจกรรมจากวัดต่างๆ เพื่อนามาออกแบบให้เหมาะกับวัด ภูเขาทองและศึกษาพระสู ตรส่ ว นที่เกี่ย วกับการถวายน้ าผึ้ ง เนื่องจากน้าผึ้ งเป็นของดีตั้งแต่ ส มั ย พุทธกาล นอกจากนี้ในวันงานท่านได้แสดงพระธรรมเทศนาเรื่อง การถวายน้าผึ้ง พร้อมทั้งจัดผ้าป่า ซึ่งผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้ การปฏิบัติ “ทาน ศีล ภาวนา” โดยรู้จักการให้ทานจากการแบ่งปันผ่านการ บริจาคเงินผ้าป่า การรับศีลและรักษาศีลเพื่อฝึกปฏิบัติให้อยู่ในศีลธรรม รวมถึงการฝึกภาวนาจากการ สวดมนต์และฟังธรรมเทศนา อีกหนึ่งประเพณีที่ได้รับการรื้อฟื้นเพื่อสอนธรรม คือ“ประเพณีไหว้วัด” ซึง่ หายไปจากท้องถิ่น ในอดีตที่ชาวบ้านใช้การสัญจรทางน้าเป็นหลัก ชาวบ้านจะนัดกันพายเรือไปทาบุญ และถวายผ้าป่าตามวัดต่างๆพร้อมทั้งเล่นเพลงเรือกัน ได้ทั้งบุญและความสนุกสนานสามัคคี โดยเริ่ม FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

130


ตั้งแต่วันแรม 1 ค่าเดือน 11 กาหนดไล่ค่าไปทีละวัด ซึ่งวัดภูเขาทองจะตรงกับวันแรม 3 ค่า เดือน 11 ถึงแม้ในปัจจุบันไม่มีการพายเรือ แต่ทางวัดได้ปรับกิจกรรมให้เหมาะสม โดยยังคงความสาคัญในการ มาทาบุญ และเพิ่มเติมกิจกรรมในการเรียนรู้ธรรม เช่น การแทรกเรื่องทาบุญให้เทวดา การบวงสรวง ทอดผ้าป่า และการแสดงวัฒนธรรมพื้นบ้าน เช่น การแสดงดาบศิลปะการต่อสู้ การรื้อฟื้นประเพณีที่ สื่อสารธรรมทั้ง 2 ประเพณี เป็นกระบวนการที่ช่วยฟื้นฟูบทบาททางธรรมของวัดภูเขาทองให้มีความ ร่วมสมัย สามารถสื่อสารกับผู้มาร่วมงานทุกเพศทุกวัยได้เป็นอย่างดี 2.3.3 งานสงเคราะห์ชุมชน-สังคม จากความหลักคิดที่ว่า ในวันหนึ่ง ๆ พระสงฆ์ต้องทาประโยชน์ให้ชาวบ้าน เพราะพระดารงชีพด้วยการฉันข้าวชาวบ้าน และความยึดมั่นในหลักการทาทานของเจ้าอาวาส การ ฟื้นฟูวัดภูเขาทองจึงให้ความสาคัญกับการนาทักษะความชานาญด้านช่างของเจ้าอาวาสและพระ ลูกวัดมาช่วยสร้างประโยชน์ และสงเคราะห์ ให้แก่ชุมชนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ วัดภูเขาทองจึ งมี ความสัมพันธ์อันดีและประกอบกิจเกื้อกูลแก่ชุมชนรอบวัดอยู่เสมอ อย่างแรกได้แก่ การซ่อมแซมของ ชารุด โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็น กระติกน้าร้อน เย็บหมวก หรือซ่อมรถจักรยานยนต์ เป็นต้น เป็นการอนุเคราะห์แก่ผู้คน รวมทั้งได้ช่วยส่งเสริมธรรมะทางอ้อมให้รู้จักการใช้ของอย่างรู้ คุณค่า ไม่ ฟุ่มเฟือย ไม่สร้างหนี้สิน เจ้าอาวาสมองว่า สิ่งของที่ผู้คนนามาให้ซ่อมนั้นล้วนแต่เป็นสิ่งที่มีคุณค่าทาง จิตใจ ถึงแม้จะมีสภาพเก่าแต่คนยังเลือกที่จ ะซ่อมให้ใช้งานได้แทนการซื้อใหม่ โดยพระจะซ่อมและให้ นากลับไปใช้จนกว่าของจะหมดสภาพและซ่อมไม่ได้อีกต่อไป นอกจากนี้ ยังมีการสงเคราะห์ยาสมุนไพร ที่เกิดจากความสนใจส่วนตัวของ เจ้าอาวาส ที่ได้จากการศึกษาตาราและปรุงยา การทายาสมุนไพรของท่านถือเป็นการให้ทาน 3 อย่าง ได้แก่ ให้ทานในเรื่องเวลาที่ต้องสละเพื่อปรุงและดูแลยาอย่างใกล้ชิดอย่างน้อย 1 ปี ทานปัจจัยที่ใช้ซื้อ วัตถุดิบในการทายา และทานที่ให้ ยาแก่ผู้ที่ต้องการโดยไม่คิดเงิน ผู้รับรู้กระบวนการทายาของท่านจะ พบว่า มีธรรมะสอดแทรกอยู่ด้วย ตั้งแต่ ความเคารพในตัวยา ด้วยการ “พลี” หรือการขอต้นไม้ ใบ หญ้าที่เป็นสิ่งมีชีวิตมาทายา คานึงถึงสุขภาพของคนกินยาด้ว ยการดูแลความสะอาดตั้งแต่การใช้ บรรจุภัณฑ์ที่มีสารเคมีน้อยที่สุด ใช้น้ากรองอย่างดี และการทาความสะอาดวัตถุดิบทุกชนิด ตลอดจน การสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้ตัวยาในตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การพลีโดยภาวนาให้คุณสมบัติของยา ช่วยบรรเทาโรคให้แก่ผู้คน การท่องมนต์พุทธคุณเพิ่มพลัง ฤทธิ์ยาในช่วงผสมผสานวัตถุดิบ การวางถัง ยาในห้ องสวดมนต์เพื่อรั บ มนต์ อย่ างสม่ าเสมอ และก่อนการกินยานั้น ๆ ผู้ รับยาต้องภาวนาบูช า พุทธคุณให้ฤทธิ์ยาช่วยบรรเทาโรค และในกระบวนการแจกจ่ายยา เจ้าอาวาสจะสอบถามอาการและ เรื่องราวในชีวิตเพื่อพิจารณาว่าเป็นโรคทางกรรมหรือโรคทางกาย ซึ่งหากเป็นโรคทางกรรมที่ตัวยาไม่ สามารถรักษาได้ ท่านจะแนะนาให้สร้างความดีคืนและทากัมมัฏฐาน เพื่อบรรเทาโรค แต่ถ้าเป็นโรค FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

131


ทางกาย ท่านจะสังเกตดูความต้องการว่ามากเพียงพอกับคุณค่าของยาหรือไม่ การสงเคราะห์สังคมทั้ง การซ่อมแซมสิ่งของและการทายารักษาโรค จึงเป็นการเผยแผ่ธรรมตามบทบาทของพระสงฆ์ไปพร้อม กันด้วย 4.2.5 กระบวนกำรปรับตัวเพื่อฟื้นฟูบทบำทของวัดป่ำสุขสมบูรณ์ กรณีของวัดป่าสุขสมบูรณ์นั้น เริ่มต้นกระบวนการฟื้นฟูคล้ายกับวัดภูเขาทองคือ เริ่มต้น จากการนับหนึ่งใหม่ เนื่องจากวัดหยุดนิ่งบทบาทไม่ว่าบทบาทการพัฒนาจิตวิญญาณหรือบทบาทการ เกื้อกูลสังคมไปนานนับสิบปี ก่อนเข้าสู่ยุคของการฟื้นฟูในปัจจุบันซึ่งเริ่มในพ.ศ. 2548 ยิ่งไปกว่านั้น คือวัดป่าสุขสมบูรณ์หรือวัดโคกพริกในอดีต ยังเคยเป็นวัดที่มีชื่อเสียงเลื่องลือ มีผู้คนมาวัดจานวนมาก จากการใบ้หวยได้แม่นยาของพระบางรูปในวัด จนกระทั่งความแม่นยาลดหายไป วัดก็ร้างรา แต่อาศัย ที่พุทธศาสนิกชนส่วนหนึ่งของบ้านโคกพริ กมีความศรัทธาแก่กล้าในพระศาสนา จึงอุตสาหะไม่ย่อท้อ ในการแสวงหาพระนักพัฒนาที่จะเข้ามาฟื้นฟูบทบาทของวัดให้เป็นที่พึ่งทางจิตวิญญาณและทางสังคม ของชุ ม ชน จนกระทั่ ง สามารถนิ ม นต์ ไ ด้ พ ระอธิ ก ำรสมบู ร ณ์ วิ สุ ทฺ โ ธ เข้ า มาเป็ น เจ้ า อาวาสและ ดาเนินการฟื้นฟูวัด โดยยึดหลักความร่วมมือร่วมใจของชาวชุมชนฟื้นฟูวัดให้เป็นศูนย์กลางชุมชน ท่านเริ่มต้นทางานด้วยการสร้างทัศนคติที่ดีเป็ นการสร้างขวัญกาลังใจแก่ชาวบ้าน โดย เสนอให้เปลี่ยนชื่อจากสานักสงฆ์หรือวัดโคกพริกเป็นวัดป่ำสุขสมบูรณ์ เนื่องจากบริเวณรอบด้านมีป่า ไม้ สุขกาย มีธรรมะช่วยให้สุขใจ รวมเป็นสุข ฟังแล้วไพเราะ ชาวบ้านเห็นสมควรจึงมีมติเห็นชอบให้ เปลี่ยนชื่อบ้านโคกพริกเป็นบ้านสุขสมบูรณ์ด้วยในคราวเดียวกัน แต่ในทางราชการยั งใช้ว่า บ้านโคก พริก เจ้าอาวาสเริ่มฟื้นฟูบทบาทวัดในช่วงเวลา 15 ปี ด้วยกระบวนการทางานแบบเดียวกับ วัดที่เป็นกรณีศึกษาที่กล่าวมาก่อนหน้า นี้ โดยเฉพาะเหมือนกับวัดลานสัก คือ มีการกาหนดแผนการ พัฒนาขึ้นมาอย่างชัดเจนเพื่อเป็นเป้าหมายของการทางาน จานวน 9 ข้อ แบ่งออกได้เป็น 3 แผน คือ กลุ่มแผนงำนสร้ำงคน แผนงำนสร้ำงถำวรวัตถุ และแผนงำนสืบทอดกำรแพทย์ภูมิปัญญำ โดยใน แต่ละแผนงานจะกาหนดกิจกรรมรองรับเพื่อดาเนินการ ดังนี้ (1) กลุ่มแผนงำนสร้ ำ งคน มีเป้าหมายเพื่อ ให้ มีบุ คคลเป็น กลไกผลั กดัน การฟื้ น ฟู บทบาทของวัดทั้งด้านการพัฒนาจิตวิญญาณและการเกื้อกูลสังคม ด้วยการส่งเสริมพระภิกษุสามเณร ให้ได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย ตามสานักเรียนที่มีคุณภาพและหลากหลายแนวทาง เพื่อเพิ่มเติม ความรู้ พัฒนาความสามารถของพระลูกวัดในระยะยาว พร้อมปลูกฝังการทางานเชิงรุกให้พระในงาน พัฒนาชุมชน พระสงฆ์ในปกครองของเจ้าอาวาสจึงได้รับการสนับสนุนให้ไปเล่าเรียนต่างถิ่น จนกระทั่ง บางช่วงเวลาที่วัดมีเจ้าอาวาสจาพรรษาอยู่เพียงรูปเดียว จนถึงช่วงปิดภาค พระสงฆ์ที่ไปเล่าเรียนต่าง ถิ่นจึงจะเดินทางกลับมา FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

132


ในขณะเดียวกันก็จัดปฏิบัติธรรมเพื่อปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้กั บคฤหัสถ์ ส่งเสริม อุบาสกอุบาสิกาให้ร่วมกันรั กษาอุโบสถศีล โดยแบ่งกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อ มุ่งเน้นให้ผู้สูงอายุได้มีโอกาสเข้าร่วมรักษาอุโบสถศีลเป็นการสร้างบุญบารมีในบั้นปลายของชีวิต โดย เอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง และกลุ่มเยาวชน เพื่อมุ่งเน้นให้เยาวชนได้มีโอกาสเข้าร่วมรักษาอุโบสถศีล โดยสร้างความเข้าใจให้รู้ว่าคนทุกวัยสามารถเข้าร่วมรักษาอุโบสถศีลได้ พร้อมกันนั้น มีการจัดหลักสูตรใหม่ ๆ เพื่ออบรมกลุ่มเป้าหมายได้หลากหลาย ได้แก่ หลักสูตรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หลักสูตรผู้นา หลักสูตรปฏิบัติธรรม หลักสูตรศาสนพิธี หลักสูตรบูรณา การ และหลักสูตรคนของแผ่นดิน ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามยุคสมัยและกลุ่มผู้เข้ารับการ อบรม ที่จาแนกกลุ่มหลักเป็น 3 กลุ่ม คือ หน่วยงานราชการ ข้าราชการครู และกลุ่มนักเรียน โดยทุก หลักสูตรออกแบบให้มีการสอดแทรกศีลธรรม การปฏิบัติธ รรม การใช้ปัญญาในการแสวงหาคาตอบ เช่น ปลูกฝังเรื่องเป้าหมายชีวิตแก่นักเรียน ให้รู้ว่าเรียนไปเพื่ออะไรให้คุ้มค่ากับการเสียเวลาเสียเงิน และการเสี่ยงภัยจากการเดินทางไปเรียน ด้วยการสร้างแรงบั นดาลใจให้คิดถึงเป้าหมายตลอดเวลา และพัฒนาให้เยาวชนเป็น ผู้มีจิตอาสา ช่วยงานบริการสังคม และให้ทุนการศึกษาเข้ามาเสริมเพื่อ สงเคราะห์เด็กดีที่ยากจนด้วย สุดท้ายของแผนงานนี้คือกิจกรรมเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่งเสริมให้ชาวชุมชน ได้แสดงความจงรั กภักดีด้ว ยการปฏิบัติธ รรม โดยใช้ว โรกาสพิเศษในวันส าคัญของสถาบัน อาทิ กิจกรรมงดดื่มเหล้าเข้าพรรษาถวายเป็นพระราชกุศล โครงการปฏิบัติธรรมถวายเป็นพระราชกุศล โครงการอบรมคุณธรรมจริยธรรมตามแนววิถีพุทธ เป็นต้น (2) กลุ่มแผนงำนสร้ำงถำวรวัตถุ ถึงแม้ว่าเจ้าอาวาสจะมุ่งเน้นการสร้างและพัฒนาคน แต่การพัฒ นาสั ป ปายะทางกายภาพท่านก็ให้ความสาคัญเช่นกัน โดยเน้นการสร้างถาวรวัตถุให้ เหมาะสมกับแผนพัฒนา โดยตั้งเป้าหมาย สู่การเป็นวัดระดับแนวหน้าภายใน 15 ปี โดยดาเนินการ สร้างอาคารสถานที่และปรับภูมิทัศน์ให้วัดมีสัปปายะเหมาะแก่การประกอบศาสนพิธีและการพักผ่อน หย่อนใจมิใช่กับชาวบ้านภายในชุมชนเท่านั้น แต่ให้สามารถรองรั บกลุ่มผู้มาจากภายนอกชุมชนด้วย เนื่องจากการคมนาคมในปัจจุบันมีความสะดวกมากขึ้น (3) แผนงำนด้ำนกำรแพทย์ภูมิปัญญำวัดป่ำสุขสมบูรณ์ แผนงานนี้เกิดขึ้นภายหลังใน พ.ศ. 2556 เกิดขึ้นหลังจากการอาพาธด้วยโรคไส้ติ่งแตกของท่านเจ้าอาวาสในพ.ศ. 2555 ทาให้ท่าน พิจารณาเห็นความทุกข์จากการเจ็บป่วย แล้วคิดหาสาเหตุและหนทางดับทุกข์ตามหลักอริยสัจ 4 โดย อาศัยภูมิปัญญาท้องถิ่น และการค้นคว้าด้วยตนเองทางอินเตอร์เน็ต อิงกับหลักการวิทยาศาสตร์ การแพทย์ในหลักกายวิภาคศาสตร์ พัฒนาความรู้จนกระทั่งเชี่ยวชาญทั้งทางทฤษฎีและการปฏิบัติ เกิดเป็นศูนย์การแพทย์ภูมิปัญญาของวัดป่าสุขสมบูรณ์ในปัจจุบัน ดาเนินการรักษาโรคเกี่ยวกับกระดูก FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

133


เส้นเอน พังผืด หลอดเลือดอุดตัน ฯลฯ จากการดาเนิน งานมาได้ประมาณ 4 ปี มีผู้เข้ารับการรักษา ประมาณ 10,000 คน มีแพทย์ภูมิปัญญา 11 รุ่น รวมทั้งหมดประมาณ 200 คน ปัจจุบันนอกจากที่วัด ป่าสุขสมบูรณ์ที่เป็นศูนย์กลางแล้ว มีอีก 3 สาขาคือที่วัดหาดใหญ่สิตาราม จ.สงขลา, วัดอุทกวราราม จ.ร้อยเอ็ด และสาขาบางบัวทอง จ.นนทบุรี ส่วนใหญ่สาขาจะขยายไปตามเครือข่ายของวัด ความโดดเด่นของศูนย์การแพทย์ภูมิปัญญานี้จะคล้ายคลึงกับสถานีวิทยุฯ วัดนายโรง คือ เป็นกลไกสาคัญของการฟื้นฟูบ ทบาทวัด ด้วยการเชื่อมโยงสอดแทรกหลั กธรรมเข้ากับเรื่องความ เจ็บป่วย มีการออกแบบกิจกรรมให้ผู้มี ส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการรักษา ไม่ว่าผู้ป่วยหรือแพทย์ พื้นบ้านที่ให้การรักษาต้องอิงกับการปฏิบัติธรรม คุณธรรม เช่น แพทย์ภูมิปัญญาเองเมื่อมาถึงสถานที่ รักษาก็จะสวดมนต์ไหว้พระที่โต๊ะหมู่บูชาที่จัดไว้ ตัวผู้ป่วยเองก็ต้องสวดมนต์ทุกครั้งก่อนรับการรักษา บทสวดมนต์ที่ใช้ก่อนรักษา พระอธิการสมบูรณ์เล่าว่า คัดเลือกมาจากหลายบท โดยมากนามาจาก คาถาพระปริตร เนื่องจากเป็นคาถาที่คุ้มครองป้องกันจากสิ่งไม่ดี ส่วนบทแปลท่านก็เรียบเรี ยงขึ้นใหม่ เองเพื่อให้เกิดความสอดคล้องและเหมาะสมต่อการใช้งาน บทสวดมนต์ที่เจ้าอาวาสเรียบเรียงขึ้นนี้ มี เนื้อหากล่าวถึงการอุทิศบุญกุศลให้ผู้มีอุปการะและเจ้ากรรมนายเวร เพื่อขออโหสิกรรมและให้การ รักษาได้ผลดี สอดแทรกธรรมในเรื่องหลักกรรมบาปบุญคุณโทษ และการกาหนดให้ ผู้ป่วยได้สวดมนต์ แผ่เมตตา ก่อนการรักษาก็ถือเป็นการใช้หลักธรรมมายึดเหนี่ยวจิตใจ สร้างความสงบ ลดความว้าวุ่น เป็นการเยียวยาในเบื้องต้น อีกทั้งผู้ป่วยส่วนใหญ่เชื่อว่าการได้รับการรักษาในวัดจะช่วยขจัดปัดเป่า เภทภัยทุกข์ร้ายให้หายคลายได้ ในระหว่างการรักษามีการเปิดเสียงบรรยายธรรมไปด้วย ต่อมาเมื่อขั้นตอนการรักษาเป็นมาตรฐานมากขึ้น จากการศึกษาวิจัยของเจ้าอาวาสและ คณะในโครงการวิจัย : การใช้หลักพุทธธรรมในการเสริมสร้างคุณภาพการรักษาสุขภาพด้วยวิธีการ ตอกเส้ น ของชุมชนสุ ขสมบู ร ณ์ ต.สองชั้น อ.กระสั ง จ.บุรีรัมย์ จากทุนวิจัยของส านักงานกองทุน สนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น พ.ศ. 2559 และโครงการวิจัยพัฒนารูปแบบการแก้ไข ปัญหาของชุมชนท้องถิ่นด้วยหลักธรรมในพระพุทธศาสนาแบบบูรณาการ ซึ่งเป็นงานวิจัยร่วมกับ วิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์และสกว. มีผลให้กิจกรรมของศูนย์ได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น เกิดเครือข่ายทั้ง บุคคลที่มารับการรักษา และเครือข่ายแพทย์พื้นบ้าน มีการเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลจังหวัดบุรีรัมย์ จากการเก็บข้อมูลในพื้นที่พบว่า ผู้ที่หายป่วยจะกลับมาสนับสนุนวัดในทางใดทางหนึ่ง เช่น บริจาค ทรัพย์เพิ่มเติมจากค่ารักษาที่ให้แพทย์และบารุงศูนย์การแพทย์กับวั ด นาข้าวสารอาหารแห้งมาให้โรง ครั ว เกื้อกูล แก่ผู้ เจ็ บ ป่ ว ยที่ย ากจน และได้เรียนรู้ธ รรมจากกระบวนการรัก ษาที่ ออกแบบไว้ ด้ ว ย เนื่องจากความเจ็บป่วยเป็นเนื้อหาที่เชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้สัจธรรมของชีวิตได้โดยง่าย บทบาทของศูนย์การแพทย์ภูมิปัญญา จึงสามารถฟื้นฟูบทบาทของวัดได้ทั้งด้านการ พัฒนาจิตวิญญาณและให้ การสงเคราะห์สังคมไปได้พร้อมกัน โดยเฉพาะเมื่อคาดการณ์ได้ว่าโรคที่ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

134


ศูนย์ฯ ให้การรักษาเป็นโรคร่วมสมัยที่มีผู้เจ็บป่วยทุกข์ทรมานอยู่เป็นจานวนมากในทุกเพศทุกวัยทุก สายอาชีพทั้งในปัจจุบันและอนาคต ก็เป็นช่องทางของการฟื้นฟูบ ทบาทของวัดในเมือง-กึ่งเมืองฯได้ เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ศูนย์การแพทย์ภูมิปัญญาของวัดป่าสุขสมบูรณ์ ยังเป็นการสงเคราะห์ด้าน อาชีพแก่คนในชุมชนได้ด้วย เนื่องจากผู้เข้ามาเรียนเป็นแพทย์ภูมิปัญญาเป็นคนในชุมชน บางคนเป็น เกษตรกรมาก่ อ น แต่ ที่ ยิ่ ง ไปกว่ า การฝึ ก อาชี พ คื อ การเรี ย นเพื่ อ ฝึ ก ฝนเป็ น แพทย์ ภูมิ ปั ญ ญา คื อ กระบวนการอบรมบ่มเพาะบุคคลให้มีคุณธรรมเข้าถึงจิตวิญญาณ เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม เหมือนดัง บทบาทสาคัญประการหนึ่งของวัดในอดีตที่ผ่านมาด้วย เนื่องจากเจ้าอาวาสจะออกแบบและให้การ อบรมเพื่อเป้าหมายนี้ เช่น กิจวัตรที่สาคัญของผู้ที่เข้าฝึกอบรมเป็นแพทย์พื้นบ้าน คือการตื่นทาวัตร เช้าเย็น เดินจงกรมและนั่งสมาธิ หากวันที่เข้ารับการฝึกอบรมตรงกับวันพระก็ จะได้ร่วมทาบุญตัก บาตรพร้อมกัน หลักคุณธรรมที่ใช้เป็นแนวทางในการรักษาผู้ ป่วยของวัดป่าสุ ขสมบูรณ์ ตามหลั ก จรรยาวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย โดยนาหลักจรรยาบรรณมาใช้กับหลักพรหม วิหาร 4 เพื่อใช้ในการดาเนินชีวิตและการอยู่ร่วมกับผู้อื่น อันได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา และมีข้อห้ามอย่างเคร่งครัดสาหรับแพทย์ภูมิปัญญาคื อ การใช้ยาเสพติด สุราของมึนเมา พร้อมกับ การใช้หลักธรรมอิทธิบาท 4 ในการพัฒนาตนเอง ได้แก่ 1. ฉันทะ มีความพอใจรักใคร่ในวิชาชีพแพทย์ภูมิปัญญา ตั้งใจจริงที่จะมาศึกษา วิชาความรู้และศรัทธาในวิชาแพทย์ การเป็นแพทย์ 2. วิริยะ ความเพียรพยายามในการศึกษาวิชา ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค ซึ่ ง แน่นอนแพทย์ภูมิปัญญาของศูนย์ฯ ส่วนใหญ่มาจากชาวชุมชนที่มีอาชีพเกษตรกร นอกจากจะต้องใช้ ความตั้งใจในการเรียนภาคทฤษฎี การทาความเข้าใจในระบบต่างๆ ยังต้องอาศัยการฝึกฝนจากการ รักษาผู้ป่วยเป็นอย่างมากด้วย 3. จิตตะ การควบคุมจิตใจให้แน่วแน่ ฝักใฝ่ ประคองความมุ่งมั่นจนไปถึงเป้าหมาย ในการรักษาที่ต้องใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมง หลายครั้งก็นานกว่านั้น การนอนเฝ้าคนป่วยที่อาการหนัก คอย ดูแลทุกอย่าง รักษาให้ทุกชั่วโมง 4. วิมังสา การไตร่ตรองหรือทดลอง มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไข ปรับปรุง ความรู้ แพทย์สามารถแนะนาคนไข้ถึงพฤติกรรมที่ทาให้เกิดโรคหรือเป็นอุปสรรคต่อการรักษา กิจกรรมในศูนย์การแพทย์ฯ สามารถพัฒนาจิตใจของผู้ให้การรักษาในด้านความเมตตา กรุณา ต่อผู้ที่เข้ามารักษา มีจิตใจที่อยากสงเคราะห์คนที่มีความทุกข์จากโรคภัยไข้เจ็บ ไม่ว่ายากดีมีจน ในโอกาสวัน ส าคัญหรื องานบุ ญก็ ให้ การรั ก ษาโดยไม่คิ ดค่ าใช้จ่า ย การสงเคราะห์ คนไข้ที่ ย ากจน ตลอดจนการรักษาให้พระภิกษุสามเณรและแม่ชีโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย นอกจากนั้น การทางานในวัดเอื้อ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

135


ให้ แ พทย์ ภู มิ ปั ญ ญาสามารถพั ฒ นาตนในด้ า นศี ล สมาธิ ปั ญ ญา โดยเจ้ า อาวาสวางแนวทางการ ประพฤติ ต นของแพทย์ ภู มิ ปั ญ ญาไว้ ใ ห้ เ ป็ น ผู้ ร ะวั ง ตนและด ารงตนตามท านองคลองธรรม การ เปลี่ยนแปลงบทบาทมาเป็นแพทย์ภูมิปัญญาได้เปลี่ยนแปลงใจของหมอหลายคนให้มีความสงบเย็น มากขึ้น แพทย์ภูมิปัญญาหลายคนทุ่มเทในการรักษาให้คนไข้อย่างละเอียดแม้ว่าบางครั้ งจะต้องใช้ เวลามากกว่าครึ่งวัน โดยไม่สนใจว่า เมื่อรักษาคนไข้ได้น้อยคน ก็จะได้รับเงินน้อยไปด้วย นอกจากนี้ วั ด ซึ่ ง เป็ น พื้ น ที่ รั ก ษาอาการป่ ว ย และเป็ น ที่ พั ก ของผู้ ป่ ว ยกั บ ญาติ ได้ กลายเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข่าวสาร ระหว่างผู้ป่วยด้วยกันหรือญาติที่พาผู้ป่วยมารับการรักษา มีการสอบถามอาการของโรค ความทุกข์ทรมาน การรักษาพยาบาลที่ผ่ า นมา นอกจากนั้นมีการ แบ่งปันทุกข์สุข รวมไปถึงเคล็ดลับ การดูแลรั กษาสุขภาพด้ว ยแพทย์ทางเลือกอื่น ๆ ด้วย อีกทั้งใน ระหว่างรักษาตัว นี้ ยังเอื้อให้เกิดการพึ่งพาอาศัยกัน ในโรงครัวของวัดจะมีข้าวปลาอาหารที่แม่ครัว อาสาสมัครของวัดจัดเตรียมไว้ให้ และมีอุปกรณ์กับวัตถุเครื่อ งปรุงอาหารสาหรับผู้ที่จะทากินเอง หาก มีผู้ป่วยที่ไม่สามารถเดินมากินอาหารได้เองจากที่พักซึ่งอยู่ห่างจากโรงครัว ก็จะมีการตักอาหารไปให้ กินทุกมื้อ ผู้ที่เคยเดินทางมารับการรักษาแล้วมักจะขนข้าวสาร ผักสดหรือเครื่องเทศ มาถวายวัดเพื่อ ใช้เลี้ยงดูคนในวัดต่อไป การพักอาศัยในวัดจึงเปรียบดังครอบครัวใหญ่ ที่แต่ละคนมีความเอื้ออารี แบ่งปันและเมตตาต่อผู้ที่ร่วมอาศัยอยู่ด้วย เป็นกัลยาณมิตร ที่พร้อมจะช่วยเหลือกันและกัน แม้ว่าการออกไปศึกษาเล่าเรียนธรรมในต่างถิ่น มีผลให้วัดคงเหลือพระน้อยรูป บางครั้ง มีเพียงเจ้าอาวาสเท่านั้น แต่การฝึกฝนอบรมแพทย์ภูมิปัญญาไทยอย่างเข้มงวดจริงจัง ให้อยู่ในศีลใน ธรรม ปฏิบัติสัมมาอาชีวะอย่างมีคุณธรรม ให้ความช่วยเหลือผู้อื่น ก็มีผลในการสร้างความศรัทธาแก่ สาธุชนคนไข้และญาติในบทบาทการพัฒนาจิตวิญญาณบุคคลของวัดและการเกื้อกูลแก่ชุมชนได้ทาง หนึ่งด้วย 4.2.6 ข้อสังเกตจำกกรณีศึกษำ จากการสั งเคราะห์ กระบวนการฟื้น ฟูบ ทบาทวัดทั้ ง 5 กรณีศึกษามีข้ อน่าสั ง เกตใน 4 ประเด็น คือ (1) ในกระบวนการฟื้นฟูบทบาทวัดเพื่อพัฒนาจิตวิญญาณนั้น พบว่ายังมีพุทธศาสนิกชน อีกจานวนมากในสังคมที่พร้อมจะให้ความสนับสนุน หากแต่จะต้องมีความรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาเกิดขึ้น ก่อนเสมอ เพราะจากกรณีศึกษาทั้ง 5 วัด จะพบตรงกันว่า กระบวนการฟื้นฟูดาเนินการได้ ขยายผล ออกไปได้ เพราะพุทธศาสนิกชนหรือญาติโยมเกิดความศรัทธา มีความเชื่อมั่นในพระสงฆ์ที่ เป็นผู้นา ศรัทธาในวัตรปฏิบัติของพระในวัด มีกระบวนการทางานที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนอยาก สนับสนุนความมุ่งมั่นตั้งใจทาจริงของท่าน กระบวนการฟื้นฟูวัดจึงไม่จาเป็นที่จะต้องตั้งต้นจากการมี

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

136


ทุนทรัพย์ อันมักเป็นเหตุที่วัดจานวนมาก เร่งหาเงินมาสร้างสิ่งปลูกสร้างด้วยวิธีการระดมทุนต่างๆ ซึ่ง จานวนมากขัดหลักธรรมและกลับทาให้บทบาทของวัดเบี่ยงเบนไปจากหลักพุทธธรรมได้ (2) กระบวนการฟื้นฟูวัดที่มีการกาหนดแผนงาน เป้าหมาย ยุทธศาสตร์ วิสัยทัศน์ ในแต่ ละกรณีศึกษา มีส่วนสนับสนุนให้เกิดความศรัทธาในข้อที่ 1 ได้ง่ายขึ้นอีก เนื่องจากลักษณะแผนงาน เป้าหมาย ยุทธศาสตร์ วิสัยทัศน์ ฯลฯ ที่นาเสนอและสื่อสารให้ผู้เกี่ยวข้องในกรณีศึกษานั้น เห็นความ เป็ น รู ป ธรรม ช่ว ยให้ ผู้ เกี่ย วข้องร่ วมมองเห็นภาพในแต่ละประเด็นได้แบบภาพรวม มีส่ ว นในการ ติดตามการทางาน มองเห็นความจริงจังของผู้บุกเบิกงานฟื้นฟูได้ง่ายขึ้นกว่าที่วัดจะดาเนินการโดยการ รับทราบกันเองภายใน หรือการบอกเล่าเพียงลาพัง (3) ในกระบวนการฟื้นฟูวัดนี้ เจ้าอาวาสจะให้ความสาคัญสูงมากกับการฟื้นฟูพัฒนา สัปปายะด้านบุคคลด้วย เพื่อให้สัปปายะด้านกายภาพที่ได้รับการฟื้นฟูมิสูญเปล่า เป็นเพียงการปรับ พื้นที่ให้ร่มรื่นสวยงาม โดยเข้าไม่ถึงเป้าหมายการฟื้นฟูบทบาทการพัฒนาจิตวิญญาณให้แก่บุคคลทั้ง บรรพชิต-คฤหัส ถ์และแก่ชุมชนตามบทบาทหลั กซึ่งส าคัญที่สุ ดของวัด เจ้าอาวาสของทุกวัด จึง ให้ ความสาคัญกับการส่งเสริมการศึกษาทั้งทางธรรมและทางโลกของพระสงฆ์ในปกครอง พร้อมกากับ ดูแลการฝึกฝนปฏิบัติตนของพระสงฆ์ให้อยู่ในกรอบพระธรรมวินัย เพื่อให้พระสงฆ์เองบรรลุเป้าหมาย การพัฒนาจิตวิญญาณของตนเองเคียงคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมให้มีความสามารถในการเผยแผ่ ธรรมแก่สาธุชน ทั้งโดยการปฏิบัติ ให้ดู สร้างความศรัทธาเลื่อมใสแก่สาธุชนและโดยการแสดงธรรม ผ่านกิจกรรมอย่างสมสมัย เพื่อให้วัดมีความเข้มแข็งทั้ง 2 บทบาท บรรลุทั้งประโยชน์ตน (การบวช เรียนของภิกษุ) ประโยชน์ท่าน (ชุมชน –พุทธศาสนิกชน) และประโยชน์สูงสุดคือการดารงอยู่อย่าง มั่นคงของพระศาสนา (4) รูปแบบของการฟื้นฟูบทบาทการพัฒนาจิตวิญญาณของวัดเมืองและกึ่งเมืองฯ เพื่อ ฟื้นฟูบทบาทการพัฒนาจิ ตวิญญาณและบทบาททางสังคมของวัด กรณีศึกษาทั้ง 5 วัดได้ปรับปรุง พัฒนากิจกรรมเพื่อการดังกล่าว แบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบผสมผสานกันไป ขึ้นกับเหตุปัจจัยภายใน ภายนอกหรื อบริ บ ทของวัดแต่ล ะแห่ ง โดยที่บางกรณีศึกษาอาจมี ความโดดเด่นเป็นพิเศษในบาง รูปแบบ ดังนี้ 4.1) การฟื้นฟูกิจกรรมและบทบาทเดิมของวัดให้มีความสมสมัยสอดคล้องกับวิถีชีวิต ที่เปลี่ยนแปลงไปตัวอย่างคือการฟื้นฟูให้วัดกลับมาเป็นสถานที่อันสงบร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่ อน ร่างกายและจิตใจของวัดนางชี ซึ่งทาให้วัดเป็นเสมือนหนึ่งสวนสาธารณะใกล้บ้านที่เข้าถึงและใช้ ประโยชน์ได้โดยง่าย เอื้อกับวิถีชีวิตสมัยใหม่ของคนเมืองที่แต่ละวันต้องใช้ชีวิตด้วยความเร่งรี บ มี ความเครียดกับการทางาน หรือละแวกที่พักอาศัยไม่มีสวนสาธารณะของเมือง เมื่อปรับปรุงแล้วก็คิด สร้างสรรค์ต่อยอดให้สอดแทรกเผยแผ่ธรรมได้ เช่นเตรียมเปิดเสียงบรรยายธรรมในบางช่วงเวลา การ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

137


ติดคติธรรมไว้ตามต้นไม้ สร้างความแตกต่ างของสวนในวัดกับสวนสาธารณะทั่วไป การฟื้ นฟูบทบาท ในประการนี้ จะมีผลต่อคนทั่วไป ทั้งผู้ที่ใส่ใจและไม่ใส่ในในเรื่องศาสนาและธรรมะให้เข้าหาวัดและใช้ ประโยชน์จากวัด เมื่อเข้ามาแล้วก็มีโอกาสได้รับรู้-เรียนรู้ธรรมะไปด้วยอย่างไม่เป็นทางการ อีกส่วนหนึ่งคือการฟื้นฟูประเพณี พิธีกรรมของเดิม เพื่อสร้างบทบาทการรวมคนทาง สังคมของวัด แล้วจัดกิจกรรมเสริมทางธรรมด้ว ยการประกวดการสวดมนต์ ปาฐกถาธรรม ฯลฯ เพื่อ สอดแทรกธรรมะแก่เยาวชนและผู้เข้าร่วมกิจกรรม เช่น ประเพณีชักพระของวัดนางชี หรือการฟื้นฟู ประเพณีไหว้วัดและตักบาตรน้าผึ้งของวัดภูเขาทองแล้วสอดแทรกความหมายทางธรรมของประเพณี พิธีกรรมในพระธรรมเทศนา เป็นการฟื้นฟูบทบาทวัดให้แก่กลุ่มพุทธศาสนิกชนที่มีความสนใจในธรรม และศาสนาอยู่ก่อนแล้ว แต่อาจสามารถขยายไปยังกลุ่มเยาวชนซึ่งสนใจการประกวดต่างๆ ให้หันมา สนใจธรรมได้ จ ากการต้ อ งเข้ า ใจ ซาบซึ้ ง ในสิ่ ง ที่ ต นเองสวดหรื อ เนื้ อ หาที่ ต นเองแสดงปาฐกถา เช่นเดียวกับการพัฒนารูปแบบการอบรมสามเณรภาคฤดูร้อน ค่ายเยาวชนหรือการอบรมนักเรียนใน ชั่วโมงการเรียนที่ มีพระเป็นผู้สอนให้มีความทันสมัย ด้วยเข้าใจ ใส่ใจในธรรมชาติของเด็กยุคใหม่ หลายกิจกรรมมีผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กจากการติดตามประเมินผลผ่านผู้ ปกครองที่ ส่งเด็กเข้ารับ การอบรม รวมไปถึงการอบรมเยาวชนที่กระทาความผิดของกรมคุมประพฤติ ซึ่ง จัด ร่วมกับวัดนายโรง นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงพิธีกรรมภายในวัดให้เอื้อกับกลุ่มเป้าหมายให้ได้เข้าใจ ธรรมมากขึ้นเมื่อเข้ามาร่วมพิธีกรรมภายในวัด เช่น การสวดมนต์แปล หรือการคัดเลือกบทสวดมนต์ที่ เหมาะสมมีความหมายแทนการสวดตามขนบธรรมเนียมเดิมโดยผู้สวดไม่รู้ความหมาย การจัดเวลา และความยาวของการทาวัตรให้เหมาะสมกับเงื่อนไขเวลาและสุขภาพของผู้เข้าร่วม (เช่น ผู้สูงอายุ คนทางานที่มีเวลาจากัด เป็นต้น) 4.2) การสร้างสรรค์กิจกรรมขึ้นใหม่ วัดในทุกกรณีศึกษาจะมีการคิดค้นออกแบบสร้างสรรค์กิจกรรมใหม่ที่สอดคล้องกับ ชีวิตและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อสร้างอัตลักษณ์ของการดารงอยู่ให้ร่วมสมัยกับการเปลี่ยนแปลง โดยที่ยังรักษาไว้ซึ่งบทบาทหลักและบทบาทรองอย่างเข้มแข็ง เป็นการสร้างความเข้าใจใหม่ของคน สมัยใหม่โดยเฉพาะเยาวชน วัยรุ่น วัยทางาน ซึ่งมีแนวโน้มเห็นวัดเป็นสถานที่โบราณ เชย คร่าครึ หรือ เป็นผู้รับ-ผู้เอาจากสังคม ตัวอย่างเช่น การเผยแผ่ธรรมของวัดนายโรงด้วยช่องทางใหม่ผ่านสถานีวิทยุ และผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งก้าวข้ามข้อจากัดของการไม่มีเวลามาวัด โดยเนื้อหาออกแบบให้ทันสมัย สอดคล้ อ งกั บ กลุ่ ม เป้ า หมายที่ มี วิ ถี ชี วิ ต ปั ญ หา รสนิ ย ม ช่ ว งเวลาการรั บ ฟั ง ที่ แ ตกต่ า งกั น อย่ า ง หลากหลาย ส่วนวัดลานสักเปลี่ยนภาพวัดจากผู้เอาเป็น ผู้ให้ด้วยนโยบายคืนเงินในงานศพ การออก เยี่ยมผู้ป่วยในโรงพยาบาล ในขณะที่วัดภูเขาทอง สร้างสรรค์ “หนังสือเดินทางธรรม” ที่สอดแทรกการ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

138


ประพฤติธรรมด้วยคาร่วมสมัยซึ่งเป็นที่คุ้นเคยอยู่แล้ว (หนังสือเดินทาง) สาหรับวัดป่าสุขสมบูรณ์ริเริ่ม และก่อตั้งศูนย์การแพทย์ภูมิปัญญา ซึ่งช่วยฟื้นฟูบทบาททั้ง 2 ด้านของวัดในอดีต คือการพัฒนาบุคคล ในกระบวนการรักษาทั้งหมดให้มีธรรมะ ทาให้วัดกลายเป็นศูนย์กลางความรู้การแพทย์ที่ร่วมสมัย จาก การวิจัยและการร่วมมือกับการแพทย์สมัยใหม่ ช่วยเพิ่มความเชื่ อมั่นในการรักษาให้คนกลุ่มใหม่ ใน กลุ่มโรคซึ่งมีผู้เจ็บป่วยจานวนสูงมากจากพฤติกรรมสุขภาพที่ผิด และผู้แสวงหาทางเลือกใหม่หลังจาก ที่ไม่ทุเลาด้วยการรักษาในระบบการแพทย์สมัยใหม่ เหล่านี้เป็นต้น รูปแบบของกิจกรรมที่ใช้ในการฟื้นฟูวัด มาจากการรู้ ความเข้าใจสภาพของสังคม สมัยใหม่และความรู้สึกของคนรุ่นใหม่ และความตระหนักในบทบาทหลักและรองของวัด 4.3 ปัจจัยร่วมที่จำเป็นต่อกำรฟื้นฟูบทบำทวัดในเมืองและกึ่งเมืองกึ่งชนบทเพื่อพัฒนำจิตวิญญำณ การฟื้นฟูบทบาทของวัดในเมืองและกึ่งเมืองฯ ในกรณีศึกษาตามหัวข้อ 4.2 ซึ่งมีลักษณะ ของความสาเร็จที่หลากหลายแตกต่างกันนั้น จุดโดดเด่นหรือข้อจากัดที่พบมาจากลักษณะของปัจจัย ร่วมและกระบวนการบูรณาการของปัจจัยต่างๆ ซึ่งสังเคราะห์ได้เป็น 2 ปัจจัยใหญ่ โดย 2 ปัจจัยใหญ่ นี้ ครอบคลุม 4 ปัจจัยหลักของการวิจั ยในระยะที่ 1 (คือปัจจัยทุนบุคคล, ปัจจัยกิจกรรมที่มีความ หลากหลาย, ปัจจัยการบริหารการเงินที่สร้างความศรัทธา, ปัจจัยด้านสถานที่หรือสัปปายะ) หากแต่ ผู้วิจัยจัดกลุ่มใหม่ตามรายละเอียดของคุณลักษณะที่พบในการวิจัยครั้งนี้ ปัจจัยดังกล่าวประกอบด้วย 4.3.1 ปัจจัยร่วมด้ำนคุณลักษณะของทุนบุคคลและทุนทำงสังคมของวัด 4.3.1.1 ทุนบุคคล ปัจจัยร่วมในประการนี้ถื อว่าเป็นปัจจัยจาเป็นมากที่สุด การวิจัยในระยะแรกและ การวิจัยในครั้งนี้พบตรงกันว่า ปัจจัยบุคคลโดยเฉพาะฝ่ายบรรพชิตคือกลไกขับเคลื่อนการฟื้นฟูวัดไม่ ว่าในตอนเริ่มต้นหรือระหว่างกระบวนการฟื้นฟู แม้ว่าจะมีคฤหัสถ์ที่เอาการเอางานมากเพียงใด แต่ จากกระบวนการทางานเพื่อการฟื้นฟูบทบาทวัดดังกล่าวไปแล้วในข้อ 4.2 จะเห็นได้ว่า พระสงฆ์จะ เป็นปัจจัยเริ่มต้นของการสร้างความเลื่อมใสศรัทธา ก่อให้เกิดการระดมทุน ด้านต่าง ๆ มาได้มากกว่า คฤหัสถ์ แต่ในกรณีศึกษาของวัดป่าสุขสมบูรณ์ก็พบว่าคฤหัสถ์ที่มีความเข้มแข็ง มีภูมิรู้ทางธรรมและ ศรัทธาจริงจังในพุทธศาสนา ก็เป็นกาลังขับเคลื่อนสาคัญในการฟื้นฟูบทบาทวัดทางอ้อม ด้วยการสืบ เสาะหาพระภิกษุสงฆ์ที่มีความน่าศรัทธามาบุกเบิกการฟื้นฟูวัด แล้วสนับสนุนอย่างต่อเนื่องระหว่าง กระบวนการ ส่ ว นกรณีศึกษาอื่น ก็ ทาให้ เห็ นเช่ นกั นว่ า การมีพระสั ง ฆาธิ การฝ่ า ยปกครองที่ ท รง คุณธรรม บริ ห ารงานเก่ง รู้ จั กพระภิกษุในปกครองดีก็เอื้อให้ อีก 4 วัดได้เจ้าอาวาสที่มีคุณสมบัติ เหมาะสมมาดูและและฟื้น ฟูวัดเช่นกัน ปัจจัยในประการนี้จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนที่มีความส าคัญ เช่นกัน

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

139


(1) คุณลักษณะสำคัญของทุนบุคคล ผลการศึกษาพบว่า บุคลากรของวัด ทั้งพระสงฆ์และคฤหัสถ์ต่างมีความสาคัญ อย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูวัด โดยทุนบุคคลในระยะเริ่มแรกหรือช่วงของการบุกเบิกนั้น ได้แก่ผู้นาวัดหรือ เจ้าอาวาสซึ่งถือว่ามีความสาคัญมากที่สุด เนื่องจากกฎหมายกาหนดให้เป็นผู้ปกครองวัด จึงมี อานาจ ดาเนิ น การพัฒ นาวัดได้โ ดยตรง เมื่อเจ้ าอาวาสมีความรู้ความสามารถทางธรรมทางโลก มีความ ตระหนักในคุณูปการสูงสุดของพุทธศาสนา มีอิทธิบาท 4 (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) และพละ 5 (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) จึงทางานฟื้นฟูบทบาทวัดอย่างอุทิศกาลังแก่การพัฒนาพระศาสนา อย่ างสุ ดความสามารถของตน สร้ างแรงบันดาลใจให้เกิดแก่ ทุน บุคคลส่วนที่สอง คือพระสงฆ์ใน ปกครองและคฤหัสถ์ที่เป็นกาลังเดิมของวัด และทุนบุคคลส่วนที่สำม ได้แก่ จิตอาสา เครือข่าย ภาคี กลุ่มใหม่ต่างๆ อีกเป็นอันมากอย่างต่อเนื่อง ทุนบุคคล 2 ส่วนหลังนี้จะเป็นปัจจัยสาคัญของการสืบ สานความเข้มแข็งและยั่งยืนของผลการฟื้นฟูที่ตั้งต้นขึ้น จากการสังเคราะห์ผลการศึกษาวัดทั้ง 5 กรณี พบว่าคุณลักษณะของผู้นาสงฆ์ ที่มีผลอย่างยิ่งต่อความสาเร็จของการเริ่มต้นฟื้นฟูบทบาทวัดในกรณีศึกษามี 2 ประการสาคัญ ดังนี้ ก. มีภูมิรู้ทำงธรรมและทำงโลก ในระดับที่สามารถที่จะเชื่อมโยงทั้ง 2 เรื่องนี้ มาใช้ประโยชน์ได้ มิใช่เฉพาะในการเผยแผ่และแสดงธรรมตามหน้าที่พระสงฆ์เท่านั้น แต่รวมไปถึง ความสามารถในการบริหารจัดการด้วย ใน 5 กรณีศึกษาพบว่า คุณสมบัติในประการนี้มีความสาคัญ อย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะแกนนาพระสงฆ์คือเจ้าอาวาสของแต่ละวัด เพราะเป็นกลไกสร้างการเรียนรู้ ให้แก่พระเณรในปกครองและแก่คฤหัสถ์ที่เกี่ ยวข้องกับการฟื้นฟูบทบาทวัดด้วย เจ้าอาวาสและรอง หรื อผู้ ช่ว ยเจ้าอาวาส ในกรณีศึกษาต่างมีความรู้ทางธรรม-ทางโลกสู ง แต่จุดเด่นที่สาคัญที่สุดคือ ควำมรู้ในทำงธรรม เพราะต้องมีความรู้ในทางธรรมก่อนในเบื้องต้น จึงจะมีวิธีคิด วิธีวิเคราะห์ที่ช่วย จาแนกแยกแยะปรากฏการณ์ของปั ญหาที่ประสบในระดับต่างๆ ทั้งด้านชีวิต การทางาน ปัญหา องค์กร ปัญหาสังคม ฯลฯ ให้ถ่องแท้ได้ เนื่องจากปัญหาทางโลกในปัจจุบันมีความซับซ้อน การถดถอย ของศีล ธรรม คุ ณธรรม ปั ญหาและอุป สรรคทั้งหลาย มิได้ เกิดจากเหตุส่ ว นบุคคลเพียงล าพัง แต่ เกี่ยวข้อง มีผลกระทบมาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา วัฒนธรรม ในระดับต่างๆ ทั้ง ครอบครัว กลุ่ม องค์กร ชุมชน สั งคม (ในประเทศ ภูมิภาค ระดับโลก) อันเป็นปัจจัยแวดล้อมที่มี อิทธิพลยิ่งต่อพฤติกรรมของบุคคลและกลุ่มบุคคล การมีความเข้าใจแก่นธรรมของพุทธศาสนา มีอิทธิพลสาคัญต่อศักยภาพและ ความสามารถของพระสงฆ์ในการคิดวิเคราะห์เชื่ อมโยงเหตุการณ์ทางสังคม และประสบการณ์ชีวิ ต ของบุคคล (สุข-ทุกข์ ปัญหาต่างๆ ของคฤหัสถ์) มาคลี่วิเคราะห์ปัญหา (ทุกข์) ของผู้ฟังให้เกิดความ เข้าใจเหตุแห่งทุกข์ (สมุทัย) ถึงระดับที่เรียกว่าประจักษ์แจ้งด้วยตนเองได้ (สันทิฏฐิโก) มิได้สั่งสอนข้าม FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

140


หลักอริยสัจ 4 ไปที่เรื่องนิ โรธ-มรรคโดยทันทีหรืออย่างโดดๆ อันทาให้บุคคลในยุคสมัยใหม่รู้สึ กว่า หลักธรรมของพุทธศาสนาไม่ตอบโจทย์ชีวิต เพราะไม่สามารถชี้เหตุแห่งทุกข์ให้เกิดความกระจ่างใจได้ มากเพียงพอ อีกทั้งยังมักจะมุ่งสอนให้ปฏิบัติหลักธรรมในระดับโลกุตระ (ศีลธรรม) ให้ทาความดีละ เว้นความชั่วอันเหมือนกับหลักศาสนาอื่นๆ หรือสอนให้ฝึกจิตให้มีสมาธิ-ความสงบ ว่างเว้นความทุกข์ ไว้ชั่วคราว แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์ แต่เข้าไม่ถึงปัญหาความทุกข์ในวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ใน สังคมสมัยใหม่ที่แตกต่างหลากหลายจากคนยุคเดิมได้มากเพียงพอที่จะทาให้วัดและพระสงฆ์เป็น คาตอบของทางออกได้ ในกรณี ศึ ก ษา ความเข้ า ใจแก่ น ธรรมส าคั ญ ของพุ ท ธศาสนาซึ่ ง มี หั ว ใจที่ ระดับปรมัตถธรรม (ความจริงแท้ของชีวิตและธรรมชาติ) ของพระสงฆ์ใน 5 กรณีศึกษา โดยเฉพาะ ระดับเจ้าอาวาสและรองหรือผู้ช่วย มีผลช่วยให้บุคคลเข้าใจความจริงของเหตุแห่งทุ กข์ในชีวิต ของ ตนเอง แล้วเห็นเหตุปัจจัยที่จะช่วยดับเหตุแห่งทุกข์นั้น แต่จะสามารถเจาะลึกช่วยผู้ฟังให้เกิดความ ประจักษ์แจ้งเหตุแห่งทุกข์ข องตนเองได้ง่ายและมากน้อยเพียงใด ขึ้นกับความรู้ทางโลกที่พระสงฆ์มี ด้ว ย ในการศึกษาพบว่ า หากมีความรอบรู้เรื่องทางโลกมาก ก็จะสามารถยกประสบการณ์ ห รื อ รูปธรรมของเหตุการณ์ต่างๆ มาเป็นตัวอย่างให้ผู้ฟังเข้าใจตามได้โดยง่าย ประจักษ์แก่ใจตนเองได้มาก ขึ้น เร็วขึ้น ข. มีควำมรู้ควำมเข้ำใจ ทักษะและควำมสำมำรถในจัดกระบวนกำรเรียนรู้ คุณสมบัติในประการนี้นับว่ามีความสาคัญมาก เนื่องจากการฟื้นฟูบทบาทวัด มิอาจดาเนินการได้โดยลาพังเจ้าอาวาส หากจะต้องมีกลุ่มพระสงฆ์และคฤหัสถ์ในวัดและภาคีเครือข่าย เป็นปัจจัยสนับสนุนที่สาคัญด้วย ดังนั้นจึงจาเป็นที่พระสงฆ์ผู้นาวัดจะต้องมีความสามารถในคุณสมบัติ ประการนี้ เพื่ออบรมบ่มเพาะกลไกที่จะสนับสนุนการผลักดันความคิด การบริหารจัดการของตนเองให้ เป็นจริงได้ จากการศึกษาพระภิกษุสามเณรที่ทางานร่วมกับเจ้าอาวาสใน 5 กรณีศึกษา รวมไปถึง คฤหั ส ถ์ ข องวั ด และกลุ่ ม จิ ต อาสา รวมถึ ง พุ ท ธศาสนิ ก ชนกลุ่ ม ต่ า งๆ ของวั ด พบว่ า เจ้ า อาวาสใน กรณีศึกษามีทักษะความสามารถในการสอนธรรมระดับแก่นธรรมได้อย่า งมีขั้นตอน หยิบเหตุการณ์ ประสบการณ์ของบุคคลมาวิเคราะห์ให้เรียนรู้ นาไปสู่ความรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาของพระและคฤหัสถ์ ทั้ ง ยั ง เอื้ อ ให้ ท่ า นมี ค วามสามารถในการออกแบบหลั ก สู ต รการอบรมสอนธรรมให้ เ หมาะสมกั บ กลุ่มเป้าหมายต่างๆ ด้วย อีกทั้งเป็นผู้มีจิตวิทยาในการสอน พินิจพิจารณากาลเทศะ ภูมิรู้ของบุคคล เพื่อเลือกระดับธรรม ประเด็นธรรมและวิธีการสอนที่เหมาะสมมาใช้ด้วย จากการสัมภาษณ์-สังเกตเรื่องหลักการ ประสบการณ์และวิธีการทางานของ เจ้าอาวาสและกระบวนการจัดการเรียนรู้ต่อเนื่องให้พระลูกวัดและคฤหัสถ์ของวัด ได้ข้อมูลที่ตรงกันว่า บุคคลส่วนใหญ่ โดยเฉพาะพระสงฆ์ในปกครองของเจ้าอาวาสจะได้รับการส่งเสริมให้มีโอกาสศึกษา FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

141


เรียนรู้ทั้งจากสถาบันการศึกษาทางธรรมและมหาวิทยาลัยสงฆ์ และได้เรียนรู้อย่างมากจากภารกิจที่ รับมอบหมายจากเจ้าอาวาส ซึ่งใช้กระบวนการเรียนรู้ในแบบต่างๆ อบรมบ่มเพาะบุคคลในความดูแล หรือเกี่ยวข้องผ่านการทางาน ซึ่งเมื่อวิเคราะห์อย่างสัมพันธ์กับ รูปแบบกระบวนการเรียนรู้ที่สาคัญๆ ในปัจจุบันจะพบว่า มีความครบถ้วนครอบคลุมทั้งการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) การเรียนรู้ แบบกลุ่ม (Collaborative learning) การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative learning ) การเรียนรู้ จากปัญหา (Problem based learning) การเรียนรู้จากการใช้โครงงานเป็นฐาน (Project based learning) เป็นต้น ทั้งนี้ประเมินจากผลลัพธ์การเรียนรู้ของบุคคลที่ปรากฏให้เห็นในการทางาน ซึ่งได้ ข้อมูลจากการสัมภาษณ์บุคคลทั้งพระสงฆ์และคฤหัสถ์ และจากการติดตามสังเกตในพื้นที่ โดยพบว่า ทุนบุคคลของวัดในกรณีศึกษามีคุณสมบัติส่งเสริมการทางานฟื้นฟูบทบาทวัดเช่นเดียวกับเจ้าอาวาส เช่น มีความเข้าใจชีวิต เข้าใจความทุกข์และวิธีการลดละเลิกความทุกข์ด้วยตนเองตามหลักพุทธธรรม จึงสามารถสอนหรือช่วยแนะนา อบรมผู้ อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถออกแบบหลักสูตรการ อบรมได้ เนื่องจากมีประสบการณ์ด้วยตนเองมาแล้ว และยังเป็นผู้มีความกระตือรือร้นใฝ่รู้ สามารถ ทางานร่วมกันเป็นหมู่คณะ เห็นคุณค่าความสามารถของผู้อื่นจากการได้เรียนรู้ร่วมกัน มองปัญหาด้วย ความคิดเชิงบวก คิดแก้ปัญหาหรือพัฒนาด้วยการสร้างสรรค์ซึ่งพัฒนาไปสู่การสร้างนวัตกรรมร่วมกัน กับหมู่คณะ เป็นต้น ค. มีควำมรู้ควำมเข้ำใจชัดแจ้งในบทบำทของวัด จากการเก็บข้อมูลทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ได้ข้อมูลตรงกันว่า เจ้าอาวาสทั้ง 5 กรณีศึกษา เป็นผู้ที่มีความตระหนักชัดในบทบาทของวัด สามารถจาแนกแยกแยะบทบาทหลักของ วัด ว่าคือศาสนสถานเพื่อการขัดเกลาจิตวิญญาณให้แก่ผู้เข้ามาบวชเรียนให้ได้พัฒนาตนเองอย่าง จริงจังตามจุดมุ่งหมายของการก่อตั้งวัดเมื่อครั้งพุทธกาล ไม่ว่าจะเป็นการบวชเรียนในช่วงสั้นหรือช่วง ยาว ผู้เข้ามาบวชย่อมจะต้องได้รับการอบรมบ่มเพาะเพื่อพัฒนาจิตวิญญาณให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เข้าใจชีวิตและสัจธรรมของโลก ตามระดับความสามารถของตนเอง แล้วนาความรู้ที่ได้ไปเผยแผ่ให้เกิด ประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคม ไม่ว่าจะในฐานะผู้บวชหรือเมื่อลาสิกขาเป็นคฤหัสถ์ พระภิกษุในวัดของ กรณีศึกษาจึงได้รบั การส่งเสริมการศึกษาทุกด้าน ทางโลกทางธรรม ปริยัติ-ปฏิบัติ-ปฏิเวธ มีวัตรปฏิบัติ ตามหน้าที่พระทั้งต่อตนเอง สังฆะและสังคม วัดลานสักมีแบบแผนการอบรมและปฏิบัติที่ชัดเจนมาก แม้จะเป็นวัดในตัวอาเภอแต่จะต้องฝึก วิปัสสนากัมมัฏฐานทุกวัน และทุกวัดจะอบรมพระสงฆ์ให้รู้คุณ ของสังคมด้วยการตอบแทนธรรมคืนด้วยการปฏิบัตติ นและบาเพ็ญประโยชน์แก่ชาวบ้าน ในขณะเดียวกันวัดก็ต้องเป็นสถานที่ซึ่งเอื้อให้คฤหัสถ์ได้รับการพัฒนาอบรม บ่มเพาะด้วยเช่นกัน โดยผ่านประเพณีพิธีกรรมที่สอดแทรกกุศโลบายในทางธรรมให้บุคคลได้เรียนรู้ ร่ ว มกัน ตามระดับ ความสามารถของตน วัดจึงเป็นสถาบันทางสังคมที่มี บทบาทพั ฒนามนุษย์เป็น FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

142


บทบาทหลัก หากแต่บทบาทนี้ ในปั จจุบันทาให้สาเร็จได้ยากมากขึ้น เนื่องจากวิถีชีวิตของคฤหัส ถ์ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมากดังกล่าวไปแล้ว ผู้มาบวชเพื่อฝึกฝนตนเองอย่างจริงจังในสถาบันสงฆ์ มีจานวนลดน้อยลงเป็นล าดับ แม้แต่การบวชเรียนชั่ว คราวของคฤหัส ถ์ดังประเพณีเข้าพรรษาก็มี จานวนลดน้อยลงมากเช่นกัน ผู้นาของวัดทั้ง 5 กรณีศึกษาจึงมีกิจกรรมเชิงรุก เพื่อรักษาบทบาทในประการ นี้ของวัดให้สัมพันธ์กั บบริบทที่เปลี่ยนแปลงของคฤหัสถ์ เช่น วัดนายโรงนาธรรมะไปให้ถึงครัวเรือน หรือตัวบุคคลผ่านสถานีวิทยุและแอพพลิเคชั่นทางโทรศัพท์ วัดป่าสุขสมบูรณ์ใช้เรื่องสุขภาพเป็นแหล่ง เรียนรู้ธรรมทั้งของผู้รักษาและรับการรักษา วัดลานสักนาธรรมะถึงผู้ป่วยและบุคลากรโรงพยาบาล วัด ภูเขาทองรื้อฟื้นประเพณีให้สอดแทรกธรรม วัดนางชีต่อยอดขยายธรรมในประเพณีชักพระและทุกวัด เปิดพื้นที่ให้กลุ่มผู้สูงอายุ เยาวชน ฯลฯ มาทางานจิตอาสาต่างๆ ภายในวัดตามความถนัดเพื่อเรียนรู้ ธรรมจากการทางานในวัด ทั้งแบบเฉพาะกิจและประจา การเก็บข้อมูลจากกลุ่ มคฤหัส ถ์ที่เ ข้ า มา ช่วยงานของวัดในทุกกรณีศึกษา พบว่าบุคคลได้เรียนรู้ธรรมะและเปลี่ยนความคิด การปฏิบัติตนไปใน เชิงบวก อย่างน้อยที่สุดที่ได้ คือการเกิดความศรัทธาในพระศาสนา ทาให้เห็นที่พึ่งทางจิตใจ ผลลัพธ์ เหล่านี้เกิดขึ้นได้จากการที่ผู้นาวัดในกรณีศึกษาชัดเจนในบทบาทหลักของวัด และสร้างสรรค์บทบาท รองทางสังคมให้สอดคล้องกับยุคสมัยเพื่อรักษาบทบาทหลักของวัด ทาให้บทบาททั้ง 2 ด้านเกื้อกูลกัน (2) แหล่งที่มำของควำมรู้ เมื่อสังเคราะห์แหล่งที่มาของความรู้ ทักษะ ความสามารถของเจ้าอาวาสทั้ง 5 กรณีศึกษา พบว่ามาจาก 2 แหล่งสาคัญ คือ ก. กำรศึกษำเล่ำเรียนในระบบ ด้านการศึกษาทางธรรม ทุกรูปสาเร็จชั้น นักธรรมชั้นเอก (อันเป็นข้อกาหนดของคุณสมบั ติเจ้าอาวาสตามที่คณะสงฆ์กาหนด) และมีการศึกษา ต่อทางบาลีด้วย มีสาเร็จตั้งแต่เปรียญธรรม 3 ไปถึง 9 ประโยค ส่วนความรู้ทางโลกที่เล่าเรียนในระบบ การศึกษา มีตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 ไปจนถึงสาเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี –โท และเอก จากมหาวิทยาลัยสงฆ์และมหาวิทยาลัยทั่วไปในประเทศ และมีที่สาเร็ จการศึกษาจากประเทศอินเดีย 1 รูป สาขาวิชาที่สาเร็ จปริ ญญามีตั้งแต่พุทธศาสตร์ไปจนถึงสาขาสังคมวิทยา การบริหารจัดการ องค์การ เป็นต้น การเรียนรู้ในส่วนนี้ช่วยส่งเสริมความรู้ในทางโลกได้ส่วนหนึ่ง มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ การจัดการศึกษาของผู้สอนในสถาบันการศึกษานั้นๆ เนื่องจากระบบการศึกษาของไทยยังคงมีปัญหา จากการเรียนแบบไม่ส่งเสริมการคิด วิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ ข. กำรศึกษำเล่ำเรียนนอกระบบหรือไม่เป็นทำงกำร มีตั้งแต่การอ่านหนังสือ ทางโลกและทางธรรม หนังสือทางธรรมที่ได้รับการอ้างอิงถึง คือ งานนิพนธ์ของสมเด็จพระพุทธโฆษา จารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ซึ่งทั้ง 2 รูปเน้นให้ความรู้ธรรมในระดับ FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

143


ปรมัตถ์, การเรี ย นรู้ จ ากตัว บุ คคลที่ได้จ ากการทางานกับ พระมหาเถรานุเ ถระ เพื่อนสหธรรมิก ที่ แตกต่างหลากหลายทั้งพระธุดงค์ พระหมอดู - พระเครื่อง กลุ่ มพระนักพัฒ นา การพบคฤหั ส ถ์ที่มี ความรู้ทางสังคมสูง การได้ทางานเรียนรู้ปัญหาสังคมร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนสังคม เช่นมูลนิธิเด็ก ฝึกทักษะการเป็นวิทยากรการอบรม การศึกษาดูงาน และอื่น ๆ อีกมากมายซึ่งเสริมสร้างความรู้ทาง ธรรมทางโลก และสามารถกลั่นกรองประสบการณ์มาจัดกระบวนการเรียนรู้ต่อให้ แก่พระสงฆ์ ใน ปกครองและแก่คฤหัสถ์ของวัด ส่วนทักษะความสามารถในเนื้อหาด้านการบริหารจัดการเพื่อฟื้นฟูบทบาท ของวั ด บางกรณี ไ ด้ จ ากการเรี ย นในระบบในสาขาที่ เ กี่ ย วข้ อ งโดยตรงกั บ การบริ ห าร หากแต่ ประสบการณ์ของการได้ทางานจริงน่าจะมีอิทธิพลโดยตรงมากกว่า เนื่องจากเจ้าอาวาสเกือบทุกรูป ก่อนมารับผิดชอบการฟื้นฟูวัดนั้น ได้มีประสบการณ์กับการบริหาร เช่น เป็นเลขานุการพระสังฆาธิการ หรือเป็นคณะทางานในภารกิจขององค์กรปกครองสงฆ์ ไปจนถึงเป็นเจ้าอาวาสวัดในวัดอื่นมาก่อนถึง 20 ปี (วัดลานสัก) ในปัจจุบันเจ้าอาวาสบางรูปก็เป็นพระสังฆาธิการในการบริหารงานปกครองสงฆ์ ด้วย จากการเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เจาะลึกเจ้าอาวาสทั้ง 5 กรณี ทาให้ผู้วิจัย วิ เ คราะห์ ว่ า ทั ก ษะความรู้ ค วามสามารถของแต่ล ะท่ า นนั้น โดยมากมี อิ ท ธิ พ ลมาจากการสั่ งสม ประสบการณ์จากการเรียนรู้ในข้อ 2 หรืออย่างไม่เป็นทางการมากกว่า คือการได้เรียนรู้จากการทา (learning by doing) ในลักษณะที่เจ้าอาวาสมีโอกาสและได้ รับโอกาสคิด -ค้น-ต่อยอดด้วยตนเอง ข้อวิเคราะห์นี้สนับสนุนด้วยหลักคิดและวิธีการทางานของเจ้าอาวาสซึ่งสะท้อนด้วยตนเองและจาก พระสงฆ์ในปกครองและคฤหัสถ์ที่ทางานให้วัดในปัจจุบัน คือเจ้าอาวาสจะจัดกระบวนการเรียนรู้ใน แบบต่างๆ ดังกล่าวไปแล้วให้แก่พระสงฆ์ในปกครองและคฤหัสถ์ด้วยการมอบหมายงานให้ทาตาม ความเหมาะสม เช่น งานครัว งานช่าง งานอบรม และมีการติดตาม แนะนา การถอดบทเรียน อย่าง สม่าเสมอด้วย (3) เนื้อหำกำรเรียนรู้ พบว่าความรู้ความสามารถทางธรรมของท่านนั้นมาจากกระบวนการเรียนรู้ ทางธรรมที่มีเนื้อหาครบทั้งปริยัติ (ในกรณีนี้หมายรวมถึงทฤษฎีของความรู้ทางโลก-ทางธรรมที่ช่วย ส่งเสริมการปฏิบัติ) –ปฏิบัติ (การเจริญสมถะวิปัสสนาเพื่อพัฒนาจิตวิญญาณให้เข้าถึงปรมัตถสัจจะ) – ปฏิเวธ (การประจักษ์แจ้งในผลของการหมั่นเพียรฝึกฝนบูรณาการปริยัติและปฏิบัติจนได้รับผลที่ ต้องการ คืออิส รภาพจากการเห็ น ผิ ดหรื ออวิช ชา) มิได้ล ะเลยในด้านใดด้านหนึ่ง จากการสั งเกต กระบวนการเรียนรู้และการกาหนดข้อปฏิบัติของวัด จะพบว่า เจ้าอาวาสในทุกกรณีศึกษาจะส่งเสริม การเรียนรู้ให้ครอบคลุมทั้งปริ ยัติ-ปฏิบัติ-ปฏิเวธ นอกจากนี้ จะไม่ละเลยการฝึกหัดขัดเกลาพระใน FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

144


ปกครองด้วยการกาหนดวัตรปฏิบัติอย่างสม่าเสมอ เช่น การบิณฑบาต การทาวัตร การทางานบริการ สังคม การฝึกแสดงธรรม ส่วนความรู้ทางโลกได้จากคุณสมบัติเป็นผู้ใฝ่รู้ เป็นนักอ่าน เป็นผู้ชอบการ ทัศนศึกษาดูงานในที่ต่างๆ ติดตามข่าวสารการเปลี่ยนแปลงรอบตัว ฯลฯ นอกจากความรู้สมัยใหม่แล้ว ในกรณีศึกษาของวัดป่าสุขสมบูรณ์ เจ้าอาวาสยังมีความรู้ในภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการแพทย์เกี่ยวกับ การรักษาโรคและอาการเกี่ยวเนื่องกับกระดูก เส้นเลือด และเจ้าอาวาสวัดภูเขาทองมีภูมิปัญญาด้าน การปรุงยาแผนโบราณ เมื่อประกอบเข้ากับความรู้ทางธรรมของทั้ง 2 รูป ทาให้บูรณาการความรู้ทั้ง 2 ชุดมาสนับสนุนการฟื้นฟูบทบาทวัด ทั้งทางโลกและทางธรรม โดยเฉพาะศูนย์แพทย์ภูมิปัญญาของ วัดป่าสุขสมบูรณ์ที่มีการก่อตั้งและพัฒนาจนกระทั่ งขยายใหญ่มีสาขาย่อยในวัดอื่น โดยกระบวนการ รักษาและข้อกาหนดการปฏิบัติต่างๆ ของผู้เกี่ยวข้อง ทั้งผู้รักษาและให้การรักษาจะยึดโยงกับการ เรียนรู้และปฏิบัติธรรมไปพร้อมกันได้อย่างน่าสนใจ เนื่องจากเป็นโรคที่มีผู้เจ็บป่วยในปัจจุ บันเป็นอัน มาก รวมทั้งได้บูรณาการภูมิปัญญาไทยนี้ไปขยายภาคีความร่วมมือ สร้างการเรียนรู้และปรับขยายงาน ร่วมกับองค์กรแพทย์ แผนปัจจุบันคือโรงพยาบาลจังหวัด เปิดช่องทางให้การรักษาสุขภาพมีความ ทันสมัยไปพร้อมกับสอดแทรกธรรมได้ด้วย เช่นเดียวกับเจ้าอาวาสวัดภูเขาทองซึ่งมีกระบวนการปรุง ยาแผนโบราณและวิธีการแจกจ่ายยาโดยบูรณาการกับเนื้อหาธรรม มีการใช้กุศโลบายสอนธรรมให้แก่ ผู้รับยา 4.3.1.2 ทุนทำงสังคม 10 นับเป็นปัจจัยร่วมที่มีความสาคัญต่อการฟื้ นฟูบทบาทของวัดในกรณีศึกษาด้วย แต่ จะมีอิทธิพลมากหรือน้อยขึ้นกับเงื่อนไขคุณลักษณะของทุนบุคคลที่กล่าวไปแล้ว ว่าสามารถสร้างความ ศรัทธาให้ก่อเกิดทุนทางสังคมหรือนาทุนทางสังคมที่มีอยู่ก่อนของวัดมาใช้ได้เพียงใด ใน 5 กรณีศึกษา ทุน สั งคมที่ส าคัญซึ่ งส่ งเสริ มปั จ จั ย ร่ว มให้ แก่การฟื้นฟูบทบาทวัด ได้แก่ กลุ่ มคฤหั ส ถ์ และทุนทาง วัฒนธรรม ในทุกกรณีศึกษาพบว่า มีกลุ่มคฤหัสถ์เข้า มาสนับสนุนการฟื้นฟูบทบาทของวัด มีทั้งแบบ เฉพาะกิจและแบบต่อเนื่อง อาทิ วัดนางชี มีกลุ่มจิตอาสาด้านสถาปัตยกรรมเข้ามาเป็นที่ปรึกษาให้ ความรู้ด้านการบูรณะซ่อมแซม อาคารเก่าบางส่วนภายในวัด โดยเริ่มจากมีบุตรหลานของชาวบ้านซึ่ง ที่มีความรู้ด้านวิศวกรรมศาสตร์ มาช่ว ยดูในเบื้องต้น แล้วจึงเชื่อมโยงต่อไปถึงอาจารย์ที่เคารพใน 10

ทุนทางสังคม หมายถึง ทุนที่เกิดจากการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทา บนฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ สายใยความผูกพัน และวัฒนธรรมที่ดีงามของสังคมไทยผ่านระบบความสัมพันธ์ในองค์ประกอบหลัก ได้แก่ คน สถาบัน วัฒนธรรม องค์ ความรู้ ซึ่งจะเกิดเป็นพลังในชุมชนและสังคม (สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ , 2549, ภาคผนวก, น.1)

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

145


มหาวิทยาลัยมาช่วยให้คาปรึกษาด้านสถาปัตยกรรมแก่การบูรณะโบราณสถานของวัด ส่วนกลุ่มจิต อาสาประเพณีชักพระ เป็นผู้เคยบวชเรียนและอยู่อาศัยกับครอบครัวย่านวัดนางชี และกลุ่มจิตอาสา งานครัว ส่วนมากเป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่เ ข้ามาช่วยประกอบภัตตาหารประจาวัน เป็นการใช้เวลาว่างให้ เป็นประโยชน์และได้เรียนรู้ธรรมจากการทางานไปด้วย ส่วนวัดภูเขาทอง มีอาสาสมัครประจาซึ่งเป็น คนต่างถิ่นที่เข้ามาช่วยประสานงานการบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถาน และยังมีกลุ่มคฤหัสถ์ที่เข้ามา ช่วยเจ้าอาวาสในช่วงบุ กเบิ กการพัฒ นาวัดและยังคงหมุนเวียนกันมาอย่างต่อเนื่องในวันหยุด วั น เทศกาลต่างๆ เพื่อช่วยพัฒนาวัด เป็นแรงกายหลักในการขับเคลื่อนงานบุญต่างๆของวัดภูเขาทอง เช่นเดียวกับวัดลานสักและวัดป่าสุขสมบูรณ์ที่ผลงานการพัฒนาฟื้นฟูสัปปายะและบทบาทของวัดได้ ก่อให้เกิดความศรัทธา มีคนมาทางานจิตอาสาในงานต่างๆ ของวัดทั้งแบบเฉพาะกิจและประจา ผลจากกรณีศึกษา สรุ ป ในเรื่ องงานจิตอาสาสมัครของวัดได้ว่า สามารถใช้เป็น ช่องทางและกลไกที่สาคัญของการพัฒนาจิตวิญญาณของทุนบุคคลตามบทบาทของวัดได้เป็นอย่างดี แต่จ ะได้ผ ลมากน้ อยเพีย งใด ขึ้น กับ การออกแบบกิจกรรมและกระบวนการทางานอาสาสมัค รที่ บู ร ณาการประเด็น ธรรมะและประเด็น สั งคมได้ อย่ างเหมาะสมกับกลุ่ มจิต อาสานั้นๆ เช่น วัดป่า สุขสมบูรณ์พัฒนากลุ่มเยาวชนให้ทางานอาสาสมัครจัดพิธีงานศพในชุมชน จัดประเพณีสงกรานต์ใน รูปแบบใหม่ ทาให้ได้เรียนรู้เรื่องของชีวิต คุณค่าความหมายที่แท้จริงของประเพณี การทางานเป็นหมู่ คณะ เนื่ องจากความส าเร็ จ ของงานขึ้น กับ การทางานอย่างเป็นกระบวนการสอดคล้ องกันไป ไม่ สามารถหยุดชะงักได้ในระหว่างดาเนินการ ในกรณีศึกษาทั้งหมด วัดนายโรงมีเงื่อนไขพัฒนาทุนทางสังคมได้มากและที่ นาไปสู่ ทุนอื่นๆ ได้กว้างขวาง หลากหลายมาก เนื่องจากมีสถานีวิทยุฯวัดนายโรงเป็นกลไกสาคัญ ที่สนับสนุน การสื่อสารกิจกรรมของวัดทั้งในบทบาทการพัฒนาจิตวิญญาณและบทบาททางสังคม ที่เอื้อให้เกิดการ ต่อเติมทุนและขยายทุนใหม่ ทั้งด้านทุนทรัพย์ ทุนบุคคลที่อาสาสมัครเข้ามาช่วยงานและองค์กรที่เข้า มาร่ ว มสร้ างกิ จ กรรมทางสั ง คมที่ บู ร ณาการเข้า กั บบทบาททางธรรมและทางสั ง คมของวัด อาทิ ศาลจังหวัดตลิ่งชัน กรมคุมประพฤติ ดังกล่าวไปแล้วในข้อ 4.2 ยิ่งไปกว่านั้น การมีสถานีวิทยุยังช่วยให้ วัดนายโรงรักษาความสัมพันธ์กับทุนบุคคลในชุมชนเดิมของวัด ไว้ได้อีกด้วย แม้ว่าจะอพยพไปอยู่ต่าง ถิ่นแล้วก็ยังสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของวัดได้ แตกต่างจากวัดในกรณีศึกษาอื่นและวัดเมือง อื่นๆ โดยทั่วไป ที่ไม่สามารถจะรักษาความสัม พันธ์กับญาติโยมกลุ่มเดิมไว้ได้ เนื่องจากข้อจากัด ของ ย้ายถิ่นที่อยู่ไปไกลจากเดิม อย่างไรก็ตาม การทากิจกรรมของวัดก็เป็นกลไกสร้างและสะสมทุนทางสังคมของ วัดได้เช่นกัน หากมีการวางแผนและจัดการ วัดป่าสุขสมบูรณ์เป็นตัวอย่างที่ใช้กิจกรรมพัฒนากลุ่ม เยาวชนของท้องถิ่น ให้เป็นทุนสังคมของวัดและของท้องถิ่น ด้วยการจัดการเรียนรู้ทั้งทางโลกและทาง FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

146


ธรรมให้กลุ่มเยาวชนจนกระทั่งสามารถเป็นผู้รับผิดชอบจัดงานศพของวัดได้ครบทั้งกระบวนการ ตั้งแต่ เป็นพิธีกร จัดสถานที่ จัดขบวนศพ เตรียมประกอบพิธีกรรมสวดพระอภิธรรม ร่วมบริจาคปัจจัยไทย ธรรมช่วยงานศพ สวดมนต์ปฏิบัติธรรมอุทิศส่วนกุศลในงานศพ เจ้าหน้าที่อานวยความสะดวกในงาน ศพ เจ้าหน้าที่ต้อนรับ เชิญผ้าบังสุกุล ดูแลฝ่ายปฏิคม งานบริการ และยังปลูกฝังคุณธรรมในงานศพ ให้รู้จักเอื้อเฟื้อต่อผู้ร่วมเกิดแก่เจ็บตาย เป็นที่ชื่ นชมของผู้มางานศพและผู้พบเห็น นอกจากนี้ยังอบรม ให้เยาวชนรู้จักการทางานหารายได้, ฝึกอบรมเป็นแพทย์ภูมิปัญญาเพื่อดูแลพ่อแม่ เป็นต้น กิจกรรม เหล่านี้เป็นกลไกช่วยขยายทุนทางสังคมให้แก่วัดโดยทางอ้อม เนื่องจากทาให้พ่อแม่เยาวชน ครู ผู้ใหญ่ หน่วยงาน เกิดความศรัทธาในบทบาทของวัดที่ช่วยพัฒนาทรัพยากรบุคคลโดยเฉพาะเยาวชนให้แก่ สังคมเหมือนที่วัดในอดีตทาหน้าที่ในการอบรมบุตรหลานให้เป็นทุนของชุมชน ส่วนทุนทางวัฒนธรรมนั้น ในกรณีศึกษายังไม่มีการนามาใช้เป็นทุนดึงพุทธศาสนิกชน เข้าวัดหรือสร้างจุดขายให้วัดโด่งดัง แม้ว่าจะมีทุนดังกล่าวอยู่เด่นชัดที่วัดภูเขาทอง วัดนางชี และวัด นายโรง โดยวัดนายโรงมีพระบรมสารีริกธาตุจากศรีลังกา มีหลวงพ่อรอดซึ่งเป็นพระเครื่องซึ่งเคยมี ชื่อเสียงโด่งดังในอดีต ส่วนวัดนางชีมีจุดดึงดูดทางวัฒนธรรมในฐานะพระอารามหลวงซึ่งมีศิลปกรรม เก่าแก่ เช่น เดีย วกับ วัดภูเ ขาทองซึ่ ง มี “รอยพญานาค” อันศักดิ์สิ ทธิ์ และเป็นโบราณสถานทาง ประวัติศาสตร์ แต่วัดทั้ง 3 กรณีก็มิได้นามาเป็นเงื่อนไขดึงคน (และเงิน) เข้าวัดด้วยการสร้างจุดขาย จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือส่งเสริมการท่องเที่ยว จนกระทั่งข้ามบทบาทหลักของวัดในฐานะผู้ให้การพัฒนา ด้านจิ ตวิ ญญาณแก่ผู้บ วชเรีย นและแก่คฤหัส ถ์ เนื่องจากผู้ นาทั้งพระสงฆ์และคฤหั สถ์ตระหนักใน บทบาทหลักของวัด แม้แต่วัดป่าสุขสมบูรณ์ซึ่งในอดีต (สานักสงฆ์โคกพริก) จะเคยมีชื่อเสียงโด่งดังใน การใบ้หวยให้ลาภ แต่เมื่อถึงจุ ดเสื่อม คฤหัสถ์ที่มีบทบาทฟื้นฟูวัดก็มุ่งแสวงหาพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีมา ฟื้นฟูวัด แม้บางวัดจะมีแผนงานพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่นวัดนางชี วัดภูเขาทอง แต่ก็จะ กากับด้วยบทบาทหลักของวัด คือเอื้อให้ผู้เข้ามาต้องได้เรียนรู้ธรรมด้วย 4.3.2 ปัจจัยร่วมด้ำนกลยุทธ์ของกำรบริหำรเพื่อฟื้นฟูบทบำทวัด ผลการศึกษาวัดทั้ง 5 กรณีพบว่า ปัจจัยทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยร่วมที่จาเป็นหรือ ปัจจัยร่วมที่สนับสนุนการฟื้นฟูวัดในเมืองและกึ่งเมืองฯให้มีบทบาทการพัฒนาจิตวิญญาณได้นั้น จะมี ประสิทธิภาพประสิทธิผลสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ จาเป็นต้อ งมีปัจจัยด้านกลยุทธ์ของการบริหาร จัดการทาให้ปัจจัยเหล่านั้นเกิดขึ้น และเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะต้องมีการจัดการให้ปัจจัยทั้งหลายเชื่อมโยง หรือบูรณาการกันด้วย แต่ละปัจจัยมิใช่แยกกันส่งผลแบบแยกส่วนหรือส่งต่อกัน ไปแบบเส้นตรงเป็น ทอดๆ หากแต่ส่งผลถึงกันและกันอยู่เสมอ ปัจจัยร่วมด้านกลยุทธ์ ประกอบด้วย 5 ลักษณะ ดังนี้

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

147


4.3.2.1 กำรบริหำรอย่ำงมียุทธศำสตร์และจังหวะก้ำว จากผลการศึกษาในข้อ 4.2 ในเรื่องกระบวนการฟื้นฟูวัดของทั้ง 5 กรณีศึกษา จะ พบว่าทุกวัดมีการกาหนดแผนของการฟื้นฟูวัดก่อนล่วงหน้า และสื่อ สารให้ผู้เกี่ยวข้องได้ทราบด้ว ย เพื่อมองเห็นทิศทาง เป้าหมายได้ก่อนการทางาน เช่น วัดป่าสุขสมบูรณ์ พระภิกษุรูปที่รับนิมนต์จาก ชาวบ้านให้มาเป็นเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันได้นาเสนอแผนงานของการทางานเพื่อฟื้นฟูวัดให้ชุมชน พิจารณาให้ความเห็นพ้องและให้คามั่นสัญญาว่าจะร่วมกันสนับสนุนให้เกิดขึ้น เมื่อชาวบ้านรับเงื่อนไข ท่านจึงรับตาแหน่งดังกล่าว ในขณะที่วัดอื่นๆ ในกรณีศึกษา เจ้าอาวาสจะมีแผนการทางานที่แตกต่าง กันไป เช่น มีแผนงานตามนโยบาย วิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ (วัดลานสัก), แผนแม่บท (วัดนาย โรง) , แผนพัฒนาวัด 9 ข้อ 15 ปี (วัดป่าสุขสมบูรณ์) และยังมีแผนงานย่อยหรือแผนกิจกรรม ใน แผนงานใหญ่อีกด้วย ลักษณะของแผนงานการฟื้นฟูบทบาทของวัดกรณีศึกษา มีจุดร่วมทีต่ รงกันคือ (1) มีการกาหนดเป้าหมายพร้อมวิธีดาเนินการ โดยเรียงลาดับภารกิจที่จะต้อง ทาก่อนหลังด้วยการวิเคราะห์ความเร่งด่วนของความจาเป็นโดยอาศัยความเข้าใจในบทบาทหน้า ที่ของ วัดเป็นกรอบกาหนด เช่น เมื่อวัดตกอยู่ในสภาพทรุดโทรม ไร้ระเบียบ สกปรก ขาดสัปปายะที่พึงจะมี ของวัด จนกระทบให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่น่าศรัทธาและกระทบต่อการทาหน้าที่บทบาทของวัดและ ของพระสงฆ์ วัดในกรณีศึกษาที่มีปัญหาค่อนข้างสูงในประเด็นนี้ ก็จะกาหนดแผนการปรับปรุงเร่งด่วน ในด้านสัปปายะก่อนเรื่องอื่น การจะกาหนดว่าอะไรควรมาก่อนมาหลังนี้ จึงต้องมีความเข้าใจว่าวัดมี บทบาทอะไร และบทบาทดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต้องสร้างความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนให้เกิดขึ้น ก่อน ในกรณีวัดนางชีมุ่งจัดการปัญหาบ้านในวัดอันทาให้เกิดภาพแง่ลบต่อสถานที่ ของวัดและความศรัทธาต่อพระสงฆ์ ในขณะที่สภาพอันรกรุงรัง สกปรกของวัดภูเขาทอง ความทรุด โทรมของอาคารในวัดลานสัก การขาดความร่มรื่นของวัดนายโรง เป็นอุปสรรคเบื้องต้นที่สุดของการ ฟื้นฟูบทบาทวัดที่จะต้องมีความพร้อมเป็นสถานที่ฝึกอบรมทางจิต จึงต้องมีสภาพให้เกิดความสุข ใจ สบายกายเป็นสาคัญ ทั้งเมื่อมาบวชเรียน มารับการอบรมธรรม หรือมาร่วมกิจกรรม ประเพณีพิธีกรรม ต่างๆ ของวัดหรือกิจกรรมของหน่วยงานที่มาขอใช้พื้นที่จากวัด วัดนางชีถูกขัดขวางการปลูกต้นไม้ใน ช่วงแรกจากผู้ต้องการใช้ประโยชน์จากพื้นที่วัดเพื่อการอื่น แต่อาศัยความมุ่งมั่นที่จะต้องคืนความร่ม รื่นให้กับวัด จึงทาให้มีการปลูกต้นไม้โดยไม่ย่อท้อ เช่นเดียวกับวัดป่าสุขสมบูรณ์ที่ให้ความสาคัญกับ การสร้างห้องน้าเพื่อรองรับภารกิจการอบรม แม้จะมีผู้ไม่เห็นความสาคัญในช่วงแรก แต่การทางาน อย่างมีแผนการและเล็งการณ์ไกล ทาให้วัดต่างๆ มีความพร้อมที่จะรองรับคนที่จะเข้าวัดได้ให้รับความ สะดวกสบายตามสมควรเพิ่มขึ้น จากเดิ มในปัจจุบั น สิ่ งเหล่ านี้เกิดขึ้นได้ด้ว ยการวางแผนอย่ า งมี วิสัยทัศน์และเป้าหมายของบทบาทวัดเป็นกรอบความคิด FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

148


จากการศึกษาพบว่าอีกว่า แม้จะมุ่งปรับปรุงสัปปายะทางกายภาพ หากแต่ละ วัดก็มีความมุ่งหมายที่ชัดเจนว่า เป็นการปรับปรุงเพื่ อใช้ประโยชน์ในการฝึกอบรมทางธรรม และให้ ชุมชน สังคมได้เข้ามาใช้ประโยชน์ร่วม เป็นที่พักผ่อนจิตใจจากความสะอาดร่มรื่น มิได้มีเป้าหมายเรียก คนเข้าวัด เพื่อประโยชน์ของวัด โดยขัดกับการทาบทบาทพัฒนาจิตวิญญาณและให้ประโยชน์แก่การ พัฒนาสังคม ดังที่มักปรากฏว่าวัดจานวนไม่น้อยมุ่งดึงคนและดึงเงินเข้าวัด (พุทธพาณิชย์) เพื่อนาเงิน มาสร้างสถานที่ในวัดโดยที่วิธีการนั้นย้อนแย้งกับบทบาทการพัฒนาจิตวิญญาณของวัด เช่น การขาย วัตถุมงคล การทาพิธีกรรมไสยศาสตร์ หรือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว ฯลฯ (2) นอกจากแผนการเฉพาะหน้าในเรื่องการพัฒนาสัปปายะทางด้านสถานที่ แล้ว ทุกวัดจะมีแผนการพัฒนาสัปปายะด้านอื่นไปด้วยโดยให้ความสาคัญอย่างสูงกับการพัฒนาคน อย่างมีแผนการและขั้นตอน ด้วยการส่งเสริมการศึกษาเรียนรู้ดังกล่าวไปแล้ว เพื่อให้วัดมีสัปปายะที่ พร้อมในการทาบทบาทหน้าที่อันสมบูรณ์คือสามารถให้การอบรมธรรมะแก่ผู้เข้ามาบวชเรียนและให้ผู้ บวชเรียนได้รับการฝึกฝนให้สามารถถ่ายทอดธรรมแก่สหธรรมิกและคฤหัสถ์เป็นสัปปายะด้านบุ คคล ของวัดด้วย โดยเฉพาะวัดลานสักมีกระบวนการด้านนี้อย่างชัดเจน กระทั่งกล่าวได้ว่ามีผลการปฏิบัติ ที่ ดี (Good Practice) นอกจากการพัฒ นาบุค คลของวั ดแล้ ว วัดป่าสุ ขสมบูรณ์ยัง มีแผนงานอบรม เยาวชนในท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ จนกระทั่งกลายเป็นกลุ่มเยาวชนที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นกาลังคน ที่มีคุณภาพของวัดและท้องถิ่น (3) ในแผนงานของทุกวัดจะมีแผนงานย่อยและกิจกรรมที่เชื่อมโยงวั ด กับ กลุ่มเป้าหมายภายนอกที่กาหนดไว้ เพื่อให้วัดมีบทบาทอันเป็นประโยชน์แก่สังคม ทั้งเชิงสงเคราะห์ และ/หรือเชิงพัฒนาจิตวิญญาณ เช่น วัดลานสักมี นโยบายคืนเงินสวดพระอภิธรรมส่วนหนึ่งให้แก่ เจ้าภาพเพื่อแบ่งเบาภาระของเจ้าภาพที่มีปัญหาการเงิน หรือในบางกรณีคืนให้ทั้งหมด รวมทั้งการ ช่วยเหลือเรื่องภัตตาหารเพลในบางครั้ง, กิจกรรมเยี่ยมให้กาลังใจ ให้ธรรมะและแจกของแก่ผู้ป่ วยใน โรงพยาบาลและบุคลากรการแพทย์ , วัดนายโรงร่ว มกับโรงเรีย นวัดนายโรงจัดอบรมเยาวชน ให้ ทุนการศึกษา และช่วยเหลือครอบครัวยากจนในชุมชนใกล้วัด ฝึกสอนอาชีพโดยธุรกิจที่มีชื่อเสียง, วัด ป่าสุขสมบูรณ์ในระเริ่มต้นงานฟื้นฟูนอกจากฟื้นฟูกายภาพของวัดแล้ว ยังช่วยชุมชนแก้ไขปัญหาความ ยากจน พัฒนาถนน ฝึกอาชีพให้คนในชุมชนเป็นแพทย์ภูมิปัญญา เพื่อให้มีรายได้พร้อมเรียนรู้ธรรม จากอาชีพ, บริจาคเงินรายได้จากการรักษาของแพทย์ภูมิปัญญาในโอกาสสาคัญ และให้การรักษาไม่ คิดมูลค่าแก่ผู้มีปัญหาการเงิน , วัดนางชีขยายงานประเพณีชักพระให้สอนธรรมแก่เด็ก เยาวชน ครู อาจารย์จากโรงเรียนทั่วประเทศ และสาธุชนทั่ วไป ผ่านกิจกรรมประกวดการสวดมนต์ , วัดภูเขาทอง แจกจ่ายยาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้แก่ผู้ป่วย และซ่อมแซมข้ าวของเครื่องใช้โดยไม่คิดมูลค่า เพื่อ สนับสนุนคุณธรรมความประหยัดและพอเพียง เป็นต้น FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

149


แผนงานและกิจกรรมเหล่านี้ มีจุดมุ่งหมายที่แสดงถึงบทบาทหน้าที่ของวัดแก่ พุทธศาสนิกชนให้ปรากฏชัดว่า วัดมิใช่เป็นผู้รับหรือผู้เอา หากแต่มีหน้าที่เป็นผู้ให้ด้วย ดังที่เจ้าอาวาส วัดลานสักกล่าวว่า “วัดเป็นผู้ให้ก่อน” หรือเจ้าอาวาสวัดภูเขาทองอบรมพระในปกครองว่า พระอยู่ได้ เพราะข้าวชาวบ้ าน จึงต้องทางานเป็ นการตอบแทน เป็นต้น แนวคิดนี้มีความส าคัญต่อการฟื้น ฟู บทบาทของวัด เนื่องจากภาพลักษณ์ในปัจจุบันวัดมักเป็นผู้รับ (เงินบริจาค สังฆทาน ภัตตาหาร ข้าว ของ ฯลฯ) การฟื้นฟูบทบาทวัดให้เห็นในกิจกรรมเชิงสังคมจะมีอิทธิพลฟื้นฟูความศรัทธาของวัดได้ มากทางหนึ่ง ดังปรากฏในรายละเอียดของวัดกรณีศึกษา (4) เมื่อวัดกาหนดแผนงานแล้วจะมีการติดตาม ทบทวนด้วย มิได้เป็นเพียง แผนงานลอยๆ หากแต่วัดกรณีศึกษาจะมีการทบทวนงานที่ทา เพื่อดูแลติดตามให้งานมีคุณภาพอย่าง ต่อเนื่อง ผลักดันแผนงานให้เป็นไปตามที่กาหนดไว้ วัดป่าสุขสมบูรณ์มีการใช้หลักอิทธิบาท 4 (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) ในการทางานของศูนย์แพทย์ โดยข้อจิตตะและวิมังสาคือการใส่ ใจและการ ติดตามทบทวนตรวจสอบ (5) ทุกแผนงานและกระบวนการทางานของวัดกรณีศึกษา จะมีเป้าหมายการ สร้างภาคีและเครือข่ายทั้งบุคคล กลุ่ม องค์กร หน่วยงานรัฐ เอกชน ธุรกิจ ทั้งในแนวดิ่ง เช่นกับพระ สังฆาธิการสายปกครอง และแนวราบกับวัดด้วยกัน มีกิจกรรมสร้างภาคีเครือข่ายเพื่อสนับสนุนงาน ของวัดทั้งในงานพัฒนาจิตวิญญาณและงานเกื้อกูลสังคม กลยุทธ์ที่วัดกรณีศึกษาใช้เพื่อการนี้ คือการ คิดและออกแบบกิจกรรมให้เชื่อมโยงบทบาททั้ง 2 ด้านให้มีผลถึงกัน ในทุกข้อที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าแผนการของวัดจะเกิดขึ้นได้ และดาเนินการ จนเกิดผลต่อการฟื้นฟูบทบาทวัด จาเป็นต้องมีทุนบุคคลที่มีความรู้แก่นธรรม รู้ทันสังคม และตระหนัก ชัดในบทบาทหลั ก ของวัด และบทบาทของวั ด ต่ อสั งคม อันเป็นคุณสมบั ติซึ่ ง ได้ กล่ า วไปแล้ ว และ สอดคล้องกับข้อค้นพบในส่วนนี้ 4.3.2.2 กำรบริหำรที่มุ่งกำรเรียนรู้ของบุคคลและภำคีเครือข่ำย ทุกวัดในกรณีศึกษาให้ ความสาคัญสูงมากกับการบริห ารงานเพื่อก่อให้ เกิดการ เรี ย นรู้ ของบุ คคล มิได้กาหนดผลลั พธ์อยู่ เพียงผลส าเร็จของงานโดยล าพัง ข้อวิเคราะห์ นี้มาจาก ลักษณะการบริหารงานของเจ้าอาวาสของทุกวัด ที่ให้ความสาคัญกับการกระจายอานาจในการบริหาร การแบ่งงานกันทา มิได้รวบงานไว้ที่เจ้าอาวาส หรือแม้แต่รวมศูนย์โดยพระแกนนาของกลุ่มงานต่างๆ แต่จะให้มีการกระจายบทบาทและความรับผิดชอบอย่างทั่วถึงในแนวราบ การกระจายอานาจเอื้อให้ เกิดการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการคิดสร้างสรรค์ได้มากกว่าการบริหารแบบรวมศูนย์ การคิด บุคคลที่เกี่ยวข้องกับเจ้าอาวาสและแกนนาพระสงฆ์ของวัดกรณีศึกษาจะให้ข้อมูลเหมือนกันว่า ผู้บริหารวัดและกิจกรรม จะให้ความสาคัญกับการกระจายอานาจและให้ฝึ กการตัดสินใจด้วยตนเอง FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

150


หรือกลุ่ม มีผลสร้างเสริมประสบการณ์ของการทางานได้มาก เพราะเกิดการเรียนรู้จากการทาจริง อีก ทั้งยังมีกระบวนการติ ดตามและให้คาปรึกษาอยู่เป็นระยะ จนกระทั่งเห็นว่ามีความชานาญเป็นงาน แล้ว ก็จะให้ดาเนินการเองต่อไป ในส่วนของการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ ธรรมแก่ภาคีเครือข่ายของวัดนั้น ใน กรณีศึกษาจะแบ่งได้ 2 กลุ่ม กลุ่มที่เข้าร่วมกิจกรรมของวัดตามหน้าที่ของหน่วยงาน เพื่ออานวยความ สะดวกแก่กิจกรรม เช่นหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองท้องถิ่น การร่วมกิจกรรมจะมีผลการเรียนรู้ ค่อนข้างจากัด เพราะเป็นการร่วมงานเฉพาะกิจ มีเงื่อนไขของเวลาการเรียนรู้น้อย และไม่ค่อยมีส่วน ร่วมในการคิด การตัดสินใจ การวางแผน การทา และการประเมินผลจากกิจกรรมร่วม แต่ถ้าเป็นภาคี เครือข่ายที่วัดเข้าไปทางานเชิงรุก สร้างความร่วมมือเอง วัดจะออกแบบกิจกรรมเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ธรรม หรื อ เรี ย นรู้ บ ทบาทของวั ด ต่ อ สั ง คมอั น น าไปสู่ ค วามศรั ท ธาเลื่ อ มใส ที่ เ ด่ น ชั ด คื อ วั ด ป่ า สุขสมบูรณ์เรียนรู้ร่วมกับโรงพยาบาลจังหวัดบุรีรัมย์ในเรื่องการแพทย์ภู มิปัญญาไทยและการแพทย์ สมัยใหม่ เกิดเป็นความศรัทธาที่นาไปสู่การสร้างความร่วมมือ โดยเนื้อหาการเรียนรู้มีทั้งเรื่องธรรมะ กับสุขภาพ บทบาทพระสงฆ์และวัด อันทาให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาของบุคลากรอีกฝ่า ย, กลุ่ม กองทุนผู้รักษาอุโบสถศีล และกลุ่มกองทุนอื่นๆ อีก 5 กองทุน ที่เชื่อมโยงเข้ากับการเรี ยนรู้ธรรมะ, การเรียนรู้ร่วมกับอีกภาคีที่ค่อนข้างได้ผลของวัดต่างๆ ในกรณีศึกษา คือการร่วมเรียนรู้กับโรงเรียน แต่ผลการเรียนรู้ธรรมจะลงไปได้ถึงระดับนักเรียนมากหรือน้อยขึ้นกับกระบวนการอบรมที่แต่ละวัดจัด ให้ ว่าจะมีความสอดคล้องกับปัญหาและความสนใจของเด็กและเยาวชนเพียงใด และบุคลากรของ โรงเรียนให้ความสาคัญกับการสานต่อด้วย เช่น โรงเรียนวัดนายโรงร่วมสานต่องานผ้าป่าปลูกต้นไม้ เพิ่มความร่มรื่นของวัดนายโรง โดยให้เด็กนักเรียนได้ทางานจิต อาสาด้วยการรับผิดชอบช่วยกันรดน้า ดูแล เป็นต้น ดังนั้น กรณีศึกษาจึงให้ข้อสังเกตที่ค่อนข้างชัดเจนว่า วัดจะขยายภาคีเครือข่ายการ เรียนรู้ธรรมและความเข้าใจของสังคมต่อบทบาทวัดและพระสงฆ์ได้มากหรือน้อย สัมพันธ์โดยตรงกับ ระดับการมีส่วนร่วมในแผนงานและกิจกรรมซึ่งดาเนินการร่วมกัน หากมาเพียงร่วมทาในบางส่วนตาม หน้าที่ดังเช่นหน่วยราชการหรือแม้แต่องค์กรเอกชน ธุรกิจ โอกาสเรียนรู้ก็น้อย จานวนของภาคีและ เครือข่ายเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอที่จะเป็นเครื่องบ่งชี้ความก้าวหน้าของการฟื้นฟูบทบาทวัด แต่ การออกแบบกิ จ กรรมให้ มี พื้ น ที่ ก ารมี ส่ ว นร่ว มในระดั บ ที่ สู ง คื อ การร่ ว มคิ ด ตั ด สิ น ใจ วางแผน ประเมินผล) มิใช่เพียงการร่วมทาตามแผนที่กาหนดไว้แล้วอย่างตายตัว จึงเป็นปัจจัยสาคัญที่จะเอื้อต่อ การขยายภาคีเครือข่ายของการฟื้นฟูวัดอย่างมีประสิทธิภาพด้ว ย แต่ขณะเดียวกันการออกแบบ ความสัมพันธ์ให้เกิดระดับการมีส่วนร่วมที่จะส่งเสริมการเรียนรู้ของภาคีเครือข่ายก็เกี่ยวข้องกับความรู้ ทักษะ ความสามารถด้านต่างๆ ของทุนบุคคลของวัดที่เป็นผู้ออกแบบกิจกรรมของแผนงานด้วย FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

151


ในอีกมิติหนึ่ง การขยายภาคีเครือข่ายในเชิงคุณภาพที่เน้นการมีส่วนร่วมเรียนรู้จะมี อิทธิพลต่อความยั่ งยื นของการฟื้น ฟูบ ทบาทวัดด้วย เนื่องจากเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่ม คฤหัสถ์ซึ่งเป็นหนึ่งในพุทธบริษัทสี่ซึ่งพระพุทธองค์ทรงมอบพระศาสนาให้ร่วมกันสืบทอด มิได้ เป็น หน้าที่ของบรรพชิตโดยลาพัง เพราะหากคฤหัสถ์มีความเข้มแข็งทางธรรม คือมีภูมิรู้เรื่องธรรม เข้าใจ วินัยสงฆ์ก็จะมีส่วนในการสอดส่องดูแลพระสงฆ์ได้ตามวิถีทางของคฤหัสถ์ เช่นไม่ตักบาตร ไม่ร่วม กิจกรรมของวัด หรือแม้แต่การว่ากล่าวตักเตือน มิใช่ถือคติชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์อย่างที่เข้าใจผิดกัน ดังใน กรณีศึกษาของคฤหัสถ์วัดนายโรง ซึ่งมีภูมิรู้ทางธรรม มีอาวุโสสูงสามารถว่ากล่าวแนะนาพระอ่อน พรรษาตามสมควรอย่างเหมาะสมเป็นประโยชน์ได้ 4.3.2.3 กำรบูรณำกำรบทบำทหลักและบทบำทรองของวัด จากการวิเคราะห์กระบวนการทางานและการกาหนดแผนงานของวัดในกรณีศึกษา พบโดยชัดเจนว่า บุคลากรของการฟื้นฟูบทบาทวัด โดยเฉพาะผู้นาพระสงฆ์ในกรณีศึกษา จะมีวิธีคิดที่ ไม่แยกบทบาทหลักบทบาทรองเป็นส่วนๆ หากแต่มุ่งบูรณาการทั้ง 2 บทบาท ให้ “คิดหนึ่งต้องได้ สอง” อยู่เสมอ โดยอาศัยความรู้ความเข้าใจในแก่นธรรมและความชัดเจนในบทบาทสูงสุดของวัดว่า คือการพัฒนามนุษย์ไม่ว่าในวัดหรือนอกวัดให้เป็นผู้เข้าใจแก่นธรรมหรือสัจ ธรรมของชีวิตและโลก อย่ างครบถ้ว น จนพบอิส รภาพจากความทุกข์ในระดับต่างๆ ทั้ งทุกข์จากชีวิตและทุกข์จากสังคม รวมทั้งสามารถมองทะลุถึงปัญหาและอุปสรรคของการจะฟื้นฟูบทบาทวัดในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเร็ว วัดจึงกาหนดแผนงาน-ขั้นตอนการทางาน และการดาเนินกิจกรรมในลัก ษณะทาหนึ่งได้สอง หรือมากกว่าสอง คือมีผลขยายต่อยอดออกไปได้เป็นทอดๆ อีก ดังเช่นสถานีวิทยุวัดนายโรง กิจกรรมทางสังคมของวัดในกรณีศึกษามี 2 ลักษณะ คือ (1) กิจกรรมที่เชื่อมโยงกับธรรมะโดยตรง สถานีวิทยุวัดนายโรงเผยแผ่ธรรมตาม บทบาทหน้าที่ของวัดแล้วเชื่อมโยงไปสู่การเกิดกิจกรรมศาลไกล่เกลี่ย ข้อพิพาท การอบรมเยาวชนคุม ประพฤติ อันตอบปัญหาสังคม ก่อผลให้มีการประยุกต์ศาสนธรรมมาใช้ในชีวิตประจาวัน หรือศูนย์ การแพทย์ภูมิปัญญาของวัดป่าสุขสมบูรณ์ และกิจกรรมเยี่ยมผู้ป่วยในโรงพยาบาลของวัดลานสัก ที่ เชื่อมโยงธรรมมาช่ว ยเยี ย วยาจิ ตใจของผู้ ป่ว ยให้ เห็ น ถึง สั จธรรมของกายสั ง ขาร เช่นเดียวกับ วั ด ภูเขาทองแจกจ่ายยาแผนไทย ให้บริการซ่อมแซมสิ่งของให้ใช้ได้ใหม่พร้อมสอนเรื่องความสันโดษ มัธยัสถ์ ไม่ยึดติดค่านิยมอวดของใหม่ ความร่ารวยตามกระแสสังคม เป็นต้น (2) กิจกรรมสงเครำะห์สังคม แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มแรกให้สงเคราะห์ แก่บุคคลหรือกลุ่ มที่มีปั ญหาขาดแคลนขัดสน เช่นการให้ทุนการศึ กษาแก่นักเรียนและ/หรื อภิก ษุ สามเณรของวัดกรณีศึกษาต่างๆ, นโยบายคืนเงินพระอภิธรรมแก่เจ้าภาพงานศพที่ขัดสนหรือการจัด

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

152


อุปสมบทในช่วงเย็น เพื่อให้เกิดความประหยัด ช่วยลดขั้นตอนทางสังคมซึ่งใช้จ่ายเงินในงานเลี้ยงพระ เลี้ยงคน อันสอดคล้องกับพิธีกรรมของพุทธศาสนาซึง่ เน้นความเรียบง่าย การสงเคราะห์อีกแบบหนึ่งเป็นการให้ ความรู้ภาษาอังกฤษ การอบรมอาชีพ การรักษาสุขภาพ การจัดดอกไม้ ฯลฯ แก่ผู้สนใจทั่วไป เพื่อสนับสนุนการใช้พื้นที่วัดให้เป็นประโยชน์ แก่สังคม และสร้างความรู้สึกว่าวัดเป็นของชุมชนและคนสังคม อันเป็นแนวคิดตั้งแต่อดีตมา ก่อนที่วัด จะเปลี่ยนสถานภาพเป็นนิติบุคคล ทีม่ ีพระสงฆ์เป็นเจ้าของและมีสิทธิ์ขาดในการจัดการตามกฎหมาย 4.3.2.4 กำรต่อยอดกิจกรรมให้สร้ำงสรรค์ไปจำกที่ได้รับมอบหมำย การศึกษายังพบด้วยว่าด้วยภูมิรู้ทางธรรมของบุคลากรวัดในกรณีศึกษา โดยเฉพาะ กลุ่ มผู้ น าพระสงฆ์ มีผ ลให้ การบริ ห ารกิจกรรมตามแผนงานมีลักษณะสร้างสรรค์ในรูปแบบต่างๆ ดังกล่าวไปแล้ว ที่น่าสนใจให้เป็นที่สังเกตได้จากการศึกษาอีกประการหนึ่ง คือ วัดในกรณีศึกษาจะมี การต่อยอดกิจกรรม ที่ต้องดาเนินการตามนโยบายรัฐบาลหรือมหาเถรสมาคมให้มีลักษณะสร้างสรรค์ ร่วมสมัย โดยใช้กุศโลบายเพื่อให้เข้าถึงวิถีชีวิต ความนิยมของสังคมโดยไม่ขัดกับหลักธรรม ด้วยการต่อ ยอดสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านการพัฒนาจิตวิญญาณตามบทบาทหลักและบทบาททางสังคม ทีเ่ พิ่งกล่าวถึงไปในข้อ 4.3.2.3 ตัวอย่างเช่น กิจกรรมส่งเสริมชุมชนรักษาศีล 5 ของวัดทั่วประเทศ วั ดลานสักได้ รวมเรื่องทิศ 6 เข้าไปด้วยในกิจกรรมเผยแผ่ธรรม เพื่อให้กลุ่มต่างๆ ได้รู้จักการจัดความสัมพันธ์ทาง สังคมให้เหมาะสม ส่วนวัดนายโรงรวมเรื่องของเบญจธรรมต่อยอดกับเบญจศีล พร้อมกาหนดกิจกรรม ในทุกข้อ เพื่อส่งเสริมความประพฤติปฏิบัติให้ครบ ทั้งไม่ละเมิดศีลสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นแล้ว ยังมีข้อธรรมอีก 5 ข้อควบคู่ไปด้วยกัน เพื่อสร้างกุศลให้เพิ่มมากขึ้ นด้วย โดยมิได้กาหนดขึ้นอย่าง ลอยๆ หากแต่มีการระบุกิจกรรมกากับในทุกข้อ ซึ่งเป็นกิจกรรมทั้งที่ทาอยู่แล้วและที่เพิ่ มเติมขึ้นมาให้ น่าสนใจมากขึ้น ส่วนวัดป่าสุขสมบูรณ์จัดสวดมนต์ข้ามปีเก่าขึ้นปีใหม่ด้วยการนาทรัพยากรที่วัดมีอยู่ เกิน ประเภทข้าวของเครื่องใช้มาจับฉลากแจกจ่ายเป็น ศิริมงคลและบารุงขวัญกาลังใจในวันปีใหม่แก่ ชาวบ้านผู้เข้าร่วม เป็นต้น การต่ อ ยอดกิ จ กรรม และการบริ ห ารงานเชิ ง รุ ก การออกแบบกิ จ กรรมต่ า ง ๆ สะท้อนให้เห็นถึงคุณสมบั ติที่สาคัญอีกประการหนึ่งของผู้นาและแกนนาพระสงฆ์ คือการมีความคิด สร้างสรรค์ การคิดนอกกรอบ ซึ่งน่าจะมาจากการมี คุณลักษณะเป็นผู้ใฝ่การเรียนรู้ แสวงหาความรู้ ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา 4.3.2.5 กำรบริหำรกำรเงินให้สอดคล้องกับกรอบของแผนงำนที่กำหนดไว้ ผลการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ยืนยันผลการวิจัยในระยะที่ 1 ที่ค้นพบว่า ทุนทรัพย์แม้ จะเป็นปัจจัยสาคัญของการทางาน แต่ยังไม่สาคัญเท่ากับท่าทีของการจัดการเงินของผู้เกี่ยวข้อง ทั้ง FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

153


พระและคฤหัสถ์ การจัดการอย่างโปร่งใส เป็นที่รับรู้โดยทั่วถึง มีการตรวจสอบ โดยเฉพาะท่าทีของ พระสงฆ์ที่แสดงให้เห็นโดยชัดเจนว่าเป็นผู้เสียสละ มิได้รับประโยชน์ในทางเงินทองแล้ วยังพร้อมสละ เงิน ทองที่มีที่ได้ พร้ อมทั้งมีวิถีชีวิตที่ส มถะสั นโดษจะสร้างความเลื่ อ มใสศรั ทธาแก่ผู้ เกี่ ยวข้ อ งทั้ ง บรรพชิต-คฤหัสถ์ ทุกวัดในกรณีศึกษาจะมีการจัดการการเงินที่มีความชัดเจน มีการกากับ ตรวจสอบ และถ่ว งดุล คฤหั ส ถ์ที่ร่ ว มดูแลการเงิน ก็เป็ นบุคคลที่ได้รับการยอมรับว่ามีวิถีชีวิตที่ส มถะสั นโดษ ทางานรับใช้วัดมายาวนาน ข้อค้นพบที่ได้เพิ่มเติมอีกในการศึกษานี้จากการสัมภาษณ์ผู้รับผิดชอบร่ว มด้าน การเงิน และภาคีที่เกี่ยวข้อง คือ การทางานอย่า งมีแผนการ มีการบริหารจัดการโดยชัดเจนตาม เป้าหมาย วิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ และแผนงาน พร้อมกิจกรรมที่ชัดเจน ที่รับรู้กันมาก่อนแล้ว โดยทั่วถึงดังที่กล่าวไว้ในข้อ 4.3.2.1 (การบริหารอย่างมียุทธศาสตร์และจังหวะก้าว) ได้ช่วยป้องกัน ความสงสัยคลางแคลงใจในการใช้จ่ายเงิน อีกทั้งกระบวนการทางานฟื้นฟูบทบาทวัดอย่างทุ่มเทที่ เรียกความศรัทธาของผู้เกี่ยวข้องได้อย่างสูงในแต่ละกรณีศึกษาดังกล่าวไปแล้วในกระบวนการทางาน ของผู้นา ได้ทาให้การบริหารการเงินไม่เป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดปัญหา อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว เพื่อ ความยั่งยืนแล้ว ยังมีความจาเป็นที่จะต้องปรับระบบให้เป็นทางการมากยิ่งขึ้น แล้วลดการอิงกับบุคคล ให้น้อยที่สุด เพื่อให้บุคคลภายนอกซึ่งมิได้รู้จักคุ้นเคยหรือทราบภูมิห ลังของบุคคลเช่นเดียวกับคนใน วัด ได้เพิ่มความวางใจมากยิ่งขึ้นอีก กล่าวโดยสรุป ผลการศึกษาที่รายงานมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่าทั้ง 2 ปัจจัยร่วมมี ความสาคัญสูงสุดต่อการฟื้นฟูบทบาทการพัฒนาจิตวิญญาณของวัดในเมืองและกึ่งเมืองฯ โดยที่ปัจจัย ร่วมด้านทุนบุคคลตามคุณลักษณะที่ระบุในการศึกษาเป็นปัจจัยจาเป็น (Necessary Factors) และ ปัจจัยร่วมด้านกลยุทธ์การบริหารเป็นปัจจัยสนับสนุนหรือปัจจัยพอเพียง (Sufficient Factors) ที่เอื้อ ให้ ก ารฟื้ น ฟู บ ทบาทวั ด เกิ ด ขึ้ น และด าเนิ น การได้ ต่ อ เนื่ อ งอย่ า งมี พ ลวั ต จนกระทั่ ง เกิ ด ผลการ เปลี่ยนแปลงขึ้นได้ โดยที่ปัจจัยร่วมทั้ง 2 ประการนี้ ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่สามารถสร้างให้เกิดขึ้นได้ มิใช่ เป็นปัจจัยพิเศษที่เกิดจาเพาะบุคคล ในทางตรงข้ามปัจจัยร่วมด้านคุณลักษณะของทุนบุคคลซึ่งเป็น เงื่อนไขตั้งต้น สามารถสร้างได้ด้วยการจัดการศึกษาอบรมบ่มเพาะโดยอาศัยหลักสูตรที่บูรณาการ เนื้อหา กระบวนการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้ ให้เหมาะสมมีความต่อเนื่อง ที่สาคัญคือ การแสวงหาบุคคล ซึ่งมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาและมีความวิริ ยะอุตสาหะในการเรียนรู้ ในบางกรณีความศรัทธา ในพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นภายหลังด้วยซ้า ดังเช่นประวัติของพระเถรานุเถระหลายรูปทั้งในอดีตและ ปัจจุบัน หรือแม้แต่เจ้าอาวาสบางรูปในกรณีศึกษาซึ่งบวชเรียนตามประเพณี หรือบวชเรียนเพื่อให้ มี โอกาสไปสู่การศึกษาทางโลก แต่เมื่อได้มีโอกาสศึกษาเรียนรู้พระพุทธศาสนาอย่างบริบูรณ์ทั้งปริยัติ

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

154


ปฏิบัติ ปฏิเวธแล้วก็เกิดความศรัทธาตั้งมั่นในธรรม และเป็นกาลังหลักของการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ในที่สุด ด้ ว ยความเชื่ อ พื้ น ฐานนี้ จึ ง น าไปสู่ ก ารพั ฒ นากรอบหลั ก สู ต รของการอบรม บุคคลากรเพื่อฟื้นวัดคืนเมือง (ดังจะรายงานในผลการศึกษา 2 ในบทที่ 5 ต่อไป) ข้อสังเกต ผู้วิจัยมีข้อสังเกตจากการศึกษาในประเด็นการปรับตัวของวัดในกรณีศึกษาว่า นอกจาก ปัจจัยร่วมทั้ง 2 ประการที่กล่าวมาจะมีผลต่อความสาเร็จในการปรับตัวเพื่อฟื้นฟูบทบาทของวัดใน เมืองและกึ่งเมืองฯแล้ว ระดับความสาเร็จและความยากหรือง่ายของการฟื้ นฟูบทบาทวัดในเมืองและ กึ่งเมืองฯ ยังน่าจะเกี่ยวข้องกับเงื่อนไขอีกอย่างน้อย 2 ประการ คือ (1) ระดั บความซับซ้ อน (Complexity) ขององค์ประกอบทางบริ บ ทในการฟื้ น ฟู บทบาทวัดในเมืองและกึ่งเมืองฯ การฟื้นฟูบทบาทวัดในสมัยเดิมนั้นดาเนินการได้ง่ายกว่าสมัยปัจจุบัน และการฟื้นฟู วั ด กึ่ ง เมื อ งฯด าเนิ น การได้ ง่ า ยกว่ า วั ด ในเมื อ ง เนื่ อ งจากจ านวนและระดั บ ความซั บ ซ้ อ นของ องค์ประกอบมีความแตกต่างกันมาก ในสมัยเดิมนั้นความสัมพันธ์ระหว่างวัดและชุมชนมีองค์ประกอบ เกี่ยวข้องไม่มากและสัมพันธ์กันแบบง่ายๆ ตรงไปตรงมา (Simple) ที่สาคัญคือมีอิสระในการจัดการ ตนเอง (Self Regulations) ไม่ได้ถูกแทรกแซง หรือถูกกระทบด้วยความซับซ้อน (Complex) จาก องค์ประกอบจานวนมากและหลายระดับดังเช่นบริบทของวัดในเมืองหรือกึ่งเมืองฯ ความสาเร็จในการฟื้ นฟูบทบาทวัดของทั้ง 5 กรณีศึกษา มาจากการจัดการกับ ความซับซ้อนด้วยการกาหนดกรอบการจัดการให้อยู่ในวิสัยที่วั ดจะสามารถจัดการได้ในระดับหนึ่ง ดัง ปรากฏออกมาเป็นแผนงานในชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป เช่น นโยบาย ยุทธศาสตร์ เป้าหมาย วิสัยทัศน์ ขั้นตอน ฯลฯ อันเป็นความรู้ของการจัดการสมัยใหม่ที่ใช้รับมือกับความซับซ้อน การกาหนดขอบเขต ดังกล่าวจะทาได้ต่อเมื่อมีการศึกษาสารวจทุนด้านต่างๆ อย่างละเอียดรอบคอบแล้วนามาคิดวิเคราะห์ จัดลาดับ วางขั้นตอนการจัดการ วางแผนการเรียนรู้ให้แก่บุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นตัวแปรสาคัญของ ความส าเร็ จ และความล้ ม เหลว โดยมี ก ารติ ด ตามประเมิ น ผลอย่ า งใกล้ ชิ ด จริ ง จั ง เพื่ อ ปรั บ ปรุ ง เปลี่ยนแปลงให้แผนและองค์ประกอบต่างๆ ปรับตัวให้สอดคล้องกับเหตุปัจจัยภายใน-ภายนอกหรือ บริบทที่แปรเปลี่ยนตลอดเวลาได้ 11 11

ในศาสตร์แห่งความซับซ้อน (Complexity Sciences) เรียกระบบการปรับตัวนี้ว่า Complex Adaptive System / CAS) FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

155


จากการศึกษาวัดทั้ง 5 กรณี พบว่า ผู้นาการเปลี่ยนแปลงหรือเจ้าอาวาสและคณะ บุคคลผู้ร่วมกระบวนการฟื้นฟูบทบาทวัด มีการคิดวิเคราะห์ปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการ คิดและวางแผนล่วงหน้าตลอดเวลาเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในบริบทที่ซับซ้อน (2) ความเข้ า ใจในหลั ก ธรรมและน ามาใช้ กั บ การจั ด การสมั ย ใหม่ ไ ด้ อ ย่ า ง เหมาะสม ความสาเร็จของการฟื้นฟูวัดของกรณีศึกษา มิได้เกิดขึ้นจากการใช้หลักการบริหาร สมัยใหม่เพียงประการเดียว หากแต่มีผลมาจากการประยุกต์หลักธรรมมาเป็นหลักการปฏิบัติงานและ การจัดความสัมพันธ์กับผู้ อื่นของผู้ทางานฟื้นฟูบทบาทวัด ไม่ว่าส่วนบุคคลและกลุ่มด้วยโดยตรง เช่น หลักอริยสัจ 4, อิทธิบาท 4, สังคหวัตถุ 4, พรหมวิหาร 4 เป็นต้น เอื้อให้การบริหารจัดการตามกลยุทธ์ ที่กาหนดขึ้นนั้น ได้ผลสัมฤทธิ์ทั้งคนและงาน คือ การฟื้นฟูบทบาทของวัดมีความก้าวหน้า ในขณะที่ คนท างาน ทั้ ง ผู้ น าและผู้ ร่ ว มงานได้ ค วามสุ ข ใจจากการเห็ น ผลของงานที่ เ ป็ นประโยชน์ ต่ อ ผู้ อื่น โดยเฉพาะต่อพุทธศาสนิกชน และต่อความงอกงามในพระศาสนาที่ตนเองเลื่อมใสศรัทธา มีความสุข จากการได้เรียนรู้เข้าใจปัญหาสังคมสมัยใหม่ไปพร้อมกับได้เรียนรู้ธรรมอันช่วยให้ตนเองเท่าทันความ ทุกข์สมัยใหม่จากโลกที่ซับซ้อนนั้น จึงได้ความสุขจากการทางานด้วย ถึงแม้ว่างานดังกล่าวจะมิได้ นามาซึ่งรายได้ เงินทองแม้แต่น้อย อันเป็นความแตกต่างจากองค์ก รสมัยใหม่ที่ได้ผลสัมฤทธิ์ในงาน หากแต่คนทางานมักถูกรุมเร้าด้วยความเครียด ความวิตกกังวล ความกลัว ความโกรธ ฯลฯ ขณะ เดีย วกับ ที่ภ ายในองค์กรก็มี ปั ญหาความสั ม พันธ์ระหว่างบุค คล เกิดความขัดแย้ง คนทางานไม่ มี ความสุขในการทางาน หลักฐานของการวิเคราะห์ในประการนี้ มาจากการติดตามสังเกตการทางานอย่าง ทุ่มเทมีความกระตือรือร้น (ฉันทะ) ของผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการฟื้นฟูบทบาทของวัด เนื่องจากงาน ดังกล่าวมิใช่งานอาชีพ มิได้มีเงื่อนไขบังคับให้ต้องทา บุคคลสามารถที่จะถอนตัวได้ตลอดเวลา แต่ แน่นอนว่าระดับความสาเร็จของแต่ละกรณีศึกษาก็มี ความแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลา มีการ เปลี่ยนแปลงทั้งขึ้นและลง มีปัญหาและอุปสรรคเป็นปกติ หากแต่ยังมีการปรับตัวอยู่โดยต่อเนื่อง เร็ว บ้างช้าบ้างตามเหตุปัจจัย

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

156


บทที่ 5 ผลกำรศึกษำ 2 กรอบหลักสูตรกำรอบรม “ฟื้นวัด คืนเมือง” โครงกำรวัดบันดำลใจ (2560) ผู้วิจัยได้ดาเนินการศึกษาเพื่อพัฒนากรอบหลั กสูตรให้ แก่โ ครงการวัดบันดาลใจตาม วิธีการวิจัยที่ระบุไว้ในบทที่ 3 (วิธีการวิจัย) ด้วยการศึกษาวิเคราะห์เอกสารหลักสูตรการอบรมของ หน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา กลุ่มพระสงฆ์และวัด องค์กรพัฒนาเอกชนด้านศาสนา และการ ถอดบทเรียนด้วยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งพระสงฆ์ และฆราวาสซึ่งมีประสบการณ์ตรงในการ จัดการอบรมพระสงฆ์ คฤหัสถ์ และการประมวลข้อมูลจากแบบสอบถามซึ่งสอบถามตรงถึงพระสงฆ์ที่ มีประสบการณ์สูงในการจัดการอบรม เพื่อขอคาแนะนาการจัดการอบรม รวมถึงรวบรวมรายชื่อ หนั ง สื อ สื่ อ เสี ย งและภาพ รายชื่ อ วิ ท ยากร ที่ ผ่ า นการพิ สู จ น์ ด้ ว ยการใช้ ป ระโยชน์ ห รื อ ผ่ า นการ ดาเนินการอบรมจริงมาแล้ว เพือ่ จัดทาเป็นทาเนียบสื่อประเภทต่างๆ ผลการวิจัยที่นารายงานในส่วนนี้จะแบ่งเป็น 2 หัวข้อ คือ 5.1 ผลการวิ จั ย เอกสารและสั ม ภาษณ์ ผู้ ท รงคุ ณ วุฒิ เพื่ อ น าความรู้ม าก าหนดกรอบ หลักสูตร 5.2 กรอบหลักสูต รของการอบรม “ฟื้นวัด คืนเมือง” ซึ่งได้ผ่านการหารือกับโครงการ วัดบันดาลใจเพื่อปรับปรุงให้เกิดการนาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างสอดคล้องกั บเงื่อนไขของโครงการ วัดบันดาลใจ 5.1 ผลกำรวิจัยเอกสำรและสัมภำษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ การศึกษาข้อมูลจากเอกสาร โดยเจาะจงหลักสูตรที่มีวัตถุประสงค์ใกล้เคียงกันซึ่ งจัดขึ้น โดยองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะและดาเนินการมาต่อเนื่อง และข้อมูลจากการสัมภาษณ์พระสงฆ์ ซึ่งเป็ น ผู้ จั ดการอบรมและ/หรื อเข้าร่ว มการอบรมหลักสู ตรที่ได้รับการประเมินจากผู้เกี่ยวข้องว่า น่าสนใจตามเกณฑ์ที่กาหนด ผลการศึกษาสรุปได้ ดังนี้ 5.1.1 ผลกำรศึกษำวิเครำะห์เอกสำร การศึกษาเอกสารการอบรมของโครงการอบรมต่างๆ ได้ข้อมูลที่ตรงตามต้องการจานวน ไม่มากนัก มีเพียงไม่กี่โครงการที่เข้าเกณฑ์ ซึ่ง ผู้วิจัยนามาสรุปจาแนกให้เห็นถึง เนื้อหา กระบวนการ เรียนรู้ และแหล่งเรียนรู้ พร้อมการวิเคราะห์ ดังแสดงไว้ในหน้าต่อไป

FINAL REPORT รายงานวิจัยโครงการวัดบันดาลใจ ฉบับสมบูรณ์ (ต.ค.2560)

157


ตำรำงสรุปข้อมูลหลักสูตรกำรอบรมพระสงฆ์เพื่อพัฒนำบทบำททำงธรรม-ทำงโลก ผู้จัดกำรอบรม โครงกำร/หลักสูตร 1. เนื้อหำด้ำนเศรษฐกิจ(แนวพุทธ) กลุ่มเสขิยธรรม โครงการ “โคก หนอง นา หลวงตา โมเดล ผ